44 มนั มา ซงึ่ จะกอ ใหเกิดความรอ นกบั โลกของเรา เราสามารถนาํ กลับมาใชเ ปน ภาชนะใสนํ้าแทนกระติกนํ้า หรือ ใชปลกู ตน ไมก ไ็ ด 6. ใชก ระดาษดวยความประหยดั กระดาษแตละแผน ทาํ มาจากการตัดตนไม ซ่ึงเปนเสมือนปราการ สําคัญของโลกเรา ดงั น้นั การใชกระดาษแตละแผนควรใชใหประหยัดทั้งดานหนาหลัง ใชเสร็จควรนํามาเปน วัสดุรอง หรอื นาํ มาเชด็ กระจกกไ็ ด นอกจากนก้ี ารนํากระดาษไปเผากจ็ ะเกิดความรอ นตอโลกเราเชนกนั 7. ไมส นับสนุนกิจการใดๆ ที่ส้ินเปลืองทรพั ยากรของโลกเรา และควรสนับสนนุ กิจการท่ีมกี ารคํานงึ ถึง การรักษาสงิ่ แวดลอม
45 กจิ กรรมที่ 1.2 ลกั ษณะปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ี่สําคญั และการปองกันอนั ตราย 1. ปรากฏการณเ รือนกระจกคืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 2. ในฐานะท่ที า นเปนสวนหนึ่งของประชากรโลกทานสามารถจะชวยปองกันและแกไขปญหาภาวะ โลกรอนไดอยา งไรใหบ อกมา 5 วิธี .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
46 เรอ่ื งท่ี 3 วิธใี ชเคร่อื งมอื ทางภูมิศาสตร เคร่ืองมอื ทางภมู ศิ าสตร ใชประกอบการเก็บขอมูล เพ่ือการบรรยายเชิงปริมาณและคุณภาพของสภาพภูมิอากาศโลก เชน จีพีเอส หรือระบบกําหนดตําแหนงบนพนื้ ผวิ โลก เข็มทศิ เคร่ืองมือบางชนิดใชประกอบการเรียนและการสอน ในหอ งเรียนหรอื ในหอ งปฏบิ ตั กิ าร และเคร่อื งมือบางชนิดใชป ระกอบการศกึ ษา และเกบ็ ขอ มูลเฉพาะในสนาม เทานั้น บางครั้งการใชเคร่ืองมือตองใชเครื่องคอมพิวเตอรประกอบดวย เชน เคร่ืองมือระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตรหรือท่ีรูจักกันในปจจุบันวา GIS (Geographic Information System) ขอมูลดาวเทียมหรือ SRS (Satellite Remote Sensing) ระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลกหรือ GPS (Global Positioning System) ซ่งึ นักภมู ศิ าสตรยุคใหมจําเปน ตอ งรู สาํ หรบั ในที่น้ีจะกลาวถึงเคร่ืองมือ ภูมิศาสตรท่ีสําคัญคือ แผนที่ ลูกโลก รูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม และเคร่อื งมอื เทคโนโลยีส่ือการศกึ ษาภูมศิ าสตร แผนท่ี แผนทีเ่ ปนสง่ิ ทม่ี ีความสาํ คัญมากในการศึกษาวิชาภมู ศิ าสตร เพราะครอบคลุมทั้งลักษณะภูมิประเทศ ลกั ษณะภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ รวมทง้ั ส่งิ ทเี่ กดิ ขน้ึ จากฝมือของมนษุ ยบ นพนื้ ผิวโลกดวยการจดั ทํา แผนท่ีในปจจุบนั ไดมีการพฒั นาการขึน้ เปนลาํ ดับ มกี ารนาํ เอารปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียมมาชวย ในการทาํ แผนทท่ี าํ ใหสามารถสรางแผนทไ่ี ดรวดเร็ว มีความถูกตองและทันสมัยกวา ในอดีต
47 ความหมายของแผนที่ แผนที่ (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช สัญลักษณไมวา เคร่ืองหมายหรือสี แทนส่งิ ตางๆ บนพื้นผวิ โลก แผนท่จี ึงตา งจากลกู โลกและแผนผงั เครอ่ื งหมายแผนที่ คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณท่ีใชแทนส่ิงตางๆ บนพื้นพิภพ ที่เกิดขึ้นเองและ ตามธรรมชาติ นอกจากเครอ่ื งหมายแลว เรายงั ใชสเี ปนการแสดงลักษณะภูมปิ ระเทศอีกดว ย คือ 1. สดี ํา หมายถงึ ภมู ปิ ระเทศสาํ คัญทางวัฒนธรรมทมี่ นษุ ยสรา งขนึ้ เชน อาคาร สสุ าน วัด สถานท่ี ราชการตางๆ เปน ตน 2. สนี า้ํ เงนิ หมายถึง ลกั ษณะภูมิประเทศทเี่ ปน นํา้ เชน ทะเล แมน า้ํ หนอง บงึ เปนตน 3. สนี าํ้ ตาล หมายถึง ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศท่ีมคี วามสงู โดยทว่ั ไป เชน เสน ชน้ั ความสงู 4. สเี ขยี ว หมายถงึ พชื พันธุไ มตางๆ เชน ปา สวน ไร 5. สีแดง หมายถงึ ถนนสายหลัก พ้ืนที่ยา นชุมชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสําคัญ ความสําคัญของแผนที่ 1. ทําใหท ราบลักษณะทางธรรมชาตขิ องพน้ื ผวิ โลก รวมทงั้ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ บนพนื้ ผิวโลก 2. ทําใหทราบขอมลู สถติ ติ างๆ เพอื่ การเปรยี บเทียบ การพัฒนาการวางแผนในดา นตางๆ รวมทั้ง ดานยุทธศาสตร ประโยชนข องแผนที่ 1. ในการศึกษาลักษณะภูมปิ ระเทศ แผนทีจ่ ะทําใหผ ูศกึ ษาทราบวา พน้ื ที่ใดมีลักษณะภูมิประเทศแบบ ใดบา ง 2. ตอการศึกษาธรณีวทิ ยา เพอ่ื ใหทราบความเปนมาของแหลงทรพั ยากร ดิน หิน แรธ าตุ 3. ดานสมทุ รศาสตรและการประมง เพื่อใหทราบสภาพแวดลอ มชายฝง ทะเล 4. ดานทรัพยากรน้ํา รขู อ มลู เก่ยี วกับแมนํา้ และการไหล อางเกบ็ นาํ้ ระบบการชลประทาน 5. ดานปาไม เพือ่ ใหทราบคุณลกั ษณะของปาไมแ ละการเปล่ยี นแปลงพน้ื ทีป่ า 6. ดานการใชท ีด่ นิ เพ่ือใหทราบปจจัยการใชประโยชนท่ดี ินดานตางๆ 7. ดา นการเกษตร การเกษตรมผี ลตอการพฒั นาประเทศ เพือ่ รูวา บรเิ วณใดควรพัฒนา 8. ดานสง่ิ แวดลอม โดยเฉพาะการจัดการทรพั ยากรบริเวณตางๆ 9. ในการวางผังเมอื ง เพอ่ื ใชข อ มูลทางธรรมชาตใิ นการจัดวางผังเมอื งใหเหมาะสม 10. การศึกษาโบราณคดี เพ่ือคน หาแหลง ชุมชนโบราณและความรอู ื่นๆ 11. ดา นอตุ ุนยิ มวิทยา เพอ่ื ประโยชนใ นการเพาะปลูก อุตสาหกรรม ประมง การปองกันอทุ กภัย
48 ลกั ษณะของส่งิ ท่แี สดงปรากฏบนแผนท่ปี ระกอบดวย 1. ลกั ษณะของสิ่งที่เกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ แมน้ํา ภูเขา ท่ีราบ ท่ี ราบสูง เกาะ เปนตน 2. ลักษณะของสงิ่ ท่มี นุษยส รา งขึน้ เชน เสนกนั้ อาณาเขต เมือง หมูบาน สถานทร่ี าชการ ศาสนสถาน เสน ทางคมนาคม พน้ื ท่เี กษตรกรรม เปนตน ชนิดของแผนที่ 1. แบง ตามขนาดของมาตรสวน มี 3 ชนดิ คอื 1.1 แผนที่มาตราสวนเลก็ หมายถงึ แผนทท่ี ี่มาตราสวนเล็กกวา 1 : 1,000,000 1.2 แผนท่มี าตราสว นกลาง หมายถงึ แผนทีท่ ม่ี มี าตราสว นระหวาง 1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000 1.3 แผนทมี่ าตราสว นใหญ หมายถึง แผนทที่ ี่มมี าตราสว นมากกวา 1 : 250,000 2. แบง ตามประเภทการใช ไดแ ก 2.1 แผนที่กายภาพ หรือแผนที่ลักษณะภูมิประเทศ (Topographic หรือ Landform หรือ Relief Map) เปนแผนท่ีแสดงรายละเอียดของส่ิงท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร เทือกเขา ท่ีราบสงู ทร่ี าบ ฯลฯ 2.2 แผนท่ีรัฐกิจ (Political Map) หรือแผนท่ีท่ัวไป (General Map) เปนแผนที่แสดงขอบเขต การปกครองของจังหวัด รฐั ประเทศ 2.3 แผนท่ีประวัติศาสตร (Historical Map) เปนแผนท่ีแสดงอาณาเขตของอาณาจักรหรือ จักรวรรดติ างๆ ในสมยั โบราณ 2.4 แผนท่โี ครงราง (Outline) เปนแผนทแ่ี สดงโครงรางของทวีป ประเทศ โดยไมมีรายละเอียด ใดๆ เพ่อื ใชในการศึกษา เชน 2.5 แผนทีเ่ ดินเรอื (Nautical Map) เปนแผนทีแ่ สดงเสนทางการเดินเรอื ในทองทะเล มหาสมุทร รวมทงั้ ใชสัญลกั ษณสีเพอ่ื แสดงความต้ืนลกึ ของพนื้ นํ้า 2.6 แผนท่เี ศรษฐกจิ (Economic Map) เปน แผนท่แี สดงเขตกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ตางๆ รวมทั้ง แสดงแหลง ทรพั ยากรสําคญั องคป ระกอบของแผนที่ องคป ระกอบทสี่ ําคญั ดงั นี้ 1. ชื่อแผนท่เี ปนสง่ิ ทม่ี ีความจําเปน สาํ หรบั ใหผ ูใชไ ดท ราบวาเปนแผนท่ีเรื่องอะไร แสดงรายละเอียด อะไรบาง เพอื่ ใหผูใ ชใ ชอยา งถกู ตอง และตรงความตองการ โดยปกติช่ือแผนท่ีจะมีคําอธิบายเพ่ิมเติมแสดงไว ดว ย เชน แผนทป่ี ระเทศไทยแสดงเนอื้ ท่ีปา ไม แผนทป่ี ระเทศไทยแสดงการแบงภาคและเขตจังหวดั เปน ตน
49 2. ขอบระวาง แผนทีท่ ุกชนดิ จะมีขอบระวาง ซ่งึ เปน ขอบเขตของพ้ืนท่ใี นภูมปิ ระเทศท่ีแสดงบนแผนที่ แผนนน้ั มักจะแสดงดวยเสน ขนานเพือ่ แสดงตาํ แหนง ละติจูดกบั เสน เมริเดียนเพ่ือแสดงตําแหนงลองจิจูด และ จะแสดงตัวเลขเพือ่ บอกคา พกิ ัดภมู ิศาสตรข องตําแหนง ตางๆ 3. ทิศทาง มีความสําคัญตอการคน หาตาํ แหนง ท่ีตง้ั ของสงิ่ ตางๆ โดยในสมยั โบราณใชวิธีดูทิศทางตาม การขึ้นและตกของดวงอาทิตยในเวลากลางวัน และการดูทิศทางของดาวเหนือในเวลากลางคืน ตอมามีการ ประดิษฐเ ข็มทศิ ซึ่งเปนเครื่องมอื ชว ยในการหาทศิ ขึ้น เนอ่ื งจากเข็มของเขม็ ทศิ จะชีไ้ ปทางทศิ เหนือตลอดเวลา การใชทิศทางในแผนท่ีประกอบกับเข็มทิศหรือการสังเกตดวงอาทิตย และดาวเหนือจึงชวยใหเราสามารถ เดินทางไปยงั สถานทที่ ีเ่ ราตองการได ในแผนท่ีจะตองมีภาพเข็มทิศหรือลูกศรช้ีไปทางทิศเหนือเสมอ ถาหาก แผนท่ีใดไมไ ดก ําหนดภาพเข็มทิศหรอื ลกู ศรไวก ใ็ หเ ขา ใจวา ดานบนของแผนทค่ี อื ทศิ เหนือ 4. สญั ลักษณ เปน เครอ่ื งหมายท่ใี ชแทนส่งิ ตางๆ ในภูมปิ ระเทศจริง เพื่อชวยใหผูใชสามารถอานและ แปลความหมายจากแผนท่ีไดอ ยา งถูกตอ ง ท้งั นใี้ นแผนทจี่ ะตองมีคาํ อธิบายสัญลกั ษณประกอบไวดวยเสมอ 5. มาตราสว น เปน อัตราสว นระหวา งระยะทางทยี่ อสวนมาลงในแผนท่ีกับระยะทางจรงิ ในภูมปิ ระเทศ มาตราสว นชวยใหผ ูใ ชท ราบวา แผนท่ีนน้ั ๆ ยอ สว นมาจากสภาพในภูมปิ ระเทศจริง ในอัตราสวนเทาใด มาตรา สวนแผนที่โดยมากจะมี 3 ลักษณะ ไดแก มาตราสวนแบบเศษสวน มาตราสวนคําพูดและมาตราสวนแบบ กราฟก มาตราสวนของแผนที่ คอื อัตราสวนระหวา งระยะบนแผนทก่ี บั ระยะในภมู ิประเทศ หรอื ความสมั พนั ธ ระหวางระยะทางราบบนแผนที่กับระยะทางราบในภูมิประเทศ การเขียนมาตราสวนเขียนไดหลายวิธี เชน 50,000 หรือ 1/50,000 หรือ 1 : 50,000 การคํานวณระยะทางบนแผนท่ี คาํ นวณไดจากสตู ร : มาตราสวนของแผนท่ี = ระยะบนแผนท่ี ระยะในภูมปิ ระเทศ 6. เสนโคงแผนที่เปนระบบของเสนขนานและเสนเมริเดียน ท่ีสรางขึ้นเพ่ือกําหนดตําแหนงพิกัด ภมู ศิ าสตรใหเ ปนมาตรฐานไวใ ชอ างองิ รวมกนั ซง่ึ ประกอบดว ย 6.1 เสนขนาน เปนเสน สมมตทิ ล่ี ากจากทศิ ตะวันออก สรางขึ้นจากการวัดมุมเริ่มจากเสนศูนย สูตร ซึง่ มีคา มมุ 0 องศา ไปยังข้ัวโลกทง้ั สองดา นๆ ละไมเกิน 90 องศา เสน ขนานทส่ี าํ คัญประกอบดวย
50 1. เสนศูนยส ูตรหรือเสนอิเควเตอร มีคา มุม 0 องศา 2. เสน ทรอปกออฟแคนเซอร มีคา มุม 23 องศา 30 ลิปดาเหนอื 3. เสนทรอปก ออฟแคปริคอรน มคี า มมุ 23 องศา 30 ลิปดาใต 4. เสนอารกตกิ เซอรเ คลิ มีคา มุม 66 องศา 30 ลิปดาเหนอื 5. เสนอันตารก ติกเซอรเคิล มีคา มมุ 66 องศา 30 ลปิ ดาใต 6.2 เสนเมริเดียน เปนเสน สมมติท่ลี ากจากข้ัวโลกเหนือไปยงั ขวั้ โลกใต สรา งขึน้ จากการสมมตเิ สน เมริเดียนปฐม มีคามุม 0 องศา ลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรไปทางทิศ ตะวันออกและทิศตะวันตกดานละ 180 องศา โดยเสนเมริเดียนท่ี 180 องศาตะวันออกและ 180 องศา ตะวันตกจะทบั กนั เปน เสนเดียวน้ีใหเปนเสนวันท่ีหรือเสนแบงเขตวันระหวางชาติ หรือเสนแบงเขตวันสากล เสนเมริเดียนแรกหรือเสนเมริเดียนปฐม (Prime Meridian) คือเสนเมริเดียนท่ีลากผานหอดูดาวแหงหน่ึง ตาํ บลกรีนิช ใกลกรงุ ลอนดอนในประเทศองั กฤษ ทั้งนีเ้ พอ่ื ใชเ ปนหลกั อา งอิงในการนบั เสนเมรเิ ดียนอืน่ ๆ ตอ ไป เสนเมริเดียนรอบโลกมี 360 เสน แบงเปนเสนองศา ตะวันออก 180 เสน และเสนองศาตะวันตก 180 เสน ความสาํ คญั ของเสน เมรเิ ดยี น คอื บอกพกิ ดั ของตําแหนงทตี่ ั้งตางๆ บนพน้ื ผวิ โลกโดยใชร วมกบั เสน ขนาน (เสน ละตจิ ูด) และใชเ ปน แนวแบงเขตเวลาของโลก 7. พกิ ัดภูมิศาสตรเปนระบบทีบ่ อกตําแหนงของส่ิงตางๆ บนพื้นผิวโลก โดยอาศัยเสนโครงแผนท่ีซ่ึง เสนขนานและเสน เมรเิ ดยี นตัดกนั เปนจุดสิ่งตางๆ บนพื้นผิวโลก โดยอานคาพิกัดภูมิศาสตรเปนละติจูด (เสน ขนาน) และลองจจิ ดู (เสน เมรเิ ดียน) ดังน้ัน ละติจูด เปนพิกัดของจุดหนึ่งบนเสนขนาน สวนลองจิจูดก็เปนพิกัดของจุดหนึ่งบนเสนเม ริเดียน ซึ่งทัง้ ละติจดู และลองจิจดู มคี าของมมุ เปน องศา โดย 1 องศา มคี า เทากบั 60 ลิปดาและ 1 ลิปดา มีคา เทา กับ 60 ฟล ิปดา
51 พกิ ดั ภูมศิ าสตรเปน ระบบท่ีบง บอกตําแหนง ทีต่ ั้งอยูจดุ ตําแหนง ตา งๆ บนพืน้ ผวิ โลก โดยอาศัยโครงขา ย ของเสน โครงแผนที่ซงึ่ ประกอบดวยเสนเมรเิ ดยี นกบั เสนขนานตดั กนั เปน “จุด” 1) ละตจิ ดู (Latitude) เปนคาของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนศูนยสูตรไปทางเหนือ หรือใตจ นถงึ 90 องศาทข่ี ั้วโลกทงั้ สอง 2) ลองจิจูด (Longitude) เปน คา ของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนเมริเดียนไป ทาง ทิศตะวันออกและทิศตะวนั ตกจนถึง 180 องศา ปจจุบันการบงบอกจุดตําแหนงบนพื้นผิวโลก สามารถทราบไดงายและถูกตอง โดยใช จีพีเอส เคร่ืองมือกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GPS:Global Positioning System) เครื่องมือชนิดนี้ มีขนาดเล็ก พกพาไดสะดวก และใหขอ มลู ตําแหนงบนพน้ื ผวิ โลกไดตรงกับความเปนจรงิ ดงั นน้ั จึงมีผนู ําเคร่อื งมือน้ีไปใชได สะดวกสบายในกจิ กรรมตา งๆ ไดแ ก การเดนิ เรอื การเดนิ ทาง ทอ งเท่ยี วปา การเดนิ ทางดว ยรถยนต เครอ่ื งบิน เปน ตน เม่ือกดปมุ สวิตซ เครอื่ งจะรับสัญญาณจากดาวเทียมแลวบอกคาพิกัดภูมิศาสตรใหทราบเครื่องหมาย แผนท่ี ลูกโลก องคประกอบของลูกโลก องคประกอบหลักของลูกโลกจะ ประกอบไปดว ย 1. เสนเมริเดียนหรือเสนแวง เปนเสนสมมติที่ลากจากขั้ว โลกเหนือไปจดขั้วโลกใต ซึ่งกําหนดคาเปน 0 องศา ท่ีเมืองกรีนิช ประเทศองั กฤษ 2. เสนขนาน หรือเสนรุง เปนเสนสมมติท่ีลากจากทิศ ตะวันตกไปทศิ ตะวันออก ทุกเสน จะขนานกับเสน ศนู ยสูตร ซง่ึ มีคามุมเทา กบั 0 องศา การใชล กู โลก ลูกโลกใชป ระกอบการอธิบายตาํ แหนง หรอื สถานท่ีของจุดพื้นทีข่ องสวนตา งๆ ของโลก โดยประมาณ เข็มทิศ เข็มทิศเปนเคร่ืองมือสําหรับใชในการหาทิศของจุดหรือวัตถุ โดยมหี นวยวดั เปนองศา เปรยี บเทยี บกับจุดเรมิ่ ตน เข็มทิศใชในการหา ทิศโดยอาศยั แรงดึงดูดระหวา งสนามแมเ หลก็ ขวั้ โลก (Magnetic Pole) กบั เข็มแมเหล็ก ซ่ึงเปนองคประกอบสําคัญท่ีสุดของเคร่ืองมือนี้ เข็ม แมเหล็กจะแกวงไกวไดโดยอิสระในแนวนอน เพื่อใหแนวเข็มชี้อยูใน แนวเหนอื ใต ไปยงั ขั้วแมเหล็กโลกตลอดเวลา หนาปดเข็มทิศซึ่งคลาย กับหนา ปดนาฬกิ าจะมีการแบง โดยรอบเปน 360 องศา ซงึ่ เข็มทศิ มีประโยชนใ นการเดินทาง เชน การเดินเรือ ทะเล เคร่อื งบิน การใชเขม็ ทศิ จะตองมีแผนทปี่ ระกอบและตอ งหาทิศเหนือกอ นเพ่ือจะไดรทู ิศอ่นื
52 รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียม รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี มเปนรปู หรอื ขอ มลู ตวั เลขทไ่ี ดจ ากการเกบ็ ขอมูล ภาคพืน้ ดนิ จากกลอ งทตี่ ิดอยกู บั พาหนะ เชน เครือ่ งบิน หรือดาวเทียม โดยมกี ารบนั ทกึ ขอ มูลอยา งละเอียดหรอื หยาบใน เวลาแตกตา งกัน จึงทําใหเหน็ ภาพรวมของการใชพ ้นื ท่แี ละการเปลีย่ นแปลงตา งๆ ตามท่ีปรากฏบนพนื้ ผวิ โลก เชน การเกดิ อทุ กภัย ไฟปา การเปลี่ยนแปลง การใชท ีด่ ิน การกอ สรางสถานที่ เปนตน ประโยชนของรูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ที่นยิ มใชกันมากจะเปนรูปหรือภาพถายท่ีได จากการสะทอ นคลื่นแสงของดวงอาทิตยข้ึนไปสูเครื่องบันทึกที่ติดอยูบนเคร่ืองบินหรือดาวเทียม การบันทึก ขอมูลอาจจะทําโดยใชฟลม เชน รูปถายทางอากาศสีขาวดํา หรือรูปถายทางอากาศสีธรรมชาติ การบันทึก ขอ มูลจากดาวเทยี มจะใชสญั ญาณเปน ตวั เลขแลว จึงแปลงคาตวั เลขเปน ภาพจากดาวเทียมภายหลงั การใชร ูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ผูใชจ ะตอ งไดรับการฝกหัดเพ่ือแปลความหมายของ ขอมูล การแปลความหมายอาจจะใชการแปลดวยสายตาตามความสามารถของแตละบุคคลหรือใชเคร่ือง คอมพิวเตอรแ ละโปรแกรมเขามาชวย เคร่ืองมือเทคโนโลยีเพ่อื การศึกษาภมู ิศาสตร ในโลกยุคปจ จุบนั ทีเ่ ต็มไปดวยขอ มูลขา วสาร และขอมูลท่ีเปน ตัวเลขจาํ นวนมาก เทคโนโลยจี งึ เขา มามี ความสาํ คญั และจะมคี วามสาํ คญั มากยิง่ ขึน้ ในอนาคต เทคโนโลยีท่ีสาํ คัญดานภูมิศาสตร คือ ระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตรหรือ GIS (Geographic Information System) และระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลก หรือ GPS (Global Positioning System) เคร่อื งมอื ท้งั สองประกอบดว ยคอมพิวเตอร หรอื ฮารด แวร (Hard ware) ซ่งึ มี ขนาดตา งๆ และโปรแกรมหรือซอฟแวร (Software) เปนหลักในการจดั ทาํ ดังน้ี 1) ประโยชนข องเครือ่ งมอื เทคโนโลยีเพ่อื การศึกษาภมู ิศาสตร จะคลายกบั การใชป ระโยชนจากแผนที่ สภาพภมู ปิ ระเทศและแผนทเ่ี ฉพาะเรอ่ื ง เชน จะใหคาํ ตอบวา ถาจะตอ งเดินทางจากจดุ หน่งึ ไปยังอกี จดุ หน่ึงใน แผนทจ่ี ะมรี ะยะทางเทา ใด และถา ทราบความเร็วของรถจะทราบไดว า จะใชเวลานานเทา ใด หลังจากการทาํ งานของระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร คอื การจัดหมวดหมูข องขอ มลู ตามความตองการ ที่จะนําไปวิเคราะหการคัดเลือกตัวแปร หรือปจจัยท่ีเก่ียวของ การจัดลําดับความสําคัญของปจจัยและการ ซอ นทบั ขอมูล ตัวอยางเชน ตองการหาพื้นท่ีที่เหมาะสมสําหรับการปลูกขาว โดยแบงออกเปน 3 ระดับ คือ เหมาะสมดี เหมาะสมปานกลาง และไมเหมาะสม โดยคดั เลือกขอ มลู 2 ประเภท คือ ดนิ และสภาพภมู ิประเทศ 2) การใชเ ครื่องมือเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษาภมู ิศาสตร การใชเ ครือ่ งมือเทคโนโลยีจําเปนตองมีเคร่ือง คอมพิวเตอรและโปรแกรม ผูใชจ ะตอ งไดร ับการฝก ฝนกอ นทจ่ี ะลงมือปฏิบตั ิ แหลง ขอมูลสารสนเทศของไทย ปจจุบันไดม ีการคิดคน และพฒั นาการขอมลู สารเทศอยางรวดเร็วและไดเผยแพรขอมูลสูสาธารณชน มาก โดยเฉพาะการนาํ ขอมลู เขา เว็บไซดใหประชาชนและผสู นใจท่ัวไปเขา ไปดขู อ มูลได ซึ่งเปนประโยชนอยาง มากตามความตองการของผูใชขอมูล แตขอมูลบางชนิดอาจตองติดตอจากหนวยงานนั้นๆ โดยตรง ท้ังจาก หนวยงานของรัฐท่ีสําคัญๆ คือ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมแผนที่ทหาร และเอกชนท่ีสําคัญๆ คือ
53 เครื่องเดินอากาศและเดินเรือ เว็บไซตที่นาสนใจ เชน ขอมูลดานสถิติ(www.nso.go.th) ขอมูลประชากร (www.dola.go.th) ขอมูลดาวเทียม (www.gistda.go.th) ขอมูลดินและการใชท่ีดิน (www.dld.go.th) เปน ตน กลา วโดยสรุป เครื่องมือทางภูมิศาสตรใชประกอบการศึกษา และการเก็บขอมูลเครื่องมือบางชนิด เหมาะสําหรับใชในหอ งเรียน หรอื หอ งปฏบิ ตั ิการ เครื่องมือบางชนิดใชไดส ําหรับในหอ งเรยี นและในภาคสนาม ผใู ชจ ะไดร วู าเม่ือใดควรใชเครอ่ื งมอื ภูมศิ าสตรในหองเรียนและเมื่อใดควรใชใ นภาคสนาม เครื่องมือบางชนิดจะ มีความซับซอนมาก หรือตองใชร ว มกันระหวา งเครื่องคอมพวิ เตอรแ ละโปรแกรม เครื่องมอื ทางภูมิศาสตรที่มคี วามสําคญั มากในปจจบุ นั คือ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร (GIS) ซึ่งแปลง สารสนเทศที่เกย่ี วกับพ้ืนที่ และขอมูลตารางหรือคําอธิบายที่ใหเปนขอมูลเชิงตัวเลขทําใหการจัดเก็บเรียกดู ขอมูล การปรับปรุงแกไขและการวิเคราะหเปนไปอยางรวดเร็ว และถูกตองและแสดงผลในรูปแบบแผนท่ี กราฟ หรอื ตารางไดอยางถูกตองอีกดวย สวนระบบ กําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GIS) ใชกําหนดจุดพิกัด ตําแหนง ของวัตถตุ างๆ บนผวิ โลก โดยอาศยั สัญญาณจากดาวเทียมหลายดวงท่ีโคจรอยรู อบโลก
54 กิจกรรมที่ 1.3 วิธใี ชเ ครือ่ งมือทางภูมศิ าสตร 1. แผนท่หี มายถงึ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 2. จงบอกประโยชนของการใชแผนทม่ี า 5 ขอ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 3. ใหบ อกวธิ กี ารใชเ ข็มทิศคูกบั การใชแ ผนทพ่ี อสังเขป .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
55 เรอ่ื งท่ี 4 ปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ ม ผลการจัดลาํ ดบั ความสําคญั ของปญหาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม ปญ หาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม นั้นไดมีการสํารวจทัศนคติของประชาชน พบวา ปญหา สําคญั 5 ลาํ ดบั แรก มดี งั นี้ ลาํ ดบั ท่ี 1 การสญู เสยี ทรัพยากรปาไม ลําดบั ท่ี 2 อทุ กภยั และภัยแลง ลําดับที่ 3 ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและการใชที่ดิน ลําดับที่ 4 มลพิษจากขยะ และลําดับที่ 5 มลพิษทาง อากาศ ดังตารางแสดง ผลการจัดลาํ ดับความสาํ คญั ดงั ตอ ไปน้ี ผลการ ทรพั ยากรธรรมชาติ ลําดับความสําคญั จดั ลาํ ดับ และสิง่ แวดลอม (จําแนกตามวธิ กี ารจัดลาํ ดับ) (ลาํ ดบั ที)่ จัดลาํ ดบั ดว ย จดั ลําดับดวย มูลคาความเสยี หาย ทัศนคตปิ ระชาชน 1 ทรพั ยากรปาไม 12 2 ทรพั ยากรน้าํ 31 3 ทรัพยากรดนิ และการใชท ี่ดนิ 2 6 4 มลพษิ จากขยะ 74 5 มลพษิ ทางอากาศ 57 6 มลพษิ ทางนา้ํ 85 7 ทรัพยากรพลังงาน 11 3 8 ทรพั ยากรทะเลและชายฝง 4 10 9 มลพษิ จากสารอนั ตราย 98 10 มลพษิ จากของเสยี อนั ตรายจากชมุ ชน 6 12 11 ทรัพยากรและแร 10 9 ทมี่ า : สถาบนั วิจยั เพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2549 ความสําคัญของสง่ิ แวดลอ มคอื เอื้อประโยชนใหส งิ่ มชี วี ิตทั้งพืชและสัตวอยูรวมกันอยางมีความสุข มี การพึง่ พากันอยางสมดลุ มนษุ ยดาํ รงชพี อยูไดด วยอาศยั ปจจัยพนื้ ฐานจากสิง่ แวดลอม ซงึ่ ประกอบดวยอาหาร
56 อากาศ นา้ํ ท่อี ยอู าศัย และยารักษาโรค สิง่ แวดลอ มเปนองคป ระกอบท่สี ําคัญของสง่ิ มีชวี ติ ทุกชนิด แต “ทําไม ส่ิงแวดลอมจึงถูกทําลาย” และเกิดปญหามากมายท่ัวทุกมุมโลก เมื่อทําการศึกษาพบวา “มนุษย” เปนผู ทําลายสงิ่ แวดลอมมากท่ีสุด สาเหตทุ ่ีมนุษยทําลายส่ิงแวดลอมเกิดจากความเห็นแกตัวของมนุษยเอง โดยมุง เพอื่ ดา นวตั ถแุ ละเงินมาตอบสนองความตองการของตนเอง เม่ือส่ิงแวดลอมถูกทําลายมากขึ้น ผลกระทบก็ยอนกับมาทําลายตัวมนุษยเอง เชน เกิดการ เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกรอนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติตางๆ เชน น้าํ ทวม แผน ดินถลม ควนั พิษ น้าํ เนา เสีย ขยะมลู ฝอย และสิ่งปฏิกลู ซึง่ สิ่งเหลา นม้ี ผี ลโดยตรงและทางออม และไมสามารถหลกี เลย่ี งได ผลกระทบจากการใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 4 ของไทยเกิดจากการโดยนํา นโยบายการปลูกพืชเชงิ เดย่ี วเขามาใชเพอ่ื มงุ พฒั นาเศรษฐกิจเปนหลกั ทาํ ใหประชาชนต่ืนตัวในการทําไรปลูก พืชเชงิ เด่ียว เชน มนั สาํ ปะหลงั ออย ปอ จึงเกิดการทําลายปา และทรพั ยากรธรรมชาติเพื่อหาพื้นที่ในการปลูก พชื เชงิ เดยี่ วตามนโยบายรัฐบาล มีการใชปยุ เคมี ใชยาปราบศัตรูพืช เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก แต ภาครัฐยังขาดการควบคุมอยางเปนระบบและชัดเจน จึงทําใหเกิดผลกระทบมาจนถึงปจจุบัน เชนปาไมถูก ทําลาย ดินเส่ือมคุณภาพ นํ้าเนาเสีย เกิดสารเคมีสะสมในแหลงน้ําและดิน เกิดมลพิษ ซึ่งส่ิงเหลาน้ีเกิด ผลกระทบโดยตรงและโดยออม ตอ สุขภาพและการดํารงชวี ิตของประชาชน ทาํ ใหเกิดความเสยี หายตอ ประเทศ โดยรวม จากการศกึ ษาของนกั วิชาการ พบวา การแกไขปญหาส่ิงแวดลอ มตองแกท ่ตี ัว “มนุษย” น่นั คอื จะตอง ใหความรู ความเขาใจธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรางจิตสํานึกใหเกิดความตระหนักตอ สงิ่ แวดลอ ม ตอประชาชน โดยเรยี นรูจากแหลง เรยี นรูใหมๆ สรางความตระหนักในปญหาท่ีเกิดข้ึน และสราง การมสี วนรวมในการปอ งกันและแกไ ขปญ หาทเ่ี กดิ ข้นึ ปญ หาสง่ิ แวดลอมสาํ คญั ๆ ดังตอไปน้ี คือ 1. ปาไม “ปาไม” เปนศูนยร วมของสรรพชวี ติ เปนทีก่ อ กําเนิดสายนํ้า ชวี ิตพืชและสตั วท่ีหลากหลายอีกท้ังเปน ทพี่ ่ึงพิงและใหป ระโยชนแกม นุษยม าแตโบราณกาล เพราะปาไมช ว ยรักษาสมดลุ ของธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม ควบคุมสภาพดินฟาอากาศ กาํ บังลมพายุ ปอ งกนั บรรเทาอุทกภัย ปองกันการพังทลายของหนา ดิน เปนเสมอื น เข่ือนธรรมชาติที่ปองกันการตื้นเขินของแมนํ้าลําคลอง เปนแหลงดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด และเปน โรงงานผลติ ออกซเิ จนขนาดใหญ เปน คลังอาหารและยาสมนุ ไพร และปา ไม
57 ยงั เปนแหลงศึกษาวิจัยและเปนสถานท่ี พกั ผอนหยอนใจของมนุษย นอกจากนี้ ในผืนปายังมีสัตวปานานาชนิด ซึ่งมี ประโยชนตอมนุษยและส่ิงมีชีวิตอ่ืนๆ ในหลายลกั ษณะ ไดแก การรักษาสมดุล ของระบบนิเวศ เชน การควบคุม ปรมิ าณสตั วปา ใหอ ยูในภาวะสมดลุ การ ชวยแพรพันธุพืช การควบคุมแมลง ศัตรูพืช เปนปุยใหกับดินในปา เปนตน การเปนแหลงพันธุกรรมท่ีหลากหลาย การเปนอาหารของมนุษยและสัตวอ่ืน และการสรางรายไดใหแกมนุษย เชน การคาจากช้ินสวนตางๆ ของสัตวปา การจําหนายสัตวปา และการเปด ใหบ รกิ ารชมสวนสตั ว เปน ตน ดังนน้ั จึงนบั วาปาไมใ หค ณุ ประโยชนทงั้ ทางตรงและทางออมแกมวลมนุษยเปน อยางมากมาย หากปาไมเ สอื่ มโทรม ชีวิตความเปนอยูข องมนษุ ยแ ละสัตวอยางหลีกเลี่ยงไมได ประเภทของปา ไมใ นประเทศไทย ประเภทของปาไมจะแตกตางกันไปข้ึนอยูกับการกระจายของฝน ระยะเวลาท่ีฝนตกรวมทั้งปริมาณ นํ้าฝนทาํ ใหปา แตละแหงมคี วามชุมชน้ื ตางกัน สามารถจาํ แนกไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ 1. ปาประเภทท่ไี มผ ลดั ใบ (Evergreen) 2. ปาประเภททผ่ี ลดั ใบ (Deciduous) ปา ประเภทที่ไมผลัดใบ (Evergreen) ปาประเภทน้ีมองดูเขียวชอุมตลอดป เนื่องจากตนไมแทบท้ังหมดที่ขึ้นอยูเปนประเภทท่ีไมผลัดใบ ปา ชนดิ สําคัญซ่ึงจดั อยูใ นประเภท น้ี ไดแก 1. ปา ดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest) ปาดงดิบที่มีอยูทั่วในทุกภาคของประเทศ แตท่ีมีมากที่สุด ไดแก ภาคใตและภาคตะวันออก ในบริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความช้ืนมากในทองท่ีภาคอื่น ปาดงดิบมักกระจายอยูบริเวณที่มีความชุมชื้น มากๆ เชน ตามหุบเขา ริมแมนํ้าลําธาร หวย แหลงน้ํา และบนภูเขา ซึ่งสามารถแยกออกเปนปาดงดิบชนิด ตา งๆ ดังน้ี
58 1.1 ปาดิบช้ืน เปนปา รกทึบมองดเู ขยี วชอุมตลอดปมีพันธุไมหลายรอยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู มกั จะพบกระจัดกระจายต้งั แตความสงู 600 เมตร จากระดบั นํ้าทะเล ไมท ่สี ําคญั ก็คอื ไมต ระกลู ยางตางๆ เชน ยางนา ยางเสยี น สวนไมช้ันรอง คือ พวกไมก อ เชน กอนาํ้ กอเดอื ย 1.2 ปาดิบแลง เปนปาท่ีอยูในพ้ืนที่คอนขางราบมีความชุมชื้นนอย เชน ในแถบภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยูสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมท่ีสําคัญ ไดแก มะคาโมง ยางนา พะยอม ตะเคยี นแดง กระเบากลัก และตาเสอื 1.3 ปาดิบเขา ปาชนิดนี้เกิดขึ้นในพ้ืนท่ีสูงๆ หรือบนภูเขาตั้ง 1,000-1,200 เมตร ข้ึนไปจาก ระดับนํ้าทะเล ไมสวนมากเปนพวก Gymnosperm ไดแก พวกไมขุนและสนสามพันป นอกจากนี้ยังมีไม ตระกลู กอขนึ้ อยู พวกไมช ั้นทีส่ องรองลงมา ไดแ ก สะเดาชา ง และขมนิ้ ชัน 2. ปาสนเขา (Pine-Forest) ปา สนเขามักปรากฏอยตู ามภเู ขาสงู สวนใหญเปนพื้นท่ีซ่งึ มีความสูงประมาณ 200-1,800 เมตร ขึ้นไป จากระดบั นา้ํ ทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพื้นที่สูง 200- 300 เมตร จากระดบั น้าํ ทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปาสนเขามีลักษณะเปนปาโปรง ชนิดพันธุไมที่สําคัญ ของปาชนิดน้ีคือ สนสองใบ และสนสามใบ สวนไมชนิดอื่นที่ขึ้นอยูดวยไดแกพันธุไมปาดิบเขา เชน กอชนิด ตา งๆ หรอื พันธไุ มป าแดงบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เปน ตน
59 3. ปา ชายเลน (Mangrove Forest) บางทีเรยี กวา “ปาเลนนา้ํ เคม็ ” หรอื ปา เลน มีตน ไมขึ้นหนาแนนแตล ะชนิดมรี ากคาํ้ ยันและรากหายใจ ปา ชนดิ น้ปี รากฏอยูตามท่ีดินและริมทะเลหรือบริเวณปากน้ําแมนํ้าใหญๆ ซึ่งมีนํ้าเค็มทวมถึงในพื้นท่ีภาคใตมี อยตู ามชายฝง ทะเลทั้งสองดาน ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยูทุกจังหวัดแตที่มากท่ีสุดคือ บริเวณปากนํ้า เวฬุ อําเภอขลงุ จงั หวดั จันทบุรี พันธไุ มท ข่ี ้นึ อยตู ามปาชายเลน สว นมากเปนพันธุไมขนาดเลก็ ใชประโยชนสําหรบั การเผา ถาน และทํา ฟนไมชนิดที่สาํ คัญ คอื โกงกาง ถว่ั ขาว ถั่วขํา โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ สวนไมพ้ืนลาง มกั เปน พวก ปรงทะเล เหงอื กปลาหมอ และปอทะเล เปน ตน 4. ปา พรุหรือปาบงึ นาํ้ จืด (Swamp Forest) ปาชนิดนี้มักปรากฏในบริเวณท่ีมีนํ้าจืดทวมมากๆ ดินระบายนํ้าไมดี ปาพรุในภาคกลาง มีลักษณะ โปรงและมตี นไมข้ึนอยหู า งๆ เชน สนนุ จกิ โมกบาน หวายนํ้า หวายโปรง ระกํา ออ และแขม ในภาคใต ปาพรมุ ีขึ้นอยูต ามบรเิ วณทม่ี นี า้ํ ขงั ตลอดป ดินปาพรุ ทีม่ ีเน้ือทม่ี ากทส่ี ุดอยใู นบรเิ วณจังหวัดนราธิวาส ดินปา พรุ เปน ซากพืชผสุ ลายทับถมกนั เปนเวลานาน ปาพรุแบงออกได 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซึ่งเปนพรุนํ้ากรอย ใกลชายทะเลตนเสม็ดจะขึ้นอยูหนาแนนพ้ืนที่มีตนกกชนิดตางๆ เรียก “ปาพรุเสม็ด หรือ ปาเสม็ด” อีก ลักษณะเปนปาท่ีมพี นั ธุไ มตางๆ มากชนดิ ขน้ึ ปะปนกนั ชนิดพันธุไมท่ีสําคัญของปาพรุ ไดแก อินทนิลน้ํา หวาจิก โสกนํ้า กระทุมน้ํา กันเกรา โงงงัน ไมพนื้ ลา งประกอบดว ย หวาย ตะคา ทอง หมากแดง และหมากชนดิ อ่นื ๆ 5. ปา ชายหาด (Beach Forest) เปนปาโปรงไมผลัดใบข้ึนอยูตามบริเวณหาดชายทะเล นํ้าไมทวมตามฝงดินและชายเขาริมทะเล ตนไมสําคัญท่ีขึ้นอยูตามหาดชายทะเล ตองเปนพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไมเปนพุมลักษณะตนคองอ ใบหนาแข็ง ไดแก สนทะเล หูกวาง โพธ์ิทะเล กระทงิ ตีนเปด ทะเล หยีนาํ้ มักมีตน เตยและหญา ตา งๆ ขึน้ อยู
60 เปนไมพนื้ ลา ง ตามฝงดินและชายเขา มักพบ มะคาแต กระบองเพชร เสมา และไมห นามชนิดตางๆ เชน ซงิ ซ่ี หนามหนั กาํ จาย มะดันขอ เปนตน ปา ประเภททผ่ี ลดั ใบ ตน ไมทข่ี ้นึ อยูใ นปาประเภทนเ้ี ปนจาํ พวกผลดั ใบแทบทงั้ สน้ิ ในฤดูฝนปาประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุม พอถึงฤดูแลงตนไม สวนใหญจะพากันผลัดใบทําใหปามองดูโปรงขึ้น และมักจะเกิดไฟปาเผาไหมใบไมและ ตนไมเ ล็กๆ ปา สําคัญซง่ึ อยใู นประเภทน้ี ไดแ ก 1. ปา เบญจพรรณ ปาผลัดใบผสมหรือปาเบญจพรรณมีลักษณะเปนปาโปรงและยังมีไมไผชนิดตางๆ ขื้นอยูกระจัด กระจายทวั่ ไปพน้ื ท่ดี นิ มกั เปนดินรวนปนทราย ปาเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไมสักข้ึนปะปนอยูท่ัวไป ครอบคลุมลงมาถงึ จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ และภาคตะวนั ออก มีปาเบญจ พรรณนอยมากและกระจัดกระจาย พันธุไมชนิดสําคัญ ไดแก สัก ประดูแดง มะคาโมง ตะแบก เสลา ออยชาง ลาน ยมหอม ยมหิน มะเกลือ เก็ดดํา เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากน้ีมีไมไผที่สําคัญ เชน ไผปา ไผบ ง ไผซ าง ไผรวก ไผไร เปน ตน 2. ปาเต็งรัง หรือทเ่ี รยี กกันวาปาแดง ปา แพะ ปาโคก ลักษณะท่วั ไปเปน ปา โปรง ตามพน้ื ปา มกั จะพบตนปรง และหญาเพก็ พนื้ ท่ีแหง แลง ดนิ รวนปนทราย หรอื กรวด ลกู รัง พบอยทู ่วั ไปในที่ราบและท่ีภูเขา ในภาคเหนือสวนมากข้ึนอยูบนเขาที่มี ดนิ ต้ืนและแหง แลง มาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื มีปาแดงหรือปาเตง็ รงั นีม้ ากที่สดุ ตามเนินเขาหรือที่ราบ ดินทราย ชนดิ ของพันธไุ มทีส่ ําคญั ในปาแดง หรอื ปา เต็งรงั ไดแก เตง็ รงั เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แตว มะคา แต ประดู แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟา ฯลฯ สว นไมพ ืน้ ลางท่ีพบมาก ไดแก มะพรา วเตา ปมุ แปง หญา เพก็ ปรงและหญาชนิดอน่ื ๆ 3. ปา หญา (Savannas Forest) ปาหญา ทอ่ี ยทู ุกภาคเกิดจากปา ท่ีถูกแผวถางทาํ ลายบรเิ วณพน้ื ดนิ ทข่ี าดความสมบูรณ และถูกทอดทิ้ง หญา ชนดิ ตาง ๆ จึงเกิดข้นึ ทดแทนและพอถงึ หนาแลง ก็เกดิ ไฟไหมทําใหตนไมบรเิ วณขางเคียงลมตาย พ้ืนที่ปา หญา จึงขยายมากขน้ึ ทุกป พชื ท่ีพบมากท่ีสุดในปาหญา คอื หญา คา หญาขนตาชาง หญา โขมง หญา เพ็กและปุม แปง บรเิ วณท่พี อจะมีความชืน้ อยบู า ง และการระบายนํ้าไดดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู และอาจพบตนไม ทนไฟข้ึนอยู เชน ตบั เตา รกฟา ตานเหลอื ตวิ้ และแตว ประโยชนของทรพั ยากรปาไม ปา ไมนอกจากเปนท่ีรวมของพันธุพืชและพันธุสัตวจํานวนมาก ปาไมยังมีประโยชนมากมายตอการ ดาํ รงชวี ติ ของมนษุ ยท งั้ ทางตรงและทางออม ดังน้ี ประโยชนท างตรง ไดแก ปจจยั 4 ประการ 1. จากการนําไมมาสรา งอาคารบานเรอื นและผลิตภณั ฑต า งๆ เชน เฟอรน ิเจอร กระดาษ ไมข ดี ไฟ ฟน เปน ตน
61 2. ใชเ ปน อาหารจากสว นตางๆ ของพชื ทะเล 3. ใชเสนใย ทีไ่ ดจ ากเปลือกไมและเถาวลั ยม าถักทอ เปน เคร่อื งนุงหม เชอื กและอื่นๆ 4. ใชทํายารักษาโรคตา งๆ ประโยชนทางออ ม 1. ปาไมเปนเปนแหลงกําเนิดตนนํ้าลําธารเพราะตนไมจํานวนมากในปาจะทําใหนํ้าฝนท่ีตกลงมาคอย ๆ ซมึ ซบั ลงในดนิ กลายเปนน้าํ ใตดนิ ท่ซี ่ึงจะไหลซึมมาหลอ เลีย้ งใหแมน้ํา ลาํ ธารมีน้ําไหลอยตู ลอดป 2. ปาไมทําใหเกิดความชุมช้นื และควบคมุ สภาวะอากาศ ไอนํ้าซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซ่ึงเกิด ข้ึนอยูมากมายในปาทําใหอากาศเหนือปามีความชื้นสูงเม่ืออุณหภูมิลดตํ่าลงไอนํ้าเหลาน้ันก็จะกล่ันตัว กลายเปนเมฆแลว กลายเปน ฝนตกลงมา ทําใหบริเวณที่มีพื้นปาไมมีความชุมช้นื อยูเ สมอ ฝนตกตองตามฤดูกาล และไมเกิดความแหงแลง 3. ปาไมเปนแหลงพักผอนและศึกษาความรู บริเวณปาไมจะมีภูมิประเทศท่ีสวยงามจากธรรมชาติ รวมทง้ั สตั วปาจึงเปน แหลง พักผอนไดศ ึกษาหาความรู 4. ปาไมช ว ยบรรเทาความรนุ แรงของลมพายุ และปอ งกันอทุ กภยั โดยชวยลดความเร็วของลมพายุที่ พดั ผานไดตัง้ แต 11 – 44% ตามลักษณะของปาไมแตละชนิด จึงชวยใหบานเมืองรอดพนจากวาตภัยไดซ่ึง เปนการปองกันและควบคุมนา้ํ ตามแมน้าํ ไมใหสูงข้นึ มารวดเรว็ ลนฝง กลายเปนอทุ กภัย 5. ปาไมชว ยปอ งกนั การกัดเซาะและพัดพาหนาดิน จากนํ้าฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะ ลงการ หลุดเลื่อนของดินจึงเกิดขึน้ นอ ย และยงั เปนการชวยใหแ มนํ้าลาํ ธารตา งๆไมต้ืนเขินอกี ดวย นอกจากน้ีปาไมจะ เปนเสมอื นเคร่อื งกดี ขวางตามธรรมชาติ จงึ นับวา มีประโยชนในทางยุทธศาสตรด วยเชน กนั สาเหตสุ าํ คัญของวิกฤตการณป า ไมใ นประเทศไทย 1. การลักลอบตัดไมทําลายปา ตัวการของปญหานี้คือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเล่ือย เจาของ โรงงานแปรรปู ไม ผรู บั สมั ปทานทําไมแ ละชาวบานท่ัวไป ซึ่งการตัดไมเพื่อเอาประโยชนจากเนื้อไมท้ังวิธีที่ถูก และผิดกฎหมาย ปริมาณปาไมท ่ีถกู ทําลายนี้นับวนั จะเพมิ่ ขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราเพิ่มของจํานวนประชากร ยิ่งมี ประชากรเพม่ิ ข้นึ เทาใด ความตองการในการใชไ มกเ็ พ่มิ มากขน้ึ เชน ใชไ มใ นการปลกู สรา งบา นเรอื น เคร่อื งมือ เครอื่ งใชใ นการเกษตรกรรม เครือ่ งเรือนและถา นในการหุงตม เปนตน 2. การบกุ รกุ พื้นทป่ี าไมเพ่ือเขาครอบครองท่ีดิน เม่ือประชากรเพ่ิมสูงขึ้น ความตองการใชท่ีดินเพื่อ ปลูกสรางท่ีอยูอาศัยและท่ีดินทํากินก็อยูสูงข้ึน เปนผลผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพ้ืนท่ีปาไม แผวถางปา หรือเผาปาทําไรเ ลอื่ นลอย นอกจากนย้ี งั มีนายทนุ ท่ดี นิ ที่จา งวานใหร าษฎรเขาไปทําลายปาเพื่อจับจองที่ดินไว ขายตอไป 3. การสง เสริมการปลกู พชื หรอื เลยี้ งสตั วเศรษฐกจิ เพอ่ื การสง ออก เชน มันสําปะหลัง ปอ เปน ตน โดย ไมสง เสริมการใชท ่ดี นิ อยา งเตม็ ประสิทธิภาพทงั้ ๆ ที่พืน้ ทป่ี า บางแหง ไมเหมาะสมที่จะนาํ มาใชใ นการเกษตร
62 4. การกาํ หนดแนวเขตพื้นทปี่ ากระทําไมช ัดเจนหรอื ไมกระทาํ เลยในหลายๆ พน้ื ทีท่ ําใหเกดิ การพิพาท ในเรอ่ื งท่ีดนิ ทํากินของราษฎรและทดี่ ินปาไมอ ยูตลอดเวลา และเกดิ ปญ หาในเรือ่ งกรรมสิทธิ์ท่ีดิน 5. การจดั สรางสาธารณปู โภคของรัฐ เชน เขอื่ น อา งเก็บนํ้า เสนทางคมนาคม การสรางเข่ือนขวาง ลําน้าํ จะทําใหพ น้ื ที่เก็บนาํ้ หนาเข่อื นทอี่ ดุ มสมบรู ณถูกตดั โคนมาใชประโยชน สว นตนไมขนาดเล็กหรือที่ทําการ ยา ยออกมาไมท ันจะถกู น้าํ ทวมยนื ตน ตาย เชน การสรา งเขือ่ นรัชประภาเพ่ือกั้นคลองพระแสงอันเปนสาขา ของแมนํ้าพุมดวง แมน้ําตาป ทําใหน้ําทวมบริเวณปาดงดิบซึ่งมีพันธุไมหนาแนน และสัตวนานาชนิดเปน บรเิ วณนับแสนไร ตอมาจงึ เกดิ ปญ หานาํ้ เนา ไหลลงลําน้าํ พุมดวง 6. ไฟไหมปา มักจะเกิดขน้ึ ในชว งฤดูแลง ซึ่งอากาศแหงแลงและรอ นจัด ท้งั โดยธรรมชาติและจากการ กระทําของมนุษยท ่อี าจลกั ลอบเผาปา หรอื เผลอ จุดไฟทิ้งไว 7. การทําเหมอื งแร แหลง แรท ่พี บในบรเิ วณที่มปี า ไมป กคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดิน กอนจึงทําใหป าไมทขี่ ้ึนปกคลมุ ถกู ทําลายลง เสน ทางขนยา ยแรในบางคร้งั ตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก เพ่ือสรางถนนหนทาง การระเบดิ หนา ดิน เพอื่ ใหไ ดมาซง่ึ แรธ าตุ สง ผลถงึ การทาํ ลายปา การอนุรักษปาไม ปาไมถูกทําลายไปจํานวนมาก จึงทําใหเกิดผลกระทบตอสภาพภูมิอากาศไปท่ัวโลก รวมท้ังความ สมดุลในแงอ่ืนดวย ดังนั้น การฟนฟูสภาพปาไมจึงตองดําเนินการเรงดวน ท้ังภาครัฐภาคเอกชนและ ประชาชน ซง่ึ มแี นวทางในการกําหนดแนวนโยบายดานการจดั การปา ไม ดงั นี้ 1. นโยบายดา นการกาํ หนดเขตการใชประโยชนท ่ดี ินปาไม 2. นโยบายดานการอนรุ ักษท รัพยากรปาไมเก่ียวกับงานปอ งกันรักษาปา การอนรุ ักษส่งิ แวดลอ ม 3. นโยบายดา นการจดั การทด่ี ินทาํ กินใหแ กร าษฎรผยู ากไรในทองถิ่น 4. นโยบายดานการพัฒนาปา ไม เชน การทาํ ไมแ ละการเก็บหาของปา การปลูก และการบํารุงปา ไม การคน ควาวิจยั และดานการอตุ สาหกรรม 5. นโยบายการบริหารทั่วไปจากนโนบายดังกลาวขางตนเปนแนวทางในการพัฒนาและการจัดการ ทรพั ยากรปาไมของชาตใิ หไดร บั ผลประโยชน ทั้งทางดา นการอนุรกั ษแ ละดานเศรษฐกิจอยา งผสมผสาน ท้ังนี้ เพอื่ ใหเกิดความสมดุลของธรรมชาตแิ ละมที รัพยากรปา ไมไวอยา งยงั่ ยืนตอ ไปในอนาคต สถานการณท รัพยากรปาไม การใชประโยชนจากพ้ืนที่ปาอยางตอ เนอ่ื งในชวงส่ีทศวรรษที่ผานมาทําใหประเทศไทยสูญเสีย พ้ืนที่ ปาไมแ ลว ประมาณ 67 ลา นไร หรือเฉลย่ี ประมาณ 1.6 ลา นไรต อป กลา วคือ ป พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพ้นื ที่ ปาอยูถึงรอยละ 53.3 ของพ้ืนที่ประเทศ หรือประมาณ 171 ลานไร และลดลงมาโดยตลอดจนในป พ.ศ. 2532 ประเทศไทยเหลอื พ้ืนท่ปี า เพยี งรอ ยละ 27.95 ของพ้ืนที่ท้ังหมด หรือประมาณ 90 ลา นไร รัฐบาลในอดีต ไดพยายามจะรักษาพ้ืนที่ปาโดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทําไมในปาบกท้ังหมด ในป พ.ศ. 2532 แต หลังจากยกเลกิ สมั ปทานปาไม สถานการณด ีขึ้นในระยะแรกเทา นัน้ ตอ มาการทําลายกย็ ังคงเกดิ ข้นึ ไมแตกตาง จากสถานการณกอ นยกเลกิ สมั ปทานปา ไมเ ทาใดนกั โดยพ้ืนทปี่ าท่ีถกู บกุ รุกกอนการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ.
63 2525-2532) เฉลี่ยตอ ปเทากบั 1.2 ลานไร และพื้นท่ีปาท่ีถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ. 2532- 2541) เฉลยี่ 1.1 ลานไรต อ ป (ตารางท่ี 1) ตารางที่ 1 พ้นื ทปี่ ากอนและหลังการยกเลกิ สมั ปทานปาไม รายการ พืน้ ท่ีปา (ลา นไร) พื้นทีถ่ ูกทาํ ลายเฉล่ียตอ ป (ลานไร) ป พ.ศ. 2504 171.0 - ป พ.ศ. 2525 97.8 3.5 ป พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลกิ สมั ปทานปาไม) 89.6 1.2 ป พ.ศ. 2541 81.1 1.1 2. ภูเขา และแรธ าตุ ภูเขา เปนแหลงตน กําเนิดของแรธ าตุ ปา และแหลงน้ําทีส่ ําคัญของประเทศไทย ภาคเหนือเปนภาคที่อุดมดวยทรัพยากรแรธาตุภาคหน่ึงของประเทศไทย เพราะมีภูมิประเทศท่ีมี โครงสรางเปน ภเู ขา เนนิ เขาและแอง แผน ดิน ในยุคกลางเกา กลางใหม ท่ีบริเวณตอนกลางท่ีผานการผุกรอน และมีการเปล่ียนแปลงของแผนดิน โดยเฉพาะภูเขาทางตะวันตกที่เปนแนวของทิวเขา อุดมดวยแรโลหะ แรอโลหะและแรเ ชื้อเพลิง แรโ ลหะ ท่สี ําคญั ทพ่ี บตามภูเขาหนิ แกรนิตในภาคเหนือ ไดแ ก 1. แรดบี กุ แหลง แรดีบุกที่พบในภาคเหนือ อยูในเขตภูเขาของจังหวัดที่อยูทางเหนือ และทางภาค ตะวนั ตกของภาค คือ จังหวดั แมฮ องสอน จงั หวัดเชียงใหม จังหวดั ลาํ ปาง จงั หวัดเชียงราย แตมีปริมาณการ ผลติ ไมมากเทา กับแหลงดบี ุกสําคญั ทางภาคใต 2. ทังสเตนหรือวุลแฟรม ที่พบมากในภาคเหนือ คือแหลงแรซีไรท เปนแรที่สําคัญทางเศรษฐกิจ การคา และยทุ ธปจจัยสาํ คญั มีการทําเหมอื งที่ อําเภอดอยหมอก อาํ เภอเวียงปา เปา จงั หวัดเชียงราย และพบ แถบภเู ขาสงู ในเขต จงั หวดั แมฮองสอนมเี หมอื งดําเนินการผลติ ถงึ 10 เหมอื ง ทส่ี ําคญั คือเหมืองท่ี อาํ เภอแมล า นอ ย เหมอื งหว ยหลวง และเหมืองแมสะเรยี ง ทางดานตะวันตกของลุมนํา้ ยม 3. ตะกว่ั และสงั กะสี แรตะก่วั และสังกะสีมกั จะเกิดรวมกันแตที่พบยังมีปริมาณนอยไมเพียงพอ ที่จะ นํามาใชในเชิงพาณิชยเหมือนท่ีพบในภาคตะวันตก ภาคเหนือมีแหลงแรตะก่ัวและสังกะสีในแถบจังหวัด แมฮ องสอน จังหวัดเชยี งใหม จังหวัดลาํ ปางและ จังหวัดแพร 4. ทองแดง แหลงแรท องแดงมอี ยหู ลายในแหง ประเทศ แตเ ปนแหลงแรที่มีมูลคาทางเศรษฐกิจเพียง ไมกี่แหง บริเวณท่ีพบ ไดแก ในเขตจงั หวดั ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื เชน จงั หวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย แตทภ่ี าคเหนือพบในเขต จงั หวดั อุตรดติ ถ จงั หวัดแพร จงั หวดั นา น และ จังหวัดลาํ ปาง
64 5. เหล็ก แหลงแรเหล็กในประเทศไทยมีหลายแหงเชนกัน ท้ังที่กําลังมีการผลิตที่ผลิตหมดไปแลว แตแหลง ท่ีนาสนใจที่อาจมีคาในอนาคต ไดแ กที่ อาํ เภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค ทีเ่ ขาทับควาย จังหวัดลพบุรี แหลง ภยู าง อาํ เภอเชียงคาน จงั หวัดเลย แหลงอึมครึม จงั หวดั กาญจนบรุ ี ในภาคเหนือพบที่ อําเภอแมแจม จงั หวดั เชยี งใหม แหลงเดมิ อาํ เภอเถิน จงั หวดั ลําปาง 6. แมงกานสี แหลงแมงกานีสในภาคเหนอื มแี หลงผลติ ท่ีสําคัญอยใู น จังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม จังหวัดลาํ ปาง จังหวัดแพร จงั หวดั เชียงราย และ จงั หวัดนา น 7. นกิ เกลิ และโครเมียม พบที่ บานหว ยยาง อาํ เภอทาปลา จังหวดั อุตรดติ ถ นอกจากนี้ยงั มแี รโ ครไมต ท่ีใหโ ลหะโครเมยี ม ซง่ึ เปน แรผสมเหล็ก แรอโลหะ ทีส่ าํ คัญท่ีพบในภาคเหนือ ไดแ ก 1. ฟลูออไรต แหลงแรฟลูออไรตที่สําคัญของประเทศพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก ไดแก ที่อําเภอบานโฮง อําเภอปาซาง จังหวัดลําพูน อําเภอฝาง แมแจม อําเภอฮอด อําเภออมกอย จังหวัด เชียงใหม อาํ เภอแมสะเรียง จังหวดั แมฮอ งสอน นอกจากน้ีก็มที ภ่ี าคตะวนั ตก และภาคใตข องไทยอีกดวย 2. แบไรต แหลงแรแบไรตที่สําคัญ นอกจากจะมีมากในภาคใตที่บริเวณเขาหลวง จังหวัด นครศรธี รรมราชและในจังหวัดสุราษฏรธานีแลว ยังมีแหลงสําคัญในภาคเหนืออีกท่ี บริเวณภูไมตอง อําเภอ ดอยเตา อาํ เภอฮอด จังหวัดเชยี งใหม นอกจากน้ียังมีใน จังหวัดแมฮองสอน จังหวัดลําพูน ลําปาง อุตรดิตถ เชยี งราย และแพร 3. ยิปซัม แหลงยิปซัมท่ีสําคัญมีที่ จังหวัดนครสวรรคและพิจิตร ในภาคเหนือไดแก แหลงแมเมาะ อาํ เภอแมเ มาะ จงั หวัดลําปาง แหลงแมกั๊วะ อําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง และแหลงสองหอง อําเภอน้ํา ปาด จังหวัดอตุ รดิตถ 4. ฟอสเฟต มแี หลง เลก็ ๆ อยทู ่ี ต.นาแกว อําเภอเกาะคา จังหวดั ลําปาง 5. ดินขาวหรอื เกาลนิ ไดมีการพบและผลติ ดนิ ขาวในหลายบรเิ วณทง้ั ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต ในภาคเหนือมแี หลงดินขาวที่ อาํ เภอแจห ม จงั หวัดลาํ ปาง นอกจากนยี้ ังมีแรอโลหะอ่นื ๆ ทพ่ี บในภาคเหนืออีก เชน แรหนิ มาท่ี จงั หวดั เชียงใหม แมฮองสอน แรใยหินพบใน จงั หวัดอตุ รดิตถ แรเชื้อเพลิง ท่ีสําคัญทางเศรษฐกิจ คือมีการนํามาใชเปนเช้ือเพลิงสําคัญในโรงงานไฟฟา เคร่อื งจกั รกล โรงงานอุตสาหกรรมเคมีภัณฑและในกิจกรรมขนสงตาง ๆ เชน ในเคร่ืองบิน รถยนต เรือยนต เปน ตน 1. หินนํ้ามัน พบที่ บานปาคา อําเภอล้ี จังหวัดลําพูน แตยังไมไดนํามาใชประโยชนในเชิงพาณิชย เนือ่ งจากการแยกน้ํามนั ออกจากหนิ นา้ํ มนั ตองลงทุนสูง 2. ปโตรเล่ียม นํ้ามันดิบ กาซธรรมชาติเหลว พบที่ อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม นํามาใชเปน นาํ้ มนั หลอลื่น นํา้ มันดีเซลหมุนเรว็ ปานกลางและน้าํ มันเตา 3. ลิกไนต พบท่ี อําเภอแมเมาะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ใชเปนเช้ือเพลิงในโรงงานบมยา โรงไฟฟา
65 3. แหลงนํา้ ปญหาเกย่ี วกับทรัพยากรนาํ้ จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย ซ่ึงมีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมในโลก โดยเฉพาะปญ หาเก่ียวกับทรพั ยากรน้าํ ซ่ึงเปน ปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เพราะน้ําไดใชในการ บรโิ ภคและผลิตเครอ่ื งอุปโภคตางๆ ปจจบุ ันปญ หาทรัพยากรนํ้า มีดังนี้ 1. ปญหาทางดา นปริมาณ 1) การขาดแคลนนา้ํ หรอื ภัยแลง สาเหตทุ สี่ าํ คญั ไดแ ก 1.1 ปาไมถ ูกทําลายมากโดยเฉพาะปาตนนํ้าลําธาร 1.2 ลกั ษณะพน้ื ท่ไี มเหมาะสม เชน ไมมแี หลงนํ้า ดินไมดดู ซบั น้าํ 1.3 ขาดการวางแผนการใชและอนรุ ักษน ้าํ ทเ่ี หมาะสม 1.4 ฝนตกนอยและฝนทงิ้ ชว งเปน เวลานาน 2) การเกดิ น้ําทว ม อาจเกดิ จากสาเหตหุ นงึ่ หรอื หลายสาเหตรุ ว มกันดังตอ ไปน้ี 2.1 ฝนตกหนกั ติดตอกันนานๆ 2.2 ปาไมถ ูกทาํ ลายมาก ทําใหไ มมสี ่งิ ใดจะชวยดูดซบั นาํ้ ไว 2.3 ภมู ิประเทศเปน ทีล่ มุ และการระบายนํา้ ไมดี 2.4 นา้ํ ทะเลหนุนสูงกวา ปกติ ทําใหน าํ้ จากแผน ดินระบายลงสทู ะเลไมไ ด 2.5 แหลงเกบ็ กกั น้ําตืน้ เขินหรอื ไดรับความเสยี หาย จงึ เก็บน้าํ ไดนอยลง 2. ปญหาดา นคุณภาพของน้ําไมเหมาะสม สาเหตทุ ี่พบบอยไดแก 1) การทิ้งสิ่งของและการระบายน้ําท้ิงลงสูแหลงน้ํา ทําใหแหลงนํ้าสกปรกและเนาเหม็นจนไม สามารถใชประโยชนได มักเกิดตามชมุ ชนใหญๆ ท่ีอยูใกลแ หลง นํ้า หรอื ทองถ่ินทม่ี โี รงงานอตุ สาหกรรม 2) ส่งิ ทป่ี กคลมุ ผิวดินถกู ชะลา งและไหลลงสแู หลง น้ํามากกวา ปกติ มีทัง้ สารอนิ ทรยี สารอนนิ ทรีย และสารเคมีตางๆ ทีใ่ ชในกจิ กรรมตา งๆ ซึง่ ทําใหนํา้ ขนุ ไดง าย โดยเฉพาะในฤดฝู น 3) มีแรธาตุเจือปนอยูมากจนไมเหมาะแกการใชประโยชน น้ําที่มีแรธาตุปนอยูเกินกวา 50 พีพีเอ็มนัน้ เมอ่ื นาํ มาด่ืมจะทาํ ใหเ กดิ โรคนว่ิ และโรคอ่นื ได 4) การใชสารเคมีท่ีมีพิษตกคาง เชน สารที่ใชปองกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือสัตว ซึ่งเมื่อถูกฝน ชะลา งลงสแู หลงนาํ้ จะกอใหเกดิ อันตรายตอสง่ิ มีชีวิต 3. ปญหาการใชท รัพยากรนา้ํ อยางไมเหมาะสม เชน ใชม ากเกินความจําเปน โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะ ขาดแคลนนํ้า หรือการสูบน้ําใตดินข้ึนมาใชมากจนดินทรุด เปนตน ป พ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณวา น้ําในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ําท่ีเคยมีเม่ือ 25 ปกอน และในป ค. ศ. 2525 หรืออีก 25 ปขางหนา การใชน ํา้ จะเพิ่มอกี ประมาณรอยละ 65 เนอื่ งจากจาํ นวนประชากรโลกเพ่ิมขึ้น การใชนํ้าอยางไมถูกตองและ ขาดการดูแลรักษาทรัพยากรน้ํา ซึ่งจะเปนผลใหประชากรโลกกวา 3,000 ลานคน ใน 52 ประเทศประสบ ปญ หาการขาดแคลนนาํ้
66 4. ปญหาความเปลี่ยนแปลงของฟา อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ เอล นิโน (EI Nino ) และลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณท่ีผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นประมาณ 5 ปตอคร้ัง ครั้งละ 8 -10 เดือน โดยกระแสนา้ํ อนุ ในมหาสมทุ รแปซิฟกตะวันตก บริเวณตะวันออกเคลื่อนลงไปถึงชายฝงตะวันตกเฉียงเหนือ ของทวปี อเมรกิ าใต (ประเทศเปรู เอกวาดอร และชิลีตอนเหนอื ) ทาํ ใหผวิ นา้ํ ที่เคยเยน็ กลบั อนุ ขึน้ และที่เคยอุน กลบั เย็นลง เมือ่ อุณหภมู ิของผิวนํ้าเปล่ียนแปลงไปกจ็ ะสง ผลทาํ ใหอ ณุ หภูมิเหนือนํ้าเปลี่ยนไปดวยเชนกัน เปนผล ใหค วามรอนและความแหงแลงในบริเวณที่เคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณท่ีเคยแหงแลง ลมและ พายุเปล่ียนทิศทาง เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงดังกลาวเกิดเปนบริเวณกวาง จึงสงผลกระทบตอโลกอยาง กวา งขวาง สามารถทาํ ลายระบบนิเวศในซีกโลกใต รวมทั้งพื้นที่บางสวนเหนือเสนศูนยสูตรได สาหรายทะเล บางแหง ตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาท่ีเคยอาศัยนํ้าอุนตองวายหนีไปหาน้ําเย็นทําใหมีปลาแปลกชนิดเพิ่มขึ้น และหลังการเกดิ ปรากฎการณ เอล นิโน แลว ก็จะเกิดปรากฎการณลา นินา ซ่ึงมีลักษณะตรงกันขามตามมา โดยจะเกิดกระแสน้ําอุนและคลื่นความรอนในมหาสมุทรแปซิฟกตอนใตเคล่ือนยอนไปทางตะวันตก ทําใหบริเวณมหาสมุทรแปซิฟกตะวันออกที่อุณหภูมิเริ่มเย็น จะมีการรวมตัวของไอนํ้าปริมาณมาก ทําให อากาศเยน็ ลง เกดิ พายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะในกลุมประเทศอาเซียน เอล นิโน เคยกอตัวครั้งใหญในป พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทําใหอุณหภูมิผิวน้ําสูงกวาปกติถึง 9 องศา ฟาเรนไฮต ทําลายชีวิตมนษุ ยท ว่ั โลกถงึ 2,000 คน คา เสยี หายประมาณ 481,000 ลานบาท ปะการัง ในทะเลแคริบเบยี นเสียความสมดลุ ไปรอ ยละ 50 – 97 แตใ นป พ.ศ. 2540 กลับกอตัวกวา งกวาเดิม ซง่ึ คิดเปน พืน้ ทไ่ี ดก วางใหญก วา ประเทศสหรฐั อเมริกา โดยเขตนํา้ อนุ นอกชายฝง ประเทศเปรูขยายออกไปไกลกวา 6,000 ไมล หรอื ประมาณ 1 ใน 4 ของเสนรอบโลก อณุ หภูมผิ วิ นํ้าวัดไดเ ทา กนั และมีความหนาของนํา้ ถึง 6 นิ้ว สงผล ใหเกิดปรากฎการณธ รรมชาตทิ ี่เลวรายทส่ี ดุ ในรอบ 150 ป โดยเรมิ่ แสดงผลต้งั แตเ ดือนเมษายน 2541 นอกจากน้ีปรากฏการณเรอื นกระจกและการลดลงของพน้ื ทปี่ ายังสงเสริมความรุนแรงของปญหาอีก ดวย ดงั ตัวอยางตอไปน้ี 1) ประเทศไทย ประสบความรอ นและแหง แลงรนุ แรงทั่วประเทศ ฝนตกนอยหรือตกลาชากวาปกติ (ยกเวนภาคใตท ี่กลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนนํ้าทวม) ปริมาณนํ้าในแมนํ้า อางเก็บน้ําและเข่ือนลด นอยลงมาก รวมทั้งบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูรอนสูงมาก และเกิดติดตอกันหลายวัน เชน จังหวัดตากมี อณุ หภูมใิ นเดอื นเมษายน พ.ศ. 2541 สูงถึง 43.7 องศาเซลเซียส ซึ่งนับวาสูงที่สุดในรอบ 67 ป นอกจากนี้ยัง ทําใหผ ลผลติ ทางการเกษตร โดยเฉพาะไมผลลดลง 2) ประเทศอนิ โดนีเซีย ประสบความแหงแลง ทงั้ ทีอ่ ยใู นเขตมรสมุ และมปี า ฝน เมือ่ ฝนไมต กจึงทําใหไ ฟ ไหมป า ที่เกิดข้นึ ในเกาะสมุ าตรา และบอรเนียวเผาผลาญปาไปประมาณ 14 ลานไร พรอมท้ังกอปญหามลพิษ ทางอากาศเปน บริเวณกวาง มีผูค นปว ยไขนับหม่นื ทัศนวลิ ัยไมด ีจนทาํ ใหเ ครื่องบนิ สายการบินการดู าตกและมี ผเู สียชีวติ 234 คน อีกทงั้ ยังทําใหผลิตผลการเกษตรตกตํ่า โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาท่ีสงออกมากเปน อนั ดับหนึ่งไดรบั ความเสยี หายมากเปน ประวัติการณ
67 3) ประเทศปาปว นิวกินี ไดรบั ผลกระทบรนุ แรงทสี่ ดุ ในภูมภิ าคเอเชียแปซิฟก มีคนตายจากภยั แลง 80 คนและประสบปญหาแลงอกี ประมาณ 1,000,000 คน 4) ประเทศออสเตรเลีย อากาศแหงแลงรุนแรงจนตองฆาสัตวเลี้ยงเพราะขาดแคลนนํ้า และอาหาร ซึง่ คาดวา ผลผลติ การเกษตรจะเสยี หายประมาณ 432 ลานเหรียญ 5) ประเทศเกาหลีเหนือ ปญหาความแหงแลงรุนแรงและอดอยากรนุ แรงมาก พืชไรเ สียหายมาก 6) ประเทศสหรฐั อเมริกา เกิดพายุเฮอรริเคนทางดานฝงตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคใตของรัฐ แคลิฟอรเนยี ไดรบั ภยั พิบัติมากทส่ี ุด สว นทางฝง ตะวันออกซึ่งมเี ฮอรร ิเคนคอ นขา งมาก คลื่นลมกบั สงบกวา ปกติ 7) ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาไดนอยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและน้ําทวมใน ทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อยางไมเคยปรากฏมากอน ทั้งๆ ท่ีบริเวณนี้แหงแลงมากจนประเทศ สหรฐั อเมริกาขอใชเ ปน สถานทฝี่ ก นกั อวกาศ โดยสมมตวิ า เปน พน้ื ผวิ ดาวองั คาร) 8) ทวปี แอฟริกา แหง แลงรุนแรง พชื ไรอาจเสยี หายประมาณครึ่งหน่งึ ปญ หาเกีย่ วกับทรพั ยากรน้าํ ในประเทศไทย 1. การขาดแคลนนา้ํ หรอื ภยั แลง ในหนาแลง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ําด่ืมน้ําใชจํานวน 13,000 – 24,000 หมูบาน ประชากร ประมาณ 6 -10 ลานคน ซง่ึ โดยสวนใหญอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง การขาดแคลนนํ้าในระดับ วกิ ฤตจะเกดิ เปนระยะๆ และรนุ แรงขน้ึ น้ําในเขื่อนสําคัญตา งๆ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลมีปริมาณเหลือนอยจน เกอื บจะมผี ลกระทบตอ การผลติ กระแสไฟฟา และการผลติ นา้ํ ประปาสาํ หรับใชใ นหลายจงั หวดั การลดปรมิ าณ ของฝนและนาํ้ ทไ่ี หลลงสูอา งเกบ็ น้าํ และการเกิดฝนมแี นวโนม ลดลงทุกภาค ประมาณรอยละ 0.42 ตอป เปน สิ่งบอกเหตสุ ําคญั ทแ่ี สดงใหเ หน็ ถึงแนวโนมความรุนแรงของภยั แลง
68 ตารางแสดงการเปรียบเทยี บปริมาณนํ้าฝนตอ ปใ นแตละภาค พ.ศ. ปริมาณนํ้าฝน ตางจากปริมาณเฉลย่ี ภาค (มลิ ลิเมตร) (มลิ ลเิ มตร) 2503 – 2536 2535 2536 2535 5336 ทกุ ภาค (ทั่วประเทศ) 1,733 1,430 1,594 -303 -139 ภาคเหนือ 1,232 1,142 931 -301 -301 ภาคกลาง 1,226 1,115 1,075 -111 -151 ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ 1,405 1,241 1,176 -164 -229 ภาคตะวันออก 2,011 1,534 1,732 -477 -279 ภาคใตฝ ง ตะวันออก 1,768 1,457 1,789 -307 25 ภาคใตฝง ตะวันตก 2,760 2,088 2,863 -672 103 สําหรับปรมิ าณนาํ้ ทไี่ หลลงสูอ า งเกบ็ น้าํ ของเข่ือนและแมน้ําสําคัญ เชน เข่ือนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ิและ แมน า้ํ เจาพระยา ตั้งแตป พ.ศ. 2515 เปน ตนมา กม็ ีปรมิ าณลดลงเชนกัน เน่ืองจากตนน้ําลําธารถูกทําลายทํา ใหฝนและนํ้านอย และขณะเดียวกันความตองการใชนํ้ากลับมีมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เชน การประปานคร หลวงใชผลิตน้ําประปาประมาณ 1,300 ลานลูกบาศกเมตรตอป การผลักดันน้ําเค็มบริเวณปากแมนํ้า เจาพระยา และแมนํ้าทาจนี จะตอ งใชน ้ําจืด ประมาณ 2,500 ลานลกู บาศกเมตรตอป การทํานาปใชประมาณ 4,000 ลานลูกบาศกเมตร และการทํานาปรงั จะใชประมาณ 6,000 ลา นลูกบาศกเ มตร โดยมีแนวโนมของการ ใชเ พ่ิมมากข้นึ ทกุ ป
69 แนวโนม การลดปริมาณน้าํ ในเข่ือนทส่ี าํ คัญและแมนํ้าเจา พระยา แหลง ที่วดั ปรมิ าณ ชว งปที่วดั ปริมาณนํ้าเฉลย่ี ตอ ป (ลานลกู บาศกเ มตร) ปริมาณนํ้าไหลลงสูอางเก็บนํ้าเข่ือน พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 10,360 ประมาณ 8,760 ภมู ิพลและเข่อื นสิริกติ ์ิ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ 7,000 พ.ศ. 2530 - 2534 ปรมิ าณนํ้าในแมนํ้าเจาพระยาท่ีไหล พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 22,200 ประมาณ1 8,700 ผานจงั หวดั นครสวรรค พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ16,000 พ.ศ. 2530 - 2534 2. ปญ หานาํ้ ทว มหรอื อทุ กภัย เกิดจากฝนตกหนักหรือตกติดตอ กันเปน เวลานานๆ เน่ืองจากการตัดไมท าํ ลายปา แหลงน้ําต้ืนเขินทํา ใหร องรับนํ้าไดน อยลง การกอสรางที่ทําใหนํ้าไหลไดนอยลง เชน การกอสรางสะพาน นอกจากน้ีน้ําทวมอาจ เกิดจากน้ําทะเลหนุนสูงข้ึน พื้นดินทรุดตัวเน่ืองจากการสูบน้ําใตดินไปใชมากเกินไป พื้นที่เปนที่ตํ่าและการ ระบายนํ้าไมด ี และการสูญเสียพ้นื ที่น้าํ ทว มขัง ตัวอยาง ไดแ ก การถมคลองเพอ่ื กอสรางทอี่ ยอู าศัย รวมท้ังการ บุกรุกพ้ืนท่ีชุมนํ้า เชน กวานพะเยา บึงบอระเพ็ด ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จังหวัดสกลนครเพื่อใช ประโยชนอยา งอ่ืน 3. เกิดมลพิษทางน้าํ และระบบนิเวศถกู ทําลาย โดยสว นใหญแ ลว น้าํ จะเกิดการเนา เสียเพราะการเจือปนของอนิ ทรยี สาร สารพิษ ตะกอน สิ่งปฏิกูล และนํา้ มันเชื้อเพลงิ ลงสแู หลง น้ํา ซ่ึงมผี ลใหพืชและสตั วน ้ําเปน อนั ตราย เชน การท่ีปะการงั ตวั ออ นของสตั วน้ํา และปลาท่ีเลย้ี งตามชายฝง บรเิ วณเกาะภเู ก็ตตายหรือเจริญเตบิ โตผิดปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทําเหมือง แรทบั ถม ไปอดุ ตนั ชอ งเหงอื กทาํ ใหไ ดรับออกซเิ จนไมเพียงพอ 4. แหลง นาํ้ ตืน้ เขิน ดินและตะกอนดินท่ีถูกชะลางลงสูแหลงน้ํานั้นทําใหแหลงนํ้าต้ืนเขินและเกิดน้ําทวมไดงาย ซ่ึงเปน อุปสรรคตอการเดินเรอื และยงั เปนผลเสยี ตอ การดํารงชีวิตของสัตวน า้ํ โดยเฉพาะบริเวณอาวไทยตอนบน โดย ในแตละปต ะกอนดนิ ถกู พัดพาไปทบั ถมกนั มากถึงประมาณ 1.5 ลา นตัน การสบู น้ําใตดินไปใชมากจนแผนดิน ทรดุ ตัว ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้ง 6 จังหวัดใชนํ้าบาดาลจํานวนมาก เมื่อป 2538 พบวา ใชป ระมาณวนั ละ 1.5 ลา นลกู บาศกเ มตร ภาคอตุ สาหกรรมและภาคธุรกจิ ใชป ระมาณวันละ 1.2 ลา นลกู บาศก เมตร ทําใหดนิ ทรุดตัวลงทลี ะนอย และทําใหเ กดิ นา้ํ ทวมขงั ไดง ายข้ึน
70 4. ทรพั ยากรดนิ ปญ หาการใชทดี่ ินไมเ หมาะสม และไมค าํ นงึ ถงึ ผลกระทบตอ ส่ิงแวดลอม ไดแ ก 1. การใชที่ดนิ เพ่ือการเกษตรกรรมอยางไมถ ูกหลักวิชาการ 2. ขาดการบํารงุ รักษาดิน 3. การปลอยใหผ ิวดนิ ปราศจากพืชปกคลมุ ทาํ ใหสญู เสียความชุมชนื้ ในดิน 4. การเพาะปลกู ที่ทาํ ใหด ินเสยี 5. การใชป ุยเคมแี ละยากาํ จัดศตั รพู ืชเพอื่ เรง ผลิตผล ทําใหด ินเส่ือมคณุ ภาพและสารพิษตกคา งอยู ในดิน 6. การบกุ รกุ เขา ไปใชป ระโยชนท ด่ี นิ ในเขตปา ไมบนพื้นท่ีท่ีมคี วามลาดชันสงู 7. รวมทัง้ ปญหาการขยายตัวของเมอื งทรี่ ุกลํ้าเขา ไปในพน้ื ท่เี กษตรกรรม และการนํามาใชเปนทอ่ี ยู อาศยั ทตี่ ้งั โรงงานอตุ สาหกรรม 8. หรือการเกบ็ ที่ดนิ ไวเพือ่ การเก็งกาํ ไร โดยมิไดมีการนํามาใชประโยชนแ ตอยางใด นอกจากน้ี การเพิม่ ขึ้นของประชากรประกอบกับความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจสงู ขึ้น ทาํ ใหค วามตองการใช ท่ีดนิ เพอื่ การขยายเมือง และอตุ สาหกรรมเพิ่มจาํ นวนตามไปดวยอยา งรวดเรว็ โดยปราศจากการควบคุมการใช ทดี่ ินภายในเมอื งใหเหมาะสม เปนสาเหตุใหเ กดิ ปญ หาสงิ่ แวดลอ มภายในเมอื ง หลายประการ เชน ปญหาการ ตั้งถน่ิ ฐาน ปญหาแหลงเส่อื มโทรม ปญ หาการจราจร ปญหาสาธารณสุข ปญหาขยะมูลฝอย และการบริการ สาธารณูปโภคไมเพียงพอ นอกจากนัน้ ปญ หาการพงั ทลายของดนิ และการสญู เสียหนา ดินโดยธรรมชาติ เชน การชะลา ง การกดั เซาะของ นํา้ และลม เปน ตน และทีส่ าํ คญั คือ ปญ หาจากการกระทําของมนษุ ย เชน การทําลายปา เผาปา การเพาะปลูก ผิดวิธี เปนตน กอใหเกิดการสูญเสียความอุดมสมบูรณของดินทําใหใชประโยชนจากที่ดินไดลดนอยลง ความสามารถในการผลิตทางดานเกษตรลดนอ ยลงและยังทําใหเกิดการทบั ถมของตะกอนดนิ ตามแมน ํ้า
71 ลําคลอง เข่ือน อางเก็บนํ้า เปนเหตุใหแหลงนํ้าดังกลาวตื้นเขิน รวมท้ังการที่ตะกอนดินอาจจะทับถมอยูใน แหลงท่ีอยูอาศัย และที่วางไขของสัตวนํ้า อีกทั้งยังเปนตัวก้ันแสงแดดที่จะสองลงสูพ้ืนนํ้า สิ่งเหลาน้ีลวน กอใหเกดิ ผลกระทบตอ สงิ่ มชี ีวิตในนํา้ นอกจากน้ปี ญ หาความเสอ่ื มโทรมของดิน อันเนื่องมาจากสาเหตุด้ังเดิม ตามธรรมชาติ คอื การทมี่ สี ารเปนพิษเกดิ ขน้ึ มาพรอมกบั การเกิดดิน เชน มีโลหะหนัก มีสารประกอบท่ีเปน พิษ ซ่ึงอาจทําใหดินเค็ม ดินดางดินเปรี้ยวได โดยเฉพาะปญหาการแพรกระจายของดินเค็มในภาค ตะวันออกเฉยี งเหนือการดําเนินกจิ กรรมเพือ่ ใชประโยชนจากที่ดินอยางไมเหมาะสม และขาดการจัดการที่ดี เชน การสรางอางเกบ็ นาํ้ ในบริเวณท่ีมเี กลอื หินสะสมอยมู าก น้ําในอางจะซึมลงไปละลายเกลือหินใตดิน แลว ไหลกลบั ขึน้ สูผิวดนิ บรเิ วณรอบๆ การผลิตเกลือสนิ เธาวใ นเชงิ พาณิชย โดยการสูบนํ้าเกลือใตดินข้ึนมาตมหรือ ตาก ทําใหปญหาดินเค็มแพรขยายออกไปกวางขวางย่ิงข้ึน ยังมีสาเหตุท่ีเกิดจากสารพิษและสิ่งสกปรกจาก ภายนอกปะปนอยใู นดิน เชน ขยะจากบานเรอื น ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีตกคางจากการใช ปุยและยากําจัดศตั รพู ืช เปนตน ลว นแตสง ผลกระทบตอ สง่ิ แวดลอ ม และกอ ใหเกิดการสญู เสียทางเศรษฐกจิ 5. สัตวป า สัตวปา สาเหตปุ ญ หาของทรัพยากรสัตวปา สาเหตขุ องการสญู พนั ธุห รอื ลดจํานวนลงของสตั วปา มีดังน้ี 1. การทําลายท่ีอยูอาศัย การขยายพ้ืนท่ีเพาะปลูก พื้นที่อยูอาศัยเพ่ือการดํารงชีพของมนุษย ได ทาํ ลายที่อยอู าศัยและที่ดํารงชพี ของสตั วป าไปอยางไมร ูต ัว 2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรอื สูญพันธไุ ปตามธรรมชาติ ของสตั วปา เน่อื งจากการปรับตัวของสัตว ปา ใหเขากับ การดํารงชีวิตในสภาพแวดลอมท่ีเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลา สัตวปาชนิดที่ปรับตัวไดก็จะมีชีวิต รอด หากปรับตวั ไมไ ดจะลม ตายไป ทําใหม จี าํ นวนลดลงและสญู พนั ธใุ นทส่ี ุด 3. การลา โดยตรง โดยสัตวปา ดวยกนั เอง สัตวป าจะไมลดลงหรอื สูญพันธุอยางรวดเร็ว เชน เสือโครง เสอื ดาว หมาไน หมาจ้งิ จอกลากวางและเกง ซึ่งสัตวท่ีถูกลาสองชนิดนี้ อาจจะตายลงไปบางแตจะไมหมดไป เสยี ทีเดยี ว เพราะในธรรมชาตแิ ลวจะเกิดความ สมดุลอยเู สมอระหวางผูลาและผูถูกลา แตถาถูกลาโดยมนุษย ไมวาจะเปนการลาเพ่ือเปน อาหาร เพื่อการกฬี า หรือเพือ่ อาชีพ สตั วป า จะลดลงจาํ นวนมาก
72 4. เนื่องจากสารพิษ เม่ือเกษตรกรใชสารเคมีในการเพาะปลูก เชน ยาปราบศัตรูพืชจะทําใหเกิด สารพิษตกคางในส่งิ แวดลอม นอกจากนกี้ ารสาธารณสขุ บางครงั้ จาํ เปน ตองกาํ จดั หนู และแมลงเชน กัน สารเคมี ทใี่ ชใ นกิจกรรมตา งๆ เหลา น้ี มหี ลายชนิดท่มี ีพษิ ตกคา ง ซ่ึงสัตวป า จะไดร บั พิษตามหว งโซอ าหาร ทําใหสารพิษ ไปสะสมในสัตวป ามาก หากสารพิษมีจํานวนมากพออาจจะตายลงไดหรือมีผลตอลูกหลาน เชน รางกายไม สมบูรณ ไมสมประกอบ ประสิทธิภาพการใหกําเนิด หลานเหลนตอไปมีจํากัดข้ึน ในท่ีสุดจะมีปริมาณลดลง และสญู พันธุไป 5. การนาํ สตั วจ ากถนิ่ อื่นเขา มา ตัวอยางนยี้ งั ปรากฏไมเดนชดั ในประเทศไทย แตในบางประเทศจะพบ ปญ หานี้ เชน การนาํ พงั พอนเขา ไปเพือ่ กําจัดหนู ตอมาเมื่อหนูมจี ํานวนลดลงพงั พอนกลับทําลายพืชผลที่ปลูก ไวแทน เปนตน 6. มลพษิ ทางอากาศ
73 “มลพษิ ทางอากาศ” มลพิษทางอากาศเปนปญ หาสําคญั ปญ หาหนึ่งท่ีเกิดขึ้นในเขตเมือง โดยเฉพาะ กรงุ เทพมหานคร เนอื่ งจากมลพิษทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น ความราํ คาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพท่เี กยี่ วกบั ระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังน้ันการติดตามเฝา ระวงั ปรมิ าณมลพษิ ในบรรยากาศจงึ เปนภารกจิ หน่ึงม่ีมีความสําคัญ กรมควบคุมมลพษิ เปน หนวยงานท่ีทําการ ตรวจวัดคุณภาพอากาศมาอยา งตอ เนื่อง โดยทาํ การตรวจวดั มลพิษทางอากาศทสี่ าํ คัญ ไดแ ก ฝนุ ละออง ขนาดเล็ก (ฝุนละอองขนาดไมเกิน 10 ไมครอน : PM-10) กาซซัลเฟอรไดออกไซด (SO2) สารตะก่ัว (Pb) กาซคารบ อนมอนอกไซด (CO) ไนไตรเจนไดออกไซด (NO2) และกา ซโอโซน (O3) สถานการณมลพษิ ทางอากาศ ผลจากการตรวจวดั คณุ ภาพอากาศในชวงเกือบ 20 ปทผี่ านมาก พบวา คุณภาพทางอากาศในประเทศ ไทยมีคุณภาพดีข้ึน โดยพิจารณาไดจากคาสูงสุดของความเขมขนของสารมลพิษสวนใหญอยูในเกณฑ มาตรฐาน ยกเวนฝุนขนาดเล็ก และกาซโอโซน ท้ังน้ีการท่ีคุณภาพอากาศของประเทศไทยมีคุณภาพดีขึ้น มสี าเหตมุ าจากการลดลงของปรมิ าณการใชเ ชอ้ื เพลงิ ในชวงวกิ ฤตเิ ศรษฐกิจ และอีกสวนหน่ึงมาจากมาตรการ ของรัฐท่ีมีสวนทําใหม ลพิษทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซ่งึ ไดแก การรณรงคใหใชร ถจกั รยานยนต 4 จังหวะแทนรถจกั รยานยนต 2 จังหวะ เน่ืองจากรถจักรยานยนต 2 จังหวะเปนแหลงกาํ เนดิ สาํ คญั ของการปลอยฝนุ ละออกสูบรรยากาศ การปรับเปล่ียนมาใชรถจักรยานยนต 4 จังหวะ จึงจะชวยใหมกี ารปลอยฝุนละอองสบู รรยากาศลดลง การติดตั้งอุปกรณกําจัดสารซัลเฟอร (Desulfurization) ในโรงไฟฟาแมเมาะในป พ.ศ. 2535 เนื่องจากโรงไฟฟาแมเมาะเปนโรงไฟฟา ทใ่ี ชถานหนิ ลิกไนตเ ปน เชือ้ เพลงิ เปน แหลงกําเนดิ สําคัญของการปลอย กาซซัลเฟอรไดออกไซด ดงั น้ันการติดตั้งอุปกรณดงั กลาวทําใหปริมาณกาซซัลเฟอรไดออกไซดในบรรยากาศ ลดลงอยางตอ เนือ่ งจนอยใู นระดบั ท่ตี ํ่ากวามาตรฐาน ตั้งแตมกี ารติดตงั้ อุปกรณกาํ จดั สารซัลเฟอร การบังคับใชอุปกรณขจัดมลพิษในระบบไอเสียรถยนตประเภท Catalytic converter ในรถยนตใ หมใ นป พ.ศ. 2536 เนือ่ งจากยานยนตเ ปนแหลง กําเนิดกาซคารบอนมอนอกไซดท่ีสําคัญ สงผลให ระดับกา ซคารบอนมอนอกไซดล ดลงจนอยใู นระดบั ทตี่ าํ่ กวามาตรฐาน การลดปรมิ าณสารตะก่วั ในนํา้ มัน โดยในป พ.ศ. 2532 รัฐบาลไดมีมาตรการเร่ิมลดปริมาณตะกั่วใน น้ํามันจาก 0.45 กรัมตอลติ รใหเหลือ 0.4 กรมั ตอลติ ร และในป พ.ศ. 2535 ไดล ดลงมาเหลอื 0.15 กรมั ตอลติ ร จนกระท่งั ปลายป พ.ศ. 2538 รฐั บาลไดย กเลกิ การใชน้ํามันเบนซินที่มีสารตะก่ัว ทําใหระดับสารตะกั่วลดลง อยา งรวดเรว็ จนอยใู นระดบั ท่ตี ํ่ากวามาตรฐาน ฝุนละอองขนาดเลก็ และกา ซโอโซน ยงั เปนสารมลพษิ ท่ีเปนปญ หา ซ่งึ ถึงแมจะมีแนวโนม ลดลงเชนกัน แตม ลพษิ ทง้ั 2 ตัวก็ยังสูงเกินมาตรฐาน ท้ังนี้อาจเปนเพราะฝุนละอองมีแหลงกําเนิดหลากหลาย ทําใหการ ออกมาตรการเพ่อื ลดฝนุ ละอองทําไดยาก โดยแหลงกําเนิดฝุนละอองท่ีสําคัญ ไดแก ยานพาหนะ ฝุนละออง แขวนลอยคงคางในถนน ฝุน จากการกอสราง และอุตสาหกรรม สาํ หรับในพนื้ ทชี่ นบท แหลงกําเนดิ ฝนุ ละออง
74 ที่สําคัญ คือ การเผาไหมในภาคเกษตร ขณะท่ีกาซโอโซนเปนสารพิษทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาระหวาง สารประกอบอินทรียระเหยงาย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซดของไนโตรเจน โดยมี ความรอนและแสงอาทิตยเปนตัวเรงปฏิกิริยา ทําใหกาซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในชวงเท่ียงและบาย และถูก กระแสลมพดั พาไปสะสมในบรเิ วณตา งๆ ซึง่ จะเหน็ ไดว ามีปจ จยั หลายปจจัยที่ยากตอการควบคุมการเกิดของ กาซโอโซน ทําใหมาตรการตา งๆ ทกี่ ลา วมาของภาครัฐ ยังไมสามารถลดปริมาณกาซโอโซนลงใหอยูในเกณฑ มาตรฐานได มลพิษทางอากาศมีแหลง กาํ เนดิ มลพษิ และผลกระทบตอสขุ ภาพอนามัยและส่งิ แวดลอ มแตกตาง และ รนุ แรงตางกนั ไป ทั้งน้ีสามารถสรปุ ไดดังตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 แหลงกําเนดิ ท่สี าํ คญั และผลกระทบของมลพิษทางอากาศ มลพิษ แหลง กําเนดิ ท่ีสาํ คญั ผลกระทบ ฝนุ ละออง การเผาไหมของเครือ่ งยนตด เี ซล PM-10 มผี ลกระทบตอ สุขภาพ ไมเกนิ 10 ไมครอน (PM- ฝุน ละออง แขวนลอยคงคา งใน อนามยั ของคนอยา งสูงเพราะมี 10) ถนน ฝุนจากการกอ สรา งและ ขนาดเลก็ จึงสามารถแทรกตวั เขาไป จากอุตสาหกรรม ในปอดได กาชซลั เฟอร การเผาไหมเ ชอื้ เพลิงที่มี การสะสมของ SO2 จาํ นวนมาก ไดออกไซด ซลั เฟอรเ ปนองคป ระกอบ อาจทําใหเ ปนโรคหอบหืดหรือ มี (SO2 ) ซึ่งสวนใหญ คอื ถา นหินและ ปญ หาเก่ยี วกบั ระบบทางเดนิ น้าํ มนั และอาจเกิดจาก หายใจ นอกจากนีก้ ารรวมตัวกัน กระบวนการทางอุตสาหกรรม ระหวา ง SO2 และ NO2 เปนสาเหตุ บางชนดิ สําคัญที่กอ ใหเกดิ ฝนกรด (acid rain) ซ่ึงทาํ ใหเ กิดดนิ เปรย้ี ว และ ทาํ ใหนาํ้ ในแหลง นา้ํ ธรรมชาตติ า งๆ มีสภาพเปนกรด สารตะกว่ั การเผาไหม alkyl lead ทีผ่ สม สารตะก่วั เปนสารอนั ตรายทสี่ ง ผล (Pb) อยูในน้าํ มันเบนซิน ทาํ ลายสมอง ไต โลหิต ระบบ ประสาทสวนกลาง และระบบ สืบพันธุ โดยเดก็ ทีไ่ ดรบั สารตะก่วั ในระดบั สงู อาจมีพฒั นาการรับรูชา กวา ปกติ และ การเจรญิ เตบิ โต ลดลง
75 มลพษิ แหลงกําเนดิ ทส่ี าํ คญั ผลกระทบ กา ชคารบ อนได การเผาไหมข องนาํ้ มันท่ีไม CO จะเขา ไปขัดขวางปริมาณกา ซ ออกไซด สมบรู ณ ออกซเิ จน (O2) ท่รี างกาย (CO) จําเปนตอ งใช ดงั นน้ั ผูทมี่ ีอาการโรค ระบบหัวใจ และหลอดเลอื ดจึงมี ความเสยี่ งสงู จนอาจถงึ แกช ีวิตไดถ า ไดร ับ CO ในระดบั สูง ไนโตรเจนออกไซด การเผาไหมเ ช้อื เพลงิ ฟอสซลิ การรบั NO2 ในระดับต่ําอาจทําให NO2 และยงั มบี ทบาทสําคัญ ในการ คนท่ีมโี รคระบบทางเดินหายใจ มี กอตวั ของ O3 และฝนุ ละออง ความผิดปกตขิ องปอด และอาจ เพม่ิ การเจ็บปวยของโรคระบบ ทางเดินหายใจในเดก็ ขณะทกี่ าร รับ No2 เปนเวลานานอาจเพม่ิ ความไวทจี่ ะติดเชือ้ โรคระบบ ทางเดินหายใจและทําใหป อดมี ความผดิ ปกติอยางถาวร กาชโอโซน การทําปฏิกริ ยิ าระหวา ง O.3 อาจทาํ ใหเ กิดอันตราย O3 สารประกอบอินทรียร ะเหยงาย เฉียบพลนั ตอ สุขภาพ เชน ความ (Volatileorganic ระคายเคืองตอ สายตา จมูก คอ compound: VOC) และ ทรวงอก หรอื อาการไอ ปวดหวั ออกไซดของ ไนโตรเจนโดยมี นอกจากนี้ยงั อาจทาํ ใหผ ลผลิต ความรอ นและแสงอาทิตยเ ปน ทางการเกษตรตาํ่ ลง ตัวเรง ปฏิกริ ิยา ท่มี า : ธนาคารโลก 2002.
76 กิจกรรมบทที่ 4 เร่อื ง การทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม กิจกรรมที่ 1 ผูเรียนคิดวาในชุมชนเกิดปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมในดานใดบางให เลือก 1 ปญหา แลววิเคราะหหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาแนว ทางแกไ ข กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนศึกษาผลกระทบจากการสรางเขื่อนขนาดใหญตอการเปล่ียนแปลงทาง ธรรมชาติ และจัดทํารายงาน กิจกรรมที่ 3 จงเลือกคาํ ตอบท่ถี ูกตอ งทสี่ ุดเพยี งคําตอบเดยี ว 1. ปญหาการจราจรตดิ ขดั ตามเมอื งใหญๆ นอกจากจะทาํ ใหเกิดผลเสยี ทางเศรษฐกจิ แลว ยังจะทาํ ให เกดิ ผลเสยี ทางใดอกี ก. ทําใหค นฝาฝนกฎหมาย ข. ทาํ ใหสิ่งแวดลอมเปนพษิ ค. ทําใหร ถยนตเ ส่อื มสภาพเร็ว ง. ทําใหสญู เสียเวลาไปโดยเปลาประโยชน 2. เราจะแกอากาศเปน พิษอยางเชน ในกรุงเทพฯ โดยวิธใี ดจงึ จะดีทีส่ ดุ ก. ลดจาํ นวนรถยนตลง ข. ไมส งเสียงดงั ในโรงภาพยนตร ข. ปลูกตน ไมใหม าก ง. ขยายเขตเมอื งใหก วา งออกไปอกี 3. การปองกนั ไมใ หเกดิ ปญ หามลพษิ ควรปฏบิ ตั ิอยา งไร ก. ไมส ูบบหุ รใ่ี นทสี่ าธารณะ ข. ไมส ง เสยี งดงั ในโรงภาพยนตร ค. ขามถนนตรงทางมาลายหรอื สะพานลอย ง. ตดิ ตัง้ ระบบปองกันไอเสียในรถยนต 4. ประเทศไทยขาดดลุ การคา กับตางประเทศ เพราะเหตุใด ก. สินคา มีจาํ นวนนอ ยกวาเปา หมาย ข. ปรมิ าณการผลติ สินคา นอ ยลง ค. ไมสนับสนุนใหเ อกชนสงสินคา ออก ง. มลู คาราคาสนิ คา สงออกนอ ยกวา มูลคา สนิ คา นาํ เขา 5. สาเหตุอะไรท่ีทําใหฝนมสี ภาพเปนกรด ก. กาซที่มอี อกไซดเปนตัวประกอบ ข. ซัลเฟอรไดออกไซด ข. ออกไซดของไนโตรเจน ง. คารบ อนมอนนอกไซด
77 6. มลภาวะเปนพษิ ทีเ่ กดิ ผลกระทบตอ ระบบนเิ วศนห มายถึง ก. ออกซิเจนในอากาศมปี ริมาณเพม่ิ ข้ึน ข. คารบ อนไดออกไซดในอากาศมปี ริมาณเพ่มิ ขึ้น ค. ออกซิเจนในอากาศมีปรมิ าณเทา เดิม ง. คารบ อนไดออกไซดใ นอากาศมปี รมิ าณนอยลง 7. ขอ ใดไมใ ชปญหาการส้นิ เปลืองพลงั งานอนั เกดิ จากปญ หาทรพั ยากรและสิง่ แวดลอม ก. ปญ หาการขาดแคลนนํ้าใช ข. ปญหานํ้าทว มกรงุ เทพฯ ค. ปญ หาการจราจรติดขัด ง. ปญหาการศกึ ษา 8. ขอ ใดเปนการใชพ ลังงานเพอื่ ปอ งกนั และแกไขปญ หาทรพั ยากรและสิ่งแวดลอ ม ก. การท้ิงขยะมลู ฝอย ข. การปลอยน้ําเสีย ค. การคมุ กาํ เนิดของประชากร ง. การควบคมุ หรือปองกันอากาศเสีย
78 เรื่องที่ 5 แนวทางการปองกนั แกไ ขปญ หาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและ สง่ิ แวดลอ ม โดยประชาชน ชมุ ชน องคก ร ภาครฐั ภาคเอกชน แนวคดิ ในการอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาติ 1. การอนุรกั ษท รัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การรูจักใชทรัพยากรธรรมชาติอยางชาญฉลาด เพ่ือให เกิดประโยชนสูงสดุ ตอประชาชนโดยท่ัวถึงกัน ใชไ ดอยางยาวนาน 2. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติเก่ียวของกับประชาชนทุกคน รวมท้ังชุมชน องคกรภาครัฐและ ภาคเอกชน 3. การอนุรักษหรือการจัดการทรัพยากร ตองคํานึงทรัพยากรอยางอ่ืนในเวลาเดียวกันดวย เพราะ ทรัพยากรทุกอยางมสี วนเก่ยี วขอ งและสมั พนั ธกัน 4. ในการวางแผนการจัดการทรัพยากร ตองไมแยกมนุษยออกจากสภาพแวดลอม ทางสังคมหรือ วฒั นธรรมหรือสภาพแวดลอ มตามธรรมชาติ 5. ผูใชทรัพยากรธรรมชาติตองตระหนักถึงความสําคัญของทรัพยากรนั้นๆ และใชอยางชาญฉลาด ใหเ กิดผลดกี บั ทกุ ดา น 6. การอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ ม นอกจากเพ่อื การกนิ ดีอยูดแี ลวจําเปนตองอนุรักษ เพื่อความสวยงามของธรรมชาตดิ วย การอนุรกั ษปา ไม 1. กําหนดนโยบายปา ไมแ หง ชาตเิ พอื่ เปนแนวทางในการจัดการและพฒั นาปา ไมในระยะยาว 2. การปลกู ปา สงวน รวมท้ังทาํ นุบํารุงดูแล โดยใหประชาชน และชุมชนมีสวนรวมในการรักษาดูแล ปา ไม 3. สรางจติ สํานึกใหป ระชาชนทกุ คนไดร ูคณุ คาของปาไม และผลกระทบทเี่ กดิ จากการตดั ไมท าํ ลายปา การอนุรักษทรัพยากรดิน เปน วธิ กี ารปอ งกันเรมิ่ แรกท่ดี ที ่ีสดุ ท่ีจะทําใหมนษุ ยไดใ ชประโยชนของดิน อยา งยาวนาน ซ่งึ สามารถทําได ดงั น้ี 1. ปรบั สภาพดิน หรือปลูกพืชทสี่ ามารถปอ งกันการทะลาย การชะลาง และการกัดเซาะ 2. ปกคลมุ ดนิ ใหพ น จากการกระทบของฝนและลม 3. การไถพรวนดินใหถกู ตอง 4. ใชป ระโยชนใ หเหมาะสมกับลกั ษณะดนิ การอนรุ ักษท รัพยากรนํ้า วิธีการอนรุ กั ษท รัพยากรน้าํ สามารถแกไ ดท ี่ตัวตนเหตุ ซ่งึ กค็ ือ มนษุ ย 1. ไมทิ้งเศษขยะมลู ฝอย ส่งิ สกปรกโสโครก ลงไปในแมน ้ํา ลําคลอง 2. ควรมีมาตรการหา มไมใ หโรงงานอุตสาหกรรมทงิ้ น้าํ เสยี ลงในแมน้ํา 3. ประชาชนทกุ ชมุ ชน องคกรภาครัฐและเอกชนทุกหนวยงาน ตองชว ยกันรักษาตน นา้ํ ลาํ ธาร
79 การอนุรักษสัตวปา สัตวเปนทรัพยากรธรรมชาติท่ีสามารถทําใหเพ่ิมจํานวนมากขึ้นได แตถาหาก สตั วปา ชนดิ ใดสญู พันธ ไปแลว จะไมส ามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดน้ัน ข้ึนมา ไดอีก การอนุรักษสัตวปา จงึ ควรมหี ลักดังนี้ 1. การใชก ฎหมายควบคมุ เปนการอนุรักษสัตวปาทางตรง มีการปอ งกนั และปราบปราม ผูกระทําผิด พระราชบญั ญตั ิสงวน และคุม ครองสัตวปา อยางเขม งวด 2. การสงวนแหลง ท่อี ยู อาศัยของสตั วปา หมายถึงการปองกันรกั ษาปาไม ท่จี ัดเปนเขตรักษาพันธสุ ัตว ปา เขตปาในอุทยานแหงชาติ เขตวนอุทยานตองมกี ารปองกัน บาํ รงุ รกั ษา และการปลูกพันธไุ มข้นึ มาใหม 3. การเพาะพันธเุ พิ่ม เชน ตามสวนสัตวตางๆ เขตรักษาพันธุสัตวหลายแหง เลี้ยงสัตวบางชนิดไวใน กรงเพอื่ เพาะพันธเุ พ่ิม เมอื่ มีมากแออดั จึงนําสัตวบ างชนดิ ไปปลอ ยไวใ นปา เปด ของอุทยานแหง ชาติ 4. การคนควา วิจัยทางวิชาการ ถือไดวาเปนพื้นฐานของการจัดการสัตวปาใหมีจํานวนเพ่ิมขึ้นใน ระดบั ท่ีพอเหมาะกบั อาหารและทหี่ ลบภัยในทองทีน่ ั้นๆ 5. การใชป ระโยชนจากสตั วตามหลกั การอนรุ ักษท รพั ยากร โดยไมเ กบ็ ทรพั ยากรไว รจู กั นําทรัพยากร น้ันๆ มาใชใหเปนประโยชนมากที่สุด เชน จัดเปนแหลงเรียนรู จัดสถานที่ชมสัตวปา จัดสวนสัตวใหเปนที่ พักผอนหยอนใจแกม นุษย เปนตน การอนุรักษท รพั ยากรแรธาตุ 1. กําหนดแผนการใชทรพั ยากรแรเพ่ือใหก ารบรหิ ารทรัพยากรแรเ ปน ไปอยางตอ เน่อื ง 2. วางแผนการนาํ แรม าใชประโยชนอยา งมีประสทิ ธภิ าพ ไมท าํ ลายสิง่ แวดลอ มตามธรรมชาติ 3. สงเสริมใหมกี ารใชท รัพยากรแรใ หมากท่ีสุดและครบวงจร ตัวอยา งคอื มีการนําแรธ าตทุ ีใ่ ชแลวมาใช ใหมเชน เหล็ก รวมท้งั ใหร ัฐเขา มามีบทบาทในการควบคมุ กลไกการผลิต แนวทางแกไขปญหาวิกฤตการณส ง่ิ แวดลอม ปญหาสง่ิ แวดลอม เปนปญหาของทกุ คนในสังคม เพราะจะมีผลกระทบตอทุกคนทอี่ ยรู วมกนั ท้งั เรอ่ื ง มลพษิ ทางอากาศ ทางนา้ํ หรือขยะมลู ฝอย โดยมแี นวทางการแกไ ข ดังนี้ แนวทางการแกไ ขมลพษิ ทางอากาศ มลพิษทางอากาศสว นใหญจ ะเกิดในชมุ ชนขนาดใหญ เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยูมาก สาเหตุเกิด จาก ควันพิษจากรถยนต และจากโรงงานอตุ สาหกรรม ซึ่งมีแนวทางแกไ ขปญ หา ดงั ตอไปน้ี 1. จดั หาและพฒั นาระบบการตรวจคุณภาพในอากาศ ใหส ามารถวเิ คราะหปริมาณมลพิษทางอากาศ ชนิดตา งๆ เพ่อื ประเมินคณุ ภาพในอากาศ 2. หาทางลดปรมิ าณสารมลพิษทางอากาศจากแหลงกําเนดิ เพือ่ ใหสามารถควบคมุ และรักษาคณุ ภาพ อากาศใหไดตามมาตรฐาน 3. กระตนุ ใหผ ใู ชรถยนตใ หความสาํ คัญในการดูแลรกั ษาเครือ่ งยนตใหอ ยูใ นสภาพดเี พ่ือลดควนั ดาํ 4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจับรถยนตท ม่ี ีควนั ดาํ 5. รณรงคใ หผ ขู ับขี่รถยนตม ีวนิ ยั และเคารพในกฎจราจร
80 แนวทางการแกไ ขมลพษิ ทางนาํ้ 1. รณรงคใ หป ระชาชนใชน้าํ อยางประหยดั 2. มีการจัดการนํา้ แบบบูรณาการใหม ปี ระสทิ ธิภาพเพือ่ เกิดประโยชนส ูงสุด 3. มีมาตรการทีเ่ ขมงวดในการควบคมุ นา้ํ ท่ีออกจากโรงงานอุตสาหกรรม 4. ปรบั ปรุงทอน้ําทง้ิ ไมใหบ านเรือนทง้ิ น้าํ ใชแลว สูแมน้าํ ลําคลอง แนวทางการแกไขขยะมลู ฝอย 1. หลีกเลีย่ งการใชโฟมหรือพลาสตกิ 2. ซอมแซมแกไขเคร่ืองใชทีช่ ํารุดใหน าํ กลบั มาใชใ หมแทนการท้ิงเปนขยะ 3. ควรนําวสั ดุที่ใชแ ลว เชน กระดาษ แกว พลาสติก มาแปรรูปกลับมาใชไดใหม 4. นาํ ของที่ใชแลวบางชนิดมาดัดแปลงใชใหมใหเกดิ ประโยชน 5. ควรแยกขยะตามประเภท เชน ขยะเปยก ขยะแหง ขวดพลาสตกิ ฯลฯ ในการปองกันแกไ ขปญหาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ มนั้น ไมเ พยี งแตประชาชนทกุ คนเทา น้นั แตชุมชน องคกรภาครัฐ และภาคเอกชนจะตองรวมมือรวมใจกันเพ่ือการพัฒนาและการอนุรักษ ทย่ี ง่ั ยนื
81 กจิ กรรมที่ 4 แนวทางการปองกันแกไ ขปญ หาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ สง่ิ แวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคกรภาครัฐ ภาคเอกชน 1. เหตใุ ดจงึ กลาววา “มนษุ ย” คอื ตวั การสําคัญทีเ่ ปนผทู ําลายทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... 2. ในชุมชนที่ผูเรยี นอาศัยอยู มที รพั ยากรชนิดใดมากที่สุด ผูเรียนจะมีวิธีชวยอนุรักษทรัพยากรชนิด นนั้ ไดอ ยา งอยางไรบา ง 1. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................ 2. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................ 3. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................ 4. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................
82 บทที่ 2 ประวตั ศิ าสตร สาระการเรียนรู การศึกษาทางประวัติศาสตร เปน กระบวนการหรือขั้นตอนการศึกษา เรื่องราวของมนุษยในยุค ตาง ๆ เชน ความเปน อยู การปกครอง ศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม ท่เี ปนสภาพเหตกุ ารณใ นอดตี ทถ่ี กู บนั ทกึ ไวใหศ ึกษา ซ่ึงเหตกุ ารณเหลา นีจ้ ะมผี ลกระทบตอความคดิ ของมนุษยปจจบุ นั ทง้ั ดา นความเขา ใจพลเมอื งชาติ ตา ง ๆ ความสาํ เรจ็ ความประทบั ใจทมี่ คี ุณคา ของบรรพบุรุษมาศึกษาใหเ ขา ใจ สามารถนําไปสรางองคความรู ใหมใ นทางประวัตศิ าสตรได ตัวชีว้ ดั 1. อธบิ ายเหตุการณส ําคญั ทางประวัติศาสตรของประเทศตาง ๆ ในโลก 2. วิเคราะหแ ละเปรียบเทยี บเหตุการณสําคญั ทางประวตั ิศาสตรของแตละประเทศในโลกที่มีผลกระ ทบตอ ความเปล่ียนแปลงของประเทศตาง ๆ ในโลก 3. วิเคราะหเหตุการณโ ลกปจ จุบันและคาดคะเนเหตุการณท ่ีอาจจะเกิดขึ้นกับประเทศตา ง ๆ ใน อนาคต ขอบขายเนอื้ หา เรอ่ื งท่ี 1 การแบง ชวงเวลาและยุคสมัยทางประวัตศิ าสตร เรอ่ื งท่ี 2 แหลงอารยธรรมโลก เรอ่ื งท่ี 3 ประวัติศาสตรช าตไิ ทย เรอื่ งท่ี 4 บุคคลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดา นประวตั ิศาสตร เรอ่ื งท่ี 5 เหตกุ ารณส ําคัญของโลกทม่ี ผี ลตอ ปจจบุ นั
83 เรื่องท่ี 1 การแบงชว งเวลาและยคุ สมยั ทางประวัตศิ าสตร ยคุ สมัยประวัตศิ าสตรม ีความสาํ คญั ตอ การศึกษาประวัติศาสตรเ นอื่ งจากเปนการแบงชวงเวลาในอดีต อยางเปนระบบ โดยพิจารณาจากหลักฐานท่ีเหลืออยูในปจจุบัน ซึ่งจะนําไปสูการวิเคราะหเหตุการณตางๆ อยางมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเนื่องของชวงเวลา จะทําใหการลําดับเปรียบเทียบ เรื่องราวทางประวัตศิ าสตรม ีความชดั เจนขนึ้ ตามเกณฑดังตอไปนี้ 1. การแบง ชวงเวลา มพี ้นื ฐานมาจากยุคสมัยทางศาสนาแบง ออกเปน (1) การแบงชว งเวลาตามประวตั ิศาสตรไทย ไดแก รตั นโกสนิ ทรศก (ร.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และ พุทธศกั ราช (พ.ศ.) ปจ จบุ ันทใ่ี ชกันอยคู อื พุทธศักราช (พ.ศ.) ซ่ึงเปนศักราชในกลุมผูที่นับถือพระพุทธศาสนา การนับปของพุทธศาสนา เร่ิมป พ.ศ.1 หลังจากที่พระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว 1 ป คือปแรก นับเปน พ.ศ. 0 เมื่อครบ 1 ป ของพุทธศาสนาจึงเร่ิมนับ พ.ศ.1 โดยเริ่มใชตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณ มหาราช จนมาเปน ทีแ่ พรหลายและระบใุ ชอ ยางเปน ทางการในสมยั พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รชั กาลที่ 6) ในปพ ทุ ธศกั ราช 2455 และบางครง้ั มกี ารแบงเปนทศวรรษ และศตวรรษ เชน พทุ ธศตวรรษท่ี 25 คือ ป พ.ศ. 2500 เทา กับ ครสิ ตศตวรรษที่ 20 คือ ป ค.ศ. 2000 (2) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรสากล ไดแก คริสตศักราช (ค.ศ.) เปนการนับเวลาทาง ศักราชของผูท่นี ับถือครสิ ตที่นิยมใชกันมาท่ัวโลก โดยครสิ ตศ กั ราชท่ี 1 เร่ิมนับตั้งแตปท่ีพระเยซูคริสตประสูติ (ตรงกับ พ.ศ. 543 )และถือระยะเวลาทีอ่ ยกู อนครสิ ตศกั ราชลงไปจะเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราชหรือกอน คริสตกาล และฮจิ เราะหศักราช (ฮ.ศ.)เปนการนับเวลาทางศักราชของผูนับถือศาสนาอิสลามโดยท่ีอาศัยปท่ี ทานนบีมูฮัมหมัดไดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองมาดินา เปนปเริ่มตนศักราชอิสลามซ่ึงตรงกับวันท่ี 6 กรกฎาคม ค.ศ. 622 2. การแบง ยุคสมัยทางประวตั ิศาสตร การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารูปแบบและลักษณะของ หลักฐานท่ีเปนลายลกั ษณอกั ษรและไมเปนลายลกั ษณอักษร สามารถแบง ยคุ สมัยทางประวัติศาสตรเ ปน ยุคตา ง ๆ ไดด ังนี้ ยคุ กอ นประวตั ิศาสตร เปนชวงเวลาท่ีมนุษยยังไมรูจักการประดิษฐตัวอักษร แตมีความสามารถในการปรับตัวใหเขากับ สิ่งแวดลอม สง่ิ ที่มนุษยสรางข้ึนเพ่ือใชประโยชนในชีวิตประจําวันและหลงเหลืออยู จึงเปนหลักฐานแสดงให เหน็ ถงึ วิวัฒนาการในยุคกอนประศาสตร ซง่ึ แบงยอยออกไปตามลักษณะวสั ดุที่ใชท ําเครอ่ื งมือเคร่ืองใชด งั น้ี 1. ยคุ หิน เปนยคุ ท่มี นุษยร ูจกั นําหนิ มาดดั แปลงเปน เครอื่ งมอื เครื่องใช โดยมวี วิ ัฒนาการดงั น้ี (1) ยุคหินเกา มนุษยนํากระดูกสัตว นําหินมากะเทาะทําเครื่องมืออยางหยาบๆ ยังคงใชชีวิต เรร อ นยา ยทอี่ ยตู ามฝูงสตั วท ่ีลา เปน อาหารโดยอาศัยอยตู ามถาํ้ (2) ยุคหนิ กลาง มนษุ ยเ ริม่ รูจกั สรางบา นเรอื นแทนการอยูถํ้า เริ่มทําเกษตรและรูจักปนหมอไห อยา งหยาบๆดว ยดนิ เหนยี วตากแหง
84 (3) ยุคหนิ ใหม มนุษยอยเู ปน หลกั แหลง สามารถทาํ การเกษตรและผลิตอาหารไดเอง เครื่องมือ เครอื่ งใชท ที่ าํ จากหินมีการขัดเกลาใหแ หลมคม ทาํ เครอื่ งปนดินเผามาใชในบา นเรือนได และเร่มิ รูจ กั การนาํ เสน ใยมาทอผา 2. ยุคโลหะ ในยุคน้ีมนุษยเร่ิมทําเคร่ืองมือเคร่ืองใชจากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว ยุคโลหะ สามารถแบงยอ ยไปไดอีก 2 ยคุ ตามลกั ษณะโลหะทใี่ ชคือ (1) ยุคสําริด เคร่ืองมือเคร่ืองใชของมนุษยในยุคนี้ทําจากโลหะผสมระหวางทองแดงและดีบุก เชน ขวาน หอก กาํ ไล เปนตน (2) ยุคเหลก็ เมือ่ มนุษยรูจักวิธีการถลงุ เหลก็ จงึ นาํ มาทาํ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชและอาวุธ เชน ใบหอก ขวาน มีด ซ่งึ จะมคี วามแขง็ แกรง ทนทานกวาสาํ ริดมาก ยุคประวัตศิ าสตร เปนชวงเวลาที่มนษุ ยรจู กั ประดิษฐตัวอักษรและบันทึกไวบนวัสดุตางๆ เชน แผนหิน แผนดินเหนียว แผน ผา ยคุ ประวตั ศิ าสตรแบงออกเปน ยคุ สมยั ตา งๆ ดงั นี้ 1. สมัยโบราณ มนุษยเลกิ ใชช ีวิตแบบเรร อ นมาตง้ั ถิ่นฐานบานเรือนอยูรวมกัน สรางระเบียบวินัยใน การอยูรวมกันข้ึนจนเปนสังคมท่ีมีความซับซอน อารายธรรมในสมัยนี้ ไดแก อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอยี ปิ ต อารายธรรมอนิ เดีย อารยธรรมจนี ไปจนถงึ จักรวรรดิโรมันลม สลาย 2. สมัยกลาง เม่ือจักรวรรดิโรมันลมสลาย โดยการรุกรานของพวกเตอรก ศิลปะวิทยาการตางๆ จึงหยดุ ชะงักไปดวย ยคุ สมยั น้จี งึ เรยี กอกี ชือ่ หนง่ึ วา ยคุ มดื 3. สมัยใหมหรือยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการ นับวายุคน้ีเปนรากฐานของความเจริญทุก ๆ ดานในยุค ตอ มา ชว งเวลาของยคุ น้ีเริม่ ตั้งแตการออกสํารวจดินแดนไปจนถงึ สงครามโลกครั้งท่ี 1 4. สมัยปจ จบุ ันคือ ชว งเวลาตง้ั แตย ุตสิ งครามโลกครง้ั ท่ี 1 เร่ือยมาจนถงึ ปจ จุบนั หลักเกณฑการแบง ยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร มดี งั นี้ 1. การแบง ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตรส ากล แบงตามความเจรญิ ทางอารยธรรมมนษุ ย แบงตามการเร่มิ ตน ของเหตกุ ารณส ําคัญ แบงตามชือ่ จักรวรรดหิ รืออาณาจักรทส่ี าํ คญั ที่เคยรุงเรอื ง แบง ตามราชวงศทีป่ กครองประเทศ แบงตามการต้งั เมอื งหลวง
85 2. การแบง ยุคสมัยทางประวัตศิ าสตรไ ทย สวนใหญยึดถือหลักเกณฑของประวัติศาสตรสากล แบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตรไทยและสมัย ประวัตศิ าสตรไ ทย สมยั ประวตั ิศาสตรไทยแบง ตาม สมยั โบราณหรือสมยั กอ นสุโขทัย ตง้ั แต พ.ศ.1180 ถงึ พ.ศ. 1792 สมัยสุโขทยั ตั้งแต พ.ศ. 1792 ถึง พ.ศ. 2006 สมยั อยุธยา ตงั้ แต พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 สมยั ธนบุรี ตัง้ แต พ.ศ. 2310 ถงึ พ.ศ. 2325 สมัยรตั นโกสินทร ตัง้ แต พ.ศ. 2325 ถึงปจจบุ นั การเทียบยคุ สมัยสําคญั ระหวางประวตั ศิ าสตรส ากลกบั ไทย ประวตั ศิ าสตรส ากล ประวตั ศิ าสตรไ ทย สมยั โบราณ สมัยโบราณหรือสมยั กอ นสโุ ขทยั อารยธรรมเมโสโปเตเมยี อาณาจกั รลงั กาสกุ ะ อารยธรรมอียิปต อาณาจักรทวารวดี อารยธรรมกรีก อาณาจกั รโยนกเชียงแสน อารยธรรมโรมัน อาณาจกั รตามพรลิงค สิ้นสุดสมยั โบราณ เม่อื ค.ศ.476 ( พ.ศ.1019 ) สมยั กลาง สมยั สโุ ขทัย จกั รวรรดโิ รมนั ตะวนั ออก ส้นิ สดุ ค.ศ. 1453 สมัยอยุธยา การสรา งอาณาจักรคริสเตยี น การปกครองในระบบฟวดัล การฟน ฟเู มอื งและการคา การฟน ฟศู ิลปะวิทยาการ การคนพบทวีปอเมริกา สมยั ใหม สมยั ธนบุรี การสํารวจทางทะเล สมยั รตั นโกสินทร การปฏิวัติวทิ ยาศาสตร การปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม
86 ประวตั ิศาสตรสากล ประวัตศิ าสตรไทย การปฏิวัติฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอ สงครามโลกครง้ั ท1ี่ -2 ดุลยเดชมหาราช (2489 – ปจจบุ นั ) สนิ้ สดุ สมัยใหม ค.ศ. 1945 สมัยปจจบุ ัน-รวมสมยั -ปจจุบนั ยุคสงครามเยน็ ยุคเทคโนโลยีการส่ือสาร ตวั อยา งเหตกุ ารณส าํ คญั ท่ีแสดงความสมั พันธแ ละความตอเน่ืองของกาลเวลา 1. ประวตั ิศาสตรส ากล เหตุการณสาํ คัญในประวัตศิ าสตรสากลนํามาเปน ตัวอยางคือ ยุคจักรวรรดินิยมเกิดขึ้นมาจากปจจัย หลายประการ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและพลังทางสังคม ซึ่งทําใหประเทศในทวีปยุโรปมีอํานาจเขมแข็ง มี ความกาวหนาทางเศรษฐกจิ มีความเจรญิ รงุ เรือง แตการมีอาํ นาจและความมั่นคงดงั กลา วเกิดขึน้ มาเพราะการ ปฏวิ ัติอตุ สาหกรรมและยคุ จกั รวรรดนิ ยิ ม สิ้นสุดเมอ่ื สงครามโลกคร้งั ที่ 1 ซ่ึงทําใหม หาอํานาจทงั้ หลายหยุดการ ลาอาณานิคม แตอ าณานคิ มทั้งหลายทีเ่ ปนอยูกย็ งั คงเปน อาณานิคมตอ มาอีกหลายป หลายชาติ เร่ิมเรียกรอง เอกราชและสว นใหญไดเ อกราชคืนภายหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 2. ประวตั ิศาสตรไ ทย เหตกุ ารณส ําคัญในประวัตศิ าสตรไทยทน่ี าํ มาเปน ตวั อยางคือ ยคุ การปรบั ปรุงประเทศอยูในชวง พ.ศ. 2394-2475 หรือในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ระหวา งนมี้ ีการปรับปรงุ และปฏริ ปู ประเทศทุกดานทงั้ การปกครอง สังคม เศรษฐกิจ วฒั นธรรม ฯลฯ
87 กจิ กรรมที่ 5 เร่ืองท่ี 1 การแบงชวงเวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร จงทําเครอ่ื งหมาย X หนา คําตอบทถี่ กู ตอ งที่สุดเพยี งขอเดยี ว 1. ความหมายของคาํ วา “ประวัตศิ าสตร” ในขอใดถูกตองทีส่ ดุ ก. การกลา วถึงสภาพแวดลอ มที่เปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา ข. เปน เรอื่ งของความคิดและการกระทาํ ของมนุษย ค. การบันทึกเรอ่ื งราวในอดตี อยางมหี ลักฐาน ง. การเลา เร่ืองราวในอดีตท่ีสืบคน มา 2. การศึกษาประวตั ศิ าสตร หมายถงึ ขอใด ก. การหาหลกั ฐานซ่ึงนาํ ไปสกู ารวเิ คราะหเหตุการณต า ง ๆ อยา งมเี หตุผล ข. การศกึ ษาพฤตกิ รรมของ ค. การใชวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร ง. การใหข อมลู จากแหลงตา งๆ 3. ประเทศไทยเร่มิ ใชป พทุ ธศักราชสมัยใด ก. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู ัว ข. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูห ัว ค. พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลก ง. พระนารายณม หาราช 4. มนษุ ยร ูจ ักประดษิ ฐตัวอักษรและบันทึกไวบ นวสั ดุตา ง ๆ ในยุคไหน ก. ยุคประวตั ิศาสตรสากล ข. ยุคกอ นประวัติศาสตร ค. ยุคประวัติศาสตร ง. ยคุ สงครามเยน็ 5. การแบงยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตรไ ทย ก. สมัยประวตั ิศาสตรสากล ข. สมยั โบราณและสมยั กรงุ ธนบรุ ี ค. สมยั อยธุ ยาและสมยั ประวัติศาสตรไ ทย ง. สมยั กอนประวตั ิศาสตรไทยและสมัยประวตั ศิ าสตรไ ทย
88 เรื่องท่ี 2 แหลงอารยธรรมโลก ในยุคกอ นประวัตศิ าสตร มนษุ ยจะไมมีท่ีอยูเปนหลักแหลง มีที่พักช่ัวคราวตามถํ้า ตนไมใหญเพ่ือกัน แดดกนั ฝนและปอ งกนั สัตวราย การอพยพยา ยท่ีอยูข้ึนอยูกับแหลงอาหาร คือ ฝูงสัตว เมื่อสัตวอพยพไปตาม ฤดูกาลตางๆ มนษุ ยก อ็ พยพตามไปดวย ตอมาในยคุ หนิ มกี ารคิดคนการเพาะปลูก มนุษยตองรอการเก็บเก่ียว พืชผล ทาํ ใหมนษุ ยต อ งอยูเปนหลกั แหลง และพฒั นาเปนชุมชน ในยุคตอมามนุษยประดิษฐตัวอักษรใชในการ บนั ทกึ เร่อื งราว เม่อื มนุษยเ ร่ิมรวมตวั กนั หนาแนน ตามแหลง อุดมสมบรู ณ ลุมแมน า้ํ ตา งๆ ของโลกจึงเกิดการจัด ระเบียบในสงั คม มีการแบงหนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบรว มกัน จงึ ทําใหเกิดความชํานาญเฉพาะอยา งข้ึน อนั เปนจุด กําเนิดของอารยธรรม ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษวา “Civilization” มีความหมายวา สภาพที่พนจากความ ปาเถือ่ น อารยธรรมของมนษุ ยยคุ ประวตั ศิ าสตร พฒั นาการของมนษุ ยน ้นั มิใชเ ฉพาะลกั ษณะท่ีเห็นจากภายนอกเทานั้น พัฒนาการทางดานความคิด ไดมีการปรบั เปล่ียนไปตามสภาพแวดลอมทางภูมิศาสตรแ ละสังคมท่ีเปลี่ยนไปดวย พัฒนาการทางดานภาษา การสรางสรรคงานศิลปะ และการพัฒนาวิถีการดําเนินชวี ิตในดา นตาง ๆ นาํ ไปสกู ารเกิดอารยธรรม ซึ่งตองใช เวลาอันยาวนานและความเจริญทั้งหลายในปจ จบุ นั ลวนสบื สายมาจากอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของมนุษย ในภูมภิ าคตา ง ๆ ของโลก แบงออกเปน 2 สว น คือ สว นที่ 1 อารยธรรมของโลกตะวนั ออก สว นใหญมีรากฐานมาจากแหลงอารยธรรมท่ีเกาแกของโลก คือ จีนและอินเดีย อารยธรรมจนี ประเทศจีนเปนประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหน่ึง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร ทีส่ ามารถคน ควา ไดบ งชี้วา อารยธรรมจีนมีอายุถงึ 5,000 ป รากฐานทสี่ าํ คัญของอารยธรรมจีน คือ การสราง ระบบภาษาเขยี นและการพฒั นาแนวคดิ ลัทธขิ งจ้ือ เมอ่ื ประมาณศตวรรษท่ี 2 กอ น ค.ศ. ประวตั ศิ าสตรจ ีนมีทั้ง ชวงท่เี ปนปก แผน และแตกเปน หลายอาณาจกั รสลบั กันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรม ของอารยธรรมจนี สมยั กอ นประวตั ิศาสตร มแี หลงอารยธรรมทสี่ ําคัญ 2 แหลง คอื ลุมแมนํ้าฮวงโห พบความเจริญท่ีเรียกวา วัฒนธรรมหยางเซา (Yang Shao Culture) พบหลกั ฐานทเี่ ปนเครอ่ื งปน ดินเผามลี ักษณะสําคญั คอื เคร่ืองปนดนิ เผาเปนลายเขียนสี มักเปนลายเรขาคณิต พชื นก สตั วต า งๆ และพบใบหนามนษุ ย สีทีใ่ ชเ ปน สดี ําหรอื สีมวงเขม นอกจากนย้ี ังมกี ารพมิ พลายหรอื ขดู สลัก ลายเปนรปู ลายจักสาน ลายเชอื กทาบ ลุมนํ้าแยงซี (Yangtze) บริเวณมณฑลซานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซาน (Long Shan Culture) พบหลกั ฐานทเี่ ปน เครื่องปนดินเผามีลักษณะสาํ คัญคือ เครอื่ งปน ดนิ เผามีเนือ้ ละเอยี ดสีดําขัดมันเงา คุณภาพดี เน้ือบางและแกรง เปน ภาชนะ 3 ขา
89 สมัยประวตั ิศาสตรของจีนแบงได 4 ยคุ ประวัตศิ าสตรส มยั โบราณ เริม่ ตง้ั แตส มยั ราชวงศซาง ส้ินสุดสมัยราชวงศโ จว ประวตั ศิ าสตรสมัยจักรวรรดิ เร่ิมต้ังแตสมัยราชวงศจ ิ๋น จนถงึ ปลายราชวงศซิง หรือเช็ง ประวตั ิศาสตรสมยั ใหม เร่มิ ปลายราชวงศเชง็ จนถึงการปฏิวัติเขาสูระบอบสงั คมนิยม ประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มตั้งแตจีนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเขาสูระบอบสังคมนิยมหรือ คอมมิวนสิ ตจนถงึ ปจจบุ ัน อารยธรรมจีนไดรบั อิทธิพลของศาสนาเตาหรอื ขงจ้อื สถาปตยกรรมท่ยี ิง่ ใหญเปน หน่งึ ในสง่ิ มหัศจรรย ของโลก คือ “กาํ แพงเมอื งจีน” กวที ี่สาํ คัญคอื ซอื หมาเชียน ผลงานท่สี าํ คญั คอื การบันทกึ ประวตั ศิ าสตรแ ละ วรรณกรรมทส่ี ําคัญ คอื สามกก และความรกั ในหอแดง การถายทอดอารยธรรมจนี สูดนิ แดนตา งๆ อารยธรรมจีนแผขยายขอบขายออกไปอยางกวางขวาง ทั้งในเอเชียและยุโรปอันเปนผลมาจากการ ติดตอทางการฑูต การคา การศกึ ษา ตลอดจนการเผยแพรศาสนา อยา งไรก็ตามลักษณะการถา ยทอดแตกตาง กันออกไป ดินแดนที่เคยตกอยูภายใตการปกครองของจีนเปนเวลานาน เชน เกาหลีและเวียดนาม จะไดรับ อารยธรรมจีนอยา งสมบูรณ ทง้ั ในดานวัฒนธรรม การเมอื ง ขนมธรรมเนียมประเพณี การสรางสรรคและการ แสดงออกทางศิลปะท้ังน้ีเพราะราชสํานักจีนจะเปนผูกําหนดนโยบายและบังคับใหประเทศทั้งสองรับ วัฒนธรรมจีนโดยตรง ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต อารยธรรมจนี ไดรบั การยอมรบั ในขอบเขตจํากัดมากทเ่ี หน็ อยางชดั เจน คอื การยอมรับระบบบรรณาการของจนี ในเอเชียใต ประเทศท่ีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีนอยางใกลชิด คือ อินเดีย พระพุทธศาสนา มหายานของอินเดยี แพรหลายเขา มาในจนี จนกระท่งั เปน ศาสนาสาํ คัญทช่ี าวจีนนับถอื นอกจากน้ศี ลิ ปะอินเดีย ยงั มอี ิทธพิ ลตอการสรางสรรคศ ิลปะบางอยางของจีน เชน ประตมิ ากรรมที่เปนพระพุทธรปู สวนภมู ิภาคเอเชียกลางและตะวันออกกลางนั้น เนอื่ งจากบริเวณที่เสน ทางการคา สานแพรไหมผาน จงึ ทําหนาท่ีเปนสอื่ กลางนาํ อารยธรรมตะวนั ตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนที่เผยแพรไป เชน การแพทย การเลี้ยงไหม กระดาษ การพิมพและดนิ ปน เปนตน ซ่งึ ชาวอาหรบั จะนําไปเผยแพรแกช าวยโุ รปอีกตอหนึ่ง อารยธรรมอินเดีย อินเดยี เปน แหลงอารยธรรมทเ่ี กาแกแหงหน่ึงของโลก บางทีเรียกวา แหลงอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ อาจแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรของอนิ เดยี ไดดังน้ี สมยั กอนประวตั ิศาสตร พบหลกั ฐานเปนซากเมืองโบราณ 2 แหง ในบริเวณลุมแมน้ําสินธุ คือ เมือง โมเฮนโจดาโร ทางตอนใตข องประเทศปากสี ถานเมอื งอารับปา ในแควนปนจาป ประเทศปากีสถานในปจจุบัน สมัยประวัติศาสตร เร่ิมเม่ือมีการประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช โดยชนเผาอินโด – อารยัน ซึ่งตั้งถิ่นฐาน บริเวณแมน าํ้ คงคา แบงได 3 ยุค
90 1. ประวตั ิศาสตรสมัยโบราณ เรม่ิ ตง้ั แตกําเนิดตัวอกั ษร บรามิ ลิป สิ้นสุดสมยั ราชวงศคุปตะ เปนยุคที่ ศาสนาพราหมณ ฮนิ ดแู ละพทุ ธศาสนา ไดถือกําเนิดแลว 2. ประวตั ิศาสตรส มัยกลาง เริ่มตงั้ แตร าชวงศคปุ ตะส้นิ สุดลง จนถึงราชวงศโมกลุ เขา ปกครองอินเดยี 3. ประวัตศิ าสตรส มัยใหม เรม่ิ ตงั้ แตราชวงศโ มกุลจนถงึ การไดร บั เอกราชจากอังกฤษ อารยธรรมลุมนาํ้ สินธุ ชาวอารยันไดสรางปรัชญาโบราณ เร่ิมจากคัมภีรพระเวทอันเปนแมแบบของ ปรชั ญาเอเชยี โดยเฉพาะเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต วรรณกรรมท่สี าํ คญั ไดแก พระเวทอุปนิษัท มหากาพย มหา ภารตะ มหากาพย รามายยะ ปุราณะ เปนตน กวีที่มีช่ือเสียงท่ีสุดมี กาลิทาสจากงานศกุณตลา ชัยเทพ (กวีราช) จากผลงานเร่ือง คีตโควินทและรพินทรนาถ ฐากูร กวีสมัยใหมจากวรรณกรรมเรื่อง “คีตาญชลี” ซ่งึ ไดรับรางวลั โนเบล สาขาวรรณคดี การแพรข ยายและการถายทอดอารยธรรมอินเดีย อารยธรรมอินเดีย แพรขยายออกไปสูภูมิภาคตางๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยผานทางการคา ศาสนา การเมอื ง การทหารและไดผ สมผสานเขา กบั อารยธรรมของแตละประเทศจนกลายเปน สว นหนึ่งของอารยธรรม สงั คมนั้นๆ ในเอเชียตะวันออก พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียมีอิทธิพลอยางลึกซึ้งตอชาวจีนทั้งในฐานะ ศาสนาสาํ คัญและในฐานะท่มี ีอิทธิพลตอการสรางสรรคศ ลิ ปะของจนี ภมู ภิ าคเอเชียกลาง อารยธรรมอินเดียที่ถายทอดใหเ ริม่ ตัง้ แตค รสิ ตศตวรรษท่ี 7 เม่ือพวกมุสลิมอาหรบั ซึง่ มอี าํ นาจในตะวนั ออกกลาง นําวทิ ยาการหลายอยางของอินเดียไปใช ไดแก การแพทย คณิตศาสตร ดารา ศาสตร เปนตน ขณะเดียวกันอินเดียก็รับอารยธรรมบางอยางทั้งของเปอรเซียและกรีก โดยเฉพาะดาน ศลิ ปกรรม ประตมิ ากรรม เชน พระพทุ ธ รปู ศลิ ปะคันธาระซง่ึ เปนอิทธิพลจากกรีก สวนอิทธิพลของเปอรเซีย ปรากฏในรปู การปกครอง สถาปต ยกรรม เชน พระราชวงั การเจาะภเู ขาเปนถ้ําเพอ่ื สรา งศาสนสถาน ภูมิภาคท่ปี รากฏอทิ ธิพลของอนิ เดยี มากทีส่ ดุ คือ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต พอคา พราหมณและภิกษุ สงฆช าวอินเดียเดินทางมาและนาํ อารยธรรมมาเผยแพร อารยธรรมที่ปรากฏอยูมีแทบทุกดาน โดยเฉพาะใน ดา นศาสนา ความเชือ่ การปกครอง ศาสนาพราหมณ ฮินดแู ละพทุ ธ ไดห ลอหลอมจนกลายเปนรากฐานสําคัญ ทสี่ ุดของประเทศตางๆ ในภูมภิ าคน้ี สว นที่ 2 อารยธรรมของโลกตะวนั ตก หมายถงึ ดินแดนแถบตะวนั ตกของทวีปเอเชยี รวมเอเชยี ไม เนอรแ ละทวีปแอฟริกา อยี ิปต เมโสโปเตเมีย กรกี และโรมนั อารยธรรมอยี ปิ ต อียิปตโบราณหรือไอยคุปต เปนหน่ึงในอารยธรรมท่ีเกาแกที่สุดในโลกแหงหนึ่ง ต้ังอยูทาง ตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นท่ีต้ังแตตอนกลางจนถึงปากแมน้ําไนล ปจจุบันเปนที่ต้ังของ ประเทศอียิปต อารยธรรมอียิปตโบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3,150 ป กอนคริสตศักราช โดยการรวมอํานาจ ทางการเมอื งของอียปิ ตตอนเหนือและตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพัฒนาอารยธรรม เร่ือยมากวา 3,000 ป ประวัติของอียิปตโบราณปรากฏขึ้นในชวงระยะเวลาหน่ึงหรือท่ีรูจักกันวา
91 “ราชอาณาจักร” มีการแบงยุคสมัยของอียิปตโบราณเปนราชอาณาจักร สวนมากแบงตามราชวงศท่ีข้ึนมา ปกครองจนกระทง่ั ราชอาณาจักรสุดทายหรือที่รูจักกันในชื่อวา “ราชอาณาจักรใหม” อารยธรรมอียิปตอยู ในชว งทีม่ ีการพัฒนาที่นอ ยมากและสว นมากลดลง ซึง่ เปน เวลาเดยี วกนั ทอี่ ียิปตพ ายแพตอการทําสงครามจาก อาํ นาจของชาตอิ ่นื จนกระทงั่ เม่อื กอ นคริสตศ ักราชก็เปน การส้นิ สดุ อารยธรรมอียิปตโบราณลง เม่ือจักรวรรดิ โรมนั สามารถเอาชนะอียปิ ตและจัดอียปิ ตเ ปน เพยี งจงั หวัดหนึ่งในจักรวรรดิโรมัน อารยธรรมอยี ปิ ตพัฒนาการมาจากสภาพของลมุ แมนํา้ ไนล การควบคมุ ระบบชลประทาน การควบคุม การผลิตพืชผลทางการเกษตร พรอมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคมและวัฒนธรรม พ้ืนท่ีของอียิปตนั้น ลอมรอบดว ยทะเลทรายเสมอื นปราการปอ งกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทําเหมืองแร และอยี ปิ ตยงั เปน ชนชาติแรกๆ ที่มกี ารพัฒนาการดวยการเขยี น ประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช การบริหารอยี ปิ ตเนน ไปทางสง่ิ ปลูกสรางและการเกษตรกรรม พรอมกนั นั้นก็มีการพัฒนาการทางทหาร อียิปตที่เสริมสรางความแข็งแกรงแกราชอาณาจักร โดยประชาชนจะใหความเคารพกษัตริยหรือ ฟาโรหเสมือนหนึ่งเทพเจา ทําใหการบริหารราชการบานเมืองและการควบคุมอํานาจน้ันทําไดอยางมี ประสทิ ธภิ าพ ชาวอียิปตโ บราณไมไ ดเปนเพยี งแตน ักเกษตรกรรมและนักสรางสรรคอ ารยธรรมเทา นั้น แตยังเปนนัก คิด นักปรชั ญา ไดมาซ่งึ ความรใู นศาสตรต างๆ มากมาย พัฒนาอารยธรรมกวา 3,000ป ทง้ั ในดานคณิตศาสตร เทคนิคการสรางพีระมิด วัด โอเบลิสก ตัวอักษรและเทคโนโลยีดานกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา ประสทิ ธิภาพทางดานการแพทย ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปตท้ิงมรดกสุดทายแกอนุชนรุน หลังไวค อื ศิลปะและสถาปตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนําไปใชท่ัวโลก อนุสรณ สถานท่ีตางๆ ในอียิปตตางดึงดูด นกั ทอ งเทีย่ ว กวาหลายศตวรรษที่ผา นมา ปจจบุ นั มีการคนพบวตั ถใุ หมๆ ในอียิปตมากมายซ่ึงกําลังตรวจสอบ ถงึ ประวัตคิ วามเปน มาเพอื่ เปน หลกั ฐานใหแ กอ ารยธรรมอยี ปิ ต การสรา งสรรคอ ารยธรรมของชาวอยี ปิ ตโ บราณ เชน อักษรภาพ “เฮียโรกรฟิ ฟค ” ถือวา เปนหลกั ฐานขอ มูลของแหลงอารยธรรมอน่ื ๆ “พีรามิด” ใชเ ปนสุสาน เกบ็ พระศพของฟาโรห ซงึ่ ใชนา้ํ ยาอาบศพในรูปของมมั มี่ ประติมากรรมรูปคนตัวเปนสิงหหมอบเฝาหนาพีรา มิดถอื วาเปน ประตมิ ากรรมทย่ี ิ่งใหญ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย กาํ เนดิ ข้ึนในบรเิ วณลมุ แมน้าํ 2 สาย คือ แมนาํ้ ไทกรีสและแมน้ํายูเฟรตีส ปจจุบันอยูในประเทศอิรัก เปน แหลง อารยธรรมแหง แรกของโลก มนษุ ยในอารยธรรมน้ีมักมองโลกในแงราย เพราะสภาพภูมิประเทศไม เอือ้ ตอ การดํารงชีวิต ทาํ ใหเ กรงกลัวเทพเจา คดิ วา ตนเองเปนทาสรบั ใชเ ทพเจา จึงสรา งเทวสถานใหใหญโตนา เกรงขาม เปน สัญลักษณท ่ปี ระทบั ของเทพเจา ตา งๆ มชี มุ ชนหลายเผา ตงั้ ถิ่นฐานในบริเวณน้ีท่ีสําคัญไดแก สุเม เรยี น อะมอไรต อัสซีเรียน คาลเดยี และชนชาตอิ ืน่ ๆ คนกลุมแรกท่ีสรางอารยธรรมเมโสโปเตเมยี ขึน้ คือ สเุ มเรีย ผูคิดประดษิ ฐต ัวอกั ษรขน้ึ เปน คร้ังแรกของ โลก อารยธรรมที่ชาวสุเมเรียนสรางข้ึนเปนพื้นฐานสําคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปตยกรรม ซกั กูเรต็ ประดิษฐคนั ไถใชไถนา ตัวอกั ษร ศิลปกรรมอื่น ๆ ตลอดจนทศั นคตติ อชีวติ และเทพเจา เของชาวสเุ ม เรยี น ไดด ํารงอยแู ละมีอิทธิพลอยูในลุมแมนํ้าทั้งสองตลอดชวงสมัยโบราณ ชนชาติอะบอไรตแหงอาณาจักร
92 บาบโิ ลเนยี ไดป ระมวลกฎหมายขนึ้ เปนครัง้ แรกคอื ประมวลกฎหมาย “ฮมั บูราบี” ชนชาตอิ ัสซีเรียนสรา งภาพ สลกั นูนและชนชาติเปอรเ ซยี เปนตน แบบสรา งถนนมาตรฐาน อารยธรรมกรกี อารยธรรมกรีกโบราณ ไดแก อารยธรรมนครรัฐกรีก คําวา กรีก เปนคําที่พวกโรมันใชเปนครั้งแรก โดยใชเรียกอารยธรรมเกา ตอนใตของแหลมอีตาลี ซ่งึ เจรญิ ข้นึ บนแผน ดนิ กรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝง ตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน ดานเอเชียไมเนอร ซึ่งในสมัยโบราณเรียกวา ไอโอเนีย (lonia) อารยธรรมท่ีเจรญิ ข้นึ ในนครรฐั กรีกมศี ูนยกลางสําคญั ทีน่ ครรฐั เอเธนสแ ละนครรัฐสปารต า นครรฐั เอเธนส เปน แหลง ความเจริญในดานตางๆ ทงั้ ดา นการปกรอง เศรษฐกิจ สงั คม ศลิ ปะ วทิ ยาการดา นตา งๆ รวมทัง้ ปรัชญา สวนนครรัฐสปารตาเจรญิ ในลักษณะที่เปนรัฐทหารในรูปเผด็จการ มีความแข็งแกรงและเกรียงไกร เปนผูนํา ของรฐั อน่ื ๆ ในแงข องความมีระเบียบวินัย กลาหาญและเด็ดเดี่ยว การศึกษาเก่ียวกับอารยธรรมกรีกโบราณ จงึ เปน การศึกษาเร่อื งราวเก่ยี วกับนครรัฐเอเธนสแ ละนครรัฐสปารต า ชาวกรกี เรยี กตัวเองวา เฮลีนส (Hellenes) เรียกบานเมืองของตนวา เฮลัส(Hellas) และเรียกอารย ธรรมของตนวา อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) (1) ชาวกรีกโบราณเปนชาวอินโตยูโรเปยนชาว กรีกตั้งบา นเรอื นของตนเองอยูท างทศิ ตะวันออกเฉยี งใต ตรงปลายสดุ ของทวีปยุโรปตรงตําแหนงที่มาบรรจบ กันของทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เปนตน เหตุใหกรกี โบราณไดร บั อทิ ธิพลความเจรญิ โดยตรงจากทัง้ อยี ิปต และเอเชีย กรีกไดอาศัยอิทธิพลดังกลาวพัฒนาอารยธรรมของตนข้ึน โดยคงไว ซึ่งลักษณะที่เปนของตนเอง ชาวกรกี สมยั โบราณถือวาตนเองมีคณุ ลกั ษณะพเิ ศษบางอยางท่ีผิดกับชนชาติอ่ืนและมักจะเรียกชนชาติอื่นวา บาเบเรยี น ซงึ่ หมายความวาผูท่ใี ชภ าษาผิดไปจากภาษาของพวกกรกี อารยธรรมกรีกรูจักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิก สถาปตยกรรมท่ีเดนคือ วิหารพาเธนอน ประตมิ ากรรมทเ่ี ดน ท่สี ดุ คือ รูปปนเทพซีอสุ วรรณกรรมดเี ดน คือ อเี ลียดและโอดสิ ต (I liad and Oelyssay) ของโอเมอร อารยธรรมโรมัน อารยธรรมโรมันเปน อารยธรรมท่ไี ดร ับการถายทอดมาจากกรีก เพราะชาวโรมนั ไดรวมอาณาจักรกรีก และนาํ อารยธรรมกรีกมาเปนแบบแผนในการสรางสรรคใหเหมาะสมกับสภาพความเปนอยูของสังคมโรมัน สถาปต ยกรรมท่เี ดน ไดแ ก วิหารพาเธนอน หลงั คารปู โมในกรงุ โรม โคลอสเซยี ม อฒั จันทรสําหรับดูกีฬาซ่ึงจุผู ดไู ดถ ึง 4,500 คน วรรณกรรมทีเ่ ดน ทีส่ ดุ คอื เร่อื ง อีเนียด (Aeneid) ของเวอรวิล
93
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306