มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงบทสรปุ การศึกษาพฤกษศาสตร.พ้ืนบ3านเป6นการศึกษาเก่ียวกับภูมิป@ญญาท3องถิ่นหรือภูมิป@ญญาชาวบ3าน ของแตJละกลุJมชน เกี่ยวกับการใช3ประโยชน.จากพืชในด3านตJาง ๆ อันแสดงถึงความสัมพันธ.ระหวJางพืชกับคน ในท3องถิ่น ท่ีแตกตJางกันไปตามวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ และความร3ูท่ีได3รับการสืบ ทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยผ3ูศึกษาควรมีความรู3พื้นฐานทางด3านการสำรวจพืช พฤกษอนุกรมวิธาน และ จำเป6นต3องศึกษาด3านวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนในชุมชนด3วย ทั้งนี้พืชท่ีได3จากการศึกษา มักถูกจัดหมวดหมJูการใช3ประโยชน.อยJางเป6นระบบ คือ พืชอาหาร พืชสมุนไพร พืชใช3สร3างท่ีอยูJอาศัย พืชใช3 ทำเครือ่ งนJุงหJม พืชที่ใช3ทำอุปกรณ.และเครอ่ื งใช3 พืชในวัฒนธรรมและความเช่ือ พืชใช3เป6นแหลJงพลังงาน พืช เศรษฐกจิ และพชื ใช3ประโยชนอ. ่ืน ข3อมูลจากพฤกษศาสตร.พื้นบ3านสามารถใช3เป6นข3อมูลพื้นฐานด3านความหลากหลายของพืช ความ หลากหลายของวัฒนธรรมประเพณี และองค.ความร3ูเก่ียวกับการใช3ประโยชน.ของพืชในแตJละท3องถ่ิน ดังจะ เห็นได3จากการนำพืชในท3องถ่ินหลายชนิดมาปรับปรุงพันธ.ุ และสJงเสริมให3เป6นพืชเศรษฐกิจ เชJน มะพร3าว น้ำหอม ซ่ึงเกิดจากการปรับปรุงพันธุ.มาจากมะพร3าวตระกูลหมูสี มีถิ่นกำเนิดบริเวณลJุมน้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม (สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร, 2562) โดยป@จจุบันเกษตรกรในพื้นท่ีตJาง ๆ ได3 ปรับปรุงพันธุ.มะพร3าวน้ำหอมให3มีเอกลักษณ.เฉพาะพ้ืนท่ี เชJน มะพร3าวน้ำหอมราชบุรี ในจังหวัดราชบุรี มะพร3าวน้ำหอมสามพราน ในจังหวัดนครปฐม และมะพร3าวน้ำหอมบ3านแพ3ว ในจังหวัดสมุทรสงคราม และ เน่ืองจากมะพร3าวน้ำหอมของประเทศไทยมีกลิ่นหอมและรสชาติอรJอย จึงทำให3มะพร3าวน้ำหอมเป6นสินค3า สJงออกที่สร3างรายได3เข3าสJูประเทศมากกวJาปdละ 2 พันล3านบาท นอกจากนี้ยังมีตัวอยJางการใช3หญ3าอีเหนียว หรือหญ3ารีแพร. ซึ่งเป6นพืชในท3องถ่ินที่ใช3ในสตรีหลังคลอดบุตร ชJวยให3ชJองคลอดกระชับ และมดลูกเข3าอJูได3 เร็วขึ้น โดยมีการพัฒนาเป6นพืชเศรษฐกิจสมุนไพรตัวใหมJ โดยมีการปลูกเพื่อจำหนJายในรูปหญ3ารีแพร.สด หญ3ารแี พร.แห3ง และหญ3ารีแพรแ. บบแคปซลู สามารถสรา3 งรายไดใ3 ห3กับเกษตรกรในท3องถิ่นเป6นจำนวนมาก อยJางไรก็ตามในป@จจุบันสภาพแวดล3อมกำลังเส่ือมโทรม โดยเฉพาะทรัพยากรด3านปeาไม3ได3ลดลง ไปอยJางรวดเร็ว และเทคโนโลยีใหมJ ๆ ได3เข3ามาเป6นสJวนหน่ึงของวิถีชีวิตของผู3คนในยุคป@จจุบัน สJงผลให3 วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมตJาง ๆ ได3เปล่ียนแปลงไป และกำลังสูญหายไปพร3อม ๆ กับความเจริญทาง เทคโนโลยีท่ีเข3ามาแทนท่ี การศึกษาและรวบรวมข3อมูลด3านพฤกษศาสตร.พ้ืนบ3านจึงเป6นสิ่งท่ีควรเรJง ดำเนินการ เพื่อประโยชน.ทางด3านวิชาการ เศรษฐกิจ และเป6นการอนุรักษ.วัฒนธรรมและเอกลักษณ.ท3องถ่ิน ของประเทศไทยใหค3 งอยตJู ราบรนุJ ลกู หลาน 70
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงคำถามทบทวน 1. พฤกษศาสตรพ. น้ื บา3 น มคี วามหมายวJาอยJางไร 2. การศกึ ษาพฤกษศาสตรพ. ้ืนบา3 นมีประโยชนอ. ยาJ งไรบา3 ง 3. การศกึ ษาพฤกษศาสตร.พ้นื บา3 น แตกตJางจากการสำรวจพืชโดยทัว่ ไปอยาJ งไร 4. การศึกษาพฤกษศาสตร.พ้นื บ3าน มีขั้นตอนอะไรบา3 ง จงอธบิ าย 5. การจัดจำแนกข3อมูลทางพฤกษศาสตร.พืน้ บา3 นท่ีนิยมใช3 มีอะไรบ3าง เอกสารอ2างอิง กรกนก ต้ังจติ ม่นั . (2560). พฤกษศาสตรพ. ื้นบา3 นของชาวกะเหรี่ยง หมูบJ 3านหว3 ยน้ำหนัก ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผงึ้ จังหวดั ราชบุรี. วารสารพฤกษศาสตร+ไทย, 9(2), 223-233. กาญจนา สาลีติ๊ด. (2554). พฤกษศาสตรพ+ ื้นบ9าน. ราชบรุ ี : ดี ดี บmุค. ชศู รี ไตรสนธิ. (2561). วิธีการศึกษาพฤกษศาสตรพ. นื้ บ3าน. ใน ชูศรี ไตรสนธ,ิ รชั ดา พงษส. ตั ยาพพิ ัฒน., และ ปรชั ญา ศรีสงJา (บก.), พฤกษศาสตร+พ้นื บา9 น ศาสตร+แห<งภมู ปิ Cญญาท9องถน่ิ (หนา3 1-18). เชยี งใหมJ : องค.การสวนพฤกษศาสตร. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ3 ม. เตม็ สมติ ินันทน. และ วรี ะชัย ณ นคร. (2534). พฤกษศาสตร+พื้นบ9าน. จันทบรุ ี : สำนักงานคณะกรรมการ วฒั นธรรมแหJงชาต.ิ สถาบันวจิ ยั พชื สวน กรมวชิ าการเกษตร. (2562). การจัดการความร9ูเทคโนโลยีการผลติ มะพรา9 วน้ำหอม. นนทบรุ ี : การันตี. 71
72 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบงึ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงบทที่ 5 การตง้ั ชือ่ วทิ ยาศาสตร6 และการระบุชอื่ พืช การต้ังช่ือของพืชเร่ิมต4นมาจากสมัยใดไม<มีหลักฐานที่ปรากฏแน<นอน สันนิษฐานว<ามนุษยHได4มีการ ต้ังช่ือสิ่งต<าง ๆ เพ่ือให4ง<ายต<อการจดจำและการสื่อสาร อย<างไรก็ตามในแต<ละท4องถิ่นก็มีชื่อพืชท่ีแตกต<างกัน จึงทำให4เกิดความสับสน เพ่ือแก4ไขปQญหานี้นักพฤกษศาสตรHจึงได4กำหนดชื่อวิทยาศาสตรHของพืชแต<ละชนิด เพ่ือให4เปUนสากล ไม<ว<าจะเมืองใด ประเทศใด หากกล<าวถึงชื่อพืชน้ันก็จะเข4าใจตรงกัน ดังน้ันความรู4ด4านการ ต้ังชื่อ วิธีการเขียนชื่อวิทยาศาสตรHของพืช และการตรวจสอบเอกลักษณHของพืชจึงเปUนสิ่งสำคัญที่จะต4อง ศกึ ษาเพอ่ื เปUนพืน้ ฐานในการทำงานด4านสำรวจพชื รวบรวมพันธุHพชื และอนกุ รมวธิ านตอ< ไป หลกั เกณฑส( ำคัญของการตงั้ ชอ่ื วิทยาศาสตร( 1. การกำหนดชื่อวิทยาศาสตรHของพืชเปUนอิสระ ไม<เก่ียวข4องกับการตั้งชื่อวิทยาศาสตรHทางสัตวH ชื่อที่กำหนดให4พืชอาจเหมือนกับชื่อที่กำหนดให4สัตวHก็ได4 เช<น Cecropia เปUนทั้งชื่อสกุลของพืชวงศH มะเดื่อ (Moraceae) และเปนU ชื่อสกุลของผีเสือ้ กลางคนื ชนดิ หนึง่ 2. ชื่อของหน<วยอนุกรมวิธานพืชที่ถูกต4องจะมีเพียงชื่อเดียวเท<านั้น คือช่ือที่กำหนดข้ึนก<อนและ ถกู ตอ4 งตามกฎ 3. ชื่อวทิ ยาศาสตรขH องพชื ต4องใช4ภาษาละติน หรอื ภาษาอื่น ๆ ทด่ี ดั แปลงให4เปUนภาษาละตนิ 4. การกำหนดชื่อให4กับหมวดหมู<ตั้งแต<ระดับวงศH (family) ลงไป ต4องมีตัวอย<างต4นแบบที่ใช4ใน การกำหนดชือ่ (nomenclature type หรือ type specimen) ตัวอย<างต4นแบบ (nomenclatural type) หมายถึง ตัวอย<างพันธHุไม4แห4งช้ินท่ีได4ใช4ในการตรวจหา ชื่อ เขียนคำบรรยายลักษณะ และกำหนดช่ือวิทยาศาสตรH ตัวอย<างน้ีต4องเก็บรักษาไว4ในพิพิธภัณฑHพืช (herbarium) หากมีการชำรุดเสียหาย หรือสูญหายไป ต4องจัดหาตัวอย<างขึ้นมาแทน โดยปฏิบัติตาม หลกั เกณฑHทกี่ ำหนดไว4 ตวั อยา< งต4นแบบบางชนดิ ที่ควรรู4จัก ไดแ4 ก< 1) ตัวอย<างต4นแบบแรก (holotype) คือ ตัวอย<างชิ้นท่ีใช4ในการตรวจหาชื่อ เขียนคำบรรยาย ลักษณะ และกำหนดช่อื วทิ ยาศาสตรH หากมีการชำรุดสูญหายไป จะตอ4 งจัดหาตวั อย<างข้นึ มาแทน 2) ตัวอย<างคู<ตัวอย<างต4นแบบ (isotype) คือ ตัวอย<างพันธุHไม4ที่เปUนตัวอย<างซ้ำ (duplicate) ของชิ้นที่เปUนตัวอย<างต4นแบบแรก จะได4รับเลือกมาใช4แทนตัวอย<างต4นแบบแรก เม่ือเกิดความเสียหายหรือ สญู หายของตัวอยา< งต4นแบบแรก 3) ตัวอย<างใหม<แทนตัวอย<างต4นแบบ (neotype) คือ ตัวอย<างพันธุHไม4ที่เก็บมาใหม<ใช4เปUน ตน4 แบบแทนตวั อย<างต4นแบบแรกทเี่ สียหายหรือสญู หายไป 73
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง5. ชื่อที่ตั้งขึ้นต4องพิจารณาให4เปUนไปตามลำดับก<อนหลังการตีพิมพH (priority of publication) โดยชื่อท่ตี พี ิมพกH อ< นถือว<าเปUนชือ่ ทถ่ี ูกต4องกวา< สว< นชือ่ ทถ่ี ูกตพี ิมพHทหี ลงั เรยี กว<า ชอื่ พ4อง (synonym) 6. กฎการกำหนดชอื่ วิทยาศาสตรHของพืชมีผลบงั คบั ย4อนหลงั ได4 ยกเว4นได4มีการจำกดั เอาไว4 ช่ือวิทยาศาสตรHมีการกำหนดให4ตั้งช่ือโดยนักอนุกรมวิธาน ซึ่ง คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) ที่ได4เสนอผลงานเกี่ยวกับการตั้งชื่อวิทยาศาสตรHในหนังสือสป|ชีสH แพลนทารัม (Species Plantarum) ในป| ค.ศ. 1753 และได4รับความสนใจอย<างมากจากนักวิทยาศาสตรHทั่วโลก โดยลินเนียสได4 กำหนดระบบการตั้งชื่อของส่ิงมีชีวิตประกอบด4วย 2 ชื่อ คือ ช่ือแรกเปUนช่ือสกุล (generic name) ชื่อหลัง เปUนช่ือชนิด (specific epithet) และอาจตามด4วยช่ือคนตั้ง (ช่ือผู4ตั้งนี้ไม<ได4เปUนส<วนหน่ึงของชื่อวิทยาศาสตรH) โดยใช4ภาษาละติน เรียกระบบการตั้งชื่อนี้ว<า ระบบทวินาม (binomial nomenclature) โดยมีวิธีการ เขียนชื่อวิทยาศาสตรHดังน้ี คือ ช่ือสกุล เขียนข้ึนต4นด4วยอักษรตัวใหญ< ชื่อชนิด เขียนด4วยอักษรตัวเล็ก ชื่อทั้ง สองเขียนแยกกัน และเขียนตวั เอนทงั้ สองช่ือหรอื ตีเส4นใต4ช่อื ทง้ั สอง อย<างไรก็ตามได4พบปQญหาเก่ียวกบั การต้ังชอ่ื วิทยาศาสตรH นักพฤกษศาสตรทH ัว่ โลกจึงมาประชุมกัน ท่ีกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในป| ค.ศ. 1867 เพื่อแก4ไขปQญหา หลังจากการประชุมน้ีได4มีการจัดต้ังสภา พฤกษศาสตรHระหว<างชาติ (International Botanical Congress) การประชุมจะจัดให4มีขึ้นต<อเนื่อง ประมาณ 6 ป|ต<อคร้ัง โดยมีนักพฤกษศาสตรHท่ัวโลกมาร<วมประชุม เพ่ือพิจารณาปรับปรุง และแก4ไข กฎเกณฑHต<าง ๆ และได4จัดพิมพHประมวลนามศาสตรHไว4เพ่ือให4นักพฤกษศาสตรHได4ใช4 เรียกประมวลนาม ศาสตรHนี้ว<า ICBN (International Code of Botanical Nomenclature) ประกอบดัวยหลักเกณฑH (principles) กฎข4อบังคับ (rule) และข4อเสนอแนะต<าง ๆ (recommendation) เกี่ยวกับการตั้งชื่อ การเปลี่ยนแปลงแก4ไข และยกเลิกช่ือวิทยาศาสตรH การต้งั ชื่อวิทยาศาสตรใ( นระดับตBาง ๆ ในกฎนานาชาติ การตัง้ ชื่อพชื ไดก4 ำหนดระดบั ตา< ง ๆ ตัง้ แตร< ะดบั สงู สุดเรยี งลงไปถงึ ระดับชนิด ซึง่ เปนU อนั ดับมาตรฐานท่ีเล็กทส่ี ดุ ในการจำแนกประเทศ การเรยี งระดบั ช้นั ตงั้ แตล< ำดับสูงสดุ ไประดบั ท4ายสดุ ดงั น้ี อาณาจักร (kingdom) ไฟลมั (phylum) หรอื ดวิ ิชนั (division) ชั้น (class) อันดบั (order) วงศH (family) สกลุ (genus) ชนิด (species) 74
แต<ละระดับยงั แบ<งยอ< ยลงไปไดอ4 กี โดยหากมีลักษณะสูงกวา< ลักษณะนนั้ ใหเ4 ตมิ คำวา< เหนือ (super) เช<น ลกั ษณะสูงกว<า อันดบั ให4ใชค4 ำว<า เหนืออนั ดับ (superorder) หากมีลกั ษณะต่ำกว<าให4เติมคำ วา< ยอ< ย (sup) เช<น ลกั ษณะตำ่ กวา< วงศH ใหใ4 ชค4 ำวา< วงศยH <อย (subfamily) ในแต<ละระดับมักมีคำลงทา4 ยที่บง< บอกถงึ ระดับนน้ั ๆ ดงั แสดงในตารางที่ 5.1 ตารางท่ี 5.1 คำลงท4ายของระดับตวั อย<าง และตวั อยา< งพชื มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ระดับ คำลงทา, ย ตวั อย2าง ดิวชิ นั -phyta Magnoliophyta ดวิ ชิ ันย<อย -phytina Magnoliophytina ช้ัน -opsida Magnoliopsida ชน้ั ยอ< ย -idae Magnoliidae อนั ดบั -ales Arecales อนั ดบั ยอ< ย -ineae Chenopdineae วงศH -aceae Arecaceae วงศHยอ< ย -oideae Arecoideae ในการจัดจำแนกระดับวงศH พบว<ามีชื่อบางวงศHท่ีไม<เปUนไปตามกฎ ปQจจุบันจึงมีการเปล่ียนชื่อวงศH นั้นให4เปUนไปตามกฎ แต<อาจมีนักพฤกษศาสตรHบางท<านหรือหนังสือบางเล<มยังคงใช4ชื่อวงศHแบบเดิมอยู< โดย อนั ดับท่ไี มเ< ปUนไปตามกฎและมกี ารเปลย่ี นแปลงให4เปUนไปตามกฎมดี งั นี้ 1. วงศผH กั กาด ชื่อเดมิ ชื่อใหม2 2. วงศHทานตะวนั Cruciferae Brassicaceae 3. วงศHหญ4า Compositae Asteraceae 4. วงศมH ังคดุ Gramineae Poaceae 5. วงศHกะเพรา Guttiferae Clusiaceae 6. วงศHถว่ั Labiatae Lamiaceae 7. วงศHปาลHม Leguminosae Fabaceae 8. วงศผH ักชี Palmae Arecaceae Umbelliferae Apiaceae 75
ชอ่ื วิทยาศาสตรใ( นระดับสกลุ การกำหนดช่ือในระดับน้ีไม<มีข4อบังคับมากนัก และอาจมีที่มาต<าง ๆ กัน เช<น มาจากช่ือ นักวิทยาศาสตรH จากชื่อพ้ืนเมืองของพืช และจากคำในบทกวี เปUนต4น จะต4องไม<ใช4คำที่ยาวหรือออกเสียง ยากจนเกินไป เปUนคำนาม เอกพจนH และไม<ใช4คำท่ีเหมือนกับช่ือชนิด หรือดัดแปลงมาจากชื่อชนิด ของ ชนิดใดชนิดหนง่ึ ในวงศHนัน้ การเขยี นหรือพิมพชH ื่อระดบั สกลุ ตอ4 งข้ึนตน4 ด4วยตวั อกั ษรพมิ พใH หญเ< สมอ เชน< Musa กลว4 ย Zingiber ขงิ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ชือ่ วิทยาศาสตรใ( นระดบั ชนิด ชื่อในระดับชนิด เปUนช่ือท่ีมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากนำไปใช4ในการอ4างอิงหรือเผยแพร< ข4อมูลพชื ชือ่ ในระดบั ชนิดประกอบดว4 ยคำสองคำ เรยี กว<า ระบบทวินาม โดยมีหลกั เกณฑดH งั น้ี 1. ประกอบด4วยคำ 2 คำ คำแรกเปUนชื่อสกุล คำที่ 2 เปUนคำคุณศัพทH เรียกว<า ชื่อชนิด โดยชื่อ สกุลต4องขึ้นต4นด4วยตัวอักษรพิมพHใหญ< แล4วตามด4วยตัวอักษรพิมพHเล็ก ส<วน ชื่อชนิดให4ใช4ตัวพิมพHเล็ก ทั้งหมด เชน< Cocos nucifera คือ ชือ่ วิทยาศาสตรH Cocos คือ ชอ่ื สกลุ nucifera คอื ชื่อชนดิ 2. ต4องมีชื่อผู4ต้ังชือ่ พืช (author) อยู<ทา4 ยชอ่ื วทิ ยาศาสตรHเสมอ ผ4ูตั้งช่ือพืช คือ นักวิทยาศาสตรHท่ีกำหนดชื่อวิทยาศาสตรHให4กับพืชชนิดน้ันด4วยวิธีการท่ีถูกต4อง ตาม ICBN มีหลักการเขยี น ดังนี้ 2.1 ให4ใช4เฉพาะชื่อสกุลของชื่อผู4ตั้งชื่อพืชอย<างเดียว เช<น คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) กใ็ ชเ4 ฉพาะ Linnaeus 2.1.1 ในกรณขี องชอ่ื ผูต4 งั้ ชอื่ พืชมีช่อื เสยี ง เปUนทรี่ ูจ4 ักอย<างแพร<หลาย ให4ใช4ช่ือย<อได4 เช<น Linnaeus ยอ< เปนU L. Bailey ยอ< เปนU Bail. De Candolle ยอ< เปนU DC. ถ4าชื่อสกุลของช่ือผู4ต้ังชื่อพืชน้ันส้ัน แม4ท<านจะเปUนท่ีรู4จักกันแพร<หลาย ให4เขียนชื่อเต็ม เช<น Craib, Kerr, Kurz และ Prain 2.1.2 ในกรณีของชือ่ ผู4ต้งั ชือ่ พชื ที่ไม<เปUนทีร่ 4ูจักอย<างแพร<หลาย ให4ใชช4 ือ่ สกลุ โดยไม<ย<อ 76
2.2 หากผูต4 ้ังชื่อพชื มี 2 ทา< น สามารถตง้ั ช่ือไดห4 ลายแบบ ดังนี้ 2.2.1 ใชต4 วั อักษร “et” ทีแ่ ปลว<า และ ในภาษาละตนิ หรอื ใช4สัญลกั ษณH “&” แทนก็ได4 เช<น Pinus merkusii Jungh. & de Vriese สนสองใบ Solanum xanthocarpum Schrad. & Wendl. มะเขือขนื่ 2.2.2 ใช4ตัวอักษร “ex” เมื่อมีพืชที่ถูกตั้งชื่อไว4แล4วโดยผู4ตั้งชื่อพืชคนแรก แต<ยังไม<ได4 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงตีพิมพH หรือเพียงแต<บันทึกเก็บไว4กับตัวอย<างพืช หรือตีพิมพHช่ือพืชแต<ไม<ได4เขียนบรรยายลักษณะไว4 ต<อมามี ผ4ูตั้งช่ือพืชอีกท<านได4แก4ไขและตีพิมพHชื่อให4ถูกต4องตามกฎ ICBN จึงใส<ชื่อผ4ูตั้งชื่อพืชคนแรกก<อน ตามด4วย ex และเพิ่มชอ่ื ผ4ูต้ังชือ่ พืชคนที่ 2 เช<น Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq. เหยี ง Spilanthes paniculata Wall. ex DC. ผักเผ็ด 2.2.3 ใส<ช่ือผ4ูตั้งชื่อพืชคนแรกไว4ในวงเล็บ (-) แล4วตามด4วยช่ือ author คนที่ 2 ใช4ในกรณีท่ี ผ4ูตั้งช่ือพืชคนแรกได4ศึกษาและตีพิมพHพืชชนิดนี้เปUนคนแรก ต<อมาผ4ูตั้งช่ือพืชคนที่ 2 ได4ศึกษาพืชชนิดน้ีและ เห็นว<าควรจดั ไว4ในสกุลอน่ื หรือมกี ารเปลีย่ นช่ือสกุลใหม< จงึ ต้ังช่ือพืชนี้ใหม<โดยยงั คงใชช4 อื่ ชนิดเดมิ เชน< Centella asiatica (L.) Urb. บัวบก Spondias pinnata (L.f.) Kurz มะกอก 3. ในการเขียนหรือพิมพH ต4องใช4ช่ือวิทยาศาสตรHให4มีความเด<นชัดแตกต<างจากข4อความอ่ืน ๆ เช<น พิมพHด4วยตัวเอน พิมพHด4วยตัวหนา หรอื ขีดเส4นใต4 การขดี เส4นใต4ให4ขดี แยกเปนU 2 ชว< ง คือ ช่อื สกลุ และ ชอื่ ชนดิ แต<ช่อื ผตู4 ้งั ชื่อพชื ไม<ตอ4 งขดี เส4นใต4 ตัวอย<างเชน< ขนุน Artocarpus heterophyllus Lamk. Artocarpus heterophyllus Lamk. Artocarpus heterophyllus Lamk. 4. ชื่อชนิดท่ีต้ังตามชื่อสถานที่หรือชื่อท4องถิ่น ให4ลงท4ายด4วย –ensis, -(a)nus, -inus, -ianus, -icus หรือคำในกลุม< ตอ< ไปนี้ Siam เปUน siamensis Japan เปUน japonicum Java เปUน javanicus China เปUน chinensis Doi Suthep เปนU sutepensis 77
5. ช่อื ชนิดทตี่ ง้ั เปUนเกยี รติกบั บุคคล ใหใ4 ช4เปนU คำนามหรือคำคุณศัพทH และเปล่ียนคำลงทา4 ยเปUนดังน้ี 5.1 ถ4าช่ือบุคคลลงท4ายด4วยสระ ให4ต<อท4ายด4วย “i” เว4นแต<ลงท4ายด4วย “a” ให4ต<อท4ายด4วย “e” พร4อมทั้งเปล่ียนอักษรนำหนา4 ชอื่ ให4เปUนอักษรตัวพมิ พHเลก็ เช<น Bureau เปUน bureaui Palhinha เปUน palhinhae มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 5.2 ถ4าชื่อบุคคลลงท4ายด4วยพยัญชนะ ให4ต<อท4ายชื่อด4วย “ii” เว4นแต<ลงท4ายด4วย “er” จึง ต<อท4ายด4วย “ii” เช<น Craib เปUน craibii Winit เปนU winitii Merkus เปนU merkusii Kerner เปนU kerneri Kitti เปนU kittii 5.3 ถ4าตอ4 งการใหช4 ่ือน้ันเปนU คำคณุ ศพั ทH ให4ลงทา4 ยช่อื ด4วย –anum, -ana, -anus เชน< Geranium robeertianum Verbena hasslerana 5.4 ถา4 เปUนช่ือของเพศหญิง ให4ต<อท4ายด4วยชอ่ื “ae” หรือ “e” หรอื “is” เช<น Rosa beatricis Scabiosa olgae 5.5 ช่ือชนิดทแี่ สดงลักษณะของพืช flava (สเี หลอื ง) rubra (สแี ดง) 5.5.1 แสดงลักษณะของสี เช<น alba (สขี าว) aureus (สที อง) viridis (สมี <วง) 5.5.2 แสดงขนาด รูปรา< ง ลักษณะ เช<น erecta (ตง้ั ตรง) scandens (ป|นปาû ย) pendulous (หอ4 ย) spinosa (มีหนาม) repens (เลือ้ ย) suaveolens (กลิน่ หอม) 78
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง5.5.3 แสดงลักษณะเด<นของพืช (เกิดจากคำ 2 คำมารวมกนั ) เชน< angustifolia (ใบแคบ) grandiflora (ดอกใหญ<) 5.5.4 แสดงภาพพ้ืนทท่ี ่พี ืชอาศยั อย<ู เชน< aquatic (ในนำ้ ) arvensis (ในสนาม) 5.5.5 แสดงประโยชนขH องพืช เช<น edulcis (รบั ประทานได4) hortensis (ปลูกเปนU ไมป4 ระดบั ) sativus (ปลูกเปนU อาหาร) 6. สามารถเขียน “sp.” ไว4ท4ายชื่อสกุล ในกรณีท่ีมีพืชชนิดนั้นชนิดเดียว ท่ีใช4 sp. เพราะอาจยังไม< ทราบช่ือชนิดที่แท4จริง ไม<แน<ใจ หรืออาจเปUนชนิดใหม< และเขียน \"spp.\" ในกรณีที่ต4องการกล<าวถึงหลาย ชนดิ ตวั อยา< งเชน< Musa sp. หมายถึง สป|ชสี Hหนึ่งในสกลุ Musa Musa spp. หมายถึง หลายสป|ชสี Hในสกุล Musa 7. ในเอกสารทางวิชาการทั่วไป ช่ือสกุลเม่ือกล<าวถึงเปUนครั้งท่ีสอง อาจใช4ตัวย<อจากอักษรตัวแรก ท่ีเปUนตัวพิมพHใหญ<ได4ตราบใดที่ไม<ทำให4เกิดความสับสน ตัวอย<างเช<น เม่ือกล<าวถึง เพกา Oroxylum indicum (L.) Kurz แล4ว เมื่อกลา< วถงึ เพกาอีกภายหลัง อาจใชต4 วั ย<อได4 เช<น O. indicum (L.) Kurz เปUนต4น การตง้ั ช่อื ในกรณพี ิเศษ พืชบางชนิดถูกต้ังชื่อในกรณีพิเศษนอกเหนือจาก ICBN ได4กำหนดไว4 ดังท่ี ชูศรี ไตรสนธิ (ม.ป.ป.) ได4อธบิ ายไวด4 งั ต<อไปน้ี 1. พืชปลูก (cultivated plant) ช่ือพืชปลูกมีการตั้งช่ือไม<แตกต<างจากพืชท่ีพบในปûา อย<างไรก็ ตามพืชปลูกเปUนพืชที่มนุษยHได4มีการปลูก ขยายพันธุH และปรับปรุงพันธุHข้ึนมา ดังนั้นในการตั้งชื่อจะมีการใช4 คำว<าพันธHปุ ลูก (cultivar) กำกับไวด4 4วย โดยหลักการใช4พันธุHปลูก มีดังต<อไปน้ี 1.1 ชื่อพันธHุปลูก เขียนข้ึนด4วยอักษรตัวใหญ< ในเครื่องหมายอัญประกาศเด่ียว ‘ ’ (ไม<ใช4 “ ”) โดยจะเขียนกับช่ือสกุลหรือชื่อสามัญของพืชก็ได4 และให4เขียนเปUนตัวปกติ คือไม<เอียง ไม<เอน ไม<หนา ชื่อ author ไมต< 4องอา4 ง ตัวอย<าง แตงโม พันธHชุ ูการH เบบี้ (Sugar Baby) สามารถเขียนช่อื พันธHปุ ลกู ได4ดงั น้ี 79
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงCitrullus lanatus ‘Sugar Baby’ Water melon ‘Sugar Baby’ 1.2 ชื่อพันธุHปลูก เปUนชื่อที่คิดขึ้นเอง (fancy name) โดยใช4ภาษาอังกฤษ ไม<ต4องใช4ภาษา ละตนิ โดยช่อื พันธุHปลกู ไมจ< ำเปนU ตอ4 งเขียนกำกบั ชือ่ วิทยาศาสตรH ชอ่ื สกุล หรือช่ือสามัญกไ็ ด4 1.3 แตล< ะพันธปุH ลกู จะมีชอื่ ทีถ่ ูกต4องเพียงชื่อเดียวเท<านั้น 1.4 ถ4าเปUนพันธุHปลูกในสกุลเดียวกันจะใช4ช่ือซ้ำกันไม<ได4 เช<น Primula vulgaris ‘Lilac Queen’ กับ Primula malacoides ‘Lilac Queen’ พืชทั้งสองชนิดอยู<ในสกุลเดียวกัน เมื่อเขียนแบบง<ายจะได4 Primula ‘Lilac Queen’ ทำให4เกิดความสับสน ดังนั้นต4องให4พืชใดพืชหนึ่งได4ชื่อพันธุHปลูกน้ีไป โดยการ พิจารณาของคณะกรรมการกำหนดชื่อพันธุHปลูกระหว<างชาติ (International Commission for the Nomenclature of Cultivated Plants) หรอื ให4ช่อื ทม่ี ีการจดทะเบยี นกอ< นไดช4 ื่อนัน้ 1.5 ตวั ยอ< cv. ท่แี ทนด4วยคำวา< พนั ธุHปลกู ในอดตี อนุญาตให4ใช4ไดแ4 ต<ปจQ จุบันห4ามใช4 2. ลูกผสม (hybrid) คือ พันธุHพืชซ่ึงเกิดจากการผสมพันธุH 2 หรือ มากกว<า 2 สายพันธHุขึ้นไป มี หลักการในการตั้งช่ือคือ ให4ใส<เคร่ืองหมายคูณ (×) ระหว<างพันธHุรุ<นพ<อแม< เพื่อแสดงให4ทราบว<าพืชต4นนี้เปUน ลกู ผสม และเครอ่ื งหมายคณู ตอ4 งไมเ< อยี ง ตวั อยา< งเชน< การผสมจาก 2 สายพันธุH Agrostis L. × Polypogon Desf. การผสมจาก 3 สายพันธุH Mentha aquatic L. × M. arvensis L. x M. spicata L. การระบุช่อื พืชและการใชรI ูปวธิ าน เมื่อมีการสำรวจพันธHุพืชแล4วพบพืชที่ไม<ทราบแน<ชัดว<าจัดอยู<ในระดับทางอนุกรมวิธานใด จำเปUนต4องมีการระบุชื่อพืช (plant identification) ซ่ึงเปUนการพิจารณาว<าพืชที่ต4องการตรวจสอบนั้นมี ลักษณะคล4ายคลึงหรือแตกต<างกับพืชท่ีได4รู4จักแล4วหรือไม< โดยพิจารณาจากลักษณะรูปพรรณสัณฐานอย<าง ละเอียด แล4วตรวจสอบกับรูปวิธาน (key) แบบต<าง ๆ จนกำหนดได4ว<าอยู<ในวงศHใด สกุลใด ชนิดใด และมี ชื่อวิทยาศาสตรHว<าอย<างไร ซ่ึงอาจพบพืชชนิดใหม<ที่ยังไม<มีช่ือวิทยาศาสตรH ยังไม<ได4จัดเข4าอยู<ในกลุ<มพืชกลุ<ม หนึ่งกลุ<มใดโดยเฉพาะ หรือเปUนพืชที่มีการพบคร้ังแรกในพื้นท่ีใดพื้นที่หน่ึง การระบุช่ือพืชเปUนส<วนหน่ึงของ การศึกษาทางดา4 นอนกุ รมวิธานของพชื (plant taxonomy) 80
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวธิ ีการระบชุ ื่อพชื ในการระบุชื่อพืชชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นสามารถทำได4หลายวิธี โดย ประนอม จันทรโณทัย (2544) ไดแ4 บง< วธิ กี ารระบุช่อื พชื ดังตอ< ไปน้ี 1. การเปรียบเทียบ เปUนวิธีการนำพืชที่ยังไม<รู4จักมาเปรียบเทียบกับพืชท่ีรู4จักชื่อวิทยาศาสตรH แล4ว อาจจะเปรียบเทียบกับตัวอย<างพรรณไม4ที่เก็บไว4ในพิพิธภัณฑH เช<น ตัวอย<างพรรณไม4แห4ง (dried plant specimen) ตัวอย<างดอง รูปวาด รูปถ<าย หรือคำบรรยายลักษณะของพืชจากหนังสือทางอนุกรมวิธาน วิธกี ารนี้เปนU วธิ ีการทงี่ า< ย แต<ตอ4 งใช4เวลามาก 2. การใช,ความจำ เปUนวิธีที่ต4องอาศัยประสบการณHมีความรู4ทางอนุกรมวิธานของพืช เม่ือผ4ู ศึกษาไดพ4 ืชมาตรวจสอบ หากร4ูจกั มากอ< นกต็ รวจสอบได4 ถ4าไมท< ราบมาก<อนก็ตรวจสอบยาก 3. การสอบถามจากผู,เช่ียวชาญ ซึ่งเปUนผ4ูท่ีศึกษาทำการวิจัยและศึกษาเก่ียวกับพืชน้ัน ๆ การ ตรวจสอบวธิ นี ้ีเปUนวธิ ีทด่ี ี แตบ< างครง้ั อาจมปี Qญหาในการตดิ ต<อสอบถามจากผู4เชีย่ วชาญ 4. การใช,รูปวิธาน วิธีน้ีเปUนการระบุหรือวินิจฉัยท่ีดีท่ีสุด และนิยมกันอย<างกว4างขวาง เพราะ ไม<ต4องเสียเวลามาก ผู4ศึกษาไม<จำเปUนต4องมีประสบการณHมาก<อน โดยตรวจสอบกับค<ูมือหรือหนังสือทาง อนุกรมวิธานของพืชท่ีมรี ปู วธิ าน รูปวิธาน เปUนเคร่ืองมือที่นักอนุกรมวิธานพืชสร4างขึ้นเพื่อช<วยในการระบุและหาช่ือวิทยาศาสตรH ของพืชท่ีไม<ร4ูจักให4ง<าย และรวดเร็ว ไม<มีคำบรรยายลักษณะของพืช แต<จะกล<าวถึงลักษณะสำคัญที่ช<วยใน การระบุพืช ลักษณะของพืชท่ีนำมาใช4เปรียบเทียบในรูปวิธานต4องชัดเจน เช<น ลักษณะของพืชบกกับพืชน้ำ ลักษณะกลีบดอกแยกกลีบดอกเช่ือม ลักษณะมียางไม<มียาง ลำต4นมีเนื้อไม4ไม<มีเนื้อไม4 เปUนต4น การ เปรียบเทียบความต<างกันของลักษณะโดยการนำมาเปรียบเทียบเปUนคู< ๆ จึงเรียกลักษณะของรูปวิธานนี้ว<า รูปวิธานแยกสองแฉก (dichotomous key) ส<วนรูปวิธานสิ้นสุด (determinator) น้ัน มีคำบรรยาย ลักษณะมากเกินไปทำให4เสียเวลาในการระบุ สำหรับการเรียงลำดับของคู<ลักษณะน้ันเปUนการจัดเพื่อความ สะดวกและง<ายต<อการใช4รูปวิธาน จึงจัดเปUนรูปวิธานแบบง<าย (artificial key) ด4วย รูปวิธานมีหลาย ประเภท เช<น รูปวิธานระบุช้ัน (key to class) แต<ไม<นิยมใช4เพราะมักจะทราบถึงชั้นแล4ว นิยมใช4รูปวิธาน ระบวุ งศH (key to family) ระบสุ กุล (key to genera) และระบชุ นดิ (key to species) 81
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงโครงสรา, งของรูปวธิ าน มี 2 แบบดังตอ< ไปนี้ 1. รปู วธิ านแบบขนาน (bracketed key) เปUนรูปวิธานท่เี ขียนขนานกนั ไปเรือ่ ย ๆ เชน< รปู วธิ านระบุสกุลของพืชวงศลH ะมุด (Sapotaceae) (ดดั แปลงจาก Chantaranothai, 2014) 1. ใบเรียงตรงข4าม ดอกชอ< แบบกระจะ หรอื แบบแยกแขนง……………………....….Sarcosperma ใบเรียงแบบเวยี น หรอื สลับ ดอกชอ< แบบระจุก………………………………………………….……….….2 2. กลีบเลีย้ งมี 2 ชั้น มีกลบี จำนวน 4, 6 หรอื 8 กลบี ……………..….………………………….….…….…3 กลบี เลย้ี งมชี ั้นเดยี ว มีกลบี จำนวน 5 กลบี …………………………………….……………….……..……….7 3. มีกลีบเลยี้ ง 4 กลีบ…………………………………………………..………………………………..………..………4 มีกลีบเล้ยี ง 6-8 กลีบ………………………………………….………………………….………..……….…………5 4. ใบเรียงแบบเวียน………………………………………………………………………….………..……..Madhuca ใบเรียงแบบสลับระนาบเดยี ว…………………………………………………………………………….Payena 5. มกี ลบี เลย้ี ง 6 กลีบ…………………………………………………………………..…...….…………………………6 มกี ลีบเลี้ยง 8 กลีบ……………………………………………………………………….………………Mimusops 6. เกสรเพศผ4ู 6………………………………………………………………………………...………………Manikara เกสรเพศผู4 12 หรอื มากกวา< …………………………………………………..….…………………Palaquium 7. เกสรเพศผ4ูเปนU ไมเ< ปUนหมัน……………………………………………………….….………..Chrysophyllum เกสรเพศผเ4ู ปนU หมนั ………………………………………………………………………….………………………….8 8. แฉกดอกกลบี ดอกมากกวา< 10……………………………………………………….……………Diploknema แฉกดอกกลีบดอกนอ4 ยกว<า 10……………………………………………………………..………………………9 9. กลบี ดอกตั้งตรง……………………………………………………………………………..………………….........10 กลีบดอกแผ<แบน…………………………………………….…………………..……………..……………Xantolis 10.ใบเรยี งแบบเวียน กระจัดกระจาย…………………………………………….……………………….Pouteria ใบเรยี งแบบเวียน เปUนกระจกุ ทปี่ ลายก่งิ ………………………….……………..…………..Synsepalum 82
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง2. รูปวิธานแบบลาดเอียงหรือแบบเฉียง (yoked key หรือ indented key) เปUนรูปวธิ าน ทีเ่ ขยี นเยอื้ งกนั เชน< รูปวธิ านระบสุ กุลของพชื วงศลH ะมุด (Sapotaceae) (ดดั แปลงจาก Chantaranothai, 2014) 1. ใบเรยี งตรงขา4 ม ดอกช<อแบบกระจะ หรอื แบบแยกแขนง…………………………….Sarcosperma 1. ใบเรียงแบบเวยี น หรอื สลบั ดอกชอ< แบบระจกุ ………………………………………………….…..…….….2 2. กลบี เลยี้ งมี 2 ชน้ั มีกลีบจำนวน 4, 6 หรือ 8 ……………….…………………………….………….…3 3. มกี ลบี เลี้ยง 4 กลีบ…………………………………………………..…………..………….………..………4 4. ใบเรียงแบบเวียน………………………..…………………………………….……..……..Madhuca 4. ใบเรียงแบบสลับระนาบเดียว………………………………………………..…….……….Payena 3. มกี ลบี เลีย้ ง 6-8 กลีบ………………………………………………………………..…..…….………..……5 5. มกี ลีบเล้ียง 6 กลีบ…………………………………………………..……………....……………..……6 6. เกสรเพศผู4 6……………………………………………………….……….……….……Manikara 6. เกสรเพศผู4 12 หรือมากกวา< ………………………………..……….……..……Palaquium 5. มกี ลบี เลี้ยง 8 กลบี …………………………………………………………….….….……Mimusops 2. กลบี เล้ยี งมีชน้ั เดียว มีกลบี จำนวน 5 กลีบ………………………………………..…..…………..……….7 7. เกสรเพศผูเ4 ปUนไมเ< ปUนหมัน…………………………………………..…….………..Chrysophyllum 7. เกสรเพศผ4เู ปUนหมัน…………………………………………………………………………………..……….8 8. แฉกดอกกลีบดอกมากกว<า 10………………………………………..……………Diploknema 8. แฉกดอกกลบี ดอกนอ4 ยกวา< 10………………………………………….…….…………………..…9 9.กลบี ดอกตง้ั ตรง…………………………………………….………………….…….……….........10 10. ใบเรยี งแบบเวยี น กระจดั กระจาย…………………………………....……….Pouteria 10. ใบเรียงแบบเวยี น เปUนกระจุกท่ีปลายกิ่ง………………………….…..Synsepalum 9.กลีบดอกแผ<แบน………….………………………………………………..………………Xantolis การใชร, ปู วิธาน ในการระบุชื่อพืชจำเปUนอย<างยิ่งท่ีผู4ศึกษาต4องใช4รูปวิธานให4ถูกต4อง โดย ประนอม จันทรโณทัย (2544) ไดก4 ลา< วถงึ การใชร4 ูปวิธานเพอ่ื ระบุชือ่ พชื ท่ไี มร< 4จู ัก ซงึ่ มขี น้ั ตอนดังน้ี 1. พืชที่นำมาตรวจสอบจะต4องสมบูรณHท่ีสุด ควรบันทึกลักษณะของพืชท่ีต4องศึกษาให4 ละเอียด เช<น ลักษณะวิสัย ใบ ดอก ผล และเมล็ด สภาพนิเวศวิทยาของพืช การใช4ตัวอย<างสดจะดีกว<า ตัวอย<างแห4ง หากเปUนตัวอย<างแห4งควรบันทึกสีของส<วนต<าง ๆ ของดอก กล่ิน เปUนต4น ในการระบุพืชบาง วงศจH ำเปUนตอ4 งใชล4 กั ษณะของผลจึงจะสามารถตรวจสอบได4 เชน< วงศผH กั ชี 83
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง2. ต4องรู4จักศัพทHทางพฤกษศาสตรH เพราะรูปวิธานใช4ศัพทHเฉพาะ ผู4ศึกษาต4องทำความค4ุนเคย กับคำศัพทH และทำความเข4าใน ทราบถึงความหมายท่ีเก่ียวข4องกับลักษณะของพืช ศัพทHทางพฤกษศาสตรH สามารถศกึ ษาไดจ4 ากหนังสือศัพททH างพฤกษศาสตรH องั กฤษ-ไทย ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน 3. เลือกใช4รูปวิธานให4ตรงกับจุดประสงคH โดยคำนึงถึงแหล<งท่ีพบตัวอย<างพืช หรือแหล<งที่พืช อาศัยอย<ู เช<น ตัวอย<างพืชมาจากภาคกลาง ควรเลือกใช4หนังสือเก่ียวกับพรรณไม4ในภาคน้ี หากไม<มีควรใช4 หนังสือพรรณพฤกษชาติแห<งประเทศไทย หากยังไม<พบหรือไม<เกี่ยวข4องกับพืชที่ศึกษา ควรใช4หนังสือพรรณ พฤกษชาติในภูมภิ าคอนิ โดจีน เปUนตน4 4. ทำการระบุชื่อพืชโดยใช4รูปวิธาน โดยนำตัวอย<างท่ีต4องการศึกษามาตรวจสอบตามรูปวิธาน ซึง่ จะเทียบลักษณะเปUนคู< ๆ 5. ตรวจสอบช่ือวิทยาศาสตรH เมือ่ ได4ชอ่ื ของหนว< ยอนกุ รมวธิ านท่ศี ึกษาแล4ว กน็ ำตวั อย<างพชื ไป ตรวจ สอบกับลักษณะของพืชท่ีได4บรรยายไว4ในหนังสืออนุกรมวิธานพืชว<าตรงกันหรือไม< หรือไป เปรียบเทยี บกบั ตวั อย<างพรรณไม4แหง4 ที่ราบช่ือแลว4 เพอื่ เปUนการยนื ยนั วา< ได4ดำเนินการถกู ต4อง บทสรุป การตั้งช่ือวิทยาศาสตรHมีความสำคัญต<อการศึกษา การจัดหมวดหมู< และการศึกษาพืช เน่ืองจาก พืชชนิดเดียวกันมีชื่อท4องถ่ินท่ีแตกต<างกัน ดังน้ันจึงจำเปUนต4องมีช่ือวิทยาศาสตรHเพ่ือให4เข4าใจตรงกัน ชื่อ วิทยาศาสตรHใช4ระบบทวินาม ซ่ึงประกอบด4วย ชื่อสกุล และช่ือชนิด และต4องต้ังชื่อตามที่ ICBN กำหนดไว4 ชื่อของพืชในแต<ละระดับมักมีคำลงท4ายที่บ<งบอกถึงระดับนั้น ๆ และมีหลักการต้ังช่ือในแต<ละระดับท่ี แตกตา< งกัน ดงั น้นั ผศ4ู ึกษาจงึ ควรทำความเขา4 ใจกับหลักการเพ่ือใหส4 ามารถตง้ั ชื่อวิทยาสตรไH ดอ4 ย<างถกู ตอ4 ง การระบุชื่อพืช มักจัดทำเม่ือมีการสำรวจพันธHุพืชแล4วพบพืชท่ีไม<ทราบแน<ชัดว<าจัดอยู<ในระดับทาง อนุกรมวิธานใด จำเปUนต4องมีการระบุช่ือพืช โดยมีวิธีการระบุชื่อพืชหลายแบบ แต<วิธีที่นิยมใช4มากที่สุดคือ การใช4รปู วธิ าน เน่ืองจากสามารถตรวจสอบได4อย<างแม<นยำ รูปวิธานมี 2 แบบคือ แบบขนาน และ แบบลาด เอียงหรือแบบเฉียง ซ่ึงเปUนการพิจารณาลักษณะของพืชเปUนคู< ๆ ผ4ูใช4รูปวิธานควรศึกษาศัพทHทาง พฤกษศาสตรHเพื่อให4ทราบความหมายที่เก่ียวข4องกับลักษณะต<าง ๆ ของพืช และควรเลือกใช4รูปวิธานให4ตรง กับจุดประสงคH โดยคำนึงถึงแหล<งท่ีพบตัวอย<างพืช หรือแหล<งท่ีพืชอาศัยอย<ู เพ่ือให4ได4ช่ือวิทยาศาสตรHที่ ถกู ต4อง 84
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงคำถามทบทวน 1. หลักเกณฑHสำคัญของการตง้ั ช่ือวิทยาศาสตรHมีอะไรบ4าง 2. จงอธิบายความแตกต<างของตัวอย<างต4นแบบชนิด ตัวอย<างต4นแบบแรก ตัวอย<างคู<ตัวอย<าง ตน4 แบบ และตัวอย<างใหมแ< ทนตัวอย<างต4นแบบ 3. จงบอกชื่อใหม<ของวงศตH อ< ไปน้ี 3.1 Cruciferae 3.2 Compositae 3.3 Gramineae 3.4 Guttiferae 3.5 Labiatae 3.6 Leguminosae 3.7 Palmae 3.8 Umbelliferae 4. ตัวอกั ษรยอ< “sp.” และ “spp.” มหี ลกั การใชท4 แ่ี ตกต<างกนั อยา< งไร 5. จงอธิบายหลกั การเขียนช่ือวทิ ยาศาสตรHของพชื ทเี่ ปนU ลูกผสม 6. จงบอกหลกั การใชร4 ปู วธิ าน เอกสารอIางองิ ชศู รี ไตรสนธ.ิ (ม.ป.ป.). อนกุ รมวิธานของพชื ดอก. เชียงใหม< : มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.< ประนอม จันทรโณทยั . (2544). อนกุ รมวิธานพืช. ขอนแกน< : คลังนานาวทิ ยา. Chantaranothai, P. (2014). Sapotaceae. In Santisuk, T. & Balslev, H. (Eds.). Flora of Thailand (Vol. 11 part 4, pp. 610-655). Thailand: Prachachon. 85
86 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบงึ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงบทท่ี 6 สัณฐานวิทยาของพชื ดอก ในการศึกษาและจำแนกชนิดของพืช มีความจำเป?นอยAางยิ่งที่ผูFศึกษาจะตFองรูFจักลักษณะทาง สัณฐานวิทยาของพืช เชAน ลักษณะของราก ลำตFน ใบ ดอก ผล และเมล็ด โดยลักษณะเหลAานี้จะแปรผันไป ตามชนิดของพืช นอกจากนี้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของพืชยังไดFนำมาใชFบรรยายรูปพรรณสัณฐานของพืช ใชFจำแนกพืชออกเป?นกลAุมตAาง ๆ เชAน วงศT สกุล ชนิด โดยดูจากลักษณะที่คลFายคลึงกันหรือแตกตAางกัน ซ่ึง ชAวยใหFการศึกษาชนิดของพืชในทFองถิ่นไดFงAายขึ้น โดยกAองกานดา ชยามฤต (2545) จิตราภรณT ธวัชพันธุT (2548) และชุมพล คณุ วาสี (2557) ไดFอธิบายถึงสณั ฐานวิทยาของพืช ดังตAอไปน้ี ลักษณะวิสัยของพืช หมายถงึ ลกั ษณะของพชื ที่มองเห็นในสภาพธรรมชาติ เชนA เป?นพมAุ เปน? ตFนสงู ใหญA หรอื เลอื้ ยพาด พันอยูAบนตFนไมFอ่ืน เป?นตFน พืชแตAละชนิดจะมีลักษณะวิสัยประจำตFน มักจะไมAมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึง ใชลF กั ษณะวสิ ยั ของพืชมาประกอบในการตรวจสอบชนิดของพืชไดF ลกั ษณะวสิ ยั ของพชื แบงA ไดFหลายประเภท ดังนี้ 1. การแบ)งโดยใชโ0 ครงสรา0 งพชื สามารถแบAงไดF 2 ประเภท คอื 1.1 พืชไมAมีเน้ือไมF (herbaceous plant) เป?นพืชขนาดเล็ก ลำตFนอAอน ไมAมีเน้ือไมFแข็ง อายุ การเจริญเติบโตส้ัน สามารถจำแนกไดF 3 กลุAม ตามระยะเวลาในการเจริญเติบโตตั้งแตAงอกจากเมล็ดจนถึง ออกดอกและผล ดังน้ี 1.1.1 พืชปpเดียว (annual plant) เป?นพืชไมAมีเนื้อไมFที่มีการเจริญเจริญเติบโตต้ังแตAเริ่ม งอกออกจากเมล็ดจนกระท่ังโตเต็มท่ี ออกจากดอกและผลในระยะเวลาเพียง 1 ฤดูกาล หรือ 1 ปp แลFวตาย เชAน ขFาว ขFาวโพด ดาวเรอื ง ดาวกระจาย บานช่ืน ทานตะวนั เป?นตนF 1.1.2 พืชสองปp (biennial plant) เป?นพืชที่มีการเจริญเติบโตตั้งแตAเริ่มงอกออกจากเมล็ด จนกระท่ังโตเต็มที่ ออกดอกออกผลในระยะ 2 ฤดูกาล หรือ 2 ปp โดยในปpแรกมีการเจริญของลำตFนและใบ เทAานั้น สAวนในปpท่ี 2 จะออกดอกและผล แลFวตFนจะตาย พบในพืชเขตอบอุAนหรือเขตหนาว เชAน ผักกาดขาว ผัดกาดแดง (beet) ขน้ึ ฉAายฝรั่ง (celery) เป?นตFน 1.1.3 พืชหลายปp (perennial plant) เป?นพืชไมAมีเน้ือไมFท่ีมีอายุไดFมากกวAา 2 ปpขึ้นไป เชAน แพงพวยฝร่ัง พุทธรักษา เป?นตนF 1.2 พืชที่มีเนื้อไมF (woody plant) หมายถึง พืชท่ีมีลำตFนแข็งแรง มีเน้ือไมF สAวนใหญAอายุยืน เป?นพืชยืนตFน สามารถออกดอกและผลไดFหลายคร้ัง แตAพบพืชบางชนิดมีอายุหลายปpโดยที่ยังไมAมีการออก ดอกและผลแตAเมื่อออกดอกและผลเพียงครั้งเดียวตFนก็จะตาย เชAน ลาน ตาว ปwานศรนารายณT เป?นตFน จำแนกไดF 2 ชนิด คอื 87
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง1.2.1 ไมFพุAม (shrub) มีลำตFนแข็ง แตกก่ิงกFานสาขาใกลFพ้ืนดิน มีก่ิงหลากหลายกิ่งขนาด ไลAเลีย่ กัน แตAไมAมีลำตนF ท่ีเป?นแกนหลกั (ภาพประกอบท่ี 6.1) เชนA ชบา เฟ{อz งฟา| บานบุรี เข็ม โกสน เปน? ตนF 1.2.2 ไมFตFน (tree) มีลำตFนที่เป?นแกนหลักตั้งตรงชัดเจน ลักษณะทรงพAุมเป?นแบบท่ีมีการ แตกก่ิงกFานสาขา ตอนบนของลำตFนเป?นรูปทรงตAาง ๆ เรียกวAา เรือนยอด (crown) มีอายุยืนหลายปp และมี ขนาดกลางถึงใหญA ลำตFนมีการขยายขนาดท้ังดFานกวFางและความสูง เชAน มะมAวง ลำไย ขนุน สัก ราชพฤกษT เป?นตนF 1.2.3 ไมFเล้ือย หรือ ไมFเถา (vine, climber) เป?นพืชท่ีไมAสามารถทรงตัวต้ังตรงอยูAไดF ตFอง อาศัยหลักยึดเกาะเก่ียวพัน พืชไมFเล้ือยที่มีเน้ือไมFมีกลุAมเน้ือเย่ือท่ีใหFความแข็งแรงแกAลำตFน ทำใหFลำตFนแข็ง มีชอ่ื เรียกเฉพาะวAา ไมเF ถาเนอื้ แขง็ (liana, woody, climber) เชAน สะบาF ลิง องนAุ เถากะไดลิง เปน? ตนF 1.2.4 ไมFรอเล้ือย (scandent) เป?นลักษณะลำตFนพืชที่สามารถเจริญเป?นพุAมไดF แตAถFามี หลักยึดหรอื พยงุ ก็สามารถเล้อื ยเกาะไปตามหลักยึดไดF เชนA การเวก เฟ{zองฟา| สายหยดุ เปน? ตFน ภาพประกอบที่ 6.1 ลักษณะวิสยั ของพชื 2. การแบง) โดยใช0จำนวนครง้ั ท่ีพชื มีดอก สามารถแบงA ไดF 2 ประเภท คอื 2.1 พืชออกดอกผลครั้งเดียว (monocarpic plant) หมายถึง พืชท่ีมีดอกและผลไดFเพียงคร้ัง เดียวแลFวจะตายชAวงระยะเวลาที่ออกดอกและผลอาจเป?นฤดูกาลเดียว 1 ปp หรือ 2 ปp เชAน ไผAบางชนิด ทานตะวนั ปwานศรนารายณT เป?นตนF 2.2 พืชออกดอกผลหลายครั้ง (polycarpic plant) หมายถึง พืชที่ออกดอกและผลไดFหลาย ครั้งมีอายยุ นื นานหลายปp เชนA ทุเรยี น มะขาม มะมAวง ลำไย เป?นตนF 88
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. การแบ)งโดยใชแ0 หล)งทอี่ ย)ู (habitat) สามารถแบAงไดF 4 ชนดิ คือ 3.1 พชื บนดิน (terrestrial plant) เป?นพชื ทเ่ี จรญิ บนดนิ เรยี กวาA พชื บก เชนA ล้ินจี่ กลวF ย ยางนา ทเุ รยี น ตะเคยี น เป?นตนF 3.2 พืชน้ำ (aquatic plant, hydrophyte) เป?นพืชที่ดำรงชีวิตในน้ำ โดยบางสAวนอาจเจริญ อยูไA ดใF นนำ้ หรือจมอยAูใตนF ำ้ จำแนกเป?น 3 กลุมA คือ 3.2.1 พืชลอยน้ำ (floating plant) เป?นพืชท่ีเจริญโดยลอยอยูAที่ผิวน้ำ รากไมAสัมผัสดิน เคลอื่ นที่ไปตามกระแสน้ำ เชAน จอก แหน ผกั ตบชวา เป?นตนF 3.2.2 พืชใตFน้ำ (submerged plant) เป?นพืชที่จมอยูAใตFน้ำ โดยอาจลอยอยูAอยAางอิสระ หรือมีรากยึดพืน้ ดนิ ใตนF ้ำ เชนA สาหรAายหางกระรอก สันตะวาใบขาF ว สาหรAายพุงชะโด เป?นตFน 3.2.3 พืชจมน้ำ (immersed plant) เป?นพืชที่เจริญอยูAใตFน้ำ โดยสAวนรากพืชยึดกับดิน หรือโคลนใตFน้ำ ลำตFนอาจอยูAใตFน้ำ หรือบางสAวนโผลAพFนน้ำข้ึนมา ใบและดอกมักชูพFนน้ำ เชAน บัวหลวง บัวสาย ตาลปตÑ รยายชี เปน? ตFน 3.3 พืชอิงอาศัย (epiphytic plant) เป?นพืชท่ีเกาะบนตFนไมFอ่ืน โดยไมAไดFเบียดเบียนตFนพืชที่ อาศัยอาศัย (host) เพราะสามารถสรFางอาหารไดFเอง เชAน กลFวยไมFบางชนิด เฟÖรTนเขากวาง ชายผFาสีดา เป?นตFน 3.4 พืชเบียน (parasitic plant) เป?นพืชท่ีเจริญอาศัยอยAูบนตFนไมFอ่ืนตลอดชีวิต มักจะสรFาง อาหารเองไมAไดFตFองอาศัยอาหารจากตFนพืชท่ีมันอาศัยเกาะอยูAนั้น และทำลายตFนพืชใหFอาศัย จนในที่สุดอาจ ตายไปไดF อาจเรียกพืชกลAมุ นี้วAา “กาฝาก” เชAน กาฝากตFนมะมAวง ฝอยทอง เปน? ตนF ลกั ษณะสัณฐานวทิ ยาของพืชดอก ลักษณะสัณฐานวิทยาของพืชดอก ไดFแกA ลักษณะของราก ลำตFน ใบ ดอก ผล และเมล็ด ลักษณะ เหลAาน้ีมีความผันแปรไปตามชนิดของพืช ดังน้ันในการสำรวจและรวบรวมพรรณพืชในทFองถิ่นจำเป?นตFอง รูFจกั ลกั ษณะสัณฐานวทิ ยาของพืช เพอื่ ที่จะจำแนกพรรณพืชทีส่ ำรวจไดF ลกั ษณะที่นำมาศกึ ษา มดี ังตAอไปนี้ ราก (root) รากของพืชเจริญมาจากรากแรกเกิด (radicle) ของเอ็มบริโอภายในเมล็ดราก ไมAมีขFอและปลFอง สAวนมากไมAมีสีเขียว โดยท่ัวไปรากจะหย่ังลึกลงดิน ทำหนFาท่ีดูดน้ำและแรAธาตุข้ึนสAูลำตFน ในขณะเดียวกันก็ ทำหนFาท่ียึด พยุง และคำจุนลำตFนใหFติดกับพื้นดิน นอกจากน้ีรากยังเปล่ียนแปลงรูปรAางลักษณะไปทำหนFาท่ี พิเศษอ่ืน ๆ เชAน เกบ็ สะสมอาหาร ยึดเกาะ สงั เคราะหดT วF ยแสง เปน? ตนF 89
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง1. ชนิดของราก รากของพืชแมFจะมีรูปรAางและจุดกำเนิดแตกตAางกัน แตAก็มีหนFาที่คลFายกันดังไดF กลAาวมา การจำแนกรากออกเป?นชนิดตAาง ๆ น้ัน มีไดFหลายแบบข้ึนอยAูกับเกณฑTในการแบAงประเภทของราก ดังนี้ 1.1 การแบAงตามระบบของรากพชื สามารถแบAงไดF 2 ระบบ (ลิลลี่ กาวีตäะ, 2559) คอื 1.1.1 ระบบรากแกFว (tap root system) หรือระบบรากปฐมภูมิ (primary root system) เป?นระบบรากท่ีมีรากแกFว (tap root) เป?นรากหลักในการค้ำจุน โดยรากแกFวเจริญมาจากรากแรกเกิดของ เอ็มบริโอ และมีรากแขนง (secondary root) เจริญแตกสาขาออกไปเป?นลำดับ ท้ังน้ีรากแกFวจะมีขนาดใหญA ท่ีสุด เจริญพAุงตรงลงสูAดินเร่ือย ๆ ตามแรงโนFมถAวง (ภาพประกอบท่ี 6.2) และมีการเจริญเติบโตเร็วกวAาราก แขนง บริเวณโคนรากแกFวมีขนาดใหญA และคAอย ๆ เรียวเล็กจนถึงปลายราก พบในพืชเมล็ดเปลือยและพืช ใบเล้ยี งคูAเปน? สวA นใหญA 1.1.2 ระบบรากฝอย (fibrous root system) เป?นระบบรากที่มีรากขนาดใกลFเคียงกันอยูA เป?นจำนวนมาก ขนาดเล็ก ไมAมีรากหลัก รากเหลAาน้ีจะเกิดรอบ ๆ โคนตFน แลFวแผAกระจายไปทุกทิศทางทั่ว บริเวณ เรียกวAา รากฝอย (fibrous root) การเกิดของรากฝอยในระบบรากฝอยน้ีเกิดข้ึนเมื่อเมล็ดงอก ราก แรกเกิดจะพัฒนาไปเป?นรากแกFวตามปกติ จากนั้นรากแกFวจะฝwอไปหรือหยุดเติบโต และมีการสรFางรากฝอย ขนึ้ มาแทนท่ีออกมาจากสวA นของโคนลำตนF สAวนใหญAพบในพชื ใบเลี้ยงเดีย่ ว ภาพประกอบที่ 6.2 รากพชื แบบตAาง ๆ 1.2 การแบAงตามจดุ กำเนดิ ของราก สามารถแบงA ไดF 3 ประเภท คอื 1.2.1 รากแกวF หรือรากปฐมภูมิ (primary root) เป?นรากทเ่ี กิดโดยตรงมาจากรากแรกเกิด ของเอ็มบริโอ เป?นรากขนาดใหญA ชAวงโคนจะมีขนาดใหญAแลFวคAอยเรียวเล็กลงไปจนถึงปลาย ทำหนFาที่เป?น รากหลักของพืช ทำใหFพืชสามารถทรงตัวอยูAไดF รากชนิดนี้พบในพืชใบเลี้ยงคูAท่ีงอกออกจากเมล็ดโดยปกติ 90
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสAวนพืชใบเลี้ยงเด่ียวที่งอกออกจากเมล็ดใหมA ๆ ก็มีรากนี้เหมือนกันแตAมีอายุไดFไมAนานก็เนAาเป{zอยไปแลFวเกิด รากชนดิ ใหมขA ้ึนมาแทน 1.2.2 รากแขนง หรือรากทุติยภูมิ (secondary root) เป?นรากที่แตกแขนงออกมาจากรากแกFว มักจะงอกเอียงลงในดินหรือเกือบขนานไปกับผิวดิน รากประเภทนี้รวมถึงรากท่ีแตกแขนงออกไปอีก และมี ขนาดเล็กลดหลั่นไปตามลำดับ 1.2.3 รากพิเศษ (adventitious root) เป?นรากที่ไมAไดFเกิดมาจากรากแรกเกิด หรือราก แขนงของรากแกFว แตAเกิดมาจากสAวนอื่น ๆ ของพืช รากอาจจะงอกออกจากโคนตFน ขFอ กิ่ง และใบของพืช รากเหลAาน้อี าจจำแนกยอA ยลงไปอีก แลวF แตAรูปรAางลกั ษณะ สามารถแบAงเปน? ชนิดยอA ย ตามรปู รAางและหนFาท่ี เชAน 1) รากค้ำ หรือ รากพยุง (prop root, brace root, buttress root, stilt root) เป?น รากที่แตกออกจากขFอลำตFนที่อยูAใตFดินและเหนือดินขึ้นมาเล็กนFอย แลFวพAุงแทงลงไปในดิน เพ่ือชAวยพยุงตFน ไวFไมAใหFลมF งAาย เชAน รากค้ำจุนของขาF วโพด เตย ยางอนิ เดยี ไทรยอF ย โกงกาง เป?นตนF 2) รากเกาะ (climbing root) เป?นรากท่ีแตกออกตามขFอของลำตนF แลFวมาเกาะตาม เสาหรือหลัก ทำหนFาท่ีพยุงลำตFนใหFติดแนAนและชูลำตFน เชAน รากเกาะของพลู พริกไทย กลFวยไมFบางชนิด เปน? ตFน 3) รากสังเคราะหTดFวยแสง (photosynthetic root) เป?นรากท่ีงอกออกจากขFอของลำตFน แลFวหFอยลงมาในอากาศ มีสีเขียวของคลอโรฟÖลลT ทำหนFาที่สังเคราะหTดFวยแสง มักพบในพืชอิงอาศัย เชAน รากกลวF ยไมF ไทร โกงกาง กราA ง เปน? ตนF 4) รากหายใจ (pneumatophore root, aerating root, breathing root) ราก หายใจท่ีลอยตามผิวน้ำ มักเกิดจากรากที่อยAูใตFดินงอกตรงขึ้นมาเหนือดินเพื่อชAวยในการหายใจ รากแกAจะ ประกอบดFวยเน้ือเยื่อพาเรงคิมาที่มีชAองวAางระหวAางเซลลTจำนวนมาก เพื่อใหFอากาศผAานเขFาสAูเซลลTในชั้นของ รากและสAวนอื่น ๆ ไดFงAาย มักพบในพืชท่ีข้ึนในปwาชายเลน เชAน รากหายใจของลำพู แสมดำ โกงกางใบใหญA เป?นตนF 5) รากสะสมอาหาร (storage root) เป?นรากที่ทำหนFาท่ีสะสมอาหารพวกแป|ง น้ำตาล หรือโปรตีน มักมีขนาดใหญAและอวบอFวนกวAาปกติ โดยอาจจะพองออกเป?นรูปกรวย (conical) รูปกระสวย (fusiform) ซ่ึงมีสAวนที่โปwงออกตรงกลาง หรือ มีรูปกรวยส้ัน (napiform) ซึ่งคลFายกับทรงกลมแตAสAวนปลายเรียว (ภาพประกอบที่ 6.3) การพองออกของรากอาจเกิดจากรากแกFวพองออก ไดFแกA มันแกว ไชเทFา แครอท หรือเปน? แขนงของรากพองออก เชAน มันเทศ มนั สำปะหลงั เป?นตนF 6) รากเบียน (parasitic root) เป?นรากของพืชท่ีเกาะกับตFนพืชชนิดอ่ืน ซึ่งเป?นตFนพืช ใหFอาศัยเพื่อแยAงอาหาร โดยรากจะทอดไปตามความยาวของกิ่งไมFที่เกาะ และมีรากเล็ก ๆ ละเอียดเป?น หยAอม ๆ แตกออกและแทงลงไปในลำตFนของพืชถูกเบียนจนถึงมัดทAอลำเลียง เพ่ือดูดน้ำและอาหารไปใชF รากเล็ก ๆ น้ีเรียกวAา รากเบียน หรอื รากกาฝาก เชนA รากฝอยทอง กาฝากมะมAวง เปน? ตFน 91
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง7) รากถุงเล็ก (vesicular root) เป?นรากที่มีถุงอากาศลักษณะเป?นกระเปาะเล็ก มักมีสี ขาวชวA ยพยุงใหตF นF พชื ลอยน้ำไดF เชนA รากแพงพวยน้ำ เป?นตนF ภาพประกอบท่ี 6.3 รากสะสมอาหารรูปทรงตาA ง ๆ ลำต?น (stem) เป?นอวัยวะของพืชที่เจริญมาจากสAวนของเอ็มบริโอท่ีอยูAเหนือรากแรกเกิดภายในเมล็ด โดยเจริญ มาจากสAวนของลำตFนเหนือใบเลี้ยง (epicotyl) ซ่ึงมียอดแรกเกิด (plumule) เจริญแบAงเซลลTไปเร่ือย ๆ ทำใหF ลำตFนเจริญสูงขึ้นและเกิดใบใหมA รวมทั้งสAวนของลำตFนใตFใบเล้ียง (hypocotyl) ดFวย ลำตFนสAวนใหญAเจริญ ข้ึนสAูอากาศในทิศทางตรงขFามกับแรงดึงดูดของโลก หนFาที่หลักของลำตFนไดFแกA สรFางใบ ค้ำกิ่งกFานสาขาใหF ใบไดFรับแสง เป?นทางลำเลียงน้ำและธาตุอาหารไปสูAสAวนตAาง ๆ ของพืช และสรFางอวัยวะสืบพันธTุ นอกจากน้ี ลำตนF ยังทำหนาF ท่ีพิเศษอืน่ ๆ เชนA สะสมอาหาร สังเคราะหTดFวยแสง เป?นตFน ลักษณะทัว่ ไปของลำต0น ลำตFนประกอบดFวยสAวนสำคญั 2 สAวน ไดแF กA 1. ข0อ (node) เป?นสAวนที่มักมีตา (bud) ซึ่งอาจจะแตกไปเป?นก่ิง ใบ หรือดอก โดยท่ัวไปขFอ มักจะพองโตกวาA สAวนอื่น ๆ ของลำตFน 2. ปล0อง (internode) เป?นสAวนของลำตFนท่ีอยูAระหวAางขFอหน่ึงกับอีกขFอหน่ึง ในพืชใบเล้ียง เดี่ยวจะเห็นขFอและปลFองไดFชัดเจนตลอดชีวิต เชAน ไผA อFอย ขFาว เป?นตFน สAวนในลำตFนใบเลี้ยงคAูอาจเห็นขFอ ปลFองชัดเจนในขณะที่เป?นกิ่งอAอน แตAตAอมาจะมีคอรTก (cork) มาหุFมโดยรอบ ทำใหFเห็นขFอและปลFอง ไมAชัดเจนซ่ึงพบในไมFยืนตFน และยังพบวAาในพืชใบเลี้ยงคAูพวกไมFลFมลุกบางชนิดอาจมีขFอชัดเจน เชAน ตFน ฟกÑ ทอง ตFนผกั บงFุ เป?นตนF 92
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงชนดิ ของลำต0น ลำตFนทว่ั ๆ ไปจำแนกไดF 2 ชนิด ตามแหลAงทอี่ ยดAู งั นี้ 1. ลำต0นเหนือดิน (terrestrial stem) เป?นลำตFนของพืชที่เจริญอยูAเหนือดิน สามารถ จำแนกตามลักษณะของลำตนF คือ 1.1 พืชที่มีเนื้อไมF (woody plant) เป?นพืชที่มีลำตFนแข็งแรง มีกลุAมเนื้อเยื่อที่ใหFความ แข็งแรงมาก พืชมีเนื้อไมFเพราะมีการเจริญเติบโตแบบทุติยภูมิ (secondary growth) มักพบในตFนไมFใหญA และไมFพุAม ลำตFนจะเจรญิ ตรงขึน้ เหนอื ดิน อายยุ ืน เชนA หางนกยูง จามจรุ ี แกวF มะมวA ง ขนุน เป?นตFน 1.2 ไมFลFมลุก (herb) เป?นพืชขนาดเล็กที่มีลำตFนอAอน อายุสั้น ไมAมีเนื้อไมF มีเนื้อเยื่อที่ใหF ความแข็งแรงแกAลำตFนนFอย การเจริญตFองอาศัยสAวนตAาง ๆ พยุงลำตFนขึ้นไป มักเจริญอยูAใกลFผิวดินหรือทอด ลงไปกับผวิ ดนิ ไดFงาA ย อยAางไรก็ตามลำตFนอาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปรAาง และทำหนFาที่พิเศษ (modified stem) มีดังตอA ไปนี้ 1) ลำตFนสะสมอาหาร (storage stem) เป?นลำตFนที่ทำหนFาท่ีสะสมอาหาร มีทั้งลำตFนบน ดิน เชนA อFอย หนAอไมฝF รัง่ และลำตนF ใตดF ิน เชนA ขิง ขาA แหวF เป?นตFน 2) ลำตFนเหนือดินทอดไปตามผวิ ดนิ หรือผิวน้ำ (climbing stem) ตามขFอมักมีรากงอก ออกมาแลวF แทงลงไปในดิน เพ่ือชวA ยยึดลำตนF ใหแF นAนอยกูA ับท่ี ไดแF กA ผกั บุFง ผกั กระเฉด ผกั ตบชวา ฟกÑ ทอง หญFา แตงโม เป?นตนF 3) ลำตFนท่ีเป?นแปลงไปเป?นมือเกาะ (stem tendril) เชAน ตำลึง พวงชมพู องุAน บวบ แตงกวา ฟÑกทอง เปน? ตFน 4) ลำตFนที่เปลี่ยนแปลงไปเป?นหนามหรือขอเกาะ (stem thorn) เชAน เฟ{zองฟ|า การเวก มะนาว มะกรดู สมF เป?นตFน 5) ลำตFนสังเคราะหTดFวยแสง (photosynthetic stem) หรือลำตFนคลFายใบ (cladode หรือ cladophyll หรือ phylloclade) เป?นสAวนของลำตFนที่แผAเป?นแผAนแบนคลFายใบ และมีคลอโรฟÖลลT จึงสงั เคราะหดT วF ยแสงไดF เชAน กระบอกเพชร กระถนิ ณรงคT มงั กรคาบแกFว สนทะเล เป?นตFน 6) ไหล (stolon) เป?นลำตFนที่ทอดเลื้อยไปเพื่อเจริญเป?นตFนใหมA เชAน ลำตFนสตรอเบอร่ี ผกั บุงF เปน? ตFน 2. ลำต0นใต0ดิน (underground stem) เป?นลำตFนท่ีเปล่ียนแปลงไปเก็บสะสมอาหารอยAูใตF ดนิ อาจทำใหเF ขFาใจผดิ วาA เปน? ราก (ภาพประกอบท่ี 6.4) สามารถแบงA ออกเปน? 4 ชนดิ คอื 2.1 เหงFา (rhizome) เป?นลำตFนที่ทอดนอนขนานไปกับผิวดิน มีขFอและปลFองชัดเจน มีตาบริเวณขFอ และมีใบเกล็ดสีน้ำตาล และมีรากงอกลงดิน ถFาลำตFนสะสมอาหารก็จะมีลักษณะอวบอFวน 93
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเชAน ลำตFนขิง ขAา ขม้ิน ไพล กลFวย พุทธรักษา เป?นตFน กรณีของกลFวยสAวนที่คลFายกับลำตFนน้ันกFานใบท่ีแผA เปน? กาบซFอนกนั เปน? ลำตนF เทยี ม (pseudostem) 2.2 หัวแบบมันฝร่ัง (tuber) เป?นลำตFนใตFดินที่เกิดจากสAวนปลายของก่ิงท่ีอยูAในดินพองออก เพ่ือทำหนFาที่สะสมอาหาร จึงทำใหFมีลักษณะอวบอFวน มีขนาดใหญA มีขFอประมาณ 3-4 ขFอ ขFอและปลFองไมA ชัดเจน บริเวณขFอไมAมีใบเกล็ด (scale leaf) แตAบริเวณตามีลักษณะบèุมลงไป เชAน มันฝร่ัง มันมือเสือ กลอย หญาF แหวF หมู เปน? ตนF 2.3 หัวแบบเผือก (corm) เป?นลำตFนใตFดินที่เปลี่ยนแปลงไปเป?นลำตFนตั้งตรง อาจตั้งตรง พFนดินข้ึนมาบFางก็ไดF มีการสะสมอาหารเอาไวFในลำตFน จึงทำใหFลำตFนอวบอFวนมากเห็นขFอไดFชัดเจน ตามขFอ มีใบเกลด็ บาง ๆ หFมุ มตี างอกออกตามขอF เป?นใบขนึ้ สูอA ากาศ และทางดFานลาA งของลำตFนมรี ากฝอยเสนF เลก็ ๆ หลายเสนF ไดแF กA เผอื ก แหFวจีน บัวสวรรคT เป?นตนF 2.4 หัวแบบหัวหอม (bulb) เป?นลำตFนที่มีลักษณะกลมแป|น ต้ังตรง อาจมีสAวนพFนดินบFาง คลFายรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก มีปลFองส้ันมากตามปลFองมีใบเกล็ดซFอนกันหลายชั้นหAอหFุมลำตFนจนเห็นเป?น หัว และมีอาหารสะสมอยูAในใบเกล็ด ทำใหFมีลักษณะอวบน้ำ เชAน ลำตFนหอม กระเทียม บัวจีน ทิวลิป พลบั พลงึ เป?นตFน ภาพประกอบที่ 6.4 ลำตนF ใตดF ินแบบตAาง ๆ 94
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงใบ (leaf) ใบเป?นอวยั วะของพืชท่เี กิดจากขFอและลำตนF หรือกงิ่ มีลกั ษณะแบน (ภาพประกอบท่ี 6.5) ทำหนาF ท่ีสงั เคราะหดT Fวยแสง คายน้ำ และหายใจ แตAบางชนิดอาจเปล่ียนแปลงไปทำหนFาทพ่ี เิ ศษอน่ื ๆ ภาพประกอบท่ี 6.5 สวA นประกอบของใบ ส)วนประกอบของใบ ใบ มีสวA นประกอบทสี่ ำคัญดังตAอไปนี้ 1. แผ)นใบ (leaf blade หรือ lamina) เป?นบริเวณท่ีมีการสังเคราะหTดFวยแสงของพืชเป?น สAวนใหญA เซลลTสAวนใหญAจะมีคลอโรพลาสตT (chloroplast) ทำใหFโดยท่ัว ๆ ไปจึงเห็นใบมีสีเขียว พบเนื้อทAอ เย่ือลำเลียงกระจายแทรกอยูAบริเวณแผAนใบ กลAุมเนื้อเย่ือลำเลียงท่ีตAอมาจากเน้ือเย่ือทAอลำเลียงของกFานใบ มักมีขนาดใหญAหรือเดAนชัดเรียกเสFนกลางใบ (midrib) และจะมีกลุAมเนื้อเย่ือทAอลำเลียงที่แยกออกจากเสFน กลางใบออกไป มีขนาดเล็กเรียกวAาเสFนแขนงใบ (lateral vein) สAวนกลุAมเน้ือเยื่อทAอลำเลียงที่แยกออกจาก เสFนแขนงใบอกี ท่หี นงึ่ จะเรยี กวAาเสนF ใบยAอย (veinlet) 2. ก0านใบ (petiole) เป?นสAวนที่เช่ือมระหวAางแผAนใบและลำตFน หรือก่ิงกFาน มีหนFาท่ีในการ ลำเลียงน้ำและอาหาร ทั้งน้ีใบพืชมี 2 ชนิดคือ ใบที่มีกFานใบ (petiolate leaf) และใบท่ีไมAมีกFานใบ (sessile leaf) โดยกFานใบของพืชใบเลี้ยงคูAมักมีลักษณะคAอนขFางกลมเรียว สAวนกFานใบของพชื ใบเลี้ยงเด่ียว จะแผAเป?น แผAนหFุมลำตFน เรยี กวาA กาบใบ (leaf sheath) 95
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. หูใบ (stipule) มีลักษณะคลFายใบขนาดเล็ก มักมีสีเขียว อาจพบอยAูท่ีโคนกFานใบ หรือติด อยูAกับลำตFนหรือก่ิงในตำแหนAงท่ีตรงกับโคนกFานใบ อาจมี 1 หรือ 2 หูใบ มีรูปรAางหลายแบบ พบหูใบมากใน พืชใบเลี้ยงคAู แตAมักไมAคAอยพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว อยAางไรก็ตามมีพืชหลายชนิดที่หูใบอาจรAวงหลุดไปเม่ือใบมี อายุมากข้นึ ดังนนั้ จึงควรศึกษาดหู ใู บทใ่ี บออA นหรือท่ีบริเวณปลายยอด หรือปลายกิง่ ดFวย ชนิดของใบ ใบแบAงเปน? 2 ชนิด ตามจำนวนของแผAนใบท่ีมีอยAบู นกFานใบ คอื 1. ใบเด่ียว (simple leaf) คือ ใบท่ีมีแผAนใบเดียว และมีกFานใบเดียว (ภาพประกอบที่ 6.6) แผAนใบจะเวFามากนFอยก็ไดF ถFาการเวFาน้ันไมAทำใหFใบกลายเป?นสองใบหรือมากกวAาสองใบ จัดเป?นใบเดี่ยว ท้ังสิน้ เชAน ผักบFงุ ตำลงึ บัวบก กลวF ย มะละกอ 2. ใบประกอบ (compound leaf) คือ ใบท่ีประกอบดFวยแผAนใบมากกวAา 1 (ภาพประกอบ ที่ 6.6) เรียกแตAละใบวAา ใบยAอย (leaflet) และมีรอยตAอตรงโคนแผAนใบกับกFานใบ ใบยAอยแตAละใบอาจมี กFานใบยAอย (petiolule) หรอื ไมAมกี ็ไดF ใบประกอบ แบAงไดFเป?นสองแบบคือ 2.1 ใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaf) เป?นใบประกอบที่ใบยAอยเรียง เป?นสองแถวแยกออกจากแกนกลาง (rachis) หรือแกนกลางยAอย (rachilla) ใบประเภทนี้มีทั้งเป?นใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ (odd-pinnate หรือ imparipinnate) เชAน ใบประกอบของตFนประดูA อัญชัน และใบประกอบแบบขนนกปลายคAู (even-pinnate หรือ paripinnate) เชAน ใบประกอบของตFนล้ินจ่ี เงาะ มะขาม ราชพฤกษT ใบประกอบแบบขนนกอาจแบAงยAอยไดFอีกตามจำนวนคร้ังของการแตกแขนงของ แกนกลางดงั นี้ 2.1.1 ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว (unipinnately compound leaf) เป?นใบประกอบ ทม่ี ีแกนกลางอนั เดียว ใบยอA ยเรยี งอยบูA นแกนกลางน้ี เชนA อญั ชัน 2.1.2 ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (bipinnately compound leaf) เป?นใบประกอบ ท่ีแกนกลางหลักมีการแยกแขนงยAอยตAอไปเป?นแกนกลางลำดับที่สอง (secondary rachis) เป?นใบยAอยติด อยูAบนแกนกลางลำดับทสี่ องนี้ เชAน จามจรุ ี หางนกยงู ไทย กระถิน มะขาม 2.1.3 ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น (tripinnately compound leaf) เป?นใบประกอบ ที่แกนกลางลำดับที่สอง แยกแขนงยAอยออกไปเป?นแกนกลางลำดับที่สาม (tertiary rachis) และใบยAอยจะ ตดิ อยAบู นแกนกลางลำดับทีส่ าม เชนA มะรมุ เพกา 2.2 ใบประกอบแบบนิ้วมือ (palmately compound leaf) เป?นใบประกอบที่ใบยAอยแยก ออกจากปลายกFานใบท่ีจุดเดียวกัน เรียงในแนวรัศมีคลFายน้ิวมือ ไมAมีแกนกลาง เชAน หนุมานประสานกาย หนวดปลาหมึก 96
ภาพประกอบที่ 6.6 ใบประเภทตาA ง ๆ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบงึ 97
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการเรยี งใบ (phyllotaxy) การเรียงตัวของใบบนลำตFนหรือก่ิง (ภาพประกอบท่ี 6.7) ของพืชแตAละชนิดมักจะแนAนอน และสามารถนำลักษณะนี้ไปชAวยในการระบุชนิดพืชไดF การเรียงใบท้ังในใบเด่ียวและใบประกอบใหFดูท่ีกFาน ใบเปน? เกณฑT สามารถแบงA การเรียงใบไดดF งั นี้ 1. เรียงสลับ (alternate) ใบเรียงสลับซFาย ขวา คนละทิศทาง ไมAเป?นระเบียบ ชAวงระยะหAาง ไมAเทาA กัน เชAน ใบชงโค 2. เรียงสลับระนาบเดียว (distichous) ใบเรียบสลับออกเป?นสองแถว จะทำมุมประมาณ 180 องศาระหวาA งแถว ชวA งระยะหาA งเทาA กัน พบในหญFาบางชนดิ 3. เรยี งตรงขาF ม (opposite) ใบออกเป?นคูตA รงขFามกนั เชAน ตFอยติ่ง ชFองนาง 4. เรียงตรงขFามสลับตั้งฉาก (decussate) ใบเรียงตรงขFามบนกิ่ง โดยแตAละคAูต้ังฉากซ่ึงกัน และกนั เชนA เขม็ êษีผสม 5. เรียงเวียน (spiral) ใบของแตAละขFอจะออกเวียนรอบก่ิง หรือหมุนรอบวนกิ่งไปเรื่อย ๆ เชAน จำปp จำปา 6. เรยี งเป?นกระจุก (fasciculate) ใบเรียงเป?นกระจุกบนกงิ่ 7. เรยี งวงรอบ (whorl) ใบเรียงอยเูA ป?นวงรอบขFอเดียวกัน เชAน ตีนเป?ด บานบุรี ย่ีโถ ภาพประกอบที่ 6.7 การเรยี งใบแบบตAาง ๆ 98
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเสน0 ใบ (vein) เสFนใบเป?นกลุAมของเนื้อเยื่อลำเลียงที่ติดตAอกับกFานใบและลำตFน การเรียงตัวของเสFนใบ (leaf venation) บนแผนA ใบมี 3 แบบ คอื 1. เส0นใบแยกสองแฉก (dichotomous venation) เป?นการเรียงเสFนใบแบบขนานแตAปลาย ของเสนF ใบแยกออกเปน? คAู พบในพืชเมล็ดเปลอื ย และเฟรÖ Tนบางชนดิ เชAน ผกั แวนA แปะกäวย 2. เส0นใบย)อยแบบขนาน (parallel venation) มักพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีการเรียงของ เสFนใบจำนวนมากขนานกัน และมีระยะหAางเทAา ๆ กัน (ภาพประกอบที่ 6.8) สามารถแบAงยAอยออกไดFเป?น 2 แบบ คือ 2.1 เสFนใบขนานแบบขนนก (pinnately parallel vein) เป?นการเรียงเสFนใบออกจากเสFน กลางใบขนานไปจนถงึ ขอบใบ เชAน ใบกลFวย พทุ ธรกั ษา 2.2 เสFนใบแบบขนานตามความยาวของใบ (longitudinal parallel vein) เป?นการเรียง เสนF ใบออกจากฐานใบ เชนA ใบหญFา ออF ย ขาF วโพด ภาพประกอบท่ี 6.8 การเรยี งตัวของเสนF ใบแบบตAาง ๆ 99
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. เส0นใบย)อยแบบร)างแห (netted venation หรือ reticulate venation) มักพบในพืช ใบเลยี้ งคAู และพืชใบเลย้ี งบางชนิด แบAงออกเป?น 2 แบบ คือ 3.1 เสFนใบรAางแหแบบขนนก (pinnately netted vein) มีเสFนกลางใบชัดเจน ขนาดใหญA ท่ีสุด เสFนใบยAอยแยกออกจากเสFนกลางใบท้ังสองขFางไปสAูขอบใบและปลายใบ อาจมีการเชื่อมกันระหวAาง เสFนใบบรเิ วณใกลF ๆ ขอบใบหรือไมกA ไ็ ดF เชAน ใบมะมวA ง ขนุน ชบา 3.2 เสFนใบรAางแหแบบนิ้วมือ (palmately netted vein) เสFนใบหลักขนาดเทAา ๆ กันมาก กวAาหน่ึงเสFน แยกออกจากจุดเดยี วกันที่กFานใบ เชAน ใบมะละกอ ละหงAุ อบเชย รูปร)างใบ (leaf shape) ใบมรี ูปราA งแบบตาA ง ๆ (ภาพประกอบที่ 6.9) ดังน้ี 1. รูปเข็ม (acicular) ใบมรี ูปราA งคลFายเข็ม ยาวและแคบมาก 2. รูปไขA (ovate) ใบมีรูปรAางคลFายไขA มีสAวนที่กวFางที่สุดอยูAต่ำกวAาจุดกึ่งกลางใบ ขอบใบโคFง มอี ัตราสวA นของความกวาF งตอA ความยาวประมาณ 1: 2 ถึง 2: 3 3. รูปไขAกลับ (obovate) ใบมีรูปรAางคลFายไขAกลับ มีสAวนที่กวFางท่ีสุดอยAูเหนือกวAาจุดก่ึงกลางใบ มีอตั ราสAวนของความกวาF งตอA ความยาวประมาณ 1: 2 ถงึ 2: 3 4. รปู หัวใจ (cordate) ใบมีรปู รAางคลFายรปู หวั ใจ 5. รูปรี (elliptic) ใบมีรูปรAางรี สAวนที่กวFางท่ีสุดอยAูตรงกึ่งกลางใบ เม่ือแบAงออกเป?นสองสAวน จะไดสF องขFางเทAา ๆ กัน 6. รูปใบหอก (lanceolate) ใบมีรูปรAางคลFายกับใบหอก สAวนท่ีกวFางที่สุดอยูAที่บริเวณโคนใบ หรือเหนือโคนใบข้นึ มาเล็กนFอย ขอบใบโคงF มคี วามยาวมากกวAาความกวาF งมาก อตั ราสAวนของความกวFางตAอ ความยาวประมาณ 1: 5 ถึง 1: 3 7. รูปใบหอกกลับ (oblanceolate) ใบมีรูปรAางคลFายหอกกลับ สAวนที่กวFางที่สุดอยูAบริเวณ ปลายใบ มคี วามยาวมากกวาA ความกวFางมาก อัตราสAวนระหวAางความกวาF งตอA ความยาวประมาณ 1: 5 ถงึ 1: 3 8. รูปไต (reniform) ใบมีรูปรAางคลFายไต มีสAวนที่กวFางที่สุดอยูAที่ปลายใบ โคนใบมักหยักเวFา เล็กนอF ย ขอบใบมักจะโคFงมนไปบรรจบกัน ทำใหFเสนF รอบรูปของแผAนใบมลี ักษณะคลFายรูปไต หรือเมลด็ ถ่วั 9. รูปสามเหลี่ยม (deltoid) ใบมีรูปรAางคลFายสามเหลี่ยม สAวนที่กวFางที่สุดอยูAบริเวณโคนใบซึ่ง มีลักษณะฐานตัดตรงหรือคAอนขFางตรง ขอบใบมักจะสอบขึ้นไปหาปลายใบ ทำใหFเสFนรอบรูปของแผAนใบอยAู ในรปู ทรงสามเหลี่ยม 10. รปู กลม (orbicular) ใบมรี ูปทรงกลม 11. รูปส่ีเหล่ียมขFาวหลามตัด (rhomboid) ใบมีรูปรAางคลFายสี่เหลี่ยมขFาวหลามตัด สAวนที่ กวFางทสี่ ุดบริเวณกงึ่ กลางใบ ขอบใบคAอนขาF งตัดตรงและทำมุม 100
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง12. รูปชFอน (spathulate) ใบมีรูปรAางคลFายชFอน มีสAวนกวFางที่สุดอยูAที่บริเวณปลายใบแลFว ขอบใบจะคอดแคบเรียวเขFามาหาเสนF กลางใบไปสูAสAวนโคนใบ 13. รูปขอบขนาน (oblong) ใบมขี อบสองขFางขนานกนั มคี วามยาวเปน? สองเทาA ของความกวFาง 14. รูปแถบ (linear) ใบยาวและแคบ ขอบของแผAนใบท้ังสองขFางเกือบขนานกันตลอด ความ ยาวของใบมกั จะยาวมากกวAา 4 เทAาของความกวาF งใบ 15. รปู เคยี ว (falcate) ใบมีรปู ราA งคลFายเคียวเก่ยี วขFาว ภาพประกอบท่ี 6.9 รปู รAางใบ 101
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงปลายใบ (leaf apex) ปลายใบมีหลายแบบ (ภาพประกอบที่ 6.10) ลักษณะทพี่ บไดFบAอยและควรรFจู กั ดงั นี้ 1. ปลายแหลม (acute) ปลายใบจะคAอย ๆ เรียวเขFาบรรจบกนั ลักษณะเป?นมุมแหลม 2. ปลายเรยี วแหลม (acuminate) คลFายปลายแหลม แตAปลายใบยืน่ ยาวออกไปเลก็ นFอย 3. ปลายยาวคลาF ยหาง (caudate) ปลายใบคAอย ๆ สอบเขFาหากัน แลFวเรียวแหลมย่ืน ออกไปคลFายหาง 4. ปลายแหลมเข็ม (aristate) ปลายใบมลี ักษณะเรียวแหลม แคบ ยาว และคอA นขFางแข็ง 5. ปลายเป?นต่ิงแหลม (cuspidate) ปลายขอบใบโคFงเขFาบรรจบกัน แลFวย่ืนปลายแหลมเป?น ติ่งสนั้ และแข็ง 6. ปลายเป?นต่ิงหนาม (mucronate) ปลายใบคลFายใบปลายเป?นติ่งแหลม แตAมีติ่งสั้นตAอเน่ือง จากเสFนกลางใบแข็ง 7. ปลายมน (obtuse) ปลายใบโคFงหรอื มน 8. ปลายตดั (truncate) ปลายใบจะตัดเป?นเสFนตรง หรือเกอื บตรง 9. ปลายเวFาบุมè (retuse) ปลายใบเวาF เปน? แองA ตนื้ ๆ จะเวFามาในแผนA ใบ 10. ปลายเวาF ลกึ (cleft) ปลายใบเวาF เปน? แองA ลกึ ภาพประกอบท่ี 6.10 ปลายใบ 102
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงโคนใบ (leaf base) ลกั ษณะของโคนใบแบบตาA ง ๆ (ภาพประกอบที่ 6.11) ที่ควรรูจF กั เชนA 1. โคนแหลม (acute) โคนใบจะคอA ย ๆ เรียวเขาF บรรจบกัน 2. โคนรูปลมิ่ (cuneate) โคนใบสอบเรียวเขาF สAกู Fานใบเปน? รูปล่ิม 3. โคนสอบเรยี ว (attenuate) โคนใบคอA ย ๆ สอบเรยี วเขาF มาหากาF นใบคลาF ยครบี ยาว 4. โคนรปู หวั ใจ (cordate) โคนใบหยกั เวาF คลFายรูปหวั ใจ 5. โคนมน (obtuse) โคนใบมน 6. โคนกลม (round) โคนใบโคFงกลม 7. โคนตดั (truncate) โคนใบท่มี ลี กั ษณะตดั ตรงหรือเกือบตรง 8. โคนเบีย้ ว (oblique) โคนใบทั้งสองดFานไมเA ทAากัน 9. โคนรปู ติง่ หู (auriculate) โคนใบโคFงคลFายรปู ต่งิ หู 10. โคนรูปเงี่ยงลูกศร (sagittate) โคนใบที่คลFายรูปเงี่ยงลูกศร ลักษณะโคนใบแตAละขFางจะ เป?นพทู ่ปี ลายคอA นขาF งแหลมและช้ีลง หรอื ชเ้ี ขFาหากาF นใบ 11. โคนรปู เงย่ี งใบหอก (hastate) โคนใบทง้ั สองขาF งชอ้ี อกและมีปลายแหลม 12. โคนรปู โลA (peltate) โคนใบที่มีกาF นใบติดอยAูตรงกลางของแผAนใบ ภาพประกอบที่ 6.11 โคนใบ 103
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงขอบใบ (leaf margin) ขอบใบมหี ลายแบบ (ภาพประกอบท่ี 6.12) ลกั ษณะทพ่ี บไดบF อA ยและควรรจFู ัก ดงั น้ี 1. ขอบเรยี บ (entire) ขอบใบจะเรยี บเปน? เสFนเดียวกนั ตลอด 2. ขอบหยักเปน? คลน่ื (undulate) ขอบใบมีลกั ษณะเป?นคล่นื ขึ้นและลง 3. ขอบจกั มน (crenate) ขอบใบหยักเวFาตื้น ๆ และสAวนท่เี ป?นหยกั มีลักษณะโคงF หรือมนไมAแหลม 4. ขอบจักซี่ฟÑน (dentate) ขอบใบหยักเป?นรูปสามเหลี่ยมคลFายฟÑน ปลายฟÑนตั้งฉากหรือ เกอื บตง้ั ฉากกับขอบใบ 5. ขอบจักฟÑนเล่ือย (serrate) ขอบใบหยักเป?นฟÑนคลFายขอบจักฟÑนเล่ือย ปลายฟÑนแหลมและ ชไ้ี ปทางปลายใบ ภาพประกอบที่ 6.12 ขอบใบ 104
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง6. ขอบหยักเวFา (sinuate) ขอบใบท่ีหยักเวFาตื้น ๆ สAวนท่ีเป?นหยักมีลักษณะโคFงมน สAวนเวFา ระหวาA งหยักกม็ ีลักษณะโคFงเวาF เชAนกัน 7. ขอบหยักเวFาพู (lobed) ขอบใบเวFาเขFาและเวFาออกเป?นพู แตAรอยเวFาจะเกิดเขFามาลึก ประมาณ 1 ใน 3 สวA น หรือครึง่ หนงึ่ ของระยะทางระหวAางเสFนกลางใบกบั ขอบใบ รอยเวาF มักจะกลมหรอื มน 8. ขอบเวFาลกึ (cleft) คลาF ยกับขอบหยักเวาF พู แตAรอยเวFาจะไมAกลม 9. ขอบเป?นแฉก (parted) ขอบใบหยักเวFาเขFามาจากขอบใบลึกเขFาไปประมาณครึ่งหน่งึ จนถึง 3 ใน 4 สAวนกอA นถึงเสนF กลางใบ 10. ขอบหยักลึก (divided) ขอบใบหยักเวFาเขFามาจากขอบใบประมาณ 3 ใน 4 สAวน จนเกือบ ถึงเสFนกลางใบ ทำใหFแผAนใบมีลักษณะคลFายถูกแบAงเป?นสAวน ๆ ถFาลักษณะการหยักเวFาทำใหFแฉกหรือสAวน ของใบที่ถูกแบAงออกมีลักษณะคลFายใบประกอบขนนก อาจเรียกหยักลึกแบบขนนก (pinnatifid) และถFา สAวนของใบมีลักษณะคลFายใบประกอบแบบน้ิวมือ จะเรียกแฉกแบบน้ิวมือ (palmatifid) และหากพูคAูลAางสุด ของท้งั สองขFางของเสFนกลางใบเกดิ หยักเวFาลกึ เขาF มา หรอื แบAงแผนA ใบซอF นขน้ึ มาเปน? แบบขอบเวFาลกึ อีกคร้ัง หนึ่งจะเรียกแบบตีนเป?ด (pedate) ขอบตัดแยก (dissected) ลักษณะขอบใบท่ีหยักเขFามาจนเกือบถึงเสFน กลางใบ คลFายแบบขอบหยกั ลกึ แตAจะมีลักษณะท่ีละเอียดกวาA สAวนของแผนA ใบที่ถูกแบงA เปน? สAวนจะเลก็ หรอื ดลู ะเอยี ดกวAา เนื้อใบ (leaf texture) พืชมีลักษณะแผAนใบที่แตกตAางกัน ทำใหFความหนาบางและลักษณะเนื้อใบที่ปรากฏแตกตAาง กันไปดFวย ดังตวั อยAางเชAน 1. อวบน้ำ (succulent) เนอื้ ใบหนา อวบนำ้ มาก 2. บางคลาF ยเยอ่ื (membranaceous) แผนA ใบทเ่ี นือ้ ใบบางหรอื อาจโปรAงแสง 3. คลFายกระดาษ (chartaceous) เนื้อใบคลFายกระดาษ ทึบแสง ไมAหนาหรือบางมาก 4. คลFายแผนA หนัง (coriaceous) เนือ้ ใบหนามากหรือเหนยี วคลาF ยแผAนหนัง 5. บางและแหFง (scarious) เนอื้ ใบท่บี างและแหFง โปรAงแสง มักไมAมีสีเขยี ว ลักษณะของผิวใบ (leaf surface) ผิวใบของพืชอาจมีหรือไมAมีส่ิงปกคลุมก็ไดFแลFวแตAชนิดของพืช จึงจำเป?นตFองศึกษาลักษณะผิว ใบและส่ิงปกคลุมใบดFวยกลFองจุลทรรศนTหรือแวAนขยาย เพ่ือที่จะไดFทราบลักษณะของใบที่แทFจริง ผิวใบมี หลายแบบ ดงั ตAอไปน้ี 105
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง1. ผิวใบเกลย้ี ง (glabrous) ผวิ ใบเรยี บ เกลี้ยง ไมAมขี น ไมAมีสง่ิ ปกคลุม 2. ผิวใบมีนวล (glaucous) ผวิ ใบคลมุ ดFวยผงนวลคลาF ยข้ีผ้ึงสขี าว 3. ผิวใบเป?นจดุ (punctatus) ผิวใบมีลักษณะเป?นหลุมเล็ก ๆ และต้นื คลาF ยถกู เข็มแทง 4. ผิวใบเหนียว (viscid) ผวิ ใบมีสารเหนียวปลAอยออกมาจากตอA มขนบรเิ วณผิวใบ 5. ผิวใบมีขน (pubescent) ผวิ ใบมีขน ลกั ษณะของขนท่ีผิวใบ (leaf hair) มหี ลายแบบ (ภาพประกอบท่ี 6.13) ไดแF กA 5.1 ขนหยาบแข็ง (hirsute) 5.2 ขนสาก (scabrous) 5.3 ขนรูปดาว (stellate) 5.4 ขนส้นั หนานุมA (tomentosus) 5.5 ขนกำมะหยี่ (velutinous) ขนคลาF ยขนสน้ั หนานุAม แตขA นหนาแนAนกวาA คลFายกำมะหย่ี 5.6 ขนยาวหAาง (pilosus) เป?นขนออA นนAมุ และบาง 5.7 ขนประปราย (puberulose) เปน? ขนเสนF เลก็ มาก ต้งั ตรงและออA นนAุม 5.8 ขนอยุ (villous) ขนมีลักษณะยาว นมAุ และไมAหนาแนAน 5.9 ขนมตี อA ม (glandulous) ทป่ี ลายขนมีตอA ม 5.10 ขนแข็งเอน (strigose) ขนแข็ง และเอนไปในทางทิศเดียวกนั 5.11 ขนนมAุ คลFายไหม (sericeous) ภาพประกอบท่ี 6.13 ขนใบประเภทตAาง ๆ 106
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงลักษณะใบออ) น (vernation หรือ prefoliation) ใบอAอนของพืชกAอนที่จะกางหรือคล่ีออกมาน้ัน มีรูปแบบการจัดระเบียบของแผAนใบแตกตAาง กนั ไปในพชื แตลA ะกลAุม (ภาพประกอบที่ 6.14) ดงั ตอA ไปนี้ 1. แบบพับหากัน (conduplicate) ใบอAอนพับครึ่งตามแนวเสFนกลางใบทบเขFามาหากัน เชAน ใบกาหลง ชงโค หรืออาจหมายถึงใบอAอนที่โคFงมFวนตามแนวเสFนกลางใบหFุมหรือลFอมรอบใบอAอนท่ีมี อายุนFอยกวาA เอาไวF เชนA ใบอAอนของหญาF 2. แบบมFวนตามยาว (convolute) ใบอAอนท่ีมFวนโดยขอบใบดFานหน่ึงจะมFวนเขFาดFานในเป?น วงไปเรื่อย ๆ จนไปถึงขอบใบอีกดFานหนึ่ง คลFายการมFวนกระดาษ ดังนั้น ขอบใบดFานหนึ่งจะอยูAดFานใน สAวนขอบใบอีกดFานหนงึ่ จะอยดAู Fานนอก เชนA ใบพลูดาA ง 3. แบบมFวนลง (revolute) ใบอAอนที่ขอบใบท้ังสองดFานมFวนเขFาเป?นวงไปยังดFานผิวใบดFานลAาง (ทFองใบ) เชนA ใบพวงชมพู 4. แบบมFวนข้ึน (involute) ใบอAอนที่ขอบใบทั้งสองดFานมFวนเขFาเป?นวงทางผิวใบดFานบน (หลังใบ) เขFาหาเสFนกลางใบ เชนA ใบหกู วาง 5. แบบพับจีบ (plicate) ใบท่ีอAอนที่พับไปมาตามแนวเสFนกลางใบหรือเสFนใบหลัก เชAน ปาลTม บางชนดิ 6. แบบพับยนA (crumpled) ใบออA นทม่ี วF นพบั แบบไมAเป?นระเบียบ เชAน กะหลำ่ ปลี ภาพประกอบที่ 6.14 การจัดระเบยี บของใบออA นกอA นคล่แี บบตาA ง ๆ 107
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงใบที่เปลีย่ นแปลงไปทำหนา0 ทพี่ เิ ศษ (modified leaf) ใบพืชบางชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงไปทำหนาF ท่ีพเิ ศษ ดงั ตAอไปนี้ 1. ใบเกาะ (leaf tendril) ใบยAอยหรือบางสAวนของใบเปลี่ยนไปทำหนFาท่ียึดเกาะกับหลัก หรือ ตFนไมอF ่ืน เชนA ใบพวงแสด 2. ใบหนาม (spinose leaf) ใบที่ลดรูปกลายเป?นหนาม เพื่อลดการคายน้ำ และป|องกัน อนั ตราย เชนA ใบกระบองเพชร 3. ใบกินแมลง (insectivorous leaf) ใบที่เปล่ียนแปลงไปทำหนFาที่จับแมลงหรือสัตวTเล็ก ๆ เชAน ใบหมFอขFาวหมFอแกงลงิ กาบหอยแครง หยาดนำ้ คาF ง 4. ใบสะสมอาหาร (storage leaf) มีลักษณะอวบหนา เก็บสะสมอาหารหรือน้ำ เชAน ใบหอม กระเทียม กุหลาบหิน 5. ใบเกล็ด (scale leaf) เป?นใบท่ีป|องกันยอดอAอนไมAใหFไดFรับอันตราย หรือป|องกันตา (bud) เชนA ขนนุ เผือก 6. ใบทนAุ (buoyancy leaf) เปน? ใบท่ีเปล่ยี นแปลงไปโดยเฉพาะสวA นของกาF นใบที่พองออกเปน? ทAุน เน้ือเยอ่ื ภายในเรยี งตวั หลวม ๆ เพอ่ื ใหมF อี ากาศแทรกอยAู ทำใหFพชื สามารถลอยน้ำไดF เชนA ใบผกั ตบชวา 7. กFานใบกลายเป?นใบ (phyllode หรือ phyllodium) เป?นสAวนของกFานใบที่เปลี่ยนแปลง รูปรAางแผAนแบนคลาF ยใบ ทำหนFาทแี่ ทนใบ เชนA กาF นใบกระถินณรงคT 8. ใบขยายพันธTุ (reproductive leaf) ใบท่ีเปล่ียนแปลงไปชAวยในการขยายพันธุT เชAน ใบคว่ำ ตายหงายเป?น ดอก (flower) ดอกเป?นอวัยวะของพืชที่เปล่ียนแปลงมาจากใบ ทำหนFาท่ีในการสืบพันธุT ดอกเกิดจากตาดอก (flowering bud) ซึ่งอาจอยูAที่ปลายสุดของกิ่ง เชAน กุหลาบ เข็ม หรือเกิดตรงซอกของใบ เชAน ชFองนาง การเวก หรืออาจเกิดตามลำตFน เชAน ตีนเป?ด ดอกไมFแตAละชนิดมีลักษณะทางสัณฐานท่ีแตกตAางกัน แตAมี โครงสราF งพน้ื ฐานทีค่ ลFายคลึงกัน ส)วนประกอบของดอก ดอก (ภาพประกอบที่ 6.15) มีสAวนประกอบทีส่ ำคญั ไดแF กA 1. ก0านดอก (peduncle) เป?นสAวนที่ทำหนFาที่ชูดอก และใหFดอกติดกับก่ิงหรือลำตFน สAวน ปลายสุดของกFานดอกมีการขยายขนาดขึ้นเปล่ียนแปลงมาเป?นฐานดอก (receptacle) สำหรับดอกชAอจะ ประกอบดวF ย กาF นดอกยอA ย (pedicel) และกFานชอA ดอก (peduncle) 108
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 6.15 สAวนประกอบของดอกไมF 2. กลีบเล้ียง (sepal) อยAูช้ันนอกสุดของดอกไมF เป?นกลีบเล็ก ๆ มักมีสีเขียว คAอนขFางแข็ง ทำ หนFาท่ีหAอหFุมและป|องกันอันตรายใหFกับสAวนประกอบตAาง ๆ ของดอกที่ยังตูมอยูA ในดอกไมFบางชนิดกลีบ เลย้ี งอาจมสี สี ันคลFายกลีบดอก กลีบเล้ยี งจดั เปน? วงชน้ั นอกสุดของดอกไมF เรยี กวงนวี้ าA วงกลบี เลยี้ ง (calyx) นอกจากนี้ที่ใตFกลีบเล้ียงบางชนิด เชAน ดอกชบาและพูAระหง ยังมีกลีบสีเขียวเล็ก ๆ อีกดFวย เรยี กวาA ร้ิวประดบั (epicalyx) วงกลบี เล้ียงที่เปล่ยี นแปลงไปทำหนาF ท่พี ิเศษ (modified calyx) มีหลายแบบ ไดFแกA 2.1 วงกลีบเลี้ยงคลFายกลีบดอก (petaloid calyx) เป?นวงกลีบเล้ียงท่ีมีสีสันคลFายกลีบดอก เชนA วงกลบี เลีย้ งของดอกดอนยาA 2.2 แพปพัส (pappus) เป?นวงกลีบเล้ียงท่ีลดรูปลงไปเป?นเสFนขนหรือหนามเล็ก ๆ เพ่ือชAวยใน การกระจายพนั ธTุ เชนA วงกลีบเล้ียงของหญาF ละออง ตนี ตกäุ แก 2.3 เดือย (spur) เป?นวงกลีบเลี้ยงที่เชื่อมกันคลFายกระเปาะ และท่ีกFนกระเปาะมีติ่งย่ืนออกมา เป?นท่ีเก็บน้ำหวาน เชนA วงกลีบเลีย้ งของดอกเทียน 3. กลีบดอก (petal) เป?นสAวนท่ีอยAูถัดกลีบเลี้ยงเขFามา กลีบดอกมักมีสีสวยและมักมีขนาด ใหญAกวAากลีบเลี้ยง อาจมีกล่ินหอม หรือมีตAอมน้ำหวาน (nectary gland) อยAูท่ีบริเวณโคนกลีบดอก เพื่อใชF ในการลAอแมลงใหFมาผสมเกสร และดอกไมFบางชนิดมีกลีบดอก และกลีบเลี้ยงเหมือนกัน (perianth) เชAน จำปp จำปา บวั หลวง เปน? ตFน กลบี ดอกจัดเปน? วงชั้นท่ี 2 ของดอกไมF เรยี กวงน้ีวาA วงกลบี ดอก (corolla) 109
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง4. อวัยวะสืบพันธุkเพศผู0 หรือ เกสรเพศผู0 (stamen) ประกอบดFวยกFานชูเกสรเพศผูF (filament) และอับเรณู (anther) ซึ่งภายในอับเรณูประกอบดFวยโพรงอับเรณู (pollen sac) จำนวน 2 หรือ 4 อับ ทำหนFาที่สรFางเซลลTสืบพันธTุเพศผูFหรือละอองเรณู เกสรเพศผFูจัดเป?นวงชั้นท่ี 3 ของดอกไมF เรียก วงนว้ี าA วงเกสรเพศผูF (androecium) 5. อวัยวะสืบพันธุkเพศเมีย หรือ เกสรเพศเมีย (pistil) ประกอบดFวยยอดเกสรเพศเมีย (stigma) มักมีน้ำเหนียวเพื่อคอยดักละอองเรณู และกFานยอดเกสรเพศเมีย (style) เป?นสAวนที่อยูAถัดจาก ยอดเกสรเพศเมียลงมา นอกจากนั้นยังมีรังไขA (ovary) ซึ่งภายในรังไขAจะมีออวุล (ovule) หนึ่งหรือมากกวAา หนึง่ กไ็ ดF รังไขAทำหนFาที่สรFางเซลลTสืบพันธุTเพศเมีย เกสรเพศเมียจัดเป?นวงช้ันในสุดของดอกไมF เรียกวง นีว้ าA วงเกสรเพศเมยี (gynoecium) ชนิดของดอกไม0 (type of flower) ดอกไมสF ามารถแบAงชนิดไดหF ลายแบบข้นึ อยกูA บั เกณฑTทใ่ี ชใF นการแบงA ดังตวั อยAางตอA ไปน้ี 1. แบ)งโดยใช0ส)วนประกอบของดอกเปnนเกณฑk เป?นการใชFสAวนตAาง ๆ ของดอก คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผFู และเกสรเพศเมยี เปน? เกณฑTในการจดั จำแนก สามารถแบงA ไดดF ังน้ี 1.1 ดอกสมบูรณT (complete flower) คอื ดอกทีม่ อี งคTประกอบทัง้ 4 สAวน คือ กลบี เลย้ี ง กลบี ดอก เกสรเพศผFู และเกสรเพศเมีย 1.2 ดอกไมAสมบูรณT (incomplete flower) คือ ดอกท่ีมีองคTประกอบไมAครบ อาจขาด สAวนใดสวA นหนง่ึ กไ็ ดF 2. แบ)งโดยอาศัยเพศเปnนเกณฑk เป?นการใชFเกสรเพศผFู และเกสรเพศเมียเป?นเกณฑT สามารถ แบAงไดดF ังนี้ 2.1 ดอกสมบูรณTเพศ (perfect flower หรือ bisexual flower) คือ ดอกที่มีเกสรเพศผFู และเกสรเพศเมียอยูAภายในดอกเดียวกัน อาจมหี รือไมAมีกลบี เล้ยี งและกลบี ดอกก็ไดF 2.2 ดอกไมAสมบูรณTเพศ (imperfect flower หรือ unisexual flower) คือ ดอกท่ีมี เฉพาะเกสรเพศผFู หรือเกสรเพศเมียอยAางใดอยAางหน่ึง สAวนประกอบอื่น ๆ อาจมีหรือไมAมีก็ไดF สามารถ แบงA ยAอยไดF 3 ประเภท ดงั นี้ 2.2.1 ดอกเพศผFู (staminate flower) คือ ดอกท่ีมแี ตเA กสรเพศผFู 2.2.2 ดอกเพศเมยี (pistillate flower) คอื ดอกทีม่ ีแตAเกสรเพศเมีย 2.2.3 ดอกไรFเพศ (neutral flower) คอื ดอกทีไ่ มAมที ้ังเกสรเพศผแFู ละเกสรเพศเมยี 110
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. แบง) โดยใช0จำนวนดอกบนกา0 นดอกเปนn เกณฑk สามารถแบAงไดดF ังน้ี 3.1 ดอกเดี่ยว (solitary flower) คือ ดอกท่ีมีหนึ่งดอกบนกFานดอก เชAน กุหลาบ จำปp จำปา บัว ตำลงึ ผักบงุF 3.2 ดอกชAอ (inflorescence) คือ ดอกท่ีมีหลาย ๆ ดอก บนกFานดอกเดียวกัน (ภาพประกอบ ที่ 6.16) เชAน หางนกยงู มะมAวง ราชพฤกษT หนาF วัว ดอกชAอมีหลายชนดิ สามารถแบงA ตามการเจรญิ ของดอกยอA ยไดเF ปน? 2 กลAมุ ใหญA ดังน้ี 3.2.1 ชAอดอกแบบกระจะ (racemose inflorescence หรือ indeterminate inflorescence) เป?นชAอดอกท่ีปลายชAอเจริญแบบไมAสิ้นสุด ปลายชAอมีตายอดที่สามารถเจริญตAอเนื่องไดFเร่ือย ๆ ตราบเทAาที่ สภาพยังคงเหมาะสม ดอกยAอยที่อยูAลAางสุด หรือดFานนอกสุดของชAอดอกบานกAอน แบAงเป?นประเภทยAอยไดF ดงั น้ี 1) ชAอกระจะ (raceme) เป?นชAอดอกท่ีมีแกนยาว ดอกลAางสุดบานกAอน ดอกยAอยมีกFาน ดอก ดอกเกิดสลบั สองขFางของแกน เชAน ดอกกลFวยไมF พวงทอง 2) ชAอเชิงลด (spike) คลFายชAอกระจะ แตAดอกยAอยไมAมีกFานดอก ลักษณะดอกที่ไมAมี กาF นดอกเรียก ไรFกาF น (sessile) เชนA กระถนิ ณรงคT 3) ชAอหางกระรอก (catkin หรือ ament) คลFายชAอเชิงลด แตAเป?นดอกมีเพศเดียว ไมAมี กลบี ดอก และชAอดอกมักหFอยลง เชนA ดอกหางกระรอกแดง 4) ชAอเชิงลดมีกาบ (spadix) คลFายชAอเชิงลด มีแกนชAออวบหนา ดอกยAอยมักมีเพศเดียว เรียงอัดกันแนAนบนแกนชAอ ม้ังชAอมีใบประดับขนาดใหญA เป?นกาบ (spathe) รองรับหรือหAอหุFม เชAน ดอก หนาF ววั บอน 5) ชAอเชิงหลั่น (corymb) คลFายชAอกระจะ แตAกFานดอกยAอยลAางสุดยาวกวAากFานดอกยAอย ดFานบน ดอกยAอยมกั เรียงอยAใู นระนาบเดยี วกัน เชAน ดอกขีเ้ หล็กไทย คะนาF ผกั เสีย้ น 6) ชAอซ่ีรAม (umbel) ดอกยAอยมีความยาวกFานเทAากัน แตกออกมาจากจุดเดียวกัน ดูคลFาย ซร่ี Aม โดยชAอมใี บประดับรองรับ เชนA ดอกกยุ ชAาย ดอกหอม 7) ชAอกระจุกแนAน (capitulum หรือ head) เป?นชAอดอกท่ีเกิดเป?นกระจุกแนAนบนฐาน ดอกท่เี ปน? แป|น ดอกไมมA กี Fานดอก ใตฐF านดอกมใี บประดบั เรียงเปน? ชั้น ๆ แบงA ไดF 2 แบบ คอื - ชAอดอกท่ีคลFายชAอเชิงลด มีแกนกลางชAอดอกอวบหนา รูปรAางกลม หรือนูนสูง ข้ึนมา ดอกยAอยเกิดอยAูรอบแกนกลางชAอดอก และเรียงตัวกันอัดแนAน ทำใหFชAอมีลักษณะเป?นกระจุกกลม เชนA ดอกบานไมรA ูFโรย กระถนิ - ชAอดอกของพืชวงศTทานตะวัน (Asteraceae) เชAน ดอกดาวเรือง ดาวกระจาย ทานตะวัน ดอกยAอยเรียงบนฐานรองดอกท่ีคAอนขFางกลมหรือแผAเป?นแผAนกวFาง ไมAมีกFานดอกยAอย ดอกยAอยมี 2 ชนิด คือ ดอกยAอยวงนอก (ray flower) มักเป?นดอกเพศเมีย (pistillate flower) หรือไมAมีเพศ สAวนดอก ท่ีอยAตู รงกลาง ๆ หรือสAวนในทั้งหมด เรยี ก ดอกยAอยวงใน (disc flower) ซ่งึ เป?นดอกสมบรู ณTเพศ 111
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง8) ชAอแยกแขนง (panicle) คลFายกับชAอกระจะ แตAจะมีชAอดอกแตกแขนงใหFเป?นชAอดอก แบบกระจะยอA ยตอA ไป เชนA ดอกสรFอยทอง 9) ชAอฉัตร (verticillate) ชAอดอกออกเป?นวงรอบขFอเป?นช้ัน คลFายฉัตร เชAน ดอกแมงลัก กะเพรา โหระพา 10) ชAอเชิงลดยAอย (spikelet) เป?นชAอดอกแบบหญFา หรือกก ที่แตAละชAอยAอยมีใบประดับ หนึ่งหรือสองใบรบั รอง 3.2.2 ชAอดอกแบบกระจุก (cymose inflorescence หรื determinate inflorescence) เป?นชAอดอกท่ีปลายชAอเจริญแบบสิ้นสุด ดอกยAอยบริเวณกลาง หรือบริเวณปลายสุดของชAอดอกจะบานกAอน ดอกยAอยทีอ่ ยบAู รเิ วณรอบนอก หรือถัดลงมาของกาF นชAอดอก แบAงไดดF ังนี้ 1) ชAอกระจุกดFานเดียว (monochasium) ชAอดอกท่ีดอกกลางบานกAอน ถัดต่ำลงมามี กิง่ ขาF งเจรญิ 1 กงิ่ เพยี งดาF นเดยี ว ใหFเป?นดอกดาF นขาF ง 1 ดอก สามารถแบงA ไดดF งั นี้ - ชAอกระจุกดFานเดียวเดี่ยว (simple monochasium) ชAอดอกท่ีประกอบดFวย 2 ดอก ดอกตรงกลางทย่ี อด 1 ดอก บานกอA น และดอกดาF นขFาง 1 ดอก - ชAอกระจุกดFานเดียวแบบประกอบ (compound monochasium) ชAอดอกแบบ ชAอกระจุกดFานเดียวเดี่ยว ที่แตกชAอแขนงซ้ำแบบเดิมตAอไปเร่ือย ๆ ทางดFานขFางเพียงดFานเดียว แบAงยAอยไดF เป?น 2 ชนดิ คอื • ชAอวงแถวเดี่ยว (helicoid cyme) ชAอกระจุกดFานเดียวท่ีแขนงของกFานดอกยAอย ออกดาF นเดียวกันตลอด ทำใหFชอA ดอกมลี กั ษณะโคงF เขFาหาแกนชอA • ชAอวงแถวคูA (scorpioid cyme) ชAอกระจุกดFานเดียวท่ีแขนงของกFานดอกยAอย ออกสลับซFายขวา 2) ชAอกระจุกสองดFาน (dichasium) ดอกที่ยอดหรือดอกตรงกลางบานกAอน (ดอกท่ีแกA สุด) ซ่ึงเป?นดอกท่ีเจริญมาจากตายอด ถัดต่ำจากดอกยอดลงมามีกิ่งดFานขFางเจริญ 2 ก่ิง ท่ีเจริญเป?นดอกขFาง 2 ดอก หรอื เปน? ชAอดอกกระจกุ ซFอนเป?นอันดบั ถัดไปไดFอีก แบAงยAอยไดF 2 ชนดิ คอื - ชAอกระจุกสองดFานเด่ียว (simple dichasium) ประกอบดFวย 3 ดอก ดอกตรง กลางท่ียอดบานกAอน และดอกขFาง 2 ดอกบานทหี ลงั เชAน ดอกมะลิ - ชAอกระจุกสองดFานประกอบ (compound dichasium) คลFายชAอกระจุกเดี่ยว แตA แตกแขนงซ้ำแบบเดมิ ตAอไปอีก 2 หรือ 3 อนั ดบั ทางดFานขาF งทง้ั สองขาF ง เชนA ดอกเข็ม 3) ชAอกระจุกแยกแขนง (thyrse หรือ cymose panicle) ชAอดอกแยกแขนงท่ีชAอดอก ยAอยเปน? ชอA ดอกประเภทปลายชอA เจริญแบบสน้ิ สดุ แตกA ารเจรญิ ของแกนชAอหลกั เป?นแบบเจริญไดFไมสA นิ้ สดุ 112
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 6.16 ดอกชอA ประเภทตาA ง ๆ 113
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงชอA ดอกชนดิ พิเศษ เป?นดอกชAอที่มีลกั ษณะตาA งจากทีก่ ลAาวมาแลวF ดงั นี้ 1) ชAอรูปถFวย หรือ ไซยาเทียม (cyathium) เป?นชAอดอกท่ีมีใบประดับเชื่อมติดกันเป?น รูปถFวยรองรับดอก ภายในมีดอกแยกเพศท่ีลดรูปเหลือแตAสAวนที่เป?นเกสรเทAานั้น ดอกเพศเมียมีเพียง 1 ดอก อยูAสAวนปลายชAอ มีดอกเพศผูFลดรูปเหลือเฉพาะเกสรเพศผูFจำนวนมาก ทั้งชAอดูคลFายดอกเดี่ยว พบเฉพาะใน พชื สกุลเปลFา (Euphorbia) เทาA นน้ั เชAน ดอกนำ้ นมราชสีหT ครสิ ตTมาส 2) ชAอดอกในโพรงฐานชAอดอก (hypanthodium) เป?นชAอดอกท่ีเกิดจากฐานรองดอก เจริญขึ้นเป?นรูปถFวยหรือรูปเกือบกลม มีชAองเล็ก ๆ ท่ีปลายเพื่อใหFแมลงเขFาไปชAวยในการผสมเกสร ผนังดFาน ในมดี อกแยกเพศขนาดเลก็ เรียงตัวแนนA พบในพืชสกุลมะเดอ่ื (Ficus) เทาA นนั้ เชAน ดอกมะเด่ือ โพธิ์ ไทร กลีบดอก (petal) ดอกท่ีมีกลีบดอกแยกเป?นอิสระ เรียกวAา กลีบดอกแยก (polypetalous) เชAน ดอกกุหลาบ จำปp บัว ดอกท่ีมีกลีบเช่ือมรวมกัน เรียกวAา กลีบดอกเชื่อมกัน (sympetalous หรือ gamopetalous) ทำ ใหFมีโครงสรFางที่เรียกวAา หลอดกลีบดอก (corolla tube) เชAน ดอกเข็ม ผักบุFง มะลิ ดอกท่ีมีกลีบดอกเชื่อม กนั มรี ปู รAางหลายแบบ (ภาพประกอบท่ี 6.17) สามารถแบAงไดดF งั น้ี 1. รูปปากเปÖด (bilabiate) กลีบดอกแยกเป?นสองสAวนที่ปลาย มีลักษณะคลFายปากที่เปÖด เชAน ดอกกะเพรา โหระพา 2. รูประฆัง (campanulate) ลักษณะคลFายรูประฆังหงาย กลีบดอกสAวนฐานกวFางและยังคง กวFางตอA เนือ่ งไปจนสAปู ลายกลีบ เชAน ดอกฟกÑ ทอง ตำลงึ 3. รูปกรวย (funnelform) รูปรAางแบบกรวย ปลายหลอดกลีบดอกเปÖดกวFาง ตรงโคนจะแคบ เชAน ดอกผกั บุFง ลำโพง 4. รูปลิน้ (ligulate) ปลายกลีบแผAแบนคลFายเป?นกลบี เดยี ว มรี ปู รAางคลาF ยลน้ิ เชนA ดอกยอA ย วงนอกของดอกทานตะวนั ดาวเรือง ดาวกระจาย 5. รูปหลอด (tubular) กลีบดอกเชื่อมติดกันเป?นหลอดยาว และแคบ ปลายกลีบเปÖด เชAน ดอกยอA ยวงในของดอกทานตะวนั ดาวเรอื ง ดาวกระจาย 6. รูปหลอดแคบปากบาน (salverform) รูปรAางเป?นหลอดแคบ สAวนแฉกของปลายกลีบดอก แผกA างทำมุมฉากกบั หลอด เชนA ดอกเขม็ 7. รูปคนโท (urceolate) รูปรAางปwองบริเวณกลางดอก ปลายสอบแคบ คลFายปากหมFอดิน เชAน ดอกบูลเบอร่ี 8. รูปวงลFอ (rotate) กลีบดอกเชื่อมกันเป?นหลอดสั้น สAวนปลายกลีบแผAกวFางออกไปในแนว รัศมคี ลาF ยวงลFอ เชนA ดอกมะเขือ 9. รูปดอกถั่ว (papilionaceous) กลีบดอกบางกลีบเชื่อมติดกัน แตAบางกลีบไมAเชื่อมติดกัน แผอA อกไปสองขาF งคลFายปกp รูปราA งดอกคลาF ยผีเสอ้ื เชAน ดอกของพชื วงศถT ่ัว 114
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 6.17 รูปดอกประเภทตาA ง ๆ การเรียงกลีบดอก (aestivation หรือ prefloration) เป?นการจดั ระเบยี บของกลบี ดอก แบAงไดหF ลายแบบ (ภาพประกอบที่ 6.18) ดงั น้ี 1. กลีบซFอนเหล่ือม (imbricate) กลีบซFอนกัน ขอบของกลีบหน่ึงจะซFอนทับของของกลีบหน่ึง แตมA ี 1 กลีบอยดูA Fานในสุดของกลบี อนื่ เชAน ดอกของพืชวงศTถัว่ บางชนดิ 2. กลีบจรดกัน (valvate) กลีบเรียงไมAซFอนกัน ขอบของแตAละกลีบหAางหรือชนกันพอดี เชAน ดอกวงศTทานตะวนั 3. กลีบแบบควินคลั เชยี ล (quincuncial) คลาF ยแบบซFอนเหลอื่ ม แตกA ลีบดาF นในสุดมี 2 กลบี 115
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง4. กลีบบิดเวียน (convolute) กลีบเรียงซFอนกัน ขอบของกลีบหนึ่งจะซFอนทับกับขอบอีกกลีบ หนึ่ง เชAน ดอกชบา 5. กลีบขอบพับเขFา (induplicate) กลีบเรียงชนกัน และขอบกลีบโคFงเขFาดFานใน เชAน ดอกของ พืชวงศTแตง พชื วงศถT ว่ั บางชนดิ 6. กลีบขอบพับออก (reduplicate) กลีบเรียงชนกนั และขอบกลีบโคFงออกดFานนอก 7. กลีบกFนหอย (cochleate) กลีบเรียงกันโดยมีกลีบอยดAู Fานในหลายกลีบ และมีกลบี นอก สดุ หมFุ กลีบที่อยAดู าF นใน เชAน ดอกวงศTถว่ั บางชนิด ภาพประกอบท่ี 6.18 การเรียงกลีบดอกประเภทตาA ง ๆ สมมาตรดอก (flower symmetry) ดอกมีรูปรAางท่ีแตกตAางกัน ทำใหFแบAงดอกไดFตามสมมาตรไดF 3 ประเภท (ภาพประกอบที่ 6.19) คอื 1. ดอกสมมาตรตามรัศมี (actinomorphic flower หรือ regular flower) คือ ดอกที่เมื่อ แบAงผAานศูนยTกลางแลวF จะไดF 2 สAวนทเ่ี หมือนกนั ทุกประการทกุ ระนาบ เชนA ดอกจำปp บานบรุ ี ชบา บัว 2. ดอกสมมาตรดFานขFาง (zygomorphic flower หรือ irregular flower) คือ ดอกที่เม่ือ แบAงผAานจุดศูนยTกลางแลFวจะไดF 2 สAวนที่เหมือนกันทุกประการไดFเพียงระนาบเดียว เชAน ดอกกลFวยไมF อญั ชัน หางนกยูงไทย ปบp กะเพรา 3. ดอกไมAมีสมมาตร (asymmetry flower) คือ ดอกที่มีกลีบดอกที่ลักษณะและขนาดตAางกัน ทุกกลีบ 116
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 6.19 สมมาตรดอก การเรยี งตัวของเกสรเพศผ0ู (stamen arrangement) เกสรเพศผูขF องดอกไมแF ตAละชนิดมีการเรยี งตัวท่ีแตกตAางกนั ดงั นี้ 1. เกสรเพศผอูF ยตูA รงกันกับกลีบดอก (antipetalous stamen หรอื opposite petal) 2. เกสรเพศผูFอยรAู ะหวาA งกลีบดอก (antisepalous stamen หรอื alternate petal) 3. เกสรเพศผูFอยไูA มโA ผลAพนF กลบี ดอก (cryptantherous stamen) 4. เกสรเพศผอูF ยูโA ผลAพFนสงู กวAากลบี ดอก (phanerantherous stamen) 5. เกสรเพศผFูอยูAเช่ือมตดิ กับเกสรเพศเมีย (gynandroua stamen) 6. เกสรเพศผFูมีลกั ษณะคลาF ยกลบี ดอก (petaloid stamen) การเชอื่ มติดกันของเกสรเพศผ0ู (cohesion of stamen) แบAงไดF 3 ประเภท ไดแF กA 1. การเช่ือมติดเป?นกลุAม (adelphous) คือ กFานชูเกสรเพศผFูเชื่อมติดกันเป?นกลุAม แตAอับเรณู เป?นอิสระไมเA ชอ่ื มตดิ กนั แบAงออกเป?น 3 ประเภท (ภาพประกอบท่ี 6.20) คือ 1.1 การเชื่อมติดกลุAมเดียว (monadelphous) คือ กFานชูเกสรเพศผูFรวมกันเป?นกลAุม หรือมดั เดยี ว เชนA ดอกชบา พรูA ะหง 1.2 การเช่ือมติดสองกลAุม (diadelphous) คือ กFานชูเกสรเพศผูFแยกเป?น 2 กลAุม เชAน ดอกแค โสน 1.3 การเช่ือมติดหลายกลุAม (polyadelphous) คือ กFานเกสรเพศผูFอยูAรวมกันเป?นกลุAม มากกวาA สองกลุAมขน้ึ ไป เชนA ดอกงว้ิ 2. การที่อับเรณูติดกัน (syngenesious) คือ อับเรณูเช่ือมติดกันแตAกFานเกสรเพศผูFแยกออก จากกนั เชAน ดอกยอA ยวงในของทานตะวนั ดาวเรือง 3. การท่ีเกสรเพศผFูเช่ือมกัน (synandrous) คือ กFานชูเกสรเพศผูFเชื่อมติดกัน และอับเรณู เช่ือมตดิ กัน เชAน ดอกเพศผFขู องตำลงึ 117
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 6.20 เกสรเพศผูFประเภทตาA ง ๆ 118
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสวA นใหญเA กสรเพศผFมู ีความยาวไลAเลยี่ กัน แตพA ืชบางชนดิ มคี วามยาวไมเA ทาA กัน สามารถแบงA ไดF 2 ประเภทคอื 1. ยาวสองสั้นสอง (didynamous) คือ เกสรเพศผูFมี 4 อัน ขนาดยาว 2 อัน ส้ัน 2 อัน เชAน ดอกกะเพรา ตอF ยต่ิง 2. ยาวสี่สั้นสอง (tetradynamous) คือ เกสรเพศผFูมี 6 อัน ขนาดยาว 4 อัน สั้น 2 อัน เชAน ดอกคะนFา ผกั กาดเขยี ว การตดิ ของอับเรณูกบั ก0านชูเกสรเพศผู0 (attachment of anther to the filament) สามารถแบAงออกไดหF ลายประเภท (ภาพประกอบที่ 6.20) ดังนี้ 1. แบบเชื่อมติด (adnate) กFานชูเกสรเพศผูFเชื่อมติดกับอับเรณู โดยเชื่อมจากฐานเรณูไป ตามแนวยาวของอบั เรณู เชนA ดอกบวั สาย จำปา 2. แบบติดที่ฐาน (basifixed หรือ innate) กFานชูเกสรเพศติดที่ฐานหรือโคนอับเรณู เชAน ดอกมะเขือ กวางตFงุ 3. แบบตดิ ดาF นหลัง (dorsifixed) กาF นชเู กสรเพศผFตู ดิ ที่ดFานหลงั ของอับเรณู เชAน ดอกตีนเปด? 4. แบบติดไหวไดF (versatile) กFานชูเกสรเพศผFูติดกับบริเวณตรงกลางของอับเรณู ทำใหFอับ เรณูหมนุ ไดรF อบทิศ แกวงA ไปมาไดF เชนA ดอกพลบั พลงึ การแตกของอับเรณู (anther dehiscence) เมื่ออับเรณูเจริญเต็มที่จะแตกออก เพื่อใหFเรณูสามารถกระจายไดF การแตกของอับเรณูมีหลาย แบบ (ภาพประกอบที่ 6.21) สามารถแบงA ไดดF งั นี้ 1. อับเรณูแตกตามยาว (longitudinal dehiscence) อับเรณูจะแตกตามยาวของอับเรณู เชนA ดอกชมพูA จิกนำ้ 2. อับเรณแู ตกตามขวาง (transverse dehiscence) อับเรณูจะแตกตามขวางของอบั เรณู 3. อับเรณูแตกตามชAอง (porous dehiscence) อับเรณูมีสAวนที่เปÖดเป?นชAองหรือรูเล็ก ๆ ท่ี ปลายอบั เรณู เชAน ดอกมะเขือ ข้เี หล็ก 4. อับเรณูแตกแบบมีลิ้นเปÖดปÖด (valvular dehiscence) อับเรณูที่มีฝาเปÖดคลFายกับลิ้น เชนA ดอกอบเชย 119
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316