กระโถนพระฤๅษี (Kra Thon Phra Rue Si) พืชใบเลย้ี งคู่ วงศ์ RAFFLESIACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Sapria himalayana Griff. ชื่ออนื่ (Vernacular name) : กระโถนพระฤๅษี (กลาง, เชียงใหม่); บัวผดุ (ทว่ั ไป, ชัยภมู )ิ ชือ่ สามัญ (Common name) : Hermittz’s Spittoon ลักษณะทว่ั ไป : เปน็ พชื เบยี นลม้ ลกุ ท่ีไม่สังเคราะห์แสง อาศัยเกาะกนิ นำ้�เลี้ยงจากรากพืชอน่ื เทา่ นั้น ใบลดรปู ลงไปเป็นกาบหุ้มล�ำ ต้นและโคนดอก แต่ละต้นออกดอกเพยี งดอกเดยี วแลว้ เหย่ี วแหง้ ไป ดอกแยกเพศอยตู่ า่ งตน้ ดอกตูมรปู กลม อมุ้ น้ำ� มยี างสขี าว ดอกบานมีกลีบดอก ๒ ช้ัน ๆ ละ ๕ กลีบ ปลายกลบี แยกกันสแี ดงคล�้ำ มจี ุดประสขี าว (Sapria himalayana form albovinosa) หรอื สีเหลอื ง (Sapria himalayana form himalayana) ท่ัวกลีบ กล่ินเหม็นออ่ น ๆ เมล็ดสีด�ำ ขนาด เมล็ดถั่วเหลือง ส่วนมากพบตามพนื้ ป่าท่คี อ่ นข้างชื้นในป่าดบิ เขา ป่าดิบแลง้ และป่าเบญจพรรณช้นื เกาะเบยี นรากเถาวลั ย์ เชน่ หุ่นแป (Tetrastigma cruciatum ), เครือเขาน�ำ้ (T. lanceolarium), เถาส้มกงุ้ (Illigera trifolia) และสะเดาเครือ (Cayratia geniculata) และในเขตฯ ภูเขยี วพบเบียน รากเถาน�้ำ แบน (T. laoticum) มากกวา่ เถาวลั ย์ชนดิ อ่นื สถานภาพ : หายาก/มีแนวโน้มใกล้สญู พนั ธ์ุ ข้อควรจ�ำ : พืชสกลุ นม้ี กี ลบี รวม ๑๐ กลบี ตา่ งจากสกลุ อ่นื ๆ ในวงศเ์ ดียวกนั อย่างเด่นชดั หมายเหตุ : อาศยั แมลงวันผสมเกสร 280 พรรณไม้ปา่ ดบิ เขาภูเขยี ว-น�ำ้ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 281
ฮ(H่อoสะSพaาPยhคaวiาKยhwai) พืชใบเล้ยี งคู่ วงศ์ RHAMNACEAE ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Berchemia floribunda (Wall.) Brongn. ช่ืออน่ื (Vernacular name) : แฮนเมย (ชยั ภูมิ); หัสอัยเครือ (กลาง) ลักษณะทว่ั ไป : เปน็ ไม้เถาเนือ้ แขง็ ขนาดใหญ่ เปลือกนอกแข็ง สนี ้ำ�ตาลถงึ ดำ� แตกเปน็ แผน่ หรอื เป็นร่องตามยาว เปลอื กในสีน้ำ�ตาลถึงเหลอื ง กระพีส้ เี หลืองสด ใบเดีย่ ว รูปหัวใจ ปลายแหลม โคนเว้า ขอบเรียบหรอื เปน็ คลื่นเลก็ นอ้ ย แผน่ ใบบาง มีขนประปรายทง้ั สองดา้ น ด้านบนสีเขม้ กวา่ ด้านลา่ ง กา้ นใบเรยี วเล็กโค้งงอ เรยี งเวียน เส้นใบเรยี งขนานกันนูนออกด้านล่าง ท่ีซอกใบมมี ือ เกาะม้วนงอ ชอ่ ดอกออกปลายกิ่ง มดี อกย่อยจ�ำ นวนมาก ดอกขนาดเล็ก สีขาว ผลรปู ทรงกระบอก ยาว หวั ทา้ ยมน สุกสีเหลอื ง เป็นไมเ้ ถาเลือ้ ยพันและชว่ ยยึดโยงในป่าดิบเขาและป่าดบิ แลง้ ประโยชน์ : –เน้อื ไม้เปน็ ยาสมนุ ไพรพ้นื บ้าน ใชด้ องเหล้าดม่ื เชื่อวา่ เป็นยาบำ�รุงรา่ งกายและบำ�รงุ ก�ำ หนดั –ใบและยอดอ่อนเป็นอาหารกวางปา่ และช้างป่า 282 พรรณไม้ป่าดิบเขาภูเขียว-น้ำ�หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 283
รางแดง (Rang Daeng) พืชใบเลย้ี งคู่ วงศ์ RHAMNACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Ventilago denticulata Willd. ชอ่ื พอ้ ง (Synonym) : Ventilago calyculata Tul. ชื่ออ่นื (Vernacular name) : กะเลียงแดง (ชลบรุ ี); เขาแกลบ, ฮองหนงั (เลย); ปลอกแกลบ (บุรีรัมย)์ ;ชอเพาะแหลโ่ ม(กะเหร่ยี ง–แม่ฮ่องสอน);กอ้ งแกบ(เหนือ);แสงอาทิตย์(ประจวบคีรีขนั ธ)์ ; ทรงแดง (ใต้); ยายแก่หนังเหนียว (กาญจนบรุ )ี ; เถามวกเหลก็ (สระบรุ )ี ; เถาวัลย์เหล็ก (กลาง) ลกั ษณะทั่วไป : เป็นไม้เถาเนอื้ แข็งผลดั ใบชว่ งสัน้ ๆ กิ่งอ่อนมขี นส้ัน ๆ คลมุ ประปราย เปลือก นอกแตกเปน็ ร่องตืน้ ๆ สนี ำ้�ตาลแดง ใบเดี่ยว รูปรีแกมรปู ขอบขนาน ปลายแหลมเปน็ ตง่ิ โคนมน หรือเบ้ยี ว ขอบเรยี บ แผ่นใบหนา เกลี้ยง เป็นมันท้งั สองดา้ น ด้านบนสเี ขม้ กวา่ ดา้ นล่าง กา้ นใบส้ัน เรียงสลบั เส้นใบนนู ออกดา้ นล่าง ใบอ่อนสีน้ำ�ตาล ช่อดอกออกปลายกิง่ หรือทซี่ อกใบใกลป้ ลายก่ิง ดอกย่อยมีจ�ำ นวนมาก ขนาดเลก็ สเี หลืองออ่ น ผลแห้งรูปกลม ปลายแผเ่ ป็นครบี แบนยาวคล้าย ปีก พอแหง้ เปล่ยี นเปน็ สีน้ำ�ตาลไม่แตก เมลด็ แข็งมีเมลด็ เดยี ว พบเลือ้ ยพันและยึดโยงตามต้นไม้ ในปา่ ดิบเขา ป่าดบิ ประเภทอ่ืนและป่าเบญจพรรณชื้น ประโยชน์ : –ท้งั ต้นเปน็ ยาสมนุ ไพร –เปลือกเถาลอกออกใชแ้ ทนเชอื กและเป็นอาหารชา้ งป่า หมายเหตุ : คล้ายตน้ กองแกบ (Ventilago malaccensis) แต่กองแกบขอบใบจกั ฟนั เลอ่ื ย 284 พรรณไมป้ า่ ดบิ เขาภเู ขียว-น้ำ�หนาว
ก�ำ ลงั เสือโครง่ (Kam Lang Suea Khrong) พชื ใบเลยี้ งคู่ วงศ์ RHAMNACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Ziziphus attopoensis Pierre ชอื่ อืน่ (Vernacular name) : ก�ำ ลังเสือโคร่งเถา (กลาง) ลกั ษณะทั่วไป : เปน็ ไมพ้ ุ่มรอเลอื้ ยเนือ้ แขง็ ผลัดใบช่วงสัน้ ๆ มีหนามแหลมโคง้ สั้น ๆ กระจาย เป็นชว่ ง ๆ คล้ายเป็นขอ้ ปล้อง เนอ้ื ไม้สชี มพู กง่ิ ก้านอ่อนมีขนส้นั สีน�ำ้ ตาลคลุม เม่ือแกเ่ กล้ยี ง เปลอื กนอกสีเทาหม่น เรียบหรอื แตกเป็นสะเกด็ ขนาดเล็ก ใบเดย่ี ว รปู รหี รือรปู ใบหอก ปลาย เรียวแหลม โคนมนหรือเบย้ี ว ขอบจักฟันเล่อื ยถ่ี ๆ แผ่นใบเกลีย้ งทง้ั สองด้านยกเว้นตามเส้นใบ ก้านใบสนั้ เรยี งสลบั เสน้ ใบแยกออกจากโคนใบ ๓ เสน้ ยอดอ่อนสีชมพู ชอ่ ดอกออกทีซ่ อกใบ ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง ผลกลม เมลด็ แขง็ ทรงกลมหรอื ทรงรมี ขี นสน้ั สนี ำ้�ตาลคลุม สุกสแี ดง คล�้ำ ถึงดำ� เมล็ดแขง็ รปู ขอบขนาน มีเมลด็ เดียว พบเลื้อยพันตามพ้นื ป่าและต้นไม้ในป่าดิบเขา และป่าดบิ ประเภทอนื่ ประโยชน์ : –เนอื้ ไมเ้ ปน็ ยาสมนุ ไพรใช้ดองเหล้าด่มื เชือ่ ว่าบำ�รุงรา่ งกาย –ผลสกุ เป็นอาหารของนกกินผลไม้หลายชนิด ข้อควรจำ� : ภาพตดั ขวางเถาจะเห็นรูท่อน้ำ�ขนาดจ๋ิวกระจายชดั เจน หมายเหตุ : ชอื่ สามัญจะพอ้ งกับต้นก�ำ ลงั เสอื โครง่ (Betula alnoides Buch. - Ham. ex G. Don) ในวงศ์กอ่ สรอ้ ย (Fam. Betulaceae) ซึ่งมักขึ้นอยใู่ นป่าชนิดเดียวกนั กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตว์ป่า และพนั ธุพ์ ืช 285
มะควดั (Ma Khwat) พืชใบเลย้ี งคู่ วงศ์ RHAMNACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Ziziphus rugosa Lam. ชอ่ื อื่น (Vernacular name) : กยุ ฉ่องซ,ู หมอ่ ควะ (กะเหร่ียง–แม่ฮอ่ งสอน); หมากคอก (ฉาน–แม่ฮ่องสอน); ออ้ ยชา้ ง (กาญจนบุรี) ลกั ษณะท่ัวไป : เป็นไม้พมุ่ หรอื ไมเ้ ถาเลอ้ื ยพัน ผลดั ใบ ตามล�ำ ต้นมีหนามแหลมโค้งงอสวนทาง กับปลายยอด กิง่ กา้ นออ่ นมขี นสัน้ นุ่มสนี ้ำ�ตาลคลุมหนาแนน่ ใบเด่ยี ว รูปรหี รือรปู ไข่ ปลายแหลม เปน็ ตง่ิ โคนมนหรือเบ้ยี ว ขอบจักฟนั เลื่อยถี่ แผ่นใบบาง มขี นสีน�้ำ ตาลคลุมประปรายท้ังสองด้าน ดา้ นบนสเี ข้มกว่าดา้ นลา่ ง กา้ นใบส้ัน เรียงสลบั มเี สน้ ใบแยกออกจากโคนใบ ๓ เส้น ใบแก่กอ่ น รว่ งสเี หลอื ง ช่อดอกออกท่ซี อกใบ ดอกขนาดเล็ก สเี หลอื งออ่ น ผลกลม สกุ สเี หลอื งอมสม้ มีขน สีน้ำ�ตาลคลมุ ประปราย เนือ้ ผลนอ้ ยและบาง เมลด็ แขง็ ขนาดใหญเ่ กอื บเทา่ ผลมีเมล็ดเดยี ว พบ บริเวณพ้ืนทเ่ี ปิดโลง่ หรือชายป่าดบิ เขา บางครั้งเลอื้ ยพนั ตามเรอื นยอดในปา่ ดบิ เขาและป่าสนเขา ประโยชน์ : –ผลสกุ เป็นอาหารของสตั ว์ฟนั แทะหลายชนิด –ยอดออ่ นเปน็ อาหารของคา่ งแวน่ ถิ่นเหนอื 286 พรรณไมป้ า่ ดบิ เขาภูเขียว-น้ำ�หนาว
เ(ฉChยี iงaพnรgา้ PนhาrงaแอNang Ae) พืชใบเล้ียงคู่ วงศ์ RHIZOPHORACEAE ผถู้ า่ ย วนทั – เวฑติ พุ่มพวง ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Carallia brachiata (Lour.) Merr. ชื่อพ้อง (Synonym) : Carallia integerrima DC., C. lucida Roxb., C. scortechinii King ชื่ออน่ื (Vernacular name) : กูมุย (เขมร–สรุ นิ ทร์); เฉียงพรา้ ตะแบง (สรุ ินทร)์ ; กวางลา่ มา (ชอง–ตราด); ขงิ พรา้ , เขยี งพร้า (ตราด, ประจวบครี ขี นั ธ)์ ; เขยี งพร้านางแอ (ชุมพร); คอแห้ง, สีฟนั (ใต้); ต่อไส้, สันพร้านางแอ (กลาง); นกขอ่ , ส้มปอ้ ง (เชียงใหม)่ ; บงคด (แพร)่ ; โองนงั (อุตรดิตถ)์ ; แก็ก, วงคด, องคต (ล�ำ ปาง); สีฟันนางแอ (เหนือ); บงมงั (ปราจีนบรุ ี, อดุ รธานี); มว่ งมัง, หมักมงั (ปราจนี บุรี); รม่ คมขวาน (กรงุ เทพฯ) ลักษณะทั่วไป : เปน็ ไม้ต้น ผลัดใบชว่ งส้นั ๆ ล�ำ ตน้ มกั เป็นพพู อน กงิ่ มักต้งั ฉากกบั ลำ�ต้น เปลอื กนอก เรยี บและบาง สนี �้ำ ตาล มรี ูอากาศกระจายทัว่ ใบเดย่ี ว รูปรี ปลายแหลม โคนมนหรือแหลม ขอบเรียบ หรือหยักซ่ีฟนั ถ่ี แผน่ ใบหนา เหนยี ว ดา้ นบนสเี ขยี วเข้ม เกลย้ี งเป็นมนั ด้านลา่ งสซี ีดกวา่ มจี ุดสีเขม้ กระจายทวั่ ก้านใบสั้นมาก เรยี งตรงขา้ ม ตาใบรูปกรวยคว�ำ่ หอ่ หมุ้ มียางเหนยี วสีเหลือง ปลายเสน้ ใบ โค้งจรดกันก่อนถงึ ขอบ ช่อดอกออกเปน็ กระจุกขนาดเลก็ ที่ซอกใบ ดอกสขี าวหรือเขยี วอมเหลือง ผล รูปทรงกลมรี ปลายเป็นจกุ เมอ่ื สุกสสี ้มอมแดงหรืออมม่วง เมล็ดรูปไตมี ๑–๒ เมลด็ เปน็ ไม้เรอื นยอด ช้ันกลางถึงชนั้ บนในปา่ ดบิ เขา ปา่ ดบิ ประเภทอ่ืนและบริเวณริมหว้ ยในป่าเบญจพรรณ ประโยชน์ : –เนื้อไม้ใช้ก่อสร้างในร่ม ท�ำ เฟอร์นเิ จอรแ์ ละด้ามเครื่องมือ 287 –ผลสกุ เป็นอาหารของชะนมี ือขาว ความส�ำ คัญ : ไม้หวงห้ามประเภท ก ขอ้ ควรจ�ำ : ขณะทีเ่ ป็นกล้าไมข้ อบใบจะจกั ฟันเล่ือย พอโตขึ้นขอบจะเรียบ หมายเหตุ : เปน็ พืชในวงศโ์ กงกางเพียงชนิดเดยี วท่ีปรับตัวข้นึ มาอยบู่ นบกได้อย่างสมบรู ณ์ กรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั ว์ป่า และพันธ์ุพืช
ตะเกราน�้ำ (Ta Krao Nam) พืชใบเลี้ยงคู่ วงศ์ ROSACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Eriobotrya bengalensis (Roxb.) Hook. f. ช่ือพอ้ ง (Synonym) : Eriobotrya dubia Decne., Mespilus bengalensis Roxb. ชอื่ อ่นื (Vernacular name) : ปะองเทศ (ตะวันตกเฉียงใต)้ ; เมียด (เลย); สีเสียดน�ำ้ (บุรีรัมย์); จ�ำ ปีดง (เชียงใหม)่ ลกั ษณะท่วั ไป : เป็นไมต้ ้นผลัดใบช่วงส้ัน ๆ ก่งิ มกั ตั้งฉากกบั ลำ�ตน้ เปลอื กนอกสีนำ้�ตาลอมเทา แตกเปน็ สะเก็ด มรี อู ากาศกระจายทวั่ เปลอื กในสีน�ำ้ ตาล เนอื้ ไม้สขี าวเห็นเส้นใยเด่นชัด ใบเดี่ยว รปู ใบหอกกลับหรอื รปู ไขก่ ลับ ปลายแหลม โคนสอบแคบ ขอบหยกั ซฟ่ี นั หา่ ง ๆ แผน่ ใบหนา เกลย้ี งทั้งสองด้าน ด้านบนสเี ขียวเข้ม ด้านลา่ งสอี อ่ นกว่า เรยี งเวยี นเปน็ กระจุกที่ปลายกงิ่ หูใบ ขนาดเล็กหลดุ ร่วงงา่ ย ยอดอ่อนสีนำ้�ตาล ใบแก่ก่อนร่วงสสี ม้ แดง ใบแห้งสนี �ำ้ ตาลแดง ชอ่ ดอก ยาวออกปลายกิง่ ดอกสีขาว มีกล่ินหอม ผลทรงกลม สเี ขยี ว ผวิ เรียบหรอื ขรุขระ เน้ือฉำ่�นำ้� ขว้ั ผลมี กลีบเลยี้ งตดิ อยู่ เมล็ดขนาดใหญม่ ี ๑–๒ เมลด็ พบตามที่ราบล่มุ หรือริมห้วยในป่าดบิ เขา ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ประโยชน์ : –ไมใ้ ช้ทำ�เสา เพาะเห็ดหหู นูและกอ่ สร้างทั่วไป –เมลด็ เปน็ อาหารของค่างแว่นถน่ิ เหนอื 288 พรรณไม้ป่าดิบเขาภเู ขียว-น้�ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 289
น(N์ าaงnพgญPาhเสaือYโคaรS่งuea Khrong) พชื ใบเลี้ยงคู่ วงศ์ ROSACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Prunus cerasoides D. Don ช่ือพ้อง (Synonym) : Cerasus cerasoides (Buch. - Ham. ex D. Don) S. Y. Sokolov ชือ่ อืน่ (Vernacular name) : ซากุระเมอื งไทย (กลาง); ฉวีวรรณ; เส่คาแว,่ เสแ่ ผ่, เสล่ าแหล่ (กะเหร่ยี ง–เชียงใหม)่ ลกั ษณะท่ัวไป : เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลดั ใบ กิง่ ออ่ นมรี หู ายใจสนี �้ำ ตาลอ่อนกระจายห่าง ๆ เปลือกนอกสีนำ้�ตาลหรือเหลอื บเงนิ เรียบหรอื แตกเป็นวงแหวนรอบต้น มกั มคี ราบเปลอื กสเี งิน ลอกลอ่ นเสมอ มีรูหายใจสีนำ้�ตาล รูปสเี หลยี่ มผนื ผ้าขนาดใหญ่กระจายหา่ ง ๆ เปลอื กในหนาอวบ น�้ำ สนี �้ำ ตาลแดง ใบเดี่ยว รูปรี ปลายเรยี วแหลม โคนแหลมหรือเบี้ยว ขอบจักฟนั เลอื่ ยท้งั ลึกและต้นื ไม่เทา่ กนั ปลายจกั เป็นตุ่ม แผ่นใบบาง เกลย้ี งทง้ั สองดา้ น ด้านบนสเี ขียวเขม้ ด้านล่างสอี อ่ นกว่า เสน้ กลางใบนูนออกด้านลา่ ง ก้านใบเรียวยาว มีต่อมใกลก้ บั โคนใบ ๑–๒ ต่อม หรือไมม่ ีก็ได้ ก้านใบอ่อน สชี มพเู ปน็ รอ่ งตามยาวดา้ นบน เรยี งสลบั ห่าง ๆ หรือเวยี นเปน็ กระจกุ ปลายกงิ่ ชอ่ ดอกออกท่ซี อกใบใกล้ ปลายกงิ่ ดอกสชี มพอู ่อนมี ๕ กลบี เกสรเพศผสู้ ีแดงเขม้ จำ�นวนมาก ผลทรงกลมขนาดเลก็ มีตง่ิ แหลม ปลายผล สุกสีม่วงด�ำ มเี มล็ดเดียว ผวิ ยน่ กา้ นผลเรยี วยาวและปลายบานออกรองรับผล พบบรเิ วณ ขอบเขาหินทรายชดิ หน้าผาในปา่ ดิบเขาท่ีค่อนข้างโปรง่ โลง่ เนอื่ งจากถกู ไฟปา่ รบกวน แตกหน่อได้ดี โดย เฉพาะเมือ่ ถกู ไฟไหม้ มกั ออกดอกทงั้ ตน้ ขณะผลดั ใบและผลิใบอ่อน มองเหน็ ไดแ้ ตไ่ กล ประโยชน์ : –ดอกมคี วามสวยงามมาก เหมาะปลูกเป็นไม้ประดบั –น้ำ�หวานในดอกเปน็ อาหารนกกนิ น�ำ้ ต้อย และผลสกุ น่าจะเปน็ อาหารนกกนิ ผลไม้ สถานภาพ : หายากทงั้ ในระดบั ประเทศและระดบั โลก 290 พรรณไมป้ ่าดิบเขาภเู ขียว-น้�ำ หนาว
ปัดน้ำ� (Pat Nam) พืชใบเล้ยี งคู่ วงศ์ ROSACEAE ชือ่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Photinia stenophylla Hand. -Mazz. ชื่อพ้อง (Synonym) : Photinia glabra Maxim. ชื่ออ่นื (Vernacular name) : ปัดหบี , สะลูด (เลย) ลักษณะทว่ั ไป : เปน็ ไม้ต้นขนาดเล็กไมผ่ ลัดใบ ก่ิงอ่อนและเปลือกมชี ่องอากาศสขี าวกระจายอยทู่ ่วั เปลอื กนอกสนี ้�ำ ตาลด�ำ เรยี บหรือแตกเป็นสะเกด็ เปลือกในสนี �ำ้ ตาลแดง ใบเด่ยี ว รปู ใบหอกกลับ ปลายแหลมหรอื หยกั เวา้ โคนแหลม ขอบหยกั ซฟ่ี ันถ่ี ๆ แผ่นใบหนา เกลี้ยงทงั้ สองดา้ น ดา้ นบนสี เขียวเขม้ ดา้ นลา่ งสอี ่อนกว่า เสน้ กลางใบนนู ออกด้านล่าง ก้านใบเปน็ ร่องด้านบน เรยี งรอบก่ิงหรือ เวียนเปน็ กระจกุ ปลายกง่ิ ช่อดอกออกปลายกง่ิ ดอกขนาดเล็ก สีขาว ผลกลมขนาดเลก็ ปลายผล เป็นจุกแหลม พบบริเวณทรี่ าบล่มุ หรอื ริมหว้ ยในป่าดิบเขา ปา่ ดบิ ชื้นระดบั สูงและป่าดิบเขาก่งึ พรุ ประโยชน์ : น�้ำ หวานจากดอก เป็นอาหารของแมลงและนกกินน้ำ�ตอ้ ย สถานภาพ : หายาก กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ ่า และพันธพุ์ ืช 291
พังก่ี (Phang Ki) ผถู้ ่าย กติ ติ กรีตยิ ตุ านนท์ พชื ใบเลี้ยงคู่ วงศ์ ROSACEAE ช่ือพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Rhaphiolepis indica (L.) Lindl. ex Ker ชือ่ พอ้ ง (Synonym) : Rhaphiolepis fragrans Geddes ชื่ออนื่ (Vernacular name) : นางคำ� (เลย); กับแกม, อะหว้ ย (ตะวันออกเฉียงเหนอื ); เม้งสะเกรมิ (ตะวนั ออก) ลักษณะทัว่ ไป : เป็นไม้พมุ่ ผลดั ใบชว่ งสน้ั ๆ ใบเด่ยี ว รปู รีหรอื รปู ไข่กลับ ปลายแหลมหรือมนทู่ โคนสอบแคบ ขอบเรียบหรือหยกั ตน้ื ๆ ใกล้ปลายใบ แผ่นใบหนา แข็งหยาบและเกลี้ยงทง้ั สองด้าน ด้านบนสีเขม้ กว่าด้านล่าง ก้านใบสั้น เรยี งรอบก่ิงหรือเวยี นเปน็ กระจกุ ปลายกิ่ง ใบแก่กอ่ นรว่ งสีแดง สม้ ช่อดอกออกเปน็ กระจกุ ทีซ่ อกใบใกลป้ ลายกง่ิ ช่อละหลาย ๆ ดอก ดอกสีขาวหรือชมพู กา้ นดอกยาว ต้ังขนึ้ ผลรูปกลม สกุ สีน�้ำ เงนิ ถงึ ด�ำ พบเป็นไม้พืน้ ปา่ บริเวณชายขอบปา่ ดบิ เขาตอ่ เนอ่ื งกบั ป่าทุ่งหรอื ทุง่ หญา้ ท่ีแล้งกวา่ ปา่ ละเมาะเขาใกลข้ อบเขาท่มี ีลมพัดจดั และรมิ ห้วยหินทรายในปา่ ดิบเขา ประโยชน์ : –รปู ทรงตน้ สวย เหมาะปลกู เป็นไมป้ ระดบั –นำ้�หวานจากดอก เปน็ อาหารของแมลงและนกกินน้ำ�ตอ้ ย 292 พรรณไม้ปา่ ดบิ เขาภเู ขยี ว-น้�ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 293
สม้ กุ้ง (Som Kung) พชื ใบเล้ยี งคู่ วงศ์ ROSACEAE ช่ือพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Rubus moluccanus L. ชือ่ พ้อง (Synonym) : Rubus angulosus Focke ชื่ออน่ื (Vernacular name) : ส้มกบ (ตราด); ตะเขห้ ลอกตาย (จนั ทบุร)ี ; ฟา้ แลบ (สรุ าษฎรธ์ านี, ระนอง) ช่อื สามัญ (Common name) : Raspberry ลักษณะทว่ั ไป : เปน็ ไมพ้ ุ่มเลอ้ื ยไม่มีเน้อื ไม้ กง่ิ กา้ นออ่ นมีขนสั้นสนี �ำ้ ตาลคลมุ หนาแนน่ ลำ�ต้น และก่ิงกา้ นมีหนามแหลมกระจายหา่ ง ๆ ใบเดี่ยว รปู ไข่หรือคล้ายโล่ ขอบเวา้ ลกึ เป็นแฉกแบบน้วิ มอื หลายแฉก ปลายแฉกกลมทู่ โคนเวา้ ขอบหยักมนตน้ื ๆ แผน่ ใบหนานมุ่ มขี นสั้นสคี รมี คลมุ ทง้ั ๒ ดา้ น ด้านบนสเี ขม้ กวา่ ด้านล่าง มกั มีหลายสีและมีลวดลายแปลกตา ดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว ออกเปน็ ช่อทซ่ี อกใบ มีดอกยอ่ ยหลายดอก ผลกลุ่มมผี ลย่อยรูปทรงกลม ฉ�ำ่ น้ำ� อดั แน่นจ�ำ นวน มาก สุกสแี ดงสด พบบริเวณพืน้ ท่รี กรา้ งหรอื เปดิ โล่งหรือชายขอบป่าดบิ เขา ป่าสนเขา ทงุ่ หญา้ ป่าทุ่งและป่าละเมาะเขาระดับต�่ำ ประโยชน์ : –ผลสกุ รสเปร้ียวอมหวานกินได้ และเป็นอาหารของนกกินผลไมห้ ลายชนดิ โดยเฉพาะ กลมุ่ นกปรอด –ราก เป็นยาสมุนไพร –ใบปิ้งใหก้ รอบชงน้ำ�ร้อนดืม่ แทนน�้ำ ชา –ยอดออ่ นลอกเปลือกออกกนิ สดมรี สเปร้ียวหรือทำ�ให้สกุ ใช้ประกอบอาหาร 294 พรรณไมป้ ่าดบิ เขาภูเขยี ว-น้�ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 295
กระทุม่ (Kra Thum) พชื ใบเล้ียงคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Neolamarckia cadamba (Roxb.) Bosser ชื่อพอ้ ง (Synonym) : Anthocephalus cadamba Miq., Cephalanthus chinensis Lam. ชอื่ อนื่ (Vernacular name) : กรองประหยนั (ยะลา); โกหว๋า (ตรัง); ปาแย (มาเลเซยี –ปัตตาน)ี ; ต้มุ ขหี้ มู (ใต้); แคแสง (ชลบรุ )ี ; ตะโกใหญ่ (ตราด); ตะกู (สโุ ขทยั , จันทบรุ ,ี นครศรีธรรมราช); ตะโก สม้ (ชัยภมู ิ, ชลบรุ )ี ; ต้มุ กา้ นซ้วง, ต้มุ กา้ นยาว, ตุ้มเนียง, ต้มุ หลวง (เหนอื ); ทุ่มพราย (ขอนแก่น); ปะแด๊ะ, เปอแด๊ะ, สะพร่งั (กะเหรย่ี ง–แมฮ่ อ่ งสอน); กระท่มุ บก (กรงุ เทพฯ); กวา๋ ง (ลาว) ชื่อสามญั (Common name) : Wild Cinchona ลกั ษณะท่วั ไป : เป็นไมเ้ นื้อออ่ นยนื ตน้ ขนาดใหญ่ ผลัดใบ เปลอื กนอกเรยี บถงึ แตกเป็นรอ่ งลึกตามยาว สีเทา มพี ูพอนแคบ ๆ กงิ่ ใหญม่ ักต้ังฉากกับลำ�ตน้ ปลายกิง่ ลู่ลง ใบเดย่ี ว รปู รหี รอื รปู ไข่ ปลายแหลม โคนมน ขอบเรยี บ แผ่นใบหนา เหนียว ด้านบนสเี ขียวเขม้ เกลยี้ งเป็นมันเงา ดา้ นลา่ งสีอ่อนกวา่ มี ขนประปราย ก้านใบยาว เรียงตรงข้าม เสน้ ใบนูนออกด้านลา่ ง ใบแกก่ อ่ นร่วงสเี หลือง ช่อดอกแบบ กระจุกอดั แน่น รปู ทรงกลม ออกท่ซี อกใบใกล้ปลายกง่ิ ดอกรปู ดอกเขม็ ขนาดเล็ก สขี าวอมเหลอื ง หรอื สีสม้ ผลอวบนำ้� รูปทรงกระบอกขนาดเล็ก ข้นึ รวมอัดกันแน่นคล้ายเปน็ กอ้ นกลม ๆ สกุ สีเหลอื ง ส้ม เมลด็ ขนาดเลก็ มาก เปน็ ไม้เรอื นยอดช้นั บนหรอื ไม้เบิกนำ�ตามพนื้ ทรี่ กร้างหรอื ทเี่ ปดิ โล่งท่ีมีความ ชมุ่ ชน้ื สูง ในปา่ ดบิ เขา ปา่ ดิบทุกประเภท และป่าผลัดใบที่มคี วามชมุ่ ชนื้ สูงหรอื ริมหว้ ยหรอื รมิ แมน่ �ำ้ ประโยชน์ : –เนื้อไมอ้ ่อนใช้ท�ำ เย่ือกระดาษ ไมแ้ บบและใชก้ อ่ สรา้ งภายในอาคารบ้านเรอื น –ใบเป็นอาหารของชา้ งปา่ –ผลดิบเป็นอาหารของชะนีมอื ขาว ค่างแว่นถ่นิ เหนอื กระรอกบินเลก็ หลายชนดิ พญากระรอกบิน และนกกนิ ผลไม้อกี หลายชนดิ –ใบ เปลือกและผลเป็นยาสมนุ ไพร 296 พรรณไม้ปา่ ดิบเขาภูเขยี ว-น�้ำ หนาว
ค่างเต้น (Khang Ten) พืชใบเลยี้ งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ผถู้ า่ ย วนทั –เวทิต พุ่มพวง ช่อื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Canthium glabrum Blume ชื่อพ้อง (Synonym) : Canthium siamense Pitard, Plectronia glabra (Blume) Benth. & Hook. f. ex Kurz ชอ่ื อืน่ (Vernacular name) : หเู สอื (กำ�แพงเพชร); เขากวาง (สรุ าษฎรธ์ าน)ี ลักษณะทัว่ ไป : เป็นไมต้ ้นขนาดเลก็ ผลัดใบชว่ งสั้น ๆ กิง่ ต้งั ฉากกับล�ำ ต้น เปลือกนอกบาง เรียบ สีน�ำ้ ตาลอมเทา เปลือกในสเี หลือง เน้ือไม้สขี าว ใบเด่ียว รปู รี ปลายเรยี วแหลมเปน็ ตง่ิ โคนแหลม หรือสอบ ขอบเรียบหรอื เปน็ คล่นื แผ่นใบบาง ด้านบนเกลย้ี งเป็นมนั สีเขยี วเข้ม ด้านลา่ งสีอ่อน กว่าและมีขนส้ันคลุมบาง ๆ มตี ่อมอยู่ทซี่ อกเสน้ ใบ ก้านใบยาว เรยี งตรงขา้ ม รอยตอ่ ระหวา่ งก้าน ใบกบั ก่ิงพองเปน็ ปม ใบแกก่ ่อนรว่ งสเี หลือง ชอ่ ดอกออกเป็นกระจกุ ท่ีซอกใบ ดอกรปู ดอกเข็ม สีเขยี วออ่ นหรอื สีขาว ผลรูปทรงกลม ผวิ เกลยี้ งเป็นมนั ปลายบมุ๋ เล็กน้อย เมอื่ สกุ เปล่ียนเปน็ สดี ำ� เมลด็ แข็ง รปู สามเหล่ยี มมี ๒ เมลด็ เปน็ ไมช้ ้ันล่างในปา่ ดบิ เขาและป่าดบิ แล้ง พบได้ ประปรายในปา่ เบญจพรรณช้ืน ประโยชน์ : –ผลสกุ เป็นอาหารของนกกินผลไมห้ ลายชนดิ –ไม้ใช้ท�ำ ฟนื กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ ่า และพันธุ์พชื 297
หนามมะเคด็ (Nam Ma Khet) พชื ใบเล้ยี งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Canthium parvifolium Roxb. ช่อื พ้อง (Synonym) : Canthium horridum Blume, Plectonia horrida Kurz, P. parvifolia Kurz ช่อื อน่ื (Vernacular name) : หนามเคด็ (ทัว่ ไป) ลกั ษณะทั่วไป : เป็นไมพ้ มุ่ หรือไม้ต้นขนาดเล็กผลัดใบชว่ งสนั้ ๆ ก่ิงก้านอ่อนเกลี้ยง เมอ่ื แก่มี ขนสั้นสีนำ้�ตาลคลุมประปราย ล�ำ ต้นวยั ออ่ นมีหนามแหลมยาวขนึ้ ในซอกใบเรียงตรงขา้ มกนั เมื่อแกห่ นามส้ันลงหายไป มักแตกกิง่ ตำ�่ คลา้ ยเปน็ พมุ่ เปลอื กนอกบาง เรียบ สเี ทา มชี อ่ ง อากาศกระจายทั่ว เปลอื กในสนี �้ำ ตาลออ่ น ใบเด่ยี ว รปู รหี รอื รปู ไข่ ปลายและโคนแหลม ขอบเรียบ หรอื เปน็ คลืน่ แผน่ ใบบาง เกล้ยี งเป็นมันทัง้ สองด้านหรอื มีขนคลมุ บาง ๆ ด้านบนสีเขม้ กว่า ดา้ นล่าง ก้านใบยาว เรยี งตรงข้าม มกั มหี นามบริเวณตาใบควบคเู่ สมอ รอยตอ่ ระหว่างกา้ น ใบกับกิ่งบวมพองเป็นปมชดั เจน ใบแก่กอ่ นร่วงสเี หลือง ช่อดอกออกทีซ่ อกใบ ดอกสีเขยี วอม เหลอื ง ขนาดเลก็ ผลทรงกลม มีเน้อื อวบน�ำ้ ผิวเกลีย้ งเปน็ มัน ปลายมรี อยบ๋มุ สุกสีเหลือง มี หลายเมลด็ เป็นไม้ชน้ั ลา่ งในป่าดิบเขา ปา่ ดิบแล้งและปา่ เบญจพรรณชืน้ ประโยชน์ : –ผลสุก เปน็ อาหารของสตั ว์ฟันแทะบางชนดิ และเปน็ อาหารของนกกินผลไม้บางชนดิ –ใบใช้ประกอบพิธที างไสยศาสตร์ (ในบางภาค) 298 พรรณไมป้ ่าดบิ เขาภเู ขียว-น้�ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 299
เคลด็ น�้ำ (Khlet Nam) พชื ใบเลยี้ งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ช่ือพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Catunaregam spathulifolia Tirveng. ชือ่ อ่ืน (Vernacular name) : เคลด็ ทุ่ง (คาบสมุทร); กะแทง (กลาง, ตะวนั ออก, เหนือ); เคล็ด (กลาง, กาญจนบรุ )ี ; แทง้ (เหนือ, ตะวันออก, ตะวันออกเฉยี งใต้); ระเวยี ง (เขมร, นครราชสมี า, ปราจนี บรุ ี); หนามเคด็ (จนั ทบุรี); หนามแท่ง (ตะวันตกเฉียงใต้, เหนอื , ตะวันออก, ตะวันออกเฉียงใต)้ ลกั ษณะท่วั ไป : เป็นไมพ้ ุ่มหรือไมต้ ้นขนาดเลก็ ผลดั ใบช่วงสน้ั ๆ มกั แตกกิง่ ต�่ำ กง่ิ มีเกลด็ สนี ้ำ�ตาลคลุม หนาแนน่ เปลอื กนอกบาง เรยี บหรอื แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ สีนำ้�ตาลถึงดำ� ใบเดี่ยว รูปรหี รอื รปู ไข่กลับ ปลายแหลมหรอื ทู่ โคนสอบแคบ ขอบเรยี บหรอื เป็นคลน่ื เลก็ นอ้ ย กา้ นใบยาว เรียงตรงขา้ มคลา้ ย เปน็ กระจุกท่ปี ลายกิง่ แผน่ ใบบาง เกลย้ี งท้ังสองดา้ น มขี นคลมุ ประปรายโดยเฉพาะตามเส้นใบ ด้าน บนสีเขียวเข้ม ดา้ นลา่ งสีอ่อนกว่า ดอกรปู ดอกเขม็ ออกที่ปลายกิ่ง สีขาว ใกล้โรยเปลย่ี นเปน็ สีเหลือง ผลทรงกลม เกลีย้ งเปน็ มนั ปลายเป็นปุม่ นนู เมอื่ สกุ เปลี่ยนเป็นสีเหลอื ง พบกระจายห่าง ๆ ตาม ป่าดิบเขาคอ่ นข้างโปรง่ หรอื บรเิ วณรอยตอ่ ระหว่างปา่ ดิบเขากบั ป่าสนเขา และป่าเบญจพรรณช้ืน แต่มักพบมากในปา่ ดิบแล้ง ประโยชน์ : ผลกินไดแ้ ละเป็นอาหารของสตั วป์ ่ากลุ่มกระรอก ขอ้ ควรจำ� : คล้ายมะเคด็ (Catunaregam tomentosa) จุดต่างคอื มะเค็ด แผน่ ใบและผิวผลมีขนสนั้ สีนำ�้ ตาลคลมุ หนาแนน่ และมักขึ้นในป่าโปรง่ ที่แหง้ แล้งมากกว่า 300 พรรณไม้ป่าดิบเขาภูเขียว-น้�ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 301
ลิ้นงดู ง (Lin Ngu Dong) พืชใบเลีย้ งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Hedyotis corymbiformis Geddes ชือ่ อื่น (Vernacular name) : ขมิ้นตน้ (ตะวันออกเฉยี งเหนือ) ลักษณะทวั่ ไป : เปน็ ไมเ้ ถาล้มลุกเลื้อย ลำ�ต้นและกิ่งก้านออ่ นสีเขยี วเขม้ เกล้ียงเป็นมนั ใบเดย่ี ว รูปไข่ ปลายแหลมเปน็ ติง่ ยาว โคนเว้าหรอื มน ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เกล้ยี งเป็นมันเงาทั้งสองด้าน ดา้ นบน สเี ขยี วเข้ม ด้านล่างสีเขียวเทา ไม่มกี า้ นใบหรอื ก้านใบส้นั มาก (ใบทโ่ี คนตน้ มีก้าน สว่ นใบทอ่ี อกใกล้ ปลายยอดก้านจะสั้นลงเรอื่ ย ๆ ตามล�ำ ดบั ถงึ ไมม่ ีกา้ น) เรยี งตรงขา้ มสลับตงั้ ฉาก เส้นกลางใบนนู เด่นชดั ดา้ นล่างเพยี งเสน้ เดยี ว ช่อดอกออกทซ่ี อกใบใกล้ปลายกิ่งหรอื ออกปลายก่ิง มดี อกยอ่ ยจ�ำ นวน มาก กา้ นชชู อ่ ดอกยาว ดอกรปู ดอกเขม็ ขนาดเลก็ มาก สีขาวอมเขียว ผลทรงกลม ขนาดเล็ก พบใน บรเิ วณพืน้ ที่ทเ่ี ปดิ โล่งหรอื ชายขอบป่าดิบเขาและป่าสนเขา ประโยชน์ : –ปลกู เปน็ ไมป้ ระดับ –รากเปน็ ยาสมนุ ไพร 302 พรรณไมป้ ่าดบิ เขาภูเขียว-น�ำ้ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 303
ปัดใบรี (Pat Bai Ri) พืชใบเล้ยี งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Lasianthus fordii Hance ชอ่ื อน่ื (Vernacular name) : กาแฟปา่ (ท่วั ไป) ลักษณะท่วั ไป : เป็นไมพ้ มุ่ ขนาดเลก็ ไมผ่ ลดั ใบ กิ่งก้านอ่อนสีเขยี วคล�ำ้ เกลยี้ งหรือมีขน เลก็ นอ้ ย ก่ิงแตกตงั้ ฉากกบั ล�ำ ตน้ เปลอื กนอกเรียบ สีเขยี วคล�้ำ ใบเด่ียว รปู รี ปลายเรียว แหลมหรอื ทู่ โคนสอบแคบ ขอบเรียบหรอื เป็นคลน่ื ก้านใบสนั้ เรียงตรงขา้ มในแนวระนาบ แผ่นใบบาง เกลย้ี งเปน็ มนั ท้งั สองด้าน ด้านบนสเี ขียวเข้ม ดา้ นลา่ งสอี ่อนกว่า เสน้ ใบนนู ออกด้านล่าง ชอ่ ดอกออกเปน็ กระจุกทซี่ อกใบ ผลรปู ทรงกลม อุ้มน�้ำ ขนาดเล็กผิวเรียบ เกล้ยี ง ปลายมีปมุ่ นูน สุกเปลยี่ นเป็นสมี ว่ งอมน�้ำ เงิน เนือ้ ในสีขาว ก้านผลเรียวเล็ก เมล็ด รปู ครึง่ ทรงกลมคลา้ ยเมลด็ กาแฟผวิ เป็นขนสัน้ ๆ มี ๒ เมลด็ ประกบกนั เปน็ ไมช้ ัน้ ลา่ งใน ปา่ ดิบเขาและปา่ ดบิ ประเภทอ่นื ประโยชน์ : –ผลและรปู ทรงต้นสวยเหมาะปลกู เป็นไมป้ ระดบั ในรม่ –ผลสุก คาดวา่ นา่ จะเปน็ อาหารของนกกนิ ผลไม้ ข้อควรจ�ำ : พืชในสกุลน้ถี า้ ขยี้ใบ หกั ยอดออ่ นหรอื บดผลออ่ นให้แตกช�ำ้ จะมกี ลิ่นเหมน็ คลา้ ยกล่นิ ตด 304 พรรณไม้ป่าดบิ เขาภเู ขยี ว-นำ�้ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 305
แกม้ ขาว (Kaem Khao) พชื ใบเลี้ยงคู่ วงศ์ RUBIACEAE ช่ือพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Mussaenda sanderiana Ridl. ชื่ออืน่ (Vernacular name) : กะเบ้อขาว (เลย); กำ�เบอ้ , ผเี สือ้ (เพชรบรู ณ)์ ; พอแต (กะเหรยี่ ง–เชยี งใหม่) ลกั ษณะทวั่ ไป : เปน็ ไมพ้ มุ่ กงึ่ ไมเ้ ถาขนาดเลก็ ผลัดใบช่วงส้นั ๆ ก่ิงกา้ นเรยี วมีขนสนั้ สีน้ำ�ตาล คลุมและจะหลุดรว่ งไปเม่อื แก่ มชี อ่ งอากาศสีขาวเป็นจุด ๆ กระจายทั่วกงิ่ ใบเด่ียว รูปรหี รือรปู ใบหอกกลบั ปลายแหลม โคนมน ขอบเรยี บ แผ่นใบบางมขี นคลุมประปรายท้ังสองด้าน ดา้ น บนสเี ข้มกว่าดา้ นล่าง ก้านใบส้ัน เรียงตรงขา้ ม ดอกเปน็ ช่อกระจกุ ออกปลายกิ่ง รปู ดอกเขม็ สเี หลืองหรอื สสี ม้ มีใบประดับสขี าวขนาดใหญท่ ีพ่ ฒั นามาจากกลบี เลย้ี ง ผลรปู ทรงกลมหรือ ทรงรี ปลายผลมจี ุกมน ผิวเกล้ียง สีเขียว มีจดุ ประสีขาว เมล็ดขนาดเลก็ มจี �ำ นวนมาก พบตาม ป่าท่ีรกร้างหรอื ปา่ ที่เปดิ โลง่ หรือชายปา่ ดบิ เขาและปา่ ดบิ ประเภทอนื่ ๆ ประโยชน์ : –ราก เป็นยาสมนุ ไพร –ใบประดบั สวยแปลกตาเหมาะปลกู เป็นไมป้ ระดับ 306 พรรณไมป้ ่าดบิ เขาภูเขียว-นำ�้ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 307
สนกระ (Son Kra) พชื ใบเลยี้ งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Prismatomeris tetrandra (Roxb.) K. Schum. subsp. malayana (Ridl.) J. T. Johanss. ชือ่ พ้อง (Synonym) : Prismatomeris malayana Ridl. ชือ่ อืน่ (Vernacular name) : กรกั (ประจวบคีรขี ันธ)์ ; กระดกู ไก,่ กรักผี, ดูกไกข่ าว, ดกู ไก่ด�ำ (ใต)้ ; ต่อกระดูก (เลย); ซอ้ นปา่ (นครราชสมี า); ผา่ โฮม่ (สะตูล); พดุ ปา่ (สระบุรี) ลกั ษณะทวั่ ไป : เปน็ ไม้พมุ่ ผลดั ใบช่วงสน้ั ๆ ก่งิ ก้านออ่ นมกั เปน็ เหลี่ยมสีเทาเกลยี้ งเปน็ มนั เปลือกนอกหนาแตกล่อนเปน็ แผ่น ๆ สีขาวอมเทา ใบเด่ยี ว รูปรหี รอื รปู ใบหอก ปลายและ โคนแหลม ขอบเรียบหรือเปน็ คลืน่ แผน่ ใบหนา เกลยี้ งเปน็ มนั ท้งั สองด้าน ด้านบนสีเขม้ กว่าดา้ นลา่ ง กา้ นใบสั้น เรยี งตรงขา้ มสลบั ตง้ั ฉาก ชอ่ ดอกออกท่ซี อกใบหรือปลายกิ่ง มี ดอกยอ่ ยจ�ำ นวนมาก ดอกรูปดอกเขม็ ขนาดเล็กสขี าว ก้านดอกผอม ผลรปู ทรงกลม เกลีย้ ง ผิวบางมเี น้อื นอ้ ยปลายมีป่มุ กลม เมอื่ สุกเปลี่ยนเป็นสมี ่วงอมด�ำ ก้านยาวเรียวเล็ก เมล็ด กลมเกล้ยี งขนาดเกือบเท่าผล มเี มล็ดเดยี ว เปน็ ไม้พื้นล่างในป่าดิบเขา ป่าดิบแล้งและพบได้ ประปรายในปา่ เบญจพรรณช้นื ประโยชน์ : –ดอกและรปู ทรงตน้ สวยเหมาะปลูกเป็นไมป้ ระดับในร่ม –ผลสกุ เปน็ อาหารของนกกนิ ผลไมห้ ลายชนิด 308 พรรณไม้ปา่ ดบิ เขาภูเขียว-น้�ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 309
ตาเป็ดตาไก่ (Ta Pet Ta Kai) พืชใบเลีย้ งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Psychotria asiatica L. ชอ่ื อื่น (Vernacular name) : เข็มดง (ชัยภูมิ) ลกั ษณะทั่วไป : เปน็ ไม้พุ่มไมผ่ ลดั ใบ กิ่งกา้ นสีเขยี วเรียบเกลย้ี งเปน็ มัน ใบเด่ียว รปู รีแกมรปู ขอบขนาน ปลายแหลม โคนสอบแคบ ขอบเรยี บ แผน่ ใบหนา เกลยี้ งเป็นมนั ทง้ั สองดา้ น ดา้ นบนสีเขยี วเขม้ กว่าดา้ นลา่ ง กา้ นใบอวบ เรยี งตรงขา้ มสลบั ตง้ั ฉาก ช่อดอกออกปลายก่งิ ดอกรปู ดอกเข็มขนาดเล็ก สขี าว ผลรูปทรงกลม ปลายมีปุ่มกลม เม่ือสุกอวบน้ำ�สีแดงสด เมล็ดแบนบางรูปครง่ึ ทรงกลม แขง็ เกลย้ี งมี ๒ เมล็ดประกบกัน เปน็ ไมพ้ น้ื ลา่ งในปา่ ดบิ เขา ป่าดบิ แล้ง ปา่ สนเขาและป่าเบญจพรรณชื้น ประโยชน์ : –ปลูกเป็นไม้ประดับในร่ม –ใบและยอดอ่อนเปน็ อาหารกวางป่า –ผลสุกเปน็ อาหารของนกกินผลไม้ 310 พรรณไม้ปา่ ดิบเขาภเู ขียว-นำ�้ หนาว
พาโหมหิน (Pha Hom Hin) พืชใบเลย้ี งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Psychotria rhinocerotis Reinw. ex Blume ชอ่ื อ่นื (Vernacular name) : เปล่าขน (สุราษฎร์ธาน)ี ; ลามเขา (ชุมพร); หนัง (กระบี่); เขม็ ป่า (ทวั่ ไป) ลกั ษณะทว่ั ไป : เป็นไมพ้ ุ่มไมผ่ ลัดใบ กิง่ ก้านเกล้ยี งสีเขียวเขม้ ใบเดี่ยว รปู รีหรือรปู ไข่ขนาดใหญ่ ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรยี บหรอื เปน็ คล่ืนเล็กนอ้ ย แผ่นใบหนา เกล้ยี งหรือมขี นคลมุ บาง ๆ ทง้ั สองดา้ น ด้านบนสีเขียวเข้ม ดา้ นลา่ งสีออ่ นกว่า ก้านใบอวบยาว เรียงตรงขา้ มสลับตง้ั ฉาก เสน้ ใบ ขนานกนั เรยี งเป็นมมุ แหลมกบั เสน้ กลางใบนูนออกด้านล่าง ชอ่ ดอกออกที่ซอกใบหรอื ปลายกง่ิ มีดอกย่อยจ�ำ นวนมาก ดอกรปู ดอกเขม็ สีสม้ อมแดง ผลรปู ทรงกลม ขนาดเล็ก อวบน�้ำ ผิวเรยี บ เกลย้ี งปลายมีติ่งแหลม สุกสีแดงสด เมลด็ รปู ครง่ึ ทรงกลม ผวิ เกลยี้ งมี ๒ เมล็ดประกบกัน เป็นไม้ พ้นื ลา่ งในปา่ ดิบเขาและป่าดิบทว่ั ไป ประโยชน์ : –ปลกู เป็นไม้ประดบั ในรม่ –ผลสกุ (นา่ จะ) เป็นอาหารนกกินผลไม้ กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั ว์ปา่ และพันธพ์ุ ชื 311
สะแลง่ หอมไก๋ (Sa Laeng Hom Kai) พชื ใบเล้ียงคู่ วงศ์ RUBIACEAE ช่อื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Rothmannia sootepensis (Craib) Bremek. ชอื่ พ้อง (Synonym) : Randia sootepensis Craib ชื่ออน่ื (Vernacular name) : พุดสุเทพ (เชียงใหม่) ลกั ษณะท่วั ไป : เป็นไม้ต้นขนาดเลก็ ผลัดใบช่วงสน้ั ๆ ก่ิงใหญม่ กั ต้งั ฉากกบั ลำ�ตน้ ส่วนก่งิ เลก็ หรือ ก่ิงย่อยมักแตกในลักษณะหักโค้งเป็นมุมป้านมีรูปแบบที่ชัดเจนและแตกเป็นคู่คล้ายง่ามหนังสะต๊ิก เปลือกนอกเรยี บหรอื แตกเปน็ สะเกด็ สนี ้ำ�ตาลคลำ้� เปลอื กในสเี หลืองเหน็ เสน้ ใยชัดเจน ใบเดี่ยว รปู รี ปลายและโคนแหลม ขอบเรยี บ แผ่นใบหนา เกล้ียงเปน็ มันท้งั สองดา้ น ด้านบนสเี ขยี วเขม้ ด้านลา่ ง สีอ่อนกว่า กา้ นใบส้นั เรียงตรงขา้ ม รอยตอ่ ระหวา่ งกา้ นใบกบั กิง่ บวมพองออกเป็นปม ใบแก่กอ่ น รว่ งสเี หลอื ง ดอกรปู ปากแตร สีเหลืองอมชมพู มจี ุดสีแดงม่วงตรงกลางดอก ออกเด่ยี ว ๆ หรือเปน็ ชอ่ เลก็ ๆ ที่ซอกใบ มกี ลน่ิ หอมแรงมากโดยเฉพาะช่วงเชา้ ทอี่ ากาศเย็น ผลรูปทรงกลมหรอื ทรงรี แข็ง ผิวเกลีย้ งเป็นมัน ปลายผลมีจุกขนาดเลก็ สุกสีเทาด�ำ มีเนอื้ เป็นเมือกสเี หลือง เมล็ดแบนมี หลายเมลด็ เป็นไมช้ น้ั ล่างในปา่ ดิบเขาทคี่ อ่ นขา้ งโปร่งและป่าสนเขา ประโยชน์ : –ปลูกเปน็ ไมป้ ระดับในร่มเพราะมดี อกสวยและกลนิ่ หอมแรง –ผลสุกเปน็ อาหารของสตั ว์ฟันแทะ สถานภาพ : หายาก/พชื ถน่ิ เดียว/ถูกคกุ คามในธรรมชาติ ขอ้ ควรสงั เกต : คล้ายหมกั ม่อ (Rothmannia wittii) จุดต่างคอื หมกั ม่อแผน่ ใบมีขนและพบใน ป่าเต็งรงั และป่าผลดั ใบที่แห้งแล้งกวา่ ความส�ำ คญั : พบครัง้ แรกในประเทศไทย โดยเก็บตัวอยา่ งครงั้ แรกท่ีดอยสุเทพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ 312 พรรณไมป้ า่ ดบิ เขาภูเขียว-น�้ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 313
314 พรรณไมป้ า่ ดบิ เขาภเู ขยี ว-นำ�้ หนาว
ตดหมาตน้ (Tot Ma Ton) พืชใบเล้ยี งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Saprosma consimile Kurz ชอ่ื อ่นื (Vernacular name) : ตดหมตู น้ (เหนือ) ลกั ษณะทั่วไป : เป็นไมพ้ ่มุ ไม่ผลัดใบแตกก่งิ ต่ำ� ก่งิ กา้ นเกล้ยี งหรอื มีเกลด็ สนี �ำ้ ตาลคลุม กิ่งย่อย มักหกั งอไปมาเป็นมุมป้านคล้ายตัว Z มรี ูปแบบชดั เจน ใบเดยี่ ว รูปรี ปลายแหลม โคนแหลม หรือมน ขอบเรียบ แผน่ ใบหนา เกลย้ี งหรือมขี นสนั้ คลมุ ประปราย ดา้ นบนสเี ขียวเข้ม ดา้ นล่าง สีเขยี วนวล กา้ นใบสนั้ มาก เรียงตรงข้ามหรอื เป็นวงรอบข้อ ๆ ละ ๓ ใบ ช่อดอกออกเปน็ กระจกุ ปลายก่งิ หรอื ท่ีซอกใบ รูปปากแตร ดอกสีขาว ผลรูปทรงกลมหรือมนรีขนาดเล็ก ปลายมีจกุ เมอ่ื แกเ่ ปลี่ยนเปน็ สนี ้ำ�เงนิ เข้มหรือด�ำ เมลด็ แขง็ มี ๒ เมลด็ เปน็ ไม้พ้ืนล่างมกั พบขึน้ เป็นกลุ่มใน ปา่ ดบิ เขา ปา่ ดิบแล้ง และปา่ ดบิ ชืน้ ระดับสงู ประโยชน์ : ราก ล�ำ ต้น กิ่งและใบเป็นยาสมุนไพรพน้ื บา้ นใชด้ องเหล้าดื่มเชือ่ ว่าบ�ำ รุงรา่ งกาย ขอ้ ควรจำ� : ขย้ีใบหรอื ก่ิงออ่ นดมจะได้กลนิ่ เหม็นคล้ายกลิน่ ตด หมายเหตุ : พืชในสกุลนี้ แตล่ ะชนิดมีความคล้ายคลงึ กนั มาก กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธ์พุ ืช 315
เหลก็ กี (Lek Ki) พืชใบเลยี้ งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Tarennoidea wallichii (Hook. f.) Tirveng. & Sastre ช่อื พ้อง (Synonym) : Randia wallichii Hook. f., Tarenna incerta Koord. & Val., T. disperma Pitard, Webera disperma Hook. ชื่ออ่นื (Vernacular name) : คอไก่ (เหนือ); เหลก็ ขีด้ นิ (ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ) ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ต้นผลัดใบช่วงส้นั ๆ กิ่งอ่อนมเี กล็ดสีนำ้�ตาลคลุมและมชี ่องอากาศขนาดเลก็ สีขาวกระจายทัว่ ตามก่ิงมรี อยควน่ั หรอื ปมเนื่องจากการหลุดรว่ งของใบ ล�ำ ตน้ เปลาตรง ก่ิงแตกตง้ั ฉาก กบั ลำ�ต้น ปลายกง่ิ มักลลู่ ง เรอื นยอดโปรง่ หรือเรยี งเป็นชั้น ๆ เปลือกนอกหนา สีน�้ำ ตาลอมเทาเรยี บ หรอื แตกเปน็ สะเก็ด มรี อยปริของชอ่ งอากาศทั่วท้ังตน้ เปลือกในสีเหลือง ใบเด่ียว รปู รีหรือรูปใบหอก กลบั ปลายแหลม โคนสอบแคบ ขอบเรยี บ แผ่นใบหนา เกล้ยี งเปน็ มันทั้งสองดา้ น ดา้ นบนสีเขียวเขม้ ดา้ นล่างสีเขยี วนวล กา้ นใบยาว เรยี งตรงข้ามสลับตงั้ ฉากเปน็ กระจกุ ใกล้ปลายกง่ิ ใบแกก่ อ่ นร่วง สีเหลอื ง ช่อดอกออกทีซ่ อกใบใกลป้ ลายกิง่ ดอกขนาดเลก็ รูปดอกเขม็ สเี หลอื ง ผลรปู ทรงกลม ขนาดเลก็ ปลายเปน็ ปมุ่ นนู ผวิ เกลีย้ งเป็นมนั มเี น้ือหุม้ สกุ สีม่วงด�ำ เมล็ดขนาดเล็กมี ๒–๔ เมลด็ เปน็ ไม้เรอื นยอดช้ันลา่ งถึงชนั้ กลางในปา่ ดิบเขา ป่าดิบประเภทอน่ื ๆ และพบได้บ้างในปา่ เบญจพรรณช้นื ประโยชน์ : –ผลสุกเป็นอาหารของนกขม้ินทา้ ยทอยด�ำ นกเขยี วคราม นกแก๊ก นกเงอื กสีนำ้�ตาล นก เปล้าธรรมดา กลมุ่ นกโพระดกและกล่มุ นกปรอดหลายชนิด –เนอื้ ไม้ใชก้ ่อสรา้ งภายใน 316 พรรณไมป้ ่าดิบเขาภเู ขียว-น�้ำ หนาว
เขาควายไมว่ ้อง (Khao Khwai Mai Wong) พชื ใบเลย้ี งคู่ วงศ์ RUBIACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Uncaria scandens (Sm.) Hutch. ช่ืออื่น (Vernacular name) : เกียวโซ้ (ปตั ตาน)ี ; เขาควายแม่วอ้ ง, เขาควายแม่หลบู (ล�ำ ปาง); โงบ, อีโงบ (ประจวบคีรีขันธ์) ลกั ษณะทั่วไป : เปน็ ไมพ้ มุ่ รอเล้อื ยเนอ้ื แข็ง ผลดั ใบ ก่งิ อ่อนเรียบเกลยี้ งเปน็ รปู สี่เหล่ยี ม ก่งิ มกั ต้งั ฉาก กบั ล�ำ ตน้ หรือเถา ใบเดยี่ ว รูปรี ปลายแหลม โคนเว้าเล็กน้อย ขอบเรยี บหรือเป็นคล่นื แผ่นใบบางเปน็ คลื่น ดา้ นบนสีเขยี วเขม้ ดา้ นล่างสีออ่ นกวา่ และมขี นคลมุ บาง ๆ ตามเส้นใบ กา้ นใบสนั้ มากและมีหนาม ออ่ นยาวโค้งงอสวนทางกบั ปลายยอด (คลา้ ยเขาควาย) ทีซ่ อกใบ เรียงตรงขา้ ม เมื่อแกจ่ ะหายไป เสน้ ใบนนู ออกด้านลา่ ง ชอ่ ดอกแบบดอกกระถิน ออกเป็นกระจุกทีซ่ อกใบ ดอกย่อยรูปดอกเขม็ ขนาดเล็ก จำ�นวนมาก ดอกสเี หลอื งออ่ น ผลแห้งเป็นแท่งยาวขนาดเล็ก เมอ่ื แก่แตกออกเปน็ ๒ เสยี่ งตามแนว ตะเขบ็ เมล็ดขนาดเลก็ มีจ�ำ นวนมาก พบเลื้อยพันและคลมุ ตามพ้ืนที่ค่อนขา้ งเปดิ โลง่ ชายปา่ ดิบเขา ปา่ ดิบแลง้ และในปา่ ประเภทอื่น ประโยชน์ : –ทั้งต้นเปน็ ยาสมนุ ไพร –ดอกสวยแปลกตาเหมาะปลกู เปน็ ซมุ้ ไมป้ ระดับ –ใบเป็นอาหารกวางปา่ หมายเหตุ : พชื ในสกุลนีม้ ีความคลา้ ยคลงึ กนั มากทง้ั ใบและดอก ยากแก่การจำ�แนกจากลกั ษณะ ภายนอก กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตว์ปา่ และพันธุพ์ ืช 317
กะอวม (Ka Uam) พชื ใบเล้ียงคู่ วงศ์ RUTACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Acronychia pedunculata (L.) Miq. ช่อื พอ้ ง (Synonym) : Acronychia laurifolia Blume, Jambolifera pedunculata L. ชอ่ื อน่ื (Vernacular name) : กระเบ้ืองถว้ ย, มะยมปา่ , ยอ้ มผ้าระนาบ (กลาง); กรงิ , เปล้าขลิบ ทอง (ปราจนี บรุ ี), คะนาง, ชะนาง (จนั ทบุร)ี ; มะงัน (ชลบรุ ,ี ปราจีนบรุ )ี ; ค้อนหมา, ชวน, อว่ ม (สุราษฎร์ธานี); ทองฟ้า, ไพรสามกอ (ประจวบคีรขี นั ธ)์ ; ยาโกรง้ (ยะลา); น�ำ้ ผ้ึงใหญ่, ยมป่า (นครราชสมี า); ตมู ดง (ชยั ภมู )ิ ลกั ษณะทวั่ ไป : เปน็ ไม้ตน้ ขนาดเลก็ ผลัดใบชว่ งสนั้ ๆ แตกก่งิ ต่ำ� กง่ิ ออ่ นเป็นรปู สี่เหลี่ยมมขี น ประปราย เปลือกนอกบาง เรียบ สเี ทาอมน�ำ้ ตาล เปลือกในสีน้ำ�ตาล ใบเดีย่ ว รปู รีแกมรปู ขอบขนาน ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เหนยี ว เกลย้ี งเป็นมันทั้งสองดา้ น ดา้ นบนสีเขียว เขม้ ดา้ นล่างสีเขยี วนวล ก้านใบยาว เรยี งตรงขา้ มสลบั ตัง้ ฉาก มีเสน้ ขอบใบชัด รอยต่อระหวา่ งใบ กบั ก้านหักทำ�มมุ เดน่ ชัด ชอ่ ดอกออกท่ซี อกใบใกลป้ ลายก่ิง ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเหลอื ง ผลแบบ เมล็ดแข็ง รปู ทรงกลม ปลายมตี ิ่งสนั้ ๆ ผิวขรุขระมีตอ่ มน�ำ้ มนั กระจายทัว่ และดา้ นบนมี ๔ สันทู่ ๆ สกุ เปลย่ี นเป็นสีเหลอื ง ก้านผลเรียวยาว เป็นไมเ้ รือนยอดชนั้ ล่างในป่าดบิ เขาและปา่ ดิบประเภทอน่ื ๆ ประโยชน์ : –ยอดอ่อนรสจัดกินสด ๆ เป็นผักแกลม้ –ผลสกุ กินไดร้ สหวานชมุ่ คอและเปน็ อาหารของพญากระรอกด�ำ กระรอกหลากสี กระเล็น ขนปลายหูสัน้ ลิงไอเ้ งีย้ ะ ชะนีธรรมดา กลมุ่ นกโพระดกและกลุ่มนกปรอดอกี หลายชนดิ –ท้ังตน้ เป็นยาสมนุ ไพร –ใบเป็นอาหารของกระทิง ขอ้ ควรจำ� : ลักษณะเดน่ ของพชื ในวงศน์ ี้ แผน่ ใบมีตอ่ มน�้ำ มนั กระจายอยูท่ ัว่ แผ่น และบริเวณผวิ ผลมี ตอ่ มน�้ำ มันทมี่ กี ลนิ่ หอม 318 พรรณไมป้ า่ ดบิ เขาภูเขยี ว-น�้ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 319
มะนาวปา่ (Ma Nao Pa) พชื ใบเลยี้ งคู่ วงศ์ RUTACEAE ช่ือพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Atalantia roxburghina Hook. f. ลักษณะทั่วไป : เปน็ ไมพ้ ุ่มหรอื ไม้ต้นขนาดเล็กไมผ่ ลดั ใบ มักแตกกง่ิ ต�ำ่ กง่ิ อ่อนและลำ�ต้นมหี นามยาว แหลม เปลือกนอกบาง เรยี บ สนี �ำ้ ตาลอมเทา ใบเดยี่ ว รูปรแี กมรปู ขอบขนาน ปลายแหลม โคนมน ขอบเรยี บ แผน่ ใบหนา เหนยี ว เกล้ียงเปน็ มันทงั้ สองดา้ น ดา้ นบนสีเขียวเข้ม ดา้ นล่างสเี ขียวนวล ก้านใบ สั้น เรยี งสลับ ท่ซี อกใบมีหนามยาวแข็ง เส้นกลางใบเด่นชัดเพียงเสน้ เดียว ช่อดอกออกเป็นกระจกุ ทีซ่ อก ใบใกล้ปลายกิง่ ดอกคล้ายดอกมะนาว สขี าว ผลรปู ทรงกลมแบบมะนาว สเี ขยี ว ผิวเกลย้ี งหรือเปน็ ปุ่มปม ขนาดเลก็ เปลอื กหนา มีเนื้อนอ้ ยและมหี ลายเมล็ด เปน็ ไม้ช้นั ลา่ งในปา่ ดิบเขา ป่าดบิ ชื้นระดับสงู ป่าดิบแลง้ และภเู ขาหินปนู ประโยชน์ : –ใบเปน็ ยาสมนุ ไพร –ไมใ้ ชท้ ำ�ฟนื 320 พรรณไมป้ ่าดบิ เขาภเู ขียว-น้ำ�หนาว
สม้ โอผี (Som O Phi) พืชใบเลี้ยงคู่ วงศ์ RUTACEAE ชอื่ พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Citrus hystrix DC. ชอ่ื อืน่ (Vernacular name) : หมากเหวอ่ , หมากนาวช้าง (ชัยภมู ิ) ลักษณะทว่ั ไป : เปน็ ไมต้ น้ ขนาดเลก็ ผลดั ใบช่วงสน้ั ๆ กิ่งออ่ นและลำ�ต้นมหี นามยาวแหลมแขง็ ยอดออ่ นกงิ่ มักเป็นสันหรอื เป็นครีบ เปลอื กนอกบาง เรยี บ สนี �้ำ ตาลอมเทา ใบเดยี่ ว รูปไข่ ตรงกลางใบคอดเขา้ คล้ายใบมะกรดู แผน่ ใบเกลย้ี งท้งั สองด้าน ด้านบนสีเขยี วเข้ม ดา้ นล่าง สเี ขียวนวล กา้ นใบสน้ั เรียงสลบั ชอ่ ดอกออกที่ซอกใบใกลป้ ลายกิง่ มีดอกย่อยจ�ำ นวนมาก ดอกคลา้ ยดอกมะนาว สขี าว ผลรปู ทรงกลมแบบสม้ โอ ขนาดใหญม่ าก ผิวเป็นปุ่มปมขนาดเลก็ เกลยี้ งเปลือกหนามาก มีเนื้อน้อย รสเปร้ยี วจัดหรอื มรี สขมปนเลก็ นอ้ ย สกุ สีเหลอื งทอง มีหลายเมล็ด เป็นไมเ้ รอื นยอดช้นั ลา่ งในป่าดิบเขาและป่าดิบแล้ง ประโยชน์ : –เปลือกในของผลสุกมสี ีขาวรสหวานน่มุ กินแทนผลไม้ได้ –เนอื้ ผลสุกใชป้ ระกอบอาหารท่ีมีรสเปรีย้ วและเป็นอาหารของช้างปา่ –นา่ จะใชเ้ ป็นตน้ ตอของพชื เศรษฐกจิ เชน่ สม้ โอ ส้มและมะนาวได้ หมายเหตุ : ลักษณะเดน่ ของพชื ในวงศ์น้ี แผน่ ใบมตี ่อมนำ้�มันกระจายอยทู่ ่วั และผวิ ผลมีต่อมน�ำ้ มัน กระจายอยู่เช่นกัน น้�ำ มนั มกี ล่ินหอมเหมือนมะนาว กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั ว์ป่า และพนั ธพุ์ ืช 321
322 พรรณไมป้ า่ ดบิ เขาภเู ขยี ว-นำ�้ หนาว
สันโสก (San Sok) พชื ใบเลยี้ งคู่ วงศ์ RUTACEAE ชื่อพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Clausena excavata Burm. f. ชื่อพ้อง (Synonym) : Clausena lunulata Hayata, C. javanensis Raeusch ex DC., Lawsonia falcata Lour., Amyris sumatrana Roxb. ชอ่ื อืน่ (Vernacular name) : ข้ีผ้ึง, แสนโสก (นครราชสีมา); ชมดั (อบุ ลราชธานี); เพย้ี ฟาน, หญา้ สาบฮิน้ , หมี่ (เหนอื ); สมัดใบใหญ,่ หัสคุณโคก (เพชรบรู ณ์); รุ้ย (กาญจนบุรี); สีสม, หมอน้อย (กลาง); หสั คณุ , อ้อยช้าง (สระบุรี); สามเสือ (ชลบรุ )ี ; สามโสก (จนั ทบรุ )ี ; ส�ำ รุย (ยะลา); มะหลุย (ใต้); ยม (ชุมพร) ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้พุม่ หรือไม้ยืนตน้ ขนาดเลก็ ผลัดใบชว่ งส้นั ๆ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรยี งเวียนเป็นกระจกุ ทปี่ ลายก่งิ ใบย่อยรูปไขถ่ ึงรูปใบหอกหรือรูปเคยี ว ปลายแหลม โคนเบ้ียว ขอบเรยี บหรอื จักฟนั เล่ือยตื้น ๆ แผ่นใบมีขนน่มุ คลุมบาง ๆ ทงั้ สองด้าน ดา้ นบนสีเขียวเขม้ ด้านลา่ ง สีเขยี วนวล ใบยอ่ ยใบสดุ ท้ายมขี นาดใหญท่ ีส่ ดุ ก้านใบสั้นมาก เรยี งเยอ้ื งกนั กง่ิ ออ่ นและยอดมขี น สนี ำ�้ ตาลคลมุ ช่อดอกออกปลายกิง่ และทซ่ี อกใบใกล้ปลายก่งิ มีดอกย่อยจ�ำ นวนมาก ดอกขนาดเลก็ สีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเหลือง ผลสดเมลด็ แขง็ รปู ทรงรี ผลอ่อนมขี นคลุมประปรายเมอ่ื แก่เกล้ยี ง อวบน้ำ� เปลย่ี นเปน็ สชี มพูหรอื แดง มตี อ่ มนำ้�มันกระจายตามผวิ พบเปน็ ไม้ชัน้ ลา่ งประปรายใน ป่าดบิ เขา ป่าดบิ ประเภทอน่ื ป่าเบญจพรรณทีค่ ่อนขา้ งชน้ื และปา่ เตง็ รงั ผสมสน ประโยชน์ : –ผลสุกกินไดร้ สเฝอ่ื น และเป็นอาหารของนกกินผลไมห้ ลายชนดิ –ทงั้ ต้นเป็นพชื สมนุ ไพร –ไมใ้ ช้ท�ำ ด้ามเครอ่ื งมอื ข้อควรจ�ำ : ลกั ษณะเด่นของพชื ในสกลุ น้ี คอื ช่อดอกจะออกเปน็ ชอ่ ยาวรปู กรวยควำ่�ขนาดใหญท่ ป่ี ลายกิง่ กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตว์ปา่ และพนั ธ์ุพืช 323
เพ้ยี กระทงิ (Phia Kra Thing) พืชใบเลี้ยงคู่ วงศ์ RUTACEAE ช่ือพฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Melicope pteleifolia (Champ. ex Benth.) T. G. Hartley ชอ่ื พ้อง (Synonym) : Euodia lepta Merr., E. gracilis Kurz ลกั ษณะทว่ั ไป : เป็นไม้พมุ่ ไมผ่ ลดั ใบแตกกง่ิ ต�่ำ กิง่ ก้านอ่อนเกลยี้ งเป็นมัน ใบประกอบ ก้านใบยาว เรียงตรงข้ามสลบั ต้ังฉาก มใี บยอ่ ย ๓ ใบออกจากจดุ เดียวกนั ใบยอ่ ยรูปรีหรอื รูปใบหอก ปลายแหลม โคนสอบแคบ ขอบเรียบ แผน่ ใบหนา เกลี้ยงเปน็ มันทง้ั สองดา้ น ดา้ นบนสเี ขยี วเข้ม ด้านลา่ งสีออ่ นกว่า ก้านใบยอ่ ยส้ันมาก ช่อดอกออกที่ซอกใบหรือใกล้ปลายกงิ่ มีดอกจำ�นวนมาก มที ้งั ดอกสมบรู ณ์เพศ และแยกเพศขนาดเลก็ สีขาวหรอื สีเหลืองออ่ น ผลแหง้ ค่อนข้างกลมมี ๒ พู สกุ สเี หลือง เมือ่ แหง้ แตกเป็น ๒ เส่ยี ง เมลด็ รูปทรงกลม สีด�ำ เปน็ มัน มีเมลด็ เดยี ว เป็นไม้ชนั้ ลา่ งในปา่ ดบิ เขา ปา่ ดิบ ประเภทอ่ืน พบได้บา้ งในป่าเบญจพรรณชนื้ และป่าสนเขา ประโยชน์ : –ยอดรสขมกินเป็นผกั สด –ทั้งตน้ เปน็ ยาสมนุ ไพร –ใบเป็นอาหารของหนอนผเี สื้อบางชนิด หมายเหตุ : บางต�ำ ราจดั ไวใ้ นสกลุ Euodia 324 พรรณไม้ป่าดิบเขาภเู ขียว-น้ำ�หนาว
หสั คุณ (Hat Sa Khun) พชื ใบเล้ียงคู่ วงศ์ RUTACEAE ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Micromelum minutum Wight & Arn. ช่ือพอ้ ง (Synonym) : Micromelum pubescens Blume, M. hirsutum Oliv. ช่อื อืน่ (Vernacular name) : กันโทร้ก (เขมร–สุรินทร)์ ; ดอกสมัด, สะแบก (อุบลราชธานี); เพี้ย ฟานดง, สมดั ดง, สมัดต้น, สมดั ใหญ่ (เลย); ฉ,ี้ สาบแร้งสาบกา (จันทบุร)ี ; กาจบั ลกั , จป้ี กุ ตัวผู้, จย้ี อ้ ย, มองคองหญา้ , หญา้ สาบฮ้ิน (เหนือ); หวด (ลำ�ปาง); คอมขน, สามโซก (เชยี งใหม่); หมอ นอ้ ย (อุตรดติ ถ์); ชะมุย (ชุมพร); มรุยช้าง, ลำ�ผพี า่ ย (ตรงั ); มยุ ขาว (ประจวบครี ีขันธ์)ุ ; สมยุ (สรุ าษฎร์ธานี); หมุยขน (นครศรีธรรมราช); กะม่วง, สมุยช้าง, หมุยชา้ ง (ยะลา) ลักษณะทั่วไป : เปน็ ไมพ้ ุ่มหรือไม้ตน้ ขนาดเลก็ ผลดั ใบชว่ งส้นั ๆ ก่งิ ออ่ นและยอดมขี นสนี ้ำ�ตาลคลมุ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนเปน็ กระจกุ ท่ปี ลายกงิ่ ใบย่อยรูปไข่ถึงรปู ใบหอกหรอื รปู เคยี ว ปลายแหลม โคนเบ้ียว ขอบเรยี บหรือจักฟันเลอื่ ยตน้ื ๆ ด้านบนสีเขยี วเข้ม ด้านลา่ งสอี ่อนกว่าและมี ขนส้ันสนี �ำ้ ตาลคลุม ขอบเรียบ ใบยอ่ ยใบสุดทา้ ยมขี นาดใหญ่ที่สุด ก้านใบสนั้ มาก เรียงตรงขา้ มหรือ เย้ืองกัน ชอ่ ดอกออกปลายกง่ิ มีดอกย่อยจำ�นวนมาก ดอกขนาดเล็ก สเี ขยี วอ่อนหรือขาว ผลสด เมล็ดแข็งรปู ทรงกระบอกเนือ้ นุม่ ผลอ่อนมตี ่อมนำ้�มนั กระจายตามผิวเปลือกมขี นคลมุ ประปราย เมอื่ แกเ่ กลยี้ งสกุ เปลี่ยนเปน็ สีเหลอื งหรือชมพู เมล็ดเกล้ียงมี ๓ เมลด็ เป็นไมช้ น้ั ล่างในป่าดิบเขา ป่าดิบ ประเภทอ่ืนและปา่ เบญจพรรณทีค่ อ่ นขา้ งชนื้ ประโยชน์ : –ผลสกุ กนิ ได้รสเฝ่ือนเป็นอาหารของนกกินผลไมบ้ างชนิดและไมใ้ ช้ท�ำ ด้ามเครือ่ งมือ 325 –เปลอื กและใบเป็นอาหารช้างป่า –ท้งั ต้นเป็นยาสมุนไพร ขอ้ ควรจ�ำ : ลักษณะของพืชสกุลน้ี ช่อดอกจะออกเป็นช่อสัน้ ๆ ทีป่ ลายกิ่งแล้วแผ่แบนกว้าง กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตว์ป่า และพนั ธุพ์ ชื
เครอื งูเห่า (Khruea Ngu Hao) พืชใบเล้ียงคู่ วงศ์ RUTACEAE ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Toddalia asiatica (L.) Lam. ชอื่ พอ้ ง (Synonym) : Toddalia aculeata Pers. ช่อื อน่ื (Vernacular name) : ผกั แปมป่า (เหนอื ); เลบ็ ลอก (ประจวบคีรีขนั ธ)์ ; สะบ่าสะเระ (กะเหรี่ยง–กาญจนบุรี) ลกั ษณะทว่ั ไป : เป็นไม้เถาเนื้อแขง็ ผลัดใบ ตามล�ำ ตน้ และกงิ่ มหี นามแหลมแข็งโคง้ งอกระจาย อยู่ท่ัวไป ใบประกอบแบบน้ิวมือ มีใบย่อย ๓ ใบ เรยี งเวียน ใบย่อยรูปรหี รอื รปู ใบหอกกลับ ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบโปรง่ แสงและหยกั มนต้นื ๆ แผ่นใบหนา เหนยี ว เกลย้ี งเปน็ มนั ดา้ นบนสีเขยี วเข้ม ด้านล่างสีครีม กา้ นใบสัน้ แตกออกจากจดุ เดียวกัน ชอ่ ดอกออกท่ซี อก ใบและปลายก่งิ ดอกขนาดเล็ก สเี หลือง ผลแบบเมล็ดแขง็ รูปทรงกลม ออกเดย่ี ว ๆ หรอื เปน็ กลุม่ สุกเปลย่ี นเป็นสเี หลือง พบขึ้นคลมุ ตามพ้ืนท่รี กรา้ งหรอื ท่ีเปิดโลง่ และตามช้นั เรอื นยอด บรเิ วณชายปา่ ดิบเขาและปา่ ดบิ ประเภทอื่น ประโยชน์ : –ยอดออ่ นมกี ล่นิ หอมและรสเผ็ดกนิ สด ๆ เป็นผกั แกลม้ –ใบและก่งิ อ่อนเปน็ อาหารของกระซู่ –ผลสกุ กินไดแ้ ละเป็นอาหารของชะนีมือขาว –รากและใบเป็นยาสมุนไพร –ใบเปน็ อาหารของหนอนผีเสื้อบางชนดิ 326 พรรณไม้ปา่ ดิบเขาภูเขียว-น�้ำ หนาว
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธ์พุ ืช 327
(กKำ�aจmดั ดCอhยat Doi) ถา่ ยโดย วนัท – เวฑิต พมุ่ พวง พืชใบเลี้ยงคู่ วงศ์ RUTACEAE ชอ่ื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Zanthoxylum acanthopodium DC. ช่อื อน่ื (Vernacular name) : หมกั ก้ากดอยสุเทพ (เหนอื ) ลกั ษณะทว่ั ไป : เป็นไม้พ่มุ หรอื ไม้ตน้ ขนาดเล็ก ผลดั ใบ ลำ�ตน้ และก่งิ มีหนามแหลมตรงและคม เรยี งเวยี นเกือบรอบข้อและมชี อ่ งอากาศสคี รีมกระจายห่าง ๆ ก่ิงออ่ นมขี นสน้ั สีน�ำ้ ตาลแดงคลมุ หนาแน่น ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดยี วปลายค่ี เรียงเวยี นหา่ ง ๆ หรือเรยี งสลบั ใบยอ่ ยรปู รี หรือรปู ไข่ ปลายแหลม โคนมน ขอบหยักมนตืน้ ๆ บรเิ วณรอยหยกั มักมตี ่อมรปู รา่ งกลมอยู่ใกล้ ขอบใบ ใบคบู่ นขนาดใหญ่และคอ่ ย ๆ เล็กลงส่คู ลู่ ่าง แผน่ ใบสากมีขนคลุมท้ังสองดา้ น ด้านบน สเี ขม้ ดา้ นล่างสอี อ่ นกว่าและมีหนามขนาดเลก็ ตามเสน้ กลางใบด้านล่าง กา้ นใบส้นั มาก เรียง ตรงขา้ ม ช่อดอกออกเปน็ กระจุกสน้ั ๆ ที่ซอกใบ ตามลำ�ต้น (เหนือตาใบทหี่ ลดุ ร่วง) หรอื ปลาย ก่ิง ดอกสมบูรณ์เพศ สชี มพู ผลขนาดเลก็ ค่อนข้างกลม สีแดงมี ๔ พู แต่ละพมู เี มล็ดเดียว เมล็ด คอ่ นขา้ งกลม เมอื่ แก่แตกตามยาว พบขึน้ คลมุ ตามพนื้ ท่รี กรา้ งและพ้นื ทเี่ ปดิ โลง่ ในปา่ ดบิ เขา ประโยชน์ : เมล็ดและเปลือกตน้ เป็นยาสมุนไพร ข้อควรสงั เกต : ตามล�ำ ต้นและก่ิงมกั มผี ลแหง้ สีน้ำ�ตาลดำ�คา้ งปี ติดค้างอยู่ 328 พรรณไมป้ ่าดิบเขาภูเขียว-น�้ำ หนาว
เดอ่ื หกู วาง (Duea Hu Kwang) พืชใบเลยี้ งคู่ วงศ์ SABIACEAE ช่อื พฤกษศาสตร์ (Botanical name) : Meliosma simplicifolia (Roxb.) Walp. subsp. simplicifolia ช่อื พ้อง (Synonym) : Meliosma pungens Walp., M. elliptica Hook. f., M. lancifolia Hook. f. ชอื่ อื่น (Vernacular name) : เดอ่ื หลวง (เชียงใหม่); เท่ลิดอาส่า (กะเหรีย่ ง–เชียงใหม่) ลกั ษณะทัว่ ไป : เปน็ ไม้ต้นขนาดเล็กไม่ผลดั ใบ ลำ�ตน้ ส้ันแตกกิ่งต�่ำ เปลือกนอกบาง เรยี บ สีนำ้�ตาล เทา ใบเดย่ี ว รูปไข่กลบั หรอื รปู ใบหอกกลบั ปลายแหลม โคนแหลมหรือสอบแคบ ขอบเรียบ แผน่ ใบหนากรอบเปน็ คลน่ื ด้านบนสีเขยี วเขม้ ดา้ นลา่ งสีออ่ นกว่า เส้นใบขนานกนั หา่ ง ๆ กา้ นใบ ส้ัน เรยี งสลับ โคนก้านโป่งพองเปน็ ปมโตเด่นชัด ชอ่ ดอกขนาดใหญ่โปร่ง ออกปลายก่งิ หรอื ที่ซอก ใบใกล้ปลายก่งิ ดอกขนาดเล็ก สขี าวแกมเขยี วหรอื สีครมี ผลรูปทรงกลม แขง็ มสี ันขนาดเลก็ สกุ สีเหลือง เมือ่ แก่แตก มเี มลด็ เดียว พบตามริมห้วยในปา่ ดิบเขา ปา่ ดบิ แล้งและปา่ เบญจพรรณชืน้ ประโยชน์ : –ยอดออ่ นและช่อดอกอ่อน ใช้ประกอบอาหารประเภทตม้ แกงหรอื ลวกจม้ิ น�ำ้ พรกิ –เนอ้ื ไม้ใช้ท�ำ เฟอร์นิเจอร์ กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธ์ุพชื 329
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401