หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี ๔ แสง แผนกำรจดั กำรเรยี นรูท้ ่ี ๑ กลมุ่ สำระกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตร์ หน่วยยอ่ ยท รำยวิช ขน้ั สอน (๙๕ นำท)ี ๑๓. ครูให้นักเรียนทั้งช้ันอ่านใบความรู้ เร่ือง การ อภิปรายเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจจากการอ่า ๑๓.๑ กระจกใสเป็นวัตถุชนิดใด เพราะเหตุใด มองเหน็ แสงได้ชัดเจน) ๑๓.๒ มวี ัตถใุ ดอีกบา้ งทีอ่ ยู่ในกล่มุ เดยี วกับกระจ ๑๓.๓ กระจกเงาเป็นวัตถุชนิดใด เพราะเหตุใด มองไม่เห็นแสง) ๑๓.๔ มีวัตถุใดอีกบา้ งทอ่ี ยูใ่ นกล่มุ เดยี วกับกระจ ๑๓.๕ กระดาษไขเป็นกระดาษชนิดใด (เป็นตัว แสงไมช่ ัดเจน) ๑๓.๖ มีวัตถใุ ดอกี บา้ งทอ่ี ยใู่ นกลุ่มเดียวกับกระด ๑๔. นักเรียนตอบคาถามหลังจากทากิจกรรมใบงาน ๑๕. นักเรียนร่วมกันสารวจและจาแนกวตั ถุอ่ืน ๆ กิจกรรมที่ ๑ แลว้ นาเสนอในรปู แบบท่นี ่าสนใ
๑.๑ กำรมองเหน็ แสง เม่ือมองผ่ำนวัตถุตำ่ ง ๆ ๒๓๖ ที่ ๑ แสงและกำรมองเห็น ชำวทิ ยำศำสตร์ เวลำ ๔ ช่วั โมง ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ี่ ๔ รมองเห็นแสง เม่ือมองผ่านวัตถุต่าง ๆ แล้วครู าน โดยอาจใช้คาถามดังตอ่ ไปน้ี (เป็นตัวกลางโปร่งใส เพราะแสงผ่านได้ และ จกใส (แว่นกนั แดด แผน่ พลาสตกิ ใส) ด (เป็นวัตถุทึบแสง เพราะแสงผ่านไม่ได้ ทาให้ จกเงา (แผ่นไม้ กระดาษแข็งสี) วกลางโปร่งแสง เพราะแสงผ่านได้ แต่มองเห็น ดาษไข (ถุงพลาสติกมีหหู ว้ิ ) น ๐๑ ที่มีอยู่ในชีวิตประจาวัน นอกจากที่ได้สังเกตใน ใจ
หนว่ ยกำรเรยี นรูท้ ี่ ๔ แสง แผนกำรจัดกำรเรียนร้ทู ่ี ๑ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ หนว่ ยย่อยที่ ๑ รำยวิชำว ข้ันสรปุ (๑๕ นำท)ี ๑๖. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปได้ว่าเมื่อมีวัตถุก้ัน ได้ชัดเจนแตกต่างกัน โดยสามารถจาแนกวัต มองผ่านวัตถุนนั้ ได้ ๓ ประเภท คอื ตัวกลางโป ๑๗. นักเรียนแต่ละคนทาแบบฝึกหัด ๐๒ เร่ือ หนา้ ๑๑๗
๑.๑ กำรมองเหน็ แสง เมื่อมองผ่ำนวตั ถตุ ่ำง ๆ ๒๓๗ ๑ แสงและกำรมองเห็น วิทยำศำสตร์ เวลำ ๔ ช่วั โมง ช้ันประถมศกึ ษำปีท่ี ๔ นแสงจากแหล่งกาเนิดแสงจะทาให้มองเห็นแสง ตถุท่ีมาก้ันแสงตามเกณฑ์การมองเห็นแสง เม่ือ ปร่งใส ตัวกลางโปรง่ แสง และวตั ถุทึบแสง องการมองเห็นแสงเม่ือมองผ่านวัตถุต่าง ๆ
๒๓๘ แบบประเมนิ ดำ้ นคณุ ธรรม แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ี่ ๑.๑ กำรมองเห็นแสง เม่ือมองผ่ำนวตั ถตุ ำ่ ง ๆ ชื่อผปู้ ระเมนิ /กลมุ่ ประเมนิ ………………………………………………………………………………………………………………….. ชื่อกลุ่มรบั กำรประเมนิ ………………………………………………………….…………………………………………………………… ประเมินผลครง้ั ที่…………………....…….. วัน ……………..…. เดอื น ……………………..………. พ.ศ. ……...….……....... เรอื่ ง……………………………………………………………………………………………………………..……………………………………. ท่ี ลกั ษณะ/พฤตกิ รรมบง่ ช้ี ระดบั พฤติกรรม คะแนนท่ีได้ เกดิ = ๑ ไม่เกิด = ๐ ๑. มีความสามัคคี ชว่ ยเหลอื ในการทางานกลุ่ม ร่วมกัน ๒. มคี วามมงุ่ มน่ั ในการทางาน รวมคะแนนทไ่ี ดท้ ง้ั หมด = …………… คะแนน คุณลกั ษณะตามจุดประสงคด์ ้านคณุ ธรรม - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตา่ กว่า ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน
๒๓๙ แบบประเมินด้ำนทกั ษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตรใ์ นกำรทำกิจกรรม แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี ๑.๑ กำรมองเหน็ แสง เมื่อมองผ่ำนวัตถตุ ่ำง ๆ เกณฑ์การประเมินมีดังน้ี ๒ หมายถึง พอใช้ ๑ หมายถึง ควรปรบั ปรงุ ๓ หมายถึง ดี ส่งิ ท่ีประเมิน คะแนน การสงั เกต การจาแนกประเภท การตีความหมายข้อมูลและลงขอ้ สรปุ รวมคะแนน เกณฑก์ ำรประเมนิ ทกั ษะกระบวนกำร ระดับควำมสำมำรถ ทำงวิทยำศำสตร์ การสังเกต ดี (๓) พอใช้ (๒) ควรปรับปรงุ (๑) การจาแนกประเภท ใช้ประสาทสัมผัสในการ ใช้ประสาทสัมผัสในการ ไม่สำมำรถใช้ประสาทสัมผัส การตคี วามหมาย รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ รวบรวมขอ้ มลู เกีย่ วกับการ ในการรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับ ข้อมูลและ การมองเห็นแสงจาก มองเห็นแสงจากไฟฉาย การมองเห็นแสงจากไฟฉาย ไฟฉาย เม่ือมองผ่านวัตถุ เมื่อมองผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้ เม่ือมองผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้ ตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเองโดยไม่ โดยกำรชี้แนะของครูหรือ ถึงแม้จะได้รับคาแนะนาจาก เพมิ่ เตมิ ความคดิ เห็น ผู้อ่ืน ครหู รอื ผ้อู น่ื สามารถจั ดกลุ่มวัต ถุ ส า ม า ร ถ จั ด ก ลุ่ ม วั ต ถุ ไม่สำมำรถสามารถจัดกลุ่ม ออกเปน็ ๓ ประเภทตาม ออกเป็น ๓ ประเภทตาม วัตถุออกเป็น ๓ ประเภทตาม เกณฑ์การมองค ว า ม เ ก ณ ฑ์ ก า ร ม อ ง ค ว า ม เกณฑ์การมองความชัดเจน ชั ด เ จ น ข อ ง แ ส ง จ า ก ชั ด เ จ น ข อ ง แ ส ง จ า ก ของแสงจากแหล่งกาเนิดแสง แหล่งกาเนิดแสงได้อย่าง แหล่งกาเนิดแสงได้อย่าง ได้อย่างถูกต้อง ถึงแม้จะ ถกู ต้องดว้ ยตนเอง ถูกต้อง โดยกำรชี้แนะ ได้รับคาแนะนาจากครูหรือ ของครหู รอื ผู้อื่น ผอู้ นื่ ตีความหมายจากการทา ตีความหมายจากการทา ไม่สำมำรถตีความหมายจาก กิจกรรมและลงข้อสรุป กิจกรรมและลงข้อสรุปได้ การทากิจกรรมและลงข้อสรุป
๒๔๐ ทกั ษะกระบวนกำร ระดับควำมสำมำรถ ทำงวิทยำศำสตร์ ดี (๓) พอใช้ (๒) ควรปรับปรุง (๑) ลงข้อสรุป ได้ว่าแสงเคล่ือนท่ีผ่าน ว่าแสงเคล่ือนท่ีผ่านวัตถุ ได้ว่าแสงเคลื่อนที่ผ่านวัตถุ วั ต ถุ แ ต่ ล ะ ช นิ ด ไ ด้ แต่ละชนิดได้แตกต่างกัน แต่ละชนิดได้แตกต่างกัน แตกต่างกัน ทาให้เรา ทาให้เรามองเห็นความ ทาให้เรามองเห็นความชัดเจน มองเห็นความชดั เจนของ ชั ด เ จ น ข อ ง แ ส ง จ า ก ของแสงจากแหล่งกาเนิดแสง แสงจากแหล่งกาเนิดแสง แ ห ล่ ง ก า เ นิ ด แ ส ง ไ ด้ ได้แตกต่างกัน ถึงแม้จะได้รับ ได้แตกต่างกัน โดยใช้ แตกต่างกัน โดยใช้ข้อมูลท่ี คาแนะนาจากครหู รอื ผู้อืน่ ข้อมูลท่ีรวบรวมได้จาก รวบรวมได้จากการสังเกต การสงั เกตดว้ ยตนเอง ด้วยตนเอง โดยกำรช้ีแนะ ของครูหรอื ผู้อืน่
๒๔๑ ควำมรู้เพม่ิ เติมสำหรบั ครู โดยส่วนมาก มักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าแสงสามารถผ่านตัวกลางโปร่งใสได้ท้ังหมด แต่ผ่านตัวกลาง โปร่งแสงไดบ้ างส่วน จงึ ทาให้มองเห็นวตั ถชุ ดั เจนแตกต่างกนั แต่ความจริงแลว้ การมองเห็นวตั ถุชัดเจนหรือไม่ นั้น ขึ้นอยู่กับว่าแสงที่ผ่านวัตถุท่ีก้ันแสงมามีความเป็นระเบียบมากน้อยหรือไม่ โดยถ้าแสงที่ผ่านวัตถุ แล้วยัง เปน็ ระเบยี บอยู่ เราจะมองเหน็ วตั ถุชดั เจน วัตถทุ น่ี ามากั้นแสงแบ่งได้เป็น ตวั กลางโปรง่ ใส แสงจะผ่านได้เป็นระเบียบ ทาใหม้ องเหน็ แสงไฟฉายชดั เจน ตวั กลางโปร่งแสง แสงทผ่ี ่านจะไมเ่ ปน็ ระเบียบ ทาใหม้ องแสงไฟฉายไมช่ ดั เจน วตั ถทุ บึ แสง แสงผา่ นไม่ได้ ทาใหม้ องไม่เหน็ แสงไฟฉาย ยกตวั อย่างการทาให้มองเห็นวัตถุชัดเจนข้นึ เม่อื มองผ่านตัวกลางโปร่งแสง เชน่ กระจกฝา้ ทาได้โดย การติดเทปใสเข้ากับด้านท่ีมีผิวขรขุ ระ ปาดให้เรยี บ แลว้ มองผา่ นบริเวณทีต่ ิดเทปใส เปรียบเทียบกับบรเิ วณอ่ืน ท่ีไม่ติดเทปใส จะพบว่ามองเห็นวัตถุผ่านกระจกฝ้าท่ีติดด้วยเทปใสชัดเจนกว่าบริเวณท่ีไม่ติดเทปใส ทั้งน้ีเป็น เพราะการติดเทปใสช่วยทาให้ผิวของกระจกฝ้าซึ่งเดิมขรุขระน้ันเรียบขึ้น แสงท่ีผ่านกระจกฝ้าและเทปใสจะ เป็นระเบียบมากขึ้น จึงทาใหม้ องเห็นวตั ถุได้ชดั ขน้ึ ตวั กลำงโปรง่ ใส ตวั กลำงโปร่งแสง
๒๔๒
๒๔๓
๒๔๔ เฉลยใบงำน ข้นึ อย่กู ับกำรคำดคะเนของ นักเรยี น กระดำษลงั
๒๔๕ กระจกใส ถงุ พลำสติกมีหูหวิ้ แผน่ ไม้ แว่นกันแดด กระดำษไข กระจกเงำ แผ่นพลำสตกิ ใส กระดำษแขง็ สี กำรมองเหน็ แสงไฟฉำยผ่ำนวัตถุทีน่ ำมำก้ัน
๒๔๖ แผน่ ไม้ กระจกเงำ กระดำษแขง็ สี เพรำะ เป็นตัวกลำงทบึ แสง แสงผ่ำนวัตถุ เหลำ่ นไ้ี มไ่ ด้ ทำใหม้ องไมห่ น็ แสงไฟฉำย กระจกใส แว่นกันแดด แผน่ พลำสติกใส ถงุ พลำสตกิ มีหูห้วิ กระดำษไข เพรำะ เปน็ ตวั กลำงของแสง เพรำะ แสงผำ่ นวัตถุเหล่ำนี้ได้ทำให้เห็นแสงไฟฉำย กระจกใส แว่นกันแดด แผ่นพลำสตกิ ใส เรียกวัตถุน้ีวำ่ ตัวกลำงโปรง่ ใส ถงุ พลำสติกมีหูหวิ้ กระดำษไข เรยี กวัตถุน้ีวำ่ ตัวกลำงโปร่งแสง
๒๔๗ วัตถแุ ต่ละชนดิ เมื่อนำมำกั้นแสง จะทำให้มองเห็นแหลง่ กำเนดิ แสงแตกต่ำงกนั ซ่ึงจำแนกวัตถทุ ่ีนำมำกัน้ แสงได้ ๓ กลุ่ม คอื ตวั กลำงโปรง่ ใส ตัวกลำงโปรง่ แสง และวัตถทุ ึบแสง
๒๔๘ แตกต่ำงกัน เมอ่ื มองแสงผำ่ นกระจกใสจะชดั เจนกวำ่ เม่ือมองแสงผำ่ นกระจก ทมี่ ีนำ้ เกำะ ตวั กลำงโปรง่ ใส ตัวกลำงโปร่งแสง เพ่ือให้แสงเดนิ ทำงผ่ำนได้ แต่ไมช่ ัดเจน เพอ่ื ปอ้ งกันกำรมองเห็นจำกคนภำยนอก
๒๔๙ ตัวกลำงโปรง่ ใส เพรำะเรำสำมำรถมองเหน็ สิ่งตำ่ ง ๆ ได้ชดั เจน ตัวกลำงโปร่งแสง เพรำะเรำสำมำรถมองเหน็ ส่ิงต่ำง ๆ ไดบ้ ้ำง แต่ไม่ชัดเจน
๒๕๐ หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๕ วัสดแุ ละสสำร
๒๕๑ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้และตวั ชว้ี ัดของหน่วยกำรเรียนรูท้ ี่ ๕ วัสดแุ ละสสำร (จำนวน ๓๐ ชั่วโมง) มำตรฐำนกำรเรยี นรู้และตัวชว้ี ดั มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรำฐำน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ โครงสรา้ งและแรงยึดเหนยี่ วระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิด สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี ตัวช้วี ดั ว ๒.๑ ป.๔/๑ เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และ การนาไฟฟา้ ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษจ์ ากการทดลองและระบุการนาสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้าของวัสดุไปใช้ในชีวิตประจาวัน ผ่านกระบวนการออกแบบ ช้ินงาน
๒๕๒ ลำดบั กำรนำเสนอแนวคิดหลักของหนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ ๕ วสั ดุและสสำร วัสดุมหี ลายชนิด แตล่ ะชนิดมีสมบตั ิแตกตา่ งกนั สามารถนามาทาเปน็ ส่งิ ของ เครื่องใช้ตา่ ง ๆ ได้มากมาย ความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความรอ้ น และการนาไฟฟ้า เป็นสมบตั ิทางกายภาพของวสั ดุ ความแขง็ ของวัสดุ หมายถึง ความทนทานของวัสดตุ ่อการถูกขดู ขีด สภาพยดื หย่นุ ของวสั ดุ หมายถึง เมอื่ ออกแรงกระทาต่อวัสดุแล้วทาใหว้ สั ดเุ ปลยี่ นแปลงรปู รา่ งหรือความยาว แต่เม่อื หยดุ ออกแรงกระทา รูปร่างหรือความยาวของวัสดุกลบั คืนสูส่ ภาพเดิม การนาความร้อนของวสั ดุ หมายถงึ การถ่ายโอนความร้อนผ่านวสั ดจุ ากบริเวณที่มีอณุ หภูมิสูงไปยังบริเวณ ทม่ี อี ุณหภูมิต่ากวา่ โดยทตี่ วั กลางไมเ่ คล่ือนที่ การนาไฟฟ้าของวสั ดุ หมายถึง การท่วี สั ดุยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ การออกแบบอปุ กรณ์ เครื่องใช้ตอ้ งเลือกใช้วสั ดุทีม่ สี มบัตทิ างกายภาพเหมาะสมกับการใช้งาน วัสดุเปน็ สสารเพราะมีมวลและต้องการท่ีอยู่ สสารมีสถานะเปน็ ของแขง็ ของเหลว และแกส๊ ของแขง็ มปี ริมาตรและรปู ร่างคงท่ี ของเหลวมปี รมิ าตรคงทแ่ี ต่มีรูปร่างเปลย่ี นไปตามภาชนะท่ีบรรจุ แกส๊ มปี ริมาตรและรูปร่างเปลี่ยนไปตามภาชนะทบ่ี รรจุ
๒๕๓ โครงสร้ำงแผนกำรจัดกำรเรยี นรูข้ องหน่วยกำรเรียนรูท้ ่ี ๕ วสั ดุและสสำร แผนท่ี ๑.๑ แผนที่ ๑.๒ แผนท่ี ๑.๓ แผนที่ ๑.๔ (การใช้วัสดใุ น (ความแขง็ ของวสั ดุ (สภาพยืดหยนุ่ (การนาความรอ้ น ชวี ิตประจาวนั ) ของวสั ดุรอบตวั ) ของวสั ดุรอบตวั ) (๒ ชวั่ โมง) รอบตวั ) (๓ ช่ัวโมง) (๓ ชว่ั โมง) (๓ ชั่วโมง) แผนที่ ๑.๕ หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ แผนที่ ๑.๖ (การนาไฟฟา้ ของวสั ดุ (สมบตั ิทางกายภาพ (การใชป้ ระโยชนจ์ าก รอบตัว) ของวัสดุ) สมบัตขิ องวัตถ)ุ (๓ ช่ัวโมง) (๔ ช่วั โมง) หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี ๕ วสั ดแุ ละสสำร (๓๐ ชัว่ โมง) แผนที่ ๒.๑ หนว่ ยยอ่ ยที่ ๒ แผนท่ี ๒.๓ (ของแข็ง) (สถานะของสสาร) (แก๊ส) (๔ ชวั่ โมง) (๔ ชว่ั โมง) แผนที่ ๒.๒ (ของเหลว) (๔ ชวั่ โมง)
๒๕๔ กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ หนว่ ยย่อยที่ ๑ สมบัติทำงกำยภำพของวสั ดุ หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี ๕ ช่ือหน่วย วัสดแุ ละสสำร จำนวนเวลำเรียน ๑๘ ช่วั โมง จำนวนแผนกำรจดั กำรเรียนรู้ ๖ แผน ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สำระสำคัญของหนว่ ย วัสดแุ ต่ละชนดิ มีสมบตั ทิ างกายภาพแตกตา่ งกนั วัสดุท่มี คี วามแขง็ จะทนต่อแรงขดู ขีด วัสดุท่ีมี สภาพยืดหยุ่นจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือความยาวเมื่อมีแรงมากระทาและกลับสภาพเดิมได้ วัสดุท่ีนาความ ร้อนจะร้อนได้เร็วเมื่อได้รับความร้อน และวัสดุที่นาไฟฟ้าได้ จะให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ ดังน้ันจึงอาจนา สมบตั ติ า่ ง ๆ มาพจิ ารณาเพื่อใช้ในกระบวนการออกแบบชิน้ งานสาหรับใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวนั มำตรฐำนและตวั ชี้วัด มำตรำฐำน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ โครงสรา้ งและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกิด สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวชว้ี ดั ว ๒.๑ ป.๔/๑ เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และ การนาไฟฟา้ ของวัสดุโดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจกั ษ์จากการทดลองและระบุการนาสมบตั ิเร่อื งความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้าของวัสดุไปใช้ในชีวิตประจาวัน ผ่านกระบวนการออกแบบ ชิ้นงาน
๒๕๕ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ ลำดับกำรเสนอแนวคิดหลักของหน่วยยอ่ ยท่ี ๑ สมบตั ทิ ำงกำยภำพของวัสดุ วัสดุมหี ลายชนิด แตล่ ะชนดิ มสี มบัตแิ ตกตา่ งกนั สามารถนามาทาเปน็ สิง่ ของต่าง ๆ ได้มากมาย ความแขง็ สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้า เปน็ สมบัติทางกายภาพของวัสดุ ความแข็งของวัสดุ หมายถงึ ความทนทานของวัสดุต่อการถูกขูดขีด สภาพยืดหย่นุ ของวัสดุ หมายถึง เมอ่ื ออกแรงกระทาต่อวสั ดุแลว้ ทาให้วัสดเุ ปลย่ี นแปลงรปู รา่ งหรอื ความยาว แต่เม่อื หยุดออกแรงกระทา รูปร่างหรือความยาวของวสั ดุกลับคนื ส่สู ภาพเดิม การนาความร้อนของวัสดุ หมายถึง การถ่ายโอนความร้อนผ่านวัสดุจากบรเิ วณท่ีมีอณุ หภูมสิ งู ไปยังบรเิ วณ ที่มอี ุณหภมู ิต่ากวา่ โดยท่ีตัวกลางไมเ่ คล่ือนที่ การนาไฟฟ้าของวสั ดุ หมายถึง การที่วสั ดยุ อมให้กระแสไฟฟา้ ผ่านได้ การออกแบบอปุ กรณ์ เคร่ืองใช้ตอ้ งเลอื กใช้วัสดทุ ่ีมีสมบตั ิทางกายภาพเหมาะสมกับการใชง้ าน
๒๕๖ กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ โครงสร้ำงของหนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ สมบตั ิทำงกำยภำพของวัสดุ หน่วยกำรเรยี นรู้ ช่ือหน่วยย่อย จำนวนแผน ชือ่ แผนกำรจดั กำร จำนวนช่วั โมง เรียนรู้ ๒ หน่วยการเรียนร้ทู ่ี หนว่ ยย่อยที่ ๑ ๓ ๕ วสั ดแุ ละสสาร สมบตั ทิ างกายภาพ ๖ ๑.๑ การใช้วัสดุใน ๓ ชวี ติ ประจาวนั ๓ ของวสั ดุ ๑.๒ ความแขง็ ของวสั ดุ ๓ รอบตัว ๔ ๑.๓ สภาพยดื หยนุ่ ของ วสั ดรุ อบตวั ๑.๔ การนาความร้อน ของวสั ดุรอบตวั ๑.๕ การนาไฟฟ้าของ วสั ดุรอบตวั ๑.๖ การใชป้ ระโยชน์ จากสมบัติของวตั ถุ
๒๕๗ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ คำชี้แจงประกอบแผนจัดกำรเรยี นรู้ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ ๕ แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี ๑.๑ กำรใช้วสั ดใุ นชีวิตประจำวัน เวลำ ๒ ชัว่ โมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๑. สำระสำคญั ของแผน การนาวสั ดุต่าง ๆ มาใช้ทาสิง่ ของเคร่ืองใช้ในชีวิตประจาวัน ควรเลอื กใช้ตามสมบัติของวัสดุนั้น ๆ ซึ่งวัสดุต่างชนิดกนั จะมสี มบตั ิบางประการแตกตา่ งกนั ๒. ข้อเสนอแนะเพมิ่ เติมในกำรนำไปใช้ (ใหร้ ะบุส่ิงทีต่ ้องกำรเน้นหรอื ขอ้ สงั เกต ข้อเสนอแนะ คำแนะนำ) ในเรอื่ งตอ่ ไปน้ี คอื ๒.๑ ขอบข่ำยเนือ้ หำ วสั ดุ หมายถงึ สิง่ ที่นามาทาสิง่ ของต่าง ๆ วสั ดุมมี ากมายหลายชนิด นามาทาเป็นสง่ิ ของเครื่องใช้ ในชีวิตประจาวันได้แตกต่างกันตามความเหมาะสมของการใช้งาน สมบัติของวัสดุ หมายถึง ลักษณะ เฉพาะตัวของวสั ดุท่ีแสดงว่าวัสดุชนิดหน่ึงเหมือนหรอื แตกต่างจากวัสดุอกี ชนิดหนึ่ง ๒.๒ จุดประสงค์กำรเรยี นรู้ (ควำมรู้ ทกั ษะ คุณธรรม จรยิ ธรรม คำ่ นิยม) (ถำ้ มี) จดุ ประสงคด์ ้ำนควำมรู้ สารวจวตั ถุและระบชุ นิดและสมบัติทส่ี ังเกตได้ของวสั ดุที่ใชท้ าสงิ่ ของท่ีพบในชีวิตประจาวัน จดุ ประสงคด์ ้ำนทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ ๑. การสงั เกต ๒. การตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จดุ ประสงคด์ ้ำนคณุ ธรรม ๑. มคี วามมุ่งมั่นในการทางาน ๒. ซือ่ สัตย์ตอ่ ตนเอง ๓. ใฝ่เรียนรู้ ๔. มีความสามคั คี ชว่ ยเหลือในการทางานกลุม่ ร่วมกัน
๒๕๘ ๒.๓ กำรจดั กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ๑) กำรเตรียมตัวของครู นกั เรยี น (กำรจัดกลมุ่ ) (ถำ้ มี) การจดั กลมุ่ โดยแบ่งนักเรยี นออกเป็นกลมุ่ กลมุ่ ละ ๓-๔ คน ๒) กำรเตรียมส่อื วัสดุอุปกรณ์ ของครู นักเรียน (ถ้ำม)ี ส่งิ ท่คี รตู ้องเตรยี ม คอื ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทดั แกว้ น้า ผา้ เช็ดหนา้ ถงุ เท้า ไมถ้ พู ้ืน ของเล่น อยา่ งละ ๑ ชน้ิ ๓) เตรียมใบงำน ใบควำมรู้ ใบกจิ กรรม (ถ้ำมี) ๓.๑ ใบงาน ๐๑ วัสดุที่ใชใ้ นชวี ิตประจาวัน ๓.๒ ใบงาน ๐๒ แบบฝึกหัด เรื่อง การใชว้ สั ดุในชีวติ ประจาวนั ๒.๔ วัดผลประเมนิ ผล (ถ้ำมี) ๑) วิธีกำรวัดผลประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้ ๑.๑ สงั เกตการตอบคาถามในชัน้ เรยี น ๑.๒ การตอบคาถามในแบบฝกึ หดั ๑.๓ สงั เกตทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ นการทากิจกรรม ๑.๔ สังเกตดา้ นคณุ ธรรมขณะทากจิ กรรม ๒) วธิ ีกำร เครอื่ งมือ เกณฑ์ ๒.๑ เคร่อื งมอื และเกณฑ์ในกำรประเมนิ ด้ำนควำมรู้ ตรวจให้คะแนนจากการตอบคาถามในใบงาน แล้วใช้เกณฑใ์ นการให้คะแนน ดังนี้ - มากกว่า ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตา่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๒.๒ เคร่ืองมือและเกณฑ์ในกำรประเมินทกั ษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ สงั เกตทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ โดยใช้แบบประเมินทกั ษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ (ดงั แนบ) นาคะแนนมารวมกัน แล้วใช้เกณฑ์ในการให้คะแนน ดงั นี้ - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ต่ากวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน
๒๕๙ ๒.๓ เครื่องมอื และเกณฑ์ในกำรประเมินดำ้ นคณุ ธรรม สงั เกตคณุ ลักษณะดา้ นคุณธรรมโดยใชแ้ บบประเมนิ ดา้ นคุณธรรม (ดังแนบ) นาคะแนนมารวมกัน แล้วใช้เกณฑ์ในการใหค้ ะแนน ดังน้ี - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตา่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๓) กำรทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน แบบฝึกหดั กอ่ นเรยี น หลงั เรียน ทาแบบฝึกหดั ในใบงานหลงั เรียน ๓. อื่น ๆ ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................................. ........................................................................... ******************************
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ท่ี ๕ วัสดุและสสำร แนวกำรจดั กิจกรรมกำรเรยี นรขู้ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์ เรือ่ ง กำรใช้วัส รำยวชิ ำ แนวกำรจัดกจิ ก ขัน้ นำ ร่วมกนั ทบทวนความรู้ทไ่ี ด้เรียนมาแล้วของนกั เ ข้นั สอน เชื่อมโยงเพ่ือนาส่กู จิ กรรมท่ี ๑ วัสดุทใ่ี ชใ้ นชวี ิต ข้นั สรปุ สารวจสง่ิ ของที่พบไดใ้ นชวี ติ ประจาวันรอบ ๆ โ กำรวดั และประเมินผล นาเสนอและอภิปรายผลการทากิจกรรม ร่วมกนั สรุปเกีย่ วกับการใช้วัสดใุ นชีวิตประจาวัน ทาใบงาน ๐๒ แบบฝกึ หดั เรอ่ื งวสั ดุทใี่ ช้ในชวี ติ ประเมนิ จากการตอบคาถาม ประเมินจากการทากิจกรรมในชนั้ เรยี น ประเมินจากการทาแบบฝึกหัด
ของแผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี ๑.๑ ๒๖๐ สดใุ นชวี ติ ประจำวัน ำ วทิ ยำศำสตร์ เวลำ ๒ ชั่วโมง กรรมกำรเรยี นรู้ ชัน้ ประถมศกึ ษำปีที่ ๔ เรียนโดยให้นักเรียนสังเกตสง่ิ ของรอบตัว ตประจาวันมอี ะไรบ้าง โรงเรียน น ตประจาวนั
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ท่ี ๕ วสั ดแุ ละสสำร แผนกำรจดั กำรเรยี นร้ทู ี่ ๑ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรวู้ ทิ ยำศำสตร์ หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ สม รำยวชิ ำ ขอบเขตเนือ้ หำ กิจกรรมกำรเรียนรู้ (๒ ช่วั โมง) วัสดุ หมายถึง ส่ิงที่นามาทา ช่ัวโมงท่ี ๑-๒ ขนั้ นำ (๕ นำท)ี ส่ิงของต่าง ๆ วัสดุมีมากมายหลายชนิด ๑. ครูนาเข้าสูบ่ ทเรยี นเกย่ี วกับวสั ดุในชีวิตประ น า ม า ท า เ ป็ น สิ่ ง ข อ ง เ ค รื่ อ ง ใ ช้ ใ น ชีวิตประจาวันได้แตกต่างกันตามความ มาแล้วในช้ัน ป.๑-๓ โดยครนู าสง่ิ ของรอบ เหมาะสมของการใช้งาน บรรทัด แก้วนา้ ผา้ เช็ดหน้า ถุงเทา้ ไม้ถูพน้ื คาตอบของนักเรยี น ดงั น้ี ส ม บั ติ ข อ ง วั ส ดุ ห ม า ย ถึ ง ลักษณะเฉพาะตัวของวัสดุท่ีแสดงว่าวัสดุ ๑.๑ ส่ิงของเหล่าน้ีทามาจากวัสดุชนิดใด ชนิดหน่ึงเหมือนหรือแตกต่างจากวัสดุอีก ยาง ไม้บรรทัด ของเล่น ถังน้า ท ชนดิ หน่ึง ถุงเทา้ ทาจากผา้ จาน ชาม ทาจาก และผา้ ) จุดประสงคด์ ำ้ นควำมรู้ สารวจและระบชุ นดิ ของวสั ดุที่ใช้ทา ๑.๒ วสั ดุ เช่น ไม้ ยาง แก้ว ผา้ ทใี่ ชท้ าส (นกั เรยี นตอบตามความเขา้ ใจ ซง่ึ อา ส่ิงของที่พบในชวี ติ ประจาวนั ตามธรรมชาติ บางชนิดมนษุ ย์สร้าง บางชนิดยืดได้ หดได้ บางชนดิ เปียก ๑.๓ ไมถ้ พู น้ื ทามาจากวสั ดุอะไรบา้ ง (นกั อะลูมิเนียม ส่วนทีใ่ ชถ้ ูพนื้ ทามาจาก
๒๖๑ ๑.๑ กำรใช้วสั ดใุ นชีวติ ประจำวัน เวลำ ๒ ชั่วโมง มบตั ิทำงกำยภำพของวัสดุ ช้นั ประถมศกึ ษำปีที่ ๔ ำวทิ ยำศำสตร์ สื่อ / แหลง่ เรียนรู้ สิง่ ของรอบตวั เช่น ดนิ สอ ะจาวัน เพอ่ื ทบทวนความรทู้ ่นี กั เรยี นได้เรยี น ภำระงำน / ชิ้นงำน บตัวมาให้นักเรียนสงั เกต เชน่ ดินสอ ยางลบ ไม้ ๑. การตอบคาถาม น ของเล่น ฯลฯ จากน้นั ครูใชค้ าถามและรับฟัง ๒. การสารวจส่งิ ของตา่ ง ๆ ๓. การบันทกึ ผลกจิ กรรมใน ดบ้าง (ดินสอ โตะ๊ เก้าอี้ ทาจากไม้ ยางลบทาจาก าจากพลาสติก แก้วน้าทาจากแก้ว ผ้าเช็ดหน้า ใบกจิ กรรม กดนิ ชอ้ น สอ้ ม ทาจากเหล็ก ไม้ถูพืน้ ทาจากเหล็ก วธิ กี ำรประเมิน สิง่ ของ มคี วามแตกตา่ งกันหรอื ไม่ อย่างไร ๑. การตอบคาถามในแบบฝกึ หัด าจตอบวา่ มีความแตกต่างกัน คือวสั ดุบางชนดิ เกิด ๒. สงั เกตทักษะกระบวนการทาง งขึ้น บางชนดิ แขง็ บางชนดิ นมิ่ บางชนดิ หักได้ กน้าได้ หรือบางชนดิ อุ้มน้าได้) วทิ ยาศาสตร์ในการทากิจกรรม กเรียนตอบตามทีส่ งั เกตได้ คอื ดา้ มทาจาก ๓. สังเกตด้านคุณธรรมขณะทากจิ กรรม กผ้า) ๔. สังเกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม
หน่วยกำรเรียนรูท้ ่ี ๕ วัสดแุ ละสสำร แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ี่ ๑.๑ กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตร์ หนว่ ยย่อยที่ ๑ สมบัต ๒จุดประสงคด์ ำ้ นทกั ษะกระบนกำรทำง รำยวิชำวทิ ยำ วิทยำศำสตร์ ๑.๔ เพราะเหตุใดจงึ ต้องใช้วสั ดเุ หล่านี้ ๑. การสงั เกต ไดต้ ามความเขา้ ใจ โดยอาจตอบว ๒. การตีความหมายขอ้ มูลและ ลงข้อสรปุ ขนั้ สอน (๑๐๐ นำท)ี ๒. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๓-๔ จดุ ประสงค์ดำ้ นคณุ ธรรม ๑. มีความมุ่งม่นั ในการทางาน ใบกิจกรรมที่ ๑ วัสดุท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน ๒. ซอ่ื สตั ย์ต่อตนเอง กจิ กรรมดงั น้ี ๓. ใฝ่เรียนรู้ ๒.๑ กจิ กรรมนน้ี กั เรยี นจะไดเ้ รียนเรอ่ื งอ ๔. มีความสามัคคี ชว่ ยเหลอื ๒.๒ นกั เรยี นจะเรยี นเรอื่ งนด้ี ้วยวิธใี ด (ก ในการทางานกล่มุ รว่ มกนั ๒.๓ เมอื่ เรยี นแล้วนักเรยี นจะทาอะไรได้ ชวี ิตประจาวันและบอกสมบตั ิท่ีสังเก ๓. ครูชักชวนนักเรียนทากิจกรรมท่ี ๑ วัสดุท กาหนดกติกาในการออกไปสารวจว่า ต้อ ระหว่างทากิจกรรม ต้องเช่ือฟังคุณครู แล เวลาที่ครูกาหนด
๒๖๒ ๑ กำรใช้วสั ดใุ นชีวิตประจำวนั เวลำ ๒ ชว่ั โมง ตทิ ำงกำยภำพของวัสดุ ชน้ั ประถมศกึ ษำปที ่ี ๔ ำศำสตร์ เราสามารถใช้วสั ดอุ ื่นได้หรอื ไม่ (นักเรยี นตอบ เกณฑก์ ำรประเมิน วา่ ได้ เชน่ ใช้ไม้ทาดา้ ม เป็นตน้ ) ๑. การตอบคาถามในแบบฝึกหัดได้ ๔ คน ให้นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรม จุดประสงค์ ใน ถูกต้องด้วยตนเอง นมีอะไรบ้าง หน้า ๑๒๑ แล้วถามคาถามก่อนทา - มากกว่า ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน อะไร (การใชว้ ัสดใุ นชีวิตประจาวนั ) - ตา่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน การสารวจสิง่ ของต่าง ๆ) ๒. มที กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (ระบุชนิดของวัสดทุ ใ่ี ช้ทาสงิ่ ของที่พบใน ขณะทากิจกรรม กตไดข้ องวสั ดุ) - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน ที่ใช้ในชีวิตประจาวันมีอะไรบ้าง หน้า ๑๒๑ โดย - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน องตั้งใจสารวจและจดบันทึกส่ิงท่ีพบ ห้ามเล่นซน - ตา่ กว่า ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ละเม่ือครบ ๑๕ นาทีแล้ว ต้องกลับห้องเรียนตาม ๓. มีคณุ ลักษณะดา้ นคุณธรรม - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ต่ากว่า ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน
หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี ๕ วัสดุและสสำร แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี ๑.๑ กลมุ่ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตร์ หนว่ ยย่อยท่ี ๑ สมบ ๒จดุ ประสงค์ด้ำนทักษะกระบวนกำรทำง รำยวิชำวิทย วทิ ยำศำสตร์ ๔. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกันอา่ นวิธีทากิจกรร ๑. การสงั เกต ออกไปสารวจจากนั้นแต่ละกลุ่มร่วมกันอภ ๒. การตีความหมายข้อมูลและ เพอื่ ใหน้ ักเรยี นทุกกลุ่มเขา้ ใจไดต้ รงกัน ครูอ ลงขอ้ สรปุ ๔.๑ นักเรยี นรูจ้ ักเสน้ ใยธรรมชาตแิ ละเส้น หรอื ต่างกันอย่างไร (นกั เรียนตอบได จดุ ประสงค์ดำ้ นคณุ ธรรม ๔.๒ คาวา่ “สังเคราะห์” มคี วามหมายว่า ๑. มีความมุ่งม่ันในการทางาน จากน้นั ครูใหค้ วามรู้วา่ เส้นใยธรรมชา ๒. ซอื่ สัตยต์ ่อตนเอง ไหม สว่ นเส้นใยสงั เคราะห์คือเสน้ ใยทีไ่ ด้จาก ๓. ใฝเ่ รียนรู้ นกั เรยี นออกไปสารวจรอบโรงเรียน ๔. มีความสามคั คี ช่วยเหลือ ในการทางานกลุม่ รว่ มกนั ๕. หลังจากท่ีนักเรียนสารวจวัสดตุ ่าง ๆ แล้ว ใ กิจกรรมหน้าช้ันเรียน เพื่อเปรียบเทียบแล บอกไว้ในตารางที่เขียนไว้บนกระดาน เป็น วัสดุต่าง ๆ มาใชป้ ระโยชน์ สงิ่ ของที่สำรวจพบ ..................ถังน้า......................................... ................แก้วน้า........................................
กำรใชว้ สั ดุในชีวติ ประจำวัน ๒๖๓ บตั ทิ ำงกำยภำพของวัสดุ ยำศำสตร์ เวลำ ๒ ช่วั โมง ชนั้ ประถมศึกษำปที ี่ ๔ รมและทาความเขา้ ใจเกย่ี วกบั ชนดิ ของวสั ดุที่ต้อง ภิปรายว่า มีวัสดุชนิดใดบ้างที่นักเรียนยังไม่รู้จัก อาจถามนักเรียน เชน่ นใยสังเคราะห์หรือไม่ เส้นใยท้ัง ๒ ชนิดเหมอื น ด้ตามความเข้าใจ) าอยา่ งไร (นักเรยี นตอบไดต้ ามความเข้าใจ) าติ คือเสน้ ใยที่เกิดจากพืชหรือสตั ว์ เชน่ ฝ้าย กการสรา้ งของมนษุ ย์ เช่น ไนลอน จากนน้ั ให้ ให้ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่ม นาเสนอผลการทา ละตรวจสอบความถูกต้อง ครูเขียนส่ิงที่นักเรียน นตัวอย่าง ๑ ชนิด เช่น ตัวอย่างตาราง การนา ชนดิ ของวสั ดุ ..... ๑. พลาสตกิ ...... ๒. แกว้
หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี ๕ วัสดแุ ละสสำร แผนกำรจดั กำรเรยี นรูท้ ่ี ๑. กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ สม รำยวิชำวิทย ๖. ครชู วนนกั เรยี นอภิปรายโดยใชค้ าถาม ดังนี้ ๖.๑ วสั ดุแตล่ ะชนดิ ใชท้ าอะไรได้บ้าง (นักเ สิ่งของที่นักเรียนสารวจได้) ๖.๒ มีสิ่งของใดบ้างท่ีเป็นส่ิงของประเภท ตอบได้หลากหลาย ข้ึนอยู่กับสิ่งของ พลาสตกิ แก้ว หรืออะลมู เิ นียม) ๖.๓ เพราะเหตุใดวัสดบุ างชนิดจงึ ใช้ทาส่ิงข อาจตอบว่าเพราะไมเ่ หมาะสมกบั การ เหมาะกับการใช้งาน) ข้นั สรุป (๑๕ นำที) ๗. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจนได้ข้อสร ของวัสดุ หมายถึงลักษณะเฉพาะตัวของวัส จากวสั ดอุ กี ชนิดหน่ึง สิง่ ของชนิดหน่งึ อาจท วัสดุเพียงชนดิ เดียว ขึน้ อยู่กับสมบตั ิของวัสด ๘. นักเรียนทาใบงาน ๐๒ แบบฝึกหัด เรอ่ื งวัสด
.๑ กำรใชว้ สั ดใุ นชวี ติ ประจำวัน ๒๖๔ มบตั ทิ ำงกำยภำพของวสั ดุ ยำศำสตร์ เวลำ ๒ ชว่ั โมง ชนั้ ประถมศึกษำปที ่ี ๔ เรยี นสามารถตอบได้หลากหลาย ข้นึ อย่กู ับ ทเดียวกัน แต่ทาจากวัสดุต่างชนิดกัน (นักเรียน งท่ีนักเรียนสารวจได้ เช่น แก้วน้า อาจทาจาก ของบางอยา่ งได้ แต่ทาบางอยา่ งไม่ได้ (นกั เรียน รนาไปใช้ หรอื ขน้ึ อยกู่ บั สมบตั ขิ องวัสดุท่ตี ้องให้ รุปว่า วัสดุ คือสิ่งที่นามาทาส่ิงของ และสมบัติ สดุที่แสดงว่าวัสดุชนิดหน่ึงเหมือนหรือแตกต่าง ทาไดจ้ ากวัสดุหลายชนดิ สงิ่ ของบางอยา่ งทาจาก ดแุ ละการนาไปใช้งาน ดุท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน หน้า ๑๒๔
ควำมรู้เพ่ิมเตมิ สำหรับครู ๒๖๕ กำรดงึ ดดู ดว้ ยแม่เหล็ก กำรซึมผำ่ นของนำ้ การนาความรอ้ น สภาพยดื หยุน่ สมบัติของวสั ดุ การนาไฟฟา้ กำรอมุ้ นำ้ ความแข็ง กำรรอ้ นเร็ว รอ้ นช้ำ สมบัตขิ องวัสดุ ไดแ้ ก่ การดึงดดู ด้วยแมเ่ หล็ก การอมุ้ น้า การร้อนเรว็ รอ้ นชา้ และการซึมผา่ นของน้า เป็นสมบัติที่นกั เรียนได้เรียนมาแลว้ ในระดบั ป.๑-๓ - การดงึ ดูดดว้ ยแมเ่ หลก็ หมายถงึ การทว่ี สั ดุสามารถดงึ ดูดกบั แม่เหล็กได้ เน่ืองจากมีสารแม่เหล็ก ได้แก่ เหลก็ โคบอลต์ นกิ เกิล เปน็ ส่วนประกอบ - การซึมผา่ นของน้า หมายถึง การทนี่ า้ สามารถซมึ ผา่ นวัสดุนน้ั ๆ ได้โดยวสั ดุแต่ละชนิด แต่ละชนดิ น้า จะซมึ ผ่านได้เรว็ ช้าต่างกนั - การอุ้มนา้ หมายถงึ การทีว่ ัสดุบางชนดิ สามารถกักเกบ็ น้าไว้ในเนือ้ วสั ดุได้ - การรอ้ นเรว็ /ช้า หมายถึง การท่เี มื่อวัสดไุ ดร้ บั ความรอ้ น วสั ดแุ ต่ละชนิดจะมีอุณหภูมิสูงข้ึนมากน้อยต่างกัน
๒๖๖ แบบประเมนิ ดำ้ นคุณธรรม แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ี่ ๑.๑ กำรใช้วสั ดใุ นชีวิตประจำวัน ชื่อผู้ประเมนิ /กลมุ่ ประเมนิ ……………………………………………………………………………………….………………………… ชื่อกลุ่มรับกำรประเมนิ ……………………………………………………………………………………………………………………….. ประเมินผลคร้ังที่………………. วนั ……………..…. เดอื น ………..…………………………………. พ.ศ. ……...….……....... เรอ่ื ง……………………………………………………………………………………….……………………………………….………………… ท่ี ลักษณะ/พฤติกรรมบ่งชี้ ระดับพฤตกิ รรม คะแนนทไ่ี ด้ เกดิ = ๑ ไมเ่ กดิ = ๐ ๑. มคี วามมงุ่ มั่นในการทางาน ๒. ซือ่ สตั ย์ต่อตนเอง ๓. ใฝเ่ รยี นรู้ ๔. มคี วามสามัคคี ชว่ ยเหลอื ในการทางานกลุม่ รวมคะแนนทีไ่ ด้ทั้งหมด = …………… คะแนน คุณลักษณะตามจดุ ประสงค์ด้านคุณธรรม - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตา่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน
๒๖๗ แบบประเมินดำ้ นทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ในกำรทำกิจกรรม แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ี่ ๑.๑ กำรใชว้ ัสดุในชีวติ ประจำวัน เกณฑ์การประเมินมดี ังน้ี ๒ หมายถงึ พอใช้ ๑ หมายถึง ควรปรับปรงุ ๓ หมายถงึ ดี สงิ่ ที่ประเมิน คะแนน การสงั เกต การตีความหมายข้อมลู และลงข้อสรปุ รวมคะแนน เกณฑ์กำรประเมิน ทักษะกระบวนกำร ดี (๓) พอใช้ (๒) ควรปรับปรุง (๑) ทำงวิทยำศำสตร์ การสงั เกต ใช้ประสาทสัมผัสเก็บข้อมูล ใช้ประสาทสัมผัสเก็บข้อมูล ไม่สำมำรถใช้ประสาทสัมผัส เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทาสิ่งของ เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทาสิ่งของ เก็บข้อมูลเก่ียวกับวัสดุที่ใช้ รอบตัวด้วยตนเอง โดยไม่ รอบตวั ได้ โดยกำรชแ้ี นะของ ทาสิ่งของรอบตัว ถึงแม้จะ เพม่ิ เติมความคดิ เหน็ ครูหรือผอู้ นื่ ได้รับคาแนะนาจากครูหรือ ผูอ้ ืน่ การตคี วามหมาย ใช้ข้อมูลท่ีได้จากการทา ใช้ ข้ อมู ลที่ ไ ด้ จา ก ก า ร ท า ไม่สำมำรถใช้ข้อมูลท่ีได้จาก ข้อมูลและลงข้อสรุป กจิ กรรมเพือ่ สรุปได้ว่าส่ิงของ กิจกรรมเพ่ือสรุปได้ว่าส่ิงของ การทากิจกรรมเพ่ือสรุปได้ น้ันทาจากวัสดุชนิดใดและมี นั้นทาจากวัสดุชนิดใดและมี ว่าส่ิงของนั้นทาจากวัสดุ สมบัติอย่างไร ได้ดว้ ยตนเอง สมบัติอย่างไร โดยกำรช้ีแนะ ชนิดใดและมีสมบัติอย่างไร ของครูหรอื ผู้อน่ื ถงึ แม้จะได้รบั คาแนะนาจาก ครหู รอื ผอู้ ่ืน
๒๖๘ เฉลยใบงำน แกว้ น้ำ แกว้ ใส แตกงำ่ ย แก้วน้ำ พลำสติก แตกยำก โตะ๊ ไม้ เก้ำอ้ี พลำสติก แขง็ แรง จำน แข็งแรง ผ้ำขนหนู กระเบื้อง ผำ้ ฝ้ำย เบำ ดดู ซับนำ้ ไดด้ ี น่มุ
๒๖๙ มคี ำตอบหลำยคำตอบ เชน่ ผำ้ พลำสติก กระเบื้อง ไม้ กำรดดู ซับน้ำ ควำมนมุ่ ควำมแขง็ ควำมใส วสั ดุ คอื สิ่งทีน่ ำมำทำส่ิงของ และสมบตั ขิ องวัสดุ หมำยถึง ลกั ษณะ เฉพำะตัวของวัสดทุ ่แี สดงว่ำวัสดชุ นิดหน่งึ เหมือนหรือแตกตำ่ งจำกวสั ดุอกี ชนดิ หนึ่ง สง่ิ ของบำงอยำ่ งทำจำกวัสดชุ นดิ เดยี วกัน บำงอย่ำงทำจำกวัสดุต่ำงชนิด กนั บำงอย่ำงทำจำกวัสดุ เพียงชนิดเดียวแต่บำงอย่ำงทำจำกวสั ดหุ ลำยชนิด ขนึ้ อยูก่ ับสมบตั ิของวัสดแุ ละกำรนำไปใช้งำน
๒๗๐ มคี ำตอบไดห้ ลำยคำตอบ เช่น ใชไ้ ม้ เพรำะนำ้ หนักเบำ แตแ่ ข็งแรง ใช้อิฐ เพรำะ แข็งแรง ทนทำน ผนังบำ้ น ใช้ไม้ เพรำะ แข็งแรง เบำ ใช้อิฐ เพรำะ แขง็ แรง ไม่ตดิ ไฟงำ่ ย หนำ้ ตำ่ ง ใชไ้ ม้ เพรำะ ไมแ่ ตกง่ำย ใชก้ ระจก เพรำะ ใส
๒๗๑ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ คำช้ีแจงประกอบแผนจัดกำรเรยี นรู้ หนว่ ยกำรเรียนรู้ท่ี ๕ แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ี่ ๑.๒ ควำมแข็งของวสั ดรุ อบตัว เวลำ ๓ ชว่ั โมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๑. สำระสำคัญของแผน ความแขง็ ของวสั ดุ หมายถงึ ความทนทานของวัสดุต่อการถูกขูดขีด ๒. ข้อเสนอแนะเพิม่ เติมในกำรนำไปใช้ (ใหร้ ะบุส่ิงทต่ี ้องกำรเนน้ หรอื ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ คำแนะนำ) ในเรือ่ งตอ่ ไปนี้ คือ ๒.๑ ขอบขำ่ ยเน้ือหำ ความแข็งเป็นสมบัติที่แสดงถึงความทนทานของวัสดุต่อการถูกขูดขีด เม่ือนาวัสดุชนิดหนึ่งมาขีดบน วัสดอุ ีกชนดิ หนึ่งแล้วเกิดรอย แสดงว่าวัสดุท่ีถูกขดี มีความแข็งน้อยกว่าวัสดุที่ใช้ขีด แตถ่ า้ ไมเ่ กิดรอยแสดง ว่าวัสดุท่ีถูกขีดมีความแข็งมากกว่าวัสดทุ ่ีใชข้ ีด สมบัติด้านความแข็งของวัสดุสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ มากมาย เชน่ การเลอื กใช้วัสดุเพื่อมาแกะสลกั หินหรอื ไม้ การใช้แร่ท่มี ีความแขง็ มาตดั กระจก ๒.๒ จุดประสงค์กำรเรยี นรู้ (ควำมรู้ ทักษะ คณุ ธรรม จริยธรรม คำ่ นยิ ม) (ถำ้ มี) จดุ ประสงค์ด้ำนควำมรู้ ๑. อธบิ ายความแขง็ ของวัสดุ ๒. เปรยี บเทียบความแขง็ ของวสั ดุตา่ งชนิดกัน จุดประสงค์ดำ้ นทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ ๑. การสังเกต ๒. การลงความเห็นจากข้อมลู ๓. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จดุ ประสงคด์ ้ำนคุณธรรม ๑. มคี วามมุ่งมัน่ ในการทางาน ๒. ซื่อสตั ย์ต่อตนเอง ๓. ใฝ่เรียนรู้ ๔. มีความสามคั คี ช่วยเหลอื ในการทางานกลมุ่ ร่วมกัน ๒.๓ กำรจัดกจิ กรรมกำรเรียนรู้ ๑) กำรเตรยี มตัวของครู นักเรียน (กำรจัดกลุ่ม) (ถำ้ มี) การจัดกลุม่ โดยแบ่งนักเรยี นออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๓-๔ คน
๒๗๒ ๒) กำรเตรยี มสื่อ วสั ดุอุปกรณ์ ของครู นักเรยี น (ถำ้ ม)ี สิง่ ท่ีครูตอ้ งเตรียม คอื ๒.๑ แผน่ พลาสติก แผน่ อะลูมิเนยี ม แผ่นกระเบื้อง แผ่นแก้ว แผน่ ไม้ แผน่ เหล็ก ขนาด ๑๐x๑๐ เซนติเมตร อยา่ งละ ๑ แผ่น/กลุ่ม ๒.๒ เตรยี มนทิ านเร่ือง ลกู หมู ๓ ตวั ไว้ใหน้ ักเรยี นอ่าน ๒-๓ ชดุ /กลุ่ม ๓) เตรียมใบงำน ใบควำมรู้ ใบกจิ กรรม (ถ้ำมี) ๓.๑ ใบงาน ๐๑ สมบตั คิ วามแข็งของวัสดุ ๓.๒ ใบงาน ๐๒ แบบฝกึ หดั เรื่องความแขง็ ของวสั ดุ ๒.๔ วัดผลประเมนิ ผล (ถ้ำมี) ๑) วิธกี ำรวดั ผลประเมินผลกำรเรียนรู้ ๑.๑ สงั เกตการตอบคาถามในช้นั เรยี น ๑.๒ การตอบคาถามในแบบฝึกหัด ๑.๓ สงั เกตทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ นการทากิจกรรม ๑.๔ สงั เกตด้านคุณธรรมขณะทากิจกรรม ๒) วธิ กี ำร เครื่องมอื เกณฑ์ ๒.๑ เครือ่ งมือและเกณฑใ์ นกำรประเมนิ ดำ้ นควำมรู้ ตรวจใหค้ ะแนนจากการตอบคาถามในใบงาน แล้วใช้เกณฑ์ในการให้คะแนน ดังนี้ - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ต่ากวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๒.๒ เครื่องมอื และเกณฑใ์ นกำรประเมนิ ทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ สังเกตทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบประเมนิ ทกั ษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ (ดังแนบ) นาคะแนนมารวมกนั แลว้ ใช้เกณฑใ์ นการให้คะแนน ดังนี้ - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตา่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน
๒๗๓ ๒.๓ เครื่องมือและเกณฑ์ในกำรประเมินด้ำนคณุ ธรรม สังเกตคณุ ลักษณะด้านคณุ ธรรมโดยใชแ้ บบประเมนิ ด้านคุณธรรม (ดงั แนบ) นาคะแนนมารวมกนั แล้วใชเ้ กณฑ์ในการให้คะแนนดงั นี้ - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ต่ากวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๓) กำรทดสอบกอ่ นเรยี น หลงั เรียน แบบฝกึ หัด กอ่ นเรยี น หลงั เรยี น ทาแบบฝกึ หัดในใบงานหลังเรยี น ๓. อนื่ ๆ ......................................................................................................................................................... ................. .................................................................................................................. ......................................................
หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี ๕ วสั ดแุ ละสสำร แนวทำงกำรจดั กจิ กรรมของแ กลุ่มสำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตร์ เร่ือง ควำมแขง็ รำยวิชำ ว แนวกำรจดั ข้นั นำ ครตู รวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยว ขั้นสอน ข้นั สรุป รว่ มกนั อ่านนิทาน เรือ่ ง ลกู หมสู ามตัว แล กำรวัดและประเมนิ ผล กิจกรรมที่ ๑ ตรวจสอบความแขง็ ของวัสด ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมดว้ ยกนั เปน็ กลุ่ม นาเสนอ ร่วมกนั อภิปรายและลงข้อสรปุ เก่ยี วกับคว ทาใบงาน ๐๒ แบบฝึกหัด เร่ืองความแขง็ ประเมนิ จากการตอบคาถาม ประเมินจากการทากจิ กรรมในช้ันเรียน ประเมินจากการทาแบบฝึกหัด
แผนกำรจดั กำรเรียนรูท้ ี่ ๑.๒ ๒๗๔ งของวัสดุรอบตัว วิทยำศำสตร์ เวลำ ๓ ช่ัวโมง ชน้ั ประถมศกึ ษำปีที่ ๔ ดกิจกรรมกำรเรยี นรู้ วกับความแข็งของวัสดุ ละตอบคาถามหลงั จากการอา่ น ดุอย่างไร อ และอภิปรายผลการทดลอง วามแขง็ ของวสั ดุ งของวสั ดุ
หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ ๕ วัสดแุ ละสสำร แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ ๑ กล่มุ สำระกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตร์ หนว่ ยยอ่ ยที่ ๑ สม รำยวิชำว ขอบเขตเนื้อหำ กจิ กรรมกำรเรียนรู้ (๓ ชัว่ โมง) ความแข็งเป็นสมบัติทีแ่ สดง ชั่วโมงท่ี ๑ ขน้ั นำ (๕ นำที) ถงึ ความทนทานของวสั ดตุ ่อ ๑. ครูถามคาถามเกีย่ วกับความแข็งของวัสดโุ ดยอ การถกู ขดู ขีด รู้ได้อยา่ งไร เมอื่ นาวัสดชุ นดิ หน่ึงมาขีด ขน้ั สอน (๔๕ นำท)ี บนวัสดุอีกชนดิ หนึ่งแล้วเกดิ รอย ๒. ครใู ห้นักเรยี นอ่านนิทานเรื่อง “ ลูกหมู ๓ ตัว แสดงวา่ วัสดทุ ถี่ ูกขีดมีความแขง็ ๓. ครูนาสนทนาเกีย่ วกับการใชว้ สั ดใุ นการสรา้ งบ น้อยกว่าวัสดุที่ใชข้ ดี แต่ถา้ ไมเ่ กดิ รอยแสดงวา่ วสั ดุท่ถี ูกขดี มีความ ๓.๑ เหตุใดหมาป่าจึงทาลายบ้านของลูกห แขง็ มากกว่าวสั ดทุ ี่ใช้ขีด ของลูกหมูตัวที่สามไม่ได้ (บ้านของลูก งา่ ย แต่บา้ นของลกู หมูตวั ที่สามทาจาก สมบตั ดิ ้านความแขง็ ของวสั ดุ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ ๓.๒ นักเรียนคิดว่าวัสดุแต่ละชนิดท่ีลูกหม มากมาย เชน่ การเลือกใชว้ ัสดเุ พอื่ ทาลายบา้ นของลกู หมูหรือไม่ อยา่ งไร มาแกะสลักหนิ หรือไม้ การใชแ้ ร่ที่ แข็งแรง สว่ นกอ้ นอฐิ หนกั กว่าฟางและ มคี วามแขง็ มาตัดกระจก ๓.๓ ทาไมเราจึงสร้างบ้านด้วยไม้หรืออิฐ ความเข้าใจของตนเอง แนวคาตอบท มีความแขง็ ซง่ึ เปน็ สมบัตหิ นึ่งของวัสด
๒๗๕ ๑.๒ ควำมแข็งของวัสดรุ อบตวั เวลำ ๓ ชั่วโมง มบัตทิ ำงกำยภำพของวัสดุ ชั้นประถมศึกษำปที ี่ ๔ วิทยำศำสตร์ อาจถามวา่ สง่ิ ท่อี ยรู่ อบ ๆ ตวั สิ่งใดมีความแขง็ บ้างและ สอ่ื / แหลง่ เรียนรู้ ” หน้า ๑๒๘-๑๓๐ ๑. นิทานเร่อื งลูกหมู ๓ ตวั บ้านของลกู หมูทั้ง ๓ ตวั โดยใช้แนวคาถาม ดงั น้ี ๒. แผน่ พลาสติก หมูตัวท่ีหนึ่งกับลูกหมูตัวที่สองได้ง่าย แต่ทาลายบ้าน ๓. แผน่ อะลูมิเนียม กหมูตัวที่หน่ึงและสองทาจากฟางกับเศษไม้ จึงพังได้ ๔. แผ่นกระเบื้อง กอฐิ จึงพงั ไดย้ าก) ๕. แผ่นเหล็ก มูใช้สร้างบ้านมีผลต่อความยากง่ายของหมาป่าในการ ๖. แผน่ ไม้ (นกั เรียนอาจตอบได้วา่ มผี ล ฟางและเศษไม้เบา จงึ ไม่ ๗. แผ่นแก้ว ะเศษไม้จึงมีความแข็งแรงมากกว่า) ฐแทนการสร้างด้วยวัสดุอ่ืน ๆ (นักเรียนตอบได้ตาม ที่ถูกต้องแต่ครูยังไม่ต้องเฉลย คือ เพราะอิฐหรือไม้ ดทุ ท่ี าให้บา้ นแขง็ แรง)
หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ่ี ๕ วสั ดแุ ละสสำร แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ กลุม่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ สมบ รำยวชิ ำวิท จดุ ประสงค์ด้ำนควำมรู้ ๔. ครูเขียนคาว่า “แข็ง” และ “แข็งแรง” ไว้บ ๑. อธิบายความแข็งของวสั ดุ ถึงความหมายของทัง้ สองคานี้ โดยครใู ชค้ าถ ๒. เปรยี บเทียบความแข็งของวสั ดุ ๔.๑ คาว่า “ แข็ง ” และ “ แข็งแรง ” ม ตอบไดต้ ามความเขา้ ใจของตนเอง) ตา่ งชนิดกนั ๔.๒ ส่ิงของท่ีมีความแข็งแรง น่าจะมีลักษ ตนเอง) จุดประสงคด์ ำ้ นทักษะ ๔.๓ สิ่งของที่มีความแข็ง น่าจะมีลักษณะ กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ ตนเอง) ครูจดบันทึกคาตอบของนักเร ๑. การสงั เกต เหลา่ นรี้ ว่ มกนั อีกคร้งั หลงั จากทากิจกร ๒. การลงความเหน็ จากข้อมูล ๓. การตีความหมายข้อมลู และ ๕. ครูแบง่ กล่มุ นกั เรยี นเป็นกล่มุ กลุ่มละ ๓-๔ ค ท่ี ๑ ตรวจสอบความแข็งของวสั ดุอยา่ งไร หน ลงข้อสรุป ๕.๑ กิจกรรมน้นี กั เรยี นจะได้เรยี นเร่อื งอะไร ๕.๒ นักเรยี นจะเรยี นเร่อื งน้ดี ว้ ยวิธีใด (การ ๕.๓ เม่ือเรยี นแลว้ นักเรียนจะทาอะไรได้ (เป ๕.๔ ถ้าเราอยากรู้ว่า พลาสติก อะลูมิเ มคี วามแข็งมากกว่ากัน นักเรียนคดิ ว่า ย้าว่าควรเป็นวิธีที่สามารถทาได้ในห้อ ความคิด)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 469
Pages: