ข้อมูลด้วยตัวเองก่อนที่จะเดินทางไปท่องเท่ียว ซ่ึงสอดคล้องกับทฤษฎีการรับรู ซึ่งหมายถึงกระบวนการท่ีมนุษย์ เลอื กที่จะรับรู้ สรุปการรับรู ตคี วามหมายการรับรูสิ่งใดสิ่งหน่งึ ท่ีสมั ผัส เพอ่ื ที่จะสร้างภาพในสมองให้เป็นภาพ ท่มี ีความหมายและมีความกลมกลืน ผา่ น ประสาทสัมผัสทง้ั ห้า ซึ่งประกอบด้วย ตา หู จมกู ล้ิน และกายสมั ผัส แต่ประสาทสัมผัสท่ีหก คือ ความคิด เม่ือนาไปผนวกกับการรับสัมผัสจะกลายเป็นการรับรู (Perception) (Seri Wongmontha, 1999) ทั้งน้ีหากคนพิการทางการเคล่ือนไหวเดินทางด้วยรถส่วนตัวก็ควรท่ีจะศึกษาเส้นทาง ก่อนล่วงหน้า เพราะถ้าเป็นเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ก็ต้องดูว่าสภาพการจราจรนั้นเป็นอย่างไร มีทางลาดชันที่ต้อง ระมัดระวังหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับอนุชา โมกขะเวส (Anucha Mokkhawes, 2014) กล่าวว่า สถิติอุบัติเหตุ ทางถนนมีแนวโน้มเพ่ิมมากขึ้น โดยปัจจัยหน่ึงที่เป็นสาเหตุสาคัญ คือ การที่ผู้ขับขี่ไม่ชานาญเส้นทางซ่ึง บางครั้งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ข้อปฏิบัติที่ควรทา คือ ควรศึกษาข้อมูลการเดินทาง และตรวจสอบสภาพเส้นทางก่อนออกเดินทางทุกคร้ัง เพื่อจะได้วางแผนการเดินทางได้อย่างถูกต้อง รวมถึง ลดความเส่ยี งในการเกิดอบุ ตั ิเหตไุ ด้ คนพิการทางการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เดินทางท่องเท่ียวโดยใช้รถส่วนตัว อาจเป็นเพราะว่าคนพิการ ทางการเคลื่อนไหวมีความยากลาบากในการเข้าถึงการบริการโดยสารสาธารณะที่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม กับกลุ่มคนพิการทางการเคล่ือนไหวเท่าที่ควร ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของปัทอมร เส็งแดง (Pattamaon Sengdaeng, 2009) ที่ได้ศึกษาเรื่องการท่องเที่ยวของคนพิการทางการเคล่ือนไหวในสังคมไทย พบว่า คนพิการพบกับความยากลาบากในการเดินทางท่องเที่ยว เพราะไม่สามารถเข้าถึงบริการขนส่งมวลชน สาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟ รถโดยสารปรับอากาศ รถแท็กซี่หรือรถเช่า และเรือโดยสาร ดังนั้นผู้วิจัยมี ความคิดเห็นวา่ การเดนิ ทางโดยใช้รถสว่ นตวั จึงมีความสะดวกสบายมากกว่า สามารถกาหนดเวลา และสถานที่ ในการไปท่องเท่ียวได้ และมีความเป็นส่วนตัวในการเดินทาง แต่ท้ังน้ีก็ข้ึนอยู่กับสถานะทางการเงินของคน พิการในการเลือกใช้พาหนะในการเดินทาง ซ่ึงสอดคล้องกับ นิคม จารุมณี (Nikom Charumanee, 2001) ที่ได้กล่าวว่า การเดินทางของนักท่องเที่ยวท่ีนิยมใช้รถส่วนตัว เช่น รถยนต์ มีจุดเด่นอยู่หลายประการ ตวั อย่างเช่น สามารถยืดหยุ่นเวลาการเดินทางได้ตามตอ้ งการ และมีความสะดวกในการท่ีจะหยุดช่ืนชมความ งามระหว่างทาง และสามารถแวะใช้บริการจากธุรกิจต่าง ๆ ตลอดเส้นทางได้ และยังสอดคล้องกับงานวิจัย ของ กฤษฎา เพ็ร์ชดี (Kritsada Phetdee, 2007) ที่ได้ศึกษาเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการท่องเท่ียวโดย รถยนต์ส่วนตัวเพ่ือการเดนิ ทางภายในราชอาณาจักรไทย พบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีสาเหตุที่เลอื ก เดนิ ทางทอ่ งเที่ยวโดยรถสว่ นตวั คอื มีความเป็นสว่ นตัวในการเดนิ ทาง คนพิการทางการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ใช้บริการท่ีพักประเภทโรงแรม/รีสอร์ท ซ่ึงสอดคล้องกับ งานวิจัยของ ตุลา ไชยยาศิรินทร์โรจน์ (Tula Chaisirinroj, 2009) ท่ีได้ศึกษาเร่ือง พฤติกรรมการท่องเท่ียวของ บคุ ลากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบวา่ ผ้ตู อบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้บริการที่พกั ประเภทโรงแรม/รีสอร์ท อาจเป็นเพราะวา่ โรงแรมและรสี อร์ท มีอยู่มากมายบริเวณแหล่งท่องเท่ียวมีหลากหลายราคา ให้นักท่องเท่ียว เลือกใช้บริการ และหลาย ๆ แห่งมีบริการพิเศษเพ่ิมเติมเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ต่าง จากที่พักประเภทอื่น ซ่ึงสอดคล้องกับ ศรัญยา วรากุลวิทย์ (Saranya Warakulwit, 2008) ที่กล่าวว่า ธุรกิจ โรงแรมนอกจากให้บริการความสะดวกในเร่ืองท่ีพักและอาหารแก่ผู้เข้าพักแล้ว ในปัจจุบันโรงแรมต่าง ๆ ยังพยายามเสนอบริการพิเศษอื่น ๆ เพิ่มมากข้ึน ซ่ึงบริการต่าง ๆ ได้แก่ ห้องประชุม ห้องจัดงานเล้ียง บริการรถ รับ - ส่ง บริการจองต๋ัวเดินทาง ห้องอาหารและร้านกาแฟ ร้านจาหน่ายของที่ระลึก ธุรกิจบริการนาเท่ียว ไนต์คลับและคาราโอเกะ การนวดแผนโบราณ และส่ิงอานวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น สระว่ายน้า ที่จอดรถ และศนู ยอ์ อกกาลงั กาย เป็นตน้ ซ่งึ สอดคลอ้ งกับ มาสโลว์ (Maslow, 1943 cited in Chuchai Smithikrai, 2013)
ท่ีกล่าวถึงความต้องการด้านสรีระวา่ เป็นความต้องการทางร่างกายของมนุษย์ซึ่งจาเป็นสาหรับการดารงชีวิต ความต้องการเหลา่ น้ี ไดแ้ ก่ อากาศ นา้ เครื่องนงุ่ หม่ ยารักษาโรค และทอี่ ยู่อาศัย คนพกิ ารทางการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ไมเ่ ลอื กใช้บริการการท่องเท่ียวจากบริษัทนาเท่ียว ซ่ึงสอดคล้อง กับ ปราโมชน์ รอดจารัส (Pramot Rodjumrus, 2010) ท่ีกล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่เดินทาง ท่องเที่ยวโดยนารถไปกันเองหรือเดินทางโดยการขนส่งสาธารณะ สาเหตุที่นักท่องเที่ยวไม่นิยมใช้บริการจาก บริษัทนาเท่ียวเพราะเสียค่าใช้จ่ายสูงเม่ือเทียบกับรายได้ของนักท่องเท่ียวอาจเป็นเพราะว่า บริษัทนาเที่ยวใน ปัจจุบันมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรายได้ต่อเดือนของคนพิการทางการเคล่ือนไหว ซ่ึงสอดคล้องกับ ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของคนพิการทางการเคล่ือนไหวท่ีพบว่า โดยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน อยู่ในช่วง 5,000 - 10,000 บาท และจากการท่ีผู้วิจัยได้ศึกษาหาข้อมูลเก่ียวกับบริษัทนาเท่ียวมาพบว่า มีเพียง 2 บริษัท ที่ให้บริการแก่กลุ่มคนพิการ ได้แก่ บริษัท ช้างออนทัวร์ ท่ีจัดโปรแกรมท่องเท่ียวสาหรับคน พิการพิเศษขึ้นมาโดยไม่คิดกาไร และมีทีมงานคอยอานวยสะดวกแก่คนพิการ โดยทางบริษัทเปิดรับบริจาค จากคนท่ัวไปและรวบรวมทุนท้ังหมด เพ่ือจัดโปรแกรมท่องเท่ียวสาหรับคนพิการ (Chang on Tour, 2014) และบริษัท วีลแชร์ฮอลิเดย์ไทยแลนด์ เป็นรายแรกท่ีเน้นให้บริการแก่กลุ่มนักท่องเท่ียวคนพิการเป็นหลักแต่ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเท่ียวคนพิการชาวต่างชาติท่ีเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย (Wheelchair Tours, 2014) คนพิการทางการเคล่ือนไหวส่วนใหญ่เลือกกิจกรรมท่ีทาให้ได้รับความรู้เพิ่มเติม อาจเป็นเพราะว่า การท่องเที่ยวนอกจากจะทาให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ ได้ความสนุกเพลิดเพลินแล้ว ในแหล่งท่องเที่ยว หลาย ๆ แห่ง ก็มักจะแฝงไปด้วยการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว เช่น มีการสาธิตการทาเทียนหอม และให้ นักท่องเที่ยวทาตาม หรือในแหล่งท่องเที่ยวมีการแสดงภาพพร้อมคาบรรยายให้นักท่องเท่ียวได้มีกิจกรรม ทัศนศึกษาเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม ซ่ึงสอดคล้องกับ เทพประสทิ ธ์ิ กุลธวัชวิชัย (Tepprasit Gulthawatvichai, 2011) ที่กล่าวว่า กิจกรรมท่องเท่ียวทัศนศึกษาเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทาให้ได้พบสิ่งใหม่ช่วยให้มีโลกทัศน์ กว้างไกล และกิจกรรมนันทนาการนั้นมีหลากหลายประเภท และทุกประเภทล้วนแล้วแต่ให้ความรู้เพิ่มเติม แก่นักท่องเท่ียว ตัวอย่างเช่น ศิลปหัตถกรรม เกมกีฬา การเต้นรา การท่องเท่ียวทัศนศึกษา การละคร งานอดิเรก ดนตรี และร้องเพลง กิจกรรมกลางแจ้ง/นอกเมือง และวรรณกรรม (อ่าน เขียน พูด) เป็นต้น (Sombat Karnjanakit, 2001) และแหล่งนันทนาการท่ีจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และช่วยดึงดูดความ สนใจนักท่องเท่ียว ตัวอย่างเช่น อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ สวนสาธารณะ อุทยานประวัติศาสตร์ ธรรมชาติทางทะเลและหาดทราย สวนสัตว์ สวนสนุก สปา และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นต้น (Kanit keawwichai, 2012) คนพิการทางการเคล่ือนไหวส่วนใหญ่ไม่ใช้บริการส่งไปรษณีย์ในบริเวณแหล่งท่องเท่ียว อาจเป็นเพราะว่า ตู้ไปรษณีย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับกับคนพิการทางการเคล่ือนไหวเพราะอยู่สูงเกินไป ซ่ึงหากจะใช้ บริการส่งไปรษณีย์อาจจะต้องให้ผู้อื่นช่วยเหลือ ซ่ึงสอดคล้องกับผลการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความพิการที่พบว่า คนพิการทางการเคล่ือนไหวส่วนใหญ่ใช้เก้าอี้เข็นคนพิการเป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยในการเคล่ือนไหว ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฏีการเรียนรู้ ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร (Long - Lasting Changes) อันเป็นผล มาจากสภาพแวดล้อม กระบวนการนี้อาจจัดได้ว่าเป็นผลมาจากการปรับตัว (Adaptation) เนื่องจากการเปลี่ยน พฤติกรรมเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ในสังคม (Suwaree Siwapate, 2006) ดังน้ัน ส่ิงอานวย ความสะดวกสาหรับคนพิการของการบริการสาธารณะ เช่น ตู้ไปรษณีย์จะต้องมีช่องให้สอดจดหมาย มีความสูง ในระดับ 90 - 120 ซม. (Ministry of Labor and Social Welfare, 2001) และอาจเป็นเพราะว่าในปัจจุบัน
มีเทคโนโลยีการสื่อสารหลากหลายรูปแบบมากข้ึน เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แฟกซ์ โทรศัพท์มือถือ แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น เฟสบุ๊ค ไลน์ เป็นต้น จึงทาให้การติดต่อส่ือสารเป็นเรื่องง่ายสาหรับคนพิการ ทางการเคล่อื นไหว คนพิการทางการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่มักจะไม่ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะในบริเวณแหล่งท่องเท่ียว อาจเป็นเพราะว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะทั่ว ๆ ไปในปัจจุบันผลิตมาโดยไม่ได้คานึงถึงคนพิการทางการเคล่ือนไหว เน่ืองจากอยู่สูงเกินไป ซ่ึงสอดคล้องกับ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา (Prawit leesatapornwongsa, 2010) ท่ีกล่าวว่า คนพิการได้เสนอให้ปรับปรุงบริการโทรคมนาคมของประเทศ คือ จัดหาตู้โทรศัพท์สาธารณะสาหรับผู้ใช้เก้าอ้ีเข็น คนพิการ จากการสารวจคนไทยแปดพันคนท่ัวประเทศพบว่า มีผู้พิการ 36% ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะ โดย 35% และ 33% ของผู้ใช้บริการระบุว่า โทรศัพท์สาธารณะไม่เพียงพอและไม่สะดวก โดยเฉพาะสาหรับกลุ่ม ผู้พกิ ารทางร่างกายและทางการไดย้ นิ สาหรับลักษณะของตดิ ตงั้ โทรศัพทส์ าธารณะทถี่ ูกต้องจะตอ้ งตัง้ อยใู่ นระดับสูง จากพื้น 70 ซม. และข้างใต้ให้มีท่ีว่างให้เก้าอี้เข็นคนพิการสอดเข้าได้ (Ministry of Labor and Social Welfare, 2001) และสอดคล้องกับ วิลคอฟฟ์ และเอเบด (Wilkoff and Abed, 1994) ท่ีกล่าวว่า คนพิการทางการ เคลอ่ื นไหวจะสามารถใช้ประโยชนจ์ ากโทรศัพท์สาธารณะได้ กต็ อ้ งติดตงั้ ให้อยใู่ นระดบั ทสี่ ามารถเขา้ ถึงได้ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ คือ ภาครัฐควรกาหนดนโยบายท่ีมีการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของคนพิการ และปรับปรุงหรือพัฒนาส่ิงอานวยความสะดวกต่าง ๆ สาหรับคนพิการอย่างจริงจังในทุก ๆ ด้าน และท้ังระบบ เช่น การคมนาคม แหล่งท่องเที่ยว อาคาร และสถานท่ีสาธารณะ เพื่อเปิดโอกาสให้คน พิการทางการเคลือ่ นไหวได้มีโอกาสเข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ เช่นเดียวกบั คนทัว่ ไปไดด้ ้วยความสามารถของตนเอง และภาครัฐควรให้ความสาคัญในเรื่องของสิทธิมนุษยชนมากย่ิงขึ้น โดยกาหนดให้มีการบังคับใช้กฎหมายท่ี เก่ียวข้องกับสิทธิประโยชน์ของคนพิการให้ครอบคลุมทุกด้าน สาหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ควรให้ ความสาคัญกับคนพิการทางการเคลื่อนไหว โดยสร้างสิ่งอานวยความสะดวกสาหรับคนพิการให้ได้มาตรฐาน ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกาหนด และให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนพิการ เพ่ือเป็นการ สนบั สนนุ การท่องเท่ียวใหก้ ับคนทุกกล่มุ อย่างแทจ้ รงิ สาหรับการวิจัยคร้ังต่อไปผู้วิจัยเสนอแนะว่า ควรทาการศึกษาพฤติกรรมการท่องเท่ียวในคนพิการ ประเภทอื่น ๆ และในผู้สูงอายุ ควรทาการศึกษาในขอบเขตด้านพื้นท่ีจังหวัดอ่ืน ๆ เช่น จังหวัดในภาคเหนือ จังหวัดในภาคกลาง จังหวัดในภาคใต้ และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น และทาการศึกษากับ สมาคมคนพิการอ่ืน ๆ ควรศึกษาเรื่องของแนวทางการพัฒนาสิ่งอานวยความสะดวกสาหรับคนพิการทาง การเคลื่อนไหวของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ และควรมีการเปรียบเทียบพฤติกรรมการท่องเท่ียวของคนพิการ ทางการเคลอื่ นไหว กติ ตกิ รรมประกาศ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ดร.ประพัฒน์ ลักษณพิสุทธ์ิ อาจารย์ท่ีปรึกษา วิทยานิพนธ์ ท่ีได้ให้ความรู้ ให้คาแนะนาและคาปรึกษา ตลอดจนการช่วยเหลือและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ของการวิจัยคร้ังน้ีเสมอมา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณหัวหน้าองค์กรดังต่อไปนี้ สมาคมคนพิการกรุงเทพมหานคร สมาคมคนพกิ ารรู้รักสามัคคี ศูนย์เยาวชนกรงุ เทพมหานคร (ไทย - ญ่ีปุ่น) หม่บู ้านทหารผา่ นศึกเกาหลี สมาคม คนพิการจังหวัดนนทบุรี สมาคมคนพิการปทุมธานี สมาคมคนพิการนครปฐม สมาคมคนพิการสมุทรสาคร
และสมาคมคนพิการสมุทรปราการ รวมถึงคนพิการทางการเคล่ือนไหวทุกท่านท่ีให้ความอนุเคราะห์ในการ เก็บขอ้ มูลของผวู้ ิจยั ในครั้งน้ี References Anucha Mokkhawes. (2014). Reccomendations of Department of Disaster Prevention and Mitigation: Searching for the route before departure, helping to reduce road accidents. Retrieved from http://www.thaipr.net/general/173606 Buhalis, D. (2000). Marketing the competitive destination of the future. Tourism Management, 21, 97-116. Chang on Tour. (2014). Tourism for people with disabilities. Retrieved from http://www.Chang ontour.com/disabilities.html Chantouch Wannathanom. (2009). Tourism industry. Bangkok: Samlada. Chuchai Smithikrai. (2013). Consumer Behavior. Bangkok: Chulalongkorn University Press. Kanit keawwichai. (2012). Cultural Trends: Recreation resources as learning resources to attract tourists. Journal of Cultural Approach, 13(24). Kritsada Phetdee. (2007). A study of travel behavior by private cars for traveling in Kingdom of Thailand (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Kritsana Lalai. (2013). Thought Leadership Interviews: Kritsana Lalai [Video file]. Retrieved from http://www.youtube.com/watch?v=X1ymFeEtXAg Ministry of Labor and Social Welfare. (2001). Regulations of the Committee for Rehabilitation of the Disability Regarding standards, equipment or facilities for the disabled, 2001. Retrieved from http://dl.parliament.go.th/backoffice/viewer2300/web/viewer.php National Office for Empowerment of Persons with Disabilities. (2014). The situation of the disabled. Retrieved from http://dep.go.th/Content/View/4232/1 Nikom Charumanee. (2001). Tourism and Management: Tourism industry (2nd ed.). Bangkok: Odeon Store. Pattamaon Sengdaeng. (2009). Traveling of physically disabled in Thailand (Master’s thesis). Silpakorn University. Pramot Rodjumrus. (2010). Tourist Behavior (2nd ed.). Bangkok: Ramkhamhaeng University Press. Prawit leesatapornwongsa. (2010). People with disabilities claim about telecommunications: Less convenience and expensive equipment. Retrieved from http://www.bangkok biznews.com/home/detail Saranya Warakulwit. (2008). Orientation to Tourism Industry (4th ed.). Bangkok: Samlada. Seri Wongmontha. (1999). The Analysis of Consumer Behavior. Bangkok: Theera Film & Scitex. Sombat Karnjanakit. (2001). Recreation & Tourism Industry. Bangkok: Chulalongkorn University Press.
Sophon Chimjinda. (2010). Walk with Wheelchair Users. Bangkok: More of Life. Suwaree Siwapate. (2006). General Psychology. Bangkok: Odeon Store. Tepprasit Gulthawatvichai. (2011). Recreation. Bangkok: Chulalongkorn University Press. Tula Chaisirinroj. (2009). Tourism behavior of Chulalongkorn University personnel (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Wheelchair Tours. (2014). Package Tours for disabled people. Retrieved from http://www.wheelchairtours.com Wilkoff W. L. & Abed L. W. (1994). Practicing Universal Design. New York: International Thomson Publishing. Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.). New York: Harper & Row. Received: April, 8, 2020 Revised: May, 5, 2020 Accept: May, 11, 2020
ผลของการฝกึ ดว้ ยโปรแกรมการฝกึ นักกีฬายกน้าหนกั คนพิการทีมชาตไิ ทยที่มีต่อสมรรถภาพ แอนแอโรบิกและความสามารถในการยกน้าหนกั 1RM ในทา่ นอนราบดันอก นงเยาว์ โกสีนาม และ ธวชั ชัย กาญจนะทวีกลุ คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยกี ารกฬี า มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพธนบุรี บทคดั ย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพ่ีอศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนัก คนพิการทีมชาติไทยท่ีมีต่อสมรรถภาพแอนแอโรบิกและความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบ ดันอก กลุ่มประชากรที่ศึกษา ได้แก่ นักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย จ้านวน 18 คน และท้าการ ฝึกซ้อมด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยการวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยสมรรถภาพ แอนแอโรบิก ความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก ดว้ ย dependent t - test ที่ระดับ นยั สา้ คญั 0.05 ผลการศกึ ษาพบวา่ 1. ค่าเฉล่ียสมรรถภาพแอนแอโรบิก หลังการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการ ทีมชาติไทย เท่ากับ 476.53 ± 159.59 วัตต์ และก่อนการฝึก เท่ากับ 453.47 ± 150.08 วัตต์ ซึ่งค่าเฉล่ีย หลังการฝกึ เพิม่ ขนึ้ มากกว่าก่อนการฝึก (23.06 วตั ต์) 2. ผลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสมรรถภาพแอนแอโรบิก กอ่ นและหลังการฝึกดว้ ยโปรแกรมการฝึกนกั กฬี ายกน้าหนกั คนพกิ ารทีมชาติไทย แตกตา่ งกันอยา่ งมนี ัยส้าคัญ ทางสถิตทิ ่รี ะดับ 0.05 3. ค่าเฉลี่ยความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก หลังการฝึกดว้ ยโปรแกรมการ ฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย เท่ากับ 143.11 ± 45.29 กิโลกรัม และก่อนการฝึก เท่ากับ 134.11 ± 45.29 กโิ ลกรัม ซ่งึ คา่ เฉลีย่ หลงั การฝึกเพิ่มขน้ึ มากกวา่ ก่อนการฝึก (9.00 กโิ ลกรมั ) 4. ผลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความสามารถในการ ยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก ก่อนและหลังการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการ ทีมชาติไทยแตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สา้ คัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั 0.05 คา้ ส้าคัญ: สมรรถภาพแอนแอโรบกิ การยกน้าหนัก 1RM ในทา่ นอนราบดนั อก โปรแกรมการฝกึ นักกีฬา ยกนา้ หนกั คนพิการทมี ชาติไทย นักกฬี ายกนา้ หนักคนพิการทมี ชาตไิ ทย Corresponding Author: นงเยาว์ โกสีนาม สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยกี ารกีฬา มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพธนบุรี Email: [email protected]
THE EFFECT OF TRAINING PROGRAM FOR THAI NATIONAL SPECIAL POWER WEIGHT LIFTING ATHLETES ON ANAEROBIC AND 1RM FLAT BENCH PRESS PERFORMANCE Nongyao Koseenam and Thawatchai Kanchanathaweekul Science and Technology, Sports Bangkok thonburi University Abstract The purpose of this research was to study the effect of training program for thai national special power weight lifting athletes on anaerobic and 1RM flat bench press performance, The sample group studied was thai national special power weight lifting athletes team, number 18 people, and practice with athletes training program raise the weight of the disabled thai national team for 8 weeks. The obtained data analyzed and statistics in term of means and standard deviation, t-test dependent significant differences at the 0.05 The study indicated that 1.The means of anaerobic capacity after training with the training program for Thai national special power weight lifting athletes was 476.53 ± 159.59 watts and the means of anaerobic capacity before training was 453.47 ± 150.08 watts. The means after training increased more than before training. (23.06 watt) 2. Result of comparison of means and standard deviation differences of anaerobic capacity before and after training with the training program for Thai national special power weight lifting athletes were significant differences at the 0.05 3. The means of 1RM in the flat bench press after training with the training program for Thai national special power weight lifting athletes was 143.11 ± 45.29 kg and the means of 1RM weight in the flat bench press before training is 134.11 ± 45.29 kg. The means after training increased more than before training. (9.00 Kg) 4. Result of comparison of means and standard deviation differences 1RM in the flat bench press before and after training with the training program for Thai national special power weight lifting athletes were significant differences at the 0.05 Keywords: Anaerobic capacity, 1RM in the flat bench press, Training program for Thai national special power weight lifting athletes, Thai national special power weight lifting athletes Corresponding Author: Nongyao Koseenam Science and Technology, Sports Bangkokthonburi University Email: [email protected]
บทนา้ ในปัจจุบันค้าว่า “กีฬา” ต้องมาคู่กับความเป็นเลิศ นับเป็นความมุ่งม่ันท่ีจะก้าวไปสู่เป้าหมาย แห่งความส้าเร็จ เพ่ือได้รับชัยชนะในการแข่งขันทั้งระดับชาติและนานาชาติ กีฬายกน้าหนักคนพิการก็เป็น กีฬาประเภทหน่ึง ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากเด็กเยาวชนและประชาชนตลอดจนมีการจัดกิจกรรมการ แข่งขันตลอดทั้งปี กีฬายกน้าหนักคนพิการถูกบรรจุลงในการแข่งขันกีฬาระดับประเทศ คือ กีฬาแห่งชาติ รายการชิงแชมป์แห่งประเทศไทย และแข่งขันในระดับนานาชาติ ได้แก่ รายการชิงชนะเลิศแห่งโลก เอเชี่ยน พาราเกมส์ พาราลิมปกิ เกมส์ และรายการเกบ็ คะแนนสะสมของสหพนั ธ์กีฬาคนพิการนานาชาติ โดยมกี ารแบ่ง การแขง่ ขันกีฬายกน้าหนักคนพิการออกเป็นรุน่ การแข่งขัน ประเภทชายชาย 10 รุ่น ประเภทหญิง 10 รุ่น โดยใช้ น้าหนักตัวและประเภทของความพิการเป็นเกณฑ์ คือ 1.ประเภทขาขาด (A1 – A4) 2.ประเภทโปลิโอ 3.ประเภทคนแคระ (ชาย 145 หญิง 135) 4.ประเภทพิการไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) (Paralympic Committee of Thailand, 2016; International Paralympic Committee Power lifting Rules and Regulations, 2014) จากนโยบายและแผนการพัฒนากีฬาของชาติ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในช่วงของการใช้แผนพัฒนากีฬา แห่งชาติ ฉบับท่ี 5 (พ.ศ. 2555 - 2559) ได้ก้าหนดประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาการกีฬา ไว้ 6 ประเด็นดังนี้ 1.การพัฒนาการออกก้าลังกายและการกีฬาขั้นพื้นฐาน 2.การพัฒนาการออกก้าลังกายและการเล่นกีฬาเพ่ือ มวลชน 3.การพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ 4.การพัฒนาการกีฬาเพื่อการอาชีพ 5.การพัฒนา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการกีฬา 6.การพัฒนาการบริหารการกีฬาและการออกก้าลังกาย โดยเนื้อหา ประเด็นหลักประการหน่ึงที่ได้กล่าวคือ การพัฒนากีฬาเพ่ือความเป็นเลิศซึ่งอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ 3 นั้น มีวัตถุประสงค์ คือ 1.ให้นักกีฬาทุกกลุ่ม ทุกระดับมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันและพัฒนาความสามารถโดย มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการแข่งขันกีฬาทั้งระดับชาติและนานาชาติ 2.มีระบบและกลไกให้บุคลากรทางการกีฬา ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเพียงพอต่อความต้องการ เพื่อการพัฒนาการกีฬาทุกระดับ ตั้งแต่ ระดบั อ้าเภอ จังหวดั ชาติ และนานาชาติ 3.เพ่ือสรา้ งและพัฒนาสถานกีฬา อปุ กรณ์กฬี า และสง่ิ อ้านวยความ สะดวกเพื่อรองรับการฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬาทุกระดับต้ังแต่ระดับอ้าเภอ จังหวัด ชาติ และนานาชาติ 4.เพ่ือสร้างระบบและกลไกในการพัฒนาเครือข่ายองค์กรกีฬาในแต่ละระดับให้เช่ือโยงบูรณาการและมีการ บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ 5.เพื่อพัฒนาระบบการจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ท้ังระดับชาติ และนานาชาติ (Sports Authority of Thailand, 2007) จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 ของแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับท่ี 5 (พ.ศ. 2555 - 2559) เป็นผลให้นักวิทยาศาสตร์การกีฬาต่างฝึกฝนเพื่อค้นหาวิธีอันจะน้ามาซ่ึงชัยชนะและความเป็นเลิศ วงการกีฬาในปจั จุบันจึงให้ความส้าคญั กับทุกเรื่อง ดังจะเห็นไดจ้ ากการมีโปรแกรมการฝึกซ้อมเฉพาะเพ่ือเพิ่ม สมรรถนะส้าหรับนักกีฬา โปรแกรมการฝึกซ้อมท่ีมีประสิทธิภาพส่งผลให้นักกีฬามีสมรรถภาพร่างกายท่ีดี เล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข นอกจากนี้ยังช่วยให้คนท่ัวไปหันมาสนใจเรื่องโปรแกรมการฝึกซ้อม มากยิ่งข้ึน ดังค้ากล่าว “ฝึกกีฬาอย่างมีระบบ พัฒนาสู่การแข่งขัน เพ่ือก้าวสู่ความเป็นเลิศ” (Sports Center for Excellence, Institute of Physical Education, Lampang Campus, 2010) กีฬายกน้าหนักคนพิการเปน็ กีฬาท่ีเป็นความหวังหน่ึงในการแข่งขันกีฬาชิงชนะเลิศแห่งโลก และการ แข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งการแข่งขันนั้นนักกีฬาท่ีชนะเลิศต้องยกน้าหนักให้ได้มากท่ีสุดเม่ือเทียบกับ นกั กีฬาท่ีเข้าร่วมแขง่ ขัน การยกน้าหนักให้ได้มาก ๆ นั้น ก็เป็นผลมาจากการฝึกซอ้ มเพื่อเสริมสรา้ งสมรรถนะ ร่างกาย ความอดทน ความแข็งแรง และสมรรถภาพแอนแอโรบิกของนักกีฬา ดังน้ันโปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนัก
จึงนับเป็นปัจจัยส้าคัญอย่างหน่ึงในการเตรียมนักกีฬาให้พร้อม แสดงสมรรถนะท่ีดีที่สุดในขณะแข่ งขัน จากการศึกษาของคณะผู้ฝึกสอนสมาคมกีฬายกน้าหนักคนพิการพบว่า ยังประสบปัญหาด้านการฝึกซ้อม เนื่องจากผลงานท่ีผ่านมาช้ีให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬายกน้าหนักคนพิการขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถท้าผลงานได้ตามเป้าหมายท่ีวางไว้ และจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลของผู้วิจัยยังไม่พบว่ามี การศึกษาค้นคว้ามาก่อนหน้านี้ ดังน้ันผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายก น้าหนักคนพิการทีมชาติไทยที่มีต่อสมรรถภาพแอนแอโรบิกและความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในทา่ นอนราบดนั อก (flat bench press) วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย 1. เพ่ีอศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยท่ีมีต่อ สมรรถภาพแอนแอโรบกิ ของนักกฬี ายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย 2. เพ่ีอศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยท่ีมีต่อความ สามารถในการยกน้าหนกั 1RM ในทา่ นอนราบดนั อก ของนักกีฬายกน้าหนกั คนพิการทีมชาติไทย ขอบเขตประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง กลมุ่ ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย กลุม่ ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีเป็นนักกฬี ายกน้าหนักคนพกิ ารทมี ชาติไทยปี พ.ศ. 2561 โดยการ เลอื กแบบเจาะจง (purposive sampling) จ้านวน 18 คน ซึง่ กลมุ่ ประชากรทง้ั 18 คน จะท้าการฝึกซอ้ มดว้ ย โปรแกรมการฝึกนักกฬี ายกนา้ หนกั คนพกิ ารทีมชาติไทยเป็นเวลา 8 สปั ดาห์ วธิ ีดา้ เนนิ การวจิ ัย 1. เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจยั - โปรแกรมการฝึกนักกฬี ายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยท่ีมีค่าความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาเท่ากับ 1 และมคี ่าความเชอ่ื ม่ันทง้ั ฉบับเทา่ กบั 0.834 - อุปกรณ์ ออกก้าลังกาย ณ ศูนย์วทิ ยาศาสตร์การกฬี าการกีฬาแห่งประเทศไทยและศูนย์ฝกึ ซ้อม กฬี ายกน้าหนักคนพกิ ารสนามกีฬาหัวหมาก - เครอ่ื งวดั ความดนั - นาฬกิ าจบั เวลา - อุปกรณ์ทดสอบความสมามารถในการยก 1RM ในทา่ นอนราบดนั อก - เครอื่ งมือทดสอบสมรรถภาพแอนแอโรบกิ (ยหี่ อ้ Lode Brachumere ปั้นด้วยมอื ) 2. การเก็บรวบรวมข้อมูล หลงั จากเตรยี มความพร้อมจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลขณะฝกึ ซ้อม 2 ครัง้ คือ 2.1 ก่อนการฝกึ ซ้อมสปั ดาหท์ ่ี 1 (pre - test) 2.2 หลังการฝึกซ้อมสัปดาหท์ ่ี 8 (post - test) การเกบ็ ขอ้ มูลขณะฝกึ ซ้อม ทั้ง 2 ครัง้ ข้างตน้ จะเก็บข้อมลู ดงั ต่อไปนี้ ครงั ที่ 1 กอ่ นการฝึกซ้อมสัปดาหท์ ่ี 1 (pre - test) - สมรรถภาพแอนแอโรบิก - ความสามารถในการยกนา้ หนัก 1RM ในท่านอนราบดนั อก
- บันทกึ ผลการวัด ครังที่ 2 หลังการฝกึ ซอ้ มสัปดาห์ท่ี 8 (post - test) - สมรรถภาพแอนแอโรบกิ - ความสามารถในการยกนา้ หนกั 1RM ในทา่ นอนราบดันอก - บนั ทึกผลการวดั 3. การวิเคราะหข์ ้อมูล 3.1 วเิ คราะหค์ ่าเฉลี่ย (mean) และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (standard deviations) สมรรถภาพ แอนแอโรบิก และความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในทา่ นอนราบดันอก 3.2 วิเคราะห์ด้วยสถิติ t - test แบบแบ่งกลุ่มอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (dependent) เพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยสมรรถภาพแอนแอโรบิก และความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ใน ท่านอนราบดันอก 3.3 ทดสอบความมนี ัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ผลการวจิ ยั จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการ ทีมชาติไทยท่ีมีต่อสมรรถภาพแอนแอโรบิกและความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก ของนักกฬี ายกนา้ หนกั คนพิการทีมชาตไิ ทย ได้ผลดังนี้ ตารางท่ี 1 สรุปค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของสมรรถภาพแอนแอโรบิกก่อนและหลังการฝึกด้วย โปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยของนักกีฬายกน้าหนักคนพิการ ทีมชาติไทย รายการ ���̅��� (watt) S.D. 453.47 สมรรถภาพแอนแอโรบกิ กอ่ นการฝึก (pre test) 476.53 150.08 สมรรถภาพแอนแอโรบิกหลังการฝึก (post test) +23.06 159.59 (post test – pre test) 9.51 จากผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของสมรรถภาพแอนแอโรบิก หลังการฝึก ด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย เท่ากับ 476.53 ± 159.59 วัตต์ และก่อนการ ฝกึ เท่ากบั 453.47 ± 150.08 วตั ต์ ซึง่ ค่าเฉล่ยี หลังการฝึกเพิม่ ขึ้นมากกวา่ ก่อนการฝึก (23.06 วัตต์) ตารางท่ี 2 สรุปเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสมรรถภาพแอนแอโรบิกก่อนและหลังการฝึก ด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยของนักกีฬายกน้าหนักคนพิการ ทมี ชาติไทย ด้วยสถติ ิ dependent t - test Paired Differences T Sig. (2-tailed) Peak Power pre test - Peak Power Mean Std. Std. Error post test Deviation Mean *P < 0.05 23.06 39.49 9.30 -2.47 0.024
จากผลการวจิ ยั พบวา่ คา่ เฉล่ียและส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานสมรรถภาพแอนแอโรบิกกอ่ นและหลังการ ฝึกซ้อมด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย แตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ที่ระดบั 0.05 ตารางท่ี 3 สรุปค่าเฉล่ียและสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ใน ทา่ นอนราบ ดันอก ก่อนและหลังการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยของ นักกีฬายกน้าหนักคนพกิ ารทมี ชาติไทย รายการ ���̅��� (Kg) S.D. 134.11 ความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอกก่อนการฝกึ (pre test) 143.11 41.33 ความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในทา่ นอนราบดนั อกหลงั การฝึก (pre test) +9.00 45.29 (post test – pre test) 3.96 จากผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดัน หลังจากการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย เท่ากับ 143.11 ± 45.29 กิโลกรัม และก่อนการฝึก เท่ากับ 134.11 ± 45.29 กิโลกรัม ซ่ึงค่าเฉล่ียหลังการฝึกเพ่ิมขึ้นมากกว่า ก่อนการฝกึ (9.00 กโิ ลกรมั ) ตารางท่ี 4 สรุปเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก ก่อนและหลังการฝึกซ้อมด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการ ทีมชาตไิ ทยของนกั กฬี ายกน้าหนกั คนพิการทมี ชาติไทย ดว้ ยสถิติ dependent t-test Paired Differences T Sig. (2-tailed) 1RM pre test - 1RM post Mean Std. Std. Error test Deviation Mean * P < 0.05 -9.00 7.56 1.78 -5.045 0.00 จากผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ใน ท่านอนราบดันอก ก่อนและหลังการฝึกซ้อมด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั ส้าคญั ทางสถิติท่รี ะดบั 0.05 สรปุ ผลการวจิ ัย 1. จากผลการศึกษาค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของสมรรถภาพแอนแอโรบิกก่อน และหลัง การฝึกซอ้ มดว้ ยโปรแกรมการฝึกนกั กีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาตไิ ทย พบว่า - ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานสมรรถภาพแอนแอโรบิก หลังการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึก นักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย เท่ากับ 476.53 ± 159.59 วัตต์ และก่อนการฝึก 453.47 ± 150.08 วัตต์ ซ่งึ ค่าเฉล่ยี หลงั การฝึกเพิ่มขน้ึ มากกวา่ ก่อนการฝึก (23.06 วัตต์)
- ผลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสมรรถภาพแอนแอโรบิก ก่อนและหลังการฝึกดว้ ยโปรแกรมการฝกึ นักกฬี ายกน้าหนกั คนพกิ ารทีมชาติไทย แตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยส้าคัญ ทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 2. จากผลการศึกษาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก ก่อนและหลังการฝึกซ้อมด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย ของนกั กีฬายกน้าหนกั คนพิการทีมชาตไิ ทย - ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก หลังการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย เท่ากับ 143.11 ± 45.29 กิโลกรัม และก่อนการฝึก เท่ากับ 134.11 ± 45.29 กิโลกรัม ซ่ึงค่าเฉลี่ยหลังการฝึกเพ่ิมขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก (9.00 กิโลกรัม) - ผลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความสามารถในการ ยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอก ก่อนและหลังการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการ ทมี ชาตไิ ทย แตกต่างกันอยา่ งมนี ัยส้าคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัย ผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยที่มีต่อ สมรรถภาพแอนแอโรบิกและความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอกของนักกีฬา ยกนา้ หนักคนพกิ ารทมี ชาติไทย สามารถอธบิ ายไดด้ งั นี้ ในการศึกษาค่าเฉลี่ยและสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของสมรรถภาพแอนแอโรบิก หลังการฝึกด้วยโปรแกรม การฝึกนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทยของนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย เท่ากับ 476.53 ± 159.59 วัตต์ มีค่ามากกว่าก่อนการฝึกเฉลี่ย 23.06 วัตต์ และผลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ีย และ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานสมรรถภาพแอนแอโรบกิ กอ่ นและหลงั การฝึกด้วยโปรแกรมการฝกึ นกั กฬี ายกน้าหนัก คนพิการทีมชาติไทย โดยทดสอบค่าที (Dependent t - test) พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ทีร่ ะดบั 0.05 ในการศึกษาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่า นอนราบดันอก เท่ากับ 143.11 ± 45.29 กิโลกรัมมีค่ามากกว่าก่อนการฝึกเฉลี่ย 9 กิโลกรัม และ ผลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความสามารถในการยกน้าหนัก 1RM ในท่านอนราบดันอกของนักกีฬายกน้าหนักคนพิการทีมชาติไทย ก่อนและหลังการฝึกซ้อมด้วยโปรแกรมการ ฝึกนักกีฬายกนา้ หนักคนพิการทมี ชาติไทย โดยทดสอบค่าที (Dependent t - test) พบวา่ แตกต่างกันอย่างมี นัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซ่ึงสอดคล้องกับ ไฟเจนบัม (Faigenbaum, 1993, Abstract) ได้ศึกษาผล การฝึกด้วยน้าหนักเพื่อความแข็งแรงของเด็ก โดยประเมินโปรแกรมการฝกึ 2 คร้ังต่อสัปดาห์พบว่า การฝกึ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยการดูแลอย่างใกล้ชิดสามารถเพิ่มความแข็งแรง และพัฒนาส่วนประกอบของร่างกาย ได้ท้ังเด็กชายและเด็กหญิง เวลท์แมน และสแตนฟอร์ด (Weltman and Stanford, 1978, Abstract) ได้ท้า การศึกษาวิจัยเรื่องผลการฝึกด้วยระดับงานสูงสุดต่อพลังแบบแอนแอโรบิก สมรรถภาพแบบแอนแอโรบิก ในเพศหญิงกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนหญิงจ้านวน 19 คน พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าของพลังเชิงแอนแอโรบิก และสมรรถภาพเชิงแอนแอโรบิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เวสคอท (Westcott, 1979, Abstract) ได้ศึกษาการตอบสนองของเพศหญิงจากการฝึกด้วยน้าหนัก วัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบ
วิธีการฝึก 3 วิธี ที่มีต่อการพัฒนาความแข็งแรงในเพศหญิง และเปรียบเทียบอัตราการพัฒนาความแข็งแรง ของเพศหญิงท่ีมีอายุแตกต่างกัน พบว่า การฝึกด้วยน้าหนักท้ัง 3 วิธีสามารถเพ่ิมความแข็งแรงได้ และการฝึก แบบวธิ ี Pyramid System จะมีเปอรเ์ ซ็นต์เพ่ิมความแข็งแรงมากทสี่ ดุ ข้อเสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะในการทา้ วิจยั การวิจัยในครั้งน้ีผู้วิจัยต้องต้องประสานงานความร่วมมือ ทั้งอาสาสมัคร คณะผู้ฝึกสอน และ ผู้เช่ียวชาญด้านเคร่ืองมือทดสอบ ณ วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ท้าให้การท้างานเป็นทีมมีความส้าคัญในการด้าเนินการวิจัยซ่ึงผู้วิจัยจะต้องท้าความเข้าใจทุกฝ่ายในการเก็บ รวบรวมขอ้ มลู ใหม้ คี วามเข้าใจทต่ี รงกนั 2. ขอ้ เสนอแนะในการทา้ วิจัยครังตอ่ ไป 2.1 พัฒนาโปรแกรมการฝึกและท้าการศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกในนักกีฬา ยกนา้ หนักคนพิการเพ่อื ใหเ้ กิดความเป็นเลิศทางการกีฬาต่อไป 2.2 สร้างโปรแกรมการฝึกและท้าการศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกในนักกีฬา ประเภทอน่ื ๆ References Faigenbum, A.D. (1993). The effects of Strength training on Children An Evaluation of a Twice Per Week Program. Dissertation Abstracts International. 53, 2735 - 4A. International Paralympic Committee Power lifting Rules and Regulations. (2014). World Para Powerlifting Technical Rules and Regulations. Retrieved from https://www.paralympic. org/sites/default/files/2019-12/World%20Para%20Powerlifting___February%202019.pdf Paralympic Committee of Thailand. (2016). Powerlifting. Retrieved from http://www.paralym picthai.com/sport/Powerlifting.html Sports Authority of Thailand. (2007). Bodybuilding Training Guide. Bangkok: Academic Development and Teaching Media, Personnel Development Department. Sports Center for Excellence, Institute of Physical Education, Lampang Campus. (2010). Lampang Center for Sport Excellence. Retrieved from http://www.ipelp.ac.th/Center%20Sport /visaitus-patya.html Westcott, W.L. (1979). Training for power sports - Part 1 training. Journal of Physical Education. 77, 31 - 33. Weltman, M., and Stanford, W. (1978). Super maximal training in females: Effects on anaerobic power output, anaerobic capacity and anaerobic power. Journal of Sports and Medicine and Physical Fitness, 18(9), 250 - 260. Received: April, 25, 2019 Revised: June, 20, 2020 Accept: June, 25, 2020
ผลของโปรแกรมการฝกึ แบบวงจรทม่ี ตี ่อสมรรถภาพทางกายของผูส้ งู อายทุ ่ีนา้ หนกั เกนิ ณฏั ฐ์ดนยั เจรญิ สุขวิมล คณะวทิ ยาศาสตรก์ ารกีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตชลบุรี บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบวงจรท่ีมีต่อสมรรถภาพ ทางกายของผู้สูงอายุที่น้าหนักเกิน อายุเฉล่ีย 63.46 ± 2.55 ปี จ้านวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จ้านวน 15 คน เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจรนาน 12 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน และกลุ่มควบคุม จ้านวน 15 คน ไม่ได้เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร วเิ คราะห์ค่าสถิตพิ ้ืนฐาน ด้วยค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ ก่อนเข้ารับโปรแกรม ระหว่างเข้ารับ โปรแกรมการฝึกในสัปดาห์ที่ 6 และส้ินสุดเข้ารับโปรแกรมการฝึกในสัปดาห์ท่ี 12 โดยการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้า (One -way analysis of variance with repeated measures) ค่านัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 พบว่า ค่าดัชนีมวลกาย ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ การทรงตัว และความ ว่องไวของร่างกาย ความอดทนของการไหลเวียนโลหิต และความอ่อนตัว ของกลุ่มผู้สูงอายุท่ีน้าหนักเกินท่ี เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร มีสมรรถภาพทางกายความแตกต่างกนั อย่างมีนยั สา้ คัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 ในสัปดาห์ท่ี 6 และสัปดาห์ท่ี 12 ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุที่น้าหนักเกินท่ีไม่ได้เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร ก่อนการฝึกและหลังการฝึกมีสมรรถภาพทางกายไม่แตกต่างกันอยา่ งมีนยั สา้ คญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 คา้ ส้าคัญ: การฝกึ แบบวงจร สมรรถภาพทางกาย ผู้สูงอายุ ภาวะน้าหนักเกิน Corresponding Author: นายณัฏฐด์ นัย เจรญิ สุขวิมล คณะวิทยาศาสตร์การกฬี าและสขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั การกฬี าแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี Email: [email protected]
EFFECTS OF CIRCUIT TRAINING PROGRAM ON PHYSICAL FITNESS IN OVERWEIGHT OLDER ADULTS Nutdanai Jaronsukwimal Sport Science and Health, Thailand National Sports University Chon Buri Campus Abstract This research aimed to study the effects of circuit training program on physical fitness of overweight older adults. 30 older adults with an average age of 63.46 ± 2.55 years were used as sample groups. The sample groups were divided into an experimental group of 15 participants joining the circuit training program 3 days a week for 12 weeks and a control group of 15 participants who did not join the circuit training program. The analysis of basic statistics consisting of mean and standard deviation was implemented to compare the differences in the physical fitness of the older adults before joining the program while attending the program (6th week), and after completing the program (12th week). One-way analysis of variance with repeated measures was applied with the statistical significance at the level of .05. The results demonstrated that body mass index, weight, muscle strength, balance, agility of the body and the body flexibility as well as cardiorespiratory endurance of overweight older adults participating in the circuit training program were different from those who did not participate in the circuit training program with statistical significance at the level of .05 after the 6th week of the training and the 12th week of the training. Keywords: Circuit training program, Physical fitness, older adults, Overweight Corresponding Author: Nutdanai Jaronsukwimal, Sport Science and Health, Thailand National Sports University Chon Buri Campus. Email: [email protected]
บทนา้ จากการส้ารวจประชากรผสู้ ูงอายุในประเทศไทยท่ีผา่ นมาพบว่า จ้านวนประชากรผสู้ ูงอายุมีแนวโน้ม เพิ่มข้ึนอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ปี ขณะท่ีส้านักงานสถิติแห่งชาติ คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างเต็มตัวในปีพ.ศ. 2565 และในปีพ.ศ. 2573 จะมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพ่ิมขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 26.9 ของ ประชากรท้ังประเทศ หรือเทียบง่าย ๆ ได้ว่า สดั ส่วนประชากรผู้สูงอายุไทยจะมากกว่าประชากรวัยเด็กตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2563 เป็นต้นไป สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยก้าลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ซ่ึง องค์การอนามัยโลกได้นิยามวา่ “ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสดั ส่วนเกินร้อยละ 10 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศน้ันก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะเป็นสังคม ผสู้ ูงอายุโดยสมบูรณ์ เมื่อสดั ส่วนประชากรอายุ 60 ปีขนึ้ ไป เพ่ิมเป็นร้อยละ 20 และอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 14 โดยผู้สูงอายุท่ีอายุยืนยาวขึ้นจะเส่ียงต่อปัญหาทางสุขภาพ โดยเฉพาะการเจ็บป่วยด้วยโรคเร้ือรัง ซ่ึงคร่ึงหน่ึงของผู้สูงอายุไทยมีโรคเร้ือรังหรือโรคประจ้าตัว โดยผู้สูงอายุจะมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะน้าหนักเกิน และอ้วนเพิ่มข้ึน ส่งผลต่อภาวะสุขภาพซึ่งภาวะนี้มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับ ไขมันในเลือดสูง โรคหอบ โรคข้อเส่ือม โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง อาจส่งผลให้เกิดภาวะ หลอดเลือดในสมองตีบ การออกกา้ ลงั กายจงึ เปน็ ส่งิ จ้าเป็นตอ่ สุขภาพของผูส้ ูงอายุ เนื่องจากช่วยชะลอความเสอ่ื ม และเพ่ิมความแข็งแรงของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเน้ือและข้อต่อ ปอด หัวใจ เป็นต้น การออกก้าลังกายอย่างสม่้าเสมอท้าให้ร่างกายกระปร้ีกระเปร่า กระฉับกระเฉง ว่องไว ระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบหวั ใจและปอดท้างานดีขึ้นและยังช่วยรักษาโรคบางอยา่ ง เชน่ เบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง เปน็ ต้น ขณะออกก้าลังกายรา่ งกายจะหลงั่ สารซึ่งจะช่วยลดความเครียด ทา้ ใหก้ ารนอนหลับพกั ผ่อนดีข้นึ และ มีสขุ ภาพจิตดีขึน้ ดว้ ย จากการศกึ ษาพบว่า ผู้สงู อายสุ ่วนใหญ่มปี ัญหาด้านสขุ ภาพเน่ืองมาจากสาเหตุท่ีเกิดจาก การเสื่อมของสภาพร่างกาย มีปัญหาเก่ียวกับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บป่วยบ่อย มักมีกล้ามเนื้อตึง เนื่องจากความยืดหยุ่นน้อยลง เป็นผลให้มีอาการปวดเม่ือย ลุกนั่งลุกยืน ไม่ค่อยสะดวก หรืออยู่ในท่าใด ๆ นาน ๆ ไม่ได้ จากการทบทวนวรรณกรรม Qurat-ul-Ain, Malik, A. N., & Amjad, I. (2018, pp. 455 - 458) ซึ่งพบว่า การฝึกเดินโดยใช้วงจรช่วยเพิ่มความคล่องตัวความสมดุลและเพ่ิมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอด เลือดสมอง สอดคล้องกับ Ji-Woon Kim, Yeong-Chan Ko, Tae-Beom Seo, & Young-Pyo Kim (2018, pp. 406 - 465) ได้ท้าการศึกษาเรื่อง ผลของการฝึกวงจรต่อองค์ประกอบของร่างกายสมรรถภาพทางกาย และปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มอาการเมตาบอลิซึมในนักศึกษาหญิงที่เป็นโรคอ้วน พบว่า การฝึกวงจรเป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพในการปรบั ปรุงสมรรถภาพทางกายและป้องกนั โรคเก่ยี วกับการเผาผลาญไดด้ ี ซ่ึงผู้วิจัยเล็งเห็นว่าถ้าน้าการฝึกแบบวงจรมาประยุกต์ใช้กับการออกก้าลังกายในผู้สูงอายุก็อาจจะท้า ให้ผู้สูงอายุมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นกระฉับกระเฉงขึ้นและที่ส้าคัญเมื่อสมรรถภาพทางกายดีก็จะท้าให้ สภาพจติ ใจของผู้สงู อายุดตี ามไปดว้ ยเช่นกัน จากเหตุผลดังกล่าวท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบวงจรท่ีมีต่อ สมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุท่ีน้าหนักเกิน เพ่ือน้าไปใช้ในการออกก้าลังกายแก่ผู้สูงอายุในชุมชนเป็นการ ป้องกันการบาดเจ็บ ลดภาวะทพุ พลภาพ อันจะน้าไปส่กู ารมีคณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ตี ่อไป วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย เพอ่ื ศกึ ษาผลของโปรแกรมการฝกึ แบบวงจรท่ีมตี ่อสมรรถภาพทางกายของผสู้ ูงอายทุ ี่น้าหนักเกนิ
สมมติฐานของการวจิ ัย สมรรถภาพทางกายของกลุ่มผู้สูงอายุท่ีน้าหนักเกินที่เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจรสูงกว่า กลมุ่ ผู้สงู อายุท่นี ้าหนกั เกนิ ทไ่ี ม่ได้เขา้ รบั โปรแกรมการฝกึ แบบวงจร ในสปั ดาหท์ ี่ 6 และในสปั ดาหท์ ่ี 12 วิธีดา้ เนินการวจิ ัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบวงจรท่ีมีต่อสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุที่น้าหนักเกิน โดยการ เปรียบเทียบค่าสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความว่องไวของ ร่างกาย ความอดทนของการไหลเวียนโลหิต องค์ประกอบของร่างกาย และความอ่อนตัว ก่อนการฝึก หลงั การฝกึ ในสัปดาห์ท่ี 6 และในสปั ดาห์ท่ี 12 ของกล่มุ ตัวอยา่ ง 2 กลุ่ม คือ กลมุ่ ผูส้ ูงอายทุ ่ีน้าหนกั เกินทไ่ี มไ่ ด้ เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร (กลุ่มควบคุม) และกลุ่มผู้สูงอายุที่น้าหนักเกินที่เข้ารับโปรแกรมการฝึก แบบวงจร (กลุ่มทดลอง) ท่ีได้เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ซึ่งได้ผ่าน การพิจารณาโดยคณะกรรมการการวจิ ยั ในมนุษย์ สถาบนั การพลศกึ ษา (เลขท่ีโครงการวจิ ยั 003/2562) เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย 1. วธิ กี ารสร้างเครอื่ งมือและวิธีการตรวจคุณภาพ ผู้วิจยั ดา้ เนินการดังนี้ 1) ศึกษาเอกสาร ต้ารา และงานวจิ ัยที่เก่ียวข้องกบั รปู แบบโปรแกรมการออกกา้ ลงั กาย และ ลกั ษณะท่าทางการออกกา้ ลงั กายทีเ่ หมาะสมกับผู้สงู อายุที่น้าหนักเกิน 2) ออกแบบโปรแกรมการฝึกแบบวงจรทมี่ ีต่อสมรรถภาพทางกายของผสู้ ูงอายุที่น้าหนักเกิน จ้านวน 8 ท่า ซ่ึงเน้นการบริหารระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด และระบบกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุให้มี ความแข็งแรงและทนทานมากข้ึน โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงอบอุ่นร่างกาย ใช้เวลา 5 นาที ช่วงการ ออกก้าลังกาย ใช้เวลา 20 นาที และช่วงผ่อนคลายใช้เวลา 5 นาที โดยศึกษาจากท่ากายบริหารสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตที่ดีส้าหรับผู้สูงอายุ การออกก้าลังกายเพ่ือสุขภาพ (Department of Health, Ministry of Public Health, 2010) 3) ผู้ทรงคุณวุฒิ จ้านวน 3 คน ตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) ด้วย การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ซ่ึงค่าท่ีค้านวณได้ต้อง มากกว่า 0.50 และนา้ ข้อเสนอแนะมาปรบั ปรุงแกไ้ ขและนา้ เสนอเพ่ือพิจารณาอกี ครั้ง 4) น้าโปรแกรมการฝึกแบบวงจรท่ีมีต่อสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุท่ีมีน้าหนักเกินไป ทดลองใช้กับผู้สูงอายุที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจ้านวน 5 คน ระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพ่ือทดสอบความเชื่อมั่นของ โปรแกรม (Reliability) ด้วยแบบสอบถามความพงึ พอใจ 5) น้าโปรแกรมการฝึกแบบวงจรที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุที่มีน้าหนักเกินไป ใช้จรงิ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการฝึกแบบวงจรท่ีมีต่อสมรรถภาพทางกายของ ผู้สูงอายุท่ีน้าหนกั เกิน จ้านวน 8 ทา่ คอื 1) ทา่ ย่้าเท้าอย่กู ับที่ (จบั เก้าอ)ี้ 2) ท่าย้่าเท้าอย่กู บั ท่ียกเขา่ สงู (จับเกา้ อ้)ี 3) ท่าเขยง่ ปลายเท้าสลับยนื บนส้นเทา้ (จับเกา้ อ้)ี 4) ทา่ เหวยี่ งขาออกดา้ นขา้ ง (จับเกา้ อ)ี้
5) ทา่ ย่อเขา่ (จบั เก้าอ้ี) 6) ท่างอและเหยยี ดสะโพก (จบั เกา้ อ้)ี 7) ทา่ ยกแขน (น่ังเกา้ อ้ี) 8) ทา่ กรรเชียง (นง่ั เกา้ อ้)ี หมายเหตุ: ท้าท่าละ 45 วินาที พักระหว่างท่า 30 วินาที จ้านวน 3 รอบ รวมระยะเวลา 30 นาที เป็นเวลา 3 วนั ต่อสปั ดาห์ จา้ นวน 12 สปั ดาห์ 3. เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ (Senior fitness test) (Rikli and Jones, 2001) ประกอบด้วย 1) ลุกยืนจากเกา้ อ้ี 30 วินาที (30-Second Chair Stand) 2) งอแขนพบั ศอก (Arm Curl test) 3) นั่งเก้าอ้ีย่นื แขนแตะปลายเท้า (Chair sit and reach test) 4) เออ้ื มแขนแตะมือด้านหลัง (Back scratch test) 5) ลกุ เดนิ จากเก้าอ้ีไปและกลบั (8 Feet up and go test) 6) เดนิ 6 นาที (6 Minute walking test) 7) เดนิ ย้่าเท้า 2 นาที (2 Minute step test) ขนั ตอนการทดลอง 1. รับสมัครผู้เข้าร่วมการทดลอง และคัดเลือกดัชนีมวลกายระหว่าง 23 – 24.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร อายุ เพศ และตรวจสุขภาพรา่ งกาย 2. ประชุม อธิบาย ชี้แจงและนดั หมาย ให้ผ้เู ข้าร่วมการทดลอง เข้าใจถงึ วตั ถุประสงค์ของการท้าวิจัย ลา้ ดับข้ันตอนการทดสอบ วธิ ีการทดสอบ รวมไปถึงข้อตกลงต่าง ๆ ในระหว่างการเข้าร่วมท้าการวิจัย และให้ ผู้เขา้ รว่ มการทดลอง ลงนามยนิ ยอมเขา้ รว่ ม ตามเกณฑ์การคัดเลอื กกลุ่มตัวอย่างการวจิ ยั 3. เตรียมอุปกรณ์และสถานท่ีใช้ในการทดลองโดยประสานงานกับโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพ ต้าบล บางทราย อ้าเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบรุ ี 4. นดั ประชมุ ผ้ชู ่วยวิจัย จา้ นวนทั้งสิ้น 8 คน โดยแบง่ ผู้ช่วยวจิ ยั ดงั น้ี 1) ผูช้ ่วยวิจยั วัดสว่ นสงู นา้ หนัก ความดันโลหติ และอัตราการเตน้ ของหัวใจ 2) ผชู้ ว่ ยวิจยั วดั แบบทดสอบลุกยืนจากเก้าอ้ี 30 วนิ าที (30-Second Chair Stand) 3) ผู้ช่วยวจิ ยั วัดแบบทดสอบงอแขนพับศอก (Arm Curl test) 4) ผูช้ ว่ ยวิจยั วัดแบบทดสอบนง่ั เกา้ อ้ยี นื่ แขนแตะปลายเท้า (Chair sit and reach test) 5) ผชู้ ว่ ยวิจัยวัดแบบทดสอบออ้ มแขนแตะมอื ดา้ นหลงั (Back scratch test) 6) ผชู้ ่วยวจิ ยั วดั แบบทดสอบลุกเดนิ จากเกา้ อไ้ี ปและกลบั (Feet up and go test) 7) ผู้ช่วยวิจัยวัดแบบทดสอบเดิน 6 นาที (6 Minute walking test) 8) ผู้ช่วยวจิ ัยวดั แบบทดสอบเดนิ ย้่าเทา้ 2 นาที (2 Minute step test) 5. ประเมินตัวแปรดังต่อไปนี้ก่อนการศึกษา ได้แก่ ชั่งนา้ หนกั วัดส่วนสูง ความดันโลหิต อัตราการเต้น ของหัวใจ และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของผู้สงู อายุ (Senior fitness test) (Rikli and Jones, 2001) 6. กลุ่มทดลองเขา้ รับโปรแกรมการฝกึ แบบวงจร จ้านวน 8 ทา่ คือ
1) ท่ายา้่ เทา้ อยู่กบั ท่ี (จับเก้าอ้)ี 2) ท่าย้่าเทา้ อยู่กับท่ียกเขา่ สูง (จับเก้าอี)้ 3) ทา่ เขยง่ ปลายเทา้ สลบั ยนื บนส้นเทา้ (จบั เก้าอี)้ 4) ท่าเหวย่ี งขาออกด้านข้าง (จับเก้าอ)้ี 5) ทา่ ยอ่ เขา่ (จบั เก้าอี้) 6) ท่างอและเหยียดสะโพก (จับเก้าอ)้ี 7) ทา่ ยกแขน (นง่ั เกา้ อี)้ 8) ท่ากรรเชียง (นง่ั เกา้ อ้)ี 7. ผู้วิจัยได้ประสานรถโรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี พร้อมพยาบาลวิชาชีพ และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต้าบลบางทราย อ้าเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี หากมีเหตุฉุกเฉินขณะท้าการ ทดลอง ซึง่ สามารถชว่ ยเหลือและน้าสง่ โรงพยาบาลได้ทันทว่ งที 8. ก่อนการฝึกและหลังการฝึกเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ ท้าการประเมินตัวแปร ที่ศึกษา ได้แก่ ชั่งน้าหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ และทดสอบสมรรถภาพทาง กายของผู้สูงอายุ ระยะเวลาทั้งหมดในการเก็บข้อมูลการวิจัย จ้านวน 3 เดือน โดยเร่ิมเก็บข้อมูลกับผู้เข้าร่วม โครงการวจิ ยั ในระหวา่ งวนั ท่ี 1 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ถึง วันที่ 31 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2562 การวิเคราะห์ข้อมลู ผู้วิจัยน้าผลการทดสอบของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม มาด้าเนินการวิเคราะห์ทางสถิติ ด้วยการใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สา้ เรจ็ รูป ดงั นี้ 1. การเปรยี บเทียบดัชนีมวลกายของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กอ่ นการฝกึ หลังการฝึกในสัปดาห์ ที่ 6 และหลังการฝึกในสัปดาห์ท่ี 12 โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ชนิดวัดซ้า (One-way analysis of variance with repeated measures) และเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ ตามวิธีของ บอนเฟอรโ์ รนี (Bonferroni) 2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัวและความว่องไวของร่างกาย ความอดทนของการไหลเวียนโลหิต องค์ประกอบของร่างกาย และ ความออ่ นตัวของกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึก หลังการฝึกในสัปดาหท์ ี่ 6 และหลังการฝึกในสัปดาห์ท่ี 12 โดยการ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ชนิดวัดซ้า (One-way analysis of variance with repeated measures) และเปรยี บเทยี บความแตกต่างเปน็ รายคู่ ตามวิธขี องบอนเฟอรโ์ รนี (Bonferroni) ผลการวจิ ยั ตอนที่ 1 การเปรียบเทียบดัชนีมวลกายของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึก หลังการฝึก ในสัปดาห์ท่ี 6 และหลงั การฝกึ ในสปั ดาห์ที่ 12
ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบดัชนีมวลกาย ก่อนการฝึก หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 6 และหลังการฝึกใน สัปดาห์ที่ 12 รายการ แหล่งความแปรปรวน SS df MS F p กลุม่ ทดลอง ระหว่างเวลาทีท่ ดสอบ 4.936 2 2.468 48.789 .000* ความคลาดเคลอ่ื น 1.417 28 .051 กลมุ่ ควบคุม ระหวา่ งเวลาทท่ี ดสอบ .015 .137 2 .008 .992 .390 ความคลาดเคลอ่ื น 18 .008 * นยั สา้ คญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05 จากตารางที่ 1 พบว่า ดัชนีมวลกายของกลุ่มควบคุมก่อนการฝึกกับหลังการฝึกไม่แตกต่างกันอย่าง มีนัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 แต่กลุ่มทดลองดัชนีมวลกายก่อนการฝึก หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 6 และ หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 12 แตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังน้ัน จึงท้าการทดสอบความ แตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้วิธขี องบอนเฟอรโ์ รนี (Bonferroni) ดงั ตารางที่ 2 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายเป็นรายคู่ ก่อนการฝึก หลังการฝึกใน สัปดาห์ท่ี 6 และหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 12 ของกลุ่มทดลอง ระหว่างเวลาที่ทดสอบ กอ่ นฝกึ หลังฝกึ สัปดาห์ท่ี 6 หลังฝกึ สปั ดาหท์ ่ี 12 - กอ่ นฝึก .365* 810* หลงั ฝกึ สปั ดาห์ที่ 6 - .445* หลงั ฝึกสปั ดาหท์ ี่ 12 * มีนยั สา้ คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05 - จากตารางท่ี 2 การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความแตกต่างของดัชนีมวลกายเป็นรายคู่ ของกลุ่มทดลอง โดยใช้วิธีของบอนเฟอร์โรนี (Bonferroni) พบว่า แตกต่างกันทุกคู่อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ท่รี ะดบั .05 ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ การทรงตัวและความว่องไวของร่างกาย ความอดทนของการไหลเวียนโลหิต องค์ประกอบของร่างกาย และ ความออ่ นตัวของกลุ่มทดลอง กอ่ นการฝกึ หลังการฝึกในสปั ดาหท์ ี่ 6 และหลงั การฝกึ ในสัปดาห์ท่ี 12
ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึก หลังการฝึก ในสปั ดาห์ท่ี 6 และหลงั การฝึกในสปั ดาห์ที่ 12 รายการ แหล่งความแปรปรวน SS df MS F p 39.136 .000* การทดสอบลกุ ยืนจากเก้าอี 30 วนิ าที (30-Second Chair Stand) 46.156 .507 .611 1.179 กลมุ่ ทดลอง ระหวา่ งเวลาทีท่ ดสอบ 92.311 2 .533 31.301 .000* 1.052 .550 .586 กลุ่มควบคุม ความคลาดเคล่อื น 33.022 28 ระหว่างเวลาทที่ ดสอบ 1.067 2 84.067 41.838 .000* 2.686 2.495 .111 ความคลาดเคล่ือน 18.933 18 .633 1.152 31.931 .000* การทดสอบงอแขนพับศอก (Arm Curl test) 1.000 .387 12.148 กลมุ่ ทดลอง ระหว่างเวลาทท่ี ดสอบ 168.133 2 .290 33.085 .000* 28 .004 1.685 .213 ความคลาดเคลื่อน 75.200 .002 94.834 .000* กลุ่มควบคุม ระหว่างเวลาทที่ ดสอบ 1.267 2 19.102 1.462 .258 .598 ความคลาดเคลื่อน 20.733 18 .008 83.522 .000* .008 .935 .411 การทดสอบนงั่ เกา้ อยี ่ืนแขนแตะปลายเทา้ (Chair sit and reach test) 4.277 กลมุ่ ทดลอง ระหวา่ งเวลาที่ทดสอบ 24.296 2 .129 .023 ความคลาดเคลื่อน 8.130 28 .014 กลมุ่ ควบคมุ ระหวา่ งเวลาทท่ี ดสอบ .008 2 5931.667 62.548 ความคลาดเคลอ่ื น .030 18 15.833 10.833 การทดสอบอ้อมแขนแตะมือด้านหลัง (Back scratch test) 1312.356 กลุ่มทดลอง ระหว่างเวลาที่ทดสอบ 38.203 2 15.713 กลมุ่ ควบคมุ ความคลาดเคลอ่ื น 16.750 28 8.033 ระหว่างเวลาทท่ี ดสอบ .017 2 8.589 ความคลาดเคลื่อน .150 18 การทดสอบลกุ เดินจากเก้าอไี ปและกลบั (Feet up and go test) กลุ่มทดลอง ระหวา่ งเวลาที่ทดสอบ 8.554 2 กลุ่มควบคุม ความคลาดเคล่อื น 3.620 28 ระหวา่ งเวลาทที่ ดสอบ .046 2 ความคลาดเคลอ่ื น .246 18 การทดสอบเดนิ 6 นาที (6 Minute walking test) กลุ่มทดลอง ระหวา่ งเวลาท่ที ดสอบ 11863.333 2 กลุ่มควบคุม ความคลาดเคลื่อน 1751.333 28 ระหวา่ งเวลาท่ที ดสอบ 31.667 2 ความคลาดเคลื่อน 195.000 18 การทดสอบเดนิ ยา้่ เท้า 2 นาที (2 Minute step test) กลุ่มทดลอง ระหวา่ งเวลาทท่ี ดสอบ 2624.711 2 ความคลาดเคลื่อน 439.956 28 กลุ่มควบคมุ ระหวา่ งเวลาทท่ี ดสอบ 16.067 2 ความคลาดเคลอ่ื น 154.600 18 * นยั ส้าคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05
จากตารางที่ 3 พบว่า การทดสอบลุกยืนจากเก้าอ้ี 30 วินาที การทดสอบงอแขนพับศอก การทดสอบ นั่งเก้าอ้ีย่ืนแขนแตะปลายเท้า การทดสอบอ้อมแขนแตะมือด้านหลัง การทดสอบลุกเดินจากเก้าอี้ไป และกลับ การทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบเดินย้่าเท้า 2 นาที ของกลุ่มควบคุมหลังฝึกกับก่อนฝึกไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสา้ คัญทางสถิติท่ีระดับ .05 แต่กลุ่มทดลอง ก่อนการฝกึ และหลงั การฝึกในสปั ดาห์ที่ 6 และ 12 แตกต่าง กันอยา่ งมนี ยั ส้าคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 ดงั นั้น จึงท้าการทดสอบความแตกตา่ งเปน็ รายคู่ โดยใชว้ ธิ ีของบอนเฟอรโ์ รนี (Bonferroni) ดังตารางที่ 4 ตารางท่ี 4 การเปรยี บเทียบความแตกตา่ งของค่าเฉล่ียการทดสอบสมรรถภาพทางกายของกลมุ่ ทดลอง เป็น รายคู่ กอ่ นการฝกึ และหลงั การฝึกในสัปดาหท์ ี่ 6 และ 12 ของกลมุ่ ทดลอง ระหวา่ งเวลาท่ีทดสอบ กอ่ นฝึก หลังฝึกสปั ดาห์ที่ 6 หลงั ฝึกสัปดาห์ท่ี 12 การทดสอบลุกยนื จากเก้าอี 30 วินาที (30-Second Chair Stand) -4.733* -2.467* ก่อนฝึก - -2.267* - หลงั ฝึกสปั ดาหท์ ี่ 6 - -4.733* หลงั ฝกึ สปั ดาหท์ ่ี 12 -2.467* การทดสอบงอแขนพบั ศอก (Arm Curl test) - ก่อนฝกึ - -2.267* -1.773* -.620* หลงั ฝกึ สปั ดาหท์ ี่ 6 - - หลังฝึกสปั ดาห์ท่ี 12 -2.160* การทดสอบน่ังเกา้ อียื่นแขนแตะปลายเท้า (Chair sit and reach test) -.513* กอ่ นฝกึ - -1.153* - หลังฝกึ สปั ดาหท์ ่ี 6 - -1.067* -.566* หลังฝกึ สปั ดาห์ที่ 12 - การทดสอบออ้ มแขนแตะมอื ดา้ นหลัง (Back scratch test) -39.667* ก่อนฝกึ - -1.647* -17.333* หลงั ฝกึ สปั ดาห์ท่ี 6 - - หลังฝกึ สปั ดาห์ท่ี 12 -18.667* -8.267* การทดสอบลุกเดนิ จากเกา้ อีไปและกลับ (Feet up and go test) - ก่อนฝึก - -0.501* หลังฝกึ สปั ดาหท์ ี่ 6 - หลงั ฝกึ สปั ดาหท์ ี่ 12 การทดสอบเดิน 6 นาที (6 Minute walking test) ก่อนฝึก - -22.333* หลังฝกึ สปั ดาหท์ ี่ 6 - หลังฝึกสปั ดาหท์ ี่ 12 การทดสอบเดนิ ยา่้ เท้า 2 นาที (2 Minute step test) กอ่ นฝกึ - -10.400* หลงั ฝกึ สปั ดาห์ที่ 6 - หลงั ฝึกสปั ดาห์ท่ี 12 * นัยส้าคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05
จากตารางท่ี 4 การทดสอบความแตกตา่ งของค่าเฉล่ียความแตกต่างของการทดสอบลกุ ยนื จากเกา้ อ้ี 30 วินาที การทดสอบงอแขนพับศอก การทดสอบนั่งเก้าอี้ย่ืนแขนแตะปลายเทา้ การทดสอบอ้อมแขนแตะมือ ดา้ นหลัง การทดสอบลุกเดินจากเก้าอ้ีไปและกลับ การทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบเดินยา่้ เท้า 2 นาที เปน็ รายคู่ ของกลมุ่ ทดลอง โดยใชว้ ธิ ีของบอนเฟอรโ์ รนี (Bonferroni) พบวา่ แตกตา่ งกนั ทุกค่อู ย่างมนี ัยสา้ คัญ ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .05 จะเห็นได้ว่าความแตกต่างอยา่ งมนี ัยสา้ คัญทางสถิติของสมรรถภาพทางกายของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้สูงอายุท่ีน้าหนักเกินท่ีไม่ได้เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร (กลุ่มควบคุม) และกลุ่มผู้สูงอายุ ที่น้าหนักเกินท่ีเข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร (กลุ่มทดลอง) ซึ่งกลุ่มทดลองเข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบ วงจร จ้านวน 8 ท่า คือ ท่าย้่าเท้าอยู่กับที่ (จับเก้าอ้ี) ท่าย่้าท้าอยู่กับที่ยกเข่าสูง (จับเก้าอี้) ท่าเขย่งปลายเท้า สลับยืนบนส้นเท้า (จับเก้าอี้) ท่าเหว่ียงขาออกด้านข้าง (จับเก้าอ้ี) ท่าย่อเข่า (จับเก้าอี้) ท่างอและเหยียด สะโพก (จับเก้าอ้ี) ท่ายกแขน (นั่งเก้าอี้) และท่ากรรเชียง (น่ังเก้าอ้ี) เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วท้าการ ทดสอบเพื่อประเมินสมรรถภาพทางกายก่อนการฝึก หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 6 และในสัปดาห์ที่ 12 พบว่า การเปรียบเทียบความแตกต่างของความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ โดยวิธีการทดสอบลุกยืนจากเก้าอ้ี 30 วินาที และงอแขนพับศอก การเปรียบเทียบความแตกต่างของการทรงตัวและความว่องไวของร่างกาย โดยวิธีการ ทดสอบลุกเดินจากเก้าอ้ีไปและกลับ การเปรียบเทียบความแตกต่างของความอดทนของการไหลเวียนโลหิต โดยวิธีการทดสอบ เดิน 6 นาที และเดินย้่าเท้า 2 นาที และการเปรียบเทียบความแตกต่างของความอ่อนตัว โดยวิธีการทดสอบน่ังเกา้ อี้ย่ืนแขนแตะปลายเทา้ ของกลุ่มผู้สูงอายุที่น้าหนักเกินที่เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบ วงจร (กลุ่มทดลอง) มีสมรรถภาพทางกายความแตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ในสัปดาห์ ท่ี 6 และสัปดาห์ท่ี 12 ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุที่น้าหนักเกินที่ไมไ่ ด้เข้ารับโปรแกรมการฝึกแบบวงจร (กลุ่มควบคุม) ก่อนการฝกึ และหลงั การฝึกมสี มรรถภาพทางกายไม่แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สา้ คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05 อภปิ รายผลการวจิ ัย จากการศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบวงจรท่ีมตี ่อสมรรถภาพทางกายของผสู้ ูงอายุทน่ี ้าหนกั เกิน พบว่า การที่ค่าดัชนีมวลกาย ค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัวและความว่องไวของร่างกายความอดทน ของการไหลเวียนเลือด และความอ่อนตัว มีการเปลย่ี นแปลงทดี่ ีขนึ้ เนอื่ งจากโปรแกรมที่ใช้ในการฝึกผู้สงู อายุ ที่มีน้าหนักเกินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นน้ัน เป็นการออกก้าลังกายที่เน้นการออกก้าลังกายแบบต่อเนื่อง คร้ังละ 30 นาที โดยการจัดท่าการออกก้าลังกายแบบวงจรซึ่งเน้นให้แต่ละท่ามีความต่อเนื่องกัน เพ่ือเป็นการออกก้าลังกายแบบ แอโรบิก โดยท้าการออกก้าลังกายเป็นจ้านวน 3 วันต่อสัปดาห์ ความเหนื่อยระดับปานกลาง คือ ผู้สูงอายุสามารถ พูดโต้ตอบกับผู้วิจัยในขณะออกก้าลังกายได้เป็นอย่างดี ท้าให้ผู้สูงอายุสามารถออกก้าลังกายจนเสร็จสิ้น ตามระยะเวลาท่ีก้าหนด ท้าให้เกิดการการเผาผลาญพลังงานมากในขณะออกก้าลังกาย ซึ่งสอดคล้องกับ Marcos - Pardo, Orquin - Castrillon, Gea - Garcia, Menayo - Antunez, Gonzalez - Galvez, Vale, & Martinez - Rodriguez, (2019, p. 7830) ได้ศึกษาเรื่อง ผลของการฝึกแรงต้านแบบวงจรในความหนัก ปานกลางถึงสูงต่อมวลไขมันความสามารถในการท้างานความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ และคุณภาพชีวิตใน ผู้สูงอายุ การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม อาสาสมัครทั้งหมด 45 คน เป็นชาย 18 คน หญิง 28 คน อายุเฉล่ีย 65 – 75 ปี อาศัยอยู่ในเมืองมูร์เซีย ประเทศสเปน แบ่งการทดลองเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม จ้านวน 21 คน (ชาย 9 คน หญิง 12 คน) และกลุ่มทดลอง จา้ นวน 24 คน (ชาย 9 คน หญิง 15 คน) ซ่งึ กลุ่ม ทดลองจะทา้ การฝึกแรงต้านแบบวงจรในความหนักปานกลางถึงสูง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์พบวา่ กลมุ่ ทดลอง
มคี า่ มวลไขมนั (fat mass) ลดลง และความแขง็ แรงของกลา้ มเนื้อเพิม่ มากขึ้น (higher values of muscular strength) เช่นเดียวกับ Jung, Kim, & Park. (2019, pp. 828 – 842) ได้ท้าการศึกษา เรื่อง การพัฒนาการฝึก แบบวงจรในสตรีสูงอายุเกาหลีที่มีความเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเน้ือน้อย (Sarcopenia) อาสาสมัครเป็นผู้หญิง จ้านวน 26 คน ที่มีความเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเน้ือน้อย (Sarcopenia) อายุระหว่าง 74.9 ± 4.5 ปี น้ามา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม จ้านวน 13 คน และกลุ่มทดลอง จ้านวน 13 คน ซ่ึงกลุ่มทดลองจะออก ก้าลงั กายแบบวงจรโดยใช้น้าหนกั ร่างกาย (body weight) เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบวา่ ค่าดชั นีมวลกาย (body mass index) เปอร์เซ็นต์ไขมัน (% body fat) มวลกล้ามเน้ือ (free fat mass) การทรงตัว (balance ability) และความแข็งแรงของข้อไหล่ ข้อเข่า และข้อต่อบริเวณเอวของกลมุ่ ทดลอง มีการเปลย่ี นแปลงอย่างมี นัยส้าคัญทางสถิติที่ดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม อีกทั้ง Venturelli, Ce, Limonta, Schena, Caimi, Carugo, Veicsteinas, & Esposito (2015, p. 101) ได้ศึกษาเรื่อง ผลของการฝึกแบบทนทานการฝึกแบบวงจร และ การฝึกแบบผ่อนคลายต่อความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยสูงอายุท่ีมีความดันโลหิตสูงพบว่า การฝึกแบบทนทาน และการฝึกแบบวงจรช่วยลดอัตราเส่ียงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases: CVDs) เนื่องจากความดันเลือดลดลง (blood pressure) พร้อมทั้งระดับน้าตาลในเลือด (blood glucose) และระดับคอเรสเตอรอล (cholesterol) ลดลง เม่ือเปรียบเทียบกับการฝึกแบบผ่อนคลาย และ Qurat-ul-Ain, Malik, & Amjad (2018, pp. 455 - 458) ท่ีได้ท้าการศึกษาเร่ือง ผลของการฝึกเดินแบบวงจร กับการฝึกเดินแบบเดิมต่อประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวในโรคหลอดเลือดสมอง อาสาสมัครจ้านวน 32 คน ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง เป็นชาย 16 คน หญิง 16 คน อายุเฉลี่ย 52.53 ± 12.76 ปี แบ่งการทดลองเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม ท้าการฝึกเดินแบบเดิม และกลุ่มทดลองท้าการฝึกเดินแบบวงจรพบว่า การฝึกเดิน แบบวงจรช่วยเพม่ิ ความคลอ่ งตวั ความสมดลุ และเพ่ิมคุณภาพชวี ติ ในผปู้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองไดด้ ี จากท่ีกล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการฝึกแบบวงจรช่วยพัฒนาสมรรถภาพทางกาย ในผู้สูงอายุ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) รวมท้ังยังช่วยลด ระดับคา่ ดัชนีมวลกาย ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย และเพมิ่ มวลกล้ามเนื้อให้มากขึน้ เป็นต้น เนื่องจากการ ฝกึ แบบวงจรน้ันเป้าหมายของการฝึกก็คือพัฒนาและสร้างเสริมระบบกล้ามเนื้อและระบบหัวใจและไหลเวียน เลือดให้มีความแข็งแรงและทนทาน ซ่ึงถ้าสองระบบที่กล่าวมาน้ันดีขึ้นก็จะส่งผลให้คุณภาพชวี ิตของผู้ฝกึ ดีขึ้น ตามล้าดับ โดยเห็นได้ชัดจากงานวิจัยท่ีผู้วิจัยได้ท้าข้ึน คือ เรื่องผลของโปรแกรมการฝึกแบบวงจรท่ีมีต่อ สมรรถภาพทางกายของผูส้ ูงอายุที่น้าหนักเกนิ ซง่ึ ผลการทดลองพบว่าการฝกึ แบบวงจรนั้น มีผลท้าให้ผู้สูงอายุ มีค่าหนักตัวท่ีลดลงส่งผลใหค้ ่าดัชนีมวลกายลดลงและสมรรถภาพทางกายในด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว ความอดทนของการไหลเวียนโลหิตของผู้สูงอายุดีข้ึนได้ภายใน 12 สปั ดาห์ และสมรรถภาพทางของการยืดหยนุ่ ของกล้ามเนือ้ มีแนวโนม้ ทีด่ ขี ึ้น ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ยั จากการศึกษาวิจัยผลของโปรแกรมการฝึกแบบวงจรที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของ ผู้สูงอายุที่ น้าหนักเกิน ผวู้ ิจยั มีข้อเสนอแนะในการนา้ ผลการวิจยั ไปใช้ ดังน้ี 1. ผู้สูงอายุท่ีมีภาวะน้าหนักเกินสามารถน้าโปรแกรมการฝึกแบบวงจร ไปใช้ในการออกก้าลังกาย เพื่อเพ่ิมความแข็งของกล้ามเน้ือ ความสามารถในการทรงตัว ความอดทนของการไหลเวียนโลหิต และ ความออ่ นตวั ได้ โดยใชเ้ วลาอย่างน้อย 12 สัปดาหอ์ ย่างตอ่ เน่อื ง
2. การออกก้าลังกายด้วยโปรแกรมการฝึกแบบวงจร มีผลท้าให้สุขภาพร่างกายผู้สูงอายุดีข้ึน สามารถน้าโปรแกรมการฝึกแบบวงจร ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ขยายผลและเผยแพร่การออกก้าลังกายด้วย โปรแกรมดังกล่าวในกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากข้ึน โดยการร่วมมือกับชมรมผู้สูงอายุในชุมชนต่าง ๆ องค์การ บรหิ ารสว่ นท้องถนิ่ โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพ เป็นตน้ References Department of health, Ministry of Public Health. (2010). Exercise for health. Bangkok: The Printing Office to assist veterans organization. Ji-Woon Kim, Yeong-Chan Ko, Tae-Beom Seo and Young-Pyo Kim. (2018). Effect of circuit training on body composition, physical fitness, and metabolic syndrome risk factors in obese female college students. Journal of Exercise Rehabilitation, 14(3), 406 - 465. doi: 10.12965/jer.1836194.097 Jung, W. S., Kim, Y. Y., & Park, H. Y. (2019). Circuit training improvements in Korean women with Sarcopenia. Perceptual and motor skills, 126(5), 828 – 842. Retrieved from https://doi.org/10.1177/0031512519860637 Marcos-Pardo, P.J., Orquin-Castrillon, F.J., Gea-Garcia, G.M., Menayo-Antunez, R., Gonzalez- Galvez, N., Vale, R.G.S., & Martinez-Rodriguez, A. (2019). Effects of a moderate-to-high intensity resistance circuit training on fat mass, functional capacity, muscular strength, and quality of life in elderly: A randomized controlled trial. Scientific reports, 9(1), 7830. Retrieved from https://doi.org/10.1038/s41598-019-44329-6 Qurat-ul-Ain, Malik, A. N., & Amjad, I. (2018). Effect of circuit gait training vs traditional gait training on mobility performance in stroke. JPMA. The Journal of the Pakistan Medical Association, 68(3), 455 – 458. Rikli, R. E., & Jones, C. J. (2001). Senior fitness test manual. Champaign: Human Kinetics. Venturelli, M., Ce, E., Limonta, E., Schena, F., Caimi, B., Carugo, S., Veicsteinas, A., & Esposito, F. (2015). Effects of endurance, circuit, and relaxing training on cardiovascular risk factors in hypertensive elderly patients. Age (Dordrecht, Netherlands), 37(5), 101. Retrieved from https://doi.org/10.1007/s11357-015-9835-4 Received: April, 9, 2021 Revised: May, 19, 2021 Accept: May, 19, 2021
ผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝกึ แบบผสมผสานทม่ี ตี ่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและ แอนแอโรบิก ในนักกฬี าฟตุ บอลเยาวชนช่วงเตรยี มความพรอ้ มก่อนชว่ งการแขง่ ขัน ยทุ ธนา เรยี นสรอ้ ย1 พรพจน์ ไชยนอก2 นันทพล ทองนิลพนั ธ์3 เอกรัตน์ อ่อนน้อม1 และ ศักดรินทร์ ธรรมวงศ์4 1คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม 2คณะวิทยาศาสตร์การกฬี า มหาวทิ ยาลยั บรู พา 3 ฝา่ ยวิทยาศาสตร์การกีฬา การกฬี าแห่งประเทศไทย 4คณะวทิ ยาศาสตรก์ ารกีฬาและสขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตอุดรธานี บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการวิจัยน้ี เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึก แบบผสมผสานท่ีมีต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิก ก่อนการฝึกหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 และ หลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 12 ในนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนชาย รุ่นอายุ 16 - 18 ปี ช่วงเตรียมความพร้อมก่อน ช่วงการแข่งขัน จํานวน 50 คน การวิจัยครั้งนี้ดําเนินการศึกษา 2 แบบ คือ การวิจัยศึกษาและการวิจัยแบบ กึ่งทดลองด้วยโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน ทําการทดสอบ สมรรถภาพทางด้านแอโรบิกด้วย Yo - Yo test II และ Hoff test ทดสอบสมรรถภาพทางด้านแอนแอโรบิก ด้วย Running-based Anaerobic Sprint Test (RAST) และ Bangsbo soccer test ผลการวิจัยพบว่า สมรรถภาพในการใช้ออกซิเจนสูงสดุ และระยะทางจากการทดสอบ Hoff test มีค่าเพิ่มข้ึน เช่นเดียวกับกําลัง สูงสุดและกําลังเฉลี่ยจากการทดสอบ RAST เพิ่มขึ้นและเวลาท่ีทําได้จากการวิ่งเร็วที่สุดจากการทดสอบ Bangsbo soccer test มีค่าเร็วขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังนั้นโปรแกรมการฝึกแบบ ผสมผสานท่ีผู้วิจัยสรา้ งขึ้นส่งผลให้สมรรถภาพด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกในนักฟุตบอลระดับเยาวชนชาย อายุ 16 - 18 ปี ดขี นึ้ ไดใ้ นช่วงเตรียมความพรอ้ มก่อนชว่ งการแข่งขนั คาสาคัญ: โปรแกรมการฝกึ แบบผสมผสาน สมรรถภาพดา้ นแอโรบกิ สมรรถภาพด้านแอนแอโรบกิ Corresponding Author: นายยทุ ธนา เรียนสรอ้ ย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎจันทรเกษม Email: [email protected]
EFFECTS OF COMBINED TRAINING PROGRAM ON AEROBIC AND ANAEROBIC FITNESS IN YOUNG SOCCER PLAYERS DURING PRE-SEASON TRAINING Yutthana Riansoi1, Phornpot Chainok2, Nuntapol Tongnillpant3, Eakarat Onnom1 and Sakdarin Thammawong4 1Faculty of Science, Chandrakasem Rajabhat University 2Faculty of Sport Science, Burapha University 3Sports Science Centre, Sports Authority of Thailand 4Faculty of Sport Science and Health, Thailand National Sports University, Udonthani Campus Abstract The aims of this study were to investigate and compare the effect of combined training program on aerobic fitness and anaerobic fitness among before, after 6- weeks training, and after 12- week training preseason. 50 youth male soccer player (age 16-18 years old) were recruited in this study. Documentary research and experimental research design were used to by create combined training program in 12 weeks. Aerobic fitness (Yo-Yo test and Hoff test) and anaerobic fitness (RAST and Bangsbo soccer test) were evaluated before, after 6 and 12 week trainings. The results showed that VO2max and the distance from Hoff test were increased gradually, maximum power and average power from RAST were increased as well and the fastest time from Bangsbo soccer test was better than that before training. In conclusion, the combined training program can improve the aerobic and anaerobic fitness in youth soccer players during pre-season training. Keywords: Combined training program, Aerobic fitness, Anaerobic fitness Corresponding Author: Yutthana Riansoi, Faculty of Science, Chandrakasem Rajabhat University. Email: [email protected]
บทนา การแสดงความสามารถสูงสุดของนักกีฬาฟุตบอลในแต่ละช่วงอายุน้ันถือเป็นความปรารถนาสูงสุด ของผ้ฝู กึ สอนภายใตศ้ าสตร์และศิลป์ของการพฒั นานักกฬี าระยะยาว (Long Term Athletes Development) การพัฒนาศักยภาพนกั กีฬาในชว่ งการฝึกซ้อม และเข้าร่วมการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการแข่งขัน กีฬาระดับนานาชาติ โดยการบูรณาการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาน้ันถือเป็นนโยบายสําคัญของการกีฬาแห่ง ประเทศไทยและสมาคมกีฬาต่าง ๆ ดังน้ัน รูปแบบการวางแผนการฝึกซ้อมในกีฬาฟุตบอลโดยเฉพาะนักกีฬา เยาวชนจึงเป็นกระบวนการจัดระบบการฝึกของผู้ฝึกสอนเพื่อให้นักกีฬาพัฒนาความสามารถเต็มศักยภาพ ภายใต้การทําแผนการฝกึ และโปรแกรมการฝึกซ้อมรายปี (Seasonal Planning) เพ่ือการสร้างและพฒั นาขีด ความสามารถของนักกีฬา ในแต่ละช่วงของการเตรียมทีม ได้แก่ ช่วงเตรียมความพร้อม (Preparation Phase) ชว่ งของการแข่งขนั (Competition Phase) และชว่ งของการพักการแข่งขนั (Off - Season Phase) ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันถือเป็นช่วงท่ีมีความสําคัญเป็นอย่างมาก เน่ืองจากเป็นช่วงเวลาท่ี ผู้ฝึกสอนจะต้องวางแผนการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาเทคนิคเฉพาะ (Technical Preparation) การฝึกซ้อมเพื่อ พัฒนากลยุทธ์และยุทธวิธีในการเล่น (Tactical Preparation) การฝึกซ้อมเพ่ือพัฒนาสมรรถภาพทางกาย (Physical Preparation) การฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งทางด้านจิตใจและทักษะทางจิตวิทยา (Psychological preparation and mental toughness) และการฝึกเพ่ือพัฒนาความเข้าใจเกมส์และการ ส่ือสารระหว่างเพ่ือนร่วมทีม ด้วยเหตุน้ีรูปแบบการฝึกต่าง ๆ จึงถูกนํามาใช้เพ่ือพัฒนาศักยภาพของนักกีฬา ฟุตบอลในแต่ละองค์ประกอบเพ่ือให้มั่นใจและเช่ือม่ันว่านักกีฬามีความพร้อมสูงสุดก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน ให้สอดคล้องกับระบบพลังงานที่นักกีฬาต้องใช้ในการฝึกซ้อมและแข่งขัน การฝึกซ้อมรูปแบบการฝึกต่าง ๆ จึงถูกนํามาใช้เพ่อื พัฒนาศกั ยภาพของนกั กีฬาฟุตบอลในแตล่ ะองค์ประกอบเพื่อให้ม่นั ใจและเชือ่ ม่นั ว่านักกีฬา มีความพร้อมสูงสุดก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งทางสมรรถภาพทางกายและทางกลไก (Physical Fitness and Biomotor ability) ด้านต่าง ๆ รวมถึงการฝึกสมรรถภาพทางจิต (Mental Fitness) ซ่ึงจะถูกนํามาฝึกในแต่ละ ช่วงเวลาตามรูปแบบและหลักการของการฝึกสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเวลาซึ่งอาจจะต้องใช้ ระยะเวลาในการฝึกซ้อมที่ยาวนานเพ่ือใหเ้ กิดการพฒั นาสมรรถภาพครบทุก ๆ ด้าน สมรรถภาพทางกายถือเป็นองคป์ ระกอบหน่ึงทีน่ ําพาให้นักกฬี าประสบความสําเร็จ ระดบั สมรรถภาพ ทางกายของนักกีฬาจะทําให้ทราบถึงระดับความพร้อมของระบบต่าง ๆ ของร่างกายในการทํางานตามรูปแบบ และทักษะในการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภท นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝึกสอนในการจัดโปรแกรมการฝึก ให้เหมาะสม เพ่อื เพิ่มขีดความสามารถดา้ นร่างกายของนักกฬี ามากข้ึน อีกท้งั เป็นการป้องกันการบาดเจ็บจาก การแขง่ ขนั กฬี าฟตุ บอลเป็นกีฬายอดนิยมสาํ หรับเด็ก เยาวชน และประชาชน โดยให้ความสนใจชม เลน่ และ ฝึกซ้อมจํานวนมาก จากการวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาของกีฬาฟุตบอลพบว่า นักฟุตบอลวิ่งหรือเดินใน สนามเป็นระยะทางทั้งหมดเฉล่ีย 10 กิโลเมตร ในเวลา 90 นาที ด้วยความเร็ว 6.6 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง เป็นการเดินร้อยละ 25 ของระยะทางท้ังหมด ว่ิงเหยาะ ๆ ร้อยละ 37 ของระยะทางทั้งหมด วิ่งเร็วในช่วง สน้ั ๆ ร้อยละ 11 ของระยะทางท้งั หมด ว่ิงถอยหลงั ร้อยละ 6 ของระยะทางทั้งหมด การรุกขนึ้ สลบั กับการลง ต้ังรับ ร้อยละ 20 ของระยะทางท้ังหมด การว่ิงเร็วแต่ละครั้งจะว่ิงในระยะ 10 - 40 เมตร รวมเป็นระยะทาง 80 - 1000 เมตร มีการเคล่ือนไหวเพื่อเปลี่ยนทิศทางหรือเปล่ียนความเร็วทุก ๆ 5 - 6 วินาที เป็นจํานวน 850 - 1000 คร้ัง โดยสัดส่วนในการใช้พลังงานแบบแอโรบิกประมาณ ร้อยละ 70 ส่วนการใช้พลังงานแบบ แอนแอโรบกิ ประมาณร้อยละ 30 (Physical Education Department, 2017) ดังน้ันระบบการใช้พลงั งาน ทัง้ สองรปู แบบจึงมคี วามสําคัญอย่างมากกบั นักกีฬาฟุตบอล การฝึกเพอื่ พฒั นาสมรรถภาพทางกายดา้ นแอโรบิก
และแอนแอโรบิกจงึ เปน็ วิธกี ารหนึง่ ท่ีสามารถชว่ ยให้นักกฬี าฟุตบอลเลน่ ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ ดังนั้น การฝึกสมรรถภาพด้านพลังงานทั้งแบบแอโรบิกและแอนแอโรบิกของนักฟุตบอลท่ีกล่าวมา ข้างต้น จึงมีความสําคญั ตอ่ นักกีฬาฟุตบอล และการฝึกซอ้ มเพ่ือพัฒนาสมรรถภาพแต่ละด้านน้นั ต้องการเวลา ในการพัฒนาและการใช้ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมของร่างกายในแต่ละด้านยาวนาน ฉะน้ันการ ฝึกซ้อมที่มีการผสมผสานการฝึกซ้อมเพ่ือพัฒนาองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) และสมรรถภาพทางกลไก (Physical Fitness and Biomotor ability) รวมไปถงึ สมรรถภาพทางจิต (Mental Fitness) ในหลาย ๆ ดา้ นโดยใชร้ ปู แบบการฝกึ ท่ีผสมผสาน (Combined Training) กันของการฝกึ ในแต่ละดา้ น ทม่ี ีความเหมาะสม ภายใต้กระบวนการและรูปแบบมาตรฐานตามหลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาดังกล่าว ไปพร้อม ๆ ในการฝึกแต่ละครั้ง ในช่วงเตรยี มความพร้อมของร่างกายก่อนการแข่งขัน โดยเฉพาะการฝึกซ้อม เพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิก จึงมีความสําคัญต่อนักกีฬาฟุตบอลอย่างมาก ตามท่ีได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถ้าสามารถฝึกซ้อมในรูปแบบการผสมผสานแล้วสามารถพัฒนาหรือเพ่ิม สมรรถภาพทางกายด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกได้ก็สามารถทําให้ลดระยะเวลาในการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนา สมรรรถภาพทางกายลดลงหรอื สัน้ ลง และใหค้ วามสําคญั กับการฝกึ ซอ้ มด้านอนื่ ๆ ไดต้ ่อไป วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย 1. เพือ่ ศึกษาผลของการฝกึ ด้วยโปรแกรมแบบผสมผสานที่มีสมรรถภาพด้านแอโรบิก และแอนแอโรบิก ในนกั กฬี าฟตุ บอลระดับเยาวชน ช่วงเตรยี มความพร้อมกอ่ นช่วงการแขง่ ขัน 2. เพ่ือเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยโปรแกรมแบบผสมผสานท่ีมีต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิก และ แอนแอโรบิกก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 6 และหลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 12 ในนักกีฬาฟุตบอลเยาวชน ชว่ งเตรียมความพร้อมกอ่ นช่วงการแข่งขัน วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ดําเนนิ การศกึ ษา 2 แบบ ได้แก่ 1. การวิจัยศึกษา (Documentary research) เป็นการศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ทั้งท่ี เป็นทฤษฎีแนวความคิดและผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวกับ (1.1) กรอบแนวคิดการบูรณาการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬา เพ่ือพัฒนานักกีฬาพรสวรรค์ในกีฬาในกีฬาฟุตบอล (Hyballa and te Poel, 2011; Johannsen et al., 2016; Reilly, Bangsbo, & Franks, 2000; Unnithan, White, Georgiou, Iga, & Drust, 2012) (1.2) รูปแบบโมเดลและการสร้างแบบจําลองการพัฒนาและการเปล่ียนแปลงของความสามารถและทักษะใน นกั กฬี าฟุตบอลของ João Valente-dos-Santos et al (2012) (1.3) สรีรวทิ ยาของนกั กีฬาฟุตบอล (Stolen, Chamari, Castagna, & Wisloff, 2005) จากนน้ั นาํ ทฤษฎแี นวความคิดและผลงานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ งมาออกแบบโปรแกรมการฝกึ แบบผสมผสาน โดยการนําแบบฝึกสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) และสมรรถภาพทางกลไก (Physical Fitness and Biomotor ability) รวมไปถึงสมรรถภาพทางจติ (Mental Fitness) มาออกแบบผสมผสานการฝึกเขา้ ดว้ ยกัน เป็นโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสาน ให้เหมาะสมและครบถ้วนในรายละเอียดตามทฤษฎีแนวความคิด และ ผลงานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง ทดสอบความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหา (Content validity) จากผู้เช่ียวชาญ จํานวน 5 ทา่ น จากน้ันนําข้อเสนอแนะในการแก้ไขโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานมาแก้ไขปรับปรุงจนได้โปรแกรมการฝึก ท่ีมีประสิทธิภาพแล้วนํามาทดลองใช้กับกลุ่มที่กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบั ติใกล้เคียงกันกับกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ ใน การวจิ ัย เพอื่ ให้ได้โปรแกรมการฝึกแบบผสมผสาน มีคุณภาพก่อนการทดลองจริง โดยค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง
(Item Objective Congruence: IOC) ไม่พบว่ามีข้อใดที่มีดัชนีความสอดคล้องตํ่ากว่า 0.60 แสดงว่าทุกข้อ รายการมีความเท่ยี งตรงเชงิ เนือ้ หาและเหมาะสมในการนาํ ไปใช้ในการฝกึ 2. การวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้รูปแบบการวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ภายใต้ระยะเวลาของการ ดําเนินการวิจัยท้ังสิ้น 12 สัปดาห์ โดยกําหนดระยะเวลาของการทดสอบออกเป็น 3 ระดับ คือ ระยะก่อน การทดลอง (Pretest) ระยะระหว่างการทดลองสัปดาห์ที่ 6 (Midtest) และระยะหลังการทดลอง (Posttest) ภายใต้แบบแผนการทดลองข้ันต้น (Pre - experimental design) แบบทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง (One group pretest posttest design) โดยมงุ่ เนน้ การดําเนินการทดลองกบั กลมุ่ ทดลองกล่มุ เดียว โดยการ สังเกตและประเมินผลการฝึกซ้อมภายใต้รูปแบบการฝึกด้วยโปรแกรมแบบผสมผสาน (ควบคุมตัวแปรโดย กลุ่มตัวอย่างอยภู่ ายใต้การดูแลดา้ นโภชนาการ การพักผ่อนนอนหลับ จิตวิทยา รวมถึงกิจกรรมทางกายอ่นื ๆ ที่อาจจะมีผลต่อตัวแปรท่ีศึกษา) ท่ีมีต่อสมรรถภาพทางกายด้านสมรรถภาพแบบแอโรบิก และแอนแอโรบิก ในนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชน ช่วงเตรียมความพร้อมก่อนช่วงการแข่งขัน (Observation and evaluation) ของผู้เข้าร่วมการทดลองซ่ึงเป็นนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จํานวน 50 คน เพศชาย รุ่นอายุ 16 - 18 ปี ซึ่งได้จากการเลือกอย่างเฉพาะเจาะจงท่ีฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขันกีฬาฟุตบอล นักเรียนสํานักพัฒนาการกีฬา ประเภท ก ประจําปี 2560 - 2561 ที่มีสมรรถภาพทางกายและความสามารถ ทกั ษะกีฬาฟุตบอลท่ีใกล้เคียงกัน ก่อน ระหว่างและหลังการทดลอง หลังจากนั้นจึงนําผลที่ไดจ้ ากการทดสอบ ไปเปรียบเทยี บกนั ระหว่างช่วงเวลาของการทดสอบและเปรียบเทียบระหว่างช่วงเวลาทีแ่ ตกต่าง ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง การกําหนดขนาดกลมุ่ ตัวอย่างในการวิจัยคร้ังน้ไี ด้มาจากการวิเคราะห์ค่าอาํ นาจในการ ทดสอบดว้ ย โปรแกรม G*Power Analysis ซึ่งเป็นโปรแกรมท่ีพัฒนามาจากพื้นฐานของ (Power analysis) โดยกําหนด อาํ นาจในการทดสอบท่รี ะดับ 0.80 กาํ หนดระดับนัยสําคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 (α = .05) และกาํ หนดขนาด อิทธิพล (Effect size) อยู่ในช่วงปานกลาง คือ 0.25 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างอย่างน้อย 36 รายเพื่อป้องกัน การขาดหายไปของกลุ่มตัวอย่างจึงได้เพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่างอีกร้อยละ 40 ดังน้ันการวิจัยครั้งน้ีจึงใช้ กลมุ่ ตวั อยา่ งจํานวน 50 ราย ประชากรที่ใช้ในการวจิ ัยครั้งนี้ คือ นักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวทิ ยาลัย เพศชาย รุ่นอายุ 16 - 18 ปี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ นักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัย เพศชาย รุ่นอายุ 16 - 18 ปี จํานวน 50 คน ซ่ึงได้จากการเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ที่ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขันกีฬาฟุตบอลนักเรียนสํานักพัฒนาการกีฬา ประเภท ก ประจําปี 2560 - 2561 ท่ีมีสมรรถภาพทางกาย และความสามารถทักษะกีฬาฟุตบอลที่ใกล้เคียงกัน โดยนักกีฬาทุกคนต้องทํา การฝึกซอ้ มอยทู่ ่เี ดียวกันและไมม่ ีอาการบาดเจ็บและทาํ การฝึกซ้อมมาอย่างต่อเน่ืองไมน่ ้อยกวา่ 3 ปี เกณฑก์ ารคดั เลอื กผเู้ ขา้ รว่ มวิจัย 1. เป็นนกั กฬี าฟตุ บอลเยาวชนชาย จํานวน 50 คน มีอายรุ ะหวา่ ง 16 - 18 ปี 2. เป็นนักกฬี าฟตุ บอลทเี่ คยผ่านการแขง่ ขันฟตุ บอลนักเรยี นสํานักพัฒนาการกฬี า 3. เป็นนกั กีฬาฟตุ บอลท่ีมีประสบการณ์ในการแข่งขนั มาแลว้ ไมต่ ่ํากว่า 3 ปี 4. มีสมรรถภาพทางกายแข็งแรงและไม่มีอาการบาดเจบ็ จากการฝกึ ซ้อม เกณฑ์การคดั เลอื กผู้เขา้ ร่วมวจิ ยั ออกจากการวิจยั 1. มีอาการบาดเจบ็ จากการฝึกซอ้ มหรอื แขง่ ขัน 2. ไม่สามารถเข้ารว่ มการทดลองได้ครบตามแบบแผนการวจิ ยั ท่ีกําหนด
ผู้เข้าร่วมวิจัยสามารถยุติการเข้าร่วมได้ตลอดระยะเวลาในการวิจัยโดยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อผู้เข้าร่วมวิจัย (Ethic number 001/2560 คณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์ มหาวิทยาลัยราชภฎั จันทรเกษม) เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูลครั้งน้ี ได้แก่ 1. โปรแกรมการฝึกแบบผสมผสาน (Combined training program) ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ท่ผี ้วู จิ ยั สรา้ งขนึ้ 2. การทดสอบสมรรถภาพทางกาย ประกอบด้วยรายการทดสอบดงั นี้ 2.1 สมรรถภาพทางด้านแอโรบิก (Aerobic fitness) โดยใช้วิธีการทดสอบดังนี้ - การทดสอบ Yo-Yo Test II (Tanner, Sport, & Gore, 2012) - การทดสอบ Hoff Test: Aerobic Testing with the Ball (Hoff, Wisloff, Engen, Kemi, & Helgerud, 2002) 2.2 สมรรถภาพแอนแอโรบกิ (Anaerobic fitness) โดยใช้วธิ กี ารทดสอบดงั น้ี - การทดสอบ Running-based Anaerobic Sprint Test (RAST) (Kamutsri et al., 2019) - การทดสอบ Bangsbo Soccer Test (Bangsbo, 1994) การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 1. ทําการทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการฝึกซ้อม (Pre – test) โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 วัน เพ่ือไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระดับความสามารถของกลุ่มตัวอย่าง โดยจะทําการสุ่มลําดับวัน และลําดับ การทดสอบในแต่ละครงั้ โดยกําหนดวันทดสอบและวธิ ีการทดสอบดงั น้ี - วนั ท่ี 1 ทําการทดสอบ Running-based Anaerobic Sprint Test (RAST) - วันที่ 2 ทําการทดสอบ Hoff test - วันท่ี 3 ทําการทดสอบ Yo-Yo Test - วนั ท่ี 4 ทําการทดสอบ Bangsbo Soccer Test 2. นักกีฬาฝึกซ้อมตามโปรแกรมท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน 3 คร้ังต่อสัปดาห์ โดยกําหนดการฝึกในวันจันทร์ วนั พุธและวนั ศุกร์ วันละ 1 ครั้ง ช่วงเวลา 15.00 – 18.00 น. ระยะเวลาการฝกึ ซอ้ มในระยะเวลา 12 สัปดาห์ ในระหวา่ งการเตรยี มความพรอ้ มก่อนการแขง่ ขัน 3. ทําการทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการฝกึ ซ้อมตามลาํ ดบั เช่นเดียวกนั ภายหลังการฝึกสัปดาห์ ท่ี 6 และภายหลงั การฝกึ ซอ้ มตามโปรแกรม สัปดาห์ท่ี 12 ข้นั ตอนวิธกี ารดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 1. ผวู้ จิ ัยเตรยี มอุปกรณแ์ ละสถานท่ี การฝกึ ในการวิจยั 2. ผู้วิจัยเตรียมความพร้อมกลุ่มตัวอย่าง โดยการตรวจสอบความพร้อมของร่างกาย การบาดเจ็บ กล้ามเนือ้ ข้อต่อ และอาการเจบ็ ป่วย และความพร้อมของเครือ่ งแต่งกายของ 3. กลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มจะเริ่มต้นการฝึกด้วยการอบอุ่นร่างกายด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ เป็นเวลา 5 นาที จากน้ันทําการยืดเหยียดกล้ามเน้ือแบบ Static stretching เป็นเวลา 10 นาที (มีผู้ช่วยวิจัยเป็นผู้นําปฏิบัติ ทุกขน้ั ตอน)
4. กลุ่มตัวอย่างเริ่มทําการฝึกด้วยโปรแกรมแบบผสมผสาน ตามท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนตามรูปแบบที่กําหนด โดยจะใชเ้ วลาในการฝึกกลุม่ ละประมาณ 120 – 180 นาที (กาํ หนดช่วงเวลาการฝึกในแตล่ ะคร้ัง เวลา 15.00 – 18.00 น.) ตารางท่ี 1 แสดงรายละเอียดของโปรแกรมการฝกึ แบบผสมผสาน Training Training activity Volume Intensity Duration/ Recovery section distance - 1.Psychology - Goal Setting / - Explain how training for Practice - 5 min. 2.Flexibility Self-Talk / - Training by practice x 1-2 rep - 10 min. - 1.5 min/each Imagery - Feedback for Sports - 5 min. - 1.5 min/set 3.Balance psychologist 4.Speed - Dynamic - 10 min - 1.5 min. 5.Agility flexibility - 2 x 6 each - Bodyweight - 1.5 min hurdle step- (forward and (Hurdle 60 cm.) - hold 3 sec. /step 6.Power over side step) - Body weight - 1.5 min/rep - Hold 5 sec. - 3-5 min./set - Spiderman - 2 x 6 each - 10 m. - 1.5 min./rep crawl - 3-5 min./set - 2 x 6 rep - Body weight - 1 m. for ladder - Single leg squat each leg - Body weight 3 m. for speed - 1.5 min./rep - Lunge and twist - 2 x 6 rep + medicine - 3 m. - 3-5 min./set - Speed ladder each leg ball - 3 m. for ladder - 3-5 min./set basic with starts x 6 drills - 2 x 6 rep/set - 100 % max 3 m. for speed performance direction - Get- up start - Half speed - 1 x 6 rep - 100 % max - Hurdle high - 2 x 2 rep for performance 30 cm. ladder to multidirectional each - 100 % max - Box high 18 in. acceleration direction performance - 20 m. (forward, - Mini hurdle backward, multidirectional lateral side) jump - 2 x 6 rep for - Low box jump direction - Forward bound (forward, left lateral side and right lateral side) - 2 x 6 rep - 2 x 10 rep
ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดของโปรแกรมการฝกึ แบบผสมผสาน (ต่อ) Training Training activity Volume Intensity Duration/d Recovery section istance 7.Strength - Push-up - 2 x 10 rep - Body weight - 1.5 –3min./set - Multidirectional - 2 x 8 rep - Body weight - 45 min - 3-5 min./ex. 8.Endurance way lunge (forward, - Body weight - 45 min - 3-5 min./ex. backward, - Medicine ball - 3-5 min./ex. - Squat lateral) - Medicine ball - 2 x 10 rep 4 kg. -3-5 min./ex. - 2 x 10 rep -3-5 min./ex. twits each side - Body weight 3-5 min./ex. - Crunch - 2 x 10 rep - Body weight - Superman - 2 x 10 rep - Body weight 2 x 10 rep raises - 5 rep/set - 90 - 100 % - 20 m. -- (fast walk or Calf raise - 4 rep/set max - 30 m. jogging for - 3 rep/set performance - 40 m. return) - Running speed - 2 rep/set - 50 m. (interval) 5. หลังจากผู้เข้าร่วมวิจัยทําการฝึกตามโปรแกรมที่กําหนดเสร็จสิ้นจะทําการคลายอุ่นร่างกาย ด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ เป็นเวลา 5 นาที จากน้ันทําการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบ Static stretching เป็นเวลา 10 นาที (โดยมีผูช้ ว่ ยวจิ ัยทาํ หน้าท่ีเปน็ ผนู้ ําในการปฏบิ ตั ิตลอดจนจบครบตามโปรแกรมท่กี าํ หนด) 6. หลังจากผู้เข้าร่วมวิจัยจะทําการฝึกตามโปรแกรมที่กําหนดเป็นระยะเวลาทั้งส้ิน 12 สัปดาห์ โดยจะทําการฝึกทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เวลา 15.00 – 18.00 น. และจะมีการทดสอบทดสอบ สมรรถภาพทางกายก่อนการฝกึ ภายหลงั การฝึกสัปดาหท์ ี่ 6 และภายหลังการฝกึ สปั ดาห์ที่ 12 การวิเคราะห์ข้อมลู 1. หาคา่ เฉลี่ย และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน ของขอ้ มูลพืน้ ฐานกลุ่มตัวอย่าง เชน่ อายุ นา้ํ หนัก สว่ นสูง สมรรถภาพด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิก ทดสอบการแจกแจงแบบปกติของข้อมูล โดยใช้สถิติ Shapiro – Wilk test (n<50) 2. หาค่าเฉล่ยี ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และรอ้ ยละการเปลีย่ นแปลงของตวั แปร 3. เปรียบเทยี บคา่ เฉลี่ยของตวั แปรโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซํ้า (One - way repeated measures ANOVA) ของตวั แปรก่อนการฝึก หลงั การฝกึ สปั ดาห์ท่ี 6 และหลงั การฝึกสปั ดาห์ที่ 12 4. ทดสอบความมีนยั สําคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .01 ผลการวจิ ยั การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยโปรแกรมแบบผสมผสานที่มีต่อสมรรถภาพ ทางกายด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชน ช่วงเตรียมความพร้อมก่อนช่วงการ แขง่ ขนั ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู พบว่ามกี ารแจกแจงแบบโคง้ ปกติ วเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียวแบบวดั ซ้ํา
ผลการวิจยั แสดงให้เห็นดังตอ่ ไปน้ี ข้อมูลพน้ื ฐานทวั่ ไปของกลุ่มตัวอย่าง จากการวเิ คราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานทัว่ ไปของกลุม่ ตัวอย่างพบวา่ กลุ่มตัวอย่างมอี ายเุ ฉล่ยี 16.49 ± 0.72 ปี น้ําหนักเฉลี่ย 63.05 ± 10.72 กิโลกรัม ส่วนสูงเฉลี่ย 171.10 ± 5.91 เซนติเมตร และประสบการณ์ในการเล่น กีฬา ฟุตบอลเฉลี่ย 5.74 ± 1.40 ปี ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 1. การทดสอบสมรรถาพทางด้านแอโรบกิ โดยการทดสอบ Yoyo Test และ Hoff Test ตารางท่ี 2 แสดงค่าความแปรปรวนสมรรถภาพทางด้านแอโรบิกจากการทดสอบ Yoyo Test ในแต่ละช่วงเวลา ของการเตรียมความพรอ้ มก่อนการแข่งขันโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวดั ซํ้า ผลกระทบตามชว่ งเวลา ก่อนการฝึก ระหวา่ งการฝึก หลังการฝกึ % การ Time effect (T1) เปลยี่ นแปลง รายการทดสอบ (T2) (T3) F p-value Eta2 Mean S.D. ∆(%) Mean S.D. ∆(%) Mean S.D. ∆(%) T1vsT3 T1vsT2 T2vsT3 31.67 YOYO 56.572 0.000* 0.546 1576.67 459.11 2041.67 578.06 22.77 2307.50 563.93 11.52 distance (m.) 11.01 VO2Max 55.928 0.000* 0.543 49.64 3.86 53.59 4.93 7.37 55.78 4.74 3.93 13.26 (ml/kg/min) Maximum Bla- 62.819 0.000* 0.572 8.11 1.74 8.56 1.44 5.26 9.35 1.47 8.45 (mmol/L) *นยั สําคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.01 จากตารางที่ 2 อธิบายจากการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ําเพื่ออธิบายความ แตกต่างทางสถิติของระยะทางท่ีทําได้ในการทดสอบ YOYO test ในช่วงเวลาของการเตรียมความพร้อม ก่อนการแข่งขัน 12 สัปดาห์ ภายใต้โปรแกรมการฝึกแบบผสมผสาน พบว่า โปรแกรมการฝึกแบบผสมผสาน มีผลทําให้ได้ระยะทางในการทดสอบเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p 0.01) ส่วนสมรรถภาพในการ ใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) เพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p 0.01) จากก่อนการฝึก 49.64 ± 3.86 มิลลิลิตร/กิโลกรัม/นาที หลังการฝึก 6 สัปดาห์ 53.59 ± 4.93 และหลังการฝึก 12 สัปดาห์ 55.78 ± 4.74 มลิ ลลิ ติ ร/กิโลกรัม/นาที ขณะที่ปริมาณแลค็ เตทสูงสุด (Maximum Bla-) เพมิ่ ขึน้ จากชว่ งเริม่ ต้น 8.11 ± 1.74 มิลลิโมลต่อลิตร ระหว่างการฝึก 8.56 ± 1.44 มิลลิโมลต่อลิตร และช่วงภายหลังการฝึก 9.35 ± 1.47 มิลลโิ มลตอ่ ลิตร อย่างมีนยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p 0.01)
ตารางที่ 3 ค่าความแปรปรวนสมรรถภาพทางด้านแอโรบิก จากการทดสอบ Hoff Test ในแต่ละช่วงเวลา ของการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันโดยการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียวแบบวดั ซ้ํา ผลกระทบตามชว่ งเวลา กอ่ นการฝึก ระหวา่ งการฝึก หลังการฝกึ % การ Time effect (T1) เปลย่ี นแปลง รายการทดสอบ (T2) (T3) F p-value Eta2 Mean SD ∆(%) Mean SD ∆(%) Mean SD ∆(%) T1vsT2 T2vsT3 T1vsT3 Hoft test 51.798 0.000* 0.535 1483.80 158.15 1599.09 130.43 7. 21 1778.83 218.88 10.10 16.59 Distance (m) Maximum 66.138 0.000* 0.595 5.99 1.24 6.61 1.06 9.38 7.11 0.92 7.03 15.75 Bla-(mmol/L) *นัยสําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.01 จากตารางท่ี 3 พบว่าระยะทางที่นักกีฬาทําได้จากการทดสอบ Hoff test เพิ่มขึ้นจากช่วงเร่ิมต้น 1,483.80 ± 158.15 เมตร ระหว่างการฝึก 1,599.09 ± 130.43 เมตร และช่วงภายหลังการฝึก 1,778.83 ± 218.88 เมตร อย่างมีนยั สําคญั ทางสถิติ (p 0.01) และปริมาณแลค็ เตทสูงสุด (Maximum Bla-) เพม่ิ ขึ้นจาก ชว่ งเริ่มต้น 5.99 ± 1.24 มลิ ลโิ มลต่อลติ ร ระหว่างการฝกึ 6.61 ± 1.06 มลิ ลิโมลตอ่ ลิตร และชว่ งภายหลังการ ฝึก 7.11 ± 0.92 มิลลโิ มลตอ่ ลิตร อยา่ งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ (p 0.01) 2. สมรรถภาพทางดา้ นแอนแอโรบิก ประกอบด้วยการทดสอบ ดังน้ี 2.1 การทดสอบ Running-based Anaerobic Sprint Test: RAST 2.2 การทดสอบ Bangsbo Soccer Test ตารางท่ี 4 ค่าความแปรปรวนสมรรถภาพทางด้านแอนแอโรบิกจากการทดสอบ Running-based Anaerobic Sprint Test: RAST ในแต่ละช่วงเวลาของการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันโดยการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดยี วแบบวดั ซํา้ รายการทดสอบ ผลกระทบตามช่วงเวลา ก่อนการฝึก ระหวา่ งการฝกึ หลงั การฝกึ % การ Time effect (T1) (T2) (T3) เปลย่ี น แปลง F p-value Eta2 Mean S.D. Mean S.D. ∆(%) Mean S.D. ∆(%) ∆(%) T1vsT2 T2vsT3 T1vsT3 Maximum Power 5.804 0.005* 0.130 592.93 122.91 600.90 112.83 1.33 655.23 142.64 8.29 9.51 (watts) Average power 3.765 0.034* 0.088 469.50 83.27 487.15 90.92 3.62 515.07 128.25 5.42 8.85 (watts) Fatigue index 1.373 0.259 0.034 6.92 3.12 6.53 2.88 5.64 6.08 2.00 6.89 12.14 (watts/sec) 7.97 1.31 8.65 1.20 7.86 11.42 1.51 24.26 30.21 Maximum Bla- 118.69 0.000* 0.753 (mmol/L) *นัยสําคัญทางสถิติทีร่ ะดบั 0.01
จากตารางท่ี 4 พบว่าค่ากําลังสูงสุดเพิ่มข้ึนจากช่วงเร่มิ ตน้ 592.93 ± 122.91 วัตต์ ระหวา่ งการฝึก 600.90±112.83 วัตต์ และช่วงภายหลังการฝึก (655.23 ± 142.64 วตั ต์ อย่างมนี ัยสําคญั ทางสถิติ (p 0.01) และกําลงั เฉลี่ยเพ่ิมขึ้นจากช่วงเร่ิมตน้ 469.50 ± 83.27 วัตต์ ระหว่างการฝึก 487.15 ± 90.92 วตั ต์ และช่วง ภายหลงั การฝึก 515.07 ± 128.25 วตั ต์ อย่างมีนัยสาํ คัญทางสถิติ (p 0.01) ส่วนค่าดัชนีชี้วดั ความเม่ือยล้า (Fatigue index) ไม่มีความแตกต่างกัน ขณะท่ีปริมาณแล็คเตทสูงสุด (Maximum Bla-) เพิ่มขึ้นจากช่วง เร่ิมตน้ 7.97 ± 1.31 มิลลิโมลตอลติ ร ระหวา่ งการฝึก 8.65 ± 1.20 มลิ ลิโมลตอลิตร และช่วงภายหลังการฝึก 11.42 ± 1.51 มิลลิโมลตอลิตร อย่างมีนยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p 0.01) ตารางท่ี 5 ค่าความแปรปรวนสมรรถภาพทางด้านแอนแอโรบิก จากการทดสอบ Bangsbo Soccer Test ในแต่ละช่วงเวลาของการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียวแบบวดั ซํา้ ผลกระทบตามช่วงเวลา กอ่ นการฝึก ระหวา่ งการฝกึ หลงั การฝกึ % การ (T2) (T3) เปลี่ยนแปลง Time effect (T1) รายการทดสอบ F p-value Eta2 Mean S.D. Mean S.D. ∆(%) Mean S.D. ∆(%) ∆(%) T1vsT2 T2vsT3 T1vsT3 Fastest time (s) 12.706 0.001* 0.337 7.02 1.32 6.29 0.41 10.40 6.11 0.49 2.86 12.96 Average time (s) 14.892 0.000* 0.373 7.37 1.46 6.55 0.40 11.13 6.20 0.62 5.34 15.88 Fatigue index 1.052 0.349 0.046 -0.68 0.42 -0.59 0.36 13.24 -0.54 0.30 8.47 20.59 Maximum Bla- 113.09 0.000 0.807 9.83 1.81 9.89 1.69 0.61 12.36 1.68 19.98 20.47 (mmol/L) *นัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.01 จากตารางที่ 5 พบว่าเวลาที่ทําได้จากการวิ่งเร็วท่ีสุดมีค่าเร็วข้ึนในช่วงเร่ิมต้น 7.02 ± 1.32 วินาที ระหว่างการฝึก 6.29 ± 0.41 วินาที และช่วงภายหลังการฝึก 6.11 ± 0.49 วินาที อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p 0.01) ส่วนเวลาเฉล่ียท่ีทําได้จากการวิ่ง มีค่าเร็วข้ึนในช่วงเริ่มต้น 7.37 ± 1.46 วินาที ระหว่างการฝึก 6.55 ± 0.40 วินาที และช่วงภายหลังการฝึก 6.20 ± 0.62 วินาที อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p 0.01) ขณะเดยี วกันปรมิ าณแล็คเตทสงู สุด (Maximum Bla-) มีค่าสูงข้นึ ในช่วงเร่ิมต้น 7.37 ± 1.46 มลิ ลิโมลต่อลติ ร ระหว่างการฝึก 6.55 ± 0.40 มิลลิโมลต่อลิตร และช่วงภายหลังการฝึก 6.20 ± 0.62 มิลลิโมลต่อลิตร อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p 0.01) ขณะที่ค่าของดัชนีชี้วัดความเมื่อยล้า (Fatigue index) ภายใต้รูปแบบ การฝกึ แบบผสมผสานในชว่ งเวลา 12 สปั ดาห์ไมม่ ีการเปล่ยี นแปลงอยา่ งมนี ยั สาํ คัญทางสถิติ อภิปรายผล วัตถุประสงค์ของการวิจัยน้ีเพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกแบบ ผสมผสานที่มีสมรรถภาพด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึกสปั ดาห์ที่ 6 และหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 12 ในนักกฬี าฟตุ บอลเยาวชนชาย ชว่ งเตรียมความพร้อมก่อนช่วงการแข่งขัน จากผลการวิจยั แสดง ให้เห็นว่าการให้โปรแกรมการฝึกแบบผสมผสานในช่วงระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทําให้สมรรถภาพทางด้าน แอโรบิก และแอนแอโรบิกของนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชนดีข้ึน จะเห็นได้จากระยะทางการทดสอบ Yoyo test พบว่า ได้ระยะทางจากการทดสอบมีค่าเพิ่มข้ึนหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 และ 12 และมากกว่าการศึกษา ของ Lago-Peñas, Rey, Casáis, & Gómez-López (2014) ทศี่ กึ ษาในกลุ่มนกั ฟุตบอลชายระดบั ตัวแทนภาค
ของสเปน โดยเฉพาะชว่ งหลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 6 และหลงั การฝึกสัปดาห์ที่ 12 อย่างไรกต็ ามค่าความสามารถ ดงั กล่าวมคี วามใกล้เคยี งกับผลการศึกษาของ Wong, Chamari, Dellal, & Wisloff (2009) ท่ีทาํ การทดสอบ ในกลุ่มนักฟุตบอลระดับเยาวชนในช่วงฤดูกาลแข่งขนั เช่นเดียวกับ Singh, Kartik, & Singh (2013) ที่ศึกษา ในกลุ่มนักฟุตบอลทีมชาติอินเดีย อายุตํ่ากว่า 22 ปี ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากระดับช่วงอายุของนักกีฬา ที่ใกลเ้ คยี งกัน รวมไปถึงระดบั ความสามารถท่ใี กล้เคียงกนั ด้วย ดังนนั้ ระยะทางจากการทดสอบดังกล่าวนาํ ไปสู่ การประมาณค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ซึ่งมีผลทําให้สมรรถภาพทางด้านแอโรบิกเพิ่มข้ึน ตามลาํ ดบั อย่างไรก็ตามนักฟุตบอลระดับเยาวชนในการศึกษาครั้งน้ีมีปริมาณแลคเตทในเลือดน้อยกว่าผล การศึกษาของ Sporis, Jukic, Ostojic, & Milanovic (2009) ท่ีรายงานว่า ผู้เล่นในตําแหน่งต่าง ๆ ยกเว้น ผู้รักษาประตู มีปริมาณแลคเตทในเลือดระดับ 10.5 – 13.3 มิลลิโมลต่อลิตร ในกลุ่มนักฟุตบอลระดับทีมชาติ ของโครเอเชีย ท้ังน้ีเน่ืองมาจากระดับความเข้มข้นหรือความหนักของโปรแกรมการฝึกระดับทีมชาติที่มี ความหนักกวา่ ทําให้ปริมาณแลคเตทในเลือดมีค่าสงู กว่า ขณะที่สมรรถภาพด้านแอโรบกิ โดยการทดสอบ Hoff test ได้ระยะทางมากกว่านักฟุตบอลระดับเยาวชนของฮ่องกงท่ีทําการทดสอบในช่วงฤดกู าลแข่งขัน (Wong, Chamari, Dellal, & Wisloff, 2009) ดังน้ันสมรรถภาพด้านแอโรบิกโดยการเคลื่อนท่ีกับลูกบอลของ นั ก ฟุ ต บ อล ที่ ฝึ ก ต า ม โ ป ร แก ร มก า ร ฝึ ก แบ บ ผ ส ม ผ ส า น นี้ ให้ ผ ล ท่ี ดี กว่ า ส อ ด คล้ อง กั บ ผ ล กา ร ศึก ษ า ข อ ง Arazi et al (2017) ที่ทําการศึกษาผลของการฝึกแบบ High intensity interval training ที่มีต่อสมรรถภาพ ดา้ นแอโรบกิ และแอนแอโรบกิ ในนกั ฟตุ บอลหญิง ส่วนสมรรถภาพด้านแอนแอโรบิก จากการทดสอบ RAST โดยการคํานวณค่ากําลังเฉล่ีย (Average power) และ ค่าดัชนีชว้ี ัดความเมื่อยลา้ (Fatigue index) พบว่าทง้ั สองค่าหลงั การฝกึ สัปดาห์ท่ี 12 มีค่าใกลเ้ คียง กับนักฟุตบอลเยาวชนระดับชาติ รุ่นอายุต่ํากว่า 16 ปี และรุ่นอายุตํ่ากว่า 19 ปีของโปรตุเกส (Silva and Clemente, 2017) อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบผลกับนักฟุตบอลอาชีพชายของกาตาร์พบว่า มีค่ากําลังเฉล่ีย ประมาณ 600 วัตต์ เมื่อเทียบกับผลการศึกษาครั้งน้ี หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 12 ยังได้ค่าความสามารถ ด้านแอนแอโรบิกน้อยกว่า (Brocherie, Millet, & Girard, 2015) รวมไปถึงกําลังสูงสุด (Maximum power) ที่ทดสอบด้วยเช่นเดียวกัน ในอีกทางหน่ึงผลการทดสอบปริมาณแลคเตทในเลือดหลังการทดสอบ Bangsbo test หลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 12 จะมีค่ามากกว่ากลุ่มนักกีฬาเยาวชนท่ีเข้าร่วมการแข่งขันในช่วงกลางฤดูกาล ไปแล้ว (Chamari et al., 2004) ซ่ึงมีค่าอยู่ในระดับ 9.0 มิลลิโมลต่อลิตร โดยปริมาณกรดแล็คติคสูงสุดจะ เป็นตัวบ่งบอกพลังของระบบพลังงานแบบแอนแอโรบิก (Anaerobic power) ซึ่งเป็นข้อมูลสําคัญสําหรับ ผู้ฝึกสอนในการใช้เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการสร้างเอทีพี แบบไม่ใช้ออกซิเจน (Glycolytic capacity) และประเมินความสามารถในการทํางานของระบบแอนแอโรบิกไกลโคไลซีส (Anaerobic glycolysis) ท่ี ทนทานต่อกรดแลคติค ในช่วงระยะเวลา 20 - 120 วินาที ขณะเดียวกัน Pasquarelli, Santos, Frisselli, Dourado, & Stanganelli (2010) ทําการทดสอบ Bangsbo Soccer Test สําหรับนักกีฬาฟุตบอลเยาวชน ของประเทศบราซิลพบว่า เวลาท่ที ําได้จากการวิง่ เร็วที่สดุ (Fastest time) 6.25 วนิ าที เวลาเฉลี่ยที่ทําได้จาก การว่ิง (Average time) 6.75 และดัชนีช้ีวัดความเมื่อยล้า (Fatigue index: FI) เท่ากับ 5.12 เปอร์เซ็นต์ ซึง่ ใกลเ้ คียงกบั คา่ ทีไ่ ด้จากการทดสอบในนักกีฬาเยาวชนในการวิจยั คร้งั นี้
ขอ้ เสนอแนะจากการวิจัย ผลการวิจัยในครั้งน้ีทําให้ทราบถึงระดับสมรรถภาพด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกของนักฟุตบอล กลุ่มน้ีเมื่อมกี ารฝึกด้วยโปรแกรมแบบผสมผสาน น้ันสามารถพัฒนาสมรรถภาพทางด้านแอโรบิค และแอนแอโรบิก ไดใ้ นระยะเวลาภายหลังการฝกึ 6 สัปดาห์ และภายหลังการฝกึ 12 สัปดาห์ ทําให้สามารถนาํ โปรแกรมการฝึก แบบผสมผสานไปใช้ในการฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถภาพท้ังสองด้านไปพร้อม ๆ กัน และสามารถลดระยะเวลาใน การพัฒนาสมรรถภาพท้ังสองด้านจากการแยกฝึกด้วยโปรแกรมในแต่ละด้าน และเมื่อทําการเทียบกับกลุ่ม นักฟุตบอลระดับต่าง ๆ ในช่วงอายุท่ีใกล้เคียงกัน ทําให้สามารถประเมินได้ว่านักกีฬาเยาวชนกลุ่มนี้ มีความ พร้อมทางดา้ นสมรรถภาพด้านแอโรบิก และแอนแอโรบกิ ก่อนเข้าสู่ฤดกู าลแขง่ ขันจริงจะเกิดขนึ้ ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยคร้ังต่อไป 1. ควรศกึ ษาในนกั ฟตุ บอลระดับอนื่ ๆ หรอื กลุ่มอายุอ่นื ๆ 2. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบและหาความสมั พนั ธเ์ ฉพาะตําแหนง่ ในการเลน่ 3. ควรมีการศึกษาผลของการฝกึ ดว้ ยโปรแกรมแบบผสมผสานกับสมรรถภาพด้านอนื่ ๆ กติ ตกิ รรมประกาศ งานวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยท่ีได้รับการสนับสนุนทุนอุดหนุนวิจัยงบประมาณรายได้ ประจําปีงบประมาณ 2560 จากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม (สัญญามรภ.จ เลขท่ี 30 งบประมาณรายได้ ประจําปีงบประมาณ 2560) การนี้คณะผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มี ส่วนเกย่ี วข้องกับงานวิจัยน้ีดาํ เนนิ สาํ เร็จตามวัตถปุ ระสงค์ไว้ ณ โอกาสนเี้ ปน็ อยา่ งสงู References Arazi, H., Keihaniyan, A., EatemadyBoroujeni, A., Oftade, A., Takhsha, S., Asadi, A., & Ramirez- Campillo, R. (2017). Effects of heart rate vs. speed-based high intensity interval training on aerobic and anaerobic capacity of female soccer players. Sports (Basel), 5(3), doi: 10.3390/sports5030057 Bangsbo, J. (1994). Fitness training in football: A scientific approach: August Krogh Institute, University of Copenhagen. Brocherie, F., Millet, G. P., & Girard, O. (2015). Neuro-mechanical and metabolic adjustments to the repeated anaerobic sprint test in professional football players. Eur J Appl Physiol, 115(5), 891-903. doi: 10.1007/s00421-014-3070-z Chamari, K., Hachana, Y., Ahmed, Y. B., Galy, O., Sghaïer, F., Chatard, J. C., . . . Wisløff, U. (2004). Field and laboratory testing in young elite soccer players. British Journal of Sports Medicine, 38(2), 191. doi: 10.1136/bjsm.2002.004374 Hoff, J., Wisloff, U., Engen, L. C., Kemi, O. J., & Helgerud, J. (2002). Soccer specific aerobic endurance training. British Journal of Sports Medicine, 36(3), 218-221. doi: 10.1136/bjsm.36.3.218
Hyballa, P., & te Poel, H. D. (2011). Dutch Soccer Secrets. Meyer & Meyer Sport, Limited. João Valente-dos-Santos, Coelho-e-Silva MJ, Simoes F, Figurirodo AJ, Leite N, Elferink-Gemser MT, Malina RA, Sherar L. (2012). Modelling developmental changes in functional capacities and soccer-specific skills in male players aged 11 – 17 Years. Paediatr Exerc Sci, 24, 603-621 Johannsen, N. M., Swift, D. L., Lavie, C. J., Earnest, C. P., Blair, S. N., & Church, T. S. (2 0 1 6 ) . Combined aerobic and resistance training effects on glucose homeostasis, fitness, and other major health indices: A review of current guidelines. Sports Med, 46(12), 1809- 1818. doi: 10.1007/s40279-016-0548-3 Kamutsri, T., Treeraj, A., Chareonphol, O., Choodam, S., Hasup, W., & Somwang, N. (2019). A development of physical fitness norms in Thai university atheletes. Journal of Sports Science and Technology, 19(1), 69-90. Lago-Peñas, C., Rey, E., Casáis, L., & Gómez-López, M. (2014). Relationship between performance characteristics and the selection process in youth soccer players. Journal of Human Kinetics, 40, 189-199. doi: 10.2478/hukin-2014-0021 Pasquarelli, B. N., Santos, A. L., Frisselli, A., Dourado, A. C., & Stanganelli, L. C. R. (2 0 1 0 ) . Relationship between the Bansgsbo Sprint Test with sprint, agility, lower limb power and aerobic capacity tests in soccer players. Revista Andaluza de Medicina del Deporte, 3(3), 87-91. Physical Education Department. (2017). Physical fitness field test Football-Futsal Volleyball Badminton. Bangkok: Sun Packaging Co.Ltd. Reilly, T., Bangsbo, J., & Franks, A. (2000). Anthropometric and physiological predispositions for elite soccer. J Sports Sci, 18(9), 669-683. doi: 10.1080/02640410050120050 Silva, B., & Clemente, F. M. (2017). Functional movement screen scores and physical performance among youth elite soccer players. Sport, 5(1). doi: 10.3390/sports5010016 Singh, A., Kartik, K., & Singh, S. (2013). Physical and physiological characteristics of elite Indian national football players. International Journal of Physical Education, Fitness and Sports, 2, 12-21. doi: 10.26524/1333 Sporis, G., Jukic, I., Ostojic, S. M., & Milanovic, D. (2 0 0 9 ) . Fitness profiling in soccer: Physical and physiologic characteristics of elite players. J Strength Cond Res, 23(7), 1947-1953. doi: 10.1519/JSC.0b013e3181b3e141 Stolen, T., Chamari, K., Castagna, C., & Wisloff, U. (2 0 0 5 ) . Physiology of soccer: An update. Sports Med, 35(6), 501 - 536. doi: 10.2165/00007256-200535060-00004 Tanner, R. K., Sport, A. I. o., & Gore, C. J. (2012). Physiological Tests for Elite Athletes (2nd ed.). Human Kinetics.
Unnithan, V., White, J., Georgiou, A., Iga, J., & Drust, B. (20 1 2 ) . Talent identification in youth soccer. J Sports Sci, 30(15), 1719 - 1726. doi: 10.1080/02640414.2012.731515 Wong, P. L., Chamari, K., Dellal, A., & Wisloff, U. (2009). Relationship between anthropometric and physiological characteristics in youth soccer players. J Strength Cond Res, 23(4), 1204 - 1210. doi: 10.1519/JSC.0b013e31819f1e52 Received: March, 25, 2020 Revised: May, 22, 2021 Accept: May, 26, 2021
รปู แบบจำลองสมกำรโครงสรำ้ งกำรเปน็ ผู้นำที่มีประสิทธผิ ลจำกกำรเล่นกีฬำรักบ้ีฟตุ บอล ลำพอง ศรรงุ่ รัชนี ขวัญบุญจนั และ ศิลปชัย สุวรรณธำดำ บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภัฎจันทรเกษม บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการ เล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอล (2) ศึกษารูปแบบจาลองสมการโครงสร้างการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬา รักบ้ีฟุตบอล (3) เปรียบเทียบปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอลใน ระดบั เยาวชน อดุ มศึกษา และสโมสร วิธีดาเนินการวิจัย การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักกีฬารักบ้ี ฟุตบอลระดับเยาวชน อุดมศึกษา สโมสร และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งช้ัน จานวน 1,433 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามความคิดเห็นจากสภาพจริงท่ีเกี่ยวกับปัจจัย ท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอล โดยค่าความตรงของแบบสอบถาม อยู่ที่ 0.883 และมีค่าความเท่ียงอยู่ที่ 0.965 สถิติท่ีใช้ในการวิจัยเพ่ือการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน (CFA) รูปแบบสมการโครงสร้าง (SEM) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (f-test) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียเป็นรายคู่ (LSD) ระดับ เยาวชน อุดมศึกษา และสโมสร ผลการวิจัย (1) ปัจจัยที่สง่ ผลตอ่ การเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบี้ฟตุ บอล 3 ระดับ ทั้ง 9 ปัจจัย มีความเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ในระดับสูง (CFI = .936) มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมี นยั สาคัญทางสถิติ (2) การทดสอบรปู แบบจาลองสมการโครงสร้าง มีความเหมาะสมในระดบั สูง (CFI= .883) ปัจจัยที่ไดร้ ับอทิ ธิพลรวมในทิศทางบวกอย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 จาก 3 ปจั จัยเชิงสาเหตุ คือ การ เป็นผูจ้ ดั การที่มีประสิทธิภาพ การมพี ฤติกรรมทางสงั คมท่ีพึงประสงค์ และการพฒั นาตน โดยมีค่าอิทธพิ ลรวม ที่ .684 .621 และ .041 ตามลาดบั และ (3) เปรียบเทียบปัจจัยระดับเยาวชน อดุ มศึกษา และสโมสร มีความ แตกต่างกันทกุ ปจั จัยอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .05 ท้ัง 9 ด้าน ตามลาดบั สรุปผลการวิจัย จากขอ้ คน้ พบ สามารถให้ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัยครง้ั นไ้ี ด้วา่ กีฬารกั บ้ีฟุตบอลน้ัน มีประโยชน์ต่อการสร้างการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลได้ เหมาะสมกับการส่งเสริมเยาวชนนามาพัฒนาตนให้ กา้ วหนา้ ทางอนาคตไดจ้ ริง ดงั นนั้ สถาบันการศกึ ษา หน่วยงาน และองคก์ ร ควรส่งเสรมิ ใหม้ ีการเรยี นการสอน โดยนาเขา้ มาเป็นกิจกรรมพเิ ศษ เพื่อชว่ ยส่งเสริมการพฒั นาบุคลิกภาพทางการเป็นผู้นาที่ดีของชาติในอนาคต คำสำคญั : ผ้นู า ภาวะผู้นา การเลน่ กีฬารักบฟี้ ตุ บอล พฤตกิ รรมทางสงั คม Corresponding Author: ลำพอง ศรร่งุ คณะกำรจัดกำรกีฬำบณั ฑติ วทิ ยำลยั มหำวทิ ยำลยั รำชภฏั จนั ทรเกษม Email: [email protected]
STRUCTURAL EQUATION MODEL OF EFFECTIVE LEADER DERIVING FROM PARTICIPATING IN RUGBY FOOTBALL Lumpong Sornrung, Rujanee Quanboonchan, and Silapachai Suwanthada Faculty of Graduate School, Chandrakasem Rajaphat University Abstract Purpose: The purposes of this research were (1) to analyze the factors affecting effective Leader deriving from participating in rugby football, (2) to examine structural equation model of effective leader deriving from participating in rugby football, and (3) to compare the factors affecting the effective leadership of rugby football players among three different levels of youth, higher educational, and club rugby players. Methods: This research was conducted through the quantitative approach. The subjects studied in this research were 1,433 rugby football players and stakeholders. Stratified Random Sampling was used to select the samples of this research. The research instrument used to collect the data was the questionnaire concerning the opinions and real-life conditions regarding the factors affecting effective leadership of rugby football players. The validity of the questionnaire examined by the experts was at 0.883, and the reliability of Cronbach's Alpha was 0.965. Statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation, confirmatory factor analysis (CFA), structural equation modeling (SEM), and F-test (One Way Analysis of Variance), and Least Significance Difference: (LSD) in rugby football players from the three levels. Results: The research results indicated as follows: (1) factors affecting the effective leadership of rugby football were consisted of nine factors with a statistically significant positive correlation with the confirmatory factor index (CFI) at 0.936, (2) concerning results of the model examination on structural equation modeling, indicated the modeling equations was at a high level of fitness (CFI = .883), and the total positive direct effects of the highest three factors with statistically significant positive influence at the .05 level were the efficient manager, expected social behavior, and self - development, with a combined value of .684, .621, .041 respectively, and (3) a comparison of the factors affecting the effective leadership of rugby football between the sample of junior high school students and the club by 9 factors were statistically significantly different at .05 level respectively. Conclusion: Based on the findings, it could be concluded that this study conducted is beneficial for creating effective leadership. Rugby football participation is appropriate to encourage children and youth to develop their own for the future real progress. Institutions and organizations should encourage in learning rugby football as special curriculum activities to help develop the personality as a good leader for the nation in the future. Keywords: Leader, Leadership, Participating in rugby football, Social behavior Corresponding Author: Lumpong Sornrung Administration (Sports Management) Chandrakasem Rajabhat University Email: [email protected]
บทนำ “ความเป็นผู้นา” (Leader) ถือว่าเป็นภาระที่สาคัญอย่างย่ิงต่อความสาเร็จของทีมและองค์กร มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงการวางแผนสั่งการ ดูแลให้ผู้ตามผูกพัน ทุ่มเท ร่วมมือร่วมใจกันทางาน ด้วยความเต็มใจ ให้สาเร็จตามเป้าหมาย (Mc Farland, 1979, pp. 214 – 215) และ “ผู้นา” เป็นผู้ที่มีอิทธิพล สูงสุดในกลุ่ม ต้องปฏิบตั ิภาระหน้าท่ีได้ตามเป้าหมาย (Huse, 1978, p. 227) “ผู้นา” ต้องกาหนดทิศทางองค์กร จูงใจให้ผู้ตามปฏิบัติไปในทิศทางแห่งสาเร็จและดีข้ึน (Kawi Wongput, 1992, pp. 14 – 15) บทบาท “ผู้นา” คือ แม่ทัพ ต้องมีการวางแผน วางกลยุทธ์ ให้ผู้ตามปฏิบัติ มีวิสัยทัศน์ที่ดี” (Terry, 1960) ตามทฤษฎีกฎเกณฑ์ เน้นประสิทธิภาพ ทฤษฎีลักษณะเน้นปฏิบัติและส่ังการเชิงรุก ทฤษฎีลักษณะพฤติกรรมเน้นอานวยความ สะดวก ทฤษฎีฉุกเฉินเน้นความยืดหยุ่น ทฤษฎีมุ่งเป้าหมายเน้นผลสัมฤทธ์ิ ทฤษฎีผู้นาตามสถานการณ์เน้น พฤติกรรมที่เหมาะสม ทฤษฎีธุรกรรมผู้นาเน้นสร้างแรงจูงใจ ทฤษฎีบารมีเน้นมีวิสัยทัศน์การสื่อสาร ทฤษฎีผู้นา การเปลี่ยนแปลงเน้นวาทศิลป์ที่ดี มีวิสยั ทัศน์ ทฤษฎีผ้นู าหลายมติ ิเน้นประสทิ ธิผลและพึงพอใจ การเปน็ ผู้นาที่ มีประสิทธิผล ต้องมีลักษณะเป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ ตัดสินใจดี ซื่อสัตย์ กล้าหาญ แก้ไขเปล่ียนแปลง บริหารความเส่ียง จิตใจดี น่าเชื่อถือ เฉลียวฉลาด ทันสมัย มีบารมี มีสุขภาพ สมรรถภาพดี มนุษยสัมพันธ์ดี ฟังความเหน็ มีน้าใจนักกีฬา มวี ิสัยทัศน์ อภัย เมตตากรุณา เข้าใจคนอื่นบนหลักเหตุและผลได้ สร้างแรงจูงใจ สร้างสรรคส์ ่งิ ใหม่ ๆ ได้ (Suthep Pongsriwat, 2002) การเล่นกีฬา การออกกาลังกาย เป็นปัจจัยสาคัญซ่ึงส่งเสริมให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน และ พัฒนาภาวะผู้นา บุคลิกภาพ ทางานเป็นทีม พัฒนาตน มีน้าใจนักกีฬา บริหารการจัดการ เป็นประชาธิปไตย เป็นผู้นาผู้ตามที่ดี คุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัว คุณธรรมและจริยธรรม ยังพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สังคมไทยยังมีความสนใจในการเล่นกีฬาและออกกาลังกายน้อย ทาให้ขาดความเข้าใจ หลักปฏิบัติพ้ืนฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม กีฬากับสังคมควรอยู่ร่วมกันในชีวิตประจาวันตลอดไป สมกับคากล่าวท่ีว่า “กีฬาสร้างคน - คนสร้างชาติ” ควรนามาเป็นแรงจูงใจให้คนในสังคมไทยได้รักการเล่น กีฬา และออกกาลงั กายตอ่ ไป เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandala) ผู้นาแอฟริกาใต้ ให้การส่งเสริมกีฬารักบี้ฟุตบอลควบคู่กับ การบริหารและพัฒนาประเทศ สร้างการสมานฉันท์ของคนทั้งชาติ ผ่านทฤษฎีการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอล ด้วยการร่วมมือกันของผู้เล่นกองหน้ากับกองหลัง ในฐานะผู้นาผู้ตามอย่างต่อเน่ืองด้วยการครอบครองบอล รุกไปข้างหน้า สนับสนุน เล่นอยา่ งต่อเนื่อง กดดันการป้องกนั แดนและรุกกลับ (IRB, 2016) จนกระทงั่ ประสบ ความสาเร็จ และท่ีสาคัญยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาททางภาวะผู้นาที่ดี คือ เป็นแรงบันดาลใจมากกว่าการ เข้าไปแทรกแซงการทางาน และตัวเช่อื มการบริหารพฒั นา ปลกู ฝังให้อยใู่ นใจชาวแอฟรกิ าใต้ ต้งั แต่เยาวชนถึง ประชาชน หันมารว่ มมอื รว่ มใจกนั พัฒนาตนเองและพัฒนาประเทศชาติ (Wikipedia, 2009) กีฬารักบี้ฟุตบอล เป็นกีฬาท่ีสร้างคุณภาพชีวิตได้อย่างดี ให้คุณประโยชน์กับตนเอง ทีมงาน เพ่ือนร่วมทีม และสงั คม เปน็ กีฬาปะทะทห่ี นกั รุนแรงประเภทหนงึ่ จากหลายชนิดกฬี า ทฤษฎีการเล่นกฬี ารักบี้ ฟุตบอล ซึ่งประกอบด้วย กระบวนการเล่นของผู้เล่นกองหน้ากับกองหลัง ในฐานะผู้นาผู้ตามตลอดเกม อย่างต่อเนื่อง ตามความหมายของเกม คือ เกมการเล่นโดยมีผู้เล่นสองฝ่ายเข้าร่วมเล่นกันอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามกฎกติกาและจิตวิญญาณอย่างมีน้าใจนักกีฬา เพื่อทาคะแนนให้กับทีมของตน (Laws world rugby, 2016) การเล่นของกองหน้า คือ การเล่นตามทักษะของเกม การเล่นของกองหลัง คือ การเล่นตาม ทักษะเฉพาะของตาแหน่งของเกม ตามกฎกติกาการแข่งขัน (Marks and Burkett, 2016) หลักการเล่นกีฬา รักบ้ีฟุตบอล ต้องมีความสอดคล้องกับทฤษฎีการเล่น (IRB, 2016) ซ่ึงผู้เล่นต้องได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี
ผู้เล่นต้องใช้ร่างกายสัมผัส ปะทะกันตลอดเกม นักกีฬาต้องมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีความพร้อมท้ังกาย และใจ ครอบครัว และอุปกรณ์ ยอมรับตามกฎระเบียบกติกาการแข่งขัน ผลที่เกิดขึ้นมาจากการเล่นร่วมกัน สิ่งทส่ี าคญั คอื บุคคลสามารถรว่ มเลน่ กนั ได้โดยไม่มีการแบง่ ชนชั้น วรรณะ เพศ วยั ผิวพรรณ เช้อื ชาติ ศาสนา มคี ุณคา่ ต่อการพัฒนาร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม และสติปัญญา โดยเฉพาะคุณค่าแหง่ การสอื่ สารความเป็น ผู้นาผู้ตามจากระบบ รูปแบบ หลักการ และทฤษฎีของเกมการเล่น ส่งเสริมให้ผู้เล่นทั้งสองทีมร่วมแข่งขันกัน ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างต่อเน่ืองจนจบเกม หากไม่ประสบผลสาเร็จก็ยอมรับสภาพความสามารถของ ทีมตน เม่อื สื่อสารในเกมเสร็จสน้ิ แล้วก็มีแต่ความเป็นเพือ่ น มคี วามสขุ สนุกสนาน มีมติ รภาพท่ีดีอย่างยาวนาน คือ “ภาษากีฬารักบี้ฟุตบอล” ที่ส่ือสารกันด้วยเกมที่มีผู้เล่นแต่ละฝ่ายจานวนมาก โดยไม่เกิดการทะเลาะวิวาทกัน มิตรภาพทีด่ ีต่อกนั มสี ังคมทดี่ ภี ายในทีม และทมี คู่แขง่ ขนั มีความสัมพนั ธ์ท่ีดี อันเป็นองค์รวมทางสงั คมทด่ี ี ต่อ ประเทศชาติ จากหลักการและเหตุผลที่ผู้วิจัยได้กล่าวมา กีฬารักบ้ีฟุตบอลจึงควรได้รับการพัฒนาแพร่หลาย ออกไปอย่างต่อเนื่องในชุมชน ระดับยุวชน เยาวชน ประชาชน และให้มีการสอนในหลักสูตรการศึกษาของ ไทยมากขึ้น ผู้วิจยั เล็งเห็นวา่ การที่ผเู้ ล่นและผู้ท่ีเก่ียวขอ้ ง พยายามผลักดันใหก้ ีฬารักบ้ีฟุตบอลเปน็ ท่ียอมรับต่อ สังคมให้ได้น้ัน ต้องเล่นกันอย่างมีจิตวิญญาณทางจิตใจ ตามระบบ รูปแบบ หลักการ ทฤษฎี และกฎบัตรการ เล่นของเกม ปัจจุบันบุคคลท่ีเคยเป็นนักกีฬารักบี้ฟุตบอลหลายท่านของไทยที่พัฒนาตนเองให้เจริญขึ้นมาสู่ ระดบั ผูน้ าหน่วยงานหรอื องค์กรท่สี าคัญของประเทศทัง้ ภาครฐั และเอกชน เลง็ เห็นถงึ ความสาคญั ของกฬี ารกั บี้ ฟตุ บอลว่าสามารถสรา้ งความเป็นผนู้ าได้อย่างมีประสทิ ธผิ ล จึงให้การส่งเสริมการเล่นกฬี ารกั บี้ฟุตบอลออกไป ทุกพื้นท่ี ทุกระดับ ทุกชุมชน จากเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาเร่ือง “รูป แบบจาลองสมการโครงสร้างการเป็นผู้นาท่ีมปี ระสทิ ธผิ ลจากการเลน่ กีฬารักบฟี้ ุตบอล” วัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะหป์ จั จัยท่ีสง่ ผลต่อการเปน็ ผู้นาทีม่ ีประสิทธผิ ลจากการเล่นกฬี ารกั บ้ีฟตุ บอล 2. เพ่ือศึกษารูปแบบจาลองสมการโครงสร้างการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบ้ี ฟุตบอล 3. เพ่ือเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอล ระดบั เยาวชน อุดมศึกษา และสโมสร สมมติฐำนกำรวจิ ยั จากวัตถุประสงค์ของการวิจัยสามารถกาหนดสมมติฐานได้ทั้งหมด 8 กลุ่ม (H1 - H8) รวม 31 สมมติฐานย่อย ประกอบด้วย H1 คือ ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบี้ ฟตุ บอลทั้ง 9 ปัจจัย H2 คือ รูปแบบจาลองสมการโครงสรา้ งการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธผิ ลจากการเลน่ กฬี ารกั บี้ ฟุตบอล ทั้ง 9 ปัจจัย H3 คือ ปัจจัยการเป็นผู้จัดการท่ีมีประสิทธิภาพ H4 คือ ปัจจัยพฤติกรรมทางสังคมท่ี พึงประสงค์ H5 คือ ปัจจัยพฤติกรรมทางสังคมที่พึงประสงค์ไปสู่การพัฒนาตน H6 คือ เส้นทางระหว่าง ปัจจัยการเป็นผู้จัดการที่มีประสิทธิภาพ H7 คือ การเปรยี บเทยี บปัจจยั ระดบั เยาวชน อุดมศึกษา และสโมสร H8 คือ ประสบการณข์ องผู้เลน่ ท่เี ลน่ มานาน จะเกดิ ภาวะผูน้ าสงู กวา่ ผู้เล่นที่เลน่ มานอ้ ยกวา่
วธิ ีดำเนินกำรวิจยั การวิจัยเรื่อง รูปแบบจาลองสมการโครงสร้างการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอล ผู้วิจัยทาการศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative Research Approach) เป็นหลักนาเสนอวิธีดาเนินการวิจัย แบ่งเป็น 4 ส่วน ดังน้ี 1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2) การสร้างเครื่องมือ 3) การเก็บรวบรวมข้อมูล และ 4) การใช้สถิตใิ นการวิเคราะห์ข้อมลู ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง ประชากรในการวิจัยคร้ังน้ี คือ ผู้ท่ีมีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) กับกีฬารักบี้ฟุตบอลระดับ เยาวชน อุดมศึกษา สโมสร ในประเทศ ท้ังส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค จานวน 2,000 คน จาก 9 กลุ่ม ได้แก่ นักรักบี้ฟุตบอล 1.เยาวชน 2.อุดมศึกษา 3.สโมสร 4.ผู้ฝึกสอน ผู้ช่วยฯ และผู้ตัดสิน 5.ผู้บริหาร 6.ผู้ปกครอง 7.ผู้บริหารสมาคมรักบี้ฯ และผู้ที่เก่ียวข้อง 8.เจ้าหน้าที่สมาคมรักบ้ีฯ และเจ้าหน้าที่สนาม 9.ผู้ส่ือข่าวและ ผสู้ นบั สนุน กลุ่มตัวอย่างมีทั้งส้ิน 1,433 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชัน (Stratified Random Sampling) จากประชากร 9 กลุ่มข้างต้น และเป็นไปตามข้อตกลงการใช้สถิติรูปแบบสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) วิเคราะห์ปัจจัยท่ีอัตราส่วน 15 : 1 ซ่ึงในงานวิจัยนี้มีข้อคาถาม ท้ังหมด 94 ข้อ รวมทัง้ ส้ิน จานวน 1,433 คน (ควรมีกล่มุ ตวั อย่าง-อยา่ งน้อย 1,410 คน) ดงั ตารางท่ี 1 ขน้ั ตอนกำรดำเนินกำรวจิ ัย เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั เปน็ แบบสมั ภาษณ์และแบบสอบถาม 3 ฉบบั ดงั น้ี เคร่ืองมือชุดท่ี 1 แบบสัมภาษณ์เพ่ือพิจารณาความตรงแบบปลายเปิด สัมภาษณ์จากจากผู้เชยี่ วชาญ 5 กลมุ่ จานวน 10 ทา่ น เคร่ืองมือชุดท่ี 2 แบบสอบถามฉบับท่ี 1 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกีย่ วกับปัจจยั ที่ส่งผลต่อการ เป็นผ้นู าท่ีมปี ระสิทธิผลจากการเลน่ กฬี ารกั บ้ฟี ตุ บอล การหาคุณภาพเคร่ืองมือ ไดค้ ่าความตรง (Validity) จาก การทดสอบค่า IOC = 0.883 และได้ค่าความเท่ียง (Reliability) จากการทดสอบค่า Cronbach’s Alpha = 0.965 เคร่ืองมือชุดท่ี 3 แบบสอบถามฉบับที่ 2 เป็นแบบสอบถาม สภาพจริงของปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็น ผ้นู าท่มี ปี ระสิทธิผลจากการเล่นกีฬารกั บี้ฟตุ บอล การหาคณุ ภาพเคร่ืองมอื ได้คา่ ความตรง (Validity) จากการ ทดสอบค่า IOC = 0.909 และได้ค่าความเที่ยง (Reliability) จากการทดสอบค่า Cronbach’s Alpha = 0.856 กำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล การเก็บรวบรวมข้อมูลผวู้ ิจัยดาเนนิ การตามลาดับ ดงั น้ี 1. เครื่องมือชุด 1 แบบสมั ภาษณ์ความแม่นตรงเชิงเน้ือหา ผวู้ จิ ัยสัมภาษณ์ผเู้ ช่ียวชาญ 10 คน 2. เคร่ืองมือชุดท่ี 2 สร้างแบบสอบถามฉบับที่1 ถามความคิดเห็นฯ ทาTry out ในกลุ่มตัวอย่าง สร้างแบบสอบถาม นาไปเก็บกบั กลมุ่ ตัวอย่าง 1,433 คน ดว้ ยตนเองพรอ้ มผู้ชว่ ย 3. เครื่องมือช้ินที่ 3 สร้างแบบสอบถามฉบับที่2 ถามสภาพจริงฯ กาหนดขนาดตัวอย่างของยามาเน่ (Yamane, 1973) ขนาด 717 คน ได้ 286 คน เป็นนักกีฬารักบ้ีฟุตบอลระดับเยาวชน อุดมศึกษา สโมสร ทาการเก็บข้อมลู ดว้ ยตนเองพร้อมผู้ช่วย
กำรใช้สถติ ใิ นกำรวิเครำะห์ข้อมลู วัตถุประสงค์ข้อท่ี 1.วิเคราะห์เนื้อหาของปัจจัยตามสภาพจริง ใช้สถิติค่าร้อยละ และค่าเฉล่ีย เพือ่ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งกับความสาคัญของโครงสรา้ ง วัตถุประสงค์ข้อท่ี 2.วิเคราะห์ปัจจัยแบบยืนยัน (CFA) ค้นหาตัวแปลแฝงจากโปรแกรมสาเร็จรูป Mplus 5.21 (Muthen & Muthen) ร่วมกับการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง(SEM) เพ่ือสารวจปัจจัยท่ีส่งผล ตอ่ การเปน็ ผนู้ าทม่ี ีประสทิ ธผิ ลจากการเลน่ กีฬารกั บ้ีฟุตบอล ดงั ตารางท่ี 2 วัตถุประสงค์ข้อท่ี 3.ใช้สถิติ One Way Analysis of Variance (f - test) เพ่ือเปรียบปัจจัยท่ีส่งผล ต่อการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอลของนักรักบี้ฟุตบอลระดับเยาวชน อุดมศึกษา และสโมสร ผลกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล ผลการวิเคราะห์สภาพจริงของกลุ่มตัวอย่างมีจานวนท้ังสิ้น 1,433 คน แบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม พบว่า กล่มุ ตัวอยา่ งส่วนใหญเ่ ปน็ เพศชาย คดิ เป็น 83.5% ผลกำรคน้ พบตำมวัตถปุ ระสงค์ 1.พบว่าปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอลมี 9 ด้าน คือ บุคลิกภาพ ภาวะผู้นา ประชาธิปไตย คุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัว การทางานเป็นทีม การบริหารการจัดการ มีนา้ ใจนกั กฬี า การพัฒนาตน และคณุ ธรรมจรยิ ธรรม มีความเหมาะสมในระดับสงู (CFA = .936) 2.การวิเคราะห์ปัจจัยแบบยืนยัน เพ่ือทดสอบรูปแบบจาลองสมการโครงสร้างการเป็นผู้นาที่มี ประสิทธิจากการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอล ทั้ง 4 เส้นทาง มีความเหมาะสมในระดับสูง (CFA = .883) และมีค่า สัมประสทิ ธ์อิ ย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05 ทุกเสน้ ทาง 3.การเปรียบเทียบค่าเฉล่ียสภาพจริงของปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่น กีฬารักบ้ีฟุตบอล ระหว่างนักกีฬารักบี้ฟุตบอลระดับเยาวชน อุดมศึกษา และสโมสร ทั้ง 9 ปัจจัย มีความ แตกต่างกันทุกปัจจัยอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้เล่นระดับสโมสรมีค่าเฉล่ียสภาพจริงของ ปัจจยั ที่มากกวา่ ผเู้ ลน่ ระดบั อดุ มศกึ ษา และระดับเยาวชน ทัง้ 9 ปจั จัย ตามลาดบั ตำรำงท่ี 1 จานวนกลมุ่ ตัวอย่างตามการคัดเลือกแบบแบง่ ช้นั กลุ่ม ประชำกร (คน) กล่มุ ตวั อย่ำง (คน) 1. นักกีฬาระดับเยาวชน 340 244 2. นกั กีฬาระดบั อดุ มศึกษา 350 251 3. นกั กฬี าระดับสโมสร 310 222 4. ผฝู้ ึกสอน ผชู้ ่วยผู้ฝกึ สอน และผตู้ ัดสิน 200 143 5. ผ้บู รหิ าร 200 143 6. ผ้ปู กครอง 200 143 7. กรรมการบรหิ ารสมาคมรกั บฯ้ี และผเู้ กีย่ วข้อง 200 143 8. เจา้ หน้าท่ปี ระจาสมาคมรักบฯ้ี และเจา้ หนา้ ท่สี นาม 100 72 9. ผู้สื่อขา่ วและผสู้ นบั สนนุ 100 72 รวม (คน) 2,000 1,433
ตำรำงท่ี 2 แสดงค่าดัชนีความเหมาะสม และ คา่ Cut - off Value ดัชนีควำมเหมำะสม (Fit Index) ค่ำ Cut-off (Cut-off Value) Chi-square Non-significant RMSEA < .06 (หรือ .05) CFI TLI > .95 SRMR > .95 < .08 (หรือ .10) สรปุ และอภปิ รำยผล สรุปผลการทดสอบรูปแบบจาลองสมการโครงสร้างการโครงสร้างการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผลจาก การเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอล มีความเหมาะสมในระดับสูง (CFI = .883) ทั้ง 4 เส้นทางตรงท่ีมีค่าสัมประสิทธ์ิ เส้นทางระหว่าง .060 ถึง .740 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกเส้นทาง สรุปจึงเป็นท่ีเชื่อได้แน่ว่า ผลการวจิ ยั ครัง้ น้สี ามารถอ้างองิ ไปส่กู ลมุ่ ประชากรไดแ้ ละนาไปใชไ้ ด้จรงิ อภิปรำยผล ในการวจิ ัยครง้ั นพ้ี บว่า 1. คุณค่าทางปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอล มี 9 ปัจจัย คือ ด้านบุคลิกภาพ ภาวะผู้นา ความเป็นประชาธิปไตย คุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัว การทางานเป็นทีม การบริหารการจัดการ การมีน้าใจนักกีฬา การพัฒนาตน และคุณธรรมและจริยธรรม มีความสอดคล้องกับ แนวคดิ ของครเู ทพ (Kruthep, 2014) ที่กล่าวถงึ คุณประโยชน์จากการเลน่ กฬี าไว้ในเพลงกราวกฬี าวา่ ผลจาก การได้ร่วมกีฬาแล้วจะส่งผลให้ผู้เล่นมีความแข็งแรงสง่างาม มีบุคลิกภาพดี มีน้าใจนักกีฬา เกิดการทางาน เป็นทีม มีภาวะผู้นา มคี วามเป็นประชาธปิ ไตย เกดิ การพัฒนาตน มีคุณลักษณะพเิ ศษเฉพาะตัว มีการบริหาร การจดั การ และมีคณุ ธรรมและจริยธรรม 2. ความเหมาะสมในระดบั สูง มีค่า CFA = .936 มีความสัมพันธเ์ ชงิ บวกอย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิกับ ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอล (ค่าสัมประสิทธ์ิน้าหนักปัจจัยมีค่า อยู่ระหว่าง .646 ถึง .828) จากโปรแกรมสาเร็จรูป Mplus 5.21 (Muthen & Muthen) ในการหารูป แบบจาลองสมการโครงสรา้ งการเปน็ ผู้นาทีม่ ปี ระสิทธผิ ลจากการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอล 3. ทดสอบรูปแบบจาลองสมการโครงสร้างท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬา รักบ้ีฟุตบอล มีความเหมาะสมในระดับสูง (CFA = .883) มีค่าสัมประสิทธ์ิเส้นทางอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ทุกเส้นทาง มีความสอดคล้องกับหลักการทฤษฎีการเล่น และกฎบัตรการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอลที่กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลสอดคล้องกับทฤษฎีรักบ้ีฟุตบอล (Laws World Rugby, 2016) กล่าวว่า การเล่นของผู้เล่น กองหน้า คือ การเล่นตามทักษะของเกมการเล่น และการเล่นของผู้เล่นกองหลัง คือ การเล่นทักษะท่ี เฉพาะเจาะจงของตาแหน่งของเกม การที่กีฬารักบี้ฟุตบอลสามารถส่งผลให้ผู้ที่เข้ามาร่วมเล่นและแข่งขัน อยู่เป็นประจาให้เกิดลกั ษณะทเ่ี ปน็ ปจั จัยตอ่ การเปน็ ผนู้ าทีม่ ปี ระสทิ ธิผลได้ เพราะรปู แบบของเกมจะแยกผูเ้ ล่น ออกเป็นกองหน้า กองหลัง โดยต้องมีผู้นากองหน้า ผู้นากองหลัง และผู้นาทีมในการเล่นเกมด้วย ในรูปแบบ และแผนการเล่นย่อมส่งผลให้ผู้เล่นทั้งหลายทุกเพศทุกวัยท่ีเข้าร่วมเล่นเกม เกิดลักษณะทางปัจจัยที่ส่งผล ต่อการเป็นผู้นาที่มีประสิทธิผล ท้ัง 9 ด้าน ขึ้นมาได้ ตามกฎบัตรการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอล (IRB, 2017)
ที่กล่าวไว้ว่า...กฎบัตรน้ันครอบคลุมหลักการพ้ืนฐานของเกมกีฬารักบ้ีฟุตบอล เกี่ยวกับการเล่น การฝึกสอน การสร้าง การแข่งขัน เป็นความหวังท่ีสาคัญในกฎกติกา เป็นตัวกาหนดมาตรฐานสาหรับทุกคนท่ีมีส่วนร่วม เก่ียวข้องในกีฬารักบี้ฟุตบอลในทุกระดับ เพ่ือตรวจสอบมาตรฐานของเกม สามารถประเมินรูปแบบและ พฤติกรรมการเล่น เพื่อให้แน่ใจว่ากีฬารักบี้ฟุตบอลมีลักษณะเฉพาะตัวทั้งในและนอกสนาม ประกอบด้วย 1).ความสมบูรณ์ บริสทุ ธิ์ โปร่งใส ซ่ือสัตย์ ตรงไปตรงมา เล่นอย่างยตุ ธิ รรม 2).ความชอบ 4. การเปรียบเทียบค่าเฉล่ียสภาพจริงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิผลจากการเล่นกีฬา รักบ้ีฟตุ บอลของนกั กฬี า 3 ระดับ มคี วามแตกต่างกันทุกปัจจัย อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 สโมสรมี คา่ มากกว่า อดุ มและเยาวชนตามลาดับ ตามหลกั พัฒนาการทางร่างกายของมนุษย์นน้ั ย่อมมคี วามแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด ควรพัฒนาภาวะผู้นาตามทฤษฎีผู้นาตามสถานการณ์ของ เฮอร์เชย์และแบลนชาร์ด (Hersey and Blanchard, 2015) ที่กาหนดการพัฒนาตามหลัก 4M ตามวุฒิภาวะ คือ (M1) และ (M2) ควรให้การ พัฒนากับนักกีฬารักบ้ีฟุตบอลระดับเยาวชน มีวุฒิภาวะตา่ และปานกลาง ความสามารถน้อย มีความต้ังใจแต่ ขาดประสบการณ์ = ต้องส่งเสริมความเป็นผู้นาด้วยการส่ังการ และการขายความคิด ในนักกีฬา ระดับอุดมศึกษา มีวฒุ ิภาวะอยู่ในวัยเรียนที่มีวุฒิภาวะค่อนข้างสูง แต่ยงั ขาดความมั่นใจ ขาดแรงจงู ใจ = ต้อง ให้ความร่วมมือทางาน ส่วนในนักกีฬารักบ้ีฟุตบอลระดับสโมสร มีวุฒิภาวะท่ีอยู่ในวัยท่ีสูงขึ้นมาในระดับ ประชาชน หรือระดับชาติ คือ วุฒภิ าวะสูง ความมัน่ ใจสูง มีความรบั ผิดชอบ = การมอบหมายงานหรืออานาจ การตัดสินใจ ดังนั้น นักกีฬารักบ้ีฟุตบอลระดับสโมสรจึงมีลักษณะทางปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเป็นผู้นาท่ีมี ประสทิ ธิผลจากการเล่นรักบ้ฟี ุตบอลมากกวา่ นักกฬี าระดับเยาวชน และระดับอุดมศึกษาอยา่ งชัดเจนทุกด้าน ข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยมีขอ้ เสนอแนะจากการวิจัยดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ในมุมมองของทฤษฎีและการนาไปใช้ ในการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอลน้ันมีความสอดคล้องกับการ พัฒนาและส่งเสริมให้มนุษย์ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม และสติปัญญา ตาม ทฤษฎีแห่งวุฒิภาวการณ์พัฒนาการของมนุษย์ ทฤษฎีผู้นา ทฤษฎีการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอล และกฎบัตรการ เล่นกฬี ารักบ้ีฟุตบอลอยแู่ ล้ว ฉะนัน้ สถาบันการศึกษาหรอื หน่วยงานทีม่ ีการเรียนการสอนกีฬารักบฟี้ ุตบอล ควร มงุ่ เน้นการพัฒนา และส่งเสริมการพัฒนาวุฒิภาวะใหเ้ กิดพฤติกรรมทางสังคมท่ีพึงประสงค์ การเปน็ ผู้จดั การท่ี มีประสทิ ธิภาพ ซึ่งส่งผลตอ่ การมภี าวะผู้นาท่ีมีประสิทธผิ ลจากการเลน่ กฬี ารักบีฟ้ ุตบอล 2. ควรกาหนดแนวนโยบายในการพัฒนาส่งเสริมการเล่นกีฬารักบ้ีฟุตบอลในทุกระดับของหน่วยงาน ตา่ ง ๆ ตามระดับของนักกฬี า ผู้ฝึกสอน และผู้จัดการทีมกีฬารักบี้ฟุตบอล ควรมุ่งเน้นการเล่นตามพัฒนาการ ของมนษุ ย์ ทฤษฎพี ัฒนาการ ทฤษฎีผู้นา ทฤษฎีและกฎบัตรการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอล ดว้ ยการเล่นกฬี ารกั บีฟ้ ตุ บอล อย่างถูกต้อง เกดิ ระดบั การพัฒนาทถ่ี กู ตอ้ งตามข้ันตอน คือ ระดับชมุ ชน โดยวิธจี ดั โครงเขา้ ไปในจดุ เป้าหมาย กาหนด จุดจดั โครงการต่อไป ระดับเยาวชน โดยเสนอให้การเรียนการสอนในหลักสูตร และระดับสมาคม และทีมชาติ โดยจดั ใหม้ นี ักกฬี าทุกระดบั การแข่งขัน 3. จากข้อค้นพบจากการวิจัยในครง้ั นี้เห็นได้วา่ กีฬารักบี้ฟุตบอลนั้นมีประโยชน์ต่อการสร้างการเป็น ผู้นาท่ีมีประสิทธิผล ซึ่งมีความเหมาะสมกับการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้นามาพัฒนาตนเพื่อ ความก้าวหน้าอนาคตได้จริง ดังน้ัน สถาบันการศึกษา หน่วยงาน และองค์กร ควรส่งเสริมให้มีการเรียนการ สอน โดยนาเข้ามาเป็นกิจกรรมพิเศษ เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพของการเป็นผู้นาท่ีดีของชาติใน อนาคต
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312