Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กรกนก ตั้งจิตมั่น

กรกนก ตั้งจิตมั่น

Published by วิทย บริการ, 2022-07-02 02:01:37

Description: กรกนก ตั้งจิตมั่น

Search

Read the Text Version

วงศ%มะขามปnอม หรอื วงศ%ฟลo แลนทาซีอี (Phyllanthaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมJตJน ไมJพ-ุม หรือไมJลมJ ลกุ ใบ : ใบเดย่ี ว หรือใบประกอบ ขอบใบเรียบ มหี ูใบติดทน ใบเรยี งสลับ หรอื เรยี งสลบั ระนาบเดยี ว หรือเรียงเวยี น ดอก : ดอกช-อแบบกระจะ ชอ- แยกแขนง ดอกย-อยมขี นาดเลก็ หรือเป9นดอกเดย่ี ว ดอกแยกเพศอาจอยรู- -วมตJน หรืออยตู- า- งตนJ ดอกสมมาตรตามรศั มี มีกลบี เลย้ี ง 4-6 กลบี แยกกัน กลีบดอก 5 กลีบ แยกกัน เกสรเพศผูJ : มี 2-จำนวนมาก กJานชูอับเรณูแยกกัน หรือเชื่อมติดกัน อบั เรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 2-5 คารเE พล เชือ่ มกัน รงั ไขม- ี 3 หJอง แตล- ะหอJ งมี 2 ออวลุ พลาเซนตาทย่ี อด รงั ไขเ- หนือวงกลบี ผล : ผลแยกแลวJ แตก ผลผนังช้ันในแข็ง หรอื ผลมเี นื้อหลายเมล็ด ผลมกั มีสีเหลืองหรอื เขียว เมลด็ : รูปไข- กลม หรือมี 3 พู มหี รอื ไมม- ีเอนโดสเป`รมE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEน้ีพบมากในเขตรJอน อาจพบบาJ งในเขตอบอ-นุ ตวั อยา- งเชน- มะขามป°อม Phyllanthus emblica L. มะยม P. acidus (L.) Skeels ลกู ใตJใบ P. amarus Schumacher & Thonn. ธรณสี าร P. pulcher Wall. ex Müll.Arg. (ภาพประกอบท่ี 8.5ก) มะไฟ Baccaurea ramiflora Lour. (ภาพประกอบที่ 8.5ข) ผกั หวานบาJ น Breynia androgyna (L.) Chakrab. & N.P.Balakr (ภาพประกอบที่ 8.5ค) มะกา Bridelia ovata Decne. พืชวงศEน้ีหลายชนิดเป9นสมุนไพร เช-น มะขามป°อม มีวิตามินซีสูง ใชJลดไขJ แกJเจ็บคอ ลูกใตJใบ ใชJลดไขJ ไอ (Tangjitman et al., 2013) ธรณีสาร เช่ือว-าเป9นไมJมงคลโบราณท่ีนิยมนำมาใชJประกอบทำ น้ำมนตE หรือปลูกเพื่อเป9นสิริมงคล นอกจากน้ีมะไฟ นิยมรับประทานผล มีรสเปรี้ยวอมหวาน ผักหวานป~า นิยมนำยอดอ-อนมาประกอบอาหารหรือทานเปน9 ผกั เครื่องเคียง 170

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอนั ดบั ฟาบาเลส (Fabales) วงศ%ถัว่ หรือวงศ%ฟาบาซอี ิ (Fabaceae) ลกั ษณะวิสยั : ไมJตนJ ไมพJ -ุม ไมลJ Jมลกุ หรือไมJเลื้อย บางชนิดเปน9 พชื นำ้ รากสว- นใหญม- ปี ม ที่ เกิดจากแบคทเี รียสกลุ ไรโซเบียม (Rhizobium) สามารถตรึงไนโตรเจนใน อากาศมาเปล่ยี นเปน9 สารประกอบไนโตรเจนไดJ ใบ : มักเปน9 ใบประกอบแบบสามใบ หรือ ใบประกอบแบบขนนก มีหูใบ ใบเรียงสลับ ดอก : ดอกชอ- แบบชอ- กระจะ หรือแบบชอ- แยกแขนง หรือแบบช-อกระจกุ แน-น ดอกมีหลายขนาด ดอกสมบรู ณเE พศหรอื แยกเพศ กลบี เล้ยี งสว- นใหญ-มี 5 กลีบ แยกหรือเช่ือมตดิ กนั กลบี ดอก 5 กลีบหรือนJอยกวา- บางชนดิ ไมม- ีกลีบดอก เกสรเพศผูJ : ส-วนใหญม- ี 10 หรอื นJอยกว-า เกสรเพศเมยี : มี 1 คารเE พล และ 1 ชอ- ง ออวุลมี 1 ถึงหลายออวุล ผล : ผลแหงJ ไม-แตก หรือผลแหงJ แตกสองแนว หรือแบบฝกu หกั ขJอ เมลด็ : มี 1 หรือหลายเมลด็ ไม-มเี อนโดสเป`รEม พืชวงศEน้เี ป9นวงศทE ี่มีขนาดใหญ- มกี ระจายทว่ั โลก ถJาพจิ ารณาลกั ษณะของกลีบดอก และเกสร เพศผูJ ทำใหแJ บ-งพืชวงศEน้ไี ดเJ ปน9 3 วงศEย-อย หรือบางทีกไ็ ดJยกระดับข้ึนเป9นวงศEตา- งหาก 3 วงศดE วJ ยกนั แต- ในท่ีน้ีจะแยกเปน9 วงศยE -อย ไดJแก- Mimosoidae, Caesalpinioidae และ Papilionoidae ดังรปู วธิ าน ต-อไปนี้ (ดัดแปลงจาก กอ- งกานดา ชยามฤต และ วรดลตE แจ-มจำรูญ, 2559) 1. ดอกสมมาตรรศั มี กลีบเลี้ยงและกลบี ดอกเรยี งจรดกันเม่อื ดอกยงั ตมู ……………Mimosoideae 1. ดอกสมมาตรดาJ นขJาง กลบี ดอกสว- นมากเรียงซJอนเหลอื่ มกนั เมอ่ื ดอกยังตมู …………………..…..2 2. กลีบดอกบนสุดเรียงอยู-รอบในสุด มจี ำนวน 5 กลีบและแยกจากกัน……….Caesalpinioideae 2. กลบี ดอกบนสุดเรยี งอยรู- อบนอกสุด กลบี ดอกค-ลู า- งมกั จะเช่อื มประสานกนั ทางดJานล-าง………. ………………………………………………………………………………………………………………Papilionoideae 171

1. วงศ%ย^อยแดง หรอื วงศย% อ^ ยมิโมซอยดีอี (Mimosoideae) ลกั ษณะวิสยั : ไมJตนJ ไมJพุ-ม หรอื ไมลJ Jมลกุ ท่มี ีเนื้อไมJ บางชนดิ เป9นไมJเลื้อย บางชนิดขึ้นอย-ใู นนำ้ มักมีแบคทเี รยี สกุลไรโซเบียม ทสี่ ามารถตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศไดJอยท-ู ี่ ปมราก ใบ : ใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น มีหใู บ ใบเรียงสลบั โคนกJานใบย-อยมกั โป~งพอง เพราะมเี นอื้ เยื่อพัลวินสั (pulvinus) บางชนิดกาJ นใบแผข- ยายเป9นใบ ดอก : ดอกช-อแบบช-อกระจุกแน-น หรอื ชอ- เชงิ ลด ขนาดเล็ก ดอกสมบรู ณเE พศ สมมาตร ตามรศั มี มกี ลบี เลย้ี ง 5 เชอื่ มตดิ กันเป9นหลอด ปลายหยกั หรือไมห- ยกั กลีบดอก 4-5 กลบี ขนาดเล็ก แยกกันหรือเชอ่ื มติดกัน ปลายกลบี จรดกัน เกสรเพศผJู : มี 10 หรอื มากกวา- กJานชอู บั เรณูยาว แยกหรือเชื่อมตดิ กนั เปน9 หลอด และมี สสี นั เดน- ทีส่ ดุ ของดอก อับเรณูขนาดเลก็ แตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 1 คารเE พล 1 หJอง ออวลุ มจี ำนวนมาก พลาเซนตาแนวเดยี ว รังไข-เหนอื วงกลีบ ผล : ผลแตกสองแนว หรือแบบฝuกหักขอJ เมลด็ : มี 2-จำนวนมาก ไมม- เี อนโดสเป`รEม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศEยอ- ยน้กี ระจายทว่ั ไปในเขตรอJ นและกึง่ รJอน ตัวอยา- งพืชไดแJ ก- ไมยราบ Mimosa pudica L. (ภาพประกอบท่ี 8.5ง) กระถิน Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit (ภาพประกอบที่ 8.5จ) มะกล่ำตนJ Adenanthera pavonina L. (ภาพประกอบท่ี 8.5ฉ) สะตอ Parkia speciosa Hassk. สเี สยี ด Acacia catechu (L.f.) Willd. สJมป~อย A. rugata Merr. เนียง Archidendron jiringa (Jack) Nielsen พฤกษE Albizia lebbeck (L.) Benth. จามจรุ ี Samanea saman Mer. กระเฉด Neptunia oleracea Lour. แดง Xylia xylocarp (Roxb.) Taub. var. kerrii (Craib & Hutch.) Nielsen พืชวงศEย-อยนี้บางชนิดเป9นวัชพืช เช-น ไมยราบ บางชนิดใชJปลูกประดับ ใหJร-มเงา เช-น จามจุรี พฤกษE บางชนิดนิยมนำมาประกอบอาหาร เช-น กระเฉด รับประทานตJนและใบอ-อน สะตอ รับประทาน เมลด็ กระถนิ รบั ประทานยอดออ- นหรอื เมลด็ เนียง รับประทานเมลด็ 172

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 8.5 ตวั อย-างพชื วงศมE ะขามปอ° ม (ก-ค) และวงศEถ่ัว (ง-ฉ) ก. ธรณสี าร (Phyllanthus pulcher Wall. ex Müll.Arg.); ข. มะไฟ (Baccaurea ramiflora Lour.); ค. ผักหวานบาJ น (Breynia androgyna (L.) Chakrab. & N.P.Balakr.); ง. ไมยราบ (Mimosa pudica L.); จ. มะกล่ำตนJ (Adenanthera pavonina L.); ฉ. กระถิน (Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit) 173

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง2. วงศย% ^อยราชพฤกษ% หรอื วงศย% ^อยซีซัลพนิ ิออยดอิ ี (Caesalpinioideae) ลักษณะวสิ ัย : ไมตJ นJ ไมพJ ุ-ม ไมJเล้ือยเน้ือแข็ง พบไมลJ JมลุกนอJ ย อาจมหี รือไม-มีแบคทีเรยี ท่ี สามารถตรงึ ไนโตรเจนจากบรรยากาศไดอJ ย-ทู ป่ี มราก ใบ : ใบประกอบแบบขนนกช้นั เดยี ว หรือ 2 ชน้ั บางชนดิ ใบเด่ียว มีหใู บ โคนกาJ นใบ ย-อยมกั โป~งพอง หรือแบน ใบเรยี งสลบั ดอก : ดอกชอ- แบบกระจะ ช-อแยกแขนง หรือชอ- เชิงลด ดอกใหญห- รือเล็ก ดอกสมบรู ณเE พศ สมมาตรดาJ นขาJ ง มกี ลีบเล้ยี ง 5 กลีบ แยกกันหรอื เชอ่ื มติดกนั เพียง 2 กลบี กลีบดอก 5 กลบี ขนาดไมเ- ท-ากัน แยกกนั และซอJ นเหลื่อมกัน มีสสี ด กลีบดอกทอ่ี ยู-บนสดุ จะซอJ นอยูใ- นสดุ ของดอก เกสรเพศผูJ : มี 10 อนั หรือนอJ ยกว-า แยกกันหรือเช่อื มกันเปน9 กลุม- เดียว กJานชูอับเรณู ยาวโคงJ มักมีเกสรทล่ี ดรูปและเปน9 หมนั อับเรณแู ข็งแตกตามยาว หรือมีชอ- งเปด` ตอนปลาย มีต-อมนำ้ หวานบนฐานดอก เกสรเพศเมยี : มี 1 คารEเพล 1 ช-อง ออวุลมจี ำนวนมาก พลาเซนตาแนวเดียว รงั ไข-เหนือวงกลีบ ผล : ผลแตกสองแนว หรือแบบฝuกหกั ขJอ เมลด็ : มีจำนวนมาก เอนโดสเปร` EมนอJ ย หรอื ไม-มี พชื วงศEยอ- ยน้ีกระจายท่ัวไปในเขตรอJ นและก่ึงรJอน ตวั อย-างพชื ไดแJ ก- มะขาม Tamarindus indica L. ชงโค Bauhinia purpurea L. (ภาพประกอบท่ี 8.6ก) หางนกยูงไทย Caesalpinia pulcherrima (L.) Swartz. (ภาพประกอบท่ี 8.6ข) ฝาง C. sappan L. หางนกยูงฝรง่ั Delonix regia (BoJ. ex Hook.) Raf. มะค-าโมง Afzelia xylocarpa (Kurz.) Craib ชุมเห็ดเทศ Senna alata L. (ภาพประกอบท่ี 8.6ค) ราชพฤกษE Cassia fistula L. นนทรี Peltophorum pterocarpum (DC.) Back. ex K. Heyne โสก Saraca indica L. มะค-าแตJ Sindora siamensis Teijsm. ex Miq. พชื วงศEยอ- ยนบ้ี างชนิดใชJปลูกประดับ ใหJรม- เงา เช-น ชงโค หางนกยงู ไทย ราชพฤกษE นนทรี บางชนิดนิยมสามารถรับประทานผลไดJ เช-น มะขาม บางชนิดเป9นสมุนไพร เช-น ฝาง ใชJบำรุงโลหิตสตรี ช-วย ขับประจำเดอื น ชมุ เหด็ เทศ ใชJเป9นยาระบาย 174

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง3. วงศ%ยอ^ ยประด^ู วงศ%ย^อยพาพิลอิ อนนอยดอิ ี (Papilionoideae) ลกั ษณะวิสัย : ไมJตJน หรือไมJลJมลุก มกั มีขนปกคลมุ ตามลำตนJ และใบ รากมปี มซง่ึ เป9นที่อยขู- อง แบคทีเรยี สกลุ ไรโซเบียมท่ีสามารถตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศไดJ ใบ : ใบเดยี่ วหรือเป9นใบประกอบแบบขนนกช้นั เดยี ว หรือใบรปู ฝ~ามือ มหี ูใบ โคนกาJ นใบยอ- ยมักโปง~ พองเล็กนอJ ย ใบเรยี งสลบั ดอก : ดอกเด่ียว หรือดอกช-อแบบกระจะ ช-อแยกแขนง ช-อกระจกุ ชอ- เชิงลด หรือ ชอ- กระจกุ แน-น ดอกยอ- ยมีใบประดบั รองรับ ดอกสมบรู ณEเพศ สมมาตรดาJ นขJาง มกี ลบี เล้ยี ง 5 กลีบ เชื่อมติดกนั เป9นหลอดรปู กระดิง่ รูปร-างดอกเปน9 รูปดอกถวั่ กลบี ดอกมจี ำนวน 5 กลีบ ขนาดไม-เท-ากนั กลบี บนสดุ ใหญส- ุด เรียกว-า กลบี กลาง (stand) กลีบท่อี ยูด- าJ นขJาง 2 ขาJ ง เรียกว-า กลบี ค-ขู Jาง (wing) กลีบในสุด 2 กลบี ซง่ึ ตดิ กันเปน9 กระพุJงคลาJ ยทJองเรอื เรียกว-า กลีบค-ูลา- ง (keel) ดอกทบี่ าน ออกแลวJ จะมลี ักษณะคลาJ ยผีเส้อื เกสรเพศผJู : มี 10 อัน กJานชูอับเรณเู ชอ่ื มกันทัง้ 10 อนั เปน9 มดั เดียว หรือ เชือ่ มเปน9 2 กลุ-ม โดยมีเกสรเพศผูJ 9 อนั เชื่อมกัน ลักษณะทอดโคงJ หุมJ เกสรเพศเมียไวJขาJ งใน ส-วน เกสรเพศผอJู กี 1 อนั แยกกัน อบั เรณแู ตกตามยาว มีต-อมน้ำหวานบนฐานดอก เกสรเพศเมยี : มี 1 คารEเพล 1 ช-อง ออวุลมจี ำนวนมาก พลาเซนตาแนวเดยี ว รงั ไข-เหนือวงกลีบ ผล : ผลแตกสองแนว เมล็ด : มขี นาดใหญ- เอนโดสเปร` มE นJอย ใบเลีย้ งสะสมอาหารพวกนำ้ มนั พชื วงศEยอ- ยนี้พบมากในเขตรอJ นและเขตอบอ-นุ ตวั อยา- งพืชทีพ่ บในประเทศไทยไดJแก- ทองกวาว Butea monosperma (Lam.) Taub. (ภาพประกอบท่ี 8.6ง) หางหมาจอก Uraria crinita (L.) Desv. ex DC. (ภาพประกอบที่ 8.6จ) แคบาJ น Sesbania grandiflora (L.) Poir. (ภาพประกอบท่ี 8.6ฉ) ประดู-บJาน Pterocarpus indicus Willd. ชิงชนั Dalbergia oliveri Gamble พะยูง D. cochinchinensis Pierre อัญชนั Clitoria ternatea L. ถัว่ ลสิ ง Arachis hypogaea L. พืชวงศEย-อยน้ีบางชนิดใชJปลูกประดับ ใหJร-มเงา เช-น ทองกวาว บางชนิดเป9นพืชอาหาร เช-น ถ่ัวลิสง แคบJาน อัญชัน นำมาตกแต-งสีขนมไทย นอกจากน้ีไมJชิงชัน ไมJพะยูงเป9นไมJท่ีมีลวดลายสวยงาม นำมาทำเปน9 เครื่องเรือนตา- ง ๆ มกั มีราคาสงู 175

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.6 ตัวอยา- งพืชวงศถE ่ัว ก. ชงโค (Bauhinia purpurea L.); ข. หางนกยงู ไทย (Caesalpinia pulcherrima (L.) Swartz.); ค. ชมุ เหด็ เทศ (Senna alata L.); ง. ทองกวาว (Butea monosperma (Lam.) Taub.); จ. หางหมาจอก (Uraria crinita (L.) Desv. ex DC.); ฉ. แคบาJ น (Sesbania grandiflora (L.) Poir.) 176

อนั ดบั โรซาเลส (Rosales) วงศ%กุหลาบ หรอื วงศ%โรเซซีอี (Rosaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมJตนJ ไมJลJมลุก หรือไมพJ ุ-ม บางชนดิ เป9นไมJเลือ้ ย ลำตนJ มกั มีหนามหรือขนแข็ง ปกคลุมเพ่อื ช-วยในการเกาะเลอ้ื ย ใบ : ใบเดี่ยว หรอื ใบประกอบ ขอบใบจักฟนu เลื่อย มีหใู บขนาดใหญ-เช่อื มตดิ กันที่โคน กJานใบ บางชนดิ หูใบรว- งเรว็ มักมีต-อม 1 คูท- ่ฐี านของตวั ใบ ใบเรยี งสลับ ดอก : ดอกเด่ียว หรอื ดอกช-อแบบกระจกุ มักมีขนาดใหญ- ดอกสมบรู ณEเพศ สมมาตร ตามรัศมี ฐานดอกขยายใหญ-เปน9 แปน° หรือรปู ถJวย มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่อื มกนั ทฐี่ านและมกั ตดิ กบั ฐานดอก สว- นปลายกลบี แยกเปน9 แฉก บางชนิดมรี ้วิ ประดับ กลีบดอก 5 กลีบ หรอื จำนวนมาก แยกกนั และซJอนเหลอ่ื มกัน โคนกลีบมีต-อม สราJ งนำ้ หวานและน้ำมันหอมระเหย เกสรเพศผJู : มีจำนวนมาก แยกกนั เรียงเป9นวงหลายวง กาJ นชูอบั เรณลู ักษณะเรียวยาว ตอน เปน9 ดอกตมู กาJ นเกสรจะโคJงงอเขJาดJานใน อับเรณขู นาดเลก็ แตกตามยาว เกสรเพศเมีย : รังไข-มี 1 หรือหลายอนั แยกหรือเช่ือมติดกนั และเช่อื มตดิ กับถJวยดอก ภายใน รงั ไขม- ี 1 หรอื หลายหอJ ง ออวุลมี 1 หรอื จำนวนมาก พลาเซนตารอบแกนร-วม หรือพลาเซนตาทีฐ่ าน รังไข-เหนือวงกลีบ หรือใตJวงกลีบ ผล : มหี ลายแบบ เปน9 ผลสดมีเนอ้ื หลายเมลด็ ผลผนังชั้นในแข็ง ผลเทยี มมีเนอื้ ผลแหJงเมลด็ ลอ- น ผลแตกแนวเดยี ว และบางชนดิ เปน9 ผลกลมุ- เมล็ด : มขี นาดเลก็ ไมม- ีเอนโดสเป`รมE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชในวงศนE ้ีส-วนมากเปน9 พชื เขตอบอนุ- ตวั อยา- งพชื ไดJแก- กหุ ลาบมอญ Rosa demascena Mill. สาลี่ Pyrus pyrifolia (Burm.f.) Nakai แอปเป`ลß Malus sp. หนามไข-กงุJ Rubus ellipticus Sm. สตรอเบอรี่ Fragaria x ananassa Duchesne ทJอ หรอื พีช Prunus persica (L.) Batsch นางพญาเสอื โคร-ง P. cerasoides Buch.-Ham. ex D.Don (ภาพประกอบที่ 8.7ก) พืชวงศEน้ีบางชนิดใชJปลูกประดับ เช-น กุหลาบ นางพญาเสือโคร-ง บางชนิดเป9นพืชเศรษฐกิจท่ี สำคัญของประเทศเขตอบอุ-น เช-น สตรอเบอรี่ สาลี่ ทJอ ในประเทศไทยพบตJนหนามไข-กุJงบนภูเขาทาง ภาคเหนือ ผลสกุ รับประทานไดJ มีรสหวานอมเปรีย้ ว 177

วงศ%พุทรา หรือวงศ%แรมนาซีอี (Rhamnaceae) ลักษณะวิสยั : ไมJเลอ้ื ยมเี นอ้ื ไมJ ไมพJ ม-ุ หรือไมJตJนขนาดเล็ก บางชนดิ มหี นาม ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบหยกั ละเอียด มีหใู บขนาดเล็กและร-วงเร็ว และอาจเปลีย่ นเปน9 หนาม ใบเรยี งสลบั หรือเรียงตรงขาJ ม ดอก : ดอกช-อแบบกระจุก หรอื ชอ- เชิงหลน่ั ดอกยอ- ยมขี นาดเล็ก สีเขยี วหรือเหลอื ง กลิ่นค-อนขาJ งเหม็น ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรตามรัศมี มีกลีบเลีย้ ง 4-5 กลบี เชื่อมติดกนั เปน9 รปู จาน กลีบดอก 4-5 กลีบ แยกกัน แต-ละกลบี มักโคงJ กลบี ดอกติดเรียงสลับกับกลบี เลยี้ ง เกสรเพศผJู : มี 4-5 อนั กJานชอู บั เรณแู ยก หรือเชอ่ื มกนั และเรยี งตรงกันกับกลบี ดอก รอบเกสรเพศผูมJ ักมจี านฐานดอก หรอื ต-อมน้ำหวาน อับเรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 2-3 คารEเพลเชอ่ื มกนั แตล- ะคารเE พลมี 1-3 หอJ ง แตล- ะหJองมีออวุล 1 พลาเซนตาท่ีฐาน รงั ไข-เหนอื วงกลีบ หรอื ใตวJ งกลีบ ผล : ผลผนังช้ันในแข็ง ผลแหงJ แตก หรอื ผลปXกเดียว เมล็ด : มี 1 เมลด็ ลักษณะนนู แบน มเี อนโดสเป`รมE นอJ ยหรือไม-มี มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศนE ้กี ระจายอยูท- ่วั โลก พบมากในเขตรJอน ตัวอยา- งพชื ไดแJ ก- พุทรา Ziziphus jujuba Mill. (ภาพประกอบที่ 8.7ข) ตะครอง Z. cambodiana Pierre เล็บเหยี่ยว Z. oenoplia (L.) Mill. ฮ-อสะพายควาย Berchemia floribunda (Wall.) Brongn. เถาวลั ยEเหล็ก Ventilago denticulata Willd. พชื วงศนE บี้ างชนิดรบั ประทานไดJ เชน- พทุ รา รับประทานเป9นผลไมJ บางชนิดเป9นสมนุ ไพร เชน- เลบ็ เหยย่ี ว ฮอ- สะพายควาย เถาวัลยEเหลก็ ใชJบำรงุ กำลงั แกปJ วดเม่อื ย 178

วงศ%มะเดือ่ หรอื วงศ%มอเรซอี ี (Moraceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมตJ Jน ไมJพม-ุ หรือไมเJ ถามเี นอ้ื ไมJ ทุกสว- นของตJนมียางขาวข-ุนคลาJ ยน้ำนม ใบ : ใบเดยี่ ว ขอบใบเรียบ บางชนดิ เปน9 คลน่ื หรือหยกั เวJาลกึ มีหูใบเลก็ หรอื ใหญ- และร-วงงา- ย ใบเรยี งสลับ หรอื เรยี งตรงขาJ ม ดอก : ดอกช-อแบบกระจุก ช-อเชิงลด หรือชอ- ดอกในโพรงฐานช-อดอก ดอกย-อยมีขนาด เลก็ ดอกแยกเพศ สมมาตรตามรศั มี ช-อดอกเพศเมียมขี นาดใหญก- ว-าชอ- ดอก เพศผJู มกี ลบี รวม 4-6 แฉก เชอื่ มติดกัน หรอื แยกกัน เกสรเพศผJู : มี 4 อัน ติดตรงกนั กับกลีบรวม บางชนดิ ลดจำนวนลงเหลือเพียง 1 หรอื 2 เท-านน้ั เกสรเพศเมีย : มี 2 คารเE พลเช่ือมกัน มี 2 หอJ ง แตล- ะหJองมี 1 ออวุล พลาเซนตาทยี่ อด รังไข-เหนอื วงกลบี หรือใตวJ งกลบี กาJ นเกสรเพศเมียมกั แยกเปน9 2 แฉก ผล : ผลแหJงเมลด็ ลอ- น ผลผนังช้นั ในแขง็ หรือผลแบบมะเดื่อ เมลด็ : ฉ่ำนำ้ มหี รือไมม- ีเอนโดสเป`รEม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEนส้ี -วนมากกระจายอยู-ในเขตรJอน ตัวอยา- งพชื ดังเชน- ขนุน Artocarpus heterophyllus Lam. สาเก Artocarpus altilis (Parkinson ex F.A.Zorn) Fosberg มะหาด A. lacucha Roxb. เดอ่ื หวาJ Ficus auriculata Lour. เลียงผึ้ง F. albipila (Miq.) King (ภาพประกอบที่ 8.7 ค-จ) เดอื่ ปลอJ ง F. hispida L.f. (ภาพประกอบท่ี 8.7ฉ) มะเดอ่ื อุทุมพร F. racemosa L. โพธศ์ิ รมี หาโพธิ์ F. religiosa L. ยางอินเดยี F. elastica Roxb. ex Hornem. ข-อย Streblus asper Lour. ปอกระสา Broussonetia papyrifera (L.) Vent. (ภาพประกอบท่ี 8.7ช) หม-อน Morus alba L. พืชวงศEนี้บางชนิดเป9นไมJผลเช-น ขนุน จำปาดะ สาเก ส-วนพวกมะเดื่อ สามารถรับประทาน ผลไดJ แต-ไม-นิยมมากนักเน่ืองจากมีแมลงอย-ูภายในผล นอกจากนี้บางชนิดนิยมปลูกใหJร-มเงา เช-น โพธ์ิศรี มหาโพธ์ิ ยางอินเดีย ตJนปอกระสา สามารถนำเปลือกตJนมาทำกระดาษสา กระดาษห-อของขวัญ ทอเป9นผJา ทำเป9นเชือก หรือใชJทำร-มกันแดด ตJนเลียงผ้ึง เป9นไมJตJนสูงใหญ- มักพบผ้ึงหลวงมาทำรังจำนวนมาก เนื้อไมJ สามารถนำไปทำเปน9 เฟอรนE ิเจอรไE ดJ 179

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 8.7 ตัวอย-างพืชวงศEกุหลาบ (ก) วงศEพุทรา (ข) และวงศมE ะเด่ือ (ค-ช) ก. นางพญาเสอื โคร-ง (Prunus cerasoides Buch.-Ham. ex D.Don); ข. พทุ รา (Ziziphus jujuba Mill.); ค.-จ. เลยี งผงึ้ (Ficus albipila (Miq.) King); ฉ. เดอ่ื ปลอJ ง (Ficus hispida L.f.); ช. ปอกระสา (Broussonetia papyrifera (L.) Vent.) 180

อนั ดบั ควิ เคอรบY ทิ าเลส (Cucurbitales) วงศ%แตง หรอื วงศ%ควิ เคอร%บทิ าซอี ี (Cucurbitaceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมเJ ลอ้ื ยลมJ ลุก ลำตนJ ไม-มเี นอื้ ไมJ มมี ือเกาะ ลำตนJ ออ- นมีลักษณะเป9นหาJ เหลย่ี ม และมีขนปกคลุม ใบ : ใบเดีย่ ว แผ-นใบมีขนาดกวาJ ง ขอบใบเปน9 เหลย่ี มเปน9 มมุ หรอื หยักเวาJ เปน9 รูป ฝา~ มือ ไมม- หี ใู บ ผิวใบทงั้ 2 ดาJ นมีขนปกคลมุ ใบเรียงสลับ ดอก : ดอกเดยี่ ว หรือดอกช-อแบบกระจะ มีขนาดใหญ-เหน็ ชัดเจน ดอกมกั มสี ีขาวหรอื เหลอื ง ดอกแยกเพศอย-ูรว- มตนJ หรืออยตู- -างตJน สมมาตรตามรศั มี มีกลบี เลี้ยง 5 กลีบ เช่ือมตดิ กนั ที่ฐานปลายกลบี แยกเปน9 แฉกเวJาลกึ กลบี ดอกมี 5 กลบี เชอื่ มตดิ กนั ตดิ อยบ-ู นหลอดของกลบี เลยี้ ง ปลายกลีบมกั เวJาเปน9 5 แฉก เนอ้ื กลบี ไมเ- รยี บ เกสรเพศผJู : มี 5 อัน แยกกนั หรอื เชอ่ื มติดกันเป9นหลอด หรือแยกกันเป9นกลุม- ๆ แบบ 2+2+1 ทำใหดJ เู หมือนมี 3 อัน อบั เรณูขนาดใหญ- มลี กั ษณะตรง หรอื โคJงพบั ไปมา หรือขดเป9นเกลยี ว อบั เรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 3 คารเE พลเชอ่ื มติดกนั ภายในรังไขมี 1 หJอง มีออวุลจำนวนมาก พลาเซนตา แนวตะเขบ็ และพลาเซนตามกั เจรญิ เป9นเนอื้ ไปจรดกนั ตรงกลางของรงั ไข- เรยี กวา- เยอื่ กน้ั เทยี ม ทำใหดJ คู ลาJ ยกบั เป9นพลาเซนตารอบแกนรว- ม มีกJานเกสร อวJ นสัน้ ซงึ่ ปกตแิ ยกแฉกเทา- กบั จำนวนคารEเพล ยอดเกสรโคงJ เปน9 รปู เกือกมJา รงั ไขใ- ตJวงกลีบ ผล : ผลแบบแตง หรอื ผลมเี นอ้ื หลายเมล็ด เมล็ด : มีจำนวนมาก ขนาดใหญ- รปู ร-างแบนคลJายหยดนำ้ ไมม- ีเอนโดสเป`รมE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEนีเ้ ปน9 พชื ในเขตรJอนและกึง่ รJอน ส-วนใหญ-มีความสำคญั ดJานอาหาร ตวั อย-างเชน- ฟuกทอง Cucurbita moschata Decne. ตำลึง Coccinia grandis (L.) Voigt. (ภาพประกอบท่ี 8.8ก-ข) ฟuก Benincasa hispida Cogn. มะระ Momordica charantia L. บวบเหล่ียม Luffa acutangula Roxb. (ภาพประกอบที่ 8.8ค) แตงโม Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum. & Nakai พืชวงศEน้ีนิยมนำผลมาประกอบอาหาร เช-น ฟuกทอง ตำลึง ฟuก มะระ บวบเหล่ียม หรือนำส-วน ยอด ใบอ-อนมารับประทาน นอกจากนย้ี งั นยิ มรับประทานผลแตงโม เปน9 ผลไมใJ หรJ สหวาน 181

อนั ดับฟากาเลส (Fagales) วงศ%ก^อ หรอื วงศ%ฟากาซีอี (Fagaceae) ลักษณะวิสยั : ไมตJ Jน มีเน้ือแขง็ หรอื ไมJพุม- ขนาดใหญ- มที ง้ั ท่ีผลัดใบและไม-ผลดั ใบ ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรียบ หรือเวาJ หรอื หยกั เปน9 ฟนu เลอื่ ย ใบเรียงแบบสลับ มีหูใบ รว- งง-าย ดอก : ดอกเด่ยี ว หรือดอกชอ- ดอกแยกเพศ ไรJกลบี ดอก ดอกเพศผJูสราJ งเปน9 ช-อแบบ หางกระรอก มใี บประดับย-อยรองรับดอก ดอกเพศเมียเปน9 ดอกเด่ียวและมีวงใบ ประดบั ลกั ษณะเป9นเกลด็ เลก็ ๆ รองรบั หรือสรJางเปน9 ชอ- กระจุก และมีวงใบ ประดบั รองรบั แตล- ะกลุ-ม วงใบประดบั มีลักษณะเปน9 หนาม กลีบรวมมี 4-7 แฉก กลบี ซอJ นเหลื่อม เกสรเพศผูJ : มี 4-40 อนั แยกกนั กJานชูอับเรณูเปน9 รูปเสนJ ดาJ ย อับเรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 3-6 คารเE พลเชือ่ มกัน มี 3-7 หอJ ง แต-ละหJองมอี อวลุ 2 แต-เจริญเพียง 1 ออวุล พลาเซนตารอบแกนรว- ม รงั ไข-ใตJวงกลีบ กาJ นเกสรเพศเมียเทา- กับจำนวน คารEเพล ผล : ผลเปลอื กแขง็ หรอื ผลเปลือกแขง็ มกี าบหJมุ เมล็ด : มี 1 เมล็ด ขนาดใหญ- ไมม- เี อนโดสเปร` Eม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศนE ีก้ ระจายอยใู- นเขตอบอน-ุ และเขตรJอน ตวั อย-างเชน- ก-อเต้ีย Quercus aliena Bl. กอ- แดง Q. kingiana Craib กอ- แพะ Q. kerrii Craib กอ- เดือย Castanopsis acumminatissima Rehd. ก-อแป°น C. diversifolia King กอ- ขาว C. argentea (Blume) A. DC. กอ- หม-น Lithocarpus elegans (Blume) Hatus. ex Soepadmo เกาลดั จนี Castanea mollissima Blume พืชในวงศนE ส้ี -วนมากนำเนอื้ ไมJมาทำเป9นเครื่องเรือน เฟอรEนิเจอรE ก-อสราJ ง บางชนดิ นิยม รบั ประทาน เช-น เกาลัด กอ- โดยนำเมลด็ มาตมJ หรือ ควั่ ใหสJ ุกก-อนรับประทาน 182

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%สนทะเล หรือวงศ%คาซวั รเิ นซอี ี Casuarinaceae ลกั ษณะวิสยั : ไมJตJน หรือไมJพุ-ม มอี ายหุ ลายปX แตกก่งิ แขนงมากมาย ก่ิงแขนงเปลี่ยนแปลงเป9น ลกั ษณะคลาJ ยใบ สีเขยี ว สงั เคราะหEดJวยแสงไดJ อาจทำใหJเขJาใจผิดว-าเปน9 ใบ ใบ : ใบเด่ยี ว มี 4-16 ใบ ลดรปู เป9นเกลด็ ขนาดเลก็ สีน้ำตาล ไมม- สี ีเขียว โคนใบ เชื่อมติดกนั เรียงเป9นวงรอบ ปลายแยกหยกั เป9นซเี่ ลก็ ๆ ดอก : ดอกช-อขนาดเล็ก ดอกแยกเพศอยรู- -วมตนJ หรืออย-ูตา- งตJน ดอกเพศผูJเป9นช-อ แบบหางกระรอก อยูท- ีป่ ลายกิ่ง ดอกเพศเมยี เปน9 ชอ- กระจุกแนน- มีใบประดบั รองรับ 2 ใบ เกสรเพศผูJ : มี 1 อนั มใี บประดับยอ- ยเป9นเกล็ดรองรบั 4 อนั อบั เรณูแตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 2 คารเE พลเชอื่ มกัน มี 2 หJอง แต-รังไข-เจรญิ เพียง 1 หอJ ง แต-ละหอJ งมี 2 ออวุล แตเ- จรญิ เพียง 1 ออวุล มีใบประดบั เปน9 เกล็ดเล็ก ๆ รองรบั 1 อัน และ ใบประดบั ย-อย 2 อัน กาJ นเกสรเพศเมยี สั้น ยอดเกสรมี 2 เสนJ เปน9 รปู เสJนดJาย พลาเซนตาตามแนวตะเขบ็ รังไขเ- หนือวงกลีบ ผล : ผลเปลือกแข็ง มีใบประดบั แขง็ คลJายเนือ้ ไมJหุมJ จะเปด` ออกเม่ือผลแก- มีลักษณะ คลาJ ยโคนของสนภเู ขา เมลด็ : มี 1 เมล็ด ขนาดเล็ก ใบเล้ียงขนาดใหญ- ไม-มีเอนโดสเปร` Eม พชื วงศนE ป้ี ระกอบดJวยสกุลเดียว กระจายอยูใ- นเอเชียตะวันออกเฉียงใตJ และตะวันออกของ ออสเตรเลีย ตวั อย-างท่พี บในประเทศไทยไดJแก- สนทะเล Casuarina equisetifolia L. (ภาพประกอบท่ี 8.8ง) สนประดพิ ัทธE C. junghuhniana Miq. ตJนสนทะเล และสนประดิพัทธEนิยมปลูกเป9นไมJประดับ ปลูกเป9นไมJขJางทาง หรือปลูกเป9นแนว กันลม กันฝุ~นละออง สามารถตัดแต-งเป9นรูปต-าง ๆ ไดJ เป9นตJนไมJโตเร็ว เน้ือไมJมีความแข็งแรง ใชJก-อสรJาง ทำฟนü ถา- น ทำไมคJ ้ำยนั เฟอรEนิเจอรE 183

อนั ดับเมอรทY าเลส (Myrtales) วงศ%ชมพ^ู หรือวงศ%เมอรท% าซีอี (Myrtaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมพJ มุ- หรือไมJตนJ ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบเรียบ แผ-นใบมีจดุ โปรง- แสง ไมม- หี ูใบ ใบเรยี งสลบั เรียงตรงขาJ ม หรอื เรียงเปน9 วง ดอก : ดอกช-อแบบกระจกุ ดอกสมบูรณเE พศ สมมาตรตามรัศมี มกี ลบี เลี้ยง 4-5 กลบี แยกกนั หรือเชื่อมตดิ กันเปน9 รปู ถJวย กลบี ดอก 4-5 กลีบ ขนาดเลก็ แยกกนั หรอื เชื่อมตดิ กันเอง ฐานรองดอกเปน9 รปู ถJวย มกั มีตอ- มน้ำหวาน เกสรเพศผูJ : มจี ำนวนมาก แยกกัน หรอื เช่อื มตดิ กันเป9นกลุ-ม ๆ เรียงตรงกันกบั กลีบดอก และตดิ ท่ีผวิ ดJานบนของฐานดอกหรือยอดรังไข- อบั เรณมู ีขนาดเลก็ แตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 2-5 คารเE พลเช่อื มกัน มี 1 หJอง หรอื หลายหJองเทา- กับจำนวนคารEเพล ออวลุ มี 1 หรือจำนวนมาก พลาเซนตารอบแกนรว- ม รงั ไขใ- ตJวงกลีบ กาJ นเกสรและยอด เกสรเพศเมียมี 1 อนั ผล : ผลมีเน้ือหลายเมลด็ หรอื ผลแหJงแตกกลางพู หรือผลเปลอื กแขง็ เมลด็ : มี 1-จำนวนมาก เปลอื กแขง็ ไม-มเี อนโดสเป`รEม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEนี้พบในเขตรJอนและก่งึ รอJ นท่วั โลก ตวั อย-างที่พบในประเทศไทยไดJแก- ฝรัง่ Psidium guajava L. ชมพู-นำ้ ดอกไมJ Syzygium jambos (L.) Alsoton (ภาพประกอบท่ี 8.8จ) ชมพสู- าแหรก S. malaccensis (L.) Merr. หวJา S. cumini (L.) Skeels กานพลู S. aromaticum (L.) Merr. แปรงลาJ งขวด Callistemon lanceolatus (Sm.) Sweet (ภาพประกอบที่ 8.8ฉ) เสมด็ Melaleuca leucadendra L. ver. minor Duthie มะเกีย๋ ง Cleistocalyx operculatus (Roxb.) Merr. & L.M. Perry var. paniala (Roxb.) Chantar. & J.Parn. พืชวงศEนี้หลายชนิดปลูกเป9นไมJผลที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช-น ฝร่ัง ชมพู-น้ำดอกไมJ ชมพ-ูสาแหรก บางชนิดเป9นสมุนไพร เช-น เสม็ด ใชJใบกล่ันเป9นน้ำมันเขียว ใชJรับประทานช-วยขับเสมหะ แกJหลอดลม อักเสบ หรอื ทำเปน9 ยาหมอ- ง (Brophy และคณะ, 2545) บางชนดิ เป9นเครอื่ งเทศ เชน- กานพลู 184

วงศ%ตะแบก หรือวงศ%ไลทราซอี ี (Lythraceae) ลักษณะวิสัย : ไมJลJมลกุ ไมพJ ม-ุ หรอื ไมตJ Jน โคนตนJ มกั เปน9 พูพอน เปลือกลำตนJ และกง่ิ มกั เรยี บ เป9นแผ-น หรือเปน9 สะเก็ด เม่ือลอกเปลอื ก ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรียบ ไม-มหี ใู บ ใบเรียงตรงขJาม ดอก : ดอกเดย่ี ว หรือดอกช-อแบบกระจุก หรือชอ- แยกแขนง ดอกสมบูรณเE พศ สมมาตรตามรศั มี มีกลีบเลย้ี ง 4-8 กลีบ กลีบเรยี งจรดกัน เช่อื มตดิ กนั เป9นหลอด ติดทน กลีบดอกมีจำนวนเทา- กลบี เล้ียงหรอื นอJ ยกวา- กลบี ยน- ยบั สีชมพถู งึ สีมว- ง กลบี ดอกสลบั กบั กลบี เล้ียง และมักติดอยบู- นขอบของฐานรองดอกรปู ถวJ ย เกสรเพศผJู : มีจำนวน 4 หรือ 8 หรอื จำนวนมาก เรยี งเปน9 2 วง ติดอยูท- ่ดี Jานในของฐานดอก มีต-อมนำ้ หวาน อบั เรณูแตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 2-6 คารเE พล 2-6 หอJ ง แตล- ะหJองมอี อวลุ 1-จำนวนมาก พลาเซนตารอบแกน รว- ม รังไข-เหนอื วงกลีบ กJานเกสรเพศเมยี ยาวเรยี ว ผล : ผลแหงJ แตกกลางพู มฐี านรองดอกรูปถวJ ยและกลีบเลี้ยงเจรญิ อยดู- วJ ย เมลด็ : มี 1-จำนวนมาก มลี ักษณะแบน อาจมปี Xก ไม-มีเอนโดสเป`รEม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศนE กี้ ระจายอยทู- ง้ั ในเขตอบอุ-น และเขตรJอน ตวั อยา- งท่ีพบในประเทศไทยไดJแก- ตะแบกนา Lagertroemia floribunda Jack ยเี่ ขง- L. indica L. อนิ ทนนิ บก L. macrocarpa Wall. อนิ ทนินน้ำ L. speciosa (L.) Pers. เสลา L. loudonii Teijsm. & Binn. (ภาพประกอบท่ี 8.8ช) เสลาขาว L. tomentosa C.Presl. หวJ ยชินสี Rotala indica (Willd.) Koehne เทียนเล Pemphis acidula J.R. Forst. & G. Forst. ทับทมิ Punica granatum L. พืชวงศEน้ีนิยมปลูกประดับ หรือปลูกเป9นไมJขJางทาง เช-น ตะแบกนา ย่ีเข-ง อินทนิน เสลา นอกจากน้ีเน้ือไมJมีความแข็งแรงสามารถทำเครื่องแกะสลัก ดJามเคร่ืองมือ ทำพื้น หรือใชJทำเชื้อเพลิงไดJ ส-วนทับทิม นิยมปลูกเป9นไมJประดับและไมJผล เป9นไมJมงคลของชาวจีนท่ีเชื่อว-าทับทิมเป9นเครื่องหมายแห-ง ความอุดมสมบรู ณEและการมลี กู หลานมากมาย 185

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 8.8 ตัวอย-างพืชวงศEแตง (ก-ค) วงศEสนทะเล (ง) วงศEชมพ-ู (จ-ฉ) และวงศEตะแบก (ช) ก.-ข. ตำลงึ (Coccinia grandis (L.) Voigt.); ค. บวบเหลย่ี ม (Luffa acutangula Roxb.); ง. สนทะเล (Casuarina equisetifolia L.); จ. ชมพน-ู ำ้ ดอกไมJ (Syzygium jambos (L.) Alsoton); ฉ. แปรงลJางขวด (Callistemon lanceolatus (Sm.) Sweet); ช. เสลา (Lagertroemia loudonii Teijsm. & Binn.) 186

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%สมอ หรอื วงศ%คอมบรีทาซีอี (Combretaceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมตJ Jน หรอื ไมJพุม- บางชนิดเปน9 ไมเJ ลอ้ื ยขนาดใหญ- ใบ : ใบเด่ียว ขอบใบเรยี บ ไม-มีหใู บ ใบเรยี งแบบสลับ หรือเรียงตรงขJาม ดอก : ดอกช-อแบบกระจะ ชอ- กระจุกแน-น หรือชอ- เชงิ ลด ดอกยอ- ยขนาดเลก็ มใี บ ประดบั รองรบั ช-อดอก ดอกสมบรู ณEเพศหรือแยกเพศ สมมาตรตามรัศมี มกี ลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ แยกกนั หรอื เช่อื มติด อย-บู นฐานรองดอกรูปถJวย กลีบตดิ ทน กลบี ดอก 4-5 กลีบ ขนาดเลก็ แยกกันหรือเชือ่ มติดกันเปน9 หลอดยาว ปลายกลีบแยก ตดิ เรียงสลบั กับกลบี เลีย้ งหรอื อาจไมม- กี ลีบดอก เกสรเพศผูJ : มี 4-10 อัน หรอื มเี ปน9 2 เทา- ของกลีบดอก เรียงเปน9 2 วง ตดิ อย-บู นของ ฐานรองดอกรปู ถJวย บางชนดิ เกสรทอี่ ยว-ู งนอกเปน9 หมนั กาJ นชอู ับเรณแู ยก อบั เรณแู ตกตามยาว มักมตี อ- มนำ้ หวาน เกสรเพศเมยี : มี 2-5 คารEเพล มี 1 หJอง จำนวนออวลุ 2-6 ออวุล พลาเซนตาท่ยี อด รงั ไข-เหนือวงกลีบ ผวิ รงั ไขม- กั มลี กั ษณะเปน9 สันมีจำนวนเท-ากับกลบี เลยี้ ง กJานชเู กสรมี 1 อัน ผล : ผลผนงั ผลช้ันในแขง็ หรือผลแหJงไมแ- ตก มลี กั ษณะเป9นเหลี่ยม หรือเป9นปXก หรอื ครบี อาจยงั คงมกี ลบี เลีย้ งตดิ อยู- เมลด็ : มี 1 เมลด็ ลักษณะคลJายกระสวย ไม-มเี อนโดสเปร` Eม พชื วงศนE ้ีกระจายอย-ใู นเขตรJอน ตวั อย-างพืชไดแJ ก- สมอพเิ ภก Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb. สมอไทย T. chebula Retz. หูกวาง T. catappa L. (ภาพประกอบท่ี 8.9ก) รกฟา° T. alata Heyne ex Roth. สะแกนา Combretum quadrangulare Kurz. (ภาพประกอบท่ี 8.9ข) เลบ็ มือนาง Quisqualis indica L. พืชวงศEนี้บางชนิดปลูกประดับ เช-น เล็บมือนาง บางชนิดปลูกเป9นไมJขJางทาง หรือพืชใหJร-มเงา เช-น หูกวาง บางชนิดเป9นสมุนไพร เช-น สมอพิเภก สมอไทย ใชJผลทำเป9นยาบำรุงร-างกาย ลดไขJ หรือนำไป ทำยาตำรับ “ตรีผลา” ท่ีมีส-วนผสมของผลไมJ 3 ชนิด คือ สมอพิเภก สมอไทย และมะขามป°อม นอกจากน้ี ตนJ สะแกนา นิยมนำเนอ้ื ไมไJ ปทำเช้อื เพลิง 187

อันดับซาพินดาเลส (Sapindales) วงศล% ำไย หรอื วงศ%ซาพินดาซีอี (Sapindaceae) ลักษณะวิสยั : ไมตJ นJ หรอื ไมพJ -มุ ไมลJ มJ ลุก บางชนิดเปน9 ไมJเลื้อย บริเวณยอดออ- นมกั มขี น สีน้ำตาลแดงปกคลมุ ใบ : ใบประกอบแบบขนนก หรือแบบนว้ิ มอื บางชนดิ แกนกลางของใบขยายออก เปน9 ปXก ไม-มหี ูใบ ใบเรยี งสลบั ดอก : ดอกช-อแบบช-อกระจกุ ชอ- กระจะ ชอ- แยกแขนง หรอื ช-อเชิงหล่ัน ดอกย-อยมี ขนาดเล็ก ดอกสมบรู ณEเพศหรือแยกเพศ สมมาตรตามรศั มี หรือสมมาตร ดJานขาJ ง มีกลบี เล้ยี ง 4-5 กลบี แยกกนั เรยี งซJอนเหล่อื ม กลีบดอก 4-5 กลบี แยกกัน บางชนดิ ไม-มกี ลบี ดอก มกั มีเกล็ดหรอื ขนปกคลุม เกสรเพศผูJ : มี 5-10 อนั ท่ัวไปมี 8 อัน รอบเกสรเพศผูมJ ักมจี านฐานดอก หรอื ต-อมน้ำหวาน เกสรเพศเมยี : มี 3 คารเE พลเช่อื มกนั มีจำนวนหอJ งเท-ากบั จำนวนคารเE พล แตอ- าจพบเจริญเพียง 1 หJอง แต-ละหอJ งมี 1 ออวุล พลาเซนตารอบแกนรว- ม รังไขเ- หนือวงกลีบ ผล : ผลมเี น้อื หลายเมล็ด ผลผนงั ชัน้ ในแขง็ ผลเปลอื กแขง็ ผลแหงJ แตก หรือผลปXกเดียว เมล็ด : มี 1 เมลด็ ขนาดใหญ- มักมีเยอื่ หJุมเมลด็ ไม-มีเอนโดสเป`รมE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศนE ้พี บมากในเขตรอJ นและกง่ึ รJอน ตวั อย-างเชน- ลำไย Dimocarpus longana Lour. ลิ้นจี่ Litchi chinensis Sonn. เงาะ Nephelium lappacem L. มะหวด Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh. ชำมะเลียง L. fruticosa (Roxb.) Leenh. มะคำดีควาย Sapindus rarak DC. โคกกระออม Cardiospermum halicacabum L. ตะครJอหนาม Sisyrolepis muricata (Pierre) Leenh. (ภาพประกอบที่ 8.9ค) ข้ีหนอน Zollingeria dongnaiensis Pierre (ภาพประกอบท่ี 8.9ง) พืชวงศEนี้หลายชนิดปลูกเป9นไมJผลท่ีสำคัญทางเศรษฐกิจ เช-น ลำไย ลิ้นจ่ี เงาะ ส-วนตJน มะคำดีควาย ชาวบJานตามชนบทนิยมนำผลมาใชJเป9นสารชะลJางแทนสบ-ูเพ่ือชำระลJางร-างกาย สระผม หรือ นำไปใชJซักผJา ตJนขี้หนอน สามารถนำยอดอ-อนใชJรับประทานเป9นผักสดร-วมกับน้ำพริก หรือปลูกเป9นไมJใหJ ร-มเงา 188

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%มะม^วง หรือวงศ%อะนาคาร%เดยี ซอี ี (Anacardiaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมตJ Jน หรอื ไมเJ ลือ้ ยมเี นอ้ื ไมJ มนี ำ้ ยาง เมอื่ สัมผสั อากาศแลวJ จะมสี ีดำ ใบ : ใบเดี่ยว หรือใบประกอบ ไม-มีหใู บ เรยี งสลบั หรือเรยี งเวยี น โคนกาJ นใบมกั พองโปง~ เล็กนJอย ดอก : ดอกชอ- แบบแยกแขนง มขี นาดเล็ก ดอกสมมาตรดJานขาJ ง ดอกสมบูรณEเพศ หรอื แยกเพศ มีกลบี เล้ยี ง 5 กลีบ เชื่อมกนั กลีบดอก 5 กลีบ แยกกนั เกสรเพศผูJ : มี 5-10 อนั กJานชูอบั เรณูแยกกัน รอบเกสรเพศผJมู กั มีจานฐานดอก หรอื ต-อมนำ้ หวาน อับเรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 1-5 คารเE พลเชอ่ื มกัน แต-ละคารEเพลมี 1-3 หJอง แตล- ะหอJ งมอี อวุล 1 พลาเซนตารอบแกนร-วม รงั ไขเ- หนือวงกลบี หรอื ใตJวงกลีบ ผล : ผลผนังช้นั ในแขง็ บางชนิดมปี กX ทเี่ กิดจากกลบี ดอกท่ตี ดิ ทน เมล็ด : มี 1 เมลด็ ไมม- เี อนโดสเป`รมE พืชวงศนE ้ีกระจายในเขตรอJ น ตวั อยา- งพชื ท่ีพบไดJแก- มะม-วง Mangifera indica L. มะม-วงหิมพานตE Anacardium occidentale L. มะมว- งหวั แมลงวัน Buchanania cochinchinensis (Lour.) M.R.Almeida มะยง Bouea oppositifolia (Roxb.) Meisn. มะปราง มะยงชดิ B. macrophylla Griff. รักใหญ- Gluta usitata (Wll.) Ding Hou มะกอก Spondias pinnata (L.f.) Kurz (ภาพประกอบท่ี 8.9จ) มะกกั S. bipinnata Airy Shaw & Forman พระเจJาหาJ พระองคE Dracontomelon dao (Blanco) Merr. & Rolfe พืชวงศEนี้บางชนิดเป9นไมJผลเศรษฐกิจ เช-น มะม-วง มะปราง มะยงชิด บางชนิดเป9นพืชมีพิษ แต-นำเอาน้ำยางมาทำเป9นเคร่ืองเขิน ลงรักป`ดทองไดJ เช-น รักใหญ- ส-วนตJนพระเจJาหJาพระองคE คนไทยใน อดีตมักนำเมล็ดท่ีมีลักษณะรูปกลมรีเล็กนJอย แบ-งเป9นพู 5 พู แต-ละพูจะมีรูปคลJายพระเรียงรอบผลหJาองคE ไปปลุกเสกเป9นเครื่องราง ของขลัง เชื่อว-าส-งเสริมเมตตามหานิยม มหาเสน-หE และความเจริญรุ-งเรืองใน หนJาทีก่ ารงาน 189

วงศ%เลยี่ น หรอื วงศ%มีเลียซอี ี (Meliaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมพJ ุ-ม หรือไมตJ นJ ใบ : ใบประกอบแบบขนนก โคนกาJ นใบมักจะพองใหญ- ไมม- ีหูใบ ใบเรียงสลบั ดอก : ดอกชอ- แบบแยกแขนง มขี นาดเล็ก ดอกสมบูรณEเพศ หรือแยกเพศร-วมตนJ สมมาตรตามรัศมี มกี ลีบเล้ียง 3-6 กลีบ แยกกัน หรอื เชอื่ มติดกบั ท่ฐี าน กลีบดอก 3-6 กลบี แยกกัน หรอื เชอื่ มตดิ กับท่ฐี าน เรียงสลับกบั กลีบเล้ียง กลีบมกั บดิ เกสรเพศผJู : มี 8-10 อัน กาJ นชูอับเรณูเช่ือมติดกันเปน9 หลอด อบั เรณูแตกตามยาว มีจานตอ- มน้ำหวาน เกสรเพศเมีย : มี 3-5 คารเE พล มีจำนวนหอJ งเท-ากบั จำนวนคารEเพล แตล- ะหJองมอี อวุล 1-2 ออวลุ กJานชเู กสรมี 1 อัน พลาเซนตารอบแกนร-วม รงั ไขเ- หนอื วงกลีบ ผล : ผลมเี นอ้ื หลายเมล็ด ผลแหJงแตก หรือผลเปลือกแขง็ เมล็ด : มี 1-6 เมลด็ ขนาดใหญ- มักมีเย่ือหJุม หรอื ปXก มหี รอื ไมม- ีเอนโดสเปร` มE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEน้พี บในเขตรJอนทว่ั โลก ตวั อย-างเชน- สะเดา Azadirachta indica A. Juss. var. siamensis Valeton. (ภาพประกอบที่ 8.9ฉ) ยมหิน Chukrasia tabularis A. Juss. ลางสาด Lansium parasiticum (Osbeck) K.C.Sahni & Bennet เลี่ยน Melia azedarach L. กระทJอน Sandoricum koetjape (Burm. f.) Merr. ประยงคE Aglaia odorata Lour. พืชวงศEน้ีบางชนิดเป9นไมJผล เช-น ลางสาด กระทJอน ส-วนตJนสะเดา นิยมนำยอดอ-อนและดอก อ-อนมารับประทานเป9นผักสด ใชJลวกกินกับน้ำพริกหรือลาบ หรือทำเป9นสะเดาน้ำปลาหวาน นอกจากนี้ เมล็ดและใบสะเดาสามารถใชJเป9นสารป°องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชไดJ ตJนประยงคE นิยมปลูกเป9นไมJ ประดับ หรือปลูกเป9นไมJขJางทาง นอกจากนี้ตJนประยงคEยังถือเป9นตJนไมJมงคล เช่ือว-าช-วยเสริมสรJางความ มั่นคงย่งั ยนื ใหแJ ก-ชวี ติ 190

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 8.9 ตวั อย-างพชื วงศEสมอ (ก-ข) วงศEลำไย (ค-ง) วงศมE ะมว- ง (จ) และวงศEเลยี่ น (ฉ) ก. หูกวาง (Terminalia catappa L.); ข. สะแกนา (Combretum quadrangulare Kurz.); ค. ตะครอJ หนาม (Sisyrolepis muricata (Pierre) Leenh.); ง. ขห้ี นอน (Zollingeria dongnaiensis Pierre); จ. มะกอก (Spondias pinnata (L.f.) Kurz); ฉ. สะเดา (Azadirachta indica A. Juss. var. siamensis Valeton.) 191

วงศ%ส[ม หรือวงศ%รทู าซอี ี (Rutaceae) ลกั ษณะวิสัย : ไมพJ มุ- หรอื ไมJตJน ทกุ สว- นของตJนพชื มกี ลนิ่ นำ้ มนั หอมระเหย กง่ิ มักมี หนามแหลมขนาดใหญ- ใบ : ใบเด่ียว หรือใบประกอบแบบขนนก หรือแบบขนนกสามช้ัน กJานใบแผอ- อกเป9น ครีบ ไมม- ีหใู บ เรยี งสลับ หรอื เรยี งตรงขJาม แผน- ใบมกั มีตอ- มน้ำมนั หรอื มจี ดุ โปร-งแสง มกี ล่ินหอมแรง ดอก : ดอกเดี่ยว หรอื ดอกชอ- แบบกระจุก ชอ- กระจะ สีเขียวหรือเหลอื ง ดอกสมบรู ณE เพศ และสมมาตรตามรัศมี มีกลีบเลย้ี ง 4-5 กลบี แยกกนั หรอื เช่อื มติดกนั ที่ฐาน กลีบดอก 4-5 กลบี แยกกันหรือเชื่อมติดกันที่ฐาน ตดิ เรียงสลับกบั กลบี เล้ียง เกสรเพศผJู : มี 4-10 อัน กJานชูอบั เรณแู ยกกนั หรือเชื่อมติดกัน อับเรณูแตกตามยาว มจี านตอ- มน้ำหวาน เกสรเพศเมีย : มี 4-5 คารEเพล หรอื มจี ำนวนมาก แยกหรือเชอ่ื มติดกัน มีจำนวนหJองเท-ากับ จำนวนคารEเพล ออวุล 1-จำนวนมาก มจี านฐานดอกรองรับคารเE พล พลาเซนตารอบแกนรว- ม รังไข-เหนอื วงกลีบ ผล : ผลมีเนอื้ หลายเมลด็ หรอื ผลผนงั ชั้นในเปน9 กลบี หรอื ผลแยกแลJวแตก เมลด็ : มจี ำนวนมาก มหี รือไม-มเี อนโดสเป`รมE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEนกี้ ระจายทัว่ ไปในเขตอบอนุ- และเขตรJอน ตวั อย-างทพ่ี บในประเทศไทยไดแJ ก- มะตมู Aegle marmelos (L.) Corr. มะนาว Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle. มะกรดู C. hystrix DC สมJ โอ C. maxima (Burm.f.) Merr. (ภาพประกอบที่ 8.10ก) สมJ เขยี วหวาน C. reticulate Blanco สันโสก Clausena excavate Burm.f. มะไฟจีน C. lansium (Lour.) Skeels มะแขว-น Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. แกJว Murraya paniculata (L.) Jack เขยตาย Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. (ภาพประกอบที่ 8.10ข) พืชวงศEน้ีหลายชนิดเป9นไมJผลเศรษฐกิจ เช-น สJมเขียวหวาน สJมโอ นอกจากนี้ มะนาว มะกรูด เป9นพืชค-ูครัวเรือนของไทย อาหารไทยหลายชนิดตJองใชJปรุงรส หรือแต-งกลิ่น ตJนมะแขว-น นิยมใชJเมล็ดเป9น เครื่องเทศผสมกับเคร่ืองแกง ใหJรสเผ็ดรJอน มีกลิ่นหอม และช-วยดับกลิ่นคาว ตJนแกJว นิยมปลูกประดับ เนอื่ งจากมีกลน่ิ หอม ตนJ เขยตาย เปน9 พชื สมุนไพร ลดไขJ รักษาอาการไมส- บาย (กรกนก ตง้ั จิตม่ัน, 2560) 192

อันดบั มัลวาเลส (Malvales) วงศ%ชบา หรอื วงศ%มลั วาซอี ี (Malvaceae) ลกั ษณะวิสัย : ไมJพุ-ม หรือไมJลJมลุก ยอดอ-อนมกั มีรปู ดาวปกคลมุ อย-ู เปลือกในมใี ยเหนียวและมี ยางเมือก ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบจักฟนu เล่ือย หรือเวาJ ลึก เสJนใบรา- งแหแบบนว้ิ มือ แผน- ใบอาจมี ขนรปู ดาว มีหใู บ ใบเรยี งสลบั ดอก : ดอกเดย่ี ว หรือดอกชอ- แบบกระจะ มีสสี นั สวยงาม ดอกสมบรู ณEเพศ สมมาตร ตามรศั มี มีกลีบเลย้ี ง 5 กลบี เชอ่ื มกนั ปลายแยก กลบี ดอกมี 5 กลบี แยกกัน เรยี งและซJอนบดิ ไปทางเดียวกนั ฐานกลบี เชื่อมติดกับหลอดเกสรเพศผJู มีวงร้วิ ประดับรองรบั อยว-ู งนอกสดุ เกสรเพศผูJ : มีจำนวนมาก กาJ นชอู บั เรณูเชื่อมตดิ กันเป9นหลอดเดียวกนั หJมุ กJานเกสรเพศเมีย ไวJดJานใน หรอื เช่อื มติดกันเปน9 กลุ-ม ๆ อบั เรณูเป9นรูปไต มี 1 หอJ ง อับเรณแู ตกตามยาว เรณูมขี นาดใหญ- กลม และผวิ เปน9 หนาม เกสรเพศเมีย : มคี ารEเพล 2-จำนวนมาก เชื่อมกัน รงั ไข-มจี ำนวนหJองเท-ากับจำนวนคารเE พล แตล- ะหอJ งมอี อวลุ 1-จำนวนมาก พลาเซนตารอบแกนรว- ม รังไข-เหนอื วงกลีบ ยอดเกสรเพศเมยี ยื่นพJนหลอดเกสรเพศผูJ และยอดเกสรเพศเมียแยกกันจะมี จำนวนเท-าจำนวนคารEเพล ผล : ผลแหJงแตกกลางพู ผลแยกแลJวแตก หรอื ผลมีเน้ือหลายเมล็ด เมล็ด : มี 1-จำนวนมาก ไม-มเี อนโดสเปร` มE บางชนดิ มเี ย่อื หุมJ เมลด็ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEนี้พบกระจายอย-ูทวั่ โลก แตพ- บมากในเขตรJอน ตัวอยา- งท่ีพบในประเทศไทยไดJแก- ชบา Hibiscus rosa-sinensis L. พร-ู ะหง H. schizopetalus (Dyer) Hook.f. ปอแกวJ H. cannabinus L. กระเจีย๊ บแดง H. sabdariffa L. (ภาพประกอบท่ี 8.10ค) งิ้วแดง Bombax ceiba L. ฝ°ายแดง Gossypium arboreum L. โพทะเล Thespesia populnea (L.) Sol. ex Corrêa (ภาพประกอบท่ี 8.10ง) หญาJ ขดั ใบยาว Sida acuta Burm.f. (ภาพประกอบท่ี 8.10จ) หญJาขัดใบป°อม S. rhombifolia L. ขี้ครอก Urena lobata L. 193

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงพชื วงศชE บาบางชนิดนยิ มปลกู ประดับ เช-น พร-ู ะหง ชบา บางชนดิ นำมาประกอบ อาหารไดJ เชน- งวิ้ แดง ใชเJ กสรเพศผJูมาตากแหงJ แลJวใสใ- นขนมจนี นำ้ เงีย้ ว หรือใส-ในแกงแคทางภาคเหนอื สว- นตJนกระเจี๊ยบแดง ใชกJ ลบี เล้ียงซ่ึงมสี แี ดงมาตมJ เป9นนำ้ ด่ืมทช่ี ว- ยทำใหJรา- งกายสดชื่น หรือใชเJ ปน9 สีผสม อาหาร ตนJ หญJาขัด สามารถใชกJ ง่ิ และลำตนJ ตากแหJงแลJวเอามามดั รวมกนั ใชJทำเป9นไมJกวาดไดJ วงศ%ตะขบฝร่งั หรือวงศ%มันทนิ เจยี ซีอี (Muntingiaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมJตJน หรือไมJพม-ุ เปลอื กลำตJนเป9นใยเหนียวและมยี างเมอื ก ใบ : ใบเดี่ยว ขอบใบเรยี บ หรอื จกั ฟนu เล่อื ย โคนใบมักเฉียงเบย้ี ว มหี ูใบ ใบมักมขี น ปลายแฉกปกคลุม ใบเรียงแบบสลบั ดอก : ดอกเดย่ี ว ดอกสมมาตรรัศมี สมบูรณEเพศ มกี ลีบเลยี้ ง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลบี แยกกนั หรือเชือ่ มตดิ กนั ทีฐ่ าน สขี าว กลีบมักย-นเล็กนอJ ย มักมตี -อมน้ำหวานเป9นตอ- มขนทฐี่ าน เกสรเพศผJู : มี 10-จำนวนมาก กาJ นชเู กสรเป9นเสJนยาวเล็ก แยกกัน เชอ่ื มตดิ กับฐานของ กลีบดอก อับเรณมู ี 2 หJอง แตกตามช-องตรงปลาย เกสรเพศเมยี : มี 5 คารเE พล 5 หJอง แต-ละหJองมีออวุลจำนวนมาก พลาเซนตารอบแกนรว- ม รงั ไข-เหนือวงกลีบ ผล : ผลมเี นือ้ หลายเมลด็ ผวิ ของผลเหนียวหนา เนื้อผลมักมเี ป9นสีม-วงเขมJ เมลด็ : มจี ำนวนมาก มเี อนโดสป`รEม พืชวงศEนสี้ ว- นใหญก- ระจายอยู-ในเขตรJอน ตวั อยา- งเช-น ตะขบฝรั่ง Muntingia calabura L. (ภาพประกอบท่ี 8.10ฉ) ผลสุกของตJนตะขบฝร่ังมีรสหวานและมีกล่ินหอม ใชJรับประทานไดJ ผลตะขบฝร่ังยังเป9น อาหารของนกและสัตวEหลายชนิด นอกจากน้ียังสามารถใชJเป9นสมุนไพร ใชJเน้ือไมJตJมดื่มแกJหวัด ลดไขJ ไอ ขบั เสมหะ หรือใชJรากเป9นยารักษาโรคผิวหนงั (Mahmood et al., 2014) 194

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 8.10 ตัวอยา- งพชื วงศสE Jม (ก-ข) วงศEชบา (ค-จ) และวงศEตะขบฝรัง่ (ฉ) ก. สมJ โอ (Citrus maxima (Burm.f.) Merr.); ข. เขยตาย (Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC.); ค. กระเจ๊ียบแดง (Hibiscus sabdariffa L.); ง. โพทะเล (Thespesia populnea (L.) Sol. ex Corrêa); จ. หญาJ ขดั ใบยาว (Sida acuta Burm.f.); ฉ. ตะขบฝรั่ง (Muntingia calabura L.) 195

วงศ%ยาง หรอื วงศ%ดิปเทอโรคาร%พาซีอี (Dipterocarpaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมJตJน สว- นมากมขี นาดสูงใหญ- มพี พู อน มีนำ้ ยางใสที่มกี ล่นิ หอม เมือ่ ทำใหJลำตนJ มแี ผลจะมีแผลจะมีนำ้ ยางไหลออกมา ใบ : ใบเดยี่ ว ขอบใบเรยี บ เสนJ ใบเห็นชดั เจน แผน- ใบขนาดใหญ- ผวิ ใบและใบออ- นมี ขนปกคลุม มีหูใบขนาดใหญม- ักบดิ และรว- งงา- ย ใบเรียงสลับ ดอก : ดอกชอ- แบบกระจะ หรอื ชอ- แยกแขนง ดอกสมบรู ณEเพศ สมมาตรตามรัศมี มกี ลีบเล้ยี ง 5 แยกกนั หรือเช่อื มตดิ กนั ตดิ ทน บางชนิดเจรญิ เป9นปกX ขนาดใหญ- เม่ือตดิ ผล กลบี ดอก 5 กลบี แยกกันหรือเชื่อมกันทโี่ คนกลีบ กลีบบิดเกลยี ว มีขนน-ุม เกสรเพศผJู : มจี ำนวนมาก กJานชูเกสรแยกกนั หรอื เช่ือมติดกนั ทฐี่ านรวมกันเปน9 กลม-ุ ๆ มักตดิ อยู-นาน มีกลน่ิ หอมแรง เกสรเพศเมีย : มี 3 คารEเพล 3 หJอง แตล- ะหJองมี 2 ถงึ หลายออวุล แต-พฒั นาเพียง 1 ออวลุ พลาเซนตารอบแกนร-วม รังไข-เหนอื วงกลบี กาJ นชเู กสรเพศเมยี มกั พองตอนโคน ผล : ผลเปลอื กแขง็ หรอื ผลปกX เดียว โดยมกี ลีบเลยี้ งเจริญเป9นปXกหJมุ ผลไวJ เมลด็ : ไม-มีเอนโดสเปร` มE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศEนี้พบมากในมาเลเซียและอินโดนีเซยี และกระจายพนั ธุEอย-ูทว่ั ไป ในเขตรอJ นของทวีป เอเชีย ตวั อยา- งพชื ไดแJ ก- เหยี ง Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq. (ภาพประกอบท่ี 8.11ก) ยางนา D. alatus Roxb. ex G.Don พลวง D. tubercultus Gaertn.f. เต็ง Shorea obtuse Wall. รงั S. siamensis Miq. พะยอม S. roxburghii G. Don ตะเคยี นทอง Hopea odorata Roxb. (ภาพประกอบท่ี 8.11ข) ตะเคียนหนิ H. ferrea Laness. จันทนEกะพอJ Vatica diospyroides Sym. กระบาก Anisoptera costata Korth. พืชวงศEน้ีส-วนใหญ-เป9นตJนไมJที่มีคุณค-าทางเศรษฐกิจ โดยเนื้อไมJมีความแข็งแรง สามารถนำไปใชJ ในงานก-อสรJางท่ีตJองการความแข็งแรงทนทานไดJดี ชันยางจากพืชวงศEน้ีสามารถใชJผสมน้ำมันทาไมJ ใชJยา แนวเรือ เครอื่ งใชตJ า- ง ๆ นอกจากนี้ยงั นยิ มปลกู พืชวงศEนีเ้ ปน9 ไมJขJางทางอีกดวJ ย 196

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอันดับบราสซิคาเลส (Brassicales) วงศ%ผักกาด หรอื วงศ%บราสซคิ าซอี ี (Brassicaceae) ลักษณะวิสยั : ไมJลJมลกุ ขนาดเลก็ อายุปเX ดยี ว หรือสองปX หรือหลายปX หรอื ไมพJ -ุม มีขนปลายแฉกหรือรปู ดาวปกคลมุ บางชนิดมรี ากสะสมอาหาร ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรยี บหรือหยกั เวJาเขJาหากัน ไม-มหี ูใบ ตัวใบเป9นลอนย-น หรือเรียบ เรียงสลับหรอื ออกเป9นกระจกุ ใกลJราก ดอก : ดอกเดีย่ ว หรือดอกช-อแบบกระจะ หรอื ช-อแบบเชงิ หลน่ั ดอกสมบูรณเE พศ สมมาตรตามรัศมี มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ เรยี งเปน9 2 วง แยกกนั กลบี วงนอกมักมี ขนาดใหญแ- ละโคJงมากกว-ากลบี เล้ียงวงใน กลบี ดอก 4 กลีบ เรียงไขวJกากบาท และแยกกัน โคนกลบี แคบเปน9 กาJ น เกสรเพศผูJ : มี 6 อนั แบบยาว 4 สนั้ 2 และโคนกJานชอู บั เรณมู กั มตี -อมนำ้ หวาน อบั เรณูแตก ตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 2 คารเE พลเช่ือมกัน มี 2 หอJ ง ซ่ึงผนงั กั้นเกิดจากพลาเซนตาเจริญมาพบกัน เรียกว-า ผนังกัน้ เทยี ม ออวุลมจี ำนวนมาก พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ รังไขเ- หนือวงกลีบ ผล : ผลแตกแนวคมู- ีผนงั กลาง เมลด็ : มขี นาดเล็ก ติดตามขอบของผนงั ก้นั เทยี ม ไมม- ีเอนโดสเปร` มE พชื วงศนE ี้กระจายตัวท่ัวโลก พบมากในเขตอบอน-ุ ของซกี โลกเหนือ โดยเฉพาะแถบ เมดิเตอรเE รเนยี นบางชนดิ ข้ึนตามภเู ขาท่ีมีอากาศหนาวเยน็ ตัวอย-างทพ่ี บในประเทศไทยไดJแก- ผักกวางตงุJ Brassica rapa L. (ภาพประกอบท่ี 8.11ค) คะนJา B. alboglabra L.H.Bailey ผักกาดขาว B. napus L. ผักกาดเขียว B. juncea (L.) Czern. กะหลำ่ ดอก B. oleracea L. var. botrytis L. ไชเทJา Raphanus sativus L. ผักกาดนำ้ R. dubia (Persoon) Hara พืชวงศEนี้ส-วนใหญ-เป9นพืชผักและพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ บางชนิดรับประทานไดJทั้งตJน เช-น กวางตุJง หรือเฉพาะใบ เช-น ผักกาดขาว หรือเฉพาะดอก เช-น กะหล่ำดอก บางชนิดทานรากสะสมอาหาร เชน- ไชเทJา 197

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%มะรมุ หรอื วงศ%มอรนิ กาซอี ี (Moringaceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมJตนJ ขนาดกลางหรือขนาดใหญ- ผลดั ใบ ส-วนตา- ง ๆ ของพืชมีกลิน่ ฉนุ ใบ : ใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชัน้ มหี ใู บลักษณะเปน9 ต-อมอยท-ู ่ีโคนกาJ นใบ ใบเรียงสลบั หรอื เรยี งเวียน ใบยอ- ยเรียงตรงขาJ ม ดอก : ดอกช-อแบบแยกแขนง ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรดาJ นขาJ ง มกี ลีบเลี้ยง 5 กลีบ แยกกนั คลาJ ยกลบี ดอก กลีบดอก 5 กลีบ แยกกัน ขนาดไมเ- ทา- กนั กลบี ลา- ง 2 กลีบโคJงงอ และมขี นาดเล็กกว-า 3 กลีบดJานบน เกสรเพศผJู : มี 10 อนั แยกกัน เรยี งเปน9 วง ๆ ละ 5 อนั วงในเป9นหมัน มจี านรอง เกสรเพศเมยี : มี 3 คารEเพลเช่ือมกนั มี 1 หอJ ง ออวลุ จำนวนมาก พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ รงั ไข-เหนือวงกลบี ผล : ผลแหงJ แตก ลักษณะรปู รา- งเปน9 ฝuกยาว หวั ทJายเป9นจะงอย และมีลอนโปง~ ตาม ขวางเป9นระยะ ๆ เมอื่ ฝกu แกจ- ะแหงJ และแตกตามยาวออกเปน9 3 สว- น เมล็ด : มีจำนวนมาก ขนาดใหญ- มปี กX ไมม- เี อนโดสเปร` มE พืชวงศEนีม้ ีเพียง 1 สกลุ กระจายตวั อยใู- นอินเดีย และแอฟรกิ า ในประเทศไทยพบ 1 ชนิดคือ มะรุม Moringa oleifera Lam. (ภาพประกอบท่ี 8.11ง) มะรุมเป9นผักพ้ืนบJานของไทย สามารถรับประทานไดJทุกส-วน ไม-ว-าจะเป9นฝuก ใบ ดอก เมล็ด โดยฝuกอ-อนนำไปใส-ในแกง ช-อดอกอ-อนนำไปลวกหรือตJมใหJสุก รับประทานเป9นผักเคียง น้ำมันที่ไดJจากการ ค้ันเมล็ดสดใชJเป9นน้ำมันปรุงอาหารไดJ นอกจากน้ียังใชJมะรุมเป9นสมุนไพร ช-วยเสริมสรJางภูมิคJุมกันใหJแก- ร-างกาย ลดความดันโลหิต ตาJ นมะเรง็ ลดไขไJ ดJ (Gopalakrishnan, Doriya and Kumar, 2016) 198

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%กุม^ หรอื วงศแ% คปพารดิ าซอี ี (Capparidaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมJลJมลุก ไมJเลอ้ื ย ไมพJ ุม- หรอื ไมตJ นJ ขนาดเล็ก ใบ : ใบเด่ยี ว หรอื ใบประกอบแบบน้ิวมอื มหี ใู บลักษณะเปน9 ต-อมหรอื เปน9 หนาม มขี น แบบปลายแฉก หรือรปู ดาว หรอื ไม-มขี น ใบเรียงสลบั ดอก : ดอกช-อแบบช-อเชงิ หลน่ั หรือแบบกระจะ ดอกสมบูรณเE พศ สมมาตรตามรัศมี มีกลีบเล้ยี ง 4 กลีบ ขนาดไม-เทา- กนั แยกกันหรอื เช่อื มติดกันทฐ่ี าน กลีบดอก 4-9 กลบี ฐานกลีบมีลักษณะคอดโคงJ มใี บประดับรองรบั ชอ- ดอก เกสรเพศผJู : มี 4-จำนวนมาก แยกกนั กJานชูอบั เรณูขนาดเลก็ และยาว หันเขJากลางดอก อบั เรณูแตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 2-12 คารเE พล มี 1 หJอง ออวลุ 1-จำนวนมาก พลาเซนตาตามแนวตะเขบ็ รังไข-เหนอื วงกลีบ ผล : ผลแตกแนวคูม- ีผนงั กลาง ผลแหJงแตก ผลเมล็ดเดยี ว หรือผลมีเน้ือหลายเมลด็ เมลด็ : มีจำนวนมาก รูปรา- งคลาJ ยเมลด็ ถัว่ หรอื เปน9 เหล่ยี มขนาดเลก็ ไมม- เี อนโดสเป`รEม พชื วงศEนี้สว- นใหญก- ระจายอย-ใู นเขตรJอน ตวั อยา- งเช-น ก-มุ บก Crateva adansonii subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs ก-มุ น้ำ C. religiosa G.Forst. ชิงช่ี Capparis micracantha DC. (ภาพประกอบท่ี 8.11จ) งัวเลีย C. flavicans Kurz ตJนก-ุมเป9นไมJมงคลของคนไทยในอดีต โดยมีความเช่ือว-าการปลูกตJนก-ุมจะช-วยทำใหJครอบครัว มีฐานะมั่นคง ส-วนตJนชิงช่ี ใชJเป9นสมุนไพร แกJปวดเมื่อย แกJอักเสบ ขับน้ำเหลืองเสีย ใชJในสตรีหลังคลอด ชว- ยใหมJ ดลกู เขJาอ-ูเร็ว (Chaisri and Laoprom, 2016) 199

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศม% ะละกอ หรอื วงศ%คารคิ าซีอี (Caricaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมJตJนขนาดเล็ก ลำตนJ อ-อนนมุ- หรือไมพJ มุ- กลุ-มใบอยปู- ลายลำตนJ ทุกสว- นของลำตนJ มนี ำ้ ยางสขี าว ใบ : ใบเด่ียวรูปฝ~ามือ ขอบใบหยักเวJาลึก แผ-นใบขนาดใหญ- ไม-มีหูใบ หรือมีลักษณะ คลJายแหนม ใบเรียงสลบั เมือ่ ใบร-วงจะมรี อยแผลเป9นตดิ รอบลำตนJ ดอก : ดอกเดี่ยว หรอื ดอกช-อแบบกระจะ ดอกสมมาตรรศั มี สมบูรณEเพศ หรอื แยกเพศเพศ ดอกมีลกั ษณะต-างกัน 4 ชนดิ คอื - ดอกเพศผJู เป9นดอกช-อแบบกระจะ ดอกย-อยมีกJานส้ัน มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่ือมกัน กลีบดอกมีจำนวนเท-ากับกลีบเลี้ยง เช่ือมกัน กJานเกสรส้ัน มีเกสรเพศ เมียที่เป9นหมัน - ดอกเพศเมีย เป9นดอกเดี่ยว หรือดอกช-อแบบช-อเชิงหลั่น มีกลีบดอก 5 กลีบ แยกกันหรือติดกัน รังไข-กลมใหญ- มียอดเกสร 5 อัน แผ-เป9นแฉกเป9นร้ิว เกสร เพศผJู 5 อัน แต-เป9นหมัน - ดอกเพศเมียเป9นดอกช-อแบบช-อเชิงหลั่น มีกลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผูJ 10 อนั ติดทฐี่ านของกลบี ดอก มรี งั ไขล- กั ษณะยาวรี ทำใหJผลมรี ปู ร-างยาวรไี ปดวJ ย - ดอกผสม (polygamous) ประกอบดJวย 2 ชนิด คอื 1) ดอกท่ีมีกลีบดอกเชื่อมกันเป9นหลอดยาว มีเกสรเพศผJู 10 อัน ติดอยู-ดJาน ในของกลีบดอก เกสรเพศผJูมอี ับเรณแู ตกตามยาว 2) ดอกที่มีกลีบดอกเชื่อมกันเป9นหลอดส้ัน มีเกสรเพศผJูที่มีกJานยาวจำนวน 5 อัน ติดอยู-ท่ีฐานของรังไข- กลีบเล้ียงมีขนาดเล็กมากและเช่ือมกัน เกสรเพศผJูมี 10 อัน อับเรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 5 คารEเพล มี 1 หJอง แต-ละหJองมีออวุลจำนวนมาก มียอดเกสร 5 อัน และแผ- เป9นแผ-นแบน ปลายเป9นริ้วฝอย พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ หรือพลาเซนตา รอบแกนรว- ม รงั ไข-เหนอื วงกลบี ผล : ผลมีเนอื้ หลายเมลด็ ขนาดใหญ- เมลด็ : มีจำนวนมาก มีผิวขรุขระ เมล็ดอ-อนมีสีขาว เม่ือแก-เปล่ียนเป9นสีดำ และมีเยอ่ื หมุJ ซ่ึงมนี ำ้ สะสมรอบเมล็ด พชื วงศนE พ้ี บมากในเขตรอJ น ตัวอย-างทพ่ี บในประเทศไทยไดแJ ก- มะละกอ Carica papaya L. (ภาพประกอบที่ 8.11ฉ) มะละกอเปน9 ไมJผลที่สำคัญของไทยมาชาJ นาน ผลดิบ นำมาปรงุ เปน9 อาหาร เช-น สJมตำ แกงสมJ ผลสกุ รับประทานเปน9 ผลไมหJ รอื ของว-าง ยางมะละกอสามารถนำไปใชJหมักใหเJ นื้อนม-ุ ไดอJ ีกดJวย 200

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 8.11 ตวั อยา- งพชื วงศEยาง (ก-ข) วงศEผักกาด (ค) วงศมE ะรมุ (ง) วงศEก-ุม (จ) และวงศEมะละกอ (ฉ) ก. เหียง (Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq.); ข. ตะเคียนทอง (Hopea odorata Roxb.); ค. ผกั กวางตงJุ (Brassica rapa L.); ง. มะรุม (Moringa oleifera Lam.); จ. ชงิ ชี่ (Capparis micracantha DC.); ฉ. มะละกอ (Carica papaya L.) 201

อนั ดบั คารโิ อฟล^ ลาเลส (Caryophyllales) วงศ%หงอนไก^ หรอื วงศ%อะมารานเทซีอี (Amaranthaceae) ลักษณะวิสัย : ไมลJ มJ ลกุ ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรียบ ไม-มีหใู บ เรียงสลับ หรือเรยี งตรงขาJ ม ใบออ- นมขี น ดอก : ดอกช-อแบบกระจะ ช-อเชิงลด ช-อกระจุกแน-น ดอกย-อยมีขนาดเล็ก มีใบประดับ รองรบั มีลกั ษณะบางและแหงJ เหมือนกระดาษ และใบประดับติดทน ดอกสมบูรณเE พศ หรือแยกเพศ สมมาตรตามรัศมี มกี ลีบเลี้ยง 3-5 กลบี ซJอนเหลื่อมกัน มีลักษณะบางและแหJง ติดทน ไม-มีกลีบดอก เกสรเพศผูJ : มี 5 อัน เกสรเพศผูJเรียงตรงกันกับกลีบดอก เช่ือมกันท่ีฐาน และมักเชื่อมติดกัน เป9นหลอดบาง อับเรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 3-5 คารเE พลเช่ือมกัน มี 1 หJอง มีออวลุ จำนวนมาก พลาเซนตาที่ฐาน หรอื พลาเซนตารอบแกน รังไขเ- หนือวงกลีบ ผล : ผลแตกแบบฝาเปด` ผลแหงJ เมล็ดล-อน หรอื ผลเปลือกแขง็ ขนาดเลก็ เมล็ด : มีขนาดเล็ก กลมนนู ผิวเมลด็ เป9นมนั วาว ไม-มีเอนโดสเป`รEม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศEนี้พบมากในเขตรJอนชื้น ของทวีปแอฟริกา และอเมริกา ตัวอย-างท่ีพบในประเทศไทย ไดแJ ก- ผกั โขมหนาม Amaranthus spinosus L. พันงู Achyranthus aspera L. (ภาพประกอบที่ 8.12ก) หงอนไก- Celosia argentea L. บานไมร- Jูโรย Gomphrena globosa L. บานไมร- โูJ รยป~า G. celosioides Mart. (ภาพประกอบที่ 8.12ข) เกล็ดปลา Aerva lanata (L.) Juss. ex Schult. พืชวงศEนี้บางชนิดปลูกเป9นไมJประดับ เช-น หงอนไก- บานไม-รJูโรย บางชนิดเป9นวัชพืชพบไดJ ท่ัวไป เช-น พันงู บานไม-รJูโรยป~า ผักโขมหนาม ท้ังนี้ผักโขมหนามสามารถใชJรับประทานเป9นผักไดJ โดยใชJ ส-วนใบ ยอดอ-อน ดอก หรือลำตJนท่ีลอกหนามออก หรือใชJเป9นอาหารสัตวEไดJ นอกจากน้ีบางชนิดอาจเป9น สมนุ ไพร เช-น พนั งู ใชJรกั ษาโรคทางเดินปสu สาวะ (Tangjitman, 2014) 202

วงศ%ผกั ไผ^ หรอื วงศ%โพลีโกนาซอี ี (Polygonaceae) ลักษณะวสิ ยั : ไมลJ มJ ลกุ หรอื ไมJตJน ลำตนJ มขี อJ โป~งพอง ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรยี บ มีหูใบรูปปลอก (ochrea) ลักษณะเปน9 เย่อื บาง ๆ หุมJ บริเวณเหนอื ขอJ ใบเรยี งสลบั หรือเรียงวงรอบ ดอก : ดอกช-อแบบช-อเชิงลด ช-อกระจะ หรอื ชอ- แยกแขนง ดอกย-อยมีขนาดเล็กมใี บ ประดับรองรับ ดอกสมบูรณเE พศ สมมาตรตามรัศมี มีกลบี เลีย้ ง 3-6 กลีบ แยกกนั สีขาว บางชนิดเรยี งตัวเปน9 2 วง บางชนิดกลบี เชื่อมติดกันเปน9 หลอด บางชนดิ เปน9 กลีบรวม หรอื ไมม- ีกลีบดอก เกสรเพศผJู : มี 6 หรอื 9 อัน เรยี งเปน9 2 วง เกสรเพศผอJู ยร-ู ะหวา- งกลบี ดอก อับเรณแู ตกตามยาว เกสรเพศเมยี : มี 2-3 คารEเพลเช่ือมกัน ลักษณะเป9นสามเหลยี่ ม มี 1 หJอง มี 1 ออวลุ พลาเซนตาทฐ่ี าน รังไขเ- หนอื วงกลีบ มกั มจี านต-อมน้ำหวานอยู-รอบฐานรังไข- กาJ นเกสร 2-3 กาJ น ยอดเกสรมี 2-4 แฉก ผล : ผลแหงJ เมลด็ ล-อน รปู สามเหลี่ยมหรอื กลมแบน มกี ลีบเลี้ยงห-อหJมุ ไวJ เมลด็ : มีขนาดเล็ก แข็ง มเี อนโดสเป`รมE มาก มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศEนีพ้ บมากในเขตอบอุน- ตัวอย-างทพี่ บในประเทศไทย ไดแJ ก- ผกั ไผ- Polygonum odoratum Lour. ผกั ไผน- ำ้ P. flaccidum Meissn. ผกั บุงJ สJม Fagopyrum cymosum (Trevir.) Meissn. พวงชมพู Antigonon leptopus Hook. & Arn. (ภาพประกอบท่ี 8.12ค) เอือ้ งเพ็ดมJา Persicaria chinensis (L.) H. Gross ตะขาบหิน Muehlenbeckia platyclada (F.v.Muell.) Meissen. (ภาพประกอบที่ 8.12ง) พืชวงศEน้ีบางชนิดใชJรับประทาน เช-น ผักไผ- โดยนำยอดอ-อนและใบอ-อนใชJประกอบอาหาร ใชJ เป9นผักเคียง ใชJดับกล่ินคาวของเนื้อสัตวEหรือปลาไดJ ตJนตะขาบหินใชJเป9นสมุนไพร รักษาโรคทางเดิน ปuสสาวะ (Tangjitman, 2014) 203

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอนั ดับอริ ิคาเลส (Ericales) วงศ%ละมดุ หรือวงศ%ซาโพทาซีอี (Sapotaceae) ลกั ษณะวสิ ยั : ไมตJ Jน หรอื ไมJพ-มุ ทุกส-วนมียางขาว ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรียบ เนอ้ื ใบเหนียว หนา เนยี นเปน9 มนั มีหรอื ไม-มีหูใบ แต-ร-วงง-าย ใบเรยี งสลับ ดอก : ดอกช-อแบบกระจุก มีนอJ ยมากทเี่ ป9นดอกเด่ยี ว ดอกขนาดเลก็ สมบูรณเE พศ สมมาตรตามรศั มี มกี ลบี เล้ยี ง 4-8 กลบี เรียงเป9น 1-2 ชั้น กลบี ดอกมีจำนวน เท-ากบั กลีบเล้ียง เช่ือมตดิ กนั เปน9 หลอดส้นั ๆ ปลายแยกเป9นแฉก กาJ นดอกมักมี ขนสแี ดงปกคลมุ เกสรเพศผJู : มี 3-จำนวนมาก เรยี งเป9นวง 1-3 วง วงชั้นในสุดเปน9 เกสรทสี่ ืบพนั ธไุE ดJ วงชัน้ นอกเป9นหมนั หรือไม-มี เกสรเพศเมีย : มี 4-5 คารเE พล มี 4-5 หอJ ง แต-ละหอJ งมี 1 ออวลุ พลาเซนตารอบแกนรว- ม หรือพลาเซนตาทีย่ อด รงั ไขเ- หนอื วงกลีบ ผล : ผลมีเนือ้ หลายเมล็ด เมลด็ : แขง็ นูน ผิวเปน9 มันวาว มีเอนโดสเปร` Eม พชื วงศEนก้ี ระจายมากในเขตรอJ น ตวั อยา- งเช-น พกิ ุล Mimosops elengi L. (ภาพประกอบที่ 8.12จ) ละมดุ Manilkara zapota (L.) P.Royen ละมดุ สดี า M. kauki (L.) Dubard ม-อนไข- Pouteria campechiana (Kunth) Baehni นมนาง Xantolis cambodiana (Pierre ex Dubard) P.Royen พืชวงศEน้ีบางชนิดเป9นไมJผล เช-น ละมุด เป9นผลไมJท่ีมีรสหวาน ทานแลJวทำใหJรJูสึกสดช่ืน และ เป9นผลไมJท่ีมีเสJนใยมาก จึงช-วยในการขับถ-าย บางชนิดปลูกประดับหรือปลูกเป9นไมJขJางทางใหJความร-มรื่น เช-น พิกุล บางชนิดเป9นสมุนไพร เช-น นมนาง ใชJกระตJุนน้ำนมในสตรีหลังคลอด และใชJลดไขJ ไอ (Tangjitman, 2014) 204

วงศ%มะพลับ หรอื วงศ%อีบเี นซีอี (Ebenaceae) ลักษณะวิสัย : ไมJตJน หรือไมพJ ุ-ม เปลือกมกั มสี ีดำ ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรียบ แผ-นใบหนาและเหนยี ว ไม-มหี ูใบ ใบเรียงสลับ ดอก : ดอกเด่ยี ว หรือดอกช-อแบบกระจุก ดอกแยกเพศรว- มตJน สมมาตรตามรศั มี มกี ลบี เลีย้ ง 3-5 กลบี เชอ่ื มกันเป9นหลอด กลบี มกั บิดเวียนตามกนั เมอ่ื บานเต็มที่ ในดอกเพศเมยี กลบี เล้ียงจะขยายขนาดและติดทน กลีบดอกมี 3-5 กลีบ เกสรเพศผJู : มี 3-จำนวนมาก กลบี เรียงเปน9 2 วง แยกกนั หรือเช่อื มกนั เปน9 กลุ-ม อับเรณแู ตก ตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 3-8 คารเE พล เช่ือมตดิ กันหลายหJอง แต-ละหJองมี 1-2 ออวลุ พลาเซนตารอบแกนร-วม หรอื พลาเซนตาที่ยอด รังไขเ- หนอื วงกลีบ ผล : ผลมเี น้ือหลายเมล็ด มักมกี ลบี เลีย้ งขนาดใหญต- ิดอยู- เมลด็ : มี 1-จำนวนมาก มีหรอื ไม-มีเอนโดสเป`รEม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศนE เี้ ป9นพชื ในเขตรอJ นหรอื กึ่งเขตรอJ น ตวั อยา- งทพ่ี บในประเทศไทยไดJแก- มะพลบั Diospyros areolata King & Gamble (ภาพประกอบที่ 8.12ฉ) มะพลบั ดง D. oblonga Wall. ex G. Don จนั D. decandra Lour. มะเกลอื D. mollis Griff. ตะโกสวน D. malabarica (Desr.) Kostel. var. malabarica พืชวงศEน้ีบางชนิดรับประทานผลไดJ เช-น ตะโกสวน มะพลับ นอกจากนี้มะพลับถือเป9นไมJ มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย เช่ือว-าการปลูกตJนมะพลับในบริเวณบJานจะทำใหJร่ำรวยยิ่งขึ้น ตJนมะเกลือ มีเนื้อ ไมJทม่ี คี วามละเอยี ดและแข็งแรงทนทาน สามารถนำมาใชJทำเครอื่ งเรอื น หรอื เครอ่ื งดนตรีไดJ 205

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบที่ 8.12 ตวั อยา- งพชื วงศหE งอนไก- (ก-ข) วงศผE ักไผ- (ค-ง) วงศลE ะมุด (จ) และวงศEมะพลบั (ฉ) ก. พันงู (Achyranthus aspera L.); ข. บานไม-รูJโรยป~า (Gomphrena celosioides Mart.); ค. พวงชมพู (Antigonon leptopus Hook. & Arn.); ง. ตะขาบหิน (Muehlenbeckia platyclada (F.v.Muell.) Meissen.); จ. พกิ ุล (Mimosops elengi L.); ฉ. มะพลับ (Diospyros areolata King & Gamble) 206

อันดับเจนทอิ ะนาเลส (Gentianales) วงศ%เข็ม หรอื วงศ%รูเบยี ซีอี (Rubiaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมตJ Jน ไมJพ-มุ หรือไมJลมJ ลกุ บางชนดิ เปน9 ไมเJ ล้ือย ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบเรียบ ผวิ ใบมนั มีหใู บอย-รู ะหว-างกาJ นใบ บางชนิดหใู บเช่ือมกนั อย-ูดJานในของกJานใบ ใบเรยี งตรงขาJ มสลับตั้งฉาก หรือเรียงวงรอบ ดอก : ดอกชอ- แบบกระจกุ ช-อกระจกุ แน-น ช-อซี่ร-ม ช-อแยกแขนง ดอกสมบูรณเE พศ สมมาตรตามรศั มี มกี ลบี เล้ยี ง 4-5 กลบี แยกกนั หรือเชือ่ มกันเป9นหลอด บางชนดิ กลบี เลย้ี งขยายออกมีขนาดใหญ- มสี ีสด กลีบดอก 4-5 กลีบ เชือ่ มกนั เปน9 หลอดส้ันหรอื ยาว ปลายกลบี แยกเป9นแฉก เกสรเพศผJู : มี 4-5 อัน กJานชอู ับเรณูส้ันมากหรือแทบไม-มีเลย เช่ือมตดิ กับหลอดกลีบดอก มตี อ- มนำ้ หวาน เกสรเพศผูอJ ยร-ู ะหวา- งกลีบดอก อับเรณูแตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 2 คารเE พล 2 หJอง แตล- ะหJองมอี อวลุ ตง้ั แต- 1-จำนวนมาก กJานเกสรเพศเมยี 1 อนั มลี กั ษณะเรยี วยาว ปลายยอดเกสรแยกเปน9 แฉกเท-าจำนวนคารEเพล พลาเซนตารอบแกนรว- ม หรือพลาเซนตาตามแนวตะเข็บ รงั ไขใ- ตJวงกลบี ผล : ผลมเี น้อื หลายเมลด็ ผลแหงJ แตก หรือผลผนังชั้นในแขง็ เมลด็ : มขี นาดใหญ- มีเอนโดสเปร` Eม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศEนี้สว- นมากกระจายอย-ูในเขตรJอนและกงึ่ รJอน ตัวอย-างที่พบไดJแก- กาแฟ Coffea arabica L. พุดซอJ น Gardenia jasminoides J.Ellis เขม็ ปา~ Ixora cibdela Craib (ภาพประกอบที่ 8.13ก) เข็มบาJ น I. cocinea L. เขม็ ใหญ- I. megalophylla Chamch. ยอบาJ น Morinda citrifolia L. (ภาพประกอบท่ี 8.13ข) แกJมขาว Mussaenda sanderiana Ridl. ดอนยา- ขาว M. philippica A. Rich. var. aurorae Sulit ตดหมูตดหมา Paederia foetida L. กระทุม- บก Anthocephalus chinensis (Lamk.) A. Rich. ex Walp. พืชวงศEนี้หลายชนิดปลูกเป9นไมJประดับ เช-น พุดซJอน เข็ม ดอนย-าขาว พืชบางชนิดใชJเป9น ส-วนผสมของเคร่ืองดื่ม เช-น กาแฟ โดยนำเมล็ดไปค่ัว บด และนำไปชงเป9นเคร่ืองด่ืมที่นิยมท่ัวโลก ส-วนตJน ยอบJาน นำมาประกอบอาหารหรือใชรJ ากเป9นสียJอมผJาไดJ 207

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%ลัน่ ทม หรือวงศ%อะโพไซเนซอี ี (Apocynaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมตJ นJ หรือไมJพุม- หรอื ไมJเล้ือย บางชนดิ เป9นไมลJ Jมลุก ทุกส-วนมีนำ้ ยางขาว ใบ : ใบเดย่ี ว ขอบใบเรยี บ มีหรือไม-มหี ใู บ เรียงตรงขาJ ม เรียงเวยี น หรือเรยี งวงรอบ ดอก : ดอกช-อแบบกระจุก ช-อซ่ีร-ม หรือช-อแยกแขนง ขนาดใหญ- ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรตามรัศมี กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่ือมกันที่ฐาน กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อม ติดกันเป9นหลอด ตอนปลายกลีบแยกเป9นแฉกเท-าจำนวนกลีบดอก ในคอหลอด มักมีรยางคEเป9นขนอ-อน ดอกตูมกลีบบิดเวียนเป9นเกลียว บางชนิดมีโครงสรJาง คลาJ ยมงกุฎ (corona) ยนื่ ข้นึ ไป เกสรเพศผJู : มี 5 อัน แยกกัน กJานชูอับเรณูสั้นและติดเรียงสลับกับกลีบดอก อับเรณูรวมเป9น กล-ุมอยู-รอบกาJ นเกสรตวั เมยี บางชนดิ เจริญร-วมกับชน้ั เกสรเพศเมยี เรียกวา- เสJาเกสร อับเรณูแตกตามยาว เรณแู ยกเป9นเมด็ ๆ หรอื อยู-เปน9 กล-มุ ละ 4 อัน เกสรเพศเมยี : มี 2 คารEเพล แยกหรือเชื่อมกันตรงโคน มี 1-2 หJอง แต-ละหJองมีออวุล 2- จำนวนมาก กJานเกสร 1-2 อัน แยกกันหรือเช่ือมติดท่ียอด พลาเซนตารอบแกน ร-วม หรือ พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ รังไข-เหนือวงกลีบ และมักมีจานฐานดอก รองรบั ผล : ผลแหงJ แตก หรือผลแตกแนวเดยี ว เมลด็ : มีจำนวนมาก มีลกั ษณะแบน อาจมขี นปุยหรอื ปXกเพอ่ื ช-วยในการกระจายพันธุE มเี อนโดสเป`รEม พืชในวงศEนี้กระจายอย-ูในเขตรJอนและก่งึ รJอน ตัวอย-างทพ่ี บไดJแก- ตนี เปด9 Alstonia scholaris (L.) R. Br. (ภาพประกอบท่ี 8.13ค) บานบรุ ีเหลอื ง Allamanda cathartica L. ชวนชม Adenium obesum (Forsk.) Roem. & Schult ลัน่ ทมขาว Plumeria obtuse L. พดุ ฝรงั่ Tabernaemontana divaricata (L.) R. Br. ex Roem. & Schult รกั Calotropis gigantea (L.) W.T.Aiton (ภาพประกอบที่ 8.13ง) นมตำเลยี Hoya ovalifolia Wight & Arn. หวั ใจ¥ษี H. obcordata Hook.f. โมกบJาน Wrightia religiosa (Teijsm. & Binn.) Benth. ex Kurz พืชในวงศEน้ีส-วนใหญ-เป9นไมJประดับ ส-วนตJนตีนเป9ด หรือพญาสัตบรรณ เป9นตJนไมJมงคลเช่ือว-า การปลกู ตนJ พญาสตั บรรณไวJท่ีบาJ นจะทำใหมJ เี กยี รตยิ ศ น-าเคารพยกย-อง แตม- ีดอกที่ส-งกล่ินเหม็น 208

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอนั ดบั โซลานาเลส (Solanales) วงศ%มะเขือ หรือวงศ%โซลานาซีอี (Solanaceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมJพม-ุ ไมJลJมลกุ หรือไมตJ นJ ขนาดเลก็ ใบ : ใบเด่ยี ว ขอบใบเรียบ หรือหยกั เวาJ อาจมหี นามหรือขนปกคลมุ โคนใบมักไม- เท-ากนั ไมม- ีหูใบ ใบเรยี งสลบั ดอก : ดอกชอ- แบบกระจกุ บางชนดิ เปน9 ดอกเดย่ี ว ดอกสมบรู ณEเพศ สมมาตรตามรัศมี กลีบเลีย้ ง 5 กลบี เชอื่ มกัน ปลายกลบี แยกเป9นแฉก กลบี ตดิ ทน กลีบดอก 5 กลีบ เชอื่ มติดกันเปน9 หลอดรูปกรวย รปู วงลJอ หรอื รูประฆัง ดอกบานกลบี ดอกมรี อยพบั จบี ดอกตูมกลบี ดอกจะพบั ซJอนไปมา เกสรเพศผJู : มี 5 อนั แยกกัน ติดบนกลีบดอก เรยี งอยร-ู ะหว-างกลบี ดอก เกสรเพศผูJมกั มี ขนาดไม-เทา- กนั อับเรณยู าว แตกตามยาว หรือแตกเป9นรูตอนปลาย มกั มจี านต-อมน้ำหวาน เกสรเพศเมีย : มี 2 คารEเพล 2 หอJ งเชอ่ื มกัน บางชนดิ อาจมีผนังก้นั ไมช- ดั เจน ทำใหJเปน9 4 หJอง แต-ละหอJ งมอี อวุล 1-จำนวนมาก พลาเซนตารอบแกนรว- ม รงั ไข-เหนือวงกลีบ กาJ นชูเกสร 1 อนั มลี ักษณะเปน9 2 พู ผล : ผลสดมีเนอื้ หลายเมลด็ หรอื ผลแหJงแตก เมลด็ : มีจำนวนมาก ลกั ษณะแบน มเี อนโดสเป`รEม พืชวงศนE กี้ ระจายอย-ูในเขตรอJ น และเขตอบอนุ- ในอเมรกิ า ตวั อย-างทพ่ี บในประเทศไทยไดแJ ก- มะเขอื พวง Solanum torvum Sw. (ภาพประกอบท่ี 8.13จ) มะอึก S. stramonifolium Jacq. พรกิ ขหี้ นู S. frutescens L. มันฝรงั่ S. tuberorum L. มะเขือเทศ Lycopersicon esculentum Mill. ยาสูบ Nicotiana tabacum L. ลำโพง Datura metel L. var. metel ราตรี Cestrum nocturnum L. (ภาพประกอบที่ 8.13ฉ) โทงเทง Physalis angulate L. พืชในวงศEนี้หลายชนิดนำผลมาประกอบอาหาร เช-น มะเขือพวง มะอึก พริกข้ีหนู มะเขือเทศ ส-วนตJนมันฝร่ังมีลำตJนสะสมอาหารจำพวกแป°ง ซึ่งชาวยุโรปและอเมริกานิยมรับประทานมันฝร่ังเป9นอาหาร หลักแทนขJาว ตJนยาสบู ใชใJ บออ- นนำมาทำมวนบุหรีไ่ ดJ ตJนราตรีใชJปลูกประดบั 209

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.13 ตัวอยา- งพชื วงศEเข็ม (ก-ข) วงศEลนั่ ทม (ค-ง) และวงศEมะเขอื (จ-ฉ) ก. เข็มป~า (Ixora cibdela Craib); ข. ยอบาJ น (Morinda citrifolia L.); ค. ตนี เป9ด (Alstonia scholaris (L.) R. Br.); ง. รัก (Calotropis gigantea (L.) W.T.Aiton); จ. มะเขอื พวง (Solanum torvum Sw.); ฉ. ราตรี (Cestrum nocturnum L.) 210

วงศ%ผักบง[ุ หรือวงศ%คอนโวลวูลาซีอี (Convolvulaceae) ลักษณะวิสัย : ไมJลมJ ลุก ไมJพุ-ม หรอื ไมJเลอ้ื ย มนี ำ้ ยางขาว บางชนดิ เป9นพืชน้ำ หรอื เป9นพืช ปรสิต ทกุ สว- นมีน้ำยางขาว ใบ : ใบเด่ยี ว หรือใบประกอบรูปน้วิ มอื ขอบใบเรยี บ ใบรูปหวั ใจ หรอื หวั ลูกศร ไม-มีหใู บ ใบเรียงสลบั ดอก : ดอกเดี่ยว หรือดอกชอ- แบบกระจุก ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรตามรศั มี มกี ลีบเล้ียง 5 กลีบ แยกกนั หรอื เชือ่ มกนั เลก็ นJอยที่ฐาน กลบี ซอJ นเหลือ่ มกนั กลีบติดทน กลบี ดอก 5 กลีบ เช่อื มกันเป9นหลอดรปู กรวย กลบี ดอกมกั มี รอยพบั จบี ดอกตูมกลีบดอกจะพบั ซอJ นและบิดเปน9 เกลยี ว เกสรเพศผJู : มี 5 อนั แยกกัน มกั มขี นาดไมเ- ทา- กัน ติดบนกลีบดอก เรยี งอยร-ู ะหวา- งกลีบดอก อบั เรณแู ตกตามยาว มจี านตอ- มนำ้ หวาน เกสรเพศเมยี : มี 2 คารEเพล 2 หอJ งเชื่อมกัน แตล- ะหอJ งมีออวุล 2 พลาเซนตารอบแกนร-วม รังไขเ- หนอื วงกลบี ยอดเกสรเพศเมยี มกั เป9น 2 พู ผล : ผลแหJงแตก มกี ลบี เลย้ี งตดิ ทน เมล็ด : มขี นาดใหญ- ผิวเรยี บ อาจมีขนปกคลุม มเี อนโดสเปร` มE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศEนีก้ ระจายตัวอยูท- ว่ั โลก สว- นมากเปน9 พชื เขตรJอนของเอเชยี และอเมรกิ า ตัวอยา- งท่ีพบ ในประเทศไทยไดJแก- ผักบJุง Ipomoea aquatica Forssk. ผักบงุJ รั้ว I. cairica (L.) Sweet (ภาพประกอบท่ี 8.14ก) ผักบงJุ ทะเล I. pes-caprae (L.) R. Br. ผักบุงJ ทะเลขาว I. imperati (Vahl) Griseb. มันเทศ I. batatas (L.) Lam. บานดึก I. alba L. ใบระบาด Argyreia nervosa (Burm. f.) Bojer ฝอยทอง Cuscuta chinensis Lam. พืชในวงศEน้ีหลายชนิดเป9นพืชเศรษฐกิจ เช-น ผักบุJง นิยมนำยอดอ-อน ใบ และลำตJนมา ประกอบอาหาร ตJนมันเทศ ใชJรากสะสมอาหารมารับประทาน มีสารอาหารจำพวกแป°งสูง พืชบางชนิดเป9น วัชพืช เช-น ฝอยทอง ส-วนตJนใบระบาด นิยมปลูกเป9นซJุมไมJเลื้อย และเป9นไมJมงคล โดยคนไทยโบราณเช่ือว-า การปลูกตJนใบระบาด (ตJนใบละบาท) จะส-งเสริมใหJมีความร่ำรวย หากตJนมีจำนวนใบที่มากขึ้นก็จะทำใหJมี เงนิ เพ่ิมมากขึ้นตามไปดวJ ย 211

อนั ดับลาเมยี เลส (Lamiales) วงศ%ปบ3 หรอื วงศ%บกิ โนเนียซอี ี (Bignoniaceae) ลกั ษณะวสิ ัย : ไมJตJน หรือไมJพมุ- หรอื ไมJเลอ้ื ย ใบ : ใบเดีย่ ว หรอื ใบประกอบแบบขนนก บางชนดิ ใบยอ- ยเปล่ยี นเปน9 มอื เกาะ ไม-มหี ูใบ ใบเรียงตรงขJาม ยกเวJนบางชนิดที่เป9นใบเดย่ี วและใบเรียงสลับ หรอื เรยี งเวยี น ดอก : ดอกเดยี่ ว หรอื ดอกช-อแบบกระจะ ช-อกระจุก ชอ- เชงิ หลั่น หรือชอ- แยกแขนง มขี นาดใหญ- ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรดJานขJาง มีกลบี เลยี้ ง 5 กลีบ เชื่อมตดิ กนั เปน9 รูประฆัง ปลายแยก กลบี ดอก 5 กลบี เชือ่ มกนั เป9นหลอด กลีบบน 2 กลบี แยกออกเป9นสว- นหนึ่งจาก 3 กลบี ลา- ง กลีบดอกเรียงซJอนเหล่ือมกัน เกสรเพศผูJ : มี 4 อัน ยาว 2 อัน สั้น 2 อัน เชอื่ มติดกบั หลอดกลบี ดอก อบั เรณูแตกตามยาว และมีตอ- มน้ำหวาน เกสรเพศเมีย : มี 2 คารเE พลเช่อื มกัน มี 1-2 หJอง ออวุลมีจำนวนมาก มีจานฐานดอกรองรบั พลาเซนตารอบแกนรว- ม หรือพลาเซนตาตามแนวตะเขบ็ รังไขเ- หนอื วงกลบี ผล : ผลแหJงแตก มักมีขนาดใหญ- หรือเป9นฝuกยาว แบน หรือกลม เมล็ด : มีจำนวนมาก มลี ักษณะแบนและมปี Xก ไมม- เี อนโดสเปร` มE มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศนE กี้ ระจายอย-ใู นเขตรJอน โดยเฉพาะอเมรกิ าใตJ เขตอบอ-ุนมเี ล็กนอJ ย ตวั อย-างทพ่ี บใน ประเทศไทยไดJแก- ปบX Millingtonia hortensis L.f. (ภาพประกอบที่ 8.14ข) แคแสด Spathodea campanulata P.Beauv. (ภาพประกอบที่ 8.14ค) แคนา Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. เพกา Oroxylum indicum Kurz กาสะลองคำ Radermachera ignea (Kurz) Steenis. ทองอไุ ร Tecoma stans (L.) H.B.K. ชมพพู นั ธทEุ พิ ยE Tabebuia rosea (Bertol.) DC. แคหางค-าง Fernandoa adenophyllum (Wall. ex G. Don) Steenis (ภาพประกอบที่ 8.14ง) พืชในวงศEนี้หลายชนิดเป9นเป9นไมJประดับ เช-น ปXบ กาสะลองคำ ทองอุไร ชมพูพันธEุทิพยE แคแสด บางชนิดนำมาประกอบอาหาร เช-น เพกา ใชดJ อกและฝuกอ-อนมารบั ประทาน และเปน9 สมนุ ไพรดJวย 212

วงศ%เหงอื กปลาหมอ หรือวงศ%อะแคนทาซอี ี (Acanthaceae) ลักษณะวิสยั : ไมลJ Jมลกุ ไมพJ ุม- ขนาดเลก็ หรอื ไมJเลอ้ื ย บรเิ วณขอJ มกั จะพองโป~ง ใบ : ใบเดีย่ ว ขอบใบเรียบ ผิวใบอาจมีขนสาก ไมม- หี ูใบ ใบเรยี งตรงขาJ ม ดอก : ดอกช-อแบบกระจุก ช-อกระจะ หรือช-อเชิงลด มีขนาดใหญ- ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรดJานขJาง มีใบประดับรองรับ มีกลีบเล้ียง 5 กลีบ เชื่อมกัน ปลายแยก กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมกันเป9นหลอด ปลายกลีบเป9น 2 กลีบ กลีบบนมักมีขนาด เลก็ กว-ากลีบล-าง ดอกตูมกลบี ซอJ นเหลือ่ มกัน เกสรเพศผูJ : มี 4 อัน อยู-เป9น 2 ค-ูยาวไม-เท-ากัน หรืออาจมีเพียง 2 อัน กJานชูอับเรณูติดบน กลีบดอก อับเรณูแตกตามยาว มตี อ- มน้ำหวาน เกสรเพศเมยี : มี 2 คารEเพลเชื่อมกัน 2 หJอง แต-ละหJองมีออวุล 2-จำนวนมาก มักมีเย่ือก้ัน เทียมทผี่ นงั รงั ไข- พลาเซนตารอบแกนร-วม หรอื พลาเซนตาตามแนวตะเขบ็ รงั ไข-เหนือวงกลบี กJานเกสร 1 อนั ยอดเกสรมี 2 อัน ผล : ผลแหJงแตก หรอื ผลเมลด็ เดียว เมลด็ : มีจำนวนมาก ลักษณะคอ- นขJางแบน และมกั มปี Xก อมน้ำไดJ ไมม- เี อนโดสเปร` Eม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พืชวงศEน้ีส-วนมากเป9นพืชในเขตรJอน พบมากในอเมริกาใตJ เขตอบอ-ุนมีบJาง ตัวอย-างท่ีพบใน ประเทศไทยไดJแก- เหงอื กปลาหมอดอกขาว Acanthus ebracteatus Vahl เหงือกปลาหมอดอกม-วง A. ilicifolius L. ตอJ ยติง่ Ruellia tuberosa L. เสลดพังพอน Barleria lupulina Lindl. รางจืด Thunbergia laurifolia Lindl. (ภาพประกอบท่ี 8.14จ) สรอJ ยอินทนนิ T. grandiflora Roxb. ฮ-อม Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze. เสนยี ด Justicia adhatoda L. ทองพันชัง่ Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz (ภาพประกอบที่ 8.14ฉ) บาหยา Asystasia gangetica (L.) T.Anderson ฟ°าทะลายโจร Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees พืชวงศEนี้หลายชนิดเป9นสมุนไพร เช-น รางจืด ใชJขับพิษ แกJพิษงู แกJปวดเมื่อย ฟ°าทะลายโจร ใชJแกJไขJ ตัวรJอน ทองพันช่ัง ใชรJ ักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง สรJอยอินทนิน ใชJแกJปวด ทJอง ตJนฮ-อม ใชJแกไJ ขJ รJอนใน (Tangjitman, 2014) 213

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.14 ตวั อย-างพชื วงศEผักบงJุ (ก) วงศEปXบ (ข-ง) และวงศEเหงือกปลาหมอ (จ-ฉ) ก. ผักบงJุ รว้ั (Ipomoea cairica (L.) Sweet); ข. ปบX (Millingtonia hortensis L.f.); ค. แคแสด (Spathodea campanulata P.Beauv.); ง.แคหางคา- ง (Fernandoa adenophyllum (Wall. ex G. Don) Steenis); จ.รางจดื (Thunbergia laurifolia Lindl.); ฉ. ทองพันช่ัง (Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz) 214

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%เทยี นเกล็ดหอย หรอื วงศ%แพลนทาจินาซอี ี (Plantaginaceae) ลักษณะวสิ ัย : ไมลJ มJ ลกุ ใบ : เกดิ เปน9 กระจุกบริเวณโคนตนJ ไมม- หี ใู บ เสนJ ใบขนาน ดอก : ดอกชอ- แบบช-อเชิงลด มีขนาดเล็ก ดอกสมบูรณEเพศ สมมาตรตามรัศมี มกี ลบี เลยี้ ง 4 กลบี เช่อื มกัน กลีบซJอนเหล่อื มกัน ตดิ ทน กลบี ดอก 4 กลีบ เชอื่ มกัน มลี ักษณะบางใส คอ- นขJางแหJง เกสรเพศผJู : มี 4 อนั กาJ นชูอบั เรณยู าว แยกกนั เช่อื มตดิ กับหลอดกลบี ดอก อับเรณูไหวไดJ เกสรเพศเมีย : มี 2 คารEเพล 2 หJอง แต-ละหอJ งมี 2-3 ออวลุ หรอื จำนวนมาก กJานชูเกสรเพศ เมียมี 1 อนั ปลายแยกเป9น 2 แฉก พลาเซนตารอบแกนรว- ม รังไข-เหนือวงกลบี ผล : ผลแตกแบบเป`ดฝา เมลด็ : มี 2-3 เมลด็ หรือจำนวนมาก อาจมีเมอื กเม่อื เปยX กนำ้ มเี อนโดสเปร` มE พชื วงศนE ส้ี -วนใหญ-กระจายในเขตอบอุ-น ตัวอย-างทีพ่ บในประเทศไทยคือ เทียนเกลด็ หอย Plantago ovata Forssk. ผกั กาดนำ้ P. major L. (ภาพประกอบท่ี 8.15ก) ตJนผกั กาดน้ำ รบั ประทานไดJ โดยใชใJ บออ- นกนิ เป9นผกั สดรว- มกับนำ้ พริก นอกจากนยี้ ังเปน9 สมุนไพรใชJแกJปวดเม่ือยกลJามเนื้อ ปวดเข-า ขอJ พลกิ และรักษาโรคน่ิวในทางเดินปสu สาวะ (Tangjitman, 2014) 215

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%มะลิ หรอื วงศ%โอลเี อซีอี (Oleaceae) ลกั ษณะวิสัย : ไมพJ มุ- ไมJตนJ หรือไมเJ ลอ้ื ยมเี น้อื ไมJ ใบ : ใบเด่ยี ว หรอื ใบประกอบแบบขนนก ขอบใบเรียบ หรือขอบจกั ซฟี่ uน ไมม- ีหูใบ เรียงตรงขJาม หรือเรียงเวียน ดอก : ดอกเดยี่ ว หรือดอกช-อแบบกระจกุ หรือชอ- แยกแขนง ดอกยอ- ยมีขนาดเล็ก สมบูรณเE พศ หรือแยกเพศ สมมาตรตามรศั มี มีกลบี เล้ียง 4 กลบี แยกกันหรอื เช่อื มตดิ กนั ทีฐ่ านเปน9 รปู ระฆงั กลีบติดทน กลีบดอก 4 กลีบ ปลายแยกกนั เรียงซอJ นเหล่อื มกัน กลบี สีขาวหรือเหลอื งออ- น มกี ลิน่ หอม ดอกตมู กลีบบดิ เวยี น เลก็ นอJ ย เกสรเพศผJู : มี 2 อัน เชือ่ มตดิ กบั หลอดกลีบดอก เรียงอย-ูตรงกันกับกลบี ดอก อาจมจี านตอ- ม น้ำหวานหรอื ไม-มี อับเรณูแตกตามยาว เกสรเพศเมีย : มี 2 คารเE พล 2 หJอง แต-ละหอJ งมีออวุล 1-2 ออวุล พลาเซนตารอบแกนร-วม รงั ไขเ- หนือวงกลีบ กJานชเู กสรเพศเมีย 1 อนั ยอดเกสรเพศเมยี แยกเปน9 2 แฉก ผล : ผลมีเนอื้ หลายเมล็ด ผลผนังชนั้ ในแข็ง ผลแหงJ แตก หรอื ผลปกX เดยี ว เมล็ด : มเี อนโดสเปร` Eมหรอื ไมม- ีเอนโดสเป`รมE พชื ในวงศนE ี้พบในเขตอบอ-นุ และเขตรJอน ตัวอยา- งพืชที่พบในประเทศไทยมดี งั นี้ มะลิ Jasminum sambac (L.) Aiton มะลวิ ลั ยEเถา J. siamense Craib มะลิวัลยE J. adenophyllum Wall. ex C.B.Clarke มะลุลี J. multiflorum (Burm.f.) Andrews (ภาพประกอบท่ี 8.15ข) ขาJ วตอกพระรว- ง Ligustrum sinense Lour. หอมหม่นื ลี้ Osmanthus fragrans Lour. กรรณิการEแก-งกระจาน Nyctanthes aculeata Craib พืชวงศEน้ีหลายชนิดปลูกเป9นไมJประดับ เน่ืองจากมีกลิ่นหอม เช-น มะลิ มะลิวัลยEเถา มะลิวัลยE มะลุลี หอมหม่ืนล้ี ทั้งน้ีดอกมะลิ เป9นดอกไมJท่ีคนไทยยกย-องใหJเป9นดอกไมJประจำวันแม-แห-งชาติ นอกจากนี้ คนไทยยังนยิ มเกบ็ ดอกมะลิเพ่ือนำมารอJ ยเป9นพวงมาลยั ใชทJ ำดอกไมJแหงJ หรือใชใJ นอตุ สาหกรรมนำ้ มนั หอม ระเหยไดJ 216

วงศ%กะเพรา หรือวงศ%ลาเมยี ซีอี (Lamiaceae) ลักษณะวิสยั : ไมJลJมลกุ ไมพJ -ุม หรอื ไมJตJน กิง่ และลำตJนมีลกั ษณะเป9นสเี่ หล่ยี ม มขี นปกคลุม บางชนดิ มีกลน่ิ น้ำมนั หอมระเหย ใบ : ใบเดย่ี ว หรือใบประกอบแบบขนนก ขอบใบเรยี บ หรอื จกั ฟนu เลอ่ื ย ไมม- ีหูใบ ใบเรียงตรงขJามสลบั ตั้งฉาก หรอื เรยี งวงรอบ ดอก : ดอกช-อแบบกระจกุ ชอ- เชิงลด หรอื ช-อฉัตร ดอกสมบรู ณEเพศ สมมาตรดJานขJาง หรอื สมมาตรตามรศั มี มีกลีบเล้ียง 4-5 กลีบ เชือ่ มกัน ส-วนมากมักแยกเปน9 รูป ปากเป`ด และเห็นสนั ตามยาวบนกลีบเลย้ี งชัดเจน และกลบี เล้ยี งตดิ ทน กลบี ดอก 4-5 กลีบ เชอ่ื มกัน ปลายแยกเป9นรูปปากเป`ด เรยี งซJอนเหลอ่ื มกนั เกสรเพศผูJ : มี 4 อัน แยกกัน อาจอยู-เปน9 2 คู- ยาวไม-เทา- กัน บางชนิดมี 5 อัน โดย 1 อนั เปน9 หมนั กJานชอู ับเรณตู ิดบนหลอดกลีบดอก กาJ นยาวยื่นพJนกลบี ดอก อบั เรณแู ตกตามยาว มจี านต-อมน้ำหวาน เกสรเพศเมยี : มี 2 คารเE พลเชื่อมติดกัน มี 4 หJอง แตล- ะหอJ งมี 1-2 ออวุล กJานเกสรเพศเมยี แยกเป9น 2 แฉก พลาเซนตาทฐ่ี าน หรอื พลาเซนตารอบแกนร-วม รังไขเ- หนือวงกลบี ผล : ผลมีเน้อื หลายเมลด็ ผลผนงั ช้ันในแขง็ หรือผลเปลือกแขง็ เมลด็ : เมล็ดแขง็ กลม ไมม- ีเอนโดสเป`รEม บางชนดิ เม่อื ถกู นำ้ มีลักษณะเปน9 เมือกหุมJ เมล็ด มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง พชื วงศนE ส้ี ว- นใหญ-เปน9 พืชเขตรJอน และกง่ึ รอJ น ตัวอย-างทพ่ี บในประเทศไทยไดแJ ก- สัก Tectona grandis L.f. ตนี นก Vitex peduncularis Wall. ex Schauer สะระแหน- Mentha cordifolia Opiz กะเพรา Ocimum tenuiflorum L. (ภาพประกอบที่ 8.15ค) โหระพา O. basilicum L. งาขม้ี Jอน Perilla cymoides L. เนียมหูเสือ Plectranthus amboinicus (Lour.) Spreng. พมิ เสน Pogostemon cablin (Blanco) Benth. พนมสวรรคE Clerodendrum paniculatum L. (ภาพประกอบที่ 8.15ง) หญJาหนวดแมว Orthosiphon aristatus (Blume) Miq. (ภาพประกอบที่ 8.15จ) พืชวงศEนี้หลายชนิดเป9นพืชเศรษฐกิจนิยมนำใบมาปรุงแต-งกล่ินอาหาร เช-น กะเพรา โหระพา สะระแหน- ส-วนตJนสัก เป9นไมJเศรษฐกิจ เน้ือไมJมีความแข็งแรง สามารถนำไปใชJในงานก-อสรJางท่ีตJองการ ความแข็งแรงทนทานไดดJ ี ส-วนตนJ หญJาหนวดแมว เป9นสมนุ ไพรใชJรกั ษาน่ิวในทางเดนิ ปuสสาวะ 217

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวงศ%ผกากรอง หรอื วงศ%เวอรบ% เี นซอี ี (Verbenaceae) ลักษณะวิสัย : ไมลJ Jมลกุ ไมJพุม- หรือไมตJ นJ กง่ิ หรือลำตJนทเี่ กดิ ใหม-มีลกั ษณะเป9นส่ีเหลีย่ ม มขี นปกคลุม ใบ : ใบเดีย่ ว หรือใบประกอบแบบนิ้วมอื ขอบใบจกั ซฟ่ี uน หรือจักฟuนเลอ่ื ย ไม-มหี ใู บ ใบเรยี งตรงขJาม หรอื เรยี งวงรอบ ดอก : ดอกชอ- แบบกระจกุ ช-อกระจะ หรอื ช-อเชงิ ลด ดอกสมบรู ณเE พศ สมมาตร ดJานขาJ ง มกี ลบี เล้ยี ง 4-5 กลีบ เชื่อมกนั กลบี เลย้ี งตดิ ทน กลบี ดอก 4-5 กลีบ เช่อื มกัน ปลายแยกเปน9 รูปปากเปด` เกสรเพศผูJ : มี 4 อัน แยกกนั อยเู- ป9น 2 คู- ยาวไมเ- ท-ากนั กาJ นชูอับเรณตู ิดบนหลอดกลบี ดอก และเรียงอยูร- ะหวา- งกลบี ดอก อบั เรณแู ตกตามยาว มจี านตอ- มน้ำหวาน เกสรเพศเมีย : มี 2 คารEเพล มีเย่อื กันเทียมทำใหJเกิดเป9น 4 หอJ ง แตล- ะหJองมี 1 ออวลุ พลาเซนตารอบแกนรว- ม รงั ไข-เหนือวงกลีบ กาJ นเกสรเพศเมยี แยกเป9น 2 แฉก ผล : ผลผนงั ชน้ั ในแข็ง ผลเปลือกแขง็ หรอื ผลมีเน้อื หลายเมล็ด เมลด็ : มี 1-4 เมล็ด มีหรอื ไมม- ีเอนโดสเปร` Eม พืชวงศEนีส้ -วนใหญเ- ป9นพืชเขตรอJ น ตวั อยา- งท่ีพบในประเทศไทยไดJแก- ผกากรอง Lantana camara L. (ภาพประกอบท่ี 8.15ฉ) เทยี นหยด Duranta erecta L. พวงคราม Petrea volubilis L. พันงเู ขียว Stachytarpheta jamaicensis (L.) Vahl บหุ งาสา- หรี Citharexylum spinosum L. พืชวงศEนี้บางชนิดเป9นวัชพืชพบไดJท่ัวไป เช-น พันงูเขียว บางชนิดเป9นไมJประดับ เช-น เทียน- หยด พวงคราม บุหงาส-าหรี และผกากรอง โดยใบและผลแก-ของตJนผกากรองเป9นส-วนที่มีพิษ ผูJที่ไดJรับพิษ จากผกากรองมักมีอาการมึนงง อาเจียน ทJองเสีย อ-อนเพลีย ไม-มีเรี่ยวแรง ขาดออกซิเจน หมดสติ และอาจ ถงึ ตายไดใJ นทสี่ ุด 218

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพประกอบท่ี 8.15 ตวั อย-างพืชวงศEเทียนเกลด็ หอย (ก) วงศมE ะลิ (ข) วงศEกะเพรา (ค-ง) และวงศผE กากรอง (จ) ก. ผักกาดน้ำ (Plantago major L.); ข. มะลุลี (Jasminum multiflorum (Burm.f.) Andrews; ค. กะเพรา (Ocimum tenuiflorum L.); ง. พนมสวรรคE (Clerodendrum paniculatum L.); จ. หญJาหนวดแมว (Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.); ฉ. ผกากรอง (Lantana camara L.) 219


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook