Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Published by godofthecrash, 2018-07-09 04:58:47

Description: หนังสือออนไลน์Ebookหนังสิอชาวอโศกศูนย์รวมหนังสือต่างๆของชาวอโศก ที่เคยตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ และกำลังจะตีพิมพ์ ได้จัดทำไว้เพื่อสะดวกในการค้นคว้าข้อมูลด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่เปิดใช้งานได้เสมือนหนังสือจริง

Search

Read the Text Version

“วิบากบาป” ก็เปน็ “นรก”  เพราะกิเลส คือ“บาป”  ใครท�า“บาป”  มนั ก็พาตกนรก100 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ฆา่ จนไกต่ ายดว้ ยนา้� มอื คน(นแ่ี หละคอื “อทุ ศิ มงั สะ” เจตนาของคน) ไกต่ ายนะมันก็ต้องเป็นคนอื่นคนใดมาเจตนาฆ่า ท่ี“เจตนา”(อุทิศ=เจตนา)ฆ่ามันตาย ก็คือน�้ามือคนฆ่า ที่จริงคุณมีกิเลส มีเจตนา แต่คุณ“อวิชชา”อยู่ ไมร่ กู้ เิ ลสในใจตัวเอง พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรสั ว่า ปาณาติบาตนน้ั มีองค์ ๕ ของบาปใครมคี รบ กบ็ าป แมค้ นนน้ั จะวา่ ตนไมม่ กี เิ ลส กต็ กนรกเพราะบาปนี้ องค์ ๕ ของบาปทเี่ ปน็ ปาณาติบาตก็คอื ๑)สตั ว์มีชีวิต ๒)รู้อยู่ว่าสัตว์มีชวี ิต ๓)คดิ ฆา่ สัตวน์ ้ัน ๔)พยายามฆา่ สัตวน์ ้ัน ๕)สัตว์นั้นตายส�าเร็จด้วยความพยายามน้ัน ก็ครบเป็นบาปทันทีส�าเร็จด้วย“กรรม”นี้ คณุ วา่ คณุ ไม่มีกเิ ลส แตค่ ณุ ฆ่าอย่างน้ี กค็ รบองค์ ๕ของบาปในกระบวนการของ“ปาณาติบาต”แล้ว กิเลสคอื อะไร คือกรรมทีม่ ีเจตนา คณุ จะฆ่าไก่ตัวน้ี โดยไม่มเี จตนาจะฆา่ แล้วไก่มนั ตายด้วยน�้ามอื คุณมย้ั ? ทัง้ ๆทคี่ ณุ ว่า คุณไมม่ กี ิเลส แตค่ ณุ มเี จตนาแน่ ท่ที า� ให้มนัตายจนสา� เรจ็ เจตนาตงั้ แตร่ วู้ า่ ไกม่ นั มชี วี ติ จงึ จะทา� ใหไ้ กม่ นั ตาย แลว้ คณุเร่ิมคดิ -เรมิ่ พยายาม-ลงมอื ทา� จนส�าเร็จ “องค์ ๕”ก็ครบเปน็ บาป นอกจากเป็น“อุปัทวเหต”ุ กไ็ มค่ รบ“องค์ ๕” พระพุทธเจ้าจงึ ตรสั วา่ ไมค่ รบ“องค์ ๕”ของปาณาติบาต ก็ไมค่ รบบาป บาป คอื ตอ้ งรบั วิบากทกุ ข์ วิบาก ทีไ่ ม่เจตนาคอื ยงั ม“ี เวร” ถา้ สตั วท์ มี่ นั ตายดว้ ยอปุ ทั วเหตุ และคณุ เกยี่ วขอ้ งกบั อปุ ทั ว-101 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

เหตุนั้น สตั วต์ ัวนน้ั มนั พยาบาทคุณม้ยั หรือวา่ มนั ชอบท่ีถูกฆ่า? นี่แหละ “วิบากบาป” แม้คุณไม่มีเจตนา มันก็วนเป็นหน้ีบาปหนี้เวรกนั ไมจ่ บง่ายๆ สรปุ แลว้ ตอ้ ง“ชา� ระกิเลส” มันเหตบุ าป “บุญ”คือ ช�าระกิเลสให้สะอาดหมดจดไปจากสันดาน (สันตานงั ปุนาติ วิโสเธต)ิ “วิบากบุญ” ก็ดับเหตุ“นรก”และไม่เป็น“สวรรค์” จบส้ิน“บุญ”แล้วคือ ไม่ต้อง“ชา� ระกิเลสของตน”อกี เพราะไมส่ ุขไม่ทกุ ข์แลว้ “กิเลส”ถูกชา� ระส้ินสดุ “อวชิ ชาสวะ”แลว้ (จบฉบับท่ี ๒๙๐) ฉบับท่แี ลว้ อาตมาพดู มาถงึ เรอื่ ง“บาป” ฉบับนเี้ รากม็ าพดูเรอ่ื ง“บาป”กันตอ่ เพราะคนทงั้ หลายทยี่ งั ไมใ่ ชอ่ รหนั ตน์ นั้ กม็ “ี บาป”กบั “กศุ ล”นี่แหละเปน็ เครอ่ื งอาศัย และพาทุกข์พาสุขไปตามบารมี ทอี่ าตมาพดู วา่ ม“ี บาป”กบั “กศุ ล”นแี่ หละเปน็ เครอ่ื งอาศยัน้นั พูดตามสจั จะ แตห่ ลายคนคงจะสะดดุ ใจวา่ ทา� ไมอาตมาไมพ่ ดู วา่ ม“ี บาป”กบั “บญุ ”นแี่ หละเปน็ เครื่องอาศยั อาตมาเชอ่ื วา่ มคี นสะดดุ ใจอยมู่ ากแนว่ า่ อาตมานา่ จะพดู วา่ม“ี บาป”กบั “บญุ ”นแี่ หละเปน็ เครอื่ งอาศยั แทนทจี่ ะพดู วา่ ม“ี บาป”กบั “กุศล” มันก็นา่ สะดุด ใชม่ ั้ย?102 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

อาตมารูว้ ่า ทา� ไม.. คนไทยจึงสะดุดใจ ในประเดน็ น้ี เพราะค�าว่า “บุญ” คนไทยได้เข้าใจผิดเพี้ยนไปจาก“ปรมัตถสจั จะ”สิ้นแลว้ หมายความว่า ค�าว่า“บุญ”ทกุ วนั นี้ คนไทยเข้าใจเปน็“คณุ งามความด”ี แคโ่ ลกยี เ์ ทา่ นนั้ แลว้ ไมเ่ ปน็ “คณุ งามความด”ีขั้นโลกุตระกนั แลว้ ชาวพทุ ธจงึ เอาคา� วา่ “บญุ ”มาใชผ้ ดิ หนา้ ท่ี จนกระทง่ั “บญุ ”กลายเปน็ “กุศล”ไปหมดแลว้ คนนิยมค�าว่า“บุญ”มากกว่า“กุศล” นั้นเพราะ“บุญ”มีคุณค่าย่ิงใหญ่ประเสริฐกว่า“กุศล” เพราะ“บุญ”เป็นตัวน�าส่นู ิพพานโดยเฉพาะ คณุ คา่ จงึ ถว้ นเต็มบรสิ ุทธิ์ แตท่ ุกวันน“้ี บุญ”ไมบ่ ริสทุ ธิแ์ ลว้ เหตเุ พราะผเู้ ปน็ ชาวพทุ ธมไี หวพรบิ ปฏภิ าณในเรอื่ ง คณุ คา่ ”ของบุญอยู่ในเช้ือสัญชาตญาณนับถือคุณค่าของ“บุญ” ว่าสูงค่ากว่า“กศุ ล”มาแต่เดมิ ฝงั ลกึ ในจิต ชาวพุทธจึงนิยม“บุญ”มากกวา่ “กุศล” ทั้งผู้ประพฤติคุณงามความดี-ท้ังผู้อยากได้คุณงามความดีตา่ งก็รูว้ า่ คณุ งามความดแี บบชา� ระกิเลสไดน้ ั้น เปน็ คณุ งามความดีข้ันปรมัตถธรรม ย่อมสงู กวา่ คุณงามความดีสามัญทวั่ ๆไป ทเี่ ป็นสมมตุ ิธรรมแน่ คนจงึ อยากได้คุณงามความดที ีเ่ ป็น“บญุ ”มากกว่า“กุศล” การค้า“บุญ” จึงถูกนักค้าผู้รู้มากเอาเปรียบคนทั้งหลายหยิบภาษาคา� วา่ “บุญ”มาใชห้ ากิน ได้ยิง่ กวา่ ค�าวา่ “กุศล”103 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

เพราะผู้รู้ภาษาขั้นปรมัตถ์มีน้อยคน จนทกุ วนั น้ี คา� วา่ “บญุ ”จงึ ผดิ เพยี้ นไปจาก“หนา้ ทจี่ รงิ ” ดว้ ยประการฉะนี้ คา� วา่ “บญุ ”นี้ มหี นา้ ท่ี ชา� ระกเิ ลสในจติ หรอื ชา� ระเชอื้ อกศุ ลจิตท่ีตอ่ เนอื่ งอยู่ในจิต หรือกา� จดั บาปโดยตรง เทา่ นั้น เม่ือหมดหน้าที่ “บุญ”ท�างานเสร็จจบ “บุญ”ก็หมดกส็ ิน้ ไปจากจิต “บุญ”ไม่ใช่เครื่องใช้ในทางโลกีย์“บุญ”ไม่ใช่เคร่ืองอาศัยให“้ ความสขุ ” โดยเฉพาะ“สขุ ”ทีเ่ ปน็ “สุขลั ลิกะ”เกิดจากกาม แต่เป็นเครื่องมือใช้ก�าจัด“ความทุกข์” โดยเฉพาะ“ทุกข์”ทีย่ ัง“กิลมถะ”เกิดจากอตั ตา หนา้ ทข่ี อง“บญุ ”ก�าจดั “ทุกขอริยสจั ”โดยเฉพาะเท่าน้นั เม่ือหมดหน้าท่ี “บุญ”เสร็จจบหน้าที่ ผู้น้ันก็“หมดบุญ”“บุญ”กส็ น้ิ ไปจากผู้น้ัน“บุญ”กห็ มดก็สน้ิ ไปจากจิต “บญุ ”มหี นา้ ที่ชา� ระ“เช้อื ”ได้แก่ เชอ้ื บาป เช้อื อกศุ ล เชอ้ื ท่ีเป็นสนั ดานบาปอยใู่ นจิต เม่ือสิ้นเช้ือแล้ว “บุญ”เสร็จจบหน้าท่ี ช�าระเช้ือบาปแล้ว“บุญ”ก็สญู สิน้ ไปจากจิต เมอ่ื ..“บาป”หมดสน้ิ เชอ้ื ใน“สนั ดาน”เกลย้ี ง “บญุ ”กห็ ายไปจากจิตเลย จงึ ชอื่ วา่ ผ“ู้ สน้ิ บญุ สน้ิ บาป”ภาษาบาลีวา่ ปญุ ญปาปปรกิ ขฺ โี ณ ทงั้ บญุ -ทง้ั บาป ส้ินไปแล้ว สญู พนั ธ์ุ ปริกขฺ ีโณ นค้ี อื สนิ้ ไปแล้ว, สญู พันธ์ุ104 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

สนั ดาน หรือสนั ตาน คือ การสืบเนอื่ ง,การแผ,่ การแผก่ งิ่กา้ นสาขา, วงของไม้เลือ้ ย, จ�านวนต้นไมบ้ นสวรรค,์ การสบื ล�าดบัเชื้อสาย, การต่อเนือ่ งของจิตหรอื ความร้สู ึก เชอ้ื บาปหรอื กเิ ลสมนั กส็ งั่ สมสนั ดานมนั กแ็ พรเ่ ชอื้ มนั ก็สั่งสมสันดานของมัน มีการสืบเน่ือง มีการแผ่กิ่งก้านสาขาสร้างวงของไมเ้ ลื้อยออกไปกวา้ งออกๆ จา� นวนตน้ ไม(้ บาป,พษิ )บนสวรรคอ์ นั เปน็ “สวนทหี่ ลอกใหห้ ลงเพลิดเพลนิ โลกยี ธรรม”(นนั ทวัน) จึงดกดนื่ แตกขยายเตม็ ไปทัว่ โลก สบื ลา� ดบั เชอื้ สาย“เทพบตุ รมาร”หรอื เชอื้ “กเิ ลสบาป”ออกไปไม่หยุดย้ัง นี่คือ การต่อเนื่องของจิตหรือความรู้สึกของผู้ตกอยู่ในอวิชชาท้งั หลาย สืบสนั ดานอยู่ ดงั ท่มี ใี ห้เห็นในเมอื งไทยนี่เอง ชัดท่สี ุด ที่ส�านักน้ีระดมการสร้าง“วิมาน”หลอกโลกกันอยู่อย่างขมีขมนั แข็งขันยงิ่ นกั “สนั ตานกะ”นั้น แปลว่า วิมาน, ผู้สบื เช้ือสาย, ลูกหลาน ใครฟงั อาตมาครานี้ เห็น“วมิ าน”ได้จรงิ ก็จะเห็นวา่ “ผูส้ ืบเช้ือสาย”ผมี ารอยู่ทไี่ หน และใครบา้ งทเ่ี ปน็ “ลกู หลาน”ของผีมาร “บญุ ”จงึ กลายเปน็ “วมิ าน” ทค่ี นผเู้ ปน็ เจา้ ของ“สนั ดาน”ชว่ัน�าไปสร้างหลอกคนผู้หลงงมงายให้หลงผิดกัน ในเมืองไทยก็มีให้เห็นกนั อยู่มาก บางสา� นักเหน็ ชัดย่ิงกว่าตัวชา้ ง สารพดั ทจี่ ะเสกสรรคป์ น้ั แตง่ อะไรตอ่ อะไรขน้ึ มาใชห้ ลอกคนจนหลงงมงายกันไปท้งั บ้านทง้ั เมือง เพราะ“โลกียธรรม”มัน105 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ฝงั รากลกึ ในใจคนเปน็ สามญั มาแตไ่ หนแตไ่ ร คนปุถุชนสามัญก็หลงรวยหลงหรูหลงใหญ่หลง“ความดีงามขั้นง่ายๆ”ที่น�ามาฉาบหลอกไว้ จึงหลงเช่ือตามพลอยหลงใหล หลงตดิ ไปตาม หลงเหน็ ดสี นบั สนนุ หลงยกยอ่ งหลงสง่ เสริมกัน ดังทเี่ หน็ ๆกนั อยู่ “โลกตุ รธรรม”จึงเขน็ ไปยากสดุ ยาก อาตมาจงึ ซาบซงึ้ คา� ตรสั ของพระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธ-เจา้ สดุ ๆอยา่ งย่ิง ทวี่ ่า “การไดค้ วามเปน็ มนษุ ยเ์ ปน็ ของยาก พระตถาคตอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติในโลกเป็นของยาก ธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแลว้ จะรงุ่ เรอื งในโลก กเ็ ปน็ ของยาก...” (พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๙ ข้อ ๒๗๔๔) อาตมาอตุ สาหะเขน็ ความเปน็ “โลกตุ ระ” ของพระพทุ ธเจา้อยทู่ กุ วนั นี้ สดุ ซาบซงึ้ ธรรมะบทนส้ี ดุ ๆ วา่ ธรรมวนิ ยั ทพ่ี ระตถาคตประกาศแลว้ จะรุง่ เรอื งในโลก ก็เปน็ ของยาก แต่ก็ไม่เคยท้อหรอก เพราะรู้ดีว่า มันต้องเป็นเช่นนี้ๆแน่นอน นี่คอื สจั จะ ภาษาบาลี คอื ภาษาบนั ทกึ ธรรมะ ภาษาทบี่ ง่ ชสี้ ภาวธรรมแทๆ้ ซึ่งมคี า� ทีร่ ะบุสภาวะต่างๆของ“นามธรรม”อย่างละเอยี ดลอออย่างบรบิ ูรณ์สัมบรู ณท์ ่ีสุด ท่ีอาตมาน�าแต่ละค�ามาประกอบการอธิบายขยายความน้ีอาตมาเอามาใชเ้ พียงพอประมาณ ยังมีอกี มากกว่ามาก ในพจนานุกรมบอกความหมายของค�าบาลีมีอีกเยอะ106 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

แต่อาตมาก็ไม่อาจจะน�ามาขยายให้ละเอียดกว่าน้ีได้หมดเพราะดจู ะมากเกนิ ไป กเ็ อาแตพ่ อเหมาะ บางเรอื่ งบางความหมายนัน้ อาตมาก็ยงั ไมม่ ีภูมิพอท่ีจะรู้รอบและแทงทะลไุ ด้ แต่ขนาดนี้ อาตมาก็วา่ ผู้มีภมู ปิ ัญญาได้ฟงั แล้ว ได้ร้ขู ้นึ มาแล้ว ก็คงจะพอเข้าใจแล้ว ว่า พุทธธรรมของพระพุทธเจ้าที่เป็น“โลกตุ ระ”นัน้ จรงิ แท้ วิเศษยอดแค่ไหน และจะเหน็ จรงิ ได้ วา่ “โลกุตระ”เสอ่ื มไปจากสงั คมมนุษย์ยคุ นจี้ ริงแค่ไหน ดังที่อาตมาก�าลังจะน�าความเป็นสัจจะของค�าว่า“บุญ”แค่นก้ี ย็ ากเย็นแสนเขญ็ จรงิ ๆ ทกุ วันนี้ “บญุ ”ไดผ้ ดิ ตวั ผิดตน “บุญ”ถูกมอมย้อมตวั มาเปน็ “วิมาน”หลอกคนได้ปานฉะน้ี หลอกจนคนเหน็ ว่า“บุญ”เปน็ “จา� นวนตน้ ไมบ้ นสวรรค์” หลอกมาตง้ั แต่ เอา“บญุ ”มาแผป่ ลอมเปน็ กงิ่ ของโลกยี ์ มาขยายกง่ิ กา้ นสาขาโลกยี อ์ อกไปเปน็ สาขาใหญส่ าขามาก เปน็ วงของไมเ้ ล้อื ยกวา้ งเกินกินไกลไปไม่มสี นิ้ สดุ ทั้งๆท่ี “บุญ” มีหน้าท่ีดับเช้ือ ท�าให้สิ้นไป ก�าจัดการสืบล�าดบั เชือ้ สายแทๆ้ ทา� ให้สญู พันธุ์จริงๆ แต่ถูกหลอกให้หลงผิดเป็นการต่อเชื้อ โลกีย์ ต่อสันดานแทนทจี่ ะถกู กา� จดั โลกยี ช์ า� ระสนั ดานใหห้ มดสนิ้ จนสะอาดผอ่ งแผว้ เหน็ มย้ั วา่ เชอ้ื โรคกเิ ลสรา้ ย..ทก่ี อ่ ตวั แลว้ กลายตวั เปน็ อะไรตอ่ อะไร ยาวยดื และเพิ่มวงออกไปเป็นเชอื้ เป็นสายอนื่ อกี พสิ ดาร ค�าว่า“บุญ”ในโลกทุกวันนี้ ได้หมดสาระแห่งสัจจะของ107 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

ปรมตั ถไ์ ปแลว้ สาระแห่งสัจจะของ“บุญ”คือ มีหน้าท่ีช�าระกิเลสในจิตสันดาน มนั สิ้นหมดไปจรงิ ม้ัย ผมู้ ีปัญญาก็ช่วยอาตมาตรองดู ตรวจความจริงของสังคมท่ใี ชค้ �าวา่ “บญุ ”ส่ือสารกนั ดใู หเ้ หน็ ความจรงิ เถิด คนเขา้ ใจไดแ้ ตว่ า่ “บญุ ”นนั้ คปู่ รปกั ษก์ บั “บาป” ฉนั ใด เยย่ี งเดียวกัน “กุศล”คปู่ รปกั ษ์กบั “อกุศล” กฉ็ ันนั้น นยั ส�าคญั นน้ั อยู่ตรงที่ คนสามารถปฏบิ ตั ิจนบาป จนอกศุ ลหมดจากจิตตนได้ และพระอาริยะสามารถปฏิบัติกระท่ัง“บุญ” หมดหน้าท่ี“บุญ” หมดงาน “บญุ ” ส้นิ กรรม “บุญ”สิ้นไปจากตนได้ ไมม่ อี กี แต“่ กศุ ล”ไมต่ อ้ งหมดไปจากพระอารยิ ะ แมแ้ ตพ่ ระพทุ ธเจา้แม้อรหันตท์ ่ยี งั มชี วี ติ ส่วน“บุญกับบาป”น้ัน หมดสิ้นไปในอรหันต์ พระพุทธเจ้าไม่ตอ้ งพูด ท่านทรงเปน็ ตถาคตาแลว้ ส่วน“กศุ ล”น้นั ไม่ตอ้ งหมด มีไปเถดิ ท่ีอาตมาพูดไปว่า มี“บาป”กับ“กุศล”นี่แหละเป็นเคร่ืองอาศัย น้ัน แทนที่อาตมาจะพูดว่า มี“บาป”กับ“บุญ”น่ีแหละ เป็นเคร่อื งอาศยั ผ้ทู ส่ี ะดดุ ใจคา� พูดของอาตมาขา้ งต้นนน้ั เพราะคนผนู้ ้นั ยงัเข้าใจค�าวา่ “บญุ ”กับ“กศุ ล” ไม่ได้ ยงั ร้คู วามตา่ งกนั ของมันไมพ่ อ ชดั ๆกค็ อื ยงั เขา้ ใจความเปน็ “บญุ ” กบั “กศุ ล” ยงั ไมเ่ พยี งพอ108 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

พดู ใหเ้ ปน็ วชิ าการกค็ อื ยงั มจิ ฉาทฏิ ฐใิ นความเปน็ “บญุ ”อยู่ มิจฉาทฏิ ฐอิ ย่างไร? ก็คือ ค�าว่า“บุญ”นี้ คนไทยส่วนใหญ่ที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ท้ังหลาย ยังเข้าใจว่า “บุญ” หมายถึง คุณงามความดีเหมือนกันกับค�าว่า“กุศล” เป็นแค่คุณงามความดีทางโลกีย์ความเขา้ ใจยังไม่สัมมาทฏิ ฐิวา่ “บญุ ” น้ัน “ไม่ใช่เคร่อื งอาศัยหรอื แดนอาศัยเสพสุข” แตเ่ ป็นเคร่อื งช�าระกิเลสโดยตรงเท่านน้ั ใช้ชา� ระกเิ ลสเสรจ็ หรือชา� ระบาปน้นั เสร็จ “บาป”ก็ส้ินไป“บญุ ”กส็ น้ิ ไป ไมม่ “ี บญุ ”นน้ั อกี ไมต่ อ้ งใชเ้ ปน็ เครอ่ื งชา� ระอกี เพราะไมต่ อ้ งชา� ระ“บาป”น้ันอกี กิเลสส้นิ แลว้ จงึ ไม่ตอ้ งอาศยั ทั้ง“บุญ” ท้งั “บาป” ดังนั้น อรหันต์ทุกองค์จึงเป็นคนที่“ส้ินบุญส้ินบาป”(ปุญญปาปปริกฺขโี ณ)แลว้ ไมม่ “ี บุญ”ไม่มี“บาป”อาศัยอยใู่ นจิตอีก แต่ท้ังคนท่ัวไป และทั้งอรหันต์แม้พระพุทธเจ้า ที่ยังไม่ปรนิ พิ พานเปน็ ปริโยสาน ตา่ งก็ยังอาศัย“กุศล”กนั อยทู่ ้งั ส้นิ สา� หรบั ปถุ ชุ นนน้ั ไมไ่ ดอ้ าศยั แมแ้ ต“่ บญุ ” เพราะทา� “บญุ ”ยงัไม่เปน็ เพราะยังไม่ร้คู วามเป็น“บญุ ” ท่ีสัมมาทฏิ ฐิ ทอี่ าตมาพดู วา่ ม“ี บาป”กบั “กศุ ล”นแี่ หละเปน็ เครอ่ื งอาศยัเพราะเผื่ออรหันต์ ถ้าเป็นอรหันต์แล้ว ก็จะมีแต่“กุศล”เท่าน้ันเป็นเครื่องอาศัย ท่านไม่ต้องอาศัย“บุญ”อีกแล้ว เพราะท่าน“สน้ิ บญุ ”แลว้ จริง คนท่ัวไปที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ท�า“บุญ” ไม่เป็น จึงไม่มี109 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“บญุ ”เป็นเครอ่ื งมอื ใหอ้ าศยั เสขบคุ คล หรอื คอื ผเู้ ปน็ อารยิ ชนตงั้ แตโ่ สดาปตั ตมิ รรคกจ็ ะเริม่ ม“ี บุญ” เริ่มมีเครอื่ งมืออาศัยใชช้ า� ระ“บาป” กา� จัดกิเลสไดจ้ ริงไปตามล�าดับ บาป คือ กิเลส มีอยู่ตอ้ งรับวิบากทกุ ข์ วบิ าก ทไ่ี มเ่ จตนากย็ งั ม“ี เวร”ทอี่ กี ฝา่ ยหนงึ่ จะจองเวรไหม? ถา้ ยังจองเวรอยู่ ก็ยงั เป็นทุกข์อยู่ บาป-บุญ-คุณ-โทษ มีมากหลากหลายละเอียดซับซ้อนซ่อนเชิงกันปานฉะนแ้ี ล แวะมาอธิบายเรื่อง“บาป-บุญ-กุศล”กันเสียยาวยืด กลับไปส่ปู ระเดน็ ทเ่ี ราก�าลงั พูดค้างอยู่กันต่อซิ เรากา� ลงั พดู กนั ถงึ ประเดน็ ฆา่ สตั วม์ ากนิ เปน็ บาป ผกู้ นิ เนอื้สตั วท์ เ่ี ปน็ อทุ ิศมังสะก็เป็นบาป คา้ งอยู่ กม็ าพดู กันต่อ พดู ไปแลว้ วา่ ถา้ สตั วถ์ กู ฆา่ เพราะคนนแ่ี หละ“จงใจ,มเี จตนา”(อุทิศ)ฆ่ามันให้ตายครบองค์ ๕ เน้ือนี้เป็น“อุทิศมังสะ” ใครกินมีเช้อื บาปหรอื ตดิ บาป(ส ปาปมลุ มิ ปฺ ติ)แนน่ อน แตถ่ า้ เนอ้ื สตั วน์ นั้ เปน็ “ปวตั ตมงั สะ” พระพทุ ธเจา้ กต็ รสัวา่ กนิ เถอะหากยงั จะตอ้ งกนิ เนอื้ สตั วน์ น้ั อยู่ เพราะมนั ไมบ่ าปแลว้ ไม่ใช่เนือ้ สัตวท์ ี่คน”จงใจ,เจตนา”ฆา่ มนั (อุทิศ, สญั ญจจิ จะ)ให้ตายครบองค์ ๕ ดงั กล่าวแลว้ “ปวัตตมังสะ”คอื เนื้อสตั วท์ ม่ี นั ตายเอง ไม่ใช่มนั ตายดว้ ยฝมี อื คน..นห้ี นง่ึ และอกี หนง่ึ คอื เนอ้ื สตั วท์ เ่ี ปน็ เดนสตั วม์ นั ฆา่ กนั เองและมันกินเหลอื แลว้ มันทิง้ แลว้ เป็นเดนสัตว์กนิ อย่างน้กี ก็ ินได้110 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ปวตั ตมังสะจงึ มี ๒ อยา่ ง ดงั ทกี่ ลา่ วมาแล้ว ๒ อยา่ งนก้ี ินแลว้ ไม่บาป เพราะไม่มเี วรภัยกันแล้ว สตั ว์อ่นื เรากไ็ มไ่ ดไ้ ปแย่งมนั เนื้อนคี้ อื เนอ้ื บังสกุ ลุ ที่เรากินไม่บาป ทีนี้..มีสัตว์ที่มันตายด้วยอุปัทวเหตุ และคุณเกี่ยวข้องกับอปุ ทั วเหตนุ น้ั คอื คณุ บงั เอญิ ทา� ใหม้ นั ตาย โดยคณุ ไมม่ เี จตนา ไมไ่ ด้จงใจ องค์ ๕ ของปาณาติบาตกไ็ ม่มีเลย แลว้ จะมีส่วนของบาปม้ัย ถา้ คุณไมม่ สี กั ข้อใน“องค์ ๕”ของปาณาตบิ าต คณุ เองก็ไมบ่ าป คุณไม่จองเวร แต่สัตวต์ ัวน้นั มนั พยาบาทคุณม้ยั ละ่ ? เรากไ็ มส่ ามารถรู้ใจสตั วไ์ ด้ หรือคุณว่ามนั ชอบที่ถูกฆ่า..? หือ!!! ถา้ มนั จองเวรพยาบาทคุณอยู่ คุณกต็ ้องสู้กับวิบากทุกข์นัน้ อยู่ แตถ่ ้ามนั ไม่จองเวรเอากับคุณ มันกไ็ มม่ ีอะไรแกก่ ันอีก ซ่งึ ทีส่ ัตวต์ าย และเรากไ็ ม่ไดเ้ กี่ยวข้องเลย ก็ปลอดภยั แต่ถ้าสัตว์ตายโดยเรายังมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ไม่วา่ กรณีใด จึงยากที่จะไมม่ บี าป หรอื ไม่มีเวร นี่แหละ “วิบากบาป” แม้คุณไม่มีเจตนา มันก็วนเป็นหน้ีบาปหน้ีเวรกันไมจ่ บง่ายๆ สรปุ แล้ว ต้อง“ชา� ระกเิ ลส” มนั เหตุบาป “บญุ ”คอื ช�าระกิเลสให้สะอาดหมดจดไปจากสันดาน (สนั ตานัง ปนุ าติ วิโสเธติ) “บญุ ”กเ็ ป็น“วบิ าก”คือ เป็นผล ผลที่ช�าระได้ส�าเร็จ บาปก็ดับ นรกก็ดับ กิเลสก็ดับ แม้111 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

สวรรคก์ ไ็ มเ่ กดิ เพราะ“กเิ ลส”ดบั กค็ อื ความสญู ของกเิ ลสเปน็ จรงิ ไมไ่ ดม้ “ี ภพ” ไมไ่ ด้ม“ี ชาต”ิ จรงิ อย่างน้ี เพราะทฤษฎีของพุทธไม่ได้สร้าง“ภพ” แตเ่ ปน็ ทฤษฎที กี่ า� หนดร(ู้ สญั ญา) โดยรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “ตวั เหต”ุ(สมุทัย) แลว้ ก�าจดั “ตัวเหตุ”นใี้ ห้“ดับไป”ส้ินสญู ไปจริง เมอ่ื “ตวั เหตุดบั ไปสนิท”ก็เปน็ “นโิ รธ” “นิโรธ”ของพุทธไม่ได้อยู่ใน“ภวังค์”(องค์ของภพ) และไม่ได้สร้าง“วิมาน”ใด ท่ีเป็น“ภพ”ใหม่ขึ้นอีกเลย ไม่ว่า“วิมานนิโรธ”อันเข้าไปดับด�ามืด(สุภกิณหะ)อยู่ในภวังค์ ไม่ว่า“วิมานบุญ”อันถูกผู้ฉลาดเฉโกหลอกให้หลงติดยึดกันตามโรงเรียนในฝันสร้างกันอยู่ซง่ึ มที งั้ “อาภสั รภพ”(ภพสวา่ งใส) ทง้ั “มหจิ ฉตั ตภพ”(ภพแหง่ ความมกั มาก หรหู ราทง้ั ใหญ่ท้งั โตทัง้ โลก) พุทธท่ีสัมมาทิฏฐิรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กาย” ของสัตว์โอปปาติกะเหลา่ น้ีทั้งน้นั และดับส้นิ “ความดับ”ของพุทธจึงเป็น“สุญญตา” เป็น“ความสูญ”ท่ีสนิ้ นรกสน้ิ สวรรค์ ส้นิ ภพสน้ิ ชาติ สิน้ ความเป็นสตั ว์ ส้นิ บุญส้นิ บาป ผลทด่ี บั เหต“ุ สตั วน์ รกตาย”จงึ ไมม่ สี ตั วน์ รกนน้ั ไปนรกไหนเลย มันตายสูญสน้ิ แลว้ ท่ีลกึ ซึ้งคอื ไมเ่ ปน็ “สวรรค”์ เพราะเปน็ “ความหมดส้ินสูญสตั ว์ไป” จงึ ไมเ่ หลอื อะไรสตั ว์ใดอกี แม้สตั วส์ วรรค์ นค่ี อื “โอปปาตกิ ะ”ทีต่ ายแลว้ ไมม่ ซี าก ไม่มอี ะไร“สบื ต่อ”(ขาดสนั ตต)ิ และเปน็ การเกดิ ท“ี่ ผดุ เกดิ ”ทนั ทที เี่ กดิ แบบ“อภนิ พิ พตั ต”ิ นรกก็ไม่เหลอื อยู่ สวรรค์ก็ไม่มีอีก112 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ซงึ่ เปน็ การปฏบิ ตั ทิ ไ่ี มส่ รา้ งภพ-สรา้ งชาตใิ ดแทๆ้ เปน็ การรู้“ชาติ”ของความเป็นสัตว์ และเหตุที่ให้เกิดความเป็นสัตว์อย่างแทจ้ รงิ เมอื่ “ดบั ชาต”ิ ไดส้ า� เรจ็ จงึ เกดิ ภาวะพเิ ศษคอื “อภนิ พิ พตั ต”ิชนดิ ทมี่ “ี นิพพานแบบดวงตาเปิด” คอื “จักขมุ า ปรินพิ พุโพต”ิ ถ้าจะเรยี ก“การเกิด” กเ็ ปน็ การเกิดของ“นิพพาน”แท้จรงิ(อภินิพพัตติ) ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในปฏิจจสมุปบาท ซ่ึงผู้ปฏบิ ตั ทิ สี่ มั มาทฏิ ฐิ กจ็ ะรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ในความเปน็ “ชาติ ๕ ประเภท” (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ขอ้ ๗ และข้ออนื่ ๆในเล่มอืน่ ๆ) และปฏิบัติจนจบความเป็น“ชาติ ๕”นี้สัมบูรณ์ เพราะดับ“ชาต”ิ ของความเป็นสตั ว์ ทีเ่ กดิ อยูใ่ นโลกไดจ้ ริง ถึงข้ันเปน็ ผู้“ไมม่ ”ี (น โหต)ิ ไดแ้ ท้ (พระไตรปฎิ กเลม่ ๑๖ ขอ้ ๔๓) และทลี่ ึกซึ้งสุดๆในเล่ม ๑๖ นี้ ข้อ ๗๑๘ พระพทุ ธเจา้ก็ตรัสหลักฐานไว้ว่า ความเป็นผู้มีปรกติอยู่คนเดียว(เอกวิหารี)ทเี่ ปน็ ปรมตั ถธรรม บรบิ รู ณโ์ ดยพสิ ดาร อนั ไมใ่ ชห่ มายเอาตวั ตนบคุ คลเราเขาทเี่ ปน็ สมมตุ สิ จั จะเลยสกั นดิ เดยี ว ยนื ยนั คา� สอนอนัวิเศษอยจู่ ริง ซงึ่ ผไู้ มเ่ ขา้ ถงึ ดว้ ย“ปจั จตั ตงั เวทติ พั โพ วญิ ญหู ”ิ จะเดาเอาไมไ่ ด(้ อตกั กาวจรา) ดงั นนั้ จบสิ้น“บุญ”แลว้ คอื ไมต่ อ้ ง“ชา� ระกเิ ลสของตน”อีกเพราะไมส่ ุขไมท่ ุกขแ์ ลว้ “กเิ ลส”ถูกช�าระส้ินสดุ “อวิชชาสวะ“แล้ว “วิบากกุศล” ก็คือ “สวรรค์” ถา้ ผทู้ ย่ี งั ม“ี อปุ าทาน”ก็ยังมิจฉาทฏิ ฐิ มอี วชิ ชาอยู่ แตผ่ ทู้ ส่ี มั มาทฏิ ฐแิ ลว้ มวี ชิ ชาแลว้ สมั บรู ณ์ กจ็ ะ “สมาทาน”113 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

อยู่ตามฐานานฐุ านะ “วบิ ากอกศุ ล” กค็ อื “นรก”ทเี่ กดิ จาก“อวชิ ชา”อนั ยงั เหลอืในอนุสัยของแต่ละคน “นรก” ก็คือ ภาวะที่“วิญญาณ”สัตว์น้ันๆตกอยู่ในความเส่อื ม อยใู่ นความตกต่า� อยใู่ นความชว่ั ความเลว อย่ใู นความทกุ ข์ อยใู่ นความมกี ิเลสเพม่ิ อย่ใู น“ความโง่”(อวิชชา) “วญิ ญาณ” ที่อยู่ในภาวะ“นรก” คอื สัตว์นรก สตั ว์เปรตสัตวเ์ ดรจั ฉานโยนิ สัตว์อสรุ กาย มาร ผี สัตว์อบายท้งั หลาย “นรก”น้ัน เป็นภาวะท่ี“สัญญา”จะต้องพยายามก�าหนดรู้แล้วพยายามวิจัยหา“เหตุ”ที่มันท�าให้เกิด“นรก” และก�าจัด“เหตุ”นั้นให้ส้ินอาสวะให้ได้ เพราะปฏิบัติกระทั่ง“ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-องค์แห่งมรรค”สัมบรู ณด์ ว้ ย“สมั มัปปัญญา” เพราะปฏิบัติมีมรรคเจริญ“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-องคแ์ ห่งมรรค เป็นสมั มาปฏบิ ัติ จงึ เจริญเกิดผลกระท่งั เจริญครบองคธ์ รรม ๖ คอื “ปญั ญา-ปญั ญนิ ทรยี -์ ปญั ญาพละ”(พระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๔ ขอ้ ๒๕๘) “สวรรค์” มี ๒ อยา่ ง สวรรค์โลกีย์ กับสวรรคโ์ ลกุตระ “สวรรค”์ ทเ่ี ปน็ “สวรรคโ์ ลกยี ะ” กค็ อื ภาวะท“ี่ วญิ ญาณ”สตั ว์นนั้ ๆเสพในความดี เสพในความเจรญิ เสพในความสขุ เสพในความไม่ตกตา่� (ทางโลกธรรม) แตม่ กี ิเลสเพ่มิ โดยไม่รู้ลึกเข้าไปถึงว่ายิ่งเสพสวรรค์ จิตย่ิงตกผลึกเป็น“อนสุ ยั ”ยิง่ หนาแนน่ หนัก114 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

“วิญญาณ” ที่เสพภาวะ“สวรรค์โลกียะ”คือ สมมุติเทพเทวดา สัตวส์ วรรค์ทไ่ี ม่เที่ยง จึงไม่พน้ ทกุ ขอ์ นั เปน็ “อริยสัจ” “สวรรค์” ที่เป็น“สวรรค์โลกุตระ” ก็คือ ภาวะที่“วิญญาณ”สัตว์น้ันๆลดละจางคลายกิเลสลงได้ไปตามล�าดับไปสูค่ วามเทีย่ ง วิมุติ คือ หลุดพ้นจากสวรรค์-นรก ไม่มีสุขไม่มีทุกข์(อทกุ ขมสขุ )เขา้ สภู่ มู “ิ อเุ บกขาแบบโลกตุ ระ”(เนกขมั มสติ อเุ บกขาเวทนา) “วญิ ญาณ”บรรล“ุ สวรรคข์ องโลกตุ ระ”นคี้ อื อบุ ตั เิ ทพ เปน็“เทวดา”หรือวิญญาณของคนเป็นท่ีสามารถช�าระกิเลสของตนได้ไปตามล�าดบั จนกวา่ จะถงึ “วิสทุ ธเิ ทพ” เพราะร่างกายท่ีแตกตายไปแล้ว หรือแม้“จิต”ที่ยังไปรับ“วบิ าก”ตอ่ อยนู่ ัน้ จะใช้ภาษาเรียกว่า“วิญญาณ”ก็ตาม “วญิ ญาณ”หรือจิตอยู่ในสภาพนั้นปฏิบัติธรรมไม่ได้ จึงไม่สามารถท�าตนใหเ้ กดิ “บญุ ”ใดๆได้ มีแตร่ บั “วิบาก”ท่ตี นได้ท�าไปแล้วนนั้ เทา่ นน้ั และสา� หรบั “สวรรค”์ ขนั้ สงู ทไี่ มเ่ ปน็ ทงั้ สวรรคท์ ง้ั นรกใดๆนน้ัสนิ้ สขุ สน้ิ ทกุ ขแ์ ลว้ เปน็ สวรรคข์ นั้ “วมิ ตุ ”ิ เปน็ ภาวะท“ี่ วญิ ญาณ”นน้ั ๆได“้ ดบั กเิ ลสาสวะ”หมดไปแลว้ เปน็ “สวรรคโ์ ลกตุ ระ” ชอ่ื วสิ ทุ ธเิ ทพเป็นเทวดาชั้นพรหม ที่สิ้นบญุ สิ้นบาป(ปุญญปาปปรกิ ขฺ โี ณ) นนั่ คือ ได้ช�าระกิเลสาสวะ ไม่เหลือเลยแล้ว “บุญ”นั้นเป็น“กุศล”หรือเป็น“ความดี” แน่นอน เพราะ“ชา� ระ”(ปนุ าต)ิ กเิ ลสได้ เปน็ ความดขี น้ั โลกตุ ระ ถงึ ขน้ั “ชา� ระกเิ ลสได”้ข้ันน้ี จะไมเ่ ป็น“ความดีงาม” ยอ่ มเปน็ ไปไม่ได้ แต่“กุศล”น้ันต่างหาก ท่ีไม่เป็น“บุญ”ก็มี ท้ังที่เป็น“บุญ”115 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

กม็ ี เมอื่ กศุ ลมีสมั มาทิฏฐิ กลา่ วคอื ถา้ “ความด”ี หรอื “กศุ ล”นนั้ ไมถ่ งึ ขน้ั “ชา� ระกเิ ลส”ในตนได้ แมจ้ ะสอนคนอน่ื ใหเ้ ขาชา� ระกเิ ลสได้ แตต่ นชา� ระกเิ ลสของตนไมไ่ ด้ กไ็ ม่ใช“่ บญุ ” เป็นแค“่ กศุ ล” “ความดี”ทเ่ี ป็น“กศุ ล”ด้วย และเป็น“บญุ ”ด้วย ก็คอื“ความด”ี ทก่ี า� ลงั ทา� นนั้ สงู ถงึ ขน้ั ได“้ ชา� ระกเิ ลส”ของตนไปดว้ ยกไ็ ด้ ท้ัง“กุศล” ไดท้ ้ัง“บุญ” ถ้าเป็นแค่“ความดี”ท่ีไม่มี“การช�าระกิเลส”เลย แต่ไม่ได้เพมิ่ “กิเลส”ก็ไมม่ “ี บุญ” ได้แต“่ ความดี-ความเจริญโลกยี ”์ เท่าน้ัน แต่ถ้าเป็น“ความดี”ที่ย่ิงเพิ่ม“กิเลส”ย่ิงๆขึ้น ก็ย่ิงไม่ใช่“บญุ ”เลย ทวา่ เปน็ การกระทา� “ความด”ี ทไ่ี ด“้ บาป”ไปดว้ ย เพราะได้“กิเลส” ต้องตกนรก “บาป”นน้ั ต้องตกนรก การท�า“ความดีโลกีย์” แล้วเป็น“สุข” อันน้ีก็คือการบ�าเรอ“อตั ตา” การยดึ ความดกี เ็ ปน็ อตั ตา ยงิ่ การยดึ ความไมด่ กี เ็ ปน็ อตั ตาท่ียง่ิ แยใ่ หญ่ “ความยังยึดมั่นถือมั่น”ในความดีและความไม่ดีน่ันเองคือ อตั ตา ผู้อยู่กับ“อัตตา”โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นน้ัน คือผู้มีภูมิถึงขั้น“อรหตั ตา” ถ้าสงู สดุ กเ็ รยี กวา่ “อรหันต”์ “อรหตั ตา”คอื ผไู้ มล่ กึ ลบั ในความเปน็ “อตั ตา”แลว้ วา่ ภาวะท่“ี ยึด”นนั้ ยึดอะไร116 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ซึ่งภาวะที่ยึดนั้นเป็น“นามธรรม” คือ “กามรส”(รสกาม)กบั “อตั ตทตั ถรส”(รสอตั ตา) ผไู้ มล่ กึ ลบั ในความเปน็ “อตั ตา”คอื ผรู้ จู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ในความเปน็ “อัตตา”แลว้ ด้วยการเรียนรู้ของจริง”ท่ีมี“อาการ”เกิดในจิตจริง เริ่มตงั้ แตภ่ ายนอกทม่ี กี าร“สมั ผสั ”ดว้ ย“ปสาทรปู ๕ กบั โคจรรปู ๕” เปน็“องค์ประชุม(กาย)ภายนอก” แล้วฝึกฝนอ่าน“ใจในใจ”ของตนท่ีมีสัมผัสนั้นๆอยู่ มันจะเกิดเป็น“วิญญาณ” แล้วศึกษา“วิญญาณ”น้ซี ง่ึ ต้องรู้ดว้ ยความเป็น“นามรปู ” “นามรปู ”นแ้ี หละ ทจ่ี ะเปน็ “กาย”ใหเ้ ราศกึ ษา ทง้ั ความเปน็“รูปกาย”และ“นามกาย” ที่มีความเป็น“สัตว์” แล้วเราก็จะรู้จักรู้แจง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “สตั วโ์ อปปาตกิ ะ”ดว้ ย“กาย”และดว้ ย“สญั ญา” (สตั ตาวาส ๙, วญิ ญาณฐติ ิ ๗) แล้ว“ช�าระกิเลส”ท่ีมันท�าให้เกิด“สัตว์”ท้ังหลายไปตามลา� ดบั จนกวา่ จะสน้ิ ความเปน็ “สตั ว”์ การจะพน้ ความเปน็ สตั วก์ ค็ อื พน้“สงั โยชน์ ๑๐”หรือ“อนสุ ยั ๗” นน่ั เอง และต้อง“สัมผัสวิโมกข์ ๘” ด้วยกายแล้ว“ช�าระกิเลส”ไปตามลา� ดบั กระทง่ั ดบั “อาสวะสนิ้ หมด” กห็ มด“อตั ตา”ในความเปน็“สัตตาวาส ๙”(พตปฎ. เล่ม ๒๓ ขอ้ ๒๒๘) แลว้ เปน็ ผู้รู้จักรูแ้ จง้ รู้จรงิ“ความเป็นสัตว์” ซงึ่ ได้แก่ เทวดา-มาร-พรหม นนั้ แหละ อนั เปน็สตั ว์ทางจิต(โอปปาติกะสตั ว์) และรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “อตั ตา” ทง้ั หมด ไมล่ กึ ลบั แลว้สา� หรบั ตน(อรหัตตา) และดบั “อัตตา ๓”ส�าเร็จ เป็น“อนัตตา”ได้แท้117 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

จงึ อาศยั “อตั ตา”ทปี่ ราศจากความเปน็ “สตั ว”์ นอี้ ยไู่ ปอยา่ งส้ินบุญส้ินบาป(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) แล้วสร้างแต่“กุศล”ให้ถึงพร้อมมพี หุชนหิตายะ-พหุชนสขุ ายะ-โลกนุกัมปายะ จากการศึกษาและปฏิบัติเราจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สัตว์โอปปาติกะ”ที่เสพทั้งรสกาม เสพทั้งรสอัตตา ก็ขออธบิ ายไปตามล�าดับดงั น้ี ตั้งใจพิจารณาตามให้คมๆ แม่นๆ ชัดๆ ลึกๆ ตรงๆ จะสาธยายละเอยี ดข้ึนมาก การสมั ผัส“ทางทวาร ๕ ภายนอก”แล้วในใจยงั มกี เิ ลสกามเปน็ “กามสขุ ”(ความสขุ ในกาม) จงพยายามรู้จักรู้แจ้งรู้จริงเฉพาะ “รส”ท่ีบ�าเรอ“กาม”โดยเฉพาะ“เหต”ุ คอื กเิ ลสกาม อนั เกดิ จากการ“สัมผสั ”รูป, เสยี ง,กลิ่น, รส, สมั ผัสภายนอกบา� เรอ“กาม” เปน็ “กามสุข” แลว้ “ดบั ”เฉพาะสว่ น“กามสขุ ”นี้ โดยกา� จดั “ตวั กเิ ลสกาม”อันเป็น“เหต”ุ แทใ้ หไ้ ด้ นี่ขา้ ง“กาม”คือ ไม่ใหม้ ี“อันตา”ฝา่ ยกาม ตามคา� สอนของพระศาสดา ซ่ึงเป็นท้ังท่เี ริ่มและท่จี บ คอื“กามสขุ ลั ลกิ ะ” ตามท่พี ระองคเ์ ทศน์ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ไมใ่ ช่“ดบั ”จติ ทงั้ จิต ใหห้ มดความรบั ร้ทู ุกธาตุรู้ เป็นความด�ามืดอยู่ และแถมจมอยู่ในภวังค์เท่าน้ันเสียอีก แล้วเรียกว่าเป็น“ผล”บรรลุนิโรธ ไม่ใช่“ดับ”เวทนาท้ังเวทนา ไม่ให้รับความรู้สึกไปทั้งหมดทกุ เวทนา แลว้ เรยี กวา่ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ นบั เปน็ “ผล”บรรลนุ โิ รธ118 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ไมใ่ ช“่ ดบั ”สญั ญาทงั้ สญั ญา ไมใ่ หก้ า� หนดรไู้ ปทง้ั หมดทกุ สญั ญา แลว้เรียกว่าสญั ญาเวทยติ นโิ รธ นบั เปน็ “ผล”บรรลนุ ิโรธ “ดับ”กาม ซึง่ เป็น“เหตุอรยิ สจั ”ตา่ งหาก แลว้ “ดบั ”ขณะทมี่ “ี กามาวจรกะ” คอื ในสภาพมที วาร ๕สัมผัสเปน็ ไปอยหู่ ลดั ๆ และเมอื่ “ดบั กาม”ไดแ้ ลว้ กป็ ฏบิ ตั ติ อ่ ไปในขณะสมั ผสั“ทวาร ๕ ภายนอก”อยเู่ หมอื นปฏบิ ตั “ิ ดบั กาม”นน้ั แหละ แตต่ อนนี้มาก�าหนดร“ู้ อตั ตา” ซึ่งเป็น“อัตตาหยาบ” ในใจยังมี“กิเลสอัตตา”เป็น“อัตตทัตถสุข”(ความสุขในอัตตา)และ“อัตตกลิ มถะ”ซง่ึ เปน็ “ความล�าบากในใจท่มี ีอัตตา” “อัตตกิลมถะ” บรรดาท่านผู้รู้แปลไว้ว่า การทรมานตนนัน้ แหละ ซง่ึ อาตมาเข้าใจค�าแปลนี้ อันหมายถงึ เบ้อื งตน้ ทย่ี งั เปน็โลกยี ภูมิ เย่ียงเดยี วกับท่ที ่านใหค้ วามหมายของ “ศีล” ว่า ส�ารวมกาย-ส�ารวมวจี น่ันเอง ท่ียังเป็นแค่โลกียภูมิ ซ่ึงก็ต้องเป็นเช่นนั้นก่อนอยู่แล้ว แต่ในสัจจะขั้นโลกุตรภูมิ ก็ต้องสาธยายกันเป็นปรมัตถธรรมท่ีสัมมาทฏิ ฐเิ ขา้ ขน้ั โลกตุ รภมู ิ และที่จริงน้ันก็พูดมาตลอดเวลาแล้วว่า ธรรมะของพุทธนั้นเป็น“โลกุตระ” ไมใ่ ช่แค“่ โลกยี ะ” ถา้ แคโ่ ลกยี ภมู ิ ศาสนาไหนๆก็สอนกนั อยู่แล้ว มากมายท่วั ไป ส�าหรับพุทธน้ัน ก็แบบของพุทธ มีเอกลักษณ์ของตนที่เปน็ “โลกตุ รสจั จะ” ซงึ่ อยใู่ นฐานะม“ี คณุ วเิ ศษ”(อตุ ตรมิ นสุ สธรรม)อยู่ศาสนาเดียวไม่เหมอื นใคร ซงึ่ อาตมามน่ั ใจในจดุ นี้ กข็ ออนญุ าตอาตมาสาธยายแบบน้ี119 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

กเิ ลสของคนผู้อวชิ ชาเบือ้ งตน้ ต้ังแต่ขนั้ หยาบ ไม่ใช่จะมแี ต“่ กามสขุ ”เทา่ น้นั   กเิ ลส “อตั ตา” ข้ันหยาบกม็ ซี ับซอ้ นอยดู่ ้วย120 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

เถดิ ผสู้ นใจแบบทไี่ มเ่ ปน็ อยา่ งทอี่ าตมาสาธยายกม็ อี อกถมถดื เลอื กได้ตามประสงค์อยแู่ ลว้ ถ้าใครพอจะเห็นวา่ แบบอาตมานา่ สนใจ ก็เป็นอิสระของแต่ละท่านจะเลือกเอาได้ อาตมาก็ขอเป็นตัวเลือกหน่งึ ในหลายๆแบบแล้วกนั นะ เอาละ... มาอธิบายกันต่อไป กิเลสของคนผู้อวิชชาเบื้องต้นตั้งแต่ขั้นหยาบ ไม่ใช่จะมีแต่“กามสขุ ”เท่านัน้ กเิ ลส “อตั ตา”ขัน้ หยาบกม็ ซี ับซ้อนอยู่ด้วย ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งเรยี นร“ู้ อตั ตทตั ถสขุ ”ดว้ ย เพราะมนั เปน็ ทกุ ข์เป็นสขุ ท่เี กิดจากเหตุปัจจยั แตกต่างกัน ซ่ึงในกิเลสข้ัน“กาม”ก็คือ กิเลสที่เกี่ยวกับ“รสสุข”ที่ได้“สัมผัส”เสียดสีกับส่วนภายนอกแล้วเกิด“เสพรส”นั้นก็เป็น“กามคุณ ๕” เปน็ “กามสขุ ลั ลกิ ะ” สุขเสพรส ส่วน“อัตตทัตถสุข”น้ันมันเป็นกิเลสในความเป็น“อัตตา” ซง่ึ กม็ กี เิ ลสเกย่ี วกบั ลาภ,ยศ,สรรเสรญิ และสขุ ทเ่ี ปน็ “อตั ตา” อยแู่ ท้หยาบ รุนแรง เลวรา้ ย เปน็ ไดเ้ ย่ียงเดียวกัน แคเ่ หตปุ ัจจัยเทา่ น้ันทตี่ า่ งกนั และ“อัตตทัตถสุข”น้ีมันเป็นการได้มาเป็น“ของตน”(อตั ตนยิ ะ)แลว้ เปน็ สขุ คอื การไดล้ าภวตั ถขุ า้ วของทรพั ยส์ นิ เงนิทอง ไดย้ ศอา� นาจศักดติ์ า� แหน่ง ไดส้ รรเสรญิ เยนิ ยอยกยอ่ งได้“วิมาน”หรือจินตนาการที่คนอ่ืนเสกสรรค์ปั้นขึ้นมา หรือตนเสกสรรค์ปัน้ ขนึ้ มาเอง เมอ่ื มนั เปน็ “รสสขุ ”มนั กเ็ ปน็ “อตั ตทตั ถสขุ ” และถา้ ไมไ่ ดม้ าใหแ้ กต่ นสมใจกท็ กุ ข์ หรอื มนั เสอื่ มไปกท็ กุ ข์ ซงึ่ เปน็ “โลกยี รส”อยแู่ ท้121 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

เปน็ สขุ เป็นทกุ ข์ นีค่ ือ “อตั ตทตั ถสขุ ”(ความสุขในอตั ตา) มันยังเป็นโลกยี ์ สว่ น“อตั ตกลิ มถะ”(ความลา� บากในอตั ตา)นนั้ มนั เปน็ “รส”ทจี่ ดัอยู่ในภูม“ิ โลกุตระ” เป็น“รสทุกข”์ ไมใ่ ช่“รสสุข” ผ้มู ภี มู ิ“อนาคาม”ีขึ้นไปจะเหน็ อย่างเป็นจริงได้ (จบฉบับที่ ๒๙๑) อาตมากา� ลงั อธบิ ายถงึ เรอ่ื งของ“รสสขุ ” ซงึ่ เปน็ เรอ่ื งลึกล�้าส�าคัญสูงสุดทีเดียวที่ยากมากท่ีจะท�าความเข้าใจว่าเป็นของเท็จ(อลกิ ะ) “สุขัลลิกะ” คอื “สุขเท็จ”(สขุ + อลิกะ) “สุข”เป็นภาวะคกู่ ับ“ทกุ ข”์ แท้ๆ ถ้ายงั ม“ี สขุ ”อยู่ ก็ยงั มี“ทุกข”์ อยู่ “สุข”โลกียะนี่แหละที่อธิบายากมาก ที่จะท�าให้คนเข้าใจ-เห็นจริง ว่า มันเป็น“ความเท็จ,ความไม่จริง,การโกหก” ตามค�าบาลที ี่วา่ “อลิกะ” อยา่ วา่ ไปถงึ ขนั้ อาตมาจะสาธยายสภาวธรรมขน้ั ปรมตั ถน์ ี้วา่ มันเปน็ “เทจ็ ”เลย แคพ่ ยญั ชนะทว่ี ่า“อลกิ ะ”นี้ แมแ้ ตอ่ าตมาแยกศพั ท์ เปน็ “สขุ ” กบั “อลกิ ะ” ทา่ นผรู้ กู้ ว็ า่ อาตมาแยกศพั ทน์ อกรตีแลว้ ไมเ่ ปน็ ไปตามทที่ า่ นเรยี นรกู้ นั มา อาตมากเ็ ขา้ ใจ ในความจรงิ น้ีแตก่ ็จ�านนที่อาตมาเหน็ แตกต่าง ซงึ่ อาตมากต็ อ้ งขออภยั อยา่ งยง่ิ จรงิ ๆ ทตี่ อ้ งขดั ขนื และขอ122 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ยืนยันวา่ อาตมาไมไ่ ดด้ ้ือดันทุรังอะไร อาตมามีสภาวธรรมอยา่ งน้ีจริงๆ และเชื่อมั่นใน“ความจรงิ ”น้อี ย่างยิ่งดว้ ย เพราะอาตมาปฏิบัติธรรมมาจริง แล้วอาตมาก็เกิดผลตาม“ความจรงิ ”น้ี กระทงั่ ม“ี ความจริงของปรมัตถธรรม”น้ใี นตน และอาตมากต็ รวจสอบตามหลกั ฐานทม่ี พี ระไตรปฏิ ก จงึ ยง่ิม่ันใจว่า อาตมาไมไ่ ดผ้ ดิ เพ้ยี นไป ไมไ่ ด้ออกนอกรตี เพราะตรงตามทมี่ ีตรัสไวใ้ นพระไตรปฎิ ก และพระไตรปิฎกท่ีใช้ตรวจสอบน้ีก็เป็นฉบับเดียวกันกับพทุ ธกระแสหลักทา่ นใช้เหมือนกัน เพยี งแต่มีบ้างบางคา� บางความท่ีในแนวลึก อันเป็นความจริงข้ันท่ีเห็นแตกต่างกันไปคนละรอบคนละมติ ิเทา่ น้นั เพราะบาลบี างค�าบางความมีหลายแง่หลายเชงิ ก็มี และท่ีแตกตา่ งกันไปคนละขัว้ ก็มี ซ่งึ เป็นแง่ท่ีหมนุ รอบเชงิ ซ้อนขึ้นไปเปน็ขั้นโลกตุ รธรรม ความหมายท่ีเป็นภาวะ“หมุนรอบเชิงซ้อน”(คัมภีราวภาส)นแี้ หละทท่ี า่ นผรู้ ทู้ ง้ั หลายกบั อาตมาจะมคี วามเหน็ ตา่ งกนั บางเรอ่ื งกลบั กนั ไปคนละข้ัวเลย ซงึ่ อาตมากเ็ หน็ จรงิ ไดว้ า่ เชน่ ทา่ นแปลคา� “อปญุ ญาภ-ิสงั ขาร” วา่ “การปรงุ แตง่ ทไ่ี มเ่ ปน็ บญุ จงึ เปน็ บาป” อยา่ งนเี้ ปน็ ตน้ มนั ตอ้ งเปน็ เชน่ นนั้ ตามภมู ขิ องผรู้ ทู้ ร่ี แู้ ละแสดงออกตามภมู ิ หรอื ที่ทา่ นเห็นวา่ “สมั มาสมาธิ”ของพระพทุ ธเจ้านน้ั กค็ ือการนัง่ หลับตาตดั ความรับรูภ้ ายนอก เขา้ ไปรเู้ พยี งในภายในอยใู่ นภวงั ค์เทา่ น้ัน แลว้ กท็ �าให้จติ อย่ใู นภาวะไร้นิวรณ์ ๕ ใหไ้ ด้ แลว้ เรียก123 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

ภาวะน้ีว่า “สมาธิ” และหลงว่า นี่คือ“สัมมาสมาธิ”ตามค�าสอนพระพุทธเจ้าเอาด้วย สมาธิอย่างทว่ี ่านี้ อาตมากเ็ ขา้ ใจ และท�าเป็น ท�าได้ ซ่ึงไม่เหมือน“สมั มาสมาธ”ิ ของพุทธ ทั้งวธิ ีปฏบิ ัติ และผลทีไ่ ด้ สมาธิที่ไมใ่ ช่พุทธนัน้ ปฏิบัตโิ ดยหลับตาเขา้ ไปปฏิบัตอิ ยใู่ นภายในจิต คือในภวังค(์ อยใู่ นองคข์ องภพ)แล้วท�าใหน้ วิ รณ์ ๕ หมดไปไมม่ ใี นจติ ใหไ้ ด้ ซงึ่ วธิ นี กี้ ท็ า� ได้ แตเ่ ปน็ กนั ทา� ไดเ้ ฉพาะขณะกระทา� นน้ัเทา่ นนั้ มหี ลากหลายวธิ มี ากมายแงม่ มุ ทท่ี า� ใหเ้ กดิ การระงบั นวิ รณ์ ๕ ได้ นคี้ ือ “สมาธิ”ทไ่ี มใ่ ช่แบบพทุ ธ เข้าใจกนั เปน็ สามญั ท�ากนัอยู่ท่ัวไปในโลก เปา้ หมายท่ีเหมือนกัน ทา� “ฌาน”กด็ ี“สมาธ”ิ ก็ดี ทง้ั แบบท่ีไม่ใช่พทุ ธ-ทั้งแบบพุทธ คือ ทา� ให“้ นิวรณ์ ๕” ไมม่ ใี นจติ ในหลักธรรมของ“สัตตาวาส ๙” และ“วิญญาณฐิติ ๗”ขอ้ ๒ ทม่ี ีวา่ “กายต่างกัน สัญญาอย่างเดยี วกนั ” ความว่า “สัญญาอย่างเดียวกัน” น่ันแหละคือ ผู้ปฏิบัติธรรมทมี่ กี ารกา� หนดรหู้ มายวา่ “จะตอ้ งทา� ใหใ้ จไมม่ นี วิ รณ์ ๕” กเ็ ปน็การกา� หนดรหู้ มายอยา่ งเดยี วกนั ทงั้ แบบพทุ ธ และทไ่ี มใ่ ชแ่ บบพทุ ธ แม้“ผลส�าเร็จ”ของแบบพุทธกับแบบไม่ใช่พุทธ จะส�าเร็จ“ไมม่ นี วิ รณ์ ๕ ในจติ ” ตาม“สญั ญา”(การกา� หนดหมายร)ู้ อยา่ งเดยี วกนั แต่“องค์ประชุม”(ความเป็น“กาย”)ของรูปนาม อันมีขันธ์ ๕ ได้แก่ “รูป-เวทนา-สญั ญา-สงั ขาร-วญิ ญาณ”ทง้ั หลายทผี่ บู้ รรลผุ ลทงั้ ๒ แบบนนั้จะมภี าวะแตกต่างกัน124 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ซึ่งท้งั “รปู ”ทไี่ ด้ กม็ ีภาวะต่างกัน “เวทนา”ทไ่ี ด้ ก็มภี าวะต่างกนั “สัญญา”เทา่ นั้นท่ีมีภาวะอยา่ งเดยี วกัน “สงั ขาร”ท่ไี ด้ กม็ ภี าวะตา่ งกัน “วญิ ญาณ”ที่ได้ กม็ ภี าวะต่างกนั ดังนั้น เมื่อรวมทุกขันธ์เข้าแล้วเป็นองค์รวมหรือเป็นองค์ประชุมหรือเป็นองค์ประกอบของขันธ์ท้ัง ๕ คือ“กาย”ท่ีได้นั้นสว่ นนแ้ี หละจะแตกต่างกนั แบบที่ไม่ใช่พุทธจะได้“องค์รวม”(กาย) เป็นอย่างหนึ่งแตกตา่ งกัน แบบพุทธก็จะได“้ องค์รวม”(กาย)เปน็ อกี อยา่ งหนงึ่ ขยายความกันดูให้ละเอียดอีกที ว่า“องค์รวมหรือองค์ประกอบ”ของขนั ธ์ ๕ กด็ ี ของรูปกบั นามก็ดี เป็นอยา่ งไรกนั แท้ ใน“ขนั ธ์ ๕”นนั้ ม“ี สญั ญา”เทา่ นน้ั ทไ่ี มต่ า่ งกนั เพราะกา� หนดหมายอยา่ งเดียวกันคือ หมายวา่ ทา� ใจในใจไมใ่ หม้ ีนวิ รณ์ ๕ “สัญญา”กค็ อื อาการของใจนีแ่ หละ ที่มนั ทา� งานทา� หน้าท่ีการกา� หนดหมายรแู้ ล้ว วา่ เราได้“ท�าใจในใจ”(มนสิกโรติ)ของเราจนภาวะในใจของเราในขณะนน้ั กไ็ ดท้ า� ให“้ นวิ รณ์ ๕” ไมม่ ใี นใจ ไดแ้ ลว้ซึง่ อันนี้อยา่ งเดยี วกันแล้ว ทีนี้ในขณะที่“ใจ”ไม่มีลีลากิริยาของ“นิวรณ์ ๕”ปรากฏอาการใน“ใจ”บัดน้ันแล้วน่ันเอง เหตุปัจจัยต่างๆคือ“ขันธ์”อื่นๆที่มีร่วมรวมกันเป็น“องค์ประกอบ”(กาย)กันอยู่ของตนในตนขณะน้ัน ส�าหรับการปฏิบัติตามแบบพุทธก็จะได้“องค์ประชุม”ท่ีเรียกว่า“กาย”เป็นอย่างหนง่ึ125 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

สว่ นการปฏบิ ตั ติ ามแบบทไี่ มใ่ ชพ่ ทุ ธกจ็ ะได“้ องคป์ ระชมุ ”ที่เรยี กว่า “กาย” เป็นอีกอยา่ งหนง่ึ คือ ได้ภาวะ“องคร์ วม”ต่างกัน มาท�าความชัดเจนในความเป็น“กาย”ที่หมายถึง องค์รวม-องคป์ ระกอบ-องคป์ ระชมุ ของ“ขนั ธ์ ๕” หรอื แทๆ้ กค็ อื หมวดแห่งเจตสิกธรรม อันม“ี เวทนา-สัญญา-สังขาร” น่ันเอง ซ่งึ เป็นหมู่ของ“นาม”ชัดๆ เรามาไลเ่ รยี ง“ขนั ธ์ ๕”ไปทลี ะขนั ธ์ “รูป”คือ ภาวะท่มี อี ยู่น้นั ๆ ภาษาว่า มรี ปู (รปู )ี เชน่ มภี าพ-มีเสยี ง-มกี ลนิ่ -มรี ส-มเี ยน็ รอ้ นออ่ นแขง็ (ภาพ-เสยี ง-กลนิ่ -รส-เยน็ รอ้ นออ่ นแขง็ น้แี หละ เป็นภาวะทจี่ ะให้คนผู้มีทวาร ๕ เมื่อสัมผสั แล้วร้ภู าวะนั้นได้) เม่ือยงั ไมม่ คี นเขา้ ไปเกยี่ วขอ้ งมนั มันก็เป็นรูปานิ คอื เปน็ “ภาวะทมี่ ันมีมนั เปน็ อยูข่ องมันทั้งหลาย”อยา่ งน้ัน ทีนี้“มีรูป”(รูปี) และมีคนผู้มีตา-มีหู-มีจมูก-มีล้ิน-มี“องค์ประกอบท้ังหลายตั้งแต่อวัยวะภายนอกซึ่งจะต้องมี“จิต”รวมอยู่ดว้ ยเสมอ” เปน็ ส�าคญั จึงจะช่ือว่า“กาย” อยา่ เขา้ ใจผดิ วา่ “กาย”คอื รา่ งภายนอกเทา่ นนั้ ทไ่ี มเ่ กย่ี วกบั“จติ ”เลยเชยี วนะ นน่ั ..มจิ ฉาทิฏฐแิ ท้ทเี ดียว เพราะ“กาย”หมายเอา หมู่กลุ่มของใจภายในเป็นส�าคัญ“ใจ”ทเี่ กยี่ วกบั ภายนอกกเ็ รยี กวา่ “กาย” โดยเฉพาะทเ่ี ปน็ “หมวดหมู่ของเจตสิกแทๆ้ คอื องค์ประกอบของเวทนา-สัญญา-สังขาร ไม่ใช่เนน้ ที่ภายนอกแตเ่ นน้ ภายใน น่ีแหละคือ “กาย” ศึกษากนั ให“้ สัมมาทิฏฐิ”เถิด126 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

คนไทยเอาค�าว่า“กาย”ท่ีเป็นภาษาบาลีมาใช้จนผิดเพ้ียนแลว้ ไปหมายถงึ แค“่ รา่ ง”ภายนอก ไมเ่ กย่ี วกบั “ใจ”เลยวา่ คอื “กาย” นแี่ หละคอื ประเด็นทอ่ี าตมาเหน็ ว่า เปน็ ความเสยี หายของพทุ ธธรรมอยา่ งมาก ท่ีทา� ใหป้ ฏบิ ัตธิ รรมทกุ วันน้ไี มบ่ รรลมุ รรคผล เมอ่ื ม“ี รปู ”ภายนอก คอื ภาวะทมี่ อี ยภู่ ายนอกนน้ั ๆ ภาษาวา่มรี ปู (รปู )ี เช่น มภี าวะ-มเี สยี ง-มกี ลิ่น-มีรส-มเี ยน็ รอ้ นออ่ นแขง็ ถ้าอวัยวะ ๕ ของเราได้สัมผัส“ภาวะ” นั้นเข้า “จิต”ของผู้นั้นจึงจะ“รู้”(ชานโต) จึงจะ“เห็น”(ปัสสโต)ภาวะทั้งหลาย ท่ี“ถูกรู้”จึง“รู้-เหน็ ”ตามที่มีจริงเป็นจริงน้ันๆ(รปู าน)ิ จะเห็นภาวะของ“วิญญาณ”ที่เป็นสัตว์นรกหรือเทวดากันไดน้ น้ั พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนให้ปฏิบัติโดยมีสัมผสั ภายนอกอยา่ งนี้ เมื่อมี“สัมผัส”แล้ววิญญาณสัตว์นรกวิญญาณเทวดาจึงจะ“เกิด”เป็นภาวะจริงใหเ้ หน็ ไดห้ ลัดๆโทนโท่ ดว้ ย“อธิปญั ญาสิกขา”กนั จรงิ ๆ พระองค์ไม่เคยทรงสอนให้เข้าไปเห็นไปรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเปน็ “สตั วน์ รกหรอื สตั วเ์ ทวดา ทเ่ี หน็ กนั ขณะหลบั ตาเขา้ สมาธิในภายในภวงั ค์ โดยไมม่ ภี ายนอก แลว้ กเ็ หน็ สตั วน์ รกหรอื เหน็ เทวดากนั แบบน้ันเลย มแี ตอ่ าจารยท์ สี่ อนนอกรตี พระพทุ ธเจา้ เทา่ นน้ั ทพี่ ากนั สอนให้ผิดเพย้ี นจากพทุ ธไป พระพุทธเจา้ ไม่ไดท้ รงสอนใหศ้ กึ ษาอย่างน้นั เลย แตท่ กุ วันนี้สอนกนั อย่ทู ่ัวไป ตรวจสอบจากพระไตรปฎิ กกนั ดๆี เถดิ127 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

กา� หนดหมายความเปน็ ภาวะจรงิ ของ“วญิ ญาณ”กนั ใหช้ ดั ๆการเหน็ “วญิ ญาณ”ทเ่ี ปน็ “ภาวะจรงิ ”นน้ั พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนเราให้เหน็ กนั ใน“กามภพ”มตี าหจู มกู ลนิ้ กายรบั รรู้ บั สมั ผสั อยพู่ รอ้ ม จงึ จะรจู้ ักรู้แจง้ รู้จริงด้วย“อธิปัญญาสิกขา”ทส่ี มั มาทิฏฐิ เพราะสัตว์นรกและสัตว์เทวดานั้น คือสัตว์ใน“กามภพ”นรกท่ีเป็นอบายน้ันอยู่ในกามภพ เทวดาก็เทวดาในกามาวจร ซึ่งจะเห็นสัตว์ท่ีมี“กามคุณ ๕”น่ีแหละของแท้ จึงต้องประกอบไปดว้ ย“ภาวะจรงิ ทมี่ ตี าหจู มกู ลนิ้ กายนอกสมั ผสั ” แลว้ เกดิ “วญิ ญาณ”ทีส่ มั ผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกใหเ้ หน็ ส่วนผู้ท่ีเห็นอะไรต่ออะไรในภวังค์“ในภายใน” ไม่มีสัมผัสภายนอกน้ัน ก็เป็นแค่ภาวะปรากฏขึ้นด้วย“สัญญา”ภายในจิตซึ่งเป็น“ภาวะก�าหนดหมายได้จากความจ�า” หรือเป็นความจ�าได้จากภาวะท่ีเคยผ่านมาในอดีตจริงบ้าง หรือไม่ก็เป็น“ภาวะท่ีก�าหนดหมายสร้างข้ึนมาเองแแท้ๆแต่หลงว่าเป็นส่ิงที่เคยผ่านจากอดตี ”บ้าง หรอื เปน็ “ของใหม่ที่จงใจปน้ั ขึ้นสร้างเอง เป็นภาวะที่ยังไมเ่ กดิ ยงั เปน็ อนาคต อาจจะเกดิ ได”้ ซงึ่ ทง้ั หมดลว้ นเปน็ ภาวะของ“สัญญา”เทา่ นน้ั ท้ังนั้น ไมใ่ ช“่ วิญญาณ”แตอ่ ยา่ งใดเลย ถ้าเป็นปัจจุบัน“สัญญา”ก็จะท�าหน้าที่ก�าหนดรู้ได้แต่“อดตี ”กบั “อนาคต” “วญิ ญาณ”นน้ั จะเกดิ เมอื่ มี“ปัจจบุ ัน” กลา่ วคอื ม“ี กามาวจร”ภายนอก ตา-ห-ู จมกู -ลน้ิ และสมั ผสัภายนอก(โผฏฐพั พะ)เมอ่ื ม“ี สมั ผสั ”จาก“ปสาทรปู ”กบั “โคจรรปู ” จงึ จะ128 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

เกดิ “วญิ ญาณ” แลว้ “สญั ญา”จงึ จะกา� หนดภายในรจู้ าก“วญิ ญาณ”อันเปน็ “กายวญิ ญาณ”อกี ที “กายวญิ ญาณ”นั้น คือ ความรูใ้ นองค์ประกอบของรปู และนาม ซ่ึงมี“ตา”อันประกอบด้วยประสาท(ปสาทรูป) เมื่อได้กระทบสมั ผสั กบั “รปู หรอื ภาพ”เขา้ (โคจรรปู หรอื วสิ ยั รปู ) จงึ จะเกดิ “วญิ ญาณ”เรยี กว่า จักขวุ ญิ ญาณ อันมี“ตา”เป็น“เหตุ” และมี“รูปหรือภาวะกระทบทางตา(ภาพ)”เป็น“ปจั จยั ” สัมผสั กันเขา้ จึงเกดิ “วญิ ญาณ” “วญิ ญาณ” เกิดข้ึนมาไดต้ อ้ งมเี หตุ-มีปัจจัย อยา่ งน้ี ไม่ใช่เกิดในที่ไหนๆ หรือล่องลอยอยู่ในภพในแดนใดๆ เป็นอันขาดท�าการศึกษากันดีๆ พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษ ภิกษุสาติผู้เข้าใจ“วญิ ญาณ”ผดิ เพ้ียนไปมียนื ยันในพระไตรปิฎก เลม่ ๑๒ ขอ้ ๔๔๐-๔๔๓ พระพุทธวจนะคือ “วิญญาณ”อาศยั ปจั จัยประชมุ กันเกดิ ขน้ึความเกิดแหง่ “วญิ ญาณ” เวน้ จากปจั จัย มิไดม้ ี “วิญญาณ”ไมม่ ีในทไ่ี หนๆ มที ่คี นเปน็ นี้ นอกจากจะเกดิ เมอื่ ม“ี ปจั จยั ประชมุ กนั ”พรอ้ มดว้ ย“รปู และนาม”(กาย) เชน่ ม“ี ตา”(คอื ปสาทรปู )กบั “รปู ”(คอื โคจรรปู )แลว้ ม“ี เวทนา-สญั ญา-เจตนา-ผสั สะ-มนสกิ าร”(คอื นาม ๕)เป็นปัจจัยในการประชมุกนั เมอ่ื “สมั ผสั ”กนั พรอ้ ม“รปู กบั นาม”เขา้ กจ็ ะเกดิ “วญิ ญาณ” ชอื่ วา่จกั ขวุ ญิ ญาณ เปน็ ตน้ โสตวิญญาณ(ความรู้ได้จากหูสัมผัสเสียง) ก็นัยะเย่ียงเดียวกันเกดิ ขึ้นเพราะม“ี หูกบั เสยี ง”สัมผสั กนั เขา้ จงึ เกดิ “วญิ ญาณ”ทางหู ฆานวญิ ญาณ(ความรไู้ ดจ้ ากจมกู สมั ผสั กลน่ิ ) กด็ ี -ชวิ หาวญิ ญาณ129 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

(ความรู้ในจากลิ้นสัมผัสรส)ก็ดี -มโนวิญญาณ(ความรู้ได้จากกายภายนอกสมั ผสั ใจ)กด็ นี ยั ะเยยี่ งเดยี วกนั เกดิ ขน้ึ เพราะม“ี ปสาทะ ๕ กบั โคจระ ๕”สมั ผสั กัน จึงจะเกดิ “วญิ ญาณ”ตามปัจจยั แต่ละทวารนน้ั ๆ ถา้ มแี ต“่ รปู ”ไมม่ “ี นาม” เชน่ “ตา”ไมม่ “ี ประสาท”[ไมม่ ปี สาทรูปหรือมีประสาทแต่ประสาทไม่มี“ความรู้สึก”(ไม่มีโคจร)หรือไม่มีวิสัย] แม้จะ“สมั ผัส”กันอย่างไร ก็ไมเ่ กิด“วญิ ญาณ” หรือมีแต่“หู”ไม่มี“นาม” ฯลฯ ทุกคู่ของ“ปสาทรูปกับโคจรรูป”ก็ล้วนไมเ่ กดิ “วิญญาณ” เยยี่ งเดยี วกัน ดังน้นั เมือ่ “สัมผสั ”ใดเกิด“วิญญาณ” ในวิญญาณของคนทุกคนที่มี“เวทนา”(ซึ่งจะเกิดเป็นสุขก็ได้หรือทุกข์ก็ได้หรือไม่สุขไม่ทุกข์คือเฉยๆกไ็ ด)้ -ม“ี สญั ญา”(ถา้ อวชิ ชากจ็ ะกา� หนดหมายไปตามตณั หาหรอื อปุ าทานทีต่ นม)ี -มี“เจตนา”(ถา้ อวิชชาก็จะมงุ่ หมายไปตามตัณหาหรืออุปาทาน) ถ้าผู้ใดที่อวิชชา“ใจในใจ”(มนสิ)ก็จะมีการ“สังขาร”ไปตามอ�านาจของ“กิเลส” จึงเป็น“การท�าใจในใจท่ีไม่สามารถจัดการกับใจตนด้วยวิชชาได”้ เรียกวา่ “อโยนโิ สมนสกิ าร” แต่ถ้าผู้ใดมี“วิชชา”(ตามฐานะแห่งบารมีของแต่ละคน) ผู้น้ันก็จะ“ท�าใจในใจ”(มนสิกโรติ)ด้วย“อภิสังขาร”(การจัดการกับใจตนตามวชิ ชาเทา่ ทต่ี นม)ี ตามอา� นาจของ“ภมู ธิ รรม”แตล่ ะคน จงึ เปน็ “การทา� ใจในใจ”(มนสิการ)ที่สามารถจัดการกับใจตนด้วย“วิชชา”เรียกว่า“โยนโิ สมนสิการ”ไปตามฐานะ แตล่ ะขั้นเปน็ ล�าดับๆ นี่คือ ความเป็น“วิญญาณ”ท่ีศาสนาพุทธเรียนตามท่ีพระพุทธเจา้ ทรงสอน แตท่ กุ วันน้ี พุทธศาสนาในเมืองไทย มคี วามเขา้ ใจเรื่อง130 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

“วิญญาณ” เป็นอย่างท่ีภิกษุสาติเข้าใจกันแทบทั้งนั้น เชื่อวญิ ญาณคอื ตวั ตนลอยในอากาศ พทุ ธกระแสหลกั ทมี่ อี ทิ ธพิ ลสงูยิ่งตอ่ “ความเช่ือ”ในประเทศไทย แม้นักปฏิบัติท่ีเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติ เพื่อไปนิพพานกล็ ว้ นเขา้ ใจกนั วา่ “วญิ ญาณ”คอื สง่ิ ทล่ี อ่ งลอยออกจากรา่ งของเราวิญญาณนอกตวั เมอื่ เราตายไปเท่านนั้ ไม่ได้มาเห็นความส�าคัญในความเป็น“วิญญาณ”ในตนท่ีมันเกดิ ในปัจจุบนั ขณะ ทกุ “สัมผสั ”ของ“รูป“กบั “นาม”อันเรามเี ราเป็นอยทู่ กุ เมื่อเช่อื วันนี้ แล้วเหน็ วญิ ญาณตัวนี้ และผู้เป็นพุทธจะต้องมีความรู้จัดการปรับปรุง(อภิสังขาร)“วญิ ญาณ”ของตนนใ้ี หม้ นั พฒั นาขนึ้ ใหไ้ ดต้ ามความรทู้ างศาสนาพทุ ธทมี่ ที ฤษฎีอันวิเศษเป็น“ปรมัตถสัจจะ” แต่น่าเสยี ดายจรงิ ๆ ทีพ่ ุทธกระแสหลัก และชาวพุทธสว่ นใหญ่มิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ความรู้ ไม่เกิดความรู้ ไม่สัมมาทิฏฐิจึงไม่สามารถจัดการ “วญิ ญาณ” เพื่อใช้กับชวี ติ ประจ�าวนั เพราะไปเขา้ ใจวา่ “วญิ ญาณ”นนั้ คอื “ธาตรุ ”ู้ ทมี่ นั จะลอ่ งลอยออกไปจากตวั เราเมือ่ ตอนตายโนน่ ไมศ่ กึ ษาวิญญาณปจั จุบนั ไม่เหน็ ความส�าคญั ทจ่ี ะเรียนร้มู ากกวา่ นี้ แทนทเี่ มอื งไทยเมอื งพทุ ธ จะเขา้ ใจกนั ทวั่ ไปในชาวพทุ ธไทยถ้วนท่ัวว่า “วิญญาณ”นี่แหละคือ ตัวส�าคัญที่คนจะต้องรู้จักให้ได้และจัดการ(อภิสังขาร)กับ“วิญญาณ”ของตนในปัจจุบันนี้ให้มันพฒั นาข้ึนไปให้ดี เพราะ“วญิ ญาณ”ของคนนเ้ี องทเี่ ปน็ “มโนปพุ พงั คมา ธมั มา”131 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

เป็นตัวท่ีเป็น“เหตุ” หลักส�าคัญน�าพาชีวิตของเราด�าเนินไปอยู่ทกุ ลมหายใจเข้าออกแทๆ้ ทส่ี า� คัญทีส่ ดุ ของชวี ติ ถา้ ไมเ่ รยี นรเู้ รอ่ื ง“วญิ ญาณ” ไมป่ ฏบิ ตั กิ บั “วญิ ญาณ” ทบ่ี างทีกเ็ รียกว่า“จติ ” บางทีกเ็ รยี กว่า“มโน”น้ี ให้สมั มาทฏิ ฐิ ก็ไม่ม“ี ความเจริญ”จริง ท่ีเรียกว่า“อาริยะ”หรือ“อริยะ” หรือแม้แต่“อารยะ”ได้แน่นอน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาท่ีมี“ปรมัตถธรรม” เป็นโลกุตระเปน็ “อารยิ ะท่ีแท้จรงิ แตเ่ จรญิ จริงแท้เปน็ สจั จะ ย่ังยืนไม่ไดห้ รอกถา้ ศาสนาพทุ ธทเี่ ปน็ อสิ ระเสรยี ง่ิ นี้ ไมม่ คี วามรทู้ เ่ี ปน็ “ปรมตั ถธรรม” ไม่มีความรู้ท่ีเป็น“ปรมัตถธรรม”นั้น หมายความว่าไมส่ ามารถเรยี นรกู้ นั จนเหน็ จรงิ วา่ “จติ วญิ ญาณ”นแ้ี หละสา� คญั มากทต่ี อ้ งเอาใจใสป่ รบั ปรุง ระมดั ระวงั พฒั นา“จิตวญิ ญาณ”ใหย้ งิ่ กวา่ไปมัวพัฒนาเพียงภายนอกกันเผินๆ จนเป็นสังคมไทยที่เต็มไปด้วย“มารยา” แลว้ หลงเรียกกนั วา่ เตม็ ไปดว้ ย“มารยาท” พยายามเรยี นรคู้ วามเปน็ “วญิ ญาณ”ให“้ สมั มาทฏิ ฐ”ิ กนั เถดิไมเ่ ช่นนั้น ปฏบิ ัตธิ รรมไม่มวี นั บรรลผุ ล ที่เปน็ “สมั มาผล”กนั ไดแ้ น่ขอยืนยัน ที่พูดน้ไี ม่ใช่พูดพล่อย หรอื พูดอวดดี หลงตวั เองอะไร ไมใ่ ช่เกิดความกดดันใจแต่อย่างใด แต่เป็นความจริงใจที่ตั้งใจส�าทับว่าเพราะยังมิจฉาทิฏฐิค�าว่า“วิญญาณ”เป็น“เทวนิยม”กัน ที่ท�าให้ศาสนาพุทธเป็นไปอย่างไร“้ สัมมาผล”ทีเ่ ปน็ ใหเ้ ห็นอยใู่ นไทยจรงิ “ผล”ของศาสนาทม่ี ใี นสงั คมจงึ มไี ดก้ นั แคท่ เ่ี หน็ ๆกนั กเ็ หน็ ๆเป็นๆในปัจจุบนั น้ี อยา่ งทีเ่ ปน็ อยกู่ นั จริงๆ คือ ไม่มีมรรคผล ที่เป็น132 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“สัมมาทิฏฐิ”กันเลย ในพุทธกระแสหลัก และในชาวพุทธทง้ั หลายทวั่ ไป แมแ้ ค่ความเขา้ ใจหรือการปฏบิ ตั ิกับความเปน็ “วญิ ญาณ” สงั คมไทยทงั้ สงั คมจงึ ทกุ ขร์ อ้ นเตม็ ไปดว้ ยอบายมขุ ทเ่ี ฟอ่ื งฟูเพราะอวิชชา ไมร่ ู้ว่า อยา่ งไร-อะไร คอื อบายมุข ท้ังๆทมี่ ันเตม็ ไปด้วยอบายมุขกนั ทกุ แขนงพฤตกิ รรมคนไทย การเมืองอันคือกิจบริหารบ้านเมืองก็จมอยู่ในหล่มเหวอบายที่เหลวแหลกส้ินดี กันเห็นๆ เพราะคุณธรรมไม่มี ไม่ใช่ไม่มีคนเกง่ คนเก่งมีมาก แตไ่ ม่มีคนมคี ุณธรรม เมอื งไทยเป็นเมอื งพทุ ธ คนนับถือพุทธ ๙๕ % คดิ ดซู ิแลว้ มจิ ฉาทฏิ ฐกิ นั อยอู่ ยา่ งน้ี สงั คมจะไมเ่ กดิ “ผล”อยา่ งทเี่ ปน็กนั ก็ผิดไปล่ะ เพราะทกุ อยา่ งที่เกิด ยอ่ มมาแต“่ เหตุ” เม่อื “เหต”ุ มิจฉา “ผล”ยอ่ มมจิ ฉา ที่อาตมาพดู นี้ ไมข่ อเถียงกับใครนะ เพระรวู้ ่า แพ้ เถียงไม่ได้ เถยี งไม่ขึ้น เถียงส้ไู ม่ได้ เถยี งไปก็เสียเวลาเปล่า เรามาอธบิ ายเน้ือธรรมะกนั ต่อไปดกี ว่า ไดอ้ ธิบายถงึ ความเป็น“วิญญาณ”มาแล้ว พอสมควร ทีนก้ี ็มารคู้ วามเป็น“สญั ญา”กัน ในความเปน็ “สัญญา”นนั้ “สัญญา”จะทา� หน้าที่ กา� หนดรู้จาก“วิญญาณ”อีกที นีเ่ ปน็ ประเด็นสา� คัญทจี่ ะตอ้ งเขา้ ใจให้ดี “ไดอ้ ธบิ ายไปแลว้ วา่ “วญิ ญาณ”จะเกดิ มาใหเ้ ราไดร้ ไู้ ดเ้ หน็133 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ในทกุ “ผสั สะ”ท่มี ี เมอ่ื “ตา”กระทบ“รปู ” “วญิ ญาณ”กเ็ กดิ เปน็ “จกั ขวุ ญิ ญาณ” เมอ่ื มวี ญิ ญาณเกดิ ขนึ้ ในใจ สญั ญาจงึ จะไดท้ า� หนา้ ทก่ี า� หนดรู้จากวิญญาณอีกทีหน่ึง พอก�าหนดรู้ข้ึนมาได้ก็เป็น“รูปสัญญา”(ความรู้ได้ว่าเป็นรูปหรือภาพ) หรือเมื่อก�าหนดรู้จาก“โสตวิญญาณ”ก็เป็น“สัททสัญญา”(ความรู้ได้ว่าเป็นเสียง) หรือจาก“ฆานวิญญาณ”กเ็ ป็น“คนั ธสญั ญา”(ความร้ไู ดว้ ่าเปน็ กลนิ่ ) จาก“ชิวหาวิญญาณ”ก็เป็น“รสสัญญา” (ความรู้ได้ว่าเป็นรส)จาก“กายวิญญาณ”ก็เป็น“โผฏฐัพพสัญญา”(ความรู้ได้ว่าเป็นสัมผัส เสยี ดสีทางภายนอกทง้ั หลายทง้ั ตาหูจมกู ลน้ิ ดว้ ย) “โผฏฐัพพสัญญา”นั้น เป็นการก�าหนดรู้จากการสัมผัสภายนอกทงั้ หลายทงั้ หมด พอมีการสัมผัสรู้หรือก�าหนดรู้กันในภายในใจ วิญญาณก็เปลีย่ นหนา้ ท่ี เปน็ มโน คอื “มโนวญิ ญาณ”ทา� งานรับชว่ ง จงึ เป็นความร้ทู ่ธี าตุร้ลู กึ เข้าไปขา้ งในขั้นปลาย วา่ “มโนวญิ ญาณ”กันเลยเพราะมันเป็นหน้าท่ี“รู้ตนครบพร้อมท่ีสุด หมดเต็มกรอบท่ีเป็นอยู่ภายในขณะน้นั ” จงึ เรยี กว่า “มโนสัญญา” ดงั นน้ั เมอ่ื ม“ี จตุ ”ิ หรอื มกี ารเคลอื่ นตวั ขน้ึ เมอื่ ใด กลา่ วคอื จติ ที่ทรงสภาพนง่ิ ๆ เราเรียกว่า“ธรรม” เมื่อ“ธรรม”เริม่มอี าการเคลอื่ นไหวขน้ึ จากภาวะท“ี่ ทรงสภาพนง่ิ ”จงึ จะเกดิ มี“อายตนะ ๒”ขนึ้ มา ถา้ ไมม่ “ี การเคลอื่ น”ของใจ ใจอยนู่ งิ่ ๆ กายอยนู่ ง่ิ ๆ วจอี ยนู่ งิ่ ๆ“อายตนะ”กไ็ ม่เกิด134 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ในขณะทีม่ ีภาวะเพยี งภายในใจเฉพาะเชน่ นี้ ไม่มีภายนอกเก่ียวดว้ ยเลย จงึ ใชภ้ าษาเรียก“ธาตรุ ้”ู ขณะนีว้ ่า“มโน”หรอื “มน” ดังนั้น “ธาตุรู้”ที่ถูกรู้ตัวนี้ จึงเป็น“มโนวิญญาณ”แล้ว“จติ ”ไม่ต้องแบ่งส่วนใดออกมาท�างานกา� หนดรู้แล้ว เพราะภาวะน้ีเป็น“องค์รวม”ของ“ธาตุรู้”ท่ีเกิดเต็มตัวแล้ว เป็น“กายวิญญาณ”ภายในโดยเฉพาะนั่นเอง เป็น“สักกาย”(องค์ประกอบเป็นตน,องค์รวมของตน,กายของตน)หรือเป็น“สก”(ของตน)แท้ๆแลว้ “วญิ ญาณ”กค็ อื องคป์ ระกอบของเหตปุ จั จยั “สญั ญา”กค็ อืองคป์ ระกอบของเหตปุ จั จยั ตา่ งกนั ทน่ี ยั สา� คญั ถา้ ใครยดึ วา่ เปน็ ตนเปน็ ของตน กย็ ดึ เอาเหตุปัจจยั ดว้ ยโงท่ ั้งนั้น จรงิ ๆนน้ั วญิ ญาณกด็ ี สญั ญากด็ ี มนั เกดิ ตามเหตปุ จั จยั ถา้ไมม่ เี หตปุ จั จยั กไ็ มม่ อี ะไรเกดิ เมอ่ื ไมม่ อี ะไรเกดิ อะไรขนึ้ มา แลว้ คณุจะเอาอะไรมา“ร”ู้ มาศกึ ษาปฏบิ ัติ สว่ นความแตกตา่ งกนั ของ“วญิ ญาณ” กบั “สญั ญา”นน้ักศ็ ึกษากันอีกนิดวา่ มอี ย่างไร สรุปคือ “วิญญาณ”เป็น“ธาตุรู้”ท่ีเกิดที่เป็นอยู่พร้อมด้วย“องค์ประกอบหรือองค์ประชุม”ของภาวะต่างๆครบพร้อมตามกรอบ ท่ีก�าหนด ถ้ากรอบนั้นมีภายนอกอยู่ ก็เป็น“กามภพ”กต็ อ้ งนบั เอาภายนอกเปน็ องคป์ ระกอบดว้ ย แตถ่ า้ กรอบนน้ั ไมเ่ กยี่ วกบั ภายนอกไปนับเอาแตภ่ ายใน กเ็ ปน็ กรอบภายในระดบั “รปู ภพ”สดั ส่วนหนึง่ ถ้าระดบั “อรูปภพ” ก็เล็กลงลึกเขา้ ไปอกี สดั สว่ นหน่ึง ส่วน“สัญญา”น้ันท�าหน้าที่ก�าหนดรู้“นามธรรม”ทั้งหลาย135 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

อีกทีไม่ใช่หน้าที่จะไปรู้ภายนอกได้เอง ต้องรู้จาก“สัมผัส”ของ“โผฏฐัพพะ” ซึ่งสัมผัสจากภายนอกมาให้รู้“สัญญา”จึงจะรู้ได้จาก“นามธรรม” “วญิ ญาณ”ตา่ งจาก“สญั ญา”ทรี่ จู้ ากภายนอกไดเ้ องทนั ที สว่ น“สญั ญา”รภู้ ายนอกเองไมไ่ ด้ จะตอ้ งรจู้ าก “วญิ ญาณ”อีกที “สัญญา”เข้าไปรู้ภายในเองได้ตลอด เช่น รู้“เวทนา”เองได้แม้“สัญญา”เองก็เข้าไปรู้“สัญญา”ของตนเองได้ เข้าไปรู้“เจตนา”เองได้ เข้าไปร“ู้ ผสั สะ”เองได้ เข้าไปร“ู้ มนสิการ”เองได้ หรือเร่ิมต้นก�าหนดรู้เอาจาก“ปสาทรูปกับโคจรรูป”สัมผัสกนั ขึน้ เม่ือใด เกดิ “ภาวรปู ” ภายใน อนั เกยี่ วข้องมาจากภายนอกกเ็ ปน็ “วิญญาณ” “สญั ญา”จงึ จะเรมิ่ ท�าหนา้ ทกี่ า� หนดร้ไู ด้ ต่อเมื่อมี“กายวิญญาณ”(ถ้าไม่มีองค์ประชุมของเหตุปัจจัย วิญญาณเด่ียวๆก็มีไม่ได้ แม“้ มโนวญิ ญาณ”กต็ อ้ งมี“มน”กบั “ธรรม”จึงจะสามารถร้)ู หรือมี“รูปกาย”ข้ึนมาเม่ือใด “สัญญา”จึงจะก�าหนดรู้จาก“องค์ประชุมของรูป”[อยา่ งงละ่ ว่า ไม่ม“ี นาม” ก“็ กาย”นั่นเองท่เี ปน็ “นาม”อยู่ในตัวแล้ว เรามี“สัญญา”คือ“นาม”เป็นปัจจัยร่วมอยู่นะ] ย่ิงก�าหนดรู้จาก“องค์ประชุมของนาม”ท้ังหลายน่ีแหละยาก “นาม”ที่ถูกรู้ก็เรยี กว่า“นามรปู ” คนผใู้ ด ถา้ “สญั ญา”ไมท่ �าหนา้ ท่ี ไม่วา่ กับภายนอก หรอืกับภายใน คนผู้น้ันก็จะไม่สามารถรับรอู้ ะไรไดเ้ ลยในขณะนัน้ ๆ สญั ญา กบั วิญญาณ นน้ั ตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สา� คัญยิ่งต้องศกึ ษาให้ชดั ๆ อยา่ สับสน “สัญญา”เป็น“เจตสิก”ก�าหนดหมายรู้กันอยู่ในภายในเช่น ท�าหน้าท่ีก�าหนดรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“นามกาย” ได้แก่136 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ เป็นต้น แม้จะก�าหนดรู้ส่วนท่ีเก่ียวกับภายนอกที่เรียกว่า“รูปกาย” ก็ก�าหนดรู้จาก“วิญญาณ”ที่เป็นตัวเกิดจาก“การสัมผัสแล้วเกิดวิญญาณ”อีกที ไม่ใช่“สญั ญา”ไปทา� หนา้ ทร่ี “ู้ มหาภตู รปู ๔”(ดนิ ,นา�้ ,ไฟ,ลม) หรอื “โคจรรปู ๕”(รูป,เสียง, กลิน่ ,รส,โผฏฐัพพะ)เอาเองโดยตรงไดเ้ ลย ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งเรยี นร“ู้ วญิ ญาณ”ไปตง้ั แตห่ ยาบกระทบภายนอกไปหาละเอยี ดในภายในตามลา� ดับ จึงจะรจู้ กั รแู้ จง้ รู้จรงิ ความเปน็ “วญิ ญาณ”ทตี่ อ้ งม“ี เหต”ุ ม“ี ปจั จยั ” จงึ จะเกดิ ได้“วญิ ญาณ”ไมม่ เี อง หากไมม่ “ี เหตปุ จั จยั ” แมท้ ส่ี ดุ จะเปน็ “ธาตุรู้”ภายในสุดขั้น“มโนวิญญาณ” ก็ต้องมี“อายตนะ ๒”คอื “มนายตนะกบั ธรรมายตนะ”เป็นเหตปุ ัจจยั กนั จึงจะเกิด“วญิ ญาณ”ได้ เดยี่ วๆเกดิ ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดยิ่งกว่าชัด ว่า “วิญญาณอาศัยปจั จยั ประชมุ กนั เกดิ ขน้ึ ความเกดิ แหง่ วญิ ญาณ เวน้ ปจั จยั มไิ ดม้ ”ี (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ ขอ้ ๒๔๐ เป็นต้นไป) ชัดเจนนะว่า “วิญญาณ”นั้นเป็น“จิต” ก�าหนดหมายรู้กันด้วยการสัมผัสภายนอกแล้วเกิด“วิญญาณ”ท่ีเป็นการรู้จักรู้แจ้งรู้จรงิ สดๆ ไมใ่ ช“่ ธาตรุ ”ู้ ทล่ี อ่ งลอยอสิ ระอยไู่ หนตอ่ ไหน แตเ่ ปน็ “ธาตรุ ”ู้ทเี่ ปน็ “ภาวะจะเกดิ ตอ้ งมอี งคป์ ระกอบ ตงั้ แต่ ๒ ภาวะมปี จั จยั เสมอ”ตามพระพุทธวจนะ ไมใ่ ชเ่ หน็ “วญิ ญาณ”ใน“สมาธ”ิ ทหี่ ลบั ตาอยใู่ นภวงั คเ์ ทา่ นน้ัผุดเกิดข้ึนมาอย่างอิสระ ไม่ใช่เกิดอย่างมีเหตุมีปัจจัยร่วมกัน นั่นมันเป็นเพียงภาวะที่รู้ข้ันเรียกกันว่า “สัญญา” ท่ีก�าหนดรู้เอาจาก137 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“ความจา� ”(สญั ญา) หรือไม่กป็ ้นั หรอื เนรมติ ขน้ึ มาเองลอยๆ ซึง่ ไม่มีเหตไุ มม่ ปี จั จยั รว่ มกนั เปน็ เหตเุ ปน็ ปจั จยั กนั จงึ เกดิ เปน็ “วญิ ญาณ”ตามทพี่ ระพทุ ธเจ้าตรสั เช่น “วิญญาณ”เกิดจากการสัมผัสทาง“ตา”กระทบ“รูป”หรอื “หู”กระทบ“เสียง” ฯลฯ (พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๖ขอ้ ๑๖๑) เป็นตน้ โดยเฉพาะ“วิญญาณ”น่ีแหละท่ีมันเป็น“ผี”เป็น“เทวดา”หลอกคนเป็นๆกันอยู่ เต็มโลก ถ้าสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จะ“เห็นผี-เห็นเทวดา”กนั สดๆ ในขณะลมื ตามีชีวติ ปกตนิ ีท้ เี ดียว เปน็ “ภาวะจรงิ ”แท้ๆท่จี ะร้แู จง้ “สัตวท์ างจิตวิญญาณ”ไดใ้ นชีวติ เปน็ ๆ จงึ จะ“พน้ สงั โยชน์ ๑๐” พน้ ความเปน็ สตั วใ์ น“สตั ตาวาส ๙”สมั บรู ณ์หมดครบตาม“วโิ มกข์ ๘”ท่ีสมั ผสั ดว้ ย“กาย” มี“กายสักขี”ยนื ยนั อยูโ่ ทนโท่หลดั ๆ ปัจจบุ นั นเ้ี ลย ถา้ ไมม่ คี วามรตู้ ามทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงสอนเทา่ ทส่ี าธยายมากจ็ ะถกู หลอก ซงึ่ หลอกกนั ในขณะทภ่ี ายนอกมตี าหจู มกู ลน้ิ ทเ่ี ปน็ องค์ประกอบกนั อยนู่ แี่ หละ ตากส็ มั ผสั เหน็ “เหต”ุ คอื “รปู ”ภายนอกทมี่ นัทา� ใหเ้ กดิ “วญิ ญาณผ”ี ขนึ้ ภายในใจตนเอง แตค่ นผนู้ น้ั ไมร่ จู้ กั รแู้ จง้ รู้จรงิ ในความเปน็ “วญิ ญาณผ”ี นนั้ ในตนเองอยา่ งสมั มาทฏิ ฐิ แถมตกเปน็ ทาส“ผ”ี เสยี อกี จงึ ถกู ผีนน้ั หลอกตน หลอกผูอ้ ่นื กนั อยูท่ ุกเมื่อเชอื่ วัน กเ็ พราะ“มจิ ฉาทิฏฐิ”ในความเป็น“วญิ ญาณ” ไปมวั งมอยแู่ ตก่ บั “วญิ ญาณ”ในภวงั ค์ ใน“สมาธ”ิ ทไี่ มเ่ กย่ี วกบั ชวี ิตจรงิ ท่ีมีทวาร ๕ ต้องมี..ตาหูจมูกล้ิน“กาย”ท่ีเป็นองค์ประกอบกันอยู่น่ีแหละ “ตา”ก็สัมผัสเห็น“เหตุ”คือ“รูป”ภายนอกที่ท�าให้เกิด138 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

“วญิ ญาณ”ขน้ึ ภายในใจตน แลว้ มนั กเ็ ปน็ “เทวดา” หรอื เปน็ “ผ”ี ซง่ึเปน็ “วญิ ญาณ”ในใจแท้ ผยู้ งั “โง”่ ยงั “อวชิ ชา” หรอื ยงั “มจิ ฉาทฏิ ฐ”ิก็ไมร่ มู้ ันได้ “วิญญาณเทวดา”ก็หลอกคนอยู่ทุกเม่ือเช่ือวัน หูก็สัมผัสเสียง... จมูกก็สมั ผัสกล่นิ ... ล้ินกส็ ัมผัสรส... องคป์ ระกอบภายนอกทั้งหมดก็สัมผัสดินน้�าไฟลมอยู่มีภายนอกอยู่ครบนี่เอง ที่มันเกิด“วญิ ญาณผ”ี เกดิ “วญิ ญาณเทวดา”หลอกตวั เอง หลอกผอู้ นื่ รา้ ยกาจนกั เมื่อมีสัมผัสภายนอกอยู่นแ้ี หละ มันมี“วิญญาณ”เกดิ อยู่ในจติ เรา ซงึ่ เปน็ “วญิ ญาณผี-วญิ ญาณเทวดา”ก็ใช้“อธิปัญญาสกิ ขา”อ่านรู้ในขณะท่ีมันมีภาวะเกิดอยู่หลัดๆจริงๆน้ีให้ได้ จึงจะยืนยัน“สัจจภาวะ”อยูโ่ ทนโท่ เหน็ ของจรงิ รจู้ กั รแู้ จง้ รผู้ จี รงิ -เทวดาจรงิ ซงึ่ ไมม่ “ี รปู รา่ ง”(สรีระ)หรอก มญี าณเหน็ “อาการ”มันได้ เราก�าหนด“นมิ ิต”ทีม่ นั มีน้ันรู้ได้ดว้ ยตน วญิ ญาณผี ต่างกันกบั วญิ ญาณเทวดาอย่างไร มนั มี“ความต่างกัน”(ลิงคะ) ฟังที่อาตมาอธิบายสู่ฟัง(อุเทศ)น้ีดีๆให้เข้าใจแล้วเอาไปฝึกศึกษาเรียนรู้“วิญญาณผี-วิญญาณเทวดา”กันให้เห็นแทเ้ หน็ จรงิ ในขณะที่มี“สัมผัส”กันอยู่หลัดๆนี้ น่ีผ-ี เทวดาแท้ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ถงึ การจะร“ู้ นามรปู ”ไดต้ อ้ งรดู้ ว้ ย“อาการ-ลิงคะ-นมิ ติ -อเุ ทศ”(พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐) ไมใ่ ช่รู้ด้วย“รูปร่าง”ทเี่ ปน็ สรีระ หรือมีโครงมรี า่ งมโี ฉม ทไ่ี ปหลงเหน็ กนั เป็นแค่สญั ญาซ่งึ ไม่ใชว่ ญิ ญาณ “วิญญาณ”ไม่มีรูปโฉม ไม่มีร่างเป็นรูปอะไรเลย แต่เห็นเป็น“อาการ-กริ ิยาของจิต”139 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

พุทธน้นั ร้จู กั ร้แู จ้งรู้จริง ทง้ั ท่เี ป็นการร้รู อบอยพู่ รอ้ มท้งั ภายนอกภายใน มดี นิ น้า� ไฟลม หรอื รปู เสียงกลิน่ รสภาวะภายนอกทจ่ี ะให้สัมผสั 140 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

“ผี”ก็ไม่ม“ี โครรา่ ง” “เทวดา”กไ็ ม่มี“โครงรา่ ง”ที่เห็นเหมอื นตาภายนอกกระทบ“รปู ”ภายนอกทค่ี นเหน็ ๆกนั มกี แ็ ค่“อาการ” ไหวใหร้ (ู้ วญิ ญตั )ิ สอื่ ใหร้ ไู้ ดเ้ ทา่ นน้ั มอี าการแหง่ กริ ยิ าของ“นาม”หรอื ของ“อรปู ” ท�าความเข้าใจใหช้ ัดๆ แม่นๆ คมๆ ดีๆ ส�าหรับแบบพุทธนั้นรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้งที่เป็นการรู้รอบอยู่พร้อมทั้งภายนอกภายในมีดินน�้าไฟลม หรือรูปเสียงกล่ินรสภาวะภายนอกที่จะให้สัมผัส และมีตาหูจมูกลิ้นอวัยวะที่สัมผัสภายนอกท้งั หลาย เป็นองคร์ วม (จบฉบบั ที่ ๒๙๒) เราก�าลังอธิบายถึง ความเป็น“ผี” เป็น“เทวดา”กันให้“สมั มาทฏิ ฐ”ิ ตรงตามพทุ ธศาสนาทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงสอน ซงึ่ หมายถงึ“วิญญาณ”แท้ๆท่ีเป็น“ปรมัตถธรรม”ชดั ๆ ชาวพุทธไทยทุกวันน้ีได้พากันเข้าใจในเรื่อง“วิญญาณ”ไปเหน็ เหมอื น“เทวนยิ ม”เหน็ ผดิ เกอื บหมดแลว้ กลายเปน็ ความร-ู้ เปน็ความเห็นเช่นเดียวกับชาว“เทวนิยม”ที่เห็น“วิญญาณ”มีรูปร่าง(สรีระ) มีตวั ตน(อตั ตา) ซ่งึ ผิดไปจากพระพุทธเจ้าทรงสอนเสยี แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า “มโน”น้ัน“อสรีระ”(ไม่มี“รูปร่าง”)เช่น ในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๕ ข้อ ๑๓ ก็มียนื ยนั อยู่ใหศ้ กึ ษา “วญิ ญาณ”นนั้ “อนทิ สั สนงั (เหน็ ไมไ่ ด)้ -อนนั ตงั (ไมม่ กี รอบขอบเขตจงึ ไมม่ รี ปู รา่ งใหเ้ หน็ )-สพั พโตปภงั ”(กระจายอยทู่ วั่ ไปเหมอื นแสงสวา่ ง) กต็ รสั141 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ไว้มใี นพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๐ แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า มโนนั้น“อสรีรัง” แต่ก็ยังมิจฉาทิฏฐิกันว่า วิญญาณผี-วิญญาณเทวดามี“รูปร่าง”ท่ีเห็นได้เหน็ รปู รา่ ง เหน็ โฉม แบบตาเนอ้ื เหน็ บางคนเหน็ ในภวงั ค์ มภี าพในใจบางคนนั้นเห็นผีเห็นวิญญาณถึงขั้นปรากฏอยู่ภายนอกโดยเห็น“จิตวิญญาณ”มีรูป มีร่าง มีโฉม มีโครงร่างที่สัมผัสด้วยธาตุรู้ก็จะปรากฏเป็น“รูป”(ส่ิงท่ีถูกรู้) เป็น“ร่าง”(สรีระ) เป็น“โฉม”(สรีระ)เป็น“โครงร่าง”(สรีระ) เหมือนเห็นดิน-เห็นน�้า เห็นก้อน-เห็นแท่งเห็นแสง-เหน็ สี เหน็ รัศมี มเี สียงเหมอื นหไู ด้ยนิ มีกลน่ิ เหมอื นจมูกได้กล่ิน มีรสเหมือนล้ินได้สัมผัส มีเย็นร้อนอ่อนแข็งสัมผัสเหมือนได้การกระทบกบั สิง่ ภายนอกอย่ทู เี ดยี ว ซง่ึ เปน็ เนอื้ เปน็ ตวั เปน็ รปู เปน็ รา่ ง เปน็ สง่ิ เปน็ อนั ทเี่ หมอื นสมั ผัสทางตาหจู มกู ล้ิน หรือสมั ผัสทุกสง่ิ อยา่ งภายนอกกันเลย ไม่ว่าจะหลับตาเข้าไปในภวังค์ก็ปรากฏภาพมีรูปท่ีมีแท่งมีก้อน มีเส้น มีแสง มีสี มีร่าง มีโฉมของผี-ของเทวดากันจริงๆจังๆ มีรูปโฉมโนมพรรณเป็นตัวเป็นตน ไม่ว่าจะลืมตาเห็นปรากฏกันอยภู่ ายนอก เชน่ เห็นเปรตมีร่างตัวสงู ใหญ่ พุงโต ปากเลก็ จู๋ แขนยาวควา้ เอานัน่ เอาน่ีสารพัด หรอื เหน็ เทวดา ทรงเคร่อื งแต่งกาย มสี งั วาลเพชรวบู วาบเตม็ ตวั เหาะไดล้ อยได้ จะไปไหนๆไดต้ ามใจนกึ คดิ อยากไดอ้ ะไร อยากกินอะไรก็ผุดเกิดขึ้นมาให้กินให้ได้ตามต้องการทุกอย่าง เป็นต้น เหน็ เปน็ ภาพเปรต-ภาพเทวดาในจติ ทอี่ ยใู่ นภวงั คภ์ ายในใจ142 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ปรากฏมีสมี เี ส้นมแี สงเปน็ รปู เป็นรา่ งบา้ ง มเี สียงร้องโหยหวนบา้ งหัวเราะร่ืนเริงบ้าง มีขอบมีเขตเป็นโฉมเป็นทรงบ้าง มีกลิ่นเหม็นบา้ งหอมบา้ ง ใหผ้ มู้ ตี าทพิ ยเ์ หน็ เปรต-เหน็ เทวดานั้นจรงิ ๆ ซงึ่ เรยี กกนั วา่ เปน็ “รปู ทพิ ย”์ หรอื เปน็ “กายทพิ ย”์ แลว้ นบั ถอืผมู้ คี วามสามารถมคี วามเกง่ เหน็ “รปู ทพิ ย-์ กายทพิ ย”์ นน้ั วา่ เปน็ ผมู้ ีฤทธิ์เดชทางสมาธิขั้นมี“ตาทิพย์”จึงเป็นผู้เห็น“รูปรา่ งทิพย์-กายทพิ ย”์ นี้ได้ โดยจะเหน็ กนั ในตอนจิตมสี มาธิ หรือย่ิงหลงกนั ว่าเปน็ ผู้เกง่ มาก ถ้าเหน็ ไดเ้ สมอ เม่อื ใดก็ได้ ตอนหลบั ตาเปน็ ภวังค์กเ็ ห็นได้ ลมื ตากเ็ หน็ ได้ เกดิ การเหน็ปรากฏขึ้นใน“ตาทิพย์”น้ัน เชื่อกันอย่างน้ี คนมี“ตาทิพย์”จะเห็น“รปู รา่ ง” หรอื “สรีระ”ของวญิ ญาณผ-ี วญิ ญาณเทวดา กนั อย่างนี้จริงๆ เหน็ จริงๆ โดยการเหน็ การสมั ผสั นนั้ มแี ตเ่ พยี งภาวะ“รา่ ง”ทเี่ ปน็ส่วนของ“รูปธรรม”แค่น้ัน เพราะความรู้ผู้นี้มีว่า ความเป็น“กาย”กแ็ ค่“รูปธรรม”เท่าน้นั ไม่มสี ว่ นของ“นามธรรม” “เทวนิยม”เห็นผ-ี เห็นเทวดากันอย่างนี้ พระพทุ ธเจา้ ตรสั เรยี กคนทไ่ี ดภ้ าวะเชน่ นวี้ า่ ได“้ มโนมยอตั ตา” (มโนมยอัตตปฏิลาโภ = ตัวตนทส่ี า� เร็จด้วยใจ ; พระไตรปฎิ ก เลม่ ๙ ขอ้ ๓๐๒) การเห็นแค่เพียงรูปร่างโครงร่างเท่านั้นก็เท่ากับผู้นี้เห็น“กายสงั ขาร”ได้เทา่ นี้ ดงั นน้ั “การเรยี นรจู้ ากการเหน็ ”ของผนู้ ้ี จงึ รจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ“สงั ขาร”ของ“กาย”ไดแ้ คเ่ ร่อื งของวตั ถุธาตุหรือ“รปู ธาต”ุ เท่านัน้ ซง่ึ เปน็ ความรผู้ ดิ ไปคนละทศิ หนั ไปคนละทางในความหมาย143 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ของค�าว่า“กาย”เลย ฉะนีแ้ ลคอื ผยู้ ัง“อวชิ ชา”(มีความไม่รู้)ในความเปน็ “สังขาร”เพราะรแู้ ละเชอ่ื แคว่ า่ ภายนอกเทา่ นนั้ เปน็ “กาย” ไมเ่ กย่ี วกบั “ใจ” นัน่ คอื ความรขู้ องตนจา� กดั ความเป็น“กาย”เสยี แล้ววา่ มแี ค“่ รปู ธาต-ุ รปู ธรรม” เทา่ นนั้ ไมเ่ อาหรอื ไมร่ วู้ า่ “กาย”นนั้เกี่ยวกับ“นามธรรม”ด้วย ซึ่งเกี่ยวกับ“นามธรรม”อย่างย่ิงส�าคัญกว่า“รูปธรรม”ย่ิง เพราะ“มโนหรือนามธรรม”เป็น“ประธาน”ของสงิ่ ทัง้ ปวง ความเป็น “กาย”จึงขาด“นามธรรม”ไม่ได้เด็ดขาดในการศึกษาพุทธธรรม เพราะ“สมุทัยอริยสัจ”ท่ีคนควรรู้ยิ่ง เพื่อศึกษาพัฒนาชีวิต โดยเฉพาะข้นั “โลกตุ ระ”ที่จะมผี ลนพิ พาน ผใู้ ดกา� หนดร“ู้ กาย” เรยี นร“ู้ กาย”แค่ “รปู ธรรม”เทา่ น้ี กร็ จู้ กัรู้แจง้ รู้จรงิ แค“่ รปู ธรรม” จงึ ยังไม่สามารถม“ี วชิ ชา”ทจ่ี ะรูจ้ ักรู้แจง้รู้จรงิ “กายสังขาร”มากกวา่ น้ี ก็ไดแ้ ค่นี้ ตามหลกั ปฏจิ จสมปุ บาทนน้ั “เพราะอวชิ ชาเปน็ ปจั จยั จงึ มีสังขาร เพราะสังขารเปน็ ปัจจัย จึงมวี ิญญาณ...” ต่อๆไปจนครบ ดงั นน้ั “ความไมร่ ”ู้ (อวชิ ชา)เปน็ ปจั จยั กจ็ ะร“ู้ การปรงุ แตง่กันอยู่”(สังขาร)แค่ท่ีตนยดึ น้ัน ท้ังๆท่ี“การปรุงแต่งกันอยู่”(สังขาร)มีปัจจัย มี“ธาตุรู้”(วญิ ญาณ)จึงรู้ได้เพียงเทา่ น้นั ซง่ึ กเ็ นอื่ งมาจากยงั ไมไ่ ดเ้ รยี นร“ู้ กาย” หรอื “องคป์ ระกอบ”ท่ีเป็น“นามธรรม” ตามท่มี ี“องคป์ ระกอบ”(กาย)อยู่ด้วย แต่ตนเองมีความรู้ผิด(มิจฉาทิฏฐิ) ก็เลยเรียนรู้กันไปแบบผิดๆ ปฏิบัติผิดๆอยู่144 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

แคน่ ้ันกัน เมอ่ื ยัง“มจิ ฉาทิฏฐิ” ก็“อวิชชา”อยู่ “อวิชชา”(ความไม่รู้)อันเป็น“ปัจจัย”ของ “สังขาร”จึงยังไม่รจู้ กั ไมร่ แู้ จง้ ไมร่ จู้ รงิ “กายสงั ขาร” เพราะสา� คญั ผดิ ความเปน็ “กาย”วา่ เปน็ แค“่ รา่ ง” กม็ คี วามรตู้ ามทตี่ นเองยดึ ถอื อยนู่ นั้ เทา่ ทตี่ นเองยดึตนเองก็ก�าหนดรู้“กาย”แค่“รูป”เท่านั้น ก็ย่อมได้“รู้”(วิชชา)แค่น้ันและย่อม“ไมร่ ”ู้ (อวิชชา)ยิ่งกวา่ นัน้ ..นก่ี ็จริงแท้ ผู้น้ีก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงครบถ้วนในความเป็น“กายสงั ขาร”ทเ่ี ปน็ “องคร์ วมของนามและรปู ” เมอื่ ยดึ เอาแค“่ รา่ ง” กร็ จู้ กัรูแ้ จง้ รู้จรงิ “กายสงั ขาร”ได้แค่“รปู ธรรม” เพราะยัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ในความเป็น“กาย”ว่า หมายถึงเพยี งแค“่ รปู ธาต”ุ เทา่ นนั้ ไมม่ “ี นามธาต”ุ รว่ ม จงึ รไู้ ดแ้ คต่ ามทตี่ นยดึน้แี หละไปตลอดกาล ก“็ อวิชชา”ตลอดอีกนาน “กายสงั ขาร”จงึ ไดแ้ ต่เหน็ “รปู ”เท่านัน้ ความรเู้ รอื่ ง“สงั ขาร”กม็ “ี วชิ ชา”เทา่ น้ี คนผนู้ ย้ี งั ไมไ่ ดเ้ รยี นลกึ ซง้ึ หยง่ั รเู้ ขา้ ไปถงึ “กายสงั ขาร”ทเี่ ปน็ “สว่ นของจติ วญิ ญาณ จงึ คง“อวชิ ชา”ใน“สงั ขาร”ส่วนทีเ่ ปน็ “นาม” นี้คือผ“ู้ มจิ ฉาทิฏฐ”ิ ทเ่ี ร่มิ ต้นแม้แตใ่ นคา� วา่ “กาย” จึงเป็นผู้ไมพ่ น้ “อวชิ ชา”ตง้ั แตค่ วามเปน็ “สงั ขาร”ซง่ึ เปน็ ปจั จยั ของ“อวชิ ชา”กช็ อ่ื วา่ “ผอู้ วชิ ชา”อยแู่ ท้ เปน็ “ผไู้ มร่ ”ู้ ไปแตต่ น้ ของ“ปฏจิ จสมปุ บาท”กนั เลยทเี ดียว ผู้นี้ปฏิบัติธรรมก็เป็นอันไม่รู้จักไม่รู้แจ้งไม่รู้จริงความเป็น“ปฏจิ จสมปุ บาท”ตอ่ จาก“สงั ขาร”ไปอกี ทงั้ สาย ทเี่ ปน็ “อทิ ปั ปจั จยตา”145 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

คือเป็นธรรมท่ีจะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปัจจยาการ”ของภาวะแห่งธรรมต่างๆไปเป็นล�าดับๆต่อเนื่องกัน เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันและกนั ตลอดสาย เม่อื ผู้ใด“มิจฉาทิฏฐิ”แลว้ เชน่ นี้ ผู้นน้ั กผ็ ิดไปแต่ต้น แมจ้ ะปฏบิ ตั ธิ รรมใหเ้ ครง่ ครดั อตุ สาหะยง่ิ ยอดปานใดกต็ าม หากมที ฏิ ฐแิ ค่ค�าว่า“กาย”กม็ จิ ฉาทฏิ ฐเิ สียแลว้ การปฏบิ ตั ติ ่อความเปน็ “สงั ขาร”กต็ อ้ ง“อวชิ ชา”อยตู่ ลอด แลว้ จะบรรลผุ ลธรรมเปน็ “พทุ ธสจั จะ”ได้อยา่ งไร แมจ้ ะนกึ วา่ ตนบรรลมุ รรคบรรลผุ ลกเ็ ปน็ มจิ ฉาทง้ั มรรคทง้ัผลแน่นอน เพราะผู้นี้เข้าใจค�าว่า“กาย”น้ันมันเพียงแค่“รูปธาตุ-รูปธรรม”ไม่เข้าใจหรือไม่รู้ว่า“กาย”นั้นคือ“องค์ประชุม”ของทั้ง“รปู ”และทง้ั “นาม”ด้วย ไม่ใช่มแี ต่แค“่ รูป”เทา่ น้นั ใน“อานาปานสตสิ ตู ร”นน้ั อา่ นใหด้ เี ถดิ พระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๔ข้อ ๒๘๕ พระพทุ ธเจา้ ทรงชแ้ี จงเรม่ิ ตงั้ แตว่ า่ หมู่สงฆท์ งั้ หลายของพระองค์นน้ั มีตง้ั แต่ (๑) ผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้วสิน้ สญั โญชน์แล้ว (๒) ผเู้ ปน็ อุปปาติกะ(พระอนาคามี) เพราะส้นิ สัญโญชนส์ ่วนเบอื้ งตา่� ทงั้ ๕ (สกั กายทฏิ ฐ-ิ วจิ กิ จิ ฉา-สลี พั พตปรามาส-กามราคะ-ปฏฆิ ะ) จะได้ปรนิ ิพพานในโลกนั้นๆ (๓) ผู้เป็นพระสกิทาคามี เพราะส้ินสัญโญชน์ ๓ อย่าง(สักกายทิฏฐิ-วจิ ิกิจฉา-สีลัพพตปรามาส) และเพราะทา� ราคะ โทสะ โมหะให้เบาบาง มายงั โลกน้อี ีกคร้ังเดียวเทา่ นั้น กจ็ ะท�าทส่ี ดุ แหง่ ทกุ ข์ได้146 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

(๔) ผเู้ ปน็ พระโสดาบนั เพราะสนิ้ สญั โญชน์ ๓ อยา่ ง (สกั กาย-ทฏิ ฐ-ิ วจิ ิกจิ ฉา-สีลพั พตปรามาส) มีอนั ไมต่ กอบายเป็นธรรมดา แนน่ อนที่จะไดต้ รัสร้ใู นเบื้องหน้า [นน้ั คอื บคุ คล ๔ ท่มี ีมรรคผลเป็นโลกุตระ] (๕)ผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ (เรม่ิ โพธิปักขิยธรรม = โลกุตระ) (๖)ผปู้ ระกอบความเพยี รในอนั เจรญิ สมั มปั ปธาน ๔ อยู่ (คอื โลกตุ ระในโพธปิ กั ขิยธรรม) (๗) ผู้ประกอบความเพยี รในอนั เจรญิ อทิ ธบิ าท ๔ อยู่ (คอื โลกุตระในโพธิปักขยิ ธรรม) (๘)ผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอินทรีย์ ๕ อยู่ (คือ โลกตุ ระในโพธปิ ักขยิ ธรรม) (๙) ผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญพละ ๕ อยู่ (คือ โลกุตระในโพธปิ ักขิยธรรม) (๑๐) ผปู้ ระกอบความเพยี รในอนั เจรญิ โพชฌงค์ ๗ อยู่ (หลกั โลกตุ ระอนั เอก) (๑๑) ผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญมรรคมีองค์ ๘ อยู่ (หลกั โลกุตระอันเอก) [นนั้ กค็ อื ผทู้ ปี่ ฏบิ ตั โิ พธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗ อยา่ งสมั มาทฏิ ฐิ ขนึ้ ไปเปน็ ลา� ดบั ๆ] (๑๒) ผปู้ ระกอบความเพยี รในอนั เจรญิ เมตตาอยู่ (เรม่ิ พรหม วิหาร = มีใจเหน็ แกผ่ อู้ น่ื ) (๑๓) ผปู้ ระกอบความเพยี รในอนั เจรญิ กรณุ าอยู่ (ลงมือชว่ ย147 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ผู้อ่ืนทมี่ ีทุกขใ์ ห้พ้นทุกข)์ (๑๔) ผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญมุทิตาอยู่ (ยินดีด้วย กบั ผพู้ ้นทกุ ข์แล้ว) (๑๕) ผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอุเบกขาอยู่ (วางใจ เฉยกับการทา� ดแี ล้วนน้ั จบ) [ถา้ ผปู้ ฏบิ ตั ยิ งั ไมส่ มั มาทฏิ ฐิ ปฏบิ ตั พิ รหมวหิ ารน้ี กจ็ ะได“้ พรหมวหิ าร ๔” เปน็ แค่บญั ญตั ิ แต่หากผู้ปฏิบัติสัมมาทฏิ ฐจิ ะเกิดอปั ปมัญญา ๔ นี้ไปด้วยจน สัมบูรณ์ นั่นคือ มีปัญญารู้แจ้งสาระแห่งภาวะของเมตตา-ของกรุณา-ของ มุทิตา-ของอเุ บกขา ท่ีเป็นปรมัตถธรรมแท]้ (๑๖) ผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอสุภสัญญาอยู่ (ให้ เหน็ แจ้งความไม่น่าชืน่ ชม) (๑๗) ผปู้ ระกอบความเพยี รในอนั เจรญิ อนจิ จสญั ญาอยู่ (ให้ เห็นแจ้งความไมเ่ ทย่ี ง) [ผูไ้ ม่สัมมาทฏิ ฐิ เชน่ เขา้ ใจความเป็น“กาย”แคว่ า่ หมายถึงมหาภูตรูป ภายนอกเท่านั้น ปฏิบตั “ิ สัญญา ๒” น้นี านหรอื มากปานใด ก็จะไดแ้ คต่ รรกะ ได้ แคส่ มถะไปตลอด ไมบ่ รรลุมรรคผล แต่หากผู้ใดสมั มาทฏิ ฐิก็จะไดอ้ ธิปัญญา ได้ วปิ ัสสนา-วชิ ชา ได้บรรลุมรรคผล] (๑๘) ผปู้ ระกอบความเพยี รในอนั เจรญิ อานาปานสตอิ ยู่ (ให้ เห็นแจ้งโลกุตระ) [ต้งั ใจพจิ ารณาท�าความเข้าใจไปกบั ค�าตรสั ใหด้ ีๆ] ต่อจากนน้ั พระพุทธเจา้ ก็ตรสั ตอ่ วา่ ดกู รภกิ ษทุ ั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษเุ จริญแลว้ ทา� ให้มากแลว้ ย่อมมีผลมาก มอี านิสงสม์ าก ภิกษุท่เี จรญิ อานาปานสติ148 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

แล้ว ทา� ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มบ�าเพญ็ สติปฏั ฐาน ๔ ใหบ้ ริบูรณไ์ ด้ ภกิ ษทุ เี่ จรญิ สตปิ ฏั ฐาน ๔ แลว้ ทา� ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มบา� เพญ็โพชฌงค์ ๗ ให้บริบรู ณไ์ ด้ ภกิ ษุทเี่ จริญโพชฌงค์ ๗ แลว้ ท�าใหม้ ากแลว้ ยอ่ มบา� เพ็ญวิชชาและวมิ ตุ ติ ใหบ้ ริบรู ณไ์ ด้ ดูกรภิกษุท้ังหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอยา่ งไร จึงมีผลมาก มีอานิสงสม์ าก ดกู รภิกษุทัง้ หลาย ภิกษุในธรรมวินัยน้ี อยใู่ นปา่ ก็ดี อย่ทู ี่โคนไม้ก็ดี อย่ใู นเรอื นวา่ งกด็ ี นง่ั คู้บลั ลงั ก์ ตงั้ กายตรง ดา� รงสตมิ ่นัเฉพาะหนา้ เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า... ฯลฯ อาตมาขอพักค�าตรสั ของพระพทุ ธเจ้าไว้แคน่ ้ีก่อน ขอแวะอธิบายแทรกตรงน้ีแหละ ทจี่ ะท�าใหเ้ ข้าใจนัยส�าคญั ได้ชัดเจน ค�าว่า “ก็ดี”ที่ต่อท้ายค�าว่า อยู่ในป่า อยู่ท่ีโคนไม้ อยู่ในเรอื นว่าง นี่แหละทีเ่ ปน็ ตัวไขว่า พระพทุ ธเจา้ ทรงมีนยั ส�าคญั ที่ต้องพูดกับผู้ปฏิบัติขณะน้ัน ซ่ึงอยู่ในป่ากันทั้งน้ัน เพราะยุคนั้นหลงยดึ ถอื ปฏิบัตกิ นั อยา่ งนน้ั จงึ ต้องต้งั ใจท�าความเข้าใจกันดๆี คา� วา่ กด็ ี น้ี ทา่ นแปลมาจากบาลคี อื คา� วา่ “วา” อนั หมายถงึ“หรือ” กไ็ ด้ หมายถงึ ว่า“อย่างนีอ้ ย่างนนั้ ” ก็ได้ “เป็นเชน่ นีห้ รือไม่เช่นน้”ี กไ็ ด้ ในที่นกี้ ค็ อื อยปู่ ่ากด็ ี หรืออยู่กรุงกด็ ี นนั่ เอง ไดท้ ้ังน้นักป็ ฏิบตั ิให้เขา้ ไปส่“ู ปรมตั ถธรรม”ใหไ้ ดเ้ ช่นเดยี วกนั ทั้งนน้ั เพราะขณะทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั ความนี้ มนั เปน็ ขณะทพ่ี ากนัหลงออกไปอยู่ป่ากันแล้ว149 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?