179 7.5 สอ่ื มวลชน (Mass Media) 7.5.1 ความหมายของสอื่ มวลชน โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (มปป: 122-123) ได้อธิบายไว้ว่า สื่อมวลชน คือ ผู้ท่ีเสนอข่าวคราวและ ความคิดต่อประชาชน ซึ่งมีหนังสอื พิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ มาจนกระท่ังเทคโนโลยีสารสนเทศอินเตอร์เน็ทใน ยุคปัจจุบัน ส่ือมวลชนมีความสาคัญในกระบวนการทางการเมืองอย่างมากซ่ึงเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร ถึงแม้ว่าจะมิได้มีส่วนในการใช้อานาจอธิปไตยโดยตรงก็ตามทีแต่สื่อมวลชนน้ีเป็นผู้เสนอข่าวสารและ ความรู้ต่อประชาชนอนั เป็นการกระตุ้นความสนใจทางการเมือง นาเอาความจริงมาเสนอให้แก่ประชาชนผู้ เปน็ เจ้าของประเทศได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ในประเทศทมี่ ีการปกครองแบบเผด็จการ รฐั บาลจะเข้า ควบคุมส่ือมวลชนอย่างเคร่งครัด หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นของรัฐบาล การรายงานข่าวสารหรือ วพิ ากษว์ จิ ารณก์ ารเมืองน้นั ตอ้ งเป็นไปตามทรี่ ฐั บาลกาหนดเท่านน้ั ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (2548: 146) อธิบายถึงส่ือมวลชนว่าส่ือมวลชนได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ต่างมีบทบาทสาคัญในการเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงความคิดของประชาชนได้ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในประเทศที่มีการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย สื่อมวลชนเป็นส่ิงสาคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการเข้าถึงส่ือมวลชนเป็นสิ่งที่สาคัญย่ิงกว่า เพราะ หากประชาชนไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกและโดยการเข้าถึงส่ือมวลชนแล้ว ประชาธิปไตยก็เป็นไปได้ ยากย่ิง บทบาทที่สาคัญของส่ือมวลชนมีสองทาง ทางแรกคือ สะท้อนความเห็นของมวลชน และทางท่ีสอง คอื เปน็ กระบอกเสียงให้กับรัฐบาล 7.5.2 บทบาทของส่ือมวลชนในทางการเมอื ง ณชั ชาภัทร อุ่นตรงจิตร (2548: 147) ได้อธิบายถงึ บทบาทของสือ่ มวลชนในทางการเมือง ไว้ 7 ประการดงั นี้ 7.5.2.1 เผยแพร่ขอ้ มลู ตามหลักความจริง ทัศนคติและความคิดเหน็ หนังสือพิมพ์ที่ดี จะรายงานสภาพการณ์ทางการเมืองตรงตามข้อเท็จจริงท่ีเกิดขึ้น นอกจากน้ียังอาจจะเพิ่มความ คิดเห็น ซึ่งอาจจะมาจากบรรณาธิการผู้อยู่ในวงการการเมืองมายาวนาน เช่น คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปลว สเี งนิ หรืออาจจะเป็นนักคดิ นักเขียน ผู้มีประสบการณ์ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อาจารยน์ ิธิ เอยี วศรวี งศ์ เปน็ ต้น ทง้ั น้ีเพอื่ จะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเหลา่ น้ใี ห้กบั ประชาชนโดยทัว่ ไปได้ทราบความ จรงิ และความเห็นท่เี กิดข้ึนในการเมือง 7.5.2.2 เปิดโปงเรื่องราวความจริงท่ีอาจเป็นประโยชน์ต่อสังคม ส่ือมวลชนอาจจะ เสนอความจริงทเ่ี ป็นไปตามธรรมชาติ และอาจจะไปขดุ คุย้ เร่ืองราวอันเป็นปรศิ นาของสงั คม 7.5.2.3 ตรวจสอบการทางานของรัฐบาล สือ่ มวลชนอาจจะชว่ ยตรวจสอบการทางาน ของรัฐบาลแทนประชาชนและนาผลการทางานของรัฐบาลมาบอกกับประชาชนได้ แต่การตรวจสอบ การทางานของรฐั บาลโดยส่ือนนั้ จะตอ้ งเปน็ ไปเพื่อผลประโยชน์ของชาตดิ ้วย
180 7.5.2.4 สร้างอุดมการณ์ค่านิยม ส่ือมวลชนผลิตส่ือเป็นจานวนมากสู่มวลชน ของประเทศ ดังนั้น ข่าวหรือความคิดเห็นที่ออกไปจากส่ือมวลชนจึงสามารถทาให้คนจานวนมากใน ประเทศเช่อื ถอื และยึดม่ันเปน็ อุดมการณ์ได้ 7.5.2.5 เป็นตัวกลางในการร้องเรียนความผิดพลาดต่างๆ สื่อมวลชนเป็น ตัวกลางในการส่งต่อข้อบกพรอ่ งและความผิดพลาดของเจ้าหน้าทีร่ ัฐ ข้าราชการและอาจจะรวมไปถึง เอกชนผ้เู อารัดเอาเปรยี บประชาชน 7.5.2.6 ส่งต่อความคิดเห็นไปยังรัฐบาล เมื่อสื่อมวลชนได้ความคิดเห็นที่เป็น เจตนารมณ์ร่วมของประชาชนแล้ว สื่อมวลชนจะเป็นตัวกลางที่ดีในการส่งความคิดเห็นเข้าสู่รัฐบาล แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะมีส่ือมวลชนที่ไม่มีจรรยาบรรณ ส่งความคิดเหน็ ที่ไม่ตรงกับหลักความจรงิ หรือ ส่งความคิดเหน็ ที่อาจจะเอ้ือประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม จึงเป็นหน้าทีข่ องประชาชนอีกด้วยท่ีจะช่วยกัน ตรวจสอบสอ่ื 7.5.2.7 ช่วยประชาสัมพันธ์การทางานของรัฐบาล สื่อมวลชนสามารถช่วย ประชาสัมพนั ธก์ ารทางานของรัฐบาลซึ่งอาจจะเป็นประโยชนอ์ ยา่ งยิ่งต่อการทางานของรฐั บาล เพราะ ประชาชนจะได้รับทราบจากส่ือว่ารัฐบาลทาอะไรบ้างและสื่อมวลชนก็จะได้สะท้อนความเห็นของ ประชาชนนน้ั สู่รัฐบาลอกี ตอ่ หน่งึ 7.5.3. สอ่ื มวลชนกบั การเขา้ มีส่วนรว่ มทางการเมือง เสถียร เชยประทับ (2540: 204) ไดอ้ ธบิ ายถึง บทบาทของส่ือมวลชนกับการเข้ามีส่วนร่วม ทางการเมืองว่า การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นส่ิงจาเป็นในประเทศที่มีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย รวมทัง้ ในประเทศที่กาลังอยู่ในระยะหวั เลี้ยวหวั ต่อของการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ด้วย การไม่ค่อยเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นดัชนีที่ช้ีให้เห็นถึงความด้อยพัฒนาทาง การเมือง ส่ือมวลชนในระบบประชาธปิ ไตยมีบทบาทที่สาคัญสองประการ คือ ให้ข่าวสารและกระตุ้นให้เกิด การเข้ามีส่วนรว่ มเป็นท่ีเช่ือกันว่าการพัฒนาในทุกด้านจะบังเกิดผล เม่ือประชาชนจานวนมากในสังคมเข้า มาเกย่ี วข้องในกระบวนการพัฒนา เม่ือประชาชนพฒั นาตนเองมากกวา่ ทจ่ี ะได้รับการพฒั นาอยา่ งเฉอื่ ยชา 7.5.4. สื่อมวลชนกบั การกล่อมเกลาทางการเมอื ง เสถยี ร เชยประทับ (2540: 208) ได้อธิบายถงึ บทบาทของสื่อมวลชนกับการกลอ่ มเกลาทาง การเมืองว่า บคุ คลเรียนรเู้ กี่ยวกบั ทัศนคติ บรรทัดฐานและค่านิยมของระบบการเมืองจากแหล่งต่างๆ ที่ตน มโี อกาสได้เกี่ยวข้องท้งั โดยตรงและโดยอ้อม เช่น กลุ่มบุคคลซ่ึงอาจเป็นกลุ่มปฐมภูมิหรอื กลุ่มทุตยิ ภูมิ และ ส่ือมวลชน ในปัจจุบันสื่อมวลชนทาหน้าที่ถ่ายทอดข่าวสารและความคิดเห็นทางการเมืองมากมาย หลากหลายจากรัฐบาลไปยังประชาชน จากกลุ่มถึงกลุ่ม จากกลุ่มถึงปัจเจกบุคคล และจากประชาชนไปยัง รฐั บาลหรือผู้ปกครอง ข่าวสารและความคิดเห็นทางการเมืองเหล่านี้ มีผลกระทบต่อความรู้ ทัศนคติ หรือ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนอย่างรวดเร็วกว้างขวาง ตลอดจนสามารถเก็บและเรียกใช้ข้อมูล
181 ขา่ วสารได้อย่างมีประสิทธภิ าพ การคอ่ ยๆ ลดความสาคัญของสถาบันดง้ั เดิมในสงั คม เชน่ ครอบครวั ชมุ ชน ทอ้ งถนิ่ ศาสนาทาให้ส่อื มวลชนมีบทบาทตอ่ ความรู้ ความคดิ เห็น พฤตกิ รรมหรืออีกนยั หน่งึ การกลอ่ มเกลา ทางการเมอื งของประชาชนมากข้ึน ถ้าไม่มีระบบการสื่อสารมวลชนทด่ี พี อ รฐั สมัยใหม่ทตี่ ้องมีเป้าหมายหรือ อุดมการณ์ทางการเมืองรว่ มกัน ตอ้ งมีการประสานงานทั้งภายในและระหว่างองค์กร และต้องใหป้ ระชาชน เขา้ มีสว่ นร่วมอยา่ งกว้างขวางในระบบการเมืองก็คงเกดิ ขนึ้ ไม่ไดห้ รือถ้าเกดิ ข้นึ ได้กค็ งไมส่ ามารถพัฒนาไปได้ มากนัก สรุป สื่อมวลชน คือ ผู้เสนอข่าวและความคิดเห็นต่อประชาชน สื่อมวลชนได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น การปกครองแบบประชาธิปไตย เสรภี าพ ของประชาชนในการเข้าถึงสื่อมวลชนเป็นส่ิงสาคัญ ประเทศท่ีมกี ารปกครองแบบเผด็จการรัฐบาลจะเขา้ มา ควบคุมส่ือมวลชนอย่างเคร่งครัด การรายงานข่าวสารต้องเป็นไปตามท่ีรัฐบาลกาหนดเท่านั้น ส่ือมวลชนมี บทบาทตอ่ กระบวนการทางการเมืองหลายประการทส่ี าคัญ คือ การเผยแพร่ขอ้ มูลขา่ วสาร เปดิ โปงเรอื่ งราว ความเป็นจรงิ ตอ่ สังคม ตรวจสอบการทางานของรัฐบาล สร้างอุดมการณ์ให้แก่สังคม เป็นส่ือกลางในการ แสดงความคดิ เห็นของประชาชนและสง่ ความคิดเห็นไปยังรฐั บาลทงั้ ยังช่วยประชาสมั พันธ์การทางาน ของรัฐบาล นอกจากน้ีสื่อมวลชนยังมีบทบาทสาคัญต่อการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองกับการกล่อม เกลาทางการเมือง เพราะการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นดัชนีวัดความเป็นประชาธิปไตยของ สงั คมน้ัน ๆ ส่วนบทบาทในการกลอ่ มเกลาทางการเมืองนั้น บคุ คลสามารถเรียนรูท้ ศั นคติ บรรทัดฐาน และค่านิยมของระบบการเมืองผ่านและสื่อมวลชนได้โดยตรง ส่ือมวลชน จึงมีบทบาทในการกล่อม เกลาสงั คมไดย้ ่ิงกวา่ สถาบนั ดงั้ เดมิ ในสงั คม เช่น สถาบนั ครอบครวั สถาบนั ศาสนา 7.6 บทสรุป กระบวนการทางการเมือง หมายถึง วิธีการใช้อานาจอธิปไตย หรือ เรื่องของการใช้อานาจทาง การเมือง เนื่องจากอานาจอธิปไตยประกอบด้วยอานาจบริหาร อานาจนิติบัญญัติ และอานาจตุลาการ นอกเหนือจากสถาบันหลักของอานาจอธิปไตยทั้งสามสถาบันแล้ว ยังประกอบไปด้วยองค์กรอื่น ๆ ที่มี บทบาทตอ่ กระบวนการทางการเมือง องค์กรเหล่าน้นั ไดแ้ ก่ พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ระบบราชการ และส่อื มวลชน องคก์ รเหล่าน้ีล้วนมบี ทบาทหน้าที่เฉพาะด้านของตนเอง ท้ังยังตอ้ งประสานงานซึ่งกันและ กนั เพื่อขบั เคลอ่ื นกระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมือง หมายถึง คณะบุคคลที่มารวมกันมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาอานาจทางการเมือง เหนือพรรคการเมืองอนื่ หรือนยั หนง่ึ คอื มงุ่ หวงั ทีจ่ ะเป็นรัฐบาลนน่ั เอง ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย พรรคการเมืองมีหน้าที่ดังน้ี หน้าท่ีในการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน หน้าท่ีสรรหาบุคคลท่ีมี ความรู้ความสามารถในการเป็นตัวแทนหรือเป็นผู้แทนราษฎรหน้าท่ีในการประสานประโยชน์ของกลุ่ม อิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ หน้าท่ีในฐานะฝ่ายค้าน หน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม
182 ผลประโยชน์และสมาชิกพรรคการเมอื ง และหนา้ ท่ีในการสร้างผู้นาทางการเมือง พรรคการเมอื งในโลกน้ีแบ่ง ออกได้ 3 ระบบ คือ ระบบพรรคเดียว ระบบสองพรรค และระบบหลายพรรค ระบบพรรคเดียวเป็นการ ปกครองระบอบเผด็จการหรอื ประเทศท่ีใชอ้ ุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นอุดมการณ์หลักระบบสองพรรคเป็น ระบบท่ีถือว่ากา้ วหน้าเป็นของประเทศอังกฤษกบั ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ระบบหลายพรรค เป็นของประเทศ ไทยประเทศในยุโรปตะวันตกและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียซ่ึงไม่ว่าจะเป็นระบบพรรคเดียว ระบบสอง พรรคหรือระบบหลายพรรคพรรคการเมืองล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือแสวงหาอานาจทางการเมือง น่นั เอง การเลือกตั้ง ถอื เป็นกระบวนการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยถือว่า การเลือกต้งั เป็น ข้ันตอนสาคัญประการหน่ึง เพราะในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยถือว่าอานาจสูงสุดในการ ปกครองประเทศเป็นของประชาชนทกุ คนในประเทศ แต่รัฐไมส่ ามารถจะให้คนทุกคนเข้ามาบรหิ ารประเทศ โดยตรงได้ รัฐจึงได้ใช้วิธีการเลือกผู้แทนราษฎรเข้ามาในสภาเพื่อทาหน้าที่แทนประชาชนทั้งประเทศและ ผ้แู ทนเหลา่ นั้นกต็ อ้ งดาเนินงานไปเพอื่ สนองเจตนารมณ์ของประชาชนสว่ นใหญ่ การเลอื กตั้งจึงเป็นวิธีหนงึ่ ที่ จะเปดิ โอกาสให้ประชาชนเพอื่ เลอื ก กลุ่มผลประโยชน์ หมายถึง กลุ่มคนท่ีมีความสัมพันธ์กันโดยมีวัตถุประสงค์และผลประโยชน์ ร่วมกัน รวมถึงมีทัศนคติไปในแนวทางเดียวกัน กลุ่มผลประโยชน์ไม่ได้มุ่งหวังเป็นรัฐบาลเหมือนพรรค การเมืองแต่ต้องการให้รฐั บาลกาหนดนโยบายสอดคล้องกับความต้องการข้อเรียกรอ้ งของกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ กลุม่ ผลประโยชน์ของบุคคลที่เคว้งคว้างไร้บรรทัดฐาน กลุ่ม ผลประโยชนท์ ่ีไมม่ กี ารจัดตั้ง กลุม่ ผลประโยชน์ที่เป็นสถาบันและกล่มุ ผลประโยชน์ทเี่ ป็นทางการ 2 ประเภท แรกเปน็ กลุ่มผลประโยชน์ที่เกิดข้ึนอยา่ งกะทนั หัน โดยประเภทแรกเกิดภายใต้ความกดดันของสถานการณ์ เช่น การจราจร ประเภทที่สอง เป็นกลุ่มที่ไม่มีการจัดตั้งแต่ยังมีสายใยยึดเหน่ียวแสดงถึงความพร้อมท่ีจะ เป็นกลมุ่ เดียวกนั เช่น กลุ่มเครอื ญาติ กล่มุ เชือ้ ชาติ กลุม่ ภูมภิ าค กลุ่มผลประโยชน์ 2 ประเภทหลัง เป็นกลุ่ม ที่มีสถานภาพเป็นทางการและมีการจัดต้ัง กลุ่มผลประโยชนท์ ี่เป็นสถาบันจะเป็นองค์กรที่เป็นทางการ เช่น พรรคการเมือง สถาบันนิติบัญญัติ กองทพั ศาสนา หนว่ ยราชการ และสถาบันอืน่ ๆ ท่ีมหี น้าท่ีเฉพาะอย่าง กลุ่มผลประโยชน์ท่ีเป็นทางการไม่ได้หมายถึง เป็นทางราชการ แต่หมายถึง กลุ่มที่มีการจัดตั้ง มีสมาชิก แน่นอน กลุม่ ผลประโยชน์ท้งั 4 ประเภทนม้ี จี ดุ ประสงค์เดยี วกัน คือ การเรียกร้องเพ่อื ผลประโยชน์ของกลุ่ม ตน ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์ท่ีมีความเป็นทางการและเป็นสถาบันจะ ไดร้ ับการยอมรับถึงความชอบธรรม กลมุ่ ผลประโยชน์มบี ทบาทหนา้ ทีเ่ กี่ยวข้องกับการกาหนดนโยบาย โดย ผลกั ดนั นโยบายท่ีกลมุ่ ตนเสนอและหน้าทใ่ี นการประสานและขานรับนโยบาย ระบบราชการ หมายถึง องค์กรท่ีมีการจัดอานาจหน้าที่หรือลาดับข้ันการบังคับบัญชาท่ีสลับ ซบั ซ้อน มีการแบ่งงานกันทาเฉพาะด้าน เป็นการปฏิบัติงานสาธารณะโดยอาศัยอานาจตามกฎหมาย หลักการสาคัญของระบบราชการหรือฝ่ายข้าราชการประจาในกระบวนการทางการเมือง คือ หลักการ
183 แบ่งแยกหน้าท่ีระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจา ไม่ให้ข้าราชการประจาดารงตาแหน่งทาง การเมืองและห้ามฝ่ายการเมืองมใิ ห้เข้าไปแทรกแซง กา้ วก่ายในราชการประจา ส่ือมวลชน หมายถึง ผู้เสนอข่าวและความคิดเห็นต่อประชาชน ผ่านช่องทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และอนิ เตอร์เน็ต สื่อมวลชนมีบทบาทสาคัญต่อกระบวนการทางการเมือง โดยผลักดัน ให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง โดยให้ข่าวสารข้อเท็จจริงแก่ประชาชน ตรวจสอบการทางานของ รฐั บาล สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองแกป่ ระชาชนและสามารถกล่อมเกลาทาง การเมืองแก่สงั คมได้ สือ่ มวลชนจึงต้องปฏบิ ัติหน้าทีอ่ ยา่ งเปน็ กลาง มีคณุ ภาพและมีจรรยาบรรณในการเป็น สอ่ื มวลชนที่สาคัญ คอื ส่ือมวลชนต้องเปน็ อิสระไม่อยู่ภายใต้การครอบงาของอานาจอทิ ธพิ ลใด ๆ สรุป ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย การใช้อานาจทางการเมือง มีได้หลายรูปแบบมี สถาบันองค์การ กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ท่ีหลากหลาย ซึ่งถ้าแต่ละองค์กรยึดถือหน้าท่ีของตนเป็นหลัก ปฏบิ ัติตามบทบาทของตนอย่างเตม็ กาลังความสามารถ ในท้ายท่ีสุดแล้วกระบวนการทางการเมือง ในสังคม ประชาธิปไตยก็จะขับเคลื่อนไปได้ คาถามท้ายบท 1. พรรคการเมืองคอื อะไร 2. จงอธบิ ายหน้าทขี่ องพรรคการเมือง 3. การเลือกตง้ั มีก่แี บบ อะไรบา้ ง 4. ประเทศไทยใช้การเลือกต้งั แบบใด 5. กลมุ่ ผลประโยชนค์ อื อะไร 6. กลุ่มผลประโยชนม์ บี ทบาทแตกต่างจากพรรคการเมืองอยา่ งไร 5. ระบบราชการมลี กั ษณะสาคัญอยา่ งไร 7. จงอธบิ ายหลกั การแบง่ แยกหนา้ ทร่ี ะหว่างฝ่ายการเมอื งกบั ข้าราชการประจา 8. ส่ือมวลชนคือใคร 9. สอื่ มวลชนมีบทบาทอยา่ งไรในทางการเมือง 10. สอื่ มวลชนสามารถกลอ่ มเกลาทางการเมอื งได้หรือไม่ อย่างไร จงอธบิ าย 11. ประชาชนจะสามารถเข้ามามสี ่วนร่วมในกระบวนการทางการเมอื งไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง
184 เอกสารอา้ งองิ โกวิท วงศส์ ุรวัฒน.์ (ม.ป.ป.). หลกั รัฐศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. (2543). พ้ืนฐานรัฐศาสตร์กับการเมืองในศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพมหานคร:คณะ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. จรูญ สภุ าพ. (2527). หลักรฐั ศาสตร.์ พมิ พค์ รง้ั ที่ 3. กรุงเทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ . จุมพล หนมิ พานิช. (2545). กลุ่มผลประโยชน์กับการเมืองไทย. นนทบรุ ี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช. อา้ งถงึ ใน สยามดา ปรีดา. (2547). สังคมกบั การปกครอง. ปทุมธานี: โรงพิมพ์ไทยรายวนั . ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร. (2548). รฐั ศาสตร.์ พมิ พ์ครัง้ ที่ 2. กรงุ เทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ดาริห์ บรุ ณะนนท์. (2548). ความรเู้ บ้อื งตน้ ทางรฐั ศาสตรแ์ ละกฎหมายมหาชน. กรุงเทพมหานคร: ว.ี เจ. พรนิ้ ติ้ง. ประยรู กาญจนดุล. (2538). กฎหมายปกครอง. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . อ้างใน ดาริห์ บรุ ณะนนท์. (2548). ความรเู้ บอ้ื งต้นทางรัฐศาสตร์และกฎหมายมหาชน. กรงุ เทพมหานคร: วเี จ.พรน้ิ ติ้ง. ปรีชา หงส์ไกรเลศิ . (2524). พรรคการเมอื งและปัญหาการเมอื ง. กรุงเทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ . พฤทธสิ าณ ชุมพล, ม.ร.ว. (2540). ระบบการเมือง: ความรูเ้ บื้องต้น. พิมพ์ครั้งท่ี 7. กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . สุขุม นวลสกุลและวศิ ษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ. การเมอื งและการปกครองไทย. (2542).พิมพ์ครง้ั ที่ 13. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. อ้างถึงใน สยามดา ปรดี า. (2547). สงั คมกบั การปกครอง. ปทุมธานี: โรงพมิ พ์ไทยรายวนั . แสวง รัตนมงคลมาศ. (2542). “กลุ่มผลประโยชนแ์ ละกลุ่มกดดัน” เอกสารการสอนชดุ วชิ าสถาบนั และกระบวนการทางการเมืองไทย. นนทบรุ :ี โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. สยามดา ปรีดา. (2547). สังคมกบั การปกครอง. ปทุมธาน:ี โรงพิมพไ์ ทยรายวนั . เสถยี ร เชยประทบั . (2540). การสอื่ สารกับการเมอื งเน้นสังคมประชาธิปไตย. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั . หยดุ แสงอุทยั . (2503). รัฐธรรมนูญเกา่ ใหมแ่ ละความรู้เบอื้ งต้นเกี่ยวกบั ประชาธปิ ไตย. พระนคร: โรงพิมพแ์ ม่บา้ นแมเ่ รอื น. อา้ งถึงใน อานนท์ อาภาภิรม. (2545). รัฐศาสตร์เบ้ืองตน้ .พมิ พ์ ครัง้ ท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์. Almond,G.A. &Powell,G.Bingham.(1966). ComparativePolitics: AdevelopmentalApproach.Boston andToronto: Little, BrowandCompany. Goodman,W.(1975). TheTwo Party System in theUnited States.NewYork:D.VanNostrand. Stevenson, T.H. (1973). Politics and Government. New Jersey: Little Field Adam.
185 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี บทที่ 8 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกบั ประชาชน 1. เนอื้ หาประจาบทที่ 8 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั กับประชาชน 1. จุดมุ่งหมายของรฐั 2. หน้าท่ขี องรฐั ท่ดี ี 3. ความเปน็ พลเมอื ง 4. สภาพของสิทธิและความหมายของเสรภี าพ 5. แนวความคดิ เกี่ยวกบั สิทธเิ สรภี าพของพลเมือง 6. สิทธทิ างการเมืองและสิทธทิ างแพ่ง 7. สทิ ธแิ ละเสรีภาพของชนชาวไทย 2. จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม ผเู้ รียนศึกษาเนอ้ื หาบทเรยี นนี้สามารถ 1. นักศึกษาสามารถอธบิ ายถึงจดุ มงุ่ หมายและหนา้ ที่ของรัฐได้ 2. นักศึกษาสามารถอธิบายและจาแนกความเปน็ พลเมอื งได้ 3. นักศกึ ษาสามารถอธิบายและวเิ คราะหแ์ นวความคิดเก่ยี วกบั สทิ ธเิ สรีภาพของพลเมอื งได้ 4. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายและบอกเหตุผลของการมีสทิ ธิทางการเมอื งและสทิ ธิทางแพ่งได้ 5. นกั ศึกษาตระหนักถงึ ความมีสิทธแิ ละเสรีภาพของชนชาวไทยในสังคมไทยได้ 6. นักศกึ ษาสามารถยกตัวอย่างกิจกรรมในชีวิตประวันที่เปน็ สทิ ธิทางการเมืองและทางแพ่งได้ 7. นกั ศกึ ษาตระหนักถึงความมีสทิ ธิและเสรภี าพของชนชาวไทยในสงั คมไทยได้ 3. วิธสี อนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจาบทที่ 8 1. วิธีสอน 1.1 ใช้วธิ ีการสอนแบบบรรยาย 1.2 เน้นผเู้ รียนมสี ่วนรว่ ม 1.3 วิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่ม 1.4 วิธกี ารสอนแบบอภปิ รายและวเิ คราะห์
186 2. กิจกรรมการเรยี นการสอน 2.1 ศึกษาจากเอกสารประกอบการสอนหลักและตาราอนื่ ๆ ทเ่ี กยี่ วข้อง 2.2 ศึกษาจาก PowerPoint และสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิคส์ตา่ งๆ 2.3 ร่วมกนั อภปิ รายเนือ้ หาและสรุปประเด็นหวั ขอ้ รว่ มกัน 2.4 ผู้สอนสรุปประเด็นเน้อื หาหวั ขอ้ เพม่ิ เติม 2.5 แบ่งกลุ่มโต้วาทีร่วมกันศึกษาหัวข้อ “สิทธิทางการเมืองของพลเมืองชายและหญิงเท่า เทียมกนั หรือไม่”(หรือประเดน็ ขอบข่ายทน่ี กั ศึกษาสนใจ) 2.6 ตอบคาถามจากใบงาน 2.7 ผสู้ อนสรปุ เน้อื หา 2.8 ทาคาถามท้ายบทที่ 8 4. สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนหลัก รายวชิ า ความรู้เบอื้ งต้นเกี่ยวกบั รฐั ศาสตร์ PA 51105 2. PowerPoint และสอ่ื อิเล็กทรอนคิ ส์ 3. ใบงาน อุดมการณท์ างการเมอื งไทย 4. แบบฝึกหดั คาถามท้ายบท 5. การวัดผลและการประเมนิ ผล 1. การให้คะแนนเข้าหอ้ งเรียน 2. การร่วมกจิ กรรมกลมุ่ การนาเสนอหนา้ ชัน้ เรยี น และการอภิปราย 3. การทาใบงาน 4. ทาแบบฝึกหดั ท้ายบท 5. การมสี ว่ นรว่ มในชน้ั เรียนและนอกชั้นเรียน 6. การตอบคาถามในชนั้ เรยี น
187 บทที่ 8 ความสัมพันธ์ระหวา่ งรฐั กับประชาชน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน เป็นเรื่องการศึกษาเรื่องอานาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอานาจ เด็ดขาดสมบูรณ์ครอบคลุมเหนือรัฐกับเสรีภาพของประชาชนซ่ึงเปน็ สิทธิเหนืออานาจเอกชน ถ้าอานาจ ของรัฐไม่มีขอบเขต ประชาชนก็ยากที่จะมีเสรีภาพขณะเดียวกันถ้าประชาชนมีเสรีภาพเด็ดขาดไม่มี ขอบเขตรัฐจะมีอานาจอธิปไตยได้อย่างไรเพ่ือให้เขา้ ใจลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนใน บทน้ี จึงนาเสนอหัวข้อ จุดมุ่งหมายของรัฐหน้าท่ีของรัฐท่ีดี สภาพของสิทธิและความหมายของเสรีภาพ แนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพของพลเมืองและสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 8.1 จุดมุ่งหมายของรฐั จุมพล หนิมพานิช (2542 : 77-84) ได้อธิบายจุดมุ่งหมายของรัฐไว้ว่าก่อนที่จะพิจาณาว่า จุดมุ่งหมายของรัฐโดยทั่วไปในปัจจุบันมีจุดมุ่งหมายอะไรบ้างอยากจะพิจารณาทรรศนะของนักปรัชญา การเมอื งในอดีตบางท่าน เช่น อรสิ โตเตลิ และจอหน์ ลอค ไดแ้ สดงทรรศนะเก่ียวกบั เร่อื งนี้ไวด้ ังนี้ อริสโตเติล (Aristotle) เพื่อให้เข้าใจความคิดของอริสโตเติลจะเป็นการดีอย่างย่ิงที่จะเริ่มด้วย ข้อเสนอของเขาที่ว่ามนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสตั ว์การเมืองน่ันหมายความว่า โดยธรรมชาติทุกคนได้รับการ ปลูกฝังสัญชาตญาณทางสังคม(Social instinct) มนุษยม์ ีฐานะศักด์ิศรีได้รับประโยชน์โดยผ่านรัฐอริสโตเติล ถือว่ารัฐมีกาเนิดมาก็เพ่ือชีวิตท่ีดีดังนั้นจุดมุ่งหมายของรัฐก็คือจริยธรรม (Ethical) หมายความว่า การคงอยู่ของ รัฐไม่ใช่เพื่อเป็นการเพิ่มประชากรความม่ังคั่งในชีวิตทรัพย์สินหรือการขยายอาณาจักร การขยายอิทธิพล หากแต่คงอยู่เพื่อคุณภาพท่ีทาให้บุรุษเป็นสามี บิดาหัวหน้าครอบครัวที่ดี เป็นพลเมืองและนักรบท่ีดี เป็น นักปรชั ญาท่ีดี ถ้าเช่นน้ันชีวิตที่ดี คือชีวิตเช่นไร ตามทรรศนะของอริสโตเติล เห็นว่าชีวิตท่ีดีคือชีวิตที่อยู่ ตามเหตุผล อะไรคือหน้าท่ีของเหตุผลในทางจริยธรรม หน้าที่ของเหตุผลประกอบด้วยแนวทางการ ประพฤติปฏิบัติตามกฎ ตามระเบียบ แต่ในทางการเมืองหน้าท่ีของเหตุผล คือการวางเงื่อนไขความ ร่วมมอื ซงึ่ กันและกันในกลุม่ พลเมืองเพ่ือส่งเสริมสวัสดิการของรัฐ จอห์น ลอค (John Locke) ทรรศนะของเขาแตกต่างไปจากอรสิ โตเติล เพราะเขาคิดว่าจุดมุ่งหมายท่ี สาคัญและยิ่งใหญ่ของมนุษย์ทีรวมตัวกันเข้าเป็นสังคมการเมือง (Commonwealth) คือ การป้องกัน รักษาทรัพย์สินของตน ซึ่งลอค เห็นว่าสภาวธรรมชาติทรัพย์สินน้ีจะไม่ปลอดภัยการที่จะให้ทรัพย์สิน ปลอดภัยน้ันจะต้องมีสังคมการเมืองและให้องค์การหนึ่ง คือ รัฐบาลใช้อานาจในการทาหน้าท่ีในการ ปกป้องรกั ษาทรพั ย์สินของตน
188 จดุ มุง่ หมายของรัฐประกอบไปด้วย สิง่ ตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้ 8.1.1 การสร้างความเป็นระเบียบ (Establishment of order) จุดมุ่งหมายพื้นฐานของรัฐ มี ดังนี้ 8.1.1.1 การให้หลักประกนั ในเรื่องอิสรภาพที่ปลอดจากการรกุ รานแก่ประชาชน 8.1.1.2 การใหห้ ลกั ประกันในเรือ่ งของความสงบภายใน (Domestic tranquility) 8.1.1.3 การให้หลักประกันในเร่ืองของความยุติธรรมแก่ประชาชน ซ่ึงจุดมุ่งหมายเหล่าน้ีจะ บรรลุผลได้ข้ึนอยู่กับความสาเร็จของรัฐในการที่จะสร้างความเป็นระเบียบให้เกิดข้ึนได้มากน้อยเพียงใด กล่าวคือ ถ้าหากรัฐสามารถสร้างความเป็นระเบียบอันเป็นรากฐานของความสงบเรียบรอ้ ยได้มากประชาชนก็ จะได้รับหลักประกันต่างๆ ดงั กล่าวได้มากตามไปด้วยในทางตรงกันข้ามหากรัฐสรา้ งความเป็นระเบียบได้น้อย หลกั ประกนั ตา่ งๆ ท่ปี ระชาชนจะไดร้ ับก็น้อยลงไปด้วย 8.1.2. การส่งเสริมสวัสดิภาพความผาสุกให้แก่ปัจเจกบุคคล (Promotion of Individual welfare) ทฤษฎีประชาธิปไตย (Democratic Theory) ตระหนักถึงคุณค่าของปัจเจกบุคคลโดยคิดว่า ปัจเจกบุคคลแต่ละคนมีความหมายอย่างย่ิงในสังคม แต่ละคนมีหน่วยของสังคมท่ีมีความสาคัญที่สุด เมื่อ เปน็ เช่นน้ีจึงได้มีความพยายามทจ่ี ะจัดสภาวะหรอื สภาพท่ีเป็นที่พึ่งปรารถนาที่สุดที่บคุ คลจะสามารถบรรลุ ได้สภาวะเหล่าน้ีได้แก่การให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลการมีส่วนร่วมในการปกครองท่ีมี ประสิทธผิ ล 8.1.3 การส่งเสริมสวัสดิภาพความผาสุกแก่ส่วนรวม(Promotion of General welfare) จดุ มงุ่ หมายน้เี ป็นจดุ มุ่งหมายประการท่ี 3 ของรัฐในการทีจ่ ะพัฒนาความสามารถของประชาชน ซงึ่ เกย่ี วขอ้ ง กับปัจจยั เหลา่ นี้ 1) การดแู ลเอาใสผ่ ลประโยชนส์ ว่ นรวมของสังคม 2) การจัดการกระทาหรือกิจกรรม ในการบรรลุเป้าหมายท่ีบุคคลหรือสมาคมไม่ สามารถท่จี ะบรรลุไดโ้ ดยลาพงั 3) นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการประนีประนอมไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ท่ีขัดแย้ง ระหวา่ งกลุ่ม ระหวา่ งบคุ คลกบั บุคคลหรือระหวา่ งกลุ่มต่างๆ กับสังคมส่วนรวม 8.1.4. การส่งเสรมิ คุณธรรม (Promotion of Morality) ทฤษฎที ่ีเก่าแกท่ ี่สุดทฤษฎีหนึ่งก็ ได้กล่าวว่า จุดมุ่งหมายท่สี าคัญอันหน่งึ ของรัฐคอื การสง่ เสริมคณุ ธรรมให้เกดิ ขน้ึ ในหมู่ประชาชน มขี ้อ ท่นี ่าสังเกตดังนี้ 8.1.4.1 ความพยายามในการส่งเสรมิ คุณธรรมในหมู่ประชาชนของรัฐในแต่ละยุคแต่ ละสมัยมกั แตกต่างกนั ออกไป 8.1.4.2 การใช้กาลัง เป็นสิ่งท่ีไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการที่จะให้คนมี คุณธรรม
189 8.1.4.3 ทงั้ น้ีการใช้กาลงั บงั คบั ใหค้ นมคี ุณธรรมมักจะกอ่ ให้เกดิ การต่อต้านการใช้กาลัง ตามมาซง่ึ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลเสียในการทีจ่ ะใหม้ ีความเป็นระเบยี บเกิดข้ึน สรุป จุดมุ่งหมายของรัฐ ได้แก่ การสร้างความเป็นระเบียบ การส่งเสริมสวัสดิภาพ ความ ผาสกุ ให้แกป่ จั เจกบุคคล การส่งเสรมิ สวัสดิภาพความผาสุกแกส่ ่วนรวมและการสง่ เสริมคุณธรรม 8.2 หน้าทขี่ องรัฐทด่ี ี เกษม อุทยานิน (2516: 44 – 45) ได้อธิบายถึง หน้าที่ของรัฐท่ีดีไว้ว่ารัฐได้จัดต้ังข้ึนด้วยความมุ่ง หมายหลายประการรัฐน้ันตามอุดมการณ์ คือ กลุ่มคนที่ทางานมุ่งต่อความผาสุก ความเจริญแห่งชีวิตร่วมกัน แต่เดมิ น้ันวัตถุประสงค์ของรัฐท่ีสาคญั ก็คอื การส่งเสริมการขยายอานาจรักษาความยตุ ิธรรมและส่งเสริมความ เจริญด้านสังคมและอารยธรรมนักรัฐศาสตร์สมัยใหม่สรุปว่า รัฐมีจุดมุ่งหมายท่ีจะส่งเสริมให้ก้าวหน้าทั้งด้าน ประชาชนเป็นรายบุคคล และต่อผลรวมของสังคมปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเอกชนและครอบครัว เวลาน้ีกิจการ ของรัฐขยายตัวกว้างขวางข้ึนมาทุกสาขา ทั้งในด้านความคุ้มครองป้องกัน ธุรกิจและสังคม ซึ่งต้องใช้จ่ายเงิน มากขึ้น ต้องการจานวนผบู้ ริหารมากข้ึน ทั้งจานวนและความรู้ สมรรถภาพตลอดจนอุปกรณ์เคร่ืองใช้มากขึ้น ทุกที หน้าท่ีของเอกชนหลายอย่างกลายเป็นหน้าท่ีท่ีรัฐต้องดาเนินการแทน คนที่ไม่มีความสามารถในสังคม ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ (Social Service) เร่ืองที่ไม่เคยมีความสาคัญก็กลายเป็นเรื่องท่ีสาคัญข้ึน หน้าท่ี งานของเจ้าหน้าท่ีคุ้มครองและบริการสังคมก็มีงานมากข้ึน และต้องจับจ่ายใช้สอยสูงข้ึนทุกที เช่น การ ก่อสร้างและรักษาทางหรือถนนหลวง รัฐบาลและเสรีภาพ เป็นธรรมดาท่ีจะคิดกันว่า รัฐควรทาหน้าท่ี ให้บริการหลายอย่าง และสมรรถภาพจะวัดได้โดยมาตรฐานในความสาเร็จ ปัญหาแรกทางการเมืองซึ่งมักจะ ลืมกันเสียก็คือ การแบ่งงาน คือ งานหรือกิจการใดรัฐควรจะจัดทาถึงจะถูกและงานใดควรปล่อยให้เอกชน โดยรัฐจะเก่ียวข้องนอ้ ยท่ีสดุ สิ่งทร่ี ัฐควรคานึงถึงเสมอก็คือ หน้าที่ให้ความคุ้มครองเสรีภาพของบุคคล หน้าท่ี ของรัฐไม่ใช่เพียงแต่รักษาความเรียบร้อย แต่ต้องให้ราษฎรมีโอกาสเท่าๆ กัน และพิจารณาถึงว่าอะไรจะ เหมาะสมแก่ธรรมชาตทิ างจรรยาและสติปัญญาของเขา หน้าที่และการปฏิบตั ิของรัฐต่อกิจการของมนุษยชาติ เป็นลักษณะที่สาคัญของสังคม ปัญหาใหญ่ก็คือ จะดูว่าจักรกลของรัฐน้ันไม่แต่รักษาความสงบเรียบร้อยแต่ ต้องคุ้มครองบุคคลให้ได้ใช้สมรรถภาพเต็มบริบูรณ์ และให้ถึงซ่ึงผลที่เขาพึงได้รับอย่างเต็มเปี่ยม แต่ก็ต้องมี ข้อจากัดบ้างเพื่อมิให้สิทธิของเขาเหล่านั้นขัดแย้งกันและกัน ฉะน้ันข้อสาคัญอยู่ท่ีว่าตรงจุดไหนที่เสรีภาพ และกฎหมายจะพงึ ประสมประสานกนั ได้ถกู ต้อง สรุป หน้าที่ของรัฐได้เพิ่มข้ึนตามกาลเวลาแรกเริ่มหน้าท่ีของรัฐ คือ การส่งเสริมการขยายอานาจ รักษาความยุติธรรมและส่งเสริมความเจริญด้านสังคม ส่วนภารกิจของรัฐท่ีเพิ่มขึ้นท้ังทางด้านการป้องกัน ประเทศ ด้านธุรกิจต่างๆ รวมถึงด้านสวัสดิการสังคมน้ัน รัฐควรคานึงถึงหลังการแบ่งงานระหว่างรัฐกับ เอกชน ดังนั้น หน้าท่ีของรัฐท่ีดีคือ หน้าที่ให้ความคุ้มครองเสรีภาพแก่ประชาชนให้เขามีโอกาสเท่ากันและ คมุ้ ครองสิทธขิ องประชาชน
190 8.3 ความเป็นพลเมือง บรรพต วีระสัย (2542: 193 – 194) ได้อธิบายความเป็นพลเมืองของรัฐแต่ละรัฐไว้ดังน้ี ในทาง รัฐศาสตร์ ประเด็นท่ีสาคัญอย่างย่ิง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในฐานะเป็นองค์การทางการเมืองกับบุคคล ท่ีอยู่ภายในรัฐน้ันๆ สถานภาพของบุคคลภายในรัฐมีต่างๆ กันซึ่งแสดงออกในรูปของศัพท์ที่ใช้ เช่น ในฐานะ ท่ีเป็นพลเมือง (citizen) หรือต่างด้าว (alien) เปน็ ต้น ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปว่า พลเมือง หมายถึง บุคคลซ่ึงโดย กาเนิดหรือการแปลงชาติหรือโอนสัญชาติ (maturalized) เป็นสมาชิกของรัฐข้ึนอยู่กับรัฐน้ันๆ คือ ต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐนั้นๆ และมีสิทธิได้รับการปกป้องและสิทธิต่างๆ จากกฎหมายของรัฐนั้นๆ ความ เป็นพลเมืองข้นึ อยู่กบั หลักการต่างๆ ได้แก่ สถานที่เกิด สายโลหิต และโดยการแปลงชาติหรือการโอนสัญชาติ สามารถอธิบายรายละเอียดไดด้ ังน้ี 8.3.1 ความเป็นพลเมอื งโดยสถานทเี่ กิด การเป็นพลเมอื งมักขนึ้ อยู่กบั สถานท่ีเกดิ หรอื เรียกตาม ภาษลาตินวา่ jus soli คือ การเกิด ณ รัฐใดก็ถือวา่ เป็นพลเมืองของรัฐนั้นๆ ประเทศท่ียอมรบั หลักการนี้ มี หลายประเทศรวมท้งั สหรัฐอเมริกา 8.3.2 ความเป็นพลเมืองโดยสายโลหิต บางรัฐยอมยึดถือหลักความเป็นพลเมืองโดยสายโลหิต ภาษาอังกฤษใช้ว่า law of the blood ซึ่งหมายถึงการเป็นพลเมืองตามบิดา มารดาบิดา มารดาเป็นพลเมือง ของประเทศใดบุตรที่เกิดมาแม้ในต่างประเทศก็ให้ถือว่าเป็นพลเมืองของประเทศบิดา มารดา การใช้สิทธิแห่ง การเป็นพลเมืองโดยสายเลือด คอื ตามบิดา มารดา มีในยุโรปตะวนั ตกยกเวน้ อังกฤษ สาหรับสหรัฐอเมรกิ าน้ัน ยอมรับหลักการเป็นพลเมืองโดยสายเลือดเป็นบางกรณีเท่านั้น เช่น หากเกิดในสถานอัครราชทูต สหรฐั อเมริกาในต่างประเทศ หรือเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าบดิ ามารดาผใู้ ห้กาเนิดไปอยู่ ณ ต่างประเทศเป็นการ ช่ัวคราวเท่าน้ัน โดยปกติแล้ว สหรัฐอเมริกาและอังกฤษยึดหลักสถานที่เกิด คือ หากคนไทยไปมีบุตรใน สหรฐั อเมรกิ าหรอื องั กฤษย่อมได้ความเปน็ พลเมืองขององั กฤษ ของสหรฐั อเมริกา 8.3.3 ความเป็นพลเมืองโดยการแปลงสัญชาติหรือการโอนสัญชาติ การเป็นพลเมืองใน กรณีที่เกิดข้ึนโดยการแปลงสัญชาติหรือโอนสัญชาติ (Naturalization) แม้จะมีสิทธิเหมือนพลเมือง โดยสถานที่เกิดหรือโดยสายโลหิตแต่มสี ภาวะไม่เท่าเทียม กล่าวคือ หากมพี ฤตกิ รรมท่ีรัฐถือว่าเป็นภัย ต่อรัฐอาจมีการถอนสัญชาติ คือ ความเป็นพลเมือง (Denaturalization) ได้ในประเทศเสรีประชาธิปไตย การถอดถอนสญั ชาตจิ ะต้องทาโดยคาสั่งศาล และให้เปน็ ไปตามกระบวนการแหง่ กฎหมายด้วย สาหรบั ผไู้ ม่เปน็ พลเมอื ง คือ คนท่ีมสี ถานะอยา่ งอ่ืนและเปน็ คนตา่ งด้าวซึ่งหมายถงึ ผู้ท่ีไม่เป็น พลเมือง หรือผู้ที่ไม่มีสัญชาติของรัฐที่ตนอาศัยอยู่ คนต่างด้าวขึ้นอยู่กับรัฐต่างประเทศ คนต่างด้าว จะต้องปฏบิ ัตติ ามกฎหมายของประเทศทต่ี นกาลงั พักอยใู่ นขณะเดยี วกนั รัฐทคี่ นๆ น้นั อาศยั อยู่ จาตอ้ ง ใหค้ วามค้มุ ครองดแู ลพอสมควร สรุป ความเป็นพลเมืองของรัฐเปน็ ไดโ้ ดยสถานท่ีเกิด บคุ คลเกิด ณ ประเทศใดก็เป็นพลเมือง ของประเทศน้นั ความเป็นพลเมอื งโดยสายโลหิตบคุ คลเป็นพลเมอื งตามสายโลหิตของบิดา มารดาและ
191 ความเป็นพลเมอื งโดยการแปลงสญั ชาติหรือโอนสัญชาติ ความเป็นพลเมอื งอย่างหลงั น้ี ถา้ มีพฤติกรรม เป็นภัยต่อรัฐ รัฐอาจถอนความเปน็ พลเมอื งได้ สว่ นผทู้ ่ไี ม่เปน็ พลเมอื งมสี ถานภาพเปน็ คนต่างด้าว รฐั ก็ ต้องดูแลค้มุ ครองตามสมควร ภาพที่ 23 ความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย (ที่มา : https://www.google.co.th) 8.4 สภาพของสิทธแิ ละความหมายของเสรภี าพ เดชชาติ วงศโ์ กมลเชษฐ์ (2516: 174–176) ได้อธิบายถึงสภาพของสิทธิและความหมายของ คาว่าเสรภี าพไวว้ ่า 8.4.1 สภาพของสิทธิ เม่ือร้อยกว่าปีท่ีแล้วมีการกล่าวถึงเฉพาะสิทธิตามธรรมชาติ (Natural rights) เท่านั้น สิทธิตามธรรมชาตินี้ได้แก่สิทธิในชีวิต ในการมีเสรีภาพในทรัพย์สิน ในการแสวงหาความสุข และสิทธิอื่นท่ีมีลักษณะเดียวกันซ่ึงจอห์น ลอค เรียกว่า ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน (Life, Liberty and Estate) ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิทธิที่โอนให้แก่กันไม่ได้ (Inalienable) ระหว่างเอกชนกับเอกชน ควรได้รับ การเอาใจใส่และดูแลควบคุมมากข้ึนและเสรีภาพของทุกคนจะถูกจากัดไม่ได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ท่ีดีที่สุด ของทุกๆ คน เราจะเห็นว่า รัฐเป็นท่ีมาแห่งเสรีภาพตามกฎหมาย (Legal Liberty) อย่างเดียวเท่าน้ัน อานาจ อธิปไตยของรัฐเท่านั้นที่จะทาให้เสรีภาพมีอยู่ได้ กฎหมายของรัฐกาหนดขอบเขตจากัดเสรีภาพของเอกชนก็ จริง แต่กฎหมายของรัฐก็เป็นหลักประกัน และปกป้องเสรีภาพของเอกชนเหมือนกัน ดังนั้น เสรีภาพกับ อานาจอธิปไตยไม่ใช่ส่ิงที่ขัดแย้งกัน (Contradictory) แต่มีความสัมพันธ์และพ่ึงพาอาศัยกัน กล่าวได้ ว่า อธิปไตยกับเสรีภาพเป็นสิ่งเดียวกันแต่มองกันคนละแง่เท่านั้นเอง ในแง่ของเอกชน สิทธิของเอกชน ปรากฏออกมาในรูปของเสรีภาพ แต่สิทธิของรัฐปรากฏออกมาในรูปอานาจอธิปไตย การปรับเสรีภาพให้เข้า กับอานาจอธิปไตยได้อย่างดี ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับสังคมการเมืองหนึ่งนั้นเป็นปัญหาสาคัญที่สุดของ วิชารัฐศาสตร์
192 สรุป สภาพของสิทธิได้แก่ สิทธิตามธรรมชาติ สทิ ธิตามธรรมชาติ ได้แก่ สทิ ธิในชีวิต สทิ ธิในเสรีภาพ และสิทธิการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รัฐท่ีเป็นเอกราชหรือมีอานาจอธิปไตยเป็นของตนเท่านั้นท่ีสามารถ คุ้มครองสภาพของสิทธิของปัจเจกชน (เสรีภาพ) ให้เกิดข้ึนได้ ดังนั้น เสรีภาพกับอานาจอธิปไตยจึงมี ความสาคัญอย่างใกล้ชิด 8.4.2. ความหมายของเสรีภาพ ในวชิ ารฐั ศาสตรแ์ ล้วคาวา่ เสรภี าพที่ใชม้ คี วามหมายดังน้ี 8.4.2.1 เสรีภาพตามธรรมชาติ (Natural Liberty) คอื อานาจของเอกชนท่ีจะทา สิ่งส่ิงท่ีเขาต้องการจะทา โดยไม่ถูกแทรกแซงจากบุคคลอื่นหรือไม่ก็ถูกจากัดโดยประเพณีทางสังคม หรืออกี นยั หนึ่งเป็นการคิดและทาตามความพอใจ 8.4.2.2 เสรีภาพแห่งชาติ (National Liberty) ในบางโอกาสคาว่า เสรีภาพ ใช้ หมายถึงความเป็นเอกราช (Independence) หรือการมีอานาจปกครองตนเองหรือสิทธิของปวงชนหมู่ หน่ึงท่ีจะปกครองตนเองโดยรัฐอื่นไม่สิทธิเข้ามาเก่ียวข้องแทรกแซง หลักการให้แต่ละรัฐปกครองตนเอง (Selfdete-rmination) น้ันตรงกับคาว่า เสรีภาพ ในความหมายนี้จากความหมายอันน้ีประเทศที่มีเสรีภาพ คือ ประเทศที่เป็นอิสระจากการควบคุมปกครองของรัฐอื่นกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เสรีภาพแห่งชาตินี้ คือ อานาจอธปิ ไตยภายนอก หรอื ความเปน็ อิสระของรัฐหรือเอกราชของรัฐนัน้ เอง 8.4.2.3 เสรีภาพทางการเมือง (Political Liberty) ในบางโอกาสมีการใช้คาว่า “เสรภี าพ” ให้มีความหมายตรงกับคาว่า ประชาธปิ ไตยหรือรัฐบาลโดยประชาชนเราอาจจะเรียกรัฐหน่ึงว่า เป็นรัฐบาลอิสระ (Free government) ถ้าหากประชาชนกาหนดด้วยตนเองว่าเขาจะมีรัฐบาลประเภทไหน ในความหมายน้ี เสรีภาพก็คอื อิสระทางการเมืองทปี่ ระชาชนมีอยู่ถ้าหากเสรีภาพนี้มีอย่ใู นตัวเอกชนทกุ คน รัฐก็เปน็ ประชาธปิ ไตย 8.4.2.4 เสรีภาพทางแพ่ง (Civil Liberty) เสรีภาพทางแพ่งได้แก่ สิทธิและอภิสิทธ์ิ ต่างๆ ทรี่ ฐั กาหนดข้นึ และคุ้มครองไว้เพื่อประชาชนทั้งหมด หรอื ได้แกส่ ิทธทิ ่ที ุกๆ คนจะตอ้ งทาอะไรไดด้ ้วย ความพอใจภายในขอบเขตของกฎหมาย เสรภี าพทางแพ่งน้ีอาจจะรวมถึงความคุ้มครองจากการแทรกแซง ของรัฐ เสรีภาพทางแพ่งเป็นสิทธิที่เอกชนจะกระทาการใดๆ เพื่อรักษา เพื่อเพ่ิมพูนประโยชน์ของตนเองได้ ซึ่งรฐั กาหนดขน้ึ และไดร้ ับความคุม้ ครองจากศาลยุติธรรม สรุป เสรีภาพในวิชารัฐศาสตร์ มีการใช้อย่างกว้างขวางมีความหมายคือเสรีภาพตาม ธรรมชาติเป็นอานาจของปัจเจกชนท่ีจะทาอะไรตามที่ต้องการเสรีภาพแห่งชาติ หมายถึง เอกราชหรือ อานาจในการปกครองตนจากรัฐอ่ืนหรือผู้ใดเข้ามาแทรกแซง เสรีภาพทางการเมือง เป็นเร่ืองประชาชนมี อิสระทางการเมืองหรือความเป็นประชาธิปไตย และเสรีภาพทางแพ่ง คือ สิทธิที่รัฐกาหนดและคุ้มครอง ประชาชน
193 8.5 แนวคิดเกี่ยวกับสิทธเิ สรีภาพของพลเมอื ง 8.5.1. แนวคิดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง บรรพต วีระสัย (2542: 194 – 196) ได้อธิบายถึงแนวคดิ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพทางการเมืองไว้วา่ ในระบอบเสรีประชาธิปไตยมีการให้ ความสาคัญเก่ียวกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองอย่างมากสิทธิของพลเมืองหรือสิทธิในฐานะ เป็นพลเมือง (Civil Rights) สทิ ธดิ งั กล่าวราษฎรหรอื พลเมืองยอ่ มมี ซ่ึงเปน็ การจากัดอานาจของรฐั แต่ สิทธไิ ม่เป็นเร่ืองเบ็ดเสร็จหรือย่อมไม่มีสิทธสิ มบูรณ์ที่สุดท้ังน้ีเพราะหากผู้ใดมีสิทธิหรือเสรีภาพเต็มที่ ย่อมกระทบกระเทือนบคุ คลอ่ืนด้วยคือไปลิดรอนสิทธเิ สรภี าพของคนอ่ืนๆ ดังน้ัน รฐั จึงมีหน้าท่ีในการ กาหนดขอบเขตโดยดูแลให้มีสิทธิของพลเมืองหรือสิทธิในฐานะเป็นพลเมือง โดยมีวิธีที่จะปกป้อง คุ้มครองวิธีใหญ่ๆ ด้วยกัน 3 วิธี คือ โดยทางนิติบัญญัติโดยกาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและโดยการ กาหนดไว้ทั้งในทางนิตบิ ัญญตั แิ ละในทางรฐั ธรรมนญู มรี ายละเอยี ดดังน้ี 8.5.1.1 การคุม้ ครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองโดยการกาหนดทางนิติบัญญัติ ในประเทศ อังกฤษรัฐสภามีอานาจสูงสุด แต่ไม่มีการออกกฎหมายที่ขัดกับสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ท้ังน้ีเพราะคน อังกฤษโดยท่ัวไป และโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการเมืองนิยมปฏิบัติตามหลักการที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ สาคัญย่ิงของอังกฤษ เช่น มหาเอกสารหรือเอกสารแม่บท (แมกนา คาร์ตา) และบทบัญญัติแห่งสิทธิ และ พระราชบัญญัติปฏิรูป มหาเอกสารหรือแมกนา คารต์ า เป็นการใหเ้ สรีภาพทางการเมืองแก่คนอังกฤษ โดย พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1215 บทบัญญัติแห่งสิทธิ มีข้ึนในปี ค.ศ. 1689 ซึ่งการคุ้มครอง กระทาโดยรัฐสภา พระราชบญั ญตั ิปฏิรูป มีขึ้นในปคี .ศ.1832 ซึ่งเก่ียวกับการปฏริ ูประบบผแู้ ทนราษฎร อัน เกี่ยวกบั สทิ ธิในการออกเสียงเลือกตัง้ 8.5.1.2 การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองโดยกาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในบาง ประเทศสิทธเิ สรีภาพของพลเมืองได้รับการคุ้มครองโดยการตราไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่มีปัญหาในการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามข้อกาหนดในรัฐธรรมนูญเป็นสาคัญ ตัวอย่าง คือ กรณีสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการคุ้มคอรงสิทธิ เสรีภาพไว้ในบทแก้ไข 10 ขอ้ แรกแห่งรัฐธรรมนูญ(บทแก้ไขดังกลา่ วบางครง้ั เรียกวา่ บทบัญญัตแิ ห่งสิทธิ ซ่ึง เปน็ ชือ่ ท่ีพอ้ งกับบทบัญญตั แิ ห่งสทิ ธิขององั กฤษ) กรณีสหรฐั อเมรกิ ามปี ญั หามากในการตีความ 8.5.1.3 การคุ้มครองสทิ ธิเสรีภาพของพลเมืองโดยทางนิติบัญญัติและทางรัฐธรรมนูญ สามารถทาได้ 2 วิธี คือ 8.5.1.3.1 ในทางนิตบิ ัญญัติ ในกรณีของการคุ้มครองแบบองั กฤษรัฐสภาเปน็ ผู้ มีอานาจสูงสดุ การออกกฎหมายเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพของคนอังกฤษกระทาโดยรัฐสภา ซงึ่ หากมกี าร ใช้อานาจในทางทผี่ ิดกจ็ ะเปน็ การลดิ รอนสทิ ธิเสรภี าพตา่ งๆ 8.5.1.3.2 การค้มุ ครองในรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองน้ีมี 2 วิธีคือวิธีหนงึ่ โดยรฐั ธรรม- นูญเท่าน้ัน เช่น ในกรณีสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปัญหามากในการตีความเพราะไม่มีกฎหมายที่ใช้คาจากัดความ
194 แน่นอนเก่ยี วกับสทิ ธิเสรีภาพน้นั ๆ หรืออีกวิธีหน่ึง คือ บางประเทศได้หาหนทางแกไ้ ขด้วยการใหม้ ีบทบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนญู เป็นเร่ืองหลักการท่วั ๆ ไปและมกี ารตีความไว้ในรูปของกฎหมายเฉพาะซงึ่ บญั ญัติโดยรัฐสภา ตวั อยา่ งได้แก่ การค้มุ ครองสิทธเิ สรีภาพในประเทศสวิตเซอรแ์ ลนด์ 8.5.2. ประเภทของสทิ ธิในฐานะพลเมอื ง บทบัญญตั ิหรอื กฎหมายทวี่ ่าด้วยสทิ ธิเสรีภาพของ พลเมืองมตี ่างๆ กันแล้วแต่จะเปน็ ประเภทใดแต่อาจแยกประเภทได้ 5 ประเภท ได้สิทธเิ สรีภาพส่วน บคุ คล สิทธใิ นทรัพย์สิน สิทธิในด้านความเสมอภาค สทิ ธิเสรีภาพทางการเมอื งและสิทธใิ นเชิงวชิ าการ ซึง่ จะอธิบายต่อไป 8.5.2.1 สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เช่น เสรีภาพในการพูด (Freedom of speech) เสรภี าพในการโฆษณา (Freedom of press) เสรีภาพในการนับถือศาสนา และเสรีภาพในการย้ายถ่ินท่ีอยู่ อย่างไรก็ตาม มักมีการกาหนดขอบเขตแห่งเสรีภาพเหล่านั้นดว้ ย โดยเฉพาะการไม่ใหก้ ้าวล่วงสิทธิของคน อื่น 8.5.2.2 สิทธิในทรัพย์สิน ได้แก่สิทธิในการเป็นเจ้าของในการซื้อและการขาย ทรัพย์สิน หรือในการทาสญั ญาเพอ่ื การน้นั ๆ แต่รฐั ก็ยงั มอี านาจในการจากดั สิทธิดงั กล่าว เช่น มอี านาจใน การเวนคืนที่ดินเพ่ือประโยชน์แก่ส่วนรวม สาหรบั บทบญั ญัติท่ีถอื ว่าสาคัญท่ีสุดคือ การคุ้มครองผู้มีทรัพย์ โดยใหผ้ า่ นกระบวนการท่ีเหมาะสมทางกฎหมาย เพื่อปอ้ งกนั การละเมดิ สิทธอิ ย่างง่ายๆ 8.5.2.3 สิทธิในการได้รับความเสมอภาคทางกฎหมาย พลเมืองไม่ว่ายากจนหรือ ร่ารวย ไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษา ไม่ว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชายย่อมได้รับการปฏิบัติในแง่ กฎหมายอย่างเทา่ เทยี มกนั 8.5.2.4 สิทธิเสรีภาพทางการเมือง ได้แก่ การมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมทาง การเมือง การมีสิทธิในการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ การออกเสยี งลงคะแนนเลือกต้ัง และการไดร้ บั ตาแหน่งทาง การเมือง 8.5.2.5 สทิ ธใิ นเชิงวิธีการหรอื เชงิ ปฏิบัติการ (Procedural Rights) ได้แก่ ข้อจากดั ที่ รัฐจะต้องยดึ ถือในการปฏบิ ัติให้เปน็ ไปตามกฎหมาย เช่น การออกหมายศาลหรือหมายเรยี กกอ่ นเข้ารบั การ พจิ ารณาพพิ ากษาโดยไม่ชกั ช้าและเป็นไปโดยเปดิ เผย ฯลฯ 8.5.3. สิทธิทางการเมืองและสทิ ธทิ างแพง่ เดชชาติ วงศโ์ กมลเชษฐ์ (2516: 179 – 190) ได้ อธบิ ายสทิ ธทิ างการเมือง และสิทธิทางแพง่ สามารถสรปุ ได้ ดังน้ี 8.5.3.1 สิทธิทางการเมือง (Political Right) ได้แก่ บุคคลที่รัฐยอมให้มีส่วนในการ แสดงออกซึ่งเจตจานงในทางการเมือง ผู้ท่ีมีสิทธิเช่นนี้เป็นผู้มีสัญชาติของรัฐน้ันหรือเป็นผู้มีฐานะพลเมือง โดยสมบูรณ์ สิทธิทางการเมืองได้แก่ การออกเสียงเลือกตง้ั สิทธิสมัครรบั เลือกตั้ง สทิ ธิออกเสียงประชามติ และสิทธิจัดต้ังพรรคการเมืองหรอื เปน็ สมาชิกพรรคการเมือง การใชส้ ิทธิเป็นการใช้สทิ ธอิ อกเสียง หรือเป็น สมาชิกพรรคการเมอื งหรอื จดั ตั้งพรรคการเมอื ง สิทธทิ างการเมอื งนีเ้ กิดขึ้นไดโ้ ดยบทบัญญัติของรฐั ธรรมนูญ
195 และกฎหมายตา่ งๆ ของรฐั สทิ ธิทางการเมอื งนี้ถือว่าเป็นอภสิ ทิ ธิ (Privileges) ซ่งึ หมายความว่าผ้เู ปน็ เจา้ ของ สิทธิมสี ิทธิท่ีจะใช้สิทธิหรอื ไม่ใชไ้ ด้เสมอแตใ่ นบางรฐั ได้กาหนดไว้ในบทบัญญัติของกฎหมายตา่ งๆ บังคับให้ ประชาชนใชส้ ิทธทิ างการเมือง เชน่ การลงโทษผู้ไมใ่ ชส้ ทิ ธิในการออกเสยี งเลือกตัง้ ในเบลเย่ียม เปน็ ตน้ และมี การบญั ญตั ิให้มีการลงโทษทางอาญาดว้ ย ถ้าหากไมใ่ ช้สทิ ธิทกี่ ฎหมายบัญญตั ไิ ว้ ในรัฐใด สทิ ธิทางการเมืองนี้เปน็ ของประชาชน รัฐน้ันมีการปกครองแบบประชาธิปไตย ดังนั้น สิทธิทางการเมืองกับประชาธิปไตยจึงเป็นของคู่กัน รฐั น้ันจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรง ถ้า หากผมู้ สี ิทธิทางการเมอื งมีส่วนโดยตรงในการแสดงออกซง่ึ เจตจานงของรฐั และในการดาเนนิ การปกครองรัฐ จะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยผู้แทนถ้าหากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกต้ัง เลือกผู้แทนราษฎรไปทา หน้าที่ดาเนินการปกครองแทนตน รัฐเป็นผู้กาหนดเองว่า ผู้ใดบ้างจะมีสิทธิทางการเมืองและกาหนด ขอบเขตของสิทธิน้ันด้วยข้อควรคานึงถึงอีกข้อหนึ่งในเรื่องการใช้สิทธิทางการเมืองก็คือ จะต้องให้สิทธิ ทางการเมอื งเป็นไปในรูปท่ีจะให้เจตน์จานงของประชาชน จะกลายเป็นกฎหมายได้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มี ความเหน็ ตรงกันข้าม หรอื ฝา่ ยมเี สียงขา้ งนอ้ ยมีเสียงในการแสดงเจตน์จานงนัน้ บ้าง 8.5.3.2 สิทธิทางแพ่ง (Civil Rights) สิทธิทางแพ่ง คือ ความคุ้มกันทางกฎหมายของ บคุ คลจากการเกี่ยวข้องหรือก้าวก่ายของรัฐและบุคคลอื่น สิทธทิ างแพ่งจะมีสิทธิอะไรบ้างนั้นจะต้องคานึง สิทธิท่ีจะทาการใดๆ อันเก่ียวกับส่วนตัวของบุคคล โดยรฐั และเอกชนไม่มีสิทธิเข้ามาก้าวกา่ ยหรอื เก่ียวข้อง หลักการสาคัญที่สุดในเรื่องสิทธิทางแพ่งก็คือ เป็นสิทธิเฉพาะบุคคล เม่ือมีสภาพบุคคลข้ึนมาและมี ความสามารถพอจะใช้สทิ ธเิ หล่าน้ันแล้ว การมสี ทิ ธิทางแพ่ง ก็เป็นอันสมบรู ณ์ ในบางครัง้ เรียกวา่ สทิ ธสิ ่วน บคุ คล (Individual Rights) สิทธทิ างการเมอื งน้นั เป็นสทิ ธทิ ร่ี ัฐกาหนดข้ึน แตส่ ทิ ธิทางแพ่งเป็นสิทธทิ ี่บุคคล มีได้พร้อมกับการมีสภาพบุคคล แต่อย่างไรก็ตามแต่ละรัฐน้ันเชื่อว่าบุคคลมีสิทธิทางแพ่งหลายอย่าง แตกต่างนั้น ฉะนน้ั จานวนสิทธิทางแพ่งของบคุ คลในบางรัฐจึงต่างกันเป็นธรรมดา ไมใ่ ชว่ ่าบุคคลท่ัวโลกจะมี สิทธิทางแพง่ เท่าเทยี มกัน สิทธิทางแพง่ ทใ่ี ห้ความคุม้ ครอง มดี ังนี้ 8.5.3.2.1 สิทธิเก่ียวกับชวี ิต (Right of Life) สิทธทิ ุกอย่างขึ้นอย่กู ับชวี ติ ถ้า หากชวี ิตไมม่ ่ันคงปลอดภัย การมีสิทธยิ ่อมเป็นไปไม่ได้ ทกุ ๆ รัฐ ไม่วา่ จะเจริญมากน้อยเพียงไรก็ยอ่ มมีการ ให้ความมั่นคงปลอดภัยแก่ชีวิตของเอกชน สิทธใิ นชีวิตของบุคคล รวมถึงสิทธิท่ีจะป้องกันตัวเอง (Right of Self - defence) และสิทธิท่ีจะใช้กาลังในการป้องกันชีวิตของบุคคลอนื่ ด้วยถ้าหากเกิดความจาเป็นต้องใช้ กาลังนั้น เพอ่ื ป้องกนั ชวี ิตของตนเองและของคนอ่ืนให้พ้นภยันตราย 8.5.3.2.2 สทิ ธิที่จะมีเสรีภาพในตนเอง (Right of Personal Freedom) การ มีชีวิตอยู่ โดยไม่มีสิทธิที่จะมีชีวิตตามแบบที่แต่ละคนต้องการ จึงเป็นสิทธิสาคัญอย่างหน่ึงในบรรดา สิทธิทางแพ่ง สิทธินี้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า คือ สิทธิท่ีจะมีอิสระดาเนินชีวิตของตนเอง มีความเป็นอยู่ อย่างไร จะแต่งกายอย่างไร มีอาชีพอย่างไรและปรัชญาอย่างไรเป็นสิทธิของเอกชน รัฐจะบังคับหรือก้าว ก่ายไม่ได้
196 8.5.3.2.3 สิทธิในทรัพย์สิน (Right of Property) ทรัพย์สินเป็นส่ิงสาคัญ ต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์และความต้องการเป็น เจ้าของเป็ น สัญ ชาติญ าณ อย่างหน่ึง ของมนุษย์ แนวความคิดเก่ียวกับกรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันในหลายยุคหลายสมัยใน ปัจจุบันน้ไี ดม้ ีแนวความคดิ ขัดแยง้ กนั อยู่ 2 แนว คือ จะใหเ้ อกชนเปน็ เจ้าของทรพั ย์หรือจะใหร้ ัฐเป็นเจ้าของ ทรัพยส์ ินทัง้ หมด 8.5.3.2.4 สิทธิท่ีจะทาสัญญา (Right of Contract) การมีเจตนาดีและความ ซ่ือสัตย์ในการปฏิบัติตามสัญญา หรือนิติกรรมนั้น เป็นความสาคัญอย่างหนึ่งของความเรียบร้อยในสังคม ดังน้ันรัฐจะต้องเป็นผู้ให้ความคุ้มกันแก่สิทธิและหน้าที่ในการปฏิบัติตามนิติกรรม ส่วนรายละเอียดของ สัญญานั้นจะเป็นอย่างไร ยอ่ มเป็นสิทธิเด็ดขาดของค่สู ัญญา รัฐจะกาหนดให้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันการทา สัญญาก็มีขอบเขตจากัดอยู่ว่าจะต้องไม่เป็นสัญญาที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีและ กฎหมายของประเทศ 8.5.3.2.5 สิทธิท่ีจะมีความเห็นที่อิสระและการแสดงออกซึ่งความเห็นน้ั (Right of Free Opinion and Expression) ในประเทศทีมีการปกครองแบบประชาธิปไตยน้ัน เอกชน มีสทิ ธิท่ีจะพูด เขียน พมิ พ์ และโฆษณาความเห็นของตนไดแ้ ต่สิทธดิ งั กลา่ วรวมท้งั สิทธิท่จี ะมีความเห็นและ การแสดงซึ่งความเห็นนั้นมีขอบเขตอยู่บ้างรัฐจะอนุญาตให้ใช้สิทธินี้ตราบใดที่ยังไม่มีการทาลายเสรีภาพ และชอื่ เสยี งอนั ดีงามของบุคคลอน่ื 8.5.3.2.6 สิทธิในการนับถอื ศาสนา (Right of Religion) รฐั ส่วนมากอนญุ าตให้ เอกชนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดๆ หรือไม่นับถือศาสนาใดๆ ก็ได้ตามใจชอบรัฐจะต้องให้ความคุ้มครอง และให้สิทธิแก่สิทธิผู้นับถือศาสนาต่างกัน เท่าเทียมกัน ในบางประเทศ เช่นสหรัฐฯ ถือว่า เพ่ือเป็นการ เคารพสิทธนิ ี้จงึ ไม่มีศาสนาประจาชาติ เช่นเดยี วกบั องั กฤษ 8.5.3.2.7 สิทธิที่จะเป็นสมาชิกในองค์กรการต่างๆ (Right of Association) ใน สงั คมปัจจุบันน้ี เอกชนจาต้องเกี่ยวขอ้ งกับบุคคลอื่นหรือสัมพันธ์กับองค์การต่างๆ โดยเหตุผลหลายประการเข้า เป็นสมาชิกของสมาคมหรือองค์กรต่างๆ ในรัฐน้ันย่อมเป็นสิทธิอันหนึ่งที่สาคัญของเอกชนในการเป็นสมาชิกน้ี บางคร้ังก็เป็นอย่างช่ัวคราวบางคร้ังก็ถาวร องค์การที่เป็นสมาชิกอาจจะอยู่ในเขตแดนของรัฐ หรืออยู่ในองค์การ ระหว่างประเทศก็ได้ สโมสร สมาคมเพื่อการศึกษาวิชาการ องค์การทางศาสนาและมนุษยธรรม สหภาพ กรรมกร สหกรณ์ สมาคมการค้าและอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นองค์การที่เอกชนมีสิทธิท่ีจะเป็นสมาชิกได้ อย่างไรก็ ดีองค์การเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ รัฐส่วนมากจะกาหนดให้องค์การเหล่านี้มีอานาจดาเนินงาน ของตนเองโดยอิสระ แตต่ ้องปฏบิ ัตกิ ารบางอย่างตามกฎหมายของรัฐ 8.5.3.2.8 สิทธิในครอบครัว (Right of Family) ถงึ แมว้ ่ารัฐจะกาหนดข้อบัง คบั บางประการ ในการแต่งงานและหย่าตลอดจนความสัมพันธ์ระหวา่ งสามภี รรยา และบิดามารดากับบุตร ก็ตามสิทธิในการมีชีวิตตามท่ีแต่ละครอบครัวพอใจในครอบครัวของสมาชิกครอบครัวนั้น เป็นสิทธิท่ีรัฐจะ
197 ไปจากัดหรือแทรกแซงหรือวางกฎข้อบังคับไว้ไม่ได้ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างสมาชิกครอบ ครัวนั้น แม้ในเร่ืองที่สาคัญเช่นการรบั มรดก รัฐสว่ นมากให้สิทธิของผเู้ ป็นเจ้าของมรดกท่ีจะกาหนดทายาท ของมรดกได้ โดยทีร่ ัฐไมอ่ าจบงั คับได้ 8.5.3.2.9 สิทธิท่จี ะเสมอภาคกนั ในกฎหมาย(Right of Equality before the Law) ในสมัยโบราณมีบุคคลบางประเภทหรอื บางช้ันบางตระกูลมอี ภิสทิ ธิ์สูงกว่าบุคคลโดยขนบธรรม เนยี มโดยสายเลอื ดโดยอานาจอาวธุ หรือโดยกฎหมายพเิ ศษแต่ในปจั จุบันรัฐบาลเป็นรัฐบาลโดยกฎหมาย ซึ่ง ออกมาเพ่อื ใช้กับทุกคนเท่าเทียมกันไม่วา่ จะมีฐานะครอบครวั เช้ือชาติ ศาสนาหรอื ผิวต่างกนั เพียงไรก็ตาม รัฐปจั จุบนั มุ่งจะใหค้ วามเท่าเทียมกันแกบ่ คุ คล โดยไม่มีขอ้ คานึงอื่นใดอย่างเชน่ สมยั โบราณ สรปุ แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของพลเมืองแบ่งเป็น 3 ประเด็น ประเด็นแรก คือ แนวคิดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง สิทธินี้พลเมืองไม่มีสิทธิ สมบูรณ์ รัฐเขา้ มาคุ้มครองมใิ ห้พลเมืองผู้ใดมสี ิทธิมากเกินไป จนไปกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของผู้อ่ืน รัฐได้กาหนดวิธีการคมุ้ ครองสิทธเิ สรีภาพ 3 วิธี คอื คุ้มครองสิทธิเสรีภาพโดยทางนติ ิบัญญตั ิ หมายถึง การ ไม่ออกกฎหมายที่ขัดกับสิทธิเสรีภาพของพลเมือง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพโดยกาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หมายถงึ สิทธิเสรภี าพของพลเมอื งได้รบั การคุ้มครองโดยตรงไว้ในรฐั ธรรมนูญ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพโดย ทางนิตบิ ัญญตั ิและทางรัฐธรรมนูญ วิธีนี้ทาได้ 2 วธิ ีคอื ทางนิตบิ ัญญัติ หมายถึง การออกกฎหมายเก่ียวกับ สิทธิเสรีภาพจะกระทาโดยรัฐสภาและการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญทาได้ 2 วิธีการ วิธีแรก คุ้มครองสิทธิ เสรภี าพโดยรัฐธรรมนูญเท่านั้น วิธีท่ีสองให้มีบทบัญญตั ิเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญเปน็ หลักการ ทั่วไป และมีการตีความในรูปของกฎหมายเฉพาะ ประเดน็ ที่สองคือ ประเภทของสทิ ธิในฐานะพลเมือง สิทธิ ท่ีพลเมืองมี แบ่งได้ 5 ประเภท ได้แก่ สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิเสรีภาพในทรัพย์สิน และสิทธิในการ ไดร้ บั ความเสมอภาคทางกฎหมาย สิทธเิ สรีภาพทางการเมือง และสทิ ธิในเชงิ วิธกี ารหรือเชิงปฏิบตั ิการ และ สดุ ท้ายประเด็นที่สาม คือ สิทธิทางการเมืองและสทิ ธทิ างแพ่ง สิทธทิ างการเมือง หมายถึง การที่รัฐยอมให้ บุคคลมีส่วนร่วมในการแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ทางการเมอื ง สิทธทิ างการเมอื ง ได้แก่ การออกเสียงเลอื กต้ัง สทิ ธิสมัครรับเลือกต้ัง สทิ ธิออกเสยี งประชามติและสิทธจิ ดั ตั้งพรรคการเมอื งหรือเป็นสมาชกิ พรรคการเมือง สทิ ธิทางแพ่ง หมายถึง ความคุ้มกันทางกฎหมายของบุคคลจากการก้าวก่ายจากรัฐและบุคคลอ่ืน หลักการ ของสิทธิทางแพ่ง คือ เป็นสิทธิเฉพาะบุคคล เป็นสิทธิท่ีมีได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคล สิทธิทางแพ่งให้ความ ค้มุ ครองเก่ียวกับชวี ติ เสรีภาพในตนเอง ทรัพย์สิน การทาสญั ญา การแสดงออกซ่งึ ความเห็นทีเ่ ปน็ อิสระการ นับถอื ศาสนา การเปน็ สมาชิกองค์การตา่ งๆ สิทธใิ นครอบครวั และสิทธทิ ่จี ะเสมอภาคกันในกฎหมาย ดังน้ัน ความสาคัญของแนวคิดเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพของพลเมือง คือ การที่รัฐต้องมีการ คุม้ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของพลเมือง โดยสิทธิเสรีภาพทีส่ าคัญ คือ สทิ ธทิ างการเมอื งและสทิ ธทิ างแพง่ ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ (2553 : คลงั บทความ www. Google) กล่าวว่าความ สัมพันธ์รัฐกับประชาชนยังมีบริบทของความขัดแย้ง อย่างเช่น นับแต่สมัยท่ีราชวงศ์โรมานอฟแห่ง
198 รสั เซียส้ินสุดลงในชว่ งสงครามโลกคร้งั ที่หน่ึงและตอ่ เนื่องถึงการส้ินสุดของจักรพรรดิองค์สดุ ท้ายแห่ง จีนภัยของคอมมิวนิสต์ได้ถูกสร้างภาพให้เป็นมารร้ายในสังคมโลกความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ยุค สงครามเยน็ ไดแ้ บ่งโลกออกเป็นสองขั้วระหว่างทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนาและข้ัวสงั คม นิยมที่มีสหภาพโซเวียตเป็นแกนนาได้สร้างภาพให้เกิดฝ่ายเทพกับมารภาพของมารรา้ ยคอมมิวนสิ ต์ดู จะเปน็ สัญลักษณ์ท่คี อยหลอกหลอนไปท่ัวโลกรวมท้ังรฐั นาวาสยามประเทศจวบจนมาเป็นประเทศไทย แม้แต่การต่อสู้เพ่ือความเป็นธรรมในสังคมยังถูกยัดเยียดและเหมารวมว่าเป็นการกระทาอันเป็น คอมมิวนสิ ต์ จงึ ตอ้ งปราบปรามกันอยา่ งรนุ แรงโดยไมไ่ ด้พจิ ารณาแยกแยะ ซึ่งในปี 1989 กาแพงเบอร์ลินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นได้ถูกพังทลายลงอันเป็น การส้ิน สุดของสงครามเย็น การล่มสลายของกลุ่มประเทศสังคมนิยมยุโรปตะวันออกหลายประเทศ รวมท้ังสหภาพโซเวียต และประเทศในกลุ่มอินโดจีน นาไปสู่การเปล่ียนถ่ายจากเศรษฐกิจที่วางแผน จากสว่ นกลางอนั เรยี กว่า ระบอบ “สังคมนิยม” เข้าสู่เศรษฐกิจ “ทุนนยิ มเสรี” แมก้ ระท่ังประเทศจีน ก็เข้าสู่ระบบตลาดทุนนิยมเสรีแบบจีน ทาให้ความหวาดวิตกเกี่ยวกับมารร้ายท่ีคอยมาคุกคามความ มน่ั คงอนั เนื่องมาจาก ลัทธคิ อมมวิ นิสต์หมดไป ปัญหาความขัดแยง้ เร่ืองอุดมการณ์ลดความสาคัญลง และแลว้ ความตึงเครียดและขัดแย้งในสังคมไทยได้เคล่ือนตัวออกจากประเด็นของ อุดมการณ์พัฒนา น้นั ซึง่ มาสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจ สู่ปัญหาใหม่ภายใต้บริบทของการเร่งรัดพัฒนาเมื่อความต้องการ ของมนุษย์สวนทางกับความยั่งยืนของธรรมชาติ โดยมีรัฐในฐานะผู้ดูแลและจัดการทรัพยากรของ ประเทศ รวมท้ังเป็นผู้กาหนดนโยบายสาธารณะต่างๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเก่ียวกับสิทธิ และอานาจในการจัดการทรัพยากร และดูเสมือนว่าปัญหาความขัดแย้งมีบ่อเกิดมาจากยุทธศาสตร์ และเป้าหมายการ พัฒนาของประเทศตามแนวทางของทุนนิยมเป็นสาคญั ซงึ่ อาจเรียกไดว้ า่ เป็นความ ขัดแย้งในทางเศรษฐกิจอันเป็นบรรยากาศท่ีนัก วิชาการเรียกว่า “เวลาของทุน” (Capital time) โดยเฉพาะความต้องการเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrialized Countries) ซึ่งเป็นทิศ ทางการพัฒนาที่มุ่งสู่การเป็นอุตสาหกรรมอย่างบังคับ (Forced industrialization) นาไปสู่ความ ขัดแยง้ ระหวา่ งการคงวิถีความเป็นอยู่ดงั้ เดิม กบั ทิศทางของแผนการพัฒนาประเทศรวมถึงความเข้าใจ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างตนกับส่ิงท่ีเรียกว่าทรัพยากร ธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดปัญหาท่ีไม่สามารถ จัดการได้ ทาให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันเป็นความขัดแย้งท่ีเป็นผลพวงจาก การแย่งชิง ทรัพยากรและปญั หาการจัดการกบั ทรัพยากรทเี่ กิดจากการจดั การของรัฐท่ไี มม่ ดี ลุ ยภาพ ปญั หาความขดั แย้งหลากหลายรูปแบบ ไม่วา่ การชลประทานเพ่ือเกษตรกรรมอตุ สาหกรรม การท่องเที่ยว การขยายตัวของเมือง ประมงชายฝ่ัง นากุ้ง สนามกอล์ฟ ปัญหามลภาวะและการสูญ เสียนิเวศน์วัฒนธรรมอันเป็นปัญหาย่ิงใหญ่ที่รกุ ล้าความหลากหลายทางชีวภาพโดยรัฐเป็นคู่ขัดแย้งท่ี สาคัญกับประชาชนซ่ึงประเด็นที่เก่ียวข้องกับความขัดแย้งมีรากเหง้ามาจากการที่ประชาชนได้รับ ผลกระทบมาจากการเปล่ียนแปลงของทรัพยากรที่เข้ามาในรูปแบบของโครงการขนาดใหญ่ทั้งเขื่อน
199 ฝาย อ่างเก็บน้า การวางท่อแก๊ซ การเติบโตของอุตสาหกรรม การขยายโรงงาน การบาบัดน้าเสียการ กาจดั กากอุตสาหกรรมล้วนสรา้ งผลกระทบด้านมลพิษใหก้ บั ชุมชนโดยตรงประชาชนจงึ ต้องรวมตวั กัน เพ่ือกระทาการรวมหมู่ (Collective action) เดินขบวนและชุมนุมประท้วงคัดค้านในหลากหลาย รปู แบบกล่าวกนั วา่ อัตราการสูญเสียทรพั ยากรทเ่ี กิดจากสงครามภายในประเทศท่ีมมี ายาวนานในบาง ประเทศ เช่น กัมพูชา หรือเวียดนาม อาจจะไม่เท่ากับความสูญเสียอันเน่ืองมาจากการเปิดประเทศ ไปสู่การพัฒนาสมัย ใหม่เพียงไม่กี่ปี ในลักษณะเดียวกัน สาหรับกรณีของไทย การสูญเสียชีวิตและ ทรพั ย์สินอันเนื่องมาจากสงความตอ่ ต้านลทั ธคิ อมมิวนิสต์ หรอื ความขัดแยง้ ทางการเมอื ง ยงั ไม่เทา่ กับ การสงครามแย่งชิงทรัพยากรอันเน่ืองมาจากการไหลบ่าเข้ามาของ ระบบทุนนิยมท่ีทาให้คนจานวน มากถูกเบียดขับจนต้องอพยพจากท่ีทามาหากินด้ัง เดิม ชุมชนแตกสลาย และต้องเปลี่ยนวิถีในการ ดารงชีพ เกิดความระส่าระสายในครอบครัวและรุกลามไปสู่สังคมจนประเมินความสูญเสียแทบ ไมไ่ ด้ ความขัดแย้งยิ่งเพิ่มมากขึ้นและซับซ้อนมากข้ึนทุกที ท้ังได้พัฒนาและขยายตัวไปพร้อมๆ กับ ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศซ่ึงเน้นเร่ืองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะท่ีโครงสร้าง อานาจนิยม (Authoritarianism) ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ดังน้ัน แนวโน้มการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างภาครัฐกับประชาชนจึงหลีกไม่พ้นเรอื่ ง การใช้อานาจ สวนทางกับวิธีการแบบสนั ติวิธี (Non- violent) ด้วยรูปแบบต่างๆ ตลอดมา เช่น เหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 กระทั่งหลังสุดเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงคน์ อกจากน้ัน ยังมีการกระทาลกั ษณะอื่นๆ เชน่ การลอบสังหารผนู้ าซงึ่ กรณีล่าสุดซ่ึงเป็นท่ีกล่าวถึงคอื การลอบสังหาร ผู้ นาการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกและหินกรูด “เจริญ วัดอักษร” ซ่ึงส่งผลกระทบต่อ ความรสู้ ึกร่วมของมวลชนอย่างใหญห่ ลวง การปราบปรามด้วยกาลงั อาวุธในการบงั คับใชน้ โยบายเรอื่ ง ย้ายคนออกจากป่ากรณีการประท้วงเขื่อนปากมูล กรณีทาร้ายผู้ชุมนุมประท้วงหน้าสนามกีฬาจิระ นครและโรงแรมเจบี อาเภอหาดใหญ่ ของชาวอาเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ต่อการคัดค้านสร้างโรง แยกก๊าซและวางท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากโครงสร้างอานาจนิยม (Authoritarianism) ทง้ั สิ้นและทส่ี าคัญท่ีสดุ คอื ปัญหาการใช้กลไกราชการตอบโตก้ ารเคลื่อนไหวของ ประชาชน โดยอาศัย กลไกรฐั ผูกขาดการใหข้ ้อมลู ขา่ วสารปดิ กนั้ ฝา่ ยประชาชนเข้าไปในพื้นทบ่ี ดิ เบอื นขอ้ มูลขา่ วสาร ผูกขาด การชี้แจงโครงการฝ่ายเดียวไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายคัดค้านดาเนินกิจกรรม นั่นคือรฐั ปิดมิให้สาธารณชน แสดงความคิดเห็นต่อโครงการสาธารณะและปฏิเสธโอกาสของกระบวนการการมีส่วนร่วมของ ประชาชน (Public participation) ในการแก้ปัญหาเพ่ือหาทางออกซึ่งเหล่านี้เรียกว่า “ประชา พิจารณ์” (Public hearing) มักถกู ละเลยจากอานาจรฐั เมือ่ การใชส้ ทิ ธแิ ละอานาจตามกฎหมายในการจัดการทรัพยากร รฐั มไิ ด้ใชส้ ิทธิและอานาจ อย่างเปิดเผย ชอบธรรม และยุติธรรมด้วยหลักนิติรัฐ รวมท้ังตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล (good governance) หากแต่มีแนวโน้มที่มีวาระซ่อนเร้น (hidden agenda) ซุกซ่อนเป็นประโยชน์
200 ทับซ้อน(conflict of interest) ในการกาหนดนโยบายสาธารณะเสมอ รัฐกับประชาชนจึงกลายเป็น คู่กรณี (actor) คู่เอกของความขัดแย้งสาธารณะ (Public conflict) แม้ว่าสังคมไทยจะเปิดกว้าง ในทางการเมือง สบื เน่ืองมาจากรฐั ธรรมนูญ “ฉบบั ประชาชน” ปี 2540 ซ่งึ ส่งเสรมิ ใหป้ ระชาชนมีส่วน ร่วมในทางการเมือง (Political Participation) ในหลายมิติ แต่ไปๆ มาๆ กลับเสมือนไม่ได้ส่งเสริม อย่างแท้จริงเป็นเพียงวาทกรรมหน่ึงของผู้ปกครอง เท่านัน้ ซ้ายงั ถกู ฉีกท้ังไปเม่ือ 19 กันยายน 2549 โดยอ้างวา่ เพอ่ื ความสมานฉันท์อย่างไรก็ตามหากมองปญั หาความขัดแย้งของสังคมโลกปัญหาการแย่ง ชงิ ทรัพยากรมิได้เป็นเร่ืองสาคัญมากไปกวา่ ปัญหาด้านชาติพันธ์ุท่ีกลายเป็นปัญหาท่ีแก้กันไม่ตกและ นับวันจะทวีความรุนแรงข้ึนเมื่อย้อนกลับไปอดีตปัญหาชาติพันธ์ุยิว รัฐบาลนาซี โดยฮิตเลอร์จอม อามหิตได้ปลุกเร้าประชาชนเยอรมันให้เกิดความจงเกลียดจงชังจน ต้องตัดสินปัญหาชาติพันธุ์ยิวขั้น สุดท้าย (the Final Solution) ด้วยการส่งยิวเข้าห้องแก๊สคนนับล้านเป็นเหยื่ออันเน่ืองมาจากความ เป็นยิวหรือกรณีมุสลิมในบอสเนีย-เฮอร์เชโกวีนา ที่ถูกปิดล้อมและปราบปรามจากฝ่ายเซอร์บ คน หลายแสนคนถกู สังหารในขณะท่ีผู้หญิงหลายหมื่นคนถูกขม่ ขนื มสุ ลิมถูกทอดท้ิงใหต้ ่อสูอ้ ย่างโดดเดยี่ ว ทา่ มกลางความยากไรแ้ ละทุกขเ์ ข็ญ การช่วยเหลอื จากหลายฝ่ายท่ีเกดิ ขึน้ นน้ั กล่าวกนั วา่ “สายเกินไป และน้อยเกินไป” คนส่วนใหญ่กลายเป็นเหย่ืออันเนื่องมาจากความเป็นมสุ ลิม ช่วงเวลาแห่งความขม ข่นื นี้ถูกเรียกว่า “ชว่ งเวลาแห่งความขัดแย้งทโ่ี หดรา้ ยใจกลางยโุ รป” เมอื่ หันกลับมามองสังคมไทยความขัดแยง้ ระหว่างรัฐกับประชาชน หรอื ประชาชนด้วยกัน น้นั ประเดน็ ทขี่ ดั แยง้ เดมิ ๆ ทยี่ ังไมไ่ ด้รับการแก้ไขอยา่ งจริงจงั จนนาไปสปู่ ญั หาความขัดแยง้ เกา่ ที่ปะทุ ใหม่ซึ่งแนวโน้มขยายตัวในอนาคตคือ ประเด็นชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อย เช่น กรณีมุสลิมในจังหวัด ภาคใต้ที่นับวนั จะทวคี วามรนุ แรงย่ิงข้ึน โดยยังไมอ่ าจเยยี วยาความขัดแย้งใหบ้ รรลลุ งได้ ซ่ึงปัจจุบนั ถือ เป็นความขัดแย้งที่ไม่สามารถจับคกู่ รณีได้ชัดเจน ยงั เป็นคู่ขดั แยง้ ทไ่ี รต้ ัวตนและกาลังลงรากหยัง่ ลึกจน ถือเปน็ วิกฤติแห่งการ ปกครอง (Crisis governance) การลุกลามของไฟใต้ท่ียง่ิ โหมกระพอื ตอกย้าว่า รัฐไทยไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้ และบางคร้ังมีการใช้ความรุนแรงเพ่ือแก้ปัญหาท้ังโดยจงใจและไม่ จงใจ จึงเปน็ ความเปราะบางของการใช้อานาจ ที่รัฐต้องพึงระวังการสลายความขัดแย้งจงึ ไม่ใช่การใช้ อานาจแตเ่ พียงอย่างเดียวแต่ ต้องอาศยั ความร่วมมอื และสรา้ งความเห็นพ้องต้องกัน (consensus) ใน รูปของระบบคิด ระบบคุณค่า เพื่อนาไปสสู่ ันตภิ าพโดยอาศัยอานาจท่ีเรยี กว่า “อานาจอ่อน” ซึ่งเป็น อานาจท่ีสามารถทาให้ผู้อน่ื ตอ้ งการในสิ่งเดียวกับท่ีเราต้องการ (getting other to want what you want) ดว้ ยความรว่ มมอื ร่วมใจมากกว่าการบังคบั ขเู่ ข็ญ และผลของอานาจออ่ นคอื การยอมรับของทุก ฝ่ายและเปน็ เครอ่ื งมือสลายความขดั แยง้ ไดด้ ที ี่สุด
201 8.6 บทสรปุ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอาจสรุปได้ว่าเป็นความสมดุลระหว่างอานาจอธิปไตยกับ สิทธิเสรีภาพอานาจอธิปไตยเป็นอานาจสูงสุดของรัฐมีความเบด็ เสร็จ กว้างขวาง ครอบคลุมทว่ั ไปภายในรัฐ ถ้าอานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ว่านี้ถ้ามากเกินขอบเขตก็จะไปกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของ บุคคลได้ จุดมุ่งหมายของการเป็นรัฐท่ีดี คือ ทาอย่างไรที่จะให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพต่อบุคคล ซ่ึง บุคคลหรือความเป็นพลเมืองของแต่ละรัฐสามารถเป็นไปได้โดยสถานที่เกิด สายโลหิต และโดยการแปลง สญั ชาตโิ ดยโอนสัญชาติ สภาพของสทิ ธแิ ละความหมายของเสรภี าพ ไดแ้ ก่สทิ ธิในชีวติ การมีเสรีภาพและใน ทรัพย์สิน สิทธิของบุคคลแสดงออกมาในรปู ของเสรีภาพ เสรีภาพของบุคคล หมายถึง สิทธิที่จะกระทาการ ใดๆ โดยไม่ต้องถูกแทรกแซงหรือถูกบังคับจากผู้อื่น ซ่ึงการรักษาสิทธิท่ีจะกระทาการใดๆ ท่ีว่าได้นั้น จะต้องมีอานาจหรือองค์การบางอย่างข้ึนมาเพ่ือควบคุมเสรีภาพของแต่ละคนไม่ให้ล่วงละเมิดสิทธิหรือ เสรีภาพของคนอน่ื ๆ ในสังคมน้นั สิทธิทางการเมืองและสิทธิทางแพ่ง สิทธิทางการเมือง ได้แก่ บุคคลที่รัฐยอมให้มีส่วนในการ แสดงออกซ่งึ เจตจานงในทางการเมือง ผู้มสี ทิ ธิ คือ ผูท้ ี่เปน็ พลเมืองของรัฐ สทิ ธทิ างการเมือง ไดแ้ ก่ การออก เสียงเลือกต้ัง สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิออกเสียงประชามติ สิทธิจัดต้ังพรรคการเมือง หรือเป็นสมาชิก พรรคการเมือง สิทธิทางการเมืองเป็นอภิสิทธ์ิ หมายความว่า ผู้เป็นเจ้าของสิทธิมีสิทธิที่จะใช้สิทธิหรือไม่ ใช้ไดเ้ สมอ สิทธิทางการเมืองเป็นของประชาชน รัฐท่ีมีการปกครองแบบประชาธิปไตยก็จะให้สิทธิทางการ เมืองแกป่ ระชาชนตามที่กาหนดไว้ในรฐั ธรรมนญู สทิ ธิทางแพ่ง คือ ความคุ้มกันทางกฎหมายของบุคคลจากการก้าวก่ายของรัฐหรือบุคคลอ่ืน หลัก การสาคัญ คือ เป็นสิทธเิ ฉพาะบุคคล รัฐให้ความคมุ้ ครองสิทธิทางแพ่ง ได้แก่ สทิ ธิเกีย่ วกบั ชีวิต สิทธิท่ีจะมี เสรีภาพในตนเอง สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิท่ีจะทาสัญญา สิทธิท่ีจะมีความเห็นท่ีอิสระและการแสดงออกซึ่ง ความเห็นน้ัน สิทธิในการนบั ถือศาสนา สิทธิที่จะเป็นสมาชิกในองคก์ ารต่าง ๆ สิทธิในครอบครัวและสทิ ธิท่ี จะเสมอภาคกนั ในกฎหมาย รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นรฐั ธรรมนูญฉบับที่เน้นความสาคัญถึง สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยอย่างย่ิง จึงอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่พยายามส่งเสริม และ คมุ้ ครองสทิ ธิเสรภี าพให้กว้างขวางยิ่งขน้ึ เพ่ือให้เกิดความกา้ วหน้าในการปกครองดว้ ยระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ความสัมพันธ์รัฐกับประชาชน อาจสรุปได้ว่าจุดสาคัญคือการรักษาดุลยภาพขอบเขต อานาจอธิปไตยแห่งรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ให้เอนเอียงไปข้างใดข้างหนง่ึ เพราะถ้าเอนเอียงไป ขา้ งรัฐก็จะหมายถึง ประชาชนสูญเสียสิทธิเสรีภาพ แต่ตรงกันข้างถ้าเอียงไปข้างประชาชน สิทธิเสรีภาพที่ มีจนเกินขอบเขตก็จะนาพาไปสู่ความไรร้ ะเบียบ สับสน วนุ่ วายได้
202 คาถามทา้ ยบท 1. จงอธบิ ายจุดมงุ่ หมายของรฐั 2. หนา้ ทที่ ีด่ ขี องรฐั น้ันคืออะไร 3. บคุ คลจะสามารถเปน็ พลเมอื งดว้ ยวิธใี ดบา้ ง 4. สิทธติ ามธรรมชาติไดแ้ ก่อะไรบ้าง 5. รฐั มีความสัมพนั ธ์กับสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนอยา่ งไร 6. สิทธิทางแพ่งคอื อะไรและคุม้ ครองสทิ ธอิ ะไรบา้ ง 7. เพราะอะไรรัฐจึงมุ่งหมายใหม้ ีการสรา้ งความเปน็ ระเบียบ 8. อะไรคอื การเปน็ พลเมืองโดยสายโลหติ และโดยการแปลงสญั ชาติ 9. ประเภทของสทิ ธิในฐานะพลเมืองประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง 10. การคุ้มครองสทิ ธเิ สรีภาพของพลเมืองได้กดี่ า้ น อะไรบ้าง 11. นกั ศึกษาคิดวา่ ในปัจจบุ นั ประเทศไทยได้ให้สิทธสิ ตรเี ทา่ กบั บรุ ุษหรอื ไมอ่ ยา่ ไร
203 เอกสารอ้างอิง เกษม อทุ ยานนิ . (2516). รฐั ศาสตร.์ พิมพ์ครั้งท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. จุมพล หนิมพานิช. (2542). เอกสารการสอนชุดวชิ าหลกั รัฐศาสตรแ์ ละการบริหาร. พมิ พ์ครง้ั ที่ 6. นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช. เดชชาติ วงศโ์ กมลเชษฐ.์ (2516). หลกั รฐั ศาสตร.์ พิมพค์ ร้ังท่ี 9. กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน.์ ธนชาติ แสงประดบั ธรรมโชต.ิ (2553). คลงั บทความเป็นไท www. Google.com บรรพต วีระสัย. (2542). “สถาบันทางการเมือง” ในสาขาวิชาวทิ ยาการจัดการมหาวิทยาลัยสุโขทัย- ธรรมาธริ าช. เอกสารการสอนชดุ วิชาหลักรัฐศาสตรแ์ ละการบริหาร. พิมพค์ ร้งั ท่ี 6. นนทบุร:ี โรงพมิ พ์มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช. รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช 2540. (2541). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา
205 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 9 ความสมั พันธร์ ะหว่างประเทศ 1. เน้อื หาประจาบทที่ 9 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศ 1. ความหมายของความสมั พนั ธ์ระหว่างประเทศ 2. ขอบเขตการศึกษาความสมั พันธ์ระหว่างประเทศ 3. จุดมงุ่ หมายในการศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ 4. ความสาคญั ของการศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ 5. เครอ่ื งมอื ในการวิเคราะห์ความสมั พนั ธ์ระหว่างประเทศ 6. ตวั แสดงในความสมั พันธร์ ะหว่างประเทศ 7. ผลประโยชน์แห่งชาติ 8. ปจั จยั กาหนดผลประโยชน์ของชาติ 9. ความสามารถของชาติ 10. ดลุ แห่งอานาจ 11. องคก์ ารระหว่างประเทศ 12. บทบาทขององคก์ ารระหวา่ งประเทศทางด้านการเมือง 13. บรรษทั ข้ามชาติ (Multi National Corporations - MNCs) 2. จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม ผู้เรียนศกึ ษาเน้ือหาบทเรยี นนี้สามารถ 1. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายและบอกความหมายของความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศได้ 2. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายและเข้าใจขอบเขตและจดุ มุ่งหมายในการศึกษาความสมั พันธ์ระหวา่ ง ประเทศได้ 3. นักศึกษาสามารถอธิบายและยกตวั อยา่ งความสาคัญของการศกึ ษาความสมั พันธร์ ะหว่างประเทศได้ 4. นักศกึ ษาสามารถอธิบายและวเิ คราะหเ์ ครอื่ งมอื หรือทฤษฎที ่ีใชอ้ ธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ 5. นักศึกษาสามารถอธบิ ายและจาแนกของตัวแสดงในความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศได้ 6. นักศึกษาสามารถบอกความแตกต่างความสามารถของชาติและดลุ แห่งอานาจได้ 7. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายและยกตวั อยา่ งของบทบาทขององคก์ ารระหวา่ งประเทศได้ 8. นักศึกษาสามารถวิเคราะห์สรุปเรื่องบรรษัทข้ามชาติท่ีเข้ามาในประเทศไทยกับการลงทุนทางด้าน เศรษฐกจิ ได้ 9. นกั ศึกษาสามารถนาความรู้ความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศไปปรับประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้
206 3. วธิ สี อนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนประจาบทท่ี 9 1. วิธีสอน 1.1 ใชว้ ิธีการสอนแบบบรรยาย 1.2 เน้นผ้เู รยี นมสี ว่ นร่วม 1.3 วิธกี ารสอนแบบแบ่งกล่มุ 1.4 วิธีการสอนแบบอภปิ รายและวเิ คราะห์ 2. กจิ กรรมการเรยี นการสอน 2.1 ศึกษาจากเอกสารประกอบการสอนหลกั และตาราอื่นๆ ที่เกย่ี วข้อง 2.2 ศกึ ษาจาก PowerPoint และสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิคส์ต่างๆ 2.3 ร่วมกันอภิปรายเน้อื หาและสรุปประเด็นหวั ข้อร่วมกนั 2.4 ผสู้ อนสรุปประเดน็ เน้ือหาหวั ข้อเพิม่ เตมิ 2.5 ดูวีดีทัศน์ เร่ือง ความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศในเวทีโลก 2.6 ทาใบงานจากการชมวีดที ศั น์ 2.7 ศึกษากรณีศึกษา จากข่าว บทความ ท่ีเก่ียวกับ “บรรษัทข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศ ไทยกับการลงทนุ ทางด้านเศรษฐกจิ ”พรอ้ มกับการวิเคราะห์ปัญหา สาเหตผุ ลกระทบ และแนวทางแก้ไข 2.8 อาจารยส์ รุปเนือ้ หาสาคญั 2.9 ทาแบบฝึกหัดคาถามท้ายบท 4. สือ่ การเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนหลกั รายวชิ า ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ียวกับรัฐศาสตร์ PA 51105 2. PowerPoint และส่อื อเิ ลก็ ทรอนิคส์ 3. ใบงาน ความรู้เบื้องต้นเกย่ี วกบั วชิ ารฐั ศาสตร์ 4. แบบฝึกหัดคาถามทา้ ยบท 5. การวัดผลและการประเมินผล 1. การใหค้ ะแนนเขา้ ห้องเรยี น 2. การรว่ มกจิ กรรมกลมุ่ การนาเสนอหน้าชั้นเรยี น และการอภปิ ราย 3. การทาใบงาน 4. ทาแบบฝกึ หดั ทา้ ยบท 5. การมีสว่ นร่วมในชนั้ เรยี นและนอกชัน้ เรยี น 6. การตอบคาถามในช้ันเรียน
207 บทท่ี 9 ความสมั พันธ์ระหวา่ งประเทศ รฐั หรือประเทศเปรียบเสมอื นมนษุ ย์ ซึ่งมนษุ ยเ์ ป็นสตั ว์สงั คม ไมส่ ามารถอย่ตู ามลาพงั ได้ ตอ้ งมีการ ตดิ ต่อสื่อสาร พ่ึงพาอาศัยกับคนอ่ืนๆ ในชีวิตประจาวันของคนเราต้ังแต่เลก็ จนโต ล้วนมีเร่ืองราวกิจธุระท่ี จะตอ้ งตดิ ต่อสัมพันธก์ บั บคุ คลหรอื หน่วยงานจานวนมาก เป็นความสัมพนั ธท์ ี่มคี วามสลับซบั ซ้อนเป็นอยา่ ง ยิ่ง คนทั่วไปจึงมีกระบวนการเรียนรู้ มีการศึกษาอย่างเป็นระบบเพ่ือท่ีจะให้อยู่รอดได้ในสังคม รัฐก็ เช่นเดียวกัน การท่ีจะรักษาเอกราช อานาจอธิปไตยไว้ได้น้ัน จะต้องมีการศึกษาเรียนรู้วา่ เวทีที่ต้องออกไป แสดงบทบาทนั้น ตนมีฐานะอะไร มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน รวมถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการท่ีมีการ เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาเตรียมพร้อมที่ดี จะทาให้ทราบว่าในสถานการณ์ปัจจุบันใน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรัฐควรกาหนดบทบาทอย่างไร ในอนาคตคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพือ่ ท่จี ะไดร้ บั มอื กบั ทกุ ปญั หาทีอ่ าจจะเกิดขึ้นได้ ดังน้ัน การศึกษาเกี่ยวกับรัฐให้ได้ใจความครบถ้วนสมบูรณ์นั้น ผู้ศกึ ษาควรมีความรเู้ บ้ืองต้นเก่ียวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บทที่ 9 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงได้นาเสนอความหมาย ขอบเขต จุดมุ่งหมาย ความสาคัญของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เครื่องมือในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ตัวแสดงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจัยกาหนดผลประโยชน์ของชาติ ความสามารถ ของชาติ ดุลแห่งอานาจ องค์การระหว่างประเทศ บทบาทขององค์การระหว่างประเทศทางด้านการเมืองและ บรรษทั ข้ามชาติ 9.1 ความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คาร์ล ดับเบิ้ลยู.ดอยซ์ (Deutsch, 1968: 1) ให้นิยามความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า“ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศเปรียบเสมือนเวทีอันประกอบด้วยพฤติกรรมและการกระทาท้ังหลายของรฐั ที่มีต่อกันโดย ปราศจากการควบคมุ อย่างเพยี งพอ” สุรพล ราชภัณฑารักษ์ (2523: 322) อธิบายความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หมายถึง กิจกรรมของมนุษย์เป็นความเกี่ยวพันระหว่างบุคคลต่างๆ ในชาติ ต่างๆ (Nation) ที่มากกว่า 1 ชาติ เป็นกิจกรรมที่เกิดข้ึนระหว่างบุคคลต่อบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลต่อกลุ่ม บคุ คล การตดิ ต่อของบคุ คลเหลา่ นน้ั สามารถทาไดโ้ ดยตรงหรือโดยผา่ นองค์การหรอื สถาบนั ส่ือกลางก็ได้ ศิโรตม์ ภาคสุวรรณ (2521:3) อธิบายถึงการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าหมายถึง การศกึ ษาเก่ียวกับพฤติกรรมและการกระทาของรัฐท่ีมีตอ่ กันโดยปราศจากเคร่อื งมือควบคุมการกระทาของ รัฐได้อย่างเด็ดขาด ถ้าจะเปรยี บกับเกมกีฬา ซึ่งประกอบด้วยผ้เู ล่นท่ีเป็นรัฐเอกราชจานวนประมาณร้อยเศษ แต่ละรัฐตา่ งกม็ ีความแตกต่างกันออกไปในด้านกาลังคน ขนาด อานาจ และอิทธิพล ทรัพยากร วัตถุประสงค์
208 อดุ มการณ์ตลอดจนนโยบายในการดาเนินกิจการและความสมั พนั ธ์ระหวา่ งประเทศ และแต่ละรฐั อาจเปล่ียน หรอื ละเมิดกฎเกณฑ์ของเกมไดท้ กุ เวลาโดยไม่จาเปน็ ตอ้ งบอกกลา่ วรัฐอืน่ ๆ ให้ทราบ ดาริห์ บูรณะนนท์ (2548 : 194) กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าประเทศต่างๆ มักจะใช้ วิธีการทุกอย่างท่ีจะให้ประโยชน์กับตนในเวทีระหว่างประเทศ โดยไม่คานึงถึงศีลธรรมหรือมารยาทอันใด ทั้งสิ้นทั้งน้ี ก็โดยการกาหนดนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแนวทางท่ีแต่ละประเทศเห็นว่า เหมาะสมโดยต้องคานึงว่านโยบายคือ แนวทางทีแ่ ต่ละประเทศได้เลือกปฏิบัตไิ ป เพื่อให้บรรลุถงึ วัตถุประสงค์ อย่างใดอย่างหนึ่งท่กี าหนดไว้ อันเป็นวัตถุประสงค์ท่ีเช่อื กนั วา่ ถ้าทาได้สาเร็จกจ็ ะเป็นผลดีตอ่ ประเทศของตน แต่ละชาติซ่ึงวางแผนดาเนินการต่างๆ แข่งขันกันแสวงหาอานาจ (Power Polities) เพ่ือจะได้ให้มีอิทธิพล เหนือรัฐอน่ื จะดว้ ยวิธีการคุกคาม ชกั ชวน หรอื บงั คับก็สดุ แล้วแต่จะหาวิธีดาเนนิ การ แม้จะเกิดความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศแล้วก็ตามแต่ละรัฐที่เข้ามาผูกพันหรือมีความสัมพันธ์กันน้ัน มีฐานะไม่เหมือนกันในเร่ือง ระดับแบ่งอานาจซ่ึงอาจวัดได้จากสภาพทางภูมิศาสตร์ กาลังคน ทรัพยากร ความสามารถทางวิทยาการ ความ เช่ียวชาญทางการทูต การทหาร การโฆษณาชวนเช่ือ ฯลฯ ประเทศที่มีอานาจมากกว่าก็ย่อมต้องการจะสร้าง ความเป็นใหญ่ต่อไปส่วนประเทศที่มีอานาจน้อยก็ต้องการเพียงรักษาเอกราชของประเทศให้อยอู่ ย่างสันติ ตามเดมิ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (มปป : 128) กล่าวว่า หัวใจของการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมี หลักสาคัญสองประการ คือ หน่ึง ประเทศไม่มีศัตรูถาวรประเทศไม่มมี ิตรถาวรประเทศมีเพียงแต่ผลประโยชน์ เท่านั้นที่ถาวร สอง นโยบายภายในประเทศกาหนดนโยบายต่างประเทศ สรุป ความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหมายถึง กิจกรรมของมนุษย์ท่ีเก่ียวพันระหว่างบุคคลต่างๆ ในชาติต่างๆ มากกว่าหนึ่งชาติการติดต่อสัมพันธ์กันนี้ เปรียบเสมือนรฐั ต่างๆ กาลังแสดงบทบาทบนเวทีท่ีพฤติกรรมและการกระทาของรัฐสามารถแสดงออกได้โดย ไร้การควบคุม ในเวทนี ้ีจะไมค่ านงึ ถึงศีลธรรมหรือมารยาทอนั ใดแต่จะคานึงถึงผลประโยชนเ์ ท่านน้ั 9.2 ขอบเขตการศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศิโรตม์ ภาคสุวรรณ(2521:4-5)ได้อธบิ ายว่าการศึกษาวิชาความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศมีขอบเขต กว้างขวางเพราะเนือ้ หาของวชิ าน้ีครอบคลมุ ถงึ วชิ าหลกั ท้งั หกในสาขาความสัมพนั ธร์ ะหว่างประเทศ คือ 9.2.1 วิชาการเมืองระหว่างประเทศ (International Politics) 9.2.2 วชิ ากฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) 9.2.3 วิชาประวตั ศิ าสตรท์ างการทูต (Diplomatic History) 9.2.4 วิชาองคก์ ารระหวา่ งประเทศ (International Organization) 9.2.5 วชิ าเศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศ (International Economics) 9.2.6 วิชาวา่ ด้วยการศกึ ษาเฉพาะส่วนภูมิภาค (Area or Regional Studies)
209 สุรพล ราชภัณฑารักษ์ (2523: 323) อธิบายถึงขอบเขตการศึกษาว่า การศึกษาวิชาความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ เป็นการศึกษาในขอบเขตและเนอื้ หาของวิชาทก่ี ว้างขวางมาก เปน็ วชิ าท่ีไดถ้ กู พฒั นามาเม่ือ ต้นศตวรรษท่ี 20 นี้เอง และเป็นวิชาท่ีต้องอาศัยการศึกษาวิชาอ่ืนๆ ประกอบมากกว่า 5 แขนงวิชา ได้แก่ ประวัตศิ าสตร์ กฎหมาย ภมู ิศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จนถึงสงั คมวิทยา การศึกษาวิชาความสัมพนั ธ์ ระหว่างประเทศเป็นลักษณะสหวทิ ยาการ (Interdisciplinary) วชิ าท่ีตอ้ งศกึ ษาจงึ ประกอบดว้ ย 1. ประวัติศาสตรค์ วามสัมพนั ธ์ (การทตู ) (Diplomatic History) 2. การเมอื งระหว่างประเทศ (International Politics) 3. กฎหมายระหวา่ งประเทศ (International Law) 4. องค์การระหว่างประเทศ (International Organizations) 5. เศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศ (International Economics) 6. ภมู ิภาคศึกษา (Area Studies) สรุป แม้ว่าการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะกว้างขวางจนแทบจะหาขอบเขตไม่ได้แต่ใน การศึกษาสามารถกาหนดวิชาหลักได้ ซ่ึงผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ครบถ้วนจะต้องศึกษา ประวตั ิศาสตรก์ ารทูตการเมืองระหว่างประเทศกฎหมายระหวา่ งประเทศองค์การระหว่างประเทศเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศและภูมิภาคศึกษา 9.3 จดุ มุ่งหมายในการศึกษาความสมั พันธ์ระหว่างประเทศ ยอร์ช เอฟ. เคนแนน (Kennan, 1953 : 10-12) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการศึกษาวิชา ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งประเทศว่ามี 2 ประการ คือ 9.3.1 ประการแรก เพ่ือให้นักศึกษาซึ่งไม่ได้ทางานหรือมีส่วนร่วมในงานหรือมีส่วนร่วมในงาน เกี่ยวกับด้านต่างประเทศได้รับความรู้ท่ัวไปในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียนรู้ถึงวิธีการวิเคราะห์ ปัญหาและรู้จักใช้ความคิดให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การเรียนรู้ดังกล่าวจะทาให้นักศึกษาเป็นผู้มี ความสามารถในการแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกบั ปัญหาระหว่างประเทศไดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล 9.3.2 ประการที่สอง เพ่ือเป็นการตระเตรียมบุคคลซ่ึงจะไปประกอบอาชีพทางด้านความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศซ่ึงอาจจะเป็นงานรัฐบาลหรืองานขององค์การระหว่างประเทศการศึกษาเพ่ือจุดมุ่งหมาย ดังกล่าวนี้มักกระทากันในข้ันบัณฑิตโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตผู้เช่ียวชาญ (Specialists) ทางด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศออกมาผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวจะต้องศึกษาและมีความรู้ในวิชาแขนงอื่นๆ ทางด้านสังคมศาสตร์ เช่น สังคมวิทยา จิตวิทยา มานุษยวิทยา เป็นต้น เพราะถ้าปราศจากความรู้ในวิชา ดงั กล่าวแล้ว การเข้าใจในปัญหาของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จะเป็นไปโดยไม่ลึกซ้ึงเท่าท่ีควรจะเห็น ไดว้ า่ จุดมุ่งหมายในการศึกษาความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศเปน็ สิ่งสาคัญ ถา้ ผู้ศกึ ษารวู้ า่ ในอนาคตต้ังใจจะประกอบอาชีพทางดา้ นความสมั พนั ธร์ ะหว่างประเทศในระหว่าง
210 การศึกษาจะได้เตรยี มตวั ศึกษาเปน็ ผู้เชี่ยวชาญตามแขนงท่ีสนใจต่อไป ส่วนผู้ทไี่ ม่ไดท้ างานเฉพาะด้าน การศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศจะทาใหเ้ ปน็ ผรู้ ้จู กั คดิ วเิ คราะห์ปัญหาได้อยา่ งมีเหตผุ ล 9.4 ความสาคัญของการศกึ ษาความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศ ดาริห์ บูรณะนนท์ (2548: 192) อธิบายถึง ความสาคัญของการศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศ ว่า การศึกษาเร่อื งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในปัจจุบันถือเป็นเร่ืองสาคญั มาก เน่ืองจากเป็นท่ียอมรับกัน ท่ัวไปแล้ววา่ ความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศมีบทบาทสาคัญในการสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดรี ะหว่างประเทศ และการธารงไว้ซ่ึงสันติภาพของโลก การศึกษาเร่ืองดังกล่าวทาให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเหตุการณ์ที่ เกดิ ขึ้นรวมท้ังยังสามารถคาดคะเนความเปน็ ไปได้ท่ีจะพึงเกิดขึ้นในอนาคตผู้ท่ีมีหน้าทีว่ างนโยบายต่างประเทศ ของรัฐจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาสถานการณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อท่ีจะอธิบาย เหตุการณ์ระหว่างประเทศ พฤติกรรมทางการเมืองระหว่างประเทศรวมท้ังทฤษฎีระบบความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ศิโรตม์ ภาคสุวรรณ (2521: 6) อธิบายถึง ความสาคัญของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ว่า ในโลกปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและการอยู่รอดของโลก ความร่วมมือกันระหว่างประเทศไม่ว่าในด้านใดๆ ก็ดีล้วนเกิดจากความสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีระหว่าง รฐั ท่ีมีต่อกนั กลา่ วไดว้ ่า สันตภิ าพและความมน่ั คงของโลกขนึ้ อยู่กับศิลปะที่รฐั แต่ละรัฐนามาใช้เพื่อกอ่ ให้เกิด ความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐรวมท้ังความสามารถของรัฐในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐท่ีมีต่อกัน โดยหาทางหลีกเล่ียงการใช้วิธีการใดๆ ซึ่งจะนามาสู่การทาลายล้างผลาญซ่ึงกันและกัน ในท่ีสุด ดังน้ันการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงมีความสาคัญในการสอนให้รู้จักและเข้าใจถึงศิลปะ และวิธีท่รี ฐั นามาใช้ในเวทีความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศ จากคาอธิบายข้างต้น จะเห็นได้ว่า การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสาคัญทั้งการ สร้างสันติภาพและความร่วมมือการติดต่อต่างๆ ระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐต่างๆ จะต้องกาหนดบทบาทของตน ให้เหมาะสมท้งั ในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมอื งระหว่างประเทศ 9.5 เครอ่ื งมอื ในการวิเคราะห์ความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศ แม้ว่าความสมั พันธร์ ะหว่างประเทศในปัจจุบันเป็นเรอ่ื งท่ียากและสลับซับซ้อน ณัชชาภัทร อุ่น ตรงจติ ร (2548: 232-235) อธิบายถึงเคร่ืองมือในการวิเคราะห์ความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศสรุปความ ไดด้ งั น้ี 9.5.1 ประวัติศาสตร์การทูต วิธีการที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีหลายวิธีในทาง ประวัติศาสตร์นักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความคิดแตกต่างหลากหลายกันไป ในช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 ถึงศตวรรษที่ 20 การเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ในเรื่องของประวตั ิศาสตร์
211 การทูต (Diplomatic history) ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เม่ือไหร่ อย่างไร เป็นหัวใจของวิธีการประวัติศาสตร์การ ทูต วิธีการนี้จึงมองว่ารัฐชาติ (Nation state) เป็นศูนย์กลางในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากน้ียงั ตอ้ งวิเคราะห์การเจรจาทางการทูตของนักการทตู หรือรฐั มนตรีว่าการกระทรวงสาคัญๆ ด้วยเหตุ น้ีการเรียนการสอนจึงต้องใช้ข้อมูลที่ละเอียดละออการเรียนแบบนี้จะได้ความเข้าใจในเหตุการณ์สาคัญๆ แต่ ละเหตกุ ารณ์แตไ่ ม่สามารถนาแต่ละเหตุการณ์มาเช่อื มโยงกนั ได้ 9.5.2 แนวการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์ มีความพยายามที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศในฐานะทีเ่ ป็นเหตุการณ์ที่เช่ือมสัมพันธ์กันในระดับโลก แนวความคิดดงั กล่าวคือ แนวการ วเิ คราะห์ภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์ (Strategic and geopolitical analysis) แนวความคิดแบบนี้ยังนิยมใช้ กนั อยู่ในปัจจุบันน้ี แนวคิดนีส้ ามารถยอ้ นกลับไปได้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยนักการทหารคนหนึ่งช่ือ อัลเฟรด มาฮาน (Alfed Mahan) และ ฮาร์ฟอร์ด แมคคินเดอร์ (Harford Mackinder) สาหรับมาฮาน มหาสมุทรคือเส้นเลอื ด ใครสามารถควบคุมมหาสมุทรได้ คนน้ันสามารถครอบครองโลกได้ มาฮานมีอิทธพิ ล ให้สหรัฐอเมริกาทมุ่ งบประมาณไปที่กองทัพเรืออย่างมาก จนกระทั่งปัจจุบันเราเห็นฐานทัพเรอื สหรัฐอยูใ่ น ทกุ แห่งของโลก เฉพาะในมหาสมุทรแปซิฟิกกม็ ที ั้งใน ฮาวาย โอกินาวา และกวม ในขณะทแ่ี มคคินเดอรม์ อง วา่ ความสาคัญของดินแดนที่เรียกว่า แดนหัวใจ (Heartland) ตามความเข้าใจของแมคคินเดอร์ Heartland คือ บริเวณท่ีถูกล้อมรอบด้วย แดนริมขอบ (Rimland) หรือบริเวณท่ีติดชายฝั่งทะเล ดังน้ัน แดนหัวใจ (Heartland) คอื สหภาพโซเวยี ต 9.5.3 วิธีการทางเศรษฐศาสตร์สังคม อย่างไรก็ดีความเข้าใจทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจจะใช้วิธีการทางเศรษฐศาสตร์สังคม (Socioeconomic theories) ซึ่งให้ภาพของความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศอีกแบบหน่งึ ในศตวรรษท่ี 19 มาร์กซ์ (Marx) อธิบายว่า สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนไปทางตะวนั ตก ของทวีปอเมริกา เน่ืองจากความกดดนั จากจานวนประชากรล้นและอัตราการว่างงาน ในขณะเดียวกัน เลนิน ก็ได้ใช้วิธีการแบบมาร์กซ์ในการเขียนหนังสือของเขาท่ีชื่อจักรวรรดินิยม : ลาดับข้ันสูงสุดของทุนนิยม (Imperialism - the highest stage of capitalism) 9.5.4 แนวความคิดอุดมคตินิยม ผลของความหายนะที่มาจากสงครามโลกคร้ังที่ 1 ทาให้เกิด แนวความคิดใหมใ่ นการวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์ระหว่างประเทศเพิม่ ข้ึนมา 2 แนวความคิดท่ีอยู่ต่างกันคนละ ข้ัวอย่างส้ินเชิง โดยแนวความคิดแรกตั้งอยู่บนคาถามว่า ทาอย่างไรจึงจะสามารถขจัดข้อพิพาทระหว่าง ประเทศได้ แนวความคิดน้ีคือ แนวความคิดอุดมคตินิยม (Idealism)และแนวคิดท่ีตั้งอยู่บนคาถามว่า ทา อย่างไรจึงจะสร้างพลังอานาจให้แก่ชาติตัวเองได้ แนวความคิดนั้นคือ ชาตินิยม – สังคมนิยม (National Socialism) หรอื ฟาสซิสม์ (Fascism) น่นั เอง สองแนวความคิดน้ีได้เขา้ มามีอิทธิพลในความสมั พันธ์ระหว่าง ประเทศต้งั แต่สงครามโลกครงั้ ที่ 1 ถึง สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 แนวความคิดทั้งสองแนวอยู่บนพน้ื ฐานของการกาหนดนโยบาย แต่ทง้ั สองก็มีความคิดต่างกันมาก ในขณะท่ีแนวความคิดอุดมคตินิยมมองว่าทุกคนเกิดมาเป็นคนดี แต่องค์การหรือโครงสร้างทางสังคมท่ีไม่
212 ยุติธรรมได้บีบรัดให้คนต้องกระทาการทุกอย่างให้อยู่รอดดังนั้นสงครามจึงเป็นส่ิงท่ีหลีกเลี่ยงได้หากจะ จดั การให้โครงสรา้ งทางสังคมเหมาะสมด้วยเหตุนพี้ วกนักอุดมคตินยิ มจงึ นยิ มชมชอบในการใช้กฎหมาย ระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาระหวา่ งประเทศนอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีการเจรจาลดอาวุธ เพราะมอง วา่ อาวุธเป็นเคร่ืองมือของสงคราม ตัวอย่างเช่น สนธิสัญญาวอชิงตันในปี 1921 – 1922 ความสาเร็จที่สาคัญ ที่สุดของสนธิสัญญาน้ีคือสามารถลดจานวนเรือรบของหลายๆ ประเทศได้แต่น่ันก็เป็นสาเหตุท่ีญ่ีปุ่นได้รับ ความคับขอ้ งใจทีไ่ ด้รับโควตาจานวนเรือรบน้อยกว่าประเทศอื่นๆ และเป็นอกี สาเหตุหนง่ึ ท่นี าไปสู่สงครามโลก คร้ังที่ 2 จากแนวความคิดอุดมคตินิยมน้ีทาให้เกิดผลทางการปฏิบัติในโลกปัจจุบันมากมาย ท้ังในเร่ืองการ ก่อต้ังองค์การระหว่างประเทศ การก่อต้ังองค์การการค้าระหว่างประเทศ และความร่วมมือทางด้านระหว่าง ประเทศท้ังหลายในปัจจุบนั แนวความคิดสังคมนิยม – ชาตินิยม ก็เป็นแนวความคิดท่ีเน้นท่ีการกาหนดนโยบายเช่นเดียวกัน แต่ มงุ่ เน้นท่ีการเจริญเตบิ โตและการสร้างพลังอานาจแห่งชาติ แนวความคิดน้ีถกู นามาใช้ในภาคปฏิบัติในรัฐบาล นาซีเยอรมัน ในการสร้างชาติเยอรมัน และการทาทุกอย่างเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข้งของรัฐการรุกราน ดินแดนอ่ืนเป็นการแสดงถึงความเข้มแข็งของระบบด้วยเหตุน้ีในปี 1931 ญ่ีปุ่นบุกแมนจูเรีย ปี 1935 อิตาลี บุกเอธิโอเปีย เยอรมันบุกยึดแคว้นไรน์แลนด์ ออสเตรีย และบางส่วนของเชคโกสโลวาเกีย ในการประชุมท่ี มิวนิกปี 1938 อังกฤษและฝรั่งเศสไม่คัดค้านต่อการยึดครองดินแดนของฮิตเลอร์ เพราะกลัวว่าจะทาให้เกิด สงคราม ในปี 1939 เยอรมนยี ังไมพ่ อใจและบุกยึดโปแลนด์ เป็นเหตใุ หเ้ กิดสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 9.5.5 แนวความคิดสัจนิยม เม่ือจบสงครามโลกครั้งที่ 2 แนวความคิดอุดมคตินิยมได้รับการ วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่ามันไม่เพียงพอที่จะใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยเหตุนี้ แนวความคิดใหม่จึงเกิดข้ึนได้แก่ พวกแนวความคิดสัจนิยม (Realism) ซึ่งปฏิเสธข้อสันนิษฐานของอุดมคติ นิยมผู้นาในแนวความคิดนี้คือ ฮัน มอร์แกนทาว (Hans Morgenthau) และ เฮนร่ี คิสซิงเจอร์ (Henri Kissinger) ซึ่งมองวา่ คนทุกคนมีท้งั ความดีและความชั่วอยู่ในตวั และใครๆ ก็มีความต้องการท่ีจะควบคุมคนอ่ืน กันทั้งน้ัน ดว้ ยเหตุนส้ี งครามจงึ เป็นส่ิงทม่ี ักจะเกดิ ขึ้นอยู่เสมอ ด้วยเหตุน้ีแตล่ ะรัฐจึงมีหนา้ ท่ีของตนเอง ส่ิงนั้น กค็ ือ ปกปอ้ งประเทศของตัวเองไว้ แนวความคิดน้ีจะเรยี กได้อีกประการหนึ่งว่าเป็น “เรียลโพลิตกิ ” (Realpolitik) ซงึ่ ปฏิเสธระบบความ ม่ันคงร่วม (Collective security) แต่เชื่อว่าแต่ละชาติต้องปกป้องตัวเอง สาหรับแนวคิดของพวกแนวคิดสัจ นิยม (Realist) น้ีถือว่าประเทศใดก็ตามจะทาอะไรก็ได้เพ่ือผลประโยชน์แห่งชาติการสร้างดุลแห่งอานาจจึง เกิดข้ึน โดยประเทศแต่ละประเทศจะเข้ารวมกันเป็นพันธมิตรต่อต้านประเทศบางประเทศที่มีอานาจมาก เกินไปพวก Realpolitik เช่ือว่าความสาคัญของนโยบายต่างประเทศมีมากกว่านโยบายภายในประเทศจะต้อง ให้มีกาลังทางการทหารท่ใี หญ่โต และเน้นหนักเรื่องชาตินิยมนอกจากนี้ยังมองว่ารัฐเป็นตัวแสดงท่ีสาคัญท่ีสุด รัฐสามารถตัดสินนโยบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลและความม่ันคงของชาติเป็นประเด็นท่ีสาคัญท่ีสุดในเร่ือง ความสาคัญระหว่างประเทศ
213 9.5.6 หลักการทางสถิติคณิตศาสตร์ แนวความคิดสุดท้ายในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ คือ แนวความคิดท่ีได้จากการศึกษารัฐศาสตร์สายพฤติกรรมนิยม หรือ Behaviorist method เป็นการศึกษา ความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศโดยใช้หลักการทางสถิติคณิตศาสตร์ มีการวเิ คราะห์ตัวแปรต้น ตัวแปรตามแล้ว สรุปเป็นข้อมูล ท้ังนตี้ อ้ งอาศยั การเก็บรวบรวมข้อมูลที่กว้างขวาง เป็นระบบและปราศจากอคตทิ ี่สดุ สรุป เคร่ืองมือในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมและเวลา ไม่มีเครอ่ื งมือใดท่ีจะสามารถใช้วัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างถาวร เพราะสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ฉะน้ัน การจะยึดกบั หลักแนวความคิดท่ีเนน้ เคร่ืองมอื นัน้ อาจทาให้เกดิ ความผิดพลาดได้ 9.6 ตัวแสดงในความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ ณัชชาภัทร อ่นุ ตรงจิตร (2548: 235) เห็นว่า ตวั แสดงในความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศ ไดแ้ ก่ รัฐชาติและผลประโยชน์แหง่ ชาติ 9.6.1 รัฐชาติ (The nation – state) ธารทอง ทองสวัสดิ์ (2542: 387) อธิบายว่าผู้ที่เข้ามามีบทบาทสาคัญท่ีสุดในวงการการเมือง ระหว่างประเทศ คือ รัฐ รัฐในกิจการการเมืองระหว่างประเทศมีลักษณะเป็นนามธรรม ประกอบด้วย องคป์ ระกอบทั้ง 4 ของรัฐ คอื ประชากร ดินแดน รัฐบาล และอานาจอธิปไตย รฐั มีสิทธแิ ละอาจถูกผูกมัดตาม กฎหมายได้ อานาจอธิปไตยของรัฐจะถูกจากัดได้ก็ด้วยความยินยอมของรัฐเองเท่านั้น ผู้ทาหน้าท่ีแทนรัฐใน กิจการการเมืองระหวา่ งประเทศ กค็ ือ รัฐบาล ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (2548:235) อธิบายต่อไปวา่ ในระบบความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศ รัฐเป็นตัวแสดงที่สาคัญที่สุด และขยายตัวอย่างเร็วที่สุด เพราะรัฐมีเครื่องมือท่ีเหนือว่าตัวแสดงอื่นๆ นั่นคือ อานาจอธิปไตย (Sovereignty) และความชอบธรรม (Legitimacy) รัฐเป็นตัวแสดงในระบบความสัมพันธ์ ระหวา่ งประเทศท่มี ีการขยายตัวอย่างรวดเรว็ ท่ีสุด ในปี ค.ศ.1945 มีรัฐอิสระอยู่ในโลกน้ีประมาณ 64 รฐั ในปี ค.ศ.1960 รัฐตา่ งๆ มถี งึ 107 รัฐ และในปจั จบุ นั รฐั ชาติในโลกนีม้ ีประมาณ 180 รฐั จะเห็นได้ว่า ตัวแสดงแรกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ รัฐชาติ เพราะรัฐชาติมี อานาจอธปิ ไตยและความชอบธรรม โดยผู้ทาหน้าท่ีแทนรัฐ คอื รฐั บาล 9.7 ผลประโยชนข์ องชาติ (The national interest) อานนท์ อาภาภิรม (2545: 140) อธิบายถึงผลประโยชน์ของชาติว่าได้แก่ ส่ิงท่ีผู้นาหรือประชาชน ของประเทศหน่ึงถือว่ามีความสาคัญย่ิงต่อการธารงไว้ซ่ึงเอกราช วิถีชีวิต ความมั่งคั่ง ของประเทศและ เกียรตภิ มู ขิ องประเทศ ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (2548: 236) อธิบายว่า ภายในดินแดนหนึ่งของรัฐ ไม่มีองค์กรใดที่จะมี อานาจเหนือรัฐ รัฐเป็นผู้กาหนดวา่ ผลประโยชน์ของรัฐอยทู่ ี่ไหน ผลประโยชน์ของรัฐเรยี กว่า ผลประโยชน์ของ
214 ชาติ (National interest) หมายความว่า สิ่งใดๆ กต็ ามท่ีรัฐเห็นว่ามีความสาคัญต่อพลังอานาจของรฐั ไม่วา่ จะ เป็นกาลังทางการทหาร ความม่ังคั่ง ความมีอิสรภาพ แม้กระทั่งการรกั ษาวัฒนธรรม เป็นต้น ส่วนวิธีการท่ีรัฐ หน่ึงจะนามาซ่ึงผลประโยชน์แห่งชาติน้ี เรียกว่า นโยบายของชาติ (National policies) โดยปกติแต่ละรัฐจะ ดาเนินนโยบายต่างประเทศโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ผลประโยชน์แห่งชาติ การจะดูว่าส่ิงใดเป็นผลประโยชน์ ของชาติจงึ ต้องดูท่ีนโยบายของชาติ (Policy working) เชน่ สหรัฐอเมริกาประกาศวา่ จะล้างแคน้ กับคนท่ีทาลาย เสรีภาพของประชาชนชาวอเมริกัน แสดงว่าเสรีภาพของประชาชนชาวอเมริกนั คือ ผลประโยชน์แห่งชาติของ สหรฐั อเมริกา เป็นต้น ผลประโยชน์แห่งชาติของทกุ ชาติมดี ังนี้ 9.7.1 ความมั่นคงทางทหาร หมายถึง การท่ีมีกาลังอานาจอยู่ในจานวนท่ีเหมาะสมต่อการป้องกัน ตวั เอง และความเข้มแข็งของอานาจทางการทหาร โดยไม่ได้รบั การท้าทายจากภายในหรอื อานาจจากภายนอก อ่ืน ซ่ึงไม่ได้หมายความเพียงแต่ความม่ันคงภายในประเทศเท่านั้น เช่น สหรัฐอเมริกาเคยถูกท้าทายความ ม่ันคงทางการทหาร ณ สถานทูตภายนอกมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ความม่ันคงทางการทหารยังหมายถึง การท่ีชาติคู่แข่งไม่ได้สะสมอาวุธข้ันมากจนแซงหน้าชาติตน ซึง่ เป็นสัญลักษณ์ว่า ความเข้มแข็งทางการทหาร ไดล้ ดลงไปโดยเปรยี บเทียบ 9.7.2 อานาจ คือ พลังที่สามารถบังคับตัวแสดงท่ีมีอานาจน้อยกว่าให้กระทาตามท่ีตัวแสดงท่ีมี อานาจมากกว่าต้องการ อานาจจึงเป็นทั้งผลประโยชน์แห่งชาติ และเป็นท่ีมาให้ได้มาซ่ึงผลประโยชน์แห่งชาติ อื่นๆ รวมทั้งอานาจเองด้วย ด้วยเหตุนี้หลายๆ ชาติ จึงต้องการแสวงหาอานาจไว้อานาจอาจจะอยู่ในรูปท่ีวัด ได้เช่น อาวุธ กาลังทางทหารความร่ารวยทางเศรษฐกิจ หรืออาจจะเป็นส่ิงที่วัดไม่ได้ เช่น อุดมการณ์ ความ สามัคคีของคนในชาติ เปน็ ต้น 9.7.3 เศรษฐกิจ ความมั่งค่ังทางเศรษฐกิจเป็นอานาจที่ทวีความสาคัญมากข้ึนๆ ในแต่ละรัฐ อานาจ ทางเศรษฐกิจเป็นท่ีมาของอานาจทางการทหาร และเป็นเคร่ืองมือวัดความชอบธรรมของรัฐบาลในแต่ละรัฐ ด้วย ความม่ังค่ังทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับความม่ันคงทางการทหารด้วย หากมีการใช้งบประมาณ แผ่นดินไปเพื่อความม่ันคงมากเกินไป ก็จะทาให้ประเทศน้ันมีความมั่งค่ังทางเศรษฐกิจลดลง เช่น สหรัฐอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษที่ 80 เป็นต้น ในปัจจุบันความสาคัญของเศรษฐกิจได้ถูกยกข้ึนมาเป็น ความสาคัญอนั ดบั แรกๆ ของผลประโยชน์แหง่ ชาติ 9.7.4 อุดมการณ์ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถจับต้องหรือวัดอุดมการณ์ได้ แต่อุดมการณ์ก็เป็น ผลประโยชน์แห่งชาติที่สาคัญมากประการหนึ่ง อุดมการณ์นามาซึ่งทางเลือกของชาติ และเป็นการสร้าง ความชอบธรรมให้กับการตัดสินนโยบายอย่างใดอย่างหน่ึงของรัฐ สหรัฐอเมริกาได้เคยใช้นโยบายต่างประเทศ ค่กู ับอุดมการณ์เสรปี ระชาธิปไตย และมนั ไดถ้ ูกเปล่ียนเปน็ อุดมการณ์สิทธิมนษุ ยชนในต้นทศวรรษท่ี 90 9.7.5 ศีลธรรมและหลักกฎหมาย เป็นหลักการที่นามาใช้โต้เถียงเวลาท่ีการตัดสินผลประโยชน์ของ ชาติเกิดปญั หา ถงึ แม้วา่ การกระทาบางอย่างจะผิดหรือถกู โดยตวั ของมนั เอง ตัวอย่างทเ่ี หน็ ไดช้ ดั คือ ในปี ค.ศ. 1989 อยูๆ่ รฐั บาลสหรัฐอเมรกิ าก็บกุ ปานามา และจับรัฐบาลของพลเอก นอริอากา ลงจากตาแหน่ง
215 สง่ิ ที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกก็คือ สหรัฐอเมรกิ ามีอานาจอย่างไรถึงไดก้ ล้าทาแบบนั้น สหรัฐอเมริกาก็ อา้ งหลักศีลธรรมและหลักกฎหมายในการสร้างความชอบธรรมของการกระทาดังกล่าว ว่ารัฐบาลของนอ ริอากาเป็นรัฐบาลที่ได้มาจากการรัฐประหาร เป็นรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม และรังแกผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาท่ีอยู่ในปานามา สหรัฐอเมริกาจงึ มีความชอบธรรมที่จะไปบุกจับนอริอา กามาเปน็ ต้น สรุป ตวั แสดงท้ังสองทง้ั รฐั ชาติและผลประโยชน์ของชาติล้วนมีความสัมพันธ์กนั อย่างใกล้ชิดรัฐ ชาติมีรฐั บาลเป็นผู้กระทากิจกรรมต่างๆ ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ผลประโยชน์ของชาติ คือ ส่ิงท่ีประเทศหน่ึงๆ เห็นว่ามีความสาคัญยิ่งต่อการธารงไว้ซ่ึงเอกราช วิถีชีวิต ความม่ังค่ังและ เกียรติภูมิของประเทศ แต่ละประเทศนิยามผลประโยชน์ของชาติตนไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับการให้ ความสาคัญเน้นหนักที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น อานาจ เศรษฐกิจ อุดมการณ์หรืความมั่นคงทาง ทหาร 9.8 ปัจจยั กาหนดผลประโยชน์ของชาติ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (2548: 131-138) ได้อธิบายถึงปัจจัยกาหนดผลประโยชน์ของชาติไว้ดังต่อไปน้ี เมื่อการกระทาทุกอย่างของรัฐรวมทั้งการวางนโยบายต่างประเทศและปัญหาต่างๆ ในระบบความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศเกิดจากผลประโยชน์ของประเทศท้ังสิ้น เราจึงควรพิจารณาดูผลประโยชน์ของชาติซึ่ง เรยี งลาดับลดหล่ันกันดังน้ี 9.8.1 ความอยู่รอดและความปลอดภัยของประเทศ สาหรับผลประโยชน์ข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่สาคัญที่สุด เป็นผลประโยชน์อันดับแรกที่ประเทศท่ี ประเทศจะต้องคานึงถึงก่อนข้ออ่ืนๆ จะใชป้ ัจจัยใดหรือผลประโยชน์ข้ออื่นมาขัดขวางไมไ่ ด้ ซง่ึ ประเทศไทยใน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ น้ีเป็นตัวอย่างอันดี ท่ีสุด เพราะประเทศสยามได้ดาเนินนโยบายต่างประเทศโดยการสร้างดุลแห่งอานาจระหว่างอังกฤษกับ ฝร่ังเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ประเทศสยามได้ยอมเสียสละดินแดนบางส่วนให้แก่อังกฤษ และฝรั่งเศสเพื่อรักษาความอยู่รอดและเอกราชของประเทศเอาไว้ เปรยี บเสมือนคนที่ถูกรถทับขาแตกละเอียด จาเป็นที่จะต้องตัดขาทิง้ เพราะหากปล่อยทิ้งเอาไว้แล้วบาดแผลก็จะอักเสบเป็นพิษทาให้ถึงตายได้ ดงั นั้น การ เสียสละขาข้างหน่ึงเพื่อให้ชีวิตอยู่ก็เหมือนกับการที่ประเทศไทยเสียสละดินแดนบางส่วนให้จักรวรรดินิยม อังกฤษและฝร่ังเศส เพื่อท่ีจะรักษาเอกราชและความอยู่รอดท้ังหมดของประเทศเอาไว้นนั่ เอง การรอดพ้นจาก การเสียเอกราชในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ก็เป็นเพราะความชาญฉลาดในการสร้างดุลอานาจให้เกิดขึ้นระหว่าง อังกฤษและฝร่ังเศสในภูมิภาคนี้ ทุกวันนี้ประเทศมหาอานาจของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สาธารณรฐั ประชาชนจีนต่างก็แข่งขนั กนั แสวงหาอทิ ธิพลในภูมิภาคต่างๆ
216 ความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศนั้นมีความสาคัญมากถึงกับมีผลทาให้ประเทศต่างๆ เข้าทา สงครามได้ทันที หากแค่เพียงรู้สึกว่าความปลอดภัยของประเทศตนถูกคุกคาม อาทิ ประเทศอังกฤษประกาศ สงครามต่อเยอรมันในสงครามโลกครั้งท่ี 1 เน่ืองจากเยอรมันบุกเบลเย่ียม ซึ่งอังกฤษน้ันมองว่าเบลเยี่ยมนั้น เสมือนกับเป็นประตูหน้าบ้านของอังกฤษ ถ้าหากประเทศใดยึดเบลเย่ียมได้แล้วอังกฤษก็จะสูญเสียความ ปลอดภยั ไปทนั ที ในทานองเดียวกัน การท่ีจีนได้ส่งทหารเข้าไปในเกาหลีเพ่ือรบกับกองทัพของสหประชาชาติใน สงครามเกาหลีเม่ือ พ.ศ. 2493 ก็เนื่องมาจากเกาหลีน้ันเปรียบเสมือนกับหอกข้างแคร่ของจีน เพราะเวลาท่ี ญ่ีปุ่นบุกจนี ครั้งใดญี่ปุ่นก็จะบุกเข้ามาทางเกาหลีทุกคร้ัง ดังนั้น เม่ือกองทัพสหประชาชาติรุกเข้าไปในเกาหลี เหนือใกล้พรมแดนจีนเข้าไปทุกที จีนจึงตัดสินใจเข้าทาสงครามเพ่ือป้องกันความปลอดภัยของประเทศที่ตน คดิ ว่ากาลังถูกคุกคาม ในกรณีวิกฤตการณ์คิวบา เม่ือปี พ.ศ. 2505 เมื่อสหรฐั อเมริกาทราบว่าสหภาพโซเวียต กาลังดาเนนิ การติดต้ังฐานยิงจรวดขีปนาวุธติดหัวระเบิดไฮโดรเจนขน้ึ บนเกาะคิวบา ซึ่งห่างจากสหรัฐอเมริกา เพียง 50 ไมล์เท่าน้ัน โดยหากยิงขีปนาวุธนี้จากคิวบาก็สามารถที่จะโจมตีจุดสาคัญทางยุทธศาสตร์ใน สหรฐั อเมริกาได้แทบทุกจุด เหตุการณ์น้ีสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นการคุกคามความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกา ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงยื่นคาขาดให้สหภาพโซเวียตต้องถอนอาวุธจรวจออกจากคิวบาท้ังหมดทันที มิฉะนั้น แล้วก็จะบุกข้ึนเกาะคิวบาและทาลายฐานยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ว่าน้ีเสียเอง ในขณะเดียวกัน กองทัพเรือของสหรัฐอเมริกาก็เข้าปิดล้อมเกาะคิวบาไว้อย่างหนาแน่น ในท่ีสุดสหภาพโซเวียตก็ยินยอมถอน อาวธุ นิวเคลยี ร์และจรวดขีปนาวุธออกจากคิวบาโดยสนั ติ 9.8.2 ความมงั่ คั่งทางเศรษฐกิจ เร่ืองน้ีเป็นองค์ประกอบสาคัญในการนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและเป็น มหาอานาจได้ ประเทศญี่ปุ่นซ่ึงเป็นประเทศท่ีมีเน้ือที่เพียง 377,752 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3 ใน 4 ของประเทศไทยเท่าน้ัน แต่ถูกจัดให้เป็นมหาอานาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา เท่าน้ัน ทั้งๆ ท่ีประเทศญ่ีปุ่นมีเน้ือท่ีน้อยกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาหลายสิบเท่า ทรัพยากรก็ผิดกันลิบลับ ประชากรก็น้อยกว่ากันเป็นเท่าตัว ประเทศท่ีม่ังค่ังทางเศรษฐกิจมักจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมและย่อมเป็น ประเทศมหาอานาจทางการทหารด้วย เพราะว่าในเม่ือสามารถที่จะมีโรงงานผลิตรถยนต์ได้ การผลติ รถถังก็ไม่ ยากเมื่อสามารถมีอู่ต่อเรือสินค้าขนาดใหญ่หรือเรือเดินสมุทรได้ การท่ีจะต่อเรือประจัญบานหรือเรือบรรทุก เคร่ืองบินก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร มีการคาดคะเนกันว่าประเทศญี่ปุ่นมีความสามารถที่จะผลิตอาวุธ นิวเคลยี ร์และสร้างกองทัพท่ีใหญโ่ ตมีอาวุธพร้อมมูลได้ภายในเวลาไมก่ ่ีเดอื นหากว่ามีความจาเป็นเกิดข้นึ ปัจจุบันความมั่งค่ังทางเศรษฐกิจได้เร่ิมเปล่ียนโฉมหน้าจากบรรดาประเทศอุตสาหกรรมไปสู่ ประเทศท่ีมีวัตถุดิบสาคัญ เช่น น้ามัน แต่อย่างไรก็ตามประเทศในกลุ่มอาหรับและประเทศท่ีมีน้ามันเป็น สินค้าออกสาคัญ แม้จะได้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีข้ึนมาอย่างมหาศาลในระยะไม่กี่ปีมาน้ีก็จริง แต่ทว่าฐานะ ทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กลับไม่สู้ที่จะม่ันคงนัก ตราบใดท่ียังไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอื่นๆ
217 อย่างเต็มที่ ผลประโยชน์ด้านความม่ันค่ังทางเศรษฐกิจน้ีเป็นปัจจัยหนึ่งที่สาคัญในการดาเนินความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศในปัจจุบัน เห็นได้จากความพยายามในการเปิดให้มีเขตการค้าเสรี การรวมกลุ่มความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ของโลก เช่น NAFTA (North American Free Trade Agreement) WTO (World Trade Organization) AFTA (Asean Free Trade Area) OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) หรอื IMF (International Monetary Found) แม้แต่สหภาพยุโรป (European Union: EU) ก็พัฒนามาจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยสร้างระบบตลาดร่วมและสกุลเงินเด่ียวในภูมิภาคเช่นกัน ขณะเดียวกันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็ เป็นชนวนของปัญหาระหว่างประเทศมากมายทีเดียว ดังที่เราเคยเห็นชาวไทยรณรงค์ต่อต้านสินค้าญ่ีปุ่น เนื่องจากประเทศไทยเสียดลุ การค้าให้แก่ประเทศญี่ปุ่นเป็นจานวนมาก หรือปัญหาในเรื่องการแย่งกันขาย ขา้ วในตลาดโลกของชาติต่างๆ หรอื การหยิบยกประเด็นการละเมิดลขิ สิทธิ์สินค้า การผูกขาดสินค้า การใช้ แรงงานเด็ก ประเด็นการทาลายสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภคขึ้นมาเป็นประเด็นทาง การเมืองระหว่างกันก็ล้วนแต่เก่ียวข้องกับเศรษฐกิจท้ังส้ิน รัฐบาลจาเป็นต้องพิจารณาถึงเร่ือง ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจประกอบการดาเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ เพราะว่าเศรษฐกิจ กเ็ ปรียบเสมอื นกับกาลงั ของประเทศนน่ั เอง 9.8.3 การขยายอานาจของประเทศ ปัจจุบันนี้ประเทศต่างๆ ได้แข่งขันกันขยายอานาจของตนหรืออย่างน้อยก็รักษาอานาจที่มี อยู่ไม่ให้ลดน้อยลงไป ถ้ามีโอกาสท่ีจะขยายอานาจเม่ือไรก็ขยายออกไปท้ังท่ีเห็นได้ชัดเจนและไม่ชัดเจน และถ้าสามารถมีอานาจยิ่งใหญ่ท่สี ุดในโลกไดก้ ็ย่ิงดเี ข้าไปใหญ่เพราะว่าอานาจท่ไี ด้มานั้นจะทาให้เกิดความ ปลอดภัยและมผี ลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ดังเช่น อังกฤษในอดตี สามารถยึดครองอินเดียมาเป็นอาณา นิคมของตนได้ ทาให้อังกฤษได้จุดยุทธศาสตร์ที่สาคัญและตลาดสาหรับจาหน่ายสินค้าสาเร็จรูปตลอดจน แหล่งวตั ถุดิบทีใ่ ช้ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมขององั กฤษ เม่ือพูดถึงอานาจแล้วก็ควรที่จะได้พิจารณาด้วยว่า อานาจของประเทศน้ันคืออะไร ใน ปัจจุบันน้ี ถา้ ให้คิดถงึ ประเทศมหาอานาจสักห้าหกประเทศ เราก็คงพอจะลาดับได้ แต่หากจะใหอ้ ธิบายว่า ทาไมประเทศเหล่าน้ั นจึ งเป็ นประเทศมหาอานาจก็ คงจะเป็ นเร่ื องท่ี อธิ บายได้ยากพอสมควรที เดียว เพราะว่ากาลังในการผลิต ฯลฯ ก็มักจะไม่แน่นอน ไม่สามารถเป็นมหาอานาจได้เสมอไป ยกตัวอย่างเช่น ประเทศแคนาดามีเนื้อที่มากกว่าสหรัฐอเมริกา แต่ก็มิได้ทาให้แคนาดามีอานาจมากกว่าสหรัฐอเมริกาแต่ อย่างใด หรือว่าบังคลาเทศมีจานวนประชากรมากกว่าฝรั่งเศส แต่บังคลาเทศก็มิได้เป็นประเทศมหาอานาจ และหากพิจารณาทางด้านการทหารก็จะย่งิ ยุ่งกันหนักขึ้นไปอกี เพราะการสงครามน้ันเป็นของท่ีไม่แน่นอน ประเทศท่มี ีกองทหารใหญ่กว่า มอี าวุธดีกวา่ ก็ไม่จาเป็นว่าจะตอ้ งชนะเสมอไป เชน่ ในสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 อิตาลีมีกาลังทหารมากกว่ากรีซ มีอาวุธดีกว่ามากมาย มีประชากรมากกว่า และมีเนื้อที่ของประเทศใหญ่ กว่าหลายเท่า แต่เมื่ออิตาลีกับกรีซรบกันเข้าจริงๆ อิตาลีกลับพ่ายแพ้ไปอย่างไม่เป็นท่า หรือในกรณีท่ีไทย
218 รบกับพม่าในอดีตหลายคร้ัง โดยเฉพาะในครั้งสงครามเก้าทัพ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรตั นโกสนิ ทร์ กองทัพไทยมีกาลังท้ังหมดประมาณ 70,000 คนเศษใน ขณะที่พมา่ มกี าลังมากกว่า 140,000 คน แตไ่ ทยก็สามารถรบชนะพม่าได้อย่างงดงาม ในปัจจุบันนี้การพิจารณาถึงปัจจัยสาคัญยิ่งในการเป็นมหาอานาจน้ัน นักรัฐศาสตร์มัก พิจารณาถึงกาลังทางเศรษฐกิจ ซ่ึงมุ่งถึงพลังในการผลิตว่าประเทศใดมีการผลิตสูงก็จัดว่าประเทศน้ันเป็น ประเทศมหาอานาจ เช่น ในปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพลังในการผลิตสินค้าข้าวของเครื่องใช้ทาง อุตสาหกรรมสูงเป็นอันดับสองของโลก เม่ือเปรียบเทียบกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่ีมีเน้ือที่ ใหญ่กวา่ ประเทศญ่ีปุ่นกว่า 30 เท่า มีพลเมืองมากกว่าญป่ี ุ่นถึง 10 เท่า แต่พลงั การผลติ กลับน้อยกว่าญ่ีปุ่น ซ่ึงถ้าจะจัดอันดับของมหาอานาจกันจริงๆ แล้วญี่ปุ่นก็อาจจะเหนือกว่าจีน เพราะว่าการท่ีญ่ีปุ่นสามารถ ต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ได้ก็แสดงว่าญ่ีปุ่นสามารถท่ีจะต่อเรือบรรทุกเคร่ืองบินและเรือประจัญบานได้ และการท่ีญี่ปุ่นสามารถผลิตรถยนต์ได้นับลา้ นคันก็แสดงว่าญี่ปุ่นสามารถผลิตรถถังได้เช่นกัน โปรดสังเกต ดสู งครามโลกคร้ังท่ี 2 ที่เยอรมันและญี่ปนุ่ แพ้สงคราม ก็เนื่องมาจากพลังในการผลิตสู้สหรัฐอเมริกาไม่ได้เช่น เคร่ืองบินรบของญี่ปุ่นถูกยิงตก 30 เครื่อง ญ่ีปุ่นอาจจะสร้างขึ้นใหม่ได้สัปดาห์ละ 10 เครื่อง แต่ใน ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาสามารถผลิตเครื่องบินทดแทนได้สัปดาห์ละ 500 เคร่ือง เมื่อเป็นดังนี้แล้ว สหรัฐอเมริกาจึงสามารถกาชัยในสงครามได้ในท่ีสุด แต่ถ้าเราพิจารณากันให้ละเอียดก็จะพบว่า ญ่ีปุ่นขาด แคลนทรัพยากรธรรมชาติท่ีสาคัญย่ิง คือ เหล็กและน้ามัน ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีญ่ีปุ่นต้องซื้อมาจากต่างประเทศถ้า ญ่ีปุ่นถูกตัดขาดจากแหล่งวัตถุดิบแล้ว ญี่ปุ่นก็คงจะอยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังน้ัน การเป็นมหาอานาจของญ่ีปุ่นก็ ต้ังอยู่บนฐานทไ่ี มส่ ู้จะม่ันคงนกั ไม่เหมือนกับจีนซึ่งมที รัพยากรธรรมชาติเหล่านีอ้ ยอู่ ย่างอุดมสมบูรณ์เพียงแต่ ความรทู้ างด้านเทคโนโลยแี ละทางการจัดการธรุ กิจยังสูญ้ ี่ปนุ่ ไม่ไดเ้ ท่านัน้ เอง อน่ึง อาวธุ นิวเคลียร์นั้นเป็นส่ิงท่ีมีอานาจในการทาลายล้างท่ีน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างย่ิง ในปี พ.ศ. 2488 สหรฐั อเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่เมืองฮโิ รชิมา ประเทศญี่ป่นุ สง่ ผลใหม้ ีผู้เสียชวี ิตถึง 75,000 คน บาดเจ็บอีกกว่าแสนคน ตึกรามบ้านช่องในเมืองฮิโรชิมาประมาณ 67% ถูกทาลายลงอย่างส้ินเชิง ระเบิด ปรมาณูลูกท่ีว่านี้ (ช่ือว่า FAT MAN) มีอานาจทาลายล้างเทียบเท่าดินระเบิด T.N.T. จานวน 20,000 ตัน แต่ เมือ่ เทียบกับระเบิดไฮโดรเจนที่สหรัฐอเมรกิ าทาการทดลองเม่ือปี พ.ศ. 2497 ซ่ึงปรากฏว่ามีอานาจทาลายล้าง เทียบเท่ากับดินระเบิด T.N.T จานวน 14,000,000 ตัน (ซ่ึงเม่ือดูดังนี้แล้วระเบิดปรมาณูท่ีไปถล่มฮิโรชิมาก็ เป็นแค่ประทัดเท่าน้ันเอง) ในปัจจุบันระเบิดไฮโดรเจนจะมีอานาจทาลายล้างเพิ่มข้ึนอีกสักกี่ร้อยเท่าก็ยังไม่ สามารถประมาณได้ ดังน้ัน การพิจารณาประเทศท่ีเป็นมหาอานาจก็จาเป็นต้องพิจารณาถึงประเทศที่มีอาวุธ นิวเคลียร์ด้วย และอาวุธนิวเคลียร์น้ีเองท่ีทาให้ประเทศที่มีเนื้อที่น้อย ๆ เช่น อังกฤษ ญ่ีปุ่น ตกอยู่ในฐานะท่ี ลาบากเพราะไม่มีที่จะหลบซ่อนได้ หากว่าโดนระเบิดไฮโดรเจนเข้าไปสัก 2-3 ลูก ก็อาจจะจมทะเลหายไปจาก แผนท่ีโลกเลยก็เป็นได้ แต่ท้ังนี้การที่มีอาวุธนิวเคลียร์ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นท่ีน่าหวาดวติ กเสมอไป หาก ว่าประเทศท่ีมีอาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่มีขีปนาวุธหรืออาวุธจรวดท่ีจะมาช่วยในการทาสงครามกดปุ่มได้ก็ไม่
219 สามารถจัดเป็นมหาอานาจได้ เพราะการท่ีจะเอาระเบิดไฮโดรเจนบรรทุกใส่เคร่ืองบินไปทิ้งลงยังดินแดนของ ศตั รูเป็นเรื่องที่ล้าสมัยเสยี แล้ว เน่ืองจากระบบเรดา้ ร์ที่ดีเย่ียมในปัจจุบันจะทาให้เครื่องบินที่ล่วงล้าเข้าไปถูก ยิงตกลงเสียก่อน (หรืออาจจะถูกยิงร่วงลงมาต้ังแต่ยังบินไม่พ้นดินแดนของตนก็ยังได้) เม่ือเป็นดังน้ี การมี อาวุธนิวเคลยี รก์ ็ไม่มีประโยชน์อะไร ในปัจจุบันประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรงั่ เศส สาธารณรฐั ประชาชนจีน ปากีสถาน และอินเดีย สาหรับประเทศอน่ื อกี หลาย ประเทศ เช่น ญ่ีปุ่น เยอรมัน อิสราเอล แคนาดา แอฟริกาใต้ เป็นต้น ก็มีความสามารถที่จะผลิตอาวุธ นิวเคลยี รไ์ ด้แต่ยงั ไม่ทา ดงั น้ีแลว้ อานาจของประเทศจึงเก่ียวข้องกบั เศรษฐกิจและการผลิต ทรัพยากรธรรมชาติและ ความสามารถทางอาวุธนวิ เคลียร์ คาจากัดความของคาว่า “อานาจของประเทศ” คือ ความสามารถของประเทศหน่ึงที่ สามารถทาให้ประเทศอ่ืนทาตามที่ตนปรารถนาได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศมหาอานาจที่สาคัญในปัจจุบัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศท่ีมีอานาจมากก็เพราะว่าสามารถทาให้ประเทศอ่ืนๆ ทาตามท่ีตน ปรารถนาได้มากนั่นเอง เร่ืองอานาจนี้ถา้ พิจารณาดหู ลายๆ ประเทศพรอ้ มกันกอ็ าจจะลาบากท่ีจะตัดสนิ ว่า อานาจของประเทศใดมีมากกว่ากัน แต่ถ้าพิจารณาดูคราวละ 2 ประเทศก็จะดูง่ายข้ึนมาก เช่น สหรัฐอเมริการบชนะญี่ปุ่น เม่ือ พ.ศ. 2488 ก็แสดงว่าสหรัฐอเมริกามีอานาจมากกว่าญ่ีปุ่น เพราะสามารถ เข้าไปยึดครองและจัดการญี่ปุ่นได้ตามความพอใจ แต่ถ้าพิจารณาดูประเทศไทยกับประเทศเวียดนามก็ยาก ท่ีจะตัดสินได้ว่าใครมีอานาจมากกว่ากัน เพราะต่างคนก็ไม่สามารถทาให้แต่ละประเทศทาตามท่ีตน ปรารถนาได้ แต่ส่ิงท่ีผู้ศึกษาต้องระมัดระวังในการพิจารณาเรื่องอานาจของประเทศในขอบเขตท่ีจากัด เพราะจะทาให้เขา้ ใจผิดไดม้ าก เช่น ในกรณที ่ีเวียดนามสามารถขับไลส่ หรฐั อเมริกาออกไปจากประเทศไดใ้ น สงครามเวียดนาม นั้นหมายความว่าเวียดนามมีอานาจมากกว่าสหรัฐอเมริกา เพราะสามารถบังคับให้ สหรัฐอเมรกิ ากระทาตามที่ตนปรารถนาได้ คือ ต้องถอนทหารออกไปจากเวียดนามน้ันมิได้ เนื่องจากว่าใน อาณาเขตของเวียดนามแล้ว เวียดนามมีอานาจเหนือกวา่ แต่เมื่อพิจารณาในระดับโลกและต่อประเทศอ่ืนๆ แล้วสหรฐั อเมรกิ ากย็ ่อมมอี านาจมากกวา่ เวียดนามแนน่ อน การขยายอานาจของประเทศในสมัยกอ่ นเป็นไปในรูปทเี่ รียกว่า จักรวรรดินิยม ซ่ึงหมายความ ถงึ การยึดครองอาณานิคม หรือการขยายอานาจทางการเมอื ง และ/หรือการขยายอานาจทางเศรษฐกิจของ ประเทศหน่ึงเข้าครอบงาอีกประเทศหน่ึง การขยายอานาจแบบเข้ายึดครองประเทศอื่นเป็นอาณานิคมน้ัน เป็นท่ีนิยมก่อนสมัยสงครามโลกครั้งท่ี 2 แต่ในสมัยปัจจุบันการกระทาอย่างน้ันเป็นการล้าสมัยไปเสียแล้ว เพราะว่าจะได้รบั การต่อต้านจากชาวพ้ืนเมืองของแต่ละประเทศ ประกอบกับการท่ีอุดมการณ์ชาตินิยมได้ แพร่กระจายไปท่ัวโลก นอกจากนี้ถ้าจะต้องการเอากองทหารไปคุ้มครองชาวนาทานาหรือเอาไปคุ้มครอง
220 เหมอื งแร่ ผลผลิตท่ีได้มาก็ย่อมไมค่ ุ้มกับค่าใช้จ่ายเป็นแน่ ดังน้ัน ในปัจจุบันน้ีอาณานิคมเมืองข้ึนถูกปล่อย เปน็ เอกราชแทบหมดส้ินแลว้ โดยสงบและด้วยความยินยอมของทง้ั สองฝ่าย แตท่ กุ วันนี้จกั รวรรดนิ ยิ มมักจะมาในรปู ของเศรษฐกิจ ซงึ่ กเ็ ปน็ การใชอ้ านาจทางเศรษฐกิจทา ให้ประเทศอ่ืนทาตามท่ีตนปรารถนาได้ เช่น ประเทศอิสราเอลจาต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางอาวุธและ เศรษฐกิจจากสหรฐั อเมริกา ดงั นั้น อเมรกิ าจึงสามารถที่จะทาใหอ้ ิสราเอลหยดุ ยิงและยอมเจรจากบั อยี ิปต์ได้ เพราะอสิ ราเอลตอ้ งพ่งึ พาสหรฐั อเมริกา หรอื การทีป่ ระเทศไทยต้องไปกู้ยมื เงินจากกองทุนการเงินระหวา่ ง ประเทศ (IMF) และญ่ีปุ่นผ่านธนาคารเพ่ือการพัฒนาเอเซีย (ADB) ทาให้ไทยต้องถกู ข้อผูกมัดให้ต้อง ปรับเปล่ียนนโยบายเศรษฐกิจในประเทศให้เป็นไปตามที่เจา้ หน้ีเหลา่ น้ีต้องการดว้ ย ถ้าไทยไม่ทาก็จะ ไม่ไดร้ ับเงินกหู้ รือไม่ผ่านการอนุมัตเิ งนิ ชว่ ยเหลือในงวดต่อไป เปน็ ตน้ 9.8.4 เกียรติภูมขิ องประเทศ เรื่องเกียรติภูมขิ องประเทศนี้นับเป็นองค์ประกอบที่สาคญั ยงิ่ ในการวางนโยบายต่างประเทศ เพราะเก่ียวเนื่องกับความน่าเชื่อถือในเวทีโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับการติดต่อค้าขาย การส่งเสริมการ ลงทุนในประเทศและการขยายอานาจโดยท่วั ไปก็จะเห็นได้จากการท่ีประเทศหน่ึงๆ ส่งข้าราชการไปประจา สถานทตู ในตา่ งประเทศก็จะเพิ่มเงนิ พิเศษใหเ้ พอ่ื ท่ีจะได้อยู่อาศยั อยา่ งดีไม่ให้ชาวต่างประเทศดูแคลนได้ พูด ง่ายๆ ก็คือว่าเพื่อศักด์ิศรีของประเทศ หรือความพยายามแสดงบทบาทเป็นผู้นาของเวทีโลก ในองค์การ ภมู ิภาค การสง่ ทหารเข้าร่วมกับภารกิจของสหประชาชาติหรือความพยายามขอเปน็ เจ้าภาพจัดการแขง่ ขัน กีฬาระดับใหญ่ๆ กเ็ ชน่ กัน สรุป ปัจจัยกาหนดผลประโยชน์ของชาติ ได้แก่ ความอยรู่ อดปลอดภัยของประเทศ ความมั่ง คั่งทางเศรษฐกิจ การขยายอานาจของประเทศและเกียรติภูมิของประเทศ โดยปัจจัยแรกความอยู่รอด ปลอดภัยของประเทศมีความสาคัญต่อการกาหนดผลประโยชน์ของชาติเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องคานึงถึงก่อน ปจั จัยอื่นๆ สว่ นความมั่งค่ังทางเศรษฐกิจสามารถเปรียบเทียบไดก้ ับพละกาลังของประเทศซ่ึงสง่ ผลกระทบ ถงึ การขยายอานาจและเกียรติภมู ิของประเทศอย่างหลกี เลี่ยงมิได้ เห็นได้ชัดเจนจากสหรฐั อเมรกิ าท่มี ีปจั จัย ภายในคือ ความมั่งค่ังทางเศรษฐกิจเป็นจดุ แข็งทาให้สามารถแผ่ขยายอานาจอิทธพิ ลตามความปรารถนาได้ และรักษาเกียรติภูมิของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอานาจอันดับหนึ่งของโลก จึงพยายามกาหนดบทบาท ของตนให้เป็นผรู้ กั ษาระเบียบโลก 9.9 ความสามารถของชาติ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (มปป: 141-144) อธิบายว่า องค์การหรือบุคคลใดจะกาหนดผลประโยชน์ของ ชาติไดม้ ากน้อยเพียงใดจะเป็นประโยชน์ได้จริงหรือไมน่ ั้นข้ึนอยูก่ ับปัจจัยความสามารถของประเทศปัจจัยท่ี- กาหนดความสามารถของชาติ มดี งั นี้
221 9.9.1 สถานทต่ี ง้ั ของประเทศทางภมู ิศาสตรก์ ับทางดา้ นยุทธศาสตร์ สภาพภูมิศาสตร์ของประเทศมีความสัมพันธ์ต่ออานาจและอิทธิพลของประเทศอย่างมาก ทีเดียว ซ่ึงองค์ประกอบสาคัญที่ต้องพิจารณามีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 3 ประการ คือ 1) ขนาดของประเทศ 2) รปู ร่างของประเทศ และ 3) ทต่ี ง้ั ของประเทศ 9.9.1.1 ขนาดของประเทศ ดินแดนของประเทศต่างๆ มีขนาดใหญ่/เล็กไม่เท่ากัน อาทิเช่น รัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศท่ีมีเนื้อท่ีกว้างใหญ่ท่ีสุดในโลก คือ 17,078,000 ตารางกิโลเมตร สหรัฐอเมริกามีเน้ือที่ 9,561,000 ตารางกิโลเมตร ไทยมีเนื้อท่ี 513,118 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่นครรัฐวาติกันมีเนื้อท่ีเพียง 0.4 ตารางกิโลเมตร เท่าน้ัน ขนาดท่ีกว้างใหญ่ของประเทศเป็นที่มาของอานาจ กล่าวคือ เมื่อมีพ้ืนที่กว้างใหญ่ ไพศาลก็ย่อมมีทอี่ ยู่อาศัยของประชาชนได้เป็นจานวนมาก มีแรงงานมาก ประเทศอย่างนครรัฐวาติกันย่อมไม่ สามารถบรรจุคนได้ถึงร้อยล้านคนเป็นแน่ อีกประการหนึ่งการมีพื้นที่กว้างใหญ่น้ันทาให้มีโอกาสค้นพบ ทรพั ยากรธรรมชาตไิ ดม้ ากขน้ึ หลากหลายขน้ึ นอกจากน้ี พื้นที่อันกว้างใหญ่ก็ยังเป็นประโยชน์ในการรบ เพราะหากถูกบุกก็อาจถอยร่นลึก เข้าไปในประเทศได้โดยที่ไม่จาเป็นต้องยอมแพ้ แบบเดียวกับที่รัฐเซียถกู ฝร่ังเศสบุกในสมัยของนโปเลียนและ ถูกเยอรมันบุกในสมัยของฮิตเลอร์ ซ่ึงท้ังสองคร้ังนี้ผู้รุกรานบุกเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถยึดได้หมดประเทศ เสียที ทาให้ในท่ีสุดผู้บุกก็ต้องพ่ายแพ้ไปเอง หรือกรณีเก่ียวกับระเบิดนิวเคลียร์ดังที่กล่าวมาแล้วว่าหาก ประเทศมีพ้ืนท่ีเล็กก็สามารถที่จะถูกทาลายได้โดยระเบิดนิวเคลียร์ไม่กี่ลูกโดยไม่มีทางหลบเลี่ยงได้ หรือใน กรณีที่จีนรบกับญ่ีปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญ่ีปุ่นได้ชัยชนะตลอดมาแต่ก็ไม่สามารถยึดครองจีนได้ท้ัง ประเทศ รัฐบาลจีนได้ถอยลึกเข้าไปในประเทศจนกระทั่งญ่ีปุ่นเปิดสงครามแนวใหม่จึงทาให้จีนรอดพ้นจาก การพา่ ยแพไ้ ปได้ 9.9.1.2 รูปร่างของประเทศ บางประเทศมีรูปร่างกะทัดรัด มีดินแดนติดต่อกันเป็นผืนเดียว เช่น สเปน ฝร่ังเศส สวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ไทย ฯลฯ ย่อมมีโอกาสสร้างความเจริญและความสามัคคี ภายในประเทศได้สะดวกกว่าประเทศที่มีรูปร่างยาว หรือแตกออกเป็นส่วนๆ เช่น ชิลี โปรตุเกส อินโดนีเซีย ฟลิ ิปปินส์ ฯลฯ ในด้านยุทธศาสตร์นนั้ ประเทศที่มีรปู รา่ งกะทัดรดั สามารถวางแผนป้องกันดินแดนได้งา่ ยกว่า เน่ืองจากดินแดนส่วนต่างๆ ทุกทิศสามารถติดต่อกันได้งา่ ยกว่าประเทศท่ีมีรูปร่างแบบบางหรอื แตกออกเป็น สว่ นๆ ซึ่งอาจจะถกู ตัดออกจากกนั ไดง้ า่ ยดว้ ยการโจมตีของข้าศึก 9.9.1.3 ท่ีตั้งของประเทศ นับเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญมากที่สุดองค์ประกอบหน่ึง เพราะประเทศท่ีต้ังอยู่ใกล้ๆ กับประเทศใหญ่ทาให้อานาจยิ่งมีน้อยลงไป เพราะถูกอิทธิพลเข้ากระทบ ครอบงาได้ง่ายและเร็วกว่าท่ีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจหรือว่าทางวัฒนธรรม เช่น ประเทศแคนาดา และเม็กซิโก อยู่ติดกับสหรัฐอเมริกาทาให้ความเจริญตลอดจนกาลังทหารและเศรษฐกิจของทั้งสอง ประเทศที่นับว่าดีพอสมควรหมดความหมายเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาท่ีอยู่ติดกัน หรือประเทศ มองโกเลียตั้งอยู่ระหว่างรัสเซียกับจีนโดยที่ไม่มีทางออกทะเลเลย ทาให้โอกาสท่ีจะสร้างความเจริญและ
222 ความเข้มแข็งให้แก่ประเทศเป็นไปได้ยาก ยากกว่าประเทศนิวซีแลนด์อันเป็นประเทศเล็กๆ ท่ีตั้งอยู่กลาง มหาสมุทรแปซิฟิก ซ่ึงอยู่ใกล้ๆ กับประเทศออสเตรเลีย ทว่าออสเตรเลียไม่ใช่ประเทศมหาอานาจจึงไม่ สามารถครอบงานวิ ซีแลนด์ได้ นอกจากนี้ ประเทศที่มีพรมแดนติดทะเลย่อมมีโอกาสติดต่อกับประเทศอื่นๆ ได้หลายทาง สามารถมกี าลังทางทะเลได้ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา ซงึ่ ตรงกันขา้ มกบั ประเทศท่ีไม่มที างออกทะเล เชน่ ลาว อูกันดา มาลี ไนเจอร์ ชาด มองโกเลีย โบลีเวีย ปารากวัย เป็นต้น จาต้องอาศยั จมูกคนอื่นหายใจตลอดเวลา และถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจได้ง่าย แม้แต่อดีตสหภาพโซเวียตที่มีพ้ืนที่ติดทะเลมากแต่บริเวณเหล่านั้น ส่วนมากก็กลายเป็นน้าแข็งหมดจนใช้การไม่ได้ ดังน้ันจึงต้องพยายามแสวงหาทางออกทะเลน้าอุ่นตาม ชายแดนต่างๆ และขยายอานาจไปในยโุ รปตะวนั ออกในทส่ี ดุ เป็นตน้ ส่วนจดุ ยุทธศาสตร์ เช่น ชอ่ งแคบมะละกา อันเปน็ ช่องทางสาคัญทญ่ี ่ีปุ่นต้องใชใ้ นการบรรทุก นา้ มันมาจากตะวนั ออกกลางนน้ั อย่ภู ายใต้อานาจอธิปไตยของอินโดนีเซยี และมาเลเซีย ดงั น้ัน ญี่ปุ่นจงึ ตอ้ ง เกรงใจประเทศท้ังสองน้ีอย่างมากทีเดียว สว่ นสิงคโปร์ซึ่งมีท่าเรืออยู่ในจุดท่ีสาคัญนี้ก็ทาให้เศรษฐกิจ ของประเทศเจริญก้าวหน้าและเป็นท่าเรือที่สาคัญของภูมิภาค ในทางตรงกันข้าม หากจุดยุทธศาสตร์ ของประเทศดีเกินไป ก็จะเป็นที่หมายปองของหลายประเทศและก่อให้เกิดปัญหาสงครามยืดเยื้อไม่มีที่ สน้ิ สดุ กลายเป็นปัจจยั ท่ีถ่วงความเจริญของประเทศ เช่น กรณีการแย่งชงิ ทีร่ าบสงู โกลานระหว่างอิสราเอล และซีเรยี หรือช่องแคบยิบรอลตา เปน็ ตน้ 9.9.2 ความสามารถทางทรพั ยากรธรรมชาติ ปจั จุบันประเทศที่มีอุตสาหกรรมหนักส่วนใหญ่จาต้องใช้เหล็กกล้า (Steel) เพ่ืองานแทบ ทุกอย่าง ซึ่งวัตถุดิบที่จาเป็นต้องใช้ในการผลิตเหล็กกล้าก็คือ แร่เหล็ก (Iron Ore) และถ่านหิน (Coal) ประกอบกับน้ามันเพ่ือใช้กับเครือ่ งยนต์กลไกต่างๆ ทรัพยากรธรรมชาติน้ีช้ีให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ ในทางเศรษฐกิจและจากความอุดมสมบรู ณ์ทางเศรษฐกจิ ก็มีผลมายังการเมืองด้วย แตใ่ นทานองเดยี วกัน ดินแดนใดสมบูรณ์ก็อาจถูกรุกรานได้ในบางครั้ง เช่น การแย่งชิงแคว้นแคชเมียร์ระหว่างอินเดียและ ปากสี ถาน เนือ่ งจากบริเวณนั้นเป็นดินแดนทม่ี ีทรัพยากรมากนนั่ เอง ดังน้ันในบางคร้ังการที่มีทรัพยากรมากก็อาจเป็นปัจจัยในการทาลายรัฐไปได้ เช่นกนั ประเทศสหรัฐอเมริกาเปน็ ประเทศตัวอย่างที่อุดมสมบูรณ์ไปดว้ ยทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละเป็น ประเทศมหาอานาจได้ส่วนประเทศอิหร่าน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ซ่ึงอุดมไปด้วยน้ามันกลับยังเป็น ประเทศทล่ี ้าหลังอยู่ส่วนประเทศญี่ปนุ่ ที่ขาดแคลนทรัพยากรแต่สามารถสรรหามาไดแ้ ละสามารถกา้ ว ขึ้นเปน็ มหาอานาจได้ ฉะนั้นเราจะตอ้ งพิจารณาสว่ นประกอบอนื่ ๆ ด้วย เช่น ประชาชน นโยบายของ รัฐบาล เป็นตน้ 9.9.3 ความสามารถทางด้านกาลังคน ความอยู่รอดของรัฐขึ้นอยู่กับทรัพยากรมนุษย์นี่เอง กล่าวคือ เม่ือประชากรส่วนใหญ่มี
223 การศึกษาดีมีความรู้ทางเทคโนโลยีสูง มีสุขภาพอนามัยดี เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนดี ก็ย่อมนา ประเทศชาตไิ ปสู่ความเจริญรุ่งเรอื งได้ ตัวอย่างเช่น ประเทศญ่ีปุ่นซ่ึงมีประชากรกว่า 125 ล้านคนในเนื้อท่ี เพียงแค่ 3 ใน 4 ของประเทศไทย ทรพั ยากรท่ีสาคญั เช่น เหลก็ ถา่ นหิน และน้ามันกข็ าดแคลน แต่ดว้ ยคุณภาพของประชาชนเป็นหลักสาคญั ท่ีทาให้ญี่ปุ่นเจริญก้าวหนา้ จนกลายเป็นมหาอานาจ ทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาเท่าน้ัน ตัวอย่างของคุณภาพประชาชนนั้น ชาวยิวใน ประเทศอิสราเอลนับว่าเป็นตัวอยา่ งอันดียิ่ง ประเทศอิสราเอลน้ันเพิ่งจะก่อตงั้ ขึ้นมาภายหลงั สงครามโลกครั้งที่ 2 น้ีเอง โดยประกอบข้ึนจากชาวยิวทั่วโลกที่มีการศึกษาดี รู้จักสิทธิและหน้าท่ีของตนเป็นอย่างดีและพร้อมที่จะ เสียสละเพื่อชาติเสมอ เม่ือครั้งสงครามระหว่างยิวและอาหรับ เม่ือ พ.ศ. 2510 นั้น หากพิจารณาจากจานวน พลเมือง กาลังทหาร และทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ประเทศอิสราเอลแทบไม่มีประตูสู้ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า ประเทศอิสราเอลกลับได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ทั้งน้ีกุญแจแห่งชัยชนะท่ีสาคัญอย่างหนึ่งก็คือ ชาวยิวทั้งชาย และหญิงได้ร่วมมือร่วมใจกันอย่างแท้จริง ขวัญและกาลังใจประกอบกับคุณภาพการศึกษาของชาวยิวช่วยให้ อิสราเอลไดร้ ับชัยชนะในคร้งั นน้ั จานวนประชากรในรัฐหนึ่งๆ นั้นควรจะมีเท่าใดเพ่ือความเจริญก้าวหน้านั้นไม่สามารถ กาหนดได้อย่างแน่นอน เพราะขึน้ อยกู่ ับคุณภาพมากกว่าปรมิ าณ หากมที ง้ั คุณภาพและปริมาณรฐั น้ัน ก็เจริญ หรือหากปริมาณน้อยแต่คุณภาพมากกเ็ จริญไดเ้ ช่นเดียวกนั นักรัฐศาสตร์ส่วนมากมีความเห็นว่ารัฐท่ีมีพลเมืองเช้ือชาติเดียวกัน (Homogeneity) รวมทงั้ มีภมู ิหลังทางวัฒนธรรมและภาษาคล้ายคลงึ กันจะมีความเข้าใจกันและพรอ้ มท่ีจะตกลงกนั ใน เร่ืองระบบการเมืองของรัฐได้ง่ายกว่ามีพลเมืองหลายเชื้อชาติ (Heterogeneity) ท้ังนี้เน่ืองจากข้อ ขัดแย้งซึ่งกันและกันอาจมีน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย ฝร่ังเศส สวีเดน เป็นต้น ส่วนรัฐที่มีประชาชน หลายเช้ือชาติ หลายภาษา หลายศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนภูมิหลังท่ีแตกต่างกันไปโอกาสที่จะมีข้อ ขัดแย้งกันก็จะมีมากข้ึน เช่น เรื่องของการแบ่งแยกดินแดน การก่อความไม่สงบ ดังเช่นท่ีประเทศพม่า ประกอบด้วย ชาวมอญ ไทยใหญ่ กะเหร่ียง จีน หรือท่ีประเทศมาเลเซียประกอบด้วยชาวจีน อินเดีย และชาว พื้นเมืองมาเลย์ ก็เกิดความไม่สงบอยู่บ่อยๆ ดังน้ีเป็นต้น แต่หากจะมองในมุมกลับ สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็น ประเทศที่มีพลเมืองหลายเชื้อชาติ (Heterogeneity)ก็ยังสามารถเป็นประเทศอภิมหาอานาจได้ เชน่ กนั สรุป ความสามารถของชาติ ข้ึนอยู่กับปัจจัยเหล่าน้ี หนึ่ง สถานที่ตั้งของประเทศทาง ภูมิศาสตร์กับทางด้านยุทธศาสตร์ สอง ความสามารถทางทรัพยากรธรรมชาติ และสาม ความสามารถ ทางด้านกาลังคน ซ่ึงปัจจัยทั้งสามจะประกอบข้ึนมาเป็นความสามารถของชาติอันจะนาไปสู่ผลประโยชน์ ของชาติทีก่ าหนดไวน้ ั้นจะเปน็ จริงไดม้ ากน้อยเพยี งใดขึ้นอยกู่ ับความสามารถของชาตนิ นั่ เอง
224 9.10 ดลุ แหง่ อานาจ 9.10.1. อานาจ ทองใบ ธีรานันทางกูร (หงส์เวียงจันทร์) (มปป: 46-47) ได้อธิบายความหมายและ ความสาคัญของอานาจ (Power) ไว้ดังน้ี อานาจ คือ อิทธิพลและการควบคุมท่ีชาติหน่ึงแสดงออกมาต่ออีก ชาติหนึ่ง อานาจนจ้ี ะเป็นทั้งมรรควธิ ีทร่ี ัฐต่างๆ ต้องใชแ้ ละเปน็ เป้าหมายที่รัฐต่างๆ ตอ้ งการจะบรรลถุ ึงดว้ ยใน การแข่งขันในทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคมกับรัฐอื่น ถึงแม้ว่าการกระทาหรือพฤติกรรมทุก อยา่ งของรัฐไม่จาเป็นว่าจะต้องมีแรงกระตุ้นมาจากเรื่องของอานาจนเ้ี สมอไปก็ตาม แต่ทว่าพฤติกรรมหรือการ กระทาของรัฐท่ีเก่ียวข้องโดยตรงกับการส่งเสรมิ หรือการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติจะมีส่วนเก่ียวข้องอย่าง ลึกซึ้งอยู่กับการเมืองเร่ืองอานาจน้ี การใช้และการแสวงหาอานาจน้ีจะดาเนินการโดยผู้มีอานาจตัดสินใจ ซึ่ง จะเป็นผู้ใช้กลไกของรัฐบาลของตนไปเพ่ือพัฒนาและดาเนินนโยบายต่างประเทศน่ันเอง ดังนั้น อานาจทาง การเมืองจึงเป็นเร่ืองท่ีเก่ียวข้องกับสัมพันธภาพทางจิตวิทยาระหว่างบุคคลช้ันผู้นาซึ่งเป็นผู้ใช้อานาจนี้กับ บคุ คลท่ีไดร้ ับอิทธิพลหรือถกู ควบคุมโดยอานาจนี้ การใช้อานาจสามารถกระทาได้ในหลายรูปแบบ เป็นต้นว่า การชกั นา การทาสงครามทางอุดมการณ์ และจิตวิทยา การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ การใชข้ ้ออ้างทาง ศีลธรรม การแผ่ลทั ธิจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม การใช้มาตรการบีบบังคบั ทท่ี างกฎหมายรับรองแต่ ยงั ไมถ่ ึงข้นั ทาสงคราม และสุดทา้ ยคือการทาสงคราม ความสาคญั การใช้อานาจทางการเมือง เป็นลักษณะสาคญั ของระบบรฐั นับแต่ท่ไี ด้เกิด แนวความคิดเร่ืองอานาจอธิปไตยข้ึนมา พวกรัฐใหญ่ๆ มักใช้และแสวงหาอานาจบ่อยกว่าและมี ประสิทธิผลกว่ารัฐเล็กๆ แต่นโยบายจะสาเร็จหรือไม่ ข้ึนอยกู่ บั ขดี ความสามารถของรัฐนนั้ ๆ อกี ทีหนึ่ง เมอื่ รัฐหนึง่ รัฐใดแสวงหาอานาจเพิม่ มากข้นึ ชาติต่างๆ ที่ถูกคกุ คามหรือถูกกระทบโดยนโยบายเหลา่ น้ี กจ็ ะแสดงปฏิกิริยาออกมาโดยการเสริมสร้างอานาจของตนเองข้ึนมาบ้าง ดังนั้น อานาจของรัฐที่แสดงออกมา ในลักษณะท่ีก้าวร้าวมากๆ ก็จะถูกควบคุมโดยการเกิดอานาจต้านทานของฝ่ายที่ถูกคุกคามนั้น ซึ่งก็จะส่งผล ให้วิวัฒนาการไปเป็นดุลอานาจได้เหมือนกัน นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีสิ่งท่ีจะคอยช่วยขัดขวางมิให้มีการใช้ อานาจในระบบรัฐอ่ืนๆ อีก คือ กฎหมายระหว่างประเทศ มติโลก ข้อตกลงในการลดกาลังรบ ข้อตกลงในการ ควบคมุ อาวุธ และขอ้ ตกลงเกี่ยวกับความมน่ั คงร่วมกัน อยา่ งเชน่ ระบบของสหประชาชาติ เปน็ ต้น 9.10.2 ดุลแห่งอานาจ ทองใบ ธีรานันทางกูร (หงส์เวียงจันทร์) (มปป: 25) อธิบายถึง ดุลอานาจว่า ดลุ อานาจ คือ แนวความคิดว่าด้วย วิธีการที่รัฐต่าง ๆ ใช้จัดการกับปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ ในรูปแบบของ การยักย้ายความเป็นพันธมิตรและการเข้าฝึกเข้าฝ่ายระบบดุลแห่งอานาจน้ีเกิดขึ้นจากการรวมผลประโยชน์ ของแตล่ ะรฐั ท่มี คี วามเกีย่ วข้องกนั ให้เข้ามารวมอยู่ดว้ ยกัน เพือ่ ขดั ขวางผลประโยชน์ของรัฐอื่นๆ ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (2548: 238-239) ได้อธิบายเร่ืองดุลแห่งอานาจไว้ดังนี้ ดุลแห่ง อานาจ (Balance of Power) เป็นคาที่มีความสาคัญที่สุดคาหน่ึงในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเราใช้ แนวคิดเร่ืองดุลแห่งอานาจเพื่อวิเคราะห์ประเภทของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เช่น ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม กันของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในช่วงหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 เรียกว่า ดุลแห่งอานาจเท่าเทียมแต่
225 เม่ือใดท่ีรัฐใดรัฐหน่ึงมีความอ่อนแอกว่ารัฐหนึ่งโดยเปรียบเทียบ จะเรียกว่า ดุลแห่งอานาจไม่เท่าเทียม เช่น สหภาพโซเวียตกับจีนในช่วงสงครามเย็น แต่ดุลแห่งอานาจก็อาจจะไม่เป็นอย่างเดิมตลอดไป หากรฐั ใดรัฐหนึ่ง สร้างความเข้มแข้งข้ึนมาโดยวิธีการใดวิธีการหน่ึง จะทาให้ดุลแห่งอานาจน้ันเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นปี 1982 อิสราเอลซ่ึงเคยมีดุลแห่งอานาจน้อยกว่าประเทศอาหรับ ได้ยกทัพเข้าไปในเลบานอน ฆ่าทหารซีเรีย และบังคับให้ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ออกจาก PLO ทาให้ดุลอานาจของอิสราเอลกลับมามีอานาจ เหนอื ชาตอิ าหรับทันที การพิจารณาเรื่องดุลแห่งอานาจ ไม่ได้จากัดเฉพาะความสัมพันธ์เชิงอานาจระหว่างรัฐ 2 รัฐ เท่านั้น แต่มันยังหมายถึงรัฐอ่ืนๆ หรือระบบพันธมิตรที่รวมตัวกันเพ่ือให้รัฐชาติมีความเข้มแข้งมากข้ึนอีก ด้วย ในช่วงปี ค.ศ. 1940 และ ปี ค.ศ. 1950 สามารถใช้ทฤษฎีดุลแห่งอานาจอธิบายโลกเราได้ว่า โลกเรา แบ่งเป็น 2 ขั้วอานาจอย่างชัดเจน คือ ข้ัวสหรัฐอเมริกา ท่ีชูนโยบายทุนนิยมและประชาธิปไตย และข้ัว สหภาพโซเวยี ตที่ชนู โยบายสังคมนิยมคอมมวิ นิสต์ สองชาติน้ีมกี ารแบ่งข้ัวกันชัดเจนว่าใครอยู่ฝ่ายใคร เช่น สหภาพยโุ รปและญ่ีป่นุ อยู่ฝ่ายเดียวกับสหรฐั อเมรกิ า และประเทศจนี อยู่ฝ่ายเดียวกับสหภาพโซเวยี ต อย่างไรก็ตาม ขั้วอานาจก็เปล่ียนแปลงไปโดยในช่วงทศวรรษท่ี 1960 น้ัน กลุ่มประเทศโลกท่ี สาม ประเทศใหญ่ๆ ที่อยู่ในสมาชิกกลุ่มนี้ เช่น อินเดีย และอียิปต์ เป็นต้น ซ่ึงเป็นกลุ่มแกนนาที่แยกตัว ออกมาเป็นกลุ่มต่างหากไม่ฝักใฝ่ฝา่ ยใด สาเหตุท่ีทาให้เป็นเช่นน้นั เป็นเพราะการเพิ่มมากข้ึนของกลุ่มประเทศ โลกท่ีสามหลังการได้รับการปลดปล่อยจากประเทศอาณานิคม และประเทศโลกที่สามเหล่านี้ไม่ต้องการอยู่ ภายใต้คาบงการของประเทศใดเหมือนสมัยอาณานิคมอีก นอกจากนี้การท่ีญ่ีปุ่นและยุโรปเริ่มมีความ แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจข้ึน ทาให้ค่อนข้างถอยออกมาจากการเป็นบริวารของสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ. 1955 – 1960 น้ันจะเห็นได้ว่า รัสเซียกับจีนเริ่มแตกคอกัน จีนจึงออกมาจากค่ายของสหภาพโซเวียต และตั้ง ตัวไม่เข้ากับใครแต่สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอีกคร้ัง ปัจจุบัน การล่มสลาย ของสหภาพโซเวียต ทาให้วิธีการมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นแบบขั้วอานาจเช่นน้ียากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่า ในโลกปัจจุบันน้ีมีระบบขั้วอานาจอยู่กี่ข้ัวกันแน่ แนวความคิดบางส่วนให้ ความเห็นว่ามีอยู่ขั้วอานาจเดียว คือ สหรัฐอเมริกาท่ีเป็นกระแสหลักของโลก หรือโลกได้แบ่งเป็นหลายขั้ว โดยมมี หาอานาจคอื จีน สหภาพโซเวียต และสหภาพยโุ รป มาเปน็ ตัวแสดงที่สาคญั ทัดเทียมกับสหรัฐอเมริกา สรุป ดุลแห่งอานาจ คือ อานาจท่ีเท่าเทียมกันระหว่างประเทศต่อประเทศ หรือ กลุ่มประเทศ ต่อกลุ่มประเทศ ซ่งึ มีอานาจท่ีเท่าเทียมกันในการต่อรองทางการค้า หรือ ทางการทหาร และการทาธุรกิจไม่มี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งท่ีด้อยกว่าหรือเสียเปรียบ ดุลแห่งอานาจในปัจจุบันไม่มีความชัดเจนเหมือนในอดีต แต่ อยา่ งไรกต็ าม ผลจากดุลแห่งอานาจในอดีตก็ยงั มีอิทธพิ ลต่อปัจจุบนั
226 9.11 องคก์ ารระหวา่ งประเทศ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (2543: 137-143) อธิบายว่า องค์การระหว่างประเทศน้ัน คือ องค์การท่ีรัฐจานวน ตั้งแต่ 2 รัฐข้ึนไปมาร่วมกันดาเนินงานเพ่ือวัตถุประสงค์ในการป้องกันตนเองและอานวยประโยชน์แก่นานา ประเทศ เม่ือเราพิจารณาดูตามประวัติศาสตร์แล้วจะเห็นว่าองค์การระหว่างประเทศได้ก่อตั้งขึ้นหลายต่อหลาย ครั้งแล้วในรอบร้อยปีท่ีผ่านมาน้ี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การระหว่างประเทศได้ ตั้งข้ึนใหม่เกือบ 700 องค์การ ในปี พ.ศ. 2503 ปรากฏว่ามีองค์การระหว่างประเทศมากกว่า 1,000 องค์การ ซึ่งก็ ไดเ้ พม่ิ มากขึ้นอีกในปัจจุบัน ปัจจบุ นั องค์การระหวา่ งประเทศแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ดงั นี้ 9.11.1 องค์การระหว่างประเทศของเอกชน (Non-Government Organization) องค์การระหว่างประเทศของเอกชน คือ กลุ่มบุคคลซ่ึงร่วมกันต้ังองค์การระหว่างประเทศ เพื่อจุดมุ่งหมายในการแลกเปลี่ยนความรู้ วัฒนธรรม เผยแพร่ศาสนา การกุศล วิทยาศาสตร์ และการค้า เป็น ตน้ ซ่ึงเราก็จะมองเห็นอยู่ทั่วไป เชน่ สโมสรไลออนส์ โรตาร่ี วายเอ็มซีเอ เปน็ ต้น องคก์ ารระหวา่ งประเทศของ เอกชนน้ัน โดยมากพยายามท่ีจะให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือและแนะนากิจการของตนด้วย ซึ่งทาให้การแบ่ง องค์การระหว่างประเทศของเอกชนกับของรัฐบาลน้ันดูยากขนึ้ 9.11.2 องคก์ ารระหวา่ งประเทศของรฐั บาล (Governmental Organization) องค์การระหว่างประเทศของรัฐบาล คือ องค์การซ่ึงแต่ละประเทศได้ร่วมกันตั้งเพ่ือ ผลประโยชน์ต่างๆ ร่วมกันซึ่งมีอยู่เป็นจานวนมากเช่นกัน เช่น องค์การสหประชาชาติ(United Nations), องค์การระหว่างประเทศ (International Labor Organization: ILO), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF), ธนาคารโลก (International Bank for Reconstruction and Development: World Bank), องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization: FAO), องคก์ ารอนามยั โลก (World Health Organization: WHO) ซงึ่ ในท่ีน้ีจะกลา่ วถึง องค์ การสหประชาชาติ องค์การนาโต้ สมาคมอาเซียน และสหภาพยุโรป อย่างสั้นๆ เก่ียวกับความเป็นมาและ ลกั ษณะขององคก์ ารระหว่างประเทศของรฐั บาลพอเป็นแนวทางในการศกึ ษาตอ่ ไป 9.11.2.1 องค์การสหประชาชาติ (United Nations) คือ องคก์ ารโลกท่ีได้ถือกาเนิด ขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีจุดหมายใหญ่ท่ีจะรักษาสันติภาพของโลกไว้ และพยายาม ป้องกันสงครามซึ่งเป็นสิ่งท่ีจะนาความพินาศมาสู่พลโลก องค์การสหประชาชาตเิ ปน็ องค์การโลก ซึ่ง ได้ก่อต้ังขึ้นจากการเรียนรู้ความผิดพลาดขององค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) ซ่ึงเป็น องค์การโลกเช่นเดียวกับองค์การสหประชาชาติในสมัยหลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 1 ข้อใหญ่ใจความของ ความลม้ เหลวขององคก์ ารสันนิบาตชาติ ก็คือ ประเทศสมาชิกมิได้ใหค้ วามช่วยเหลอื สนั นบิ าตชาติตาม สมควร และการท่ีสมาชิกชาติใดยับยั้งหรือล้มเลิกการกระทาใดๆ ได้โดยเพียงแต่ออกเสียงคัดค้าน เพียงเสยี งเดยี ว (Liberum Veto)
227 ในองค์การสหประชาชาติจึงได้กาหนดว่า รัฐ 5 รัฐคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราช อาณาจักร ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความม่ันคง มีสิทธิที่จะ ยับย้ังการดาเนินการใดๆ ขององค์การสหประชาชาติได้ แม้วา่ ปัญหาน้ันจะได้รับการอภิปราย แต่รัฐท้ัง 5 รัฐ จะยบั ย้ังเร่อื งที่ยังไม่อภิปรายไม่ได้ ดังนั้น องค์การสหประชาชาติจึงจาต้องข้ึนอยู่กับการร่วมมือกันของรัฐทั้ง 5 รัฐนี้กิจการต่างๆ จึงจะดาเนินการไปได้ บ่อยครั้งองคก์ ารสหประชาชาตไิ ม่สามารถจะดาเนินการท่ีสาคัญได้ เพราะการใช้สิทธิยับยั้งบ่อยครั้งของอดีตสหภาพโซเวียต ดังน้ัน สหรัฐอเมริกาจึงเสนอให้มีวิธีการใหม่คือ วิธีการสามัคคีเพ่ือสันติภาพ (Uniting for Place Resolution) คือ ให้มีการนาปัญหาท่ีไม่อาจพิจารณาลงมติ กันได้ในคณะมนตรคี วามมัน่ คงให้สมัชชาใหญพ่ จิ ารณาแทน ซ่ึงในท่ปี ระชุมนี้จะไมม่ ีการลงมติยับยง้ั องค์การสหประชาชาติเปรียบเสมือนแหล่งรวมของรัฐต่างๆ ในโลกมีภาษาทางการ 6 ภาษา คอื ภาษาจนี รสั เซีย อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และอาหรบั (อาระบคิ ) มสี มชั ชาใหญ่เปน็ เสมือนองคก์ ารท่ีแสดงถึง มติโลก ถึงแม้ว่ามติเหล่าน้ีบางมติอาจจะไม่ได้มีการดาเนินการตามมติดังกล่าเลยก็ตาม นอกจากนี้องค์การ สหประชาชาติยังมีหนว่ ยงานตา่ งๆ ท่ีไดบ้ าเพ็ญประโยชน์อย่างใหญ่หลวงในการใหค้ วามช่วยเหลือทางวิชาการ แก่รัฐดอ้ ยการพัฒนา การให้ความช่วยเหลือแก่ผลู้ ้ีภัย (ด้านอาหาร ที่พัทยา และส่งเสริมอนุสญั ญาวา่ ด้วยสิทธิ เด็ก เป็นต้น) การส่งเสริมประชาธิปไตย ช่วยเหลือการจัดการเลือกต้ังในประเทศต่างๆ เช่น กัมพูชา นามิเบีย เอรเิ ทรยี เป็นตน้ การสง่ เสรมิ สิทธมิ นุษยชน การปราบปรามการขนสง่ และใชย้ าเสพตดิ เป็นตน้ หน่วยงานทส่ี าคญั ใหญ่ๆ ขององค์การสหประชาชาตมิ อี ยู่ 7 หน่วยงาน คอื 9.11.2.1.1 สมัชชาใหญ่ (General Assembly) คอื หน่วยทรี่ วมของบรรดา ประเทศสมาชิก ซ่ึงแต่ละประเทศสมาชิกจะมีผู้แทนไปนั่งในที่ประชุมได้ 5 คน และถือว่าแต่ละ ประเทศมีคะแนนเสียงเท่าเทยี มกนั คอื ประเทศละ 1 เสยี ง ในการตกลงปัญหาเก่ียวกับสันติภาพและ ความมั่นคงจะตอ้ งใชค้ ะแนนเสียง 2 ใน 3 ปญั หานอกนัน้ ใช้ตัดสนิ โดยคะแนนเสยี งข้างมาก สมชั ชาจะ ประชุมปกติปีละคร้ัง เริ่มในวนั อังคารสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน เป็นเวลาอย่างนอ้ ย 3 เดือน แต่ การประชุมฉุกเฉินอาจมีข้ึนได้ทุกเม่ือ สมัชชาสามารถหารือและทาข้อเสนอแนะได้เกือบทุกเร่ือง มี หน้าท่ีรับรายงานจากหน่วยงานต่างๆ ในสหประชาชาติ ทาหน้าที่พิจารณารับสมาชิกใหม่และการใช้ จ่ายเงินในองค์กร สาหรับประธานของสมัชชาใหญน่ นั้ มาจากสมาชิกในสมชั ชาใหญน่ น่ั เองประธานของ สมัชชาใหญ่นน้ั ดารงตาแหนง่ จนหมดสมยั การประชมุ เมอื่ มีสมัยการประชุมใหม่ก็เลือกประธานใหม่ 9.11.2.1.2 คณะมนตรีความมั่นคง(Security Council)เป็นหน่วยงานที่ สาคัญในการกลั่นกรอง สอบสวน เสนอแนวทางและตัดสินปัญหาใหญ่ๆ ของสหประชาชาติเรื่อง สันติภาพและความม่นั คง (ขณะที่สมชั ชาใหญ่สามารถหารือในเรอื่ งทีเ่ ปน็ ขอ้ กังวลของโลก) ข้อมตขิ อง คณะมนตรีความม่ันคงเป็นคาวินิจฉัย(Decision) มีผลบังคับให้รัฐสมาชิกยึดถือและปฏิบัติตาม ประกอบด้วย สมาชิกถาวร 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีสมาชิกไม่ถาวรอีก 10 ประเทศ ซ่ึงทางสมัชชาใหญ่จะเลือกตั้งเข้ามาทุกๆ 2 ปี โดยคานึงถึงบทบาท
228 ความพยายามในการธารงไว้ซึ่งสันติภาพและความม่ันคงระหว่างประเทศ รวมท้ังการแบ่งสรรท่ีนั่งอย่างเป็น ธรรมของแต่ละภูมิภาค ไทยเคยเป็นสมาชิกไม่ถาวรระหว่างปี 2528 – 2529 คณะมนตรีความม่ันคงแตกต่าง จากสมัชชาตรงที่ไม่มีการประชุมปกติ แต่อาจเรียกประชุมด่วนได้ทุกเมื่อไม่ว่าประเทศใด หรือเป็นสมาชิก หรอื ไม่ สามารถนาเรื่องที่เป็นปญั หาเข้าสูค่ ณะมนตรคี วามมนั่ คงได้ทุกเมื่อ คณะมนตรีความมนั่ คงน้ีตั้งขึ้น มาจากบทเรียนความล้มเหลวของสันนิบาตชาติ กลา่ วคอื สมาชกิ ถาวรของคณะมนตรีความม่ันคงท้ัง 5 ประเทศเป็นประเทศมหาอานาจ (ยกเว้น กรณีรสั เซีย) ถ้าหากประเทศมหาอานาจท้ัง 5 นี้สามัคคี กัน สันตภิ าพก็จะบังเกิดขึ้นในโลก เพราะประเทศเหล่านี้มีกาลังที่สามารถจะรักษาสันติภาพในโลกได้ อย่างสะดวกแต่ในเวลาเดียวกันก็ให้สิทธิพิเศษแก่มหาประเทศท้ัง 5 มากเช่นกันดังท่ีกล่าวมาแล้ว ขา้ งตน้ 9.11.2.1.3 สานักเลขาธิการ (Secretariat) มีเลขาธิการเป็นหัวหน้า มีหน้าที่ ปฏิบัติงานประจาและงานบริหารต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ เจ้าหน้าที่สานักเลขาธิการจะรวบรวม ข้อมูลปัญหาต่างๆ และท้ายสุดก็ช่วยให้มีการดาเนินการตามมติของสหประชาชาติ ผู้ปฏิบัติงานในสานัก เลขาธกิ ารมีประมาณ 29,000 คนท่ัวโลก 9.11.2.1.4 คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (Economic and Social Council: ECOSOC) ประกอบด้วยสมาชิก 54 ประเทศ ซ่ึงเลือกต้ังมาจากสมัชชาใหญ่ทุกๆ 3 ปี มีหน้าท่ีช่วยพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมประเทศที่ด้อยพัฒนาและประเทศกาลังพัฒนา เช่น ด้านการค้า ขนส่ง การขยาย อุตสาหกรรม ประชากร สิทธิสตรี ยาเสพติด สิทธิมนุษยชน เนื่องจากมีขอบข่ายงานกว้างขวางจึงมี คณะกรรมการหลายชุดช่วยปฏิบัติหน้าท่ีเฉพาะเรื่องไป เช่น คณะกรรมาธิการเรื่องยาเสพติด คณะ กรรมาธิการด้านสถิติ คณะกรรมาธิการด้านการพัฒนายั่งยืน คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสาหรับ เอเชียและแปซิฟิก (หรือ ESCAP. สานักงานอยู่ ณ ตึกองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ถนนราชดาเนิน นอก) บ่อยคร้ังต้องทางานรว่ มกบั องค์การชานาญพเิ ศษต่างๆ 9.11.2.1.5 คณะมนตรีภาวะทรัสตรี (Trusteeship Council) เมื่อเริ่มก่อตั้ง องค์การสหประชาชาติยังมีบางส่วนของโลกท่ีประชาชนยังไม่อาจเลือกรัฐบาลปกครองตนได้ สถานที่ ดังกล่าวจึงถูกนามาอยู่ภายใต้การคุ้มครองพิเศษขององค์การสหประชาชาติ และมีช่ือเรียกว่า ดินแดนทรัส ตี คณะมนตรีภาวะทรัสตีจะตรวจตราความก้าวหน้าทางสังคมของประชาชนท่ีอาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้ เดิมทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นดินแดนในทวีปแอฟริกาและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยจะส่งผู้แทนเข้าไปเย่ียมและ ดูแลส่ิงท่ีต้องช่วยเหลือ ปาเลา เป็นดินแดนในภาวะทรัสตรีแห่งสุดท้าย เดิมอยู่ในการดูแลของ สหรัฐอเมริกาและได้ปกครองตนเองเมื่อปี พ.ศ. 2537 ภายหลังการดาเนินงานเกือบ 50 ปี คณะมนตรี ภาวะทรัสตไี ดห้ ยุดการปฏิบตั งิ านอย่างเปน็ ทางการและจะประชุมเฉพาะเรือ่ งพิเศษในคราวจาเปน็ เท่าน้ัน 9.11.2.1.6 องค์การชานาญพิเศษ (Specialized Agencies) ได้แก่ องค์การ ตา่ งๆ ที่จัดข้ึนตามความเช่ียวชาญพิเศษสาขาต่างๆ เพ่ือช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270