128 บทท่ี 5 การพัฒนาบุคลากร 3) มีการประชมุ กลุมยอ ยเฉพาะเร่ืองตามทก่ี ําหนด 4) รายงานผลการประชมุ ของกลมุ ยอยตอท่ีประชมุ ใหญอ าจมกี ารอภปิ ราย รว มแบบทว่ั ไป (Forum discussion) เพอื่ รบั ฟง ความคิดเห็นจากสมาชิกกลุมอน่ื ๆ 5) สรุปผลและการประเมนิ ผลการสมั มนา 6) พิธีเปดการสมั มนา การสมั มนามเี ปา หมายอยูที่การแกไ ขปญหาทสี่ มาชิกผูเขารวมประชุมมีความ สนใจรวมกัน ผูเ ขารวมสมั มนาจึงตองทาํ หนา ที่ทัง้ เปนผูร ับและผูให กลาวคือ เปนผูรับ ฟงความคิดเห็นหรือขอเสนอแนะจากสมาชิกหรือผูเช่ียวชาญ ขณะเดียวกันตองเปน ผใู หค วามคดิ เห็นและขอเสนอแนะอันจะนําไปสูการแกปญ หา ไดแสดงความคิดเห็นอัน เปนประโยชนตอ การแกป ญ หา และสมาชกิ ทุกคนยอมรับและเคารพความคิดเห็นของ กันและกัน สายสอางค แกลว เกษตรกรณ เสนอแนะวา การสัมมนาตอ งอาศยั ผเู ขารับการ ฝกอบรมทมี่ คี วามรูความสามารถและมปี ระสบการณใ นการทํางานมามากพอสมควรจึง จะทาํ ใหกลา ที่จะรวมอภิปรายหรือวิพากษวิจารณเร่ืองนั้น ๆ ไดอยางมั่นใจ เปนการ แลกเปลี่ยนเพิ่มพูนความรูและประสบการณใหแกกัน และรวมกันประมวลปญหา อุปสรรคตาง ๆ ของการปฏิบัติงาน ในอันจะหาวิธีการปรับปรุงแกไขขอบกพรอง แกปญ หาหรอื ใหขอ เสนอแนะในแงมมุ ตาง ๆ เพือ่ ใหไ ดข อสรุปหรือทางเลือกทีด่ ีที่สดุ 5. การจาํ ลองแบบพฤติกรรมจรงิ การจาํ ลองแบบพฤติกรรมจริง (Behavior modeling) เปนการฝกอบรมท่ีมี จุดมุงหมายเพ่ือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผูเขาฝกอบรม โดยการจัดจําลองแบบ พฤติกรรมท่ีอาจเกิดข้ึนจริงในองคกร และนําเสนอวิธีการแกไขและปรับปรุงใหดีขึ้น โดยใหผูเขารับการอบรมฝกปฏิบัติ เลียนแบบพฤติกรรมการแกปญหาท่ีประสบ ผลสําเร็จตามวิธี การท่ีผูแสดงแบบ (Model) นําเสนอและรับฟงขอมูลยอนกลับ เก่ยี วกบั การ ฝกหดั เลยี นแบบพฤติกรรมจาํ ลองดงั กลา วกอ นจะนาํ ไปประยกุ ตใ ชในการ ปฏบิ ัตงิ านจรงิ แนวคดิ ของการจาํ ลองแบบพฤตกิ รรมจริงมจี ุดเริ่มตนจากแนวคิดท่ีวา การได สังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นและไดฝกหัดเลียนแบบพฤติกรรมซ้ํา จะนําไปสูการสราง
บทที่ 5 การพัฒนาบุคลากร 129 พฤติกรรมใหมที่ประยุกตใชกับการปฏิบัติงานไดทฤษฎีท่ีเปนแนวคิดพื้นฐานของการ จําลองแบบพฤตกิ รรมจริง ไดแ ก แนวคิดของการจําลองแบบพฤตกิ รรมจริงมีจุดเริ่มตนจากแนวคิดท่ีวา การได สงั เกตพฤตกิ รรมทเี่ กิดข้ึนและไดฝกหัดเลียนแบบพฤติกรรมซํ้าๆ จะนําไปสูการสราง พฤตกิ รรมใหมท ่ีประยกุ ตใชกับการปฏิบัติงานได ทฤษฎีท่ีเปนแนวคิดพ้ืนฐานของการ จาํ ลองแบบพฤตกิ รรมจริง ไดแ ก 1) การจําลองหรือลอกเลยี นแบบพฤตกิ รรมท่มี ีประสทิ ธิผล 2) การแสดงบทบาทสมมติ 3) การใหแ รงเสริมโดยการยกยองชมเชยพฤตกิ รรมทแี่ สดงในทางท่ีดี 4) การถายโอนความรทู ่ีไดจ ากการฝกอบรมไปสูการปฏบิ ัติ จากแนวคิดดา นทฤษฎีทง้ั 4 ประการ สามารถนาํ มาประยุกตเปนขั้นตอนของ การจาํ ลองแบบพฤตกิ รรมจรงิ ไดด ังนี้ 1) การใหความรูโดยการบรรยายเพ่อื ใหผ ูเขารับการอบรมเขา ใจถึงแนวคดิ ของการจําลองแบบพฤตกิ รรม เปน การสรา งความเขา ใจทถ่ี กู ตอ งใหต รงกนั 2) ผเู ขารับการอบรมจะไดชมภาพยนตรห รอื วีดิทัศนเก่ียวกับสถานการณ ทางการบรหิ าร พฤติกรรมทจ่ี ําลองมาจะมุงแสดงวธิ ีการแกปญ หาเรอื่ งตาง ๆ ท่ีหัวหนา งานประสบในการทํางานจะนําเสนอเฉพาะพฤติกรรมการแกปญหาที่มีประสิทธิผล เทา นน้ั โดยมผี คู วบคมุ งานเปนผูแสดงแบบ ในระหวางการชมผูเขารับการฝกอบรมจะ ไดสังเกตรปู แบบพฤติกรรมการแสดงออกและผลทีเ่ กิดขึ้นจากการแสดงออกของแตละ พฤติกรรม ขณะทาํ การสังเกตผูเขารับการอบรมจะตองบันทึกรายละเอียดของแตละ ขัน้ ตอนไวป ระกอบการอภปิ รายดวย 3) ผูเ ขารบั การฝก อบรมลงมอื ฝกปฏบิ ตั ิและซอ มเลียนแบบพฤตกิ รรมตาม ทีเ่ ห็นจากผแู สดงแบบเวลาสวนใหญข องขัน้ นี้จะใชไ ปในการฝกซอมพฤติกรรม อาจจะ ใชเวลาคร้งั ละ 2-3 ชั่วโมงเปนเวลาติดตอกนั สองสามสปั ดาห 4) เม่อื พฤติกรรมของผูเขารับการฝกอบรม ที่แสดงออกมีลักษณะคลาย หรือใกลเ คียงกับตน แบบกจ็ ะไดทําการบนั ทกึ ภาพลงในวีดิทัศน
130 บทที่ 5 การพัฒนาบคุ ลากร 5) ผใู หก ารอบรมจะนําวดี ิทัศนท่ีบันทึกมาฉายใหดูเปนการใหขอมูลยอน กลับพรอมใหขอวิพากษวิจารณ ชมเชย สนับสนุนใหกําลังใจกับพฤติกรรมที่แสดง เลียนแบบไดด ี เพ่อื ใหผเู ขา รบั การอบรมนาํ ไปประยกุ ตในการทาํ งาน 6) การถายโยงจากการเลียนแบบพฤติกรรมจําลองไปสูการแสดง พฤตกิ รรมที่พึงประสงคในสภาพการณทเ่ี กิดขนึ้ จรงิ ๆ ในการทาํ งานข้นั นเ้ี ปน หวั ใจของ การจําลองแบบพฤติกรรม การฝกอบรมแบบการจําลองแบบพฤตกิ รรมจริงเหมาะสําหรับการฝกอบรมผู ควบคมุ งานหรือหัวหนา งาน เพราะสถานการณจําลองที่จัดข้ึนชวยเสริมการฝกทักษะ ทางการบรหิ าร เชน การมอบหมายงาน การจัดปฐมนิเทศ การเจรจาแกไขขอขัดแยง ระหวา งบคุ คลและระหวางกลุม และการประเมินผลการปฏิบตั งิ าน เปนตน พฤตกิ รรม จําลองที่นํามาเปนรูปแบบนั้น จะนําเสนอเฉพาะพฤติกรรมการแกปญหาที่ประสบ ผลสาํ เรจ็ และมปี ระโยชนเทาน้ัน ซง่ึ แตกตา งจากวธิ ีการฝกอบรมแบบอ่ืนท่ีมุงนําเสนอ พฤติกรรมทางการบรหิ าร ท้ังแบบทีม่ ปี ระสทิ ธิผลและไมม ปี ระสิทธผิ ล ทมิ อที ที บาลดว ิน (Timothy T. Baldvvin) ยืนยันวา ผลงานวิจยั ช้ีใหเห็น วาการฝก อบรมแบบการจําลองแบบพฤติกรรมจริงมีประสิทธิผลชวยใหมีการถายโยง พฤตกิ รรม การเรียนรูไปสูการปฏิบัติไดมากกวาวิธีการฝกอบรมแบบอื่น ๆ บาลวินให ขอสังเกตวา ผูแสดงแบบจะตองไดรับการยอมรับวาเปนบุคคลท่ีมีความสามารถ บุคลกิ ภาพดี นาเชือ่ ถอื มสี ถานภาพทางสงั คมท่ีไดร บั การยกยอ งจากหนว ยงานอืน่ ขอ เสนอแนะท่ไี ดจากการวิจัยเพื่อนําไปพิจารณาประกอบการจัดอบรมแบบ การจําลองแบบพฤตกิ รรมจรงิ มดี ังนี้ 1) ผูแสดงแบบควรมีลักษณะคลายกับผูเขารับการอบรม เชน เปนเพศ เดียวกัน อายใุ กลเคียงกัน เพราะถา แตกตางกันมากการเลียนแบบพฤติกรรมอาจจะไม เกิดขน้ึ 2) พฤตกิ รรมที่จําลองจะตอ งมกี ารแสดงออกอยา งชัดเจน มรี ายละเอยี ดท่ี เปนลายลกั ษณอ กั ษรประกอบดวย ผูใ หก ารอบรมควรจะเตรยี มรายการพฤตกิ รรมหลกั ทีจ่ ะใหฝก เลยี นแบบแจกแกผูเขารบั การฝกอบรมดว ย
บทท่ี 5 การพฒั นาบคุ ลากร 131 3) พฤติกรรมจาํ ลองจะตองเรียงลาํ ดับจากงายไปหายาก และใหโอกาสมี การฝกเลยี นแบบดว ยการทําซ้ําอยางเพียงพอ ในสวนของการฝกปฏบิ ัติจะตองเร่ิมจาก พฤตกิ รรมในลําดบั จากงา ยไปหายากเชนเดยี วกนั 4) พฤติกรรมทแี่ สดงควรมีผูแสดงแบบหลายคน โดยสรุป นักพฤติกรรมศาสตรมีความเห็นวา การจําลองแบบพฤติกรรมจริง เปน การฝก อบรมที่เหมาะสมตอการพัฒนาทักษะความเปนผูนํา โดยใชรวมกับการใช วดี ิทัศน เนอ่ื งจากผูเ ขารับการอบรมจะเห็นรูปแบบการแสดงพฤติกรรมที่เปนจุดเดน และขอบกพรองของตนเองไดชัดเจน จะทําใหผูเขารับการอบรมไดตระหนักถึง ประโยชนท ี่ไดร บั สามารถนาํ ไปประยกุ ตใ ชก ับการปฏบิ ตั ิงานไดอ ยางดี 6. แบบฝก หัดการตัดสนิ ใจ คําวา “In-basket technique” มีผูใชภาษาไทยหลายคํา เชน การฝกหัด ปฏิบัตงิ านในเวลาจํากัด แบบฝกหัดการตดั สนิ ใจ การฝกใหทาํ งาน และแบบฝก หดั จาก ของจรงิ เปน ตน ในหนังสือเลมนี้จะใช “แบบฝกหัดการตัดสินใจ” ซ่ึงเปนคําท่ีบัญญัติ โดยสมาคมการจดั การธุรกจิ แหงประเทศไทย แบบฝกหัดการตัดสินใจ (In-basket technique) เปนวิธีการพัฒนาความ สามารถในการตัดสินใจทางการบริหารตามสถานการณปฏิบัติงานท่ีใกลเคียงหรือ เหมือนของจริงซงึ่ ไดจาํ ลองขึน้ โดยใชว ธิ ีวเิ คราะหความสําคัญของงานจากแบบฝกหัด ตัวอยางทางธุรกิจเก่ียวกับเอกสาร ซึ่งหัวหนางานหรือผูบริหารจะตองตัดสินใจ ดําเนินการในเร่ือง แตละเร่ือง โดยจัดลําดับความสําคัญกอนหลังของงานหรือเร่ือง เหลานั้น และแกปญหาอยางสมเหตุสมผล ภายใตขอจํากัด คือ มีเวลาจํากัด ขอมูล จํากดั และตอ งดําเนนิ การตามลําพงั ลกั ษณะท่สี าํ คัญของการฝกอบรมโดยใชแ บบฝก หัดการตัดสินใจ อยูท่ีเง่ือนไข ขอ กาํ หนดท่บี ังคับผูเ ขา รบั การฝกอบรม ซ่ึงประกอบดว ย 1) ผูเขารับการฝกอบรมจะถูกกําหนดใหครองบทบาท และปฏิบัติงาน แทนผบู ริหารหรือหัวหนาหนวยงานโดยไมท ราบลว งหนา
132 บทที่ 5 การพฒั นาบุคลากร 2) ผเู ขารบั การฝกอบรมจะตอ งดําเนนิ การตัดสนิ ใจอยางใดอยางหน่ึงดวย การระบุเปนลายลักษณอักษรในทุกๆ เร่ือง ใหใชดุลยพินิจ วิจารณญาณ และ ประสบการณข องตนเอง ปราศจากความชวยเหลอื หรือช้นี ําจากผอู ่นื 3) เวลาในการปฏิบัติงานมีจํากัด จําเปนตองจัดลําดับความจําเปนเรง ดวนของงานและบริหารงานอยางมีประสิทธภิ าพ 4) ขอ มลู และสารสนเทศตา ง ๆ ประกอบการตัดสินใจจะมีจํากัด และอยู กระจัดกระจาย ผเู ขารับการฝกอบรมจะตอ งคนหาและแยกแยะเอง ในการจัดสถานการณจ ําลองประกอบการฝก อบรมแบบฝก หดั การตัดสินใจ ผู เขารับการฝกอบรมจะไดรับเอกสารประกอบการฝกปฏิบัติท่ีมีลักษณะใกลเคียงกับ เอกสารจริงหลายประเภทที่ผูบริหารพบในตะกรา หรือตะแกรงบนโตะทํางาน เอกสาร ดังกลาว ไดแก บันทึกขอความ จดหมาย รายงาน โทรสาร และขอความฝากทาง โทรศัพท รายละเอยี ดในเอกสารเหลาน้นั ลว นเปน ปญหาและสถานการณท เี่ กิดขึ้น และ จําเปน ตอ งไดรบั การแกไ ขโดยดว นภายในระยะเวลาจํากัด ผูเ ขา รับการฝก อบรมจะตอง ศึกษา วเิ คราะหเ อกสารเหลาน้ันซึ่งมีระดับความยากงา ย และความจาํ เปนเรง ดวน สําหรับการตัดสินใจท่ีตางกัน ตอจากนั้นจึงทําการตัดสินใจทางเลือกในการ ตดั สนิ ใจอาจเลอื กทางใดทางหนึ่ง คอื 1) เล่อื นการตัดสนิ ใจออกไป 2) มอบหมายใหผูอืน่ ตดั สินใจ 3) ตดั สนิ ใจเร่ืองดังกลา ว หลงั จากมกี ารตัดสินใจแลว ผูใหการอบรมจะรวมกันวเิ คราะหรวมกับผูเขารับ การฝก อบรมวาการตดั สินใจมคี วามเหมาะสมมากนอยเพยี งใด จะปรบั ปรงุ การตดั สนิ ใจ ใหด ขี ึ้นจากเดิมไดอ ยางไร ตามปกติในเวลา 1 ช่ัวโมง ไมควรใหมีการพิจารณาปญหาเกินกวา 15-20 เร่อื ง เพื่อไมส รา งสภาวะการณทเี่ ครยี ดเกินไป อยางไรก็ตามปญหาแตละปญหาควรมี ความซับซอนคลุมเครือบางตามสมควร เพื่อใหผูเขารับการฝกอบรมไดมีโอกาสไดใช ดลุ ยพนิ จิ และศักยภาพในการแกปญหาของตนเอง ไมควรกําหนดปญหาท่ีมีระเบียบวิธี
บทที่ 5 การพัฒนาบคุ ลากร 133 ปฏบิ ตั ิกาํ หนดไวอ ยางชัดเจนแลว แตละปญหาควรใหสามารถหาทางเลือกไดหลายๆ ทาง เพราะในสภาพความจรงิ น้นั การบริหารมกั จะไมม คี าํ ตอบเดยี วในหน่ึงปญ หา ประโยชนที่ไดจากการใชแบบฝกหัดการตัดสินใจ คือ ชวยฝกทักษะในการ ตัดสนิ ใจใหสามารถวิเคราะหไดวาเรื่องใดควรตัดสินใจอยางรวดเร็ว เร่ืองใดสามารถ ผัดผอ นได และเร่อื งใดควรมอบใหผูอื่นรับผิดชอบ การฝกในลักษณะน้ีจะชวยใหการ บริหารเวลามคี ุณคา ยิง่ ข้ึน สามารถใชเ วลาอันมคี าใหเ กดิ ประโยชนส ูงสุด 7. การฝก งาน การฝกงาน (Internships) เปนโครงการฝกอบรมท่ีจัดขึ้นดวยความรวมมือ ระหวางสถานศึกษา เชน โรงเรยี น วทิ ยาลยั และมหาวิทยาลัย กับสถานประกอบการ เปนการฝกอบรมโดยใหผูฝกงานไดทดลองทํางานภายใตการควบคุมดูแลของพ่ีเล้ียง หรือผูชํานาญงาน เปนการเสริมสรางประสบการณ และความชํานาญกอนจะเขาไป ทํางานรับผิดชอบจริงๆ ระหวางการฝกงานผูฝกงานจะปฏิบัติงานใหกับสถาน ประกอบการตามสาขาวิชาที่เลาเรียนมา องคกรจะไดรับรูแนวคิดใหมๆ และ ความสามารถในการปฏิบัติงานของผูฝกงาน ขณะเดียวกันผูฝกงานก็จะไดเรียนรูวา องคก รน้ันเปน นายจา งท่พี ึงปรารถนาหรือไม ท่ีสาํ คัญชวยใหเขาตัดสินใจไดวางานชนิด ใดหรือ องคก รประเภทใดท่ตี นเองชอบและสนใจได วิธีการดําเนินการเร่ิมตนเมื่อผูเรียนไดศึกษาวิชาการสาขาใดสาขาหน่ึงจบ หลกั สูตรทกี่ าํ หนดไวแ ลวใหผ เู รียนไปฝกงานในสถานประกอบการทีส่ อดคลองตรงตาม สาขาวิชาท่ีเรียนมา งานที่จะไปฝกจะตองอาศัยความรูความสามารถตามหลักสูตรท่ี เรียนมาจากสถานศกึ ษา ซึง่ หมายถงึ ผูเ ขาฝก งาน ไดเรียนรูภาคทฤษฎีจากสถานศึกษา และจะนําไปประยุกตฝกภาคปฏิบัติในสถานประกอบการที่สัมพันธกัน จนกระทั่ง สามารถปฏิบัติงานได การฝกงานมีจุดมุงหมายท่ีสําคัญใหผูท่ีจะเขาปฏิบัติงานใน ตลาดแรงงานในอนาคตมีความรูส มดลุ กนั ระหวางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยการ นาํ เอาประสบการณจากการทํางานในชว งฝกงานมาเสริมสรา งความรูภาคทฤษฎีที่เรยี น มา ทาํ ใหมคี วามเขา ใจยิ่งขึ้น จะไดเหน็ ความแตกตา งระหวา งทฤษฎแี ละการปฏิบัติจริง เปนการกระตุน ใหผูทร่ี ับการฝก งานมคี วามสนใจและกระตอื รือรน ท่ีจะพฒั นาตนเองใน
134 บทท่ี 5 การพัฒนาบุคลากร อาชีพมากข้ึน การฝกงานนี้ปกติใชกับงานท่ีตองการความรู ความเชี่ยวชาญในการ ประกอบอาชพี เชน แพทย ทนายความ นักบัญชี เปนตน 8. การแสดงบทบาทสมมติ การแสดงบทบาทสมมติ (Role playing) เปนการกําหนดใหผูเขารับการ ฝกอบรมแสดงบทบาทในสถานการณใดสถานการณหนง่ึ ทเ่ี หมือนในชีวิตจริง โดยจะมี การสังเกต ทําความเขาใจ ประเมินผลและอภิปรายวิจารณพฤติกรรมของผูแสดง บทบาทในภายหลงั สถานการณที่กาํ หนดใหแสดงนนั้ อาจใชวิธีกําหนดโครงเรื่องอยาง ละเอียด แลวใหผูเขารับการฝกอบรมแสดงไปตามบทท่ีกําหนดนั้นอยางครบถวน (Structured role-play) ในทางตรงกันขามอาจมีการกําหนดโครงเร่ืองอยางคราว ๆ และใหผูเขารับการฝกอบรมแสดงไปตามธรรมชาติปราศจากการกําหนดไวลวงหนา (Spontaneous role-play) การแสดงบทบาทสมมติเปดโอกาสใหผูเขารับการ ฝกอบรมไดมีโอกาสสังเกตทําความเขาใจพฤติกรรมแบบตาง ๆ ไดทดลองแสดง พฤตกิ รรมใหม ๆ ที่คาดวา จะใชในชวี ิตจรงิ ไดพ ฒั นาทกั ษะดานมนุษยสัมพันธชวยใหมี ความเขาใจถึงความรูสึกและทัศนคติของบุคคลในสภาพการณตาง ๆ รวมถึงเขาใจ ปฏกิ ริ ยิ าตอบโตสภาพการณเ หลาน้นั เม่อื การแสดงสิน้ สุดลงแลว จะเปดโอกาสใหผูเขา รบั การฝกอบรมอ่นื ๆ ทไี่ มไ ดรว มแสดงวิพากษวิจารณบทบาทของผูแสดงบทบาทแต ละคนและเสนอแนวทางแกปญ หา หลักการท่ีสําคญั 4 ประการเกี่ยวกบั การแสดงบทบาทสมมติ ไดแก 1) เปนการเรียนรูโดยการกระทํา ผูเขารับการฝกอบรมมีโอกาสในการ ฝกฝนแบบลองผิดลองถูก 2) เปน การเรียนรูโดยการเลียนแบบ ผูเขารับการฝกอบรมจะลอกเลียน แบบวธิ ีการทีไ่ ดผลในการแกป ญหาตา ง ๆ แลว นาํ ไปปรับใชต อ ไป 3) เปนการเรียนรูโดยการสังเกตและการใหขอมูลยอนกลับ ผูเขารับการ ฝก อบรมจะมีโอกาสสังเกตพฤตกิ รรมของบคุ คลอนื่ ซ่งึ ไดสมมตวิ ากาํ ลังทาํ หนา ท่ีใน
บทที่ 5 การพัฒนาบคุ ลากร 135 บทบาทหนง่ึ อาจจะมีการแสดงออกท่ีไมเหมาะสม ผูเขารับการอบรมก็จะไดจดจําไว เปนแบบอยางวาไมควรทําอยางน้ัน ในขณะเดียวกันก็จะมีพฤติกรรมบางอยางท่ีดี สมควรจะจดจําไวเปน แบบอยาง 4) เปน การเรียนรูโดยการวิเคราะห ทันทีเม่ือจบการแสดงแลว ผูเขารับ การฝกอบรมจะมโี อกาสไดวเิ คราะหการกระทาํ หรอื การแสดงออกที่ผานไป อันจะชวย ใหเ กิดความเขาใจเก่ียวกบั พฤตกิ รรมของมนษุ ยม ากข้ึน การนําเอาวิธีการแสดงบทบาทสมมติมาใชในการฝกอบรมน้ัน มีวัตถุประสงค เพื่อพฒั นาพฤติกรรมของบุคคลดา นตาง ๆ คือ 1) เพื่อฝกฝนทกั ษะดานการวเิ คราะหปญหาทางการบริหาร 2) เพ่อื เรียนรูวธิ กี ารปรับปรุงระบบและวิธีการปฏิบัติงานของงานใดงาน หนง่ึ 3) เพ่ือใหสามารถวพิ ากษว ิจารณพฤตกิ รรมของบคุ คลอื่น และยอมรับการ วพิ ากษว ิจารณจ ากบคุ คลอน่ื ได 4) เพ่อื เสริมสรา งความเขา ใจอนั ดีระหวางเพอื่ นรวมงาน 5) เพ่อื สรางทกั ษะในการแกป ญหาเฉพาะหนา วิธีการแสดงบทบาทสมมติอาจมรี ายละเอยี ดปลกี ยอยทแ่ี ตกตา งกนั อยางไร ก็ดี ขนั้ ตอนทส่ี าํ คญั ๆ มีดงั น้ี 1) กอนเริ่มการแสดง กลุมจะตองเขาใจปญหาและสถานการณท่ีไดรับ มอบหมายใหแ สดงอยา งชดั เจน ผูน าํ กลุมจะเปนผูจัดฉากและประสานงานกับสมาชิก ในกลมุ 2) เลือกผูแสดงโดยไมมีการบอกใหทราบลวงหนาไมตองการใหมีเวลา เตรยี มตวั เพ่อื สลัดความเปนตวั ของตัวเองออกและสวมบทบาทสมมตนิ น้ั แทน จะไมมีผู กาํ กับการแสดงผบู อกบทสนทนาและการซกั ซอมใดๆ ลว งหนา 3) ผูนาํ จะเปด โอกาสใหแ สดงจนเหน็ วาสมควรแกความเขาใจจึงใหห ยุด 4) มกี ารอภปิ รายรว มกันทัง้ ผูท ่แี สดงบทบาทสมมตแิ ละผูสงั เกตการณ เคน็ เนธ เอน็ แวกซลยี (Kenneth N. Wexley) และ แกร่ี พี แลแธม (Gary P. Latham) กลาววา การแสดงบทบาทสมมติเปนวิธีที่เหมาะสมในการใชฝกอบรม
136 บทท่ี 5 การพฒั นาบคุ ลากร ผูบริหาร สามารถใชไดผลดีในการฝกทักษะดานการสัมภาษณ การประเมินผลการ ปฏิบัติงาน การแกปญหาของทีมงาน การส่ือสาร และการฝกภาวะความเปนผูนํา นอกจากนี้การแสดงบทบาทสมมติยังเปนการเชื่อมโยงทฤษฎีการเรียนรูหลายดานให ผสมผสานกนั ไดแ ก การมีสว นรว ม การแสดงแบบจําลอง การใหขอมูลยอนกลับและ การฝกปฏิบัติ เนื่องจากการแสดงบทบาทสมมติมคี วามคลา ยคลึงกับกรณีศึกษา ในแงท่ีเปน การศึกษากรณีตัวอยางของเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง แวกซลียและแลแธมจึง ไดทําการ วเิ คราะหเ พื่อเปรยี บเทยี บความแตกตา งระหวางกรณีศึกษากับ การแสดงบทบาทสมมติ ไวดังรายละเอยี ด ในแผนภาพท่ี 5.3 ภาพท่ี 5.3 ความแตกตางระหวา งกรณศี กึ ษาและการแสดงบทบาทสมมติ กรณีศกึ ษา การแสดงบทบาทสมมติ 1 นําเสนอปญหาโดยการวิเคราะหและ 1 นําเสนอปญหาท่ีพบในชีวิตการทํางานอยาง อภิปราย แทจ รงิ 2 ใชปญหาท่ีไดเกิดขึ้นแลวในองคกรหรือ 2 ใชปญหาที่ประสบในปจจุบันหรือกําลังประสบ องคก รอ่นื อยู 3 เปนปญหาทีเ่ กีย่ วของกบั บคุ คลอน่ื 3 เปนปญหาที่ผูเขารับการฝกอบรมมีสวน เกย่ี วขอ งอยูด วย 4 จุดเนนอยูท่ีการใชเหตุผลและขอตกลง 4 จดุ เนนอยูอารมณและความรูสกึ เบอื้ งตน 5 สัมพันธกบั การแกป ญหาโดยใชก รอบแนวคิด 5 สัมพันธกับการแกปญหาโดยใชกรอบแนวคิด ทางสตปิ ญ ญา ทางการทดลองกระทํา 6 เนนการฝก การตัดสินใจและการใชด ุลยพินจิ 6 เนน การฝก การควบคุมดานอารมณ 7 ผูเขารับการฝกอบรมไดรับการฝกทางดาน 7 ผูเขารับการอบรมไดรับการฝกดานทักษะการ การวเิ คราะห และการวินิจฉยั ปญ หา ทํางานรวมกบั ผอู ่ืน ที่มา A.R.Solem \"Hunman Relation Training Comparison of case Study and Role Playing” cited in J.M. Ivancevich Human Resource Management:Foundation of Personnel,5th edd. (Homewood IIIinois :Richard D.Irwin,1992),p.513.
บทที่ 5 การพัฒนาบุคลากร 137 9. การโยกยา ยสบั เปลยี่ นงาน การโยกยา ยสับเปลย่ี นงาน (Job rotation) เปนการใหพ นกั งานทดลองปฏิบตั ิ งานหมนุ เวียนไปในแตละหนาท่ี โดยมกี ารวางแผนการหมนุ เวยี นจากหนาท่ีหนง่ึ ไปสูอกี หนาที่หน่ึงไวลวงหนา เปนการพัฒนาพนักงานใหมีความรูความสามารถในหลาย ๆ หนา ท่ี พนักงานจะไดร บั การฝก มกี ารเรียนรูเพ่ิมเตมิ เปน ระยะ ๆ ไป ท้ังนีโ้ ดยไดร บั การ สอนงานจากผูบังคบั บญั ชาในแตละหนวยงาน ถาหากไดมีการจัดทําแผนการโยกยาย สับเปลี่ยนงานอยางเปนระบบ จะทาํ ใหพนกั งานมโี อกาสจะไดรบั ความรเู พ่ิมเติม และมี ประสบการณใ หมในหนาที่ดานตาง ๆ ขององคกร เชน การเงิน การบัญชี การตลาด การผลิต เปน ตน เปนการกระตุน ใหพ นักงานมคี วามสนใจสง่ิ ตา ง ๆ อยเู สมอ อีกทั้งวธิ ีน้ี จะใหผ ลในระยะยาวตอ การเพิ่มพนู ประสทิ ธิภาพของพนกั งาน วัตถุประสงคท่ีสําคัญของการโยกยายสับเปลี่ยนงาน คือ เพื่อเพิ่มพูนความรู ของพนกั งานใหกวางขวางขนึ้ การฝก อบรมวิธีอ่ืน ๆ อาจทําใหรูงานเฉพาะงานในงาน หน่ึงเทา นัน้ แตว ิธนี ีช้ วยใหไ ดม โี อกาสทํางานอ่ืนชวยทําใหมีประสบการณหลากหลาย ยง่ิ ขึ้น สมมติฐานเบือ้ งตนของการโยกยายสบั เปลยี่ นงาน มีดังน้ี 1) ธรรมชาตขิ องพนักงานโดยทวั่ ไปปรารถนาจะไดเรียนรูส่ิงใหมเก่ียวกับ งานทีย่ ังไมเ คยไดท าํ มากอน 2) การเปล่ียนแปลงเกี่ยวกับพนักงานเปนเร่ืองปกติที่เกิดขึ้นเสมอใน องคก รและเปน สงิ่ ที่หลีกเลีย่ งไมไ ด 3) การโยกยายสับเปล่ียนงานซึ่งสวนใหญจะเปนระดับหัวหนางาน อาจ ตองไปรับหนาท่ีใหมหรืองานใหมในตางหนวยงานออกไป เพ่ือใหไดเรียนรู ประสบการณใหมมีแนวคิดวสิ ัยทัศนท ี่กวา งไกลขึ้น 4) ระยะเวลาทเี่ หมาะสมในการโยกยา ยสบั เปล่ียนหนาท่ีของพนักงานแต ละคนควรจะเกดิ ขึน้ ทกุ ๆ 3-5 ป 5) ผูบังคบั บัญชาสวนใหญมักมีทัศนคติไมอยากใหคนของตนถูกโยกยาย เพราะไมอยากสูญเสียคนทํางานดี ขยัน และชํานาญ ขณะเดียวกนั ไมอยากสอนคนใหม ทม่ี ารบั งานแทน
138 บทท่ี 5 การพัฒนาบคุ ลากร 6) พนักงานเองไมตอ งการสับเปล่ยี นงาน เพราะตอ งใชเวลาในการ ศึกษา งานใหม บางครัง้ ยงั คดิ วาขาดความมั่นคงในการทาํ งาน และกลัวสญู เสียอาํ นาจ ดังน้ัน ระบบการโยกยายสับเปลี่ยนงานท่ีจะพัฒนาจะตองวางแผนใหระบบ น้ันสามารถแกป ญ หาจดุ ออนขางตน และสรา งจดุ เดนขนึ้ มาทดแทน ระบบการโยกยา ย สับเปลย่ี นงานจะมวี ธิ ีการและข้นั ตอนดาํ เนนิ การดังน้ี 1) การพิจารณาจะกําหนดรูปแบบการโยกยายสับเปลี่ยนงาน โดย พิจารณา จากลักษณะงานที่ตองการใหพนักงานเรียนรู โดยท่ัวไปจะทําไดใน 2 ลกั ษณะ คือ 2) การกําหนดวิธีปฏิบัติการโยกยายสับเปลี่ยนงานของพนักงานระดับ ตาง ๆ ซงึ่ แบงไดเ ปน 2 ระดบั คือ 3) การจัดทําแผนพัฒนาพลังงานเปนรายบุคคล เมื่อพนักงานไดโยกยาย สับเปล่ียนงานแลว ควรจะมีการกําหนดรายละเอียดวาจะใหพนักงานปฏิบัติงานอะไร จะตองหมุนเวยี นไปปฏบิ ตั ิงานใหมเ ม่ือไรท่สี ําคญั ไมค วรจะหมุนกลับมาปฏิบัติงานเดิม อกี ดนัย เทียนพุฒ ไดเสนอขอท่ีควรคํานึงถึงในการโยกยายสับเปลี่ยนงานที่ นาสนใจไวหลายประเดน็ ดังนี้ 1) นโยบายในการโยกยายสบั เปลี่ยนงานตองประกาศชัดเจนใหทราบท่ัว ท้ังองคกร การดาํ เนินการควรจะเรมิ่ ทรี่ ะดับผบู รหิ ารกอ น เพือ่ ใหเ กดิ การยอมรบั ในหมู พนกั งาน 2) ระยะเวลาการอยูใ นตาํ แหนง ระดบั บรหิ ารควรมีชวงเวลาประมาณ 3-4 ป ในปแรกจะเปนระยะเวลาท่ีศกึ ษาและเรียนรูงาน ปที่สองเปนปท่ีเริ่มจัดระบบและ ปรบั ปรงุ งาน กาํ หนดเปน รูปแบบแนวทางทชี่ ัดเจน ปท ี่สามเปนปทีพ่ ัฒนาตอเน่ืองจาก ปท่ีสอง และปท่ีสี่เปนการประเมินผลทบทวนขอบกพรองเสริมจุดเดน ซ่ึงเปน ระยะเวลาท่คี วรจะโยกยายสบั เปลยี่ นไปตาํ แหนง อื่นได 3) การโยกยายสับเปลี่ยนงานควรดําเนินการควบคูไปกับการพัฒนา รูปแบบอ่ืน เชน การวางเสนทางกาวหนาในอาชีพ (Caree path) การจัดทําแผน ทดแทนตําแหนง (Succession plan) ซงึ่ จะเออื้ ประโยชนส นับสนนุ ซ่งึ กันและกัน
บทที่ 5 การพฒั นาบคุ ลากร 139 4) ระบบการโยกยายสับเปลี่ยนงานจะตองกําหนดขอบเขตใหชัดเจนวา ระดบั ตาํ แหนงใดถือวาเปน “ตําแหนงเช่ียวชาญเฉพาะดาน” (Specialist) และระดับ ตําแหนง ใดที่ถอื วาเปน “ตําแหนงท่วั ไป” (Generalist) ซงึ่ จะเปนตัวชี้กําหนดขอบเขต ลักษณะงาน หรือตําแหนงงานท่ีจะวางในระบบการโยกยายสับเปล่ียนงาน เพราะ “ตําแหนงท่ัวไป” สามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนงานไดอยางทั่วถึงและกวางขวางกวา “ตําแหนงเชี่ยวชาญ เฉพาะดาน” ทั้งนี้เนื่องจากสําหรับ “ตําแหนงเช่ียวชาญเฉพาะ ดา น” นัน้ จะตองพิจารณาถึงผูทจ่ี ะมาปฏิบัติหนาท่ีแทนวามีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ ไดรบั การโยกยายสับเปลย่ี น งานน้ันหรอื ไม เปนตน การโยกยายสบั เปลย่ี นงานมีท้ังขอ ดแี ละขอจาํ กดั ขอดีพอสรุปไดดังน้ี 1) การโยกยายสับเปล่ียนงานเปนการเพิ่มพูนความสามารถสวนบุคคล โดยการใหพนักงานเผชญิ กบั ปญ หา หนา ทแ่ี ละคนทแ่ี ตกตางกนั เปนการทดสอบวา เขา มีความสามารถในการแกปญหาในสถานการณท ีแ่ ตกตางกนั ดเี พียงไร 2) ทาํ ใหพ นกั งานไดพบกับสง่ิ ใหมๆ ทท่ี า ทายและนาสนใจแทนงานเดิมอัน ซา้ํ ซาก จําเจ 3) เปน การปรับปรงุ งาน โดยใหพ นักงานทหี่ มุนเวียนมาใหม ซึ่งมีความคิด ใหมๆ ไดใ ชค วามสามารถใหเ ปนประโยชนเตม็ ที่ 4) การโยกยายสับเปลี่ยนงาน เปนการสนองความตองการ ที่เล่ือน ตาํ แหนงพนักงาน ทีม่ ีความสามารถในขณะท่ยี งั ไมมีตําแหนงวาง การสับเปลี่ยนทําให พนักงานท่ีมีความรูความสามารถไดทํางานในตําแหนงใหมท่ีทาทาย และกอใหเกิด ประสบการณ ใหม 5) การโยกยายสับเปลี่ยนงานเปนการเปดโอกาสใหพนักงานไดทดลอง ทํางานแบบตาง ๆ จะไดทราบวาตนเองเหมาะสมกับงานประเภทไหน และสามารถ ทํางานอะไรไดดที สี่ ดุ สว นขอ จาํ กดั ของการโยกยายสบั เปล่ียนงาน สรุปไดดังน้ี 1) การโยกยายสับเปล่ยี นงานทาํ ใหผ บู รหิ ารไมส ามารถดาํ เนนิ การตามสาย งานท่ีวางไวได มีผูบริหารนอยคนที่จะเต็มใจยอมรับการโยกยายของพนักงานท่ีมา
140 บทท่ี 5 การพฒั นาบุคลากร ทาํ งานเพียงชวั่ ระยะสั้น แลวตองโยกยายไปทํางานอนื่ โดยมีคนใหมสับเปล่ียนมาแทน แมจ ะทาํ งานไดสําเรจ็ เปนอยา งดี 2) พนกั งานมักจะเบอื่ การเปลี่ยนแปลงบอยๆ พอๆ กับการอยูท่ีโดยไมมี การเปลี่ยนแปลง การโยกยา ยสับเปล่ียนในลักษณะดังกลาวจาํ เปนจะตอ งกระทําอยาง ระมดั ระวงั 3) ผูบริหารระดับสูงจะตองแนใจวา พนักงานแตละคนมีความเขาใจวา การ โยกยา ยสบั เปลย่ี นงานเปนสวนประกอบของงานในอดีต และเปนการลงทุนเพ่ือ อนาคต ถาปราศจากการเตรียมตัวแลว พนักงานบางคนอาจคิดวาการโยกยาย สบั เปลยี่ นงานเปนเคร่ืองแสดงวา ทาํ งานเกา ไดไ มด ีพอ 4) พนกั งานผูใตบังคับบัญชาจะมีความรูสึกไมมั่นใจในการทํางาน เมื่อมี การเปลีย่ นแปลงพนกั งานใหมอ ยเู สมอ 10. การสอนโดยการใชแ ผนการสอน การสอนโดยใชแผนการสอนสําเร็จรูป (Programmed instruction) เปน วิธีการศึกษาและเพ่ิมพนู ทักษะดว ยตนเอง โดยอาศัยเอกสารสอ่ื การเรยี น การสอนและ การวัดผล ซึ่งจัดไวเ ปนลาํ ดบั ขน้ั ตอนอยางเหมาะสม เพือ่ นาํ ไปสูความรูหรือทักษะตาม วตั ถุประสงคของการสอน เม่ือจบแตละตอนจะมีการประเมินผล เพ่ือใหผูเรียนตรวจ สอบความเขา ใจของตนเอง พรอมทง้ั มีเฉลยใหทราบผลทนั ทที ี่เลือกคําตอบเสร็จ หาก ยังไมเขาใจหรือเขาใจไมถูกตอง ผูเรียนจะไดรับแบบฝกเพ่ิมเติมเพ่ือแกไขส่ิงที่ยังไม เขาใจใหถูกตอง กอนที่จะกาวไปสูบทเรียนตอนตอไป ผูเรียนสามารถเรียนรูไดตาม ระดับความสามารถของตนเอง การจดั ทําแผนการสอนสาํ เร็จรปู อาจจัดทาํ ในลกั ษณะสิ่งพิมพในรูปแบบของ หนังสือหรือคูมือ เทปบันทึกเสียง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร ท้ังน้ีขึ้นอยูกับปจจัย แวดลอ มหลายประการ เชน เวลาในการผลิต เงินทุน ลักษณะเน้ือหาวิชา คุณสมบัติ ผเู รียน และความสามารถของผูผ ลติ เปน ตน คุณลักษณะสาํ คัญของการสอนโดยการใชแ ผนการสอนสําเรจ็ รูป
บทท่ี 5 การพัฒนาบคุ ลากร 141 1) การเรียนเกิดข้ึนโดยไมมีการแทรกแซงจากผูสอน ผูเรียนสามารถ เรียนรูได ตามขดี ความสามารถของตนเอง 2) บทเรียนจะถูกนําเสนอทีละสวนเปนลําดับขั้นตอน ในแตละข้ันตอน ผูเรียนจะตองตอบคําถามขนาดของบทเรียนจะกําหนดตามลักษณะของเน้ือหาและ ผเู รยี น 3) มีการส่อื สารสองทางระหวา งผเู รยี นกบั บทเรยี น 4) ผูเรียนจะไดข อ มูลยอนกลบั ทันที แจง ใหท ราบถึงความกาวหนาในการ เรียน 5) มีการใหแ รงเสรมิ สนับสนนุ การเรียนรู 6) การจัดลําดับบทเรียนไดถูกวางแผนไวอยางเปนระบบและสอดคลอง กันท้ังหมด 7) บทเรยี นจะเปน สิ่งควบคุมพฤตกิ รรมของผเู รียน แผนการสอนที่จัดทําข้ึนจะแบงเร่ืองเปนหัวขอตาง ๆ โดยการแยกแยะและ จัดเปน ระเบียบตามหลกั ตรรกวิทยาเชิงเหตผุ ล ชว ยใหผเู รยี นตดิ ตามแยกแยะเร่ืองราว ไดต ามลาํ ดบั ข้นั ตอนอยางตอเนอ่ื ง สวนใหญข องเนื้อหาจะมีการสรุปเรื่องไวส้ัน ๆ เปน ระยะ ๆ ตามลาํ ดับเรอื่ ง เม่อื ผูเรยี นไดศกึ ษาขอ มลู ตา ง ๆ แลว จะมกี ารนําเสนอคําถาม และปญ หาโดยผเู รยี นจะตอ งตอบคาํ ถามหรือเลือกคําตอบจากหลาย ๆ ตัวเลือก การ ตอบทําไดหลายวิธีนับตั้งแตเขียนคําตอบลงในชองวางหรือกดปุมจากเคร่ือง คอมพวิ เตอร ขอมูลยอ นกลบั ท่ีไดรับ คือ ความถูกตองของคําตอบ ภายหลังส้ินสุดแต ละขั้นผเู รยี นจะรบั ทราบเก่ยี วกับคําตอบ และไดร ับการบอกข้นั ตอนตอ ไปของเนือ้ หาใน บทเรียน ถาหากวาคําตอบไมถูกตองหรือปฏิบัติไมถูกตอง ผูเรียนจะตองศึกษา คําอธบิ าย เพ่มิ เติมจนกระทั่งเขาใจ และจะใหทดลองฝก ทําจนถูกตอ ง แลวจึงคอยเรยี น เรือ่ งอนื่ ในลาํ ดบั ถดั ไป โดยทัว่ ไปบทเรียนจะเพิม่ ระดับความยากขน้ึ ไปทลี ะข้ัน การสอนโดยใชแผนการสอนสําเร็จรูปสามารถนําไปใชในการฝกอบรมของ องคก รไดอ ยา งกวางขวาง และสามารถพฒั นาในรูปแบบของการใชเ คร่ืองคอมพิวเตอร ไดอีกดวย วิฑูรย สิมะโชคดี (2562) ต้ังขอสังเกตวา การสอนโดยใชแผนการสอน สําเร็จรปู จะใหป ระโยชนแกบคุ คลทม่ี ีความสามารถในการเรยี นรูร ะดับสงู และระดับตํ่า
142 บทที่ 5 การพัฒนาบคุ ลากร แตสาํ หรับคนทีอ่ ยใู นระดับกลาง ๆ จะไดป ระโยชนนอยกวา นอกจากน้ีประโยชนที่ได จากวิธีนี้จะสัมพันธกับการเปล่ียนแปลงดานความรูมากกวาทางดานทัศนคติหรือ พฤตกิ รรม 11. การฝกอบรมโดยใชคอมพิวเตอร การฝกอบรมโดยใชคอมพิวเตอร (Computer based training : CBT) เปน การฝกอบรมท่ีใหผูเขารับการฝกอบรมไดเรียนรูจากโปรแกรมที่ไดพัฒนาข้ึนมาตาม วตั ถุประสงคของการฝกอบรม โดยใชเครอื่ งคอมพวิ เตอรซึ่งมีประสิทธิภาพในการเก็บ ขอมูลได จํานวนมากและทาํ งานไดอ ยางรวดเร็ว ผูเขารับการฝกอบรมจะฝกทดลองท่ี จอพรอมเคร่ืองควบคุมและส่ือสารโดยใชคําสั่งที่ปรากฏบนจอภาพ วิธีนี้ชวยใหผู ฝก อบรมเรียนรู ไดต ามความสามารถและไดข อมูลยอนกลบั ทนั ท่ีทําใหสามารถฝกและ ทบทวนบทเรียนจนเขา ใจ หรอื เกดิ ความชาํ นาญได การฝกอบรมโดยใชคอมพิวเตอร หรือ CBT จะครอบคลุมเทคนิค 2 เทคนิค ซง่ึ ไดแกการใชโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยสอน (Computer-assisted instruction : CAI) ซ่งึ ผฝู ก อบรมจะไดเรยี นบทเรยี นสาํ เร็จรปู ดวยตนเองจากจอคอมพิวเตอร ซงึ่ จัดไว เปนลําดับข้ันตอนอยางเหมาะสม เม่ือจบแตละตอนจะมีการประเมินผลใหผูเรียน ตรวจสอบความเขาใจ พรอมมีการใหขอมูลยอนกลับทันที ถายังไมเขาใจ ก็จะไดรับ แบบฝก เพม่ิ เตมิ จนเปนทีน่ าพอใจ กอนจะกาวไปเรยี นบทเรียนหรือแบบฝกตอนตอไป โดยวิธนี ี้ผูเรยี นสามารถเรียนไดต ามระดบั สติปญ ญาของตนเอง และอีกเทคนิคหนึ่งคือ การใชโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยบริหารงานฝกอบรม (Computer-managed instruction : CMI) ซึ่งสวนใหญจ ะใชร วมกับ CAI ในการฝกอบรมโปรแกรม CMI จะ ใชเพื่อทดสอบระดับความรู ความสามารถ ของผเู ขา รบั การอบรม ปจ จบุ ันนีก้ ารฝก อบรมโดยใชคอมพิวเตอรมีบทบาทมากในการฝกอบรมผูใช ระบบขอ มลู ทรัพยากรมนุษย (Human resources information System : HRIS) ผู เขารับการอบรมจะเร่ิมฝกต้ังแตงานงาย ๆ เชน การบันทึกขอมูลของพนักงานลงใน ฐานขอมูล จนกระทั่งถึงการพัฒนาโปรแกรม ในการฝกนั้นขอมูลตาง ๆ ที่ใชจะเปน ขอมูลทสี่ มมตขิ ึน้ แตก ระบวนการทํางานเปนกระบวนทีเ่ กดิ ขึ้นจรงิ ๆ ในหนวยงาน
บทท่ี 5 การพัฒนาบุคลากร 143 บ ท บ า ท ข อ ง ค อ ม พิ ว เ ต อ ร ใ น ก า ร ฝ ก อ บ ร ม จ ะ มี ม า ก ขึ้ น ท้ั ง น้ี เ น่ื อ ง จ า ก ความกาวหนาทางเทคโนโลยี ทําใหคอมพิวเตอรเปนเครื่องมือการฝกอบรมแบบ มัลติมีเดีย (Multimedia) เพราะสามารถผนวกภาพยนตร รูปภาพ และเสียงไวใน บทเรยี นได ทําใหบ ทเรียนนา สนใจยง่ิ ขึ้น ขอดีของการฝกอบรมโดยใชคอมพิวเตอร มี ดังนี้ 1) ผูเขารับการฝกอบรมสามารถเรียนไดตามระดับความสามารถของ ตนเอง ผูทีเ่ รยี นรไู ดช าไมจําเปนตองเรงรีบ สวนผูที่เรียนรูไดเร็วก็ไมเบ่ือหนายเพราะ ตองคอยคนทเี่ รียนชา 2) ผเู ขารับการฝก อบรมไดเ รยี นรกู ารฝก หรือบทเรียนเหมือนกันทุกคน มี มาตรฐานเดยี วกนั 3) พนกั งานใหมไมจ ําเปนตอ งรอเวลาท่มี กี ารจัดอบรม เนอ่ื งจากพนักงาน สามารถเร่มิ ฝก อบรมไดท ันทที ต่ี อ งการ 4) การฝกอบรมมีความยืดหยุนสูง เม่ือมีความจําเปนจะตองปรับปรุง โปรแกรมก็สามารถทําไดงา ยกวาการเขียนเอกสารประกอบการฝก อบรมใหม 5) การฝกอบรมสามารถมงุ เนน ความตองการเฉพาะดานของพนักงานแต ละคนได 6) ผเู ขา รบั การฝก อบรมสามารถสอบถามขอสงสัย ขอความชวยเหลอื จาก โปรแกรมได หรืออานจากเอกสารประกอบได โดยไมตองรบกวนผูควบคุมงานหรือ เพ่ือนรวมงาน 7) การฝกอบรมทําไดคลองตัว และยืดหยุนมากข้ึน เพราะหนวยงาน มี การใชเคร่ืองคอมพิวเตอรสวนบุคคลกันเปนจํานวนมาก และราคาไมสูงมากเหมือน เม่ือกอ น 8) โปรแกรมการฝกอบรมสามารถเชอื่ มตอ ฉายกบั เครื่องวดี ที ัศนได 12. การบรรยาย การบรรยาย (Lecture) เปน การถา ยทอดเนื้อหาความรขู าวสารที่เตรียมไวให แกผเู ขารับการอบรม โดยวธิ กี ารพูดของวทิ ยากร เพ่อื ใหผ ูเ ขารับการอบรมเขาใจ และ
144 บทท่ี 5 การพฒั นาบคุ ลากร เกดิ การเรยี นขึ้น วทิ ยากรจะมีอิทธิพลตอ ผูฟงมากเพราะจะเปนผูกําหนดเนื้อหาทั้งใน แงปริมาณและประเด็นท่ีจะบรรยาย เปนผูสรางบรรยากาศความสนใจใหเกิดข้ึน ในขณะทผ่ี เู ขา รบั การอบรมมีบทบาทเพียงรบั ฟง เทาน้นั ดงั น้ัน หากวิทยากรมีความรใู น เรื่องทีบ่ รรยายเปนอยางดี และมีความสามารถในการพูดไดอยางนาสนใจจะชวยเสริม ความรูของผูเ ขา ฟง ได วัตถุประสงคของการบรรยายในการฝกอบรม คือ เพ่ือถายทอดความรูและ ขอ มลู แกผ เู ขา รบั การอบรมจํานวนมากท่ยี ังไมม ีความรพู ื้นฐานเก่ยี วกับเรื่องน้ัน ๆ มาก จนเปนการกระตุนใหผูฟงสนใจท่ีจะคนควาและศึกษาเพิ่มเติมจากกิจกรรมอ่ืน ๆ อยางไร ก็ตามการอบรมโดยการบรรยายถูกวิพากษวิจารณกันอยางกวางขวางวาจะ ไดผลเพยี งใด ทัง้ น้ีเพราะการบรรยายเปนการสื่อสารแบบทางเดียว ปฏิกิริยาโตตอบมี ไมเพยี งพอ และผูเขารับการอบรมไมส ามารถมบี ทบาทในการแสดงออกเทาทคี่ วร ความสําเร็จของการฝกอบรมแบบการบรรยายข้ึนอยูกับวิทยากร วิทยากร จําเปนตองมเี ทคนคิ การบรรยายทดี่ ึงดดู ความสนใจของผูฟงทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ ไดแก 1) ใชโสตทศั นูปกรณป ระกอบการบรรยาย เชน เคร่อื งฉายภาพขา มศีรษะ โปสเตอร เปน ตน เพ่ือใหมบี รรยากาศในการเรียนรูทีน่ า สนใจ 2) เปดโอกาสใหผูเขารับการอบรมไดซักถามปญหาขอของใจ หรือแสดง ความคิดเห็นบาง เพ่ือใหผูฟงไดเปลี่ยนกิจกรรมและติดตามฟงคําบรรยายดวยความ สนใจ 3) มีการสรุปประเด็นเน้ือหาเปนระยะ เพื่อชวยใหผูฟงสามารถติดตาม เขาใจเน้อื หาไดดี 4) มีเรอ่ื งสนุกสนาน เกร็ดขาํ ขนั ท่เี กีย่ วกบั เน้ือหาแทรกบา งเปนครัง้ คราว 5) ใชภ าษาทาทาง เชน การโคลงศรี ษะ การใชมือ การเปล่ียนระดับเสียง เพอ่ื ดงึ ดูดความสนใจของผฟู ง ตลอดเวลา 6) กําหนดโครงสรางของเน้ือหาอยางชัดเจน เปนหมวดหมู และเรียง ลาํ ดับ เปน ขน้ั ตอนและช้ีแจง ใหผูฟงทราบเคาโครงเน้ือหาของบทเรียน ถามีเอกสาร สรปุ ประกอบดว ยจะชวยเสรมิ สรางความเขา ใจไดดีขนึ้ 7) ใชค ําพดู งายๆ ในการบรรยาย พดู ชัดถอ ยชดั คํา ไมเ รว็ หรือชา เกินไป
บทท่ี 5 การพัฒนาบุคลากร 145 8) มีการสงั เกตพฤติกรรมหรือปฏิกิริยาตอบสนองของผูฟงและพยายาม ปรับปรงุ การบรรยายใหเ หมาะสม 9) ใชค ําศพั ทเ ทคนคิ เฉพาะเทา ทจ่ี าํ เปน หรือหลกี เลี่ยงไมได ตองคํานึงถึง ภูมหิ ลังดานความรูป ระสบการณเดมิ ของผฟู ง ดวย 10) พยายามมองผูฟง และกวาดสายตาไปยังทกุ คน นอกจากน้ี สายสอางค แกลวเกษตรกรณ ยังไดเสนอวธิ กี ารเพ่ิมประสิทธภิ าพ ในการบรรยายเพ่มิ เตมิ ดังน้ี 1) การใชคําถามแทรกเปน ระยะๆ เพอ่ื ใหแนใ จวา ผฟู งเขา ใจทุกประเด็นที่ วิทยากรบรรยายไปแลว 2) การใชต ัวอยาง เพ่ือใหผ ูฟง มคี วามเขาใจท่ีชดั เจนข้ึน รวมทง้ั ชวยเปลย่ี น บรรยากาศของการบรรยายไมใ หเ ครยี ดจนเกินไป 3) การใชอ ุปกรณในสวนทีต่ อ งการใหผ ูฟ งรบั รูไดช ดั เจน และแมนยําจําได ย่ิงข้ึน 4) การใชแผนการสอน เพ่ือเปนแนวทางทําใหสามารถนําเสนอไดตาม ลาํ ดบั ความยากงา ย 5) การใชคณุ ลักษณะสว นตวั เชน นาํ้ เสยี งทน่ี าฟง ทา ทางทีเ่ หมาะสม การ แตง กายท่ดี ี ความเปน มติ รตอ ผูฟง เปนตน จะจูงใจใหผูฟงเกิดความสนใจตองการจะ เรยี นรู โดยทวั่ ไปพบวา การบรรยายเปนวิธีการทใี่ ชส ่ือความหมายแกผ ูฟง เปนจํานวน มากในบรรยากาศของหอ งเรียน เพอ่ื ใหเกดิ ประโยชนส ูงสุดผูบรรยายควรใชเทคนิควิธี การตาง ๆ ประกอบทําใหการบรรยายนาสนใจและนาติดตาม อยางไรก็ตามเม่ือได พจิ ารณาถงึ ขอดแี ละขอจาํ กดั ของการบรรยาย ขอ ดพี อสรุปไดดงั น้ี 1) สามารถใชก บั บุคคลจํานวนมากไดทาํ ใหป ระหยัดคา ใชจ า ย 2) ไมตอ งใชเ วลามากนัก ผูบรรยายหรอื วิทยากรสามารถกาํ หนดเรอื่ งทจี่ ะ พูดภายในระยะเวลาทกี่ ําหนดให 3) สามารถนาํ อปุ กรณตาง ๆ มาใชประกอบการบรรยายไดอยางเต็มท่ี 4) จดั ข้ึนไดง า ยและอาจเปล่ียนแปลงใหเหมาะสมกบั เหตกุ ารณไ ดงา ย
146 บทที่ 5 การพัฒนาบุคลากร สวนขอ จํากดั ของการบรรยายพอสรุปไดดงั นี้ 1) เปนการสื่อสารแบบทางเดียว ไมสามารถทราบไดวาผูฟงไดรับ ความรคู วามเขา ใจเพียงไร 2) ถา ผบู รรยายไมมคี วามสามารถ ขาดประสบการณและไมมีความ ชํานาญ เพยี งพอในการถา ยทอดจะทาํ ใหผฟู ง เบือ่ 3) ระดับความรูและความสนใจของผูฟง อาจทําใหการบรรยายไม ไดผล เพราะผูฟงบางกลุมอาจจะรูแลว หรือบางกลุมไมเขาใจในเร่ืองนั้น ทําให บรรยากาศของการบรรยายไมดี 4) ผบู รรยายทีม่ คี ณุ สมบัตพิ รอ มทงั้ ความรูค วามสามารถและประสบ การณใ นการถายทอดหาไดย าก 5) ถาการพฒั นาและฝกอบรมนั้น มีจุดมุงหมายเพื่อเปล่ียนทัศนคติ และพฤติกรรมการบรรยายจะเปน วิธที ีไ่ มเหมาะ เพราะอาจจะไมสามารถทาํ ใหผ ฟู งเกดิ การยอมรบั และนาํ ไปใชไ ด 13. การฝกอบรมในงาน การฝกอบรมในงาน (On-the-job training : OJT) เปนวิธีการฝกอบรม เพ่ือใหเกิดการเรียนรูจากการลงมือปฏิบัติงานภายใตสถานการณจริง ผูเขารับการ ฝก อบรม แตละคนจะไดรบั การฝกฝนใหค นุ เคยกับเครอื่ งมือและข้ันตอนในการทํางาน เรียนรสู ภาพแวดลอ มทางกายภาพและสงั คมที่เกี่ยวขอ งกบั การทาํ งานนน้ั ๆ โดยทั่วไป การฝกอบรมจะกระทาํ โดยพนกั งานทม่ี ีประสบการณห รือผูควบคุมงาน อยางไรก็ตาม ในบางกรณจี ะมผี แู นะนาํ โดยเฉพาะเพ่อื สอนทกั ษะการทํางาน โกเมซ-เมเจีย (Gomez-Mejia) บาลคิน (Balkin)และคารด้ี (Cardy) เสนอแนะวาการฝกอบรมในงานควรจะจัดใหแกพนักงานเม่ือมีสภาพความจําเปน เหลา นเ้ี กิดขน้ึ ไดแก 1) การเรียนรแู บบมีสว นรว มเปน สงิ่ จาํ เปน 2) การใหการอบรมแบบตวั ตอตวั เปนสิง่ ท่ตี อ งการ 3) พนักงานจาํ นวนตา่ํ กวา 5 คนตอ งการการฝกอบรม
บทท่ี 5 การพฒั นาบุคลากร 147 4) การนําพนกั งานไปฝกงานภายนอกสถานท่ที ํางานเปนการไมคุมคา 5) การฝกอบรมในหองเรียนเปนวิธีท่ไี มเหมาะสม 6) ขอ จํากดั ดา นเคร่ืองมืออุปกรณและความปลอดภัยทําใหการอบรมวิธี อน่ื ไมมปี ระสทิ ธภิ าพ 7) การเปลย่ี นแปลงดานมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านเกิดขน้ึ บอย ทาํ ใหเวลาท่ี จะใชส าํ หรับการเขา ฝกอบรมมจี าํ กัด 8) การปฏิบัติงานกําลังดําเนินกาวหนาไปดวยดี ไมควรถูกทําใหสะดุด ชะงัก 9) การฝก อบรมทจี่ ําเปนสําหรบั การทํางานไมไ ดม ีการจดั บอ ยมากอน 10) การเปลี่ยนแปลงเพ่ือรองรับกับขอกําหนดดานความปลอดภัยมีข้ึน อยา งกะทันหัน 11) การทดสอบมาตรฐานการปฏิบัติของพนักงานเปนสิ่งท่ีจําเปนตอง ดาํ เนินการเพ่อื ใหค าํ รับรองคณุ สมบตั ขิ องพนกั งาน ดนัย เทียนพุฒ (2555) ไดเสนอแนะขั้นตอนการฝกอบรมในงานหรือที่ เรยี กวา OJT ไว 7 ขน้ั ตอนดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ฝายบรหิ ารใหการยอมรบั และสนับสนนุ การฝกอบรมในงาน การฝกอบรมในงานจาํ เปน ตอ งเก่ียวขอ งและประสานงานกับหลายหนวยงาน ดงั นั้นผูบริหารและผูที่เกี่ยวของทั้งหมดจําเปนจะตองรับทราบหลักการเหตุผล และ วตั ถุประสงคของการฝกอบรมตลอดจนรวมถงึ การใหความรวมมอื อาํ นวยความสะดวก และสนับสนนุ การจดั การฝก อบรมในงาน ข้ันท่ี 2 พิจารณาวามีหนวยงานใดบางท่ีจะตองเกี่ยวของกับรายละเอียด หรอื สาระทีต่ อ งฝก อบรมในโปรแกรม OJT พนักงานผูเขารับการอบรมจะตองเรียนรูและฝกงานดานตาง ๆ จึงจําเปน จะตองกําหนดใหช ัดเจนวา หนว ยงานใดบางทส่ี ามารถใหการฝก ตามรายละเอียด และ สาระตา ง ๆ ตรงตามความตอ งการตอจากนน้ั จึงรวบรวมขอมลู เกีย่ วกบั เนอ้ื หาของงาน เพ่ือนาํ ไปจดั ทํารายการทักษะในข้ันตอ ไป
148 บทที่ 5 การพฒั นาบุคลากร ข้นั ท่ี 3 จดั ทํารายการทักษะที่จะตองเรียนรูในการปฏิบัติงาน และวิธีการ วดั ผลการปฏบิ ัติงาน รายการทกั ษะท่ีจําตอ งจัดทาํ ในขน้ั ตอนนป้ี ระกอบดวย 1) ทักษะและความรูท่จี าํ เปน สําหรับโปรแกรม OJT 2) วิธกี าร กิจกรรมทต่ี องฝกปฏบิ ตั ิ และผใู หการฝกอบรม 3) ระยะเวลาท่ใี ชในการฝกงานของแตละทักษะ รวมถึงเวลาท่ีใชทั้งหมด ตลอดโปรแกรม OJT 4) ผลของการฝก งานท่ีจะตองทาํ การประเมินผล 5) ชือ่ ของพ่ีเลย้ี งในโปรแกรม OJT ท่ีจะทําหนาท่ีคอยชวยเหลือผูฝกงาน แตละคน ขั้นท่ี 4 กําหนดโปรแกรมการฝกอบรมใหกับพนักงานผูเขารับการอบรม เปน รายบุคคล รายละเอียดของโปรแกรม OJT ของพนักงานแตละคนจะไดมาจากรายการ ทกั ษะทีจ่ ัดทําในข้ันที่ 3 และจะตอ งกาํ หนดระยะเวลาปฏิบัติการเปนตารางใหชัดเจน เพอ่ื พนักงานจะไดยึดเปนแผนปฏบิ ตั กิ ารเฉพาะบุคคล ขนั้ ที่ 5 กาํ หนดพีเ่ ล้ียงใหก บั พนักงานผูเขา รับการอบรมแตล ะคน ความสาํ เรจ็ หรอื ความลมเหลวของ OJT ข้ึนอยูกับพี่เล้ียงผูคอยใหคําแนะนํา ชว ยเหลือ ดงั นัน้ เมอ่ื คดั เลือกพ่ีเล้ียงไดแลว ผูบริหารโครงการจะตองจัดอบรมพ่ีเลี้ยง โดย มวี ตั ถุประสงคต อไปนี้ 1) เพ่ือใหพี่เลี้ยงรับทราบบทบาทและความรับผิดชอบตลอดโปรแกรม OJT 2) เพื่อสรางสมั พนั ธภาพทด่ี รี ะหวางพีเ่ ลยี้ งและผูเขารบั การฝกงาน 3) เพอื่ ใหพีเ่ ล้ียงรับรรู ะบบการสือ่ สารในโปรแกรม OJT 4) เพ่ือใหพ ่ีเลย้ี งรสู กึ ภาคภูมิใจวาการไดรับคัดเลือกเปนพ่ีเล้ียงน้ัน เน่ือง จากเปน ผูท ี่ไดรบั การยอมรบั วาเปนบคุ คลทีม่ ผี ลงานดีเดน และมีทศั นคติท่ดี ีทีจ่ ะชว ยให โปรแกรม OJT ประสพผลสําเร็จ
บทท่ี 5 การพฒั นาบุคลากร 149 ระบบการส่อื สารในโปรแกรม OJT จะเปนชองทางใหผูเขา รบั การฝก อบรมใน งานรบั ทราบวาในกรณีท่มี ปี ญ หาระหวางการฝก งานควรจะตดิ ตอ กับใคร ขณะเดยี วกัน หนว ยงานที่รบั ผิดชอบ โดยเฉพาะพี่เลยี้ งจะใชชองทางการสื่อสารในการติดตามกํากับ ควบคมุ และประเมนิ ผลการฝก อบรมในงานไดด ว ย รูปแบบการสื่อสารในโปรแกรม OJT จะมีชองทางการส่ือสาร 6 ชองทาง ไดแ ก 1) พนกั งานผเู ขา รับการฝกงาน กบั พี่เล้ียง 2) พนักงานผูเขา รบั การฝก งาน กับ ผบู รหิ ารโครงการ OJT 3) พนักงานผูเขา รบั การฝก งาน กับผปู ระสานงานจากหนวยงานฝกอบรม 4) ผูป ระสานงานจากหนว ยงานฝก อบรม กับ ผูบรหิ ารโครงการ OJT 5) ผปู ระสานงานจากหนว ยงานฝกอบรม กับ พีเ่ ล้ียง 6) พีเ่ ล้ียง กับ ผูบรหิ ารโครงการ OJT ชองทางการสื่อสารท้ัง 6 ชองทางขางตนสามารถแสดงความสัมพันธไดดัง แผนภาพท่ี 5.4 ภาพที่ 5.4 ระบบการสอื่ สารในโปรแกรมการฝก อบรมในงาน ทมี่ าจาก ดัดแปลงจาก ดนัย เทยี นพฒุ .(2556)กลยทุ ธการพฒั นาคน) หนา 96.
150 บทที่ 5 การพฒั นาบคุ ลากร ข้ันที่ 6 จัดทําคมู อื การฝก อบรมในงาน ในขน้ั ตอนนีจ้ ะรวบรวมขอมลู ทงั้ หมด ซงึ่ ประกอบดว ยวตั ถุประสงค เปา หมาย โปรแกรม บทบาท ความรบั ผดิ ชอบของฝายตาง ๆ ที่เกีย่ วของ ตลอดรวมถึงระบบการ ส่ือสารในโปรแกรมมาจัดทําคูมือการฝกอบรมในงาน ตามลักษณะของงานในแตละ ตาํ แหนง ขั้นที่ 7 จัดทําระบบรายงานผลของพนักงานผูเขารับการฝกงานและ ผูบงั คับบญั ชา ระบบการรายงานผลของโปรแกรม OJT จะมลี กั ษณะคลา ยกับการประเมนิ ผล การฝก อบรมทวั่ ๆ ไป ที่จะเปนรายละเอยี ดนอกเหนือไป คอื ผลการปฏบิ ัติงานจะ ตอ ง รายงานไปยังผูบังคับบัญชา ในเรื่องน้ี ผูบังคับบัญชาจะตองประชุมรวมกับพี่เล้ียง ผูบรหิ ารโครงการ และผูประสานงานจากหนวยฝกอบรม เพ่อื จะไดรับรูความกาวหนา และหากมีปญหาก็จะไดชวยเหลือไดทันทวงที ทําใหผูเขารับการฝกงานสามารถ ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบไดในท่ีสุด นอกจากน้ีเม่ือเสร็จส้ินการฝกอบรมแลว ผบู งั คบั บัญชายังสามารถใชร ายงานการประเมินผลเพื่อติดตามผลการพัฒนาในระยะ ตอไปไดอ ีกดว ย ซลั ลวิ าน (Sullivan) และ มิคลาส (Miklas) ตั้งขอสังเกตวาการฝกอบรมใน งานหรือ (OJT) นั้นเปน วธิ ีการฝกอบรมเพือ่ พฒั นาทรพั ยากรบุคคลท่ีใชกันทั่วไปในทุก องคก รแตวิธีดําเนินการยังไมม ีประสทิ ธิภาพเทาทคี่ วร ปญ หาท่ปี ระสบกนั มาก ไดแ ก 1) สภาพบรรยากาศของการฝกอบรมในทท่ี ํางานไมเหมาะสม 2) ผูใ หการอบรมไมมคี วามเชยี่ วชาญทางดานการฝกทกั ษะ 3) ขาดเกณฑก ารปฏบิ ตั ิงานที่ชัดเจน เพ่ือเปนการขจัดอุปสรรคขางตน ชัลลิวานและมิคลาสจึงเสนอวิธีการ จดั การฝก อบรมในงานท่ีเปน ระบบ โดยมีวิธดี ําเนินการดังนี้ 1) กาํ หนดวัตถปุ ระสงคแ ละเปา หมายของการฝกอบรมในงานแตละดาน ใหชัดเจน 2) จัดทําตารางการฝกอบรมของผูเขารับการฝกงานแตละคน พรอม กาํ หนดเวลาที่จะทาํ การประเมินผล และใหข อ มลู ยอ นกลบั ทีเ่ ปนระบบ
บทที่ 5 การพัฒนาบคุ ลากร 151 3) สนับสนนุ ใหผ คู วบคมุ งานสรางบรรยากาศทเี่ อือ้ ตอ การเรยี นรูข องผูเขา รับการฝก งาน ปราศจากบรรยากาศของการขมขใู หหวาดกลัว 4) ดาํ เนินการประเมินผลเปนระยะ หลังการฝก อบรมในแตละดา น โดยสรุป การฝกอบรมในงาน หรือ OJT เปนเทคนิคที่ตองดําเนินการอยาง ตอเนือ่ ง และไมมีที่สิ้นสุดเพราะ เทคนิคน้ีชวยพัฒนาทรัพยากรมนุษย ในองคกรใหมี ความชาํ นาญ เปน การเสริมสรา งประสิทธภิ าพในการปฏิบัติ งานใหกับหนวยงานแบบ ย่งั ยนื 14. การเขาฝก หัดงาน การเขาฝกหัดงาน (Apprenticeship training) เปนการฝกอบรมเพ่ือใหผู ฝก หดั งานไดเรียนรทู ักษะและมีความชํานาญเฉพาะทางหลายๆ อยางที่จําเปนตอการ ประกอบวิชาชีพประเภทชา งฝมือ โดยผูฝกหัดงานจะไดรับการอบรมที่มุงเนนการฝก ปฏบิ ัตกิ ับงานจริง ควบคูไ ปกบั ความรูทางทฤษฎีทไ่ี ดจากการฝก อบรมในหองเรียน การ เรียนรูจะ ขน้ึ อยกู บั การทดลองปฏบิ ตั งิ าน ผเู ขา ฝก หัดงานจะไดรับการอบรมครบตาม ระยะเวลาท่ีกําหนดไวในหลักสูตรของแตละสาขา จนสามารถปฏิบัติงานเองไดและ รับผิดชอบไดดวยตนเอง ตามแนวปฏิบัติเดิมน้ันผูฝกหัดงานจะตองไปพักอาศัยอยูใน สถานที่ฝกหัดงาน และไดรับคาตอบแทนดวย แตไดในอัตราท่ีตํ่ากวาท่ีจายใหกับ พนักงานผูปฏิบัติงาน นอกจากน้ี เน่ืองจากการเขาฝกหัดงานมุงเนนการฝกทางดาน ชางฝมือที่ตองการทักษะ ความชํานาญ และประสบการณในการทํางาน ชางฝมือ เหลา นน้ั เชน ชา งไม ชางโลหะ ชางเชื่อม ชางไฟฟา ชางทาสี ชางพิมพ ชางแกะสลัก และชางเจียระไนเพชร พลอย เปนตน จึงมีนักวิชาการหลายทานไดเรียกวิธีการ ฝก อบรมแบบน้ีวา “การฝกหัด ชางฝมือหรือฝกวิชาชีพ” แตในหนังสือเลมน้ีใชคําวา “การเขาฝก หัดงาน” ซึ่งเปนคาํ ท่ี บญั ญตั โิ ดยสมาคมการจดั การธุรกจิ แหง ประเทศไทย ไมวา จะใชคาํ ใดความหมายก็เหมือนกัน สวนใหญโปรแกรมการเขาฝกหัดงานจะเริ่มตนดวยการฝกอบรมในหองเรียน มงุ ใหความรูทางดา นทฤษฎีทจี่ าํ เปน ตอการปฏบิ ัตงิ าน ตอจากนน้ั ผูเ ขารบั การอบรมจะ ไปฝกปฏิบัติงาน ซ่ึงในระยะแรกจะไดรับอนุญาตใหทํางานเฉพาะบางงานเทานั้น
152 บทท่ี 5 การพัฒนาบุคลากร หลงั จากท่ีไดร ับความรแู ละประสบการณเพ่ิมข้ึน ผูเขารับการอบรมจะไดฝกหัดงานที่ ยากและซบั ซอ นมากขึน้ การฝก หัดจะเปนไปตามลําดับข้ันตอนจนกระท่ังผูฝกหัดงาน สามารถปฏิบัติงานและรับผิดชอบงานไดดวยตนเอง สําหรับระยะเวลาของแตละ หลกั สตู รจะแตกตางกันออกไป ข้นึ อยูกบั ระดับความยากงา ยของทกั ษะท่จี ําเปน ในการ ปฏบิ ัติงานของแตล ะวชิ าชีพ ในตา งประเทศการฝกอบรมจะเปน ไปอยา งมรี ะบบ และมี ระยะเวลาการอบรมที่ยาวนาน มีระยะเวลาต้ังแต 2 ปข้ึนไป ดังรายละเอียดใน แผนภาพ ท่ี 5.5 การเขา ฝกหัดงานอยทู ่กี ารกําหนดระยะเวลา เพราะฝา ยสหภาพไมได คํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลท่ีเรียนรูเร็วชาไมเทากัน เวลาจะถูกกําหนด แนนอนสาํ หรบั แตล ะอาชพี ภาพท่ี 5.5 ตวั อยางระยะเวลาการเขา ฝก หัดงานแตละวิชาชพี ในสหรัฐอเมริกา วิชาชพี จาํ นวนปท ่ีตอง วิชาชพี จาํ นวนปท ีต่ อ ง เขารบั เขารบั การฝก หดั การฝก หดั งาน งาน ชางตัดผม 2 ป ชา งเสรมิ สวย 2 ป ชางสี 2-3 ป ชา งซอ มหลงั คา 2-3 ป ชา งเยบ็ ปก 2-4 ป ชา งเหลก็ 2-4 ป ชา งภาพ 3 ป ชา งกออิฐ 3 ป ชา งเยบ็ หนงั 3-4 ป ชางยนตประจํา ชางเขียนแบบ 3-5 ป เครื่องบนิ 3-4 ป ชา งคมุ แทน พิมพ 4 ป ชางไม 4 ป ชางไฟฟา 4-5 ป ชา งตดั เสอื้ 4-5 ป ชางแกะสลกั ภาพ 5-6 ป ชา งพมิ พห นิ 4-8 ป ท่มี า :Us. Department of Labor (2003) Human Resource Management, P.298. การเขาฝกหัดงานเปนการฝกอบรมที่มีท้ังการฝกอบรมในงานและการ ฝกอบรมนอกงาน เปดโอกาสใหผูฝกหัดงานไดเรียนรูเกี่ยวกับการปฏิบัติงานทั้งทาง
บทท่ี 5 การพฒั นาบุคลากร 153 ทฤษฎี และทางปฏิบัติพรอมกับไดรับคาตอบแทนควบคูไปดวย เงื่อนไขของการ ฝ ก อ บ ร ม จึ ง เ ป น ค ว า ม ร ว ม มื อ ร ะ ห ว า ง ฝ า ย บ ริ ห า ร กั บ ฝ า ย ส ห ภ า พ ร ะ ห ว า ง ภาคอตุ สาหกรรมกับรฐั บาล และระหวางองคกรกบั สถานศึกษาทีม่ ีการจดั โครงการการ เขาฝกหัดงานสําหรับประเทศไทย รัฐบาลและสมาคมอาชีพนับเปนองคกรที่มีสวน สาํ คญั ตอ การเขา ฝกหัดงานประเภทชางฝม ือ รฐั บาลจะใหการดูแลในเรื่องการกําหนด อตั ราคา จา ง การจายเงินอุดหนุน และการกํากับมาตรฐานของงานทางดานหลักสูตร ในการฝก อบรมจะตอ งไดรับอนญุ าตและความเห็นชอบจากเจาหนาที่เสียกอน การจด ทะเบยี นเพ่อื ประกอบอาชพี และการออกใบอนุญาต จะตองอยูในความควบคุมของรัฐ เชน กนั สว นสมาคมอาชีพสนใจการฝกอบรมประเภทน้ี กเ็ พอื่ จุดมุงหมายสามประการ คือ ประการแรก เพื่อควบคุมจํานวนชางฝมือท่ีไดมาตรฐานมีคุณภาพใหมีงานทํา ประการทีส่ อง เพ่อื ควบคมุ จาํ นวนใหพ อเหมาะกับความตอ งการในตลาดแรงงาน และ ประการสุดทา ย เพือ่ เพิม่ อาํ นาจตอรองในเรอ่ื ง อตั ราคา จาง สภาพการทาํ งาน เง่ือนไข การจา งแรงงาน และอน่ื ๆ กบั นายจา ง ในสวนของเงือ่ นไขการเขารบั การฝก หดั งานนัน้ ผเู ขารบั การฝก หดั งานจะตอ งมีวฒุ ิทางการศึกษามาระดับหนึ่ง ตอ งเคยไดรบั การฝก หัด งานหรอื ทาํ งานนน้ั มาไมต่ํากวาระยะเวลาหน่ึง อาจเปน 2 ป 3 ป หรือ 5 ปก ไ็ ด รวมถึง ตองมผี ูท่ีอยอู าชีพนน้ั ๆ ใหคํารับรองวา เปนบุคคลที่มีความรู ความชํานาญ สามารถ ประกอบอาชีพนัน้ ได หรอื ผา นการทดสอบ ประเภทใด ประเภทหน่ึง จุดเนนท่ีสําคัญ อยทู ่ีระยะเวลา กลาวคือ เวลาจะเปน เง่อื นไขสาํ คัญเพ่อื แสดงวา ผเู ขารับการฝกหัดงาน มีความรูความชํานาญพอท่ีจะสามารถประกอบอาชีพไดหรือไม แตละอาชีพจะมี ระยะเวลาอบรมไมเทากัน และเมื่อจบหลักสูตรแลว มักจะตองผานการทดสอบ เสียกอน หนวยงานของรัฐท่ีใหการฝกหัดงานดานอาชีพ เชน ศูนยเพิ่มผลผลิตแหง ประเทศไทย กรมแรงงาน กรมประชาสงเคราะห ตลอดจนสถาบันการศึกษาท่ีมี โครงการการฝก หดั ชา งฝมอื เปนตน
154 บทท่ี 5 การพฒั นาบุคลากร 15. การจําลองสถานการณ แบบจําลองสถานการณ (Simulators) เปนการฝกอบรมนอกสถานที่โดย จําลองรูปแบบสถานที่และสภาพแวดลอมใหคลายคลึงสภาพจริง เพ่ือใชฝกฝนการ ทํางานบางประเภท มุงใหเกดิ การเรยี นรแู ละความชํานาญ วิธีนี้มุงเนนความสมจริงใน การใชเคร่ืองมือและอุปกรณในการฝกปฏิบัติ นับตั้งแตฝกดวยเคร่ืองจักรธรรมดาไป จนถงึ การจาํ ลองดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร การฝก อบรมโดยใชแ บบจาํ ลองสถานการณ จะเหมาะสมสาํ หรับงานทมี่ วี ิธีการ ปฏบิ ตั ิงานทย่ี ุงยากซบั ซอ น เครอื่ งมือมีราคาแพง และหากมีการตัดสินใจผิดพลาดจะ กอใหเกดิ ความเสยี หายท้งั ทางชวี ิตและทรัพยส นิ จงึ เปน การเสี่ยงและไมเหมาะในทาง ปฏิบัติท่ีจะใหพนักงานฝกปฏิบัติดวยเครื่องมือราคาแพง ดังนั้น การใชแบบจําลอง สถานการณโ ดยใชโ ปรแกรมคอมพิวเตอรจ ําลองงานท่ีสําคญั ๆ ชว ยใหมีการเรียนรูโดย ปราศจากการเสี่ยง หลีกเล่ียงความผิดพลาด ที่อาจเกิดข้ึนจริง ๆ ในการทํางาน รูป แบบจําลองที่ใชกันมาก ไดแก การฝกนักบิน การฝกแพทยฝกหัด และการฝกการ ตัดสินใจของตํารวจเม่อื เผชิญกับผรู าย เปน ตน อุตสาหกรรมการบินใชแบบจําลองสถานการณ เพื่อฝกนักบินมานานแลว โปรแกรมทพ่ี ัฒนาขึน้ มาโดยใชเครอ่ื งคอมพิวเตอรมีประสิทธิภาพสูง ทําใหฝกฝนและ ทดลองการฝกไดหลายดาน สรางคําสั่งไดหลายรูปแบบและชวยแกปญหาไดอยาง หลากหลาย หากเปนการฝกหัดบินดวยเครื่องบินจริง ๆ ถามีความผิดพลาดเกิดข้ึน ความเสียหายมหาศาล จะเกิดข้ึนอาจมีผูเสียชีวิตหรือสูญเสียเครื่องบินเปนลํา ๆ ซ่ึง ราคาแพง ผลการ วิจัยพบวา นกั บินที่ไดร ับการฝก โดยการจาํ ลองสถานการณจ ะเรียนรู วธิ บี ังคบั เคร่อื งบิน ไดเร็วกวา ผูที่ฝก ดวยเครอ่ื งบนิ จรงิ ถงึ สองเทา สําหรบั เรอ่ื งราคานั้น พบวา ตนทนุ ของการฝกดวยเครอื่ งจาํ ลองสถานการณน ้นั มรี าคาเพียง 10% ของราคา เครือ่ งมือจรงิ ทใี่ ชฝ ก นกั บิน 16. การฝก อบรมโดยใชเ ครอ่ื งมอื และอุปกรณจ รงิ การฝกอบรมโดยใชเคร่ืองมือและอปุ กรณจรงิ (Vestibule training) เปนการ ฝกอบรมนอกการปฏิบัติงาน (Off the job) เพ่ือใหผูเขารับการฝกอบรมไดเรียนรู
บทที่ 5 การพฒั นาบุคลากร 155 กระบวนการทํางาน และวิธีการทํางานจากเครอ่ื งมือหรอื อปุ กรณท ีเ่ ปนของจรงิ ในหอง ทดลองทจ่ี ดั ใหม ีสภาพใกลเ คียงกับสถานท่ีทาํ งานจรงิ มากทส่ี ดุ ผูเขา รบั การอบรมจะได รบั การแนะนําเกยี่ วกบั วิธีการใชเครื่องมือตาง ๆ ในหองทดลอง กอนที่จะใหพนักงาน ลงมอื ปฏิบัตงิ านจรงิ ๆ จดุ ประสงคข องการฝกอบรมโดยใชเครื่องมือและอุปกรณจริง คือ เพ่ือมุงให พนักงานโดยเฉพาะระดับปฏิบัติการมีทักษะและความชํานาญในการใชเคร่ืองมือ อปุ กรณตา ง ๆ ในสถานที่ทาํ งานไดค ลองแคลว และมีประสิทธิภาพมากขน้ึ เปน การฝก อบรมท่ีจัดขึ้นในหองทดลองปฏิบัติการซึ่งจําลองลักษณะทางกายภาพเครื่องใชและ อุปกรณต าง ๆ ใหคลายหรือเหมือนกับสภาพของสถานที่ทํางานจริง ผูเขารับการฝก อบรมจะมีความรูสึกเหมือนไดปฏิบัติงานอยูในที่ทํางานจริง ผูใหการอบรมจะสอน ทักษะใหรายละเอียดตาง ๆ ระหวางการฝกหัดแกผูเขารับการฝกอบรม ในอัตราท่ี เหมาะสมกับแตละบุคคล การดาํ เนินการฝกในลักษณะน้ี จะชวยลดภาวะความเครียด ไดมาก เพราะผูเ ขา รับการฝก อบรมไมตองกังวลกบั ความกดดันตาง ๆ ท่ีอาจเกิดข้ึนใน สถานที่ทํางานจริง ๆ ที่สําคัญย่ิงไปกวาน้ัน คือ การมีโอกาสไดใชเครื่องใชอุปกรณ ตา ง ๆ จะชว ยเสรมิ สรา งความมั่นใจในการทํางานไดด ีขน้ึ อยางไรกต็ าม เนื่องจากการจดั ทําหอ งทดลองปฏิบัติการตองเสียคาใชจายสูง บางบริษัทอาจใชเครื่องมือหรืออุปกรณที่ลาสมัย ตกรุน หรือชํารุด เพราะตองการ หลีกเลีย่ งการใชจายเงินในการซ้อื อปุ กรณเพ่มิ เตมิ จงึ อาจทาํ ใหประสทิ ธภิ าพในการฝก อบรมตาํ่ กวาที่ควรจะเปน ดวยเหตุนี้ การฝกอบรมประเภทน้ี จึงมกั จัดขนึ้ เพือ่ สอนแนะ การทาํ งานทง่ี ายไมสลับซบั ซอน เชน การใชเ ครื่องสํานักงานอัตโนมัติชนิดตาง ๆ เปน ตน และมักจะจัดภายในระยะเวลาส้ัน เพื่อเปดโอกาสใหพนักงานจํานวนมากไดเขา รวมการฝกได เปนการใหการฝกอบรมพนักงานจํานวนมากภายในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้ การฝก อบรมแบบน้ี ซึ่งจดั ข้ึนในหองปฏิบัติการจึงสามารถควบคุมไดอยาง ใกลชิด ทําใหสามารถประเมินผลความกาวหนาของผูเขารับการฝกอบรมไดแมนยํา ถกู ตอ งกวา การใชวธิ ใี หการฝกอบรมในงาน (On-the-job training) ประโยชนของการอบรมวิธีน้ี คือ พนักงานสามารถทดลองและฝกหัดวิธีการ ทาํ งานไดอ ยางเต็มท่ี โดยไมต องไปใชส ถานทที่ าํ งานจริง ซึง่ อาจจะไปรบกวนทําใหการ
156 บทท่ี 5 การพัฒนาบุคลากร ผลิตตามปกติประจาํ วนั ตอ งหยุดชะงกั หรืออาจทําใหอปุ กรณ เคร่อื งมือตาง ๆ เสียหาย เพราะยงั ไมมีทักษะในการใช ผลการวิจัยชี้ใหเห็นวา การฝกอบรมดวยวิธีน้ี เปนวิธีที่ ประสบผลสาํ เร็จมากทส่ี ุด ในการฝก ฝนดานทักษะใหแ กพนักงาน เมื่อเปรียบเทียบกับ วิธีฝกอบรมแบบอน่ื ๆ แตก ็เปน วิธที ี่ตอ งเสยี คาใชจายสาํ หรับเคร่ืองมือและอุปกรณสูง เชนกัน 5.3 การใหการเรียนรู การเรียนรู (Learning) เปนกระบวนการที่ตอเน่ืองผานการฟง การคิด การ สงั เกต การสอบถาม การแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ การบนั ทกึ และการกระทาํ หรอื การ ปฏิบัตกิ ารบูรณาการสิ่งตาง ๆ ท่ีไดร ับผานกระบวนการขางตนจนเกิดความเขาใจ คือ การเรียนรู การเรียนรูที่สําคัญ คือ การปฏิบัติจริง การเรียนรูโดยรวมคือ การเรียนรู สวนบคุ คล และองคกรเรียนรูผานสมาชิกแตละคน ความรูในระดับองคกรจะเกิดขึ้น ผา นทางการแลกเปล่ียนส่งิ ท่ีแตล ะคนมีอยูใ นตวั ความรแู ละตวั แบบดี ๆ ทางความคิด 1. วธิ ีการใหก ารเรยี นรู 1 การใหก ารเรยี นรูเปน ทางการ คือ วธิ ีการใหสมาชิกในองคกรไดเรียนรู เก่ียวกับความรู (Knowledge) ประสบการณ (experience) จากสมาชิกขององคกร หรือ จากบุคคลภายในองคกรอยางเปนระบบ มีลักษณะเปนทางการ มีลักษณะเปน การ บรหิ ารความรู (Knowledge management) 2 การใหการเรียนรูท่ีไมเปนทางการ คือ วิธีการใหความรูในลักษณะ เปน การแลกเปลี่ยนเรยี นรทู ่ีเปนไปตามธรรมชาติ ปราศจากการกําหนดกฎเกณฑ เปน การเรยี นรูในวถิ ชี วี ติ การทาํ งานประจาํ วันทเี่ ปนไปอยางเรียบงาย 3 การจัดเตรียมทรัพยากรแหงความรูใหแกบุคลากร คือ การจัดหา การจัดเตรียมหนงั สอื วารสาร คอมพวิ เตอร ซง่ึ เปน แหลง ความรูใหแ กบคุ ลากร โดยไม
บทที่ 5 การพัฒนาบุคลากร 157 บังคับวาใครตองอาน ตองศึกษาเมื่อไร อยางไร เปดโอกาสใหบุคลากรเรียนรูตาม อธั ยาศยั ผบู รหิ ารเปน ผจู ดั หาโอกาสใหแกบุคลากร โดยบคุ ลากรเปนผูแสวงหาความรู ตามอัธยาศัย การจัดเตรียมทรัพยากรแหงความรูดังกลาวสามารถทําไดตามความ สามารถ และความพรอมของผูบริหารองคกร ต้ังแตการจัดหาหนังสือ วารสาร หนงั สอื พิมพจ ํานวนเลก็ นอย จนถงึ จัดใหม หี อ งสมุด หองแลบ็ การเรียนรูดา นภาษา เปน ตน 2. องคก รแหง การเรียนรู รูปแบบการใหความรูที่เปนทางการก็ดี ไมเปนทางการก็ดี ที่บุคลากรและ องคก รโดยรวม ไดกระทํารวมกันมาอยางตอเนื่อง จนกอใหเกิดวัฒนธรรมการเรียนรู ขององคกร นี่คือ จุดกําหนดของการสรางองคกรแหงการเรียนรูอันเปนปจจัยเสริม สรา งความเขม แขง็ ใหแ กองคก ร มุมมองเรอื่ งองคก รแหง การเรยี นรมู หี ลากหลาย Peter Senge (1990: 35) 7 ไดแ นะนาํ แนวคิดองคก รแหงการเรยี นรู 5 ประการ คอื 1. การเรยี นรูอยางเปน ระบบ (Systems thinking) 2. ความรสู ว นบุคคล (Personal mastery) 3. ตัวแบบทางความคิด (Mental models) 4. แลกเปลี่ยนความเห็น (Shared Vision) 5. การเรียนรรู ว มกัน (Team learning) Garvin(1993)8 องคกรแหงการเรียนรูตองเปนเร่ืองที่มีความเช่ียวชาญดาน การแกปญหา (Problem Solving) การทดลองปฏิบัติ (experimentation) เรียนรู จาก ประสบการณของตัวเอง (Learning from its own experience and from past history) และจากประวตั ศิ าสตร, การเรยี นรูจากประสบการณ และแนวปฏิบัติดี 7 Peter Senge 1990,p. 35. 8 Garvin D. A., Edmondson A. C., & Gino F. (200๘). Is Yours a Learning Organization. Harvard Business Review, March. (1993), P.1-10.
158 บทท่ี 5 การพัฒนาบุคลากร เย่ียมของผูอื่น ประการสุดทายคือ การถายโอนความรูอยางรวดเร็ว และมี ประสิทธิภาพทั่วท้ังองคกร องคกรแหงการเรียนรู คือ องคกรที่มีความรูเปนฐาน กอกําเนิดมาจากสมาชิกของ องคกรใหความสําคัญตอการเรียนรู การคิดและการ กระทาํ อยางเปน ระบบ การนําตัวอยางดๆี มาใชเ พ่อื แกป ญหา การเรยี นรูในทน่ี ้ีไมจําเปนวา ตอ งเปนการเรยี นรจู ากการฝก อบรม หรอื สง่ั สอน โดยผอู นื่ เพียงอยา งเดยี ว แตร วมถึงการเรยี นรดู วยตนเอง อันเกดิ จากการคิด การสังเกต การปฏิบัติอยา งเปนระบบ และมีการแลกเปล่ียนเรยี นรซู งึ่ กนั และกัน 3. การศึกษาดูงาน การไดเ หน็ สิง่ ใดสิ่งหนึ่งทาํ ใหเกดิ ความคดิ ผลท่ีเกิดจากความคิดเปนความรูที่ เรียกวา จินตามยะปญญา บุคคลจะมีความจําและความเขาใจ ในสิ่งท่ีไดเห็นดวย ตนเองไดงาน เมื่อจะทําการงานใดก็ตามสิ่งที่ไดประสบพบเห็นมาในอดีตจะเปนตัว เทียบเคียง และเปนตัวอางอิงใหเกิดความมั่นใจ ทําใหมีความกลาหาญ นอกจากนั้น การไดเ หน็ ทาํ ใหบุคคลมีจินตนาการท่ียิ่งใหญไพศาลเปนเหตุใหเกิดความคิดเชิงสราง สรรคมากมาย ดวยเหตุน้ีการศึกษาดูงานจึงเปนกิจกรรมท่ีสําคัญประการหน่ึง โดย กระบวนการพัฒนาองคกร โดยเฉพาะอยางย่ิงองคกรขนาดใหญ ซ่ึงมีบุคคลจํานวน มาก การใหค วามรดู ว ยการสอนหรอื การฝก อบรมเพยี งอยางเดียวไมเพยี งพอ เพราะคน มีระดับความสามารถในการทาํ ความเขา ใจกบั ส่ิงทไี่ ดท ําและไดอานแตกตางกัน และมี ความลา ชา แตการไดเห็นนัน้ บุคคลจะมจี ุดตั้งตนความคิดจากภาพที่ซึมซับอยูในสมอง ท่ีลบลางไดยาก กระบวนการคิดจะพัฒนาจากพิมพภาพในสมองดังกลาว ไปสูความ แตกตา งทางความคดิ อนั เปนจดุ เร่ิมตน ของความรูขางตนตามธรรมชาติ เมื่อบุคคลเห็น สิ่งใดกจ็ ะเกดิ การรับรู แลว อารมณจะปรงุ แตง เปน ความรสู กึ ชอบ ไมชอบ เฉย ๆ ไมวา ความรับรูห ลงั การไดเ ห็นจะเปนเชน ไร จิตจะเก็บสง่ิ ที่ไดเห็นน้ันไว เมื่อบคุ คลจะตองแก ปญ หา จะตองทาํ งานอยา งใดอยา งหนง่ึ ความคิดจะโลดแลนไปหาความรู ความเขาใจ เดมิ ท่ีตนไดเ กบ็ รักษาไว สง่ิ ท่เี คยไดเ ห็น ทเ่ี คยไดค ิดในอดตี น้ันแหละ จะปรากฏมาเปน ตัวอางอิงเสมอ ดังนั้น หากบุคคลไดเห็น ส่ิงดี มีประโยชน การนําส่ิงที่เคยไดเห็นมา สนับสนนุ ความคิด ความรู ความเขาใจ มาใชงานใหเกิดประโยชนแกองคกรก็เปนไป ไดมาก ดวยเหตุน้ีเองจึงมีสํานวนไทยโบราณวา “สิบปากวาไมเทาตาเห็น” อัน
บทท่ี 5 การพัฒนาบคุ ลากร 159 หมายถงึ การสอนดวยคําพดู สิบครัง้ ไมไ ดผลเทากบั การไดเ หน็ เพยี งครงั้ เดยี ว ซงึ่ เปน คํา กลา วที่เปน เหตเุ ปน ผล ทเี่ ช่ือถอื กันท่วั ไป 5.4 วัตถุประสงคข องการพฒั นาบคุ ลากร วตั ถุประสงคข องการพัฒนาบคุ ลากรมี 4 ประการ คอื 1. การพัฒนาความรู (Knowledge development) ซ่ึงการพัฒนาความรูเปนรูปแบบการพัฒนาท่ีปรากฏอยางดาษดื่นท่ัวไป เนอื่ งจากเปน ทย่ี อมรับโดยทวั่ กันวา ความรู (Knowledge) เปน ปจจยั ทส่ี าํ คัญประการ หนึ่งในการทํางานทุกระดับ ดังนั้น การพัฒนาความรูเปนส่ิงท่ีไดรับการยอมรับจาก ผูบริหารไดโดยงาย การพัฒนาความรูมีหลายวิธี เชน การสงบุคลากรไปศึกษาใน สถาบนั การศกึ ษา การจดั อบรมภายในองคก ร การสงบุคลากรเขารับการฝกอบรม ซ่ึง จดั โดยองคก รภายนอก การสอนงาน การโยกยายหนวยงาน ทั้งหมดลวนแลวแตเปน ตัว ชวยเสริมสรางความรูแกบุคลากรไดทั้งสิ้น อยางไรก็ตามวิธีการท่ีทําไดงายและ ปฏิบตั ิ กันแพรหลายในเร่ืองการพัฒนาความรู คือ การสงบุคลากรไปอบรมภายนอก องคก ร (Outside Training) 2. การพัฒนาทกั ษะ (Skill development) ทักษะคือความชํานาญ ดังนั้น การพัฒนาทักษะจึงมักจะพัฒนาโดยการ ทํางานจริง (On the job training) การฝกแกปญหา (Problem solving) หรือการ แสดงบทบาทสมมติ (Role model) 3. การพฒั นาความสามารถ (Ability development) ซงึ่ เปนกระบวนการใหบุคลากรไดมีโอกาสทํางานที่แตกตางไปจากเดิม การ โยกยายเขตความรบั ผิดชอบของบุคลากรใหกวางขึ้นกวาเดิม มากขึ้นกวาเดิม เพื่อให บุคลากรมีความรูสึกวา ตนไดทํางานที่สาํ คญั ยากข้ึนกวาเดมิ ทา ทายกวาเดมิ 4. การพัฒนาทัศนคติ (Attitude development) ซ่ึงการพัฒนาทัศนคติคือ การพัฒนาความคิดเห็น มุมมอง วิธีคิดหรือความ เช่อื ของบุคลากรในเรื่องตา ง ๆ ในการทาํ งาน เชน ทัศนคติตอ งานท่ีทําบคุ ลากรบางคน
160 บทที่ 5 การพัฒนาบคุ ลากร ชอบทาํ งาน คนท่ีรสู ึกวา ทาทายความรูความสามารถ ในขณะที่บุคลากรบางคนชอบ ทาํ งานท่มี ีปญหานอ ย ๆ ไมชอบการทํางานทต่ี อ งเผชญิ หนากับลกู คา ทัศนคติตอเพ่ือน รวมงาน บุคลากรบางคนมีปญหา เร่ืองทัศนคติตอเพื่อนรวมงาน เชน มองผูอื่นในแง ราย ไมรูจักใหเกียรติเพ่ือนรวมงาน เปนตน หรือทัศนคติตอผูบริหารและองคกร ทัศนคติท่ีไมดี ไมเปนไปในทางสรางสรรคตอผูบริหารและองคกร เปนมูลเหตุใหเกิด ปญ หาในสถานทท่ี าํ งานจาํ นวนไมน อ ยในปจจบุ นั ดังน้ันการพฒั นาทัศนคติจึงเปนภาระงานท่ีมีความสําคัญมากของผูบริหารท่ี ตอ งดแู ลเอาใจใสและจัดใหมีการฝกอบรมพัฒนาใหบุคลากรมีทัศนคติเชิงบวก ซึ่งจะ เปน ประโยชนต อ หัวหนา งานและองคก รโดยรวมดว ย 5.4.1 ปญ หาในการพัฒนาบคุ ลากร การพัฒนาบุคลากรเปนกิจกรรมท่ีมีความสําคัญตอองคกรเพราะสงผลตอ ความสําเร็จ และความลมเหลวขององคกรได ดังนั้น การบริหารจัดการในกิจกรรม ตาง ๆ ของกระบวนการพัฒนาพลังงานจึงมีความสําคัญมาก ท่ีจะทําใหการพัฒนา พลงั งานประสบความสาํ เร็จ ปญหาในการพัฒนาพลงั งานสามารถสรปุ ไดดังน้ี 1. ขาดการวเิ คราะหความจําเปน (Training needs) ในการฝกอบรม พบวา หลายองคกรสงบุคลากรไปฝก อบรมในหัวขอตา ง ๆ ตามกระแสการตลาดของนักธุรกิจ ฝก อบรม ขาดการวิเคราะหความจําเปน กลาวคือ การวิเคราะหปญหาขององคกรให ชดั เจน แลว พบวา ปญหาทมี่ ีอยนู นั้ สามารถแกไ ขดวยการฝกอบรม 2. ไมม ีการติดตามประเมินผล (Evaluation) ความสําเร็จ ของการฝกอบรม องคกรจํานวนมากใหค วามสนใจตอความสัมฤทธิ์ของการฝกอบรมบุคลากรนอย เมื่อ บุคลากรไดเขารบั การฝกอบรม การสมั มนา แลวกถ็ ือวา ทุกอยางยุติเสร็จส้ินแลว ไมมี การประเมินวา บุคลากรไดรบั ความรู ความสามารถ ทักษะท่ีจําเปนอะไรกลับมาจาก การฝกอบรม/สัมมนาบา งหรอื ไม บคุ ลากรนําสง่ิ ที่ไดรับมาปรับปรุงการทํางานหรือไม หรอื บุคลากรท่เี ขารบั การฝกอบรม มีทศั นคติ พฤติกรรมอะไรเปล่ียนแปลงไปในทางท่ี เปนประโยชนตอองคกรหรือไม เปนตน
บทท่ี 5 การพฒั นาบคุ ลากร 161 3. ทัศนคตขิ องนายจาง และลกู จา ง (Attitude) ปญหาท่ีสําคัญประการ หน่ึง ของการพัฒนาบุคลากรคือ ทัศนคติเชิงลบของนายจาง และลูกจางกลาวคือ นายจาง และลกู จางไมเหน็ คุณคา ของการพัฒนาบุคลากรดวยเหตุผลความเช่ือของตน ในสวน ของ นายจางนั้น บางรายจัดใหมีกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรตามประเพณีนิยม ดาน ลูกจาง ก็เชนกัน ไปเขารวมกิจกรรมการพัฒนาที่นายจาง จัดใหตามภาระท่ีไดรับ มอบหมายได คาดหวังอะไรจากการฝก อบรม/สัมมนา เขาทํานอง “ไปเชนไร กลับมา เชนน้ัน” หมายถึงการไมไดความรูอะไรกลับมา เพ่ือพัฒนางานของตน ปญหาเชิง ทัศนคติที่สําคัญของ นายจางอีกประการหน่ึงคือ นายจางบางรายมองกิจกรรมการ พัฒนา เชน การฝกอบรม กันวา “เปน คาใชจายที่ส้ินเปลือง” จึงไมใหความสําคัญกับ เรื่องน้ีนายจางมองไมเห็นวา น่ีคือการลงทุน (Investment) ในตัวบุคลากร ผลตอบแทนทจี่ ะกลบั คนื มาในรปู ของผลงาน พฤตกิ รรม - ทัศนคติของบุคลากรในการ ทาํ งานทดี่ ีข้นึ กวาเดมิ ความสําคัญและสภาพปญหาของบุคลากรดานการศึกษา โลกมีการ เปล่ียนแปลงตลอดเวลา สงั คมแหงการเรยี นรูไมมีวันหยุดน่ิง สังคมโลกกลายเปน สังคม ความรู หรอื สังคมแหง การเรียนรู องคกรทางการศึกษา จึงตองปรับตัวใหเปนองคกร แหง การเรยี นรู โดยพึงตระหนกั วา คุณภาพการศกึ ษาขน้ึ อยูก ับคณุ ภาพ จากแผนพฒั นา เศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 12 มีนโยบายมงุ เนน แนวทางการพัฒนาโดยยดึ คน เปนศูนยกลาง เพ่ือใหเกิดการพัฒนาที่ย่ังยืนภายใตการเปล่ียนแปลง ท้ังภายในและ ภายนอกประเทศ นอกจากน้ี ยังมีนโยบายสงเสริมการศึกษาใหสอดคลองกับความตองการของ ผูเรียน และสรางสังคมการเรียนรูท่ีมีคุณภาพอันกอใหเกิดการเรียนรูตลอดชีวิต สอดคลองกับนโยบายของรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ ท่ีตองการใหพัฒนา การศกึ ษา ของประเทศอยางเรง ดวน โดย 1 ในนโยบายเรงรัดคอื ปฏริ ปู ระบบการผลิต และพัฒนาครู ใหสามารถจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปจจุบันและรองรับ หลักสูตรใหม ใหเปนไปตาม พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากร ทางการศกึ ษา ป 2553 และมาตรฐานวิชาชีพครู ตามทีค่ ุรุสภากาํ หนด ดงั นนั้ ครูและ บุคลากรทางการศึกษาจึงเปนบุคคลท่ีมีความสําคัญทั้งทางตรงและทางออมที่จะ
162 บทที่ 5 การพัฒนาบุคลากร ถายทอดความรู ความสามารถใหแกศษิ ย รวมท้งั พฒั นาศิษย ใหเปนมนุษยที่มีคุณภาพ และประสทิ ธิภาพ โดยเนนกระบวนการ 4 ดาน คือ ดานความรู ความคิด หรือพุทธิ พสิ ัย (Cognitive Domain) ดา นความรูสกึ อารมณ สังคมหรอื ดานจิตพิสัย (Affective Domain) ดานทักษะปฏิบัติหรือทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) และดาน ทกั ษะการจัดการหรือทกั ษะกระบวนการ (Management Skill) เปน ตน ภาพตาราง ประกอบปญหา–อุปสรรค โครงสรางของการบริหารปญหา อปุ สรรคและขอเสนอแนะ/แนวทางการแกไขตามโครงสรา งการบริหารงานแตละกลุม งานดงั ตารางภาพที่ 5.6 งาน ปญหา อปุ สรรค แนวทางแกไข งานธรุ การ 1. ขาดบุคลากรที่รับผิดชอบ 1. สว นกลางควรจัดสรรบุคลากรให และ สารบรรณ โดยตรง 2. สถานศึกษาควรจดั จางอยา งเรง ดว นเพ่อื ให งานขอมูล 2. ขาดการพฒั นาบุคลากร ไดบคุ ลากรทีม่ คี วามรูความสามารถเฉพาะทาง สารสนเทศ และการ 3. จดั ทาํ ระบบงานเสร็จ เพราะงานธุรการเปน งานท่ีทาํ ประจาํ ทุกวัน รายงาน แลว แตไ ม และควรไดผ ูท ร่ี กั การปฏบิ ัตงิ านในสาํ นักงาน สามารถปฏิบตั หิ นาที่ไดต าม 3. มกี ารอบรมใหก บั บคุ ลากร ระบบงานเน่ืองจากทํางาน ทร่ี บั ผดิ ชอบ หลายหนา ที่ ทําให ปฏบิ ัติงานอยา งไมตอเน่ือง ไมส ม่ําเสมอทาํ ใหเกดิ ความ ลาชา 1. การปฏิบัตงิ านไมต อ เนื่อง 1. บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาควรตระหนัก เนือ่ งจากบคุ ลากรท่ี และใหความสําคัญกับขอ มูลใหข อมูลตรงกบั รบั ผดิ ชอบทํางานหลายดาน ความเปนจริงและสงขอมูลใหทนั ตามเวลา ทาํ ใหบ างคร้ังเกิดการลาชา 2. ควรมีบุคลากรทรี่ ับผิดชอบโดยตรงและไม ในการรายงานขอมูล ปฏิบตั หิ นาทห่ี ลายดา นจนเกินไปจนสง ผลให 2. ขอ มูลที่ไดไ มต รงกบั ความ งานท่ีไดไมม ีคุณภาพ เปน จรงิ ทําใหป ระมวลผล ไมไ ด และไมสามารถนํา ขอมูลไปใชในการบรหิ าร
บทที่ 5 การพฒั นาบุคลากร 163 งาน ปญ หา อปุ สรรค แนวทางแกไข งาน 1. มกี ารเปล่ยี นบุคลากรที่ 1. ควรมบี ุคลากรท่รี ับผดิ ชอบโดยตรงไม เลขานุการ รับผิดชอบ รบั ผิดชอบงานจนมากเกินไปทาํ ใหเกดิ ความ คณะกรรม บอยครัง้ ทาํ ใหปฏิบัตหิ นา ที่ ลา ชา สถานศึกษา ไมต อเน่ือง 2. ควรแตง ตงั้ ใหเปนปจจุบันและมีการประชุม อยา งตอเนือ่ ง .2 คณะกรรมการสถาน ศึกษาไมเปนปจจุบนั ทําใหไม สามารถใหความเห็นชอบใน สว นท่เี ก่ยี วของได งาน 1. บางกจิ กรรมไมมีการสรุป 1. ควรสรุปทุกกิจกรรมใหครบตามตัวชี้วัด การศึกษา รายงานผลการจัดกิจกรรม เพอ่ื ใหหัวหนางานสรุปเปน ภาพรวมไดและทัน เพอ่ื พฒั นา หรือสรุปอยางไมละเอียดไม ตามกาํ หนด สังคมและ ครบตามตวั ชว้ี ัด 2. เปดโครงการควรจัดทําหลักสูตรให ชุมชน 2. บางกิจกรรมไมมีการ เรียบรอยและไดรับอนุมัติจากคณะกรรมการ จัดทาํ หลักสตู ร สถานศึกษากอนนําใชในการการอบรม/จัด กิจกรรม งานพฒั นา 1. ไมมีการใชแหลงเรียนรู 1. ควรสํารวจและจัดทําทําเนียบอยางเปน แหลงเรยี นรู รวมถึงพัฒนาใหเปนแหลง ระบบและควรจัดกิจกรรมหรือสงเสริมใหเกิด และภมู ิ เรียนรูอยางจริงจัง และบาง การใชแหลงเรียนรู รวมถึงมีการพัฒนาแหลง ปญ ญา พื้นท่ีไมมีการสํารวจ จัดทํา เรียนรูใหนาเขาไปใชบริการ มีขอมูลตาง ๆที่ ทองถิ่น ทําเนยี บเพื่อประชาสมั พันธ เก่ยี วของ งานพฒั นา 1. ไมมงี บประมาณสนับสนุน 1. สวนกลางควรเพ่ิมงบประมาณในสวนงาน หลักสูตร สือ่ โดยตรงอยางเพียงพอทําให เทคโนโลยีใหมากขึ้นและควรปรับแกไข นวัตกรรม ไมสามารถจัดซื้อ จัดเชาได ระเบยี บใหม คี วามคลอ งตัวมากกวานี้ และ ตามความตองการ ตลอดจน 2. กอนจัดกิจกรรมควรมีหลักสูตรท่ีไดรับการ เทคโนโลยี ติดขัดในระเบียบการจัดซื้อ อนมุ ตั ิหลักสตู รจากสถานศกึ ษาทกุ ครั้ง ทางการ บางรายการ 3. ขาดการพัฒนาบุคลากรในบางดาน เชน ศึกษา 2. หลายโครงการ/กิจกรรม การนาํ เสนอผลงานในรูปแบบภาพเคล่ือนไหว ไมมีการจัดเขียนหลักสตู ร และบคุ ลากรรับผดิ ชอบงานหลายดา น
164 บทท่ี 5 การพฒั นาบุคลากร งาน ปญ หา อปุ สรรค แนวทางแกไข ตามแบบทกี่ าํ หนด แ ล ะ จั ด กิ จ ก ร ร ม โ ด ย ไ ม มี หลักสูตร ความมุงหวังในการพฒั นาบคุ ลากร การพัฒนาบุคลากร (Human Resource Development) คอื สว นสาํ คญั ของ ระบบการบริหารทรพั ยากรบุคคล ประกอบดวยเทคนิค เครื่องมือ วิธีการตาง ๆ เพ่ือ ปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมของพนกั งานใหส อดคลองและมีทศิ ทางเดยี วกนั กบั ความตอ งการ ขององคกร รวมถึงชว ยแกไ ขปญหาตาง ๆ ทเ่ี กิดข้ึน ขณะเดยี วกนั การพัฒนาบุคลากรก็ สงผลหรอื เปด โอกาสใหพนักงานมีความกาวหนาในการทํางาน รวมถงึ มศี ักยภาพสูงขึ้น ซึ่งตอ งแสวงหากลยุทธทเ่ี หมาะสมกบั สไตล กบั วัฒนธรรมองคก รใหเกิดการเรียนรูไดดี ที่สุดอีกดวย และการพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิผลน้ันไมไดหมายถึงเพียงการ ฝกอบรม (Training) เทาน้ัน ดังน้ัน จึงทําใหมีวิธีการพัฒนารูปแบบของการพัฒนาท่ี หลากหลายเกิดขนึ้ และมีพฒั นาการตามลาํ ดับ ดงั ตอไปนี้9 พฒั นาการ และรูปแบบในการพฒั นากอ นทศวรรษที่ 1960: รูปแบบในการ พัฒนาบุคลากรโดยท่ัวไปใชเ ร่ืองการฝกอบรม (Training) การสอนงาน (On the job training) ชวงทศวรรษที่ 1960: ใชเทคนิคการพัฒนาองคกร (OD) มีการใชเทคนิค เคร่ืองมือสอดแทรก (Intervention) มาใช แตยังไมมีรูปแบบหรือทิศทางท่ีเปนที่ ยอมรับมากนกั โดยเฉพาะในประเทศไทยชว งทศวรรษท่ี 1980: กระแสของการพัฒนาบุคลากรหรือ HRD เกิดข้ึนมีรูปแบบที่ผสมผสาน หลากหลายวิธีการ เชน 1. โครงการพัฒนาผูบริหาร (Mgt Development Program) ใชเทคนิคการ วางแผนพฒั นาสายอาชีพ เพ่ือสรางและพัฒนาผูบริหารที่ยังไมยอมรับหรือไมพรอมที่ 9 กฤษณะ กฤตมโนรถ “ไมสําคัญที่คุณจะเปนสิงโตหรือกวาง”, นิตยสาร Think Big: Sep 2006 อภชิ ยั ศรเี มอื ง “HR Champion in Action”, นิตยสารตน ปที่ 28 ฉบับที่ 2/2550
บทที่ 5 การพัฒนาบุคลากร 165 จะเปลีย่ นแปลงโดยการฝก อบรม (Training) รวมท้ังองคก รมคี วามจําเปน และตองการ นักบริหารทีม่ คี วามสามารถ 2. ใชเ ทคนิคเคร่ืองมือสอดแทรกตาง ๆ มากข้ึน เพื่อทําใหพนักงานมีความรู ความสามารถเพ่ิมข้ึน โดยรูปแบบกิจกรรมตาง ๆ เชน การปรับเปลี่ยนกระบวนการ ทํางานโดยการทํา Work Simplification, Reengineering กิจกรรมกลุมคุณภาพ QCC, TQM, TPM, 3. การพฒั นาคุณภาพชีวิตในการทํางาน (Quality of work life) โดยเห็นวา หากองคกรมีการปรบั ปรงุ สภาพการจา งงาน เงื่อนไขการทํางานใหพนักงานเกิดความ พงึ พอใจในงาน ก็สามารถเพมิ่ ผลงานได สรางความสมดุลระหวางงานและชีวิตสวนตัว เชน การสรางโอกาสความกาวหนา ความปลอดภัยในการทํางาน คาตอบแทนท่ี เหมาะสม สัมพันธภาพท่ดี รี ะหวางผปู ฏิบตั ิงาน ปลายทศวรรษที่ 1990 เปนตนมา: สถานการณทางเศรษฐกิจของโลกเปล่ียนแปลงไปมาก สงผลตอการบริหาร องคกร การปรับตัวเพ่ือความอยูรอด และนําไปสูการบริหารจัดการที่ดี มีความ จาํ เปนตองพัฒนาศักยภาพของบุคลากรใหสูงข้ึน เพื่อเสริมสรางขีดความสามารถใน การแขงขันทิศทางการพัฒนามุงไปสูแนวคิดการพัฒนาองคกรรูปแบบใหม มาเปน เครือ่ งมอื สนบั สนุนในการพัฒนาบุคลากร เชน การกาํ หนดสมรรถนะ (Competency) การบริหารผลงาน (Performance Management) การบริหารและพัฒนาคนเกง (Talent Management) การสรางองคกรแหงการเรียนรู (Learning Organization) การจัดการความรู (Knowledge Management) หากพิจารณาถึงระดับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและบทบาทของ HR หรือ นกั HRD ในประเทศไทยโดยเฉพาะในองคก รภาคเอกชน จึงกลาวไดวา การพัฒนาบุคคลมีเปาหมายสูงสุด คือ การเพ่ิมพูนความรู (knowledge) ความชํานาญงาน (skill) และทัศนคติ (Attitude) ของบุคคลให เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน เพ่ือใหมีการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมเปนไปในทางท่ี สอดคลอ งกบั องคกร ซงึ่ จะมีผลดีตอ ท้งั สองฝา ยคือ ท้ังองคก รและตอ ตัวบคุ คลเอง
166 บทท่ี 5 การพฒั นาบคุ ลากร ประโยชนทอ่ี งคกรไดรับ ประโยชนทบ่ี ุคคลในองคก รไดรับ 1. ผลผลติ เพม่ิ สูงขึ้น เพราะพนักงานมีฝมือและ 1. บคุ คลมีคณุ ภาพสูงขนึ้ ท้งั ดา นฝมือ ทัศนคติ มคี วามชดั เจนในงานมากข้ึน บคุ ลิกภาพ 2. ลดขอผิดพลาดใหนอยลง ประหยัดเวลา 2. เ ส ริ ม ส ร าง ข วั ญ แ ล ะ กํ า ลั ง ใ จ ใ น กา ร วัสดุอุปกรณ และตนทุนการผลิต ปฏิบตั ิงาน 3. ชวยใหระบบวิธกี ารปฏิบตั งิ านดขี ึ้น 3. สรา งความกา วหนาในชวี ิตการทํางาน 4. ลดอุบัติเหตใุ นการทํางาน 4. สรางความสามัคคี และความเขาใจอันดีใน 5. ชวยใหมีการ นําเอาวัสดุ อุปกรณ แล ะ หมูคนงาน เครื่องจักรท่ีทันสมัยมาใชในการผลิต เพื่อให 5. สรางความรูสึกผกู พันใหบุคคลมีตอ องคก ร องคก รกา วทนั กับความเจรญิ ในดา นตาง ๆ 6. สรางวินัยอันดใี หก บั บุคคลขององคก ร 6. ชวยแบงเบาภาระการควบคุมงานของ 7. ลดอตั ราการเขา-ออกจากงาน ผบู งั คับบญั ชา 8. ลดอตั ราการขาดงานและการมาสาย 9. ลดปญหาความขดั แยง ในการปฏบิ ตั งิ าน 10. ลดเรือ่ งราวการรอ งทกุ ขห รอื บตั รสนเทห สรุปไดว า การพัฒนาบุคลากร คือ การจัดประสบการณการเรียนรูใหแกบุคคล เพ่ือ ปรับปรุงการทํางานใหดีข้ึน และ/หรือเพื่อใหบุคคลมีความงอกงามเติบโตทางจิตใจ (Nadler & Nadler, 1989) การพัฒนาบุคลากรจึงเปนสิ่งที่มีเปาหมายในระยะยาว และมุงหวังผลในดานการชวยใหบุคคลมีความงอกงามเติบโต มากกวาการมุงเนน เปาหมายระยะสัน้ และการแกไขขอบกพรองในการปฏิบัตงิ านของบุคลากร ซึ่งเปนสิ่ง ท่ีการฝกอบรมใหความสําคัญ หรือกลาวอีกนัยหน่ึงวาการพัฒนาบุคลากร เปน กระบวนการท่ปี ระกอบดว ยรปู แบบและวิธีการหลายชนิด ตัวอยางเชน การฝกอบรม การหมนุ เวียนงาน การดงู าน การสอนงาน การใหการศึกษา ทัง้ ในแงก ารสง บคุ ลากรไป เรียนในสถานศึกษา หรือการเรียนดวยตนเอง การปรับปรุงคุณภาพชีวิตการทํางาน และการสง เสรมิ สุขภาพและการกีฬา เปนตน
บทที่ 5 การพฒั นาบุคลากร 167 ดงั นนั้ การฝกอบรมจงึ มคี วามหมายที่แคบวา การพัฒนาบุคลากร และอาจถึง ไดวา การฝกอบรมเปนวิธีการหน่งึ ของการพฒั นาบุคลากร อยา งไรก็ตาม การฝกอบรม จัดไดวา เปน กิจกรรมหลักทมี่ กี ารกระทาํ เปน ประจําในการพฒั นาบคุ ลากรขององคกร โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรยังหมายถึง การผลักดันสงเสริมใหบุคลากร เสริมสรา งความรูความสามารถ และโอกาสในการพัฒนางานวิชาการแกบุคลากรทาง วชิ าการ นักวิจัย เจาหนาที่วิจัยอยางเต็มท่ี มีการสงเสริมใหบุคลากรสายสนับสนุน วชิ าการไดมโี อกาสพฒั นาตนเองและแสดงศกั ยภาพของตนเองอยา งเต็มที่ และสงเสริม สนับสนุนใหบุคลากรเจริญกาวหนาในหนาท่ีการงาน เชน สงเขาอบรม ประชมุ สัมมนา ศึกษาดูงานเพ่อื เพ่ิมพูนความรูความสามารถ ทักษะในการปฏิบัติงาน ผลักดันใหผูที่มีคุณสมบัติและความรูความสามารถเหมาะสมทําเร่ืองขออนุมัติเล่ือน ระดบั /ขอชํานาญการ เปนตน
168 บทท่ี 5 การพฒั นาบุคลากร แบบฝก หดั ทายบท 1. เหตใุ ดองคก ารจึงตองมกี ารพัฒนาบุคลากร จงอธิบายพรอมท้ังยกตัวอยาง ประกอบ 2. รูปแบบการพฒั นาบคุ ลากรประกอบดว ยอะไรบาง 3. สมมติวาทานเปนผูจัดการฝายทรัพยากรมนุษย ส่ิงแรกที่ทานตองการ พฒั นาบุคลากรของทานมวี ธิ ีการอยางไร และมีเหตผุ ลอยางไร 4. เหตุใดองคการทุกองคการจึงตองมีการฝกอบรมบุคลากรของตนเอง จง อธบิ ายพรอมทั้งยกตวั อยา งประกอบ 5. จงอธิบายการฝกอบรมมีก่ีรูปแบบ และแตละแบบมีความแตกตางกัน อยา งไร 6. กิจกรรมทเ่ี กีย่ วของกบั การพัฒนาทรัพยากรมนุษยประกอบดวยสิ่งใดบาง จงอธบิ ายพรอ มยกตวั อยางประกอบ 7. เทคนิคการฝกอบรมพนกั งานระดบั ปฏิบตั ิการและการพัฒนาการจัดการมี เทคนิคอยางไร 8. จงอธิบายมาพอเขา ใจในเร่ือง กิจกรรมการพัฒนาบุคลากร ในการทํางาน ขององคกรตลอดจนการปฏิบัติงานตางๆ ท่ีชวยใหการทํางานเปนไปอยางมี ประสทิ ธภิ าพ เชน 1) การปฐมนิเทศ บุคลากร 2) การฝกอบรม 3) การสอนงาน 4) การยายหนวยงาน 5) การใหการเรียนรู 6) การศึกษาดูงาน 7) การเพิ่มความ รับผิดชอบ และ 8) การทาํ กจิ กรรมทางสงั คม 9. จงอธิบาย เทคนิคการฝกอบรมพนักงานระดับปฏิบัติการและการ พฒั นาการจดั การ มาพรอ มยกตวั อยา งประกอบ 10. อยากทราบปญ หาในการพัฒนาพลังงานในความหมายทวี่ า 1. ขาดการวิเคราะหค วามจาํ เปน (Training needs) 2. ไมม ีการติดตามประเมนิ ผล (Evaluation) 3. ทัศนคตเิ ชิงลบของนายจา ง
บทที่ 5 การพฒั นาบคุ ลากร 169 จะแกไ ขไดอยางไร จงเสนอแนวทางแกไขมาพรอมยกตัวอยางประกอบ และ อธบิ ายประเดน็ ดงั ที่กลาวมา
170 บทท่ี 5 การพฒั นาบคุ ลากร เอกสารอา งอิง คริส อารกีริส ,ทฤษฎีการพัฒนาบุคลิกภาพ (Personality Development Theory) 8 พ . ย . 2 5 5 7 . เ ว็ บ ไ ซ ท ) สื บ ค น เ ม่ื อ วั น ที่ 1 2 พ ย . 6 1 จ า ก https://www.slideserve.com. (2004). ดนัย เทยี นพุฒ,แนวทางการพฒั นาระบบสมรรถนะเพอ่ื พฒั นาการ (เวบ็ ไซท) แหลงทม่ี า จาก: https://www.google.co.th สบื คนเมือ่ วันที่ 20 ตลุ าคม 2560. พิไลวรรณ อินทรักษา. (2550). แนวความคดิ และทฤษฎีการพฒั นาบคุ ลากร.[ออนไลน] แหลง ท่ีมา; www.exmba.buu.ac.thสืบคน เมื่อวนั ท่ี 20 ตุลาคม 2560. สรุ ยิ า มนตรีภักดิ์. (2550). บทบาทของผูบริหารสถานศึกษาในการพัฒนา บุคลากร ตามมาตรฐานการปฏิบัติงานของขอบังคับคุรุสภา 2548 ในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาเพชรบุรีเขต 1. ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ สุนันทา เลาหนันทน. การบริหารทรัพยากรมนุษย, (กรุงเทพมหานคร หางหุนสวน จาํ กัด ธนะการพิมพ, 2556),. A.R.Solem \"Hunman Relation Training Comparison of case Study and Role Playing” cited in J.M. Ivancevich Human Resource Management:Foundation of Personnel,5th edd. (Homewood IIIinois :Richard D.Irwin, 1992),. Garvin, D A. (1993). Learning Organization.Boston:Harvard University Press. Garry Dessier, Human Resource Management, Six edition.U sa prentice Hall. lnternational education. Nadler, David A.; Tushman, M. and Hatvany, Nine G. (1982). Managing organization. Boston: Little Brown Company. Norman RF.MAIRE \"The Appraisal interview: Three Bacic Approache, Human Resource Management:
บทที่ 5 การพฒั นาบคุ ลากร 171 Noe, R.A., Hollenbech, J.R., Gerhart, B., and Wright, P.M., Human Resource Management, “On Sfrategy”: HRR's 10 must reads. Boston,
บทที่ 6 การธาํ รงรักษาบุคลากรทรัพยากรมนษุ ย วัตถุประสงคก ารเรียนประจําบท เมอ่ื ไดศ ึกษาเนือ้ หาในบทนีแ้ ลว ผศู กึ ษาสามารถ 1. อธิบายความหมาย ความสาํ คัญการธํารงรกั ษาบคุ ลากรได 2. อธบิ ายแนวคิด ทฤษฎี การสรา งแรงจงู ใจและการธาํ รงรักษาบคุ ลากรได 3. อธิบายกลยุทธการธาํ รงรกั ษาบคุ ลากรได 4. อธิบายปจจัยสําคัญสูความสําเร็จในการรักษาบุคลากรใหอยูนานและมี ผลงานดีได ขอบขา ยเนือ้ หา • ความหมายความสาํ คญั การธํารงรักษาบคุ ลากร • แนวคดิ ทฤษฎีการสรา งแรงจูงใจและการธํารงรักษาบุคลากร • กลยุทธก ารธํารงรักษาบคุ ลากร • ปจ จัยสาํ คัญสูความสําเรจ็ ในการรักษาบุคลากรใหอยนู านและมีผลงานดี บทนาํ เน่ืองจากแนวโนมการลาออกจากงานมีอัตราเพ่ิมข้ึนท่ัวโลก จนนักวิชาการ ดานการบริหารทรัพยากรมนุษยทางตะวันตกกลาววานี่คือปรากฏการณทางสังคม (Social phenomenon) เนือ่ งจากการลาออกจากงานเปนตน ทนุ ทางการบริหารท่ีสูง และเปน ปญหาทีอ่ งคก รตา ง ๆ เผชิญอยูในปจจุบัน ดวยเหตุนี้ การท่ีองคกรสามารถ เลอื กคนดมี คี วามรูความสามารถเขามาไวในองคกร ถือวาเปนความสําเร็จในเบ้ืองตน เทานัน้ องคก รจะตองรักษาและพัฒนาใหบุคลากรคงอยกู บั องคก ร มกี าํ ลังกายกําลังใจ ที่จะทาํ งานและยังตองพัฒนาขดี ความสามารถใหทํางานไดมปี ระสิทธิภาพมากยง่ิ ข้ึน
บทที่ 6 การธํารงรกั ษาบคุ ลากรทรพั ยากรมนุษย 173 นอกจากนัน้ ผูบริหารยังตอ งมาพจิ ารณาวาจะสามารถรกั ษาบคุ ลากรเหลานั้น ใหอยูกับองคกรตอไปไดนานท่ีสุดไดอยางไร ซ่ึงถือวาเปนกระบวนการสําคัญในการ บริหารทรพั ยากรมนษุ ย ท่ีเรียกวา การบํารุงรักษาบุคลากรและการพัฒนาทรัพยากร มนษุ ย โดยเนอื้ หาในบทน้ีประกอบดว ย ความหมาย ความสาํ คญั ของการธํารงรักษา บุคลากร แนวคิด ทฤษฎีการสรางแรงจูงใจและการธํารงรักษาบุคลากร กลยุทธการ สรางแรงจูงใจในที่ทํางาน กลยุทธการธํารงรักษาบุคลากร ภารกิจหลังจากการธํารง รักษาบุคลากร ปจ จยั สาํ คัญสูความสาํ เรจ็ ในการรกั ษาบุคลากรใหอ ยนู านและมผี ลงานดี และยังตอ งประกอบดว ยการพฒั นาทรพั ยากรมนุษยใ นองคก ร แนวคดิ และความ หมาย ในการพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย ปรัชญาในการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย 6.1 ความหมายของการธํารงรกั ษาบคุ ลากร 6.1.1 ความหมายของการธาํ รงรกั ษาบคุ ลากร ไดมีนักวิชาการตาง ๆ ไดกลาวถึงความหมายของการธํารงรักษาบุคลากรไว อยางนา สนใจ หลายทา นดวยกัน ดงั นี้ จีรพันธ ตันมณี1 (2554) ไดอธิบายความหมายของการธํารงรักษาบุคลากร วา เปนการเสริมสรางแรงจูงใจการใชส่ิงจูงใจ ซึ่งอาจเปนวัตถุหรือโอกาสหรือการจัด สภาพการทํางานและสวัสดิการท่ีดีเขาใจในความตองการ และสนองความตองการ ของบุคลากรใหสวัสดิการ และจัดสภาพแวดลอมตาง ๆ ใหองคกรและบุคลากรไดรับ ประโยชนรวมกัน บํารุงขวัญและกําลังใจอยูเสมอจัดสภาพแวดลอมที่เหมาะสมเพ่ือ สรางสขุ ภาพกายและสุขภาพจติ ท่ีดี สงเสรมิ ความปลอดภัยใหกับบุคลากรมีความรูสึก พอใจ ในงานท่ีทํารูสึกเปนสวนสําคัญขององคกรและมีความตั้งใจปฏิบัติหนาท่ี ใหมี ประสทิ ธภิ าพและอยูในองคก รนน้ั ๆ ใหน านทีส่ ุด โดยอาศัยหลักแหง ความเปน ธรรม 1 จรี ะพนั ธ ตันมณ,ี การธํารงรักษาพนักงาน บริษัท ดาสโก จาํ กัด,(วิทยานิพนธป รญิ ญา บรหิ ารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยเกษมบณั ฑติ , 2554), หนา 3.
174 บทที่ 6 การธํารงรกั ษาบุคลากรทรัพยากรมนษุ ย ในขณะที่ พยอม วงศส ารศรี ไดกลาววา2 การธํารงรักษาคือการที่องคกรจัด กจิ กรรมตาง ๆ ท่ีมุงปองกันพัฒนาและแกไขความไมปลอดภัยทางดานกายและจิตที่ อาจเกิดขึ้นในการทํางานของบุคลากรท้ังนี้เพื่อธํารงรักษาใหเขาสามารถปฏิบัติงาน ใหแกองคก รดวยความปลอดภยั กายและจติ ใจ ขณะเดียวกัน วรพจน บุษราคัมวดี3 (2556) ไดอธิบายความหมายของการ ธํารงรกั ษาบุคลากรไวอ ยางครอบคลุมวา หมายถึงการบาํ รุงรกั ษาบคุ ลากรท่ีมีคุณคาให อยูทํางานกับองคกรไดนานท่ีสุดเทาที่จะทําไดบุคลากรท่ีมีคุณคาเปนสิ่งที่หาไดยาก ประกอบกับองคกรตอ งลงทนุ เปนอยางสูงตั้งแตการสรรหาการคัดเลือกการฝกอบรม เปน ตน เนื่องจากในระยะเริม่ ตนที่เขามาทํางานบคุ คลอาจจะยังเปนผูที่ขาดความรูและ ประสบการณในการทํางานจึงอาจเกิดความผิดพลาดทําใหองคกรตองสูญเสียเวลา วตั ถุดิบและอ่ืน ๆ ข้ึนไดจนกระท่ังมีประสบการณและความชํานาญในการทํางานจึง เปน ชว งของการสรา งประโยชนใหก บั องคกร อยางไรก็ตามการธํารงรักษา ไมใชเพียง หาวิธเี กบ็ รักษาทรัพยากรมนุษยไ วกับองคกรไดนานเทาน้ัน การธํารงรักษาทรัพยากร มนุษยใหอยูกับองคกรไดนานนั้น ตองบํารุงรักษาใหเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีมีขวัญและ กําลงั ใจในการทาํ งานการสรา งความพึงพอใจในการทํางาน การสรางความรูสึกที่เปน สว นหนึ่งที่มีความสําคัญตอองคก ร การดแู ลความเปนอยูสภาพแวดลอมในการทํางาน การพัฒนาเพ่ือใหท นั ตอ การเปลยี่ นแปลงดา นเทคโนโลยีเปนตน เพื่อใหเปนทรัพยากร มนษุ ยทีม่ ีความพรอมทจ่ี ะปฏิบตั ิงานไดอยา งมปี ระสิทธิภาพ และอยูทํางานกับองคกร ไดนานท่สี ุดนน่ั เอง จากความหมายดังกลาวขางตน สามารถสรุปไดวา การธํารงรักษาบุคลากร หมายถึง กระบวนการท่ีทําใหบุคลากรตัดสินใจดํารงสถานภาพความเปนสมาชิกของ องคก รอยางตอเน่ือง การธํารงรักษาบุคลากรเปนกิจกรรมทางการบริหารท่ีผูบริหาร 2 พะยอม วงศส ารศรี, การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย, (คณะวทิ ยาการจัดการ สถาบันราช ภัฏสวนดุสติ . สํานกั พิมพส ุภา, 2554), หนา 210. 3 วรพจน บษุ ราคัมวดี, องคก รและการจัดการ, (คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ราช ภัฏวไลยอลงกรณ ในพระบรมราชปู ถัมภ,2556),หนา 67.
บทที่ 6 การธํารงรกั ษาบคุ ลากรทรพั ยากรมนุษย 175 องคกรในทุกระดับกระทําตอบุคลากรของตน เพ่ือใหปฏิบัติงานอยูในองคกรอยางมี ความสขุ 6.2 ความสําคญั ของการธาํ รงรักษาบคุ ลากร 6.2.1 ธาํ รงรักษาบุคลากร หลักการที่สําคัญของการธํารงรักษาบุคลากรที่สําคัญ คือ การรักษาความ สมดุลของบคุ ลากรทีม่ คี ณุ คา ใหคงอยกู บั องคกรอยางตอเนื่อง ท้ังในระยะยาวการธํารง รักษากระทาํ ไดด วยการจดั ใหมกี ารพัฒนาอาชพี และการจายคาตอบแทนที่เหมาะสม และสามารถสรางความพึงพอใจใหกับบุคลากรได นอกจากน้ีองคกรควรจัดใหมีการ วางแผนอาชพี ทสี่ อดคลองกับเปา หมายอาชีพทีบ่ ุคลากรสามารถยึดเปนอาชพี เพื่อการ ดาํ รงชีวิตไดเพื่อใหโอกาสบคุ ลากรไดม กี ารพฒั นาทัง้ ระดับการศกึ ษาและความสามารถ นน่ั เอง นอกจากนี้ ปจจัยท่ีมีความสําคัญคือ ผูบริหารจะตองยึดหลักคุณธรรมในการ จัดการบคุ ลากร เพื่อใหพวกเขาไดรับความเปนธรรมจากองคกร ใหพวกเขามีโอกาส กาวหนาสามารถพัฒนาสถานภาพการดํารงชีวิตของพวกเขาใหดีขึ้นไดและไดรับการ ดูแลจากองคกรเปนอยา งดี การท่ีองคกรมีการบํารุงรักษาพัฒนาและใหการดูแลบุคลากรเปนอยางดี นอกจากจะทําใหองคกรสามารถรักษาบุคลากรใหอยูกับองคกรไดแลว ยังสราง ภาพลักษณท่ีดีใหกับองคกร และสรางความภาคภูมิใจใหกับบุคลากรไดอีกดวยการ ธํารงรักษาบุคลากรท่ีมคี ุณสมบัตเิ หมาะสม เพ่อื ใหท ํางานกับองคกรตลอดไป ถึงแมวา การเปล่ียนแปลงของสภาวะแวดลอมท่ีทําใหองคกรตาง ๆ มีความตองการบุคลากร สูงขึ้น หากบุคลากรขององคกรไดรบั การบํารงุ รกั ษาเปน อยา งดี การเปล่ียนแปลง ความ ตองการบุคลากรในตลาดแรงงาน จะไมกระทบตอการขาดแคลนบคุ ลากรถึงแมว า จะมี ขอ เสนอท่ีดีกวาจากองคกรอ่ืน ๆ อาจไมสามารถดึงดูดบุคลากรท่ีมีคุณคาขององคกร ออกไปได มีกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย สามารถแบงออกเปน 3 ระยะ สาํ คญั ตัง้ แตก ารไดค นมาทาํ งานในองคก ร (acquisition)
176 บทท่ี 6 การธาํ รงรกั ษาบคุ ลากรทรพั ยากรมนุษย การดูแลรักษาใหคนในองคก รทํางานไดอยางมีประสิทธิผล (retention) และการดูแล การออกจากงานของคนงาน (separation) โดยในแตละขั้นตอนจะมีกิจกรรมยอยท่ี เกยี่ วขอ งกัน ซึง่ ในกระบวนการจัดการทรพั ยากรมนุษยจ ะไดรบั อิทธพิ ลจากกฎหมายท่ี เกยี่ วขอ งกับแรงงานดวย 6.3 แนวคดิ ทฤษฎกี ารสรางแรงจูงใจและการธํารงรกั ษาบคุ ลากร 6.3.1. แนวคดิ ทฤษฎกี ารสรางแรงจูงใจ 1. แรงจูงใจในการทํางาน ในความหมายทางจติ วทิ ยา แรงจูงใจ หมายถึง สภาวะของบคุ ลทถ่ี กู กระตนุ ใหแ สดงพฤติกรรมไปยังจุดหมายปลายทางความตองการ แรงจูงใจในการทํางานจงึ เปนความพยายามของบุคคลในการทํางานใหเจริญกาวหนา แรงจงู ใจจะทาํ ใหแ ตล ะบคุ คลเลือกพฤตกิ รรมเพื่อตอบสนองตอส่ิงเราท่ีเหมาะสมท่ีสุด ในแตล ะสถานการณที่แตกตางกันออกไป พฤตกิ รรมท่ีเลอื กแสดงนี้เปนผลจากลักษณะในตัวบุคคลและสภาพแวดลอม ดงั น้ี 1) ถาบุคคลมีความสนใจในสิ่งใดก็จะเลือกแสดงพฤติกรรมและมีความ พอใจทจ่ี ะทํากจิ กรรมน้นั รวมท้งั พยายามทาํ ใหเ กิดผลดีทส่ี ดุ 2) ความตอ งการจะเปน แรงกระตุนทที่ าํ ใหเกิดกิจกรรมตาง ๆ เพื่อสนอง ความตอ งการนนั้ 3) คานิยมท่ีเปนคุณคาของสิ่งตาง ๆ เชน คานิยมทางเศรษฐกิจสังคม ความงามจริยธรรมวิชาการ เหลาน้ี จะเปนแรงกระตุนใหแรงขับของพฤติกรรมตาม คานิยมน้ัน 4) ทัศนคตทิ ่มี ตี อ ส่ิงใดสิง่ หนง่ึ กม็ ผี ลตอพฤตกิ รรมนัน้ เชน ถามีทัศนคติที่ ดีตอการทาํ งานกจ็ ะทาํ งานดว ยความทมุ เท 5) ความมุงหวังที่ตางระดับกัน ก็เกิดแรงกระตุนที่ตางระดับกันดวย คน ทต่ี ้งั ระดับความมุง หวังไวส ูง จะพยายามมากกวา ผูทตี่ ั้งระดบั ความมุงหวังไวต ่ํา
บทท่ี 6 การธํารงรักษาบุคลากรทรพั ยากรมนุษย 177 6) การแสดงออกของความตองการในแตละสังคมแตกตางออกไปตาม ขนบธรรมเนยี มประเพณี และวัฒนธรรมของสังคมของตน ย่ิงไปกวานั้น คนในสังคม เดียวกันยงั มีพฤตกิ รรมในการแสดงความตองการทตี่ า งกันอีกดวย เพราะสง่ิ เหลาน้ีเกิด จากการเรียนรูของคน 7) ความตอ งการอยา งเดียวกนั ทําใหบ คุ คลมีพฤติกรรมท่แี ตกตางกนั ได 8) แรงผลักดนั ทีแ่ ตกตา งกัน ทําใหก ารแสดงออกของพฤติกรรมท่ีเหมือน กนั ได 9) พฤติกรรมอาจสนองความตองการไดหลาย ๆ ทางและมากกวาหน่ึง อยางในเวลาเดียวกัน เชนตั้งใจทํางานเพื่อไวขึ้นเงินเดือนและไดช่ือเสียงเกียรติยศ ความยกยอ งและยอมรับจากผอู ื่น 2. แนวคดิ เกีย่ วกบั แรงจงู ใจ “การจงู ใจ” เปน แนวความคิดสาํ คญั ในการบริหารงานบุคคลท้ังในภาครัฐ และภาคเอกชนหนังสอื และตําราท่เี ขียนเก่ียวกบั เรอื่ งการจงู ใจ ทั้งที่เปนภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษมีจํานวนมากกวาท่ีเขียนถึงการบริหารงานบุคคลภายในหัวขออื่น วิทยานิพนธและสารนิพนธระดบั ปรญิ ญามหาบัณฑติ จาํ นวนมากกจ็ ะมุงไปเร่ือง การจูง ใจ โดยเฉพาะในสวนท่ีเก่ียวของกับความพอใจในงาน ดังน้ันในบทนี้ผูเขียน จะไม นาํ เสนอรายละเอียดตาง ๆ ที่เกี่ยวกับทฤษฎีการจูงใจแตจะเพียงฉายภาพใหเห็นเพื่อ เปนกรอบในการทําความเขา ใจเทา นั้น“Motivation” มีรากศัพทม าจากภาษาลาตินคาํ วา “mover” ซ่ึงแปลวา การเคลอ่ื นไหว นักวิชาการใหความหมายของคํานี้ไวหลายมุมมอง แตในมุมมองของผูเขียน เหน็ วา “การจูงใจ คือ กระบวนการตัดสินใจของบุคคลที่จะแสดงออก ซ่ึงพฤติกรรม อนั มที ่มี าจากกระบวนการเรยี นรูจากภายในตนเองหรอื จากสภาพแวดลอ มภายนอก ไม วา จะเปนสภาพแวดลอมตามจริงหรอื สภาพแวดลอ มที่ถูกสรา งขน้ึ โดยองคกร ซ่ึงบคุ คล น้ันเล็งเห็นแลววา พฤติกรรมดังกลาวสามารถตอบสนองกับคานิยมของตนเองหรือ สังคมภายนอก” การศึกษาเรือ่ งการจงู ใจจึงเปน การศึกษาเก่ยี วกับกระบวนการภายใน บุคคลและแรงผลักดันจากภายนอกที่กอใหเกิดพฤติกรรม เร่ืองของการจูงใจมี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388