Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรํฐศาสตร์ (รภ อุดร)

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรํฐศาสตร์ (รภ อุดร)

Published by ronmvsk90, 2021-05-15 04:10:26

Description: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรํฐศาสตร์ (รภ อุดร)

Search

Read the Text Version

29 อย่างเช่น การพัฒนาสคู่ วามเปน็ รับสมัยใหม่ ในช่วงกอ่ นคริสต์ศตวรรษท่ี 14 คนโดยส่วนมาก ยังยึดติดกับสถานะที่เป็นคนทางานบนทีด่ ิน หรือเกณฑ์แรงงานให้แก่พวกขุนนาง หรอื เจ้าแว่นแคว้น ต่างๆ โดยทางานบนท่ีดินของตนท่ีมีผลผลิตเพียงพออยู่พอกิน และยังไม่มีความคิดว่าตัวเองเป็นคน ของรัฐใด เพราะในช่วงนั้นมีการรบพุ่ง แย่งดินแดนกันตลอด ทาให้บางคร้ังประชาชนกถ็ ูกกวาดต้อน ไปยังดินแดนอ่ืน หรือบางคร้ังก็มีผู้ปกครองคนใหม่มาปกครองดินแดนน้ันแทน ทาให้ยังไม่มีการให้ ความสาคญั แก่ผปู้ กครองของตน ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 14 - 15 พวกกษัตรยิ ์ยุโรปได้พยายามสร้างอานาจของตนให้ มากข้ึน และพยายามท่ีจะรวมอานาจในการปกครองดนิ แดนที่กว้างใหญ่ ซ่ึงนี้เป็นจุดเร่ิมต้นของการ สรา้ งความเป็นรฐั แตอ่ ย่างไรก็ตาม ในยุโรป รูปแบบของรฐั ก็ยงั ไม่เกดิ ข้ึนจนกระท่ังตน้ คริสตศ์ ตวรรษ ท่ี 19 ในช่วงระยะแรกของการสร้างความเป็นรัฐในยโุ รป ประชาชนก็ยังไม่มีความรูส้ ึกแตกต่างวา่ เขา เป็นคนของรัฐใด เพราะบางครั้งดินแดนที่อาศัยก็ถูกยกให้รัฐอื่นด้วยเงื่อนไขของการแต่งงาน การ สงคราม หรอื การชดใช้หน้ี ทาใหป้ ระชาชนยงั เป็นเพยี งทรพั ย์สมบตั ิทีส่ ามารถโอนย้ายให้แกผ่ ู้ปกครอง คนอืน่ ได้ การสร้างรัฐสมัยใหม่ในยุโรปอาจจะกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นได้โดย นโปเลียน โบนาปาร์ท (Napolean Bonaparte) ในช่วง ค.ศ.1800-1815 ในประเทศฝร่ังเศส เขาได้สร้างความเปน็ หน่ึงจาก การเกิดความต่ืนตัวและความต้องการในช่วงของการปฏิวัติฝร่ังเศส (French Revolution) ด้วยการ สร้างระบบราชการและกองทัพที่มปี ระสทิ ธิภาพและมคี วามตืน่ ตวั ผลของรัฐที่สร้างขึ้นนี้เกือบจะทาให้ ยึดครองยุโรปไวไ้ ด้ทั้งหมด และเปน็ ผลทาใหค้ นในประเทศรู้สึกว่าเขาไม่ได้สู้เพียงเพือ่ ตัวพวกเขาทั้งน้นั ผลหลังจากนี้ ทาใหเ้ กดิ รัฐสมยั ใหมท่ ั้งในยุโรปและอเมรกิ าตอนเหนอื ในชว่ งต้นคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19 แต่ ประชาชนส่วนมากในโลกก็ยังอาศัยอยู่ท่ามกลางการจดั แจงโดยคนอน่ื เน่ืองจากการขยายตัวของการ ลา่ อาณานิคมของยุโรป ในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 18 - 19 ได้แบ่งส่วนอืน่ ๆ ของโลกออกเปน็ อาณานิคม ของประเทศต่างๆ ในศตวรรษท่ี 20 อานาจของยุโรปได้หมดไปเน่ืองด้วยผลของสงครามโลกคร้ังท่ี 2 อาณานิคมต่างๆ ได้แยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระ พวกผู้นาของรฐั เหล่านีต้ ่างเป็นผู้ทไี่ ดร้ ับการศึกษาใน ยุโรปท้ังสิ้น ได้นารูปแบบของรัฐในยุโรปมาจัดองค์กรทางการเมืองของประเทศของตน และในที่สุด รัฐสมยั ใหม่ไดเ้ ป็นรูปแบบสากลขององคก์ รทางการเมอื ง 2.5 การรบั รองรฐั อานนท์ อาภาภิรมย์ (2545: 19-21) ได้อธิบายว่า การรับรองรัฐ (Recognition) เป็นการ แสดงออกให้เห็นว่า รัฐอ่ืนได้ให้ความเห็นชอบหรือเห็นว่ารัฐมีคุณสมบัติครบถ้วน จึงได้ให้การรับรอง และการรับรองแต่ละคร้ังเป็นความสมัครใจของรัฐหน่ึงท่ีได้ให้แก่รัฐหนึ่งโดยปราศจากการบังคับ ใน การดาเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศน้ันถอื ได้ว่า การรับรองรฐั ทาให้รฐั มีสภาพเปน็ บุคคลระหวา่ ง ประเทศ กล่าวคือ ขอให้สมมติว่าสังคมของรัฐเป็นสมาคมหนึ่ง ซ่ึงผู้ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกจะต้อง ได้รบั การรับรองจากสมาชกิ เดิมเสียก่อน ฉะน้ันรฐั ที่ยงั ไม่ไดร้ ับการรองรับจากรัฐใดเลย รัฐย่อมไม่ถือ วา่ รฐั นนั้ เป็นบุคคลระหวา่ งประเทศ และไม่ยอมติดต่อด้วย และไม่ถือว่ามีสทิ ธิและหน้าท่ีตามกฎหมาย ระหวา่ งประเทศอย่างแท้จริง ในกรณที ่เี มอื่ มีการแตง่ ทตู ไปกไ็ มม่ ีผู้ใดรับรอง

30 ในปัจจบุ ันนไ้ี ด้มกี ารแบ่งรบั รองออกเปน็ 2 ประเภท คอื 2.5.1 การรบั รองตามขอ้ เท็จจรงิ (De facto Recognition) เป็นการรับรองโดยพฤตินัย การรับรองในลักษณะนี้เป็นการรับรองชั่วคราว กล่าวคือ เมอื่ รฐั สงสัยว่าหนว่ ยการเมืองใหมม่ ีความสามารถเพียงพอท่ีจะเป็นรัฐได้หรือไม่และปฏิบัติตามพันธะ ระหว่างประเทศหรือไม่ หรือกล่าวอกี นยั หนง่ึ ได้ว่า ในฐานะท่ีรฐั นนั้ ได้เกิดขึ้นตามสภาพความเป็นจริง แตย่ งั ไม่อาจให้ การรองรับในรปู กฎหมาย คอื ให้สัตยาบนั ซ่ึงหมายความวา่ รัฐใหม่อาจจะเกิดขึ้น แต่ รัฐอนื่ ยังสงสยั ในลกั ษณะบางประการของรฐั ใหม่ จึงเพียงแต่ให้ความยนิ ยอมหรือรับรองว่ารฐั นั้นมีจริง เช่น รัฐในยโุ รปตะวันตกไดใ้ ห้การรับรองขอ้ เท็จจรงิ กบั รฐั ฟินแลนด์ ซงึ่ เกิดขึน้ ใหม่หลงั สงครามโลกครั้ง ที่ 1 2.5.2 การรับรองตามกฎหมาย (De Jure Recognition) เปน็ การรบั รองโดยนิตนิ ยั และมผี ลถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการรับรองต่อสภาพความ ถูกต้องของรัฐ ซึ่งประเทศท่ีให้การรับรองจะต้องมีความม่ันใจว่าประเทศที่เกิดใหม่มีสภาพท่ีถูกต้อง ครบบริบูรณ์ การรับรองทางนิตินัยมีลักษณะเป็นทางการและถาวร มีความสัมพันธ์ทางการทูตและ แลกเปล่ยี นผู้แทนทางการทตู ต่อกัน 2.6 ความเป็นรัฐชาติ (Nation State) 2.6.1 ชาติ (Nation) คือ กลุ่มคนท่ีผูกพันเข้าด้วยกัน และระลึกถึงความคล้ายคลึงกัน ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น ด้วยวัฒนธรรม และภาษาซึ่งดูเหมือนว่ามีความสาคัญในการสร้างความ เป็นชาติ 2.6.2 รัฐ (State) คือ องค์กรทางการเมือง ซ่ึงมีอานาจอธิปไตยสูงสุด ที่จะต้องมีความ รับผิดชอบอยา่ งเต็มทใี่ นกิจการของตนเอง ภาพท่ี 6 รฐั ชาติ (ท่มี า : https://www.humbleisd.net)

31 2.6.3 ชาตินิยม (Nationalism) หรือความเป็น รัฐชาติ (Nation State) จึงเป็นกระบวนการ ปลูกฝังความรู้สึก “เปน็ ชาติ” ลงในองคป์ ระกอบของรัฐสมัยใหม่ ซ่ึงกค็ ือ “ประชาชน” โดยการสร้าง ความรู้สึกแนน่ เฟ้นว่าประชาชนทุกคนในรฐั นน้ั เป็นพวกเดยี วกนั ดว้ ยวิธีการ ไดแ้ ก่ 2.6.3.1. การสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน เช่น การใช้ธงชาติ การเดินขบวนฉลองในวันชาติ ประวตั ิศาสตร์ของประเทศบรรจไุ ว้ในตาราเรียน สาหรบั ประเทศไทยนน้ั สัญลักษณ์ สิง่ แรกในการสรา้ ง รัฐชาติ คอื พระสยามเทวาธริ าช 2.6.3.2. การมีประวัติศาสตร์รว่ มกัน เชน่ ความเป็นมาของชาติไทยท่ีมาจาก อาณาจักร สโุ ขทยั อยธุ ยา ธนบรุ ี และกรงุ รัตนโกสินทร์ การปฏวิ ัติฝรั่งเศสท่ีถอื วา่ เป็นการกอ่ กาเนดิ ของรัฐชาตใิ น ยโุ รป เปน็ ต้น ดงั น้ัน ประชาชนท่ีอยู่ในรัฐ ควรร่วมกันสร้างความเป็นชาตินิยมหรือความเป็นรัฐชาติ ซ่ึงไม่ จาเป็นต้องเป็นความเกลียดชังรัฐอ่ืนแต่อย่างใด เหมือนสมัยของนาซี เยอรมัน แต่ควรเป็นการสร้าง ความภาคภมู ิใจในชาติของตน 2.7 พฒั นาการสคู่ วามเปน็ รฐั สมัยใหม่ ในช่วงก่อนครสิ ตศตวรรษท่ี 14 คนโดยสว่ นมากยังยึดติดกับสถานะท่ีเป็นคนทางานบนท่ีดิน หรอื เกณฑ์แรงงานให้แก่พวกขุนนาง หรือเจ้าแว่นแคว้นต่างๆ โดยทางานบนที่ดินของตนท่ีมีผลผลิต เพียงพออยู่พอกิน และยังไม่มีความคิดว่าตัวเองเป็นคนของรัฐใด เพราะในช่วงน้ันมีการรบมุ่งแย่ง ดินแดนกนั ตลอด ทาให้บางครั้งประชาชนก็ถูกกวาดต้อนไปยังดนิ แดนอน่ื หรือบางคร้ังก็มีผู้ปกครอง คนใหม่มาปกครองดินแดนนั้นแทน ทาใหย้ ังไม่มีการใหค้ วามสาคญั แกผ่ ปู้ กครองของตนมากนัก ต่อมาในช่วงคริสตศตวรรษที่ 14 - 15 พวกกษัตริย์ยุโรปได้พยายามสร้างอานาจของตนให้มากข้ึน และพยายามที่จะรวมอานาจในการปกครองดินแดนที่กว้างใหญ่ ซึ่งน่ีเป็นจุดเร่ิมต้นของการสร้างความเป็นรัฐ แต่อยา่ งไรก็ตาม ในยุโรป รูปแบบของรัฐกย็ ังไม่เกิดขน้ึ จนกระทั่งตน้ ครสิ ตศตวรรษที่ 19 ในช่วงระยะแรกของ การสร้างความเป็นรัฐในยุโรป ประชาชนก็ยังไม่มีความรู้สึกแตกต่างว่าเขาเป็นคนของรัฐใด เพราะบางครั้ง ดินแดนท่ีอาศัยก็ถูกยกให้รัฐอื่นด้วยเงื่อนไขของการแต่งงาน การสงคราม หรือการชดใช้หน้ี ทาให้ประชาชน ยังเปน็ เพยี งทรัพย์สมบัตทิ ี่สามารถโอนย้ายใหแ้ ก่ผู้ปกครองคนอืน่ ได้ การสร้างรัฐสมัยใหม่ในยุโรปอาจจะกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นได้โดย นโปเลียน โบนาปาร์ท (Napolean Bonaparte) ในช่วง ค.ศ.1800-1815 ในประเทศฝร่ังเศส นโปเลียนได้สร้างความเป็นหนึ่งจากการเกิดความ ตื่นตัวและความต้องการในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ด้วยการสร้างระบบราชการและ กองทัพท่ีมีประสิทธิภาพและมีความต่ืนตัว ผลของรัฐท่ีสร้างข้ึนน้ีเกือบจะทาให้ยึดครองยุโรปไว้ได้ทั้งหมด และเป็นผลทาให้คนในประเทศรู้สึกว่าไม่ได้สู้เพียงเพื่อกลุ่มของตนเท่าน้ัน ผลที่ตามมา ทาให้เกิดรัฐสมัย

32 ใหม่ทั้งในยโุ รปและอเมรกิ าตอนเหนือในชว่ งต้นคริสตศตวรรษท่ี 19 แต่ประชาชนส่วนมากในโลกก็ยังอาศยั อยู่ ท่ามกลางการจัดแจงโดยคนอ่ืน เนอ่ื งจากการขยายตัวของการล่าอาณานิคมของยุโรป ในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 18 - 19 ได้แบ่งส่วนอ่ืนๆ ของโลกออกเป็นอาณานิคมของประเทศต่างๆ ใน ศตวรรษท่ี 20 อานาจของยโุ รปได้หมดไปเน่ืองด้วยผลของสงครามโลกคร้ังที่ 2 อาณานิคมต่างๆ ได้แยกตัวเอง ออกเป็นรัฐอิสระ พวกผู้นาของรัฐเหล่านี้ต่างเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาในยุโรปทั้งส้ิน ได้นารูปแบบของรัฐใน ยุโรปมาจัดองค์กรทางการเมืองของประเทศของตน และในที่สุดรัฐสมัยใหม่ได้เป็นรูปแบบสากลขององค์กร ทางการเมอื ง ภาพที่ 7 รูปแบบของรัฐเดีย่ วประเทศตา่ ง ๆ (ทีม่ า : https://sites.google.com/site/lawslearinginschool12/) 2.8 รูปแบบของรัฐ (Form of State) รปู ของรัฐ ใชเ้ กณฑร์ ปู ของรฐั บาล แบ่งออกเปน็ 2 รูปแบบ คอื 2.8.1 รัฐเดี่ยว (Unitary State) รัฐส่วนใหญ่ในโลกเป็นรัฐเด่ียว เช่น ไทย สวีเดน ญ่ีปุ่น ฝรง่ั เศส จีน สหราชอาณาจกั ร มีรปู แบบที่รัฐบาลกลางมีอานาจสูงสดุ ดาเนินการตามเจตนารมณ์และ อานาจหน้าท่ีของรัฐ ตัวแทนในภูมิภาคต้องมาจากรัฐบาลกลาง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอาเภอ ตารวจ ข้าราชการในทอ้ งถ่ินต่างๆ พิจารณาดูจากประวัตศิ าสตร์จะเห็นได้ว่าเดิมประเทศรัฐเด่ยี วจะมี การขยายอาณาเขตด้วยการรุกราน บังคับ แต่อาจจะมีการแบ่งอานาจในท้องถ่ินปกครองตัวเองได้ ตามท่ีรัฐบาลเหน็ สมควร 2.8.2 รัฐรวม (Composite State) เมื่อพิจารณาจากประวัตศิ าสตร์นั้น รัฐรวมจะเกิดจาก การรวมตวั ของแว่นแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกันโดยความสมัครใจ ไม่มีการบังคบั ขู่เข็ญ การเข้ามาร่วมกัน นั้นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้อาจจะเกิดจากการที่มีการเรียกร้องหรือก่อ กบฏของท้องถ่ินต่างๆ ที่ต้องการปกครองตัวเองในรัฐเด่ียวต่างๆ ก็อาจจะมีการยินยอมให้บางส่วนมี สิทธิในการปกครองตัวเอง จัดให้เป็นเขตปกครองตนเอง (Autonomous) โดยการจัดให้มีรัฐสภาได้ เปน็ เอกเทศ เรยี กวิธกี ารนว้ี ่า Devolution

33 ตัวอย่าง รัฐรวม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ซึ่งมีรัฐบาลเป็นสองระดับ คือ รฐั บาลกลางกับรัฐบาลมลรัฐ (หรือ แคว้น, มณฑล ก็ได้ตามแต่จะเรียก) คือ ให้รัฐบาลกลางมีอานาจ อธิปไตยในส่วนที่เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องกับประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม เช่น การป้องกัน ประเทศ การประกาศสงคราม ทาสนธิสัญญากับประเทศอื่นๆ อานาจในการดูแลควบคมุ เงินตราของ ประเทศ การติดต่อกบั นานาประเทศในการแตง่ ต้ังตัวแทนของประเทศในฐานะทูต สว่ นรัฐบาลระดับ มลรัฐจะมีอานาจอธิปไตยภายในเขตแดนมลรัฐของตนเองอย่างเต็มท่ี กล่าวคือ มีอานาจนิติบัญญัติ อานาจบริหาร และอานาจตุลาการโดยรฐั บาลกลางจะยุ่งเก่ียวหรือแทรกแซงไม่ได้ หน้าท่ีของรฐั บาล มักจะเก่ียวข้องกับ การศึกษา การเทศบาล ส่วนถ้าเป็นปัญหาระหว่างมลรัฐจะเป็นอานาจของรัฐบาล กลาง ดงั น้ัน ลักษณะที่เป็นรัฐบาลซ้อน (Dual Government) นี้ ต่างเป็นอิสระไม่ข้ึนต่อกัน มีการ แบ่งแยกอานาจอยา่ งชดั เจน และมีการกาหนดวา่ เรอ่ื งใดเป็นเร่ืองของรัฐบาลท้องถน่ิ และเร่ืองใดมีผล ตอ่ ส่วนรวมหรอื ทัง้ ประเทศ ก็จะเปน็ เร่ืองรฐั บาลกลาง อยา่ งไรก็ตามเมอื่ ทาการศึกษาเรื่อง รัฐ แล้วน้ันจะพบว่า รัฐ มิใช่เร่ืองไกลตัว คนเราสว่ นใหญ่ บนโลกใบนม้ี ีความเกย่ี วขอ้ งเชอ่ื มโยงกับความเป็นรัฐทัง้ ส้นิ ดังนน้ั ผู้เขยี นจึงมคี วามเห็นว่าการศกึ ษาทา ความเข้าเร่ืองของรัฐนั้นมีความสาคัญไม่ว่าจะเรียนทางด้านรัฐศาสตร์หรือไม่ เนื่องจากคนในสังคม ปัจจุบันไม่มีใครที่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเด่ียว จาเป็นต้องอาศัยพ่ึงพากันและกัน และส่ิงที่สาคัญอีก ประการหน่ึงคือ เม่ือเราเข้าใจความเป็นรฐั แลว้ จะทาอย่างไรให้คนที่อยู่ร่วมกันในรัฐนั้นๆสามารถอยู่ ร่วมกนั ได้อย่างผาสกุ และนาพารฐั ไปสคู่ วามเจรญิ ทดั เทยี มนานาอารยประเทศ 2.9 บทสรุป การเมืองการปกครอง เป็นเร่ืองของอานาจในการบริหารจัดการทรัพยากรทุกชนิดของ ประเทศให้ประชาชนไดร้ ับประโยชน์อยา่ งทัว่ ถึงและยตุ ิธรรม ประชาชนในประเทศสามารถอย่รู ่วมกัน ได้อย่างสงบสุข สันติ ดังนั้นผู้ปกครองท่ีมีความสามารถในการบริหารจัดการเท่าน้ัน จึงจะได้รับการ ยอมรับจากประชาชน ผู้ปกครองที่ทาเพื่อความสุขสบายส่วนตนหรือของพวกพ้อง โดยทอดท้ิง ประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียภาษใี ห้รัฐจะถูกตอ่ ตา้ นและถูกลม้ ล้างไปเหมือนทรี่ ะบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์ ถกู ล้มล้างลง ดินแดน ประชากร อานาจอธิปไตย และองค์กรท่ีทาหน้าที่ปกครองประเทศเป็น ๔ องค์ประกอบ หลักของการเป็นประเทศเอกราช ทั้งนไี้ ม่ว่าประเทศเอกราชน้ันจะมลี ักษณะเป็นรัฐเด่ียวหรือรัฐรวมก็ ตาม โดยทวั่ ไปสิง่ ท่ีประชาชนต้องการก็คอื ความเป็นอยทู่ สี่ ันติ สงบสุขในประเทศ มีความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพยส์ ิน มสี ิ่งจาเปน็ พ้ืนฐานในการดารงชีวิตตามยุคสมัย ดังนั้นหากผู้ปกครองตอบสนอง

34 ความต้องการเหล่าน้ีแก่ประชาชนได้ ประชาชนก็จะให้การยอมรับและสนับสนุน และในทางตรงกัน ข้าม หากประชาชนไม่ได้รับการตอบสนองและถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้ปกครอง ประชาชนก็จะต่อต้าน อย่างรนุ แรง ท้งั นไี้ มว่ า่ จะเปน็ ผู้ปกครองแบบเผดจ็ การหรอื ประชาธปิ ไตยก็ตาม รัฐบาลเป็นองค์กรทางการเมืองทีไ่ ด้รบั มอบอานาจไปจากประชาชนเพือ่ ทาหน้าที่บริหารและ ปกครองประเทศเพ่ือประชาชนโดยรวม เนื่องจากแต่ละประเทศมีวิวัฒนาการทางการเมืองการ ปกครอง ที่สืบเนื่องมาอย่างแตกต่างกัน จึงเกิดรัฐบาลหลายรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบคือ รฐั บาลแบบประธานาธิบดี รัฐบาลแบบก่ึงประธานาธิบดี และรัฐบาลแบบคณะรฐั มนตรี คาถามท้ายบท 1. องค์ประกอบของรัฐ ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง 2. องคป์ ระกอบสาคัญทสี่ ุดของความเป็นรฐั คืออะไร 3. ทฤษฎีการกาเนิดรัฐมีก่ีทฤษฎี 4. ทฤษฎีใด ยึดหลกั เจตนารมณท์ ่มี ีเหตุผล คอื General will 5. รัฐเป็นการดลบันดาลมาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และมนุษย์ได้เป็นปัจจัยในการสร้างรัฐ คือ ทฤษฎีอะไร 6. รากฐานของรฐั คอื ความยุตธิ รรมและ ความช่ัวรา้ ย ผทู้ ่ีมคี วามเข้มแขง็ สามารถขม่ เหงคน ทอ่ี ่อนแอกว่า คอื ทฤษฎใี ด 7. รัฐเกิดจากมนษุ ย์ หรอื มนุษย์เป็นผู้สรา้ งรัฐไม่ใช่พระเจ้า คอื ทฤษฎีใด 8. มนษุ ย์เป็นสัตวก์ ารเมือง ดงั นั้นกิจกรรมทางการเมืองของมนษุ ย์จึงเป็นเรื่องของทุกคน คือ ทฤษฎใี ด 9. ทฤษฎวี ิวัตนาการแบ่งช้ันการพัฒนากลุ่มของมนุษย์ออกเป็นหลายระดับจากระดับเล็กไป ถึงระดบั ใหญ่ทีส่ ดุ ไดแ้ ก่ทฤษฎแี ละจงเรยี งลาดบั จากระดับเล็กไปถงึ ระดบั ใหญ่ 10. การเร่ิมต้นสูค่ วามเป็นรฐั สมัยใหม่เป็นลักษณะอย่างไร 11. การรวมตัวของรัฐมากกว่า 2 รัฐข้ึนไปมีรัฐบาล 2 ระดับ คือ รัฐบาลกลาง และรัฐบาล ทอ้ งถิน่ คอื ลกั ษณะการปกครองในแบบรฐั รวมแบบใด 12. รูปแบบของรัฐแบ่งตามลักษณะของประมุขแห่งรัฐ ประเทศไทยใช้รูปแบบการปกครอง แบบใด

35 เอกสารอ้างอิง โกวทิ วงศ์สรุ วัฒน์. (2546). หลักรัฐศาสตร์. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. จริ โชค(บรรพต) วีระสยั และคณะ. (2546). รฐั ศาสตร์ท่วั ไป. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง. ชยั อนนั ต์ สมทุ วณชิ . (2539). รัฐ. พมิ พ์คร้ังที่ 4 กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . เดชชาติ วงศ์โกมลเชฐษฐ์. (2515). พิมพ์ครั้งท่ี 8. หลักรัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สมาคม สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ธงชัย วงศ์ชัยสุวรรณ. (2552). เอกสารการสอนชุดวิชา หลักพ้ืนฐานทางรัฐศาสตร์. พิมพ์คร้ังที่ 7. กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช บฆู อรี ยหี มะ. (2554). ความรู้เบอื้ งตน้ ทางรฐั ศาสตร.์ พมิ พ์คร้งั ที่ 3. กรุงเทพฯ : สานักพิมพแ์ ห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ราชบณั ฑิตยสถาน. (2542). พจนานกุ รมนกั เรยี น. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์พัฒนาศึกษา. อานนท์ อาภาภิรมย์.(2545). รฐั ศาสตร์เบอ้ื งต้น. พิมพค์ รง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โอ.เอส.พริน้ ต้ิง เฮ้าส.์



37 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 3 อานาจอธิปไตย 1. เนอื้ หาประจาบทท่ี 3 อานาจอธปิ ไตย 1. ความหมายของอานาจอธปิ ไตย 2. ววิ ฒั นาการของแนวความคิดอานาจอธิปไตย 3. ลกั ษณะของอานาจอธิปไตย 4. ประเภทของอานาจอธิปไตย 5. เจ้าของอานาจอธิปไตย 6. การแสดงออกซึ่งอานาจอธิปไตยของประชาชน 7. ขอบเขตของอานาจอธิปไตย 2. จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม ผู้เรยี นศกึ ษาเนือ้ หาบทเรยี นนสี้ ามารถ 1. นกั ศกึ ษาสามารถอธบิ ายความหมายอานาจอธปิ ไตยได้ 2. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายถึงวิวฒั นาการของแนวความคดิ อานาจอธปิ ไตยได้ 3. นักศึกษาสามารถอธิบายบอกลักษณะอานาจอธิปไตยและทราบว่าใครเป็นเจ้าของอานาจ อธปิ ไตยได้ 4. นักศึกษาสามารถอธบิ ายและยกตวั อย่างประเภทอานาจอธิปไตยได้ 5. นักศึกษาสามารถอธิบายและวิเคราะห์การแสดงออกซ่ึงอานาจอธิปไตยของประชาชนท่ีเป็น เจา้ อานาจอธิปไตยได้ 6. นักศึกษาสามารถสรปุ ขอบเขตของอานาจอธิปไตยได้ 7. นักศกึ ษาสามารถวิเคราะห์อานาจอธปิ ไตยมีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในสังคมปัจจุบันอย่างไร 3. วธิ สี อนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาบทที่ 3 1. วิธีสอน 1.1 ใชว้ ธิ กี ารสอนแบบบรรยาย 1.2 เน้นผู้เรยี นมสี ว่ นร่วม 1.3 วิธกี ารสอนแบบแบง่ กลมุ่ 1.4 วิธีการสอนแบบอภิปรายและวิเคราะห์

38 2. กิจกรรมการเรยี นการสอน 2.1 ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนหลักและตาราอืน่ ๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง 2.2 ศกึ ษาจาก PowerPoint และสื่ออิเล็กทรอนคิ ส์ต่าง ๆ 2.3 ร่วมกนั อภปิ รายเนอ้ื หาและสรปุ ประเดน็ หวั ขอ้ รว่ มกนั 2.4 ผ้สู อนสรุปประเด็นเน้ือหาหวั ขอ้ เพิ่มเติม 2.5 แบ่งกลุ่มอภิปรายและทาใบงานเรื่อง การแสดงออกซ่ึงอานาจอธิปไตยของประชาชน 2.6 ทาคาถามทา้ ยบทที่ 3 4. สือ่ การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนหลกั รายวชิ า ความร้เู บือ้ งตน้ เกยี่ วกบั รฐั ศาสตร์ PA 51105 2. PowerPoint และสื่ออิเลก็ ทรอนคิ ส์ 3. ใบงานเร่ือง การแสดงออกซงึ่ อานาจอธิปไตยของประชาชน 4. แบบฝึกหัดคาถามท้ายบท 5. การวดั ผลและการประเมนิ ผล 1. การให้คะแนนเข้าห้องเรียน 2. การร่วมกจิ กรรมกลมุ่ การนาเสนอหน้าชั้นเรียน และการอภิปราย 3. การทาใบงาน 4. ทาแบบฝกึ หดั ทา้ ยบท 5. การมีสว่ นร่วมในช้ันเรียนและนอกช้นั เรยี น 6. การตอบคาถามในชนั้ เรียน

39 บทท่ี 3 อานาจอธิปไตย (Sovereignty) องค์ประกอบท่ีสาคัญย่ิงของรัฐคืออานาจอธิปไตย ซึ่งเป็นที่มาท่ีทาให้รัฐแตกต่างจากองค์กร อน่ื ๆ การศกึ ษาพ้นื ฐานทางรัฐศาสตร์ จงึ มีความจาเปน็ ท่จี ะตอ้ งศกึ ษาอานาจอธิปไตย เพื่อที่จะได้แสดงให้เข้า ใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ รัฐต่อพลเมือง และพลเมืองต่อพลเมือง บทน้ีจึงนาเสนอความหมายของ อานาจอธปิ ไตย ววิ ัฒนาการของแนวความคิดอานาจอธิปไตยลกั ษณะของอานาจอธิปไตย ประเภทของอานาจ อธิปไตย เจ้าของอานาจอธิปไตย การแสดงออกซึ่งอานาจอธิปไตยของประชาชน และขอบเขตของอานาจ อธิปไตย 3.1 ความหมายของอานาจอธปิ ไตย (Sovereignty) กระมล ทองธรรมชาติ (2516 : 14) อานาจอธิปไตย หมายถึง อานาจสงู สดุ ในการดาเนินการของประ เทศทั้งภายในและภายนอกอย่างเป็นอิสระไม่ข้ึนกับใคร ในระบบการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นเอกราช มี สิทธิทีจ่ ะดาเนินนโยบายเพ่อื รักษาและส่งเสรมิ ผลประโยชนข์ องชาติตามท่ตี นเหน็ สมควร เกษม อุทยานิน (2516: 17) อานาจอธิปไตย หมายถึง อานาจและอาณาเขตของอานาจซ่ึงข้าราช การจะปฏิบัติตราบใดที่เขาปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนแล้วก็เรียกได้ว่าจากัดอานาจตาม กฎหมายและระเบียบน้ันๆ แต่ถ้าสิ่งใดต้องใช้ดุลพินิจ (Discretion) และที่จะให้การตัดสินใจโดยอานาจ สาธารณะเป็นเครอื่ งมือสนบั สนนุ เรียกได้วา่ อยา่ งนอ้ ยกอ็ านาจไมจ่ ากดั ทั้งทางการเมอื งและทางกฎหมาย ณัชชาภทั ร อนุ่ ตรงจิตร (2548 : 40) อานาจอธปิ ไตย คือ อานาจสงู สุดในการปกครองประเทศซึง่ เป็น อานาจท่ีจะบังคับประชาชนภายในรัฐปฏิบัติหรืองดเว้นปฏิบัติ และยังใช้ในการอ้างสิทธิเพ่ือปูองกันไม่ให้ อานาจกลมุ่ อ่นื ๆ เขา้ มามอี านาจเหนือพน้ื ที่ ทีร่ ัฐน้ันอา้ งอานาจอธปิ ไตยอยู่ เจ.ดี.บี มิลเลอร์ (มลิ เลอร์, 2513: 145) กลา่ วถึงอานาจอธิปไตยวา่ รัฐอธิปไตยเป็นสถาบันที่สาคัญ ท่ีสุดในบรรดาสถาบันการปกครองท้ังหลาย และแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่มีทางที่จะถูกควบคุม โดยองค์กรท่ี เหนือกว่าอันใด และจะต้องยอมรับรัฐอานาจอธิปไตยว่าเป็นข้อเท็จจริงอันดับแรกของชีวิตทางการเมืองแต่ เรากไ็ ดเ้ หน็ ดว้ ยวา่ รฐั เป็นทางและเครือ่ งมือสาหรบั การปฏิบัติงานของผลประโยชน์ จรูญ สุภาพ (2527:63) อธิบายถึง อานาจอธิปไตย คือ อานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยมีรฐั บาลเปน็ ผใู้ ช้อานาจอธปิ ไตย หลกั การที่สาคญั เกย่ี วกับรัฐหรือคุณสมบัติท่ีเกี่ยวกับรัฐนั้น ได้แก่ อานาจอธิปไตยซึ่งเป็นอานาจสูงสุดในการปกครองประเทศอานาจนี้ทาให้บังเกิดผลต่อรัฐหลายประ การทส่ี าคัญคอื ทาให้รัฐมีอานาจดาเนินงานในประเทศและกิจการระหว่างประเทศได้อย่างเต็มที่ทาให้ รัฐมีอานาจบังคับเพ่ือให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และข้อบังคับท่ีรัฐได้กาหนดขึ้นรัฐสามารถใช้กาลัง เพ่ือท่ีจะดาเนินกิจการภายในประเทศตลอดจนจัดการในการปูองกันอานาจอธิปไตยของชาติผู้ที่เป็นเจ้าของ

40 อานาจนี้ได้แก่ประชาชนทั่วไปสาหรับผู้ใช้อานาจนี้ ประชาชนได้มอบหมายให้ประชาชนอีกกลุ่มหน่ึงเป็น ผดู้ าเนินการ ทาการงานแทนปวงชนทัง้ ประเทศเพราะฉะนนั้ เราจึงเรียกผู้ใช้อานาจอธิปไตยว่า รัฐบาล รัฐบาล นน้ี าเจตนารมณข์ องประชาชนมาใชบ้ ังคับโดยใช้อานาจอธิปไตยเป็นเครื่องสนับสนุนเพื่อให้เจตนารมณ์ น้นั บงั เกิดผล ดังน้ันจึงสรุปความหมายของอานาจอธิปไตยได้ว่า อานาจอธิปไตย คือ อานาจสูงสุดในการ ปกครองประเทศทั้งภายในและภายนอกประเทศอยา่ งเป็นอสิ ระไม่ถูกควบคุมโดยองค์กรท่ีเหนือกวา่ 3.2 วิวัฒนาการของแนวความคดิ เก่ียวกบั อานาจอธปิ ไตย เดชชาติ วงศโ์ กมลเชษฐ์ (2516: 136-139) อธิบายถงึ ววิ ัฒนาการของแนวคิดเก่ียวกับอานาจอธิปไตย ว่า คาว่าอานาจอธิปไตยน้ี เพิ่งถูกนามาใช้ในศตวรรษที่ 15 แต่แนวคิดในเร่ืองน้ีอาจจะมีอิทธิพลมาจาก ปรัชญาของ อาริสโตเต้ิล ซึ่งเขียนไว้ว่าในรัฐ รัฐหนึ่งจะต้องมี “อานาจสูงสุด“ นักกฎหมายโรมันและนักรัฐ ศาสตร์ในสมยั กลางได้กลา่ วถึงว่าในรฐั ๆ หน่งึ จะต้องมี “อานาจสมบูรณ์“ (Fullness of power) นักกฎหมาย โรมันและนักรัฐศาสตร์ในสมัยกลางได้กล่าวถึงอานาจอธิปไตยว่า รัฐหน่ึงจะต้องมีอานาจสมบูรณ์แต่นัก รฐั ศาสตรใ์ นสมยั โบราณและสมยั กลางนัน้ ไมไ่ ดข้ ยายความเรืองสภาพของอานาจอธิปไตยให้แจม่ แจง้ ชอง โบแดง (Jean Bodin.1530-1596 อ้างถงึ ใน เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์. 2516: 136-139) เป็นนักรัฐศาสตร์คนแรก ที่ได้อภิปรายถึง อานาจและคุณลักษณะของอานาจอธิปไตย โบแดงได้ให้ นยิ ามของอธปิ ไตยวา่ คือ อานาจสงู สุดเหนือประชาชนและพลเมืองโดยไม่ถูกจากัดโดยกฎหมายอธิป- ไตยเปน็ อานาจสงู สุดและถาวร พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย (2547: 42) อธิบายว่า รัฐได้รับการรับรองว่ามีอานาจสูงสุดเหนือปวง ชนท้ังหมดและเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของรัฐอ่ืน กล่าวอีกนัยหนึ่ง อานาจอธิปไตยคือพลังที่ สรา้ งความเป็นอันหน่งึ อันเดียวกันของประชาคมการเมือง ปราศจากพลังท่ีว่าน้ีประชาคมการเมืองจะ ดบั สลายลง อานาจอธปิ ไตยน้ีแสดงออกถงึ การปกครองบงั คบั บญั ชาและการเช่ือฟัง ซึ่งจาเป็นจะต้องมี อย่โู ดยธรรมชาติในทกุ กลุ่มสงั คม อานาจอธปิ ไตย คือ พลงั อานาจที่เด็ดขาดและถาวรของรัฐจุดเริ่มต้น และจุดที่สาคัญท่ีสุดของกระบวนการของอานาจอธิปไตยอยู่ท่ีอานาจออกกฎหมายและยกเลิกกฎ หมาย ศตวรรษท่ี 17 โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes 1588-1679 อ้างถึงใน จรูญ สุภาพ. 2527: 64) ไดอ้ ธิบายเรือ่ งอานาจอธิปไตยไวใ้ นหนังสือ Leviathan ว่าการใช้อานาจน้ีไม่จาเป็นต้องอยู่ภายใต้ กฎเกณฑข์ อ้ บังคับใดๆ เพราะพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ใช้เจตนารมณ์ของพระองค์ในการปกครองประ เทศนั้นเท่ากับเป็นการใช้อานาจอธิปไตยซึ่งไม่จาเป็นจะต้องอยู่ใต้ผู้ใด อานาจอธิปไตยนี้อยู่ท่ีกษัตริย์ ระบบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย์

41 จอห์น ลอค (John Locke 1632-1704 อ้างถึงใน จรูญ สุภาพ. 2527: 64) ได้เขียนไว้ในหนัง สือ The Second Treatise of Civil Government ได้พยายามอธิบายคาว่า อานาจอธิปไตย (Sover- eignty) ใหม่ว่า พระมหากษัตริย์น้ันไม่น่าจะมีอานาจอธิปไตยดังที่ฮอบส์กล่าวอ้างอานาจอธิปไตยควรจะ อยู่กับสภานิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนปวงชน ประชาชนในสังคมมีอานาจในการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เมื่อเห็นว่ารัฐบาลน้ันนามาขดั ขวางหรือสอดแทรกในสทิ ธเิ สรภี าพส่วนบุคคล อาจจะสรุปได้ว่า อานาจอธิปไตย คือ อานาจสูงสุดในรัฐท่ีจะต้องเป็นหนึ่งเดียวและแบ่งแยก มไิ ด้ อานาจอธิปไตยไม่อาจให้มีอานาจใดมาแทนท่ีได้ นอกจากนี้อานาจอธิปไตยเป็นอานาจถาวร อานาจ อธปิ ไตยอยู่ที่ผู้ใดจะส่งผลตอ่ การกาหนดระบอบการปกครอง หมายถึงอานาจอธิปไตยอยู่ท่ีพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรืออานาจอธิปไตยอยู่ทีปวงชนจะเป็นการปกครอง แบบประชาธิปไตย 3.3 ลักษณะของอานาจอธิปไตย จรูญ สุภาพ (2527: 64 – 65) ได้อธิบายลักษณะของอานาจอธิปไตยว่า มีความเด็ดขาดเป็น การทั่วไป ถาวรและแบ่งแยกมไิ ด้ มีรายละเอียดดงั นี้ 3.3.1 ความเด็ดขาด (Absoluteness) หมายความว่า อานาจอธิปไตยย่อมเป็นอานาจสูง สุด ในแผน่ ดนิ ไม่มีอานาจใดเหนือกว่าถ้ามีอานาจอื่นใดมาจากัดอานาจอธิปไตยอานาจน้ันก็เป็นอานาจอธิป- ไตยแทนท่ีโดยหลักทั่วไปแล้วในประเทศในรัฐย่อมมีอานาจหลายชนิดแต่ละอานาจมีลักษณะไม่เหมือน กัน เช่น อานาจของบุคคล อานาจของกลุ่มบุคคล อานาจของข้าราชการและอานาจของหน่วยงานเป็น ตน้ อานาจเหลา่ น้ซี ง่ึ มีระดับแห่งอานาจไมเ่ ท่ากนั แต่ท้ังหมดก็อยู่ภายใต้อธิปไตยท้ังสิ้น ในทางปฏิบัติจะไม่ ใช้อานาจอธิปไตยท่ขี ดั ตอ่ หลักศีลธรรมขัดต่อหลักจริยธรรมและจรรยาทั้งๆ ท่ีอานาจอธิปไตยเป็นอานาจ ท่ีเด็ดขาดในแผ่นดิน แต่หลักแห่งมนุษยธรรมน้ันก็ยังจะเป็นข้อจากัดการใช้อานาจอธิปไตยในแผ่นดิน ลักษณะเช่นนี้จะปรากฏอยู่ในประเทศประชาธิปไตย สาหรับประเทศเผด็จการนั้นการใช้อานาจอธิปไตย เปน็ ไปอยา่ งรนุ แรงโดยไมค่ านึงถึงหลักศีลธรรมและหลักมนษุ ยธรรม 3.3.2 เป็นการทั่วไป (Comprehensiveness) หมายความว่า อานาจอธิปไตยนั้นมีอานาจ ครอบคลมุ ทว่ั ไปในรฐั อานาจบงั คับแห่งอานาจอธปิ ไตยนัน้ อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐไม่ว่าจะเป็นบุคคล ดินแดน องค์การ หรือกลุ่มคนอานาจน้ีย่อมแผ่ขยายไปทั่วทุกหนทุกแห่งตลอดจนอาณาเขตของรัฐน้ันๆ เพราะฉะนั้นบุคคลใดหรอื หน่วยงานใดกต็ ามหากละเมิดกฎเกณฑ์ข้อบังคับท่ีอานาจอธิปไตยได้กาหนดข้ึน แล้วต้องถูกลงโทษหรือรับผลใดๆ ท่ีเกิดจากการบังคับใช้อานาจอธิปไตยนั้นอาจจะมีข้อยกเว้นบางประ การเกย่ี วกับอานาจทวั่ ไปของอธิปไตย เช่น อานาจอธิปไตยจะไม่บังคับเข้าไปในหมู่หรือกลุ่มของผู้แทนรัฐ ต่างประเทศที่มาประจาในรฐั หน่ึงรัฐใดและแตล่ ะรัฐจะเรยี กคืนเมื่อใดก็ได้

42 3.3.3 ถาวร (Permanence) หมายความว่า อานาจอธิปไตยน้ีจะต้องคงอยู่ในรัฐโดยไม่มีวันสลาย ถ้าอานาจอธิปไตยสลายไป หรือ หมดไปก็เท่ากับว่ารัฐนั้นสลายไปด้วย ข้อที่น่าสังเกต คือ รัฐบาลอาจจะ เปล่ียนไป อาจมีการปรับปรุงแก้ไขหน่วยงานของรัฐมีกาปฏิรูปแต่อานาจอธิปไตยจะคงอยู่ในรัฐไม่ เปลี่ยนแปลง อิสรภาพของรัฐน้ันอยู่คู่กับอานาจอธิปไตย ไม่มีรัฐใดท่ีสามารถเป็นเอกราชอยู่ได้โดยปราศจาก อานาจอธปิ ไตย เพราะฉะนน้ั จงึ กลา่ วไดว้ ่ารัฐเอกราชจะมีความมน่ั คงถาวรแค่ไหนนนั้ อยู่ท่ีความสามารถที่จะ รักษาอานาจอธิปไตยไว้ได้ ข้อสาคัญคือถ้าจะเป็นเอกราชและเป็นรัฐโดยสมบูรณ์แล้วความมั่นคงถาวรแห่ง อานาจอธิปไตยภายในรฐั เป็นสิ่งจาเป็นมากที่สุด 3.3.4 การแบ่งแยกไม่ได้ (Indivisibility) อานาจอธิปไตยเป็นอานาจที่มองไม่เห็น แต่ทราบว่า มีอยใู่ นรัฐ ทง้ั นเี้ พราะวา่ เหตุผลของอานาจอธปิ ไตยนั้นมีอยู่ คือ ความเป็นเอกราชของรัฐน้ัน อานาจอธิปไตย นไี้ มอ่ าจทีจ่ ะแบ่งตัวออกไปได้ เพราะถ้าแบง่ ออกไปแลว้ จะทาใหร้ ฐั เดมิ สลายไป จะมรี ฐั ใหม่มาแทนที่ตามส่วน ของการแบ่งอานาจอธิปไตย จะเห็นได้ว่าประเทศเกาหลี อินเดีย ประเทศเหล่านี้เดิมมีอานาจอธิปไตยเป็น อนั หนึ่งอันเดียว แต่เมอื่ แบ่งออกไปแล้ว กท็ าให้เกดิ ประเทศใหม่เพมิ่ ขนึ้ ประเทศเดิมสลายกลายเป็น เกาหลี เหนอื เกาหลใี ต้ อินเดยี ปากสี ถาน อานาจอธิปไตยน้ีไมอ่ าจแบ่งตัวออกเปน็ หลายสว่ นดงั กลา่ วแล้วแตอ่ าจจะแบ่งการใช้อานาจอธิปไตย ได้หมายว่าในทุกประเทศรัฐบาลจะเป็นผู้ที่นาอานาจอธิปไตยของประเทศไปใช้ให้บังเกิดผลและในการใช้ อานาจอธิปไตยน้นั หน่วยงานรฐั บาลมหี ลายหนว่ ย คอื นติ บิ ญั ญัติ บรหิ าร ตุลาการ เพราะฉะนนั้ จึงเป็นหน้าท่ี ท่ีหน่วยต่างๆ ของรัฐจะแบ่งอานาจอธิปไตยกันใช้ รัฐสภาจะใช้อานาจอธิปไตยในทางการออกกฎหมาย คณะรัฐมนตรีจะใช้อานาจอธิปไตยในการกาหนดนโยบายของประเทศ บริหารประเทศ ฝุายตุลาการก็ใช้ใน การพพิ ากษาคดีต่างๆ ยิง่ กวา่ นัน้ ในประเทศที่เจริญแล้วอานาจอธิปไตยได้มกี ารแบ่งการใช้ในหลายระดับ เช่น ระดับชาติ ระดับท้องถ่ิน เป็นต้น ระดับชาติก็คือ รัฐบาลกลาง ระดับท้องถิ่นก็ได้แก่ รัฐมลรัฐต่า จากมลรัฐก็ ไดแ้ ก่เทศบาลหรือเมอื ง สรุป ลักษณะของอานาจอธิปไตยต้องมีความเด็ดขาด เพราะอานาจอธิปไตยเป็นอานาจสูงสุดในรัฐ ไมม่ ีอานาจใดมาเหนือกว่าอานาจอธปิ ไตย จงึ ต้องมีความเด็ดขาดไม่เกรงกลัวอานาจใด อานาจอธิปไตยต้องมี ลักษณะเป็นการทว่ั ไปแผข่ ยายครอบคลมุ ทุกหนแหง่ ของรฐั อานาจอธิปไตยต้องมีลักษณะถาวรคู่กับรัฐ ถ้าไม่ มีรัฐก็จะไม่มีอานาจอธิปไตยและลักษณะสุดท้ายของอานาจอธิปไตยคือ การแบ่งแยกมิได้ ถ้าแบ่งแยก หมายถงึ มีรัฐใหม่เกดิ ขนึ้

43 ภาพที่ 8 อานาจอธิปไตยเปน็ ของประชาชน (ท่ีมา:http://edunews.eduzones.com) 3.4 ประเภทของอานาจอธปิ ไตย อานนท์ อาภาภิรม (2545: 40–42) ไดอ้ ธบิ ายประเภทของอานาจอธิปไตยว่าอาจแยกอานาจ อธิปไตยในแงข่ องการใช้ไดเ้ ปน็ 5 ประเภท ดังต่อไปนี้ 3.4.1. อานาจอธิปไตยทางกฎหมาย (Legal Sovereignty) อานาจอธิปไตยทางกฎหมาย คือ อา นาจสงู สุดในการออกกฎหมายนั่นเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นอานาจสูงสุดภายในรัฐซึ่งรัฐมีอานาจท่ีจะ ออกกฎหมายบังคับให้มีการปฏิบัติตามและองค์กรที่มีอานาจดังกล่าวได้แก่ รัฐสภาและกฎหมายท่ี ออกมาไดร้ บั การรบั รองว่ามผี ลใชบ้ งั คบั โดยศาล จอห์น ออสติน (John Austin) ชาวอังกฤษได้อธิบาย ว่าสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษเป็นผู้มีอานาจอธิปไตยตามกฎหมายเพราะเป็นองค์การเดียวท่ีมีอานาจ ออกกฎหมายได้เพราะกฎหมายที่ผ่านสภาแล้วจะไม่มีองค์การอื่นใดบอกเลิกล้มล่างได้ ฉะนั้นอานาจ อธิปไตยทางกฎหมายจึงเป็นเรื่องของรฐั สภา 3.4.2 อานาจอธิปไตยทางการเมือง (Political Sovereignty) อานาจอธิปไตยทางการเมือง หมายความว่าอานาจอธิปไตยโดยทางการเมืองเป็นความคิดเห็นของประชาชนท่ีออกเสียงเลือก ต้ังฉะน้ัน ในประเทศท่มี ีการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงถือว่าอานาจอธิปไตยทางการเมืองมีความสาคัญมาก เพราะเป็นการแสดงออกท่ีอานาจอธิปไตยทางการเมืองของประชาชนนั่นคือการไปใช้สิทธิออก เสียง เลือกตั้ง เพอื่ เลือกผู้แทนของตนไปใช้อานาจอธิปไตยทางกฎหมายโดยผ่านทางรัฐสภาและผู้แทนราษฎรน้ี ได้รวมกันขึ้นเป็นสภานิติบัญญัติซ่ึงมีหน้าที่ในการออกกฎหมายใช้บังคับภายในประเทศได้เป็นการ ทั่วไป อน่ึง มีผู้เห็นว่าอานาจอธิปไตยทางการเมืองอยู่เหนืออานาจอธิปไตยทางกฎหมาย ทั้งน้ีเพราะ อานาจอธิปไตยทางการเมืองจะเป็นตัวกาหนดบุคคลผู้ใช้อานาจอธิปไตยทางกฎหมายโดยกระบวนการ ของการเลือกตง้ั 3.4.3 อานาจอธิปไตยตามข้อเท็จจริง (De Facto Sovereignty) ในกรณีท่ีเกิดการปฏิวัติ (Revolution) หรือรัฐประหาร (coup d’ etat) ข้ึนภายในรัฐ จะเห็นได้ว่าอานาจการปกครองของรัฐ

44 จะเกิดมซี ้อนขน้ึ มา กล่าวคือ อานาจอธปิ ไตยจะตกอยกู่ ับทั้งฝุายรัฐบาลท่ีถูกต้องตามกฎหมายกับคณะ ปฏิวัตหิ รือคณะรัฐประหารอกี คณะหนง่ึ เมอ่ื เกิดการชว่ งชงิ อานาจกันขึน้ ทาให้เกิดรัฐบาลที่ถูกต้องตาม กฎหมาย (de Jure government) ซึ่งเป็นผู้ใช้อานาอธิปไตยตามกฎหมาย ส่วนคณะบุคคลท่ีทาการ ปฏวิ ัติหรือรัฐประหารกพ็ ยายามจดั ต้งั อานาจเพอ่ื ปกครองรฐั ตอ่ ไปซ่ึงบุคคลคณะนี้จะมีอานาจอธิปไตย ตามข้อเท็จจริง (de facto government) ถ้าคณะท่ียึดอานาจการปกครองมาจากคณะรัฐบาลท่ีถูก ต้องตามกฎหมายสามารถประสบชัยชนะคือสามารถยึดอานาจด้วยการปฏิวัติหรือรัฐประหารรวมท้ัง นานาประเทศให้การรับรอง (Recognition) ต่อรัฐบาลของคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประการมีผลทาให้ รัฐบาลตามข้อเท็จจริงกลายเป็นรัฐบาลท่ีชอบด้วยกฎหมายและเป็นรัฐบาลที่มีอานาจอธิปไตยตาม กฎหมายขึ้นมาแทนอานาจอธปิ ไตยตามขอ้ เท็จจรงิ ฉะนั้น จึงอาจสรปุ ลักษณะของการเกิดอานาจอธปิ ไตยตามข้อเท็จจริงได้ดังต่อไปนี้ คือ 3.4.3.1 ไดเ้ กดิ การปฏวิ ตั ิหรอื รัฐประหารเกดิ ขึ้น 3.4.3.2 คณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารสามารถล้มล้างอานาจอธิปไตยตามกฎ หมาย 3.4.3.3 สามารถรกั ษาความสงบในประเทศไว้ได้ 3.4.3.4 ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้ความเคารพเช่ือฟังต่อคณะผู้ปกครอง ใหม่ 3.4.3.5 นานาประเทศให้การรับรองคณะรัฐบาลชุดใหม่ 3.4.4. อานาจอธิปไตยตามนิตินัย (De jure Sovereignty) อานาจอธิปไตยตามนิตินัย ได้แก่ อานาจอธิปไตยซ่ึงรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้ใช้ในการปกครองประเทศรัฐบาลท่ีชอบด้วย กฎหมายได้แก่รัฐบาลท่ีจัดต้ังข้ึนมาตามกระบวนการทางการเมืองท่ีถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือเป็น รัฐบาลท่ีได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภาซ่ึงประชาชนเลือกขึ้นมา หมายว่าเป็นรัฐบาลท่ีได้รับการแต่งต้ังจาก ประชาชนสว่ นใหญ่ของประเทศ 3.4.5. อานาจอธิปไตยภายนอก (External Sovereignty) อานาจอธิปไตยภายนอก ได้ แก่ ความเป็นอิสระ เสรีของรัฐท่ีจะดารงอยู่ได้โดยปราศจากการควบคุมหรือแทรกแซงจากรัฐอ่ืน หมาย ความว่ารัฐนั้นมีอานาจอธิปไตยในการดาเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัฐอื่น เช่น สามารถทา ขอ้ ตกลง ทาสนธสิ ัญญาใหส้ ัตยาบนั รวมท้งั การประกาศและยตุ ิสงครามกลา่ วโดยสรุปได้ว่า อานาจอธิปไตย ภายนอกคอื ความเปน็ เอกราชของรฐั นนั้ เอง สรุป ประเภทของอานาจอธิปไตย มี 5 ประเภท ได้แก่ อานาจอธิปไตยทางกฎหมาย ซึ่งคืออานาจ สูงสุดในการออกกฎหมาย อานาจอธิปไตยทางการเมืองเป็นการแสดงออกถึงอานาจอธิปไตยทางการเมือง โดยการออกไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อานาจอธิปไตยตามข้อเท็จจริงเมื่อมีการปฏิวัติหรือรัฐประหาร อานาจอธิปไตยที่ถูกกฎหมายจะอยู่ที่รัฐบาลเดิมแต่อานาจอธิปไตยตามข้อเท็จจริงจะเป็นคณะปฏิวัติหรือ

45 รัฐประหาร อานาจอธิปไตยตามนิตินัยผู้ใช้คือรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย และอานาจอธิปไตยภายนอก หมายถึง รัฐมีอานาจอธิปไตยในการดาเนินความสัมพันธก์ ับต่างประเทศในฐานะรฐั เอกราช 3.5 เจ้าของอานาจอธปิ ไตย อานาจอธิปไตยเป็นของใคร คาถามนมี้ ีความสาคัญยิ่ง เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์.(2516 : 140- 149) อธิบายว่าปัญหาที่สาคัญที่สุดอันหน่ึงในทฤษฎีรัฐศาสตร์ก็คือปัญหาเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของอธิป- ไตยของรัฐเน่ืองด้วยอานาจอธิปไตยเป็นของจาเป็นสิ่งสูงสุดเหนือบุคคลที่ประกอบ เป็นรัฐจึงมีปัญหา เกิดขึ้นว่าบุคคลหรือกลมุ่ บุคคลใดจะเปน็ ผทู้ แ่ี สดงเจตนารมณข์ องรฐั และใช้อานาจปกครองในนามของ รัฐหรืออีกนัยหน่ึงใครเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตยในปัญหาน้ีได้มีนักปราชญ์ได้ให้คาตอบที่สาคัญๆ แตกตา่ งกนั ดังน้ี 3.5.1 กษัตรยิ เ์ ป็นเจ้าของอานาจอธปิ ไตย แต่เดมิ อานาจอธิปไตยนี้มีผู้คิดว่าเป็นของกษัตริย์ ไมใ่ ช่ของรฐั ในศตวรรษที่ 16 นกั ปราชญท์ างรัฐศาสตรห์ ลายท่านไดพ้ ยายามชใี้ ห้เห็นว่าอานาจอธิปไตย คืออานาจของพระมหากษัตริย์เพราะว่ากษัตริย์เป็นผู้สถาปนาเอกราชให้แก่รัฐและเป็นผู้ที่มีอานาจ สงู สุดในรัฐพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ อธิปัตย์อย่างที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตรัสว่าฉันเป็นรัฐทฤษฎีน้ีถือว่า กษัตริย์เป็นที่มาของกฎหมายและอานาจท้ังหมดกษัตรยิ ์เป็นผู้ที่ทาอะไรไม่ผิดราษฎรทุกคนจะต้องเช่ือ ฟังกษัตรยิ ์ทฤษฎไี ดถ้ ูกทาลายโดยการปฏิวตั ซิ งึ่ ก่อใหเ้ กดิ ประชาธิปไตยแผนใหม่ขึ้นแต่พระมหากษัตริย์ ยังได้รบั การยกย่องว่าเปน็ องคอ์ ธปิ ตั ย์ทัง้ ๆ ท่ไี มท่ รงมีพระราชอานาจเลยตัวอย่างคือในประเทศอังกฤษ พระมหากษัตริย์กลับทรงมีฐานะเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional monar- ahy) หรือพระมหากษัตริย์ของรฐั สภา (Parliamentary monarahy) 3.5.2 ประชาชนเปน็ เจ้าของอานาจอธปิ ไตย ทฤษฎีที่ว่าอานาจอธิปไตยเป็นของประชาชนได้มีผู้ คดิ ขน้ึ ขึน้ ตั้งแต่สมัยจกั รวรรดิโรมัน เน่ืองจากได้รับอิทธิพลจากปรัชญาของพวกสโตอิคส์ (Stoiss) ในเร่ืองท่ี เก่ียวกับกฎธรรมชาตแิ ละความเท่าเทียมกนั ของมนุษย์ ชเิ ซโร่ ไดก้ ล่าวว่าอานาจสูงสุดในรัฐๆ หนึ่งตกอยู่แก่ ประชาชนทั้งหมดของรัฐถึงแม้ว่าทฤษฎีนี้จะมีคนเชื่ออยู่มากในสมัยโรมันก็ตามแต่ว่าไปขัดกับหลักการที่ สาคัญอันหนึ่งท่ีว่าเจตนารมณ์จักรพรรดิ์คืออานาจแห่งกฎหมายในตอนน้ันได้มอบอานาจสูงสุดบนพ้ืนผิว พิภพใหแ้ ก่คนๆ หนึง่ คอื สันตะปาปา หรอื จักรพรรดิ ซึ่งทาให้เกิดทฤษฎีเทวสิทธิ์ข้ึนทฤษฎีน้ีได้มีส่วนสนับ สนนุ อานาจอธปิ ไตยของกษตั รยิ ใ์ นรฐั ในสมยั นี้พวกที่ต่อต้านกษัตริย์ได้ฟื้นฟูเอาทฤษฎีอานาจอธิปไตยเป็น ของปวงชนข้ึนมาใช้อีกคร้ังหนงึ่ ในศตวรรษที่ 16 และ 17 พวกน้ีได้โจมตีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และ สนับสนุนให้มีการยอมรับว่าอานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนโดยมีรากฐานอยู่บนกฎธรรมชาติและสัญญา ประชาคมในประเทศองั กฤษลอ็ คได้นาเอาทฤษฎีน้ีออกเผยแพร่เพื่อสนับสนุนขบวนการปฏิวัติในศตวรรษที่ 16 เหตุผลสาคัญท่ีเกิดมีการนาเอาทฤษฎีน้ีมาใช้ก็คือต้อง การล้มล้างกษัตริย์ ดังจะสังเกตเห็นได้จาก ความเห็นของรูสโซ และเจฟ-เฟอร์สัน ซง่ึ มีอทิ ธิพลในการปฏิวัติฝร่ังเศสและอเมริกา ต้ังแต่นั้นมาทฤษฎีน้ี

46 ได้ถือว่าอานาจอธิปไตยเปน็ ของปวงชน (Popular Sovereignty) นั้นเป็นรากฐานของการปกครองระ บอบประชาธิปไตย อยา่ งไรก็ดีได้มีผู้วิจารณ์ทฤษฎีนี้ไปในทางท่ีไม่ดีอยู่มาก เป็นต้นว่าบางท่านวิจารณ์ว่าปวงชนคือ ประชาชนทงั้ หมดนนั้ ไม่อาจจะใชอ้ านาจอธิปไตยได้ มตมิ หาชนท่ีไมม่ กี ารแสดงออกที่เหมาะสมถึงแม้ว่าจะ มีอิทธิพลสักเท่าใดก็ไม่ใช่เป็นการแสดงออกของอานาจอธิปไตยอานาจอธิปไตยน้ัน จะมีผู้ใช้ถูกต้องก็ ต่อเมื่อกฎหมายได้กาหนดวิธีการแสดงออกซ่ึงเจตนารมณ์ของรัฐโดยบุคคลที่รัฐเห็นว่าเหมาะสมท่ีจะ แสดงออกซ่งึ เจตนารมณข์ องรัฐได้ ในความหมายเช่นน้ีอานาจอธิปไตยของปวงชน มีความหมายเพียง แต่เป็นอธิปไตยทางการเมืองซึ่งหมายความว่าเจตนารมณ์ทั่วไป (General Will) ซ่ึงมีอิทธิพลเหนือ การกระทาของรฐั หรอื ความยนิ ยอมทว่ั ไป (General Consent) ท่ีจะอยู่ภายใต้ปกครองของรัฐและอยู่ ภายใต้กฎหมายอานาจอธิปไตยของประชาชน ก็อาจจะมีความหมายว่าเป็นอานาจที่สาคัญของ พลเมืองทั้งประเทศและถ้าหากมีความจาเป็นหรือเมื่อเขาทราบว่ารัฐไม่ได้ปกครองประเทศด้วยความ ยุติธรรมปวงชนเหล่าน้ีก็ย่อมมีอานาจท่ีจะทาลายรัฐโดยการปฏิวัติและก่อต้ังรัฐบาลขึ้นมาใหม่ในรูปที่ เขาพอใจอยา่ งไรก็ตามอทิ ธิพลของมหาชนหรืออานาจทจ่ี ะปฏวิ ตั ิไม่มสี ภาพเป็นอธปิ ไตย แต่ถ้าหากว่าแนวคิดในเร่ืองอานาจอธิปไตยของปวงชนนี้ มีความหมายแต่เพียงคาว่าอานาจ อธปิ ไตยเป็นของประชาชนส่วนหนึ่งซ่ึงมสี ทิ ธิทจี่ ะออกเสียงเลือกตั้งในเร่ืองนี้ทฤษฎีจะใช้ได้ก็แต่เฉพาะ ในรัฐที่ใช้สิทธิในการออกเสียงแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปและประชาชนพร้อมท่ีจะเอาความ รับผดิ ชอบมาไว้และแสดงออกในการออกเสียงเลอื กตงั้ หรือผา่ นทางผแู้ ทนราษฎรของเขาโดยการเลือก ผู้แทนราษฎรเพ่ือเสนอนโยบายของตน หรือในบางคร้ังแสดงเจตนารมณ์ของตนโดยการออกเสียง ประชามติ (Referendum) ผู้ออกเสียงก็มีส่วนในการใช้อานาจอธิปไตยตามกฎหมายปรากฏว่าพล เมืองในรัฐประชาธิปไตยไม่เกิน 1 ใน 5 ท่ีมีสิทธิออกเสียง โดยเหตุนี้อานาจอธิปไตยของปวงชนจึงจะ หมายถึงอานาจอธปิ ไตยของจานวนพลเมืองจานวนหนง่ึ ซึ่งอาจเป็นสว่ นนอ้ ยของรฐั กไ็ ด้ 3.5.3 อานาจบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตย แนวคิดนี้เกิดจากหลังจาก อานาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชนไดร้ บั ความสาเรจ็ และล้มล้างอานาจกษัตรยิ ์และสรา้ งรฐั บาลประชาธิป- ไตยขึ้นแล้ว ได้มีความพยายามท่ีจะหาพื้นฐานทางกฎหมายและความแน่นอนยิ่งขึ้นของอานาจ อธิปไตย นักนิติศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ได้เห็นพ้องต้องกันว่าอานาจอธิปไตยน้ัน เป็นของบุคคลกลุ่ม หนึ่งซ่งึ เป็นผู้เขยี นรัฐธรรมนูญของรัฐหรือกลุ่มบุคคลท่ีมีอานาจแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญหรือท่ีเรียกว่า อานาจบัญญตั ิรฐั ธรรมนูญ (Constituent Power) ทฤษฎีน้ีให้เหตุผลดังนี้ คือ กฎหมายสูงสุดในรัฐๆ หน่ึง ก็คอื กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซ่ึงเปน็ กฎหมายที่วางหลักการเก่ยี วกบั การปกครองประเทศ กาหนดรูปแบบ ของรัฐบาล วางบทบัญญัติถึงอานาจของรัฐบัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมืองโดยเหตุนี้ รัฐบาลจงึ มีอานาจแต่อานาจน้ีเปน็ อานาจทรี่ ัฐธรรมนญู กาหนดใหแ้ ละถูกจากดั โดยรัฐธรรมนูญจึงมีการ เช่ือว่ารัฐมีอานาจน้อยกว่าผู้เขียนหรือผู้เปล่ียนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ผู้ใดมีอานาจเขียนรัฐ

47 ธรรมนูญก็เปน็ ผ้ทู ี่แสดงออกซ่ึงเจตนารมณ์โดยตรงของรัฐเพราะฉะน้ันจึงลักษณะเป็นผู้มีอานาจสุดใน บางรัฐ รฐั สภาเป็นผ้มู ีอานาจเขียนและแกไ้ ขรฐั ธรรมนูญในบางรฐั ก็มีองค์การพิเศษในการเขียนและแก้ รฐั ธรรมนูญ 3.5.4 องคก์ ารนติ บิ ญั ญตั ิเป็นเจา้ ของอานาจอธปิ ไตยทฤษฎีนี้เช่ือว่าอานาจอธิปไตยน้ันเป็น ขององค์การนิติบัญญัติ ซึ่งได้กระทาหน้าท่ีของตนภายในขอบเขตแห่งกฎหมายและโดยวิธีการที่กา หนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ของรัฐเมื่อเราทราบว่าเจตนารมณ์ของรัฐนั้นมีอานาจสูงสุด ทฤษฎีน้ีจึงเชื่อว่าเมื่อองค์การนิติบัญญัติเป็นผู้ออกกฎหมาย องค์การนิติบัญญัติก็เป็นผู้ใช้อานาจอธิปไตย องค์การเหล่านี้อาจจะรวมถึงรัฐสภา สภาท้องถ่ิน ศาลยุติธรรม (คาพิพากษาของศาล) คาส่ังของราชการฝุาย ปกครองผมู้ ีอานาจตามกฎหมาย ประชาชนผมู้ ีสิทธิออกเสียงเมือ่ ใช้สิทธิของตนในการเลือกตั้งและในการออก เสียงประชามติรวมทัง้ องคก์ ารพเิ ศษอืน่ ๆ ซ่ึงมีส่วนในการแกไ้ ขเพ่มิ เติมรฐั ธรรมนญู ทฤษฎีนี้เห็นว่ารัฐเป็นหน่วยๆ หน่ึง และรัฐบาลก็เป็นหน่วยๆ หน่ึงอานาจอธิปไตยที่อยู่ในรัฐและ รัฐบาลเป็นผู้ใช้ อานาจอธิปไตยเป็นหน่วยๆ หนึ่ง แต่การใช้อานาจอธิปไตยน้ันอาจจะถูกแยกไปให้องค์การ ต่างๆ ของรัฐ องค์การเหล่าน้ีต่างก็ใช้อานาจอธิปไตยของรัฐเท่าที่ถูกแยกมาให้องค์การเหล่านี้บางองค์การ ไดร้ ับส่วนแบง่ มากบางองค์การไดร้ ับส่วนแบ่งน้อยองค์การเหล่านี้จะใช้อานาจอธิปไตยตามที่ได้รับแบ่ง มาโดยวธิ ีการทร่ี ัฐธรรมนญู และกฎหมายของรัฐกาหนดไว้ ทฤษฎีนี้เชื่อว่าองค์การนิติบัญญัติได้รับส่วน แบ่งอานาจอธิปไตยมากกว่าองค์การอื่นและโดยสภาพของอานาจที่ได้รับมอบหมายมาให้นั้นทาให้ องค์การนิติบัญญัติเป็นผู้มีอานาจมากกว่าองค์การอื่นๆ ทฤษฎีน้ีจึงยอมรับว่าองค์การนิติบัญญัติเป็น ผู้ใช้อานาจอธิปไตยด้วยเหตุผลท่ีว่ากฎหมายที่องค์การนิติบัญญัติออกย่อมมีลักษณะเป็นการทั่วไป ซึ่ง องคก์ ารอืน่ ๆ จะต้องปฏิบตั ติ าม สรุป คาตอบว่าใครเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตยมีหลายทฤษฎี เริ่มต้ังแต่กษัตริย์เป็นเจ้าของ อานาจอธิปไตย ทฤษฎีน้ีเห็นว่ากษัตริย์เป็นที่มาของกฎหมายและอานาจทั้งหมดในรัฐทฤษฎีประชา ชนเปน็ เจ้าของอานาจอธิปไตย ทฤษฎีนี้เช่ือว่าอานาจอธิปไตยเป็นของประชาชนเป็นที่มาของระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตย ทฤษฎีอานาจบญั ญตั ิกฎหมายเปน็ เจ้าของอานาจอธิปไตย หมายถึง ผู้ ทเ่ี ขยี นหรอื ผูบ้ ญั ญัติรฐั ธรรมนูญคือผเู้ ปน็ เจ้าของอานาจอธปิ ไตยและทฤษฎสี ดุ ท้าย คือ ทฤษฎีองค์การ นิติบัญญัติเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตยทฤษฎีนี้เช่ือว่าองค์การนิติบัญญัติซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมายเป็น เจ้าของอานาจอธปิ ไตย 3.6 การแสดงออกซง่ึ อานาจอธิปไตยของประชาชน เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ (2516: 149–154) ได้อธิบายว่าในประเทศท่ีเจริญแล้วประชาชนจะ แสดงออกซง่ึ อานาจอธิปไตยในกรณีท่ีถูกกฎหมายได้ ดังนี้

48 3.6.1 การออกเสยี งเลือกตงั้ (Election) ตามทฤษฎีแล้ว การเลือกต้ังเป็นวิธีการท่ีดีอันหน่ึง ในการท่ีปวงชนจะแสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตย เพราะการเลือกตั้งย่อมจะเป็นการ ช้แี จงใหเ้ หน็ ถึงเจตนารมณ์ท่วั ไป (General Will) ของประชาชนชดั แจ้งว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ อะไร ซ่งึ ย่อมถือได้ว่าปวงชนไดใ้ ชอ้ านาจของตัวแลว้ ในการตัดสินขั้นสุดท้ายว่าจะให้ประเทศดาเนินไป ในลกั ษณะไหน ดว้ ยวธิ กี ารเช่นไร 3.6.2 การออกเสียงประชามติ (Referendum) วิธีการเช่นน้ีเป็นวิธีการหนึ่งท่ีประชาชนได้ มีโอกาสแสดงออกซ่ึงเจตนารมณ์ของตน แต่โดยปกติหรือเท่าท่ีมีปฏิบัติกันอยู่น้ัน มักจะเป็นเร่ืองที่ เกยี่ วกบั กฎหมายรัฐธรรมนญู โดยเฉพาะ คือถา้ มกี ารแก้ไขหรือเพมิ่ เติมรัฐธรรมนญู ตอนหนึ่งตอนใดเกิด ขึ้นก็จาเป็นต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติเสียก่อนจึงจะมีผลใช้ได้รัฐธรรมนูญในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐ ฝร่ังเศส สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ได้บัญญัติไว้ว่าให้ปวงชนออกเสียงประชามติ เพ่ือรับรองหรือไม่รับรองในการแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในสวิสเซอร์แลนด์น้ันในรัฐ ธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า ปวงชน 30,000 คน มีสิทธิยื่นคาร้องให้รัฐบาลนาร่างกฎหมายเสนอต่อปวง ชนเพื่อลงเสียงประชามติได้ คือหมายความว่ากฎหมายท่ีสภาได้ร่างมาเสร็จเรียบร้อยแล้วน้ันถ้าประ ชาชนออกเสียงประชามติแลว้ วา่ ไม่เอาก็เป็นอันใช้ไม่ได้ต้องเลกิ ล้มไปการออกเสียงประชามติเช่น น้ีจะ ใช้ไดผ้ ลดกี ็แต่ในประเทศท่ีประชาชนมีการศึกษาดีและมีความสนใจการเมืองเพียงพอข้อที่น่าสัง เกตก็ คือการออกเสียงประชามติเช่นน้ี หรือท่ีในภาษาอังกฤษใช้คาว่า Referendum มีความหมายต่างกับคาว่า มตมิ หาชนหรือ Public Opinion เพราะมติมหาชนแสดงออกมาในรูปทไี่ ม่ใช่เป็นการออกเสียงแต่เพียง ความรสู้ ึกหรือปฏกิ ิรยิ าทแ่ี สดงความพอใจหรอื ไมพ่ อใจของประชาชนท่ัวไปจรงิ ๆ มากกว่า 3.6.3 ประชาชนมีมติเสนอร่างกฎหมาย (Initiative) การที่ประชาชนมีสิทธิเสนอร่างกฎ หมายเพื่อออกมาบังคับใช้ตนเองเช่นนี้ เป็นอีกวิธีการหนึ่งซึ่งถือได้ว่า ปวงชนได้แสดงออกซ่ึงอานาจ อธิปไตยของตน เพราะประชาชนได้มีโอกาสในการแสดงออก ซึ่งเจตนารมณ์หรือความต้องการของ ตนเองแล้ว วิธีการน้ีเท่าท่ีมีปฏิบัติอยู่น้ันจะกระทาได้โดยประชาชนจานวนหนึ่งเท่าท่ีกาหนดไว้ใน รฐั ธรรมนูญเป็นผูเ้ สนอชอ่ื พร้อมกบั กฎหมายที่ร่างข้ึนไปให้สภาลงมติว่าจะเอาหรือไม่เอาหรือไม่ก็กลับ มาให้ประชาชนทั่วประเทศออกเสียงกันอีกคร้ังหน่ึงว่าจะรับร่างกฎหมายน้ันหรือไม่รับ การใช้สิทธิ เช่นนี้จะได้ผลหรือไม่น้ันย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ของประชาชนและความกระตือรือร้นในทางการเมือง ของประชาชน เช่นเดยี วกบั วิธีการลงคะแนนเสียงประชามตเิ หมอื นกัน 3.6.4 วิธีการให้ประชาชนตัดสินปัญหาสาคัญๆ หรือประชาพินิจ (Plebiscite) วิธีการน้ี เป็นวิธีการหนึ่งท่ีแสดงออกว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองจริงหรือประชาชนเป็นเจ้าของอา นาจ อธิปไตยท่ีแท้จริง เพราะขณะใดก็ตามถ้ารัฐไม่สามารถตัดสินปัญหาที่จะมีการกระทบกระเทือน ประชาชนได้อย่างรุนแรงและโดยตรงแล้วรัฐก็นาเอาปัญหาน้ันๆ มาให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะทา อยา่ งไร โดยวธิ ีการปฏิบัติแลว้ ก็คอื ให้ประชาชนตอบรบั (Yes) หรอื ปฏเิ สธ (No) นน่ั เอง

49 3.6.5 วิธีการให้ประชาชนเปล่ียนผู้ดารงตาแหน่งหน้าท่ีสาคัญได้ (Recall) วิธีนี้เป็นอีกวิธี หนึ่งที่อาจจะพูดได้ว่าประชาชนได้มีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ของตนโดยเฉพาะตาแหน่งท่ีสาคัญต่างๆ ท่ีสาคัญๆ ทางการปกครองซ่ึงได้ปฏิบัติกันอยู่ตามท้องถ่ินต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาวิธีการเช่นน้ีมีอยู่ว่า ประชาชนมีสิทธิท่ีจะออกเสียงถอดถอนเจ้าหน้าท่ีในตาแหน่งต่างๆ ซ่ึงได้มาโดยการเลือกตั้งไม่ใช่การ แต่งตั้งได้ทุกโอกาสถ้าประชาชนไม่พอใจและรวมท้ังเมื่อถอดถอนแล้วก็เลือกตั้งใหม่ด้วยวิธีการนี้จะ เห็นว่าทาให้ประชาชนได้มีส่วนใกล้ชิดกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีท้ังฝุายบริหาร ตุลาการและนิติ บัญญัติได้อย่างดียิ่งแต่ใช้ได้ผลในแนวแคบๆ เท่าน้ันถ้าจะใช้กับทั่วประเทศคงไม่ได้ผลเพราะต้องพบ กับอปุ สรรคหลายประการดว้ ยกนั สรปุ การแสดงออกซึง่ อานาจอธิปไตยของประชาชนนั้นประชาชนสามารถแสดงออกโดยการ ไปออกเสยี งเลอื กตงั้ ตัวแทนของตนเขา้ ไปปกครองประเทศ การออกเสียงประชามติเป็นการแสดงออก ซ่ึงเจตนารมณ์ของประชาชนปกติมักใช้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญประชาชนสามารถเสนอร่างกฎหมาย ซ่ึงเป็นไปตามท่ีรัฐธรรมนูญกาหนดประชาพินิจหรือวิธีการให้ประชาชนตัดสินปัญหาสาคัญๆ เมื่อรัฐ บาลไม่สามารถตัดสินปัญหาท่ีมีผลกระทบต่อประชาชนรุนแรงรัฐบาลจะนาปัญหานั้นมาถาม ประชาชนว่าจะตัดสินใจตอบรบั หรือปฏิเสธและวธิ กี ารให้ประชาชนเปลี่ยนผดู้ ารงตาแหน่งทสี่ าคัญได้ 3.7 ขอบเขตของอานาจอธปิ ไตย เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์(2516: 159–164)ได้อธิบายขอบเขตของอานาจอธิปไตยไว้ดังน้ีขอบ เขตของอานาจอธิปไตยในทางทฤษฎีน้ันถึงแม้ว่านักรัฐศาสตร์ทั้งหลายจะเห็นตรงกันว่าอานาจอธิป - ไตยเป็นอานาจสูงสุดเด็ดขาดและไม่มีข้อจากัดก็จริงแต่ในทางปฏิบัติแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่อาจจะ กล่าวไดว้ ่านอกจากในกรณที เ่ี ปน็ เรื่องพน้ วิสยั และเกิดวิกฤติการณใ์ นทางการเมืองในช่วงขณะหนึ่งแล้ว (เช่น การปฏิวตั )ิ อานาจอธปิ ไตยยงั ถูกจากัดโดยวธิ ีอยา่ งอื่นๆ อีกดว้ ย ดังน้ี 7.1 การจากดั โดยขนบประเพณีและศลี ธรรม การใช้อานาจอธปิ ไตยโดยองค์อธิปัตย์ ต้องอยู่ ในขอบเขตแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีและความรู้สึกในทางจริยธรรมหรือความยุติธรรมของมนุษย์ อยูเ่ สมอจงึ จะได้ผลสาเร็จในการปกครองโดยสมบูรณ์องค์อธิปัตย์ท่ีเข้มแข็งในทางเผด็จการมากที่สุดก็ ยงั จะประสบกับความยุ่งยากถ้าหากเข้าไปแทรกแซงเกีย่ วกับศรทั ธาทางศาสนาหรือแทรกแซงเกี่ยวกับ ขนบธรรมเนยี มประเพณีของประชาชน เพราะทั้งศลี ธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของประชาชน นน้ั เปรยี บเหมอื นกฎธรรมชาติอย่างหน่ึงที่ทุกคนจะต้องให้ความเคารพยาเกรงอยู่ตลอดเวลาใครจะไป คัดค้านหรือทาลายโดยปจั จุบนั ทนั ดว่ นย่อมกระทบกระเทือนต่อจิตใจของชนกลุ่มใหญ่ทุกครั้งไม่มากก็ น้อย

50 ภาพท่ี 9 อานาจอธิปไตยทางกฎหมาย (ที่มา : https://www.google.co.th) 3.7.2 การจากัดโดยกฎรัฐธรรมนูญ ความคิดท่ีว่าอานาจอธิปไตยได้ถูกจากัดโดยกฎหมาย รฐั ธรรมนูญนั้นมที ม่ี าวา่ ย่อมมกี ฎหมายฉบับหน่งึ ที่ศักดส์ิ ิทธ์ิและสูงสุดประจาประเทศคือรัฐธรรมนูญ การ ดาเนินการปกครองประเทศทุกๆ อย่างย่อมอยู่ภายใต้เง่ือนไขท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ย่ิงกว่าน้ันกฎหมาย ทุกๆ ฉบับท่ีเราถือว่าเป็นการแสดงออกซ่ึงเจตนารมณ์ของรัฐจาเป็นต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญอยู่ เสมอเพราะฉะน้ันความเชื่อที่รัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนหรือเป็นผู้ใช้อานาจอธิปไตยแทน ประชาชนกับกฎหมายซ่ึงเป็นการแสดงออกแห่งอานาจอธิปไตยน้ันย่อมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐอยู่ ตลอดเวลาเพราะฉะนนั้ การใช้อานาจอธิปไตยจึงต้องถูกจากัดโดยเหตดุ งั กล่าว 3.7.3 การจากดั สนธิโดยสัญญาหรอื กฎหมายระหว่างประเทศ ข้อจากัดโดยสนธิสัญญาหรือ กฎหมายระหว่างประเทศหมายถึง เป็นข้อจากัดของอธิปไตยภายในรัฐเช่นเดียวกับอธิปไตยภายนอก รัฐก็อาจถูกจากัดได้หลายอย่าง เป็นต้นว่าถูกจากัดโดยประเพณีนิยมที่ปฏิบัติกันระหว่างประเทศ อานาจอธิปไตยของรัฐนั้นควรจะหมายแต่เพียงว่าเป็นอานาจสูงสุดเหนือประชาชนภายในรัฐมากกว่า สาหรับด้านภายนอกนั้นรัฐมีความเป็นเอกราชอยู่ระดับหน่ึงท่ีสมควร โดยต้องรับพันธกรณีตาม กฎหมายระหวา่ งประเทศเป็นขอ้ จากัดไม่ไดม้ ีอานาจเตม็ ท่ีทจี่ ะอะไรไดต้ ามอาเภอใจ สรุป ขอบเขตของอานาจอธิปไตย มี 3 ลักษณะได้แก่ การจากัดโดยขนบธรรมเนียมประเพณี และศีลธรรม เพราะขนบธรรมเนียม ประเพณี และศีลธรรมเปรียบเหมือนกฎธรรมชาติที่ทุกคนต้อง เคารพการใช้อานาจอธิปไตย จึงต้องระมัดระวังมิให้ไปกระทบกับขนบธรรมเนียม ประเพณี และศีล ธรรม การจากัดโดยกฎรัฐธรรมนูญ เพราะการดาเนินการปกครองประเทศต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ รฐั ธรรมนญู อานาจอธิปไตยจึงถูกจากัดโดยกฎรัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติและการจากัดโดยสนธิสัญญา หรือกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ว่าจะเป็นรัฐเอกราชแต่ไม่ได้หมายความว่าจะทาอะไรตามใจได้ เพราะการดาเนินการระหว่างประเทศยังมีการจากัดอานาจอธิปไตยของรัฐโดยสนธิสัญญาหรือ กฎหมายระหว่างประเทศ

51 3.8 บทสรปุ อานาจอธิปไตย คอื อานาจสูงสดุ ในการปกครองประเทศวิวัฒนาการของแนวคิดอานาจอธิปไตย มีมาต้งั แตย่ คุ กรีก อรสิ โตเตลิ เขียนไวว้ ่ารัฐหนึ่งจะต้องมีอานาจสูงสุดนักกฎหมายโรมันและนักปราชญ์ใน สมัยกลางได้กล่าวว่ารัฐหน่ึงจะต้องมีอานาจสมบูรณ์แต่แนวความคิดอานาจอธิปไตยมาชัดเจนเม่ือถึงยุค รัฐชาติในศตวรรษที่ 16 จัง โบแดง เป็นนักรัฐศาสตร์คนแรกท่ีนิยามอธิปไตยไว้ว่า คืออานาจสูงสุดเหนือ ประชาชนและพลเมืองโดยไมจ่ ากัดโดยกฎหมาย อานาจอธิปไตยมีลักษณะสาคัญคือมีความเด็ดขาดเป็นการท่ัวไปถาวรและแบ่งแยกไม่ได้ หมาย ความว่า อานาจอธิปไตยเปน็ อานาจสูงสุดในรัฐเป็นอานาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดครอบคลุมทั่วไปในรัฐ อยู่เหนือทุกส่ิงทุกอย่างไม่ว่าเป็นบุคคล กลุ่มคน องค์การหรือดินแดน อานาจอธิปไตยมีความคงทนถาวร ถ้าเส่ือมสลายหรือหมดไปเท่ากับหมดความเป็นรัฐไปด้วยและไม่สามารถแบ่งแยกได้เพราะการแบ่งแยก อานาจอธปิ ไตยคือการแยกรฐั หรือแยกประเทศ อานาจอธิปไตยมี 5 ประเภท ได้แก่ อานาจอธิปไตยทางกฎหมายอานาจอธิปไตยทางการ เมือง อานาจอธิปไตยตามข้อเท็จจริง อานาจอธิปไตยตามนิตินัยและอานาจอธิปไตยภายนอกกล่าวคือ อานาจ อธิปไตยทางกฎหมายหมายถึงรัฐมีอานาจออกกฎหมายอานาจอธิปไตยทางการเมืองหมายถึงประชาชน สามารถแสดงออกซึ่งอานาจอธิปไตยทางการเมืองโดยการไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งอานาจอธิปไตยตาม ข้อเท็จจริงนั้นหมายความว่ากรณีเกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารจะมีรัฐบาลที่ถูก ต้องตามกฎหมาย (รัฐบาลก่อนปฏิวัติ)กับคณะบุคคลที่ทาการปฏิวัติหรือรัฐประหารคณะบุคคลนี้จะมีอานาจอธิปไตยตาม ข้อเท็จจริง อานาจอธิปไตยตามนิตินัยได้แก่ อานาจอธิปไตยซึ่งรัฐบาลท่ีชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้ใช้ในการ ปกครองประเทศและอานาจอธิปไตยภายนอกหมายถึงรัฐมีอิสระในการดาเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ประเทศกับรัฐอื่น ตามทฤษฎีผู้ท่ีจะเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตย คือ กษัตริย์ ประชาชน อานาจบัญญัติรัฐธรรมนูญ และองค์การนิติบัญญัติ อธิบายได้ว่ากษัตริย์เป็นเจ้าของอธิปไตยเพราะอานาจอธิปไตยคืออานาจของพระ มหากษัตรยิ เ์ ป็นผูส้ ถาปนาเอกราชใหแ้ กร่ ฐั และเป็นผมู้ อี านาจสูงสุดในรฐั กษัตรยิ เ์ ป็นทมี่ าของกฎหมายและ อานาจท้ังหมด กษัตริย์คือองค์อธิปัตย์กรณีประชาชนเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตยนั้น ถ้ารัฐบาลไม่ได้ ปกครองประเทศอย่างยุติธรรมประชาชนมีอานาจท่ีจะทาลายหรือยกเลิกรัฐและก่อตั้งรัฐข้ึนมาใหม่ใน รูปแบบท่ีประชาชนพอใจอานาจบญั ญตั เิ ปน็ เจ้าของอานาจอธปิ ไตยหมายถึงผ้ใู ดมีอานาจเขยี นรัฐธรรมนูญผู้ นั้นเป็นผู้มีอานาจสูงสุด สุดท้าย คือ องค์กรนิติบัญญัติ เช่น รัฐสภามีหน้าท่ีออกกฎหมายซึ่งกฎหมายมี ลกั ษณะทว่ั ไปทอี่ งคก์ รอ่ืนๆ ตอ้ งปฏิบัติตาม อนึ่งขอ้ ท่ีควรพิจารณาคือถ้าประชาชนเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตยประชาชนสามารถแสดงออกซึ่ง อานาจอธิปไตยได้หลายวิธีการ ได้แก่ การออกเสียงเลือกต้ัง (Election), การออกเสียงประชามติ (Refere- ndum) , ประชาชนมสี ทิ ธเิ สนอร่างกฎหมาย (Intiative), การใหป้ ระชาชนตัดสนิ ปัญหาสาคัญหรือประ

52 ชาพินิจ (Plebiscite) และการใหป้ ระชาชนเปลี่ยนผูด้ ารงตาแหน่งหน้าท่ีท่ีสาคัญได้ (Recall) แม้ว่าอานาจอธิปไตยจะเป็นอานาจเด็ดขาดสูงสุดในรัฐแต่ในทางปฏิบัติอานาจอธิปไตยสา มารถถูกจากัดโดยปัจจัยอื่นได้คือการจากัดโดยขนบประเพณีและศีลธรรม การจากัดโดยกฎหมายรัฐ ธรรมนูญและการจากัดโดยสนธิสัญญาหรือกฎหมายระหวา่ งประเทศ ดังน้ัน จึงอาจสรุปได้ว่า การศึกษารายละเอียดของอานาจอธิปไตยซึ่งเป็นองค์ประกอบท่ี สาคญั ท่ีสุดของความเป็นรฐั นน้ั จะทาให้ผู้ศึกษาเร่ิมเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนโดย มีอานาจอธปิ ไตยเป็นจุดศูนยก์ ลางของความสัมพันธ์ คาถามท้ายบท 1. จงอธิบายว่า ทาไมอานาจอธิปไตยจงึ เป็นอานาจท่สี าคัญทสี่ ดุ ของทุกรฐั 2. จงอธิบายลักษณะทส่ี าคัญของอานาจอธิปไตย พร้อมยกตัวอยา่ งตามที่ทา่ นเข้าใจ 3. อานาจอธปิ ไตยตามขอ้ เท็จจรงิ หมายความว่าอยา่ งไร พรอ้ มยกตัวอย่างประกอบ 4. “อานาจอธิปไตยเปน็ ของประชาชนชาวไทย” นักศึกษาจะอธิบายคากล่าวน้ีให้ประชาชน เขา้ ใจได้อย่างไร 5. ถ้าการออกไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเต็มไปด้วยการซื้อสิทธ์ิ ขายเสยี งจะส่งผลอย่างไรกบั อานาจอธปิ ไตยของรัฐนน้ั 6. ประเทศไทยให้ประชาชนเปล่ียนผดู้ ารงตาแหนง่ ทส่ี าคัญไดห้ รอื ไมอ่ ยา่ งไร 7. นักศึกษาได้ใชอ้ านาจอธิปไตยทม่ี อี ยู่อยา่ งไรบ้าง ในฐานะที่เปน็ เจา้ ของอานาจอธปิ ไตย 8. อานาจอธิปไตยต้องมลี ักษณะใดประกอบบา้ ง แต่ละขอ้ มีความหมายอยา่ งไร 9. ลักษณะของอานาจอธปิ ไตยในขอ้ ใดสาคญั ทีส่ ุดและเหตุใดจงึ เป็นเช่นน้ี 10. ประชาชนสามารถแสดงออกซงึ่ อานาจอธปิ ไตย อย่างไรได้บา้ ง 11. เพราะเหตุใด อานาจอธปิ ไตยจงึ มีความสาคัญต่อการดารงอยู่ของรัฐ 12. ขอบเขตของอานาจอธิปไตย มหี รือไม่อย่างไร

53 เอกสารอา้ งอิง กระมล ทองธรรมชาติ. (2516). การเมอื งระหวา่ งประเทศ. พมิ พ์คร้งั ที่ 2. กรงุ เทพมหานคร: ไทย วฒั นาพานชิ . เกษม อทุ ยานนิ . (2516). รฐั ศาสตร์. พมิ พค์ รงั้ ที่ 2. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. จรูญ สุภาพ. (2527). หลักรัฐศาสตร์. พิมพ์ครง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ . ณัชชาภัทร อ่นุ ตรงจติ ร. (2548). รฐั ศาสตร.์ พมิ พ์คร้ังที่ 2. กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลยั . เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ.์ (2516). หลักรัฐศาสตร์. พิมพ์ครั้งท่ี 9. กรงุ เทพมหานคร: อกั ษรเจรญิ ทศั น.์ พงเพ็ญ ศกุนตาภัย. (2547). ทฤษฎีการเมอื ง. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพอ์ ักษรนิต.ิ มิลเลอร์, เจ.ด.ี บี. (2513). ลักษณะการเมอื ง. (แปลจาก The Natures of Politics โดย สุเทพ อตั ถา กร). กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. อานนท์ อาภาภริ ม. (2545). รัฐศาสตร์เบื้องต้น. พิมพค์ รงั้ ที่ 2. กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร์.



55 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 4 แนวความคิดทางการเมอื ง 1. เนือ้ หาประจาบทท่ี 4 แนวความคิดทางการเมอื ง 1. แนวความคดิ ทางการเมอื งในยคุ กรีก 2. แนวความคดิ ทางการเมอื งในยุคโรมนั 3. แนวความคิดทางการเมอื งในยุคกลาง 4. แนวความคิดทางการเมอื งในยุคฟื้นฟู 5. แนวความคิดทางการเมืองในยคุ สมัยใหม่ 6. แนวความคิดทางการเมอื งในยคุ แห่งความรุ่งโรจน์ 7. ปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม 2. จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม ผ้เู รยี นศกึ ษาเน้อื หาบทเรียนน้ีสามารถ 1. นักศกึ ษาสามารถอธิบายความหมายของแนวความคดิ ทางการเมืองได้ 2. นักศกึ ษาสามารถอธิบายและแยกสาระสาคญั แนวความคิดเกี่ยวกบั การเมืองในแต่ล่ะยคุ ได้ 3. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายและเข้าใจประวตั คิ วามเปน็ มาของปรัชญาการเมืองได้ 4. นกั ศกึ ษาสามารถอธบิ ายและสรปุ เกยี่ วกบั แนวความคดิ ปรัชญาการเมืองในแตล่ ะยุคสมยั ได้ 5. นักศึกษาสามารถอธิบายและเปรยี บเทยี บความสาคัญแนวความคิดของนักปรัชญาในแต่ล่ะ ยุคมคี วามสอดคลอ้ งกับสถานการณ์การเมอื งปัจจุบนั ได้ 6. นักศึกษาสามารถอธิบายและวิเคราะห์แนวความคิดของนักปรัชญาการเมืองท่านใดที่เป็น อดุ มคติของนักศกึ ษานามาปรับใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้ 3. วธิ สี อนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนประจาบทที่ 4 1. วิธีสอน 1.1 ใชว้ ิธกี ารสอนแบบบรรยาย 1.2 เน้นผูเ้ รยี นมีส่วนรว่ ม 1.3 วธิ กี ารสอนแบบแบ่งกลมุ่ 1.4 วธิ ีการสอนแบบอภปิ รายและวิเคราะห์

56 2. กจิ กรรมการเรียนการสอน 2.1 ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนหลกั และตาราอื่นๆ ท่เี ก่ียวขอ้ ง 2.2 ศึกษาจาก PowerPoint และส่อื อเิ ลก็ ทรอนิคส์ตา่ งๆ 2.3 ร่วมกนั อภิปรายเนื้อหาและสรุปประเด็นหัวขอ้ ร่วมกัน 2.4 ผ้สู อนสรุปประเดน็ เนือ้ หาหวั ข้อเพ่มิ เติม 2.5 แบ่งกลมุ่ อภิปรายและทาใบงานเรอื่ ง แนวความคดิ ของนักปรัชญาท่มี ีต่อการเมืองในแต่ ล่ะยุค 2.6 ทาคาถามท้ายบทที่ 4 4. ส่อื การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนหลักรายวิชาความรเู้ บอ้ื งต้นเกย่ี วกับรฐั ศาสตร์ PA 51105 2. PowerPoint และสอื่ อิเลก็ ทรอนิคส์ 3. ใบงานเร่อื ง แนวความคดิ ของนักปรชั ญาทม่ี ีต่อการเมืองในแตล่ ่ะยุค 4. แบบฝกึ หดั คาถามทา้ ยบท

57 บทที่ 4 แนวความคิดทางการเมอื ง มนุษยท์ ุกคนต่างก็มีความคิดของตนเองและมีคาถามมากมายในความคิดเหล่านั้นนักปรัชญา จึงไม่ได้ต้องการความหมายของส่ิงเหล่าน้ันที่กล่าวมาข้างต้น แต่พวกเขาต้องการเข้าใจแนวคิดรวบ ยอด (Concept) ทีส่ ามารถทาใหม้ นษุ ย์เข้าใจธรรมชาติของตนเองธรรมชาติเหล่านั้นของมนุษย์มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้างและสามารถนาไปใช้ในด้านใดได้อีกบ้างเป็นผลให้มีการศึกษาและเป็นเกิดเป็น ความคดิ ทางการเมืองข้นึ มา ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (2554: 52) อธิบายว่า แนวความคิดตรงกับความหมายในภาษ อังกฤษว่า concept หมายถึงความคิดความเข้าใจในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงของบุคคลหนึ่งหรือหลายคนที่ แสดงออกมาเพ่ือทาความเข้าใจว่าสิ่ง ๆ นั้นคืออะไรและควรเป็นอย่างไรแนวความคิดของบุคคลจึง เกี่ยวข้องกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมท่ีบุคคลน้ันอาศัยอยู่ด้วยเหตุน้ีในเร่ืองเดียวกันจึงมีการ อธิบายได้ต่างๆ กันขึ้นอยู่กับแนวความคิดของบุคคลซึ่งมีการเปล่ียนแปลงได้ตามกาลและบริบทที่ เปลีย่ นแปลงไป แนวความคิดทางการเมืองหรือลัทธิการเมือง (Political Ideology) เป็นเคร่ืองมือของนัก ปราชญ์ที่จะใชแ้ บง่ แยกมนุษย์ออกเป็นกลุ่มเพ่ือง่ายและสะดวกต่อการควบคุมดูแลโดยมนุษย์ในสังคม ไดเ้ ลอื กกลุ่มสงั คมท่จี ะสงั กัดได้ตามต้องการ ดังน้นั ลัทธิการเมืองจงึ มลี ักษณะดังน้ี 1.เป็นความคิดหรือความเชอ่ื ของบุคคลในรฐั 2. เป็นรูปแบบทางการเมืองการปกครองที่ดีเลิศ คือเป็นเร่ืองของขอบเขต ท่ีมา และท่ีต้ัง ของอานาจแห่งรัฐ 3. มที ม่ี าจากปรชั ญาทางการเมอื ง 4. มรี ะเบียบแบบแผนทีแ่ น่นอน โดยในบทน้ีจะศึกษาถึงความคิดของนักปรัชญาทางการเมืองในแต่ล่ะยุคคือ แนวคิดทาง การเมืองของยุคกรีก ยุคโรมัน ยุคกลาง ยุคฟื้นฟุ ยุคสมัยใหม่ ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ และปฏิวัติอุตสา หกรรม เป็นต้น 4.1 แนวความคิดทางการเมืองในยคุ กรกี เม่ือเราพูดถึงยุคกรีกเราหมายถึงวิถีชีวิตทางการเมืองในสมัยกรีกโบราณซึ่งเป็นระยะเวลากว่า สองพันปีที่ผ่านมาแล้วโดยในที่น้ีเราจะพูดถึงแนวคิดของนักคิดทางการเมือง 2 คนคือ เพลโต และอริส โตเติล ก่อนท่ีเราจะทาความเข้าใจถึงแนวความคิดของ 2 คนน้ี จะแสดงให้เห็นถึงสภาพทางสังคมและ สถาบันทางการเมืองของกรีกโบราณ ซง่ึ เรยี กว่า city-state หรอื นครรัฐ เพือ่ ทจี่ ะทาความเข้าใจว่าภาย

58 ใต้สภาพแวดลอ้ มของสังคมแบบใดท่ีทาให้นักปรชั ญาคิดค้นแนวคิดทางการเมืองออกมาแบบน้นั 4.1.1 สถาบนั ทางการเมืองของกรีก นครรัฐกรีก คือระบบการปกครองที่แต่ละนครรัฐ มีอานาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง รัฐบาลมีอานาจท่ีจะดาเนินนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศได้แต่ละนครรัฐเข้ามารวมอยู่ ดว้ ยกนั ในลกั ษณะท่ตี า่ งฝุายตา่ งมอี านาจอธิปไตยเป็นของตวั เอง สภาพทางสังคมของกรีกมีลกั ษณะทีเ่ ปน็ ชนชนั้ ซึง่ แบง่ ออกได้เป็น 3 ประเภทคือ 1. ทาส (slave) เป็นชนช้ันต่าสุดของสังคม ซึ่งในสมัยโบราณถือเป็นเรื่องธรรมดาท่ี ขาดไม่ไดข้ องสังคมทาสมีจานวนมากและทาหน้าท่ีเป็นผู้ผลิตทางานหนักโดยมากเป็นงานที่ใช้แรงกาย กล่าวกันว่าในนครรัฐใหญ่ ๆ เช่น เอเธนส์นั้น มีทาสอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของจานวนพลเมืองทั้งหมด ทาสในสมัยกรีกไมถ่ อื วา่ เปน็ พลเมือง (citizen) เชน่ เดยี วกบั ผ้หู ญิงกไ็ ม่ถอื ว่าเปน็ พลเมอื งเชน่ เดียวกนั 2. คนต่างด้าว (metics) หมายถึงคนต่างแดนท่ีเข้าไปประกอบอาชีพในรัฐอ่ืนและ เน่ืองจากเข้าไปประกอบอาชีพเป็นระยะเวลาหลายปีบางคนแต่งงานและสร้างครอบครัวขึ้น แต่ว่า ถึงแม้จะอยู่มาหลายช่ัวอายุคนแต่พวกคนต่างด้าวก็ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพลเมืองของเมืองนั้น พวกน้ีจึงไม่มีสิทธิต่าง ๆ ตามที่พลเมืองของรัฐน้ัน ๆ พึงมี เช่น การเข้าร่วมปฏิบัติหน้าท่ีในสภาเมือง หรือสิทธิในการแต่งต้ังให้ทาหน้าท่ีสาคัญต่าง ๆ คนต่างด้าวพวกนี้ภายหลังเพิ่มจานวนมากขึ้นและได้ สรา้ งแนวความคดิ ทางการเมืองของตวั เองขึน้ มา 3. พลเมือง (citizen) พวกพลเมืองถือว่าเป็นชนชั้นสูงสุดของสังคมในทางการเมือง ถือว่าเป็นบุคคลจึงมีสิทธิท่ีจะใช้ชีวิตทางการเมือง มีสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในแง่น้ี พวกกรีกโบราณที่เปน็ พลเมอื งเท่าน้ันจงึ สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสภาเมือง(general assembly) ไดใ้ นยคุ กรกี โบราณน้ี มคี วามคิดว่าบุคคลเกดิ มาในสงั คมตา่ งกันจงึ มีหน้าที่ต่อสังคมต่างกันไปด้วยคนท่ี เกิดมาเป็นทาสก็ต้องทาหน้าที่แบบทาสเกิดมาเป็นพลเมืองก็มีหน้าที่ทางการเมืองสังคมในกรีกจึงอยู่ บนพ้นื ฐานของชนช้ันการไดเ้ ปน็ พลเมืองจึงถอื วา่ เป็นเกยี รติของชาวเอเธนส์ สาหรับรปู แบบการปกครองในกรีกนั้น จะยกตัวอย่างนครรัฐเอเธนส์ (athens) ซ่ึงเป็นนคร รัฐท่ีมีรัฐธรรมนูญและถือเป็นรูปแบบที่ดีท่ีสุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสถาบันทาง การเมืองของกรีกประกอบด้วย 4 สถาบันคือ สภาเมือง สภาห้าร้อย, สภาสิบนายพล (council of the 10 generals) และศาลในนครรัฐเอเธนส์นั้นพลเมืองทุกคน (เฉพาะผู้ชายท่ีมีอายุ 20 ปีขึ้นไปถึงจะเป็นพลเมือง ผู้หญิงไม่ใช่พลเมือง) จะมีสิทธิในเข้าร่วมประชุมในสภาเมือง ประชาธิปไตยในกรีกจึงเป็นประชาธิปไตย ทางตรงคือพลเมืองเข้าร่วมประชุมได้หมดทุกคนไม่เหมือนในปัจจุบันซ่ึงเป็นระบอบประชาธิปไตยทางอ้อม หรือระบอบประชาธิปไตยแบบมีสภาผู้แทนโดยประชาชนเลือกผู้แทนของตนเข้าไปออกกฎหมายในรัฐสภา องค์การการปกครองทสี่ าคัญของนครรัฐเอเธนส์อีกองค์การคือฝุายบริหารท่ีมีสมาชิก 500 คน เรียกว่าสภา ห้าร้อยสมาชิกในสภาน้ีได้รับเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชนจากเผ่าต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ 10 เผ่าในเอเธนส์สมาชิก จะเข้าประชุมกับสภาเมือง และแบ่งการทางานคราวละ50 คนไปจนครบทั้ง 500 คนภายในระยะเวลา 1 ปี สภาห้าร้อยน้ีเดิมทาหน้าที่เสมือนคณะกรรมาธิการคือรับฟังเร่ืองราวจากผู้แทนของประชาชนศึกษาและ พิจารณาเพื่อนาเข้าสภาเมืองต่อมาสภาห้าร้อยมีอานาจมากขึ้นคือมีอานาจในการปกครองและอานาจ บริหารด้วยนอกจากนี้สภาน้ียังทาหน้าท่ีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐการเงินภาษี อาวุธและกาลังทหารจึง กลา่ วไดว้ า่ สภาห้ารอ้ ยนีม้ ีอานาจเสมอื นคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ของรฐั สภานน่ั เอง

59 นอกจากน้ียงั มีสภาสบิ นายพล ได้แก่คณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการวางนโยบายซ่ึงประ กอบด้วยนายพลทหารจานวน 10 คน ซ่ึงได้รับเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชน โดยจะมีผู้หนึ่งทาหน้า ที่ประธานของคณะกรรมการซึ่งมีอานาจมากเทียบเท่านายกรัฐมนตรีในปั จจุบันสามารถวางแผน กาหนดนโยบาย ตดั สินใจและมหี น้าทีเ่ ป็นประมุขของรัฐสถาบันทางการเมืองต่อไปท่ีจะพูดถึงคือ ศาล ซ่ึงมีความแตกต่างจากฐานะของศาลในปจั จบุ ัน โดยศาลในปัจจุบันศาลมีหน้าที่เป็นผู้ตัดสินและบังคับ ใช้กฎหมายเท่านั้นแต่ศาลในสมัยกรีกมีอานาจมากกว่าน้ันศาลของกรีกประกอบด้วยผู้พิพากษาท่ีเป็น พลเมืองในการตดั สินคดจี ะมผี พู้ พิ ากษาท่มี าจากประชาชนน่ีเองที่เข้ามาตัดสินศาลจึงมีอานาจเด็ดขาด ในการชผ้ี ิดถูก รวมทัง้ มีอานาจในการตัดสินโทษอีกดว้ ย เช่น การตัดสินให้โสเครติสอาจารย์ของเพลโต้ กนิ ยาฆ่าตวั ตายเพราะศาลตัดสินวา่ โสเครติสเป็นบคุ คลที่ทาเรอื่ งยุ่งยากให้แกน่ ครรัฐเอเธนส์ นอกจาก หน้าทใ่ี นการตดั สินคดีแลว้ ศาลยังมีอานาจควบคุมการปฏบิ ตั ิงานของคณะผูแ้ ทนและสภาห้าร้อย สาหรับในเรอื่ งแนวความคิดทางการเมืองในยุคกรีกนี้ จะขอยกบคุ คลซง่ึ มีความสาคัญ ในทางความคดิ ทางการเมืองมา 2 คน คือเพลโต และอรสิ โตเติล 4.1.2 แนวคิดทางการเมืองของเพลโต (Plato) ภาพที่ 10 นักปรัชญาเพลโต (Plato 428 – 347 ก่อน ค.ศ.) (ท่มี า : Google/https://th.wikipedia.org) เพลโตมีชวี ิตอยใู่ นช่วงปี 427–347 ก่อนคริสตกาลเขาเกิดในครอบครัวผู้ดี (aristocracy) เพลโตเป็นลูกศิษย์ของโสเครตีส (socrates) ซ่ึงเป็นนักปรัชญาท่ีมีช่ือเสียงมากแต่โสเครตีสถูกตัดสิน ประหารชีวิตจากสภาว่ามีความผิดในข้อหาบ่อนทาลายความสงบสุขของประชาชนเขาจึงได้รับโทษ โดยการให้ดื่มยาพิษตายในการนี้จึงทาให้เพลโตต่อต้านการปกครองในลักษณะคนหมู่มากหรือ ประชาธิปไตยเพราะเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยคือระบอบของคนหมู่มากซ่ึงคนหมู่มากอาจจะเป็น กลุ่มคนที่ไมม่ ีความรูก้ ็ไดเ้ ขาสนับสนนุ กษตั ริย์นักปราชญ์ (philosopher king) ปานทิพย์ ประเสริฐสุข (2538: 244-247) อธิบายเก่ียวกับการแบ่งจิตของมนุษย์ของ เพลโตออกเปน็ 3 ภาค คอื ภาคตัณหาที่ปรารถนาความสุขทางกายไม่สนที่จะแสวงหาสัจจะคนที่มีจิต ภาคตัณหาไม่แตกต่างจากจากสัตว์เท่าใดนักภาคน้าใจที่ปรารถนาความสุขทางใจ เช่นความกล้าหาญ

60 ความเสียสละและความเมตตาบุคคลท่ีมีเป็นบุคคลที่มีความรักในเกียติยศของตนมากมากกว่าที่จะให้ ความสาคัญกับความสุขทางกายและภาคปัญญา คือท่ีย่ิงมั่นในหลักการและเหตุผลทาให้มนุษย์ แตกต่างไปจากสัตวแ์ ละใชเ้ ป็นช่องทางทสี่ าคัญในการรื้อฟื้นความทรงจาในโลกแม่แบบได้ เพลโตได้ต้ังสานักสอนวิชาขึ้น ช่ือว่าอะคาเดมี academy โดยเพลโตจะไปสนทนากับ ลูกศิษย์ของเขาใน academy นี้เป็นประจาและมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหน่ึงคืออริสโตเติล ซ่ึงเป็น คนสาคัญท่ีมีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองในสมัยต่อมาเพลโตได้รับการยอมรับว่าเป็นนักอุดมคติ (idealist) เขามองว่าทุกสิ่งทุกอย่างควรจะดีที่สุดเท่าท่ีมันสามารถเป็นไปได้ถ้ามันเป็นสิ่งท่ีดีที่สุดแล้ว สิ่งนน้ั จะกลายเป็นสากลแนวความคดิ ทางการเมืองของเพลโตจึงเป็นอุดมคตินิยมหลายๆ อย่างอาจจะ ใชใ้ นโลกของความเปน็ จรงิ ไม่ได้ แตก่ อ็ าจใชเ้ ป็นแบบอยา่ งของโลกแหง่ ความจรงิ ในการเข้าใกล้อุดมคติ น้ันๆ เพลโตเขียนหนังสือไว้หลายเล่มที่เด่นๆ คือ The Republic(สาธารณรัฐ), The Statesman (รัฐบุรุษ)และ The Laws (กฎหมาย) ซ่งึ จุดเด่นในแต่ละเร่อื งเปน็ ดงั น้ี The Republic หนังสือเรื่อง The Republic เป็นการเขียนที่ออกมาในรูปแบบของบทสนทนา(dialo- gue) ซ่ึงเพลโตได้แฝงความคิดของเขาไว้ในบทสนทนาเหล่าน้ันบทสรุปของ The Republic อาจจะมอง ไดด้ งั นี้ 1. คุณงามความดีคือความรู้ (virtue is knowledge) ความคิดพ้ืนฐานของ The Republic คือความคิดท่ีว่าคุณงามความดีคือความรู้ (virtue is knowledge) มนุษย์จะต้องเรียนรู้สิ่ง ทีด่ ีเหลา่ น้ีโดยการแสวงหา สบื เสาะสังเกต เพ่อื ท่จี ะสร้างสงั คมในอุดมคติ แต่คนท่ีจะคน้ พบความดีงาม นี้ไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นคนบางประเภทก็คือนักปรัชญา ซ่ึงควรจะให้พวกเขาปกครองบ้านเมือง เพราะเขาจะค้นพบความดีงามนี้ให้กับรัฐ ดังนั้น รัฐท่ีดีคือรัฐที่ให้ผู้มีความรู้ปกครองรัฐเพลโตจึงให้วิธี แกร่ ัฐในการฝึกฝนคนให้มาปกครองด้วยวธิ กี ารตา่ งๆ 2. ไม่สนบั สนนุ ประชาธปิ ไตย เน่ืองจากเพลโตเชื่อว่าคนทีเป็นผู้ปกครองควรเป็นผู้ท่ีมี ความรู้ เพลโตจึงไม่สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตย ซง่ึ เป็นการปกครองโดยคนหมู่มากซึ่งคน จานวนมากอาจจะหาคนท่ีมีความรู้จริง ๆ ได้ยากขาดระเบียบวินัยและไร้สมรรถภาพนอกจากน้ีระบบ ประชาธิปไตยยังเป็นระบบที่มีการแบ่งพรรคเป็นพวกในรูปแบบของพรรคการเมืองซ่ึงเพลโตมองว่า การแบ่งออกเป็นพรรคการเมืองน้ีทาให้คนจงรักภกั ดีกับกลุม่ ของตวั เองมากเกินไป 3. การแบง่ งานกันทา เพลโตเชอื่ วา่ ในสงั คมมนุษย์ ควรจะมกี ารแบ่งงานกันทาต่างคน ต่างควรทางานท่ีตัวเองถนัด เพ่ือท่ีจะสามารถจัดระบบบริการให้แก่กันอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในความคิดของเพลโตรัฐจึงมีหน้าที่เปรียบเสมือนองค์กรกลางท่ีจะจัดระบบบริการให้ดีท่ีสุดและ สอดคล้องกันมากท่ีสุดและผู้ที่จะจัดระบบได้ดีที่สุดน้ีจึงเป็นนักปราชญ์ซึ่งจะได้รับการยกย่องให้เป็น ผ้ปู กครอง นอกจากนเี้ พลโตแบง่ ชนช้ันในรัฐอุดมคติน้ีเป็น 3 ชนชั้น ชนช้ันแรกเป็นผู้ผลิตซึ่งจะทางาน ท่ีใช้แรงกายเพื่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ ชนชั้นท่ีสองคือกลุ่มทหารซ่ึงมีความเหมาะสมกับงานจับอาวุธ ปูองกันรัฐจากการรุกรานภายนอกคนกลุ่มท่ีสามคือชนช้ันปกครองถ้ามีคนเดียวจะเรียกว่ากษัตริย์ นักปราชญ์ซ่ึงจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่ต้องได้รับการฝึกฝนจากรัฐเป็นพิเศษโดยแยกออกมาจากพ่อ แมต่ ้ังแตเ่ ด็ก ๆ แล้วให้รัฐส่งั สอน

61 4. ความกลมกลืนระหว่างผลประโยชน์ของรัฐและผลประโยชน์ของบุคคล เพลโต เชื่อว่าอะไรที่ดีสาหรับบุคคลก็เป็นส่ิงที่ดีสาหรับรัฐเป็นเพราะบุคคลไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้รัฐ จงึ ถูกต้งั ขึ้นมาเพ่อื ท่จี ะตอบสนองความตอ้ งการของบุคคลดังน้ันรัฐที่ดีก็คือรัฐที่มีผลประโยชน์เดียวกับ ประชาชนถ้ารัฐใดท่ีมีผลประโยชน์ต่างออกไปกับผลประโยชน์ของประชนชนรัฐนั้นจะประสบภาวะ อนั ตราย 5. รัฐจะตอ้ งใหค้ วามยุตธิ รรม สาหรับเพลโตความยุติธรรมก็คือการให้ทุก ๆ คนในส่ิง ท่ีเขาควรจะได้ซ่ึงก็คือผลตอบแทนท่ีสังคมจะมอบให้แก่บุคคลตามกาลังและความสามารถของบุคคล นน้ั ๆ ด้วยเหตุนี้ความยุติธรรมของเพลโตจึงไม่ใช่ความหมายของความยุติธรรมที่เราเข้าใจในปัจจุบัน เพราะความยุตธิ รรมของเพลโตกค็ ือความเหมาะสมของการให้และรบั บริการในรัฐ 6. ลักษณะสังคมแบบคอมมิวนิสต์ สาหรับการแบ่งชนช้ันออกเป็น 3 ชนช้ันที่ได้ กล่าวมาเพลโตให้ความสาคัญกับชนช้ันทหารและผู้ปกครองมากเป็นพิเศษเพราะเป็นผู้กาชีวิตของ ความเป็นรัฐและพลเมืองทุกคนไว้ในทรรศนะของเพลโตชนช้ันเหล่านี้จะดารงชีวิตแบบคอมมิวนิสต์ คือต้องไม่มีทรัพย์สินเป็นของตัวเองซึ่งรวมถึงครอบครัวของตัวเองด้วยชนชั้นเหล่านี้จะต้องไม่มี ทรัพยส์ ินส่วนตัว ห้ามมีบ้านหรือเงินและต้องมาอาศัยอยู่รวมกัน ณ โรงทหารและใช้ชีวิตเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงต้องไม่มีสามีหรือภรรยาเป็นของตัวเองเนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการสะสมทรัพย์ อันเป็นที่มาของการทุจริตลูกท่ีเกิดมาภายในสังคมนี้ก็จะไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ให้กาเนิดด้วยรัฐจะเป็น เจ้าของลูกให้การศึกษาและอบรมอย่างดีท่ีสุดในความคิดของเพลโตคนที่จะเป็นผู้ปกครองจึงไม่ควรมี ความเหน็ แกต่ วั คนทจี่ ะเป็นผู้ปกครองของรัฐตอ้ งเลกิ ทรัพยส์ ินสว่ นตวั และสถาบันครอบครัว The Statesman, The Laws เพลโตเขยี นหนังสือท้ังสองเล่มหลังน้ีในบั้นปลายของชีวิตถึงแม้ว่ามองดูเผิน ๆ แล้วหนัง สือท้ังสองเล่มน้ีจะมีแนวความคิดที่แย้งกับ the Republic เพราะทั้งสองเล่มนี้ให้ความสาคัญกับ กฎหมายแตเ่ พลโตก็แสดงให้เห็นว่าแนวความคดิ ในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับthe Republic แต่เปน็ ความพยายามในการแสวงหารฐั อดุ มคตใิ นอีกแบบหนง่ึ สรปุ ความของหนงั สือสองเลม่ เปน็ ดังน้ี 1. ความจาเปน็ ของการใชก้ ฎหมายในตอนทีเ่ พลโตเขียนหนังสือเร่ืองThe Statesman and the Laws น้ันเพลโตเขียนเม่ือเข้าสู่วัยชรา โลกในอุดมคติของเขาจึงดูรางเลือนไป เมื่อหาคนท่ีดี ที่สุดมาปกครองไม่ได้เขาจึงเสนอให้พิจารณารัฐแบบท่ีสองที่ยกเอากฎหมายเป็นสิ่งที่มีอานาจมากกว่า มนษุ ย์ เพลโตบอกวา่ ความร้เู ป็นสิ่งท่ดี ีทส่ี ุดในการปกครองรัฐ รฐั ใดท่มี คี วามรู้รฐั นั้นไม่จาเป็นต้องใช้กฎ หมายก็ได้แต่ในความเป็นจริงเม่ือหาคนดีจริง ๆ มาปกครองไม่ได้จึงต้องใช้หลักการของกฎหมายเข้า มาปกครอง 2. แนวความคิดคอมมิวนิสต์ดูอ่อนลงในหนังสือThe Republic นั้นเพลโตใช้แนว ความคิดคอมมิวนิสต์รุนแรงคือห้ามมีสมบัติส่วนตัวอย่างเด็ดขาดแต่ใน The Laws น้ันแนวความคิดของ เขาในเรอื่ งคอมมิวนิสต์ดูอ่อนลงมากโดยมีการแบ่งปันที่ดินอย่างเท่าเทียมกันแต่ต้องใช้เพื่อส่วนรวมไม่ใช่ เพ่ือส่วนตัวและยังห้ามมีระบบเงินตราส่วนระบบครอบครัวน้ันสามารถมีได้โดยในช่วง 10 ปีแรกจะต้อง อุทศิ ชีวิตครอบครัวให้กับรัฐจากนั้นการควบคุมโดยรัฐก็จะหมดลงส่วนบุตรท่ีเกิดมาจะได้อยู่กับพ่อแม่ จนถงึ อายุ 7 ปีแลว้ ถึงจะส่งตวั ไปให้รฐั ให้การศึกษาอบรม

62 3. งานศลิ ปะคอื การปกครองรัฐ เพลโตเชื่อว่าผู้มีความสามารถในการปกครองรัฐก็คือ ศิลปินคนหน่ึงซึ่งจะรู้ดีว่าอะไรคือส่ิงท่ีดีงามและถูกต้องสาหรับรัฐดังนั้นเพลโตจึงไม่ต่อต้านเผด็จการ และยอมรับว่าผู้ถูกปกครองไม่ควรต้ังคาถามแก่ผู้ปกครองเพราะผู้ปกครองก็เหมือนศิลปินการท่ีผู้ถูก ปกครองเข้าไปกา้ วกา่ ยงานของผ้ปู กครองจงึ หมายความว่าเป็นการก้าวก่ายศลิ ปินนน่ั เอง 4.1.3 แนวคดิ ทางการเมืองของอริสโตเติล (Aristotle) ภาพท่ี 11 นกั ปรชั ญาอริสโตเติล (Aristotle, 384 – 322 B.C.) (ทม่ี า : Google/https://th.wikipedia.org) อรสิ โตเตลิ (Aristotle) อริสโตเติลเป็นลูกศิษย์ที่เฉลียวฉลาดที่สุดของเพลโตเขามีความสนิทสนมกับเพลโตเป็นอย่าง ดถี ึงแมว้ ่าจะมีแนวความคิดแตกต่างกับเพลโตในหลายๆ เร่ืองก็ตามนอกจากสาขาวิชารัฐศาสตร์แล้วอริส โตเตลิ ให้ความสนใจกับศาสตร์หลายหลากแขนงท้ังด้านสังคมศาสตร์ตรรกศาสตร์วิทยาศาสตร์และแพทย์ ศาสตร์เขาเคยเป็นครูของลูกชายของผู้ปกครองรัฐมาซีโดเนีย (Macedonia) ชื่อ อเล็กซานเดอร์ (Alexander) ซึ่งในภายหลังได้ทาสงครามรุกรานนครรัฐต่างๆ ทาให้ประชาชนในเอเธนส์พากันต่อต้าน พระเจ้าอเลก็ ซานเดอร์ รวมท้ังต่อต้านอริสโตเติลซึ่งเป็นครูของพระองค์ไปด้วยจนกระท่ังเขาต้องหลบหนี ไปยงั เมืองเล็กๆ แห่งหนง่ึ และตอ้ งอย่ทู ่ีนน่ั จนวาระสุดท้ายของชีวติ อริสโตเติลได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มหนังสือเล่มที่เกี่ยวกับการเมืองและมีชื่อเสียงมากท่ีสุด ของเขากค็ ือหนังสอื เรอื่ ง Politics ซ่งึ สามารถสรุปแนวความคิดของเขาไดด้ ังนี้ 1. มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง มนุษย์จึงต้องมาอยู่รวมกันเพื่อความปลอดภัยและตอบสนอง บริการท่ีจาเป็นให้แก่กันเพื่อให้ชีวิตดารงอยู่ได้ซึ่งในการน้ีจะต้องมีการจัดระบอบการปกครองเพ่ือรัก ษาความสงบสขุ และความยุติธรรม 2. แนวคิดเกี่ยวกับรัฐ รัฐเป็นประชาคมการเมืองข้ันสูงสุดซ่ึงรับรองความสงบสุขทั้งหมด ของประชาชนโดยมจี ดุ มุ่งหมายอยู่ทีค่ วามดีอันสูงสุดเหนือความดีท้ังมวล อริสโตเติลมองว่ามนุษย์ต่าง กับสัตว์ที่รวมอยู่กันเป็นกลุ่มๆ เพราะนอกจากจะเพื่อปูองกันอันตรายแล้วมนุษย์ยังอยู่ร่วมกันเพื่อ

63 สรา้ งสงิ่ ดี ๆ ในสงั คมอกี มากมนษุ ยจ์ ึงไม่อาจอย่ลู าพงั ในโลกได้สาหรับอริสโตเติล ส่ิงท่ีไม่ได้อยู่ในระบบ การเมืองหากไมใ่ ชส่ ัตว์ (beast) กต็ ้องเปน็ เทวดา (god) 3. สนับสนุนหลักการปกครองโดยกฎหมาย อริสโตเติลมีความแตกต่างจากเพลโตมากใน ประเด็นของการปกครองตรงที่ว่าอรสิ โตเตลิ เป็นนักวิทยาศาสตร์หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นนักปฏิบัติ ด้วย เหตุนเ้ี ขาจงึ ไม่เห็นด้วยกับเพลโตทเี่ สนอใหห้ าคนท่ีมคี วามรู้มาปกครองประเทศเพราะอริสโตเติลเข้าใจ ถึงลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ว่ามีความเห็นแก่ตัวและเอารัดเอาเปรียบเขาจึงไม่เช่ือในการปกครอง โดยบุคคลไม่ว่าบุคคลน้ันจะมีความเฉลียวฉลาดเพียงใดดังนั้นการปกครองท่ีดีจึงต้องปกครองโดย กฎหมาย (rule of law) ซ่ึงอริสโตเติลเห็นว่ากฎหมายที่ดีคือกฎหมายที่ช่วยรักษาความยุติธรรมของ สงั คมไว้ได้และความยุตธิ รรมก็จะเป็นส่งิ ทผี่ ูกพนั ให้มนษุ ย์ในสังคมให้อย่รู ว่ มกัน 4. สนับสนุนให้มีการถือครองสมบัติส่วนตัวเป็นส่ิงท่ีอริสโตเติลเห็นขัดแย้งกับเพลโต เชน่ เดยี วกนั เพราะอริสโตเติลคิดว่ามนุษย์ควรจะมีสมบัติส่วนตัวเพราะว่าเป็นส่ิงที่ช่วยในการดารงชีพ มนุษย์ต้องกนิ ต้องนุ่งหม่ และมีทีพ่ ักอาศยั ดงั น้นั จงึ เปน็ เรอ่ื งธรรมชาติท่ีมนุษย์ต้องมีสมบัติส่วนตัว ส่วน ในเร่ืองคอมมิวนิสต์ของชนช้ันปกครองตามแนวคิดของเพลโตนั้น อริสโตเติลไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่ เช่ือว่าจะมีมนษุ ยท์ ่สี ามารถอุทศิ ให้แกร่ ัฐได้ถึงเพียงน้ัน อริสโตเติลตงั้ ข้อสังเกตวา่ ชนชั้นปกครองเหล่านี้ อาจะทะเลาะเบาะแวง้ กันเองก็ได้เน่ืองจากใช้ของร่วมกันอยู่ด้วยกันหลับนอนร่วมกันและเขาไม่เช่ือว่า ระบบคอมมวิ นิสตซ์ ึ่งเป็นระบบในอุดมคตจิ ะเปน็ จริงได้ 5. อรสิ โตเตลิ เสนอรปู แบบของระบบการเมืองเป็น 6 ประเภท ดังนี้ซง่ึ จะเห็นได้ว่า ตารางท่ี 1. ตารางการเสนอรูปแบบระบบการเมือง 6 ประเภทของอรสิ โตเตลิ ระบบดี ระบบ ผูป้ กครองคนเดยี ว กลมุ่ ผปู้ กครอง คนหมมู่ าก monarchy aristocracy polity ระบบไม่ดี tyranny oligarchy democracy หมายเหตุ monarchy = ระบบกษัตริย์ หรือราชาธิปไตย aristocracy = ระบบขนุ นาง หรืออภชิ นาธปิ ไตย polity = ระบบรฐั ธรรมนูญ tyranny = ระบบธรราชย์ oligarchy = ระบบพวกพ้อง หรอื คณาธิปไตย democracy = ระบบประชาธปิ ไตย ทม่ี า : (ปรับปรงุ จากณัชชาภทั ร อ่นุ ตรงจติ ร, 2554 : 60) จะเห็นได้ว่าอริสโตเติลมีทัศนะที่ไม่ดีเก่ียวกับระบอบประชาธิปไตยเพราะเขามองว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองท่ีไม่คานึงถึงราษฎรปล่อยให้อานาจทางการเมืองขึ้นอยู่กับ กรรมการหรือสภาซึ่งชอบใช้อานาจอย่างฟุมเฟือยหากแต่การปกครองแบบรัฐธรรมนูญ (polity) นั้น คือการปกครองท่ีประชาชนที่มีอานาจทางการเมืองจะไม่มีโอกาสได้ใช้อานาจน้ันแต่ผู้ที่ใช้อานาจคือ ผู้บริหารทไ่ี ม่มีอานาจทางการเมอื ง

64 สนธิ เตชานันท์ (2550 : 44) อธบิ ายวา่ การแบ่งประเภทระบบการเมอื งตามทัศนะของแม๊ก เวเบอร์ ให้ความสาคัญกบั ระบบซง่ึ ทาใหก้ ารปกครองบังเกิดความชอบธรรมและมีความคิดว่าผู้นาของ ระบบการเมืองหนึ่งๆ จะต้องสามารถอ้างว่าระบบตนเป็นระบบที่มีความชอบธรรมและสมาชิกใน สงั คมยอมรบั ทีม่ าของความชอบธรรมตามทัศนะของเวเบอร์มีอยู่ 3 ทาง คือ 1. ประเพณี (tradition) 2. เป็นผูท้ ่มี บี คุ ลกิ ภาพพเิ ศษหรือเป่ยี มดว้ ยบารมี (charisma) 3. ชอบดว้ ยกฎหมาย (legality) เปน็ ตน้ 6. สนับสนุนโพลิตี้ หรือรัฐท่ีปกครองโดยชนช้ันกลาง ในทัศนะของอริสโตเติล การ ปกครองแบบรัฐธรรมนูญ (polity) คือรูปแบบรัฐที่ปกครองโดยชนชั้นกลางโดยอาศัยรัฐธรรมนูญเป็น หลักในการปกครองสาเหตุที่เขานิยมชมชอบในชนชั้นกลางเน่ืองจากเขาพบว่ารัฐท่ัว ๆ ไปมักจะประ กอบไปด้วยคน 3 ชั้น คือ พวกร่ารวย ซ่ึงมักจะมีจานวนไม่มากเห็นแก่ตัวและขาดความเห็นอกเห็นใจ และไม่มีเหตุผลพวกยากจนซึ่งมีจานวนมากแต่มีความต้องการที่ไม่ส้ินสุดและมีความละโมภ จึงเป็น กลุ่มที่ขาดเหตุผลเช่นเดียวกันถ้าให้คนสองกลุ่มอยู่ร่วมกันในรัฐจะเกิดการปะทะระหว่างสองกลุ่ม ดงั นั้นชนชน้ั กลางจึงเป็นกลุ่มคนที่มเี หตุผลมากกว่าเพอื่ นเพราะไม่เหน็ แก่ตวั แบบคนม่ังมีและไม่ละโมบ แบบพวกยากจน 4.2 แนวคดิ ทางการเมืองปลายยคุ กรีก ถึงแมว้ า่ นครรัฐกรกี จะเสอื่ มสลายไปในที่สุดแต่แนวคิดทางการเมืองของเพลโตและอริสโตเติลได้ ถกู นามากล่าวถึงอยู่เสมอ และมอี ิทธิพลตอ่ แนวความคิดทางการเมืองของคนในยุคต่อ ๆ มาโดยตลอด เวลาแต่กระน้ันก็ดีในยุคโรมันน้ีก็มีนักคิดอยู่สองพวกที่ต่อต้านระบบนครรัฐแบบของเพลโตและอริส โต เติล และไม่ห็นด้วยกับปรัชญาของท้ังสองคน คือ อิพิคูเรียน (Epicureans) และซินิค (Cynics) ส่วน กลมุ่ สโตอคิ (Stoics) ซงึ่ เปน็ กล่มุ สดุ ทา้ ยทีจ่ ะกล่าวถึงนน้ั มอี ิทธิพลต่อการปกครองของโรมนั มาก 4.2.1 แนวความคิดของกลุม่ อิพิคิวเรียน แนวความคดิ น้เี กดิ จากนกั คดิ ชาวเอเธนส์ที่ช่ือ เอ็มพิคูรัส (Empicurus) มีแนวคิดพ้ืนฐาน ความคิดต่างกับเพลโตและอริสโตเติลอย่างมากส่วนใหญ่เพราะพวกอิพิคิวเรียนเป็นกลุ่มท่ีค่อนข้างร่า รวยวัตถุนิยมและมีทรัพย์สินมากจึงมีแนวคิดท่ีสาคัญคือการแสวงหาความสุขและการรักษาความ มนั่ คงทางทรพั ยส์ นิ เปน็ จุดประสงค์ทางการเมือง 1. มนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมไม่จาเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพราะมนุษย์แต่ละคนมี ทกุ ส่ิงทกุ อย่างสมบูรณ์มนุษย์จึงควรหลีกเล่ียงเรื่องราวท่ีจะทาให้เกิดความเจ็บปวดกังวลใจโดยการใช้ ชีวิตในทางการเมืองการท่ีบางคนไปยุ่งเก่ียวกับการเมืองน้ันเป็นเพราะสถานการณ์บังคับซ่ึงเป็นส่ิงที่ ต่างจากอรสิ โตเตลิ ทีบ่ อกวา่ ทกุ คนมสี ่วนรว่ มในการเมืองแต่อิพิคิวเรียนบอกว่าชีวิตที่ดีงามคือชีวิตท่ีตัด ส่งิ ยงุ่ ๆ น้อี อกไปเสียและหาความสขุ ใหแ้ ก่ตวั เองอย่างเต็มท่ี 2. รัฐก่อตัวข้ึนมาด้วยจุดประสงค์ที่จะรักษาไว้ซ่ึงความม่ันคงปลอดภัยของบุคคล คือปูองกันไม่ให้มีการแทรกแซงหรือถูกทาร้ายจากบุคคลอื่นดังนั้นการมีกฎหมายก็คือการตกลงกัน อยา่ งเป็นทางการวา่ จะไมท่ าร้ายกัน

65 3. นิยมระบบกษัตริย์ พวกอิพิคิวเรียนจะนิยมระบบกษัตริย์มากกว่าระบบอื่นเพราะ เชื่อว่าเปน็ ระบบทีแ่ ข็งแกรง่ และรบั ประกนั ความปลอดภัยไดด้ ีกวา่ 4.2.2 แนวความคิดของกลมุ่ ซินนคิ นครรัฐกรีกโบราณมีการแบ่งชนชั้นเป็น 3 ชนช้ันซึ่งชนช้ันที่จะมีสิทธิทางการเมืองชนชั้น เดียวก็คือพลเมืองหรือ citizen ส่วนทาสและชาวต่างด้าวไม่มีสิทธิใดๆ ในทางการเมืองสมาชิกของพวกซิ นนิคประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่เป็นคนต่างด้าวพวกน้ีพวกซินนิคไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพลเมืองจึงถูก กดดนั อย่ใู นสงั คมทีแ่ บ่งเป็นชนช้ันของกรีกโบราณกลุ่มน้ีโจมตีระบบนครรัฐของกรีกอย่างรุนแรงกว่ากลุ่ม แรกเราสามารถสรุปแนวความคิดได้เป็นดงั น้ี 1. ต่อต้านพวกผู้ดี พวกซินนิคเผยแพร่ปรัชญาของตนให้กับพวกชนชั้นยากจนและสอน ให้คนยากจนเกลียดชังต่อผู้ดีและต่อต้านการแบ่งชนชั้นโดยมีเหตุผลว่าทรัพย์สินและฐานะทางสังค ม ไม่ได้เป็นตัวแบ่งแยกคนออกเป็นชนช้ันในทางตรงกันข้ามความฉลาดต่างหากท่ีเป็นการแบ่งแยกให้ เหน็ ความแตกตา่ งระหว่างคนฉลาดกับคนโง่ 2. สร้างสังคมใหม่ พวกซินนิคมีแนวคิดท่ีจะสร้างสังคมใหม่ที่ไม่มีการครอบครอง ทรัพย์สินไม่มีระบบครอบครัวไม่มีชาติหรือกฎหมายเพราะมนุษย์ทุกคนฉลาดสามารถปกครองตัวเอง ได้อยู่แล้วแนวความคิดของพวกซินนิคจึงเป็นแนวความคิดของพวกอนาธิปไตย (anarchism) คือการ ปกครองแบบไม่มผี ู้ปกครองหรือการปกครองแบบไรร้ ัฐไม่มีอานาจอธปิ ไตยน้ันเอง 2.3 แนวความคิดของพวกสโตอิค (Stoics) พวกสโตอิค เดิมเป็นกลุ่มเดียวกับพวกซินนิคแต่ภายหลังมีความคิดเป็นของตัวเองและ แยกออกมาเป็นอกี แนวความคิดหน่งึ แนวคิดน้ีมีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของชาวโรมันและต่อ แนวความคิดในสมัยหลังมากและเป็นต้นกาเนิดแนวความคิดของรัฐบาลโลก (world-state) หรือ เรยี กว่าอาณาจกั รแห่งภราดรภาพ (universal of brotherhood) ในปัจจุบันอีกด้วย เราสามารถสรุป แนวความคิดของพวกสโตอิคไดด้ งั นี้ 1. รัฐบาลโลกและกฎของพระเจา้ พวกสโตอคิ เช่ือม่นั ในพระเจ้า ถือว่าทุกคนเกิดมาเป็น ลูกของพระเจา้ ทง้ั น้นั จึงควรจะเป็นพน่ี ้องกนั จากแนวความคดิ นท้ี าใหเ้ กิดความคิดเรื่องรัฐบาลโลก คือ ทกุ คนจะเปน็ พลเมอื งด้วยกนั ภายใต้กฎหมายธรรมชาติ (natural law) กค็ ือกฎทว่ี า่ ด้วยอะไรถูก อะไร ผิด ดว้ ยกฎอนั เปน็ นริ ันดร์ของพระเจ้า 2. ความเสมอภาค เนื่องจากพวกสโตอิคเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเป็นพ่ีน้องกันพวกสโตอิคจึง เช่อื ในความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยไม่ตัดสินจากฐานะทางสังคมนอกจากนี้พวกสโตอิคยังต่อต้านระบบ ทาสอีกด้วยกลุ่มสโตอิคเป็นกลุ่มปรัชญาทางการเมืองรุ่นสุดท้ายของกรีกโบราณท่ีสามารถเช่ือมโยงกับ อารยธรรมโรมันต่อไปได้เราจะเห็นต่อไปวา่ ชาวโรมนั นาเอาความคิดของสโตอิคไปมากมาย 4.3 ความคิดทางการเมอื งยุคโรมนั 4.3.1 ลักษณะของแนวความคดิ ทางการเมอื งยุคโรมนั โดยท่ัวไปแล้วพวกกรีกจะเป็นนักคิด คือ คิดหาส่ิงที่ดีสิ่งท่ีถูกต้องดีงามและมีความ ยุติธรรมส่วนพวกโรมันจะเป็นนักปฏิบัติหรือนักถ่ายทอดความคิดมากกว่าถึงแม้ว่าชาวโรมันจะไม่

66 สามารถคดิ ค้นปรัชญาได้อยา่ งเพลโตหรืออริสโตเติล แต่ชาวโรมันก็สามารถนาแนวความคิดนั้นมาอธิบาย ตีความเผยแพร่และปฏบิ ัติจนประสบความสาเร็จสร้างจักรวรรด์ิขนาดใหญ่ท่ีมีความสลับซับซ้อนได้ความ ยิ่งใหญ่ของชาวโรมันจึงขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้นาเอาแนวความคิดเหล่าน้ีไปปฏิบัติและปฏิบัติได้สาเร็จ จนกระทัง่ เป็นหลักปฏบิ ตั ิไปท่วั โลกจนถงึ ปัจจุบนั ชื่อเสียงที่สาคัญของชาวโรมันก็คือการสร้างสถาบันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์และดี ที่สุด พวกเขาพยายามดัดแปลงกฎหมายให้อยู่ในรูปท่ีสามารถนาไปใช้ได้จริง ๆ และยังมีอาณาจักรท่ี กวา้ งใหญ่เพอื่ ใชใ้ นการทดสอบระบบกฎหมายและการปกครองซ่ึงมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ท่ียังคงนามาใช้ ถึงปัจจุบัน เช่นเรื่องสิทธิของบุคคล เร่ืองอานาจอธิปไตยเร่ืองรัฐในแง่กฎหมายเป็นต้น พวกเขาแสดง ใหเ้ หน็ วา่ มนุษยเ์ ป็นผมู้ อี านาจทางการเมอื งทแ่ี ทจ้ ริงไมใ่ ช่พระเจา้ ดังน้ันชาวโรมันจึงถือว่าผู้ปกครองคือ ผู้ที่รับอานาจไปจากประชาชนประชาชนจึงเปรียบเสมือนหน่วย ๆ หนึ่งในทางกฎหมายท่ีจะถูกล่วง ละเมดิ มไิ ด้ อีกลักษณะหนึ่งท่นี ่าสนใจยงิ่ ก็คือ เน่ืองจากในยุคโรมันน้ีมีการติดต่อกันมากข้ึนระหว่าง ชาวโรมันกับประชาชนของรัฐอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการค้าขายเมื่อมีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ มากขึ้นความจาเป็นในการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมเร่ืองการค้าขายจึงมีมากขึ้นตามลาดับกฎหมาย ดงั กล่าวน้ีคอื กฎหมายระหว่างประเทศซึง่ เป็นกฎธรรมชาติวางอยบู่ นพน้ื ฐานธรรมชาติว่าอะไรเป็นส่ิงที่ ดหี รอื ไมด่ แี ละเป็นสากล 4.3.2 แนวความคิดของชเิ ซโร (Cicero) ภาพที่ 12 นกั ปรัชญา Cicero : ซเิ ซโร (106 - 43 กอ่ น ค.ศ.)(ท่มี า: Google/http://who-in-the- world-piyarith.blogspot.com/2014/04/cicero-106-43.html) ชิเซโรเกิดในยุคเดียวกับซีซาร์ จักรพรรดิ์ท่ีสาคัญท่ีสุดคนหน่ึงแห่งโรมเขาเป็นนักคิดที่มี ช่อื เสียงท่ีสุดของยุคโรมันนอกจากนี้ยังเป็นนักการเมืองและรัฐบุรุษที่มีอิทธิพลต่อชาวโรมันอีกด้วยแต่

67 ในช่วงปลายของชีวิตเขาได้แสดงสุนทรพจน์ที่เป็นการโจมตีมาร์ค แอนโทนี ซ่ึงมีอานาจสูงสุดทางการ เมืองทางการเมืองขณะน้ันชิเซโรจึงถูกจับประหารชีวติ ในปี 43 ก่อนคริสตกาล แนวความคิดของชิเซโรปรากฎอยู่ในหนังสือของเขาหลายเล่มซ่ึงเป็นแนวความคิดท่ีได้รับ อิทธิพลจากพวกสโตอิคถ่ายทอดมาให้หนังสือที่สาคัญของชิเซโรมีอยู่ 3 เล่มคือ De Republica (สาธาร ณรฐั ), De Legibus (กฎหมาย) และ De Officiis (ตาแหนง่ หนา้ ท)่ี หนังสือท่ีมีความสาคัญที่สุดคือ De Republica และ De Legibus ซ่ึงอาจสรุปเป็นใจความ สาคัญได้ดงั น้ี 1. รัฐคือสมบัติของประชาชน ชิเซโรมีความคิดว่ารัฐคือสมบัติของประชาชนเพราะรัฐคือ การอยู่รว่ มกันของบุคคลที่มีจุดประสงค์ร่วมกันว่าจะสร้างชีวิตที่ดีกว่ารัฐท่ีดีจึงมีรากฐานท่ีว่าทุกคนใน รัฐต้องมีภาระต่อกัน (mutual obligation) โดยมีเงื่อนไขในการอยู่ร่วมกันนั่นก็คือบุคคลจะต้องเคา- รพกันซ่ึงสิทธิเสรีภาพและกฎเกณฑ์ของความยุติธรรมระหว่างกันอีกด้วย (mutual recognition of rights) 2. รัฐใช้อานาจในนามประชาชน การที่รัฐเป็นสมบัติของประชาชนดังนี้รัฐจึงต้องใช้ อานาจในนามประชาชนเพราะประชาชนเป็นที่มาของอานาจรัฐบาลจะเป็นตัวกลางท่ีนาเอาเจตนารมณ์ ของประชาชนไปใช้ให้บรรลุจุดหมายซ่ึงได้กลายเป็นแนวความคิดทางการเมืองท่ีโลกตะวันตกได้นาไปใช้ อยา่ งแพรห่ ลาย 3. กฎหมายธรรมชาติ ชิเซโรเชื่อเร่ืองกฎหมายธรรมชาติ (natural law) ซึ่งถือว่าเป็น หลักของความถูกต้องที่สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ มันจะเป็นกฎที่ใช้ได้ตลอดไปไม่เปล่ียนแปลง และจะเป็นจริงอยู่เช่นน้ันตลอดไปการเปล่ียนแปลงแก้ไขกฎน้ีจะถือเป็นบาปแม้ว่าจะแก้ไขเพียงบาง ตอนก็ตามกฎหมายนี้มาจากพระเจ้าซึ่งเป็นผู้ร่างผู้ประกาศและผู้บังคับใช้นอกจากนี้ภายใต้หลัก กฎหมายน้ีทุกคนจะต้องเสมอภาคกันซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่ความเสมอภาคในทางทรัพย์สินหรือการศึกษา แตเ่ ปน็ ความเสมอภาคในการมีเหตผุ ล 4. ชิเซโรไม่สนับสนุนระบอบการปกครองแบบนครรัฐของกรีก และเน้นว่าระบอบการ ปกครองของโรมันเป็นระบอบการปกครองที่ดีท่ีสุด นอกจากน้ีถึงแม้ว่าชิเซโรจะเห็นด้วยกับการแบ่งรัฐ เป็น 6 ประเภทตามอริสโตเติล แต่ชเิ ซโรเหน็ วา่ การปกครองที่ดีท่ีสุดน้ันจะต้องเป็นการผสมผสานระหว่าง ราชาธิปไตย (monarchy) อภิชนาธิปไตย (aristocracy) และประชาธิปไตย (democracy) เพื่อเป็น รปู แบบการปกครองที่มเี สถียรภาพและปูองกันทรราชย์ 5. หนังสือเร่ือง De Officiis เป็นหนังสือท่ีเขียนแบบพ่อเขียนจดหมายถึงลูกซ่ึงพยายามให้ คาแนะนาลูกในเร่ืองต่าง ๆ ทางการเมืองโดยเขาย้าว่าผู้ปกครองต้องให้บริการแก่ประชาชนและต้อง ระลึกว่าการกระทาต่าง ๆ ต้องส่งผลถึงความดีงามของรัฐในอีกทางหนึ่งหนังสือเร่ือง De Officiis นี้จึง เป็นหนงั สอื ทใี่ หแ้ นวปฏบิ ตั ิมากกวา่ ทฤษฎี 4.4 แนวคดิ ทางการเมอื งยคุ กลาง 4.4.1 สภาพสงั คมและวัฒนธรรมในยุคกลาง เมื่อพูดถึงยุคกลางเราจะหมายถึงพัฒนาการของสังคมมนุษย์ช่วงระหว่างอารยธรรม

68 โรมันและก่อนยคุ ฟื้นฟู (Renaissance) คือในชว่ งศตวรรษท่ี 4 ถึง ศตวรรษที่ 16 สภาพบรรยากาศใน ยุคกลางนี้จะพบว่าผู้คนมีความเคร่งครัดศรัทธาในศาสนาคริสต์มากจนแทบไม่มีการพัฒนาทางวัตถุ เช่นเดียวกับยุคท่ีผ่านมาบางคร้ังจึงมีคนเรียกยุคสมัยน้ีว่าเป็นยุคมืด (Dark Age) คือไร้ซึ่งวิวัฒนาการ เม่ือโรมันถูกทาลายโดยอานารยชน (คนเถื่อน) แล้วกฎหมายก็ถูกทาลายไปพร้อมกับอารยธรรมโรมัน ไปด้วยส่ิงที่เหลืออยู่หลังการล่มสลายของโรมันก็คือความปุาเถื่อนโหดร้ายไร้กฎระเบียบด้วยเหตุนี้ ระบบสังคมจึงต้องมีการจัดใหม่ข้ึนการจัดระเบียบสังคมใหม่น้ีมี 2 สิ่งท่ีมีความสาคัญคือศาสนาคริสต์ และระบบฟิวดลั ศาสนาครสิ ต์ เข้ามามอี ิทธพิ ลในยุคกลางพร้อม ๆ กับความกลัวของคนในยุคน้ันสิ่งท่ีพวก เขากลัวทสี่ ุดคือความกลัวในชีวิตหลงั ความตายสถาบนั ทีใ่ ห้คาตอบสาหรับความกลัวน้ีคือศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์สอนว่าคนท่ีได้กระทาดีตลอดจนมีศรัทธาในพระเจ้าจะได้รับการยกเว้นจากบาปและไป เสวยสขุ ในสวรรค์ ส่วนระบบฟิวดลั เกดิ ข้ึนมาจากการที่สภาพเศรษฐกิจในยุคโรมันล่มสลายลงทาให้เกิดสภาพ วุ่นวายเมื่อบ้านเมืองไร้กฎระเบียบเจ้าของท่ีดินเล็ก ๆ จึงพบปัญหาในเรื่องความม่ันคงปลอดภัยและ หนี้สินด้วยเหตุน้ีเจ้าของท่ีดินเล็กๆ จึงไปฝากความปลอดภัยของตนไว้ที่เจ้านายที่อยู่เคียงข้างเป็นระบบ ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์หรือระบบศกั ดนิ าในภาษาไทยสงั คมในสมัยน้ันจึงแบง่ เป็น 3 ชนช้นั คือ 1. เจ้าของที่ดิน (feudal lord) คือ ผู้มีอานาจหรือเป็นเจ้าของท่ีดินขนาดใหญ่ที่ชาวนา เลก็ ๆ จะเขา้ มาสวามิภกั ดิ์ 2. อัศวนิ เป็นทหารของ เจ้าของที่ดินมีหน้าท่ีพิทักษ์ดูแลที่ดินของเจ้าของท่ีดินและได้รับ ท่ดี ินจานวนหนง่ึ เป็นการตอบแทนเพ่ือไปใช้ทา กนิ (โปรดสงั เกตวา่ ไมไ่ ดร้ ับเงนิ เดือน) 3. ชาวนา (vassal) คือชาวนาเล็กๆ ที่เข้ามาขอความอุปถัมภ์จากเจ้าของท่ีดินการท่ี ชาวนาเล็กๆ ต้องเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเจ้าของท่ีดินเพราะว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพยส์ ินหลังจากการท่ีรัฐได้หมดไปจาเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าของที่ดินที่มีอัศวินช่วยดูแล ในที่น้ีจะพูดถึงแนวคิดของสองนักคิดที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดทางการเมืองในสมัยกลาง 2 คน คือ นักบุญออกสั ตินและนกั บุญ โทมัส อะไควนัส 4.4.2 แนวความคิดของนักบุญเซนต์ ออกัสติน (St. Augustine) ภาพที่ 13 นักปรัชญา Augustine (Of hippo), Saint : เซนต์ ออกสั ตนิ (ค.ศ.354-430) (ท่มี า: Google/http://who-in-the-world-piyarith.blogspot.com)

69 นักบุญออกัสติน เป็นผู้นา ทางศาสนาคริสต์ที่มีชื่อเสียงมากท่ีสุดในยุคกลาง เขาเป็นนัก คดิ และนักเขียนเขาได้เขียนหนังสือท่ีมีช่ือเสียงมากที่สุดเล่มหน่ึงซึ่งนับว่าเป็นผลงานช้ินสาคัญของเขา เอง และแพร่หลายมากที่สุดใสยุคนั้น คือ City of God ซ่ึงมีอิทธิพลทาให้เกิดอาณาจักรโรมันอัน ศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) ข้ึนและมีบทบาทท่ีสนับสนุนให้ศาสนาคริสต์มีความสาคัญ ทส่ี ุดและเปน็ ศูนย์กลางของการศกึ ษารฐั ศาสตรใ์ นโอกาสต่อมางานเขียนนี้เกิดขึ้นหลังจากการแตกของ กรุงโรมซ่ึงงานน้ีมีพวกท่ีไม่ได้นับถือคริสตศาสนาออกมาวิจารณ์ว่าสาเหตุท่ีอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ ตอ้ งล่มสลายลงเพราะโรมันไม่สนใจซีซาร์ แต่ไปยอมรับศาสนาคริสต์ศาสนาคริสต์จึงถือว่าเป็นตัวการ ท่ีทา ให้เกิดความล่มจมขน้ึ ในโรม นักบุญออกัสตินจึงได้พยายามแก้ข้อกล่าวหานี้โดยการเขียนหนังสือ City of God โดยให้เหตุผลว่าการล่มจมของอาณาจักรโรมันไม่เกี่ยวกับศาสนาเพราะว่าศาสนาไม่ สามารถหยุดยงั้ สงครามไดแ้ ตใ่ นทางกลับกันศาสนาคริสต์ช่วยกลอ่ มเกลาความปุาเถื่อนของผู้รุกรานไป ได้มากมิฉะน้ันแล้วโรมอาจจะเสียหายมากกว่านี้ก็ได้นอกจากจะช่วยแก้ข้อกล่าวหาของศาสนาคริสต์ แล้วหนงั สือเลม่ นี้ยงั มแี นวคดิ สาคญั ดงั น้ี 1. อาณาจักรของพระเจ้า ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็นการต่อสู้กันระหว่างอาณาจักร บนพ้ืนโลก (earthly society) และอาณาจักรของพระเจ้า (city of god) อาณาจักรบนพ้ืนโลกเป็น เมืองของภูตผปี ศิ าจหรือผู้ไมเ่ ช่ือในพระเจา้ โรมกเ็ ป็นเมอื งประเภทนี้ด้วยส่วนเมืองของพระเจ้าก่อตั้งข้ึน เพือ่ สรา้ งสนั ติสขุ ถาวรขนึ้ ทง้ั สองเมืองน้ีขัดแย้งกันเสมอมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์และในท่ีสุดแล้ว เมอื งของพระเจา้ จะเป็นฝาุ ยชนะ 2. อาณาจักรของมนุษย์ที่ดีต้องมีความยุติธรรม ซ่ึงความยุติธรรมน้ันมาจากพระเจ้า แต่เท่าท่ีผ่านมายังไม่มีอาณาจักรใดท่ีนาพาความยุติธรรมมาสู่มนุษย์ได้และถึงแม้ว่าผู้ปกครองจะไม่มี ความยุติธรรมแต่มนุษย์ก็ไม่สามารถลบล้างผู้ปกครองได้เพราะผู้ปกครองเปรียบเสมือนตัวแทนจาก พระเจ้าและถอื เป็นการลงโทษของพระเจา้ ตอ่ มนุษยซ์ ง่ึ เป็นคนบาป 3. ความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของมนุษยชาติ ในทัศนะของออกัสตินหมายความว่า การท่ีมนุษย์ทุกคนนับถือศาสนาคริสต์เหมือนกันมีความเช่ือในพระเจ้าองค์เดียวกันและพยายามไถ่ บาบหรือทางรอดไปส่สู วรรค์เพือ่ ไปหาเมอื งของพระเจ้า 4.4.3 แนวความคดิ ของนักบุญโทมสั อะไควนัส (St. Thomas Aquinas) ภาพที่ 14 นกั ปรชั ญา St. Thomas Aquinas : เซนต์ โทมัส อะไควนัส (ค.ศ.1226-1274) (ทม่ี า: Google/http://who-in-the-world-piyarith.blogspot.com)

70 นักบุญโทมัส อะไควนัส เป็นนักคิดทางการเมืองท่ีมีช่ือเสียงในยุคกลางอีกคนหนึ่งงานเขียน ของเขาท้ัง Summa Theologica และ Rule of the Prince มีแนวคิดสนับสนุนการปกครองอันมีศาสน จกั รเป็นผูน้ าอาณาจักร แนวคดิ ทางการเมืองของเขาสามารถสรุปจากงานเขยี นของเขาได้ดังนี้ 1. รฐั ตอ้ งอยภู่ ายใต้อานาจขององค์การของศาสนาคริสต์ รัฐมีหน้าที่การสนับสนุนช่วย เหลือให้ประชาชนสามารถดารงชีวิตให้ดีและชีวิตที่ดีน้ันคือการมีชีวิตอยู่ภายใต้การนาของพระเจ้านั่น ก็คือการนับถือศาสนาคริสต์น่ันเองในทุก ๆ กรณีศาสนจักรจะต้องมีอานาจมากกว่ารัฐเพราะศาสน จักรถอื โองการพระเจา้ ทใี่ ครก็ตามไมส่ ามารถล่วงละเมดิ ได้ 2. ไม่สนับสนนุ การปกครองแบบประชาธิปไตย แต่สนับสนุนการปกครองแบบราชาธิป ไตยเพราะเขาถือวา่ การปกครองแบบประชาธิปไตยอาจจะทาให้เกิดการแตกแยกได้ อะไควนัสเชื่อม่ัน ความสามารถของรัฐในการรักษาความเป็นเอกภาพและการให้บริการด้วยเหตุน้ีการรักษาเอกภาพจึง เป็นหน้าท่ีสาคัญของรัฐบาลแต่อย่างไรก็ตามเขาไม่สนับสนุนการสืบราชสมบัติแต่จะสนับสนุนให้ เลอื กต้งั คนดีเขา้ มาปกครองประเทศ 3. ประชาชนต้องเช่ือฟังผู้ปกครอง การปกครองแบบราชาธิปไตยที่อะไควนัสเสนอน้ัน อยภู่ ายใต้เงื่อนไขท่วี า่ ประชาชนจะตอ้ งเชอื่ ฟงั ผ้นู า ทกุ อย่างหากผู้นาทาผิดหรือกลายเป็นทรราชย์วิธีที่ จะต่อต้านผู้นาแบบนี้คือการสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าแนวคิดทางการเมืองของออกัสตินและอะ ไควนสั มีจุดร่วมกันอยู่หลายอย่างและได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากศาสนจักรและเป็นแนวความคิด ท่ีปฏิบัติต่อกันยาวนานตลอดยุคกลางแนวความคิดในสมัยหลังจะเป็นแนวความคิดท่ีต่อต้าน แนวความคดิ ของศาสนจักรอนั น้ีและมุ่งใหค้ วามสาคัญกับแนวความคิดที่สนับสนุนอานาจเด็ดขาดของ ฝาุ ยกษตั ริย์มากกวา่ 4.5 แนวคิดทางการเมืองในยุคฟื้นฟู (Renaissance) การต่อสกู้ นั ระหว่างแนวความคิดทางโลก (รัฐ) และแนวความคิดทางธรรม (ศาสนา) เป็นการ ต่อสู้ที่มีมาตลอดยุคกลางจนกระทั่งประมาณศตวรรษที่ 14 การค้าขายนามาซ่ึงความเจริญทางวัตถุท่ี แพรส่ ะพดั มาจากตะวันออกสตู่ ะวันตกอนั เป็นสาเหตุทท่ี าให้ศาสนาถงึ คราวพ่ายแพ้สภาพสังคมในสมัย ปลายยคุ กลางจนถงึ ยุคฟ้นื ฟมู ดี งั น้ี 4.5.1 สภาพทางสังคมในยุคฟ้ืนฟู ความเจริญทางด้านวัตถุและความพยายามในการจัดระเบียบสังคมในปลายยุคกลาง ทาให้เกดิ ความเปลยี่ นแปลงในแนวความคิดของคนซ่ึงหันเหจากความศรัทธาในศาสนาไปสู่ความนิยม ในตวั กษัตริยก์ ารเปลย่ี นแปลงท่เี กิดขน้ึ ในยุคฟน้ื ฟูพอสรุปได้ดังนี้ 1. ฟื้นฟศู ิลปวิทยาการ เกดิ แนวคดิ ฟน้ื ฟูความรูท้ างดา้ นศิลปะและวิทยาศาสตร์ขึ้นมา ใหม่ เรียกว่า Renaissance ซ่ึงเป็นการเปล่ียนแปลงแนวความคิดทางศิลปะ จากท่ีผลิตข้ึนเพื่อรับใช้ พระเจา้ กลายเป็นศิลปะเพือ่ รับใช้มนุษย์ มีการนา ศิลปะกรีกและโรมันเข้ามาใช้ใหม่อีกคร้ังรวมท้ังการ พัฒนาวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ของโคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอ ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของคนใน สมยั นน้ั มากมาย 2. มีการคน้ พบดนิ แดนใหม่ ๆ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ทาให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก แรโ่ ลหะใหม่ ๆ มากขึ้นรวมถึงการคน้ พบเข็มทศิ ทาให้เกดิ การพัฒนาการเดินเรือคนเริ่มแล่นเรือออกไป

71 ไกล ๆ มากขนึ้ จนทาใหพ้ บดนิ แดนใหม่ ๆ ท่ีไม่เคยรู้กันมาก่อนในประวัติศาสตร์ ซ่ึงกระตุ้นความอยาก รู้อยากเห็นของคนมากขึน้ 3. ศาสนาคริสต์เร่ิมเส่ือมลง ศาสนาคริสต์ซ่ึงเคยเป็นศูนย์รวมจิตใจอันศักด์ิสิทธิ์ถูก มนุษย์ทา ให้เส่ือมโทรมลงพระหลายคนคอร์รับชั่นพระมีฐานะร่ารวยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายทาให้ ศรัทธาในคริสตศาสนาต้องส่ันคลอนนอกจากน้ีการปฏิรูปศาสนา (Reformation) ยังทาให้ศาสนา คริสต์ซึ่งเคยเป็นสากลตอ้ งแบ่งเปน็ โรมนั คาธอลิคและโปแตสเต้นท์ ซ่ึงทาให้ศาสนาคริสต์อ่อนแอลงตั้ง แตน่ ั้นเปน็ ตน้ มา 4. การขยายตัวของการค้าทางไกล จากการค้นพบเข็มทิศการปรับปรุงการเดินเรือ ทางไกลและการตดิ ตอ่ กบั ตะวนั ออกใกล้ทาใหโ้ ลกทศั น์ของผ้นู าและประชาชนในยุคกลางเปลี่ยนแปลง วตั ถุแปลก ๆ ทม่ี าจากตะวันออกทา ให้ผู้คนพยายามหาโอกาสที่จะเปล่ียนแปลงวิถีชีวิตด้ังเดิมชาวนา ออกมาจากที่นาเพือ่ เปน็ พ่อคา้ พอ่ คา้ เรม่ิ ขยายเส้นทางการค้าและหาของใหม่ ๆ เข้ามาขายมากขึ้น 5. การสร้างระบบกฎหมายใหม่ และพัฒนาระบบเงินตราเม่ือการค้าขายขยายตัวข้ึน มากทาให้สังคมมีความต้องการกฎหมายและระบบเงินตราเพื่อสนับสนุนระบบการค้าทางไกล ซึ่งต่าง กบั ยคุ กลางที่ไม่มีกฎหมายและไมม่ ีระบบเงนิ ตรา 6. การล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันออก หรือกรุงคอนสแตนติโนเปิลทาให้นัก ศิลปินและนักวิทยาศาสตร์หลบหนีเข้ามาอยู่ในยุโรปตะวันตกกันมากมายพร้อม ๆ กับวิทยาการและ ศิลปะสมยั โรมันซึ่งเนน้ ความย่ิงใหญข่ องมนษุ ยแ์ ละหลักการประชาธิปไตยในสมัยกรีก 7. การเสื่อมของระบบฟิวดัล เมื่อผู้คนเริ่มค้าขายมีกฎหมายและเงินตราทาให้สิ่งที่สาคัญ ที่สุดของระบบฟิวดัลคือระบบอุปถัมภ์ระหว่างผู้ดีกับชาวนาค่อยๆ ขาดสะบั้นลงความสัมพันธ์ของกษัตริย์ กับศาสนจักรก็เร่ิมเปลี่ยนแปลงไปเร่ือย ๆ โดยอาณาจักรค่อยๆ มีอานาจและทวีความสาคัญเหนือศาสน จักรมากข้ึนสาหรับนักคิดในยุคฟื้นฟูน้ี จะแสดงให้เห็นถึงนักคิด 3 คนท่ีสาคัญก็คือ นิโคโล แมคเคียวเวลลี (Niccolo Machiavelli) มาร์ตนิ ลูเธอร์ (Martin Luther) และจงั โบแดง (Jean Bodin) 4.5.2 แนวความคดิ ของแมคเคยี วเวลลี ภาพท่ี 15 นักปรชั ญา แมคเคียวเวลลี, นคิ โคโล (ค.ศ. 1469 - 1527) Niccolo Machiavelli (ทมี่ า: Google/https://www.bloggang.com)

72 แมคเคียวเวลลีเป็นชาวฟลอเรนซ์ อิตาเลียน เขารับราชการในสมัยท่ีตระกูลเดอ เมดิซี (De Medici) กาลังมีอานาจต่อมารัฐบาลท่ีเขาสังกัดอยู่ได้ย้ายตระกูลนี้ออกไปจากเมืองฟลอเรนซ์ ต่อมาตระกูลน้ีได้อาศัยกาลังทัพสเปนย้อนกลับมาตีเมืองฟลอเร้นซ์ได้และขับไล่รัฐบาลของแมคเคียว เวลลีออกไปตัวเขาเองถูกจับขังคุกต่อมารัฐบาลได้ปล่อยตัวเขาโดยมีข้อแม้ว่าเขาจะไม่สามารถเล่น การเมืองได้อีกต่อไปเขาได้อาลาชีวิตราชการและไปเขียนหนังสือเล่มหนึ่งช่ือ เดอะ ปรินซ์ (The Prince) ซ่ึงมีแนวคิดทางการเมืองที่เด่นชัดท่ีสุดโดยเสนอแนวความคิดในทางการเมืองแบบใหม่ สนับสนุนการใช้อานาจและความรุนแรง (The politics of violence) หัวข้อในหนังสือเล่มนี้สื่อถึง การใช้ความรุนแรงทางการเมือง เช่น จงเตรียมพร้อมเพื่อสงครามการให้คนรักหรือคนกลัวอย่างไหน ดีกว่ากันทาไมผู้ปกครองควรถูกยกย่องหรือถูกตาหนิผู้ปกครองควรรักษาสัจจะได้ในลักษณะใด ผ้ปู กครองต้องพยายามไม่ใหค้ นเกลยี ดทาอยา่ งไรผปู้ กครองจงึ จะสร้างชอ่ื เสียงใหโ้ ด่งดงั ได้ สาระสาคัญของ The Prince 1. แยกการเมอื งออกจากศาสนา (secularization) สาหรบั แมคเคียวเวลลี การเมือง และศาสนาเป็นคนละเร่ืองกันการเล่นการเมืองไม่จาเป็นต้องคานึงถึงศีลธรรมจรรยาซึ่งไม่เคยมีใคร เสนอแนวคิดแบบนีม้ าก่อนในขณะทีเ่ พลโตทบ่ี อกวา่ ผ้ปู กครองควรมีคุณธรรม ออกัสตินบอกว่ากษัตริย์ ต้องเชื่อฟงั พระเจา้ แต่แมคเคียวเวลลีเป็นคนแรกทีบ่ อกวา่ การเมืองต้องแยกจากศาสนาศีลธรรมจรรยา และพระเจ้า ทินพันธุ์ นาคะตะ (2525: 2) อธิบายเก่ียวกับแนวคิดของแมคเคียวเวลี กล่าวว่า วัตถุ ประสงค์ท่ีถูกต้องและเหมาะสมของกิจกรรมทางการเมืองก็คือการให้รัฐมีอานาจมากๆ และรัฐมี เหตุผลท่จี ะทาอะไรก็ได้เพอื่ ใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์เช่นวา่ นัน้ 2. รัฐเป็นสิ่งสูงสุด ความต้องการของแต่ละคนท่ีเข้ามารวมตัวเป็นรัฐคือผลประโยชน์ รัฐจึงเป็นตัวแทนของบุคคลในการหาและรักษาผลประโยชน์ ดังน้ันการคงอยู่ของรัฐและเจตจานงค์ ของรฐั จะตอ้ งอยเู่ หนอื ส่ิงอ่ืนใด แม้กระทง่ั ปัจเจกบคุ คล 3. ต้องแยกรัฐออกจากศีลธรรมจรรยา ดังนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่ารัฐทา ผิดหรือทาถูก เช่น เดียวกับบุคคลท่ีเป็นตัวแทนของรัฐ (รัฐบาล กษัตริย์ ผู้ครองนคร) จะวินิจฉัยว่าเขาทาผิดหรือถูก ไมไ่ ดเ้ ช่นกัน เพราะผลประโยชนข์ องรฐั ย่อมเหนือความถูกผิดท้งั ปวง 4. ผคู้ รองนครหรือนักการเมืองเป็นนักฉวยโอกาส (opportunists) ทุกคนแรงจูงใจ ที่ทาให้เกิดการเมืองคือผลประโยชน์ ดังนั้นนักการเมืองหรือผู้ครองนครต้องกระทาการทุกอย่างเมื่อมี โอกาสเพอ่ื ผลประโยชนข์ องรัฐ 5. อย่ากลัวถ้าจะต้องทาผิดบ้างผู้ปกครองท่ีประสบความสาเร็จต้องทาผิดบ้าง และ ควรใชป้ ระโยชน์จากการทาผิดนั้นด้วยเพราะบางส่ิงบางอย่างที่คนภายนอกมองเห็นว่าดีแต่ในทางปฏิบัติ กบั ไม่ไดผ้ ลดีตามทเ่ี หน็ ในขณะที่ของที่ดูไม่ดีก็อาจจะใช้การได้ดังนั้นผู้ปกครองไม่จาเป็นต้องเลือกแต่สิ่งท่ี ดี ๆ แต่ควรดูว่าส่ิง ๆ น้ันเมื่อนาไปปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์หรือไม่เพราะเมื่อจุดหมายปลายทางหรือผลท่ี ได้มันไดป้ ระโยชนจ์ ะถือวา่ สิ่งๆ นัน้ เป็นสง่ิ ทีด่ ี 6. ผู้ปกครองไม่จา เป็นต้องเป็นคนดี แต่ควรแสร้งแสดงให้คนอ่ืนคิดว่าเป็นคนดีด้วย วธิ กี ารต่าง ๆ เพราะเป็นสงิ่ ท่สี าคญั กวา่ การเป็นคนดีเสียเองซ่ึงไมม่ ปี ระโยชน์อะไร

73 7. ผู้ปกครองควรให้คนเกลียดมากกว่าคนรัก เพราะความรักอาจกลายเป็นความ เกลยี ดไดแ้ ตค่ วามกลวั น้ันจะไมร่ ักและไม่เกลียดผู้ปกครองจึงควรใช้อานาจ (power) และความรุนแรง (violence) เพอ่ื ให้ผู้อน่ื กลวั 8. หลกี เลี่ยงการประจบสอพลอ เพราะการประจบสอพลอคือความอ่อนแอและทา ให้ ล่มุ หลงไมอ่ าจจะมองเห็นความจริงได้ ผปู้ กครองจึงควรสนบั สนนุ การพดู ความจริงและตั้งคนฉลาดเป็น ทปี่ รกึ ษา และรับประกันเสรีภาพของทีป่ รึกษาท่ีจะพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา 9. ผู้มีอานาจย่อมเป็นผู้ถูก (might is right) เพราะคนมีอานาจจะทา อะไรก็ได้โดย ไม่มีใครกล้าว่าว่าผิด จุดมุ่งหมาย (end) ย่อมสาคัญกว่า วิธีการ (means) หรือจุดหมายสาคัญกว่า วิธกี าร จะทา อะไรกไ็ ด้เพ่ือให้บรรลจุ ุดหมาย 10. ผู้มีอานาจไม่ควรอยู่ที่ทางสายกลาง เม่ือจะทาอะไรทาให้เต็มที่และเปิดเผยแมค เคียวเวลลกี ล่าวว่า เราไม่สามารถรบั ใชพ้ ระเจ้าและซีซารไ์ ดใ้ นขณะเดียวกัน หรอื เราไม่สามารถถือดาบ กับไบเบิลได้พร้อม ๆ กันจากทัศนคติดังกล่าวของแมคเคียวเวลลี ทา ให้เขาถูกโจมตีว่าเป็น “นักคิดท่ี ไร้ศีลธรรม” อย่างไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ แต่บางคนมองว่าเขาเป็น “นักคิดที่กล้าหาญ” เพราะเขา พูดความจริงท่ีไม่เคยมีใครในโลกเคยพูด คือเขาพูดถึงธรรมชาติท่ีแท้จริงของมนุษย์ในทางการเมือง อย่างตรงไปตรงมาแนวความคิดของเขามีส่วนสาคัญในการผลักดันให้เกิดปรากฎการณ์ใหม่ในทาง การเมืองกลา่ วคอื การก่อต้งั ระบบการเมืองแบบรฐั ชาติ(nationstate)อนั เป็นระบบการเมอื งในปัจจบุ นั 4.5.3 แนวความคิดของมาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) ภาพท่ี 16 นกั ปรัชญา Martin Luther : มารต์ นิ ลเู ธอร์ (ค.ศ.1463-1560) (ทม่ี า: Google/http://who-in-the-world-piyarith.blogspot.com) ในยุคฟ้ืนฟูนี้ นอกจากการเปล่ียนแปลงในทางความคิดทางการเมืองของแมคเคียวเวลลี แล้วยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องศาสนา สิ่งนั้นก็คือการปฎิรูปศาสนา (reformation) ประมาณในปี 1517 สาเหตุของการปฏิรูปศาสนาอยู่ท่ีการปกครองอย่างเข้มงวดของคริสตจักรความเลวร้ายของมนุษย์ ท่ีใชป้ ระโยชนจ์ ากความเชื่อด้วยการขายใบไถ่บาปและในขณะน้ันเองนักคิดแนวเสรีคนหน่ึงช่ือ มาร์ติน ลู เธอร์ ทนต่อการปกครองอย่างเข้มงวดและการกระทาอย่างไม่เหมาะสมของผู้นา ทางศาสนาไม่ไหวอีก

74 ต่อไปลูเธอร์จงึ พยายามท้าทายอานาจของผู้นาเหล่าน้ี โดยขอความร่วมมือไปยังบรรดากษัตริย์และอัศวิน ในเยอรมันนีเพ่ือช่วยกันปฏิรูปกฎเกณฑ์ของศาสนาเสียใหม่โดยให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวคริสต์ในเรื่องการ นับถือพระเจ้าตามทัศนะของตัวเองมากขึ้นเพราะที่ผ่านมาโรมกุมอานาจในการนับถือศาสนาโดยไม่ให้ เสรีภาพแก่ชาวคริสต์เลย ลูเธอร์ได้ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่จานวน 95 ข้อต่อผู้นาศาสนา ณ เมืองวิทเท นเบิร์ก (Witenburg) โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์และกลุ่มผู้นาหลาย ๆ คนเช่น John Calvin, John Knox เป็นต้น ซ่ึงต่อมาได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มโปรเตสแตนท์(Protestant) และศาสนาคริสต์ได้ แบง่ เปน็ 2 นกิ ายต้ังแตน่ ้นั เปน็ ตน้ มา แนวความคดิ ทางการเมอื งของลเู ธอร์และหัวหนา้ นกิ ายโปรเตสแตนทม์ ดี งั น้ี 1. อานาจทางการเมืองควรแยกออกมาจากอานาจทางศาสนา โดยคริสเตียน ท้ังหลายตอ้ งเคารพเชอ่ื ฟงั รัฐบาลทต่ี ง้ั ข้ึนมาอย่างถูกต้อง 2. ประชาชนสามารถต่อต้านกษัตริย์ผู้ไม่เป็นธรรม เพราะอานาจตามธรรมชาติของ ผู้ปกครองมาจากพระเจ้า เม่ือมนุษย์มารวมกันเป็นสังคมจึงต้องยอมรับกฎธรรมชาติน้ีหากมีผู้ละเมิด ประชาชนจงึ มสี ทิ ธิอนั ชอบธรรมในการต่อตา้ นผู้ละเมดิ กฎธรรมชาติ 3. ประชาชนต้องเชื่อฟังอานาจของกษัตริย์โดยไม่ต้องผ่านสันตะปาปา พระเจ้าเป็น ผู้ให้อานาจแก่กษัตริย์ในการปกครองโดยไม่ผ่านสันตะปาปา ดังน้ันประชาชนต้องเชื่อฟังกษัตริย์ใน ฐานะผู้ที่มีอานาจสูงสดุ ไม่จา เป็นต้องผ่านสนั ตะปาปาและกษัตริย์ก็ไม่ต้องอยู่ใต้คาสั่งของสันตะปะปา อย่างทเี่ คยเป็นมาในอดตี แนวความคดิ ของ นกั ปฏริ ูปศาสนา ทา ให้เกดิ ปรากฏการณ์ทางการเมอื ง 2 อยา่ งคอื 1. ลทั ธิสมบรู ณาญาสิทธริ าชย์ การแบ่งแยกอานาจท่ีแน่นอนระหว่างศาสนจักรและ อาณาจกั ร ทาใหอ้ านาจของกษัตริย์ดูเด่นชัดขึ้น นอกจากน้ีกษัตริย์ยังมีอานาจอธิปไตยภายในดินแดน โดยไม่ตอ้ งอ่อนน้อมให้กับอานาจของสนั ตะปาปาดังท่ีเกิดในยคุ กลาง 2. การเกิดขึ้นของรัฐชาติ (nation-state) การท่ีกษัตริย์เป็นประมุขที่เด็ดขาดของ ฝุายอาณาจักร อานาจของสันตะปาปาจึงดูเรือนรางลงไปในสายตาของประชาชน ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ แต่ละคนจึงพยายามสร้างรัฐชาติ อันได้แก่การรวบรวมคนท่ีมีเผ่าพันธุ์และภาษาเดียวกันให้มาอยู่ รวมกนั ด้วยเหตุน้ียุโรปในชว่ งศตวรรษท่ี 16 จงึ มีการกอ่ ตวั ของรัฐชาตอิ ย่างรวดเรว็ 4.5.4 แนวความคดิ ของจงั โบแดง (John Bodin) ภาพท่ี 17 นักปรชั ญาชาวฝร่ังเศสจัง โบแดง (Jean Bodin 1530–1596) (ทีม่ า : https://en.wikipedia.org)

75 โบแดงเป็นนักกฎหมายชาวฝรั่งเศสท่ีมีช่ือเสียงมาก เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ท่ีนา การเมอื งเข้าสหู่ ลกั ของเหตผุ ลและเปน็ นกั คิดคนแรกทพี่ ดู เรอื่ งอธปิ ไตยอยา่ งจริงจังหนังสือสองเล่มของ เขาคือ A Method for the Easy Understanding of History (วิธีง่ายๆที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์) และ Six Books Concerning the States (หนังสือ 6 เล่มที่เก่ียวกับรัฐ) ได้กลายมาเป็นหลักเร่ือง อธปิ ไตยทย่ี อมรับกนั ท่วั ไปถึงปัจจุบนั โบแดงมที รรศนะทีเ่ กี่ยวกบั การเมืองดังน้ี 1. รัฐเป็นการรวมกันของแรงของสังคม (social force) คือการรวมของครอบครัวท้ัง หลาย ซึ่งปกครองโดยผู้ท่ีมีอานาจสูงสุดด้วยหลักของเหตุผล ครอบครัวในความหมายของโบแดงคือ สมาคมอาชีพต่าง ๆ และกลุ่มศาสนาโดยกลุ่มที่เข้ามารวมกันเป็นรัฐน้ีรวมกันได้โดยอาศัยอานาจเป็น สิ่งบังคบั ซึง่ ในแรงตา่ ง ๆ เหลา่ น้โี บแดงมองว่าอานาจทางทหารเปน็ แรงท่สี าคญั ทส่ี ดุ 2. ริเริม่ แนวความคิดเรอ่ื งอธิปไตยอานาจอธิปไตย คืออานาจสูงสุดท่ีมีเหนือประชาชน ทุกคนโดยไม่ถูกจากัดโดยกฎหมาย (Sovereignty is supreme power over citizens and subjects unrestrained by laws) อานาจอธิปไตยมีที่มาจากประชาชนโดยมีตัวแทนคือกษัตริย์หรือรัฐบาลเป็นผู้ บงั คับใช้อานาจนี้ 3. กษัตริย์เป็นผู้มีอานาจสูงสุดในรัฐ อย่างไรก็ตามเพ่ือปูองกันไม่ให้กษัตริย์ใช้อานาจ ตามอาเภอใจกษัตริย์ถูกปกครองอีกช้ันหน่ึงภายใต้กฎหมายธรรมชาตินั่นคือถูกปกครองโ ดยศีลธรรม และเหตุผล (morality and reason) จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของแนวความคิดทางการเมืองในยุค กลางและยคุ ฟืน้ ฟูมกี ารเปล่ียนแปลงอย่างมากโดยในตอนต้นของยุคกลางอานาจของสันตะปาปามีล้น เหลือเพราะสันตะปาปาอ้างว่าได้รับอานาจมาจากพระเจ้าเม่ืออานาจของกษัตริย์เริ่มเข้มแข็ งท้าทาย อานาจของสันตะปาปาในช่วงปลายยุคกลางในยุคฟื้นฟูกษัตริย์จึงถือว่าตนมีอานาจทางการเมือง มากกว่าสันตะปาปากษัตริย์ใช้พระเจ้าเป็นเคร่ืองมือในทางการเมืองโดยอ้างว่าตนได้รับอาณัติมาจาก พระเจา้ ให้มาปกครองแทนพระเจา้ บนพ้ืนโลก 4.6 แนวความคดิ ทางการเมืองยคุ สมัยใหม่ ในยุคกลางนั้น ศาสนามีอานาจมากที่สุดในขณะที่ในยุคฟ้ืนฟูนั้นเราจะมองเห็นว่ากษัตริย์มี อานาจมากขึ้น ส่วนความคิดทางการเมืองในยุคสมัยใหม่คือการท่ีประชาชนธรรมดา ๆ ลุกขึ้นมาต่อต้าน อานาจกษัตริย์ที่มาของการต่อต้านอานาจกษัตริย์นี้เกิดข้ึนอย่างรุนแรงในช่วงศตวรรษที่ 17 เกิดขึ้นคร้ัง แรกในประเทศอังกฤษ ซ่ึงแนวความคิดนี้ได้ลุกลามจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1642 – 1689 เป็นเวลานานถึง 47 ปี โดยกษัตริย์ในสมัยนั้นคือ พระเจ้า Charles ท่ี 1 มีความขัดแย้งกับ สภาผู้แทน โดยท่ีปัญญาชนทั้งหลายเข้าข้างสภาผู้แทนในขณะท่ีกลุ่มอานาจเก่าคือ ขุนนาง พ่อค้าใหญ่ ๆ และเจ้าของท่ีดินเข้าข้างกษัตริย์ในท่ีสุดสงครามกลางเมืองก็เกิดข้ึนและเกิดอย่างต่อเนื่องถึง 47 ปี โดย สงครามได้ยุติลงไม่ใช่เพราะฝุายใดฝุายหน่ึงเป็นผู้ชนะ แต่เป็นเพราะโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ Oliver Cromwell ได้เขา้ มาแทรกแซงและเข้าข้างฝุายประชาชนหรือฝุายผู้แทนกษัตริย์จึงพ่ายแพ้ พระเจ้าชาร์ลที่ 1 ถูกจับและถูกประหารชีวิต ส่วนครอมเวลล์ถือโอกาสปกครองประเทศแบบเผด็จการอยู่ระยะหน่ึงจึงได้ สถาปนาพระเจ้าชาร์ล ที่ 2 ให้เป็นกษัตริย์ท่ีอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ(constitutionalmonarchy) ในบรรดา นักคิดที่สนับสนุนอานาจกษัตริย์น้ัน โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) เป็นนักคิดที่มีความสาคัญที่สุด

76 โดยเขาให้แนวความคิดท่ีสนับสนุนอานาจกษัตริย์ไว้ชัดเจนในตอนท่ีเกิดสงครามกลางเมืองที่อังกฤษน้ัน เขาได้หนีภัยการเมืองไปอยู่ที่ฝร่ังเศสและได้เขียนหนังสือข้ึนมา 2 เล่มคือ De Cive และ Leviathan ซ่ึง เปน็ แนวคดิ ท่ีสนบั สนนุ อานาจกษัตรยิ ์และต่อตา้ นศาสนาอย่างชัดเจน 4.6.1 โทมสั ฮอบส์ (Thomas Hobbes) ภาพท่ี 18 นกั ปรัชญา โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ค.ศ. 1588 – 1677) (ทม่ี า : /Google/https://th.wikipedia.org) ฮอบส์เขียนหนังสือที่ช่ือ “ลิเวียธัน (Leviathan)” แปลว่าสิ่งท่ีน่ากลัวหมายถึงอานาจที่ เดด็ ขาดของผปู้ กครองทที่ าให้ผ้อู ่ืนต้องเกรงกลัวสาระสาคัญของหนังสือเลม่ น้ีสรปุ ไดว้ ่า 1. สภาพดั้งเดมิ ของมนุษย์เป็นสภาพที่วุ่นวาย ทุกคนจะแสวงหาประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่มีกฎระเบียบ ไม่มีกฎหมายหรืออานาจใด ๆ ที่จะประกันความยุติธรรมของสังคม ซ่ึงสภาวะเช่นนี้ไม่ เป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ ดังน้ันชีวิตมนุษย์ก่อนการมีรัฐจึงเต็มไปด้วยความเดี่ยว ยากจน สกปรก ปุา เถ่ือนและอายุสั้น (solitary, poor, nasty, brutish, and short) (สมศักดิ์ เกี่ยวก่ิงแก้ว,2528: 44) เพื่อ ความสงบและปลอดภัย มนุษย์จึงยอมสละสิทธิตามธรรมชาติทั้งหมดให้แก่องค์รัฏฐาธิปัตย์ ให้มีอานาจ สงู สุดเพ่อื กับหลกั ประกันความสุขอยา่ งมีกฏระเบียบทางสังคม 2. มนุษย์เข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคมและสละอานาจให้องค์อธิปัตย์ มนุษย์จึงเข้ามาอยู่ รวมกันในสังคมและสละอานาจอธิปไตยของตน มอบให้กับองค์กรกลางซึ่งจะเป็นส่ิงท่ีมีอานาจสูงสุด องค์กรกลางน้ีเรียกว่าอธิปัตย์ (sovereign) เขามีอานาจสูงสุดโดยไม่อยู่ใต้กฎหมายใด ๆ จะรับผิดชอบก็ แตก่ บั พระเจา้ เบื้องบนเท่านั้น 3. ระบบกษัตริย์เป็นระบบการปกครองทีด่ ที ีส่ ุดเพราะสามารถสร้างความสามัคคีให้เกิด กบั ชาติไดแ้ ละอานาจอันเดด็ ขาดของกษัตรยิ ์ยงั เป็นระบอบที่สามารถสร้างรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพได้อีก ดว้ ย 4. เศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อความมั่นคงทางการเมือง ดังน้ันในสังคมการเมืองรัฐบาลควร จะมีบทบาททางเศรษฐกจิ เช่นการแบ่งสนั ทด่ี ินให้กบั คนทวั่ ไปควบคุมการคา้ ขายทั้งในและต่างประเทศ เปน็ ตน้

77 4.6.2 จอนห์ ลอ็ ค (John Locke) ภาพท่ี 19 นกั ปรชั ญาจอหน์ ลอ๊ ค (John Locke, ค.ศ.1632 – 1704 ) (ทม่ี า : Google/https://th.wikipedia.org) ในขณะท่ีฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนอานาจของกษัตริย์ จอนห์ ล็อค (John Locke) เป็นนักคิดที่สนับสนุนเสรีภาพของประชาชนเม่ือพูดถึงลัทธิประชาธิปไตยเรามักจะอ้างแนวคิดของ ล็อคอยู่เสมอ ล็อคได้เขียนหนังสือหลายเล่มท่ีสนับสนุนเสรีภาพทางศาสนา ส่วนเสรีภาพในทาง การเมอื งลอ็ คเขียนหนังสือเรื่อง Two Treaties of Government ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดทาง การเมอื งเก่ยี วกับเสรภี าพ แนวความคดิ ของล็อคพอสรปุ ได้ดังน้ี 1. สภาพธรรมชาติของมนุษย์มีสิทธิเสรีภาพ และมีความเท่าเทียมกันอยู่ภายใต้กฎ ธรรมชาติ ซ่ึงด้วยหลักของธรรมชาติมนุษย์จะไม่ทาร้ายชีวิตและทรัพย์สินซึ่งกันและกันในทางตรงกัน ข้ามจะยอมรับสิทธิและเสรีภาพของคนอื่นเพ่ือที่คนอ่ืนจะได้ปฏิบัติต่อตนเช่นน้ันอย่างไรก็ตามด้วย หลักของธรรมชาติจะมีบุคคลหนงึ่ ทมี่ อี านาจเหนอื บคุ คลอนื่ ในฐานะนักปกครองโดยท่ีจะต้องใช้อานาจ อย่างมเี หตผุ ลจะใช้อานาจตามอาเภอใจไมไ่ ด้ 2. สิทธิตามธรรมชาติท่ีได้กล่าวมาอยู่ติดตัวมนุษย์มาต้ังแต่เกิด ไม่มีใครสามารถ ละเมิดหรือถอดถอนไปได้มนุษย์จึงมีอิสระในการที่จะปฏิบัติชีวิตของตนในทางใดก็ได้ตามใจชอบโดย ไม่ต้องมีใครมากาหนดจงึ เป็นอิสระท่จี ะทาการใด ๆ ก็ได้ตามหลักเสรีภาพและสามารถสะสมทรัพย์สิน น้ีไว้ได้โดยไม่ถูกละเมิดแนวความคิดนี้ได้ถูกนามาเป็นกฎเกณฑ์ทางการเมืองที่ใช้จริง ๆ เขียนไว้ใน รฐั ธรรมนญู ของเกือบทุกประเทศทัว่ โลก 3. ผู้ปกครองทุกคนย่อมอยู่ภายใต้กฎหมาย (rule of law) ถึงแม้ว่าผู้ปกครองได้ใช้ อานาจสูงสุดแต่อานาจน้ันต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเพราะการปกครองโดยกฎหมายย่อมต่อต้านระบบ ทรราชย์ และขณะเดยี วกนั ยอ่ มประกนั เสรีภาพ 4. การเมืองที่มีเหตุผลต้องเช่ือฟังคนกลุ่มใหญ่ เม่ือคนกลุ่มใหญ่ในสังคมมีความ คดิ เหน็ เปน็ อย่างไรคนกล่มุ ทเ่ี หลือที่ไม่เหน็ ด้วยกับแนวความคิดของคนส่วนใหญ่จะต้องปฏิบัติตามโดย ปฏเิ สธไมไ่ ด้

78 5. สนับสนุนหลักการแบ่งแยกอานาจแบบรัฐสภา ล็อคเห็นว่าอานาจอธิปไตยต้องมี การแบ่งสันอานาจในการใช้ จึงแบ่งสันเป็นอานาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่ข้อสังเกตของ การแบ่งอานาจของล็อคซ่ึงแตกต่างจากของมองเตสกิเออก็คือ ล็อคมองว่าอานาจนิติบัญญัติจะต้องมี สูงกวา่ อา นาจบริหาร ดงั นนั้ ในความคิดของล็อค รัฐบาลซึ่งมีอานาจบริหารต้องรายงานต่อรัฐสภา ซ่ึง มอี านาจนิตบิ ญั ญัติ 6. รัฐบาลควรมีอานาจที่จา กัด คือมีอานาจตามท่ีกฎหมายกาหนดหากรัฐบาลทา อะไรทเี่ กนิ ขอบเขตของกฎหมายกเ็ ท่ากับรฐั บาลนัน้ ได้ละเมิดเสรภี าพของประชาชน 7. ประชาชนสามารถใช้สทิ ธลิ บลา้ งรฐั บาลท่ใี ชอ้ านาจไม่ชอบธรรมล็อคเสนอว่าประ ชาชนสามารถใช้สิทธินี้ได้อย่างรุนแรงเพ่ือพิทักษ์เสรีภาพไม่ให้ถูกล่วงละเมิดโดยรัฐบาล หรือสิทธิท่ีจะ ปฏิวัติ (the rights of revolution) เม่ือใดที่รัฐบาลได้ทา ผิดกฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันไว้กับประชาชน ถึงแม้วา่ จะได้รับการเลือกตั้งมาตามระบบอยา่ งถูกต้องกต็ าม 8. บุคคลมีสิทธิต่อทรัพย์สิน ล็อคสนับสนุนให้บุคคลสามารถถือครองทรัพย์สินของ ตัวเองได้ และต้องพิทักษ์รักษาไว้ไม่ให้ถูกล่วงละเมิดไม่ว่าจะโดยระหว่างบุคคลด้วยกันเองหรือจาก รฐั บาลความคิดน้นี าไปส่แู นวคดิ ปจั เจกชนนิยม (individualism) หมายความว่าบุคคลมีความสามารถ เท่าใดก็สามารถแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของตนได้มากเท่าน้ัน และทรัพย์สินเหล่านี้คนอ่ืนจะ ละเมิดมิได้จะเหน็ วา่ แนวความคดิ ของล็อคเป็นแนวความคดิ มีความสาคัญมาก ในปจั จุบันแนวความนไี้ ด้รับการสนบั สนนุ จนกระทั่งได้รบั การสรา้ งเป็นสถาบันกฎหมาย คือมีการรับรองถึงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลไว้ในกฎหมายหลายฉบับและเป็นรากฐานของระบอบประ ชาธปิ ไตยที่ใชก้ ันอย่ใู นปัจจบุ นั วทิ ยากร เชยี งกลู (2552: 92) ไดส้ รปุ ปรัชญาการเมืองสังคมของจอหน์ ล็อค ดังนี้ 1. คดั ค้านแนวคิดว่ากษตั ริยป์ กครองโดยสทิ ธิอันสูงสดุ จากสรรค์ (Divine Rights) 2. มนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้ามีชีวิตจิตใจรู้จักใช้เหตุผลและรู้จักอยู่ร่วมกันใน ชมุ ชน ร้จู กั กฏธรรมชาติ 3. สิทธขิ ้นั พ้นื ฐานทางธรรมชาติ สทิ ธิในชวี ติ เสรภี าพและทรัพยส์ นิ 4. เสรีภาพ การพ้นจากการบบี บงั คับหรอื การทาร้ายผู้อ่ืนการมีกฎหมาย(ที่สอดคล้อง กบั ธรรมชาติ) ก็เพ่อื ช่วยประกันเสรภี าพ เชน่ หา้ มทาร้ายห้ามแย่งชงิ สิ่งของ 5. รัฐเป็นเหมือนบริษัทจากัดใช้กฎหมายเพ่ือประโยชน์ของส่วนรวมและอาจถูกประ ชาชนโค่นลม้ เปลี่ยนแปลงได้ ถ้ารฐั ละเมิดพนั ธะสญั ญาตอ่ ประชาชน 6. เร่ืองการศึกษาเพื่อให้มนุษย์มีเหตุมีผลและจริยธรรมซึ่งถือเป็นสิ่งสาคัญในการ สรา้ งพลเมอื ง 7. เชื่อเร่ืองเสรีภาพในการพูดรัฐต้องใจกว้างเร่ืองศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่มองต่างหาก จากการเมอื ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook