Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Academic Journal of Thailand National Sports University Vol.13 No.3 (September - December, 2021)

Academic Journal of Thailand National Sports University Vol.13 No.3 (September - December, 2021)

Published by library dpe, 2023-02-01 04:52:30

Description: Academic Journal of Thailand National Sports University Vol.13 No.3 (September - December, 2021)

Search

Read the Text Version

ตารางท่ี 2 การประยกุ ต์ใช้แบบแผนความเชอ่ื ด้านสขุ ภาพเพือ่ ปรับเปล่ยี นพฤติกรรมสขุ ภาพ (ตอ่ ) ประเด็น รายละเอยี ด กจิ กรรมที่ประยุกตใ์ ช้ เปรียบเทียบถึงข้อดีและข้อเสียของพฤติกรรมนั้นโดย ประสบความสาเร็จในการปรับ เปล่ียน เลือกปฏิบตั ิในส่งิ ทีก่ อ่ ให้เกดิ ผลดีมากกวา่ ผลเสีย พฤติกรรมและเกิดผลกระทบทาง บวก เปน็ ตน้ - การประเมินเปรียบเทียบระหว่างผลดี และ ผลเสยี ของการพฤตกิ รรมสุขภาพ - การยกตวั อย่างกรณีศกึ ษา 4. การรับรู้ของบุคคลต่อปัญ หา (Perceived - การวิเคราะห์อุปสรรคในการป้องกัน และ Barriers) รักษาโรค ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว - การรับรู้ของบุคคลต่อปัญหาและอุปสรรคในการ และชุมชน โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับปัจจัย รักษาและป้องกันโรค การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนบคุ คล สุขภาพ สุขภาพอนามัย เช่นปัญหาค่าใช้จ่ายในการ - การให้ข้อมูลท่ีเป็นจริงเพื่อแก้ไขความ รักษา การตรวจเลือด การตรวจพเิ ศษบางอย่างที่อาจ เข้าใจผิดเก่ียวกับอุปสรรคในการป้องกัน ทาให้เกิดความไมส่ ุขสบาย อีกท้งั การปฏบิ ัติบางอย่าง และรกั ษาโรค อาจขัดกับอาชีพหรอื การดาเนินชวี ิตประจาวัน ดงั นั้น - วางแผนเพื่อลดอุปสรรคในการป้องกัน การรับรู้อุปสรรคจึงเป็นปัจจัยหน่ึงที่สาคัญอย่างยิ่ง และรักษาโรค เช่น จัดสงิ่ แวดลอ้ มทเ่ี อ้อื ตอ่ และมีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคและพฤติกรรม การปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรม ของผู้ปว่ ยที่สามารถใช้ในการทานายพฤตกิ รรมการให้ - การมีส่วนร่วมในการขจดั และลดอปุ สรรค ความรว่ มมือในการรกั ษาโรคได้ ของสมาชิกในครอบครัว เพื่อนที่ทางาน หรอื หนว่ ยงานทเ่ี ก่ียวข้อง - การประเมนิ ผลลดอปุ สรรค 5. สิง่ ชกั นาให้เกิดการปฏิบตั ิ ปจั จัยภายในบคุ คล (Cues to Action) - ประเมินพยาธิสภาพและระยะของการ - ความรสู้ ึกของบุคคลที่เกิดขึ้นจากภายในหรือสภาพ เกิดโรค เพ่ือกระตุ้นการรับรู้ความเส่ียง อารมณ์เกิดข้ึนจากการกระตุ้นของสิ่งเร้าภายนอก และความรุนแรง และภายใน เช่น ความสนใจเกี่ยวกับสุขภาพ ข่าวสาร - สร้างแรงจูงใจจากภายใน เช่น ภาคภูมิใจ คาแนะนา เป็นต้น ซึ่งเป็นแรงผลักดันร่วมกับปัจจัย การเห็นคุณค่าในตนเองในการเปล่ียนแปลง อื่น ๆ ให้บุคคลเกิดความร่วมมือในการปฏิบัติ พฤตกิ รรม กจิ กรรมตา่ ง ๆ เพ่อื สขุ ภาพของตนเอง ปัจจยั ภายนอกบุคคล - การมีส่วนร่วมของครอบครัว เพื่อนและ ชุมชน ในการสร้างแรงจูงใจ และกระตุ้น เตือน - การให้ข้อมูลเก่ียวกับแนวปฏิบัติอย่าง ชดั เจน - การใช้ระบบเตือนความจาที่เหมาะสม ปฏบิ ัติอย่างสมา่ เสมอและต่อเนื่อง - การจัดกิจกรรมรณรงค์ กระตุ้นเตือน เสริมแรงทางบวก และประเมินผล

แบบแผนความเช่ือด้านสขุ ภาพมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือใชอ้ ธิบายพฤติกรรมการป้องกันโรค และพฤตกิ รรม การรักษาโรคของบุคคล โดยมี 5 องค์ประกอบ คือ ปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้โอกาสเส่ียงของการเกิดโรค การรับรู้ความรนุ แรงของโรค การรับรู้ถึงประโยชน์ของการรักษาและป้องกนั โรค การรับร้ขู องบุคคลต่อปัญหา และการรับรู้สิ่งชักนาให้เกิดการปฏิบัติเข้าไปเพ่ือให้สามารถนามาปรับใช้กับพฤติกรรมสุขภาพท่ีมีความ ซับซ้อนมากยิ่งข้ึนได้ ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีการนาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพไปใช้ร่วมกับทฤษฎีหรือ แบบจาลองด้านพฤตกิ รรมสุขภาพอื่น ๆ มากขึ้น ทั้งนเ้ี พื่อให้เกิดการใช้ประโยชนใ์ นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพได้อย่างกวา้ งขวางมากยง่ิ ข้ึน ข้อเสนอการพฒั นาโปรแกรมสขุ ศกึ ษาและการตรวจสอบคณุ ภาพ การพัฒนาโปรแกรมสุขศึกษาโดยใชแ้ นวคิดการเรียนรเู้ พื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา และแบบแผนความ เช่อื ด้านสุขภาพเพ่ือสร้างเสรมิ ความฉลาดทางสุขภาพดา้ นผลติ ภัณฑ์สขุ ภาพมีกระบวนการพฒั นา ดังน้ี 1. การกาหนดกรอบแนวคิดในการสร้างโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ ดว้ ยปญั ญาและแบบแผนความเชอื่ ด้านสขุ ภาพเพอื่ สรา้ งเสรมิ ความฉลาดทางสขุ ภาพดา้ นผลิตภัณฑ์สุขภาพ 2. การศึกษาถึงความต้องการจาเป็น (Need Assessment) ของโปรแกรมสุขศึกษาจากการ สัมภาษณ์ผู้บรหิ าร ครูและนกั เรียน 3. การจัดทาเอกสารประกอบโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการเรียนรูเ้ พ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญา และแบบแผนความเชอ่ื ด้านสุขภาพเพ่ือสรา้ งเสรมิ ความฉลาดทางสุขภาพด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมีขั้นตอน ของโปรแกรมสุขศึกษาโดยใชแ้ นวคิดการเรยี นร้เู พ่ือสรา้ งสรรค์ด้วยปัญญาและแบบแผนความเช่อื ด้านสุขภาพ 4 ขน้ั ตอน คือ 1) การใหค้ วามรู้ 2) การเชื่อมโยงประสบการณ์ 3) การสร้างผลงานและสะท้อนความคิด และ 4) การนาเสนอผลงาน 4. การตรวจสอบคณุ ภาพของโปรแกรมสุขศกึ ษาโดยมผี ูท้ รงคณุ วุฒิเปน็ ผปู้ ระเมนิ ดังนี้ 1) สรา้ งแบบประเมินค่าดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) ของโปรแกรมสุขศึกษา 2) นาแบบประเมินโปรแกรมสุขศึกษาที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้ประเมินและให้ข้อเสนอแนะมา วิเคราะห์ หาคา่ เฉล่ีย และปรบั ปรุงแก้ไขตามคาแนะนา 3) นาโปรแกรมสุขศึกษาทดลองกับนักเรียนอาชีวศึกษา ที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับกลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการจัดโปรแกรมสุขศึกษาสรุปผลการนา โปรแกรมสขุ ศกึ ษาไปทดลองใช้ 4) แก้ไขปรบั ปรงุ โปรแกรมสุขศกึ ษา 5. จัดทาคู่มือการจัดโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการเรยี นรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและแบบ แ ผ น ความ เชื่ อ ด้ าน สุ ขภ าพ เพื่ อส ร้างเส ริม ค วาม ฉ ล าด ท างสุ ขภ าพ ด้ าน ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ สุ ขภ าพ ของนั กเรีย น อาชีวศึกษาฉบับสมบูรณ์ เพ่ือการทักษะการเข้าถึงข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การเข้าใจในข้อมูลด้าน ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการใช้ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส่งเสริมความฉลาดทางสุขภาพของนักเรียน อาชวี ศึกษา

แนวทางการพัฒนาโปรแกรมสุขศึกษา โดยใช้แนวคดิ การเรยี นรู้เพ่ือสร้างสรรคด์ ว้ ยปัญญาและแบบแผนความเช่ือดา้ นสขุ ภาพ การเรียนรูเ้ พอื่ สรา้ งสรรค์ด้วยปัญญา แบบแผนความเช่อื ดา้ นสุขภาพ 1. ข้ันเชอ่ื มโยงประสบการณ์ 1. การรับรูโ้ อกาสเสี่ยงของการเปน็ โรค (Connection) 2. ขนั้ สรา้ งชนิ้ งาน (Perceived Susceptibility) (Construction) 2. การรบั รู้ความรุนแรงของโรค 3. ข้นั ส่ือสาร (Communication) (Perceived Severity) 3. การรับรูถ้ งึ ประโยชน์ของการรกั ษาและ ป้องกนั โรค (Perceived Benefits) 4. การรับรขู้ องบคุ คลตอ่ ปัญหา (Perceived) 5. ส่ิงชักนาให้เกิดการปฏิบตั ิ (Cues to Action) โปรแกรมสขุ ศกึ ษา โดยใช้แนวคดิ การเรยี นรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ 1.ขัน้ การให้ความรู้ (Education) 2.ขน้ั การเชื่อมโยงประสบการณ์ (Connection) 3.ข้ันการสรา้ งผลงานและสะท้อนความคิด (Construction) 4.ขั้นการนาเสนอผลงาน (Presentation) การเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพ เพ่ือกาหนดองค์ประกอบ สร้างเป็นโปรแกรมสุขศึกษา (Health Education Program) ซ่ึงองค์ประกอบของโปรแกรมสุขศึกษา ประกอบด้วย การจัดสิ่งแวดล้อมทางสุขภาพ การจัดบริการสุขภาพ และการจัดการเรียนการสอนสุขศึกษา นามาวิเคราะห์ตามนิยามของแนวทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญา 3 ขั้นตอน คือ ข้ันเชื่อมโยง ประสบการณ์ ข้ันสร้างช้ินงาน และข้ันสื่อสาร และตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ 5 ขั้นตอน คือ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ถึงประโยชน์ของการรักษา และป้องกนั การรับรู้ของบุคคลต่อปัญหา และสิง่ ชักนาให้เกิดการปฏิบัติ โดยมีขั้นตอนของโปรแกรมสุขศกึ ษา โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพ 4 ขั้นตอน คือ 1) การใหค้ วามรู้ 2) การเช่อื มโยงประสบการณ์ 3) การสรา้ งผลงานและสะท้อนความคดิ และ 4) การนาเสนอ ผลงาน เพ่ือส่งเสริมให้ผู้ท่ีเข้าร่วมเกิดความรู้มีทัศนคติที่ดีต่อการรักษาสุขภาพ และเกิดการเปล่ียนแปลง พฤตกิ รรมสขุ ภาพไปในทางทด่ี ี

สรปุ การเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญาเป็นการพัฒนาแนวคิดที่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา และ สร้างข้อมูลท่ีเป็นองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีโอกาสได้สร้างความคิดและนาความคิดของตนเองไปวิเคราะห์ ตัดสินใจอย่างสร้างสรรค์ โดยอาศัยส่ือและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซ่ึงจะทาให้เห็นความคิดที่เป็นรูปธรรมและ สามารถถ่ายทอดให้ผู้อ่ืนเข้าใจในความคิดของตนได้ดี และยังเป็นรากฐานให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ใหม่ ต่อไปอย่างไม่มีท่ีส้ินสุด รวมถึงการนาแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพมาร่วมประยุกต์ใช้ในการวางแผนการ พัฒนาโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ซึ่งเป็นรูปแบบของ การพัฒนาปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นที่การสร้างตัวบุคคลให้เกิดความเช่ือหรือ การรับรู้ต่อปัญหาในแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพมีหลายองค์ประกอบท่ีนับว่ามีส่วนในสร้างเสริมหรือ สนับสนุนให้ตัวบุคคลกระทาพฤติกรรม การพัฒนาโปรแกรมสุขศกึ ษาโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ ด้วยปัญญาและแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพเพ่ือสร้างเสริมความฉลาดทางสุขภาพด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ของนักเรียนอาชีวศึกษาด้วยรูปแบบ 1) การให้ความรู้ 2) การเช่ือมโยงประสบการณ์ 3) การสรา้ งผลงานและ สะท้อนความคิด และ 4) การนาเสนอผลงาน จึงเป็นเสมือนการบ่มเพาะทักษะความสามารถท่ีจาเป็นในการ ดารงชวี ิตในสังคมแห่งข้อมูลขา่ วสารและสารสนเทศ เพ่ือให้ได้องค์ความรู้เก่ียวกับปจั จัยท่ีสง่ ผลต่อความฉลาด ทางสุขภาพ (Health Literacy) โดยใช้ทักษะการเข้าถึงข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การเข้าใจในข้อมูล ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการใช้ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพ่ือส่งเสริมความฉลาดทางสุขภาพ (Health Literacy) การรู้เทา่ ทนั ส่ือและสารสนเทศของนกั เรยี นอาชีวศึกษาในปัจจบุ ันและอนาคต กติ ตกิ รรมประกาศ ได้รับการสนับสนุนทุนในการศึกษาวิจัยจากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช “ทุนวิจัย 90 ปี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย” References Chai-Anan Samudavanija. (1999). Concept: What is a constructionism. The Journal of the Royal Institute of Thailand, 24(1), 137 - 144. Druin, A., & Solomon, C. (1996). Designing multimedia environments for children: Computers, creativity, and kids. New York: John Wiley & Sons. Guzdial, M. (1997). Constructivism vs. Constructionism. Retrieved from http://www.quzdial. cc.qatech.edu/commentary/construct.html Hay, K, E. & Barab, S, A. (2001). Constructivism in practice: A comparison and contrast between apprenticeship and constructionist learning environments. The Journal of the Learning Sciences, 10(3), 281-322. Mancuso, J.M. (2009). Assessment and measurement of health literacy: An integrative review of the literature. Nursing and Health Sciences, 11, 77 - 89. Papert, S. (1980). Mindstorms: Children, computer and powerful ideas. NY: Basic Books. ________. (1984). New theories for new learning. School Psychology Review, 13(4), 422 - 428. ________. (1999). What is Constructionism? Retrieved from http://lynx.dac.neu.edu/k/krud wall/constructionism.html

Pimpan Dechakupt and Payao Yindeesuk. (2005). 5C Skills for Develop Learning Unit and Integrated to Learning management. Bangkok: Chulalongkorn Publishing. Prapapen Suwan and Swing Suwan. (1993). Behavioral Sciences Health Behavior and Health Education. Bangkok: Chao Phraya Publishing. Rittigrai Tulavantana. (2002). The strategic development for organizing instructional system based on constructionism of Thai Higher Education Institutions (Doctoral dissertation), Chulalongkorn University. Smith. (2004). Review of Adult Learning and Literacy. V.7.Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates. Suchin Petchrak. (2001). Constructionism in Thailand: Research paper. Bangkok: Office of National Education Commission. World Health Organization. (1998). Health Promotion Glossary. Switzerland: WHO Publications. ________. (2009). Health Literacy and Health Promotion. Definitions, Concepts and Examples in the Eastern Mediterranean Region. Individual Empowerment Working Document. 7th Global Conference on Health Promotion Promoting Health and Development. Nairobi, Kenya. Received: March, 29, 2020 Revised: May, 21, 2020 Accepted: May, 25, 2020



ผลการจดั การเรียนรสู้ ุขศกึ ษาโดยใชร้ ปู แบบการเรยี นรูแ้ บบผสมผสานทีม่ ตี ่อผลสมั ฤทธ์ิทางการ เรยี นและการคดิ เชงิ บรหิ ารของนักเรยี นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 มนทรตั น์ สุจีรกลุ ไกร จินตนา สรายทุ ธพทิ กั ษ์ สรญิ ญา รอดพพิ ัฒน์ และ ชญาภสั ร์ สมกระโทก คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั บทคัดย่อ วัตถุประสงค์การวิจัย เพ่ือเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิด เชิงบริหารก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงบริหารหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม วิธีดาเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จานวน 80 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานจานวน 40 คน และกลุ่ม ควบคุมไดร้ บั การจัดการเรียนรู้แบบปกติจานวน 40 คน เครอื่ งมือที่ใช้ในการวิจยั ได้แก่ แผนการจดั การเรียนรู้ แบบผสมผสานจานวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.99 และแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.90, 0.70, 0.90 และ 0.90 ค่าความเท่ียง (Reliabilities) 0.80, 0.82, 0.88 และ 0.85 ระยะเวลาในการดาเนินการวิจยั 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉล่ียของคะแนนด้วย ค่าที (Paired - Sample t - test, Independent - Sample t - test) ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของ คะแนนผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารหลงั การทดลองของกลุ่ม ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารของกลุ่มทดลองสงู กวา่ กลุ่มควบคมุ อย่างมี นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ แบบผสมผสานส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงบริหารของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่า การจดั การเรยี นรแู้ บบปกติ คาสาคญั : การจดั การเรียนรสู้ ขุ ศึกษา รูปแบบผสมผสาน การคิดเชงิ บรหิ าร Corresponding Author: นางสาวมนทรัตน์ สุจรี กุลไกร คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั Email: [email protected]

EFFECTS OF HEALTH EDUCATION LEARNING MANAGEMENT USING BLENDED LEARNING MODEL ON LEARNING ACHIEVEMENT AND EXECUTIVE FUNCTIONS OF NINTH GRADE STUDENTS Montarat Sugeerakunkui, Jintana Sarayuthpitak, Sarinya Rodpipat, and Chayaphat Somkratoke Faculty of Education, Chulalongkorn University Abstract Purposes: To compare mean scores of learning achievement and executive functions before and after implementation of an experimental group and a control group, and to compare mean scores of learning achievement and executive functions after implementation between the experimental group and the control group. Methods: The subjects were 80 ninth grade students, divided equally into experiemental group and 40 students control group: the 40 students of to experiemental group was assigned to study under the health education leaning management using Blended Learning Model and 40 students of to control group was assigned to study with conventional teaching method. The research instruments were comprised of 8 health education lesson plans using Blended Learning Model with IOC of 0.99 and the data collection instruments included learning achievement in the area of knowledge, attitude, practice test and executive functions test with IOC of 0.90, 0.70, 0.90 and 0.90, reliabilities of 0.80, 0.82, 0.88 and 0.85. The data were analyzed by mean, standard deviation and t-test (Paired-Sample t-test, Independent- Sample t-test). Results: The research findings were as follows: The mean scores of the learning achievement in the area of knowledge, attitude, practice and executive functions of the experimental group students after learning were significantly higher than before learning at .05 level., and the mean scores of the learning achievement and executive functions of the experimental group students after learning were significantly higher than the control group at . 05 level. Conclusion: Health education learning management using Blended Learning Model effect on learning achievement and executive functions of ninth grade students higher than health education learning management with conventional teaching method. Keywords: Health Education Learning Management, Blended Learning Model, Executive Functions Corresponding Author: Miss Montarat Sugeerakunkui Faculty of Education Chulalongkorn University Email: [email protected]

บทนา ปรัชญาการจัดการศึกษาทกุ ระดับจะต้องตอบสนองความตอ้ งการของผู้เรียนแต่ละคนที่มีความสนใจ ความสามารถ ความพร้อม และความต้องการท่ีแตกต่างกัน จะส่งผลให้ผู้เรียนแต่ละคนเกิดการเรียนรู้สูงสุด ตามศักยภาพ อย่างไรก็ตามผลการเรียนรู้ท่ีไม่เหมือนกันอาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ปัจจัยของผู้เรียน ปจั จัยดา้ นครูผ้สู อน ดงั ที่ สกนิ เนอร์ (Skinner, 1936) ซ่งึ เปน็ นักจิตวิทยาในกลุ่มพฤตกิ รรมนิยม มีความเช่อื ว่า ถ้าสามารถแบ่งเน้ือหาสาระออกเป็นมิติย่อยและต่อเนื่องกัน เด็กทุกคนจะประสบความสาเร็จลุล่วงตาม เป้าหมายได้ทุกคน อาจต้องใช้เวลาท่ีแตกต่างกันและต้องอาศัยทักษะในด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ทักษะการคิด ด้านต่าง ๆ อาทิเช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดเชิงระบบ จากการศึกษาค้นคว้า เก่ียวกับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการคิดข้ันสูง เป็นการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ โครงงานเป็นฐาน การใช้ปัญหาเป็นฐาน รวมทั้งการใช้แนวคิดการจัดการศึกษาท่ีย่ังยืน และทฤษฎี ความสามารถแห่งตนและทฤษฎีการประมวลสารสนเทศทางสังคมที่ส่งผลต่อตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นด้านความรู้ เจตคติและการปฏบิ ัติ ความสามารถในการดแู ลสุขภาพ การแก้ปัญหาพฤติกรรมการ กลั่นแกล้ง รวมทั้งทักษะการคิดข้ันสูง เช่น การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเชิงระบบ ซ่ึงผลการวิจัย พบวา่ นักเรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติและการปฏิบัติหลังการทดลองสูงขึ้นกว่ากอ่ นการ ทดลองโดยอาศัยทักษะการคิดทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะถ้าผู้เรียนมีทักษะทางด้านการคิดท่ีดี ก็จะ สามารถวางแผนเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีตามไปด้วย ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ สุขศึกษาที่ผ่านมาพบว่ามีการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาวิธีการคิดข้ันสูง อาทิเช่น การคิดวิเคราะห์ การคิด เชิงระบบ การคิดเชิงวิจารณญาณ แต่ยังไม่พบการศึกษาเกี่ยวกับการคิดเชิงบริหารซึ่งเป็น การคิดขั้นสูง ท่ผี ู้เรียนควรจะต้องได้รับการการฝึกฝนอย่างเป็นรูปธรรมตงั้ แต่เด็ก โดยการคิดเชิงบริหารเป็นการทางานของ สมองที่ช่วยให้เกิดกระบวนการทางสติปัญญาเกี่ยวกับการจัดการทางความคิด การตั้งเป้าหมาย การวางแผน การมุ่งมั่น การจดจาและเลือกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมอารมณ์ ความคิด การตัดสินใจ และพฤตกิ รรมจนประสบความสาเรจ็ ตามเป้าหมายท่ตี ้งั ไว้ การคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Functions (EF) เป็นการทางานระดับสูงของสมองที่จะช่วยให้ กระทาสิ่งต่าง ๆ สาเร็จลงได้ (Goal Directed Behavior) การคิดเชิงบริหารเป็นกระบวนการคิดการทางาน ของสมองท่ีเก่ียวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทา ความสามารถควบคุมอารมณ์ ยับย้ังช่ังใจ รู้จัก ยืดหยุ่นทางความคิด มีการต้ังเป้าหมาย วางแผน จดจาและเลือกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทักษะใน ด้านการคิดเชิงบริหารจะมีการพัฒนาอย่างมากในเด็กอายุ 2 - 6 ปี หลังจากนั้นก็ยังคงมีการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่องในอัตราที่เพิ่มข้ึนเล็กน้อยจนถึงวัยรุ่นและสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มท่ีในวัยผู้ใหญ่ การพัฒนาของ สมองส่วนหน้าสุดมีความสัมพันธ์กับทักษะด้านการคิดเชิงบริหารและเป็นส่ิงบ่งบอกถึงความพร้อมทางการ เรียนของนักเรียนได้มากกว่าระดับสติปัญญา (IQ) นอกจากนี้ การคิดเชิงบริหารยังส่งผลต่อความสามารถ ทางด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน นักเรียนที่มีทักษะการคิดเชิงบริหารท่ีดีมักจะมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ท่ีดีด้วย ดังน้ันในสงั คมปัจจุบนั ที่มคี วามซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเรว็ การมีทักษะการคิดเชงิ บริหารที่ เข้มแข็งจึงมีความสาคัญอย่างมากเพราะเป็นส่ิงบ่งชี้ถึงความสาเร็จทั้งในด้านการเรียนและการทางานเมื่อ นักเรียนเติบโตข้ึน (Dusadee Ooppakarn and Onpreeya Yanachai, 2018) ครูและนักเรียนในทุกระดับ จะต้องเข้าใจและเรียนรู้วิธีพัฒนาการคิดเชิงบริหารเพื่อช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการทักษะด้านการคิด เชิงบริหารอย่างสมวัยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ถ้าเด็กได้รับการฝึกฝนในทักษะเชิงบริหารเป็นอย่างดี ก็จะ สามารถคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรอง ทางานเป็น รู้จักวางแผนงานและตดั สินใจไดอ้ ยา่ งเหมาะสมเปน็ ระบบ การได้

ลงมือทาจริงจะสามารถคิด แก้ไข มีสัมพันธภาพท่ีดี ควบคุมอารมณ์ได้มากข้ึนจนเป็นท่ียอมรับในสังคม สอดคล้องกับ เกดิษฐ์ จันทร์ขจร (Kedit Chankhachon, 2017) ศึกษาการสร้างแบบวัดการบริหารจัดการ ของสมองข้ันสูง เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองเป็นการศึกษาเก่ียวกับทักษะการควบคุมกระบวน การคิด 2 ประเด็น คือ การเรียนรู้เกี่ยวกับการคิดและการควบคุมกากับด้านสังคมและอารมณ์และประเมิน ลกั ษณะพฤติกรรมท่ีแสดงให้เห็นและการรู้คดิ ในการแก้ปัญหา เพ่อื เป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการจัด การเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมท่ีส่งผลต่อการแก้ไขข้อบกพร่องในทักษะที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการของสมองขัน้ สงู ของผเู้ รยี นให้มีการพฒั นาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ดงั นั้น ในสังคมปัจจบุ ันที่มีความซบั ซอ้ นและเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเรว็ การมีทักษะการคดิ เชิงบริหาร ที่เข้มแข็งจึงมีความสาคัญอย่างมากเพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความสาเร็จทั้งในด้านการเรียนและการทางานเม่ือ นักเรียนเติบโตขึ้น ทักษะการคิดเชิงบริหารเป็นทักษะระดับสูงทางความคิดของมนุษย์ จากงานวิจัยของ นวลจันทร์ จุฑาภักดีสกุล ปนัดดา ธนเศรษฐกร อรพินท์ เลิศอวัสดา และ นุชนาฏ รักษี (Nuanchan Chutabhakdikul, Panadda Thanasetkorn, Orapin Lertawasdatrakul, & Nootchanart Ruksee, 2017) พบว่า วัยรุ่นไทยมีปัญหาในด้านการคิดเชิงบริหารประกอบด้วย ความยืดหยุ่นทางการคิด การให้เหตุผล ความจาขณะทางาน และความสนใจคิดเป็นร้อยละ 36.5 และพบว่า ด้านที่มีการบกพร่องมากที่สุด คือ ด้านการรู้คิด คิดเป็นร้อยละ 40.5 ด้านการกากับพฤติกรรมและด้านการกากับอารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 25 สะท้อนให้เห็นว่าการคิดเชิงบริหารควรส่งเสริมให้กับวัยรุ่น ครูผู้สอนจึงควรมีแนวทางสาคัญในการพัฒนา ด้านการคิดเชิงบริหารให้นักเรียนได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านรูปแบบการเรียนรู้ท่ีสามารถพัฒนาการคิด เชิงบริหารได้ จากการศึกษาพบว่า แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่สามารถพัฒนาการคดิ เชงิ บรหิ ารให้กบั นกั เรียนในวยั รุ่นได้อยา่ งเหมาะสม รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning Model) (Horn, & Staker, 2011; Panita Wanpiroon, 2011) เป็นรูปแบบของการบูรณาการท่ีปรบั ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับการเรียนการสอนแบบปกติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่กา้ วไกลทั้งประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลทางการเรียนรู้มากย่ิงข้นึ รปู แบบการเรียนรู้แบบ ผสมผสานเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ผสมผสานการเรียนการสอนหลายรูปแบบเข้าด้วยกันเป็นลักษณะของ การผสมผสานการเรียนทางไกล (Distance Learning) ผ่านระบบเครือข่ายออนไลน์ (Online) ร่วมกับการ เรียนแบบเผชิญหน้า (Face to Face) ทาให้เกิดการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพมากกว่าการน่ังฟังการบรรยายใน ชั้นเรียนปกติ ท้ังน้ีครูผู้สอนจะต้องให้ความสาคัญกับการเลือกใช้ส่ือที่เหมาะสมและถูกต้องตามจุดประสงค์การ เรียนรู้ในลักษณะต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอน จากนิยามข้างต้นสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนรู้แบบ ผสมผสาน หมายถึง กระบวนการเรียนรทู้ ี่ผสมผสานลักษณะการเรียนรูท้ ี่หลากหลาย ได้แก่ การเรียนรู้ทีเ่ กดิ ข้ึน ในห้องเรียนผสมผสานกบั การเรียนร้นู อกห้องเรยี นท่ีผู้เรียนผสู้ อนไม่เผชญิ หน้ากัน หรือการใช้แหล่งเรยี นรู้ที่มี อยู่อย่างหลากหลายโดยผา่ นระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ หรือกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเกดิ ข้ึนจากยุทธวิธี การเรียนการสอนที่หลากหลายรูปแบบ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เป็นสาคัญ การจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานนั้นผู้สอนสามารถใช้วิธีการสอนสองวิธีหรือมากกว่าในการเรียนการสอน ก็ได้ เช่น เมื่อผู้สอนอาจจะนาเสนอเน้ือหาบทเรียนผ่านเทคโนโลยีผนวกกับการสอนแบบเผชิญหน้าแล้ว หลังจากนั้นผู้สอนอาจนาเนื้อหาสาระแขวนไว้บนเว็บ และอาจมีการติดตามการดาเนินกิจกรรมการเรียนการ สอนโดยใช้อเี ลิรน์ นิง่ (E-learning) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ในหอ้ งทดลอง มีการสรุปบทเรียนด้วยการอภปิ ราย ร่วมกันระหวา่ งผู้เรียนและครูผู้สอนในห้องเรียน ดังน้ัน รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน สามารถนามาสรุป ไดเ้ ปน็ 3 มิติ ตามท่ี Graham, Allen, & Ure (2003) กล่าวไว้คอื เป็นการผสมผสานการสอนผ่านสือ่ การสอน

การผสมผสานวธิ กี ารเรยี นการสอน และการผสมผสานระหว่างการสอนแบบเผชิญหน้ากับการสอนออนไลน์ จากสภาพปัญหาของเด็กวัยเรียนวัยรุ่นไทย (Nuanchan Chutabhakdikul et al., 2017) ท่ีพบว่า เกือบร้อยละ 30 มีปัญหาด้านการคิดเชิงบริหารน้อยกว่าเกณฑ์เฉล่ียส่งผลต่อปัญหาทางพฤติกรรมสุขภาพใน ระยะยาวและจะเป็นอุปสรรคต่อความสาเร็จในด้านการเรียน มีโอกาสเกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา ดังน้ัน การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ทางการเรียนรู้อย่างเป็นอิสระผ่านระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ โดยนักเรียนสามารถควบคุมตัวแปรทางการเรียนรู้ด้วยตนเองท้ังในด้านเวลา สถานที่ แนวทาง การเรียนรู้ และอัตราการเรยี นรู้ของตนเอง เพ่ือเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนใหท้ ันสมัย เม่ือนักเรียนสามารถ ควบคุมตนเองได้ ก็จะสามารถพัฒนาการคิดเชิงบริหารได้ สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 โดยนาการเรียนการสอนแบบออนไลน์มาผสมผสานเข้าด้วยกันกับการเรียนการสอนแบบปกติในห้องเรียน จะสามารถเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้นักเรียนเพิ่มมากขึ้น ทัง้ น้ีสื่อทางออนไลน์จะช่วยทาให้ลดระยะเวลาใน การหาข้อมลู อกี ท้งั ยังสามารถช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการตนเอง การวางแผนการทางานต่าง ๆ พัฒนา ศักยภาพด้านการบริหารจัดการข้อมูล ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบ การเรียนรู้แบบผสมผสานทมี่ ีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงบริหารของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพือ่ เป็นแนวทางสาหรับครผู ู้สอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนท่ีนาเทคโนโลยีออนไลน์ มาผสมผสานกบั การเรียนรู้แบบปกตเิ พ่ือพฒั นาการเรียนการสอนใหม้ ีประสทิ ธผิ ลมากย่งิ ขึ้น วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 1. เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและการคิดเชิงบริหารก่อน และหลัง การทดลองของนกั เรยี นกลุม่ ทดลองและของนักเรียนกลมุ่ ควบคุม 2. เพ่ือเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และการคิดเชงิ บริหารหลังการทดลอง ระหว่างนกั เรียนกล่มุ ทดลองกบั นักเรยี นกลมุ่ ควบคุม สมมติฐานของการวจิ ัย 1. ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงบริหารหลังการทดลองของนักเรียน กลมุ่ ทดลองสูงกวา่ กอ่ นการทดลอง 2. ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงบริหารหลังการทดลองของนักเรียน กล่มุ ทดลองสูงกว่านกั เรียนกลมุ่ ควบคุม กรอบแนวคิดงานวจิ ัย การจดั การเรยี นรู้สุขศึกษาโดยใช้ 1. ผลสัมฤทธท์ิ างการ รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน เรียน รปู แบบการเรยี นรูแ้ บบ ผสมผสาน 1. ขนั้ การสรา้ งความพรอ้ ม 1.1 ความรู้ 2. ขั้นสอนและรวบรวมเนื้อหา 1.2 เจตคติ 1. การสอนแบบปกติ 3. ขั้นกจิ กรรม ประเมินคุณคา่ 1.3 การปฏิบัติ 2. การสอนแบบ 4. ขั้นนาเสนอและอภิปราย 2. การคิดเชิงบริหาร ออนไลน์

วธิ ดี าเนินการวจิ ัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - Experimental Research) มุ่งท่ีจะศึกษาผลการ จัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิด เชิงบรหิ ารของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 1. ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนในสังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม จานวน 5,128 คน 2. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร (ฝ่ายมัธยม) ท่ีไดม้ าจากสุม่ อยา่ งง่าย จานวน 80 คน แบง่ ออกเป็น 2 กล่มุ คือ กลมุ่ ทดลองทไี่ ด้รบั การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชร้ ูปแบบการเรียนรูแ้ บบผสมผสาน จานวน 40 คน และกล่มุ ควบคุมไดร้ บั การจัดการเรยี นร้แู บบปกติ จานวน 40 คน เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั 1. เคร่ืองมือที่ใช้ในการดาเนินการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการ เรียนรู้แบบผสมผสาน จานวน 8 แผน ทมี่ ีข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ข้ันการสร้างความ พร้อมและกาหนดประเด็นปัญหา ขั้นท่ี 2 ข้ันสอนและรวบรวมเน้ือหา ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมประเมินคุณค่า แก้ปัญหาและตัดสินใจ และขั้นที่ 4 ขั้นนาเสนอและอภิปราย ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน กาหนดเกณฑ์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ที่จบการศึกษาต้ังแต่ระดับปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขศึกษา หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง ตรวจพิจารณาความตรงตามวัตถุประสงค์ ความตรงตามเนื้อหา และความเหมาะสมของการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน นาผลการพจิ ารณามา หาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์การวิจัย (Index of Congruence หรือค่า IOC) พิจารณาข้อคาถามท่ีมีค่าดัชนีความสอดคล้องต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป (Shotiga Pasiphol, 2015) ผลการพิจารณา แผนการจัดการเรียนรูส้ ุขศึกษา โดยใชร้ ูปแบบการเรียนร้แู บบผสมผสานจานวน 8 แผน พบว่า มีคา่ ดัชนีความ สอดคล้องรวมเท่ากบั 0.99 2. เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้เป็น แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจานวน 20 ข้อ ดา้ นเจตคติเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ จานวน 20 ข้อ ด้านการปฏิบัติ เป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ จานวน 20 ข้อ และแบบวดั การคิดเชิงบริหารเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ จานวน 20 ข้อ โดยวิเคราะห์จากทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bloom, & Krathwohl (1956) ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ของเคร่ืองมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน กาหนดเกณฑ์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ท่ีจบการศึกษาตั้งแต่ระดับ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขศึกษา หรือสาขาท่ีเกี่ยวข้อง ตรวจพิจารณาความตรงตามวตั ถุประสงค์ ความตรงตามเน้ือหา และความเหมาะสมของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบผสมผสาน นาผลการพจิ ารณามา หาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์การวิจัย (Index of Congruence หรือค่า IOC) พิจารณาข้อคาถามท่ีมีค่าดัชนีความสอดคล้องต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป (Shotiga Pasiphol, 2015) ผลการพิจารณา แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและแบบวัดการคิดเชิงบริหารมีค่าดัชนีความ สอดคล้องเท่ากบั 0.90, 0.70, 0.90 และ 0.90 ตามลาดับ และนาแบบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและแบบวัดการคิดเชิงบริหารไปทดลองใช้กับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จานวน 30 คน ที่มีบริบท ใกล้เคยี งกับกลมุ่ ตัวอยา่ ง จากน้นั นาผลการทดสอบมาวเิ คราะห์รายขอ้ เพ่ือหาค่าความเท่ยี ง โดยกาหนดเกณฑ์

ค่าความเที่ยงต้ังแต่ 0.8 ขึ้นไป ผลการวิเคราะห์ พบว่า มีค่าความเท่ียงเท่ากับ 0.80, 0.82, 0.88 และ 0.85 ตามลาดบั ข้นั ตอนการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ทาการศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุขศึกษาด้านความรู้ เจตคติ การปฏบิ ตั ิ และการคิดเชงิ บริหาร เพือ่ นาไปพัฒนาเครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัยให้เกิดประสิทธิภาพ 2. นาแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และแบบวัดการคิดเชิงบริหาร มาทาการทดสอบก่อนการทดลอง (Pre - test) กับนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมธั ยม) โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จานวน 40 คน และกลุ่มควบคุม จานวน 40 คน 3. นาแผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน จานวน 8 แผน ไปใช้ กบั นักเรยี นกลุ่มทดลอง สัปดาห์ละ 1 คาบเรยี น รวม 8 สัปดาห์ และนาแผนการจัดการเรียนรู้สขุ ศกึ ษาโดยใช้ รูปแบบการเรียนรู้แบบปกติไปใช้กับนักเรียนกลุ่มควบคุมจานวน 8 แผน แผนละ 1 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 คาบ เรยี น รวม 8 สัปดาห์ 4. นาแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และแบบวัดการคิดเชิงบริหาร มาทาการทดสอบหลังการทดลอง (Post - test) กับนักเรียนกลุ่มทดลองโดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบตั ิ และแบบวัดการคดิ เชิงบริหารฉบับเดียวกันกบั แบบวดั กอ่ นการทดลอง การวิเคราะห์ขอ้ มูล ทาการวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนและการคิดเชิงบริหารก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่ม ควบคุม โดยการทดสอบค่าที (Paired – Sample t - test) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและการคิดเชิงบริหารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุม โดยการทดสอบคา่ ที (Independent t - test) ผลการวิจยั 1. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชิงบริหารก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบ การเรยี นรู้แบบผสมผสานและนักเรียนกลุ่มควบคุมท่ีใชก้ ารจัดการเรยี นรู้สุขศึกษาแบบปกติ ดังตารางที่ 1 และ 2

ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารกอ่ นและหลังการทดลองของนักเรียนกลมุ่ ทดลอง n กอ่ นการทดลอง หลงั การทดลอง t p Mean S.D. Mean S.D. ความรู้ 40 12.28 4.42 16.23 2.29 8.46 0.00* เจตคติ การปฏิบัติ 40 43.85 4.18 50.77 5.19 5.83 0.00* การคดิ เชงิ บรหิ าร * P < .05 40 41.65 3.084 53.25 3.086 16.43 0.00* 40 9.92 3.18 16.37 1.74 14.96 0.00* จากตารางท่ี 1 พบว่า ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบ การเรียนร้แู บบผสมผสานสูงกว่าก่อนการทดลองอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ก่อน และหลังการ ทดลองของนกั เรยี นกล่มุ ควบคุม n กอ่ นการทดลอง หลงั การทดลอง t p Mean S.D. Mean S.D. ความรู้ 40 12.62 3.08 13.00 2.57 1.95 0.05* เจตคติ 40 41.87 2.96 41.95 2.90 1.00 0.32 การปฏบิ ตั ิ 40 42.02 4.87 42.30 4.83 1.63 0.10 การคิดเชิงบรหิ าร 40 10.15 2.14 10.37 2.27 1.85 0.07 * P < .05 จากตารางท่ี 2 พบว่า ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารของนักเรียนกลุ่มควบคุม หลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติไม่แตกต่าง จากก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทาง การเรียนด้านความรู้ของนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติสูงกว่าก่อนการ ทดลองอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05 2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและ การคิดเชิงบริหารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบ การเรยี นร้แู บบผสมผสานและนักเรยี นกลมุ่ ควบคุมทใ่ี ช้การจดั การเรยี นรสู้ ุขศึกษาแบบปกติ

ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคดิ เชงิ บรหิ ารหลงั การทดลองระหว่างนักเรยี นกลุ่มทดลองและนกั เรยี นกลุม่ ควบคมุ n กลุม่ ทดลอง กลมุ่ ควบคมุ t p Mean S.D. Mean S.D. ความรู้ 40 16.23 2.29 13.00 2.57 -5.92 0.00* เจตคติ การปฏิบัติ 40 50.77 5.19 41.95 2.90 9.38 0.00* การคิดเชงิ บรหิ าร * P < .05 40 53.25 3.086 42.30 4.83 12.07 0.00* 40 16.37 1.74 10.37 2.27 13.23 0.00* จากตารางท่ี 3 พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารของนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบ การเรียนรู้แบบผสมผสานสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติอย่างมี นยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .05 สรุปผลการวจิ ัย 1. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน และของนักเรียนกลุ่มควบคุมท่ีใช้การจัดการเรียนรู้สุขศึกษา แบบปกติ พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิง บริหารของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน สูงกว่ากอ่ นการทดลองอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ส่วนคา่ เฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านความรู้ของนักเรียนกลุ่มควบคุมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05 ค่าเฉลย่ี ของคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนด้านเจตคติ การปฏบิ ตั ิ และ การคิดเชิงบริหารของนักเรียนกลุ่มควบคุมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติไม่แตกต่างจากก่อน การทดลองอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05 2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้ รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานกับนักเรียนกลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารของนักเรียน กลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานสูงกว่านักเรียนกลุ่ม ควบคุมทีไ่ ด้รับการจัดการเรียนรสู้ ุขศึกษาแบบปกตอิ ย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดบั .05 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจยั ข้างตน้ สามารถนามาอภปิ รายได้ ดังประเด็นตอ่ ไปนี้

1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหาร ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ รูปแบบการเรียนรู้ แบบผสมผสาน จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชิงบรหิ ารก่อนและหลงั การทดลองของกลุ่มทดลองพบว่า ค่าเฉลีย่ ของคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น ดา้ นความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหารของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง ซ่ึงเปน็ ไปตามสมมติฐานข้อท่ี 1 สามารถอภิปรายในประเดน็ ดังต่อไปนี้ การจัดการเรยี นรู้สุขศกึ ษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน มีขน้ั ตอนการจัดการเรียนรู้ 4 ขน้ั ตอน ได้แก่ 1) ข้ันการสร้างความพร้อมและกาหนดประเด็นปัญหา 2) ขั้นสอนและรวบรวมเนื้อหา 3) ข้ันกิจกรรม ประเมินคุณค่า แก้ปัญหา และตัดสินใจ และ 4) ขั้นนาเสนอและอภิปราย ซ่ึงในแต่ละข้ันตอนของการจัดการ เรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานที่นกั เรียน และครูผ้สู อนเผชิญหน้ากันในห้องเรียน จะส่งผล ทาให้เกิดการเรียนรู้ด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงบริหาร โดยในทุกขั้นตอนจะส่งผลให้นักเรียน เกิดความรู้และสามารถปฏบิ ัตโิ ดยการเสนอหรอื เผยแพร่ความรู้ใหก้ ับผู้อ่นื และกระตุ้นให้นักเรียนเกดิ ความคิด ระดับสูงของนวลจันทร์ จุฑาภักดีสกุล และคณะ (Nuanchan Chutabhakdikul et al., 2017) สามารถควบคุม ความคิด จดจาข้อมูล เพ่ือนามาเช่ือมโยง เปรียบเทียบ และค้นหาข้อผิดพลาด นามาวางแผนจัดการควบคุม ตนเอง โดยไม่ยึดติดกับการกระทาหรือความคิดเดิม ๆ รวมทั้งลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง มีการติดตามผล สะท้อนผล และประเมินผลของการกระทาเพ่ือไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ประกอบด้วย ความจาขณะทางาน การยับยั้ง / การหยุดคิดก่อนทา การยืดหยุ่นทางความคิด การควบคุมอารมณ์ การวางแผนจัดการ และการ ประเมินตนเอง ท่ีจะสามารถนาไปใช้ได้จริงในการดาเนินชีวิตผ่านการอภิปราย การวิเคราะห์ การวางแผน และการปฏิบัติจริง เชน่ นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายปัญหาสุขภาพจากวีดทิ ศั น์ออนไลน์ โดยให้เข้าระบบออนไลน์ (Line Open chat) สามารถเชื่อมโยงเน้ือหาและกล้าท่ีจะคิดนอกกรอบเพิ่มเติมจากที่ครูอธิบาย มีการให้ ยกตัวอยา่ งสถานการณท์ ่ีเก่ยี วข้อง เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาของตนเองและคนในชุมชน ร่วมกันประเมิน การแก้ไขและร่วมกันตัดสินใจในวิธีการลงสารวจชุมชนและแนวทางการป้องกัน พร้อมท้ังใส่ข้อมูลท่ีได้ใน ใบงานท่ีให้ดาว์นโหลดลงใน Google.Doc และให้แต่ละกลุ่มนาเสนอผลการวิเคราะห์ เม่ือนักเรียนรู้จัก วางแผนและรูจ้ ักประเมินตนเอง นักเรียนก็จะสามารถนาไปต่อยอดในการพฒั นาตนเองในชีวิตประจาวัน และ ในอนาคตตอ่ ไปได้ สาหรับขน้ั ตอนท่ี 1, 3 และ 4 จะสง่ ผลต่อเจตคติและการปฏิบัติ (Pakakrong Vichaporn, 2012) เช่น ทาให้นักเรียนเกิดความสนใจและให้ความสาคัญในสถานการณ์รอบตัวมากข้ึน ส่งผลต่อความรู้สึก ค่านิยม และเจตคติท่ีดีและส่งเสริมให้เกิดทักษะการปฏิบัติที่จะสามารถนาไปใช้ได้จริงในการดาเนินชีวิต เช่น ให้นักเรียนดูวีดิทัศน์แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยใช้ส่ือ/แอพลิเคช่ันในระหว่างการเรียนรู้ กาหนด สถานการณ์ให้นักเรียนออกมาแสดงพฤติกรรมในขณะน้ันออกมา และเลือกพฤติกรรมที่นักเรียนคิดว่าแบบ ไหนดีท่ีสุด หรือพฤติกรรมไหนควรตัดทิ้งแล้วทาการเลือกปฏิบัติโดยแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมเม่ือเจอ สถานการณ์ดังกล่าวแบบไม่คาดคิด ส่งผลให้นักเรียนสามารถเข้าใจในความคิดเห็นและการแสดงออกของ ตนเองและคนอ่ืนได้ มองเห็นความสาคัญของผลกระทบที่จะตามมาจากสถานการณ์ที่เป็นท้ังผลดีและผลเสีย จะทาให้นักเรียนสนใจได้มากขึ้น กล้าท่ีจะเสนอแนวทางตามความคิดของตนเอง นักเรียนสามารถปฏิบัติตน เม่ืออยู่ในสถานการณ์เสี่ยงได้ สอดคล้องกับ Singh (2005) ที่กล่าวว่า การเรียนแบบผสมผสานเป็นการเรียน ที่ใช้วิธีการสอนท่ีหลากหลาย ท้ังแบบด้ังเดิมและการสอนบนเว็บ เช่น การเรียนในห้องเรียน วีดีโอสตรีมม่ิง เสียงและข้อความ เปน็ ต้น เพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนได้อยา่ งสูงสุด ซึง่ การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้

รปู แบบการเรียนแบบผสมผสานจะช่วยพัฒนาในด้านการคิดขั้นสูง เช่น การคิดเชิงบรหิ าร สามารถควบคุมตน อารมณ์ตนเองต่อส่ิงเร้าได้ และสามารถจัดการเวลาของตนเองได้ สอดคล้องกับ จิระพร ชะโน (Jiraporn Chano, 2019) ท่ีกล่าวว่า การทางานของสมองขั้นสูงท่ีช่วยให้กระบวนการทางสติปัญญาท่ีเก่ียวกับการ จัดการทางด้านความคิด ตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมนั่ การจดจาและเลือกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ดแู ลการคดิ และพฤติกรรม สามารถควบคมุ อารมณ์ การคิด การตดั สินใจ และการกระทา ซึ่งจะทางานร่วมกัน ของระบบประสาททั้งโดยตรงและพร้อม ๆ กัน ส่งผลทาให้เกิดความมุ่งม่ัน ลงมือทา จนประสบความสาเร็จ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ผกากรอง วิชาพร (Pakakrong Vichaporn, 2012) ที่ทาการศึกษาเร่ือง ผลของบทเรียนผ่านเว็บแบบผสมผสานท่ีมีต่อการแสดงออกทางด้านนาฎศิลป์ของ นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ผลการวิจยั พบว่า ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนกั เรียนท่ีเรยี นดว้ ยบทเรียนผา่ น เว็บแบบผสมผสานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 และความสามารถในการ แสดงออกด้านนาฎศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บแบบผสมผสานมี คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบตั ิ และการคดิ เชิงบริหาร หลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ รูปแบบการเรียนรู้แบบ ผสมผสานกบั นกั เรียนกลุม่ ควบคุมไดร้ ับการจัดการเรยี นรู้สุขศึกษาแบบปกติ จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชิงบริหารหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดา้ นความรู้ เจตคติ การปฏิบตั ิ และการคิดเชงิ บรหิ ารหลงั การทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่ม ควบคมุ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อท่ี 2 สามารถอภิปรายในประเดน็ ดงั ต่อไปนี้ การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานเป็นการจัดการเรียนรู้ โดยที่นักเรียน และครูผู้สอนเผชิญหน้ากันในห้องเรียนในระหว่างการเรียนจะมีการแลกเปล่ียนพูดคุย มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ในแต่ละคาบโดยผ่านการอภิปราย ตอบคาถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ผสมผสานกับวิธีการ สอนแบบออนไลน์ กระตุ้นให้นักเรยี นเกิดความสนใจจากขน้ั การสอนที่ผู้วิจัยยกสถานการณ์ในชีวติ ประจาวันมา ให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย เช่น การใช้สื่อ/แอพลิเคชั่นต่าง ๆ ในการจัดการเรียนรู้เพ่ือเป็นการเปิดโอกาสให้ นกั เรียนเข้าถึงเนือ้ หาไดอ้ ย่างต่อเน่อื งและสามารถจดในส่วนท่ีเป็นจุดสาคัญไมจ่ าเป็นที่จะต้องจดในทุก ๆ ประเด็น รวมทั้งการมอบหมายงานและสง่ งานผ่านชอ่ งทางออนไลน์ นกั เรียนสามารถศึกษาค้นควา้ เพิม่ เติมในประเดน็ ท่ี น่าสนใจเมอื่ เกิดขอ้ สงสัยนกั เรยี นสามารถสอบถามครผู ู้สอนผ่านชอ่ งทางออนไลน์ได้ และสามารถใชเ้ ทคโนโลยี ในการพัฒนาชิ้นงานของนักเรียนได้ด้วยตนเอง ทาให้นักเรียนเกิดความรู้และสามารถถ่ายทอดหรือเผยแพร่ ความรู้ให้กับผู้อื่นได้ เกิดความเข้าใจและให้ความสาคัญมากขึ้นสนใจสถานการณ์รอบตัว มองเห็นถึง ความสาคัญและผลที่จะตามมา เมื่อนกั เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ีดกี ็จะส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการปฏิบตั ิที่ดผี ่าน การแสดงหน้าช้ันเรียน นักเรียนมีความกล้าท่ีจะแสดงออกอย่างสร้างสรรค์โดยท่ีครูผู้สอนไม่ปิดก้ันความคิด ของนักเรยี น รวมทั้งการใช้กระดานออนไลนท์ ี่ทาใหน้ ักเรียนมคี วามสนใจและกล้าที่จะเสนอความคดิ เหน็ อยา่ ง เปิดเผย ตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมท่ีสุดและกล้าแสดงออกในช้ันเรียน ในขณะที่การจัดการเรียนรู้สุขศึกษา แบบปกติของนักเรียนกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่จะเป็นการสอนที่เน้นครูสอนเป็นหลัก โดยท่ีครูอธิบายแล้วให้ นักเรียนตอบคาถาม ให้นักเรียนทาใบงานเป็นหลัก ไม่ได้มีการปฏิบัติโดยผ่านการแสดงพฤติกรรมตาม สถานการณ์ และการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่จะเป็นการสอนปกติที่มีขั้นการสอน 3 ข้ัน ของทศิ นา แขมมณี (Tissana Kaemanee, 2017) อาจไม่ครอบคลุมการคิดเชิงบริหารในทุก ๆ องค์ประกอบจะ

เน้นเพียงการจดจาข้อมูลและการวางแผนจัดการ ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดนอกกรอบ ส่งผลให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยไม่ค่อยให้ความสนใจในการเรียนมาก สอดคล้องกับ Horn, & Staker (2011) ทก่ี ลา่ วว่า การเรียนแบบผสมผสานของผ้เู รียนจะได้รับประสบการณ์ทางการเรียนรู้อยา่ งอิสระ ผา่ นระบบเครือขา่ ยทางคอมพิวเตอร์ นักเรยี นสามารถควบคมุ ตัวเองเมอ่ื มีสิ่งเร้ามากระทาทงั้ ดา้ นเวลา สถานท่ี แนวทางการเรียนรขู้ องตนเอง ซึ่งการจดั การเรยี นรู้โดยใชร้ ูปแบบการเรยี นแบบผสมผสานจะช่วยพัฒนา ใน ด้านการคิดข้ันสูง เช่น การคิดเชิงบริหาร สามารถควบคุมตนอารมณ์ตนเองต่อสิ่งเร้าได้ และสามารถจัด การ เวลาของตนเองได้ สอดคล้องกับ นวลจันทร์ จุฑาภัคดีกุล และคณะ (Nuanchan Chutabhakdikul et al., 2017) กล่าวว่า การคิดเชิงบริหารเป็นกระบวนการทางความคิด การทางานของสมองขั้นสูงที่ช่วยให้ กระบวนการทางสติปัญญาท่ีเกี่ยวกับการจัดการทางด้านความคิด ตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งม่ัน การจดจาและเลือกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลการคิดและพฤติกรรม สามารถควบคุมอารมณ์ การคิด การตัดสินใจ และการกระทา ซึ่งจะทางานร่วมกันของระบบประสาทท้ังโดยตรงและพร้อม ๆ กัน ส่งผลทาให้ เกิดความมุ่งม่ัน ลงมือทา จนประสบความสาเร็จตามเป้าหมายท่ีต้ังไว้ ช่วยให้กระบวนการทางสติปัญญา ทางด้านการจัดการความคิด วางแผน การต้ังเป้าหมาย รวมทั้งการใช้ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และมี ประสิทธิภาพ ส่งผลให้บุคคลสามารถควบคุมการคิด อารมณ์ การกระทา และการตัดสินใจท่ีจะส่งผลทาให้ การทางานประสบความสาเร็จได้ เป็นตัวช่วยในการวางแผน ปรับเปล่ียนพฤติกรรมเพ่ือให้บรรลุผลสาเร็จได้ มีความคิดที่หลากหลาย สามารถเลือกท่ีจะแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลายตามการคาดการณ์หรือการบริหาร ความคิดของตนเอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ รัตตมา รัตนวงศา (Rattama Rattanawongsa, 2012) ศึกษาการพัฒนารูปแบบการเรียนแบบผสมผสานโดยใช้โซเซี่ยลบุ๊คมาร์กและวิธีการทางประวัติศาสตร์เพื่อ ส่งเสริมการรู้สารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่า สามารถส่งเสริมการรู้ สารสนเทศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีคะแนนเฉล่ียการรู้สารสนเทศหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง สงู กวา่ คะแนนเฉลยี่ กอ่ นเรียนอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05 ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย 1) ในการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานในแต่ละสัปดาห์น้ันจะมี เวลาในการสอนสัปดาห์ละ 1 คาบ ดังนั้นควรจัดรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระยะเวลาใน 1 คาบ เลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกันระหว่างระยะเวลาในคาบกับนักเรียนในช้ันเรียน เพื่อให้การจัดการเรียนรู้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย โดยการนาส่ือออนไลนม์ าใช้เพ่ือเป็นการกระตุ้นนักเรียน ใหเ้ กิดความสนใจ และควรใชส้ ่ือเดียวกันในแตล่ ะขั้น เพื่อความต่อเนอ่ื งในการจัดการเรียนรู้ในแต่ละคาบ เช่น สัปดาห์ท่ี 1 ใช้กระดานสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทาใบงานใน Google.Doc สัปดาห์ที่ 2 ทากจิ กรรมและประเมินผลการเรยี นรู้ผา่ น www.kahoot.com เปน็ ตน้ 2) ในการยกตวั อย่างสถานการณเ์ พื่อให้นกั เรียนเกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัตไิ ด้ ครูผ้สู อน ควรคานึงถึงความพร้อมของผู้เรียน อธิบายถึงจุดประสงค์ที่ต้องการให้นักเรียนได้จากสถานการณ์ ควรให้ นักเรียนทุกคนในช้ันเรียนมีการแสดงบทบาทสมมติเม่ือนักเรียนเจอสถานการณ์เส่ียงแล้วร่ วมกันหาแนวทาง เช่น อาจเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งแสดงสถานการณ์ อีกกลุ่มหน่ึงแสดงวิธีการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันตนเอง เพอื่ เป็นการสงั เกตการคิดและการปฏบิ ตั ิของนักเรียนโดยภาพรวม แลว้ จึงค่อยมอบหมายงานหลังจากเสรจ็ ส้ิน กิจกรรม

3) ครูผู้สอนควรคานึงถึงผู้เรียนเป็นสาคัญ ในการมอบหมายงานให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง การศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติมอาจมาจากข้อมูลต่าง ๆ ท่ีน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเช่ือถือได้ หรืออาจไม่มีแหล่ง อา้ งอิงที่ชัดเจน ดังน้ัน ครูผูส้ อนควรอธิบายถึงความสาคัญและวิธีการค้นคว้าจากแหล่งอ้างอิงท่ีชัดเจนเพื่อให้ นักเรียนเข้าใจและสามารถเลือกข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงท่ีถูกต้องและน่าเชื่อถือได้ และสาหรับการเรียน การสอนในห้องเรียนครูผู้สอนควรสังเกตนักเรียนอย่างท่ัวถึง เพื่อไม่ให้นักเรียนทาพฤติกรรมอื่น ๆ หรือเข้า แอพลิเคชั่นอื่นท่ีนอกเหนือจากการศึกษาค้นความเพ่ิมเติม เพ่ือให้นักเรียนเกิดความรู้ ให้ความสนใจและมี ปฏสิ ัมพันธร์ ว่ มกนั กิตตกิ รรมประกาศ งานวจิ ยั ฉบับนีไ้ ดร้ ับเงนิ ทุนอดุ หนุนจากทุนวจิ ยั 90 ปี จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั References Bloom, B. S. & Krathwohl, D. R. (1956). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals by a committee of college and university examiners. Handbook I: Cognitive Domain. New York: Longmans, Green. Graham, C.R., Allen, S. & Ure, D. (2003). Blended Learning Environments: A Review of the Research Literature. Unpublished Manuscript, Provo, UT. Dusadee Ooppakarn and Onpreeya Yanachai. (2018). What principle should we use to enhance learning development of early childhood children: “brain based learning” or “executive functions”. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 11(1), 1635 - 1651. Horn, M. B. and Staker, H. (2011). The Rise of K-12 Blended Learning. Unpublished Paper: Innosight Institute. Retrieved from https://penpakchauypan.files.wordpress.com/2015/05/ blended-learning.pdf Jiraporn Chano. (2019). Executive functions and early childhood development. Journal of Education, Mahasarakham University, 13(1), 7 - 17. Kedit Chankhachon. (2017). Construction of an executive function self evaluate report scale for grade 10–12 in the Secondary Educational Service Area Office in Bangkok. Research Methodology & Cognitive Science, 15(2), 25 - 36. Nuanchan Chutabhakdikul, Panadda Thanasetkorn, Orapin Lertawasdatrakul, & Nootchanart Ruksee. (2017). Tools Development and Normative Criteria for Assessment of Executive Function in Early Childhood. Research Center for Neuroscience, Institute of Molecular Biosciences, Mahidol University. Pakakrong Vichaporn. (2012). Effects of web-based instruction lesson with blended learning upon dramatic performance of Prathomsuksa 6 students (Master’s thesis), Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Panita Wanpiroon. (2011). Blended learning: Principles into practice. Journal of Vocational and Technical Education, King Mongkut's University of Technology North Bangkok, 1(2), 43 - 49.

Rattama Rattanawongsa. (2012). Development of a blended learning model using social bookmark with historical method to enhance information literacy of upper secondary school students (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Shotiga Pasiphol. (2015). Measurement and Evaluation of Learning. Bangkok: Educational Research and Psychology, Faculty of Education, Chulalongkorn University. Singh, J. (2005). Transcriptional response of Saccharomyces cerevisiae to desiccation and rehydration. Appl Environ Microbiol, 71(12), 8752 - 8763. Skinner, B. F. (1936). The verbal summator and a method for the study of latent speech. The Journal of Psychology: Interdisciplinary and Applied. Retrieved from https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/00223980.1936.9917445 Tissana Kaemanee. (2017). Science of Teaching: Knowledge for Effective Learning Process (21st ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Press. Received: May, 13, 2020 Revised: June, 22, 2020 Accepted: June, 26, 2020

ผลการจดั การเรยี นรสู้ ขุ ศึกษาโดยใช้แนวคิดหอ้ งเรียนกลับดา้ นทมี่ ตี ่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 วิไลวรรณ ศิริอรรถ จนิ ตนา สรายทุ ธพิทกั ษ์ สรญิ ญา รอดพิพัฒน์ และ ชญาภัสร์ สมกระโทก คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย บทคดั ยอ่ วัตถุประสงค์การวิจัย เพ่ือเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิด เชิงวิพากษ์ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนน ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม วิธีดาเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 จานวน 64 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 32 คน และกลุ่มควบคุมได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบปกติ 32 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน จานวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวมเท่ากับ 0.99 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.95, 0.96, 0.96 และ 1.0 ตามลาดับ มีค่าความเที่ยง (Reliabilities) เท่ากับ 0.82, 0.81, 0.81 และ 0.80 ตามลาดับ ระยะเวลาในการดาเนินการวิจยั 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกตา่ งคา่ เฉล่ยี ของคะแนนดว้ ยค่าที (Paired-Sample t - test, Indipendent - Sample t - test) ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดเชิงวิพากษ์ของกลุ่ม ทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และค่าเฉล่ียของคะแนน ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และการคิดเชิงวิพากษ์ของกลุ่มทดลองหลังการเรียนรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่อย่างมี นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ส่งผลให้ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและการคิดเชงิ วิพากษข์ องนักเรยี นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 สงู กวา่ การจดั การเรียนรู้ สุขศกึ ษาแบบปกติ คาสาคญั : การจดั การเรียนรู้สุขศกึ ษา แนวคิดหอ้ งเรียนกลับด้าน การคิดเชงิ วิพากษ์ Corresponding Author: นางสาววิไลวรรณ ศริ อิ รรถ คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย Email: [email protected]

EFFECTS OF HEALTH EDUCATION LEARNING MANAGEMENT USING FLIPPED CLASSROOM ON LEARNING ACHIEVEMENT AND CRITICAL THINKING OF TENTH GRADE STUDENTS Vilaiwan Siriaurd, Jintana Sarayuthpitak, Sarinya Rodpipat, and Chayaphat Somkratoke Faculty of Education, Chulalongkorn University Abstract Purposes: To compare mean scores of learning achievement and critical thinking before and after implementation of an experimental group and a control group, and to compare the mean scores of learning achievement and critical thinking after implementation between the experimental group students and the control group students. Method: The subject were 64 tenth grade students, divided equally into two groups: 32 of the experimental group students were assigned to study under the health education learning management using Flipped Classroom Concept and 32 of the control group students were assigned to study with conventional teaching method. The research instruments were comprised of 8 health education lesson plans using Flipped Classroom concept with IOC of 0.99 and the data collection instruments included learning achievements in the area of knowledge, attitude, practice test and critical thinking test with IOC of 0.95, 0.96, 0.96 and 1.0, reliabilities of 0.82, 0.81, 0.81 and 0.80. The duration of the experiment was 8 weeks. The data were analyzed by mean, standard deviation and t-test (Paired-Sample t-test, Indipendent- Sample t-test). Results: The research findings were as follows: The mean scores of the learning achievement in the area of knowledge, attitude, practice and critical thinking of the experimental group students after learning were significantly higher than before learning at .05 level and the mean scores of the learning achievement in the area of knowledge, attitude, practice and critical thinking of the experimental groups students after learning were significantly higher than the control group students at .05 level. Conclusion: Health education learning management using Flipped Classroom Concept effect on learning achievement and critical thinking of tenth grade students higher than health education learning management with conventional teaching method. Keywords: Health Education Learning Management, Flipped Classroom Concept, Critical Thinking Corresponding Author: Miss Vilaiwan Siriaurd Faculty of Education, Chulalongkorn University Email: [email protected]

บทนา สภาพการณ์การเรียนรขู้ องผู้เรยี นในยคุ ปัจจุบันได้มีการปรบั เปลี่ยนเพื่อให้ก้าวทนั กับสังคมท่ีเปลีย่ นแปลง ไปเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ภายใต้กระแสแห่งโลกในยุคดิจิตัล (Digital Age) ส่งผลต่อการแสวงหารูปแบบ และการปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์ในการจัดการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายมากย่ิงข้ึน ทั้งน้ี เพื่อให้สอดรับ และก้าวทันตอ่ ความเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็วของโลกยคุ ใหม่ ดงั นั้นแนวความคิด รปู แบบ และวธิ ีการจัดการ เรียนรู้ที่ใช้กันในรูปแบบเดิมน้ัน จะต้องมีการวิเคราะห์ทบทวนเพื่อศึกษาผลลัพธ์ท่ีเกิดขึ้นว่ามีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและมีความเหมาะสมต่อผู้เรียนในแต่ละระดับมากน้อยประการใด ในขณะเดียวกัน ครูผู้สอนจะต้อง ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ รูปแบบใหม่ข้ึนมา การจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ดังกล่าว ควรมีเป้าหมายสาคัญในการพัฒนาคนในฐานะ พลเมืองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ังร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรม ในการดารงชีวิตอย่างสมดุล มีทักษะจาเป็นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข (Paitoon Sinlarat, 2016; Surasak Pahae, 2013) สอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียนโดยตรง ครอบคลุมเรื่องสุขภาพท่ีเป็นพื้นฐานจาเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนแต่ละคน โดยสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษามีวัตถุประสงค์ท่ีสาคัญ ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติในการสร้างเสริม สุขภาพอนามัยของตนเองและผู้อ่นื การป้องกันและการปฏิบตั ใิ นสิ่งต่าง ๆ ทีม่ ีผลต่อสุขภาพอย่างถูกวธิ ี และมี ทกั ษะในการดาเนินชวี ติ (Bureau of Acabeme Affairs and Educational Standards, 2008) จากการศึกษาสุขภาพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในช่วง 4 - 5 ปีท่ีผ่านมา พบว่า นักเรียนมี พฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมเพ่ิมข้ึน จากการสารวจข้อมูลสถิติสภาวการณ์ทางสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย ในช่วงท่ีผ่านมาพบปัญหาสาคัญ ได้แก่ ปัญหาเยาวชนเสพยาเสพติดมากถึง 2.7 ล้านคน โดยมีจานวน 3 แสนคน ต้องเข้ารบั การบาบัด ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร จากสถิติพบว่า วัยร่นุ ต้ังครรภ์ถึงปีละ 1.5 แสนคน ปัญหาเยาวชนถูกล่วงละเมิดและกล่ันแกล้ง กระทาความรุนแรงโดยส่ือ ปัญหาการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ยุคใหม่ที่รักลูกแบบไม่ถูกทาง การเสพส่ืออนาจารผ่านส่ือออนไลน์ และการบริโภคเคร่ืองดื่มแอลกอฮอล์ เกิดนักด่ืมหน้าใหม่ เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านคน โดยเยาวชนอายุต่ากว่า 20 ปี สามารถหาซื้อเคร่ืองดื่มได้เองถึง ร้อยละ 98.7 (Thai Health Promotion Foundation, 2015) ปัญหาเหล่าน้ีถือเป็นปัญหาสาคัญทาง สาธารณสุขท่ีต้องได้รับการป้องกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะครูสุขศึกษาจะต้องไม่เพิกเฉยหรือถือว่าเป็น เรอ่ื งเลก็ นอ้ ย เพราะหากปลอ่ ยไว้อาจเกดิ ปญั หาตอ่ สขุ ภาพของนักเรียนท่ีรุนแรงและบานปลายย่งิ ขน้ึ การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาจึงมีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสุขภาพและสมรรถภาพของมนุษย์ ให้มีความสมบูรณ์และมีคุณภาพ ให้ผู้เรียนมีความสามารถเรียนรู้และเกิดการพัฒนาเก่ียวกับความม่ันใจใน ตนเอง เกิดความตระหนักและความรับผดิ ชอบต่อสขุ ภาพ สามารถคิดเชงิ วพิ ากษ์ตัดสินใจ และเลือกวธิ ีปฏิบัติ ในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ท่เี น้นการฝึกการคดิ ขัน้ สูง เพอ่ื ให้ผู้เรยี นสามารถเผชิญกับสถานการณแ์ ละนามาประยุกตใ์ ช้ เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาสุขภาพตนเองได้ในสภาพจริงน้ัน (Ministry of Education, 1999) จากการศึกษา (Yibo, 2012; Mehta et al., 2018) พบว่า นักเรียนท่ีมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ จะสามารถตัดสินใจ และ เลือกวิธีปฏิบัติในการดูแลสุขภาพได้ดีย่ิงข้ึน การคิดเชิงวิพากษ์เป็นทักษะหนึ่งในทักษะด้านการเรียนรู้และ นวัตกรรม เป็นทักษะจาเป็นที่จะช่วยให้รู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องต้นของสิ่งท่ีเกิด เข้าใจความเป็นมาของ

เหตุการณ์เพ่ือนามาตัดสนิ ใจแก้ปัญหา ทาให้มีวจิ ารณญานในการคิด ไม่เชื่อหรือคล้อยตามความเช่ือแบบผิด ๆ ไมด่ ่วนสรปุ เหตุการณท์ ่เี กดิ ขน้ึ กอ่ นท่จี ะตดั สนิ ใจเชื่อหรือปฏบิ ัตติ าม อย่างไรก็ตาม การจดั การเรียนรู้สุขศึกษาท่ีจะส่งเสริมความรู้ เจตคติ การปฏิบัติที่รวมทั้งกระบวนการ คิดที่สาคัญโดยเฉพาะการคิดเชิงวิพากษ์ได้น้ัน จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Arlawiya Saa, 2016; Chen, 2016; Phatchada Butyathaworn et al., 2016) พบว่า แนวคิดห้องเรียน กลับด้าน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีครูทาหน้าท่ีเป็นโค้ชคอยให้คาปรึกษา ต้ังคาถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการคิด เน้นการพัฒนาทักษะและการลงมือปฏิบัติ โดย Bergman, & Sam (2012) ได้เสนอแนวคิดและต้ังข้อสังเกตว่าเวลาท่ีนักเรียนต้องการพบครูจริง ๆ คือ เวลาท่ีนักเรียน ติดขัด และต้องการความช่วยเหลือ และการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันนักเรียนไม่ได้ต้องการครูอยู่ในช้ันเรียนเพื่อ บอกเพียงเน้ือหาเท่าน้ัน เนื่องจากนักเรียนสามารถค้นหาเน้ือหานั้นด้วยตนเองได้ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน จึงเป็นการคิด \"นอกกรอบ\" ท่ีตอบโจทย์การปฏิรปู การศกึ ษา เพราะนักเรียนไม่ต้องเผชิญกบั ปญั หาจากการทา การบ้านท่ีบ้านอีกต่อไป นักเรียนไม่สามารถทาคนเดียวโดยปราศจากการแนะนาของครูได้ ก่อให้เกิด ความเครียดกับนักเรียน แต่การกลับด้านให้นักเรียนเรียนเนื้อหาล่วงหน้าเป็นการบ้านแล้ว มาทางานร่วมกัน ในช้ันเรียน จะช่วยให้นักเรียนเรียนด้วยความเข้าใจและมีความสุขข้ึน แนวคิดห้องเรียนกลับด้านยังเป็นการ เข้าใกลก้ ารจดั การเรยี นการสอนแบบ Child Center มากขึ้น จะทาใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ได้ดีขึ้นเรว็ ข้นึ และเหลือ เวลาสาหรับเพ่ิมเตมิ สงิ่ อนื่ ๆ ใหน้ กั เรียน โดยเฉพาะทักษะคิดวเิ คราะห์และการคิดเชงิ วิพากษ์ จากการศึกษาสภาพปัญหาความสาคัญที่กล่าวมาข้างต้น และการศึกษางานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้องกบั การจัด การเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน(Arlawiya Saa, 2016; Chen, 2016; Phatchada Butyathaworn et al., 2016) พบวา่ เป็นวิธีการใชห้ ้องเรยี นให้เกิดคณุ ค่าแก่นกั เรียนโดยการฝึกให้นักเรียนประยุกต์ความรใู้ น สถานการณ์ต่าง ๆ เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้แบบ “รู้จริง (Mastery Learning)” โดยเน้นฝึกการคิดข้ันสูง ให้แก่ นักเรียน สอดคล้องกับการศึกษา (Yibo, 2012; Mehta et al., 2018) ท่ีกล่าวถึงความสาคัญของการคิดเชิง วิพากษ์ไว้ว่า นักเรียนท่ีมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ จะสามารถตัดสินใจและเลือกวิธีปฏิบัติในการดูแลสุขภาพ ได้ดีย่ิงขึ้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเป็นแนวทางสาหรับ การจดั การเรยี นรู้วิชาสขุ ศกึ ษาใหเ้ ป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธผิ ลและตอบสนองต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ตอ่ ไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เปรยี บเทยี บค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์กอ่ นและหลังการ ทดลองของนกั เรยี นกลุม่ ทดลองและของนักเรยี นกลุม่ ควบคุม 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์หลังการทดลอง ระหว่างนกั เรยี นกล่มุ ทดลองกบั นักเรียนกล่มุ ควบคุม สมมติฐานของการวิจยั 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์หลังการทดลองของนักเรียน กล่มุ ทดลองสงู กวา่ กอ่ นการทดลอง 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์หลังการทดลองของนักเรียน กลุ่มทดลองสงู กวา่ นักเรียนกลุ่มควบคมุ

กรอบแนวคดิ งานวจิ ยั แนวคดิ การจัดการเรยี นรูส้ ุขศึกษาโดย 1. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ห้องเรยี นกลับดา้ น ใช้แนวคดิ หอ้ งเรยี นกลับดา้ น 1.1 ความรู้ ขนั้ ที่ 1 ขนั้ อนุ่ เครื่อง 1.2 เจตคติ ขนั้ ที่ 2 ขน้ั ตัง้ คาถาม 1.3 การปฏบิ ัติ ขน้ั ที่ 3 ขน้ั ฝกึ ปฏบิ ัติ ขน้ั ที่ 4 ข้ันขยายความรแู้ ละ 2. การคดิ เชงิ วพิ ากษ์ ประยกุ ต์ใช้ ขนั้ ที่ 5 ข้ันประเมนิ ผล ขน้ั ที่ 6 ขน้ั มอบหมายงาน และสืบค้นข้อมูล วิธีดาเนนิ การวิจยั การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยก่ึงทดลอง (Quasi - Experimental Research) มุ่งท่ีจะศึกษาผลของ การจัดการเรียนรวู้ ิชาสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรยี นกลับด้านที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิง วิพากษ์ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 1. ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนในสังกัด สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร จานวน 335,675 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนดอนเมอื งทหารอากาศบารุง จานวน 64 คน ซึง่ ได้จากการการเลือกแบบเจาะจง แบ่งออกเปน็ 2 กลุ่ม ด้วยวิธกี ารการสมุ่ อยา่ งง่าย คือ กลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนร้โู ดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน จานวน 32 คน และกลุม่ ควบคุมท่ไี ดร้ ับการจัดการเรียนร้แู บบปกติ จานวน 32 คน เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน จานวน 8 แผน ที่มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 6 ข้ันตอน คือ ขั้นท่ี 1 ขั้นอุ่นเคร่อื ง ขั้นที่ 2 ขั้นตั้งคาถามลงในแบบ Cornell และอภิปราย ขั้นท่ี 3 ข้ันฝึกปฏิบัติ ข้ันท่ี 4 ขั้นขยายความรู้และประยุกต์ใช้ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล และขั้นท่ี 6 ข้ันมอบหมายงานและการสืบค้นข้อมูล ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดย ผูท้ รงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน ซ่ึงเป็นผู้ที่จบการศึกษาตงั้ แต่ระดับปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขศึกษา หรือสาขาท่ีเก่ียวข้อง ตรวจพิจารณาความตรงเชิงเน้ือหา สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และความ เหมาะสมของกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน นามาหาคา่ ความสอดคล้อง (Index of Congruence หรือ IOC) คัดเลือกแผนจัดการเรยี นรู้ที่มคี ่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ข้ึนไป (Sirichai Kanjanawasee, 2013; Shotiga Pasiphol, 2015) ผลการพิจารณาแผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้ แนวคดิ หอ้ งเรียนกลับดา้ น จานวน 8 แผน ไดค้ ่าดัชนีความสอดคล้องรวมเทา่ กบั 0.99

2) เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้เป็นแบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านเจตคติเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ จานวน 20 ข้อ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการปฏิบัติเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ จานวน 20 ข้อ และ แบบวัดการคิดเชิงวิพากษ์เป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ จานวน 10 ข้อ วิเคราะห์จากทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom & Krathwohl, 1956) ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน ซ่ึงเป็นผู้ท่ีจบ การศึกษาต้ังแต่ระดับปริญญาครุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาสุขศึกษา หรอื สาขาท่ีเกยี่ วขอ้ ง ตรวจพจิ ารณาความ ตรงเชิงเน้ือหา สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ลักษณะการใช้คาถาม ตัวเลือก ตัวลวง และความถูกต้อง ด้านภาษา นามาหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Index of Congruence หรือ IOC) คัดเลือกข้อคาถามท่ีมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ข้ึนไป (Sirichai Kanjanawasee, 2013; Shotiga Pasiphol, 2015) ผลการพิจารณาแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95, 0.96, 0.96 และ 1.0 ตามลาดับ นาแบบวัด ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนดา้ นความรู้ เจตคติ การปฏิบตั ิ และการคิดเชิงวพิ ากษ์ ท่ีปรบั ปรุงแล้วไปทดลองใช้กับ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ท่ีมีบริบทใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นนาผลการทดสอบมาวิเคราะห์เพื่อหาค่า ความเที่ยง โดยกาหนดเกณฑ์ท่ีมีค่าความเท่ียงตั้งแต่ 0.8 ข้ึนไป (Cronbach, 1990) ผลการวิเคราะห์ได้ ค่าความเทย่ี งเท่ากับ 0.82, 0.81, 0.81 และ 0.80 ตามลาดับ ขั้นตอนการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษาระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย เอกสาร วารสาร บทความและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน การวัดและประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชงิ วพิ ากษ์ เพ่อื นามาพัฒนาเครื่องมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพ 2. ทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และแบบวัดการคิดเชิงวิพากษ์ กอ่ นการทดลอง (Pretest) กับนักเรียนกลุ่มทดลองและนกั เรยี นกล่มุ 3. นาแผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน จานวน 8 แผน ไปทดลองใช้กับกลุ่มทดลอง สัปดาห์ละ 1 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที รวม 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุม ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จานวน 8 แผน สัปดาห์ละ 1 คาบเรียน คาบเรยี นละ 50 นาที รวม 8 สปั ดาห์ 4 ทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ ปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์หลังการ ทดลอง (Posttest) กับนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบตั ิ และการคิดเชงิ วพิ ากษ์ฉบบั เดียวกนั กับแบบวัดก่อนการทดลอง ขนั้ การวเิ คราะหข์ ้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยของคะแนน (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบ ความแตกต่างค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ ปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ โดยการทดสอบด้วยค่า “ที” (t - test) เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ ก่อนและหลังการทดลองด้วย Paired - Sample t - test และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิง วิพากษ์ หลังการทดลองระหวา่ งนกั เรียนกลุ่มทดลองกบั นักเรยี นกลุ่มควบคุมด้วย Indipendent- Sample t-test

ผลการวจิ ยั 1 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ ก่อนและหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้แนวคิดหอ้ งเรยี นกลบั ดา้ น และนกั เรยี นกล่มุ ควบคุมทไี่ ดร้ ับการจดั การเรียนรู้แบบปกติ ตารางท่ี 1 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคดิ เชิงวิพากษ์ก่อนและหลงั การทดลองของนักเรียนกล่มุ ทดลอง ตัวแปรทศ่ี กึ ษา n ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง t p Mean S.D. Mean S.D. ความรู้ เจตคติ 32 09.88 2.20 14.81 1.55 9.96 0.00* การปฏิบตั ิ การคิดเชงิ วิพากษ์ 32 47.88 7.38 61.63 5.81 8.87 0.00* * P < .05 32 51.63 5.55 69.34 8.84 10.08 0.00* 32 03.59 1.24 06.75 1.27 8.85 0.00* จากตารางที่ 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียน กลับด้านสูงกว่ากอ่ นการทดลองอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05 ตารางท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคดิ เชิงวิพากษ์กอ่ นและหลงั การทดลองของนักเรยี นกลมุ่ ควบคมุ ตัวแปรท่ศี กึ ษา n กอ่ นการทดลอง หลังการทดลอง t p Mean S.D. Mean S.D. ความรู้ เจตคติ 32 09.41 1.68 10.06 1.48 1.94 0.61 การปฏิบัติ การคดิ เชิงวพิ ากษ์ 32 46.41 9.00 50.19 5.57 1.87 0.71 * P < .05 32 49.31 4.61 51.13 4.61 1.83 0.08 32 03.44 1.68 04.00 0.98 1.79 0.08 จากตารางที่ 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนกลุ่มควบคุมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติไม่แตกต่างจากก่อนการ ทดลองอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05 2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์หลังการทดลองระหวา่ งนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้วชิ าสุขศึกษาโดย ใช้แนวคดิ ห้องเรยี นกลบั ดา้ น และนักเรียนกลุ่มควบคุมท่ไี ดร้ บั การจดั การเรียนรู้แบบปกติ

ตารางท่ี 3 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวพิ ากษห์ ลงั การทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองกบั นักเรียนกลุม่ ควบคุม ตัวแปรทศี่ ึกษา n กลมุ่ ทดลอง กล่มุ ควบคุม t p ความรู้ Mean S.D. Mean S.D. 0.00* เจตคติ 0.00* การปฏบิ ัติ 32 14.81 1.55 10.06 1.48 12.52 0.00* การคิดเชิงวิพากษ์ 0.00* * P < .05 32 61.63 5.81 50.19 5.57 8.04 32 69.34 8.84 51.13 4.39 10.44 32 06.75 1.27 04.00 0.98 9.68 จากตารางท่ี 3 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้แนวคิดห้องเรียน กลบั ด้านสูงกวา่ นกั เรียนกลมุ่ ควบคมุ ทีไ่ ด้รบั การจดั การเรยี นรูแ้ บบปกติอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 สรปุ ผลการวิจัย การวิจยั เรอื่ ง ผลของการจัดการเรยี นรูว้ ิชาสขุ ศึกษาโดยใชแ้ นวคิดหอ้ งเรยี นกลบั ดา้ นทมี่ ตี ่อผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี นและการคิดเชิงวพิ ากษข์ องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สามารถสรุปผลการวจิ ยั ได้ ดังน้ี 1. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชิงวิพากษ์ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุมพบว่า ค่าเฉลี่ย ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนกลุ่ม ทดลองหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ของนักเรียน กลุ่มควบคุมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติไม่แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ี ระดับ .05 2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคดิ เชิงวิพากษห์ ลงั การทดลองระหวา่ งนักเรียนกลุ่มทดลองกับนกั เรยี นกลุ่มควบคมุ พบวา่ คา่ เฉลย่ี ของ คะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนดา้ นความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชงิ วิพากษ์ของนกั เรียนกล่มุ ทดลอง หลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการ จดั การเรียนรแู้ บบปกติอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05 อภิปรายผลการวจิ ัย จากผลการวิจยั ข้างตน้ สามารถนามาอภิปรายไดด้ งั ประเดน็ ดงั น้ี 1. คา่ เฉลีย่ ของคะแนนผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคดิ เชิงวิพากษ์ ก่อนและหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้แนวคิด ห้องเรยี นกลับดา้ น จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชิงวิพากษก์ อ่ น และหลังการทดลองของกล่มุ ทดลองพบวา่ ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน

ดา้ นความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวพิ ากษ์ของกลมุ่ ทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง เป็นไปตามสมมติฐานข้อท1ี่ สามารถอภิปรายในประเดน็ ต่อไปน้ี การจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีครูเปล่ียน บริบทจากการสอนเนื้อหาในห้องเรยี นเป็นการสรา้ งหรือแนะนาสื่อการเรียนรจู้ ากแหล่งการเรียนรู้สารสนเทศ ท่ีหลากหลายรูปแบบ โดยมอบหมายให้นักเรียนกลับไปศึกษาด้วยตนเอง และทาการสรุปประเด็นสาคัญของ เน้ือหา ประเด็นที่สงสัย หรือข้อโต้แย้ง เพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเอง และนากลับมาทากิจกรรม แลกเปลี่ยน วิพากษ์ วิจารณ์ ในห้องเรียน จากการสังเคราะห์ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ซ่ึงทาให้ได้ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 6 ข้ันตอน ได้แก่ 1) ข้ันอุ่นเคร่ือง 2) ขั้นต้ังคาถาม ลงในแบบ Cornell และอภิปราย 3) ขั้นฝึกปฏิบัติ 4) ข้ันขยายความรู้และประยุกต์ใช้ 5) ข้ันประเมินผล 6) ขัน้ มอบหมายงานและการสืบคน้ ข้อมูล โดยการจัดการเรยี นรู้ท้ัง 6 ขั้นตอนเป็นการจัดการมีการสอดแทรก กิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ใน ทกุ ข้นั ตอน ตัวอย่างเช่น การจัดการเรียนรใู้ น ขนั้ ท่ี 1 ข้ันอุ่นเคร่อื ง เป็นขน้ั ท่ีผู้วิจัยเปดิ ประเดน็ พูดคยุ เก่ียวกับ ข้อมูลเนื้อหาเรื่อง หลักการใช้ยาท่ีให้นักเรียนเข้าไปศึกษาเน้ือหาความรู้เร่ืองหลักการใช้ยาที่ผู้วิจัยได้รวบรวม ไว้ก่อนแล้วในห้องเรียน Google Classroom ลักษณะของสื่อท่ีใช้ในหัวข้อน้ีจะอยู๋ในรูปแบบของ Presentation online ผ่านเว็บไซต์ prezi.com เมื่อมาถึงคาบเรียนผู้วิจัยใช้คาถามเป็ นตัวกระตุ้นให้นักเรียนเกิด กระบวนการคิดและรว่ มวพิ ากษ์ว่า มีประเดน็ และหลักการสาคญั อะไรบา้ ง ผลของการกระทาที่สามารถสังเกต ได้ คือ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการการคิดวิเคราะห์ เกิดการตกผลึกทางความคิด สร้างความรู้ ด้วยตนเองโดยเช่ือมโยงส่ิงที่ศึกษามาด้วยตนเองเข้ากับสิ่งท่ีได้เรียนรู้เพิ่มเติมในชั้นเรียน (Surasak Pahae, 2013) การจัดการเรียนรู้ใน ข้ันท่ี 2 ข้ันตั้งคาถามลงในแบบบันทึก Cornell และอภิปราย เป็นข้ันที่ผู้วิจัย เปิดโอกาสให้นักเรียนอภิปราย ซักถาม ในประเด็นท่ีสงสัยจากการไปศึกษาด้วยตนเองผ่านทาง Google Classroom และได้จดบันทึกประเด็นสาคัญ สาระสาคัญ ในเร่ืองหลักการใช้ยา หลักการสาคัญประการหนึ่ง คือ การให้นักเรียนจดบันทึกลงในแบบบันทึก Cornell เพ่ือนาความรู้ท่ีตนได้รับทั้งในประเด็นที่เหมือนหรือ แตกต่างกันกับเพ่ือนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในห้องเรียน เป็นกระบวนการหน่ึงท่ีส่งเสริมการการเรียนรู้ และการคิดข้ันสูงของนักเรียน ตัวอย่างคาถามที่นักเรียนบันทึกในแบบบันทึก Cornell เช่น “ถ้าใช้ยาไม่ ถกู ต้องจะเกิดผลเสยี อย่างไร” โดยผู้วิจัยจะเปิดโอกาสให้นักเรยี นที่ทราบคาตอบได้นาเสนอความรู้ของตนก่อน แต่หากไม่มีใครทราบ ผู้วิจัยจะอนุญาตให้นักเรียนใช้เครื่องมือสื่อสารสืบค้นข้อมูลผ่าน Google เพื่อเข้าไป สืบค้นหาความรู้ในแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อนามาวิพากษ์ หาข้อสรุปในข้อคาถามดังกล่าว ผลของ กิจกรรมท่ีสังเกตได้ คือ นักเรียนสามารถนาความรู้จากการศึกษาด้วยตนเองมาเช่ือมโยงกับความรู้ของผู้อ่ืน มีความต้ังใจในการคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ ต้ังคาถาม และจัดการองค์ความรู้ของตนเองได้ (Bergman, & Sam, 2012) การจัดการเรียนรใู้ น ข้ันที่ 3 ขน้ั ฝกึ ปฏบิ ัติ เป็นข้นั ทผี่ ู้วจิ ัยจัดกิจกรรม “ร้หู รือไม่ ใชห่ รือมั่ว” โดยแบ่ง นักเรียนเป็น 2 ทีม แข่งขันตอบคาถามเกี่ยวกับเรื่องความเช่ือผิด ๆ ในการใช้ยา พรอ้ มกับแลกเปล่ียนความรู้ ในเรื่องหลักการใช้ยาภายในทีม โดยคนที่ตอบผิดจะต้องโดนตัดออกจากการแข่งขัน เม่ือตอบข้อคาถามครบ ทุกข้อ ทีมใดเหลือสมาชิกมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งผลของกิจกรรมที่สังเกตได้ คือ นักเรียนสามารถ ถ่ายทอด แลกเปลี่ยน นาเสนอความรู้ของตนกับผู้อื่นได้ โดยช่วยกันหาข้อมูลจากสื่อเทคโนโลยี เช่น E-book หรือฐานข้อมูลออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น ผลของกิจกรรมที่สังเกตได้ คือ นักเรียนมีกระบวนการเรียนรู้แบบกลุ่ม ส่งผลให้นักเรียนมีความกล้าท่ีจะแสดงออกทางความคิด กจิ กรรมขั้นนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนวิเคราะห์ วิพากษค์ วามรใู้ นเรอ่ื งหลักการใช้ยา (Bergman & Sam, 2012) การจัดการเรยี นรู้ใน ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้

และประยุกต์ใช้ เป็นขั้นของการขยายความรู้จากกิจกรรมโดยมีการถามตอบในประเด็นของข้อคาถามท่ี ทากิจกรรมทีละข้อ เพ่ือนามาวิเคราะห์และระบุเหตุผลให้ได้ว่าเพราะอะไรจึงตอบเช่นน้ัน ตัวอย่างข้อคาถาม “ถ้าลืมรับประทานยาก่อนอาหารให้รวบไปรับประทานพร้อมยาหลังอาหารได้เลย” นักเรียนท่ีตอบว่าเป็น ข้อความท่ีถูกต้องจะต้องบอกเหตุผลสนับสนุน ส่วนนักเรียนที่ตอบว่าไม่ถูกต้องก็จะต้องหาเหตุผลมาโต้แย้ง เช่นกัน นักเรียนจะต้องร่วมกันสรุปในรายละเอียดเพ่ิมเติมอีกครั้งหน่ึง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในประเด็นเดียวกัน ผลของการกระทาที่สามารถสังเกตได้ คือ นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น เกิดความคิดรวบยอด มีความสนุกสนานในการเรียน สามารถขยายผลของความรู้นั้นนาไปสู่การดาเนิน ชีวิตประจาวันได้ (Bergman & Sam, 2012) การจัดการเรียนรู้ใน ข้ันที่ 5 ขั้นประเมินผล เป็นขั้นที่ผู้วิจัย เปิดโอกาสให้นักเรียนนาเสนอความคิดเห็น สรุปผลและสะท้อนความคิดว่าจากกิจกรรมในวันน้ีได้ให้ความรู้ อะไรกับนักเรียนบ้าง ผลของการกระทาท่ีสังเกตได้ คือ นักเรียนสรุปผลจากการทากิจกรรมได้ นาผลการ ปฏบิ ัตมิ าอภิปรายวพิ ากษ์ และวเิ คราะหไ์ ด้ว่าจุดประสงคข์ องการทากจิ กรรมทาเพอ่ื อะไร (Bergman & Sam, 2012) การจัดการเรียนรู้ใน ขั้นท่ี 6 ข้ันมอบหมายงานและการสืบค้นข้อมูล ผู้วิจัยได้มอบหมายให้นักเรียน ไปศึกษาเน้ือหาท่ีจะเรียนในสัปดาห์ถัดไป โดยนักเรียนตอ้ งไปศึกษาล่วงหน้าจากท่ีบ้าน เช่น ผู้วิจัยมอบหมาย ให้นักเรียน เข้าไปศึกษาวิดีโอการ์ตูนเรื่อง กฎหมายสารเสพติดให้โทษ จาก www.youtube.com ท่ีผู้วิจัย ได้รวบรวมอยู่ใน Google Classroom ซ่ึงสามารถสังเกตผลของการกระทาได้จากแบบบันทึก Cornell ชิน้ งานท่ีนักเรยี นได้ศึกษาเนื้อหาของบทเรียนด้วยตนเอง และจดบันทึกประเดน็ สาคัญหรือข้อคาถามท่ตี นเกิด ความสงสัย เพื่อนามาซักถามและอภิปรายร่วมกันกับเพื่อนในคาบเรียนถัดไป การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดย ใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านในข้ันน้ี จึงส่งผลให้นักเรียนมีอิสระในการเรียนรู้ด้วยตนเองและสามารถเข้าไป ศึกษาได้มากคร้ังตามต้องการ เป็นการพัฒนาความสามารถในการจับใจความสาคัญ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินคา่ ว่าข้อมูลใดทถ่ี ูกหรือผดิ มีความนา่ เชื่อถือมากนอ้ ยเพียงใด (Bergman & Sam, 2012) การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านท้ัง 6 ข้ันตอนดังกล่าวข้างต้น จึงส่งผลให้ ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียน กลุ่มทดลองหลังได้รบั การจดั การเรียนรสู้ ุขศกึ ษาโดยใช้แนวคดิ ห้องเรียนกลบั ด้านสูงกว่าก่อนการทดลอง และ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสูงกวา่ นักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ สอดคล้องกับ แนวคิดของ Bergman & Sam (2012) ได้กล่าวถึง ความสาคัญของแนวคิดห้องเรียนกลับด้านไว้ว่ามีประโยชน์ ต่อการจัดการเรียนการสอน ช่วยให้ครูเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคน ช่วยให้ครูรู้จักนักเรียนดีข้ึน ชว่ ยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนกันเอง สามารถเขา้ ไปช่วยนักเรียนที่ไมถ่ นัดเรื่องนั้นให้เอาใจใส่ช่วย ให้นักเรยี นท่ีอ่อนในด้านน้ันไม่รสู้ ึกมีปมด้อย เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรยี นได้เรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถทบทวน บทเรียนบ่อยครั้งตามท่ีต้องการ ทาให้เกิดความรู้จริงและสามารถนามาคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ โต้แย้ง และ สามารถนามาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจาวันได้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ อาลาวีย๊ะ สะอะ (Arlawiya Saa, 2016) ทาการศึกษาเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ทักษะ การคิดวิเคราะห์และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า นักเรยี นท่ีได้รบั การจัดการเรียนร้แู บบห้องเรยี นกลบั ทาง มคี ะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นชีววิทยา หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน มีทักษะการคิดวิเคราะห์ มีความร่วมมือหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญท่ีระดับ .01 และสอดคล้องกับ Chen (2016) ทาการศึกษาเรื่อง ผลการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านใน วิชาสุขศึกษาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

ในกลุ่มทดลองหลังการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านสูงกว่าห้องที่ได้รับการเรียนการสอนแบบปกติอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ .05 และการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครูมากข้ึน และ ส่งผลให้มีความกล้าที่จะอภิปรายมากขึ้นกว่าห้องที่ได้รับการเรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญทาง สถิตทิ ี่ .05 2. คา่ เฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏบิ ัติ และการคิดเชงิ วิพากษ์ หลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับ ดา้ นกบั นักเรียนกลุ่มควบคุมทีไ่ ดร้ ับการจดั การเรยี นรสู้ ขุ ศึกษาแบบปกติ จากการวิเคราะห์คา่ เฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นด้านความรู้ เจตคติ การปฏบิ ตั ิ และการ คิดเชิงวิพากษ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่า กลุ่มควบคุม ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมติฐาน ขอ้ ท่ี 2 สามารถอภปิ รายในประเด็น ตอ่ ไปนี้ การจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ครูเปลี่ยน บริบทจากการสอนเนอื้ หาในห้องเรยี นเป็นการสร้างหรือแนะนาส่ือการเรียนรจู้ ากแหล่งการเรยี นรู้สารสนเทศ ท่ีหลากหลายรูปแบบ โดยมอบหมายให้นักเรียนกลับไปศึกษาด้วยตนเอง และทาการสรุปประเด็นสาคัญของ เน้ือหา ประเด็นที่สงสัย หรือข้อโต้แย้ง เพ่ือสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเอง และนาความรู้หรือมวลประสบการณ์ น้ันกลับมาทากิจกรรม แลกเปลี่ยน วิพากษ์ วิจารณ์ ในห้องเรียน ซึ่งผู้วิจัยได้สอดแทรกกิจกรรมท่ีพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษ์เข้าไปในแต่ละข้ันตอนของการ จัดการเรียนรู้ และคัดเลือกเนื้อหาท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคิดเชิงวิพากษ์มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ในการทดลองน้ี ผู้วิจัยมอบหมายให้นักเรียนเข้าไปศึกษาความรู้ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน ที่รวบรวมใน Google Classroom ซึ่งในข้ันของกิจกรรมนี้ นักเรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะการฟัง การดู การอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ การจับประเด็นและการต้ังคาถาม หาข้อสรุป โต้แย้งด้วยตนเองด้วยการฝึกจด บันทึกแบบ Cornell ซ่ึงแม้ว่านักเรียนจะเรียนรู้ด้วยตนเองจากท่ีบ้าน แต่นักเรียนสามารถติดต่อ ถามคาถาม หรือแจ้งอุปสรรคในการทางานผ่านกล่องข้อความที่ทาให้ครูผู้สอนกับนักเรียนใกล้ชิดกันมากขึ้น หลังจาก นักเรียนได้รับความรู้จากแหล่งการเรียนรูท้ ี่ผู้วิจัยกาหนดไว้ นักเรียนสามารถนาความรู้นนั้ มาอภิปรายแลกเปลี่ยน สะท้อนผล หรือนาข้อสงสัย มาวิพากษ์ เพ่ือหาข้อสรุปหรือแนวทางท่ีเป็นรูปธรรม ซึ่งกระบวนการในข้ันน้ีจะ เป็นกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น เป็นการตรวจสอบความรู้ของนักเรียนว่าจาก การศึกษาด้วยตนเองมีความรู้ ความเข้าใจมากน้อยเพียงใด เมื่อมีความรู้ที่เป็นความรู้แบบรูจ้ ริงแล้ว การที่จะ ให้นักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้ได้ ต้องมีการสนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ (Arlawiya Saa, 2016) เช่น เม่ือนักเรียนได้เรียนรู้เก่ียวกับการสร้างเสริมสุขภาพ นักเรียนสามารถนาความรู้น้ันมาแลกเปล่ียน วิเคราะห์ วิพากษ์ และประยุกต์ความรู้ที่มีมาเช่ือมโยงเข้ากับบริบทของชุมชนของตนเองได้ มีการวางแผนใน การพัฒนาชุมชน เช่น การท้ิงขยะให้ลงถัง การกาจัดแหล่งลูกน้ายุงลาย เป็นต้น ซงึ่ ก่อนที่จะมาถึงกระบวนการ นี้ได้ นักเรยี นจะตอ้ งใช้ทกั ษะการสืบเสาะสืบคน้ สืบหาความจรงิ ว่าสง่ิ ๆ น้นั กอ่ ให้เกิดปัญหาอย่างไร นักเรียน จะมอี ิสระในการพูดคุยแลกเปลย่ี น หาขอ้ สรุปกับเพ่ือนในกลุ่ม จนได้ข้อสรุปหรือคาตอบที่นกั เรียนคิดมาอย่าง ถี่ถ้วนแล้วว่าดีที่สุด จึงจะนาคาตอบน้ันมาอภิปรายหรือนาเสนอให้เพ่ือนกลุ่มอ่ืนหรือครูผู้สอนได้รับฟัง เปรียบเทียบหาข้อเหมือนหรือแตกต่างจากช้ินงานของตนเอง เป็นการสอนให้นักเรียนไม่ยึดติดกับความเช่ือ หรือความรู้เดิม ๆ ของตนเอง ในขณะเดียวกันก็ไม่หลงเช่ือแนวคิด หรือคาพูดของใครง่าย ๆ เม่ือมั่นใจว่า ข้อมูล ที่ตนหามาถูกต้องแล้ว ก็สามารถหาข้อโต้แย้ง ซักถาม และมีความกล้าในการแสดงออกจากนั้นผู้วจิ ัย

ใช้คาถามในการสรุปความรู้เพ่ือเป็นการขยายความรู้ และเน้นย้าอีกคร้ังให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วผลท่ีจะเกิดตามมาเป็นอย่างไร แนวทางในการแก้ไขป้องกันหรือหลีกเลี่ยง จะสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างไร จากการสังเกตนักเรียนกลุ่มทดลองพบว่าสามารถตอบคาถาม ได้ตรงประเด็น กระชบั และครอบคลุมวตั ถุประสงค์ของกจิ กรรม เช่น กล่าวในเรื่อการรักษาสัมพันธภาพไว้ว่า “คาพู ดก็เห มือนดาบ ส องคมถ้าพู ดดีก็จะเกิดผ ล ดีถ้าพู ดโดยไม่คิดอาจน าผ ล เสี ยม าสู่ ตน เองแล ะผู้ อื่น ” เรื่อง หลักการใช้ยา “ทุกอย่างในโลกล้วนมีประโยชน์และโทษ ถ้าเรานามาใช้ผิดวิธีก็จะทาให้ได้รับอันตราย ถงึ ชวี ิต” เปน็ ตน้ การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านดังกล่าวข้างต้น จึงส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของ คะแนนผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงวิพากษข์ องนักเรยี นกล่มุ ทดลอง หลังได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบปกติ Bergman & Sam (2012) ได้กล่าวถึง ความสาคัญของแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ไว้ว่ามีประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน ช่วยให้ครูเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคน ช่วยให้ ครูรู้จักนักเรียนดีขึ้น ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพ่ือนนักเรียนกันเอง สามารถเข้าไปช่วยนักเรียนที่ไม่ถนัด เรื่องน้ันให้เอาใจใส่ช่วยให้นักเรียนที่อ่อนในด้านน้ันไม่รู้สึกมีปมด้อย เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ ด้วยตนเอง สามารถทบทวนบทเรียนบ่อยครั้งตามที่ต้องการ ทาให้เกิดความรู้จริงและสามารถนามา คิดวิเคราะห์ วิพากษ์ โต้แย้ง และสามารถนามาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจาวันได้ สอดคล้องกับสุรศักดิ์ ปาเฮ (Surasak Pahae, 2013) กล่าวถึง แนวคิดห้องเรียนกลับด้านว่าครูควรจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง มิใช่การจดจาเนื้อหาวิชาแต่ต้องเน้นการเรียนรู้ท่ีเกิดจากความต้องการของผู้เรียนอย่าง แท้จริง พรอ้ มทั้งให้มีการลงมือปฏิบัตเิ พ่อื ให้เกดิ ประสบการณ์ตรงและตอ่ ยอดความรูน้ ั้นได้ด้วย สอดคล้องกับ งานวิจัยของพัชฎา บุตรยะถาวรและคณะ (Phatchada Butyathaworn et al., 2016) ทาการศึกษาเร่ือง ผลการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์กับวิธีการสอนแบบสืบเสาะ เรอ่ื ง ระบบไหลเวยี นเลือด ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลงั เรียนของนักเรียนโดยใช้วิธีการสอน แบบห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์และวิธีการสอนแบบสืบเสาะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติท่ีระดับ .05 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้วิธกี ารสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน ด้วยการเรียนออนไลนส์ ูงกว่าวิธีการสอนแบบสืบเสาะอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 และสอดคล้องกับ งานวิจัยของ Shuangjian (2015) ศึกษาเร่ือง การเสริมสร้างการพูดภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ ผ่านรูปแบบจาลองห้องเรียนกลับด้านและบทบาทสมมุติแบบสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่าคะแนนจากการ สอบของกลุม่ ทดลองสูงกวา่ กลุ่มควบคมุ อยา่ งมีนยัสาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05 ขอ้ เสนอแนะ จากผลการวิจัยดงั กลา่ ว ผูว้ ิจยั มีขอ้ เสนอแนะ ดงั ต่อไปนี้ 1. ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย 1.1 การจดั การเรียนรสู้ ขุ ศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรยี นกลับดา้ นครูต้องมีออกแบบแผนการจัดการ เรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชา ครูผู้สอนต้องมีการสารวจข้อมูลพื้นฐานและบริบทของนักเรียน ทั้งในด้าน ระดับความสามารถในการเรียนรู้ และการเข้าถึงส่ือการเรียนรู้ด้านความพร้อมของอุปกรณ์ และความพร้อม ในการเขา้ ถึงเทคโนโลยที ั้งที่บ้านและท่ีโรงเรียน เพื่อให้การจัดการเรียนรู้สามารถพัฒนา และส่งเสริมนักเรียน ไดเ้ รียนรูอ้ ยา่ งเต็มทแี่ ละเทา่ เทียม

1.2 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านทั้งครูผู้สอน และนักเรียน จะตอ้ งมีความเตรียมความพร้อม โดยครจู ะตอ้ งชี้แจงนักเรียนใหช้ ัดเจนก่อนการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียน เข้าใจรปู แบบการจดั การเรียนรแู้ ละนาไปสกู่ ารปฏิบตั ิได้อยา่ งถกู ต้อง 1.3 การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ควรมีการออกแบบกิจกรรมให้ เหมาะสมกับระยะเวลาในแต่ละคาบ เนื่องจากมีขั้นตอนการสอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ครูผู้สอนจะต้องควบคุม ระยะเวลาใหเ้ หมาะสมและครบทุกขน้ั ตอน เพ่ือให้ผู้เรียนไดร้ บั การจัดการเรยี นรู้อยา่ งมีประสิทธิผลมากทส่ี ุด 1.4 การทากิจกรรมการเรียนรู้ในช้ันเรียนควรออกแบบกิจกรรมท่ีหลากหลาย โดยเฉพาะการ จัดการเรียนรู้โดยส่งเสริมกระบวนการคิดขั้นสูง ครูผู้สอนสามารถนากิจกรรมการเรียนรู้แบบอ่ืน ๆ เข้ามา บูรณาการได้ เช่น STEM การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นต้น เพ่ือที่ นักเรียนจะได้รับการพัฒนากระบวนการคดิ ได้อย่างเต็มศักยภาพ 1.5 เน่ืองจากนักเรียนต้องมีการเข้าถึงส่ือออนไลน์ ดังน้ัน เพ่ือเป็นการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล ท่ีไม่ปลอดภัย ไม่เหมาะสม แหล่งข้อมูลท่ีเป็นเท็จหรือแหล่งข้อมูลที่ไม่มีความน่าเช่ือถือ ครูผู้สอนควรอธิบาย ถึงหลักการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพ่ือหลีกเลี่ยงการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องส่งผลต่ อการ เรียนรู้หรือพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง และครูควรทาการสรุปท้ายบทเรียนทุกครั้งเพื่อเป็นการป้องกัน ความคลาดเคลือ่ นของข้อมลู 2. ข้อเสนอแนะในการทาวิจัยคร้ังต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านที่มี ต่อตัวแปรตามอื่นๆ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงระบบ การคิดเชิงบริหาร การคิด อย่างมีวิจารณญาณ เป็นตน้ 2.2 ควรมีการศึกษา ติดตามและการประเมินความคงทนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ังด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบตั ิ และการคิดเชงิ วิพากษ์หลงั การทดลองเสรจ็ สน้ิ แลว้ กิตติกรรมประกาศ งานวจิ ัยนีไ้ ด้รับการสนบั สนุนจากทนุ วิจยั 90 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย References Arlawiya Saa. (2016). Effect of flipped classroom on learning achievement, analytical thinking skills and instructional satisfaction of grade 11 students (Master’s thesis), Prince of Songkla University. Bergman, J., & Sam, A. (2012). Flip your classroom: reach every student in every class every day. Washington DC: International Society for Technology in Education. Bloom, B., & Krathwoh, D. (1956). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals by a committee of college and university examiners. Handbook I: Cognitive Domain. New York: Longmans, Green. Bureau of Acabeme Affairs and Educational Standards. (2008). Basic Education Core Curriculum 2008. Bangkok: The Agricultural Co-operative Federation of Thailand Press, LTD.

Chen, L. (2016). Impacts of flipped classroom in high school health education. Journal of Educational Technology Systems, 44(4), 411-420. Cronbach, Lee. J. (1990). Essentials of phychological testing (5thed.). New York: Harper & Row. Shuangjian. (2015). Enhancing efl speaking via flipped classroom model and constructive role plays, School of Foreign Languages. Institute of Social Technology, Suranaree University of Technology. Mehta, S. et al. (2018). Assessing Omani University Entrants’ Critical Thinking Skills with the Cornell Class-Reasoning Test Form X. Sultan Qaboos University. Ministry of Education. (1999). National Education Act B.E. 2542 (1999). Bangkok: Siam Sport Syndicate Public Company Limited. Paitoon Sinlarat. (2016). Education 4.0 is more than education. Bangkok: Chulalongkorn University Printing House. Phatchada Butyathaworn et al. (2016). The effect of teaching using flipped classroom teaching method with online learning and inquiry teaching method on the topic of circulatory system. Journal of Education, Khon Kaen University, 10(2). Shotiga Pasiphol. (2015). Learning measu rement and evaluation. Bangkok: Department of educational research and psychology, Faculty of education. Chulalongkorn University. Sirichai Kanjanawasee. (2013). Classical Test Theory (7th ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Press. Surasak Pahae. (2013). Flipped Classroom: New classrooms. Dimension in the 21st Century. Retrieved from http://phd.mbuisc.ac.th/academic/flipped%20classroom2.pdf Thai Health Promotion Foundation. (2015). Thai Health. Retrieved from http://resource.Thai health.or.th/lirary/collection/14905 Yibo, L. (2012). Effect of problem-based English writing instruction on critical thinking abilities and agumentative writing skills of Thai upper secondary school students (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Received: May, 13, 2020 Revised: June, 26, 2020 Accepted: June, 29, 2020

การวิเคราะหก์ ารใชท้ ักษะกีฬาปนั จกั สีลตั ในการแข่งขนั กีฬาซเี กมส์ อับดลุ เล๊าะ มะหลี คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การใช้ทักษะกีฬาปันจักสีลัตในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (พ.ศ.2550 – 2556) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยมีจานวน 60 คน เป็นชาย 40 คน หญิง 20 คน จากการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยคัดเลือกจากนักกีฬาปันจักสีลัตท่ีชนะเลิศในการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ จานวน 15 รุ่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นโปรแกรมชุดอุปกรณ์สาหรับวิเคราะห์ทักษะกีฬา (Performance Analysis) รุ่น Sport Code Elite จากนั้นนาการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ทักษะที่ทาคะแนนได้ แลว้ บนั ทกึ ผลข้อมลู ลงในบันทึกคะแนนเพอื่ ข้อมูลทางสถติ ิ โดยการหาค่าความถแ่ี ละรอ้ ยละ ผลการวิจัยพบว่า 1. จากผลการวิเคราะห์ทักษะปันจักสีลัตท่ีทาคะแนนได้ของนักกีฬาท่ีชนะเลิศในการแข่งขัน พบว่า มีการใช้ทักษะทั้งส้ินจานวน 6 ทักษะจากทั้งหมด 10 ทักษะ ได้แก่ 1.การต่อย 2.การเตะเฉียง 3.การถีบ 4.การทาล้มด้วยมือ 5.การทาล้มด้วยเท้า และ 6.การทาล้มด้วยมือและเท้า ในทุกรุ่นน้าหนักชายและหญิง ส่วน ทกั ษะการทุบ การตี การเตะข้าง และการกลับหลังเตะ พบว่า ไม่มีคะแนนจากการใช้ทักษะ ในทุกรุ่นน้าหนัก ท้ังชายและหญิง 2. การต่อยหมัดตรง เป็นอาวุธท่ีสามารถกระทาได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยาสูง ทาให้คู่ต่อสู้ ป้องกันตัวได้ยาก นอกจากนี้ยังสามารถท่จี ะใชเ้ ทคนิคในการเล่นจงั หวะสองไดด้ ีอกี ด้วย 3. การเตะเฉียง เป็นทักษะการโจมตีคู่ต่อสู้ได้แทบทุกระยะ สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนอีกทั้ง ยังสร้างความบอบช้าได้อีกทางหน่ึงด้วย แต่นักกีฬาตอ้ งระมัดระวังจากการถูกคู่ตอ่ ส้ใู ช้มือจับเพือ่ ทาให้ล้มตาม กตกิ า ด่ังนั้นนักกีฬาจะตอ้ งมคี วามรวดเร็วในการเตะอีกด้วยเพื่อชงิ ความได้เปรียบ 4. การถีบตรง เป็นอีกหน่ึงทักษะท่ีใช้ได้ดีเม่ือเป็นฝ่ายรับหรือสกัดการรุกการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ ทุกระยะและมีความรวดเร็วรวมท้ังมีความแม่นยาในการกระทาต่อเป้าหมายของคู่ต่อสู้ เป็นอีกหนึ่งทักษะ ที่นักกีฬาปันจกั สลี ัตระดบั นานาชาตินามาใชแ้ ลว้ ได้ผลมากที่สุด 5. การทาล้มด้วยมือและการทาล้มด้วยเท้า เป็นทักษะท่ีจาเป็นต้องรอเล่นในจังหวะสอง ต้องรอให้ คู่ต่อสู้ออกอาวุธแล้วจับขาเพื่อทาล้มรวมทั้งสามารถกระโดดคีบด้วยสองเท้าหลัง(ซิกเซอร์)และสองเท้าหน้า (ฮอกกาไดร)์ จะก่อให้เกดิ ความไดเ้ ปรยี บต่อรูปเกมส์ คาสาคัญ: วเิ คราะห์ ทักษะ ปันจักสีลัต Corresponding Author: นายอับดลุ เลา๊ ะ มะหลี ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ E-mail: [email protected]

THE ANALYSIS OF PENCAK SILAT SKILLS USE IN SEA GAMES (2007 - 2013) Abdulloh Mahlee Faculty of Education, Prince of Songkla University Abstract The purpose of this study is analysis about using Pencak silat skill on competition in Sea Games (2007 - 2013). The subject of the study were 60 people 40 menand 20 women. Selected by purposive sampling. Choose from Pencak silat athletes that have wonin Sea Games about 15 models. The in struments employed in this study were the program equipment set for analyze sport skill ( Performance Analysis) Sport Code Elite model then take the data analysis about using skill which have scored and then save data on score record for statistical information by frequency and percentage. The research results showed that 1. The results of analysis Pencak silat skill which have scored of athletes that have won on the competition found that are used 6 skills from all 10 skills include 1. Boxing 2. Askew kicking 3. Shoving 4. Falling by hand 5. Falling by foot 6. Falling by hand and foot in all models weight, men and women. While smashing skill, hitting, side kicking and turn back kicking found that none score from skill using in all models weight, men and women. 2. Straight punch boxing is arms that can be done quickly and high precision. It makes a competitor be difficult to protect oneself. It’s also possible to use the technique to play two beat well. 3. Askew kicking is the skill to attack a competitor almost in every phase. It can see clearly result and it also creates another wound but athletes must be careful of the competitor use handle to falling down along rules, so the athlete must be quick to kick for snatch the advantage. 4. Straight shoving is another good skill to used when as a reception or intercepted trespass attack of competitor in all phase and be fast and accurate to action with competitor's goal. It is another skill that international Pencak silat athletes used to get the most effect. 5. Falling by hand and falling by foot are skill that need to wait for second beat, have to wait the competitor release arms then catch leg to falling down, also can pinch jump with two feet behind and two front feet will cause damage to the game. Keywords: analysis, Skills, Pancak Silat Corresponding Author: Abdulloh Mahlee Department of Education in Curriaulum and instruction, Faculty of Education, Prince of Songkla University, Email: [email protected]

บทนา ปันจักสีลัต (Pencak silat) เป็นคามาจากภาษาอินโดนีเซียหรือภาษามาลายู มาจากคา 2 คา รวมกัน ได้แก่ คาว่า “ปันจัก” (Pencak) กับ สีลัต (Silat) คาว่า Pencak เป็นภาษาที่ใช้และเป็นท่ีรู้จักของ ชาวอนิ โดนีเซยี เรยี กว่า “ปนั จัก” หมายถึง ศิลปะการต่อส้ปู ้องกนั ตัวเองซ่งึ เป็นทแี่ พร่หลายกันมากในประเทศ อินโดนีเซีย ดุจดัง “มวยไทย” เป็นท่ีรู้จักกันของคนไทยท้ังประเทศ “ปันจัก” มีส่วนละม้ายคล้ายกับ คาว่า “Silat” ทช่ี าวมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์และฟิลปิ ปนิ ส์ตอนใต้ (มินดาเนา) เรยี กว่า “ซีลัต” หมายถึง ศลิ ปะการ ต่อสู้ป้องกันตนเอง เช่น กันส่วนประเทศไทยในจังหวดั ชายแดนภาคใตอ้ อกสาเนียงเรียกว่า “ซีละ” มักจะพบ เห็นในศลิ ปะการละเล่นหรือกีฬาพนื้ เมอื งที่เน้นลลี าการเคลอ่ื นไหวทีส่ วยงาม ประหนง่ึ การแหวกวา่ ยของมัจฉา ขณะต่อสกู้ บั ปรปกั ษ์ ในอดตี นน้ั เปน็ การตอ่ สดู้ ้วยมือเปลา่ และต่อมาใช้อาวธุ ประกอบ น่นั คือ “กรชิ ” ปัจจุบันกีฬาปันจักสีลัตเป็นที่นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายเพิ่มข้ึนเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการจัด การแข่งขันภายในประเทศแต่ละครงั้ ท่ผี ่านมา จานวนของผู้ดู ผู้ฝกึ สอนและนักกีฬาที่มาจากท่ัวทุกภูมภิ าคของ ประเทศมีเพิ่มมากข้ึน อันเป็นผลมาจากการพัฒนากีฬาน้ี เพ่ือให้ได้มาซ่ึงผู้ฝึกสอนนักกีฬาและผู้ตัดสินที่ดี มีความสามารถ จนทาให้เกิดการพัฒนากีฬาปันจักสีลัตอย่างเป็นระบบ ในท่ีสุดการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้กาหนดให้มี การจัดการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตในกีฬาแห่งชาติเริ่มอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2550 ณ จังหวัด นครศรีธรรมราช และมีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเน่ืองมาโดยตลอด โดยการผลักดันของสมาคมปันจักสีลัต แห่งประเทศไทย ที่มีความมุ่งหวังในการสร้างนักกีฬาปันจักสีลัตระดับรากหญ้า มีการส่งเสริมสนับสนุนและ พัฒนาให้นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนนาเอากีฬาปันจักสีลัตมาใช้ในการออกกาลังกาย และ ชีวิตประจาวันมากย่ิงขึ้น จึงทาให้มีการแข่งขันในรายการต่าง ๆ มากมาย เช่น กีฬาปันจักสีลัตชิงชนะเลิศ 5 จังหวัดชายแดนใต้ กีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย กีฬาสถาบันการพลศึกษาแห่งประเทศไทย กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย กีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬาแห่งชาติ และกีฬาปันจักสีลัตชิงชนะเลิศ แหง่ ประเทศไทย (Pencak Silat Association of Thailand, 2013) ในอดีตกีฬาปันจักสีลัตในประเทศไทยเคยรุ่งเรืองมากโดยเฉพาะในประเภทการต่อสู้ โดยส่วนมาก แล้วนักกีฬาปันจักสีลัตทีมชาติไทย มาจากพ้ืนฐานการเป็นนักมวยไทยอาชีพมาก่อนย่อมได้เปรียบกว่านักกีฬา ปันจักสีลัต ทีมชาติต่าง ๆ ในภูมิอาเซียน เพราะว่าการเป็นนักมวยไทยอาชีพทาให้ร่างกายมีความแข็งแรง แข็งแกร่ง มีประสบการณ์ในสนามการต่อสู้ ย่อมได้เปรียบกว่านักกีฬาที่ไม่ได้มาจากพ้ืนฐานการต่อสู้โดยกาเนิด ทาให้การเข้าร่วมการการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตในช่วงแรก ๆ ที่มีการบรรจุกีฬาปันจักสีลัตในการแข่งขันระดับ นานาชาติประสบความสาเร็จมาโดยตลอด เพราะว่านักกีฬาปันจักสีลัตของเราบางคนผ่านการข้ึนสังเวียนการ ต่อสู้มาอย่างโชคโชนน้ัน ก็เป็นส่วนหน่ึงท่ีทาให้นักกีฬาปันจักสีลัตทีมชาติไทยที่ประสบความสาเร็จมาโดยตลอด การแข่งขนั ในยุคแรกๆท่ีมีการแขง่ ขนั กีฬาปนั จักสลี ัตในระดับนานาชาติ อินโดนเี ซีย มาเลเซีย ในฐานะต้นตาหรับ กีฬาปันจักสีลัตยังต้านความแข็งแกร่งของนักกีฬาปันจักสีลัตทีมชาติไทยไม่ได้ ในการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตใน ระดับนานาชาติทีมชาติไทยสามารถครองความเป็นเจา้ เหรียญทองมาโดยตลอดการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตมา ได้ ในระยะหน่ึงทีมชาติอินโดนีเซียเร่ิมมีการพัฒนาทักษะกีฬาปันจักสีลัตเพื่อการแก้เกมนักกีฬาปันจักสีลัต ทีมชาติไทยโดยเฉพาะซ่ึงทักษะท่ีนักกีฬาอินโดนีเซียใช้โดยส่วนมาก คือ การที่นักกีฬาปันจักสีลัตใช้ทักษะใน การเตะ ถีบ เขาก็จะจับขาของคู่ต่อสู้ป้องกันโต้ตอบให้คู่ต่อสู้ล้มลงโดยทันที่ การทาให้คู่ต่อสู้ล้มลงในกีฬา ปันจักสีลัตเป็นทักษะท่ีทาแล้วมีคะแนนมากท่ีสุด ทาให้ทุกชาติเริ่มมีการพัฒนาทักษะในการแข่งขันมากย่ิงข้ึน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการออกอาวุธ ด้วยมือ ด้วยมือนี้ก็จะแยกเป็นย่อย ๆ อีก เช่น การใช้กามือ การใช้ฝ่ามือ การใช้สันมือ การใช้หลังมือ การใชศ้ อก การออกอาวุธด้วยเท้า ก็แยกเป็นย่อยอีก เชน่ การเตะตรงดว้ ยฝา่ เท้า

หรือถีบตรง (Front kick) การเตะตรงด้วยข้างเท้า หรือถีบข้าง (Sidekick) การเตะข้างด้วยหลังเท้า (Round kick) การเตะหลัง หรือถีบหลัง (Back kick) และการใช้เข่า รวมท้ังทักษะท่ีมีคะแนนมาก เช่น การเก่ียวขา คตู่ ่อสู้ให้ล้ม การล้มกวาดหน้า การล้มกวาดหลัง และทกั ษะชั้นสงู การกระโดดกรรไกรหนบี ตัวคู่ต่อสู้ให้ล้มลง หรือเรียกอีกชื่อว่า การกระโดดขากรรไกร (Sick ser) ซ่ึงทักษะเหล่าน้ีต่างชาติได้คิดค้นสาหรับการเล่นกีฬา ปนั จกั สีลัตเพอื่ ใหท้ ีมของตวั เองประสบความสาเรจ็ วงการกีฬาปันจักสีลตั ในระดับนานาชาติเริม่ มกี ารใช้ทักษะ อย่างชานาญขึ้นทาใหก้ ารแขง่ ขันขันกฬี าปนั จักสีลัตมคี วามเข็มขน้ ข้ึน ปัจจุบันกีฬาปันจักสีลัตในระดับนานาชาติทุกประเทศได้มีการคิดค้นทักษะเพ่ือให้ทีมของตัวเอง ประสบความสาเร็จ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามได้มีการพัฒนาทักษะอย่างที่คาดไม่ถึงทาให้การแข่งขันใน ระดับนานาชาติสามารถทาผลงานได้อย่างพลิกความคาดหมาย ด้วยการครองความเป็นเจ้าเหรียญทองกีฬา ปันจักสีลัตในการแข่งขันระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง สามารถเอาชนะต้นตาหรับอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมทั้งทีมชาติไทยไปอย่างพลิกความคาดหมาย สาหรับวงการกีฬาปันจักสีลัตในประเทศไทยเร่ิมมี การถดถ้อยลง ทางสมาคมปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย ได้มีการปรึกษาหารือร่วมการหลายๆฝ่ายเพื่อที่จะ พัฒนาวงการกีฬาปันจักสีลัตของทีมชาติไทย ได้มีการส่งอดีตนักกีฬาปันจักสีลัตทีมชาติไทยที่มีผลงานเข้ารับ การอบรมในระดับนานาชาตเิ พื่อใหม้ าพัฒนาวงการกีฬาปนั จกั สีลัตทีมชาติไทยต่อไป รว่ มทั้งได้มกี ารติดต่อขอ ตวั ผู้ฝึกสอนจากประเทศอินโดนีเซียมาร่วมกันพัฒนาวงการกีฬาปันจักสีลัตทีมชาตไิ ทยให้ประสบความสาเร็จ เหมือนในอดีตทผ่ี ่านมา ซึ่งการแข่งขันกฬี าปนั จักสีลัตในกีฬาซเี กมส์ที่ผ่านมานกั กีฬาปันจกั สีลตั ทีมชาติไทยก็มี การพัฒนาทักษะที่ดีข้ึนสามารถคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 8 เหรียญทองแดง ทาให้นักกีฬา ผู้ฝึกสอน รว่ มท้ังผบู้ รหิ ารสมาคมฯมกี าลังใจในการทางานยิ่งขน้ึ จากประสบการณ์ท่ีผวู้ ิจัยเป็นนักกีฬาและผู้ฝึกสอนกฬี าปนั จักสีลตั ทีมชาติไทย ต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2539 – 2557 สังเกตจากผลการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตระดับนานาชาติว่า นักกีฬาปันจักสีลัตมีทักษะการต่อสู้ที่ หลากหลาย ด้วยการใช้มือและเท้าในการทาคะแนนรวมท้ังการใช้เทคนิคในการทาให้คู่ต่อล้ม โดยส่วนมาก เน้นการใช้ทักษะในการทาคะแนนเพื่อให้ตัวนักกีฬาสามารถก้าวสู้ความสาเร็จในการแข่ งขันระดับนานาชาติ กีฬาปันจักสีลัตเป็นกีฬาต่อสู้เหมือนกับมวย เทควันโด วูซู เป็นต้น ท่ีใช้การแข่งขันแบบแพ้แล้วคัดออก จึงทา ให้การแข่งขันมีความเข้มข้น สนุกต่ืนเต้นร้าวใจมากขึ้น นักกีฬาปันจักสีลัตต้องใช้ความแข็งแรง ความอดทน และความเร็วของกล้ามเนื้อสามารถรุกและรับได้อย่างรวดเร็ว และมีสมรรถภาพทางกายที่ดีอีกด้วย ที่สาคัญ นกั กีฬาทุก ๆ คน จะต้องมคี วามสามารถเฉพาะตวั ในการแกเ้ กมบนสงั เวียนของการตอ่ สู้ เพ่ือทาคะแนนให้กับ ตัวเองเพื่อให้ประสบความสาเร็จในการแข่งขันในระดับนานาชาติ การใช้วิดีโอเทปเพ่ือบันทึกและนาไป วิเคราะห์การแข่งขันเป็นอีกวิวัฒนาการทางการกีฬาที่นาเรื่องของเทคโนโลยีทางการกีฬามาใช้เพื่อวิเคราะห์ ทักษะได้อย่างแม่นยาและมีความถูกต้องมากกว่าอดีต ดังเห็นได้จากในการศึกษาวิจัยของ Challis (2013) ที่ทาการวิเคราะห์ทักษะของนกั กฬี ายโู ดในรายการแข่งขันชิงแชมป์โลกซึ่งสามารถให้ขอ้ มลู ได้อย่างละเอียดทั้ง ทักษะการรับและการรุกและการศึกษาอ่ืน ๆ ในหลาย ๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย (Suriyan Huahin, 2015) เป็นต้น ด้วยเหตุผลน้ี ผู้วจิ ัยจึงมีความสนใจทีจ่ ะศกึ ษาวิเคราะห์ว่านักกีฬาที่เข้ารว่ มการแขง่ ขันกีฬาปัน จักสีลัตในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 – 2556 ผู้ที่ชนะเลิศได้รับเหรียญทองของการแข่งขันใน กฬี าซีเกมส์ในปนี ั้น ๆ ท้ังประเภทต่อสู้ชายและประเภทต่อสู้หญงิ ของแตล่ ะรุ่นการแข่งขันนกั กฬี าเขาใช้ทักษะ อะไรในการทาคะแนนถึงประสบความสาเร็จในการแข่งขันในแต่ละปี โดยใช้โปรแกรมชุดอุปกรณ์สาหรับ วิเคราะห์ทักษะกีฬาสปอร์ตโค้ต (Performance Analysis) รุ่น Sport Code Elite เพื่อนาผลท่ีได้ จากการ วิเคราะห์มาพัฒนารปู แบบการฝึกซ้อม

ให้กับนักกีฬาปันจักสีลัตทีมชาติไทยรวมถึงผู้ฝึกสอนกีฬาปันจักสีลัตเพ่ือนาไปใช้ปรับปรุงแก้ไข และพัฒนา ทกั ษะนกั กีฬาสูค่ วามเปน็ เลศิ ตอ่ ไป วตั ถุประสงค์การวิจยั เพื่อศึกษาทักษะกีฬาปันจักสีลัตที่ทาคะแนนได้ของผู้นะเลิศในการแข่งขันในกีฬากีฬาซีเกมส์ (พ.ศ. 2550 – 2556) โดยจาแนกตามรนุ่ และเพศ สมมตฐิ านในการวิจยั นกั กีฬาปันจักสีลัตในแต่ละรุ่นและเพศในปีละการแข่งขันซีเกมส์จะมกี ารใช้ทกั ษะกฬี าปันจักสีลตั ทที่ า คะแนนไดแ้ ตกตา่ งกัน วิธีดาเนนิ การวิจยั กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยในคร้ังนี้จานวน 60 คน ทาการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากนักกีฬาปันจักสีลัตท่ีชนะเลิศการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2550 - 2556 ทั้ง 15 รุ่น เป็นนักกีฬาชาย 10 รุ่น (คือ รุ่น A, B, C, D, E, F, G, H, I, J) และนักกีฬาหญิง 5 รุ่น (คือ รุ่น A, B, C, D, E) โดยผู้วิจัยทาการเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากวีดีโอบันทึกการแข่งขนั กีฬาปันจักสลี ัตในการแขง่ ขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 19 - 22 (พ.ศ. 2550 – 2556) และวิเคราะหข์ ้อมูลการใช้ทักษะที่ทาคะแนนได้เฉพาะผู้ที่ชนะเลิศในแต่ละรุ่น เทา่ นั้น ตง้ั แตป่ พี .ศ. 2550 - 2556 จานวนท้งั สิน้ 60 คน แยกเป็นชาย 40 คน หญงิ 20 คน สามารถแบง่ ได้ ดังน้ี ซเี กมส์ ปพี .ศ. 2550 นกั กีฬาทีช่ นะเลศิ 15 ร่นุ นักกีฬา 15 คน แยกเป็นชาย 10 คนหญิง 5 คน ซเี กมส์ ปพี .ศ. 2552 นักกีฬาท่ชี นะเลศิ 15 รุ่น นักกีฬา 15 คน แยกเป็นชาย 10 คนหญิง 5 คน ซเี กมส์ ปพี .ศ. 2554 นกั กฬี าทช่ี นะเลศิ 15 รนุ่ นกั กีฬา 15 คน แยกเปน็ ชาย 10 คนหญิง 5 คน ซีเกมส์ ปีพ.ศ. 2556 นักกีฬาทช่ี นะเลิศ 15 รนุ่ นักกฬี า 15 คน แยกเป็นชาย 10 คนหญงิ 5 คน เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั 1. วีดีโอการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ คร้ังท่ี 19 - 22 พ.ศ. 2550 - 2556 ซ่ึงบันทึกโดยสมาคมปันจักสีลัต แห่งประเทศไทย 2. แบบบันทกึ ผลการใชท้ ักษะการทาคะแนนของกีฬาปนั จักสลี ตั 3. โปรแกรมชุดอุปกรณส์ าหรับวเิ คราะห์ทกั ษะกฬี าสปอร์ตโค้ต (Performance Analysis) รุ่น Sport Code Elite การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 1. ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถึงนายกสมาคม ปันจักสลี ัตแห่งประเทศไทยเพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการขอวีดโี อบันทึกการแข่งขันปันจักสีลัตในกีฬาซีเกมส์ ครั้งท่ี 19 - 22 (พ.ศ. 2550 – 2556) 2. ทาการวิเคราะห์ทักษะปันจักสีลัตที่ทาคะแนนได้จากการดูวีดีโอในการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตใน แตล่ ะปี โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยวจิ ัย ทาการบันทึกทักษะตา่ ง ๆ ผ่านโปรแกรมสปอรต์ โค้ต หลงั จากน้นั บันทกึ ข้อมูล 3. หลังจากการบันทึกข้อมูลทักษะที่ทาคะแนนได้จึงส่งผลการบันทึกข้อมูลพร้อมกับวีดีโอให้ ผเู้ ชย่ี วชาญ ทาการตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มลู 4. นาขอ้ มูลทีไ่ ดม้ าทาการวิเคราะห์เชงิ สถติ ติ ่อไป

การวเิ คราะหข์ อ้ มูล นาข้อมูลท่ีได้มารวบรวมทาการวิเคราะห์และคานวณด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสาเร็จรูป โดยหาค่า ต่าง ๆ ดงั น้ี คานวณค่าความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ของการใช้ทักษะกีฬาปันจักสีลัตที่ทาคะแนนได้ โดยจาแนกตามรุ่นน้าหนักและปีการแข่งขันในกีฬาซีเกมส์ ครัง้ ที่ 19 – 22 (พ.ศ. 2550 – 2556) ผลการวจิ ัย การวิจัยเร่ือง “การวิเคราะห์การใช้ทักษะกีฬาปันจักสีลัตในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (2550 - 2556)” ในครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ทักษะกีฬาปันจักสีลัตที่ทาคะแนนได้ในแต่ละรุ่นและปีการแข่งขัน ในกีฬาซีเกมส์ (พ.ศ. 2550 - 2556) จากการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนาเสนอผลการ วเิ คราะหข์ อ้ มูล แบง่ ออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักกีฬาปันจักสีลัตท่ีเข้าร่วมแข่งขันในกฬี าซเี กมส์ (พ.ศ. 2550 - 2556) ตอนท่ี 2 วิเคราะห์การใช้ทักษะท่ีทาคะแนนได้ของนักกีฬาปันจักสีลัตท่ีชนะเลิศในการแข่งขันกีฬา ซเี กมส์ (พ.ศ. 2550 - 2556) ตอนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของนักกีฬาปันจักสีลัตที่เข้ารว่ มแขง่ ขนั ในกีฬาซีเกมส์ (พ.ศ.2550 -2556) ตารางที่ 1 จานวนและร้อยละของนักกีฬาปันจักสีลัตท่ีจาแนกตามเพศท่ีเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาซีเกมส์ (พ.ศ. 2550 - 2556) ข้อมลู ทัว่ ไป จานวน ร้อยละ เพศ 40 66.67 ชาย 20 33.33 หญงิ รวม 60 100.0 จากตารางท่ี 1 พบว่า นักกีฬาปันจักสีลัตที่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ พ.ศ.2550 - 2556 ซ่ึงนักกีฬา ทใี่ ช้เปน็ กลมุ่ ตวั อยา่ ง ได้แก่ นักกีฬาที่ชนะเลิศ ซ่ึงมีจานวนทั้งสิ้น 60 คน เป็นเพศชาย จานวน 40 คน คิดเป็น รอ้ ยละ 66.7 เป็นเพศหญงิ จานวน 20 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 33.3

ตารางที่ 2 จานวนรุ่นของนกั กฬี าปันจักสลี ตั ชาย-หญงิ ทีเ่ ขาร่วมแข่งขนั กฬี าซีเกมส์ (พ.ศ. 2550 - 2556) ขอ้ มูลทั่วไป จานวน ร้อยละ ร่นุ การแข่งขนั 8 13.33 A น้าหนกั ตั้งแต่ 45 กก. ไม่เกนิ 50 กก. 8 13.33 B น้าหนัก มากกว่า 50 กก. ไม่เกนิ 55 กก. 8 13.33 C น้าหนัก มากกวา่ 55 กก. ไม่เกิน 60 กก. 8 13.33 D น้าหนกั มากกว่า 60 กก. ไม่เกนิ 65 กก. 8 13.33 E น้าหนักมากกวา่ 65 กก. ไม่เกนิ 70 กก. 4 6.7 F นา้ หนกั มากกว่า 70 กก. ไม่เกนิ 75 กก. 4 6.7 G นา้ หนกั มากกว่า 75 กก. ไม่เกนิ 80 กก. 4 6.7 H น้าหนักมากกวา่ 80 กก. ไมเ่ กนิ 85 กก. 4 6.7 I น้าหนกั มากกวา่ 85 กก. ไม่เกนิ 90 กก. 4 6.7 J น้าหนักมากกวา่ 90 กก. ไม่เกิน 95 กก. 60 100.0 รวม ตารางท่ี 2 มีร่นุ การแข่งขันทง้ั หมด 15 รุ่น ได้แก่ รุน่ A ชาย และหญงิ นา้ หนกั ตัง้ แต่ 45 กก. ไมเ่ กิน 50 กก. รุ่น B ชาย และหญิง น้าหนัก มากกว่า 50 กก. ไม่เกิน 55 กก. รุ่น C ชายและหญิง น้าหนัก มากกว่า 55 กก. ไม่เกิน 60 กก. รนุ่ D ชายและหญิง นา้ หนัก มากกว่า 60 กก. ไม่เกิน 65 กก. ร่นุ E ชายและหญงิ น้าหนัก มากกว่า 65 กก. ไม่เกิน 70 กก. ซ่ึงในแต่ละรุ่นมีนักกีฬาท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง รุ่นละ 4 คิดเป็น รอ้ ยละ 13.33 รุ่น F ชาย น้าหนัก มากกว่า 70 กก. ไม่เกิน 75 กก. รุ่น G ชาย น้าหนัก มากกว่า 75 กก. ไม่เกิน 80 กก. รุ่น H ชาย น้าหนัก มากกว่า 80 กก. ไม่เกิน 85 กก.รุ่น I น้าหนักมากกว่า 85 กก. ไม่เกิน 90 กก. รุ่น J น้าหนักมากกว่า 90 กก. ไม่เกิน 95 กก. ซึ่งในแต่ละรุ่นมีนักกีฬาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง รุ่นละ 8 คน คิดเป็น ร้อยละ 6.7 ตอนที่ 2 วิเคราะห์การใช้ทักษะที่ทาคะแนนได้ของนกั กีฬาปนั จกั สีลัตทช่ี นะเลิศในการแขง่ ขนั กีฬาซเี กมส์ (พ.ศ.2550 - 2556) ตารางที่ 3 การวเิ คราะหค์ วามถขี่ องการใชท้ กั ษะทท่ี าคะแนนได้ ประเภทชาย รุ่น A ทกั ษะการใช้มือ ทกั ษะการใช้เท้า ทกั ษะการทาลม้ ปี พ.ศ. นกั กีฬา การต่อยหมดั ใช้สัน การใชฝ้ ่า การเตะ การถีบ การถีบ การถีบ ทาลม้ ทาล้ม ทาลม้ ด้วยมือ ตรง มือ มือ-หลังมือ เฉียง ตรง ขา้ ง แบค็ คกิ ด้วยมอื ดว้ ยเท้า และเทา้ 2550 คนท่ี 1 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 2552 คนที่ 2 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 2554 คนท่ี 3 4 0 0 0 1 0 0 0 0 0 2556 คนท่ี 4 8 0 0 1 1 0 0 0 0 0 ���̅��� 3.5 0 0 0.25 1 0 0 0 0 0 S.D. 3.32 0 0 0.5 2.0 0 0 0 0 0

จากตาราง 3 แสดงให้เห็นค่าความถ่ี ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะกีฬาปันจักสีลัต ท่ีนักกีฬาทาคะแนนได้ในประเภทชาย รุ่น A จากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2550, 2556 โดยจาแนก ได้ ดังนี้ ทักษะการใช้มือจากการต่อยตรงท้ังหมด จานวน 14 คร้ัง แบ่งเป็น ปี พ.ศ. 2550 จานวน 1 ครั้ง ปพี .ศ.2552 จานวน 1 ครัง้ ปีพ.ศ.2554 จานวน 4 คร้ัง และปพี .ศ. 2556 จานวน 8 ครัง้ คดิ เป็นค่าเฉล่ียของ คะแนนจากการตอ่ ยหมัดตรงเท่ากับ 3.5 คร้ัง และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน 3.32 นอกจากนี้ยังพบว่านักกีฬาแสดงทักษะการใช้เทา้ จากการเตะเฉียงทง้ั หมด จานวน 1 คร้งั ปีพ.ศ. 2556 จานวน 1 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.25 คร้ังและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.5 การถีบตรงทั้งหมด จานวน 4 ครั้ง ส่วนปีพ.ศ. 2550 จานวน 1 ครง้ั ปีพ.ศ.2552 จานวน 1 ครั้ง ปีพ.ศ.2554 จานวน 1 คร้ัง และ ปีพ.ศ.2556 จานวน 1 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉล่ียเท่ากับ 1 คร้ัง และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 ส่วนทักษะ การใช้มือโดยใช้สันมือและการใช้ฝ่ามือหลังมือไม่พบการทาคะแนนจากทักษะทั้งสองเช่นเดี่ยวกับทักษะการ ใช้เท้าโดยการถีบข้างและการถีบแบ๊คคิกรวมถึงทักษะการทาล้มซึ่งไม่พบว่านักกีฬาปันจักสีลัตได้คะแนนจาก การแสดงทักษะดังกลา่ ว ตารางที่ 4 การวเิ คราะห์ความถี่ของการใช้ทักษะท่ีทาคะแนนได้ ประเภทชาย ร่นุ B ทกั ษะการใช้มือ ทกั ษะการใชเ้ ทา้ ทกั ษะการทาล้ม การต่อย ใช้ การใช้ การ การ การ การ ทาลม้ ทาลม้ ทาล้ม ปี พ.ศ. นักกฬี า หมัด สัน ฝา่ มือ- เตะ ถีบ ถีบ ถบี ดว้ ย ด้วย ดว้ ยมอื ตรง มือ หลงั มือ เฉียง ตรง ขา้ ง แบ็ค มอื เทา้ และเท้า คกิ 2550 คนที่ 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0 2552 คนที่ 2 1 0 0 1 0 0 0 0 0 0 2554 คนที่ 3 1 0 0 2 0 0 0 0 0 0 2556 คนท่ี 4 5 0 0 7 2 0 0 0 0 1 ���̅��� 1.75 0 0 2.75 0.5 0 0 0 0 0.25 S.D. 2.22 0 0 2.87 1 0 0 0 0 0.5 จากตาราง 4 แสดงให้เห็นค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะที่กีฬาปันจักสีลัต ทีน่ ักกีฬาทาคะแนนได้ในประเภทชาย รุ่น B จากการแขง่ ขันกฬี าซเี กมส์ ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2550, 2556 โดยจาแนก ได้ดังนี้ ทักษะการใช้มือมาจากการต่อยตรงทั้งหมด จานวน 7 คร้ัง แบ่งเป็น ปี พ.ศ.2552 จานวน 1 คร้ัง ปีพ.ศ. 2554 จานวน 1 ครั้ง และปีพ.ศ. 2556 จานวน 5 คร้ัง คิดเป็นค่าเฉล่ียของคะแนนจากการต่อย หมัดตรงเท่ากับ 1.75 ครั้ง และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2.22 ส่วนทักษะการใช้สันมือ การใช้ฝ่ามือ และ หลังมือ ทัง้ หมดจานวน 0 คร้ัง นอกจากนี้ยังพบว่านักกีฬาแสดงทักษะการใช้เท้าจากการเตะเฉียงทั้งหมด จานวน 11 ครั้ง แบ่งเป็น ปพี .ศ.2550 จานวน 1 ครั้ง ปพี .ศ.2552 จานวน 1 ครงั้ ปีพ.ศ.2554 จานวน 2 ครั้ง และปพี .ศ.2556 จานวน 7 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉล่ียของการเตะเฉียงเท่ากับ 1.75 ครั้ง และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2.22 การถีบตรง ท้ังหมดจานวน 2 คร้ัง แบ่งเป็นปีพ.ศ.2556 จานวน 2 คร้ัง คิดเป็นค่าเฉล่ียของการถีบตรงเท่ากับ 0.5 ครั้ง และ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 1 ทักษะการทาล้มด้วยมือและเท้า ทั้งหมดจานวน 1 ครั้ง แบ่งเป็น ปีพ.ศ.2556 จานวน 1 ครั้ง คดิ เป็นค่าเฉล่ยี ของการทาลม้ ดว้ ยมือและเทา้ เทา่ กบั 0.25 ครัง้ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.5

ตารางที่ 5 การวิเคราะหค์ วามถขี่ องการใช้ทกั ษะที่ทาคะแนนได้ ประเภทหญิง รนุ่ C ทกั ษะการใชม้ อื ทักษะการใช้เทา้ ทกั ษะการทาลม้ ปี นกั กฬี า การตอ่ ย ใช้ การใช้ การ การ การ การถบี ทาล้ม ทาล้ม ทาลม้ พ.ศ. หมัด สนั ฝ่ามอื - เตะ ถบี ถีบ แบ็คคิก ด้วย ดว้ ยเทา้ ดว้ ยมือ ตรง มอื หลงั มือ เฉียง ตรง ข้าง มอื และเท้า 2550 คนที่ 1 0 0 0 1 2 0 0 0 0 0 2552 คนท่ี 2 1 0 0 1 3 0 0 0 0 0 2554 คนที่ 3 2 0 0 5 4 0 0 1 1 0 2556 คนท่ี 4 11 0 0 10 6 0 0 1 2 2 ���̅��� 3.5 0 0 4.25 3.75 0 0 0.5 0.75 0.5 S.D. 5.07 0 0 4.27 1.71 0 0 0.58 0.96 1 จากตาราง 5 แสดงให้เห็นคา่ ความถ่ี คา่ เฉลี่ย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของทักษะกฬี าปันจักสีลัต ที่นักกีฬาทาคะแนนได้ ในประเภทหญิง รุ่น C จากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ต้ังแต่ปีพ.ศ.2550, 2556 โดยจาแนกได้ ดงั นี้ ทักษะการใชม้ ือมีการต่อยหมดั ตรงท้งั หมด จานวน 14 ครัง้ แบ่งเป็น ปี พ.ศ.2552 จานวน 1 คร้ัง ปีพ.ศ.2554 จานวน 2 คร้ัง และปีพ.ศ.2556 จานวน 11 คร้ัง คิดเป็นค่าเฉล่ียของการต่อยหมัดตรง เท่ากบั 3.5 ครัง้ และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 5.0 นอกจากนี้ยังพบว่า ทักษะการใช้เท้าจากการเตะเฉียงท้ังหมดจานวน 17 คร้ัง แบ่งเป็นปีพ.ศ.2550 จานวน 1 ครั้ง ปีพ.ศ.2552 จานวน 1 คร้ัง ปีพ.ศ.2554 จานวน 5 ครั้ง ปีพ.ศ.2556 จานวน 10 ครั้ง คิดเป็น ค่าเฉล่ียของการเตะเฉียง เท่ากับ 4.25 ครั้ง และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.27 การถีบตรงทั้งหมด จานวน 15 คร้ัง แบ่งเป็นปีพ.ศ.2550 จานวน 2 คร้ัง ปีพ.ศ.2552 จานวน 3 ครั้ง ปีพ.ศ.2554 จานวน 4 คร้ัง และ ปีพ.ศ. 2556 จานวน 6 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยของการเตะเฉียง เท่ากับ 3.75 คร้ัง และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 1.71 ทักษะการทาล้ม การทาล้มด้วยมือทั้งหมด จานวน 3 ครั้ง แบ่งเป็นปีพ.ศ.2554 จานวน 1 คร้ัง และ ปีพ.ศ.2556 จานวน 2 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉล่ียของการทาล้มด้วยมือ เท่ากับ 0.75 ครั้งและส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.96 การทาล้มด้วยเท้า ท้ังหมด 3 คร้ัง แบ่งเป็นปีพ.ศ.2554 จานวน 1 คร้ัง และปีพ.ศ. 2556 จานวน 2 ครง้ั คิดเป็นคา่ เฉล่ียของการทาลม้ ด้วยเทา้ เทา่ กับ 0.75 คร้ังและสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.96 และ การทาลม้ ด้วยมือและเทา้ ทัง้ หมดจานวน 2 ครั้ง แบ่งเปน็ ปีพ.ศ.2556 จานวน 2 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉล่ียของการ ทาล้มดว้ ยมอื และเทา้ เท่ากับ 0.5 ครงั้ และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน 1 อภปิ รายผลการวจิ ัย การศึกษาข้อมูลแนวโน้มทักษะกีฬาปันจักสีลัต ประเภทต่อสู้ท่ีกลุ่มตัวอย่างได้ใช้ในรอบชิงชนะเลิศ จนประสบความสาเร็จในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ตลอด 4 ครั้งย้อนหลังน้ัน พบว่า นักกีฬาได้คะแนนจาก ทักษะในการตอ่ ยมากท่ีสุด ซึ่งมีการใช้ในทกุ ร่นุ แข่งขนั ท้ังชายและหญิงต้งั แต่ พ.ศ.2550 - 2556 เน่ืองจากเป็น ทักษะพื้นฐานของกีฬาต่อสู้ทั้งส้ิน การฝึกการเล่นหรือการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตมีหลักการ และเทคนิคท่ีเป็น ทักษะพ้ืนฐานของกีฬาปันจักสีลัตโดยเฉพาะซึ่งผู้เล่นหรือผู้แข่งขันต้องหมั่นศึกษาและฝึกหัดให้เกิดทักษะพ้ืนฐาน เบื้องต้นก่อน เพื่อเป็นประโยชน์ของการพัฒนาประสิทธิภาพในการเป็นนักกีฬา (Suriyan Huahin, 2015) เช่นเดียวกับการศึกษาของ นาคิน คาศรี (Nakin Kumsri, 2004, abstract) พบว่า นักกีฬาปันจักสีลัต ประเภทชายและในนักกีฬาประเภทหญิงน้ันทั้งการชกหมัดตรง และการชกหมัดล่างมีความสาคัญในระดับสูง

และการศึกษาของ Abdul Rashid Aziz, Benedict Tan, Kong ChuanTeh (2002, p. 147) ท่ีพบว่า กีฬา ปันจักสีลัตน้ันเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความสามารถแบบแอโรบิคและแอนแอโรบิกในระดับสูง และถ้าเปรียบเทียบ กับนักกีฬายูโดและเทควันโดพบว่า ความสามารถของระบบแอโรบิค และความแข็งแรงของแขน แรงระเบิด จะมีคา่ ที่สูงกวา่ ดังนั้นการออกอาวธุ ดว้ ยหมัด จึงเปน็ อาวุธทสี่ ามารถกระทาได้อย่างรวดเรว็ มีความแมน่ ยา สูง กว่าทักษะอื่น ๆ (ต่อยเข้าเป้า +1 คะแนน) และสามารถดึงจังหวะกลับมาสู่ท่าปาซัง (ท่าป้องกัน) ได้อย่าง รวดเร็วกว่าการใช้ทักษะการโจมตีจากการเตะ นอกจากน้ียังสามารถท่ีจะใช้เทคนิคในการเล่นจังหวะสองได้ (จับขาแล้วทาล้ม) หากคู่ต่อสู้รุกเข้ามาด้วยการเตะหรือถีบคล้ายคลึงกับการศึกษาของ ราตรี สินธุนาวา และ คณะ (Ratree Sinthunava et al., 1992, abstract) ที่พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนกับเวลาปฏิกิริยา ตอบสนองระหว่างตากับมือและเท้า ในนักมวยนั้น ผู้ที่มีผลการแข่งขันอยู่ในอันดับดีจะมีประสาทส่ังงานที่ดี มีการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมีความอดทนของกล้ามเนื้อสูงสามารถออกหมัดติดต่อกันไปได้นาน โดยไม่ เม่ือยล้า ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์การใช้ทักษะการต่อยนี้ จึงมีอัตราความถ่ีและนิยมใช้มากท่ีสุด เพราะเป็นทักษะ ที่ง่าย แม่นยา และรวดเร็วต่อการเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ ท้ังการป้องกันและการโจมตีนอกจากนี้ยังมี เหตุผลอาจเน่ืองมาจาก ผู้เล่นเองต้องมีความระมัดระวัง และรัดกุมอย่างมาก เน่ืองจากเป็นรอบชิงชนะเลิศ หากมกี ารสญู เสียคะแนนจากการถูกทาล้มด้วยวิธีการต่างๆ เน่ืองจากการเตะหรือถีบ (จังหวะเตะหรือถีบแล้ว โดนคู่ต่อสู้จับขาแล้วทาล้มโดยผู้ท่ีทาล้มจะได้ 1+3 คะแนน) อาจนาไปสู่การเสียรปู เกมส์ (Momentum) ของ การแข่งขันได้ จงึ มีการเข้าทาและไดร้ บั ชยั ชนะจากทกั ษะน้ี สาหรับทักษะการใช้เท้าโดยการเตะเฉียง และการถีบนั้นพบว่า ถูกนามาใช้ในรอบชิงชนะเลศิ ซ่ึงนักกีฬา แสดงทักษะเหล่าน้ี รองลงมาจากทักษะการต่อย เนื่องจากการออกอาวุธดังกล่าวมีความได้เปรียบเชิงกลใน เรอ่ื งความยาวของระยางค์ ซ่ึงช่วยใหเ้ กิดความได้เปรียบจากการโจมตรี ะยะไกล เช่น การถบี และยังเปน็ กลยุทธ์ ท่ีใช้ป้องกัน สกัดก้ันค่ตู ่อสู้เข้าโจมตีระยะประชิดได้ดี ในส่วนการเตะเฉียงนั้นนอกเหนือจากการได้คะแนนจาก การโจมตีที่เข้าเป้าแล้ว ยังหวังผลในการสร้างความบอบช้าให้แก่คู่ต่อสู้ไดอ้ ีกทางหนึ่งดว้ ย ถอื ได้ว่าทั้ง 2 ประเภท ทักษะ คือ การเตะและการถีบน้ัน มีลักษณะใกล้เคียงกันสามารถนามาใช้ในการเข้ากระทาต่อคู่แข่งขันได้ มีความคล้ายคลึงกันในรูปแบบทิศทาง และความเร็วรวมทั้งประสิทธิภาพของการเตะเพื่อให้เข้าสู่เป้าหมาย เหมือนกัน และเมื่อนามาใช้กับกีฬาปันจักสีลัตนั้น นักกีฬาจะต้องระมัดระวังการถูกคู่ต่อสู้ใช้มือจับขาเพ่ือทา ให้ล้ม ดังเช่นการศึกษาของ สุริยันณ์ หัวหิน (Suriyan Huahin, 2015) ที่ได้ศึกษาวิเคราะห์ทักษะการทาคะแนน ของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า นักกีฬาส่วนใหญ่มีทักษะการทาคะแนนจากการถีบและการเตะ แล้วสาเร็จมากที่สุด สอดคล้องกับ นักรบ ทองแดง (Nukrop Thongdaeng, 2010, p. 45) ท่ีกล่าวไว้ว่า นักกีฬาจึงจาเป็นต้องมีทักษะการใช้เท้า ในรูปแบบต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี การเตะเป็นทักษะหนึ่งของการใช้เท้าที่สามารถทาคะแนนได้ดีในระหว่างการ แข่งขัน ประเภทของการเตะนั้นมีทกั ษะที่แตกต่างกนั ไป นักกีฬาสามารถใชเ้ ท้าในการเตะ ไดต้ ามลักษณะของ สถานการณ์ที่เหมาะสม เพื่อเป็นผู้เข้ากระทาในช่วงเวลานั้น ๆ และการศึกษาของโสภา กุศลวงศ์ (Sopha Kusonwong, 2000, p. 2) ท่ีศึกษาในกีฬาเทควันโดแล้วพบว่า นักกีฬาจะใช้ทักษะการเตะเฉียงแบบการ เตะราวด์คิกเข้าโจมตีคู่แข่งขันเพ่ือทาคะแนนเป็นส่วนใหญ่ การเตะเฉียงในกีฬาเทควันโดเป็นทักษะท่ีทาได้ โดยง่าย สามารถเห็นผลการเตะได้อย่างชัดเจนนิยมใช้กันเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นอีกทักษะหน่ึงที่มีการ พัฒนาทักษะที่ใช้เท้ามาทาคะแนนในกีฬาปันจักสีลัตและมีประสิทธิภาพในระดับสูงต่อไป ดังน้ันผู้ฝึกสอน สามารถนาบทสรุปจากการวยั น้ีไปใช้เพื่อเป็นข้อมูลในการดาเนินการฝึกซอ้ มใหเ้ กิดขนึ้ กับนักกีฬา และพัฒนา ความสามารถของนักกีฬาให้สามารถปรับได้ไปตามสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้น และนาไปใช้ได้ในสถานการณ์การ

แขง่ ขันจริง ด้วยเหตนุ ี้การใชท้ ักษะการเตะหรอื ถีบน้ัน ผู้เล่นต้องมีความระแวดระวังการถกู คตู่ อ่ สู้จบั ขาแลว้ ทา ล้ม จึงทาใหม้ กี ารใชท้ กั ษะนีร้ องลงมาจากการตอ่ ย ในส่วนการใช้ทักษะการทาล้มด้วยมือ การทาล้มด้วยเท้า และการทาล้มด้วยมือและเท้าน้ัน เป็นทักษะท่ีจาเป็นต้องรอเล่นในจังหวะสอง (ต้องรอให้คู่ต่อสู้ออกอาวุธแล้วจับขาเพ่ือทาล้ม) แสดงให้เห็นถึง ความถี่ในการเข้าทาและจานวนครั้งไม่มากมัก (ทาล้มได้ 1+3 คะแนน) ซึ่งเป็นไปตามเกมส์การแข่งขันรอบ ชิงชนะเลศิ ซง่ึ พยายามปอ้ งกันการถกู ทาใหล้ ้มกนั ท้งั สองฝา่ ยอยู่แล้ว ในส่วนของนักกีฬาท่ีสามารถทาคู่ต่อสู้ล้มไดจ้ ากทั้งสามทักษะดังกล่าว จะก่อให้เกิดความไดเ้ ปรียบ ต่อรูปเกมส์อย่างมาก เนื่องจากความต่างของคะแนนที่ได้มีมาก คู่ต่อสู้อาจจาเป็นต้องเปิดเกมส์การต่อสู้ เข้าแลกซ่ึงอยู่ในรูปเกมส์ที่ไม่ถนัด และฝ่ายท่ีคะแนนนาสามารถใช้กลยุทธ์ท่ีวางแผนมาได้อย่างรัดกุม และ เข้ารูปเกมส์ได้มากกวา่ เน่อื งจากคะแนนนาอยู่ จากท่ีกล่าวมาจึงพอสรุปได้ว่า การใช้ทักษะในผู้ท่ีชนะเลิศการแข่งขันน้ัน มีบรรยากาศในการแข่งขัน เป็นตัวบังคับให้ใช้ทักษะอย่างรัดกุมและหวังผล โดยการต่อย การเตะเฉียงและถีบนั้นเป็นทักษะท่ีสามารถใช้ บุกเพ่ือทาคะแนนได้เลย ส่วนทักษะการทาล้มด้วยมือ การทาล้มด้วยเท้า การทาล้มด้วยมือและเท้า ต้องรอ จังหวะให้คู่ต่อสู้ออกอาวุธมาก่อนถึงเข้าทาในจังหวะสอง ดังน้ันการฝึกฝนนักกีฬาเพื่อหวังผลในการแข่งขัน ระดับนานาชาติ จึงควรมุ่งเน้นฝึกฝนกลุ่มทักษะการต่อย การเตะเฉียงและถีบ การทาล้มด้วยมือ ด้วยเท้า ด้วยมอื และเท้า ให้เกิดความชานาญและเชย่ี วชาญ ตามลาดับ สรปุ ผลการวจิ ัย 1. จากผลการวิเคราะห์ทักษะปันจักสีลัตท่ีทาคะแนนได้ของนักกีฬาที่ชนะเลิศในการแข่งขัน พบว่า มีการใช้ทักษะทั้งสิ้นจานวน 6 ทักษะ จากท้ังหมด 10 ทักษะ ได้แก่ 1.การต่อยหมัดตรง 2.การเตะเฉียง 3.การถบี ตรง 4.การทาล้มดว้ ยมือ 5.การทาล้มดว้ ยเท้า และ 6.การทาล้มด้วยมอื และเทา้ ในทกุ ร่นุ นา้ หนักชาย และหญงิ สว่ นทกั ษะการใชส้ ันมอื การใชฝ้ า่ มอื และหลงั มอื การถบี ข้าง และการถบี แบค็ คกิ พบวา่ ไม่มีคะแนน จากการใช้ทักษะ ในทกุ รนุ่ นา้ หนักท้งั ชายและหญงิ 2. จากการวิเคราะห์ทักษะการต่อยที่ทาคะแนนได้พบว่า ประเภทชาย รุ่น G มีความถ่ีจากการใช้ ทักษะการต่อยมากท่ีสุด จานวน 21 คร้ัง ส่วนประเภทหญิง รุ่น B และ C มีความถี่จากการใช้ทักษะการต่อย มากที่สุด จานวน 11 คร้ัง และยังพบว่า นักกีฬาประเภทชายและหญิงทกุ รุ่นนา้ หนัก มีคะแนนจากทักษะการ ต่อย ทง้ั สน้ิ 3. จากการวิเคราะหท์ กั ษะการเตะเฉยี งทท่ี าคะแนนได้ พบว่า ประเภทชาย ร่นุ G มคี วามถจี่ ากการใช้ ทักษะการเตะเฉียงมากท่ีสุด จานวน 9 คร้ัง ส่วนประเภทหญิงน้ัน รุ่น D มีความถ่ีจากการใช้ทักษะการเตะ เฉียงมากทสี่ ุด จานวน 14 คร้ัง และยังพบว่า นกั กีฬาประเภทชายและหญิงทกุ รุน่ น้าหนัก มีคะแนนจากทักษะ การต่อย ท้งั สน้ิ 4. จากการวิเคราะห์ทักษะการถีบตรงท่ีทาคะแนนได้พบว่า ประเภทชาย รุ่น E มีความถ่ีจากการใช้ ทักษะการถีบมากที่สุด จานวน 7 คร้ัง และรุ่น F ไม่มีคะแนนจากการทาทักษะน้ีเลย (0 คร้ัง) ส่วนประเภท หญิงพบการใช้ทักษะการถีบตรงในทุกรุ่นน้าหนัก โดย รุ่น A, B, และ C พบว่า มคี วามถี่จากการใช้ทักษะการ ถบี มากทส่ี ุด จานวน 6 ครัง้ ส่วนรนุ่ D พบ 1 ครั้ง และรนุ่ E พบ 3 คร้ัง 5. จากการวิเคราะห์ทักษะการทาล้มด้วยมือที่ทาคะแนนได้พบว่า ประเภทชาย รุ่น C มีความถี่จาก การใชท้ กั ษะนี้มากทส่ี ุด จานวน 1 คร้ัง นอกจากน้ัน ไม่มีคะแนนจากการทาทกั ษะนี้เลย (0 ครั้ง) สว่ นประเภท

หญิง รุ่น A, B, C, และ E มีความถี่จากการใช้ทักษะการทาล้มด้วยมือมากที่สุด จานวน 1 ครั้ง แต่ในรุ่น D ไมม่ ีคะแนนจากการทาทกั ษะนเี้ ลย (0 คร้งั ) 6. จากการวิเคราะห์ทักษะการทาล้มด้วยเท้าที่ทาคะแนนได้พบว่า ประเภทชาย รุ่น H และ J มคี วามถีจ่ ากการใช้ทกั ษะการทาล้มด้วยเท้ามากท่สี ดุ จานวน 2 คร้ัง และในสว่ นรุ่น E, F, G, และ I พบการใช้ ทกั ษะน้ี จานวน 1 คร้ัง สว่ นรุ่น A, B, C, D ไม่มีคะแนนจากการทาทกั ษะน้ีเลย (0 ครงั้ ) สาหรับประเภทหญิง รุน่ A, B, และ C มคี วามถ่ีจากการใช้ทักษะการทาล้มดว้ ยเท้ามากที่สุด จานวน 2 คร้ัง แต่ในสว่ นรุน่ D และ E นัน้ พบวา่ มกี ารใช้ทักษะน้ี จานวน 1 ครง้ั 7. จากการวิเคราะห์ทักษะการทาล้มด้วยมือและเท้าที่ทาคะแนนได้พบว่า ประเภทชาย รุ่น F มีความถี่ จากการใช้ทักษะการทาล้มด้วยมือและเท้ามากที่สุด จานวน 4 ครั้ง ในรุ่น C พบจานวน 3 คร้ัง รุ่น D, G พบ 2 ครัง้ รุน่ B, E, H, I, J พบ 1 ครงั้ และรุ่น A ไมม่ ีคะแนนจากการทาทักษะนีเ้ ลย (0 คร้งั ) สาหรบั ประเภท หญิง รนุ่ A มีความถ่ี จากการใช้ทักษะการทาล้มดว้ ยมือและเทา้ มากทสี่ ุด จานวน 3 ครั้ง ส่วนรุ่น B, C พบ 2 ครง้ั และรุ่น D, E พบการทาคะแนนจานวน 1 ครงั้ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย 1. จากผลการวิจัยทาให้ทราบว่าทักษะการต่อย เป็นทักษะที่นักกีฬาชนะเลิศในการแข่งขันใช้ มากท่ีสุด สามารถนาไปใช้เป็นข้อเสนอแนะสาหรับการฝึกซ้อมเพ่ือแข่งขัน ท้ังเรื่องการใช้ทักษะ และ การปอ้ งกันสาหรับนกั กฬี าทีมชาตไิ ทยต่อไป 2. ทักษะการใช้เท้า ประกอบไปด้วย 2 ทักษะ คือ ทักษะการเตะ และทักษะการถีบ เป็นทักษะ ในการทาคะแนนด้วยเท้าแล้วสาเร็จมากท่ีสุดโดยในรุ่น G น้ัน ถือว่าเป็นรุ่นที่มีน้าหนักตัวค่อนข้างมาก คือ 80 - 85 กิโลกรัม พบว่า ทักษะการต่อยและการเตะ เป็นอาวุธท่ีสาคัญสาหรับนักกีฬาที่ประสบความสาเร็จ ในรนุ่ นี้ ซึ่งทักษะการทาล้มในด้านต่าง ๆ ไมป่ รากฏ ดังนัน้ ผู้ฝกึ สอนสามารถนาไปใช้เปน็ กลยทุ ธใ์ นการแข่งขัน ทเี่ หมาะสมสาหรบั นักกีฬาได้ แต่ในนักกฬี ประเภทชาย รุ่น E น้ันพบว่า มีการใชท้ กั ษะการถบี ไดด้ ีกว่า รุ่นอ่นื ๆ ดังนั้นการฝึกซ้อมท่ีเฉพาะเจาะจงสาหรับนักกีฬาในเร่ืองของการถีบจะเป็นลักษณะพิเศษที่ทาให้นักกีฬาไปสู่ ความสาเร็จตามเป้าหมายได้ 3. จะเป็นแนวทางสาหรับการป้องกันตัวจากการใช้ทักษะการทาล้มและการฝึกทักษะการทาล้มใน การทาคะแนนแล้วสาเร็จมากท่ีสุด เชน่ การทาล้มดว้ ยเทา้ ต้องศึกษาว่าคู่ตอ่ สูห้ รือคู่แข่งขันใช้เทคนิคการใชข้ าปัด เพื่อทาให้เกิดความได้เปรียบเชิงทักษะในการแข่งขันและพัฒนากีฬาปันจักสีลัตให้เป็นที่รู้จักต่อไปดังน้ันผู้ฝึกสอน นกั กฬี า และผู้สนใจ 4. จากผลการวิจัยจะเป็นแนวทางท่ีดสี าหรับผฝู้ ึกสอนในการฝกึ นักกีฬาปันจักสลี ัตว่า ควรเลือกรูปแบบ การฝกึ ใดให้เหมาะสมกับนักกีฬาท้ังประเภทชายและหญิง ในรุ่นต่างๆ 5. นาเอาข้อสรุปและผลการศึกษามาวิเคราะห์แนวโน้มของการใช้ทักษะที่ทาคะแนนได้ไปใช้ในการ ฝึกเพ่อื เขา้ ทาคะแนน และป้องกนั ตัวให้กบั นักกฬี าปันจกั สลี ัตไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและเกดิ ประสทิ ธิภาพสูงสุด กติ ติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาช่วยเหลือและให้คาแนะนาอย่างดีจาก ดร. ถาวรินทร รักษ์บารุง อาจารย์ท่ีปรึกษาวทิ ยานพิ นธ์ และคณะ ทก่ี รุณาให้คาปรึกษาตลอดจนแนะนาแก้ไข ข้อบกพร่องชว่ ยเหลอื ในการค้นควา้ อยา่ งดตี ลอดมาจนกระทั่งใหว้ ทิ ยานิพนธ์ฉบับนีส้ าเร็จลลุ ่วงดว้ ยดี ผู้วจิ ยั ขอ

มอบเป็นกตัญญูกตเวทีแด่บิดามารดา และบูรพาจารย์ท่ีเคยอบรมส่ังสอน รวมท้ังผู้มีพระคุณทุกท่าน ขอขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ Reference Abdul Rashid Aziz, Benedict Tan, and Kong Chuan Teh. (2002). Physiological Responeses during Matches and Profile of Elite Pencak Silat Exponents, Journal of Sports Science and Medicine 1, 147-155. Challis, D. G. (2013). Talent identification in judo. Unpublished data. Anglia Ruskin University Judo Research Group on behalf of the International Judo Federation. Nakin Kumsri. (2004). Creating a Pencak Silat Skill Test For athletes in the College of Physical Education (Master’s thesis), Srinakharinwirot University. Sopha Kusonwong. (2000). Effects of different training programs on muscular power and response time of round kick performance in Taekwondo (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Nukrop Thongdaeng. ( 2010). The effect of two types of kick training towards the speed of kicking in the sport of Pencak Silat (Master’s thesis), Srinakharinwirot University. Ratree Sinthunava, Sunan Prueksacheewa, Chaisith Leechanawanichphan, Tyon Chintaneth, Permpol phuthornjai, Luksamon Vongwan, & Surasak Kerdjantheuk. (1992). Relationship between time, Hand and foot reflexes, speed and muscle endurance to the results. The competition of international boxers in the 24th National Games. Bangkok: sports science department, Sports Authority of Thailand Pencak Silat Association of Thailand. (2013). Training document of Referee and Sports Coach Pancak Silat in the National Games in Phitsanulok Province. Bangkok: Sports Authority of Thailand. Suriyan Huahin. (2015). An Analysis of Scoring Skill in Pencak Silat Competition. Academic Journal of Institute of Physical Education, 7(1), January – April. Received: December, 12, 2018 Revised: March, 26, 2019 Accepted: March, 29, 2019



ผลของการเปรียบเทียบระดบั ความวิตกกงั วลตามสถานการณ์ของนักกีฬา เทเบิลเทนนิสในระดับเยาวชน เอกศักด์ิ เฮงสโุ ข สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี บทคัดย่อ การศึกษาคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ เพ่ือเปรียบเทียบระดับความวิตกกังวลตามสถานการณ์ของนักกีฬา เทเบิลเทนนิสในระดับเยาวชน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักกีฬาเทเบิลเทนนิสในการแข่งขัน รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 “บึงกาฬเกมส์” กีฬาเยาวชนแห่งชาติ คร้ังที่ 33 มีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน จานวน 151 คน และผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยการใช้สูตรในการคานวณกลุ่มตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบงา่ ย โดยขอรายช่ือจากฝา่ ยลงทะเบยี นนกั กฬี า นารายช่ือนักกฬี าของแตล่ ะจงั หวัด มาเขียนเป็นหมายเลข แล้วจับฉลากตามหมายเลขที่ระบุไว้ โดยกาหนดจานวนนักกีฬา จังหวัดละ 6 คน รวมกลุ่ม ตวั อย่างทั้งสิ้น 120 คน โดยใชแ้ บบทดสอบความวติ กกังวลตามสถานการณ์ ซเี อสเอไอ-2อาร์ (CSAI-2R) เป็น เคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล นาข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์ โดยการหาค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (t-test Independence) ผลการศึกษาพบว่า 1.ระดับความวิตกกังวลตามสถานการณ์ของ กลุ่มตัวอย่างจาแนกตามเพศทั้ง 3 ด้าน คอื ความวิตกกังวลทางกาย ความวิตกกังวลทางจิต และความเชื่อมั่นในตนเอ งพบวา่ เพศชายมีความวติ กกังวล ตามสถานการณ์ ด้านความวิตกกังวลทางกายอยู่ในระดับต่า ด้านความวิตกกังวลทางจิตอยใู่ นระดับปานกลาง และด้านความเช่ือมั่นในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเพศหญิงพบว่า มีความวิตกกังวลตามสถานการณ์ ด้านความวิตกกังวลทางกายอยู่ในระดับตา่ ด้านความวิตกกังวลทางจิตอยู่ในระดบั ปานกลาง และด้านความเช่ือม่ัน ในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง 2.การเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความวิตกกังวลตามสถานการณ์ ทง้ั 3 ด้าน คอื ความวิตกกังวลทางกาย ความวิตกกังวลทางจิต และความเชือ่ มน่ั ในตนเองของนักกีฬาเทเบิลเทนนิส ในการแข่งขันรอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 “บึงกาฬเกมส์” กีฬาเยาวชนแห่งชาติ คร้ังที่ 33 โดยจาแนกตามเพศ ของผู้เข้าร่วมการแข่งขันพบว่า ด้านความวิตกทางกายมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 สว่ นดา้ นความวติ กกังวลทางจิต และด้านความเชอ่ื ม่นั ในตนเอง ไมม่ ีความแตกต่างกนั คาสาคัญ: ระดบั ความวติ กกังวล ความวิตกกงั วลตามสถานการณ์ เทเบลิ เทนนสิ เยาวชน Corresponding Author: เอกศักด์ิ เฮงสโุ ข มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี Email: [email protected]

EFFECT COMPARISON OF STATE ANXIETY OF TABLE TENNIS PLAYERS IN YOUTH PLAYERS Ekasak Hengsuko Physical Education Program, Udon Thani Rajabhat University Abstract The objectives of the study was to compare between anxiety according to the situation of table tennis players’ situation in qualifying round of Bueng Kan Games; the 3 3 rd National Youth Games. The population in the study was table tennis players who joined the competition which were 151 players from 20 provinces. The samples consisted of 120 table tennis players selected by Taro Yamane formula. The simple sampling was also done by taking players’ name lists from registration groups and specifying only 6 players from each province. The total number of the sample group was 120 people. Competitive state anxiety inventory – 2 (CSAI-2R) was used as an instrument and the data were analyzed by using average, standard deviation, t - test independence. The result explored as follows: 1. Competitive states anxiety of athletes classified by genders in 3 areas including of physical anxiety, mental anxiety, and self - confidence were found that in both male and female, the state of physical anxiety was low, while mental anxiety and self-confidence were moderate, 2. The comparison between competitive states anxiety in physical, mental, and self- confidence classified by genders were found that in physical anxiety was significantly different at the .05 level. But there were no statistically significant differences in mental anxiety and self-confidence. Keywords: State Anxiety, Anxiety, Table Tennis, Youth Players Corresponding Author: Ekasak Hengsuko, Udon Thani Rajabhat University Email: [email protected].


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook