Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

Published by Chalermkiat Deesom, 2017-10-10 04:17:00

Description: เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

Keywords: จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยบูรพา,มหาวิทยาลัยบูรพา,Buu archives

Search

Read the Text Version

นอกจากนนั้ แลว้ ยงั จะพบวา่ กษตั รยิ ไ์ ทยสมยั รตั นโกสนิ ทรห์ ลายพระองคม์ พี ระนามแบบจนี อีกด้วย เช่น รชั กาลที่ ๑ มีพระนามว่า “เจงิ้ หวั ” (郑华) รชั กาลที่ ๒ มีพระนามว่า “เจงิ้ ฝัว” (郑佛) รชั กาลท่ี ๓ มีพระนามว่า “เจ้ิงฝู” (郑福) รัชกาลท่ี ๔ มีพระนามวา่ “เจงิ้ หมิง” (郑明) และรัชกาล ที่ ๕ มีพระนามวา่ “เจิ้งหลง” (郑隆) เปน็ ตน้ อนึ่งพระบรมสาทิสลกั ษณข์ องล้นเกล้ารชั กาลที่ ๔ และ รชั กาลท่ี ๕ ยงั ทรงฉลองพระองคแ์ บบจกั รพรรดจิ นี ดว้ ย สว่ นธรรมเนยี มการบชู าพระปา้ ยในเทศกาล ตรุษสารทก็เป็นอีกร่องรอยหนึ่งที่เห็นถึงการรับเอาวัฒนธรรมจีนมาสู่ราชส�ำนักไทย ขณะเดียวกัน ราชส�ำนักเองก็ได้เพ่ิมเติมบางอย่างในวัฒนธรรมประเพณีที่รับมาเช่นกัน อาทิ การพระราชกุศล เลี้ยงพระตรุษจีน เป็นต้น ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวเกิดขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า เจ้าอยู่หัว รชั กาลที่ ๓ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว ๒๕๕๖: ๑๔๕) สิ่งต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการรับเอาวัฒนธรรมท่ีดีงามของจีนมาปรับใช้ในราชส�ำนักไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการรับเอาวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับความกตัญญู ซ่ึงการบูชาพระป้ายในเทศกาลส�ำคัญๆ นั้น กค็ ือการบชู าบรรพบุรษุ เป็นธรรมเนยี มทล่ี กู หลานชาวจีนควรปฏิบตั อิ ยา่ งเคร่งครดั เหตุที่พระญวนเป็นผู้ประกอบพิธีกงเต๊กหลวงในยุคแรกๆ นั้น เป็นเพราะว่าชาวญวน จ�ำนวนมากได้อพยพลี้ภัยสงครามมาตั้งแต่ปลายสมัยธนบุรีแล้ว ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้มีการต้ังวัดญวนข้ึน จึงได้นิมนต์พระสงฆ์ ซึ่งบวชมาจาก ประเทศญวนมาประจำ� ในไทย คณะสงฆญ์ วนชดุ แรกๆ มพี ระผใู้ หญท่ สี่ ำ� คญั ๒ รปู คอื พระครคู ณาณมั สมณาจารย์ (ฮงึ ) และพระครสู มณานมั สมณาจารย์ (เหยยี่ วกรา่ ม) เปน็ ผนู้ ำ� ของคณะสงฆอ์ นมั นกิ าย ในสมยั น้ัน วดั ญวนในประเทศไทยถอื ก�ำเนดิ ข้ึนกอ่ นวัดจีน ในสมยั รชั กาลที่ ๓ ชว่ งท่สี มเด็จฯ เจ้าฟ้า มงกฎุ (ต่อมา คือ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ) ขณะทรงพระผนวชอยู่ ทรงสนพระทัย ในลัทธิประเพณีและการปฏิบัติของพระสงฆ์ฝ่ายมหายาน ซึ่งในขณะนั้นพระสงฆ์ฝ่ายมหายาน มีแต่ฝ่ายอนัมนิกายยังไม่มีฝ่ายจีนนิกาย จึงโปรดให้นิมนต์ “องฮึง” เจ้าอาวาสวัดญวนตลาดน้อย ในขณะนนั้ เขา้ เฝา้ ซง่ึ ทรงถกู พระราชอธั ยาศยั เปน็ อยา่ งดี เมอื่ เสดจ็ ขนึ้ ครองราชยแ์ ลว้ กท็ รงพระกรณุ า โปรดเกล้าให้คณะสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย เข้ามาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอยู่ในสถานะดังกล่าว เร่ือยมา แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนรัชกาลมาจนถึงปัจจุบันก็ยังได้พระราชทานเงินช่วยเหลือ ในการปฏิสังขรณ์และโปรดเกล้าให้พระสงฆ์ญวนเข้าเฝ้าเป็นประจ�ำ รวมถึงยังให้มีพิธีกรรมตาม ความเช่ือของฝ่ายอนัมนิกายในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาและพิธีอื่นๆ อันเป็นประเพณี ท่ปี ฏบิ ัติสืบเนอ่ื งมาจนปัจจุบันอีกดว้ ย เมอ่ื พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสด็จขน้ึ ครองราชยใ์ นปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ไดท้ รง ปฏิบัติตามแบบอย่างสมเด็จพระบรมชนกนาถ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการอุปถัมภ์และการปฏิสังขรณ์ วัดญวน โดยพระราชทานเงินช่วยเหลือ ในการปฏิสังขรณ์วัดญวนตลาดน้อยอีกครั้ง และได้ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอุภัยราชบำ� รงุ ” คำ� วา่ “อภุ ัย” แปลว่า สอง หมายถึงพระอารามทไี่ ด้ รับพระบรมราชปู ถมั ภจ์ ากพระมหากษัตริย์ ๒ พระองค์ คอื พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังได้โปรดเกล้าพระราชทานสมณศักด์ิ204 เสดจ็ สู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

๙ พระสงฆ์สดับปกรณ์ (ท่ีมา: คนจนี ๒๐๐ ปี ภายใต้พระบรมโพธสิ มภาร ภาค ๒)ของ “องฮึง” เจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบ�ำรุงเป็นท่ี “พระครูคณานัมสมณาจารย์” เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศไทย ต่อมายังได้พระราชทานนามวัดญวนและวัดจีนอื่นๆ อีกหลายวัด(โสวัตรี ณ ถลาง ๒๕๕๐: ๓๘-๓๙) ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยต่อประเพณีความเช่ือและวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายจึงท�ำให้มีงานพธิ ดี ังกล่าวในราชสำ� นัก อนึ่ง การบ�ำรุงพระพุทธศาสนาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวท่ีพระองค์มีพระราชศรทั ธายง่ิ นนั้ จากพระราชปจุ ฉาในพระองคพ์ บวา่ สมยั ของลน้ เกลา้ รชั กาลที่ ๓ ไดม้ เี จา้ นายหลายพระองค์ท่ีทรงห่วงหาอาทรส้ินพระชนม์ลง รวมถึงขุนนางหลายคนก็กราบบังคมลาดับสูญกอ่ นวยั อันควร ไม่ไดอ้ ยู่รับใชเ้ บ้อื งพระยคุ ลบาท ซึ่งพระองคท์ รงทกุ ข์โสมนสั ยงิ่ นกั จงึ ตรสั ถามถงึการบ�ำเพ็ญพระราชกุศลใดท่ียังไม่ได้ทรงบ�ำเพ็ญบ้าง ในคร้ังนั้น “ให้เจ้าประคุณทั้งปวงพิจารณาความในพระบาลี ถวายพระองค์คนละฉบับ ให้มีความอ้างว่าได้ความจากคัมภีร์น้ันๆ มีนิทานเป็นทำ� เนยี มอยา่ งนนั้ แลว้ ไดเ้ รยี งความใส่สมุดเปน็ อกั ษรมาใหท้ กุ ๆ พระองค์ ใหไ้ ดใ้ นเดอื นอา้ ย จะได้ทูลเกล้าทลู กระหม่อมถวาย แตม่ ีพระโองการห้ามมใิ ห้เจ้าคณุ ท้ังปวงปรกึ ษากนั ใหเ้ อาแต่ตามใจรกัตามแต่จะเห็นเถิด” (ประสทิ ธิ์ แสงทับ ๒๕๕๐: ๓๓๒-๓๓๓) ซ่ึงไม่มีพระเถระผใู้ หญไ่ ดถ้ วายวิสชั นาในพระราชปุจฉาที่พระองค์โปรดรับส่ังในเร่ืองดังกล่าว ก็เป็นข้อคิดท่ีว่า การคร้ังน้ันไม่มีพระบาลีข้อใดท่ีใช้อ้างเพื่อถวายพระราชปจุ ฉาในพระองค์ได้ เมื่อล้นเกลา้ รชั กาลที่ ๔ เสดจ็ เสวยราชสมบัติแล้ว ซง่ึ พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในคตคิ วามเชือ่ ในลทั ธิอน่ื ๆ อยู่ก่อนหนา้ น้นั แล้ว โดยเฉพาะอย่างย่ิงคติความเช่ือในพุทธศาสนาฝ่ายอนัมนิกาย เม่ือมีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้บรรพชิตญวนจัดพิธีกงเต๊กถวาย ท้ังนี้อาจเน่ืองด้วยเป็นการถวายพระราช 205เสดจ็ สู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ