Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Published by godofthecrash, 2018-07-09 04:58:47

Description: หนังสือออนไลน์Ebookหนังสิอชาวอโศกศูนย์รวมหนังสือต่างๆของชาวอโศก ที่เคยตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ และกำลังจะตีพิมพ์ ได้จัดทำไว้เพื่อสะดวกในการค้นคว้าข้อมูลด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่เปิดใช้งานได้เสมือนหนังสือจริง

Search

Read the Text Version

“วิภวตัณหา”(ความต้องการไม่มีภพ) แต่ทุกวันนี้เข้าใจพุทธธรรมกันเพยี้ นผิดไปมาก จงึ แปล“วิภวตณั หา”กันไมส่ มั มาทิฏฐิ ซง่ึ ปกตสิ ามญั คนยอ่ มม“ี จติ จงใจมงุ่ หมาย”เปน็ เครอื่ งอาศยั(มโนสัญเจตนาหาร)ให้ชีวิตของตนด�าเนินไปสู่จุดหนึ่งจุดใดอยู่เป็นธรรมดา อย่างน้อยก็ต้องจงใจมุ่งหมาย(สัญเจตนา)ความสุขความสบาย หรอื จงใจมุ่งหมาย ความเจริญก้าวหนา้ ให้กบั ชีวติ ไปสดู่ ขี ้ึน สัตว์ทุกตัวโดยเฉพาะยิ่งเป็นคนน้ันต้อง“ต้ังใจ”(สัญเจตนา)ต้อง“จงใจ”(สัญเจตนา)ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เพ่ือชีวิตจะได้ด�าเนินไปน้นั มันเป็นปกติสามัญของคนจริงๆ ถ้าคนไมม่ ี“มโนสญั เจตนาหาร”เลยน้ัน มนั เปน็ ไปไมไ่ ด้ จะช่วั คราวมนั กเ็ ป็นธรรมดา ย่อมท�าได้ แตจ่ ะให้ตลอดไปนั้น เปน็ ไปไมไ่ ด้ อย่า“อตุ ร”ิ กันเลย ซึง่ อาตมาและหมูพ่ วก ยังมีจติ ตงั้ ใจจงใจมุ่งหมายต้องการก�าจัด“กามภพ”ก็ไม่ให้มี พยายามศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ “รูปภพ”กไ็ มใ่ หม้ ี และ“อรปู ภพ”กไ็ มใ่ หม้ ี เปน็ ทสี่ ดุ ใหไ้ ดส้ า� เรจ็ จรงิ เสรจ็ แลว้ก็มีมโนสัญเจตนาหารท�างานเพ่ือเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ต่อ(พหุชนหิตายะ) เพื่อท�าความสุขให้แก่มวลมนุษย์(พหุชนสุขายะ)อนุเคราะห์โลก(โลกานุกัมปายะ)ตอ่ จน“ไม่มีภพ”(วิภว)ครบ ดับส้ินทุกภพจบ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ไปโนน่ แหละ ชีวิตและพฤติกรรมของอาตมาและหมู่พวกที่ด�าเนินชีวิตต้องการดังกลา่ วนี้ และต้งั ใจพากเพียรปฏบิ ตั ิตามน้ี ดังนั้น ชีวิตเช่นดังกล่าวน้ีจึงแทนที่จะเป็นโทษเป็นภัยแก่50 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ผู้ยังต้องการแสวงหาลาภยศสรรเสริญกามสุขอัตตทัตถสุขอยู่กลับเป็นประโยชน์แก่เขาท้ังหลายผู้ยังต้องการแสวงหาลาภยศสรรเสรญิ กามสขุ อัตตทัตถสขุ อย่ดู ว้ ยซา้� ไป เพราะเราชาวอโศกทั้งหลายนั้น แต่ก่อน ก็คือ คนเคยต้องการลาภยศสรรเสริญกามสุขอัตตทัตถสุข และเคยเป็นคู่แข่งเคยแก่งแย่งลาภยศสรรเสริญกามสุขอัตตทัตถสุขจากสังคมในสงั คมมาแลว้ เช่นกัน ซ่ึงบัดนี้ เราก็ได้พากันลดละเลิกออกมาจากการแก่งแย่งจากสังคม แล้วกลายมาเป็นผู้พากันสร้างสรรด้วยใจที่ฝึกฝนรู้จักพอเพราะกเิ ลสลดหรอื ดบั ความตอ้ งการนนั้ ๆไดไ้ ปตามลา� ดบั (สนั โดษ) เม่ือกิเลสลดลงๆ จิตใจก็ไม่โลภมาก ไม่มักมาก จึงเป็นคนมักน้อย(อัปปิจฉะ) กล้าจน(อัปปิจฉะ) แม้ตนจะมีน้อยใช้น้อยกินน้อยก็ได้ด้วยใจมันพอแล้วโดยไม่ได้เสียสุขภาพเลย ไม่ได้ทรมานตนเลย มแี ตส่ งบสบาย ไม่สขุ ไม่ทุกข(์ อทกุ ขมสุข,อสังสัคคะ) ไม่สะสม(อปจยะ) พากเพียรขยันอยเู่ สมอ(วิรยิ ารัมภะ) เมอื่ เราพ่งึ ตนเองได้ เลยี้ งตนรอดแลว้ มีสง่ิ กินส่ิงใชอ้ าศัยเพียงพอ มีส่วนเหลือส่วนเกิน เราจึงย้อนกลับเข้าไปอนุเคราะห์สงั คม น�าส่วนเหลือสว่ นเกินไปช่วยสังคมดว้ ยระบบวิธบี ุญนยิ ม ซึ่งไดแ้ ก่ การเสยี สละแกส่ งั คมแทๆ้ ไมม่ เี ลห่ ก์ ล จะสละไดม้ ากหรอื นอ้ ยตามฐานานฐุ านะ ตรงกับหลักส�าคัญคือ “ขาดทุนของเราคือก�าไรของเรา”(Our loss is our gain) ตามท่ีในหลวงของไทย ร.๙ มีพระราชด�ารสัให้แกส่ งั คมโลกไว้51 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

แทนทเ่ี ราจะเปน็ คแู่ ขง่ คแู่ ยง่ ของสงั คม เรากลบั เปน็ ผเู้ ขา้ ไปเปน็ ประโยชน์เก้อื กูลผอู้ น่ื หรืออนเุ คราะห์สังคมด้วยซา�้ ซ่ึงก็ตรงตามอุดมคติท่ีพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า“พหุชนหิตายะ-พหชุ นสขุ ายะ-โลกานุกมั ปายะ” ซ่งึ เราทา� ได้เปน็ ผลส�าเร็จบา้ งแล้วพอสมควร ยังไม่ดีเลศิ อะไรหรอก ดงั ทส่ี งั คมชาวอโศกมไี ดเ้ ปน็ ไดแ้ ละดา� เนนิ ชวี ติ ไปกบั สงั คมก็คงเห็นกันได้ว่ามีวัฒนธรรมแห่งความด�ารินึกคิดท่ีสัมมาหรือประกอบไปด้วยคุณธรรมตามพฤติภาพที่เป็นจริง เท่าท่ีชาวอโศกเป็นได้น้ัน(สัมมาสงั กปั ปะ) มีวัฒนธรรมแห่งการพูดการจาที่สัมมาหรือประกอบไปด้วยคุณธรรมตามพฤติภาพที่เป็น เท่าท่ีชาวอโศกเป็นได้จริงน้ัน (สมั มาวาจา) มีวัฒนธรรมแห่งพฤติกรรมทั้งหลายหรือการงานที่สัมมาหรือประกอบไปด้วยคุณธรรมตามพฤติภาพที่เป็นจริง เท่าท่ีชาวอโศกเปน็ ได้นัน้ (สัมมากัมมันตะ) มีวัฒนธรรมแห่งอาชีพที่สัมมาหรือประกอบไปด้วยคุณธรรมตามพฤติภาพท่ีเป็นจริง เท่าท่ีชาวอโศกเป็นได้น้ัน (สัมมาอาชพี ) นี่คือ ผลธรรมท่ีมนุษย์พึงท�าได้จริงตามทฤษฎีหรือความตรัสรขู้ องพระพุทธเจ้า ทอี่ าตมาเชอ่ื มน่ั และภาคภูมใิ จว่า ตราบใดทีม่ ีผู้ปฏิบตั ิดีปฏิบัติชอบโลกไมว่ ่างจากอรหนั ต์ ซึ่งมีตั้งแต่“อรหันต์ในความเป็นโสดาบัน และอรหันต์ในความเป็นสกิทาคามี-อรหันต์ในความเป็นอนาคามี-ท่ีสุดอรหันต์ใน52 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ความเปน็ อรหนั ต”์ ส่วนอรหนั ต์ในความเปน็ โพธิสัตว์น้นั กไ็ มใ่ ช่“อรหันต์”ของตนอีกแล้ว มีแต่เพ่ิม“อรหัตตะ”ที่เป็นในผู้อื่น เพ่ิมรู้ย่ิงข้ึนสะสมเปน็ “สัมมาสัมโพธญิ าณ”ไปเรือ่ ยๆ เอาละ.. ทีนีเ้ ราก็มาพูดถึงความเป็น“กาย”กนั ต่อ อาตมายนื ยนั อกี นะวา่ ถา้ ใครยงั มจิ ฉาทฏิ ฐใิ นคา� วา่ “กาย”กันอยู่ ก�าหนดหมาย(สัญญา)ความเป็น“กาย”ผิดไปจากสัจจะตามที่พระพุทธเจ้าทรงนิยามไว้แท้ๆ ก็แน่นอนว่า ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนพิ พานได้ หลายคนอาจจะแยง้ อาตมาวา่ ทกุ วนั นม้ี ผี ปู้ ฏบิ ตั แิ ลว้ บรรลุธรรมเปน็ พระอรหันตก์ นั อยู่นี่ ก็ขอยืนยันวา่ นนั่ มัน“มจิ ฉาผล” มนั ไมใ่ ช่อรหันต์แท้ น่ันแคอ่ รหนั ตเ์ ก๊ ถา้ บรรลพุ ทุ ธธรรมจรงิ กจ็ ะรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “กาย”สัมมาทิฏฐแิ ท้ตรงกันกับทอ่ี าตมากา� ลงั สาธยายน้ีแนน่ อน ตรงกันหมดทุกคา� น่นั แหละ เพราะ“กาย”คา� นบี้ ง่ บอกสภาวธรรมหยาบ-กลาง-ละเอยี ดทผี่ ศู้ กึ ษาจะตอ้ ง“รแู้ จง้ เหน็ จรงิ ” หรอื รจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความจรงิ นน้ั ๆสงู สดุ กจ็ ะตอ้ งพน้ “ความไมร่ ”ู้ (อวชิ ชา)ทเี่ หลอื หรอื หมดสน้ิ “ความลบั ”(อรหะ)ทเ่ี หลือสดุ ทา้ ย กล่าวคือ ต้องผ่าน“ความไม่รู้”(อวิชชา)ขั้น“เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ” เป็นผู้มี“ความรู้ยิ่งยอด”(พ้นอวิชชาสวะ เป็น“วิชชา”สูงสดุ )ในตนเอง จงึ จะไดผ้ า่ นภมู ินข้ี ึ้นเป็น“อรหนั ต์” คือ “รู้”ชนิดที่“แจ้ง”(สัจฉิ)ในความเป็น“นิโรธ” ซ่ึงเป็น53 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

“นิโรธ”ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้โดยเฉพาะของพระองค์เอง เรียกว่า“สัญญาเวทยิตนิโรธ” มีในพุทธศาสนาที่สัมมาทิฏฐิเท่านั้น ตามท่ีพระพุทธเจ้าตรัสส�าทับไว้ในอริยสัจ ๔ ว่า “นิโรธ”น้ีต้องท�าให้“แจ้ง”(สจั ฉิ) ซ่ึงผู้ปฏิบัติต้องสัมมาทิฏฐิจริงๆ ว่าอัน..พึงท�าให้แจ้ง(สัจฉิกัตตัพพะ)น้ัน “แจ้ง”(สัจฉิ)ค�านี้มันควรเป็นภาวะที่“แจ้ง”(สัจฉิ)อย่างใสอย่างปรากฏ หรือควรเป็นภาวะที่“ด�า”(กิณหะ) อย่างมืดอยา่ งไมร่ ู้อะไรไม่เหน็ อะไรเลย ผู้ปฏิบัติที่บรรลุภาวะแห่ง“ความดับ”(นิโรธ) ก�าลังบรรลุ“นิโรธ”เองอยู่น้ัน ควรรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความดับ”(นิโรธ)น้ัน อย่างปรากฏภาวะเหน็ “แจ้ง”อยโู่ ทนโทห่ ลดั ๆ ดว้ ย“ธาตรุ ู”้ ของตนเอง หรือควรจมอยู่กับ“ความดับ”(นิโรธ)ในขณะที่ก�าลังบรรลุ“นิโรธ”เองอยู่ โดยตนเองไม่รู้ไม่เห็น“แจ้ง”ความดับ(นิโรธ)น้ันของตนในตนเลย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส อย่างไหนตรง ก็ใช้วิจารณญาณหรือไหวพรบิ ของแตล่ ะคนตัดสนิ ดูเถดิ น่าจะพอใช้ปัญญาตัดสนิ ได้แลว้ ใช่ไหมวา่ อยา่ งไหนมจิ ฉาทิฏฐิ อย่างไหนสัมมาทิฏฐิ “สญั ญาเวทยติ นโิ รธ”นเี้ ปน็ ภมู ขิ นั้ สงู สดุ เปน็ “โลกตุ รธรรม ๙”ขนั้ ท่ี ๙ แมจ้ ะนบั เปน็ “โลกตุ รธรรม ๔๖”ทปี่ ฏบิ ตั “ิ โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗”ก็จะบรรลุไปตามล�าดบั กเ็ ปน็ ข้ันท่ี ๔๖ ปลายสุดอกี เชน่ กัน ซึง่ เป็นภูมิสุดท้าย หรือเป็น“ความรู้”(วิชชา)ข้ันสุดยอดแห่งความรู้ย่ิงที่“พ้นทกุ ขอริยสัจ”สมั บูรณ์ (พระไตรปฎิ ก เลม่ ๓๑ ข้อ ๖๒๐)54 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ซงึ่ เปน็ “นโิ รธ”ขน้ั สดุ แหง่ ทสี่ ดุ อนั ..พงึ ทา� ใหแ้ จง้ (สจั ฉกิ ตั ตพั พะ)จงึ จะช่ือวา่ “นพิ พาน” ผู้บรรลุ“สัญญาเวทยิตนิโรธ”แล้ว ได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความดบั ”สงู สดุ จรงิ ในตน รไู้ ดด้ ว้ ยตนเองแท้ จงึ จะรจู้ รงิ แท้ วา่ ภาวะแหง่ ความหมดสน้ิ “อวชิ ชาสวะ” พน้ “ความไมร่ ”ู้(อวชิ ชา)จนส้นิ “อาสวะ”เกล้ียงสนิทเปน็ ท่ีสดุ นน้ั มันเป็นเชน่ นี้เอง(ตถตา) เปน็ ผ้“ู ไมม่ ีอะไรลึกลับ”(อรหะ)แลว้ “สัญญาเวทยิตนิโรธ” เป็น“นิโรธ”แบบพุทธโดยตรงมจี รงิ ในศาสนาพทุ ธศาสนาเดยี วเทา่ นนั้ ศาสนาอน่ื ใดไมส่ ามารถมีได้แม้แต่ชาวพุทธเองที่ไม่“สัมมาทิฏฐิ”แท้จริงก็ไม่สามารถมี“นโิ รธ”ชนิดนี้ได้ เพราะเมื่อผู้ใดท�า“นิโรธ”ได้ ต้ังแต่เป็นครั้งแรก ก็ให้ท�าทวนอีก ตามท่ีเคยท�าได้ส�าเร็จนั้นแหละ ปฏิบัติทวนซ�้าแล้วซ�้าอีกทา� “ความดบั ”เชน่ ที่ท�าไดน้ ้ีเองทวนอีกๆๆๆ เรยี กวา่ “ปฏินิสสคั คะ”ท�าใหม้ าก(พหุลกี มั มัง) ชื่อว่ารักษาผลธรรม(อนุรักขนาปธาน)ด้วย เป็นการส่ังสม“อเนญชาภสิ งั ขาร”(การปรงุ แต่งอันไม่หวัน่ ไหว)ใหส้ มั บรู ณด์ ว้ ย นค้ี อื การปฏบิ ตั “ิ มโนปวจิ าร ๓๖”(เคหสติ เวทนา ๑๘ กบั เนกขมั ม-สติ เวทนา ๑๘)ใหบ้ รรลผุ ลสงู สดุ ทง้ั ๓ กาล(อดตี ๓๖-ปจั จบุ นั ๓๖-อนาคต ๓๖)กระท่ังบริบูรณ์ด้วย“เวทนา ๑๐๘” จนพ้น“อวิชชาสวะ ๘”ในข้อท่ี ๗ ได้แก่ บรรลุหลุดพ้น“ความไม่รู้ท้ังส่วนอดีต-ท้ังส่วนอนาคต”(ปุพพันตาปรนั เต อัญญาณัง)55 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ซ่ึงเป็นการปฏิบัติที่เกิดผล“วิมุตติ”ทั้ง๒ ส่วน(อุภโตภาค)คอื ทง้ั “เจโตวมิ ตุ ตแิ ละปญั ญาวมิ ตุ ต”ิ ในทกุ ๆปจั จบุ นั หมายความวา่ “เจโต”ซึ่งได้แก่ “จิต”นั่นเองสามารถท�าให้“กิเลสดับ”สา� เรจ็ ซง่ึ กค็ อื ทา� “สญั ญาเวทยติ นโิ รธ”นนั่ เองอกี ๆๆ เทา่ กบั สง่ั สมผล“ความดับ”(นโิ รธ)แบบพุทธลงไปในจิต ฉะนเ้ี ปน็ ผลของจติ ฝา่ ยเจโตทชี่ า� นาญชา�่ ชองเจรญิ ทวขี นึ้ ได้ไปเรือ่ ยๆ น่ันคือ ทุก“ปัจจุบันกาล”ผู้ประพฤติปฏิบัติก็สามารถทา� ให“้ กเิ ลสเปน็ ศนู ย”์ ส�าเร็จ ทุก“อดีตกาล”ผู้ประพฤติปฏิบัติส�าเร็จก็ส่ังสม“ความสูญจากกเิ ลส”นนั้ ตกผลกึ ลงลงไปผนกึ อยใู่ นจติ เกดิ ความควบแนน่ ยง่ิ ๆข้นึ ในจติ เป็นสว่ นอดตี จึงเปน็ ความแนบแนน่ (อัปปนา) แล้วก็ยิง่ ทวีขน้ึ เปน็ ความแนว่ แน(่ พยปั ปนา) กระทง่ั ทวขี นึ้ ถงึ ทสี่ ดุ เปน็ ความปกั มน่ั (เจตโส อภนิ ิโรปนา) เทา่ กบั สงั่ สมผลแหง่ “ความดบั ”(นโิ รธ) แบบพทุ ธลงไปในจติจนกระทง่ั “นิโรธ”ในจติ ผปู้ ฏิบัตนิ ัน้ เปน็ ภาวะยัง่ ยืน-ตลอดกาล-ไม่แปรเปลี่ยนอกี แลว้ -ไมม่ อี ะไรหักลา้ งได้-ไมก่ ลับกา� เรบิ จึงเป็น“ความเท่ียง”(นิจจัง)ของ“นิโรธ”ที่สามารถท�าได้ส�าเร็จจริงแทแ้ น่นอน ก็เป็นการเจริญพัฒนาปฏิภาคทวีของความเป็น“นิโรธ”ท้ังดา้ นปรมิ าณและคณุ ภาพสงู ขน้ึ ดว้ ยประสทิ ธภิ าพของภาวะทยี่ ง่ั ยืน(ธุวัง) ภาวะท่ีนิรันดร์(สัสสตัง) ภาวะท่ีไม่แปรเปลี่ยน(อวิปริณามธัมมัง)ภาวะที่อะไรมาหักล้างไม่ได้(อสังหิรัง) ภาวะท่ีไม่กลับก�าเริบอีกแล้ว56 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

(อสงั กปุ ปงั ) สูภ่ าวะทีเ่ ที่ยง(นิจจัง)ได้แท้ๆ อย่างเปน็ จรงิ คอื “กเิ ลสเป็นศนู ย”์ ไปตามล�าดับแหง่ กาลทงั้ ๓ กาล ส่วนนี้หมายถึง องค์ธรรมท้ัง ๓ ของ “สงั กัปปะ ๗” ได้แก่อปั ปนา-พยปั ปนา-เจตโส อภนิ โิ รปนา สง่ั สมผลทส่ี ามารถทา� อกศุ ลจิตนนั้ ๆให“้ ดับ”เจริญกา้ วหน้ายิ่งๆข้ึน ซงึ่ ม“ี คณุ นธิ ”ิ (คลงั แหง่ ความดที เ่ี ปน็ นโิ รธแบบโลกตุ ระ)สงู และมากข้ึนไปกบั กาลท่ไี ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ัตติ ามท่ีมีผลได้แล้วน่นั เอง น้ีส่วนหนึง่ อีกส่วนหนึ่งน้ัน ซึ่งได้แก่ “ปัญญา”ก็“รู้ร่วม”ไปด้วยทุกสภาวะแห่งความจริงตามความเป็นจริงที่ท�าได้ผลส�าเร็จน้ัน ไม่ว่ามรรคหรือผล ล้วนเจริญดียิ่งข้ึนๆด้วยการรู้จักรู้แจ้งรู้จริง เป็น“ญาณ”ทเี่ จรญิ ปฏสิ มั ภทิ าซงึ่ มคี ณุ ราศี(คณุ ธรรมทมี่ นี นั้ ๆตอ้ งมมี ากจนแผ่พลงั ออกไปใหผ้ อู้ นื่ สมั ผสั ได)้ สงู และมากขน้ึ ไปกบั กาลทไ่ี ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามทมี่ ีผลได้แลว้ นัน้ ส่วนน้ีหมายถงึ องค์ธรรมทั้ง ๓ ของ“สังกปั ปะ ๗” ได้แก่ตักกะ-วิตักกะ-สังกัปปะ ซึ่ง“ปัญญา”ได้สั่งสมความเจริญเป็น“ผลแห่งการร่วมร”ู้ “ร่วมร”ู้ อะไร? ก็“ร่วมรู้”ท้ังสัมมามรรคและสัมมาผลในความสามารถ“ทา� กจิ ”(เกดิ กจิ จญาณ)ปฏบิ ตั ใิ หอ้ กศุ ลจติ นนั้ ๆ“ดบั ”(นโิ รธ)ได้ เปน็ ความเจริญกา้ วหน้าย่งิ ๆขึ้น ฉะน้ีเป็นผลของจิตฝ่ายปัญญาที่ฉลาดเฉลียวขึ้นเป็น57 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“ญาณ”ขั้น“อัญญา”(ความรู้แจ้งแบบพิเศษเป็นโลกุตระ)เจริญทวีข้ึนได้ไปเร่ือยๆ ทุก“ปัจจุบันกาล”ที่ปฏิบัติจริง ผู้ปฏิบัติได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจรงิ ” ม“ี ความจรงิ ”ทงั้ รปู ทง้ั นามทไี่ ดส้ มั ผสั มาตลอด อนั ครบพร้อม“องค์ประชุม(กาย)ของความจริงแห่งรูปและนาม”ครบพร้อมตลอดกาลเวลาทผี่ รู้ ไู้ ดป้ ระพฤตเิ องมมี รรคมผี ลสมั ผสั เองจรงิ ทง้ั นนั้ จึงครบทั้ง“กิจ” ครบทัง้ “ญาณ” นี้คือ การบรรลุเป็นท่ีสุดของ“กิจจญาณ” อันสามารถท�า“กิเลสให้เป็นสูญ”ได้ส�าเร็จอย่างมี“ผล”สัมบูรณ์ถึงท่ีสุดแห่งท่ีสุดมัน่ ใจได้วา่ “เท่ียงแท้”(นิจจงั )แน่นอนยิ่งแล้ว ดังนั้น “อนาคตกาล”ในจติ ของคนผู้มี“คุณวเิ ศษ”น้ี “จิตก็ตอ้ งเปน็ สญู ”อย่างแนน่ อนเดด็ ขาดแล้วจริง ดว้ ยประการฉะนี้ การปฏบิ ตั เิ ชน่ นเี้ อง คอื การทา� กจิ อนั ยงิ่ ใหญห่ รอื ทา� กจิ อนัพเิ ศษน้นั ทับทวีขนึ้ เรยี กในภาษาศัพทว์ ่า “อภสิ งั ขาร” กลา่ วคอื ปฏิบัติอรยิ สัจ ๔ ไดส้ า� เร็จมรรคผล ส�าเร็จถึงขน้ั“อเนญชาภสิ งั ขาร”(สรา้ งความมอี า� นาจไมห่ วน่ั ไหวตอ่ กเิ ลสตอ่ ปจั จยั ทใ่ี หเ้ กดิกิเลส)เป็นท่สี ดุ เพราะได้ปฏิบัติส่ังสม“อเนญชา”(ความไม่หว่ันไหว) โดยการปฏิบัติซ้�าทวนให้เกิดความม่ันคงย่ังยืนใน“ความไม่หวั่นไหว”ให้แก่จิตตนเอง สงั่ สม“ผลธรรม”ลงเป็น“ความตัง้ ม่ันของจิต”ที่เรียกกันดว้ ยศัพทต์ ิดปากวา่ “สมาธ”ิ ซึ่งตอ้ งเรยี กวา่ “สัมมาสมาธิ”นี้แล เพราะทุกปัจจุบันที่ด�าเนินชีวิตปกติก็ได้“ท�ากิจ” คือประพฤติปฏิบัติตามพุทธวิธีท่ีสัมมาทิฏฐิ และสัมฤทธิผลมาตลอด58 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

นน้ั แหละ ดว้ ยการทา� ใหม้ าก(พหลุ กี มั มงั )มาอยเู่ รอื่ ยๆ กระทง่ั สามารถส่ังสมผลแห่ง“เนกขัมมสิตอุเบกขา”เจริญ“องค์ ๕”(ปริสุทธา-ปริโยทาตา-มุทุ-กัมมัญญา-ปภัสรา) เกิดผลสูงข้ึนๆไปตลอดปัจจุบันกาลที่ประพฤติปฏบิ ตั ิ และเจริญ“สังขารุเปกขาญาณ” กิเลสเป็น“ศูนย์”ทุกปัจจุบันท่ีประพฤติปฏิบัติ จน สะสมผลมากพอว่า เที่ยง,ย่ังยืน,ตลอดกาล, ไม่แปรเปล่ียน,ไม่มีอะไรหักล้างได้,ไม่กลับก�าเริบม“ี ความร”ู้ (ญาณ)ในการประพฤติปฏบิ ัต(ิ กิจ)นั้นไปตลอดสาย เป็น“ความรู้ท่ีเรียกว่าคุณวิเศษอันยิ่งใหญ่”ในความเป็นมนุษย์ เพราะคนผู้น้ไี ด้บรรลุผลธรรมข้ันสงู สดุ แล้ว หรือจะกล่าวว่า เป็นการ“ตรวจสอบ ปรมัตถธรรมครบ“วโิ มกข์ ๘”ดว้ ย“กาย”หรอื ตรวจสอบปรมัตถธรรมดว้ ย“อนปุ พุ พ-วหิ าร ๙”มาตลอด กไ็ ด้ท้ังสิน้ กระทง่ั มผี ลจติ ตง้ั มนั่ อยา่ งเทยี่ งแท(้ นจิ จงั ) ยงั่ ยนื (ธวุ งั ) ตลอดกาล(สัสสตัง) ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอ่ืน(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักลา้ งคุณสมบตั ินี้ได(้ อสงั หิรัง) ไมก่ ลบั กา� เริบ(อสังกปุ ปงั ) ซ่ึงต้องปฏิบัติ“วิญญาณฐิติ ๗”อย่างช�่าชองถึงที่สุด รู้จักรแู้ จง้ “สตั ตาวาส ๙”ครบครนั สงู สดุ กระทง่ั รจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็“กาย” ดว้ ย“สญั ญา”ท่สี มั มาทิฏฐิบริบูรณ์ “กาย”สุดท้ายที่เสขบุคคลจะต้องรู้ของตนในตนคือ“ความดับ”(นิโรธ)ชนิดที่เป็น“นิโรธ”(ความดับ)ท�าส�าเร็จได้ ซึ่งต้อง“รู้”กันอย่าง“แจ้ง”ตามท่ีพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ชัดเจนว่า“สัจฉิ”(แจ้ง,ใส)59 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

“นิโรธ”(ความดบั ) ของพทุ ธ ไมไ่ ด้หลบหรอื หลบั ตา เขา้ ไปอยู่ในภวังค์ แต่เปน็ “นโิ รธ” ชนิด“สญั ญาเวทยติ -นโิ รธ” ทเี่ หน็ “แจ้ง”(สัจฉ)ิ  60 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ไม่ใช่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันอยู่แค่“นิโรธ” ชนิดท่ี“ดับจิต”ตนเข้าไปหมดสิ้นความเป็น“ธาตุรู้” ให้มันเป็นภาวะท่ี“ดับด�ามืด”(กิณหะ) เหมือนอย่างความเป็น“กายปัสสัทธิ”ของพรหมที่ช่ือว่า“สุภกิณหา” ตามค�าตรัสของพระพุทธเจ้าท่ีทรงยกตัวอย่างไว้ใน“สตั ตาวาส ๙ หรอื วญิ ญาณฐติ ิ ๗” ข้อ ๔ เทา่ นนั้ แต“่ นโิ รธ”หรอื “ความดบั ”ชนดิ พเิ ศษทเ่ี ปน็ ของพระพทุ ธเจา้น้ี เม่ือท�าให้“ดับ”ได้แล้วในจิตตน ตนจะมีการรู้ภาวะท่ีตนก�าลังมี“ความดับ”น้นั อย่หู ลดั ๆโต้งๆเลยทีเดยี ว และการรู้“ความดับ”(นิโรธ)น้ีรู้ชนิดท่ีสัมผัส“เห็น”(ปัสสติ)ความเป็น“นิโรธ”ท่ีตนท�าได้นั้นด้วย“จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้มีมากมาย(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ขอ้ ๒๔,๒๗ เลม่ ๑๘ ขอ้ ๔๔๐ เลม่ ๓๑ ข้อ ๖๐๐-๖๑๙ เปน็ ต้น) ซึ่งต้องเป็นการรู้ชนิด“ตา”(จักษุ)สัมผัสเหตุปัจจัยภายนอกอนั พาให้เกดิ กเิ ลสได้เชน่ “ตา”ก็สัมผสั “รปู ”ใดรูปหนึ่งอยู่ โดยมี “จกั ษ”ุ หรอื “ตา”ทเ่ี ปน็ สว่ นหนงึ่ ใน“องคป์ ระชมุ ” ซง่ึอย่ใู นความเป็น“กาย” “ความรู้”ก็มี“รู้”ในองค์ประกอบนั้นๆอยู่ ด้วย“ตา”ที่ท�างาน“เห็น”เหตุปัจจัยต่างๆเป็นปกติชีวิตสามัญท่ีลืมตาต่นื อยู่มใิ ชห่ ลงหรือหลับเข้าไปอยู่ในภวังค์ “ความรู้”ท่“ี รู้”ใน“องค์ประชุม”น้ันๆอยู่ ฉะนี้เองคอื “ปญั ญา” และม“ี ความรู้ยงิ่ ”ที่เรยี กวา่ “ญาณ” เพราะเปน็ “ความร้”ูทีไ่ ด้ศึกษาฝึกฝนมาเหนอื วสิ ัยสามญั ของปุถชุ นเขารู้ ซ่งึ เป็น“ความรู้”ทเ่ี รยี กวา่ “วชิ ชา”ทไี่ ด“้ พน้ อวชิ ชา”61 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ตามความตรัสรขู้ องพระพทุ ธเจา้ โดยเฉพาะท่านต้องยืนยันว่า ขณะท่ีมี“นิโรธ”น้ัน มีอย่างครบครันด้วย“แสงสวา่ ง”เพือ่ ยืนยันกนั ใหช้ ดั ว่า แตกต่างจากขณะที่มี“นิโรธ”แบบที่ไม่ใช่พุทธ จึงจะเป็น “นิโรธ”ท่ีท�าให้“แจ้ง”(สัจฉิ)มใิ ชท่ �าให“้ ดา� ”(กณิ หะ) แจ่มแจ้งชัดเจนไหมว่า “นิโรธ”(ความดับ) ของพุทธไม่ได้หลบหรือหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ แต่เป็น“นิโรธ”ชนิด“สญั ญาเวทยิต-นิโรธ”ทเี่ ห็น“แจง้ ”(สัจฉ)ิ “แจง้ ”อยา่ งไร? ก“็ แจง้ ”แบบม“ี จกั ษ-ุ ปญั ญา-ญาณ-วชิ ชา-แสงสว่าง” มัน“รแู้ จง้ เหน็ จรงิ ”กันจริงๆ มนั กแ็ ตกตา่ งจาก“ไม่แจง้ ”ไง! ชัดมย้ั ? เห็นว่า“อกุศลจติ ”หรอื “กเิ ลส”มนั ดับไป แตกต่างกันกับอีกภาวะหน่ึงไม่ใช่พุทธ แบบหลับดับทวารทง้ั ๖ ทา� “นโิ รธ”(ความดบั ) ใหต้ นเอง“ดา� มดื ”(กณิ หะ) หลบั ไมร่ อู้ ะไรเลยดับ“มืดด�า”ไปหมด ไม่มี“จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง”ให้ร้ใู ดๆกันเลย ภาวะท่ี“นโิ รธ”อยู่น้นั มัน“มืดดา� ”อย่างไร? ยังไม่มี“ธาตรุ ู้” ตวั ไหนสมั ผสั รู้ไดเ้ ลย เรยี กว่า “ไมร่ ้”ู อะไรกนั เลยจรงิ ๆ ต้องท�าความเข้าใจกันอย่างชัดๆคมๆในเร่ืองของ“นิโรธ”ทเี่ ปน็ “สญั ญาเวทยติ นโิ รธ” แบบของพระพทุ ธเจา้ กบั “นโิ รธ”ทว่ั ไปทไี่ มใ่ ช“่ นโิ รธ”แทๆ้ ของพทุ ธนน้ั แมจ้ ะม“ี สญั ญา”อยา่ งเดยี วกนั คอืก�าหนดหมายอยา่ งเดียวกนั ว่า “ดับ”หรือดบั ทกุ ข์-ไมม่ ีทุกข์ “ดับ”คือ “อกุศลภาวะนั้นไม่มีแล้ว”น่ันก็คือ “ความดับ”(นโิ รธ)มใี น“องคป์ ระชมุ ” (กาย)นน้ั แลว้ ในขณะนนั้ ซงึ่ ไดแ้ ก่ “ความดบั62 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

อารมณท์ กุ ข”์ ใน“องคป์ ระชุม”(กาย)ขณะน้นั ความไม่มี“อารมณ์ทุกข์หรือความรู้สึกทุกข์”ในขณะน้ันนนั่ คอื “กาย”หรอื “องคป์ ระชมุ ของรปู นาม”ในขณะนนั้ มนั ไมท่ กุ ขเ์ ลย นค่ี อื “กายอยา่ งเดยี วกนั ”ทงั้ ของแบบมจิ ฉาทฏิ ฐิ และของสัมมาทิฏฐิ แต่มนั มีนยั ะแห่งสภาวธรรมที่เป็น“กาย”ส�าคัญยิง่ ซึ่งมใิ ช่วสิ ยั ท่ีจะ“คาดเดาเอาได้ดว้ ยตรรกะ”(อตักกาวจรา)จรงิ ๆ ถ้าไมส่ ามารถ“สมั ผสั วิโมกข์ ๘ ดว้ ย‘กาย’ สา� เร็จอริ ิยาบถอยู่ ทง้ั อาสวะของผ้นู ัน้ กห็ มดสนิ้ แล้ว เพราะเห็นด้วยปญั ญา” กไ็ ม่ช่ือว่าบรรลุสูงสุดเป็น“สัญญาเวทยิตนิโรธ” อันเป็นสภาวธรรมท่ีอรหันต์ไดส้ มั ผสั ดว้ ยตน จึงจะต้องเรียนรู้“กาย”กันต้ังแต่ค�าว่า“สักกาย”ที่เป็น“อตั ตา”ตวั แรกไปเลยทเี ดยี ว ท่ีตนเองต้องรู้จกั รูแ้ จง้ รู้จริง ว่า คอื“ตัวตน”(อัตตา)ภาวะธรรมข้ันต้นของการพิสูจน์ญาณหยั่งรู้พุทธ-ธรรม ซง่ึ เปน็ สงั โยชน์ ขอ้ แรกใน“สงั โยชน์ ๑๐”เลย วา่ คอื อยา่ งไร? และปฏิบัติยืนยันอธิบายได้ชัดเจนว่า สภาวะอย่างไร?ขณะใด? ไฉน? คือ การ“พน้ สักกายทิฏฐสิ ังโยชน”์ อีกทั้ง“กาย”ในท่ีอื่นๆ ก็ต้องอธิบายสภาวะของธรรมนนั้ ๆได้ชัดเจน เช่น “กาย” ใน“วิญญาณฐิติ ๗ หรือสัตตาวาส ๙”และค�าว่า สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วย“กาย” หรือแม้แต่ ค�าว่ากายสังขาร กายปัสสัทธิ กายสัมผัส กายานุปัสสนา กาย-กมั มัญญตา (จบฉบับท่ี ๒๘๘)63 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

เราได้พูดกันเร่ืองของความเป็น“กาย” มาไม่น้อยแลว้ แต่กอ็ ยา่ คดิ วา่ จะหยดุ เพยี งเทา่ นงี้ า่ ยๆเชยี ว ยงั ..ยงั จะตอ้ งพดู กนั ตอ่ ไปอีกมากทเี ดียว พยายามทนฟงั ตอ่ หน่อยเถิด เราไดพ้ ดู ถงึ “นโิ รธ”(ความดบั )ของพทุ ธ กบั “นโิ รธ”ของลทั ธิไมใ่ ชพ่ ทุ ธ หรอื ของชาวพทุ ธกต็ าม ทยี่ งั ไมส่ มั มาทฏิ ฐ(ิ ยงั มจิ ฉาทฏิ ฐอิ ย)ู่ “สญั ญา”ของพทุ ธกด็ ี ของทไี่ มใ่ ชพ่ ทุ ธกด็ ี หรอื ของชาวพทุ ธทีย่ ังไมส่ ัมมาทฏิ ฐอิ ยู่ก็ดี เขาก็“ก�าหนดหมาย”วา่ ภาวะทเ่ี ขาไดน้ นั้เป็น“ความไมส่ ุขไม่ทกุ ข”์ หรอื “กา� หนดหมาย”ว่า เป็น“ความดบั ”(นโิ รธ) จึงเป็นอย่างเดียวกนั และค�าว่า“กาย”ของพุทธก็ดี หรือของท่ีไม่ใช่พุทธก็ดีหรอื “กาย”ของชาวพทุ ธทย่ี งั มจิ ฉาทฏิ ฐอิ ยกู่ ด็ ี ตา่ งกห็ มายเอาภาวะท่ี“ดบั ”หรือภาวะท“่ี จติ ใจไมส่ ุขไม่ทุกข์”อยูใ่ นขณะน้ัน อยา่ งเดยี วกนั เม่ือต่างคนต่างท�า“ความดับ”หรือภาวะที่“จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์”อยู่ในขณะนั้นได้เป็น“ความดับ”หรือภาวะท่ี“จิตใจไม่สุขไม่ทกุ ข”์ ของตน ตามทคี่ นกา� หนดหมายนนั้ ๆ(สญั ญา) ซงึ่ ไมว่ า่ แบบพทุ ธและทั้งแบบที่มิจฉาทิฏฐิ ต่างก็ถือว่าเป็น“โชค”(สุภ)ของตน เป็นภาวะ“น่าพงึ ใจ”(สภุ ) เป็นภาวะ“เจรญิ (สุภ)-ด(ี สภุ )” ตามท่ตี นก�าหนดหมาย จึงช่ือวา่ อย่างเดียวกัน เชน่ ผปู้ ฏบิ ตั ไิ ดจ้ นสามารถทา� ใหเ้ กดิ “องคป์ ระชมุ ”(กาย)ของความเปน็ “นโิ รธ” ทน่ี บั กนั วา่ เปน็ ภาวะของพรหม โดยชอื่ คอื พรหมชน้ั64 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“สุภกณิ หะ” พรหม“สุภกิณหา”น้ี ปราชญ์ท่านผู้รู้ให้ความหมายไว้ว่าพวกมลี า� รศั มงี ามกระจ่างจา้ ซงึ่ แตกตา่ งจากพรหม“อาภสั สรา”ทา่ นกใ็ หค้ วามหมายไวว้ า่พวกมรี ัศมสี กุ ปลัง่ ซา่ นไป ตอ้ งขออภยั เปน็ อยา่ งมากจรงิ ๆ ทไี่ ดน้ า� หลกั ฐานนข้ี องทา่ นผู้ที่อาตมาก็เคารพนับถือท่านอย่างยิ่ง มาอ้างอิง แต่มันเป็นเร่ืองของการสาธยายสจั ธรรม เปน็ วชิ าการอยูพ่ อสมควร กจ็ �าเป็นต้องมีทอ่ี า้ งอิงมายนื ยันบ้าง อาตมาไดอ้ าศยั ผลงานท่ที ่านทา� ไวอ้ ยมู่ ากในการศกึ ษาและทา� งาน ณ โอกาสนก้ี ข็ ออภยั ทา่ นอยา่ งมากยงิ่ จรงิ ๆและขอขอบพระคณุ ท่านไวใ้ นทน่ี ้ีอยา่ งสูง ท้ัง ๒ พรหมท่ยี กตัวอย่างมานน้ั แสดงใหเ้ หน็ ความเขา้ ใจ(ทฏิ ฐ)ิ ในความเปน็ พรหมหรอื เปน็ “สตั วโ์ อปปาตกิ ะ”(สตั ตา โอปปาตกิ า)ทอ่ี าตมายงั เหน็ ว่า มภี าวะความเป็น“กาย”ทห่ี มายถงึ ธาตุ อันเปน็“มหาภตู รปู ”อย่เู ท่านน้ั “ความเปน็ พรหมสตั ว”์ ทท่ี า่ นหมาย ยงั เปน็ เพยี งแสงสรี ศั มีซ่ึงเปน็ แค่“รูปธรรม” อาตมายังเห็นว่า หากก�าหนดแค่แสงสีรัศมีเป็นเครื่องชี้ความเปน็ “พรหม”นนั้ ยงั ไมช่ ดั เพยี งพอวา่ ในความเปน็ “นามธรรม”ของความเปน็ “พรหม”หรอื เทวดาผบู้ รสิ ทุ ธห์ิ รอื ยงั แสดงภาวะความเปน็ “รปู ธรรม”ทย่ี งั ไมเ่ ขา้ หาภาวะทเ่ี ปน็ “ความรสู้ กึ ”รว่ มอยดู่ ว้ ยเลยอันยนื ยันว่า เปน็ ภาวะแหง่ “นามธรรม” เพราะความเปน็ “สตั วโ์ อปปาตกิ ะ”นน้ั เปน็ “นามธาต”ุ65 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ไมใ่ ชเ่ พยี งแค“่ รปู ธาต”ุ เทา่ นน้ั ทช่ี บ้ี ง่ ความเปน็ สตั วโ์ อปปาตกิ ะไมว่ า่ สตั ว์นรก หรอื สัตวเ์ ทวดา หรือสตั ว์พรหม แสงสเี สยี งนน้ั ยงั เปน็ ภาวะ“รปู ธาต”ุ เฉพาะ“รปู ธาต”ุ ยงั ไม่พอทจี่ ะชบ้ี ง่ ความเปน็ “สตั วโ์ อปปาตกิ ะ” ตอ้ งม“ี นามธาต”ุ เปน็ หลกัในความเป็น“สตั วโ์ อปปาตกิ ะ” ความเปน็ “กาย”จงึ ตอ้ งเนน้ “นามธาต”ุ ไมใ่ ชไ่ ปเนน้ ท“่ี วตั ถุธาต”ุ เท่านน้ั ขาด“นามธาตุ”เรยี กว่า“กาย”ไมไ่ ด้ หรือมีแต่“รูปธาตุ”หรือ“มหาภูตรูป”เกาะกุมกันเป็น“รปู ธาต”ุ อยู่ เช่น แทง่ กอ้ นของกอ้ นดนิ กลุ่มหยดน้�าละอองน�้ากลมุ่ ธลุ ลี ม ภาพของเปลวไฟ ใหเ้ ราสมั ผสั รไู้ ด้ เรากไ็ มเ่ รยี กภาวะอยา่ งนน้ั ๆวา่ กายดนิ กายนา้� กายลม กายไฟ แต“่ วญิ ญาณ หรอืองค์ประชุมของวิญญาณ”น้นั เราเรยี กว่า “กาย” นะ เคยได้ยนิไหมละ่ ? “กายวญิ ญาณ”..ไง! ดังนั้น “กาย”นี้แม้แต่เฉพาะ“ธาตุรู้”(นามธาตุ)เองภายในไม่เกี่ยวกับมหาภตู รูปเลยในความเป็นสตั ว์ ไม่มี“รูปธาต”ุ ข้างนอกสัมผัสสัมพันธ์ด้วยเลย มีแค่“สัญญา” ไม่ว่า จะอยู่ในภาวะที่ดึงเอา“ความจ�า”(สัญญา)ออกมารู้ หรือตนเองก�าลังใช้จิต-ใช้เจตสิกท�างาน“ก�าหนดรู้อะไรๆอยู่”(สัญญา) มีองค์ประชุมเฉพาะของ“นามรูป”และ“นามธรรม”ในจิตเท่านั้น(มีแค่มนายตนะกับธรรมายตนะ)ทา� งานอยใู่ นภายในของจติ อย่างนี้ก็เรยี กว่า “กาย” คือ “กายวิญญาณ” นั่นเอง ซง่ึ ฝา่ ยมจิ ฉาทฏิ ฐนิ น้ั จะทา� “นโิ รธ”ดว้ ยวธิ หี ลบั ตา เขา้ ไปอยู่66 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ในภวงั คท์ จี่ ติ อยใู่ นสภาพ“ดา� มดื ”(กณิ หา) ไมร่ อู้ ะไรเลย ไมม่ แี สงสวา่ ง(อาโลกา) ไมม่ “ี ตา”(จักษุ)เห็นอะไร อย่ใู นภาวะ“ดบั ”หรอื ไมม่ ี“ความรู้ความฉลาด”ใดๆหมด จึงเกดิ “ญาณ-ปญั ญา”ใดๆกไ็ มไ่ ด้ เมื่อ“ธาตุรู้”(วิญญาณ) ซ่ึงหมายถึง“นามธาตุ”ไม่มีอะไร“รบั รอู้ ยู่เลย”ในขณะนั้น อย่างน้ีแหละท่ีชื่อว่า ไม่เป็น“วิญญาณฐิติ”ในขณะท่ีอยู่ใน“นิโรธ”นั้น พระพทุ ธเจา้ จงึ มขี อ้ แมว้ า่ ตอ้ งศกึ ษาความเปน็ “สตั วท์ างจติ วญิ ญาณ”(โอปปาตกิ ะ)ในขณะทม่ี “ี วญิ ญาณฐติ ”ิ จงึ จะสามารถรู้จกั ร้แู จง้ รู้จริงความเป็นสตั ว์ไดบ้ ริบูรณ์สมั บรู ณ์ “วิญญาณ”น้ันหมายถึง ธาตุรู้ หรือความรับรู้ ส่วน“ฐิติ”กห็ มายถึง การต้ังอยู่การดา� รงอยู่ ความเปน็ อยู่(ยงั ไม่ตาย ยังทา� หน้าท่ี ยังไมห่ ายไป ยังไมพ่ ัก เมื่อเป็นธาตุรู้ ก็ยงั ทา� หน้าที่รอู้ ย)ู่ “วญิ ญาณฐติ ”ิ จงึ หมายความวา่ ยงั ม“ี ธาตรุ ”ู้ ทา� หนา้ ทรี่ อู้ ยู่ดังนั้น “นิโรธ”แบบท่ีไม่ใช่พุทธ ได้ท�าให้“ธาตุรู้”หรือ“ความรับรู้”ขณะน้ัน มันไม่รู้อะไรใดๆเลยตอนท่ีตนจิตเป็น“นิโรธ”ของตนนั้นกลายเปน็ “อสัญญสี ัตว”์ (สตั วท์ ี่ไมม่ สี ว่ นใดของจติ กา� หนดรอู้ ะไรเลย) เม่ือจิตถูก“ดับ”แบบหาวิธีบังคับมันไว้ หรือหลอกมันออกไป“หลับหรือดับธาตุรู้”ลงชั่วขณะ ไม่ให้มนั ท�าหนา้ ท่รี บั รูอ้ ะไรเลยในขณะนนั้ ธาตุรูข้ องผู้นจ้ี งึ เจรญิ อะไรก็ไม่ได้ เพราะมนั ไมไ่ ดเ้ รยี นรอู้ ะไรในขณะนน้ั มนั จงึ เพม่ิ ความฉลาดให้เป็นญาณเปน็ ปญั ญา เปน็ วชิ ชา อะไรไมไ่ ด้ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ การรแู้ จง้ นนั้ ตอ้ งรชู้ นดิ ทมี่ “ี จกั ษ-ุ67 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ปญั ญา-ญาณ-วชิ ชา-แสงสวา่ ง” ดงั ทไี่ ดย้ กหลกั ฐานอา้ งองิ ผา่ นมาแลว้ ก็ไมต่ ้องไปพดู ถึงเลย เพราะมันไม่ได้เรียนรู้อะไร มนั ก็ไมฉ่ ลาดขนึ้ ได้ เปน็ ญาณ เปน็ ปัญญาอะไรกนั กไ็ มไ่ ดเ้ ลย อย่ามาตะแบงเถียงนะ ว่า ก็ได้เรียนรู้“ความดับด�ามืด”นัน้ ๆอยู่ขณะนนั้ ไง!!!! ได้เรยี นอะไรกนั ในเมื่อขณะน้ัน จิตมนั หลบั ดบั ปี๋อยู่ ไม่รู้อะไรเลย แล้วจะเอา“ธาตุร้”ู ตวั ไหนมา“ร้”ู มา“เรียน”กันเลา่ ? จงึจะเรยี กไดว้ ่า เกิด“ความร”ู้ ใหแ้ ก่จิตขณะนัน้ “นโิ รธ”ท่ี“ดบั สญั ญา” อสัญญีแบบน้ีจงึ ไมม่ คี วามรู้ ความเจริญในทางจติ ใจเลย ใน“วญิ ญาณฐติ ิ ๗”ไมม่ คี า� วา่ “อสญั ญสี ตั ว”์ กบั “เนวสญั ญานาสัญญายตนสัตว์” แต่ใน“สัตตาวาส ๙”นน้ั มี ก็หมายความว่า ท้ัง“อสัญญีสัตว์ และเนวสัญญานา-สญั ญายตนสตั ว”์ เปน็ ภาวะท“่ี ไมม่ คี วามรบั ร”ู้ เลยในขณะทผี่ ปู้ ฏบิ ตั ิตนส�าเรจ็ เขา้ ไปเป็นอยใู่ นสภาพทง้ั ๒ นั้น น่ันก็คือ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” น้ันก็เป็นการ“ดบั ความรบั ร”ู้ ใหแ้ กต่ นเองตาม“ทฏิ ฐ”ิ ของการทา� “อรปู ฌาน”แบบหลบั ตาเขา้ ไปอยใู่ นภวงั ค์ ซง่ึ ก�าหนด“อสญั ญี”ทัง้ น้นั ไม่วา่ จะเป็น“อากิญจัญญายตนฌาน” หรือ“เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน”แม้แต่“สัญญาเวทยิตนิโรธ” ล้วนท�าความ“ด�ามืด”(กิณหะ)อยู่ในภวงั คท์ ง้ั สิน้ ที่จริงนั้น“สัญญาเวทยิตนิโรธ”น้ี ไม่มีในศาสนาหรือลัทธิอื่นใด มีในศาสนาพุทธศาสนาเดียวเท่านั้น การท�า“อรูปฌาน”ใน68 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ลัทธิอืน่ จงึ มแี ค“่ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน”เทา่ นนั้ เปน็ สงู สุด แตช่ าวพุทธทีม่ จิ ฉาทฏิ ฐิ ไดเ้ รยี นรู้ค�าว่า “สัญญาเวทยติ -นโิ รธ” ทวา่ ยงั “อวชิ ชา”ในความเปน็ “นโิ รธ”ของพทุ ธ ยงั ไมส่ มั มาทฏิ ฐิจึงโมเมปุโลปุเลเดาเอา“อสัญญีสัตว์”เป็น“นิโรธ”ไปหมด ทั้ง“เนวสญั ญานาสัญญายตนฌาน” ทงั้ “สญั ญาเวทยิตนิโรธ” จงึ ปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ค“่ อสญั ญสี ตั ว”์ กห็ ลงวา่ ตนบรรล“ุ เนวสญั ญานาสัญญายตนฌาน” หรือ“สญั ญาเวทยิตนโิ รธ” เพราะมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่มี“ทิฏฐิ”หรือมี“สัญญา”กันอย่างน้ีเขาก็“ก�าหนดหมายความเป็นนิโรธ”กันอย่างน้ัน เมื่อเขาได้ฝึกฝนปฏิบัติจนส�าเร็จเป็น“มโนมยอัตตา” เขาก็ต้องได้“กาย”ของพรหมหรอื “กาย”ของ“นโิ รธ”อยา่ งทเ่ี ขามกี า� หนดหมายของเขานน้ั กเ็ ปน็“รูปท่ีส�าเร็จด้วยจิต” หรือ“อัตตาที่ส�าเร็จด้วยจิต” เกิดผลตาม“สญั ญา”ของเขา เขาก็ถือวา่ เป็น“โชค”(สุภ)ของเขา เปน็ ภาวะที่“นา่ พงึ ใจ”(สุภ)ของเขา เช่นเดียวกัน ผู้ที่“สัมมาทิฏฐิ”แบบพุทธ ก็มี“ทิฏฐิ”หรือมี“สัญญา”ว่า “นิโรธ”คือ ภาวะที่“ดับ”หรือภาวะท่ี“ไม่สุขไม่ทุกข์ในจติ ” อยา่ งเดยี วกัน เมื่อปฏิบัติจนเกิดผล“นิโรธ”ซึ่งเป็น“สัญญาเวทยิตนิโรธ”นะ กม็ ผี ลอยา่ งเดยี วกนั คอื มภี าวะท“่ี ดบั ”หรอื ภาวะท“่ี ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข์ในจิต” ไม่ตา่ งกนั เลย จึงกล่าวได้ว่า “มีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาอย่างเดียวกนั ”คอื ไม่สุขไมท่ ุกข์ สว่ นนัยส�าคญั ทีเ่ ป็น“ปรมัตถธรรม”นัน้ “นิโรธ”แบบมิจฉา69 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ทิฏฐิ ได“้ นโิ รธ”ในภาวะ“กิณหะ”ทเ่ี ปน็ “อาการดบั มดื ดา� ”อยูใ่ นจติ แต่ส�าหรับ“ปรมัตถธรรม”ที่สัมมาทิฏฐิของพุทธน้ัน ได้“นิโรธ”ในภาวะมี“จักษุ-ญาณ-ปัญญา-วิชชา-แสงสว่าง”แจ้ง(สัจฉ)ิ อย่ใู นจิต ซง่ึ แบบพทุ ธนน้ั มรี ปู มนี ามอยา่ งวเิ ศษลกึ ลา�้ ทมี่ นี ยั สา� คญั คอืเปน็ “นโิ รธ”ทมี่ เี หตปุ จั จยั ของชวี ติ ทพ่ี รอ้ มดว้ ย“จกั ษ-ุ ปญั ญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง” ตามท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาประกาศแกโ่ ลก ใหม้ นุษย์ได้เรียนรแู้ ละปฏบิ ัติ“นโิ รธ”แบบน้กี ัน ซง่ึ ไมใ่ ชป่ ฏบิ ตั ดิ ว้ ยวธิ หี ลบหรอื หลบั ตาเขา้ ไปอยใู่ นภวงั คแ์ ต่เปน็ “นโิ รธ”ชนิดท่เี รียกวา่ “สญั ญาเวทยิตนโิ รธ”ทีเ่ ห็น“แจง้ ”(สจั ฉ)ิ “แจ้ง”อย่างไร? ขยายความเพ่ิมมาจนกระทั่งบรรทัดนี้ผู้อ่านกค็ งจะ“แจ้ง”ด้วยปฏภิ าณปัญญาของตนไดแ้ ลว้ ใชม่ ัย้ ? ว่า แบบมี“จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง”ตามท่ีพระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันไว้น้ัน มัน“รู้แจ้งเห็นจริง”กันถูกต้องอยา่ งไร? ไม่ถกู ต้องน้ันอย่างไร? ต้องเห็นวา่ “อกุศลจติ ”หรือ“กเิ ลส”มนั ดับไป มนั ไม่มีในจติขณะนน้ั อยชู่ ัดๆ โต้งๆ แตกตา่ งกนั กบั อกี ภาวะหนง่ึ ทไี่ มใ่ ชพ่ ทุ ธ แบบหลบั ดบั ทวารทั้ง ๖ ท�า“นิโรธ”(ความดับ) ให้ตนเอง“ด�า”(กิณหะ) ที่มืดมิดไปหมดหลับไม่รู้อะไรเลย ดับ“กิณหะ” ไม่มี“จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสวา่ ง”ใหร้ ใู้ ดๆกนั เลย ภาวะท“่ี นโิ รธ”อยนู่ นั้ มนั “มดื ดา� ”อยา่ งไรผเู้ คยปฏบิ ัตสิ า� เรจ็ ดว้ ยตนเองจงึ จะพอรู้จรงิ และผู้ที่ปฏิบัติแบบพุทธได้ส�าเร็จก็จะรู้แจ้งได้ดี แท้จริง70 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

เช่นกัน ว่าต่างกัน และมีส่วนที่เหมือนกันเช่นไร ? ไม่เหมือนตรงไหน? ต้องท�าความเข้าใจกันอย่างชัดๆคมๆในเรื่องของ“นิโรธ”ทเี่ ปน็ “สญั ญาเวทยติ นโิ รธ” แบบของพระพทุ ธเจา้ กบั “นโิ รธ”ทว่ั ไปทไี่ มใ่ ช“่ นโิ รธ”แทๆ้ ของพทุ ธนนั้ แมจ้ ะม“ี สญั ญา”อยา่ งเดยี วกนั คอืก�าหนดหมายอยา่ งเดียวกนั วา่ “ดบั ”คอื ดับทกุ ข-์ ไม่มที กุ ข์ “ดับ”คือ “ภาวะทุกข์น้ันไม่มีแล้ว” นั่นก็คือ “ความดับ”(นิโรธ)ทกุ ข์ ใน“องค์ประชุม” (กาย)ของจติ ขณะนนั้ ส�าเรจ็ ผลอยู่ ซ่ึงไดแ้ ก่ “ความดบั อารมณท์ กุ ข”์ ใน“องคป์ ระชมุ ”(กาย) ขณะนน้ั เทา่ นน้ั ซ่ึงยงั ไมใ่ ช่หมายลึกไปถงึ “ตวั ตนของกเิ ลส”ที่ดบั แค่หมายถงึ “อารมณ์ทุกข”์ เทา่ น้ัน ความไม่มี“อารมณ์ทุกข์หรือความรู้สึกทุกข์”ในขณะนั้นน่ันคือ “กาย”หรือ“องค์ประชุม”ของ“นามกาย”ในขณะนั้นของตนๆ มนั จงึ รูส้ ึกอยู่ในตนเองขณะนน้ั ได้ว่า มนั ไมท่ ุกข์เลย ถา้ เปน็ แบบพทุ ธสมั มาทฏิ ฐิ ทมี่ “ี จกั ษ-ุ ญาณ-ปญั ญา-วชิ ชา-แสงสวา่ ง” กจ็ ะ“ดบั กเิ ลส” และผบู้ รรลนุ โิ รธจะ“รอู้ ยเู่ หน็ อยู่ สา� เรจ็อริ ิยาบถอย่เู ปน็ ปัจจบุ นั นัน่ เทยี ว”(วหิ รติ) ซง่ึ ไมใ่ ชร่ แู้ บบ“รปู กาย” แตเ่ ปน็ การรแู้ บบ“นามกาย”ในตัวเราเอง(เวทนาในเวทนา) และเป็นแค่“องค์ประกอบที่ประชมุ กนั อย่”ู (กาย)ใหร้ ไู้ ดด้ ้วย เพราะ“รูป”ของกิเลสก็ไม่มี “นาม”ที่เป็นทุกข์ก็ไม่มี เป็นความว่างเปลา่ ท้ัง“รูป” ทง้ั “นาม”เลย สา� หรบั แบบพุทธ71 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

แตม่ “ี องคป์ ระชมุ ”(กาย)ของอวยั วะทปี่ ระกอบอยเู่ ปน็ ภาวะทา� ใหเ้ กดิ “นิโรธ”กนั ได้จริง ทงั้ แบบพทุ ธ และทงั้ แบบที่ไม่ใชพ่ ุทธ นค่ี อื “กายอยา่ งเดยี วกนั ”ทงั้ ของแบบมจิ ฉาทฏิ ฐิ และของสมั มาทฏิ ฐิ แต่มันมีนัยะแห่งสภาวธรรมที่เป็น“กาย”ส�าคัญยิ่ง ซ่ึงมิใช่วิสยั ที่จะ“คาดเดาเอาได้ด้วยตรรกะ”(อตกั กาวจรา)จรงิ ๆ ถ้าไม่สามารถ“สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วย‘กาย’ ส�าเร็จอริ ยิ าบถอยู่ ทง้ั อาสวะของผนู้ นั้ กห็ มดสน้ิ แลว้ เพราะเหน็ ดว้ ย“ปญั ญา” กไ็ มช่ อ่ื วา่ บรรลสุ งู สดุ เปน็ “สญั ญาเวทยติ นโิ รธ” อนัเปน็ สภาวธรรมท่ีอรหนั ตไ์ ด้สมั ผัสด้วยตน เพราะ“กาย”ที่อยู่ในภาวะ“ด�าปี๋”(กิณหะ) กับ“กาย”ที่อยู่ในภาวะ“แจ้ง”(สัจฉิ)ด้วย“องค์ประชุม”อันมี“จักษุ-ญาณ-ปัญญา-วชิ ชา-แสงสวา่ ง”น้ัน มนั มคี วามจริงทีว่ ิเศษคนละอยา่ งต่างกัน แม้จะมี“กาย”อย่างเดยี วกนั ม“ี สญั ญา”อย่างเดยี วกนั จึงจะต้องเรียนรู้“กาย”กันตั้งแต่ค�าว่า“สักกาย”ท่ีเป็น“อัตตา”ตัวแรกไปเลยทีเดียวที่ตนเองต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ว่า คือ“ตัวตน”(อัตตา)ภาวะธรรมข้ันต้นของการพิสูจน์ญาณหยั่งรู้พุทธธรรม ซงึ่ เปน็ สงั โยชน์ ขอ้ แรกใน“สงั โยชน์ ๑๐”เลย วา่ คอื อยา่ งไร? และปฏิบัติยืนยันอธิบายได้ชัดเจนว่า สภาวะอย่างไร?ขณะใด? ไฉน? คอื การ“พน้ สักกายทฏิ ฐิสงั โยชน”์ อีกทัง้ “กาย”ในท่ีอน่ื ๆ ก็ตอ้ งอธิบายสภาวะของธรรมนนั้ ๆไดช้ ดั เจน เชน่ “กาย” ใน“วญิ ญาณฐติ ิ ๗ หรอื สตั ตาวาส ๙”และคา� วา่ สมั ผสั วโิ มกข์ ๘ ดว้ ย“กาย” หรอื แมแ้ ต่ คา� วา่ กาย72 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

สงั ขารกายปสั สทั ธิ กายสมั ผสั กายานปุ สั สนา กายกมั มญั ญตากายมุทุตา กายวิญญาณ กายลหุตา กายวิการ กายวิเวกกายสกั ขี กายสุจิ กายสัญเจตนา ฯลฯ ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“กาย”จึงจะอธิบายค�าเหล่านนั้ ไดจ้ ากสภาวะของความเปน็ “กาย”อยา่ งถกู ตอ้ ง ซงึ่ จะไมอ่ ธบิ ายใหเ้ หน็ วา่ ความเปน็ “กาย”นนั้ หมายเอาแค“่ รา่ ง”(สรรี ะ)ภายนอก หรอืแค่“รปู ”แค“่ ธาต”ุ ที่เปน็ “รูปธาตุ”อนั “ไร้ความรู้สกึ ” กันเท่าน้ัน แตจ่ ะอธบิ ายชนดิ ทมี่ “ี นามธรรม”หรอื ม“ี ธาตรุ ”ู้ เปน็ เนอ้ื หาหลกั ร่วมอยู่ดว้ ยเสมอ ไม่วา่ จะเปน็ เจตสิก ๓ คือ เวทนา สญั ญา สังขาร แม้แต่ความเปน็ วิญญาณเอง ท่ีส�าคัญจะอธิบายความเป็น“นามกาย” หรือ“กายวิญญาณ”ได้ถูกต้องในความเป็น“นามธรรม”หรือ“นามกาย” มิใช่อธิบายเป็น“รปู ธรรม”หรอื “รูปกาย”อยเู่ ท่านั้น และสามารถอธิบายได้ถึงความเหมือนก็ดี ความต่างก็ดีของคา� วา่ “วมิ ตุ -ิ อมตะ-ปรนิ พิ พาน” แมแ้ ต“่ วมิ ตุ -ิ นโิ รธ-นพิ พาน”นนั้เหมอื นหรอื ตา่ งกนั ไฉน จะชดั เจนในความเปน็ “วมิ ตุ ”ิ นนั้ เปน็ “แกน่ ”(สาร) ตาม“มลู สตู ร”ลา� ดบั ที่ ๘ “อมตะ”เปน็ “ที่หย่ังลง”(โอคธา)ล�าดับที่ ๙ และ“ปรินิพพาน”นั้น เป็น“ท่ีสุดท้าย”(ปริโยสาน) ตาม“มูลสูตร”ล�าดบั ที่ ๑๐ ชดั เจนย่ิง แจม่ แจ้งย่ิง อย่างไร?73 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ตามทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ตรัสไวใ้ น“มลู สูตร” โดยเฉพาะคา� วา่ “อมตะ”(ความไมต่ าย)นนั้ ม“ี สภาพหมนุ รอบเชิงซอ้ น”(ปฏนิ สิ สัคคะ) ในความหมายของมันอกี อย่างสา� คัญ และจะช้ีให้เห็นทั้งความลึกล้�าย่ิงในเชิงซ้อนที่มีนัยส�าคัญแหง่ ความเปน็ “อมตะ”ของผบู้ รรลธุ รรมพทุ ธสมั มาทฏิ ฐิ กบั ของคนอ่นื ทย่ี ังมจิ ฉาทฏิ ฐิ เชน่ จากพระวจนะของพระพทุ ธเจา้ ตรสั เรอ่ื งวญิ ญาณฐติ ิ ๗หรือสตั ตาวาส ๙ (พระไตรปฎิ ก เล่ม ๒๓ ข้อ ๔๑ และ ๒๒๘) ขอ้ ๑ วา่ สตั วพ์ วกหนง่ึ มกี ายตา่ งกนั มีสญั ญาตา่ งกนั เหมอื นมนษุ ย์เทวดาบางพวก และวนิ ปิ าตกิ สตั ว(์ สัตวอ์ บาย)บางพวก สัตวใ์ นท่ีนี้ หมายถงึ สตั วท์ างปรมตั ถธรรมแทๆ้ ไม่ใช่สัตวต์ วั ตนบุคคลเราเขาแคเ่ ปน็ ร่างเป็นกายอนั ประชุมกันอยู่ภายนอก ท่เี หน็ กันด้วยลูกตาเนือ้ เท่านั้นแน่ แต่กระนั้นก็เถอะ ส�าหรับผู้ที่ยังเข้าใจค�าว่า“กาย” เป็นเพยี ง“รปู ”ทม่ี แี ค“่ รา่ ง”(สรรี ะ)ถา้ ยงั ไมม่ คี วามรชู้ ดั เจน วา่ “กาย”นน้ัเมอื่ หมายเอาเฉพาะ“ความเปน็ จติ ใจ” ทเี่ ปน็ “ความรสู้ กึ หรอื ธาตรุ ”ู้ทเ่ี รยี กวา่ “กาย”ของวญิ ญาณ(กายวญิ ญาณ)กด็ ี “กาย”ของเวทนากด็ ี“กาย”ของจิตก็ดี เป็นต้น ก็จะไปก�าหนดหมาย(สัญญา)ความเป็น“กาย”ของสัตว์กันอยู่แค“่ รปู ร่าง”(สรีระ)แม้จะเปน็ “กายในกาย” กจ็ ะเหน็ เปน็ แค่“รูปร่าง”เท่านน้ั เชน่ มญี าณเหน็ “สตั วน์ รก” กจ็ ะเหน็ แต“่ รปู รา่ ง”ของสตั วน์ รกเทา่ นน้ั ไมห่ ยงั่ ลงไปถงึ “ความรหู้ รอื ความรสู้ กึ ”(เวทนา)74 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ของสัตวน์ ัน้ จึงไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงถึง“สุข”ก็ดี “ทุกข์”ก็ดีของสตั วน์ ้นั ๆ ซึง่ เปน็ “อริยสัจ” และเปน็ “นามธรรม”ตา่ งๆ อันจะแยกแยะได้อย่างส�าคัญถึงข้ันรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“มโนปวิจาร ๑๘”(เวทนาในเวทนา) แยกสว่ นทเี่ ปน็ “โลกียะ”(เคหสติ เวทนา) กับสว่ นท่ีเป็น“โลกุตระ”(เนกขัมมสิตเวทนา) ออกจากกนั ได้ ดังนั้น เม่ือผู้ท่ีมี“ทิฏฐิ”ยังไม่“สัมมา” ก็จะก�าหนดหมาย(สัญญา)อยู่แต่แค่ว่า “กาย”น้ันคือ“รูปร่าง”(สรีระ)เท่านั้น แล้วจะรู้แจง้ ในความเปน็ “อริยสจั ๔”ได้อยา่ งไร? ผนู้ นั้ จะม“ี ความร”ู้ ในตน “อนั สมควรแกป่ ญั ญา”(ปญั ญานรุ ปู )ได้ด้วยตนเอง(ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ)ถึงขั้นเป็น“อัญญา”(ปัญญาของผู้เข้าขั้นอาริยภูมิ) จนถึงข้ัน“รู้ทั่วแล้ว”(อัญญายะ)ที่จะได้รู้แจ้งเห็นจรงิ “ความรสู้ กึ ”(เวทนา)ในตน วา่ “อาการสขุ -อาการทุกข”์ ของสตั ว์นรก สตั ว์สวรรคน์ ัน้ ๆ เป็นอย่างนๆ้ี และมี“เหต”ุ ให้เกิดสขุ -เกิดทุกข์ กันอย่างน้ีๆ ได้ไฉน? ผู้มิจฉาทิฏฐิน้ัน ในเม่ือ“รู้”เข้าไปสัมผัส“รู้”ความเป็นสัตว์ในใจ หรอื “เห็น”ความเปน็ สตั ว์ในใจแลว้ แตเ่ พราะ“ทฏิ ฐิ”ผิด ก็ได้แค่ก�าหนดหมายในใจ(สัญญา)เห็นความเป็น“กาย”ของ“สัตว์ในทางจิตใจ”(สัตว์โอปปาตกิ ะ)เป็น“รูปรา่ ง”(สรรี ะ)กนั อยู่ตาม“ทิฏฐ”ิ เทา่ นั้น เชน่ เหน็ สตั วน์ รกม“ี รปู รา่ ง”อยา่ งนนั้ อยา่ งนี้ เหน็ เทวดามี“รูปร่าง”อย่างนั้นอย่างน้ีไปต่างๆเท่าน้ันเอง ไม่“ก�าหนดหย่ังรู้”ลงไปถึง“นามธรรม”ของสัตว์ ซงึ่ “นามธรรม”นแ้ี หละทจี่ ะสามารถศึกษา“อริยสจั ๔”ได้75 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

“รูปธรรม”มันไม่เป็นทกุ ขเ์ ป็นสขุ มันไมโ่ ลภไมโ่ กรธไมห่ ลงมนั ไมม่ คี วามรสู้ กึ มนั ไมม่ คี วามรบั รู้ มนั ไมม่ “ี เวทนา” ไมม่ “ี วญิ ญาณ” แม้แต่“พืช”มีชีวะที่ไม่ถึงขั้นเป็น“สัตว์”มันยังมีแค่“สญั ญา”กบั “สงั ขาร” มนั ไมม่ “ี เวทนา” ไมม่ “ี วญิ ญาณ” จงึ เปน็“ชวี ะ”ทมี่ สี งั ขาร แตไ่ มม่ วี ญิ ญาณครอง(อนปุ ปาทนิ กสงั ขาร) ไมม่ ีกรรมครอง(อนุปปาทนิ กสังขาร) แม้เป็น“สัตว์”ที่มี“วิญญาณครอง” มี“กรรมครอง”แล้ว แต่รอศึกษา“วิญญาณ”เอาต่อเมื่อภายหลังเราตายทางรา่ งกาย(กายัสสเภทา ปรมั มรณา) “วิญญาณ”ท่ีไร้ตาหูจมกู ล้นิ กายภายนอก ไมม่ ี“ร่าง”ให้อยูแ่ ล้ว แลว้ จะรจู้ รงิ วา่ วิญญาณนี้ทอ่ งเทย่ี วไป แลน่ ไปไมใ่ ชอ่ นื่ ไดง้ า่ ยๆหรอื ? และใครจะรดู้ ว้ ยไดเ้ ลา่ ? จรงิ ๆแลว้ “วิญญาณ”จะแล่นไป อยูท่ ่ีไหน มันก็ไมส่ ามารถจะ“รู้วิญญาณ”จรงิ ได้ อยา่ งสดๆแท้ๆ จับม่ันคน้ั ตายได้เทา่ กบั รใู้ นขณะทเ่ี กดิ จากสมั ผสั ทาง“ตา,ห,ู จมกู ,ลนิ้ ,กายภายนอก” หลดั ๆ สดๆโตง้ ๆ ในขณะมีชวี ติ เป็นๆน้ี แลว้ วิญญาณเกดิ ข้ึนใหเ้ รียนรไู้ ด้จรงิ พระพุทธเจ้าจึงตรัสบริภาษภิกษุสาติ(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ตงั้ แตข่ อ้ ๔๔๐ ตรวจสอบได)้ วา่ พระพทุ ธเจา้ สอนเธอใหศ้ กึ ษา“วญิ ญาณ”ที่ท่องเที่ยว แล่นไปไหนต่อไหน เม่ือไหร่กัน มีแต่ท่านทรงสอนให้เรียนรู้“วิญญาณ”ที่อาศัย“ปัจจัยประชมุ กนั เกดิ ขนึ้ ” เพราะความเกดิ แหง่ วญิ ญาณ เวน้ จากปจั จยัมิได้มี จากผัสสะของ“ตาสัมผัสรูป”แล้วเกิด“วิญญาณ”ให้เราศึกษา “หูสัมผัสเสียง”แล้วเกิด“วิญญาณ”ให้เราศึกษา จมูก...76 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

เป็นต้น “วิญญาณ”จะเกิดปรากฏให้เราได้รู้ได้เห็น ได้ศึกษาก็ต้องมี“เหตุกับปัจจัยสัมผัสกัน”ด้วยตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง จมูกสัมผัสกล่ิน ล้ินสัมผัสรส กายสัมผัสทุกอย่างท่ีเป็นภายนอก ใจสัมผัสทกุ อยา่ งที่เป็นภายใน จึงจะร้จู ักร้แู จ้งรูจ้ ริง“วิญญาณ”อันมเี จตสิก ๓ คือ เวทนา-สญั ญา-สงั ขารประชุมกันใหเ้ ราได้ปฏิบตั ศิ กึ ษาหาความจริง ถ้าไปหลงเข้าใจผิดว่า “วิญญาณ” คือสิ่งท่ีท่องเท่ียวแล่นไปไหนต่อไหน อย่นู อกตัวคน..โนน่ หากผู้ใดจะศึกษาให้รู้ท่ัวถึงธรรมได้ ว่า วิญญาณเทวดาเป็นอย่างไร วิญญาณผีมาร เป็นไฉน วญิ ญาณพรหม เป็นแบบใดก็โน่น..ไปศึกษาเอาจาก“วิญญาณ”ท่ีท่องเที่ยวแล่นไปไหนต่อไหนอยู่นอกตัวเรา..โน่น ซงึ่ นน่ั ..ไมใ่ ช“่ วญิ ญาณ”ทเ่ี กดิ จากการ“สมั ผสั ”ของ“ตา”เมอ่ืกระทบ“รูป”แล้วเกิด“วิญญาณ”ให้เรารู้เราเห็น“วิญญาณ”แท้ๆจรงิ ๆ หรอื “ห”ู กระทบ“เสียง” แล้วเกดิ “วิญญาณ”ใหเ้ ราร้เู ราเห็น“วิญญาณ”แท้ๆจริงๆ จากทวารทั้ง ๕ ภายนอก กับเหตุปัจจัยท้ังหลาย น่ันเอง แล้วก็เห็น“วิญญาณ”ได้จริงได้แท้อยู่ในขณะท่ีมี“สัมผัส”ของเหตุปัจจัยตามที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันแล้วละก็ผนู้ ัน้ “มจิ ฉาทิฏฐ”ิ เหมือนภิกษสุ าติแน่ เพราะมี“ทิฏฐิ”ความเช่ือถือแบบภิกษุสาติกันน่ีเองนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมหรอื ผคู้ นทง้ั หลายจงึ ไปรไู้ ปเหน็ กแ็ ตว่ ญิ ญาณเทวดากด็ ี วญิ ญาณผมี ารกด็ ี วญิ ญาณพรหมกด็ แี คเ่ ปน็ “รปู ”จาก“สญั ญา”77 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ทเี่ ปน็ รปู เปน็ รา่ ง(สรรี ะ)อนั เกดิ ขนึ้ โดยไมต่ อ้ งมที มี่ าจาก“การสมั ผสั ”ของปสาทรปู ๕ ภายนอก(ตาหจู มกู ล้ินกาย) กบั โคจรรปู ๕ (รูปเสยี งกล่นิ รสโผฏฐัพพะ) ซง่ึ เหน็ เปน็ รปู เปน็ รา่ งทหี่ ลงอยใู่ นใจวา่ นค่ี อื “วญิ ญาณ”ของผมี าร ของเทวดา ของพรหม แทๆ้ แลว้ คอื “รปู ”ทเี่ กดิ จาก“สญั ญา” เป็น“อัตตา”ที่รู้ด้วย“สัญญา”เท่านั้นอันตนเองก่อข้ึนเองในจิต เนรมิตขึ้นเองได้ส�าเร็จ เรียกช่ือ“รูป”นี้ว่า “มโนมยอัตตา”เป็น“อัตตา”ชนิดหนึ่งที่ต้องศึกษาลดละกิเลสใน“อัตตา”ชนิดน้ีเหมือนกนั แค่ภาวะที่เกิดจาก“สัญญา”เป็น“อัตตาส�าเร็จด้วยจิต”ไมใ่ ช“่ วญิ ญาณ” เปน็ “รปู ”จรงิ แตเ่ ปน็ “รปู ”ทเี่ กดิ ดว้ ย“สญั ญา”เทา่ นนั้ ซ่ึง“รูปธรรม” ที่เห็นน้ันคือ “อัตตา” เป็น“อัตตา”ชนิดหน่ึงใน“อัตตา ๓”(โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา)ท่ีส�าเร็จด้วยจิต(มโนมยา) โดยเฉพาะมนั ไมใ่ ช“่ วญิ ญาณ”จรงิ เลย มนั เปน็ แคส่ ง่ิ ทเ่ี กดิใน“สญั ญา”ทสี่ า� เรจ็ เปน็ “รปู ”อยใู่ นจติ แคน่ น้ั เอง เปน็ “อตั ตาทส่ี า� เรจ็ด้วยจติ ” แค่“มโนมยอัตตา”(รูปที่ส�าเรจ็ ด้วยจติ ) ผไู้ มส่ มั มาทฏิ ฐิ จนม“ี วชิ ชา”พอจะรภู้ าวะจรงิ นไี้ ด้ กจ็ ะหลงผดิ “มโนมยอตั ตา”น้ี วา่ เป็น“ความจริง-ของจรงิ ” ท่ีจริงมันก็“ความจริง” แต่“ความจริง” นี้เป็นความจริงท่ีเกดิ เปน็ “สญั ญา” ไมใ่ ช“่ ความจรงิ ”ทเ่ี กดิ เปน็ “วญิ ญาณ”ตามความรขู้ องศาสนาพทุ ธ ท่สี มั มาทฏิ ฐิ เพราะแมแ้ ต“่ สญั ญา” กบั “วญิ ญาณ”ผมู้ “ี วชิ ชา”จะแยกออก78 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

บอกไดว้ ่า ภาวะอย่างใดคือ“สัญญา” ภาวะอยา่ งใดคอื “วิญญาณ” แม้แต่“สัญญา”ใดที่ยังมี“อุปาทาน”(สัญญูปาทานักขันธ์)“สัญญา”ใดท่ีไม่มี“อุปาทาน”แล้ว “วิญญาณ”ใดที่ยังมี“อุปาทาน”(วญิ ญาณูปาทานักขันธ)์ หรือ“วญิ ญาณ”ใดท่ีไม่ม“ี อุปาทาน”แล้ว ดังน้ัน การจะท�าให้“วิญญาณสัตว์”(สัตว์โอปปาติกะ)ชนดิ ใดชนดิ หนงึ่ หมดสนิ้ ในความเปน็ “สตั ว”์ นน้ั ๆ กด็ บั ท“่ี อปุ าทาน”ทเ่ี ป็น“เหตุ”ใหเ้ กดิ สัตว์นั้นๆ กระทงั่ หมดสิ้น“กเิ ลส”นน้ั จึงไม่ใช่ไปมัวหลง“ดับสัญญา” ซึ่งไม่ใช่ภาวะของกิเลสตัณหาอุปาทาน ก็เลยยิ่งซ้�าร้ายกลายเป็นสร้าง“อสัญญีสัตว์”ใสต่ น เพิ่ม“สตั ว”์ อีกชนิดหนง่ึ ใสต่ นซา�้ เติมเข้าไปอกี “สญั ญา” กบั “วญิ ญาณ” แตกตา่ งกนั จรงิ ๆนะ มนี ยั สา� คญัตา่ งกนั ตรองตามดีๆ เช่น คนส่วนใหญไ่ ปมัวเข้าใจแตว่ า่ “วิญญาณ”นน้ั ทจ่ี ะรับทุกข์ตกนรก จะเป็นสุขขึ้นสวรรค์กัน ก็มีอยู่ในภาวะหลังร่างกายแตกตาย(กายัสสเภทา)เทา่ น้นั ถ้าอธิบายสัจธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมในตัวคนน้ีแท้ๆสู่ฟังกห็ าวา่ นี่มนั แค่สวรรคใ์ นอก นรกในใจ เป็นการสมมตุ กิ นั เทา่ นั้น ทง้ั ๆทน่ี แี่ หละคอื ปรมตั ถธรรมทแี่ ท้ ไมใ่ ชแ่ คส่ มมตุ ธิ รรมเลย ความเป็น“วิญญาณ”หรือท่ีเป็น“อัตตภาวะ”น้ี ผู้ยังไม่สมั มาทิฏฐกิ จ็ ะยงั ไม่ใชจ่ ะรู้จักรูแ้ จง้ รูจ้ รงิ กันไดง้ ่ายๆ เพราะ“ธาตุรู้”ท่ีเป็น“จิตนิยาม”อันสัตว์โลกได้มาเป็น“อัตตภาวะ”น้ี ไม่ใชม่ ันจะสลายสญู ไปไดง้ ่ายๆ จนกระทงั่ ศาสดาผยู้ ง่ิ ใหญข่ องโลกมากหลายลว้ นตา่ งยนื ยนั79 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

คนผูม้ คี วามเหน็ ผิด ในเร่ือง“อัตตา” ที่พระพทุ ธเจ้า ตรสั เรียกว่า “นิรตั ตา” คอื ผปู้ ฏิเสธ “ความเปน็ อตั ตา”ใดๆหมด  ก็มอี ย่ ู80 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ตรงกันว่า “อัตตา”ในภาษาบาลี หรอื “อาตมัน”ในภาษาสนั สกฤตนี้มภี าวะนริ นั ดร ไมม่ ีสูญสลาย การยึดมั่นถือม่ันว่า“อาตมันหรืออัตตา”มีภาวะนิรันดรนี้ เปน็ ผมู้ ี“สัสสตทฏิ ฐิ”๑๐๐% คอื คนมคี วามเหน็ ว่า จะอย่างไรๆ“อตั ตาหรืออาตมัน”ก็ยังมีอยู่นริ นั ดร ผทู้ บี่ รรล“ุ อรหตั ตภาวะ”หรอื “อรหตั ตผล”ของตนในตนจรงิ แท้ จงึ จะรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ในภาวะทต่ี นบรรลตุ ามขอ้ ๘-๙-๑๐ของ“มลู สตู ร”(พระไตรปฎิ ก เลม่ ๒๔ ขอ้ ๕๘) ซง่ึ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ไว้ วา่ข้อ ๘ ภาวะของ“วมิ ตุ ต”ิ (ความหลดุ พน้ )ทวี่ ่า เปน็ “แกน่ ”(สาร)ก็ดีข้อ ๙ ภาวะของ“อมตะ”(ความไมต่ าย)ทว่ี ่า เปน็ “ทีห่ ย่ังลง(โอคธา)”กด็ ี ขอ้ ๑๐ ภาวะของ“ปรนิ พิ พาน”(การดบั สนิ้ รอบ)ทวี่ า่ เปน็ “ทสี่ ดุ ทา้ ยสดุ แหง่ บทจบสดุ ทา้ ย(ปรโิ ยสาน)”กด็ มี ภี าวะแทภ้ าวะจรงิ อยา่ งไร?ลึกซึ้งลึกล�้าสลับซ�้าสลับซ้อนกันอยู่ไฉน? แตกต่างกันอย่างไร?เหมอื นกันอยา่ งไร? ความเปน็ “อัตตา”หรือ“อตั ตภาวะ”ของคนน้ี มันมีแน่ๆมีเป็นของคนจริงๆ คนผู้มีความเห็นผิดในเรื่อง“อัตตา”ท่ีพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า “นิรตั ตา” คอื ผปู้ ฏเิ สธ“ความเป็นอัตตา”ใดๆหมด ก็มีอยู่ หรือผู้มิจฉาทิฏฐิท่ีมี“อัตตวาทุปาทาน” (การยึดมั่นได้แค่ค�าพูดว่าเป็นตัวตน) ซึ่งยึดม่ันในภาษาท่ีว่า“อนัตตา”นั้น ต้องแปลว่า“ไม่ใชอ่ ตั ตา” แลว้ กย็ ดึ ม่ันยนื ยันวา่ “อัตตา”ไม่มี อยทู่ ี่ไหนๆกไ็ ม่ใช่อตั ตา หากผู้ใดยังเห็นวา่ “อตั ตา”ยังมี ไม่วา่ จะมอี ยู่ท่ใี ด ไม่ว่าอยใู่ นตน หรอื อยนู่ อกตนในท่ไี หนๆ ก็ไม่มที ัง้ นัน้81 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ผนู้ นั้ มจิ ฉาทฏิ ฐิ เพราะไมม่ อี ะไรเปน็ “อตั ตา”นี้ เขายนื ยนั วา่“อนัตตา”ตอ้ งแปลวา่ “ไม่ใช่อัตตา” เพราะอะไรๆก็“ไม่ใช่อตั ตา” นแ่ี หละคอื ผทู้ ม่ี “ี อตั ตวาทปุ าทาน”แทๆ้ เพราะเปน็ ผยู้ ดึ มนั่ได้แคค่ �าพูด(วาทะ) เท่านัน้ ว่าเป็น“อัตตา” หรือเป็น“ตวั ตน” พระพุทธเจ้าทรงสอนเร่ืองความเป็น“อัตตา” และตรัสถึงความเปน็ อตั ตา-อนัตตาอย่างมีนัยสา� คัญทัง้ นั้น เพราะเปน็ เนือ้ หาที่ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ต้ังแต่ต้นคือ“สักกาย”(องค์ประชุมความเป็นตวั ตนของตน) จนเปน็ ทีส่ ดุ แหง่ ทส่ี ดุ คอื “อนัตตา”(ความไมม่ ตี วั ตน) ผู้“มิจฉาทิฏฐิ”ชนิดนี้จะ“ตีท้ิง”อัตตาไปเลย ไม่ให้ค่าความเปน็ “อตั ตา”วา่ มใี นทใ่ี ดๆ เพราะเชอื่ วา่ “อตั ตาไมใ่ ชต่ วั ตน”จึงเป็นผู้ยึด“อัตตา”ได้แค่“ค�าพูด”เท่าน้ัน คนเช่นนี้แหละชือ่ ว่า “อตั ตวาทปุ าทาน” การยดึ มนั่ ถอื มน่ั วา่ “อาตมนั หรอื อตั ตา” ไมม่ ใี นทใี่ ดๆนี้ เปน็ผมู้ “ี อจุ เฉททฏิ ฐ”ิ ๑๐๐% คอื คนมคี วามเหน็ วา่ จะอยา่ งไรๆ “อตั ตาหรืออาตมนั ”ก็ไม่มีเลย(นิรตั ตะ) จริงๆน้ัน“อัตตภาวะ”ของคนแต่ละคนมีอยู่แน่ แม้ถึงขั้นผู้บรรลุอรหันต์แล้ว ที่ยัง“ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” ก็จะเหลอื “วบิ าก”อาศัยอยู่ ยงั ไมส่ ญู จงึ ยังชอ่ื วา่ “อัตตภาวะ”อย่เู ช่นกัน แต่อรหนั ตท์ ่าน“ไมล่ กึ ลับ” ในความเปน็ “อตั ตภาวะ”ในตัวของทา่ นแลว้ สว่ นเจา้ ตวั แตล่ ะคนจะตอ้ งเสวยผล“อกศุ ลวบิ าก หรอื กศุ ลวิบาก”ก็ย่อมเป็นไปตามแต่เจ้าตัวจะมี“วิบาก”ของตนอย่างไรแค่ไหน ทที่ า� ไวจ้ รงิ เป็นจริงแตล่ ะคน82 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

นี้แหละคือ “ทรัพย์แท้ๆของคนจริงๆ”ที่เกิดจาก“กรรม”หรือ“การกระท�า”แท้ๆ ที่ตนจะต้องรับเต็มๆ ไม่ขาดหกตกหล่นไปไหนแมแ้ ตน่ ้อย ไม่ระเหยไมร่ ะเหดิ เลย (จบฉบบั ท่ี ๒๘๙) คนทุกคนมี“กรรมเป็นของของตน” (กัมมัสสกะ)ซ่ึงจริงๆย่ิงกวา่ ลาภยศสรรเสรญิ โดยเฉพาะ“สขุ ”ทเี่ กดิ จาก“กาม”จาก“อตั ตา” “กรรม”คือ “การกระท�า”ท่ีตนท�าลงไปแล้วจริงนี้แหละ(กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม) ท่ีคนได้“กระท�า”จริง แล้วประเด็นส�าคัญยิ่งก็คือ “ท�า”แล้วเรา“ผูกลงไปในใจ”จริงๆ หรือ“ใจยึดเองจรงิ ๆ”โดยเรา“ชงั หรือชอบ”นัน่ เอง ทเี่ ปน็ “ผล”สง่ั สมลงตกตะกอนเรยี กวา่ “อนสุ ยั ”ในจติ สะสมเป็น“ของตน” จนเป็น“ตน” เปน็ “สมบตั ”ิ เปน็ “ทรัพย”์ เพราะมันเป็น“ความยดึ อยใู่ นจิต” เรียกวา่ “อุปาทาน” ถ้า“ไมย่ ึด” ก็ไมม่ “ี อปุ าทาน”น้ัน “จิตท่ียึดภาวะนั้นอยู่ด้วยอุปาทาน”น้ีแหละคือ “อัตตา”จนกว่าหลุดพ้นความเป็นอัตตาน้ันได้อย่างเป็น“วิชชา ๘”สัมบูรณ์จึงจะอาศัย“อัตตภาวะ”นั้นอยู่อย่าง“สมาทาน” เพราะ“ไม่ลึกลับในความเปน็ อตั ตา”นั้นแล้วจริง ซง่ึ ก็คอื ค�าวา่ “อรหตั ตา”นี่เอง กต็ อ้ งขออภยั ตอ่ ทา่ นผเู้ รยี นรบู้ าลมี าอยา่ งดี ทอี่ าตมาแปลค�าวา่ “อรหตั ตา”ว่าอยา่ งน้ี มนั เป็นความเหน็ จริงตามสภาวธรรมที่อาตมาเห็นจรงิ ในความมีจรงิ อย่างนี้จรงิ ๆ83 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ไมใ่ ช่จะดือ้ ดงึ ดันทรุ ัง แปลอย่างอวดดี แปลไปใหป้ รมตั ถ-ธรรมเสยี หายอะไรดอก “อัตตา”นี้แลที่หลง“ยึด”(อุปาทาน)กันอยู่จริงด้วยอวิชชาผู้“พ้นอวชิ ชา”หมดเกลยี้ งไดจ้ ริง กห็ มดยึดอยา่ ง“อุปาทาน”ไดจ้ ริงจึง“ยึดอยู่”อย่าง“สมาทาน” คืออาศัย“อัตตา”ที่สะอาดจาก“อุปาทาน”หมดสิ้นเกล้ียงแล้วนี้อยู่เพื่อประโยชน์อันพึงอยู่ต่อไปซ่ึงกเ็ พื่อประโยชน์ผอู้ ่นื เทา่ นน้ั เพราะ“ประโยชนต์ น”นั้นหมดสิน้ แล้ว “ประโยชนต์ น”คือ“การลา้ งความยึดตัวตน”ใหห้ มดสน้ิ เม่ือหมดส้ิน“ความยึดในความเป็นตน-เป็นของตน”ได้เดด็ ขาดจริงก็จบกิจใน“ประโยชน์ตน” เรอ่ื ง“การยดึ ”หรือ“ไม่ยดึ ”นี้แหละ ที่พระพุทธเจ้ามีทฤษฎีให้ปฏิบัติ“ล้างภาวะท่ียึด”ได้จริง เป็นระดับ“ต้น-กลาง-ปลาย”ที่เรียกว่ากิเลสระดับ“กามราคะ”แล้วก็ข้ัน“รูปราคะ” และท่ีสุดข้ัน“อรปู ราคะ” กระทงั่ ทเี่ หลอื เปน็ ลกั ษณะอน่ื ๆอกี อนั ยงั หยาบ-กลาง-ละเอียด ซง่ึ เปน็ ประโยชน์ หรือเปน็ โทษ และ“ความเปน็ ตน-เปน็ ของตน”เปน็ โทษ-เปน็ คณุ อยา่ งไร?“ความไม่เป็นตน-ไม่เป็นของตน”น้นั เปน็ โทษ-เป็นคณุ อยา่ งไร? ก็ก�าจัดท่ี“ภาวะเป็นโทษ”ให้หมดไปจากจิต เหลือไว้ใช้แต่ส่วนท่เี ป็นประโยชน์ ท่ีสุดจึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความเป็นอนัตตา”ของจติ ของวิญญาณจรงิ วา่ มนั เกิดขึ้น มนั ดบั ไป อย่างไร?84 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

กระทง่ั ท�าให“้ สญู ”นนั้ ท�าอย่างไร? ตอ้ ง“ตวั ใจจรงิ ” เปน็ “ภาวะ”ทสี่ ามารถ“สมั ผสั ร”ู้ อยา่ งรจู้ กัรู้แจ้งรจู้ ริงทุกข้นั ตอน เมื่อปฏิบัติ“สัมมาทิฏฐิ”ก็จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ภาวะ”ต่างๆดังกล่าวน้ัน จนกระท่ังมีทฤษฎีปฏิบัติท่ีจะก�าจัด“อุปาทาน”ที่เราหลงยึดเหล่าน้ันได้ส�าเร็จแท้จริง ที่มันอยู่ใน“ขันธ์ ๕”ของคนทุกคนท่อี วชิ ชา คือ “รูปูปาทานักขันธ์-เวทนูปาทานักขันธ์-สัญญูปาทา-นกั ขันธ์-สังขารูปาทานักขนั ธ์-วิญญาณูปาทานกั ขันธ์” กระทง่ั สนิ้ “อปุ าทาน”ไปจาก“ขนั ธ์๕”ของตนเปน็ ผมู้ “ี ขนั ธ์๕”ท่ีไม่ม“ี อปุ าทาน” ก็เป็น“อรหนั ต์” ไมล่ กึ ลับในอวชิ ชาทง้ั หลายแลว้ “อปุ าทาน”ใน“ขนั ธ์ ๕”นแ้ี หละตวั การทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั รวู้ า่เปน็ “ตัวทกุ ขอ์ รยิ สจั ” ผมู้ “ี สมั มปั ปญั ญา”กจ็ ะรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ดว้ ย“ญาณ”อนั พเิ ศษทเี่ รยี กวา่ “อญั ญา” และความรใู้ นทฤษฎที ง้ั หมดนนั้ เรยี กวา่ “วชิ ชา” ทง้ั “อญั ญา” และ“วชิ ชา” เปน็ ความรทู้ ป่ี ระเสรฐิ เหนอื ความรสู้ ามญั ของปถุ ชุ นมนษุ ยโ์ ลกยี อ์ ยา่ งแทจ้ รงิ เกดิ ไดท้ ใี่ ครผนู้ น้ั จะรเู้ องเป็น“ปจั จัตตัง” จึงจะสามารถก�าจัด“อุปาทาน”ให้ส้ินเกลี้ยงไปจาก“ขันธ์ทัง้ ๕” ไดแ้ ก่ “รปู -เวทนา-สัญญา-สงั ขาร-วิญญาณ” “อปุ าทาน”นเ้ี ปน็ “จติ อวชิ ชา”ชนดิ หนง่ึ ทมี่ นั “โง”่ จรงิ ๆ มนั จงึ“สะสม”อะไรตอ่ อะไรทีไ่ มน่ ่าสะสมใส่ตนจริงๆ การสะสม“กาม” สะสม“อัตตา”ใส่ตนเป็นต้น น้ีคอื “กรรม85 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

บาป” “กาม”นัน้ เม่อื สะสมลงไปในตน ก็เป็น“วบิ ากบาปของตน”(ผลกรรมทตี่ นทา� แลว้ จรงิ )ในตน กเ็ ปน็ “ตน”(อตั ตา) เปน็ “ของตน”(อตั ตนยี า) เป็น“ทรัพย์แท้”ส�าหรับแต่ละคน เป็น“สมบัติ” เรียกโดยศัพทว์ ่า เปน็ “อตั ตา” ซงึ่ กค็ ือ เป็น“ตน”นนั่ เอง ท�าเสร็จก็สะสมเปน็ “วบิ ากบาป” “วิบากบาป”จึงเปน็ “ตน” เปน็ “อตั ตา”แท้ “บาป” คือ “กิเลส” “กิเลส”นแ่ี หละท่ีเปน็ “ทรพั ย์แท”้ ของ“ตน”แน่ “ทรัพย์”ท่ีตนหลงยึดว่า“เป็นตน”(อัตตา)-“เป็นของตน”(อตั ตนยี า) จริงๆ ด้วย“อวิชชา” จงึ ตอ้ งเรยี นร“ู้ ตัว”อตั ตาพวกน้ีใหร้ จู้ กั รแู้ จง้ เหน็ จรงิ “ภาวะ”ทเี่ ปน็ ตวั จรงิ ๆของมนั ในตน แลว้ จงึจะก�าจัดมนั ถูก“ตัวตน”หรือ“อตั ตา” “อัตตา”ไม่สามารถ“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ด้วยแค่“ตักกะ” คือการไตร่ตรองเอาตามเหตตุ ามผล(อตกั กาวจรา) เทา่ น้นั “อัตตา”ไม่สามารถ“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ได้ด้วยแค่“ค�าพูด”ภาษา แล้วใชภ้ ูมปิ ญั ญาขบคดิ จนเข้าใจทะลุแจ้งจากแคค่ �าพดู หรือไมส่ ามารถรโู้ ดยการรูม้ าจากภาษาค�าพูดแล้ว ก็มาค้นหาความจริงดว้ ยปฏบิ ตั ใิ ชก้ รรมวิธนี งั่ หลบั ตาสมาธิ ให้เกดิ ญาณวิเศษใดๆ แบบไหนกต็ าม เพื่อรอู้ ัตตานนั้ -อตั ตาน้ี กไ็ มใ่ ช่การรูจ้ ักรูแ้ จ้งรจู้ ริงความเปน็ “อตั ตา”ถกู ตอ้ งจรงิ แทแ้ นน่ อน เปน็ เพยี ง“มโนมยอตั ตา” ทรี่ ไู้ ด้ดว้ ย“สญั ญา”อยู่ในภาวะ“รปู สญั ญา”หรอื “อรปู สัญญา”เทา่ น้ัน แต่ต้องสัมผัสเห็น(ปัสสติ)จากภายนอกตามท่ีพระพุทธเจ้า86 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ตรัสยืนยันไว้ว่า “สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ส�าเร็จอิริยาบถอยู่ทั้งอาสวะ(อัตตาขั้นปลายสุด)ของผู้นั้นก็หมดส้ินแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญายิ่ง” จึงจะนบั วา่ “บรรลุธรรมแบบพทุ ธ” ถ้าไม่ใช่“สัมมาสมาธิ”ตามแบบของพระพุทธเจ้า แม้จะท�าจิตที่ลึกล้�าหย่ังเข้าไปรู้อย่างลึกลับ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเปน็ “สวากขาตธรรม”แบบของพระพทุ ธเจา้ “สวากขาตธรรม” ไดแ้ ก่ ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะพงึ เหน็ ประจกั ษช์ ดั ดว้ ยตนเอง มาพสิ จู นด์ ว้ ยตนไดเ้ ลย(สนั ทฏิ ฐโิ ก) ไมว่ า่ ยคุ สมยั ไหนไมข่ นึ้ กบักาลเวลา พสิ จู นไ์ ดเ้ สมอ(อกาลโิ ก)ควรเรยี กใหม้ าดู เชญิ ชวนใหม้ าชมและพิสูจน์ หรือท้าทายต่อการทดสอบ เพราะเกิดจริงเป็นจริง(เอหิปัสสิโก) ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจเป็นของสูงท่ีควรโน้มมาให้แก่ตนเองอยา่ งยิง่ (โอปนยิโก) อนั วิญญชู นพงึ รเู้ ฉพาะตน ทา� ใหก้ ันไม่ได้เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ท่ีในใจของตนนี่เอง(ปัจจัตตัง เวทติ พั โพ วิญญหู )ิ ผรู้ ไู้ ดแ้ คภ่ าษา“คา� พดู ”(วาทะ)แตไ่ มไ่ ดส้ มั ผสั “ปรมตั ถธรรม”ตวั จริง ก็คือผยู้ ดึ ได้แค“่ ค�าพดู ”(วาทะ)เปน็ “อัตตา”(อตั ตวาทุปาทาน) “อตั ตวาทุปาทาน” นี้ หมายความวา่ ผู้นน้ั ไมไ่ ดร้ ู้จกั รู้แจง้รจู้ รงิ จากสัมผสั ภาวะท่ีเปน็ “อตั ตา”นั้นจริง เปน็ เบ้อื งต้นเลย “อตั ตา”(ตวั ตน)ตวั ทเ่ี ราสมั ผสั ของแทอ้ ยดู่ ว้ ย“อธปิ ญั ญาสกิ ขา”เรยี กวา่ “สกั กายะ” จงึ จะชอ่ื วา่ ผ“ู้ พน้ สกั กายทฏิ ฐสิ งั โยชน”์ ขอ้ ๑ สว่ นผู้ท่ยี ังไม่เกิด“ญาณ”อันได้จาก“อธปิ ัญญาสกิ ขา” ท่ไี ด้ศึกษาปฏบิ ัตมิ าเกดิ “อธิศลี สิกขา” และเกดิ เจริญ“อธิจิตสกิ ขา”87 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ถา้ เพยี งภาษาค�าพดู ท่ีรู้ ทไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ งั มาเทา่ นั้น หรือแมจ้ ะศกึ ษาคน้ ควา้ ขบคดิ จนเขา้ ใจทะลปุ รโุ ปรง่ ขนาดไหน ปานใด กย็ งั ไมช่ อื่ว่าได้สัมผัสความเป็น“อัตตา”ท่ีเปน็ “ปรมตั ถธรรม” หมายความว่าไดส้ ัมผสั “จติ -เจตสิก-รูป-นิพพาน”อย่างเปน็ ของจริง เร่ิมจาก“อตั ตา”ตวั จรงิ ซึ่งตามภาษาเรยี กกค็ ือ “สกั กาย”(องคป์ ระชมุ รปู นามของตน)นน้ั แหละ ผไู้ ดส้ มั ผสั ของจรงิ ดว้ ยตนแทๆ้ จงึจะเป็นผ“ู้ พน้ สักกายทฏิ ฐิสงั โยชน์”ตามจริง แม้จะรู้เป็น“ความรู้”ท่ีผู้รู้สามารถรู้จนคนในโลกนับว่าเป็นปราชญข์ นาดไหนกต็ าม ตอ่ ใหส้ มั มาทฏิ ฐอิ กี ดว้ ย ทเ่ี รยี กวา่ “ปรยิ ตั ”ิสมั มาทิฏฐแิ ลว้ แตถ่ า้ ยังไม่มีการ“สมั ผสั ๖”ขนั้ ต้นทางภายนอกอยู่ด้วยอย่างเห็นๆกันหลัดๆบัดนั้นเลย(พหิทธารูปานิ ปัสสติ) ซึ่งนับว่ามี“ญาณ”รู้จักรแู้ จง้ ร้จู รงิ “ตัวตน” ก็ยังไม่ถือว่า “พ้นอัตตวาทุปาทาน” แค่เป็นผู้มีภูมิรู้แค่เพยี ง“วาทะ”หรอื คา� พดู ทไี่ ดเ้ รยี นรมู้ าหรอื ขบคดิ ทะลปุ รโุ ปรง่ เทา่ นน้ั ต้อง“สัมผัสของจริงแห่งภาวะตัวตน”คือ สัมผัส“จิต-เจตสิก”นั้นได้ ในขณะที่มี“องค์ประชุม”ที่เรียกว่า“กาย”อยู่โดยมีทวารภายนอกสมั ผัสสมั พนั ธอ์ ย่โู ทนโท่ จึงช่ือว่า “พน้ สกั กายทฏิ ฐิ”ท่ีเปน็ “สงั โยชน์”ข้อตน้ ส แปลว่า ตวั , ตน, ของตน, เปน็ ไปกับ “สก”หรอื “สกั ”แปลวา่ อันเป็นของตน “กาย”แปลวา่ องคป์ ระชุม, องคป์ ระกอบหรอื องคร์ วม ของรปู และนาม ทง้ั ภายนอกและทง้ั ภายใน หรอื หมวดแหง่ เจตสิกธรรมไดแ้ ก่ เวทนา สัญญา สงั ขาร (นามเปน็ หลัก)88 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

“สกั กาย”กห็ มายถงึ องคป์ ระชมุ ของรปู ถงึ ขน้ั อรปู และนามทั้งภายนอกและภายในอนั เปน็ ของตน..น้ันๆ “สกั กาย”น้ีแหละ“ตวั ตน”(อตั ตา)ตวั แท้ แม้จะรเู้ ป็นสมั มาทิฏฐิแล้ว รดู้ ีแลว้ ก็ยงั ตอ้ งร“ู้ วิธีปฏิบตั ิ”ให้สมั มาทฏิ ฐอิ ีก รแู้ ลว้ กต็ อ้ งไปลงมอื ปฏบิ ตั อิ กี ตามวธิ ที รี่ มู้ าอยา่ งสมั มาทฏิ ฐินั้นให้เป็น“สัมมาปฏิบัติ” คือ ปฏิบัติถูกต้องด้วย กระท่ังเกิดผล”(ภาวนา) จึงต้อง“ชอบแล้วท้ังรู้”(สัมมาทิฏฐิ) และ“ชอบแล้วท้ังปฏิบตั ”ิ (สัมมาปฏิบตั ิ) ตอ้ งสมั ผสั “ตวั ตน”ทเ่ี รยี กวา่ “สกั กาย”เปน็ ขน้ั ตน้ จงึ จะเปน็ ผู้“พ้นอตั ตวาทุปาทาน” แล้วต้อง“สามารถท�าให้กิเลส”น้ันลดละจางคลายลง(อธิจิตสิกขา)ก็“ตามเห็นความลดละจางคลาย”นั้นอย่างเห็นๆ(วิราคานุปัสสี) จึงจะชื่อว่า“พ้นสีลัพพตปรามาส” คือ พ้นภาวะท่ีได้รู้ไดส้ มั ผสั “ตัวตนกิเลส”อย่จู ริง และไดท้ �าให้กเิ ลสลดละลงได้จริง ไมใ่ ชแ่ ค“่ ตวั ตนของกเิ ลส”เรากล็ บู คลา� ตวั ตนมนั อยแู่ ทๆ้ แต่ยังไมท่ า� ใหม้ ันลดละลง ถ้าแม้จะสัมผัสตัวตนของกิเลสนั้นอยู่ แต่ปฏิบัติไม่ท�าให้กเิ ลสลดละจางคลายลงได้ กเ็ รยี กวา่ “ไม่พน้ สลี พั พตปรามาส” คอื เมอ่ื สมั ผสั “สกั กาย”ของตนอยอู่ ยา่ งรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ แลว้ไมส่ งสยั ขอ้ งใจเลยก“็ พน้ วจิ กิ จิ ฉาสงั โยชน”์ แตย่ งั ปฏบิ ตั ทิ า� ใหก้ เิ ลสลดลงยังไม่ได้ ก็ยัง“ไม่พ้นสังโยชน์ข้อ ๓”คือ ยังไม่พ้นสีลัพพต-ปรามาสสงั โยชน์89 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

ถา้ ปฏบิ ตั ิถูกตรงตามพระวจนะ ก็จะมีภาวะทกุ อยา่ งยืนยนัตามคา� ตรัสชดั เจนได้ ดังท่ีไล่เลียงมาใหเ้ ห็นคร่าวๆนี้ ทสี่ ดุ ถงึ ขนั้ “กเิ ลสดบั ”กม็ “ี อธปิ ญั ญาสกิ ขา”ตามเหน็ “กเิ ลสนั้นๆดบั ”อยู่แทๆ้ เรยี กวา่ ม“ี นโิ รธานุปสั สี” คือ ตามเห็นความดบั ซึ่งมีกระบวนการของ“ปัญญา”ตามรู้การปฏิบัต(ิ มี“อนุทิฏฐิ”ตามร)ู้ ทเี่ กดิ ผลว่า เปน็ อยา่ งไร ถูกตอ้ งหรอื ไม่ ก็ตอ้ งตรวจสอบผลอีกไปเสมอ หมดเกล้ียงหรือยังก็ต้องท�าก�าจัดแล้วก�าจัดอีก จึงจะกา� จัดมันเปน็ ผลลงได้ ถงึ ขนั้ หมดสิน้ เกลี้ยงสนิทสา� เรจ็ ได้แท้ ถ้าผู้มีความรู้“ปริยัติ”แม้จะสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้ายังไม่ได้สมั ผัส“สักกาย”ที่เปน็ “อัตตา”ข้นั ตน้ เลย คือ“สกั กาย”น้ีไดจ้ รงิ ผู้น้ีคอื ผยู้ งั ไม“่ พน้ อตั ตวาทปุ าทาน” หมายถงึ ผรู้ “ู้ อตั ตา”แตเ่ พยี งภาษาคา� พดู คอื วาทะแคน่ น้ั การปฏบิ ตั เิ ชน่ น้ี คอื การปฏบิ ตั แิ บบพทุ ธ ดว้ ย“ไตรสกิ ขา”และจิตเกิด“บุญ” ถ้าเป็น“กรรมบุญ” คือ การกระท�าที่เป็น“บุญ” ปฏิบัติ“ทาน”กด็ ี ปฏบิ ตั อิ น่ื ๆก็ตาม “บญุ ”คอื “การชา� ระกเิ ลส” “บญุ ”ไมใ่ ชส่ มบตั ิ บญุ สะสมไมไ่ ด้สา� หรบั ผู้ท“่ี ท�าบญุ ”เป็นการชา� ระกเิ ลสถูกต้องเป็นจริง..จริงๆ “บาป”ให้ผลเปน็ “ความทุกข”์ คือ นรก “บุญ”ให้ผลเป็น“ความไม่ทุกข์ไมส่ ขุ(อทุกขมสุข)ตามท่ีชาวโลกีย์เขาเป็นกัน ซ่ึงเป็นสภาพที่“ส้ินนรกส้ินสวรรค์”แลว้ เพราะเปน็ ผู“้ ส้นิ บุญส้ินบาป”(ปุญญปาปปริกขโี ณ)แล้ว แมจ้ ะมีผู้แปล“บุญ”ว่าเปน็ “ความสขุ ”กเ็ ปน็ “ความสขุ สงบ90 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ชนิดพิเศษ”(วูปสมสุข,อปุ สมสุข,ปรมงั สขุ ังคอื ย่ิงกวา่ สขุ ทช่ี าวโลกมกี นั เปน็ กัน) นแี้ หละทเี่ ปน็ เปา้ ” จดุ สา� คญั ของสตั วท์ ชี่ อื่ วา่ “คน” ทง้ั ทใ่ี นตอนเปน็ ๆ และตอนตายไปแลว้ “ทรัพย์”น้ีจะส้ินไป “ทรัพย์”ที่ตนหลงว่าไดจ้ ริง เปน็ ทกุ ขห์ รอื เปน็ สขุ เป็นนรกหรือเปน็ สวรรค์ หรือ“ไม่ทุกข์ไม่สุข”ท่ีเป็น“อุเบกขา”แบบโลกียะก็มี แบบโลกุตระก็มี ล้วนชดั เจน “สุข”ท่ีคนโลกีย์พากันเสพอยู่น้ันเป็น“สุขเท็จ”มีภาษาบาลีเรียกขานว่า “สขุ ัลลกิ ะ”(สุข+อลกิ ะ)นัน่ แหละ แต่“ทุกข์”นั้นเป็น“ทุกขสัจ” เรียกว่า “ทุกข์จริง”(สัจจะ)มใิ ช่“ทุกขเ์ ทจ็ ”(มิใชท่ ุกขลั ลกิ ะ) เพราะคนท่ีเป็นผู้ประเสริฐ(อาริยะ)แล้วจะมีปัญญาญาณรู้เห็นชัดแจ้งว่า “ทุกขสัจ”น้ีมันถูกฝังเป็น“วิบากบาป”ลงไปในจิต ด้วย“อวิชชา”แท้ๆ ตกผลึกผนึกแน่นนอนน่ิงอยู่ในก้นบ้ึงของจิต ตัวน้ีแหละคอื “อนสุ ยั ” แลว้ หลงผกู มดั มนั ไวท้ า� หนา้ ท“ี่ เหตแุ หง่ ทกุ ข”์ อยู่ต่อไป ไม่ยอมปล่อยวาง จึงได้ชื่อว่า “อุปาทาน” เป็นพลังงานทางจิต หมกตัวในจิตซึ่งมีฤทธิ์บาปอยู่ในตัว คือ “พลังงานศักยะ”(potential energy)ในจิตคน เมอื่ เจา้ “อปุ าทาน”นเ้ี คลอ่ื นไหวตวั ออกมาทา� งานตามหนา้ ท่ีแหง่ “บาป”ของมนั เรียกมันวา่ “ตณั หา” ก็คอื “พลังงานจลนะ”(kinetic energy)ในจติ คน เปน็ พลงั งานออกฤทธต์ิ ราบทมี่ โี อกาส และ91 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ยงั ไมถ่ ูกก�าจัดจนสน้ิ ไปจากจติ มนั จึงสิงสู่อย่ใู นตนดว้ ย“อวชิ ชา”ไปช่ัวกาลนาน จนกว่าจะได้พบโลกตุ รสัจจะ ทีน้ี ผู้เป็น“อาริยะ”ชื่อว่า“ผู้ประเสริฐ”ก็เพราะเป็นผู้มีภมู ปิ ญั ญาสามารถเรยี นรู้ และปฏบิ ตั พิ สิ จู นจ์ นรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “ตวั ตนของกิเลส”(อัตตา) เป็น“สัจจะ”ข้ัน“ปรมัตถ์” ซ่ึงรู้ได้ท้ังตัว“ทุกข์”ตวั “เหตุแหง่ ทกุ ข”์ คือ ตัณหา มญี าณ“สมั ผัส”ตวั ตนของมนั ทเี ดียว และสามารถ“ดับตัณหา”ตัวนี้ให้“ดับส้ินสูญสนิทไปจากจิตใจ”ได้จริง ด้วยการปฏิบัติ“มรรคอันมีองค์ ๘” กระท่ังท�าให้“ตัณหาดับ”เป็น“นิโรธ”ส�าเร็จแท้ ชนิดที่มี“จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง”ครบพร้อม“สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ส�าเร็จอริ ยิ าบถอยู่ ทงั้ อาสวะ(อตั ตาขน้ั ปลายสดุ )ของผนู้ นั้ กห็ มดสนิ้ แลว้ เพราะเหน็ ดว้ ยปัญญายิ่ง(สมั มปั ปญั ญา)” ถึ ง ท่ี สุ ด ข้ั น “ สั ญ ญ า เ ว ท ยิ ต นิ โ ร ธ ” ทีเดยี ว ฀ เมอื่ กเิ ลสตณั หานนั้ “ดบั สนทิ ”จรงิ แลว้ “กรรม”(การงาน,การกระท�า)ใดๆของคนผู้น้ีที่จะท�าต่อจากนั้นไป จึงไม่มี“กิเลสนั้น”เป็นตัวการ ท�าให้เจ้าของจิตใจ ต้องท�า“กรรม”ท่ีเกิดจาก“กิเลส”ตวั นั้นๆเป็น“เหต”ุ เพราะ“จิตใจ”เป็นประธาน“กรรม”ทุกอย่าง “กรรม”ที่ท�าต่อจาก“กิเลสตัณหาได้ดับไปแล้ว”ก็สิ้น“วิบากบาป”อันเกิดจาก“กิเลส”นนั้ ท่เี ปน็ “เหตุแท้”ไดอ้ ย่างเดด็ ขาด ถ้าหมด“กิเลส”จนกระท่ังสิ้น“อาสวะของกิเลส”(กเิ ลสาสวะ)นน้ั ๆไปทกุ ตวั ในตนกเ็ ปน็ อรหนั ต์ เปน็ ผ“ู้ หมดสน้ิ บญุ ”92 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ไมต่ ้อง“ทา� บญุ ”อีก นั่นคอื “ไม่ต้องช�าระกเิ ลสใดๆของตนในตนอกี แลว้ ” จบกิจแล้ว ผู้“จบกิจ”ชื่อวา่ เป็นผ“ู้ สิ้นบญุ สน้ิ บาป” (ปญุ ญปาปปริกฺขีโณ)หมดสิ้นสวรรค์หมดสิ้นนรกน้ีคือ ผู้สร้าง“คุณวิเศษ”อันประเสริฐ(อรยิ ะ)ให้แกต่ นได้จริงๆ ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า “คุณวิเศษ”ฉะน้ีแลท่ีเป็น“ทรัพย์แท้”แน่จริงยิ่งกว่า“ทรพั ยใ์ ด”อนื่ ๆทง้ั หลายอนั เปน็ “ของตน”(อตั ตา) “ของของตน”(อัตนียา) แม้แต่เน้ือหนังมังสาตับไตไส้พุงของตนท่ีอยู่ในตนตดิ อยกู่ ับตนแทๆ้ กย็ งั “ไม่ใชท่ รัพยแ์ ท”้ ของตนเท่าเลย ไม่ต้องไปกล่าวถึงทรัพย์สินเงินทองข้าวของลาภยศสรรเสรญิ สขุ ใด เพราะมนั พรากจากตนแน่ และกอ่ นเนอ้ื หนงั เราดว้ ย ดงั นั้น ผู้ทย่ี ังมีความเปน็ “เทวนิยม”ไมว่ ่า จะนับถือศาสนาอน่ื ใดหรอื ศาสนาพทุ ธก็ตาม ท่ียังยึดถือ“จติ วญิ ญาณ”เปน็ “อตั ตา”(อาตมัน)อยู่ เฉพาะอย่างยิ่งผู้ท่ียึดว่า“อัตตา”จักมีอยู่ตลอดกาลนริ นั ดร นนั่ คอื ผยู้ งั ไมห่ มดสนิ้ บาปสนิ้ บญุ ดว้ ยการ“ลา้ งบาป” โดยการ“ท�าบุญ” คือ “ท�าการช�าระกิเลสสันดานของตนให้หมดจด” (สนั ตานัง ปุนาติ วิโสเธต)ิ ซึ่ง“ตน”ต้องศึกษาเรียนรู้จนสามารถมีญาณหยั่งรู้เข้าไปรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “ตวั ตนของ กเิ ลสของตน”(สกั กายะ-อตั ตา-อาสวะ) และก�าจัดกิเลสของตนด้วยตนเอง คนอื่นก�าจัดกิเลสหรือ“ล้างบาป”ให้แก่ตนไม่ได้ ทุกคนต้อง“ล้างบาป”ของตนเอง ด้วยความรู้ท่ีสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติก�าจัด“ละลดล้างเลิก”ด้วยการปฏิบัติที่“สมั มาปฏบิ ตั ”ิ มผี ลจนสดุ ทา้ ยเปน็ “สมั มาปฏเิ วธ”บรบิ รู ณส์ มั บรู ณ์93 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

จงึ จะ“หมดบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปรกิ ขฺ ีโณ)จริง “คนอนื่ ”สามารถช่วยเราไดแ้ ค่บอกวิธี บอกความรู้แก่เราเท่านั้น ส่วน“บาป”จะลด“กิเลส”จะหมดได้นั้น ต้องน�าความรู้ที่สมั มาทิฏฐนิ ้ันมาปฏบิ ตั เิ อง บาปหรือกเิ ลสตนเองจงึ จะลด-จะล้าง-จะจางคลาย ท่สี ดุ ดับสน้ิ ได้ แต่เพราะยงั ไมไ่ ด้เรยี นรู้ หรอื เรียนแต่ไม่สมั มาทฏิ ฐิ ก็ไมร่ ู้จักรแู้ จง้ ร้จู รงิ ความเป็น“อตั ตา ๓” จึงยงั ม“ี อตั ตา ๓”(โอฬาริกอตั ตา-มโนมยอตั ตา-อรปู อตั ตา) ยังเหลอื อัตตาอยูแ่ ท้จรงิ “เทวนยิ ม”ไมม่ ที ฤษฎ(ี ทฏิ ฐ)ิ เขา้ ไปรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “อตั ตา”(อาตมนั )จงึ ไมม่ ที างรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “อตั ตา” กไ็ มม่ ีวันจะลดจะหมด“อัตตา”ไปได้ตลอดกาล เพราะจ�านนต่อ“ปรมาตมัน”(พระเจ้า)เสียแล้วว่า พระองค์เป็นเจ้าของ“อาตมนั ”หรอื “อัตตา”ของตน ของคนทุกคน ของทกุสรรพสง่ิ ในเอกภพ ผู้ปฏิบัติตามค�าสอนของพระเจ้าไม่ขบถต่อพระเจ้า ขอให้ปฏิบัติให้บรรลุตามค�าสอนของพระองค์เถิด เจริญได้จริงทุกคนเพราะพระเจ้าคือภาวะแห่งคุณงามความดีแท้จริงสูงสุด เพียงแต่ท่านไมถ่ นัด“อนตั ตา” ความจริงนเี้ ป็นความจรงิ แท้ท่สี ุด “พระเจ้า”เป็นสุดยอดที่สุดแห่งที่สุดใน“กุศล” แต่ไม่มี“บญุ ”(มนี ัยส�าคัญต้องศกึ ษา) ดังนั้น ผู้ยอม“ตน”อยู่ใต้อ�านาจของปรมาตมันย่ิงเต็มที่เท่าใด ก็ย่ิงจริงเท่านั้น “ปรมาตมัน”เป็นเจ้าของ“อัตตา”(อาตมัน)94 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

จะบนั ดาลอย่างไร ตอ้ งเปน็ อย่างนนั้ ฝนื ไมไ่ ด้ ขบถไมไ่ ด้ ผ้ศู รัทธาจรงิ ควรท�าเช่นนัน้ ผู้ยึด“อาตมัน”คือ“อัตตา”อย่างมั่นคงปานฉะน้ี จึงไม่สามารถแก้ไขเปล่ียนแปลง“จิต”ของตนเข้าไปถึง“จิตต้นรากคือจิตไร้ส�านกึ ของตน”(อนสุ ัย = unconscious) ไดเ้ ลย ไมว่ า่ สายปญั ญา(philosophy) หรอื สายศรทั ธา(prophecy)ทจี่ า� นนตอ่ “ปรมาตมนั ”วา่ เปน็ ผเู้ ปน็ เจา้ แหง่ “อาตมนั ”(อตั ตา)ของเรา ตนจึงเข้าไปแก้ไข“จิตใจ”ของตนได้บ้างเพียง“จิตส�านึกสามัญ”(conscious)เท่านั้น แต่จะให้ครบถ้วนถึง“ช้ันลึกสุด”ระดับ“อนสุ ยั หรือจิตไร้สา� นึก”(unconscious)ของตนไม่ได้ เพราะไมม่ ที ฤษฎหี รอื ทฏิ ฐทิ จ่ี ะปฏบิ ตั เิ พอื่ เขา้ ไปจดั การ(อภิสังขาร)แก้ไขเปลี่ยนแปร“จิต”ของตนหรือ“อัตตา”(อาตมัน)ของตนชนิดที่เป็นทฤษฎีมีประสิทธิภาพถึงขั้นหยั่งเขา้ ไปรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”ได้แน่แท้ จึงแก้ไข“อาตมัน”หรือ“จิต”ที่เป็น“อัตตา”ของตน แม้แค่ข้ัน“จิตใต้ส�านึก”(subconscious)ให้เปล่ียนไปชนิดที่เปล่ียนแปลงใหไ้ ดอ้ ย่างเสถียร(sustainable)กย็ ังยาก หรือเปน็ ไปไมไ่ ดแ้ ลว้ เพราะ“จิต”น้ันเป็นประธานความเป็น“จิตนิยาม”หรือเป็นประธาน“ธรรม”ทั้งปวง (มโนปพุ พงั คมา ธมั มา) ดังนั้น ยิง่ จะท�าความเสถียร ใหเ้ ปน็ ผลส�าเรจ็ จรงิ แทไ้ ม่เปลี่ยนแปร ไม่เป็นอน่ื ไปอกี แล้วนิรันดร(forever) กย็ ง่ิ ไมม่ ีทาง เพราะทฤษฎีคือ“ทิฏฐิ”ที่จะสัมมาทิฏฐิเพ่ือก�าจัด“อัตตา”95 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ที่เปน็ ผี เป็นซาตาน เป็นมาร เปน็ “กเิ ลส”นนั้ ทาง“เทวนิยม”ไม่มี เพียงข้ัน“จิตใต้ส�านึก”(subconscious) “จิตขั้นกลาง”ที่จะล้วงเข้าไปจัดการ(อภิสังขาร) ยังยากมากแล้ว ยิ่งจะเปล่ียนแปลงอัตภาพของตนด้วยตนเองให้ครบถ้วนทุก“อัตตา”เป็นท่ีสุดถึงข้ัน“จิตไร้ส�านึก”(อนุสัย = unconscious)จึงท�าไม่ได้แนน่ อน ยงิ่ ยดึ ถอื วา่ “อตั ตาหรอื อาตมนั ”นนั้ คอื “สงิ่ นริ นั ดร” กย็ ง่ิจะอยจู่ ะมจี ะเปน็ ไปกบั ตน ตราบนริ นั ดรตามทีย่ ดึ ถอื นน้ั แล และใน“อัตตา”(อาตมัน)นั้นมันมี“วิบากบาป”(ผลของกรรมท่ีท�าให้ตกนรก)โดยเฉพาะผ้ยู งั “ทา� บญุ ”ไม่เปน็ เพราะยงั ไมส่ มั มาทฏิ ฐิ(มจิ ฉาทฏิ ฐ)ิ ในการ“ทา� บญุ ” จงึ ไมม่ ผี ลทชี่ า� ระกเิ ลสไดจ้ รงิ “ผลของกรรม”สว่ นมากกส็ ง่ั สมเปน็ กเิ ลสอนสุ ยักเ็ พราะ“ความไม่ร”ู้ (อวิชชา)ตามความเปน็ จรงิ หากไม่มีความรู้แบบพุทธ หรือแม้แต่ชาวพุทธเองท่ียังมจิ ฉาทฏิ ฐิ กไ็ มม่ สี ทิ ธหิ์ รอื ไมม่ ขี อ้ ปฏบิ ตั จิ ะหยงั่ รจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ในความเป็น“อัตตา”ซึ่งเปน็ “อรยิ สัจ ๔” ไดแ้ ก่ ภาวะของ“ตัวตน”(อตั ตา)ทเ่ี ปน็ ทกุ ข(์ ทกุ ขอรยิ สจั ) เปน็ “เหตแุ หง่ ทกุ ข”์ (ทกุ ขสมทุ ยั อรยิ สจั )อันเกดิ จรงิ มจี ริงในใจคน และเมอ่ื เรยี นรหู้ ลกั ปฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็ สมั มาทฏิ ฐิ สามารถปฏบิ ตั ิเขา้ ไปท�าการวิตกหรือวติ กั กะ(หยั่งเรยี นรใู้ นความดา� ริของตน) และวิจัยคือ การศึกษาค้นคว้าเลือกเฟ้นธรรมในธรรม(ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์)จนสามารถรูจ้ ักรแู้ จง้ รจู้ รงิ “ตวั ตนของวจิ าร”(ภาวะทีเ่ ป็น“จาร”ของตน อยา่ งวิเศษ ใน“ฌาน”เป็นต้น)96 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ซึ่งได้แก่พฤติของจิตตนที่เกิดที่เป็นไปต่างๆ ถึงขั้น“มโนปวจิ าร ๑๘ อยา่ งสา� คญั ทเี่ ปน็ เคหสติ เวทนา ๑๘ กด็ ี และเนกขมั มสิตเวทนา ๑๘ กด็ ี กระท่ังสามารถจดั การ(อภิสงั ขาร)กับความเป็น“อัตตา”ในตนได้จริงมี “ปุญญาภิสังขาร”(การจัดการกบั จิตอยา่ งวิเศษถึงขน้ั ชา� ระกเิ ลส) เปน็ ต้น สาย“เทวนิยม”ท่ีไม่มีทฤษฎีจะศึกษาเข้าไปรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สักกายะ”(ตัวตนข้ันต้นท่ีผู้ปฏิบัติรู้จักรู้แจ้งรู้จริงจนพ้นวิจิกิจฉา) “อัตตา”(กล่าวเรียกตัวตนทั่วไป ซ่ึงเป็นตัวตนกลางๆ) “อาสวะ”(ตัวตนขั้นปลายท่ีเหลือเล็กน้อยใกล้จะก�าจัดหมดสิ้น) ก็ไม่สามารถล้างกิเลส หรือก�าจัดกิเลสอย่างสัมมาทิฏฐิให้หมดสิ้นอนุสัยไปครบครัน“อริยสัจ ๔”ดว้ ย“โลกตุ รธรรม ๔๖” จึงไม่สามารถจัดการ(อภิสังขาร)“ตัวตน”(อาตมัน,อัตตา)ใหห้ มดส้ินอย่างเทีย่ งแท้ยัง่ ยนื แน่นอน ได้เดด็ ขาด เพราะเม่ือมีความเห็นความเช่ือม่ันยึดถือไปอย่างน้ันแล้ว(ยึดถือเทวนิยม ยึดถือพระเจ้าว่านิรันดร) ก็แน่นอนว่า ไม่สามารถจะมี“สมั มามรรค”ซ่ึงเปน็ เร่ืองลึกลา�้ จงึ ไม่อาจจะมที ฤษฎ“ี อรยิ สจั ๔”อยา่ งสมั มาทฏิ ฐิแนๆ่ ขออภยั อย่างมากจรงิ ๆที่ได้สาธยายมาถึงขัน้ น้ี ท่ีดูเหมือนพูดไม่ดี กข็ อแจ้งจากใจจรงิ ใจแท้ว่า ไม่ได้มีเจตนาจะยกตนข่มท่านหรอื อวดดบิ อวดดใี หค้ นเหน็ เปน็ วา่ ดชู า่ งเหนอื ผอู้ น่ื ลทั ธอิ นื่ เสยี จรงิ แต่อาตมาเล่ียงไม่ได้ มันเป็นความจริงที่อาตมาเห็นว่าจ�าเป็น และอาตมาก็มั่นใจในความจริงใจของตนจริงๆว่า อาตมาไม่มจี ิตสาเถยยะอยา่ งที่วา่ มาน้ัน อาตมากต็ อ้ งขออนญุ าตดว้ ยเถดิ97 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ทีต่ ้องสาธยายให้เกดิ การเรียนรู้ เปน็ วิชาการทตี่ ้องศึกษา เป็นการศกึ ษาจริงๆ กถ็ อื วา่ เป็นการศกึ ษาแลว้ กันนะ ต้องศึกษาทฤษฎี“โลกตุ ระ”ใหไ้ ด้ เม่ือไม่สามารถมี“โลกุตรธรรม ๔๖”(โพธิปักขิยธรรม ๓๗กับโลกุตรธรรม ๙) จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่สามารถประพฤติปฏิบัติเป็น“บญุ ”(ล้างกเิ ลส-ชา� ระกิเลส)ไดอ้ ย่างมีสัจจภาวะ ท่เี ปน็ “การชา� ระ(ปนุ าต)ิ กเิ ลสอัตตาหรือชา� ระสนั ดาน”สา� เร็จอย่างเปน็ จรงิ แม้จะเอาค�าภาษาไทยว่า“บุญ”นี้ไปใช้ในการท�าดี หรือทา� ความประเสรฐิ ในทางธรรมวา่ ทา� “บญุ ” ก็ยงั ไม่ถึงข้ันปรมัตถ-ธรรมท่ีได้ช�าระกิเลสในสันดานตนอย่างมีญาณหย่ังชนิดรู้จักรู้แจ้งรูจ้ รงิ ในจิต-เจตสิก-รปู -นพิ พานของตนแน่ แม้ท่ีสุดจะน�าค�าว่า “บุญ”ไปเรียกผู้ที่ปฏิบัติดี ประพฤติธรรมได้ดีสงู สง่ วา่ เป็น“นกั บุญ”กด็ ี ภาษาไทยค�าว่า “บญุ ” ยอ่ มมีความหมายคนละความหมาย ซ่ึงไม่ตรงตามนิยามที่อาตมาก�าลังจะสาธยายอยู่นแ้ี นน่ อน ตราบทผี่ ใู้ ดยงั ไมบ่ รรลโุ ลกตุ รธรรม ๙ หรอื โลกตุ รธรรม ๔๖กระทงั่ มผี ลถงึ ทสี่ ดุ กไ็ มส่ ามารถรจู้ กั รแู้ จง้ เหน็ จรงิ ในความเปน็“นิพพาน”(การดับสนิทไม่เหลือความเป็นตนของกิเลสาสวะ)ก็ยังมี“อัตตา”(อาตมนั )อยูต่ ราบนัน้ จงึ ไมส่ ามารถจะเลกิ ลม้ หรอื สลาย“ทรพั ยแ์ ท”้ อนั คอื “วบิ าก”(ผลของกรรม โดยเฉพาะวิบากบาป)จึงยังมี“วิบาก”ที่ยังมีอยู่จริงนั้นเปน็ “ตน-ของตน”อย่จู ริง เรียกเปน็ ภาษาว่า “อตั ตา”หรอื อาตมนัดังสาธยายมานน้ั สน้ิ จบสดุ ท้ายทา้ ยสดุ ไดล้ งไปไดจ้ ริงแน่นอน98 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

สง่ิ นี้ ภาวะนีแ้ หละทีเ่ ป็น“ทรพั ย”์ อนั คนทุกคนต้องอาศัยไปนริ นั ดรของความเปน็ “จิตนยิ าม”ของแต่ละคน ตลอดกาลนาน ไมว่ า่ จะเปน็ “กายกรรม-วจกี รรม-มโนกรรม”ใดๆ ทแ่ี ตล่ ะคน“ไดท้ า� ”จรงิ ทกุ “กรรม”ลว้ นสง่ั สมเปน็ “ทรพั ย”์ ใน“อตั ภาพของตน”ทั้งหมด ไมม่ ีใครคดโกงสัจจะของกรรมทีต่ นท�าเองจรงิ ไปไดเ้ ลย น่นั แหละคือ “ความเป็นของของตน” (กัมมสั สกตา)ที่ทุกคนตอ้ งรบั “วบิ าก”(ผลกรรม)ทต่ี นทา� จรงิ ไมว่ า่ จะทา� ในทแ่ี จง้ คนอนื่ รดู้ ว้ ยหรือในท่ีลับคนอ่ืนใดไม่รู้ไม่เห็นด้วยเลยปานใด ล้วนเป็นของตนๆจริง ไม่ว่า“กรรมดหี รือกรรมช่วั ” จะเลก็ จะนอ้ ยปานใดกส็ ะสมลงเปน็ “วบิ าก”ทงั้ หมดตาม“ทไ่ี ดท้ า� ลงไปจรงิ ” ลว้ นเปน็ “ผลวบิ าก”(สกุ ตทกุ กฏานงั กมั มานงั ผลวปิ าโก) จรงิ แทแ้ นน่ อนยง่ิ กวา่ สงิ่ ใดภาวะใดๆ อยู่ยืนยาวอยคู่ ูก่ ับ“อวิชชา”ของตน ไปตลอดทีย่ งั ม“ี อวิชชา” “วิบากบาป” ก็เป็น“นรก” เพราะกิเลส คือ“บาป” ใครทา� “บาป” มนั กพ็ าตกนรก “ท�ากิเลส”กับ“ท�าบาป”มันจึงอันหนึ่งอันเดียวกัน “ท�ากเิ ลส”ใดหรอื “ทา� บาป”ใด ก“็ ตกนรก”นนั้ มนั กเ็ พราะกเิ ลสนนั้ บาปนน้ั เชน่ “มบี าป”ฆา่ ไกต่ วั นน้ั กต็ กนรกทฆ่ี า่ ไกต่ วั นนั้ “มกี เิ ลส”ฆา่ไก่ตัวน้ันก็ตกนรกที่ฆ่าไก่ตัวน้ัน ไก่ตัวนั้นตายเพราะ“บาป”หรือเพราะ“กิเลส”ก็ตาม มันก็คือนรกท่ีฆ่าไก่ตัวนั้นด้วยกิเลสน้ันหรือบาปนน้ั นนั่ เอง ใช่มยั้ ? ถา้ ไก่ตายด้วยน้�ามอื คุณ แต่คณุ ว่าคณุ ไม่มกี เิ ลส แตไ่ กต่ ายดว้ ยน�้ามอื คณุ ก็เปน็ นัยสา� คัญอีกประเด็นหน่งึ ท่ีคุณไม่รู้ว่าบาป คอื คณุ วา่ ไมม่ กี เิ ลส ไมค่ ดิ จะฆา่ ไมไ่ ดพ้ ยายามฆา่ ไมไ่ ดล้ งมอื99 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?