มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 6.21 การแตกของอับเรณู การหันของอบั เรณู (facing of the anther) เมอื่ อับเรณเู จรญิ เตม็ ท่ี จะมกี ารหันในรูปแบบตAาง ดงั ตAอไปนี้ 1. อบั เรณูหนั ออก (extrorse) อบั เรณหู ันดFานหนาF ออกจากดอก 2. อับเรณหู นั เขFา (introrse) อับเรณหู นั ดFานหนาF เขFาภายในดอก 3. อบั เรณูหันดFานขาF ง (latrorse) อบั เรณูหันดFานขาF งออกจากดอก ชนิดของเกสรเพศเมยี (type of pistil) สามารถแบAงตามจำนวนคารเT พลไดดF งั น้ี 1. เกสรเพศเมียเด่ียว (simple pistil) เป?นเกสรเพศเมียที่เจริญมาจากคารTเพลเดียว เชAน สะตอ กระถนิ 2. เกสรเพศเมียประกอบ (compound pistil) เป?นเกสรเพศเมียท่ีเจริญมาจากคารTเพลตั้งแตA 2 คารTเพลขนึ้ ไป แบงA ไดF 2 ชนดิ ไดFแกA 2.1 คารTเพลแยก (apocarpous) 2.2 คารTเพลเชือ่ ม (syncarpous) ชนดิ รังไข) (type of ovary) แบAงโดยใชตF ำแหนงA ของรังไขเA ป?นเกณฑT สามารถแบงA ไดF 3 ชนิด (ภาพประกอบท่ี 6.22) คือ 1. รังไขAเหนือวงกลีบ (superior ovary) คือ รังไขAอยูAเหนือสAวนอ่ืน ๆ ของดอก เชAน มะเฟzอง มังคุด มะเขอื มะมวA ง มะนาว 2. รังไขAก่ึงใตFวงกลีบ (half inferior ovary) คือ รังไขAที่มีสAวนหนึ่งของรังไขAฝÑงอยูAในฐานดอก รงั ไขAชนดิ น้พี บนอF ย 3. รังไขAใตFวงกลีบ (inferior ovary) คือ รังไขAอยูAต่ำกวAาสAวนอื่น ๆ ของดอก หรือฝÑงอยAูใน ฐานดอก เชนA กุหลาบ ฟÑกทอง ตำลงึ ชมพAู 120
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 6.22 ตำแหนงA ของรงั ไขA ยอดเกสรเพศเมยี (stigma) เป?นสวA นทอี่ ยปูA ลายเกสรเพศเมีย มีรปู รAางหลายแบบ ดังน้ี 1. เป?นตAุม (apitate) 2. คลFายกระบอง (clavate) 3. เปน? สนั (crested) 4. รูปคลFายจาน (discoid) 5. เปน? ชายครุย (fimbriate) 6. เป?นเสFน (lineate) 7. มขี นยาวนAุม (plumose) 8. คลาF ยทรงกระบอก (terete) 9. เปน? พหู รือครีบ (lobed) 121
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการจัดเรียงออวลุ ในรงั ไข) (placentation) บรเิ วณท่ไี ขAตดิ กบั ผนงั รังไขA เรยี กวAา รก (placenta) การจดั เรยี งของออวลุ ท่พี ลาเซนตาภายใน รังไขAมีหลายแบบ (ภาพประกอบที่ 6.23) ดงั นี้ 1. พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ (parietal placentation) ออวุลติดที่ผนังของรังไขAตรงรอย เชื่อมระหวาA งคารเT พล ภายในรังไขมA ี 1 หอF ง (locule) เชAน แตงกวา มะเขอื 2. พลาเซนตารอบแกนรAวม (axile placentation) ออวุลติดตรงแกนกลางของรังไขAที่มีผนัง กนั้ ภายในเปน? หอF ง ภายในรังไขAมีหลายหอF ง เชนA พริก สมF พทุ ธรักษา 3. พลาเซนตาทั่วผนัง (laminar placentation) ออวุลทว่ั ไปตามผนังดFานในของรงั ไขA เชAน บวั สาย 4. พลาเซนตาแนวเดียว (marginal placentation) ออวุลติดตามตะเข็บเพียงแนวเดียว ซึ่ง พบในเกสรเพศเมียเดี่ยว (simple pistil) ทีเ่ กิดจาก 1 คารTเพล เชนA พชื วงศTถ่วั 5. พลาเซนตารอบแกน (free-central placentation) ออวุลติดที่แกนกลางของรังไขA ภายใน รังไขมA หี Fองเดยี ว 6. พลาเซนตาท่ียอด (apical placentation) ออวุลติดท่ียอดของรังไขA มีเพียง 1 ออวุล ติดใน ลกั ษณะหอF ยลงมาจากยอดรงั ไขA เชAน บัวหลวง 7. พลาเซนตาทฐี่ าน (basal placentation) ออวุลตดิ อยAูท่ฐี านของรังไขA เชนA พริกไทย ภาพประกอบที่ 6.23 การจดั เรยี งออวุลในรงั ไขA 122
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงผล (fruit) ผล คือ รังไขAท่ีเจริญเติบโตเต็มท่ีหลังจากการปฏิสนธิ (fertilization) มีการเปล่ียนแปลงของเน้ือ ผล เชAน มีลักษณะแข็ง เหนียว นุAม และภายในมีเมล็ดที่เจริญมาจากออวุล ผลบางชนิดมีสAวนอ่ืนเจริญติดมา ดFวย เชAน กลีบเล้ียง ฐานดอก เป?นตFน ผลบางชนิดเกิดจากรังไขAท่ีไมAไดFรับการผสมพันธTุ เรียกวAา ผลลม (parthenocarpic fruit) และเรียกการเกิดผลแบบนี้วAา การเกิดผลลม (parthenocarpy) ผลแบบน้ีอาจมี หรอื ไมมA ีเมล็ดกไ็ ดF เชAน กลFวย มะเขอื ยาว สว) นประกอบของผล (fruit structure) ผลเป?นสAวนทีเ่ จรญิ เปลยี่ นแปลงมาจากผนังรังไขA ผนงั ของรังไขจA ะหนามากหรือนอF ยขนึ้ กบั ชนดิ ของผล เรียกผนังรังไขAที่เปลี่ยนแปลงวAา ผนังผล (pericarp) ซึ่งผนังผลประกอบดFวยเน้ือเยื่อ 3 ชั้น (ภาพ ประกอบที่ 6.24) ดงั น้ี 1. ผนังผลชั้นนอก (exocarp หรือ epicarp) เป?นชั้นนอกสุดของผลที่มักเรียกวAา เปลือก ซ่ึง ผลแตAละชนิดจะมีความหนาเปลือกแตกตAางกัน ผลเปลือกอAอน เชAน มะมAวง มะปราง ผลเปลือกแข็งและ เหนียว เชAน มะพราF ว ฟÑกทอง 2. ผนังผลช้ันกลาง (mesocarp) เป?นชั้นถัดเขFาไปดFานใน มักมีเนื้อนุAม สามารถรับประทานไดF เชนA มะมAวง มะปราง บางชนิดเปน? เสFนใยเหนียว เชนA มะพรFาว ปาลTม 3. ผนังผลชั้นใน (endocarp) อยAูช้ันในสุด มักอAอนนุAม เป?นสAวนที่รับประทานไดF เชAน มะนาว บางชนิดจะแขง็ เชนA มะมAวง มะปราง และกะลามะพรFาว ภาพประกอบที่ 6.24 สAวนตาA ง ๆ ของผล 123
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงชนดิ ผล (fruit type) พิจารณาตามจำนวนของดอกและรังไขAวAาเช่ือมติดกัน หรือแยกกันเป?นอิสระ สามารถแบAงเป?น 3 ชนดิ (ภาพประกอบที่ 6.25) ดังน้ี 1. ผลเด่ียว (simple fruit) คือ ผลท่ีเกิดจากดอกเดียว รังไขAอาจมีหนึ่งหรือหลายคารTเพลเชื่อม ติดกัน ดอกเป?นดอกเด่ียวหรือดอกชAอก็ไดF แตAดอกยAอยในชAอดอกเจริญแยกเป?นแตAละผล เชAน ผลมะละกอ มะมAวง ลำไย ทุเรยี น มงั คดุ 2. ผลกลAุม (aggregate fruit) คือ ผลที่เกิดจากดอกเดียวที่มหี ลายรังไขAแยกจากกัน แตAละรัง ไขAจะเกิดเป?นผลยAอย เมื่อรังไขAไดFรับการปฏิสนธิ ฐานดอกจะเจริญเติบโต กลายเป?นเนื้อรับประทานไดF เชAน ผล สตรอเบอรี่ บางชนิดกลุAมรังไขAจะติดอยูAบนฐานดอกที่มีลักษณะเป?นแกนยาว ดูคลFายผลเดี่ยว เชAน นFอยหนAา บางชนิดรังไขAแตAละอันเจริญแยกกลายเป?นผลเล็ก ๆ แยกกัน แตAอยูAบนกFานเดียวกัน เชAน จำปp จำปา กระดังงา การเวก นมแมว 3. ผลรวม (multiple fruit) คือ ผลท่ีเกดิ จากดอกยAอยหลาย ๆ ดอก ในชอA เดยี วกนั เจรญิ เชอื่ ม ติดกันเป?นผลเดียวเชAน ผลสับปะรด มะเด่ือ หมAอน ขFาวโพด ผลรวมบางชนิด เชAน สาเก ยอ และขนุน หนามของผลคอื ยอดเกสรเพศเมยี ซึ่งเนื้อขนนุ เป?นสAวนของกลีบเลี้ยง และกลีบดอกรวม ภาพประกอบที่ 6.25 ผลประเภทตาA ง ๆ 124
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงผลเดี่ยวสามารถแบAงเปน? 2 ประเภทหลักคอื 1. ผลสด (fleshy fruit) คือ ผลท่ีผนังผลมีลักษณะอวบน้ำ อAอนนุAม ไมAแหFง (ภาพประกอบท่ี 6.26) แบงA ยอA ยออกไดเF ป?นดังน้ี 1.1 ผลมีเนื้อหลายเมล็ด (berry) เป?นผลสดที่มีหลายเมล็ด ผนังผลอAอนนุAมทั้งหมด เชAน ฝรั่ง มะเขอื มะเขอื เทศ มะละกอ 1.2 ผลผนังชั้นในแข็ง (drupe) เป?นผลที่มีผนังผลชั้นนอกอAอนนุAมและบาง ผนังผลชั้นกลาง อAอนนAุม ผนังผลช้ันในแข็ง หรือเหนียวหุFมเมล็ดเอาไวF ผลชนิดน้ีมี 1 เมล็ด เชAน มะมAวง พุทรา มะปราง มะพราF ว 1.3 ผลผนังชั้นในเป?นกลีบ (hesperidium) เป?นผลท่ีผนังผลทั้ง 3 ชั้นไมAเป?นเน้ือเดียวกัน ผนัง ผลชั้นนอกหนา อาจแข็งหรือเหนียว มักมีตAอมน้ำมันมาก ผนังชั้นกลางมีสีขาว ติดกับผนังผลชั้นนอก สAวน ผนังผลชั้นในมีลักษณะเป?นกลีบ ๆ แยกกัน ภายในมีถุงที่บรรจุน้ำเลี้ยง (juice vesicles) จำนวนมาก เชAน มะนาว มะกรูด สFม 1.4 ผลแบบแตง (pepo หรือ gourd) เป?นผลที่มีผนังผลชั้นนอกแข็งและเหนียว ผนังผลช้ันกลาง และชน้ั ในอAอนนAุม มเี มล็ดมาก เจรญิ มาจากรังไขใA ตFวงกลบี เชนA แตงกวา บวบ นำ้ เตาF แตงโม ฟÑกทอง 1.5 ผลแบบกลFวย (baccate) เป?นผลที่ผนังผลชั้นนอกหนา แข็ง ผนังผลชั้นกลางและชั้นใน ออA นนAมุ มเี มลด็ มาก เป?นผลที่เจรญิ มาจากรังไขใA ตFวงกลบี เชAน กลFวย 1.6 ผลเทียมมีเน้ือ (pome) เป?นผลท่ีมีเปลือกบาง ฐานรองดอกเจริญเป?นเน้ือของผล เรียกวAา ผลเทียม (pseudocarp) ผลทแ่ี ทจF รงิ อยดAู าF นในเปน? แกนแขง็ เชนA แอปเปôลÖ สาล่ี แพรT เปน? ตFน ภาพประกอบที่ 6.26 ผลสดประเภทตาA ง ๆ 125
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงผลบางชนิดมีเนื้อเยื่อที่เจริญมาจากเย่ือหุFมเมล็ด (aril) รับประทานไดF สAวนผนังผลเป?นเปลือก เชAน เงาะ ทเุ รียน ลางสาด ลำไย ลิน้ จี่ (ภาพประกอบที่ 6.27) ภาพประกอบที่ 6.27 ผลลนิ้ จี่ 2. ผลแห0ง (dry fruit) คอื ผลท่ีแกแA ลวF เนือ้ ผลกลายเป?นเปลือกแขง็ และแหFง แบAงเป?น 2 ประเภทคอื 2.1 ผลแหงF ที่ไมแA ตก (indehiscent dry fruit) (ภาพประกอบที่ 6.28) 2.1.1 ผลแหFงเมล็ดลAอน (achene) เป?นผลขนาดเล็ก มี 1 เมล็ด ผนังผลแหFงและไมAติดกับ เมล็ด เชนA ผลทานตะวัน 2.1.2 ผลธัญพืช (caryopsis หรือ grain) คลFายกับผลแหFงเมล็ดลAอน แตAผนังผลติดกับ เปลือกหุFมเมล็ด เชAน ขFาว ผลของพืชวงหญาF 2.1.3 ผลเปลือกแข็ง (nut) เป?นผลที่มีเปลือกแข็งคลFายแผAนหนัง เป?นผลที่เกิดจากรังไขAที่มี หลายคารเT พลเชอ่ื มติดกัน แตAมเี มลด็ เดียว เชAน ผลมะมAวงหิมพานตT เกาลัด กระจับ บัว 2.1.4 ผลเปลือกแข็งมีกาบหุFม (acorn) คลFายผลเปลือกแข็ง มี 1 เมล็ด แตAมีกาบหุFมผล ท้งั หมด เชAน ผลของลูกกAอ 2.1.5 ผลปpกเดียว (samara) เป?นผลที่มีเมล็ดเดียว ผนังผลแข็งและแผAแบนคลFายปpก เพ่ือใหFปลิวลมไดF เชAน ประดูA ตะเคียน สนทะเล หากผลแบบน้ีเจริญมาจากรังไขAที่มี 2 คารTเพล เกิดเป?นผลท่ี มีลักษณะเป?นผลแฝด แตAละผลมีปpกที่ปลายผลละ 1 ปpก เรียกวAา ผลปpกเดียวแฝด (double samara) เชAน ผลกAวมแดง 2.1.6 ผลคลFายผลมีปpก (samaroid) เป?นผลท่ีมีกลีบเล้ียงติดทน (persistent calyx) ขยายขนาดเป?นแผAนยาวคลFายปpก เชAน ยางนา เหียง พลวง หรือผลท่ีมีกลีบดอกติดทน (persistent corolla) แผAเป?นปpก เชนA รกั ใหญA 126
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 6.28 ผลแหงF ไมAแตก 2.2 ผลแหFงแตก (dehiscent dry fruit) (ภาพประกอบที่ 6.29) 2.2.1 ผลแตกแนวเดียว (follicle) เป?นผลท่ีเกิดจาก 1 คารTเพล แตกตามรอยตะเข็บ 1 ดFาน เชAน สำโรง พงุ ทะลาย รัก จำปา จำปp ลั่นทม โปยö กกั๊ 2.2.2 ผลแตกสองแนว (legume) เป?นผลที่เกิดจาก 1 คารTเพล เม่ือผลแกAจะแตกตามรอย ตะเขบ็ ทัง้ 2 ดาF น เชAน กระถนิ ถ่ัวลนั เตา แค ชงโค 2.2.3 ผลแบบฝÑกหักขFอ (lomentum) เป?นผลท่ีเกิดจาก 1 คารTเพล มีการแตกตามขวาง ของฝÑกออกเป?นทAอน ๆ เชAน ไมยราบ จามจุรี 2.2.4 ผลแตกแนวคAูมีผนังกลาง (silique หรือ silicle) เป?นผลท่ีเกิดจากรังไขAที่มี 2 คารTเพล เม่ือผลแกAจะแตกตามยาวจากโคนถึงปลายผล สAวนของผนังผลท่ีแหFงจะติดกันท่ีปลายผล เมล็ดติดอยูAที่ แกนกลาง เชAน ตอF ยต่ิง ผกั กาด ผกั เส้ยี น 2.2.5 ผลแหงF แตก (capsule) เป?นผลท่ีเกิดจากรังไขA 2 คารTเพลข้นึ ไป แบAงออกไดFดังน้ี 1) ผลแตกกลางพู (loculicidal capsule) เป?นผลที่แตกตรงกลางระหวAางพู เชAน ทเุ รยี น ตะแบก อนิ ทนนิ 2) ผลแตกตามรอยประสาน (septicidal capsule) เป?นผลที่แตกตรงผนังกั้นพู หรือ ตามรอยเชอื่ มระหวAางคารเT พล เชนA กระเชFาสีดา 127
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3) ผลแตกแบบเปÖดฝา (circumscissile capsule) เป?นผลที่แกAแลFวแตกตามขวาง และ มฝี าเปÖด มักมเี มลด็ จำนวนมาก เชนA หงอนไกA โสม 4) ผลแตกตามชAอง (poricidal capsule) เป?นผลท่ีมีรอยเปÖดเป?นชAองหรือรูท่ีอยAูสAวน ปลายผล เพ่อื ใหFเมล็ดออกมาไดF เชนA ฝÖ{น 5) ผลแยกแลFวแตก (schizocarp) เป?นผลที่เม่ือแกAแลFวคารTเพลแตAละคารTเพลแยกหลุด จากกันเป?น 2 ซีก แตAละคารTเพลเรียกวAา ซีกผลแบบผักชี (mericarp) ซึ่งภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด เชAน ลกู ผักชี ย่ีหรAา แครอท ภาพประกอบที่ 6.29 ผลแหงF แตก 128
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเมลด็ (seed) เมลด็ คือ ออวุลท่ไี ดFรบั การผสมพนั ธแTุ ลFว สามารถเตบิ โตงอกเป?นตFนอAอนตอA ไป ส)วนประกอบของเมล็ด (seed structure) เมลด็ มสี Aวนประกอบทีส่ ำคัญ ดังนี้ 1. เปลือกหมุ0 เมล็ด (seed coat) เปล่ียนแปลงมาจากผนังออวลุ (integument) มี 2 ชนั้ คือ 1.1 เปลอื กเมล็ดชั้นนอก (tesla) มกั หนาและแขง็ 1.2 เปลือกเมล็ดช้นั ใน (tegment) มกั เปน? เยื่อบาง สีขาว 2. เอ็มบริโอ (embryo) เป?นสAวนท่ีเจริญมาจากไซโกต และจะเจริญเป?นตFนพืชตAอไป มีสAวน ประกอบทสี่ ำคญั ดังน้ี 2.1 ใบเล้ียง (cotyledon) ในเมล็ดพืชใบเล้ียงคูAจะมีใบเล้ียง 2 ใบ สAวนพืชใบเล้ียงเด่ียว จะ มีใบเลี้ยงเพียงใบเดียว เรียกวAา ใบเล้ียงธัญพืช (scutellum) ใบเลี้ยงทำหนFาที่เก็บสะสมอาหารสำหรับ การเจริญของเอ็มบริโอ ใบเลี้ยงบางชนิดจะดูดอาหารจากเอนโดสเปÖรTมมาเก็บไวFในใบเลี้ยง ทำใหFมีขนาด ใหญA อวบ หนา เชAน ใบเลี้ยงของถั่ว มะขาม ขนุน สAวนใบเล้ียงบางชนิดไมAสามารถดูดอาหารจากเอนโด- สเปรÖ Tมจึงมีลกั ษณะแบนบาง เชนA ละหงุA 2.2 ตFนอAอนเหนือใบเล้ียง (epicotyl) เป?นสAวนท่ีอยAูเหนือใบเล้ียง สAวนนี้เจริญไปเป?นลำตFน ใบ และดอกของพืช สAวนปลายสุดเรียกวAา ยอดแรกเกิด (plumule) ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีปลอกหุFมยอด แรกเกิด (coleoptile) และมปี ลอกหFมุ รากแรกเกิด (coleorhiza) 2.3 ตนF ออA นใตใF บเลย้ี ง (hypocotyle) เป?นสAวนท่อี ยAใู ตใF บเล้ยี ง เจริญไปเป?นลำตนF 2.4 รากแรกเกิด (radicle) เป?นสAวนลAางสุดของเอ็มบริโอตAอจากลำตFนใตFใบเลี้ยง ในพืชใบ เลี้ยงคูAจะเจริญไปเป?นรากแกFว พืชใบเลี้ยงเดี่ยวรากแกFวจะเจริญระยะหนึ่ง หลังจากน้ันจะมีรากฝอยข้ึน แทนท่ี 3. เอนโดสเปqรkม (endosperm) เป?นสAวนของเมล็ดที่ทำหนFาท่ีสะสมอาหาร เมล็ดบางชนิด เกบ็ สะสมอาหารไวFในใบเลยี้ งจงึ ไมAมเี อนโดสเปÖรTม ดังน้ันจึงแบAงเมล็ดออกเปน? 2 ชนดิ ไดแF กA 3.1 เมลด็ มีเอนโดสเปÖรTม (albuminous seed) เชนA ละหุAง มะพราF ว ขFาว 3.2 เมลด็ ไรFเอนโดสเปÖรมT (exalbuminous seed) เชAน ถ่วั ทานตะวัน 129
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงลักษณะภายนอกของเมลด็ เมล็ดประกอบดFวยสวA นตAาง ๆ ดังน้ี 1. กFานเมล็ด หรือ กFานออวุล (funiculus) คือ กFานที่ยึดเมล็ดหรือออวุลใหFติดกับผนังรังไขA ในบริเวณพลาเซนตา 2. ข้ัวเมล็ด (hilum) คือ บริเวณที่เป?นรอยแผลบนเมล็ด ซึ่งเป?นตำแหนAงติดของกFานเมล็ด พบชัดเจนในเมลด็ ถวั่ 3. สันขว้ั เมลด็ (raphe) คอื สันบนเมลด็ เกดิ จากกาF นออวลุ โคFงมาหลอมตดิ กบั สวA นผนังออวุล 4. ฐานออวลุ (chalaza) คอื สAวนฐานของออวุลทีเ่ ช่อื มตดิ กับกFานออวุล 5. ไมโครไพลT (micropyle) คือ รูเล็กที่ผนังออวุลหรือเปลือกหุFมเมล็ด เป?นชAองสำหรับใหF หลอดเรณู (pollen tube) ผAานเขFาไปในออวุล และเป?นทางที่น้ำจะซึมเขFาไปในเมล็ดไดF นอกจากน้ีเมื่อ เมลด็ งอกก็จะเป?นทางออกของรากแรกเกิด บทสรปุ ในการจัดจำแนกชนิดของพืช จำเปน? อยAางยงิ่ ท่ตี อF งศึกษาลกั ษณะทางสณั ฐานของพืช โดยลักษณะ เหลAานจี้ ะแปรผันไปตามชนดิ ของพชื ลักษณะวิสัยของพืช แบAงโดยใชFโครงสรFางของพืชไดF สามารถแบAงไดFเป?น 2 ชนิด คือ พืชมีเนื้อไมF และพืชไมAมีเน้ือไมF การแบAงโดยใชFจำนวนครั้งท่ีพืชมีดอก สามารถแบAงไดF 2 ชนิด คือ พืชออกดอกผลครั้ง เดียว และพืชออกดอกผลหลายคร้ัง การแบAงโดยใชFท่ีอยูAอาศัย สามารถแบAงไดF 4 ชนิด คือ พืชบก พืชน้ำ พืช องิ อาศัย และพืชเบียน ราก แบAงเป?นรากแกFว รากฝอย รากแขนง และยังมีรากบางชนิดที่ทำหนFาที่พิเศษ ไดFแกA รากเกาะ รากค้ำจุน รากสงั เคราะหTดวF ยแสง รากหายใจ รากสะสมอาหาร รากเบยี น และรากถงุ เลก็ ลำต0น ประกอบดFวย 2 สAวน คือ ขFอ และปลFอง สามารถแบAงตามแหลAงที่อยAูไดF 2 ชนิด คือ ลำตFน เหนอื ดนิ และลำตนF ใตดF นิ โดยลำตFนใตFดนิ มีหลายชนิด ไดFแกA เหงFา หัวแบบมันฝร่งั หวั แบบเผอื ก หัวแบบหวั หอม นอกจากน้ีลำตFนบางชนิดสามารถเปล่ียนไปทำหนFาที่อื่นไดF เชAน ลำตFนสะสมอาหาร ลำตFนท่ีเป?นแปลง ไปเป?นมอื เกาะ ลำตFนทีเ่ ปลย่ี นแปลงไปเป?นหนามหรือขอเกาะ ลำตFนสังเคราะหTดFวยแสง ใบ ประกอบดFวย แผAนใบ กFานใบ และหูใบ มีลักษณะทางสัณฐานหลายประการ ไดFแกA ชนิดของ ใบ การเรียงใบ เสFนใบ รูปรAางใบ ปลายใบ โคนใบ ลักษณะของผิวใบ ลักษณะใบอAอน ใบที่เปล่ียนแปลงไป ทำหนาF ท่ีพิเศษ ดอก ประกอบดFวย กFานดอก ฐานรองดอก กลีบเล้ียง กลีบดอก มีลักษณะทางสัณฐานหลาย ประการ ไดFแกA ชนิดของดอกไมF กลีบดอก การเรียงกลีบดอก สมมาตรดอก การเรียงตัวของเกสรเพศผูF การ เชื่อมติดกันของเกสรเพศผFู การติดของอับเรณูกับกFานชูเกสรเพศผFู การแตกของอับเรณู การหันของอับเรณู ชนดิ ของเกสรเพศเมยี ชนิดรังไขA ยอดเกสรเพศเมยี ตำแหนงA ออวลุ การจดั เรียงออวลุ ในรงั ไขA 130
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงผล ประกอบดFวย ผนังผลช้ันนอก ผนังผลชั้นกลาง ผนังผลชั้นใน สามารถแบAงตามจำนวนของ ดอกและคารTเพลวAาเชื่อมติดกัน หรือแยกกันเป?นอิสระ เชAน ผลเด่ียว ผลกลAุม ผลรวม และสามารถแบAงชนิด ผลเด่ยี วออกเปน? ผลสด และผลแหงF เมล็ด มีสAวนประกอบคือ เปลือกหุFมเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปÖรTม ลักษณะภายนอกเมล็ด ประกอบดFวย กFานเมลด็ ขั้วเมล็ด สนั ขั้วเมล็ด ฐานออวุล และไมโครไพลT ทั้งนี้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของพืชบางอยAาง อาจเป?นลักษณะเดAนของพืชในบางวงศT เชAน วงศT กก (Cyperaceae) มีลำตFนเป?นสัน เม่ือตัดตามขวางคลFายรูปสามเหลี่ยม วงศTกลFวย (Musaceae) กาบใบ หนาหุFมเป?นลำตFนเทียม แผAนใบรูปขอบขนานขนาดใหญA วงศTผักบุFง (Convolvulaceae) มีดอกรูปกรวย ขนาดใหญA วงศTผักกาด (Brassicaceae) มีกลีบดอกเรียงเป?นรูปกากบาท วงศTมะเขือ (Solanaceae) มีกลีบ ดอกเป?นรูปวงลFอ วงศTบุก (Araceae) มีชAอดอกแบบชAอเชิงลดมีกาบ วงศTธูปêษี (Typhaceae) มีชAอดอก แบบชAอเชิงลด เรียงอัดแนAนเป?นรูปแทAงทรงกระบอกคลFายธูป ดังน้ันหากผFูศึกษามีความเขFาใจในลักษณะ สณั ฐานวิทยาของพชื จะชวA ยใหสF ามารถจัดจำแนกชนิดของพชื ไดFรวดเรว็ ขน้ึ คำถามทบทวน 1. ราก และลำตFนใตFดิน มคี วามแตกตAางกนั อยาA งไร จงอธิบายและยกตวั อยAางประกอบ 2. การจำแนกใบเด่ยี ว และใบประกอบ มีหลักการพจิ ารณาอยAางไร 3. จงอธิบายชนดิ ของรงั ไขA พรอF มวาดภาพประกอบ 4. การแบงA ดอกชAอเปน? 2 กลุAมใหญA ใชอF ะไรเป?นเกณฑใT นการพิจารณา และแบAงเป?นกลุมA ใดบาF ง 5. ผลกลAุม และผลรวมแตกตAางกันอยAางไร จงอธิบายและยกตวั อยาA งประกอบ 6. ผลแหFงไมAแตก และผลแหFงแตกมีอะไรบFาง 7. เอ็มบรโิ อของพืชประกอบดวF ยอะไรบFาง 8. ทAานคิดวAาลักษณะท่ัวไปของพืชสAวนใดที่สำคัญที่ใชFในการจัดจำแนกพืช พรFอมบอกเหตุผล ประกอบ โดยเรียงจากสำคัญมากไปหานFอย เอกสารอ?างองิ กอA งกานดา ชยามฤต. (2545). ค)มู อื จำแนกพรรณไม.0 กรงุ เทพฯ : ประชาชน. จติ ราภรณT ธวัชพนั ธ.Tุ (2548). หลักอนกุ รมวิธานพืช. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตรT. ชมุ พล คุณวาส.ี (2557). สัณฐานวิทยาเบ้อื งตน0 ในการระบชุ ่อื วงศkพืชดอกสามัญ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณTมหาวทิ ยาลัย. ลลิ ลี่ กาวตี äะ. (2559). โครงสร0างพืช. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตรT. 131
132 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบงึ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงบทที่ 7 ววิ ัฒนาการของพืช พืชมีวิวัฒนาการมาจากสาหร4ายสีเขียว โดยพบว4าพืชมีลักษณะคล@ายสาหร4ายสีเขียวหลายประการ คือ การเปCนส่ิงมีชีวิตเซลลHหลายเซลลHพวกยูแคริโอต (eukaryote) การเปCนผู@ผลิตสามารถสร@างอาหารเองได@เอง (autotroph) โดยกระบวนการสังเคราะหHด@วยแสง มีรงควัตถุจำพวกคลอโรฟ]ลลHเอ และบี ท่ีคล@ายคลึงกัน การมีผนังเซลลHท่ีประกอบข้ึนจากเซลลูโลส (cellulose) เปCนต@น อย4างไรก็ตามจากหลักฐานทางวิวัฒนาการ พบว4า พืชกลุ4มแรกเกิดขึ้นเม่ือประมาณ 470 ล@านปiที่ผ4านมา มีวิวัฒนาการข้ึนมาเจริญเติบโตและอาศัยอยู4 บนบก ทำให@พืชต@องปรับตัวให@เข@ากับสภาพแวดล@อมบนบกที่มีความชื้นน@อยกว4าในน้ำ (Urry et al., 2020) และสง4 ผลให@พชื มีลกั ษณะหลายอยา4 งทแ่ี ตกตา4 งจากกลม4ุ สาหรา4 ยสีเขียวดงั ตอ4 ไปนี้ 1. การมสี ารควิ ทนิ (cutin) ปกคลุมเนือ้ เยอ่ื ผวิ เพื่อปอt งกนั การสญู เสยี น้ำ 2. การมีเนื้อเย่ือเจริญส4วนปลาย (apical meristem) ทำให@พืชสามารถแบ4งเซลลHเพื่อเพิ่มความสูง และสามารถเขา@ ถงึ แหล4งแหลง4 ทรพั ยากรทส่ี ำคัญในการดำรงชวี ิตไดด@ ีขึ้น 3. การมีปากใบ (stoma) เพื่อให@มีการแลกเปลี่ยนแกvสและควบคุมการคายน้ำผ4านการเป]ดป]ด ของเซลลHคมุ (guard cell) 4. การที่เอ็มบริโอ (embryo) เจริญภายในต@นแม4หลังจากปฏิสนธิ ทำให@เอ็มบริโอได@รับอาหาร และมโี อกาสอย4ูรอดมากขนึ้ 5. การมีวงชีวิตแบบสลับ (alternation of generation) คือ มีระยะแกมีโทไฟตH (gametophyte) ซึ่งมีโครโซม 1 ชุด หรือแฮพลอยดH (haploid: n) ในระยะน้ีจะมีการสร@างเซลลHสืบพันธุH (gamete) เพ่ือใช@ใน การผสมพันธุHแบบอาศัยเพศ สลับกับระยะสปอโรไฟตH (sporophyte) ที่มีโครโมโซม 2 ชุด หรือดิพลอยดH (diploid: 2n) (ภาพประกอบท่ี 7.1) ในระยะน้ีจะมีการสร@างสปอรH (spore) โดยการแบ4งเซลลHแบบไมโอซิส (meiosis) 6. โครงสร@างที่ทำหน@าที่สร@างเซลลHสืบพันธุH (gametangium) ประกอบขึ้นจากหลายเซลลH โดยโครงสร@างที่สร@างเซลลHสืบพันธุHเพศเมียเรียกว4า อารHคิโกเนียม (archegonium) และโครงสร@างที่สร@าง เซลลHสืบพนั ธHุเพศผูเ@ รยี กวา4 แอนเทอริเดยี ม (antheridium) การจำแนกพืชออกเปCนหมวดหมน4ู ั้นมีด@วยกันหลายระบบ แต4ในหนังสือเลม4 น้ีจะขอจดั ตามระบบท่ี แบ4งโดยใช@เนื้อเยื่อลำเลียง (vascular tissue) เปCนหลัก โดยแบ4งพืชเปCน 2 กลุ4มใหญ4คือ พืชไม4มีท4อลำเลียง (nonvascular plant) กับกลุ4มพืชมีท4อลำเลียง (vascular plant) โดยแบ4งอีก 2 กล4ุมย4อยคือ กลุ4มพืชมีท4อ ลำเลียงที่ไม4มีเมล็ด (seedless vascular plant) ได@แก4 ไลโคไฟตH (lycophyte) และ โมลิโนไฟตH (monilophyte) กับกลุ4มพืชมีท4อลำเลียงที่มีเมล็ด (seed plant) ได@แก4 พืชเมล็ดเปลือย (gymnosperm) และพืชดอก (angiosperm) 133
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 7.1 วงชีวิตแบบสลบั ของพชื พชื ไมม& ที อ& ลำเลยี ง (non vascular plant) กล4ุมพืชไม4มีท4อลำเลียง อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว4า ไบรโอไฟตH (bryophyte) เปCนพืชท่ีมีขนาดเล็ก มี โครงสร@างไม4ซับซ@อน ไม4มีราก ลำต@น ใบท่ีแท@จริง มีระยะแกมีโทไฟตHเด4น ซ่ึงเปCนระยะที่พบตลอดชีวิต มี เจริญอย4างเปCนอิสระ ส4วนระยะสปอโรไฟตHพบเปCนช4วงสั้น ๆ และเจริญอย4ูบนต@นแกมีโทไฟตHเท4านั้น พืชไม4มี ท4อลำเลียงส4วนใหญ4เจริญเติบโตอย4ูในบริเวณท่ีมีความชุ4มชื้นสูง เน่ืองจากต@องอาศัยน้ำเปCนตัวกลางให@สเป]รHม (sperm) เคล่ือนท่ีไปปฏิสนธิกับเซลลHไข4 (egg) ในอารHคิโกเนียมของเพศเมีย (ศุภณัฐ ไพโรหกุล, 2562) โดย พชื กลุ4มนี้ประกอบ 3 ดิวชิ นั คือ 1. ดิวิชันเฮปาโทไฟตา (Division Hepatophyta) พืชกลุ4มนี้ได@แก4 ลิเวอรHเวิรHต (liverwort) (ภาพประกอบท่ี 7.2) โดยชื่อของดิวิชันนี้ มีรากศัพทHมาจากคำว4า เฮพาทิคัส (hepaticus) ท่ีแปลว4า ตับ ซึ่ง มีที่มาจากรูปร4างของต@นในระยะแกมีโทไฟตHท่ีคล@ายกับตับสัตวH สามารถแบ4งได@เปCน 2 กล4ุมตามลักษณะ แกมีโทไฟตH คือ กลุ4มที่มีรูปร4างเปCนแผ4นแบนแผ4ไปกับพื้นดิน (thalloid liverwort) โดยอาจเรียกโครงสร@าง ที่แผ4แบนนี้ว4า แทลลสั (thallus) ซงึ่ ส4วนใหญ4แทลลสั มักมีการแตกแขนงแบบแยกสองแฉก (dichotomous) กับกล4มุ ทีม่ ีโครงสรา@ งคลา@ ยใบ (leafy liverwort) ซึง่ อาจมรี ูปร4างคลา@ ยกบั ต@นมอส 134
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเมื่อแกมีโทไฟตHเจริญเต็มที่จะสร@างแอนเทอริดิโอฟอรH (antheridiophore) ซึ่งเปCนก@านชูขึ้นจาก แทลลัส ส4วนปลายก@านแผ4ออกเปCนแผ4นคล@ายร4ม มีการสร@างแอนเทอริเดียมบริเวณขอบแผ4น และมีการสร@าง อารHคิโกนิโอฟอรH (archegoniophore) เปCนก@านชูคล@ายกับแอนเทอริดิโอฟอรH ทำหน@าที่สร@างอารHคิโกเนียม เม่ือสเป]รHมถูกปล4อยออกมาจากแอนเทอริเดียมจะว4ายน้ำไปปฏิสนธิกับไข4ท่ีอย4ูในอารHคิโกเนียมได@ไซโกต เจริญเปนC เอ็มบริโอและสปอโรไฟตตH 4อไป โดยสปอโรไฟตมH ีลกั ษณะเปนC แทง4 ขนาดเลก็ ยดึ กบั ตน@ แกมีโทไฟตH ภาพประกอบที่ 7.2 ลิเวอรเH วริ Hต (Marchantia sp.) นอกจากน้ีลิเวอรHเวิรHตสามารถสืบพันธุHแบบไม4อาศัยเพศ โดยมีการสร@างเจมมาคัพ (gemma cup) ซ่ึงเปCนโครงสร@างท่ีมีรูปร4างคล@ายถ@วยเจริญบนผิวด@านบนของแทลลัส ภายในเจมมาคัพมีลิเวอรHเวิรHตขนาด เล็กที่สามารถกระจายเม่ือมีน้ำหรือความชื้นท่ีเหมาะสม และเจริญเปCนต@นแกมีโทไฟตHใหม4ได@ (จารุวัตร จนั ทรปH ระดษิ ฐH, 2552) 2. ดิวิชันไบรโอไฟตา (bryophyta) พืชกลุ4มนี้ได@แก4 มอส (moss) (ภาพประกอบท่ี 7.3) เปCน พืชไม4มีท4อลำเลียงท่ีมีจำนวนชนิดมากที่สุด และการกระจายพันธHุกว@างขวางที่สุด เจริญในที่ช4ุมช้ืนสูง ไม4มี ราก ลำต@น ใบที่แท@จริง แต4มีโครงสร@างคล@ายราก (rhizoid) โครงสร@างคล@ายลำต@น (caulid) และโครงสร@าง คล@ายใบ (phyllid) การเรียงตัวของโครงสร@างคล@ายใบจะเรียงแบบเวียนรอบ ๆ โครงสร@างคล@ายลำต@น ต@น มอสมีการเจรญิ ตงั้ ตรง หรือแผอ4 อกด@านข@างขนึ้ กบั ชนิดของมอส ซึง่ การเจริญของมอสมี 3 ระยะคือ 2.1 ระยะโพรโทนีมา (protonema) เปCนแกมีโทไฟตHในระยะแรก มีลักษณะเปCนเส@นสายท่ีเกิด จากเซลลHมาเรียงต4อกัน มีสีเขียว เม่ืออยู4ในสภาวะที่เหมาะสมโพรโทนีมาสามารถสร@างโครงสร@างคล@ายตา (bud) และแตล4 ะตาสามารถพัฒนาเปCนแกมีโทไฟตทH ี่สมบูรณตH อ4 ไป 135
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง2.2 ระยะแกมีโทไฟตH มีลักษณะคล@ายต@นพืชขนาดเล็กดังท่ีกล4าวไปข@างต@น เม่ือต@นแกมีโทไฟตH เจริญเต็มที่จะมีการสร@างเซลลHสืบพันธHุที่บริเวณปลายยอด มอสบางชนิดมีลักษณะแยกเพศอยู4ร4วมต@น (monoecious) บางชนิดมีลักษณะแยกเพศอยู4ต4างต@น (dioecious) มอสมีแอนเทอริเดียมทำหน@าที่สร@าง สเป]รHม และอารHคิโกเนียมทำหน@าท่ีสร@างไข4 เม่ือสเป]รHมว4ายน้ำไปปฏิสนธิกับไข4ในอารHคิโกเนียมจะได@ไซโกต (zygote) และเจรญิ เตบิ โตเปนC ต@นสปอโรไฟตHตอ4 ไป 2.3 ระยะสปอโรไฟตH เจริญอยู4บนต@นแกมีโทไฟตH ประกอบด@วย 3 ส4วน คือ ฐาน (foot) ทำหน@าท่ียึดกับแกมีโทไฟตH ดึงน้ำและอาหารจากแกมีโทไฟตH ก@านชูอับสปอรH (seta) ทำหน@าท่ีชูอับสปอรH และอับสปอรH (sporangium) ทำหน@าท่ีสร@างและเก็บสปอรH ส4วนปลายของอับสปอรHมีฝาป]ด (operculum) แต4เมื่อฝานี้เป]ดออกจะเห็นส4วนอับสปอรHเปCนแฉกคล@ายซี่ฟáน (peristome teeth) มีคุณสมบัติไวต4อ ความชื้น กางออกเมื่ออากาศแห@ง และสามารถหุบลงเมื่อมีความชื้น ทำให@เกิดการดีดและมีการกระจาย สปอรH เม่ือสปอรตH กก็จะเจรญิ โดยเขา@ สู4ระยะโพรโทนมี าต4อไป (จารุวตั ร จันทรHประดษิ ฐ,H 2552) ภาพประกอบที่ 7.3 มอส 3. ดิวิชันแอนโทซีโรไฟตา (Division Anthocerophyta) พืชกลุ4มนี้เรียกรวมว4า ฮอรHนเวิรHต (hornwort) (ภาพประกอบที่ 7.4) เปCนกลุ4มที่เล็กที่สุดในไบรโอไฟตH เจริญในที่ชุ4มชื้นสูง มีลักษณะเปCน แทลลัสแผ4แบนไปกับพื้นดิน มีขอบเว@าหยักรอบ ๆ แทลลัส สีเขียวใสและอวบน้ำ แอนเทอริเดียมอยู4ด@านบน ของแทลลัส ทำหน@าที่สร@างสเป]รHม และอารHคิโกเนียมฝáงภายในแทลลัส ทำหน@าที่สร@างไข4 เม่ือปฏิสนธิแล@วจะ ได@ไซโกตและเจริญเติบโตเปCนต@นสปอโรไฟตHที่มีลักษณะเรียว ยาว คล@ายเขาสัตวH (horn) มีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร เจริญบนต@นแกมีโทไฟตHโดยใช@ฐานยึดเกาะไว@ โดยแกมีโทไฟตH 1 ต@น สามารถเกิดต@นสปอโรไฟตH ได@หลายต@น นอกจากน้ีสปอโรไฟตHของฮอรHนเวิรHตมีปากใบและเซลลHคุม เม่ือเจริญเต็มที่อับสปอรHจะแตกตรง ส4วนปลายเปCน 2 ซีก นอกจากน้ีภายในอับสปอรHมีเซลลHลักษณะพิเศษ รูปร4างเปCนเกลียวยาว ทำหน@าท่ีช4วย การกระจายสปอรH อาจเรียกเซลลนH ี้ว4า สายกระจายสปอรH (elater) 136
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเมื่อต@นแกมีโทไฟตHตายไป ต@นสปอโรไฟตHของฮอรHนเวิรHตยังสามารถเจริญเติบโตต4อไปอีกได@นาน หลายเดือน โดยพัฒนาใหส@ 4วนฐานสามารถยึดเกาะกับดนิ ทำหนา@ ท่คี ลา@ ยราก นอกจากนเี้ น้อื เย่อื สว4 นฐานของ อับสปอรHอาจมีการพัฒนาเพ่ือทำหน@าท่ีช4วยลำเลียงน้ำและแร4ธาตุ ทำให@สปอโรไฟตHสามารถเจริญเปCนอิสระ ได@ในระยะหน่ึง ซ่ึงแตกต4างจากสปอโรไฟตHของลิเวอรHเวิรHตและมอส ท่ีหยุดเจริญเมื่ออับสปอรHมีการเจริญ เตม็ ที่ และไมส4 ามารถเจริญเปนC อสิ ระได@ (Solomon et al., 2019) ภาพประกอบท่ี 7.4 ฮอรHนเวริ ตH (Anthoceros sp.) พืชมีท&อลำเลยี งไมม& ีเมล็ด (seedless vascular plant) พืชมีท4อลำเลียงเร่ิมเกิดขึ้นเม่ือประมาณ 420 ล@านปiที่ผ4านมา โดยพบว4ามีระยะสปอรHโรไฟตHเด4น เปCนอิสระ ไม4ต@องพ่ึงพาอาหารจากต@นแกมีโทไฟตH ส4วนแกมีโทไฟตHมีการลดรูปลงและอาศัยอย4ูภายในต@น สปอโรไฟตH นอกจากน้ีต@นสปอโรไฟตHได@พัฒนาให@มีราก ลำต@น ใบที่แท@จริง เน่ืองจากมีระบบท4อลำเลียงที่ดี โดยมีเน้ือเย่ือลำเลียง 2 ชนิดคือ ไซเล็ม (xylem) ทำหน@าท่ีลำเลียงน้ำและแร4ธาตุ โดยเซลลHที่ลำเลียงน้ำมักมี การสะสมลิกนิน (lignin) ท่ีผนังเซลลH ทำให@เปCนเซลลHท่ีตายแล@วเมื่อเจริญเต็มท่ี ทั้งน้ีการสะสมลิกนินยังช4วย ให@ต@นพืชแข็งแรง สามารถเพ่ิมความสูงต@นเพื่อแข4งขันกับพืชต@นอ่ืนในการรับแสง และสามารถกระจายสปอรH ได@ดีกว4าพืชไม4มีท4อลำเลียง ส4วนเนื้อเยื่ออีกชนิดคือ โฟลเอ็ม (phloem) ทำหน@าที่ลำเลียงอาหาร ได@แก4 น้ำตาล กรดอะมิโน และสารอินทรียHอื่น ๆ โดยเซลลHที่ทำหน@าที่ลำเลียงอาหารเปCนเซลลHท่ียังมีชีวิตเม่ือเจริญ เต็มที่ นอกจากนี้ระยะสปอโรไฟตHของพืชมีท4อลำเลียงมีการแตกกิ่งท่ีมากขึ้น ทำให@สามารถสร@างอับสปอรH บริเวณก่งิ ได@จำนวนมาก (ศุภณัฐ ไพโรหกุล, 2562) ใบเปCนอีกอวัยวะหนึ่งของกลุ4มพืชมีท4อลำเลียงท่ีได@รับการพัฒนา โดยมีขนาดท่ีใหญ4และมีความ ซับซ@อนมากข้ึนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะหHด@วยแสงของพืช ใบมี 2 ประเภทคือ ไมโครฟ]ลลH (microphyll) หรือ ไลโคฟ]ลลH (lycophyll) เปCนใบที่มีขนาดเล็ก มีเส@นใบเพียง 1 เส@นต4อใบ มักเรียกพืชท่ีมี ใบแบบน้ีว4า ไลโคไฟตH (lycophyte) ส4วนใบอีกประเภทคือ เมกะฟ]ลลH (megaphyll) หรือ ยูฟ]ลลH (euphyll) 137
เปCนใบท่ีมีขนาดใหญ4 มักมีเส@นใบมากกว4า 1 เส@นต4อใบ เรียกพืชในกล4ุมนี้ว4า ยูฟ]ลโลไฟตH (euphyllophyte) พชื มีท4อลำเลยี งไม4มีเมล็ดสามารถจดั จำแนกเปนC 2 กล4ุมยอ4 ย โดยใชก@ ารมเี มลด็ เปนC เกณฑHคือ 1. ดิวิชันไลโคไฟตา (Division Lycophyta) เรียกพืชท่ีอยู4ในดิวิชันนี้ว4า ไลโคไฟตH มีประมาณ 1,200 ชนิดท่ัวโลก ส4วนใหญ4เปCนพืชอิงอาศัย ต@นพืชที่พบเปCนระยะสปอโรไฟตH มีราก ลำต@น และใบที่แท@จริง ลำต@นมีขนาดเล็ก ประกอบด@วยลำต@นเหนือดิน (aerial stem) และลำต@นใต@ดิน (rhizome) มีใบขนาดเล็ก แบบไมโครฟ]ลลH นอกจากนี้ใบบางส4วนมีการพัฒนาเปCน สปอโรฟ]ลลH (sporophyll) มักอย4ูรวมกันเปCนกล4ุม บีบอัดกันแน4นอยู4บริเวณปลายยอดหรือปลายกิ่ง ทำหน@าที่สร@างและห4อห@ุมอับสปอรHไว@ภายใน เรียกกล4ุม ของสปอโรฟล] ลแH ละอบั สปอรHวา4 สตรอบิลัส (strobilus) พชื ในดวิ ชิ ันน้ีจำแนกไดเ@ ปนC 3 กล4มุ คอื 1.1 ไลโคโพเดยี ม (Lycopodium) พืชกลุ4มน้ีเรียกทัว่ ไปวา4 คลับมอส (club moss) ตัวอย4าง พืชได@แก4 สามร@อยยอด หางสิงหH ช@องนางคล่ี (ภาพประกอบที่ 7.5) พบมากในปçารอ@ นชนื้ และปçาเขตอบอ4ุน มี ลำต@นแตกแขนงแบบแยกสองแฉก มเี นือ้ เย่ือเจริญส4วนปลายทำใหล@ ำต@นยืดยาวได@ ลำตน@ เหนอื ดินอาจต้งั ตรง หรือเล้ือยไปตามพ้ืนดิน หรือเกาะอย4ูกับต@นไม@อื่น ใบเปCนแบบไมโครฟ]ลลH มีขนาดเล็ก เรียงเวียนรอบลำต@น ก@านใบสั้น สปอโรไฟตHที่เจริญเต็มท่ีจะสร@างสตรอบิลัสอย4ูท่ีปลายกิ่ง ภายในประกอบด@วย สปอโรฟ]ลลHและ อับสปอรH โดยอับสปอรแH ต4ละอันจะแบ4งตวั แบบไมโอซิสไดส@ ปอรแH บบเดยี ว (homospore) มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ข. ก. ค. ภาพประกอบท่ี 7.5 ช@องนางคล่ี (Lycopodium sp.) ก. ต@นชอ@ งนางคลี;่ ข. สตรอบลิ ัส; ค. ไมโครฟล] ลH 138
เม่ือสปอรHปลิวตกไปในสภาพแวดล@อมท่ีเหมาะสม จะงอกเปCนแกมีโทไฟตH ไลโคโพเดียมบางชนิดมี แกมีโทไฟตHที่เจริญเหนือดิน มีคลอโรฟ]ลลH สังเคราะหHด@วยแสงได@ บางชนิดมีแกมีโทไฟตHเจริญใต@ดิน ไม4มี คลอโรฟ]ลลH มีราพวกไมคอรHไรซา (mycorrhiza) อย4ูภายใน เมื่อแกมีโทไฟตHเจริญเต็มท่ีจะสร@างแอนเทอริเดียม และอารHคิโกเนียมท่ีผิวด@านบน เม่ือสเป]รHมถูกปล4อยออกมาจากแอนเทอริเดียมจะว4ายน้ำไปปฏิสนธิกับไข4ได@ ไซโกต เจริญเปCนเอ็มบริโอและสปอโรไฟตHต4อไป โดยสปอโรไฟตทH ี่ยังออ4 นอย4จู ะดำรงชวี ิตแบบปรสติ บนแกมโี ทไฟตH ต4อไปจะพัฒนาเปCนสปอโรไฟตHท่ีสมบูรณHท่ีมีไมโครฟ]ลลH ราก ลำต@น และปลายยอด และกลายเปCนต@นท่ี ดำรงชีวติ แบบอิสระในที่สุด 1.2 ซีแลกจิเนลลา (Selaginella) พืชกลุ4มนี้เรียกทั่วไปว4า สไปคHมอส (spike moss) มี ประมาณ 700 ชนิดทั่วโลก ตัวอย4างพืชได@แก4 ตีนตุvกแก พ4อค@าตีเมีย กนกนารี (ภาพประกอบที่ 7.6) พบ ท่ัวไปในเขตร@อนบริเวณท่ีมีฝนตกชุก บางชนิดทนต4อความแห@งแล@งได@ดี ต@นพืชท่ีพบเปCนระยะสปอโรไฟตH มี ท้ังลำต@นเหนือดินและใต@ดิน ลำต@นเหนือดินบางชนิดมีกิ่งก@านตั้งข้ึน บางชนิดไต4ข้ึนที่สูงได@ ลำต@นใต@ดินมีการ แตกแขนงเปCนเส@นลงสู4พื้นคล@ายก่ิงค้ำ (rhizophore) ตรงปลายของก่ิงค้ำจะแตกออกเปCนรากพิเศษ (adventitious root) ใบมีรูปร4างต4างกัน (heterophyllous leaf) ทั่วไปเปCนใบขนาดเล็กแบบไมโครฟ]ลลH 2 ขนาด เรียง 4 แถว โดยสองแถวบนเปCนใบขนาดเล็ก สองแถวล4างเปCนใบขนาดใหญ4เรียงสลับ แต4ละใบมี เส@นใบ 1 เส@น บริเวณโคนใบทางด@านบนมีลิ้น (ligule) มีขนาดเล็กคล@ายใบเกล็ด (จารุวัตร จันทรHประดิษฐH, 2552; อักษร ศรปี ลง่ั และคณะ, 2554) มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ข. ก. ค. ภาพประกอบท่ี 7.6 กนกนารี (Selaginella sp.) ก. ตน@ กนกนาร;ี ข. สตรอบลิ สั ; ค. ใบ 2 ขนาด 139
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการสืบพันธHุแบบอาศัยเพศของซีแลกจิเนลลา จะมีการสร@างโครงสร@างที่แตกต4างกัน 2 แบบ (Bidlack and Shelley, 2017) คือ 1) ใบสร@างอับไมโครสปอรH (microsporophyll) ทำหน@าที่สร@างอับไมโครสปอรH (microsporangium) มักอยู4ส4วนบนของสตรอบิลัส โดยอับไมโครสปอรHจะมีการแบ4งเซลลHแบบไมโอซิสเพื่อสร@างไมโครสปอรH (microspore) ซ่ึงเปCนสปอรHขนาดเล็ก จากน้ันไมโครสปอรHจะแบ4งเซลลHเพ่ือสร@างแกมีโทไฟตHเพศผู@ (male gametophyte) และมกี ารสรา@ งสเปร] มH ทีม่ แี สเ@ ซลลH 2 เสน@ 2) ใบสร@างอับเมกะสปอรH (megasporophyll) ทำหน@าท่ีสร@างอับเมกะสปอรH (megasporangium) มักอย4ูส4วนล4างของสตรอบิลัส โดยอับเมกะสปอรHจะมีการแบ4งเซลลHแบบไมโอซิสเพื่อสร@างเมกะสปอรH (megaspore) ซ่ึงเปCนสปอรHขนาดใหญ4 จากนั้นเมกะสปอรHจะแบ4งเซลลHแบบไมโทซิสหลายครั้งจนได@ เนื้อเยื่อแกมีโทไฟตHเพศเมีย (female gametophyte) และมีการสร@างอารHคิโกเนียมหลายอัน ภายใน อารHคิโกเนียมมีเซลลHไข4 จึงนับได@ว4าซีแลกจิเนลลาเปCนพืชท่ีสร@างสปอรHต4างแบบ (heterospore) คือ ไมโครสปอรH และ เมกะสปอรH เมื่อเจริญเต็มที่สเป]รHมจะว4ายน้ำไปยังอารHคิโกเนียม ผสมกับไข4จะได@ไซโกต เจริญเปCนเอ็มบริโอ และสปอโรไฟตตH 4อไป 1.3 ไอโซอีเทส (Isoetes) พืชกล4ุมน้ีเรียกทั่วไปว4า ควิลลHเวิรHต (quillwort) มีประมาณ 70 ชนิดท่ัวโลก ตัวอย4างพืชได@แก4 กระเทียมน้ำ (ภาพประกอบที่ 7.7) พบท่ัวไปในบริเวณที่มีน้ำขัง ต@นพืชที่พบ เปCนระยะสปอโรไฟตH ลำต@นใต@ดินมีลักษณะเปCนหัว (corm) อวบน้ำ มีข@อปล@อง มีเน้ือเยื่อเจริญท่ีปลายยอด รากแตกออกจากส4วนล4างสุดของลำต@น บางชนิดรากมี 2-3 พู บางชนิดรากแตกแขนงแบบแยกสองแฉก ใบ เปCนแบบไมโครฟ]ลลH ยาวเรียว มขี นาดเลก็ เกดิ เปนC กระจุกอยสู4 4วนบนของลำตน@ ใตด@ นิ มีลิน้ อยทู4 ่โี คนใบ ภาพประกอบท่ี 7.7 กระเทยี มนำ้ (Isoetes sp.) ท่ีมา : (The Morphology and Anatomy of Plants, 2560) 140
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเมื่อเจริญเต็มที่ใบทุกใบจะเจริญเปCนสปอโรฟ]ลลH มีการสร@างสปอรHต4างแบบ คือ ไมโครสปอรHและ เมกะสปอรH โดยไมโครสปอรHจะแบ4งเซลลHเพื่อสร@างแกมีโทไฟตHเพศผู@และมีการสร@างสเป]รHม เมกะสปอรHจะ แบ4งเซลลHเพ่ือสร@างแกมีโทไฟตHเพศเมียและมีการสร@างไข4 เม่ือสเป]รHมว4ายน้ำไปผสมกับไข4จะได@ไซโกต เจริญ เปCนเอ็มบริโอซึ่งในระยะแรกเอ็มบริโอจะอาศัยอาหารที่สะสมไว@ในแกมีโทไฟตHเพศเมีย เม่ือมีการสร@างราก และใบจะพัฒนาเปCนสปอโรไฟตHตอ4 ไป 2. ดิวิชันโมนิโลไฟตา (Division Monilophyta) พืชกลุ4มนี้เรียกทั่วไปว4า โมนิโลไฟตH (monilophyte) ประกอบด@วยพืช 3 กลุ4มคือ กลุ4มหวายทะนอย (whisk fern) กล4ุมหญ@าถอดปล@อง (horsetail) และกลุ4มเฟ]รHน (fern) ในอดีตนักวิทยาศาสตรHจัดจำแนกพืช 3 กลุ4มนี้อยู4ต4างดิวิชันเนื่องจากมี ลักษณะทางสัณฐานวิทยาท่ีแตกต4างกัน แต4จากหลักฐานทางชีววิทยาระดับโมเลกุลพบว4า พืช 3 กลุ4มนี้มี ความสัมพันธHใกล@ชิดกัน ในปáจจุบันจึงรวมพืชทั้ง 3 กลุ4มอยู4ในดิวิชันเดียวกัน อย4างไรก็ตามจะขออธิบาย ลักษณะโมนิโลไฟตแH ยกกันดงั นี้ 2.1 หวายทะนอย อาจเรียกพืชกลุ4มน้ีตามช่ือสกุลท่ีมีการพบมากว4า ไซโลตัม (Psilotum) มัก พบบนดินที่มีความสมบูรณHในเขตร@อนและเขตอบอุ4น ต@นพืชท่ีพบเปCนระยะสปอโรไฟตH ไม4พบรากที่แท@จริง ส4วนลำต@นมี 2 แบบ คือลำต@นเหนือดินสูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร แตกกิ่งแบบแยกสองแฉกขนาด เท4ากันไปเร่ือย ๆ (ภาพประกอบท่ี 7.8) มีปากใบและเซลลHคุม ลำต@นมีสีเขียว สามารถสังเคราะหHด@วยแสงได@ โดยการสังเคราะหHด@วยแสงส4วนใหญ4เกิดที่ลำต@น ส4วนลำต@นใต@ดินทอดขนานไปกับพื้นพบไรซอยดHอยู4ที่ผิว ทำหน@าที่ดูดน้ำและแร4ธาตุ ตามลำต@นเหนือดินมีติ่งผิวต@น (enation) ซ่ึงเปCนเนื้อเยื่อขนาดเล็กคล@ายเกล็ด (scale) เรียงเวียนทั่วลำต@น ทำหน@าที่คล@ายใบ แต4ยังไม4ใช4ใบที่แท@จริง เนื่องจากไม4มีท4อลำเลียงอยู4ภายใน เมื่อสปอโรไฟตHเจริญเต็มที่จะสร@างอับสปอรHบนก่ิงบริเวณซอกใบ มีลักษณะเปCน 3 พูเชื่อมกัน สร@างสปอรH แบบเดียว เม่อื อับสปอรHแตกออก (อกั ษร ศรีปล่ัง และคณะ, 2554; Bidlack and Shelley, 2017) เม่ือสปอรHปลิวไปตกในสภาวะท่ีเหมาะสมจะเข@าสู4ระยะแกมีโทไฟตHท่ีมีขนาดเล็ก เปCนทรงกระบอก สั้น ๆ เส@นผ4านศูนยHกลางประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ไม4มีคลอโรฟ]ลลH มีการสร@างแอนเทอริเดียม และอารHคิโก- เนียมที่ผิวด@านบนของแกมีโทไฟตH เมื่อสเป]รHมถูกปล4อยจะว4ายน้ำปฏิสนธิกับไข4ได@ไซโกต เจริญเปCนเอ็มบริโอ และสปอโรไฟตH โดยสปอโรไฟตHท่ียังอ4อนอย4ูจะดำรงชีวิตแบบปรสิตบนแกมีโทไฟตHในช4วงระยะหนึ่ง ต4อมาจะ พัฒนาเปนC สปอโรไฟตHท่ีสมบูรณH และกลายเปนC ตน@ ท่ดี ำรงชวี ติ แบบอิสระในทสี่ ดุ 141
อบั สปอรe (sporangium) มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงลำตน@ เหนอื ดิน (arial stem) ลำต@นใต@ดนิ ก. ตง่ิ ผิวตbน (rhizome) (enation) ข. ภาพประกอบท่ี 7.8 หวายทะนอย (Psilotum nudum (L.) P.Beauv.) ก. ตน@ หวายทะนอย; ข. อบั สปอรHและติ่งผวิ ต@น 2.2 หญbาถอดปลbอง อาจเรียกพืชกลุ4มนี้ว4าสนหางม@า หรือเรียกตามชื่อสกุลว4า อีควิเซตัม (Equisetum) ส4วนใหญ4พบในที่ชื้นแฉะ มีจำนวนน@อยที่พบในที่แห@งแล@ง ต@นพืชที่พบเปCนระยะสปอโรไฟตH ลำต@นมี 2 แบบ คือลำต@นเหนือดิน สูงประมาณ 1 เมตร แต4บางชนิดอาจสูงถึง 7 เมตร มีข@อปล@องชัดเจน (ภาพประกอบที่ 7.9) สามารถดึงออกเปCนข@อ ๆ ได@ ลำต@นกลวงยกเว@นบริเวณข@อ ผิวของลำต@นเปCนสันนูน (ridge) มีสีเขียว สามารถสังเคราะหHด@วยแสงได@ ลำต@นบางชนิดมีการแตกแขนง แต4บางชนิดมีลำต@นตั้งตรงไม4 แตกแขนง ลำต@นใต@ดินสามารถเจริญได@เร็วกว4าลำต@นเหนือดิน มีลักษณะเปCนข@อปล@องเช4นเดียวกับลำต@น เหนือดิน ซ่ึงหญ@าถอดปล@องสามารถสร@างลำต@นเหนือดินจากข@อของลำต@นใต@ดินได@ ใบเปCนแบบเมกะฟ]ลลH ขนาดเล็ก เกิดจากลดรูปใบลงจนดูคล@ายกับใบแบบไมโครฟ]ลลH ติดเปCนวงรอบข@อเปCนช้ัน ๆ สปอโรไฟตHท่ีเจริญ เต็มที่จะสร@างสตรอบิลัสที่ปลายยอด มีก@านชูอับสปอรH (sporangiophore) รวมอยู4ในสตรอบิลัส อับสปอรH เกิดบนก@านชูอับสปอรH และมีแผ4นรูปร4างคล@ายร4มปกคลุมอยู4 พืชกลุ4มนี้มีการสร@างสปอรHแบบเดียว สปอรHมีสี เขียว ผนังบาง ท่ีผนังมีสายกระจายสปอรH คุณสมบัติไวต4อความชื้น โดยกางออกเมื่ออากาศแห@ง และหุบลง เมือ่ มีความชื้น ชว4 ยในการแพร4กระจายสปอรH (จารุวตั ร จนั ทรHประดษิ ฐ,H 2552) 142
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ก. ข. ภาพประกอบที่ 7.9 หญ@าถอดปลอ@ ง (Equisetum sp.) ก. ต@นหญา@ ถอดปลอ@ ง; ข. สตรอบิลสั เมื่อสปอรHปลิวไปตกในสภาวะที่เหมาะสมจะเจริญเปCนแกมีโทไฟตHท่ีมีขนาดเล็ก มีลักษณะเปCน แผ4นสีเขียว มีไรซอยดHอยู4ด@านล4าง แอนเทอริเดียมและอารHคิโกเนียมเกิดบนแกมีโทไฟตHแผ4นเดียวกัน แต4 เจริญในช4วงเวลาที่ต4างกัน จึงทำให@มีการปฏิสนธิข@ามต@น เม่ือสเป]รHมถูกปล4อยจากแอนเทอริเดียมจะว4ายน้ำ ปฏิสนธิกับไข4ท่ีอารHคิโกเนียมได@ไซโกต เจริญเปCนเอ็มบริโอและสปอโรไฟตH โดยสปอโรไฟตHที่ยังอ4อนอย4ูจะ ดำรงชีวิตแบบปรสิตบนแกมีโทไฟตH ต4อไปจะพัฒนาเปCนสปอโรไฟตHท่ีสมบูรณH และกลายเปCนต@นท่ีดำรงชีวิต แบบอิสระในทีส่ ดุ 2.3 เฟhรeน (ภาพประกอบท่ี 7.10) เปCนกลุ4มพืชที่มีความหลากหลายมากรองจากพืชดอก มี ประมาณ 12,000 ชนิดทั่วโลก ส4วนใหญ4พบในเขตร@อนชื้น ลำต@นมีขนาดที่หลากหลาย มีทั้งไม@ยืนต@น ไม@ล@มลุก และพวกท่ีอย4ูในน้ำ มีราก ลำต@น ใบท่ีแท@จริง บางชนิดมีลำต@นเหนือดิน บางชนิดไม4มีลำต@นเหนือดิน มีแต4ลำต@นใต@ดินและมีส4วนใบโผล4พ@นดินเท4านั้น ใบเปCนแบบเมกะฟ]ลลH ขนาดใหญ4 เกิดจากตาบนลำต@น เปCนอวัยวะท่ีเด4นที่สุด โดยใบอาจเปCนใบเดี่ยวหรือใบประกอบ ใบอ4อนของเฟ]รHนมีปลายม@วน (circinate) เพ่อื ช4วยปกปอt งเนอ้ื เยอ่ื เจริญขณะทม่ี ันแทงผา4 นดิน แต4เมือ่ โผล4พ@นดินใบออ4 นจะคลอี่ อกเปนC แผน4 สปอโรไฟตH ท่เี จรญิ เต็มทจ่ี ะสร@างอับสปอรHจำนวนมากอยใู4 ต@ผิวใบด@านล4าง เรียกวา4 กลม4ุ อับสปอรH (sorus) บางชนิดอาจมี เยื่อคลุมกลุ4มอับสปอรH (indusium) ทำหน@าที่ปtองกันอับสปอรHท่ียังไม4เจริญเต็มที่ เฟ]รHนมีการสร@างสปอรHแบบเดียว ยกเวน@ เฟร] นH น้ำมท่ี กี ารสรา@ งสปอรHตา4 งแบบ (ศุภณฐั ไพโรหกลุ , 2562) เมื่อสปอรHปลิวไปตกในสภาวะท่ีเหมาะสมจะเจริญเปCนระยะแกมีโทไฟตH มีลักษณะคล@ายรูป หัวใจ มีสีเขียว เปCนแผ4นบาง เรยี กแผ4นน้ีวา4 โพรแทลลัส (prothallus) มไี รซอยดอH ยู4ดา@ นล4าง แอนเทอรเิ ดียม และอารHคิโกเนียมเกิดบริเวณผิวด@านล4างของโพรแทลลัสแผ4นเดียวกัน แต4เจริญในช4วงเวลาท่ีต4างกัน เม่ือ 143
สเป]รHมถูกปล4อยจากแอนเทอริเดียมจะว4ายน้ำปฏิสนธิกับไข4ที่อารHคิโกเนียมได@ไซโกต เจริญเปCนเอ็มบริโอ และสปอโรไฟตH โดยสปอโรไฟตHท่ียังอ4อนอยู4จะดำรงชีวิตแบบปรสิตบนแกมีโทไฟตH จากนั้นแกมีโทไฟตHจะ สลายไป และสปอโรไฟตทH ่จี ะพฒั นาเปCนตน@ ท่สี มบูรณHดำรงชวี ติ แบบอิสระในที่สดุ ข. ก. ค. มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ง. จ. ฉ. ภาพประกอบท่ี 7.10 เฟร] นH ก. เฟ]รนH ข@าหลวงหลงั ลาย (Asplenium nidus L.); ข. ลักษณะใบออ4 นปลายมว@ นของเฟ]รนH ขา@ หลวงหลังลาย; ค. กลม4ุ อบั สปอรใH ต@ใบเฟ]รHนขา@ หลวงหลังลาย ง. เฟร] Hนต@น (Cyathea sp.); จ. แหนแดง (Azolla pinnata R.Br.); ฉ. เยื่อคลุมกลมุ4 อบั สปอรH พืชเมลด็ เปลอื ย (gymnosperm) พืชท่ีมีท4อลำเลียงท่ีมีวิวัฒนาการขึ้นมาคือ กลุ4มพืชมีเมล็ด (seed plant) ซึ่งเปCนกลุ4มพืชที่มีการ ปรับตัวหลายประการเพื่อให@สามารถทนต4อสภาพแวดล@อมที่แห@งแล@งได@ มีการพัฒนาโครงสร@างเมล็ดเพื่อ ห4อห@ุมและปtองกันอับเมกะสปอรH เม่ือเกิดการปฏิสนธิออวุลจะพัฒนาไปเปCนเมล็ดโดยมีเอ็มบริโออยู4ภายใน ทำให@เอ็มบริโอสามารถเกิดการพักตัวในเมล็ด จนกว4าจะมีสภาพแวดล@อมที่เหมาะสมจึงสามารถเจริญต4อไปได@ อย4างไรก็ตามพืชท่ีออวุลไม4มีรังไข4ห4อห@ุม จะพัฒนาเปCนเมล็ดท่ีไม4มีผลห4อหุ@ม จึงเปCนท่ีมาของช่ือ “พืชเมล็ด เปลอื ย” ส4วนพชื ที่ออวลุ มรี งั ไข4ห4อหุม@ จะพฒั นาเปนC เมลด็ ทีม่ ผี ลหอ4 หุ@มซงึ่ เปนC ลักษณะของ “พชื ดอก” 144
โครงสร@างที่สร@างอับสปอรHของพืชเมล็ดเปลือยมักเกิดรวมกันเปCนกล4ุมบนกิ่งหรือแผ4นใบที่อยู4 รวมกัน เรียกว4า สตรอบิลัส หรือโคน (cone) โดยจะแยกเพศตามชนิดของสปอรHที่สร@าง โครงสร@างท่ีสร@าง ไมโครสปอรH เรียก ไมโครสตรอบิลัส (microstrobilus) หรือโคนเพศผู@ (male cone หรือ pollen cone) โครงสร@างท่ีสร@างเมกะสปอรH เรียก เมกะสตรอบิลัส (megastrobilus) หรือโคนเพศเมีย (female cone หรือ ovulate cone) โดยพชื เมลด็ เปลือยสามารถจำแนกเปCน 4 ดวิ ชิ ันคือ 1. ดิวิชันไซแคโดไฟตา (Division Cycadophyta) พืชในกลุ4มนี้ได@แก4 ปรงชนิดต4าง ๆ มี ประมาณ 350 ชนิดทั่วโลก ส4วนใหญ4พบในเขตร@อน ในประเทศไทยพบเพียงสกุลเดียวคือ สกุลไซแคด (Cycad) ได@แก4 ปรงปçา มะพร@าวเต4า ปรงเขา มะพร@าวสีดา (อักษร ศรีปลั่ง และคณะ, 2554) มีลักษณะคล@าย พืชตระกูลปาลHม บางชนิดมีลำต@นใต@ดิน บางชนิดมีลำต@นเหนือดิน ลำต@นเหนือดินมักเปCนต@นเตี้ย เติบโตช@า ใบแบบเมกะฟ]ลลHที่เปCนใบประกอบแบบขนนกออกเปCนกระจุกที่ยอดลำต@นคล@ายมงกุฎ (crown) (ภาพ ประกอบท่ี 7.11) ใบอ4อนมีลกั ษณะปลายมว@ นคลา@ ยเฟ]รนH มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ข. ค. ก. ง. ภาพประกอบที่ 7.11 ปรง ก. ตน@ ปรงเทา@ ชา@ ง (Cycas elephantipes A. Lindstr. & K. D. Hill); ข. ไมโครสตรอบลิ ัสของปรงเท@าช@าง; ค. เมกะสตรอบลิ สั ของปรงเทา@ ชา@ ง; ง. ลักษณะใบออ4 นปลายม@วนของปรง 145
ปรงเปCนพืชแยกเพศอย4ูต4างต@น เม่ือเจริญเต็มท่ีมีการสร@างสตรอบิลัสอยู4บริเวณปลายยอดลำต@น โดยต@นเพศผู@จะสร@างไมโครสตรอบิลัส และต@นเพศเมียจะสร@างเมกะสตรอบิลัส ทั้งนี้ไมโครสตรอบิลัส ของต@นเพศผู@มียาวประมาณ 10 เซนติเมตร ประกอบด@วยใบสร@างอับไมโครสปอรH ที่ผิวมีอับไมโครสปอรH ติดอยู4ทำหน@าที่สร@างไมโครสปอรH ส4วนเมกะสตรอบิลัสของต@นเพศเมียมีขนาดใหญ4 สั้น สีน้ำตาลเข@ม ประกอบด@วยใบสร@างอับเมกะสปอรHที่มีอับเมกะสปอรHติดอยู4 ทำหน@าท่ีสร@างเมกะสปอรH การถ4ายเรณูของปรง เร่ิมจากการท่ีเรณูปลิวมาตกลงบนอับเมกะสปอรH จากน้ันเรณูมีการสร@างหลอดเข@าไป แล@วสเป]รHมของปรงจะ เคล่ือนท่ีไปตามหลอดแล@วเข@าไปปฏิสนธิกับไข4ได@ไซโกต เจริญเปCนเอ็มบริโอและงอกเปCนต@นสปอโรไฟตHต4อไป (Wang and Lue, 2013; Bidlack and Shelley, 2017) 2. ดิวิชันกิงโกไฟตา (Division Ginkgophyta) พืชในกล4ุมนี้มีเพียงชนิดเดียวที่ยังมีชีวิตอย4ู คือ แปะกvวย ซ่ึงถือว4าเปCนส่ิงมีชีวิตคงสภาพดึกดำบรรพH (living fossil) มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เปCนพืชท่ีมีลำต@น ขนาดใหญ4แตกกิ่งก@านสาขาจำนวนมาก ต@นที่เจริญเต็มที่สูงประมาณ 30 เมตร มีการสร@างเนื้อไม@ ใบเปCน ใบเด่ียว มีลักษณะคล@ายพัด ปลายใบเว@าลึกเปCน 2 พู (ภาพประกอบที่ 7.12ก) เส@นใบเรียงตามความยาวของ แผน4 ใบ ปลายแยกสองแฉก ใบเปลย่ี นเปนC สีเหลอื งทองและผลดั ใบในฤดูใบไมร@ 4วง แปะกvวยเปCนพืชแยกเพศอย4ูต4างต@น ต@นเพศผู@จะสร@างโคนเพศผ@ูที่ปลายก่ิงมีลักษณะเปCนช4อ ทรงกระบอกขนาดเล็ก ส4วนต@นเพศเมียจะสร@างออวุลบนก@านชู (pedunculated ovule) โดย 1 ก@านจะมี ออวุลติดอย4ู 2 อัน ซึ่งมักจะเปCนหมัน 1 อัน ซึ่งจะเห็นได@ว4าออวุลของแปะกvวยไม4ได@สร@างในโคน การถ4ายเรณู ของแปะกvวยเร่ิมจากเรณูปลิวมาตกลงบนออวุล จากน้ันเรณูมีการสร@างหลอดเข@าไป แล@วสเป]รHมจะเคล่ือนท่ี ไปตามหลอดเรณูและปฏิสนธิกับเซลลHไข4 จากนั้นออวุลจะพัฒนาเปCนเมล็ด (ภาพประกอบท่ี 7.12ข) มีเนื้อ ชุม4 ฉ่ำ สว4 นของเอม็ บรโิ อภายในเมลด็ นิยมนำมาใชร@ ับประทานเปนC อาหาร (ศภุ ณัฐ ไพโรหกุล, 2562) มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ก. ข. ภาพประกอบที่ 7.12 แปะกvวย (Ginkgo biloba L.) ก. ใบ; ข. เมล็ด 146
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. ดิวิชันโคนิเฟอโรไฟตา (Division Coniferophyta) พืชในกลุ4มนี้เปCนกลุ4มที่มีความ หลากหลายมากที่สุดในพืชเมล็ดเปลือย มีประมาณ 600 ชนิดท่ัวโลก ตัวอย4างพืชได@แก4 สนฉัตร สนสองใบ สนสามใบ (ภาพประกอบท่ี 7.13) พญาไม@ เปCนต@น พบมากในเขตอบอ4ุน หรือบริเวณภูเขาสูง ส4วนใหญ4เปCน ไม@ยืนต@นขนาดใหญ4 และบางชนิดเปCนไม@พุ4ม ลำต@นมีเน้ือไม@ มีการเติบโตทุติยภูมิ (secondary growth) ใบมี ลักษณะคลา@ ยเข็ม (needlelike leaf) หรือคลา@ ยใบเกล็ด (scalelike leaf) ส4วนใหญ4เปCนพืชไม4ผลัดใบ ข. ก. ค. ภาพประกอบที่ 7.13 สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon) ก. ตน@ สนสามใบ; ข. โคนเพศผ@;ู ค. โคนเพศเมยี สนบางชนิดเปCนพืชแยกเพศร4วมต@น บางชนิดเปCนพืชแยกเพศอยู4ต4างต@น โคนเพศผู@อยู4รวมกันเปCน กล4ุม พบท่ีปลายกิ่งที่อย4ูส4วนล4างของลำต@นและมีการเจริญของไมโครสปอรH โคนเพศเมียพบท่ีปลายกิ่ง บริเวณส4วนบนหรือเรือนยอดของลำต@น มีขนาดใหญ4กว4าโคนเพศผ@ู ประกอบด@วยใบประดับ (bract) เรียง เวียนรอบแกน แต4ละใบประดับจะมีแผ4นใบท่ีมีออวุล 2 อันติดอยู4 เรียก ออวุลิเฟอรัสสเกล (ovuliferous scale) ภายในออวุลมีการเจริญของเมกะสปอรH ขณะอายุน@อยออวุลิเฟอรัสสเกลอยู4ชิดติดกัน อ4อนนุ4ม มีสี เขียว เม่ือแก4จะเปล่ียนเปCนสีน้ำตาลเข@มและแข็ง การถ4ายเรณูต@องอาศัยลมโดยเรณูของสนมีลักษณะคล@าย ปiก 2 อัน ทำให@สามารถลอยไปได@ไกล ขณะเดียวกันออวุลิเฟอรัสสเกลของโคนเพศเมียจะค4อย ๆ คลี่ออก เพื่อรองรับเรณู เมื่อเรณูตกลงบนโคนเพศเมียจะมีการสร@างหลอด แล@วสเป]รHมจะเคล่ือนท่ีไปตามหลอดเรณู และปฏิสนธกิ บั เซลลไH ข4ได@ไซโกต เจรญิ เปCนเอ็มบริโอตอ4 ไป หลงั จากการถ4ายเรณูโคนเพศเมยี จะขยายใหญ4ข้นึ เปล่ียนเปCนสีน้ำตาลและแข็งคล@ายเนื้อไม@ เม่ือเมล็ดเจริญเต็มที่ออวุลิเฟอรัสสเกลจะเป]ดออกทำให@เมล็ดร4วง หลน4 ลงมาและเจรญิ เปCนตน@ สปอโรไฟตHต4อไป (Bidlack and Shelley, 2017; Simpson, 2019) 147
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง4. ดิวิชันนีโทไฟตา (Division Gnetophyta) พืชในกลุ4มนี้บางชนิดพบในเขตร@อนช้ืน บางชนิด พบในทะเลทราย ประกอบด@วย 3 สกุลคือ สกุลอีฟiดรา (Ephedra) กระจายในบริเวณที่มีความแห@งแล@ง ส4วนใหญ4พบในเขตอบอุ4น สกุลเวลวิชเซีย (Welwitschia) พบในทะเลทรายของแอฟริกา และสกุลนีตัม (Gnetum) พบกระจายในเขตร@อนชื้นของเอเชียและแอฟริกา (Brooker et al., 2020) ในที่นี้ขออธิบาย ลักษณะสกุลนีตัม ที่พบในประเทศไทย 8 ชนิด ตัวอย4างพืช เช4น ผักกะเหรี่ยง เมื่อย เมื่อยดูก มะหน4วย (ภาพประกอบที่ 7.14) ส4วนมากเปCนไม@เลื้อยเน้ือแข็ง หรือไม@พุ4ม มีน@อยชนิดที่เปCนไม@ยืนต@น กิ่งเปCนข@อต4อกัน และตามข@อจะบวมพอง ใบเด่ียว ติดตรงข@าม เส@นใบแบบเส@นร4างแหคล@ายใบของพืชใบเล้ียงค4ู เปCนพืชแยกเพศ โคนเพศผู@เรียงตัวเปCนข@อ ๆ มีลักษณะคล@ายช4อดอกของพืชดอก โคนเพศเมียเปCนช4อยาวเรียงตัวเปCนข@อ ๆ เช4นกัน รอบข@อมีออวุลเรียงอย4ู พืชในกลุ4มนี้เกิดการปฏิสนธิคู4 (double fertilization) แต4จะไม4มีการพัฒนา เปนC เอนโดสเปร] Hม (endosperm) และออวลุ จะเจรญิ เปนC เมลด็ และตน@ สปอโรไฟตHตอ4 ไป ก. ข. ภาพประกอบท่ี 7.14 มะหนว4 ย (Gnetum latifolium Blume) ก. ใบ; ข. โคนเพศเมีย พืชดอก (Angiosperm) พืชดอกเปCนพชื ทม่ี เี มล็ดทม่ี วี วิ ัฒนาการสูงที่สดุ โดยมเี พยี งดวิ ชิ นั เดยี ว คอื 1. ดิวิชันแอนโทไฟตา (Division Anthophyta) เปCนกล4ุมพืชท่ีมีความหลากหลายมากท่ีสุด มี ประมาณ 290,000 ชนิดทั่วโลก มีทั้งไม@ล@มลุก ไม@พ4ุม ไม@ยืนต@น ไม@เลื้อย หรืออย4ูในน้ำ อาศัยอยู4ในสภาพ ระบบนิเวศท่ีหลากหลาย เช4น พื้นท่ีแห@งแล@ง ท่ีมีน้ำขัง อยู4ในน้ำ มีช4วงอายุหลายแบบ เช4น อายุปiเดียว อายุ สองปi หรืออายุหลายปi มีราก ลำต@น ใบท่ีแท@จริง ลำต@นมีท้ังลำต@นเหนือดินและลำต@นใต@ดิน บางชนิดลำต@นมี เนื้อไม@และมีการเติบโตทุติยภูมิ บางชนิดไม4มีเน้ือไม@ พืชดอกมีเน้ือเย่ือลำเลียงที่สมบูรณH มีเทรคีดและเวสเซล สำหรบั การลำเลยี งน้ำ ใบมขี นาดแตกต4างกนั การจดั เรยี งใบบนลำตน@ มีไดห@ ลายแบบ 148
เม่ือเจริญเต็มท่ีจะสร@างดอกเพ่ือเปCนอวัยวะสืบพันธุH ดอกประกอบข้ึนจาก 4 ส4วนหลักคือ กลีบเล้ียง กลีบดอก เกสรเพศผู@ และเกสรเพศเมีย ดอกบางชนิดอาจมีองคHประกอบครบทั้ง 4 ส4วน บางชนิดมีอาจ องคHประกอบไม4ครบ แกมีโทไฟตHเพศผู@ถูกสร@างในเกสรเพศผู@ แกมีโทไฟตHเพศเมียถูกสร@างในเกสรเพศเมีย พืชบางชนิดมีเกสรเพศผู@และเกสรเพศเมียอยู4ในดอกเดียวกัน เปCนดอกสมบูรณHเพศ บางชนิดเกสรเพศผู@และ เกสรเพศเมียอยู4แยกดอกแต4อย4ูร4วมต@น บางชนิดอย4ูต4างต@น ในพืชดอกมีการปฏิสนธิค4ู หลังปฏิสนธิออวุล พฒั นาไปเปCนเมล็ด สว4 นรังไขพ4 ฒั นาไปเปนC ผล ในทศวรรษ 1990 นักอนุกรมวิธานได@จำแนกพืชดอกออกเปCน 2 กลุ4ม โดยใช@จำนวนของใบเลี้ยง ในเอ็มบริโอเปCนเกณฑH คือ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ท่ีมีใบเล้ียง 1 ใบ และพืชใบเล้ียงค4ู ที่มีใบเลี้ยง 2 ใบ และยังใช@ ลักษณะอ่ืน ๆ ในการจัดจำแนกดว@ ย แตย4 งั คงแบ4งพืชเปนC ออกเปนC 2 กลม4ุ ดังแสดงในตารางท่ี 7.1 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ตารางท่ี 7.1 ข@อแตกต4างระหว4างพชื ใบเลี้ยงคู4และพืชใบเล้ยี งเด่ียว สง่ิ ทเ่ี ปรยี บเทยี บ พืชใบเล้ยี งคrู พืชใบเลีย้ งเดี่ยว ลกั ษณะวิสัย เปนC ไดท@ ้งั พชื มีเนือ้ ไม@ และพชื ไม4มเี นื้อไม@ ลำตน@ มีมัดท4อลำเลยี งเรยี งเปนC วงรอบลำตน@ ส4วนใหญเ4 ปนC พชื ไม4มีเนือ้ ไม@ ราก ทอ4 ลำเลียงกระจดั กระจายท่วั ลำตน@ มักมีระบบรากแก@ว มีรากแก@วในระยะแรกแลว@ หยดุ เจรญิ ใบ มีเส@นใบเปCนร4างแห มกั มกี @านใบ และมีระบบรากฝอยมาแทนท่ี ดอก หายากทกี่ า@ นใบเปCนกาบ มเี ส@นใบเรยี งแบบขนาน มักไมม4 ีกา@ นใบ หรือกา@ นใบแผอ4 อกเปCนกาบห@ุมลำต@น อับเรณู ดอกมีส4วนตา4 ง ๆ 4 หรือ 5 หรือ ตน@ ออ4 น ทวีคณู ของ 4 หรอื 5 ดอกมีส4วนต4าง ๆ เปCน 3 หรอื มักมชี 4องเปด] 3 ชอ4 ง ทวีคูณของ 3 ตน@ อ4อนมีใบเลย้ี ง 2 ใบ มักมีช4องเปด] 1 ชอ4 ง ตน@ อ4อนมีใบเล้ยี ง 1 ใบ ทมี่ า : (ดัดแปลงจาก พเยาวH อนิ ทสวุ รรณ, 2548, หน@า 101) ทั้งนี้ ชารHลสH เบสซี่ (Charles E. Bessey) นักอนุกรมวิธานพืชในอดีต ได@เสนอแนวคิดการจัดกลุ4ม วิวัฒนาการของพืชดอก โดยเชื่อว4าพืชใบเล้ียงค4ูเกิดข้ึนและมีวิวัฒนาการก4อนพืชใบเลี้ยงเด่ียว เนื่องจากพืช ใบเล้ียงค4ูบางชนิดมีลักษณะคล@ายพืชดอกโบราณ (primitive flower) เช4น พืชวงศHจำปi (Magnoliaceae) ท่ี มีเกสรเพศผู@และเกสรเพศเมียจำนวนมาก อยู4แยกกัน เรียงเวียนอย4ูภายในดอก รังไข4เหนือวงกลีบ และดอกมี สมมาตรตามรัศมี (พิทักษH ใจคง, 2548) 149
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงในปáจจุบัน นักวิทยาศาสตรHได@มีการจำแนกพืชดอกใช@หลักฐานทางชีววิทยาโมเลกุล (molecular biology) คือใช@ข@อมูลดีเอ็นเอ (DNA) ร4วมกับข@อมูลจากศาสตรHด@านอื่น ๆ เพ่ือศึกษาถึงความสัมพันธHทาง วิวัฒนาการของพืช และได@มีการจัดจำแนกพืชดอกเปCน 3 กล4ุมคือ พืชใบเล้ียงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู4แท@ (eudicots) และกล4ุมพืชใบเลี้ยงค4ูเดิมที่ถูกจับแยกออกมา และไม4ถูกจัดให@เปCนพืชใบเล้ียงเดี่ยวหรือพืชใบเลี้ยงคู4 อย4างไร ก็ตามในตำราเล4มน้ีผ@ูเขียนขอจำแนกพืชออกเปCน 2 กลุ4มคือ พืชใบเลี้ยงเด่ียวและพืชใบเลี้ยงคู4 โดยได@อธิบาย ลักษณะของวงศHพชื ทม่ี คี วามสำคัญและพบในท@องถนิ่ ดงั จะกล4าวในบทตอ4 ไป บทสรปุ พืชมีวิวัฒนาการมาจากสาหร4ายสีเขียว มีรงควัตถุท่ีใช@ในการสังเคราะหHด@วยแสง มีผนังเซลลH ประกอบด@วยเซลลูโลส มีวงชีวิตแบบสลับ โดยพืชส4วนใหญ4มีการแพร4กระจายอยู4บนบก ทำให@ต@องมีการ ปรับตัวหลายประการ เช4น การมีสารคิวทินปกคลุมเนื้อเยื่อผิวเพ่ือปtองกันการสูญเสียน้ำ มีการสร@างปากใบ เพ่ือแลกเปล่ียนแกvส การมีเนื้อเย่ือเจริญส4วนปลาย และการที่เอ็มบริโอเจริญภายในต@นแม4หลังจากปฏิสนธิ ทำให@เอ็มบริโอมโี อกาสอยู4รอดมากขึ้น พืชกล4ุมแรกที่วิวัฒนาการขึ้นมาบนบกคือ พืชไม4มีท4อลำเลียง หรือไบรโอไฟตH ได@แก4 ลิเวอรHเวิรHต มอส และฮอรHนเวิรHต เปCนพืชที่มีขนาดเล็ก ไม4มีราก ลำต@น ใบท่ีแท@จริง มีระยะแกมีโทไฟตHเด4น ซึ่งเปCนระยะ ที่พบตลอดชีวิต ส4วนระยะสปอโรไฟตHพบเพียงบางช4วงของชีวิตและต@องอาศัยอยู4บนต@นแกมีโทไฟตH พืชกล4ุม นี้มักพบในทีช่ น้ื แฉะ เนอ่ื งจากต@องอาศยั นำ้ เปCนตัวกลางในการนำสเปร] มH ไปปฏสิ นธกิ บั ไข4 พืชมีท4อลำเลียงไร@เมล็ดเปCนพืชท่ีมีวิวัฒนาการจากพืชไม4มีท4อลำเลียง เปCนกลุ4มพืชที่มีการสร@าง เนื้อเยื่อท4อลำเลียงน้ำและอาหาร มีการสร@างใบท่ีแท@จริง โดยใบแบ4งออกเปCน 2 ประเภทคือ ใบแบบไมโครฟ]ลลH เปCนใบขนาดเล็ก มีเส@นใบเพียง 1 เส@นต4อใบ และใบแบบเมกะฟ]ลลH เปCนใบขนาดใหญ4 มีเส@นใบมากกว4า 1 เส@น ต4อใบ วงชีวิตแบบสลับของพืชมีท4อลำเลียงจะมีระยะสปอโรไฟตHเปCนระยะเด4น พืชมีท4อลำเลียงไร@เมล็ด ประกอบด@วย กล4ุมไลโคไฟตH เปCนพืชท่ีมีใบแบบไมโครฟ]ลลH ได@แก4 หางสิงหH ตีนตvุกแก กระเทียมน้ำ และกลุ4ม โมนิโลไฟตH เปนC พืชท่มี ใี บแบบเมกะฟล] ลH ได@แก4 หวายทะนอย หญา@ ถอดปลอ@ ง เฟ]รนH พืชเมล็ดเปลือยเปCนพืชที่มีการสร@างเมล็ดซ่ึงเจริญมาจากส4วนของออวุล โดยวิวัฒนาการของเมล็ด ทำให@พืชสามารถอยู4รอดได@มากขึ้น เนื่องจากเอ็มบริโอสามารถเกิดการพักตัวในเมล็ด จนกว4าจะมี สภาพแวดล@อมท่ีเหมาะสมจึงสามารถเจริญต4อไปได@ พืชเมล็ดเปลือยเปCนพืชที่ยังไม4มีผลห4อหุ@ม ประกอบด@วย พืช 4 กลม4ุ คือ ปรง แปะกvวย สนชนิดตา4 ง ๆ และผกั กะเหรยี่ ง เม่ือย พืชดอกเปCนกล4ุมพืชที่มีวิวัฒนาการสูงสุด และมีความหลากหลายมากที่สุด มีการสร@างดอกเพื่อ เปCนอวัยวะสืบพันธุH มีรังไข4ห4อหุ@มออวุล ในพืชดอกมีการปฏิสนธิค4ู หลังปฏิสนธิออวุลพัฒนาไปเปCนเมล็ด ส4วนรังไข4พัฒนาไปเปCนผล โดยนักอนุกรมวิธานได@จำแนกพืชดอกออกเปCน 2 กล4ุม โดยใช@จำนวนของใบเลี้ยง ในเอ็มบริโอเปCนเกณฑH คือ พชื ใบเลี้ยงเดี่ยว ท่มี ีใบเล้ียง 1 ใบ และพืชใบเลยี้ งคู4 ทีม่ ีใบเลี้ยง 2 ใบ 150
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการศึกษาวิวัฒนาการของพืชมีความสำคัญต4อการสำรวจพืชเปCนอย4างย่ิง เนื่องจากทำให@ผู@สำรวจ สามารถจัดจำแนกกลุ4มพืชเบ้ืองต@นได@อย4างถูกต@อง ในการศึกษาพืชไม4มีเมล็ดผ@ูสำรวจควรสังเกตขนาดของ พืช ลักษณะของลำต@นหรือใบ การมีสตรอบิลัส หรือกลุ4มอับสปอรHใต@ใบหรือไม4 หากเปCนพืชเมล็ดเปลือยควร สังเกตโครงสร@างท่ีคล@ายโคน รวมท้ังลักษณะของใบ โดยเมื่อเห็นครั้งหน่ึงแล@วจะทำให@ผู@สำรวจจดจำลักษณะ ของพืชในแต4ละกล4ุมได@ง4ายขึ้น ส4วนพืชดอกผ@ูสำรวจควรจำแนกเบ้ืองต@นว4าเปCนกลุ4มพืชใบเลี้ยงคู4หรือใบเลี้ยง เด่ยี ว โดยใชอ@ งคปH ระกอบของดอก ลกั ษณะของใบ ลกั ษณะวิสัยและลักษณะลำต@นเปนC เกณฑH คำถามทบทวน 1. พชื มีลกั ษณะทีแ่ ตกตา4 งจากสาหรา4 ยสีเขียวอย4างไร 2. จงอธบิ ายวงชีวติ แบบสลบั ของพืช พรอ@ มวาดภาพประกอบ 3. พชื ไมม4 ที อ4 ลำเลียงมลี กั ษณะเปCนอยา4 งไร 4. พชื กลมุ4 ไลโคไฟตHกบั โมนิโลไฟตH มีลกั ษณะแตกตา4 งกนั อย4างไร 5. พชื เมลด็ เปลือยกบั พชื ดอก มลี ักษณะแตกตา4 งกันอยา4 งไร 6. จงบอกความแตกตา4 งของพชื ใบเล้ียงคกู4 ับพชื ใบเลยี้ งเดย่ี ว 7. จงเขียนวาดผงั มโนทัศนกH ารจัดจำแนกอาณาจกั รพชื เอกสารอาQ งอิง จารุวัตร จนั ทรHประดิษฐH. (2552). สัณฐานวทิ ยา และกายวิภาคศาสตรขe องพชื . สงขลา : มหาวทิ ยาลัย ทักษิณ. พเยาวH อินทสวุ รรณ. (2548). อนุกรมวธิ านพืช (Plant taxonomy). สงขลา : มหาวิทยาลัยทกั ษิณ. พิทกั ษH ใจคง. (2548). การเก็บรักษาตัวอยาr งพชื ในพพิ ิธภัณฑ.e กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง. ศุภณฐั ไพโรหกุล. (2562). ชีววทิ ยา. กรุงเทพฯ : แอกทฟี พรนิ้ ทH. อักษร ศรีปลั่ง, พนู พิไล สุวรรณฤทธิ์, พัชรี สนุ ทรนนั ท, และ สาวติ รี ล่ิมทอง. (2554). ชีววทิ ยา 1. กรุงเทพฯ : ด4านสุทธาการพิมพ.H Bidlack J.E., and Shelley, J. (2017). Introductory plant biology. New York: McGraw-Hill. Brooker, R.J., Widmaier, E.P., Graham, L.E., and Stiling, P.D. (2020). Biology. New York: McGraw-Hill Education. Simpson, M.G. (2019). Plant Systematics 3rd edition. China: Elsevier. Solomon, E.P., Martin, C.E., Martin, D.W., and Berg, L.R. (2019). Biology. The United States of America: Cengage. The Morphology and Anatomy of Plants. (2560). กระเทียมนา. ค@นเมอ่ื กุมภาพนั ธH 14, 2564, จาก https://www.facebook.com/plantsmorpho/posts/1820614398208571/ 151
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงUrry, L.A., Cain, M.L., Wasserman, S.A., Minorsky, P.V., Orr, R.B., and Neil A. Campbell. (2020). Campbell Biology. New York: Pearson. 152
บทท่ี 8 พืชใบเล้ยี งค2ู พืชดอกกลุ-มใบเลี้ยงคู-เป9นพืชที่มีความสำคัญต-อมนุษยEหลากหลายชนิด โดยมนุษยEมีการนำ พืชใบเล้ียงค-ูมาใชJประโยชนEทั้งดJานอาหาร สมุนไพร เครื่องนุ-งห-ม อุตสาหกรรม และทางเศรษฐกิจ สรJาง รายไดJใหJกับมนุษยEจำนวนมาก การศึกษาหมวดหม-ูพืช ในความแตกต-างของพืชจะเห็นเด-นชัดในระดับวงศE โดยมีลกั ษณะทางสัณฐานวทิ ยา ลกั ษณะวสิ ัย ใบ ดอก เกสรเพศผูJ เกสรเพศเมยี ผล และเมล็ด ทแี่ ตกตา- งกัน ในบทน้ีจะกล-าวถึงพืชบางอันดับ และบางวงศEท่ีพบในทJองถ่ินของประเทศไทยที่มักแพร-กระจายอยู-ท่ัวไป และมีการใชJประโยชนEจากมนุษยEดังต-อไปน้ี มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง อันดบั นิมฟอ) าเลส (Nymphaeales) วงศ%บัวสาย หรอื วงศ%นิมฟ3เอซีอี (Nymphaeaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมJน้ำลมJ ลุกมอี ายหุ ลายปX มลี ำตนJ เปน9 หัวหรอื เหงาJ หรอื เป9นไหลอย-ูในโคลนตม ตามส-วนต-างมียางขาวซึง่ เม่อื ถกู กับอากาศจะเปลี่ยนไปเป9นเสJนใย ใบ : ใบเดย่ี ว แผ-นใบเปน9 รปู หัวใจจนถึงรปู วงกลม ขอบใบเป9นคลน่ื หรือหยกั ใบเรียงสลบั กJานใบยาว ผิวใบดJานบนมขี นละเอยี ด ใบออ- นมลี ักษณะมวJ นหอ- ใบโตเตม็ ทีล่ อยปรมิ่ นำ้ หรือชูพนJ ผิวนำ้ ผิวกาJ นใบเรียบ ภายในเป9นช-องโพรง ดอก : ดอกเดี่ยว ขนาดใหญ- กาJ นดอกยาว ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรรศั มี มกี ลบี เลี้ยง 4-จำนวนมาก มกั มีลกั ษณะคลJายกลบี ดอก กลบี ดอก 8-จำนวนมาก ขนาดใหญ- แยกกนั หรอื เช่อื มตดิ กนั ท่ฐี าน กลีบชั้นในมีลกั ษณะเปน9 ฝอยคลJายเกสรเพศผูJ เกสรเพศผูJ : มจี ำนวนมาก แยกกัน กาJ นชูมีลักษณะเป9นแผ-นแบน เกสรวงนอกอาจมีลักษณะ คลJายกลีบดอก เกสรเพศเมีย : มคี ารEเพล 3-จำนวนมาก คารเE พลเช่อื มติดกัน มีออวลุ 2-จำนวนมาก พลาเซนตาตามแนวตะเขบ็ รังไขเ- หนอื วงกลีบ หรอื ใตวJ งกลีบ ผล : ผลมลี กั ษณะออ- นน-มุ คลJายผลมีเนื้อหลายเมลด็ เมลด็ : มีขนาดใหญ- มีเอนโดสเปร` มE สะสมอาหารมาก พืชวงศนE ้ีพบกระจายในแหลง- นำ้ จดื เขตอบอนุ- และเขตรอJ น ออกดอกตลอดปX ตัวอย-างพชื ไดแJ ก- บัวสาย Nymphaea lotus L. บัวเผอ่ื น N. nouchali Burm.f. (ภาพประกอบท่ี 8.1ก) บวั ผัน N. cyanea Roxb. บัวกระดJง Victoria amazonnica (Popp.) Sowerby 153
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงพืชในวงศบE ัวสายนยิ มปลูกเป9นไมJประดับเพราะมดี อกทีส่ วยงาม โดยผทูJ ี่นบั ถือศาสนาพุทธมกั นำดอกบัวไปบูชาพระ นอกจากน้ีกJานบวั สายยังนยิ มนำมาประกอบอาหาร และปลกู ขายเป9นพืชเศรษฐกิจ อนั ดบั แมกโนเลียเลส (Magnoliales) วงศ%จำป3 หรือวงศแ% มกโนเลียซีอี (Magnoliaceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมพJ ม-ุ หรอื ไมตJ นJ ใบ : ใบเดี่ยว ขอบใบเรียบ เรียงสลับ มีหูใบขนาดใหญ-หJุมยอดอ-อน และเม่ือยอดอ-อน เจรญิ เปน9 ใบ หูใบจะรว- งง-ายและเหลือรอยแผลทง้ิ ไวJเป9นวงรอบขJอ ดอก : ดอกเด่ียว ขนาดใหญ- มีกล่ินหอม สรJางท่ีตำแหน-งปลายยอดหรือดJานขJางของกิ่ง หรือลำตJน ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรตามรัศมี กลีบเล้ียงและกลีบดอกมี ลักษณะเหมือนกัน มีลักษณะหนาแข็ง เปราะ เรียงตัวเป9น 2 ช้ันหรือมากกว-า ชั้นละ 3-4 กลีบ เกสรเพศผูJ : มจี ำนวนมาก แยกกัน แผเ- ป9นแผ-นแบน จดั เรียงเป9นเกลยี วรอบฐานดอกรูปยาวรี อบั เรณเู รยี วยาวและแตกตามยาว อับเรณูหนั หนาJ เขJาหาแกน เกสรเพศเมยี : เกสรเพศเมียมีจำนวนมาก แยกจากกนั เรียงสลับเวียนบนแกนยาวตรงกลางดอก คารEเพลแยก มี 1 หอJ ง มีออวลุ 1-จำนวนมาก พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ รงั ไข-เหนอื วงกลีบ ผล : สว- นใหญ-เป9นผลกล-ุม ผลย-อยแต-ละผลเป9นผลแตกแนวเดียว ผลปXกเดยี ว หรือผลมีเน้ือหลายเมล็ด เมล็ด : มขี นาดใหญ- และมีเอนโดสเป`รEมประเภทน้ำมนั พืชวงศEนี้เป9นพืชโบราณในกลุ-มพืชดอกท่ีมีชีวิตอย-ูในปuจจุบัน พบในเขตอบอุ-น และเขตรJอน ของโลก ตัวอย-างพืชไดJแก- จำปX Magnolia × alba (DC.) Figlar (ภาพประกอบที่ 8.1ข) จำปา M. champaca (L.) Baill. ex Pierre ย่หี ุบ M. coco (Lour.) DC. พชื วงศEจำปนX ยิ มปลกู เป9นไมJประดบั เนอื่ งจากมีกล่ินหอม สวยงาม และตJนใหJความรม- รนื่ นอกจากนเี้ นอ้ื ไมJจำปX จำปาสามารถนำมาใชJประโยชนEในการก-อสราJ งไดJ 154
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศก% ระดังงา หรือวงศ%แอนโนนาซีอี (Annonaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมตJ Jน ไมพJ -มุ บางชนิดเปน9 ไมJเถา เปลือกและใบมกี ล่ินฉนุ ใบ : ใบเดีย่ ว ขอบใบเรยี บ โคนกJานใบโปง~ ไมม- หี ใู บ เรียงสลับ ดอก : ดอกเดี่ยวหรือดอกชอ- สว- นมากสีเขยี ว เหลือง หรอื ม-วงแดง ออกท่ีปลายยอด หรอื ดาJ นขJางของก่ิงหรือลำตJน ขนาดใหญเ- ห็นชดั เจน ดอกสมบูรณเE พศ สมมาตร ตามรศั มี มีกลบี เลยี้ ง 3 กลีบ กลบี ดอก 6 กลบี เรียงเปน9 2 วง ๆ ละ 3 กลบี แยกกัน และจรดกนั หรอื ซJอนเหลอ่ื มกนั เกสรเพศผJู : มจี ำนวนมาก กาJ นสนั้ และแยกกัน เรียงเวียนสลับกนั แน-นหลายช้นั รอบเกสร- เพศเมยี อบั เรณหู นั ออกจากแกนดอก แตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มีจำนวนมาก แยกกนั มี 1-หลายคารเE พล เกาะติดกับฐานดอกรูปกรวย มอี อวลุ 1-จำนวนมาก พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ รงั ไข-เหนือวงกลีบ ผล : สว- นใหญ-เป9นผลกลุม- ผลมเี นอ้ื หลายเมลด็ เมล็ด : มีขนาดใหญ- มเี อนโดสเป`รมE เปน9 ร-องลาย หรือเอนโดสเปร` Eมมลี ักษณะพับหรือย-น พชื วงศEนี้กระจายตัวอยใ-ู นเขตรอJ น ท่ีระดับความสูงไมม- ากนัก ตวั อย-างพชื ไดแJ ก- การเวก Artabotrys siamensis Miq. (ภาพประกอบที่ 8.1ค-ง) กระดงั งา Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson นอJ ยหนา- Annona squamosa L. นอJ ยโหน-ง A. reticulata L. สายหยดุ Desmos chinensis Lour. ลำดวน Melodorum fruticosum Lour. จำปนู Anaxagorea javanica Blume นมแมว Uvaria siamensis (Scheff.) L.L.Zhou, Y.C.F.Su & R.M.K.Saunders หลายชนิดนิยมปลูกเป9นไมJประดับที่มีกล่ินหอม เช-น กระดังงา สายหยุด การเวก ลำดวน บางชนิดรับประทานเป9นผลไมJมีรสหวาน เช-น นJอยหน-า นJอยโหน-ง นอกจากนี้ใบหรือเมล็ดของนJอยหน-า สามารถใชใJ นการกำจดั เหา เหบ็ หมดั ไดJ 155
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอนั ดบั ลอราเลส (Laurales) วงศ%อบเชย หรือวงศ%ลอราซอี ี (Lauraceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมJตนJ หรอื ไมพJ ุ-ม ส-วนต-าง ๆ มกั มกี ล่นิ หอม ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบเรยี บหรอื หยักเป9นคลนื่ ไม-มีหูใบ เนอื้ ใบหนาเหนยี ว เรยี งสลบั หรอื เรียงตรงขาJ มกัน ดอก : ดอกชอ- แบบชอ- กระจุก ชอ- แยกแขนง ชอ- กระจะหรือช-อเชิงลด ขนาดเล็ก มที ั้ง ดอกสมบรู ณเE พศ และดอกแยกเพศ กลบี ดอกเปน9 กลีบรวม เรียงเปน9 2 วง ๆ ละ 3 กลีบแยกกัน เกสรเพศผJู : มจี ำนวนมาก และเรยี งอย-ูกันเปน9 ชั้น ๆ อับเรณูแตกแบบมีล้ินเป`ดป`ด เกสรเพศเมยี : มี 1 คารเE พล 1 หอJ ง มีออวุล 1 ออวุล พลาเซนตาท่ยี อด รังไขเ- หนือวงกลบี หรอื ใตJวงกลบี ผล : ผลผนังชั้นในแข็ง ตอนโคนมกั มกี Jานดอกท่ีพองโตขน้ึ มาหุมJ เมล็ด : มี 1 เมลด็ มีเอมบริโอขนาดใหญ- ไม-มเี อนโดสเปร` Eม พืชวงศนE ้ีกระจายอยตู- ามเขตรอJ นของโลก ตัวอยา- งพชื ไดJแก- อบเชย Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet อบเชยตJน C. iners Reinw. ex Blume อะโวคาโด Persea americana Mill. ตะไครJตJน Litsea cubeba (Lour.) Pers. หมีเหม็น L. glutinosa (Lour.) C.B.Rob. (ภาพประกอบท่ี 8.1จ) สังวาลพระอนิ ทรE Cassytha filiformis L. (ภาพประกอบท่ี 8.1ฉ) เปลือกของอบเชยสามารถใชJเป9นเคร่ืองยาหรือเคร่ืองเทศ มีกลิ่นหอม ใชJปรุงผสมเป9นยาหอม และยานัตถEุ ทำใหJสดชื่น แกJปวดศีรษะ แกJอาการอ-อนเพลีย ส-วนตJนหมีเหม็นพบข้ึนตามป~าเบญจพรรรณ และปา~ ดบิ ท่วั ๆ ไป บางชนดิ เปน9 พชื เบยี น เชน- สังวาลพระอนิ ทรE 156
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.1 ตวั อย-างพืชวงศEบวั สาย (ก) วงศจE ำปX (ข) วงศกE ระดังงา (ค-ง) และวงศอE บเชย (จ-ฉ) ก. บัวเผื่อน (Nymphaea nouchali Burm.f.); ข. จำปX (Magnolia × alba (DC.) Figlar); ค.-ง. การเวก (Artabotrys siamensis Miq.); จ. หมีเหม็น (Litsea glutinosa (Lour.) C.B.Rob.); ฉ. สังวาลพระอินทรE (Cassytha filiformis L.) 157
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอนั ดบั ไพเพอราเลส (Piperales) วงศพ% ริกไทย หรือวงศไ% พเพอราซีอี (Piperaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมพJ -มุ ไมJลมJ ลกุ บางชนดิ เป9นไมJเลือ้ ย ขJออาจพองโปง~ และมีรากพิเศษแตก ออกมา ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบเรยี บ มกั มจี ดุ โปรง- แสง หูใบเชอ่ื มกบั กJานใบ บางชนดิ ไม-มีหูใบ ใบเรยี งสลบั ตรงขาJ ม หรอื เรยี งเวยี น เมื่อขย้ีใบมักมกี ลน่ิ นำ้ มนั หอม ดอก : ดอกชอ- เชิงลด หรอื ช-อหางกระรอก ขนาดเล็กมกั อยชู- ดิ กันแน-น มใี บประดบั รองรบั ดอกยอ- ย ดอกสมบูรณเE พศ หรอื แยกเพศ เกสรเพศผJู : มี 1-10 อนั แยกกัน อับเรณูแตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 2-5 คารเE พล 1 หJอง แตล- ะหอJ งมี 1 ออวุล พลาเซนตาที่ฐาน รังไขเ- หนอื วงกลีบ ผล : ผลผนังช้ันในแข็ง ขนาดเลก็ หรอื ผลแหงJ เมล็ดล-อน เมล็ด : มขี นาดเล็ก มีเอนโดสเป`รมE หรือไรJเอนโดสเปร` มE พืชวงศนE ีก้ ระจายอยใ-ู นเขตรJอนและบริเวณใกลJเขตรJอน ตวั อยา- งทพ่ี บในประเทศไทยไดแJ ก- ผักกะสัง Peperomia pellucida (L.) Kunth (ภาพประกอบท่ี 8.2ก) ดีปลี Piper retrofractum Vahl. (ภาพประกอบท่ี 8.2ข) พริกไทย P. nigrum L. ชาJ พลู P. sarmentosum Roxb. พลู P. betle L. พืชหลายชนิดชนิดใชJเป9นเครื่องเทศ เช-น พริกไทย รสชาติเผ็ดรJอน ดีปลี นิยมใชJผลมาเป9น เคร่ืองเทศแทนพริกและพริกไทย ชJาพลูใชJรับประทานเป9นใบสด ๆ หรือใชJประกอบอาหารประเภทแกงเผ็ด นอกจากนี้คนสมัยก-อนใชJใบพลูที่มีรสเผ็ดรJอนมาเค้ียวกับปูนขาวหรือปูนแดง ร-วมกับหมาก และใบยาสูบ สำหรบั รักษาฟนu และบำรงุ เหงอื ก 158
อันดบั รานนั คิวลาเลส (Ranunculales) วงศ%บอระเพ็ด หรอื วงศม% ีนิสเพอรม% าซีอี (Menispermaceae) ลักษณะวิสยั : ไมJเถา ส-วนมากเนือ้ แขง็ มกั มนี ้ำยางสเี หลอื ง หรอื สีขาว ใบ : ใบเดยี่ ว ขอบใบเรียบ เรียงสลับ ไมม- หี ใู บ มีเสJนใบออกจากจุดเดียวกนั ท่ีโคนใบ ดอก : ดอกเดีย่ ว หรือดอกช-อแบบชอ- กระจกุ หรือช-อแยกแขนง ขนาดเล็กมาก ดอกเพศเดียว และแยกเพศต-างตJน สมมาตรตามรัศมี มกี ลีบเล้ียง 6 กลีบ เรยี งเป9น 2 ช้นั กลบี ดอก 6 กลีบ แยกกนั หรือไม-มีกลีบดอก เกสรเพศผJู : มี 3 หรือ 6 มักจะมีเกสรเพศผูเJ ป9นหมนั เกสรเพศเมีย : มี 3 หรอื 6 คารEเพลแยกกนั มอี อวุล 1 ออวุล มกั จะมีเกสรเพศเมยี เปน9 หมัน พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ รงั ไขเ- หนือวงกลบี ผล : ผลผนังชั้นในแขง็ เมลด็ : มี 1 เมลด็ เมลด็ มักจะโคงJ มหี รือไมม- ีเอนโดสเปร` Eม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศนE ้ีกระจายอย-ูทว่ั ๆ ไป ตามเขตรJอนของโลก ตัวอย-างพืชไดแJ ก- บอระเพด็ Tinospora crispa (L.) Hook.f. & Thoms. (ภาพประกอบที่ 8.2ค) ยา- นาง Tiliacora triandra Diels (ภาพประกอบที่ 8.2ง) ขมิ้นเครือ Anamirta cocculus (L.) Wight & Arn. สบเ-ู ลือด Stephania pierrei Diels ใบกนJ ป`ด S. japonica (Thunb.) Miers var. discolor (Blume) Forman กJนปด` ถำ้ S. tomentella Forman พืชวงศEน้ีหลายชนิดเป9นสมุนไพร เช-น บอระเพ็ด ใบกJนป`ด สบู-เลือด บางชนิดเป9นพืชมีพิษ เช-น ขมิ้นเครือ ท่ีเมล็ดมีพิษรJายแรง รับประทานทำใหJเกิดอันตรายถึงเสียชีวิตไดJ บางชนิดเป9นอาหาร เช-น เถาย-านาง (ก-องกานดา ชยามฤต, 2545) 159
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอันดบั ดิลลเี นียเลส (Dilleniales) วงศ%ส[าน หรอื วงศ%ดิลลีเนียซอี ี (Dilleniaceae) ลกั ษณะวิสยั : ไมตJ นJ ไมพJ มุ- หรอื ไมJเลอื้ ยมีเน้อื ไมJ ใบ : ใบเดยี่ ว ขอบใบเรียบหรือหยักเวาJ หรอื ขอบจกั ซี่ฟนu เนอ้ื ใบแขง็ กระดาJ ง ผิวใบหยาบ เสนJ ใบเด-นชัดตรงขนานกัน มหี ูใบแต-ร-วงเร็วหรอื ไมม- ีหใู บ เรียงสลับ ดอก : ดอกเดี่ยวหรือดอกช-อแบบช-อกระจกุ สีเหลืองหรอื ขาว ดอกสมบรู ณEเพศ สมมาตรตามรัศมี มกี ลีบเลยี้ ง 5 กลีบ แยกกัน เรยี งซJอนเหลอื่ มกัน อยูต- ิดทน จนเป9นผล กลบี ดอก 5 กลีบ แยกกนั เรยี งซJอนเหลอ่ื มกนั เมื่อยงั ไม-บานกลบี ดอกพบั ย-นย-ยู ี่ เมือ่ ดอกบานจะหลุดรว- งง-าย เกสรเพศผูJ : มีจำนวนมาก แยกกนั หรือเชอ่ื มตดิ กนั เปน9 กลม-ุ ๆ ตอนโคน มักติดทน อบั เรณแู ตกที่ปลาย เกสรเพศเมยี : มีหลายคารEเพล แยกกัน หรือเช่อื มกันเล็กนJอย แตล- ะคารEเพลมี 1 ออวุล หรอื หลายออวุล พลาเซนตาแนวเดียว รงั ไขอ- ยู-เหนอื วงกลีบ ผล : ผลมเี นื้อหลายเมล็ด หรือผลแตกแนวเดยี ว เมลด็ : มีขนาดเล็กมาก เปลือกแขง็ มีเยอ่ื หุมJ เมลด็ เอม็ บริโอขนาดเลก็ มเี อนโดสเป`รEม พืชวงศนE ก้ี ระจายอย-ูในเขตรอJ นแถบทวปี เอเชยี และออสเตรเลีย ตวั อย-างพืชไดแJ ก- มะตาด Dillenia indica L. (ภาพประกอบที่ 8.2จ-ฉ) มะสาJ น D. aurea Sm. สาJ นใหญ- D. obovata (Blume) Hoogland สาJ นใบเล็ก D. ovata Wall. ex Hook.f. & Thomson รสสคุ นธE Tetracera loureiri (Finet & Gagnep.) Pierre ex W. G. Craib รสสคุ นธEแดง T. indica (Christm. & Panz.) Merr. พืชวงศEนี้บางชนิดรับประทานเป9นอาหาร เช-น มะตาด รับประทานผลเป9นผลไมJไดJ หรือ นำมาใชJประกอบอาหาร เช-น แกงสJมมะตาด แกงคั่วมะตาด หรือใชJผลสดจิ้มกินกับน้ำพริก นอกจากน้ีเมือก ท่ีผลมะตาดมีลักษณะเป9นวุJน ช-วยเคลือบแผลในกระเพาะ ขับถ-ายสะดวก นอกจากนี้ยังนิยมปลูกพืชวงศEนี้ เพือ่ ใหJรม- เงา และบางชนิดเช่อื วา- เป9นไมมJ งคล เชน- รสสคุ นธE 160
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.2 ตวั อยา- งพชื วงศEพริกไทย (ก-ข) วงศEบอระเพด็ (ค-ง) และวงศสE Jาน (จ-ฉ) ก. ผักกะสัง (Peperomia pellucida (L.) Kunth); ข. ดีปลี (Piper retrofractum Vahl.); ค.บอระเพด็ (Tinospora crispa (L.) Hook.f. & Thoms.); ง. ยา- นาง (Tiliacora triandra Diels); จ.-ฉ. มะตาด (Dillenia indica L.) 161
อนั ดบั วิทาเลส (Vitales) วงศ%องุน^ หรือวงศ%วิทาซีอี (Vitaceae) ลกั ษณะวสิ ยั : ไมJเถาเลอื้ ยโดยมมี ือพันอยูต- รงขาJ มกบั ใบ หรือไมพJ ม-ุ มีขJอโปง~ พอง ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบหยักลกึ หรอื ใบประกอบแบบนว้ิ มือหรอื แบบขนนก มหี ูใบแต- ร-วงเรว็ ใบเรียงสลับ มจี ุดโปร-งแสง ดอก : ดอกชอ- แบบชอ- เชิงลด ช-อกระจะ ชอ- แยกแขนง หรือช-อกระจกุ ดอกยอ- ยขนาด เลก็ สเี ขียวออ- น กาJ นดอกแผแ- บน ดอกสมบรู ณEเพศ หรือดอกแยกเพศ สมมาตรตามรศั มี มีกลีบเลย้ี ง 4-5 กลีบ เชือ่ มติดกนั กลีบดอก 4-5 กลีบ รว- งเรว็ แยกกัน เกสรเพศผูJ : มี 4-5 อนั กาJ นชอู บั เรณสู ั้น อยู-แยกกัน อยูต- รงกนั กบั กลบี ดอก อบั เรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 2 คารEเพล 2-6 หJอง แตล- ะหอJ งมี 2 ออวุล พลาเซนตารอบแกนร-วม รงั ไข-เหนือวงกลบี ผล : ผลมเี นอ้ื หลายเมล็ด เมลด็ : มี 2 เมลด็ มีเอ็มบรโิ อขนาดเล็ก มเี อนโดสเปร` Eมมาก มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศนE กี้ ระจายอยตู- ามเขตรJอนของโลก บางชนิดพบในเขตอบอนุ- ตัวอยา- งพืชไดJแก- เพชรสงั ฆาต Cissus quadrangularis L. เถาคันแดง Causonis trifolia (L.) Mabb. & J.Wen (ภาพประกอบที่ 8.3ก) กะตงั ใบ Leea indica (Burm.f.) Merr. เขอื ง L. rubra Blume ex Spreng. (ภาพประกอบที่ 8.3ข) เครอื เขานำ้ Tetrastigma leucostaphyllum (Dennst.) องนุ- Vitis vinifera L. พืชวงศEนี้บางชนิดใชJเป9นยาสมุนไพร เช-น เพชรสังฆาต ใชJรักษาโรคริดสีดวงทวาร กะตังใบ เขือง ใชJเป9นยาแกJไขJ บางชนิดรับประทานเป9นอาหารไดJ เช-น เถาคันแดง นำส-วนยอดอ-อนมาลวก ตJม จ้ิมกับ น้ำพริกหรือรับประทานเป9นผักสด อย-างไรก็ตามผลเถาคันแดงมีแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate) หากรับประทานในปริมาณมากจะทำใหJเกิดอาการคันบริเวณปากไดJ (Kumar et al., 2011) ส-วนองุ-นเป9น พชื ตา- งถน่ิ นำมาปลกู เพื่อรับประทานผลหรือใชJทำไวนE 162
อนั ดับออกซาลิดาเลส (Oxalidales) วงศ%มะเฟอa ง หรือวงศ%ออกซาลดิ าซีอี (Oxalidaceae) ลกั ษณะวิสัย : ไมJลมJ ลุก หรือไมJตJน ส-วนมากมนี ้ำเลยี้ งรสเปร้ียว เพราะมกี รดออกซาลกิ (oxalic acid) ใบ : ใบเดย่ี ว หรือใบประกอบแบบขนนก หรอื แบบน้ิวมือ ไม-มีหใู บ เรียงสลับหรอื เรียงเวยี น ใบออ- นบดิ เปน9 เกลยี ว ใบจะหบุ เม่อื ไดJรบั อากาศเยน็ หรือในเวลา กลางคนื ดอก : ดอกเด่ยี ว หรอื ดอกช-อแบบกระจกุ หรอื ช-อซ่รี ม- ดอกสมบรู ณเE พศ สมมาตรตาม รัศมี มกี ลีบเลี้ยง 5 กลีบ แยกกัน และซอJ นเหลือ่ มกนั กลบี ดอก 5 กลีบ แยกกนั หรอื เชื่อมติดทฐี่ าน กลบี มักบิดไปทางเดยี วกนั เกสรเพศผJู : มี 10 อนั เช่ือมกนั ทโ่ี คนกาJ นชูอบั เรณู เกสรเพศผJเู รยี งเป9น 2 ชุด ๆ ละ 5 เปน9 ชุดทมี่ ีขนาดสนั้ สลบั กับขนาดยาว หรอื เปน9 ชดุ ท่เี ป9นหมันสลับกบั ชุดท่-ี ไมเ- ป9นหมัน อับเรณูแตกตามยาว มีต-อมน้ำหวาน เกสรเพศเมีย : มี 5 คารเE พลเช่อื มกนั มี 5 หอJ ง แตล- ะหอJ งมีออวุล 1-จำนวนมาก พลาเซนตารอบแกนรว- ม รังไข-เหนอื วงกลีบ กาJ นเกสรเพศเมียแยกเท-าจำนวน คารEเพลและตดิ ทน ผล : ผลแหJงแตกกลางพู หรือผลสดมเี นอื้ หลายเมลด็ มกั มลี กั ษณะเป9นมมุ หยักเวาJ เป9นรอ- งลึกตามแนวยาว 5 แนว เมลด็ : มี 1-จำนวนมาก เอม็ บรโิ อขนาดใหญ- มีเอนโดสเปร` มE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศนE ก้ี ระจายอย-ูทว่ั โลก และมมี ากในเขตรJอน เขตอบอ-นุ พบนJอย ตวั อยา- งพชื ไดแJ ก- มะเฟอü ง Averrhoa carambola L. (ภาพประกอบท่ี 8.3ค) ตะลงิ ปลิง A. bilimbi L. (ภาพประกอบที่ 8.3ง) สมJ กบ Oxalis corniculata L. กระทบื ยอด Biophytum sensitivum (L.) DC. พืชวงศEนี้บางชนิดใหJผลที่รับประทานไดJ เช-น ตะลิงปลิง มะเฟüอง มีรสเปรี้ยว รับประทานสด หรือใชJปรุงอาหารที่มีรสเปรี้ยว เช-น แกงสJม น้ำพริก ใชJแทนมะนาวในเมี่ยงคำ อย-างไรก็ตามในผลมะเฟüองมี กรดออกซาลิกคอ- นขาJ งสงู หากรับประทานมากอาจเปน9 นว่ิ ในทางเดนิ ปสu สาวะไดJ (Chang et al., 2000) 163
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอนั ดับมลั พเิ กียเลส (Malpighiales) วงศ%โกงกาง หรอื วงศ%ไรโซฟอราซีอี (Rhizophoraceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมJตนJ หรือไมJพ-มุ เป9นพรรณไมปJ า~ ชายเลน มกั มรี ากคำ้ ยนั และรากหายใจ ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบเรียบ ปลายแหลม เนือ้ ใบเหนยี วหนาเป9นมัน หูใบขนาดใหญ- ประกบกนั เป9นรูปกรวย ปลายแหลมยาว หลุดร-วงงา- ย เรยี งตรงขาJ มตั้งฉาก ดอก : ดอกเดี่ยว หรือดอกช-อแบบกระจุก มีใบประดับรูปถJวยรองรับดอก ดอกสมบูรณE เพศ สมมาตรตามรศั มี มกี ลบี เลยี้ ง 3-16 กลบี ฐานกลบี เชอื่ มติดกนั เปน9 รูปถวJ ย ปลายแยก กลีบเล้ียงติดทน กลีบดอก 3-16 กลีบ มลี กั ษณะเป9นแผน- บาง ขนาดเล็กกว-ากลบี เลยี้ ง แยกกนั เกสรเพศผูJ : มจี ำนวน 2 เท-าของกลีบดอก อยตู- รงกันกบั กลบี ดอก กาJ นชูอบั เรณูส้นั มาก อบั เรณูแตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 2-12 คารEเพล มี 2-12 หอJ ง แต-ละหJองมกั มี 2 ออวุลขน้ึ ไป พลาเซนตาทยี่ อด หรือพลาเซนตารอบแกนรว- ม รังไข-เหนอื วงกลีบ หรอื ใตวJ งกลบี ผล : ผลมีเนอ้ื หลายเมล็ด หรอื ผลผนังช้ันในแขง็ เมลด็ : มี 1 เมล็ด ตอ- หอJ ง อาจมหี รอื ไมม- เี อนโดสเปร` มE เมลด็ มกั งอกในขณะอยูบ- นตนJ (โกงกาง) พชื วงศนE ้กี ระจายในเขตรอJ นและกง่ึ รJอน แบง- เป9น 2 กล-มุ กล-ุมแรกขน้ึ ตามป~าชายเลน เชน- สกุล Rhizophora, Ceriops และ Bruguiera อีกกล-ุมขนึ้ บนพ้ืนดนิ ปกติ เช-น สกลุ Carallia โกงกางใบใหญ- Rhizophora mucronata Lam. (ภาพประกอบท่ี 8.3จ-ฉ) โกงกางใบเล็ก R. apiculata Blume โปรงขาว Ceriops decandra (Griff.) W.Theob. โปรงแดง C. tagal (Perr.) C.B.Rob. เฉยี งพรJานางแอ Carallia brachiata (Lour.) Merr. ประสัก Bruguiera gymnorhiza (L.) Lam. ประสักแดง B. sexangula (Lour.) Poir. พืชวงศEนี้สามารถช-วยรักษาชายฝ†uงทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำไดJ และยังใชJเป9นแนว กำบังคลื่นลมท่ีเคล่ือนเขJามาปะทะชายฝ†uงไดJเป9นอย-างดี เป9นแหล-งวางไข-และฟuกตัวอ-อนสำหรับสัตวEทะเล ต-าง ๆ นอกจากนีน้ ยิ มนำตJนโกงกางมาทำเป9นฟนü และถ-าน เนอื่ งจากเปน9 ไมJทีใ่ หคJ วามรอJ นสูงและนาน 164
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.3 ตัวอย-างพชื วงศอE ง-ุน (ก-ข) วงศมE ะเฟüอง (ค-ง) และวงศEโกงกาง (จ-ฉ) ก. เถาคนั แดง (Causonis trifolia (L.) Mabb. & J.Wen); ข. เขือง (Leea rubra Blume ex Spreng.); ค. มะเฟอü ง (Averrhoa carambola L.); ง. ตะลิงปลงิ (Averrhoa bilimbi L.); จ.-ฉ. โกงกางใบใหญ- (Rhizophora mucronata Lam.) 165
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%มังคุด หรอื วงศ%คลเู ซยี ซีอี (Clusiaceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมตJ นJ ไมพJ ุ-ม หรือไมเJ ลือ้ ย ทุกส-วนมีน้ำยางสเี หลือง ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบเรยี บ ใบหนาเหนยี ว ผวิ เปน9 มันวาว มีต-อมน้ำมัน เสนJ ใบเรยี งตัว ขนานกัน ไม-มหี ูใบ ใบเรียงตรงขJามหรอื เป9นวงรอบ ดอก : ดอกเด่ียว หรอื ดอกชอ- แบบกระจะ มกี ลนิ่ หอมแรง ดอกสมบูรณเE พศ หรอื แยกเพศ สมมาตรตามรัศมี มกี ลบี เลยี้ ง 4-5 กลีบ แยกกนั ลกั ษณะโคงJ มน ตดิ ทน มกั มีใบประดับรองรบั กลบี ดอก 4-5 กลบี แยกกัน หรอื เชอ่ื มตดิ กัน ท่ฐี าน สขี าวหรือสเี หลือง ร-วงงา- ย เกสรเพศผJู : มีจำนวนมาก แยกกัน หรอื เช่ือมติดหลายกล-มุ ตดิ ตรงกนั กับกลีบดอก เกสรเพศเมยี : มี 3-5 คารเE พล เช่ือมกัน มจี ำนวนหอJ งเทา- กับจำนวนคารเE พล หรือ 1 หJอง แตล- ะหอJ งมอี อวลุ จำนวนมาก หรอื 1 ออวลุ พลาเซนตารอบแกนรว- ม หรือ พลาเซนตาทฐี่ าน รังไขเ- หนือวงกลีบ ยอดเกสรเพศเมยี แยกเปน9 แฉกเท-ากับ จำนวนหอJ งในรังไข- ผล : ผลสดมเี นือ้ หลายเมล็ด หรอื ผลผนังช้ันในแข็ง เมลด็ : มีขนาดใหญ- ไม-มีเอนโดสเปร` Eม มักมีเยื่อหุJมเมล็ด พืชวงศนE ้กี ระจายอยู-ทัว่ โลก มีจดุ ศนู ยEกลางอยูใ- นเขตรอJ น บางชนดิ พบกระจายในเขตอบอุ-น ตัวอยา- งพืชไดแJ ก- มังคดุ Garcinia mangostana L. (ภาพประกอบท่ี 8.4ก) หมักแปม G. lanceifolia Roxb. (ภาพประกอบท่ี 8.4ข) ชะมวง G. cowa Roxb. ex Choisy มะดัน G. schomburgkiana Pierre สมJ แขก G. atroviridis Griff. ex T.Anderson พืชวงศEน้ีบางมีความสำคัญทางเศรษฐกิจดJานอาหาร สมุนไพร และเคร่ืองสำอาง เช-น มังคุด เป9นผลไมJท่ีไดJรับความนิยมท้ังชาวไทยและต-างประเทศ และไดJรับการขนานนามว-าเป9นราชินีแห-งผลไมJ เปลือกมังคุดมีสารแทนนิน (tannin) สูง สามารถนำมาแปรรูปเป9นสบู-เปลือกมังคุด ซ่ึงมีคุณสมบัติช-วยระงับ กล่ินกาย รักษาสิวฝ°า บรรเทาอาการของโรคผิวหนัง นอกจากน้ี ตJนชะมวงนิยมนำใบมาใชJประกอบอาหาร ผลมะดันมีรสเปร้ยี วใชJปรุงอาหารทม่ี รี สเปรย้ี ว 166
วงศ%กะทกรก หรอื วงศ%พาสซฟิ ลอราซีอี (Passifloraceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมเJ ลอื้ ย ไมตJ Jน ไมJพุ-ม หรือไมลJ Jมลุก ส-วนมากมีมอื เกาะออกตรงขJามกบั ใบ ลำตนJ เปน9 เหลยี่ มมขี นปกคลุม ใบ : ใบเด่ียว ขอบใบเรยี บ หรอื หยักเวาJ บางครง้ั เวJาลึกเป9นใบประกอบแบบนวิ้ มือ เรยี งใบแบบสลับ มีหูใบ ดอก : ดอกเดีย่ ว หรือดอกช-อ มใี บประดับรองรับ ดอกสมบรู ณเE พศ สมมาตรตามรศั มี กลีบเล้ียง 5 กลบี แยกหรอื เช่อื มตดิ กนั ที่ฐาน กลีบดอก 5 กลบี แยกกัน ถัดจาก ช้ันกลีบดอกจะเปน9 ช้นั มงกฏุ (corona) ท่มี ีลักษณะเปน9 เสJน ๆ แยกกัน เปน9 สว- น ท่เี ห็นเด-นสุดของดอก เกสรเพศผJู : มี 5 อนั แยกกนั ติดอยู-บนกาJ นชูเกสรรว- ม (androgynophore) เกสรตัวผJูท่ีเปน9 หมันจะรวมตวั เป9นจานต-อมนำ้ หวานอย-ูรอบรงั ไข- อบั เรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 3-5 คารเE พลเชอื่ มตดิ กนั รังไข-เหนือวงกลีบ และอยู-บนกJานชูเกสรร-วม ยอดเกสรแยกเปน9 แฉกลกึ 5 แฉก ตอนปลายแผ-เปน9 จาน รังไข-มี 1 หอJ ง ออวลุ มมี ากมาย พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ ผล : ผลสดมีเนอ้ื หลายเมลด็ หรือผลแหงJ แตก เมลด็ : มีจำนวนมาก มีเอนโดสเปร` Eม และมเี ย่อื หุJมเมล็ดเป9นวJุนเมือก มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศนE พ้ี บมากในเขตรJอนของอเมรกิ า ตวั อย-างพืชทีพ่ บในประเทศไทยไดJแก- กระทกรก Passiflora foetida L. (ภาพประกอบที่ 8.4ค) เสาวรส P. laurifolida L. เสาวรสสยาม P. siamica Craib สคุ นธรส P. quadrangularis L. พืชในวงศEน้ีบางชนิดนำมารับประทาน เช-น เสาวรส นำผลมารับประทานเป9นผลไมJ หรือนำด่ืม เป9นน้ำผลไมJหรือใชJเป9นส-วนผสมในน้ำผลไมJรวม เนื้อเสาวรสยังสามารถนำไปทำขนมไดJหลายชนิด เช-น เคJก แยม ส-วนตนJ กะทกรกเปน9 วชั พืชพบไดJทว่ั ไป 167
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%เปล[า หรือวงศ%ยูฟอร%เบยี ซีอี (Euphorbiaceae) ลักษณะวิสัย : ไมลJ มJ ลกุ ไมJพมุ- หรอื ไมJตนJ บางชนิดมีนำ้ ยางสขี าว บางชนดิ มีน้ำยางใส บางชนดิ เป9นพืชทนแลงJ ใบ : ใบเด่ยี ว หรอื ใบประกอบ ใบมีท้ังขนาดใหญ- ขนาดเล็ก หรอื หนาม มีหใู บ ใบเรียงสลับ เรยี งตรงขJาม หรอื เรยี งเปน9 วงรอบ ดอก : ดอกชอ- แบบกระจะ ช-อเชงิ ลด หรือช-อรปู ถJวย ช-อดอกมใี บประดบั สสี ดรองรบั ดอกยอ- ยมีขนาดเลก็ ดอกแยกเพศอาจอย-ูรว- มตJน หรอื อยูต- า- งตJน ดอกสมมาตร ดJานขJาง มกี ลบี เลีย้ ง 3-5 กลีบ แยกกัน กลีบดอก 3-5 กลีบ แยกกัน หรอื อาจไม- มีกลีบดอก เกสรเพศผJู : มีจำนวนเท-ากบั กลบี เลยี้ ง หรอื 2 เท-าของกลบี เล้ยี ง หรือจำนวนมากมาย บาง ชนดิ มเี พยี ง 1 อัน กาJ นชอู ับเรณูแยกกนั หรอื เชอ่ื มตดิ กัน อับเรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 3 คารเE พลเช่อื มกัน รังไขม- ี 3 หอJ ง แต-ละหอJ งมี 1-2 ออวุล พลาเซนตารอบ แกนรว- ม หรอื พลาเซนตาท่ยี อด รงั ไข-เหนอื วงกลีบ กJานชเู กสรแยกเป9นจำนวน เทา- หรอื 2 เทา- ของจำนวนคารEเพล ผล : ผลแหJงแตก หรือ ผลแยกแลJวแตก หรือผลผนงั ชน้ั ในแขง็ เมล็ด : มีหลายลกั ษณะ มกั มีจกุ ขวั้ (caruncle) ชดั เจน มเี อนโดสเปร` มE พืชวงศนE ้กี ระจายพนั ธทEุ ัว่ โลก ในประเทศไทยมพี ืชวงศนE อ้ี ย-ูมากมาย และมหี ลายลักษณะ แตกตา- งกันอย-างชดั เจน ตัวอยา- งเช-น ละห-งุ Ricinus communis L. ยางพารา Hevea brasiliensis (Willd. ex A. Juss.) Müll.Arg. มนั สำปะหลงั Manihot esculenta Crantz หญาJ ยาง Euphorbia heterophylla L. (ภาพประกอบท่ี 8.4ง) น้ำนมราชสหี E E. hirta L. คริสตEมาส E. pulcherrima Willd. หนุมานนัง่ แท-น Jatropha podagrica Hook. (ภาพประกอบท่ี 8.4ฉ) เปลJาใหญ- Croton persimilis Müll.Arg. (ภาพประกอบท่ี 8.4จ) โกสน Codiaeum variegatum (L.) Rumph. ex A.Juss. พืชวงศEนี้บางชนิดเป9นพืชเศรษฐกิจ เช-น ยางพารา มันสำปะหลัง บางชนิดปลูกเป9นไมJ ประดับ เช-น คริสตEมาส โกสน หนุมานนั่งแท-น พืชบางชนิดเป9นวัชพืช เช-น น้ำนมราชสีหE หญJายาง นอกจากน้ียังนิยมใชJพืชบางชนิดเป9นสมุนไพร เช-น เปลJาใหญ- ใชJบำรุงกำลัง แกJปวดเมื่อย และใชJในสตรีหลัง คลอด ชว- ยใหมJ ดลูกเขJาอ-เู รว็ ขน้ึ (Tangjitman et al., 2013) 168
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.4 ตัวอยา- งพชื วงศมE ังคุด (ก-ข) วงศกE ะทกรก (ค) และวงศเE ปลJา (ง-ฉ) ก. มังคุด (Garcinia mangostana L.); ข. หมกั แปม (Garcinia lanceifolia Roxb.); ค. กระทกรก (Passiflora foetida L.); ง. หญาJ ยาง (Euphorbia heterophylla L.); จ. หนมุ านนงั่ แท-น (Jatropha podagrica Hook.); ฉ. เปลาJ ใหญ- (Croton persimilis Müll.Arg.) 169
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316