Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กฎหมายอาญา 2

กฎหมายอาญา 2

Published by phenix stock, 2021-03-28 03:20:14

Description: กฎหมายอาญา 2

Search

Read the Text Version

๒๔๐ ô. คํา¶ÒÁ·ÒŒ º·àÃÕ¹ ๑. ความผดิ ลหุโทษจะตองรับโทษอยางไร ๒. การพยายามกระทําความผดิ ลหโุ ทษ จะตองโทษอยางไรหรอื ไม ๓. ผสู นับสนนุ ในความผดิ ลหุโทษ จะตองโทษอยา งไรหรือไม àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §Í§Ô เกยี รตขิ จร วจั นสวสั ด.์ิ (๒๕๕๑).คาํ อธบิ ายกฎหมายอาญา ภาค ๑ กรงุ เทพฯ:พลสยามพรน้ิ ตง้ิ . คณติ ณ นคร.(๒๕๔๗). กฎหมายอาญา ภาคท่วั ไป. กรุงเทพฯ:วิญูชน. ทวเี กยี รติ มนี ะกนษิ ฐ.(๒๕๕๓).คาํ อธบิ ายกฎหมายอาญา ภาคทวั่ ไป. กรงุ เทพฯ:วญิ ชู น. ประภาศน อวยชยั .(๒๕๒๖).ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๑. กรงุ เทพฯ:สาํ นกั อบรมศกึ ษา กฎหมายแหง เนติบัณฑติ ยสภา. สหรัฐ กิติศุภการ.(๒๕๕๗).หลักและคําอธิบายกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:อมรินทร พริน้ ติง้ แอนดพ ับลิชช่ิง บญุ เพราะ แสงเทยี น.(๒๕๕๒).กฎหมายอาญา ๑ ภาคทว่ั ไป.กรุงเทพฯ:บริษัทวทิ ยพัฒน จํากดั สุพจน นาถะพินธุ.(๒๕๓๓).ประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:สาํ นักพิมพรุงเรืองธรรม. สุวัฒน ศรีพงษสุวรรณ.(๒๕๔๙).คําอธิบายประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ: นิติบรรณาการ. วินัย เลศิ ประเสริฐ.(๒๕๔๗).วิธไี ลสายกฎหมายอาญา เลม ๑.กรุงเทพฯ:อนิ เตอรบคุ ส. เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์.(๒๕๕๐).คําอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิด เลม ๑. กรงุ เทพฯ:หางหนุ สว นจํากดั จิรัชการการพิมพ.

๒๔๑ º··èÕ ñð ¤ÇÒÁ¼Ô´ÅËØâ·É ñ. ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃչ̻٠ÃÐจําº· ๑. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความรูความเขาใจ เรื่องกฎหมายอาญาเก่ียวกับ ความผิดฐานตางๆ ของนักเรียนนายสบิ ตาํ รวจ ๒. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจ ทราบถงึ การวดั ผลและประเมนิ ผล วชิ ากฎหมายอาญา ๒ ๓. เพื่อใหน กั เรยี นนายสบิ ตํารวจมคี วามรู เกย่ี วกบั ความผิดลหุโทษ ò. ʋǹนาํ นักเรียนจะไดศึกษาประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ เร่ืองเกี่ยวกับความผิดลหุโทษ อนั ไดแ ก ความผดิ เกยี่ วกบั เจา พนกั งานและเกยี่ วกบั การกอ ใหเ กดิ ความเดอื ดรอ นหรอื อนั ตรายตอ ความ สงบสุขของประชาชน ความผิดเก่ียวกับเจาพนักงาน ความผิดเก่ียวกับการกอใหเกิดความเดือดรอน หรอื อนั ตรายตอ ความสงบสขุ ของประชาชน ความผดิ เกยี่ วกบั การกอ ใหเ กดิ ความเสยี หายตอ ทรพั ยส นิ สาธารณะและเกย่ี วกบั สตั ว ความผดิ เกย่ี วกบั การกอ การใหเ กดิ อนั ตรายแกก ายหรอื จติ ใจและความผดิ ลหโุ ทษอ่ืนๆ ความผิดลหุโทษอืน่ ตลอดจนแนวคําพพิ ากษาทีเ่ กี่ยวของเพื่อใหน ักเรยี นนายสบิ ตาํ รวจ ใชป ระกอบการเรียนการสอน ó. à¹é×ÍËÒ ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÂèÕ Ç¡ºÑ à¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹ áÅÐà¡ÂèÕ Ç¡ºÑ ¡Òá͋ ãËàŒ ¡´Ô ¤ÇÒÁà´Í× ´ÃÍŒ ¹ËÃÍ× Í¹Ñ μÃÒ μ‹Í¤ÇÒÁʧºÊØ¢¢Í§»ÃЪҪ¹ á¹Ç¤Ô´ ๑. การไมย อมบอกหรอื แกลง บอกชอ่ื หรอื ทอี่ ยอู นั เปน เทจ็ ตอ เจา พนกั งาน หรอื ไมป ฏบิ ตั ิ ตามคําส่ังของเจาพนักงานโดยไมมีเหตุอันสมควร หรือทําใหเสียประโยชนซึ่งเอกสารท่ีเจาพนักงาน แสดงไวถอื เปน ความผิด ๒. การทาํ ใหป ระชาชนเกดิ ความเดอื ดรอ นราํ คาญ หรอื ตระหนกตกใจ หรอื กดี ขวางทาง สาธารณะ อันเปน การกระทบกระเทอื นตอความสงบสุขของประชาชน ถือเปน ความผิด ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÂÕè ǡѺà¨ÒŒ ¾¹Ñ¡§Ò¹ ความผดิ เกย่ี วกบั เจา พนักงาน มี ๔ ฐานความผดิ ดวยกันคือ ๑. ไมย อมบอกหรอื แกลง บอกชอ่ื หรือท่ีอยอู นั เปนเท็จตอเจาพนกั งาน ๒. ไมปฏบิ ตั ติ ามคําสงั่ ของเจาพนกั งานโดยไมมีเหตุหรือขอ แกตัวอันสมควร

๒๔๒ ๓. ทําใหเ อกสารทเี่ จา พนกั งานแสดงไวไ รป ระโยชน ๔. ไมชวยเหลือเจา พนกั งานซึ่งเรยี กใหช ว ยระงบั สาธารณภัย ความผิดทั้ง ๔ ฐาน น้ีปรากฏอยูในมาตรา ๓๖๗, ๓๖๘, ๓๖๙ และมาตรา ๓๘๓ นักศกึ ษาจะไดศ กึ ษาดงั รายละเอียดตอไปนี้ (¡) äÁ‹ÂÍÁºÍ¡ËÃÍ× á¡Å§Œ ºÍ¡ªè×ÍËÃÍ× ·ÍèÕ ÂÍÙ‹ ѹ໚¹à·ç¨μÍ‹ ਌Ҿ¹¡Ñ §Ò¹ ÁÒμÃÒ óö÷ ผูใดเมื่อเจาพนักงานถามช่ือหรือท่ีอยูเพ่ือปฏิบัติการตามกฎหมาย ไมยอมบอกหรอื แกลงบอกช่อื หรอื ทอ่ี ยอู ันเปน เท็จ ตอ งระวางโทษปรับไมเกินหน่ึงพันบาท องคป ระกอบของความผิดมีดังนี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. เจาพนักงานถามชื่อหรอื ทอ่ี ยเู พื่อปฏิบัตกิ ารตามกฎหมาย ๒. ไมยอมบอกหรือแกลง บอกช่ือหรอื ท่ีอยูอันเปน เท็จ ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คํา͸ºÔ Ò ñ. คําวา “਌Ҿ¹Ñ¡§Ò¹” นั้น หมายความถึงบุคคลผูไดรับแตงต้ังใหไปปฏิบัติราชการ โดยไดร ับเงนิ เดอื นในงบประมาณแผนดนิ ไมวา จะเปนการประจาํ หรือชั่วคราว และจะไดรับประโยชน ตอบแทน หรอื ไมก็ตาม นอกจากนั้น ยังมีบุคคลอีกประเภทหน่ึงท่ีกฎหมายบัญญัติไวเปนกรณีพิเศษใหถือวา บคุ คลนนั้ เปน เจา พนกั งาน เชน ตามพระราชบญั ญตั เิ ทศบาล บญั ญตั ใิ หพ นกั งานเทศบาลบางตาํ แหนง เปน เจา พนกั งาน ò. ਌Ҿ¹Ñ¡§Ò¹¶ÒÁª×èÍËÃ×Í·ÕèÍ‹àÙ ¾è×Í»¯ÔºÑμ¡Ô ÒÃμÒÁ¡®ËÁÒ เจาพนักงาน การท่ีผูกระทําจะมีความผิดไดนั้นขอเท็จจริงตองปรากฏวาผูที่ถามช่ือ หรอื ทอ่ี ยูนัน้ ตอ งเปนเจาพนักงาน ซึ่งไดแ กบุคคลที่ไดร ับแตงตัง้ ใหป ฏบิ ัตริ าชการโดยไดรับเงนิ เดือนใน งบประมาณแผนดิน ไมวาจะเปนการประจําหรือช่ัวคราวและไดรับประโยชนตอบแทนหรือไมก็ตาม แตตองมีการแตงต้ังโดยชอบดวยกฎหมายหรือแตงต้ังจากผูบังคับบัญชา ซ่ึงมีอํานาจแตงตั้งตามที่ กฎหมายบัญญัติ และเปนการแตงต้ังใหมีหนาท่ีปฏิบัติราชการในตําแหนงนั้นๆ นอกจากน้ียังหมาย รวมถงึ บคุ คลซง่ึ กฎหมายบญั ญตั ไิ วเ ปน กรณพี เิ ศษใหถ อื วา บคุ คลนน้ั เปน เจา พนกั งานดว ย เชน กฎหมาย เกี่ยวกับรถไฟบัญญัติใหเจาหนาที่การรถไฟบางตําแหนงเปนเจาพนักงาน พ.ร.บ.ลักษณะปกครอง ทอ งทบี่ ญั ญตั ิให กํานนั ผใู หญบา น เปน เจาพนกั งานฝายปกครอง เปน ตน ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·Õè ñöòö/òô÷ù จําเลยต้ังโตะขายหนังสือพิมพรุกล้ําทางหลวง เจาพนักงาน ตํารวจจราจรหามแลวไมฟง จึงจะจับจําเลย จําเลยไมยอมไป ถามช่ือจําเลย จําเลยก็ไมยอมบอก จาํ เลยมคี วามผิด

๒๔๓ การถามชอื่ หรอื ทอ่ี ยู เจา พนกั งานทถี่ ามชอื่ และทอี่ ยนู นั้ จะตอ งเปน ผมู หี นา ทตี่ ามกฎหมาย และการถามนนั้ ตอ งเปน การถามเพอื่ ปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายในหนา ทขี่ องตนเทา นน้ั หากเปน การถามนอก อาํ นาจหนาที่ แมผูตอบจะกลา วชือ่ หรอื ท่ีอยูเ ปนเท็จ หรือไมย อมบอกก็ไมเ ปนความผิดตามมาตรานี้ เชน ตํารวจจราจรเห็นสุภาพสตรีสาวสวยเดินผานมาจึงเขาถามชื่อและท่ีอยู ผูถูกถามไมยอมบอก ก็ไมเปนความผิด นอกจากน้ีการถามช่ือหรือที่อยูนั้นจํากัดเฉพาะชื่อหรือที่อยูของผูถูกถามเทานั้น ถาเปนชื่อหรือที่อยูของบุคคลอื่น ผูถูกถามจะไมบอกหรือแกลงบอกเท็จก็ไมเปนความผิดตามนี้ และกฎหมายยังกาํ หนดเฉพาะการถามช่อื หรอื ทอ่ี ยเู ทา นัน้ ถา มิไดถามชือ่ หรอื ทีอ่ ยู ไปถามถงึ สถานะ ของบคุ คล ลักษณะเฉพาะตวั หรอื ความสามารถเฉพาะตัวเหลาน้ี การไมยอมบอกหรือแกลง บอกดว ย ขอ ความเปน เทจ็ กไ็ มม คี วามผดิ ตวั อยา งเชน ตาํ รวจเทศกจิ จบั ผทู วี่ างของลาํ้ ทางเทา ถามชอื่ ทอ่ี ยแู ละ สถานภาพ ผถู กู จบั บอกชอ่ื และทอ่ี ยตู ามความเปน จรงิ แตบ อกวา ยงั เปน โสดทง้ั ทคี่ วามจรงิ เปน ผทู สี่ มรส แลว เชนนี้ ไมเปน ความผิด ตามมาตราน้ี ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè òøöñ/òõòò ตํารวจไมบอกช่ือผูตองขังท่ีเขามาเปล่ียนแทนตัวผูที่ตน ปลอยไปแกนายตํารวจที่มารับตัวผูตองขัง ตํารวจไมใชผูท่ีนายตํารวจถามชื่อจึงไมมีความผิด ตามมาตราน้ี ®Õ¡Ò·Õè óòóñ/òõóñ ตํารวจรูจักชื่อและท่ีอยูจําเลยแลว เพราะเคยไปคนบานจําเลย มากอน ไมมีความจําเปนอยางไรที่จะตองถามชื่อและที่อยูจําเลยอีก การท่ีจําเลยมิไดแจงชื่อ และท่อี ยูตามที่ตํารวจถาม จงึ ไมเปน ความผิดตาม ม.๓๖๗ ó. äÁ‹ÂÍÁºÍ¡ËÃ×Íá¡ÅŒ§ºÍ¡ªè×ÍËÃ×Í·èÕÍÂÙ‹Íѹ໚¹à·ç¨ จะเห็นไดวาในมาตราน้ี มีความผิดอยู ๒ ลักษณะคือ (๑) ไมยอมบอกช่ือหรือท่ีอยู หรือ (๒) แกลงบอกช่ือหรือท่ีอยู อนั เปน เทจ็ เมือ่ เจาพนกั งานไดถามช่ือหรอื ทอ่ี ยู การไมย อมบอก หมายถึง ผูถูกถามไดยนิ และเขาใจถงึ คําถามแลว แตน ิ่งเสียไมยอมบอก ช่ือหรือท่ีอยูจะมีการแสดงกิริยาอาการประกอบดวยหรือไมก็ได เชน เม่ือถูกถามช่ือหรือท่ีอยู กส็ น่ั ศรี ษะ ลกุ ขน้ึ เดนิ หนี เปน ตน กแ็ สดงวา ไมย อมบอกแลว การไมย อมบอกจะมเี หตสุ มควรหรอื ไมย อ มมี ความผิดเชน เดียวกัน ยกเวนเปนคนใบ หูหนวก พดู ไมไ ดจริงๆ เทานนั้ แกลงบอกช่ืออันเปนเท็จ หมายถึง การบอกช่ือและหรือที่อยูของตนโดยไมใชความจริง หรือใหผดิ เพย้ี นไปจากความจรงิ ดวยความตั้งใจ ไมใ ชพูดผดิ เชน บา นเลขที่ ๑๐๕ แตบ งั เอญิ พูดสับ เปน ๑๕๐ โดยไมต้ังใจแกลงกไ็ มเปนความผิด à¨μ¹Ò ผกู ระทาํ ตอ งมเี จตนาในการกระทาํ ตามมาตรา ๕๙ การกระทาํ ทเ่ี ปน องคป ระกอบ ของความผิดคือ “ไมยอมบอก” หรือ “แกลงบอก” ชื่อหรือที่อยู “อันเปนเท็จ” แสดงใหเห็นวา การกระทาํ ความผดิ ตามมาตราน้ี ผกู ระทาํ ตอ งมเี จตนา เปน กรณที เ่ี ขา ขอ ยกเวน ของบทบญั ญตั ทิ ใี่ ชแ ก ความผิดลหุโทษโดยทั่วไปตาม ÁÒμÃÒ ñðô ท่ีบัญญัติวา ¡ÒáÃÐทํา¤ÇÒÁ¼Ô´ÅËØâ·ÉμÒÁ»ÃÐÁÇÅ

๒๔๔ ¡®ËÁÒ¹éÕ áÁŒ¡ÃÐทําâ´ÂäÁ‹ÁÕà¨μ¹Ò¡ç໚¹¤ÇÒÁ¼Ô´ àÇŒ¹áμ‹μÒÁº·ºÑÞÞÑμÔ¤ÇÒÁ¼Ô´¹Ñ鹨ÐÁÕ ¤ÇÒÁºÞÑ ÞμÑ ãÔ ËàŒ Ë¹ç ໹š ÍÂÒ‹ §Í¹×è การทเี่ จา พนกั งานถามชอ่ื หรอื ทอ่ี ยแู ลว ผถู กู ถามไมร วู า ถกู ถามจงึ นงิ่ เฉย เสียเชนนั้น ผูถูกถามมิไดรูขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบของความผิด การท่ีผูถูกถามน่ิงเฉยเสีย จงึ จะถอื วา มีเจตนาไมไ ด ขอสําคัญคือ ไมวาจะเปนการไมยอมบอกหรือแกลงบอกขอความอันเปนเท็จนั้น ผูถูกถามตองทราบวาผูถามเปนเจาพนักงานและการถามน้ันเปนการปฏิบัติหนาที่ดวย แมผูถามเปน เจาพนักงาน ถามเพื่อปฏิบัติตามหนาท่ีแตผูถูกถามเขาใจผิดหรือไมรูจึงไมบอก ก็ไมผิด เชน จุม ไปซื้อของขณะที่ยืนอยูขางแผงลอยซ่ึงเจาของแผงไมอยู ตํารวจเทศกิจผานมาเขาใจวาจุมเปนเจาของ แผงลอยผูกระทําผิด จึงเขาสอบถามชื่อซึ่งเปนการปฏิบัติตามกฎหมาย แตจุมไมรูวาตํารวจเห็นเธอ เปนผูกระทําผิดจึงเขาใจผิดวาตํารวจจะมาเกี้ยวพาราสีตน จึงแกลงบอกตํารวจไปวาชื่อแดง เชนน้ี จุมไมมีความผิดตามมาตราน้ีเพราะแมรูวาเปนตํารวจเทศกิจ แตไมรูวาเปนการถามเพ่ือปฏิบัติการ ตามกฎหมาย ขอสังเกต การบอกชื่อหรือท่ีอยูอันเปนเท็จน้ันไมใชเปนการแจงขอความจึงไมเปน ความผิดฐานแจง ความเท็จตาม ป.อ.มาตรา ๑๓๗ (¢) äÁ»‹ ¯ÔºμÑ ÔμÒÁ¤Òí ʧÑè ¢Í§à¨ŒÒ¾¹Ñ¡§Ò¹â´ÂäÁ‹ÁÕàËμËØ ÃÍ× ¢ŒÍá¡μŒ ÑÇÍѹÊÁ¤Çà ÁÒμÃÒ óöø ผูใดทราบคําส่ังของเจาพนักงานซึ่งสั่งการตามอํานาจที่มีกฎหมายใหไว ไมปฏิบัติตามคําส่ังน้ันโดยไมมีเหตุ หรือขอแกตัวอันสมควร ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสิบวัน หรือปรบั ไมเกนิ หาพันบาทหรือท้งั จาํ ทงั้ ปรบั ถาการสั่งเชนวานั้นเปนคําส่ังใหชวยทํากิจการในหนาที่ของเจาพนักงาน ซ่ึงกฎหมาย กําหนดใหสั่งใหชวยได ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินหน่ึงหมื่นบาท หรอื ท้ังจําทั้งปรบั มาตราน้ีบัญญัติการกระทําอันเปนความผิดรวม ๒ ความผิดดวยกันคือ ความผิดตาม วรรคแรกและวรรคทา ย ความผดิ ตามวรรคแรก องคประกอบของความผดิ มดี ังน้ี ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ทราบคาํ ส่งั ของเจา พนกั งานซึง่ สงั่ การตามอาํ นาจท่มี ีกฎหมายใหไ ว ๒. ไมป ฏิบตั ิตามคําสัง่ นน้ั โดยไมมีเหตหุ รอื ขอแกตัวอันสมควร คาํ ͸ԺÒ ความผิดวรรคแรกตามมาตราน้ี มีหลักในการพิจารณาดงั นค้ี อื ๑. ทราบคาํ ส่ังของเจาพนักงานซ่งึ ส่งั การตามอาํ นาจทมี่ ีกฎหมายใหไ ว ทราบคําสั่งของเจาพนักงาน ผูกระทําความผิดในมาตรานี้ตอง “ทราบ” คําส่ังของ เจาพนักงานคือตองรูวา เจาพนักงานมีคําส่ัง ถาไมรูก็ถือวาขาดองคประกอบของความผิดไป แตใน กรณีท่ีกฎหมายใหอํานาจแกเจาพนักงานในการออกคําสั่งไดกําหนดวิธีการในการออกคําส่ังไวดวย

๒๔๕ เม่ือเจาพนักงานไดปฏิบัติตามวิธีการท่ีกําหนดไวแลวก็ตองถือวาคําสั่งน้ันเปนท่ีทราบกันโดยทั่วไป ผใู ดจะอา งวา ยงั ไมท ราบคาํ สง่ั นน้ั ไมไ ด ดงั นน้ั ถา ไมม กี ฎหมายกาํ หนดวธิ เี ปน อยา งอนื่ เชน ใหส งั่ ไวเ ปน ลายลักษณอักษรเจาพนักงานจะสั่งดวยวิธีใดก็ได เปนตนวาส่ังดวยวาจาตอหนาผูที่ตนส่ัง หรือ มีคําส่ังโดยประกาศดวยเครื่องขยายเสียง โดยปดประกาศขอความเปนลายลักษณอักษรประกาศ ในหนา หนงั สอื พมิ พก ไ็ ด คาํ สง่ั ดงั กลา วอาจเปน คาํ สงั่ ทสี่ ง่ั การแกบ คุ คลใดบคุ คลหนงึ่ โดยเฉพาะเจาะจง หรือส่ังการตอบุคคลหลายๆ คนในเวลาเดียวกันก็ได แตตองเปนการส่ังจากเจาพนักงานตอบุคคล โดยกําหนดขอหามหรือหนาที่ที่ผูถูกส่ังตองปฏิบัติตาม และการส่ังการน้ีจะตองเปนไปในรูปของ คําส่ังมิใชคําเตือน หรือขอความในลักษณะอ่ืนท่ีไมใชคําส่ัง ฉะนั้น ถาประกาศหรือขอความใดที่ออก โดยเจาพนักงานมีลักษณะเปนคําแนะนําหรือขอรองใหบุคคลปฏิบัติหรือละเวนก็ดี ขอความเหลาน้ัน ไมใ ชคาํ ส่ัง ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè öóó/òôöõ โจทกฟองจําเลยลากลอเล่ือน โดยมิไดนําใบอนุญาต ติดตัวมาดวยขอใหลงโทษจําเลยฐานขัดคําส่ังเจาพนักงาน ไดความวาคําส่ังท่ีโจทกอางเปนเพียง คําเตือนท่ีพิมพไวที่หลังใบอนุญาต สําหรับผูขับข่ีหรือลากเข็นลอเล่ือนน้ันวา ใหนําใบอนุญาตติดตัว ในขณะขับข่ีหรอื ลากเขน็ ลอเลือ่ น ขอความนม้ี ิใชค ําส่ังจําเลยจงึ ไมม ีความผิด ®Õ¡Ò·èÕ òð÷ù-òðøð/òõóõ ตามระเบียบของคณะกรรมการจัดท่ีดินแหงชาติ ฉบบั ที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๑๕) วา ดวยวธิ ีปฏบิ ตั ใิ นการแจง และออกคําส่ังแกผูฝาฝนมาตรา ๙ แหง ป.ทด่ี ิน อยูกอนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับท่ี ๙๖ ใชบังคับกําหนดใหเจาหนาที่ผูนําสงหนังสือแจง บันทึก เหตกุ ารณและเหตุผลในการไมยอมรบั หนังสือแจง ไว แตต ามบันทกึ ขอ ความของเจา หนาท่ผี นู าํ หนงั สอื แจง และคาํ สง่ั ใหอ อกจากทด่ี นิ ไปสง แกจ าํ เลย นอกจากจะไมป รากฏเหตผุ ลทผ่ี ฝู า ฝน ไมย อมรบั หนังสือแจงแลว ยังไมปรากฏวาเจาหนาท่ีผูนําสงไดสอบถามเหตุผลเอาจากผูฝาฝนแลวบันทึกไว บนั ทกึ ขอความนน้ั จึงยงั ไมถ กู ตองครบถวน จะถือวา จําเลยไดรับหนงั สือแจง อันเปนคําสง่ั เจา พนักงาน ซ่ึงสั่งการตามอํานาจท่ีมีกฎหมายใหไวและทราบคําสั่งนั้นแลวหาไดไม จําเลยจึงยังไมมีความผิด ตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘ และ ป.ทีด่ ิน มาตรา ๑๐๘ สงั่ การตามอาํ นาจท่ีกฎหมายใหไ ว หมายความวามีบทบญั ญัตขิ องกฎหมายใหอาํ นาจไว โดยตรงใหเ จาพนักงานในตําแหนง น้นั ๆ ออกคาํ ส่ังใหผ ใู ดผหู นึ่งปฏิบตั ิตามคําสง่ั ได ไมใ ชเ จา พนักงาน จะออกคําส่ังใหประชาชนปฏิบัติไดตามใจชอบ ตองมีกฎหมายใหอํานาจในการส่ังการเชนวานั้น และผูออกคําสั่งตองเปนเจาพนักงานตามที่ไดศึกษามาแลว หากคําสั่งนั้นไมมีกฎหมายใหอํานาจไว กเ็ ปนคาํ ส่งั ท่ีไมช อบดว ยกฎหมาย ผูที่ฝาฝนไมปฏิบัตติ ามไมมีความผดิ ตามมาตรานี้ Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ôõ/òô÷ð พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองท่ี พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๒๗(๕) กําหนดใหผูใหญบานมีหนาท่ีแตเพียงคุมคนรายสงกํานันหรืออําเภอเทานั้น

๒๔๖ หามีหนาที่คุมสงจังหวัดไม การที่นายอําเภอส่ังใหจําเลยซ่ึงเปนผูใหญบานคุมตัวคนรายไปสงจังหวัด จาํ เลยไมค มุ ไปจาํ เลยจึงไมมคี วามผดิ ฐานขัดคาํ ส่งั เจาพนักงาน ®Õ¡Ò·èÕ öôó/òô÷ö กรมการอาํ เภอประกาศใหราษฎรที่เดินไปมาในละแวกบาน ตั้งแตพระอาทิตยตกมืดแลวตองจุดไฟ จําเลยไมทําตามประกาศ กรมการอาํ เภอไมมีอาํ นาจท่ี จะสัง่ บังคับราษฎรเทานัน้ จาํ เลยจึงไมมคี วามผิด ®Õ¡Ò·Õè ñóöø/òõðð ปวอ. มาตรา ๑๓๒ มิไดระบุเลยวาใหพนักงานสอบสวน มอี าํ นาจบงั คบั ใหผ ตู อ งหาเขยี นชอื่ ลงในกระดาษเปลา ได คาํ สงั่ ของเจา พนกั งานสอบสวนทใ่ี หผ ตู อ งหา เขียนช่ือในกระดาษเพื่อตรวจสอบลายมือจึงไมเปนคําส่ังชอบดวยกฎหมาย จําเลยไมปฏิบัติตาม จงึ หามคี วามผิดไม การใหอํานาจแกเจาพนักงานในการออกคําสั่งนี้กฎหมายไมจําเปนตองระบุไวโดยตรง วาใหเจาพนักงานมีอํานาจออกคําสั่งใดไดบาง เพียงแตกําหนดอํานาจหนาที่ของเจาพนักงานไว คาํ สงั่ ใดๆ ทเ่ี จา พนกั งานออกเพอ่ื ปฏบิ ตั กิ ารตามอาํ นาจหนา ทกี่ ถ็ อื ไดว า เปน คาํ สง่ั โดยชอบดว ยกฎหมาย Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·Õè òò÷-òòù/òõðô หนองสาธารณะที่ทางราชการหวงหามไวเพ่ือสาธารณ ประโยชนเปนอํานาจหนาท่ีของนายอําเภอ ท่ีจะดูแลรักษาตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผนดิน นายอําเภอจึงมีอํานาจออกคําสั่งใหผูบุกรุกหนองสาธารณประโยชน ออกไปจาก หนองน้ันได ผูใ ดขดั ขนื ยอ มมคี วามผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘ ®Õ¡Ò·Õè ó÷ø-ó÷ù/òõñ÷ นายอําเภอมีอาํ นาจตามกฎหมายที่จะตองตรวจตรา และจัดการรักษาทางบกทางนํา้ ใหไปมาโดยสะดวกตามที่จะเปนไดทุกฤดูกาล จึงมีอํานาจประกาศ หามรถยนตว่ิงรับสงผูโดยสารในเสนทางที่กําลังกอสราง เพื่อปองกันอันตรายแกผูโดยสารและ อํานวยความสะดวกในการกอ สรา งใหเ สรจ็ โดยเร็ว เมอ่ื จําเลยทราบคําสัง่ ดงั กลา วแลวยงั ฝา ฝนเดินรถ รับสง ผโู ดยสารในเสน ทางนั้น จึงมีความผดิ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘ ®Õ¡Ò·èÕ öôññ/òõóô เมื่อหัวหนาคณะปฏิวัติยึดอาํ นาจการปกครองแผนดิน ไดสําเร็จหัวหนาคณะปฏิวัติยอมมีอํานาจออกประกาศหรือคําส่ังอันถือเปนกฎหมายใชบังคับแก ประชาชนได ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันท่ี ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ มิใชคําส่ังท่ีมีผล ทาํ ใหบ คุ คลตอ งรบั โทษทางอาญา แตเ ปน เรอ่ื งของการใหถ อนสญั ชาตไิ ทยของบคุ คลบางจาํ พวก แมจ ะ มผี ลยอ นหลงั กระทบถงึ สทิ ธขิ องจาํ เลยและประชาชนกม็ ผี ลใชบ งั คบั เปน กฎหมายได เมอ่ื จาํ เลยเกดิ ใน ราชอาณาจกั รไทยเมอ่ื ป พ.ศ.๒๔๘๙ โดยมบี ดิ ามารดาเปน คนญวนอพยพ จาํ เลยจงึ ถกู ถอนสญั ชาตไิ ทย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกลาว จําเลยมิใชบุคคลท่ีมีสัญชาติไทยแตเปนคนญวน อพยพซ่ึงตองอยูในเขตควบคุมจังหวัดหนองคายตามประกาศและคําสั่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเปนคําส่ังของเจาพนักงานตามกฎหมาย จําเลยออกนอกเขตจังหวัดโดยไมไดรับอนุญาตจาก ผูวาราชการจังหวัดจึงเปนการฝาฝนและไมปฏิบัติตามคําสั่งของเจาพนักงานเปนความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘

๒๔๗ แตในบางกรณีถึงแมวาเจาพนักงานจะออกคําสั่งโดยชอบดวยกฎหมาย แตกฎหมาย ที่ใหอํานาจในการออกคําสั่ง มิไดมีวัตถุประสงคท่ีจะใหลงโทษผูขัดคําส่ังเจาพนักงาน หรือไดกําหนด บทบังคับในกรณีท่ีฝาฝนคําสั่งไวแลวเปนกรณีพิเศษเชนนี้ ผูฝาฝนก็ไมมีความผิดฐานขัดคําสั่ง เจาพนกั งานซึ่งเปนบททว่ั ไปอกี Í·Ø ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ ÷òø/òõðò (ประชุมใหญ) การไมไปตามคําสั่งของเจาพนักงานจราจรในกรณี ผิดพระราชบัญญัติจราจรทางบกนั้น พระราชบัญญัติจราจรทางบกกําหนดโทษไวโดยเฉพาะแลวคือ ไมใ หเ ปรยี บเทยี บปรบั ใหจ ดั การฟอ งจาํ เลยไปทเี ดยี ว จงึ ไมเ ปน ความผดิ ฐานขดั คาํ สงั่ เจา พนกั งานตาม ป.อ.มาตรา ๔๖๘ อันเปน บทกฎหมายท่วั ไปอีก ò. äÁ»‹ ¯ºÔ ÑμÔμÒÁคําÊÑ觹ѹé â´ÂäÁ‹ÁÕàËμØËÃ×Í¢ŒÍᡌμÑÇÍѹÊÁ¤Çà การไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั หมายถงึ การไมก ระทาํ การทต่ี อ งกระทาํ ใหค รบถว นตามทก่ี าํ หนด ไวในคําส่ังแตถาปฏิบัติตามคําส่ังครบถวนแลว ก็ไมจําตองรับผิดเพราะมิไดกระทําตามที่ผูออกคําส่ัง ตองการ เพราะเปนการเกินขอบเขตของคําส่งั Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ôöù/òôùð การที่เจาพนักงานสั่งใหจําเลยเลิกทํานาและขุดบอปลานั้น ไมก ินความถงึ วา ใหจาํ เลยทําใหคนื สภาพเดิม ฉะนนั้ การทจ่ี ําเลยเลกิ ทาํ นาและเลกิ ขดุ บอปลา แตไม ไดทําใหค ืนสภาพเดิม จงึ ไมม คี วามผดิ ฐานขดั คําสงั่ การไมม เี หตหุ รอื ขอ แกต วั อนั สมควรในการไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ หมายความวา การไมป ฏบิ ตั ิ ตามคําส่ังนั้นตองเปนการกระทําที่ไมมีเหตุหรือขอแกตัวอันสมควร “เหตุ” คือขอเท็จจริงที่ทําใหผูรับ คําส่ังไมตองปฏิบัติตามคําส่ัง สวน “ขอแกตัว” คือ ขออางที่ควรอางได หากผูฝาฝนไมปฏิบัติตาม คาํ สั่งตอ งมคี วามเช่อื มัน่ โดยสุจรติ ใจวา ตนมีเหตหุ รอื ขอ แกตัวอันสมควรท่ีจะไมป ฏิบตั ิตามคําสง่ั นนั้ Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ñùõð/òõðð ทางราชการประกาศสงวนที่ไวทาํ สุสานและฌาปนสถาน สาํ หรับประชาชนต้ังแต พ.ศ.๒๔๗๖ ผูรักษาการแทนนายอาํ เภอออกคําส่ังใหจําเลยเลิกใชสิทธิ ครอบครองท่ีดินสงวนแปลงท่ีจําเลยครอบครองอยู จําเลยไมยอมออกเพราะเช่ือโดยสุจริตใจวาที่ดิน เปน ของจาํ เลยโดยการครอบครองมากวา ๔๐ ป ซง่ึ อาํ เภอจะสง่ั ใหจ าํ เลยออกจากทดี่ นิ โดยพลการเชน นี้ ไมได ความเช่ือม่ันของจําเลยเชนนี้มีเหตุผลอันดีและจําเลยไดยืนยันเหตุผลนี้ใหอําเภอทราบไวแลว ตง้ั แตต น จงึ เปน ขอ แกต วั อนั สมควรทจ่ี ะไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั จงึ เอาผดิ แกจ าํ เลยตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘ ไมได ®Õ¡Ò·èÕ ñðóõ/òõðô นายอาํ เภอส่ังใหจําเลยออกจากท่ีสาธารณประโยชน จําเลยไมยอมออกโดยอางวาเปนที่นาของจําเลย ไดรับมรดกมาจากบิดามารดาและไดครอบครอง ทํานามากวา ๕๐ ปแลว ขอเท็จจริงฟงไดวาจําเลยรูมากอนแลววาที่แปลงนี้เปนที่สาธารณประโยชน การท่ีจําเลยมาอางวาเปนที่ของจําเลยไมยอมออกไปตามคําส่ัง จึงไมเปนขอแกตัวอันสมควรท่ีจะ ทําใหจําเลยพน ผดิ ฐานขดั คําสัง่ เจา พนักงาน

๒๔๘ ®Õ¡Ò·èÕ ñóøñ-ñóøø/òõðø จําเลยครอบครองทาํ นาในที่พิพาทประมาณ ๑๖ ป โดยเจา หนา ทอี่ อกใบเหยยี บยาํ่ ใหจ าํ เลยโดยชอบ และเสยี ภาษบี าํ รงุ ทอ งทอี่ ยา งเจา ของตลอดมา โดยไมร มู ากอ นวา เปน ทดี่ นิ อนั เปน สาธารณสมบตั ขิ องแผน ดนิ จาํ เลยจงึ เชอ่ื โดยสจุ รติ ใจวา ทพ่ี พิ าทเปน ของตน ฉะนั้น การท่ีจาํ เลยไมย อมออกจากทพี่ พิ าทตามคําสงั่ ของนายอาํ เภอ โดยอางวา ที่พิพาทเปน ของตนน้นั จงึ มเี หตุอนั สมควรเปน ขอแกตวั ใหพ นผดิ ฐานขัดคาํ ส่งั ตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘ ได ความแตกตา งของขอ เทจ็ จรงิ ตามคาํ พพิ ากษาฎกี าดงั กลา วขา งตน คอื ในคาํ พพิ ากษาฎกี า ท่ี ๑๐๓๕/๒๕๐๔ จําเลยไดรูอยูกอนแลววาท่ีพิพาทในคดีนั้นเปนท่ีสาธารณประโยชนแลว จําเลยจะ มาอางวาเปนของตน จึงไมเปนเหตุอันสมควรที่จะฟงเปนขอแกตัว ซึ่งไมเหมือนกับคําพิพากษาฎีกา ๑๙๕๐/๒๕๐๐ และ ๑๓๘๑-๑๓๘๘/๒๕๐๘ ®Õ¡Ò·Õè òñôó-òñôö/òõñ÷ จําเลยบุกรุกเขาไปยึดถือครอบครองท่ีดินสาธารณะ นายอําเภอมีคาํ ส่ังใหออกไปจําเลยฝาฝนไมยอมออกแมจะปรากฏจากคาํ ฟองวาจาํ เลยครอบครอง ทด่ี นิ นน้ั มานานแลว การครอบครองมานานกม็ ใิ ชเ หตผุ ลทแี่ สดงอยใู นตวั วา จาํ เลยเชอ่ื มน่ั โดยสจุ รติ ใจวา ทดี่ นิ นั้นเปน ของจําเลยเอง ไมใชที่สาธารณะ ®Õ¡Ò·èÕ òôóñ/òõóò การท่ีจําเลยไมยอมออกจากที่พิพาทตามคําส่ังของ นายอาํ เภอ เพราะเชอื่ วา จาํ เลยมสี ิทธิครอบครองซง่ึ เปนขอเท็จจริงอันเดยี วเกยี่ วพนั กันกบั ทว่ี นิ จิ ฉยั มาแลว วา การกระทาํ ของจาํ เลยไมเ ปน ความผดิ ฐานบกุ รกุ จาํ เลยจงึ ไมม คี วามผดิ ฐานขดั คาํ สงั่ เจา พนกั งาน ตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘ เน่ืองจากมีเหตุอันสมควรเปนขอแกตัวใหพนผิดไดเพราะจําเลยเชื่อ โดยสุจรติ ใจวา จาํ เลยมีสิทธิครอบครองทด่ี ินนั้น ความผิดตามมาตรานี้ ลําพังการกระทําท่ีครบองคประกอบภายนอกก็พอแลว ผูกระทํา ไมตอ งมเี จตนา มีขอท่ีนาสังเกตเก่ียวกับเจตนาในการกระทําความผิดตาม มาตรา ๓๖๘ วาใน องคป ระกอบของความผดิ ขอที่ ๑ ที่วาผูกระทาํ ตอ ง “ทราบ” คําส่งั ของเจาพนักงาน ดังนั้น ถา ผกู ระทาํ ไมท ราบหรอื ไมถ อื วา ไดท ราบคาํ สงั่ แลว ผกู ระทาํ ยอ มไมม คี วามผดิ เพราะขาดองคป ระกอบของความผดิ แตการไมปฏิบัติตามคําส่ังถาเกิดจากความเผอเรอ เชน นายอําเภอสั่งใหผูบุกรุกซึ่งเขาครอบครอง ที่สาธารณประโยชนออกไปจากที่ดินภายใน ๓๐ วัน ตอมาผูบุกรุกท่ีไดทราบคําส่ังแลวเกิดหลงลืม จึงไมไดออกไปตามกําหนด เชนนี้ แมจะฟงไดวาผูบุกรุกมิไดมีเจตนาไมปฏิบัติตามคําสั่ง แตก็เห็น ไดวาการไมปฏิบัติตามคําส่ังน้ันไมมีเหตุคือขอแกตัวอันสมควร การขาดเจตนาก็ยังคงทําใหผูฝาฝน คําส่งั ตอ งรับผิดอยูดี ความผิดตามวรรคทาย เปนการกําหนดลักษณะฉกรรจของการกระทําความผิดตาม วรรคหนึ่ง คือมีวัตถุประสงคตองการใหผูกระทําความผิดไดรับโทษหนักขึ้นในกรณีที่คําสั่งของ เจา พนกั งานทไ่ี มป ฏบิ ตั ติ ามนนั้ เปน คาํ สง่ั ใหช ว ยทาํ กจิ การในหนา ทข่ี องเจา พนกั งาน ซง่ึ กฎหมายกาํ หนด ใหส งั่ ใหช ว ยได เชน กาํ นนั มอี าํ นาจหนา ทใ่ี นการจบั กมุ ผกู าํ ลงั กระทาํ ผดิ กฎหมายหรอื มเี หตคุ วรสงสยั วา เปน ผทู ไี่ ดก ระทาํ ผดิ กฎหมาย และเมอื่ มเี หตรุ า ยสาํ คญั เกดิ ขน้ึ ในตาํ บลกเ็ ปน หนา ทข่ี องกาํ นนั ทต่ี อ งเรยี ก

๒๔๙ ผูใหญบานและลูกบานในตําบลออกชวยติดตามจับกุมผูรายไดตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครอง ทองท่ี พ.ศ.๒๔๗๕ มาตรา ๓๕(๓), ๓๗ ดังนั้น ลูกบานคนใดที่ฝาฝนคําสั่งของกํานันที่ใหออก ชวยตดิ ตามจับกุมผูร า ย ยอ มมีความผิดตามวรรคนี้ แตมีขอนาสังเกตวาเจาพนักงานตองมีอํานาจตามกฎหมายที่จะสั่งใหชวยได ถากฎหมายใหอํานาจไวเพียงใหขอความชวยเหลือ เชน ในกรณีท่ีเจาพนักงานผูจัดการตามหมายจับ จะขอความชวยเหลือจากบุคคลใกลเคียงเพ่ือจัดการตามหมายจับนั้นก็ไดตาม ปวอ.มาตรา ๘๒ การขอความชวยเหลือในกรณีน้ีจึงไมนาจะเปนการออกคําสั่งใหชวย เหมือนดังกรณีของอํานาจ ของกํานนั ผทู ปี่ ฏิเสธไมใหความชว ยเหลอื จึงไมม คี วามผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๘ วรรคสอง (¤) ทาํ ãËàŒ Í¡ÊÒ÷èàÕ ¨ŒÒ¾¹Ñ¡§Ò¹áÊ´§äÇŒäûŒ ÃÐ⪹ ÁÒμÃÒ óöù ผูใดกระทําดวยประการใดๆ ใหประกาศ ภาพโฆษณาหรือเอกสารใดที่ เจา พนกั งานผกู ระทาํ การตามหนา ทปี่ ด หรอื แสดงไว หรอื สงั่ ใหป ด หรอื แสดงไว หลดุ ฉกี หรอื ไรป ระโยชน ตองระวางโทษปรบั ไมเกนิ หาพันบาท องคประกอบของความผิดมีดังนี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. กระทาํ ดวยประการใดๆ ๒. ใหประกาศ ภาพโฆษณาหรือเอกสารใดท่ีเจาพนักงานผูกระทําการตามหนาท่ี ปดหรอื แสดงไว หรือสั่งใหป ด หรอื แสดงไว ๓. หลุด ฉีก หรือไรป ระโยชน คาํ ͸ºÔ Ò จากองคป ระกอบท้งั ๓ ขอ ขา งตนมหี ลกั ในการพิจารณาดงั นี้ ñ. ¡ÒáÃзíÒ´ŒÇ»ÃСÒÃã´æ หมายความวากฎหมายมิไดจํากัดลักษณะของ การกระทําดวยวิธีอยางหน่ึงอยางใดไวโดยเฉพาะ ผูกระทําจะใชวิธีการอยางใดก็ไดเพื่อใหเกิดผลคือ การหลดุ ฉกี หรือไรประโยชนซงึ่ เอกสารก็เปน ความผดิ แลว เชน ฉกี ลบ เผา ดงึ แกะ ลอก ใชไ อนา้ํ ลน ใชน าํ้ ลูบใหเปย กช้นื จนหลุดขาด ผลักภาพโฆษณาท่ตี ัง้ ไวใหลม เปน ตน ò. ãËŒ»ÃСÒÈ ÀÒ¾â¦É³Ò ËÃ×ÍàÍ¡ÊÒ÷èÕ਌Ҿ¹Ñ¡§Ò¹¼ÙŒ¡ÃÐทํา¡ÒÃμÒÁ˹ŒÒ·Õ軁´ ËÃÍ× áÊ´§äÇŒ ËÃÍ× Êè§Ñ ãËŒ»´ËÃ×ÍáÊ´§äÇŒ ประกาศ ภาพโฆษณาหรือเอกสาร หมายความถึง การแจงขอความ แสดงภาพ หรือเอกสารของทางราชการใหบุคคลทั่วไปไดทราบ ในลักษณะท่ีสามารถนํามาปดหรือแสดงไวได ดังนั้น ประกาศภาพโฆษณาหรือเอกสารจึงตองมีลักษณะท่ีคงรูปได มิใชการประกาศดวยวาจาที่ แจงขอความแลวก็หายไปทันที และตองเปนสิ่งที่เจาพนักงานผูกระทําตามหนาที่เทาน้ันเปนผูปด หรอื แสดงไวหรอื สัง่ ใหปด หรือแสดงไว ปด หรอื แสดงไว คอื วธิ ใี นการทาํ ใหข อ ความหรอื ภาพในประกาศ ภาพโฆษณาหรอื เอกสาร ทเี่ จา พนักงานกระทําใหปรากฏตอ ประชาชนทวั่ ไป

๒๕๐ สง่ั ใหป ด หรอื แสดงไว หมายความวา ประกาศ ภาพโฆษณาหรอื เอกสารนน้ั ไมจ าํ ตอ งเปน เจา พนักงานมาปดหรือแสดงไวดวยตนเอง อาจส่งั การใหผอู น่ื ปดหรือแสดงไวก็ได ó. ËÅØ´ ©Õ¡ ËÃ×ÍäÃŒ»ÃÐ⪹ หมายความถึงการกระทําใหประกาศภาพโฆษณา หรือเอกสาร ทป่ี ด หรอื แสดงไวน ั้นหลดุ คือยายออกจากทีเ่ ดิม ฉกี คอื ยงั คงเหลอื อยูท ีเ่ ดิมแตบางสวน หรอื ไรประโยชน คือทําใหไ มส ามารถแจง ขอ ความหรอื แสดงภาพไดตามวัตถุประสงค เชน เอาสที าทับ จนอานไมไดค วาม เปนตน การกระทําความผิดมาตราน้ีไมจําเปนตองมีเจตนาในการกระทําผิด ถึงแมวาผูกระทํา จะเขาใจวา ตนมีเหตผุ ลสมควรท่กี ระทาํ ก็ยังตองรับผดิ ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·Õè õù/òô÷ó จําเลยรื้อถอนประกาศเร่ืองราวท่ีราษฎรขอจับจองท่ีดิน ซ่ึงกรมการอําเภอประจําทองที่ไดปดประกาศไว โดยจําเลยอางวามีเหตุผลพอในการถอนประกาศน้ัน เนอื่ งจากจาํ เลยมสี ทิ ธใิ นทด่ี นิ นน้ั ดกี วา ผทู ข่ี อจบั จอง และจําเลยไมม เี จตนาในการกระทําเฉพาะ จําเลย ไมไ ดท ําใหป ระกาศนน้ั เปน อนั ตราย แตน าํ ประกาศนนั้ พรอ มดว ยคาํ คดั คา นสง ไปยงั อําเภอ การกระทาํ ของจาํ เลยเพียงบังอาจรื้อถอนประกาศก็เปนความผิด โดยมิพักตองคาํ นึงถึงเจตนาของจาํ เลย หรือสาเหตุอ่นื ใด ®Õ¡Ò·èÕ ù÷ò/òõðõ ป.อ.มาตรา ๓๖๙ เปนบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทาํ ตอ ประกาศภาพโฆษณาหรือเอกสารของเจาพนักงานท่ีปดหรือแสดงไวอันเปนทํานองโฆษณาตอ ประชาชน ใหห ลุด ฉีก หรอื ไรประโยชน หาไดหมายความถึงเอกสารใดๆ ท่ีมใิ ชเปนลักษณะประกาศ หรอื โฆษณาดวยไม ฉะนน้ั ผูทีท่ าํ ลายเลขหมายซึง่ เจา พนกั งานแกะประทับไวท ป่ี นใหห ลดุ ออกจงึ ไมมี ความผดิ ตามมาตราน้ี ®Õ¡Ò·èÕ ññøñ/òõðö คาํ วาเอกสารท่ีเจาพนักงานผูกระทาํ การตามหนาที่ปด หรือแสดงไวตามมาตรา ๓๖๙ หมายถึง เอกสารที่ปดหรือแสดงไวในลักษณะทํานองประกาศหรือ ภาพโฆษณาหาไดหมายถงึ คาํ สงั่ หรือใบสงั่ ถงึ บุคคลเฉพาะตัว เชน ใบส่ังของเจาพนกั งานตาํ รวจจราจร ท่ีใหไปรายงานตัว ฉะน้ัน เมื่อจาํ เลยไดรับใบส่ังดังกลาว ก็ถือวาหนังสือนั้นไดใชสมประโยชนแลว ถงึ จําเลยจะฉีกหรือทําลายเสยี กห็ ามคี วามผดิ ตามมาตรานี้ไม (§) äÁª‹ ‹ÇÂàËÅ×Íà¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹«Öè§àÃÂÕ ¡ãËŒª‹ÇÂÃЧѺÊÒ¸ÒóÀÂÑ ÁÒμÃÒ óøó ผูใดเมื่อเกิดเพลิงไหมหรือสาธารณภัยอื่นและเจาพนักงานเรียก ใหชวยระงับ ถาผูนั้นสามารถชวยไดแตไมชวย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหน่ึงเดือนหรือปรับไมเกิน หนึง่ หมื่นบาท หรอื ทั้งจาํ ท้ังปรบั องคป ระกอบของความผดิ มดี ังน้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. เกิดเพลิงไหมหรอื สาธารณภัยอ่นื และเจาพนกั งานเรียกใหชว ยระงับ ๒. สามารถชวยไดแ ตไมชวย

๒๕๑ คาํ ͸ԺÒ จากองคป ระกอบท้งั ๒ ขอ ขางตน มหี ลกั ในการพจิ ารณาดังนี้ ñ. à¡´Ô à¾ÅÔ§äËÁËŒ Ã×ÍÊÒ¸ÒóÀÂÑ Í¹×è áÅÐà¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹àÃÂÕ ¡ãËŒª‹ÇÂÃЧѺ เพลงิ ไหม หมายความถงึ เพลงิ ทล่ี กุ ไหมข น้ึ ในกรณใี ดๆ กไ็ ดถ า ถงึ ขนั้ ทเี่ จา พนกั งานเขา มา ระงับและเรียกใหบุคคลอ่ืนชวยระงับแลวก็ยอมแสดงอยูในตนเองวาเปนเพลิงที่สามารถลุกลาม เปน ภัยตอ ประชาชนได สง่ิ ท่ีถกู เพลิงไหมจะเปน วัตถอุ ยางใดกไ็ ด แตตองมลี ักษณะเปน สาธารณภัยคอื เพลิงนัน้ อาจลุกลามเปนอนั ตรายตอ ชีวติ รางกาย หรอื ทรัพยสินของประชาชนได สาธารณภัยอื่น หมายถึง ภัยที่เกิดขึ้นแลวมีอันตรายตอประชาชน นอกจากเพลิงไหม ไมวาจะเปน อนั ตรายตอ ชวี ติ รางกาย หรอื ทรพั ยส ินก็ตาม เชน วาตภยั อทุ กภัย แผนดินไหว ตกึ ถลม เปนตน เจา พนกั งานเรยี กใหชว ยระงบั ผูทเี่ รียกใหชวยตองเปนเจา พนกั งาน หากผูอ ื่นเปนผเู รียก ใหชว ยระงบั สาธารณภยั บคุ คลใดไมช ว ยก็ไมเ ปน ความผิดตามมาตราน้ี ò. ÊÒÁÒöª‹ÇÂä´Œáμ‹äÁ‹ª‹Ç หมายถึง ผูที่เจาพนักงานเรียกใหชวยระงับสาธารณภัย อยูในสภาพที่สามารถชวยไดแตไมชวยมีความผิดตามมาตราน้ี เชน เจาพนักงานดับเพลิงเรียกให ชวยดบั ไฟท่กี าํ ลังไหมลุกลามอยา งรวดเรว็ ดาํ มรี างกายแข็งแรง แตมีธุระนดั กบั คูรักไวก ลัวจะไปไมท นั จงึ ไมชวยเชน นี้มคี วามผิดเพราะถือวา สามารถชวยไดแ ตไ มชว ย สว นแดง แขนดวน ๑ ขา ง และตาบอด ท้ัง ๒ ขาง แมไมชวยดับไฟเม่ือเจาพนักงานเรียกใหชวย ก็ไมเปนความผิด เพราะรางกายพิการ ไมส ามารถชว ยไดจึงไมช วย การทจี่ ะกระทาํ ความผิดตามมาตรานีไ้ ดจะตอ งมีการเรียกใหช ว ยระงับ ซึ่งหมายความวา ผูท่ีถูกเรียกจะตองรูตัววาถูกเรียกใหชวย ถาท่ีไมชวยเปนเพราะไมรูตัววาถูกเจาพนักงานเรียก ใหชวยแลว ผูกระทําก็ยังไมมีความผิด แตถารูวาถูกเรียกแลวไมชวยท้ังๆ ท่ีสามารถชวยได ก็ตอง มคี วามผิดไมวาการท่ีไมชว ยนน้ั จะเปน เพราะเหตุใด ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÂÕè Ç¡ºÑ ¡Òá͋ ãËàŒ ¡´Ô ¤ÇÒÁà´Í× ´ÃÍŒ ¹ËÃÍ× Í¹Ñ μÃÒÂμÍ‹ ¤ÇÒÁʧºÊ¢Ø ¢Í§»ÃЪҪ¹ ความผิดลหุโทษในเรอ่ื งนป้ี ระกอบดว ยความผิด ๑๐ ฐานดวยกนั คอื ๑. สง เสยี งจนทําใหประชาชนตกใจหรือเดือดรอ น ๒. พาอาวธุ ไปโดยเปดเผยหรือโดยไมมเี หตุสมควร ๓. ทะเลาะกันอยา งออ้ื อึงในทส่ี าธารณะ ๔. ยิงปนซง่ึ ใชดินระเบิดโดยใชเหตุ ๕. เสพยส ุราหรอื ของเมาอยางอน่ื จนเปนเหตุใหประพฤตวิ นุ วาย ๖. ชักหรอื แสดงอาวธุ ในการวิวาทตอ สู ๗. แกลงบอกเลาความเท็จใหเล่ืองลอื จนเปน เหตใุ หป ระชาชนตื่นตกใจ

๒๕๒ ๘. กีดขวางทางสาธารณะจนอาจเปนอุปสรรคตอความปลอดภัยหรือความสะดวก ในการจราจร ๙. แขวนติดตงั้ หรือวางสิ่งใดไวโดยประการที่นา จะตกหรือพังลง ๑๐. กระทาํ ดว ยประการใดๆ ใหข องแขง็ ตกลง ณ ทใ่ี ดๆ โดยประการทนี่ า จะเปน อนั ตราย แกบุคคลหรือทรัพย ความผิดทัง้ ๑๐ ฐานนป้ี รากฏอยูในมาตรา ๓๗๐, ๓๗๑, ๓๗๒, ๓๗๖, ๓๗๘, ๓๗๙, ๓๘๔, ๓๘๕, ๓๘๗ และมาตรา ๓๘๙ มสี าระสาํ คญั ดงั น้ี (¡) ʧ‹ àÊÂÕ §¨¹ทําãËŒ»ÃЪҪ¹μ¡ã¨ËÃ×Íà´Í× ´ÃÍŒ ¹ ÁÒμÃÒ ó÷ð ผใู ดสงเสียง ทําใหเกิดเสียงหรือกระทําความอื้ออึงโดยไมมีเหตุอันสมควร จนทาํ ใหประชาชนตกใจหรือเดอื ดรอ น ตอ งระวางโทษปรบั ไมเ กินหนึ่งพนั บาท องคป ระกอบของความผิดมดี ังนี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. สงเสยี ง ทาํ ใหเ กิดเสยี งหรอื กระทําความออื้ อึง ๒. โดยไมมีเหตุอนั สมควร ๓. จนทาํ ใหป ระชาชนตกใจหรือเดอื ดรอ น คาํ ͸ºÔ Ò ñ. Ê‹§àÊÕ§ ทําãËŒà¡Ô´àÊÂÕ §ËÃ×Í¡ÃÐทาํ ¤ÇÒÁÍ×éÍÍÖ§ สง เสยี ง หมายถงึ บคุ คลทําใหเ กิดเสยี งข้ึนเองเปน การสงเสยี งจากลําคอ เชน ตะโกน รองเพลง กรีดรอง พูดคุย ทาํ ใหเ กดิ เสยี ง หมายถงึ การกระทาํ อยา งอน่ื นอกจากการสง เสยี ง เชน ตบมอื กระทบื เทา ตฆี อง กลอง บีบแตร ยงิ ปน เปนตน กระทําความอื้ออึง หมายถึง ทําใหเกิดเสียงอึกทึก เสียงดังสน่ัน รวมกันทําใหเกิด เสียงดังมากโดยคนหลายคน เชน การซอมดนตรี การจุดดอกไมไฟ จุดประทัด ทะเลาะวิวาทกัน ดว ยเสียงอนั ดัง เปน ตน ò. â´ÂäÁ‹ÁÕàËμØÍѹÊÁ¤Çà หมายถึง การสงเสียงทําใหเกิดเสียง หรือกระทําความ อ้ืออึงน้ัน จะเปนความผิดตอเมื่อผูกระทําไมมีเหตุอันควร เชน ซอมดนตรีเสียงดังไดยินไปท้ังซอย ตั้งแตหัวคํ่าถึงสวาง เปนความผิดตามมาตราน้ี แตถาเกิดเพลิงไหมจึงหวีดรองตะโกนหรือตีกลอง เรียกใหช าวบา นมาชวยกนั ดบั ไฟ เชนนถ้ี อื วามเี หตอุ ันควร ไมเ ปน ความผดิ ó. ¨¹ทําãË»Œ ÃЪҪ¹μ¡ã¨ ËÃ×Íà´Í× ´ÃŒÍ¹ ตกใจ หมายถึง สะดุงสะเทือนจิตใจ เกิดความสะดุงกลัว เชน ในขณะที่ประชาชน กาํ ลงั พักผอ นหลบั นอนก็เอาประทดั มาจุดดงั สนนั่ ทําใหป ระชาชนตกใจหวาดหวน่ั คดิ วาเกดิ เพลิงไหม ถังแกส ระเบดิ เปนตน

๒๕๓ เดือดรอ น หมายถึง ความเดือดรอนรําคาญตอ เสยี งทเี่ กิด เชน เพ่ือนบานเปด วทิ ยุ เสยี งดงั ลน่ั จนคนอน่ื ๆ ทีอ่ ยูบา นใกลเ รือนเคียงนอนไมหลบั เพราะหนวกหู เปนตน อยางไรก็ตามการตกใจหรือเดือดรอนดังกลาวนี้ ตองเปนประชาชนตกใจหรือ เดือดรอน ไมใชเปนเพียงความเดือดรอนหรือตกใจของเอกชนคนหนึ่งคนใดเทาน้ัน ตองเปนเสียง ทที่ ําใหป ระชาชนทัว่ ๆ ไป คอื บคุ คลหลายคนตกใจหรือเดือดรอนรําคาญ (¢) ¾ÒÍÒÇØ¸ä»â´Âແ´à¼ÂËÃÍ× â´ÂäÁÁ‹ àÕ ËμÊØ Á¤Çà ÁÒμÃÒ ó÷ñ ผูใดพาอาวุธไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะโดยเปดเผย หรือโดยไมมีเหตุสมควรหรือพาไปในชุมนุมชนท่ีไดจัดใหมีขึ้นเพื่อนมัสการ การร่ืนเริงหรือการอ่ืนใด ตองระวางโทษปรบั ไมเกินหน่ึงพันบาท และใหศาลมีอํานาจสงั่ ใหร บิ อาวุธนนั้ องคป ระกอบของความผิดมีดังนี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. พาอาวุธ ๒. ไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะโดยเปดเผยหรือโดยไมมีเหตุผลสมควร หรอื พาไปในชุมนุมชนท่ไี ดจดั ใหมขี ้ึนเพื่อนมสั การ การรน่ื เรงิ หรอื การอนื่ ใด ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ¾ÒÍÒÇ¸Ø พา หมายถึง การนําเคลื่อนท่ีไปดวยพรอมกับตนคือผูกระทําความผิดนี้ตองมี การนําอาวุธเคลื่อนท่ีไปดวยพรอมกับตน การนําอาวุธเคลื่อนที่ไปน้ีไมจําเปนตองเปนการนําติดตัว ไปดวย คือไมจําเปนตองเปนการพกติดตัวโดยตรงเทานั้น อาจเปนลักษณะการนําไปดวยโดยมิได พกติดตัวก็ได เพียงแตมีอาวุธเคลื่อนที่ไปดวยก็เพียงพอแลว เชน เอาปนซอนไวใตเบาะรถที่ตน ขับไป เอาวตั ถุระเบิดใสไวท ายรถทีต่ นขบั ไป เอากระเปา ใสปน วางไวในรถไฟท่ีตนโดยสาร เปน ตน ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ñòôô/òõñõ ช. ถือดาบวิ่งเขามา จําเลยจึงยืมปนจาก ม. ซ่ึงยืนอยูขางๆ มาดึงลาํ กลองปนขึ้นลําถือเตรียมไว คร้ันเม่ือมีคนพาตัว ช. กลับไปแลวจําเลยก็คืนปนให ม. ดังนี้ จําเลยไมไ ดพ าปน เคล่ือนไปไหนจงึ ยงั ไมพอฟง วาจาํ เลยไดพ าอาวุธปน ไปในทางสาธารณะ ®¡Õ Ò·Õè ñööò/òõóñ จําเลยแยงอาวุธปนของกลางมาจากพวกของจาํ เลย ซึ่งทะเลาะวิวาทกันและยึดถือไวชั่วขณะหนึ่งเพ่ือบรรเทาเหตุการณรายแรงซึ่งอาจเกิดขึ้น ดังน้ี เปนการยึดถือไวชั่วคราว จึงไมใชมีอาวุธปนของกลางไวในครอบครอง และจาํ เลยไมไดพาอาวุธปน ของกลางเคล่อื นทไ่ี ป จึงไมใ ชพ าอาวธุ ปนของกลางไปในท่ีสาธารณสถาน

๒๕๔ อาวุธ มีความหมายตามที่บัญญัติไวในบทนิยาม มาตรา ๑(๕) วา “หมายความรวมถึง ส่ิงซ่ึงไมเปนอาวุธโดยสภาพ แตซ่ึงไดใชหรือเจตนาจะใชประทุษรายรางกายถึงอันตรายสาหัสอยาง อาวธุ ” ดังนั้น ส่งิ ทเ่ี ปนอาวธุ จึงเปน ได ๒ ประการ คอื ๑.เปนอาวุธโดยสภาพ ๒.เปนอาวธุ โดยการใช หรอื เจตนา จะใชป ระทุษรา ยรางกายถงึ อนั ตรายสาหสั อยา งอาวุธ ส่ิงที่เปนอาวุธโดยสภาพนั้น หมายถึง เครื่องประหารใชในการทําราย ปองกัน หรือ ตอสู เชน ปน ดาบ หอก แหลน หลาว มีด และตะบอง เปนตน สําหรับกรณีของอาวธุ ปน นนั้ คงไม หมายถึงสวนใดสวนหนึ่งของอาวุธปนตามนิยามใน พ.ร.บ.อาวุธปน ฯลฯ พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๔(๑) แตหมายถึงอาวุธปนโดยสภาพ และถาเปนปนโดยสภาพแลว แมจะใชยิงไมไดก็เปนอาวุธ ตามความหมายในมาตราน้ี Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ñùðó/òõòð ปนของกลางเปนปนพกส้ันออโตเมติก ชนิดประกอบข้ึนเอง ขนาด .๒๒ แมปนดังกลาวจะใชยิงไมไดแตก็เปนอาวุธโดยสภาพ การท่ีจําเลยพาปนของกลางไป ในเมืองและทางสาธารณะโดยไมมีเหตุอันสมควร จําเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๓๗๑ แหง ประมวลกฎหมายอาญา สิ่งที่เปนอาวุธโดยการใชหรือเจตนาจะใชนั้นมีขอจํากัดอยู ๓ ประการ คือ ๑.ตองใช ประทุษรายรางกาย เชน ใชเคียวเกี่ยวขาวทํารายคน แตถาใชเคียวตัดไมแลวลักไมไป เคียวในกรณี น้ีไมใชอ าวุธ ๒.ตองประทษุ รายไดถึงอนั ตรายสาหัส เชน ไมตะพด ทอ นเหลก็ ทอนไมยาว ๒ ศอก ขนาดโตเทาแขน เปนตน แตหนังสติ๊ก ไฟฉายท่ีไมปรากฏขนาด ไมเปนอาวุธ ๓.ตองประทุษราย อยางอาวุธคือวิธีการทํารายตองเทียบไดกับส่ิงที่เปนอาวุธในลักษณะเดียวกัน แมวัตถุบางอยางจะใช ทําอันตรายบุคคลถึงสาหัส หากลักษณะวิธีการท่ีใชเทียบไมไดกับอาวุธโดยสภาพแลวก็ไมเปนอาวุธ เชน ใชเข็มแทงตาใหบอด ใชเชือกรัดคอ ใชกอนหินทุม ขับรถยนตชน ดังน้ี เข็ม เชือก กอนหิน และรถยนตไมถ อื วาเปนอาวุธ ò. ä»ã¹àÁÍ× § ËÁÙº‹ ÒŒ ¹ ËÃ×Í·Ò§ÊÒ¸ÒóÐâ´Âແ´à¼Â ËÃÍ× â´ÂäÁ‹ÁàÕ ËμÍØ ¹Ñ ÊÁ¤Çà ËÃ×Íä»ã¹·èªÕ ØÁª¹·èÕä´¨Œ Ñ´ãËÁŒ Õ¢é¹Ö à¾×è͹ÁÊÑ ¡Òà ¡ÒÃÃè¹× àÃ§Ô ËÃÍ× ¡ÒÃÍ×è¹ã´ องคประกอบขอ น้แี ยกไดเปน ๒ กรณีคอื กรณีที่ ๑ ไปในเมือง หมบู าน หรอื ทางสาธารณะโดยเปดเผยหรือโดยไมมเี หตุอันควร เมือง หมายความถึง เขตซึ่งเปนที่ชุมนุมชนอันเปนท่ีตั้งของสวนราชการระดับจังหวัด เชน ศาลากลางจงั หวดั หมูบาน หมายความถงึ เขตท่ีประชาชนตงั้ บา นเรอื นอยูอาศัยรว มกัน ทางสาธารณะ มคี วามหมายตามทบี่ ญั ญตั ไิ วใ นบทนยิ าม มาตรา ๑(๒) วา “หมายความวา ทางบกหรือทางนาํ้ สําหรบั ประชาชนในการจราจร และใหห มายความรวมถึงทางรถไฟ และทางรถราง ทีม่ รี ถเดนิ สาํ หรบั ประชาชนโดยสารดว ย” ในกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๖(๑๑) ใหค าํ นิยามของ

๒๕๕ คําวา “ทางหลวง” วาหมายความถึง บรรดาทางบกและทางน้ําท่ัวไปซึ่งใชเปนทางสัญจรสําหรับ สาธารณชน และนบั รวมตลอดถงึ ถนนหลวงดว ย สว นคาํ วา ถนนหลวงนน้ั มาตรา ๖(๑๒) ใหห มายความถงึ ทห่ี รอื ถนนและทางบกตา งๆ ซงึ่ สาธารณชนมคี วามชอบธรรมทจ่ี ะใชเ ปน ทางสญั จรและนบั รวมตลอดถงึ ทางรถไฟ และทางรถรางทม่ี รี ถเดนิ สาํ หรบั ใหค นโดยสารนน้ั ดว ย เมอ่ื พจิ ารณาเปรยี บเทยี บกนั แลว กเ็ หน็ ไดวาทางหลวงตามกฎหมายลักษณะอาญานั้นก็คือทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญานั่นเอง แตคําวาทางหลวงท่ีปรากฏอยูใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๔ ไดแยกออกตางหากจากทางนํ้า ดังนั้น คําวาทางหลวงตามมาตรา ๑๓๐๔ จึงมีความหมายแคบกวาคําวาทางหลวงท่ีบัญญัติไวในกฎหมาย ลักษณะอาญา ซึ่งรวมถึงทางนํ้าดวย และนาจะมีความหมายเชนเดียวกับคําวาทางสาธารณะ ซงึ่ บัญญตั ิไวใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๔๙ และ ๑๓๕๐ ซงึ่ มีความหมายรวมถงึ ทางบกและทางนาํ้ ดวย เชน กนั กลา วโดยสรปุ แลว คาํ วา ทางสาธารณะในประมวลกฎหมายอาญานน้ั มคี วามหมายเชน เดยี วกบั คาํ วา ทางหลวงในกฎหมายลกั ษณะอาญาและคาํ วา ทางสาธารณะในประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย จึงสามารถศึกษาความหมายคําวาทางสาธารณะในประมวลกฎหมายอาญาจากคําพิพากษาฎีกา ท่ีอธิบายความหมายคําวาทางหลวงในกฎหมายลักษณะอาญาและคําวาทางสาธารณะในประมวล กฎหมายแพงและพาณิชยได ลกั ษณะสําคัญของทางสาธารณะคือประชาชนตอ งใชในการจราจรไปมาไดเ ปนประจํา Í·Ø ÒËó ®¡Õ Ò·Õè óñö/òôöö ท่ีชายทะเลหรือชายเลนซ่ึงน้าํ ทะเลขึ้นถึงใชเดินเรือไปมาไดเปน ทางหลวง ®Õ¡Ò·èÕ ÷ðö/òô÷ð ที่ชายเลนริมทะเลซึ่งนํ้าทะเลขึ้นทวมถึง แตมีตนไมงอกข้ึน จนเปนปา ราษฎรใชเ ดินเรอื ไมได ไมเปน ทางหลวง ®¡Õ Ò·Õè ññö/òõñõ ลาํ หว ยซง่ึ ตน้ื เขนิ ใชเ ปน ทางสญั จรไมไ ด ไมถ อื วา เปน ทางสาธารณะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๔๙ ®Õ¡Ò·Õè ùñù/òõð÷ ลาํ หวยซ่ึงเปนทางนํ้าไหลสาธารณะแตไมมีนํา้ ตลอดปและไมเคย มผี ใู ดใชเรือสญั จรไปมาถือไมไดว าเปนทางสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๔๙ ¡ÒèÃÒ¨Ãä»ÁÒ䴌໚¹»ÃÐจํา¹éÕ ถึงแมวาบางฤดูกาลจะเปล่ียนสภาพไปบางก็ยังคงเปน ทางสาธารณะ ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ñõð/òô÷ù ทางสาธารณชนใชมานานแลวแตงดใชชั่วคราวเพราะนํ้าทวม เปนทางหลวง ®¡Õ Ò·Õè ñòöõ/òô÷ù ที่ชายตลิ่งซ่ึงเมื่อนาํ้ ทวมใชสัญจรทางเรือได แตเมื่อถึงฤดูแลง น้ําลดประชาชนใชเปน ทางเดิน เปนทางหลวง

๒๕๖ ถาทางท่ีประชาชนใชในการสัญจรไปมาน้ันเปนที่ดินของเอกชน ทางนั้นจะเปน ทางสาธารณะก็ตอเม่อื ปรากฏวา ไดม ีการอุทิศโดยตรง หรือโดยปรยิ ายใหเ ปน ทางสาธารณะแลว ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ òñ/òô÷ô ทางลงทานาํ้ อยูในหนาโฉนดของจาํ เลย จาํ เลยยอมใหผูที่เชา ทําทาน้าํ สําหรบั ลากซงุ ได ๗ ป แลว มผี อู น่ื พลอยอาศยั ข้ึนลงดวย ยงั ถอื ไมไ ดว า เปน ทางสาธารณะ ®Õ¡Ò·Õè ùòö/òô÷ô ทางอยูในที่ของจําเลยซึ่งปลอยใหสาธารณชนใชสัญจรไปมาได หลายÊºÔ »‚áÅÇŒ â´Â¨íÒàÅÂäÁ‹à¤ÂËÒŒ Á¶×Íä´ÇŒ Ò‹ ໚¹·Ò§ËÅǧ ®¡Õ Ò·èÕ òñ÷/òõðù ทางเดินเปนคันนาอยูในเขตที่ดินของจําเลย คนท่ัวไป ใชมาตั้ง ๔๐-๕๐ ป กอนตกมาเปนของจาํ เลย แตบนคันนามีตนผลไมตางๆ และตนกลวยปลูก แสดงวา เจาของยังหวงแหนใชสิทธคิ รอบครองอยู จึงไมเปน ทางสาธารณะ เมอ่ื ไดอทุ ศิ ใหเปนทางสาธารณะแลว เจา ของสงวนสิทธิภ์ ายหลงั ไมได Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ñòø÷/òõñö แมทางพิพาทจะอยูในเขตโฉนดของจําเลย และจําเลย จะไดปดปายวาเปนถนนสวนบุคคลไวก็ตาม แตเม่ือเจาของที่ดินเดิมไดอุทิศทางพิพาทใหเปน ทางสาธารณะกอนที่ดินจะตกมาเปนของจําเลย ทางพิพาทก็ยังคงมีสภาพเปนทางสาธารณสมบัติ ของแผน ดนิ อยูเชน เดมิ â´Âແ´à¼Â หมายถึง การพาอาวุธไปในลักษณะที่บุคคลอื่นเห็นไดชัดวามีอาวุธอยู อาวุธน้ันอยูในลักษณะท่ีเปดเผยตอสายตาคนอ่ืน เชน คาดเข็มขัดที่มีปนไวนอกกางเกงโดยไมมีอะไร ปดบัง แตถามิดชิดมีสิ่งปกปดมองไมเห็นไมเรียกวาเปดเผย เชน คาดเข็มขัดปนไวที่อกเสื้อดานใน โดยมเี ส้อื นอกสวมทับอีกทีหนงึ่ â´ÂäÁ‹ÁàÕ ËμØÍѹÊÁ¤Çà หมายความวา ผูพาอาวธุ ไปไมมเี หตอุ ันสมควรทีจ่ ะพาอาวธุ ไป ในสถานท่ีดังกลาว เชน พาอาวุธไปยังสวนสาธารณะเพ่ือว่ิงออกกําลังกายเปนความผิดตามมาตรานี้ แตถ า มธี รุ ะจาํ เปน ตอ งเดนิ ทางไปทเ่ี ปลยี่ วอนั ตราย และมขี า วการปลน ชงิ ทรพั ยเ สมอ เชน นี้ การพกมดี ไปดวยก็ถอื วา มีเหตุอันสมควร ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ ò÷/òõóñ การทจ่ี าํ เลยพาลกู ระเบดิ ทมี่ อี าํ นาจทาํ ลายในรศั มี ๑๐ เมตร เขา ใน เขตกรงุ เทพฯ ซงึ่ มปี ระชาชนหนาแนน หากเกดิ ระเบดิ ขน้ึ ยอ มเกดิ ความเสยี หายมากกวา ปกติ แมจ าํ เลย ไมมีเจตนานําลูกระเบิดไปกอเหตุรายแตเหตุรายจากลูกระเบิดอาจเกิดไดตลอดเวลาโดยไมไดต้ังใจ จึงเปนพฤติการณท่ีรายแรงควรแกการปราบปราม การท่ีจําเลยพาลูกระเบิดเขาไปในเมืองเชนนี้ ถือวา ไมม เี หตุผลสมควรแตอยา งใด กรณที ่ี ๒ ไปในทช่ี มุ นุมชนท่ีไดจ ัดใหม ขี ึ้นเพื่อนมสั การ การร่ืนเริงหรือการอืน่ ใด ชมุ นุมชน หมายถึง บคุ คลหลายๆ คนมาชุมนมุ กนั เปนกรณีทไี่ มเกย่ี วกับสถานที่ ดังนั้น ถามคี นไปชุมนมุ กนั นอกเมอื ง เชน ในทงุ นาหรอื ในปา ก็ถือเปน ชุมนุมชน เชน สวนสาธารณะ ทอ งนา ขณะชาวบานมาชวยกันลงแขกเก่ยี วขา ว เวทีกลางแจงแสดงคอนเสิรต ซ่ึงมีคนมาดูหนาแนน เปนตน

๒๕๗ เพื่อนมสั การ การรนื่ เรงิ หรือการอน่ื ใด มคี วามหมายทีก่ วางขวางวา เปน กิจการใดๆ ก็ได ท่ีทําใหคนหลายๆ คนมาชุมนุมกัน เชน การมารวมกันสรงนาํ้ พระพุทธสิหิงคที่ทองสนามหลวง การรวมถวายพระพรในงาน ๕ ธันวามหาราช การฟง การหาเสยี งของผูสมคั รสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร เปน ตน ถาเปนการพาอาวุธไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะจะเปนความผิด ก็ตอเมื่อ พาอาวธุ ไปโดยเปด เผยหรือไมม ีเหตุสมควร แตถา พาอาวธุ ไปในชุมนุมชนแลว ไมว า จะพาไปโดยมิดชิด หรอื มเี หตอุ นั สมควรกถ็ อื เปน ความผดิ ทงั้ สนิ้ อนงึ่ การพกพาอาวธุ ปน น้ี แมจ ะมใี บอนญุ าตใหพ กพาได แตก็ตอ งอยใู นบังคบั ของมาตรา ๓๗๑ การหามพาอาวุธตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ น้ี เปนการหามกรณีพาอาวุธท่ัวไป แตถา เปนอาวุธปน ไดมีพระราชบัญญัติอาวุธปนฯ พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรค ๑ และ ๒ บัญญัติ ไววา “หามมิใหผูใดพาอาวุธปนติดตัวไปในเมืองหมูบานหรือทางสาธารณะโดยไมไดรับใบอนุญาต ใหม อี าวธุ ปน ตดิ ตวั เวน แตเ ปน กรณที ตี่ อ งมตี ดิ ตวั เมอื่ เหตจุ ําเปน และเรง ดว นตามสมควรแกพ ฤตกิ ารณ ไมวากรณีใด หามมิใหพาอาวุธปนไปโดยเปดเผยหรือพาไปในชุมนุมชนที่ไดจัดใหมีขึ้น เพื่อนมสั การ การรื่ินเรงิ การมหรสพ หรือการอืน่ ใด” Í·Ø ÒËó ®¡Õ Ò·Õè ñòðð/òõòñ พกปนไปในหมูบานและทางสาธารณะโดยไมไดรับใบอนุญาต ใหมีปนติดตัว และไมมีเหตุจาํ เปนเรงดวนตามควร เปนความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปนฯ พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ, ๗๒ ทวิ และ ปอ.ม. ๓๗๑ กรรมเดียวลงโทษบทหนักท่ีสุด ตาม พ.ร.บ.อาวธุ ปน ฯ ม.๗๒ ทวิ บทเดียว มาตราน้ี ไมบ ัญญัติใหร ิบปน จงึ ริบไมไ ดแ ละนํามาตรา ๓๗๑ จึงไมใชบ ทลงโทษในคดนี มี้ าบงั คับไมได ®¡Õ Ò·èÕ òôôô/òõóñ โจทกฟองวาจาํ เลยมีอาวุธปนไวในความครอบครอง โดยมิไดรับอนุญาต และพาอาวุธปนติดตัวไปในหมูบานโดยมิไดรับอนุญาตใหมีอาวุธปนติดตัว จําเลยใหการปฏิเสธ แมจะฟงไดวาขณะท่ีจาํ เลยกับพวกปลนทรัพยของผูเสียหาย จําเลยมีอาวุธปน ติดตัวไปดวยก็ตามโจทกก็ตองนาํ สืบใหไดวาจาํ เลยมิไดรับอนุญาตใหมีอาวุธปนไวในความครอบครอง และมไิ ดร บั อนญุ าตใหม อี าวธุ ปน ตดิ ตวั จงึ จะลงโทษจาํ เลยได มฉิ ะนน้ั ลงโทษจาํ เลยไดต าม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ เทาน้นั ®Õ¡Ò·Õè ôõóô/òõóñ ในความผิดฐานมีอาวุธปนโดยไมไดรับอนุญาตและพาอาวุธ ปนไปในทางสาธารณะโดยไมไดรับอนุญาตใหมีอาวุธปนติดตัวตาม พ.ร.บ.อาวุธปนฯ โจทกมิได นําสืบใหไดความวาอาวุธปนกระบอกที่จําเลยใชยิงผูเสียหายเปนอาวุธปนที่จําเลยไมไดรับใบอนุญาต ทั้งไมไดอาวุธปนดังกลาวมาเปนหลักฐาน แมจําเลยจะมิไดนําสืบปฏิเสธวา อาวุธปนน้ันจําเลยไดรับ อนญุ าตจากนายทะเบยี นแลว และจาํ เลยไดร บั ใบอนญุ าตใหม อี าวธุ ปน ตดิ ตวั คดกี ไ็ มอ าจลงโทษความผดิ ทั้งสองฐานน้ี ตาม พ.ร.บ.อาวุธปนฯ แตข อ เทจ็ จริงฟงไดว าบรเิ วณท่เี กดิ เหตุอยูในหมูบาน จงึ ลงโทษ จาํ เลยตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ ได

๒๕๘ ®¡Õ Ò·èÕ óö÷ô/òõóò ในการพิจารณาคดีอาญา โจทกมีหนาท่ีนําสืบใหฟง ไดวาจาํ เลยกระทาํ ผิด การที่โจทกไมไดอาวุธปนที่จําเลยท่ี ๑ ใชขูชิงทรัพยผูเสียหายมาเปน ของกลาง และไมมีพยานหลักฐานอื่นท่ีพิสูจนใหเห็นวาอาวุธปนดังกลาวไมมีหมายเลขทะเบียน คงไดค วามจากจาํ เลยที่ ๑ เพยี งวา ไมเ คยไดร บั อนญุ าตจากราชการใหม แี ละพกพาอาวธุ ปน เทา นนั้ ดงั นนั้ จงึ ลงโทษจําเลยที่ ๑ ฐานมีอาวุธปนไมมหี มายเลขทะเบยี นไวใ นความครอบครองโดยไมไดรบั อนญุ าต และพกพาอาวธุ โดยไมไดร บั ใบอนุญาตไมไ ด คงลงโทษจาํ เลยไดต าม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ เทานัน้ à¨μ¹Ò ผูกระทาํ ผิดตองมีเจตนาตามมาตรา ๕๙ คือพาอาวุธไปดวย ถาไมมีเจตนา ยอมไมมีความผิด เชน ภรรยาแอบเอาปนซุกซอนไวใตเบาะรถโดยสามีไมรู เม่ือสามีเอารถขับเขาไป ในเมอื งจึงไมมคี วามผิด (¤) ·ÐàÅÒС¹Ñ Í‹ҧÍ×éÍÍ§Ö ã¹·ÕèÊÒ¸ÒóРÁÒμÃÒ ó÷ò ผูใดทะเลาะกันอยางอ้ืออึงในทางสาธารณะหรือสาธารณสถานหรือ กระทาํ โดยประการอนื่ ใดใหเ สยี ความสงบเรยี บรอ ยในทางสาธารณะหรอื สาธารณสถานตอ งระวางโทษ ปรบั ไมเกนิ หาพันบาท การกระทําความผิดตามมาตราน้ีแบงไดเปน ๒ ประการ คือ ๑.การทะเลาะอ้ืออึง ในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน และ ๒.กระทําโดยประการอื่นใดใหเสียความสงบเรียบรอย ในทางสาธารณะ หรือสาธารณสถาน ¤ÇÒÁ¼´Ô áá มีองคป ระกอบของความผดิ ดังน้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ทะเลาะกันอยางออื้ อึง ๒. ในทางสาธารณะหรอื สาธารณสถาน คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ·ÐàÅÒСѹÍ‹ҧÍÍé× ÍÖ§ ทะเลาะ คอื การทุม เถยี งกนั ดวยความโกรธ เปนการพพิ าทกนั ระหวา งบุคคล ๒ คนข้นึ ไป โดยตางสงเสียงดาทอหรือโตแยงกันอยางรุนแรง และการทุมเถียงกันดังกลาวตองถึงขนาดอื้ออึง คือมีเสียงดังล่ันเกิดขึ้นจากการทะเลาะกันน้ัน ไมวาถอยคําท่ีทะเลาะกันน้ันจะเปนถอยคําที่ หยาบคายหรอื ไมก็ตาม ò. ã¹·Ò§ÊÒ¸ÒóÐËÃ×ÍÊÒ¸Òóʶҹ ทางสาธารณะ ดูความหมายจากมาตรา ๓๗๑ สาธารณสถาน หมายความวา สถานทีใ่ ดๆ ซงึ่ ประชาชนมคี วามชอบธรรมท่ีจะเขาไปได คําวาสถานที่มิไดจํากัดเฉพาะท่ีดินหรือโรงเรือนเทานั้น แตมีความหมายรวมถึงสถานที่ เชน บนขบวนรถไฟโดยสารดวย สถานท่ีที่ประชาชนมีความชอบธรรมท่ีจะเขาไปไดนั้น อาจเปนสถานท่ีของเอกชนท่ีเปด ใหป ระชาชนเขาไปได

๒๕๙ Í·Ø ÒËó ®¡Õ Ò·Õè ñððô/òôøð สถานท่ีท่ีจัดไวสาํ หรับผูมาสูบฝนในรานจําหนายฝนเปน สาธารณสถาน ®Õ¡Ò·Õè ñóöò/òõðø ท่ีเกิดเหตุเปนรานคาและเปนท่ีซึ่งประชาชนมีความชอบธรรม ที่จะเขาไปไดจึงเปนสาธารณสถาน เม่ือจาํ เลยทะเลาะกันอ้ืออึงในสาธารณสถานจึงเปนความผิด ตามมาตรา ๓๗๒ ขอ ที่วาทีเ่ กิดเหตเุ ปนเคหสถานหรอื ไมน ้นั หาใชป ระเด็นแหง คดไี ม ®Õ¡Ò·èÕ øùô/òõñõ จาํ เลยท่ี ๑ และจําเลยที่ ๒ ไดพูดโตเถียงทะเลาะกัน โดยดาซ่ึงกันและกัน และใชผลฟกทองและลังไมทุมใสกันและกันที่ตลาด ก็พอเขาใจไดวาเปนการ ทะเลาะกันอยางอ้ือองึ ในสาธารณสถาน ครบองคประกอบความผดิ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๒ แลว สถานที่บางแหงซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเขาไปได เชน วัดวาอาราม ศาลยุติธรรม โรงละคร โรงแรม ตามปกติยอมเปนสาธารณสถาน แตบางสวนของสถานที่เหลานั้น ไดหวงหามมิใหบุคคลภายนอกเขาไป เชน หองทํางานของผูพิพากษา หองครัวโรงแรม หองแตงตัว ผแู สดงละคร สวนน้ีจะมใิ ชสาธารณสถาน ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ öðö/òô÷õ ท่ีตอนในรานขายอาหารซ่ึงเจาของแบงไวอาศัยนอนและผูที่ จะเขาไปตองขออนุญาตไมใชสาธารณสถาน ถึงแมวาเจาของสถานท่ีจะปลอยใหคนอื่นอาศัย เขาออกได ถาเปนเพียงการเอ้ือเฟอวิสาสะกันโดยเจาของยังคงสงวนสิทธิ์หวงหามอยูเชนนี้ ยังถือ ไมไดวาประชาชนมีความชอบธรรมท่จี ะเขา ไปได ®Õ¡Ò·èÕ ñðøð/òôøò ท่ีนาที่เจาของปลอยใหคนอื่นเดินผานไปมา โดยเจาของ ยังหวงหา มอยูไมใ ชสาธารณสถาน ®Õ¡Ò·èÕ õöø/òôùö ทาํ การเรี่ยไรในคูบานซ่ึงเปนคูเขาถึงบานผูท่ีอยูริมคลองลึก เขาไป แมใครๆ จะเขาออกไดก็เปนเรื่องถือประเพณีเอื้อเฟอวิสาสะกันในทองถ่ินไมเปนการเร่ียไร ในที่สาธารณะ ความผิดท่สี อง มอี งคประกอบของความผดิ ดังน้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. กระทําโดยประการใด ๒. ใหเสียความสงบเรียบรอยในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน คํา͸ԺÒ ñ. ¡ÃзíÒâ´Â»ÃСÒÃã´ หมายถึง การกระทําอยางอื่นไมวาดวยประการใดๆ นอกเหนือจากการทะเลาะกนั อ้อื องึ เชน ไลชกตอ ยกนั กลางถนน เอาขาวของขวา งปากันกลางตลาด เขา ไปเลนสเก็ตว่ิงไลกันในโรงมหรสพ เปน ตน ๒. ทําใหเสียความสงบเรียบรอยในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน การกระทํา ดังกลาวตองมีผลใหเสียความสงบเรียบรอยในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน ความสงบเรียบรอย หมายถึงความเปนระเบียบภายใต กฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับอื่นเก่ียวกับความสงบเรียบรอย

๒๖๐ ทาํ ใหเสียความสงบเรียบรอย จึงหมายถึงการทาํ ใหเกิดการฝาฝนระเบียบ กฎหมาย หรือไมปฏิบัติ ตามระเบยี บขอ บงั คบั ดังกลาว เชน ชกตอยกันกลางถนน ทาํ ใหผ คู นมุงดูจนกีดขวางการจราจรไปหมด เปน เหตใุ หม กี ารชุลมุนวุนวายเกดิ ขึ้น องคป ระกอบภายในของความผิดท้งั ๒ ประการน้ไี มต อ งการเจตนา ดังนั้น ไมว าผกู ระทาํ จะมเี จตนาหรอื ไมก็เปนความผิดตามมาตรานี้ (§) ÂÔ§»¹„ «§Öè 㪴Œ Ô¹ÃÐàº´Ô â´Âãªà‹ ËμØ ÁÒμÃÒ ó÷ö ผูใดยิงปนซ่ึงใชดินระเบิดโดยใชเหตุในเมือง หมูบานหรือท่ีชุมนุมชน ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเกินสิบวนั หรือปรับไมเกินหาพันบาทหรอื ทง้ั จาํ ทั้งปรับ องคป ระกอบของความผดิ มดี ังนี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ยงิ ปนซ่ึงใชด นิ ระเบดิ ๒. โดยใชเหตุ ๓. ในเมอื ง หมบู า นหรือทีช่ มุ นมุ ชน ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ÂÔ§»„¹â´Â㪌´Ô¹ÃÐàºÔ´ ขอสาํ คัญคือปนที่ใชยิงตองเปนปนที่ใชดินระเบิด เพราะการกระทําความผิดตามมาตราน้ีจํากัดไวเฉพาะการยิงปนซึ่งใชดินระเบิดเทานั้น เน่ืองจาก การยงิ ปน ซง่ึ ใชด นิ ระเบดิ มกั กอ ใหเ กดิ เสยี งดงั อนั อาจทําใหป ระชาชนตกใจกลวั หรอื เดอื ดรอ นรําคาญได แตอยางไรก็ตาม การยิงปนซึ่งใชดินระเบิดแมจะมีท่ีเก็บเสียง ทาํ ใหไมเกิดเสียงดังแตก็ยังเปน ความผิดเพราะปนเปนอาวุธรายแรง ทาํ ใหนาหวาดเสียว ดังนั้น การยิงปนที่กระสุนว่ิงไปไดดวย แรงขับของวตั ถุประเภทอื่นทมี่ ิใชแ รงระเบดิ เชน ปน ลมจงึ ไมผ ดิ ตามมาตราน้ี ò. â´Â㪋àËμØ หมายความวา การยิงปนซ่ึงใชดินระเบิดน้ี ตองกระทาํ โดยไมมีเหตุผล ทส่ี มควร และแสดงใหเห็นวา การกระทาํ ความผดิ ตามมาตราน้ีตองกระทําโดยเจตนา ó. ã¹àÁ×ͧ หมูบ านหรอื ทชี่ มุ นุมชน มีความหมายดงั ทอี่ ธิบายไวแลว ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·Õè ñññó/òõñö จําเลยเสพสุราเมาแลวประพฤติวุนวายข้ึนบนสถานีตาํ รวจและ ใชปนยิงข้ึนโดยใชเหตุ กระสุนปนถูกกระจกกรอบรูปแตกและถูกคานพื้นสถานีตํารวจเสียหาย จําเลย มคี วามผดิ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๘ กระทงหน่งึ และตามมาตรา ๓๗๖ กบั มาตรา ๓๕๘ อกี กระทงหนงึ่ เจตนา ความผดิ มาตรานี้ ผูกระทําตอ งมเี จตนาตามมาตรา ๕๙ (¨) àʾÊÃØ ÒËÃÍ× ¢Í§àÁÒÍÂÒ‹ §Í×蹨¹à»š¹àËμØãË»Œ ÃоÄμÔÇØ¹‹ ÇÒ ÁÒμÃÒ ó÷ø ผูใดเสพสุราหรือของเมาอยางอ่ืนจนเปนเหตุใหตนเมา ประพฤติ วุนวายหรือครองสติไมไดขณะอยูในถนนสาธารณะหรือสาธารณสถาน ตองระวางโทษปรับไมเกิน หาพนั บาท

๒๖๑ องคประกอบของความผิดมีดังนี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. เสพสรุ าหรอื ของเมาอยา งอน่ื จนเปนเหตุใหต นเมา ๒. ประพฤตวิ นุ วายหรอื ครองสติไมไดขณะอยูใ นถนนสาธารณะหรือสาธารณสถาน ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คํา͸ºÔ Ò ñ. àÊ¾ÊØÃÒËÃÍ× ¢Í§àÁÒÍ‹ҧÍ×¹è ¨¹à»¹š àËμãØ ËŒμ¹àÁÒ การเสพสุราหรอื ของเมาอยางอืน่ “การเสพ” หมายถงึ การกนิ การดืม่ หรอื การบรโิ ภค โดยวิธีอ่ืนใดเขาไปในรางกาย เชน การสูบ การใชเข็มฉีดยา “สุรา” หมายถึง เหลา สวน “ของเมา อยางอ่ืน” หมายถึงของทุกชนิดท่ีกอใหเกิดการมึนเมาได เชน ฝน เฮโรอีน กัญชา หรือยาบางชนิด เชน ยามา (ความผดิ ฐานเสพฝน เฮโรอีน กญั ชาเปน ความผดิ เฉพาะตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโ ทษดวย) จนเปนเหตุใหตนเมา ผูเสพจะมีความผิดตองอยูในสภาพมึนเมา เพราะสิ่งที่เสพเขาไป ถาไมมึนเมากไ็ มเ ขา มาตราน้ี ò. »ÃоÄμÔÇØ¹‹ ÇÒÂËÃÍ× ¤ÃͧÊμäÔ Áä‹ ´¢Œ ³ÐÍÂÙã‹ ¹¶¹¹ÊÒ¸ÒóÐËÃÍ× ÊÒ¸Òóʶҹ ประพฤติวุนวาย หมายถึง มึนเมาจนมีกิริยาท่ีอยูในลักษณะท่ีกอใหเกิดความโกลาหล หรือความไมสงบ เชน เมาสงเสียงเอะอะรบกวนผูอ่ืน หรือตะโกนดาวาทาทายผูอ่ืน หรือนอนแผ บนทอ งถนน เปนตน ครองสติไมได หมายถึง ผูเมาไมสามารถควบคุมกิริยาทาทาง การเคล่ือนไหวของตนได ตามปกติ ทาํ ใหเดินโซซัดโซเซชนผูคน หรือพูดจาเอะอะโวยวายอยูคนเดียว หรือนอนถายปสสาวะ เรี่ยราดอยูกลางถนน เปน ตน ถนนสาธารณะ มีความหมายแคบกวาคาํ วา “ทางสาธารณะ” เพราะมิไดหมายรวมถึง ทางน้ําดว ยและควรจะจาํ กดั เฉพาะถนนซง่ึ เปน ทางทรี่ ถวงิ่ ได แตอ ยา งไรกด็ กี ารทก่ี ําหนดสาธารณสถาน ไวดวยจงึ ทําใหสถานทีท่ กี่ ระทาํ ผดิ มิไดถูกจํากดั แคบลงมากนกั ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·Õè ñññó/òõñö จําเลยเสพสรุ าเมาแลว ประพฤตวิ นุ วายขนึ้ บนสถานตี าํ รวจและใช ปนยิงข้ึนโดยใชเหตุ กระสุนปนถูกกระจกกรอบรูปแตกและถูกคานพื้นสถานีตาํ รวจเสียหาย จําเลยมี ความผิด ตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๘ กระทงหน่ึง และตามมาตรา ๓๗๖ กับมาตรา ๓๕๘ อีกกระทงหนึง่ à¨μ¹Ò ความผดิ มาตรานตี้ อ งการเจตนาตามมาตรา ๕๙ คอื ตอ งเปน การเสพโดยสมคั รใจ หรือรวู า สงิ่ ท่ีเสพเปน สรุ าหรือของมึนเมา (©) ª¡Ñ ËÃÍ× áÊ´§ÍÒÇ¸Ø ã¹¡ÒÃÇÔÇÒ·μÍ‹ ÊÙŒ ÁÒμÃÒ ó÷ù ผูใดชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทตอสู ตองระวางโทษจําคุกไมเกิน สิบวนั หรอื ปรบั ไมเกินหาพันบาท หรอื ทง้ั จําทั้งปรับ

๒๖๒ องคประกอบของความผดิ มีดังน้ี ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ชักหรอื แสดงอาวธุ ๒. ในการวิวาทตอ สู ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คํา͸ºÔ Ò ñ. ªÑ¡ËÃ×ÍáÊ´§ÍÒÇØ¸ ชัก คอื การนาํ อาวธุ ออกมาจากทซี่ อน เชน ชักดาบออกจากฝก ดึงปน ออกจากเอว แสดง คอื การทาํ ใหอาวุธปรากฏขึ้น แสดงใหท ราบวาผนู ั้นมีอาวุธมา เชน ชใี้ หเ ห็นทเี่ กบ็ ซอนอาวธุ อาวุธ ดูความหมายในมาตรา ๓๗๑ ò. 㹡ÒÃÇÇÔ Ò·μÍ‹ ʌ٠วิวาทตอสู หมายถึง การวิวาทจนถึงขั้นใชกําลังกายเขาตอสูกัน หากทะเลาะโตเถียงกัน ดวยคาํ พูดหรือกระทาํ ดว ยประการใดท่ยี ังไมถ ึงข้นั ใชกาํ ลงั กายเขา ตอสูก ันแลว ก็ยังไมเปนววิ าทตอสู Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ø÷ò/òôöô นางสาํ เนียงกับจาํ เลยทะเลาะทุมเถียงกัน แลวจําเลยยกปนข้ึน จองยิงนางสําเนียง ยังไมปรากฏวามีการวิวาทถึงข้ันตอสูกัน จาํ เลยยังไมมีความผิดฐานชักศัสตราวุธ ในเวลาววิ าทตอ สูกัน ตามกฎหมายลกั ษณะอาญา มาตรา ๓๓๕(๑๔) เจตนา ผกู ระทําตองมเี จตนาในการชักหรอื แสดงอาวธุ ซงึ่ เปน เจตนาตามมาตรา ๕๙ (ª) á¡ÅŒ§ºÍ¡àÅÒ‹ ¤ÇÒÁà·ç¨ãËàŒ ÅÍ×è §ÅÍ× ¨¹à»¹š àËμãØ ËŒ»ÃЪҪ¹μ×¹è μ¡ã¨ ÁÒμÃÒ óøô ผูใดแกลงบอกเลาความเท็จใหเล่ืองลือจนเปนเหตุใหประชาชน ตืน่ ตกใจตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเกินหนึ่งเดอื นหรือปรบั ไมเกินหนง่ึ หม่ืนบาท หรอื ท้ังจาํ ทง้ั ปรับ องคประกอบของความผดิ มดี ังน้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. แกลง บอกเลาความเทจ็ ใหเล่ืองลือ ๒. จนเปน เหตุใหป ระชาชนต่นื ตกใจ องคป ระกอบภายใน - เจตนา คาํ ͸ºÔ Ò ñ. á¡Å§Œ ºÍ¡àÅÒ‹ ¤ÇÒÁà·¨ç ãËàŒ Å×èͧÅ×Í แกลง แสดงใหเห็นถึงเจตนาของผูกระทําวารูอยูแลววาขอความที่บอกเลาเปนความเท็จ แตก็ยังบอก

๒๖๓ บอกเลา คอื การทบี่ คุ คลหนง่ึ แจง เรอื่ งราวอยา งใดอยา งหนง่ึ ใหค นอนื่ ทราบดว ยวธิ ใี ดกไ็ ด เชน พูดออกโทรทัศน เขยี นจดหมาย ปดประกาศโฆษณา ความเทจ็ คือ เปนเร่ืองไมจ ริง ซงึ่ ผบู อกเลาแกลง บอกทาํ ใหผอู น่ื เขาใจผดิ วาเปน เร่อื งจรงิ ใหเล่ืองลือ หมายถึง ทาํ ใหแพรกระจายไปสูคนจํานวนมาก เกิดการเซ็งแซเลาขานกัน ตอๆ ไปในหมปู ระชาชน ò. ¨¹à»š¹àËμãØ Ë»Œ ÃЪҪ¹μ×¹è μ¡ã¨ ตื่นตกใจ หมายถึง เกดิ ความวติ ก หวาดกลวั เปนกงั วล ตืน่ ตระหนก การแกลง บอกเลา ความเทจ็ ใหเ ลอ่ื งลอื ดงั กลา วยงั ไมเ ปน ความผดิ หากมไิ ดท ําใหป ระชาชน ต่นื ตกใจ à¨μ¹Ò ผูบอกเลาตองมีเจตนาตามมาตรา ๕๙ คาํ วาแกลง แสดงใหเห็นวาผูกระทาํ ตองมเี จตนารอู ยูแลว วาเปน ขอ ความเท็จ แตก ย็ งั บอกเลา ใหเลอ่ื งลอื จนเปนผลใหประชาชนตืน่ ตกใจ ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ñðøñ/òôøò จําเลยแสดงตนเปนหมอรักษาโรคทางอาคมโดยไมเรียกรอง เอาเงิน แมเปนเหตุใหราษฎรแตกตื่นพากันมาใหจาํ เลยรักษามากมายก็มิไดเปนไปในทางตกใจ หวาดกลัว ดงั นีไ้ มเ ปน ความผิดฐานแกลง เอาความเทจ็ มาเลาลอื ใหเ กิดความตน่ื ตกใจในหมูชน ®Õ¡Ò·èÕ ÷÷ñ/òôø÷ การกระพอื ขา ววา คนทรงเจา บอกวา จะเกดิ เพลงิ ไหมห รอื จะเกดิ เจ็บไขทาํ ใหราษฎรหวาดหวั่นปนปวน การซ้ือขายไมเปนปกตินั้นเปนความผิดฐานแกลงเอาความเท็จ มาเลา ลอื ใหเกิดความตนื่ ตกใจในหมชู น ถา หากการบอกเลา ความเทจ็ นน้ั เปน เหตใุ หไ ดม าซง่ึ ทรพั ยส นิ จากประชาชนดว ย ผกู ระทํา มีความผดิ ฐานฉอ โกงประชาชนอีกกระทงหนึง่ ®Õ¡Ò·èÕ ùö/òõñ÷ ออกโทรทัศนพูดเท็จวาพระพรหมเขาฝนวาจะเกิดจลาจลให พวกเกิดปมะไปรับคาถาและทอดผาปา จนคนจํานวนมากหลงเช่ือพากันมาออกเงินเปนความผิด ตามมาตรานี้กระทงหนึ่ง ตามมาตรา ๓๔๓ กับพระราชบัญญัติควบคุมการเร่ียไร พ.ศ.๒๔๔๗ มาตรา ๘, ๑๗ อีกกระทงหนึ่ง ใหล งโทษตามมาตรา ๓๔๓ («) ¡Õ´¢ÇÒ§·Ò§ÊÒ¸ÒóШ¹ÍҨ໚¹ÍØ»ÊÃäμ‹Í¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑÂËÃ×ͤÇÒÁÊдǡ 㹡ÒèÃҨà ÁÒμÃÒ óøõ ผูใดโดยไมไดรับอนุญาตอันชอบดวยกฎหมาย กีดขวางทางสาธารณะ จนอาจเปนอุปสรรคตอความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจรโดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของ หรือโดยกระทาํ ดวยประการอ่ืนใด ถาการกระทาํ นั้นเปนการกระทําโดยไมจําเปนตองระวางโทษปรับ ไมเ กินหาพนั บาท

๒๖๔ องคป ระกอบของความผดิ มดี งั น้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ไมไ ดรับอนุญาตอนั ชอบดว ยกฎหมาย ๒. กีดขวางทางสาธารณะจนอาจเปนอุปสรรคตอความปลอดภัยหรือความสะดวก ในการจราจร ๓. โดยวางหรือทอดทิ้งสิง่ ของหรือโดยกระทาํ ดวยประการอนื่ ใด ๔. การกระทาํ นัน้ เปนการกระทําโดยไมจาํ เปน คาํ ͸ºÔ Ò ñ. äÁ‹ä´ŒÃѺ͹ØÞÒμÍѹªÍº´ŒÇ¡®ËÁÒ หมายถึง การกีดขวางทางสาธารณะตาม มาตราน้ี ตองเปนการกระทําโดยไมไดรับอนุญาตอันชอบดวยกฎหมาย การอนุญาตอันชอบดวย กฎหมาย หมายความวา เจา พนกั งานผอู นญุ าตเปน ผมู อี าํ นาจอนญุ าตไดต ามกฎหมาย และไดอ นญุ าต โดยวิธีอันถูกตองตามกฎหมาย ไมใ ชวาเจา พนกั งานชนั้ ใดๆ ทจ่ี ะอนญุ าตไดตามชอบใจ เชน พนักงาน การประปาไดรับอนญุ าตใหข ุดถนนฝง ทอ ประปา หรือไดร ับอนุญาตใหจ ัดมหรสพ ณ ถนนราชดาํ เนนิ เนอื่ งในวนั ท่ี ๕ ธนั วามหาราช เปนตน ò. ¡Õ´¢ÇÒ§·Ò§ÊÒ¸ÒóШ¹ÍҨ໚¹ÍØ»ÊÃäμ‹Í¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑÂËÃ×ͤÇÒÁÊдǡ 㹡ÒèÃҨà กดี ขวาง หมายถงึ กดี กนั้ ขดั ขวาง เกะกะ ทางสาธารณะ หมายถงึ ทัง้ ทางบก ทางนาํ้ ทางรถไฟ สาํ หรับประชาชนใชสอย อาจเปนอุปสรรคตอความปลอดภัย หมายถึงการทําใหเกิดความขัดของหรือลําบาก อันเปนอันตรายตอความปลอดภัย เชน เอาสเก็ตบอรดวางทิ้งไวบนทางเทาท่ีคนเดินสัญจรไปมา ซึ่งอาจทําใหคนท่ีไปเหยียบลื่นหกลมได หรือเอาน้ํามันเครื่องราดไวกลางถนน ทําใหรถท่ีวิ่งไปมา ล่ืนชนกันได อาจเปน อปุ สรรคตอ ความสะดวกในการจราจร หมายถงึ ความขดั ขอ งลาํ บากในการจราจร เชน ต้งั จอหนังกลางแปลงบนถนน ทําใหรถผา นไปมาไมส ะดวก เปนตน ó. ÇÒ§ËÃ×Í·Í´·Ôé§Êè§Ô ¢Í§ËÃÍ× â´Â¡ÃÐทํา´ÇŒ »ÃСÒÃ͹×è ã´ วาง หมายถึง นาํ สิง่ ของไปไวบ นทางสาธารณะอนั เปน การกดี ขวางทาง ทอดท้ิง หมายถึง ไมเอาธุระ ไมเอาใจใส เชน รถบรรทุกนํ้ามันทํานํ้ามันหกราดไป ตามพื้นถนน โดยไมเ อาใจใสห รอื จอดรถท่เี ชามาท้ิงไวขวางทางจราจรโดยไมเ อาธรุ ะ โดยกระทําดวยประการอ่ืนใด คือ ไมวาจะกระทําดวยวิธีใดก็ตามอันเปนการกีดขวาง ทางสาธารณะ เชน ใชเ ชือกขึงขวางทางเดนิ ขุดหลมุ บนถนน เปน ตน ô. ¡ÒáÃÐทํา¹éѹ໚¹¡ÒáÃÐทาํ â´ÂäÁ‹จาํ ໹š ไมจ าํ เปน หมายถงึ ไมม เี หตสุ มควรอนั จาํ ตอ งกระทาํ เชน นน้ั แตถ า มเี หตจุ าํ เปน ตอ งกระทาํ ก็ไมเปนความผิด เชน ขับรถไปบนถนนเปลี่ยวรถเกิดเสีย ตองจอดทิ้งไวกลางทางเพราะไมสามารถ

๒๖๕ เข็นเขาแอบไวเพราะเบรกมือคางและไมมีใครชวยเข็น จึงจําเปนตองทิ้งรถไวเชนนั้นเพื่อไปตามชาง จึงถือเปน การกีดขวางทางจราจรโดยจาํ เปน ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ñðô/òôöò จําเลยทําฝายกั้นลาํ นา้ํ ปงโดยอางวามิไดก้ันตลอดลํานํ้าเรือ ยงั คงสัญจรไปมาไดศ าลฎีกาวินจิ ฉัยวา “แมจ ําเลยจะเถียงวามไิ ดกน้ั ตลอดลาํ นํา้ มีชองใหเรือขึ้นลองได กย็ งั มผี ดิ แมเพยี งปลกู รุกลา้ํ ก็มีผดิ โดยไมจาํ ตองพจิ ารณาวาตองมกี ารเสียหาย เพราะมหาชนมีอํานาจ อันชอบธรรมท่ีจะใชลาํ น้าํ โดยเต็มบริบูรณ และมีความชอบธรรมท่ีจะไดความสะดวกทุกสิ่งทุกอยาง แหงลาํ นํ้าทเี่ ปน อยู ®Õ¡Ò·èÕ ñðòð-ñðòñ/òõðõ คหู รอื คลองทเ่ี จา ของทด่ี นิ ขดุ ขน้ึ นน้ั แมจ ะยอมใหช าวบา น ถือวิสาสะใชในการสัญจรไปมาบาง แตเจาของก็มิไดอุทิศใหเปนสาธารณะจึงไมทําใหกลายสภาพเปน ทางสาธารณะไปได ฉะน้ัน ถงึ เจาของท่ดี นิ จะทําคนั ดินปด ก้ันก็ไมมคี วามผดิ ฐานปดก้ันทางสาธารณะ (¬) á¢Ç¹μ´Ô μ§Ñé ËÃ×ÍÇÒ§ÊÔ§è ã´äÇ⌠´Â»ÃСÒ÷è¹Õ ‹Ò¨Ðμ¡ËÃ×;§Ñ ŧ ÁÒμÃÒ óø÷ ผูใดแขวน ติดต้ังหรือวางสิ่งใดไวโดยประการที่นาจะตกหรือพังลง ซ่ึงจะเปนเหตุอันตรายเปรอะเปอนหรือเดือดรอนแกผูสัญจรในทางสาธารณะตองระวางโทษ ปรับไมเกนิ หา พนั บาท องคป ระกอบของความผิดมีดังนี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. แขวนตดิ ตงั้ หรอื วางส่งิ ใดไว โดยประการทีน่ าจะตกหรอื พังลง ๒. ซ่งึ จะเปน เหตอุ นั ตราย เปรอะเปอ นหรอื เดอื ดรอนแกผ ูส ัญจรในทางสาธารณะ คาํ ͸ԺÒ ñ. á¢Ç¹μ´Ô μÑé§ËÃ×ÍÇҧʧèÔ ã´äÇ⌠´Â»ÃСÒ÷Õ蹋ҨÐμ¡ËÃÍ× ¾Ñ§Å§ แขวนติดต้ังหรือวางส่ิงใดไว “แขวน” หมายถึง หอยส่ิงของลงมาจากการยึดตรึง เบื้องบนดว ยส่ิงใดส่งิ หน่งึ เชน ใชล วดแขวนปายหางราน “ตดิ ต้งั ” หมายถงึ เอาสิ่งของอยางหนง่ึ ไปติด หรือยึดตรึงกับของอีกส่ิงหนึ่ง เชน ติดตั้งเครื่องดูดอากาศ เคร่ืองทําความรอน เคร่ืองทําความเย็น “วางสิ่งของ” หมายถึง เอาส่ิงของวางไวโดยมีสิ่งอ่ืนรองรับ เชน วางกระถางตนไม วางตุก ตากระเบื้อง เปนตน การแขวน ตดิ ตง้ั หรอื วางนจ้ี ะกระทาํ ในทใ่ี ดกไ็ ด เชน หลงั คา ดาดฟา ระเบยี ง ขอบหนา ตา ง ฝาผนัง กําแพงรวั้ โดยประการที่นาจะตกหรือพังลงมา หมายความวา เปนการแขวนติดตั้ง หรือวางใน ลักษณะที่ไมม่ันคงแข็งแรงพอ อาจจะตกหรือพังลงมาก็ได คือ โอกาสในการที่จะตกหรือพังลงมา มอี ยมู ากหรอื คอ นขางแนนอน

๒๖๖ ò. «§Öè ¨Ð໚¹àËμÍØ ¹Ñ μÃÒ à»ÃÍÐໄ͜ ¹ ËÃ×Íà´×Í´ÃÍŒ ¹á¡‹¼ÙŒÊÑÞ¨Ãã¹·Ò§ÊÒ¸ÒóРซ่ึงจะเปนเหตุอันตราย หมายถึง สิ่งที่นาตกหรือพังลงมาน้ัน อาจเปนเหตุใหเกิด อนั ตรายแกผ สู ญั จรในทางสาธารณะได เชน กระถางตน ไมว างไวบ นระเบยี ง อาจตกลงมาถกู ศรี ษะของ นายดําซงึ่ กําลงั เดินผา นซอยนนั้ พอดี ทาํ ใหศ ีรษะแตกได เปรอะเปอน หมายถึง ทําใหเลอะเทอะสกปรก เชน กระโถนปสสาวะของลูกวางไว ที่ขอบหนา ตางอาจตกลงมาถกู ผสู ัญจรเปรอะเปอนได เดือดรอนแกผูสัญจรในทางสาธารณะ หมายถึง แมไมเปนอันตรายหรือเปรอะเปอน แตกท็ ําความเดือดรอ นรําคาญใหได เชน วางถุงเก็บฝนุ จากเคร่อื งดูดฝุนไวบนดาดฟา ฝุนอาจปลวิ ลง มาทาํ ใหคนตองเดนิ หลบและอุดจมูกอนั เปนการรบกวนผสู ัญจรใหต อ งเดือดรอนราํ คาญ เปน ตน การแขวนติดตั้งหรือวางสิ่งใดไวน้ันอาจกระทําที่ใดก็ได แตตองอยูในลักษณะที่นาจะตก หรือพังลง ซ่ึงการตกหรือพังลงน้ันอาจจะทําใหผูสัญจรในทางสาธารณะไดรับอันตรายเปรอะเปอน หรอื เดอื ดรอน สง่ิ ทวี่ างไวน นั้ ยงั ไมต องตกลงมากเ็ ปน ความผิดแลว (Þ) ¡ÃÐทาํ ´ŒÇ»ÃСÒÃã´æ ãË¢Œ ͧᢧç μ¡Å§ ³ ·ãÕè ´æ â´Â»ÃСÒ÷Õ蹋ҨÐ໹š ÍѹμÃÒÂá¡‹º¤Ø ¤ÅËÃÍ× ·Ã¾Ñ  ÁÒμÃÒ óøù ผูใดกระทําดวยประการใดๆ ใหของแข็งตกลง ณ ท่ีใดๆ โดยประการ ท่ีนาจะเปนอันตรายหรือเดือดรอนรําคาญแกบุคคล หรือเปนอันตรายแกทรัพยหรือกระทําดวย ประการใดๆ ใหของโสโครกเปรอะเปอนหรือนาจะเปรอะเปอนตัว บุคคลหรือทรัพย หรือแกลง ทําใหของโสโครกเปนที่เดือดรอนรําคาญ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหน่ึงเดือนหรือปรับไมเกิน หน่ึงหมน่ื บาทหรอื ทง้ั จําทง้ั ปรับ ความผิดตามมาตรานแ้ี บง ออกเปน ๓ ประการคอื ๑. กระทาํ ดว ยประการใดๆ ใหข องแขง็ ตกลง ณ ทใี่ ดๆ โดยประการทน่ี า จะเปน อนั ตราย หรือเดอื ดรอ นราํ คาญแกบคุ คล หรือเปนอนั ตรายแกท รัพย ๒. กระทําดวยประการใดๆ ใหของโสโครกเปรอะเปอ นหรอื นาจะเปรอะเปอ นตวั บคุ คล หรือทรพั ย ๓. แกลง ทาํ ใหข องโสโครกเปน ที่เดอื ดรอนรําคาญ ความผดิ แรก มอี งคประกอบของความผดิ ดงั นี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. กระทาํ ดวยประการใดๆ ๒. ใหข องแข็งตกลง ณ ท่ีใดๆ ๓. โดยประการที่นาจะเปนอันตรายหรือเดือดรอนรําคาญแกบุคคล หรือเปนอันตราย แกท รพั ย

๒๖๗ คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ¡ÃÐทาํ ´ŒÇ»ÃСÒÃã´æ ตอ งเปนการกระทําของคนดวยวิธีใดๆ กไ็ ด เชน โดยการ ปา ขวาง โยน ท้งิ ก็ได ò. ãËŒ¢Í§á¢§ç μ¡Å§ÁÒ ของทถี่ ูกคนขวาง ปา ดงั กลา ว ตองเปนของแขง็ และการตกลง กไ็ มจ าํ เปนตอ งตกลงในทางสาธารณะ อาจตกลงในท่ใี ดๆ ก็ได เชน ขวา งขวดเหลา ลงมาจากดาดฟา ó. â´Â»ÃСÒ÷è¹Õ Ò‹ ¨Ð໚¹ÍѹμÃÒÂËÃ×Íà´Í× ´ÃŒÍ¹รํา¤ÒÞ᡺‹ ¤Ø ¤Å หรอื เปน อนั ตราย ตอทรัพย การทําใหของแข็งตกลงมาน้ัน เพียงแตนาจะเปนอันตรายหรือเดือดรอนรําคาญแกบุคคล ก็เพียงพอแลวไมจําเปนตองเปนอันตราย หรือกอใหเกิดความเดือดรอนรําคาญขึ้นแลวจริงๆ แตถา เปนอนั ตรายตอ ทรพั ย การตกลงของของแขง็ นน้ั ตอ งถงึ ข้ันทําใหท รพั ยนั้นเปน อนั ตรายแลว จงึ จะเปน ความผดิ เชน ขวา งขวดเหลา ตกลงมาเฉย่ี วหวั คน แมไ มถ กู กเ็ ปน ความผดิ แลว แตท าํ กระถางตน ไมต กลง มาเกือบถกู รถยนตยงั ไมผิดตองถกู รถยนตแ ลวจึงจะผดิ ความผิดนีไ้ มตองการเจตนา แมเปนการกระทําโดยประมาทก็เปนความผิดตามมาตราน้ี ¤ÇÒÁ¼´Ô ·ÊèÕ Í§ มีองคประกอบของความผดิ ดงั น้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. การทําดว ยประการใดๆ ๒. ใหข องโสโครกเปรอะเปอ นหรือนา จะเปรอะเปอ นตัวบคุ คลหรอื ทรัพย คํา͸ºÔ Ò ๑. กระทาํ ดว ยประการใดๆ ตอ งเปนการกระทําของคน ไมจาํ กัดวธิ ีการแตอยา งใด ๒. ใหข องโสโครกเปรอะเปอนหรือนาจะเปรอะเปอ นตวั บคุ คลหรือทรัพย ¢Í§âÊâ¤Ãก คือ ของสกปรกไมจํากัดวาจะเปนของแข็งหรือของเหลว ถาทําดวย ประการใดๆ ใหเ ปรอะเปอนตัวบุคคล หรอื ทรพั ยก ็เปนความผดิ เชน สาดนํา้ สกปรกเขา ไปในทางท่มี ี คนสญั จรไปมา โดยไมใ สใ จวา จะมคี นอยบู นทางเดนิ หรอื ไม ถงึ แมว า นาํ้ ทส่ี าดไปนนั้ จะไมเ ปรอะเปอ นใคร กเ็ ปน ความผิดมาตราน้ี การกระทาํ ตามขอน้ไี มจําเปน ตองมเี จตนา ความผิดทสี่ าม มีองคประกอบของความผิด ดังนี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. แกลง ๒. ทาํ ใหข องโสโครกเปน ทเี่ ดือดรอ นรําคาญ ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ԺÒ ñ. á¡Å§Œ แสดงวา มเี จตนากระทํา มใิ ชเ ปน การกระทําไปโดยประมาทหรอื รเู ทา ไมถ งึ การณ

๒๖๘ ò. ทาํ ãË¢Œ ͧâÊâ¤Ã¡à»¹š ·àÕè ´Í× ´ÃÍŒ ¹ราํ ¤ÒÞ อาทเิ ชน เอาขยะมลู ฝอยไปทงิ้ ในทที่ ไ่ี มค วร เชน หนาบา นหรอื ขา งรว้ั จนสง กล่ินเหม็นรบกวนผูอ ่นื ใหเดือดรอนราํ คาญ à¨μ¹Ò ผกู ระทาํ ผดิ ตามมาตรานตี้ อ งมเี จตนาตามมาตรา ๕๙ ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÂèÕ Ç¡ºÑ ¡Òá͋ ãËàŒ ¡´Ô ¤ÇÒÁàÊÂÕ ËÒÂμÍ‹ ·Ã¾Ñ Âʏ ¹Ô ÊÒ¸ÒóÐáÅÐà¡ÂÕè Ç¡ºÑ ÊμÑ Ç á¹Ç¤´Ô ๑. ทรัพยสินสาธารณะ เชน ทาง หรือทอระบายนํ้า เปนส่ิงท่ีมีขึ้นเพ่ือประโยชนของ สวนรวมบุคคลจึงมีหนาท่ีท่ีจะตองสงวนรักษาไมทําใหเกิดความขัดของ หรือเสียหาย เพราะความ ขัดของหรือเสียหายดังกลาวยอมกอใหเกิดภยันตรายตอสุขภาพ และรางกายของประชาชน ดังนั้น กฎหมายจึงตอ งบญั ญตั คิ วามผดิ ไว ๒. บคุ คลใดมหี นา ทค่ี วบคมุ สตั วต อ งควบคมุ สตั วน นั้ ไวไ มใ หไ ปไหนโดยลาํ พงั เพอ่ื ปอ งกนั มใิ หไ ปทาํ อนั ตรายตอ บคุ คลอนื่ หรอื ทรพั ยส นิ ของบคุ คลอนื่ หากผคู วบคมุ สตั วล ะเลย กฎหมายบญั ญตั ิ ไวเปนความผิด นอกจากนี้การใชแรงงานสัตวเกินสมควร การทารุณสัตว หรือกระทําประการใด ตอ สตั วโ ดยปราศจากความเมตตา กฎหมายบญั ญตั ไิ วเ ปน ความผดิ ดว ย รวมทงั้ การทง้ิ ซากสตั ว ซงึ่ อาจ เนาเหมน็ ไวใ นหรอื ริมทางสาธารณะ กฎหมายกบ็ ัญญัตไิ วเ ปน ความผิดเชน เดยี วกนั ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡èÂÕ Ç¡ºÑ ¡Òá‹ÍãËŒà¡Ô´¤ÇÒÁàÊÂÕ ËÒÂμÍ‹ ·ÃÑ¾ÂÊ¹Ô ÊÒ¸ÒóРความผิดในเรือ่ งนี้ ประกอบดว ยการกระทําความผดิ ๓ ฐานคอื ๑. ทาํ ใหร างระบายนา้ํ รอ งนา้ํ หรอื ทอ ระบายของโสโครกอนั เปน สงิ่ สาธารณะเกดิ ขดั ขอ ง หรอื ไมส ะดวก ๒. ทาํ ใหเกดิ ปฏิกลู แกนา้ํ ในบอ สระ หรือที่ขังนาํ้ อนั มไี วส ําหรับประชาชนใชส อย ๓. ขดุ หลุม หรือรางหรอื ปลกู ปก หรือวางสิ่งของเกะกะไวใ นทางสาธารณะ ความผดิ ทงั้ สามฐานน้ี ปรากฏอยใู นมาตรา ๓๗๕, ๓๘๐ และ ๓๘๖ ดงั มสี าระสาํ คญั ดงั น้ี (¡) ทําãËÃŒ Ò§ÃкÒÂน้าํ Ëͧนํ้า ËÃ×Í·Í‹ ÃкÒ¢ͧâÊâ¤Ã¡à¡Ô´¢Ñ´¢ŒÍ§ËÃÍ× äÁÊ‹ дǡ ÁÒμÃÒ ó÷õ ผูใดทําใหรางระบายนํ้า รองน้ําหรือทอระบายของโสโครกอันเปน สิง่ สาธารณะเกดิ ขดั ของหรือไมส ะดวกตองระวางโทษปรบั ไมเกินหา พนั บาท องคประกอบของความผดิ มีดงั นี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ทาํ ใหรางระบายนา้ํ รองนาํ้ หรือทอระบายของโสโครกอันเปน ส่งิ สาธารณะ ๒. เกิดขัดขอ งหรอื ไมสะดวก

๒๖๙ คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ทําãËŒÃÒ§ÃкÒÂน้าํ ÃÍ‹ §นา้ํ ËÃÍ× ·Í‹ ÃкÒ¢ͧâÊâ¤Ã¡Íѹ໚¹ÊÔ§è ÊÒ¸ÒóРรางระบายนํ้า คือส่ิงทท่ี าํ ขึ้นเพ่ือระบายน้ําเขาออก รอ งนํ้า คือทางนาํ้ ไหลซงึ่ อาจเกดิ ขนึ้ โดยธรรมชาติหรอื โดยขุดข้นึ กไ็ ด ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ ùòð/òô÷ö จําเลยบังอาจเขาทํานาปลูกขาวลงในสระหรือหนองสาธารณ ประโยชน ซึ่งเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ เปนการขัดขวางตอทางสายนํ้าท่ีจะไหลลงสูสระวัดปาเลไลย และจําเลยไดวิดนํ้าในสระหรือหนองน้ีไปทางอ่ืนอีกดวย ทําใหราษฎรเดือดรอนขาดน้ําในสระ วดั ปาเลไลยสําหรบั ใชสอยจาํ เลยมีผดิ ตามมาตรา ๓๓๕ ขอ ๑๐ รองน้ํา ตอ งมีลักษณะท่มี ีน้าํ ไหลและประชาชนใชประโยชนได ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ñóóñ/òô÷ù จําเลยไดปดก้ันลําน้ําตะกรุดซึ่งต้ืนเขินมาก ฤดูน้ําจึงมีนํ้า ตลอดโดยมปิ รากฏวา มีผใู ดใชส อยนํ้าหรือเปนทางเดนิ เรือหรืออยางใด ดังนี้ จําเลยไมม ีความผดิ ตาม มาตรา ๓๓๕ ขอ ๑๐ คําวารองนํ้าน้ีถูกจํากัดไวเฉพาะทางน้ําไหลเพื่อประโยชนแกการระบายน้ําหรือ เพื่อประชาชนใชสอยนํ้าเทา น้นั มไิ ดหมายความถงึ ทางนํ้าไหลขนาดใหญ เชน แมน า้ํ ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ñðô/òôöò การทาํ ฝายกนั้ ลาํ นาํ้ ปง ไมผ ดิ ตามมาตรา ๓๓๕ ขอ ๑๐ เพราะไมใ ช ขัดขวางแกท อถายน้าํ รางนํ้า หรอื ทางนํ้าไหล ทอระบายนํ้าโสโครก คือทอ ระบายสงิ่ สกปรกออกไป ลักษณะสําคัญของความผิดตามมาตราน้ีคือ รางระบายน้ํา รองนํ้าหรือทอระบายของ โสโครกจะตองเปนสิ่งสาธารณะคอื ประชาชนทว่ั ไปใชประโยชนรว มกัน ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ ÷ùù/òô÷ô จาํ เลยไดป ด กนั้ ทางนาํ้ ทไี่ หลเขา สบู งึ ซง่ึ ราษฎรอาศยั ใชน า้ํ ทาํ การ เพาะปลูก แลวจําเลยเขาทําสวนในบงึ ตดั สนิ วาจําเลยมคี วามผดิ ตามมาตรา ๓๓๕ ขอ ๑๐ ทอ ระบายนา้ํ ซึ่งอยูในทีด่ ินของเอกชน ถาไดความวาใชสาํ หรบั ประชาชนทัว่ ไประบายนาํ้ มานาน ก็เปน ส่งิ สาธารณะเจา ของท่ีดินถมทอไมไ ด Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ôøö/òô÷ò ทอนํา้ อยูในท่ีดินของจาํ เลยเปนทอทางนํ้าไหลติดตอกับ ทอของหลวง และมีมาหลายสิบปแลวกอนจาํ เลยเปนเจาของ เม่ือเจาของเดิมไดทาํ สําหรับเปน ทอระบายนาํ้ ท่ัวๆ ไปแลว ก็ถือวาเปนทอสาธารณประโยชนเชนเดียวกับเปดที่ดินของตนใหเปน ทางเดิน การทจี่ าํ เลยถมทอ น้าํ นจ้ี งึ มคี วามผดิ ตามมาตรา ๓๓๕ ขอ ๑๐

๒๗๐ ®Õ¡Ò·Õè ñõðò/òõñô จําเลยปดก้ันรองนํ้าสาธารณะทาํ ใหนา้ํ หยุดไหล ราษฎรไดรับ ความเดือดรอน โจทกขอใหศาลลงโทษตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๕ ò. ¢Ñ´¢ŒÍ§ËÃÍ× äÁ‹Êдǡ หมายความวา ใชการไมไ ดหรอื ใชไ มไ ดเตม็ ที่ (¢) ทําãËŒà¡Ô´»¯¡Ô ÙÅá¡น‹ ํา้ 㹺͋ ÊÃÐËÃ×Í·¢Õè ѧนา้ํ ÍѹÁÕäÇŒสาํ ËÃºÑ »ÃЪҪ¹ãªÊŒ Í ÁÒμÃÒ óøð ผใู ดทาํ ใหเ กดิ ปฏกิ ลู แกนาํ้ ในบอ สระหรือทขี่ งั นํา้ อนั มไี วสาํ หรบั ประชาชน ใชสอย ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กินหน่ึงเดือน หรือปรับไมเ กินหนงึ่ หมื่นบาทหรอื ท้ังจําทงั้ ปรับ องคประกอบของความผดิ มดี งั นี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ทาํ ใหเกดิ ปฏกิ ลู ๒. แกนา้ํ ในบอ สระหรอื ทีข่ ังนาํ้ อนั มไี วสาํ หรับประชาชนใชสอย คํา͸ºÔ Ò ñ. ทาํ ãËŒà¡´Ô »¯Ô¡ÅÙ ปฏิกูล บทบัญญัติในมาตรานี้ตรงกับกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๓๓๕ (๑๕) ซึ่งใช คาํ วา “ทําใหน้ํา...โสโครก” คําวาปฏิกูลแปลวานาเกลียด ซ่ึงศาลฎีกาไดวินิจฉัยในคําพิพากษาฎีกา ท่ี ๑๑๐๘/๒๕๐๕ วา “การกระทาํ ใหเ กิดปฏกิ ูลหมายถึงทาํ ใหนา เกลยี ดหรอื พึงเกลยี ดหรอื เกดิ โสโครก แกน้ํา” ดังน้ัน ความหมายของคาํ วา ทําใหเกิดปฏิกูลจึงตรงกับคาํ วา “ทาํ ใหโสโครก” คือ ทําใหน้าํ สกปรก การทําใหน ้าํ สกปรกนไี้ มจ าํ เปน วา จะตอ งเอาของเนา เหมน็ หรอื สง่ิ อนั พงึ รงั เกยี จใสเ จอื ปนลงไป การทาํ ใหน้ําสกปรกดวยวิธีการใดก็ใชได แตการสกปรกของนาํ้ ตองมิใชสภาพท่ีเกิดเปนการช่ัวคราว มิฉะนั้นยังไมถือวา ทาํ ใหเกิดปฏิกูล ตัวอยางท่ีถือเปนความผิด เชน ท้ิงซากสัตวเนาลงในบอนํ้า ท่ใี ชบริโภค หรอื ถายอุจจาระปสสาวะลงไปในทีช่ าวบา นใชอาบ เปนตน ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ññðø/òõðõจาํ เลยไปวิดน้าํ เพื่อจับปลาในหนองซึ่งประชาชนใชตักนํ้าเอาไปรด ผักและเอาไปใหโคกระบืออาบ วินิจฉัยวาการท่ีจาํ เลยทําใหนํา้ ขุน ยังไมพอฟงวาทําใหเกิดปฏิกูลแก นา้ํ ในหนอง เพราะนํ้าขนุ เปน สภาพทเี่ กดิ ขนึ้ จากโคลนในหนองนนั้ เองชว่ั คราว หาใชท ําใหเ กดิ ปฏกิ ลู ไม จําเลยจงึ ยงั ไมมคี วามผดิ กอนหนานีศ้ าลฎีกาไดวินจิ ฉัยในคาํ พพิ ากษาฎกี าที่ ๒๐๗/๒๔๗๔ วา การทีจ่ าํ เลยกบั พวก ลงจับสัตวนา้ํ ในหนองท่ีขังนํา้ จนทาํ ใหน้ําในหนองขุนขนเปนโคลนปนน้าํ ไปต้ัง ๗-๘ วัน เปนเหตุให ราษฎรใชสอยและรับประทานนํ้าไมไ ดตามสภาพเดมิ จาํ เลยจงึ มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๓๓๕(๑๕) ถงึ แมว า ขอ เทจ็ จรงิ ของคําพพิ ากษาทง้ั สองนจี้ ะใกลเ คยี งกนั แตค ําวนิ จิ ฉยั ตรงกนั ขา ม ก็มีขอท่ีนาสังเกตวาสภาพการใชสอยนํา้ ของประชาชนใน ฎีกาท่ี ๑๑๐๘/๒๕๐๕ ไมไดเปล่ียนแปลง ไปเนอื่ งจากการกระทาํ ของจาํ เลย และขอ เทจ็ จรงิ ไมป รากฏวา นาํ้ ขนุ อยนู านเทา ใด แต ฎกี าท่ี ๒๐๗/๒๔๗๔ น้ันประชาชนใชสอยน้าํ ไมไดตามปกติ จึงนาคิดวาในกรณีเชนนี้ควรถือวาทาํ ใหนํ้าเกิดปฏิกูลได

๒๗๑ คําพิพากษาฎีกาทั้งสองนี้จึงอาจจะยังไมขัดกัน แตอยางไรก็ดีถายังไมปรากฏวาการที่จําเลยลงไป วิดปลาน้นั เปน ผลทําใหท ี่ขังนํ้าสําหรับสาธารณชนใชส อยขุนขนโสโครก จําเลยกย็ งั ไมผ ิดตามมาตราน้ี ò. นํ้า㹺‹Í ÊÃÐËÃ×Í·Õè¢Ñ§นาํ้ ¹Ñé¹μŒÍ§ÁÕäÇŒÊÒí ËÃѺ»ÃЪҪ¹ãªŒÊÍ ¡ÒÃ㪌Ê͹éÕ ไมจ าํ กดั วาจะตอ งมีไวดมื่ อาบเทาน้ัน แตรวมไปถึงการใชป ลกู ผกั หรือเลยี้ งสัตวดวย (¤) ¢´Ø ËÅØÁËÃ×ÍÃÒ§ËÃ×Í»ÅÙ¡»˜¡ËÃ×ÍÇÒ§ÊèÔ§¢Í§à¡Ð¡ÐäÇ㌠¹·Ò§ÊÒ¸ÒóРÁÒμÃÒ óøö ผใู ดขุดหลุมหรือราง หรอื ปลูกปก หรือวางสิ่งของเกะกะไวในทางสาธารณะ โดยไมไดรับอนุญาตอันชอบดวยกฎหมาย หรือทําไดโดยชอบดวยกฎหมาย แตละเลยไมแสดง สญั ญาณตามสมควรเพื่อปองกนั อุปทวเหตุ ตอ งระวางโทษปรับไมเ กินหาพันบาท องคประกอบของความผดิ มดี ังน้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ขดุ หลมุ หรือราง หรอื ปลูกปก หรือวางส่งิ ของเกะกะ ๒. ในทางสาธารณะ ๓. โดยไมไดรับอนุญาตอันชอบดวยกฎหมาย หรือทําไดโดยชอบดวยกฎหมาย แตละเลยไมแสดงสัญญาณ ๒. ในทางสาธารณะ (ดจู ากมาตรา ๓๗๑) ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คํา͸ԺÒ ñ. ¢´Ø ËÅØÁËÃ×ÍÃÒ§ËÃ×ͻš٠»˜¡ËÃ×ÍÇÒ§ÊèÔ§¢Í§à¡Ð¡Ð ขุดหลมุ หมายถึง ขดุ พนื้ ทางสาธารณะไวใ หเ ปนหลมุ บอ ขุดราง หมายถงึ การขดุ พน้ื ทางสาธารณะไวเ ปนราง ปลูกสง่ิ ของเกะกะ หมายถึง ปลกู สง่ิ ของใดๆ เชน ตนไม ปลกู สงิ่ กอสรางตางๆ ไวเ กะกะ บนทางสาธารณะ ปก ส่งิ ของเกะกะ เชน ปกรั้ว ปกเสา ปกดําตนขาวไวในทางสาธารณะ ปลูกปก เปนการรวมเอาการกระทําท้ังปลูกท้ังปกเขาดวยกัน แตเดิมใชคําวา ปลูกเรือน และปก รัว้ ปจ จบุ ันมักใชคําวา ปลูกสรา ง วางสง่ิ ของเกะกะ คอื วางส่ิงหน่งึ ส่ิงใดไวบ นทางสาธารณะ ทาํ ใหเ กะกะ เชน กองดนิ หรอื หินไวบนทางสาธารณะ ò. ã¹·Ò§ÊÒ¸ÒóР(ดจู ากมาตรา ๓๗๑) ไมวาจะเปนการขดุ หลุม ขดุ รางปลูกปก หรอื วางของเกะกะตอ งเปนการกระทําในทางสาธารณะ จงึ จะเปน ความผดิ ได ó. â´ÂäÁ‹ä´ŒÃѺ͹ØÞÒμÍѹªÍº´ŒÇ¡®ËÁÒ หรือทําไดโดยชอบดวยกฎหมาย แตล ะเลยไมแ สดงสัญญาณตามสมควร เพือ่ ปอ งกันอปุ ทวเหตุ

๒๗๒ การกระทําดังกลาวขางตนตองไมไดรับอนุญาตอันชอบดวยกฎหมายจึงจะเปนความผิด ดงั นน้ั หากมกี ารกระทาํ เกดิ ขนึ้ โดยไดร บั อนญุ าตอนั ชอบดว ยกฎหมายแลว ถงึ แมว า ตอ มาการอนญุ าต ไดส น้ิ สุดลงก็ไมท าํ ใหการกระทาํ นน้ั ผดิ กฎหมายได ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ÷øñ/òôùñ กองหินในทางสาธารณะโดยมีสัญญาเชากับเทศบาล เปน การกองโดยไดรับอนุญาต จําเลยหาไดกองขึ้นใหมภายหลังสัญญาเชาไดส้ินอายุแลวนั้นไมจึงเปน เรอ่ื งท่จี ะตองจัดการในทางแพง หาเปน คดีอาญาไม การกระทําความผิดตามมาตรานี้ ถือเอาเวลาท่ีทําการขุดหลุมหรือรางปลูกปก หรือวางสิ่งของเกะกะเปน สําคญั เปน การกระทาํ ผดิ ครงั้ เดยี วไมตอ เนื่องกัน ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ õù/òô÷ô โจทกฟองวาจําเลยปลูกหองแถวรุกล้ําทางหลวง คดีถึงท่ีสุดแลว โจทกนําคดีมาฟองใหมโดยอางวาจําเลยยังไมรื้อหองแถว จึงเปนการรุกล้ําทางหลวงอยูเรื่อยๆ ไป เชนน้ีโจทกจะนํามาฟองอีกไมไดเปนฟองซํ้าเพราะเปนการกระทําผิดครั้งเดียวจะฟงวาจําเลย กระทําผดิ เรื่อยๆ ไป หาชอบดวยกฎหมายใหม แตถามีการกระทําข้ึนใหมอีกก็ตองถือวา เปนการกระทําความผิดทุกครั้งที่ทําข้ึนใหม เชน ปลูกขาวในทางสาธารณะทุกป เปนตน แตถาการกระทําใหมนั้นไมใชการกระทําที่เปนความผิด โดยตรงแลวก็ไมเปนการทําความผิดข้ึนใหม เชน ปลูกเรือนลํ้าเขาไปในทางสาธารณะแลวตอมารื้อ หลังคาออกมุงใหมตามสภาพเดิม การรื้อหลังคาแลวมุงใหมไมใชการกระทําที่เปนความผิดจึงไมใช การกระทาํ ความผิดข้ึนใหม การนบั อายุความจึงตองเร่มิ นบั ตง้ั แตการปลกู เรือน ä´ŒÃѺ͹ØÞÒμáμ‹ÅÐàÅÂäÁ‹áÊ´§ÊÑÞÞÒ³μÒÁÊÁ¤ÇÃà¾è×Í»‡Í§¡Ñ¹ÍØ»˜·ÇàËμØ หมายถึง ไดรับอนุญาตแลวขุดหลุม ขุดราง ปลูกปกหรือวางส่ิงของเกะกะในท่ีสาธารณะแลว แตไมไดทํา สัญญาณแสดงไวเพ่ือปองกันอุปทวเหตุ เชน ขุดหลุมฝงทอประปาท่ีถนนโดยทําการขออนุญาตแลว แตไ มตั้งสัญญาณหรือโคมไฟใหผ อู ื่นรวู ามีหลุมอยบู นถนน ผกู ระทําตอ งมเี จตนาตามมาตรา ๕๙ ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ ùòö/òô÷ô ขุดคูกน้ั ทางหลวงโดยไมไดรบั อนญุ าต ®¡Õ Ò·Õè öõø/òô÷ñ ปลกู ตน ลําพใู นที่ชายเลนนา้ํ ข้ึนทวมถึง ®¡Õ Ò·Õè óóò/òô÷õ ปกหลกั ลอมรว้ั ปลกู หองแถวปด ทางหลวง ®¡Õ Ò·Õè ÷òñ/òôøù ปดกั้นทางสาธารณะโดยโคนตนไมใหญขวางทางและปลูกตนไม ลงในทาง ®¡Õ Ò·èÕ ñó÷÷/òõòð ปลูกขาวในทางสาธารณะโดยมิไดรับอนุญาตเปนความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๘๖

๒๗๓ ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡ÂÕè Ç¡ºÑ ÊÑμǏ ความผดิ เกีย่ วกับสตั ว ประกอบดวยความผิดทัง้ หมด ๖ ฐาน คอื ๑. ปลอ ยปละละเลยใหสตั วด หุ รอื สัตวร า ยท่ีควบคุมไวเ ที่ยวไปโดยลําพัง ๒. กระทาํ ทารุณตอ สัตว หรือฆา สตั วโดยใหไ ดรับทกุ ขเวทนาอันไมจ ําเปน ๓. ใชใหสัตวท ํางานจนเกินสมควรหรอื ใชใ หทํางานอนั ไมสมควร ๔. ไลตอนหรอื ทาํ ใหส ัตวใดๆ เขา ไปในสวน ไรห รอื นาของผอู น่ื ๕. ปลอ ยปละละเลยใหส ัตวท่ีควบคุมไวเขา ไปในสวนไรห รือนาของผอู ่ืน ๖. ทง้ิ ซากสตั วซ งึ่ อาจเนา เหมน็ ในริมทางสาธารณะ ความผิดทัง้ ๖ ฐานนี้ ปรากฏอยูในมาตรา ๓๗๗, ๓๘๑, ๓๘๒, ๓๙๔, ๓๙๕ และ ๓๙๖ ดังมีสาระสําคญั ดังน้ี (¡) »ÅÍ‹ »ÅÐÅÐàÅÂãËÊŒ μÑ Ç´ØËÃ×ÍÊÑμǏÌÒ·è¤Õ Ǻ¤ØÁäÇàŒ ·ÕÂè Çä»â´Âลํา¾Ñ§ ÁÒμÃÒ ó÷÷ ผูใดควบคุมสัตวดุหรือสัตวรายปลอยปละละเลยใหสัตวน้ันเท่ียวไป โดยลําพัง ในประการท่ีอาจทําอันตรายแกบุคคลหรือทรัพย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรอื ปรบั ไมเกนิ หน่ึงหม่ืนบาท หรือทงั้ จาํ ทง้ั ปรับ องคป ระกอบของความผดิ มีดงั นี้ ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. เปน ผคู วบคุมสตั วด หุ รือสตั วร าย ๒. ปลอยปละละเลยใหส ตั วนนั้ เทยี่ วไปโดยลาํ พงั ๓. ในประการท่อี าจทาํ อันตรายแกบุคคลหรือทรพั ย คํา͸ºÔ Ò ñ. ໹š ¼Ù¤Œ Ǻ¤ØÁÊμÑ Ç´ ËØ ÃÍ× ÊμÑ ÇÏ ÒŒ  เปน ผคู วบคมุ สตั ว หมายถงึ ผมู หี นา ทใ่ี นการควบคมุ สตั วด หุ รอื สตั วร า ยไมจ าํ เปน ตอ งเปน เจาของ หากเจา ของไมมหี นา ท่ีควบคมุ จะไมมคี วามผิดตามมาตราน้ี การควบคุมสัตว หมายถึง กํากับดูแลควบคุมสัตวนั้นๆ ผูที่มีหนาท่ีใหอาหารหรือรักษา สุขภาพสตั วน นั้ ไมใชผูกาํ กับดูแลควบคมุ สัตว สัตวราย ซึ่งหมายความวา โดยธรรมชาติของสัตวนั้นเองเปนสัตวที่มีนิสัยเปนท้ังดุ และรายกาจเปนปกติอยูในตัว และเปนสัตวท่ีเปนภัยอันตรายอันนาสะพรึงกลัวตอบุคคลผูไดพบเห็น เชน เสอื จระเข หรืองูพษิ เปนตน ซ่งึ ตางกับสัตวจําพวกที่กฎหมายมาตราน้บี ัญญัติใชค ําวา “สตั วด ุ” สัตวดุ หมายความวา โดยธรรมชาติของสัตวนั้นเอง มิใชเปนสัตวรายแตอาจเปนสัตวดุ ซง่ึ เจา ของจะตอ งมกี ารควบคมุ ดแู ลเปน พเิ ศษผดิ จากปกตธิ รรมดาโดยลา มโซห รอื ขงั กรงไว เชน สนุ ขั ทด่ี ุ เปน ตน มิฉะนัน้ ถา ปลอยปละละเลยแลวอาจไปทําอันตรายแกบคุ คลหรอื ทรัพยของผอู ื่นได คาํ วา สัตวดุนัน้ ตองเปน สัตวที่มีนิสยั ดเุ ปน พิเศษไปกวาสัตวป ระเภทเดยี วกนั โดยทัว่ ๆ ไป และมิไดจํากัดเฉพาะการดุรายในลักษณะเปนอันตรายแกบุคคลเทานั้น แตรวมถึงอันตราย

๒๗๔ แกท รพั ยด ว ย ดงั นน้ั สตั วเ ลยี้ งทไ่ี มเ ปน ภยั แกบ คุ คลอนื่ แตช อบออกไปทําใหท รพั ยส นิ ของผอู นื่ เสยี หาย ก็จัดเปนสัตวดดุ วย Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ñöò/òõòó สนุ ขั ของจําเลยเคยกดั เปด ของ ก. มาหลายครงั้ ครง้ั นส้ี นุ ขั นนั้ ไปกดั เปดของ ก. ตายและบาดเจบ็ หลายสบิ ตัว เปน สัตวดตุ ามมาตรา ๓๗๗ ò. »Å‹Í»ÅÐÅÐàÅÂãËŒÊÑμǏ¹Ñé¹à·ÕÂè Çä»μÒÁลาํ ¾§Ñ ปลอ ยปละละเลย หมายถงึ การไมค วบคุมสตั วดังกลาวตามหนา ที่อาจเปนการพลงั้ เผลอ ประมาทเลินเลอ ไมเ อาใจใสในการควบคุมหรอื จงใจปลอยใหส ตั วเท่ยี วไปตามลาํ พัง เทย่ี วไปตามลําพัง หมายถึง สตั วด ังกลาวพลัดเพรดิ ไปตามลาํ พงั โดยปราศจากผคู วบคมุ ไมวาจะเทีย่ วไปยังสถานท่ีใดก็ตาม เชน ปลอยจระเขที่เลยี้ งไวใหห ลุดลงแมนา้ํ ลาํ คลองไป ó. ã¹»ÃСÒ÷èÕÍÒ¨ทําÍѹμÃÒÂá¡‹ºØ¤¤ÅËÃ×Í·ÃѾ หมายถึง จะเปนความผิด ตอเม่ือการปลอยปละละเลยดังกลาว อาจทาํ ใหเกิดอันตรายตอบุคคลหรือทรัพยได ไมจําเปนตองถึง กบั เกดิ อันตรายขนึ้ แลว จริงๆ เพียงแตนาจะเกิดอันตรายกเ็ ปนความผิดแลว (¢) ¡ÃÐทาํ ¡Ò÷ÒÃ³Ø μÍ‹ ÊÑμÇˏ Ã×ͦ‹ÒÊÑμÇ㏠ˌä´ÃŒ ºÑ ·¡Ø ¢àÇ·¹ÒÍ¹Ñ äÁ¨‹ Òí ໹š ÁÒμÃÒ óøñ ผูใดกระทาํ การทารุณตอสัตว หรือฆาสัตวโดยใหไดรับทุกขเวทนา อนั ไมจาํ เปนตองระวางโทษจาํ คุกไมเ กนิ หนึ่งเดอื นหรือปรับไมเกนิ หนงึ่ หมืน่ บาทหรอื ทัง้ จาํ ท้งั ปรับ องคป ระกอบของความผิดมดี งั นี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. กระทําการทารณุ ตอ สตั ว หรือ ๒. ฆาสัตวโดยใหไ ดร บั ทกุ ขเวทนาอันไมจาํ เปน ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ԺÒ ñ. ¡ÃÐทาํ ¡Ò÷ÒÃØ³μ‹ÍÊÑμǏ คือ การกระทําตอสัตวอยางดุรายหรือโหดราย เชน การเฆย่ี นตสี ตั วจ นไดร บั ความทกุ ขท รมาน หรอื จบั สตั วข งั ไวโ ดยไมใ หน ้ําหรอื อาหารกนิ เปน เวลานานๆ เปน ตน ถึงแมว าสตั วจะไมตายกเ็ ปน ความผิด ท้ังน้ี ตองเปน การทารณุ ตอสตั วใ หไดรบั ทกุ ขเวทนา โดยไมจ ําเปน เชน จับแมวตัดขาทงิ้ ๒ ขาง แลวปลอ ยไป เปนตน ò. ¦Ò‹ ÊμÑ ÇãËäŒ ´ŒÃѺ·¡Ø ¢àÇ·¹ÒÍѹäÁ‹จาํ ໹š ฆาสตั ว หมายถึง ฆา ใหตาย ใหไดรับทุกขเวทนาอันไมจาํ เปน หมายถึง กระทําการใดๆ ใหสัตวไดรับความเจ็บปวด ทกุ ขท รมานกอ นตายโดยไมจ ําเปน เชน ฆา ววั โดยเฉอื นเนอื้ ทลี ะชนิ้ ทง้ั เปน ทกุ วนั จนตาย ฆา งโู ดยคอ ยๆ ฟนทีละทอน จนงูตาย เปนตน à¨μ¹Ò ความผดิ ตามมาตรานี้ตอ งเปนการกระทําโดยเจตนาตามมาตรา ๕๙

๒๗๕ (¤) 㪌ãËŒÊμÑ Çท าํ §Ò¹¨¹à¡Ô¹ÊÁ¤ÇÃËÃ×ÍãªãŒ ËทŒ ํา§Ò¹Í¹Ñ äÁÊ‹ Á¤Çà ÁÒμÃÒ óøò ผูใดใชใหสัตวทาํ งานจนเกินสมควรหรือใชใหทาํ งานอันไมสมควร เพราะเหตทุ ่ีสัตวนน้ั ปวยเจ็บ ชราหรอื ออ นอายุตองระวางโทษจําคกุ ไมเ กนิ หนึ่งเดือน หรือปรบั ไมเกิน หนึ่งหมนื่ บาทหรือท้ังจาํ ท้งั ปรับ องคประกอบของความผิดมีดังน้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ใชใ หสัตวท าํ งานจนเกินควร หรอื ใชใ หท าํ งานอันไมส มควร ๒. สตั วนน้ั ปวยเจ็บ ชราหรือออ นอายุ ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ԺÒ ñ. ãªãŒ ËŒÊμÑ Çท ํา§Ò¹¨¹à¡¹Ô ÊÁ¤Çà ËÃ×ÍãªãŒ ËŒทํา§Ò¹Í¹Ñ äÁ‹ÊÁ¤Çà ใชใหสัตวทาํ งานจนเกินสมควร หมายถึง ใชใหสัตวทาํ งานมากเกินกวาที่วิญูชนจะพึง ใชสาํ หรับสัตวท่ีอยูในสภาพเชนน้ัน เชน ใชกระบือที่ชรามากแลวไถนาท้ังวันทุกวันโดยไมมีเวลา หยุดพัก ใชโคปวยลากเกวยี นหนักๆ ไป เปนระยะทางไกลโดยไมห ยุดพกั เปนตน ใชใหสัตวทํางานอันไมสมควร หมายถึง ใชใหสัตวทาํ งานท่ีไมเหมาะสมกับชีวิตของสัตว นน้ั ๆ เชน ใชโ ค-กระบือไปลากซงุ เปนตน ò. ÊμÑ Ç¹é¹Ñ »Ç† Âà¨ºç ªÃÒ ËÃÍ× Í‹Í¹ÍÒÂØ ปวยเจ็บ หมายถึง เปนโรคอยางใดอยางหนึ่ง รวมทั้งการมีบาดแผลหรือรางกายสวนใด สว นหน่ึงฟกชาํ้ ชรา หมายถึง แกห รือมีอายมุ ากตามชนิดของสัตวน นั้ ๆ ออ นอายุ หมายถึง มีอายุนอยตามเกณฑของสตั วชนิดน้ันๆ เจตนา ผกู ระทําตอ งมเี จตนาตามมาตรา ๕๙ เชน ตอ งรวู า สตั วน้นั ปว ยเจบ็ ชรา หรอื ออ นอายุ ดวย เชน ใชล ูกชา งท่ยี งั เลก็ มากลากซงุ ทอ นใหญๆ ซ่ึงเกินกาํ ลงั ทล่ี ูกชางจะลากไหว (§) äÅ‹μÍŒ ¹ËÃÍ× ·Òí ãËŒÊμÑ Ç㏠´æ à¢ÒŒ ã¹ÊǹäËËÃ×͹Ңͧ¼ÙŒÍ¹×è ÁÒμÃÒ óùô ผูใดไล ตอน หรือทาํ ใหสัตวใดๆ เขาในสวน ไร หรือนาของผูอื่น ท่ีไดแตงดินไว เพาะพันธุไว หรือมีพืชพันธุ หรือผลิตผลอยู ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหน่ึงเดือน หรอื ปรับไมเกนิ หน่งึ หม่ืนบาท หรอื ท้ังจาํ ทงั้ ปรับ องคประกอบของความผดิ มีดังน้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ไล ตอ นหรือทําใหส ตั วใดๆ เขาในสวน ไร หรอื นา ๒. สวน ไร หรือนาเปนของผูอ่ืนท่ีไดแตงดินไว เพาะพันธุไว หรือมีพืชพันธุ หรือ ผลติ ผลอยู

๒๗๖ ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ԺÒ ñ. äÅ‹ μÍŒ ¹ ËÃÍ× ทาํ ãËŒÊμÑ Çã´æ à¢ÒŒ ã¹Êǹ äË ËÃ×Í¹Ò การไล ตอนหรือทําใหสัตวเขาในสวน ไร หรือนา หมายความรวมถึงการกระทําใดๆ กไ็ ดท เี่ ปน ผลใหส ตั วเ ขา ไปในสวน ไรห รอื นาของผอู นื่ เชน ไล ตอ น จงู หรอื ลอ สตั วเ ขา ไปแตไ มร วมไปถงึ การที่สัตวเขาไปเองโดยไมควบคุมดูแลใหดี คือผูกระทําตองมีเจตนาที่จะทําใหสัตวเขาไป ผูกระทํา ไมจําตองเปนเจาของสัตว การไลตอนสัตวของผูอ่ืนก็เปนความผิดตามมาตรานี้ได และสัตวที่วานี้ อาจเปนสัตวช นดิ ใดกไ็ ด ò. Êǹ äË ËÃÍ× ¹Ò໹š ¢Í§¼ÍŒÙ ¹×è ·äèÕ ´áŒ μ§‹ ´¹Ô äÇàŒ ¾Òо¹Ñ ¸äØ ÇËŒ ÃÍ× Á¾Õ ª× ¾¹Ñ ¸ËØ ÃÍ× ¼ÅμÔ ¼Å Í‹٠สวน ไร หรือนา น้ันตองเปนของผูอื่น และไดมีการแตงดินไว เพาะพันธุไวหรือมี พืชพันธุหรือผลิตผลอยู จึงควรมีความหมายจํากัด เฉพาะสวน ไร หรือนาที่มีการเพาะปลูกเทานั้น เชน ไรกหุ ลาบ นาขา วทีม่ ีขาวปลกู อยู หรือสวนผลไม เปนตน เจตนา ผูกระทําตองมเี จตนาตามมาตรา ๕๙ (จ) ปลอ ยปละละเลยใหส ตั วท่คี วบคุมไวเ ขาในสวนหรือไรนาของผอู ่ืน ÁÒμÃÒ óùõ ผูใดควบคุมสัตวใดๆ ปลอยปละละเลยใหสัตวนั้นเขาในสวน ไรหรือนา ของผูอื่นท่ีไดแตงดินไว เพาะพันธุไวหรือมีพืชพันธุหรือผลิตผลอยู ตองระวางโทษปรับไมเกิน หา พันบาท องคประกอบของความผิดมีดงั นี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. เปนผูควบคุมสตั วใ ดๆ ๒. ปลอยปละละเลยใหส ตั วน นั้ เขา ในสวน ไรหรอื นา ๓. สวน ไร หรือนาเปนของผูอ่ืนที่ไดแตงดินไวเพาะพันธุไว หรือมีพืชพันธุ หรือผลติ ผลอยู คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ໚¹¼¤ŒÙ Ǻ¤ØÁÊÑμÇ㏠´æ ผูควบคุม หมายถงึ เปนผูดูแลมีหนา ท่คี วบคมุ สตั วเทาน้นั ไมจ าํ เปน ตอ งเปนเจาของสัตว ก็ได สตั วใ ดๆ หมายถงึ สตั วช นดิ ใดกไ็ ดไ มจ าํ กดั ชนดิ และประเภท เชน สนุ ขั ววั ควาย หมี เสอื ò. »Å‹Í»ÅÐÅÐàÅÂãËŒÊμÑ Ç¹¹éÑ à¢ÒŒ ã¹Êǹ äË ËÃÍ× ¹Ò ปลอยปละละเลย คือไมใชความระมัดระวังดูแลใหดีวาสัตวนั้นจะไมเขาไปในสวน ไร หรอื นาของผูอื่นกฎหมายลกั ษณะอาญามาตรา ๓๔๐(๑) ซงึ่ มขี อ ความคลายกันไดใ ชคําวา “ปลอยให

๒๗๗ ปศสุ ตั วห รือสตั วพ าหนะเขา ในเรอื กสวนไรน าของผอู ่นื ” ศาลฎีกาจงึ วนิ จิ ฉัยวาถา ขอเทจ็ จรงิ ไดค วามวา สัตวน้ันมีผูเลี้ยงดูแลควบคุมอยูก็จะถือวา “ปลอย” ไมได การท่ีประมวลกฎหมายอาญาใชคําวา “ปลอยปละละเลย” จึงมีความหมายแตกตางไปจากกฎหมายเกา ดังนั้น ขอเท็จจริงท่ีผูกระทําไมผิด กฎหมายลักษณะอาญาจึงอาจผิดตามมาตรานี้ได เชน เลี้ยงกระบือแตไมควบคุมดูแลใหดี กระบือ จึงเขา ไปในสวนของผอู นื่ เชนนี้ เปนตน ó. Êǹ äË ËÃ×Í¹Ò เปนของผูอ่ืนที่ไดแตงดินไว เพาะพันธุไว หรือมีพืชพันธุ หรือผลิตผลอยู หมายถงึ สวน ไร หรือนา ตามความหมายเดยี วกบั ในมาตรา ๓๙๔ Í·Ø ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ õõô/òôøô การปลอยชางไวในปาชาไมควบคุม ทาํ ใหชางนั้นเขาไป ในไร ของผูอ นื่ หา ง ๗๐ เสน ผคู วบคมุ ชา งมคี วามผิดตามมาตราน้ี ®Õ¡Ò·èÕ ññó÷/òõðö โคเปนของจาํ เลย จาํ เลยเปนผูเล้ียงดูรักษา โดยเวลาเชา จําเลยจะเปดคอกปลอยใหโคออกมากินตามลาํ พัง ไมมีคนคอยควบคุมเลี้ยงดูรักษาตกเวลาเย็น จําเลยจงึ ไปไลก ลบั เขา คอก ดงั นี้ ถอื วา จําเลยเปน ผคู วบคมุ สตั วต ามความหมายแหง ป.อ.มาตรา ๓๙๕ แลว การที่จําเลยไมควบคุมปลอยปละละเลยใหโคเขาไปกัดกินพืชพันธุในไรของผูเสียหายท่ีปลูกไว จึงมีความผิด (©) ·é§Ô «Ò¡ÊμÑ Ç«è§Ö ÍÒ¨à¹Ò‹ àËÁç¹ã¹ËÃ×ÍÃÁÔ ·Ò§ÊÒ¸ÒóРÁÒμÃÒ óùö ผูใดทง้ิ ซากสตั วซ ึง่ อาจเนา เหม็นในหรือรมิ ทางสาธารณะ ตอ งระวางโทษ ปรบั ไมเ กินหาพนั บาท องคประกอบของความผิดมดี ังนี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ทิ้งซากสัตวซ ่ึงอาจเนา เหมน็ ๒. ในหรือริมทางสาธารณะ ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ·§éÔ «Ò¡ÊμÑ Ç«Öè§ÍÒ¨à¹Ò‹ àËÁ¹ç ทิง้ คือปลอ ยไวไ มว าวิธใี ด เชน โยน กอง ขวา ง ปา วาง เปน ตน ซากสตั ว คือ สัตวที่ตายแลว และซากนน้ั ตอ งเนาเหมน็ ได จึงไมรวมถึงซากท่ีแหงจนไม อาจเนา เหมน็ ไดแ ลว และซากนนั้ ไมจ าํ เปน ตอ งเนา เหมน็ ในขณะทท่ี ง้ิ กเ็ ปน ความผดิ แลว เชน ซากสนุ ขั ซากแมว เปนตน และซากที่วาน้ีไมจาํ เปนตองเปนซากที่อยูครบทั้งตัว อาจเปนสวนใดสวนหนึ่งก็ได เชน ศรี ษะ หรือขา หรอื ลําตวั เทา นน้ั กไ็ ด

๒๗๘ ò. ã¹ËÃ×ÍÃÔÁ·Ò§ÊÒ¸ÒóРทางสาธารณะ เคยกลา วไวแ ลว เชน ถนนหนทาง แมน า้ํ ลาํ คลอง ในหรอื รมิ ทางสาธารณะ จงึ หมายถงึ ในถนนหรอื รมิ ถนน ในแมน า้ํ หรอื รมิ ลาํ คลอง เปน ตน à¨μ¹Ò ผกู ระทาํ จะตอ งมเี จตนาธรรมดาตามมาตรา ๕๙ เพราะคําวา “ทิง้ ” แสดงวา จงใจ หรือต้งั ใจกระทาํ ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡èÕÂǡѺ¡Òá‹ÍãËŒà¡Ô´ÍѹμÃÒÂá¡¡‹ ÒÂËÃÍ× ¨μÔ ã¨áÅФÇÒÁ¼´Ô ÅËØâ·É͹×è æ á¹Ç¤´Ô ๑. การกระทําอันตรายตอกายหรือจิตใจของผูอ่ืน การขมขูหรือขมเหงรังแกผูอ่ืน การกระทําทารุณตอผูที่ออนแอกวาเน่ืองจากอายุหรือความเจ็บปวย แมเปนเพียงเล็กนอยกฎหมาย ก็บัญญตั ิไวเปน ความผิด ๒. บุคคลวิกลจริตกฎหมายถือวา เปนบุคคลท่ีตองอยูในความควบคุม ดังน้ัน การปลอยปละละเลยใหบุคคลดังกลาวออกมาจึงกอใหเกิดอันตรายตอประชาชนไดกฎหมาย จึงบัญญัติเอาผิดแกผูปลอยปละละเลยน้ัน นอกจากน้ีการชวยบุคคลที่ตกอยูในภยันตรายเปนส่ิงที่ มนุษยควรกระทํา การละเลยจึงเปนการกระทําท่ีผิดตอกฎหมายรวมท้ังการเปลือยหรือเปดเผย รางกายหรอื การกระทาํ ลามกตอหนาธารกาํ นัล กฎหมายถือเปน ความผิดเชน เดียวกัน และการดูหมน่ิ เปนส่ิงท่ีกอใหเกิดความบาดหมางกันในหมูประชาชน เปนอันตรายตอการอยูรวมกันของบุคคล ในสงั คม กฎหมายจงึ ตองบญั ญัติใหเ ปน ความผดิ ดวย ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡èÕÂÇ¡ºÑ ¡Òá͋ ãËŒà¡´Ô Í¹Ñ μÃÒÂá¡¡‹ ÒÂËÃ×ͨμÔ ã¨ ความผดิ ในเร่อื งนีป้ ระกอบดว ยความผดิ ๕ ฐาน คอื ๑. กระทําโดยประมาทเปน เหตใุ หผ ูอนื่ รบั อันตรายแกกายหรือจิตใจ ๒. ใชกาํ ลงั ทาํ รา ยผอู ื่นโดยไมถงึ กบั เปน เหตใุ หเ กดิ อันตรายแกก ายหรอื จติ ใจ ๓. ทาํ ใหผอู นื่ เกดิ ความกลัวหรอื ความตกใจโดยการขเู ขญ็ ๔. กระทําดวยประการใดๆ อันเปนการรังแกหรือขมเหงผูอื่นในที่สาธารณสถาน หรอื ตอหนา ธารกํานัล ๕. กระทาํ ทารุณตอ เดก็ อายุยงั ไมเ กินสิบหาป คนปว ยเจ็บหรอื คนชรา ซ่งึ ความผิดท้ัง ๕ ฐานจะปรากฏอยูในมาตรา ๓๙๐, ๓๙๑, ๓๙๒, ๓๙๗ และ ๓๙๘ ดงั มสี าระสําคญั ดงั น้ี (¡) ¡ÃÐทําâ´Â»ÃÐÁҷ໹š àËμØãËŒ¼ÍŒÙ è×¹ÃÑºÍ¹Ñ μÃÒÂá¡¡‹ ÒÂËÃÍ× ¨μÔ ã¨ มาตรา ๓๙๐ ผูใดกระทําโดยประมาท และการกระทําน้ันเปนเหตุใหผูอื่นรับอันตราย แกก ายหรอื จติ ใจตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ หนงึ่ เดอื น หรอื ปรบั ไมเ กนิ หนง่ึ หมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทงั้ ปรบั

๒๗๙ องคประกอบของความผิดมีดงั น้ี ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. กระทาํ ดว ยประการใดๆ ๒. เปนเหตใุ หผ ูอ่ืนรบั อันตรายแกก ายหรือจติ ใจ ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - ประมาท คํา͸ԺÒ ๑. กระทําดวยประการใดๆ กฎหมายไมจํากัดลักษณะการกระทําไว จึงหมายถึง การกระทําใดๆ ก็ไดท ั้งสน้ิ เชน วงิ่ ยืน เดนิ ปส สาวะ ขบั รถ กระโดด ฯลฯ ๒. เปนเหตุใหผูอ่ืนไดรับอันตรายแกกายหรือจิตใจ หมายถึง การกระทําดังกลาว ในขางตนน้ันเปนผลใหผูอ่ืนไดรับอันตรายแกกาย เชน ฟกชํ้า ปูดบวม มีบาดแผล เลือดไหล หรือ เปน ผลใหผูอื่นไดร บั อันตรายแกจิตใจ เชน ตกใจจนชอ็ ก มนึ งง เปน ตน อยางไรกต็ ามอันตรายตอกาย หรือจติ ใจนัน้ ตอ งเปนผลโดยตรงจากการกระทาํ โดยประมาทนนั้ »ÃÐÁÒ· การกระทําความผิดตามมาตรานี้ มิไดจํากัดลักษณะของการกระทําไว โดยเฉพาะ คงมคี วามหมายถงึ การกระทาํ ทกุ อยา งทไ่ี ดก ระทาํ โดยประมาท คอื มใิ ชก ารกระทาํ โดยเจตนา แตก ระทาํ โดยปราศจากความระมดั ระวงั ซงึ่ บคุ คลในภาวะเชน นน้ั จกั ตอ งมตี ามวสิ ยั และพฤตกิ ารณ และ ผกู ระทาํ อาจใชค วามระมดั ระวังเชนวา นนั้ ไดแ ตหาไดใชใ หเ พียงพอไม ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ ñòøò/òõñô จําเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ขับเรือแลนมาตรงกลางลาํ นาํ้ ดวย ความเร็วสูง เม่ือใกลจะสวนกันเรือทั้งสองแลนเกือบจะเปนเสนตรงเขาหากันในลักษณะนากลัว จะเกิดโดนกัน แมจาํ เลยที่ ๒ จะเบนหลีกไปทางขวามือ อันเปนการปฏิบัติตามกฎหมายก็ตาม แตจําเลยท่ี ๒ ก็มิไดลดความเร็วกลับขับเรือเบนหลีกไปทางขวาในระยะกระช้ันชิด สวนจาํ เลยที่ ๑ กม็ ไิ ดล ดความเรว็ ทง้ั มไิ ดเ บนหลกี ไปทางขวา แตค งแลน เรอื ตรงไป เรอื จําเลยที่ ๒ จงึ ชนเรอื ของจําเลย ที่ ๑ เปน เหตุใหผ ูโดยสารในเรือจาํ เลยที่ ๑ ถึงแกความตายและบาดเจบ็ เชน นี้แสดงวาจําเลยทัง้ สอง มีความประมาทปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภาวะเชนจําเลยท้ังสองซึ่งขับข่ีเรือยนต สวนทางกัน จักตองมีตามวิสัยและพฤติการณ จําเลยทั้งสองจึงตองมีความผิดฐานกระทํา โดยประมาทเปนเหตใุ หผอู ่นื ถึงแกความตายและบาดเจ็บ ®Õ¡Ò·èÕ òòñò/òõóò จาํ เลยที่ ๒ ขับรถมาตามถนนพหลโยธินจากสามแยก เกษตรมุงหนาไปทางลาดพราวเมื่อถึงสี่แยกพหลโยธินตัดกับถนนรัชดาภิเษก สัญญาณไฟจราจรเปน สีแดง จาํ เลยที่ ๒ ไดขับรถเคล่ือนอยางชาๆ ฝาฝนสัญญาณไฟแดงจราจรสีแดงเขาไปในสี่แยก จนเลยเสน สขี าวทกี่ ําหนดใหร ถหยดุ ประมาณ ๑๐ เมตร เกอื บถงึ กลางสแ่ี ยก รถจาํ เลยที่ ๒ จงึ ขวางทาง จําเลยที่ ๑ ซ่ึงแลนมาดวยความเร็วตามถนนรัชดาภิเษกดานถนนวิภาวดี-รังสิต มุงหนาไปตาม

๒๘๐ ถนนรัชดาภิเษกเขาไปในส่ีแยก รถจาํ เลยที่ ๑ หามลอและหักหลบเฉี่ยวชนรถจาํ เลยที่ ๒ แลว เสียหลักไปทางขวาไปชนรถที่จอดรอสัญญาณไฟจราจรในถนนรัชดาภิเษกดานท่ีมาจากลาดพราว และชนผูเสียหาย พฤติการณเชนนี้ถือไดวาจําเลยที่ ๒ ขับรถดวยความประมาทเปนเหตุโดยตรง ทาํ ใหรถจาํ เลยท่ี ๑ เฉย่ี วชนรถจําเลยท่ี ๒ และชนผเู สยี หายไดรบั อนั ตรายแกก าย ®Õ¡Ò·èÕ òñõô/òõóô จําเลยที่ ๒ สําคัญผิดวาบุตรแรกเกิดของตนถึงแก ความตายแลว จงึ โยนลงมาจากหนาตางโรงแรม แมโ จทกจ ะไมม ีพยานรเู หน็ วา จําเลยท่ี ๑ รวมลงมอื กระทําความผิดกับจําเลยท่ี ๒ แตการท่ี จาํ เลยท่ี ๑ อยูรวมหองเดียวกับจาํ เลยที่ ๒ ตามลําพัง ในขณะที่จาํ เลยท่ี ๒ คลอดบุตร จาํ เลยท่ี ๒ ยอมตองมีความเจ็บปวด ซึ่งจะตองเรียกใหจําเลยที่ ๑ ชวยเหลือตน ตามพฤติการณจึงมีเหตุผลใหเชื่อไดวาจาํ เลยท่ี ๑ ไดรูเห็นในการคลอดบุตรของจาํ เลย ท่ี ๒ แมจะเปนการคลอดกอนกําหนดประมาณ ๒ เดือนเศษก็หาใชวาเด็กทารกจะไมมีชีวิตรอดอยู เสมอไปไม จาํ เลยที่ ๑ ในฐานะบิดายอมมีหนาที่ตองเอาใจใสดูแลบุตรดวยการใชความระมัดระวัง ตรวจดูใหถวนถ่ีเสียกอนวาบุตรที่เกิดมายังมีชีวิตรอดอยูหรือไม มิใชปลอยใหจําเลยท่ี ๒ โยนบุตร ท้ิงไปโดยมิไดหามปรามทั้งๆ ท่ีจําเลยที่ ๑ สามารถใชความระมัดระวังในกรณีเชนน้ีได จําเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานกระทาํ โดยประมาทเปน เหตุใหผ ูอ ื่นไดรบั อนั ตรายแกก ายตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๐ การกระทําโดยประมาทท่ีเกิดข้ึน ถึงแมวาจะเปนการประมาทอยางรายแรงสักเพียงใด ถา ไมถ ึงขั้นเกิดอันตรายแกกายหรอื จิตใจแกผอู ่ืนแลวก็ยังถือไมไดว ามีความผดิ ตามมาตรานี้ ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ñ÷÷ð/òõñö แมการขับรถของจําเลยเปนที่นาหวาดเสียว เปนเหตุใหเกิด ชนกันอยางแรง และตางเสียหายมากอยางไรก็ตาม แตเมื่อลักษณะบาดแผลของผูเสียหายที่ไดรับ เพียงเจ็บบริเวณขอศอก ปลายแขนซายมีรอยช้ําเล็กนอย รักษาประมาณ ๒ วัน เทานี้ยังไมรุนแรง จนเปนเหตใุ หเ กดิ อนั ตรายแกกาย อันจะเปนความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๐ (¢) ãªกŒ ําÅѧทาํ ÃÒŒ ¼ٌÍè×¹â´ÂäÁ‹¶Ö§¡ºÑ ໚¹àËμØãËŒà¡´Ô Í¹Ñ μÃÒÂá¡‹¡ÒÂËÃÍ× ¨μÔ ã¨ ÁÒμÃÒ óùñ ผูใดใชกําลังทํารายผูอื่นโดยไมถึงกับเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกาย หรือจิตใจตองระวางโทษจําคุกไมเกนิ หน่ึงเดือน หรือปรบั ไมเกนิ หนึ่งหม่ืนบาทหรือท้ังจาํ ทัง้ ปรับ ความผดิ ตามมาตรานี้ มสี าระสาํ คญั เชน เดยี วกบั กฎหมายลกั ษณะอาญามาตรา ๓๓๘(๓) ซึ่งมีความวา “ผูใดบังอาจทุบตีหรือใชกําลังกระทําอยางใดๆ แกผูอ่ืนแตไมถึงแกบาดเจ็บ ทานวา มันมคี วามผิดตอ งระวางโทษชัน้ ๔” องคป ระกอบของความผิดมีดงั น้ี ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ใชกาํ ลงั ทําราย ๒. ผูอนื่ ๓. โดยไมถ ึงกับเปนเหตุใหเ กิดอันตรายแกกายหรอื จิตใจ

๒๘๑ ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ºÔ Ò ñ. ãªกŒ ําÅ§Ñ ทาํ ÌҠใชกาํ ลังทาํ ราย ตางจากความผิดฐานทํารายรางกายตามมาตรา ๒๙๕ ซ่ึงใชคําวา “ทําราย” และตางกับคําวา “ใชกําลังประทุษราย” ตามมาตรา ๓๓๙ ซึ่งมีคํานิยามตามมาตรา ๑(๖) วาหมายความวา “ทาํ การประทุษรายแกกายหรือจิตใจของบุคคลไมวาจะทาํ ดวยใชแรงกายภาพ หรอื ดว ยวธิ อี น่ื ใด และใหห มายความรวมถงึ การกระทาํ ใดๆ ซงึ่ เปน เหตใุ หบ คุ คลหนงึ่ บคุ คลใดอยใู นภาวะ ท่ีไมสามารถขัดขืนได ไมวาจะโดยใชยาทําใหมึนเมาสะกดจิตหรือใชวิธีอ่ืนใดอันคลายคลึงกัน” จึงเห็นไดวาการใชกําลังทาํ รายมีความหมายที่แคบกวาการทํารายตามมาตรา ๒๙๕ โดยจํากัดไว เฉพาะการทํารายที่ใชกาํ ลังเทานั้น และการท่ีกฎหมายใชคาํ วาใชกําลังทาํ รายโดยไมใชคําวาใชกําลัง ประทุษรายจึงแสดงวาจะนาํ คาํ นิยามตามมาตรา ๑(๖) มาใชกับคาํ วาใชกําลงั ทาํ รา ยไมไ ด การทาํ รายโดยใชกาํ ลัง หมายถึง การกระทาํ โดยใชแรงกายภาพเทาน้ัน และไมรวมถึง การกระทําใดๆ ซึ่งเปนเหตุใหผูอ่ืนอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนได ไมวาจะโดยใชยาทาํ ใหมึนเมา สะกดจิตหรอื ใชวธิ อี ่นื ใดอนั คลายคลึงกัน ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè öð÷/òôøõ การเอายาพิษปนในอาหารแลวเอาไปใหผูเสียหายรับประทาน จนมีอาการมึนเมาอาจเปน ความผิดฐานทาํ รายรางกายได แตยงั ไมเปน การใชก าํ ลงั ทํารา ย ศาลฎีกาไดวินิจฉัยไวในคาํ พิพากษาฎีกาท่ี ๖๓๔/๒๔๘๖ วา “คาํ วาใชกําลังในท่ีน้ี หมายความวาทําการเคลื่อนไหวรางกาย” ดังนั้น จึงสรุปไดวา การทํารายดวยวิธีการอันใดก็ตาม ทต่ี อ งการมกี ารเคลอื่ นไหวแหง รา งกายเขาทํารายแลวยอมเปน การใชก าํ ลังทาํ รายทง้ั สิน้ เชน ชก เตะ ถีบ ตีดว ยไม ใชมือตบ ใชม ีดดาบแทง เปนตน ®Õ¡Ò·Õè ñôñö/òô÷ù การเอาอุจจาระเทรดจากที่สูงโดยเจตนาจะใหถูกเขา ซึ่งเดินและอุจจาระไดถูกเขาเปรอะเปอนตั้งแตศีรษะจนถึงเทา เปนการใชกําลังกระทําแกผูอ่ืน ไมถึงบาดเจ็บตามกฎหมายลกั ษณะอาญามาตรา ๓๓๘(๓) (ป.อ.มาตรา ๓๙๑) ®¡Õ Ò·Õè öóô/òôøö จาํ เลยถา ยปส สาวะรดผเู สยี หายเปน การใชก าํ ลงั อยา งหนง่ึ จาํ เลย จงึ มีความผดิ ตามมาตรา ๓๓๘(๓) (ป.อ.มาตรา ๓๙๑) ®¡Õ Ò·èÕ òñùù/òõñù จําเลยใชกาํ ลังจับมือผูตายใหลุกข้ึน โดยผูตายไมสมัครใจ เม่ือผูตายบอกวาจะไปสวมเสื้อกอน จาํ เลยจึงปลอยถือไดวาเปนการใชกาํ ลังทํารายเปนความผิด ตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑ การกระทําท่มี ไิ ดม กี ารเคล่อื นไหวแหงรางกาย ยังถอื ไมไ ดวาเปนการใชก าํ ลังทํารา ย

๒๘๒ ÍØ·ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ òõøô/òõòò การท่ีจาํ เลยเพียงแตจับแขนโจทกซึ่งวางที่ประตูรถยนต มิได ดึงกระชาก ไมเปนการใชกําลังทํารายโจทกโดยไมถึงกับเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกายหรือจิตใจ ตามมาตรา ๓๙๑ ò. ¼ŒÙÍ×è¹ หมายถึง เปน การใชกาํ ลงั ทาํ รายผอู ่ืน มิใชกระทําตอตนเอง ó. â´ÂäÁ‹¶Ö§¡Ñºà»š¹àËμØãËŒà¡Ô´ÍѹμÃÒÂá¡‹¡ÒÂËÃ×ͨÔμ㨠หมายถึง การใชกาํ ลัง ดงั กลา ว ไมเปน เหตุใหเกดิ อันตรายแกก ายหรอื จิตใจของผูทีถ่ ูกใชก าํ ลงั ทํารา ย Í·Ø ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ öøø/òõð÷ ใชเทาเตะและถีบ ผูเสียหายมีบาดแผลที่ด้ังจมูกถลอกเล็กนอย เทาเมล็ดขาวเปลือก หางคิ้วซายถลอกเล็กนอยและที่ใบหูขวาชํ้าเล็กนอย รักษา ๒ วันหาย เรียกวา ยังไมถงึ ข้นั เกิดอนั ตรายแกก ายหรอื จิตใจ ®Õ¡Ò·èÕ øøù/òõð÷ ใชมีดดาบแทงทาํ รายถูกชายโครงมีรอยชาํ้ แดงโตกลม คร่ึงเซนติเมตร รักษาประมาณ ๕ วันหาย ยังถือไมไดวาเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกาย จึงผิด ตามมาตรา ๓๙๑ ®Õ¡Ò·èÕ ôó÷/òõñõ ผูเสียหายถูกจําเลยเตะทั้งรองเทา มีบาดแผลเปนรอยชา้ํ บวมที่หนาผาก เบาตาชํ้าบวมเขียว ตาขวามีรอยชํ้าเลือด ริมฝปากลางแตก รอยชํ้าบวมที่ปลายคาง หัวเขาบวมเล็กนอย มีรอยถลอกเลือดออกซ่ึงบาดแผลทั้งหมดควรจะหายภายใน ๗ วัน เชนน้ีถือวา เกดิ อันตรายแกก ายแลว ®Õ¡Ò·Õè ôùô÷/òõóñ ผูเสียหายไดรับบาดแผลฟกชํ้าที่หนาดานซายเพียงแหงเดียว แพทยลงความเห็นวารักษาประมาณ ๗ วัน ตามรายงานผลการตรวจบาดแผลทายฟอง โจทกไมไดนําสืบ แพทยผูตรวจชันสูตรบาดแผลของผูเสียหายท่ีไดรับบาดเจ็บจากการถูกทาํ ราย มากกวาน้ี จึงยังฟงไมไดวาผูเสียหายถูกทํารายจนเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ คงเปน ความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ เทานัน้ ®Õ¡Ò·èÕ ùõ/òõóò จําเลยท้ังสองทราบดีวา ส. กบั ผูตายมสี าเหตโุ กรธเคอื งกนั มากอ น วันเกิดเหตุจาํ เลยทั้งสองกับ ส. เดินไปพบผูตายกับพวก ส. ชักมีดปลายแหลมไลแทงทาํ รายผูตาย จําเลยท้ังสองไดว่งิ ตาม ส.เขา ไปดว ย เมื่อ ส. แทงผตู ายแลว จําเลยทั้งสองไดชวยกัน กระทืบผตู ายซา้ํ แลว จาํ เลยทงั้ สองกับ ส. กไ็ ดหลบหนไี ปดว ยกัน แสดงใหเห็นเจตนาของจําเลยกับพวกทจี่ ะรว มกนั แทง ทํารายผูตายมาแตตน แมจําเลยท้ังสองจะไมไดแทงผูตาย เพียงแตกระทืบผูตาย อันเปนการทําราย ผูอ่ืน โดยไมถึงกับเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกายหรือจิตใจก็ตาม เมื่อการตายของผูตายเกิดจาก การแทงทาํ รายของพวกจาํ เลยก็ยอมถือวาจาํ เลยทั้งสองเปนตัวการในความผิดฐานรวมกันฆาผูอ่ืน โดยเจตนาดว ย

๒๘๓ ®¡Õ Ò·èÕ óùñó/òõóô ขณะเกิ ดเหตุ คนที่ มาในงานเลี้ ยงโกรธผู ตายที่ ยิ งป น จึงตางคนตางทํารายผูตาย จาํ เลยเขาไปเตะและกระทืบผูตาย มิไดใชอาวุธทาํ รายรางกายผูตาย จําเลยไดกระทาํ ไปตามลาํ พังมิไดรวมหรือสมคบกับผูอ่ืน ปรากฏจากบาดแผลของผูตายตามรายงาน การชันสูตรพลิกศพวา ท่ีเหนือคิ้วขวามีรอยถูกของแข็งตีเปนบาดแผลยาว ๑ นิ้ว ตรงกลางหนาผาก ถูกของแข็งยาว ๕ นิว้ เศษ ยุบลกึ ลงไป ๑ นิ้ว ใตตาขวาถูกของแขง็ ตีแตกยาว ๑ นิ้ว บาดแผลแตละ แหงเกดิ จากการถูกตีดวยความแรงจนกะโหลกศีรษะยบุ และแตกเปนชิน้ รางกายสวนอนื่ ไมม ีบาดแผล เหตุที่ตาย เนื่องจากผูตายถูกตีดวยของแข็งอยางแรงหลายที เปนเหตุใหกะโหลกศีรษะแตกและยุบ สมองไดรับความกระทบกระเทือนอยางแรงผูตายถึงแกความตายทันที ยอมแสดงใหเห็นชัดวาท่ี จาํ เลยเตะและกระทืบผูตายมิไดเปนเหตุใหผูตายไดรับบาดแผลดังกลาว ท้ังรางกายสวนอื่นนอกจาก บาดแผลนน้ั ก็ไมป รากฏวา มบี าดแผลหรอื รอยฟกช้าํ อื่นใดอีก ดังน้ี ยงั ถือไมไดว า จําเลยรวมกระทาํ ผิด กับผูอ่ืนโดยมีเจตนาฆาผูตาย การกระทาํ ของจาํ เลยจึงเปนเพียงการใชกาํ ลังทํารายผูอื่นโดยไมถึงกับ เปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกาย อันเปนความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ความตายของผูตายมิใชผล โดยตรงท่เี กิดจากการกระทําของจําเลย จําเลยจงึ ไมตอ งรับผดิ ®Õ¡Ò·èÕ óóð/òõóõ ผลการชันสูตรบาดแผลของแพทยมีความเห็นวา มีรอยบวม เล็กนอยท่ีขมับดานซายบาดแผลรักษาหายภายใน ๓ วัน เปนความผิดฐานทาํ รายรางกายตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ®¡Õ Ò·èÕ ñõøó/òõóõ ป. พวกของจาํ เลยไมพ อใจผเู สยี หายเพราะ ป. ขบั ขจ่ี กั รยานยนต เฉี่ยวผูเสียหาย ผูเสียหายยกศอกขึ้นกัน แตไปถูกศีรษะ ป. สาเหตุดังกลาวเปนเหตุเพียงเล็กนอย ไมทาํ ให ป. กับพวกโกรธแคนถึงกับจะตองฆาผูเสียหาย เมื่อ ป. และจําเลยพบกับผูเสียหาย ป. ไดพ ูดจาโตเถยี งแลว พวกของ ป. ชกผเู สยี หาย ห. ใชม ดี ปลายแหลมแทงผเู สยี หาย จาํ เลยกบั พวก ที่เหลือเขามารุมตอย แสดงวาพวก ป. มีความโกรธเกิดข้ึนในปจจุบันทันที ท้ังไมปรากฏวาไดสมคบ กันมากอน ตางคนตางมีเจตนาทํารายรางกายผูเสียหาย ดังน้ันแตละคนจึงมีความผิดตามผล ท่เี กดิ ขนึ้ จากการกระทาํ ของแตล ะคนเม่ือจําเลยเพยี งแตชกตอ ยผูเสยี หาย แตผูเ สยี หายไมมแี ผลฟกช้ํา ซึ่งแสดงวาถูกตอย จาํ เลยจึงมีความผิดฐานทาํ รายผูอ่ืนโดยไมถึงกับเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกาย หรอื จิตใจ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ÍØ·ÒËó¢Í§ÍѹμÃÒÂá¡‹¨Ôμ㨠®¡Õ Ò·Õè ñóùù/òõðø ถูกชกตไี มป รากฏบาดแผลเปนอันตรายแกกาย แลว ถกู พาตัวไป คุมขงั ไวใตถนุ สถานีตํารวจแตเดยี วดายไกลหไู กลตาผตู อ งหาดวยกัน เชนนี้ไมเ ปน อนั ตรายแกจติ ใจ ®Õ¡Ò·èÕ ò÷ó/òõðù การใชเทาเงื้อจะถีบไมเปนอันตรายตอจิตใจ เพราะอันตราย ตอจิตใจนนั้ ตองเปนผลจากการทาํ รา ย ความรูส กึ วา ถกู เหยยี ดหยามเจบ็ ใจแคน ใจ เหลานี้เปนอารมณ หาใชเปนอันตรายตอ จิตใจไม à¨μ¹Ò ผูก ระทาํ ตอ งมีเจตนาตามมาตรา ๕๙

๒๘๔ องคประกอบภายในของความผิดมาตรานี้คือ เจตนาทําราย ศาลฎีกาวินิจฉัยใน คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๙/๒๕๑๗ วา “การใชกําลังยอมแสดงอยูในตัววาตองมีเจตนา ประกอบกับ คาํ วา ทาํ รา ย เปน การชดั แจง วา ตอ งมเี จตนากระทาํ ตอ รา งกายและจติ ใจของผอู นื่ คอื ตอ งมเี จตนาทาํ รา ย เมอ่ื ขอ เทจ็ จรงิ ในคดนี ฟี้ ง เปน ยตุ ไิ ดว า จําเลยใชก าํ ลงั ผลกั อกผเู สยี หายมใิ หผ เู สยี หายขน้ึ ไปบนอฒั จนั ทร โดยจําเลยไมมเี จตนาทํารา ย การกระทาํ ของจาํ เลยจงึ ไมเปนความผิด” ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ùô÷/òô÷ñ จําเลยเปนครูใหญโรงเรียนประชาบาล ไดรับรายงานจากครู ประจาํ ชั้นวามีเด็กนักเรียนเกียจคราน ๖ คน ซ่ึงลวนแตเปนเด็กดื้อสั่งสอนยากและถูกครูลงโทษ มาหลายครงั้ แลว จาํ เลยจงึ เรยี กตวั เดก็ ทงั้ ๖ มาสง่ั สอนและลงโทษเฆยี่ นดว ยไมเ รยี วคนละ ๔ ที เปน การ ทาํ โทษในฐานครกู บั ศษิ ยโ ดยเจตนาดพี อสมควรแกเ หตุ และจําเลยกม็ ไิ ดม คี วามลําเอยี งแกลง ลงโทษเดก็ คนใดใหไดร บั บาดเจ็บเปนพเิ ศษกวาคนอืน่ จําเลยจงึ ไมมคี วามผดิ ปญหาที่นาสนใจเก่ียวกับมาตรานี้ประการหน่ึงคือ การทาํ รายอันเกิดจากมูลวิวาท โดยตางฝายตางใชกําลังทาํ รายกัน จะถือวาเปนความผิดตามมาตรานี้หรือไม แตเดิมมาศาลฎีกาได วางหลักของกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๓๓๘(๓) วาแมจะเปนเร่ืองวิวาทกัน จําเลยก็มีความผิด เพราะไมมีกฎหมายหามไมใหคูวิวาทฝายท่ีบาดเจ็บฟองอีกฝายหน่ึง (ฎีกาที่ ๕๙๙, ๖๐๐/๒๔๖๙) และไดยึดหลักน้ีตลอดมา (ฎีกาที่ ๓๓๙/๒๔๗๐, ฎีกาท่ี ๓๙๖/๒๔๗๐, ฎีกาท่ี ๔๐๗/๒๔๗๖, ฎกี าท่ี ๓๐๖/๒๔๗๗) จนถงึ พ.ศ.๒๔๗๘ กเ็ รมิ่ วางหลกั ใหมว า การทาํ รา ยกนั เกดิ จากการววิ าทจงึ เปน การ ท่ีตางฝา ยตางสมัครใจ เขาทํารายซง่ึ กันและกนั ไมพงึ ฟงวา ฝายใดบงั อาจ (ฎีกาท่ี ๙๗๒/๒๔๗๘) และ ไดเ ดนิ ตามแนวนม้ี าจนถงึ พ.ศ.๒๕๐๐ (ฎกี าที่ ๑๑๒๐/๒๔๘๐, ฎกี าท่ี ๙๕๓/๒๔๘๔, ฎกี าท่ี ๙๙๔/๒๔๘๗ และฎีกาที่ ๑๔๙๕/๒๕๐๐) ก็ไมปรากฏคาํ พิพากษาฎีกาในเรื่องน้ี อีกขอที่นาสังเกตวากฎหมาย ลกั ษณะอาญามาตรา ๓๓๘(๓) ไดใ ชค าํ วา “ผใู ดบงั อาจ” ซงึ่ ศาลฎกี าไดย ดึ เปน หลกั อธบิ ายวา การสมคั รใจ ววิ าททาํ รา ยกนั จงึ ไมเ ปน ความผดิ เพราะไมอ าจฟง ไดว า ฝา ยใดบงั อาจ ดงั นนั้ แมก ระทง่ั พนกั งานอยั การ ก็ไมอาจเปนโจทกฟองได ในขณะเดียวกันกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๕๔ ซ่ึงเปนความผิด ฐานทํารายรางกายไมปรากฏวามีคาํ วาบังอาจอยูในตัวบท ดังนั้นการทํารายรางกายถึงบาดเจ็บ อนั เกดิ จากการววิ าทจงึ เปน ความผดิ (ฎกี าที่ ๓๖๕/๒๔๗๒, ฎกี าที่ ๒๒/๒๔๗๕) เมอ่ื พเิ คราะหข อ ความ ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๙๑ แลว ไมป รากฏวา มคี าํ วา “บงั อาจ” เชน กฎหมายลกั ษณะอาญา ดังนั้นจึงเห็นวาการใชกาํ ลังทํารายซึ่งกันและกันในการวิวาทตอสูโดยไมถึงกับเปนเหตุใหเกิดอันตราย แกกายหรือจติ ใจจงึ เปน ความผดิ ตามมาตราน้ี ®Õ¡Ò·èÕ óõùò/òõôõ จําเลยจับขอมือของโจทกยกขึ้นพรอมกับพูดวาโจทกไมมีสิทธิ เก็บคาเชา เมื่อเจาพนักงานตํารวจเขามาจาํ เลยก็ปลอยมือโจทก โดยใชเวลาจับมือของโจทกไวไมเกิน ๑ นาที เจตนาอันแทจริงของจําเลยในการจับมือโจทกยกขึ้นก็เพ่ือใหเจาพนักงานตาํ รวจเห็นวาโจทก ไดร บั เงินคา เชาบานไวโดยไมมสี ทิ ธิจะรับเทาน้นั หาไดม ีเจตนาจะทํารา ยโจทกใ หไดรับอนั ตรายแกกาย หรือจิตใจแตอยางใด จึงไมมีความผิดฐานทาํ รายรางกายผูอ่ืนโดยไมถึงกับเปนเหตุใหเกิดอันตรายแก กายหรอื จิตใจ

๒๘๕ ®Õ¡Ò·Õè òøøø/òõô÷ การทํารายเพียงใดจะถือวาเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกาย หรอื จติ ใจนนั้ ตอ งพจิ ารณาถงึ การกระทําและบาดแผลทผี่ เู สยี หายไดร บั ประกอบกนั โจทกบ รรยายฟอ ง ในสวนนี้วา จําเลยกับพวกท่ีหลบหนีรวมกันรัดคอและตัวผูเสียหายที่ ๑ และขวางชามกวยเตี๋ยวใส ผเู สยี หายที่ ๒ ถกู บรเิ วณหนา ผากและน้าํ กว ยเตยี๋ วสาดถกู ใบหนา ผเู สยี หายที่ ๑ แลว ใชก ําลงั ประทษุ รา ย เตะผูเสียหายที่ ๒ ท่ีหนาอก ๑ ครั้ง เม่ือพิเคราะหรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย ผเู สยี หายท่ี ๑ มรี อยถลอกทแ่ี ขนยาว ๓ เซนตเิ มตร ๒ แผล รอยบวมแดงกลางหนา อก ๒ เซนตเิ มตร และ ขอบตาบนบวมทง้ั สองขา ง สว นผเู สยี หายท่ี ๒ มบี าดแผลฉกี ขาดทหี่ นา ผากยาวประมาณ ๓ เซนตเิ มตร ๒ แผล และรอยบวมขนาดเสน ผาศูนยกลาง ๑ เซนติเมตร ท้ังแพทยล งความเหน็ วา ลักษณะบาดแผล ของผูเสียหายท้ังสองใชเวลารักษาประมาณ ๗ วัน ซึ่งลักษณะของการกระทาํ และบาดแผลดังกลาว นับไดวาผูเสียหายไดรับอันตรายแกกายหรือจิตใจแลว จาํ เลยจึงมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ (¤) ทาํ ã˼Œ ŒÙ͹è× à¡´Ô ¤ÇÒÁ¡ÅÑÇËÃ×ͤÇÒÁμ¡ã¨â´Â¡Òâ‹Ùà¢Þç ÁÒμÃÒ óùò ผใู ดทําใหผอู น่ื เกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขูเขญ็ ตองระวางโทษ จําคกุ ไมเ กินหนงึ่ เดอื น หรอื ปรบั ไมเกินหน่ึงหม่ืนบาทหรอื ทั้งจําทง้ั ปรบั องคประกอบของความผิดมดี งั น้ี ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. ทําใหผูอ่ืนเกดิ ความกลัวหรือความตกใจ ๒. โดยการขเู ขญ็ ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ԺÒ ñ. ทาํ ãËŒ¼ŒÙÍ×è¹à¡Ô´¤ÇÒÁ¡ÅÑÇËÃ×ͤÇÒÁμ¡ã¨ หมายถึง การขูเข็ญนั้นทาํ ใหผูอ่ืนเกิด ความกลวั หรอื ความตกใจวาจะเกดิ ภัยอยางใดอยา งหน่งึ ข้นึ กับตน เชน กลัววาจะถกู ฆา กลัววาจะถูก เสกหนังเขา ทอง เปน ตน ò. â´Â¡Òâًà¢çÞ หมายถึง การแสดงวาจะทาํ ใหเกิดภัยแกผูอ่ืนไมวาจะเกิดขึ้นในทันที หรือในอนาคตก็ตาม การขูเข็ญทําใหผูอื่นกลัวหรือตกใจนั้นตองเปนการแสดงวาจะทําใหเกิดภัย แกเ ขา ไมใ ชภ ยั ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ หรอื เคราะหก รรม การขเู ขญ็ จะทาํ ดว ยคาํ พดู หรอื ดว ยการใช กาํ ลังกายหรอื อาวธุ ก็ได และตอ งมผี ลใหผ ทู ี่ถูกขเู ขญ็ กลวั หรือตกใจ การกลา ววาจาในลกั ษณะทาทายไมใชการขเู ข็ญ Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ òùòö/òõòò กลา ววา “ฮากบั คงิ สกู นั ทถี่ นน คงิ กบั ฮาตอ งตายกนั ไปขา งหนงึ่ ” เปน คําทาไมใ ชข ูเขญ็ ตามมาตรา ๓๙๒ (ฮา เปนสรรพนามแทนผพู ดู หรอื กู สว นคงิ เปน สรรพนามแทน ผูฟง หรือมึง)

๒๘๖ เมื่อมีการขูเข็ญแลวขอเท็จจริงตองปรากฏตอไปดวยวา มีผลของการขูเข็ญเกิดขึ้นคือ ผูถกู ขเู ข็ญไดเกิดความกลวั หรือความตกใจขน้ึ หากมีเพยี งการขเู ข็ญโดยไมมผี ลแลว ยังไมเปน ความผดิ ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ôð/òõðù จาํ เลยถือมีดตรงเขาจะแทงผูเสียหายซึ่งยืนหางในระยะ ๑ วา ผเู สียหายรองวา “ผมไมสู” แลวโดดหนแี ละวิง่ หนีขนึ้ เรอื นไดท ัน กริ ยิ าอาการและคําพดู ของผเู สยี หาย แสดงวา ผเู สียหายกลัวทจี่ ะเกิดขึน้ แกตนแลว จึงเปน ความผดิ ตามมาตรา ๓๙๒ การขูเข็ญที่ผูขูเข็ญไมสามารถทําใหผูถูกขูเข็ญไดรับภัยไดจริงตามท่ีขูเข็ญก็สามารถเปน ความผดิ ได ถา ผูถูกขูเ กดิ ความกลวั ซง่ึ เปน ผลของการขูเขญ็ นั้นแลว ÍØ·ÒËó ®Õ¡Ò·Õè óó÷/òõñ÷ จาํ เลยถือปนพลาสติกมาขูเข็ญทําทาจะยิงผูเสียหาย ผูเสียหาย เขาใจวา เปน ปนจรงิ เกดิ ความกลวั ตกใจจนหนา ซดี ขาว จําเลยตองมีความผิดตามมาตรา ๓๙๒ แตถ า ลงมอื ขเู ขญ็ แลวไมเ กิดผล คอื ผถู กู ขูไ มเกิดความกลวั หรอื ตกใจ ก็เปนเพียงความผดิ ขน้ั พยายาม ซง่ึ ผูกระทําไมต องรบั โทษตาม ป.อ.มาตรา ๑๐๕ à¨μ¹Ò ความผิดตามมาตราน้ี ผูกระทาํ ตองมีเจตนาในการกระทําความผิดตาม มาตรา ๕๙ Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·Õè ñññð/òõðø ผูเสียหายไปทวงเงินจาํ เลยและกลับไปแลว จําเลยโกรธ ผูเสียหาย จึงเดินดาผูเสียหายอยูบนบานของจําเลยวา “บักถวิล โคตรพอโคตรแมมึง มึงไมสํานึกวา มงึ จะตายโหงกมู ปี น อยู ๒ กระบอก กจู ะเอามงึ ใหต ายแนค ราวน”ี้ โดยจําเลยไมร วู า ผเู สยี หายมาแอบฟง เชน นแี้ สดงวา จําเลยบน ดา อยคู นเดยี วเพอ่ื ระบายอารมณท ไี่ มพ อใจ ไมม ลี กั ษณะทนี่ า กลวั หรอื ตกใจวา จาํ เลยจะยงิ ผเู สยี หายจรงิ จังดังทพี่ ดู คําพดู ของจําเลยไมเปน การขเู ขญ็ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๒ ®Õ¡Ò·èÕ ñù÷ò/òõóñ จําเลยกับพวกบุกรุกขึ้นไปบนบานซ่ึงเปนเคหสถานท่ีอยู อาศัยของผูเสียหาย โดยมีอาวุธปนติดตัวไปดวย และไดใชอาวุธปนยิงเพื่อขูเข็ญใหผูเสียหาย กับพวก เกิดความกลัวจนผูเสียหายลงจากบานไป การกระทําของจาํ เลยเปนความผิดตอกฎหมาย หลายบทรวมทั้งผดิ ตามมาตรา ๓๙๒ ดว ย (§) ¡ÃзÒí ´ŒÇ»ÃСÒÃã´æ Íѹ໚¹¡ÒÃÃѧá¡ËÃ×Í¢‹Áà˧¼ŒÙÍ×è¹ã¹·èÕÊÒ¸Òóʶҹ ËÃÍ× μ‹Í˹Ҍ ¸ÒáÒí ¹ÅÑ ÁÒμÃÒ óù÷ ผใู ดกระทาํ ดว ยประการใดๆ ตอ ผอู นื่ อนั เปน การรงั แก ขม เหง คกุ คาม หรอื กระทําใหไ ดร ับความอบั อายหรือเดือดรอนรําคาญ ตอ งระวางโทษปรับไมเกนิ หาพนั บาท ถาการกระทาํ ความผิดตามวรรคหน่ึงเปนการกระทําในท่ีสาธารณสถานหรือตอหนา ธารกาํ นัล หรือเปนการกระทาํ อันมีลักษณะสอไปในทางที่จะลวงเกินทางเพศ ตองระวางโทษจาํ คุก ไมเกินหนึ่งเดือน หรอื ปรับไมเกนิ หนงึ่ หมน่ื บาท หรอื ทง้ั จาํ ทั้งปรับ

๒๘๗ ถาการกระทาํ ความผิดตามวรรคสองเปนการกระทําโดยอาศัยเหตุที่ผูกระทํามีอํานาจ เหนอื ผถู กู กระทาํ อนั เนอ่ื งจากความสมั พนั ธใ นฐานะทเ่ี ปน ผบู งั คบั บญั ชา นายจา ง หรอื ผมู อี าํ นาจเหนอื ประการอ่ืน ตองระวางโทษจาํ คุกไมเ กินหนึ่งเดือนและปรบั ไมเกนิ หน่ึงหมนื่ บาท องคป ระกอบของความผดิ มีดงั นี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. กระทําดวยประการใดๆ อันเปนการรังแกหรอื ขมเหงผอู ่นื หรอื กระทําใหผ ูอ ื่นไดร บั ความอบั อายหรือเดอื ดรอนราํ คาญ ๒. ในทส่ี าธารณสถานหรือตอหนาธารกํานลั ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คาํ ͸ԺÒ ñ. ¡ÃÐทาํ ´ÇŒ »ÃСÒÃã´æ Íѹ໚¹¡ÒÃÃ§Ñ á¡ËÃÍ× ¢‹Áà˧¼ÙŒÍè×¹ËÃÍ× ¡ÃÐทาํ ãËŒ¼ÙÍŒ ×è¹ä´ŒÃѺ ¤ÇÒÁ꼄 ÍÒÂËÃ×Íà´×ʹÌ͹รํา¤ÒÞ การรังแก คอื การแกลง ทาํ ความเดือดรอนใหแ กผอู ื่น ขมเหง คือการใชก ําลังรังแก ตวั อยา งของการรงั แกหรอื ขม เหงไดแ ก เหน็ คนศรี ษะลา นใสว กิ เดนิ ผา นมากห็ ยบิ วกิ เปด ขนึ้ หรือทาํ ตนเปนนกั เลงโตเดนิ เขา ไปในรา นอาหาร แลวบอกใหผทู นี่ ่งั อยูกอ นยายไปนั่งโตะอืน่ เพอ่ื ตนจะ นงั่ แทน เปน ตน ทําใหไดรับความอับอายหรือเดือดรอนราํ คาญ เชน พูดจาแทะโลมหญิงท่ีเดินผาน หรอื พูดจาหยาบคายไมส ุภาพใหคนอ่นื เดอื ดรอ นราํ คาญ หรือเปด กระโปรงผูห ญงิ เปน ตน Í·Ø ÒËó ®¡Õ Ò·èÕ óøø/òõðõ จําเลยตะโกนกลาวตอผูเสียหายซึ่งหนาและตอหนาธารกํานัล ในเวลากลางคืนวา “อายช้ันมึงมีทนายมาหากูทางอาญาหรือ ลูกกระโปกกูไมหด ฯลฯ” เปนถอยคาํ ท่ีหยาบคายไมสุภาพ แตไมมีขอความอันเปนการดูหม่ินนายชั้นผูเสียหาย จึงไมเปนผิดฐานดูหมิ่น ซงึ่ หนา แตถ อ ยคําทจี่ าํ เลยกลา วประกอบกบั วธิ กี ลา วและเวลาทจี่ ําเลยกลา ว ทําใหน ายชนั้ ผเู สยี หายไดร บั ความเดอื ดรอ น ò. ã¹·ÊèÕ Ò¸ÒóʶҹËÃÍ× μÍ‹ ˹Ҍ ¸ÒÃกํา¹ÅÑ ในที่สาธารณสถาน มีความหมายตามมาตรา ๑(๓) เชน ถนนหนทาง โรงภาพยนตร สวนสาธารณะ ตอ หนา ธารกาํ นลั หมายถงึ กระทาํ ในลกั ษณะเปด เผยตอ หนา ประชาชน คอื เปน ลกั ษณะ ที่ประชาชนสามารถมองเห็นได แมจะเกิดในท่ีรโหฐานก็ตาม เชน ขมเหงรังแกผูอื่นอยูในหองนอน ของตน แตหนา ตา งหองเปด คนเดินผานไปมาสามารถมองเขามาเห็นไดถนดั

๒๘๘ à¨μ¹Ò ผูกระทาํ ตอ งมีเจตนาตามมาตรา ๕๙ Í·Ø ÒËó ®Õ¡Ò·èÕ ñóùø/òõðö จําเลยดา ผอู นื่ ดว ยถอ ยคาํ หยาบคายซํา้ ไปซํ้ามาหลายครง้ั ทห่ี นา ประตบู า นผเู สยี หายในเวลากลางดกึ อนั เปน เวลาหลบั นอนของผเู สยี หายซง่ึ อยใู นบา น ถอื ไดว า เปน การ ทาํ ใหผ เู สยี หายไดรับความเดือดรอ นราํ คาญ การกระทาํ เชน นีจ้ ึงผิดมาตรา ๓๙๗ ®Õ¡Ò·Õè ñùðø/òõñø ซอยในท่ีดินเอกชนซึ่งแบงเชาใหปลูกบาน ประชาชนชอบ ท่ีจะเขา-ออกติดตอกันไดเปนสาธารณสถาน การเอารถยนตจอดขวางก้ันไมใหรถขางในออกจาก ซอยได ไมเ ปน ความผดิ ตามมาตรา ๓๑๐ แตก ารไมย อมถอยรถใหร ถขา งในออกไดเ ปน การรงั แกขม เหง ตามมาตรา ๓๙๗ (¨) ¡ÃÐทาํ ·ÒÃ³Ø μ‹Íà´¡ç ÍÒÂÂØ ѧäÁà‹ ¡Ô¹ÊԺˌһ‚ ¤¹»Ç† Â਺ç ËÃ×ͤ¹ªÃÒ ÁÒμÃÒ óùø ผูใดกระทาํ ดวยประการใดๆ อันเปนการทารุณตอเด็กอายุยังไมเกิน สิบหาป คนปวยเจ็บหรือคนชราซึ่งตองพึ่งผูน้ันในการดํารงชีพหรือการอื่นใด ตองระวางโทษจาํ คุก ไมเ กนิ หนงึ่ เดอื นหรอื ปรับไมเ กินหนึง่ หมื่นบาทหรือท้ังจําทง้ั ปรับ องคประกอบของความผิดมดี งั นี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. กระทําดวยประการใดๆ อนั เปนการทารณุ ๒. ตอเด็กอายุยังไมเกินสิบหาป คนปวยเจ็บหรือคนชราซึ่งตองพ่ึงผูนั้นในการดาํ รงชีพ หรอื การอ่ืนใด ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹ - เจตนา คํา͸ºÔ Ò ñ. ¡ÃÐทาํ ´ŒÇ»ÃСÒÃã´æ Íѹ໚¹¡Ò÷ÒÃØ³ หมายถึง กระทําโดยวิธีการใดๆ ก็ได อันเปน การกระทําอนั โหดรา ยตอผูอนื่ ทารณุ หมายถงึ หยาบชา รา ยกาจ ดรุ าย หรือโหดรา ย ò. μÍ‹ à´¡ç ÍÒÂÂØ §Ñ äÁà‹ ¡¹Ô ÊºÔ ËÒŒ »‚ ¤¹»Ç† Â਺ç ËÃÍ× ¤¹ªÃÒ«§Öè μÍŒ §¾§èÖ ¼¹ÙŒ ¹éÑ ã¹¡ÒÃดําçª¾Õ ËÃÍ× ¡ÒÃÍ×¹è ã´ เชน ใหเ ด็กอายไุ มเกนิ ๑๕ ป อยูอยา งอดๆ อยากๆ ลา มโซไ วในหองไมใหออกไปไหน บังคับใหนั่งหอกระดาษทอฟฟท้ังวันไมมีเวลาพัก หรือใชคนชราหรือคนปวยทํางานแบกของหนักๆ โดยไมใหพักผอน การเฆย่ี น ตี โบย เปนตน ซึ่งตองพึ่งผูนั้นในการดํารงชีพหรือในทางอื่นใด หมายถึง เด็ก คนปวยเจ็บ หรือคนชรา ดงั กลา วขา งตน เปน ผทู อี่ ยใู นฐานะตอ งอาศยั พงึ่ พาผกู ระทํานน้ั ในการดํารงชพี เชน ตอ งอาศยั ปจ จยั ๔ จากผกู ระทาํ อนั ไดแ ก อาหาร ทอ่ี ยอู าศยั เสอ้ื ผา ยารกั ษาโรค หรอื พง่ึ พาในการอนื่ ใด เชน ในการใหก าร ศกึ ษาเลา เรยี น ในการรักษาพยาบาล เปน ตน à¨μ¹Ò ผกู ระทําตอ งมีเจตนาตามมาตรา ๕๙

๒๘๙ ¤ÇÒÁ¼´Ô ÅËØâ·É͹è× æ ความผดิ ลหุโทษอน่ื ๆ ไดแ ก ความผิดเลก็ ๆ นอยๆ ๔ ฐานดว ยกนั คือ ๑. ปลอ ยปละละเลยใหบ ุคคลวกิ ลจรติ ท่คี วบคุมดูแลไวอ อกเที่ยวไปโดยลําพงั ๒. ไมช ว ยผูอืน่ ซ่ึงตกอยูใ นภยนั ตรายแหงชวี ิต ๓. กระทาํ การอนั ควรขายหนาตอ หนาธารกํานัล ๔. ดูหมิน่ ผูอ ่นื ซึง่ หนา หรอื ดว ยการโฆษณา ความผดิ ทงั้ ๔ ฐานนี้ ปรากฏอยูใ นมาตรา ๓๗๓, ๓๗๔, ๓๘๘ และ ๓๙๓ ซ่งึ มสี าระ สําคัญดงั น้ี (¡) »ÅÍ‹ »ÅÐÅÐàÅÂãËŒº¤Ø ¤ÅÇ¡Ô Å¨ÃÔμ·Õè¤Çº¤ÁØ ´ÙáÅäÇŒÍÍ¡à·èÕÂÇä»â´Âลํา¾Ñ§ ÁÒμÃÒ ó÷ó ผูใดควบคุมดูแลบุคคลวิกลจริตปลอยปละละเลยใหบุคคลวิกลจริตนั้น ออกเทยี่ วไปโดยลําพัง ตอ งระวางโทษปรับไมเกนิ หา พันบาท องคประกอบของความผดิ มีดงั น้ี ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. เปนผูค วบคมุ ดแู ลบคุ คลวิกลจรติ ๒. ปลอยปละละเลยใหบคุ คลวิกลจริตนัน้ ออกเท่ียวไปโดยลาํ พงั คาํ ͸ԺÒ ñ. à»¹š ¼ŒÙ¤Çº¤ØÁ´Ùáźؤ¤ÅÇԡŨÃμÔ ผกู ระทําผิดตามมาตรานไ้ี ดตองเปน ผคู วบคุมดูแล บคุ คลวิกลจรติ บคุ คลวิกลจริต คอื ผทู ม่ี จี ริตไมป กติ ซงึ่ เมือ่ พิจารณาตาม ป.อ.มาตรา ๖๕ แลว บุคคล วิกลจริตก็คือ ผูท่ีไมสามารถรูผิดชอบหรือไมสามารถบังคับตนเองไดเพราะมีจิตบกพรอง โรคจิต หรอื จติ ฟน เฟอ น ò. ¡ÒáÃÐทาํ ·Õè໚¹¤ÇÒÁ¼Ô´¤×Í¡ÒûŋÍ»ÅÐÅÐàÅ ไมใชความระมัดระวังในฐานะ ที่ตนเปนผูควบคุมดูแล จนกระท่ังบุคคลวิกลจริตน้ันออกเที่ยวไปโดยลําพัง ซึ่งการท่ีบุคคลวิกลจริต นั้นออกเท่ียวไปโดยขาดผูควบคุมดูแลนี้ อาจเปนเหตุใหบุคคลวิกลจริตนั้นไปทํารายหรือกอใหเกิด ความเสียหายแกบุคคลอ่ืนหรอื กระทาํ การทเ่ี ปนอนั ตรายแกต นเองได (¢) äÁª‹ Ç‹ ¼ÙÍŒ ¹è× «§Öè μ¡ÍÂÙ‹ã¹ÀÂ¹Ñ μÃÒÂáË‹§ªÇÕ Ôμ ÁÒμÃÒ ó÷ô ผูใดเห็นผูอื่นตกอยูในภยันตรายแหงชีวิต ซึ่งตนอาจชวยไดโดยไมควร กลัวอันตรายแกตนเองหรือผูอ่ืน แตไมชวยตามความจําเปน ตองระวางโทษจาํ คุกไมเกินหน่ึงเดือน หรือปรับไมเกนิ หนึง่ หมื่นบาทหรือทงั้ จาํ ทงั้ ปรบั องคป ระกอบของความผิดมดี งั นี้ ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ ๑. เห็นผูอ่ืนตกอยูในอันตรายแหงชีวิต ซึ่งตนอาจชวยไดโดยไมควรกลัวอันตราย แกต นเอง หรือผูอนื่ ๒. ไมช ว ยตามความจําเปน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook