ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ควรปรับปรุงระบบและพัฒนาบุคลากรท่ี เก่ียวข้องกบั การให้บรกิ ารวชิ าการโดยคานึงถึงความต้องการของชุมชน เช่น ให้บรกิ ารอย่างรวดเร็ว มีความยินดี และเต็มใจให้บริการเสมอ มีความพร้อมท่ีจะให้บริการเม่ือลูกค้าต้องการ สามารถให้การช่วยเหลือผู้รับบริการ ใหบ้ ริการเคลื่อนท่ีไปยังชมุ ชนเนือ่ งจากมหี ลายชมุ ชนไม่สามารถมารับบริการไดถ้ ึงวทิ ยาเขตสุพรรณบุรี 2. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ควรให้ความสาคัญกับการจัดรูปแบบการ ให้บริการในด้านศึกษาวิจัย พร้อมให้คาปรึกษาแนะนาในสาขาที่เก่ียวข้อง ด้านจัดหลักสูตรอบรมต่าง ๆ เช่น การบริการจัดหลักสูตรด้านผู้ตัดสินกีฬา การบริการจัดหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การบริการจัด หลักสูตรกีฬาพื้นบ้าน การบริการจัดหลักสูตรด้านผู้นาการออกกาลังกาย การบริการจัดหลักสูตรด้านผู้นา นันทนาการ การบริการจัดหลกั สูตรพลศกึ ษา การบรกิ ารจัดหลักสตู รด้านการนวดเพ่ือสขุ ภาพ และด้านอนื่ ๆ เช่น การให้บรกิ ารวิชาการเคล่ือนท่ีให้เข้าถึงชุมชนห่างไกลที่ขาดโอกาส ในการเข้าถึงบริการภาครัฐ เน้นเรื่อง วิทยาศาสตร์การกีฬาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต เพื่อสุขภาพกายท่ีดีโดยเฉพาะผู้สูงอายุ และชุมชนต้องการให้ มหาวิทยาลัยการกฬี าแหง่ ชาติ วิทยาเขตสุพรรณบรุ ี ส่งเสรมิ กิจกรรมการออกกาลงั กายให้มีความหลากหลาย และใหม้ คี วามสัมพันธ์กบั ด้านสุขภาพของประชาชน ข้อเสนอแนะเพอื่ การวิจัยคร้งั ต่อไป แนวทางในการศึกษาครั้งนี้ควรนาไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทาแผน หรือสารวจความต้องการจริง ก่อนดาเนินการให้บริการวิชาการ ซ่ึงจะทาให้การบริการวิชาการเข้าถึงกลุ่มประชาชนในเขตชุมชนเมือง สพุ รรณบรุ ไี ดม้ ากขึ้น References Amornwich Nakornthap. (2010). Quality and quality assurance in higher education reform way. Retrieved from http://www.onec.go.th Anuchart Puangsumlee. (2007). Civil society. Bangkok: Local Development Foundation. Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th ed.). New York: Harper Collins Publishers. Kiatsuda Srisuk. (2009). Research Methodology. Chiang Mai: Khlong Chang Printing House. Ministry of Education. (2011). Autonomy in Thai university governance. Retrieved from http://www.mua.go.th/users/bhes/front_ home/ Announcement/44.pdf Office of the Education Council: ONEC. (2014). The status of higher education learning reform monitoring report. Bangkok: Kurusapa Printing. Office of the Higher Education Commission. (2010). Higher education internal quality assurance handbook 2010. Bangkok: Parbpim. Office for National Education Standards and Quality Assessment (Public Organization). (2011). The 3rd external quality assurance handbook (2011-2015). Higher education, educational institution issue. Bangkok.
Pranee Lumbensa. (2018). Educational Measurement and Evaluation. Bangkok: Sahamitpattana Printing. Rovinelli, R. J., and Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessmentof criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research, 2, 49-60. Sippanondha Ketudat. (2009). Thai education strategy in globalization period. Bangkok: Kasikornbank. Teerakiti Navarut Na Ayattaya. (2009). Services marketing: Concepts and strategies (3rd ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Press. Teeradech Rewmongkol (1999). Introduction to service industries. Bangkok: Ramkhamhaeng University Press. Vajra Vajrasthira. (2006). Service quality improvement: A case study of flight attendants, The Thai Airways International Public Company Limited (Term Paper). School of Resource Development, National Institute of Development Administration. Wallop Chantrakul. (2001). Alternative: Survival key performance indicators of academic Service department as independent organization in University (Master’s Thesis), King Mongkut's University of Technology North Bangkok. Received: October, 19, 2020 Revised: November, 11, 2020 Accepted: November, 12, 2020
รูปแบบจำลองโครงสรำ้ งเชงิ สำเหตขุ องควำมสำเร็จในกำรทำธุรกิจสนำมแบดมินตนั นิติพนั ธ์ สระภักด์ิ ในประเทศไทย ธีระชัย วเิ ศษจัง สาขาการจัดการการกฬี า มหาวทิ ยาลัยราชภัฏจันทรเกษม บทคัดย่อ การวิจัยในคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีต่อผลต่อความสาเร็จในการทาธุรกิจ สนามแบดมินตันในประเทศไทย และ (2) ทดสอบสมการรูปแบบโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุของความสาเร็จ ในการทาธุรกิจสนามแบดมินตันในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างจานวน 1,020 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบ แบ่งชัน้ ภมู ิ จากผมู้ สี ่วนเก่ยี วข้องกบั ธรุ กิจสนามแบดมินตัน ได้แก่ เจา้ ของสนามแบดมินตัน ผู้จัดการ ผูฝ้ กึ สอน แบดมินตัน ผู้ตัดสินแบดมินตัน เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการในสนาม และนักกีฬา จานวน 102 แห่งท่ัวประเทศ เก็บ ข้อมูลสนามละ 10 คน เคร่ืองมือที่ใช้คือแบบสอบถามท่ีมีค่าความตรง (IOC) มากกว่า 0.60 และมีค่าความ เที่ยงของ Cronbach เท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถติ ิเชิงพรรณนา วิเคราะห์ปัจจยั ด้วยการวิเคราะห์ ปัจจัยแบบยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และสร้างรูปแบบสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยเชิงสาเหตุท่ีมีผลต่อความสาเร็จในการทาธุรกิจสนาแบดมินตัน ใน ประเทศไทย ประกอบด้วย15 ปัจจัย ได้แก่ ด้านคน ด้านเงิน ด้านอุปกรณ์และสิ่งอานวยความสะดวก ด้าน บริหารจัดการ ด้านความต้องการของลูกค้า ด้านต้นทุนของลูกค้า ด้านความสะดวกในการซื้อ ด้านการ ติดต่อส่ือสาร ด้านสนามแบดมินตัน ด้านราคา ด้านช่องทางจาหน่าย ด้านส่งเสริมการขาย ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ (2) สมการรูปแบบโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุ ของความสาเร็จในการทาธุรกจิ สนามแบดมินตนั ในประเทศไทย มคี ่าดชั นวี ัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ เท่ากบั 0.79 (Comparative Fit Index: CFI) ประกอบด้วย อทิ ธิพลเส้นทางตรง 6 เส้นทาง อิทธิพลทางออ้ ม 3 เส้นทาง มีค่าสัมประสิทธ์ิความสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.31 ถึง 0.73 โดยสัมประสิทธ์ิการพยากรณ์(R2) มีค่า ระหวา่ งร้อยละ 63.70 ถงึ 79.70 สรุปผลการวิจัย รูปแบบจาลองโครงสรา้ งเชงิ สาเหตุของความสาเร็จในการทาธุรกจิ สนามแบดมินตัน ในประเทศไทย ประกอบด้วยปัจจัยทรัพยากรบริหาร 4M's ปัจจัยส่วนประสมการตลาด4C's ปัจจัยส่วน ประสมการตลาด 7P's และปัจจัยความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน ( Business Success of Badminton Courts: BSBC) มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี และปัจจัย ทรัพยากรบริหาร 4M's ส่งผลทางบวกต่อความสาเร็จมากท่ีสุด และมีอิทธิพลทาง ตรง(Direct Effect) และ อิทธิพลทางอ้อม (Indirect Effect) ผ่านปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C's และปัจจัยส่วนประสมการตลาด 7P's จนส่งผลให้เกิดอิทธิพลรวม (Total Effect) ต่อความสาเร็จของการ ทาธุรกิจสนามแบดมินตัน มีค่ามาก ทีส่ ุดที่ 0.79 คำสำคญั : รูปแบบจาลองโครงสรา้ งเชิงสาเหตุ ธุรกิจสนามแบดมนิ ตัน ปัจจัยความสาเร็จในการทาธรุ กจิ Corresponding Author: ธรี ะชยั วิเศษจัง สาขาการจดั การการกีฬา มหาวิทยาลัยรัชภฏั จันทรเกษม Email: [email protected]
STRUCTURAL EQUATION MODEL OF BUSINESS SUCCESS OF BADMINTON COURTS IN THAILAND Dheerachai Wisetjung Sports Management, Chankaseam Rajabhat University Abstract The purposes of this research were 1) to analyze the factors affecting Business Success of Badminton Courts (BSBC) in Thailand; and (2) to examine Structural Equation Model of factors affecting Business Success of Badminton Courts in Thailand. A Quantitative Research Was employed to 1,020 samples, selected by stratified random sampling, who were Badminton courts' stakeholders, comprised of Badminton court' owners, managers, coaches, umpires, front-officers and players. The instrument was questionnaire, with Validity of Index of Objective Congruence: IOC > 0.50, and Reliability with Cronbach’s Alpha = 0.90. The data were analyzed by Structural Equation Modeling’ (SEM) technique, Confirmatory Factor Analysis (CFA). The data analysis through descriptive statistics, percentage, frequency, qualitative analysis and content. The results were found that: - 1) the Casual Factors of Business Success of Badminton Courts in Thailand, composed of 15 variables namely: Man, Money, Materials, Managements, Consumer Wants & Need, Cost to Satisfy, Convenience to buy, Communication that Connects, Product & Service, Price, Place, Promotion, People, Process and Physical Evidence. 2) Structural Equation Model of Business Success of Badminton Courts in Thailand, with Goodness of Fit = 0. 79 ( Comparative Fit Index: CFI) , had 6 Direct Effect pathways, and 3 Indirect Effect pathways, with Standardized Factor Loading between 0. 31 and 0 . 7 3 , with Predictive Coefficient (R2) between 63.70 % and 79.70 % It was concluded that Structural Equation Model of Business Success of Badminton Courts in Thailand, included of 4 latent factors of: - 4M's, 4C's, 7P's and BSBC. The model was appropriated, and consistent with the empirical data very well. The 4M’ s Management Resources Factors have mostly Direct Effected to the Business Success of Badminton Courts, with Direct Effects and Indirect Effects through 4C’s Marketing Mix Factors and 7P’s Marketing Mix Factors, then caused the most total effect with value = 0.79 Keywords: Structural Equation Model, Badminton Court Business, Business Success Factors. Corresponding Author: Dheerachai Wisetjung Sports Management Chankaseam Rajabhat University Email: [email protected]
บทนำ การกีฬานับว่ามีความสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านสุขภาพพลานามัย และด้านจิตใจ เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม จนนาไปสูก่ ารมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คม การเมอื งไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ปัจจุบันอุตสาหกรรมกีฬาเป็นอุตสาหกรรมที่สาคัญ และในแต่ละปีสามารถสร้างความเจริญทาง เศรษฐกิจไดเ้ ป็นจานวนมาก โดยเฉพาะประเทศสหรฐั อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน รวมถงึ ประเทศออสเตรเลียท่ี มีการส่งเสริมการกีฬาอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการพัฒนากีฬาให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม และสามารถ เข้าถึงการกีฬาได้อย่างมีคุณภาพ รวมถึงผลงานที่สามารถพัฒนานักกีฬาไปสู่ระดับความเป็นเลิศ และระดับ นกั กฬี าอาชพี รวมถึงการสง่ เสริมลงทุนดา้ นอุตสาหกรรมกฬี า กีฬาแบดมินตันเป็นกีฬาชนิดหนึ่งท่ีได้รับความสนใจ และมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันทั้งระดับชาติ และระดบั นานาชาติ เป็นกีฬาทีส่ รา้ งมูลคา่ รวม (Value Chain) ของธุรกจิ ทโ่ี ยงใยกับหลาก หลายอุตสาหกรรม จากการสารวจตลาดของสนามแบดมินตันในประเทศไทย ท่ีมีอยู่กว่า 334 แห่ง (Thaibadminton, 2015) โดยมกี รุงเทพมหานครเปน็ ศูนย์รวม มีจานวนสนามแบดมนิ ตนั มาก กว่า 200 แห่ง จากสถติ ดิ งั กล่าวไดส้ ะทอ้ น ถึง แนวโน้มท่ีเพิ่มขึ้นของธุรกิจสนามแบดมินตันอย่างต่อเนื่อง และการเพ่ิมข้ึนของจานวนสนามดังกล่าว เจา้ ของสนามแบดมนิ ตันยอ่ มต้องมกี ารปรับตวั และเตรียมพรอ้ มกบั การแขง่ ขันในเชิงธุรกิจที่เข้มขน้ ขึ้น ในการ รักษาลกู ค้าเก่า และสรา้ งฐานลกู คา้ ใหม่ให้กบั กิจการอยา่ งต่อเน่ือง ในการทาธุรกิจสนามแบดมินตัน ผปู้ ระกอบการควรเข้าใจหลกั การทรัพยากรการบรหิ าร ปัจจยั สว่ น ประสมการตลาดแนวใหม่ ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ ตลอดจนพิจารณาถึงความสาเร็จของธุรกิจ สนามแบดมินตันอย่างต่อเนื่อง และวัดผลสาเร็จด้วยเคร่ืองมือชี้วัดที่ได้รับการยอมรับ ตามหลักการวัดแบบ สมดุล (Balanced Scorecard) ผู้วิจัยขอพิจารณาเร่ือง ความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน (Business Success of Badminton Courts: BSBC) ออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการทางานภายใน องคก์ ร ดา้ นการเรยี นรู้และการเติบโต และดา้ นการเงิน ด้วยเหตนุ ี้ ผูว้ ิจัยมคี วามสนใจศกึ ษาเร่ือง แบบจาลองโครงสร้างเชิงสาเหตุของความสาเรจ็ ในการทา ธุรกิจสนามแบดมินตันในประเทศไทยเพื่อให้ผู้ประกอบการสนามแบดมินตัน ได้นาผลการวิจัยน้ี ไปใช้ ประโยชน์ เพื่อการพัฒนาธุรกิจสนามแบดมินตันให้ประสบผลสาเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป ภาครัฐบาลและหน่วยงานที่ เก่ียวข้องสามารถใช้ส่งเสริม และสนับสนุนการลงทุนเพ่ือให้การบริการด้านกีฬาเป็นประโยชน์ต่อชุมชน หมู่บ้าน โรงเรียน และผู้ใช้บริการในสนามแบดมินตันได้รับการบริการที่มีคุณภาพ และตรงตามความต้องการ ได้รับบรกิ ารท่ีหลากหลายจากผปู้ ระกอบการ วตั ถปุ ระสงคก์ ำรวิจยั 1. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทีม่ ีตอ่ ผลต่อความสาเร็จของการทาธุรกจิ สนามแบดมนิ ตนั 2. เพ่ือทดสอบสมการรูปแบบโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุของความสาเร็จของการทาธุรกิจสนาม แบดมินตนั ในประเทศไทย ตวั แปรทใ่ี ชใ้ นกำรศึกษำ 1. ตัวแปรเชิงสาเหตุ (Casual Dependent Variable) ด้านปัจจัยส่วนประสมการตลาด 7P’s ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นผลิตภณั ฑ์ (Product) 2) ดา้ นราคา (Price) 3) ดา้ นช่องทางการจัดจาหนา่ ย (Place) 4) ด้านการ
ส่งเสริมตลาด (Promotion) 5) ด้านบุคลากร (People) 6) ด้านกระบวนการ (Process) และ (7) ด้าน แวดลอ้ มทางกายภาพ (Physical Evidence) 2. ตัวแปรเชิงสาเหตุ ด้านปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s ได้แก่ 1) ด้านความต้องการของ ผู้บริโภค (Consumer Wants and Needs) 2) ด้านต้นทุนของผู้บริโภค (Consumer’s Cost to satisfy) 3) ด้านความสะดวกในการซื้อ (Convenience to buy) และ 4) ด้านการส่ือสาร (Communication that Connects) 3. ตัวแปรเชิงสาเหตุ ด้านปัจจัยทรัพยากรบริหาร 4M's ได้แก่ 1) ด้านคน (Man) 2) ด้านการเงิน (Money) 3) ดา้ นสถานทอี่ ุปกรณ์ (Material) และ 4) ด้านการบริหารจดั การ (Management) 4. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ความสาเร็จของการทาธุรกิจสนามแบดมินตัน (Business Success of Badminton Courts: BSBC) ในประเทศไทย ได้แก่ 1) ด้านลูกค้า (Customer) 2) ด้านกระบวนการทางานภายในองคก์ ร (Internal Process) 3) ดา้ นการเรียนรู้และการเติบโต (Learning and Growth) และ 4) ด้านการเงนิ (Financial) กรอบแนวคิดกำรวิจยั ผู้วิจัยได้ศกึ ษาจากแนวคิด งานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง และทฤษฎีต่าง ๆ เชน่ ปจั จัยทรัพยากร การบริหาร แบบ 4M’s ของกูลิค และเออร์วิก (Gulick, & Urwick, 1937) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดแนวใหม่ 4C’s ของลาเทอร์บอร์น (Lauterborn, 1990) ปัจจัยส่วนประสมตลาดบริการ 7P’s ตามแนวคิดของค็อตเล่อร์ (Kotler, 2007) และปจั จัยความสาเรจ็ ของสนามแบดมินตนั อยา่ งต่อเน่อื ง และวัดผลสาเร็จด้วยเครือ่ งมือช้ีวัด ที่ไดร้ ับการยอมรบั ตามหลักการวดั แบบสมดุล (Balanced Scorecard) ของแคพ็ พลาน และนอรต์ ัน (Kaplan & Norton, 1996) แลว้ นาขอ้ มูลดงั กลา่ วข้างตน้ มากาหนดเป็นกรอบแนวคิด ดงั ภาพ ภำพที่ 1 รูปแบบจาลองโครงสรา้ งเชงิ สาเหตขุ องความสาเร็จในการทาธรุ กจิ สนามแบดมินตนั ในประเทศไทย
สมมติฐำนในกำรวิจัย จากวัตถุประสงคข์ ้อท่ี 1 เพื่อการวิเคราะห์ปัจจัยทรัพยากรบริหาร 4M's ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s และปัจจัยส่วนประสมตลาดบรกิ าร 7P’s ที่มีตอ่ ความสาเร็จในการทาธุรกิจสนามแบดมนิ ตนั ในประเทศ ไทย สามารถนามาเขยี นเป็นสมมติฐานเพอ่ื ให้สอดคลอ้ งกับวัตถปุ ระสงค์ ตามรายละเอยี ดดังนี้ สมมติฐำนที่ 1.1 ปัจจยั ทรัพยากรการบริหาร 4M's ประกอบด้วย ดา้ นคน ด้านการเงิน ด้านสถานท่ี อปุ กรณ์ และด้านการบริหารจัดการ มีความสมั พันธ์เชงิ บวกอยา่ งมนี ยั สาคญั ต่อปัจจัยทรัพยากรบริหาร 4M's สมมติฐำนท่ี 1.2 ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s ประกอบด้วย ด้านความต้องการของผู้บริโภค ด้านต้นทุนของผู้บริโภค ด้านความสะดวกในการซ้ือ และด้านการส่ือสาร มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมี นยั สาคัญ ตอ่ ปจั จยั สว่ นประสมการตลาด 4C’s สมมติฐำนท่ี 1.3 ปัจจัยส่วนประสมตลาดบริการ 7P’s ประกอบด้วย ด้านสนามแบดมินตันและ บริการ ด้านราคา ด้านช่องทางจัดจาหน่าย ด้านการส่งเสริมตลาด ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการ และด้าน สง่ิ แวดล้อมทางกายภาพ มีความสมั พันธ์เชิงบวกอย่างมนี ัยสาคัญ ต่อปจั จัยส่วนประสมตลาดบริการ 7P’s สมมติฐำนท่ี 1.4 ความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน BSBC ประกอบด้วย ด้านลูกค้า ด้าน กระบวนการทางานภายในองค์กร ด้านการเรียนรู้การเติบโต และด้านการเงิน มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมี นัยสาคญั ตอ่ ความสาเรจ็ ของธรุ กจิ สนามแบดมินตนั และจากวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพ่ือทดสอบสมการรูปแบบโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุของความสาเร็จ การทาธุรกิจสนามแบดมินตันในประเทศไทย สามารถนามาเขียนเป็นสมมติฐานเพื่อให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงคต์ ามรายละเอยี ดดังน้ี สมมติฐำนที่ 2.1 ปัจจัยทรพั ยากรการบริหาร 4M's มีความสัมพันธเ์ ชิงบวกอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติ กบั ปจั จัยส่วนประสมตลาดบรกิ าร 7P’s สมมติฐำนที่ 2.2 ปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M's มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทาง สถติ ิกับปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s สมมติฐำนท่ี 2.3 ปจั จัยทรัพยากรการบริหาร 4M's มีความสมั พันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ กบั ปจั จยั ความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมนิ ตนั BSBC สมมตฐิ ำนท่ี 2.4 ปัจจยั ส่วนประสมการตลาด 4C’s มีความสัมพันธเ์ ชงิ บวกอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติ กบั ปัจจยั สว่ นประสมตลาดบริการ 7P’s สมมตฐิ ำนที่ 2.5 ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ กบั ปัจจยั ความสาเรจ็ ของธรุ กิจสนามแบดมนิ ตัน BSBC สมมติฐำนที่ 2.6 ปัจจัยส่วนประสมการบริการ 7P’s มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทาง สถติ ิกับปัจจัยความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมนิ ตัน BSBC วิธดี ำเนนิ กำรวิจยั การวจิ ัยคร้ังนี้ อาศัยขอ้ มูลทตุ ยิ ภูมิจากการศึกษาวรรณกรรมทเี่ ก่ยี วขอ้ ง และการเก็บข้อมลู ปฐมภูมิ โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประชากร คือ กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสนาม แบดมินตัน (Stake Holder) ได้แก่ เจ้าของสนามสนามแบดมินตัน ผู้จัดการ ผู้ฝึกสอนแบดมินตัน ผู้ตัดสิน แบดมินตัน เจ้าหน้าทผี่ ู้ใหบ้ ริการในสนามแบดมนิ ตนั และนกั กฬี า จานวน 334 แหง่ ทวั่ ประเทศ
กลมุ่ ตัวอย่าง ไดจ้ ากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งช้ันภมู ิ (Stratified Random Sampling) จานวน 102 แหง่ ทั่วประเทศ กาหนดเกบ็ ขอ้ มูลสนามละ 10 คน รวมจานวนกลมุ่ ตัวอย่าง 1,020 คน การจัดทาคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ทาการหาค่าความตรง (Validity) และความเท่ียง (Reliability) ของแบบสอบถาม การหาค่าความตรง โดยผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ตาม เทคนิค Index of Item Objective Congruence (IOC) ใช้เกณฑ์มากกว่า 0.50 ผลการทดสอบคุณภาพ เคร่อื งมือแบบสอบถาม มคี า่ IOC มากกวา่ 0.60 ทกุ ขอ้ สาหรบั การหาความเท่ียงดว้ ยวธิ ี Cronbach’s Alpha ได้ค่าความเช่ือมั่น เท่ากับ 0.90 ซึ่งแสดงว่า เครื่องมือแบบสอบถามน้ี มีความน่าเชื่อถือ สามารถนาไปใช้ใน การศกึ ษาได้ การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน เพอื่ ทดสอบ สมมติฐาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลเชิงสาเหตุ (Path Analysis) และค้นหาแบบจาลองปัจจัย ความสาเร็จการทาธุรกิจสนามแบดมินตันในประเทศไทย โดยใช้การวิเคราะห์องค์ ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) เพื่อยืนยนั ตัวบ่งชีอ้ งคป์ ระกอบของตัวแปรสังเกตไุ ด้ในโมเดลการวัด (Measurement Model) ของปัจจยั สว่ นประสมการตลาดบริการ 7P's ด้านปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C's ด้านปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M’s และปัจจัยความ สาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน BSBC และใช้การ วเิ คราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) สรปุ ผลกำรวจิ ัย ข้อมูลท่ัวไปจากกลุ่มตัวอย่างจานวน 1,020 คน พบว่า เป็นเพศชายมากท่ีสุด ร้อยละ 74.50 มีอายุ อยู่ในช่วง 40 - 49 ปีมากที่สุด ร้อยละ 30.9 รองลงมามีอายุ 30 – 39 ปี ร้อยละ 24.30 การศึกษา อยู่ใน ระดับปริญญาตรีมากท่ีสุด ร้อยละ 58.80 รองลงมาอยู่ในระดับปวช. หรือปวส. ร้อยละ 18.90 มีสถานะเป็น นักกีฬา ร้อยละ 26.4 เป็นผู้ฝึกสอน ร้อยละ 23.9 เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ร้อยละ 15.6 เป็นผู้จัดการ ร้อย ละ 14.0 เจ้าของสนามแบดมินตัน ร้อยละ13.6 และ ผู้ตัดสิน ร้อยละ 6.50 ตามลาดับ วัตถุประสงค์หลัก ให้ เช่าสนามแบดมินตันออกกาลังกายเพื่อสุขภาพ รอ้ ยละ 70.3 ให้เชา่ สนามแบดมนิ ตันเพอื่ เป็นที่พบปะสังสรรค์ ของชุมชนมีร้อยละ 19.60 เป็นโรงเรียนสอนแบดมินตันที่มุ่งเน้นสร้างนักกีฬา มีร้อยละ 8.90 สถานท่ีต้ัง ใน กรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุด ร้อยละ 55.20 จังหวัดภาคกลาง รองลงมาร้อยละ 24.20 ขนาดของสนาม แบดมินตัน จานวน 1 - 4 คอร์ตมากท่ีสุด ร้อยละ 42.10 จานวน 5 - 8 คอร์ตรองลงมา ร้อยละ 34.60 พ้ืน ของสนามแบดมินตัน เป็นพ้ืนยางสาเร็จรูปมากที่สุด ร้อยละ 66.10 พื้นปาเกต์รองลงมา ร้อยละ 29.20 การ จัดสัดส่วนให้บริการแก่ลูกค้าขาจร มีร้อยละ 68.60 อัตราค่าเช่าสนามลูกค้าประจาท่ีราคา 121 - 160 บาท มากท่ีสุด ร้อยละ 50.20 ราคาตา่ กว่า 120 บาท รองลงมา คิดเป็นร้อยละ 31.70 อัตราค่าเชา่ สนามของลูกค้า ขาจรที่ราคา 121 - 160 บาทมากท่ีสุด รอ้ ยละ 43.50 ราคา 161 - 200 บาทรองลงมา ร้อยละ 35.40 อัตรา ค่าเช่าสนามของผู้ฝึกสอนที่ราคา 121 - 160 บาทมากท่ีสุด ร้อยละ 49.00 ราคาต่ากว่า 120 บาทรองลงมา ร้อยละ 32.60 อัตราค่าเช่าสนามของนักเรียนนักศึกษา ราคา 121 - 160 บาทมากที่สุด ร้อยละ 49.10 และ ราคาต่ากว่า 120 บาทรองลงมา คิดเป็นร้อยละ 32.70 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธเ์ ชิงสาเหตุ ปจั จัยส่วนประสมการตลาดบริการ 7P's ปัจจัยส่วนประสม การตลาด 4C's และปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M’s ของความสาเร็จในการทาธุรกิจสนามแบดมินตันใน ประเทศไทย
ผลกำรวิเครำะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยัน อันดับท่ี 1 ทุกตัวแปรในปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ 7P's แต่ละด้านถูกสกัดเข้าสู่ปัจจัยท้ัง 7 อย่าง เหมาะสม โดยค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักปัจจัยของแต่ละปัจจัย (Standardized Factor Loading) อยู่ระหว่าง .416 และ .863 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติระดับ 0.05 รวมท้ัง มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R2) อยู่ระหว่าง .173 และ .744 คา่ ตวั แปรของปจั จยั สว่ นประสมตลาด 7P’s สามารถแสดงไดต้ ามภาพท่ี 1 ถงึ 7
ทุกตัวแปรในปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C's มีความเหมาะสมที่จะนาไปวิเคราะห์ปจั จัยทุกตวั แปร โดยที่ไม่ต้องลบตัวแปรใดตัวแปรหน่ึงออก นอกจากนี้ ยังพบว่า ทุกตัวแปรถูกสกัดเข้าสู่ปัจจัยทั้ง 4 อย่าง เหมาะสม โดยค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักปัจจัยของแต่ละปัจจัย (Standardized Factor Loading) อยู่ระหว่าง .633 และ .960 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติระดับ 0.05 รวมท้ังค่าสัมประสิทธ์ิการพยากรณ์ (R2) อยู่ระหว่าง .400 และ .922 คา่ ตัวแปรของปัจจัยส่วนประสมตลาด 4C’s สามารถแสดงได้ตามภาพท่ี 8 ถึง 11 ทุกตัวแปรในปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M’s มีความเหมาะสมท่ีจะนาไปวิเคราะห์ปัจจัย โดยท่ีไม่ ต้องลบตัวแปรใดตัวแปรหน่ึงออก ทุกตัวแปรในแต่ละด้าน ถูกสกัดเข้าสู่ปัจจัยทั้ง 4 อย่างเหมาะสม ค่า สัมประสิทธิ์น้าหนักปัจจัยขงแต่ละปัจจัย (Standardized Factor Loading) อยู่ระหว่าง 0.57 และ 0.93 อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติ ระดบั 0.05 รวมทั้งค่าสัมประสทิ ธกิ์ ารพยากรณ์ (R2) อยูร่ ะหว่าง 0.32 และ 0.86 คา่ ตวั แปรของปจั จยั ทรัพยากรการบริหาร 4M’s สามารถแสดงไดต้ ามภาพที่ 12 ถึง 15
ทุกตัวแปรของปัจจัยความสาเร็จการทาธุรกิจสนามแบดมินตัน BSBC มีความเหมาะสมท่ีจะนาไป วเิ คราะห์ปจั จัยทุกตวั แปร โดยที่ไม่ต้องลบตัวแปรใดตัวแปรหน่ึงออก ตัวแปรในแต่ละดา้ น ถูกสกัดเข้าสู่ปัจจัย ท้ัง 4 อย่างเหมาะสม โดยค่าสัมประสิทธ์ิน้าหนักปัจจัยของแต่ละปัจจัย (Standardized Factor Loading) อยรู่ ะหว่าง 0.55และ 0.88 อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตริ ะดบั 0.05 รวมทั้งค่าสมั ประสทิ ธก์ิ ารพยากรณ์ (R2) อยู่ ระหว่าง 0.40 และ 0.78 คา่ ตวั แปรรูปแบบของ 4 ปัจจยั สามารถแสดงได้ตามภาพท่ี 16 ถงึ 19 ผลกำรวิเครำะหอ์ งค์ประกอบเชิงยืนยัน อันดับท่ี 2
แบบจาลองโครงสร้างเชิงสาเหตุของความสาเร็จในการทาธุรกิจสนามแบดมินตัน ในประเทศไทย พบว่า ไม่เกิดปัญหาความร่วมกัน (Multicollinearity) ระหว่างตัวแปรที่สกัดจาก 19 ปัจจัยในช้ันที่ 1 ค่า สัมประสิทธ์ิความสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.19 และ 0.76 และทุกปัจจัยมีความเหมาะสมสาหรับการวิเคราะห์ ปจั จยั เชิงยนื ยัน ในระดบั 2 1. ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ 7P’s ประกอบด้วย 7 ตัวแปร คือ ด้านสนามแบดมินตันและ บริการ ด้านราคา ด้านสถานที่ช่องทางการจัดจาหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้าน กระบวนการ และด้านส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ 2. ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s ประกอบด้วย 4 ตัวแปร คือ ด้านความต้องการของลูกค้า ด้าน ตน้ ทนุ ของลกู คา้ ดา้ นความสะดวกในการซื้อ และดา้ นการสอ่ื สาร 3. ปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M’s ประกอบด้วย 4 ตัวแปร คือ ด้านคน ด้านการเงิน ด้านสถานที่ อปุ กรณ์ และด้านการจดั การ 4. ปัจจัยความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน BSBC ประกอบด้วย 4 ตัวแปร คือ ด้านลูกค้า ด้าน กระบวนการภายใน ดา้ นการเรียนรูแ้ ละพฒั นา และดา้ นการเงนิ ท้ังนี้ ตัวแปรความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน BSBC น้ันอยู่ในรูปแบบของตัวแปรตามท่ีได้รับ อทิ ธิพลจากปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ 7P’s ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s และปัจจัยทรัพยากร การบริหาร 4M’s ในรูปแบบสมการโครงสร้างเชิงสาเหตุ โดยค่าสัมประสิทธ์ิน้าหนักปัจจัยของแต่ละปัจจัย (Standardized Factor Loading) อยู่ระหว่าง 0.49 ถึง 0.90 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติระดับ 0.05 รวมท้ัง คา่ สมั ประสิทธ์ิการพยากรณ์ (R2) อยู่ระหวา่ ง 0.25 และ 0.80 และไม่เกิดปัญหาความรว่ มกัน (Multicollinearity) ระหวา่ งตัวแปรที่สกัดจาก 4 ปจั จัยในชน้ั ที่ 2 ค่า สัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.31 และ 0.73 และทุกปัจจัยมีความเหมาะสมสาหรับการวิเคราะห์ สมการรปู แบบโครงสรา้ ง ภำพที่ 24 แบบจาลองโครงสร้างเชิงสาเหตขุ องความสาเร็จในการทาธรุ กิจสนามแบดมนิ ตัน ในประเทศไทย
ผลกำรวเิ ครำะห์เสน้ ทำง ค่าสัมประสิทธ์ิรูปแบบปัจจัยชั้นท่ี 2 สามารถอธิบายความเหมาะสมสาหรับ ปัจจัยที่มีผลต่อ ความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน ในประเทศไทย BSBC ประกอบด้วย 6 เส้นทางตรงท่ีมีความสัมพันธ์เชิง บวกอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติ ไดแ้ ก่ 1. เส้นทางปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M's มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ ปจั จัยส่วนประสมตลาดบริการ 7P’s (0.37) 2. เส้นทางปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M's มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ ปจั จัยส่วนประสมการตลาด 4C’s (0.85) 3. เส้นทางปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M's มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ ปัจจยั ความสาเร็จของธุรกจิ สนามแบดมนิ ตัน BSBC (0.58) 4. เส้นทางปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ ปจั จยั ส่วนประสมตลาดบรกิ าร 7P’s (0.56) 5.เส้นทางปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ ปจั จยั ความสาเร็จของธุรกจิ สนามแบดมินตัน BSBC (0.15) 6. เส้นทางปัจจัยส่วนประสมการบริการ 7P’s มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติกับ ปจั จัยความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตนั BSBC (0.10) ท้ังน้ี ตัวแปรปัจจัยทรัพยากรบริหาร 4M’s ปัจจัยการตลาด 4C’s ปัจจัยส่วนประสมตลาดบริการ 7P’s และปัจจัยความสาเร็จของธุรกิจสนามแบดมินตัน BSBC ถูกกาหนดให้มีความสัมพันธ์กัน และมี ความสัมพนั ธ์อยา่ งมีนัยสาคญั กันทางสถติ ิ โดยมคี า่ สัมประสิทธิ์รวมเท่ากับ 0.79 แบบจาลองโครงสร้างเชิงสาเหตุของความสาเร็จในการทาธุรกิจสนามแบดมินตัน ในประเทศไทย สามารถเขียนเปน็ สมการโครงสร้าง ได้ 3 สมการ ดังนี้ คอื ตำรำงท่ี 1 สมการทัง้ 3 ของ แบบจาลองโครงสรา้ งเชิงสาเหตขุ องความสาเร็จในการทาธุรกิจ สนามแบดมนิ ตัน ในประเทศไทย
สมการที่ 1. 4C ได้รับอิทธิพลรวมในทิศทางบวกอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติจากปัจจัยเชิงสาเหตุ 4M มี ค่าเท่ากบั .85 สมการที่ 2. 7P ได้รับอิทธิพลรวมในทิศทางบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติจากปัจจัยเชิงสาเหตุ 4M และ 4C โดย 4M มีอิทธิพลทางตรง (Direct Effect) อิทธิพลทางอ้อม (Indirect Effect) ต่อ 7P จนส่งผลให้ อทิ ธพิ ลเสน้ ทางรวม (Total Effect) มากกว่า 4C สมการที่ 3. BSBC ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเชิงสาเหตุทั้ง 3 ปัจจัย ได้แก่ 4M, 4C และ 7P โดยปัจจัย เชิงสาเหตทุ ม่ี ีอิทธพิ ลเสน้ ทางรวมมากทส่ี ดุ เรียงลาดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 4M, 4C, 7P กำรอภิปรำยผล ประกำรที่1 โครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความสาเร็จธุรกิจสนามแบดมนิ ตันในประเทศไทย ผลการวิจัย จากแบบสอบถามในสว่ นท่ี 2 และ 3 พบวา่ ปจั จัยท่มี ีผลต่อความสาเร็จธรุ กิจสนามแบดมนิ ตนั ในประเทศไทย ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ 7P’s ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s ปจั จัยทรัพยากรการบริหาร 4M’s โดยค่าสัมประสิทธ์ิน้าหนักปัจจัยของแต่ละปัจจัย (Standardized Factor Loading) อยรู่ ะหวา่ ง 0.31 และ 0.73 มคี วามเหมาะสมในระดับปานกลาง (CFI = 0.79) ปัจจัยส่วนประสมกำรตลำดบริกำร 7P’s ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ ด้านสนามแบดมินตันและบริการ ดา้ นราคา ดา้ นช่องทางจัดจาหน่าย ด้านการสง่ เสรมิ การตลาด ด้านบคุ ลากร ดา้ นกระบวนการ และด้านสิ่งแวดล้อม ทางกายภาพ จากผลงานวิจัย สงิ่ ทีไ่ ด้รบั การยอมรับในระดับมากทีส่ ุด จานวน 6 เรือ่ ง จาก 4 ด้าน ซ่ึงผ้ปู ระกอบการ สนามแบดมนิ ตนั ควรใหค้ วามสาคญั มดี งั นีค้ อื (1) ดา้ นสนามแบดมินตันและบรกิ าร (Product & Service) ควรเนน้ การทาคอร์ตแบดมินตันในสนามให้ได้มาตราฐาน ใช้จัดการแข่งขันได้ ควรปรับปรุงพ้ืนสนามแบดมินตันเป็นสนาม พ้นื ยาง เพ่อื ให้นักกฬี าไดใ้ ชฝ้ ึกซอ้ ม และชว่ ยปอ้ งกนั บาดเจ็บจากการเล่น (2) ด้านสถานที่ตั้ง (Place & Location) มี 2 เร่ืองท่ีควรให้ความสาคัญ คือ ด้านทาเลที่ต้ังที่มีการคมนาคมสะดวก และด้านลานจอดรถท่ีเพียงพอ สะดวก ปลอดภัย (3) ด้านบุคลากร (People) ควรเน้นการจัดผู้ฝึกสอนแบดมินตัน ท่ีมีความสามารถ เอาใจใส่ ทุ่มเทสร้าง นักกีฬาใหม้ ีประสบการณ์ และมีชอ่ื เสียง (4) ดา้ นส่งิ แวดล้อมทางกายภาพ (Physical Evidence) มี 2 เรอ่ื ง คอื การ จัดส่ิงอานวยความสะดวกต่าง ๆ ให้สะอาด สะดวก และปลอดภัย และการจัดความสว่างในสนามตามมาตรฐาน สอดคล้องกับสิปปศิณี บาเรย์ (Sipsini Baray, 2012) ได้ทาการศกึ ษาเรื่องปัจจัยทางการตลาด ที่มีผลต่อการ เลือกใช้บริการสปาในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวชาวจีน กรณีศึกษาจังหวัดภูเก็ต พบว่า ปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อมทางกายภาพของสปามีความสาคัญระดับมากที่สุด และสอดคล้องกับ ศิริพร สัตยานุรักษ์ (Siriporn Satayanurak, 2013) ทาการศึกษาเร่ือง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีความสัมพันธ์ ต่อความสาเร็จเชิงธุรกิจในการจัดการออกกาลังกายเพ่ือสุขภาพด้วยการลีลาศ พบว่า ระดับความสาคัญของ ปัจจัยที่มากสุด คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ รองลงมา คือ ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านการจัด กิจกรรม ปัจจัยด้านการจัดการ ปัจจัยด้านสถานท่ี และช่องทางการจัดจาหน่าย ปัจจัยด้านราคาค่าบริการ ปัจจัยดา้ นกระบวนการ และปจั จัยด้านการส่งเสริมการตลาด โดยลาดับ ปจั จัยส่วนประสมกำรตลำด 4C’s ประกอบด้วย 4 ด้าน คอื ด้านความตอ้ งการของลูกค้า ด้านต้นทุน ของลูกค้า ด้านความสะดวกในการซ้ือ และด้านการสื่อสาร จากผลงานวิจัย สิ่งที่ได้รับการยอมรับในระดับ มากที่สุด จานวน 4 เร่ือง จากปัจจัยด้านความต้องการของลูกค้า (Customer Need & Want) ซ่ึงเป็นส่ิงที่ ผู้ประกอบการสนามแบดมนิ ตนั ควรให้ความสาคญั มีดงั น้ี คอื (1) ความต้องการใหส้ นาม มกี ารจดั สิ่งแวดลอ้ มที่
และมีความปลอดภัย (2) ความต้องการเจ้าหน้าที่มีอัธยาศัย ไมตรีในการให้บริการ สมควรที่จะมองลูกค้าเป็น ศูนย์กลาง (Customer – Centric) (3) ความต้องการได้รับบริการที่ดีสะดวก และรวดเร็ว เป็นการตอบสนองชีวิต สมยั ใหม่ทเ่ี รง่ รีบ และ (4) ความตอ้ งการผฝู้ ึกสอนที่มคี ุณภาพ เน่อื งจากกีฬาแบดมินตัน คอื กีฬาท่ีมีลกั ษณะเลน่ ง่าย แต่เก่งยาก ฉะน้ัน ผู้ฝึกสอนที่มีคุณภาพ ย่อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า หรือผู้เล่นแบดมินตันที่ต้องการ พัฒนาตนเอง สอดคล้องกับณัฐชา มาตุภูมานนท์ (Natcha Matuphumanont, 2015) ได้ศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อ การตัดสินใจซื้อบ้าน ส่ังสร้างเอสซีจีไฮม์ (SCG - HEIM) ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านสั่งสร้างเอสซีจีไฮม์ (SCG HEIM) ของผู้บริโภคในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีท้ังหมด 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านต้นทุนของผู้บริโภค ปัจจัยด้านความ ต้องการของผู้บริโภค และปัจจัยด้านความสะดวกในการซ้ือ และสอดคล้องกับเฉลิมเกียรติ เตียงน้อย (Chalermkiat Tiengnoi, 2015) ทาการศึกษาเร่ืองปัจจัยการตลาดแนวคิดใหม่ 4C’s ท่ีมีผลต่อการตัดสินใจ ซ้ือผลิตภัณฑ์ของสโมสรฟุตบอลต่างประเทศช้ันนาของผู้บริโภค ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัย การตลาดแนวคิดใหม่ 4C's ด้านความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของสโมสร ฟตุ บอลตา่ งประเทศชัน้ นาของผู้บรโิ ภคในเขตกรงุ เทพมหานคร ในระดบั มากที่สดุ ปัจจัยทรัพยำกรกำรบริหำร 4M’s ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านคนหรือผู้บริหาร ด้านเงิน ด้าน สถานที่/อปุ กรณ์ และด้านการบรหิ ารจดั การ จากผลงานวจิ ัยส่งิ ทไี่ ดร้ บั การยอมรับในระดับมากที่สุด จานวน 6 เรือ่ ง จาก 3 ด้าน ซ่ึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสนามแบดมินตัน ควรให้ความสาคัญมีดังน้ีคือ (1) ด้านคนหรือผู้บริหาร (Man) มีจานวน 3 เรอื่ ง คือ ด้านผู้บรหิ ารมีทศั นคติทดี่ ี รักกีฬา และรกั คณุ ภาพงานบริการ ด้านผฝู้ ึกสอนมีทักษะ มี ความเช่ียวชาญในการสอนแบดมินตัน และด้านเจ้าหน้าท่ีที่มีความรู้ ความสามารถตรงกับงานบริการ (2) ด้านเงิน (Money) มีจานวน 2 เรื่อง ท่ีควรให้ความสาคัญ คือ ดา้ นการเตรยี มตัวเงินสารองค่าใช้จ่ายการดาเนินงานท่ีดี และ ด้านการจ่ายเงินเดือน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้ตรงเวลา (3) ด้านสถานที่ และอุปกรณ์ (Material) คือ ด้านการจัด สนามและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมใช้เจ้าของสนามแบดมินตัน สอดคล้องกับชาคริต วรประทีป (Chakrit Woraprateep, 2012) การศึกษาเรื่อง การจัดการธุรกิจปรับแต่งไม้กอล์ฟให้เหมาะสมกับเฉพาะ บุคคลของร้านโปรเวิร์ค พบว่า การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร ต้องได้คนที่เหมาะสมกับงาน มีความสาคัญ อยู่ในระดับมากท่ีสดุ และมีระบบการรักษาบุคลากรไวใ้ นองค์การ ต้องมีการวางแผนการเงนิ และงบประมาณ อย่างละเอียด และชัดเจน เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ ต้องมีความพร้อมใช้งาน และตอบสนองการให้บริการ แก่นักกอล์ฟ ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการวางแผน และมีการส่ือสาร และรกั ษาลูกค้า เกา่ รวมถงึ การหาลูกค้าใหม่เพม่ิ มากข้ึน ปัจจัยควำมสำเร็จของธุรกิจสนำมแบดมินตัน BSBC ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านลูกค้า ด้าน กระบวนการภายใน ดา้ นการเรียนรูแ้ ละพฒั นา และดา้ นการเงนิ จากผลงานวิจัย สิง่ ที่ได้รับการยอมรับในระดบั มาก ที่สดุ จานวน 6 เร่ือง จาก 2 ด้าน ซงึ่ เป็นสิง่ ท่ีผปู้ ระกอบการสนามแบดมินตัน ควรให้ความสาคัญ มีดงั นี้คือ (1) ดา้ น ลูกค้า (Customer) คือ ลูกค้ามีความพึงพอใจต่อการให้บริการของสนามแบดมินตัน ด้านการกลับมาใช้บริการซ้า ของนกั กีฬาและลูกค้าทั่วไป และด้านการมีจานวนลูกค้าใหม่เพิม่ มากข้นึ อยา่ งสม่าเสมอ (2) ดา้ นกระบวนการทางาน ภายใน (Internal Process) คือ ด้านพนักงานมีความพึงพอใจและมีความสุขในการทางาน ด้านครูผู้สอนมีความ เชือ่ ม่ันและมน่ั ใจในหน้าท่กี ารงาน และ ดา้ นมกี ารสร้างสรรค์กาลังใจให้แก่ทมี งานภายใน สอดคล้องกบั ก้องเกียรติ บูรณศรี (Kongkiat Buranasri, 2013) ศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างความเป็นผู้ประกอบการ ขององค์กร สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และผลการดาเนินงานของสถานประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต
พบว่า ปจั จัยสภาพแวดลอ้ มภายนอก ความเป็นผู้ประกอบการขององค์กร มคี วามสัมพนั ธ์เชิงสาเหตุตอ่ ผลการ ดาเนินงาน ด้านการเงิน และผลการดาเนินงาน โดยความเป็นผู้ประกอบการขององค์กร มีอิทธิพลต่อผลการ ดาเนินงานด้านการเรียนรู้และการพัฒนามากทีส่ ุด รองลงมา คือ ดา้ นลูกค้า ดา้ นการเงิน และด้านการจัดการ ภายใน ตามลาดับ ประกำรที่ 2 รูปแบบจำลองโครงสรำ้ งเชงิ สำเหตขุ องควำมสำเร็จในกำรทำธรุ กจิ สนำม - แบดมนิ ตันใน ประเทศไทย จากผลการวจิ ัยท่ีพบวา่ สมการรปู แบบโครงสร้างปัจจยั ความสาเร็จในการทาธรุ กิจสนามแบดมินตันใน ประเทศไทย ประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยทรัพยากรการบริการ (4M’s) ปัจจัยส่วนประสมการตลาด (4C’s) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ (7P’s) และปัจจัยความสาเร็จ (BSBC) สร้างเป็นอิทธิพลเส้นทาง ตรง (Direct Effect: DE) ได้ 6 เส้นทาง และมีอิทธิพลเส้นทางอ้อม (Indirect Effect: IE) 3 เส้นทาง แบ่งเป็น สมการโครงสร้างทั้งสิ้น 3 สมการ ซึ่งมีตัวแปรตามของสมการโครงสร้างที่ 1 ถึง 3 คือ 4C 7P และ BSBC ตามลาดบั โดยสดั สว่ นความเช่อื ถอื ได้ (R2) ของแตล่ ะสมการมีค่าระหว่างร้อยละ 63.70 ถงึ 79.70 น้ัน ความสาเร็จของธุรกจิ สนามแบดมินตนั BSBC ไดร้ ับอทิ ธิพลจากปัจจัยเชิงสาเหตทุ ้งั 3 ปัจจัย ไดแ้ ก่ 4M 4C และ 7P โดยปัจจัยเชงิ สาเหตุทม่ี ีอทิ ธพิ ลเส้นทางรวมมากทีส่ ุดไดแ้ ก่ 4M 4C และ 7P ตามลาดบั จากการพิจารณผลการวิจัยปัจจัยที่เป็นเชิงสาเหตุของธุรกิจสนามแบดมินตันท่ีควรให้ความสาคัญ อันดับที่ 1. คือ ปัจจัยทรัพยากรการบริหาร 4M’s ที่มีอิทธิพลเส้นทางรวมมากท่ีสุด เจ้าของธุรกิจควรเน้น ปัจจัยด้านการเงิน (Money) เปน็ อันดับแรกด้วยการมีการเตรยี มตัวเงินเพื่อสารองคา่ ใช้จ่ายในการดาเนินงาน มีการจ่ายเงินเดือน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้ตรงเวลา และควรการจัดทาบัญชีรายรับและรายจ่ายของธุรกิจ สนามแบดมินตัน มีการสรุปผลการดาเนินงานจัดทางบหมุน เวียนเงินสด และงบสารองเงิน อันดับท่ี 2. คือ ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s ด้วยการเน้นปัจจัยด้านความสะดวกในการซ้ือ (Convenience to buy) การให้ข่าวสารผ่านมือถือแก่ลูกค้า เน้นความสะดวกและความรวดเร็วแกล่ ูกค้าต่อการเข้าใช้บริการของสนาม แบดมนิ ตัน ควรมีการให้จองสนามแบดมนิ ตนั หรือซอ้ื สนิ ค้าดว้ ยมือถอื และควรมบี ริการรบั ชาระค่าบรกิ ารผ่าน ระบบมือถือในระบบไอแบงกิ้ง (i-Banking) อันดับที่ 3 คือ ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 7P’s ด้วยการเน้น ปัจจัยกระบวนการใหบ้ ริการ (Process) มีระบบให้การบริการที่สะดวกรวดเร็วและทันสมัย ควรใหบ้ ริการท่ีดี มีมาตรฐาน เสมอภาคแก่ทุกคนทุกกลุ่ม ควรมีรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ และ ควรมีการแบ่งหน้าทค่ี วามรับผดิ ชอบของพนักงานอยา่ งชดั เจน ขอ้ เสนอแนะท่ไี ด้จำกกำรวิจัยครัง้ น้ี ผู้ประกอบการธุรกิจสนามแบดมินตันในประเทศไทย ควรศึกษาและพัฒนาการใช้ปัจจัยทรัพยากร การบริหารเปน็ อันดบั แรก ทั้งด้านคน ด้านเงินลงทุน ด้านอปุ กรณแ์ ละส่งิ อานวยความสะดวก ด้านการบริหาร จดั การ ผ่านการศึกษาปัจจยั สว่ นประสมการตลาดสมัยใหม่ เป็นอันดับสอง ด้วยการให้ทราบถึงด้านความต้องการ ของลกู ค้า ด้านต้นทุน ดา้ นความสะดวกในการซอ้ื และด้านการสื่อสาร แลว้ นาขอ้ มูลเหลา่ น้ัน วางแผนการทางาน ด้วยการกาหนดกลยุทธการบริหารในส่วนประสมการตลาดบริการของแต่ละสนามแบดมินตันเป็นอันดับสาม คือ ดา้ นสนามแบดมินตัน ดา้ นราคา ด้านช่องทางจาหน่าย ด้านส่งเสรมิ การขาย ดา้ นบคุ ลากร ด้านกระบวนการ ด้าน ส่งิ แวดล้อมทางกายภาย ท้ังน้ี เพื่อให้เกิดความสาเร็จของธุรกจิ สนามแบดมินตันอยา่ งต่อเนื่อง อนึ่ง ผู้ประกอบการ ธรุ กิจสนามแบดมินตันในประเทศไทย ควรนาผลการวิจยั นี้ไปใช้ และพัฒนาให้เกิดผลสาเร็จต่อธุรกิจ ทั้งด้าน กระบวนการภายใน ดา้ นการเรยี นรแู้ ละเติบโต ด้านลูกค้า และด้านผลตอบแทนทางการเงิน อยา่ งเปน็ ลาดับข้ันตอน
ข้อเสนอแนะ สำหรับงำนวิจัยครัง้ ต่อไป 1. ควรมีการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยอ่ืน ๆ ที่มีผลต่อความสาเร็จในการทาธุรกิจสนามแบดมินตันใน ประเทศไทย เพ่อื การพฒั นารูปแบบโครงสร้างปัจจยั เชิงสาเหตุของความสาเร็จใหก้ ้าวหน้า และเปน็ การมุ่งมั่น ในการศกึ ษาวจิ ยั อย่างตอ่ เนื่อง 2. ควรนารูปแบบสมการโครงสรา้ งปัจจัยเชิงสาเหตุของความสาเร็จการทาธุรกิจสนามแบดมินตันใน ประเทศไทยน้ี ไปทดลองใช้กับสนามกีฬาประเภทอื่น ๆ และเปรียบเทียบผลการวิจัย ว่ามีความสอดคล้อง หรือแตกตา่ งกนั อย่างไร 3. ควรมีการศึกษา เร่ืองปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในทางการตลาดที่มีผลต่อความสาเร็จในการ ทาธุรกิจสนามแบดมินตันในประเทศไทย เนื่องจากสภาพผู้ประกอบการสนามแบดมินตันที่มีคุณสมบัติท่ี แตกต่างกัน ผู้ประกอบการเก่าเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการใหม่ ผู้ประกอบการที่จัดองค์กรบริหารธุรกิจ สมยั ใหมก่ ับผปู้ ระกอบการแบบครอบครัวย่อมไดร้ ับความสาเรจ็ ในการทาธรุ กิจทแ่ี ตกตา่ งกนั References Chakrit Woraprateep. (2012). Managing a specific golf club customization business The person of the pro work shop. Retrieved from http://doi.nrct.go.th//ListDoi /listDetail?Resolve_DOI=10.14457/MU.the.2013.206 Chalermkiat Tiengnoi. (2015). 4C's New Concept Marketing Factors, Reference Groups, Attitudes and Advertising Media effects on consumers' purchasing decisions of leading international football clubs in Bangkok. Retrieved from http://dspace.bu.ac.th/jspui/bitstream/123456789/1521/1/chaleamkiat.tian.pdf Gulick, L. and L. Unwick. (1937). Papers on the Science of Administration. NJ: Clifton. Kaplan, R. S., & Norton, D. P. (1996). The Balance Scorecard: Translating Strategy into Action. MA: Harvard Business School Press. Kotler Phillips. (2002). Principles of Marketing. Bangkok: Pearson Education Kotler, P. (2007). Marketing Management: The millennium edition (10th ed.). NJ: Prentice-Hall Inc. Kongkiat Buranasri (2013). The causal relationship between the entrepreneurship of the organization business environment and the performance of industrial manufacturing, enterprises. Retrieved from http://www.dpu.ac.th/dpurc/assets/ uploads/magazine/9cbid5hcby804k0.pdf Lauterborn, B. (1990). New Marketing Litany: Four Ps Passé: C-Words Take Over. Advertising Age, 61(4), 26. Natcha Matuphumanont. (2015). Factors affecting the decision to buy a house to order SCG Heim of consumers in Bangkok and surrounding areas. Retrieved from http:// ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2015/TU_2015_5702031336_2866_1798.pdf
Sipsini Baray. (2012). Marketing Factors Affecting Chinese Tourists' Choice of Spa Services in Thailand Case study of Phuket Province (Master’s thesis), Phuket Rajabhat University. Siriporn Satyanurak. (2013). Service marketing mix factors correlated with the success of Business in managing fitness for health by dancing (Doctoral dissertation), Chandrakasem Rajabhat University. Thaibadminton. (2015). List of badminton courts in Thailand. Retrieved from http://www.thaibadminton.com/main/modules/adresses Received: December, 13, 2018 Revised: April, 19, 2019 Accepted: April, 29, 2019
การจัดการระบบรางวัลกบั ประสทิ ธภิ าพทางการจัดการทนุ มนุษยข์ องธุรกิจการจดั จาหน่าย อปุ กรณ์ทางการกฬี าของประเทศไทย กรรณกิ า อินชนะ และ อัศวิน จันทรสระสม คณะศิลปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วทิ ยาเขตชลบรุ ี บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ พัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ของการจัดการระบบรางวัลกับ ประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย โดยการศึกษาครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยได้ทาการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามจากธุรกิจ การจัดจาหน่ายอุปกรณท์ างการกีฬาของประเทศไทยทจี่ ดทะเบยี นกับกรมพฒั นาธุรกิจการคา้ ปี 2562 จานวน 399 แห่ง และทาการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Model: SEM) ผลการศึกษาพบว่า โครงสร้างระบบรางวัลมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประสิทธิภาพทางการจัดการ ทุนมนุษย์ของธุรกิจอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยอิทธิพลทางอ้อมนั้นมีกระบวนการบริหารรางวัลของธุรกิจ การจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทยเป็นตัวค่ันกลาง เม่ือพิจารณาองค์ประกอบโครงสร้าง ระบบรางวัลของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทยแล้วพบว่า ธุรกิจควรให้ ความสาคัญระดับของการจ่ายรางวัลและประเภทของรางวัลที่มีความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัลเพ่ือจะ นาไปสู่การเพ่ิมขึ้นของประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจ นอกจากน้ีผลการวิจัยยังพบอีกว่า กระบวนการบริหารรางวัลมีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติ ดังน้ันองค์กรใด ๆ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจ องค์กร นั้นย่อมต้องให้ความสาคัญต่อการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วม การติดต่อสื่อสารกับพนักงานและความเป็น ธรรมของการบรหิ ารรางวลั เพ่ือช่วยให้ธุรกิจสามารถมีประสทิ ธภิ าพในการจัดการทนุ มนษุ ย์ทีเ่ พิ่มสงู ขึน้ คาสาคัญ: โครงสรา้ งระบบรางวัล กระบวนการบริหารรางวัล ประสิทธภิ าพทางการจดั การทนุ มนุษย์ Corresponding Author: นางสาวกรรณิกา อนิ ชนะ คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั การกฬี าแห่งชาติ วทิ ยาเขตชลบรุ ี Email: [email protected]
REWARD SYSTEM MANAGEMENT AND HUMAN CAPITAL MANAGEMENT EFFICIENCY OF THAI SPORTS EQUIPMENT BUSINESS Kannika Inchana, and Assawin Chanthonsarasom Faculty of Liberal Arts, Thailand National Sports University Chon Buri Campus Abstract This research aimed to develop a correlation model of reward system management with human capital efficiency of Thai sports equipment business. This study was a quantitative research. Data were collected from questionnaires from 399 business establishments selling sports equipment that have registered with the Department of Business Development in 2019. Structural Equation Model (SEM) was applied to analyze the data. The results demonstrated that the reward system structure had both direct and indirect effects on the human capital efficiency with statistical significance. In terms of indirect effects, the reward management process of the sports equipment business in Thailand was found to be the mediator. When the structural elements of the reward system of the sports equipment business in Thailand was considered, it was discovered that business should prioritize the level of reward and the type of the reward with the fairness of reward allocation leading to the increase in the human capital efficiency. Furthermore, the results illustrated that reward management system had a direct effect on the human capital efficiency with statistical significance. Thus, any organization aiming to optimize the human capital management of its business should value the importance of encouraging employees to participate and promoting communication as well as fairness of the reward management leading to more efficient in managing human capital. Keywords: Reward system, structure Reward management system, Human capital management efficiency Corresponding Author: Kannika Inchana, Lecturer, Faculty of Liberal Arts, Thailand National Sports University Chon Buri Campus. 20000 Email: [email protected]
บทนา ธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญกับหลายปัจจัยในการแข่งขัน ท้ังการผ่อนปรนทางการค้า การเข้ามาของ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทางการแข่งขัน ธุรกิจจึงต้องให้ความสาคัญกับผลการดาเนินงานและประสิทธิภาพการ ดาเนินงาน ซ่ึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดาเนินงานโดยรวมประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ท้ังด้านโครงสร้าง คุณภาพของสินค้าและบริการ อุปสงค์ของผู้บริโภค ตาแหน่งในการแข่งขัน การวางแผน เทคโนโลยีรวมทั้ง การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Hume, 1995) การจัดการทรัพยากรมนุษย์นั้นมีความสาคัญต่อความสามารถ ในการแข่งขันของธุรกิจเป็นอย่างมาก ทฤษฎีทุนมนุษย์จึงมุ่งให้มีการลงทุนในการให้การศึกษา การฝึกอบรม และการรักษาสุขภาพของบุคลากรเพ่ือยกระดับความสามารถในการทางานของทุนมนุษย์ เน่ืองจากว่าทุนมนุษย์ ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างคุณค่าและพัฒนาความสามารถให้กับธุรกิจในระยะยาว (Kim, 2006) ธุรกิจจึงต้องมี กระบวนการในการที่จะบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถและสามารถดึงดูดผู้ท่ีมีความรู้ ความสามารถเข้ามาทางานใหก้ ับองค์กร ใหท้ ุนมนษุ ย์เหล่าน้นั สามารถสร้างสรรค์ผลงานให้กับธรุ กจิ องค์กรต้องใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อให้พนักงานมีทัศนคติและพฤติกรรมตามที่องค์กรต้องการ การจูงใจโดยใช้ผลตอบแทนหรือรางวัลถือเป็นแนวทางหน่ึงที่องค์กรใช้ดึงดูดบุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถ ซึ่งกระทาได้โดยการพัฒนานโยบายการปฏิบัติการ และกระบวนการของรางวัลแล้วนาไปสู่การปฏิบัติเพ่ือให้ บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและบรรลุความต้องการของผู้มีส่วนได้สว่ นเสียขององค์กร (Armstrong, 2006) โดย เป้าหมายของการให้ผลตอบแทนเป็นการให้รางวัลกับผลการปฏิบัติงานในอดีตของพนักงาน รักษาความสามารถ ในการแข่งขันในตลาดแรงงาน รักษาความเสมอภาคของเงินเดือนระหว่างพนักงาน ผูกผลการปฏิบัติงานใน อนาคตของพนักงานเข้ากับเป้าหมายของธุรกิจ ควบคุมงบประมาณเงินเดือน ดึงดูดพนักงานใหม่ และลดอัตรา การลาออก (Bohlander, Snell, & Sherman, 2001) ซ่ึงสอดคล้องกับแนวความคิดของ Kim (2006) เสนอว่า ระบบการจ่ายผลตอบแทนสามารถก่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีผลต่อโครงสร้าง ทรัพยากรมนษุ ย์ขององคก์ รจากการสรรหาและธารงรักษาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงสร้างให้เกิดความเชอ่ื มโยง ระหว่างเป้าหมายการปฏิบัติงาน และความสนใจของสมาชิกในองค์กรเข้ากับวัตถุประสงค์ทางกลยุทธ์ และ ความต้องการขององค์กร และระบบผลตอบแทนยังมีผลต่อความสามารถในการทากาไรของธุรกิจ ดังนั้นระบบ ผลตอบแทนจึงมอี ิทธพิ ลเปน็ อย่างมากต่อพฤติกรรมของพนักงาน คณุ ลักษณะของทุนมนุษย์ และค่าใช้จา่ ยใน การบรหิ าร ซ่งึ เปน็ ทนุ มนษุ ย์เปน็ ปจั จยั สาคญั ต่อการปฏิบัตงิ านและผลสาเรจ็ ของกลยทุ ธ์ (Kim, 2006) โดยทุน มนุษย์ของธุรกจิ การจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาเป็นทรัพยากรหลักที่มคี วามแตกต่างจากทรพั ยากรอื่น ท่ีมี ลักษณะท่ีสามารถพัฒนาได้จากการมีกระบวนทางการจัดการทนุ มนุษย์ท่ีมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านการสร้าง แรงจูงใจและความท้าทายในการปฏบิ ัติงาน (Armstrong, 2006) การตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกระบบรางวัลขององค์กรต้องมีการตัดสินใจในหลากหลายประเด็น ท้ังระดับ การจ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดแรงงาน ความแตกต่างระหว่างรางวัลในแต่ละระดับของสายการ บังคับบัญชา และส่วนผสมของรางวัล ซึ่งผลการตัดสินใจจะส่งผลกระทบต่อระบบรางวัลขององค์กร แต่ละองคก์ ร จะมีระบบรางวัลท่ีแตกต่างกัน โดยการจัดการผลตอบแทนเป็นระบบการจ่ายรางวัลควรจะต้องเป็นระบบทจี่ ัดทา ขึน้ มาใหเ้ หมาะสมกับกลยุทธ์ของแตล่ ะองคก์ ร (Brown and Sargeant, 2007) ในการบริหารจัดการระบบรางวัล ของแตล่ ะองค์กรนน้ั ต้องพิจารณาจากโครงสร้างและกระบวนการบริหารจัดการที่เปน็ รูปธรรม การศึกษาในคร้ังน้ีจะไดพ้ ยายามอธิบายอิทธิพลของระบบรางวัลต่อประสทิ ธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย โดยทาการศึกษาท้ังอิทธิพลต่อประสิทธิภาพ ทางการจัดการทุนมนุษย์ในภาพรวม และอิทธิพลต่อองค์ประกอบของประสิทธิภาพการจัดการทุน ได้แก่
ความผูกพันต่อองค์กรและสมรรถนะซ่ึงผู้วิจัยหวังว่าผลการศึกษาในคร้ังนี้จะช่วยเพิ่มพูนองค์ความรู้ในระบบ รางวัล และสามารถนาไปต่อยอดทางวชิ าการต่อไป วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย การวิจยั คร้งั น้มี ีวตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ท่ีจะศึกษาประเดน็ ตา่ ง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. เพ่ือศึกษาอิทธิพลของโครงสร้างระบบรางวัลท่ีมีอิทธิพลท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อประสิทธิภาพ ทางการจัดการทนุ มนษุ ย์ของธุรกิจการจดั จาหน่ายอุปกรณ์ทางการกฬี าของประเทศไทย 2. เพ่ือศึกษาอิทธิพลของโครงสร้างระบบรางวัลที่มีอิทธิพลทางตรงต่อกระบวนการบริหารจัดการ รางวลั ของธุรกจิ การจดั จาหนา่ ยอปุ กรณท์ างการกฬี าของประเทศไทย 3. เพ่ือศึกษาอิทธิพลของกระบวนการบริหารจัดการรางวัลที่มีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิภาพ ทางการจัดการทุนมนุษย์ของธรุ กิจการจัดจาหน่ายอปุ กรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย 4. เพ่ือพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ของการจัดการระบบรางวัลกับประสิทธิภาพทางการจัดการทุน มนษุ ยข์ องธุรกิจการจัดจาหนา่ ยอุปกรณท์ างการกีฬาของประเทศไทย สมมติฐานของการวจิ ัย H1: โครงสร้างระบบรางวัลภายใตอ้ งค์ประกอบ ระดับการจ่ายรางวลั ความเปน็ ธรรมของการจัดสรร รางวัลและประเภทของรางวัลมีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ และมีอิทธิพล ทางอ้อมต่อประสทิ ธภิ าพทางการจัดการทุนมนุษย์ผา่ นกระบวนการบรหิ ารจดั การรางวลั H2: โครงสรา้ งระบบรางวลั ภายใตอ้ งค์ประกอบ ระดบั การจา่ ยรางวัล ความเปน็ ธรรมของการจัดสรร รางวลั และประเภทของรางวัลมอี ทิ ธิพลทางตรงต่อกระบวนการบริหารจดั การรางวลั H3: กระบวนการบริหารจัดการรางวัลภายใต้องค์ประกอบ การให้พนักงานมีส่วนร่วม การติดต่อ สอ่ื สารกบั พนกั งานและความเปน็ ธรรมของการบริหารรางวัลมีอทิ ธพิ ลทางตรงต่อประสิทธภิ าพทางการจัดการ ทุนมนุษย์ของธุรกิจการจดั จาหน่ายอปุ กรณท์ างการกีฬาของประเทศไทย การทบทวนวรรณกรรม แนวความคดิ และทฤษฎที ี่เกีย่ วขอ้ งกบั โครงสรา้ งระบบรางวลั โครงสร้างระบบรางวัลเป็นการใช้กลยุทธ์และกลไกขององค์กร เพ่ือก่อให้เกิดพฤติกรรมและผลการ ปฏบิ ัติงานของพนักงานเป็นไปตามเปา้ หมายทีอ่ งคก์ รกาหนดไว้ Milkovich and Newman (2008) ได้อธิบาย องค์ประกอบของระบบรางวัลไว้ว่าเป็นรูปแบบของค่าตอบแทน การเล่ือนตาแหน่งและการมอบหมายงาน ครอบคลุมถึงรางวัลท่ีไม่ใช่ตัวเงิน โดยการพัฒนาตนเอง การออกแบบและวิเคราะห์งาน สภาพการทางาน มาตรฐานในการทางาน เกณฑ์การพิจารณาการให้รางวัลและผลตอบแทน การประเมินผลการปฏิบัติงาน Chen, Lam, Shi, & Xiao (2020) ได้อธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับระบบรางวัลว่า องค์ประกอบของระบบรางวัล ในด้านต่าง ๆ ทั้งการจ่ายค่าตอบแทนพ้ืนฐาน เงินรางวัลในการจูงใจ สวัสดิการ ความก้าวหน้าในอาชีพ ความท้าทายของงานที่รับผิดชอบ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ต้องให้ความสาคัญกับความสอดคล้องกับ ค่านิยมระหว่างบุคคลกับองค์กร โดยต้องมีเกณฑ์การประเมินการให้รางวัลแก่พนักงานท่ีชัดเจนมีความเป็น รูปธรรม
Bartosz and Ireneusz (2020) ได้อธิบายลักษณะของโครงสร้างระบบรางวัลในมุมมองของระดับ ของการจัดสรรรางวัล ระดับการโปรโมทตาแหน่งงานและความเท่าเทียมของการให้ผลประโยชน์ ซ่ึง Fatile and Hassan (2020) ได้นาเสนอลักษณะของโครงสร้างระบบรางวัลเพ่ิมเติมในด้านความเป็นธรรมในการ จัดสรรรางวัลและประเภทของรางวลั ในการตอบแทนการปฏิบัตงิ านและประเภทของการให้รางวัล สอดคลอ้ ง กบั Isabella and Hai bo (2021) ที่ให้ความสาคัญกบั ความเป็นธรรมและประเภทของการจัดสรรรางวัลเพ่ือ สรา้ งใหเ้ กดิ แรงจงู ใจในการปฏิบตั งิ านและสมรรถนะในการปฏิบัตงิ านท่ีสูงขึ้น โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้นาตัวชี้วัดโครงสร้างระบบรางวัลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในธุรกิจกีฬา ประกอบดว้ ยระดับการจา่ ยรางวลั ความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวลั และประเภทของรางวลั มาเป็นตัวชวี้ ัด โครงสร้างระบบรางวัลในการวิจัยครั้งน้ี (Heilmann, 2006; Isabella and Haibo, 2021) ในด้านของระดับ การจ่ายรางวัล เปน็ การจัดสรรค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานท่ีเหมาะสมกับภาระหน้าท่ีรบั ผิดชอบ ระดับของ ค่าตอบแทนมีความเหมาะสมเมื่อเทียบกับธุรกิจคู่แข่งขัน และระดับของค่าตอบแทนมีความเหมาะสมกับ คุณสมบัติของพนักงาน Rahman (2020) ด้านของความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัล ให้ความสาคัญกับ การท่ีองค์กรมีระบบการจัดสรรรางวัลท่ีตรวจสอบได้และมีความชัดเจน และมีวิธีกาหนดระดับการจ่าย ค่าตอบแทนอย่างเป็นทางการพร้อมท้ังมีสารสนเทศท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรเก่ียวกับระดับการจ่าย และการ กาหนดระดับการจ่ายค่าตอบแทนท่ีชัดเจน และประเภทของรางวัลต้องมีมูลค่าที่เหมาะสมกับผลการ ปฏิบัติงาน ประเภทของรางวัลตรงตามความต้องการของพนักงานและมีคุณค่าเหมาะสมกับภาระงาน (Heilmann, 2006; Isabella and Haibo, 2021; Bartosz and Ireneusz, 2020) แนวความคิดทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับกระบวนการบรหิ ารรางวลั กระบวนการบริหารรางวลั ให้ความสาคัญกับตัวช้ีวดั ดา้ นการติดตอ่ ส่อื สารกบั พนักงาน การมีส่วนรว่ ม ในกระบวนการตัดสินใจเรื่องรางวัล และความเป็นธรรมของกระบวนการบริหารรางวัล (lawler, 2003) การ ให้พนักงานได้รับทราบสารสนเทศและการให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องรางวัล จะมีผู้ให้ นโยบายท่ีนามาใช้ได้รับการยอมรับซ่ึงเป็นผลมาจากความพึงพอใจของพนักงานและการยอมรับในการ ตัดสินใจในเรอื่ งการบรหิ ารรางวลั (Claudia & Brian, 2015) การติดต่อส่ือสารกับพนักงานเป็นการตัดสินใจว่าองค์กรจะมีการติดต่อส่ือสารกับพนักงานในเรื่อง รางวัลมากน้อยเพียงใด บางองค์กรถือเป็นความลับท่ีพนักงานต้องไม่บอกกล่าวซ่ึงกันและกัน และมีการ สนับสนุนให้ใช้ระบบสารสนเทศในเรื่องค่าตอบแทนแก่พนักงานน้อยมาก แต่บางองค์กรเปิดเผยตัวเลข ค่าตอบแทนที่พนักงานได้รับให้ทราบโดยทั่วไป รวมถึงการติดต่อสื่อสารเพ่ือให้เกิดความชัดเจนว่าความ แตกต่างในการจัดสรรค่าตอบแทนเกิดจากสาเหตุใด เช่น ค่าตอบแทนที่สูงกว่าเนื่องจากมีภาระหน้าท่ีความ รับผิดชอบตามตาแหน่งท่ีมากกว่า (Day, 2007) องค์กรบางแห่งหรือธุรกิจบางประเภทเลือกท่ีจะให้เร่ือง ค่าตอบแทนของพนักงานเป็นความลับ เกิดจาหลายสาเหตุท้ังลดการเปรียบเทียบของพนักงาน ฝ่ายบริหาร ต้องการอิสระในการตัดสินใจเก่ียวกับระบบค่าตอบแทน เพ่ือลดความขัดแย้งระหว่าพนักงานไม่ต้องการให้คู่ แข่งขันทราบถึงอัตราค่าตอบแทนของพนักงานและไม่ให้พนักเกิดการเปรียบเทียบระดับค่าตอบแทนภายใน องค์กรซึ่งจะนาไปสู่ความรู้สกึ ทีไ่ มเ่ ท่าเทยี ม (Day, 2007) การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเก่ียวกับรางวัล แต่ละองค์กรจะมีการกาหนดนโยบายให้พนักงาน มีส่วนร่วมในการะบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับรางวัลท่ีแตกต่างกัน บางองค์กรการตัดสินใจเป็นเรื่องของฝ่าย บริหารโดยเฉพาะ แต่บางองค์กรอาจให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซึ่งแสดงถึงความเป็นธรรม และ
ความโปรงใสของกระบวนการพิจารณาและการบริหารรางวัล ในส่วนของการตัดสินใจในโครงสร้างรางวัลได้ กล่าวถึงความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัล ซ่ึงแตกต่างจากความเป็นธรรมของกระบวนการบริหารรางวัล (Feng, Huang, & Chen, 2020) ความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัลเกี่ยวข้องกับการรับรู้ของพนักงานว่าตัวเลขค่าตอบแทนท่ี พนักงานได้รับยุติธรรมหรือไม่ ขณะท่ีความเป็นธรรมของกระบวนการบริหารรางวัลเก่ียวข้องกับการรับรู้ถึง ความเป็นธรรมของวิธีการในการกาหนดว่าตัวเลขค่าตอบแทนน้นั ควรจะเป็นเท่าใด โดยมีงานวจิ ัยท่ีสนับสนุน ว่าความเปน็ ธรรมของกระบวนการบริหารรางวลั มีความสัมพันธก์ ับการประเมินคุณลกั ษณะของระบบโดยรวม ส่วนความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัลมีความสัมพันธ์ที่เฉพาะเจาะจง ความเป็นธรรมของกระบวนการ บริหารรางวัลให้ความสาคัญกับผู้ท่ีทาหน้าที่ประเมิน โดยใช้ประกอบด้วยการให้คาอธิบายล่วงหน้าแก่ผู้รับ การประเมินถึงเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินและนาเกณฑ์นั้นมาใช้จริง มีการติดต่อสื่อสารสองทางโดยเปิด โอกาสให้ผู้ได้รับการประเมินโต้แย้งได้โดยมีการกาหนดมาตรฐานในการประเมินอย่างชัดเจน (Folger and Konovsky, 1989) จากการทบทวนวรรณกรรมจงึ สามารถสรุปไดว้ ่า การส่งเสริมให้พนักงานมีสว่ นรว่ ม โดยองค์กรมกี าร สนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับค่าตอบแทน และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถ นาเสนอนโยบายเกี่ยวกับค่าตอบแทนรวมถึงมโี อกาสมีส่วนร่วมในการตัดสนิ ใจเก่ยี วกับค่าตอบแทน (Claudia and Brian, 2015; Liang, Fu, Yu, Bi, & Din, 2021) การติดต่อสื่อสารกับพนักงาน ผู้บริหารต้องให้ความสาคัญ กับการรับฟังความคิดเห็นพนักงาน องค์กรมีการชี้แจงและอธิบายเกี่ยวกับนโยบายการกาหนดระดับการจ่าย ค่าตอบแทนและมีช่องทางการติดต่อสื่อสารที่พนักงานสามารถเข้าถึงได้ (Day, 2007; Liang et al., 2021) และตัวช้ีวัดกระบวนการบริหารรางวัลด้านความเป็นธรรมของการบริหารรางวัล มีลักษณะดังนี้มีการจัดสรร รางวัลที่ถูกต้องและเป็นธรรมตามภาระหน้าท่ีที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงมีการจัดสรรรางวัลที่ถูกต้องและเป็น ธรรมตามผลงาน (Folger and Konovsky, 1989; Vannarajah, 2020) แนวความคดิ ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับประสทิ ธภิ าพทางการจัดการทนุ มนษุ ย์ จากการทบทวนวรรณกรรมข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับกรอบตัวช้ีวัดของ Jirawuttinunt, S., and Jhundraindra, P. (2018) ทนี่ าเสนอตัวชี้วัดประสิทธภิ าพทางการจัดการทุนมนุษย์ซึ่งเป็นกรอบการ วัดผลการปฏิบัตงิ านทีม่ ีการกาหนดกรอบของระบบการวัดครอบคลุมในดา้ นของผลลัพธ์ทางการจดั การทุนมนุษย์ ในประเด็นความผูกพันกับองค์กร สมรรถนะในการปฏิบัติงาน ความผูกพันกับงาน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการ ปฏิบัติงานและความภูมิใจในองค์กร David, Russ, & Benjamin (2021) เสนอมุมมองด้านประสิทธิภาพการ จัดการทุนมนษุ ย์วา่ เปน็ ผลของการจัดการบคุ ลากรทีม่ ปี ระสิทธภิ าพเป็นผลใหธ้ ุรกิจมีความสามารถเพิ่มมากขึ้น ทงั้ ทางด้านแรงจูงใจในการทางานท่ีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความรักในองค์กรและพร้อมท่ีจะทุ่มเทให้กับองค์กร Fatile and Hassan (2020) ทาใหส้ มรรถนะในการปฏบิ ตั งิ านมปี ระสทิ ธภิ าพเพ่มิ สงู ขึ้น จากการสรุปงานวรรณกรรมที่เก่ียวขอ้ งกบั ประสทิ ธภิ าพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธรุ กจิ การจัดจาหน่าย อปุ กรณท์ างการกีฬาของประเทศไทยพบว่า งานวิจัยที่ผ่านมามกี ารกาหนดตัววัดประสิทธิภาพทางการจัดการ ทุนมนุษย์ของธุรกิจที่หลากหลายแต่ในอุตสาหกรรมกีฬานั้นมีใช้การวัดโดยมุมมองความผูกพันกับองค์กร ท่ี พนักงานมีความเต็มใจและทุ่มเทในการทางานเพ่ือความสาเร็จขององค์กร พนักงานมีความภาคภูมิใจในองค์กร และมีความเต็มใจท่ีจะปฏิบัติงานกับองค์กร (David, Russ, & Benjamin, 2021; Fatile and Hassan, 2020) มุมมองด้านสมรรถนะในการปฏิบัติงาน ซึ่งให้ความสาคัญกับการมีความเข้าใจเก่ียวกับงานท่ีได้รับมอบหมาย
มีประสบการณ์ความเช่ียวชาญในการปฏิบตั ิงานและสามารถจัดการปัญหาท่ีเกิดขน้ึ ระหว่างการปฏิบัติงานได้ อย่างเหมาะสม และแรงจูงใจในการทางาน ในลักษณะที่องค์กรมีสภาพแวดล้อมในการทางานที่เอ้ือต่อการ ปฏิบัติงาน พนักงานในแต่ละระดับมีการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน และพนักงานมีความรู้สึกมั่นคงในหน้าท่ี และตาแหนง่ งานท่ีทา จากวรรณกรรมข้างต้นน้ันแสดงให้เห็นว่าคุณลักษณะของตัวชี้วัดประสิทธิภาพทางการจัดการทุน มนุษย์ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย ให้ความสาคัญกับตัวชี้วัดที่สามารถวัด ได้อย่างชัดเจน ท้ังความผูกพันกับองค์กร สมรรถนะในการปฏิบัติงาน และแรงจูงใจในการทางาน และความ ผูกพันกับองค์กร ซึ่งเป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทุนมนุษย์ (Isabella and Haibo, 2021) อยา่ งไรกต็ ามตวั ชี้วดั ประสทิ ธิภาพทางการจดั การทุนมนุษย์ของธุรกิจการจัดจาหนา่ ยอุปกรณท์ างการกฬี าของ ประเทศไทย (Jirawuttinunt and Jhundraindra, 2018) นั้นไม่ได้พบแค่ตัวช้ีวัดท่ีเป็นด้านความรู้สึกกับงาน และองคก์ รเพียงดา้ นเดียว จากการทบทวนวรรณกรรมยังพบอีกวา่ ตัวชีว้ ดั ด้านสมรรถนะ ในการปฏบิ ัติงานน้ัน เป็นอีกตัวช้ีวัดหนึ่งที่สาคัญในด้านของการวัดประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจ ซึ่งตัวชี้วัดดังกล่าว ผู้วจิ ัยได้นามาเปน็ ตัวชีว้ ดั ความมีประสทิ ธิภาพทางการจดั การทนุ มนษุ ยข์ องธุรกิจในครั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างระบบรางวัลและกระบวนการบริหารรางวั ลกับประสิทธิภาพทางการ จัดการทนุ มนุษยข์ องธุรกิจ การดึงดูดและธารงรักษาทุนมนุษย์ที่มีคุณค่าไว้นั้น องค์กรต้องมีการเสนอรางวัลที่ดึงดูดให้คนมา ทางานให้กับองค์กร โดยท่ัวไปองค์กรที่เสนอรางวัลท่ีสูงกว่ามีแนวโน้มท่ีจะดึงดูดและธารงรักษาบุคลากรได้ มากกว่า ระดับรางวัลที่สูงจะสร้างแรงจูงใจในการเข้าทางานและส่งผลให้อัตราการลาออกลดลง พนักงานท่ีมี ความพงึ พอใจในงานและระดับรางวัลทต่ี นไดร้ ับจะมีความจงรกั ภักดีกับองคก์ ร การดึงดูดผ้สู มัครที่มคี ุณสมบัติ ตามที่องคก์ รต้องการน้ัน จะทาให้องค์กรไดพ้ นักงานทมี่ คี วามเหมาะสม โดยการศกึ ษาพบว่าเงื่อนไขสาคญั ของ การคัดเลือกพนักงานพิจารณาจากความรู้ ทักษะ ความสามารถที่เหมาะสม โดยการท่ีได้พนักงานมีคณุ สมบัติ ที่ต้องการนั้นต้องอาศัยระบบรางวัลท่ีมีประสิทธิภาพเพ่ือสร้างแรงดึงดูดผู้ที่จะมาสมัครงานท่ีมีความ หลากหลายในการพิจารณา (David, Russ, & Benjamin, 2021) โครงสร้างระบบรางวัลน้ันส่งผลต่อกระบวนการบริหารจัดการรางวัลในด้านของการส่งเสริมให้การ สื่อสารระหว่างผู้บริหารกับพนักงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น พนักงานเปิดใจและมีความมั่นใจท่ีจะ แสดงความคิดเห็น เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางความคิดและการปฏิบัติงาน นอกเหนือจากการสื่อสาร แล้วพนักงานจะมีสว่ นร่วมกับกิจกรรมตา่ ง ๆ ขององค์กรเพื่อเป็นการพฒั นาทักษะในการทางานเพราะมีความ เชื่อมั่นว่าผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานจะได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพใน การปฏบิ ัติงานเพ่ิมสงู ขึ้น (Isabella and Haibo, 2021) ประสิทธิภาพของโครงสร้างระบบรางวัลจึงเป็นตัวแปรที่สาคัญในการบริหารจัดการทุนมนุษย์ให้ เกิดความผูกพันกับองค์กรและให้ทุนมนุษย์สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มท่ีในการสร้างคุณค่าให้แก่ องค์กร (Jirawuttinunt and Jhundraindra, 2018) ท้งั นสี้ อดคลอ้ งกับงานวจิ ยั ของ Salim and Yan (2020) ทแ่ี สดงให้เหน็ ถึงความสัมพันธร์ ะหว่างประสิทธิภาพของระดับการบริหารจัดการรางวัล และความเป็นธรรมใน การจัดสรรรางวัลให้แก่พนักงาน จะส่งผลให้พนักงานในองค์กรจะมีแรงจูงใจในการทางานมากย่ิงข้ึน และจะ แสดงสมรรถนะในการปฏิบัติงานของตนเองออกมาเพื่อจุดมุ่งหวังในการท่ีได้รับรางวัลตามสมรรถนะนั้น ๆ
Kaouthar, Yu-Hsin, & Anooshed (2020) อธิบายเกี่ยวกับระบบรางวัลในด้านของประเภทของรางวัลท่ีจัดสรร ให้แก่พนักงาน เมื่อพนักงานทางานได้ตามเป้าประสงค์ขององค์กรการให้รางวัลตามท่ีพนักงานต้องการน้ันจะ เป็นแรงขับเคลื่อนใหพ้ นักงานมแี รงจูงใจที่สูงข้นึ โดยถ้าประเภทของรางวัลตรงตามความตอ้ งการของพนักงาน จะทาให้รางวัลน้ันมีคุณค่ามากย่ิงข้ึน การบริหารจัดการโครงสร้างระบบรางวัลน้ันต้องอาศัยกระบวนการบริหาร รางวัลท่ีมีประสิทธภิ าพจึงจะนาไปสผู่ ลลัพธ์ทม่ี ีประสิทธภิ าพของการบริหารจดั การทนุ มนุษย์ ประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์จะเกิดข้ึนได้น้ัน ต้องอาศัยโครงสร้างระบบรางวัลที่มี ประสิทธิภาพและกระบวนการบริหารจัดการการรางวัลท่ีมีประสิทธิภาพ โดยโครงสร้างระบบรางวัลจะส่งผล ผ่านกระบวนการบริหารรางวัล โดยการให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อให้โครงสร้างระบบรางวัล สามารถกาหนดระดับการจา่ ยรางวัลและประเภทรางวัลท่ีเป็นธรรมและเป็นไปตามความต้องการของพนักงาน ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ (Isabella and Haibo, 2021) ผลลัพธข์ องการจัดการทุนมนุษย์นั้นถือเป็นผลของการ ดาเนนิ กิจกรรมด้านการบริหารจดั การทุนมนษุ ย์ ที่สามารถสรา้ งให้เกดิ คณุ คา่ เชิงพาณิชยใ์ ห้กับธรุ กิจได้ ทั้งการ ลดต้นทุนในการจัดการทุนมนุษย์ในด้านของการลดอัตราการลาออก เนื่องจากความผูกพันกับองค์กรท่ีสูงขึ้น และยังเพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจจากการท่ีมีแรงจูงใจในการทางานและความสามารถที่เพ่ิมขึ้น ท้ังนี้จะเห็นได้ว่า ประสิทธิภาพดังกล่าว เกิดจากการจัดการโครงสรา้ งของระบบรางวัลท่ีมีระดบั การจ่ายรางวัลที่มปี ระสิทธิภาพ มีความเป็นธรรม และมีกระบวนการบริหารรางวัลส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แสดงใหเ้ ห็นถึงความเป็นธรรมในการบริหารจัดการและส่ือสารไปยังพนักงานทง้ั องคก์ รใหร้ ับร้ถู ึงความโปร่งใส ในกระบวนการบริหารรางวัล ระเบียบวธิ วี ิจยั รูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาทั้งเชิงปริมาณ ( Quantitative method) และเชิงคุณภาพ (Qualitative method) โดยสารวจด้วยแบบสอบถาม (Questionnaire survey) เพ่ือศึกษาอิทธิพลของการ จัดการระบบรางวัลกับประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬา ของประเทศไทย ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ เจ้าของ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการ กีฬาของประเทศไทย มีจานวนสถานประกอบการธุรกจิ การจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปี 2562 จานวน 641 แห่ง (Department of Business Development, 2019) โดยการศกึ ษาวจิ ยั ครง้ั นี้ไดเ้ กบ็ ขอ้ มลู จากประชากรทง้ั หมด ผู้วิจัยจะทาการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยการใช้สถานประกอบการ ธรุ กิจการจัดจาหน่ายอปุ กรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย ท่ีจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปี 2562 จานวน 641 แห่ง (Department of Business Development, 2019) เป็นหน่วยในการสุ่ม (Sampling Unit) ดว้ ยวิธกี ารจบั ฉลากให้ไดข้ นาดของตัวอยา่ ง แลว้ ดาเนินการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ผู้วิจัยได้คานวณขนาดของตัวอย่าง โดยใช้เป็นสัดส่วนของจานวนตัวแปรสังเกตได้โดยใช้ 20 ตวั อย่าง ต่อ 1 ตัวแปร (Hair, Black, Babin, & Anderson, 2010) การวิเคราะห์คร้ังน้ีมีตัวแปรสังเกตได้ 9 ตัวแปร จึงสามารถประมาณค่าและคานวณขนาดของตัวอย่างได้เท่ากับ 180 ตัวอย่าง (20 x 9) ซ่ึงในการวิจัยครั้งนี้ ผูว้ จิ ยั จะเก็บข้อมูลจากประชากร ทัง้ หมด 641 ราย เพือ่ เพิ่มโอกาสให้ได้มาซ่ึงจานวนตัวอย่างท่ีเหมาะสม และ เพอื่ การพทิ กั ษ์สทิ ธ์กิ ลุ่มตวั อยา่ งการวิจัยนี้ ผู้วิจยั คานงึ ถงึ การยินยอมของกลุ่มตัวอยา่ งเป็นสาคัญ คดั เลือกกลุ่ม ตัวอย่างที่มีคุณลักษณะตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยดาเนินการขอจริยธรรมสาหรับโครงการวิจัย
ท่ีทาในมนษุ ย์ โดยได้รับการพจิ ารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ัยและได้ใบอนุญาตตามหนังสือรบั รอง เลขที่ TNSU.Art 01/2564 ผลการวิจัย ผลการวเิ คราะหส์ มติฐานการวจิ ัย วิเคราะห์เส้นทางความสมั พันธ์ (Path Analysis) ระหว่างตัวแปร เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพล ทางอ้อม และอิทธิพลรวมของการจัดการระบบรางวัลกับประสิทธิภาพทางการจัดการทนุ มนษุ ย์ของธรุ กิจการ จดั จาหนา่ ยอุปกรณ์ทางการกฬี าของประเทศไทย ด้วยโมเดลสมการโครงสรา้ ง (SEM) ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลโครงสร้างเชิงเส้น อิทธิพลทางตรง (Direct Effect) อิทธิพลทางอ้อม (Indirect Effect) และอิทธิพลรวม (Total Effect) ต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุน มนษุ ย์ของธุรกิจการจดั จาหนา่ ยอุปกรณท์ างการกีฬาของประเทศไทย ดงั แสดงตามตารางที่ 1 ตาราง 1 ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลโครงสร้างเชิงเส้น อิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวม ต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ ทางการกฬี าของประเทศไทย ตัวแปรเหตุ SYS PRO R2 ตวั แปรผล DE IE TE DE IE TE - SYS - - - - - - 0.32 0.48 PRO 0.92** - 0.92** - - - PER 1.89** 0.05** 1.94** 0.68* - 0.68* Chi-Square =64.026 df =55 p-value =0.189 GFI =0.956 CFI =0.986 RMSEA =0.029 *p<0.05, **p< 0.01; DE = Direct Effect, IE=Indirect Effect, TE=Total Effect จากตารางที่ 1 สรุปผลการวิเคราะห์อิทธิพลของการจัดการระบบรางวัลกับประสิทธิภาพทาง การจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย จากโมเดล ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง ตามสมมติฐานของการศึกษาท่ีได้กาหนดไว้ โดยนาเสนอรายละเอียด ดังนี้ สมมติฐานท่ี 1 โครงสร้างระบบรางวัล (SYS) ภายใต้องค์ประกอบ ระดับการจ่ายรางวัล (LEV) ความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัล (FAIR) และประเภทของรางวัล (TYPE) มีอิทธิพลทางตรงต่อ ประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ (PER) และมอี ิทธพิ ลทางออ้ มต่อประสิทธภิ าพทางการจัดการทนุ มนษุ ย์ (PER) ผา่ นกระบวนการบริหารจดั การรางวลั (PRO) ผลการวิเคราะห์พบว่า ตวั แปรแฝงภายนอกด้านโครงสร้างระบบรางวัล (SYS) ทป่ี ระกอบด้วยระดับ การจ่ายรางวัล (LEV) ความเป็นธรรมของการจดั สรรรางวัล (FAIR) และประเภทของรางวัล (TYPE) มีอิทธิพล ทางตรงเชิงบวก (+) ต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ (PER) ถ้าตัวแปรด้านโครงสร้างระบบรางวัล (SYS) เพิ่มข้ึนเท่ากับ 1 จะมีอิทธิพลทางตรงให้ประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ (PER) มีการ เปลีย่ นแปลงเพิม่ ขนึ้ เทา่ กบั 0.92 อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั 0.01 นอกจากน้ีตัวแปรแฝงภายนอกด้านโครงสร้างระบบรางวัล (SYS) ที่ประกอบด้วยระดับการจ่าย รางวลั (LEV) ความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัล (FAIR) และประเภทของรางวัล (TYPE) ยงั มีอทิ ธพิ ลทางออ้ ม
เชิงบวก (+) ต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ (PER) ท่ีส่งผ่านกระบวนการบริหารจัดการรางวัล (PRO) โดยมคี า่ สมั ประสิทธิเ์ ส้นทางเท่ากบั 1.94 อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ 0.01 สมมติฐานท่ี 2 โครงสร้างระบบรางวัล (SYS) ภายใต้องค์ประกอบ ระดับการจ่ายรางวัล (LEV) ความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัล (FAIR) และประเภทของรางวัล (TYPE) มีอิทธิพลทางตรงต่อ กระบวนการบรหิ ารจัดการรางวัล (PRO) ผลวิเคราะห์พบว่า ตัวแปรแฝงภายนอกด้านโครงสร้างระบบรางวัล (SYS) ภายใต้องค์ประกอบ ระดับ การจ่ายรางวัล (LEV) ความเป็นธรรมของการจัดสรรรางวัล (FAIR) และประเภทของรางวลั (TYPE) มีอิทธิพล ทางตรงเชิงบวก (+) ต่อกระบวนการบริหารจัดการรางวัล (PRO) โดยถ้าตัวแปรด้านโครงสร้างระบบรางวัล (SYS) เพ่ิมข้ึนเท่ากับ 1 จะมีอิทธิพลทางตรงให้กระบวนการบริหารจัดการรางวัล (PRO) เปล่ียนแปลงเพิ่มขึ้น 1.89 อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ 0.01 สมมติฐานที่ 3 กระบวนการบริหารจัดการรางวัล (PRO) ภายใต้องค์ประกอบ การให้พนักงาน มีส่วนร่วม (SHA) การติดต่อสื่อสารกับพนักงาน (COMM) และความเป็นธรรมของการบริหารรางวัล (MNG) มีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ (PER) ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการ กฬี าของประเทศไทย ผลการวิเคราะห์พบว่า ตัวแปรตัวแปรแฝงภายในกระบวนการบริหารจัดการรางวัล (PRO) ภายใต้ องค์ประกอบ การให้พนักงานมีส่วนร่วม (SHA) การติดต่อส่ือสารกับพนักงาน (COMM) และความเป็นธรรม ของการบริหารรางวัล (MNG) มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวก (+) ต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจ การจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย (PER) หากกระบวนการบริหารจัดการรางวัล (PRO) เพ่ิมขึ้นเท่ากับ 1 จะมีอทิ ธิพลต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทาง การกฬี าของประเทศไทย (PER) เปลยี่ นแปลงเพม่ิ ข้นึ เทา่ กบั 0.10 อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ 0.01 ผลการทดสอบรูปแบบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของการจัดการระบบรางวัลกับประสิทธิภาพทางการ จดั การทุนมนษุ ย์ของธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย ตามวัตถุประสงค์พบว่า ตาม ภาพท่ี 1 ภาพท่ี 1 โมเดลความสมั พนั ธ์เชงิ โครงสร้างของการจัดการระบบรางวลั กับประสิทธิภาพทางการจัดการทุน มนุษยข์ องธุรกจิ การจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย
สรปุ และอภปิ รายผล 1. โครงสร้างระบบรางวัลต้องมีลักษณะของระดับการจ่ายรางวัลและการจัดสรรรางวัลที่มีความ เป็นธรรม โดยคานึงประเภทของรางวัลที่จะจัดสรรให้กับพนักงานขององค์กร ซ่ึงการท่ีองค์กรมีการจัด โ ค ร ง ส ร้ า ง ร ะ บ บ ร า ง วั ล ท่ี มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ จ ะ ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ท า ง ก า ร จั ด ก า ร ทุ น ม นุ ษ ย์ (Jirawuttinunt, S. and Jhundraindra, P., 2018) จากผลการวิจัยสามารถอธิบายเพ่ิมเติมได้ว่าความ เป็นธรรมในการจัดการโครงสร้างรางวัลเป็นการบริหารจัดการที่แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมและเป็นธรรม ในการจัดสรรผลรางวัลให้สอดคล้องกับผลงานที่ได้ปฏิบัติให้แก่องค์กร ซึ่งจะสร้างความผูกพันกันภายใน องค์กรในทุกระดับก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวองค์กรท่ีมีการบริหารจัดการท่ีเป็นธรรม อีกทั้งยังสร้างให้ เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและสมรรถนะในการปฏิบัติงานท่ีสูงขึ้นอีกด้วย ซ่ึงสอดคล้องกับผลการศึกษา ของ David, Russ, & Benjamin (2021) ท่ีอธิบายความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ ของโครงสร้างระบบรางวัลที่มี ความชัดเจนและเป็นธรรมกับสมรรถนะของพนักงานขององค์กร แรงจูงใจในการทางานและความผูกพันกับ องค์กรในระยะยาว ทั้งนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางอ้อมต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุน มนุษย์ผ่านกระบวนการบริหารจัดการรางวัล Isabella and Haibo (2021) โครงสร้างระบบรางวัลที่จะมี ประสิทธิภาพเพ่ิมมากข้ึนได้น้ัน ต้องอาศัยกระบวนการบริหารจัดการรางวัล ทั้งในด้านของการส่งเสริมให้ พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีการติดต่อสื่อสารกับพนักงานเพ่ือให้เห็นถึงกระบวนการที่มีความเป็น ธรรมในการบรหิ ารรางวัล 2. จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างระบบรางวัลส่งผลต่อกระบวนการบริหารจัดการรางวัล สอดคล้องกับงานวิจัยของ Bartosz and Ireneusz (2020) โครงสร้างระบบรางวัลท่ีมีระดับของการจัดสรร รางวัลและประเภทของรางวัลท่ีให้แก่พนักงานน้ันมีความเป็นธรรมจะส่งผลต่อกระบวนการบริหา รรางวัลท่ีมี ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ Fatile and Hassan (2020) โครงสร้างระบบรางวัลในมุมมองของ รูปแบบในการให้รางวัล โดยส่งผลให้พนักงานมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานร่วมกัน มีการสื่อสารผลของการ จดั สรรรางวลั ใหเ้ กิดความโปรงใสและแสดงถึงความเป็นธรรมในการจัดสรรรางวัลตามโครงสร้าง Andre and Paul (2013) ความชัดเจนของโครงสร้างระบบรางวัลจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมในการสรรรางวัล เมื่อมโี ครงสรา้ งทีช่ ดั เจนแล้วกระบวนการบรารหรางวัลจะมปี ระสทิ ธภิ าพเพมิ่ มากข้นึ 3. จากการวิจยั พบวา่ กระบวนการบริหารจดั การรางวัลที่ให้พนักงานมีส่วนร่วม การติดตอ่ สื่อสารกับ พนักงานและความเป็นธรรมของการบริหารรางวัลส่งผลต่อประสิทธิภาพทางการจัดการทุนมนุษย์ของธุรกิจ การจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย สอดคล้องกับ Kaouthar, Yu-Hsin, & Anooshed (2020) กระบวนการบริหารรางวัลเป็นลักษณะของกระบวนการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทางาน การสื่อสารเกี่ยวกับการบริหารรางวัลมีความชัดเจนและมีความเป็นธรรมในการบริหารงาน ทั้งนี้จะส่งผล เชิงบวกกับผลลัพธ์ท่ีมีคุณค่าจากการปฏิบัติงานของพนักงานทั้งในด้านของการทางานและการสร้างสรรค์ ผลงานใหม่ ๆ หรือสมรรถนะในการปฏิบัติงานท่ีมีประสิทธิภาพเพ่ิมมากขึ้น นอกจากกระบวนการบริหาร จัดการรางวัลที่มีประสิทธิภาพจะพัฒนาสมรรถนะทางการปฏิบัติงานแล้วน้ัน ผลการวิจัยของ Fatile & Hassan (2020) ยังแสดงให้เห็นว่ากระบวนการบริหารจัดการรางวัลท่ีมีประสิทธิภาพน้ันยังมีผลทาให้ความ ผูกพนั กับองคก์ รของพนักงานเพ่ิมสูงข้นึ พนักงานมีความทมุ่ เทในการทางานเพิ่มมากข้นึ พร้อมทีจ่ ะปฏิบัตงิ าน เพ่ือผลประโยชน์ขององคก์ รเพ่ิมมากข้ึน
ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. การศึกษาด้านการบริหารจัดการที่จะเพ่ิมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทุนมนุษย์มีความ จาเป็นอย่างมากสาหรับภาคธุรกิจ ผลงานวิจัยนี้จึงเป็นการนาเสนอแนวทางการจัดการรางวัลที่จะทาให้ ประสทิ ธิภาพการบริหารจัดการทนุ มนษุ ยใ์ ห้มปี ระสิทธิภาพมากย่ิงข้นึ ธุรกิจการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย ต้องมีการจัดโครงสร้างของระบบรางวัล ให้มีความชัดเจนและมีความเป็นธรรมให้เกิดความเชื่อถือในระบบ ท้ังน้ีกระบวนการบริหารจัดการโครงสร้าง ระบบรางวัลนั้นควรมีการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เสนอแนวความคิดและตัดสินใจใน การจัดสรรรางวัลตามโครงสร้างระบบรางวัลได้ องค์กรต้องมีระบบการส่ือสารภายในองค์กรท่ีสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ได้อย่าง อิสระ ไม่มีการควบคุมกดดันในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นเชิงลบหรือเชิงบวกกับองค์กรเพ่ือให้ สามารถนาความคิดเห็นดังกล่าวไปพัฒนาธุรกิจและองค์กรต่อไปได้ อีกทั้งยังต้องมีช่องทางในการช้ีแจง และ อธิบายแนวทางและนโยบายในการบริหารจัดการรางวัล ที่สามารถเข้าถึงพ นักงานทุกระดับได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ 2. ในอุตสาหกรรมการจัดจาหน่ายอุปกรณ์ทางการกีฬาของประเทศไทย ยังต้องพัฒนาประสิทธิภาพ ทางการบรหิ ารจดั การด้านทนุ มนุษยเ์ พอ่ื ให้สามารถแข่งขนั กบั คู่แขง่ ขา้ มชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก อุตสาหกรรมการกีฬาเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะพนักงานท่ีปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรมนี้จึงมีทักษะเฉพาะ การจัดการโครงสร้างระบบงานและกระบวนการบรหิ ารทุนมนุษย์ท่ีทาการศกึ ษาในคร้ังนีจ้ ึงมีความเหมาะสมท่ี จะเปน็ แนวทางในการนาส่กู ารปฏบิ ัติ ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป 1. ควรมีการวิจัยเชิงคุณภาพในส่วนการสัมภาษณ์เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารด้วย หรือจัด สนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อร่วมกันค้นหาว่า มีปัจจัยเชิงสาเหตุใดอีกบ้างหรือไม่ที่จะส่งผลต่อประสิทธิ ภาพทางการจัดการทนุ มนษุ ย์ของธรุ กจิ การจัดจาหน่ายอปุ กรณท์ างการกีฬาของประเทศไทย 2. ควรทาการศึกษากับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เก่ียวข้องกับอุตสาหกรรมกีฬา หรือธุรกิจ ประเภทอ่ืนในอุตสาหกรรมกีฬา เพ่ือเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมกีฬาให้มี ประสิทธิภาพในการจัดการทุนมนุษย์เพ่ิมมากขึ้น เพ่ือพัฒนาแนวทางในการศึกษาเพ่ือเพ่ิมความสา มารถ ทางการแขง่ ขันจากการทที่ นุ มนุษยม์ ปี ระสทิ ธิภาพและคุณค่าท่ีพร้อมในการแข่งขันกบั บริษัทขา้ มชาติ References Andre, W. and Paul, J. (2013). The bonus as hygiene factor & colon; The role of reward systems in the high performance organization. Global Forum for Empirical Scholarship, 1(1), 41 - 59. Armstrong, M. (2006). Strategic human resource management: A guide to action (3rd ed.). London: Kogan Page. Bartosz, K. and Ireneusz, G. (2020). Gender and age as determinants of expected rate of return on human capital. Journal of Management & Business Administration, 28(4), 30 - 50.
Bohlander, G. W., Snell, S., and Sherman, A. (2001). Managing Human Resources (12th ed.). Ohio: South-Western College Pub. Brown, D. and Sargeant, M. A. (2007). Job satisfaction, organizational commitment, and religions commitment of full – time university employees. Journal of Research on Christian Education, 16(2), 211 - 241. Chen, M., Lam, H.K. Shi, Q. and Xiao, B. (2020). Reinforcement learning -based control of nonlinear systems using lyapunov stability concept and fuzzy reward scheme. IEEE Transactions on Circuits and Systems, 67(10), 2059 - 2063. Claudia, H. and Brian, K. (2015). Excellence in reward systems. Franklin Business & Law Journal, 2015(3), 29 - 40. David, K., Russ, C. and Benjamin, C. (2021). Charting a path between firm-specific incentives and human capital‐based competitive advantage. Strategic Management Journal, 42(2), 386 - 412. Day, N E. (2007). An investigation into pay communication: Is ignorance Bliss? Personnel Review, 36(5), 739 - 762. Department of Business Development. (2019). Corporate information and business types in Thailand. Retrieved from https://datawarehouse.dbd.go.th/index Fatile, J. and Hassan, K. (2020). Technological innovation and human capital development in Nigeria: A study of Ogun State Technological Hub. BVIMSR Journal of Management Research, 12(2), 59 - 72. Feng, J. Huang, S. and Chen, C. (2020). Modeling user interaction with app-based reward system: A graphical model approach integrated with max-margin learning. Transportation Research Part C, 120, 15 - 34. Folger, R., and Konovsky, M. (1989). Effects of procedural and distributive justice on reactions to pay raise decisions. Academy of Management Journal, 32(1), 115 - 130. Hair, J. F., Black, W.C., Babin, B. J., & Anderson, R. E. (2010). Multivariate data analysis (7th ed.). Upper Saddle River, NJ: Pearson Prentice Hall. Heilmann, P. (2006). Commitment between employee and organization examined in Finnish ICT and paper business sectors. In Kolehmainen, Sinkka Vanhala – Merja, HRM – Between Performance and Employees. Proceedings from the HRM Conference in Helsinki. Hume, D. (1995) Reward Management: Employee Performance, Motivation and Pay. Oxford: Blackwell Publishers Ltd. Isablella, H., and Haibo, Z. (2021). Health as human capital in entrepreneurship: individual, extension, and substitution effects on entrepreneurial success. Entrepreneurship: Theory & Practice, 45(1), 18-42.
Jirawuttinunt, S., and Jhundraindra, J. (2018). The Effect of Human Capital Capabilities on Entrepreneurial Capabilities and the Performance of Thailand's small and Medium Enterprises. Humanities, Arts and Social Sciences Studies, 18(2), 535-556. Kaouthar, L., Yu-Hsin, L., & Anooshed, R. (2020). Corporate governance, human capital resources, and firm performance: Exploring the missing links. Journal of General Management, 45(4), 192 - 205. Kim, H. (2006). Strategic impacts of compensation system on organizational outcomes: an empirical study of the conceptualizations of fit and flexibility in the compensation design (Doctoral dissertation), The Ohio State University. Lawler, E. (2003). The design of effective reward system, Motivation and work behavior (7th ed.). Boston: McGraw Hill. Liang, Y., Fu, G., Yu, R., Bi, Y., & Din, X. (2021). The role of reward system in dishonest behavior: a functional near-infrared spectroscopy study. Brain Topography Journal, 34(1), 64 - 78. Milkovich, G. T., and Newman, J. M. (2008). Compensation (9th ed.). Boston: McGraw - Hill Irwin. Rahman, U. Y. (2020). Utilization of Indonesia's digital economy to invest in human capital and provide socio-economic support to stimulate economic growth. International Journal of Business & Administrative Studies, 6(6), 312 - 322. Salim, C., and Yan, Z. (2020). Change gears before speeding up: The roles of Chief Executive Officer human capital and venture capitalist monitoring in Chief Executive Officer change before initial public offering. Strategic Management Journal, 41(9), 1653 - 1681. Vannarajah, T. L. (2020). Motivation & reward system for employees of Ceylon Electricity Board in Jaffna. An International Multidisciplinary Research Journal, 10(4), 180 - 187. Received: June, 10, 2021 Revised: June, 22, 2021 Accepted: June, 22, 2021
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใชเ้ ทคนิคการตง้ั คาถามขน้ั สงู ทม่ี ีตอ่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น และการคิดเชงิ ระบบของนักเรียนมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 กฤติกรณ์ แกมใบ จินตนา สรายุทธพิทกั ษ์ สรญิ ญา รอดพพิ ฒั น์ และ ชญาภัสร์ สมกระโทก คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทคัดยอ่ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิด เชิงระบบก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงระบบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่ม ควบคุม วิธีดาเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 จานวน 60 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามข้ันสูง 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบปกติ 30 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้เทคนิคการ ตง้ั คาถามข้ันสงู จานวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.99 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นด้าน ความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบ มคี ่าดัชนีความสอดคล้อง 0.91, 0.97, 1.00 และ 1.00 มีค่า ความเท่ียง (Reliabilities) 0.82, 0.83, 0.84 และ 0.81 ระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบของ กลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของ คะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบหลังการทดลองของกลุ่ม ทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้เทคนิคการต้ังคาถามข้ันสูงส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงระบบของนักเรียน มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 สงู กว่าการจัดการเรียนร้สู ขุ ศึกษาแบบปกติ คาสาคัญ: การจัดการเรียนรู้สุขศึกษา เทคนิคการตงั้ คาถามขั้นสูง การคิดเชิงระบบ Corresponding Author: นายกฤตกิ รณ์ แกมใบ คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั Email: [email protected]
EFFECTS OF HEALTH EDUCATION LEARNING MANAGEMENT USING HIGHER ORDER QUESTIONING TECHNIQUES ON LEARNING ACHIEVEMENT AND SYSTEMS THINKING OF TENTH GRADE STUDENTS Krittigorn Kaembai, Jintana Sarayuthpitak, Sarinya Rodpipat, and Chayaphat Somkratoke Faculty of Education, Chulalongkorn University Abstract Purposes: To compare mean scores of learning achievement and systems thinking before and after implementation of an experimental group and a control group, and to compare mean scores of learning achievement and systems thinking after implementation between the experimental group and the control group. Methods: The subjects were 60 tenth grade students, divided equally into two groups: 30 of the experimental group was assigned to study under the health education learning management using Higher Order Questioning Techniques and 3 0 of the control group was assigned to study with conventional teaching method. The research instruments were comprised of 8 health education lesson plans using Higher Order Questioning Techniques with IOC of 0.99 and the data collection instruments included learning achievements in the area of knowledge, attitude, practice test and systems thinking test with IOC of 0.91, 0.97, 1.00 and 1.00, reliabilities of 0.82, 0.83, 0.84 and 0.81. The duration of the experiment was 8 weeks. Data were analyzed by mean, standard deviation and t-test (Paired-Sample t-test, Indipendent- Sample t-test). Results: The research findings were as follows: The mean scores of the learning achievement in the area of knowledge, attitude, practice and systems thinking of the experimental group students after learning were significantly higher than before learning at .05 level, and the mean scores of the learning achievement and systems thinking of the experimental group students after learning were significantly higher than the control group students at .05 level. Conclusion: health education learning management using Higher Order Questioning Techniques effect on learning achievement and systems thinking of tenth grade students higher than health education learning management with conventional teaching method. Keywords: Health Education learning management, Higher Order Questioning Techniques, Systems Thinking Corresponding Author: Mr.Krittigorn Kaembai, Faculty of Education, Chulalongkorn University Email: [email protected]
บทนา จุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 กาหนดให้ผู้สอนจัด กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ผู้สอนต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้จากสภาพจริงจากส่ิงแวดล้อมรอบตัว และให้มีประสบการณ์ตรงที่สัมพันธ์กับสังคม ธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม นอกจากน้ี ยังต้องเน้นการฝึกทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับสมรรถนะสาคัญของ ผู้เรียนท่ีกาหนดไว้ในประการท่ี 2) คือ มีความสามารถในการคิดเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศในการตัดสินใจท่ีเก่ียวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาท่ีระบุให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาพฤติกรรมด้านความรู้ เจตคติ คุณธรรมค่านิยม สามารถตัดสินใจและเลือกวิธีปฏิบัติในการดูแลสุขภาพของตนเอง (Bureau of Acabeme Affairs and Educational Standards, 2008) ผลการสารวจสุขภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงปัญหาทางด้าน พฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์หลายด้าน ดังเช่น ข้อมูลการสารวจพฤติกรรมวัยรุ่นไทยของสานักงานสถิติ แห่งชาติ เม่ือปีพ.ศ. 2561 พบว่า กลุ่มวัยรุ่นไทยมีความเส่ียงในการเกิดโรคซึมเศร้า สอดคล้องกับการสารวจ ของกรมสุขภาพจิต ระบุว่าวัยรุ่นไทยอายุ 10 - 19 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงถึง ร้อยละ 44 และมี อัตราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ร้อยละ 18 ส่วนพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ยังพบในเร่ืองของการมีเพศสัมพันธ์ ก่อนวัยอันสมควรหรือก่อนการแต่งงาน รวมถึงการมีพฤติกรรมท่ีน่าเป็นห่วงของวัยรุ่นคือการนอนดึก และ ต่ืนสาย นอกจากนี้ ยังพบปัญหาสุขภาพท่ีเกิดจากปัจจัยเส่ียงสูงหลายด้าน ได้แก่ เด็กวัยรุ่นสูบบุหรี่ ไม่ชอบ เรียนหนังสือ ตลอดจนเล่นเกมในอินเทอร์เน็ตเป็นประจา นักเรียนไม่ชอบไปโรงเรยี นและมีปัญหาความรนุ แรง ในสถานศึกษาเพิ่มมากขึ้น เช่น การต้ังกลุ่มของนักเรียนที่ชอบความรุนแรง การวางตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ในชั้นเรียนแล้วไปข่มขู่ทาร้ายร่างกายเพ่ือนร่วมชั้นเรียนหรือนักเรียนรุ่นน้อง ซ่ึงมีสาเหตุส่วนหน่ึงมาจาก ส่ือต่าง ๆ เช่น เกมคอมพิวเตอร์ที่มีเน้ือหารุนแรงหรือก้าวร้าว (Child and Youth Development Annual Report 2017, 2018; National Statistical office, 2018; Thai Health Report, 2019) เม่ือวิเคราะห์สาเหตุดังกล่าวพบว่า อาจเกิดจากวัยรุ่นขาดการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมี วิจารณญาณ และคิดเชิงระบบทาให้ขาดทักษะในการแก้ปัญหาจึงนาไปสู่การปฏิบัติท่ีไม่เหมาะสม และส่งผล ตอ่ สุขภาพตนเองดังกล่าว การแก้ปัญหาสุขภาพของนักเรียนสามารถดาเนินการได้โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยการส่งเสริมให้นักเรียนใช้ความสามารถในการคิดข้ันสูง ได้แก่ การคดิ วิเคราะห์ คิดสงั เคราะห์ และคิดเชิง ระบบเพ่อื นาไปสู่การตดั สินใจแกป้ ัญหาท่สี ่งผลตอ่ พฤติกรรมสุขภาพในชวี ิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม ด้วยเหตุน้ีผู้วิจัยจึงได้ทบทวนวรรณกรรมเก่ียวกับแนวคิดในการจัดการศึกษาเพ่ือให้นักเรียนเกิดการคิดเชิงระบบ ได้นั้นพบว่า แนวคดิ การใช้เทคนิคการต้ังคาถามขั้นสงู เป็นแนวคิดการจัดการเรยี นรทู้ ่ีเน้นให้นักเรียนใช้การคิด เชิงระบบ (Ramsey, Gabbard, Clawson, Lee, & Henson, 1990; Hill, 2016) เนื่องจากเป็นแนวคิดที่ ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมทา ร่วมตัดสินใจ คิดถึงสิ่งใดสิ่งหน่ึงในลักษณะของภาพรวม ที่เป็นระบบ อาศัยการเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ โดยคิดถึงผลทางตรงและผลทางอ้อมรวมไปถึงการยอมรับตนเอง ว่าตนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบเสมอ โดยผู้เรียนยังต้องเข้าใจในธรรมชาติของระบบว่าทุกส่ิงในโลกน้ันล้วน แล้วแต่เป็นระบบท่ีมีความสัมพันธก์ ันอย่างซับซ้อน มองเห็นทั้งต้นเหตุ และสาเหตุของปัจจัยต่าง ๆ ครูจึงต้อง ฝึกนักเรียนให้พัฒนาการคิดโดยใช้คาถามเป็นตัวกระตุ้นให้มีทักษะการคิด โดยใช้คาถามอย่างหลากหลาย ตง้ั แต่คาถามท่งี ่ายไปจนถงึ คาถามที่จะต้องใช้ความคดิ ข้ันสงู ท้ังนจี้ ากการศกึ ษางานวจิ ัยที่เกี่ยวกับการใช้เทคนิค
ตั้งคาถามที่นาไปใช้ในกิจกรรมการเรียนโดยประเมินผลการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม (Anderson and Krathwohl, 2001) พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามขั้นสูงจะต้องจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ตั้งแต่ระดับการวิเคราะห์ การประเมินค่า และการคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น ในยุคปัจจุบันเป็นยุคท่ี นักเรียนได้รับข่าวสารมากมาย เน่ืองจากเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 นักเรียนจึงต้องรู้จักคิด ไตร่ตรองข้อมลู ขา่ วสารในแง่มมุ ตา่ ง ๆ โดยใชก้ ระบวนการคดิ เชิงระบบ จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการคิดเชิงระบบของ (Senge, 1990; Paramee Sriboonthip, 2017; Ittisak Sirichan, 2017) ท่ีกล่าวว่า การคิดเช่ือมโยงสาเหตุของ ปัญหาในมิติรอบด้านในลักษณะของการคิดแบบองค์รวม รวมถึงการยอมรับว่าทุกคนเป็นส่วนหน่ึงที่ทาให้ เกิดผลท้ังทางบวกและทางลบเสมอ การพัฒนาการคิดเชิงระบบสามารถทาได้โดยการใช้การสะท้อนคิด การใช้แผนภาพความคิดหรือแผนผังมโนทัศน์ เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้าง ความรู้ความเข้าใจร่วมกันจนเกิดความเข้าใจท่ีชัดเจนข้ึน นอกจากนี้การศึกษางานวิจัยของ อิทธิศักด์ิ ศิริจันทร์ (Ittisak Sirichan, 2017) พบว่า การใช้เคร่ืองมือวัดแผนผังมโนทัศน์เป็นการวัดทักษะการคิด ได้อย่างซับซ้อนและเหมาะสมกับการประเมินการคิดเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และงานวิจัยของ ปารมี ศรีบุญทิพย์ (Paramee Sriboonthip, 2017) ทาการศึกษาการวิเคราะห์โมเดลองค์ประกอบของการคิดเชิง ระบบพบว่า การคิดเชิงระบบประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การคิดแบบองค์รวม การคิดแบบวัฏจักร เชอ่ื มโยง และการแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ จากสภาพปัญหาพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายในปัจจุบั น และเพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 สมรรถนะสาคัญ ของผู้เรียนในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ท่ีกาหนดให้ผู้เรียนมีความสามารถ ในการคิด ซ่ึงเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมี วิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ รวมท้ังจุดมุ่งหมายหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กล่มุ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษา และความสาคญั ของแนวคิดการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้เทคนิค การต้ังคาถามขั้นสูงเป็นแนวคิดท่ีเน้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดเชิงระบบ (Bureau of Acabeme Affairs and Educational Standards, 2008) ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการ ตั้งคาถามขั้นสงู ที่มีต่อผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนและการคิดเชิงระบบของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 วตั ถปุ ระสงค์ในการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงระบบก่อนและหลัง การทดลองของนักเรยี นกลุม่ ทดลองและของนกั เรยี นกลมุ่ ควบคุม 2. เพ่ือเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนและการคิดเชิงระบบหลังการทดลอง ระหว่างนกั เรยี นกลมุ่ ทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคมุ สมมติฐานของการวจิ ัย 1. ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและการคิดเชงิ ระบบหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่ม ทดลองสงู กวา่ ก่อนการทดลอง 2. ค่าเฉลีย่ ของคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและการคดิ เชงิ ระบบหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่ม ทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั การจัดการเรียนร้สู ุขศกึ ษาโดย 1. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ใช้เทคนิคการตงั้ คาถามขน้ั สูง 1.1 ความรู้ แนวคิดการใช้ ข้ันท่ี 1 กระตุ้นความสนใจด้วย 1.2 เจตคติ เทคนิคการตัง้ คาถาม 1.3 การปฏิบตั ิ การคดิ แบบองคร์ วม 2. การคดิ เชงิ ระบบ ข้ันสงู ข้นั ท่ี 2 เทคนิคการตั้งคาถามขัน้ 2.1 การคดิ แบบ 1. การตั้งคาถามใน องคร์ วม สูงเพ่ือเชอื่ มโยงเขา้ กับ 2.2 การคิดแบบวัฏ ระดับการวเิ คราะห์ เนอื้ หา จักรเช่อื มโยง 2. การตงั้ คาถามใน ขน้ั ที่ 3 การต่อยอดคาตอบให้ 2.3 การแก้ปัญหา คดิ รอบดา้ น ระดบั การประเมนิ คา่ ขั้นท่ี 4 การนาไปปฏบิ ตั ิในด้าน อย่างสรา้ งสรรค์ 3. การต้ังคาถามใน สขุ ภาพอยา่ งสรา้ งสรรค์ ขั้นท่ี 5 การสรุปผลและ ระดับการสรา้ งสรรค์ ประเมนิ ผลเชงิ ระบบ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจยั วิธีดาเนินการวิจยั การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - Experimental Research) มุ่งที่ศึกษาผลการจัดการ เรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามข้ันสูงที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดเชิงระบบของ นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 1. ประชากร คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนในสังกัดสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร จานวน 335,675 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียน รัตนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง จานวน 60 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม ทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการต้ังคาถามข้ันสูง จานวน 30 คน และกลุ่มควบคุม ท่ีได้รบั การจัดการเรียนรู้สขุ ศึกษาแบบปกติ จานวน 30 คน เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการ ต้ังคาถามขน้ั สูง จานวน 8 แผน มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจด้วย การคิดแบบองค์รวม ขั้นที่ 2 เทคนิคการตั้งคาถามขั้นสูงเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเนื้อหา ขั้นที่ 3 การต่อยอด คาตอบให้คิดรอบด้าน ขั้นที่ 4 การนาไปปฏิบัติในด้านสุขภาพอย่างสร้างสรรค์ และขั้นที่ 5 การสรุปผลและ ประเมนิ ผลเชิงระบบ ตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมือทีพ่ ัฒนาขึ้นโดยผู้ทรงคณุ วฒุ จิ านวน 5 ท่าน กาหนดคณุ สมบัติ
ของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ที่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิตสาขาสุขศึกษา หรือสาขา ท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือพิจารณาความตรงตามวัตถุประสงค์ ความตรงตามเนื้อหา และความเหมาะสมของเคร่ืองมือ ที่ใช้ในการวิจัย นาผลการพิจารณามาหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์การวิจัย (Index of Congruence หรือ IOC) มีเกณฑ์พิจารณาดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป (Sirichai Kanjanawasee, 2013) ผลการพิจารณาแผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามขั้นสูง จานวน 8 แผนได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.99 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ จานวน 20 ข้อ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านเจตคติ จานวน 20 ข้อ แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ด้านการปฏิบัติ จานวน 5 ข้อ และแบบวัดการคิดเชิงระบบ จานวน 10 ข้อ วิเคราะห์จากทฤษฎีการเรียนรู้ ของบลูม (Anderson and Krathwohl, 2001) ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่พัฒนาขนึ้ โดยผูท้ รงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน กาหนดคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ท่ีจบการศึกษา ต้ังแต่ระดับปริญญาครุศาสตร มหาบัณฑิต สาขาสุขศึกษา หรือสาขาท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือพิจารณาความตรงตามวัตถุประสงค์ ความตรงตาม เนื้อหา และความเหมาะสมของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย นาผลการพิจารณามาหาค่าความสอดคล้องระหว่าง ขอ้ คาถามกบั วัตถุประสงคก์ ารวิจัย (Index of Congruence หรือ IOC) มเี กณฑพ์ ิจารณาดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป (Sirichai Kanjanawasee, 2013) ผลการพิจารณาแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบได้คา่ ดัชนีความสอดคล้องเท่ากบั 0.91, 0.97, 1.00 และ 1.00 ตามลาดับ นาแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบ ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ท่ีมีบริบทใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง นาผลการ ทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความเทย่ี ง กาหนดเกณฑ์ทยี่ อมรับได้ตัง้ แต่ 0.80 ข้ึนไป (Ebel and Frisbie, 1986; Cronbach, 1990) ผลการวิเคราะหไ์ ด้ค่าความเทยี่ งเทา่ กับ 0.82, 0.83, 0.84 และ 0.81 ตามลาดบั ขัน้ ตอนการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมลู 1. ทาการศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา การจัดการเรียนรู้สุขศึกษา เทคนิคการตั้งคาถามข้ันสูง การวัดและประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติการปฏิบัติ และ การคิดเชงิ ระบบ เพ่อื นามาเป็นแนวทางในการพัฒนาเครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวิจยั ให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพ 2. ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและการคิดเชิงระบบก่อน การทดลอง (Pretest) กับนกั เรียนกลุม่ ทดลองและกล่มุ ควบคุม 3. นาแผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามขั้นสูง จานวน 8 แผนไปทดลองใช้ กับกลุ่มทดลอง สัปดาห์ละ 1 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที รวมทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมทาการ จดั การเรียนรู้สขุ ศึกษาแบบปกติ โดยใช้แผนการจดั การเรยี นรูแ้ บบปกติ 8 แผน 4. ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและการคิดเชิงระบบหลังการ ทดลอง (Posttest) กับนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้าน ความรู้ เจตคติ การปฏบิ ัติ และการคดิ เชิงระบบฉบบั เดียวกนั กบั แบบวดั ก่อนทดลอง การวเิ คราะห์ขอ้ มลู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉล่ียของ คะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบ ด้วยค่าที (t - test)
โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบก่อนและหลังของนักเรียนกลุ่มควบคุมและนักเรียนกลุ่มทดลองด้วย Paired - Sample t - test และ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชิงระบบหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมด้วย Indipenden t - Sample t - test ผลการวจิ ัย 1 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคดิ เชิงระบบก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและของกลุ่มควบคุม ดังตารางท่ี 1 และ 2 ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบก่อนและหลังการทดลองของกลุม่ ทดลอง ตวั แปรท่ีศกึ ษา กอ่ นทดลอง หลงั ทดลอง ความรู้ n Mean S.D. Mean S.D. t p เจตคติ การปฏิบัติ 30 12.67 2.75 17.13 1.63 16.53 0.00* การคิดเชงิ ระบบ *p < .05 30 12.37 2.22 17.53 1.63 19.02 0.00* 30 12.60 1.32 18.00 1.25 21.43 0.00* 30 14.13 1.35 17.93 1.17 14.14 0.00* จากตารางท่ี 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบของนกั เรียนกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากอ่ นการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ทร่ี ะดบั .05 ตารางท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคดิ เชงิ ระบบ กอ่ นและหลงั การทดลองของกล่มุ ควบคมุ ตัวแปรที่ศึกษา กอ่ นทดลอง หลังทดลอง ความรู้ n Mean S.D. Mean S.D. t p เจตคติ การปฏิบตั ิ 30 12.67 1.98 12.83 1.82 0.81 0.42 การคิดเชงิ ระบบ *p < .05 30 12.43 2.22 12.50 2.14 1.43 0.16 30 12.67 1.74 12.77 1.75 1.79 0.08 30 14.00 1.50 14.10 1.51 1.79 0.08 จากตารางที่ 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบของนกั เรียนกลุ่มควบคุมหลังการทดลองไมแ่ ตกต่างจากก่อนการทดลองอยา่ งมีนยั สาคัญ ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05 2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชงิ ระบบหลงั การทดลองระหว่างนักเรียนกลมุ่ ทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุม
ตารางท่ี 3 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคดิ เชงิ ระบบหลงั การทดลองระหว่างนกั เรยี นกลมุ่ ทดลองกับนกั เรยี นกลมุ่ ควบคมุ ตวั แปรทศ่ี กึ ษา กลุม่ ทดลอง กลมุ่ ควบคมุ ความรู้ n Mean S.D. Mean S.D. t p เจตคติ การปฏิบตั ิ 30 17.13 1.63 12.83 1.82 09.62 0.00* การคิดเชงิ ระบบ *p < .05 30 17.53 1.63 12.50 2.14 10.22 0.00* 30 18.00 1.25 12.77 1.75 13.26 0.00* 30 17.93 1.17 14.10 1.51 10.95 0.00* จากตารางท่ี 3 พบว่า ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบหลงั การทดลองของกลุม่ ทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05 สรุปผลการวิจัย จากผลการวจิ ัยข้างตน้ สามารถสรุปผลการวจิ ยั ได้ ดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม พบว่า คา่ เฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบของนักเรียน กลุ่มทดลองหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา โดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามขั้นสูงสูงกว่าก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบของนักเรียนกลุ่มควบคุมหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา แบบปกตไิ ม่แตกต่างจากกอ่ นการทดลองอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05 2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบหลังการทดลองระหว่างนักเรยี นกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมพบว่า ค่าเฉลี่ยของ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบหลังจากที่ได้รับการจัด การเรยี นรูส้ ุขศึกษาโดยใชเ้ ทคนิคการตัง้ คาถามขั้นสูงของนักเรียนกล่มุ ทดลองสูงกว่านักเรียนกลุม่ ควบคุมอย่าง มนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัยขา้ งต้นสามารถนามาอภิปรายไดด้ ังประเดน็ ตอ่ ไปนี้ 1. ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบ ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษ าโดยใช้เทคนิคการ ตงั้ คาถามข้นั สงู จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชงิ ระบบก่อนและหลงั การทดลองของกลมุ่ ทดลอง พบวา่ ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อท่ี 1 สามารถอภปิ รายในประเดน็ ดังตอ่ ไปน้ี
การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามข้ันสูง เป็นการสังเคราะห์ขั้นตอนการจัด การเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามข้ันสูง ซ่ึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิค การตั้งคาถามขั้นสูงเป็นส่ิงสาคัญท่ีส่งเสริมและพัฒนาการคิดเชิงระบบในทกุ ขน้ั ตอน ดังขั้นท่ี 1 กระตุ้นความ สนใจด้วยการคิดแบบองค์รวม เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นให้นักเรียนตระหนักถึงการใช้คาถาม และ ค้นหาคาตอบ ระยะแรกครูเปน็ ผู้ใช้คาถามทั่วไปจนถึงคาถามขั้นสูง กระตุ้นใหน้ ักเรยี นเป็นผตู้ อบ และส่งเสริม ให้นักเรยี นใชค้ าถามข้ันสูง กระตุ้นใหน้ ักเรียนได้ตอบและเป็นผ้ถู ามคาถามในชัน้ เรียน เช่น การนาสถานการณ์ ข่าวสาร การเล่นเกม การดูวีดีโอ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การถ่ายทอดประเด็นทางสังคม และการเล่า ประสบการณ์ตรงของตนเอง เพื่อเช่ือมโยงกับเน้ือหาการเรียนการรู้โดยใช้เทคนิคการต้ังคาถามขั้นสูง และ การต่อยอดคาตอบให้คิดรอบด้าน ผู้วิจัยสังเกตได้จากกิจกรรมเล่นเกม Davinci ถอดรหัสสารเสพติดให้โทษ โดยร่วมกันหาคาตอบของภาพ คือ ภาพยาบ้า ภาพกัญชา ภาพมอร์ฟีน และภาพอาชญากรรม เมื่อตอบครบ ทุกภาพครูถามนักเรียนว่า “จากการเล่นเกมถอดรหัสสารเสพติดให้โทษนักเรียนคดิ ว่าวันน้ีเราจะเรียนเก่ียวกับ เรื่องอะไร” คาตอบของนักเรียน คือ “ภัยจากสารเสพติด” กิจกรรมดังกล่าวกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการตอบคาถาม ฝึกการคิดแบบองค์รวม มีการทางานเป็นทีม และใช้ไหวพริบ ในการเล่นเกม มีความกระตือรือร้น และนาความรู้เดิมมาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน (Tissana Kaemanee, 2017) ข้ันที่ 2 เทคนคิ การตัง้ คาถามข้ันสูงเพ่ือเช่ือมโยงเข้ากับเนื้อหา นักเรยี นรู้จักเรียงลาดับ ของเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาจนทาให้เกิดกระบวนการหาคาตอบ เม่ือได้คาตอบแล้วต่อยอดคาตอบ เร่ือย ๆ ดังนี้ นักเรียนวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน ตัวอย่างคาตอบของ นักเรียน คือ “การสูบบุหร่ี และการบริโภคอาหารที่มีน้าตาลสูง” เม่ือนักเรียนตอบคาถามแล้วครูกระตุ้นให้ นักเรียนไดเ้ ป็นผู้ถามคาถามส่งเสริมการคิดแบบวัฏจักรเช่ือมโยงและสอดแทรกเทคนิคการต้ังคาถามขน้ั สูงขึ้น (Senge, 1990) เช่น สาเหตุดังกล่าวทาให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบเพียงสาเหตุเดียวหรือไม่ หลังจาก น้ันให้นักเรียนในช้ันเรียนเป็นผู้ตอบคาถาม ตัวอย่างคาตอบ คือ สาเหตุดังกล่าวทาให้เกิดโรคอื่น ๆ ได้อีก หลายโรค เชน่ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน เป็นต้น ขั้นที่ 3 การตอ่ ยอดคาตอบให้คิดรอบดา้ น ผู้วิจัยสังเกต ได้ถึงความกระตือรือร้นในการหาข้อมูลของคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดของตนเองมาแลกเปลี่ยน ประสบการณ์และร่วมกันถามคาถามและตอบคาถามต่อไปเป็นทอด ๆ และเม่ือมีคนตอบไม่ได้ก็จะมีเพื่อนใน ช้ันเรยี นอาสาช่วยหาคาตอบหรือตอบคาถามแทน โดยพยายามกระตุน้ ให้นักเรียนหาคาตอบจากแหล่งเรียนรู้ ท่ีหลากหลาย นักเรียนบางคนจึงหาคาตอบด้วยการสืบค้นข้อมูลจากสื่อออนไลน์ (Khan, 2011) เป็นต้น ข้ันท่ี 4 การนาไปปฏิบัติในด้านสุขภาพอย่างสร้างสรรค์ เน้นการลงมือปฏิบัติร่วมกัน และค้นหาแนวทางในการ แก้ปัญหาท่ีสร้างสรรค์ของตนเองอย่างมีอิสระ นักเรียนฝึกการทางานเป็นทีมได้ออกแบบกิจกรรมเพื่อเป็น แนวทางในการปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ การรวมกลุ่มอภิปราย การตั้งคาถาม การตอบคาถาม และ กิจกรรมที่ให้แสดงออก กิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นทักษะสาคัญในชีวิตประจาวัน ผู้วิจัยสังเกตได้จากการที่ นักเรียนผู้แทนอ่านสถานการณ์ “คิว กับ เอ็ม เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรียนห้องเรียนเดียวกันเมื่อ เวลาผ่านไปเร่ิมสนิทกันมากขึ้น วันหนึ่งคิวได้นาน้าใบกระท่อมมาจากเพ่ือนต่างห้องและชักชวนให้เอ็มด่ืม ” นักเรียนถามเพ่ือนว่า “จากสถานการณ์ดังกล่าวนักเรียนคาดว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไป” คาตอบของ นักเรียน คือ “เอ็มปฏิเสธและบอกคิวว่าถ้าคิวด่ืมน้ากระท่อมจะเลิกคบเป็นเพ่ือน” และ “เอ็มด่ืมน้ากระท่อม กับเพ่ือนและถูกครูจับได้ทาให้โดนพักการเรียน” เมื่อครูได้ฟังคาตอบในด้านลบ จึงให้นักเรียนรวมกลุ่มทา กิจกรรม “คดิ ดี ทาดี มีสขุ ภาพดี” นักเรียนเสนอกิจกรรม “เกมชาเย็น” ดังน้ี ให้นกั เรียนออกมาหน้าช้ันเรียน ใบ้คาโดยใช้เพียงท่าทางประกอบในหมวดหมู่เก่ียวกับกีฬา และนักเรียนในห้องเรียนเป็นคนตอบว่า คือ กีฬา
ชนิดใด เม่ือตอบถูกก็จะถือว่านักเรียนเข้าใจในท่าทางที่เพ่ือนใบ้ แสดงให้เห็นว่านักเรียนทุกคนมีความ กระตือรือร้น เกิดความสนุกสนาน โดยเฉพาะนักเรียนท่ีใบ้คาได้แสดงถึงทักษะด้านกีฬาและเกิดการปฏิบัติ อยา่ งเห็นได้ชัด และนกั เรยี นท่ีตอบคาถามแสดงถึงการคิดอย่างรวดเร็วมีความละเอียดละออ ซ่ึงเป็นคุณสมบัติ ของการคิดสร้างสรรค์และถือว่าเป็นการคิดขั้นสูง นาไปสู่การพัฒนาสุขภาพของตนเองจนเกิดเป็นทักษะการ ปฏิบัติติดตัวจนเป็นนิสัย การต้ังคาถามขั้นสูงข้างต้นกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดค้นวิธีการที่ส่งผลดีต่อ สุขภาพในรูปแบบของการปฏิบัติในด้านสุขภาพ (Pitukchai Bannalai, 2016) และข้ันท่ี 5 การสรุปผลและ ประเมินผลเชิงระบบที่ผู้วิจัยนามาใช้ คือ เกมสรุปการเกิดโรคไม่ติดต่อ มีรูปแบบของกิจกรรมดังนี้ “ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มเล่นเกมเชื่อมโยงการเรียนรู้โดยแต่ละกลุ่มออกมาสร้างผังมโนทัศน์บนกระดาน มีหัวข้อ ของแผนผังมโนทัศน์ คือ หัวข้อหลักที่เรียนคืออะไร องค์ประกอบเน้ือหาท่ีเรียนมีอะไรบ้าง สาเหตุของการ เกิดโรคไม่ตดิ ต่อคืออะไร จงหากิจกรรมท่ีสามารถแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อให้ถูกต้องเหมาะสมกับการนาไปใช้ใน ชีวิตประจาวัน และใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มลากเส้นเช่ือมโยงเปน็ แผนผงั มโนทัศน์” เพ่อื เป็นการสรุปให้เห็นภาพ ที่ชัดเจนในรูปแบบของแผนผังโนทัศน์ นักเรียนในชั้นเรียนต้องให้ช่วยกันวิเคราะห์และประเมินให้ได้ว่า แนวทางการแก้ปัญหาข้างต้นถูกต้องหรือไม่ (Ittisak Sirichan, 2017) กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ สร้างสรรค์หรือไม่ และร่วมกันอภิปรายถึงแนวทางอ่ืน ๆ ท่ีแตกต่างจากที่กลุ่มตัวแทนได้นาเสนอ พร้อมทั้ง รว่ มกันสรุปผลและประเมินความเปน็ ไปไดใ้ นการนากิจกรรมไปใชไ้ ด้จริง การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการต้ังคาถามข้ันสูงทั้ง 5 ขั้นดังกล่าวจึงส่งผลให้ค่าเฉลี่ย ของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบหลังการทดลองของ นักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง สอดคล้องกับแนวคิดการต้ังคาถามขั้นสูงของ ทิศนา แขมมณี (Tissana Kaemanee, 2017) กล่าวว่า การต้ังคาถามขั้นสูงน้ันผู้สอนสามารถนาระดับของคาถามไปใช้เป็น แนวทางในการตั้งคาถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการคิดขั้นสูง สอดคล้องกับ Khan (2011) ท่ีกล่าวว่า เทคนิคการตั้งคาถามข้ันสูงเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการกระตุ้นความสนใจ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีและส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดท่ีสูงข้ึนมาเรื่อย ๆ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ คิดประเมินค่า และคิดสร้างสรรค์ และสอดคล้องกับ Senge (1990) กล่าวว่า การคิดเชิงระบบว่า คือ ความสามารถรู้เท่าทันเหตุการณ์ หรือคิดล่วงหน้า แก้ไขปัญหา พัฒนางานโดยเห็นภาพใหญ่ เห็นความ เช่ือมโยงของทุกส่วนต่าง ๆ ชัดเจน มีแนวทางหลากหลาย มองเห็นความเป็นจริง และการฝึกปฏิบัติก่อนเกิด ปัญหา ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ นิติกร อ่อนโยน (Nitikorn Onyon, 2008) ได้ศึกษาผลของการเรียนการ สอนวิทยาศาสตร์แบบสืบสอบโดยใช้เทคนิคการต้ังคาถามระดับสูงท่ีมีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และการคิดสังเคราะห์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนน เฉลี่ยด้านความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการคิดสังเคราะห์หลังการทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 สอดคล้องกับ พิทักษ์ชัย บรรณาลัย (Pitukchai Bannalai, 2016) ได้ทาการศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซักค้านที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง อิทธิพล ของส่ือและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองของ นักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับ ปารมี ศรีบุญทิพย์ (Paramee Sriboonthip, 2017) วิจัยเร่ืองการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการคิด เชิงระบบของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ผลการวิจยั พบวา่ องค์ประกอบเชงิ ยืนยันของการคิดเชิงระบบ ได้แก่
การคิดแบบองค์รวม การคิดแบบวัฏจักรเช่ือมโยง และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มีความสอดคล้องกับ ข้อมลู เชิงประจักษ์อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบ หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามขั้นสูงกับ กลุม่ ควบคมุ ที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้สขุ ศกึ ษาแบบปกติ จากการวิเคราะห์ค่าเฉลย่ี ของคะแนนผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนดา้ นความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และ การคิดเชิงระบบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่ม ควบคมุ ซ่ึงเป็นไปตามสมมตฐิ านขอ้ ที่ 2 สามารถอภปิ รายในประเดน็ ดังต่อไปน้ี การจัดการ เรีย น รู้สุขศึกษ าโดย ใช้เทคน ิคการตั้งคาถามขั้น สูง เป็น กระบ วน การ เรีย น รู้โดย ใช้ เทคนิคการตั้งคาถามขั้นสูงที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเชื่อมโยงสาเหตุของ ปัญหาในมิติรอบด้านที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพในลักษณะของการคิดแบบองค์รวม รวมถึงการยอมรับว่า ทุกคนเป็นส่วนหน่ึงของภาวะสุขภาพที่ทาให้เกิดผลทั้งทางบวกและทางลบเสมอ (Jintana Sarayuthpitak, 2018) ซึ่งผู้วิจัยได้สอดแทรกเนื้อหาและประเด็นเกี่ยวกับการคิดเชิงระบบเข้าไปในทุกขั้นตอนการจัดการ เรียนการสอน อีกทั้งยังสอดแทรกเนื้อหาและประเด็นสาคัญเกี่ยวกับสุขภาพในสาระการเรียนรู้สุขศึกษา เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ท่ีเกิดจากความสนใจ การสังเกตสิ่งรอบตัว และประเด็นในปัจจุบันโดยใช้คาถามขั้นสูง เป็นตวั กระตุ้น คาถามทาให้นักเรยี นได้เปน็ ผ้ตู อบคาถามในเบื้องต้นกอ่ น ต่อมาครกู ็ทาหนา้ ท่ีเป็นผู้สนับสนุนให้ นักเรียนใช้คาถามข้ันสูง (Anderson and Krathwohl, 2001) นอกจากน้ียังใช้การเลียนแบบพฤติกรรมหรือ แสดงอากัปกิริยามาใช้ในการถามเพ่ือกระตุ้นให้นักเรียนได้เป็นผู้ตอบและผู้ถามคาถามด้วย โดยคาถามของ นักเรียนมีทั้งการถามครูและการถามเพื่อนในช้ันเรียน และคาถามเหล่าน้ันเป็นคาถามที่เกี่ยวข้องกับปัญหา สุขภาพที่มักพบได้ในกิจวัตรประจาวัน ทาให้เกิดความตระหนักในการใช้คาถามและค้นหาคาตอบในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แสดงให้เห็นว่าสามารถส่งเสริมให้นักเรียนใช้คาถามขั้นสูงที่หลากหลาย ซึ่งอาจไม่ จาเป็นต้องถามตรง ๆ แต่เป็นการถามด้วยท่าทาง พฤติกรรมการเลียนแบบ เทคนิคการต้ังคาถามขั้นสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดจากความสนใจโดยใช้เทคนิคการต้ังคาถามขั้นสูง ประกอบด้วย คาถามระดับการ วิเคราะห์ การประเมินค่า และการคิดสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงถึงสาเหตุของท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ทาให้นกั เรยี นเกิดการสรา้ งองคค์ วามรู้และมีโอกาสแลกเปล่ียนความรู้แสดงความคดิ เห็นและตอ่ ยอดคาถามให้ หลากหลายรอบดา้ น ทาให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนมากข้ึน จนกระทงั่ นาไปปฏิบัติโดยการแก้ปัญหาในด้าน สุขภาพท่ีเกิดจากการดาเนินชีวิตจริง เป็นการเรียนรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ ที่แสดงให้ เห็นถึงความสามารถเฉพาะตัวของนักเรียนที่มีหลากหลายด้าน เช่น เป็นผู้นามีความกล้าคิดกล้าทา กล้าตัดสินใจ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง และช่างสังเกตหาสิ่งรอบตัว ทาให้เกิดข้อสงสัยจนกระท่ังนามาเป็น ประเด็นถามตอบ เกิดการประยุกต์และปฏิบัติได้จริง ถือได้ว่าเกิดความคิดสร้างสรรค์จากกระบวนการที่เกิด จากการรู้จักถามคาถามขั้นสูง และทาให้ได้คาตอบด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เกิดทักษะการปฏิบัติจริงที่ สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการคิดเชิงระบบได้สอดคล้องกับชีวิตประจาวัน นอกจากนี้ยังสามารถ สรุปผลโดยการใช้แผนผังมโนทัศน์ เช่น การสร้างแผนผังมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมการเล่นเกม การอภิปราย การสนทนา การถาม การตอบคาถาม จนกระทั่งการนาเสนอกิจกรรมโดยใช้แผนผังมโนทัศน์ โดยการนาสื่อ การเรียนรู้มาใช้ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ กระดานไวท์บอร์ด กระดาษโพสอิท กระดาษชาร์ท การใช้เว็บไซต์ต่าง ๆ การสร้างสื่อโฆษณา การสร้างแผนผังมโนทัศน์ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป จากนั้นร่วมกัน
ประเมินผลและติดตามการนากิจกรรมไปใช้จริง ซ่ึงผู้วิจัยพบว่า เทคนิคการต้ังคาถามข้ันสูงเป็นการถาม คาถามท่ีมีความซับซ้อนข้ึนกว่าเดิมทาให้นักเรียนสามารถนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินค่า และการ คดิ สรา้ งสรรค์เขา้ มาใชใ้ นกระบวนการแกป้ ญั หาได้อย่างเหมาะสมต่อสขุ ภาพของตนเอง การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้เทคนิคการต้ังคาถามข้ันสูงทั้ง 5 ขั้น จึงส่งผลให้นักเรียนกลุ่ม ทดลองเกิดองค์ความรู้ มีเจตคติ สามารถปฏิบัติ และกระบวนการคิดเชิงระบบได้ดีกว่านักเรียนท่ีได้รับ การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ และส่งผลให้ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และการคิดเชิงระบบหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม สอดคล้องกับกฎการเรียนรู้ตามทฤษฎี Anderson and Krathwohl (2001) ท่ีกล่าวถึงระดับของการตั้ง คาถามขั้นสูงว่าเป็นการต้ังคาถามท่ีสามารถกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการคิดข้ันสูงได้ ได้แก่ 1) การต้ังคาถามใน ระดับการวิเคราะห์ 2) การต้ังคาถามในระดับการประเมินค่า และ 3) การต้ังคาถามในระดับการสร้างสรรค์ เป็นไปตามหลักการการสอนสุขศึกษา จินตนา สรายุทธพิทักษ์ (Jintana Sarayuthpitak, 2018) กล่าวไว้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาควรเน้นเร่ืองสุขภาพในทางบวก สร้างทัศนคติและค่านิยมที่ดี โดยอาศัยความ รว่ มมือของครแู ละนักเรียน และสรา้ งโอกาสให้นักเรียนทุกคนไดม้ สี ่วนรว่ มในบทเรียน กิจกรรมท่ีครูสอนตอ้ งมี ความสัมพันธ์กับประสบการณ์ในชีวิตจริงของนักเรียน นอกจากน้ียังต้องฝึกให้นักเรียนได้รู้จักสรุปหลักการ แนวคิดต่าง ๆ เพ่ือที่จะสามารถบูรณาการเข้ากับประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันได้ด้วย ซ่ึงสอดคล้อง กบั งานวิจัยของ ทศพร ศรแี สง (Tossaporn Srisang, 2017) ศึกษาผลการใช้คาถามระดับสูงในการสอนอ่าน จับใจความที่มีผลต่อความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการสอนอ่านจับใจความโดยใช้คาถามระดับสูงมีความตระหนักในความเป็น ไทยหลังการทดลองสูงกว่านักเรียนท่ีได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 สอดคล้อง กับ โสภา ช้อยชด (Sopa Choychod, 2017) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและ ทฤษฎปี ระมวลสารสนเทศทางสงั คมที่มตี ่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและความสามารถในการแกป้ ัญหาพฤตกิ รรม การกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และความสามารถในการแก้ปัญหาพฤตกิ รรมการกลั่น แกล้งทางโลกออนไลน์หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดับ .05 และสอดคล้องกับ อิทธิศักด์ิ ศิริจันทร์ (Ittisak Sirichan, 2017) ทาการวิจัยเรื่องผลของ การจัดการเรียรู้ชีววิทยาด้วยรูปแบบผสานรวมท่ีมีตอ่ ความสามารถในการคดิ เชิงระบบและความคงทนในการ เรียนรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองนักเรียนกลุ่มทดลองมีความ คงทนในการเรียนรู้และคะแนนเฉลี่ยแผนผังมโนทัศน์การคิดเชิงระบบสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ขอ้ เสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะจากผลการวิจยั 1.1 ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้สามารถยืดหยนุ่ ได้ตามความเหมาะสม เพอื่ ให้นักเรียน ส่วนใหญ่ได้เป็นตัวแทนในการทากิจกรรม หรือนาเสนอผลงาน และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ
1.2 กิจกรรมแต่ละข้ันตอนควรให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง หรือเสมือนจริงให้มากท่ีสุด เพราะว่าการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนร่วมกันหาคาตอบ การสร้างผลงาน ช้ินงาน หรือคิดค้นกิจกรรม ตา่ ง ๆ เปน็ กระบวนการการทางานเชงิ ระบบ 2. ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยคร้ังตอ่ ไป ควรมกี ารศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศกึ ษาโดยใชเ้ ทคนิคการตั้งคาถามขนั้ สงู ท่ีมีต่อตวั แปรอื่น ๆ เช่น การทางานรว่ มกนั การแก้ปญั หา การใชส้ อ่ื ออนไลน์ และทักษะชวี ิต เป็นตน้ กติ ติกรรมประกาศ งานวิจยั ฉบบั นไ้ี ดร้ บั เงินทุนอุดหนนุ จากทนุ วิจัย 90 ปี จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั References Anderson, L. W. and Krathwohl, D. R. (2001). A Taxonomy for learning, teaching, and assessing: A revision of Bioom’s Taxonomy of Educational Objectives. New York: Addison Wesley Longman. Bureau of Acabeme Affairs and Educational Standards. (2008). Basic Education Core Curriculum 2008. Bangkok: The Agricultural Co-operative Federation of Thailand Press, LTD. Child and Youth Development Annual Report 2017. (2018). Department of Children and Youth. Ministry of Social Development and Human Security. Retrieved from https://www.dcy.go.th/webnew/upload/download/file_th_20181211144021_1.pdf Cronbach, Lee. J. (1990). Essentials of phychological (5th ed.). New York: Harper & Row. Ebel, R. L., and Frisbie, D. A. (1986). Essentials of Educational Measurement. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-hall. Hill, J. B. (2016). Questioning technique: A study of instructional practice. Peabody Journal of Education, 91(5), 660 - 671. Ittisak Sirichan. (2017). Effects of biology instruction using unified model on systems thinking ability and learning retention of upper secondary school students (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Jintana Sarayuthpitak. (2018). School Health Program (3rd ed.). Chulalongkorn University Press. Khan, W. B. (2011). A study of lower-order and higher-order questions at secondary level. IER University of Peshawar, Pakistan. Asian Social Science, 7(9), 149 - 157. National Statistical office. (2018). Executive summary: Survey of social, cultural and mental health systems 2018. Retrieved from http://www.nso.go.th/sites/2014/ Nitikorn Onyon. (2008). Effects of inquiry - based science instruction using higher-order questions on analyzing and synthesizing thinking ability of lower secondary school students (Master’s thesis). Chulalongkorn University. Paramee Sriboonthip (2017). The confirmatory factor analysis of systems thinking of Mathayom Suksa 1 students at Public University Demonstration School under the Office of Higher Education Commission. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 10(3), 38 - 51.
Pitukchai Bannalai. (2016). Effects of jurisprudential teaching model on media influence learning achievement and critical thinking of ninth grade students (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Ramsey, I., Gabbard, C., Clawson, K., Lee, L., & Henson, K. T. (1990). Questining: An effective teaching method. The Clearing House: A Journal of Educational Strategies, Issues and Ideas, 69(9), 420 - 422. Senge, P.M. (1990). The Fifth Discipline: The Art And Practice of The Learning Organization. New York: Currency Doubleday. Sirichai Kanjanawasee. (2013). Classical Test Theory (7thed.). Bangkok: Chulalongkorn University Press. Sopa Choychod. (2017). Effects of health education learning management using problem- based learning and social information processing theory on learning achievement and problem solving abilities on cyberbullying behavior of eighth grade students (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Thai Health Report. (2019). Social media: A double - edge swords for thai health on social media. Institute for Population and Social Research Mahidol University: Amarin Printing and Publishing Public Company Limited. Tissana Kaemanee. (2017). Science of Teaching: Knowledge for Effective Learning Process (21st ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Press. Tossaporn Srisang. (2017). Effects of using higher order question in teaching reading comprehension on awareness of Thainess of fourth grade students (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Received: May, 13, 2020 Revised: June, 26, 2020 Accepted: June, 29, 2020
ผลของโปรแกรมกจิ กรรมทางกายท่มี ตี อ่ ความรบั ผดิ ชอบตนเองและสงั คมของนักศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั จตรุ งค์ สวา่ งวงศ์ และสุวมิ ล ตงั้ สจั จะพจน์ ภาควชิ าพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคดั ยอ่ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยก่ึงทดลองนี้เพื่อพัฒนาและประเมินโปรแกรมกิจกรรมทางกายที่พัฒนา ความรับผิดชอบตนเองและสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มตัวอย่าง จานวน 120 คน เป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ท่ีได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ จานวน 11 มหาวิทยาลัย นาคะแนนของกลุ่มตัวอย่างท่ีได้มาจากการคัดกรองด้วยแบบ ประเมินความรับผิดชอบตนเองและสังคม มาเรียงจากคะแนนสูงสุดถึงคะแนนต่าสุด เลือกคนที่มีคะแนนสูง กวา่ คา่ เฉล่ียจานวน 30 คน และตา่ กวา่ คะแนนเฉลีย่ อีก 30 คน มาสมุ่ โดยวธิ ีจับคู่ (Match - Paired Sampling) ออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน เคร่ืองมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินความ รับผิดชอบตนเองและสังคมของนักศึกษา (มีค่า IOC = 0.60 - 1.00 ค่าสัมประสิทธ์ิความเช่ือม่ันเอลฟ่า ของ Cronbach = 0.87) และ 2) โปรแกรมกิจกรรมทางกาย 8 สัปดาห์ ผ่านการตรวจค่าความเท่ียงตรง เชิงประจักษ์ จากผทู้ รงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลย่ี ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบคา่ ที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ 8 สัปดาห์ของกลุ่มทดลอง นักศึกษามีพฤติกรรม ความรับผิดชอบตัวเองและสังคมดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายของกลุ่มทดลองมีความรับผิดชอบตัวเองและสังคมแตกต่างกับ กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมกิจกรรมทางกายมีผลต่อความ รับผิดชอบตัวเองและสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏดีข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 แต่กลุ่มควบคมุ พบว่าไมแ่ ตกตา่ งกัน คาสาคญั : โปรแกรมกจิ กรรมทางกาย ความรับผิดชอบตนเองและสงั คม นักศึกษา Corresponding Author: จตุรงค์ สวา่ งวงศ์ ภาควิชาพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย เกษตรศาสตร์ Email: [email protected]
EFFECTS OF PHYSICAL ACTIVITY PROGRAM ON PERSONAL AND SOCIAL RESPONSIBILITY OF RAJABHAT UNIVERSITY STUDENTS Jaturong Sawangwong and Suvimol Tangsujjapoj Department of Physical Education, Faculty of Education, Kasetsart University Abstract The purpose of this quasi- experimental research was to develop and evaluate the physical activity program for enhancing personal and social responsibility of Rajabhat University students. Samples were 120 Loei Rajabhat University students who were selected by purposive sampling from 11 Rajabhat universities in the northeast group. Samples were assigned to do the personal and social responsibility evaluation questionnaire. Then, researcher arranged the scores from the highest to the lowest, and selected 30 samples who had score above the mean and below the mean by match- paired sampling into control and experimental groups. The research instruments were 1) the personal and social responsibility evaluation questionnaire (IOC= 0.60-1.00, Cronbach Alpha coefficient reliability = .87), and 2) the physical activity program for enhancing personal and social responsibility of students (the face validity was approved by 5 physical education experts). Data were analyzed by using mean, standard deviation and t - test. Findings were found that after attending the 8-week physical activity program, students in experimental group had better personal and social responsibility scores than before (p < 0.05). There were statistically significant differences in personal and social responsibility scores between the students in experimental group and the control group (p < 0.05). It can be concluded that the physical activity program had positive effect on the personal and social responsibility of Rajabhat University students. Keywords: Physical activity, Personal and social responsibility, Students Corresponding Author: Jaturong Sawangwong, Graduate Student at the Department of Physical Education, Kasetsart University, Email: [email protected]
บทนา ในสถาบันอุดมศึกษามีเหตุการณ์ท่ีเป็นปัญหาทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมอย่างมากมายเช่นกัน วัลลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา (Wallapa Thephasadin Na Ayudhya, 2000) ได้รวบรวมข่าวสื่อมวลชน จากหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ประมวลเป็นเหตุการณ์ปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมของศึกษา สรุปได้ 10 หัวข้อข่าว ดังนี้ 1) นักศึกษาฆ่าเพอื่ นนักศกึ ษาด้วยกันเองในเรื่องของความรัก 2) กรณีนักศึกษาฆ่าตัวตาย เมื่อไมป่ ระสบผลสาเร็จในการเรียน การหางานทา หรือผิดหวงั จากความรัก 3) กรณีนักศึกษาก้าวร้าวอาจารย์ ผูส้ อนโดยใช้วาจารุนแรงไมส่ ุภาพ 4) กรณีนักศึกษาทาร้ายเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบันทาให้ผู้อื่นท่ีไม่เกี่ยวข้อง ได้รับบาดเจ็บหรือบางรายถึงแก่ชีวิต 5) นักศึกษาประกอบอาชีพไม่เหมาะสมเป็นอาชีพท่ีสังคมรังเกียจ เช่น รับจ้างถ่ายแบบในลักษณะล่อแหลม เกิดผลกระทบถึงชื่อเสียงของสถาบัน 6) กรณีนักศึกษาประทุษร้าย ในทางเพศข่มขืนหรือลวนลามเพ่ือนนักศึกษาด้วยกันเอง 7) กรณีนักศึกษาปล้นชิงทรัพย์หรือคดโกงไม่ใช้ทุน กู้ยืม ตามสัญญา 8) กรณีนักศึกษาทุจริตการศึกษาโดยรับจ้างสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษาหรือการนาเอา เอกสารเข้าห้องสอบ ลอกรายงานเพ่อื น ถ่ายเอกสารสาเนาข้อเขียนผู้อื่นแล้วเปลี่ยนเปน็ ชื่อของตนเอง ปลอม ลายเซ็นอาจารยท์ ่ีปรึกษาหรือแม้กระทง่ั จา้ งผ้อู ่ืนทาผลงานทางวิชาการ 9) กรณีนักศึกษาเสพย์ยาเสพติด และ ของมึนเมาจนครองสติไม่ไดไ้ ปทะเลาะวิวาทกับเพ่ือน หรือทาลายทรัพย์สินของสาธารณะหรือก่อใหเ้ กิดความ วุ่นวายส่งเสียงดังทาลายความสงบของสังคม และ 10) กรณีการพนัน นักศึกษานาเงินท่ีผู้ปกครองส่งมาให้ ไปเล่นพนันหมดตัว ส่งผลให้มีปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ดังนั้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ปัญหาที่ เกย่ี วกบั คุณธรรมจริยธรรม ความรับผดิ ชอบของนักเรียน นสิ ติ นักศกึ ษาไทย ยงั อยใู่ นชว่ งวกิ ฤต และเป็นเรอ่ื ง ทส่ี าคญั ท่ีต้องรบี แกไ้ ขอย่างเร่งดว่ น นอกจากนี้ยังมีกรณีนักศึกษาก้าวร้าวอาจารย์ผู้สอนโดยใช้วาจารุนแรงไม่สุภาพ รับจ้างสอบเข้า สถาบันอุดมศึกษา การนาเอาเอกสารเข้าห้องสอบ ลอกรายงานเพื่อน เสพยาเสพติดและของมึนเมา จนครองสติไม่ได้ไปทะเลาะวิวาทกับเพื่อน และนาเงินที่ผู้ปกครองส่งมาให้ไปเล่นพนันหมดตัว ส่งผลให้มี ปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ดังนั้น จากเหตุการณ์ท่ีผ่านมาเห็นได้ว่า ปัญหาท่ีเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม ความรับผิดชอบของนักศึกษาไทยยังอยู่ในช่วงวิกฤต ย่ิงในยุคปัจจุบันสังคมหย่อนด้านคุณธรรม จริยธรรม คนในสงั คมขาดความรบั ผิดชอบตอ่ การกระทาของตนเอง ส่งผลกระทบตอ่ คนในสังคม และส่ิงแวดล้อมรอบตัว (Surasuk Laubmala, 2009) ส่งผลให้สังคมไทยมีความเป็นสังคมวัตถุนิยม ให้ความสาคัญกับศิลปะธรรม และวัฒนธรรมท่ีดีงามลดลง ทุกภาคส่วนย่ิงต้องเร่งพัฒนา และแก้ปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรม ความรับผิดชอบของนกั ศึกษาไทยอย่างเร่งด่วน ดังน้ัน การปลูกฝังคุณลักษณะความรับผิดชอบต่อสังคม ของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจึง มีความสาคัญและจาเป็นต้องให้เกิดในนักศึกษาด้วย เพราะนักศึกษาเหล่าน้ีจะเป็นกาลังสาคัญของ ประเทศชาตใิ นอนาคต ถ้าหากประชาชนในประเทศชาติขาดความรับผิดชอบในสงั คม ไม่ว่าจะมีการประดิษฐ์ คิดค้นนวัตกรรมใด ๆ ข้ึนมาก็ไม่สามารถที่จะพัฒนา และรักษาเสถียรภาพของสังคม และประเทศชาติเอาไว้ ได้ การปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะความรับผิดชอบต่อสังคมของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา จึงเสมือน เป็นการหว่านเมล็ดเยาวชนท่ีมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเจริญเติบโตไปเป็นประชากร และพลเมืองที่ดี มีความรบั ผิดชอบต่อสังคม ต่อประเทศชาติในอนาคตต่อไป (Dusit Utitpong, 2004)
ขอบข่ายงานทางทฤษฎแี ละวตั ถปุ ระสงคใ์ นการวจิ ยั Hellison (1996) เป็นผู้พัฒนารูปแบบการสอนให้เกิดความรับผิดชอบตนเองและสังคม (Teaching Personal and Social Responsibility Model – TPSR Model) แก่นักเรียนมธั ยมศึกษาตอนปลายโดยผา่ น กิจกรรมทางกาย เพื่อให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของเขา รูปแบบ TPSR น้ีข้ึนอยู่กับความคิด ของระดับความรับผิดชอบตามลาดับข้ัน จาก 0 ถึง 5 ครูต้องวางแผนการสอนในบทเรียนให้สอดคล้องกับ ความต้องการของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาความรับผิดชอบตนเองและสังคมในแต่ละกิจกรรมท่ีสอน ห้าระดบั ความรบั ผดิ ชอบประกอบดว้ ยองค์ประกอบพ้ืนฐาน (Hellison, 2011, p. 21) ดงั ต่อไปน้ี ระดบั ท่ี 1 การให้ความเคารพสทิ ธิและความรสู้ กึ ของคนอื่น (Respecting the right and feeling of others) ระดบั ท่ี 2 ความพยายามและใหค้ วามร่วมมือ (Effort and Cooperation)) ระดบั ที่ 3 กากบั ทิศทางของตัวเอง (Self-direction) ระดบั ท่ี 4 ชว่ ยเหลอื คนอื่นและมีความเปน็ ผู้นา (Helping Others and Leadership) ระดับท่ี 5 นาความรับผดิ ชอบไปใช้นอกโรงยมิ (Transferring to life outside the gym) Hellison (2011) ได้ให้ครูใช้กลยุทธ์ในการฝังตรึงความรับผิดชอบในแต่ละงานให้กับนักเรียน โดยการบูรณความคดิ เข้าไปในแตล่ ะบทเรยี น กลา่ วคือ 1. ตระหนักรู้ในการพูด (Awareness Talk) – ก่อนกิจกรรม หรือหลังจากอบอุ่นร่างกายแล้ว ครูจะ กล่าวเน้นถึงความสาคัญของความรับผิดชอบระหว่างเรียน และเน้นถึงความคิดท่ีรวมอยู่ในระดับความ รับผิดชอบท่ีตอ้ งการจะเน้น 2. การประชุมกลุ่ม (Group meeting) – ในตอนท้ายของบทเรียนให้นักเรียนน่ังเป็นวงกลม พูดถึง เหตกุ ารณ์ที่เกดิ ข้ึนในช้นั เรียนทเ่ี ก่ยี วกบั ความรบั ผิดชอบตนเองและสังคม และแสดงความคดิ เห็น 3. การสะท้อนถึงความคิดของตนเอง (Self-reflection) – ให้นักเรียนสะท้อนถึงพฤติกรรมของตน ที่เกดิ ข้ึนในระหวา่ งชนั้ เรยี น และประเมนิ ความรบั ผิดชอบของตนเอง Watson & Clocksin (2013, pp. 8-10) ได้เสนอ SITE Model เป็นหัวข้อ (Themes) ท่ีแนะให้ครู นาไปสอนให้นักเรียนเกิดความรับผิดชอบ (Responsibility – based Pedagogy) โดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่อยใู่ นหลักสูตร SITE Model เป็นหัวข้อท่เี รียนใน TPSR ประกอบด้วย S = Student Relationships – ครตู ้องสรา้ งความสัมพันธก์ ับนักเรยี น และรจู้ กั นักเรียนทุกคน I = Integration – ครูต้องบูรณการบทบาทในความรับผิดชอบ แนวคิด และความคาดหวังลงใน ทกุ บทเรียนของกจิ กรรมและทกั ษะท่สี อน T = Transfer - ครชู ว่ ยให้นกั เรียนสมารถถ่ายโอนสงิ่ ทไ่ี ดเ้ รยี นในโรงยมิ ไปใช้ในสถานท่ีอืน่ ได้ E = Empowerment – ครูเพิม่ พลังการรับรูใ้ นชีวติ ของนักเรยี น โดยการแลกเปลี่ยนความรบั ผดิ ชอบ กบั นักเรียน ให้แรงเสรมิ ในตัวเลอื กท่ีเป็นบวก และกระตุ้นใหม้ ีการสะทอ้ นกลับของตัวเอง (Self-Reflect) นอกจากนี้ Hagenbach (2011, pp. 1-3) กล่าวถึง เทคนิคในการสอนนักเรียนให้มีพฤติกรรมท่ีมี ความรับผิดชอบ ดงั นี้ 1. การเตรียมการสอนให้นักเรยี นมีพฤตกิ รรมที่มีความรบั ผิดชอบ 1.1) สร้างสิง่ แวดลอ้ มทเ่ี ปน็ บวก ใชแ้ รงเสริมช่วยในการเรียนร้ภู ายใต้หลกั การ “3 Cs” ก. Connect – สร้างความสมั พนั ธร์ ะหว่างครูกับนักเรยี น ข. Communication – มกี ารส่อื สารและใหผ้ ลสะท้อนกลับแกน่ กั เรยี น
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312