Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กรกนก ตั้งจิตมั่น

กรกนก ตั้งจิตมั่น

Published by วิทย บริการ, 2022-07-02 02:01:37

Description: กรกนก ตั้งจิตมั่น

Search

Read the Text Version

บทท่ี 3 การศกึ ษาสังคมพชื สภาพภูมิประเทศท่ัวไปตามธรรมชาติมักปกคลุมด<วยพรรณพืชนานาชนิด การข้ึนอยEูรEวมกันของ พรรณไม<มักแสดงถึงการรวมกลEุมกันเปIนสังคม โดยแตEละกลุEมมีลักษณะเฉพาะ และมีความสัมพันธNระหวEาง พรรณไม<ท่ีแตกตEางกัน นอกจากน้ียังมีความสัมพันธNระหวEางพรรณไม<เหลEานั้นกับปRจจัยสิ่งแวดล<อมที่มีชีวิต และไมEมีชีวิตในพ้ืนท่ีนั้นด<วย ในการศึกษาสังคมพืชสามารถทำได<โดยใช<ข<อมูลการสำรวจ หรือการนับจำนวน พืชทั้งหมด (total count) ที่อยูEในพื้นที่นั้น ๆ แตEวิธีนี้อาจจะมีคEาใช<จEายสูง ต<องใช<เวลาและแรงงานอยEาง มาก และบEอยคร้ังที่ไมEสามารถนับจำนวนต<นไม<ทั้งหมดในได<ในสภาพธรรมชาติได< ทำให<ต<องใช<วิธีการอ่ืนใน การศึกษาสังคมพืช ในปRจจุบันนักวิทยาศาสตรNนิยมศึกษาสังคมพืชโดยใช<วิธีการสEุมตัวอยEางแบบวางแปลง (quadrat sampling) ทำการนับจำนวนพืช แล<วนำข<อมูลที่ได<มาวิเคราะหN และใช<เปIนตัวแทนของประชากร พชื ในพื้นท่ีท่ศี กึ ษาทงั้ หมด มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง การส&มุ ตัวอยา& งพืชแบบวางแปลง การสEุมตัวอยEางแบบวางแปลงเปIนวิธีการท่ีนิยมใช<ในการศึกษาสังคมพืช วิธีการนี้เปIนการสุEม ตัวอยEางพ้ืนท่ีเพียงสEวนหน่ึงจากพื้นที่ศึกษาท้ังหมด โดยกำหนดพื้นท่ีสุEมตัวอยEางหรือแปลงตัวอยEางเปIนรูป ส่ีเหล่ียมจัตุรัสขนาดเทEา ๆ กัน เรียกวEา ควอแดรท (quadrat) ในทางปฏิบัติจะพิจารณาถึงพ้ืนที่น<อยที่สุด ที่ เปIนตัวแทนของพ้ืนท่ีทั้งหมด สำหรับขนาดของแปลงตัวอยEางท่ีเหมาะสมกับสังคมพืชประเภทตEาง ๆ โดย เค<นทNและคุกเกอรN (Kent and Coker, 1992) อา< งถงึ ใน อุทิศ กุฏอินทรN (2541) ได<เสนอไวด< ังน้ี 1. สงั คมเชอ้ื ราและไลเคน ขนาด 0.5x0.5 ตารางเมตร 2. สงั คมทงุE หญ<าและพชื แคระแกรน ขนาด 1x1-2x2 ตารางเมตร 3. สังคมหญ<าสูง พืชแคระแกรนสูงและไมพ< ุมE เตีย้ ขนาด 2x2-4x4 ตารางเมตร 4. สงั คมไม<พEุม ไมพ< มEุ ผสมไมใ< หญเE ตยี้ ขนาด 10x10 ตารางเมตร 5. สังคมไม<ใหญE ขนาด 20x20 ตารางเมตร นอกจากนี้ ธงชัย งามประเสริฐวงศN (2555) ได<อธิบายเพิ่มเติมวEาจำนวนแปลงตัวอยEางท่ีใช<จะต<อง มีจำนวนมากเพียงพอ เพื่อทำให<ขนาดโดยรวมของพ้ืนที่สุEมตัวอยEางท้ังหมดใหญEเพียงพอที่จะใช<เปIนตัวแทน ของพ้ืนท่ีที่ทำการศึกษาท้ังหมดได< ซึ่งการเลือกใช<จำนวนแปลงตัวอยEางมากหรือน<อยน้ัน จะมีผลตEอความ แมEนยำในการประมาณคาE ความหนาแนนE โดยเฉลี่ยของประชากร ถ<าจำนวนแปลงตัวอยEางท่ีใช<ในการศึกษามีจำนวนน<อยเกินไป จะทำให<ข<อมูลดิบมีความแปรปรวน สูง (ภาพประกอบท่ี 3.1) เนอื่ งจากขนาดโดยรวมของพื้นที่สEมุ ตัวอยาE งท้ังหมดมขี นาดเลก็ เกินไปเม่อื เทียบกับ 33

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงพื้นที่ทั้งหมด จนทำให<ข<อมูลท่ีได<จากพ้ืนท่ีสุEมตัวอยEางไมEเหมาะสมที่จะใช<เปIนตัวแทนของพ้ืนท่ีท่ี ทำการศกึ ษาท้งั หมดได< ถ<าจำนวนแปลงตัวอยEางที่ใช<ในการศึกษามีจำนวนมากเพียงพอ ข<อมูลดิบท่ีได<จะมีความ แปรปรวนต่ำ เนื่องจากขนาดโดยรวมของพ้ืนที่สEุมตัวอยEางทั้งหมดมีขนาดใหญEเพียงพอ เมื่อเทียบกับพื้นที่ ท้ังหมด (สัดสEวนท่ีเหมาะสมของขนาดพ้ืนท่ีสEุมตัวอยEางตEอขนาดพื้นที่ท้ังหมดน้ันอาจมากหรือน<อยแตกตEาง กันข้ึนกับลักษณะการกระจายตัวของประชากรในพื้นท่ีศึกษาน้ัน ๆ วEามีความสม่ำเสมอมากน<อยเพียงใด) จนทำใหส< ามารถนำข<อมูลที่ไดจ< ากพ้นื ที่สุมE ตัวอยEางไปใชเ< ปนI ตวั แทนของพ้นื ทีท่ ่ที ำการศึกษาทง้ั หมดได< ภาพประกอบท่ี 3.1 จำนวนชนดิ ของพืชท่ไี ด<จากการสEมุ ตัวอยาE งแบบวางแปลง ทั้งน้ีการเลือกใช<จำนวนแปลงตัวอยEางท่ีเหมาะสมในการศึกษาแตEละครั้ง จะต<องสอดคล<องกับ เวลา งบประมาณหรอื แรงงานทีม่ ี โดยคำนงึ ถึงความถูกต<องแมEนยำของข<อมลู ควบคEูกันไปด<วย การเลอื กหรือกำหนดจุดในการวางแปลง เทคนิควิธกี ารเลอื กหรือกำหนดจดุ ในการวางแปลงน้ัน สามารถทำได< 3 วธิ ี ดงั ท่ี สมบรู ณN กีรติประยรู (2556) ไดอ< ธิบายไว<ดังนี้ 1. การเลือกหรือกำหนดจุดตัวอย5างแบบสุ5ม (random sampling) เปIนเทคนิคการเลือกหรือ กำหนดโดยให<ทุก ๆ จุดในกรอบพ้ืนท่ีศึกษา หรือทุก ๆ หนEวยตัวอยEางมีโอกาสในการถูกเลือกเทEา ๆ กัน โดย มักจะใชก< บั พื้นท่ที ่ีมคี วามสม่ำเสมอ ปราศจากความแตกตาE งท่สี ังเกตเห็นได< โดยมวี ิธีการดงั ตอE ไปนี้ 34

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง1.1 แบEงพ้ืนที่ทั้งหมดออกเปIนพื้นที่ส่ีเหล่ียมจัตุรัสเล็กที่มีขนาดเทEา ๆ กัน โดยขนาดของพ้ืนท่ี ส่เี หลยี่ มจตั ุรสั เหลEานน้ั จะตอ< งเหมาะสมกับลักษณะของพืชวสิ ยั ของพชื ท่ีทำการศึกษา 1.2 กำหนดหมายเลขประจำพน้ื ทีท่ ต่ี <องการศกึ ษา (ภาพประกอบท่ี 3.2) 1.3 สEุมพื้นที่ที่จะใช<เปIนแปลงตัวอยEาง โดยการสุEมตัวเลขประจำพ้ืนท่ีให<ได<ครบตามจำนวน แปลงตวั อยาE งท่ีต<องการ ซง่ึ อาจทำไดโ< ดยใช<การจับฉลาก หรือการใชต< ารางเลขสEมุ ภาพประกอบท่ี 3.2 ตวั อยาE งการแบงE พ้นื ทแ่ี ละการกำหนดหมายเลขประจำพื้นท่ี 2. การเลือกหรือกำหนดจุดตัวอย5างหรือหน5วยตัวอย5างอย5างเปJนระบบ (systematic sampling) เปIนการเลือกหรือกำหนดจุดตัวอยEางหรือหนEวยตัวอยEางโดยการสร<างระบบในการเลือกข้ึน ตัวอยEางเชนE กำหนดให<ทกุ ๆ ระยะทีห่ าE งกัน 1 กโิ ลเมตร เปนI จดุ ตัวอยEาง เปIนต<น 3. การเลือกหรือกำหนดจุดตัวอย5างหรือหน5วยตัวอย5างตามการตัดสินใจของผูVทำการศึกษา (subjective sampling) เปIนการเลือกหรือกำหนดโดยผู<ทำการศึกษาเอง ทั้งนี้ การเลือกหรือกำหนดจุด ตัวอยEางแบบนี้ อาจจะทำให<เกิดข<อสงสัยเก่ียวกับอคติในการเลือกหรือกำหนดจุดตัวอยEาง ซ่ึงจะสEงผลตEอ ความนาE เชอื่ ถือของผลการศึกษาท่ีได< ท้ังน้ี ในการพิจารณาเลือกจุดตัวอยEางหรือหนEวยตัวอยEางน้ัน ในเบื้องต<น จะต<องอยEูบนพื้นฐาน ของการปราศจากอคติในการเลือกหรือกำหนด นอกจากนั้น อาจจะต<องพิจารณาถึงกรอบหรือวัตถุประสงคN ของการศึกษาน้ัน ๆ ด<วย เพ่ือให<ได<ขอ< มูลทม่ี คี วามนEาเชอ่ื ถือสอดคล<องกบั วัตถปุ ระสงคNของการศกึ ษานนั้ ๆ 35

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการวเิ คราะห@สงั คมพชื ในเชงิ ปริมาณ การวิเคราะหNสังคมพืชในเชิงปริมาณสEวนใหญEเปIนการเปรียบเทียบและบรรยายสังคมในขั้น รายละเอียด นิยมใชค< าE ทีเ่ ปนI ตัวเลขท่ีสามารถยนื ยันได<ในเชงิ สถติ ิ ดงั ตอE ไปน้ี 1. ความหนาแน5น (density) คือ คEาที่แสดงถึงจำนวนต<นภายในพื้นท่ี หรือคEาเฉล่ียของจำนวน ต<นของชนิดพรรณพืชตEอหนEวยพ้ืนท่ี คEานี้วัดได<งEายในไม<ต<น แตEหากเปIนพืชขนาดเล็ก เชEน มอส หรือหญ<าจะ วัดคEอนข<างลำบาก ดังน้ันในการวัดคEาความหนาแนEนจากแปลงตัวอยEางจึงต<องคำนึงถึงลักษณะด<านรูปรEาง ของตน< พืชและวัตถปุ ระสงคNของการศกึ ษาเปนI หลกั สามารถคำนวณไดด< ังน้ี ความหนาแนEนของชนิดพนั ธุN A (DA) = จำนวนชนดิ พนั ธุN A x หนEวยพนื้ ทีท่ ีต่ อ< งการ พนื้ ทีท่ ี่ศกึ ษา เมือ่ เปรียบเทยี บความหนาแนนE ของชนดิ พันธุN A กับความหนาแนEนของตน< ไม<ทุกชนดิ จะทำให< ทราบคาE ความหนาแนEนสมั พัทธN (relative density) สามารถคำนวณไดด< งั นี้ ความหนาแนEนสัมพทั ธขN องชนดิ พนั ธNุ A (RDA) = ความหนาแนEนของชนดิ พนั ธุN A x 100 ความหนาแนEนของทุกชนดิ รวมกนั หรอื ความหนาแนนE สมั พทั ธขN องชนดิ พันธNุ A (RDA) = จำนวนชนดิ พันธุN A x 100 จำนวนของทกุ ชนดิ รวมกนั 2. ความเด5น (dominance) เปIนการวัดถึงความสามารถและมีอิทธิพลของพันธNุไม<ที่มีความ เหนือกวEากัน หรือด<อยกวEากัน ในไม<ต<นนิยมวัดกันเปIนพื้นท่ีหน<าตัด ซึ่งเปIนคEาท่ีสามารถแปลงเปIนปริมาตร ได< พืชบางชนิดไมEสามารถจำแนกต<นออกจากกันให<เห็นเดEนชัดจึงต<องวัดเปIนพ้ืนท่ีการปกคลุมพื้นท่ี (cover) เชEน หญ<า เปIนต<น การวัดพ้ืนท่ีหน<าตัดเปIนท่ีนิยมใช<กับไม<ต<นทำการวัดท่ีระดับความสูงระดับอก หรือความ สูงจากพ้ืนดิน 1.30 เมตร สำหรับการวัดไม<ต<นจะทำการวัดเส<นรอบวง (girth) ด<วยสายวัดธรรมดา หรือด<วย เทปวัดเส<นผEานศูนยNกลาง (diameter tape) ซึ่งให<คEาออกมาเปIนขนาดเส<นผEานศูนยNกลาง (diameter at breast height, DBH) โดยมเี ทคนคิ การวดั ได<หลายกรณดี ังนี้ 2.1 การวัดเสน< ผาE นศนู ยNกลางของต<นไม<ตามปกติทีต่ น< ไมข< ึ้นอยูใE นท่รี าบ จะวัดทรี่ ะดบั ความสูง จากพ้นื ดิน 1.30 เมตร (ภาพประกอบที่ 3.3ก) 2.2 กรณที ต่ี <นไม<ขน้ึ อยูEบนทลี่ าดเท (slope) ให<วดั ทีเ่ สน< ผEานศูนยNกลางท่ีระดับความสงู 1.30 เมตร ทางด<านบนของพน้ื ท่ลี าดเท (ภาพประกอบท่ี 3.3ข) 2.3 กรณที ่ีตน< ไม<เอียงหรือเอน ใหว< ัดเสน< ผEานศนู ยNกลางท่รี ะดบั ความสงู 1.30 เมตร ไปตาม มมุ เอียงของตน< ไมน< ้นั (ภาพประกอบที่ 3.3ค) 36

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง2.4 กรณีที่ตน< ไมม< ปี ม ทร่ี ะดับความสูง 1.30 เมตร จากพ้นื ดิน ใหว< ัดขนาดเส<นผาE นศูนยNกลาง เหนอื จดุ ทีม่ ปี มและพพู อนขน้ึ ไป 5 เซนติเมตร (ภาพประกอบท่ี 3.3ง) 2.5 กรณีที่ต<นไม<มีการเจริญเติบโตแตกเปIนสองกิ่ง โดยที่การแตกสองก่ิงนั้นแตกท่ีระดับสูงกวEา 1.30 เมตร ให<วัดเส<นผEานศูนยNกลางท่ีระดับความสูง 1.30 เมตร ตามปกติ เพียงแคEลำต<นหลัก (ภาพ ประกอบที่ 3.3จ) 2.6 กรณีที่ตน< ไมม< กี ารเจริญเติบโตแตกเปIนสองกงิ่ โดยทีก่ ารแตกสองกิง่ น้นั แตกท่ีระดับตำ่ กวาE 1.30 เมตร ให<วัดเส<นผEานศูนยNกลางของไม<แตEละต<น ณ จุดที่เหนือจุดท่ีแตกก่ิงไปอีก 1 เมตร (ภาพประกอบ ที่ 3.3ฉ) 2.7 ถ<าต<นไม<มีโคนโตหรือรากพอน (buttress) ท่ีสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร ให<วัดเส<น ผEานศูนยกN ลางเหนอื จุดรากพอนขน้ึ ไปอีก 50 เซนติเมตร (ภาพประกอบที่ 3.3ช) ภาพประกอบที่ 3.3 การวัดเสน< ผาE นศูนยNกลางของต<นไมท< ี่มลี กั ษณะแตกตEางกนั เมื่อวัดเส<นผEานศูนยNกลางของต<นไม<แล<ว จากน้ันนำคEาท่ีได<มาทำการคำนวณหาคEาพ้ืนที่หน<าตัด และนำคาE พื้นทหี่ น<าตัดทีไ่ ด<มาคำนวณหาคาE ความเดEนของชนดิ พันธตNุ ามสมการทางคณติ ศาสตรดN ังน้ี พ้นื ท่ีหน<าตดั = Pi x (DBH/2)2 โดย Pi มคี EาเทEากบั 3.14159 ความเดนE ของชนดิ พันธุN A (DoA) = พืน้ ทห่ี นา< ตัดของชนดิ พันธุN A พื้นทีท่ ศ่ี กึ ษา 37

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเม่อื เปรยี บเทยี บความหนาเดนE ของชนดิ พนั ธุN A กบั ความเดนE ของต<นไม<ทกุ ชนิด จะทำใหท< ราบคEา ความเดEนสมั พทั ธN (relative dominance) สามารถคำนวณไดด< งั น้ี ความเดEนสัมพัทธNของชนิดพันธุN A (RDoA) = ความเดนE ของชนิดพันธNุ A x 100 ความเดEนของทกุ ชนดิ รวมกนั หรือ ความเดEนสมั พทั ธขN องชนดิ พนั ธุN A (RDoA) = พ้นื ทห่ี นา< ตัดของชนิดพันธNุ A x 100 พ้ืนทหี่ น<าตดั ของทุกชนิดรวมกัน 3. ความถี่ (frequency) เปIนคEาท่ีทำให<ทราบถึงการกระจายของพนั ธุNไม<ในสังคม เปIนลักษณะที่ วัดถึงอัตราการปรากฏของต<นไม<ในแปลงตัวอยEางจากแปลงทั้งหมดท่ีทำการสุEมวัด โดยมิได<คำนึงถึงจำนวน ต<นและขนาดของต<น ปกติความถี่นิยมแสดงในรูปของอัตราร<อยละ ความถ่ีทำให<ทราบถึงความสม่ำเสมอ ของการกระจายของพรรณพืชแตEละชนิดในสังคม เนื่องจากพืชบางชนิดที่มีความหนาแนEนและความเดEนสูง อาจอยEเู ปIนกลุมE ในพื้นท่ีขนาดเลก็ สามารถคำนวณไดจ< ากสตู รดงั น้ี ความถ่ขี องชนิดพันธุN A (FA) = จำนวนแปลงยEอยทพี่ บชนดิ พนั ธNุ A x 100 จำนวนแปลงยอE ยทศี่ กึ ษาทั้งหมด เม่ือเปรียบเทียบความถ่ีของชนิดพันธุN A กับความถ่ีของต<นไม<ทุกชนิด จะทำให<ทราบคEาความถ่ี สัมพทั ธN (relative frequency) สามารถคำนวณไดด< งั น้ี ความถ่สี ัมพัทธNของชนิดพันธNุ A (RFA) = ความถ่ีของชนดิ พันธNุ A x 100 ความถ่ีรวมของทกุ ชนิดรวมกัน 4. ความสำคัญของพันธุiไมV (importance value index, IVI) เปIนคEาดัชนีเปรียบเทียบการ แสดงออก (performance) ของชนิดพันธุNไม<ที่เปIนสมาชิกในสังคมพืชแตEละแหEง โดยท่ีคEาดัชนีความสำคัญ (IVI) นั้นเปIนผลรวมของคEา 3 คEา คือ คEาความหนาแนEนสัมพัทธN คEาความเดEนสัมพัทธN และคEาความถ่ีสัมพัทธN โดยทั่วไปผลรวมของคาE IVI ต<องมีคาE เทาE กับ 300 สามารถคำนวณได<ดังนี้ คาE ความสำคญั ของชนดิ พันธNุ A = RDA + RDoA + RFA เม่อื คำนวณคEาความสำคัญของพนั ธุNไมแ< ตEละชนดิ เปIนเปอรNเซน็ ตN สามารถคำนวณได<ดงั น้ี คาE ความสำคัญของชนิดพันธNุ A (%) = คาE ความสำคัญของชนดิ พนั ธNุ A x 100 300 = คEาความสำคญั ของชนิดพนั ธNุ A 3 38

ตัวอยา5 งการวิเคราะหสi ังคมพชื ในเชิงปริมาณ จากการศึกษาองคNประกอบของชนิดพันธุNของสังคมพืชปêาไม<แหEงหน่ึง โดยการวางแปลงตัวอยEาง ขนาด 10x50 เมตร แบEงเปIนแปลงยEอยขนาด 10x10 เมตร จำนวน 5 แปลงยEอย (ภาพประกอบที่ 3.4) โดย ในแตEละแปลงยEอยน้ัน ทำการสำรวจและบันทึกชนิดพันธุN และขนาดเส<นผEานศูนยNกลางท่ีความสูงระดับอก (DBH) ของตน< ไมท< กุ ตน< ท่ีมีขนาด DBH ตง้ั แตE 4.5 เซนติเมตรขน้ึ ไป ซง่ึ ไดผ< ลดังตารางที่ 3.1 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ตารางที่ 3.1 ตวั อยEางผลการศึกษาองคปN ระกอบของชนดิ พันธขNุ องสังคมพชื ปาê ไม<แหงE หนงึ่ แปลงย5อยท่ี ชนิดพันธiุ เสนV ผ5านศูนยiกลาง (ซม.) 1 กอE หมาก 21.1 1 พลวง 7.1 1 เต็ง 4.9 1 เตง็ 21.8 1 รักหลวง 21.4 2 กEอหมาก 4.7 2 กอE หมาก 8.3 2 พลวง 36 2 เตง็ 21.1 3 เตง็ 10.9 3 เตง็ 10.4 3 เตง็ 20.3 4 เกด็ แดง 10.9 4 พลวง 26.9 4 เก็ดแดง 5.2 5 กอE หมาก 14.4 5 กอE หมาก 4.8 ที่มา : (ดดั แปลงจาก สมบูรณN กีรติประยูร, 2556, หนา< 21) 39

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงภาพประกอบท่ี 3.4 แปลงตวั อยาE งขนาด 10 เมตร x 50 เมตร ในพื้นท่ีศึกษา 500 ตารางเมตร พบต<นเต็ง จำนวน 6 ต<น ใน 3 แปลงยEอย ถ<าหนEวยพ้ืนท่ีที่ ตอ< งการเปIน 10,000 ตารางเมตร สามารถหา ความหนาแนนE ความเดนE และความถี่ ได<ดงั น้ี ความหนาแน5น ความหนาแนนE ของชนดิ พันธNุ A (DA) = จำนวนชนดิ พันธุN A x หนEวยพื้นทท่ี ต่ี อ< งการ พ้นื ที่ท่ศี ึกษา ความหนาแนนE ของต<นเต็ง (Dเตง็ ) = 6 ตน< x 10,000 ตร.ม. 500 ตร.ม. = 120 ตน< /10,000 ตร.ม. ความหนาแนนE สัมพัทธขN องชนดิ พันธุN A (RDA) = ความหนาแนนE ของชนิดพันธNุ A x 100 ความหนาแนนE ของทกุ ชนิดรวมกัน หรอื ความหนาแนนE สัมพัทธNของชนิดพนั ธNุ A (RDเต็ง) = จำนวนชนิดพนั ธุN A x 100 จำนวนของทุกชนิดรวมกัน ความหนาแนEนสัมพัทธขN องต<นเต็ง (RDเตง็ ) = 120 ต<น/10,000 ตร.ม. x 100 340 ต<น/10,000 ตร.ม. = 35.29 เปอรเN ซน็ ตN หรอื ความหนาแนEนสมั พทั ธNของของตน< เตง็ (RDเตง็ ) = 6 ตน< x 100 17 ตน< = 35.29 เปอรNเซ็นตN 40

ความเด5น ในการหาความเดEน จำเปนI ต<องหาพ้ืนที่หนา< ตดั ของต<นไม<กอE น ซ่งึ สามารถคำนวณไดจ< ากสตู ร พืน้ ท่ีหนา< ตัด = Pi x (DBH/2)2 โดย Pi มีคาE เทาE กับ 3.14159 ดงั ตารางท่ี 3.2 ตารางท่ี 3.2 พื้นทห่ี น<าตัดของต<นเต็ง มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงแปลงยอ5 ยท่ีชนดิ พันธุiเสVนผ5านศนู ยกi ลางการคำนวณพื้นทหี่ นาV ตัด (ซม.) (ตร.ซม.) 1 เตง็ 4.9 3.14159 x (4.9/2)2 18.86 1 เตง็ 3.14159 x (21.8/2)2 2 เต็ง 21.8 3.14159 x (21.1/2)2 373.25 3 เต็ง 3.14159 x (10.9/2)2 3 เต็ง 21.1 3.14159 x (10.4/2)2 349.67 3 เตง็ 3.14159 x (20.3/2)2 10.9 93.31 10.4 84.95 20.3 323.65 พ้นื ท่หี นาV ตดั รวม 1,243.69 ความเดนE ของชนิดพนั ธNุ A (DoA) = พ้นื ท่ีหนา< ตดั ของชนดิ พนั ธุN A พนื้ ทีท่ ศี่ กึ ษา ความเดEนของเตง็ (Doเตง็ ) = 1,243.69 ตร.ซม. 500 ตร.ม. = 2.4874 ตร.ซม./ตร.ม. ความเดEนสัมพัทธขN องชนิดพนั ธNุ A (RDoA) = ความเดนE ของชนิดพันธุN A x 100 ความเดEนของทุกชนดิ รวมกนั ความเดEนสัมพทั ธNของเต็ง (RDoเต็ง) = 2.4874 ตร.ซม./ตร.ม. x 100 7.9515 ตร.ซม./ตร.ม. = 31.28 เปอรเN ซน็ ตN 41

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงหรือ ความเดนE สัมพัทธขN องเตง็ (RDoA) = 1,243.69 x 100 3,975.79 = 31.28 เปอรเN ซ็นตN ความถี่ ความถีข่ องชนิดพนั ธNุ A (FA) = จำนวนแปลงยEอยท่ีพบชนดิ พันธุN A x 100 จำนวนแปลงยEอยท่ีศกึ ษาทั้งหมด ความถ่ีของเต็ง (Fเต็ง) = 3 แปลงยอE ย x 100 5 แปลงยEอย = 60.00 เปอรเN ซน็ ตN ความถส่ี ัมพัทธขN องชนดิ พนั ธNุ A (RFA) = ความถี่ของชนิดพันธNุ A x 100 ความถ่รี วมของทกุ ชนิดรวมกัน ความถีส่ มั พทั ธNของเต็ง (RFA) = 60.00% x 100 200.00% = 30.00 เปอรเN ซ็นตN ความสำคัญ คEาความสำคญั ของชนดิ พนั ธNุ A = RDA + RDoA + RFA คาE ความสำคญั ของตน< เต็ง = 35.29 + 31.28 + 30.00 = 96.57 คาE ความสำคัญของชนิดพันธุN A (%) = คาE ความสำคญั ของชนิดพนั ธุN A 3 คาE ความสำคญั ของเตง็ (%) = 96.57 3 = 32.19 เปอรNเซน็ ตN อยEางไรก็ตามผู<ศึกษาจำเปIนต<องวิเคราะหNขอ< มลู สังคมพืชจากต<นไม<ทกุ ชนิดทีส่ ำรวจพบ ซ่งึ ตวั อยาE งผลการวเิ คราะหแN สดงในตารางที่ 3.3 42

ตารางท่ี 3.3 ตัวอย0างผลการวิเคราะห9ขอ; มลู สงั คมพืชจากต;นไมท; กุ ชนิดทส่ี ำรวจพบ ชนิดพนั ธุ) ข,อมลู จากการสำรวจในแปลง 500 ตร.ม. ความ ความเด จำนวนตน, พื้นท่ีหนา, ตัด จำนวน หนาแนนB (ตร.ซม (ต,น/10,000 ตร.ม.) แปลง ตร.ม.) 1.2042 ก\"อหมาก 5 602.08 3 100 0.2891 เก็ดแดง 2 144.55 1 2.4874 6 1,243.69 3 40 3.2516 เตง็ 3 1,625.79 3 120 0.7193 พลวง 1 359.68 1 7.9515 รกั หลวง 17 3,975.79 11 60 รวม 20 340 43 มหา ิวทยา ัลยราช ท่ีมา : (สมบรู ณ9 กรี ต

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงดนB ความถ่ีสมั พทั ธ) (%)ความสำคญั ม./ (%) ความ ความ ความถ่ี คาB ความ เปอรเ) ซน็ ต) ) หนาแนBน เดนB สำคัญ (%) 2 60 29.41 15.14 30.00 74.55 24.85 1 20 11.76 3.63 10.00 25.40 8.46 4 60 35.29 31.28 30.00 96.57 32.19 6 40 17.64 40.89 20.00 78.53 26.17 3 20 5.88 9.04 10.00 24.92 8.30 5 200 100.00 100.00 100.00 300.00 100.00 ตปิ ระยูร, 2556, หนา; 37) 43

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการวิเคราะห*ความหลากหลายของชนดิ พนั ธ*ุ ความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity) คือ การที่มีสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธLุ หลาย ชนิด ในแหลPงที่อยูPในระบบนิเวศ ซึ่งมีมากมายและแตกตPางกันท่ัวโลก โดยเฉพาะความหลากหลายในระดับ ชนิดพนั ธุL (species diversity) ซง่ึ เป\\นตัวบงP ชถ้ี งึ ประสิทธิภาพการใชป_ ระโยชนขL องพืน้ ทีน่ นั้ ๆ ดว_ ย สมบูรณL กีรติประยูร (2556) ได_อธิบายเกี่ยวกับการวิเคราะหLความหลากหลายของชนิดพันธLุวPา ในการระบุถึงความหลากหลายของชนิดพันธุLนั้น มีพ้ืนฐานที่สำคัญคือ การระบุถึง “จำนวน” ของชนิดพันธLุ แตPการระบุเพียงจำนวนของชนิดพันธุLโดยไมPให_ความสำคัญกับจำนวนที่พบของชนิดพันธุLเหลPานั้นอาจทำให_ ข_อมูลท่ีได_ไมPสะท_อนถึงสภาพของสังคมพืชที่แท_จริง จึงได_มีการพัฒนาคPาดัชนีเพื่อการบPงชี้ถึงระดับความ หลากหลายของชนิดพันธุLขึ้น ซึ่งมีอยูPเป\\นจำนวนมาก แตPในท่ีนี้จะขอกลPาวถึงดัชนีท่ีใช_กันอยPางแพรPหลาย 2 ดัชนี ดงั ตอP ไปน้ี 1. ดัชนีความหลากหลายของแชนนอนไวเนอร8 (Shannon-Wiener diversity index) เป\\น คPาดัชนีความหลากหลายท่ีให_ความสำคัญกับจำนวนหนPวยท่ีพบของแตPละชนิดพันธLุด_วย คPาดัชนีความ หลากหลาย (H') จะมีคPาสูงเม่ือมีจำนวนชนิดพันธLุเพิ่มข้ึน และชนิดพันธLุมีจำนวนหนPวยเทPา ๆ กัน และคPา H' มคี Pากับ 0 เมื่อมจี ำนวนชนดิ พันธLเุ พยี งแคชP นิดเดยี ว อยาP งไรกต็ ามในทางปฏิบัตพิ บวาP คPา H' มคี าP ไดไ_ มเP กนิ 5 (ดอกรัก มารอด และ อทุ ศิ กุฏอินทร,L 2552) โดยมีสตู รการคำนวณดงั น้ี \" H! = − % &' × )*&' #$% เมือ่ H' = ดชั นคี วามหลากหลายของแชนนอนไวเนอรL Pi = สัดสวP นระหวPางจำนวนของชนดิ พันธุทL ี่ i เมอื่ เทียบกบั จำนวนชนิดพันธทLุ งั้ หมด s = จำนวนชนดิ พนั ธทLุ ้งั หมด ln = ล็อกการิทมึ ฐานธรรมชาติ 2. ดัชนีความหลากหลายของซิมปOสัน (Simpson's diversity index) เป\\นดัชนีความหลากหลาย ของชนิดพันธLุที่พัฒนาจากพ้ืนฐานความนPาจะเป\\น (probability) ในการสPุมหยิบส่ิงมีชีวิตสองหนPวยแล_วเป\\น ชนิดพันธุLเดียวกัน เม่ือใดก็ตามท่ีโอกาสในการพบ หรือสPุมหยิบประชากรเป\\นชนิดเดียวกันสูง แสดงวPา ความ หลากหลายในสังคมมีคPาต่ำ โดยคPาความหลากหลายจะอยPูในชPวงระหวPาง 0 ถึง 1 ซ่ึงหากเป\\น 0 หมายถึงมี ความหลากหลายทางชีวภาพมาก และหากเป\\น 1 หมายถึงมีความหลากหลายชีวภาพต่ำ โดยมีสูตรการ คำนวณดงั น้ี 44

+ = \" *'(*' − 1) /(/ − 1) % #$% เมื่อ D = ดชั นีความหลากหลายของซมิ ปสy ัน ni = จำนวนชนดิ พนั ธุLที่ i N = จำนวนต_นพันธทLุ ้งั หมด s = จำนวนชนดิ พนั ธทLุ ้ังหมด มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ตวั อยาU งการคำนวณคาU ดชั นคี วามหลากหลายของชนิดพันธ8ุ จากขอ_ มลู ในตารางที่ 3.1 สามารถคำนวณคPาดชั นีความหลากหลายของชนดิ พนั ธุแL บบแชนนอน- ไวเนอรL และแบบซิมปสy นั ได_ดังนี้ ดัชนคี วามหลากหลายของแชนนอนไวเนอร8 จำเปน\\ ตอ_ งคำนวณสัดสPวนของจำนวนของชนิดพนั ธุLที่ i เมอื่ เทยี บกับจำนวนชนดิ พนั ธุทL งั้ หมด สามารถคำนวณไดด_ งั ตารางท่ี 3.4 ตารางที่ 3.4 ตัวอยPางการคำนวณสัดสวP นของจำนวนของชนดิ พันธุLท่ี i เม่อื เทยี บกบั จำนวนชนิดพนั ธุทL ัง้ หมด ชนดิ พันธ8ุ จำนวนตน\\ สดั สUวนระหวUางจำนวนของชนิดพันธุ8 เมื่อเทียบกบั จำนวนชนดิ พันธุ8ทัง้ หมด (pi) กอP หมาก 5 เกด็ แดง 2 0.2941 6 0.1176 เตง็ 3 0.3529 พลวง 1 0.1765 รกั หลวง 17 0.0588 รวม 1.0000 45

สตู ร & H! = − % &' × )*&' #$% = - ((0.2941 x ln(0.2941)) + (0.1176 x ln(0.1176)) + (0.3529 x ln(0.3529)) + (0.1765 x ln(0.1765)) + (0.0588 x ln(0.0588))) = 1.4520 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ดชั นีความหลากหลายของซมิ ปสO ัน สูตร + = \" *'(*' − 1) /(/ − 1) % #$% = 5(5-1) + 2(2-1) + 6(6-1) + 3(3-1) + 1(1-1) 17(17-1) 17(17-1) 17(17-1) 17(17-1) 17(17-1) = 0.2132 การประยกุ ตใ* ช<ขอ< มูลการศกึ ษาสังคมพชื การศึกษาสังคมพืชทำให_ทราบถึงข_อมูลประชากร ความหนาแนPน การแพรPกระจายพันธLุ และ ความหลากหลายทางชีวภาพในพ้ืนที่ที่สำรวจ โดยข_อมูลเหลPาน้ีสามารถนำไปวิเคราะหLเพื่อใช_ในการประเมิน สถานภาพของพืช ดังตอP ไปน้ี 1. พืชท่ีพบมาก (common plants) คือ พชื ทมี่ จี ำนวนประชากรมากและพบกระจายเปน\\ พน้ื ท่ี กว_างในหลายภูมิภาค หรือทุกภูมิภาคของประเทศ พบได_ในปÑาทั่วไป เชPน ไมยราบ (Mimosa pudica L.) สาบเสือ (Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob.) 2. พืชถ่ินเดียว (endemic plants) คือ พืชชนิดท่ีพบข้ึนและแพรPพันธุLตามธรรมชาติในบริเวณ เขตภูมิศาสตรLเขตใดเขตหนึ่งของโลก และเป\\นพืชที่มีเขตกระจายพันธLุทางภูมิศาสตรLคPอนข_างจำกัด ไมP กว_างขวางนัก มักจะพบพืชถ่ินเดียวบนพ้ืนที่ท่ีมีลักษณะจำกัดทางระบบนิเวศ เชPน บนเกาะ ยอดเขา หน_าผา ของภูเขาหินปูน แอPงพรุ ฯลฯ ตัวอยPางพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย เชPน โมกเขา (Wrightia lanceolata Kerr) เป\\นพืชที่พบเฉพาะบริเวณเขาหินปูน เขาสามร_อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธL พลับพลึงธาร (Crinum thaianum J. Schulze) เป\\นพืชน้ำที่พบได_เฉพาะที่จังหวัดระนองตอนลPาง และพังงาตอนบน รางจดื ภคู า (Thunbergia colpifera B. Hansen) เปน\\ พชื ทีพ่ บบนดอยภูคา จังหวัดนาP น เปน\\ ต_น 46

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. พืชหายาก (rare plants) คือ พืชชนิดที่มีประชากรขนาดเล็กซึ่งยังไมPอยPูในสถานภาพใกล_จะ สูญพันธุL แตPมีความเสี่ยงที่จะเป\\นพืชที่ใกล_จะสูญพันธLุได_ พืชหายากเป\\นพืชที่ทราบจำนวนประชากรที่มีอยPู ตามแหลPงตPาง ๆ และสPวนใหญPมีจำนวนน_อยเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น ๆ เชPน มหาพรหม (Mitrephora keithii Ridl.) เป\\นพืชท่ีพบในตามแนวชายแดนไทยกับสาธารณรัฐแหPงสหภาพเมียนมา จังหวัดประจวบคีรีขันธL กุหลาบแดง (Rhododendron arboreum Sm. ssp. delavayi (Franch.) Chamb.) พบท่ีดอยอินทนนทL จังหวดั เชียงใหมP บัวแฉก (Dipteris conjugata Reinw.) เปน\\ เฟóรนL หายาก พบเฉพาะปÑาดิบภูเขาระดบั สูงในภาคใต_ 4. พืชที่ถูกคุกคาม (threatened plants) คือ พืชท่ีลดจำนวนลงในสภาพธรรมชาติ เน่ืองจาก การคุกคามของมนุษยL หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล_อม โดยชนิดพันธLุพืชท่ีถูกคุกคามอ_างอิงตาม องคLการระหวPางประเทศเพื่อการอนุรักษLธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature) หรือ ไอยูซเี อน็ (IUCN) ที่ได_กำหนดสถานภาพของชนดิ พนั ธLุ (IUCN, 2004; Tangjitman, 2014) ดงั น้ี 4.1 สูญพันธุL (extinct: EX) หมายถึง ชนิดพันธุLที่สูญพันธุLไปแล_ว โดยมีหลักฐานที่นPาเชื่อถือ เกย่ี วกับการตายของชนดิ พันธLนุ ีต้ วั สุดท_าย 4.2 สูญพันธุLในธรรมชาติ (extinct in the wild: EW) หมายถึง ชนิดพันธLุที่ไมPมีรายงานวPาพบ อาศัยอยPใู นถนิ่ ท่อี ยอPู าศัยตามธรรมชาติ 4.3 ใกล_สูญพันธุLอยPางยิ่ง (critically endangered: CR) หมายถึง ชนิดพันธLุท่ีมีความเส่ียงสูง ตPอการสูญพันธLุจากพื้นที่ธรรมชาติในขณะน้ี โดยมีพื้นที่การกระจายพันธุLในสภาพธรรมชาติลดลงมากกวPา 80 เปอรLเซ็นตL 4.4 ใกล_สูญพันธุL (endangered: EN) หมายถึง ชนิดพันธLุท่ีกำลังอยPูในภาวะอันตรายท่ีใกล_จะ สูญพันธLุไปจากโลกหรือสูญพันธุLไปจากแหลPงท่ีมีการกระจายพันธLุอยPู ถ_าป¢จจัยตPาง ๆ ที่เป\\นสาเหตุให_เกิดการ สญู พันธยุL งั ดำเนนิ ตอP ไป โดยมพี ้นื ท่กี ารกระจายพนั ธุใL นสภาพธรรมชาตลิ ดลงมากกวาP 50-80 เปอรเL ซ็นตL 4.5 มีแนวโน_มใกล_สูญพันธุL (vulnerable: VU) หมายถึง ชนิดพันธุLท่ีเข_าสPูภาวะใกล_สูญพันธุLใน อนาคตอันใกล_ ถ_ายังคงมีป¢จจัยตPาง ๆ อันเป\\นสาเหตุให_ชนิดพันธLุนั้นสูญพันธLุ โดยมีพ้ืนท่ีการกระจายพันธุLใน สภาพธรรมชาติลดลงมากกวPา 30-50 เปอรLเซ็นตL 4.6 ใกล_ถูกคุกคาม (near threatened: NT) หมายถึง ชนิดพันธุLที่มีแนวโน_มอาจถูกคุกคามใน อนาคตอันใกล_ เน่ืองจากป¢จจัยตPาง ๆ ยังไมPมีผลกระทบมาก โดยมีพื้นที่การกระจายพันธLุในสภาพธรรมชาติ ลดลงน_อยกวาP 30 เปอรLเซน็ ตL 4.7 เป\\นกังวลน_อยที่สุด (least concern: LC) หมายถึง ชนิดพันธุLที่ยังไมPอยูPในภาวะถูก คุกคามและพบเห็นอยูPท่ัวไป โดยพื้นที่การกระจายพันธุLในสภาพธรรมชาติไมPมีการเปล่ียนแปลงหรือมีการ เปลยี่ นแปลงน_อย 4.8 ข_อมูลไมPเพียงพอ (data deficient: dd) หมายถึง ชนิดพันธุLที่มีข_อมูลไมPเพียงพอที่จะ วิเคราะหLถึงความเสี่ยงตPอการสูญพันธLุโดยตรงหรือโดยอ_อม ชนิดพันธLุกลุPมน้ีมีความจำเป\\นตPอการจัดหา ความรเ_ู พิ่มเตมิ จากการศกึ ษาวิจัยในอนาคต 47

อยาP งไรกต็ ามกรมอุทยานแหงP ชาติ สัตวLปาÑ และพนั ธLุพชื ไดร_ ายงานจำนวนชนดิ พชื ทถ่ี ูกคกุ คามใน ประเทศไทย ป§ 2558 (ตารางท่ี 3.5) โดยพบพืชท่ีสูญพนั ธุLในธรรมชาติ เชนP โสกระยา_ (Amherstia nobilis Wall.) พืชท่ีใกล_สญู พนั ธLุอยาP งยิ่ง เชนP หมากเหลยี่ ม (Mallotus glomerulatus Welzen) หญ_าพนั เกลียวสุดดี (Ceropegia suddeei Kidyoo) ปรงเขาชะเมา (Cycas chamaoensis K. D. Hill) ตารางท่ี 3.5 จำนวนชนิดพืชท่ถี ูกคกุ คามในประเทศไทยป§ 2558 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ท่ี สถานภาพ พชื มที Pอลำเลียง พืชเมลด็ พืชใบเลยี้ งเด่ียว ไมมP เี มล็ด เปลือย และพืชใบเลยี้ งคูP 1. สญู พันธุL (extinct: EX) - 2. สญู พนั ธใLุ นธรรมชาติ (extinct in the wild: EW) 1 - - 3. ใกลส_ ญู พนั ธLุอยาP งยิง่ - 1 - (critically endangered: CR) 2 18 4. ใกลส_ ูญพันธุL (endangered: EN) 142 5. มแี นวโน_มใกลส_ ญู พนั ธLุ (vulnerable: VU) 275 - 65 6. ใกลถ_ กู คุกคาม (near threatened: NT) 7 7 440 7. เปน\\ กังวลนอ_ ยท่ีสดุ (least concern: LC) - 18 21 8. ขอ_ มลู ไมPเพียงพอ (data deficient: dd) 61 - 6 - 181 ทมี่ า : (Department of national parks, wildlife and conservation, 2017, p.12) บทสรปุ การศึกษาสังคมพืชเป\\นส่ิงที่สำคัญท่ีจะทำให_ทราบถึงลักษณะประชากรของต_นไม_ ความหนาแนPน ความเดPน และความสำคัญของต_นไม_แตPละชนิดที่มีอยPูในปÑา รวมทั้งความหลากหลายของชนิดพันธLุต_นไม_ เน่ืองจากจำนวนประชากรต_นไม_ในธรรมชาติมีจำนวนมาก ทำให_นักวิทยาศาสตรLไมPสามารถนับต_นไม_ได_ทุก ต_นในพ้ืนท่ี จึงนิยมศึกษาสังคมพืชโดยใช_วิธีการสุPมตัวอยPางแบบวางแปลง แล_วนำข_อมูลท่ีได_มาวิเคราะหL และใช_เป\\นตัวแทนของประชากรพืชในพ้ืนที่ท่ีศึกษาทั้งหมด โดยข_อมูลด_านสังคมพืชในปÑามีความสำคัญ เน่ืองจากสามารถนำไปประเมินสถานภาพของพืชได_หลากหลาย ได_แกP พืชท่ีพบมาก พืชถ่ินเดียว พืชหายาก และพืชที่ถูกคุกคาม ซ่ึงหนPวยงานตPาง ๆ สามารถนำข_อมูลน้ีไปใช_ในการวางแผนการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษLพันธLุพืชตPอไป และในป¢จจุบันนักวิทยาศาสตรLสามารถใช_ข_อมูลด_าน สังคมพืชมาวิเคราะหLความสามารถในการกักเก็บคารLบอนของพรรณพืชในปÑา เพ่ือหาแนวทางในการลด ผลกระทบจากสภาวะโลกร_อน และเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในป¢จจุบัน อนั เปน\\ การรักษาสภาพแวดล_อมในระดบั ทอ_ งถ่ินและระดับโลกได_ 48

คำถามทบทวน 1. การเลอื กจดุ ในการวางแปลงมวี ิธีการอยPางไรบา_ ง 2. จากการศึกษาองคLประกอบของชนิดพันธุLของสังคมพืชปÑาไม_แหPงหนึ่ง โดยการวางแปลง ตัวอยPางขนาด 10x40 เมตร แบPงเป\\นแปลงยPอยขนาด 10x10 เมตร จำนวน 4 แปลง โดยในแตPละแปลง ยPอยน้ัน ทำการสำรวจและบันทึกชนิดพันธLุ และขนาดเส_นผPานศูนยLกลางท่ีความสูงระดับอก (DBH) ของ ต_นไมท_ กุ ต_นทมี่ ขี นาด DBH ตงั้ แตP 5 เซนติเมตรขนึ้ ไป ซง่ึ ไดผ_ ลดังตารางท่ี 3.5 จงหาคาP ตPอไปนี้ 2.1 ความหนาแนนP ของต_นมะรุมตPอพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร 2.2 ความเดนP ของต_นมะรุม 2.3 ความถ่ขี องตน_ มะรุม 2.4 ความสำคญั ของตน_ มะรมุ ตารางท่ี 3.6 ผลการศกึ ษาองคLประกอบของชนิดพันธLุของสังคมพืชปาÑ ไม_ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง แปลงยอU ยท่ี ชนดิ พนั ธ8ุ เส\\นผาU นศนู ย8กลาง (ซม.) 1 สา_ น 38.5 1 ตะแบก 8.1 1 มะรมุ 24.9 1 เพกา 40.4 2 ตะแบก 21.4 2 มะรมุ 11.8 2 ตะแบก 20.2 3 ส_าน 18.7 3 มะรุม 9.3 3 มะรมุ 14.5 3 เพกา 33.6 4 สา_ น 26.5 4 ตะแบก 28.8 4 ตะแบก 15.7 49

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. จากข_อมลู ในขอ_ 2 จงหาดัชนีความหลากหลายของแชนนอนไวเนอรL และซิมปyสัน 4. ขอ_ มลู ทไ่ี ด_จากการวิเคราะหสL งั คมพืชในเชิงปริมาณสามารถนำไปใชป_ ระโยชนLได_อยPางไร 5. พชื ที่ถกู คุกคามมกี ป่ี ระเภท อะไรบา_ ง เอกสารอ<างอิง ดอกรัก มารอด. (2554). เทคนิคการสมUุ ตัวอยาU งและการวิเคราะห8สงั คมพืช. ค_นเม่อื เมษายน 6, 2560, จาก http://bioff.forest.ku.ac.th/main/?p=603 ดอกรกั มารอด, และอุทศิ กุฏอินทรL. (2552). นิเวศวทิ ยาปkาไม.\\ กรุงเทพฯ : สยามการพิมพL. ธงชัย งามประเสรฐิ วงศL. (2555). วิธีการหาคPาความหนาแนPนของประชากรโดยวิธกี ารสุมP ตัวอยPางแบบวาง แปลง (quadrat sampling method). ใน ประคอง ตังประพฤทธก์ิ ลุ , พัชนี สงิ หอL าสา, อรวรรณ สัตยาลัย, อาจอง ประทัตสนุ ทรสาร, และ สดุ าทิพยL ขนั ธจิตตL (บก.), คูมU อื ประกอบสอ่ื การสอน วิชาชีววทิ ยา (หนา_ 1-19). คน_ เม่อื กรกฎาคม 8, 2560, จาก http://www.phukhieo.ac.th/ obec-media/ 2554/manual/ สมบูรณL กรี ตปิ ระยรู . (2556). นเิ วศวิทยาปkาไม\\ : การได\\มาของข\\อมูลและการวิเคราะห8ข\\อมลู เบอ้ื งตน\\ . คน_ เม่ือ กรกฎาคม 6, 2560, จาก www.forest.go.th/community_development/ index.php?option=com. อุทศิ กฏุ อนิ ทรL. (2541). นิเวศวิทยา : พ้นื ฐานเพื่อการปkาไม\\. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรL. Department of national parks, wildlife and conservation. (2017). Threatened plants in Thailand. Bangkok: Ministry of Natural Resources and Environment. IUCN., (2004). IUCN red list of threatened species: A global species assessment. Switzerland: The World Conservation Union. Tangjitman, K. (2014). Vulnerability prediction of medicinal plants used by Karen people in Chiang Mai province to climatic change using species distribution. Doctoral thesis. Chiang Mai: Chiang Mai University. 50

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงบทที่ 4 การศกึ ษาพฤกษศาสตร1พ้ืนบา5 น มนุษย)ต้ังแต/ยุคแรกเร่ิมจนถึงป:จจุบันได>อาศัยทรัพยากรจากธรรมชาติที่มีอยู/รอบตัวมาใช> ประโยชน)หลายชนิด โดยเฉพาะอย/างยิ่งทรัพยากรจากพืช จึงส/งผลให>วิถีชีวิตของมนุษย)ความสัมพันธ)กับพืช ทั้งทางด>านอาหาร ท่ีอย/ูอาศัย ยารักษาโรค ตลอดจนประเพณี พิธีกรรม และความเช่ือ โดยความร>ูเหล/านี้ได> ถูกสะสมและถ/ายทอดจากบรรพบุรุษสู/ลูกหลานเปTนระยะเวลาอันยาวนาน การศึกษาการใช>ประโยชน)พืชใน ด>านต/าง ๆ ของมนุษย)ท่ีได>รับการถ/ายทอดความร>ูจากบรรพบุรุษนี้เรียกว/า พฤกษศาสตร)พื้นบ>าน (ethnobotany) ซ่ึงผ>ศู กึ ษาจำเปนT ตอ> งทำการสำรวจและเก็บรวบรวมตวั อย/างพชื ท่ีมกี ารใชป> ระโยชน)จากคน ในชุมชน และมีพื้นฐานด>านอนุกรมวิธาน เพ่ือให>สามารถจัดจำแนกชนิดพืชได>อย/างถูกต>อง และนำข>อมูลไป ใช>ประโยชน)ด>านอื่น ๆ ต/อไป ความหมายของพฤกษศาสตร2พื้นบา7 น เต็ม สมิตินันทน) และ วีระชัย ณ นคร (2534) ได>นิยามพฤกษศาสตร)พ้ืนบ>าน ว/าเปTนการศึกษาถึง ประโยชน)ของพืชท่ีได>มีการสืบทอดกันมาแต/โบราณ ท้ังท่ีเปTนอาหาร เครื่องน/ุงห/ม ยารักษาโรค ที่อย/ูอาศัย ตลอดจนท่ีใช>เปTนสัญลักษณ) และความเช่ือถือต/าง ๆ รวมถึงวิธีการจำแนกแบบพื้นบ>านตลอดจนข้ันตอนการ เตรียมและลท/ู างการใชพ> ชื นนั้ ๆ นอกจากน้ีในคำจำกัดความยังมีคำศัพท)ที่เก่ียวข>อง จึงได>มีการอธิบายเพิ่มเติมเพื่อความกระจ/าง มากขึน้ ดงั นี้ องค)ความร>ูของชมุ ชนท>องถิ่น (traditional knowledge) เปนT ความร>ทู ม่ี ีการถ/ายทอดสบื ตอ/ กนั มา ตามขนบธรรมเนียม ในท่ีนี้น/าจะหมายถึงระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แต/ไม/สามารถกำหนดให>แน/นอน ตายตวั ลงไปได> กล/ุมชาติพันธ)ุ (ethnic group) ในประเทศไทยความหมายนี้จะครอบคลุมถึง กล/ุมชนในท>องถิ่นที่ มีวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของตนโดยเฉพาะ เช/น ชาวเขาเผ/าต/าง ๆ และผู>สูงอายุท่ีเปTนท่ียอมรับว/ามี ประสบการณด) า> นความรเู> ร่อื งพชื ทใ่ี ช>ในชีวติ ประจำวนั ของคนในหมบู/ า> น การจัดจำแนกในท>องถิ่น (folk classification) เปTนการจำแนกพืชโดยอาศัยลักษณะธรรมชาติท่ี ชาวชนบทในท>องถิ่นใช>สืบทอดกันมา รวมถึงการเรียกช่ือพ้ืนบ>านของพืช ท้ังน้ีไม/จำเปTนว/าต>องมีความ ถูกต>องทางดา> นพฤกษศาสตร) สายสมั พนั ธ)หรืออนกุ รมวธิ านแต/อย/างใด จึงสรุปความหมายโดยรวมได>ว/า พฤกษศาสตร)พ้ืนบ>านเปTนการศึกษาเก่ียวกับภูมิป:ญญาท>องถ่ิน หรือภูมิป:ญญาชาวบ>านของแต/ละกลุ/มชน เกี่ยวกับการใช>ประโยชน)จากพืชในด>านต/าง ๆ อันแสดงถึง ความสัมพันธ)ระหว/างพืชกับคนในท>องถ่ิน ท่ีแตกต/างกันไปตามวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรม ความ เช่ือ และความรู>ท่ีได>รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ดังนั้น การศึกษาด>านน้ีจึงให>ความสนใจกับกลุ/มชนท่ี 51

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงยังมีการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาธรรมชาติและอาศัยทรัพยากรจากปwาโดยตรง เพราะจะทำให>ได>ข>อมูลท่ีเปTนภูมิ ป:ญญาพ้ืนบ>านอย/างแท>จริง เน่ืองจากเปTนความร>ูท่ีเหมาะสมกับท>องถ่ินน้ัน ๆ และได>รับการทดสอบความ ถูกต>องมาเปTนเวลานาน ซึ่งผลการศึกษาจะก/อให>เกิดประโยชน)หลายประการ ดังที่ กาญจนา สาลีต๊ิด (2554) ไดก> ล/าวไว>ดงั ตอ/ ไปนี้ 1. เปTนการรวบรวมพรรณพืชในท>องถิน่ ทเี่ ปนT ประโยชน)กบั ชมุ ชน 2. เปTนการรวบรวมความรดู> ้งั เดิมเกีย่ วกับการใช>ประโยชนจ) ากพรรณพชื 3. เปTนการประเมินในเชิงปริมาณว/าชุมชนมีการใช>ประโยชน)จากพรรณพืชมากน>อยเพียงใด และ ชุมชนมวี ธิ กี ารใช>และจดั การกบั ทรัพยากรพรรณพชื เหล/าน้นั อยา/ งไร 4. เปTนข>อมูลเบื้องต>นที่นำไปสู/การพัฒนาปรับปรุงพรรณพืชนั้นให>สามารถใช>ประโยชน)ได>อย/าง เหมาะสม พอดี ประหยดั เพือ่ การใช>ประโยชนอ) ยา/ งยัง่ ยืนในอนาคต วิธกี ารศกึ ษาพฤกษศาสตรพ2 ้นื บา7 น การศึกษาพฤกษศาสตร)พ้ืนบ>านมีหลักการคล>ายกับการสำรวจพืช แต/การศึกษาน้ีจำเปTนต>องมีการ หาข>อมูลจากคนในชุมชนหรือในหมู/บ>านที่ศึกษาด>วย โดย ชูศรี ไตรสนธิ (2561) ได>อธิบายขั้นตอนการ สำรวจดงั น้ี 1. การวางแผนการดำเนินงาน ในขั้นตอนแรกผู>ศึกษาจำเปTนต>องเลือกเรื่องที่จะสำรวจ (project selection) และสถานที่ที่จะสำรวจ (site selection) ให>ชัดเจน เพื่อกำหนดขอบเขตการศึกษา และ ระยะเวลาที่จะดำเนินการสำรวจให>แล>วเสร็จ เม่ือได>ชื่อเร่ืองและสถานที่แล>ว ข้ันตอนต/อไปคือ คัดเลือกผ>ู ร/วมดำเนินงาน (team selection) ซ่ึงประกอบด>วยนักพฤกษอนุกรมวิธาน (plant taxonomist) นัก มานุษยวิทยา (anthropologist) หากชุมชนที่สำรวจเปTนผู>อพยพ หรือชาวท>องถิ่นที่ใช>ภาษาเฉพาะ จำเปTนต>องมีผ>ูร>ูภาษานั้น ๆ คือ นักภาษาศาสตร) (linguist) และอาจมีนักประวัติศาสตร) (historian) เพ่ือให> ได>ข>อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรม และความเปTนมาท่ีชัดเจนยิ่งข้ึน และผ>ูร/วมงานที่สำคัญท่ีสุด คือบุคคลในพ้ืนที่ (local people) ซึ่งบุคคลผนู> ัน้ ต>องเปTนผูใ> หข> อ> มลู (informant) ด>านการดำรงชีวติ ประวตั ศิ าสตร)ของชมุ ชน และพันธ)พุ ืชท่ีเขาเหลา/ นัน้ ใชป> ระโยชน) 2. การศึกษาในชุมชน เปTนข้ันตอนที่สำคัญที่สุดในการศึกษาพฤกษศาสตร)พื้นบ>าน ด>วยเหตุผลท่ี ว/าข>อมูลและองค)ความร>ูท่ีจะได>รับน้ันต>องมาจากชุมชนหรือหมู/บ>าน จากชีวิตความเปTนอยู/ของประชากรท่ีผ>ู ศกึ ษาต>องการสำรวจ ซึง่ มีขั้นตอนดังต/อไปน้ี 2.1 ติดต/อผู>ใหญ/บ>านหรือผู>นำชุมชน (ภาพประกอบที่ 4.1) เพื่อแจ>งวัตถุประสงค)ของการ ศึกษา และขออนุญาตเข>าทำการศึกษาการองค)ความรู>การใช>ประโยชน)จากพืชจากคนในหมู/บ>าน และ สอบถามเก่ียวกับข>อมูลพ้ืนฐานของหม/ูบ>าน ข>อมูลประชากร รวมทั้งข>อมูลของผ>ูที่มีความร>ูด>านการใช> ประโยชน)พืช หลังจากน้ันผู>ศึกษาต>องคัดเลือกผ>ูให>ข>อมูลพืช (key informant) ซ่ึงอาจเปTนปราชญ)ชาวบ>าน ผูส> ูงอายุ หมอยา เกษตรกร เปTนต>น ซึ่งควรจะมมี ากกวา/ หน่ึงคนเพือ่ ความแม/นยำในขอ> มลู ข้นั ตน> 52

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 4.1 การตดิ ตอ/ ผู>นำชุมชนเพือ่ ขออนญุ าตสำรวจพืช 2.2 สอบถามข>อมูลพันธ)ุไม>ที่ชาวบ>านในมาใช>ประโยชน)จากผ>ูท่ีผู>ให>ข>อมูลพืช โดยวิธีการ สอบถามอาจมีหลายวิธี แต/วิธีที่ง/ายและดูเปTนธรรมชาติที่สุดคือ การสนทนาสอบถามแบบมิตรภาพ (open- ended) วิธีน้ีผู>ศึกษาจะได>ข>อมูลที่ต>องเรียบเรียงให>เปTนระบบในภายหลัง จากนั้นบันทึกข>อมูลลักษณะวิสัย ของพืช ความสูง ชื่อพืชท่ีเปTนภาษาท>องถิ่น การใช>ประโยชน) ส/วนของพืชท่ีนำมาใช> และวิธีการใช> โดย สำรวจพืชภายในหม/ูบ>าน บริเวณพ้ืนท่ีทำเกษตรกรรม และปwาบริเวณที่ชาวบ>านมีการนำพืชมาใช>ประโยชน) (ภาพประกอบที่ 2.2) 2.3 ถ/ายรูปประกอบ รูปประกอบควรเปTนตัวแทนของลักษณะต/าง ๆ ของพืชนั้น ๆ จึง จำเปTนต>องให>ได>ภาพที่ครบถ>วน สมบูรณ) ได>แก/ ลักษณะทรงต>นของพืชน้ัน พร>อมทั้งให>เห็นลักษณะใบและ ดอก รวมท้งั ผล ที่ชดั เจน 2.4 เก็บตัวอย/างพืช ควรเก็บตัวอย/างพรรณไม>ท่ีมีความสมบูรณ) ท่ีมีทั้งใบ ดอก ผล ควรเขียน บันทึกวัน เดือน ป ที่เก็บ และสถานท่ีเก็บ เพื่อนำมาศึกษาทางสัณฐานวิทยา ตรวจสอบช่ือวิทยาศาสตร)ท่ี ถูกต>องของพืช และ เก็บเปTนตวั อย/างอ>างอิงเพื่อใชเ> ปTนตวั อย/างในการอา> งองิ ต/อไป 3. การศึกษาในห>องปฏิบัติการ เมื่อการศึกษาในชุมชนเสร็จส้ินลง การดำเนินการท่ีรีบด/วนคือ การเตรียมและจัดเก็บตัวอย/างแห>ง เพ่ือการตรวจสอบลักษณะพืชและระบุช่ือวิทยาศาสตร)ของพืชที่ถูกต>อง ตามหลักการพฤกษอนุกรมวิธาน (plant identification) ในส/วนของข>อมูลที่บันทึกในระหว/างการสนทนา จากชาวบ>านในชุมชน จะต>องนำมาตรวจสอบ และประกอบกับผลการวิเคราะห)ช่ือวิทยาศาสตร) นำมาทำ บัญชีรายการพชื ท่พี บ จากนน้ั ผ>ูศกึ ษาควรจดั จำแนกข>อมูลทไ่ี ดเ> พ่อื นำผลไปวิเคราะห)ตอ/ ไป 53

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 4.2 การสำรวจพชื ในชมุ ชน การจัดจำแนกความรู7พฤกษศาสตรพ2 นื้ บา7 น พฤกษศาสตร)พื้นบ>านสามารถจำแนกหมวดหมู/ความร>ูของการใช>ประโยชน)จากพืช ซึ่งแปลมา จาก “Traditional Botanical Knowledge” ดังนั้น ในการทำบัญชีรายชื่อของพืชท่ีสำรวจพบ ซ่ึงมีการ ระบุการใช>ประโยชน) จำเปTนท่ีต>องจำแนกการใช>ประโยชน)ให>เปTนระบบ การจัดจำแนกท่ีนักพฤกษศาสตร) พ้ืนบา> นนิยมใช> มดี งั ต/อไปน้ี 1. พืชอาหาร ได>แก/ พืชที่ใช>เปTนอาหารหลัก (staple food) ที่ใช>ในการบริโภค โดยเฉพาะ การเปTนแหล/งของคาร)โบไฮเดรต และพืชอาหารอื่น ๆ ได>แก/ พืชท่ีใช>เปTนผัก ผลไม> ทำเปTนเคร่ืองดื่ม พืชให> แปงá และนำ้ ตาล พืชท่ใี ช>ประกอบเครอ่ื งปรุงรสอาหาร รวมทง้ั พืชทส่ี ามารถนำมาใช>เปTนของขบเคย้ี ว 2. พืชสมุนไพร พืชท่ีสำรวจได>ในกลุ/มน้ีมีความชัดเจนในตัวเอง เพียงแต/การจัดเปTนกลุ/มย/อย คือ การจำแนกตามกลุ/มอาการของโรค เช/น โรคในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบ ไหลเวยี นเลือด การตดิ เช้อื ไข> ไอ ไมส/ บาย หรือโรคทเ่ี ก่ียวกบั สตรี เปนT ตน> 54

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. พืชใช3สร3างที่อยู:อาศัย โดยมากจะเปTนพืชขนาดใหญ/ท่ีนำมาใช>ในการก/อสร>างที่อย/ูอาศัย และอาจมีพืชขนาดเลก็ สำหรบั ใชป> ระกอบเปTนหลังคาบ>าน หรือฝาบา> น 4. พืชใช3ทำเคร่ืองน:ุงห:ม ในสมัยโบราณอาจจะไม/ได>ใช>เพียงฝáายเพียงอย/างเดียว แม>แต/ชนเผ/า ตา/ ง ๆ อาจใชเ> ส>นใยพชื อืน่ ๆ มาเปTนเคร่ืองนุง/ ห/มได> 5. พืชที่ใช3ทำอุปกรณEและเครื่องใช3 หมวดการใช>พืชในกลุ/มนี้มีความหลากหลาย อาจเปTน อปุ กรณ)เกษตร และของใชใ> นบ>าน เช/น ภาชนะต/าง ๆ ไมก> วาด หรอื ด>ามจอบเสียม 6. พืชในวัฒนธรรมและความเชื่อ การใช>ประโยชน)จากพืชในกลุ/มนี้แสดงผลการสำรวจทาง พฤกษศาสตร)พ้ืนบ>านท่แี ท>จริง เน่อื งจากเปTนการใช>ประโยชนต) ามความรู>ทถ่ี า/ ยทอดจากบรรพบรุ ุษ 7. พืชใช3เปNนแหล:งพลังงาน ได>แก/ ไม>ฟäน ท่ีมีความสำคัญอย/างยิ่งในชนบท ซึ่งในชุมชน สามารถแบ/งแยกความแรงของไฟจากไม>ชนดิ ต/าง ๆ ได> 8. พืชเศรษฐกิจ เปTนพืชท่ีคนในชุมชนนิยมปลูก หรือเก็บไปจำหน/าย เพื่อเปTนแหล/งรายได> เลีย้ งครอบครัว มักพบมากในชุมชนทชี่ าวบ>านส/วนใหญเ/ ปTนเกษตรกร 9. พืชใช3ประโยชนEอ่ืน ๆ การใช>ประโยชน)ในหมวดน้ีอาจจะไม/ใช>สิ่งจำเปTนในการดำรงชีวิต เพียงแต/เปTนภูมิความร>ูเพ่ือความบันเทิง เพื่อความสุข ท่ีบรรพบุรุษได>ส่ังสมมา ความรู>น้ีแสดงถึงภูมิความรู> ทางพฤกษศาสตร)พื้นบา> นท่แี ทจ> รงิ เช/นกนั สามารถจำแนกเปTนกล/ุม ๆ ได>แก/ 9.1 พืชทใี่ ช>เปนT สีย>อม 9.2 พืชที่ใช>ทำเครื่องสำอางและประทินผวิ 9.3 พชื ที่ใชเ> ปTนน้ำหอมและเครอ่ื งหอม 9.4 พชื ท่ีใชท> ำเคร่ืองดนตรี 9.5 พืชสำหรับสัตว) 9.6 พชื มพี ิษ ตวั อยCางการสำรวจพฤกษศาสตรพ2 น้ื บ7านในท7องถนิ่ พฤกษศาสตรEพื้นบ3านของชาวกะเหร่ียง หมู:บ3านห3วยน้ำหนัก ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จงั หวดั ราชบรุ ี (กรกนก ต้ังจติ มั่น, 2560) งานวิจัยน้ีผู>วิจัยสนใจศึกษาพฤกษศาสตร)พื้นบ>านของชาวกะเหร่ียง ณ หม/ูบ>านห>วยน้ำหนัก ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซ่ึงตั้งอย/ูบนภูเขาท่ีรายล>อมไปด>วยปwาที่มีความอุดมสมบูรณ) เน่ืองจากพื้นท่ีตั้งอย/ูบริเวณท่ีห/างไกลจากความเจริญ แหล/งการค>า และสถานพยาบาลข้ันพื้นฐาน ทำให>ชาว กะเหรี่ยงในหมู/บ>านน้ี มีวิถีชีวิตที่ต>องพ่ึงพาธรรมชาติเปTนหลัก และมีการใช>ทรัพยากรพืชพันธุ)ชนิดต/าง ๆ ใน ชีวิตประจำวันเปTนอย/างมาก จึงทำให>ชาวกะเหร่ียงในพ้ืนที่นี้ยังคงมีการสืบทอด และอนุรักษ)ความรู>การใช> ประโยชน)จากพืช ซึ่งเปนT เอกลกั ษณ)ของทอ> งถนิ่ ท่คี วรค/าแก/การศกึ ษา 55

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวตั ถุประสงคE 1. เพ่ือสำรวจและรวบรวมพชื ท่ชี าวกะเหรย่ี งนำมาใช>ประโยชน) 2. เพอ่ื จัดแบง/ กล/มุ พชื ตามหมวดหม/ูการใชป> ระโยชน)พืช พ้ืนท่ีศกึ ษา หม/ูบ>านห>วยน้ำหนัก ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผ้ึง จังหวัดราชบุรี (ภาพประกอบที่ 4.3) (13° 22’ 43”N, 99° 16’ 24”E, ความสูง 220 เมตร จากระดับน้ำทะเล) อย/ูห/างจากตัวเมืองราชบุรีประมาณ 85 กิโลเมตร ห/างจากที่ว/าการอำเภอสวนผึ้งประมาณ 30 กิโลเมตร และมีอาณาเขตติดกับสาธารณรัฐแห/ง สหภาพเมยี นมา ภาพประกอบท่ี 4.3 ท่ีตั้งของหมู/บา> นหว> ยน้ำหนกั อ.สวนผงึ้ จ.ราชบุรี ท่ีมา : (กรกนก ต้ังจติ มน่ั , 2560) วธิ กี ารศึกษา 1. การศึกษาในชุมชน ดำเนินการวิจัยระหว/างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ดำเนินการโดยการสัมภาษณ)คนในท>องถ่ินที่มีความร>ูเกี่ยวกับการใช>ประโยชน)พืชจำนวน 3 คน ประกอบด>วยผู>นำหมู/บ>าน ผู>สูงอายุ และเกษตรกร สำรวจพืชภายในหม/ูบ>าน พื้นท่ีเกษตรกรรม และพ้ืนท่ีปwา รอบหมู/บ>าน จากน้ันบันทึกข>อมูลการใช>ประโยชน) ส/วนของพืชที่นำมาใช> วิธีการเตรียม และวิธีการใช> บันทกึ ภาพ และเก็บตัวอยา/ งพืช 2. การศึกษาในห>องปฏิบัติการ ตรวจสอบระบุชนิด โดยใช>หนังสือพรรณพฤกษชาติแห/งประเทศ ไทย (Flora of Thailand) หนังสือพรรณพฤกษชาติของประเทศใกล>เคียง และเอกสารทางอนุกรมวิธาน ต/างๆ และยืนยันช่ือโดยการเปรียบเทียบกับตัวอย/างพรรณไม>จากหอพรรณไม> และจัดทำตัวอย/างพรรณไม> เก็บรักษาไว>สำหรับอ>างอิงที่สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร)และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู/บ>าน จอมบงึ จงั หวดั ราชบรุ ี จากน้นั จัดประเภทของการใช>ประโยชน)พชื ด>านตา/ ง ๆ 56

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงผลการศกึ ษา จากการสำรวจพบพืชท่ีมีการนำมาใช>ประโยชน)ท้ังหมด 120 ชนิด 97 สกุล และ 47 วงศ) (ตาราง ท่ี 4.1) จำแนกการใช>ประโยชน)จากพืชของชาวกะเหรี่ยงได>เปTน 6 ประเภท คือ (1) พืชที่ใช>เปTนอาหาร (2) พืชที่ใช>เปTนยาสมุนไพร (3) พืชเศรษฐกิจ (4) พืชท่ีใช>ทำที่อย/ูอาศัยและเครื่องใช> (5) พืชที่ใช>ในพิธีกรรมและ ความเชอ่ื และ (6) พืชท่ีใชป> ระโยชนอ) ่ืน ๆ (ภาพประกอบที่ 4.4) ภาพประกอบท่ี 4.4 จำนวนชนดิ พืชท่ีสำรวจพบในหมบู >านหว> ยน้ำหนกั แบ/งตามประเภทการใช>ประโยชน) ท่มี า : (กรกนก ตั้งจติ ม่นั , 2560) 57

ตารางท่ี 4.1 รายชื่อพชื ท่ีนำมาใช5ประโยชน9โดยชาวกะเหร่ยี งบา5 นห5วยน้ำหนกั ช่อื วงศ( ชอื่ วิทยาศาสตร( ชื่อสามญั 58 Acanthaceae Andrographis paniculata ฟ4าทะลายโจ (Burm.f.) Nees Agavaceae หญาC ดอกขา Amaranthaceae Gomphrena celosioides Mart. ทองพันช่ัง Amaryllidaceae Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz. รางจืด Annonaceae Thunbergia laurifolia Lindl. หมากผหูC มา Apiaceae Cordyline fruticosa (L.) A.Chev. ผักโขม Amaranthus lividus L. พลบั พลงึ Crinum asiaticum L. นอC ยโหนงI Annona reticulata L. บัวบก Centella asiatica (L.) Urban มหา ิวทยา ัลยราช Araceae Caladium bicolor Vent. บอนสี Arecaceae Colocasia esculenta (L.) Schott เผอื ก Areca catechu L. หมาก Calamus sp. หวาย

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงก ประเภทการ ใช8ประโยชน( ส4วนท่ใี ช8/วธิ ใี ช8 Mi จร ใบ ขยำกับขาC วสารใหลC ูกไกกI นิ ใหCแขง็ แรง Me าว ทงั้ ตนC ตมC ดม่ื แกโC รคกระเพาะ Me ใบ ตมC ดื่มแกโC รคหวั ใจ Me ใบ ขย้ปี ดd แผลแกCพิษตะขาบ งู Me Fo ากเมยี ใบ ขย้ีใหCเกดิ ยางแกพC ิษงู Me ยอดอIอน ประกอบอาหาร หรือตมC เปjนผกั เครอ่ื งเคยี ง Fo ใบ ลนไฟแลCวนำมาหIอแผลฟกชำ้ หรอื เคลด็ Fo ผลสกุ รับประทานสด Me ใบ รับประทานสดเปjนผกั เครอื่ งเคยี ง ใบ ขยี้แลวC แชนI ้ำดืม่ แกCรCอนใน ชำ้ ใน Ce ใบ ใชCไหวพC ระ Fo กCานใบ ประกอบอาหาร เปjนผกั เครือ่ งเคยี ง Fo ผล นำมาเคีย้ วหมาก St เนือ้ ไมC ทบุ ใหแC บนนำมาทำเปjนฝาบาC น ลำตนC ใชCสานตะกรCา St

ตารางที่ 4.1 (ตEอ) ชื่อสามัญ มะพรCาว ชอ่ื วงศ( ชือ่ วิทยาศาสตร( Arecaceae Cocos nucifera L. 59 Asparagaceae Licuala spinosa Thunb. กะพอC Asteraceae Asparagus racemosus Willd. สามสบิ มหา ิวทยา ัลยราชAgeratum conyzoides L.สาบแรCงสาบ Athyriaceae Chromolaena odorata (L.) สาบเสอื Bignoniaceae R.M.King & H.Rob. ผกั กูด Bombacaceae Diplazium esculentum (Retz.) Sw. แคบิด Cactaceae Fernandoa adenophylla Caricaceae (Wall.ex G.Don) Steenis กาสะลอง เพกา Millingtonia hortensis L.f นนIุ Oroxylum indicum (L.) Kurz แกCวมังกร Ceiba pentandra (L.) Gaertn. มะละกอ Hylocercus undatus (Haw) Brit. Carica papaya L.

ส4วนทใี่ ช8/วธิ ใี ช8ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ประเภทการ ใช8ประโยชน( กCานใบ ใชทC ำไมCกวาด ผล นำไปขาย St ค้ันน้ำกะทิ ผสมเกลือ เปjนยาระบายและถIายพยาธิ Ec Me ใบ ใชทC ำหลังคา ราก ตมC ด่ืมลดความดันสงู St บกา ใบ ขยน้ี ำมาปดd ฝ{ หรอื บดผสมน้ำด่มื แกCรCอนใน Me ใบ ขยใ้ี สIแผลสด Me Me ยอดอIอน ประกอบอาหารหรือลวกเปjนผักเคร่ืองเคยี ง ฝกÉ ออI น ตCมด่มื บำรงุ กำลงั Fo Me เปลอื ก ตCมดม่ื แกCรอC นใน ฝÉก รับประทานเปนj ผักเครือ่ งเคยี ง Me ใยหุCมเมล็ด ยัดหมอนหรอื ท่นี อน Fo ผล รับประทานสด St ผลสุก รบั ประทานสด Fo Fo

ตารางที่ 4.1 (ตEอ) ช่อื สามัญ ช่อื วงศ( ชือ่ วทิ ยาศาสตร( สนประดิพทั ฟÉกเขยี ว Casuarinaceae Casuarina junghuhniana Mig. ตำลงึ Cucurbitaceae Benincasa hispida (Thunb.) Cogn ฟกÉ ทอง Coccinia grandis (L.) Voigt Cucurbita moschata Duchesne มะระปÖา, มะระขน้ี ก Momordica charantia L. ฟÉกขCาว 60 Momordica cochinchinensis ฟกÉ แมCว (Lour.) Spreng. มะตาด Sechium edule (Jacq.) Sw. มนั เลอื ด Dillenia indica L. โกสน Dilleniaceae มหา ิวทยา ัลยราช สลดั ได Dioscoreaceae Dioscorea alata L. Euphorbiaceae Codiaeum variegatum (L.) Rumph. ex A.Juss. Euphobia antiquorum L.

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงส4วนที่ใช8/วธิ ีใช8 ประเภทการ ใช8ประโยชน( ทธÑ ลำตCน ปลกู ขาย Ec ผล ประกอบอาหาร Fo ยอดออI น ใบ ประกอบอาหารหรือลวกเปนj ผักเครอ่ื งเคียง Fo ยอดอIอน ผล ประกอบอาหารหรอื ลวกเปนj ผักเคร่ืองเคียง Fo ผล ปลูกขาย Ec ผล ลวกรบั ประทานเปนj ผักเคร่ืองเคยี ง Fo เถา ขยแ้ี ชนI ำ้ 1 คนื แลวC นำมาดม่ื อาบ แกอC ีสุกอีใส Me ยอดอIอน ผล ประกอบอาหารหรือลวกเปjนผักเครอื่ งเคยี ง Fo ผล ประกอบอาหาร Fo เปลือก ตำแลCวบดใสเI กลอื แลวC อมแกปC วดฟÉน Me หวั ใตดC นิ ประกอบอาหาร Fo ใบ นำไปวดั ถวายพระ Ce ดอก ลวกเปjนผกั เคร่อื งเคียง Fo

ตารางท่ี 4.1 (ตEอ) ชอ่ื สามัญ ชื่อวงศ( ช่อื วิทยาศาสตร( Euphorbiaceae Euphorbia heterophylla L. หญCายาง Jatropha curcas L. สบูIดำ 61 Fabaceae Jatropha podagrica Hook. หนมุ านน่งั แ Manihot esculenta (L.) Crantz มนั สำปะหล Phyllanthus acidus (L.) Skeels. มะยม Phyllanthus amarus Schum & Thonn. ลกู ใตใC บ Acacia concinna (Willd.) DC. สCมปÖอย มหา ิวทยา ัลยราชAcacia pennata (L.) Willd. ชะอม subsp. insuavis (Lace) I. C. Nielsen เนยี ง Archidendron jiringa (Jack) I.C.Nielsen กาหลง Bauhinia acuminata L. ผักกาดยIา Caesalpinia mimosoides Lam. คณู Cassia fistula L.

สว4 นท่ใี ช/8 วธิ ีใช8ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ประเภทการ ใช8ประโยชน( ยอด ลวกทานเปjนยาระบาย กาC นใบ หกั ใหมC ยี างออกมา แลCวนำไปกวาดลน้ิ แกC Me ลิน้ เปนj ฝ4าขาว หรือทาแกCปากเปãäอย รอC นใน Me แทนI ลำตCน ตมC ดม่ื แกไC ขC บำรุงกำลัง ลัง ปลกู ขาย Me ผล รับประทานสด Ec ทง้ั ตCน ตCมดื่มแกไC ขCมาลาเรยี ความดนั สูง Fo ยอดออI น ประกอบอาหารใหรC สเปรี้ยว Me ใบ ตCมด่ืมแกCนวิ่ Fo ฝกÉ ทุบผสมน้ำทำเปjนยาสระผม Me Mi ยอดอIอน ประกอบอาหารหรือลวกเปjนผกั เคร่อื งเคยี ง Fo เมล็ด ทานเปjนผกั เครอ่ื งเคียง ยอด ตมC เปนj ผักเครือ่ งเคยี ง หรอื นำมาประกอบอาหาร Fo ยอด ทานสดเปjนผกั เครอ่ื งเคยี ง Fo ยอดออI น ลวกทานเปนj ยาระบาย Fo Me

ตารางท่ี 4.1 (ตอE ) ชื่อสามญั ช่ือวงศ( ช่ือวทิ ยาศาสตร( Fabaceae Crotalaria juncea L. ปอเทือง Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit กระถิน Mimosa pudica L. ไมยราบ Pithecellobium dulce (Roxb.) Benth มะขามเทศ Pterocarpus indicus Willd ประดูI 62 Sesbania grandiflora (L.) Desv. แค Tamarindus indica L. มะขาม มหา ิวทยา ัลยราช Lamiaceae Ocimum basilicum L. โหระพา Ocimum basilicum L.f. แมงลัก var. citratum Back.

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงส4วนทใี่ ช8/วธิ ีใช8 ประเภทการ ใชป8 ระโยชน( ทัง้ ตCน ปลูกเปjนพืชหมนุ เวียน ไถกลบบำรุงดนิ ยอดอIอน ลวกหรอื รับประทานสดเปนj ผกั เครอื่ งเคียง Mi เมลด็ ทานสดเปนj ยาถIายพยาธิ Fo ยอด แชIนำ้ ด่ืม เปนj ยาบำรุง Me Me ทั้งตนC ตมC ดมื่ แกCนวิ่ รดิ สดี วงทวาร ผล รบั ประทานสด Me ลำตCน นำมาทำเปjนเสาหนCาบCาน เพ่ือคCุมครอง Fo และป4องกนั ผี Ce ดอก ยอด ประกอบอาหาร ยอดออI น ประกอบอาหาร Fo เปลือก ฝนใหเC ปjนผง แลCวใชCเปjนแป4งทาหนาC ทาแกC Fo จดุ ดาI งดำ ผ่ืนคนั Me ใบ ประกอบอาหาร Fo เมล็ด แชนI ำ้ แลCวใสIนำ้ ผึ้ง ใหเC ดก็ ทานเปนj ของหวาน Fo ยอด ทานสดเปjนผักเครอื่ งเคียง

ตารางที่ 4.1 (ตEอ) ช่อื สามัญ กะเพรา ชื่อวงศ( ชือ่ วิทยาศาสตร( Lamiaceae Ocimum tenuiflorum L. Orthosiphon aristatus (Blume) Miq. หญาC หนวดแ Plectranthus amboinicus (Lour.) Spreng. หูเสือ 63 Lauraceae Tectona grandis L.f. สัก Persea americana Mill. อะโวคาโด Malvaceae มหา ิวทยา ัลยราชHibiscus sabdariffa L.กระเจยี๊ บแด Meliaceae Sida acuta Burm.f. หญCาขัด Menispermaceae Azadirachta indica A. Juss. สะเดา var. siamensis Valeton ยาI นาง Tiliacora triandra (Colebr.) Diels

สว4 นทใี่ ช8/วิธใี ช8ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ประเภทการ ใช8ประโยชน( ใบ ประกอบอาหาร ใบ ตCมอาบ แกหC วดั ในเด็ก หรอื ขย้ีกบั ปูนแดง Fo ทางแกทC อC งอดื ในเด็ก Me แมว ใบ ตมC ด่มื แกCนวิ่ Me ใบ รบั ประทานสดเปนj ผักเคร่ืองเคียงหรือ Fo นำมาประกอบอาหาร Me ใบ ตมC กับน้ำตาล ดืม่ แกCเบาหวาน Fo ผล รับประทานสด Ec ผล ปลกู ขาย Fo St ดง ผล และใบอIอน ใสIในแกง Fo ลำตนC ใชทC ำไมกC วาด Me ยอด ดอกอIอน ตมC หรอื รบั ประทานสดเปนj ผกั เคร่ืองเคียง Fo เปลือก ฝนทาแกผC ่นื คัน St ใบ ประกอบอาหาร เถา ใชCสานกับหญาC คาทำหลงั คาบาC น

ตารางที่ 4.1 (ตEอ) ช่อื สามญั บอระเพ็ด ชอื่ วงศ( ช่อื วิทยาศาสตร( ขนนุ Menispermaceae Tinospora crispa (L.) เลียงผงึ้ Hook. f. & Thomson ขIอย มะรมุ 64 Moraceae Artocarpus heterophyllus Lam. กลวC ยนำ้ วาC Ficus albipila (Miq.) King กลวC ยหนิ Moringaceaeมหา ิวทยา ัลยราชStreblus asper Lour.กลวC ยนาก Musaceae Moringa oleifera Lam. Musa sapientum L. Musa sp.1 Musa sp.2

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสว4 นท่ีใช/8 วิธีใช8 ประเภทการ ใช8ประโยชน( ลำตCน ดอง หรือ ตCมด่มื แกCปวดหลงั ปวดเอว เบาหวาน หรือ ผสมกับหัวกะทือเผา กระเทียมเผา Me แลวC นำมาดองเหลาC ดม่ื แกไC ขCมาลาเรยี หรือ เหลาเอาหนามออก แลวC สวนทวารแกไC ขมC าลาเรีย Fo ผลอIอน ประกอบอาหาร ผลสุก รบั ประทานสด Mi Fo ทั้งตCน ใชเC ปjนทอ่ี าศยั ของผง้ึ Me Fo ผลสกุ รับประทานสด Me ใบ ขยแ้ี ชIนำ้ ซาวขCาว ด่มื แกCหนาC มืด ใจสัน่ Fo Me ฝกÉ ยอด ใบ ประกอบอาหาร Fo เมล็ด เค้ยี วสดแกปC วดทอC ง Fo ผลสกุ รบั ประทานสด ปลี ประกอบอาหารชวI ยเพม่ิ นำ้ นม ผลสุก รับประทานสด ปลี ประกอบอาหาร ทานสด หรอื ลวกเปjนผกั เครอื่ งเคียง ผล รับประทานสด

ตารางที่ 4.1 (ตEอ) ช่ือสามญั ชื่อวงศ( ชือ่ วิทยาศาสตร( ฝรัง่ ชมพIู Myrtaceae Psidium guajava L. มะลิ Syzygium jambos (L.) Alston ผักหวาน Oleaceae Jasminum sambac (L.) Aiton กะเรกะรอI น Opiliaceae Melientha suavis Pierre มะเฟอä ง Orchidaceae Cymbidium bicolor Lindl. เตยหอม Oxalidaceae Averrhoa carambola L. Pandanaceae Pandanus amaryllifolius Roxb. กะทกรก งา 65 พริกไทย Passifloraceae Passiflora foetida L ชะพลู Pedaliaceae Sesamum indicum L. มหา ิวทยา ัลยราช Piperaceae Piper nigrum L. Piper sarmentosum Roxb.

ส4วนท่ใี ช/8 วธิ ใี ช8ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ประเภทการ ใช8ประโยชน( ผล รบั ประทานสด ผล รับประทานสด Fo ดอก ใชไC หวCพระ Fo ยอดออI น ประกอบอาหาร Ce น ใบ ลนไฟแลวC บีบเอานำ้ หยอดหู แกCหูนำ้ หนวก Fo ผลสุก รับประทานสด Me ใบ ตมC ผสมนำ้ ดืม่ หรือ คั้นนำ้ เพ่ือทำขนม Fo ราก ตมC ด่มื ลดความดันสงู Fo Me ผล รบั ประทานสด เมล็ด สกัดน้ำมัน ใสIในอาหาร Fo เมล็ด สกัดนำ้ มัน ทาตวั เด็กแกCตวั รCอน Fo Me ผลอIอน ประกอบอาหาร ใบ ใชCทานกบั หมาก และใชCประกอบอาหาร Fo ใบ รวมกับพรกิ ไทย 10-20 เมด็ ใสเI กลอื แลวC เคี้ยวกิน Fo กบั น้ำรอC นแกCหนาวสนั่ Me

ตารางท่ี 4.1 (ตEอ) ชอ่ื สามญั ตะไครC ชื่อวงศ( ชอ่ื วิทยาศาสตร( Poaceae Cymbopogon citratus Stapf Cymbopogon nardus (L.) Rendle ตะไครCหอม Dendrocalamus pendulus Ridl. ไผIนวล Thyrsostachys siamensis Gamble ไผรI วก 66 Zea mays L. ขCาวโพด มหา ิวทยา ัลยราช Rhamnaceae Ziziphus mauritiana Lam. พุทรา Rubiaceae Coffea canephora Pierre ex A.Froehner กาแฟ Morinda citrifolia L. ยอ

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงส4วนที่ใช8/วธิ ีใช8 ประเภทการ ใชป8 ระโยชน( ลำตนC และใบ ใสIในแกง หรอื น้ำพริก ราก ฝนกับหิน และตำใหแC หลก ใชกC วาดคอเพ่ือ Fo ฆIาเชอื้ โรคในลำคอ หรือ คอมีตุมI Me ใบแหCง เผาใหCเกดิ ควันเพื่อไลยI ุง Me ท้งั ตCน ตมC อบไอนำ้ แกCปวดหัวหนาC มืด ตาลาย St ลำตนC ใชCทำฝ4า Fo หนIอ ประกอบอาหาร St ลำตCน ใชCสรCางบCาน Fo Ec ฝกÉ ตมC รบั ประทาน Ec ฝÉก ขาย Me ผล ปลูกขาย Ec เมล็ด ค่วั ใหไC หมC แลวC ตำผสมกับเม็ดพริกไทยใหลC ะเอยี ด Fo ผสมนำ้ แลCวดม่ื แกCปวดบดิ ผล ปลกู ขาย ใบ ใชCทำหIอหมก ยอด ประกอบอาหาร

ตารางท่ี 4.1 (ตอE ) ช่อื สามญั ชอ่ื วงศ( ชื่อวทิ ยาศาสตร( Rutaceae Aegle marmelos (L.) Correa มะตมู Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle มะนาว 67 Citrus hystrix DC. มะกรดู Citrus ichangensis Swingle มะงว่ั Citrus maxima (Burm.f.) Merr. สCมโอ Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. เขยตาย Solanaceaeมหา ิวทยา ัลยราชMurraya siamensis Craib โปรงI ฟ4า Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. พริกพาน พรกิ ขี้หนู Capsicum frutescens L. มะเขอื เทศ Lycopersicon esculentum Mill.

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงส4วนทีใ่ ช/8 วิธใี ช8 ประเภทการ ใชป8 ระโยชน( ผล ตมC กินแกรC Cอนใน น้ำมะนาว ปรงุ อาหาร Me นำ้ มะนาว ตำกบั พรกิ ไทย ใสIแผลแกพC ิษงู Fo ผล ปลูกขาย Me Ec นำนำ้ ท่คี ้นั จากผลไปปรุงอาหาร หรือ ใชสC ระผมแกคC ันศีรษะ ผล บบี เอานำ้ ใหCรสเปรี้ยว Me ผล รับประทานสด Fo ใบ ผสมกับผลไมCรสเปรี้ยว 3-4 ชนิด เชIน มะนาว Fo ตมC อาบและอบไอนำ้ แกไC มสI บาย Me ใบ ใสใI นเลาC ไกI เพื่อป4องกันไรไกI ใบตมC นำ้ แลวC อมไวแC กCปวดฟนÉ Mi เมลด็ ประกอบอาหาร Me ยอด รับประทานสดเปjนผักเครื่องเคียง Fo ผลแหงC หรอื สด ปรงุ อาหารหรือรับประทานสด Fo เปjนผกั เครือ่ งเคียง ใบ ลนไฟแลCวนำมาปดd ฝ{ใหCหนองออก Me ผล ตำกับนำ้ พรกิ ใหCรสเปรีย้ ว Fo

ตารางท่ี 4.1 (ตอE ) ชื่อสามัญ ชอื่ วงศ( ช่ือวทิ ยาศาสตร( มะเขือข่ืน Solanaceae Solanum aculeatissimum Jacq. มะแวงC นก Solanum nigrum L. มะอกึ มะเขือพวง Solanum stramonifolium Jacq. Solanum torvum Sw. 68 Solanum xanthocarpum มะเขือเปราะ Schrad. & H. Wendl. กฤษณา Aquilaria crassna Pierre ex Lec. ขาI Alpinia galanga (L.) Willd. กระวาน Amomum krervanh Pierre Thymelaeaceaeมหา ิวทยา ัลยราช Zingiberaceae

สว4 นทีใ่ ช/8 วธิ ใี ช8ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ประเภทการ ใชป8 ระโยชน( ผล ประกอบอาหาร รับประทานสดหรอื ตมC เปนj ผกั เครอ่ื งเคียง Fo ผลสด ประกอบอาหารหรอื ลวกเปjนผกั เคร่ืองเคียง ผลสด ทานแกไC อ Fo ผล ประกอบอาหาร Me ผล ประกอบอาหาร รับประทานสดหรือ Fo ตCมเปนj ผักเคร่ืองเคยี ง Fo ราก ฝนกบั นำ้ มะนาว ใสIแผลตะขาบกัด Me ะ ผล ลวกรับประทานเปjนผกั เคร่ืองเคยี ง Fo ปลกู ประดบั Mi เหงาC ฝนกบั น้ำแลวC ทาแกCฝ{ Me เมลด็ ตำใสแI กง Fo

ตารางท่ี 4.1 (ตEอ) ช่อื สามัญ ชื่อวงศ( ชื่อวิทยาศาสตร( ขาI กระวาน Zingiberaceae Alpinia galanga (L.) Willd. ขมน้ิ เหลือง Amomum krervanh Pierre Curcuma longa L. Curcuma mangga Valeton & Zijp ขมิน้ ขาว Curcuma sp. ขมิ้นขม 69 Curcuma zedoaria (Bergius) Roscoe ขม้ินอCอย Etlingera elatior (Jack) R.M.Sm. ดาหลา มหา ิวทยา ัลยราช Zingiber montanum (J.Koenig) ไพล Link ex A.Dietr. กระทอื Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. หมายเหตุ : Food (Fo): พชื อาหาร; Me (Medicinal): พืชสมุนไพร; E Ceremony (Ce): พชื ท่ใี ชใ5 นพิธีกรรมคว ทม่ี า : (กร

ช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสว4 นท่ีใช8/วธิ ใี ช8 ประเภทการ ใช8ประโยชน( เหงาC ฝนกบั น้ำแลCวทาแกCฝ{ เมล็ด ตำใสแI กง Me เหงCา รบั ประทานสดเปนj ผกั เครอื่ งเคยี ง และปรุงอาหาร Fo เหงCา ตำใหCละเอยี ด แลวC ทานกบั ไขสI ดแกCช้ำใน Fo เหงาC ตำผสมเกลอื แลวC เอาใบตองหIอ นำไปลนไฟ Me แลCวประคบบรเิ วณทหี่ นามทิม่ Me เหงCา รบั ประทานสดเปนj ผักเคร่อื งเคยี ง เหงCา กินกบั น้ำอIุนแกมC าC มโต Fo เหงาC เคี้ยวกนิ แกCชำ้ ใน ปวดหลัง ปวดเอว Me ดอก นำไปวดั ถวายพระ Me เหงาC ตมC ด่มื แกCทCองอดื ทCองเฟอ4 Ce Me ดอก ตCมเปนj ผกั เครอื่ งเคียง Fo เหงาC ดอก กนิ กระตุCนนำ้ นม Me Economic (Ec): พชื เศรษฐกจิ ; Structure (St): พชื ทใ่ี ช5ทำทอี่ ยอูE าศัยและเคร่ืองใช5; วามเชื่อ; Miscellaneous (Mi): พืชที่ใชป5 ระโยชน9อน่ื ๆ รกนก ต้งั จิตม่นั , 2560)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook