Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Published by godofthecrash, 2018-07-09 04:58:47

Description: หนังสือออนไลน์Ebookหนังสิอชาวอโศกศูนย์รวมหนังสือต่างๆของชาวอโศก ที่เคยตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ และกำลังจะตีพิมพ์ ได้จัดทำไว้เพื่อสะดวกในการค้นคว้าข้อมูลด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่เปิดใช้งานได้เสมือนหนังสือจริง

Search

Read the Text Version

รว่ มกนั สรา้ งเรอ่ื งกอ่ เรอ่ื ง ม“ี เหต-ุ นทิ าน-สมทุ ยั -ปจั จยั ”ขน้ึ มาในโลก ถ้าศึกษาเข้าใจค�าว่า“รูป”กับ“นาม”ให้ดี เข้าใจได้ถูกต้องชดั เจน กจ็ ะสามารถกา� หนดร้.ู .รูปรปู , รปู นาม, รปู กาย, นามกาย,นามรูป โดยเฉพาะค�าว่า“กาย” ได้ถูกต้องตรงสภาวะของธรรมตา่ งๆทง้ั หลาย ถา้ ไมม่ ภี าวะทเี่ รยี กวา่ “รปู ” กบั ภาวะทเี่ รยี กวา่ “นาม” หากไม่มี ๒ ภาวะนี้(รปู กบั นาม)มา“รวมกนั ”ซึ่งเรียกว่า“กาย” หรือไมม่ า“ประกอบกัน”แล้วเรียกว่า“กาย” หรือไม่มา“ประชุมกัน”แล้วเรยี กวา่ “กาย”ขนึ้ มา เป็นสภาวะให้“เจา้ ของรปู กับนาม”ใช้เรยี นรู้นั่นคอื “กาย”กไ็ มม่ ี“ภาวะสา� คัญ”ให้เรียนรู้ เพราะไม่มี“รูป”กับ“นาม”ประชุมกันให้เจ้าตัวได้เรียนรู้ศึกษาปฏิบัตเิ พ่ือชา� ระกิเลส คา� วา่ “กาย”ขอยนื ยนั นะวา่ ไมใ่ ชแ่ ค“่ รา่ งกาย”(สรรี ะ) หรอืแค่องค์ประกอบของดิน,น�้า,ไฟ,ลมเท่าน้ัน แต่ต้องมี“นาม”ร่วมอยู่ดว้ ย ประชมุ อยู่ด้วย จงึ จะชือ่ ว่า “กาย” ถ้ามแี ค่“วตั ถุ”เท่าน้ัน หรือ“มหาภูต ๔” เทา่ น้นั ไดแ้ ก่ ดิน,นา�้ ,ไฟ,ลมและหรอื อากาศ อกี ธาตหุ นงึ่ เปน็ ๕ กต็ าม นนั่ ..ไมใ่ ช่ “กาย” “กาย”นั้นต้องประกอบไปด้วย“รูป”กับ“นาม” และไม่เน้นที่“รูป”เป็นจุด“ปรมัตถ์” แต่จะเน้นที่“นาม”เป็นจุด“ปรมัตถธรรม” คา� วา่ “กาย”น้ี จะมพี รอ้ มทงั้ “รปู ”และ“นาม” แตถ่ อื เอา“นาม”เปน็ จดุ “ปรมตั ถ”์ ชดั เจนยงิ่ เชน่ พจนานกุ รมบาล-ี ไทยทุกฉบับ ที่ศึกษากันท่ัวไป ล้วนให้ความหมายว่า “กาย”คือ200 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

หมวดแห่งเจตสิกธรรม ได้แกเ่ วทนา,สญั ญา และสงั ขาร หรอื ในพระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๖ ขอ้ ๒๓๐ พระพทุ ธเจา้ กต็ รสั ไว้ตรงกนั อกี วา่ “ตถาคตเรียกกาย อันเป็นท่ีประชมุ แหง่ มหาภตู ทั้ง ๔น้ีว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง”(ยัญจ โข เอตัง ภิกฺขเว วุจฺจติจติ ตฺ งั อติ ปิ ิ มโน อติ ปิ ิ วญิ ญาณงั อติ ปิ )ิ นคี้ อื พระวจนะทท่ี รงยนื ยนั ชดั เจนวา่ในความเป็น“กาย”น้ัน พระองคใ์ หย้ ึดเอา“นาม”เปน็ จุด“ปรมตั ถ”์ ซึ่งในสูตรน้ีค�าตรัสของพระพุทธเจ้าน้ันหมายถึง “กาย”ทเ่ี ปน็ “องคป์ ระชมุ ”ของ“รปู ”กบั “นาม” และพระบรมศาสดากท็ รงยนื ยนั วา่ “กาย”นน้ั คอื “จติ บา้ ง มโนบา้ ง วญิ ญาณบา้ ง”(พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๓๐) และความเป็น“นาม”ที่จะเกิดข้ึนให้เราศึกษาได้นั้นก็ต้องม“ี องคป์ ระชมุ ของรปู แหง่ สตั ว”์ หรอื “กาย”ของสตั ว์ อนั ม“ี ปสาทรปู ”(ภาวะของรูปส่วนที่เป็นประสาท)กับ“โคจรรูป”(ภาวะของสัตว์ที่ออกแสวงหาอาหาร ภาวะของสตั วส์ ว่ นทที่ า� หนา้ ทตี่ นใหต้ นยงั ชวี ะตอ่ ไป) การมกี ริ ยิ าขนึ้ มาใหแ้ กค่ วามเปน็ ชพี ของตน เพราะในสตั วท์ “่ี กาย”ยงั ไมแ่ ตกตาย(กายสัสะเภทา)กจ็ ะตอ้ งทา� หนา้ ท่ดี �าเนนิ การยังชพี ใหช้ ีวิตน้ีชือ่ วา่ “โคจร” เมอื่ ภาวะของ“ปสาทรปู กบั โคจรรปู ”ทา� หนา้ ทขี่ องตนขนึ้ มาซึง่ เกิด“ผสั สะ”(สัมผัส)กนั ขึน้ เรยี กว่า “ผัสสะ ๓”จงึ เกดิ “จิต-มโน”หรอื “วญิ ญาณ” ดงั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวว้ า่ ตาสมั ผสั รปู หสู มั ผสั เสยี งจมูกสัมผสั กลน่ิ ฯลฯ เกิด“วญิ ญาณ” เรยี กวา่ “ผัสสะ ๓” เปน็ ต้น (พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๖ ข้อ ๑๖๑) ซง่ึ กค็ อื “รปู ๒๘”มตี งั้ แต“่ มหาภตู ๔”(ดนิ นา�้ ไฟลม)กบั “นามรปู ”ต่างๆทเ่ี กิดขึ้นเป็น“อปุ าทายรูป ๒๔”(รปู ท่อี าศยั มหาภตู รูป ๔) ใหแ้ กผ่ ู้201 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ปฏบิ ตั (ิ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ขอ้ ๑๔)ได้ศกึ ษา ส่วนหนึ่งภายนอกคือ องค์ประชุมของ ดินน้�าไฟลมในความเป็น“กาย” ภาคน้ีสว่ นนย้ี อ่ มเจรญิ ยอ่ มเสือ่ ม ด้วยมีการเกดิการตาย ปรากฏให้เห็นได้ง่าย แม้แต่ปุถุชนท่ีไม่ได้ฟังค�าสอนของพระพุทธเจ้าเลยก็เห็นได้ และเบื่อหน่ายคลายก�าหนัด หลุดพ้นความเปน็ “กาย”(สรีระ)ในภาคหรอื ส่วนภายนอกนี้ได้ แตส่ ว่ นทเ่ี ปน็ “องคป์ ระชมุ ”อกี สว่ นหนง่ึ ในความเปน็ “กาย”คือความเป็น“นาม”น้ัน ปุถุชนผู้ไม่ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าและใสใ่ จศกึ ษากระทง่ั สมั มาทฏิ ฐแิ ลว้ มสี มั มาปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ จะไมส่ ามารถเบื่อหน่ายคลายก�าหนัดหรือหลุดพ้นความเป็น“กาย”ในส่วนที่เปน็ “นาม”หรือ“จิต-มโน-วญิ ญาณ”น้ไี ดเ้ ลย ดงั นั้น พระพทุ ธเจา้ จงึ เน้นสา� คญั ในความเปน็ “นาม”ทีเ่ ปน็ภายในส่วนที่เป็นจิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง อันประชุมอยู่ในความเปน็ “กาย” แลว้ พระองคจ์ งึ ตรสั ชอี้ ยา่ งสา� คญั ในพระไตรปฎิ กเล่ม ๑๖ ขอ้ ๒๓๐ วา่ “กาย”ส่วนนแี้ หละถา้ ปถุ ชุ นไมไ่ ดศ้ กึ ษาธรรมของพระองค์ จนกระทั่งสัมมาทิฏฐิแล้วสัมมาปฏิบัติ ก็ไม่สามารถเบ่ือหน่ายคลายก�าหนัด หรือหลุดพ้นความเป็นจิต-เป็นมโน-เป็นวญิ ญาณได้เลย เพราะปุถุชนยังมตี ณั หา มที ิฏฐิ ว่า “จิตหรือมโนหรือวญิ ญาณ” นน้ั เปน็ ของเรา(มม) เป็นเรา(อัตตา) “กาย”ที่พระศาสดาทรงเน้นนี้ จึงเป็นการชี้เจาะลงไปถึง“จิต-มโน-วิญญาณ”วา่ คอื จดุ สา� คญั ดว้ ยเหตุวา่ เป็น“องค์ประชุมอยขู่ องนามกับรูป”รว่ มกนั ในความเป็น“กาย” “กาย”นนั้ ส�าคัญที่จิต-มโน-วิญญาณ ฉะนีเ้ อง202 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

แต่ถ้าไม่มีดิน,น�้า,ไฟ,ลมและหรืออากาศ ประกอบอยู่ด้วยในภาวะใด ภาวะนน้ั ถ้าเปน็ เฉพาะ“ธาตุรู้” ก็ไม่ใช่ “กาย”อกี แหละเปน็ แค่“นาม”ลว้ นๆ “นาม”ล้วนๆนั้น ถ้าแม้นไม่มีรูป“ร่วมประกอบ” ก็คือไม่มี“กาย” เพราะ“กาย”คือ“องคร์ วม”ของ“รูป”ท่ปี ระกอบ”กบั “นาม”เมือ่ ขาด“รูป”เสยี แลว้ สภาพ“กาย”กไ็ มม่ ี ภาวะท่ี“ไม่มีกาย”เช่นน้ี เป็นต้นว่าคนท่ี“กายแตกตาย”(กายัสสะเภทา) หลังจากคนท่ีตายกายแตกไปแล้ว(ปรัมมรณา) ก็มีแต่“นาม”ไม่มี“รูป”ร่วมประกอบอยู่ดว้ ยเลย “มหาภูตรูป ๔”ไมม่ ีแน่ “ปสาทรปู ๕”ของคนตายกายแตกน้กี ็ไมม่ แี นย่ ่ิงกวา่ แนอ่ กี ไมว่ า่ “รปู ”ทเี่ หน็ ทางทวาร“ตา” “รปู ”(picture)อยา่ งนกี้ ไ็ มม่ ีเพราะ“กายแตกตาย”(กายสั สะเภทา)แลว้ ไมม่ “ี ตา”แลว้ จงึ ไมม่ “ี ตา”ทจ่ี ะเหน็ “ภาพ”หรือเหน็ “รปู ”ใดๆ และไมว่ า่ จะเปน็ “รปู ”ซงึ่ อยใู่ น“ภาวะทถ่ี กู ร”ู้ (objective) ภาวะของผตู้ ายแบบไมม่ รี ่าง(สรีระ)ไมม่ ีธาตดุ นิ น�า้ ไฟลมแลว้ ชนดิ ท“ี่ กายแตกตาย”(กายสั สะเภทา)กไ็ มส่ ามารถม“ี รปู ”ใดใหเ้ หน็ นอกจาก“นาม” ภาวะท“่ี กายแตกตาย”ไปแล้ว เมอ่ื ตกนรก จงึ มแี ต่“ความรู้สึกทุกข์จากการตกนรก”ที่เป็น“นามธรรม”เท่านั้น ที่ทรมานทรกรรมตามวบิ ากบาปทหี่ นกั เบาเทา่ ทตี่ นมนี นั้ ๆ โดยไมม่ “ี รปู ”ใดๆให้“เห็น”(ปสั สต)ิ ได้เลย หรอื หากจะม“ี ความรสู้ กึ สขุ จากการมสี วรรค”์ กเ็ ยยี่ งเดยี วกนักห็ ลงสขุ เทจ็ ท่ีเป็นเพยี ง“ความจา� ได้”เท่านน้ั โดยไมม่ ี“รปู ”ใดๆ203 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ไม่มี“รูปธรรม”ใดๆเลยในภาวะที่มีแต่“นามธรรม”ท่ีปราศจาก“กาย” ดงั น้ัน “นามธรรม”ของใครกต็ ามที“่ ตายกายแตก”ไปแล้วจติ ยงั มีกิเลสยังมีวิบากบาปก็“ตกนรก”แตเ่ พียง“นาม” น่ันแหละคือ “สัตว์นรก”แท้ๆ ท่ีตายไปแล้วตกนรก ไม่สามารถรู้เห็นอะไรอ่ืนเลยนอกจากทุกข์อยู่ในอารมณ์“นรก”ที่ตนตกอย่างเดียว ทรมานอยู่จนกว่าจะหมดสิน้ วิบากของแตล่ ะสัตว์ใดทีท่ �าวบิ ากนน้ั ๆไว้ ซง่ึ นรกนนั้ สว่ นใหญจ่ ะตกกนั อยนู่ านๆกนั ทง้ั นน้ั เพราะเปน็เร่ืองของ“ส่วนตน”หรือเป็นภาวะแห่งความเป็น“อัตตา”แท้ๆ ท่ีตนเองกช็ ่วยตนไม่ได้ เพราะไม่ม“ี วิชชา”ในความเป็น“อัตตา” และไม่มีใครเลยชว่ ยไดด้ ้วย สัตว์ที่ตกนรกจึงไม่พบใครเลย อยู่แต่ในภพนรกส่วนตนเปน็ “นรกสดๆ”แทๆ้ ตกอยกู่ บั “ความรสู้ กึ ทกุ ขท์ รมานหรอื นรก”นนั้ ๆจนกว่าจะสน้ิ อ�านาจแห่งรอบของวิบากเทา่ ที่ไดท้ �าไว้จริง ซ่งึ กรรมใครท�าแลว้ กเ็ ป็นของตน(กมั มัสสกะ) ท�าแล้วไม่เอาไมไ่ ด้ แบง่ ใครไม่ได้ ไมม่ หี ายไม่มหี กตกหล่นทไ่ี หน ไม่ระเหย ไมร่ ะเหิด ทุกคนต้องเปน็ “ผูร้ บั กรรมที่ตนท�าทัง้ ส้นิ ”(กมั มทายาท) บาปรา้ ยแรงกแ็ รงมาก ไอ้ที่เล่าขานกันเป็นนิยาย ว่ามีพญายม มีนายทวาร มีนายสุวรรณนายสวุ าน หรือมีเจ้าหน้าที่ มเี มอื งนรกปกครองกัน เป็นนทิ านมากมายน้ัน ล้วนเป็นอุปาทานท่แี ต่ละคนยดึ จากเชื่อมาบา้ งคนเดาเอาบา้ ง จากหลงมาสารพดั ทไ่ี ดร้ บั รรู้ บั ฟงั มาบา้ ง จาก ตนหลงสรา้ งขนึ้ มาเองบา้ ง คนอนื่ สรา้ งบา้ งเปน็ เหต-ุ เปน็ นทิ าน-เปน็ สมทุ ยั -204 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

เปน็ ปจั จัย นิยายท่ีว่าน้ีจึงไม่ใช่ความจริงโดยตัวมันเอง แต่มันเป็น“ภาวะ”แทท้ ส่ี ดุ ของแตล่ ะคนทเ่ี กดิ ทมี่ ใี นผมู้ “ี อปุ าทาน”นน้ั ๆจรงิ ทแ่ี ต่ละคนมีอยู่ในจิตระดับบนบ้าง(conscious)-จิตระดับกลางบ้าง(subconscious) และ“จติ ระดบั ลกึ กน้ บง้ึ ของจติ สดุ ๆ”(unconscious)น่นั แหละทเ่ี ปน็ “อนุสยั ”จริงๆเปน็ ตวั พาตกนรก นรกนน้ั “มจี รงิ ”แนๆ่ สา� หรบั ผยู้ งั ไมห่ ลดุ พน้ อาการจรงิ นนั้แหละทกุ ข์แท้ ท่ีเปน็ ความรู้สึกสดๆทรมานกวา่ ทีเ่ ลา่ และคดิ เดากันขึ้นเปน็ เรือ่ งนยิ ายกันหลายเทา่ นกั เพราะขณะตกนรกนั้น มันมีเฉพาะ“นามธาตุ”ซ่ึงเป็นแต่“นามนาม”ในตนของตนเทา่ นน้ั ไมม่ “ี รปู ”กวนเลย ไมม่ “ี รปู ”ประชมุอยู่ด้วยเลย จนกว่าพลังแห่งวิบากอัตภาพของตนจะเพลาไปเป็นรอบๆ จะไดว้ าระเกดิ เปลยี่ นสถานะจาก“สัตวน์ รก”ไปเป็นอื่น ในขณะทเี่ ปน็ “สตั วน์ รก”นน้ั ไมว่ า่ จะ อยใู่ น“รปู ”แบบใด เชน่“รปู ”ในแบบทเ่ี หน็ ทางทวาร“ตา”(picture) แบบนก้ี ไ็ มม่ ี เหน็ อะไรไมไ่ ด้สัตว์นรกนน้ั กไ็ มม่ “ี ตา”แน่ๆอยูแ่ ลว้ แตค่ นทง้ั หลาย มากกวา่ มากทพี่ ากนั เขา้ ใจผดิ วา่ “สตั วน์ รก”ก็สามารถ“เหน็ ”ภาพ “เหน็ ”รปู ได้ เหมอื นคนปกติที่มี“ตา” แถมพากันหลงผิดไปใหญ่ถึงขนาดว่า “สัตว์นรก”นั้น ก็มีชีวิตคลุกคลีชีวิตปนเปอยู่กับ“สัตว์”อื่นๆ เหมือนสังคมคนในโลกมนษุ ยน์ ้ี ยังไง..ยังงน้ั กันทเี ดียว ซ่ึงท่ีจริงแล้ว “สัตว์นรก”เป็นสัตว์ท่ีมีเพียง“นามธรรม”เทา่ นน้ั ไม่ม“ี รปู ธรรม”เลย205 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

เพราะเมื่อ“กายแตกตาย”(กายัสสะเภทา)ไป ย่อมไม่มี“ตา”อันเป็นองคป์ ระกอบของ“มหาภูตรูป ๔”คอื ดนิ นา้� ไฟลม และไมม่ ี“ปสาทรปู ๕”คอื ตาหจู มกู ลนิ้ กาย ทจ่ี ะเหน็ “ภาพ”หรอื เหน็ “รปู ”ใดๆจาก“ตา ทจ่ี ะไดย้ นิ “เสยี ง”ใดๆจาก“ห”ู ทจี่ ะได“้ กลนิ่ ”ใดๆจาก“จมกู ”ที่จะได้“รส”ใดๆจาก“ล้ิน” ที่จะได้สัมผัสภายนอกใดๆจาก“กาย”เด็ดขาดแลว้ แน่ “รูป”ที่จะเห็น-ได้ยิน-ได้กลิ่น-ได้รส-ได้โผฏฐัพพารมณ์เหมือนสัตว์ท่ีมี“ตา”(หู,จมูก,ล้ิน,กาย)ท่ีเต็มพร้อมเหมือนสัตว์ท่ีมีชีวิตเปน็ ๆนนั้ เปน็ ไปไม่ได้แน่ “รูป”ในแบบท่ี ๑ น้ี จงึ ไม่มเี ด็ดขาด หรอื แมจ้ ะเปน็ “รูป”ท่ีอยูใ่ นแบบท่ี ๒ คอื แบบของ“ภาวะถูกร”ู้ (objective) “รูป”แบบนกี้ ็ไมม่ ีในความเป็น“สตั วน์ รก” ซ่ึงในขณะที่เป็น“สัตว์นรก”น้ัน เป็นแต่“สัตว์นรก”จริงๆย่อมไม่มีท้ัง“สุขเวทนา”ท้ัง“อทุกขมสุขเวทนา” เพราะก�าลังเป็นภาวะของผ“ู้ เสวยทกุ ขเวทนา”เทา่ นนั้ ซง่ึ เปน็ ผกู้ า� ลงั จมอยใู่ นวบิ ากบาป ในสภาพทไ่ี มม่ “ี กาย” เพราะตายแบบไมม่ รี า่ ง(สรรี ะ) ไมม่ ธี าตดุ นิธาตุน้�าธาตุไฟธาตุลมแล้ว “กายแตกตาย”(กายัสสะเภทา)แล้วกไ็ มส่ ามารถมี“รปู ”ใดใหเ้ หน็ ให้รู้ เวน้ แต่“นาม”ท่ตี กนรกแต่เดยี ว อยู่ในสภาพ“นาม”เท่านั้นเสวยทกุ ข์ ผตู้ กนรกนน้ั จงึ มแี ตท่ กุ ข์ จะเปน็ ทกุ ขน์ อ้ ยหรอื ทกุ ขม์ าก ถงึทกุ ข์ทรมานยงิ่ ยวดสดุ ๆ ก็เท่าที่ใครท�ากรรมไว้จรงิ อย่างไรเทา่ ไร ก็เป็น“นรก”ของผู้จมอยู่กับ“ทุกข์”ท่ีแต่ละตนต้องรับการทรมานน้ันเทา่ นน้ั เพราะนน่ั คอื “มรดก”ของเจา้ ของกรรม ตอ้ งรบั วบิ ากของตน206 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

เปน็ มรดกทาง“นามธรรม” การชดใช้หน้ีท่ีเป็น“วิบากบาป”ของตนซ่ึงตนเองท�าด้วยตนเองแท้ๆ มีเท่าไหร่ ตนก็ต้องรับมรดกกรรมที่ตนท�าเองของตนนนั้ สิ กรรมตนท�าแลว้ ต้องรับ ไมร่ บั ..ไม่ได้ เพราะมันเป็นของตนจริงๆ ตนเปน็ ผู้ท�า มันกต็ ราลงไปเป็น“ของตน”แท้ๆแล้ว จะไปเบยี้ ว วา่ ใหค้ นนัน้ คนนี้ เปน็ ของคนอนื่ ทเี่ ขาไม่ได้เป็นผู้ท�า เขาจะเป็นผูไ้ ด้“กรรม”ทผี่ ้อู นื่ ท�านน้ั ยงั ไง? ใคร“ท�า” มันกค็ นนัน้ “ท�า” “กรรม”มันคอื การกระท�า ใคร“กระท�า” ผทู้ ่“ี กระทา� ”กต็ ้องเป็น“ผู้กระท�า” เป็นตนเองทา� กริ ยิ าของตนเอง แลว้ มนั จะเปน็ “ของผอู้ นื่ ” หรอื แบง่ เอา“การกระท�า”ท่ีตนท�าแล้ว เสร็จจบไปแล้วนั้น ออกไป เป็น“การกระทา� ”ของคนอน่ื กค็ นอนื่ ถา้ เขา“ทา� ”มนั กข็ องเขาสิ มนั จะยกให้“กรรม”(การกระทา� ) ท่“ี เราทา� ” อาการกริ ยิ าของเรา ซง่ึ คนอ่ืนเขาก็ส่วนเขา ถ้าเขาท�าก็เป็นอาการกิริยาของคนน้ัน ใครจะบังอาจแบ่ง“กรรม” แบ่ง“อาการกิริยา”ที่ใครท�าแล้ว แบ่ง“กริ ยิ า”ทีค่ นอนื่ ก็เปน็ “กริ ิยา”ของคนอ่นื แบ่งไปยังไง???? ช่วยคดิ ถึงความจริงนี้กนั ดีๆ ก็จะร้ไู ดจ้ ริงๆ ส�าหรับผไู้ มโ่ ง่เกนิ ไป มันไมใ่ ช่เรอื่ งลกึ ลบั อะไรเลย มนั เร่อื งต้ืนๆง่ายๆ ใครจะเลอเลิศ เก่งกาจขนาดไหน กไ็ ม่สามารถมาบงั อาจมาจัดการ“แก้กรรม”หรือ“แบ่งกรรม”ของคนอื่นไดเ้ ปน็ อันขาด “กรรม”หรือ“อาการกิรยิ า”ท่ใี ครเขา“ท�า”ของเขา จะเปน็“กรรมกิริยาทางกาย-กรรมกิริยาทางวาจา-กรรมกิริยาทางใจ”207 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

กท็ ง้ั นน้ั ใครทา� กรรมหรอื กริ ยิ านน้ั มนั กค็ อื ของเขา ทเ่ี ขาทา� ใครทา�กข็ องคนน้ัน เปน็ ของคนอนื่ ไมไ่ ดเ้ ดด็ ขาด หรอื ใครจะอวดเกง่ ไปลบลา้ งเปลยี่ นแปลง“กรรม” คนอน่ื ใหเ้ ปลย่ี นแปลงเปน็ อน่ื จะใหน้ อ้ ยลง หรอืให้หมดไปจาก“ของเขา”ที่เขาท�าเองนั้นๆ ไมไ่ ดเ้ ด็ดขาด ขอยนื ยัน คนทอ่ี วดเกง่ วา่ “แกก้ รรม”ใหค้ นอน่ื ไดน้ น้ั คอื “คนโง”่ตัวจริง!!! ซ่ึง“โง่”แค่เร่ืองจริงง่ายๆแค่นี้ เขายัง“ไม่รู้”ความจรงิ ตื้นๆนไี้ ด้ แล้วยังจะไปเช่ือเร่ือง“นามธรรม”อื่นๆที่เป็นขั้น“ปรมตั ถธรรม”อนั เปน็ เรอ่ื ง“จติ ”เรอ่ื ง“วญิ ญาณ”เรอ่ื ง“มโน” ที่เป็น“นามธรรม”แท้ๆ ซึ่งผู้ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงจะต้องเป็นผู้สัมผัสความเปน็ “รปู -นาม”นนั้ ๆดว้ ยตนเองจรงิ ไมว่ า่ จะเปน็ เรอ่ื ง“นรก”เรื่อง“สวรรค”์ จริงๆ เปน็ “นามธรรม”ลึกซงึ้ ย่ิง(คมั ภีรา) มันจะเป็นไปได้อยา่ งไร? “กรรมวิบาก” คือ ผลกรรมของตน ที่ตนทา� แลว้ ใครทา� ก็เป็นของคนนั้น และชดใช้หน้ีบาปหนี้กรรมเอง(หน้ีบุญไม่มี) ใครจะบังอาจอวดดีมา“แก้กรรม”ให้แกใ่ ครคนอน่ื น้ัน ไม่มีทางเปน็ ไปได้ และ“กรรม”ทที่ า� แลว้ เสรจ็ ลง บาปอยา่ งไร บญุ อยา่ งไร ทา�เสรจ็ กเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั ทต่ี นทา� เสรจ็ ไมเ่ ปน็ อยา่ งอน่ื เปลย่ี นแปลงเปน็อนื่ ไมไ่ ด้ มนั เสรจ็ แลว้ อยา่ งนนั้ กต็ อ้ งเปน็ อยา่ งนนั้ เปน็ ของตนผทู้ า� อย่าโง.่ . ไปถกู คน“อวชิ ชา”(โง่ = ไม่รแู้ จง้ ในสจั ธรรมที่สัมมาทฏิ ฐ)ิหลอกเอางา่ ยๆเลย มนั จะเปน็ “คนโง”่ หนกั เพราะเรอ่ื งงา่ ยๆแคน่ ้ี เขายงั ไม่รู้ ถ้าใครไปถกู “คนโง่”ที่ไม่รู้เรือ่ งง่ายๆแค่น้ีหลอกได้ คุณกถ็ กู208 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

“คนโง”่ แทๆ้ หลอกเอา แลว้ คณุ จะ“โง”่ หนกั ไปกวา่ เขาขนั้ ไหนละ่ ??? ตรองดๆี ไมม่ ีใครแบ่ง“บญุ ” แบ่ง“บาป”ใหใ้ ครได้ เพราะมนั เป็นเรื่อง“กรรม” เรอ่ื งอทุ ศิ บุญ อุทิศกศุ ล ก็เหมือนกัน “บุญ”หรอื “กศุ ล”มันกเ็ ป็น“กรรม” คือ“การกระทา� ” ที่ใคร“กระท�า”กข็ องเขาคนนั้น กรรมท่ีใครท�า จะเป็น“บาป”หรือเป็น“บุญ” เป็นของตนท้ังสน้ิ พระพทุ ธเจ้าทรงเรยี กวา่ “กัมมัสสกะ” แปลว่า “กรรมเปน็ของของตน” ตนทา� แลว้ ตนกต็ อ้ งเปน็ ทายาทไดร้ บั สมบตั ทิ ต่ี นทา� เองเรยี กวา่ “กมั มทายาท” อยา่ อวดดอี วดเกง่ เกนิ พระพทุ ธเจา้ กนั นกั พระพทุ ธเจา้ เองทา่ นกต็ รสั รไู้ ดแ้ คว่ า่ กรรมเปน็ ของของตน(กมั มสั สกะ) ตนเปน็ ทายาทของกรรมของตน(กัมมทายาท) กรรมพาตนเกิดพาตนเป็น(กัมมโยนิ)กรรมคอื เผา่ พนั ธข์ุ องตน((กมั มพนั ธุ ; เปน็ “ดเี อน็ เอ”ของตน ของใครกข็ องมนั )กรรมเป็นทีพ่ ่งึ ของตน(กัมมปฏิสรณะ) แลว้ คุณเป็นใคร ทีร่ ้เู กิน ผิดเพยี้ นไปเก่งกว่าพระพทุ ธเจา้ เร่ือง“กรรม”ก็เร่ืองเบอื้ งตน้ ท่จี ะต้องเรียนรู้ก่อน ย่งิ เรือ่ ง“บุญ”ยิ่งเป็นเร่ืองสูงส่งส�าคัญยิ่ง ที่ชาวพุทธทุกวันนี้เข้าใจผิดไปไกลสุดกู่ เพราะ“บุญ“ไม่ใช่“กุศลกรรม”ท่ีจะได้เป็นสมบัติกันเลยทจ่ี ะเอาไปแบง่ ใครๆได้ “บญุ ”นน้ั หมายถงึ เครอื่ งชา� ระกเิ ลส ทผี่ กู้ ระทา� กรรมถงึ ขนั้“บุญ” ก็คือ “กรรม”น้นั เขา้ ข้นั “อตุ ตริมนสุ สธรรม”ซง่ึ เป็นกรรมท่ีเขา้ ข้ัน“คณุ วิเศษ” ขัน้ ชา� ระกิเลสจากสนั ดานได้ “บญุ ”ทา่ นจงึ นยิ ามไวว้ า่ “สนั ตานงั ปนุ าติ วโิ สเธต”ิ แปลวา่209 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

การชา� ระกิเลสในสนั ดานให้สะอาดหมดจด ผทู้ า� “กรรม”แลว้ เปน็ กเิ ลสใสต่ นเอง หรอื บา� เรอกเิ ลสตนเองนั่นคือ ผู้ท�าบาป ผู้มีบาปคือ ผู้ตกนรก ผู้ตกสู่ความเสื่อมแท้ “นรก”คือภพหรือแดนของ“สัตว์ที่ท�าความเสื่อมใส่ตน”ซ่ึงสะสมผลทาง“นามธรรม” ไม่ใช่“ผล”ทาง“วัตถุธรรม”หรือทาง“รูปธรรม”เลย “นรก”ไม่มี“รูป”ให้เห็นอย่างที่ตา“เห็น”หรือหู“ได้ยิน”นี้หรอก “นรก”คอื ความรสู้ กึ ซงึ่ เปน็ เรอ่ื งของ“จติ ” เปน็ “นามธรรม”จรงิ ๆ ทผี่ อู้ วชิ ชาสะสมลงไปในจติ ตนเองเปน็ อปุ าทาน(ยดึ ไวเ้ ปน็ ตนชอ่ืว่ากเิ ลส) และตกผลึกอยู่ใน“อนุสัย” ท“่ี จา� ”ไวใ้ น“สญั ญา”นน้ั วา่ อยา่ งนแี้ หละคอื สงิ่ ทน่ี า่ ไดน้ า่ มีนา่ เปน็ ถา้ ไดม้ าเปน็ ตนกส็ ขุ (อตั ตา) หรอื ไดม้ าเปน็ ของตนกส็ ขุ (อตั ตนยี า)ถา้ ได้เสพโดยสมั ผสั กส็ ขุ (ราคะ)อยู่ “สญั ญา”นแี้ หละ คอื อุปาทาน ทีค่ นผนู้ ี้ยึดม่ันถือมั่นอยู่“สัญญาขันธ์”ของคนผู้นี้จึงยังมี“อุปาทานในความเป็นสัญญาของตน”อย่(ู สญั ญปู าทานกั ขนั โธ) ซงึ่ ไมใ่ ชว่ า่ เจา้ ตวั จะหยงั่ ร“ู้ ความเป็นอปุ าทาน”ของตนไดง้ า่ ยๆ การยังมี“อุปาทาน”หรือยังมี“ความยึดมั่นถือมั่นความจ�าอยา่ งนๆ้ี ชนดิ น”ี้ วา่ “เปน็ ตน”(อตั ตา)เปน็ “ของตน”(อตั ตนยี า)ดงั อธบิ ายนี้ใช่วา่ ตนจะรู้“ความเปน็ ตน”กันได้งา่ ยๆ นแ้ี หละคอื “ความไมร่ ”ู้ (อวชิ ชา)จรงิ ๆหรอื “ความหลง”จรงิ ๆ“ไม่ร”ู้ จรงิ ๆวา่ มันเป็นเพียง“ความรสู้ ึกสุข” เปน็ “สุขเทจ็ ”(สขุ ลั ลิกะ)มันไมใ่ ชต่ วั ตนจรงิ210 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

ถ้าผู้มี“ความรู้สึกสุข”นี้ได้ปฏิบัติอย่างสัมมาปฏิบัติ ก�าจัด“เหต”ุ คอื อปุ าทาน โดยกา� จดั ตวั “ตณั หา”ในขณะทมี่ “ี ตณั หา”เกดิ อยู่พร้อมดว้ ย“สรุ ภาโว”กค็ รบ “สติมนั โต”ก็บรบิ ูรณ์ และลืมตาปฏบิ ตั ิม“ี สมั ผัส ๖”ทา� งานเต็มสภาพอยู่หลัดๆ หากกา� จดั “ตณั หา”ไดห้ มดเกลยี้ งดบั สน้ิ “อปุ าทาน”กเ็ ปน็ อนั“ดับ”ด้วย เพราะตัณหา-อปุ าทานเปน็ อทิ ัปปัจจยตากนั อย่แู ท้ คอืความเป็นไปตามความสัมพนั ธ์แห่งเหตปุ จั จัย (เม่อื ส่ิงนม้ี ี สง่ิ นีจ้ ึงมี เมือ่ สิง่ นด้ี บั ส่ิงนจ้ี ึงดับ) ผู้ใดมี“เวทนา”ว่า“สุข”น่ันแหละ แล้วผู้มีเวทนาสุขน้ีได้ปฏิบัติ“ท�าใจในใจ”(มนสิกโรติ) หรือ“อภิสังขาร”(ปรับปรุงหรือจัดการใจในใจ)ของตนอยา่ งสมั มาทฏิ ฐิ โดยการพจิ ารณา“สตปิ ฏั ฐาน ๔” อยา่ งสมั มาปฏบิ ตั ิ กระทง่ั สามารถกา� หนดร(ู้ สญั ญา)“จติ ในจติ ”ตวั เองไดค้ อืตวั ตนความเปน็ “ตณั หา”ในตน และก�าจัด“ตณั หา”ของตนในขณะปฏิบัติตาม“สัมมัปปธาน ๔” ด้วย“อิทธิบาท ๔”ได้ส�าเร็จจนหมดเกล้ียงสนิทถึงขั้นเที่ยงแท้(นิจจัง)ย่ังยืน(ธุวัง)ตลอดไป(สัสสตัง) ไม่เปลย่ี นแปรเปน็ อนื่ (อวปิ รณิ ามธมั มงั ) ไมม่ อี ะไรจะมาหกั ลา้ งได(้ อสงั หริ งั )ไม่กลับก�าเริบ(อสงั กปุ ปัง) กค็ อื จบกจิ สมั บรู ณ์ ความรู้สึก“สุข”(สุขเวทนา)ของผู้น้ี ก็ไม่เกิดในใจท่านอีกเพราะที่แท้“สุข”มันไม่ใช่“ความจริง” มันเป็น“ความเท็จ”(อลิกะ)มนั “ไมใ่ ชต่ วั ตนจรงิ ”ใดๆเลย มนั คอื “อนตั ตา”จรงิ ๆ ผทู้ ป่ี ฏบิ ตั อิ ยา่ งสัมมาทิฏฐิ เกิดผล“ดับตัวเหตุ”ได้หมดส้ินจริง “ความสุข”น้ันมันเปน็ “ความเทจ็ ” มนั กห็ ายไปจากใจผูบ้ รรลุผลแทต้ ลอดกาลเลยได้ผู้นี้กเ็ ข้าถึง“อนัตตา”211 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ไม่ใช่ม“ี อนตั ตา”กนั แค่เขา้ ใจเหตุผล อยา่ งลกึ ซ้ึงใจในใจได้เทา่ นนั้ นัน่ แค“่ ตรรกะ” “อัตตา”ของผอู้ วิชชามันคอื “อารมณ์ของคนทีเ่ ขายังมอี ยู่ในความรูส้ ึกของตนจริง” หรือ“ความรสู้ ึกทีค่ นยังมีสุขน้ีอยวู่ า่ เป็นจริงมีจริง” ผู้นกี้ ย็ ังมี“ตัวตน”(อตั ตา)นน้ั อยู่ เปน็ “ความยึด”(อปุ าทาน)โดยหลงว่ามนั สุข ก็“ตัวสุข”น้ีแหละ คือ“ตัวความเท็จ”ท่ีผู้มี“อุปาทาน”หลงมนั ว่าเป็น“ความจริง” “ความยึด”(อุปาทาน)ท่ีคุณหลง(โมหะ)หรือคุณไม่รู้(อวิชชา)น่ีต่างหากท่มี ันยงั ฝังอยูใ่ น“อนุสยั ”ของคุณอยู่ จึงเป็น“ความจริง”กวา่ “ความสุข”มนั ยงั ฝังอยูใ่ นใจคณุ เปน็ ตัว“เหต”ุ ทีต่ ัวเองยงั วางยงั ปล่อยไมไ่ ด้ การยงั ปลอ่ ยไม่ได้ ยังยึดอยู่ในใจ ยงั มฝี ังอยู่ในใจ ซง่ึ “ยึด”จริงแต่ปล่อยไม่เป็น “ความยึด”ที่ฝังอยู่ในใจน้ีจึงเท่ียง(นิจจัง)กว่า“ความสุข” ยั่งยืน(ธุวัง)กว่า“ความสุข”ที่คุณได้เสพรสเป็นครั้งๆมีช่ัวคราวแล้วก็จรจากไป เกิดทีดับที “ความสุข”เกิดในขณะมี“สมั ผสั ” ภายนอกอยู่ เท่าน้ัน น่ันคือ “ความจริง” หากสิน้ สุด“การสัมผสั ” ภายนอกนัน้ ลงเมือ่ ใด “ความสุข”น้นั ก็จบลงไปเมอ่ื น้ัน “ความจรงิ ”ทเี่ ปน็ “สขุ ”อนั มคี รบครนั ทง้ั ภายนอกทงั้ ภายในครบท้ัง“ความมีอาการ ๓๒ ”(สุรภาโว) ครบทั้ง“ความรู้สึกตัวท่ัวพรอ้ มตืน่ ท้งั ภายนอกท้งั ภายในเตม็ ๆ(สตมิ นั โต) ก็ไม่มีแลว้ หากจะมีกเ็ ป็นแต“่ ความจ�า”212 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ซง่ึ ยงิ่ จา� กย็ งิ่ “ยดึ ” หรอื ยงิ่ ประทบั ใจกย็ ง่ิ ฝงั กเิ ลสความชอบนน้ั ลงไปในอนุสัย คนผูอ้ วิชชาอยู่ จะไม่รวู้ ่าตน“ยดึ ”มันอยู่ จึงยงัไม่ปลอ่ ย ยงั ปล่อยไม่ได้ หรือแมบ้ างเร่ืองคุณไมอ่ ยากจ�ามัน แต่ถ้าลกึ ๆ“คุณติดใจ”มัน มนั ก็คือฝังใจนั่นเอง น่ันแหละคอื “อุปาทาน”ท่ียดึ มั่นยิ่งๆขน้ึ มันฝงั อย่ใู นใจลกึ ๆ ท่ีคณุ นกึ ร้ตู วั มนั ไม่ได(้ unconscious) มนัฝงั ลกึ ขน้ั ทคี่ ณุ นกึ เขา้ ไปไมถ่ งึ มนั เพราะมนั อยลู่ กึ ลงไปในกน้ บง้ึ ของใจถงึ ขนั้ ที่ ๓ ทศี่ าสนาพทุ ธมวี ธิ ศี กึ ษาปฏบิ ตั ิ ให“้ ความสา� นกึ ”ขน้ั ลกึสุดแคไ่ หน ก็“เหน็ ”(ปัสสต)ิ มนั ได้ รูจ้ กั รแู้ จ้งร้จู ริงตวั มนั ได้ นนั่ คอื ตอ้ งเรยี นรตู้ งั้ แตจ่ ติ สา� นกึ ขน้ั ที่ ๑ (conscious)กอ่ นเปน็เบื้องตน้ ตามวิธีการของพุทธ แล้วกา� จัดมันไปใหไ้ ด้เปน็ เบอื้ งต้น ศาสนาพุทธปฏิบัติไปตามล�าดับ ต้องปฏิบัติก�าจัดกิเลสใน“จติ ส�านึกขนั้ ตน้ ”สามญั (conscious)น้ีก่อน แลว้ จงึ จะก�าจดั ตวั กิเลสข้ันท่ี ๒ ทเ่ี รยี กวา่ จิตใต้สา� นกึ (subconscious) ต่อไปได้เป็นล�าดับๆ เพราะเมอื่ “จติ สา� นกึ ”ขนั้ ตน้ (conscious) ซงึ่ เปน็ จติ ขนั้ สามญัถูกกา� จัดจน“ดับ”ไปได้จริง ไม่ม“ี กิเลส”ขั้นตน้ ใน“จิตส�านกึ สามัญ”(conscious)นั้นแลว้ “จติ สา� นกึ สามญั ”(conscious)กว็ า่ งจาก“กเิ ลส”ขนั้ ตน้ ลงจรงิ“จติ สา� นึกสามญั ” ตัวตน้ (conscious)น้ี ไมม่ กี ิเลสแล้ว “กเิ ลส”ใน“จติ สา� นกึ สามญั ”(conscious)ตวั ตน้ ทกี่ า� จดั ไดแ้ ลว้ น้ีเรียกว่า “วีติกกมกิเลส” คือกิเลสตัวท่ีเรา“ก้าวล่วง”มันไปได้แล้วแล้วจากนั้น“กิเลสตัวกลาง”มันจึงจะเลื่อนจากข้ันกลางข้ึนมาเปน็ “ตวั ตน้ ”แทนที่ เราจงึ จะกา� จดั “กเิ ลสตวั กลาง”ทเ่ี ลอื่ นขนึ้ มาเปน็213 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“ตัวต้น”แทนทนี่ ีต้ อ่ มา เรียกว่า “ปรยิ ฏุ ฐานกิเลส” (วีตกิ กม แปลว่า การกา้ วล่วง) ตอนนี้กิเลสตัวที่เล่ือนตัวข้ึนมาแทนท่ี“จิตส�านึกสามัญ”(conscious) คอื เลอ่ื นมาจาก“จติ ใตส้ า� นกึ ”(subconscious) กเิ ลสตวั ใหมน่ ี้น่ันแหละมันยังครอบง�าเราอยู่ ตอนนี้ตัวนี้ท่ีจะต้องพยายามก�าจัดมันต่อไป จึงเรียกมันว่า “ปริยุฏฐานกิเลส” ซึ่ง“ปริยุฏฐาน”ค�าน้ีแปลว่า ความครอบง�า, ความพยายาม “กิเลส”จึงเป็น“กิเลส”ของจิตใต้ส�านึก(subconscious)นั่นแหละเป็นล�าดับต่อมา ที่จะต้องก�าจัดมัน ในชีวิตที่เป็นอยู่กับสามัญสา� นึก ดังนนั้ หากมีเหตปุ จั จยั ใหเ้ กดิ กเิ ลสขึ้นมาอกี เมอ่ื ใด จงึ เป็น“กเิ ลส”ขัน้ ตอ่ มาน่เี อง เป็นล�าดบั ที่ ๒ ทเ่ี ราจะต้องกา� จัดมันต่อไป เชน่ เมอื่ มกี าร“สมั ผสั ”ของ“กาย”ภายนอก กเิ ลสทม่ี นั ยงั เปน็“กิเลส”อยู่จริง ซ่ึงเป็นกิเลสที่เหลือ คือกิเลสข้ันที่ ๒ ของ“จติ ใต้สา� นกึ ”ก็เกิดให้เราก�าจดั เปน็ ขน้ั กลางตอ่ มา ผจู้ ะสามารถกา� จดั “กเิ ลสขน้ั กลาง”กต็ อ้ ง“กา้ วลว่ ง”(วตี กิ กม)ขนั้ ตน้ ไปได้แล้วก่อน แล้วจึงจะได้กา� จดั กเิ ลสขั้นที่ ๒ เม่ือกา� จัดกเิ ลสข้ันท่ี ๒ นที้ มี่ ันเลื่อนขึน้ มาแทนทขี่ น้ั ท่ี ๑ไดอ้ กี จรงิ กเิ ลสขนั้ ท่ี ๒ คอื กเิ ลสของ“จติ ใตส้ า� นกึ ”(subconscious)ทีม่ ันเลื่อนขึ้นมาแทนขน้ั ที่ ๑ “กิเลส”นี้หมดสนิ้ ลงไปอกี กจ็ ะเหลอื กิเลสข้ันท่ี ๓ ซงึ่ เปน็กิเลสจาก“จิตไร้ส�านึก” (unconscious)นั่นเอง ท่ีจะเล่ือนขึ้นมาอยู่แทนท“ี่ กิเลส”ขน้ั ท่ี ๒ ทห่ี มดสิ้นไป214 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

เพราะไดก้ า� จดั กเิ ลส“ตวั กลางทเี่ ลอื่ นขน้ึ มาเปน็ ตวั ตน้ ”นไี้ ด้อกี เสยี กอ่ น กเิ ลสตวั ทอี่ ยลู่ กึ ขนั้ ท่ี ๓ คอื “จติ ไรส้ า� นกึ ”มนั จงึ จะเลอ่ื นขน้ึ มาแทนทจี่ ติ ส�านึกสามญั ได้ เม่ือก�าจัด“กิเลส”ตัวที่ ๒ ของ“จิตใต้ส�านึก”ได้แล้วต่อมาตัวที่ ๓ “จิตไร้ส�านึก”ซ่ึงเป็นจิตขั้นปลายจึงจะเล่ือนข้ึนมาเปน็ “ตัวต้น” แทน“ตัวท่ี ๒”อีกที วิธีการปฏิบัติเช่นนี้ต้องมี“ความจริง”ท่ีครบพร้อมด้วย“กาย” คือ“องค์ประชุม”ของ“รูปภายนอก”(พหทิ ธารปู าน)ิ กบั “นาม”ซง่ึ เรมิ่ ตง้ั แต“่ สญั ญา” การกา� หนดรู้ ทท่ี า� หนา้ ทอี่ ยา่ งสา� คญั รว่ มกบั“กาย” ตามทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวใ้ น“วญิ ญาณฐติ ิ ๗” ใน“สตั ตาวาส ๙”จงึ จะสามารถรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “สตั วโ์ อปปาตกิ ะ” สตั วท์ างวญิ ญาณท่เี กิดอยไู่ ด้“เห็น”(ปสั สต)ิ ความจรงิ หลัดๆทุกปจั จุบนั (ฉ.๒๙๖) เราไดส้ าธยายความเปน็ “รปู ”กบั “นาม” ทีม่ อี ย่ใู นโลก เม่ือรวมกนั อย่(ู กาย)ปรงุ แตง่ กนั อยู่(สงั ขาร)ทงั้ หลาย ใหเ้ ขา้ ใจชดั เจนขนึ้ ๆ และเราก�าลังอธิบายอย่างพิสดารทั้งวิจัยวิจารณ์ ท้ังร้อยมาลยั ให้เห็นเป็นพวงเล็กพวงน้อยไปเร่อื ย พึงชมพงึ ดเู อาเถิด เราเนน้ ถงึ การยดึ “รปู ”ยดึ “นาม” ซง่ึ ใครยงิ่ จา� กย็ ง่ิ “ยดึ ” หรอืยงิ่ ประทบั ใจกย็ งิ่ ฝงั กเิ ลสความชอบนนั้ ลงไปในอนสุ ยั คนผอู้ วชิ ชาอยู่จะไมร่ วู้ า่ ตน“ยดึ ”มนั อยู่ จงึ ยงั ไมป่ ลอ่ ย ยงั ปลอ่ ยไมไ่ ด้ ปลอ่ ยไมเ่ ปน็หรอื แมบ้ างเรอื่ งคณุ ไมอ่ ยากจา� มนั แตถ่ า้ ลกึ ๆ“คณุ ตดิ ใจ”มนั มนั กค็ อื215 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

“ฝังใจ”อยูน่ ่นั เอง น่ันแหละคือ“อุปาทาน”ทีย่ ึดมันยิง่ ๆขนึ้ เมอ่ื ยงิ่ ๆขน้ึ มนั กต็ กผลกึ ลงไปฝงั อยใู่ นใจลกึ สดุ เปน็ “อนสุ ยั ”ที่คุณไม่สามารถหยั่งลงไปรู้ตัวมัน(unconscious) มันฝังลึกในก้นบึ้งของจติ ขนั้ ทค่ี ณุ หยงั่ ลงไปรมู้ นั เขา้ ไปไมถ่ งึ มนั เพราะมนั อยลู่ กึ ลงไปในกน้ บงึ้ ของใจสดุ ๆถงึ ขนั้ ที่ ๓ แตศ่ าสนาพทุ ธ“มวี ธิ ศี กึ ษาปฏบิ ตั ขิ องตนเองเฉพาะ”พระพทุ ธเจา้ ตรสั รู้ ซ่ึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิตส�านึก”ข้ันลึกสุดแค่ไหน ก็รจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ตวั มนั ได้ ชนดิ ท“ี่ เหน็ ”(ปสั สต)ิ ดว้ ยการ“สมั ผสั ”ถงึ ขน้ั มี“การสมั ผสั โดยการกระทบ”(ปฏฆิ สมั ผสั โส) ซงึ่ ม“ี ปญั ญา”ของตนเองกับ“จิต”ของตนเองชนิดที่“สัมผัสโดยการกระทบกัน”(ปฏิฆสัมผัสโส)อยา่ งเปน็ จริง เปน็ ส่งิ ๒ สิง่ กระทบกัน “ปญั ญา”นเ้ี ปน็ ความรพู้ เิ ศษทเี่ รยี กวา่ “ญาณ”บา้ ง “วชิ ชา”บา้ ง(เรยี กวา่ “คณุ วเิ ศษ”) เปน็ อตุ ตรมิ นสุ สธรรม “ปญั ญา”ของเราเองจะ“สัมผัสโดยการกระทบ”กับ“จิตหรือเจตสิกหรือรูปหรือนิพพาน”ของเราเอง ซง่ึ ภาวะของ“ปญั ญา”ของเราเปน็ “ตวั ร”ู้ จงึ เรยี กวา่ “นาม”สว่ นภาวะ“ตวั ถกู ร”ู้ นน้ั กค็ อื “จติ หรอื เจตสกิ หรอื รปู ”เราเองอกี แหละจงึ เรยี กวา่ “นามรปู ”(รปู ทเี่ ปน็ นามธรรมในจติ ) เปน็ “รปู ”ในปรมตั ถธรรม(ความจรงิ ข้นั สงู พิเศษ)ได้แก่ “รปู ๒๘”(มหาภตู รปู ๔ + อุปาทายรูป ๒๔) เชน่ “ปญั ญา”ของผปู้ ฏบิ ตั เิ จรญิ ถงึ ขนั้ มปี ระสทิ ธภิ าพเขา้ สู่“โลกุตรภูมิ” สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริงขั้นสูงพิเศษ”(ปรมัตถธรรม)คือ ได้รูจ้ กั ร้แู จ้งรูจ้ รงิ “ความเปน็ จติ ของตน”ทม่ี อี าการ216 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

“เบ่ือหนา่ ยคลายก�าหนดั ในภาวะทีต่ นเคยตดิ ยดึ น้นั ๆ” ข้นึ มา เป็นปัญญาท่ีนับว่า“เหนือกว่าปัญญาของมนุษย์สามัญทั่วไปธรรมดาปกติ” จึงเรียกว่า“คุณวิเศษ” ซึ่งเป็น“ปัญญา”ของมนุษย์ข้ัน“อารยิ บุคคล” “ปัญญา”ชนิดน้ีเป็นข้อที่ ๕ ใน“วิปัสสนาญาณ ๙” ชอื่ ว่า“นพิ พิทานปุ สั สนาญาณ “วปิ สั สนาญาณ ๙”นนั้ กม็ “ี อทุ ยพั พยานปุ สั สนาญาณ-ภงั คานุปสั สนาญาณ-ภยตปู ฏั ฐานญาณ-อาทนี วานปุ สั สนา-ญาณ-นพิ พทิ านุปสั สนาญาณ-มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ-ปฏสิ งั ขา-นปุ สั สนาญาณ-สงั ขารุเปกขาญาณ-สจั จานโุ ลมิกญาณ” “ปญั ญา”ทม่ี คี ณุ วเิ ศษถงึ ขนั้ “วปิ สั สนาญาณ”เปน็ “พลงั งานทางจติ ” ซงึ่ มพี ลงั ทงั้ “ปญั ญา”และทง้ั “เจโต” กา้ วหนา้ เจรญิ ขน้ึ ๆทงั้ ๒นี้แหละคือ“ฌาน”ท่มี ีฤทธิ์“เผากิเลส” “นิพพิทานุปัสสนาญาณ”น้ันจัดเป็นจิตลักษณะของ“พลังปญั ญา คอื ตัวปญั ญาเจริญเป็นพลัง”(ปัญญาวิมุต)ิ ซง่ึ เปน็ ภาวะของ“พลงั รทู้ ่เี ก่งขึน้ ชัดจริงแกใ่ จยงิ่ ข้นึ ”(วภิ ตู )เปน็ อ�านาจ และอาการของ“ความรสู้ กึ ”(เวทนา)ขนั้ นม้ี นั เปน็ “ความรสู้ กึ ที่เจรญิ ปญั ญาลกึ ลา้� ยง่ิ ๆขนึ้ ” ซง่ึ เปน็ “อารมณ”์ (เวทนา)แทๆ้ ทมี่ อี าการ“ทั้งเบื่อท้ังหน่าย”สูงขึ้นไปอีก(เวทคู) น่ันคือตัวจิตเองที่มีลักษณะ“เจโต” มันเกิดเจริญเป็น“พลัง”ของเน้ือจิตแท้ๆ สลายตัวเปล่ียนสภาพไป(เจโตวิมตุ )ิ เจรญิ กา้ วหนา้ ข้ึนต่อไปอีก ซง่ึ เปน็ “อาการเปลอื้ งปลอ่ ยจติ ของตนทม่ี นั เคยตดิ ยดึ นน้ั ๆออกไป”(มญุ จต)ิ จติ หรอื “เจโต”เกดิ พลงั งานในตนเอง เปน็ ความเจรญิ217 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

กา้ วหนา้ ของจติ ใจตอ่ จากอาการ“เบอื่ หนา่ ยคลายกา� หนดั ”(นพิ พนิ ทต)ิเป็น“ปลอ่ ยวาง”แท้ ในภาวะที่จิตมัน“ปล่อยวาง”(มุญจน)น้ีเราก็“เห็น”(ปัสสติ)จติ ทเ่ี ปลอื้ งปลอ่ ย”นข้ี องตนดว้ ย จงึ เรยี กวา่ “ญาณ”เปน็ “ญาณ”ชนดิท่ีรู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวะ“จิต”ของเราที่เป็นไปได้ถึงขั้นน้ี ก็เรียก“ปัญญา”วิปัสสนาญาณชนิดนี้ว่า “มุญจิตุกัมยตาญาณ”“ญาณ”ชนดิ น้แี ลคือ“วปิ สั สนาญาณ ๙”ขอ้ ท่ี ๖ ความเจริญคือ“อินทรีย์”ของปัญญาท่ีทวียิ่งข้ึนเป็น“ปัญญนิ ทรีย”์ อภิวฒั นพ์ ัฒนาขนึ้ เปน็ ล�าดับๆ เกิด“อ�านาจ”(วสหรอื อธปิ ไตย)ของ“ปัญญา”แทๆ้ ที่ก�าจัดกิเลสไปได้สา� เรจ็ จะไม่ใช่“อ�านาจสะกดจิต”ลงไปๆหรือการกดข่ม หรือการบังคบั ด้วยเรีย่ วดว้ ยแรง ซึ่งก็ต้องเรียนรู้ในขณะที่จิต“ตื่นอยู่”(ชาคริยานุโยคะ)และมี“สมั ผสั ๓”อนั เปน็ ปจั จบุ นั ธรรมของ“รปู ”กบั “นาม”ทเี่ กดิ “เกดิ วญิ าณ”อยตู่ ามปกตขิ องคนมีชีวิตธรรมดา ทั้งหมดนั้นอยู่ในฐานของ“จิตสามัญส�านึก”(conscious)อนั เป็นปรากฏการณ์จรงิ ทคี่ รบถว้ น“รูป ๒๘ กับนาม ๕”พรอ้ มให้ปฏบิ ตั ิ ตามคา� ตรสั ของพระพทุ ธเจา้ ในพระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๖ ขอ้ ๑๔เรื่อง“นามกบั รปู ”(นามรูป) ศาสนาพุทธจะปฏิบัติในขณะท่ีชีวิตประพฤติอยู่กับฐาน“จติ สามญั สา� นกึ ”เสมอตลอดไปทกุ ขนั้ ตอน ทง้ั ขน้ั ตน้ -ขน้ั กลาง-ขัน้ ปลาย ลว้ นอยู่ในฐาน“จติ สามญั สา� นกึ ” (conscious) มีภาวะ“ตนื่ อย”ู่ (ชาคร)ี ไมต่ อ้ งหลบั ตาเขา้ ไปอยใู่ นภวงั ค์ จงึ จะลาด ลมุ่ ลกึ218 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ลงไปโดยล�าดับเหมือนมหาสมุทร หรือฝั่งทะเล ไม่ปุ่มๆป�่าๆไม่สะดดุ มกี ารศึกษาไปตามล�าดบั (อนปุ พุ พสกิ ขา) มีการกระทา� ไปตามลา� ดบั (อนปุ พุ พกริ ยิ า) มกี ารปฏบิ ตั ไิ ปตามลา� ดบั (อนปุ พุ พปฏปิ ทา)นเ้ี ปน็ ธรรมทนี่ า่ อศั จรรยไ์ มเ่ คยมมี ากอ่ น(อจั ฉรโิ ย อพั ภตุ ธมั โม) ซงึ่ มีบนั ทึกอยู่ในพระไตรปฎิ กเลม่ ๒๓ ขอ้ ๑๐๙ ชัดๆ ดังน้ัน จึงต้องเริ่มต้นข้ันท่ี ๑“จิตสามัญส�านึก”(conscious)เสมอ ไลล่ า� ดับๆเป็นข้ันๆไป ซึ่ง“วธิ ีปฏบิ ัตหิ รือทฤษฎี”อยา่ งนี้ มันแปลกอศั จรรยพ์ ิเศษแตกตา่ งไมม่ ใี ดอนื่ เหมอื นเลย เหน็ มแี ตใ่ นศาสนาพทุ ธเทา่ นน้ั ในโลก“วิธีปฏิบัติหรือทฤษฎี”ของศาสนาใดอื่นไม่มี พระพุทธเจ้าก็ตรัสยืนยนั ไวใ้ นพระไตรปฎิ ก เลม่ ๒๕ ขอ้ ๓๐ แน่วแน่ชัดเจน พระองคท์ รงยนื ยนั วา่ “มที างนท้ี างเดยี วเทา่ นนั้ (เอเสวมคั โค)ไม่มที างอน่ื ”(นัตถัญโญ) หรอื ในเลม่ ๑๐ ขอ้ ๑๓๘ พระพทุ ธองคก์ ท็ รงยนื ยนั ไวแ้ นแ่ ท้อกี วา่ “ในธรรมวนิ ยั ใด ไมม่ อี รยิ มรรคประกอบดว้ ยองค์ ๘ ในธรรมวนิ ัยนัน้ ไม่มีสมณะที่ ๑ (โสดาบนั ) สมณะท่ี ๒ (สกทิ าคามี) สมณะที่ ๓(อนาคาม)ี สมณะที่ ๔ (อรหนั ต)์ ในธรรมวนิ ยั ใด มอี รยิ มรรคประกอบดว้ ยองค์ ๘ ในธรรมวินยั นน้ั มีสมณะที่ ๑ (โสดาบัน) สมณะที่ ๒ (สกิทาคามี)สมณะที่ ๓ (อนาคามี) สมณะท่ี ๔ (อรหันต์) ดกู รสภุ ทั ทะ ในธรรมวินัยน(้ี พทุ ธ) มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวนิ ยั นเ้ี ทา่ นน้ั มสี มณะที่ ๑ (โสดาบนั ) สมณะท่ี ๒(สกทิ าคาม)ีสมณะที่ ๓ (อนาคาม)ี สมณะที่ ๔ (อรหนั ต)์ ลทั ธอิ นื่ ๆ(ไมใ่ ชพ่ ทุ ธ) วา่ งจาก219 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

สมณะผู้รูท้ ว่ั ถึง” (สญุ ญา ปรัปปวาทา สมเณภิ อัญเญห)ิ ” เห็นมยั้ ว่า พระพทุ ธองคท์ รงยืนยันวา่ ลัทธอิ ืน่ หรอื ทฤษฎีวิธีปฏิบัติแบบอ่ืน นอกจากศาสนาพุทธ ไม่มี“อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘” จงึ ไมม่ ี“อารยิ บคุ คล”เด็ดขาด หรือแม้จะเป็นชาวพุทธ แต่ถ้าเรียนรู้“อริยมรรคประกอบดว้ ยองค์ ๘”ไมส่ มั มาทฏิ ฐิ จรงิ คอื ยงั มจิ ฉาทฏิ ฐอิ ยู่ กไ็ มส่ ามารถบรรลุเปน็ “สมณะที่ ๑-๒-๓-๔” หรอื ไมส่ ามารถบรรลเุ ปน็ อารยิ บคุ คล ๔ ไดเ้ ลย ค�าว่า “ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น” แม้แต่ชาวพุทธที่นับถือ“มรรคองค์ ๘”กันอย่างเทิดอย่างทูนนี้แหละ ต่อให้สัมมาทิฏฐิคือ“พ้นมิจฉาทิฏฐิ”แล้ว แต่ปฏิบัติ“ไม่สัมมาปฏิบัติ” หรือปฏิบัติก็“ไม่พ้นสีลัพพตปรามาส”(ปฏิบัติไม่เอาจริง ไม่ปฏิบัติให้เกิดผลสักที ได้แต่ลูบๆคล�าๆเหลาะๆแหละๆเล่นๆอยู่ ไม่ลงมือปฏบิ ตั ิจริงจังเตม็ ท)ี่ จงึ เปน็ สมณะท่ี ๑-๒-๓-๔ มีอารยิ บคุ คล ไมไ่ ด้ วิธปี ฏบิ ตั ิหรอื ทฤษฎวี ิเศษย่งิ เยีย่ มของ พระพทุ ธเจา้ นั้น ท่ีพระพุทธองคต์ รสั ว่า เปน็ ทฤษฎีทม่ี หศั จรรย์ ไมเ่ คยมีมากอ่ นในโลกมพี ระพุทธเจา้ เท่านนั้ ทจ่ี ะเป็นผู้รยู้ ง่ิ ทฤษฎนี ี้ ไม่ว่าพระพุทธเจา้ องค์ใด กป็ ระกาศทฤษฎนี ที้ ง้ั หมดเหมอื นกนั ทกุ พระองค์ เพราะเปน็ ของเฉพาะศาสนาพุทธแตห่ นึ่งเดียวเท่าน้ัน นอกจากศาสนาพทุ ธไมม่ เี ลยในศาสนาอน่ื ตลอดทกุ ยคุ ทกุสมัยที่พึงอุบตั ขิ น้ึ ในโลก ไมว่ ่าโลกลูกไหนๆทจ่ี ะพงึ มีมนษุ ย์ และถึงคราท่จี ะต้องมีพระพทุ ธเจ้าอุบัตขิ นึ้ ในโลกนัน้ แต่ละโลก..แต่ละโลกในมหาเอกภพ ความมหัศจรรยย์ งิ่ ท่ีไมเ่ คยมมี ากอ่ น(อัจฉริยา อัสสตุ ัง220 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

อพั ภุตธมั มา)ในประเด็นท่วี า่ เหมือนมหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลา� ดบั ไมโ่ กรกชนั เหมอื นเหว มกี ารศกึ ษาไปตามลา� ดบั(อนปุ พุ พสกิ ขา) มกี ารกระทา� ไปตามลา� ดบั (อนปุ พุ พกริ ยิ า) มกี ารปฏบิ ตั ิไปตามล�าดับ(อนุปุพพปฏิปทา)นั้น “เป็นไปตามล�าดับ”อย่างน่ามหศั จรรยจ์ รงิ ๆ ซึ่งผู้ใดปฏิบัติไม่ถึงขั้น“ปรมัตถธรรม”(จิต-เจตสิก-รูป-นพิ พาน จนเปน็ จรงิ สงู สง่ ลกึ ลา�้ ยงิ่ กวา่ สามญั ปถุ ชุ น) กไ็ มเ่ ปน็ “คณุ วเิ ศษ”(อตุ ตรมิ นสุ สธรรม)แท้ จงึ ไมส่ ามารถรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “นามธรรม”อันเปน็ “จติ ในจิต”เปน็ อันขาด ศาสนาพุทธปฏิบัติไปตามล�าดับ ต้องปฏิบัติก�าจัดกิเลสใน“จติ ส�านกึ ขน้ั ต้นสามญั ” (conscious)นกี้ ่อน แล้วจึงจะก�าจดั ตวั กิเลสขนั้ ที่ ๒ ทเี่ รยี กวา่ จติ ใตส้ า� นกึ (subconscious) ตอ่ ไปได้ เปน็ ลา� ดบั ๆ ไม่เชน่ นน้ั มนั ไมม่ ที าง ไมม่ อี บุ ายอน่ื ใดทจี่ ะสามารถ“สมั ผสั ”กเิ ลสไดเ้ ปน็“ความจรงิ ” ม“ี ภาวะจรงิ ”โทนโทห่ ลดั ๆ ครบถว้ นการตนื่ “ชาครยิ า”(การตน่ื อยเู่ ปน็ นติ ย)์ และมชี วี ติ ท“ี่ เตม็ สตมิ นั โต”(เตม็ สมบรู ณด์ ว้ ยความ ระลกึ ร้ตู วั พรอ้ มครบทกุ ทวารทง้ั ภายนอกภายใน) วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าก�าจัดกิเลสในภา วะที่เป็น“จิตสามัญส�านึก(conscious)”ซ่ึงเป็นข้ันที่เกิดอยู่ตามชีวิตปกติคนตื่นลืมตา มีชีวิตสามัญรับรู้ภายนอกอยู่เป็นธรรมดาสามัญลืมตาเพ่งเข้าไปภายในอ่านจิต ตรวจจิต ท�ากับจิตของตน“ทา� ใจในใจ”(มนสกิ โรต)ิ ได้ และเปน็ จติ ระดบั “ขน้ั ตน้ ” ใหล้ ดลงหรอืหมดไปได้กอ่ นอื่นเป็น“ฌาน” ซงึ่ ไมใ่ ชก่ ารหลบั ตาเพง่ ลกึ เขา้ ไปขา้ งในจติ ภวงั คจ์ นตดั ขาด221 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ขา้ งนอก ไปรอู้ ยขู่ า้ งใน ไมร่ บั รขู้ า้ งนอกแลว้ จงึ จะชอ่ื วา่ “เขา้ ฌาน” “การเข้าฌาน”หรือแม้“การเข้าสมาธิ”(สมาปัตติ)แบบพุทธนน้ั จะเจรญิ เขา้ ไปเรอ่ื ยๆในชวี ติ ปกตแิ ละปฏบิ ตั ลิ มื ตาสามญั อยกู่ บัชีวิตธรรมดามีภายนอกสัมพันธ์สัมผัสอยู่พร้อม แต่ละระดับแต่ละฐานะ ต่างก็ปฏิบัติอยู่ครบ“กรรม-การกระท�า-การงาน”ทั้งขณะมีอาชีพ(อาชีวะ) ทั้งขณะมีการกระท�าทุกอย่างพร้อมกายวาจาใจอยู่(กัมมันตะ) ทัง้ ขณะพดู จาอย(ู่ วาจา) ท้งั ขณะนกึ คิดขบคดิ อย(ู่ สังกัปปะ) “ฌาน”หรอื “สมาธ”ิ แบบพทุ ธ ไมต่ อ้ งปลกี เวลาไปเปน็ พเิ ศษต่างหากเพือ่ ปฏิบตั ิ ซ่ึงตอ้ งหยุดงานหยุดการกระทา� ทางกายกรรมทางวจีกรรมหมด และต้องหลับตาเข้าไปอยู่ในภพภายใน ไม่รับรู้ภายนอก...มิใช่เชน่ น้นั ฌานแบบพทุ ธนนั้ ปฏบิ ตั อิ ยกู่ ป็ ฏบิ ตั ใิ นขณะลมื ตา มสี ตริ ตู้ วัทว่ั พรอ้ มทกุ ทวารทง้ั ภายนอกทงั้ ภายในครบ แลว้ เจรญิ ผลไปเรอื่ ยๆตามล�าดับๆ จนกว่าจะหมดสิน้ กเิ ลส หรือแม้จิตเราจะหมดกิเลสข้ันต้นนี้ไปแล้ว ชีวิตเราก็ยังมี“สมั ผัส”โลกธรรมอย่เู ป็นปกติสามญั เหมือนเดมิ กอ่ นกม็ ี หลงั กม็ ี แต่ทวา่ จิต“ขัน้ ตน้ ท่ีเป็นสามัญสา� นกึ ” นัน้ “ว่าง”จากกเิ ลส“ขั้นต้น”นีไ้ ดแ้ ล้ว คนผู้น้ีก็ยังอยู่กบั โลกธรรมนน้ั อยู่ ไมไ่ ด้หนเี ขา้ ป่าหา่ งไกลไปจากโลกธรรม หลบลโี้ ลกธรรมไปไหน ไมเ่ หมอื นผปู้ ฏิบตั ิท่มี แี นวคดิ หนเี ขา้ ปา่ เขาถ้�าไปปฏิบัติธรรม หนีสังคมโลกธรรม แต่ก็ไม่ใช่ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่งด-ไม่เว้น-ไม่เว้นขาดเอาเสียเลย หรือจะคลุกคลีเก่ียวข้องอะไรต่ออะไรไปเสียหมดพทุ ธกม็ “ี การหลกี เลยี่ ง”(อารต)ิ “การงด”(วริ ต)ิ “การเวน้ ”(ปฏวิ ริ ต)ิ222 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

“การเว้นขาด”(เวรมณี) ปฏบิ ตั อิ ยใู่ นบา้ นในสงั คมนแ้ี หละ กต็ อ้ งมกี ารสมาทานในสง่ิสว่ นทตี่ อ้ งลด ตอ้ งละ ตอ้ งเลกิ โดย“การเวน้ ขาด”(เวรมณ)ี มกี ารกา� หนดกรอบสมาทานปฏบิ ัติ เปน็ การ“พรากไมท้ ี่ชุ่มด้วยยางออกจากน�้า”ไปตามล�าดับแต่ละฐานะ ที่ไม่เท่ากัน ซึ่งก็ต้องไม่คลุกคลี งดเว้นไม่เกี่ยวข้อง ต้องห่างพรากสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยทางภายนอกที่เราจะเรียนรู้ในการพรากนน้ั ๆไปตามฐานะแตล่ ะคน เพอ่ื อา่ นจติ ใจใหเ้ หน็ “กเิ ลส”ทด่ี น้ิ รนไดง้ า่ ยชดั เจน ตามอบุ ายโกศลของพระศาสดา การปฏบิ ตั ิตามอบุ ายโกศลนยั น้เี ป็นไปตามล�าดบั ลาด ลมุ่เหมอื นฝ่งั ทะเล ไม่สะดุด ไมโ่ ขลกเขลก ไม่โกรกชันเหมือนเหว และการปฏบิ ัตนิ ้ัน กม็ ีหลกั มรรคอันมีองค์ ๘ ท่ีจะเจริญ“อธิศีลสิกขา-อธิจิตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา”เกิด“อธิมุตโต”ไปตามลา� ดบั ศลี ๕ คอื ฐานปฏบิ ตั เิ พอื่ โสดาปตั ตผิ ล ศลี ๘ กฐ็ านปฏิบัติเพ่ือสกิทาคามีผล ศีล ๑๐ ก็ฐานปฏิบัติเพื่ออนาคามีผลศีลโอวาทปาฏิโมกข์ คือฐานปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล อันมี“ศีล”เป็นบาทฐานใหเ้ กดิ “สมาธิ” ใหเ้ กดิ “ปัญญา-วมิ ุติ”ไปแต่ละคนๆตามฐานะของแตล่ ะฐานะ อยา่ งเปน็ ปจั จยาการมลี า� ดบั ๆ ซง่ึ เชอื้เชญิ ให้ใครมาดไู ด(้ เอหปิ ัสสโิ ก) ปฏบิ ตั แิ บบพทุ ธไมต่ อ้ งหนโี ลก ไมต่ อ้ งหลบไปหาทป่ี ฏบิ ตั ิต่างหากจากชีวติ สามญั ประจ�าวนั ก็จะเกดิ “สามญั ผล”ได้อย่างลาดลุม่ เหมือนฝั่งทะเลไปตามล�าดบั นา่ อัศจรรย์ ด้วยวิธีเช่นนี้ ก็จะพัฒนา“อธิจิต-อธิปัญญา”เจริญท้ังกาย-วาจา โดยเฉพาะ“ใจ” ผลคือกาย-วาจา-ใจจะท�าได้ตามข้อ223 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

“ศลี ”ทส่ี มาทานนน้ั ๆไปเปน็ ปฏสิ มั พทั ธก์ นั กระทง่ั เปน็ ผลสา� เรจ็ กเ็ ปน็“อธศิ ีลสมั บรู ณ์” ผบู้ รรลุสัมบรู ณก์ เ็ ปน็ “ศีลบุคคล”(คนมศี ลี ) กลา่ วคอื ผปู้ ฏบิ ตั เิ ปน็ ผ“ู้ มศี ลี ”ถาวรแลว้ ตามขอ้ กา� หนดนน้ั ๆในตนไปตลอดกาล โดยไมต่ ้องสังวร ไมต่ อ้ งควบคุม ไม่ต้องปฏบิ ตั ิอกี กาย-วาจา-ใจ“บรสิ ทุ ธศ์ิ ลี ”ตาม“ศลี ”ขอ้ นน้ั ๆไดบ้ รบิ รู ณส์ มั บรู ณ์เรยี บรอ้ ย อยใู่ นชวี ติ “ปกต”ิ อตั โนมตั ิ เปน็ เชน่ นนั้ เอง(ตถตา) เปน็ เองไม่ต้องมีใครคอยสั่งการเลย แม้แต่ตนเองก็ไม่ต้องคอยสั่งการแตเ่ ป็นเอง บดั นชี้ อ่ื วา่ ผ“ู้ มศี ลี บรสิ ทุ ธบ์ิ รบิ รู ณ”์ กลา่ วคอื กายกบ็ รสิ ทุ ธศ์ิ ลี“ปกติ”เป็นเชน่ นน้ั เอง(ตถตา) วาจากบ็ รสิ ุทธิ์ศีลเปน็ “ปกต”ิ เป็นเชน่นน้ั เอง(ตถตา) ใจกบ็ รสิ ทุ ธศิ์ ลี เปน็ “ปกต”ิ เปน็ เชน่ นนั้ เอง(ตถตา) “ศลี ”ของผนู้ จ้ี งึ บรสิ ทุ ธทิ์ งั้ กายวาจาใจเปน็ “อตั โนมตั ”ิ ในคนผนู้ นั้ สมั บรู ณ์ หากใจของผู้มี“ศีล”น้ีแถมเป็น“สมาธิ”อีกด้วย ใจเป็น“สมาธ”ิ ก็คอื ใจมพี ลงั ต้ังม่ันแล้ว(สมาหิต) เชน่ “ใจ”ท“่ี บริสทุ ธ์ศิ ลี ”นเี้ ปน็ “ใจทตี่ งั้ มน่ั ในศลี ”ชนดิ ทเ่ี ทย่ี งแท้(นจิ จงั ),ยงั่ ยนื (ธวุ งั ),ตลอดกาล(สัสสตงั ), ไมแ่ ปรเปล่ียนเป็นอ่ืนอีกแล้ว(อวิปริณามธมั มัง), ไม่มีอะไรจะมาหกั ล้างได(้ อสังหิรงั ), ไม่กลบั กา� เริบ(อสังกุปปงั ) นคี่ อื “ศลี ”ทา� ใหเ้ กดิ “อธจิ ติ สกิ ขา”เจรญิ กระทงั่ ถงึ “วมิ ตุ ต”ิเปน็ “เจโตวิมุตต”ิ และ“ปญั ญา”ทบี่ รบิ รู ณแ์ บบพทุ ธนน้ั กไ็ มใ่ ชว่ า่ อยดู่ ๆี กเ็ กดิเอง หรือเกิดเพราะหลับตาสะกดจิตเข้าไปเป็นฌาน“เจโตสมถะ”หรือเรียกกันว่า“จิตเป็นสมาธิ”แล้ว“ปัญญา”จะผุดเกิดขึ้นมาเอง..มิใชป่ ญั ญาแบบนัน้ เลย224 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

แตเ่ ปน็ “ปญั ญา”ทไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั “ิ มคั คงั คงั ”(ตามกระบวน-การองค์แห่งมรรค) โดยการปฏิบัติลืมตามีชีวิตปกติแบบพุทธ และมีสัมผัสภายนอกเชื่อมอายตนะภายใน(มีปสาทรูป ๕ กับ โคจรรูป ๕)ทา� งานขนึ้ เกดิ “ภาวรปู ” เปน็ “กาย”ใหศ้ กึ ษา“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จติ ในจิต-ธรรมในธรรม” ผู้ที่มี“สัมมาทิฏฐิ ๑๐”เป็นประธาน มี“สติสัมโพชฌงค์และวิริยสัมโพชฌงค์(หรือสัมมาวายามะ)”เป็นพลังส�าคัญช่วย“สมั มาทฏิ ฐ”ิ ปฏบิ ตั ิ โดยมตี วั จกั รทา� งานคอื “ธมั มวจิ ยั สมั โพชฌงค”์ท�าให้เกิด“สัมมา”ในองค์มรรคท่ีเจริญข้ึนๆ(เช่น มี“สังกัปปะ”เจริญ สมั มา ม“ี วาจา”เจรญิ สมั มา ม“ี กมั มนั ตะ”เจรญิ สมั มา ม“ี อาชวี ะ”เจรญิ สมั มา)จงึ ทา� ให“้ สมั มาทฏิ ฐ”ิ พฒั นาอานสิ งสเ์ จรญิ ขนึ้ ไปๆ[วายามะกบั สตกิ ็เจรญิ สมั มาไปตามสมั มาทฏิ ฐดิ ว้ ย] “สมั มาทฏิ ฐ”ิ ทอี่ ภวิ ฒั นพ์ ฒั นาขนึ้ นนั้กส็ งั่ สมไปเปน็ “ปญั ญนิ ทรยี ”์ เจรญิ กา้ วหนา้ ไปๆๆ สคู่ วามสงู ขน้ึ ๆ “ปญั ญนิ ทรยี ”์ ซง่ึ อยใู่ นสภาพทย่ี งั ม“ี สาสวะ”กไ็ ด“้ สว่ นแหง่บญุ หรอื สว่ นบญุ ”(ปญุ ญภาคยิ า = ชา� ระกเิ ลสได้ ไปตามสว่ นทไี่ ด้ เปน็ ลา� ดบั ๆ) ให้“ผลแกข่ ันธ”์ (อปุ ธิเวปกั กา)ผู้ปฏิบัติ เมอ่ื สงู ทสี่ ดุ กถ็ งึ ขนั้ “ปญั ญาพละ”ตาม“องค์ ๖” ซงึ่ ไดแ้ ก่“ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-องค์แห่งมรรค(มัคคังคัง) ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เลม่ ๑๔ ข้อ ๒๕๘ นัน่ คือ “การทา� ใจในใจ”(มนสกิ าร) ท่ีผู้สัมมาทิฏฐิ ถา้ ปฏิบตั ิเป็น“สัมมาปฏิบัติ”ก็มีอานิสงส์ไปตามล�าดับของกระบวนการแห่ง“อภสิ งั ขาร ๓” ซง่ึ ไดแ้ ก่ ปญุ ญาภสิ งั ขาร(การสงั ขารทย่ี งั ชา� ระกเิ ลสอยทู่ ง้ั ใน225 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

กายสงั ขาร-ในจติ สงั ขาร-ในวจสี งั ขาร)-อปญุ ญาภสิ งั ขาร(การสงั ขารทไี่ มต่ อ้ งชา� ระกเิ ลสแลว้ )-อเนญชาภสิ งั ขาร(การสงั ขารทท่ี า� ความไมห่ วนั่ ไหวใหย้ งิ่ ขนึ้ ) ซงึ่ เปน็ “อภสิ งั ขารภาระ”ทผ่ี ปู้ ฏบิ ตั ติ อ้ งทา� ภาระใหส้ นิ้ ภาระใหไ้ ด้ ทงั้ “ขนั ธภาระ” ทงั้ “กเิ ลสภาระ” ทงั้ “อภสิ งั ขารภาระ”(ภาระ ๓) จนกระทง่ั เปน็ “ผปู้ ลงภาระแลว้ ”(ปนั นภาโร) มภี าระตกไปแลว้(ปติตภาโร) มีภาระอันปลดแล้ว(โอโรปิตภาโร) มีภาระอันปล่อยแล้ว(สโมโรปิตภาโร) มีภาระอันวางแล้ว(นิกฺขิตตภาโร) มีภาระระงับแล้ว (ปฏิปฺปสั สทั ธภาโร) [พระไตรปิฎก เล่ม ๒๙ ข้อ ๖๙๗] ผู้ปลงภาระลงแล้ว(ปันนภาโร) พ้นขาดแล้ว(วิปฺปมุตฺโต) คือผู้ปฏิบัติ“โพธิปักขิยธรรม ๓๗”ที่สัมมาทิฏฐิได้ส�าเร็จบริบูรณ์ด้วย“โลกตุ รธรรม ๓๗”ครบ“โลกตุ รธรรม ๙” ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยหลักเสาเอกสา� คัญยิ่งของพทุ ธ ๒ หลกัคอื “โพชฌงค์ ๗ กบั มรรคองค์ ๘” อนั เป็นข้อที่ ๖ กับขอ้ ที่ ๗ของ“โพธิปักขยิ ธรรม ๓๗”ทง้ั หมด ๗ ข้อ ทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงยนื ยนั เปน็ หลกั หนง่ึ เดยี วในโลก ไมว่ า่ จะเกดิ ยคุ ไหน กเ็ ปน็ หนง่ึ เดยี วของโลกทกุ ยคุ วา่ “โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗”น้แี หละทเ่ี ปน็ “โลกตุ รธรรม ๓๗” “โลกุตรธรรม”คือ “ธรรมท่ีไม่เป็นทาสหรือไม่ติดยึดโลกทุกโลก” เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“โลก” ไม่ว่าจะเป็น“โลก ๓” ได้แก่ ๑.กามโลก(กามภพ) ๒.รูปโลก(รูปภพ)๓.อรูปโลก(อรูปภพ) [พตปฎ. เล่ม ๑๑ ขอ้ ๒๒๘] หรอื ไม่วา่ “โลก ๖” ได้แก่ ๑.อบายโลก(ความวนเสพตดิ ยดึ อยู่กับความเปน็ กับโลกทเ่ี ส่ือมต�่า ๔ ภมู )ิ ๒.มนุษย์โลก(ความวนเสพติดยึดอยกู่ บั226 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

ความเปน็ มนษุ ย์ ๑) ๓.เทวโลก(ความวนเสพตดิ ยดึ อยกู่ บั ความเปน็ เทวดา ๖ ภมู ิพรหม ๒๐ ภูมิ) ๔.ขันธโลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นขันธ์ ๕)๕.ธาตุโลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นธาตุ ๑๘ ของเวทนา)๖.อายตนโลก(ความวนเสพติดยดึ อยู่กับความเปน็ อายตนะ ซ่ึงมอี ายตนะ ๑๒เป็นตน้ ) ผสู้ นใจตรวจสอบได้ในพระไตรปิฎก เลม่ ๒๙ ขอ้ ๑๔ ซงึ่ มีรายละเอยี ดลึกซงึ้ มาก “โพธิปักขิยธรรม ๓๗”เป็นหลักท่ีรวมเนื้อแท้ๆแห่งทฤษฎีปฏบิ ตั ขิ องพทุ ธรวมกบั “โลกตุ รธรรม ๙”ซง่ึ ระบชุ อื่ ของอารยิ ชนทม่ี ีอารยิ พทุ ธธรรมแทแ้ หง่ พุทธ ก็รวมเป็น“โลกตุ รธรรม ๔๖” เริม่ ตั้งต้นจาก“โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล”ต่อๆไปกระท่ัง“อรหัตผล”จนสดุ ทา้ ยคอื “นพิ พาน”(พตปฎ. เลม่ ๓๑ ขอ้ ๖๒๐) ดว้ ยการม“ี ธมั มวจิ ยัสัมโพชฌงค”์ มาตลอด จึงทา� ให้พฒั นา“สัมมาทิฏฐ”ิ ซึ่งตอ้ งมคี วามรูใ้ นความเปน็ “สมั มาทฏิ ฐิ ๑๐” (พตปฎ. เลม่ ๑๔ ข้อ ๒๕๗)ก่อน จึงจะปฏิบัติมมี รรคมีผลของโลกตุ รธรรมได้เปน็ “สัมมา” การศึกษาปฏิบัติธรรมแบบพุทธนั้นคือศีล-สมาธิ-ปัญญาหรอื ไตรสกิ ขา ท่สี มั มาทิฏฐิ “ศีล”ที่มีประสิทธิผล มีคุณสมบัติสัมมาทิฏฐิในคนผู้ใดผู้น้ันจึงจะเป็น“ผู้มีศีล”ตรงกับค�าแปลท่ีว่า “ปกติ” เพราะเป็นผู้มีความบริสุทธ์ิใน“ศีล”น้ันๆ ด้วย“ใจ”หรือ“จิต”ท่ี“ต้ังมั่นแล้ว”เข้าข้ัน“สมาหิต”บรรลุผลสัมบูรณ์ ถึงขีด“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปรณิ ามธัมมัง-อสงั หิรัง-อสังกปุ ปัง “ใจ”นั้นจงึ เป็น“ประธานของสิ่งท้งั ปวงใจประเสรฐิ ทส่ี ดุ ทกุ สง่ิ สา� เรจ็ ไดด้ ว้ ยใจ”(มโนปพุ พงั คมา ธมั มา มโนเสฏฐา227 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

มโนมยา) ตามพระวจนะที่ยงิ่ ใหญข่ องพระพทุ ธเจา้ ซึง่ ผบู้ รรล“ุ ศีล”น้นั แล้ว“ใจ”กเ็ ปน็ “พลังปญั ญา-พลงั เจโต”สัมบูรณ์ โดยเจา้ ตวั ไมต่ อ้ งสงั วร ไม่ต้องควบคมุ ไม่ต้องฝกึ ไม่ตอ้ งดแู ลตนใน“ศลี ”ขอ้ ทต่ี นเปน็ “ปกต”ิ แลว้ นน้ั อกี “กาย-วาจา-ใจ”ของผู้นั้นท่ีบรรล“ุ ศีล”แล้วจงึ เปน็ เชน่ นน้ั เอง เรียกวา่ “ตถตา” น่ันก็คือ “กาย-วาจา-ใจ”ของผู้นั้นท้ังกายก็บริสุทธิ์-วาจาก็บริสุทธ์ิ-ใจก็บริสุทธ์ิ ไม่ละเมิด“ศีล”ข้อท่ีบรรลุน้ันไปตลอดอย่างถาวรยัง่ ยนื เป็น“ความจรงิ ”(ตถตา) เป็นเชน่ น้นั เองแล้ว เพราะไม่ตอ้ งมใี ครไปควบคุมอีกแลว้ “บรสิ ุทธิ”์ อยู่ด้วยตวั เองตลอดกาล และใจก็เป็น“สมาธ”ิ ซงึ่ กอ่ นจะเปน็ “สัมมาสมาธิ”สมั บูรณ์ขั้น“สมาหิต” ก็ต้องผ่านการปฏิบัติจน“จิตใจ”เจริญความเป็น“ฌาน”มาเป็นล�าดับ กระท่ังสัมบูรณ์“จิตใจต้ังม่ันแล้ว”(สมาหิต)ครบ“สมั มาสมาธิ” “ฌาน ๔”ทเ่ี ปน็ “ฌาน”แบบพทุ ธน้ี จงึ เปน็ “ฌานจติ ”ทผี่ า่ นการปฏบิ ตั บิ รรลุ“อธิจติ ”อยา่ งพิเศษ ม“ี คุณวเิ ศษ”(อตุ ตริมนสุ สธรรม) ซึ่ง“ฌาน ๑ ถึงฌาน ๔”ที่เป็นอุตตริมนุสสธรรมน้ี เป็น“ฌาน”ทีม่ “ี คุณลกั ษณะ”ไมเ่ หมือน“ฌาน”สามญั ทั่วไป ตามที่เรียนท่ีรู้ที่ปฏิบัติกันอยู่ด่ืนดาษ ด้วยวิธีหลับตาปฏิบัติ “เข้าฌาน-ออกฌาน”อนั เป็น“ฌาน”ทอี่ ยูใ่ นภวงั ค์ ออกมาจากภวงั ค์แล้วไมม่ ฌี าน จะได“้ ฌาน”หรอื จะ“มฌี าน”อกี กต็ อ้ งไปหลบั ตา“เขา้ ฌาน”กันใหม่ ต้องเข้าไปอยู่ในภวังค์กันใหม่อีก มันเป็นการได้“ฌาน”โดยความยาก(กจิ ฉ) โดยความล�าบาก(กสิร) คา� วา่ “ไดโ้ ดยยาก(กจิ ฉลาภ)ี หรอื ไดโ้ ดยไมย่ าก(อกจิ ฉลาภ)ี -ได้228 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

โดยลา� บาก(กสริ ลาภ)ี หรอื ไดโ้ ดยไมล่ า� บาก(อกสริ ลาภ)ี ในฌาน ๔”น้ี มนี ยัสา� คัญย่ิง ท่ีจะทา� ให้เข้าใจในโลกุตรธรรม เพราะ“ฌาน”ของพุทธไม่ใช่“ฌาน”ท่ีต้องเข้าฌาน-ออกฌานแบบ“ฌานนอกพทุ ธ” “ฌาน”ทป่ี ฏบิ ตั ไิ ดส้ า� เรจ็ จนกระทง่ั เปน็ “ปกต”ิ ในชวี ติ ลมื ตาสามญั นี้ ทป่ี ฏบิ ตั ดิ ว้ ย“มรรค ๗ องค”์ กจ็ ะสง่ั สมเปน็ “จติ ตง้ั มนั่ ”คอื“สมาธิ”ไปตามลา� ดบั เมื่อสมั บูรณถ์ งึ ท่ีสดุ “ตัง้ มัน่ แลว้ ”(สมาหติ )น้นัจะเปน็ “ฌาน”พิเศษ “จติ ทตี่ ง้ั มน่ั แลว้ ”(สมาหติ )คอื “สมาธ”ิ ทสี่ มั บรู ณแ์ ลว้ น้ี จะเปน็จิตท่ีได้“ฌาน”หรือได้“สมาธิ”เองโดยไม่ต้องอยากได(้ นิกามลาภี)-ได้โดยไม่ลา� บาก(อกิจฉลาภ)ี ”ในฌานท้ัง ๔ หรือจติ คนผูน้ “ี้ ได้ฌานทัง้ ๔โดยไมย่ าก(อกสริ ลาภ)ี ” ชดั ๆกค็ อื ผบู้ รรลผุ ลทเ่ี ปน็ “ฌาน ๔” แบบพทุ ธนจี้ ะเปน็ ผไู้ ด้“ฌาน”โดย“ไม่ต้องอยากได”้ (นกิ ามลาภ)ี มันจะเป็น“ฌาน”ในตนเองโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นผู้“ได้ฌาน ๔ น้ีได้ไม่ยาก(อกิจฉลาภี),ได้ไม่ล�าบาก(อกสริ ลาภ)ี ” เนอื่ งจากวธิ ีปฏบิ ัตขิ องพุทธไมใ่ ชว่ ธิ แี บบหลับตา หรอื แบบหนสี งั คมเขา้ ปา่ เขาถ�า้ วิธีปฏิบัติหรือแนวคิดของพุทธนี้อยู่ในบ้านในเมือง ไม่ใช่ลทั ธอิ อกปา่ หนสี งั คมแนน่ อน แตถ่ า้ จะไปปฏบิ ตั ใิ นปา่ กย็ อ่ มได้ หากแม้นถึงคราวเหมาะควรของแต่ละคน เพราะ“ป่า”นั้นเป็นสถานท่ีจะปฏิบัติให้เกิด“ความสงบที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ”ได้ยากเพราะท�าให้“กายหรือองค์ประชุมของ229 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

รูปนามสงบ(กายวิเวก)-จิตสงบ(จิตวิเวก)-หมดกิเลส(อุปธิวิเวก)”ได้ยากตามทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวก้ บั พระอบุ าลกี ช็ ดั แสนชดั ในพระไตรปฎิ กเลม่ ๒๔ ขอ้ ๙๙ ลองอา่ นดู “ดกู รอบุ าลี เสนาสนะ คอื ปา่ และราวปา่อนั สงดั อยลู่ �าบาก ท�าความวิเวก(สงบ)ไดย้ าก ยากท่จี ะอภิรมยใ์ นการอยผู่ เู้ ดยี ว ปา่ ทง้ั หลายเหน็ จะนา� ใจของภกิ ษผุ ไู้ มไ่ ดส้ มาธไิ ปเสยี ดกู รอบุ าลี ผใู้ ดพงึ กลา่ วอยา่ งนวี้ า่ เราเมอ่ื ไมไ่ ด(้ สมั มา)สมาธิจักสรอ้ งเสพเสนาสนะ คอื ปา่ และราวป่าอนั สงัด ผ้นู ้นั จา� ตอ้ งหวงัข้อน้ี คอื จักจมลงหรือจักฟุง้ ซ่าน” ปา่ ท�าใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั จิ มป่า หรอื กลายเปน็ คนฟงุ้ ซา่ นออกนอกศาสนาพุทธมามากแล้ว คือ กลายไปเป็นผู้เกิด“มิจฉาผล”แล้วหลงเห็นว่า ตนได้“สัมมาผล” ซ่งึ กลายเปน็ ผู้แสวง“บญุ ”ออกนอกขอบเขตพทุ ธไปเสยี แล้ว แตพ่ ูดอย่างไรกย็ าก ท่คี นยุคน้ีพูดแลว้ จะฟงั เขา้ ใจ เพราะมนั “ฝงั หวั ”มาผดิ ๆ นานแลว้ ในวงการพทุ ธศาสนา มนั เสอื่ มมาเรอื่ ยจนถึงวันน้ี..หนัก ได้พากันถือ“ผิดเป็นถูก”จนยึดมั่นถือม่ันกันแทบเขา้ เกณฑถ์ าวรแล้ว ผู้หลงผิดว่า การปฏิบัติธรรมจะต้องมุ่งไปปฏิบัติกันในป่าและเชอ่ื มนั่ วา่ อาจารยผ์ สู้ อนใหบ้ รรลอุ รหนั ตไ์ ดน้ นั้ ตอ้ งเปน็ พระปา่หลับตาท�าสมาธิ ซงึ่ จะต้องสถิตอยใู่ นป่า ผู้หลงผิดเช่นน้ีจึง“มิจฉาทิฏฐิ”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ผดิ เลย ก็ออกนอกทางพุทธไปดว้ ยประการฉะนี้ เป็นความเสอื่ มแลว้ ตามค�าตรัส“ความเส่ือม ๔ ประการ”ไว้ ตัง้ แตพ่ ระองคย์ ังทรงประกาศศาสนาอย่โู นน่ ทเี ดียว พระพทุ ธเจ้ายังทรงพระชนมช์ ีพอยู่230 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

และพระพุทธศาสนาเพง่ิ จะก่อก�าลงั เกิดขนึ้ แท้ๆ ทั้งๆท่ี“ความเสื่อม ๔ ประการ”น้ี ยังไม่เกิดในยุคน้ันเลยพระพทุ ธเจ้าก็ไดต้ รสั ไว้ล่วงหน้าแลว้ (พระไตรปฎิ ก เลม่ ๙ ขอ้ ๑๖๓-๑๖๖)ถึงวันน้ี “ความเส่อื ม”นนั้ ก็เปน็ จรงิ แสนจริง ผมู้ “ี ญาณ”เพียงพอก็ไมเ่ ห็นเป็นเรื่องแปลก กลบั จะเหน็ วา่ถา้ ไม่เปน็ เช่นนสี้ ิ จะเป็นเร่ืองแปลก จงึ ต้องมะ..มาช่วยกันฟ้ืนฟู ทตี่ อ้ งพดู ยา�้ แลว้ ซา้� อกี กนั จนเมอ่ื ยแลว้ เมอื่ ยอกี กเ็ พราะรดู้ ีอยู่ วา่ ยาก อาตมาพดู มา กวา่ ๔๕ ปแี ลว้ กไ็ มม่ คี นจะฟงั เขา้ หเู ขา้ ใจกันไดส้ กั เทา่ ไหร่ เพราะที่อาตมาพูดไปนัน้ เขาพากันเห็น“ความร”ู้ ทีอ่ าตมาพดู เปน็ “เหมือนไดย้ นิ เสยี งคนลทั ธิอื่น” มันก็ยอ่ มแปลกแตกต่างไปจากลทั ธทิ เี่ ขาไดน้ บั ถอื และยดึ ถอื แลว้ จากผรู้ ู้ หรอื จากผทู้ เี่ ขายดึ ถอืกันว่าเป็นปราชญ์แท้ของศาสนาพุทธท่ีนับถือกัน มันไม่ใช่โลกุตระแตก่ ็ไดย้ ึดม่ันถอื มัน่ กันมานานแสนนานแลว้ เขาฟังอาตมาบ้าง แต่แม้จะเอาไปตรวจสอบเทียบวัดกับ“ความรู้พุทธศาสนา”ท่ีเขาได้ยึดมั่นถือมั่นแล้วก็ยังคงเดิม เขาจะได้แต่ฟังเพื่อรับรู้บ้างว่า เออ..ก็มีความเห็นอย่างน้ีเหมือนกันเนาะเออ..อนั นต้ี า่ งกบั ของเราคนละขวั้ เลยเนาะ เออ..อนั นม้ี ภี าษาคลา้ ยกบั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั เอาไวเ้ หมอื นกนั เนาะ แตล่ กึ ๆในใจกย็ งั รสู้ กึ วา่แมภ้ าษาจะเหมอื นกนั นยั ะจะตา่ งกนั เขากย็ งั เชอ่ื ของเขาอยา่ งเกา่ปกั ใจมนั่ วา่ เขาดกี วา่ -ถกู กวา่ -เหนอื กวา่ เหน็ มยั้ วา่ งานทจ่ี ะเปลยี่ นความยึดมั่นถือมน่ั นี้ มันหนกั หนาสาหัสขนาดไหน? นอกจากจะหนกั ในการยดึ มนั่ ถอื มนั่ แลว้ ขณะนเ้ี ขายงั เสวย231 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ลาภยศสรรเสรญิ สขุ อนั เขาไดร้ บั อยขู่ ณะนม้ี นั กค็ รอบงา� บา� เรอกเิ ลสของเขาอีกด้วย ไม่ให้เงยหูเงยหัว มันก็ย่ิงแสนสุขเพลิดเพลินยอ่ มไม่รบั รูอ้ น่ื แน่ แลว้ จะใหก้ เิ ลสเขามายินดี หรอื แมจ้ ะเขา้ ใจจนเกิดมีญาณปัญญา“ทวนกระแสโลกีย์”(ปฏิโสต)สามารถรู้จักรู้แจ้ง“โลกุตระ”น้นั ยากสสส์ เพราะเขากา� ลงั จมดา�่ ดง่ิ หลงมดื มดิ อยกู่ บั ดา� ฤษณา(ตฤฺ ษณา)ย่อมเห็นโลกุตระมิได้ ถึงอย่างไร อาตมาก็จ�าต้องอุตสาหะบากบั่น ต้องพูดต้องเขียน ต้องอธิบาย ต้องแจกแจง พากเพียรท�า“ปรัปปวาท”ที่มันผดิ เพย้ี นเป็นอื่นไปจากสทั ธรรมของพระพุทธเจา้ นี้ ให้กลับคนืมาสคู่ วามถกู ตอ้ งใหแ้ กผ่ ยู้ งั หวงั ความถกู ตอ้ งใหไ้ ด้ ไมม่ าก นอ้ ยกเ็ อาจนกวา่ จะตายจากโลกนี้ไปอกี ชาติ เกิดมาอกี ท�าอีก ส�าหรับผู้ท่ีมืดมิดถาวรสนิทแล้ว ก็ต้องปล่อยเขาไปที่ชอบทีช่ อบ ตามที่เขาชอบ ขอยนื ยนั วา่ พทุ ธเปน็ ศาสนาคนเมอื ง เปน็ ศาสนาสงั คม ทา�ประโยชน์แก่มวลมหาประชาชน(พหุชนหติ ายะ) ท่ชี ่วยอนุเคราะหต์ อ่โลกทัง้ โลก(โลกานกุ ัมปา)ปานนั้นเลย พทุ ธไม่ใช่แค่ช่วยคนส่วนนอ้ ยท่ีตอ้ งเขา้ ปา่ ไปหาในปา่ อยปู่ า่ คนจะลงทนุ ไปปา่ นนั้ มสี ว่ นนอ้ ยจรงิ ๆ พทุ ธนนั้ ศาสนาสงั คม ปฏบิ ตั ใิ นสงั คมบรรลทุ า่ มกลางสงั คมใจนั้นช่วยคนให้ได้ทั้งโลกโน่นแหละ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันพทุ ธธรรม ว่า“โลกานุกัมปายะ-พหุชนหติ ายะ-พหุชนสขุ ายะ” สว่ นจะเป็นไปได้ ก็สุดแท้แต่ พทุ ธเปน็ ศาสนาของคนทนั สมยั ไมใ่ ชข่ องคนปา่ คนเถอ่ื น จงึ232 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ไม่ต้องไปยึดเอาป่าเปน็ ทปี่ ฏิบัติ ปฏิบัติงมมดื อยู่ในปา่ จะรูจ้ กั รแู้ จง้รจู้ รงิ “ยคุ ”เขาไดอ้ ยา่ งไร ศาสนาพทุ ธมโี ลกวทิ ู รโู้ ลกลกึ ซง้ึ ชว่ ยโลกในแนวลกึ สว่ นศาสนา คนอยปู่ า่ เป็นศาสนาท่ไี มท่ นั สมยั ไม่ทันโลก พทุ ธน�าสมัย-ใหมเ่ สมอ ไมเ่ คยเก่า พุทธนแ่ี หละ มีความเป็น “ประชาธิปไตย”ท่ีมีเน้ือแท้ของประชาธิปไตยวิเศษย่ิงมาแตไ่ หน (จบฉบับที่ ๒๙๗) เราก�าลังพูดถึงประเด็นท่ีส�าคัญมีนัยะลึก มันละเอียดซบั ซอ้ นอยา่ งยงิ่ นน่ั คอื ประเดน็ ทวี่ า่ “ฌาน ๔”ท“่ี ไดโ้ ดยความยาก”(กจิ ฉะ) “ได้โดยความล�าบาก”(กสริ ะ) กบั “ฌาน ๔”อีกชนดิ หนงึ่ ที่เปน็“ฌาน ๔”ของพระพทุ ธเจา้ ทที่ รงยนื ยนั วา่ “ไดโ้ ดยไมย่ าก”(อกจิ ฉลาภ)ี“ได้โดยไมล่ า� บาก”(อกสริ ลาภ)ี ถ้า“ฌาน”ท่ีแพร่หลายกันอยู่ทั่วไป ซ่ึงปฏิบัติในแบบmeditation หลับตาสะกดจิตเข้าไปอยู่ในภวังค์กันอยู่นั้นน่ันแหละเป็น “ฌาน ๔”ท่ีมิจฉาทิฏฐิ คือมีความเห็นไม่ตรงตามพุทธศาสนา จึงเปน็ “ฌาน ๔”ทไ่ี ดโ้ ดยยาก(กิจฉะ) ได้โดยล�าบาก(กสิระ) ซ่ึงต่างกันอย่างมีนัยส�าคัญย่ิง กับ“ฌาน ๔”ที่ปฏิบัติอย่าง“สัมมาทิฏฐิ”ของพุทธ ซ่ึงเป็น“ฌาน ๔” ท่ีได้โดยไม่ยาก(อกจิ ฉลาภ)ี ได้โดยไม่ลา� บาก (อกสริ ลาภี)ซงึ่ เป็นแบบsupra concentration supra concentration ยอ่ มไมใ่ ช่ meditation แนน่ อน ซงึ่ เปน็233 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ภาวะของจติ ทมี่ ี“ทฏิ ฐ”ิ คนละอย่าง อยา่ งหน่ึงเรียกว่า“มจิ ฉาทฏิ ฐ”ิสว่ นอกี อย่างหน่ึงจึงเรยี กว่า“สมั มาทฏิ ฐ”ิ แม้จะเป็นชาวพุทธด้วยกัน แต่ก็มี“ทิฏฐิ”แตกต่างออกไปจาก“สัมมาทิฏฐิ”ตามท่ีพระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้แต่เดิม เพ้ียนผิดออกไปเป็น“มจิ ฉาทฏิ ฐิ”ได้แนน่ อน และไดเ้ ปน็ “มิจฉาทฏิ ฐิ”กันจริงมากกว่ามาก แทบจะหมดจากวงการศาสนาพทุ ธไปปานน้ันเลย การปฏบิ ตั เิ พอ่ื เกดิ “ฌาน”กด็ ี หรอื เกดิ “สมาธ”ิ กด็ ี ตามวธิ ีmeditation คอื แบบหลบั ตาสะกดจติ เขา้ ไปอยใู่ นภวงั คแ์ ลว้ ก“็ ทา� ใจในใจ”(มนสกิ โรติ) ตามทฤษฎีของตนๆ ซึ่งแม้“มิจฉาทิฏฐ”ิ นก้ี ็ยงั มีแตกตา่ งกันออกไปอกี หลากหลายส�านักอาจารย์ ส่วนการปฏิบัติเพ่ือเกิด“สัมมาฌาน”ก็ดี หรือเกิด“สมั มาสมาธ”ิ กด็ ี ตามวธิ ี supra concentration คอื แบบลมื ตาเปดิ จติ อยกู่ บั “ภพ”ทกุ ภพ(กามภพ-รปู ภพ-อรปู ภพ) ไมต่ อ้ ง“ปดิ ภพ”หรือ“หนีภพ-หลบภพ-หลับภพ” แต่มีวิธีวิเศษที่สามารถดับ“ภพ”เฉพาะส่วนของตนในตนไดโ้ ดยอยู่กบั “ภพ ๓”นน้ั อยา่ งรเู้ ท่าทนั “ภพ”นน้ั ด้วย“ทฤษฎีพิเศษ”(สมั มาทฏิ ฐ)ิ สามารถรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ของ“กาย”ทเ่ี ปน็ “กายในกาย”อกี ทีรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ของ“เวทนา”ทเ่ี ปน็ “เวทนาในเวทนา”อกี ที รจู้ กั รแู้ จง้รู้จริงของ“จิต”ท่ีเป็น“จิตในจิต”อีกที รู้จักรู้แจ้งรู้จริงของ“ธรรม”ท่ีเป็น“ธรรมในธรรม”อกี ที จนกระท่ังสามารถ“ดับกายในกาย-ดับเวทนาในเวทนา-ดับจิตในจิต-ดับธรรมในธรรม”ได้อย่างวิเศษวิสุทธิ์ยิ่งเย่ียมจริงๆซงึ่ ไมใ่ ช“่ ดบั เวทนา-ดบั จติ ”กนั ชนดิ ท“ี่ ดบั เวทนาหรอื ดบั จติ ”กพ็ าซอ่ื234 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

พาลไป“ดับเวทนา-ดับจิต”ให้หมดส้ินความรับรู้ท้ังเวทนา-ท้ังจิตอยา่ งไมใ่ หเ้ หลือ“ความรสู้ กึ ”เลย แล้วหลงว่า “ความดับเวทนาทั้งเวทนา”(ไม่ใช่ดับเวทนาในเวทนา) หลงวา่ “ความดับจติ ทง้ั จติ ”(ไม่ใช่ดับจติ ในจิต)กันในขณะแต่ละขณะนั้นคือ “นิโรธ”(ความดับ) ที่หลงเลยเถิดผิดเพ้ียนไปว่า เป็น“สัญญาเวทยติ นิโรธ”ไปโนน่ เลย ซงึ่ ทฤษฎเี ฉพาะของพระพทุ ธเจา้ นนั้ คนทเี่ ปน็ ชาวพทุ ธดว้ ยกนั เองแทๆ้ ก็ยงั ม“ี มิจฉาทิฏฐ”ิ ได้หลายแบบเลย มีทัง้ “วิธีปฏบิ ัติ”ที่ผิดเพย้ี นแตกต่างออกไป มีทัง้ “ผล”ท่ีผิดเพ้ียนแตกต่างออกไป เพราะปฏิบัติ“การท�าใจในใจ”(มนสิการ)แบบพทุ ธไมเ่ ปน็ หรอื แมจ้ ะหลงผดิ วา่ ตนทา� เปน็ เชน่ แบบหลบั ตาเขา้ ไปในภวงั ค“์ ท�าใจในใจ”ตนอย่ใู นนั้น แต่ไมม่ “ี กาย”ใหศ้ ึกษา กไ็ ม่เปน็“ฌาน”ไมเ่ ปน็ “สมาธิ”ทถี่ ูกตอ้ งตรงตามพระวจนะของพระศาสดา ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งศกึ ษากนั อยา่ งสา� คญั จรงิ ๆ พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่“พุทธธรรม”ของพระองค์นั้น “คัมภีรา(ลึกซึ้งย่ิง)-ทุทฺทสา(เห็นตามได้ยาก)-ทุรนุโพธา(รู้ตามได้ยาก)-สันตา(สงบอย่างพิเศษ)-ปณีตา(สุขุมย่ิงเยี่ยม)-อตักกาวจรา(รู้ด้วยเหตุผลหรือจากการขบคิดไม่ได้)-นิปุณา(ละเอียดขนั้ นพิ พาน)-ปัณฑติ เวทนยี า(บัณฑิตแทเ้ ท่าน้ันจะรไู้ ด)้ ปรมตั ถธรรมตา่ งๆ อตุ ตรมิ นสุ สธรรมทง้ั หลายจงึ ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งตนื้ ๆ แตล่ กึ ยิง่ (ลึก-ลาด-ลุ่มเรียบเป็นล�าดับเหมอื นมหาสมุทร) ไมใ่ ช่หยาบๆแต่ละเอียดยิ่ง ไม่ใช่ผิวๆแค่ชั้นเดียวหรือแค่สองช้ัน แต่มีการเลิกละสงู ขนึ้ ไปตามลา� ดบั หลายชน้ั ทวนไปทวนมาซบั ชอ้ นเปน็ ชนั้ ๆหมนุรอบเชงิ ซ้อน(ปฏินสิ สัคคะ)จนถึงท่ีสดุ235 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ผู้สัมมาทิฏฐิได้ปฏิบัติมีมรรคมีผลเองจึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “ฌาน”หรือ“สมาธิ” แบบ“มิจฉาทิฏฐิ”ปฏิบัติหลับตา“เขา้ ฌาน”ไดส้ มาธิ กบั แบบ“สมั มาทฏิ ฐ”ิ ปฏบิ ตั “ิ มรรค ๗ องค”์ลืมตา“เข้าฌาน”ได้สัมมาสมาธินั้น มันมีความเป็น“กาย”(องค์ประชุมของรูปกับนาม)กันคนละอย่าง เพราะมี“สัญญา”(การก�าหนดรู้หรือการส�าคัญมัน่ หมาย)กันคนละอย่าง เพราะ“ทฏิ ฐ”ิ (ความเหน็ , ความเขา้ ใจ)แตกตา่ งกนั การได“้ กาย”หรือการมี“สัญญา”จึงแตกต่างกัน เช่น ก�าหนดหมาย(สัญญา)ความเป็น“โลก”ต่างกัน ก�าหนดหมายความเป็น“อัตตา”ก็รู้จักรู้แจ้งรจู้ รงิ ตา่ งกัน ซ่ึงความเป็น“โลก”ก็ดี ความเป็น“อัตตา”ก็ดี ต่างก็คือ“สงั ขาร”ท้ังนั้น ทผ่ี ยู้ ัง“อวิชชา”ย่อมยังไม่รจู้ กั ร้แู จง้ รู้จรงิ แน่ ความเป็น“สงั ขาร ๓” ไดแ้ ก“่ กายสังขาร-จติ สังขาร-วจีสงั ขาร”นน้ั ทง้ั โลก-ทง้ั อตั ตาของความเปน็ “มนษุ ย”์ ตา่ งกม็ คี วามเป็น“กาย”เป็น“จิต” ท่ีผู้ศึกษาปฏิบัติต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง และตอ้ งศกึ ษาปฏบิ ตั แิ ยก“กาย”แยก“จติ ”ได้ ดว้ ยญาณทสั สนะวเิ ศษซ่ึงจะสามารถ“ก�าหนดรู้”ความเป็น“กาย”เป็น“จิต”ได้ด้วยสัญญา กระทงั่ เป็นปญั ญา ขนั้ ญาณทัสสนะวเิ ศษ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ความเปน็ “กาย”กบั ความเปน็ “สญั ญา”ไว้ใน“สัตตาวาส ๙” ซึ่งจะต้องศึกษาความเป็น“สัตว์”ที่เป็น“โอปปาติกะสัตว์”น้ี ในขณะมี“วิญญาณฐิติ ๗ อายตนะ๒”โดย“การสัมผสั วิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ส�าเร็จอิริยาบถอยู่” จงึ จะร้จู กั รู้แจ้งรู้จริงในความสิ้นอาสวะด้วยปัญญาสมั บรู ณ์236 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ความเหน็ อนั ถอื เอาทสี่ ดุ , ความเหน็ ผดิ ทแี่ ลน่ ไปสดุ โตง่ ขา้ งใดข้างหน่งึ ทีบ่ าลวี ่า “อันตคาหิกทิฏฐิ”นนั้ มี ๑๐ เรือ่ ง ไดแ้ ก่ โลกเที่ยง-โลกไมเ่ ท่ยี ง-โลกมที ีส่ ดุ -โลกไมม่ ีท่สี ดุ ชวี ะกอ็ นั นนั้ สรรี ะกอ็ นั นนั้ -ชวี ะกอ็ ยา่ งหนงึ่ สรรี ะกอ็ ยา่ งหนงึ่ อตั ตา(สตั ว์,ตถาคต)เบอ้ื งหนา้ แต่ตายย่อมเปน็ อีก(ย่อมมีอยู่) อตั ตา(สตั ว,์ ตถาคต)เบอ้ื งหนา้ แตต่ าย ยอ่ มไมเ่ ปน็ อกี (ยอ่ มไมม่ อี ย)ู่ อตั ตา(ตถาคต,สตั ว)์ เบอื้ งหนา้ แตต่ าย ยอ่ มเปน็ อกี (มอี ย)ู่ กใ็ ช(่ กม็ )ีไมเ่ ปน็ อีก(ไมม่ อี ยู)่ กใ็ ช(่ กม็ )ี อตั ตา(สัตว,์ ตถาคต)เบอ้ื งหน้าแต่ตาย ยอ่ มเปน็ อกี (มีอยู่)กม็ ิใช่(กห็ ามไิ ด)้ ยอ่ มไมเ่ ปน็ อกี (ไมม่ อี ย)ู่ กม็ ใิ ช(่ กห็ ามไิ ด)้ [ในพระไตรปฎิ กมอี ยมู่ ากแหง่ เชน่ เลม่ ๑๓ ขอ้ ๑๔๗, เลม่ ๑๘ / ๘๘, เลม่ ๒๔ / ๑๙๓, เลม่ ๓๑ / ๓๓๗, เลม่ ๓๕ / ๑๐๓๒] [และคา� ว่า “อตั ตา”ในทีน่ ้ี อรรถกถาบางแห่งหมายถึง สัตว์ ก็มี ว่า “ตถาคตหรืออาตมนั ” ก็มีวา่ พระพุทธเจ้า ก็มี] เร่ือง“โลก”และ“อัตตา”นี้ เป็นเร่ืองถกเถียงกันมาแต่ไหนแตไ่ ร เรามาอา่ นที่พระพทุ ธเจา้ ตรสั ไว้กันดอู กี ที พระพุทธเจ้าตรสั วา่ (๑) “ดกู รมาลงุ กยบตุ ร เพราะเหตไุ ร ขอ้ นนั้ เราจงึ ไมพ่ ยากรณ์เพราะข้อน้ัน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบ้ืองต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายก�าหนัดเพื่อความดบั เพอ่ื ความสงบ เพ่ือความร้ยู ่งิ เพื่อความตรสั รู้ เพือ่นิพพาน เหตนุ น้ั เราจึงไม่พยากรณ์ ขอ้ น้ัน ดูกรมาลุงกยบตุ ร อะไรเลา่ ท่ีเราพยากรณ์ ดูกรมาลงุ กยบุตรความเหน็ ว่า น้ที ุกข์ นี้เหตใุ ห้237 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

เกดิ ทุกข์ นคี้ วามดบั ทกุ ข์ นขี้ อ้ ปฏบิ ัติให้ถึงความดับทกุ ข์ ดังนี้” (พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๓ ขอ้ ๑๕๒) (๒) ดูกรวัจฉะ พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็นจกั ษวุ า่ นน่ั ของเรา นน่ั เปน็ เรา นนั่ เปน็ ตวั ตนของเรา พวกปรพิ าชกผถู้ อื ลทั ธอิ นื่ ยอ่ มตามเหน็ ห.ู .. จมกู ... ลนิ้ ... กาย... ใจ วา่ นน่ั ของเราน่นั เป็นเรา นน่ั เปน็ ตวั ตนของเรา เพราะเหตนุ นั้ เมอ่ื พวกปรพิ าชก ผถู้ อื ลทั ธอิ น่ื ถกู ถามอยา่ งนั้นแลว้ จึงพยากรณอ์ ยา่ งนี้ ว่า โลกเทย่ี งบ้าง ฯลฯ สตั ว์เบอ้ื งหน้าแตต่ ายแล้วยอ่ มเกดิ อกี กห็ ามไิ ด้ ยอ่ มไมเ่ กดิ อีกก็หามิไดบ้ า้ ง ดกู รวัจฉะ สว่ นพระตถาคตอรหันตสัมมาสมั พุทธเจา้ ยอ่ มทรงพจิ ารณาเหน็ จกั ษวุ า่ นน่ั ไมใ่ ชข่ องเรา นนั่ ไมเ่ ปน็ เรา นน่ั ไมใ่ ชต่ วั ตนของเรา ยอ่ มทรงพิจารณาเห็น หู... จมูก... ล้นิ ... กาย... ใจ วา่ น่นัไม่ใช่ของเรา นัน่ ไม่เป็นเรา น่นั ไมใ่ ช่ตัวตนของเรา เพราะเหตุนัน้เมอ่ื ตถาคตถกู ถามอยา่ งนนั้ แลว้ จงึ ไมท่ รงพยากรณอ์ ยา่ งน้ี วา่ โลกเทยี่ งกด็ ี ฯลฯ สตั วเ์ บอื้ งหนา้ แตต่ ายแลว้ ยอ่ มเกดิ อกี กห็ ามไิ ด้ ยอ่ มไม่เกิดอีกก็หามิไดก้ ็ดี ฯ”(พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๘ ข้อ ๗๙๒) ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์นั้น ก็..เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไมเ่ ปน็ เบอื้ งต้นแหง่ พรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพ่อื ความหน่าย เพอ่ื ความคลายกา� หนดั เพื่อความดบั เพื่อความสงบ เพอ่ื ความรยู้ งิ่ เพือ่ ความตรัสรู้ เพ่อื นพิ พาน แต่ท่ีพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ศึกษาปฏิบัตินั้น คือ จะต้องมาเรยี นรู้ “ตา-ห-ู จมกู -ลน้ิ -กาย-ใจ”ของเรานเี่ ลย ทจี่ ะตอ้ ง “สมั ผสั ”สมั พนั ธก์ บั “โลก”แลว้ ม“ี เหต-ุ นทิ าน-สมทุ ยั -ปจั จยั ” เกดิ ทกุ ขเ์ กดิ สขุ238 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

กนั อยใู่ น“วัฏฏะ” ก็เพราะไมร่ ู“้ โลก” ไม่ร้“ู อัตตา”น้ีแล ก็ทพ่ี ระพุทธเจา้ ตรสั วา่ ...ย่อมพิจารณาเหน็ จกั ษุว่านัน่ ไม่ใช่ของเรา นนั่ ไมเ่ ปน็ เรา นนั่ ไมใ่ ชต่ วั ตนของเรา...เหน็ คา� วา่ “เปน็ เรา -ตัวตนของเรา” ..มย้ั ล่ะ? กน็ แี่ หละเรอ่ื ง“อตั ตา”แทๆ้ ใชม่ ยั้ ?จงึ ตอ้ งเรยี นรคู้ วามเปน็“อัตตา”ตั้งแต่เริ่มก�าหนดให้มาเรียนรู้“กาย”เรียนรู้“จิต”ไปตามลา� ดบั “กาย”กบั “จติ ”นแ้ี หละคอื “โลก”คอื “สงั ขาร”คอื “อตั ตา”ทอี่ ยู่ในตัวเราจริงๆ มาเรยี นรู้ใน“ขนาดจา� กดั ”ทลี ะขนาด เริ่มทลี ะน้อย ไม่ตอ้ งมากเกินที่ควรแก่เราเอง หรือมาเรียนรู้ใน“กามาวจร”ของเราเองตงั้ แตข่ น้ั ตน้ ไปตามลา� ดบั [“ขนาดจา� กดั ”น้ี พระไตรปฎิ กฉบบั มหาจฬุ าฯทา่ นแปล มาจากค�าว่า “ปริตตัง” ส่วนพระไตรปิฎกฉบับหลวงแปล“ปริตตัง”ว่า “กามาวจร”] ศึกษาเร่ืองของ“กาย”กับ“จิต”นี่แหละคือ เร่ือง“โลก”กับเร่ือง“อัตตา”แทๆ้ มใิ ชว่ า่ “โลก”ไมม่ ใี หศ้ กึ ษา “อตั ตา”ไมม่ ใี หศ้ กึ ษา หรอื วา่ ไม่ต้องศกึ ษาความเป็น“โลก” และความเปน็ “อตั ตา” กห็ าไม่ กค็ วามเปน็ “โลก”กบั ความเปน็ “อตั ตา”นแี้ หละ คอื ตวั แทท้ ่ีประกอบดว้ ยประโยชน์ เปน็ เบ้อื งตน้ แหง่ พรหมจรรย์ ทเี่ ป็นไปเพอื่ความหน่าย เพ่ือความคลายกา� หนัด เพอ่ื ความดบั เพอื่ ความสงบเพ่ือความรยู้ ง่ิ เพือ่ ความตรัสรู้ เพ่ือนพิ พาน แตต่ ้องปฏิบตั ิ ท่พี ระพุทธเจ้า ไมท่ รงพยากรณน์ ัน้ คือ ไม่ไปเสยี เวลาทรงอธบิ ายอยแู่ ตว่ า่ “โลก”คอื อะไร “อตั ตา”คอื อะไร เทย่ี งหรอื ไมเ่ ทยี่ งใชห่ รอื ไมใ่ ช่ ตายไปแลว้ จะมหี รอื ไมม่ ี ตายแลว้ จะเกดิ อกี หรอื ไมเ่ กดิ239 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

อกี ... อะไรตา่ งๆนั้น ถา้ ศกึ ษาอยา่ งสมั มาทฏิ ฐิ แลว้ จงึ ปฏบิ ตั ไิ ปเปน็ ลา� ดบั กจ็ ะเรม่ิรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “โลก”ตามเปน็ จรงิ และความเปน็ “อตั ตา”ตามเปน็ จริงอยา่ งชัดแจ้งบรบิ รู ณ์ “อัตตา”ท่ีพระพุทธเจ้าทรงให้เราเรียนคือ “อัตตา ๓” [โอฬาริกอัตตา-มโนมยอตั ตา-อรูปอัตตา] (พระไตรปฎิ ก เลม่ ๙ ขอ้ ๓๐๒) มใิ ชว่ า่ พอไปไดเ้ ขา้ ใจไดอ้ ยา่ งซาบซงึ้ วา่ “ทกุ สรรพสงิ่ ไมใ่ ช่ตวั ตน”(สพั เพธมั มา อนตั ตา) แลว้ กเ็ หน็ ไปวา่ เมอื่ พระพทุ ธเจา้ ตรสั แลว้ไงวา่ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งไมใ่ ชอ่ ตั ตา-ไมใ่ ชต่ วั ตน-ตวั ตนไมม่ -ี ไมม่ ตี วั ตนในทไ่ี หนๆทกุ สรรพส่งิ แลว้ จะยงั ไปมวั “เหน็ วา่ ”เปน็ ตัวตนกันอยู่ทไ่ี หนกันอีก ก็ในเมอ่ื “อตั ตาไมใ่ ช่ตวั ตน” แลว้ จะไปงมหา“ตัวตน”มาจากไหนกนั อยู่เลา่ ? ทจ่ี รงิ แลว้ ความเปน็ “ตวั ตน”นแ่ี หละคอื ตวั การใหญท่ มี่ นั ยงั มี“ทกุ ข”์ ม“ี สขุ ” มกี เิ ลส มเี รอ่ื ง(นทิ าน)ไมจ่ บ ตอ้ งเรยี นรเู้ ปน็ ลา� ดบั แลว้ช�าระด้วยการปฏิบัติก�าจัด“ตัวตน”(อัตตา)ให้หมดส้ิน“อัตตา”(ตัวตน)เกลยี้ งสนทิ ไมใ่ ชไ่ ปหลงสดุ โตง่ วา่ อตั ตาไมม่ ี ใหเ้ ปน็ “อจุ เฉททฏิ ฐ”ิ หรอืเลยเถิดไปอีกทางหนึ่งว่า “อัตตาหรือาตมันหรือปรมาตมัน”มีอยู่นิรันดร ..นั่นก“็ สสั สตทฏิ ฐ”ิ สุดโต่งอกี ฝ่าย ความเป็น“อัตตา”แล้ว ทีน้ี“โลก”บ้าง ก็ยิ่งมากมายหลากหลาย ทีต่ ้องศกึ ษาปฏิบัติ ตัง้ แต่ “โลก ๒” ที่ใหญ่โตกว้างขวางสดุ ๆ ได้แก่ ๑.เอกภพ(หนงึ่ เดยี วของทุกสรรพส่ิง) ๒.โลกจักรวาล”(ทุกสรรพส่ิงในโลกหนงึ่ เดียว)240 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

“โลก ๒” ได้แก่ ๑.โลกท่ีไม่มีภาวะของชีวะ(อชีวิตินทรีย์)๒.โลกทีม่ ีภาวะของชวี ะ(ชวี ิตนิ ทรยี ์) “โลก ๒” ไดแ้ ก่ ๑.โลกชวี ะ ทย่ี งั ไม่ถึงข้นั วญิ ญาณ มแี ค่รูป,สัญญาและสงั ขาร(พีชนยิ าม) ๒.โลกชีวะ ทีถ่ งึ ขั้นวญิ ญาณ มีรูป,เวทนา,สญั ญา,สงั ขารและวิญญาณ(จติ นิยาม) “โลก ๒” ได้แก่ ๑.โลกียะ(ปถุ ุชน,กลั ยาณชน) ๒.โลกตุ ระ (อาริยชน) “โลก ๒” ไดแ้ ก่ ๑.โลกน(ี้ อธิ โลก,อยงั โลก, อมิ ญั จ โลกงั ) ๒.โลกหนา้ (ปรโลก,ปโรโลโก,ปรัญจโลกงั , สัมปรายิกะ) “โลก ๒” ไดแ้ ก่ ๑.โลกสมุทยั (มีเหตุแห่งทกุ ข)์ ๒.โลกนโิ รธ (ดบั เหตุแหง่ ทุกข์) “โลก ๒” ได้แก่ ๑.โลกที่ไม่สุขไม่ทุกข์แบบปุถุชน(เคหสิตอุเบกขา) ๒.โลกทไี่ ม่สขุ ไม่ทกุ ขแ์ บบอาริยชน(เนกขมั มสิตอุเบกขา) “โลก ๒” ได้แก่ ๑.“กามโลก(หรือกามภพ ซง่ึ เป็นโลกภายนอก)๒.ภวโลก(โลกภายใน) ซง่ึ ยงั มขี นั้ ตอนละเอยี ดเปน็ รปู โลก,อรปู โลก อกี ดงั นนั้ เมื่อแยกออกไปเป็น“โลก ๓” จึงได้แก่ ๑.กามโลก๒.รปู โลก ๓.อรปู โลก “โลก๓”อกี หมวดไดแ้ ก่๑.สงั ขารโลก๒.สตั วโลก๓.โอกาสโลก (โลกอันมีในอวกาศ,จักรวาล,โลกอันก�าหนดด้วยโอกาส ซ่ึงได้แก่โอกาสท่ีเป็น สงั ขารอนั มวี ิญญาณครอง หรอื ไดแ้ กโ่ อกาสทเ่ี ป็นสังขารอันไมม่ ีวิญญาณครอง) “โลก ๓”อน่ื อกี คอื ๑.มนุษยโลก(โลกท่ีมรี ่างกายของสตั วค์ นและจิตวญิ ญาณ) ๒.เทวโลก(โลกโดยเฉพาะของจติ วิญญาณท่เี ปน็ สขุ โลกียห์ รือสุขโลกตุ ระ) ๓.พรหมโลก(โลกโดยเฉพาะของจติ ทท่ี า� ใหไ้ มม่ กี เิ ลสได้ ทง้ั ทเี่ ปน็ โลกยี ะ241 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

และทงั้ แบบโลกตุ ระ ซึง่ มลี า� ดบั หรอื ขนาดตา่ งๆหรอื แบบตา่ งๆ) “โลกที่เป็นวัฏฏะ ๓”บ้าง ซึ่งมี ๑.โลกท่ีวนเวียนอยู่ด้วยกเิ ลสวฏั ฏะ(วงจรกเิ ลส) ๒.โลกทว่ี นเวยี นอยดู่ ว้ ยกรรมวฏั ฏะ(วงจรกรรม)๓.โลกทว่ี นเวยี นอยู่ด้วยวปิ ากวัฏฏะ(วงจรวบิ าก) “โลกทมี่ ญี าณ ๓” ไดแ้ ก่ ๑.โลกทสี่ ามารถระลกึ รภู้ าวะอนั เคยอาศัยอยู่มาก่อน(ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ๒.โลกท่ีสามารถก�าหนดรู้“การตาย(จุติ)”และ“การเกิด(อุบัติ)”(จุตูปปาตญาณ) ๓.โลกที่สามารถหยัง่ ตรวจสอบรู้แจง้ ความหมดส้ินอาสวะในจิตตน(อาสวกั ขยญาณ) “โลก๖”ไดแ้ ก่๑.อบายโลก๒.มนษุ ยโลก๓.เทวโลก๔.ขนั ธโลก๕.ธาตโุ ลก ๖.อายตนโลก(พระไตรปิฎก เลม่ ๒๙ ขอ้ ๑๔) ๑. อบายโลก คือ ภาวะท่ีชีวิตินทรีย์ในจิตยังเป็นรสสุขรสทกุ ขเ์ วยี นวนอยกู่ บั อบายมขุ หรอื อบายอน่ื ๆทห่ี ยาบแลว้ สา� หรบั ตนและอบายที่หยาบรองลงไปเป็นล�าดบั ได้แก่ ความต่า� ทราม ความทจุ รติ อกุศล ความโกง ความหลอกลวง การพนัน ความเส่อื มเสยีความเสยี หาย ความหยาบ ความรนุ แรง ความจดั จา้ น ความมากหรอืใหญห่ รือหรูหราเกินเหมาะควร ความหลงในทรัพย์สมบตั ิมาก หลงในความมอี �านาจใช้อา� นาจเกิน หรอื อะไรต่างๆที่เสยี มากกว่าได้ ๒. มนุษยโลก คือ ภาวะที่เป็นคนมีชีวิตอยู่บนโลกชวี ิตนิ ทรียใ์ นจติ น้นั ยังเป็น“มนุษย์โลกยี ์”อยู่ ทั้งท่เี ปน็ ปุถชุ น และเป็นกลั ยาณชน หลงเสพ“สุขลั ลกิ ะ”(สุขเทจ็ ) ซง่ึ เป็นสุขโลกีย์ เปน็“เทวดาดาวดงึ ส”์ และเสพทกุ ขโ์ ลกยี เ์ ปน็ สามญั หลงสรา้ งอปุ าทานของตนเปน็ วมิ านขนึ้ ไดส้ า� เรจ็ และใฝเ่ สพภมู คิ วามเปน็ “มนษุ ยช์ น้ั สงู ”ได้เสพ“โลก”เสพ“อัตตา”ทหี่ ลงว่ามาก วา่ ใหญ่ ว่าสงู เปน็ ล�าดบั242 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

จนที่สุดได้เป็น“มนุษย์อารยะและมนุษย์อริยะ”(ยังมิใช่อาริยะ)ตามทิฏฐิของแต่ละส�านัก ส�าเร็จสูงสุดตามทิฏฐิที่ตนยึดว่าจริง และประพฤติได้ผลน้ันๆ ให้ชีวิตอาศัยเป็นอยู่ไปจนตาย แล้วมีวิบากเปน็ นรกกนั มากกวา่ มาก หากเป็นคนท่ีมี“สูรภาโว-สติมันโต”ก็จัดเป็น“มนุษย์ชมพูทวปี ” เพยี งแตว่ ่า ตอ้ งใช“้ สรู ภาโว-สติมนั โต”กบั ความเปน็ “โลก”ทหี่ ลากหลายตา่ งๆอนั เราสมั พนั ธอ์ ยนู่ (้ี อธิ ) ใชป้ ฏบิ ตั ิเพ่อื สน้ิ “อตั ตา” ใหบ้ รรลุพรหมจรรย์ เพราะผมู้ คี วามเปน็ “มนษุ ยโลก”ทมี่ “ี สรู ภาโว-สตมิ นั โต”ครบพร้อม ก็ในความเป็น“โลกนี้”(อิธ)แหละ ไม่มี“โลกอื่น”ทีส่ ามารถจะปฏิบตั ใิ หบ้ รรลถุ งึ ทสี่ ุดแหง่ พรหมจรรย์ได(้ อธิ พรหม จริยวาโส) [พระไตรปฎิ ก เลม่ ๒๓ ขอ้ ๒๒๕) แตถ่ า้ ยงั ไมส่ ามารถพฒั นาตนใหจ้ ติ ใจมภี มู บิ รรล“ุ โลกตุ รธรรม”ก็ช่อื ว่ามนษุ ย์โลกยี ส์ ามัญ อยา่ งเก่งกบ็ รรล“ุ กลั ยาณธรรม”ไดด้ ี “มนุษย์โลกีย์”ระดับน้ียังไม่รู้(อวิชชา) ความเป็นมนุษย์หรือเปน็ เทวดาดาวดงึ ส์ หรอื ความเปน็ สตั วน์ รกของตนอยา่ งสมั มาทฏิ ฐิมีแต่ยังหลง“วิมาน”ของเทวดาดาวดึงส์ ยังไม่สามารถรู้“กาย”อนั “พน้ สงั โยชน์ ๑๐”ไปไดแ้ มแ้ ค“่ สงั โยชน”์ ขอ้ ที่ ๑ จงึ ยงั ไมส่ ามารถ“พน้ สกั กายทิฏฐ”ิ (กายขน้ั ตน้ ) ดงั น้ีกค็ อื ไม่มีภมู ริ ้จู กั ร้แู จง้ ร้จู ริงความเปน็ “มนุษยโ์ ลกุตระ”ทเ่ี ปน็ “อเทวนิยม”อยา่ ง“สมั มาทิฏฐิ”จรงิ ส่วนมนุษย์โลกที่ท�า“ชีวิตินทรีย์”ในจิตให้บรรลุเป็น“มนุษย์โลกุตระ”ได้ ทั้งที่เป็นอาริยชนที่ลดการเสพสุขโลกีย์ ลดการเป็นทกุ ขโ์ ลกยี ์ ไดต้ ามลา� ดบั เพราะสามารถทา� ใจในใจ(มนสกิ โรต)ิ ของตน243 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ได้ความเปน็ “โลกุตระ” และสูงถึงข้นั “อาริยภูม”ิ ลดกาม ลดอัตตาไดเ้ ป็นล�าดบั กเ็ ป็น“อบุ ตั ิเทพและวิสุทธเิ ทพหรอื พรหม” จนท่สี ุดได้เปน็ “มนษุ ย์อาริยะ” ส�าเรจ็ สงู สดุ ตามทิฏฐถิ งึ ขัน้ อรหนั ต์ ๓. เทวโลก คอื ภาวะชวี ติ ินทรีย์ในจติ ได้เป็น“เทวดาดาวดึงส์”อยู่ท้ังท่ีเป็นปุถุชน เสพโลกียสุข ก็ยังเป็น“สมมุติเทพ” ต่อเม่ือมีสัมมาทิฏฐิและปฏิบัติเกิดมรรคผล จิตก็กลายเป็น(ภวันติ)“มนษุ ยอ์ ตุ ตรกรุ ทุ วปี ” เปน็ อารยิ ชนไปตามลา� ดบั ลดละโลกยีสุข เกิดเป็น“อุบัติเทพ” จนกระทั่งถึงท่ีสุดเป็น“วิสุทธิเทพ”หรอื “พรหม”สงู สุดในความเป็น“เทพ ๓” ๔. ขันธโลก คอื กอง กล่มุ ภาวะทรี่ วมตวั กนั ของสว่ นต่างๆเชน่ รปู ขันธ์ เวทนาขนั ธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขนั ธ์ วญิ ญาณขนั ธ์เปน็ ตน้ หรือกอง กลุ่มของธาตตุ า่ งๆอนื่ ๆอีก กเ็ ป็นขันธข์ องความเป็น“โลก”ซึ่งเป็น“โลกสมุทัย” ที่ต้องศึกษาเรียนรู้สมุทัย และดับ“สมุทยั อาริยสัจ”นน้ั ได้ กจ็ ะเขา้ สคู่ วามเปน็ “มนษุ ย์โลกนโิ รธ”ไปตามล�าดับ ๕. ธาตโุ ลก คอื ธรรมชาตทิ ผี่ สมสว่ นกนั ลงตวั ยดึ กนั อยสู่ นทิซง่ึ ยงั วนเวยี นไปเกดิ ใหมอ่ กี อยู่ เชน่ ปฐมธาตุ มหาภตู ๔ ดนิ นา�้ ไฟ ลมเปน็ ตน้ แมแ้ ต่ อากาศ วญิ ญาณ ซง่ึ เกดิ เปน็ “รปู ธาต”ุ กม็ ี “นามธาต”ุกม็ ี แยกไปอกี เปน็ กามธาตุ รปู ธาตุ อรปู ธาตุ กไ็ ด้ แมท้ ส่ี ดุ ไมเ่ วยี นไปเกดิ อกี คือ นพิ พานธาตุ สญุ ญธาตุ อมตธาตุ ๖. อายตนโลก คอื ภาวะทเ่ี กดิ เปน็ “อวจร”หรอื วงจรของรปูกบั นาม ในขณะทมี่ ีรูปกับนามกระทบกนั (ปฏฆิ สัมผสั โส) แลว้ ภาวะที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อของรูปกับนามนี้แหละชื่อว่า“อายตนะ”244 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ต้องมี“นาม”ร่วมด้วยจึงจะเกิด“อายตนะ” ถ้าไม่มี“นาม”ร่วมด้วยมีแต่“รปู ”กระทบกันก็ไมม่ ี“อายตนะ”เกดิ ขน้ึ และนยั สา� คญั คอื “อายตนะ”ไมต่ งั้ อยเู่ ปน็ “ธาต”ุ เปน็ “ขนั ธ”์“อายตนะ”เกิดขึ้นในช่ัวระยะที่มีการกระทบสัมผัสกันของ“รูป”กบั “นาม” หรอื “นาม”กบั “นาม”ในภายในเทา่ นน้ั เมอ่ื ขาดการกระทบสมั ผสั กันทีใด“อายตนะ”กห็ ายไป ไม่ตงั้ อยู่ ณ ท่ีใดๆเลย “อายตนะ”จึงไม่ใช่ภาวะที่ตั้งอยู่ในท่ีใดๆจนเป็น“ธาตุ”หรอื “ขันธ์”ให้ผอู้ ่นื รูเ้ ห็นได้ด้วย ตนเองเทา่ นัน้ เมอื่ “สมั ผัส”อยูข่ องแตล่ ะคน ณ บดั ใด สมยั ใด บดั นน้ั สมยั นนั้ ม“ี อายตนะ” หากขาดการสมั ผสั “อายตนะ”ก็หายไปทันที ไมเ่ หลอื อยู่ ไมต่ ัง้ อยู่ในที่ใดๆเลย ผทู้ ร่ี จู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “โลก”ตา่ งๆนนั้ และเขา้ ถงึ ความเปน็ “โลก”ต่างๆนน้ั ได้จรงิ แล้ว กจ็ ะไม่สงสยั ไม่สับสน ไม่อวิชชาในความว่า “โลกเทยี่ ง-โลกไม่เท่ยี ง-โลกมีที่สดุ -โลกไมม่ ีที่สุด” จะม“ี โลกวทิ ”ู เปน็ ผรู้ แู้ จง้ รจู้ รงิ ในความเปน็ “โลก”วา่ อะไรเท่ยี ง หรือไม่เที่ยง อะไรมีท่ีสุด และอะไรไม่มีที่สุด “โลกเท่ียง-โลกไมเ่ ทยี่ ง”คอื อะไรแทจ้ รงิ “โลกมที ส่ี ดุ โลกไมม่ ที สี่ ดุ ”คอื อยา่ งไรอยา่ งจรงิ แท้ เพราะสามารถท�า“สมุทัย”ในความเป็น“โลก”ให้“ดับ”(นิโรธ)ไปได้ จนกระทง่ั เป็น“โลกนิโรธ”ส�าเร็จ จงึ รจู้ ักรู้แจง้ “ความมี(โหติ, อัตถิ)-ความไม่มี(น โหติ, นัตถิ)”ในความเป็น“โลก”ต่างๆได้ด้วยสัจธรรมแห่ง“โลกุตระ”แท(้ พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๖ ข้อ ๔๓) แมแ้ ต่ “ชวี ะกอ็ นั นน้ั สรรี ะกอ็ นั นนั้ -ชวี ะกอ็ ยา่ งหนงึ่ สรรี ะก็อย่างหนึง่ ”ก็ดี245 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“อตั ตาหรือสัตว์หรอื ตถาคตเบอ้ื งหนา้ แตต่ าย ย่อมเป็นอีก(ยอ่ มมอี ยู)่ ”กด็ ี “อตั ตาหรือสตั ว์หรอื ตถาคตเบอ้ื งหนา้ แตต่ าย ยอ่ มไมเ่ ป็นอีก(ย่อมไม่มอี ยู่)”ก็ดี “อตั ตาหรอื สตั ว์หรือตถาคตเบ้ืองหน้าแตต่ าย ย่อมเปน็ อีก(มีอย่)ู กใ็ ช(่ ก็ม)ี ไม่เป็นอีก(ไมม่ ีอยู่)ก็ใช(่ กม็ )ี ”กด็ ี “ตถาคตหรือสัตว์หรืออัตตาเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก(มีอยู่)ก็มิใช่(ก็หามิได้) ย่อมไม่เป็นอีก(ไม่มีอยู่)ก็มิใช่(ก็หามิได้)”ก็ตามกส็ ามารถรแู้ จง้ รจู้ รงิ ไดแ้ จม่ แจง้ ชดั เจนพรอ้ มกนั ไปดว้ ย จนถงึ ทสี่ ดุบรบิ รู ณ์ เชน่ “โลก ๒”คอื เอกภพ นน้ั ๑ กบั โลกจกั รวาล นน้ั อกี ๑ กจ็ ะสามารถรู้ได้ ๑. เอกภพ หมายถงึ หนงึ่ เดยี วของทกุ สรรพสงิ่ กจ็ ะเขา้ ใจได้ทนั ทวี า่ ในมหาเอกภพ(A universe) นนั้ คอื หนงึ่ เดยี วของทกุ สรรพสงิ่หมายความว่าทุกสรรพสิ่งที่เป็น“ความมี”ทั้งหลายท้ังหมดของมหาจักรวาลรวมกันอยู่ เปน็ หน่งึ เดียว..ไมม่ สี อง และถ้ามี ๒ ภาวะ ๑ ก็คือ “สญู ” กับอีกภาวะ ๑ นั่นคอืเกดิ “หนงึ่ ”ขนึ้ มาใน“ความม”ี เพราะผมู้ “ี สูญ”จะรู้อ่นื ๆที่มใิ ช่“สญู ”ชัด ๒. โลกจกั รวาล หมายถงึ ทกุ สรรพสงิ่ ในโลกหนง่ึ เดยี ว กจ็ ะเขา้ ใจไดท้ นั ทวี า่ ในโลกจกั รวาล(Universal) นนั้ คอื ในภาวะหนงึ่ เดยี วของสรรพสิง่ นน้ั หมุนไป เวียนไป เปน็ จักรวาล ซงึ่ มที งั้ ยดึ กนั อยู่-แยกกันไป มภี าวะทงั้ หลายทั้งหมดทเี่ กย่ี วเกาะวนเวียนสัมพันธก์ ัน246 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

อยู่ด้วยความรวม และความพรากห่าง หรือจากกันไปเป็น“ความไมม่ ”ี ในกนั และกนั เปน็ ทสี่ ดุ แมค้ วามรบั รหู้ รอื “ธาตรุ ”ู้ ทเี่ กง่ วเิ ศษใดๆกไ็ มส่ ามารถ“เหน็ ”หรอื ไมส่ ามารถรจู้ กั (รบั ร)ู้ ภาวะทไี่ มม่ นี น้ั ไดอ้ กี เลย หรอื “โลก ๒”คือ โลกทไี่ ม่มีภาวะของชวี ะ(อชีวติ ินทรีย์) น้นั ๑กบั โลกท่มี ภี าวะของชวี ะ(ชวี ติ นิ ทรยี )์ นั้นอีก ๑ โลกที่ไม่มีภาวะของชีวะ หรอื ทีภ่ าษาบาลีวา่ อชีวิตินทฺ รฺ ิยนัน้ ก็เขา้ ใจได้ทนั ทีว่า ในความเป็น“โลก”หรือ“องค์ประชุมของสง่ิตงั้ แต่ ๒ สงิ่ ข้ึนไป เคลื่อนตวั ไปได้ หรือตัง้ แต่ ๓ สง่ิ ขึน้ ไป หมุนรอบตวั เองได้ พาตวั เองวนเวยี นไปอยู่ในเอกภพ(unit,uniication) คอื ในองคร์ วมของสรรพสิ่งทง้ั หลายอันน้นั ท่ปี รงุ แตง่ กนั อยเู่ ปน็ สดั ส่วนมคี วามเปน็ ตนเปน็ ของตนแลว้ และพากนั หมนุ เวยี นไปอยนู่ นั้ ภาวะน้ียังไม่มี“ความเป็นชีวะ”ประกอบอยู่ด้วย มีแค่องค์รวมหรือองค์ประชมุ ของ“ธาตุท่ไี ม่เป็นชีวะ”(อตุ ุนิยาม)เปน็ อยเู่ ทา่ นนั้ “อชวี ติ นิ ทรยี ”์ คอื โลกทไ่ี มม่ ภี าวะของชวี ะนี้ ในโลกทแ่ี มจ้ ะมคี วามเปน็ “อนิ ทรยี ”์ อน่ื ๆ หรอื พลงั งาน“อตุ ”ุ ใดๆจะยง่ิ ใหญเ่ กง่ กาจมหาศาลฤทธิแ์ รงย่งิ ในดา้ นไหนสุดแรงสดุ เดชปานใดก็ตาม เชน่ ในดวงอาทติ ย์ น่ีแหละ“อชวี ติ นิ ทรยี ”์ ซ่ึงเป็นโลก“อตุ ุนิยาม” ยังไม่มีพลังงานของความเปน็ ชีวติ อยูใ่ น“โลก”นน้ั ทนี “้ี โลก”ทม่ี “ี ชวี ติ นิ ทรยี ”์ บา้ ง คอื “โลกทมี่ ภี าวะของชวี ะ”หรือท่ีภาษาบาลีว่า ชวี ติ ินทฺ ฺริย นนั้ กเ็ ขา้ ใจได้ทนั ทวี า่ ในความเป็น“โลก”หรอื “องค์ประชมุ ” ถา้ รวมกันตัง้ แต่ ๒ ส่ิงข้นึ ไป หากเคลือ่ นตวั เองไดใ้ นระนาบเดยี วกเ็ ปน็ ชีวะขนั้ หนึ่ง เคล่อื นตัวไปมาไดแ้ คใ่ นแนวระนาบ ๒ มิติเท่านั้น ท่เี คลอ่ื นตัวไดใ้ นชนดิ นนั้ แตถ่ า้ แม้นมี247 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

องศาแหง่ มิติที่ ๓ คอื เริม่ มภี าวะที่ ๓ เป็น ๓ มติ ิข้ึนไป เริม่ แยกตัวออกเป็นมุม เริ่มมีองศาจาก ๒ มิติ วงจรก็จะเร่ิมเกิดวงวนเป็น“โลก”ท่ีมคี วามเคลอ่ื นหมุนจาก ๒ มิติแนวระนาบข้ึนมาหมนุ รอบตวั เองได้ จะเริ่มเปน็ วงรี พาตวั เองวนเวียนไปอยู่ในมหาเอกภพน้ีก็ดว้ ยวงรี กล่าวคอื เปน็ ส่ิงหนึง่ ในองค์รวมของสรรพสิง่ ท้ังหลาย ที่ปรุงแต่งกนั อยู่ ซ่ึงเปน็ สัดสว่ น และมีความเปน็ ตนเป็นของตนแลว้พากันหมุนเวียนไปอยู่ ภาวะน้ีมี“ความเป็นชีวะ”ประกอบอยู่ด้วยเป็นองค์รวมหรือเป็นองค์ประชุมของ“ธาตุที่มีชีวะ”นับเป็นชีวะขั้น“พืช”(พีชนิยาม) ถ้าชีวะขั้นสูงขึ้นไปอีกถึงขีดหน่ึง ก็เป็น“สัตว์” (จิตนิยามท่ีม“ี วิญญาณครอง” และม“ี กรรมครอง”) “วญิ ญาณครองหรอื กรรมครอง”น้นั หมายความวา่ แม้จะตายสิ้นชีวิตผ่านแต่ละชาติไป วิญญาณคือพลังงานของความเป็นชวี ติ ทต่ี อ้ งรบั สขุ รบั ทกุ ข์ รบั ลา� บากรบั สบายกนั ไปอกี ของแตล่ ะชวี ติหรอื วบิ ากกรรมของแตล่ ะชาตกิ จ็ ะยงั “อวชิ ชา”หรอื “โมหะ”ในคนที่ยงั ไมห่ มดส้ิน“อวชิ ชา”หรือ“โมหะ” จึงจะโงจ่ ะหลงสะสมติดยดึ กันข้ามชาติต่อเน่ืองไปมีผลต่อ“ตนเอง”หรือต่อ“อัตตา”ของสัตว์น้ันๆต่อไป ยงั ไม่สน้ิ สดุ ลงไดง้ า่ ยๆ สว่ น“โลก ๒”ทไี่ ดแ้ ก่ โลกชวี ะทยี่ งั ไมถ่ งึ ขน้ั วญิ ญาณ มแี ค่ รปู ,สญั ญาและสงั ขาร(พชี นยิ าม) กบั โลกชวี ะทถี่ งึ ขนั้ วญิ ญาณ มรี ปู ,เวทนา,สัญญา,สงั ขารและวญิ ญาณ(จติ นิยาม) “โลกชีวะท่ียังไม่ถึงขั้นวิญญาณ” มีแค่ รูป,สัญญาและสงั ขาร ทีบ่ าลวี า่ “พชี นิยาม” นนั้ มีแค่ “รูป-สญั ญา-สังขาร” “รูป”คอื ส่ิงมีภาวะองคป์ ระกอบของดิน,น้�า,ไฟ,ลมหมูห่ นง่ึ248 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ทม่ี พี ลงั งานชวี ะระดบั ปรงุ แตง่ หรอื “สงั ขาร”กนั อยู่ ชอื่ วา่ “พชี นยิ าม”เป็น“พืชพันธุ์”ชนิดหน่ึง มันก็จะต้องด�ารงเผ่าพันธุ์ของมันเองให้เป็นไปได้ ด้วยตนเอง “รปู ”เปน็ “วตั ถุธรรม” เปน็ ภาวะทใ่ี ห“้ นามธรรม”อาศยั ได้หรือเป็นภาวะที่ให้“นามธรรม”สัมผัสรู้จักรู้แจ้งได้ แต่“รูป”เองไมส่ ามารถ“ร”ู้ อะไรได้ แมจ้ ะเปน็ “นามรปู ”กเ็ ปน็ แคเ่ ปน็ “นามธาต”ุอยูใ่ นตนเอง”ท่ีให“้ ธาตุรู้”อน่ื เข้ามา“รู้”เอาได้ เทา่ น้นั “สว่ น“สัญญา”นัน้ คอื “ธาตรุ ู้”ทมี่ หี นา้ ท“ี่ กา� หนดรู้”ภาวะต่างๆทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม”ได้ และเมื่อมันท�าหนัาที่“สัญญา”น่ันคือมันก็จะ“ก�าหนดรู้”ทกุ ภาวะทไี่ ดส้ มั ผสั และสญั ญามนั กม็ คี ณุ สมบตั “ิ จา� ได”้ ดว้ ยวา่ อยา่ งน้ีคือ ภาวะทต่ี อ้ งเอามาใช้ในชีวิตตน มันกเ็ อาภาวะนน้ั มาใชใ้ ห้แก่“ชวี ติ ” เปน็ ประโยชนแ์ กช่ วี ติ ตน มนั กพ็ ยายาม“เอา”ตามกรรมวธิ ี ท่ีจะพงึ เอาให้ได้ แคไ่ หนก็แค่นนั้ ถา้ อยา่ งน้ีไม่ใช่ กไ็ มเ่ อา อะไรเอาได้ก็เอา เอาแล้วก็“ปรุงแต่งขึ้นให้เป็นตามเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์ของตน”ต่อไป เรยี กวา่ “สังขาร” “พีชนิยาม”หรือ“พืช”มี“รูป-สัญญา-สังขาร”แค่นี้ ไม่มี“เวทนา”คือ อารมณห์ รือความร้สู ึก ไมท่ กุ ข์ ไมส่ ุข ไม่รัก ไมโ่ กรธไมจ่ องเวรใคร หรือจองเวรอะไรขา้ มชาติ จึงไม่มบี าป ไม่มบี ุญ ไมม่ ีกุศล ไม่มีอกุศล ผมู้ “ี ธาตรุ ”ู้ ขนั้ สามารถ“ร”ู้ กจ็ ะรวู้ า่ พชื ม“ี รปู ”(สง่ิ ทถ่ี กู รไู้ ดด้ ว้ ยสมั ผสั ๖) รวู้ า่ นเ่ี ปน็ พชื ชนดิ หนงึ่ สว่ นตวั พชื เอง มนั กจ็ ะม“ี พลงั งานชวี ะ”ท่ี“รู้”ว่า น่ีคือ ส่ิงที่พืชต้องเอามาท�าชีวิตของตนให้ยังอยู่ได้ต่อไป249 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?