Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Ebookหนังสือ“รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? (เล่ม ๑)ก้าวสู่ปีที่๒๔“เราคิดอะไร”

Published by godofthecrash, 2018-07-09 04:58:47

Description: หนังสือออนไลน์Ebookหนังสิอชาวอโศกศูนย์รวมหนังสือต่างๆของชาวอโศก ที่เคยตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ และกำลังจะตีพิมพ์ ได้จัดทำไว้เพื่อสะดวกในการค้นคว้าข้อมูลด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่เปิดใช้งานได้เสมือนหนังสือจริง

Search

Read the Text Version

เหมือนชาวพุทธปัจจุบันน้ีนั่นแหละ ที่หลงผิดว่า ปฏิบัติธรรมชนดิ เอาจริง เพอื่ บรรลุนพิ พานนัน้ ต้องหนอี อกไปอยู่ปา่ ต้องปลกี อย่แู ต่ผ้เู ดยี ว ต้องหนีออกจากหมู่ ซึง่ ขดั แยง้ กับพระพุทธเจา้ ท่ีตรัสวา่ ป่าและราวป่าอนั สงัดอยู่ลา� บาก ทา� ความวิเวกได้ยาก ยากทจี่ ะอภริ มย์ในการอยผู่ ้เู ดยี ว(พระไตรปฎิ ก เล่ม ๒๔ ขอ้ ๙๙ อุปาลสิ ตู ร) และหรอื แย้งกบั พระอนสุ าสนีทว่ี า่ การมมี ติ รด-ี สหายด-ี สงั คมสงิ่ แวดลอ้ มดนี นั้ เปน็ ทง้ั หมดทง้ั สน้ิของพรหมจรรย์ อนั เป็นทง้ั “นิพพาน”ด้วยนะ ผู้ต้องการรู้เรื่องว่าพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ปฏิบัติหนีออกไปอยปู่ า่ กห็ าหนงั สอื “ปา่ กบั ศาสนาพทุ ธ”อา่ นดเู ถดิ จะรลู้ ะเอยี ดกวา่ นี้ ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแท้ๆน้ัน ไม่ต้องออกไปอยู่ในปา่ -อยโู่ คนไม-้ อยเู่ รอื นวา่ ง หลบั ตาปฏบิ ตั เิ ขา้ ไปอยแู่ ตใ่ นภวงั คอ์ ยา่ งนน้ั เลย ปฏบิ ตั ไิ ดท้ กุ ขณะ ทกุ สถานที่ ทกุ กรรมกริ ยิ าทเี่ ปน็ อยใู่ นชวี ติสามญั ปฏบิ ตั ไิ ดส้ มั บรู ณท์ สี่ ดุ อยกู่ บั หมู่ เรยี นปรยิ ตั ิ และปฏบิ ตั ิ มกี ารขดั เกลากันและกนั นัน่ คือ อยู่กบั หมูน่ แี้ หละจงึ จะม“ี สลั เลขธรรม” ที่พระพทุ ธเจ้าตรสั โดยมคี า� ต่อท้ายว่า“กด็ ”ี อยใู่ นปา่ อยทู่ ่ีโคนไม้ อยู่ในเรือนวา่ ง ทห่ี ลบเลี่ยงออกมาหาทส่ี งัดปฏบิ ัตกิ ันอยา่ งนีก้ ด็ ี หรือจะอยใู่ นสงั คมเมอื งมีการสมั ผัสสมั พนั ธอ์ ยู่กับสังคมปกติสามญั ในชวี ติ กด็ ี กต็ อ้ งปฏบิ ตั ใิ หไ้ ดเ้ ขา้ ไปถงึ “ปรมตั ถธรรม” คอื ถงึจิตอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงจะเป็น“การท�าใจในใจ”(มนสิการ) สามารถพิจารณา“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”มมี รรคมผี ลกนั แท้ ซ่ึงในยุคที่พระพุทธเจ้าก�าลังประกาศศาสนาของพระองค์150 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

อยู่นั้น คนยุคนั้นเขาเช่ือกันอย่างนั้น เชื่อว่าต้องออกไปปฏิบัติในป่า ในที่สงบสงัด หลบลี้หนีสังคมแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยัง“ต้อง”หลงไปเปน็ “ลงิ ลมอมข้าวพอง”ตามยคุ น้ันเขา คือหลงเช่ือว่าการปฏิบัติธรรมให้บรรลุนิพพานน้ันจะต้องหาสถานท่ีสงัดสงบในปา่ ในเรอื นวา่ ง เปน็ ตน้ ตอ้ งหลบหนอี อกจากการสมั ผสั สมั พนั ธ์กบั สงั คม ไปปฏิบัติกนั ในท่ีเงียบทีส่ งัด พระองค์จึงตรัสไปตามสภาพที่มันเป็นกันอยู่อย่างน้ันตามยุคนั้นสมัยนั้นเป็นกัน ท่ีต่างก็หลงยึดม่ันถือในกันอย่างนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสวา่ อย่ปู ่าก็ดี อยู่โคนไมก้ ด็ ี อยเู่ รอื นวา่ งก็ดี (วา)หรอื (วา)อยใู่ นหมู่คน นน่ั คือ แม้จะปฏิบัติกันอยูใ่ นปา่ กด็ ี หรือไม่อย่ใู นป่า ก็ดีอยู่โคนไมก้ ็ดี หรอื ไมอ่ ยโู่ คนไมก้ ็ดี อยู่ในเรอื นวา่ งกด็ ี หรอื ไม่อย่ใู นเรอื นวา่ งก็ดี ซ่ึงเรื่องท่ีพระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ด�าเนินทางผิดไปปฏิบัตใิ นปา่ นี้ มตี รสั ไวย้ นื ยันในพระไตรปิฎก เล่ม ๓๒ ข้อ ๓๙๒ตรวจสอบดูได้ ว่า พระองค์ต้องไปทนปฏิบัติผิดอยู่ถึง ๖ ปีในปา่ นน้ั เปน็ “วบิ าก”ของพระองคต์ อ้ งไปชดใชห้ นว้ี บิ ากและทา่ นก็ตรสั ก�าชับไว้ชัดวา่ ท่านไมไ่ ดบ้ รรลุธรรมด้วยทางน้ี เพราะทางนี้เปน็ ทางผิด (กมุ ัคค) และแท้ๆแบบพระพุทธเจ้าตรัสรู้ของพระองค์นั้น ไม่ต้องอย่างนนั้ เลย อาตมาก็ไดเ้ อาสตู ร เอาหลักฐานตา่ งๆมายนื ยันแลว้ปฏบิ ตั ไิ ด้ทกุ ขณะ ทุกสถานที่ ทกุ กรรมกิรยิ าทีเ่ ปน็ อยใู่ นชวี ติ สามญั กลา่ วคอื ทกุ ขณะทชี่ วี ติ ยงั มลี มหายใจเขา้ (อานา)-ลมหายใจ151 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ออก(อาปานะ)อยตู่ ราบใด ชวี ติ ยังไม่ตาย นั้น ตอ้ งมี“สติ”เป็นสา� คัญในการปฏบิ ัตธิ รรมทง้ั หลาย เช่น ต้องมี“สติ”ปฏิบัติ“สติปัฏฐาน ๔” และต้องปฏิบัติ“สัมมัปปธาน ๔” ปฏิบัติด้วย“อิทธิบาท ๔”อยู่ตลอด ปฏิบัติ“กายคตา”กต็ ้องม“ี สต”ิ ปฏบิ ัต“ิ อานาปานะ”กต็ ้องม“ี สติ” ซึ่งมีท้ังการปฏิบัติ“สติปัฎฐาน ๔”อันเป็นภายใน ได้แก่พจิ ารณา“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จติ ในจติ -ธรรมในธรรม” อยู่ตลอดทม่ี ชี ีวติ ปกติ ดว้ ย“โพชฌงค์ ๓” คือ “สต-ิ ธรรมวิจยั -วริ ยิ ะ”ผลทไ่ี ดก้ จ็ ะเกดิ “สมั โพชฌงค์ ๗”ไปตามลา� ดบั ครบ“ปตี สิ มั โพชฌงค-์ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์-สมาธิสัมโพชฌงค์”และท่ีสุด“อุเบกขา-สัมโพชฌงค”์ และมที งั้ ปฏบิ ตั “ิ สตปิ ฏั ฐาน ๔”ไปกบั การปฏบิ ตั ภิ ายนอก คอืตลอดเวลากับขณะท่ีต้องมี“สัมมัปปธาน ๔”ได้แก่ ต้องพากเพียรใน“การสา� รวมอนิ ทรยี ์ ๖ (สงั วรปธาน)-ตอ้ งพากเพยี รใน“การประหารกเิ ลสใหไ้ ดเ้ สมอ”(ปหานปธาน)-ตอ้ งพากเพยี รใน“การปฏบิ ตั จิ นเกดิ ผลธรรมใหไ้ ดเ้ สมอ”(ภาวนาปธาน)-ตอ้ งพากเพยี รใน“การรกั ษาผลธรรมทไ่ี ด้นน้ั ให้ม่ันคงยั่งยืน”(อนรุ กั ขนาปธาน)จนเดด็ ขาดสัมบูรณ์ โดยมี“อิทธิบาท ๔”เป็นพลังเป็นแรงกลขับเคล่ือนการปฏิบัติ“สติปัฏฐาน ๔ และ“สัมมัปปธาน ๔”นั้นให้เกิดผลธรรมเป็น“อนิ ทรยี ์ ๕”(ศรัทธา-วริ ยิ ะ-สติ-สมาธ-ิ ปัญญา) ที่สดุ ก็จะบรรลสุ ูงถึงขั้นปลาย“พละ ๕”(ศรทั ธา-วิรยิ ะ-สต-ิ สมาธิ-ปัญญา) ทงั้ หมดนน้ั ปฏบิ ตั อิ ยบู่ นหลกั “มรรค อนั มอี งค์ ๘” ซงึ่ วธิ ปี ฏบิ ตั ิคือ“มรรค ๗ องค”์ (สัมมาทิฏฐิ-สมั มาสังกปั ปะ-สมั มาวาจา-สมั มากมั มนั ตะ-152 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

สัมมาอาชีวะ-สัมมาวายามะ-สัมมาสติ) แล้วจะเกิดผลเป็น“สัมมาสมาธิ”อนั เปน็ องค์ที่ ๘ ของมรรค กค็ รบ“โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗” ซงึ่ เปน็ โลกตุ รธรรมตามความตรัสรขู้ องพระพทุ ธเจ้า(พระไตรปฎิ ก เล่ม ๓๑ ข้อ ๖๒๐) แตน่ น่ั แหละศาสนายนื ยาวมานานถงึ ปจั จบุ นั น้ี ความเสอื่ มของศาสนาจึงเกิดขึ้นดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ใน“อาณีสูตร”(เร่ือตะโพน“อานกะ”เคยอ้างถึงมาแล้ว) มันก็“อนิจจัง”เป็นสามัญลักษณแ์ ทจ้ รงิ จึงท�าให้ชาวพุทธหลงผิดไปเชื่อเอียงโต่งไปข้างว่าการปฏบิ ตั ธิ รรมทจี่ ะทา� ใหจ้ ติ เปน็ “สมาธ”ิ เปน็ “นโิ รธ” หรอื ถงึ นพิ พานนนั้จะต้องเป็น“สมาธิ”ท่ีต้องไปปฏิบัติอยู่ในป่า อยู่ในโคนไม้ อยู่ในเรือนว่าง โดยน่ังคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ด�ารงสติม่ันเฉพาะหน้าเธอย่อมมสี ตหิ ายใจออก มีสตหิ ายใจเข้า... ฯลฯ แล้วมี“การท�าใจในใจ”(มนสิการ)กันตอนเข้าไปอยู่ในภวังค์นแี้ หละท่ีหลงกนั วา่ เปน็ “สัมมาสมาธิ”ของพระพทุ ธเจ้า ซ่ึงการเข้าใจอยา่ งน้ี อาตมากต็ ้องบอกด้วยใจจริง และขอยืนยันวา่ ไมใ่ ช่ ไมใ่ ช“่ สมาธ”ิ ทช่ี อ่ื วา่ “สมั มาสมาธ”ิ อนั เปน็ แบบฉบบั เฉพาะของพระพทุ ธเจา้ ในศาสนาพทุ ธเทา่ นนั้ (ผสู้ นใจดไู ดใ้ นพระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๔ ตง้ั แตข่ อ้ ๒๕๒ ถงึ ๒๘๑ มหาจตั ตารสี กสตู ร) แต“่ สมาธ”ิ แบบนี้ กเ็ ปน็ อปุ การะมาก ถา้ เขา้ ใจดแี ลว้ ปฏบิ ตั ิสมาธแิ บบน้ี อย่างสมั มาทฏิ ฐิ ย่อมเป็นการเสรมิ ช่วยอีกส่วนหน่ึง “สมาธิ”น่ังหลับตาเข้าไปท�าใจในใจในภวังค์น้ี เป็นสมาธิ153 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ทั่วไป เปน็ สมาธิสามญั ที่รกู้ ันอยทู่ ั่ว ฝึกกนั ทา� กันไดด้ ื่นดาษสามญัไม่เห็นจะคัมภีรา(ลึกซ้ึง)-ทุทฺทสา(เห็นตามได้ยาก)-ทุรนุโพธา(รู้ตามได้ยาก)อะไรเลย แต“่ สมั มาสมาธ”ิ ของพระพทุ ธเจา้ นน้ั ลกึ ซง้ึ (คมั ภรี า) เหน็ ตามไดย้ าก(ททุ ทฺ สา) รตู้ ามไดย้ าก(ทรุ นโุ พธา) สนั ตา(สงบอยา่ งลกึ ลา้� พเิ ศษ) ปณตี า(สขุ มุ ) อตกั กาวจรา(รดู้ ว้ ยตรรกะหรอื การคาดคะเนไมไ่ ด)้ นปิ ณุ า(ละเอยี ดขนั้นพิ พาน) ปณั ฑิตเวทนยี า(บัณฑิตจรงิ เทา่ น้ันจะร้)ู “สัมมาสมาธิ”จึงเป็นสมาธิพิเศษมีเฉพาะในศาสนาพุทธเทา่ นนั้ วธิ ปี ฏบิ ตั (ิ มรรค) กด็ ี ผลทไ่ี ดก้ ด็ ี ของ“สมั มาสมาธ”ิ เปน็ อยา่ งหนง่ึแตกตา่ งจาก“สมาธ”ิ แบบทว่ั ไปสามญั ซง่ึ มวี ธิ ปี ฏบิ ตั ิ(มรรค)กด็ ี ผลท่ีได้กด็ ี ของ“สมาธ”ิ ทั่วไปก็เป็นอีกอยา่ งหนึ่ง ซ่ึง“สมาธิ”ทั่วไป ก็น่ันแหละ ที่มีวิธีปฏิบัติอยู่ในป่าก็ดีอยูโ่ คนไม้กด็ ี อยใู่ นเรอื นว่างก็ดี น้ีเองทที่ �าใหค้ นผมู้ ีความเชอ่ื เอียงโตง่ ไปขา้ งวา่ การปฏบิ ตั ธิ รรมทจี่ ะทา� ใหจ้ ติ เปน็ “สมาธ”ิ เปน็ “นโิ รธ”หรอื ถึงนิพพานน้นั จะต้องเปน็ “สมาธิ”ท่ีตอ้ งไปปฏบิ ัติอยู่ในป่า อยู่โคนไม้ อยูใ่ นเรือนว่าง โดยนัง่ คบู้ ัลลังก์ ต้ังกายตรง ดา� รงสติมน่ัเฉพาะหนา้ เธอย่อมมสี ตหิ ายใจออก มสี ติหายใจเข้า..ฯลฯ และผู้ยังไม่สัมมาทิฏฐิใน“สัมมาสมาธิ”ที่ปฏิบัติ“สมาธิ”หลับตาเข้าไปในภวังค์น้ี จะไม่รู้จักรู้แจ้งความเป็น“กาย”อย่างถูกตอ้ งครบถ้วนสมั บรู ณ์ จงึ ไม่สามารถจะสัมผสั วิโมกข์ ๘ ดว้ ย “กาย”อยา่ งมีมรรคผลแน่ เพราะจะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“สัตว์โอป-ปาติกะ”ท่ีเป็นเทวดา-มาร(ผี)-พรหม อย่างเป็น“ปรากฏการณ์”154 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ท่ีสัมมาทฏิ ฐิได้จริงตรงตามคา� สอนของพระบรมศาสดาของพุทธ ซ่ึงผู้สัมมาทิฏฐิน้ันสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“สัตว์โอปปาติกะ”ที่เป็นเทวดา-มาร(ผี)-พรหม อันมี“กาย”ของความเป็น“สัตว์ทางจิตวิญญาณ”(สัตว์โอปปาติกะ)ให้ผู้ปฏิบัติจบั มน่ั คนั้ ตาย ม“ี ปรากฏการณ”์ ความเปน็ “กาย”สตั วน์ นั้ ๆสมั ผสัในขณะม“ี วญิ ญาณฐตี ”ิ (วญิ ญาณของสตั วน์ นั้ ๆตง้ั อยใู่ นจติ ขณะปฏบิ ตั ใิ ห้ผู้ปฏิบัติสัมผัสกันจริงๆ) และรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วยปัญญาอันชอบยิ่ง (สัมมัปปญั ญา) เพราะเป็น“สมาธิ”แบบลืมตา สมาธิท่ีใช้วิธีปฏิบัติด้วย“มรรค ๗ องค์” ซงึ่ ปฏบิ ัตขิ ณะมีการนึกคิดอยูใ่ นชวี ิตปกติสามัญน่ีแหละจึง“ท�าสมาธ”ิ มีมรรคผล(สมั มาสงั กัปปะ) เพราะปฏิบัติในขณะมี“วิญญาณฐีติ” นั่นคือ ปฏิบัติขณะที่มี“ตาสัมผัสรูป”เกิด“จักขุวิญญาณ”(วิญญาณทางตา)“หูสัมผัสเสียง”เกิด“โสตวิญญาณ”(วิญญาณทางหู) “จมูกสัมผัสกลิ่น”เกิด“ฆานวิญญาณ”(วิญญาณทางจมูก) “ล้ินสัมผัสรส”เกิด“ชิวหาวิญญาณ” (วิญญาณทางล้ิน) “กายสัมผัสภายนอก”เกิด“กายวญิ ญาณ”(วญิ ญาณทางกาย) “การเกิด”ของ“วิญญาณ”อย่างน้ีเอง ท่ีเป็น“กาย”ของความเปน็ สตั วโ์ อปปาตกิ ะ คอื วญิ ญาณสตั วท์ างจติ ทเ่ี กดิ ภาวะ“ของจรงิ ”ปรากฏใหเ้ หน็ หลดั ๆโตง้ ๆในขณะทมี่ “ี สมั ผสั ๓”(พระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๖ขอ้ ๑๖๑) “วิญญาณฐีต”ิ อนั จะไดเ้ รยี นรู้ จึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสัตว์ในจิตใจของเราท่ีเป็น“เทวดา-มาร(นรก)-พรหม”155 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ผสู้ ามารถ“รแู้ จง้ เหน็ จรงิ ” จงึ ชอื่ วา่ “ตาทพิ ย”์ แบบอนสุ าสนีปาฏหิ ารยิ ์ ซง่ึ “เหน็ ”(ปสั สต)ิ ดว้ ยความเปน็ “อปุ าทายรปู ” คอื “รปู ”ทเี่ ปน็“ส่ิงถูกรู้”ด้วย“นาม”(ธาตุรู้)ของเราเอง อันเกิดจาก“สัมผัส ๓”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสก็ตรงพระอนุสาสนีถูกต้องแท้จริงตามที่พระองคท์ รงสอน เรยี กวา่ “ภาวรปู ” ซง่ึ ตาม“ปรมตั ถ”์ กม็ ี ๒ ลกั ษณะ(อติ ถนิ ทรยี ์หรือปุริสินทรีย์) ที่เป็น“ชีวิตรูป”ให้เรารู้ด้วย“วิญญาณฐีติ”คือม“ี วญิ ญาณ”เกดิ อยหู่ ลดั ๆ“ตงั้ อย”ู่ ในใจของเรา ณ บดั นี้ โตง้ ๆ มี“ความเปน็ อย-ู่ ความดา� รงอย”ู่ (ฐติ )ิ ของสตั วท์ างจติ (โอปปาตกิ สตั ว)์ท่ีมันเกิดขณะมีเหตุมีปัจจัย คือ มี“ตา”กระทบสัมผัสกับ“รูป”เป็นต้น จึงเกิด“วิญญาณ”ของความเป็นสัตว์ เพราะผู้นั้นยังม“ี อวชิ ชา” กย็ งั ไม่หมดสิน้ ความเป็นสัตว์ในจติ ใจของเรา เรากจ็ ะตอ้ งปฏบิ ตั กิ า� จดั ความเปน็ สตั วใ์ หห้ มดไป ใหต้ ายไปจากจติ ใจของเรา กระทง่ั “พน้ สงั โยชน”์ ไปตามลา� ดบั เปน็ ทส่ี ดุ ใหไ้ ด้ ใจเราจึงจะ“พ้นวิญญาณของความเป็นสัตว์” คือ“พน้ สตั ตาวาส ๙”เปน็ มนษุ ยจ์ รงิ หรอื เปน็ “พรหม”แทส้ มั บรู ณ์ตามความเป็นศาสนาพุทธที่ถูกตรงพระธรรมค�าสอน อันพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ตรัสรู้เองโดยชอบ “สตั ว”์ อยา่ งนแี้ ล คอื สตั วท์ เี่ กดิ แบบ“โอปปาตกิ โยน”ิ อนั เปน็“การเกิด”ของสตั วแ์ บบหน่งึ การเกิดทางจติ ใจตามทพ่ี ระพทุ ธเจา้ตรสั ไว้ถึง“การเกดิ ๔ แบบ” (อีก ๓ แบบนั้นกค็ ือ ชลาพุชโยน-ิ อัณฑชโยน-ิ สงั เสทชโยนิ)156 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

อยา่ งนีค้ ือแบบทีเ่ กิดทางจติ ใจท่มี อี ย่จู ริง ขณะทีม่ ี“สัมผัส”ของตากบั รูป หรือหกู ับเสยี งอยแู่ ทๆ้ เปน็ ต้น เกดิ “วญิ ญาณ”ตามที่พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนเปน็ “ของจรงิ ”ปรากฏดว้ ย“การเกดิ ”วญิ ญาณสัตว์(ชาติ)ในใจเราขณะสัมผัสอยู่นี้โทนโท่ ให้เราจัดการ“ท�าใจในใจที่เป็นสัตว์”(มนสิกโรติ)ให้หมด“ชีวิตินทรีย์”ให้ได้ ซึ่งมีแค่“อาการ”ใหเ้ รารจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ได(้ อาการ,ลงิ คะ,นมิ ติ ,-อเุ ทศ : พตปฎ. เลม่ ๑๐ ขอ้ ๖๐) และ“รูป”ของความเป็นสัตว์ที่เรา“เห็น” (ปัสสติ)อยู่หลัดๆนนั้ กเ็ ปน็ “รปู ”ทไ่ี มม่ “ี รา่ ง”(สรรี ะ) แตเ่ ปน็ ภาวะท“่ี เหน็ ”ดว้ ย“อาการ”ทเ่ี คลอ่ื นไหว(วญิ ญตั )ิ อยใู่ นใจของเราเปน็ “ภาวรปู ”ซง่ึ มี ๒ ลกั ษณะ ใน“อปุ าทายรูป ๒๔” การปฏิบตั ิ“มรรค ๗ องค”์ ซ่ึงในการปฏิบตั ิขณะม“ี ความนึกคิด”คือ“สังกัปปะ” กระบวนการของจิตในขณะมันปรุงแต่งกันอยู่เป็น“ความนึกคิด”น้ัน เราก็จะต้องเห็นจิตในจิตของเรา และสามารถแยกแยะวิจัยวิจารมันได้ ว่า มันปรุงแต่ง(สังขาร)กันเป็น“อารมณ์”ข้ึนมาเป็น“สุข”ก็ดี เป็น“ทุกข์”ก็ดี หรือ“ไม่สุขไม่ทุกข์”ก็ดี มันมีอะไรบา้ งเปน็ เหตเุ ป็นปจั จยั กัน ตอ้ งมีปัญญาอา่ นรู้จรงิ ๆ ต้ังแต่เริ่ม“ความด�าริ”คือ“ตักกะ”เกิดขึ้นในใจ เมื่อเราปฏิบัติสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิตในจิต”ท่ีมันปรุงแต่งกันอยู่(สงั ขาร) เราก็ตรวจว่า ในจิตเราขณะน้ัน เราจะฝกึ ใช้“สญั ญา”ก�าหนดหมายรู้ใน“สังขาร”นั้น ว่า มีความเป็น“กาม”หรือ“พยาบาท”อันเป็น“มิจฉาสังกัปปะ”ร่วมปรุงแต่งอยู่ในจิตขณะน้ันหรือไม่? อย่างไร? มิจฉาสังกัปปะ มี ๓ คือ กาม-พยาบาท-วิหิงสา เราเริ่มเรียนรู้กิเลสหยาบก่อนคือ กามหรือ157 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

พยาบาท แล้วจัดการก�าจดั กเิ ลสเบอื้ งต้นนใี้ หไ้ ด้ไปตามลา� ดบั เมอ่ื เราจบั ตวั ตนของกเิ ลสได้ กน็ แ่ี หละคอื “สมทุ ยั อรยิ สจั ”กเ็ ปน็ อนั เรารจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “อตั ตา”(ตวั ตน)ทเี่ รยี กวา่ “สกั กาย”(ตวั ตนของตน)ได้ ว่าเปน็ “กาม”หรือ“พยาบาท” ซงึ่ พยายามจบั ใหไ้ ดไ้ ลใ่ หท้ นั ตงั้ แตม่ นั เรม่ิ “ดา� ร”ิ ในใจขนึ้ มาเรยี กว่า รู้จักรู้แจง้ รู้จรงิ “ตกั กะ” แล้วมกี ารจัดการปรับปรุงใจในใจของตน(มนสกิ าร) การทา� ใจในใจถงึ ขน้ั “บญุ ” กเ็ ปน็ การทา� ใจในใจตนมีผล(อภิสงั ขาร) เรยี กว่า ปญุ ญาภิสงั ขาร หรือเรยี กว่าการวจิ ยั วจิ ารใจในใจของตนขนั้ สามารถจดั การ“กามตกั กะ”ให“้ ใจทมี่ กี ามปรงุ อยู่ในใจด�ารินนั้ ”ลดลงได้ ใจทมี่ “ี กาม”นแ้ี ลคอื “สตั ว”์ ทตี่ อ้ งกา� จดั จากใจเรา “สตั วท์ างใจ”ท่ชี อ่ื ว่า“ผี”แท้ๆ ซ่ึงเราจะต้องจดั การใหห้ มดสนทิ จากใจ จึงจะเปน็ “การท�าใจในใจ”ของเราสา� เรจ็ เมอ่ื “วติ กวจิ ยั วจิ ารใจในใจตน”มผี ล กเ็ รยี กผลนวี้ า่ “วติ กั กะ”หรือภาษาท่ีเราคุ้นหูก็คือ“วิตก”นั่นเอง และอาการกิริยาของใจที่เรารูจ้ ักรู้แจง้ รู้จรงิ นั้นกค็ ือ “วจิ าร” “วิจาร”ที่ผู้รู้แปลกันว่า การสืบสวน, การไตร่ตรอง,การตรวจสอบ, การพจิ ารณา, หมายถงึ การวจิ ยั วจิ ารเจตสกิที่ชื่อวา่ ตกั กะ อนั อยใู่ นองคธ์ รรม ๗ ตวั ของ“สงั กปั ปะ ๗”และจัดการทา� ใจมี“ผล”จนส�าเรจ็ เป็น“ว”ิ จงึ เกดิ ศพั ทท์ างวชิ าการวา่ “วติ กวจิ าร” ชอ่ื วา่ ทา� ฌานเปน็ผลขน้ั “ฌาน ๑” นนั่ คอื การปฏบิ ตั ขิ องเราเจรญิ ถงึ ขน้ั “ว”ิ (วเิ ศษ, แจง้ ,158 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ตา่ ง, ไมม่ ี) “วิ”กค็ อื “วเิ ศษ”ถึงขนั้ กิเลส“ไม่มี”ในใจ ดงั นน้ั คา� วา่ “วติ กั กะ”หรอื “วติ ก”ทค่ี นุ้ หู ซงึ่ อยใู่ นองคธ์ รรม ๗ของกระบวนการปฏิบัติ“การท�าใจในใจ”(มนสิการ)ให้เกิดผล“สัมมาสงั กปั ปะ” ไดแ้ ก่ “ตกั กะ-วติ กั กะ-สงั กปั ปะ-อปั ปนา-พยปั ปนา-เจตโส-อภินิโรปนา-วจสี ังขาร”(พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๔ ขอ้ ๒๖๓)น้ัน จงึ หมายถงึ จติ ทไี่ ดป้ ฏบิ ตั กิ ารเปน็ ผลลดละกเิ ลสหรอื ถงึ ขน้ัดบั กเิ ลสไดส้ า� เรจ็ กเ็ รยี กวา่ “วติ กั กะ” หรอื เตม็ ๆ กค็ อื “วติ กวจิ าร”อันเป็นผลเขา้ ขั้น“ฌาน ๑” นั่นเอง “วิตักกะ” อันเป็นค�าสรุปส้ันๆไว้ในองค์ธรรม ๗ หรือเรียกใน“ฌาน ๑”ว่า“วิตกวิจาร” ถ้าแปลกันอย่างถึงๆสภาวะจริงเลย ก็คือพฤติกรรมของจิตท่ีได้ผ่านการปฏิบัติอย่างมีผล“วเิ ศษ”ขน้ั “ไมม่ ีกิเลส”ได้จรงิ ได้อธิบายการปฏิบัติกันมาถึงบรรทัดน้ี ผู้อ่านคงพอจะเข้าใจว่า เราปฏิบัติตามค�าสอน ของพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิพอสมควรแล้ว คงจะพอได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทวดา”หรือ“ผี”แท้ๆตาม“ปรมัตถ”์ น้นั คอื อะไร? อยา่ งไร? (จบฉบับท่ี ๒๙๓) ได้อธิบายการปฏิบัติกันมาถึงบรรทัดนี้ ผู้อ่านคงพอจะเข้าใจว่า เราปฏิบัติตามค�าสอน ของพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิพอสมควรแล้ว คงจะพอได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทวดา”หรือ“ผี”แท้ๆตาม“ปรมตั ถ์”นน้ั คอื อะไร? อยา่ งไร?159 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

“ผ”ี ก็ดี “เทวดา”กด็  ี ก็เปน็ เพยี ง“จติ ในจติ ”แทๆ้ ทเ่ี ปน็ “องคป์ ระกอบ ของรูป-นาม”(กาย)อยใู่ นใจเรา ทยี่ งั ไมต่ าย160 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

เราสามารถจะรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ตวั “ผ”ี ตวั “เทวดา”แทๆ้ในภาวะของจิตวิญญาณขณะปฏิบัติ“สัมมาสังกัปปะ”นี่เองเป็น“ปรมตั ถธรรม” ท่ีปรากฏตวั ตนของผี ของเทวดาใหเ้ รารจู้ ักรู้แจง้ รู้จรงิ กนั แท้ๆ ขณะนี้เราก�าลัง“พิจารณา”ตัวตนของผี-ของเทวดา ซ่ึง“ผ”ี กด็ ี “เทวดา”กด็ ี กเ็ ปน็ เพยี ง“จติ ในจติ ”แทๆ้ ทเ่ี ปน็ “องคป์ ระกอบของรปู -นาม”(กาย)อยใู่ นใจเราท่ียังไมต่ ายน่เี อง เรายงั มชี วี ติ อยู่ เปน็ ๆนแ้ี หละ กา� ลงั ทา� อาชพี อย(ู่ อาชวี ะ)ปกติอยู่น้ี หรือเราก�าลังท�าการท�างานใดอยู่ก็ด(ี กัมมันตะ) เราก�าลังพูดอยกู่ ็ด(ี วาจา) ในขณะทีม่ ี“กรรมกิริยา”อยู่กบั การท�าอาชพี ขณะทม่ี ี“กรรมกิริยา”อยู่กับการท�าอะไรๆอยู่ทุกอย่าง ขณะที่มี“กรรมกิรยิ า”อย่กู บั การพดู เราก็ต้องใช้“สต”ิ ใช้“ความคิด” ใช่ม้ยั ? เราก�าลังมีความด�าริ(ตักกะ)-มีความนึกคิดอยู่(สังกัปปะ)ด้วยทุก“กรรมกิริยา”ขณะน้ีน่ีแหละ และเราก็ก�าลังมี“สัมผัส”ภาวะที่ก�าลังร่วมอยู่กับอาชีพที่ท�าขณะน้ีอยู่ที่เราก�าลังท�าการท�างานอยู่ท่เี ราก�าลังพูดอยู่ ..ใช่มั้ย? เราตอ้ งปฏบิ ตั ใิ หต้ รงตามคา� สอนของพระพทุ ธเจา้ ทอี่ าตมากา� ลงั อธิบายอยนู่ ้ี คือ การปฏบิ ตั ติ าม“มรรคองค์ ๘” ตัง้ ใจฟงั ดๆีเราหลงผิด ออกนอกทางพทุ ธกนั มามากแลว้ การปฏบิ ตั ธิ รรมกค็ อื เราตอ้ งรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ใน“การทา� ใจในใจใหถ้ อ่ งแท”้ (โยนโิ สมนสกิ าร)และทา� ใจของตนอยเู่ สมอๆใหไ้ ด้ ดว้ ยความพยายาม(สัมมาวายามะ) ด้วยความมีสติ(สัมมาสติ) ซ่ึงจะต้องศกึ ษาให้“สมั มาทฏิ ฐ”ิ มากอ่ น ให้ได้ เพราะ“ทฏิ ฐิ”เปน็ ประธาน161 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ถ้า“ทิฏฐิ”ผิด ไม่“สัมมาทิฏฐิ” ก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ”มาก่อนแล้วปฏิบัติ การปฏิบัติน้ัน มันก็ไม่มีทางบรรลุธรรมของ“พุทธ”เมอื่ “มจิ ฉาทฏิ ฐ”ิ มากอ่ น “ผล”ในการปฏบิ ตั ขิ องใครกต็ ามทยี่ งั มจิ ฉาทฏิ ฐมิ นั กอ็ อกนอกทางพทุ ธ และมนั ก็ได้ออกกนั มาไกลสดุ กู่แล้ว เราตอ้ ง“สมั มาทฏิ ฐ”ิ กอ่ นอน่ื เพราะ“ทฏิ ฐ”ิ นแี้ หละทสี่ า� คญัที่สุด “ทฏิ ฐ”ิ คอื ความรู้ ความเข้าใจ ความมวี ธิ ีหรอื ทฤษฎีปฏิบัติ“ทฏิ ฐ”ิ เปน็ ประธานในการปฏบิ ตั แิ ทๆ้ อยา่ งนอ้ ยตอ้ งม“ี สมั มาทฏิ ฐิ ๑๐” (พระไตรปิฎก เลม่ ๑๔ มหาจัตตารีสกสตู ร ขอ้ ๒๕๗) ถา้ “สมั มาทฏิ ฐ”ิ แลว้ กจ็ ะปฏบิ ตั ติ าม“มรรคองค์ ๘” โดยการท�า“สมาธิ”ด้วยการปฏิบตั “ิ มรรค ๗ องค์”น้แี หละ ถกู ตอ้ งท่ีสุด จะไมไ่ ปหลงผดิ วา่ การปฏบิ ตั นิ ง่ั หลบั ตาเขา้ ไปสะกดจติ ใหม้ นั นง่ิ ๆอยใู่ นภวังค์นน้ั เป็น “การทา� สมาธิ”ของพทุ ธแนๆ่ ฟังท่ีอาตมาก�าลังพูดให้ดีๆนะ อาตมาไม่ได้“ตีทิ้ง”การน่ังหลบั ตาท�าสมาธินะ ถ้าสัมมาทิฏฐกิ ันแล้ว จะปฏบิ ตั “ิ อานาปานสติ”นั่งหลบั ตาตั้งกายตรงด�ารงสติมั่น แล้วก�าหนดลมหายใจออก-ลมหายใจเข้าเป็น“กาย” เหลือความเป็น“กาย”อยแู่ ค่ลมหายใจ ก็ไมว่ ่า แต่การจะเกดิ “สมั มาสมาธ”ิ ของพทุ ธนนั้ ตอ้ งม“ี วญิ ญาณ”ทป่ี ระกอบดว้ ย“เจตสกิ ใหญ่ ๓”(เวทนา-สญั ญา-สงั ขาร)ครบ“ขนั ธ์ ๕”(รปู -เวทนา-สญั ญา-สงั ขาร-วญิ ญาณ) จงึ จะปฏบิ ตั “ิ สตปิ ฏั ฐาน ๔”ไดบ้ รบิ รู ณ์ ไมข่ าด“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม”ครบ“รูป”ครบ“นาม”ที่ปฏิสัมพัทธ์(interactive)กนั อย่ใู นพลวัต (dynamic) ของ“โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗” จึงจะเป็น“โลกุตรธรรม ๓๗” บรรลุ“โลกุตรธรรม ๙”ไป162 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ตามล�าดับได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ยืนยันอยู่ในพระไตรปฎิ ก เลม่ ๓๑ ข้อ ๖๒๐ หากขาด“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม”หรือขาด“รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ” มันก็เห็น“วิญญาณผี-วิญญาณเทวดา”ไมแ่ ท้ ก็ไป“เห็น”(ปัสสติ)แต่วิญญาณเทวดา-วิญญาณผีที่เป็นแค่“จากความคิดนกึ -จากความจา� ” นนั่ คือ จาก“สัญญา”เท่าน้นั ไม่ใช่“เห็น”(ปัสสติ)วิญญาณผี-วิญญาณเทวดาจาก“ของจริง-ภาวะจริง”ท่ีมี“องค์รวมหรือองค์ประชุมของความเป็นผี-เปน็ เทวดาครบบริบรู ณ์ ทัง้ ภายนอกภายใน ทั้งรปู ธรรมและนามธรรม(สมั ผสั วโิ มกข์ ๘ ดว้ ยกาย) ครบเตม็ รปู เตม็ นามจงึ จะมี“รปู ๒๘ และจติ ๘๙ เจตสกิ ๕๒”เปน็ ตน้ ใหเ้ รารจู้ กั ไดเ้ รยี นจนรแู้ จง้กระทั่งรจู้ ริง เป็น“การร้แู จง้ ความจรงิ ตามความเปน็ จรงิ ”(ปญั ญา) การ“เหน็ ”นจี้ งึ จะมี “การเหน็ ความจรงิ ตามความเปน็ จรงิ ”เรียกวา่ “ปัญญา”ได้แท้ ไม่ใช่แค่“เห็น”ด้วย“สัญญา”แค่น้ัน ถ้า แค่รู้แค่เห็นด้วย“สัญญา”ก็รกู้ เ็ ห็นแค่จาก“ความจา� ” ไมใ่ ช่“ความจรงิ ” หรือ“เห็น”ไมเ่ ตม็ ความเปน็ จรงิ ดไี มด่ ไี มใ่ ชค่ วามจรงิ เลย เปน็ ภาวะทค่ี ดิ ปน้ั หรอืปรุงแต่งขนึ้ มาหลอกตนเอง อยา่ งน้กี ม็ กี ันมากหลากหลาย เพราะยงั ไมส่ มั มาทฏิ ฐใิ นการรกู้ ารเหน็ ดว้ ย“ปญั ญา”คอื การร้เู ห็นความจริงแตกต่างกบั การรูก้ ารเหน็ ด้วย“สญั ญ”กันอยา่ งไร? ยงิ่ เปน็ “ความร-ู้ ความเหน็ ”แคข่ น้ั เหน็ ขน้ั รตู้ าม“ทฏิ ฐ”ิ กย็ งิ่เหน็ รตู้ ามเหตตุ ามผลเทา่ นน้ั เปน็ ความรแู้ ค“่ ตรรกะ” ลมๆแลง้ ๆ ยงั163 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ไมม่ “ี ภาวะ”ใดเกดิ จึงย่ิงไกล“ความจรงิ ” ดงั นน้ั การเรยี นสมาธิ การปฏบิ ตั สิ มาธิ ใหร้ เู้ หน็ “ความจรงิ ”ตามความเปน็ จรงิ ของผขี องเทวดา ทรี่ เู้ หน็ แค“่ สญั ญา”อยใู่ นภวงั ค์หรือแค่“ตรรกะ” จึงเป็นการได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปรมัตถธรรม”ที่ไม่บริบูรณ์ด้วย“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ที่ครบครันด้วย“จิต-เจตสิก-รูป(ท้ังภายนอก-ภายใน และท้ังรูป-อรูป)-นพิ พาน” ตามที่พระศาสดาตรัส“วิโมกข์ ๘”ใหศ้ ึกษาปฏิบตั ิ ดงั ท่ีอาตมากา� ลังอธบิ ายน้ี เรากา� ลัง“ทา� สมั มาสมาธ”ิ ด้วยการปฏบิ ัตติ ามทฏิ ฐแิ หง่ “มรรค ๗ องค์” มิใช่ตามทิฏฐิแห่งการนั่งหลับตาเข้าไปท�าใจในใจกันอยู่ในภวงั ค์ หรอื ตามทฏิ ฐิแหง่ การขบคดิ เปน็ โศลก เป็นปรัชญา เป็นแค่โกอานกันอยู่เทา่ นนั้ และเราตอ้ งปฏบิ ตั ติ าม“ทฏิ ฐ”ิ ทเี่ ราไดเ้ รยี นรมู้ าแลว้ อยา่ งมีพฤติกรรมแห่งชีวิตจริง ได้สัมผัสภาวะนั้นๆจริงครบ“กาย”(องค์ ประชุมของรูปและนามทั้งจากภายนอก-ภายใน ส�าเร็จอิริยาบถอยู่ รู้เห็นข้ัน“ปญั ญา” มิใช่แค่สญั ญาแค่ทฏิ ฐิ) และครบทั้ง“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม” “ปญั ญา”จงึ จะเกดิ รู้แจง้ เห็นจริงภาวะของ“สมาธ”ิ ทชี่ ือ่ วา่“สัมมาสมาธ”ิ ด้วยการสมั ผัสภาวะจรงิ ของ“จติ ๘๙ - เจตสกิ ๕๒”(นาม) และ“รปู ๒๘” เป็นต้น ท่เี หน็ ภาวะการเกิด-การดับ แมแ้ ต่ภาวะ“นิพพาน”จริง ซึ่งเป็น“ปัญญา”ที่แตกต่างจากการ“นั่งหลับตาเข้าไปในภวงั คเ์ ปน็ สมาธ”ิ แลว้ จงึ จะมภี าวะของ“ปญั ญา”โผลผ่ ดุ ขน้ึ มาเองใน“จิต”ขณะที่ปราศจากนิวรณ์ แล้วก็รู้อะไรต่ออะไรที่มีความลึกลับ164 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

แปลกประหลาดได้ “ความรู้”ท่ีโผล่ผุดขึ้นมาในจิตที่ว่างจากนิวรณ์ ๕ ตอนจิตเป็น“สมถะ”แบบน้ี แล้วหลงผิดว่าเป็น“ปัญญา”โผล่ขึ้นมาเองเป็น“ธาตุรู้”ที่โผล่ขึ้นมาจากไหนไม่รู้ แล้วมารู้อะไรต่ออะไรได้ขึ้นมาเอง ได้อย่างพเิ ศษแตไ่ ม่ใช่“ความรู”้ ทรี่ ูอ้ ยา่ ง“อิทัปปจั จยตา” ซ่ึงไม่ใช่“ปัญญา”ที่เห็นความจริงตามความเป็นจริงของ“รูป”และ“นาม” ของ“จติ -เจตสกิ -รูป-นพิ พาน”ตามที่ได้ปฏบิ ตั มิ าเป็นล�าดับๆ ด้วยการตามเห็นภาวะจริงมาตลอดตั้งแต่“ตามเห็นความไม่เท่ียง”(อนิจจานุปัสสี) แล้วก็“ตามเห็นความจางคลายของกเิ ลส”(วริ าคานปุ สั ส)ี “ตามเหน็ ความดบั ของกเิ ลส”(นโิ รธานปุ สั ส)ี “ตามเห็นภาวะที่ได้ปฏิบัติทวนแล้วทวนอีกจนรู้แจ้งจบเป็นกตญาณ” (ปฏินสิ สคั คานุปสั สี) อนั เปน็ การ“ตามเหน็ ”(อนปุ สั ส)ี ภาวะของ“ความเปน็ -ความมีจรงิ ”ที่เป็นปรมัตถธรรมแท้ๆ ซงึ่ เห็นขั้น“ปัสสติ”(เห็น,มองเห็น,ดู) ไมใ่ ชเ่ หน็ แคด่ ว้ ย“ทฏิ ฐ”ิ (ความเหน็ ,ทฤษฎ,ี ความเชอื่ ถอื ) หรอื เหน็แคด่ ว้ ย“ทสั สนะ”ทเี่ หน็ ดว้ ยตาเนอ้ื หรอื การเลง็ เหน็ ดว้ ยความฉลาด แต่“ปัญญา”ที่เห็นข้ัน“ปัสสติ”น้ี เห็นอย่างสัมผัสของจริงตามความเปน็ จรงิ ทง้ั รปู ทง้ั อรปู และนามธรรมทง้ั ปวงทส่ี ดุ “นพิ พาน” จากการปฏบิ ตั ทิ พ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงใหป้ ฏบิ ตั ไิ ปพรอ้ มในขณะท�าอาชพี อย(ู่ สัมมาอาชีวะ) ท้งั ในขณะทา� การงานทกุ อยา่ งอยู่(สัมมากัมมันตะ) ทั้งในขณะพูดอยู่(สัมมาวาจา) ทั้งในขณะด�ารินึกคิดอยู่(สัมมาสังกัปปะ) ในทุกขณะผู้ปฏิบัติก็มีสติ(สัมมาสต)ิ มคี วามพยายาม(สัมมาวายามะ) ให้ส�าเรจ็ ทกุ อริ ิยาบถ165 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

อยู่(วิหรติ) ด้วยการท�าใจในใจ ให้เปน็ “สมั มาฌาน” ท้งั เพ่งร้-ูเพ่งเผากิเลส ด้วยการไตร่ตรอง-ตรวจสอบ-พิจารณา รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ภาวะ”น้ันๆทุกภาวะทั้งภาวะท่ีเกิด และ ภาวะที่จางคลาย ภาวะทด่ี ับสนิท จึงจะได้เรียนรู้“องค์ประกอบของรูป-นาม”(กาย)ครบ ได้เรียนรู้“เวทนาในเวทนา”ครบ ทง้ั ท่ีเป็น“มโปวิจาร ๓๖” และปฏบิ ตั ิได้ครบเวทนา ๑๐๘ ได้“มนสิการ”บริบูรณ์ด้วย“วิตักกะ-วิจาระ”(วิตก-วจิ าร) คือ ตกั กะ-วติ กั กะ-สงั กัปปะ-อัปปนา-พยัปปนา-เจตโสอภินิโรปนา-วจสี ังขาร อันเปน็ “สังกัปปะ ๗” ใน“เวทนา”นัน้ เองกค็ อื “องค์รวม”(กาย) ทป่ี รุงแต่ง(สงั ขาร)กนั อยขู่ อง“รปู ”และ“นาม”เปน็ “อารมณ”์ ทม่ี “ี รสอสั สาทะ”(รสโลกยี )์เกิดอยู่ใหผ้ ู้อวชิ ชา“เสพรส”เปน็ สขุ หรือทุกข์ เม่ืออ่านเข้าไปใน“เวทนา”ใหถ้ ้วนท่ัวในเวทนา มนั กม็ “ี จติ ”หรือ“เจตสิก”น่ันเอง ที่“ถูกเรารู้”(รูป)ว่าเป็น“ความรู้สึก-อารมณ์”สุขหรือทุกข์หรือชอบ-ไม่ชอบ จึงพิจารณา“จิตในจิตในเจตสิก”น้แี หละยนื ยนั ความจริง เราก็จะ“เห็น”(ปัสสติ)จิตจริงๆที่เป็น“อาการ”ของ“อารมณ์ไม่สมใจ มันจึงโกรธอย่หู รือไมช่ อบใจอย”ู่ นี่คอื การรแู้ จ้งเห็นจรงิ“จิต”หรือ“วิญญาณ”(วิปัสสนาญาณ) ซึ่งก�าลังออกอาการ“ผี”แท้ๆเปน็ อาการของ“โทสมลู ”(สโทสะ)กนั โตง้ ๆ เปน็ “สตั วโ์ อปปาตกิ ะ” คอื“สตั วท์ างจติ วญิ ญาณ” ไมใ่ ชส่ ตั วท์ มี่ เี นอ้ื มตี วั ทสี่ รรี ะมสี มี สี นั มเี สน้ มีแสงเงาใดๆเลย มแี ตอ่ าการ-ลงิ คะ-นมิ ติ ใหเ้ ราเหน็ เรารดู้ ว้ ยปญั ญานี่แหละ“ผ”ี แทๆ้ ที่เป็นปรมตั ถ์166 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

“จิตวิญญาณ”เท่านั้นท่ีเป็นผี “ผี”คือ “วิญญาณ” คือ“อาการของจิต”เป็นผี ไม่ใช่ไปหลงอยู่แค่“รูปร่าง-สรีระ”เท่าน้ันเป็นผี “ทกุ ข์”หรอื “โกรธ”นั้นไมใ่ ช“่ รปู รา่ ง”แตเ่ ป็น“จิตวญิ ญาณ”ตา่ งหาก ทม่ี ันทุกขม์ นั โกรธ มันคือ“อกุศลจิต” มันคือ“กิเลส” มันคือ“สมุทัยอริยสัจ”ตัวแท้ คือ“ตัวตนของสัตว์โอปปาติกะท่ีช่ือว่าความโกรธ”(โทสมูล)ซ่ึงก�าลังเกิด“อายตนะ”ในภายในระหว่าง“ธรรมกับมโน”ให้เรา“เห็น”(ปัสสต)ิ เป็น“การเห็นชนดิ ทว่ี ิเศษกวา่ สามัญยงิ่ ”(วปิ สั สนา) คอืไดเ้ หน็ “มนายตนะ”กับ“ธรรมายตนะ”ทเี่ ป็นเหตุเป็นปจั จัยปรงุ แต่งกัน(สังขาร)“ทรงอยู่”ในใจเราเอง(ธรรม)โทนโท่ขณะน้ีว่า มันคือ“วิญญาณผี”ท่ีแสดงความเป็นอยู่ ความทรงอยู่ใน“มโน”เป็น“จติ สงั ขาร”อยใู่ นภายในใจเรา ยงั “ม”ี (โหต)ิ ยงั “ทรงอย”ู่ (ธรรม) ใหเ้ รารู้เห็น(ปัสสติ)ด้วยการ“สัมผัส”อยู่หลัดๆโทนโท่ ถึงภาวะท่ี“มี”(โหติ)และภาวะท“ี่ ไมม่ ”ี (น โหต)ิ เรากเ็ ปน็ ผทู้ า� ให“้ ไมม่ ”ี ไดแ้ ลว้ จรงิ ภาวะทย่ี งั“มี”จึงคือ“ธรรม”คือยัง“ทรงอยู่” ส่วนภาวะท่ี“ไม่มี”ก็คือ“อธรรม”คอื “ไมท่ รงอยู่ในเรา”แลว้ ผู้มคี วามส�าเรจ็ แทฉ้ ะน้ีแล ผมู้ ี“ธรรม” ผู้ท่ี“ท�าให้อกุศลจิต”หรือ“ท�าให้กิเลส”หรือ“ท�าให้บาป”ไมม่ ี ไม่“ทรงอย”ู่ ในจิตเราได้เดด็ ขาด ตลอดไปอย่างเทย่ี งแทถ้ าวร (นิจงั -ธุวัง-สัสสตงั -อวิปริณามธมั มงั -อสังหริ งั -อสังกปุ ปงั ) นค้ี อื ผเู้ หน็ ภาวะท“่ี ทรงอย”ู่ ในใจเราเองน้ี “ธรรม”คอื รปู นามท“ี่ ทรงอย”ู่ ในใจเราเอง ทเี่ ปน็ “โลกตุ รธรรม ๔๖” ตง้ั แต“่ กายในกาย”167 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

จนถงึ “เวทนาในเวทนา” และ“จติ ในจติ ” ที่สดุ “ธรรมในธรรม”แท้ๆ “กาย-เวทนา-จิต-ธรรม”น้ีแหละคือ “ธรรมกาย” ยิ่งครบถว้ นบริบูรณด์ ้วย“โลกุตรธรรม ๓๗”(โพธิปกั ขิยธรรม ๓๗) และสมั บูรณ์“โลกตุ รธรรม ๙” ก็ยิ่งนแ้ี หละคอื “ธรรม” ผใู้ ดเห็นธรรม ผนู้ ัน้ เห็นเราตถาคต เปน็ เช่นนี้เอง น้ีแหละ“ตถตา”(ตถ = ความจริง) ผู้ก�าลัง“เห็น”(ปัสสติ = มีวิปัสสนาญาณ)ขณะน้ีผู้น้ีเริ่มตั้งแต่กา� ลงั “พน้ สกั กายทฏิ ฐ”ิ อยแู่ ทๆ้ เปน็ ผกู้ า� ลงั ม“ี วชิ ชา”(กา� ลงั พน้ อวชิ ชาคอื พน้ สงั โยชนข์ อ้ ที่ ๑”อยหู่ ลดั ๆ)กา� ลงั เหน็ ของจรงิ ทเี่ ปน็ ภาวะสตั วโ์ อป-ปาตกิ ะ(สตั ตา โอปปาตกิ า ตาม“สัมมาทิฏฐิข้อที่ ๙”ในมหาจตั ตารีสกสูตร)ซ่ึงเป็น“สัมโภคกาย”(องค์ประชุมของรูปกับนามที่ก�าลังบริโภคอารมณ์ร่วมกัน)เกิด“วิญญาณผี”อันเป็นอาการของ“มนายตนะกับธรรมายตนะ”ก็คือ“จิต” ขณะน้ีนั่นแหละช่ือว่า “ผีโกรธ”ท่ีก�าลังแสดงอาการของ“ใจทไ่ี มช่ อบใจในตนเอง”(อกศุ ลจิต = กิเลส)โต้งๆให้เราเห็น และเราก็ตอ้ งกา� จดั มนั ให“้ ไมม่ ี”ใหไ้ ด้ ซงึ่ “โทสมลู ”ตวั น้ี ไมม่ สี รรี ะ ไมม่ รี า่ งทเี่ ปน็ “ตวั ”เปน็ “ตน”เลยมแี ต“่ อาการ” ไมม่ เี สน้ แสงเงาสอี ะไร เราจะตอ้ งกา� หนดเครอ่ื งหมาย(นมิ ติ )ของกริ ยิ าอาการของมนั เอาเองใหไ้ ด้ วา่ มนั ม“ี อาการ”อยา่ งนๆ้ีเองคอื “ผ”ี ทเี่ ปน็ อาการโกรธ มนั มแี ต“่ อาการ” คอื ไมส่ มใจ..กโ็ กรธหรอื ไมช่ อบใจ-ไมต่ รงใจ..ก็โกรธ เท่านัน้ ไม่มรี ูปรา่ งสรรี ะเส้นแสงเงาสตี วั ตนใดๆเลย ซง่ึ อาการ“โกรธ”นมี้ นั ไมเ่ หมอื นกบั อาการของ“ราคะ”นะมัน“ต่างกัน”(ลิงคะ)นะ หรืออาการ“โกรธ”นี้มันน้อยลงกว่าก่อน168 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

นะ “ตา่ งกัน”(ลิงคะ)กับเมื่อก่อน ฉะนีก้ “็ ลงิ คะ” ดังนี้ คือ การรู้จักรูแ้ จ้งรู้จรงิ “นมิ ิต” (เคร่อื งหมาย,ภาวะทเ่ี รากา� หนดหมาย)ของความเปน็ “อาการ”ตา่ งๆในจติ ทม่ี “ี อาการ”มากมายแตกตา่ งกนั หลากหลายนัย “ความแตกต่าง”นคี้ า� ศพั ทก์ ว็ า่ “ลิงคะ”หรอื “เพศ” ซึง่ เปน็“ภาวรูป ๒” “ความแตกต่างกนั ”ของ ภาวะ ๒ อยา่ ง คือ“อิตถภี าวะ”กับ“ปุริสภาวะ” อันเราต้องเรียนรู้และปฏิบัติจัดการ(อภิสังขาร)ท�าจิตภาวะต่างๆน้ีให้บรรลุ“ปุริสภาวะ” สูงสุดเป็น“เอกภาวะ”เปน็ “เอกบุรษุ ”ให้ได้ ซงึ่ กค็ อื “เอกคั คตาจิต”นน่ั เอง ที่เป็น“จิต”ยอด,เลศิ ,เยย่ี ม(อคั ค) เป็น“เอก”แทๆ้ จึงต้องศึกษากันต้ังแต่มันเป็น“องค์ประกอบ”(กาย)ของรูปกบั นาม อนั ม“ี อาการทถ่ี กู ร”ู้ (รปู ) เรากต็ อ้ งม“ี ปญั ญา”เขา้ ไปรจู้ กั รแู้ จง้รู้จริงภาวะของมันอยู่ ณ บัดน้ี ว่า “ตัวโกรธ”คือ“ตัว“ผี”แท้ๆนตี้ วั “อกุศลจิต”จรงิ ๆนี้ “ความจรงิ ”มันเป็นเชน่ นี้ๆเอง(ตถตา) น่ีคอื “ของจริง-ความจริง”(ตถตา)ของผี “ผ”ี เปน็ เชน่ นเี้ อง(ตถตา) ทผ่ี มู้ ปี ญั ญาอารยิ ะกา� ลงั รแู้ จง้ เหน็จริง ตามพระวจนะแท้ ฉะน้ีเอง..“ผี” คือ“สัตว์โอปปาติกะ” ท่ี“ตาทิพย์”อันเป็น“อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ตรงตาม“ปรมัตถสัจจะ”ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เห็น“จิต-เจตสิก”ท่ีเราก�าลัง“เห็นรูป”(“รูป”ท่ีเป็น“นามรูป”คือ “ภาวะจิตท่ีถูกรู้” เป็นอาการของจิตในจิตขณะนี้) เป็น“นามธรรม”169 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ตนเองอยหู่ ลัดๆ ขณะนค้ี อื เรากา� ลงั รจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “เจโตปรยิ ญาณ ๑๖” ขอ้ท่ี ๒ ชอื่ วา่ “สโทสะ” (จติ มโี ทสะกร็ วู้ า่ จติ มโี ทสะ ; พระไตรปฎิ ก เลม่ ๙ ขอ้ ๑๖๓)ซงึ่ เป็น“ตวั ตน”ของ“สมุทัยอรยิ สจั ” (สกั กาย)ใน“อรยิ สัจ ๔” ผีตัวน้ีแลทีจ่ ะกา� จดั มนั ด้วยการ“เพ่งรู้-เพ่งเผา”(ฌาน)ผีตัวน้ีให้สิ้นไปจากใจเราดว้ ย“วติ กวจิ าร”(พฤตปิ ฏบิ ตั ทิ เี่ พง่ ร-ู้ เพง่ เผาดว้ ยการทา� วปิ สั สนา คอื พจิ ารณา ศึกษาจิต-เจตสกิ จนไตรต่ รองตรวจจับตัวกิเลสไดแ้ ล้วกา� จัดมนั ) ซ่ึงขณะที่“จิต”ก�าลังเป็น“ผี” คือ จิตเราก�าลังมี“ทุกข-เวทนา”หรอื ม“ี อารมณไ์ มส่ มใจ..กโ็ กรธอยู่ หรอื ไมช่ อบใจ-ไมต่ รงใจอยู่..ก็โกรธ” เราก็พิจารณาตรวจสอบใจเราได้(วิจาร)ว่า“เหตุ”ตัวที่เป็น“อารมณ์ผ”ี กต็ วั นี้เอง มันเป็นเช่นน้เี อง(ตถตา) ผู้มี“ตาทิพย์”ตามอนุสาสนีปาฏิหาริย์จะเห็น“ผี”ด้วยสจั ธรรมอยา่ งนี้ เหน็ “เหต”ุ ทเี่ ปน็ สมทุ ยั อรยิ สจั ดว้ ย“วปิ สั สนาญาณ”และเหน็ เทวดา-มาร(ผ)ี -พรหม กต็ อ้ ง“เหน็ ”(ปสั สต)ิ ดว้ ย“ญาณ”เยย่ี งน้ีไม่ใช“่ เหน็ ”ดว้ ยตาเนอ้ื (ไม่ใช่ทัสสนัง) จงึ จะตรงพระพุทธวจนะ แลว้ กา� จดั (ปหาน)“เหต”ุ ตวั น้ี ทเี่ ปน็ “อาการของจติ ”ในความเปน็ “กาย”(องคป์ ระชมุ ของรปู กบั นาม) ซงึ่ เปน็ “สกั กายะ” คอื “กายของตน”แทๆ้ จึงตอ้ ง“สมั มาทิฏฐ”ิ กนั จรงิ ๆท่จี ะแยก“กาย”แยก“จิต”ในความเป็น“กายสังขาร”ตรงตามปรมัตถธรรม ก็จะก�าจัดถูกภาวะของ“สมทุ ัย” คือ“อกุศลเจตสิก”ตวั แท้ ดังน้ัน ใครจะ“เห็น”เทวดาก็ดี ท่ีเป็น“สมมุติสัจจะ”(เห็นเทวดาเก,๊ เทวดาเท็จ = สมมตุ เิ ทพแบบมโนมยอัตตา) หรอื แม้“เห็น”เทวดา170 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ที่เป็น“ปรมัตถสจั จะ”กด็ (ี เหน็ เทวดาจริง = อุบตั ิเทพหรอื วสิ ุทธิเทพแบบมโนมยทิ ธิท่ีเปน็ “วชิ ชา ๘”ข้อที่ ๒) แมท้ ส่ี ุด“เห็น”พรหมหรอื วสิ ทุ ธเิ ทพก็ดี ก็“เห็น”เป็นตาทิพย์ตามอนุสาสนีปาฏิหาริย์ด้วยนัยะแห่งพุทธเย่ียงเดยี วกันน้เี อง [จึงจะเป็น“ปาฏหิ าริย์”ของพุทธ ถกู ตรงตามพระพทุ ธวจนะ] ซงึ่ ชัดเจนวา่ ความเป็น“เทวดา”นั้นคอื “อาการ”ของความรูส้ ึกหรืออารมณ์ของใจเปน็ “ความสขุ ”หรือ“ความเจริญ” ถ้า“ความสุข”หรือ“ความเจริญ”ท่ีเป็น“เทวดาโลกีย์”ก็มี“สุขเก๊-สุขเท็จ”(สุขัลลิกะ) ท่ีสุขเพราะความเจริญอามิส คือยินดีพอใจ ท่ีเจริญลาภ-ยศ-สรรเสริญ-รูป,เสียง,กล่ิน,รส,สัมผัสทางกายภายนอก อนั สุข“สมใจกามคณุ ๕”ใน“กามาวจร” ซึง่ เปน็ การบา� เรออารมณ์ บา� เรอกเิ ลสใหอ้ ว้ นใหโ้ ตใหใ้ หญใ่ หห้ นาขน้ึ อยา่ งนเ้ี องคอื ความเปน็ สตั วท์ างจิตวิญญาณ หรือสตั ว์โอปปาตกิ ะ ภาวะฉะน้ีคอื “เทวดา” ท่เี รียกวา่ “สมมตุ ิเทพ” และแม้“ความสุข”หรือ“ความเจริญ”ซึ่งยังเป็น“เทวดาโลกยี ์”ที่มี“สุขเก-๊ สุขเท็จ”(สุขัลลิกะ) เพราะยังเปน็ ความเจริญอามสิอยู่ คอื ยนิ ดพี อใจ ทีเ่ จรญิ ดว้ ยความสงบ ท่ยี งั เปน็ “ความสงบแบบภูมิเจโตสมถะ” ยังไม่ใช่สงบด้วย“โลกุตรจิต ๘”(ยังไม่ต้องไปพูดถึงโลกตุ รจติ ๔๐ หรอก) อนั เปน็ สขุ ารมณท์ าง“กาย”ภายใน(กายในกาย) มนั สขุ“สมใจในภพ ๒”(รปู ภพหรืออรูปภพ) คอื เขา้ ไปเสพสขุ ใน“รูปาวจรภมู ิหรืออรูปาวจรภูมิ” ซึ่งผู้ยังอวิชชาจะบ�าเรออารมณ์บ�าเรอกิเลส“ภวตัณหา”ให้อ้วนให้โตให้ใหญ่ให้หนาขึ้น อย่างน้ีเอง ก็ยังคือความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ หรือสัตว์โอปปาติกะ ภาวะฉะนี้กย็ งั คือ“เทวดา” ที่ยงั เป็นโลกียภมู เิ รยี กว่า “สมมตุ ิเทพ” ยงั สุขสม171 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ใจใน“อัตตา” เพราะยังไม่ได้ศึกษาเรียนรู้“โอฬาริกอัตตา”อันเป็น“สัตว์”ท่ียังเสพสุขทางกายภายนอก คือ “กามภพ”มาก่อน ยังแยก“กาย”แยก“จติ ”ใน“กามาวจรภมู ”ิ ไมเ่ ปน็ จงึ ยงั ไมไ่ ดก้ า� จดั กเิ ลสขนั้ต้นนไ้ี ปตามล�าดับ ยงั ไมเ่ ขา้ ใจความเปน็ “มโนมยอตั ตา”(ยงั ไมต่ อ้ งพดู ถงึ อรปู อตั ตา)จึงยงั ไมร่ ูจ้ ักรู้แจง้ รจู้ รงิ ปรมตั ถธรรมทีต่ นบา� เรอ“อัตตา”ตนอยู่ ซ่ึงชาวพุทธส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ยังแยกกาย-แยกจิต ไม่ได้แยกไมเ่ ป็น“ปรมัตถสจั จะ” ตามนัยะที่พระพทุ ธวจนะกนั เกอื บท่ัวถว้ นในวงการพทุ ธแล้ว ยังหลงว่า“การแยกกาย-แยกจิต”นั้นคือ การนั่งหลับตาท�าสมาธิเข้าไปสู่ภวังค์ แล้วก็ท�าความรู้สึกของตนให้ตัดขาดจากภายนอก ไม่ใหร้ บั รู้สึกภายนอกแม้จะมอี ะไรกระทบสมั ผัสภายนอกถ้าท�าได้ ก็นับเอาความส�าเร็จอย่างนี้เองว่า เป็นการแยกความเป็น“กาย”กับความเปน็ “จติ ”ได้ ไอแ้ บบนี้ มนั กแ็ คเ่ ทา่ กบั คนนอนหลบั หรอื คนตกภวงั ค์ หรอืทา� การหลบ“ภพนอก” เข้าไปอยู่ใน“ภพภายใน”ได้สา� เร็จ กเ็ ทา่ นัน้มันเป็น“การแยกกาย-แยกจิต”ท่ีถูกต้องตามปรมัตถสัจจะของพระพทุ ธเจ้าทีไ่ หนกนั หรอื ผสู้ ามารถแยกความรสู้ กึ เชน่ เจบ็ ปวดทรี่ า่ งมนั มแี ผลมีฝเี ปน็ ต้น เจ็บมาก ปวดมาก แตค่ นผู้นส้ี ามารถแยกไม่ให้รสู้ ึกเจบ็ปวดได้ส�าเร็จ ตัดความรสู้ กึ เจ็บปวดนัน้ ไดส้ �าเรจ็ กห็ ลงถือวา่ อย่างนี้คอื การแยก“กาย”แยก“จติ ”ได้ อกี แบบหน่งึ172 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

หรอื ทห่ี ลงลกึ ลา�้ ไปกวา่ นนั้ กค็ อื เมอื่ ทา� สมาธหิ ลบั ตาเขา้ ไปอยู่ในภวังค์ได้แล้วก็มี“จิตวิญญาณ”ของตนออกไปจากร่างของตนออกไปนอกตวั เราได้ แลว้ กย็ อ้ นมาเห็นภาวะตวั เราขณะน้นั ว่า ยังมีร่างของเราน่ังสมาธิอย่ตู อ่ หน้า กเ็ ลยหลงว่า เราเก่ง ท่ีแยกธาตรุ ู้คอื จติ วญิ ญาณออกจากรา่ งได้ แลว้ จงึ หนั กลบั มามองดตู นเองอกี ทีกเ็ หน็ “รา่ ง”ของตนเองอกี ตา่ งหาก หรอื เหน็ คนอนื่ เหน็ สง่ิ แวดลอ้ มอื่นๆ ทแ่ี วดลอ้ มตนอยู่ขณะนัน้ ได้ ก็หลงวา่ เราสามารถแยก“กาย”แยก“จติ ”ได้ อย่างน้กี ็มี ก็ยึดอย่างนีว้ ่า...เก่ง!!! ส่วนมากก็แยกจิตไม่เป็นสัมมาทิฏฐิจริงหรอก มันแค่อุปาทานสร้างรูปสร้างเร่ืองขึ้นมาหลงเองซึ่งเป็นภาพความฝันต่างๆแล้วก็หลงว่า“ตนเห็นของจริง” แท้ๆคือ“มโนมยอัตตา” ซ่ึงเป็นแค“่ รูปทีส่ า� เรจ็ ด้วยใจ”ภาพน้ันใจมันป้นั ขึน้ มาสา� เร็จได้ด้วยใจ เป็น“ภาพเป็นรูป”ท่ีตนเองมี“ความต้ังใจ”(สัญเจตนิก)“ตกแตง่ ”(สงั ขต) “ตกแตง่ แลว้ ” (สชั ชติ )กห็ ลงเปน็ “ความพอใจ”(ฉนั ทะ)กเ็ ลยหลง“สะสม”(สญั จนิ าต)ิ จงึ เกดิ “การรวม”(สชน) แลว้ ม“ี การสะสม”(สัญจินน,สัญจย)ข้ึนจริง เมื่อ“สะสมแล้ว”(สัญจิต)ก็“ยึดเอา,ถือเอา”(อุปาทา) จนเป็น“การยึดมั่นถือม่ัน”(อุปาทาน) กระท่ังกลายเป็น“จิตของตน”(สจติ ต)ทจี่ ะแยกใหอ้ อกจากกัน กย็ ากยิ่งเสียแล้ว ทีน้ี ไดม้ าฝึกฝนการแยก แตแ่ ยกชนดิ ทีไ่ ม่รูจ้ ักรแู้ จ้งรจู้ รงิ“ภาวะจริง”ของ“นามรูป”แท้ๆ ที่เป็น“กาย”(องค์รวม)ท่ีมีจริงเป็นจริงเพราะเข้าใจไปหมายเอาความเป็น“กาย”ผิดเป็น“มหาภูตรูป”เท่าน้ัน ซึ่งไม่ใช่การแยก“ปสาทรูป”กับ“โคจรรูป” ที่ต้องมีท้ัง“ปสาท” (ประสาท) มีท้ังการท�างานของ“ประสาท” และมีท้ัง“การ173 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

สัมผัส”(ผัสสะ,โผฏฐัพพะ) แต่ไปหลงแยกอยู่แค่“สัญญา”(ความหมายรู้,ความจ�า)ภายในใจตน ไม่มี“การสัมผัสระหว่างรูปภายนอกกับนามภายในด้วย” จงึ หลงไดแ้ ตฝ่ กึ “การแยก”ในภายใน“องคป์ ระชมุ ของจติ ในจติ ”(นามกาย)เทา่ นั้น ไม่ได้ฝึก“การแยกนามธรรม”ในขณะที่มี“ประสาท”ท�าหน้าที่อยู่ โดยมี“การสัมผัส”ภายนอกอยู่หลัดๆ และ“ประสาท”ก็แสดงความเปน็ “ชวี ติ ”มี“ชีวิตินทรยี ์”อยู่ ท�างานมปี ฏิกิรยิ ารว่ มกันเปน็ “รปู ทร่ี บั รอู้ ารมณ์ ๕ อยโู่ ตง้ ๆ”(โคจร)กบั “มหาภตู รปู ”ภายนอกเลย จึงไมใ่ ช่“โคจรคั คาหิกรปู ”(รปู ทีร่ บั โคจรคือ รับรอู้ ารมณ์ ๕) และเมื่อสามารถแยก“ภาพภายในกับความรับรู้ได้” หรือแยก“ภาพตัวเราภายในกับความรบั ร้ขู องเราออกจากกันได”้ “กาย”ของผู้หลงผิดจึงเป็นแค่“ภาพของร่าง(สรีระ)”ท่ีเราก�าหนดหมายร้อู ยูภ่ ายในใจ วา่ ภาพเราทนี่ ง่ั สมาธิอยนู่ น้ั คือ“เรา”หรอื ภาพทน่ี อนตายเนา่ อยตู่ อ่ หนา้ ขณะน้ีคอื “เรา” มนั กแ็ ค“่ กาย”คอื ภาพ “กาย”คอื รา่ ง(สรรี ะ)ทเ่ี ปน็ ภาพอนั เกดิอยภู่ ายในใจเทา่ น้นั ไม่ใช่ภาพทีม่ กี ารสมั ผสั อยจู่ รงิ ภายนอกเลย ส่วน“จิต”ที่แยกออกไปจาก“ภาพของร่าง”(วัตถุ)น้ันก็คือ“ธาตรุ ”ู้ หรือความรู้สกึ ทกี่ �าลังด“ู ภาพของรา่ ง”เราเองอยูข่ ณะนน้ั มันมีแต่“สัญญา”ก�าหนดรู้ในภายในกันเท่านั้น มันไม่ใช่“วญิ ญาณ”ทร่ี บั รคู้ รบพรอ้ มขณะม“ี ประสาทรปู ”กา� ลงั ทา� งานสมั ผสักนั อยู่กบั โคจรรูป” และ“โคจร”ก็เปน็ “โคจรคั คาหิกรูป”[รปู ที่รบั โคจร คือ รับรอู้ ารมณ์ ๕ ซ่งึ ยังมี“สัมปัตตโคจรัคคาหกิ รปู ๒ ไดแ้ ก่ ตาและหู ซงึ่ เป็น174 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

“รปู ”ทใ่ี ช้กระแสวง่ิ จากทไ่ี กลมาแตะร้ไู ด้ และอสัมปัตตโคจรัคคาหิกรปู ๓ ไดแ้ ก่ จมกู -ล้นิ -กาย ซึง่ เป็น“รูป”ทใ่ี ชก้ ารแตะตดิ ตัวจงึ จะรูไ้ ด้ ได้แก่ รสแตะคอื ล้ิน กบั ภาวะทตี่ อ้ งแตะตดิ คอื กาย และประสาทตอ้ งตนื่ รทู้ า� งานรบั รดู้ ว้ ย ถงึ จะมกี ารรไู้ ด)้ จึงจะก�าหนดได้ว่า“รูป”ที่มี“อินทรีย์”(พลังงาน,เรี่ยวแรง)ของ“ความเป็นชีวิต”ท�างาน(ชีวิตินทรีย์)อยู่ คือ“รูป”ท่ียังท�าหน้าที่มีชีวะแตเ่ ป็นแค“่ พชี นยิ าม” ธาตุรขู้ ณะนั้นมีพลงั ไม่ถึงขนั้ “จติ นยิ าม” จงึไม่ใช“่ วญิ ญาณ” นีค้ อื “โคจรคั คาหิกรูป ๕” ซ่ึงไมใ่ ชเ่ พราะตา่ งจาก“อโคจรัคคาหกิ รูป ๒๓”(รปู ที่รับโคจร ไมไ่ ด้๒๓คอื “อปุ าทายรปู ”ทหี่ กั “ปสาทรปู ๕”ออกหรอื ไมน่ บั “ปสาทรปู ๕”เขา้ ไปดว้ ย) มันจึงไม่ถงึ ข้ันที่เรยี กว่า “ปญั ญา” มันเป็นไดแ้ ค“่ สญั ญา”คือเหน็ กนั อย่แู ต่ภายใน นั้นคือ การแยกจิตแยกกายที่ไม่เป็นไปตามกระบวนการแห่ง“ปรมัตถสัจจะ” เอาละ.. แมจ้ ะเปน็ จริงได้ ทา� ไดจ้ ริง ต่อให้เก่งจริง..ก็เถอะ ถอด“จิต”ตนออกไปได้จริง เป็นผู้ส�าเร็จอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ได้แท้ ก็ยังไม่ใช่การแยกกาย-แยกจิตที่เป็น“ปรมัตถธรรม”เพ่ือรู้แจ้งเห็นจริงใน“รูปนาม” เช่น สามารถรจู้ กั ร้แู จง้ รจู้ รงิ “รปู ๒๘” รู้จักรู้แจ้งรจู้ ริง“นาม”ที่เปน็ “เจตสิก ๕๒ จติ ๘๙”เป็นต้น ตามพระอนสุ าสนขี องพระพุทธเจา้ อย่ดู ี ซ่ึงบางคนหนกั ไปกว่าน้นั น่ังสมาธนิ ่แี หละ แลว้ เก่งถึงขั้นแยกรา่ งออกไป เปน็ รา่ งของตนนอนตายเนา่ เปอ่ื ยใหเ้ หน็ อยตู่ อ่ หนา้175 คนจะมธี รรมะไดอ้ ย่างไร?

ขณะนั้นเลย แลว้ ก็หลงวา่ น่ีคือ การแยกกาย-แยกจติ ได้ อธิบายถึงขน้ั วา่ เมอื่ เหน็ สภาพความเนา่ เปอ่ื ย กน็ แี่ หละคอื การเหน็ อสภุ ะ เหน็อนจิ จงั เหน็ ความเปลยี่ นแปลงของรา่ งกาย เหน็ ความไมเ่ ทย่ี ง ทง้ั ๆทมี่ นั เปน็ แคอ่ ปุ าทาน เปน็ แค“่ มโนมยอตั ตา”ทป่ี น้ั ขนึ้ มารมู้ าเหน็ เองในใจของตนแท้ๆ แล้วก็ยึดเอาความสามารถเย่ียงน้ี ว่าน่ีแหละเป็นผู้บรรลุ“การแยกกาย-แยกจติ ” หรือจะมีนัยะอ่ืนอยู่ ท่ีอาตมายังไม่รู้ก็อาจจะมีกันอีกก็ได้จะอย่างไรก็ตาม ถ้ามีนัยส�าคัญที่ไม่ใช่การการแยกกาย-แยกจิตชนิดที่แยก“รูป”แยก“นาม”จากความเป็น“กายสังขาร” หรือ“กายวิญญาณ”ได้ด้วย“วิโมกข์ ๘” แล้วรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“รูปรูป-รูปกาย-รูปนาม-นามกาย-นามรูป” และมีการสัมผัสภายนอกอยู่ดว้ ย แล้วยงั สามารถเปน็ ผ้“ู มคี วามรู้สึก”(สัญญ)ี ภายในได้เสมอ ไม่ได้ท้งิ “ภายนอก”เลย จึงจะ“สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายโดยตนเอง(เอโก)”บรบิ รู ณ์ ตามทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ในพระไตรปฎิ ก เลม่ ๑๐ ขอ้ ๑๐๐-๑๐๑ จึงจะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”เป็นปัจจุบันธรรมยนื ยนั ไดค้ รบความเปน็ “สตั ว”์ ทชี่ อื่ วา่ “โอปปาตกิ ะ”มภี าวะอยโู่ ทนโท่ เราไดพ้ ดู ถงึ “สตั ว”์ ทเี่ ปน็ “เทวดา”เจรญิ แบบโลกยี ะ และยดึตดิ แบบเทวนยิ มมาแลว้ ทีนี้..ความเป็น“เทวดา”ที่มี“อาการ”ของความรู้สึกหรืออารมณ์ของใจท่ีเป็นไปในความเจริญโลกุตระก็เป็นความสงบแต่“สงบ”จากกิเลส มใิ ช“่ สงบ”อย่าง“เจโตสมถะ”176 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

“สงบ”เพราะลดละกิเลสได้ สู่ความหมดทุกขอริยสัจหมด“สขุ โลกีย”์ ที่เปน็ “สขุ เทจ็ ”ทเี่ ปน็ “สขุ ลั ลิกะ” ต้องอย่างน้ี จึงจะเปน็ “โลกุตระ” ซ่งึ จะก�าจดั “สัตวโ์ อปปาตกิ ะ”ทช่ี อ่ื ว่า เทวดา ชนดิทีเ่ ปน็ “สมมตุ เิ ทพ”ไปจรงิ แล้วจึงจะเป็น“อุบัติเทพ”ไปตามล�าดับ ท่ีสุดสูงสุดก็เปน็ “วิสทุ ธเิ ทพ” หรือสดุ ยอดแหง่ พรหม สุดยอดแห่งพระเจ้า “ผ”ี มันกค็ อื “วิญญาณ”คือ“จติ ”น่นั เอง “เทวดา”ก็“วญิ ญาณ” ก“็ จติ ” “พรหม”ก็“วญิ ญาณ” ก“็ จติ ” “จติ ”ก็“วญิ ญาณ” ก“็ มโน” “มโน”ก“็ วิญญาณ” ก“็ จติ ” ..ใช่มยั้ ? วญิ ญาณ-จติ -มโน ปรากฏอยู่ ณ ทใี่ ด จงึ คอื ตวั ผ-ี ตวั เทวดาแทๆ้ อยู่ ณ ทนี่ นั้ และไม่สิงสูอ่ ยทู่ ี่ไหนๆอนั เปน็ มหาภตู รูปเลย จะอยู่ได้ประจ�าท่ี เป็นเหมือนห้อง เหมือนถ้�า มีขอบเขตเรียกว่า“คหู าสยัง” ที่เดียวเท่านนั้ คอื ในตัวสตั วโลกท่ีมี“จติ นิยาม” ดินน�้าไฟลม หรืออากาศ มหาภูตรูปท้ังหลาย มันเป็น“ผ”ี เปน็ “เทวดา” ไมไ่ ด้ “ผี”หรือ“เทวดา”หรือ“พรหม” ก็คือ วิญญาณ คือจิต คือเจตสิก คืออารมณ์ คือเวทนาเทา่ นั้นที่เป็น“ผ”ี เป็น“เทวดา” และเป็นแล้ว ก“็ เห็นไมไ่ ด”้ (อนิทัสสนัง)ไม่ม“ี สรีระ”(อสรีระ)ให้เหน็ ไดแ้ บบตาเน้อื เหน็ ๆ จะ“เหน็ (ปสั สโต)”ได้ “ร(ู้ ชานโต)”ได้ก็เปน็ แค่“อาการ”เท่านั้นท่ีปรากฏให้ผู้เรียนรู้ก�าหนดหมาย(สัญญา) ก�าหนด177 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

เครื่องหมาย(นิมติ )เอาเองตามญาณปัญญาของตน ดินน�้าไฟลมอากาศเปน็ “ผีแท้”ไม่ได้ ดินนา้� ไฟลมอากาศเปน็ “เทวดาแท้”ไม่ได้ ดนิ นา้� ไฟลมอากาศเปน็ ไดแ้ ค“่ ผหี ลอก-เทวดาหลอก-พรหมหลอกๆ” คอื “เทจ็ ”ทั้งสิน้ แมแ้ ต“่ รปู ”ทงั้ หลายทงั้ ปวงเดยี่ วๆ ทไ่ี มเ่ กยี่ วกบั “นาม”เลยน้ัน มันเป็น“ผ”ี เปน็ “เทวดา”เปน็ “พรหม”ไมไ่ ด้เดด็ ขาด แตก่ ห็ ลอกกนั แลว้ กห็ ลงกนั อยใู่ นโลก ปน้ั ขน้ึ มาเปน็ “มโนมยอตั ตา”จนสา� เรจ็ แลว้ กเ็ หน็ เอง หลอกตนเอง หลอกผอู้ น่ื ใหห้ ลงตามจนกระทง่ั ผอู้ นื่ กลายเปน็ ผหู้ ลงกม็ “ี อปุ าทาน”สามารถไดม้ โนมยอตัตา(มโนมยอัตปฏิลาโภ)นนั้ ไปตามๆกนั หลงวา่ จริงไปตามๆกนั จนบดั นี้ มอมเมากนั มานานแสนนาน แมป้ จั จบุ นั นก้ี ไ็ มย่ อมเพลาการหลอก ใหห้ ลงผดิ วา่ ผี (จบฉบบั ท่ี ๒๙๔) ฉบับท่ีแล้วได้สาธยายเรื่อง“ผี-เทวดา-พรหม”ซ่ึงเป็นเร่ืองของ“จิต-มโน-วิญญาณ”แท้ๆ ท่ีจะ“เห็น”หรือ“รู้ภาวะจริง”ได้ ก็ตอ้ งม“ี ปสาทรปู ๕”และ“โคจรรปู ๕”ทา� ปฏกิ ริ ยิ ากนั ขนึ้ จงึ จะ“เหน็ ”จะ“ร้คู วามจรงิ น้ันเต็มความจรงิ ตามสภาพ” ถ้าไม่มี“ปสาทรูป ๕ กับ โคจรรูป ๕ ก็ไม่มี“กาย กับโผฏฐพั พะ” ทา� ปฏกิ ริ ยิ ากนั กไ็ มม่ “ี วญิ ญาณ ๖”เกดิ ขน้ึ ใหต้ วั เราเองสามารถ“เห็นหรือร้”ู ของตนเองได้178 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ยง่ิ เปน็ ของคนอน่ื ทเ่ี ขาจะ“เหน็ หรอื รจู้ กั วญิ ญาณ” เขากต็ อ้ ง“เห็นหรือรู้”ของตน จึงจะ“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ความเป็น“ผี”หรือเป็น“สัตว์นรก”เป็นต้นน้ันของตน แล้วจึงจะได้เรียนรู้“ความจริง”(อริยสัจ)น้ีแล้วจะได้ก�าจัดภาวะสัตว์นรกนี้ของตนให้เป็น“นิโรธอรยิ สจั ” ตอ่ ใหส้ มมตุ วิ า่ คณุ สามารถจรงิ ๆ เกง่ กาจถงึ ขน้ั “เหน็ หรอื ร”ู้วญิ ญาณทเ่ี ปน็ ผหี รอื จติ ทเ่ี ปน็ ผขี องคนอน่ื เขาทเ่ี ปน็ “ของเขา”ในใจของคนอื่นเขา ที่เป็น“กิเลส”ของคนอ่ืน คุณได้แต่ก�าหนดหมายเอาเองอยู่ใน“สัญญา”ของคุณเท่าน้ัน ซ่ึง“สัญญา”นั้นต่อให้เปน็ “ปญั ญา”ทร่ี “ู้ ความจรงิ ตามความเปน็ จรงิ ” แลว้ เราจะไปกา� จดั“กิเลส”น้ันให้เขา มนั ก็อยทู่ ่ีอ่ืนในตัวคนอน่ื เขา ได้อยา่ งไร??? หรือว่าจะใช้“ฤทธ์อิ า� นาจพเิ ศษ”ทลี่ กึ ลบั มหัศจรรย์ โดยใช้ฤทธเิ์ บง่ อา� นาจทกี่ าจเก่ง เขา้ ไปทา� ลาย“กิเลส”ให้เขาได้เลย อย่างท่ีมีคนหลงเลอะเทอะกันว่าตนมีฤทธ์ิมีอ�านาจเย่ียงนี้กันอยู่ เป็นอาจารยว์ เิ ศษท้งั หลาย ถ้าท�าได้จริงๆ พระพุทธเจ้าท�าไมไม่ท�าให้ใครเลยสักคนเลยละ่ ?? ถา้ มันง่ายอย่างนี้ เปน็ ไปได้อยา่ งน้ี พระพทุ ธเจ้ากต็ อ้ งท�าแลว้ สิ อยา่ เก่งกวา่ พระพทุ ธเจา้ กันเลย ท่ีว่าจะแก้กรรมให้คนนน้ั คนน้ไี ด้ ไม่ให้เขาตกนรก กเ็ ทา่ กบัการกา� จดั ผีนรกในตัวคนอ่ืนได้ จดั การจิตวญิ ญาณทเี่ ปน็ ผใี นตัวคนอนื่ สา� เรจ็ แลว้ พดู กนั วา่ “แกก้ รรม”ใหเ้ ขาหมด“เหตแุ หง่ ทกุ ข”์ กค็ อื“แก้กรรม”ไม่ให้เขาต้องไปตกนรก ไม่ให้ไปเป็นผีกันน่ันหนะ179 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

มนั “ตลกรับประทาน”ทัง้ นน้ั หลงเลอะเทอะเละเทะงมงายแท้ๆ เอาเถอะ ต่อให้คุณสามารถเห็นจิตเห็นวิญญาณผู้อ่ืนได้จริงรู้ได้จริงก็เถิด มันไม่ใช่เรื่องท่ีพระพุทธเจ้าสรรเสริญหรือไม่ใช่เรือ่ งทท่ี า่ นใหท้ า� เลย ท่านทรงห้ามเป็นทกุ กฏด้วย และทรงบรภิ าษความเกง่ นดี้ ว้ ย ทเ่ี ปน็ ปาฏหิ ารยิ เ์ รยี กวา่ “อาเทสนาปาฏหิ ารยิ ์ หรอือิทธิปาฏิหาริย์แบบนี้นี่แหละ มียืนยันชัดในพระไตรปิฎก เล่ม ๙“เกวัฏฏสูตร” อ่านดไู ด้ นคี่ อื ความจรงิ ประเดน็ สา� คญั ทค่ี นผหู้ ลงตนวา่ ตนเกง่ กาจเห็นจิตผีวิญญาณผีของคนอ่ืนได้น้ัน แล้วอวดดีว่าจะล้างกิเลสให้เขา แก้กรรมท่ีเลวร้ายให้เขา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะ“ผี”มันเป็น“จิต-วิญญาณ”ของเขา อยู่ในตัวคนอ่ืนคนใดก็ของเขาเราจะล้วงเข้าไปสัมผัสในจิต ในวิญญาณคนอ่ืนได้อย่างไร เพราะ“จติ หรอื วญิ ญาณ”มนั คอื ธาตรุ ขู้ องใครกข็ องมนั จะไป“เอาความร้สู กึ ในใจเขามาเป็นความรสู้ กึ ในใจเรา”ได้อยา่ งไร? จะไปจัดการ“ความโลภ-ความโกรธ”ในจิตใจคนอื่นให้เขาไมม่ คี วามโลภ-ความโกรธกันแบบไหน..???..??? มนั ไมใ่ ช“่ ใจเรา” ใจใครกใ็ จใคร ใจเรากใ็ จเรา ใจเขากใ็ จเขาใจมันเปน็ “กเิ ลสกข็ องตน”เท่าน้ัน กเิ ลสจะลดก็ต้องตนท�า กเิ ลสในใจของใครก็ทา� ของตนเทา่ นน้ั จติ หรอื วญิ ญาณของใครกเ็ ปน็ ของคนนนั้ “หนงึ่ เดยี ว”(เอโก)มนั ไปเอา“จิตของคนอ่ืนมาอยู่ในจติ ”ของเรา เปน็ “สอง”ไม่ได้ เช่น ความ“อวิชชา”ท่ีหลงเลอะเทอะของคน“เข้าทรง”เปน็ ตน้ หลงวา่ ใหจ้ ติ หรอื วญิ ญาณของคนอน่ื เขา้ ทรงหรอื เขา้ มาเปน็180 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

จิตเปน็ วญิ ญาณในจิตเรานน้ั มันเปน็ ไปไม่ได้ “จติ ”ของใคร มนั กเ็ ปน็ “ของตนเองหนงึ่ เดยี ว” เปน็ “เอโก” มันจะเขา้ คนน้ัน ออกจากคนน้ี หรือจิตผีจิตเทวดาอันเปน็ จิตเร่จติรอ่ นจากทไี่ หนกต็ ามเขา้ ไปสงิ คนนน้ั คนนี้ เปน็ ครงั้ เปน็ คราว ทบั เขา้ ไปแทนทใี่ นจติ คนเขา้ ทรง หรอื จติ คนนน้ั ออกจากตนเองไปกอ่ น ชวั่ คราวแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ เม่ือจิตผีจิตเทวดานั้นออกไปจากตนจะเปลี่ยนกนั อยใู่ นรา่ งนนั้ จะทบั กันอย่มู ันเปน็ ไปไดย้ ังไง มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นนิยายน้�าเน่าลวงโลกมานานแสนนาน และจะหลอกคนทีอ่ วิชชาไปอีกนริ นั ดร ผอู้ วิชชารไู้ ม่ได้ง่ายๆ น่นั คอื ความหลงผิด อยา่ งยง่ิ คน“เขา้ ทรง”กนั อยทู่ ง้ั หลายนนั้ เปน็ แค“่ อปุ าทาน”ชนดิ หนง่ึทกี่ า� หนดหมายเชอื่ มนั่ วา่ เปน็ จรงิ อยา่ งนน้ั แลว้ กเ็ กดิ อาการตามทม่ี ี“อปุ าทาน”ของตนจนเปน็ จรงิ สา� เรจ็ ในจติ (มโนมยอตั ตา)เปน็ “ภาวะ”อาการเข้าทรงตามท่ีตนยึดไว้ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อันเป็นอปุ าทานอยู่ในความงมงายของผยู้ ังอวชิ ชา ตนเองก็ไม่รู้ตนเองว่า เป็นไปได้อย่างไร เพราะตนไม่ได้เรียนรจู้ นบรรลุ “วิชชา” ภาวะเชน่ นคี้ อื “มโนมยอัตตา” คอื “รปู หรอื อัตตาที่ส�าเร็จดว้ ยจติ ของตนเองทา� เองเปน็ เอง” ตนเองบา้ เองแทๆ้ ไมม่ วี ญิ ญาณอืน่ ใดไหนเลยทีม่ าเขา้ คนนัน้ คนนไ้ี ด้ การเข้าทรง เข้าสงิ อะไรพวกนี้จึงเปน็ “มโนมยอัตตา”ของตนเอง ที่เปน็ “อุปาทาน”ซึ่งยังอยูใ่ นกน้ บง้ึ “อนุสัย”ของคนผูน้ ั้นๆ ฉบับทแ่ี ลว้ เนอื้ ความกอ่ นจบมวี า่ ...181 คนจะมีธรรมะไดอ้ ย่างไร?

“ผี”มนั ก็คอื “วญิ ญาณ”คือ“จติ ”นั่นเอง “เทวดา”ก“็ วญิ ญาณ” ก็“จิต” “พรหม”ก็“วญิ ญาณ” ก“็ จิต” “จิต”ก็“วญิ ญาณ” ก“็ มโน” “มโน”ก็“วิญญาณ” ก“็ จติ ” ..ใชม่ ้ยั ? วญิ ญาณ-จติ -มโน ปรากฏอยู่ ณ ทใี่ ด จงึ คอื ตวั ผ-ี ตวั เทวดาแท้ๆ อยู่ ณ ที่น้ัน และไม่สงิ สอู่ ยู่ท่ีไหนๆอนั เป็นมหาภตู รูปดว้ ย จะอยู่ได้ประจ�าท่ี เป็นเหมือนห้อง เหมือนถ�้า มีขอบเขตเรียกวา่ “คูหาสยัง” ทเ่ี ดยี วเท่านัน้ คือ ในตวั สัตวโลกที่ม“ี จติ นิยาม” ดนิ น�า้ ไฟลม หรอื อากาศ มหาภตู รปู ทงั้ หลาย มันเป็น“ผี”เป็น“เทวดา” ไมไ่ ด้ “ผี”หรอื “เทวดา”หรือ“พรหม” ก็คอื วญิ ญาณ คอื จติ คอืเจตสิก คอื อารมณ์ คือเวทนาเท่านัน้ ที่เปน็ “ผ”ี เปน็ “เทวดา” และเป็นแล้ว ก็“เห็นไม่ได้”(อนิทัสสนัง)ไม่มี“สรีระ”(อสรีระ)ให้เห็นไดแ้ บบตาเน้อื เห็นๆ ถา้ จะ“เหน็ (ปสั สโต)”ได้ “ร(ู้ ชานโต)”ไดก้ เ็ ปน็ แค“่ อาการ”เทา่ นนั้ ทปี่ รากฏใหผ้ เู้ รยี นรกู้ า� หนดหมาย(สญั ญา) กา� หนดเครอื่ งหมาย(นมิ ติ )เอาเองตามญาณปญั ญาของตน ดินน�า้ ไฟลมอากาศเป็น“ผแี ท้”ไม่ได้ ดินนา้� ไฟลมอากาศเปน็ “เทวดาแท”้ ไมไ่ ด้ ดินน้�าไฟลมอากาศเป็นได้แค่“ผีหลอก-เทวดาหลอก-พรหมหลอกๆ” คือ“เท็จ”ท้งั สิ้น182 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

แม้แต่“รูป”ทั้งหลายท้ังปวงเดี่ยวๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ“นาม”เลยน้นั มนั เปน็ “ผี”เปน็ “เทวดา”เปน็ “พรหม”ไม่ไดเ้ ด็ดขาด แต่ก็หลอกกัน แล้วก็หลงกันอยู่ในโลก ปั้นขึ้นมาเป็น“มโนมยอตั ตา”จนสา� เรจ็ แลว้ กเ็ หน็ เอง หลอกตนเอง หลอกผอู้ นื่ ให้หลงตาม จนกระท่งั ผอู้ นื่ กลายเปน็ ผหู้ ลงกม็ “ี อปุ าทาน”สามารถได้มโนมยอัตตา(มโนมยอัตปฏิลาโภ)น้ันไปตามๆกัน หลงว่าจริงไปตามๆกันจนบัดนี้ มอมเมากนั มานานแสนนาน แมป้ จั จุบันน้ีกไ็ ม่ยอมเพลาการหลอก ให้หลงผิดว่า ผีเทวดามารพรหม ซ่ึงก็ยอมรับกันอยู่นะว่าเป็นเรื่องของวิญญาณ-ของจิต เป็นเรื่องของ“ธาตุรู้”ซงึ่ มองไม่เหน็ ตัวตน เพราะ“ไม่มีสรีระ”(อสรีรัง) เหน็ ไมไ่ ด้ ท้งั ๆทพ่ี ระพทุ ธเจ้าทรงยืนยนั ชัดวา่ วญิ ญาณัง อนทิ ัสสนงั อนนั ตงัสพั พโตปภัง [พระไตรปิฎก เลม่ ๙ ขอ้ ๓๕๐] “วญิ ญาณ เหน็ ไมไ่ ด้(อนทิ สั สนงั ) ตาเนอื้ ของคนมองเหน็ ไมไ่ ด้มนั ไมม่ รี ปู รา่ งจะใหเ้ หน็ เหมอื นมนษุ ยล์ อ่ งหนหายตวั เพราะไมม่ เี สน้มกี รอบมขี อบมเี ขต มนั ไมม่ ที สี่ ดุ (อนนั ตงั )มนั เหมอื นแสงสวา่ งกระจายท่วั ไป(สัพพโตปภงั ) แมใ้ นพระไตรปฎิ ก เล่ม ๒๕ ข้อ ๑๓ ก็มพี ระวจนะยืนยันวา่“มโน”นน้ั “อสรีรงั ” คอื “ธาตรุ ้”ู น้นั “ไมม่ รี ปู รา่ ง” ก็ชดั ๆ แตก่ ห็ ลอกกนั ใหห้ ลงผดิ ไปเหน็ รปู รา่ ง“ผ-ี เทวดา-มาร-พรหม”แมจ้ ะระบเุ อาเฉพาะ“จติ -วญิ ญาณ-มโน”ตวั แทเ้ ทา่ นน้ักห็ ลอกกนั แลว้ หลอกกนั อกี วา่ ม“ี รปู ธาต”ุ ทเี่ หน็ “รปู รา่ งตวั ตน”ได้หลอกกัน สร้างนิทานมาหลอกกันว่า วิญญาณผีมีรูปร่าง183 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ตวั ตนอยา่ งนน้ั วญิ ญาณเทวดาเหน็ “รา่ ง”ไดอ้ ยา่ งนี้ ทงั้ ๆทเี่ ปน็“อุปาทายรูป”แทๆ้ ไม่ใช่“มหาภูตรูป ๔”เลย หรือแมจ้ ะเปน็“อุปาทายรูป”ก็ยังต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“กาย”ที่เป็น“เอกันตกัมมชรูป”(รูปท่ีเกิดจากกรรมอย่างเดียวแท้ๆ) กับ“อุตุชรูป”(รูปที่เกิดแต่อุตุ)จึงจะแยกความเป็น“รูป”แยกความเป็น“นาม”ได้แท้จริงเด็ดขาด สามารถก�าหนดรู้“รูปรูป-รูปกาย-รูปนาม-นามกาย-นามรูป”ได้ถูกต้องบรบิ ูรณ์ ยง่ิ หลอกกันหนักยิ่งขนึ้ วา่ ถา้ ใครมีฤทธานภุ าพทางจติ วญิ ญาณ เกง่ ทางสมาธทิ างฌานจติ นน้ั ยงิ่ จะสามารถเหน็รูปรา่ งตัวตนของผี ของวญิ ญาณไดเ้ กง่ กาจพลิ กึ พลิ ือ แลว้ คนกย็ ง่ิ ไปหลงศรทั ธาบชู ายกยอ่ งผทู้ ย่ี งั “มจิ ฉาทฏิ ฐ”ิกันหนักหน้าน้ยี ง่ิ ๆขนึ้ เลยย่งิ ผิดซ้อนซ�้า โงซ่ บั โงซ่ อ้ น(อวิชชาซับ-อวชิ ชาซอ้ น)หนกั หนาสาหัสกันใหญอ่ ย่แู บบนี้ จนทุกวันน้ีในวงการพุทธศาสนาเมืองไทย พากันหลงเลอะเทอะถึงข้ันสามารถเข้าไปเฝ้า“วิญญาณของพระพุทธเจ้า”กนั โนน่ เอาอาหารข้าวน�า้ ไปถวายพระพทุ ธเจ้ากันเลย คนจงึ อวชิ ชา แลว้ ม“ี ตวั ตน”ของผี หรือเทวดา หรอื พระพรหม หรือพระเจ้า ไปตามทฏิ ฐขิ องตนอยู่ ไมพ่ ้นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าศึกษาตามค�าสอนของพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิได้แล้ว ปฏิบัติให้สัมมาปฏิบัติ เราก็สามารถเห็นความเป็น“ผ-ี เทวดา-มาร-พรหม”ได้ จาก“องคป์ ระชมุ ของรปู และนาม”(กาย) คือจิต คือวิญญาณ ท่ีเป็นผี เป็นเทวดา เป็นพรหมหรอื วสิ ทุ ธเิ ทพในทสี่ ดุ ตามพระพทุ ธวจนะ ซงึ่ ใน“วญิ ญาณฐตี ิ ๗”184 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ก็ดี หรอื ใน“สตั ตาวาส ๙”กด็ ี หากผูป้ ฏิบัติ“สัมผัสวโิ มกข์ ๘ด้วยกาย”อย่างสัมมาทิฏฐิแล้วจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเปน็ “สตั วโ์ อปปาตกะ”(สตั ตาโอปปาติกา) เราสามารถเห็นความเป็น“ผี-เทวดา-มาร-พรหม”ได้ด้วย“ญาณ”ด้วย“วิชชา” ซ่ึงเป็นการรู้ที่มี“จักษุ-ญาณ-ปัญญา-วิชชา-แสงสว่าง”(พตปฎ. เล่ม ๑๙ ข้อ ๑๖๗๔ และเลม่ อื่นๆ) จะเรียกว่า“ตาทิพย์-ตาธรรม-ตาวเิ ศษ” อะไรกแ็ ล้วแต่ ที่รู้ด้วย“วชิ ชา ๘” ก็คอื “ความร้พู เิ ศษทตี่ า่ งไปจากทรี่ ้แู บบเทวนิยม” ส่วนผู“้ มิจฉาทิฏฐ”ิ อยู่ ก็จะม“ี ตาทิพย-์ ตาธรรม-ตาวเิ ศษ”แบบของเขาเชน่ กนั แตเ่ ปน็ การเหน็ “วญิ ญาณ”แบบปถุ ชุ นเทวนยิ ม ปุถุชนเทวนิยมรู้เห็น“เทพ”แบบลึกลับ ที่บอกความวิเศษกม็ หศั จรรยป์ ระหลาดจนตนเองก็อธบิ ายไม่ได้ ว่าคอื อะไร มอี ะไรเป็นเหตุเป็นปัจจยั เกิดอย่างไร ดบั อยา่ งไร ส่วนของพุทธน้ันเป็นแบบ“อเทวนิยม” ซึ่งเป็นแบบ“ไมล่ กึ ลบั ”(อรหะ) มกี ารพสิ จู นด์ ว้ ยการสมั ผสั ผสี มั ผสั เทวดานนั้ ๆไดจ้ รงิ เปน็ ความวเิ ศษทตี่ นเองบอกไดอ้ ธบิ ายได้ มปี รากฏการณ์แห่ง“อิทปั ปจั จยตา”ยนื ยัน วชิ ชาพระพทุ ธเจา้ นนั้ รจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ แมจ้ ะเปน็ “นามธรรม”ละเอียด(นิปุณา)ที่ลึกซ้ึงถึงขั้นสันตา(สงบ)-ปณีตา(ประณีตสุขุม)แห่งภาวะ“กายปัสสัทธิ”อันเป็น“องค์ประกอบของรูปนาม”ที่เป็น“กาย”สงบขนั้ “ดบั อาสวะ” ซึ่งต้องเห็นด้วยความเป็น“กาย” เริ่มเห็นขั้นต้นก่อนอ่ืนคือ “สกั กาย”(กายของตน) ซึ่งเปน็ สังโยชน์ข้อแรกกันทีเดียว แล้วจงึ185 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

ผ้ไู ม่ศึกษาให้สัมมาทิฏฐกิ ็จะ“อวชิ ชา”คอื จะไมร่ ู้จกั รู้แจ้งรู้จรงิ ความเปน็ “สงั ขาร” หรอื แมศ้ ึกษาไมด่ กี ็ยงั “มจิ ฉาทิฏฐ”ิ ได้ 186 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

จะเปน็ การเรม่ิ ตน้ เขา้ สกู่ ารศกึ ษา“กายในกาย” “โลกตุ ระ”ขอ้ ที่ ๑ ของ“โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗”(ขอ้ ตน้ ในสตปิ ฏั ฐาน ๔) ซงึ่ เปน็ “กายสงั ขาร” แล้วปฏิบัติไปตามปกติในชีวิตประจ�าวันด้วยหลัก“กายคตาสติ”นั้นแหละให้มีผล“ละความด�าริพล่านท่ีอาศัยเรอื นเสียได้”(เย เคหสิตา สรสังกัปปา เต ปหยี นั ติ) ไปจนกระทั่งเกดิ ภมู ริ ตู้ ามสมั มาทฏิ ฐิ สา� เรจ็ ผลไปตามหลกั “อานาปานสต”ิสมั บรู ณ“์ สมั มานโิ รธ”เปน็ ทส่ี ดุ โดยพจิ ารณาดว้ ย“สตปิ ฏั ฐาน ๔”ปฏิบัติตาม“สัมมัปปธาน ๔”มี“อิทธิบาท ๔”ช่วยตลอด ส่ังสมลงเปน็ “อนิ ทรยี ์ ๕-พละ ๕” จนกระทง่ั บรบิ รู ณด์ ว้ ย“โพชฌงค์ ๗” บนฐานปฏบิ ตั อิ นั เอกคอื “มรรคองค์ ๘”นน่ั เอง ครบ“โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗”ส�าเร็จอาริยธรรม“โลกุตระ ๔๖”ที่มี“กายสงบ”(กายปัสสัทธิ)ข้ัน“ดับอาสวะ”ท่ีผู้ปฏิบัติรู้จักรู้จริงบรรลุ“วิชชาและวิมุตติ” โดยเห็นแจ้งความจรงิ (สจั ฉิกต)ชนิดท่ีมจี ักษุ-ญาณ-ปญั ญา-วชิ ชา-แสงสว่าง ซึ่งต้องศกึ ษา“กาย”ต่างๆ เช่น กายสังขาร-กายวิญญาณ-กายกรรม-กายคต-กายานปุ ัสสนา-กายทุจริต-กายกล-ิ กายปสาท-กายปัสสัทธิ-กายปาคุญญตา-กายภาวนา-กายลหุตา-กายมุทุตา-กายกัมมัญญตา ฯลฯ แตถ่ า้ ผปู้ ฏบิ ตั บิ างคน แมจ้ ะสามารถปฏบิ ตั จิ นกระทง่ั ทา� ให้อาสวะของตนบางอยา่ งหมดสน้ิ ไปไดบ้ า้ งแลว้ เปน็ “กายสกั ขบี คุ คล”ผู้ปฏิบัติผู้น้ี ก็ยังต้องปฏิบัต“ิ สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วย“กาย” ส�าเร็จอิริยาบถอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา” จนกว่าอาสวะท้ังหมดของผู้น้นั จะหมดส้นิ เกล้ียง ได้จริง (พระไตรปฎิ ก เลม่ ๓๖ ข้อ ๑๕๑) จงึ จะทรงยอมรับว่า เปน็ ผบู้ รรลถุ ึงท่ีสดุ อรหนั ต์187 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

เห็นความสา� คัญของค�าว่า“กาย”น้ีข้ึนบ้างแลว้ ใช่มัย้ ? “กาย”เป็น“องค์รวม”หรือ“องค์ประชุมรูปกับนาม”ที่ปรุงแตง่ กนั อยู่ พระพทุ ธเจา้ ทรงเรยี กวา่ “สงั ขาร” เรมิ่ ตง้ั แต“่ กายสงั ขาร”“สังขาร”นี้แหละท่ีคนท้ังหลาย“ไม่รู้”คือ“อวิชชา” ซึ่งเป็นข้อแรกของ“ปฏจิ จสมุปบาท”(คือการอาศยั กนั และกันเกิด)เลยทเี ดยี ว “เพราะอวิชชา เปน็ ปัจจยั จึงมสี งั ขาร” (พระไตรปฎิ ก เลม่ ๔ “มหาขนั ธกะ” ขอ้ ๑ และท่ีอ่นื ๆ) ผ้ไู มศ่ ึกษาให้สัมมาทฏิ ฐิ ก็จะ“อวชิ ชา”คือ จะไม่รู้จกั รูแ้ จง้ รู้จรงิ ความเปน็ “สงั ขาร”นี้แน่ หรือแม้ศกึ ษาไมด่ กี ็ยัง“มจิ ฉาทฏิ ฐ”ิ ได้ “สงั ขาร”นน้ั เราจะเรยี นรไู้ ดจ้ ากชวี ติ ทต่ี อ้ งอยกู่ บั “มหาภตูรูป ๔”ร่วมอยู่ด้วยในโลก ซึ่งเรามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์พึ่งกันเป็นธรรมชาติของชีวิตสัตว์ ที่มี“ประสาท”เริ่มจาก“ปสาทรูป ๕”ทา� หนา้ ทรี่ ว่ มกบั “โคจรรปู ๕”นนั้ แหละขนึ้ มา เชน่ ตาสมั ผสั รปู หสู มั ผสัเสียง เป็นต้น ท้ัง ๕ ทวารน้ัน เมื่อสัมผัสกระทบกันข้ึนก็เกิด“วญิ ญาณ” ซง่ึ ม“ี วญิ ญาณ ๖”ใหศ้ กึ ษาปฏิบตั ิก�าจัดกิเลสใน“กาย”(องคป์ ระชุม หรือองคป์ ระกอบของรูปนาม)น้นั ๆ เม่ือ“ปสาทรูป”กับ“โคจรรูป”สัมผัสกันเข้าเป็น“ผัสสะ ๓”ก็เกดิ “วญิ ญาณ” น้ีแหละคือ “วิญญาณผี”หรือ“วิญญาณเทวดา” ซ่ึงเป็น“สัตว์โอปปาติกะ”(สัตว์ทางจิตวิญญาณ) “ผีหรือเทวดา”น้ีเกิดอยู่ในตวั คนเป็นๆ จงึ จะเห็น“ความจรงิ ”ได้ เพราะยงั มี“ปสาทรูป ๕ และโคจรรูป ๕”ท�างานในคนที่ยงั มชี ีวติ อยู่ จึงเหน็ “กายวิญญาณ”ได้ ถา้ ตายไปแลว้ กไ็ ม่ม“ี กาย”ของสตั วห์ รือไม่ม“ี องคป์ ระชุม188 คนจะมธี รรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ของรปู นาม”ทจ่ี ะแสดงภาวะแหง่ “ความจรงิ ”ใหใ้ ครใด แมแ้ ตเ่ จา้ ตวัผเู้ ปน็ เจา้ ของวญิ ญาณไมค่ รบ“องคป์ ระกอบ” (กาย)กไ็ มส่ ามารถรจู้ กัรูแ้ จ้งรู้จรงิ “ความจริง” ผู้ยัง“อวชิ ชา”ทุกคนจึงต้องศึกษาจาก“ภาวรปู ๒” อันเกิดจาก“ปสาทรปู ๕ กบั โคจรรปู ๕” ซงึ่ คนผยู้ งั อวชิ ชากย็ งั มคี วามเปน็“อตั ตา”อยู่ คอื ๑) “อติ ถตั ตะ”(ภาวะทย่ี งั มอี ตั ตาไมส่ งบระงบั จติ ยงั ดนิ้ แสห่ า หรอื จติ ยงั หวนั่ ไหว จติ ยงั กระเพอื่ ม จติ ยงั มฟี งุ้ อยู่ จติ ยงั ไมห่ มดนวิ รณ์ จติ ยงั ไมเ่ ปน็เอกคั คตาหรอื ยงั ไมเ่ ปน็ เอกบรุ ษุ ) ทเ่ี ราจะตอ้ งรจู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ “อติ ถนิ ทรยี ”์(จติ ยงั มอี า� นาจไมพ่ อ หรอื ยงั ไมบ่ รบิ รู ณ,์ จติ ยงั มคี วามเปน็ ใหญใ่ นตนไมเ่ ตม็ ตวั ) ยงั มีภาวะของ“อิตถินิมิตต” คือ ยังมีเครื่องหมายแห่ง“การเกิด(โยนิ)”อยู่ ซ่ึงยงั ไม่เจริญถงึ ข้นั “ปรุ สิ การ”(ความเป็นเอกอิสระ) ๒) ผู้ยังมี“อิตถัตตะ”จึงต้องปฏิบัติตนให้ถึงขั้น“ปุริสัตตะ” [ภาวะท่ีเป็นอัตตาที่สงบระงับ(ปัสสัมภติ) จิตเป็นเอกัคคตา ไม่มีเพ่ือนสอง ในจิต(อยู่ผู้เดียว) เป็นเอกอิสระหรือเป็นเอกบุรุษ หรือเป็นอุตตมปุริส ไม่มีเครือ่ งหมายแห่งการเกิด(ไมม่ ีอิตถินมิ ติ )แล้ว] แม้จะยงั เปน็ “อตั ตา”อยู่ แต่เปน็ “อตั ตา”ของผมู้ “ี ญาณ”ทร่ี จู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “อตั ตา”ของสตั วต์ า่ งๆในตนของตน และสามารถปฏิบัติจนกระท่ังก�าจัด“อิตถัตตะ”ให้เป็น“ปรุ ิสัตตะ”ได้สา� เรจ็ แล้วจรงิ จงึ เปน็ ผ“ู้ ไมล่ กึ ลบั ”(อรห)ในความเปน็ “อตั ตาของสตั วท์ างจติ ”(โอปปาติกะสัตว์) สามารถก�าจัดความเป็นสัตว์ได้แท้ ความเป็นสัตว์น้นั ๆตาย ดับสนิ้ ไมม่ สี ัตว์กวนในจิต จติ ก็สงบระงับ แมจ้ ะยังอาศยั“อตั ตา”นั้นอยกู่ ็เป็น“อรหัตตา” คือ เป็นผู้รู้จักรู้แจง้ รจู้ รงิ ในความ189 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

เปน็ “อตั ตา” เพราะไมล่ กึ ลบั (อรหะ)ในความเปน็ อตั ตาไดแ้ ลว้ จงึ กา� จดั“อตั ตาสตั ว”์ แตล่ ะระดบั ไดแ้ ลว้ จนกระทง่ั ม“ี ปรุ สิ ถาม” (กา� ลงั แหง่ ความ เปน็ เพศทหี่ นึ่งหรือบรุ ษุ เพศ) ธรรมดาปุถุชนผู้ท่ียังมี“อวิชชา”อยู่เป็นสามัญของคนทว่ั ไป ยังไม่ไดเ้ รียนรู้ ยังไมไ่ ด้ฝึกฝนตนอยา่ งใดเลย “วญิ ญาณ”ก็จะมีอารมณ์ไม่ดี คือมีวิญญาณสัตว์ทางจิตท่ีเรียกว่า วิญญาณผี(ทุกขเวทนา ซึ่งอยากอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ตลอด) หรือไม่ก็มีอารมณ์ดี คือมีวิญญาณสัตว์ทางจิต ทเ่ี รยี กวา่ เทวดา(สขุ เวทนา ซง่ึ ได้บา� บดั อารมณ์อยากน้ันๆอยู่อยา่ งตอ่ เนือ่ ง) หรอื “พักยก”ช่วั ครงั้ คราเป็นวิญญาณสตั ว์ทางจิตท่ีไม่เป็นท้ังผีท้ังเทวดา-อารมณ์กลางๆ(อทุกขมสุขเวทนาหรือ เคหสติ อุเบกาขาเวทนา) ชวี ติ คน“อวชิ ชา”สามญั กจ็ ะดา� เนนิ ไปกบั “ศรทั ธา-สงั คม(ปริสา)-มารยาท-อวิชชา-ยถากรรม-สติ-ปัญญา”เป็นธรรมดาอารมณ์ เขาจะมสี ามญั สา� นกึ (commonsense : ข้นั conscious สามญั ) ท่ีตกอยภู่ ายใตอ้ า� นาจของกเิ ลสเปน็ ปกตธิ รรมดา สา� หรบั ปถุ ชุ นทกุ คน ส่วนผู้เป็น“กัลยาณชน”มีส�านึกสูงขึ้นกว่า ก็จะมีการฝึกฝนสังวรตน ควบคุมตน ชีวิตกจ็ ะดา� เนนิ ไปกับ“ศรัทธา-ศลี -หิร-ิโอตตปั ปะ-พหสู ตู -จาคะ-ปญั ญา” ตามภมู แิ หง่ ฐานานฐุ านะของสตั ว์เทวดาโลกยี ์ สว่ นผเู้ ปน็ พทุ ธท“ี่ สมั มาทฏิ ฐ”ิ กจ็ ะมชี วี ติ ดา� เนนิ ไปตามฐานะแหง่ ตน เท่าท่ีตนได้สมาทาน“ศีล”อนั เหมาะสมกบั ตนไปตามล�าดับขน้ั ตน้ กม็ “ี ศลี ๕”พน้ื ฐานไปกอ่ น ดว้ ย“การปฏบิ ตั ทิ ไ่ี มผ่ ดิ คา� สอนของ190 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

พระศาสดา”(อปัณณกปฏปิ ทา ๓) น่ันคอื “ส�ารวมอินทรีย์ ๖(และขอ้ อ่นืในสัมมัปปธาน ๔)-โภชเนมัตตัญญุตา-ชาคริยานุโยคะ” ก็จะเจริญ“ศรัทธา-หิริ-โอตตัปปะ-พหูสูต-วิริยะ-สติ-ปัญญา” เกิดสามัญผล“อธิจิตสิกขา”เป็น“ฌาน ๔”สั่งสมลงเป็น“สัมมาสมาธิ” และมี“อธปิ ญั ญาสกิ ขา”เจรญิ เปน็ “วชิ ชา ๘” จงึ พน้ ความเปน็ “สตั วโ์ ลกยี ”์ไปตามลา� ดบั ศาสนาพุทธรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“วิญญาณสัตว์”(สัตว์โอปปาติกะ)ด้วย“อธิปัญญาสิกขา” และก�าจัดความเป็น“สัตว์ผี-สัตว์เทวดา”ไปตามล�าดบั จนหมดสิ้นความเปน็ สตั ว์ พ้นสงั โยชน์ ๑๐ กบ็ ริบรู ณ์ดว้ ย“สัญญาเวทยิตนิโรธ” สน้ิ “อวิชชาสวะ”สมั บรู ณ์เป็นท่สี ดุ ได้ เพราะเปน็ ผมู้ ปี ญั ญาทรี่ จู้ กั รแู้ จง้ รจู้ รงิ ความเปน็ “กาย”ของสัตวท์ างจิตวิญญาณท่แี ทจ้ รงิ (สตั ตาวาส ๙)อยา่ งบริบูรณ์ และท้ังได้ปฏิบัติในขณะม“ี วิญญาณฐตี ิ” นัน่ คอื มวี ิญญาณปรากฏสมั ผัสอยู่จริงในตน ณ บัดนน้ั จึงเปน็ การ“สมั ผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย”อย่แู ท้ สามารถปฏิบัติ“ก�าหนดหมายรู้(สัญญา) ภาวะรูปและภาวะนาม” และภาวะอ่ืนๆอีกในความเป็น“รูป”หรือ“นาม”ไดอ้ ยา่ งสมั มาทิฏฐิทง้ั “รูป ๒๘” เปน็ ต้น และปฏิบัติในขณะมี“วิญญาณ”เกิดอยู่หลัดๆ มีอยู่โทนโท่ตั้งอยู่ในปัจจุบันด้วยการ“สัมผัส ๓”ให้เห็นความเป็น“กาย” อันปรากฏอยู่จริงให้เห็น“กายวิญญาณ”ตามค�าตรัสของพระพุทธเจ้าท่ีเรียกว่า“วิญญาณฐีติ ๗” และศึกษาฝึกฝนด้วย“สัญญา”ท่ีสัมมาทิฏฐิ นั่นคือ ใช้การก�าหนดหมายอ่านรู้-เรียนรู้ และปฏิบัติกา� จัดความเป็น“สตั ว”์ นั้นๆใหส้ ้ินไป พ้นสังโยชน์ได้เป็นลา� ดบั ๆ191 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

ตอ้ งม“ี กาย”ใหส้ มั ผสั ตอ้ งใช“้ สญั ญา” กา� หนดหมายรู้ “กาย”กบั “สญั ญา”นค้ี อื องคป์ ระกอบหลกั สา� คญั ๒ อยา่ ง ทผี่ ปู้ ฏบิ ตั จิ ะตอ้ ง“สมั มาทฏิ ฐ”ิ จรงิ ๆในความเปน็ “กาย”กบั ความเปน็ “สญั ญา”วา่ มนัคืออะไร? และอย่างไรกันแท้? จึงจะปฏิบัติได้เป็น“สัมมาปฏิบัติ”มีมรรคผลกนั จรงิ ซ่ึงต้องศึกษาความเป็น“รูป”และเป็น“นาม”อย่างถูกต้องเปน็ ส�าคญั ให้สัมบูรณ์ “รูป”คือ อะไร? “นาม”คอื อะไร? ตอบกนั ชดั ๆ เฉพาะ“ปรเิ ฉท”(context)ทกี่ า� หนดกรอบแหง่การเรียนรปู้ รมตั ถธรรมได้แก่ จิต ๘๙ เจตสกิ ๕๒ รปู ๒๘ เป็นต้น โดยเฉพาะที่เราก�าลงั หมายถึง ก็คือคา� วา่ “กาย”นเ่ี อง ท่ีเป็น“องค์ประกอบของรูปกับนามที่ปรุงแต่งกันอยู่ขณะน้ี” โทนโท่และอยู่ใน“ปริเฉท”ที่เราก�าลังเผชิญสัมผัสอยู่โต้งๆหลัดๆขณะปัจจบุ นั นม้ี ขี องจรงิ ยนื ยัน และใน“ปรเิ ฉท”นีม้ “ี รูปกบั นาม” ซ่ึงลว้ นเป็นของเราในใจเราเองอยู่บดั เดย๋ี วนี้ “รปู ” กค็ อื “ภาวะทถ่ี กู ร”ู้ เปน็ “ตวั ถกู กระทา� ” หรอื เปน็ “ผไู้ ม่อยใู่ นฐานะทา� หนา้ ทรี่ ”ู้ กา� ลงั อยใู่ นฐานะ“ผถู้ กู ร”ู้ เรยี กกนั วา่ “ภววสิ ยั -วตั ถวุ สิ ยั ” ในเชงิ ไวยากรณเ์ ปน็ “กรรมของกริ ยิ า” ซงึ่ เปน็ objective ในภาวะที่“ถูกรู้”ก็จะต้องมีนามธรรมคือ “จิต-มโน-วิญญาณ”ของเราเองน่นั เองเป็น“ตวั ผ้รู ้”ู หรอื “ท�าหนา้ ที่เขา้ ไปร้”ู “ตวั ผรู้ ”ู้ นกี้ ค็ อื ตวั เราเอง ซงึ่ หมายถงึ “วปิ สั สนาญาณ”ของเราเอง เรยี กกันว่า “อตั วิสัย-จติ วิสยั ” ในเชงิ ไวยากรณ์เปน็192 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

“ประธานของกิริยา” ซ่ึงเป็น subjective ทมี่ นั ทา� ใหค้ นงงสบั สนสงสยั กค็ อื คา� วา่ “อตั วสิ ยั หรอื จติ วสิ ยั ”subjective นเ่ี อง ทคี่ นไปหลงวา่ กเ็ มอ่ื กลา่ ววา่ “อตั วสิ ยั ” มนั กต็ อ้ งหมายถึง“ตนเอง”แลว้ จะไปหมายถึง“ผูถ้ ูกร”ู้ ซึ่งมนั ก็ต้องหมายถงึ“ผอู้ ืน่ ” อันไม่ใช่“ตนเอง”(อัตตา)โนน่ เป็นอยา่ งนน้ั ได้ไง? เพราะ“การจะมองเห็น”มันก็ต้อง“มองเห็นผู้อื่น-สิ่งอ่ืน-นอกตัวเราเอง”สิ!!!!!! จะมา“มองเห็นตัวเอง”ได้ยงั ไง???? นี่แหละคอื ๑)ความไมเ่ ข้าใจ“ปรมตั ถธรรม” อนั เปน็ เรื่องของ“จิต-มโน-วิญญาณ” ยังเข้าไม่ถึงอภิธรรมที่เกี่ยวกับ“จิต-เจตสกิ -รูป-นิพพาน” จงึ ยงั ไม่รจู้ ริงในภาวะ“อัตตา” ๒) ไมม่ องเขา้ หาตนเอง มวั แตเ่ ขา้ ใจวา่ “อตั ตวสิ ยั ”คอื “ผอู้ น่ืโน่นมีตัวตน”โดยเฉพาะยังไปหลงมองออกนอกภาวะ“จิต”ตนเองไม่ได้เข้ามามอง“จิต”ตนเอง ไม่รู้ว่าหมายถึง“จิตตนเอง”ทเ่ี ป็น“จิตวิสยั ”แลว้ ตอนน้ี “ตัวท่ีถูกรู้”ระบุชัดๆก็คือ “จิต”ที่เป็นตัวกิเลสของ“องคป์ ระชุมกันอยู่ในรูปกบั นาม”ของตนเอง คอื “กาย”ของตนเองแท้ๆขณะนี้ ท่ีมีทั้งความเป็น“รูป”และเป็น“นาม”ประชุมกนั อยทู่ ่เี รียกวา่ “กาย” ผูท้ ี่ยงั “มจิ ฉาทฏิ ฐ”ิ ว่า “กาย”คือ “ร่าง”(สรีระ) ซึง่ หมายเอาเฉพาะแต“่ รปู ”ภายนอก ซา�้ มหิ นา� ไปเขา้ ใจวา่ “อตั วสิ ยั ”ตอนนี้ กย็ งัหลงผดิ ไปหมายเอาวา่ เปน็ ตวั ตน-บคุ คลอนื่ เขา ทยี่ งั เปน็ ตวั ตนของความเป็น“ผอู้ น่ื -คนอนื่ ” ยังไปหลงวา่ เป็น“คน” เปน็ แท่งก้อนของ193 คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?

ดินน�า้ ไฟลมขา้ งนอกเป็น“กาย”อยู่ ซงึ่ ไมใ่ ช“่ ใจของเรา” แตย่ งั มวั ไปหลงเอาตวั ตนทเ่ี ปน็ “รา่ ง”(สรีระ)ของคนข้างนอกใจอยู่ แต่จริงๆ ความรู้ข้นั นี้มนั หมายเอาภาวะของ“จติ วิสยั ”ของเราเองแลว้ ก็ยงั ไม่รู้ คนผนู้ ย้ี อ่ มไมเ่ ฉลยี วใจเลยวา่ ตอนน้ี ความเปน็ “อตั ตวสิ ยั ”กค็ อื “กาย” ทเ่ี ปน็ จติ -มโน-วญิ ญาณ”ของตนเอง ตามทพี่ ระพทุ ธเจา้ตรัสไว้ชดั ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ขอ้ ๒๓๐ “กาย”จงึ คอื “จติ -มโน-วญิ ญาณ”ทเี่ ปน็ “ธาตรุ ”ู้ ของคน และเป็น“ตัวผู้ท�าหน้าท่ีรู้เอง” เป็น“ตัวผู้เข้าไปรู้เสียเอง” เรียกกันว่า“อัตตวิสัย-จิตวิสัย” ในเชิงไวยากรณ์เป็น“ประธานของประโยค”ซ่งึ เป็น subjective และเราก�าลังคือตวั “ประธาน”เอง เปน็ “นาม” ส่วน“รูป”ในตอนน้ี คือ “ภาวะที่ถูกรู้” ก็เป็น“จิต-มโน-วญิ ญาณ”ซงึ่ เปน็ “พลงั งาน” ขนั้ “ปรมตั ถธรรม”ทลี่ กึ ลบั เลก็ ละเอยี ดรู้จักยากกว่าพลังงานทางฟิสิกส์ทางเคมีที่โลกแห่งวิทยาศาสตร์ทวั่ ไปรจู้ กั และสามารถจดั การได้ และเรากก็ า� ลงั ม“ี วปิ สั สนาญาณ”(วิชชา)รจู้ ักรู้แจง้ ร้จู ริง“ตวั ตนของตน”(อัตตา)อยู่โทนโทข่ ณะน้ี ร“ู้ ตวัตนของกเิ ลส”น่ันเอง “จิต-มโน-วิญญาณ”ที่คือ“นาม”น้ีจึงเป็นพลังงานท่ีจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ยากยิ่งกว่าพลังงานทางฟิสิกส์ทางเคมีที่โลกแห่งวทิ ยาศาสตร์รู้ได้กันอยู่ท่ัวไป และทเ่ี ปน็ นยั สา� คญั ซงึ่ เปน็ ภาวะยอกยอ้ นหมนุ รอบเชงิ ซอ้ นเปน็ ขนั้ สงู ขน้ึ ไปดมู นี ยั ะแยง้ กนั อยู่(ปฏนิ สิ รณะ) ประเดน็ นแ้ี หละทช่ี อื่ วา่194 คนจะมธี รรมะได้อย่างไร?

ขั้น“ปรมัตถธรรม” ที่เข้าขั้น“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”อันจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ยากย่ิงกว่าพลังงานทางฟิสิกส์ทางเคมีท่ีโลกแห่งวิทยาศาสตรร์ ู้ไดก้ นั ท่วั ไป นนั่ กค็ อื ความเปน็ “นาม”นแี่ หละเปน็ “จติ -มโน-วญิ ญาณ”ของเราเองแทๆ้ แต่ตอนน้เี ป็น“ภาวะท่ถี กู รู้” จงึ ชื่อว่า“รปู ” ตอนนี้สา� หรบั “ภาวะน”ี้ ไมไ่ ดอ้ ยใู่ น“ภาวะของผรู้ ”ู้ แตใ่ ห“้ ภาวะอน่ื เขา้ มาร”ู้ซึง่ ท้ัง ๒ ภาวะล้วนคอื “จิต-มโน-วิญญาณ”ของเราเองทง้ั สน้ิ “นาม”ตอนน้ีจึงได้กลายมาเป็นภาวะอยู่ในสถานะความเป็น“รูป” เปน็ objective (ภววิสัย-วตั ถวุ ิสยั )ให“้ นาม”ของเราเองนั่นแหละท่ีเป็นอีกภาวะหน่ึงเข้าไป“รู้” เป็น subjective (อัตวิสัย-จติ วสิ ยั ) ตอนนจ้ี งึ อยใู่ นภาวะของ“ตนเอง”(อตั ตา)ทง้ั “รปู ”ทง้ั “นาม”ในตนเอง ซึง่ ลว้ นหมายถงึ “จิต-เจตสกิ -รปู ”(ปรมัตถ์)ทงั้ นั้น “ปรมัตถธรรม”ขั้นนี้จึงอยู่ในฐานะทั้ง“รูป”และทั้ง“นาม”ของเราเองท้งั ๒ ภาวะ น่ีแหละ“กาย” ที่ช่ือว่า“นามรูป” และตอนนี้เจตนาเราก�าหนดเอา “นามธรรม”แท้ๆ ซึ่งมีท้ังภาวะของ“เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ”ตามท่ีพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเลม่ ๑๖ ขอ้ ๑๔ แต่ตอนนี้“สัญญา”ก�าลังก�าหนดรู้“รูป”ซ่ึงคือ“จิต-มโน-วิญญาณ”แท้ๆ ท�าหน้าท่ีรู้แต่ไม่ใช่“รู้”ในฐานะ“ปัญญา” “รู้”ขณะนอี้ ยใู่ นฐานะแค“่ สญั ญา”เทา่ นน้ั ทา� หนา้ ทกี่ า� หนดร“ู้ เวทนา-เจตนา-ผสั สะ-มนสกิ าร”ของตนอยู่ นน่ั กค็ อื “นาม” ทเ่ี ปน็ “อารมณห์ รอื ความรสู้ กึ ”(เวทนา)อย”ู่ บา้ ง และเปน็ ความปรารถนา-ความตอ้ งการ(เจตนา)195 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

อยู่”บา้ ง ในขณะมี“ผัสสะ” ขณะก�าลงั ม“ี มนสกิ าร”อยู่ คอื กา� ลังมี“การท�าใจในใจ”ของตนเอง ซึ่งก็คือ“นามธรรม” โดยมี“สัญญา”เปน็ “นาม” แต“่ เวทนา-เจตนา”เปน็ “รปู ”ใหส้ ญั ญาทา� หนา้ ท“ี่ นาม”ก็คอื จติ ตนเองเข้ามา“รู้”จิตตนเอง ตอนนจ้ี ติ สว่ นหนงึ่ ให“้ ภาวะอกี ภาวะหนงึ่ เขา้ มารภู้ าวะนามของเรา” นามนก้ี ลายเปน็ “ตวั ถูกรู้”อยใู่ นฐานะ objective เพราะแปรฐานะเปน็ ภววสิ ยั ,วตั ถวุ สิ ยั ไปแลว้ จงึ ชอ่ื วา่ “รปู ” แมจ้ ะเปน็ “จติ -มโน-วญิ ญาณ” แตต่ อนนไี้ มไ่ ดอ้ ยใู่ นฐานะ“ผรู้ ทู้ ที่ า� หนา้ ทรี่ ภู้ าวะอนื่ ”ไม่ไดท้ า� หน้าที่“ประธาน”(subjective) ตอนนกี้ า� ลงั ทา� หนา้ ทใี่ นฐานะทเ่ี ปน็ “พลงั งานศกั ย”์ (static ทมี่ ีpotential energy)แต่ก็ยังเป็น“จิตวิสัย” ยังเป็นอัตวิสัย ทว่าตอนนี้ฐานะไม่ได้อยู่ในภาวะ“พลงั งานจลน”์ (dynamic ที่เปน็ kinetic energy) ทัง้ “รปู ”ท้งั “นาม”คอื จติ -มโน-วญิ ญาณของเราเองทงั้ สิ้นท่กี �าลังมี“มนสกิ าร”อยู่ หายงง หายสบั สน หรอื ยงั ? เม่ือผู้ใดมีปัญญาข้ัน“วิปัสสนาญาณ”หรือมี“วิชชา ๘”ขอ้ ๑ เปน็ โลกตุ รธรรมของพระพทุ ธเจา้ ผนู้ นั้ กจ็ ะสามารถรจู้ กั รแู้ จง้รู้จริงภาวะแห่ง“รูป”และ“นาม”ทั้งหลายดังสาธยายมานี้ได้ชัดเจนไปตามลา� ดับ “โลกตุ รธรรม”ของพระพทุ ธเจา้ ทต่ี รสั วา่ “คมั ภรี า-ททุ ทฺ สา-ทุรนโุ พธา-สันตา-ปณตี า-อตักกาวจรา-นิปุณา”น้ัน จะตอ้ ง“ปณั ฑติเวทนยี า”เท่านน้ั ที่รจู้ รงิ ร้แู จง้ ได้ สังคมมนุษย์มี“รูป”กับ“นาม”นี้แหละที่เป็นตัวการยุ่งท่ีสุด196 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?

รว่ มกนั สร้างเรอ่ื งกอ่ เร่อื ง ถ้าเข้าใจค�าต่อไปนี้ชัด ก็จะเข้าใจรูปกับนามละเอียดลออขนึ้ ได้แก่ รปู รปู , รูปนาม, รูปกาย, นามกาย, นามรปู หรอื เลยสดุไปอกี บญั ญัติคา� เรียกว่า “นามนาม” กย็ งั ได้ ค�าแรก “รูป” น้นั มีความหมาย ๒ นยั นยั ะหนงึ่ “รปู ” คอื “ภาวะทถี่ กู ร”ู้ ซง่ึ ภาวะนน้ั เปน็ ภายนอกตัวสัตว์ โดยเฉพาะภายนอกตัวคนผู้ทเี่ ก่ยี วกบั “รูป”นนั้ ภาวะนน้ั จงึ ๑) คอื “มหาภตู รปู ๔”ทเี่ ปน็ “อตุ นุ ยิ าม”แทๆ้ ซงึ่เปน็ “รูปรูป”เต็มสภาพ ๒) ภาวะนนั้ เปน็ ชวี ะระดบั “พชี นยิ าม”ทเี่ ปน็ “รปู รปู ”นอกตวัเรากไ็ ด้ เปน็ ตวั เราก็ได้ ๓) ภาวะนั้นเปน็ กรรมกิรยิ าของสัตว์และคน กรรมของตนถกู รูข้ นั้ “กรรมนิยาม” ๔) ภาวะนนั้ เปน็ “ปสาทรปู ๕”ทไ่ี มท่ า� หนา้ ทตี่ าม“วสิ ยรปู ๕”หรือ“โคจร ๕” แตก่ ย็ ังทรงอยู่ เป็นสภาพมอี ยู่คือ“ธรรมนิยาม”(ฉ.๒๙๕) เรากา� ลงั สาธยายมาถงึ ความเปน็ “รปู ”กบั “นาม” ทมี่ อี ยใู่ นโลกรวมกันอยู่(กาย)และปรุงแต่งกันอยู่(สังขาร)ท้ังหลาย ให้ชัดเจนครบสภาพต่างๆ เชน่ สภาพของ“รปู รปู -รปู นาม-รปู กาย-นามกาย-นามรปู ”น้ัน คอื ภาวะอยา่ งไร?197 คนจะมีธรรมะได้อยา่ งไร?

หากเรา“ไม่รู้”(อวิชชา)หรือรู้แต่รู้ผิดๆ ยังรู้ไม่จริงหรือยังมิจฉาทฏิ ฐอิ ยู่ แลว้ จะพากเพยี รไปทา� ไมกัน เพยี รไปปฏบิ ัตไิ ปก็เสียเวลาเปลา่ ซงึ่ แนน่ อนวา่ ถา้ รผู้ ดิ ๆยอ่ มไมบ่ รรลธุ รรม หรอื แมจ้ ะหลงว่าได้บรรลุ ก็เปน็ “ผล”ทีผ่ ิดไปจากพทุ ธ โดยเฉพาะผิดโลกตุ รธรรม ส่วนผู้รู้ที่จะสามารถปฏิบัติเพ่ือเข้าถึง“โลกุตระ”ได้นั้น จะตอ้ งมี“สมั มาทฏิ ฐ”ิ อยา่ งแทจ้ ริงเสยี ก่อน แมจ้ ะ“สัมมาทิฏฐ”ิ แล้วก็ยงั ตอ้ งปฏบิ ตั ใิ ห“้ สมั มาปฏบิ ตั ”ิ อกี ถงึ จะบรรลผุ ลเปน็ “โลกตุ รสจั จะ” ถา้ แมน้ ผใู้ ดไมม่ “ี สมั มาทฏิ ฐ”ิ แทจ้ รงิ มากอ่ น โดยเฉพาะไมม่ ี“สัมมาทิฏฐิ ๑๐”ตามพระวจนะ(พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๗)ผู้น้ันแม้จะปฏิบัติให้หนัก ให้เก่งขนาดไหน ก็ไม่สามารถบรรลุ“โลกตุ รธรรม” ไดเ้ ป็นอนั ขาด ผใู้ ดไมม่ “ี สมั มาทฏิ ฐิ ๑๐”มากอ่ น ผนู้ น้ั จะยนื ยนั วา่ ตนบรรลผุ ลแคไ่ หน อย่างไร กเ็ ปน็ แคห่ ลงวา่ ตนบรรลุ“มิจฉาผล”เทา่ น้นั ก็อย่างที่เห็นๆ เป็นๆกันอยู่ในวงการพุทธศาสนาทุกวันนี้ลองไปสอบถามดูเถอะ วา่ ร“ู้ สมั มาทฏิ ฐิ ๑๐ ข้อ”นอี้ ย่างไร แคไ่ หน ถา้ ไม่เข้าใจอย่างดใี น“สมั มาทฏิ ฐิ ๑๐”มาก่อน ถึงจะปฏบิ ัติอยา่ งอกุ ฤษฏแ์ คไ่ หน ก็ไมไ่ ด้บรรล“ุ สัมมาผล”แต่อย่างใด ซง่ึ ในพุทธศาสนาทกุ วนั นี้ มผี ูห้ ลงกนั บรรลมุ รรคผล แต่แท้จรงิ กแ็ ค่บรรลุ“มจิ ฉาผล”กันแทบทง้ั นั้น เพราะล้วนยัง“มีมิจฉาทิฏฐิ ๑๐”กันอยู่แทบท้ังนั้น ต้ังแต่สัมมาทิฏฐิข้อ ๑ มีการ“ท�าทาน”กันครึกโครม แต่แทบทุกวัดทุกสถานกศุ ล ล้วนยังท�าทานแลว้ ไมม่ ผี ล“โลกตุ ระ”กันแทบท้ังนั้น(นตั ถิ ทินนงั ) ย่งิ “ทา� ทาน”กย็ งิ่ มีแต่“ต้ังจิตโลภ”ใส่ตนกนั ให้ยิง่ ๆ198 คนจะมธี รรมะได้อยา่ งไร?

ศกึ ษากนั ใหช้ ดั ๆ และตรวจสอบใหด้ ๆี เถดิ วา่ ม“ี สมั มาทฏิ ฐิ ๑๐”มากอ่ นหรอื ไม?่ ถา้ ไมม่ “ี สมั มาทฏิ ฐิ ๑๐”กอ่ น กไ็ มต่ อ้ งไปพจิ ารณาอน่ื เลย ผนู้ นั้ไมม่ ี“สัมมาผล”แน่ ทอี่ วดอา้ งกนั หรอื ยนื ยนั กนั วา่ เปน็ การบรรลผุ ลนน้ั ลว้ นเปน็“มจิ ฉาผล”ทงั้ สิ้น ขอยนื ยันดว้ ยใจเมตตาจรงิ ๆ ไมใ่ ช่ดถู ูกเลย และ“มิจฉาผล”น้ันมีหลากหลายชนิด มากมายแบบอย่างเหลือเกินในโลก แต่ละล้วนน้ัน ไมใ่ ช“่ โลกุตรธรรม”เลย “โลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า “คัมภีรา-ททุ ทฺ สา-ทรุ นโุ พธา-สนั ตา-ปณตี า-อตกั กาวจรา-นปิ ณุ า”นน้ั จะตอ้ ง“ปณั ฑิตเวทนียา”เท่านั้นท่ีร้จู ริงรแู้ จง้ ได้ ใน“มจิ ฉาทฏิ ฐิ ๑๐”นน้ั ชาวพทุ ธทงั้ หลาย ท“ี่ ไมม่ สี มั มาทฏิ ฐ”ิกนั กเ็ พราะยงั เขา้ ใจใน“มจิ ฉาทฏิ ฐ”ิ ขอ้ ๙ คอื “สตั ตา โอปปาตกิ า”ไมไ่ ด้ หรอื วา่ ยงั เขา้ ใจผดิ ยงั ไมถ่ ว้ นรอบในความเปน็ สตั ว“์ โอปปาติกะ” จึงปฏิบัติกับ“จิต-เจตสิก-รูป” ซ่ึงได้แก่จิต๘๙ -เจตสกิ ๕๒ -รปู ๒๘ไมเ่ ปน็ หรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง จงึ ไมม่ หี วงั จะบรรลุนิพพานแน่นอน ผู้จะเร่ิมปฏิบัติเพื่อเข้าสู่“โลกุตรธรรม” จะต้องรู้จักรู้แจ้งรจู้ รงิ ในความเปน็ “รปู ”และ เป็น“นาม” จงึ จะสามารถ“กา� หนดรู้”ซ่ึงต้องมีการใช“้ สัญญา”(การก�าหนดร)ู้ เป็น หรอื กา� หนดรูไ้ ด้ถกู สภาวธรรมต่างๆ สังคมมนุษย์มี“รูป”กับ“นาม”นี้แหละที่เป็นตัวการยุ่งที่สุด199 คนจะมีธรรมะไดอ้ ยา่ งไร?