Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สค31001

Description: สค31001

Search

Read the Text Version

44 มนั มา ซงึ่ จะกอ ใหเกิดความรอ นกบั โลกของเรา เราสามารถนาํ กลับมาใชเ ปน ภาชนะใสนํ้าแทนกระติกนํ้า หรือ ใชปลกู ตน ไมก ไ็ ด 6. ใชก ระดาษดวยความประหยดั กระดาษแตละแผน ทาํ มาจากการตัดตนไม ซ่ึงเปนเสมือนปราการ สําคัญของโลกเรา ดงั น้นั การใชกระดาษแตละแผนควรใชใหประหยัดทั้งดานหนาหลัง ใชเสร็จควรนํามาเปน วัสดุรอง หรอื นาํ มาเชด็ กระจกกไ็ ด นอกจากนก้ี ารนํากระดาษไปเผากจ็ ะเกิดความรอ นตอโลกเราเชนกนั 7. ไมส นับสนุนกิจการใดๆ ที่ส้ินเปลืองทรพั ยากรของโลกเรา และควรสนับสนนุ กิจการท่ีมกี ารคํานงึ ถึง การรักษาสงิ่ แวดลอม

45 กจิ กรรมที่ 1.2 ลกั ษณะปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ี่สําคญั และการปองกันอนั ตราย 1. ปรากฏการณเ รือนกระจกคืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 2. ในฐานะท่ที า นเปนสวนหนึ่งของประชากรโลกทานสามารถจะชวยปองกันและแกไขปญหาภาวะ โลกรอนไดอยา งไรใหบ อกมา 5 วิธี .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

46 เรอ่ื งท่ี 3 วิธใี ชเคร่อื งมอื ทางภูมิศาสตร เคร่ืองมอื ทางภมู ศิ าสตร ใชประกอบการเก็บขอมูล เพ่ือการบรรยายเชิงปริมาณและคุณภาพของสภาพภูมิอากาศโลก เชน จีพีเอส หรือระบบกําหนดตําแหนงบนพนื้ ผวิ โลก เข็มทศิ เคร่ืองมือบางชนิดใชประกอบการเรียนและการสอน ในหอ งเรียนหรอื ในหอ งปฏบิ ตั กิ าร และเคร่อื งมือบางชนิดใชป ระกอบการศกึ ษา และเกบ็ ขอ มูลเฉพาะในสนาม เทานั้น บางครั้งการใชเคร่ืองมือตองใชเครื่องคอมพิวเตอรประกอบดวย เชน เคร่ืองมือระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตรหรือท่ีรูจักกันในปจจุบันวา GIS (Geographic Information System) ขอมูลดาวเทียมหรือ SRS (Satellite Remote Sensing) ระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลกหรือ GPS (Global Positioning System) ซ่งึ นักภมู ศิ าสตรยุคใหมจําเปน ตอ งรู สาํ หรบั ในที่น้ีจะกลาวถึงเคร่ืองมือ ภูมิศาสตรท่ีสําคัญคือ แผนที่ ลูกโลก รูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม และเคร่อื งมอื เทคโนโลยีส่ือการศกึ ษาภูมศิ าสตร แผนท่ี แผนทีเ่ ปนสง่ิ ทม่ี ีความสาํ คัญมากในการศึกษาวิชาภมู ศิ าสตร เพราะครอบคลุมทั้งลักษณะภูมิประเทศ ลกั ษณะภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ รวมทง้ั ส่งิ ทเี่ กดิ ขน้ึ จากฝมือของมนษุ ยบ นพนื้ ผิวโลกดวยการจดั ทํา แผนท่ีในปจจุบนั ไดมีการพฒั นาการขึน้ เปนลาํ ดับ มกี ารนาํ เอารปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียมมาชวย ในการทาํ แผนทท่ี าํ ใหสามารถสรางแผนทไ่ี ดรวดเร็ว มีความถูกตองและทันสมัยกวา ในอดีต

47 ความหมายของแผนที่ แผนที่ (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช สัญลักษณไมวา เคร่ืองหมายหรือสี แทนส่งิ ตางๆ บนพื้นผวิ โลก แผนท่จี ึงตา งจากลกู โลกและแผนผงั เครอ่ื งหมายแผนที่ คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณท่ีใชแทนส่ิงตางๆ บนพื้นพิภพ ที่เกิดขึ้นเองและ ตามธรรมชาติ นอกจากเครอ่ื งหมายแลว เรายงั ใชสเี ปนการแสดงลักษณะภูมปิ ระเทศอีกดว ย คือ 1. สดี ํา หมายถงึ ภมู ปิ ระเทศสาํ คัญทางวัฒนธรรมทมี่ นษุ ยสรา งขนึ้ เชน อาคาร สสุ าน วัด สถานท่ี ราชการตางๆ เปน ตน 2. สนี า้ํ เงนิ หมายถึง ลกั ษณะภูมิประเทศทเี่ ปน นํา้ เชน ทะเล แมน า้ํ หนอง บงึ เปนตน 3. สนี าํ้ ตาล หมายถึง ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศท่ีมคี วามสงู โดยทว่ั ไป เชน เสน ชน้ั ความสงู 4. สเี ขยี ว หมายถงึ พชื พันธุไ มตางๆ เชน ปา สวน ไร 5. สีแดง หมายถงึ ถนนสายหลัก พ้ืนที่ยา นชุมชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสําคัญ ความสําคัญของแผนที่ 1. ทําใหท ราบลักษณะทางธรรมชาตขิ องพน้ื ผวิ โลก รวมทงั้ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ บนพนื้ ผิวโลก 2. ทําใหทราบขอมลู สถติ ติ างๆ เพอื่ การเปรยี บเทียบ การพัฒนาการวางแผนในดา นตางๆ รวมทั้ง ดานยุทธศาสตร ประโยชนข องแผนที่ 1. ในการศึกษาลักษณะภูมปิ ระเทศ แผนทีจ่ ะทําใหผ ูศกึ ษาทราบวา พน้ื ที่ใดมีลักษณะภูมิประเทศแบบ ใดบา ง 2. ตอการศึกษาธรณีวทิ ยา เพอ่ื ใหทราบความเปนมาของแหลงทรพั ยากร ดิน หิน แรธ าตุ 3. ดานสมทุ รศาสตรและการประมง เพื่อใหทราบสภาพแวดลอ มชายฝง ทะเล 4. ดานทรัพยากรน้ํา รขู อ มลู เก่ยี วกับแมนํา้ และการไหล อางเกบ็ นาํ้ ระบบการชลประทาน 5. ดานปาไม เพือ่ ใหทราบคุณลกั ษณะของปาไมแ ละการเปล่ยี นแปลงพน้ื ทีป่ า 6. ดานการใชท ีด่ นิ เพ่ือใหทราบปจจัยการใชประโยชนท่ดี ินดานตางๆ 7. ดา นการเกษตร การเกษตรมผี ลตอการพฒั นาประเทศ เพือ่ รูวา บรเิ วณใดควรพัฒนา 8. ดานสง่ิ แวดลอม โดยเฉพาะการจัดการทรพั ยากรบริเวณตางๆ 9. ในการวางผังเมอื ง เพอ่ื ใชข อ มูลทางธรรมชาตใิ นการจัดวางผังเมอื งใหเหมาะสม 10. การศึกษาโบราณคดี เพ่ือคน หาแหลง ชุมชนโบราณและความรอู ื่นๆ 11. ดา นอตุ ุนยิ มวิทยา เพอ่ื ประโยชนใ นการเพาะปลูก อุตสาหกรรม ประมง การปองกันอทุ กภัย

48 ลกั ษณะของส่งิ ท่แี สดงปรากฏบนแผนท่ปี ระกอบดวย 1. ลกั ษณะของสิ่งที่เกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ แมน้ํา ภูเขา ท่ีราบ ท่ี ราบสูง เกาะ เปนตน 2. ลักษณะของสงิ่ ท่มี นุษยส รา งขึน้ เชน เสนกนั้ อาณาเขต เมือง หมูบาน สถานทร่ี าชการ ศาสนสถาน เสน ทางคมนาคม พน้ื ท่เี กษตรกรรม เปนตน ชนิดของแผนที่ 1. แบง ตามขนาดของมาตรสวน มี 3 ชนดิ คอื 1.1 แผนที่มาตราสวนเลก็ หมายถงึ แผนทท่ี ี่มาตราสวนเล็กกวา 1 : 1,000,000 1.2 แผนท่มี าตราสว นกลาง หมายถงึ แผนทีท่ ม่ี มี าตราสว นระหวาง 1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000 1.3 แผนทมี่ าตราสว นใหญ หมายถึง แผนทที่ ี่มมี าตราสว นมากกวา 1 : 250,000 2. แบง ตามประเภทการใช ไดแ ก 2.1 แผนที่กายภาพ หรือแผนที่ลักษณะภูมิประเทศ (Topographic หรือ Landform หรือ Relief Map) เปนแผนท่ีแสดงรายละเอียดของส่ิงท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร เทือกเขา ท่ีราบสงู ทร่ี าบ ฯลฯ 2.2 แผนท่ีรัฐกิจ (Political Map) หรือแผนท่ีท่ัวไป (General Map) เปนแผนที่แสดงขอบเขต การปกครองของจังหวัด รฐั ประเทศ 2.3 แผนท่ีประวัติศาสตร (Historical Map) เปนแผนท่ีแสดงอาณาเขตของอาณาจักรหรือ จักรวรรดติ างๆ ในสมยั โบราณ 2.4 แผนท่โี ครงราง (Outline) เปนแผนทแ่ี สดงโครงรางของทวีป ประเทศ โดยไมมีรายละเอียด ใดๆ เพ่อื ใชในการศึกษา เชน 2.5 แผนทีเ่ ดินเรอื (Nautical Map) เปนแผนทีแ่ สดงเสนทางการเดินเรอื ในทองทะเล มหาสมุทร รวมทงั้ ใชสัญลกั ษณสีเพอ่ื แสดงความต้ืนลกึ ของพนื้ นํ้า 2.6 แผนท่เี ศรษฐกจิ (Economic Map) เปน แผนท่แี สดงเขตกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ตางๆ รวมทั้ง แสดงแหลง ทรพั ยากรสําคญั องคป ระกอบของแผนที่ องคป ระกอบทสี่ ําคญั ดงั นี้ 1. ชื่อแผนท่เี ปนสง่ิ ทม่ี ีความจําเปน สาํ หรบั ใหผ ูใชไ ดท ราบวาเปนแผนท่ีเรื่องอะไร แสดงรายละเอียด อะไรบาง เพอื่ ใหผูใ ชใ ชอยา งถกู ตอง และตรงความตองการ โดยปกติช่ือแผนท่ีจะมีคําอธิบายเพ่ิมเติมแสดงไว ดว ย เชน แผนทป่ี ระเทศไทยแสดงเนอื้ ท่ีปา ไม แผนทป่ี ระเทศไทยแสดงการแบงภาคและเขตจังหวดั เปน ตน

49 2. ขอบระวาง แผนทีท่ ุกชนดิ จะมีขอบระวาง ซ่งึ เปน ขอบเขตของพ้ืนท่ใี นภูมปิ ระเทศท่ีแสดงบนแผนที่ แผนนน้ั มักจะแสดงดวยเสน ขนานเพือ่ แสดงตาํ แหนง ละติจูดกบั เสน เมริเดียนเพ่ือแสดงตําแหนงลองจิจูด และ จะแสดงตัวเลขเพือ่ บอกคา พกิ ัดภมู ิศาสตรข องตําแหนง ตางๆ 3. ทิศทาง มีความสําคัญตอการคน หาตาํ แหนง ท่ีตง้ั ของสงิ่ ตางๆ โดยในสมยั โบราณใชวิธีดูทิศทางตาม การขึ้นและตกของดวงอาทิตยในเวลากลางวัน และการดูทิศทางของดาวเหนือในเวลากลางคืน ตอมามีการ ประดิษฐเ ข็มทศิ ซึ่งเปนเครื่องมอื ชว ยในการหาทศิ ขึ้น เนอ่ื งจากเข็มของเขม็ ทศิ จะชีไ้ ปทางทศิ เหนือตลอดเวลา การใชทิศทางในแผนท่ีประกอบกับเข็มทิศหรือการสังเกตดวงอาทิตย และดาวเหนือจึงชวยใหเราสามารถ เดินทางไปยงั สถานทที่ ีเ่ ราตองการได ในแผนท่ีจะตองมีภาพเข็มทิศหรือลูกศรช้ีไปทางทิศเหนือเสมอ ถาหาก แผนท่ีใดไมไ ดก ําหนดภาพเข็มทิศหรอื ลกู ศรไวก ใ็ หเ ขา ใจวา ดานบนของแผนทค่ี อื ทศิ เหนือ 4. สญั ลักษณ เปน เครอ่ื งหมายท่ใี ชแทนส่งิ ตางๆ ในภูมปิ ระเทศจริง เพื่อชวยใหผูใชสามารถอานและ แปลความหมายจากแผนท่ีไดอ ยา งถูกตอ ง ท้งั นใี้ นแผนทจี่ ะตองมีคาํ อธิบายสัญลกั ษณประกอบไวดวยเสมอ 5. มาตราสว น เปน อัตราสว นระหวา งระยะทางทยี่ อสวนมาลงในแผนท่ีกับระยะทางจรงิ ในภูมปิ ระเทศ มาตราสว นชวยใหผ ูใ ชท ราบวา แผนท่ีนน้ั ๆ ยอ สว นมาจากสภาพในภูมปิ ระเทศจริง ในอัตราสวนเทาใด มาตรา สวนแผนที่โดยมากจะมี 3 ลักษณะ ไดแก มาตราสวนแบบเศษสวน มาตราสวนคําพูดและมาตราสวนแบบ กราฟก มาตราสวนของแผนที่ คอื อัตราสวนระหวา งระยะบนแผนทก่ี บั ระยะในภมู ิประเทศ หรอื ความสมั พนั ธ ระหวางระยะทางราบบนแผนที่กับระยะทางราบในภูมิประเทศ การเขียนมาตราสวนเขียนไดหลายวิธี เชน 50,000 หรือ 1/50,000 หรือ 1 : 50,000 การคํานวณระยะทางบนแผนท่ี คาํ นวณไดจากสตู ร : มาตราสวนของแผนท่ี = ระยะบนแผนท่ี ระยะในภูมปิ ระเทศ 6. เสนโคงแผนที่เปนระบบของเสนขนานและเสนเมริเดียน ท่ีสรางขึ้นเพ่ือกําหนดตําแหนงพิกัด ภมู ศิ าสตรใหเ ปนมาตรฐานไวใ ชอ างองิ รวมกนั ซง่ึ ประกอบดว ย 6.1 เสนขนาน เปนเสน สมมตทิ ล่ี ากจากทศิ ตะวันออก สรางขึ้นจากการวัดมุมเริ่มจากเสนศูนย สูตร ซึง่ มีคา มมุ 0 องศา ไปยังข้ัวโลกทง้ั สองดา นๆ ละไมเกิน 90 องศา เสน ขนานทส่ี าํ คัญประกอบดวย

50 1. เสนศูนยส ูตรหรือเสนอิเควเตอร มีคา มุม 0 องศา 2. เสน ทรอปกออฟแคนเซอร มีคา มุม 23 องศา 30 ลิปดาเหนอื 3. เสนทรอปก ออฟแคปริคอรน มคี า มมุ 23 องศา 30 ลิปดาใต 4. เสนอารกตกิ เซอรเ คลิ มีคา มุม 66 องศา 30 ลิปดาเหนอื 5. เสนอันตารก ติกเซอรเคิล มีคา มมุ 66 องศา 30 ลปิ ดาใต 6.2 เสนเมริเดียน เปนเสน สมมติท่ลี ากจากข้ัวโลกเหนือไปยงั ขวั้ โลกใต สรา งขึน้ จากการสมมตเิ สน เมริเดียนปฐม มีคามุม 0 องศา ลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรไปทางทิศ ตะวันออกและทิศตะวันตกดานละ 180 องศา โดยเสนเมริเดียนท่ี 180 องศาตะวันออกและ 180 องศา ตะวันตกจะทบั กนั เปน เสนเดียวน้ีใหเปนเสนวันท่ีหรือเสนแบงเขตวันระหวางชาติ หรือเสนแบงเขตวันสากล เสนเมริเดียนแรกหรือเสนเมริเดียนปฐม (Prime Meridian) คือเสนเมริเดียนท่ีลากผานหอดูดาวแหงหน่ึง ตาํ บลกรีนิช ใกลกรงุ ลอนดอนในประเทศองั กฤษ ทั้งนีเ้ พอ่ื ใชเ ปนหลกั อา งอิงในการนบั เสนเมรเิ ดียนอืน่ ๆ ตอ ไป เสนเมริเดียนรอบโลกมี 360 เสน แบงเปนเสนองศา ตะวันออก 180 เสน และเสนองศาตะวันตก 180 เสน ความสาํ คญั ของเสน เมรเิ ดยี น คอื บอกพกิ ดั ของตําแหนงทตี่ ั้งตางๆ บนพน้ื ผวิ โลกโดยใชร วมกบั เสน ขนาน (เสน ละตจิ ูด) และใชเ ปน แนวแบงเขตเวลาของโลก 7. พกิ ัดภูมิศาสตรเปนระบบทีบ่ อกตําแหนงของส่ิงตางๆ บนพื้นผิวโลก โดยอาศัยเสนโครงแผนท่ีซ่ึง เสนขนานและเสน เมรเิ ดยี นตัดกนั เปนจุดสิ่งตางๆ บนพื้นผิวโลก โดยอานคาพิกัดภูมิศาสตรเปนละติจูด (เสน ขนาน) และลองจจิ ดู (เสน เมรเิ ดียน) ดังน้ัน ละติจูด เปนพิกัดของจุดหนึ่งบนเสนขนาน สวนลองจิจูดก็เปนพิกัดของจุดหนึ่งบนเสนเม ริเดียน ซึ่งทัง้ ละติจดู และลองจิจดู มคี าของมมุ เปน องศา โดย 1 องศา มคี า เทากบั 60 ลิปดาและ 1 ลิปดา มีคา เทา กับ 60 ฟล ิปดา

51 พกิ ดั ภูมศิ าสตรเปน ระบบท่ีบง บอกตําแหนง ทีต่ ั้งอยูจดุ ตําแหนง ตา งๆ บนพืน้ ผวิ โลก โดยอาศัยโครงขา ย ของเสน โครงแผนที่ซงึ่ ประกอบดวยเสนเมรเิ ดยี นกบั เสนขนานตดั กนั เปน “จุด” 1) ละตจิ ดู (Latitude) เปนคาของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนศูนยสูตรไปทางเหนือ หรือใตจ นถงึ 90 องศาทข่ี ั้วโลกทงั้ สอง 2) ลองจิจูด (Longitude) เปน คา ของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนเมริเดียนไป ทาง ทิศตะวันออกและทิศตะวนั ตกจนถึง 180 องศา ปจจุบันการบงบอกจุดตําแหนงบนพื้นผิวโลก สามารถทราบไดงายและถูกตอง โดยใช จีพีเอส เคร่ืองมือกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GPS:Global Positioning System) เครื่องมือชนิดนี้ มีขนาดเล็ก พกพาไดสะดวก และใหขอ มลู ตําแหนงบนพน้ื ผวิ โลกไดตรงกับความเปนจรงิ ดงั นน้ั จึงมีผนู ําเคร่อื งมือน้ีไปใชได สะดวกสบายในกจิ กรรมตา งๆ ไดแ ก การเดนิ เรอื การเดนิ ทาง ทอ งเท่ยี วปา การเดนิ ทางดว ยรถยนต เครอ่ื งบิน เปน ตน เม่ือกดปมุ สวิตซ เครอื่ งจะรับสัญญาณจากดาวเทียมแลวบอกคาพิกัดภูมิศาสตรใหทราบเครื่องหมาย แผนท่ี ลูกโลก องคประกอบของลูกโลก องคประกอบหลักของลูกโลกจะ ประกอบไปดว ย 1. เสนเมริเดียนหรือเสนแวง เปนเสนสมมติที่ลากจากขั้ว โลกเหนือไปจดขั้วโลกใต ซึ่งกําหนดคาเปน 0 องศา ท่ีเมืองกรีนิช ประเทศองั กฤษ 2. เสนขนาน หรือเสนรุง เปนเสนสมมติท่ีลากจากทิศ ตะวันตกไปทศิ ตะวันออก ทุกเสน จะขนานกับเสน ศนู ยสูตร ซง่ึ มีคามุมเทา กบั 0 องศา การใชล กู โลก ลูกโลกใชป ระกอบการอธิบายตาํ แหนง หรอื สถานท่ีของจุดพื้นทีข่ องสวนตา งๆ ของโลก โดยประมาณ เข็มทิศ เข็มทิศเปนเคร่ืองมือสําหรับใชในการหาทิศของจุดหรือวัตถุ โดยมหี นวยวดั เปนองศา เปรยี บเทยี บกับจุดเรมิ่ ตน เข็มทิศใชในการหา ทิศโดยอาศยั แรงดึงดูดระหวา งสนามแมเ หลก็ ขวั้ โลก (Magnetic Pole) กบั เข็มแมเหล็ก ซ่ึงเปนองคประกอบสําคัญท่ีสุดของเคร่ืองมือนี้ เข็ม แมเหล็กจะแกวงไกวไดโดยอิสระในแนวนอน เพื่อใหแนวเข็มชี้อยูใน แนวเหนอื ใต ไปยงั ขั้วแมเหล็กโลกตลอดเวลา หนาปดเข็มทิศซึ่งคลาย กับหนา ปดนาฬกิ าจะมีการแบง โดยรอบเปน 360 องศา ซงึ่ เข็มทศิ มีประโยชนใ นการเดินทาง เชน การเดินเรือ ทะเล เคร่อื งบิน การใชเขม็ ทศิ จะตองมีแผนทปี่ ระกอบและตอ งหาทิศเหนือกอ นเพ่ือจะไดรทู ิศอ่นื

52 รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียม รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี มเปนรปู หรอื ขอ มลู ตวั เลขทไ่ี ดจ ากการเกบ็ ขอมูล ภาคพืน้ ดนิ จากกลอ งทตี่ ิดอยกู บั พาหนะ เชน เครือ่ งบิน หรือดาวเทียม โดยมกี ารบนั ทกึ ขอ มูลอยา งละเอียดหรอื หยาบใน เวลาแตกตา งกัน จึงทําใหเหน็ ภาพรวมของการใชพ ้นื ท่แี ละการเปลีย่ นแปลงตา งๆ ตามท่ีปรากฏบนพนื้ ผวิ โลก เชน การเกดิ อทุ กภัย ไฟปา การเปลี่ยนแปลง การใชท ีด่ ิน การกอ สรางสถานที่ เปนตน ประโยชนของรูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ที่นยิ มใชกันมากจะเปนรูปหรือภาพถายท่ีได จากการสะทอ นคลื่นแสงของดวงอาทิตยข้ึนไปสูเครื่องบันทึกที่ติดอยูบนเคร่ืองบินหรือดาวเทียม การบันทึก ขอมูลอาจจะทําโดยใชฟลม เชน รูปถายทางอากาศสีขาวดํา หรือรูปถายทางอากาศสีธรรมชาติ การบันทึก ขอ มูลจากดาวเทยี มจะใชสญั ญาณเปน ตวั เลขแลว จึงแปลงคาตวั เลขเปน ภาพจากดาวเทียมภายหลงั การใชร ูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ผูใชจ ะตอ งไดรับการฝกหัดเพ่ือแปลความหมายของ ขอมูล การแปลความหมายอาจจะใชการแปลดวยสายตาตามความสามารถของแตละบุคคลหรือใชเคร่ือง คอมพิวเตอรแ ละโปรแกรมเขามาชวย เคร่ืองมือเทคโนโลยีเพ่อื การศึกษาภมู ิศาสตร ในโลกยุคปจ จุบนั ทีเ่ ต็มไปดวยขอ มูลขา วสาร และขอมูลท่ีเปน ตัวเลขจาํ นวนมาก เทคโนโลยจี งึ เขา มามี ความสาํ คญั และจะมคี วามสาํ คญั มากยิง่ ขึน้ ในอนาคต เทคโนโลยีท่ีสาํ คัญดานภูมิศาสตร คือ ระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตรหรือ GIS (Geographic Information System) และระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลก หรือ GPS (Global Positioning System) เคร่อื งมอื ท้งั สองประกอบดว ยคอมพิวเตอร หรอื ฮารด แวร (Hard ware) ซ่งึ มี ขนาดตา งๆ และโปรแกรมหรือซอฟแวร (Software) เปนหลักในการจดั ทาํ ดังน้ี 1) ประโยชนข องเครือ่ งมอื เทคโนโลยีเพ่อื การศึกษาภมู ิศาสตร จะคลายกบั การใชป ระโยชนจากแผนที่ สภาพภมู ปิ ระเทศและแผนทเ่ี ฉพาะเรอ่ื ง เชน จะใหคาํ ตอบวา ถาจะตอ งเดินทางจากจดุ หน่งึ ไปยังอกี จดุ หน่ึงใน แผนทจ่ี ะมรี ะยะทางเทา ใด และถา ทราบความเร็วของรถจะทราบไดว า จะใชเวลานานเทา ใด หลังจากการทาํ งานของระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร คอื การจัดหมวดหมูข องขอ มลู ตามความตองการ ที่จะนําไปวิเคราะหการคัดเลือกตัวแปร หรือปจจัยท่ีเก่ียวของ การจัดลําดับความสําคัญของปจจัยและการ ซอ นทบั ขอมูล ตัวอยางเชน ตองการหาพื้นท่ีที่เหมาะสมสําหรับการปลูกขาว โดยแบงออกเปน 3 ระดับ คือ เหมาะสมดี เหมาะสมปานกลาง และไมเหมาะสม โดยคดั เลือกขอ มลู 2 ประเภท คือ ดนิ และสภาพภมู ิประเทศ 2) การใชเ ครื่องมือเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษาภมู ิศาสตร การใชเ ครือ่ งมือเทคโนโลยีจําเปนตองมีเคร่ือง คอมพิวเตอรและโปรแกรม ผูใชจ ะตอ งไดร ับการฝก ฝนกอ นทจ่ี ะลงมือปฏิบตั ิ แหลง ขอมูลสารสนเทศของไทย ปจจุบันไดม ีการคิดคน และพฒั นาการขอมลู สารเทศอยางรวดเร็วและไดเผยแพรขอมูลสูสาธารณชน มาก โดยเฉพาะการนาํ ขอมลู เขา เว็บไซดใหประชาชนและผสู นใจท่ัวไปเขา ไปดขู อ มูลได ซึ่งเปนประโยชนอยาง มากตามความตองการของผูใชขอมูล แตขอมูลบางชนิดอาจตองติดตอจากหนวยงานนั้นๆ โดยตรง ท้ังจาก หนวยงานของรัฐท่ีสําคัญๆ คือ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมแผนที่ทหาร และเอกชนท่ีสําคัญๆ คือ

53 เครื่องเดินอากาศและเดินเรือ เว็บไซตที่นาสนใจ เชน ขอมูลดานสถิติ(www.nso.go.th) ขอมูลประชากร (www.dola.go.th) ขอมูลดาวเทียม (www.gistda.go.th) ขอมูลดินและการใชท่ีดิน (www.dld.go.th) เปน ตน กลา วโดยสรุป เครื่องมือทางภูมิศาสตรใชประกอบการศึกษา และการเก็บขอมูลเครื่องมือบางชนิด เหมาะสําหรับใชในหอ งเรียน หรอื หอ งปฏบิ ตั ิการ เครื่องมือบางชนิดใชไดส ําหรับในหอ งเรยี นและในภาคสนาม ผใู ชจ ะไดร วู าเม่ือใดควรใชเครอ่ื งมอื ภูมศิ าสตรในหองเรียนและเมื่อใดควรใชใ นภาคสนาม เครื่องมือบางชนิดจะ มีความซับซอนมาก หรือตองใชร ว มกันระหวา งเครื่องคอมพวิ เตอรแ ละโปรแกรม เครื่องมอื ทางภูมิศาสตรที่มคี วามสําคญั มากในปจจบุ นั คือ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร (GIS) ซึ่งแปลง สารสนเทศที่เกย่ี วกับพ้ืนที่ และขอมูลตารางหรือคําอธิบายที่ใหเปนขอมูลเชิงตัวเลขทําใหการจัดเก็บเรียกดู ขอมูล การปรับปรุงแกไขและการวิเคราะหเปนไปอยางรวดเร็ว และถูกตองและแสดงผลในรูปแบบแผนท่ี กราฟ หรอื ตารางไดอยางถูกตองอีกดวย สวนระบบ กําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GIS) ใชกําหนดจุดพิกัด ตําแหนง ของวัตถตุ างๆ บนผวิ โลก โดยอาศยั สัญญาณจากดาวเทียมหลายดวงท่ีโคจรอยรู อบโลก

54 กิจกรรมที่ 1.3 วิธใี ชเ ครือ่ งมือทางภูมศิ าสตร 1. แผนท่หี มายถงึ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 2. จงบอกประโยชนของการใชแผนทม่ี า 5 ขอ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 3. ใหบ อกวธิ กี ารใชเ ข็มทิศคูกบั การใชแ ผนทพ่ี อสังเขป .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

55 เรอ่ื งท่ี 4 ปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ ม ผลการจัดลาํ ดบั ความสําคญั ของปญหาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม ปญ หาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม นั้นไดมีการสํารวจทัศนคติของประชาชน พบวา ปญหา สําคญั 5 ลาํ ดบั แรก มดี งั นี้ ลาํ ดบั ท่ี 1 การสญู เสยี ทรัพยากรปาไม ลําดบั ท่ี 2 อทุ กภยั และภัยแลง ลําดับที่ 3 ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและการใชที่ดิน ลําดับที่ 4 มลพิษจากขยะ และลําดับที่ 5 มลพิษทาง อากาศ ดังตารางแสดง ผลการจัดลาํ ดับความสาํ คญั ดงั ตอ ไปน้ี ผลการ ทรพั ยากรธรรมชาติ ลําดับความสําคญั จดั ลาํ ดับ และสิง่ แวดลอม (จําแนกตามวธิ กี ารจัดลาํ ดับ) (ลาํ ดบั ที)่ จัดลาํ ดบั ดว ย จดั ลําดับดวย มูลคาความเสยี หาย ทัศนคตปิ ระชาชน 1 ทรพั ยากรปาไม 12 2 ทรพั ยากรน้าํ 31 3 ทรัพยากรดนิ และการใชท ี่ดนิ 2 6 4 มลพษิ จากขยะ 74 5 มลพษิ ทางอากาศ 57 6 มลพษิ ทางนา้ํ 85 7 ทรัพยากรพลังงาน 11 3 8 ทรพั ยากรทะเลและชายฝง 4 10 9 มลพษิ จากสารอนั ตราย 98 10 มลพษิ จากของเสยี อนั ตรายจากชมุ ชน 6 12 11 ทรัพยากรและแร 10 9 ทมี่ า : สถาบนั วิจยั เพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2549 ความสําคัญของสง่ิ แวดลอ มคอื เอื้อประโยชนใหส งิ่ มชี วี ิตทั้งพืชและสัตวอยูรวมกันอยางมีความสุข มี การพึง่ พากันอยางสมดลุ มนษุ ยดาํ รงชพี อยูไดด วยอาศยั ปจจัยพนื้ ฐานจากสิง่ แวดลอม ซงึ่ ประกอบดวยอาหาร

56 อากาศ นา้ํ ท่อี ยอู าศัย และยารักษาโรค สิง่ แวดลอ มเปนองคป ระกอบท่สี ําคัญของสง่ิ มีชวี ติ ทุกชนิด แต “ทําไม ส่ิงแวดลอมจึงถูกทําลาย” และเกิดปญหามากมายท่ัวทุกมุมโลก เมื่อทําการศึกษาพบวา “มนุษย” เปนผู ทําลายสงิ่ แวดลอมมากท่ีสุด สาเหตทุ ่ีมนุษยทําลายส่ิงแวดลอมเกิดจากความเห็นแกตัวของมนุษยเอง โดยมุง เพอื่ ดา นวตั ถแุ ละเงินมาตอบสนองความตองการของตนเอง เม่ือส่ิงแวดลอมถูกทําลายมากขึ้น ผลกระทบก็ยอนกับมาทําลายตัวมนุษยเอง เชน เกิดการ เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกรอนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติตางๆ เชน น้าํ ทวม แผน ดินถลม ควนั พิษ น้าํ เนา เสีย ขยะมลู ฝอย และสิ่งปฏิกลู ซึง่ สิ่งเหลา นม้ี ผี ลโดยตรงและทางออม และไมสามารถหลกี เลย่ี งได ผลกระทบจากการใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 4 ของไทยเกิดจากการโดยนํา นโยบายการปลูกพืชเชงิ เดย่ี วเขามาใชเพอ่ื มงุ พฒั นาเศรษฐกิจเปนหลกั ทาํ ใหประชาชนต่ืนตัวในการทําไรปลูก พืชเชงิ เด่ียว เชน มนั สาํ ปะหลงั ออย ปอ จึงเกิดการทําลายปา และทรพั ยากรธรรมชาติเพื่อหาพื้นที่ในการปลูก พชื เชงิ เดยี่ วตามนโยบายรัฐบาล มีการใชปยุ เคมี ใชยาปราบศัตรูพืช เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก แต ภาครัฐยังขาดการควบคุมอยางเปนระบบและชัดเจน จึงทําใหเกิดผลกระทบมาจนถึงปจจุบัน เชนปาไมถูก ทําลาย ดินเส่ือมคุณภาพ นํ้าเนาเสีย เกิดสารเคมีสะสมในแหลงน้ําและดิน เกิดมลพิษ ซึ่งส่ิงเหลาน้ีเกิด ผลกระทบโดยตรงและโดยออม ตอ สุขภาพและการดํารงชวี ิตของประชาชน ทาํ ใหเกิดความเสยี หายตอ ประเทศ โดยรวม จากการศกึ ษาของนกั วิชาการ พบวา การแกไขปญหาส่ิงแวดลอ มตองแกท ่ตี ัว “มนุษย” น่นั คอื จะตอง ใหความรู ความเขาใจธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรางจิตสํานึกใหเกิดความตระหนักตอ สงิ่ แวดลอ ม ตอประชาชน โดยเรยี นรูจากแหลง เรยี นรูใหมๆ สรางความตระหนักในปญหาท่ีเกิดข้ึน และสราง การมสี วนรวมในการปอ งกันและแกไ ขปญ หาทเ่ี กดิ ข้นึ ปญ หาสง่ิ แวดลอมสาํ คญั ๆ ดังตอไปน้ี คือ 1. ปาไม “ปาไม” เปนศูนยร วมของสรรพชวี ติ เปนทีก่ อ กําเนิดสายนํ้า ชวี ิตพืชและสตั วท่ีหลากหลายอีกท้ังเปน ทพี่ ่ึงพิงและใหป ระโยชนแกม นุษยม าแตโบราณกาล เพราะปาไมช ว ยรักษาสมดลุ ของธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม ควบคุมสภาพดินฟาอากาศ กาํ บังลมพายุ ปอ งกนั บรรเทาอุทกภัย ปองกันการพังทลายของหนา ดิน เปนเสมอื น เข่ือนธรรมชาติที่ปองกันการตื้นเขินของแมนํ้าลําคลอง เปนแหลงดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด และเปน โรงงานผลติ ออกซเิ จนขนาดใหญ เปน คลังอาหารและยาสมนุ ไพร และปา ไม

57 ยงั เปนแหลงศึกษาวิจัยและเปนสถานท่ี พกั ผอนหยอนใจของมนุษย นอกจากนี้ ในผืนปายังมีสัตวปานานาชนิด ซึ่งมี ประโยชนตอมนุษยและส่ิงมีชีวิตอ่ืนๆ ในหลายลกั ษณะ ไดแก การรักษาสมดุล ของระบบนิเวศ เชน การควบคุม ปรมิ าณสตั วปา ใหอ ยูในภาวะสมดลุ การ ชวยแพรพันธุพืช การควบคุมแมลง ศัตรูพืช เปนปุยใหกับดินในปา เปนตน การเปนแหลงพันธุกรรมท่ีหลากหลาย การเปนอาหารของมนุษยและสัตวอ่ืน และการสรางรายไดใหแกมนุษย เชน การคาจากช้ินสวนตางๆ ของสัตวปา การจําหนายสัตวปา และการเปด ใหบ รกิ ารชมสวนสตั ว เปน ตน ดังนน้ั จึงนบั วาปาไมใ หค ณุ ประโยชนทงั้ ทางตรงและทางออมแกมวลมนุษยเปน อยางมากมาย หากปาไมเ สอื่ มโทรม ชีวิตความเปนอยูข องมนษุ ยแ ละสัตวอยางหลีกเลี่ยงไมได ประเภทของปา ไมใ นประเทศไทย ประเภทของปาไมจะแตกตางกันไปข้ึนอยูกับการกระจายของฝน ระยะเวลาท่ีฝนตกรวมทั้งปริมาณ นํ้าฝนทาํ ใหปา แตละแหงมคี วามชุมชน้ื ตางกัน สามารถจาํ แนกไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ 1. ปาประเภทท่ไี มผ ลดั ใบ (Evergreen) 2. ปาประเภททผ่ี ลดั ใบ (Deciduous) ปา ประเภทที่ไมผลัดใบ (Evergreen) ปาประเภทน้ีมองดูเขียวชอุมตลอดป เนื่องจากตนไมแทบท้ังหมดที่ขึ้นอยูเปนประเภทท่ีไมผลัดใบ ปา ชนดิ สําคัญซ่ึงจดั อยูใ นประเภท น้ี ไดแก 1. ปา ดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest) ปาดงดิบที่มีอยูทั่วในทุกภาคของประเทศ แตท่ีมีมากที่สุด ไดแก ภาคใตและภาคตะวันออก ในบริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความช้ืนมากในทองท่ีภาคอื่น ปาดงดิบมักกระจายอยูบริเวณที่มีความชุมชื้น มากๆ เชน ตามหุบเขา ริมแมนํ้าลําธาร หวย แหลงน้ํา และบนภูเขา ซึ่งสามารถแยกออกเปนปาดงดิบชนิด ตา งๆ ดังน้ี

58 1.1 ปาดิบช้ืน เปนปา รกทึบมองดเู ขยี วชอุมตลอดปมีพันธุไมหลายรอยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู มกั จะพบกระจัดกระจายต้งั แตความสงู 600 เมตร จากระดบั นํ้าทะเล ไมท ่สี ําคญั ก็คอื ไมต ระกลู ยางตางๆ เชน ยางนา ยางเสยี น สวนไมช้ันรอง คือ พวกไมก อ เชน กอนาํ้ กอเดอื ย 1.2 ปาดิบแลง เปนปาท่ีอยูในพ้ืนที่คอนขางราบมีความชุมชื้นนอย เชน ในแถบภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยูสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมท่ีสําคัญ ไดแก มะคาโมง ยางนา พะยอม ตะเคยี นแดง กระเบากลัก และตาเสอื 1.3 ปาดิบเขา ปาชนิดนี้เกิดขึ้นในพ้ืนท่ีสูงๆ หรือบนภูเขาตั้ง 1,000-1,200 เมตร ข้ึนไปจาก ระดับนํ้าทะเล ไมสวนมากเปนพวก Gymnosperm ไดแก พวกไมขุนและสนสามพันป นอกจากนี้ยังมีไม ตระกลู กอขนึ้ อยู พวกไมช ั้นทีส่ องรองลงมา ไดแ ก สะเดาชา ง และขมนิ้ ชัน 2. ปาสนเขา (Pine-Forest) ปา สนเขามักปรากฏอยตู ามภเู ขาสงู สวนใหญเปนพื้นท่ีซ่งึ มีความสูงประมาณ 200-1,800 เมตร ขึ้นไป จากระดบั นา้ํ ทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพื้นที่สูง 200- 300 เมตร จากระดบั น้าํ ทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปาสนเขามีลักษณะเปนปาโปรง ชนิดพันธุไมที่สําคัญ ของปาชนิดน้ีคือ สนสองใบ และสนสามใบ สวนไมชนิดอื่นที่ขึ้นอยูดวยไดแกพันธุไมปาดิบเขา เชน กอชนิด ตา งๆ หรอื พันธไุ มป าแดงบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เปน ตน

59 3. ปา ชายเลน (Mangrove Forest) บางทีเรยี กวา “ปาเลนนา้ํ เคม็ ” หรอื ปา เลน มีตน ไมขึ้นหนาแนนแตล ะชนิดมรี ากคาํ้ ยันและรากหายใจ ปา ชนดิ น้ปี รากฏอยูตามท่ีดินและริมทะเลหรือบริเวณปากน้ําแมนํ้าใหญๆ ซึ่งมีนํ้าเค็มทวมถึงในพื้นท่ีภาคใตมี อยตู ามชายฝง ทะเลทั้งสองดาน ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยูทุกจังหวัดแตที่มากท่ีสุดคือ บริเวณปากนํ้า เวฬุ อําเภอขลงุ จงั หวดั จันทบุรี พันธไุ มท ข่ี ้นึ อยตู ามปาชายเลน สว นมากเปนพันธุไมขนาดเลก็ ใชประโยชนสําหรบั การเผา ถาน และทํา ฟนไมชนิดที่สาํ คัญ คอื โกงกาง ถว่ั ขาว ถั่วขํา โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ สวนไมพ้ืนลาง มกั เปน พวก ปรงทะเล เหงอื กปลาหมอ และปอทะเล เปน ตน 4. ปา พรุหรือปาบงึ นาํ้ จืด (Swamp Forest) ปาชนิดนี้มักปรากฏในบริเวณท่ีมีนํ้าจืดทวมมากๆ ดินระบายนํ้าไมดี ปาพรุในภาคกลาง มีลักษณะ โปรงและมตี นไมข้ึนอยหู า งๆ เชน สนนุ จกิ โมกบาน หวายนํ้า หวายโปรง ระกํา ออ และแขม ในภาคใต ปาพรมุ ีขึ้นอยูต ามบรเิ วณทม่ี นี า้ํ ขงั ตลอดป ดินปาพรุ ทีม่ ีเน้ือทม่ี ากทส่ี ุดอยใู นบรเิ วณจังหวัดนราธิวาส ดินปา พรุ เปน ซากพืชผสุ ลายทับถมกนั เปนเวลานาน ปาพรุแบงออกได 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซึ่งเปนพรุนํ้ากรอย ใกลชายทะเลตนเสม็ดจะขึ้นอยูหนาแนนพ้ืนที่มีตนกกชนิดตางๆ เรียก “ปาพรุเสม็ด หรือ ปาเสม็ด” อีก ลักษณะเปนปาท่ีมพี นั ธุไ มตางๆ มากชนดิ ขน้ึ ปะปนกนั ชนิดพันธุไมท่ีสําคัญของปาพรุ ไดแก อินทนิลน้ํา หวาจิก โสกนํ้า กระทุมน้ํา กันเกรา โงงงัน ไมพนื้ ลา งประกอบดว ย หวาย ตะคา ทอง หมากแดง และหมากชนดิ อ่นื ๆ 5. ปา ชายหาด (Beach Forest) เปนปาโปรงไมผลัดใบข้ึนอยูตามบริเวณหาดชายทะเล นํ้าไมทวมตามฝงดินและชายเขาริมทะเล ตนไมสําคัญท่ีขึ้นอยูตามหาดชายทะเล ตองเปนพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไมเปนพุมลักษณะตนคองอ ใบหนาแข็ง ไดแก สนทะเล หูกวาง โพธ์ิทะเล กระทงิ ตีนเปด ทะเล หยีนาํ้ มักมีตน เตยและหญา ตา งๆ ขึน้ อยู

60 เปนไมพนื้ ลา ง ตามฝงดินและชายเขา มักพบ มะคาแต กระบองเพชร เสมา และไมห นามชนิดตางๆ เชน ซงิ ซ่ี หนามหนั กาํ จาย มะดันขอ เปนตน ปา ประเภททผ่ี ลดั ใบ ตน ไมทข่ี ้นึ อยูใ นปาประเภทนเ้ี ปนจาํ พวกผลดั ใบแทบทงั้ สน้ิ ในฤดูฝนปาประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุม พอถึงฤดูแลงตนไม สวนใหญจะพากันผลัดใบทําใหปามองดูโปรงขึ้น และมักจะเกิดไฟปาเผาไหมใบไมและ ตนไมเ ล็กๆ ปา สําคัญซง่ึ อยใู นประเภทน้ี ไดแ ก 1. ปา เบญจพรรณ ปาผลัดใบผสมหรือปาเบญจพรรณมีลักษณะเปนปาโปรงและยังมีไมไผชนิดตางๆ ขื้นอยูกระจัด กระจายทวั่ ไปพน้ื ท่ดี นิ มกั เปนดินรวนปนทราย ปาเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไมสักข้ึนปะปนอยูท่ัวไป ครอบคลุมลงมาถงึ จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ และภาคตะวนั ออก มีปาเบญจ พรรณนอยมากและกระจัดกระจาย พันธุไมชนิดสําคัญ ไดแก สัก ประดูแดง มะคาโมง ตะแบก เสลา ออยชาง ลาน ยมหอม ยมหิน มะเกลือ เก็ดดํา เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากน้ีมีไมไผที่สําคัญ เชน ไผปา ไผบ ง ไผซ าง ไผรวก ไผไร เปน ตน 2. ปาเต็งรัง หรือทเ่ี รยี กกันวาปาแดง ปา แพะ ปาโคก ลักษณะท่วั ไปเปน ปา โปรง ตามพน้ื ปา มกั จะพบตนปรง และหญาเพก็ พนื้ ท่ีแหง แลง ดนิ รวนปนทราย หรอื กรวด ลกู รัง พบอยทู ่วั ไปในที่ราบและท่ีภูเขา ในภาคเหนือสวนมากข้ึนอยูบนเขาที่มี ดนิ ต้ืนและแหง แลง มาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื มีปาแดงหรือปาเตง็ รงั นีม้ ากที่สดุ ตามเนินเขาหรือที่ราบ ดินทราย ชนดิ ของพันธไุ มทีส่ ําคญั ในปาแดง หรอื ปา เต็งรงั ไดแก เตง็ รงั เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แตว มะคา แต ประดู แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟา ฯลฯ สว นไมพ ืน้ ลางท่ีพบมาก ไดแก มะพรา วเตา ปมุ แปง หญา เพก็ ปรงและหญาชนิดอน่ื ๆ 3. ปา หญา (Savannas Forest) ปาหญา ทอ่ี ยทู ุกภาคเกิดจากปา ท่ีถูกแผวถางทาํ ลายบรเิ วณพน้ื ดนิ ทข่ี าดความสมบูรณ และถูกทอดทิ้ง หญา ชนดิ ตาง ๆ จึงเกิดข้นึ ทดแทนและพอถงึ หนาแลง ก็เกดิ ไฟไหมทําใหตนไมบรเิ วณขางเคียงลมตาย พ้ืนที่ปา หญา จึงขยายมากขน้ึ ทุกป พชื ท่ีพบมากท่ีสุดในปาหญา คอื หญา คา หญาขนตาชาง หญา โขมง หญา เพ็กและปุม แปง บรเิ วณท่พี อจะมีความชืน้ อยบู า ง และการระบายนํ้าไดดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู และอาจพบตนไม ทนไฟข้ึนอยู เชน ตบั เตา รกฟา ตานเหลอื ตวิ้ และแตว ประโยชนของทรพั ยากรปาไม ปา ไมนอกจากเปนท่ีรวมของพันธุพืชและพันธุสัตวจํานวนมาก ปาไมยังมีประโยชนมากมายตอการ ดาํ รงชวี ติ ของมนษุ ยท งั้ ทางตรงและทางออม ดังน้ี ประโยชนท างตรง ไดแก ปจจยั 4 ประการ 1. จากการนําไมมาสรา งอาคารบานเรอื นและผลิตภณั ฑต า งๆ เชน เฟอรน ิเจอร กระดาษ ไมข ดี ไฟ ฟน เปน ตน

61 2. ใชเ ปน อาหารจากสว นตางๆ ของพชื ทะเล 3. ใชเสนใย ทีไ่ ดจ ากเปลือกไมและเถาวลั ยม าถักทอ เปน เคร่อื งนุงหม เชอื กและอื่นๆ 4. ใชทํายารักษาโรคตา งๆ ประโยชนทางออ ม 1. ปาไมเปนเปนแหลงกําเนิดตนนํ้าลําธารเพราะตนไมจํานวนมากในปาจะทําใหนํ้าฝนท่ีตกลงมาคอย ๆ ซมึ ซบั ลงในดนิ กลายเปนน้าํ ใตดนิ ท่ซี ่ึงจะไหลซึมมาหลอ เลีย้ งใหแมน้ํา ลาํ ธารมีน้ําไหลอยตู ลอดป 2. ปาไมทําใหเกิดความชุมช้นื และควบคมุ สภาวะอากาศ ไอนํ้าซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซ่ึงเกิด ข้ึนอยูมากมายในปาทําใหอากาศเหนือปามีความชื้นสูงเม่ืออุณหภูมิลดตํ่าลงไอนํ้าเหลาน้ันก็จะกล่ันตัว กลายเปนเมฆแลว กลายเปน ฝนตกลงมา ทําใหบริเวณที่มีพื้นปาไมมีความชุมช้นื อยูเ สมอ ฝนตกตองตามฤดูกาล และไมเกิดความแหงแลง 3. ปาไมเปนแหลงพักผอนและศึกษาความรู บริเวณปาไมจะมีภูมิประเทศท่ีสวยงามจากธรรมชาติ รวมทง้ั สตั วปาจึงเปน แหลง พักผอนไดศ ึกษาหาความรู 4. ปาไมช ว ยบรรเทาความรนุ แรงของลมพายุ และปอ งกันอทุ กภยั โดยชวยลดความเร็วของลมพายุที่ พดั ผานไดตัง้ แต 11 – 44% ตามลักษณะของปาไมแตละชนิด จึงชวยใหบานเมืองรอดพนจากวาตภัยไดซ่ึง เปนการปองกันและควบคุมนา้ํ ตามแมน้าํ ไมใหสูงข้นึ มารวดเรว็ ลนฝง กลายเปนอทุ กภัย 5. ปาไมชว ยปอ งกนั การกัดเซาะและพัดพาหนาดิน จากนํ้าฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะ ลงการ หลุดเลื่อนของดินจึงเกิดขึน้ นอ ย และยงั เปนการชวยใหแ มนํ้าลาํ ธารตา งๆไมต้ืนเขินอกี ดวย นอกจากน้ีปาไมจะ เปนเสมอื นเคร่อื งกดี ขวางตามธรรมชาติ จงึ นับวา มีประโยชนในทางยุทธศาสตรด วยเชน กนั สาเหตสุ าํ คัญของวิกฤตการณป า ไมใ นประเทศไทย 1. การลักลอบตัดไมทําลายปา ตัวการของปญหานี้คือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเล่ือย เจาของ โรงงานแปรรปู ไม ผรู บั สมั ปทานทําไมแ ละชาวบานท่ัวไป ซึ่งการตัดไมเพื่อเอาประโยชนจากเนื้อไมท้ังวิธีที่ถูก และผิดกฎหมาย ปริมาณปาไมท ่ีถกู ทําลายนี้นับวนั จะเพมิ่ ขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราเพิ่มของจํานวนประชากร ยิ่งมี ประชากรเพม่ิ ข้นึ เทาใด ความตองการในการใชไ มกเ็ พ่มิ มากขน้ึ เชน ใชไ มใ นการปลกู สรา งบา นเรอื น เคร่อื งมือ เครอื่ งใชใ นการเกษตรกรรม เครือ่ งเรือนและถา นในการหุงตม เปนตน 2. การบกุ รกุ พื้นทป่ี าไมเพ่ือเขาครอบครองท่ีดิน เม่ือประชากรเพ่ิมสูงขึ้น ความตองการใชท่ีดินเพื่อ ปลูกสรางท่ีอยูอาศัยและท่ีดินทํากินก็อยูสูงข้ึน เปนผลผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพ้ืนท่ีปาไม แผวถางปา หรือเผาปาทําไรเ ลอื่ นลอย นอกจากนย้ี งั มีนายทนุ ท่ดี นิ ที่จา งวานใหร าษฎรเขาไปทําลายปาเพื่อจับจองที่ดินไว ขายตอไป 3. การสง เสริมการปลกู พชื หรอื เลยี้ งสตั วเศรษฐกจิ เพอ่ื การสง ออก เชน มันสําปะหลัง ปอ เปน ตน โดย ไมสง เสริมการใชท ่ดี นิ อยา งเตม็ ประสิทธิภาพทงั้ ๆ ที่พืน้ ทป่ี า บางแหง ไมเหมาะสมที่จะนาํ มาใชใ นการเกษตร

62 4. การกาํ หนดแนวเขตพื้นทปี่ ากระทําไมช ัดเจนหรอื ไมกระทาํ เลยในหลายๆ พน้ื ทีท่ ําใหเกดิ การพิพาท ในเรอ่ื งท่ีดนิ ทํากินของราษฎรและทดี่ ินปาไมอ ยูตลอดเวลา และเกดิ ปญ หาในเรือ่ งกรรมสิทธิ์ท่ีดิน 5. การจดั สรางสาธารณปู โภคของรัฐ เชน เขอื่ น อา งเก็บนํ้า เสนทางคมนาคม การสรางเข่ือนขวาง ลําน้าํ จะทําใหพ น้ื ที่เก็บนาํ้ หนาเข่อื นทอี่ ดุ มสมบรู ณถูกตดั โคนมาใชประโยชน สว นตนไมขนาดเล็กหรือที่ทําการ ยา ยออกมาไมท ันจะถกู น้าํ ทวมยนื ตน ตาย เชน การสรา งเขือ่ นรัชประภาเพ่ือกั้นคลองพระแสงอันเปนสาขา ของแมนํ้าพุมดวง แมน้ําตาป ทําใหน้ําทวมบริเวณปาดงดิบซึ่งมีพันธุไมหนาแนน และสัตวนานาชนิดเปน บรเิ วณนับแสนไร ตอมาจงึ เกดิ ปญ หานาํ้ เนา ไหลลงลําน้าํ พุมดวง 6. ไฟไหมปา มักจะเกิดขน้ึ ในชว งฤดูแลง ซึ่งอากาศแหงแลงและรอ นจัด ท้งั โดยธรรมชาติและจากการ กระทําของมนุษยท ่อี าจลกั ลอบเผาปา หรอื เผลอ จุดไฟทิ้งไว 7. การทําเหมอื งแร แหลง แรท ่พี บในบรเิ วณที่มปี า ไมป กคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดิน กอนจึงทําใหป าไมทขี่ ้ึนปกคลมุ ถกู ทําลายลง เสน ทางขนยา ยแรในบางคร้งั ตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก เพ่ือสรางถนนหนทาง การระเบดิ หนา ดิน เพอื่ ใหไ ดมาซง่ึ แรธ าตุ สง ผลถงึ การทาํ ลายปา การอนุรักษปาไม ปาไมถูกทําลายไปจํานวนมาก จึงทําใหเกิดผลกระทบตอสภาพภูมิอากาศไปท่ัวโลก รวมท้ังความ สมดุลในแงอ่ืนดวย ดังนั้น การฟนฟูสภาพปาไมจึงตองดําเนินการเรงดวน ท้ังภาครัฐภาคเอกชนและ ประชาชน ซง่ึ มแี นวทางในการกําหนดแนวนโยบายดานการจดั การปา ไม ดงั นี้ 1. นโยบายดา นการกาํ หนดเขตการใชประโยชนท ่ดี ินปาไม 2. นโยบายดานการอนรุ ักษท รัพยากรปาไมเก่ียวกับงานปอ งกันรักษาปา การอนรุ ักษส่งิ แวดลอ ม 3. นโยบายดา นการจดั การทด่ี ินทาํ กินใหแ กร าษฎรผยู ากไรในทองถิ่น 4. นโยบายดานการพัฒนาปา ไม เชน การทาํ ไมแ ละการเก็บหาของปา การปลูก และการบํารุงปา ไม การคน ควาวิจยั และดานการอตุ สาหกรรม 5. นโยบายการบริหารทั่วไปจากนโนบายดังกลาวขางตนเปนแนวทางในการพัฒนาและการจัดการ ทรพั ยากรปาไมของชาตใิ หไดร บั ผลประโยชน ทั้งทางดา นการอนุรกั ษแ ละดานเศรษฐกิจอยา งผสมผสาน ท้ังนี้ เพอื่ ใหเกิดความสมดุลของธรรมชาตแิ ละมที รัพยากรปา ไมไวอยา งยงั่ ยืนตอ ไปในอนาคต สถานการณท รัพยากรปาไม การใชประโยชนจากพ้ืนที่ปาอยางตอ เนอ่ื งในชวงส่ีทศวรรษที่ผานมาทําใหประเทศไทยสูญเสีย พ้ืนที่ ปาไมแ ลว ประมาณ 67 ลา นไร หรือเฉลย่ี ประมาณ 1.6 ลา นไรต อป กลา วคือ ป พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพ้นื ที่ ปาอยูถึงรอยละ 53.3 ของพ้ืนที่ประเทศ หรือประมาณ 171 ลานไร และลดลงมาโดยตลอดจนในป พ.ศ. 2532 ประเทศไทยเหลอื พ้ืนท่ปี า เพยี งรอ ยละ 27.95 ของพ้ืนที่ท้ังหมด หรือประมาณ 90 ลา นไร รัฐบาลในอดีต ไดพยายามจะรักษาพ้ืนที่ปาโดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทําไมในปาบกท้ังหมด ในป พ.ศ. 2532 แต หลังจากยกเลกิ สมั ปทานปาไม สถานการณด ีขึ้นในระยะแรกเทา นัน้ ตอ มาการทําลายกย็ ังคงเกดิ ข้นึ ไมแตกตาง จากสถานการณกอ นยกเลกิ สมั ปทานปา ไมเ ทาใดนกั โดยพ้ืนทปี่ าท่ีถกู บกุ รุกกอนการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ.

63 2525-2532) เฉลี่ยตอ ปเทากบั 1.2 ลานไร และพื้นท่ีปาท่ีถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ. 2532- 2541) เฉลยี่ 1.1 ลานไรต อ ป (ตารางท่ี 1) ตารางที่ 1 พ้นื ทปี่ ากอนและหลังการยกเลกิ สมั ปทานปาไม รายการ พืน้ ท่ีปา (ลา นไร) พื้นทีถ่ ูกทาํ ลายเฉล่ียตอ ป (ลานไร) ป พ.ศ. 2504 171.0 - ป พ.ศ. 2525 97.8 3.5 ป พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลกิ สมั ปทานปาไม) 89.6 1.2 ป พ.ศ. 2541 81.1 1.1 2. ภูเขา และแรธ าตุ ภูเขา เปนแหลงตน กําเนิดของแรธ าตุ ปา และแหลงน้ําทีส่ ําคัญของประเทศไทย ภาคเหนือเปนภาคที่อุดมดวยทรัพยากรแรธาตุภาคหน่ึงของประเทศไทย เพราะมีภูมิประเทศท่ีมี โครงสรางเปน ภเู ขา เนนิ เขาและแอง แผน ดิน ในยุคกลางเกา กลางใหม ท่ีบริเวณตอนกลางท่ีผานการผุกรอน และมีการเปล่ียนแปลงของแผนดิน โดยเฉพาะภูเขาทางตะวันตกที่เปนแนวของทิวเขา อุดมดวยแรโลหะ แรอโลหะและแรเ ชื้อเพลิง แรโ ลหะ ท่สี ําคญั ทพ่ี บตามภูเขาหนิ แกรนิตในภาคเหนือ ไดแ ก 1. แรดบี กุ แหลง แรดีบุกที่พบในภาคเหนือ อยูในเขตภูเขาของจังหวัดที่อยูทางเหนือ และทางภาค ตะวนั ตกของภาค คือ จังหวดั แมฮ องสอน จงั หวัดเชียงใหม จังหวดั ลาํ ปาง จงั หวัดเชียงราย แตมีปริมาณการ ผลติ ไมมากเทา กับแหลงดบี ุกสําคญั ทางภาคใต 2. ทังสเตนหรือวุลแฟรม ที่พบมากในภาคเหนือ คือแหลงแรซีไรท เปนแรที่สําคัญทางเศรษฐกิจ การคา และยทุ ธปจจัยสาํ คญั มีการทําเหมอื งที่ อําเภอดอยหมอก อาํ เภอเวียงปา เปา จงั หวัดเชียงราย และพบ แถบภเู ขาสงู ในเขต จงั หวดั แมฮองสอนมเี หมอื งดําเนินการผลติ ถงึ 10 เหมอื ง ทส่ี ําคญั คือเหมืองท่ี อาํ เภอแมล า นอ ย เหมอื งหว ยหลวง และเหมืองแมสะเรยี ง ทางดานตะวันตกของลุมนํา้ ยม 3. ตะกว่ั และสงั กะสี แรตะก่วั และสังกะสีมกั จะเกิดรวมกันแตที่พบยังมีปริมาณนอยไมเพียงพอ ที่จะ นํามาใชในเชิงพาณิชยเหมือนท่ีพบในภาคตะวันตก ภาคเหนือมีแหลงแรตะก่ัวและสังกะสีในแถบจังหวัด แมฮ องสอน จังหวัดเชยี งใหม จังหวัดลาํ ปางและ จังหวัดแพร 4. ทองแดง แหลงแรท องแดงมอี ยหู ลายในแหง ประเทศ แตเ ปนแหลงแรที่มีมูลคาทางเศรษฐกิจเพียง ไมกี่แหง บริเวณท่ีพบ ไดแก ในเขตจงั หวดั ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนอื เชน จงั หวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย แตทภ่ี าคเหนือพบในเขต จงั หวดั อุตรดติ ถ จงั หวัดแพร จงั หวดั นา น และ จังหวัดลาํ ปาง

64 5. เหล็ก แหลงแรเหล็กในประเทศไทยมีหลายแหงเชนกัน ท้ังที่กําลังมีการผลิตที่ผลิตหมดไปแลว แตแหลง ท่ีนาสนใจที่อาจมีคาในอนาคต ไดแ กที่ อาํ เภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค ทีเ่ ขาทับควาย จังหวัดลพบุรี แหลง ภยู าง อาํ เภอเชียงคาน จงั หวัดเลย แหลงอึมครึม จงั หวดั กาญจนบรุ ี ในภาคเหนือพบที่ อําเภอแมแจม จงั หวดั เชยี งใหม แหลงเดมิ อาํ เภอเถิน จงั หวดั ลําปาง 6. แมงกานสี แหลงแมงกานีสในภาคเหนอื มแี หลงผลติ ท่ีสําคัญอยใู น จังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม จังหวัดลาํ ปาง จังหวัดแพร จงั หวดั เชียงราย และ จงั หวัดนา น 7. นกิ เกลิ และโครเมียม พบที่ บานหว ยยาง อาํ เภอทาปลา จังหวดั อุตรดติ ถ นอกจากนี้ยงั มแี รโ ครไมต ท่ีใหโ ลหะโครเมยี ม ซง่ึ เปน แรผสมเหล็ก แรอโลหะ ทีส่ าํ คัญท่ีพบในภาคเหนือ ไดแ ก 1. ฟลูออไรต แหลงแรฟลูออไรตที่สําคัญของประเทศพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก ไดแก ที่อําเภอบานโฮง อําเภอปาซาง จังหวัดลําพูน อําเภอฝาง แมแจม อําเภอฮอด อําเภออมกอย จังหวัด เชียงใหม อาํ เภอแมสะเรียง จังหวดั แมฮอ งสอน นอกจากน้ีก็มที ภ่ี าคตะวนั ตก และภาคใตข องไทยอีกดวย 2. แบไรต แหลงแรแบไรตที่สําคัญ นอกจากจะมีมากในภาคใตที่บริเวณเขาหลวง จังหวัด นครศรธี รรมราชและในจังหวัดสุราษฏรธานีแลว ยังมีแหลงสําคัญในภาคเหนืออีกท่ี บริเวณภูไมตอง อําเภอ ดอยเตา อาํ เภอฮอด จังหวัดเชยี งใหม นอกจากน้ียังมีใน จังหวัดแมฮองสอน จังหวัดลําพูน ลําปาง อุตรดิตถ เชยี งราย และแพร 3. ยิปซัม แหลงยิปซัมท่ีสําคัญมีที่ จังหวัดนครสวรรคและพิจิตร ในภาคเหนือไดแก แหลงแมเมาะ อาํ เภอแมเ มาะ จงั หวัดลําปาง แหลงแมกั๊วะ อําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง และแหลงสองหอง อําเภอน้ํา ปาด จังหวัดอตุ รดิตถ 4. ฟอสเฟต มแี หลง เลก็ ๆ อยทู ่ี ต.นาแกว อําเภอเกาะคา จังหวดั ลําปาง 5. ดินขาวหรอื เกาลนิ ไดมีการพบและผลติ ดนิ ขาวในหลายบรเิ วณทง้ั ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต ในภาคเหนือมแี หลงดินขาวที่ อาํ เภอแจห ม จงั หวัดลาํ ปาง นอกจากนยี้ ังมีแรอโลหะอ่นื ๆ ทพ่ี บในภาคเหนืออีก เชน แรหนิ มาท่ี จงั หวดั เชียงใหม แมฮองสอน แรใยหินพบใน จงั หวัดอตุ รดิตถ แรเชื้อเพลิง ท่ีสําคัญทางเศรษฐกิจ คือมีการนํามาใชเปนเช้ือเพลิงสําคัญในโรงงานไฟฟา เคร่อื งจกั รกล โรงงานอุตสาหกรรมเคมีภัณฑและในกิจกรรมขนสงตาง ๆ เชน ในเคร่ืองบิน รถยนต เรือยนต เปน ตน 1. หินนํ้ามัน พบที่ บานปาคา อําเภอล้ี จังหวัดลําพูน แตยังไมไดนํามาใชประโยชนในเชิงพาณิชย เนือ่ งจากการแยกน้ํามนั ออกจากหนิ นา้ํ มนั ตองลงทุนสูง 2. ปโตรเล่ียม นํ้ามันดิบ กาซธรรมชาติเหลว พบที่ อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม นํามาใชเปน นาํ้ มนั หลอลื่น นํา้ มันดีเซลหมุนเรว็ ปานกลางและน้าํ มันเตา 3. ลิกไนต พบท่ี อําเภอแมเมาะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ใชเปนเช้ือเพลิงในโรงงานบมยา โรงไฟฟา

65 3. แหลงนํา้ ปญหาเกย่ี วกับทรัพยากรนาํ้ จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย ซ่ึงมีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมในโลก โดยเฉพาะปญ หาเก่ียวกับทรพั ยากรน้าํ ซ่ึงเปน ปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เพราะน้ําไดใชในการ บรโิ ภคและผลิตเครอ่ื งอุปโภคตางๆ ปจจบุ ันปญ หาทรัพยากรนํ้า มีดังนี้ 1. ปญหาทางดา นปริมาณ 1) การขาดแคลนนา้ํ หรอื ภัยแลง สาเหตทุ สี่ าํ คญั ไดแ ก 1.1 ปาไมถ ูกทําลายมากโดยเฉพาะปาตนนํ้าลําธาร 1.2 ลกั ษณะพน้ื ท่ไี มเหมาะสม เชน ไมมแี หลงนํ้า ดินไมดดู ซบั น้าํ 1.3 ขาดการวางแผนการใชและอนรุ ักษน ้าํ ทเ่ี หมาะสม 1.4 ฝนตกนอยและฝนทงิ้ ชว งเปน เวลานาน 2) การเกดิ น้ําทว ม อาจเกดิ จากสาเหตหุ นงึ่ หรอื หลายสาเหตรุ ว มกันดังตอ ไปน้ี 2.1 ฝนตกหนกั ติดตอกันนานๆ 2.2 ปาไมถ ูกทาํ ลายมาก ทําใหไ มมสี ่งิ ใดจะชวยดูดซบั นาํ้ ไว 2.3 ภมู ิประเทศเปน ทีล่ มุ และการระบายนํา้ ไมดี 2.4 นา้ํ ทะเลหนุนสูงกวา ปกติ ทําใหน าํ้ จากแผน ดินระบายลงสทู ะเลไมไ ด 2.5 แหลงเกบ็ กกั น้ําตืน้ เขินหรอื ไดรับความเสยี หาย จงึ เก็บน้าํ ไดนอยลง 2. ปญหาดา นคุณภาพของน้ําไมเหมาะสม สาเหตทุ ี่พบบอยไดแก 1) การทิ้งสิ่งของและการระบายน้ําท้ิงลงสูแหลงน้ํา ทําใหแหลงนํ้าสกปรกและเนาเหม็นจนไม สามารถใชประโยชนได มักเกิดตามชมุ ชนใหญๆ ท่ีอยูใกลแ หลง นํ้า หรอื ทองถ่ินทม่ี โี รงงานอตุ สาหกรรม 2) ส่งิ ทป่ี กคลมุ ผิวดินถกู ชะลา งและไหลลงสแู หลง น้ํามากกวา ปกติ มีทัง้ สารอนิ ทรยี  สารอนนิ ทรีย และสารเคมีตางๆ ทีใ่ ชในกจิ กรรมตา งๆ ซึง่ ทําใหนํา้ ขนุ ไดง าย โดยเฉพาะในฤดฝู น 3) มีแรธาตุเจือปนอยูมากจนไมเหมาะแกการใชประโยชน น้ําที่มีแรธาตุปนอยูเกินกวา 50 พีพีเอ็มนัน้ เมอ่ื นาํ มาด่ืมจะทาํ ใหเ กดิ โรคนว่ิ และโรคอ่นื ได 4) การใชสารเคมีท่ีมีพิษตกคาง เชน สารที่ใชปองกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือสัตว ซึ่งเมื่อถูกฝน ชะลา งลงสแู หลงนาํ้ จะกอใหเกดิ อันตรายตอสง่ิ มีชีวิต 3. ปญหาการใชท รัพยากรนา้ํ อยางไมเหมาะสม เชน ใชม ากเกินความจําเปน โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะ ขาดแคลนนํ้า หรือการสูบน้ําใตดินข้ึนมาใชมากจนดินทรุด เปนตน ป พ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณวา น้ําในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ําท่ีเคยมีเม่ือ 25 ปกอน และในป ค. ศ. 2525 หรืออีก 25 ปขางหนา การใชน ํา้ จะเพิ่มอกี ประมาณรอยละ 65 เนอื่ งจากจาํ นวนประชากรโลกเพ่ิมขึ้น การใชนํ้าอยางไมถูกตองและ ขาดการดูแลรักษาทรัพยากรน้ํา ซึ่งจะเปนผลใหประชากรโลกกวา 3,000 ลานคน ใน 52 ประเทศประสบ ปญ หาการขาดแคลนนาํ้

66 4. ปญหาความเปลี่ยนแปลงของฟา อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ เอล นิโน (EI Nino ) และลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณท่ีผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นประมาณ 5 ปตอคร้ัง ครั้งละ 8 -10 เดือน โดยกระแสนา้ํ อนุ ในมหาสมทุ รแปซิฟกตะวันตก บริเวณตะวันออกเคลื่อนลงไปถึงชายฝงตะวันตกเฉียงเหนือ ของทวปี อเมรกิ าใต (ประเทศเปรู เอกวาดอร และชิลีตอนเหนอื ) ทาํ ใหผวิ นา้ํ ที่เคยเยน็ กลบั อนุ ขึน้ และที่เคยอุน กลบั เย็นลง เมือ่ อุณหภมู ิของผิวนํ้าเปล่ียนแปลงไปกจ็ ะสง ผลทาํ ใหอ ณุ หภูมิเหนือนํ้าเปลี่ยนไปดวยเชนกัน เปนผล ใหค วามรอนและความแหงแลงในบริเวณที่เคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณท่ีเคยแหงแลง ลมและ พายุเปล่ียนทิศทาง เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงดังกลาวเกิดเปนบริเวณกวาง จึงสงผลกระทบตอโลกอยาง กวา งขวาง สามารถทาํ ลายระบบนิเวศในซีกโลกใต รวมทั้งพื้นที่บางสวนเหนือเสนศูนยสูตรได สาหรายทะเล บางแหง ตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาท่ีเคยอาศัยนํ้าอุนตองวายหนีไปหาน้ําเย็นทําใหมีปลาแปลกชนิดเพิ่มขึ้น และหลังการเกดิ ปรากฎการณ เอล นิโน แลว ก็จะเกิดปรากฎการณลา นินา ซ่ึงมีลักษณะตรงกันขามตามมา โดยจะเกิดกระแสน้ําอุนและคลื่นความรอนในมหาสมุทรแปซิฟกตอนใตเคล่ือนยอนไปทางตะวันตก ทําใหบริเวณมหาสมุทรแปซิฟกตะวันออกที่อุณหภูมิเริ่มเย็น จะมีการรวมตัวของไอนํ้าปริมาณมาก ทําให อากาศเยน็ ลง เกดิ พายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะในกลุมประเทศอาเซียน เอล นิโน เคยกอตัวครั้งใหญในป พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทําใหอุณหภูมิผิวน้ําสูงกวาปกติถึง 9 องศา ฟาเรนไฮต ทําลายชีวิตมนษุ ยท ว่ั โลกถงึ 2,000 คน คา เสยี หายประมาณ 481,000 ลานบาท ปะการัง ในทะเลแคริบเบยี นเสียความสมดลุ ไปรอ ยละ 50 – 97 แตใ นป พ.ศ. 2540 กลับกอตัวกวา งกวาเดิม ซง่ึ คิดเปน พืน้ ทไ่ี ดก วางใหญก วา ประเทศสหรฐั อเมริกา โดยเขตนํา้ อนุ นอกชายฝง ประเทศเปรูขยายออกไปไกลกวา 6,000 ไมล หรอื ประมาณ 1 ใน 4 ของเสนรอบโลก อณุ หภูมผิ วิ นํ้าวัดไดเ ทา กนั และมีความหนาของนํา้ ถึง 6 นิ้ว สงผล ใหเกิดปรากฎการณธ รรมชาตทิ ี่เลวรายทส่ี ดุ ในรอบ 150 ป โดยเรมิ่ แสดงผลต้งั แตเ ดือนเมษายน 2541 นอกจากน้ีปรากฏการณเรอื นกระจกและการลดลงของพน้ื ทปี่ ายังสงเสริมความรุนแรงของปญหาอีก ดวย ดงั ตัวอยางตอไปน้ี 1) ประเทศไทย ประสบความรอ นและแหง แลงรนุ แรงทั่วประเทศ ฝนตกนอยหรือตกลาชากวาปกติ (ยกเวนภาคใตท ี่กลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนนํ้าทวม) ปริมาณนํ้าในแมนํ้า อางเก็บน้ําและเข่ือนลด นอยลงมาก รวมทั้งบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูรอนสูงมาก และเกิดติดตอกันหลายวัน เชน จังหวัดตากมี อณุ หภูมใิ นเดอื นเมษายน พ.ศ. 2541 สูงถึง 43.7 องศาเซลเซียส ซึ่งนับวาสูงที่สุดในรอบ 67 ป นอกจากนี้ยัง ทําใหผ ลผลติ ทางการเกษตร โดยเฉพาะไมผลลดลง 2) ประเทศอนิ โดนีเซีย ประสบความแหงแลง ทงั้ ทีอ่ ยใู นเขตมรสมุ และมปี า ฝน เมือ่ ฝนไมต กจึงทําใหไ ฟ ไหมป า ที่เกิดข้นึ ในเกาะสมุ าตรา และบอรเนียวเผาผลาญปาไปประมาณ 14 ลานไร พรอมท้ังกอปญหามลพิษ ทางอากาศเปน บริเวณกวาง มีผูค นปว ยไขนับหม่นื ทัศนวลิ ัยไมด ีจนทาํ ใหเ ครื่องบนิ สายการบินการดู าตกและมี ผเู สียชีวติ 234 คน อีกทงั้ ยังทําใหผลิตผลการเกษตรตกตํ่า โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาท่ีสงออกมากเปน อนั ดับหนึ่งไดรบั ความเสยี หายมากเปน ประวัติการณ

67 3) ประเทศปาปว นิวกินี ไดรบั ผลกระทบรนุ แรงทสี่ ดุ ในภูมภิ าคเอเชียแปซิฟก มีคนตายจากภยั แลง 80 คนและประสบปญหาแลงอกี ประมาณ 1,000,000 คน 4) ประเทศออสเตรเลีย อากาศแหงแลงรุนแรงจนตองฆาสัตวเลี้ยงเพราะขาดแคลนนํ้า และอาหาร ซึง่ คาดวา ผลผลติ การเกษตรจะเสยี หายประมาณ 432 ลานเหรียญ 5) ประเทศเกาหลีเหนือ ปญหาความแหงแลงรุนแรงและอดอยากรนุ แรงมาก พืชไรเ สียหายมาก 6) ประเทศสหรฐั อเมริกา เกิดพายุเฮอรริเคนทางดานฝงตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคใตของรัฐ แคลิฟอรเนยี ไดรบั ภยั พิบัติมากทส่ี ุด สว นทางฝง ตะวันออกซึ่งมเี ฮอรร ิเคนคอ นขา งมาก คลื่นลมกบั สงบกวา ปกติ 7) ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาไดนอยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและน้ําทวมใน ทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อยางไมเคยปรากฏมากอน ทั้งๆ ท่ีบริเวณนี้แหงแลงมากจนประเทศ สหรฐั อเมริกาขอใชเ ปน สถานทฝี่ ก นกั อวกาศ โดยสมมตวิ า เปน พน้ื ผวิ ดาวองั คาร) 8) ทวปี แอฟริกา แหง แลงรุนแรง พชื ไรอาจเสยี หายประมาณครึ่งหน่งึ ปญ หาเกีย่ วกับทรพั ยากรน้าํ ในประเทศไทย 1. การขาดแคลนนา้ํ หรอื ภยั แลง ในหนาแลง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ําด่ืมน้ําใชจํานวน 13,000 – 24,000 หมูบาน ประชากร ประมาณ 6 -10 ลานคน ซง่ึ โดยสวนใหญอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง การขาดแคลนนํ้าในระดับ วกิ ฤตจะเกดิ เปนระยะๆ และรนุ แรงขน้ึ น้ําในเขื่อนสําคัญตา งๆ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลมีปริมาณเหลือนอยจน เกอื บจะมผี ลกระทบตอ การผลติ กระแสไฟฟา และการผลติ นา้ํ ประปาสาํ หรับใชใ นหลายจงั หวดั การลดปรมิ าณ ของฝนและนาํ้ ทไ่ี หลลงสูอา งเกบ็ น้าํ และการเกิดฝนมแี นวโนม ลดลงทุกภาค ประมาณรอยละ 0.42 ตอป เปน สิ่งบอกเหตสุ ําคญั ทแ่ี สดงใหเ หน็ ถึงแนวโนมความรุนแรงของภยั แลง

68 ตารางแสดงการเปรียบเทยี บปริมาณนํ้าฝนตอ ปใ นแตละภาค พ.ศ. ปริมาณนํ้าฝน ตางจากปริมาณเฉลย่ี ภาค (มลิ ลิเมตร) (มลิ ลเิ มตร) 2503 – 2536 2535 2536 2535 5336 ทกุ ภาค (ทั่วประเทศ) 1,733 1,430 1,594 -303 -139 ภาคเหนือ 1,232 1,142 931 -301 -301 ภาคกลาง 1,226 1,115 1,075 -111 -151 ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ 1,405 1,241 1,176 -164 -229 ภาคตะวันออก 2,011 1,534 1,732 -477 -279 ภาคใตฝ ง ตะวันออก 1,768 1,457 1,789 -307 25 ภาคใตฝง ตะวันตก 2,760 2,088 2,863 -672 103 สําหรับปรมิ าณนาํ้ ทไี่ หลลงสูอ า งเกบ็ น้าํ ของเข่ือนและแมน้ําสําคัญ เชน เข่ือนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ิและ แมน า้ํ เจาพระยา ตั้งแตป  พ.ศ. 2515 เปน ตนมา กม็ ีปรมิ าณลดลงเชนกัน เน่ืองจากตนน้ําลําธารถูกทําลายทํา ใหฝนและนํ้านอย และขณะเดียวกันความตองการใชนํ้ากลับมีมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เชน การประปานคร หลวงใชผลิตน้ําประปาประมาณ 1,300 ลานลูกบาศกเมตรตอป การผลักดันน้ําเค็มบริเวณปากแมนํ้า เจาพระยา และแมนํ้าทาจนี จะตอ งใชน ้ําจืด ประมาณ 2,500 ลานลกู บาศกเมตรตอป การทํานาปใชประมาณ 4,000 ลานลูกบาศกเมตร และการทํานาปรงั จะใชประมาณ 6,000 ลา นลูกบาศกเ มตร โดยมีแนวโนมของการ ใชเ พ่ิมมากข้นึ ทกุ ป

69 แนวโนม การลดปริมาณน้าํ ในเข่ือนทส่ี าํ คัญและแมนํ้าเจา พระยา แหลง ที่วดั ปรมิ าณ ชว งปที่วดั ปริมาณนํ้าเฉลย่ี ตอ ป (ลานลกู บาศกเ มตร) ปริมาณนํ้าไหลลงสูอางเก็บนํ้าเข่ือน พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 10,360 ประมาณ 8,760 ภมู ิพลและเข่อื นสิริกติ ์ิ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ 7,000 พ.ศ. 2530 - 2534 ปรมิ าณนํ้าในแมนํ้าเจาพระยาท่ีไหล พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 22,200 ประมาณ1 8,700 ผานจงั หวดั นครสวรรค พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ16,000 พ.ศ. 2530 - 2534 2. ปญ หานาํ้ ทว มหรอื อทุ กภัย เกิดจากฝนตกหนักหรือตกติดตอ กันเปน เวลานานๆ เน่ืองจากการตัดไมท าํ ลายปา แหลงน้ําต้ืนเขินทํา ใหร องรับนํ้าไดน อยลง การกอสรางที่ทําใหนํ้าไหลไดนอยลง เชน การกอสรางสะพาน นอกจากน้ีน้ําทวมอาจ เกิดจากน้ําทะเลหนุนสูงข้ึน พื้นดินทรุดตัวเน่ืองจากการสูบน้ําใตดินไปใชมากเกินไป พื้นที่เปนที่ตํ่าและการ ระบายนํ้าไมด ี และการสูญเสียพ้นื ที่น้าํ ทว มขัง ตัวอยาง ไดแ ก การถมคลองเพอ่ื กอสรางทอี่ ยอู าศัย รวมท้ังการ บุกรุกพ้ืนท่ีชุมนํ้า เชน กวานพะเยา บึงบอระเพ็ด ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จังหวัดสกลนครเพื่อใช ประโยชนอยา งอ่ืน 3. เกิดมลพิษทางน้าํ และระบบนิเวศถกู ทําลาย โดยสว นใหญแ ลว น้าํ จะเกิดการเนา เสียเพราะการเจือปนของอนิ ทรยี สาร สารพิษ ตะกอน สิ่งปฏิกูล และนํา้ มันเชื้อเพลงิ ลงสแู หลง น้ํา ซ่ึงมผี ลใหพืชและสตั วน ้ําเปน อนั ตราย เชน การท่ีปะการงั ตวั ออ นของสตั วน้ํา และปลาท่ีเลย้ี งตามชายฝง บรเิ วณเกาะภเู ก็ตตายหรือเจริญเตบิ โตผิดปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทําเหมือง แรทบั ถม ไปอดุ ตนั ชอ งเหงอื กทาํ ใหไ ดรับออกซเิ จนไมเพียงพอ 4. แหลง นาํ้ ตืน้ เขิน ดินและตะกอนดินท่ีถูกชะลางลงสูแหลงน้ํานั้นทําใหแหลงนํ้าต้ืนเขินและเกิดน้ําทวมไดงาย ซ่ึงเปน อุปสรรคตอการเดินเรอื และยงั เปนผลเสยี ตอ การดํารงชีวิตของสัตวน า้ํ โดยเฉพาะบริเวณอาวไทยตอนบน โดย ในแตละปต ะกอนดนิ ถกู พัดพาไปทบั ถมกนั มากถึงประมาณ 1.5 ลา นตัน การสบู น้ําใตดินไปใชมากจนแผนดิน ทรดุ ตัว ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้ง 6 จังหวัดใชนํ้าบาดาลจํานวนมาก เมื่อป 2538 พบวา ใชป ระมาณวนั ละ 1.5 ลา นลกู บาศกเ มตร ภาคอตุ สาหกรรมและภาคธุรกจิ ใชป ระมาณวันละ 1.2 ลา นลกู บาศก เมตร ทําใหดนิ ทรุดตัวลงทลี ะนอย และทําใหเ กดิ นา้ํ ทวมขงั ไดง ายข้ึน

70 4. ทรพั ยากรดนิ ปญ หาการใชทดี่ ินไมเ หมาะสม และไมค าํ นงึ ถงึ ผลกระทบตอ ส่ิงแวดลอม ไดแ ก 1. การใชที่ดนิ เพ่ือการเกษตรกรรมอยางไมถ ูกหลักวิชาการ 2. ขาดการบํารงุ รักษาดิน 3. การปลอยใหผ ิวดนิ ปราศจากพืชปกคลมุ ทาํ ใหสญู เสียความชุมชนื้ ในดิน 4. การเพาะปลกู ที่ทาํ ใหด ินเสยี 5. การใชป ุยเคมแี ละยากาํ จัดศตั รพู ืชเพอื่ เรง ผลิตผล ทําใหด ินเส่ือมคณุ ภาพและสารพิษตกคา งอยู ในดิน 6. การบกุ รกุ เขา ไปใชป ระโยชนท ด่ี นิ ในเขตปา ไมบนพื้นท่ีท่ีมคี วามลาดชันสงู 7. รวมทัง้ ปญหาการขยายตัวของเมอื งทรี่ ุกลํ้าเขา ไปในพน้ื ท่เี กษตรกรรม และการนํามาใชเปนทอ่ี ยู อาศยั ทตี่ ้งั โรงงานอตุ สาหกรรม 8. หรือการเกบ็ ที่ดนิ ไวเพือ่ การเก็งกาํ ไร โดยมิไดมีการนํามาใชประโยชนแ ตอยางใด นอกจากน้ี การเพิม่ ขึ้นของประชากรประกอบกับความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจสงู ขึ้น ทาํ ใหค วามตองการใช ท่ีดนิ เพอื่ การขยายเมือง และอตุ สาหกรรมเพิ่มจาํ นวนตามไปดวยอยา งรวดเรว็ โดยปราศจากการควบคุมการใช ทดี่ ินภายในเมอื งใหเหมาะสม เปนสาเหตุใหเ กดิ ปญ หาสงิ่ แวดลอ มภายในเมอื ง หลายประการ เชน ปญหาการ ตั้งถน่ิ ฐาน ปญหาแหลงเส่อื มโทรม ปญ หาการจราจร ปญหาสาธารณสุข ปญหาขยะมูลฝอย และการบริการ สาธารณูปโภคไมเพียงพอ นอกจากนัน้ ปญ หาการพงั ทลายของดนิ และการสญู เสียหนา ดินโดยธรรมชาติ เชน การชะลา ง การกดั เซาะของ นํา้ และลม เปน ตน และทีส่ าํ คญั คือ ปญ หาจากการกระทําของมนษุ ย เชน การทําลายปา เผาปา การเพาะปลูก ผิดวิธี เปนตน กอใหเกิดการสูญเสียความอุดมสมบูรณของดินทําใหใชประโยชนจากที่ดินไดลดนอยลง ความสามารถในการผลิตทางดานเกษตรลดนอ ยลงและยังทําใหเกิดการทบั ถมของตะกอนดนิ ตามแมน ํ้า

71 ลําคลอง เข่ือน อางเก็บนํ้า เปนเหตุใหแหลงนํ้าดังกลาวตื้นเขิน รวมท้ังการที่ตะกอนดินอาจจะทับถมอยูใน แหลงท่ีอยูอาศัย และที่วางไขของสัตวนํ้า อีกทั้งยังเปนตัวก้ันแสงแดดที่จะสองลงสูพ้ืนนํ้า สิ่งเหลาน้ีลวน กอใหเกดิ ผลกระทบตอ สงิ่ มชี ีวิตในนํา้ นอกจากน้ปี ญ หาความเสอ่ื มโทรมของดิน อันเนื่องมาจากสาเหตุด้ังเดิม ตามธรรมชาติ คอื การทมี่ สี ารเปนพิษเกดิ ขน้ึ มาพรอมกบั การเกิดดิน เชน มีโลหะหนัก มีสารประกอบท่ีเปน พิษ ซ่ึงอาจทําใหดินเค็ม ดินดางดินเปรี้ยวได โดยเฉพาะปญหาการแพรกระจายของดินเค็มในภาค ตะวันออกเฉยี งเหนือการดําเนินกจิ กรรมเพือ่ ใชประโยชนจากที่ดินอยางไมเหมาะสม และขาดการจัดการที่ดี เชน การสรางอางเกบ็ นาํ้ ในบริเวณท่ีมเี กลอื หินสะสมอยมู าก น้ําในอางจะซึมลงไปละลายเกลือหินใตดิน แลว ไหลกลบั ขึน้ สูผิวดนิ บรเิ วณรอบๆ การผลิตเกลือสนิ เธาวใ นเชงิ พาณิชย โดยการสูบนํ้าเกลือใตดินข้ึนมาตมหรือ ตาก ทําใหปญหาดินเค็มแพรขยายออกไปกวางขวางย่ิงข้ึน ยังมีสาเหตุท่ีเกิดจากสารพิษและสิ่งสกปรกจาก ภายนอกปะปนอยใู นดิน เชน ขยะจากบานเรอื น ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีตกคางจากการใช ปุยและยากําจัดศตั รพู ืช เปนตน ลว นแตสง ผลกระทบตอ สง่ิ แวดลอ ม และกอ ใหเกิดการสญู เสียทางเศรษฐกจิ 5. สัตวป า สัตวปา สาเหตปุ ญ หาของทรัพยากรสัตวปา สาเหตขุ องการสญู พนั ธุห รอื ลดจํานวนลงของสตั วปา มีดังน้ี 1. การทําลายท่ีอยูอาศัย การขยายพ้ืนท่ีเพาะปลูก พื้นที่อยูอาศัยเพ่ือการดํารงชีพของมนุษย ได ทาํ ลายที่อยอู าศัยและที่ดํารงชพี ของสตั วป าไปอยางไมร ูต ัว 2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรอื สูญพันธไุ ปตามธรรมชาติ ของสตั วปา เน่อื งจากการปรับตัวของสัตว ปา ใหเขากับ การดํารงชีวิตในสภาพแวดลอมท่ีเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลา สัตวปาชนิดที่ปรับตัวไดก็จะมีชีวิต รอด หากปรับตวั ไมไ ดจะลม ตายไป ทําใหม จี าํ นวนลดลงและสญู พนั ธใุ นทส่ี ุด 3. การลา โดยตรง โดยสัตวปา ดวยกนั เอง สัตวป าจะไมลดลงหรอื สูญพันธุอยางรวดเร็ว เชน เสือโครง เสอื ดาว หมาไน หมาจ้งิ จอกลากวางและเกง ซึ่งสัตวท่ีถูกลาสองชนิดนี้ อาจจะตายลงไปบางแตจะไมหมดไป เสยี ทีเดยี ว เพราะในธรรมชาตแิ ลวจะเกิดความ สมดุลอยเู สมอระหวางผูลาและผูถูกลา แตถาถูกลาโดยมนุษย ไมวาจะเปนการลาเพ่ือเปน อาหาร เพื่อการกฬี า หรือเพือ่ อาชีพ สตั วป า จะลดลงจาํ นวนมาก

72 4. เนื่องจากสารพิษ เม่ือเกษตรกรใชสารเคมีในการเพาะปลูก เชน ยาปราบศัตรูพืชจะทําใหเกิด สารพิษตกคางในส่งิ แวดลอม นอกจากนกี้ ารสาธารณสขุ บางครงั้ จาํ เปน ตองกาํ จดั หนู และแมลงเชน กัน สารเคมี ทใี่ ชใ นกิจกรรมตา งๆ เหลา น้ี มหี ลายชนิดท่มี ีพษิ ตกคา ง ซ่ึงสัตวป า จะไดร บั พิษตามหว งโซอ าหาร ทําใหสารพิษ ไปสะสมในสัตวป ามาก หากสารพิษมีจํานวนมากพออาจจะตายลงไดหรือมีผลตอลูกหลาน เชน รางกายไม สมบูรณ ไมสมประกอบ ประสิทธิภาพการใหกําเนิด หลานเหลนตอไปมีจํากัดข้ึน ในท่ีสุดจะมีปริมาณลดลง และสญู พันธุไป 5. การนาํ สตั วจ ากถนิ่ อื่นเขา มา ตัวอยางนยี้ งั ปรากฏไมเดนชดั ในประเทศไทย แตในบางประเทศจะพบ ปญ หานี้ เชน การนาํ พงั พอนเขา ไปเพือ่ กําจัดหนู ตอมาเมื่อหนูมจี ํานวนลดลงพงั พอนกลับทําลายพืชผลที่ปลูก ไวแทน เปนตน 6. มลพษิ ทางอากาศ

73 “มลพษิ ทางอากาศ” มลพิษทางอากาศเปนปญ หาสําคญั ปญ หาหนึ่งท่ีเกิดขึ้นในเขตเมือง โดยเฉพาะ กรงุ เทพมหานคร เนอื่ งจากมลพิษทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น ความราํ คาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพท่เี กยี่ วกบั ระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังน้ันการติดตามเฝา ระวงั ปรมิ าณมลพษิ ในบรรยากาศจงึ เปนภารกจิ หน่ึงม่ีมีความสําคัญ กรมควบคุมมลพษิ เปน หนวยงานท่ีทําการ ตรวจวัดคุณภาพอากาศมาอยา งตอ เนื่อง โดยทาํ การตรวจวดั มลพิษทางอากาศทสี่ าํ คัญ ไดแ ก ฝนุ ละออง ขนาดเล็ก (ฝุนละอองขนาดไมเกิน 10 ไมครอน : PM-10) กาซซัลเฟอรไดออกไซด (SO2) สารตะก่ัว (Pb) กาซคารบ อนมอนอกไซด (CO) ไนไตรเจนไดออกไซด (NO2) และกา ซโอโซน (O3) สถานการณมลพษิ ทางอากาศ ผลจากการตรวจวดั คณุ ภาพอากาศในชวงเกือบ 20 ปทผี่ านมาก พบวา คุณภาพทางอากาศในประเทศ ไทยมีคุณภาพดีข้ึน โดยพิจารณาไดจากคาสูงสุดของความเขมขนของสารมลพิษสวนใหญอยูในเกณฑ มาตรฐาน ยกเวนฝุนขนาดเล็ก และกาซโอโซน ท้ังน้ีการท่ีคุณภาพอากาศของประเทศไทยมีคุณภาพดีขึ้น มสี าเหตมุ าจากการลดลงของปรมิ าณการใชเ ชอ้ื เพลงิ ในชวงวกิ ฤตเิ ศรษฐกิจ และอีกสวนหน่ึงมาจากมาตรการ ของรัฐท่ีมีสวนทําใหม ลพิษทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซ่งึ ไดแก การรณรงคใหใชร ถจกั รยานยนต 4 จังหวะแทนรถจกั รยานยนต 2 จังหวะ เน่ืองจากรถจักรยานยนต 2 จังหวะเปนแหลงกาํ เนดิ สาํ คญั ของการปลอยฝนุ ละออกสูบรรยากาศ การปรับเปล่ียนมาใชรถจักรยานยนต 4 จังหวะ จึงจะชวยใหมกี ารปลอยฝุนละอองสบู รรยากาศลดลง การติดตั้งอุปกรณกําจัดสารซัลเฟอร (Desulfurization) ในโรงไฟฟาแมเมาะในป พ.ศ. 2535 เนื่องจากโรงไฟฟาแมเมาะเปนโรงไฟฟา ทใ่ี ชถานหนิ ลิกไนตเ ปน เชือ้ เพลงิ เปน แหลงกําเนดิ สําคัญของการปลอย กาซซัลเฟอรไดออกไซด ดงั น้ันการติดตั้งอุปกรณดงั กลาวทําใหปริมาณกาซซัลเฟอรไดออกไซดในบรรยากาศ ลดลงอยางตอ เนือ่ งจนอยใู นระดบั ท่ตี ํ่ากวามาตรฐาน ตั้งแตมกี ารติดตงั้ อุปกรณกาํ จดั สารซัลเฟอร การบังคับใชอุปกรณขจัดมลพิษในระบบไอเสียรถยนตประเภท Catalytic converter ในรถยนตใ หมใ นป พ.ศ. 2536 เนือ่ งจากยานยนตเ ปนแหลง กําเนิดกาซคารบอนมอนอกไซดท่ีสําคัญ สงผลให ระดับกา ซคารบอนมอนอกไซดล ดลงจนอยใู นระดบั ทตี่ าํ่ กวามาตรฐาน การลดปรมิ าณสารตะก่วั ในนํา้ มัน โดยในป พ.ศ. 2532 รัฐบาลไดมีมาตรการเร่ิมลดปริมาณตะกั่วใน น้ํามันจาก 0.45 กรัมตอลติ รใหเหลือ 0.4 กรมั ตอลติ ร และในป พ.ศ. 2535 ไดล ดลงมาเหลอื 0.15 กรมั ตอลติ ร จนกระท่งั ปลายป พ.ศ. 2538 รฐั บาลไดย กเลกิ การใชน้ํามันเบนซินที่มีสารตะก่ัว ทําใหระดับสารตะกั่วลดลง อยา งรวดเรว็ จนอยใู นระดบั ท่ตี ํ่ากวามาตรฐาน ฝุนละอองขนาดเลก็ และกา ซโอโซน ยงั เปนสารมลพษิ ท่ีเปนปญ หา ซ่งึ ถึงแมจะมีแนวโนม ลดลงเชนกัน แตม ลพษิ ทง้ั 2 ตัวก็ยังสูงเกินมาตรฐาน ท้ังนี้อาจเปนเพราะฝุนละอองมีแหลงกําเนิดหลากหลาย ทําใหการ ออกมาตรการเพ่อื ลดฝนุ ละอองทําไดยาก โดยแหลงกําเนิดฝุนละอองท่ีสําคัญ ไดแก ยานพาหนะ ฝุนละออง แขวนลอยคงคางในถนน ฝุน จากการกอสราง และอุตสาหกรรม สาํ หรับในพนื้ ทชี่ นบท แหลงกําเนดิ ฝนุ ละออง

74 ที่สําคัญ คือ การเผาไหมในภาคเกษตร ขณะท่ีกาซโอโซนเปนสารพิษทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาระหวาง สารประกอบอินทรียระเหยงาย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซดของไนโตรเจน โดยมี ความรอนและแสงอาทิตยเปนตัวเรงปฏิกิริยา ทําใหกาซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในชวงเท่ียงและบาย และถูก กระแสลมพดั พาไปสะสมในบรเิ วณตา งๆ ซึง่ จะเหน็ ไดว ามีปจ จยั หลายปจจัยที่ยากตอการควบคุมการเกิดของ กาซโอโซน ทําใหมาตรการตา งๆ ทกี่ ลา วมาของภาครัฐ ยังไมสามารถลดปริมาณกาซโอโซนลงใหอยูในเกณฑ มาตรฐานได มลพิษทางอากาศมีแหลง กาํ เนดิ มลพษิ และผลกระทบตอสขุ ภาพอนามัยและส่งิ แวดลอ มแตกตาง และ รนุ แรงตางกนั ไป ทั้งน้ีสามารถสรปุ ไดดังตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 แหลงกําเนดิ ท่สี าํ คญั และผลกระทบของมลพิษทางอากาศ มลพิษ แหลง กําเนดิ ท่ีสาํ คญั ผลกระทบ ฝนุ ละออง การเผาไหมของเครือ่ งยนตด เี ซล PM-10 มผี ลกระทบตอ สุขภาพ ไมเกนิ 10 ไมครอน (PM- ฝุน ละออง แขวนลอยคงคา งใน อนามยั ของคนอยา งสูงเพราะมี 10) ถนน ฝุนจากการกอ สรา งและ ขนาดเลก็ จึงสามารถแทรกตวั เขาไป จากอุตสาหกรรม ในปอดได กาชซลั เฟอร การเผาไหมเ ชอื้ เพลิงที่มี การสะสมของ SO2 จาํ นวนมาก ไดออกไซด ซลั เฟอรเ ปนองคป ระกอบ อาจทําใหเ ปนโรคหอบหืดหรือ มี (SO2 ) ซึ่งสวนใหญ คอื ถา นหินและ ปญ หาเก่ยี วกบั ระบบทางเดนิ น้าํ มนั และอาจเกิดจาก หายใจ นอกจากนีก้ ารรวมตัวกัน กระบวนการทางอุตสาหกรรม ระหวา ง SO2 และ NO2 เปนสาเหตุ บางชนดิ สําคัญที่กอ ใหเกดิ ฝนกรด (acid rain) ซ่ึงทาํ ใหเ กิดดนิ เปรย้ี ว และ ทาํ ใหนาํ้ ในแหลง นา้ํ ธรรมชาตติ า งๆ มีสภาพเปนกรด สารตะกว่ั การเผาไหม alkyl lead ทีผ่ สม สารตะก่วั เปนสารอนั ตรายทสี่ ง ผล (Pb) อยูในน้าํ มันเบนซิน ทาํ ลายสมอง ไต โลหิต ระบบ ประสาทสวนกลาง และระบบ สืบพันธุ โดยเดก็ ทีไ่ ดรบั สารตะก่วั ในระดบั สงู อาจมีพฒั นาการรับรูชา กวา ปกติ และ การเจรญิ เตบิ โต ลดลง

75 มลพษิ แหลงกําเนดิ ทส่ี าํ คญั ผลกระทบ กา ชคารบ อนได การเผาไหมข องนาํ้ มันท่ีไม CO จะเขา ไปขัดขวางปริมาณกา ซ ออกไซด สมบรู ณ ออกซเิ จน (O2) ท่รี างกาย (CO) จําเปนตอ งใช ดงั นน้ั ผูทมี่ ีอาการโรค ระบบหัวใจ และหลอดเลอื ดจึงมี ความเสยี่ งสงู จนอาจถงึ แกช ีวิตไดถ า ไดร ับ CO ในระดบั สูง ไนโตรเจนออกไซด การเผาไหมเ ช้อื เพลงิ ฟอสซลิ การรบั NO2 ในระดับต่ําอาจทําให NO2 และยงั มบี ทบาทสําคัญ ในการ คนท่ีมโี รคระบบทางเดินหายใจ มี กอตวั ของ O3 และฝนุ ละออง ความผิดปกตขิ องปอด และอาจ เพม่ิ การเจ็บปวยของโรคระบบ ทางเดินหายใจในเดก็ ขณะทกี่ าร รับ No2 เปนเวลานานอาจเพม่ิ ความไวทจี่ ะติดเชือ้ โรคระบบ ทางเดินหายใจและทําใหป อดมี ความผดิ ปกติอยางถาวร กาชโอโซน การทําปฏิกริ ยิ าระหวา ง O.3 อาจทาํ ใหเ กิดอันตราย O3 สารประกอบอินทรียร ะเหยงาย เฉียบพลนั ตอ สุขภาพ เชน ความ (Volatileorganic ระคายเคืองตอ สายตา จมูก คอ compound: VOC) และ ทรวงอก หรอื อาการไอ ปวดหวั ออกไซดของ ไนโตรเจนโดยมี นอกจากนี้ยงั อาจทาํ ใหผ ลผลิต ความรอ นและแสงอาทิตยเ ปน ทางการเกษตรตาํ่ ลง ตัวเรง ปฏิกริ ิยา ท่มี า : ธนาคารโลก 2002.

76 กิจกรรมบทที่ 4 เร่อื ง การทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม กิจกรรมที่ 1 ผูเรียนคิดวาในชุมชนเกิดปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมในดานใดบางให เลือก 1 ปญหา แลววิเคราะหหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาแนว ทางแกไ ข กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนศึกษาผลกระทบจากการสรางเขื่อนขนาดใหญตอการเปล่ียนแปลงทาง ธรรมชาติ และจัดทํารายงาน กิจกรรมที่ 3 จงเลือกคาํ ตอบท่ถี ูกตอ งทสี่ ุดเพยี งคําตอบเดยี ว 1. ปญหาการจราจรตดิ ขดั ตามเมอื งใหญๆ นอกจากจะทาํ ใหเกิดผลเสยี ทางเศรษฐกจิ แลว ยังจะทาํ ให เกดิ ผลเสยี ทางใดอกี ก. ทําใหค นฝาฝนกฎหมาย ข. ทาํ ใหสิ่งแวดลอมเปนพษิ ค. ทําใหร ถยนตเ ส่อื มสภาพเร็ว ง. ทําใหสญู เสียเวลาไปโดยเปลาประโยชน 2. เราจะแกอากาศเปน พิษอยางเชน ในกรุงเทพฯ โดยวิธใี ดจงึ จะดีทีส่ ดุ ก. ลดจาํ นวนรถยนตลง ข. ไมส งเสียงดงั ในโรงภาพยนตร ข. ปลูกตน ไมใหม าก ง. ขยายเขตเมอื งใหก วา งออกไปอกี 3. การปองกนั ไมใ หเกดิ ปญ หามลพษิ ควรปฏบิ ตั ิอยา งไร ก. ไมส ูบบหุ รใ่ี นทสี่ าธารณะ ข. ไมส ง เสยี งดงั ในโรงภาพยนตร ค. ขามถนนตรงทางมาลายหรอื สะพานลอย ง. ตดิ ตัง้ ระบบปองกันไอเสียในรถยนต 4. ประเทศไทยขาดดลุ การคา กับตางประเทศ เพราะเหตุใด ก. สินคา มีจาํ นวนนอ ยกวาเปา หมาย ข. ปรมิ าณการผลติ สินคา นอ ยลง ค. ไมสนับสนุนใหเ อกชนสงสินคา ออก ง. มลู คาราคาสนิ คา สงออกนอ ยกวา มูลคา สนิ คา นาํ เขา 5. สาเหตุอะไรท่ีทําใหฝนมสี ภาพเปนกรด ก. กาซที่มอี อกไซดเปนตัวประกอบ ข. ซัลเฟอรไดออกไซด ข. ออกไซดของไนโตรเจน ง. คารบ อนมอนนอกไซด

77 6. มลภาวะเปนพษิ ทีเ่ กดิ ผลกระทบตอ ระบบนเิ วศนห มายถึง ก. ออกซิเจนในอากาศมปี ริมาณเพม่ิ ข้ึน ข. คารบ อนไดออกไซดในอากาศมปี ริมาณเพ่มิ ขึ้น ค. ออกซิเจนในอากาศมีปรมิ าณเทา เดิม ง. คารบ อนไดออกไซดใ นอากาศมปี รมิ าณนอยลง 7. ขอ ใดไมใ ชปญหาการส้นิ เปลืองพลงั งานอนั เกดิ จากปญ หาทรพั ยากรและสิง่ แวดลอม ก. ปญ หาการขาดแคลนนํ้าใช ข. ปญหานํ้าทว มกรงุ เทพฯ ค. ปญ หาการจราจรติดขัด ง. ปญหาการศกึ ษา 8. ขอ ใดเปนการใชพ ลังงานเพอื่ ปอ งกนั และแกไขปญ หาทรพั ยากรและสิ่งแวดลอ ม ก. การท้ิงขยะมลู ฝอย ข. การปลอยน้ําเสีย ค. การคมุ กาํ เนิดของประชากร ง. การควบคมุ หรือปองกันอากาศเสีย

78 เรื่องที่ 5 แนวทางการปองกนั แกไ ขปญ หาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและ สง่ิ แวดลอ ม โดยประชาชน ชมุ ชน องคก ร ภาครฐั ภาคเอกชน แนวคดิ ในการอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาติ 1. การอนุรกั ษท รัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การรูจักใชทรัพยากรธรรมชาติอยางชาญฉลาด เพ่ือให เกิดประโยชนสูงสดุ ตอประชาชนโดยท่ัวถึงกัน ใชไ ดอยางยาวนาน 2. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติเก่ียวของกับประชาชนทุกคน รวมท้ังชุมชน องคกรภาครัฐและ ภาคเอกชน 3. การอนุรักษหรือการจัดการทรัพยากร ตองคํานึงทรัพยากรอยางอ่ืนในเวลาเดียวกันดวย เพราะ ทรัพยากรทุกอยางมสี วนเก่ยี วขอ งและสมั พนั ธกัน 4. ในการวางแผนการจัดการทรัพยากร ตองไมแยกมนุษยออกจากสภาพแวดลอม ทางสังคมหรือ วฒั นธรรมหรือสภาพแวดลอ มตามธรรมชาติ 5. ผูใชทรัพยากรธรรมชาติตองตระหนักถึงความสําคัญของทรัพยากรนั้นๆ และใชอยางชาญฉลาด ใหเ กิดผลดกี บั ทกุ ดา น 6. การอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ ม นอกจากเพ่อื การกนิ ดีอยูดแี ลวจําเปนตองอนุรักษ เพื่อความสวยงามของธรรมชาตดิ วย การอนุรกั ษปา ไม 1. กําหนดนโยบายปา ไมแ หง ชาตเิ พอื่ เปนแนวทางในการจัดการและพฒั นาปา ไมในระยะยาว 2. การปลกู ปา สงวน รวมท้ังทาํ นุบํารุงดูแล โดยใหประชาชน และชุมชนมีสวนรวมในการรักษาดูแล ปา ไม 3. สรางจติ สํานึกใหป ระชาชนทกุ คนไดร ูคณุ คาของปาไม และผลกระทบทเี่ กดิ จากการตดั ไมท าํ ลายปา การอนุรักษทรัพยากรดิน เปน วธิ กี ารปอ งกันเรมิ่ แรกท่ดี ที ่ีสดุ ท่ีจะทําใหมนษุ ยไดใ ชประโยชนของดิน อยา งยาวนาน ซ่งึ สามารถทําได ดงั น้ี 1. ปรบั สภาพดิน หรือปลูกพืชทสี่ ามารถปอ งกันการทะลาย การชะลาง และการกัดเซาะ 2. ปกคลมุ ดนิ ใหพ น จากการกระทบของฝนและลม 3. การไถพรวนดินใหถกู ตอง 4. ใชป ระโยชนใ หเหมาะสมกับลกั ษณะดนิ การอนรุ ักษท รัพยากรนํ้า วิธีการอนรุ กั ษท รัพยากรน้าํ สามารถแกไ ดท ี่ตัวตนเหตุ ซ่งึ กค็ ือ มนษุ ย 1. ไมทิ้งเศษขยะมลู ฝอย ส่งิ สกปรกโสโครก ลงไปในแมน ้ํา ลําคลอง 2. ควรมีมาตรการหา มไมใ หโรงงานอุตสาหกรรมทงิ้ น้าํ เสยี ลงในแมน้ํา 3. ประชาชนทกุ ชมุ ชน องคกรภาครัฐและเอกชนทุกหนวยงาน ตองชว ยกันรักษาตน นา้ํ ลาํ ธาร

79 การอนุรักษสัตวปา สัตวเปนทรัพยากรธรรมชาติท่ีสามารถทําใหเพ่ิมจํานวนมากขึ้นได แตถาหาก สตั วปา ชนดิ ใดสญู พันธ ไปแลว จะไมส ามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดน้ัน ข้ึนมา ไดอีก การอนุรักษสัตวปา จงึ ควรมหี ลักดังนี้ 1. การใชก ฎหมายควบคมุ เปนการอนุรักษสัตวปาทางตรง มีการปอ งกนั และปราบปราม ผูกระทําผิด พระราชบญั ญตั ิสงวน และคุม ครองสัตวปา อยางเขม งวด 2. การสงวนแหลง ท่อี ยู อาศัยของสตั วปา หมายถึงการปองกันรกั ษาปาไม ท่จี ัดเปนเขตรักษาพันธสุ ัตว ปา เขตปาในอุทยานแหงชาติ เขตวนอุทยานตองมกี ารปองกัน บาํ รงุ รกั ษา และการปลูกพันธไุ มข้นึ มาใหม 3. การเพาะพันธเุ พิ่ม เชน ตามสวนสัตวตางๆ เขตรักษาพันธุสัตวหลายแหง เลี้ยงสัตวบางชนิดไวใน กรงเพอื่ เพาะพันธเุ พ่ิม เมอื่ มีมากแออดั จึงนําสัตวบ างชนดิ ไปปลอ ยไวใ นปา เปด ของอุทยานแหง ชาติ 4. การคนควา วิจัยทางวิชาการ ถือไดวาเปนพื้นฐานของการจัดการสัตวปาใหมีจํานวนเพ่ิมขึ้นใน ระดบั ท่ีพอเหมาะกบั อาหารและทหี่ ลบภัยในทองทีน่ ั้นๆ 5. การใชป ระโยชนจากสตั วตามหลกั การอนรุ ักษท รพั ยากร โดยไมเ กบ็ ทรพั ยากรไว รจู กั นําทรัพยากร น้ันๆ มาใชใหเปนประโยชนมากที่สุด เชน จัดเปนแหลงเรียนรู จัดสถานที่ชมสัตวปา จัดสวนสัตวใหเปนที่ พักผอนหยอนใจแกม นุษย เปนตน การอนุรักษท รพั ยากรแรธาตุ 1. กําหนดแผนการใชทรพั ยากรแรเพ่ือใหก ารบรหิ ารทรัพยากรแรเ ปน ไปอยางตอ เน่อื ง 2. วางแผนการนาํ แรม าใชประโยชนอยา งมีประสทิ ธภิ าพ ไมท าํ ลายสิง่ แวดลอ มตามธรรมชาติ 3. สงเสริมใหมกี ารใชท รัพยากรแรใ หมากท่ีสุดและครบวงจร ตัวอยา งคอื มีการนําแรธ าตทุ ีใ่ ชแลวมาใช ใหมเชน เหล็ก รวมท้งั ใหร ัฐเขา มามีบทบาทในการควบคมุ กลไกการผลิต แนวทางแกไขปญหาวิกฤตการณส ง่ิ แวดลอม ปญหาสง่ิ แวดลอม เปนปญหาของทกุ คนในสังคม เพราะจะมีผลกระทบตอทุกคนทอี่ ยรู วมกนั ท้งั เรอ่ื ง มลพษิ ทางอากาศ ทางนา้ํ หรือขยะมลู ฝอย โดยมแี นวทางการแกไ ข ดังนี้ แนวทางการแกไ ขมลพษิ ทางอากาศ มลพิษทางอากาศสว นใหญจ ะเกิดในชมุ ชนขนาดใหญ เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยูมาก สาเหตุเกิด จาก ควันพิษจากรถยนต และจากโรงงานอตุ สาหกรรม ซึ่งมีแนวทางแกไ ขปญ หา ดงั ตอไปน้ี 1. จดั หาและพฒั นาระบบการตรวจคุณภาพในอากาศ ใหส ามารถวเิ คราะหปริมาณมลพิษทางอากาศ ชนิดตา งๆ เพ่อื ประเมินคณุ ภาพในอากาศ 2. หาทางลดปรมิ าณสารมลพิษทางอากาศจากแหลงกําเนดิ เพือ่ ใหสามารถควบคมุ และรักษาคณุ ภาพ อากาศใหไดตามมาตรฐาน 3. กระตนุ ใหผ ใู ชรถยนตใ หความสาํ คัญในการดูแลรกั ษาเครือ่ งยนตใหอ ยูใ นสภาพดเี พ่ือลดควนั ดาํ 4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจับรถยนตท ม่ี ีควนั ดาํ 5. รณรงคใ หผ ขู ับขี่รถยนตม ีวนิ ยั และเคารพในกฎจราจร

80 แนวทางการแกไ ขมลพษิ ทางนาํ้ 1. รณรงคใ หป ระชาชนใชน้าํ อยางประหยดั 2. มีการจัดการนํา้ แบบบูรณาการใหม ปี ระสทิ ธิภาพเพือ่ เกิดประโยชนส ูงสุด 3. มีมาตรการทีเ่ ขมงวดในการควบคมุ นา้ํ ท่ีออกจากโรงงานอุตสาหกรรม 4. ปรบั ปรุงทอน้ําทง้ิ ไมใหบ านเรือนทง้ิ น้าํ ใชแลว สูแมน้าํ ลําคลอง แนวทางการแกไขขยะมลู ฝอย 1. หลีกเลีย่ งการใชโฟมหรือพลาสตกิ 2. ซอมแซมแกไขเคร่ืองใชทีช่ ํารุดใหน าํ กลบั มาใชใ หมแทนการท้ิงเปนขยะ 3. ควรนําวสั ดุที่ใชแ ลว เชน กระดาษ แกว พลาสติก มาแปรรูปกลับมาใชไดใหม 4. นาํ ของที่ใชแลวบางชนิดมาดัดแปลงใชใหมใหเกดิ ประโยชน 5. ควรแยกขยะตามประเภท เชน ขยะเปยก ขยะแหง ขวดพลาสตกิ ฯลฯ ในการปองกันแกไ ขปญหาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ มนั้น ไมเ พยี งแตประชาชนทกุ คนเทา น้นั แตชุมชน องคกรภาครัฐ และภาคเอกชนจะตองรวมมือรวมใจกันเพ่ือการพัฒนาและการอนุรักษ ทย่ี ง่ั ยนื

81 กจิ กรรมที่ 4 แนวทางการปองกันแกไ ขปญ หาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ สง่ิ แวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคกรภาครัฐ ภาคเอกชน 1. เหตใุ ดจงึ กลาววา “มนษุ ย” คอื ตวั การสําคัญทีเ่ ปนผทู ําลายทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... 2. ในชุมชนที่ผูเรยี นอาศัยอยู มที รพั ยากรชนิดใดมากที่สุด ผูเรียนจะมีวิธีชวยอนุรักษทรัพยากรชนิด นนั้ ไดอ ยา งอยางไรบา ง 1. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................ 2. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................ 3. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................ 4. .....………………………………………………………………………………...................................................... .....………………………………………………………………………………........................................................................

82 บทที่ 2 ประวตั ศิ าสตร สาระการเรียนรู การศึกษาทางประวัติศาสตร เปน กระบวนการหรือขั้นตอนการศึกษา เรื่องราวของมนุษยในยุค ตาง ๆ เชน ความเปน อยู การปกครอง ศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม ท่เี ปนสภาพเหตกุ ารณใ นอดตี ทถ่ี กู บนั ทกึ ไวใหศ ึกษา ซ่ึงเหตกุ ารณเหลา นีจ้ ะมผี ลกระทบตอความคดิ ของมนุษยปจจบุ นั ทง้ั ดา นความเขา ใจพลเมอื งชาติ ตา ง ๆ ความสาํ เรจ็ ความประทบั ใจทมี่ คี ุณคา ของบรรพบุรุษมาศึกษาใหเ ขา ใจ สามารถนําไปสรางองคความรู ใหมใ นทางประวัตศิ าสตรได ตัวชีว้ ดั 1. อธบิ ายเหตุการณส ําคญั ทางประวัติศาสตรของประเทศตาง ๆ ในโลก 2. วิเคราะหแ ละเปรียบเทยี บเหตุการณสําคญั ทางประวตั ิศาสตรของแตละประเทศในโลกที่มีผลกระ ทบตอ ความเปล่ียนแปลงของประเทศตาง ๆ ในโลก 3. วิเคราะหเหตุการณโ ลกปจ จุบันและคาดคะเนเหตุการณท ่ีอาจจะเกิดขึ้นกับประเทศตา ง ๆ ใน อนาคต ขอบขายเนอื้ หา เรอ่ื งท่ี 1 การแบง ชวงเวลาและยุคสมัยทางประวัตศิ าสตร เรอ่ื งท่ี 2 แหลงอารยธรรมโลก เรอ่ื งท่ี 3 ประวัติศาสตรช าตไิ ทย เรอื่ งท่ี 4 บุคคลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดา นประวตั ิศาสตร เรอ่ื งท่ี 5 เหตกุ ารณส ําคัญของโลกทม่ี ผี ลตอ ปจจบุ นั

83 เรื่องท่ี 1 การแบงชว งเวลาและยคุ สมยั ทางประวัตศิ าสตร ยคุ สมัยประวัตศิ าสตรม ีความสาํ คญั ตอ การศึกษาประวัติศาสตรเ นอื่ งจากเปนการแบงชวงเวลาในอดีต อยางเปนระบบ โดยพิจารณาจากหลักฐานท่ีเหลืออยูในปจจุบัน ซึ่งจะนําไปสูการวิเคราะหเหตุการณตางๆ อยางมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเนื่องของชวงเวลา จะทําใหการลําดับเปรียบเทียบ เรื่องราวทางประวัตศิ าสตรม ีความชดั เจนขนึ้ ตามเกณฑดังตอไปนี้ 1. การแบง ชวงเวลา มพี ้นื ฐานมาจากยุคสมัยทางศาสนาแบง ออกเปน (1) การแบงชว งเวลาตามประวตั ิศาสตรไทย ไดแก รตั นโกสนิ ทรศก (ร.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และ พุทธศกั ราช (พ.ศ.) ปจ จบุ ันทใ่ี ชกันอยคู อื พุทธศักราช (พ.ศ.) ซ่ึงเปนศักราชในกลุมผูที่นับถือพระพุทธศาสนา การนับปของพุทธศาสนา เร่ิมป พ.ศ.1 หลังจากที่พระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว 1 ป คือปแรก นับเปน พ.ศ. 0 เมื่อครบ 1 ป ของพุทธศาสนาจึงเร่ิมนับ พ.ศ.1 โดยเริ่มใชตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณ มหาราช จนมาเปน ทีแ่ พรหลายและระบใุ ชอ ยางเปน ทางการในสมยั พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รชั กาลที่ 6) ในปพ ทุ ธศกั ราช 2455 และบางครง้ั มกี ารแบงเปนทศวรรษ และศตวรรษ เชน พทุ ธศตวรรษท่ี 25 คือ ป พ.ศ. 2500 เทา กับ ครสิ ตศตวรรษที่ 20 คือ ป ค.ศ. 2000 (2) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรสากล ไดแก คริสตศักราช (ค.ศ.) เปนการนับเวลาทาง ศักราชของผูท่นี ับถือครสิ ตที่นิยมใชกันมาท่ัวโลก โดยครสิ ตศ กั ราชท่ี 1 เร่ิมนับตั้งแตปท่ีพระเยซูคริสตประสูติ (ตรงกับ พ.ศ. 543 )และถือระยะเวลาทีอ่ ยกู อนครสิ ตศกั ราชลงไปจะเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราชหรือกอน คริสตกาล และฮจิ เราะหศักราช (ฮ.ศ.)เปนการนับเวลาทางศักราชของผูนับถือศาสนาอิสลามโดยท่ีอาศัยปท่ี ทานนบีมูฮัมหมัดไดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองมาดินา เปนปเริ่มตนศักราชอิสลามซ่ึงตรงกับวันท่ี 6 กรกฎาคม ค.ศ. 622 2. การแบง ยุคสมัยทางประวตั ิศาสตร การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารูปแบบและลักษณะของ หลักฐานท่ีเปนลายลกั ษณอกั ษรและไมเปนลายลกั ษณอักษร สามารถแบง ยคุ สมัยทางประวัติศาสตรเ ปน ยุคตา ง ๆ ไดด ังนี้ ยคุ กอ นประวตั ิศาสตร เปนชวงเวลาท่ีมนุษยยังไมรูจักการประดิษฐตัวอักษร แตมีความสามารถในการปรับตัวใหเขากับ สิ่งแวดลอม สง่ิ ที่มนุษยสรางข้ึนเพ่ือใชประโยชนในชีวิตประจําวันและหลงเหลืออยู จึงเปนหลักฐานแสดงให เหน็ ถงึ วิวัฒนาการในยุคกอนประศาสตร ซง่ึ แบงยอยออกไปตามลักษณะวสั ดุที่ใชท ําเครอ่ื งมือเคร่ืองใชด งั น้ี 1. ยคุ หิน เปนยคุ ท่มี นุษยร ูจกั นําหนิ มาดดั แปลงเปน เครอื่ งมอื เครื่องใช โดยมวี วิ ัฒนาการดงั น้ี (1) ยุคหินเกา มนุษยนํากระดูกสัตว นําหินมากะเทาะทําเครื่องมืออยางหยาบๆ ยังคงใชชีวิต เรร อ นยา ยทอี่ ยตู ามฝูงสตั วท ่ีลา เปน อาหารโดยอาศัยอยตู ามถาํ้ (2) ยุคหนิ กลาง มนษุ ยเ ริม่ รูจกั สรางบา นเรอื นแทนการอยูถํ้า เริ่มทําเกษตรและรูจักปนหมอไห อยา งหยาบๆดว ยดนิ เหนยี วตากแหง

84 (3) ยุคหนิ ใหม มนุษยอยเู ปน หลกั แหลง สามารถทาํ การเกษตรและผลิตอาหารไดเอง เครื่องมือ เครอื่ งใชท ที่ าํ จากหินมีการขัดเกลาใหแ หลมคม ทาํ เครอื่ งปนดินเผามาใชในบา นเรือนได และเร่มิ รูจ กั การนาํ เสน ใยมาทอผา 2. ยุคโลหะ ในยุคน้ีมนุษยเร่ิมทําเคร่ืองมือเคร่ืองใชจากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว ยุคโลหะ สามารถแบงยอ ยไปไดอีก 2 ยคุ ตามลกั ษณะโลหะทใี่ ชคือ (1) ยุคสําริด เคร่ืองมือเคร่ืองใชของมนุษยในยุคนี้ทําจากโลหะผสมระหวางทองแดงและดีบุก เชน ขวาน หอก กาํ ไล เปนตน (2) ยุคเหลก็ เมือ่ มนุษยรูจักวิธีการถลงุ เหลก็ จงึ นาํ มาทาํ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชและอาวุธ เชน ใบหอก ขวาน มีด ซ่งึ จะมคี วามแขง็ แกรง ทนทานกวาสาํ ริดมาก ยุคประวัตศิ าสตร เปนชวงเวลาที่มนษุ ยรจู กั ประดิษฐตัวอักษรและบันทึกไวบนวัสดุตางๆ เชน แผนหิน แผนดินเหนียว แผน ผา ยคุ ประวตั ศิ าสตรแบงออกเปน ยคุ สมยั ตา งๆ ดงั นี้ 1. สมัยโบราณ มนุษยเลกิ ใชช ีวิตแบบเรร อ นมาตง้ั ถิ่นฐานบานเรือนอยูรวมกัน สรางระเบียบวินัยใน การอยูรวมกันข้ึนจนเปนสังคมท่ีมีความซับซอน อารายธรรมในสมัยนี้ ไดแก อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอยี ปิ ต อารายธรรมอนิ เดีย อารยธรรมจนี ไปจนถงึ จักรวรรดิโรมันลม สลาย 2. สมัยกลาง เม่ือจักรวรรดิโรมันลมสลาย โดยการรุกรานของพวกเตอรก ศิลปะวิทยาการตางๆ จึงหยดุ ชะงักไปดวย ยคุ สมยั น้จี งึ เรยี กอกี ชือ่ หนง่ึ วา ยคุ มดื 3. สมัยใหมหรือยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการ นับวายุคน้ีเปนรากฐานของความเจริญทุก ๆ ดานในยุค ตอ มา ชว งเวลาของยคุ น้ีเริม่ ตั้งแตการออกสํารวจดินแดนไปจนถงึ สงครามโลกครั้งท่ี 1 4. สมัยปจ จบุ ันคือ ชว งเวลาตง้ั แตย ุตสิ งครามโลกครง้ั ท่ี 1 เร่ือยมาจนถงึ ปจ จุบนั หลักเกณฑการแบง ยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร มดี งั นี้ 1. การแบง ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตรส ากล แบงตามความเจรญิ ทางอารยธรรมมนษุ ย แบงตามการเร่มิ ตน ของเหตกุ ารณส ําคัญ แบงตามชือ่ จักรวรรดหิ รืออาณาจักรทส่ี าํ คญั ที่เคยรุงเรอื ง แบง ตามราชวงศทีป่ กครองประเทศ แบงตามการต้งั เมอื งหลวง

85 2. การแบง ยุคสมัยทางประวัตศิ าสตรไ ทย สวนใหญยึดถือหลักเกณฑของประวัติศาสตรสากล แบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตรไทยและสมัย ประวัตศิ าสตรไ ทย สมยั ประวตั ิศาสตรไทยแบง ตาม สมยั โบราณหรือสมยั กอ นสุโขทัย ตง้ั แต พ.ศ.1180 ถงึ พ.ศ. 1792 สมัยสุโขทยั ตั้งแต พ.ศ. 1792 ถึง พ.ศ. 2006 สมยั อยุธยา ตงั้ แต พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 สมยั ธนบุรี ตัง้ แต พ.ศ. 2310 ถงึ พ.ศ. 2325 สมัยรตั นโกสินทร ตัง้ แต พ.ศ. 2325 ถึงปจจบุ นั การเทียบยคุ สมัยสําคญั ระหวางประวตั ศิ าสตรส ากลกบั ไทย ประวตั ศิ าสตรส ากล ประวตั ศิ าสตรไ ทย สมยั โบราณ สมัยโบราณหรือสมยั กอ นสโุ ขทยั อารยธรรมเมโสโปเตเมยี อาณาจกั รลงั กาสกุ ะ อารยธรรมอียิปต อาณาจักรทวารวดี อารยธรรมกรีก อาณาจกั รโยนกเชียงแสน อารยธรรมโรมัน อาณาจกั รตามพรลิงค สิ้นสุดสมยั โบราณ เม่อื ค.ศ.476 ( พ.ศ.1019 ) สมยั กลาง สมยั สโุ ขทัย จกั รวรรดโิ รมนั ตะวนั ออก ส้นิ สดุ ค.ศ. 1453 สมัยอยุธยา การสรา งอาณาจักรคริสเตยี น การปกครองในระบบฟวดัล การฟน ฟเู มอื งและการคา การฟน ฟศู ิลปะวิทยาการ การคนพบทวีปอเมริกา สมยั ใหม สมยั ธนบุรี การสํารวจทางทะเล สมยั รตั นโกสินทร การปฏิวัติวทิ ยาศาสตร การปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม

86 ประวตั ิศาสตรสากล ประวัตศิ าสตรไทย การปฏิวัติฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอ สงครามโลกครง้ั ท1ี่ -2 ดุลยเดชมหาราช (2489 – ปจจบุ นั ) สนิ้ สดุ สมัยใหม ค.ศ. 1945 สมัยปจจบุ ัน-รวมสมยั -ปจจุบนั ยุคสงครามเยน็ ยุคเทคโนโลยีการส่ือสาร ตวั อยา งเหตกุ ารณส าํ คญั ท่ีแสดงความสมั พันธแ ละความตอเน่ืองของกาลเวลา 1. ประวตั ิศาสตรส ากล เหตุการณสาํ คัญในประวัตศิ าสตรสากลนํามาเปน ตัวอยางคือ ยุคจักรวรรดินิยมเกิดขึ้นมาจากปจจัย หลายประการ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและพลังทางสังคม ซึ่งทําใหประเทศในทวีปยุโรปมีอํานาจเขมแข็ง มี ความกาวหนาทางเศรษฐกจิ มีความเจรญิ รงุ เรือง แตการมีอาํ นาจและความมั่นคงดงั กลา วเกิดขึน้ มาเพราะการ ปฏวิ ัติอตุ สาหกรรมและยคุ จกั รวรรดนิ ยิ ม สิ้นสุดเมอ่ื สงครามโลกคร้งั ที่ 1 ซ่ึงทําใหม หาอํานาจทงั้ หลายหยุดการ ลาอาณานิคม แตอ าณานคิ มทั้งหลายทีเ่ ปนอยูกย็ งั คงเปน อาณานิคมตอ มาอีกหลายป หลายชาติ เร่ิมเรียกรอง เอกราชและสว นใหญไดเ อกราชคืนภายหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 2. ประวตั ิศาสตรไ ทย เหตกุ ารณส ําคัญในประวัตศิ าสตรไทยทน่ี าํ มาเปน ตวั อยางคือ ยคุ การปรบั ปรุงประเทศอยูในชวง พ.ศ. 2394-2475 หรือในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ระหวา งนมี้ ีการปรับปรงุ และปฏริ ปู ประเทศทุกดานทงั้ การปกครอง สังคม เศรษฐกิจ วฒั นธรรม ฯลฯ

87 กจิ กรรมที่ 5 เร่ืองท่ี 1 การแบงชวงเวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร จงทําเครอ่ื งหมาย X หนา คําตอบทถี่ กู ตอ งที่สุดเพยี งขอเดยี ว 1. ความหมายของคาํ วา “ประวัตศิ าสตร” ในขอใดถูกตองทีส่ ดุ ก. การกลา วถึงสภาพแวดลอ มที่เปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา ข. เปน เรอื่ งของความคิดและการกระทาํ ของมนุษย ค. การบันทึกเรอ่ื งราวในอดตี อยางมหี ลักฐาน ง. การเลา เร่ืองราวในอดีตท่ีสืบคน มา 2. การศึกษาประวตั ศิ าสตร หมายถงึ ขอใด ก. การหาหลกั ฐานซ่ึงนาํ ไปสกู ารวเิ คราะหเหตุการณต า ง ๆ อยา งมเี หตุผล ข. การศกึ ษาพฤตกิ รรมของ ค. การใชวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร ง. การใหข อมลู จากแหลงตา งๆ 3. ประเทศไทยเร่มิ ใชป พทุ ธศักราชสมัยใด ก. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู ัว ข. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูห ัว ค. พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลก ง. พระนารายณม หาราช 4. มนษุ ยร ูจ ักประดษิ ฐตัวอักษรและบันทึกไวบ นวสั ดุตา ง ๆ ในยุคไหน ก. ยุคประวตั ิศาสตรสากล ข. ยุคกอ นประวัติศาสตร ค. ยุคประวัติศาสตร ง. ยคุ สงครามเยน็ 5. การแบงยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตรไ ทย ก. สมัยประวตั ิศาสตรสากล ข. สมยั โบราณและสมยั กรงุ ธนบรุ ี ค. สมยั อยธุ ยาและสมยั ประวัติศาสตรไ ทย ง. สมยั กอนประวตั ิศาสตรไทยและสมัยประวตั ศิ าสตรไ ทย

88 เรื่องท่ี 2 แหลงอารยธรรมโลก ในยุคกอ นประวัตศิ าสตร มนษุ ยจะไมมีท่ีอยูเปนหลักแหลง มีที่พักช่ัวคราวตามถํ้า ตนไมใหญเพ่ือกัน แดดกนั ฝนและปอ งกนั สัตวราย การอพยพยา ยท่ีอยูข้ึนอยูกับแหลงอาหาร คือ ฝูงสัตว เมื่อสัตวอพยพไปตาม ฤดูกาลตางๆ มนษุ ยก อ็ พยพตามไปดวย ตอมาในยคุ หนิ มกี ารคิดคนการเพาะปลูก มนุษยตองรอการเก็บเก่ียว พืชผล ทาํ ใหมนษุ ยต อ งอยูเปนหลกั แหลง และพฒั นาเปนชุมชน ในยุคตอมามนุษยประดิษฐตัวอักษรใชในการ บนั ทกึ เร่อื งราว เม่อื มนุษยเ ร่ิมรวมตวั กนั หนาแนน ตามแหลง อุดมสมบรู ณ ลุมแมน า้ํ ตา งๆ ของโลกจึงเกิดการจัด ระเบียบในสงั คม มีการแบงหนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบรว มกัน จงึ ทําใหเกิดความชํานาญเฉพาะอยา งข้ึน อนั เปนจุด กําเนิดของอารยธรรม ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษวา “Civilization” มีความหมายวา สภาพที่พนจากความ ปาเถือ่ น อารยธรรมของมนษุ ยยคุ ประวตั ศิ าสตร พฒั นาการของมนษุ ยน ้นั มิใชเ ฉพาะลกั ษณะท่ีเห็นจากภายนอกเทานั้น พัฒนาการทางดานความคิด ไดมีการปรบั เปล่ียนไปตามสภาพแวดลอมทางภูมิศาสตรแ ละสังคมท่ีเปลี่ยนไปดวย พัฒนาการทางดานภาษา การสรางสรรคงานศิลปะ และการพัฒนาวิถีการดําเนินชวี ิตในดา นตาง ๆ นาํ ไปสกู ารเกิดอารยธรรม ซึ่งตองใช เวลาอันยาวนานและความเจริญทั้งหลายในปจ จบุ นั ลวนสบื สายมาจากอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของมนุษย ในภูมภิ าคตา ง ๆ ของโลก แบงออกเปน 2 สว น คือ สว นที่ 1 อารยธรรมของโลกตะวนั ออก สว นใหญมีรากฐานมาจากแหลงอารยธรรมท่ีเกาแกของโลก คือ จีนและอินเดีย อารยธรรมจนี ประเทศจีนเปนประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหน่ึง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร ทีส่ ามารถคน ควา ไดบ งชี้วา อารยธรรมจีนมีอายุถงึ 5,000 ป รากฐานทสี่ าํ คัญของอารยธรรมจีน คือ การสราง ระบบภาษาเขยี นและการพฒั นาแนวคดิ ลัทธขิ งจ้ือ เมอ่ื ประมาณศตวรรษท่ี 2 กอ น ค.ศ. ประวตั ศิ าสตรจ ีนมีทั้ง ชวงท่เี ปนปก แผน และแตกเปน หลายอาณาจกั รสลบั กันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรม ของอารยธรรมจนี สมยั กอ นประวตั ิศาสตร มแี หลงอารยธรรมทสี่ ําคัญ 2 แหลง คอื ลุมแมนํ้าฮวงโห พบความเจริญท่ีเรียกวา วัฒนธรรมหยางเซา (Yang Shao Culture) พบหลกั ฐานทเี่ ปนเครอ่ื งปน ดินเผามลี ักษณะสําคญั คอื เคร่ืองปนดนิ เผาเปนลายเขียนสี มักเปนลายเรขาคณิต พชื นก สตั วต า งๆ และพบใบหนามนษุ ย สีทีใ่ ชเ ปน สดี ําหรอื สีมวงเขม นอกจากนย้ี ังมกี ารพมิ พลายหรอื ขดู สลัก ลายเปนรปู ลายจักสาน ลายเชอื กทาบ ลุมนํ้าแยงซี (Yangtze) บริเวณมณฑลซานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซาน (Long Shan Culture) พบหลกั ฐานทเี่ ปน เครื่องปนดินเผามีลักษณะสาํ คัญคือ เครอื่ งปน ดนิ เผามีเนือ้ ละเอยี ดสีดําขัดมันเงา คุณภาพดี เน้ือบางและแกรง เปน ภาชนะ 3 ขา

89 สมัยประวตั ิศาสตรของจีนแบงได 4 ยคุ ประวัตศิ าสตรส มยั โบราณ เริม่ ตง้ั แตส มยั ราชวงศซาง ส้ินสุดสมัยราชวงศโ จว ประวตั ศิ าสตรสมัยจักรวรรดิ เร่ิมต้ังแตสมัยราชวงศจ ิ๋น จนถงึ ปลายราชวงศซิง หรือเช็ง ประวตั ิศาสตรสมยั ใหม เร่มิ ปลายราชวงศเชง็ จนถึงการปฏิวัติเขาสูระบอบสงั คมนิยม ประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มตั้งแตจีนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเขาสูระบอบสังคมนิยมหรือ คอมมิวนสิ ตจนถงึ ปจจบุ ัน อารยธรรมจีนไดรบั อิทธิพลของศาสนาเตาหรอื ขงจ้อื สถาปตยกรรมท่ยี ิง่ ใหญเปน หน่งึ ในสง่ิ มหัศจรรย ของโลก คือ “กาํ แพงเมอื งจีน” กวที ี่สาํ คัญคอื ซอื หมาเชียน ผลงานท่สี าํ คญั คอื การบันทกึ ประวตั ศิ าสตรแ ละ วรรณกรรมทส่ี ําคัญ คอื สามกก และความรกั ในหอแดง การถายทอดอารยธรรมจนี สูดนิ แดนตา งๆ อารยธรรมจีนแผขยายขอบขายออกไปอยางกวางขวาง ทั้งในเอเชียและยุโรปอันเปนผลมาจากการ ติดตอทางการฑูต การคา การศกึ ษา ตลอดจนการเผยแพรศาสนา อยา งไรก็ตามลักษณะการถา ยทอดแตกตาง กันออกไป ดินแดนที่เคยตกอยูภายใตการปกครองของจีนเปนเวลานาน เชน เกาหลีและเวียดนาม จะไดรับ อารยธรรมจีนอยา งสมบูรณ ทง้ั ในดานวัฒนธรรม การเมอื ง ขนมธรรมเนียมประเพณี การสรางสรรคและการ แสดงออกทางศิลปะท้ังน้ีเพราะราชสํานักจีนจะเปนผูกําหนดนโยบายและบังคับใหประเทศทั้งสองรับ วัฒนธรรมจีนโดยตรง ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต อารยธรรมจนี ไดรบั การยอมรบั ในขอบเขตจํากัดมากทเ่ี หน็ อยางชดั เจน คอื การยอมรับระบบบรรณาการของจนี ในเอเชียใต ประเทศท่ีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีนอยางใกลชิด คือ อินเดีย พระพุทธศาสนา มหายานของอินเดยี แพรหลายเขา มาในจนี จนกระท่งั เปน ศาสนาสาํ คัญทช่ี าวจีนนับถอื นอกจากน้ศี ลิ ปะอินเดีย ยงั มอี ิทธพิ ลตอการสรางสรรคศ ิลปะบางอยางของจีน เชน ประตมิ ากรรมที่เปนพระพุทธรปู สวนภมู ิภาคเอเชียกลางและตะวันออกกลางนั้น เนอื่ งจากบริเวณที่เสน ทางการคา สานแพรไหมผาน จงึ ทําหนาท่ีเปนสอื่ กลางนาํ อารยธรรมตะวนั ตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนที่เผยแพรไป เชน การแพทย การเลี้ยงไหม กระดาษ การพิมพและดนิ ปน เปนตน ซ่งึ ชาวอาหรบั จะนําไปเผยแพรแกช าวยโุ รปอีกตอหนึ่ง อารยธรรมอินเดีย อินเดยี เปน แหลงอารยธรรมทเ่ี กาแกแหงหน่ึงของโลก บางทีเรียกวา แหลงอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ อาจแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรของอนิ เดยี ไดดังน้ี สมยั กอนประวตั ิศาสตร พบหลกั ฐานเปนซากเมืองโบราณ 2 แหง ในบริเวณลุมแมน้ําสินธุ คือ เมือง โมเฮนโจดาโร ทางตอนใตข องประเทศปากสี ถานเมอื งอารับปา ในแควนปนจาป ประเทศปากีสถานในปจจุบัน สมัยประวัติศาสตร เร่ิมเม่ือมีการประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช โดยชนเผาอินโด – อารยัน ซึ่งตั้งถิ่นฐาน บริเวณแมน าํ้ คงคา แบงได 3 ยุค

90 1. ประวตั ิศาสตรสมัยโบราณ เรม่ิ ตง้ั แตกําเนิดตัวอกั ษร บรามิ ลิป สิ้นสุดสมยั ราชวงศคุปตะ เปนยุคที่ ศาสนาพราหมณ ฮนิ ดแู ละพทุ ธศาสนา ไดถือกําเนิดแลว 2. ประวตั ิศาสตรส มัยกลาง เริ่มตงั้ แตร าชวงศคปุ ตะส้นิ สุดลง จนถึงราชวงศโมกลุ เขา ปกครองอินเดยี 3. ประวัตศิ าสตรส มัยใหม เรม่ิ ตงั้ แตราชวงศโ มกุลจนถงึ การไดร บั เอกราชจากอังกฤษ อารยธรรมลุมนาํ้ สินธุ ชาวอารยันไดสรางปรัชญาโบราณ เร่ิมจากคัมภีรพระเวทอันเปนแมแบบของ ปรชั ญาเอเชยี โดยเฉพาะเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต วรรณกรรมท่สี าํ คญั ไดแก พระเวทอุปนิษัท มหากาพย มหา ภารตะ มหากาพย รามายยะ ปุราณะ เปนตน กวีที่มีช่ือเสียงท่ีสุดมี กาลิทาสจากงานศกุณตลา ชัยเทพ (กวีราช) จากผลงานเร่ือง คีตโควินทและรพินทรนาถ ฐากูร กวีสมัยใหมจากวรรณกรรมเรื่อง “คีตาญชลี” ซ่งึ ไดรับรางวลั โนเบล สาขาวรรณคดี การแพรข ยายและการถายทอดอารยธรรมอินเดีย อารยธรรมอินเดีย แพรขยายออกไปสูภูมิภาคตางๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยผานทางการคา ศาสนา การเมอื ง การทหารและไดผ สมผสานเขา กบั อารยธรรมของแตละประเทศจนกลายเปน สว นหนึ่งของอารยธรรม สงั คมนั้นๆ ในเอเชียตะวันออก พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียมีอิทธิพลอยางลึกซึ้งตอชาวจีนทั้งในฐานะ ศาสนาสาํ คัญและในฐานะท่มี ีอิทธิพลตอการสรางสรรคศ ลิ ปะของจนี ภมู ภิ าคเอเชียกลาง อารยธรรมอินเดียที่ถายทอดใหเ ริม่ ตัง้ แตค รสิ ตศตวรรษท่ี 7 เม่ือพวกมุสลิมอาหรบั ซึง่ มอี าํ นาจในตะวนั ออกกลาง นําวทิ ยาการหลายอยางของอินเดียไปใช ไดแก การแพทย คณิตศาสตร ดารา ศาสตร เปนตน ขณะเดียวกันอินเดียก็รับอารยธรรมบางอยางทั้งของเปอรเซียและกรีก โดยเฉพาะดาน ศลิ ปกรรม ประตมิ ากรรม เชน พระพทุ ธ รปู ศลิ ปะคันธาระซง่ึ เปนอิทธิพลจากกรีก สวนอิทธิพลของเปอรเซีย ปรากฏในรปู การปกครอง สถาปต ยกรรม เชน พระราชวงั การเจาะภเู ขาเปนถ้ําเพอ่ื สรา งศาสนสถาน ภูมิภาคท่ปี รากฏอทิ ธิพลของอนิ เดยี มากทีส่ ดุ คือ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต พอคา พราหมณและภิกษุ สงฆช าวอินเดียเดินทางมาและนาํ อารยธรรมมาเผยแพร อารยธรรมที่ปรากฏอยูมีแทบทุกดาน โดยเฉพาะใน ดา นศาสนา ความเชือ่ การปกครอง ศาสนาพราหมณ ฮินดแู ละพทุ ธ ไดห ลอหลอมจนกลายเปนรากฐานสําคัญ ทสี่ ุดของประเทศตางๆ ในภูมภิ าคน้ี สว นที่ 2 อารยธรรมของโลกตะวนั ตก หมายถงึ ดินแดนแถบตะวนั ตกของทวีปเอเชยี รวมเอเชยี ไม เนอรแ ละทวีปแอฟริกา อยี ิปต เมโสโปเตเมีย กรกี และโรมนั อารยธรรมอยี ปิ ต อียิปตโบราณหรือไอยคุปต เปนหน่ึงในอารยธรรมท่ีเกาแกที่สุดในโลกแหงหนึ่ง ต้ังอยูทาง ตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นท่ีต้ังแตตอนกลางจนถึงปากแมน้ําไนล ปจจุบันเปนที่ต้ังของ ประเทศอียิปต อารยธรรมอียิปตโบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3,150 ป กอนคริสตศักราช โดยการรวมอํานาจ ทางการเมอื งของอียปิ ตตอนเหนือและตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพัฒนาอารยธรรม เร่ือยมากวา 3,000 ป ประวัติของอียิปตโบราณปรากฏขึ้นในชวงระยะเวลาหน่ึงหรือท่ีรูจักกันวา

91 “ราชอาณาจักร” มีการแบงยุคสมัยของอียิปตโบราณเปนราชอาณาจักร สวนมากแบงตามราชวงศท่ีข้ึนมา ปกครองจนกระทง่ั ราชอาณาจักรสุดทายหรือที่รูจักกันในชื่อวา “ราชอาณาจักรใหม” อารยธรรมอียิปตอยู ในชว งทีม่ ีการพัฒนาที่นอ ยมากและสว นมากลดลง ซึง่ เปน เวลาเดยี วกนั ทอี่ ียิปตพ ายแพตอการทําสงครามจาก อาํ นาจของชาตอิ ่นื จนกระทงั่ เม่อื กอ นคริสตศ ักราชก็เปน การส้นิ สดุ อารยธรรมอียิปตโบราณลง เม่ือจักรวรรดิ โรมนั สามารถเอาชนะอียปิ ตและจัดอียปิ ตเ ปน เพยี งจงั หวัดหนึ่งในจักรวรรดิโรมัน อารยธรรมอยี ปิ ตพัฒนาการมาจากสภาพของลมุ แมนํา้ ไนล การควบคมุ ระบบชลประทาน การควบคุม การผลิตพืชผลทางการเกษตร พรอมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคมและวัฒนธรรม พ้ืนท่ีของอียิปตนั้น ลอมรอบดว ยทะเลทรายเสมอื นปราการปอ งกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทําเหมืองแร และอยี ปิ ตยงั เปน ชนชาติแรกๆ ที่มกี ารพัฒนาการดวยการเขยี น ประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช การบริหารอยี ปิ ตเนน ไปทางสง่ิ ปลูกสรางและการเกษตรกรรม พรอมกนั นั้นก็มีการพัฒนาการทางทหาร อียิปตที่เสริมสรางความแข็งแกรงแกราชอาณาจักร โดยประชาชนจะใหความเคารพกษัตริยหรือ ฟาโรหเสมือนหนึ่งเทพเจา ทําใหการบริหารราชการบานเมืองและการควบคุมอํานาจน้ันทําไดอยางมี ประสทิ ธภิ าพ ชาวอียิปตโ บราณไมไ ดเปนเพยี งแตน ักเกษตรกรรมและนักสรางสรรคอ ารยธรรมเทา นั้น แตยังเปนนัก คิด นักปรชั ญา ไดมาซ่งึ ความรใู นศาสตรต างๆ มากมาย พัฒนาอารยธรรมกวา 3,000ป ทง้ั ในดานคณิตศาสตร เทคนิคการสรางพีระมิด วัด โอเบลิสก ตัวอักษรและเทคโนโลยีดานกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา ประสทิ ธิภาพทางดานการแพทย ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปตท้ิงมรดกสุดทายแกอนุชนรุน หลังไวค อื ศิลปะและสถาปตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนําไปใชท่ัวโลก อนุสรณ สถานท่ีตางๆ ในอียิปตตางดึงดูด นกั ทอ งเทีย่ ว กวาหลายศตวรรษที่ผา นมา ปจจบุ นั มีการคนพบวตั ถใุ หมๆ ในอียิปตมากมายซ่ึงกําลังตรวจสอบ ถงึ ประวัตคิ วามเปน มาเพอื่ เปน หลกั ฐานใหแ กอ ารยธรรมอยี ปิ ต การสรา งสรรคอ ารยธรรมของชาวอยี ปิ ตโ บราณ เชน อักษรภาพ “เฮียโรกรฟิ ฟค ” ถือวา เปนหลกั ฐานขอ มูลของแหลงอารยธรรมอน่ื ๆ “พีรามิด” ใชเ ปนสุสาน เกบ็ พระศพของฟาโรห ซงึ่ ใชนา้ํ ยาอาบศพในรูปของมมั มี่ ประติมากรรมรูปคนตัวเปนสิงหหมอบเฝาหนาพีรา มิดถอื วาเปน ประตมิ ากรรมทย่ี ิ่งใหญ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย กาํ เนดิ ข้ึนในบรเิ วณลมุ แมน้าํ 2 สาย คือ แมนาํ้ ไทกรีสและแมน้ํายูเฟรตีส ปจจุบันอยูในประเทศอิรัก เปน แหลง อารยธรรมแหง แรกของโลก มนษุ ยในอารยธรรมน้ีมักมองโลกในแงราย เพราะสภาพภูมิประเทศไม เอือ้ ตอ การดํารงชีวิต ทาํ ใหเ กรงกลัวเทพเจา คดิ วา ตนเองเปนทาสรบั ใชเ ทพเจา จึงสรา งเทวสถานใหใหญโตนา เกรงขาม เปน สัญลักษณท ่ปี ระทบั ของเทพเจา ตา งๆ มชี มุ ชนหลายเผา ตงั้ ถิ่นฐานในบริเวณน้ีท่ีสําคัญไดแก สุเม เรยี น อะมอไรต อัสซีเรียน คาลเดยี และชนชาตอิ ืน่ ๆ คนกลุมแรกท่ีสรางอารยธรรมเมโสโปเตเมยี ขึน้ คือ สเุ มเรีย ผูคิดประดษิ ฐต ัวอกั ษรขน้ึ เปน คร้ังแรกของ โลก อารยธรรมที่ชาวสุเมเรียนสรางข้ึนเปนพื้นฐานสําคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปตยกรรม ซกั กูเรต็ ประดิษฐคนั ไถใชไถนา ตัวอกั ษร ศิลปกรรมอื่น ๆ ตลอดจนทศั นคตติ อชีวติ และเทพเจา เของชาวสเุ ม เรยี น ไดด ํารงอยแู ละมีอิทธิพลอยูในลุมแมนํ้าทั้งสองตลอดชวงสมัยโบราณ ชนชาติอะบอไรตแหงอาณาจักร

92 บาบโิ ลเนยี ไดป ระมวลกฎหมายขนึ้ เปนครัง้ แรกคอื ประมวลกฎหมาย “ฮมั บูราบี” ชนชาตอิ ัสซีเรียนสรา งภาพ สลกั นูนและชนชาติเปอรเ ซยี เปนตน แบบสรา งถนนมาตรฐาน อารยธรรมกรกี อารยธรรมกรีกโบราณ ไดแก อารยธรรมนครรัฐกรีก คําวา กรีก เปนคําที่พวกโรมันใชเปนครั้งแรก โดยใชเรียกอารยธรรมเกา ตอนใตของแหลมอีตาลี ซ่งึ เจรญิ ข้นึ บนแผน ดนิ กรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝง ตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน ดานเอเชียไมเนอร ซึ่งในสมัยโบราณเรียกวา ไอโอเนีย (lonia) อารยธรรมท่ีเจรญิ ข้นึ ในนครรฐั กรีกมศี ูนยกลางสําคญั ทีน่ ครรฐั เอเธนสแ ละนครรัฐสปารต า นครรฐั เอเธนส เปน แหลง ความเจริญในดานตางๆ ทงั้ ดา นการปกรอง เศรษฐกิจ สงั คม ศลิ ปะ วทิ ยาการดา นตา งๆ รวมทัง้ ปรัชญา สวนนครรัฐสปารตาเจรญิ ในลักษณะที่เปนรัฐทหารในรูปเผด็จการ มีความแข็งแกรงและเกรียงไกร เปนผูนํา ของรฐั อน่ื ๆ ในแงข องความมีระเบียบวินัย กลาหาญและเด็ดเดี่ยว การศึกษาเก่ียวกับอารยธรรมกรีกโบราณ จงึ เปน การศึกษาเร่อื งราวเก่ยี วกับนครรัฐเอเธนสแ ละนครรัฐสปารต า ชาวกรกี เรยี กตัวเองวา เฮลีนส (Hellenes) เรียกบานเมืองของตนวา เฮลัส(Hellas) และเรียกอารย ธรรมของตนวา อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) (1) ชาวกรีกโบราณเปนชาวอินโตยูโรเปยนชาว กรีกตั้งบา นเรอื นของตนเองอยูท างทศิ ตะวันออกเฉยี งใต ตรงปลายสดุ ของทวีปยุโรปตรงตําแหนงที่มาบรรจบ กันของทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เปนตน เหตุใหกรกี โบราณไดร บั อทิ ธิพลความเจรญิ โดยตรงจากทัง้ อยี ิปต และเอเชีย กรีกไดอาศัยอิทธิพลดังกลาวพัฒนาอารยธรรมของตนข้ึน โดยคงไว ซึ่งลักษณะที่เปนของตนเอง ชาวกรกี สมยั โบราณถือวาตนเองมีคณุ ลกั ษณะพเิ ศษบางอยางท่ีผิดกับชนชาติอ่ืนและมักจะเรียกชนชาติอื่นวา บาเบเรยี น ซงึ่ หมายความวาผูท่ใี ชภ าษาผิดไปจากภาษาของพวกกรกี อารยธรรมกรีกรูจักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิก สถาปตยกรรมท่ีเดนคือ วิหารพาเธนอน ประตมิ ากรรมทเ่ี ดน ท่สี ดุ คือ รูปปนเทพซีอสุ วรรณกรรมดเี ดน คือ อเี ลียดและโอดสิ ต (I liad and Oelyssay) ของโอเมอร อารยธรรมโรมัน อารยธรรมโรมันเปน อารยธรรมท่ไี ดร ับการถายทอดมาจากกรีก เพราะชาวโรมนั ไดรวมอาณาจักรกรีก และนาํ อารยธรรมกรีกมาเปนแบบแผนในการสรางสรรคใหเหมาะสมกับสภาพความเปนอยูของสังคมโรมัน สถาปต ยกรรมท่เี ดน ไดแ ก วิหารพาเธนอน หลงั คารปู โมในกรงุ โรม โคลอสเซยี ม อฒั จันทรสําหรับดูกีฬาซ่ึงจุผู ดไู ดถ ึง 4,500 คน วรรณกรรมทีเ่ ดน ทีส่ ดุ คอื เร่อื ง อีเนียด (Aeneid) ของเวอรวิล

93