79 4.7 ยุคแหง่ ความรุ่งโรจน์ (Enlightenment) ศตวรรษที่ 17 ผ่านพ้นไปพร้อม ๆ กับชัยชนะของสิทธิส่วนบุคคลเหนืออานาจกษัตริย์สิทธิ บุคคลได้ถูกวางรากฐานไว้อย่างดีในทางการเมืองและได้มีความพยายามนาหลักของเหตุผลและความ จรงิ มาใชใ้ นทางการเมอื งอีกดว้ ย ผลของส่งิ เหลา่ น้เี กิดขนึ้ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาซ่ึงชาวตะวันตกเรียก กนั ว่าถึงยคุ แหง่ ความรุง่ โรจน์ (Enlightenment) ลักษณะของยุคแห่งความรุ่งโรจน์คือ มีการศึกษาหาความจริงในส่ิงต่าง ๆ ด้วยการค้นคว้า ทดลองและพิสูจน์ ซ่ึงเป็นการศึกษาที่เรียกว่าการศึกษาแนวประจักษ์หรือ Empirical คือมีการใช้เหตุ ผลนอกจากน้ยี งั มกี ารวางกฎเกณฑ์ทางการเมือง หรือสรา้ งแบบทางการเมอื งข้ึน นักคิดที่สาคัญในสมัย นีค้ อื มองเตสกิเออ และ รสุ โซ 4.7.1 แนวความคิดของมองเตสกิเออ (Montesquieu) ภาพที่ 20 นกั ปรัชญามองเตสกิเออ (Montesquieu ค.ศ. 1689 - 1755) (ท่ีมา : Google/https://th.wikipedia.org) เป็นนักคิดที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุครุ่งโรจน์ เป็นนักกฎหมายชาวฝร่ังเศสท่ีมี อทิ ธิพลตอ่ แนวความคิดทางการเมืองในสมัยต่อมาเป็นอย่างยิ่ง เขาเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม แต่ ที่สาคัญทส่ี ุดคือเจตนารมณแ์ หง่ กฎหมาย (The spirit of laws) ซึง่ มีสาระสาคัญดงั นี้ 1. ทุกสิ่งทกุ อยา่ งข้ึนอยกู่ บั กฎเกณฑอ์ ยา่ งใดอย่างหนึ่งเสมอ มนุษย์ทุกคนก็อยู่ภายใต้ กฎหมายธรรมชาติหรือกฎหมายของพระเจ้าซ่ึงเป็นการให้หลักการเก่ียวกับความเหมาะสมของการ กระทา ของมนุษย์ อย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมืองอีกต่อหนึ่งเพื่อความ เป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม 2. สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่ามองเตสกิเออจะแบ่งระบอบ การปกครองเป็น 3 แบบใหญ่ ๆ คอื 1. แบบทรราชย์ (despotism) เปน็ การปกครองคนเดยี วโดยปราศจากกฎหมาย 2. แบบกษตั รยิ ์ (monarchy) เป็นการปกครองคนเดียวภายใต้กฎหมายและ 3. แบบสาธารณรฐั (republic) ซ่งึ แบง่ เปน็
80 3.1 อภิชนาธปิ ไตย (aristocracy) คือการปกครองโดยกลมุ่ บุคคล 3.2 ประชาธิปไตย (democracy) คือการปกครองโดยคนกลุ่มใหญ่ มองเตสกิ เออมองวา่ ระบบประชาธิปไตยเป็นการปกครองท่ีน่าประทับใจที่สุดเพราะว่าประชาชนเป็นผู้มีอานาจ ทางการเมืองอยา่ งแทจ้ รงิ แต่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอานาจทางการเมืองน้ีจะต้องมีคุณงามความดี ซึ่ง หมายถงึ 2 ส่งิ คอื ความพอดีทางเศรษฐกิจ และความเสมอภาคของประชาชน 3. การศกึ ษามอี ทิ ธพิ ลตอ่ การเมือง มองเตสกเิ ออกล่าวว่า ระบบการศึกษามักส่งผลให้ เกิดผลในระบบการเมือง และระบบการเมืองก็มีแนวทางการศึกษาเพ่ือปลูกฝังจิตใจของตนแตกต่าง กนั ไป ในระบอบประชาธิปไตย การให้การศึกษาควรย้าถึงสิทธิเสรีภาพการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม และ การเคารพกฎหมายของบา้ นเมอื ง 4. บุคคลพงึ มีเสรีภาพตามกฎหมาย เสรีภาพทางการเมืองเป็นสิ่งท่ีประชาชนทุกคนมี อยู่ และผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ทั้งน้ีประชาชนทุกคนสามารถใช้เสรีภาพได้ตามต้องการภายในขอบเขตที่ กฎหมายกาหนด เพื่อเปน็ การรกั ษาเสรีภาพทางการเมือง มองเตสกิเออจึงสนับสนุนให้แบ่งแยกการใช้ อานาจอธปิ ไตยเปน็ 3 ทาง ไดแ้ ก่ นิติบัญญตั ิ บริหาร และตลุ าการ โดยอานาจท้ัง 3 ทางน้ีจะเท่าเทียม กัน ตรวจสอบถว่ งดุลกนั เพ่อื ไม่ให้มีอานาจใด เขา้ มาลดิ รอนเสรีภาพของประชาชน 4.7.2 รุสโซ (Jean-Jacque Rousseau) ภาพท่ี 21 นักปรชั ญายัง ยาคส์ รุสโซ (ค.ศ. 1712 - 1778) Jean – Jacques Rousseau (ทีม่ า : Google/https://th.wikipedia.org/wiki/) รุสโซมีความแตกต่างกับนักคิดทางการเมืองที่มีชื่อเสียงคนอื่น ๆ เป็นอย่างยิ่งท้ังในเร่ือง ฐานะชาติกาเนิด การใช้ชีวิต และแนวการเขียนงานของเขา กล่าวคือเขาเกิดในครอบครัวซ่ึงมีปัญหา แม่เสียชีวิตต้ังแต่เขายังเป็นทารก ส่วนพ่อต้องหนีไปเมืองอ่ืนเน่ืองจากการทะเลาะวิวาท ในวัยเด็กรุส โซจึงกลายเป็นเด็กกาพร้าและมีชีวิตท่ีเร่ร่อนอยู่กับญาติและผู้อุปถัมภ์หลาย ๆ คน งานเขียนที่สาคัญ ของเขาคือสัญญาประชาคม (social contract) เป็นหนังสือท่ีมีทัศนคติท่ีรุนแรง และชักนา ไปสู่การ
81 ปฏิวัติ แนวการเขียนของเขามเี หตผุ ลและแฝงไว้ซ่งึ อารมณ์ซ่ึงมีอิทธิพลต่อผู้อ่านมากกว่างานเขียนของ คนอ่ืน สงิ่ ท่ีสะทอ้ นจากงานเขียนของเขามดี ังนี้ 1. มนุษย์เกิดมากับเสรีภาพ แต่เขาได้ถูกพันธนาการไว้ (Man is born free and everyw- here he is in chains) ประโยคน้ีเป็นประโยคขึ้นต้นของหนังสือสัญญาประชาคมเขามีความคิดว่ามนุษย์ ถูกพันธนาการเพราะถูกผู้มีอานาจบังคับ มนุษย์น้ันแท้จริงแล้วรักเสรีภาพเหนืออ่ืนใด มนุษย์อาจจะยอม ทิ้งสิ่งใด ๆ ทั้งปวงได้ หากยังเหลือไว้ซึ่งเสรีภาพเขาจึงเรียกร้องให้มนุษย์กลับไปสู่ธรรมชาติ เพราะสภาพ ชวี ติ ในสังคมเต็มไปด้วยการริดรอน เสรีภาพ การถกู กดขี่ ข่มเหง และความไมย่ ตุ ิธรรมต่าง ๆ 2. สญั ญาประชาคม สัญญาประชาคมตามความหมายของรุสโซจึงหมายถึงการที่เอก ชนทุกคนยอมยกสิทธิตามธรรมชาติของตนให้กับองค์ธิปัตย์ ซึ่งก็คือ เจตนารมณ์ท่ัวไป หรือเป็นการ มอบสิทธิตามธรรมชาติให้กับชุมชนส่วนร่วม (community) (จรูญ สุภาพ, 2527: 192) ต่อการมอบ สิทธิตามธรรมชาตินี้ไม่ได้ทาให้เอกชนเหล่านั้นต้องสูญสิ้นสิทธิตามธรรมชาติลงแต่อย่างใด ดังน้ัน สัญญาประชาคมจึงเกิดข้ึนเพื่อท่ีจะหาทางสายกลางระหว่างสองสิ่งดังกล่าว คือรักษาเสรีภาพส่วน บุคคลในขณะที่ยังคงมีสังคมท่ีบุคคลอาศัยอยู่ได้ โดยมนุษย์ทุกคนจะสละเสรีภาพไปให้แก่ชุมชน แต่ การสละเสรภี าพน้ไี มใ่ ชว่ า่ เสรีภาพของแตล่ ะบคุ คลจะสูญเสียไปหากแต่เกิดเสรีภาพใหม่ขึ้นเรียกว่าเสรี ภาพรวม หรือ เจตนารมณ์ร่วม (general will) โดยทุก ๆ คนต้องเช่ือฟังเจตนารวมน้ี เพราะการ กระทาดังกล่าวก็คือการเคารพเจตนาของตนเอง เจตนารวมเป็นเจตนาของทุกคนไม่ใช่ของคนใดคน หนง่ึ เจตนารวมจงึ เปน็ อานาจอธิปไตย อยู่เหนือทกุ ๆ คนในสังคม 3. เจตนารวมน้ีเปน็ อันหน่ึงอนั เดียว แบง่ แยกมไิ ด้ แทนตัวกันมิได้ และเป็นผลดีต่อทุก คน เจตนารวมมาจากทกุ คนและใชบ้ งั คบั กับทกุ คน ถงึ แม้ว่าเราจะไม่มองเจตนารวมนี้ในแง่ของจานวน น้อยมากของประชาชน แตร่ สุ โซกย็ อมรับวา่ เจตนารวมจะเกิดกบั ชนส่วนใหญ่ (majority) ของสังคม 4. กฎหมายคอื อานาจของเจตนารวม ในการที่จะสร้างแบบแผนการดา เนินชีวิตและ บังคับใชใ้ หต้ รงตามความจานงคข์ องเจตนารวม 5. รัฐ และรัฐบาลมีความแตกต่างกัน เพราะรัฐบาลคือตัวกลางที่มนุษย์ตั้งข้ึนมา ระหวา่ งรัฐกบั ประชาชน ส่วนรัฐมีอานาจสงู สดุ คืออานาจอธิปไตย ดังน้นั อานาจในการออกกฎหมายจึง ไม่ใช่อานาจของรัฐบาลแต่เป็นหน้าที่ของประชาชน ส่ิงท่ีรุสโซเห็นด้วยท่ีสุดคือการที่พลเมืองทุกคนมี โอกาสรว่ มพจิ ารณาหรอื ออกกฎหมายพร้อม ๆ กันเหมือนนครรัฐกรีกจะเห็นได้ว่า แนวความคิดในยุค รุ่งโรจน์น้ีส่งผลมาถึงระบอบการเมืองการปกครองในสมัยปัจจุบันอย่างมาก โดยเฉพาะหลักการเจต นารมณ์ร่วม ของรุสโซ และหลักการแบ่งแยกอานาจของมองเตสกิเออ เป็นแนวความคิดแกนหลักท่ี สาคัญทสี่ ุดของแนวความคดิ ประชาธปิ ไตยในสมัยปจั จุบัน 4.8 การปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม การปฏิวตั ิอตุ สาหกรรมในศตวรรษท่ี 19 เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษย์อีกคร้ังหนึ่ง นบั เปน็ ครง้ั แรกในประวตั ิศาสตร์ที่มนษุ ย์ได้นาความเจรญิ ทางวิทยาศาสตรท์ ี่ได้พัฒนามาตั้งแต่ยุคฟ้ืนฟู มาใชใ้ ห้เปน็ ประโยชนต์ ่อการดารงชวี ติ ประจาวนั การนาเครอื่ งยนตก์ ลไกมาช่วยในการผลิต ได้ช่วยเพ่ิม ผลผลติ และรายไดใ้ ห้สูงขนึ้ กวา่ เดมิ มนุษย์ได้สะสมส่วนเกินทางการผลิตจนเกิดความม่ังค่ังให้กับตัวเอง
82 และสงั คมอย่างเต็มที่ ในทีส่ ดุ ทาใหเ้ กิดระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนยิ มขึ้นในยุโรปการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการผลิต การเกิดของนายทุนและการจ้างงาน การเอารัดเอาเปรียบของนายทุนที่มีต่อแรงงาน สา หรับคาร์ล มารกซ์ การเอารดั เอาเปรียบเช่นนี้คือความอยุติธรรมของสังคมที่เขาจะต้องปฏิรูปแก้ไขให้ได้ เขาเป็น ผู้ใหก้ าเนิดลทั ธปิ ฏิวตั ิสงั คมอยา่ งถึงรากถงึ โคนเป็นคนแรกในประวัตศิ าสตรโ์ ลก 4.8.1 คารล์ มารก์ ซ์ (Karl Marx) ภาพท่ี 22 นกั ปรชั ญาอมิ นานูเอล คานท์ (Immanuel Kant ค.ศ. 1724 - 1804) (ทม่ี า : Google/https://th.wikipedia.org/wiki/) มาร์กซ์ เกิดข้ึนในยุโรปในช่วงของความเจริญก้าวหน้าของลัทธิทุนนิยม เขาได้เห็นความ เอารัดเอาเปรียบของนายทุนต่อชนช้ันกรรมาชีพอย่างน่ากลัว ทฤษฎีของมาร์กซ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทฤษฎีประวัติศาสตร์และการคาดคะเนสังคมมนุษย์ในอนาคต ทา ให้เขาได้ทฤษฎีของตัวเองข้ึนมาคือ dialectic materialism ได้แก่ ความแตกต่างทางวัตถุทาให้เกิดความแตกต่างทางชนชั้น ท่ีจริงมาร์กซ์ ได้รับพ้ืนฐานของแนวความคิดน้ีมาจากเฮเกลนักปรัชญาท่ีมีช่ือเสียงที่สุดคนหน่ึงของเยอรมันมาร์กซ์ ได้ เขียนหนังสือขึ้นมาหลายเล่ม เช่น The Poverty of Philosophy, The Critique of Political Economy, Das Capital, Value, Price and Profit และ The Communist Manifesto ซึ่งหนังสือเล่ม หลงั นี้เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงท่ีสุดของเขาเราสามารถอธิบายแนวความคิดของมาร์กซ์ได้จากหนังสือเรื่อง คา ประกาศของลัทธิคอมมิวนสิ ต์ (The Communist Manifesto) ดงั น้ี 1. ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น โดยนับต้ังแต่แรกเร่ิมจนถึง ปัจจุบันจะเห็นการขัดแย้งกันเสมอ เช่น นายกับทาส ผู้ดีกับไพร่ นายจ้างกับลูกจ้างโดยจะมีคนหน่ึง เป็นผู้กดข่ีข่มเหง (oppressor) และผู้ถูกข่มเหง (oppressed) การต่อสู้ระหว่างชนช้ันจะยุติลงก็ ต่อเมอ่ื เกิดชนชน้ั ใหม่ขึน้ มาจากทง้ั สองชนชนั้ 2. โลกของนายทุน ในโลกปัจจุบันเกิดชนชั้นใหม่ท่ีมีบทบาทในสังคมมาก ได้แก่พวก นายทุน พวกนายทุนได้เอาเปรยี บชนชั้นแรงงานทกุ วถิ ีทาง อานาจของนายทุนคืออานาจทางเศรษฐกิจ และทางการเมอื ง โดยกษตั รยิ ์และผู้ปกครองก็อย่ภู ายใตอ้ ิทธิพลของนายทนุ นดี้ ว้ ย
83 3. พวกนายทุนท้ังหลายมักเรียกร้องเสรีภาพ เช่นการค้าขายอย่างเสรีการแข่งขันเสรี แต่แทจ้ รงิ แลว้ เป็นการเรยี กร้องให้ตวั เองมีโอกาสเอาเปรียบผู้อ่นื มากข้ึน 4. นายทุนเป็นพวกไร้ศีลธรรม มองเห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเพียงเรื่องของการ สะสมเงินทองสว่ นคณุ ค่าทางจิตใจความเมตตาปราณหี รือมนุษยธรรมแทบจะไมม่ ีอยู่ในสานึกของนายทุน 5. ชนชัน้ กรรมาชีพจะชนะชนช้ันนายทุนในท่ีสุด ในตอนแรกสังคมอาจจะมีหลายชน ช้ันแต่ในท่ีสุดการผลิตแบบทุนนิยมจะทาให้เหลือเพียง 2 ชนช้ัน โดยชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) จะถูกกดขี่ข่มเหงจากชนช้ันนายทุน (bourgeoisie) การต่อสู้น้ีจะเกิดข้ึนตลอดเวลาจนในท่ีสุดชนชั้น กรรมาชีพจะรวมตัวกันเป็นสหภาพกรรมกรต่อมาจะกลายเป็นพรรคการเมืองท่ีมีนโยบายและหลัก ปฏิบัติอันแน่วแน่ต่อมาพรรคกรรมกรจะมีสมาชิกและพลังเพ่ิมมากข้ึนทุกที นายทุนก็จะระส่าระสาย และแตกแยกกันเองชัยชนะจะเปน็ ของชนช้นั กรรมาชีพอยา่ งหลีกเลี่ยงไมพ่ น้ 6. คอมมิวนิสต์คือกลุ่มผู้นา ของชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้นาของการรวมตัวกันของ ชน ช้ันโดยไม่คานึงถึงเชื้อชาติช่วยเป็นผู้นาการปฏิวัติและนาพาการปฏิวัติไปสู่จุดมุ่งหมาย ดังน้ัน คอมมิวนิสต์จึงเป็นทหารแนวหนา้ ซง่ึ เขา้ ใจอุดมการณก์ ารปฏวิ ัติสงั คมของ Marx มากทีส่ ดุ 7. ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องรวมตัวกันเป็นอันหน่ึงอันเดียว ต้องปฏิบัติการพร้อมกันทั่ว โลกไมม่ คี วามแปลกแยกทางเชื้อชาติศาสนาเพ่ือเป็นพลังอันเข้มแข็งทจ่ี ะลม้ ล้างอานาจของพวกนายทุน 8. ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ลักษณะที่สาคัญที่สุดของระบอบคอมมิวนิสต์คือการล้มล้าง ระบบทรัพย์สนิ สว่ นตวั เพราะเปน็ สญั ลักษณข์ องชนชัน้ นายทุนซง่ึ เปน็ ลกั ษณะของความเห็นแกต่ ัว 9. ยกเลิกสถาบนั ครอบครวั สถาบนั ครอบครวั ของนายทุนเป็นการเอารัดเอาเปรียบต่อ สตรีและเด็กนายทุนไม่ได้มีความรักต่อบุตรและภรรยาแต่เขามองว่านั่นคือเครื่องมือในการผลิต นายทนุ ทงั้ หลายมักไร้ศลี ธรรมมีการประพฤติผิดเรอ่ื งชสู้ าวเสมอดังน้ันเมื่อครอบครัวเป็นสิ่งที่ไร้ค่าดังนี้ ควรจะยกเลกิ ระบบครอบครัว 10. ยกเลิกความเป็นชาติ สาหรับ Marx ชาติคือผลลิตของนายทุนชาติทาให้คนทะ เลาะเบาะแว้งกันชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติแต่แท้จริงแล้วชนชั้นกรรมาชีพมีความเหมือนกันทุกอย่างคือ โดนกดขีโ่ ดยนายทนุ ดงั น้นั ชนชนั้ กรรมาชพี ของทกุ ประเทศจงึ เข้ามารวมกันเปน็ อันหนึ่งอันเดียวกันเพ่ือ ตอ่ สู้กับทนุ นยิ ม 4.9 บทสรปุ แนวความคิดทางการเมืองตะวันตกยุคกรีกโบราณ หมายถึง ปรัชญาการเมืองของนักปรัชญา กรกี โดยเฉพาะแนวความคิดของเพลโตและอรสิ โตเติล ซึ่งเช่ือในความจาเป็นและความเป็นธรรมชาติของ รฐั โดยเฉพาะอรสิ โตเติลถือวา่ มนุษย์คือสัตวส์ งั คมหรือสัตว์การเมืองหมายถึง ความจาเป็นที่มนุษย์ต้องอยู่ ร่วมกันในสังคมโดยธรรมชาติเพราะอริสโตเติลเห็นว่ารัฐเป็นส่วนท่ีสามารถอานวยประโยชน์ให้มนุษย์ได้ พฒั นารปู แบบของตนหรือพัฒนาลักษณะเฉพาะของตนน่ันคือความมีเหตุผลของมนุษย์ รัฐจึงสามารถทา ให้มนุษย์มีคุณธรรมทางปัญญาได้ส่วนเพลโตน้ันเช่ือในความดีของรัฐท่ีปกครองโดยราชาปราชญ์ผู้ท่ีมีจิต ภาคปัญญาเด่นและมีพวกจิตใจกล้าหาญเป็นทหารและมีพวกกลุ่มหลงในกเิ ลสเปน็ คนงาน
84 แนวความคิดทางการเมืองตะวันตกยุคโรมัน หมายถึง การสร้างสถาบันทางกฎหมายอย่าง สมบูรณ์และดีท่ีสุดพวกเขาพยายามดัดแปลงกฎหมายให้อยู่ในรูปท่ีสามารถนาไปใช้ได้จริง ๆ และยังมี อาณาจักรที่กว้างใหญ่เพื่อใช้ในการทดสอบระบบกฎหมายและการปกครอง ซ่ึงมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ ยังคงนามาใช้ถึงปัจจุบันเช่นเรื่องสิทธิของบุคคลเรื่องอานาจอธิปไตยเรื่องรัฐในแง่กฎหมาย เป็นต้น พวกเขาแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นผู้มีอานาจทางการเมืองท่ีแท้จริงไม่ใช่พระเจ้าดังนั้นชาวโรมันจึงถือ ว่าผู้ปกครองคือผู้ท่ีรับอานาจไปจากประชาชนประชาชนจึงเปรียบเสมือนหน่วย ๆ หนึ่งในทางกฎ หมายท่ีจะถูกล่วงละเมิดมิได้อีกลักษณะหน่ึงท่ีน่าสนใจยิ่งก็คือเน่ืองจากในยุคโรมันน้ีมีการติดต่อกัน มากข้ึนระหว่างชาวโรมันกับประชาชนของรัฐอ่ืนๆ โดยเฉพาะในเรื่องการค้าขายเมื่อมีการติดต่อกับ ชาวต่างประเทศมากข้ึนความจาเป็นในการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมเรื่องการค้า ขายจึงมีมากข้ึน ตามลาดับ กฎหมายดังกล่าวน้ีคือกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งเป็นกฎธรรมชาติวางอยู่บนพ้ืนฐาน ธรรมชาติว่าอะไรเป็นสิง่ ท่ดี หี รอื ไมด่ แี ละเป็นสากล นกั คดิ คนสาคัญในสมยั นี้คอื ซเิ ซโร แนวความคิดทางการเมืองตะวันตกยุคกลางหมายถึงนักปรัชญาการเมืองสมัยยุโรปตกอยู่ ภายใต้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ดังน้ันความรู้สึกต่อรัฐของนักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยกลางจึง เป็นไปในทางลบและมองเห็นว่ารัฐเป็นความชั่วร้ายศาสนจักรจึงเป็นส่ิงท่ีดีกว่ารัฐและควรเป็นฝุาย ควบคุมรัฐตัวอย่างของนักปรัชญาการเมืองสมัยกลางคือนักบุญออกัสตินและนักบุญโทมัส อะไควนัส เป็นตน้ แนวความคิดทางการเมืองตะวันตกยุคฟื้นฟู หมายถึง เกิดความรู้ทางด้านศิลปะและ วิทยาศาสตร์ข้ึนมาใหม่ เรียกว่า Renaissance ซ่ึงเป็นการเปล่ียนแปลงแนวความคิดทางศิลปะจากที่ ผลติ ขึน้ เพ่ือรบั ใช้พระเจา้ กลายเป็นศิลปะเพ่ือรบั ใชม้ นษุ ยม์ ีการนาศลิ ปะกรีกและโรมันเข้ามาใช้ใหม่อีก ครั้งรวมท้ังการพัฒนาวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของคนในสมัยน้ันมากมาย มีนักคิดคน สาคัญคือ มคั คีอาเวลลี มาร์ตนิ ลูเธอรแ์ ละชองโบแดง เป็นต้น แนวความคิดทางการเมืองตะวันตกยุคสมัยใหม่ หมายถึง นักปรัชญาการเมืองตะวันตก สมัยใหม่ มีแนวโน้มท่ีมองเห็นความจาเป็นของรัฐ ถึงแม้ว่ารัฐจะไม่ใช่สถาบันธรรมชาติของมนุษย์ แต่ รัฐน้ันมีอานาจจากัดลง เพราะกาเนิดของรัฐเกิดจากข้อตกลงของราษฎร์ หรือปัจเจกบุคคลซึ่งเป็น อิสระตามสภาพธรรมชาติหรือมีสิทธิบางอย่างโดยธรรมชาติ เมื่อตกลงกันโอนอานาจตามธรรมชาติ ของตนให้คนเพียงคนเดียวหรือคนกลุ่มหน่ึง เมื่อนั้นรัฐหรือสังคมจึงเกิดข้ึน แต่การตกลงของราษฎร์ เกิดข้ึนเพราะราษฎร์เห็นประโยชน์จากการมีรัฐที่สามารถรักษาสิทธิ์ที่ตนมีโดยธรรมชาติดีกว่าไม่มีรัฐ นั่นคือ นักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ยึดถือทฤษฎีสัญญาประชาคม ( Social Contract ) ดังนั้น ถ้ารัฐ หรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบอานาจไม่สนองตามความต้องการของราษฎร์หรือประชาชน ประชาชนมี สิทธ์ิเรียกอานาจคืนและโอนให้บุคคลอ่ืน ๆ ได้ตัวอย่างของนักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยใหม่ คือ โทมสั ฮอบส์และจอหน์ ลอ๊ ค เป็นตน้
85 แนวความคิดทางการเมอื งตะวนั ตกยุคแห่งความรุ่งโรจน์ หมายถงึ นกั ปรชั ญาการเมืองตะวัน ตกยุคแหง่ ความร่งุ โรจน์มกี ารศกึ ษาหาความจรงิ ในสงิ่ ต่าง ๆ ด้วยการคน้ ควา้ ทดลองและพสิ ูจนซ์ ึ่งเปน็ การศกึ ษาทีเ่ รียกวา่ การศึกษาแนวประจักษ์หรือ Empirical คือมีการใช้เหตุผล นอกจากน้ียังมีการวาง กฎเกณฑ์ทางการเมืองหรือสร้างแบบทางการเมืองขึ้นนักคิดที่สาคัญในสมัยน้ีคือ มองเตสกิเออ และ รสุ โซ เปน็ ต้น การปฏวิ ัตอิ ตุ สาหกรรม มีนักคิดสาคัญผู้มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางของยุโรปคือ คาร์ล มาร์กซ์ ผมู้ คี วามเห็นว่ารัฐเป็นส่ิงไม่จาเป็นสาหรับสังคมมนุษย์เพราะรัฐกาเนิดขึ้นเนื่องจากโครงสร้างทางการ ผลิตที่เปิดโอกาสให้มีคนผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและคนกลุ่มนี้สร้างอานาจขึ้นมากดข่ีขูดรีดและ รักษาสถานภาพของตนไว้ ดังนั้น ถ้าเป็นสังคมที่มีวิธีการผลิตแบบไม่มีใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ความแตกตา่ งทางชนช้ันก็หายไปรัฐก็พลอยหายไปด้วย คาถามท้ายบท 1. สภาพทางสงั คมของกรีกชนช้ันใดที่เป็นชนชัน้ สูงสุด 2. เพลโต กล่าว ในการแบ่งงานกันทาน้ันรัฐมีหน้าท่ีเปรียบเสมือนองค์กรกลางท่ีจะจัดระบบ บรกิ ารให้ดที ่ีสดุ และผทู้ ีจ่ ัดระบบไดด้ ที ส่ี ดุ นั้นเปน็ ใคร 3. งานเขยี นหนังสือของ อริส โตเติล คอื อะไร 4. มนษุ ยเ์ ป็นสัตวก์ ารเมอื งดังน้นั มนษุ ยจ์ ึงต้องมาอยรู่ วมกันเพื่ออะไร 5. อรสิ โตเติล เสนอรูปแบบของระบบการเมืองระบบโพลติ ้ี Polity เปน็ การปกครองโดยกลุ่ม ชนชั้นใด 6. ใครมแี นวความคดิ ทางการเมืองทีว่ า่ “รฐั คอื สมบัติของประชาชน” 7. แนวความคิดทางการเมืองยุคใดท่ีเริ่มมีศาสนาเข้ามามีอธิพลภายในรัฐของการปกครอง ประชาชน 8. ระบบใดทเี่ กดิ ขึ้นมาจากการท่ีสภาพเศรษฐกจิ ในสมยั ยุคกลาง 9 . ผู้มีอานาจหรือเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ท่ีชาวนาเล็กๆ จะเข้ามาสวามิภักดิ์ คือ ชนชั้น ใดในระบบฟิวดัล (Feudal lord9.นักบุญออกัสติน (St.Augustine) ให้แนวความคิดทางการเมืองว่า “อาณาจกั รของมนุษย์ตอ้ งมีความยุติธรรม” 10. แนวความคิดทางการเมืองในยุคสมัยฟ้ืนฟู “Renaissance” โดยมี มัคคีอาเวลลี เขียน หนงั สอื ชอื่ “The prince” มีความสาคญั ดงั น้ี ยกตัวอยา่ งมาสัก 4 ข้อ 11. ใครเป็นคนที่เปล่ียนแปลงความคิดทางการเมืองในเรื่อง“การปฎิรูปศาสนา”(reforma- tion)และอานาจทางการเมืองควรแยกออกจากอานาจทางศาสนา 12. ใครเป็นคนเขียนหนงั สอื “TWO Treaties of Government”
86 เอกสารอ้างอิง จรญู สภุ าพ. (2527). หลกั รัฐศาสตร์ฉบบั พื้นฐาน. พมิ พ์คร้ังท่ี 3 กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพาณชิ . ณัชชาภัทร อ่นุ ตรงจติ ร. (2554). รฐั ศาสตร.์ พมิ พค์ รัง้ ท่ี 9 กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทนิ พนั ธุ์ นาคะตะ. (2525). รฐั ศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: พนู สวัสดกิ์ ารพิมพ.์ ปานทพิ ย์ ประเสริฐสุข. (2538). ปรชั ญาเบ้ืองต้น. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคาแหง. วิทยากร เชียงกูล. (2552). ปรัชญาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์ เดอื นตุลาจากัด. สนธิ เตชานันท.์ (2550). พ้นื ฐานทางรฐั ศาสตร.์ พิมพ์ครั้งท่ี 4 กรุงเทพฯ:มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. สมศักด์ิ เก่ียวก่ิงแกว้ . (2528). ความรเู้ บอื้ งต้นเกย่ี วกบั รัฐศาสตร์. เชียงใหม่: มติ รนราการพิมพ์.
87 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 5 อุดมการณ์ทางการเมอื ง 1. เนอื้ หาประจาบทที่ 5 อุดมการณท์ างการเมอื ง 1. ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมอื ง 2. ประโยชน์ของอุดมการณ์ทางการเมอื ง 3. ประเภทของอุดมการณท์ างการเมอื ง 4. อดุ มการณ์ทางการเมอื งทสี่ าคัญ 4.1 อดุ มการณ์อรฐั นยิ ม 4.2 อุดมการณ์สงั คมนิยม 4.3 อุดมการณ์คอมมวิ นสิ ต์ 4.4 อุดมการณป์ ระชาธปิ ไตย 4.5 อดุ มการณ์ฟาสซสิ ม์ 2. จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม ผู้เรยี นศึกษาเนอ้ื หาบทเรียนน้ีสามารถ 1. นกั ศึกษาบอกความหมายและประโยชน์ของอุดมการณ์ทางการเมืองได้ 2. นกั ศกึ ษาอธบิ ายถึงการแบง่ ประเภทของอดุ มการณ์ทางการเมอื งประเภทตา่ งๆ ได้ 3. เพือ่ ใหม้ ีนกั ศึกษาอธิบายถึงอุดมการณ์ทางการเมืองท่สี าคัญได้ 4. นกั ศึกษาสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของอุดมการณท์ างเมอื งระหวา่ งประชาธปิ ไตยกบั คอมมวิ นสิ ตไ์ ด้ 5. นกั ศกึ ษาสามารถสรปุ วิเคราะหว์ า่ การเมอื งไทยในอนาคตควรทเ่ี ปน็ อดุ มการณท์ างการเมืองแบบ ใดได้ 3. วิธีสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาบทท่ี 5 1. วธิ สี อน 1.1 ใช้วธิ กี ารสอนแบบบรรยาย 1.2 เน้นผเู้ รยี นมีสว่ นร่วม 1.3 วธิ กี ารสอนแบบแบ่งกลุม่ 1.4 วิธกี ารสอนแบบอภปิ รายและวเิ คราะห์
88 2. กจิ กรรมการเรียนการสอน 2.1 ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนหลกั และตาราอื่น ๆ ท่เี กี่ยวข้อง 2.2 ศึกษาจาก PowerPoint และสอ่ื อเิ ล็กทรอนิคสต์ ่าง ๆ 2.3 ร่วมกนั อภปิ รายเน้ือหาและสรุปประเด็นหวั ข้อร่วมกนั 2.4 ผสู้ อนสรปุ ประเด็นเนอื้ หาหวั ข้อเพิม่ เตมิ 2.5 กจิ กรรมที่ คาบเรยี นท่ี 1 ดูวดี ที ัศน์ เรื่อง อดุ มการณ์ทางการเมืองไทย 2.6 ตอบคาถามใบงานจากการดวู ดี ีทัศน์ 2.7 ผ้สู อนสรปุ เนอ้ื หาจากการชมวีดีทัศน์ 2.8 กจิ กรรมคาบเรียนที่ 2 แบง่ กลุม่ ศกึ ษาพรอ้ มการเปรยี บเทยี บเรอ่ื ง “อุดมการณ์ ทางการเมืองท่ีสาคญั ” 2.9 นาเสนอรายงานหน้าชนั้ สรปุ อภิปรายผลร่วมกนั ส่งิ ที่ไดจ้ ากการศกึ ษา 2.8 ทาคาถามทา้ ยบทท่ี 5 4. ส่อื การเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนหลัก รายวิชา ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกี่ยวกับรฐั ศาสตร์ PA 51105 2. PowerPoint และสอ่ื อเิ ล็กทรอนคิ ส์ 3. ใบงาน อดุ มการณ์ทางการเมืองไทย 4. แบบฝกึ หดั คาถามทา้ ยบท 5. การวดั ผลและการประเมนิ ผล 1. การใหค้ ะแนนเข้าห้องเรียน 2. การร่วมกิจกรรมกลุ่ม การนาเสนอหนา้ ช้ันเรียน และการอภปิ ราย 3. การทาใบงาน 4. ทาแบบฝึกหดั ท้ายบท 5. การมีส่วนรว่ มในช้นั เรียนและนอกช้นั เรยี น 6. การตอบคาถามในชั้นเรยี น
89 บทท่ี 5 อุดมการณท์ างการเมือง เชาวน์ ไพรพิรุณโรจน์ (2528: 8) อธิบายเก่ียวกับอุดมการณ์ว่า อุดมการณ์ (Ideology) เป็นการ แสดงแนวความคิดเห็นต่างๆ ของบุคคลหรือกลุ่มคนท่ีสามารถอธิบายสภาพการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึนไม่เฉพาะ แต่เหตุการณ์ในปัจจุบันเท่านั้น หากสามารถอธิบายถึงสภาพการณ์นั้นๆ ในอดีตว่า ทาไมจึงมีลักษณะ เช่นนั้น มีอะไรเป็นผลและสามารถช้ีแนะถึงการหาทางป้องกันแก้ไขหรือพัฒนาอันควรจะมีหรือเป็นไปได้ ในอนาคต ดังนั้น อุดมการณ์จึงมิได้เป็นความคิดท่ีเล่ือนลอยหรือขาดหลักเกณฑ์ หากแต่เป็นแรงผลักดัน ให้นาเอาอุดมการณ์น้ันๆ มาใช้กับสภาพท่ีเป็นจริงในชุมชน แล้วมีความคิดอันแน่วแน่ท่ีจะดาเนินการทุก วิถีทาง เพ่ือให้บรรลุจุดหมายปลายทางแห่งอุดมการณ์นั้นๆ จรูญ สุภาพ (2519: 209) อธิบายว่า อุดม การณ์เปรียบเสมือนแผนท่ีทีบ่ อกทิศทางว่าจะดาเนินไปในทางใดตามปกตนิ ้ันถ้าเปรียบรัฐหรือประเทศเป็น เสมือนนาวาลาใหญ่แล้ว นาวาลานี้จะตอ้ งแล่นไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ซ่ึงจะต้องอาศัยความรเู้ ก่ียวกับ การนาเรอื อย่างทีภ่ าษาชาวบา้ นเรียกว่า ต้นหนและต้องอาศัยแผนที่เพ่ือไมใ่ ห้หลงทางแผนท่ีนั้นเป็นส่วนที่ แสดงลักษณะของโลกในรูปแบบท่ีง่าย คือ สภาพตามความเป็นจริง เช่น แผนท่ีชายฝั่งของประเทศเพื่อให้ ผู้อ่านแผนที่เข้าใจได้ง่ายชัดเจนมากกว่าท่ีจะมองชายฝั่งจริงๆ ฉะนั้นแผนท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนไหนฉันใด อุดมการณ์ก็เป็นประโยชนต์ ่อรัฐบาลและประชาชนฉันนัน้ การศกึ ษาอุดมการณ์ทางการเมืองผูศ้ ึกษาจะได้ทราบถึงแนวความคิดเห็นทางการเมืองที่มีอิทธิพล ต่อการเมืองการปกครองของสังคมน้ันๆ ในบทที่ 5 อุดมการณ์ทางการเมืองจึงนาเสนอความหมายของ อุดมการณ์ทางการเมืองประโยชน์ของอุดมการณ์ทางการเมืองประเภทของอุดมการณ์ทางการเมืองและ อุดมการณ์ทางการเมืองทีส่ าคัญ 5.1 ความหมายของอดุ มการณ์ทางการเมอื ง นักรฐั ศาสตรไ์ ด้ให้นยิ ามความหมายของคาวา่ อดุ มการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) ไว้ดงั นี้ ลขิ ติ ธีรเวคิน (2515: 120) อธิบายถงึ อุดมการณ์ทางการเมอื งว่าอุดมการณ์ทางการเมือง หมายถึง สิทธิทางการเมืองที่อธิบายความเป็นมาของระบบสังคมมนุษย์ในอดีตสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันและ แนวโน้มในอนาคตการวางแนวทางความประพฤติสาหรับสมาชิกในปัจจุบันและสาหรับการบรรลุถึงความ มุ่งหวังในอนาคตพร้อมทั้งให้ความหมายแก่ชีวิตแก่ความประพฤติและความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อ สิง่ แวดลอ้ มและระบบสงั คมทัง้ มวล ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2520: 244) กล่าวถึง อุดมการณ์ทางการเมืองวา่ อุดมการณ์ทางการเมืองมี เป้าหมายในการท่จี ะนาเอาบางส่วนของทฤษฎีหรอื ปรัชญาทางการเมืองมาใช้เปน็ ข้ออา้ งแนวทางเป็นการ
90 นาวถิ ีที่จะก่อให้เกิดการยอมรบั ความคดิ น้ันในหมชู่ นเพื่อความประสงค์ที่จะกอ่ ให้เกดิ การกระทาทาง การเมืองซึ่งพฤติกรรมถูกกาหนดโดยหลักเกณฑ์ของอุดมการณ์ทางการเมืองน้ันๆ ดังน้ัน อุดมการณ์ ทางการเมืองจึงมีลักษณะเช่นเดียวกับลัทธิการเมือง (Political Doctrine) ซึ่งวางเป้าหมายในทาง ปฏบิ ตั ิหรือธารงรกั ษาไวซ้ ึ่งสภาพการณ์ทางการเมืองอย่างแน่ชัด รโี อ เอ็ม. ครสิ เตนสัน (วิสุทธ์ิ โพธิ์แท่น. 2524: 25) ให้นิยามความหมายอุดมการณ์ทางการ เมืองว่าอุดมการณ์ทางการเมืองหมายถึงระบบความเช่ือท่ีมุ่งอธิบายและสนับสนุนให้เห็นว่าระเบียบ ทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นท่ีพึงประสงค์สาหรับสังคมท่ีมีอยู่แล้วหรือเสนอให้มีขึ้นใหม่โดยมี แนวทางหรือวธิ ีการในการไปสู่วัตถปุ ระสงค์ของอุดมการณ์น้นั ไว้ดว้ ยนน่ั คืออุดมการณ์ทางการเมอื งมี ลักษณะอันเป็นกฎเกณฑ์ทางการเมืองท่ีวางไว้เป็นแบบแผนเพื่อใช้เป็นแนวทางที่จะให้มีการปฏิบัติ ตามโดยมีเปา้ หมายทตี่ ้องการบรรลุดว้ ย สนธิ เตชะนนั ท์ (2543: 237) กล่าววา่ ปรชั ญาการเมืองมีลักษณะเปน็ แมบ่ ทของระบบความ คิดทางการเมืองและความเชื่อในทางการเมืองหากความเชื่อน้ันๆ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แล้วความเชื่อนัน้ ๆ ก็จะกลายเปน็ อดุ มการณ์ทางการเมอื ง สรุ พงษ์ โสชนะเสถียร (2545: 103) ได้กล่าวถึงอุดมการณ์ทางการเมืองว่า คอื ระบบความ คดิ ทางการเมืองที่พฒั นาเป็นความเช่ือทางการเมอื งในเร่ืองหรือประเด็นนัน้ ความเชอ่ื ที่ได้รับการยอม รับอย่างกว้างขวางเป็นเวลานานจนมีความเป็นสถาบันจะกลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง อุดม การณ์ทางการเมืองจึงประกอบด้วยแนวความคิดของนักคิดคนเดียวหรือหลายคนท่ีหล่อหลอมให้ แนวความคดิ ในเร่อื งนั้นๆ กลมกลืนและเป็นรากฐาน (Deep Structure) ของบุคคลหรอื สังคมรวมท้ัง เป็นแรงขับดันให้สังคมเคล่ือนไปในทิศทางของอุดมการณ์นั้น เช่น อุดมการณ์ทางการเมืองอัน เน่อื งมาจากพทุ ธศาสนา ศักดินานิยมหรือประชาธิปไตย เป็นต้น สรุป อุดมการณ์ทางการเมืองหมายถึงระบบความคิดทางการเมืองและความเชื่อในทาง การเมืองของนักคิดคนเดียวหรือหลายคนท่ีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมนั้นๆ ระบบ ความคิดและความเชื่อนั้นได้หล่อหลอมจนผสมกลมกลืนเปน็ กรอบหรือหลักเกณฑ์ของแนวทางความ ประพฤติของสมาชิกของสังคมท้ังในอดีต ปัจจุบันและอนาคตให้ขับเคลื่อนไปตามทิศทางของ อุดมการณท์ างการเมอื งน้ันๆ 5.2 ประโยชนข์ องอดุ มการณ์ทางการเมือง สมพงศ์ เกษมสนิ และจรูญ สุภาพ (2520: 14) ไดอ้ ธบิ ายถงึ ประโยชนข์ องอุดมการณ์ทางการ เมืองว่าอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นส่ิงจาเป็นและมีความสาคัญเป็นอันดับแรกในการพัฒนาทาง การเมืองเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเสมือนจุดหมายปลายทางเป็นรากฐานหลักเกณฑ์ในการ ดาเนนิ การและเปน็ แรงดลใจเพ่ือใหเ้ กดิ การปฏิบัตกิ ารต่างๆ โดยทัว่ ไปแล้วชุมชน สงั คม หรือประเทศ
91 จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองสถาบันทางการเมืองและพฤติกรรมการเมืองผันแปรสอดคล้องกับ เจตนารมณ์แห่งอุดมการณ์นั้น ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2523: 19-20) ได้อธิบายถึง การนาอุดมการณ์ทางการเมืองมาใช้ให้ เป็นประโยชน์ได้ 4 ลกั ษณะ คอื 5.2.1 การนาอดุ มการณม์ าใช้เพ่ือปกครองและยดึ กลมุ่ ชนเข้าดว้ ยกัน 5.2.2 การใช้อุดมการณ์เพื่อประโยชนใ์ นการชกั จูงให้คนมาเสียสละเพอ่ื เป้าหมายรว่ มหรอื ทา เพื่ออุดมการณ์ซึ่งมักจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้นาทางการเมืองมากกว่าต่อตัวประชาชนทั่วๆ ไป ประชาชนถูกเรียกรอ้ งให้เสยี สละมอบกายถวายชวี ิตเพือ่ อดุ มการณ์ 5.2.3 การใช้อดุ มการณ์เพอ่ื ประโยชนใ์ นการขยายอานาจรฐั บาล 5.2.4 การใช้อุดมการณ์ภายในพรรคหรือในองค์การอ่ืนๆ โดยผู้ท่ีต้องการเข้าไปยึดอานาจ หรือเมือ่ ยึดอานาจได้แล้วเพ่อื รกั ษาอานาจนั้นไว้ สนธิ เตชานันท์ (2543: 244 – 247) ได้อธบิ ายประโยชนข์ องอุดมการณ์ทางการเมอื งไว้ดังน้ี 1. ประโยชน์ที่สาคัญท่ีสุดของอุดมการณ์ต่อระบบการเมืองก็คือการสร้างความชอบธรรม ใหก้ บั โครงสรา้ งการเมืองและการจดั สรรอานาจภายในระบบการเมืองน้ันๆ เชน่ เห็นกันวา่ การปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยมรี ากฐานอยู่บนเจตจานงของปวงชนซึ่งแสดงออกโดยการเลือกต้ังผู้แทน ด้วยเหตุน้ี จงึ กล่าวกันว่ารัฐบาลท่ีจดั ตั้งขนึ้ ภายหลังการเลือกตั้งท่ัวไป หรือภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี (ใน กรณีของสหรัฐอเมรกิ า) เป็นรฐั บาลท่ีได้รับอานาจหน้าที่มาจากประชาชนสทิ ธิของรัฐบาลในการบริหาร ราชการแผ่นดินมีรากฐานอยบู่ นหลกั อานาจอธิปไตยปวงชนในระบอบประชาธปิ ไตย 2. เป็นเร่ืองยากท่ีจะอธิบายการมีส่วนร่วมของปัจเจกบุคคลในกระบวนการเมืองโดยไม่อ้าง โครงสรา้ งในทางอุดมการณ์แบบใดแบบหนง่ึ สิ่งทแี่ นช่ ัดก็คอื ผลกาไรในรูปของตัวเงินสถานภาพของสงั คม ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มท่ีใหญ่กว่าและการใฝ่อานาจทางการเมืองจะสามารถอธิบายถึงการมี สว่ นรว่ มทางการเมืองไดเ้ ป็นอย่างดียงิ่ แต่ก็มบี างครง้ั เหมอื นกนั ท่ีไม่อาจจะนามาอธิบายให้แจ่มชดั ไดห้ มด ทุกประเด็นการอธิบายมักจะมีความชัดเจน ถ้าหากอ้างเป้าหมายทางอุดมการณ์ของประเทศสมาชิก พรรคการเมืองอาจมีความเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้หรือไม่ไกลนักพรรคการเมืองของตนจะมีอานาจและ เปล่ียนระบบการเมืองให้เป็นระบบที่มีความเป็นธรรมมากข้ึนมีความยุติธรรมมากข้ึน เป็นสังคมที่เท่า เทียมกันมากข้ึนเป้าหมายเหล่านี้เองอาจอธิบายต่อผู้มีส่วนร่วมประชุมกรรมการพรรคท่ีเห็นว่าเป็นกิจ วัตรท่ีนา่ เบ่อื หน่ายหรอื แก่ผู้ทอี่ อกไปชกั ชวนให้ผ้มู ีสิทธิออกเสยี งเลอื กตง้ั ไปลงคะแนนเสียงในเขตท่ีพรรค ของตนตกเป็นรอง การรณรงค์เพ่ือลดกาลังอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศอังกฤษ หรือเพื่อต่อต้านสงคราม เวียดนามในสหรัฐอเมริกาในทศวรรษหลังปี 1960 น้ัน นับเป็นตัวอย่างของเร่ืองที่เกี่ยวพันกับการเมือง อนั มีพื้นฐานอยบู่ นข้อผกู มัดทางอุดมการณ์ประการใดประการหนึง่ 3. อุดมการณ์ยังเป็นเคร่ืองมือที่ทรงพลังสาหรับผู้นาทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบ
92 การเมืองแบบใดในอันที่จะชักนามวลชนให้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการเมืองได้มากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกันไป เร่ืองน้ีจะเห็นได้ชัดเจนในกรณีท่ีรัฐเข้าสู่สงครามโดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามใหญ่ใน คริสต์ศตวรรษท่ี 20 อันเป็นลักษณะสงครามท่ีต้องทุ่มเทเพ่ือรักษาระบอบประชาธิปไตย, ลัทธิสังคม นยิ ม, บ้านเกดิ เมอื งนอนหรือเพ่ือต่อต้านภัยอันตรายจากภายนอกและโดยมากก็มกั จะใชว้ ธิ กี ารเร่งเร้า ใหค้ นในชาติเกดิ ความรูส้ กึ ในทางชาตนิ ิยมมักจะใช้กับระบบการเมอื งซ่งึ มีปญั หาในเรื่องของความชอบ ธรรม แต่เส้นแบ่งระหว่างระบบการเมืองที่มีความชอบธรรมมากกับมีความชอบธรรมน้อยค่อนข้าง แคบอันที่จริงแล้วการระดมมวลชนโดยใช้อุดมการณ์เป็นสิ่งปกติในทุกระบบการเมืองโดยพรรคการ เมอื งจะเป็นตวั แทนที่จะจดั การกับเรื่องดังกล่าว 4. อุดมการณ์ยังเป็นปัจจัยสาคัญของเสถียรภาพและความเป็นเอกภาพทางการเมือง เท่าๆ กับเป็นปัจจัยที่นามาท้าทายระบบการเมืองท่ีดารงอยู่เราสามารถใช้อุดมการณ์เป็นเคร่ืองมือ สนับสนุนผู้นาที่อยู่ในอานาจ และขณะเดียวกันก็อาจใช้เพื่อปลดอาวุธคู่แข่งอาจเป็นเครื่องมือเพื่อหันเห ประชาชนจากปัญหาความยุ่งยากภายในประเทศทส่ี าคัญท่ีสุดก็คืออุดมการณ์เป็นเครอ่ื งมือสร้างความชอบ ธรรมให้แก่รัฐบาลตลอดจนนโยบายตา่ งๆ 5. บทบาทท่ีสาคัญที่สุดของอุดมการณ์ในระบบการเมืองสมัยปัจจุบันก็คือ การสร้างความชอบ ธรรมให้กับระบบการเมืองที่เป็นอยู่นอกจากน้ันก็ยังช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปด้วยความสะดวก อุดมการณ์เป็นช่องทางท่ีใช้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงน้ันๆ การเปล่ียนแปลงทางการเมืองเป็นปรากฏการณ์ สากล แต่ขอบเขตและความเรว็ ของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละระบบการเมืองจะแตกต่างกันออกไป สรุป อุดมการณ์ทางการเมืองมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมือง เพราะทาให้ทราบถึง วัตถุประสงค์ในการดาเนินการทางการเมืองและพฤติกรรมต่างๆ อุดมการณ์ทางการเมืองยังใช้ยึดกลุ่มชนให้ เข้าร่วมกันอุดมการณ์ทางการเมืองสามารถใช้ชักจูง โน้มน้าวให้คนเสียสละต่อเป้าหมายร่วมหรือทาเพ่ือ อุดมการณ์ นอกจากนี้ อุดมการณ์ทางการเมืองยังใช้ขยายอานาจของรัฐบาลและยึดอานาจหรือรักษาอานาจ ไวแ้ ละสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างการเมืองและการจัดสรรอานาจในระบบการเมืองน้ันๆ 5.3 ประเภทของอดุ มการณ์ทางการเมือง บรรพต วีระสัย (2542: 280-282) ได้แบ่งประเภทของอดุ มการณ์ทางการเมืองออกเป็น 3 ประ เภทใหญ่ๆ คือ อุดมการณ์แบบเปดิ และแบบปิดอดุ มการณ์แบบประชาธิปไตยและไมใ่ ช่ประชาธิปไตยและ กง่ึ ประชาธปิ ไตยและอุดมการณ์แบบแนวโนม้ ไปทางซ้ายกลางและขวาสามารถอธบิ ายได้ดงั น้ี 5.3.1 อุดมการณแ์ บบเปิดและแบบปดิ (Open and closed ideologies) 5.3.1.1 อุดมการณ์แบบเปิด มีความหมาย 3 ประการใหญ่ๆ คือ ในทางการเมืองในทาง สังคมและในทางจิตวิทยาประการแรกในทางการเมืองหมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงใน การปกครองบ้านเมืองการเปิดโอกาสน้ี หมายถึง การยอมให้มีส่วนร่วมทางการเมืองคือการแสดงความ
93 คิดเห็นโดยเสรีการมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น ประการท่ีสอง ในทางสังคมหมายถึงการมี สภาพแวดล้อมในการดาเนินชีวิตของตน โดยที่รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือต้ังข้อกาหนดกฎเกณฑ์และวิธี ปฏิบัติต่างๆ ท่ีเป็นอุปสรรคให้น้อยท่ีสุดเท่าที่จะน้อยได้อุดมการณ์เปิดจึงหมายถึงการปกครองแบบ ประชาธิปไตยนั่นเองเพียงแต่ว่าเป็นการใช้คาพูดท่ีแตกต่างออกไปสาหรับประการทสี่ ามเป็นเรื่องของจติ ใจ หรือบุคลกิ ภาพของบุคคลที่จาต้องมีใจกว้างยอมรับการแสดงความคดิ เหน็ ทแ่ี ตกต่าง 5.3.1.2 อุดมการณ์แบบปิด หมายถึง อุดมการณ์ท่ีรัฐบาลพยายามต้ังกฎเกณฑ์ บงั คับประชาชนและเปิดโอกาสให้ประชาชนมสี ่วนร่วมหรือมสี ิทธมิ ีเสียงในการปกครองน้อยรัฐบาลมัก ไม่ยอมให้มีการวิพากษว์ ิจารณ์การบรหิ ารงานของรฐั บาลอย่างเสรีนอกจากน้ี รฐั พยายามให้สังคมเป็น แบบปิด (Closed society) คือ มีการกาหนดวงกรอบแห่งการดาเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นไปในทางด้าน การนบั ถือศาสนาการศึกษาและการอาชีพประชาชนมีเสรภี าพและสิทธิต่างๆ นอ้ ย อนงึ่ ผู้มีอานาจเป็น ผ้ทู มี่ จี ติ ใจแบบปิด คือ ใจแคบถอื ความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ 5.3.2 อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย,ไม่ใช่ประชาธิปไตยและกึ่งประชาธิปไตย (Democratic, Non- Democratic and Semi- Democratic) 5.3.2.1 อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย มีปรากฏในรูปการปกครอง เช่น ในสหรัฐ อเมริกา อังกฤษ แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน นอรเวย์ เยอรมนีตะวันตก สิงคโปร์ อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นต้น 5.3.2.2 อุดมการณ์แบบไม่ใช่ประชาธิปไตย ได้แก่ แบบที่เรียกว่า เผด็จการหรือ อานาจนิยม (Dictatorship or authoritarianism) คือการใช้อานาจโดยไม่คานึงถึงหลักประกันเสรีภาพ และ สิทธิของประชาชนและอีกแบบหน่ึงเรียกว่าระบบควบคุมถ้วนทั่วหรืออานาจนิยมแบบเบ็ดเสร็จ (totalita- rianism) อันได้แก่ ระบบฟาสซิสม์ และระบบคอมมวิ นสิ ต์ 5.3.2.3 อุดมการณ์แบบกึ่งประชาธิปไตย ได้แก่ การปกครองในประเทศท่ีกาลังพัฒนา อย่างที่เรียกกันว่าประชาธิปไตยไม่เต็มรูปแบบบ้างประชาธิปไตยแบบเน้นอานาจผู้นาบ้างหรือประชาธิป- ไตยแบบครง่ึ ใบบ้าง เป็นตน้ 5.3.3 อุดมการณ์แบบแนวโน้มไปทางซ้าย กลาง หรือขวา การแบ่งวิธีนี้มีลักษณะดังนี้ หลัก เกณฑ์ที่ว่าอะไรทาให้มีลักษณะเป็นซ้ายหรือมีลักษณะเป็นขวานั้นข้ึนอยู่กับประเด็นการให้อานาจ รฐั อุดมการณ์แบบซ้ายสุดจะพยายามให้รัฐมีอานาจน้อยท่ีสุดหรือไม่ให้อานาจไว้เลยหรือถงึ ระดับที่จะไม่ เห็นควรกับการมรี ัฐเลยก็มี อย่างที่เรียกกันว่าเป็นอุดมการณ์แบบ อรฐั นิยม อุดมการณ์แบบขวาสดุ จะเน้น การให้อานาจแก่รัฐให้มาก ซึ่งหมายความว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนย่อมลดน้อยลงไป ตัวอย่างได้แก่ ลทั ธิฟาสซิสม์ (Fascism) อุดมการณ์แบบกลางๆ นนั้ เปน็ แนวคิดแบบประชาธิปไตยซึง่ เอียงไปทางขวาบ้าง เอียงไปทางซา้ ยบ้าง หากเอยี งไปทางขวากเ็ ป็นไปตามแนวแบบอนุรักษ์นิยมหากเอยี งไปทางซ้ายก็เป็นไปตาม แนวเสรีนิยม
94 สรุป ประเภทของอุดมการณ์ทางการเมืองประเภทแรก คือ อุดมการณ์แบบเปิดกับอุดมการณ์ แบบปิด อุดมการณ์แบบเปิด คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสทิ ธิในการปกครองรัฐบาลจะเข้าไปกาหนด กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนน้อยท่ีสุดและต้องมีใจกว้างรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ อุดมการณ์ ทางการเมืองแบบเปดิ จึงหมายถึง การปกครองแบบประชาธิปไตยนั่นเองสว่ นอุดมการณ์แบบปิด รัฐบาลจะ ยอมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองน้อยที่สุดรัฐพยายามให้สังคมปิด กาหนดกรอบในการดาเนิน ชีพ ผู้มีอานาจในการปกครองจะถือความเห็นส่วนตนเป็นหลักในการดาเนินการต่างๆ อุดมการณ์ทาง การเมืองแบบปิดจึงหมายถึง การปกครองแบบเผด็จการ ประเภทท่ีสองคือ อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยและกึ่งประชาธิปไตย อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย ได้แก่ การปกครองในประเทศ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อุดมการณ์แบบไม่ใช่ประชาธิปไตย ได้แก่ ระบบฟาสซิสม์และระบบคอมมิวนิสต์ อุดมการณ์แบบก่ึงประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประเทศกาลังพัฒนาอาจเรียกว่าประชาธิปไตยแบบ คร่ึงใบ ประเภทท่ีสาม คือ อุดมการณ์แบบแนวโน้มไปทางซ้าย กลางและขวา หลักเกณฑ์การแบ่งขึ้นอยู่กับ การให้อานาจรัฐอุดมการณ์แบบซ้ายให้อานาจรัฐน้อยท่ีสุด ได้แก่ อุดมการณ์อรัฐนิยม ส่วนอุดมการณ์แบบ กลางๆ คือ แนวคิดแบบประชาธิปไตยและอุดมการณ์แบบขวาให้อานาจรัฐมากท่ีสุด ได้แก่ ลัทธิ ฟาสซิสม์ จะเหน็ ได้วา่ การแยกประเภทอุดมการณท์ างการเมืองจะทาให้ทราบถงึ อุดมการณแ์ บบตา่ งๆ ได้ชดั เจนไมส่ บั สน 5.4 อุดมการณท์ างการเมอื งท่ีสาคัญ อดุ มการณ์ทางการเมืองทสี่ าคัญมีอทิ ธิพลตอ่ การเมืองการปกครองของประเทศต่างๆ ในโลก นี้ว่ามีอุดมการณ์อรัฐนิยม อุดมการณ์สังคมนิยม อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ อุดมการณ์ประชาธิปไตย และอดุ มการณ์ฟาสซิสม์ 5.4.1 อุดมการณ์อรัฐนิยม บรรพต วรี ะสัย (2542: 285-288) ได้อธิบายถึงอดุ มการณ์อรัฐนยิ ม ดังน้ี 5.4.1.1 ยุคกรีกโบราณ แนวคิดแบบอรัฐนิยมเริ่มมาต้ังแต่สมัยกรีกโบราณประมาณ 2400 ปีมาแล้ว หรือในกลุ่มนักคิดที่ชอบความสงบอย่างท่ีเรียกกันว่าเป็นพวก สงบนิยม (Stoicism) และ พวกที่นิยมความบันเทิงอย่างท่ีเรียกกันว่า พวกสาราญนิยม (Epicureanism) ทั้ง 2 พวกต่อต้านการที่รัฐ เข้าไปยุ่งเก่ียวในชีวิตของบุคคล นักสงบนิยมและนักสาราญนิยมต้องการใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองตอ้ งการ คือ ตามใจชอบและไม่เห็นเป็นการสมควรท่ีส่วนรวมหรือคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนหรือฝ่าย บ้านเมืองมีอานาจในการเข้ามาบงการวิธกี ารดาเนนิ ชวี ิตของตน 5.4.1.2 อิทธิพลของปรัชญาลัทธิตามธรรมชาติในศตวรรษท่ี 17 และ 18 อุดมการณ์ แบบอรัฐนิยมสมัยใหม่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดในศตวรรษท่ี 17 และ 18 ลัทธิอรัฐนิยมได้รับอิทธิพลจาก ปรัชญาท่ีว่าด้วยสิทธิตามธรรมชาติ (Natural rights) ของคนซึ่งถือว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิตามธรรมชาติซ่ึง
95 ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดจะล่วงละเมิดได้ความคิดเก่ียวกับสิทธิธรรมชาติสนับสนุนแนวคิดที่ว่ารัฐบาล จะต้องมีอานาจจากัด (Limited government)และบุคคลควรมีสิทธิเสรีภาพตามท่ีแต่ละคนประสงค์อย่าง ท่ีเรียกกันว่าเป็นลัทธิปัจเจกชนนิยม (Individualism) ลัทธิปัจเจกชนนิยมต่อต้านการที่จะต้องทาตาม สังคม (Social conformity) แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มีพฤติกรรมที่คล้ายคนอื่นพฤติกรรมอาจคล้ายคน อนื่ ก็ได้แต่ต้องเป็นไปโดยเสรีปัจเจกชนต่อต้านระบบท่ีเรียกว่า “ส่วนรวมนิยม” (Collectivism) คือ ถือว่า คนอืน่ ๆ แม้จะเปน็ คนสว่ นใหญก่ ต็ ามไม่ควรมีอานาจในการบงการชวี ติ 5.4.1.3 ยุคการปฏิวัติใหญ่ในอเมริกา และในฝรั่งเศส แนวคิดเชิงอรัฐนิยมปรากฏอยู่ มากในช่วงเวลาที่มีการปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ. 1776) ซ่ึงประสบผลสาเร็จในการแยกอเมริกาออกจากการ ควบคุมโดยอังกฤษ และช่วงการปฏิวตั ิใหญ่ในฝร่ังเศส (ค.ศ. 1789) ในระยะนั้นมีการแพร่กระจายความคิด ท่ีมุ่งกาจัดอานาจรัฐและขยายสิทธิเสรีภาพของเอกชน ผู้ที่มีบทบาทในการปลุกระดมความคิดให้แยก อาณานิคมของอังกฤษ ในอเมริกาเหนือให้ได้อิสรภาพ คือ ธอมัส เพน (Thomas Paine, ค.ศ. 1737-1809) เพน กล่าววาทะสาคัญทางรัฐศาสตร์และแสดงออกซึ่งความคิดในทางอรัฐนิยมไว้วา่ การมีรัฐบาลที่ปกครอง คนนั้นแม้จะเป็นรัฐบาลทด่ี ีท่ีสดุ ก็ยังนับได้เป็นความชัว่ รา้ ยท่ีหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ยิ่งหากได้รัฐบาลท่ีเลวท่ีสุดแล้ว ย่อมเปน็ เรือ่ งสดุ แสนจะทนทาน 5.4.1.4 อรัฐนิยมในศตวรรษท่ี 18 และ 19 ในอังกฤษและฝร่ังเศส นักอรัฐนิยมสมัยใหม่ คนแรก ได้แก่ วิลเล่ียม กอดวิน (Willian Godwin, ค.ศ. 1756-1836) ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ กอดวิน ถือว่า ความไม่ยุติธรรมหรือความไม่ถูกต้องท้ังหลายเกิดขึ้นเพราะการมีรัฐซึ่งใช้กาลังบังคบั บุคคล เขาเห็นว่าหาก รฐั บาลถูกล้มลา้ งแล้วมนุษย์จะอยู่ด้วยกันโดยหลกั เหตุผลนักอรฐั นิยมชาวฝร่ังเศส คนแรกได้แก่ โจเซฟ ปรู ดอง(Joseph Prodhom, ค.ศ. 1809-1865) โจเซฟ ปรูดอง ต่อต้านการบังคับบุคคลในทุกรูปแบบเขาต้อง การให้รัฐล้มเลิกไปและมีการแทนท่ีโดยชุมชนซึ่งเป็นอิสระประกอบด้วยตนเองและมีการกระจายอา นาจไปสสู่ ่วนตา่ งๆ 5.4.1.5 นักเขียนรัสเซียสมัยศตวรรษท่ี 19 สาหรับผู้มีบทบาทในความคิดเกี่ยวกับอรัฐ นิยมในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19 ไดแ้ ก่ นักเขียนรัสเซยี 3 คน คอื ไมเคลิ บาคูนนิ (Michael Bakunin, ค.ศ. 1818 – 1876) ปีเตอร์ โครปอตคิน (Peter Kropotkin, ค.ศ. 1842 - 1921) และ เค้านท์ ลีโอ ตอลสตอย (Count Leo Tolstoi, ค.ศ. 1828 - 1910) บาคูนิน หาเหตุผลสนับสนุนลัทธิอรัฐนิยมจากทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary theory) ซ่ึงทฤษฎีน้ีถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดข้ึนเป็นปกติวิสัย และการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือเจริญ ข้นึ อยู่เรอ่ื ยๆ ความไม่เจรญิ ของมนษุ ย์อยู่ท่กี ารมีความปรารถนาหรือความต้องการแบบสตั ว์ บาคูนิน เห็นว่า มนุษย์เจริญข้ึนหรือวิวัฒนาการสูงขึ้น เม่อื หันความสนใจไปในเร่ืองทางจิตหรือทางจริยธรรม มนุษย์ควรอยู่ ในสังคมท่ีเป็นเสรีโดยที่แต่ละคนจะได้ทางานที่ตนมีความสามารถถนัดที่สุด บาคูนิน ต้องการให้มีสังคมท่ี ปราศจากรัฐ หรือองค์การทางการเมือง สังคมที่จะวิวัฒนาการขึ้นในอนาคตจะมีการดาเนินงานได้โดย
96 สมาคมหรือองค์การทเ่ี กดิ ขึ้นโดยสมัครใจ (voluntary associations) สมาคมดังกล่าวจะมวี ตั ถุประสงค์ และ กิจกรรมต่างๆ กัน เช่น สมาคมในทางการศึกษา และสมาคมในทางกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น กลา่ วคือ องคก์ ารทเี่ กดิ ขนึ้ โดยสมัครใจ เช่นว่านั้นจะทาหนา้ ทแ่ี ทนรัฐ โครปอตคิน ให้ความสนใจกับทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin, ค.ศ. 1809-1882) และนามาตีความหมายในแงข่ องสังคม โครปอตคนิ เหน็ ว่าการอยู่รอดในสงั คมขน้ึ อยกู่ ับ การร่วมมอื กนั ดงั น้ัน จงึ ควรมีการร่วมมอื และชว่ ยเหลือกันในสังคมใหม้ ากข้ึนซึ่งจะต้องกระทาโดยยึด หลกั แห่งความเสมอภาคความยุตธิ รรมและความเห็นอกเหน็ ใจซึ่งกันและกนั โครปอตคิน ถอื ว่ารฐั เป็น ตวั อุปสรรคท่ีกดี ขวางการร่วมมือกันอันเป็นธรรมชาติของมนษุ ยแ์ ละกล่าวว่ารัฐต้ังแตม่ ีการกาเนดิ ของ มนุษย์ในโลก ในระยะเร่มิ ต้นของมนษุ ยชาติและต่อมาเปน็ ระยะอนั ยาวนาน โครปอตคิน ถอื ว่าคนอยู่ ดว้ ยโดยการรวมกลุ่มกนั ภายในกรอบแห่งระเบียบประเพณี และมีความกลมเกลียวกัน โดยธรรมชาติรัฐ เกิดข้ึนมาหลังจากท่ีได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินเรื่องทรัพย์สินที่ไม่เท่ากันซึ่งกลายเป็นการขัดแย้ง ระหว่างผู้ท่ีมีทรัพย์สินมากกับผู้ท่ีมีทรัพย์สินน้อยรฐั ในทรรศนะของโครปอตคิน มีบทบาทสาคัญในการ บังคับผู้ใช้แรงงานผู้ไม่มีทรัพย์สินให้ปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ชน ชั้นสูงหรือผู้มีทรัพย์สินไม่ได้ช่วยให้สังคมก้าวหนา้ ข้ึนเลยและไมไ่ ด้มีบทบาทในการปกป้องชาวไร่ชาวนา และผู้ใช้แรงงานอน่ื ๆ จากการเอารัดเอาเปรียบโดยนายทุนเม่อื เป็นเช่นนั้นโครปอตคินจึงเสนอให้ยกเลิก การมีรัฐและยกเลิกหลักการมีทรัพย์สินส่วนบุคคล กล่าวคือทรัพย์สินต้องยกให้เป็นกลางทั้งหมดและ สงั คมจะไมม่ ีรฐั คือไม่มีการเมืองอีกตอ่ ไปสังคมจะอยู่กันโดยการรวมกลุ่มตามใจสมัครการลงโทษ คือการ ไล่ออกจากกลุ่มในกรณีท่ีมีการขัดแย้งระหว่างกลุ่มหรือสมาชิกในกลุ่มจะมีการขจัดปัดเป่าโดยมีการต้ัง อนุญาโตตุลาการขึ้นเมื่อไม่มีทรัพย์สินส่วนบุคคลและไม่มีรัฐท่ีจะออกกฎหมายอันไม่เป็นธรรมชาติแล้ว การกระทาที่เป็นภัยต่อสังคม เช่น การลักขโมย การคดโกง ก็จะถูกควบคุมโดยการประณามจากสังคม และโดยการถกู ไลอ่ อกจากกลมุ่ หรอื จากสังคม ตอลสตอย (จรูญ สุภาพ. 2527: 145) เป็นนักเขียนในแนวเร้าอารมณ์และสร้างความรู้สึก สะท้อนถึงลักษณะทางจิตวิทยาของเรื่องและเหตุการณ์ต่างๆ แนวความคิดของตอลสตอย มีดังน้ี ต่อต้าน ความหรูหราฟุ่มเฟือย ความเกียจคร้าน ยกย่องและสนับสนุนคุณค่าของการดาเนินชีวิตแบบเรียบง่าย สนบั สนุนให้มีการปรบั ปรงุ ส่งเสริมสภาพการดารงชีวิตของชาวนาสนับสนนุ ให้ยึดมน่ั ในคาสอนของพระเยซู และให้นาคาสอนน้ันไปปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต ตอลสตอยไม่ถือว่าวัดเป็นสถาบันโดยเฉพาะวัดในนิกายรุสเซีย เพราะว่าวัดเป็นผู้บิดเบือนพระคัมภีร์ และสาหรับการเปล่ียนแปลงสังคมให้หันมาใช้แนวทางตามอุดมคติ ของตนนัน้ ตอลสตอยตอ้ งการใหใ้ ช้สนั ตวิ ถิ ี จะใชค้ วามรนุ แรงตอ่ เมอื่ จาเป็นจรงิ ๆ เทา่ นัน้ 5.4.1.6 ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับอุดมการณ์อรัฐนิยม อรฐั นิยมเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ มีลักษณะพิเศษ คือ ต่อต้านการเมืองและการล้มล้างสิ่งที่ถือกันว่าเป็นแกนของการเมือง คือ รัฐ หรือ
97 องค์การทางการเมืองในรูปอื่นๆ หากความประสงค์ของนักอรัฐนิยมเป็นไปได้ย่อมหมายถึง การมีรูปแบบ สังคมท่ีแตกต่างไปจากทุกวันน้ีและวิชารัฐศาสตร์ย่อมไม่จาเป็นต้องมีการศึกษา ยกเว้น การศึกษาในแง่ ประวัตศิ าสตรเ์ ทา่ น้ัน สมมติฐานหลักของอุดมการณ์อรฐั นยิ ม คือ ถือว่ามนุษยเ์ ปน็ คนดี เป็นคนไมเ่ ห็นแก่ตัว เป็นคนซงึ่ สามารถร่วมมือกนั ได้รู้จักเสยี สละเพือ่ ส่วนรวมไดส้ มมตฐิ านเกยี่ วกบั ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์เป็น เรือ่ งที่ถกเถยี งกันไดไ้ ม่มีท่ีส้ินสุดแตอ่ าจตัง้ เป็นข้อสงั เกตได้ว่าแม้ในสมาคมหรือองค์การทเ่ี กดิ ขึ้นโดยใจ สมคั รกม็ กั มเี รอ่ื งขัดแย้งกนั อยู่บ่อยๆ การตดั สนิ กรณีพิพาทก็จาเป็นตอ้ งพึ่งศาล คือ สถาบันของรฐั ดว้ ย หากไม่มีรัฐในฐานะเป็นผู้มีอานาจสูงสุดกรณีพิพาทก็อาจแผ่ขยายกลายเป็นเรื่องท่ีจัดการหรือ ดาเนินการกันเป็นการส่วนตัวหรอื โดยกลุ่มซึง่ ย่อมพอมองเห็นผลได้ว่าจะเกิดสภาพท่ีเรียกว่าภาวะไร้ ระเบียบหรอื อนาธิปไตย (Anarchy) อนาธิปไตย คือสภาวะท่ีขาดองค์อธิปัตย์หรอื อานาจสงู สุดอยา่ งที่ สานวนไทยใช้ว่าบ้านเมืองไม่มีข่อื ไม่มแี ป อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดีก็จะเห็นว่าอุดมการณ์อรัฐนิยมมุ่งส่งเสริมให้มนุษย์รู้จักใช้ คณุ คา่ และคณุ สมบตั ิท่ีดีตา่ งๆ เทา่ ที่พอจะมอี ยู่ในตวั ให้เป็นประโยชน์ตอ่ การอยูร่ ่วมกนั อยา่ งสงบเรยี บรอ้ ย สรปุ อดุ มการณ์อรัฐนิยมมมี าตง้ั แต่ยุคกรกี โบราณ จากพวกสงบนิยม (Stoicism) ท่ีตอ้ งการ ใช้ชีวิตหาความสุขสาราญตามใจชอบไมเ่ ห็นด้วยท่ีรฐั จะเขา้ มาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตน อดุ มการณ์อรัฐ นิยมได้รบั อทิ ธพิ ลจากปรชั ญาลทั ธติ ามธรรมชาตใิ นศตวรรษที่ 17 และ 18 ท่ีเห็นว่าบคุ คลควรมีเสรีภาพอัน เป็นสิทธิตามธรรมชาติลัทธิปัจเจกชนนิยมต่อต้านระบบส่วนรวมนิยม (Collectivism) ยุคปฏิวัติใหญ่ใน อเมริกา (1776) และฝรงั่ เศส (1789) แนวคิดสาคัญ คือ กาจัดอานาจรัฐและขยายสิทธิเสรีภาพของเอกชน นกั อรัฐนิยมในศตวรรษที่ 18 และ 19 ชาวอังกฤษ คือ วิลเลียม กอดวนิ ถือว่าความไม่ถูกต้องท้ังหลายเกิด เพราะมรี ฐั ชาวฝร่ังเศส คือ โจเซฟ ปรูดอง เขาต่อต้านการบังคบั บคุ คลในทุกรูปแบบและในศตวรรษท่ี 19 มี นักเขียนชาวรัสเซีย 3 คน ท่ีมีแนวคิดอรัฐนิยมได้แก่ ไมเคิล บากูนิน ปีเตอร์ โครปอตคิน และเคานท์ ลีโอ ตอลสตอย แนวคดิ หลักคือการตอ่ ตา้ นรฐั เห็นว่าการอยู่รอดในสังคมทาไดด้ ้วยการร่วมมือและช่วยเหลอื กนั อุดมการณ์อรัฐนิยมมีข้อวิจารณ์ คือ ถ้ามองในแง่ดีเป็นการส่งเสริมให้มนุษย์รู้จักใช้ ศกั ยภาพคุณสมบตั ทิ ่ดี ีทีม่ ีในตวั เองใหเ้ ป็นประโยชน์ต่อการอยูร่ ว่ มกันในสงั คมอย่างเรยี บง่ายสงบสขุ แต่ ถ้ามองในแง่ร้ายอดุ มการณ์อรัฐนยิ มเป็นการส่งเสริมภาวะอนาธิปไตยอนั แสนจะไรร้ ะเบยี บกฎเกณฑใ์ ด ๆ มาควบคมุ หรือตัดสนิ ขอ้ ขัดแย้งในสังคมแตอ่ ุดมการณ์อรัฐนยิ มมจี ุดเด่น คอื มแี นวคดิ การลดอานาจ รัฐอยา่ งชดั เจนมาตง้ั แต่ต้น 5.4.2 อดุ มการณ์สงั คมนิยม จรูญ สุภาพ (2518: 69) ให้นิยามสังคมนิยม (Socialism) ว่าเป็นทฤษฎีการเมืองท่ี ต้องการให้รัฐเข้าดาเนินการและเป็นเจ้าของประกอบการเศรษฐกิจบางประเภทท่ีกระทบกระเทียบ สว่ นได้สว่ นเสยี ของมหาชนและโดยนยั น้ีประชาชนสว่ นใหญย่ อ่ มจะได้หลักประกนั ในแงส่ วัสดิการประ
98 เทศท่ีใชท้ ฤษฎีการเมืองน้ี คือ ประเทศองั กฤษหรือในกลมุ่ ประเทศสแกนดเิ นเวีย เป็นต้น บรรพต วรี ะสยั (2542: 299) อธิบายในความหมายท่กี วา้ งท่สี ุดวา่ สังคมนิยม หมายถึง การยอมเสียสละความผาสุกส่วนตนเพ่ือประโยชน์สุขของสังคมทั้งหมดในความหมายท่ีแคบลงมามี การจากัดขอบเขตสังคมนิยมลงมาว่าเป็นเรื่องเฉพาะเศรษฐกิจที่มุ่งให้เกิดมีผลทางสังคมตามความ หมายทเี่ สนอนั้นสงั คมนิยม ไดแ้ ก่ หลกั การที่ส่งเสริมใหม้ ีระบบส่วนรวมนิยมทางเศรษฐกิจ(Economic collectivism)ระบบส่วนรวมทางเศรษฐกิจนี้ต้องการให้รัฐบาลหรือกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นเจ้าของ เครื่องมือการผลิตและเจ้าของเคร่ืองมือในการตลาดมุ่งหมาย คือ การขจดั การแข่งขันเพ่ือแสวงหากา ไรด้วยการให้มีการร่วมมือกันและให้มีการรับผิดชอบทางสังคมร่วมกันอีกทั้งเพื่อให้เกิดการกระจาย รายไดแ้ ละการกระจายโอกาสท่เี ปน็ ธรรม จากความหมายที่นักวิชาการท้ังสองท่านกล่าวน้ีจะเห็นได้ว่า สังคมนิยมมีแนวคิดที่ ต้องการให้เห็นแก่ประโยชน์ของสังคมส่วนรวมโดยให้รัฐเข้ามาดาเนินการเศรษฐกิจแทนเอกชนเพ่ือ กาจัดการแข่งขนั แสวงหากาไรดว้ ยการใหม้ กี ารรว่ มมือกนั ให้รับผดิ ชอบตอ่ สงั คมร่วมกัน บรรพต วีระสัย (2542: 301-303) ได้แยกประเภทของอุดมการณ์สังคมนิยมออกเป็น 3 ประเภท ดงั นี้ 5.4.2.1 อุดมการณ์สังคมนิยมแบบอุดมคติ (Utopian socialism) สังคมนิยมประเภท นี้ได้ช่ือมาจากข้อเขียนของ ธอมัส มอร์(Thomas More, ค.ศ. 1478-1535)ในหนังสือชื่อ ยูโธเปีย (Utopia) ซ่ึงมีผู้ให้คาแปลต่างๆ เช่น นครในฝัน สุสังคม เลิศนคร เป็นต้น หนังสือยูโธเปีย น้ีแต่งข้ึนในปี ค.ศ. 1516 โดยเป็นช่ือเกาะที่สร้างขึ้นในจินตนาการซึ่งมีระบบสังคมและระบบการเมืองสมบูรณ์ที่ดี หนัง สือนี้มีอิทธิพลมากจนกระท่ังช่ือหนังสือกลายเป็นศัพท์ท่ีมีความหมายภาษาอังกฤษไปด้วย คือ หมาย ถึง การสร้างจินตนาการหรือวาดภาพสภาพสังคมท่ีเลอเลิศอย่างท่ีเป็นความเช่ือเร่ืองสังคมสมัยพระศรีอาริย เมตไตรย์แนวคิดของสังคมนิยมแบบอุดมคติน้ีได้รับอิทธิพลจากความคิดของ ธอมัส โมร์ ดังกล่าวข้างต้น และบุคคลอื่นๆ อีก เช่น ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon, ค.ศ. 1561-1562) และ ทอมมาโซ แค็มปะ เนลล่า (Tommaso Campanella, ค.ศ. 1568-1639) รวมท้ังนักคิดฝรั่งเศส เช่น ฌองฌาคส์ รุสโซ แนว คิดสังคมนิยมแบบอุดมคติมีลกั ษณะดงั ต่อไปนี้ 1) ต่อต้านการมีทรัพย์สินเป็นของส่วนตัว และต่อต้านการที่ผู้มีทรัพย์สิน สว่ นตัวมากเอาประโยชน์จากผู้ทีย่ ากจน ปรดู อง นกั สังคมนิยมชาวฝรัง่ เศสได้กลา่ ววาทศิลป์ทส่ี าคัญไว้ วา่ ทรพั ย์สนิ เป็นการโจรกรรมอย่างหนง่ึ (Property is theft) 2) ตอ้ งการใหส้ ังคมเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือความม่ังค่งั ตา่ งๆ 3) ต้องการใหเ้ กิดความสามคั คีกลมเกลียวกนั ในการดาเนินชวี ติ ภายในสงั คม 4) ถือว่าการชักชวนให้คนหันมานิยมสงั คมนิยมด้วยวิธีการให้การศึกษาอย่าง ทัว่ ถงึ
99 5) ความเชอ่ื ในวิศวกรรมทางสังคม (Social engineering) คอื มกี ารใช้ความรู้ ทางสงั คมศาสตร์ เพื่อจดั ระบบทางสงั คมให้เหมาะสม 6) มีแนวคดิ คลา้ ยเสรีนิยม แต่ถอื ว่ายังไม่เพียงพอ คือ ต้องมอี ุดมการณ์สงั คม นิยมโดยเฉพาะ และมุ่งให้แพร่หลายโดยการใหก้ ารศกึ ษา 5.4.2.2 สังคมนิยมแบบมาร์กซ์ (Marxian Socialism) ทฤษฎีคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์ เป็นสังคมนิยมประเภทหนึ่งลักษณะสาคัญประการแรกคือต้องการให้ทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นท่ีดินการผลิต และผลผลิต การค้าขายถือว่าเป็นของกลางท่ีจะต้องดาเนินการหรือจัดการโดยรัฐ สังคมนิยมแบบมาร์กซ์ เป็นแบบที่ต้องการให้ส่วนกลางมีบทบาทมากที่สุดส่วนกลาง ณ ท่ีน้ีหมายถึงรัฐแบบสังคมนิยม (Socialist State) ซ่งึ จดั วา่ เปน็ ปรากฏการณ์ช่วั คราวเม่อื รฐั สูญสลายไปแลว้ สว่ นกลางหมายถึง กลุ่มต่าง ๆ ทป่ี ระชาชน กอ่ ตั้งขน้ึ มาลักษณะสาคัญประการท่สี อง ได้แก่ การท่ีมาร์กซ์ต้องการใหเ้ กิดการปฏิวัตเิ พือ่ เขา้ สู่สภาพสงั คม นิยมเต็มรปู แบบโดยเรว็ ทั้งน้ีโดยเน้นการต่อสู้ระหว่างชนช้ันเพื่อได้มาซึง่ ระบบสังคมนิยมซ่ึงมารก์ ซ์ ถือว่า เป็นชว่ งเวลาระหวา่ งยคุ นายทุนกับยคุ คอมมิวนิสต์ 5.4.2.3 สังคมนิยมแบบประชาธิปไตย (Democratic Socialism) สังคมนิยมประเภท นใ้ี ห้ความสาคัญกับกระบวนการทางประชาธิปไตย เพ่ือบรรลุเปา้ หมาย คอื จะมกี ารเปล่ียนแปลงไปสู่สังคม นิยมเองจากการที่มีการเปล่ียนแปลงทางทัศนคติโดยการอภิปรายการใช้เหตุผลและการเปล่ียนแปลงทาง เศรษฐกจิ ท่ีเกิดขน้ึ โดยธรรมชาติ อีกทั้งโดยการเผยแพรใ่ ห้ประชาชนเหน็ ความจาเป็นของการมีระบบสงั คม นยิ ม ตวั อยา่ งได้แก่แนวความคดิ ที่เรยี กกันว่าสังคมนิยมแนวเฟเบยี น(Fabian socialism)ในประเทศอังกฤษ สังคมนิยมแนวเฟเบียน เกิดขึ้นจากสมาคม Fabian ซึ่งผู้มีบทบาทสาคัญเป็นปัญญาชน สาคัญได้แก่ ยอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์(George Bernard Shaw. ค.ศ. 1846-1950)ซิดนีย์ เวบบ์ (Sidney Webb, ค.ศ. 1859-1947)บีตรีส เวบบ์ (Beatrice Webb. ค.ศ. 1858-1943) สมาคมเฟเบียน ต้ังช่ือตาม นายพลโรมัน ผู้หนึ่ง คือ เฟบิอุส (Fabius) ซ่ึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทาการปะทะกับจอมทัพคาร์เธจ ผู้เล่ือง ช่ือ คือ ฮันนิบาล (Hannibal มีชีวิตอยู่ประมาณ 247-183 ก่อนคริสต์ศักราช) ที่บุกข้ามภูเขาแอลปส์ไปใน ที่สุดสังคมนิยมแบบเฟเนียนสนับสนุนการขยายตัวของสังคมนิยมไปทีละน้อยทีละน้อยคือโดยการแพร่ ความคิดให้ประชาชนทราบและด้วยการให้รัฐเข้าไปควบคุมหรือดาเนินการในอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม ทจี่ ะอย่ภู ายใตร้ ัฐบาลพวกเฟเบียนเช่ือว่าการแขง่ ขนั ทางเศรษฐกิจโดยเสรีนบั วนั จะหมดไปซึ่งจะทาให้มีการ ผูกขาด (Monopoly) มากข้ึนและรัฐบาลควรยื่นมือเข้าไปควบคุมอุตสาหกรรมที่ไม่มีการแข่งขันโดยเสรี ทง้ั นโ้ี ดยไม่ใช้วธิ ีการรนุ แรง สงั คมนิยมแบบประชาธิปไตย ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของปัญญาชนกลุ่มเฟเบียนมาก ซึง่ มีผลประการต่าง ๆ ดังน้ี เช่น การออกกฎหมายกาหนดค่าจ้างแรงงานและกาหนดช่ัวโมงการทางานการ ให้การศึกษาภาคบังคับโดยรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ท้ังหมดการเก็บภาษีมรดกการเก็บภาษีรายได้ที่เพ่ิมขึ้นโดย
100 ไม่ได้หามาเองการเก็บภาษีท่ีดินตามราคาท่ีสูงขึ้นไปกลุ่มเฟเบียนได้มีอิทธิพลต่อพรรคกรรมกร (Labour Party) ของอังกฤษมาก สงั คมนิยมกิลด์หรอื สมาคมอาชีพ (Guild Socialism) เป็นแนวคิดที่แพร่หลายในอังกฤษ ประมาณ ค.ศ. 1910 ผู้ที่มีบทบาทมาก ได้แก่ G.D.H. Cole, R.H.Tawney และ S.G.Hobson. แนวคิดมี ประเดน็ ทสี่ าคัญ 2 ประเด็น คือ 1) ทรัพย์สินส่วนบุคคล ทรัพย์สินจะเป็นของบุคคลก็ต่อเม่ือมีการใช้ให้เป็นประโยชน์ ตอ่ สังคมการได้มาซ่ึงทรัพย์สินแต่ไม่ไดใ้ ช้ให้เป็นประโยชน์ในทรรศนะของสังคมนิยมสมาคมอาชีพไม่ถือว่า เป็นทรัพย์สินสว่ นบคุ คลประเด็นหลัก คอื การใช้ประโยชน์ให้เปน็ ผลดีต่อส่วนรวม 2) ระบบตัวแทน สังคมนิยมกิลด์หรือสังคมนิยมสมาคมอาชีพ ต้องการกาหนดระบบ การเลือกผู้แทนราษฎรโดยให้เป็นไปตามหลักแห่งการเป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพคือไม่ใช่เป็นผู้แทนประ เภททั่วไปการอาชีพแต่ละประเภทจะต้องมีสมาคมแบบกิลด์ คือ เป็นสมาคมท่ีปกครองตนเองได้ (Self- governing association) เพ่ือการดาเนินการในด้านสังคมต่างๆ อน่ึงบรรดากรรมกรย่อมมีสหพันธ์(union) ของกลมุ่ อาชีพของตนและไดม้ ีโอกาสเรียนรู้เก่ียวกับการปกครองตนเองจนกระทั่งสหพันธก์ รรมกรสามารถ มีบทบาทในการบริหารกิจการอุตสาหกรรมตา่ งๆ ได้ สรุป อุดมการณ์สังคมนิยม คือ แนวคิดท่ีต้องการให้รัฐเข้ามาดาเนินการเศรษฐกิจ เพราะ ต้องการให้เห็นแก่ประโยชน์ของสังคมส่วนรวมอุดมการณ์สังคมนิยมแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ สังคม นิยมแบบอดุ มคติ สังคมนยิ มแบบมารก์ ซ์ และสงั คมนยิ มแบบประชาธปิ ไตย 5.4.3 อดุ มการณ์คอมมวิ นิสต์ บรรพต วีระสัย (2542: 290) อธิบายว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มีลักษณะคล้ายอุดมการณ์ อรัฐนยิ มหลายประการ โดยเฉพาะภาพของสังคมทมี่ ุ่งหวังผลจะให้เกิดขนึ้ เป้าหมายของลัทธคิ อมมิวนิสต์ คือ การทาให้รัฐสูญสลายหมดสิ้นไป ประเทศท่ีปกครองตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ คือ อดีตสหภาพโซเวียต หรือ ประเทศจีน มิได้หมายความว่า ประเทศเหล่าน้ีเข้าสู่สภาพแห่งการเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎี ของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, ค.ศ. 1818-1883) ชาวเยอรมันการที่เรียกอดีตสหภาพโซเวียตหรือประเทศ จีนวา่ เป็นประเทศคอมมิวนิสต์เป็นเพราะในประเทศนั้นๆ พรรคคอมมิวนสิ ต์มีอานาจสูงสุดในทางการเมือง การปกครอง และมีความเช่ือว่าจะเกิดสังคมคอมมิวนสิ ต์ขนั้ ในอนาคตซึง่ ตามทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ์ สงั คม คอมมิวนิสต์ ได้แก่ สังคมท่ีไม่มีกลไกของรัฐ หมายความว่า รัฐต้องปราศจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการ ปกครองทกุ ประการ เชน่ ไม่มปี ระมุขของรัฐ ประมขุ ของนายกรัฐมนตรี ประธานรฐั สภา ไมม่ ีระบบศาล จรูญ สุภาพ (2527: 215) อธิบายถึงลักษณะเด่นชัดในแนวความคิดของมาร์กซ์ เก่ียวกับ สภาพของสังคม และการแก้ไขสังคมน้ัน คือ มาร์กซ์มิได้เสนอทางแก้ข้อบกพร่องอย่างใดอย่างเดียว แต่ มารก์ ซอ์ ธิบายถึงประวัตมิ นษุ ยชาตทิ ง้ั หมด และชี้ให้เหน็ วา่ สภาพของสงั คมทเ่ี กิดข้นึ นัน้ เป็นแตเ่ พียงขนั้ หน่ึง ของกระบวนการทางประวตั ิศาสตร์ การพิจารณาปรชั ญาแหง่ ประวัติศาสตร์ (Philosophy of history) ตาม
101 แนวคิดของมาร์กซ์ เร่ิมจากกุญแจท่ีจะนาไปสู่การเข้าใจประวัติศาสตร์ คือ ต้องรู้ว่าโครงรา่ งทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ควบคุมการผลิตกับสมาชิกของสังคม เป็นปัจจัยที่ทาให้เกิดการพัฒนาการทาง สังคม การควบคุมการผลิต คอื การควบคุมสังคม รฐั ในความหมายนีจ้ ึงเป็นเครื่องมือท่ีเจ้าของทุนใชใ้ นการ ควบคุมสังคมเพราะรัฐเป็นเคร่ืองมือในการควบคุมการผลิตท้ังหลาย รากฐานแห่งชีวิตทางสังคมคือ การ เศรษฐกิจ มาร์กซ์เห็นว่า ศาสนาคือ ยาเสพติดของประชาชนศาสนาเป็นเพียงเคร่ืองมือท่ีชนชั้นนา คือ เจา้ ของทุนใชเ้ พอื่ ควบคุมประชาชนให้อยใู่ นกฎข้อบงั คบั ทีไ่ ดก้ าหนดข้ึน บรรพต วีระสยั (2542: 294) ไดอ้ ธิบายทฤษฎีเศรษฐกิจการเมอื งและทฤษฎวี า่ ด้วยรัฐและการ ปฏวิ ตั ไิ วด้ ังนี้ 5.4.3.1 ทฤษฎเี ศรษฐกิจการเมอื งของมาร์กซ์ 1) มาร์กซ์ ถือว่าวัตถุเป็นตัวการหรือตัวกาหนดให้เกิดการเหตุการณ์ท้ังหลายใน ประวัติศาสตร์แนวคิดของมาร์กซ์เรียกกันว่าลัทธวิ ัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ (Historical materialism) ซ่ึงเป็นการนาทฤษฎีวิภาษวิธีทางวัตถุมาประยุกต์ใช้ในการตีความทางประวัติศาสตร์และโดยท่ีวัตถุท่ี มารก์ ซใ์ ช้หมายถงึ เรื่องราวทางเศรษฐกิจ จึงมักเรียกทฤษฎีของคารล์ มารก์ ซ์ ว่าเปน็ อโี คโนมคิ ดิเทอมินิ สซึม (Economic determinism) หมายความว่าเศรษฐกจิ เป็นตัวเหตุที่มีอทิ ธิพลตอ่ ความเปน็ ไปในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเมือง การศึกษา การศาสนา ปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และบรรดาความสัมพันธ์ ต่างๆ ในสงั คมทัง้ หลายไมว่ า่ จะเปน็ ในครอบครวั หรอื ในความสัมพันธป์ ระเภทใดก็ตาม 2) การวิเคราะหเ์ หตุการณ์ตา่ งๆ โดยถือวา่ เศรษฐกิจเป็นตัวนาในส่วนทเ่ี ก่ียวกับ การเมอื งมีความสาคัญในอดุ มการณ์คอมมวิ นสิ ต์มาก มาร์กซ์มองการเมืองว่าเป็นเรื่องของการตอ่ สรู้ ะ หวา่ งชนช้นั (Social class) อนั เกิดขน้ึ จากการขดั ผลประโยชนท์ างเศรษฐกจิ ในทรรศนะของมารก์ ซ์มี เพียง 2 ชนช้ันเท่านั้นไม่ว่าจะเปน็ ประวัตศิ าสตรส์ มันใดยกเว้นสมยั เร่มิ มมี นษุ ยใ์ นโลกใหม่ๆ สองชนช้ัน ไดแ้ ก่ ผปู้ กครอง และ ผ้ถู ูกปกครอง 3) มาร์กซ์ กล่าวว่าในสมัยเร่ิมแรกนั้นมนุษย์อยู่กันเป็นสังคมคอมมิวนิสต์แบบ ด้ังเดิมหรือบรรพกาล (primitive communism) คือ ทรัพย์สินเป็นของกลาง การดาเนินชีวิตเป็นไปอย่าง ง่าย ๆ โดยไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวิถีการ ผลิต ทาให้สังคมคอมมิวนิสต์กลายเป็นสังคมแบบทาส มีชนชั้นปกครองซึ่งเป็นนายทาส และชนชั้นที่ถูก ปกครองคือเป็นทาส หลังจากนั้นได้เกิดการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจอีกซ่ึงมีผลทาให้รูปแบบทางสังคม กลายเป็นศักดินาหรือเจ้าขุนมูลนาย และหลังจากน้ันก็แปรสภาพเป็นสังคมแบบนายทุน (capitalist) ซึ่ง เป็นยุคท่ีมาร์กมีชีวิตอยู่ และในสงั คมแบบนายทุน มารก์ ซ์กล่าวว่ามีชนชั้นอยู่ 2 ชนชนั้ ไดแ้ ก่ นายทุนหรือ กฎุมพี (capitalists or bourgeoisie) กับผู้ใช้แรงงานหรือชนชั้นกรรมาชีพ (the proletariat) ส่วนใหญ่ ทฤษฎีของมาร์กซ์เป็นเรื่องเก่ียวกับการดาเนินชีวิตภายใต้ระบบนายทุน ซ่ึงมาร์กซ์เห็นว่าจะต้องล้มล้าง สงั คมคอมมวิ นสิ ต์ที่มาร์กซต์ ้องการใหเ้ กิดมีขึน้ น้นั จะมไี ด้ก็ต่อเมอ่ื ไม่มีระบบนายทนุ อกี ต่อไปววิ ัฒนาการ
102 ของสงั คมตามทฤษฎีของมารก์ ซ์เปน็ ดังต่อไปนี้ 3.1. ยคุ คอมมิวนสิ ต์ด้ังเดิมหรอื ยุคคอมมวิ นิสต์บรรพกาล หรอื ดงั้ เดิมไมม่ รี ัฐ 3.2 ยุคทาสหรือนายทาส รัฐเป็นแบบที่มีผู้ปกครอง เปรียบเสมือนเป็นนาย ทาสหรอื เจ้าขุนมูลนาย 3.3 ยุคศักดินา รัฐเป็นแบบที่เจ้าศักดินาหรือเจ้าขุนมูลนาย (Feudal lords) มีอานาจปกครองทาสติดที่ดิน (serfs) 3.4 ยคุ ทนุ นยิ ม รัฐเปน็ แบบทีน่ ายทุนหรือกฎุมพีเรืองอานาจ 3.5 ยุคคอมมิวนิสต์แบบสมัยใหม่(ยุคที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่าง กว้างขวาง) ไม่มีรัฐ ในสังคมคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีของ คาร์ล มาร์กซ์ การแบ่งชนช้ันและการ ขดั แย้ง เพราะชนช้ันอันสืบเน่ืองมาจากการแตกต่างทางเศรษฐกิจจะไม่มีทรัพย์สนิ จะเป็นของกลางและแต่ ละคนจะได้รับผลประโยชน์จากการทางานตามความจาเป็นของแต่ละคน คือ ไม่ข้ึนอยู่กับการทางานมาก หรือทางานน้อยตามทรรศนะของมาร์กซ์ ระบบเศรษฐกิจในสังคมคอมมิวนิสต์จะไม่มีการฉกประโยชน์ หรือไม่มีการเอาเปรียบ (Exploitation) โดยชนชั้นหน่ึงจากอีกชนชั้นหน่ึง มาร์กซ์มีความเห็นว่าเมื่อ ปราศจากเสียซ่ึงชนช้ันคือเม่ือไม่มีชนชั้นผู้ปกครองกับชนชั้นผู้ถูกปกครองย่อมหมายถึงการสูญสลายของ รฐั กระบวนการสูญสลายของรัฐนี้แบบทีม่ าร์กซ์เรยี กว่ารฐั จะเหย่ี วเฉาหรือร่วงโรยหมดสิ้นไปเอง (The state will wither away) 5.4.3.2 ทฤษฎวี า่ ดว้ ยรฐั และการปฏิวตั ิ 5.4.3.2.1 มาร์กซ์มีแนวคิดแบบอุดมการณ์อรัฐนิยม คือต่อต้านอานาจของรัฐ และไม่ต้องการให้มีรัฐ เพราะถือว่ารัฐเป็นเคร่ืองมือของชนชั้นปกครองและเป็นเครื่องมือแห่งการกดข่ี ใน ทรรศนะของมาร์กซ์ รัฐไม่ใช่ของท่ีจะต้องเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นด้วยความจาเป็น คือเกิดข้ึน เพราะการขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ระหว่างมนุษยไ์ ม่อาจจะยุติได้ ต้องมีอานาจมาควบคุม เม่ือเป็นเช่นน้ีแต่ละ ยุคแต่ละสมยั กอ่ นท่ีจะเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ย่อมจะตอ้ งมีรัฐ 5.4.3.2.2 ตามทฤษฎีของมาร์กซ์ รัฐมีลักษณะเช่นเดียวกับศาสนาปรัชญา การศึกษาศิลปวัฒนธรรม คือเป็นกลุ่มของบรรดาส่ิงต่างๆ ท่ีรวมเรียกว่าโครงสร้างส่วนบน Superstru- cture ท่ีถกู กาหนดโดยเศรษฐกจิ หรือพลังแหง่ การผลิตท้ังหลายซึ่งมารก์ ซ์เรียกว่าโครงสรา้ งส่วนล่าง (Under- structure) 5.4.3.2.3 จุดมุ่งหมายของมาร์กซ์ และผู้ที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย คือ การเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีวิภาษของมาร์กซ์น้ันถือว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดข้ึนเพราะการ ขัดแย้งตามกระบวนการจุดยืน จุดแย้งและจุดยุบ ในกรณีท่ีเป็นสังคมแบบทุนนิยม มาร์กซ์ เห็นว่า กระบวนการตามทฤษฎีจะเป็นดังนี้ คือ ชนชั้นนายทุนเป็นจุดยืน ซ่ึงจะมีการขัดแย้งย่างรุนแรงกับ ชนช้ัน
103 ผู้ใช้แรงงาน ซ่ึงมีสภาพเหมือน จุดแย้ง และผลแห่งการขัดแย้งน้ีจะนาไปสู่สังคมคอมมิสนิสต์ ซึ่งถือว่าเป็น จุดยุบ และเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น ในสังคมท่ีปราศจากชนช้ัน มาร์กซ์ ถือว่าขาดคู่กรณีที่จะขัดแย้งกัน คือ เป็นจุดแย้งและจุดยุบเขาจึงเห็นว่ากระบวนการวิภาษจะหยุดอยู่เพียงนั้นไม่มีการแปลงรูปสังคมคอมมิว นิสต์เป็นอย่างอนื่ 5.4.3.2.4 แต่ปัญหามีอยู่ว่าทาอย่างไรจึงจะให้มีการเปล่ียนแปลงสู่สภาพสังคม คอมมิว -นิสต์ให้เร็วขึ้นมาร์กซ์เห็นว่าจะต้องช่วยกระบวนการเปล่ียนแปลงทางประวัติศาสตร์ โดย สนับสนุนให้มีการปฏิวัติโดยฝ่ายผู้ท่ีถูกปกครองเพ่ือล้มล้างผู้ที่ปกครองอยู่ขณะนั้น มาร์กซ์พยายาม สนับสนุนให้มีการปฏิวัติล้มล้างระบบนายทุน แต่มีปัญหาว่าเม่ือล้มล้างนายทุนได้แล้วจะเป็นสังคม คอมมิวนิสต์ได้ทันทีหรือไม่ มาร์กซ์หาทางออกด้วยการกล่าวคือ ช่วงเชื่อมต่อกันระหว่างรัฐนายทุนกับ สังคมท่ีปราศจากรัฐ (Stateless Society) นั้นจะต้องมีองค์การทางการเมืองอยู่ในรูปแบบของ เผด็จการ ของชนช้ันกรรมาชีพ (dictatorship of the proletariat) ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐยังคงสภาพอยู่ แต่มาร์กซ์ ถอื ว่าจะเป็นรัฐที่ผิดแผกแตกต่างจากท่ีเคยเป็นมาเพราะจะเป็นคร้ังแรกที่ผู้ปกครองเปน็ ตัวแทนของคนหมู่ มาก คือ ผู้ใช้แรงงานมีอานาจและไม่มีชนช้ันที่สามารถแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ได้อย่างแท้จริง ทั้งน้ีเพราะ นายทุนกาลังถกู กวาดล้างให้หมดส้ินไปอาจเรียกช่วงเวลาท่ีเปน็ เผดจ็ การของชนช้ันกรรมาชีพนี้ว่าเป็น รฐั แบบสังคมนยิ ม คอื ยังไมเ่ ป็นคอมมวิ นิสตอ์ ย่างทปี่ ระสงค์ 5.4.3.2.5 ตามทฤษฎีของมาร์กซ์ การปฏวิ ตั เิ พื่อเข้าสูก่ ารเปน็ เผดจ็ การของชน ชนั้ กรรมมาชีพจะเกิดขึ้นในประเทศท่ีมกี ารพัฒนาอุตสาหกรรมเพราะย่อมจะมีคนงานเข้าร่วมขบวนการ ได้มากเม่ือมาร์กซ์อาศัยอยู่ในอังกฤษนัน้ เปน็ ช่วงท่ีมีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมอย่างสูงและคนงาน ถกู นายทุนเอารัดเอาเปรียบมากดงั น้นั เขาจงึ ทานายหรือคาดการณ์ไว้ในปี ค.ศ. 1870 ว่าองั กฤษเหมาะท่ี จะเป็นแหล่งที่มีการปฏิวัติเพ่ือนาไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ แต่การปฏิวัติก็หาเกิดขึ้นไม่ ประเทศท่ีมาร์กซ์ คาดว่าจะเกิดและหลังจากทั้งมาร์กซ์ และเองเกลส์ได้เสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลานาน จึงได้เกิดการปฏิวัติ คอมมิวนิสต์ข้ึนในรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1917 รัฐเซียในขณะนั้นอยู่ภายใต้พระเจ้าซาร์และเป็นประเทศที่ระ ดบั การพัฒนาอุตสาหกรรมตา่ อนงึ่ ในเอเชยี มกี ารปฏวิ ตั ิในจีนโดย เหมา เจ๋อ ตงุ โดยได้ประสบผลสาเร็จ ท้ังๆ ท่ีจีนในระยะน้ันเป็นประเทศหนักไปในทางเกษตรกรรม จึงอาจต้ังเป็นข้อสังเกตได้ว่าเหตุการณ์ที่ เกิดข้นึ ในประวตั ิศาสตรไ์ มต่ รงกับทฤษฎที มี่ าร์กซ์ไดต้ ง้ั ขึ้น สรปุ อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ มเี ปา้ หมายเช่นเดียวกับอุดมการณ์อรฐั นิยม คือ รฐั สูญ สลายไป คาร์ล มาร์กซ์ นักคิดคนสาคัญของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้อธิบายถึงสภาพสังคมและ เศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาโดยพิจารณาจากมิติทางด้านประวัติศาสตร์ที่เป็นเรอื่ งของชนชั้นปกครอง กบั ชนช้ันผถู้ ูกปกครอง ปัญหาเกิดจากชนชนั้ ปกครอง ทาอย่างไรท่ีจะให้รัฐหมดสิ้นไป ก็จะตอ้ งทาลาย โค่นล้มชนช้ันปกครองหรือชนชั้นนายทุนด้วยชนชั้นผู้ใต้ปกครองหรือกรรมกร เมื่อล้มล้างนายทุนได้ แล้วยังไม่สามารถเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ได้ทันที องค์การการเมืองอยู่ในรูปเผด็จการของชนช้ัน
104 กรรมาชีพรฐั ยังคงมีอยปู่ ระเทศท่ีปกครองด้วยอุดมการณค์ อมมิวนิสต์มักจะมาถึงเพยี งเท่านี้ เชน่ อดีต สหภาพโซเวียตและจีน เป็นตน้ 5.4.4. อดุ มการณป์ ระชาธปิ ไตย 5.4.4.1 ความหมายของประชาธิปไตย (Democracy) อรสิ โตเตลิ (กมล สมวิเชียร. 2520: 2)กล่าวว่าในระบบประชาธปิ ไตยอานาจ สงู สุดอยูใ่ นมือของประชาชนทัง้ หมด เอ.ดี.ลินซี (Lindsay, 1929: 44) ได้ให้ความเห็นว่า ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนสมม- ตฐิ านที่ว่ามนุษย์สามารถตกลงทาสิ่งหน่ึงสิ่งใดร่วมกันได้และในขณะเดียวกันแต่ละคนก็ยังสามารถมีวิถี ชีวิตของตนเองได้ ประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าเราเคารพนับถือบุคลิกภาพของกันและกันมากพอ เราจะ สามารถหากฎเกณฑข์ องระบบสิทธเิ สรภี าพซ่ึงจะทาให้เราแต่ละคนบรรลุถึงชีวิตอนั เสรไี ด้ และวธิ ีการท่ีดี ทีส่ ุดเพอื่ ให้ไดม้ าซงึ่ จุดหมายปลายทางน้ี กค็ ือ การปรกึ ษาหารือหรอื ถกเถียงกัน จรูญ สุภาพ (2518: 20) อธิบายในสารานุกรมรัฐศาสตร์วา่ ระบอบประชาธิป ไตยเป็นระบอบการปกครองท่ีประชาชนทั้งหลายเป็นผนู้ าและเป็นผู้ควบคุมรัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้ ควบคุมประชาชน อริสโตเตลิ กล่าวไว้ว่า ประชาธิปไตยเป็นเสมือนแพในมหาสมุทรคอยรบั ทางลมว่า จะพดั ไปทางไหน เดวดิ บีทแธม และเควิน บอยล์ (บีทแธม และบอยล์, 2541: 1) เห็นวา่ ประ ชาธิปไตยมีความเกี่ยวพันกับการตัดสินใจของหมู่คณะ และยึดถืออุดมคติที่ว่าจะเป็นการดีหากการ ตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งมผี ลกระทบต่อกลุ่มในฐานะองค์รวม จะกระทาโดยสมาชิกของกลุ่มท้ังมวล และ สมาชิกเหล่านนั้ ควรจะมสี ิทธิเท่าเทียมกัน จรูญ สุภาพ (2519: 5) อธิบายถึง ประชาธิปไตยว่ามีความหมายทั้งรูปการ ปกครองและปรัชญาในการดารงชีวิตรว่ มกนั ของมนุษย์ในแง่การปกครอง มุ่งถึงการมีสว่ นของประชาชน ในการที่จะเขา้ รว่ มกาหนดนโยบายต่างๆ อนั เก่ียวขอ้ งกับผลประโยชน์สว่ นรวมรฐั บาลท่เี กิดข้ึนในระบอบ นี้จะเป็นเสมอื นเครื่องมือท่ีช่วยให้ประชาชนไดบ้ รรลุจุดหมายปลายทางท่ีสาคัญ นั่นคือ ความผาสกุ ของ ประชาชนทง้ั มวล บรรพต วรี ะสัย (2542: 305-307)ได้อธิบายถึงความหมายของประชาธิปไตย โดยแบ่งออกเป็นประชาธิปไตยท่ีใช้ในประเทศอื่นนอกจากโลกตะวันตกกับประชาธิปไตยท่ีใช้ในโลก ตะวนั ตก 1. ประชาธปิ ไตยที่ใช้ในประเทศอ่ืนนอกจากโลกตะวันตก คาว่าประชาธิป ไตยเป็นศพั ท์ทใ่ี ช้แพรห่ ลายมากและมีประวัติอันยาวนานศัพท์ “ประชาธิปไตย” ท่ีใช้กันมักเปน็ ไปใน ความหมายที่ดี และแม้กระทั่งประเทศท่ีนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ยังใช้ช่ือว่าเป็นประชาธิปไตย หรือ ประเทศที่ไม่ได้ปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็เรียกตนเองวา่ เป็นประชาธิปไตยประเทศที่
105 ยดึ ถอื ลทั ธคิ อมมิวนิสต์หลายประเทศเรียกตนเองวา่ เปน็ ประชาธปิ ไตยของมหาชนหรือมหาชนาธปิ ไตย (People’s Democracy) การอ้างกันว่าเป็นประชาธิปไตยอาจเป็นเพราะการได้มีการเลือกสรรผู้นา โดยวิธีการเลือกตัง้ แต่การเลอื กต้ังในประเทศทนี่ ยิ มคอมมิวนิสตน์ ้ันเชน่ ในอดีตประเทศยโุ รปตะวนั ออก หรือประเทศจีนแตกต่างจากประเทศประชาธิปไตยอ่ืนๆ มีสองประการ คือ ประการแรก มีพรรค การเมืองพรรคเดียวท่ีถูกกฎหมาย คือ พรรคคอมมิวนิสต์ และประการที่สอง การเลือกต้ังที่กล่าวถึง น้นั เป็นเพยี งการเสนอชอ่ื ผ้สู มัครเพยี งชุดเดยี วจากพรรคคอมมวิ นิสตใ์ ห้เลอื ก ซ่ึงยอ่ มทาการเลือกอย่าง แท้จริงไม่ได้ เพราะไม่มีคู่แข่ง ดังนั้น “การเลือกต้ัง” จึงมีสภาพเป็นเพียงให้ความเห็นชอบหรือไม่ เหน็ ชอบคอื รบั หรอื ไม่รบั (Yes or No) คณะบุคคลที่ถูกเสนอชื่อข้ึนมาเพอื่ ทาหน้าท่ตี ่างๆ กนั ในทรร- ศนะของฝ่ายคอมมิวนสิ ต์ คาวา่ ประชาธปิ ไตยหมายถึงกจิ กรรมที่เปน็ ประโยชน์ทางวัตถุต่อประชาชน ท้ังนี้โดยรัฐตีความหมายเอาเองวา่ อะไรเป็นประโยชน์ต่อประชาชน คือ ไม่เน้นกระบวนการแห่งการ ปกครองทรรศนะดังกล่าวอาจจัดว่าเป็นประชาธปิ ไตยเพียงบางส่วนคือมองในแง่ผลลพั ธ์เท่านั้นทรรศ- นะดังกล่าวให้ความสาคัญหนักไปในเร่ืองรัฐบาลเพ่ือประชาชนไม่ใช่รัฐบาลโดยประชาชนคือไม่คานึงถึง สิทธิเสรีภาพและกระบวนการแห่งการใช้สิทธิทางการเมอื ง 5.4.4.2 ประชาธิปไตยที่ใช้ในโลกตะวันตก ประชาธิปไตยที่รู้จักกันแพร่หลายเป็น แบบทป่ี รากฏอยใู่ นโลกตะวันตก จึงสมควรกล่าวถงึ ความหมายทใ่ี ช้กนั อย่างกวา้ งขวางสามความหมาย คือ ในฐานะเป็นรูปแบบการเมอื งการปกครอง ในความหมายทางเศรษฐกิจและในฐานะวถิ ชี ีวิต 5.4.4.2.1 ประชาธิปไตยในฐานะรูปแบบการเมืองการปกครอง ศัพท์ ประชาธิปไตยที่แปลจากคาว่า เดมอคระซี (Democracy) มีการให้ความหมายต่างๆ กัน เช่นรัฐบาล ซึง่ ประชาชนมีอานาจปกครอง (Ruling Power) ไม่โดยตรงก็โดยการมีผแู้ ทนท่ีผา่ นการเลือกมาแลว้ คา จากดั ความนีเ้ ป็นการให้ความหมายจากรากศัพท์อนั มาจากภาษากรีก คือ จาก Demos ซ่ึงแปลว่าปวง ชนและ Kratos ซงึ่ แปลว่าอานาจหรือสิทธิอานาจ (Authority) ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครอง ซ่ึงอานาจการเมืองสูงสุดอยู่กับประชาชน ประชาธิปไตยได้แก่ รูปแบบการปกครอง ซ่ึงเป็นไปตาม หลักการแห่งการให้อธิปไตยเป็นของปวงชน (Popular Sovereignty) ความเสมอภาคทางการเมือง (Political equality) การปรึกษาหารอื กบั ราษฎร (Popular Consultation) และการปกครองโดยคน ส่วนมาก (Majority Rule) เท่าที่กล่าวคือคาจากัดความต่างๆ มาข้างต้นน้ันประชาธิปไตยเป็นเร่ือง ของการมีรั ฐบ าลหรือ เป็ น เร่ือ งข องการปก ครองแต่เท่ าท่ีใช้ กัน โดยทั่ วไป นั้ น ป ระชาธิป ไตย ยังมี ความหมายอ่นื ๆ อีกเช่นประชาธิปไตยในทางเศรษฐกจิ และทางสังคม 5.4.4.2.2 ประชาธิปไตยในความหมายทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยทาง เศรษฐกจิ (Economic Democracy) ซงึ่ หมายถงึ การให้มีทรัพยส์ ินทดั เทียมกัน คือ ให้มีการกระจายรายได้ และการให้โอกาสกว้างขวางทวั่ ท้ังสงั คม มักถือกันวา่ ประชาธปิ ไตยทางเศรษฐกิจเกี่ยวพันกับประชาธปิ ไตย ทางการเมอื ง (ซง่ึ เน้นการทดั เทยี มกันทางการเมืองและโดยทางกระบวนการยุติธรรม) คือ ประชาธปิ ไตยทาง
106 เศรษฐกิจอาจเป็นเหตใุ ห้เปน็ ประชาธิปไตยทางการเมือง หรือเป็นผลทางประชาธปิ ไตยทางการเมอื ง สาหรับ การถือว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผลกันนี้แล้วแต่ทรรศนะของบุคคลว่าเศรษฐกิจมาก่อนการเมืองหรือการ เมอื งมากอ่ นเศรษฐกจิ อนงึ่ ยงั มีศัพท์ที่เก่ียวกบั เศรษฐกิจอย่ดู ้วยอีกศัพทห์ น่ึง คือ คาวา่ ประชาธิปไตย ทางอุตสาหกรรม (Industrial Democracy) ซ่ึงเป็นช่ือหนังสือของนักปฏิรูปสังคมและผู้สนับสนุน อุดมการณ์สังคมนิยม คอื Sidney Webb and Beatrice Webb พิมพ์คร้ังแรกในปี ค.ศ. 1897 พิมพ์ใหม่ใน ปี ค.ศ. 1920 ความหมายของประชาธิปไตยทางอุตสาหกรรม คือ ประชาธิปไตยในโรงงานอุตสาหกรรมคือ ตอ้ งการให้คนงานมกี ารปกครองตนเองในโรงงาน เชน่ การมีสหพนั ธก์ รรมกร เป็นตน้ และในระดบั ชาติก็ให้ มตี ัวแทนจากอตุ สาหกรรมร่วมปกครองจะเหน็ ไดว้ ่าคาว่าประชาธิปไตย ณ ที่นีไ้ ดใ้ ช้ในระดับต่ากวา่ รัฐลงมา คือ มาถึงระดบั โรงงานหรือสว่ นยอ่ ยทางสังคมการเมือง 5.4.4.2.3 ประชาธิปไตยในความหมายทางสังคม หรือในฐานะเป็นวิถีชีวิต ประชาธิปไตยทางสังคม หมายถงึ การทาสังคมให้เป็นประชาธิปไตย (Democratization of the Society) ดังที่ ปรากฏอยู่ในพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นประชาธปิ ไตย เช่น การมใี จกวา้ ง การยอมรับความแตกต่างในความคิด การให้สิทธิเสรีภาพการยอมรับศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันประชาธิปไตยทางสังคม คือ ประชาธิปไตยในฐานะเป็นวิถีชีวิต (Way of life) คือ ความเป็นประชาธิปไตยจะต้องมีปรากฏอยู่ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพนั ธภ์ ายในครอบครัว ความสมั พนั ธใ์ นวงงานอาชีพ ความสัมพันธ์ในวงการศาสนา ความสัมพันธ์ในการ สนั ทนาการ เป็นต้น สรุปความหมายของประชาธิปไตยจากท่ีกล่าวมาข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า ประชาธิปไตยหมายถึง ลักษณะสงั คมทีค่ นในสังคมยอมรบั เสียงของคนส่วนใหญ่และสังคมเคารพในความเห็นที่ แตกต่างของคนส่วนน้อย รูปแบบการปกครองมาจากประชาชน ประชาชนเป็นผ้คู วบคุมรัฐบาล และ ในทางเศรษฐกจิ ทเี่ ปิดโอกาสใหก้ ารมีทรัพยส์ ินเทา่ เทียมกนั 5.4.4.3 ลักษณะของประชาธิปไตย บรรพต วีระสัย (2542: 308) ไดอ้ ธิบายถึงลักษณะของประชาธิปไตยตามทรรศนะของเพล โตและคณะเก่ยี วกบั เสรีประชาธิปไตย กบั ทรรศนะของแมครดิ ิส เก่ียวกับเสรีประชาธิปไตยไว้ดังนี้ 5.4.4.3.1 ทรรศนะของเพลโนและคณะเก่ียวกับเสรีประชาธิปไตยได้ให้ ความ เห็นว่าอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยประกอบด้วยหลักการในเชิงปรัชญา 4 ข้อ และหลักการ ในทางการเมืองการปกครอง 3 ขอ้ ซง่ึ จะอธบิ ายดงั ต่อไปน้ี 5.4.4.3.2 หลักการประชาธิปไตยเชงิ ปรชั ญา มดี ้วยกัน 4 ขอ้ ไดแ้ ก่ ก. ปัจเจกชนนิยม ซ่ึงถือว่าหน้าท่ีของรัฐบาลท่ีสาคัญ คือ การเปิด โอกาสให้แต่ละบุคคลสามารถพัฒนาบุคลิกภาพ ความถนัดและความมุ่งหวังได้โดยรฐั ไม่เข้าไปยุ่งเก่ียวมาก นัก
107 ข. เสรีภาพ ซึ่งต้องการให้แต่ละบุคคลมีเสรีภาพการกระทาท่ีไม่ขัด กบั ความเป็นระเบยี บเรียบร้อย (Order) ค. ความเสมอภาค ซึ่งถือว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่ากันและย่อมมี สทิ ธแิ ละโอกาสทัดเทียมกนั ง. ภราดรภาพ (Fraternity) ซึ่งให้ความสาคัญกับการร่วมมือกัน อย่างเป็นมิตร เพ่ือสร้างสังคมหรือชุมชนให้น่าอยู่ คาว่า “ภราดรภาพ” หมายถึง การอยู่กันอย่างเป็นญาติ หรือเปน็ พนี่ อ้ งกันคอื มีความกลมเกลียวกัน 5.4.4.3.3 หลกั การประชาธปิ ไตยทางการเมอื งการปกครอง ก. หลักอธิปไตยเป็นของปวงชน หลักนี้ถือว่าอานาจสูงสุดมาจาก ประชาชน กฎหมายหรือระเบียบปฏบิ ัติต่างๆ จะตอ้ งสนองเจตนารมณ์ของประชาชน ข. หลักการปกครองโดยคนส่วนมากและไม่ลืมสิทธิของคนส่วนน้อย (Majority Rule, Minority Rights) คือ เคารพในระบบการออกเสียงโดยนับเป็นคะแนนแต่ภายวงกรอบ มิใช่ว่าจะเป็นการยอมให้เสียงส่วนใหญ่มีอานาจเผด็จการเหนือคนท่ีมีความเห็นแตกต่างซึ่งมีจานวนน้อย กว่า แม้เสียงส่วนใหญ่จะเป็นเกณฑ์กลาง แต่ไม่อาจละเมิดสทิ ธิข้ันมลู ฐานคนแต่ละคนในฐานะพลเมืองของ ระบอบประชาธิปไตย มิฉะน้ันจะกลายเป็นเผด็จการของคนส่วนมาก หรือทรราชย์ของเสียงข้างมาก (Tyranny of the majority) ค. การประกันเสรีภาพและความเสมอภาคโดยกฎหมาย เป็นการ บริหารงานของรัฐตามครรลองประชาธิปไตยน้ัน จะต้องมีกฎหมายคุ้มครองความเสมอภาคของบุคคลใน เรื่องต่างๆ เช่น ในโอกาสที่จะได้รับการศึกษา โอกาสที่จะได้งานทา โอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์อ่ืนๆ โดยเท่าเทียมกัน ทั้งน้ีมิได้หมายความว่าเป็นความเสมอภาคแบบเด็ดขาดหรือไม่มีขีดจากัด (Absolute equality) ซ่ึงยอ่ มเป็นไปไม่ได้ แต่หมายถึงความเสมอภาคภายใต้เงื่อนไข เช่น อาจมีการสอบแข่งขันซึ่งคน ทไี่ ด้คะแนนดีกวา่ ย่อมจะต้องได้รับการคัดเลือกเข้าทางาน หรือ เข้าศกึ ษาต่อโดยไม่คานึงว่าคนๆ นั้นจะมา จากภาคใดของประเทศ หรอื จะเป็นลูกผู้ดมี ีตระกูลหรอื ลูกคนยากจนหรือจะเปน็ ญาติของผู้ใดหรือจะเป็นผู้ จบจากสถาบันใดเหล่าน้ัน เป็นต้น สาหรับท่ีเก่ียวกับเสรีภาพนั้น การเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย จะต้องมีกฎหมายรวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี คุ้มครองเสรีภาพเหล่านั้น คือ เสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) เสรีภาพในการตีพิมพ์โฆษณา (Freedom of the Press) เสรีภาพในการนับถือ ศาสนา (Freedom of Assembly) เสรีภาพในการย่ืนคาร้องทุกข์ (Freedom of Petition) อย่างไรก็ตาม เสรภี าพเหล่านน้ั ตอ้ งอยใู่ นขอบเขตด้วย 5.4.4.3.4 ทรรศนะของแมคริดีสเก่ียวกับเสรีประชาธิปไตย นักวิชาการ อเมริกันในปัจจุบัน ช่ือ รอย แมคริดีส Roy Macridis ได้เขียนเปรียบเทียบอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ
108 ได้สรุปว่า เสรีประชาธิปไตย ประกอบด้วยแกนหลัก 3 แกน คือ แกนทางจริยธรรม แกนทางการเมือง และ แกนทางเศรษฐกิจ ดงั คาอธบิ ายเพ่มิ เติมต่อไปนี้ 1) แกนทางจริยธรรม (Moral Core) แกนนี้มีรากฐานมาจากข้อ สมมติฐานท่ีว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผล (rational) รัฐบาลจึงควร ยอมให้มีเสรีภาพ 2 ประการ คือ ประการแรก เสรีภาพในทางส่วนตัว (personal liberty) และประการที่สอง ได้แก่ เสรีภาพทางสังคม (social liberty) เสรีภาพในทางส่วนตัว หมายถึง สิทธิต่างๆ ซึ่งให้ความคุ้มครอง เอกชนจากการใช้อานาจอันไม่เป็นธรรมของรัฐบาล แกนทางจริยธรรมในข้อนี้มีผลในทางปฏิบัติ คือ กฎหมายและกระบวนการตา่ งๆ ที่เกี่ยวขอ้ งจะต้องประกาศให้เป็นท่ีทราบกันโดยทั่วไปและเป็นกฎหมายท่ี พิทักษ์เสรีภาพของบุคคลในเรื่องต่างๆ กัน เช่น ในการคิด ในการพูด และในการนับถือศาสนา นอกจากน้ี ยังมีการปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคลในเร่ืองอื่นๆ เช่น จะไม่มีการค้นบ้านราษฎรโดยไม่มีหมายค้นและการ ได้มโี อกาสให้การแก้ขอ้ กล่าวหาต่อหน้าศาลเพื่อปกปอ้ งตนเอง อนึ่ง จะต้องมีการคุ้มครองสิทธใิ นการเขียน การโฆษณา และการอภิปรายแสดงความคิดเห็นด้วย สาหรับเสรีภาพทางสังคม นั้น หมายถึง การที่รัฐได้ให้โอกาสแก่ ประชาชนแต่ละคนโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่คานงึ ถึงเช้ือชาติ ผวิ พรรณ หรอื ภาษา ในการเลือกถ่ินท่ีอยู่ การ เลือกทางานในการเข้าโรงเรียน ฯลฯ จะสังเกตได้ว่าแกนทางจริยธรรมนี้เป็นเสมือนพันธกรณีของรัฐบาลท่ี มตี อ่ พลเมอื งของรฐั 2) แกนทางเศรษฐกิจ อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยจะต้องให้สิทธิ และเสรีภาพทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น สิทธิในทรัพย์สินที่หามาได้โดยถูกกฎหมาย สิทธิในการได้รับมรดก สิทธิในการสะสมทรัพยส์ ิน ส่วนท่ีเป็นเสรีภาพในการประกอบการทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เสรีภาพในการผลิต ในการขายและซื้อ และในการทาสัญญา ท้ังนี้ย่อมมีเง่ือนไขประกอบ เช่น รัฐอาจไม่อนุญาตให้ผลิต อาวุธสงคราม หรอื ยาทเี่ ป็นอันตรายตอ่ สังคมกไ็ ด้ 3) แกนทางการเมือง ประกอบด้วยหลัก 4 ประการ คือ การได้รับ ความเห็นชอบหรือยินยอมจากบุคคล (Individual consent) การมีตัวแทนและการมีรัฐบาลท่ีเป็นตัวแทน (Representation and representative government) และการมีอธิปไตยเป็นของปวงชน หรือหลักลัทธิ รัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) คาอธบิ ายโดยสรปุ ดังน้ี ก. หลักการได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากบุคคล คอื ถือว่า รฐั และรัฐบาลมีข้ึนได้ก็ด้วยความยนิ ยอมของแต่ละบคุ คล สมมติฐานในเร่ืองนี้ คือ มนษุ ย์ทุกคนมีสิทธิตาม ธรรมชาติ (Natural rights) อยูแ่ ลว้ คือ สทิ ธิในชวี ติ ของตนเอง สิทธิในทรัพย์สินและสิทธิอนื่ ๆ ซง่ึ ถือวา่ มีข้ึน พร้อมกับการเป็นมนษุ ย์ เมื่อแต่ละคนมีสิทธิตามธรรมชาติ การจะมีรัฐ และรัฐบาลข้ึนได้ก็จะต้องเป็นไปโดย คายินยอมของบคุ คล
109 ข. การมีตัวแทนและมีรัฐบาลที่เป็นตัวแทน การมีตัวแทน หมายถงึ การมีเลือกตั้ง ซงึ่ เปน็ การเลือกตัวแทนทัง้ นี้โดยใช้ 1 คน 1 คะแนน (One man one vote) 1 คน 1 คะแนน เป็นการให้ความสาคัญแก่บุคคลโดยไม่คานึงถึง เพศ ผิวพรรณ ศาสนา หรือฐานะ การมีรัฐบาลท่ี เป็นตัวแทนคือ การจดั ต้ังรัฐบาลโดยให้ฝ่ายท่มี ีเสยี งขา้ งมากเป็นผจู้ ดั ตั้ง (Majority rule) ค. หลักลัทธิรัฐธรรมนูญ ลัทธิรัฐธรรมนูญ มีความหมายพิเศษก็ คือ มิได้หมายถึงการมีรัฐธรรมนญู แต่เป็นเรอ่ื งของหลักการบางอย่าง อันไดแ้ ก่การจากดั อานาจของรัฐบาล และมกี ารกาหนดวธิ ีการตา่ งๆ ทีจ่ ะให้การปกครองเป็นไปไดโ้ ดยเรียบร้อย ง. อธิปไตยเป็นของปวงชน อธิปไตยอันเป็นอานาจสูงสุดน้ัน ถือ วา่ มีต้นกาเนิดมาจากประชาชน กล่าวคือ มิได้ถือว่ามาจากพระเจ้าหรือเทพยดา หรือจากผู้นาโดยเช้ือสาย เชน่ กษัตรยิ ์หรอื ผนู้ าโดยการแต่งต้งั หรอื โดยการยดึ อานาจ สรุป ลักษณะของประชาธิปไตย ลักษณะในเชิงปรัชญายึดถือหลัก ปจั เจกชนนิยม เสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ ลักษณะในทางการเมืองการปกครองถือหลักอธิปไตย เป็นของปวงชน อานาจสูงสุดมาจากประชาชนการปฏิบัติต่างๆ ต้องสนองเจตนารมณ์ของประชาชน หลักการ ปกครองโดยคนหมู่มาก แต่เคารพสิทธิคนส่วนน้อย และหลักการประเด็นเสรีภาพและความเสมอภาคโดย กฎหมาย ส่วนการพิจารณาลกั ษณะของประชาธิปไตยอีกแบบหน่ึงนั้น ประชาธิปไตยประกอบด้วย 3 แกน คือ แกนทางจริยธรรม แกนทางเศรษฐกิจ และแกนทางการเมือง แกนทางจริยธรรม หมายถึง รัฐควรยอมให้ ประชาชนมีเสรีภาพในทางส่วนตัวกับเสรีภาพทางสังคม เสรีภาพในทางส่วนตัว คือ การที่รัฐให้ความคุ้มครอง สิทธิของเอกชน เช่น สิทธิในการคิด การพูด การนับถือศาสนา ส่วนเสรีภาพทางสังคม คือ การท่ีรัฐให้โอกาส คนทุกคนเท่าเทียมกัน แกนทางเศรษฐกิจ หมายถึง การให้สิทธิและเสรีภาพทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน เช่น สิทธิในการสะสมทรัพย์สิน เสรีภาพในการทาสัญญา และแกนทางการเมือง ประกอบด้วย 4 หลักการ คือ หลักการได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากบุคคล หลักการมีตัวแทน หลักสิทธิรัฐธรรมนูญ และหลัก อธปิ ไตยเป็นของปวงชน 5.4.5 อุดมการณฟ์ าสซสิ ม์ (Fascism) ณัชชาภัทร อนุ่ ตรงจติ ร (2548: 40) ไดอ้ ธิบายถึงอุดมการณฟ์ าสซสิ ม์ว่า คาวา่ ฟาสซิสมถ์ ูก นามาใช้หลายครั้งในการศึกษาการเมืองการปกครอง ทจ่ี ริงอุดมการณ์ท่เี กิดข้นึ ใหม่มาก คือในศตวรรษท่ี 20 น้เี องมีตน้ กาเนดิ ที่ประเทศอิตาลี (ในการปฏิวัติ Fasci d’azione rivoluzionaria) ในปี 194 – 1915 รัฐบาล ฟาสซิสม์ถูกจัดตั้งข้ึนในช่วงสงครามโลกคร้ังท่ี 1 เพื่อนาอิตาลีเขา้ สู่สงครามภายใต้การนาของเบนิโต มุสโส ลนี ี (Benito Mussolini) ฟาสซิสม์เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เพ่ิมประสิทธิภาพในทางการผลิตมากท่ีสุดภายใน เวลาท่ีน้อยท่ีสุดเพราะภายใต้ฟาสซิสม์สังคมจะดาเนินไปพร้อม ๆ กันภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกันไม่มีใคร คัดค้านการนาของผู้นาสูงสุดในแงห่ น่งึ ฟาสซสิ ม์จึงเป็นอดุ มการณ์ทีอ่ ันตรายเพราะไม่มีฝ่ายใดจะช่วยถว่ งดุล
110 การใช้อานาจของผู้นาไว้ได้เลย ส่วนความหมายของคาว่าฟาสซิสม์ (Fascism) น้ันถูกนามาใช้จากคาภาษา ลาตนิ ว่า Fasces ซงึ่ แปลว่า การผูกไว้ดว้ ยกนั แต่ใช้ในความหมายวา่ อานาจที่มาจากความสามคั คี ชาติที่นาแนวความคิดแบบฟาสซิสม์มาใช้นอกจากอิตาลีแล้วยังมีประเทศอื่นที่นาไปใช้อีก คือ สเปน ภายใต้การนาของนายพล ฟรงั โก (Francisco Franco) และโปรตุเกส ภายใต้การนาของ ซาลซาร์ (Antonio Salzar) นอกจากนี้ยังมีนายพล ปิโนเซ่ (Augusto Pinochet) และปัจจุบันมีคนนอกประเทศ สิงคโปร์มกั จะพูดกนั ว่าสงิ คโปร์ภายใต้การอทิ ธพิ ลของลีกวนยู กเ็ ป็นฟาสซสิ ม์ในรูปแบบหน่งึ เหมอื นกัน เฮอร์เบิร์ท เอม็ . เลวีน ได้อธบิ ายลกั ษณะของฟาสซสิ ม์วา่ มี 6 ลักษณะดงั ต่อไปนี้ 5.4.5.1 รัฐมีความสาคัญกว่าปัจเจกบคคล (supremacy of the state Over the indi- vidual) ความเช่ือว่ารัฐมีความสาคัญกว่าปัจเจกบุคคลเป็นรูปแบบกลางๆ ของอุดมการณ์ฟาสซิสม์ดังน้ัน ฟาสซิสม์จึงเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่อต้านลัทธิเสรีนิยม ซ่ึงโดยหลักการพื้นฐานของเสรีนิยมพวกเขา เชื่อว่า รัฐมีหน้าที่รับใช้ผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล แต่สาหรับพวกฟาสซิสม์กลับเช่ือว่าปัจเจกบุคคล ต่างหากท่ีจะต้องรับใช้รัฐรัฐ ก็คือเผด็จการเบ็ดเสร็จน่ันเอง (totalitarianism)รัฐจะทาหน้าท่ีแสดงบทบาทใน สงั คมทุกอย่าง โดยรัฐจะเข้าไปควบคุมเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ในอิตาลีการควบคุมเศรษฐกจิ จากส่วนกลางเป็น แนวความคิดของมุสโสลินีในเร่ืองรัฐแบบบรรษัท (corporate state) ธุรกิจและแรงงานดาเนินอยู่ในบรรษัท นั้นโดยรัฐมีอานาจสูงสุดในการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดความคิดดังกล่าวขัดแย้งกับทัศนะของพวกมาร์กซิสต์อย่าง รุนแรง พวกมาร์กซิสต์เน้นการต่อสู้ทางชนชั้น แต่ฟาสซิสม์เห็นว่า ภายใต้การร่วมมือทางชนชั้นและการ ควบคุมของรัฐเท่าน้ันเป็นหัวใจของฟาสซิสม์ นอกจากนี้ รัฐยังต้องการท่ีจะควบคุมสถาบันทางสังคมอื่นๆ อีก เช่น โรงเรียน ห้องสมดุ และองคก์ รทางสังคมต่างๆ อีกด้วย ซึง่ บรรดาผู้นาองค์กรต่างๆ เหล่าน้นั ต่างก็ยอมรับ ความคิดเห็นของพวกฟาสซิสม์นี้ 5.4.5.2 ชาตินิยม (nationalism) ตรงกันข้ามกับสังคมนิยมฟาสซิสม์ยอมรับความเป็นชน ชัน้ ในขณะท่ีอุดมการณส์ ังคมนิยมปฏิเสธความมีชนช้ันจะเห็นว่า ฟาสซสิ มไ์ ดท้ าให้ลัทธิชาตินิยมมีความหมาย ตรงกันขา้ มกับสังคมนิยมโดยส้ินเชิงบางครั้ง คาว่าชาติ ก็มีความหมายเม่ากับ ประชาชนหรือ เชอื้ ชาติ ที่บรรดา รฐั ชาติทั้งหลายต่างให้การสนับสนุนส่งเสริมความรักชาติกันอยา่ งทั่วถึง ทั้งนี้ เพื่อให้สัญลักษณ์ของชาติ เช่น ธงชาติ วันประกาศอิสรภาพ และเพลงชาติ อย่างไรก็ตาม ฟาสซสิ ม์มคี วามต้องการมากกวา่ ความรักชาติตามที่ ชาติต่างๆ ให้การสนับสนุนนั่นคือ ฟาสซิสม์ต้องการให้ประชาชนสนับสนุนสัญลักษณ์หรือเคร่ืองหมายความ เป็นชาตใิ ห้อยเู่ หนอื ส่ิงอ่นื ใดท้ังปวง 5.4.5.3 ต่อต้านเสรีนิยม (antililberalism) ฟาสซิสม์ไม่เพียงต่อต้านเสรีนิยมในเรื่อง ความคิดว่าด้วยรัฐเท่านั้น แต่ยังได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันต่าง ๆอีกด้วย ดังเช่นรัฐบาลระบบรัฐสภา และ เสรีภาพของประชาชน ฟาสซิสม์ปฏิเสธความคิดเกี่ยวกับลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism)ที่มี อานาจอย่างกาจดั โดยเห็นว่า พรรคฝ่ายคา้ นเป็นสิ่งไม่จาเปน็ และแทท้ ีจ่ ริงแล้วพรรคฝ่ายค้านเป็นอนั ตราย ต่อความเข้มแข็งของรัฐทั้งปวง รัฐของพวกฟาสซิสม์เป็นที่มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว (oneparty
111 states) พวกเขาไม่มีความอดทนต่อการคัดค้าน พวกเขาปฏิเสธความเป็นปัจเจกบุคคลรวมท้ังเสรีภาพ พืน้ ฐาน เชน่ เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาในการพูด การชุมชน และการพิมพ์ 5.4.5.4 แสนยานุภาพนิยมและการก่อการร้าย (militarism and terror) ฟาสซิสม์ให้ ความสาคัญกับความเข้มแข็งของนโยบายต่างประเทศและเขตแดนภายในของตนเอง การบุกรุกเอธิโอเปีย ของมสุ โสลินี ในปี ค.ศ. 1935 เป็นการเริ่มต้นของลัทธิทหารหรือแสนยานุภาพแบบฟาสซิสม์ในอิตาลี ดังที่ มุสโสลินีกล่าวว่า “การวางนโยบายตา่ งประเทศของฟาสซิสม์พดู ไดค้ าเดยี ววา่ คือ การขยายอาณาเขต” และ การพยายามเพ่มิ กาลงั อาวุธของฮิตเลอรเ์ ปน็ การฝ่าฝืนข้อกาหนดสัญญาแวซายลส์อันเปน็ การสะท้อนใหเ้ ห็น ถึงลทั ธิทหารหรือแสนยานภุ าพและลัทธกิ ารขยายอาณาจักรในอิตาลแี ละเยอรมนี ฟาสซสิ ม์เป็นเครอ่ื งหมาย ของลัทธกิ ่อการรา้ ยที่ก่อให้เกดิ ความหวาดกลัวแม้ในเคหสถานของตนเอง ผู้นาพรรคฝา่ ยค้านถกู จับกมุ บาง คนถูกลอบฆ่า ห้ามทาการชุมชนคัดค้านฟาสซิสม์ ส่อื มวลชนอสิ ระถูกปราบปรามอย่างรุนแรง โดยมีตารวจ ลบั ทาหนา้ ทีใ่ นการธารงรักษาอานาจสงู สดุ ของฟาสซสิ ม์ 5.4.5.5 เผด็จการ (dictator) ในอิตาลี ต้องการผู้นาสูงสุดท่ีสามารถสร้างรอยจารึกทาง การเมืองไดจ้ ึงทาให้บางคร้ังผูน้ าถูกมองวา่ เป็นหัวหน้าพรรคฟาสซสิ ม์ และบางครั้งอาจถูกมองว่าเปน็ ผู้อยู่ เหนือพรรคขึ้นไปอีก ดังตัวอย่าง พรรคนาซีในเยอรมนี ทหารทุกคนต้องกล่าวคาสาบานต่อหน้าฮิตเลอร์ แทนท่ีจะกล่าวกับรัฐบาลตามระบอบรัฐธรรมนูญเช่นประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย มีการพรรณนาการ ปกครองระบอบเผด็จการฟาสซิสม์ว่า เป็นผู้มอบความยอดเย่ียมอย่างสร้างสรรค์ให้แก่มวลมนุษย์ และมัก เป็นผู้กระทาแต่ส่ิงท่ีถูกต้องเสมอ (to be always correct) มีความเฉลียวฉลาดสมกับเป็นผู้นาและสมกับ เป็นวรี บรุ ษุ อย่างนา่ ท่ึงท่เี ดยี ว 5.4.5.6 ต่อต้านคอมมิวนิสต์ (anticommunism) ฟาสซิสม์เป็นอุดมการณ์ที่ต่อต้านลัทธิ คอมมิวนิสต์แม้ว่ามุสโสลินีจะเร่มิ ต้นด้วยการเป็นนักสังคมนิยมก็ตาม แต่ต่อมาเขาปฏิเสธความเป็นสังคม นยิ มในปี ค.ศ. 1914 มสุ โสลนิ ีและฮติ เลอร์เป็นนักตอ่ ตา้ นคอมมิวนิสตต์ ัวยง เหตผุ ลของเขาคือคอมมิวนิสต์ ปฏิเสธรัฐ ในขณะที่ฟาสซิสม์เห็นวา่ รัฐ รัฐบาลและผูน้ าเป็นส่ิงเดียวกนั เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สนับสนุนมสุ โส ลินีและฮิตเลอร์ที่มองว่าฟาสซิสม์เป็นคู่ปรปักษ์สาคัญของคอมมิวนิสต์เลยที่เดียวในขณะที่พวกมาร์กซิ สต์มองวา่ ฟาสซสิ ม์ไม่มอี ะไรมากกว่าความเป็นอุดมการณ์ของพวกต่อตา้ นการปฏวิ ตั ิซ้อนท่ีถูกออกแบบมา เพื่อรักษาพลังอานาจของชนช้ันกลางเอาไว้นั่นเอง ซึ่งการประเมินความเป็นฟาสซิสม์ของพวกมาร์กซิสต์ ดังกล่าวยงั เป็นที่สงสัยในหมู่นักปราชญ์ท้ังหลาย ตรงกันข้าม พวกเขายืนยันว่า ฟาสซิสม์กับคออมมิวนิสต์ ที่มาจากแหล่งทางประวัติศาสตร์คล้ายคลึงกันและระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (totalitarian system) เช่น เดียวกนั สรปุ อดุ มการณ์ฟาสซิสม์ เห็นรฐั มคี วามสาคัญกว่าปจั เจกชน ปจั เจกชนจะต้องรับใช้รัฐ รัฐคอื เผด็จการเบ็ดเสรจ็ รัฐจะทาไปมีบทบาทควบคุมสังคมทุกอย่างฟาสซสิ ม์ม่งุ เน้นชาตนิ ิยม สนับสนนุ ให้ ประชาชนหรอื ปัจเจกชนอุทิศตนให้ชาติ ฟาสซิสม์ตอ่ ต้านเสรีนิยม ไมเ่ ห็นความสาคัญของสถาบันการเมือง
112 อน่ื ๆ เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านไม่มีความจาเป็น รัฐทีถ่ ืออุดมการณ์ฟาสซิสม์จงึ เป็นรัฐที่มีพรรคการเมืองพรรค เดียว ฟาสซิสม์ใหค้ วามสาคัญกับแสนยานุภาพนิยมหรอื ลัทธิทหารนิยม นโยบายตา่ งประเทศ คือ การขยาย อาณาเขต ฟาสซิสม์ยังเป็นเผด็จการของผู้นาประเทศเยงคนเดียวและฟาสซิสม์เป็นอุดมการณ์ท่ีต่อต้าน คอมมิวนิสต์ 5.5 บทสรุป อุดมการณ์ทางการเมือง หมายถึง ระบบความคิดทางการเมืองและความเชื่อในทางการเมือง ของนักคิดคนเดียวหรือหลายคน ที่ได้รบั อย่างกว้างขวางในสังคมนั้นๆ ระบบความคิดและความเช่ือ นน้ั ได้หลอ่ หลอมจนผสมกลมกลืนกลายเป็นกรอบหรือหลักเกณฑ์ของความประพฤติของสมาชิกของ สังคมท่ังในอดีต ปัจจุบันและอนาคตให้ขับเคล่ือนไปตามทิศทางของอุดมการณ์ทางการเมืองน้ันๆ อุดมการณ์ทางการเมืองมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองเราะอุดมการณ์ทางการเมืองสามารถยึด กลมุ่ ชนให้เข้าร่วมกันชักจูง โน้มน้าวให้คนทาเพ่อื อุดมการณร์ ฐั บาลยงั ใช้อุดมการณท์ างการเมอื งขยาย อานาจ ยึดอานาจหรือรักษาอานาจไว้รวมถึงใช้อุดมการณ์ทางการเมืองสร้างความชอบธรรมให้กับ ระบบการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองสามารถแบ่งประเภทออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ได้แก่ อุดมการณ์แบบเปิด และแบบปิด อุดมการณ์แบบโน้มน้าวไปทาง ซ้าย กลางและขวา อุดมการณ์แบบปิดคือการเปิดโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือแบบประชาธิปไตยน่ันเอง อุดมการณ์แบบปิดคือการท่ีไม่ยอมให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ไม่ยอมให้มีการวิจารณ์การบริหารของรัฐบาล อุดมการณ์แบบ ประชาธิปไตย คือการท่ีให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ประชาชนสามารถควบคุมอานาจรัฐได้ อุด การณ์แบบไม่ใชป่ ระชาธิปไตย คือการปกครองที่รัฐควบคุมประชาชนอยา่ งเบ็ดเสร็จเช่น ระบบคอมมิวนิสต์ อุดมการณ์แบบก่ึงประชาธิปไตยเป็นการปกครองในประเทศที่กาลังพัฒนาโดยเรียกว่าประชาธิปไตยแบบ คร่ึงใบแม้ว่าจะมีการเลือกต้ังท่ังไปผู้นาประเทศหรือนายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้ง อุดมการณ์แบบ แนวโน้มไปทางซ้าย กลาง หรือ ขวา อุดมการณ์แบบซ้ายจะพยายามให้รัฐมีอานาจน้อยที่สุด อุดมการณ์ แบบขวาจะให้รัฐมีอานาจเหนือประชาชนและทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐ อุดมการณ์แบบกลางๆ คืออุดมการณ์ ประชาธิปไตย อุดมการณ์ทางการเมืองที่สาคัญได้แก่ อุดมการณ์อรัฐนิยม อุดมการณ์สังคมนิยม อุดมการณ์ คอมมวิ นิสต์ อุดมการณป์ ระชาธิปไตย และอุดมการณ์ฟาสซิตม์ อุดมการณ์อรัฐนิยมมีแนวคิดสาคัญคอื การ กาจัดอานาจของรัฐและขยายสทิ ธิเสรีภาพของเอกชน อดุ มการณ์สงั คมนิยมมีแนวคิดหลักตอ้ งการให้รัฐเข้า มาดาเนินการเศรษฐกจิ เพราะตอ้ งการใหเ้ ห็นแกป่ ระโยชน์ของสังคมส่วนรว่ ม อุดมการณ์สงั คมนยิ มแบ่งได้ 3 ประเภท คือสังคมแบบอุดมคติ สังคมนิยมแบบมาร์กซ์และสังคมนิยมแบบประชาธิปไตยอุดมการณ์ คอมมิวนิสตม์ ุ่งหวังทาให้รัฐสูญสลายไปเพราะรัฐเป็นเครื่องมอื ของชนชน้ั ปกครองและเครื่องของการกดขผี่ ู้ถูก
113 ปกครอง ซึ่งการทาให้รัฐหมดไปทาได้โดยการปฏิบัติของชนช้ันกรรมาชีพ และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ สาคัญท่ีแพร่หลายไปท่ัวโลกคืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยหมายถึงลักษณะสังคมที่คนในสังคม ยอมรับเสียงส่วนใหญ่เพราะสังคมเคารพในความเห็นท่ีแตกต่างของคนส่วนน้อยรูปแบบการปกครองมาจาก ประชาชน ประชาชนเป็นผู้ควบคุมการใช้อานาจของรัฐบาลและในทางเศรษฐกิจเปิดโอกาสให้มีทรัพย์สินเท่า เทียมกัน ลักษณะของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยประกอบด้วยหลักการปัจเจกชนนิยม หลักการเสรีภาพ หลักการเสมอภาค หลักภราดรภาพ หลักอธิปไตยเป็นของประชาชน หลักการปกครองโดยคนส่วนมากและไม่ ลืมสิทธิของคนส่วนน้อย และหลักการประกันเสรีภาพและความเสมอภาคโดยกฎหมาย นอกจากหลักการ เหล่านแี้ ล้วลักษณะของประชาธิปไตย อธิบายไดจ้ ากแกนจริยธรรม แกนเศรษฐกิจ และ แกนทางการเมือง อุดมการณ์ฟาสซิสม์เกิดในศตวรรษท่ี 20 มีต้นกาเนิดท่ีประเทศอิตาลีในปี ค.ศ. 1914 -1915 ภายใต้ การนาของมุสโสลินี(Benito Mussolini) ลักษณะเด่นของอุดมการณ์ฟาสซิสม์คือเห็นความสาคัญของรัฐมาก จนรัฐเข้าไปมีบทบาทควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน นโยบายต่างประเทศคือการรุกรานขยาย อาณาเขตใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหน่ึงอันเดียวของคนในชาติ ฟาสซิสม์จึงมี ผ้นู าปกครองประเทศเพียงคนเดียว และฟาสซิสม์ยงั เปน็ อุดมการณ์ที่ตอ่ ต้านคอมมิวนิสต์เราะเน้นความสาคัญ เข้มแขง็ ของรฐั ขณะท่ีคอมมิวนสิ ต์ต้องการใหร้ ฐั สลายไป จากท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้นสรุปได้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองยังคงมีความสาคัญและมีอิทธิพลต่อ ระบบการเมือง สงั คม เศรษฐกิจและวถิ ชี ีวิตของประชาชนทั้งในอดีต ปัจจบุ ัน และอนาคต คาถามทา้ ยบท 1. จงอธบิ ายความหมายของอุดมการณท์ างการเมือง 2. ในการพัฒนาทางการเมอื ง อุดมการณท์ างการเมืองมปี ระโยชนอ์ ย่างไร 3. จงอธิบายอุดมการณท์ างการเมืองแบบเปดิ และแบบปิด 4. อดุ มการณ์แบบแนวโน้มไปทางขวา หมายความวา่ อย่างไร 5. อดุ มการณแ์ บบแนวโน้มไปทางซา้ ย หมายความวา่ อยา่ งไร 6. จดุ เดน่ ของอดุ มการณอ์ รฐั นิยมคืออะไร 7. อุดมการณ์สังคมนยิ ม หมายความวา่ อยา่ งไร 8. อดุ มการณ์คอมมิวนิสต์ มีในประเทศใดบ้าง 9. จงอธบิ ายความหมายของอุดมการณป์ ระชาธปิ ไตย 10. เสรปี ระชาธปิ ไตยประกอบด้วย แกนหลัก 3 แกน อะไรบา้ ง จงอธิบาย 11. จงอธิบายลกั ษณะสาคัญของอดุ มการณฟ์ าสซิสม์ 12. อุดมการณใ์ ดใหค้ วามสาคัญกบั ชาตนิ ยิ ม
114 เอกสารอ้างองิ กมล สมวิเชยี ร. (2520). ประชาธิปไตยกบั สงั คมไทย. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. จรูญ สภุ าพ. (2518). สารานกุ รมรฐั ศาสตร.์ กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. . (2519). ระบบการเมืองเปรียบเทียบ (ประชาธิปไตย: เผด็จการ) และหลักวิเคราะห์ การเมอื งแผนใหม่. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. . (2527). หลกั รัฐศาสตร์. พิมพ์ครงั้ ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ . ชัยอนันต์ สมุทวณิช. (2520). ประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนสิ ต์ กับการเมืองไทย. พมิ พ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: พิฆเณ ศ. อ้างถึงใน สยาม ดาปรีดา. (2547). สังคมกับการ ปกครอง. ปทุมธานี: โรงพมิ พ์ไทยรายวนั . . (2523). การเมอื งกบั การบรหิ าร.กรุงเทพฯ: บรรณกิจ. เชาว์ ไพรพิรุณโรจน.์ (2528). เอกสารงานวิจยั ลัทธแิ ละอุดมการณ์ทางการเมือง. กรงุ เทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. อ้างถึงใน สยาม ดาปรีดา. (2547). สังคมกับการ ปกครอง. ปทุมธาน:ี โรงพิมพ์ไทยรายวนั . ณชั ชาภทั ร อุ่นตรงจติ ร. (2548). รฐั ศาสตร์. พมิ พค์ รงั้ ที่ 2. กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . บรรพต วีระสัย. (2542). “อุดมการณ์ทางการเมือง” ในสาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัย สุโขทยั -ธรรมาธริ าช. เอกสารการสอนชุดวิชาหลกั รัฐศาสตร์และการบริหาร. พิมพ์ครง้ั ท่ี 6. นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช. บที แธม, ดี. และบอยล์, เค. (2541). ไขขอ้ สงสัยประชาธิปไตย. (แปลจาก Democracy: Questions and Answers โดย ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล) กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ลิขิต ธีรเวคิน. (2515). “อุดมการณ์ทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ” ในอุดมการณ์กับ สังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย. อ้างถึงใน สยาม ดา ปรีดา. (2547). สังคมกบั การปกครอง. ปทมุ ธานี: โรงพิมพไ์ ทยรายวัน. วิสุทธ์ิ โพธแิ์ ท่น. (2524). ประชาธิปไตย: แนวความคิดและตัวแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดม คติ. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. อา้ งถึงใน สยาม ดาปรีดา. (2547).สังคม กับการปกครอง. ปทุมธานี: โรงพิมพไ์ ทยรายวนั . สนธิ เตชานันท.์ (2543). พนื้ ฐานรฐั ศาสตร.์ พมิ พค์ ร้ังที่ 2. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. สมพงศ์ เกษมสนิ และจรญู สภุ าพ. (2520). ลทั ธกิ ารเมอื งและเศรษฐกจิ เปรียบเทยี บ.กรงุ เทพมหา- นคร : ไทยวัฒนาพานชิ . สุรพงษ์ โสธนะเสถียร. (2545). การสื่อสารกับการเมือง. พิมพ์คร้ังท่ี 6. กรุงเทพมหานคร: ประสิทธิ์ ภัณฑ์ แอนด์ พร้นิ ต้ิง. สรุ พล ราชภัณฑารักษา, บรรพต วีระสัย และบวร ประพฤติดี. (2523). รัฐศาสตร์ท่ัวไป. พิมพค์ รั้งท่ี 9. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคาแหง. สยาม ดาปรดี า. (2547). สงั คมกับการปกครอง. ปทุมธานี: โรงพมิ พ์ไทยรายวนั .
115 Levine, Herbert M. (1990). Political Issues Debated: An Introduction to Politics. New Jersey: Prectice-Hall. Lindsay, A.D. (1929). The Essentials of Democracy. Philadelphia: University of Pennsylvania.
117 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 6 สถาบันทางการเมือง 1. เน้ือหาประจาบทท่ี 6 สถาบนั ทางการเมือง 1. รฐั ธรรมนูญ 2. สถาบันฝ่ายนิติบญั ญตั ิ 3. สถาบันฝ่ายบริหาร 4. สถาบันฝา่ ยตุลาการ 5. กฏหมาย 2. จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม เมอ่ื ผ้เู รยี นศกึ ษาบทเรยี นน้ีแลว้ สามารถ 1. นกั ศึกษาสามรถอธบิ ายความหมายและบอกทมี่ าของรฐั ธรรมนูญได้ 2. นักศกึ ษาสามรถอธิบาย และพจิ ารณาถงึ ลักษณะทดี่ ขี องรัฐธรรมนูญได้ 3. นักศึกษาสามรถอธิบายจาแนกองค์ประกอบและหลักการเป็นตัวแทนของสถาบันฝ่ายนิติ บญั ญัติได้ 4. นักศกึ ษาสามรถอธบิ ายอานาจและหนา้ ท่ขี องสถาบันฝา่ ยนิตบิ ญั ญัตไิ ด้ 5. นักศึกษาสามารถอธิบายและเข้าใจการเข้าส่ตู าแหน่งและวาระของการดารงตาแหนง่ ของฝา่ ย บรหิ ารได้ 6. นกั ศึกษาสามารถวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระบอบการปกครองแบบ รัฐสภาและระบอบการปกครองแบบประธานาธิบดีได้ 7. นกั ศกึ ษาสามารถอธิบายความสัมพนั ธห์ น้าท่ีและการจัดองค์การสถาบนั ฝา่ ยตลุ าการได้ 8. นกั ศึกษาสามารถวิเคราะหแ์ ละสรุปเร่อื งกฎหมายในทางรฐั ศาสตรแ์ ละ กฎหมายกับศีลธรรมได้ 9. นกั ศกึ ษาสามารถเลง็ เหน็ ความสาคัญและปฏบิ ตั ติ นในการเคารพสถาบันทางการเมืองไทยได้ 3. วธิ ีสอนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนประจาบทท่ี 6 1. วิธีสอน 1.1 ใช้วิธกี ารสอนแบบบรรยาย 1.2 เนน้ ผเู้ รียนมสี ว่ นรว่ ม 1.3 วิธกี ารสอนแบบแบง่ กล่มุ 1.4 วิธีการสอนแบบอภิปรายและวเิ คราะห์
118 2. กจิ กรรมการเรียนการสอน 2.1 ศึกษาจากเอกสารประกอบการสอนหลักและตาราอืน่ ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง 2.2 ศกึ ษาจาก PowerPoint และสือ่ อิเลก็ ทรอนิคส์ต่างๆ 2.3 ร่วมกันอภปิ รายเนื้อหาและสรุปประเด็นหัวข้อรว่ มกัน 2.4 ผสู้ อนสรปุ ประเดน็ เนื้อหาหัวขอ้ เพมิ่ เติม 2.5 แบ่งกลุ่มทากิจกรรมการสอนแบบ Jigsaw โดยใช้การแบ่งหัวข้อที่กาหนด เร่ืองสถาบัน ทางการเมือง 2.6 ตอบคาถามจากใบงาน 2.7 ผูส้ อนสรุปเน้ือหา 2.8 ทาคาถามทา้ ยบทที่ 6 4. สอื่ การเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนหลกั รายวิชา ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกับรัฐศาสตร์ PA 51105 2. PowerPoint และส่อื อิเล็กทรอนคิ ส์ 3. ใบงาน อดุ มการณท์ างการเมืองไทย 4. แบบฝึกหดั คาถามท้ายบท 5. การวัดผลและการประเมนิ ผล 1. การใหค้ ะแนนเข้าห้องเรียน 2. การร่วมกจิ กรรมกล่มุ การนาเสนอหน้าชั้นเรียน และการอภิปราย 3. การทาใบงาน 4. ทาแบบฝกึ หดั ท้ายบท 5. การมีสว่ นรว่ มในชน้ั เรยี นและนอกชัน้ เรยี นและการตอบคาถามในชั้นเรยี น
119 บทท่ี 6 สถาบันทางการเมอื ง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546: 1117) กล่าวว่า สถาบัน หมายถึง ส่ิงซ่ึง คนในสังคมส่วนร่วม คือ สังคม จัดต้งั ให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความต้องการและจาเป็นแก่วิถีชีวิต ของตน ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (2548: 130) ในทกุ สังคมมสี ถาบันเกิดข้ึนตามมติ ิต่างๆ ตามพฤติกรรมของ มนุษย์โดยท่ีพฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะของพฤติกรรมที่มีโครงสร้างแน่นอนและสามารถศึกษาได้ เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันทางเศรษฐกิจ สถาบันศาสนาและสถาบันทางการเมือง เป็นต้น สถาบันทาง การเมือง (Political institution) เป็นสถาบันที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสมาชิกของ สังคมและระหว่างสมาชิกของสังคมด้วยกันเองมีหน้าที่ในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองอย่าง ต่อเน่ือง โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (มปป: 76) กล่าวอีกว่าสถาบันทางการเมืองเป็นสถาบันที่เก่ียวข้องกับการ ปกครองโดยตรง เช่น สถาบันรฐั สภา สถาบนั ตุลาการ สถาบันรฐั ธรรมนญู สถาบนั กฎหมาย การศึกษาวิชารัฐศาสตร์มีความจาเป็นท่ีจะต้องศกึ ษาสถาบนั ทางการเมือง ด้วยเหตุผลสาคัญ คือการทาความเข้าใจสถาบันการเมืองแต่ละสถาบันว่ามีบทบาทอย่างไรต่อการเมืองการปกครอง ใน บทที่ 6 สถาบันทางการเมืองจึงอธิบายเร่ืองรัฐธรรมนูญ สถาบันฝ่ายนิติบัญญัติ สถาบันฝ่ายบริหาร สถาบันตลุ าการและกฎหมาย 6.1 รัฐธรรมนูญ (Constitutions) 6.1.1 ความหมายของรฐั ธรรมนญู เจมส์ ไบรซ์ (Jame Bryce ใน Strong, 1960 : 11) ได้ให้คาจากัดความของรัฐธรรมนูญไว้ วา่ รฐั ธรรมนญู เปน็ กรอบของสงั คมการเมืองซ่งึ จัดตั้งขน้ึ โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายกล่าวไดว้ ่า เป็นสังคมการเมืองทก่ี ฎหมายได้จัดตั้งสถาบนั ท่ีม่ันคงประกอบด้วยหน้าที่อันเป็นที่ยอมรบั และสิทธิที่ แน่นอน มัวริส ดูแวร์แชร์ (Duverger, 1970: 43 อ้างถึงใน ไพโรจน์ ชัยนาม 2515: 8) ได้เขียนถึง การศึกษากฎหมายรฐั ธรรมนูญไว้วา่ เป็นการศึกษาถึงสถาบันการเมืองในแง่ของนิติศาสตร์ รัฐธรรมนูญเป็นตัว บทที่มีความสาคัญและใหญ่ยิ่งที่ได้รวบรวมบทบัญญัติเก่ียวกับองค์กรที่เป็นสาระสาคัญของรัฐ คือ รัฐสภา รัฐบาล การเลือกต้ัง ฯลฯ นอกจากน้ัน เรายังสามารถพบบัญญัติเหล่านี้ได้อีกในกฎหมายธรรมดาในกฤษฎีกา ในกฎหมายข้อบังคับของรัฐบาลในกฎกระทรวงในประกาศของเจ้าหนา้ ท่ีผู้ทรงอานาจในท้องถิ่นในมติของสภา ในจารตี ประเพณใี นตวั บทหรือในหลักกฎหมายทัว่ ไป กฎหมายรฐั ธรรมนญู จะศกึ ษาเรื่องเหลา่ นท้ี ้ังหมด
120 หยุด แสงอุทัย (2502: 296) อธิบายรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นกฎ หมายมหาชนภายใน คือ เป็นกฎหมายท่ีใช้บังคับภายในอาณาเขตของรัฐหนึ่งๆ กฎหมายมหาชนน้ีเป็น กฎหมายท่ีกาหนดความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรฐั กบั ราษฎรโดยท่รี ฐั มีอานาจเหนือราษฎร พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย (2519: 29) กล่าวถึงรัฐธรรมนูญวา่ แต่เดิมน้ันคาวา่ รัฐธรรมนูญไมใ่ ช่ คาท่ีมีความหมายเป็นกลางๆ เช่น ในปัจจุบันแต่ถือว่าเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพราะ ฉะนั้นคาวา่ รัฐธรรมนูญจึงไม่ได้หมายถึง การจัดระเบียบอานาจเท่าน้ันแต่ยังหมายถึงการจัดระเบียบที่เสรี ด้วย เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ (2516:228) ได้อธิบายความหมายของรัฐธรรมนูญวา่ รฐั ธรรมนูญ คอื กฎหมายสูงสุด (Supreme law) หรือกฎหมายหลัก (Basic law) หรือกฎหมายรากฐาน (Fundamental law) หรือกฎหมายข้ันต้น (Body of primary law) ของประเทศซ่ึงบัญญัติว่าด้วยรูปของรัฐรูปของรัฐบาล การแบ่งแยกอานาจอธิปไตยองค์การที่ใช้อานาจอธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างองค์การท่ีใช้อานาจ อธปิ ไตยตลอดจนสทิ ธิและหนา้ ท่ีของประชาชน โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (มปป: 76) อธิบายว่า รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของรัฐเป็น กฎหมายแม่บทของกฎหมายท้ังหลายในรัฐกฎหมายใดท่ีขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญต้องถือเป็นโมฆะกฎหมาย ทั้งหมดในรัฐจาเป็นต้องเป็นไปตามแนวทางของกฎหมายรัฐธรรมนูญซ่ึงโดยท่ัวไปบัญญัติว่าด้วยรูปของรัฐ การแบ่งแยกอานาจอธิปไตยสทิ ธแิ ละหน้าที่ของประชาชนรูปของรัฐบาลระเบยี บแบบแผนของการปกครอง ฯลฯ วัตถุประสงคข์ องความจาเปน็ ที่ต้องมรี ฐั ธรรมนูญ คือ การปกครองรัฐต้องเปน็ ไปโดยกฎหมายมใิ ชโ่ ดยผู้ มอี านาจ อานนท์ อาภาภิรม (2545: 58) รัฐธรรมนูญเป็นเคร่ืองมือที่สาคัญท่ีสุดในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย เพราะการปกครองระบอบน้ีอานาจของรัฐถูกจากัดโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียกกันว่ารัฐบาลโดย รฐั ธรรมนญู (Constitution Government) สรุป รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดหรือกฎหมายหลักเป็นกฎหมายแม่บทของ กฎหมายทั้งหลายในรัฐ เป็นกรอบของสังคมเป็นกฎหมายมหาชนภายในที่กาหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับ ราษฎรและเป็นการจัดระเบยี บสังคมรวมถงึ เป็นหลักประกนั สทิ ธิเสรีภาพของประชาชนด้วย 6.1.2 ประเภทของรฐั ธรรมนูญ โกวิท วงศ์สรุ วฒั น์ (มปป: 76) ไดจ้ าแนกประเภทของรัฐธรรมนญู ออกเป็น 4 ประเภท ดงั นี้ 6.1.2.1 รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร(Written Constitution) คือ กฎหมาย สูงสุดของรัฐซึ่งได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรรวมไว้ในฉบับเดียวโดยท่ัวไปแล้วเน้ือหาในรัฐธรรมนูญลาย ลักษณ์อักษรมักจะข้ึนต้นด้วยวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญซึ่งเกี่ยวกับการกินดีอยู่ดีของประชาชนความ ยุติธรรม ความสงบ ความเจริญก้าวหน้าของรัฐ เป็นต้น ในขั้นต่อมาเป็นการแบ่งอานาจอธิปไตยซ่ึงแบ่งออก
121 เป็น 3 สาขา ได้แก่ อานาจนิติบัญญัติ อานาจบริหารและอานาจตุลาการ โดยจะมีบทบัญญัติโดยละเอียดว่า จะให้ใครมาใช้อานาจเหล่านี้โดยวธิ ีใดและพร้อมท้ังบัญญัติรูปของรฐั บาลดว้ ยว่าจะเป็นไปในระบบใดแบบ ใดนอกจากน้ีรัฐธรรมนูญจะมีหลักการท่ีจะแก้ไขบทบัญญัติบางประการของกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ เหมาะสมต่อกาลสมัยโดยได้บญั ญัติวธิ ีการไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาซึ่งได้บัญญัตมิ าต้ังแตป่ ี ค.ศ. 1889 นั้นถือว่าเปน็ รัฐธรรมนูญ ลายลักษณ์อักษรฉบับแม่บทของรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรต่างๆ ของบรรดารัฐท้ังหลายในปัจจุบัน ใน การที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรเป็นบรรทัดฐานเช่นน้ีแล้วศาลสูงสุดของรัฐจึงมีหน้าที่ท่ีจะวินิจฉัยช้ี ขาดไปไดว้ ่ากฎหมายท่ีออกโดยผา่ นนิติบัญญัตินั้นขัดกบั กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่เม่ือมีผู้นามาฟ้องร้อง ตอ่ ศาลสูงสดุ หรือศาลฎีกาถ้าศาลฎีกาตัดสินว่ากฎหมายใดขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นก็ถือว่า เปน็ โมฆะ ในกรณีของรัฐธรรมนูญไทยกาหนดให้มีศาลรัฐธรรมนญู ทาหนา้ ทนี่ ี้ (หมวด 8 ส่วนที่ 2) กล่าวคือ รฐั ต่างๆ ในโลกปจั จบุ ันแทบท้งั หมดจะมรี ัฐธรรมนญู ประเภทลายลักษณอ์ ักษร 6.1.2.2 รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Unwritten Constitution) หรือ เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี ประเทศสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) นั้นถือได้ว่าเป็น ประเทศเดียวที่มีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเป็นลักษณะเด่นก่อนอ่ืนเราต้องทาความเข้าใจในเบ้ืองต้นว่า รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษรน้ัน คือ รัฐธรรมนูญที่มิได้รวมไว้ใน ฉบับเดียวเท่านั้นจริงอย่ทู ี่รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีน้ันอาศยั ขนบธรรมเนียมประเพณีและวธิ ีการท่ีปฏิบัติ สืบต่อกันมาเป็นเวลานานรวมกันเข้าเป็นบทบัญญัติที่มีอานาจเป็นกฎหมายสูงสุดกาหนดเป็นรูปของการ ปกครองรัฐแต่ประเทศสหราชอาณาจักรก็มีกฎหมายออกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยรัฐสภาหลายฉบับซ่ึง ล้วนแต่มีลักษณะกาหนดรูปของการปกครองรัฐ สนธิ เตชานันท์ (2543: 51) ได้อธิบายขยายความว่า กฎหมายเหล่านั้นท่ีสาคัญได้แก่ แมกนาคาตา (Magna Carta, 1215) เป็นเอกสารทานองพระบรมราชโองการท่ีพระเจ้าจอห์น พระมหา กษัตริย์องั กฤษได้ทรงลงพระนามภายหลังจากท่ีพวกบารอนส์ (Barons) ได้ก่อการยึดอานาจใน ค.ศ. 1215 เอกสารฉบับนี้ได้ชื่อว่าเป็นรากเหงา้ ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยและวางหลักวิธีพิจาร ณาความ ของอังกฤษในเวลาต่อมาด้วยข้อความสาคัญในแมกนาคาตา ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดินจะเรียกเก็บภาษีหรือ ขอให้ราษฎรให้ความช่วยเหลือไม่ได้นอกจากจะได้รับความยินยอมจากที่ประชุมหัวหน้าราษฎรการงดใช้ กฎหมายหรือการยกเว้นไม่ใช้กฎหมายบังคับแก่บุคคลใดบุคคลหน่ึงจะกระทามิได้และบุคคลใดๆ จะถูก จับกุมคุมขัง หน่วงเหน่ียวหรือขับไล่เนรเทศมิได้นอกจากการน้ันจะเป็นไปโดยคาพิพากษาที่ชอบและตาม กฎหมายของบ้านเมือง อีกท้ังจะต้องได้รับการพิจารณาจากบุคคลชั้นเดียวกับเขา นอกจากแมกนาคาตาแล้ว ยังมี Petition of Right ค.ศ. 1628 เป็นเอกสารวางพื้นฐานให้ประชาชนสามารถประท้วงพระมหากษัตริย์ใน เร่ืองเกบ็ ภาษีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐสภาการจบั กุมคุมขังตามอาเภอใจและกรณีอ่ืนๆ ท่ีส่งผลกระทบ ถึงเสรีภาพของประชาชน Bill of Rights ค.ศ. 1689 ยุติพระราชอานาจของพระมหากษัตริย์ท่ีสามารถบัญญัติ
122 กฎหมายโดยไม่จาเป็นต้องได้รับการยินยอมจากรัฐสภาและ Act of Settlement ค.ศ. 1701 ได้วางหลักความ เป็นอิสระในการพิพากษาอรรถคดีของศาลและวางเงื่อนไขหลักการปกครองแบบพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ รัฐธรรมนญู รฐั ธรรมนูญท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีน้ันแตกต่างกัน กับรัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ์ ักษรตรงทวี่ า่ รัฐธรรมนูญจารตี ประเพณีน้ันไม่ไดเ้ ป็นรปู กฎหมายสงู สดุ ไวใ้ น ฉบับเดียวกันแต่เร่ืองความปะปนกันของรัฐธรรมนูญสองประเภทน้ีก็แทบแยกไม่ออกดังตัวอย่างเช่นใน รฐั ธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของประเทศสหรฐั อเมริกามิได้ระบุถึงพรรคการเมืองและวิธีการคัดเลือกตัวแทน ของพรรคการเมืองเข้ามาแข่งขันเลือกตั้งไว้แต่ชาวอเมริกันก็ได้ถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีพรรค การเมืองคัดเลือกตัวแทนของพรรคเข้าสมัครเลือกตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ซึ่งการปฏิบัติเช่นน้ีก็มี ลกั ษณะเปน็ รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเหมือนกัน การแก้ ไขเปลี่ ยนแปลงรั ฐธรรมนู ญที่ ไม่ เป็ นลายลั กษณ์ อั กษรโดยทั่ วไปมั กจะง่ ายกว่ า รัฐธรรมนูญประเภทลายลักษณ์อักษรเพราะฝ่ายนิติบัญญัติสามารถออกกฎหมายแก้ไขให้เหมาะสมตาม กาลเวลาได้โดยไม่ต้องผ่านการออกเสียงประชามติดังเช่นรัฐธรรมนูญประเภทลายลักษณ์อักษรส่วนใหญ่ กาหนดไว้ 6.1.2.3 รัฐธรรมนูญรัฐเดี่ยวและรัฐธรรมนูญรัฐรวม (Unitary Constitution and Federal Constitution) 6.1.2.3.1 รฐั เดย่ี ว คอื รฐั ทม่ี ีรฐั บาลเพยี งรัฐเดยี วเช่น ประเทศไทย ฝรัง่ เศส ญ่ีปุ่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น รัฐเด่ียวมีลักษณะเป็นรัฐท่ีมีระบบรฐั บาลเดี่ยว กล่าวคือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติ บัญญัติและฝ่ายตุลาการน้ันอยู่ที่รัฐบาลกลางโดยแบ่งอานาจแยกสาขาออกไปตามส่วนภูมิภาค ดังจะเห็น ตัวอย่างในประเทศไทยที่ทุกๆ จังหวัดจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวแทนฝ่ายบริหารของรัฐบาลกลางไป บริหารส่วนภูมภิ าคและมีฝ่ายนติ ิบัญญัติหรือฝ่ายบรหิ ารส่วนกลาง มีผลบังคับใชเ้ ทา่ กนั ในทุกๆ จังหวดั พอ สรปุ ไดว้ า่ รัฐเดยี่ วน้นั อานาจมาจากสว่ นกลางกระจายออกสสู่ ่วนภูมภิ าค 6.1.2.3.2 รัฐรวม คือ รัฐที่มีระบบรัฐบาลซ้อนกันสองระบบ กล่าวคือมี ฝ่าย บริหาร ฝ่ายนิตบิ ัญญตั ิและฝา่ ยตุลาการของรฐั บาลกลางและรฐั สว่ นท้องถิ่นตั้งแต่ 2 ชุดขึ้นไปเป็นอิสระไม่ข้ึน ตอ่ กนั รฐั บาลกลางมอี านาจ 2 แบบคือ 6.1.2.3.3 รัฐบาลมีอานาจเท่าที่รัฐบาลท้องถิ่นกาหนดให้เท่านั้นจะปรากฏในรูป ของสหพันธรัฐ (Federation) เช่น สหรัฐอเมริกาท่ีมลรัฐต่างๆ รวมตัวกันสร้างรัฐบาลร่วมกันข้ึนมาหรือใน ลักษณะของสหภาพยโุ รป 6.1.2.3.4 รัฐบาลท้องถ่ินมีอานาจเท่าที่รัฐบาลกลางให้กาหนดให้เท่าน้ัน เช่น อังกฤษและสก๊อตแลนด์ในสมัยนายกรัฐมนตรีโทนี แบร์ (Tony Blair) ได้จัดให้มี (Referendum) ลงประชามติ ผลปรากฏว่าสก๊อตแลนด์ได้แยกตัวออกเป็นเขตปกครองตนเอง มีรัฐสภาปกครองตนเองเท่าท่ีรัฐบาลกลางให้
123 อานาจไว้เป็นการแก้ปัญหาความรุนแรงระหว่างดินแดนต่างๆ ที่พยายามแยกตัวออกมาได้โดยการ ประนีประนอมและไมม่ กี ารถ่วงความเจริญของกันและกนั ซงึ่ ในการปกครองรปู น้เี ปน็ การปกครองแบบ แบ่งอานาจกันระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ของรฐั ให้มีอานาจออกกฎหมายบังคับในเขตปกครองของตนได้ ไมก่ ้าวก่ายซึ่งกันและกนั รฐั รวมนีม้ ปี ระเทศสหรฐั อเมริกา ออสเตรเลยี สวติ เซอร์แลนด์ เปน็ ตน้ รฐั ธรรมนูญของรัฐเด่ียวน้ันบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติเพียงสภาเดียวเท่านั้น ซงึ่ มีอานาจในการออกกฎหมายใช้บังคับท่ัวประเทศมีฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการอย่างละหน่วยเท่า นั้นมีหน้าท่ีบริหารและพิจารณาคดีทั่วทั้งรัฐส่วนรัฐธรรมนูญของรัฐรวมมักมีซ้อนกัน 2 รัฐธรรมนูญ กล่าวคอื รฐั ธรรมนูญของสหรัฐฉบับหนึ่งกับรัฐธรรมนูญของมลรัฐอกี มลรัฐละ 1 ฉบับ ซึ่งทั้งรัฐและมล รฐั มอี านาจออกกฎหมายบงั คับในเขตปกครองของตนแต่จะก้าวก่ายอานาจซ่งึ กันและกันไมไ่ ด้แต่ละมลรัฐจะ มีฝา่ ยบริหาร ฝ่ายนติ ิบัญญตั แิ ละฝ่ายตุลาการของตนเอง ขอ้ ที่จะต้องสังเกตก็คือ รัฐธรรมนูญของสหรัฐหรือ รฐั ธรรมนูญของชาตนิ ั้นเปน็ กฎหมายสูงสุดของรฐั ถ้ารฐั ธรรมนูญของมลรัฐขดั แย้งกับรัฐธรรมนญู ของสหรัฐ น้ี รัฐธรรมนูญของมลรัฐจะถือเป็นโมฆะ แต่ถ้าอานาจอันใดมิไดร้ ะบไุ ว้ในรฐั ธรรมนูญของสหรฐั รัฐธรรมนูญ ของมลรัฐกม็ สี ิทธทิ จี่ ะใชอ้ านาจน้ันๆ ได้ 6.1.2.4 รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ และรฐั ธรรมนูญกษตั รยิ ์ (Republican Constitution and Monarchical Constitution) หลักของการแบ่งรัฐธรรมนูญสองประเภทน้ีถอื เอาประมุขของรัฐเป็น หลัก รัฐธรรมนูญของรัฐใดทบี่ ัญญัติวา่ ประมุขของรฐั เป็นประธานาธบิ ดี รัฐธรรมนูญฉบบั นั้นก็มีสภาพเป็น รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดบัญญัติให้มีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์หรือราชินี รัฐธรรมนูญฉบับนนั้ ก็เป็นรัฐธรรมนูญกษตั ริย์ รัฐธรรมนญู ทบ่ี ัญญัติใหม้ ีระบอบการปกครองของรฐั เป็นแบบ สาธารณรัฐ เช่น รฐั ธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา อนิ เดยี ฝร่งั เศส สวิตเซอร์แลนด์ ศรลี ังกา ฯลฯ สาหรบั ประธานาธบิ ดใี นรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐก็มอี ยสู่ ามประเภท คอื 6.1.2.4.1 ประธานาธิบดีผู้ทาหน้าที่เป็นประมุขของรัฐเท่านั้น กล่าวคือ ประธานาธิบดีไม่มีอานาจทางการบรหิ ารแต่อย่างใดเพียงแต่ทาหน้าท่พี ิธกี าร เชน่ เปน็ ประธานการเปิดงาน เปิดถนน เปิดสะพาน พูดปราศรัย เป็นตาแหน่งที่มีเกียรติแต่อานาจบริหารตกเป็นของนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี เช่น ประธานาธิบดีของอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมณี ฯลฯ เหล่านี้เป็นตัวอย่างของ ประธานาธบิ ดซี ึ่งทาหน้าที่เปน็ ประมุขของรัฐเท่านัน้ 6.1.2.4.2 ประธานาธบิ ดีผู้ทาหน้าที่เปน็ ประมขุ ของรัฐและเปน็ หวั หนา้ ฝา่ ย บริหารของรัฐด้วย ท้ังสองตาแหน่ง หรอื อีกนัยหน่ึงประธานาธิบดีคนเดียวทาหน้าท่ีเป็นท้ังประมุขของ รฐั และนายกรฐั มนตรีในเวลาเดยี วกนั เช่น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เป็นประมขุ ของรัฐและเป็น หัวหนา้ ฝ่ายบริหารดว้ ย 6.1.2.4.3 ประธานาธิบดีผู้ทาหน้าที่เป็นประมุขของรัฐและยังเป็นหัวหน้า ฝ่ายบริหารโดยไม่เป็นทางการในกรณีของประเทศฝรั่งเศสประธานาธิบดีสามารถใช้อานาจบริหาร
124 บางสว่ นโดยไม่ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบแทน เช่น สามารถยุบสภาผ้แู ทนราษฎรได้ส่วนตาแหน่ง นายกรัฐมนตรีนั้นประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งและปลดออกได้ตามความเห็นของประธานาธิบดีเองซึ่ง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อานาจบริหารท่ีแท้จริงรัฐธรรมนูญท่ีบัญญัติให้มีระบอบการปกครองแบบมี กษัตรยิ เ์ ป็นประมขุ ของรฐั แบง่ กษัตริยอ์ อกเปน็ 2 ประเภทเชน่ กนั คอื 6.1.2.4.4 กษัตริย์ที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ(Constitutional Monarchy หรือ Limited Monarchy) อันได้แก่ รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ รัฐธรรมนูญของมาเลเซีย ของสวีเดน ญ่ีปุ่น เป็นต้น กษัตริย์ทรงเป็นแต่เพียงประมุขของรฐั เท่านั้นมีหน้าที่เช่นเดียวกับประธานาธบิ ดีผ้ทู าหน้าที่เป็น ประมุขของรัฐเท่านั้น ไม่ไดท้ รงทาการบริหารประเทศ กษัตริย์คือสัญลักษณ์แห่งความสามคั คี (Symbol of Unity) แห่งรัฐฉะนั้นกษัตริย์ไม่ต้องรับผดิ ชอบในการบริหารอานาจทางการบริหารจึงตกอยู่กับนายก รฐั มนตรแี ละคณะรฐั มนตรี 6.1.2.4.5 กษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายหรือกษัตริย์คือกฎหมายการปกครองระบอบน้ียังมีอยู่เช่นในประเทศโมร็อคโค ซาอุดอิ าระเบยี จอร์แดน เป็นต้น ถึงแมว้ ่าประเทศเหลา่ นี้จะมรี ัฐธรรมนูญกษตั ริย์และมนี ายกรฐั มนตรี และคณะรฐั มนตรเี ป็นผู้รบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารประเทศแตผ่ มู้ ีอานาจจริงๆ แลว้ กค็ อื กษัตริยน์ น่ั เอง สรุปการแบ่งประเภทของรัฐธรรมนูญ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ รัฐธรรมนูญ ลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี รัฐธรรมนูญรัฐเด่ียว กบั รัฐธรรมนญู รฐั รวม และรฐั ธรรมนูญสาธารณะรัฐและรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรคอื กฎหมายสูงสุดของรัฐ ซ่ึงเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา (ค.ศ.1889) ถือเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์ อกั ษรฉบับแม่บทของรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อกั ษรทั้งหลายของรัฐในโลก เนอ้ื หาของรัฐธรรมนูญประกอบดว้ ย วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ การแบ่งอานาจอธิปไตย ใครใช้อานาจเหลา่ นี้ ใชโ้ ดยวิธีใด และบัญญัติวา่ รูปของ รัฐบาลว่าเป็นระบบใด มีที่มาอย่างไร ยุตอิ ย่างไร เปน็ ตน้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญลายลกั ษณ์อักษรสามารถแก้ไข ให้เหมาะสมได้โดยบัญญัติวิธีการแก้ไขไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย รัฐธรรมนูญท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือ รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี ประเทศท่ีใช้คือประเทศสหรฐั อาณาจักร (องั กฤษ) รัฐธรรมนญู ท่ีไม่เป็นลายลักษณ์ อักษรมิได้เขียนรวมไว้ในฉบับเดียว แต่ปรากฏในกฎหมายต่างๆ จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมและวิธีการ ปฏิบัติท่ีสืบต่อกันมาช้านานรวมกันเข้าเป็นบทบัญญัติที่มีอานาจเป็นกฎหมายสูงสุด กาหนดรูปของการ ปกครอง รูปของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษรทาได้สะดวกโดยการออกกฎหมาย แก้ไข รัฐธรรมนูญรัฐเด่ียวและรัฐธรรมนูญรัฐรวม รัฐเดี่ยวคือรัฐที่มีรัฐบาลเดียว รัฐรวมคือรัฐท่ีมีรัฐบาล 2 รฐั บาลซ้อนกัน รัฐธรรมนูญของรัฐเด่ียวมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว มีสภานิติบัญญัติ (รัฐสภา) เพียงสภาเดียวทา หน้าที่ออกกฎหมาย มีฝ่ายบริหารและตุลาการอย่างละหน่ึงหนว่ ย รัฐธรรมนูญของรัฐรวมมีรฐั ธรรมนูญซ้อน กนั 2 รัฐธรรมนญู คอื รัฐธรรมนญู ของสหรัฐ (หรอื สหภาพสหพันธ)์ ฉบบั หนึง่ กบั รัฐธรรมนูญของมลรัฐ อีก 1 ฉบับ โดยรฐั ธรรมนูญของสหรัฐเป็นกฎหมายสงู สุด ประเภทของรฐั ธรรมนูญประเภทสุดทา้ ยคือ
125 รฐั ธรรมนูญสาธารณรฐั และรัฐธรรมนูญกษัตริย์ ประเภทนี้ถือเอาประมุขของรัฐเป็นหลัก ถ้าประมุขของรัฐ เป็นประธานาธิบดีก็จะเป็นรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ ถ้าประมุขของรัฐเป็นพระมหากษัตริย์ก็จะเป็น รฐั ธรรมนูญกษัตริย์ ประธานาธิบดีในรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐมี 3 ประเภทคือ ประธานาธิบดีผทู้ าหน้า ท่ีเป็นประมุขเท่านั้น ประธานาธิบดีผู้เป็นประมุขและเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วย และประธานาธิบดีผู้ทา หน้าท่ีเป็นประมุขของรัฐและเป็นหวั หน้าฝา่ ยบริหารอยา่ งไมเ่ ป็นทางการ ส่วนรัฐธรรมนูญท่ีให้กษัตริย์เป็น ประมขุ ของรฐั มี 2 ประเภทคอื กษัตริย์ที่อยู่ใตร้ ฐั ธรรมนูญกับกษัตรยิ ์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ตาม การท่ีมีรัฐธรรมนูญน้ัน มิได้เป็นหลักประกันแก่ประชาชนว่ารัฐบาลจะ ปกครองประเทศโดยกฎหมายไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะน่ิงนอนใจได้วา่ จะไม่มีรัฐบาลเผด็จการ หรือ ไม่มีรัฐบาลท่ีมีคนไม่ก่ีคนซ่ึงมีอานาจจริงๆ ปกครองประเทศ เพราะในทางปฏิบัติแล้วปรากฏว่ารัฐต่างๆ มากมายหลายรัฐมีรัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐแต่ในทางปฏิบัติกลับมีรัฐบาลแบบเผด็จการ เช่น ประเทศ ส่วนมากในทวปี อเมรกิ าใต้ ฉะน้ัน การทีจ่ ะปกครองรัฐโดยกฎหมายน้ันจาเป็นอยา่ งยง่ิ ทป่ี ระชาชนส่วนใหญ่ตอ้ งรูก้ ฎ หมายและเขา้ ใจในสิทธิและหนา้ ที่ของตนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นอยา่ งดี 6.1.3. ท่มี าของรฐั ธรรมนญู บรรพต วีระสยั (2542: 165-166) ได้อธิบายท่ีมาของรัฐธรรมนญู ไวด้ ังนี้ รัฐธรรมนูญ มีท่ีมาต่างๆ กัน คือ แล้วแต่ประเทศท่ีมีรัฐธรรมนูญและรวมทั้งยุคสมัยที่มีรัฐธรรมนูญด้วย ณ ท่ีนี้จะ กล่าวเพยี ง 3 แหลง่ ใหญ่ๆ อันเป็นที่มาหรอื เป็นท่กี าเนิดของรัฐธรรมนญู กลา่ วคอื 6.1.3.1 รัฐธรรมนูญเกิดข้ึนโดยวิวัฒนาการ รัฐธรรมนูญประกอบด้วยหลักการซ่ึงแฝง ด้วยปรัชญาและทฤษฎีทางการเมือง ดังนั้นย่อมผ่านการวิวัฒนาการเป็นเวลาช้านาน ตัวอย่างได้แก่ กรณี รัฐธรรมนูญของอังกฤษอันมีลักษณะที่มีการส่ังสมมาจากอดีตและนอกเหนือจากจารีตประเพณีและอ่ืนๆ แล้วยังประกอบด้วยเอกสารสาคัญต่างๆ ซึ่งไดเ้ กดิ ขึ้นในเวลาตา่ งๆ กันในประวัติศาสตร์ ได้แก่ 6.1.3.1.1 มหาเอกสาร หรือเอกสารแมบ่ ท(แมกนา คาร์ตา)มีขึ้นใน ค.ศ. 1215 ซง่ึ เปิดศักราชแหง่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยลดอานาจของพระเจ้าแผ่นดินองั กฤษ 6.1.3.1.2 บทบัญญัติแห่งสิทธิ (Bill of Rights) มีขึ้นใน ค.ศ. 1832 ซึ่งทาให้ รัฐสภามีอานาจสงู สุดในบรรดาอานาจทงั้ หลาย 6.1.3.1.3 พระราชบัญญัตปิ ฏิรูป(Reform Act) มขี ้ึนใน ค.ศ. 1832 ซ่งึ ให้สทิ ธิ ในการออกเสียงเลอื กตง้ั แกค่ นองั กฤษกวา้ งขวางยิง่ ข้นึ 6.1.3.1.4 พระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐสภา (Parliament Act) มีข้ึนในปี ค.ศ. 1911 ซึ่งวา่ ดว้ ยกฎเกณฑ์ในการดาเนินการของสภา สาหรับในกรณีของไทย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (2509: 583-685) ได้แสดงทรรศ นะไว้วา่ ความคดิ เก่ียวกับรัฐธรรมนญู หรือหลักการปกครองประเทศมีมาต้ังแต่สมยั กรงุ สุโขทัย โดยเร่ิม
126 จากรัฐธรรมนูญฉบับแรกหรือปฐมรัฐธรรมนูญในรูปของศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงมหาราช พ.ศ. 1825 (ค.ศ. 1283) หรือหลังจากแมกนา คาร์ตา สมัยพระเจ้าจอห์นแห่งองั กฤษเพยี ง 68 ปี เทา่ น้นั 6.1.3.2 รัฐธรรมนูญเกิดข้ึนโดยการพระราชทานของพระมหากษัตริย์(Royal Grant) พระมหากษัตริย์บางพระองค์พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่พสกนิกรกล่าวคือ เคยมีรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ฉบับหน่ึงที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ในปี ค.ศ. 1811 นอกจากนี้ มีรัฐธรรมนูญปรัสเซีย ฉบับหนึง่ ซ่ึงได้รบั พระราชทานจากพระเจ้าเฟรดเดอรคิ วลิ เลยี ม ท่ี 4 ใน ค.ศ. 1848 6.1.3.3 รัฐธรรมนูญเกิดข้ึนโดยมีการร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ(Constituent Conventions) สภาท่ีทาหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอาจเกิดข้ึนด้วยสาเหตุ ต่างๆ กันเช่น 6.1.3.3.1 เมื่อสถาปนาประเทศขึ้นใหม่ ตัวอย่างได้แก่ กรณีสหรัฐอเมริกา หลังจากแยกตัวออกจากอังกฤษ มีการตั้งสภาดังกล่าวใน ค.ศ. 1787 เรียกว่า สภาฟิลาเดลเฟีย (Phila- delphia Convention) 6.1.3.3.2 หลังจากได้รับเอกราช ตัวอย่างได้แก่กรณีอินเดียซ่ึงมีการต้ัง คณะกรรมการร่างรฐั ธรรมนูญข้นึ ภายหลงั ไดร้ ับเอกราชจากองั กฤษ 6.1.3.3.3 หลังจากปฏวิ ัตหิ รอื รัฐประหาร ตัวอยา่ งคือ หลงั จากการเปลี่ยนแปลง คณะรัฐบาลโดยวิธีการแบบ “รัฐประหาร” ก็มักจะมีการต้ังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือสภาร่าง รฐั ธรรมนูญ หรือมีทง้ั 2 ประเภท สรุป ที่มาของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมีที่มา 3 ประเภท ประเภทแรก คือ รัฐ ธรรมนูญเกิดข้นึ โดยวิวฒั นาการ เชน่ รัฐธรรมนูญของอังกฤษมีลกั ษณะส่ังสมมาจากอดีต ซ่ึงเป็นผลจากการ แย่งชิงอานาจระหว่างกษัตริย์กับขุนนางและประชาชน ประเภทที่สอง คือ รัฐธรรมนูญที่มีท่ีมาจากการ พระราชทานของพระมหากษัตริย์ ในอดีตมีพระมหากษัตริย์บางพระองค์ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้ ประชาชน เช่น ฝรั่งเศส ค.ศ. 1811 ได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญจากพระเจ้าหลุยส์ท่ี 18 และที่มาของ รฐั ธรรมนูญประเภททีส่ าม คือ รฐั ธรรมนญู ท่มี ที ่มี าจากการรา่ งโดยสภาร่างรฐั ธรรมนูญ เชน่ ในกรณสี ถาปนา ประเทศใหม่ หลงั จากได้รบั เอกราชและหลังจากปฏิบตั ิหรอื รัฐประหารก็จะมกี ารรา่ งรฐั ธรรมนูญโดยสภารา่ ง รัฐธรรมนญู ขนึ้ 6.1.4 ลักษณะท่ีดขี องรัฐธรรมนูญ เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ (2516: 255-258) ได้อธิบายว่ารัฐธรรมนูญท่ีดีจะต้องมีลักษณะ สาคัญหลายประการรวมกัน ดงั นี้ 6.1.4.1รัฐธรรมนูญจะต้องมีบทบัญญัติหรือข้อความที่แน่นอนชัดเจน (Definite)เพ่ือท่ีจะให้ เป็นท่ีเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ท่ัวไปว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตราน้ันๆ หมายความว่าอย่างไร ทั้งนี้เพื่อ ป้องกันความยุ่งยากในการตีความเม่ือเกิดปัญหาในการปฏิบัติตามบทบัญญัติต่างๆ เพื่อท่ีจะให้รัฐธรรมนูญมี
127 ข้อความท่ีแน่นอนชัดเจน จะต้องใช้ถ้อยคาท่ีได้เลือกสรรแล้วว่า มีความหมายแน่นอนท่ีสุด ถ้อยคาใดท่ี กากวมหรืออาจจะทาให้เข้าใจไปได้หลายกรณี ควรจะละเว้นไม่นามาบัญญตั ิไว้ในรัฐธรรมนญู 6.1.4.2 รัฐธรรมนูญจะต้องมีบทบัญญัติครบถ้วน (Comprehensive) ซ่ึงหมายความว่า จะต้องมีบทบัญญัติเก่ียวกับการปกครองของรฐั ไว้อย่างครบถ้วน โดยหลักท่ัวไปแล้ว จะต้องบัญญัติถึงการใช้ อานาจอธิปไตย การแบ่งอานาจอธปิ ไตย ความสัมพันธ์ขององคก์ ารท่ใี ช้อานาจอธปิ ไตยและสถาบันการเมืองที่ สาคัญหรือท่ีเป็นหลักของรัฐ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างย่ิงบทบัญญัติท่ีกาหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดย สันติวธิ ีตามวถิ ที างของรัฐธรรมนูญ 6.1.4.3 รัฐธรรมนูญจะต้องส้ัน (Brief) พอสมควร รัฐธรรมนูญจะต้องมีเพียงบทบัญญัติ วางหลักการ การจัดรูปการปกครองประเทศเป็นข้อใหญ่ๆ ที่สาคัญจริงๆ เพ่ือความแน่นอนและม่ันคงในการ ปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติยืดยาวและมีรายละเอียดฟุ่มเฟือยนั้น จะเป็นทางให้เกิดการ ขัดแย้งกันในการตีความ และย่ิงกว่าน้ันรัฐธรรมนูญท่ียาวอาจจะไม่มั่นคงและไม่ได้รับการเคารพเท่าท่ีควร เพราะบทบัญญัติที่ละเอียดเกินไปอาจจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซ่ึงอาจจะทาให้เกิดการแก้ไขบ่อยคร้ัง เกินไป หรือโดยวิธีปฏิบัติซ่ึงมิได้กาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลย รายละเอียดของการปกครองประเทศของ องคก์ ารรัฐบาลและนโยบายของรัฐบาลไมใ่ ช่เรอ่ื งท่ีพึงกาหนดไวใ้ นรฐั ธรรมนูญ แต่ควรจะปล่อยให้เป็นอานาจ ขององค์การนิติบัญญัติของรัฐเป็นผู้กาหนดขึ้นโดยกฎหมายได้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญน้ัน ควรจะได้รับ การพิจารณาอย่างรอบคอบ การมรี ัฐธรรมนูญน้ันก็มุ่งประสงคจ์ ะจัดรูปรัฐบาลเป็นสว่ นใหญบ่ ัญญัตสิ ภาพ วิธี ก่อตั้งอานาจหน้าท่ีขององค์การต่างๆ ของรัฐบาลตลอดจนวิธีการที่องค์การเหล่านี้จะใช้อานาจหน้าท่ีที่ กาหนดไว้ สิ่งเหลา่ น้ีนับว่าเป็นความสาคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ รฐั ธรรมนูญจะต้องไมส่ ้ันจนไม่มีบทบัญญัติ เกยี่ วกบั เร่ืองเหล่านี้ 6.1.4.4 รัฐธรรมนูญจะต้องกาหนดบทบัญญัติวิธีการแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญท่ีชอบ ด้วยกฎหมายข้ึนไว้ ทั้งนี้เพ่ือเป็นการป้องกันการแก้ไขเพ่ิมเติมโดยวิธีการปฏิวัติหรือวิธีการไม่ชอบด้วย กฎหมายประการอื่นๆ รัฐธรรมนูญท่ีดีต้องมีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมหลักการในเรื่องกาหนดบทบัญญัติการ แก้ไขก็มีอยู่ว่าจะต้องใหม้ ีการแก้ไขเพิ่มเติมได้และในขณะเดียวกันจะต้องเป็นวิธกี ารแก้ไขเพิ่มเติมที่จะไม่ถูก ใช้จนกระทั่งเกิดความมั่นใจว่าประเทศชาติต้องการแก้ไขเพิ่มเติมอย่างแท้จริงไม่ใช่เป็นความต้องการแก้ไข เพมิ่ เติมท่ชี วั่ คราวและไมแ่ น่นอนขอ้ น้ีนับว่าเป็นลักษณะท่ีดีของรัฐธรรมนญู 6.1.4.5 รัฐธรรมนูญจะต้องบัญญัติสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนไว้ให้ สมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นการให้หลักประกันแก่สิทธิเสรีภาพของเอกชนให้พ้นจากการกดข่ีหรือลิดรอน โดยรัฐหรือ เอกชน รัฐธรรมนูญกาหนดผู้เป็นเจ้าของอานาจอธิปไตยในรฐั และกาหนดอานาจเจา้ หน้าที่ขององค์การต่างๆ ของรัฐบาล และหรือองค์การของรัฐใช้อานาจเกินขอบเขตท่ีกาหนดไว้ในกฎหมายแล้ว เอกชนผู้เสียหายย่อมมี สิทธิฟ้องร้องรัฐหรือองค์การของรัฐให้ชดใช้ค่าเสียหายแล้วแต่กรณีบทบัญญัติในเร่ืองของสิทธิน้ีเป็นการ ป้องกันมิให้รัฐออกกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ (Unconstitutional law) ท่ีแท้จริงคาว่ากฎหมายท่ีขัดต่อ
128 รัฐธรรมนูญน้ี เป็นคาท่ีขัดกันในตัวของมันเอง เพราะวา่ ถ้าหากกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีสภาพเป็น กฎหมาย เพราะกฎหมายจะเกิดข้ึนมาได้โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เม่ือกฎหมายฉบับหน่ึงถูกประกาศว่า เป็นกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้หมายความว่ากฎหมายธรรมดามีความขัดแย้งกับกฎหมายสูงกว่า (คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ) แต่หมายความว่า กฎหมายฉบับน้ันไม่เคยมีสภาพเป็นกฎหมายในความหมายของ กฎหมายสงู สุด หรือกฎหมายหลักของรัฐ (คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ) 6.1.4.6 รัฐธรรมนูญจะต้องมีความเหมาะสมกับสภาพอันแท้จริงของรัฐ ประการนี้ เป็นประการท่ีสาคัญ อานาจอธิปไตยจะต้องถูกแบ่งให้แก่องค์การต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพการเมือง ของรัฐนั้นบทบัญญัติอ่ืนๆ ก็จะต้องมุ่งหมายให้รัฐธรรมนูญเป็นเคร่ืองกาหนดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในการปกครอง ไม่มีรัฐธรรมนูญใดท่ีสมบูรณ์ (Perfect) และถาวร (Permanent) จนไมม่ ีการแก้ไขเลย เมื่อ สภาพการเปลี่ยนแปลงไปก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วย รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องให้มีการแก้ไข เพม่ิ เติมได้เม่ือมีความจาเป็นและเหมาะสมเกิดข้ึน แต่ในขณะเดียวกันการแก้ไขจะต้องไม่งา่ ยเกนิ ไปจนเป็น ภัยต่อความม่นั คงของรัฐธรรมนญู สรุปลกั ษณะท่ีดีของรัฐธรรมนูญ มี 6 ประการ ได้แก่ รัฐธรรมนูญตอ้ งมีบทบัญญัตทิ ี่ชัดเจน เพอ่ื ป้องกนั มิใหเ้ กดิ ความยุง่ ยากในการตีความการบัญญัติจึงตอ้ งเลือกใช้ถ้อยคาท่ีมคี วามหมายแน่นอนมิใช่ ถ้อยคาที่กากวมอาจทาให้เข้าใจไขว้เขวได้รัฐธรรมนูญจะต้องมีบทบัญญัติครบถ้วน เพื่อป้องกันช่องโหว่ที่ อาจจะนาไปสู่ความยุ่งยากของผใู้ ช้รัฐธรรมนูญได้รัฐธรรมนูญจะตอ้ งสั้นพอสมควร โดยมีบทบัญญัติการวาง หลักการการจัดรูปการปกครองประเทศเป็นข้อใหญ่ๆ โดยควรให้องค์การนิติบัญญัติเป็นผู้กาหนดรายละ เอียดต่างๆ แต่รัฐธรรมนูญจะต้องไม่ส้นั เกินไปจนละเลยวตั ถุประสงค์การจดั รปู รัฐบาล วธิ ีการก่อต้ังอานาจ หน้าท่ีขององคก์ ารต่างๆ ตลอดจนวิธีการท่ีองค์การเหล่านั้นจะใชอ้ านาจหน้าที่ท่ีกาหนดไว้รัฐธรรมนูญท่ีดี จะต้องกาหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ด้วย เพื่อป้องกันการแก้ไขโดยการปฏิวัติหรือวิธีการไม่ชอบด้วย กฎหมายใดๆ การแก้ไขรัฐธรรมนญู จะต้องแน่ใจว่าประเทศมีความจาเป็นจริงรัฐธรรมนูญทดี่ ีจะต้องบัญญัติ สิทธิ เสรีภาพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนไว้ให้สมบูรณ์ ป้องกันไม่ให้ รัฐออกกฎหมายท่ีขัดต่อ รัฐธรรมนูญและลักษณะของรัฐธรรมนูญที่ดีประการสุดท้าย คือ รัฐธรรมนูญจะต้องมีความเหมาะสมกับ สภาพอันแท้จริงของรัฐ ประการน้ีสาคัญ คือ อานาจอธิปไตยจะต้องแบ่งให้แก่องค์การต่างๆ ให้เหมาะสม กบั สภาพการเมืองการปกครองทแ่ี ทจ้ ริงของรฐั นัน้ ๆ 6.2 สถาบันฝ่ายนติ ิบญั ญัติ จรูญ สุภาพและคณะ (2523: 16) กล่าวว่า แหล่งกาเนิดของสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติท่ีได้มีการจัดตั้ง อย่างมีระเบียบและระบบเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระเจ้าวิลเลียม (ค.ศ.1066-1087) โดยพระองค์ได้ทรงจัดต้ังมหาสภา(เรียกในภาษาละตินว่า Mag num Consiliun หรือ ในภาษาอังกฤษว่า Great Council) พระเจ้าวิลเลียม ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศแต่งต้ังสมาชิกมหาสภาซ่ึงประกอบด้วย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270