28 บทท่ี 2 ความรูเก่ยี วกับการบรหิ ารทรัพยากรมนุษย ดานการบริหารทรัพยากรมนุษยและสนับสนุนใหมีการใชผูเช่ียวชาญเฉพาะดานมา ปฏบิ ตั หิ นาทีใ่ นสว นท่ีเก่ียวของ นอกจากตําแหนง เลขาธกิ ารดานสงั คมและสวสั ดกิ ารท่ีไดกลาวถึงมากอนแลว ยังมตี าํ แหนงอื่นทีเ่ รียกช่ือแตกตางกนั เชน บรษิ ทั อเี อฟ กูดรชิ ไดจ างผูร ับผิดชอบการ จางงาน (Employment agent) เพ่ือทําหนาที่สรรหาและกล่ันกรองบุคลากรเขา ทํางาน บางบริษัทไดต้ังแผนกแรงงานข้ึนโดยมีผูเชี่ยวชาญดานแรงงาน (Labor Specialist) รบั ผดิ ชอบเรอ่ื งรอ งเรียนตาง ๆ ควบคุมนโยบายดานการจาง และสภาพ การทํางาน บางบริษัทจางเจาหนาที่คาจางและเงินเดือน (Wage Clerk) รับผิดชอบ ดานการกําหนด คาจา งและการวเิ คราะหงาน ในลกั ษณะคลา ยกับผบู ริหารเงินบํานาญ (Pension Administration) ลูกจางใหดูแลเร่ืองเงินบํานาญและแผนการประกัน นอกจากน้ีมีบรษิ ทั จาํ นวนมากจา งผูเ ชีย่ วชาญดานการฝก อบรม (Training Specialist) ชว ยสอนใหพ นักงานมีความรทู กั ษะในการทาํ งาน โดยเฉพาะดานเทคนิคการขาย ในป ค.ศ. 1911 ศาลฎีกาสหรัฐอเมรกิ าไดต ัดสินคดดี านคา ตอบแทน ยงั ผล ให บริษัทตาง ๆ ในวงการอุตสาหกรรมตองมีผูเช่ียวชาญดานความปลอดภัย (Safety Specialist) เนือ่ งจากบริษัทตอ งการลดการรองเรียนเรื่องสินไหมทดแทนอันเกิดจาก ความไมปลอดภัยของสภาพการทํางานในโรงแรม และยังไดจางนายแพทย เพ่ือ ตรวจสอบวา การมอบหมายงานนั้นเหมาะสมกบั สภาพรางกายของพนกั งานหรอื ไม 3) การจดั ต้ังแผนกบุคคล ในชว งศตวรรษท่ี 1880 บางบริษัทไดรวมกลุม กจิ กรรมดา นบริหารงานทรพั ยากรมนษุ ยเขาดว ยกัน และตงั้ เปนแผนกขึ้นมา แตความ เคลื่อนไหวที่ชัดเจนเกิดข้ึนระหวางป ค.ศ. 1910 - 1920 กลาวคือ ในป ค.ศ. 1911 บริษัท V S. Steel ไดจ ัดตัง้ แผนกความปลอดภยั สุขอนามัยและสวัสดิการขึ้น ป ค.ศ. 1918 บริษัท International Harvester ไดจัดตั้งแผนกอุตสาหกรรมสัมพันธข้ึนและ บริษทั Ford Motor ไดจดั ตง้ั แผนกบริการสงั คม โดยรวมฝา ยการแพทย ฝายสวัสดิการ ฝายความปลอดภยั และฝา ยพนกั งานสมั พนั ธเ ขา ดว ยกัน ในป ค.ศ. 1917 บริษัท Standard Oil แหงรัฐนิวเจอรซี่ ไดมีมติเห็นชอบ โครงการจัดประชุมรวมระหวางฝายพนักงานและฝายบริหาร และยังไดจัดทําแผน รายได จากการเกษียณอายุ ผลประโยชนจากเบี้ยประกัน โครงการการรักษาความ
บทท่ี 2 ความรเู ก่ยี วกบั การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย 29 ปลอดภัย และการรักษาพยาบาลขึ้น โดยมีฝายบริหารงานบุคคลและฝกอบรมเปนผู ประสานงานทั้งหมด โดยวิธีนเี้ องแผนกบริหารงานทรพั ยากรมนุษยส มัยใหมจงึ เกดิ ขึน้ 4) ทฤษฎีเชิงระบบ การออกแบบระบบเทคนิคและสังคม พฤติกรรม ศาสตรแ ละจติ วิทยา องคก รอตุ สาหกรรม นับต้ังแตปลายศตวรรษท่ี 1940 เปนตนมา โดยเฉพาะในชวงป 1970 - 1990 และจนกระทั่งถึงปจจุบัน นักปฏิบัติการดาน ทรัพยากร มนุษยไดบูรณาการองคความรูใ หมจ ากแหลง ตาง ๆ ดงั นี้ 4.1) ทฤษฎีเชงิ ระบบ แนวคิดน้ีเนนความสัมพันธระหวางทุกระบบ ยอยของระบบใหญทัง้ ระบบ ชว ยใหผ ูอํานวยการฝายทรัพยากรมนุษยไดตระหนัก วา การเปล่ยี นแปลงในระบบยอยระบบใดระบบหน่ึงจะสงผลกระทบตอระบบอื่น ๆ ใน องคกร ตัวอยางเชน ถาบริษัทพนักงานใหมที่มีทักษะและความรูสูงกวาพนักงานที่ ปฏิบัติงานอยูเดิม สิ่งท่ีตองดําเนินการคือจะตองมีโปรแกรมการฝกอบรมเพื่อชวย พฒั นาความรคู วามสามารถของพนักงานกลุมเดิมใหดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ตองใหความ เอาใจใสด แู ลความกา วหนา ทางอาชพี ใหกับพนักงานทจี่ า งใหม เพื่อชวยใหพนักงานทั้ง สองกลมุ บรรลเุ ปาหมายในการทาํ งาน 4.2) การออกแบบระบบเทคนคิ และสงั คม เปน การออกแบบองคก ร และงานที่มุงใหความสําคัญของท้ังทางดานการใชเทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน และ มนุษยสัมพันธในการทํางานควบคูกันไปเพื่อปรับปรุงผลผลิต คุณภาพการผลิต แรงจูงใจ และความพึงพอใจในการทํางานของพนักงาน ขณะท่ีการบริหารแนว วิทยาศาสตรมุงเนนระบบเทคนิค สว นความเคลอ่ื นไหวดา นมนษุ ยสัมพนั ธม งุ เนน ระบบ สงั คม แตระบบเทคนคิ สงั คมมุงการออกแบบที่ผสมผสานของท้ังระบบความสนใจใน การประยุกต แนวคิดน้ีไปใชจึงนําไปสูการปรับปรุงในกระบวนการผลิต และความ เขาใจในการออกแบบงาน 4.3) พฤติกรรมศาสตร เปนการศึกษาพฤติกรรมของมนุษยที่เปน ระบบ ซ่ึงชวยกอใหเกิดแนวคิดในทางปฏิบัติท่ีสําคัญหลายดาน โดยเฉพาะดาน จติ วิทยาองคกร/อตุ สาหกรรม จะพบวา การศึกษาพลวัตของภาวะผูนําพฤติกรรมกลุม และแรงจูงใจมีผลกระทบตอการบริหารทรัพยากรมนุษย (สวนหน่ึงของจิตวิทยา
30 บทท่ี 2 ความรูเกย่ี วกบั การบริหารทรัพยากรมนษุ ย องคก ร/ อตุ สาหกรรม ไดพัฒนามาจากความเคลื่อนไหวดานจิตวิทยาอุตสาหกรรมใน สมัยแรกและความเคลอ่ื นไหวดานมนุษยสัมพันธ) โดยภาพรวมจะพบวา แนวคดิ ทง้ั 3 ดาน ไดถูกนํามาประยุกตใชกับระบบการ บริหารทรัพยากรมนุษยในสมัยปจจุบัน โดยเฉพาะในเร่ืองการออกแบบงานการ คัดเลือกพนกั งาน การพฒั นาความกา วหนา ดานอาชีพ การประเมินผลปฏิบัติงาน การ จา ยคา ตอบแทนและคา จา ง และดา นอ่นื ๆ ท่เี ก่ยี วของ 5) สมาคมวิชาชพี หลักสูตรการสอนของสถาบันอุดมศึกษาและเอกสาร สิ่งพิมพ ดานบริหารทรัพยากรมนุษย สมาคมวิชาชีพทางดานการบริหารทรัพยากร มนุษย ท่ีจัดต้ังข้ึนเพ่ือเผยแพรความรูดานนี้ที่มีบทบาทเปนท่ียอมรับกันใน สหรัฐอเมรกิ า เชน สมาคมเพ่ือการบริหารทรัพยากรมนุษย (Society for Human Resource Management) สมาคมการฝกอบรมและพัฒนา (American Society for Training and Development) และสมาคมการบริหารทรัพยากรมนุษยนานาชาติ (International Personnel Management Association) เปนตน สําหรบั หลักสตู รการสอนน้ัน ไดมีการสอนวิชาน้ใี นสถาบนั อดุ มศึกษาเปน ครั้ง แรกในป ค.ศ. 1920 ณ มหาวิทยาลยั โคลมั เบีย จนกระทั่งถึงปจจุบันนี้ไดมีการพัฒนา องคความรูดานน้ีอยางมากมายและไดผนวกเปนสวนหนึ่งของหลักสูตรในระดับ อุดมศกึ ษาทัง้ ระดบั ปริญญาตรีและบณั ฑติ ศกึ ษา วารสารและสิ่งพิมพดานการบริหารทรัพยากรมนุษยไดเร่ิมเผยแพรครั้งแรก ตั้งแตราวชวงศตวรรษท่ี 1920 และไดเพิ่มจํานวนจําหนายเผยแพรในตางประเทศ มากมาย วารสารทร่ี จู ักกนั เชน Personnel ซ่ึงปจจุบันนี้คือ HR focus ซ่ึงตีพิมพครั้ง แรก ในป 1919 และวารสาร Journal of Personnel Research ซ่ึงปจจุบันคือ Personnel Journal พิมพเผยแพรครงั้ แรกในป 1922 เปน ตน นอกจากน้ี การแขง ขนั ดา นคุณภาพยงั สง ผลใหมกี ารปรบั กระบวนการผลติ จาก เดิมไปสกู ารผลิต ที่ใชทุนและเทคโนโลยีชน้ั สูง ตลาดแรงงานตองการพนักงานท่ีมีฝมือ และทักษะหลากหลาย และหลายรปู แบบ คณุ สมบตั ิของแรงงานที่ตอ งการจงึ เปลีย่ นไป จากเดิม
บทที่ 2 ความรเู กย่ี วกบั การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย 31 2.3 วตั ถปุ ระสงคข องการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษยจ ําเปนตองมีการดาํ เนินการอยา งเปนระบบ เพราะ หากไมดาํ เนินการตามกระบวนการอยา งเปน ระบบ ก็จะกอใหเกิดผลเสียตอองคกรใน อนาคตได เพราะผลทไ่ี ดร บั จากการจดั การทไี่ มเปน ระบบนนั้ จะทําใหองคกรไมประสบ ความสําเร็จในการดาํ เนนิ งานทางธรุ กจิ โดยทุกองคก รตองบรหิ ารจดั การทรพั ยากรมนุษยข องตนเอง ซ่ึงมีวตั ถปุ ระสงค ทีส่ ําคญั ดงั น้ี8 1. เพ่ือชว ยใหองคก รดําเนนิ งานบรรลุเปาหมายเชงิ กลยุทธ 2. เพอื่ ใชทกั ษะความสามารถและความเชี่ยวชาญของทรัพยากรมนุษยใน องคก รอยางมปี ระสทิ ธิภาพ 3. เพ่ือสรรหาบคุ ลากรท่ีมคี ุณภาพและแรงจงู ใจใฝส ัมฤทธ์ิสูงมาปฏิบัติงาน ในองคกร 4. เพ่ือเสรมิ สรางความพึงพอใจในการทํางาน และการตระหนักในคุณคา และศักยภาพของบคุ ลากรผูปฏบิ ตั ิงาน 5. เพ่ือพัฒนาและธํารงไวซึ่งชีวิตการทํางานที่มีคุณภาพในระดับท่ีพึง ปรารถนา 6. เพอ่ื ชวยธาํ รงนโยบายดา นระเบยี บวนิ ยั และจรยิ ธรรมขององคก ร 7. เพือ่ บรหิ ารการเปลยี่ นแปลงในองคก รใหเ กิดประโยชนสงู สดุ ตอ บุคลากร กลุมบคุ คล องคกรและสาธารณชน ดังน้ัน เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของการบริหารทรัพยากรมนุษยประสบ ผลสําเร็จ จะตองมีการปฏิบัติตอทรัพยากรมนุษยขององคกร ในฐานะที่เปนผูมี ความสําคัญตอ ความมีประสทิ ธผิ ลขององคกรและการบรหิ ารงานดา นน้ี ตองมกี าร 8 สุนันทา เลาหนันทน, การบริหารทรัพยากรมนุษย, (กรุงเทพมหานคร ธนการพิมพ ,2556),หนา 12.
32 บทที่ 2 ความรเู กยี่ วกับการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย วางแผนอยา งรอบคอบ เปน ระบบทมุ เท เอาจริงเอาจงั และมีการประเมินผลอยางครบ วงจร 2.4 ภารกจิ ของการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย ภารกิจของการบริหารทรพั ยากรมนษุ ยเปนการดําเนินการตั้งแตการพยากรณ ความตอ งการคนท่จี ะมาทาํ งานในองคกร การดูแลรกั ษาคนที่ทาํ งานในองคกร ไดอ ยาง เกดิ ประโยชนส ูงสดุ ตลอดจนการดแู ลการออกจากงานของคนงาน ซึ่งภารกิจของการ บรหิ ารทรัพยากรมนุษยจะประกอบดวยกิจกรรมท่สี าํ คัญไดแ ก การวางแผน ทรพั ยากร มนุษย การวเิ คราะหง าน การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากร การพัฒนาทรัพยากร มนุษย การพัฒนาอาชีพ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การบริหารคาตอบแทน สวัสดิการและผลประโยชน และกฎระเบยี บ ขอ บงั คับ วนิ ยั ซ่งึ แสดง ดังภาพประกอบ 2.1 ภารกจิ ของการ ขน้ั ที่ 1 การวางแผนทรัพยากรมนษุ ย บรหิ ารทรพั ยากร ขั้นที่ 2 การวเิ คราะหง าน ขั้นท่ี 3 การสรรหาและการคดั เลือกบุคลากร มนุษย ขน้ั ที่ 4 การพฒั นาทรัพยากรมนุษย ขั้นท่ี 5 การพฒั นาอาชีพ ขน้ั ท่ี 6 การประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงาน ขน้ั ที่ 7 การบริหารคาตอบแทน ขน้ั ท่ี 8 สวัสดิการและผลประโยชน ขั้นท่ี 9 กฎระเบยี บ ขอ บังคับ วนิ ัย ภาพท่ี 2.1 ภารกจิ ของการบรหิ ารทรพั ยากร
บทที่ 2 ความรูเ กีย่ วกบั การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย 33 จากภารกิจของการบริหารทรัพยากรมนุษยดังกลาวทําใหฝายทรัพยากร มนษุ ย ขององคกรมหี นา ทีใ่ นการบรหิ ารทรัพยากรมนุษย ดงั นี้ 1. การออกแบบงาน คือการนําภารกิจขององคกรมาแยกออกไปตาม ลกั ษณะ เฉพาะของงานเพือ่ กาํ หนดขอบเขตอาํ นาจหนา ทคี่ วามรับผดิ ชอบไมใหซ ํา้ ซอน กัน และงายตอ การจัดหาคนมาทาํ งานตามตาํ แหนง เหลานั้น 2. การวเิ คราะหง าน คอื การศึกษาคน ควาหารายละเอยี ดของตาํ แหนง งาน ที่ ออกแบบไวน้ัน จะตอ งเปน บุคคลทมี่ คี วามรูป ระสบการณ ตลอดจนคุณสมบัติเชนไร จงึ จะสามารถปฏบิ ัติงานในตาํ แหนง นน้ั ไดอ ยา งเหมาะสมและเกิดประสทิ ธภิ าพ 3. การวางแผนกําลังคน เปนการคํานวณหาปริมาณของพนักงานที่ พอเหมาะ ท่ีจะมาปฏิบตั ิภารกิจท่ีมีอยใู นแตล ะตาํ แหนงงานทงั้ ปจ จบุ นั และในอนาคต 4. การสรรหาและคัดเลือกเปนกระบวนการที่จะหาคนที่มีคุณสมบัติตรง ตาม ลักษณะเฉพาะของตําแหนงงานท่ีองคกรตอ งการใหเ ขา มาทํางานในตําแหนง ท่ีวาง ดังกลา ว ไดค รบถว นและตรงตามเวลาท่ตี อ งการ 5. การบรรจุแตงต้ังปฐมนิเทศ และทดลองงาน เปนกระบวนการรับ พนักงาน ใหมขององคกร ท่ีจะตองทําสัญญาวาจางใหเขามาทํางานในตําแหนงท่ีวาง พรอมกับใหคําแนะนําชี้แจงเกี่ยวกับกฎระเบียบขอบังคับตาง ๆ ขององคกร และ ทดลองทํางาน ชวั่ ระยะเวลาหนึง่ เพื่อใหแนใจวามีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานท่ีจะทํา หรือไม กอนบรรจุ เขา เปน พนักงานประจําขององคกรตอไป 6. การสรางแรงจูงใจ คือ การกระตุนใหพนักงานมีความพยายามท่ีจะ ทํางานอยางเตม็ ทเ่ี ตม็ ใจ เตม็ ความสามารถ โดยใชค วามรูดา นจิตวทิ ยาการทาํ งานมาใช กบั พนกั งานใหเ หมาะสมตามลกั ษณะของแตละบคุ คล 7. มนุษยสัมพันธและการติดตอสื่อสารในองคกร เปนการนําเอาความรู ดา น ความสัมพนั ธระหวางบุคคล และการติดตอสื่อสารของบุคคลมาอบรมพนักงาน เพือ่ ใหมคี วามชาํ นาญในการติดตอ กับบคุ คลและสรา งความสัมพันธอ นั ดีตอ กัน 8. การสรา งทีมงาน คอื ความพยายามของผบู ริหารทีจ่ ะทาํ ใหพนักงานทุก คน ไดม ีความเขา ใจรกั ใคร เปนนา้ํ หนึ่งใจเดียวกนั และชวยกันทํางานดวยความเต็มใจ และ มคี วามสขุ กบั การทํางานรวมกนั
34 บทที่ 2 ความรเู ก่ียวกบั การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย 9. การประเมินผลการปฏิบัติงานเปนกระบวนการท่ีจะตรวจสอบ ความสามารถในการทํางานของพนักงาน เพื่อการปรับปรุงแกไขการทํางานใหมี ประสทิ ธิภาพยิ่งขนึ้ 10. การฝก อบรมและพัฒนา เปนกระบวนการที่จะเพ่ิมพูนประสิทธิภาพ การทํางานของพนักงานใหดีย่ิงขึ้น ดวยการใหพนักงานเขาฝกอบรมในโอกาสตาง ๆ ตามความเหมาะสมและตอเนื่อง 11. การพิจารณาความดีความชอบ การโยกยายและการใหพนจากงาน เปน กระบวนการที่องคกรดําเนินการเพ่ือตอบแทนใหกับพนักงานท่ีทํางานใหกับ องคกร ดว ยการพจิ ารณาเพิม่ คา จาง เงนิ เดอื น เล่ือนตําแหนงหนาท่ีใหสูงข้ึน สวนการ โยกยายเปนไปตามความเหมาะสม ความจาํ เปน ของหนวยงานและการใหพนจากงาน เปนไปตามระเบยี บการพนจากงานขององคก ร 12. การจา ยคา ตอบแทน เปนกระบวนการคิดอัตราคาจางตอบแทน และ ผลประโยชนต อบแทนใหก บั พนกั งานอยา งเปน ธรรมและเกดิ ประสิทธิภาพในการจูงใจ บุคคลภายนอกใหยินดีจะเขามารวมงานและกระตุนใหพนักงานภายในเต็มใจที่จะ ทํางาน 13. การบํารุงรักษาสขุ ภาพอนามัยและความปลอดภัย เปนการดูแลรักษา สุขภาพอนามยั ของพนักงานใหม คี วามแข็งแกรง ทัง้ รางกายและจิตใจ เพ่ือใหทํางานได อยางมีประสิทธิภาพตลอดจนปองกันอุบัติภัยท่ีอาจจะเกิดข้ึนจากการทํางานซึ่งเปน สาเหตุของการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพยส ิน 14. การควบคุมดานวินัยและการลงโทษ เปนการฝกฝนใหพนักงานมี ความสามารถในการควบคุมตนเอง ใหอยูในกฎระเบียบขอบังคับ เพ่ือความมี ประสทิ ธภิ าพขององคกร หากผใู ดฝา ฝนก็ดาํ เนินการลงโทษตามความเหมาะสม 15. กฎหมายเกี่ยวกับแรงงานและแรงงานสัมพันธ เปนการใหความรูแก นายจาง และลกู จางท่ีจะปฏบิ ตั ติ ามขอกําหนดของกฎหมายท่ีเก่ียวของกับการวาจาง แรงงาน ซึ่งประกอบดวยกฎหมายคุมครองแรงงาน กฎหมายกองทุนเงินทดแทน กฎหมายกองทุน ประกันสังคม และกฎหมายแรงงานสัมพันธ และเม่ือเกิดปญหา ขดั แยงจะไดดาํ เนินการไดอ ยา งถกู ตอ ง มีประสิทธภิ าพและเกดิ ประโยชนต อสว นรวม
บทที่ 2 ความรูเกย่ี วกบั การบริหารทรัพยากรมนษุ ย 35 2.5 การจัดองคก รของหนวยงานทรพั ยากรมนษุ ย ปจจบุ นั การจัดองคก รของหนว ยงานทรัพยากรมนุษยจะแตกตางกันในแตละ องคกรหนวยงานทรัพยากรมนุษยท่ีมีประสิทธิภาพสมควรจะตองจัดโครงสรางของ หนวยงานใหสอดคลองและสมดุลกับโครงสรางขององคกร เชน ขนาดขององคกร ก็ นับวา เปน ปจ จยั สําคญั ในการกาํ หนดโครงสรางองคกร โดยองคกรท่ีมีขนาดเล็ก จะมี โครงสรา งองคก รทแ่ี ตกตางจากองคกรที่มีขนาดใหญ เพราะองคกรขนาดเลก็ ยอ มจะมี การดําเนินงานที่ไมสลับซับซอน รายละเอียดของงานรวมท้ังจํานวนบุคลากร ก็จะมี นอ ย สวนองคก รที่มีขนาดใหญยอ มตอ งมีกิจกรรมตาง ๆ มากมาย มีปริมาณบุคลากร จํานวนมาก การทํางานแยกออกเปนหนวย/แผนก/ฝายตาง ๆ ซึ่งขนาดของ องคกร ยอมบงบอกถึงทรัพยากร ดานการเงิน องคกรที่มีขนาดใหญยอมมีเงินทุนในการ ดําเนินงานมากกวาองคกรขนาดเล็ก เปนตน9 ซง่ึ โครงสรางของหนวยงานทรัพยากร มนษุ ยโดยท่ัวไป มลี ักษณะดังภาพท่ี 2.2 ภาพที่ 2.2 แสดงโครงสรางของหนวยงานทรพั ยากรมนษุ ย ผูจัดการฝา ยทรพั ยากรมนษุ ย แผนกสรรหา แผนก แผนก แผนก แผนก แผนก และวา จา ง เงินเดือน พนักงาน แรงงาน ฝก อบรม สขุ ภาพ และ และผล สมั พนั ธ สัมพนั ธ และพฒั นา ประโยชน ความ ปลอดภยั 9 สุดา สุวรรณาภิรมย,เอกสารคําสอนวิชา 230361 การบริหารงานบุคคล. (มปป ,2546).
36 บทที่ 2 ความรเู ก่ยี วกบั การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย 2.5.1 การบริหารทรพั ยากรมนุษยเ ชิงกลยทุ ธ การบริหารทรัพยากรมนุษยเชิงกลยุทธ ไดประยุกตแนวคิดของการบริหาร เชงิ กลยทุ ธมาใชจ ัดการดานทรพั ยากรมนุษยในองคก ร รปู แบบการบรหิ ารเชิงกลยุทธมี คุณลกั ษณะ 6 ประการ ไดแก 1. การยอมรับอิทธพิ ลของสภาพแวดลอมภายนอกองคกร สภาพแวดลอม ภายนอกองคกรซ่ึงเปน ทงั้ โอกาส (Opportunities) และอปุ สรรค (Threats) ตอองคก ร เชน กฎหมาย สภาวะทางเศรษฐกิจ การเปล่ียนแปลงทางสังคมและประชากร การเมืองเทคโนโลยีเปนตน ในการกําหนดกลยุทธของกิจกรรมดานการ บริหาร ทรัพยากรมนษุ ยจะนาํ เร่ืองตาง ๆ เก่ียวกับสภาพแวดลอมมาประกอบการจัดทํา แผน กลยุทธแตละดาน โดยจะใชมาตรการเชิงรุกกับโอกาสท่ีจะเกิดข้ึน ขณะเดียวกัน พยายามหาวธิ ีการแกไ ขขจัดอปุ สรรคใหหมดไป 2. การยอมรับอิทธิพลของการแขงขันและความเคล่ือนไหวเปล่ียนแปลง ของตลาดแรงงาน องคประกอบท่ีเกี่ยวของกับการแขงขันและความเคล่ือนไหวใน ตลาดแรงงาน เชน การจูงใจคา ตอบแทน และประโยชนเกื้อกูล การเปล่ียนแปลงอัตรา คาจาง อัตราการวางงาน สภาพการทํางานและชื่อเสียงของคูแขง เปนตน องคป ระกอบตา ง ๆ เหลานี้ สง ผลกระทบถึงการตดั สินใจดา นทรัพยากรมนษุ ยแ ละก็จะ ไดร บั ผลกระทบดวยเชนกนั 3. การเนน แผนระยะยาว แนวคิดของการจัดทําแผนกลยุทธขององคกรจะ มุงเนน เปาหมายในอนาคต และทศิ ทางการปฏิบัติงานในระยะยาว จึงตองมกี ารกําหนด วิสัยทัศนขององคกรใหชัดเจน ตอจากน้ันจะกําหนดกลยุทธการบริหารทรัพยากร มนุษย เพอ่ื ผลักดนั ใหมกี ารปฏิบัตภิ ารกิจตา ง ๆ ไดด ําเนนิ การไปสูเ ปาหมายเชงิ กลยทุ ธ ทไ่ี ดกําหนดไว เปนการแปลวิสยั ทศั นลงสกู ารปฏบิ ตั ทิ ีเ่ ปน รูปธรรม 4. การเนนการพัฒนาทางเลือกในการปฏิบัติงานและการตัดสินใจ การ บริหารทรัพยากรมนุษยเชิงกลยุทธ มุงเนนการพัฒนาทางเลือกกลยุทธท่ีกําหนดจะ ไดมาจากทางเลือกหลายๆ ทาง โดยผูเก่ียวของจะมีสวนรวมในการเสนอทางเลือกใน การดาํ เนนิ การไปสูเปาหมายในอนาคตทกี่ ําหนดไว และการตดั สินใจจะพิจารณาเลือก กลยทุ ธท่ีเหมาะสมที่สุด ในบรรดาทางเลือกทั้งหมดทม่ี อี ยู
บทท่ี 2 ความรเู ก่ียวกับการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย 37 5. ขอบเขตของการพจิ ารณาครอบคลุมทกุ คนในหนวยงาน กลุมเปาหมาย ของการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย คือบคุ ลากรทุกคนในองคก ร นับต้ังแตพนักงานระดับ ปฏิบตั ิการจนกระท่ังถึงผูบ ริหารตามแนวคดิ ด้งั เดิมน้นั จะมงุ เนน เฉพาะพนักงานระดับ ปฏิบัติการเทาน้ัน เชน เม่ือพิจารณาเรื่องการพัฒนา ก็จะมีโปรแกรมการพัฒนา ผูบ รหิ าร สาํ หรับคณะผบู รหิ ารและมกี ารฝกอบรมใหก บั พนักงานระดบั ปฏิบัตกิ าร เปน ตน 6. การบูรณาการระหวางกลยุทธดานทรัพยากรมนุษยและกลยุทธดาน ธุรกจิ กลยทุ ธด า นทรพั ยากรมนุษยท ่อี งคกรกําหนด จะตอ งสนบั สนุนกลยทุ ธท างธรุ กจิ ผอู ํานวยการฝา ยทรัพยากรมนุษย จะมีสว นรว มในการวางแผนเปาหมายกลยทุ ธ ระดับ องคก ร และรว มกันกําหนดเปาหมายกลยุทธดา นงานบริหารทรัพยากรมนุษยในองคกร เพื่อใหม ่นั ใจวา เปา หมายดานทรัพยากรมนุษยสนับสนุนและสนองตอบตอเปาหมาย ของธุรกจิ 2.5.2. กลยุทธท างธรุ กจิ กับผลกระทบท่ีมีตอการบริหารทรัพยากร มนษุ ยใ นองคก ร การบริหารทรพั ยากรมนุษยตามแนวคดิ ด้ังเดมิ จะมองวา เปนงานภารกิจเดียว ถึงแมว า จะมกี ารแบงหนา ท่ีออกเปน กลมุ งานยอ ย เพื่อรับผิดชอบงานตาง ๆ เชน การ สรรหาการคดั เลือก การฝก อบรม คาตอบแทน และแรงงานสัมพันธ แตเมื่อพิจารณา โดยถองแทก็พบวา ภารกจิ ดานนมี้ หี ลากหลาย จึงไดมีแนวคิดทางเลือกใหมท่ีมองการ บริหารทรัพยากรมนุษยในฐานที่เปนพาหนะ (Vehicle) ซ่ึงชวยผลักดันใหเปาหมาย กลยทุ ธขององคกรประสบผลสาํ เรจ็ กลายเปน ความจริงข้นึ มา การตัดสินใจเชงิ กลยทุ ธข ององคก ร ถา ดูเพยี งผิวเผินอาจคดิ วา ไมมีผลกระทบ ตอพนักงาน แตท่ีจริงแลว มีผลกระทบโดยตรงตอพนักงาน ตัวอยางเชน บริษัทสาย การบิน แหงหน่ึงตัดสินใจซ้ือเครื่องบินจัมโบเจ็ทรุนใหม มาเพ่ือบริการผูโดยสาร เนื่องจากบริษัทเพิ่งไดรับสัมปทานเสนทางบินเพิ่ม การปฏิบัติการที่ตองดําเนินการ ไดแก การฝกอบรมเจา หนาท่ีผูเกี่ยวของเร่ืองตาง ๆ เชน นักบินและผูชวยนักบินตอง เรียนรกู ารฝกบนิ พนักงาน บรกิ ารบนเครอื่ งตอ งเรียนรูเ กี่ยวกบั การใหบริการ และการ
38 บทที่ 2 ความรูเ กี่ยวกับการบริหารทรพั ยากรมนษุ ย ใชอุปกรณตาง ๆ ดานการรักษาความปลอดภัยบนเคร่ือง พนักงานภาคพ้ืนดินตอง ทราบเก่ียวกบั วธิ ีการใหมของการข้ึนและการลง ฝายซอมแซมบํารุงรักษาตองเรียนรู วิธีการดูแลรักษาและใหบริการที่เขายังไมคุนเคย หรือแมแตฝายการตลาดก็ตองการ รับรูค ุณลักษณะพเิ ศษของเครอ่ื งบนิ เพ่ือใชเปนขอมูลประชาสัมพันธดานสงเสริมการ ขายเชญิ ชวนใหล กู คา ใชบริการ เปน ตน แมว าทย่ี กตวั อยางน้ี เปนเพียงสว นหน่ึงเทานั้น แตส ามารถช้ีใหเ ห็นวา การตัดสินใจครั้งน้ี ทําใหมีกิจกรรมดานการบริหารทรัพยากร มนษุ ยเ กิดขน้ึ มากมาย ซ่งึ เกย่ี วของกบั หลายฝายในหนวยงาน ที่สําคัญยังสงผลตอการ ประเมินผลในระยะยาวขององคกรดวยวา การตัดสินใจบินเสนทางใหม และการซื้อ เครอ่ื งบินรนุ ใหมน ้ันเปน อยา งไร ดงั น้นั การตัดสนิ ใจทางธุรกิจจะไมบรรลุมรรคผลถาหากการปฏิบัติการดาน การบริหารทรพั ยากรมนุษยม ีปญ หาการปลอยใหเ ครอื่ งบนิ จอดอยูเ ฉยๆ เพราะความไม พรอมดานการฝก อบรมหมายถงึ การสญู เสียผลประโยชนดานการเงินจํานวนมหาศาล ผโู ดยสารทีถ่ กู เล่ือนการเดินทางอาจมีภาพลักษณในทางลบตอบริษัทได ในปจจุบันน้ี จึงไดมีการตระหนักถึงความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษยที่มีตอความมี ประสทิ ธิผลขององคกร จงึ ไดมีการออกแบบภารกจิ และกจิ กรรมตา ง ๆ ใหมีสว นในการ ชว ยใหทัง้ เปา หมายสว นบุคคลและเปาหมายขององคก รประสบผลสําเรจ็ ดว ยกัน10 ตวั อยางการตัดสินใจเชิงกลยุทธของผูบริหารและผลกระทบที่มีตอกิจกรรม การบริหารทรพั ยากรมนุษยมีรายละเอียดในแผนภาพท่ี 2.3 10 สุนันทา เลาหนันทน, การบริหารทรัพยากรมนุษย, (กรุงเทพมหานคร ธนการพิมพ ,2556),.หนา 10.
บทท่ี 2 ความรเู กี่ยวกบั การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย 39 ภาพท่ี 2.3 การตดั สินใจเชิงกลยุทธและผลกระทบตอ การปฏบิ ัติการดา นบรหิ าร ทรัพยากรมนุษย ผลกระทบตอการปฏบิ ตั กิ าร ดา นบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย การซ้ือเครือ่ งมอื ใหมท นี่ าํ เทคโนโลยี การฝก อบรมดานการใชเ ทคโนโลยี ระดบั สูงมาใช การคัดเลอื ก (จากบรษิ ัทเดิม) การขยายกจิ การโดยการ ถอื สิทธ์ยิ ดึ ครอง การฝก อบรมพนักงาน กิจการอ่ืน (Acquisition) การบรหิ ารคาตอบแทน การจัดลดกําลังคน (ของเดมิ คนมาก) การรับภาระหน้ีสินเพิม่ ข้นึ การบริหารคาตอบแทน (ลดลง) เพือ่ หลีกเลย่ี งการถูกยึดครอง การจดั ลดกําลงั คน การมงุ ขายสนิ คา ในตลาด การคัดเลอื กพนกั งานไปตางประเทศ ตางประเทศ การฝกอบรมพนักงาน การหาสถานที่ใหมเพอื่ สรา งโรงงาน การโอนยา ย การสรรหาและคัดเลือกพนกั งาน ใชกลยุทธก ารแขง ขนั ดวยตน ทนุ ตา่ํ การฝกอบรมพนักงาน การซื้อปรับระบบองคก ร การบรหิ ารคา ตอบแทน แรงงานสัมพันธ การฝกอบรมพนกั งาน การปรับวฒั นธรรมการทํางาน การฝก อบรมพนกั งาน การออกแบบสายงาน การเปลย่ี นสายอาชีพ การบริหารคาตอบแทน ที่มา Adapted From Cynthia D. Fisher,Lyle F.Schoenfeldt and Jame B. Shaw, Human Resource Management, 3rd ed.(Boston,Massachusetts:Honghton Mifflin,1996).p.23
40 บทที่ 2 ความรูเกี่ยวกบั การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย ความแตกตา งระหวางการบริหารทรัพยากรมนษุ ยเชิงกลยุทธและการบริหาร ทรัพยากรมนุษยแบบดั้งเดิม การบริหารทรัพยากรมนุษยเชิงกลยุทธมีความแตกตาง จาก การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ยแบบดง้ั เดิม ซงึ่ มุง เนนหนา ที่ (Function) เสยี เปนสว น ใหญแ ละแตล ะหนา ที่จะมีการดาํ เนินงานอยา งเปนอิสระ แตในแนวคิดของการบริหาร เชิงกลยทุ ธนนั้ ผอู าํ นวยการฝายทกุ คนจะเปน สวนหนง่ึ ของทีมบริหาร (Management team) ดังนั้นจึงไดอธิบายความแตกตางหลักๆ ของทั้ง 2 แนวทางไว 6 ดานใหญๆ ไดแ ก การวางแผน อํานาจ ขอบเขตของภารกจิ การตัดสนิ ใจ การบรู ณาการกับภารกิจ อน่ื ๆ และการประสานงาน โดยมีรายละเอียดในแผนภาพท่ี 2.4 ภาพท่ี 2.4 ความแตกตางระหวางการบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ยเชิงกลยทุ ธและการ บรหิ ารทรัพยากรมนุษยแ บบดงั้ เดิม มิติ การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย การวางแผนและ เชงิ กลยทุ ธ แบบด้งั เดิม การกําหนดกลยุทธ มีสวนรวมในการจดั ทาํ แผนเชิงกล อาํ นาจ ยทุ ธขององคกรและกาํ หนดภารกิจ มสี วนรว มในการวางแผน ขอบเขตของภารกิจ การตัดสนิ ใจ HRM ใหสอดคลองกับแผนเชงิ กล ระดับปฏิบัตกิ ารเทาน้นั การบูรณาการกบั ภารกจิ ยทุ ธของหนว ยงาน อ่ืน ๆ ขององคกร ผูบริหารระดับสงู ดานน้ี ผบู รหิ ารมสี ถานภาพ มสี ถานภาพและอํานาจในระดบั สงู และมีอํานาจระดบั กลาง ตําแหนง สูงสุด เรียกวารองประธาน ตาํ แหนง ระดบั สูง ฝา ยทรพั ยากรมนุษย คอื ผูอํานวยการฝาย เก่ียวของกับพนกั งานทุกคน ตง้ั แต เก่ียวขอ งสวนใหญกับ ระดบั ปฏบิ ตั ิการจนถงึ ระดบั ผบู รหิ าร พนักงานระดับปฏบิ ัติการ มีสว นรวมในการตดั สนิ ใจเชิงกลยทุ ธ มสี วนรวมในการตัดสินใจ ระดับปฏบิ ตั กิ าร ภารกิจดา น HRM ตอบสนอง ตอ ภารกจิ ของ HRM ตอบสนอง ภารกจิ ดา นอื่น ๆ ขององคก ร เชน ตอภารกิจอื่นในระดับต่าํ การตลาด การเงนิ และการผลิตฯลฯ
บทท่ี 2 ความรูเ ก่ยี วกับการบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย 41 การประสานงาน ทกุ กิจกรรมหลักมีการ ประสานงาน แตล ะกิจกรรมดาํ เนินการ กัน เชน การ สรรหา การคดั เลอื ก อยา งมีอิสระไมสัมพันธกัน การ บรรจุ และการฝก อบรม ที่มา William P. Anthony, Pamela& Perrewe and k. Micheie kacmar,Strategic HMAN Resource Managemant,nd ed.(Fort Worth,Texas 1996), p.15. การบริหารทรพั ยากรมนษุ ยเชิงกลยทุ ธไดรับการยอมรับวาเปนกลไกสําคัญที่ สนบั สนนุ ความสาํ เร็จของเปาหมายเชงิ กลยทุ ธข องธุรกจิ แนวทางการดําเนินงานที่ฝาย บรหิ ารควรนาํ ไปพิจารณา มดี ังนี้ 1) มีการกาํ หนดกลยุทธทางธรุ กิจขององคก รกอน แลวจึงพัฒนากลยุทธดาน ทรพั ยากรมนษุ ยใ หสอดคลองกบั กลยทุ ธขององคกร 2) กลยุทธดานทรัพยากรมนุษยควรจะสอดคลองกับกลยุทธดานอ่ืน ๆ เชน การเงนิ การตลาดและการผลติ เปน ตน 3) กระบวนการกําหนดกลยุทธควรยืดหยุน และพรอ มจะปรับตามสภาพการ เปลี่ยนแปลงทเี่ กิดข้ึน 4) ผูบริหารระดับสูงดานทรัพยากรมนุษยควรมีสวนรวมในกระบวนการ กาํ หนดกลยุทธขององคกร 5) กลยุทธดานทรัพยากรมนุษยจะตองครอบคลุมบุคลากรทุกคนและทุก ระดับต้ังแตร ะดบั ผบู รหิ ารลงมาถึงระดับปฏบิ ตั ิการ 6) สภาพแวดลอมภายนอกและการแขงขันที่เกิดขึ้นตองถูกนํามาพิจารณา ประกอบการจดั ทําแผนกลยุทธทง้ั ขององคก รและของงานทรพั ยากรมนษุ ย 7) การตัดสินใจเปนหวั ใจสําคัญของกระบวนการพัฒนากลยุทธ และผูบรหิ าร ควรเขาใจกระบวนการและมสี ว นรว มในการตัดสนิ ใจทั้งเชงิ คุณภาพและปริมาณ 8) ความเขาใจเรอ่ื งสภาพแวดลอ มภายนอกทดี่ ีจะสงผลถงึ คุณภาพการตัดสิน ใจ
42 บทที่ 2 ความรูเก่ียวกบั การบริหารทรพั ยากรมนุษย 9) งานบรหิ ารทรัพยากรมนุษยเปน หนว ยงานหลกั ท่ีจะตองศึกษาเรื่องตาง ๆ ที่เกย่ี วของกบั สภาวะตลาดแรงงาน 10) การคาดคะเน หรือการพยากรณผลกระทบของการตัดสินใจที่มีผลตอ ทรัพยากรมนุษยในองคกรเปนส่ิงท่ีตองดําเนินการแนวปฏิบัติขางตนจะชวยใหการ บรหิ ารทรัพยากรมนุษยเชงิ กลยทุ ธไ ดมีสว นในการผลักดันใหก ารปฏิบัตงิ านขององคกร เปน แบบเชงิ รุก และประสบผลสาํ เรจ็ ตามทก่ี ําหนดไว 2.6.3 สภาวการณทที่ า ทายตอ การบริหารทรพั ยากรมนษุ ยใ นองคกร ภายใตบ รบิ ทและเง่ือนไขของการเปลยี่ นแปลงดา นตาง ๆ ของสภาพแวดลอม ทางธุรกจิ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศของศตวรรษที่ 21 ทุกองคกรตองเผชิญกับแรง ผลักและส่ิงทาทายในหลายรูปแบบท่ีสงผลกระทบตอกลยุทธการบริหารทรัพยากร มนษุ ยของหนวยงาน หากผูบรหิ ารไมเ ขา ใจสภาวะของการเปล่ียนแปลงขาดวิสัยทัศน และไมเตรยี มศักยภาพในการปรับภารกิจเชิงกลยุทธ อาจทําใหองคกรน้ัน ๆ สูญเสีย โอกาสในการแขงขันอยา งสมศักดศ์ิ รไี ปได สภาวการณที่นับเปนส่ิงทาทายการบริหาร ทรัพยากรมนุษยใ นปจจุบนั และในอนาคต 1. การปรบั โครงสรา งใหมข ององคกร (Corporate reorganizations)การ ปรับโครงสรางใหมขององคกรที่เกิดข้ึนพบไดหลายลักษณะ เชน การ รวมกิจการ (Merger) การถือสิทธ์ิยึดครองหรือเขาซื้อกิจการ (Acquisition) การปรับ ลดขนาด (Downsizing) การถอนตัวหรือเลิกธุรกิจ (Divestiture) และการร้ือปรับระบบ (Reengineering) เปนตน ความพยายามในการจัดรปู แบบการทาํ งานใหมใ หสอดคลอ ง กับสภาพความเปล่ยี นแปลงเหลา นี้ มจี ดุ มุงหมายเพื่อตอ งการใหผลการปฏิบัติงานดขี ึ้น ในดา นตา ง ๆ ไดแก ตนทนุ คุณภาพ การบริหาร และความรวดเร็วซึง่ จะชวยใหองคกร มีศักยภาพในการแขงขันสูงข้ึน ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงจะสงผลกระทบตอ พนักงานทกุ ระดับซง่ึ รวมถงึ การบริหารทรพั ยากรมนษุ ยใ นหนว ยงานดวย
บทที่ 2 ความรูเ ก่ียวกับการบริหารทรพั ยากรมนษุ ย 43 ส่งิ ทาทายทเ่ี กิดข้นึ จากการปรับโครงสรางใหมที่ระบบการบริหารทรัพยากร มนษุ ย จะตองตระหนักถงึ อันไดแก 1.1 การสูญเสยี งาน ซ่ึงรวมถงึ เงินเดอื น คาจา ง และผลประโยชนเกือ้ กูล 1.2 การเปลย่ี นแปลงงาน รวมถึงบทบาทและความรบั ผดิ ชอบใหม 1.3 การโยกยา ยไปปฏบิ ตั งิ านในสถานที่ทาํ งานใหม 1.4 การเปลี่ยนแปลงคาตอบแทนและผลประโยชนเกื้อกูล 1.5 การเปลย่ี นแปลงในเสนทางอาชพี 1.6 การเปล่ยี นแปลงในอํานาจสถานภาพและช่ือเสียง 1.7 การเปลี่ยนแปลงพนักงานรวมถึงเพ่ือนรวมงาน ผูบังคับบัญชาและ ผใู ตบ งั คบั บญั ชา 1.8 การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององคกร (Corporate culture) และ เอกลักษณ (Identity) ขององคก ร 2. การแขงขันระดับโลก (Global competition) แนวโนมในระยะยาว ชี้ใหเ หน็ วา การแขงขันในการผลิตสนิ คาและธุรกิจการ บริการจะตองมีการรวมตัวกัน ในระดบั นานาชาติ จะไมม ีชาติใดท่ีสามารถโดดเดนอยไู ดเพยี งชาตเิ ดยี ว จึงไดม ีการรวม ลงทุนระหวางชาติ (International joint ventures) เกิดขึ้นนับเปนมิติใหมของการ บรหิ ารทรพั ยากรมนุษย ท่ตี อ งชว ยผลกั ดนั ใหธ รุ กจิ ใน ระดับโลกประสบผลสําเร็จ โดย ใชความพยายามในการผสมผสานความแตกตางใน เร่ืองบรรยากาศการทํางาน ขั้นตอนการทํางานระหวางของบริษัทแมและบริษัทรวมลงทุนปญหาที่ทาทายนัก บริหารทรัพยากรมนุษย ซึง่ สมั พนั ธก บั การทําธรุ กจิ ขามชาติ ไดแ ก 2.1 การสรรหาและการบรรจุพนักงานประเทศท่ีบริษัทตั้งอยูคาดหวังให ประชาชนไดม งี านทําเพม่ิ ขนึ้ มากกวา คาํ นงึ ถึงผลประโยชนท ีไ่ ดร บั 2.2 การเลื่อนตําแหนง ตําแหนงบริหารระดับสูง มักจะสงวนไวกับ พนักงานจากบริษัทแม 2.3 ความจงรักภักดี พนักงานที่ปฏบิ ัตงิ านรว มกนั มาจากหลายกลมุ จงึ อาจ กอ ใหเ กดิ ความขดั แยงในเรื่องนไ้ี ด
44 บทท่ี 2 ความรูเ กี่ยวกบั การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย 2.4 การมอบหมายอํานาจ บริษัทแมมักจะจํากัดขอบเขตของการมอบ อาํ นาจ ในบางเรอื่ งบางครั้งจงึ ขาดความคลอ งตัวในการทํางาน 2.5 การตัดสนิ ใจ กระบวนการมกั จะซับซอ นเพราะมคี วามขัดแยงในเร่ือง ความคาดหวงั ของฝายตา ง ๆ เขา มาเกยี่ วของ 2.6 ความไมค ุนเคย พนักงานที่มาจากประเทศไทยไมสามารถปรับตัวให เขา กบั สภาพแวดลอมและวฒั นธรรมของประเทศทีไ่ ปปฏิบัติงาน 2.7 การสื่อสาร อุปสรรคของการสื่อสารท่ีเกิดข้ึนอาจเน่ืองจากปญหา ระหวางบคุ คลหรอื ส่ือความหมายกนั ไมเขา ใจอยางถอ งแท 2.8 ขอมูลขาวสาร การสงขาวสารขอมูลตาง ๆ อาจมีขอกําหนดไม สามารถทาํ ไดในทกุ เรอื่ ง 2.9 คาตอบแทน ความแตกตางระหวางคาตอบแทนของพนักงาน ท่ีมา จากตา งประเทศและของทองถ่ินอาจกอ ใหเกิดความไมพอใจ และมีความยงุ ยากในการ ประเมินผลการปฏิบัติงาน เพราะมาตรฐานไมเ หมือนกนั 3. การเจริญเติบโตท่ีชาลงกวาเดิม (Slower growth) การเจริญเติบโตท่ี ชาลงในระยะยาวของธุรกิจทําใหพนักงานที่มีศักยภาพสูญเสียโอกาสกาวหนาใน เสนทางสายอาชีพ พนักงานอาวุโสที่ปฏิบัติงานมานานยังคงอยูตําแหนงเดิม กลยุทธ การลดขนาดองคกร (Downsizing) โดยการลดช้นั ของการบริหารระดับกลาง การเพ่ิม ขนาดของการควบคุม และการลดขนาดของกําลังคน จึงเปนทางเลือกท่ีถูกนํามาใช แนวโนมของการเจริญเติบโตที่ชาลงในระยะยาว ทําใหมีการเปล่ียนแปลง ที่สงผล กระทบตอ กลยทุ ธการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย เชน 3.1 การใชเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีทันสมัยแทนจุดที่เคยใชพนักงาน ดาํ เนนิ การ 3.2 การใชร ะบบอัตโนมตั ิในการปฏบิ ตั งิ านทําใหพนักงานนอยลง 3.3 การจัดองคกรที่ราบลงกวาเดิมโดยลดข้ันบังคับบัญชาระหวาง ระดับสูง และระดับตาํ่ ตาํ แหนง ผูบ ริหารไมจาํ เปนในระดับกลางจะถูกตดั ออกไป 3.4 การปด โรงงานเพอ่ื ควบคมุ จํานวนผลผลิตใหอยูใ นระดบั ทเ่ี ปน จรงิ
บทท่ี 2 ความรเู กย่ี วกบั การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย 45 3.5 การออกแบบงานใหมที่ยืดหยนุ กวา เดมิ เชน การใชพนกั งานช่ัวคราว 4. ความกา วหนาทางดานเทคโนโลยี (Technological advances) ความ เจรญิ กา วหนา ทางเทคโนโลยีในวงการอตุ สาหกรรมการขนสง การ โทรคมนาคม และ คอมพวิ เตอร มอี ทิ ธพิ ลอยา งสูงตอ การออกแบบงาน โครงสรา งของบริษัท และทักษะที่ พนักงานจําเปน ตอ งมผี ลของความเจรญิ กาวหนาของวทิ ยาการดานเทคโนโลยี ทําใหมี การเปลีย่ นแปลงดานการบริหารทรพั ยากรมนุษยในองคก ร ดงั นี้ 4.1 พนักงานตอ งรับผิดชอบงานเพิ่มขึ้น และตองใชทักษะที่หลากหลาย มากขึน้ กวาเดมิ 4.2 มกี ารใชท มี งานเพือ่ ปฏบิ ตั ิงานมากขน้ึ 4.3 บทบาทของผจู ดั การในฐานะเปน ผูส อนแนะและเปนผูทรงคุณวุฒิจะ มากขึน้ 4.4 โครงสรา งของหนว ยงานจะราบลง 4.5 ระบบสารสนเทศดานทรัพยากรมนุษยในองคกรเปนส่ิงท่ีจําเปนตอง พัฒนาขน้ึ 5. ส่ิงทาทายดานคุณภาพ (Quality challenge) เพื่อการรับรองตาม มาตรฐานสากล คลนื่ ลกู ใหมท ่ีกําลังกอตัวแผกระจายเขา ไป สูธรุ กจิ ยุคป 2000 ท่ีไดรับ การพดู ถึงกันมาก ไดแ ก Total Quality Management (T.O.M), Total Productive Maintenance (T.P.M.), ISO 9000/14000 หรือแมกระท่ัง 2.5. 9000 ซ่ึงกลยุทธ ทงั้ หมดนีพ้ ัฒนาจากแนวคิดของการสรางทมี งานและการปรบั ปรงุ กระบวนการทํางาน อยา งตอ เนอ่ื ง องคก รธรุ กจิ ตาง ๆ ลวนต่นื ตวั ในการขอรับรองมาตรฐานสากล เพ่ือเปน หลักประกันวาไมเพียงสินคาเทานั้นท่ีมีคุณภาพ แตยังรวมถึงความสามารถใน การ จัดระบบการปฏิบัติ การสรางบุคลากรใหมีคุณภาพและการจัดระบบการบริหารท่ีมี มาตรฐานตามความตอ งการขององคกรมาตรฐานสากล (International Organization for Standardization)
46 บทท่ี 2 ความรเู ก่ียวกบั การบริหารทรัพยากรมนุษย การต่ืนตัวเพือ่ ผลกั ดันใหองคกรเรงพัฒนาคุณภาพเขาสูการรับรองมาตรฐาน คณุ ภาพ ไดสง ผลกระทบถงึ การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย ดงั นี้ 5.1 ปรัชญาในการบริหารงานไดมุงเนนวา ทรัพยากรมนุษยในองคกรมี บทบาทสําคญั ทส่ี ดุ ที่ชวยทําใหระบบการทํางานมีคุณภาพ ซ่ึงจะนําไปสูความสําเร็จ ขององคกรในท่ีสุด 5.2 มกี ารเปลี่ยนแปลงทรัพยากรมนุษยส วู ัฒนธรรมใหมในการปฏิบัติงาน เปนการปลุกจิตสํานึกใหทุกคนต่ืนตัววา ธุรกิจมีการแขงขันสูง ทุกคนจําเปนตองเรง พัฒนางานในความรับผิดชอบใหไดม าตรฐาน 5.3 ความจําเปนในการฝกอบรมใหพนักงานมคี วามรคู วามสามารถในการ เปน ผตู รวจสอบคุณภาพภายในได และยงั รวมถงึ การฝกอบรมทางดานเทคโนโลยีและ อื่น ๆ 5.4 การสรางบรรยากาศการทํางานที่สงเสริมความคิดริเร่ิมสรางสรรค และการคน ควา ทดลองส่ิงใหม ๆ 5.5 การทํางานเปนทีมที่มุงเนนพัฒนาคุณภาพสินคาใหตอบสนองความ พอใจของผูบริโภค ขณะเดียวกันความตองการของผูปฏิบัติงานไดรับการตอบสนอง ดวย และการทํางานแบบสงั่ ดว ยตนเองจะมเี พิม่ ขน้ึ 5.6 การส่ือสารระหวางฝายบริหาร ฝายปฏิบัติการและผูรับบริการจะมี เพ่ิมข้นึ การมีสวนรว มจากทุกฝา ยเปนส่ิงจาํ เปน 6. ความหลากหลายของแรงงานท่ีเพ่ิมขึ้น (Increasing diversity in the work force) ความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติของแรงงานท่ีแตกตางจากในอดีต นับเปน สิง่ ทา ทายอีกเร่ืองหน่ึง ความหลากหลายของแรงงานจะมีมิติ 2 มิติ ซ่ึงมิติแรก ประกอบดวย 6 องคประกอบ ไดแก อายุ เชือ้ ชาติ เผา พันธุ เพศ คณุ สมบัตทิ างรา งกาย และความดึงดูดทางเพศ สวนมิติท่ีสองที่ลอมรอบมิติแรกทําใหมีความหลากหลาย เพิ่มขึ้น ซ่ึงประกอบดวย ประสบการณการทํางานรายได สถานภาพการสมรส ประสบการณ ดานทหาร ความเช่ือทางศาสนา ภูมิลําเนาเดิม ความเปนพอแม และ การศกึ ษา เมื่อพิจารณาสภาพของแรงงานในปจจุบัน พบวาจํานวนผูท่ีเขาทํางานจะ
บทท่ี 2 ความรูเก่ียวกับการบริหารทรัพยากรมนษุ ย 47 เปน ผหู ญิง เสียเกนิ ครึ่ง และยังคาดวาเม่ือหลังป ค.ศ. 2000 อายุเฉล่ยี ของผูปฏิบัติงาน จะประมาณ 40 ป น่ันคือจะมีผูสูงอายุที่ยังคงทํางานอาจเนื่องมาจากความจําเปน ทางดานเศรษฐกิจ กรอบแนวคิดดานการบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ยทค่ี วรนํามาพจิ ารณา ไดแก 6.1 การฝกอบรมเพ่ือยกระดับทักษะของแรงงานกลุมสูงอายุใหทันกับการ เปลยี่ นแปลงดานเทคโนโลยีทีเ่ กดิ ขึ้น 6.2 การสรางความม่ันใจในเร่ืองการแตงต้ังเลื่อนตําแหนงกับแรงงานใหมท่ี อายนุ อย ทั้งน้เี นือ่ งจากมแี รงงานทีม่ อี าวุโสมากกวาอยูในองคก รจํานวนหนง่ึ 6.3 การทบทวนเก่ียวกับการเกษียณอายุ การจายคาตอบแทนและ ผลประโยชน 7. ความคาดหวงั ในปจจบุ นั น้ีประชาชนสวนใหญมรี ะดบั การศกึ ษาทส่ี งู ขึ้น จึงทาํ ใหคา นยิ ม และความคาดหวงั ของผปู ฏิบัตงิ านเปล่ียนแปลงตามไปดวย พนักงาน ตองการมีสวนรว มมากขึน้ ความคาดหวงั อกี ประการหนงึ่ ของพนักงานคือการปรับปรุง คณุ ภาพ ชีวิตการทํางานท่ีดขี ึ้น ทัง้ นเี้ น่อื งมาจากการปฏิวตั ิทางดานอเิ ล็กทรอนิกส และ การโทรคมนาคม ทาํ ใหมีนวัตกรรมดา นการสอ่ื สาร และวิทยาการคอมพิวเตอรเกิดข้ึน มากมายอยา งรวดเร็วสง ผลใหม นี วัตกรรมทางดานการบริหารทรัพยากรมนุษยตามมา ดวย นอกจากนี้ ความรับผิดชอบทางดานครอบครัวของพนักงาน ซ่ึงแตกอนงาน ภายในบานเคยอยใู นความดูแลของภรรยาเสียสวนใหญ แตในปจจุบันตองรับผิดชอบ รว มกัน พนักงานจึงจําตองหันมาใหความสนใจเรื่องครอบครัว เชน การดูแลลูก การ รับสง ลูกไปโรงเรียน การดูแลลูกที่ปวย เปน ตน ผลท่ตี ามมามีพนักงานทต่ี อ งการทาํ งาน ท่บี า นเพ่ิมข้นึ ความคาดหวงั ของพนกั งานท่เี ปล่ียนไปทําใหนักบริหารทรัพยากรมนุษย จะตองทบทวนใหม สรุปไดว า การบริหารทรัพยากรมนษุ ยเปนกระบวนการหนึง่ ทจี่ ะชวยใหองคกร ไดบุคลากรที่มีความรู ความสามารถ เขามาปฏิบัติงาน เพ่ือสรางความเจริญเติบโต กา วหนาใหแกองคกร และพรอมจะรองรบั การเปลยี่ นแปลงของโลกธุรกิจยุคปจจบุ นั ได
48 บทที่ 2 ความรเู กยี่ วกับการบริหารทรพั ยากรมนุษย ดังจะเหน็ ไดจากขอบขา ยของการบริหารทรัพยากรมนุษย ท่ีกวางครอบคลุมกิจกรรม ตาง ๆ ในองคกรและเกี่ยวของผูกพันทุกขั้นตอนของการบริหารงาน นับตั้งแตการ วางแผนเพ่ือสรรหาบุคลากรเขามาปฏิบัตกิ ารดแู ลบํารุงรักษา จนกระทัง่ บคุ ลากรพน ไป จากการปฏบิ ัติงาน ซง่ึ งานในแตละหนาทีน่ ้นั จะตอ งเก่ยี วของกับบุคลากรหรือสมาชิก ในองคก ร 3 ชวงระยะเวลา คอื กอนปฏิบัติงาน ฝา ยบริหารทรพั ยากรมนุษยจ ะตองวางแผน สรรหา และจงู ใจ บุคลากรท่ีมีความรูความสามารถ และประสบการณเขามารวมปฏิบัติงาน ขณะ ปฏิบัติงาน หลังจากสรรหาบคุ ลากรทมี่ คี วามรู ความสามารถเขามารวมงานกับองคกร แลว ฝายบริหารทรัพยากรมนุษยยังจําเปนตองธํารงรักษาใหบุคลากรขององคกรมี คุณภาพหลังการปฏิบัติงาน การบริหารทรัพยากรมนุษย ไมไดมุงหวังผลเพียงได บุคลากรเขามาและปฏิบัติงานใหสําเร็จตามเปาหมายเทานั้น โดยองคกรจะตอง จดั เตรียมความพรอมใหบุคลากรไดใชชีวิตอยางมีความสุขในสังคมหลังออกจากงาน อาจจะเปน เร่ืองเงนิ บําเหนจ็ บาํ นาญ เงินกองทนุ สาํ รองเลย้ี งชพี และผลตอบแทนในรปู อนื่ ๆ ทจี่ ะเอ้ือประโยชนตอ การดํารงชีวิตท่มี คี วามสขุ ไดตอ ไป
บทท่ี 2 ความรเู กย่ี วกบั การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย 49 แบบฝก หดั ทา ยบท 1. จงอธบิ ายความหมายของการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย (Human Resource Management) พรอมท้งั ยกตัวอยา งประกอบอยา งเปน รูปธรรม 2. ทา นคิดวา ภารกิจของการบริหารทรัพยากรมนุษย เปนอยางไร จงอธิบาย พรอ มทง้ั ยกตัวอยา งประกอบ 3. หนา ที่ของการบริหารทรพั ยากรมนุษยน้ัน มีอะไรบาง จงอธิบายพรอมทั้ง ยกตวั อยา งประกอบ 4. ทานคิดวาปจจัยท่ีมีผลตอโครงสรางของหนวยงานทรัพยากรมนุษยน้ัน ประกอบดวยอะไรบา ง จงอธิบายพรอม 5. ทานคิดวาการบริหารงานบุคคล (Personnel Administration) และการ บริหารทรพั ยากรมนษุ ย (Human Resource Management) มีความเหมือนกันหรือ ตางกนั อยางไร จงอธบิ ายพรอมทัง้ ยกตัวอยางประกอบ 6. การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย มีความสาํ คญั อยางไรบา ง 7. คําวา ASEAN เปน องคกรระหวา งประเทศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใตน ้ันประกอบดว ย 3 เสาหลกั หมายถงึ สงิ่ ใด จงยกตัวอยาง 8. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย หรอื การพฒั นากาํ ลังคนมี กระบวนการในการ พัฒนาและสง เสรมิ อยา งไร จงอธิบาย? 9. จงอธบิ ายการบรู ณาการระหวางกลยุทธดานทรัพยากรมนุษยและกลยุทธ ดา นธุรกิจพรอมยกตัวประกอบ 10. จงอธบิ ายความความแตกตา งระหวา งการบริหารทรัพยากรมนุษยเชิงกล ยทุ ธและการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษยแ บบด้งั เดิมมาพอเขา ใจ
50 บทท่ี 2 ความรูเกย่ี วกับการบริหารทรัพยากรมนษุ ย เอกสารอา งอิง ดนัย เทียนพุฒ, Core Human Competencies สํานักพิมพ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ สวนทอ งถ่ิน. 2546,. ณัฏฐพันธ เขจรนันทน. (2541). การบริหารทรัพยากรมนุษย.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ แหง จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. พยอม วงศส ารศรี.. พิมพล กั ษณ, กรุงเทพฯ : สุภาครง้ั ท่ีพิมพ5. 2545. ศินารถ ศิริจนั ทพนั ธุ. (2556). กลยทุ ธก ารบริหารและการพฒั นาทรัพยากรมนุษย.สืบ คนขอมลู จาก WWW.uptech.ac.th เมื่อวันท่ี 16 กรกฎาคม 2556 เสนาะ ดิเยาว, การบรหิ ารงานบุคคล. พมิ พลักษณ, กรุงเทพฯ : โรงพมิ พม หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, 2545. พมิ พคร้ังท่ี 9.2545. สมชาย หิรญั กิตติ. (2542). การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย ฉบับสมบูรณ. กรงุ เทพฯ:ธีระ ฟล มและไซแทก็ ซ. สดุ า สุวรรณาภิรมย. (2546). เอกสารคาํ สอนวิชา 230361 การบริหารงานบุคคล สนุ นั ทา เลาหนันทน (2556). การบริหารทรพั ยากรมนุษย. กรุงเทพมหานคร ธนการ พิมพ. ___________, การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย, (2556),.กรงุ เทพมหานคร ธนการพมิ พ, . อนิวัช แกวจํานงค. (2552). การบริหารทรัพยากรมนุษย. พิมพครั้งท่ี 1. สงขลานํา ศิลปโฆษณา. Adapted From Cynthia D. Fisher,Lyle F.Schoenfeldt and Jame B. Shaw, Human Resource Management, 3rd ed.(Boston,Massachusetts :Honghton Mifflin,1996). Oxford Handbook of Human Resource Management, Oxford, Oxford University Press, . Boxall, PF. (007). The goals of HRM, in (eds) P Boxall, J Purcell and P Wright,
บทที่ 2 ความรเู กีย่ วกับการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย 51 Delbridge, R and Keenoy, T. (010). Beyond managerialism, The International Journal of Human Resource Management, 1(6),. Watson, TJ.(010). Critical social science, pragmatism and the realities of HRM, The International Journal of Human Resource Management, 1 (6),
บทท่ี 3 การวเิ คราะหง าน วัตถปุ ระสงคก ารเรยี นประจําบท 3.1 อธิบายความหมาย ความสาํ คญั ของการวเิ คราะหง านได 3.2 อธบิ ายกระบวนการวิเคราะหงานทรัพยากรมนุษยไ ด 3.3 อธบิ ายการวิเคราะหงานการบริหารทรพั ยากรมนษุ ยได 3.4 อธบิ ายประโยชนข องการวเิ คราะหง านได 3.5 อธิบายคณุ สมบตั ิของนักวเิ คราะหงานได ขอบขายเน้อื หา • อธบิ ายความหมาย ความสําคญั ของการวิเคราะหงานได • กระบวนการวิเคราะหงานทรพั ยากรมนุษย • การวเิ คราะหงานการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย • กระบวนการวเิ คราะหงานทรพั ยากรมนุษย • ประโยชนข องการวเิ คราะหง าน บทนาํ การวิเคราะหงาน (Job Analysis) เปน พืน้ ฐานสาํ คญั ของงานดานทรัพยากรมนุษย เนื่องจากขอมูลที่ไดรับจากกระบวนการวิเคราะหงานจะสามารถนําไปใชเปนประโยชนได อยางมากมายในกิจกรรมตาง ๆ ท่ีเก่ียวของกับงานบุคลากร ดังนั้น นักบริหารทรัพยากร มนุษยที่มีความสามารถควรท่ีจะมีความรูและความเขาใจในหลักการวิเคราะหงาน และ สามารถนําผลลัพธที่ไดจากการวิเคราะหงานไปประยุกตใชใหเกิดประโยชนใน การ ปฏบิ ัติงานจริง โดยในบทน้จี ะกลาวถึงความหมายของการวิเคราะหง าน ประโยชนข องการ
บทท่ี 3 การวเิ คราะหง าน 53 วิเคราะหง าน กระบวนการในการวิเคราะหงาน วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับ งาน คุณสมบตั ิของนักวิเคราะหง าน ซ่ึงมรี ายละเอียดดงั นี้ 3.1 ความหมายของการวเิ คราะหง าน ไดม ีนกั วิชาการทง้ั ชาวไทยและชาวตางประเทศอธบิ ายความหมายของการวิเคราะห งาน ที่นา สนใจหลายทา นดว ยกนั ดังนี้ DeCenzo and Robbins ไดใหความหมายวา1 การวิเคราะหงานเปนการศึกษา อยางเปนระบบถึงกิจกรรมท่ีตองการทําในแตละงาน โดยที่การวิเคราะหระบบจะเปน ขั้นตอนทางเทคนคิ ทถี่ กู นํามาใชใ นการกาํ หนดหนา ท่ี ความรับผดิ ชอบ และขอบขายของงาน นน้ั ในขณะที่ Tompkins ไดใหนิยามของการวิเคราะหงานวา2 การวิเคราะหงานเปน กระบวนการท่มี ีการจัดทําอยางเปนระบบ เพ่ือใชในการเก็บรวบรวมบันทึกหลักฐาน และ วิเคราะหสารสนเทศตาง ๆ ที่เกี่ยวขอ งกับงาน ขณะเดียวกัน David ไดอธิบายความหมายของการวิเคราะหงานวาเปน กระบวนการศกึ ษาและการรวบรวมสารสนเทศทเ่ี กยี่ วกับการดําเนินงานและความรับผิดชอบ ของงานที่ทําการวิเคราะห ผลท่ีไดจากการวิเคราะหคือคําพรรณนาลักษณะงาน และ ขอกาํ หนดคุณสมบัติของงาน นอกจากน้ี สนุ ันทา เลาหนันทน3 ไดอ ธบิ ายความหมายของการวเิ คราะหงานอยาง ครอบคลุมวา การวเิ คราะหง าน หมายถึง กระบวนการในการเกบ็ รวบรวมขอมูลเกี่ยวกับงาน ที่ศึกษาท้ังในแงลักษณะงาน หนาที่ ความรับผิดชอบ ชนิดของบุคลากร ความรู ความสามารถ และทกั ษะที่ตอ งการสาํ หรับงานซ่ึงผูป ฏบิ ตั ิงานจึง จะมีเพ่ือใหการปฏิบัติงาน นัน้ ๆ ประสบผลสาํ เร็จตามเปาหมาย ประการสําคัญ คือ การวิเคราะหงานจะชวยช้ีใหเห็น 1 De Cenzo, D. & Robbins,S.(1993). Human Resource Management. 4th ed. New York: John Wiley & Sons, p. 30. 2 Tompkins, Patricia K.(1995).Role Playing/Simulation.The Internet TESL, p.36. 3 สุนันทา เลาหนันทน.การบริหารทรัพยากรมนุษย. (กรุงเทพมหานคร ธนการพิมพ, 2556), หนา 42.
54 บทท่ี 3 การวเิ คราะหงาน วางานน้ันแตกตางจากงานอ่ืนอยางไรและมีการนําขอมูลที่ไดเหลานั้นไปจัดการทําคํา พรรณนาลกั ษณะงาน และขอกาํ หนดคณุ สมบัติเฉพาะของงาน จากที่กลาวทั้งหมดขางตน สามารถสรุปไดวา “การวิเคราะหงาน หมายถึง กระบวนการท่ีมีการจัดการอยางเปนระบบซึ่งถูกนํามาใชในการศึกษารวบรวม และ วิเคราะหข อ มูลทีเ่ กย่ี วของกับงาน เพ่ือที่จะไดสารสนเทศของงานน้ัน เพียงพอตอการท่ีจะ นําไปใชป ระโยชนในการทํากจิ กรรมอืน่ ในอนาคต” โดยท่ีผลลัพธท่ีไดจากการวิเคราะหงานจะถูกจัดทําอยูในหลายลักษณะ เพื่อท่ีจะ นาํ ไปใชป ระโยชนตามความเหมาะสม โดยสารสนเทศของงานท่ีสาํ คัญมีดงั ตอ ไปน้ี 1. เอกสารพรรณนาลกั ษณะงาน (Job Description) ถกู เขยี นข้ึนโดยมขี อ มูลที่เกย่ี วของกับอํานาจหนาท่ี ความรับผิดชอบ ขอบเขตของ งาน และกระบวนการปฏิบัติงาน ตลอดจนเหตุผลและความสัมพันธที่ เกี่ยวของกับการ ปฏิบัติงานนัน้ ปกติเอกสารพรรณนางานจะมลี กั ษณะแตกตา งกนั ไป ตามความเหมาะสมของ แตละองคกร แตโดยทั่วไปแลวเอกสารพรรณนาลักษณะงาน จะประกอบดวยขอความท่ี สําคัญไดแก ตําแหนงงาน (Job Title) หนาท่ี (Functions) ความรับผิดชอบ (Responsibilities) คุณลักษณะของงาน (Job Characteristics) และเงื่อนไขสภาวะ แวดลอ ม (Environmental Conditions) 2. เอกสารระบขุ อกาํ หนดของงาน (Job Specification) จะระบขุ อ มูลทีเ่ ก่ียวขอ งกับคณุ สมบัตขิ องผูที่จะเขามาปฏิบัติงานในหนาที่นั้น โดย เอกสารระบขุ อ กาํ หนดของงานจะเปน ขอ มลู สําคัญท่ใี ชเปน แนวทางในการสรรหา บุคลากรท่ี เหมาะสมเพื่อเขาปฏิบัติงานในแตละตําแหนงขององคกร โดยทั่วไปแลวเอกสารระบุ ขอกําหนดของงานจะมีสวนประกอบที่สําคัญดวย การศึกษา (Education) ประสบการณ (Experience) ความรู (Knowledge) ความสามารถ (Ability) ความชํานาญ (Skill) คณุ สมบัติทางกายภาพ (Physical)และความพรอ มทางจติ ใจ (Psychological Readiness) 3. มาตรฐานการทํางาน (Job Standard) เปน การนาํ ขอ มูลจากการวเิ คราะหงานมาใชเปนเกณฑสําหรับกําหนดแนวทาง ใน การทํางานแตล ะประเภทใหเ ปนไปตามทไ่ี ดก ําหนดไว มาตรฐานการทํางานจะเปน ขอมูลท่ี เปน ประโยชนต อทง้ั บคุ ลากรและองคก ร โดยบุคลากรจะทราบถงึ ความตองการขององคก รท่ี
บทท่ี 3 การวิเคราะหงาน 55 มตี อ การปฏิบตั หิ นาทีข่ องตน ในขณะที่องคกรจะมีแนวทางให สมาชิกแตล ะคนปฏิบัติ จึงไม กอ ใหเ กิดความสับสนในการทํางานขึ้น ซง่ึ จะสงผลใหการดําเนินงานเปน ไปตามวตั ถปุ ระสงค อยางสอดคลองกนั และมปี ระสทิ ธิภาพ 4. การประเมนิ คา งาน (Job Evaluation) เปน การนาํ ขอ มูลทไี่ ดจากการวเิ คราะหงานมาใชเปรียบเทียบความสัมพันธ และหา ความสาํ คัญของแตละคน ขอ มูลทไ่ี ดจากการประเมินคางานจะทําใหองคกร สามารถจัดทํา ระบบการจายคา จา งและผลตอบแทนที่เปนธรรมแกบคุ ลากรได โดยการเปรียบเทียบขอมูล กบั ทั้งภายในองคก รและเปรยี บเทยี บกับตลาดแรงงานท่วั ไป นอกจากนก้ี ารวิเคราะหง านเปนกิจกรรมที่มีความเกี่ยวของกับกิจกรรมอื่นทั้งดาน ทรัพยากรมนุษยแ ละหนา ท่อี น่ื ขององคก ร จะเหน็ วา การวิเคราะหงานเปนเสมือน แหลงตน ทางของขอมูลที่จะนําไปใชในหัวขออ่ืน เชน การสรรหาและการคัดเลือก การจาย คาตอบแทน และการฝกอบรม เปนตน ดังน้ัน จึงเปนหนาที่และความรับผิดชอบของ นกั วเิ คราะหงานท่จี ะตองทาํ การวิเคราะหง านดว ยความรอบคอบและถูกหลักการ เพ่ือใหได ขอมลู ที่เปนประโยชนแกงานอนื่ อยางเต็มที่ 3.2 ประโยชนข องการวเิ คราะหง าน การวิเคราะหงานเปนกระบวนการที่มีการจัดการอยางเปนระบบที่ถูกนํามาใชใน การศึกษารวบรวม และวเิ คราะหข อ มูลทีเ่ กี่ยวขอ งกับงาน เพอ่ื ทจ่ี ะไดส ารสนเทศของงานน้ัน เพยี งพอตอ การท่จี ะนําไปใชป ระโยชนในการดําเนินกิจกรรมตา ง ๆ โดยสารสนเทศท่ีไดจาก การวิเคราะหง านสามารถนํามาจัดหมวดหมเู พือ่ ประยุกตใชง านในการจัดการ ทรัพยากรของ องคก รได ดังท่อี ธบิ ายไวในหัวขอที่ผานมา ตงั้ แตเอกสารบรรยาย ลักษณะงาน เอกสารระบุ ขอ กาํ หนดของงาน มาตรฐานการทํางาน และเกณฑในการ ประเมินคางาน4 ความสัมพันธ ระหวางการวิเคราะหงานกับกิจกรรมท่ีเกี่ยวของกับการบริหารทรัพยากรมนุษย จะพบวา การวิเคราะหงานจะไมเพียงแตเกี่ยวของกับกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยเฉพาะเพียงใน แผนภาพเทานั้น แตยังเก่ียวของกับกิจกรรมดานทรัพยากรมนุษยในลักษณะอ่ืน ๆ อีก 4ณัฏฐพันธ เขจรนันทน. การจัดการทรัพยากรมนุษย,(กรุงเทพฯ : โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวทิ ยาลยั ,2546), หนา 26.
56 บทท่ี 3 การวเิ คราะหง าน มากมาย ซ่งึ ในหวั ขอ นจี้ ะกลา วถงึ การนําสารสนเทศทไี่ ดจากการวเิ คราะหงานไปใชประโยชน ในดา นตา ง ๆ ขององคก ร ดังตอไปน้ี5 1. การวางแผนทรัพยากรมนษุ ย (Human Resource Planning) สารสนเทศจากการวเิ คราะหง านจะแสดงคุณลักษณะและธรรมชาติของงานแตละ ชนิด ตลอดจนบงชี้ถึงคุณสมบัติของบุคลากรที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานน้ันดวย โดยใน ขอมูลของงานจะถูกนํามาชวยในการวางแผนทรัพยากรมนุษย ตั้งแตการคาดการณ การ วางแผน จนกระท่ังกําหนดวิธีการปฏิบัติท่ีเกี่ยวของกับงานบุคลากร เชน การวางแผนจัด บุคลากรใหเ หมาะสมกบั ปรมิ าณ ชนิด และตาํ แหนง ของงานใน องคก ร โดยผูวางแผนจําเปน ท่ีจะตองทราบขอมูลเกี่ยวกับงานท่ีมีอยูในองคกร ซึ่งจะสามารถศึกษาไดจากเอกสาร พรรณนางานและเอกสารระบุขอกําหนดของงาน ตลอดจนขอมูลดานทรัพยากรมนุษยอื่น นอกจากนีน้ กั บรหิ ารงานทรัพยากรมนษุ ยยงั สามารถนาํ ขอ มลู ของงานพรอ มท้ังขอมูลอื่นมา ใชประกอบการคาดการณความตองการกาํ ลังคน (Manpower) รวมและในแตละสาขาของ องคกร เพื่อที่จะวางแผนและกําหนดยุทธวิธีในการปฏิบัติตามความตองการไดอยางมี ประสิทธภิ าพและประสิทธิผล 2. การสรรหาและการคดั เลอื กบคุ ลากร (Recruitment and Selection) การวิเคราะหงานจะไดผลลัพธหรือสารสนเทศท่ีสําคัญเกี่ยวกับแตละงาน ดังท่ี กลาวถึงในหัวขอทผ่ี านมา ปกตสิ ารสนเทศจากการวิเคราะหงานสามารถท่ีจะนาํ มาใช ใหเ ปน ประโยชนในข้ันตอนการสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรขององคกรไดเปนอยางดี โดยเฉพาะเอกสารพรรณนางานและเอกสารระบุขอกําหนดของงาน โดยเอกสารพรรณนา งานจะรวบรวมขอมูลท่ีเกี่ยวของกับหนาที่ ความรับผิดชอบ และกระบวนการในการ ปฏิบัติงานแตละชนิด ทําใหทราบถึงขอบเขตของงานที่บุคลากรจะตองกระทําใน แตละ หนาท่ีทีเ่ ขาไดร บั มอบหมาย ในขณะที่เอกสารระบุขอกําหนดงานจะกําหนดคุณสมบัติของ บุคลากรท่ีจะเขามาปฏิบตั ิงานใน 1 ป หนา ทีน่ นั้ ๆ นักบรหิ ารทรพั ยากรมนุษยสามารถท่ีจะ นําขอ มลู จากเอกสารท้งั 2 ชนิดมาใชป ระโยชน ในกระบวนการสรรหาและการคัดเลอื ก 5 อางแลว, การจดั การทรพั ยากรมนุษย.(2546).
บทท่ี 3 การวเิ คราะหง าน 57 บุคลากร เพื่อใหไดมาซ่ึงบุคลากรที่มีความรู ความสามารถ ประสบการณ ทัศนคติ และมี ความเหมาะสมในดา นตา ง ๆ เขา มารว มงานกบั องคก ร 3. การฝก อบรมและการพัฒนาบคุ ลากร (Training and Development) การทจ่ี ะใหบุคลากรในองคกรสามารถปฏิบัตงิ านไดอยา งมีประสิทธภิ าพ ตลอดจนมี คณุ ภาพชวี ิตการทาํ งานท่ีเหมาะสม องคกรจะตอ งฝก อบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษยอยา ง ตอ เน่อื ง นบั ต้งั แตบุคลากรไดผา นกระบวนการคดั เลอื กเขา รวมงานกับองคกร การฝกอบรม และการพัฒนาจะเปน การเตรยี มความพรอ มสําหรบั การ ปฏบิ ัติงานในปจ จบุ นั และในอนาคต โดยเฉพาะในสถานการณป จ จุบนั ทเี่ กดิ การเปลย่ี นแปลงขน้ึ อยา งรวดเร็ว ทําใหค วามรู ทักษะ และประสบการณของบุคลากรอาจลาสมัย และไมสามารถใชปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธิภาพ ขอมูลท่ีไดจากการวิเคราะหงานจะถูกนํามาใชประโยชนในการจัดโครงการ ฝกอบรมและวางแผนพฒั นา บุคลากร เพ่อื ใหก ารฝกอบรมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บุคลากรสามารถปฏบิ ัตงิ านไดส อดคลอ งกบั ความตองการแรงงานขององคกรตลอดจนชวย สรางความพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในระหวางที่เขารวมงานกับองคกร ซ่ึงจะ สง ผลใหแตล ะบคุ ลากรทุมเทความสามารถในการปฏิบัตงิ านอยา งเต็มท่ี 4. การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ าน (Performance Evaluation) ขอ มลู ที่ไดจากการวเิ คราะหง านนอกจากจะแสดงถึงธรรมชาติและลักษณะของงาน ท่ีบุคลากรจะตองปฏิบัติแลว ยังสามารถใชเปนแนวทางเพ่ือใหบุคลากรปฏิบัติงานและ ประเมินผลการทํางานของบุคลากรวาเปนไปตามวัตถุประสงคของงานหรือไมเพียงไร ตลอดจนสามารถนํามาใชเปนมาตรฐานท่ีเปนรูปธรรม (Objective Standard) ในการ ประเมนิ คณุ ภาพ ประสิทธภิ าพ และผลติ ภาพในการทาํ งานของแตละบคุ ลากร เชน พนกั งาน พิมพด ีด สมควรทจ่ี ะพมิ พดดี ภาษาไทยไดไ มต ํา่ กวา นาทีละ 35 คํา โดยมีคําผดิ นอยกวา 3 คํา ใน 100 คํา เปนตน 5. การกาํ หนดคา ตอบแทน (Compensation) ขอมูลท่ีไดจากการวิเคราะหง านสามารถนาํ มาใชประกอบในการประเมินคางานได โดยการทาํ งานตาง ๆ ท่ีทาํ การศกึ ษาจากท้ังภายในและภายนอกองคก รมาหาคา เปรียบเทยี บ (Relative Value) และจัดเรียงลําดับตามความสําคัญของแตละงานเพื่อท่ีจะนํามาใชเปน
58 บทท่ี 3 การวเิ คราะหง าน มาตรฐานและสรางความเปนธรรมในการกําหนดคาจา งและผลตอบแทนใหแกส มาชิกทกุ คน ในองคกร ตามหลักการที่วา “จา ยเทากนั สําหรับงานที่เทากนั (Equal Work, Equal Pay)” ขั้นตอนในการกาํ หนดคาตอบแทนของหนว ยงานอาจแบงไดเ ปน หลายข้ันตอน คอื - วิเคราะหง านและบรรยายลกั ษณะงาน - กาํ หนดวัตถปุ ระสงคเ ฉพาะของแผนการจายคา ตอบแทน - กาํ หนดองคประกอบของงานท่พี นกั งานขายสามารถควบคมุ ได - กําหนดระดับการจา ยคา ตอบแทน - เลอื กวิธีการจา ยคาตอบแทน - ทดสอบแผนและปรบั ปรุงเพอ่ื นําไปใชงานจรงิ ยกตัวอยางเชน วิเคราะหงานและบรรยายลักษณะงาน ผูบริหารตองทําการ วเิ คราะหง านแตล ะประเภทหรอื แตละตาํ แหนงโดยศกึ ษาเกย่ี วกบั สถานทท่ี อ่ี อกไปปฏิบตั งิ าน เครื่องมอื อุปกรณท ่ใี ช คณุ ภาพงานที่ตองการ และสภาพการณต าง ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ งกับงานขาย นั้น ซึ่งจะทําใหทราบถึงลักษณะงานแตละประเภทวาตองใชความรู ความชํานาญ ความพยายามและความรบั ผิดชอบเพียงใด เพอ่ื จะไดส ามารถกําหนดคาตอบแทนไดอยางเหมาะสมตามประเภทของงานและ ความยากงายของงานนั้น ๆ สิ่งจะทําใหการจายคาตอบแทนมีความเปนธรรมและ เหมาะสมกับผลงานท่ีไดร บั ซ่งึ วิธีการทใ่ี ชใ นการวิเคราะห งานเปนไดหลายวิธี ไดแก วิธีการจัดระดับความสําคัญของงาน (Classification method) เปนวิธีการท่ีเริ่ม จากการเรียงลําดับงานจากงานที่มีความสําคัญที่สุดจนถึงงานที่มีความสําคัญนอยที่สุด จากนั้นทําการแบง งานออกเปน กลุม โดยงานท่ีมลี ักษณะคลายกนั จะอยูกลุมเดียวกันซ่งึ จะได ผลตอบแทนเทา กนั วิธีการพิจารณาคุณคางาน (Point system) เปนวิธีพิจารณาคุณคาของงานโดย วิเคราะหจากปจจัยที่เก่ียวขอ ง เชน ความฉลาด ความชาํ นาญงาน ขอบเขตความรับผิดชอบ ความสามารถพิเศษท่ีตอ งการเปน ตน แลว กําหนดคุณคาในรูปของคะแนนสูงสุดท่ีควรไดรับ แลว พจิ ารณาปจจยั ทีม่ คี วามเกยี่ วขอ งกบั งานแตล ะอยางเพ่ือหาคะแนนรวมสําหรบั งานนัน้ ๆ เพือ่ ทําการจัดกลมุ เพื่อกาํ หนดระดบั การจายคา ตอบแทนตอไป
บทที่ 3 การวเิ คราะหง าน 59 วธิ ีการเปรียบเทียบปจ จัย (Factor comparison method) เรม่ิ พจิ ารณาจากการ กาํ หนดงานหลกั เปรยี บเทียบความสาํ คัญของปจจยั ท่ีเก่ยี วของ และเรยี บลาํ ดบั ปจ จัยตา ง ๆ ตามความสําคญั จากสงู ไปตํ่าแลวทําการประเมินคาปจจัยเหลานี้ออกมาในรูปของตัวเงินท่ี ควรไดร บั โดยเปรยี บเทยี บกับงานหลักท่ีกาํ หนดไวแ ตเดิม เปน ตน 6. การสงเสรมิ ความปลอดภยั ในการทาํ งาน (Safety Reinforcement) การวิเคราะหงานทาํ ใหไดข อ มลู ที่เกยี่ วขอ งกับงาน ทั้งหนาท่ี ความรับผิดชอบ และ คณุ ลักษณะของงาน ตลอดจนขั้นตอนและเงื่อนไขตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับการปฏิบัติงาน ซึ่ง สามารถนาํ มาใชเปนประโยชนใ นการวางแผนปองกันอบุ ตั เิ หตทุ อี่ าจจะเกดิ ข้นึ ได อันจะมีผล เกย่ี วขอ งกับงานทง้ั โดยเฉพาะ และโดยรวมของหนวยงาน ตัวอยาง เชน งานที่มีความเสี่ยง สงู หรอื ตอ งปฏิบตั งิ านภายใตความกดดนั สมควรที่จะมีการกําหนด ขั้นตอนการปฏิบัติและ วางมาตรการปองกันไวลวงหนา เปนตน นอกจากนี้ขอมูลของงานจะมีสวนชวยในการ ออกแบบงานใหม คี วามปลอดภยั และถกู ตอ งตามสุขลกั ษณะ ซ่ึงจะชวยลดความเส่ียงในการ เกดิ อบุ ตั ิเหตุและปญ หาสขุ ภาพได 7. การออกแบบงาน (Job Design) ขอ มูลจากการวิเคราะหงานมีสว นสําคญั เปน อยา งมาก สําหรบั ฝา ยทรพั ยากรมนุษย ฝา ยรักษาความปลอดภัยหรอื วิศวกรรมสาํ นักงานทจี่ ะนาํ มาใชป ระกอบในการออกแบบและ พัฒนาข้นั ตอนและระบบการทํางาน โดยการนําขอ มลู ที่ไดมาพจิ ารณารวมกับความสัมพันธ ของปริมาณและโครงสรางของงานผลิตผล ตลอดจนขวัญและกําลังใจของบคุ ลากรประกอบ กัน เพ่ือใหผลงานที่ไดมีประสิทธิภาพสูงสุด และบุคลากรมีคุณภาพชีวิตการทํางานที่ดี นอกจากนี้ การออกแบบงานท่ดี ี จะทําใหบคุ ลากรทํางานไดอยางเตม็ ความสามารถลดความ เมอื่ ยลา และลดอัตราการเกดิ อุบตั เิ หตใุ นการทาํ งานลง ประโยชนของการวเิ คราะหงาน6 อกี ประการหน่ึง วา การวิเคราะหงานเปน เครอ่ื งมอื ท่สี าํ คัญของการบรหิ ารงานบคุ คล อันจะทําใหรูถึงหนาที่และความรับผิดชอบของงาน ความสัมพันธกับงานอ่ืน ความรู 6 สเุ มธ ดีชยั ชนะ, การวิเคราะหงาน Job Analysis,หมายเลขบันทึก: 271752, เขียน: 28 Jun 2009 (เว็บไซท)แหลงที่มาจากhttps://www.go to know. org/posts/271752 สืบคนเม่ือวันที่ 21 ตลุ าคม 2561.
60 บทท่ี 3 การวเิ คราะหงาน ความสามารถของผปู ฏิบัตงิ านและสภาพของการทํางาน กลาวโดยสรุปการวิเคราะหงานมี วัตถุประสงคท่ีสําคัญ 6 ประการ อันไดแก 1) การจะทํางานน้ันใหสําเร็จลงไดจะตองใช กําลังกายและกําลังใจในการทํางานอยา งไร 2) งานนัน้ จะทาํ เสรจ็ ลงเม่ือไร 3) งานนั้นจะทํา สําเรจ็ ในข้ันไหน 4) ผปู ฏิบัตงิ านนัน้ จะตองทาํ งานอยา งไร 5) ทําไมจงึ ตองทํางานน้ัน 6) คนท่ี ทํางานนน้ั จะตองมคี ณุ สมบัตอิ ยา งไร การนําผลการวิเคราะหงานไปใช 1 ) การกาํ หนดความมุงหมายของการวิเคราะหงาน 2) ศึกษาขอมูลที่เกี่ยวของกับ งานนนั้ ๆ 3) เลือกวธิ กี ารเกบ็ ขอ มลู 4) เตรยี มการในการวเิ คราะหง าน 5) การตรวจสอบ ขอมลู วธิ กี ารรวบรวมขอมลู เพ่อื วเิ คราะหงาน 1. การรวบรวมขอมูลเพ่อื วเิ คราะหงานโดยการสังเกตการทาํ งาน 2. การรวบรวมขอมูลเพ่ือวิเคราะหง านโดยการสมั ภาษณ 3. การรวบรวมขอ มูลเพื่อวิเคราะหง านโดยการใชแ บบสอบถาม 4. การรวบรวมขอมูลเพ่ือวิเคราะหงานโดยวิธีการบันทึกขอมูลของ ผูปฏิบตั งิ าน 5. การรวบรวมขอ มูลเพื่อวิเคราะหง านโดยใชว ธิ ผี สมผสาน 3.3 กระบวนการในการวเิ คราะหง าน การวเิ คราะหงานจะประกอบดวยข้ันตอนตาง ๆ ที่นักวิเคราะหงานจะตองปฏิบัติ เพ่ือใหการวิเคราะหเปนไปอยางเปนระบบ เรียบรอย มีประสิทธิภาพ และไดขอมูลที่ เกีย่ วของกับงานอยางสมบรู ณ โดยกระบวนการในการวิเคราะหงานประกอบดวย 4 ข้ันตอน ดังตอไปน้ี7 7ณัฏฐพันธ เขจรนันทน,การจัดการทรัพยากรมนุษย,(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ แหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, 2546), หนา 30.
บทที่ 3 การวิเคราะหง าน 61 ขน้ั ตอนท่ี 1 การระบุงาน (Job Identification) นักวเิ คราะหงานจะตอ งระบุงานและขอบเขตของงานที่ตนตองการจะทําการศึกษา (Job Study) ซึง่ อาจจะเปน งานเฉพาะกลุมใดกลุมหน่ึงหรืองานทั้งหมดภายในองคกร เพื่อ เปนการกําหนดแนวทางและขอบเขตของการศึกษางานใหดําเนินไปอยางมีเปาหมายท่ี แนน อน ขัน้ ตอนนจี้ ะไมค อ ยมีปญหามากนักในหนวยงานขนาดเล็กหรือ หนวยงานท่ีเคยทํา การวิเคราะหง านมาแลว แตส าํ หรับองคกรขนาดใหญทไี่ มเคยมีการศึกษาและวิเคราะหงาน อยา งเปนระบบมากอน นกั วิเคราะหง านอาจจะตองศึกษาขอ มลู เกี่ยวกบั งานจากแหลง ขอมูล ตาง ๆ เชน แผนภมู ิขององคก ร (Organization Chart) เอกสารรายละเอียดเก่ียวกับระดับ ขั้นและเงินเดือนทะเบียนการจา ยเงินเดือน แมก ระทง่ั การสนทนาเพ่ือหาขอมูลเบ้ืองตนจาก ผูป ฏบิ ัตงิ าน เปน ตน เพ่อื ใหไดข อมูลท่สี าํ คัญมาใชป ระกอบในการกําหนดขอบเขตของงาน ขั้นตอนที่ 2 การพฒั นาและเลือกวธิ ีการเก็บรวบรวมขอมูล ไมวา จะเปนการศกึ ษางานเฉพาะหรอื ศึกษาทงั้ ระบบก็ตาม นักวิเคราะหงานจะตอง ทําการตัดสนิ ใจเลอื กวิธีการเกบ็ ขอ มลู ทีเ่ หมาะสมกบั ลักษณะของงาน ระยะเวลาที่ใชในการ ทํางาน และงบประมาณ ปกติวธิ ีการเก็บรวมรวมขอมูลเกยี่ วกับงานจะมหี ลายวธิ ี เชน 1. การสงั เกต (Observation Method) 2. การใชแบบสอบถาม (Questionnaire Method) 3. การสัมภาษณ (Interview Method) 4. การประชุม (Conference Method) 5. การศึกษาจากบันทึกงานประจาํ วัน (Diary Method) 6. การทดลองปฏบิ ัตงิ าน (Job Experiment Method) โดยแตละวิธีจะมีทง้ั ขอ ดแี ละขอ เสียทแี่ ตกตางกัน ซ่ึงนักวิเคราะหงานสมควรตองมี ความรู มีทักษะ และความเขาใจในการดําเนินงานแตละวิธีอยางละเอียด เพื่อใหสามารถ เลือกนํามาใชประกอบการวเิ คราะหง านอยา งมีประสทิ ธิภาพ โดยเราจะกลา วถึงรายละเอียด ของการวเิ คราะหแ ตล ะวธิ ใี นหวั ขอถัดไป
62 บทท่ี 3 การวเิ คราะหงาน ขนั้ ตอนที่ 3 การเกบ็ รวบรวมขอมูล (Data Collection) จะเปน การปฏบิ ัติการ โดยพยายามเก็บรวบรวมขอมูลจากงานท่ีทําการศึกษาตาม วิธีการที่ไดวางแผนไว เพื่อใหไดขอมูลท่ีมีความถูกตองครอบคลุม และมีคุณภาพเปนท่ี ยอมรบั ได ขั้นตอนท่ี 4 การจัดทําสารสนเทศของงาน (Job Analysis Information) ขอมูลตา ง ๆ ทไ่ี ดจากการเก็บรวบรวมขอ มูลจะถูกนํามาใชประกอบการศึกษาและ วิเคราะหงาน เพอ่ื จัดรปู แบบของสารสนเทศของงานใหเ หมาะสมตอการนําไปใชงานจริง ไม วาจะเปน การวางแผนทรัพยากรมนษุ ย การสรรหาและการคัดเลือก การฝกอบรมและการ พฒั นา หรอื การออกแบบงานและอุปกรณในการทํางาน ปกติสารสนเทศ ของงานจะถูกจัด ใหอยใู นรปู แบบทสี่ าํ คัญ ไดแ กเอกสารพรรณนาลกั ษณะงาน เอกสาร ระบุขอกาํ หนดของงาน และมาตรฐานการทาํ งาน ความสมั พนั ธข องกระบวนการวิเคราะหง านแสดงใหเห็นวา กระบวนการวิเคราะห งาน เปน การทํางานท่ีตอ เนอ่ื งและอาจตองมกี ารดําเนินการใหมเ มื่อเวลาผานไป เน่ืองมาจาก กระแสการพลวัต (Dynamics) ท่ีเกิดข้ึนสงผลใหสิ่งแวดลอมในการทํางานเปล่ียนแปลงไป ทาํ ใหงานหลายชนิดลดบทบาทหรือความสําคัญลง ขาดความเหมาะสม หรือลาสมัยลงใน ขณะท่ีมีงานใหมเ กดิ ขึ้นและงานบางประเภทจะทวีความสาํ คัญเพม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ นอกจากน้งี าน บางชนดิ ยงั ตองปรับบทบาทใหสอดคลองและเหมาะสมกับสถานการณเชนกัน ทําใหตองมี การเกบ็ รวบรวมระบบสารสนเทศและทาํ การวิเคราะหง านอยางสม่ําเสมอ เพ่ือไมกอใหเกิด ปญ หางานที่ลา สมยั 3.4 วธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ มูล เกย่ี วกบั งาน วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลเก่ียวกับงาน (Methods of Collecting Job Information) ถือวาเปนหัวใจสําคัญของการวิเคราะหงาน จนมีนักวิชาการหลายทานได เรียกวิธีการเก็บขอมูลที่เก่ียวกับงานวาเปน “วิธีการวิเคราะหงาน (Job Analysis Method)” เพราะขอ มูลทีไ่ ดจากการเก็บรวบรวมขอมูลจะถูกนํามาใชศึกษาวิเคราะหและ ประมวลผลเพ่ือใหเปนสารสนเทศของงานสําหรับการกําหนดสวนประกอบของงาน (Job Elements) และความตองการในดานตา ง ๆ ไมว าจะเปนความรู ทักษะ และความสามารถ
บทที่ 3 การวิเคราะหง าน 63 ในแตละงาน เพื่อที่จะสรรหาพฒั นา และมอบหมายงานใหบุคลากรปฏิบัติไดตรงตามความ ตองการอยางมีประสิทธิภาพ แตถาขอมูลท่ีรวบรวมมาน้ันขาดความถูกตองและความ สมบูรณก็จะทําใหสารสนเทศของงานท่ีไดมีปญหาดวยเชนกัน ดังน้ันจึงเปนหนาที่ของ นักวิเคราะหงานท่จี ะตอ งมีความเขาใจถึงวิธีการที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลของงานวามี คณุ ลกั ษณะเฉพาะและขอจํากัดอยางไร เพ่ือใหเลือกใชวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลได อยาง เหมาะสม และสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีวิธีปฏิบัติดังตอไปน้ี8 (ณัฏฐ พนั ธ เขจรนนั ทน, 2546: 35) 1. การสงั เกต (Observation Method) เปนวธิ กี ารทไ่ี ดร ับความนยิ มมากตัง้ แตอดีตจนถงึ ปจจุบนั เน่อื งจากวธิ สี ังเกตจะชวย ใหน ักวเิ คราะหง านไดขอมูลจากสถานทีแ่ ละผปู ฏบิ ัตงิ านจริง โดยนักวิเคราะหงานจะทําการ สงั เกตบุคลากรหรือกลมุ บุคลากรในขณะที่เขาปฏบิ ตั ิงานตามปกติ แตการสงั เกตจะเหมาะสม กับงานบางชนดิ เชน งานในระดับปฏบิ ัตกิ ารทีต่ องมกี ารปฏิบัตซิ ้ําในชว งระยะเวลาสน้ั แตจะ ไมเหมาะสม หรือใชไมไดกับงานบางประเภท เชน งานที่ตองใชความคิดสรางสรรค (Creativity) และทักษะดา นความคดิ รวบยอด (Conceptual Skill) สงู หรืองานบรหิ าร เปน ตน 2. การใชแ บบสอบถาม (Questionnaire Method) เปนอีกวิธีการหนึ่งที่ไดรับความนิยมอยางมากในเก็บรวบรวมขอมูลของงาน เนอ่ื งจากวธิ กี ารสง แบบสอบถามจะงายในการปฏิบัติประหยัดเวลาและงบประมาณในการ จัดหาขอมูล แตการใชแบบสอบถามก็มีขอจํากัดอยูหลายประการ คือ การสราง แบบสอบถามท่ีดี มีประสิทธิภาพ และสามารถรวบรวมขอมูลตาง ๆ ไดอยางครบถวน จะตองอาศัยบุคลากรท่ีมีความรูและประสบการณในการพัฒนาแบบสอบถาม ซ่ึงเราจะ สังเกตไดว าแบบสอบถามบางชุดจะไมสามารถถามคําถามที่ครอบคลุมตามความตอ งการของ ผูถามไดท ัง้ หมดหรอื ไดอธิบายคาํ ถามไวอ ยางชดั เจนแลว การสรา งแบบสอบถามสมควรท่ีจะ กระทําดวยความละเอียดรอบคอบ และเม่ือสรางเสร็จแลวสมควรท่ีจะตองมีการทําการ ทดสอบความถูกตอ งและความนา เชื่อถือไดเ พอ่ื ปรับปรงุ แกไขกอนการนาํ ออกไปใชจรงิ 8อา งแลว , การจดั การทรัพยากรมนุษย, หนา35.
64 บทที่ 3 การวเิ คราะหงาน นอกจากนี้ข้ันตอนการตอบแบบสอบถามอาจจะมีขอบกพรองบางประการ เชน ผูตอบ แบบสอบถามมีความสามารถทางภาษาจํากัดทําใหเ ขาไมส ามารถ ทจ่ี ะเขาใจคําถามหรอื ตอบ คําถามไดตรงตามความตองการ นอกจากนี้ถาผูตอบแบบสอบถามไมเห็นความสําคัญของ การตอบแบบสอบถาม กอ็ าจจะไมยอมสละเวลา ในการตอบคาํ ถามหรือตอบคําถามแบบขอ ไปที เปนตน โดยทว่ั ไปแบบสอบถามทใี่ ชใ นการเก็บรวบรวมขอ มลู ทเี่ กย่ี วกับงานสามารถ จําแนก ออกไดเปน 2 ลกั ษณะ ดังตอไปน้ี 2.1 แบบสอบถามแบบปลายเปด (Open- ended Question naire) เปนแบบสอบถามทใี่ หอิสระกับผตู อบ โดยผตู อบสามารถท่ีจะตอบคําถามตามความคิดเห็น ของตนไดอ ยางเต็มที่ โดยแบบสอบถามแบบปลายเปดจะถามคําถามเกี่ยวกับรายละเอียด ของงาน กระบวนการและขั้นตอนตาง ๆ ในการปฏิบัติเพ่ือนํามาใชเปนพื้นฐานในการราง เอกสารพรรณนาลักษณะงาน แตก ารใชแ บบสอบถามแบบปลายเปด จะมขี อจํากดั คือขอมูลท่ีไดอาจจะมีความ ไมแนนอนอยูในระดับท่ีสูง จนบางคร้ังอาจจะสรางปญหาใหแกนักวิเคราะหในการ ประเมินผลขอมูลได เน่อื งจากขอมลู สาํ คญั ทต่ี องการจะขึน้ อยกู ับการตอบคําถามของผูตอบ แบบสอบถาม นอกจากน้ี ความสามารถในการใชภาษา ทักษะในการติดตอ สื่อสาร และ ความเต็มใจท่ีจะตอบแบบสอบถามอาจเปนอปุ สรรคตอการเกบ็ รวบรวมขอมูลได 2.2 แบบสอบถามแบบมีโครงสราง (Structured Questionnaire) เปนแบบสอบถามท่ีถูกออกแบบมาสําหรับถามคําถาม ซึ่งจะจํากัดอิสระในการตอบ แบบสอบถามของผูตอบ โดยผูออกแบบสอบถามจะมีการกําหนดคําตอบ ใหผูตอบเลือก แบบสอบถามแบบมโี ครงสรา ง จะชว ยใหน ักวิเคราะหสามารถท่ีจะเก็บรวบรวมขอมูล และ ทําการวิเคราะหข อ มลู ตาง ๆ ไดอยา งสะดวกรวดเรว็ ตรงตามทต่ี องการ โดยเฉพาะในปจ จุบัน ที่มชี ดุ คําสั่งทางสถติ ิสําหรบั คอมพวิ เตอร เพื่อชวยในการประมวลผลขอมูล แตปญหาสําคัญ ท่ีอาจจะเกิดขึ้นจากการเก็บรวบรวมขอมูลดว ยแบบสอบถามลกั ษณะน้ี คือ การสรา งคําถาม ของแบบสอบถามอาจจะไมสามารถท่ีจะครอบคลุมและเจาะลึก ถึงขอมูลในระดับที่ นักวิเคราะหต อ งการได นอกจากนแี้ บบสอบถาม อาจมคี วามซบั ซอ นและนาเบ่ือในการตอบ คาํ ถามทําใหผ ตู อบตอบคําถามไมตรงกบั ความตอ งการของแบบทดสอบ
บทท่ี 3 การวเิ คราะหง าน 65 3. การสมั ภาษณ (Interview Method) เปนวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมขอมูลท่ีเก่ียวกับงาน เน่ืองจาก นกั วเิ คราะหง านสามารถที่จะสอบถามขอมลู โดยตรงจากผูปฏิบตั ิงานจรงิ และผูเกี่ยวของ ใน มิติตาง ๆ เชน หัวหนา งาน เพอ่ื นรวมงาน ผใู ตบ งั คับบญั ชา และผปู ฏิบัติงานใน หนา ท่อี น่ื ที่มี สวนเก่ียวของกับงานนั้น เปนตน แตการสัมภาษณก็ยังมิใชวิธีการท่ีสมบูรณ เพราะวา นอกจากจะเปน วิธกี ารทตี่ อ งใชเ วลาและคาใชจา ยมากแลวยังตองอาศยั ผสู ัมภาษณที่มคี วามรู มที ักษะและมีประสบการณสูงพอท่ีจะต้ังคําถามจับใจความและสามารถวิเคราะหใจความ สาํ คัญจากผตู อบได ตลอดจนตองมีการเตรียมการลวงหนาและตองคํานึงถึงความแตกตาง สว นบคุ ลากรของผทู าํ การสัมภาษณ ไมว าจะเปน ทศั นคติ คานยิ ม อารมณ และปจจัยตาง ๆ ซงึ่ จะสงผลกระทบตอ การเกบ็ รวบรวม ขอมลู ไดเ ชนกัน ปกติการเก็บรวบรวมขอมูลของงาน ดว ยวิธกี ารการสมั ภาษณส ามารถท่ี จะแบง ออกไดเปน 2 ลกั ษณะ ตอไปนี้ ลักษณะท่ี 1 การสัมภาษณสวนบุคคล (Individual Interview Method) ผู สมั ภาษณจะทําการสมั ภาษณบคุ ลากรแตละคนโดยการคัดเลือกผูท่ีมีความเหมาะสมขึ้นมา แลว ดําเนนิ การสมั ภาษณเ พื่อเก็บรวบรวมขอ มลู ตามทีต่ องการ ลักษณะที่ 2 การสัมภาษณเปนกลุม (Group Interview Method) นกั วิเคราะหงานจะทําการสัมภาษณผ ตู อบคําถามโดยการคัดเลือกบุคลากรที่ตองการขึ้นมา เปน กลุม แลวถามคาํ ถามพรอ มกนั ในเรอ่ื งท่ีตองการศกึ ษา 4. การประชุม (Conference Method) วิธีการนี้จะเปนอีกวิธีหนึ่งที่ถูกนํามาใชในการเก็บรวบรวมขอมูลของงาน โดย นักวิเคราะหงานจะทําการเชิญผูท่ีมีความรู ผูท่ีปฏิบัติงาน หรือผูมีปฏิสัมพันธเกี่ยวของกับ งานท่ีตองการศึกษา เชน หัวหนางาน บุคลากรท่ีปฏิบัติงานรวมกันในหนาที่งานที่สนใจ มารวมประชุมและแสดงความคิดเห็นตาง ๆ ที่เก่ียวของกับลักษณะงาน สิ่งแวดลอมและ ปญหาทีอ่ าจจะพบในการทํางานนน้ั ๆ วิธีการนี้จะทําใหนักวิเคราะหงานสามารถ รวบรวม ขอ มลู ตาง ๆ ทเ่ี ปนประโยชนต อการศึกษาและการวิเคราะหงานไดเปนอยางมาก ตลอดจน ทําใหผทู ี่ทําการศึกษางานมองเหน็ ภาพลักษณ (Image) ของงานทีแ่ ตกตาง ไปจากการศกึ ษา จากผูปฏบิ ัติงานโดยตรง
66 บทท่ี 3 การวเิ คราะหง าน แตวธิ กี ารประชุมจะมขี อ จํากดั ท่ผี เู ชีย่ วชาญและผทู เี่ ก่ียวขอ งท่เี ขารวมประชุมมักจะ ขาดประสบการณจริงในการปฏิบตั ิงานในสถานการณปจจุบัน ทําใหขอมูลท่ีไดรับอาจจะมี ความไมแ นน อนหรอื คลาดเคล่ือนจากความจริงอยูบาง นอกจากนี้การประชุมยังสิ้นเปลือง เวลาและคา ใชจายในการดําเนินงานสูง จึงไมสามารถนํามาใชในการเก็บรวบรวมขอมูลได บอ ยนกั 5. การบนั ทกึ งาน (Diary Method) นกั วิเคราะหง านจะใหผูปฏิบัติงานจดบันทึกรายละเอียดของกิจกรรมตาง ๆ ที่ตน กระทําในชวงเวลาปฏิบัติงานในแตละวัน เพื่อใชเปนขอมูลประกอบในการวิเคราะหงาน วธิ ีการนี้จะเปนประโยชนมากถาผูปฏิบัติงานใหความรวมมือและจดบันทึกการทํางานตาม ความเปน จริงอยา งละเอยี ดถ่ีถว นดว ยภาษาท่อี านเขาใจงาย แตปญ หาทีม่ กั จะพบจากการใชวิธีการน้คี ือการสน้ิ เปลืองทง้ั ระยะเวลาและแรงงาน ของผูเขียนบันทึก สงผลใหผูเขียนบันทึกเกิดความเบ่ือและไมใหความรวมมืออยางเต็มท่ี ตลอดจนบคุ ลากรจะใหค วามสําคัญกบั งานของตนจนไมมเี วลาพอทจ่ี ะจดั ทาํ บนั ทึกงาน หรือ บุคลากรจะปฏิบัติงานอยางตอเน่ืองโดยอัตโนมัติ จึงไมสามารถ อธิบายรายละเอียดและ ข้ันตอนในการปฏบิ ตั งิ านไดอ ยางชัดเจน นอกจากนี้ทักษะทางการเขียนของแตละบุคลากร นบั ไดวาเปน ปจ จัยท่ีมผี ลตอการเกบ็ ขอมลู เปน อยา งมาก ถาผูจดบนั ทึกมีทกั ษะดานการเขยี น และการสรุปความคดิ รวบยอดไมด แี ลว ขอมูลท่ไี ดก ็จะขาดความสมบูรณไป 6. การทดลองปฏิบตั ิ (Job Experiment Method) นักวิเคราะหงานอาจจะทดลองปฏบิ ัตงิ านเองในสถานการณจ รงิ เพ่ือใหไดรับทราบ ถึงความรูสึกของผปู ฏิบัติงาน ตลอดจนรายละเอียดตาง ๆ ที่อาจจะถูกละเลยจากการเก็บ ขอมูลโดยวิธีการอื่น แตวิธีการนี้จะมีขีดจํากัดตรงที่ตองใชระยะเวลาและคาใชจายสูง เน่ืองจากนักวิเคราะหจะตองศึกษาและลงมือปฏิบัติงานนั้น ๆ เอง ประกอบกับงานบาง ประเภทท่ีมีชวงระยะเวลาการปฏิบัติที่ยาวนาน หรืองานบางประเภทจะมีวิธีการปฏิบัติท่ี แตกตางกันไป เชน งานบริหาร งานทางวิชาการ หรืองานดานศิลปะ เปนตน ทําให นักวิเคราะหงานไมสามารถที่จะเก็บรวบรวมขอมูลท่ีสมบูรณจากงานเหลาน้ี ภายใน ระยะเวลาอนั ส้ันได
บทที่ 3 การวเิ คราะหง าน 67 3.5 คุณสมบัติของนกั วเิ คราะหง าน นักวิเคราะหงานในแตละระดับจะมีขอบเขตของงานที่แตกตางกันไปตาม ความรู ความสามารถอาวุโส และประสบการณ ตั้งแตการเรียนรูงานในขั้นตน การปฏิบัติงาน การศกึ ษา และการวิเคราะหง าน จนกระทั่งถึงการวางนโยบายคาจาง แมก ระท่ังการเขาไปมี สวนรวมในการกําหนดนโยบายรวมขององคก ร การวิเคราะหงานท่ีมีประสิทธิภาพนอกจาก ตอ งอาศยั ความรทู ไ่ี ดจ ากการศึกษาแลว ยังตองอาศัยเทคนิค ที่ไดจ ากการฝก ฝน ดังน้ันการที่ บคุ ลากรจะเปน นักวเิ คราะหงานทดี่ แี ละประสบความสําเรจ็ จะตองประกอบดวยคุณสมบัติที่ สาํ คญั ดงั ตอ ไปน้ี9 1. มีความต่ืนตัว (Active) นกั วิเคราะหงานจะตองมคี วามตนื่ ตวั ตอส่งิ แวดลอม และพรอมท่ีจะเรียนรูส่ิงใหมๆ อยูเสมอ เนื่องจากกิจกรรมการวิเคราะหงานอาจจะตองเกี่ยวของกับการศึกษางานใหมๆ หรือการเก็บรวบรวมขอมูลในบรรยากาศการปฏิบัติงานที่แตกตาง อันเปนผลมาจากการ จดั รปู แบบการทํางาน หรือการเปล่ยี นแปลงท่เี กิดขนึ้ กับองคกร 2. มีความรูและประสบการณ (Knowledge and Experience) นักวเิ คราะหง านสมควรทจี่ ะตอ งมีความรู ทักษะ และประสบการณที่เกี่ยวของกับ งานที่เขาตองทํา เพ่ือใหเขาสามารถเขาใจลักษณะงานและขอบเขตการปฏิบัติงาน ซ่ึงจะ สงผลใหการทํางานดาํ เนินไปไดอ ยางรวดเรว็ ในทางปฏิบัตินน้ั เปน ไปไมไ ดท ่ีนกั วิเคราะหงาน จะมีความรูและความชํานาญในทักษะสําคัญทุกประเภท ดังน้ัน ถาบุคลากรจะขาดความรู และประสบการณไปบาง แตถาเขามีความต่ืนตัวสนใจท่ีจะศึกษาและมีความต้ังใจจริงก็ สามารถทจี่ ะติดตามศึกษาพัฒนาความรูทกั ษะ และ ประสบการณข้ึนได 3. มีพื้นฐานดา นการวิจัย (Research Foundation) นักวิเคราะหงานสมควรท่ีจะมีความรูพื้นฐานดานการวิจัย เราจะเห็นไดวา การ วเิ คราะหงานจะเกี่ยวขอ งกบั งานวจิ ัย ต้ังแตก ารพฒั นาวิธกี ารในการรวบรวมขอมูล การเก็บ ขอมูลท่ีเก่ียวของกับงาน ตลอดจนการวิเคราะหงานและการนําสารสนเทศท่ีไดมาใช ประโยชน ดงั ท่ีไดกลา วถึงในหวั ขอ ทผ่ี า นมาวา การท่ีจะไดส ารสนเทศของงานที่มี คณุ ภาพ 9 อา งแลว ,การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย, หนา 45.
68 บทท่ี 3 การวเิ คราะหงาน นนั้ จาํ เปนทีจ่ ะตอ งมขี อมลู ท่ีเก่ียวของกับงานอยางถูกตอง และเชื่อถือได ดังน้ันจึงมีความ จาํ เปน ท่ีนักวเิ คราะหง านสมควร ท่ีจะมีความรแู ละความเขา ใจในดา นการวิจัยมาประยุกตใช เพือ่ ใหสามารถเกบ็ รวบรวมขอ มูลท่ีมปี ระโยชนมาใชไ ด 4. มคี วามเขาใจในงาน (Understanding) นักวิเคราะหงานสมควรท่ีจะมีความรูและความเขาใจในงานดานตาง ๆ ของ อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ตนจะทําการศึกษา เพ่ือที่จะไดมองเห็นภาพความสัมพันธอยาง กวางๆ ของระบบงาน ทําใหเขาสามารถที่จะวางแผนการปฏิบัติการและตัดสินใจ เลือก วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ มูลไดอยา งเหมาะสม แตในทางปฏิบตั ิคงเปนไปไดยาก ทบ่ี คุ ลากรจะมี ความรูและความเขาใจอยางลึกซึ้งในงานทุกประเภท ดังนั้น เมื่อนักวิเคราะหงานตอง ทําการศึกษางานใด เขาสมควรเก็บรวบรวมขอมูลและทําการศึกษาเก่ียวกับงานน้ัน เพื่อให สามารถนํามาใชง านไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ 5. มบี คุ ลิกภาพเหมาะสม (Appropriate Personality) นกั วเิ คราะหง านท่มี ีทศั นคตแิ ละบคุ ลิกภาพดี และสามารถท่ีจะปรับตัวเขา กับบุคคล อื่นไดอ ยางรวดเรว็ จะมีสว นสําคญั ในการทําใหเ ขาสามารถปฏิบตั งิ านไดอยางราบรน่ื รวดเรว็ และมีประสิทธิภาพ เพราะบุคลากรจะเปนท่ียอมรับและไดรับความรวมมือจากพนักงาน หรอื จากกลมุ บคุ ลากรทเ่ี ขาจะตองปฏบิ ตั งิ านรว มดว ย 6. มคี วามสามารถในการติดตอ ส่อื สาร (Communication Skill) ความสามารถในการติดตอส่ือสาร ไมวาจะเปนการพูด ฟง เขียน หรืออาน นับวา เปน ปจ จัยท่ีมคี วามสาํ คญั ตอ ประสิทธิภาพของการวิเคราะหงาน เนื่องจากนักวิเคราะหงาน จะตองทําการติดตอสื่อสารกับบุคคลอื่นไดเปนอยางดีท้ังการส่ือและการรับขอความ ตลอดจนตอ งสามารถจับใจความสําคญั และจดบันทึกขอมลู ทเ่ี กีย่ วขอ งกบั งานอยางละเอยี ด เพอื่ ทจี่ ะนาํ มาใชป ระกอบการวเิ คราะหง านตอไป 7. มีทักษะในการวเิ คราะห (Analytical Skill) ความสามารถในการมองความสัมพันธ การวิเคราะห และการสรุปความคิด รวบ ยอด เปนสวนสําคัญในการที่จะทําใหนักวิเคราะหงานสามารถปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธภิ าพ นอกจากนีน้ ักวิเคราะหงานท่ีจะประสบความสําเร็จในอาชีพจะตองสามารถ
บทที่ 3 การวเิ คราะหงาน 69 วิเคราะหและสรปุ ขอ มลู ที่ไดจากกระบวนการศึกษางาน เพื่อใหเปนสารสนเทศ ท่ีเหมาะสม กับการนาํ ไปประยกุ ตใชใ นงานตาง ๆ ไดเ ปน อยา งดี สรุป องคก รจะสามารถจัดสรรใหบคุ ลากรปฏบิ ตั งิ านไดอยา งเหมาะสมน้ัน มคี วามจําเปน อยางยงิ่ ทีฝ่ า ยทรัพยากรมนุษยจะตองทําการศึกษาและวิเคราะหงาน เพื่อใหไดขอมูลและ เขาใจถึงธรรมชาติหรือลักษณะเฉพาะของงานนน้ั ๆ ทีจ่ ะสงผลใหอ งคกรสามารถที่จะจัดหา และจัดสรรบุคลากรที่เหมาะสมกับงานและตําแหนงไดเปนอยางดี ซ่ึงจะทําใหองคกร ดาํ เนนิ งานไดอยา งมปี ระสิทธภิ าพ กอ ใหเ กิดการพฒั นาและการเจริญเติบโตขององคกรการ วิเคราะหงาน เปนกระบวนการท่ีมีการจัดการอยางเปนระบบซ่ึงถูกนํามาใชในการศึกษา รวบรวม และวิเคราะหขอมูลที่เก่ียวขอ งกับงาน เพือ่ ทีจ่ ะไดส ารสนเทศของงานน้ัน เพียงพอ ตอการทจ่ี ะนาํ ไปใชประโยชนใ นการทาํ กจิ กรรมอื่นในอนาคต การวิเคราะหงานเปนกิจกรรม ทมี่ คี วามเกี่ยวขอ งกบั กจิ กรรมอนื่ ท้งั ดา นทรัพยากรมนษุ ยแ ละหนา ทอี่ ื่นขององคก ร จะเหน็ วา การวิเคราะหง านเปนเสมอื นแหลง ตนทางของขอมูลที่จะนําไปใชในหัวขออื่น เชน การสรร หาและการคัดเลือก การจายคา ตอบแทน และการฝกอบรม เปน ตน ดังน้นั จึงเปน หนาที่และ ความรบั ผดิ ชอบของนักวเิ คราะหง านทีจ่ ะตองทาํ การวิเคราะหงานดวยความรอบคอบและถกู หลักการ เพือ่ ใหไ ดข อมูลทเ่ี ปน ประโยชนแกงานอน่ื อยางเตม็ ท่ี จากการวิเคราะหงานสามารถใชประโยชนในดานตาง ๆ อีกหลายลักษณะ เชน 1. ใชเ ปนเครือ่ งมอื ในการบรหิ ารงานและการวางแผนองคกร 2. ใชเปนขอมูลประกอบใน การออกแบบเครื่องมือเคร่ืองใชในการทํางานทีเ่ หมาะสมกับลักษณะงานและสรีระของผูใช หรอื การออกแบบงานตามหลกั “การยศาสตร (Ergonomics)” 3. ใชเปนขอมูลประกอบใน การแนะแนวอาชีพ (Vocational Counseling) ใหเหมาะสมแกลักษณะงานทางรางกาย จิตใจ และสภาพความพรอมของแตละบุคลากร 4. ใชประกอบการใหคําปรึกษาและ แนะแนวอาชีพแกน ักศึกษาและบคุ คลทัว่ ไป ดว ยเหตุผลดงั กลาว การวเิ คราะหงาน หรือทีเ่ รยี กวา “สารสนเทศงาน” ซึ่งมีหลาย ลักษณะ เชน เอกสาร พรรณนางาน เอกสารระบุขอกําหนดของงานมาตรฐานการทํางาน มา ใชใหเกดิ ประโยชนในการทํางานได ตัง้ แตการวางแผนทรัพยากรมนุษย การสรรหา และการ คัดเลือก การฝกอบรมและการพัฒนา การกําหนดคาตอบแทน การประเมินผลการ
70 บทท่ี 3 การวเิ คราะหงาน ปฏบิ ัตงิ าน การออกแบบงาน จนกระทั่งถงึ การวางแผนการ เกษยี ณอายขุ องบุคลากร ดังนั้น นกั บริหารทรัพยากรมนุษยจ งึ ตอ งมคี วามเขาใจในกระบวนการและวิธกี ารเก็บรวบรวมขอ มูล ของงาน เพือ่ ใหส ามารถประยกุ ตอยางมปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลตอ ไป
บทท่ี 3 การวิเคราะหง าน 71 แบบฝก หดั ทา ยบท 1. อธบิ ายความหมายของการวเิ คราะหงาน และเหตุใดองคการตางๆ จึงตองมีการ วิเคราะหงานทรัพยากรมนุษย 2. เทคนิคการพยากรณทรัพยากรมนุษยในองคการประกอบดวยอะไรบาง จง อธิบายอยา งละเอียดพรอ มท้ังยกตัวอยา งประกอบ 3. หากทา นเปนนักวิเคราะหง าน ทานจะเลือกใชเทคนิคแบบใด และเพราะเหตุใด จงอธิบายอยา งละเอยี ดพรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ 4. การวิเคราะหค วามตองการกาํ ลังแรงงานในอนาคตมีความสําคัญและจําเปนตอ องคก รอยางไรบาง จงอธบิ ายพรอ มท้ังยกตวั อยางประกอบ 5. ทานคิดวาการวิเคราะหงานในองคกรนั้นๆ มีอุปสรรคและปญหาอยางไร และ ทานจะมีวิธแี กไ ขปญ หานนั้ อยา งไร จงอธิบายอยางละเอียดพรอมท้ังยกตัวอยา งประกอบ 6. จงอธิบายความสําคัญและประโยชนของการวิเคราะหง าน? 7. มาตรฐานของงานมคี วามสัมพันธกบั การประเมินคางานอยา งไร จงอธิบายพรอม ท้ังยกตวั อยางประกอบ 8. กระบวนการในการวเิ คราะหง านประกอบดวยขั้นตอนอะไรบา ง จงอธิบายพรอม ทั้งยกตัวอยา งประกอบ 9. การเกบ็ รวบรวมขอ มูลท่เี กยี่ วกบั งานท่ีสําคัญมีก่ีวิธี และแตละวิธีมีประโยชนตอ องคการอยางไร จงอธิบายพรอมทง้ั ยกตวั อยา งประกอบ 10. การท่ีบุคลากรจะเปนนักวิเคราะหงานท่ีดีและประสพความสําเร็จจะตอง ประกอบดว ยคุณสมบัตทิ ส่ี ําคัญอยางไรอธบิ าย
72 บทที่ 3 การวเิ คราะหง าน เอกสารอางองิ ณัฏฐพันธ เขจรนนั ทน.การจัดการทรัพยากรมนุษย.(กรุงเทพฯ:โรงพิมพ แหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลยั ,2546),. ศิรโิ สภาคย บรู พาเดชา, จติ วทิ ยาธุรกจิ . (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแหง จฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลัย ,2534),. สุดา สวุ รรณาภิรมย, เอกสารคาํ สอนวิชา 230361 การบรหิ ารงานบุคคล.(2546), ปราชญา กลา ผจัญ.,การบริหารทรัพยากรมนษุ ย. (กรงุ เทพฯ: ขา วฟา ง,2550),. ประเวศ มหารตั นส กุล. สรา งมาตรฐานการบริหารทรพั ยากรมนุษย.(กรงุ เทพฯ: พิมพต ะวัน ,2550), ไพโรจน อลุ ิต. (2548). แนวคดิ ทฤษฎี เกย่ี วกับการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย. [Online] จาก ilableURL:http://it.aru.ac.th/courseware2/detail/chapter2/c22.htm สบื คน เมื่อวนั ที่ 16 กรกฎาคม 2556 มณีรัตน พงศทัต. การวางแผนทรัพยากรมนุษย. พิมพคร้ังที่ 3. (กรุงเทพฯ เอกสาร ประกอบการสอน มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช. หนวยท่ี 8-15),2550),. ศินารถ ศิริจันทพันธุ, กลยุทธการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย. จาก www.uptech.ac.th สืบคนเมอื่ วนั ท่ี 16 กรกฎาคม 2556 สุนันทา เลาหนนั ทน.การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย. (กรงุ เทพมหานคร ธนการพมิ พ, 2556), สมชาย หริ ัญกิตติ,การบริหารทรัพยากรมนุษย ฉบับสมบูรณ.(กรุงเทพฯ: ธีระฟลมและไซ แท็กซ, 2542),. อนิวัช แกวจํานงค., การจัดการทรัพยากรมนุษย. (พิมพครั้งที่ 1. สงขลา นําศิลปโฆษณา ,2552),. Gary Hamel. (2007).The future of management. United States of America. (n.p): Harvard Business school press. Ivancevich. (2007). Human Resource Management. New York: McGraw-Hill. De Cenzo, D. & Robbins, S. (1993). Human Resource Management. 4th ed. New York: John Wiley & Sons.
บทที่ 3 การวิเคราะหง าน 73 Tompkins, Patricia K. (1995). Role Playing/Simulation. The Internet TESL Vol. IV. (Online) at http://iteslj.org/Techniques/Tompkins-Role Playing.html สบื คนเมือ่ วันท่ี 18 กรกฎาคม 2556
บทท่ี 4 การวางแผนทรัพยากรมนษุ ย วัตถุประสงคก ารเรยี นประจําบท เมื่อไดศกึ ษาเนือ้ หาในบทนี้แลวผศู ึกษาสามารถ 1. อธิบายความหมาย ความสําคัญของการวางแผนทรัพยากรมนษุ ยไ ด 2. อธิบายกระบวนการวางแผนทรัพยากรมนษุ ยไ ด 3. อธิบายการวิเคราะหง านการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ยได 4. อธบิ ายกระบวนการวเิ คราะหงานทรัพยากรมนุษย 5. อธิบายประโยชนข องการวางแผนและการวเิ คราะหงานได ขอบขา ยเน้ือหา • ความหมายความสําคญั ของการวางแผนทรัพยากรมนษุ ย • กระบวนการวางแผนทรัพยากรมนษุ ย • การวเิ คราะหง านการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย • กระบวนการวิเคราะหงานทรพั ยากรมนษุ ย • ประโยชนข องการวางแผนและการวเิ คราะหงาน บทนาํ การวางแผนทรัพยากรมนุษย คือกระบวนการที่ใชคาดการณความตองการ ดานทรัพยากรมนษุ ยข ององคกร อันจะสงผลถงึ การกําหนดวิธีการปฏิบัติทเ่ี ก่ียวของกบั บุคลากรและการตอบสนองตอปจจัยแวดลอม ตั้งแตกอนบุคลากรเขารวมงานกับ องคกร ขณะปฏิบัติงานอยู ในองคกรจนกระท่ังเขาตองพนออกจากองคกร เพ่ือให องคกรใชเ ปนแนวทางปฏิบตั แิ ละเปน หลักประกันวาองคกรจะมีบุคลากร ท่มี คี ุณภาพ
บทท่ี 4 การวางแผนทรพั ยากรมนุษย 75 อยางเพียงพออยูเสมอ ตลอดจนเพื่อใหบุคลากรมีคุณภาพชีวิตการทํางาน (Quality of Work Life: QWL) ที่เหมาะสม สามารถปฏิบัติงานไดอยางมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสอดคลองกับวัตถุประสงค รวมขององคกร โดยมี เปาหมายสําคัญ เพ่ือประสิทธิภาพความม่ันคง และการเจริญเติบโตขององคกร บุคลากรและสังคม การทํางานโดยท่ัวไปสิ่งสําคัญท่ีขาดไมไดน่ันคือ การวางแผนน่ันเอง โดยเฉพาะในแวดวงธุรกจิ แลวน้ันการวางแผนทรพั ยากรมนุษยนับวา มีความสาํ คัญอยา ง ยิ่ง หากองคกรไหนไมม ีการวางแผนดา นกาํ ลังคนจะสงผลใหการทํางานลมเหลวอยาง แนนอน โดยในบทนี้จะกลาวถึงความหมายของการวางแผน ความสําคัญของการ วางแผนทรัพยากรมนุษย กระบวนการวางแผนเทคนิคการพยากรณอัตรากําลังใน องคกรรวมทั้งตองมี การวิเคราะหงานมีความสําคัญยิ่งตอกิจกรรมตาง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกองคก ร ต้ังแตการวางแผนงาน การจดั การทรพั ยากรมนุษย การออกแบบ การจดั สถานท่ีทํางานใหเหมาะสม ตลอดจนการออกแบบงานและอุปกรณการทํางาน และการวางแผนดําเนนิ กจิ กรรมภายนอกองคกร ซ่ึงสารสนเทศเก่ียวกับการวิเคราะห งานที่ถูกตองสมบูรณ จะเปนประโยชนใหองคกรพัฒนาไปถึงเปาหมายไดอยางมี คุณภาพ ซง่ึ มรี ายละเอียดดงั นี้ 4.1 ความหมายของการวางแผนทรพั ยากรมนษุ ย ไดมีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวตางประเทศอธิบายความหมายของการ วางแผนทรัพยากรมนุษยที่นา สนใจหลายทานดว ยกัน ดังน้ี Gary ไดอธิบายความหมายของการวางแผนวา1 หมายถึงกระบวนการการ กําหนดตําแหนงท่ีกิจการมีความตองการและมีวิธีคนหาบุคคลเพื่อบรรจุในตําแหนง ดังกลาว การวางแผนมีความสําคัญตอกิจการ การขยายธุรกิจ การสรางโรงงานใหม ตลอดจนการลดตน ทุน 1 Gary Hamel.The future of management. United States of America. (n.p): Harvard Business school press. 2007) p. 74.
76 บทท่ี 4 การวางแผนทรัพยากรมนุษย ในขณะท่ี ศินารถ ศิริจันทพันธุ2 ไดใหนิยามความหมายของการวางแผนวา หมายถึง กระบวนการคาดการณความตองการของทรัพยากรมนุษยของ องคกรเปน การลวงหนาวา ตอ งการบุคคลประเภทใด ระดับใด จํานวนเทา ใด และ ตองการเมื่อใด (the right people the right place, at the right time) และกําหนดวิธีการ จะ ไดม าซ่งึ ทรัพยากรมนุษยทต่ี อ งการ วาจะไดมาจากไหน อยางไร ตลอดจนการกําหนด นโยบายและระเบยี บปฏิบตั ติ า ง ๆ เพอื่ ที่จะใชทรัพยากรบุคคล ที่มีอยูใหไดประโยชน สูงสุด นอกจากนี้ ปราชญา กลาผจัญ ไดอธิบายความหมายของการวางแผนวา3 หมายถงึ กระบวนการแหง การทบทวนขอ จาํ เปน ตาง ๆ เก่ียวกับทรัพยากรมนุษยอยาง เปนระบบเพื่อทําใหเกิดความม่ันใจไดวา มีจํานวนพวกพนักงานท่ีจะปฏิบัติงานมาก เพยี งพอเทาทีต่ อ งการ และพนกั งานเหลานนั้ มีทกั ษะทจี่ ําเปนและเพยี งพอสําหรับการ ปฏิบตั ิหนา ทีต่ าง ๆ เหลา นน้ั ดว ย การวางแผนทรัพยากรมนษุ ยน้ัน เกยี่ วขอ งกบั การจับ เอาอปุ ทานของพนกั งานทง้ั ดานภายใน และดานภายนอกมาพิจารณา ใหเหมาะสมกัน กับตําแหนงหนาทีง่ านที่เปดเอาไวใหภายในหว งระยะเวลาหนึง่ ๆ จากทก่ี ลา วทัง้ หมดขางตน สามารถสรปุ ไดวา “การวางแผนทรัพยากรมนุษย หมายถึง การจัดเตรียมขอมูลดานกําลังแรงงานโดยการวิเคราะหขอมูลเพื่อใหทราบ จํานวนความตองการใชกําลังคนขององคกร ทั้งในดานปริมาณ คุณภาพและ งบประมาณ รวมถงึ ดาํ เนินการ เพื่อใหไดมาซึ่งบุคคลที่องคกรตองการ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว การวางแผนทรัพยากรมนุษย จึงอาจมีความแตกตางจากการวางแผน กาํ ลงั คน ในประเด็นทกี่ ารวางแผนกําลังคนเปนกระบวนการดําเนินงานแสวงหาบุคคล ท่ีเหมาะสม แตไมมีการจัดเตรียมขอมูล และการวิเคราะหขอมูลที่เก่ียวของ การ วางแผนกําลังคนจึงอาจเปนเพียงสวนหนึ่งของการวางแผนทรัพยากรมนุษยเทานั้น” “การวางแผนทรัพยากรมนุษยเปนหนาที่ของหนวยงานทรัพยากรมนุษย โดยหาก 2 ศนิ ารถ ศริ ิจนั ทพันธุ, กลยุทธการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย.(เว็บไซท). แหลงท่ีมาจาก www.uptech.ac.th สืบคนเม่ือวนั ท่ี 16 กรกฎาคม 2556), หนา 36. 3 ปราชญา กลา ผจัญ. การบริหารทรัพยากรมนษุ ย. (กรุงเทพฯ: ขา วฟา ง,2550),หนา 47.
บทท่ี 4 การวางแผนทรพั ยากรมนุษย 77 หนวยงานนี้ไดรับรูหนาที่ของตนเองที่ชัดเจนจะทําใหมีการเตรียมการเรื่องกําลัง แรงงาน โดยบรรจุเปนแผนงานประจําป ท่ตี อ งดําเนินการใหสําเรจ็ ”4 4.2 ความสําคัญของการวางแผนทรพั ยากรมนุษย การทํางานท่ีเก่ียวของกับบุคคลในองคกรสมัยใหมจะไมมีความยุงยากและ ซ้ําซอนอีกตอไป หากองคกรไดมกี ารวางแผนทรัพยากรมนษุ ยอยา งเหมาะสม ทั้งนี้การ วางแผนทรัพยากรมนุษยมีสวนชวยใหการดําเนินงานของแตละหนวยงานในองคกร เปน ไปอยา งมีประสทิ ธภิ าพชว ยลดความขดั แยง ระหวา งหนวยงานกบั องคก ร ชวยสราง ความพรอมในการดําเนินงานของหนวยงานทรัพยากรมนุษย ชวยใหองคกร กําหนด งบประมาณคา ใชจ า ยในการบริหารทรัพยากรมนษุ ยไ ดอ ยางเหมาะสม จึงอาจกลาวถึง ความสําคัญและประโยชนของการวางแผนทรัพยากรมนุษย (อนิวัช แกวจํานงค, 2552) ดงั นี้5 1. ชวยใหการดําเนินกิจกรรมแตละหนวยงานเปนไปอยางมี ประสทิ ธภิ าพ เนอ่ื งจากการวางแผนทรพั ยากรมนุษย มีความเกี่ยวของกับการออกแบบงาน การวิเคราะหง าน การพยากรณกําลงั แรงงาน การสรรหา การคัดเลือกและการบรรจุ หากองคกรสามารถดําเนินการในสวนท่ีเก่ียวของไดอยางเหมาะสมจะชวยใหการ ทาํ งาน ในแตล ะหนวยงานภายในองคก รเปน ไปตามแผนท่ีองคก รกาํ หนดและไมป ระสบ ปญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะองคก รท่ีใชกลยุทธการเจริญเติบโตจะมีความ ตอ งการกําลังแรงงานเปน จาํ นวนมาก 4 ไพโรจน อุลิต. (2548). แนวคิด ทฤษฎี เก่ียวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย, [Online]แหลงทีม่ าจากAvailable URL:http://it.aru.ac.th. สบื คน เมื่อวนั ท่ี 16 กรกฎาคม 2561 5 อนวิ ัช แกวจํานงค. การจัดการทรัพยากรมนุษย. (พมิ พครัง้ ท่ี 1. สงขลา นําศลิ ป โฆษณา2552), หนา 20.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388