หลักสูตรโรงเรียนโคกสงู ประชาสรรพ์ พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ (ปรบั ปรุง ๒๕๖๔) กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั ขอนแก่น กรมสง่ เสรมิ การปกครองท้องถน่ิ กระทรวงมหาดไทย
คำนำ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ปรับปรุง ๒๕๖๔) มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพโดยมี จุดมุ่งหมายเพ่ือให้ผู้เรียน มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้ อย่างมคี วามสขุ ในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลเมืองโลก คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่ือสัตย์สุจริต มวี ินัย ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มงุ่ มนั่ ในการทางาน รกั ความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ในการ พัฒนาเพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนเกิดคุณลักษณะดังกล่าว นอกจากจะสอดแทรกในการเรียนรู้แต่ละสาระการเรียนรู้ ยังไดก้ าหนดไว้ในกจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รยี น โดยมีการพัฒนาท่ีสาคัญ คือ การพัฒนาองค์กรรวมของความ เป็นมนุษย์ให้ครบทุกด้าน ท้ังร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ตลอดจนปลูกฝังและสร้าง จติ สานึกของการทาประโยชนเ์ พื่อสังคม โรงเรียนโคกสูงประชาสรรพ์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียน การสอนกลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี ๑ – ๖ โรงเรียนโคกสูงประชาสรรพ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอขอบคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศน์ สานักการศึกษาศาสนาและ วัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ท่ีให้คาแนะนาในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา หวัง วา่ เอกสารฉบบั นจ้ี ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ สถานศึกษา ผู้สอน และผู้เกีย่ วขอ้ งทีจ่ ะใช้เปน็ แนวทางในการจัด กจิ กรรมการเรียนการสอนต่อไป กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พฤษภาคม ๒๕๖๔
สารบัญ หนา้ คานา 1 บทนา 3 -เปา้ หมายของวทิ ยาศาสตร์ 4 -สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ 6 23 สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ 56 สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 74 สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ 95 สาระที่ ๔ เทคโนโลยี 95 -ผลการเรียนรแู้ ละสาระการเรียนรู้เพ่มิ เติม 129 สาระ ชวี วิทยา 150 สาระ เคมี 181 สาระฟิสิกส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 198 228 โครงสรา้ งรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 247 คำอธิบำยรำยวชิ ำพืน้ ฐำน 268 290 คำอธบิ ำยรำยวิชำเพิ่มเติม 367 384 โครงสรา้ งรายวิชา ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 388 397 คำอธิบำยรำยวิชำพน้ื ฐำน คำอธิบำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ (บงั คบั เลอื ก) คำอธิบำยรำยวิชำเพิม่ เตมิ (แผนการเรียนวทิ ยาศาสตร์-คณติ ศาสตร)์ คำอธิบำยรำยวิชำเพม่ิ เติม (แผนการเรียนภาษา-ทว่ั ไป) การวัดและประเมนิ ผล อภิธานศัพท์ คณะผูจ้ ัดทา
บทนา ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นร๎แู กนกลาง กลํุมสาระการเรียนรูว๎ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้ ได๎กาหนดสาระ การ เรียนรู๎ออกเป็น ๔ สาระ ได๎แกํ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ และสาระที่ ๔ เทคโนโลยี มีสาระเพมิ่ เติม ๔ สาระ ได๎แกํ สาระชีววิทยา สาระ เคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด๎านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู๎นั้น มีความสาคัญอยํางยิ่งในการ วางรากฐานการเรียนร๎ูวิทยาศาสตร์ของผู๎เรียนในแตํละระดับช้ัน ใหม๎ ี ความตํอเน่ืองเชื่อมโยงกัน ตั้งแตํช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี ๑ จนถงึ ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ ๖ สาหรับกลํุมสาระ การเรียนรู๎วิทยาศาสตร์ได๎กาหนดตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู๎แกนกลาง ที่ผเู๎ รียนจาเป็นต๎องเรียน เป็นพื้นฐาน เพื่อให๎สามารถนาความรู๎นี้ไปใช๎ใน การดารงชีวิตหรือศึกษาตํอในวิชาชีพที่ต๎องใช๎ วิทยาศาสตร์ได๎ โดยจัดเรียงลาดับความยากงํายของเนื้อหา แตํละสาระในแตํละระดับช้ันให๎มีการเชื่อมโยง ความรู๎กับกระบวนการเรียนรู๎ และการจัดกิจกรรมการ เรียนรู๎ที่สํงเสริมให๎ผู๎เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร๎างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่สาคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการ ค๎นคว๎าและสร๎างองค์ความร๎ู ด๎วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู๎ สามารถแก๎ปัญหาอยํางเป็นระบบ สามารถตดั สินใจ โดยใช๎ขอ๎ มลู หลากหลายและประจักษพ์ ยานทตี่ รวจสอบได๎ สถาบันสํงเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสาคัญ ของ การจัดการเรียนร๎ูวิทยาศาสตร์ที่มํุงหวังให๎เกิดผลสัมฤทธิ์ตํอผู๎เรียนมากที่สุด จึงได๎จัดทาตัวช้ีวัด และสาระ การเรียนร๎ูแกนกลาง กลํุมสาระการเรียนร๎ูวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓) ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ข้ึน เพื่อให๎สถานศึกษา ครูผู๎สอนตลอดจนหนํวยงาน ตาํ ง ๆ ไดใ๎ ช๎เปน็ แนวทางในการพัฒนาหนงั สอื เรยี น คํมู อื ครู สื่อประกอบการเรยี น การสอน ตลอดจนการวัด และประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนร๎ูแกนกลาง กลุํมสาระ การเรียนร๎ูวิทยาศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ท่ีจัดทาข้ึนนี้ได๎ ปรับปรุงเพื่อให๎มีความสอดคล๎องและเชื่อมโยงกันภายในสาระ การเรียนรู๎เดียวกัน และระหวํางสาระการ เรียนรู๎ในกลุํมสาระการเรียนร๎ูวิทยาศาสตร์ ตลอดจน การเช่ือมโยงเน้ือหาความรู๎ทางวิทยาศาสตร์กับ คณิตศาสตร์ด๎วย นอกจากนี้ยังได๎ปรับปรุงเพื่อให๎มี ความทันสมัยตํอการเปลี่ยนแปลง และความ เจรญิ กา๎ วหนา๎ ของวิทยาการตาํ ง ๆ และทัดเทียมกับ นานาชาติ กลํุมสาระการเรียนรู๎วิทยาศาสตร์ สรุปเป็น แผนภาพได๎ ดงั นี้
2 วิทยาศาสตร์เพม่ิ เตมิ
3 เปา้ หมายของวทิ ยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุํงเน๎นให๎ผู๎เรียนได๎ค๎นพบความรู๎ด๎วยตนเองมากทีํสุด เพ่ือให๎ได๎ทั้งกระบวนการและความรู๎ จากวิธีการสังเกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล๎วนาผลที่ได๎ มา จดั ระบบเปน็ หลักการ แนวคดิ และองคค์ วามรู๎ การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมีเป้าหมายทสี่ าคัญ ดังนี้ ๑. เพอื่ ใหเ๎ ข๎าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎที่เปน็ พืน้ ฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์ ๒. เพ่ือให๎เข๎าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข๎อจากัดในการศึกษา วิชา วิทยาศาสตร์ ๓. เพื่อใหม๎ ีทกั ษะท่สี าคญั ในการศกึ ษาคน๎ คว๎าและคิดค๎นทางเทคโนโลยี ๔. เพ่ือให๎ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหวํางวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ สภาพแวดล๎อมในเชิงทีม่ อี ทิ ธิพลและผลกระทบซง่ึ กันและกัน ๕. เพื่อนาความร๎ู ความเข๎าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช๎ให๎เกิดประโยชน์ ตํอ สงั คมและการดารงชีวติ ๖. เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก๎ปัญหา และ การ จัดการ ทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตดั สินใจ ๗. เพ่อื ให๎เป็นผ๎ทู ี่มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคํานิยมในการใช๎ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยอี ยํางสรา๎ งสรรค์ เรียนรูอ้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์ กลมุํ สาระการเรยี นรูว๎ ทิ ยาศาสตร์มํุงหวังใหผ๎ เ๎ู รียนได๎เรียนร๎ูวิทยาศาสตร์ ท่ีเน๎นการ เชื่อมโยง ความรู๎กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค๎นคว๎าและสร๎างองค์ความร๎ู โดยใช๎ กระบวนการในการสืบ เสาะหาความร๎ู และแกป๎ ัญหาทหี่ ลากหลาย ใหผ๎ เ๎ู รียนมสี ํวนรํวมในการเรียนรู๎ ทุกข้ันตอน มีการทากิจกรรม ดว๎ ยการลงมือปฏบิ ตั ิจรงิ อยาํ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชน้ั โดยกาหนดสาระสาคัญ ดงั นี้
4 ✧ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู๎เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล๎อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การ ดารงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และ วิวัฒนาการของสง่ิ มชี วี ติ ✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนร๎ูเก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การ เคลอื่ นที่ พลังงาน และคลนื่ ✧ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรยี นร๎ูเก่ียวกบั องคป์ ระกอบของเอกภพ ปฏิสัมพนั ธ์ ภายใน ระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปล่ียนแปลงลม ฟา้ อากาศ และผลตอํ สิง่ มีชวี ิตและสงิ่ แวดล๎อม ✧ เทคโนโลยี ● การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู๎เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิต ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยํางรวดเร็ว ใช๎ความรู๎และทักษะทางด๎านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตรอ์ ่ืน ๆ เพ่ือแกป๎ ญั หาหรือพัฒนางานอยํางมีความคิดสร๎างสรรค์ด๎วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช๎เทคโนโลยีอยํางเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบตํอชีวิต สังคม และ สงิ่ แวดลอ๎ ม ● วทิ ยาการคานวณ เรียนรเู๎ ก่ียวกบั การคดิ เชิงคานวณ การคดิ วิเคราะห์ แก๎ปัญหา เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช๎ความรู๎ด๎านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสอื่ สาร ในการแก๎ปญั หาทพี่ บในชีวติ จรงิ ไดอ๎ ยํางมีประสทิ ธภิ าพ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เข๎าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหวํางส่ิงไมํมีชีวิต กับส่ิงมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหวํางส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตตําง ๆ ในระบบนิเวศ การถํายทอด พลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหา และผลกระทบท่ีมีตํอทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล๎อม แนวทางในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก๎ไขปญั หาสิง่ แวดลอ๎ ม รวมทัง้ นาความร๎ูไปใชป๎ ระโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข๎าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หนํวยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลาเลียงสารเข๎า และออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร๎างและหน๎าท่ีของระบบตําง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี ทางานสมั พนั ธก์ นั ความสัมพันธ์ของโครงสร๎างและหน๎าท่ี ของอวัยวะตําง ๆ ของพืช ที่ทางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนาความรไ๎ู ปใช๎ประโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๓ เข๎าใจกระบวนการและความสาคัญของการถํายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร พันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลตํอสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทาง ชีวภาพและววิ ัฒนาการของส่ิงมีชีวติ รวมทัง้ นาความรไู๎ ปใช๎ประโยชน์
5 สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เข๎าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวํางสมบัติของ สสาร กับโครงสร๎างและแรงยึดเหนี่ยวระหวํางอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏกิ ริ ิยาเคมี มาตรฐาน ว ๒.๒ เข๎าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่กี ระทาตํอวัตถุ ลกั ษณะ การเคล่อื นที่แบบตําง ๆ ของวัตถุ รวมทงั้ นาความร๎ูไปใช๎ประโยชน์ มาตรฐาน ว ๒.๓ เข๎าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถํายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ ระหวํางสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติ ของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข๎องกับเสียง แสง และคล่ืนแมํเหล็กไฟฟ้า รวมทั้ง นาความร๎ูไป ใช๎ประโยชน์ สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เข๎าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีสํงผลตํอส่ิงมีชีวิต และการประยุกตใ์ ช๎เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ เข๎าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมท้งั ผลตํอสงิ่ มีชีวิตและสง่ิ แวดลอ๎ ม สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เข๎าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อยําง รวดเร็ว ใช๎ความร๎ูและทักษะทางด๎านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ศาสตร์อ่ืน ๆ เพ่ือแก๎ปัญหาหรือพัฒนางานอยํางมีความคิดสร๎างสรรค์ ด๎วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช๎เทคโนโลยีอยํางเหมาะสม โดยคานึงถึงผลกระทบตํอชีวิต สังคม และสิ่งแวดลอ๎ ม มาตรฐาน ว ๔.๒ เข๎าใจและใช๎แนวคิดเชิงคานวณในการแก๎ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอยํางเป็นข้ันตอนและเป็น ระบบ ใช๎เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนร๎ู การทางาน และการแก๎ปัญหา ไดอ๎ ยํางมีประสิทธภิ าพ รเู๎ ทําทนั และมจี ริยธรรม
6 ตวั ชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เข๎าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหวํางส่ิงไมํมีชีวิต กับ ส่ิงมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหวํางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตตําง ๆ ในระบบนิเวศ การถํายทอดพลังงาน การ เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมาย ของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีตํอ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล๎อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก๎ไขปัญหา สิ่งแวดลอ๎ ม รวมทัง้ นาความรไู๎ ปใชป๎ ระโยชน์ ช้ัน ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.1 - - ม.2 - - ม.3 ๑. อธิบายปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ระบบนิเวศประกอบด๎วยองค์ประกอบท่ีมีชีวิตเชํน พืช สัตว์ ของระบบนิเวศทไี่ ด๎จากการสารวจ จุลินทรีย์ และองค์ประกอบท่ีไมํมีชีวิต เชํน แสง น้า อุณหภูมิ แรํ ธาตุ แกส๏ องค์ประกอบเหลํานม้ี ปี ฏสิ ัมพันธ์กนั เชนํ พืชต๎องการแสง น้า และแก๏สคารบ์ อนไดออกไซด์ในการสร๎างอาหาร สัตว์ต๎องการ อาหาร และสภาพแวดล๎อมท่ีเหมาะสมในการดารงชีวิต เชํน อุณหภูมิ ความช้ืน องค์ประกอบทั้งสองสํวนน้ีจะต๎องมี ความสัมพันธ์กันอยํางเหมาะสมระบบนิเวศจึงจะสามารถคงอยูํ ตอํ ไปได๎ ๒. อธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ระหวําง • ส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบตําง ๆ เชํน ภาวะพึ่งพากัน ภาวะอิงอาศัยภาวะเหยอ่ื กบั ผ๎ูลาํ ภาวะปรสติ สิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตรูปแบบตําง ๆ ใน • สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันท่ีอาศัยอยํูรํวมกันในแหลํงที่อยํูเดียวกัน แหลํงท่อี ยูํเดยี วกันทีไ่ ด๎จากการสารวจ ในชํวงเวลาเดียวกัน เรยี กวาํ ประชากร • กลุํมส่ิงมีชีวิตประกอบด๎วยประชากรของสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนดิ อาศัยอยรํู วํ มกนั ในแหลํงทอี่ ยํเู ดียวกนั • กลํุมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบํงตามหน๎าท่ีได๎เป็น ๓ กลุํม ๓. สร๎างแบบจาลองในการอธิบายการ ได๎แกํ ผผู๎ ลิต ผ๎บู ริโภค และผู๎ยอํ ยสลายสารอนิ ทรยี ์ สงิ่ มีชีวิตท้ัง ถาํ ยทอดพลังงานในสายใยอาหาร ๓ กลํุมนี้ มีความสัมพันธ์กัน ผู๎ผลิตเป็นส่ิงมีชีวิตท่ีสร๎างอาหาร ได๎เอง โดยกระบวนการสังเคราะห์ด๎วยแสงผู๎บริโภค เป็น ๔. อธิบายความสัมพันธ์ของผู๎ผลิต สงิ่ มีชีวติ ทไี่ มสํ ามารถสรา๎ งอาหารไดเ๎ อง และตอ๎ งกินผ๎ูผลิตหรือ ผ๎ูบริโภค และผ๎ูยํอยสลายสารอินทรีย์ใน ส่ิงมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร เมื่อผ๎ูผลิตและผ๎ูบริโภคตายลง จะถูก ระบบนเิ วศ ยํอยโดยผูย๎ อํ ยสลายสารอนิ ทรียซ์ ึ่งจะเปลย่ี นสารอนิ ทรยี เ์ ปน็ สา รอนินทรีย์กลับคืนสูํสิ่งแวดล๎อม ทาให๎เกิดการหมุนเวียนสาร เป็นวัฏจักรจานวนผู๎ผลติ ผูบ๎ รโิ ภค และผูย๎ อํ ยสลายสารอนิ ทรยี ์ จะต๎องมีความเหมาะสม จึงทาให๎กลุํมสิ่งมีชีวิตอยํูได๎อยําง สมดุล
7 ช้ัน ตัวชี้วดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง • พลังงานถูกถํายทอดจากผู๎ผลิตไปยังผ๎ูบริโภคลาดับตําง ๆ รวมทั้งผู๎ยํอยสลายสารอินทรีย์ในรูปแบบสายใยอาหาร ที่ ประกอบด๎วย โซํอาหารหลายโซํท่ีสัมพันธ์กัน ในการ ถํายทอดพลังงานในโซํอาหาร พลังงานที่ถูกถํายทอดไปจะ ลดลงเรอ่ื ย ๆ ตามลาดับของการบรโิ ภค • การถํายทอดพลังงานในระบบนิเวศ อาจทาให๎มีสารพิษ ๕. อธิบายการสะสมสารพิษในสิ่งมีชีวิตใน สะสมอยูํในส่ิงมีชีวิตได๎ จนอาจกํอให๎เกิดอันตรายตํอ โซอํ าหาร ส่ิงมีชีวิต และทาลายสมดุลในระบบนิเวศ ดังนั้นการดูแล ๖. ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิต รักษาระบบนิเวศให๎เกิดความสมดุล และคงอยูํตลอดไปจึง และส่ิงแวดล๎อมในระบบนิเวศ โดยไมํ เปน็ สิ่งสาคญั ทาลายสมดุลของระบบนิเวศ ม.4 ๑. สืบค๎นข๎อมูลและอธิบายความสัมพันธ์ • บรเิ วณของโลกแตลํ ะบรเิ วณมสี ภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกตําง กัน แบํงออกได๎เป็นหลายเขตตามสภาพภูมิอากาศและ ของสภาพทางภูมิศาสตร์บนโลกกับความ ปริมาณน้าฝน ทาให๎มีระบบนิเวศท่ีหลากหลายซึ่งสํงผลให๎ หลากหลายของไบโอม และยกตัวอยํางไบ เกิดความหลากหลายของไบโอม โอมชนดิ ตาํ ง ๆ ๒. สืบค๎นข๎อมูล อภิปรายสาเหตุ และ • การเปลยี่ นแปลงของระบบนิเวศเกดิ ขึ้นได๎ตลอดเวลาท้ังการ เปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากการ ยกตัวอยํางการเปล่ียนแปลงแทนที่ของ กระทาของมนุษย์ ระบบนเิ วศ • การเปลี่ยนแปลงแทนที่เป็นการเปล่ียนแปลงของกลํุม ส่ิงมีชีวิตที่เกิดข้ึนอยํางช๎า ๆ เป็นเวลานานซึ่งเป็นผลจาก ปฏิสัมพันธ์ระหวํางองค์ประกอบทางกายภาพและทาง ชีวภาพ สํงผลให๎ระบบนิเวศเปล่ียนแปลงไปสํูสมดุลจนเกิด สังคมสมบรู ณ์ได๎ ๓. สืบค๎นข๎อมูล อธิบายและยกตัวอยําง • การเปล่ียนแปลงขององค์ประกอบในระบบนิเวศทั้งทาง กายภาพและทางชีวภาพมีผลตอํ การเปลี่ยนแปลงขนาดของ เก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบ ประชากร ทางกายภาพและทางชีวภาพที่มีผลตํอการ เปล่ียนแปลงขนาดของประชากรส่ิงมีชีวิต ในระบบนิเวศ ๔. สืบค๎นข๎อมูลและอภิปรายเก่ียวกับ • มนุษย์ใช๎ทรัพยากรธรรมชาติโดยปราศจากความระมัดระวัง และมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหมํ ๆเพื่อชํวยอานวยความ ปั ญ ห า แ ล ะ ผ ล ก ร ะ ท บ ท่ี มี ตํ อ สะดวกตําง ๆ แกํมนุษย์สํงผลตํอการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล๎อม พร๎อม ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ๎ ม ทั้งนา เ ส นอ แ นวทา งใน กา ร อนุรั ก ษ์ • ปัญหาที่เกิดกับทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล๎อมบาง ทรัพยากรธรรมชาติและการแก๎ไขปัญหา ปัญหาสํงผลกระทบในระดับท๎องถ่ินบางปัญหาก็สํงผล สง่ิ แวดลอ๎ ม กระทบในระดับประเทศและบางปัญหาสํงผลกระทบใน ระดบั โลก • การลดปริมาณการใช๎ทรัพยากรธรรมชาติการกาจัดของเสีย ที่เป็นสาเหตุของปัญหาส่ิงแวดล๎อมและการวางแผนจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติท่ีดีเป็นตัวอยํางของแนวทางในการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการลดปัญหาส่ิงแวดล๎อมท่ี เกิดขน้ึ เพ่อื ใหเ๎ กดิ การใชป๎ ระโยชน์ทยี่ งั่ ยืน ม.๕ - - ม.๖ - -
8 สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข๎าใจสมบตั ขิ องส่งิ มีชีวิต หนํวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข๎า และออก จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร๎างและหน๎าที่ของระบบตําง ๆ ของสัตวแ์ ละ มนุษย์ทีํทางานสมั พนั ธ์กัน ความสัมพันธข์ องโครงสรา๎ งและหน๎าท่ี ของอวัยวะตําง ๆ ของพชื ทีํทางานสัมพันธ์กัน รวมทั๎งนาความรไ๎ู ปใช๎ประโยชน์ ช้นั ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม.1 ๑. เปรียบเทียบรูปรําง ลักษณะ และ • เซลลเ์ ปน็ หนํวยพน้ื ฐานของส่ิงมีชีวติ ส่ิงมีชวี ิตบางชนดิ มเี ซลล์ เพียงเซลล์เดียว เชํน อะมีบาพารามีเซียม ยีสต์ บางชนิดมี โ ค ร ง ส ร๎ า ง ข อ ง เ ซ ล ล์ พื ช แ ล ะ เ ซ ล ล์ สั ต ว์ หลายเซลล์ เชนํ พืช สัตว์ รวมท้งั บรรยายหน๎าทข่ี องผนังเซลล์ เย่ือหมุ๎ เซลล์ ไซโทพลาซึมนิวเคลียส แวคิวโอล ไม โทคอนเดรยี และคลอโรพลาสต์ • โครงสร๎างพืน้ ฐานทพี่ บทั้งในเซลลพ์ ืชและเซลลส์ ัตว์ และสามารถสงั เกตได๎ดว๎ ยกล๎องจุลทรรศน์ใช๎แสงได๎แกํ เยื่อ ๒. ใช๎กล๎องจุลทรรศน์ใช๎แสงศึกษาเซลล์ หุ๎มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสโครงสร๎างที่พบใน และโครงสรา๎ งตําง ๆ ภายในเซลล์ เซลล์พืชแตไํ มํพบในเซลล์สัตวไ์ ด๎แกํ ผนังเซลลแ์ ละ คลอโรพลาสต์ • โครงสร๎างตําง ๆของเซลล์มหี นา๎ ทแี่ ตกตํางกนั - ผนงั เซลล์ ทาหน๎าท่ีใหค๎ วามแข็งแรงแกํเซลล์ - เยอ่ื ห๎ุมเซลล์ ทาหน๎าทีห่ อํ หุ๎มเซลล์และควบคมุ การลาเลยี งสารเขา๎ และออกจากเซลล์ - นิวเคลยี ส ทาหนา๎ ท่คี วบคมุ การทางานของเซลล์ - ไซโทพลาซึม มอี อร์แกเนลล์ทีทํ าหนา๎ ทแีํ ตกตาํ งกัน - แวคิวโอล ทาหน๎าทเี่ กบ็ น้าและสารตําง ๆ - ไมโทคอนเดรีย ทาหนา๎ ที่เก่ยี วกับการสลายสาร อาหารเพอ่ื ใหไ๎ ด๎พลังงานแกํเซลล์ - คลอโรพลาสต์ เป็นแหลงํ ทเี่ กิดการสังเคราะห์ ด๎วยแสง ๓. อธิบายความสัมพันธ์ระหวํางรูปรํางกับ • เซลลข์ องสิ่งมีชีวิตมีรูปรําง ลักษณะ ที่หลากหลายและมีความ เหมาะสมกบั หนา๎ ท่ีของเซลล์น้ัน เชํนเซลล์ประสาทสํวนใหญํ การทาหน๎าที่ของเซลล์ มีเส๎นใยประสาทเป็นแขนงยาว นากระแสประสาทไปยัง เซลล์อื่น ๆ ที่อยํูไกลออกไป เซลล์ขนราก เป็นเซลล์ผิวของ รากที่มีผนังเซลล์และเย่ือหุ๎มเซลล์ยื่นยาวออกมาลักษณะ คล๎ายขนเส๎นเล็ก ๆ เพ่ือเพ่ิมพ้ืนที่ผิวในการดูดน้าและธาตุ อาหาร ๔. อธิบายการจัดระบบของส่ิงมีชีวิต โดย • พืชและสตั วเ์ ปน็ ส่ิงมีชีวิตหลายเซลล์มีการจัดระบบ โดยเร่ิม จากเซลล์ไปเป็นเนื้อเย่ือ อวัยวะระบบอวัยวะ และส่ิงมีชีวิต เร่ิมจากเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบ ตามลาดับ เซลล์หลายเซลล์มารวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อ อวัยวะ จนเป็นส่งิ มีชีวิต หลายชนิดมารวมกันและทางานรํวมกันเป็นอวัยวะ อวัยวะ ตําง ๆทางานรํวมกันเป็นระบบอวัยวะ ระบบอวัยวะทุก ระบบทางานรวํ มกันเปน็ สิง่ มีชีวติ
9 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง • เซลล์มีการนาสารเข๎าสํูเซลล์ เพื่อใช๎ในกระบวนการตําง ๆ ของ ๕. อธิบายกระบวนการแพรํและออสโม เซลล์ และมีการขจัดสารบางอยํางที่เซลล์ไมํต๎องการออกนอก ซิสจากหลักฐานเชิงประจักษ์ และ เซลล์ การนาสารเข๎าและออกจากเซลล์มีหลายวิธี เชํน การแพรํ ยกตัวอยํางการแพรํและออสโมซิสใน เป็นการเคลื่อนท่ีของสารจากบริเวณท่ีมีความเข๎มข๎นของสารสูง ชวี ิตประจาวัน ไปสํูบริเวณที่มีความเข๎มข๎นของสารต่า สํวนออสโมซิส เป็นการ แพรํของน้าผํานเย่ือหุ๎มเซลล์ จากด๎านที่มีความเข๎มข๎นของ สารละลายต่าไปยงั ด๎านท่มี ีความเข๎มข๎นของสารละลายสูงกวํา • กระบวนการสังเคราะหด์ ๎วยแสงของพืชท่ีเกิดข้ึนในคลอโรพลาสต์ ๖. ระบุปจั จัยที่จาเป็นในการสังเคราะห์ จาเป็นต๎องใช๎แสง แก๏สคาร์บอนไดออกไซด์ คลอโรฟิลล์ และน้า ด๎วยแสงและผลผลิตท่ีเกิดข้ึนจากการ ผลผลิตที่ได๎จากการสังเคราะห์ด๎วยแสง ได๎แกํ น้าตาลและแก๏ส สังเคราะห์ด๎วยแสงโดยใช๎หลักฐานเชิง ออกซิเจน ประจักษ์ • การสังเคราะห์ด๎วยแสง เป็นกระบวนการที่สาคัญตํอส่ิงมีชีวิต ๗. อธิบายความสาคัญของการ เพราะเป็นกระบวนการเดียวที่สามารถนาพลังงานแสงมา สังเคราะห์ด๎วยแสงของพืชตํอสิ่งมีชีวิต เปล่ียนเป็นพลังงานในรูปสารประกอบอินทรีย์และเก็บสะสมใน และสิง่ แวดล๎อม รูปแบบตําง ๆ ในโครงสร๎างของพืช พืชจึงเป็นแหลํงอาหารและ พลังงานที่สาคัญของสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากน้ีกระบวนการ ๘. ตระหนักในคุณคําของพืชที่มีตํอ สังเคราะห์ด๎วยแสงยังเป็นกระบวนการหลักในการสร๎างแก๏ส ส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล๎อม โดยการ ออกซเิ จนให๎กบั บรรยากาศเพ่ือให๎สิง่ มีชีวิตอ่ืน ใช๎ในกระบวนการ รํวมกันปลูกและดูแลรักษาต๎นไม๎ใน หายใจ โรงเรยี นและชมุ ชน ๙. บรรยายลักษณะและหน๎าท่ีของไซ • พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซ่ึงเป็นเนื้อเยื่อมีลักษณะคล๎ายทํอ เรียง ตัวกันเป็นกลํุมเฉพาะท่ี เล็มและโฟลเอม็ ๑๐. เขียนแผนภาพที่บรรยายทิศ • โดยไซเล็มทาหน๎าท่ีลาเลียงน้าและธาตุอาหารมีทิศทางลาเลียง จากรากไปสํูลาต๎น ใบ และสํวนตําง ๆ ของพืช เพื่อใช๎ในการ ทางการลาเลียงสารในไซเล็มและโฟล สังเคราะห์ด๎วยแสงรวมถึงกระบวนการอ่ืน ๆ สํวนโฟลเอ็มทา เอ็มของพชื หน๎าที่ลาเลียงอาหารที่ได๎จากการสังเคราะห์ด๎วยแสงมีทิศทาง ลาเลียงจากบริเวณที่มีการสังเคราะห์ด๎วยแสงไปสํูสํวนตําง ๆ ของพืช ๑๑. อธิบายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ • พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได๎และบางชนิด สามารถสืบพันธุ์แบบไมอํ าศัยเพศได๎ และไมํอาศัยเพศของพืชดอก ๑๒. อธิบายลักษณะโครงสร๎างของดอก • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการสืบพันธ์ุที่มีการ ผสมกันของ ที่มีสํวนทาให๎เกิดการถํายเรณู รวมทั้ง สเปิร์มกับเซลล์ไขํ การสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศของพืชดอก บรรยาย การปฏิสนธิของพืชดอก การ เกิดขน้ึ ท่ดี อก โดยภายใน อบั เรณูของสํวนเกสรเพศผ๎ูมีเรณู ซึ่งทา เกิดผลและเมล็ด การกระจายเมล็ด หน๎าที่ สร๎างสเปิร์ม ภายในออวุลของสํวนเกสรเพศเมีย มีถุง และการงอกของเมล็ด เอม็ บริโอ ทาหน๎าท่สี รา๎ งเซลล์ไขํ ๑๓. ตระหนักถึงความสาคัญของสัตว์ที่ • การสืบพนั ธ์ุแบบไมํอาศยั เพศ เป็นการสบื พันธ์ทุ ่ีพชื ตน๎ ใหมไํ มไํ ด๎ ชํวยในการ ถํายเรณูของพืชดอก โดย เกิดจากการปฏสิ นธริ ะหวํางสเปิรม์ กับเซลล์ไขํ แตเํ กดิ จากสํวน การไมํทาลายชวี ติ ของสัตว์ทชี่ วํ ยในการ ตําง ๆ ของพชื เชํนราก ลาตน๎ ใบ มีการเจรญิ เติบโตและ ถํายเรณู พัฒนาขึน้ มาเป็นต๎นใหมไํ ด๎ • การถํายเรณู คือ การเคล่ือนย๎ายของเรณูจากอับเรณูไปยังยอด เกสรเพศเมีย ซึ่งเก่ียวข๎องกับลักษณะและโครงสร๎างของดอก เชํน สีของกลีบดอก ตาแหนํงของเกสรเพศผู๎และเกสรเพศเมีย
10 โดยมีส่ิงที่ชํวยในการถาํ ยเรณู เชนํ แมลง ลม ช้นั ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง • การถํายเรณูจะนาไปสูํการปฏิสนธิ ซ่ึงจะเกิดขึ้นท่ีถุงเอ็มบริโอ ภายในออวลุ หลงั การปฏิสนธิจะได๎ไซโกต และเอนโดสเปิร์ม ไซ โกตจะพัฒนาตอํ ไปเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนาไปเป็นเมล็ด และ รงั ไขํพัฒนาไปเป็นผล • ผลและเมล็ดมีการกระจายออกจากตน๎ เดมิ โดยวิธีการตําง ๆ เม่ือ เมลด็ ไปตกในสภาพแวดล๎อมท่ีเหมาะสมจะเกิดการงอกของเมล็ด โดยเอ็มบรโิ อภายในเมลด็ จะเจริญออกมา โดยระยะแรกจะอาศยั อาหารที่สะสมภายในเมล็ด จนกระทั่งใบแท๎พัฒนา จนสามารถ สงั เคราะห์ด๎วยแสงไดเ๎ ตม็ ท่ี และสร๎างอาหารไดเ๎ องตามปกติ ๑๔. อธบิ ายความสาคัญของธาตุอาหาร • พืชต๎องการธาตุอาหารทจ่ี าเป็นหลายชนดิ ในการเจริญเติบโตและ บางชนิดท่ีมีผลตํอการเจริญเติบโตและ การดารงชวี ิต การดารงชีวติ ของพชื ๑๕. เลอื กใชป๎ ุย๋ ที่มธี าตอุ าหารเหมาะสม • พืชต๎องการธาตุอาหารบางชนิดในปริมาณมาก ได๎แกํไนโตรเจน กบั พืชในสถานการณท์ ่ีกาหนด ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียมแมกนีเซียม และกามะถัน ซ่ึง ในดินอาจมีไมํเพียงพอสาหรับการเจริญเติบโตของพืช จึงต๎องมี การใหธ๎ าตุอาหารในรปู ของปุย๋ กบั พชื อยาํ งเหมาะสม ๑๖. เลือกวิธีการขยายพันธ์ุพืชให๎ • มนุษย์สามารถนาความรู๎เรื่องการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศและไมํ เหมาะสมกับความต๎องการของมนุษย์ อาศยั เพศ มาใชใ๎ นการขยายพันธ์ุเพื่อเพิ่มจานวนพืช เชํน การใช๎ โดยใช๎ความรู๎เกี่ยวกับการสืบพันธ์ุของ เมล็ดท่ไี ด๎จากการสืบพนั ธุ์แบบอาศัยเพศมาเพาะเลย้ี งวิธกี ารนี้จะ พชื ได๎พืชในปริมาณมาก แตํอาจมีลักษณะที่แตกตํางไปจากพํอแมํ สํวนการตอนก่งิ การปกั ชาการตอํ กงิ่ การติดตา การทาบกิ่ง การ เพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อ เป็นการนาความร๎ูเร่ืองการสืบพันธ์ุแบบไมํ อาศยั เพศของพืชมาใช๎ในการขยายพันธ์ุเพื่อให๎ได๎พืชท่ีมีลักษณะ เหมือนต๎นเดิม ซ่ึงการขยายพันธ์ุแตํละวิธี มีขั้นตอนแตกตํางกัน จึงควรเลือกให๎เหมาะสมกับความต๎องการของมนุษย์ โดยต๎อง คานึงถึงชนดิ ของพชื และลักษณะการสบื พนั ธข์ุ องพชื ๑๗. อธิบายความสาคัญของเทคโนโลยี • เทคโนโลยีการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือพืช เป็นการนาความรู๎เกี่ยวกับ การเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อพืชในการใช๎ ปัจจัยทีจ่ าเป็นตอํ การเจรญิ เติบโตของพืชมาใช๎ในการเพ่ิมจานวน ประโยชนด์ า๎ นตําง ๆ พืช และทาให๎พืชสามารถเจริญเติบโตได๎ในหลอดทดลอง ซ่ึงจะ ๑๘. ตระหนักถึงประโยชน์ของการ ไดพ๎ ืชจานวนมากในระยะเวลาส้ัน และสามารถนาเทคโนโลยีการ ขยายพันธุ์พืชโดยการนาความร๎ูไปใช๎ใน เพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือมาประยุกต์เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ชวี ติ ประจาวนั ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจ การผลิตยาและ สารสาคญั ในพชื และอื่น ๆ
11 ชนั้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๒ ๑. ระบุอวยั วะและบรรยายหนา๎ ทข่ี องอวัยวะที่ • ระบบหายใจมอี วัยวะตําง ๆ ทีเ่ กยี่ วขอ๎ ง ได๎แกํจมกู เก่ียวข๎องในระบบหายใจ ทํอลมปอดกะบงั ลมและกระดูกซ่โี ครง • มนุษย์หายใจเขา๎ เพือ่ นาแก๏สออกซเิ จนเข๎าสูํรํางกายเพ่ือ ๒. อธิบายกลไกการหายใจเข๎าและออก โดยใช๎ นาไปใช๎ในเซลล์ และหายใจออกเพ่ือกาจัดแก๏ส แบบจาลอง รวมทง้ั อธิบายกระบวนการ คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากราํ งกาย แลกเปลย่ี นแกส๏ • อากาศเคลื่อนท่ีเข๎าและออกจากปอดได๎เน่ืองจากการ ๓. ตระหนกั ถึงความสาคัญของระบบหายใจ เปลี่ยนแปลงปริมาตรและความดันของอากาศภายใน โดยการบอกแนวทางในการดแู ลรักษาอวัยวะ ชํองอกซึ่งเกี่ยวข๎องกับการทางานของกะบังลม และ ในระบบหายใจใหท๎ างานเปน็ ปกติ กระดูกซโ่ี ครง • ก า ร แ ล ก เ ป ล่ี ย น แ ก๏ ส อ อ ก ซิ เ จ น กั บ แ ก๏ ส คาร์บอนไดออกไซด์ในรํางกาย เกิดขึ้นบริเวณถุงลมใน ปอดกับหลอดเลือดฝอยท่ีถุงลม และระหวํางหลอด เลือดฝอยกบั เน้ือเยอื่ • การสูบบุหร่ี การสูดอากาศที่มีสารปนเป้ือน และการ เป็นโรคเกีย่ วกับระบบหายใจบางโรคอาจทาให๎เกิดโรค ถงุ ลมโป่งพอง ซ่ึงมีผลให๎ความจุอากาศของปอดลดลง ดังน้ันจึงควรดูแลรักษาระบบหายใจ ให๎ทาหน๎าที่เป็น ปกติ ๔. ระบอุ วัยวะและบรรยายหนา๎ ทขี่ องอวยั วะ • ระบบขับถาํ ยมีอวยั วะท่เี กย่ี วข๎อง คือ ไต ทํอไตกระเพาะ ปัสสาวะ และทํอปัสสาวะ โดยมีไตทาหน๎าที่กาจัดของ ในระบบขับถาํ ยในการกาจัดของเสียทางไต เสีย เชํน ยูเรีย แอมโมเนียกรดยูริก รวมท้ังสารที่ ๕. ตระหนกั ถึงความสาคญั ของระบบขบั ถําย รํางกายไมํต๎องการออกจากเลือด และควบคุมสารท่ีมี มากหรือน๎อยเกินไปเชํน น้า โดยขับออกมาในรูปของ ในการกาจัดของเสียทางไต โดยการบอก ปัสสาวะ แนวทางในการปฏิบตั ติ นทชี่ ํวยให๎ระบบขับถําย • การเลอื กรับประทานอาหารท่ีเหมาะสม เชํนรบั ประทาน ทาหนา๎ ทไี่ ด๎อยํางปกติ อาหารท่ีไมํมีรสเค็มจัด การด่ืมน้าสะอาดให๎เพียงพอ เป็นแนวทางหน่ึงท่ีชํวยให๎ระบบขับถํายทาหน๎าที่ได๎ อยํางปกติ
12 ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๖. บรรยายโครงสรา๎ งและหน๎าที่ของหัวใจ • ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดประกอบดว๎ ย หวั ใจ หลอดเลอื ด และเลือด หลอดเลือด และเลือด • หัวใจของมนุษย์แบํงเป็น ๔ ห๎อง ได๎แกํ หัวใจห๎อง ๗. อธิบายการทางานของระบบหมนุ เวยี นเลอื ด บน ๒ ห๎อง และห๎องลําง ๒ ห๎อง ระหวํางหัวใจ หอ๎ งบนและหัวใจห๎องลาํ งมีลนิ้ หวั ใจกั้น โดยใชแ๎ บบจาลอง • หลอดเลอื ด แบํงเปน็ หลอดเลอื ดอาร์เตอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย ซ่งึ มโี ครงสร๎าง ตํางกัน • เลอื ดประกอบดว๎ ยเซลล์เมด็ เลอื ด เพลตเลต และพลาสมา • การบบี และคลายตวั ของหัวใจทาให๎เลือดหมุนเวียน และลาเลยี งสารอาหาร แก๏ส ของเสีย และสารอื่น ๆ ไปยังอวัยวะและเซลลต์ ําง ๆ ทัว่ รํางกาย • เลือดที่มีปริมาณแก๏สออกซิเจนสูงจะออกจาก หวั ใจไปยังเซลล์ตาํ ง ๆ ทว่ั ราํ งกาย ขณะเดียวกัน แก๏สคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์จะแพรํเข๎าสํู เลือดและลาเลียงกลับเข๎าสูํหัวใจและถูกสํงไป แลกเปล่ียนแกส๏ ทป่ี อด ๘. ออกแบบการทดลองและทดลอง ในการ • ชพี จรบอกถึงจังหวะการเตน๎ ของหัวใจซึ่งอัตราการ เปรียบเทียบอัตราการเต๎นของหัวใจ ขณะปกติและ เต๎นของหวั ใจในขณะปกตแิ ละหลังจากทากจิ กรรม ตําง ๆ จะแตกตํางกันสํวนความดันเลือด ระบบ หลงั ทากจิ กรรม หมุนเวียนเลือดเกิดจากการทางานของหัวใจและ หลอดเลอื ด ๙. ตระหนักถึงความสาคัญของระบบหมุนเวียน • อตั ราการเต๎นของหัวใจมีความแตกตาํ งกันในแตลํ ะ เลือดโดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ บุคคล คนทเ่ี ปน็ โรคหัวใจและหลอดเลือดจะสํงผล ในระบบหมุนเวยี นเลอื ดใหท๎ างานเปน็ ปกติ ทาให๎หวั ใจสบู ฉีดเลือดไมํเปน็ ปกติ • การออกกาลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การพักผํอน และการรักษาภาวะอารมณ์ให๎เป็น ปกติ จงึ เปน็ ทางเลอื กหนึง่ ในการดูแลรักษาระบบ หมนุ เวียนเลือดให๎เป็นปกติ
13 ช้นั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง ๑๐. ระบุอวยั วะและบรรยายหน๎าที่ของอวัยวะใน • ระบบประสาทสํวนกลาง ประกอบด๎วยสมองและ ระบบประสาทสวํ นกลางในการควบคมุ ไขสนั หลงั จะทาหน๎าที่รํวมกับเส๎นประสาทซึ่งเป็น การทางานตําง ๆ ของรํางกาย ระบบประสาทรอบนอก ในการควบคุมการทางาน ของอวยั วะตาํ ง ๆ รวมถงึ การแสดงพฤตกิ รรม เพื่อ ๑๑. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของระบบประสาท การตอบสนองตํอส่งิ เร๎า โดยการบอกแนวทางในการดแู ลรกั ษา รวมถึง • เมื่อมีสิ่งเร๎ามากระตุ๎นหนํวยรับความร๎ูสึก จะเกิด กระแสประสาทสํงไปตามเซลล์ประสาทรับ การปอ้ งกนั การกระทบกระเทอื นและอนั ตราย ความรู๎สึกไปยังระบบประสาทสํวนกลาง แล๎วสํง ตอํ สมองและไขสันหลัง กระแสประสาทมาตามเซลล์ประสาทสั่งการ ไป ยังหนํวยปฏบิ ตั งิ าน เชํน กลา๎ มเนื้อ • ระบบประสาทเป็นระบบท่ีมีความซับซ๎อนและมี ความสัมพันธ์กับทุกระบบในรํางกาย ดังนั้นจึง ควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุท่ีกระทบกระเทือน ตํอสมอง หลีกเล่ียงการใช๎สารเสพติด หลีกเลี่ยง ภาวะเครยี ด และรับประทานอาหารท่มี ีประโยชน์ เพ่ือดแู ลรกั ษาระบบประสาทให๎ทางานเปน็ ปกติ ๑๒. ระบอุ วัยวะและบรรยายหนา๎ ท่ีของอวยั วะใน • มนษุ ย์มรี ะบบสืบพันธ์ุท่ปี ระกอบดว๎ ยอวยั วะตาํ ง ๆ ระบบสบื พันธุข์ องเพศชายและเพศหญิง ท่ีทาหน๎าที่เฉพาะ โดยรังไขํในเพศหญิงจะทา โดยใชแ๎ บบจาลอง หน๎าท่ีผลิตเซลล์ไขํ สํวนอัณฑะในเพศชายจะทา หนา๎ ที่สรา๎ งเซลลอ์ สจุ ิ ๑๓. อธิบายผลของฮอรโ์ มนเพศชายและเพศหญิงที่ • ฮอร์โมนเพศทาหน๎าที่ควบคุมการแสดงออกของ ควบคมุ การเปลี่ยนแปลงของรํางกาย เม่ือเขา๎ สํู ลกั ษณะทางเพศท่ีแตกตํางกนั เมื่อเข๎าสูํวัยหนุํมสาว วัยหนํมุ สาว จะมกี ารสร๎างเซลล์ไขแํ ละเซลลอ์ สจุ ิ การตกไขํการ มรี อบเดอื น และถ๎ามีการปฏิสนธิของเซลล์ไขํและ ๑๔. ตระหนกั ถงึ การเปลี่ยนแปลงของรํางกายเมื่อ เข๎าสวูํ ยั หนุมํ สาว โดยการดูแลรักษาราํ งกาย เซลลอ์ สุจจิ ะทาใหเ๎ กดิ การต้ังครรภ์ และจิตใจของตนเองในชํวงทีม่ ี การเปล่ียนแปลง
14 ช้นั ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ๑๕. อธิบายการตกไขํ การมีประจาเดือน • การมีประจาเดือน มีความสัมพันธ์กับการตกไขํ การปฏสิ นธิ และการพฒั นาของไซโกต โดยเปน็ ผลจากการเปลีย่ นแปลงของระดบั อร์โมน เพศหญิง จนคลอดเปน็ ทารก • เม่ือเพศหญิงมีการตกไขํและเซลล์ไขํได๎รับการ ๑๖. เลอื กวิธีการคุมกาเนดิ ที่เหมาะสมกบั ปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะทาให๎ได๎ไซโกตไซโกตจะ เจรญิ เปน็ เอ็มบริโอและฟีตัสจนกระท่ังคลอดเป็น สถานการณ์ท่กี าหนด ทารก แตํถ๎าไมํมีการปฏิสนธิเซลล์ไขํจะสลายตัว ๑๗. ตระหนักถงึ ผลกระทบของการตงั้ ครรภ์ ผนังด๎านในมดลูกรวมทั้งหลอดเลือดจะสลายตัว กํอนวยั อนั ควร โดยการประพฤตติ นใหเ๎ หมาะสม และหลุดลอกออก เรียกวําประจาเดอื น • การคมุ กาเนดิ เปน็ วิธีป้องกันไมํให๎เกิดการตั้งครรภ์ โดยปอ้ งกันไมใํ หเ๎ กิดการปฏิสนธิหรือไมํให๎มกี ารฝงั ตัวของเอ็มบริโอ ซ่ึงมีหลายวิธี เชํน การใช๎ถุงยาง อนามัย การกนิ ยาคุมกาเนิด ม.๓ - - ม.๔ ๑. อธบิ ายโครงสร๎างและสมบัติของเย่ือหุม๎ เซลลท์ ี่ • เย่ือหุ๎มเซลล์มีโครงสร๎างเป็นเยื่อห๎ุมสองช้ันที่มี สมั พนั ธก์ บั การลาเลยี งสาร และเปรยี บเทยี บ ลิพิดเป็นองค์ประกอบ และมีโปรตีนแทรกอยูํ การลาเลียงสารผาํ นเยอ่ื หมุ๎ เซลล์แบบตําง ๆ สารท่ีละลายได๎ในลิพิดและสารที่มีขนาดเล็ก สามารถแพรํผํานเยื่อห๎ุมเซลล์ได๎โดยตรง สํวน สารขนาดเล็กท่ีมีประจุต๎องลาเลียงผํานโปรตีนท่ี แทรกอยํทู เี่ ย่ือหุ๎มเซลล์ ซึ่งมี ๒ แบบ คือ การแพรํ แบบฟาซิลิเทต และแอกทีฟทรานสปอร์ต ใน กรณีสารขนาดใหญํ เชํน โปรตีน จะลาเลียงเข๎า โดยกระบวนการเอนโดไซโทซสิ หรือลาเลยี งออก โดยกระบวนการเอกโซไซโทซิส ๒. อธิบายการควบคมุ ดุลยภาพของน้าและสารใน • การรักษาดุลยภาพของน้าและสารในเลือดเกิด เลอื ดโดยการทางานของไต จากการทางานของไต ซึ่งเป็นอวัยวะในระบบ ขับถํายท่ีมีความสาคัญในการกาจัดของเสียที่มี ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ รวมท้ังน้าและสารที่ มีปรมิ าณเกนิ ความต๎องการของรํางกาย
15 ช้ัน ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง ๓. อธบิ ายการควบคุมดลุ ยภาพของกรด-เบสของ • การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดเกิดจาก เลือดโดยการทางานของไตและปอด การทางานของไตที่ทาหน๎าท่ีขับหรือดูดกลับ ไฮโดรเจนไอออน ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน และแอมโมเนียมไอออน และการทางานของปอด ท่ที าหนา๎ ทีก่ าจัดคารบ์ อนไดออกไซด์ ๔. อธิบายการควบคุมดุลยภาพของอุณหภมู ิภายใน • การรักษาดุลยภาพของอุณหภมู ภิ ายในรํางกายเกิด ราํ งกายโดยระบบหมนุ เวียนเลือด ผวิ หนัง และ จากการทางานของระบบหมุนเวียนเลอื ดทคี่ วบคมุ ปริมาณเลือดไปท่ีผิวหนัง การทางานของตํอม กล๎ามเน้ือโครงรําง เหงื่อ และกล๎ามเน้ือโครงรําง ซ่ึงสํงผลถึงปริมาณ ความรอ๎ นท่ถี ูกเก็บหรอื ระบายออกจากรํางกาย ๕. อธิบาย และเขยี นแผนผงั เกย่ี วกับการตอบสนอง • เมือ่ เชือ้ โรคหรือส่ิงแปลกปลอมอ่ืนเข๎าสูํเน้ือเยื่อใน ของราํ งกายแบบไมํจาเพาะ และแบบจาเพาะตํอ รํางกาย รํางกายจะมีกลไกในการตํอต๎านหรือ ทาลายสิ่งแปลกปลอมท้ังแบบไมํจาเพาะและแบบ สิ่งแปลกปลอมของราํ งกาย จาเพาะ • เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุํมฟาโกไซต์จะมีกลไกในการ ตํอต๎านหรือทาลายส่งิ แปลกปลอมแบบไมํจาเพาะ • กลไกในการตํอต๎านหรือทาลายส่ิงแปลกปลอม แบบจาเพาะเป็นการทางานของเซลล์เม็ดเลือด ขาวลิมโฟไซต์ชนิดบีและชนิดที ซ่ึงเซลล์เม็ดเลือด ขาวทั้งสองชนิดจะมีตัวรับแอนติเจน ทาให๎เซลล์ ทงั้ สองสามารถตอบสนองแบบจาเพาะตอํ แอนตเิ จน นนั้ ๆ ได๎ • เซลล์บีทาหน๎าท่ีสร๎างแอนติบอดี ซึ่งชํวยในการจับ กับสิ่งแปลกปลอมตําง ๆ เพ่ือทาลายตํอไปโดย ระบบภูมิคุ๎มกัน เซลล์ทีทาหน๎าที่หลากหลายเชํน กระต๎ุนการทางานของเซลล์บีและเซลล์ทีชนิดอ่ืน ทาลายเซลล์ท่ตี ดิ ไวรัสและเซลลท์ ่ผี ิดปกตอิ ่นื ๆ
16 ช้ัน ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ๖. สืบค๎นข๎อมูล อธิบาย และยกตัวอยํางโรคหรือ • บางกรณรี ํางกายอาจเกดิ ความผดิ ปกติของระบบ อาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบ ภูมิค๎มุ กัน เชํน ภูมิคม๎ุ กันตอบสนองตอํ แอนตเิ จน ภูมคิ ุ๎มกัน บางชนิดอยาํ งรนุ แรงมากเกินไป หรือรํางกาย มี ปฏิกิริยาตอบสนองตํอแอนติเจนของตนเองอาจ ทาใหร๎ าํ งกายเกดิ อาการผิดปกตไิ ด๎ ๗. อธิบายภาวะภูมิค๎ุมกันบกพรํองที่มีสาเหตุ มา • บุคคลที่ได๎รับเลือดหรือสารคัดหลั่งท่ีมีเช้ือ HIV จากการตดิ เช้ือ HIV ซึ่งสามารถทาลายเซลล์ที ทาให๎ภูมิคุ๎มกัน บกพรอํ ง และติดเช้อื ตาํ ง ๆ ได๎งํายขนึ้ ๘. ทดสอบ และบอกชนิดของสารอาหาร ที่พืช • กระบวนการสังเคราะห์ด๎วยแสงเป็นจุดเริ่มต๎น สงั เคราะห์ได๎ ของการสร๎างน้าตาลในพืช พืชเปล่ียนน้าตาลไป ๙. สืบค๎นข๎อมูล อภิปราย และยกตัวอยํางเกี่ยวกับ เป็นสารอาหารและสารอืน่ ๆ เชํน คารโ์ บไฮเดรต การใช๎ประโยชน์จากสารตําง ๆ ที่พืชบางชนิด โปรตีน ไขมัน ที่จาเป็นตํอการดารงชีวิตของพืช และสตั ว์ สรา๎ งข้นึ • มนุษย์สามารถนาสารตําง ๆ ที่พืชบางชนิดสร๎าง ข้ึน ไปใช๎ประโยชน์ เชํน ใช๎เป็นยาหรือสมุนไพร ในการรกั ษาโรคบางชนิด ใชใ๎ นการไลํแมลง กาจัด ศัตรูพืชและสัตว์ ใช๎ในการยับยั้งการเจริญเติบโต ของแบคทีเรยี และใช๎เปน็ วัตถดุ บิ ในอุตสาหกรรม ๑๐. ออกแบบการทดลอง ทดลอง และอธิบาย • ปจั จัยภายนอกที่มผี ลตอํ การเจรญิ เตบิ โต เชนํ แสง เก่ียวกับปัจจัยภายนอกท่ีมีผลตํอการ น้า ธาตุอาหาร คารบ์ อนไดออกไซด์ และออกซิเจน เจรญิ เตบิ โตของพชื ปัจจัยภายใน เชํน ฮอร์โมนพืช ซึ่งพืชมีการ ๑๑. สืบค๎นข๎อมูลเก่ียวกับสารควบคุมการ สังเคราะหข์ ึ้น เพอ่ื ควบคุมการเจรญิ เตบิ โตในชํวง เจรญิ เตบิ โตของพชื ท่ีมนุษย์สังเคราะห์ข้ึน และ ชีวิตตําง ๆ ยกตัวอยํางการนามาประยุกต์ใช๎ทางด๎าน • ม นุ ษ ย์ มี ก า ร สั ง เ ค ร า ะ ห์ ส า ร ค ว บ คุ ม ก า ร การเกษตรของพชื เจริญเตบิ โต ของพชื โดยเลียนแบบฮอร์โมนพชื เพ่ือ นามาใช๎ควบคุมการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิต ของพชื
17 ชั้น ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๑๒. สังเกต และอธบิ ายการตอบสนองของพืชตํอ • กา ร ต อบ ส นองตํ อสิ่ งเ ร๎ า ของพืชแ บํ งต า ม สง่ิ เร๎าในรูปแบบตาํ ง ๆ ทม่ี ผี ลตํอการดารงชวี ติ ความสมั พันธก์ บั ทิศทางของส่ิงเรา๎ ได๎ ไดแ๎ กํ แบบท่ี มีทิศทางสัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร๎า เชํนดอก ทานตะวันหันเข๎าหาแสง ปลายรากเจริญเข๎าหา แรงโน๎มถํวงของโลก และแบบที่ไมํมีทิศทาง สัมพันธ์กับทิศทางของส่ิงเร๎า เชํน การหุบและ บานของดอก หรือการหุบและกางของใบพืชบาง ชนิด • การตอบสนองตํอสิ่งเร๎าของพืชบางอยํางสํงผลตํอ การเจริญเติบโต เชํน การเจริญในทิศทางเข๎าหา หรือตรงข๎ามกับแรงโน๎มถํวงของโลก การเจริญใน ทิศทางเข๎าหาหรือตรงข๎ามกับแสง และการ ตอบสนองตํอการสัมผัสสิ่งเรา๎ ม.๕ - - ม.๖ - -
18 สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความ หลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ชัน้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม.๑ - - ม.๒ - - ม.๓ ๑. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวาํ ง ยีน ดีเอ็นเอ และ • ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถ โครโมโซม โดยใชแ๎ บบจาลอง ถํายทอดจากรํุนหนึ่งไปยังอีกรุํนหนึ่งได๎ โดยมียีน เป็นหนํวยควบคุมลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม • โครโมโซมประกอบด๎วย ดเี อน็ เอ และโปรตีนขดอยูํ ในนิวเคลียส ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมมี ความสัมพันธ์กัน โดยบางสํวนของดีเอ็นเอทา หนา๎ ทีเ่ ปน็ ยีนทกี่ าหนดลักษณะของสิ่งมีชีวติ • สิ่งมีชีวิตที่มโี ครโมโซม๒ ชุด โครโมโซมท่เี ป็นคูํกันมี การเรียงลาดับของยีนบนโครโมโซมเหมือนกัน เรียกวาํ ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหน่ึงท่ีอยูํบนคูํฮ อมอโลกัสโครโมโซม อาจมีรูปแบบแตกตํางกัน เรยี กแตํละรูปแบบของยีนท่ีตํางกันน้ีวําแอลลีล ซ่ึง การเข๎าคูํกันของแอลลีลตําง ๆ อาจสํงผลทาให๎ ส่ิงมชี ีวติ มีลักษณะท่ีแตกตํางกนั ได๎ • สิง่ มชี ีวิตแตลํ ะชนิดมจี านวนโครโมโซมคงที่ มนุษย์ มจี านวนโครโมโซม ๒๓ คูํ เป็นออโตโซม ๒๒ คํู และ • โครโมโซมเพศ ๑ คูํ เพศหญงิ มีโครโมโซมเพศ เป็น XX เพศชายมีโครโมโซมเพศเปน็ XY ๒. อธิบายการถํายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากเมนเดลไดศ๎ กึ ษาการถาํ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม การผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียวท่ีแอลลีลเดํนขํมของต๎นถัว่ ชนิดหนึง่ และนามาสหํู ลกั การพนื้ ฐานของ การถาํ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสงิ่ มีชวี ติ แอลลีลด๎อยอยาํ งสมบูรณ์
19 ช้ัน ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๓. อธบิ ายการเกดิ จโี นไทป์และฟโี นไทปข์ องลูกและ • สิ่งมีชีวิตท่ีมโี ครโมโซมเปน็ ๒ชดุ ยีนแตลํ ะตาแหนงํ คานวณอัตราสํวนการเกิดจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของ บนฮอมอโลกัสโครโมโซมมี ๒ แอลลีลโดยแอล รุนํ ลูก ลีลหนึ่งมาจากพํอ และอีกแอลลีลมาจากแมํ ซึ่ง อาจมีรูปแบบเดียวกัน หรือแตกตํางกันแอลลีลที่ แตกตาํ งกันนี้ แอลลีลหนึ่งอาจมีการแสดงออกขํม อีกแอลลีลหนึ่งได๎ เรียกแอลลีลนั้นวําเป็น แอลลีลเดํน สํวนแอลลีลที่ถูกขํมอยํางสมบูรณ์ เรยี กวําเป็นแอลลลี ดอ๎ ย • เมื่อมกี ารสร๎างเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลท่ีเป็นคูํกันใน แตํละฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยกจากกันไปสํู เซลล์สืบพันธ์ุแตํละเซลล์ โดยแตํละเซลล์สืบพันธ์ุ จะได๎รับเพียง ๑ แอลลีล และจะมาเข๎าคูํกับ แอลลีลท่ีตาแหนํงเดียวกันของอีกเซลล์สืบพันธ์ุ หน่งึ เม่ือเกิดการปฏิสนธิ จนเกิดเป็นจีโนไทป์และ แสดงฟีโนไทปใ์ นรนํุ ลูก ๔. อธบิ ายความแตกตํางของการแบํงเซลล์แบบ • กระบวนการแบงํ เซลลข์ องสิง่ มชี ีวิตมี ๒ แบบ คือ ไมโทซสิ และไมโอซิส ไมโทซสิ และไมโอซสิ • ไมโทซิส เป็นการแบํงเซลล์เพ่ือเพิ่มจานวนเซลล์ รํางกาย ผลจากการแบํงจะได๎เซลล์ใหมํ ๒ เซลล์ ที่มีลักษณะและจานวนโครโมโซมเหมือนเซลล์ตั้ง ต๎นไมโอซิส เป็นการแบํงเซลล์เพื่อสร๎างเซลล์ สืบพันธ์ุผลจากการแบํงจะได๎เซลล์ใหมํ ๔ เซลล์ ทมี่ จี านวนโครโมโซมเป็นครง่ึ หนง่ึ ของเซลลต์ ้ังตน๎ เม่ือเกิดการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ ลูกจะ ได๎รบั การถาํ ยทอดโครโมโซมชุดหนึ่งจากพํอและ อีกชุดหนึ่งจากแมํ จึงเป็นผลให๎รุํนลูกมีจานวน โครโมโซมเทํากับรํุนพํอแมํและจะคงท่ีในทุก ๆ รํนุ
20 ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๕. บอกได๎วาํ การเปล่ยี นแปลงของยีนหรอื โครโมโซม • การเปล่ียนแปลงของยีนหรือโครโมโซม สํงผลให๎ อาจทาใหเ๎ กิดโรคทางพันธุกรรม พรอ๎ มทงั้ เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของ ยกตัวอยาํ งโรคทางพันธุกรรม ส่ิงมีชีวิต เชํน โรคธาลัสซีเมียเกิดจากการ ๖. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรูเ๎ รื่องโรคทาง เปล่ยี นแปลงของยนี กลุํมอาการดาวน์เกดิ จากการ พันธุกรรม โดยร๎ูวํากํอนแตํงงานควรปรึกษา เปลย่ี นแปลงจานวนโครโมโซม แพทย์ เพอื่ ตรวจและวินิจฉยั ภาวะเสย่ี งของลกู ที่อาจ • โรคทางพันธุกรรมสามารถถํายทอดจากพํอแมํ ไปสํูลกู ได๎ ดังนัน๎ กํอนแตํงงานและมบี ตุ รจึงควร เกิดโรคทางพนั ธกุ รรม ปอ๎ งกนั โดยการตรวจและวินิจฉัยภาวะเสี่ยงจาก การถาํ ยทอดโรคทางพนั ธกุ รรม ๗. อธบิ ายการใช๎ประโยชนจ์ ากส่งิ มชี วี ิตดดั แปร • มนุษย์เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตตาม พันธกุ รรม และผลกระทบทอ่ี าจมตี อํ มนษุ ย์ ธรรมชาติ เพื่อให๎ได๎ส่ิงมีชีวิตท่ีมีลักษณะตาม ตอ๎ งการ เรยี กสิงํ มชี วี ิตนีว๎ าํ สิํงมชี วี ติ ดดั แปร และสิ่งแวดล๎อม โดยใชข๎ อ๎ มลู ที่รวบรวมได๎ พันธกุ รรมในปัจจุบันมนุษย์มีการใช๎ประโยชน์ จากส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมเป็นจานวนมาก ๘. ตระหนักถงึ ประโยชนแ์ ละผลกระทบของสิ่งมชี ีวติ เชํน การผลิตอาหาร การผลิตยารักษาโรค ดัดแปรพันธกุ รรมทอํี าจมตี อํ มนษุ ย์และสงํิ แวดล๎อม การเกษตร อยํางไรก็ดีสังคมยังมีความกังวล โดยการเผยแพรคํ วามรท๎ู ีไ่ ดจ๎ ากการโตแ๎ ยง๎ ทาง เ กี่ ย ว กั บ ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง ส่ิ ง มี ชี วิ ต ดั ด แ ป ร วทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ มีข๎อมูลสนบั สนุน พันธุกรรมที่มีตํอส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล๎อม ซึ่งยัง ทาการติดตามศึกษาผลกระทบดงั กลาํ ว
21 ชนั้ ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง ๙. เปรยี บเทยี บความหลากหลายทางชวี ภาพ • ความหลากหลายทางชีวภาพ มี ๓ ระดับ ได๎แกํ ในระดบั ชนดิ ส่งิ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศตาํ ง ๆ คว า ม ห ล า ก ห ล า ย ข อ ง ระบ บนิ เ ว ศ คว า ม หล าก หล า ยข อง ช นิด สิ่ง มี ชีวิ ต แ ละ คว า ม ๑๐. อธิบายความสาคญั ของความหลากหลายทาง ชีวภาพทม่ี ีตอํ การรกั ษาสมดุลของระบบนิเวศ หลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายทาง ชีวภาพน้ีมีความสาคัญตํอการรักษาสมดุลของ และตํอมนษุ ย์ ระบบนิเวศระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทาง ๑๑. แสดงความตระหนักในคุณคําและความสาคญั ชีวภาพสูงจะรักษาสมดุลได๎ดีกวําระบบนิเวศที่มี ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมสี ํวนรํวม ความหลากหลายทางชีวภาพต่ากวํา นอกจากน้ี ในการดูแลรกั ษาความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความสาคัญตํอ มนุษย์ในด๎านตําง ๆ เชํน ใช๎เป็นอาหารยารักษา โรค วัตถุดิบในอุตสาหกรรมตําง ๆ ดังน้ันจึงเป็น หน๎า ท่ีของทุกคนในการ ดูแล รักษาค วา ม หลากหลายทางชีวภาพใหค๎ งอยํู ม.๔ ๑. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวํางยีน การสงั เคราะห์ • ดเี อน็ เอ มโี ครงสรา๎ งประกอบด๎วยนิวคลีโอไทด์มา โปรตนี และลักษณะทางพันธกุ รรม เรียงตํอกัน โดยยีนเป็นชํวงของสายดีเอ็นเอที่มี ลาดบั นิวคลีโอไทด์ทีก่ าหนดลกั ษณะของโปรตนี ท่ี สังเคราะห์ข้ึน ซึ่งสํงผลให๎เกิดลักษณะทาง พนั ธุกรรมตําง ๆ ๒. อธิบายหลักการถาํ ยทอดลกั ษณะที่ถูกควบคุม • ลักษณะบางลักษณะมีโอกาสพบในเพศชายและ ด๎วยยีนท่ีอยํูบนโครโมโซมเพศและมลั ติเปลิ แอลลลี เพศหญิงไมํเทํากัน เชํน ตาบอดสี และฮีโมฟีเลีย ซงึ่ ควบคมุ โดยยนี บนโครโมโซมเพศ บางลักษณะ มีการควบคุมโดยยีนแบบมัลติเปิลแอลลีล เชํน หมูํเลือดระบบ ABO ซ่ึงการถํายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมดังกลําวจัดเป็นสํวนขยายของ พนั ธุศาสตร์เมนเดล ๓. อธบิ ายผลทเี่ กดิ จากการเปลยี่ นแปลงลาดับ • มิวเทชันที่เปลี่ยนแปลงลาดับนิวคลีโอไทด์ หรือ นิวคลโี อไทด์ในดีเอน็ เอตอํ การแสดงลักษณะของ เปลย่ี นแปลงโครงสรา๎ งหรอื จานวนโครโมโซมอาจ สํงผลทาให๎ลักษณะของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ส่ิงมีชีวติ ๔. สบื คน๎ ข๎อมลู และยกตวั อยํางการนามิวเทชนั จากเดิม ซง่ึ อาจมีผลดหี รอื ผลเสีย • มนษุ ย์ใชห๎ ลักการของการเกิดมิวเทชันในการชักนา ไปใช๎ประโยชน์ ให๎ได๎สิ่งมีชีวิตท่ีมีลักษณะท่ีแตกตํางจากเดิมโดย การใช๎รังสีและสารเคมีตาํ ง ๆ
22 ช้นั ตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ๕. สืบคน๎ ข๎อมลู และอภปิ รายผลของเทคโนโลยี • มนุษย์นาความรู๎เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอมา ทางดีเอ็นเอที่มีตอํ มนุษย์และสง่ิ แวดล๎อม ประยุกต์ใช๎ทางด๎านการแพทย์ และเภสัชกรรม เชํน การสร๎างส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม เพ่ือ ผลิตยาและวัคซีน ด๎านการเกษตร เชํน พืช ดัดแปรพันธุกรรมที่ต๎านทานโรคหรือแมลง สัตว์ ดดั แปรพันธุกรรมท่ีมีลักษณะตามท่ีต๎องการ และ ด๎านนิติวิทยาศาสตร์ เชํน การตรวจลายพิมพ์ดี เอ็นเอเพื่อหาความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือ เพ่อื หาผกู๎ ระทาผิด • การใช๎เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอในด๎านตําง ๆ ต๎อง คานึงถึงความปลอดภัยทางชีวภาพ ชีวจริยธรรม และผลกระทบทางดา๎ นสงั คม ๖. สบื คน๎ ข๎อมลู อธบิ าย และยกตวั อยาํ ง • ส่ิงมีชีวิตท่ีมีอยูํในปัจจุบันมีลักษณะที่ปรากฏให๎ ความหลากหลายของส่ิงมชี วี ิต ซึง่ เปน็ เหน็ แตกตํางกนั ซ่ึงเปน็ ผลมาจากความหลากหลาย ผลมาจากวิวฒั นาการ ของลักษณะทางพันธุกรรม ซ่ึงเกิดจากมิวเทชัน รํวมกบั การคดั เลอื กโดยธรรมชาติ ม.๕ - • ผลจากกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทาให๎ ม.๖ - ส่ิงมีชีวิตท่ีมีลักษณะเหมาะสมในการดารงชีวิต สามารถปรบั ตวั ใหอ๎ ยํรู อดไดใ๎ นสง่ิ แวดล๎อมนั้น ๆ • กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติเป็นหลักการท่ี สาคัญอยํางหนึ่งที่ทาให๎เกิดวิวัฒนาการของ สงิ่ มชี ีวติ - -
23 สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกบั โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยา เคมี ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม.๑ ๑. อธบิ ายสมบัติทางกายภาพบางประการของ • ธาตุแตํละชนิดมีสมบัติเฉพาะตัวและมีสมบัติทาง กายภาพบางประการเหมือนกันและบางประการ ธาตโุ ลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ โดยใชห๎ ลกั ฐาน ตํางกัน ซ่ึงสามารถนามาจัดกลุํมธาตุเป็นโลหะ เชิงประจกั ษท์ ไ่ี ดจ๎ ากการสังเกตและการทดสอบ อโลหะ และกึ่งโลหะ ธาตุโลหะมีจุดเดือด และใช๎สารสนเทศทไ่ี ดจ๎ ากแหลํงขอ๎ มลู ตาํ ง ๆ จุดหลอมเหลวสูง มีผิวมันวาว นาความร๎อนนา รวมท้ังจัดกลํมุ ธาตุเป็นโลหะ อโลหะ และ ไฟฟ้า ดึงเป็นเส๎นหรือตีเป็นแผํนบาง ๆ ได๎ และมี กึ่งโลหะ ความหนาแนํนทั้งสูงและต่า ธาตุอโลหะมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวต่า มีผิวไมํมันวาวไมํนาความร๎อน ไมํนาไฟฟ้า เปราะ แตกหักงํายและมีความ หนาแนํนต่า ธาตุกึ่งโลหะมีสมบัติบางประการ เหมือนโลหะ และสมบัติบางประการเหมือน อโลหะ ๒. วเิ คราะห์ผลจากการใชธ๎ าตโุ ลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ • ธาตโุ ลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ที่สามารถแผํรังสไี ด๎ และธาตกุ มั มันตรังสี ทม่ี ีตอํ สง่ิ มชี ีวิต ส่งิ แวดล๎อม จดั เปน็ ธาตุกมั มนั ตรงั สี เศรษฐกจิ และสงั คม จากขอ๎ มลู ทรี่ วบรวมได๎ • ธาตุมีท้ังประโยชน์และโทษ การใช๎ธาตุโลหะ ๓. ตระหนกั ถึงคณุ คาํ ของการใชธ๎ าตโุ ลหะ อโลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ ธาตุกัมมันตรังสี ควรคานึงถึง ก่ึงโลหะ ธาตกุ มั มันตรงั สี โดยเสนอแนวทาง การใชธ๎ าตอุ ยํางปลอดภัย คุม๎ คํา ผลกระทบตํอสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล๎อม เศรษฐกิจและ สงั คม ๔. เปรยี บเทียบจดุ เดอื ด จดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ทุ ธิ์ • สารบริสุทธิ์ประกอบด๎วยสารเพียงชนิดเดียวสํวน และสารผสม โดยการวัดอุณหภมู ิ เขยี นกราฟ สารผสมประกอบด๎วยสารต้ังแตํ ๒ ชนิดข้ึนไป สา รบริสุทธิ์แตํละชนิดมีสมบัติบางประการท่ีเป็นคํา แปลความหมายข๎อมลู จากกราฟ หรือสารสนเทศ เฉพาะตัว เชํน จุดเดือดและจุดหลอมเหลวคงท่ี แตํสารผสมมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวไมํคงท่ี ข้ึ น อ ยูํ กั บ ช นิ ด แ ล ะ สั ด สํ ว น ข อ ง ส า ร ท่ี ผ ส ม อ ยํู ด๎วยกนั
24 ช้ัน ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง ๕. อธบิ ายและเปรยี บเทียบความหนาแนํนของ • สารบริสุทธิ์แตํละชนิดมีความหนาแนํน หรือมวล สารบรสิ ุทธ์ิและสารผสม ตํอหนึ่งหนํวยปริมาตรคงที่ เป็นคําเฉพาะของ สารน้นั ณ สถานะและอุณหภมู หิ น่งึ แตํสารผสมมี ๖. ใชเ๎ ครอ่ื งมอื เพอื่ วัดมวลและปรมิ าตรของ ความหนาแนํนไมํคงที่ขึ้นอยูํกับชนิดและสัดสํวน สารบรสิ ุทธิ์และสารผสม ของสารที่ผสมอยํดู ๎วยกัน ๗. อธบิ ายเก่ยี วกบั ความสมั พันธ์ระหวาํ งอะตอม • สารบริสุทธิ์แบํงออกเป็นธาตุและสารประกอบ ธาตุ และสารประกอบ โดยใชแ๎ บบจาลอง ธาตุประกอบด๎วยอนุภาคที่เล็กท่ีสุดท่ียังแสดง และสารสนเทศ สมบัติของธาตุนั้นเรียกวํา อะตอม ธาตุแตํละ ชนิดประกอบด๎วยอะตอมเพียงชนิดเดียวและไมํ สามารถแยกสลายเป็นสารอื่นได๎ด๎วยวิธีทางเคมี ธาตุเขียนแทนด๎วยสัญลักษณ์ธาตุ สารประกอบ เกิดจากอะตอมของธาตุต้ังแตํ ๒ ชนิดขึ้นไป รวมตัวกันทางเคมีในอัตราสํวนคงที่ มีสมบัติ แตกตํางจากธาตุที่เป็นองค์ประกอบ สามารถ แยกเป็นธาตุได๎ด๎วยวิธีทางเคมี ธาตุและ สารประกอบสามารถเขยี นแทนได๎ดว๎ ยสตู รเคมี ๘. อธบิ ายโครงสร๎างอะตอมที่ประกอบดว๎ ย • อะตอมประกอบด๎วยโปรตอน นิวตรอน และ โปรตอน นิวตรอน และอิเลก็ ตรอน โดยใช๎ อิเล็กตรอน โปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวก ธาตุชนิด แบบจาลอง เดียวกันมีจานวนโปรตอนเทํากันและเป็นคํา เฉพาะของธาตุนั้น นิวตรอนเป็นกลางทางไฟฟ้า สํวนอิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าลบ เม่ืออะตอมมี จานวนโปรตอนเทํากับจานวนอิเล็กตรอนจะเป็น กลางทางไฟฟ้า โปรตอนและนิวตรอนรวมกันตรง กลางอะตอมเรียกวํา นิวเคลียสสํวนอิเล็กตรอน เคล่ือนท่อี ยูใํ นทว่ี ํางรอบนิวเคลียส
25 ชนั้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ๙. อธิบายและเปรยี บเทยี บการจดั เรียงอนภุ าค • สสารทุกชนิดประกอบด๎วยอนุภาค โดยสารชนิด แรงยึดเหนย่ี วระหวํางอนุภาค และการเคลอ่ื นที่ เดียวกันที่มีสถานะของแข็ง ของเหลว แก๏สจะมี ของอนุภาคของสสารชนดิ เดยี วกันในสถานะ การจดั เรยี งอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหวํางอนุภาค ของแข็ง ของเหลว และแกส๏ โดยใชแ๎ บบจาลอง การเคล่ือนท่ีของอนุภาคแตกตํางกันซึ่งมีผลตํอ รูปราํ งและปริมาตรของสสาร • อนุภาคของของแข็งเรียงชิดกัน มีแรงยึดเหนี่ยว ระหวํางอนุภาคมากที่สดุ อนุภาคสั่นอยํูกับท่ีทาให๎ มีรูปราํ งและปรมิ าตรคงที่ • อนุภาคของของเหลวอยํูใกล๎กัน มีแรงยึดเหนี่ยว ระหวํางอนุภาคน๎อยกวาํ ของแข็งแตํมากกวําแก๏ส อนุภาคเคล่อื นที่ได๎แตไํ มํเปน็ อสิ ระเทาํ แกส๏ ทาให๎ มรี ูปราํ งไมํคงที่ แตํปรมิ าตรคงท่ี • อนุภาคของแก๏สอยํูหํางกันมาก มีแรงยึดเหน่ียว ระหวํางอนุภาคน๎อยที่สุด อนุภาคเคลื่อนที่ได๎ อยาํ งอสิ ระทกุ ทิศทาง ทาใหม๎ ีรปู รํางและปริมาตร ไมํคงท่ี ๑๐. อธิบายความสัมพันธ์ระหวํางพลังงานความร๎อน • ความร๎อนมผี ลตอํ การเปลยี่ นสถานะของสสารเมื่อ กับการเปลี่ยนสถานะของสสาร โดยใช๎หลักฐาน ให๎ความรอ๎ นแกขํ องแข็ง อนุภาคของของแข็งจะมี พลังงานและอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งซึ่ง เชงิ ประจักษแ์ ละแบบจาลอง ของแข็งจะใชค๎ วามร๎อนในการเปล่ียนสถานะเป็น ของเหลว เรียกความร๎อนท่ีใช๎ในการเปลี่ยน สถานะจากของแข็งเป็นของเหลววํา ความร๎อน แฝงของการหลอมเหลว และอุณหภูมิขณะ เปล่ียนสถานะจะคงท่ี เรียกอุณหภูมินี้วํา จดุ หลอมเหลว
26 ชั้น ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง • เมือ่ ใหค๎ วามรอ๎ นแกขํ องเหลว อนุภาคของของเหลว จะมีพลงั งานและอณุ หภูมเิ พม่ิ ขึน้ จนถึงระดับหนึ่ง ซ่ึงของเหลวจะใช๎ความร๎อนในการเปลี่ยนสถานะ เป็นแก๏ส เรียกความร๎อนที่ใช๎ในการเปล่ียน สถานะจากของเหลวเป็นแก๏สวํา ความร๎อนแฝง ของการกลายเป็นไอ และอุณหภูมิขณะเปลี่ยน สถานะจะคงที่ เรยี กอุณหภูมนิ ี้วาํ จุดเดอื ด • เม่ือทาให๎อุณหภูมิของแก๏สลดลงจนถึงระดับหน่ึง แก๏สจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียก อุณหภูมินี้วํา จุดควบแนํน ซึ่งมีอุณหภูมิเดียวกับ จุดเดือดของของเหลวน้ัน • เมื่อทาให๎อุณหภูมิของของเหลวลดลงจนถึงระดับ หน่งึ ของเหลวจะเปล่ียนสถานะเป็นของแข็งเรียก อุณหภูมินี้วํา จุดเยือกแข็ง ซึ่งมีอุณหภูมิเดียวกับ จุดหลอมเหลวของของแขง็ น้นั ม.๒ ๑. อธิบายการแยกสารผสมโดยการระเหยแห๎งการ • การแยกสารผสมใหเ๎ ปน็ สารบรสิ ุทธิ์ทาได๎หลายวิธี ตกผลึก การกล่ันอยํางงํายโครมาโทกราฟีแบบ ขึ้นอยํูกับสมบัติของสารน้ัน ๆ การระเหยแห๎งใช๎ กระดาษ การสกัดด๎วยตัวทาละลาย โดยใช๎ แยกสารละลายซ่ึงประกอบด๎วยตัวละลายที่เป็น ของแข็งในตัวทาละลายท่ีเป็นของเหลว โดยใช๎ หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ๒. แยกสารโดยการระเหยแห๎ง การตกผลึกการกลั่น ความร๎อนระเหยตัวทาละลายออกไปจนหมด อยํางงําย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษการสกัด เหลอื แตํตัวละลาย การตกผลึกใช๎แยกสารละลาย ท่ีประกอบด๎วยตัวละลายท่ีเป็นของแข็งในตัวทา ด๎วยตัวทาละลาย ละลายท่ีเป็นของเหลว โดยทาให๎สารละลายอ่ิมตัว แล๎วปลํอยให๎ตัวทาละลายระเหยออกไปบาง สํวนตัวละลายจะตกผลึกแยกออกมา การกล่ัน อยาํ งงาํ ยใช๎แยกสารละลายท่ีประกอบดว๎ ย
ชนั้ ตวั ช้ีวัด 27 สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ตัวละลายและตัวทาละลายที่เป็นของเหลวท่ีมีจุด เดือดตํางกันมาก วิธีนี้จะแยกของเหลวบริสุทธิ์ ออกจากสารละลายโดยให๎ความร๎อนกับสารละลาย ข อ ง เ ห ล ว จ ะ เ ดื อ ด แ ล ะ ก ล า ย เ ป็ น ไ อ แ ย ก จ า ก สารละลายแลว๎ ควบแนํนกลบั เป็นของเหลวอีกคร้ัง ขณะท่ีของเหลวเดือด อุณหภูมิของไอจะคงที่ โครมาโทกราฟีแบบกระดาษเป็นวิธีการแยกสาร ผสมท่ีมีปริมาณน๎อยโดยใช๎แยกสารที่มีสมบัติการ ละลายในตัวทาละลายและการถูกดูดซับด๎วย ตวั ดดู ซับแตกตํางกนั ทาให๎สารแตลํ ะชนดิ เคลอื่ นท่ี ไปบนตัวดูดซับได๎ตํางกัน สารจึงแยกออกจากกัน ได๎ อัตราสวํ นระหวาํ งระยะทางท่ีสารองค์ประกอบ แตํละชนิดเคลื่อนที่ได๎บนตัวดูดซับกับระยะทางท่ี ตวั ทาละลายเคล่ือนที่ได๎ เป็นคําเฉพาะตัวของสาร แตํละชนิดในตัวทาละลายและตัวดูดซับหนึ่ง ๆ การสกดั ดว๎ ยตัวทาละลายเป็นวิธีการแยกสารผสม ท่ีมสี มบัติการละลายในตัวทาละลายท่ีตํางกัน โดย ชนิดของตัวทาละลายมผี ลตํอชนิดและปริมาณของ ส า ร ที่ ส กั ด ไ ด๎ ก า ร ส กั ด โ ด ย ก า ร ก ลั่ น ด๎ ว ย ไ อ น้ า ใช๎แยกสารที่ระเหยงําย ไมํละลายน้า และไมํทา ปฏกิ ริ ยิ ากบั นา้ ออกจากสารที่ระเหยยาก โดยใช๎ไอ น้าเป็นตัวพา
28 ช้ัน ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๓. นาวธิ กี ารแยกสารไปใชแ๎ ก๎ปัญหาในชวี ิตประจาวัน • ความรู๎ด๎านวิทยาศาสตร์เก่ียวกับการแยกสาร โดยบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ บูรณาการกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โดยใช๎ กระบวนการทางวิศวกรรม สามารถนาไปใช๎ เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์ แก๎ปัญหาในชีวิตประจาวันหรือปัญหาที่พบใน ชุมชนหรอื สร๎างนวตั กรรม โดยมีขัน้ ตอน ดังนี้ - ระบุปัญหาในชีวิตประจาวันที่เก่ียวกับการแยก สารโดยใช๎สมบัติทางกายภาพ หรือนวัตกรรมที่ ต๎องการพัฒนา โดยใชห๎ ลกั การดงั กลาํ ว - รวบรวมข๎อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับการแยกสาร โดยใช๎สมบัติทางกายภาพที่สอดคล๎องกับปัญหาที่ ระบุ หรอื นาไปสํกู ารพัฒนานวัตกรรมนน้ั - ออกแบบวิธีการแก๎ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรม ท่ีเกี่ยวกับการแยกสารในสารผสม โดยใช๎สมบัติ ท า ง ก า ย ภ า พ โ ด ย เ ช่ื อ ม โ ย ง ค ว า ม ร๎ู ด๎ า น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ กระบวนการทางวิศวกรรม รวมท้ังกาหนดและ ควบคุมตัวแปรอยาํ งเหมาะสม ครอบคลุม - วางแผนและดาเนินการแก๎ปัญหา หรือพัฒนา นวัตกรรม รวบรวมข๎อมูล จัดกระทาข๎อมูลและ เลือกวิธีการสื่อความหมายที่เหมาะสมในการ นาเสนอผล - ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรุงวิธีการแก๎ปัญหา หรือนวัตกรรมท่ีพัฒนาขึ้น โดยใช๎หลักฐานเชิง ประจกั ษท์ ี่รวบรวมได๎ - นาเสนอวิธกี ารแก๎ปญั หา หรือผลของนวัตกรรมท่ี พัฒนาข้ึน และผลท่ีได๎ โดยใช๎วิธีการสื่อสารที่ เหมาะสมและนาํ สนใจ
29 ช้ัน ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๔. ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบาย • สารละลายอาจมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว ผลของชนิดตวั ละลาย ชนดิ ตวั ทาละลาย และแก๏ส สารละลายประกอบด๎วยตัวทาละลาย อุณหภูมทิ ่มี ีตํอสภาพละลายไดข๎ องสาร รวมทง้ั อธิบายผลของความดันทม่ี ีตํอสภาพละลายได๎ และตัวละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มี ของสาร โดยใช๎สารสนเทศ สถานะเดียวกัน สารท่ีมีปริมาณมากท่ีสุดจัดเป็น ตัวทาละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารท่ีมี สถานะตํางกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับ สารละลายจดั เป็นตัวทาละลาย • สารละลายท่ีตัวละลายไมํสามารถละลายในตัวทา ละลายไดอ๎ ีกทอ่ี ุณหภูมหิ นง่ึ ๆ เรียกวาํ สารละลาย อ่มิ ตัว • สภาพละลายได๎ของสารในตัวทาละลาย เป็นคําที่ บอกปริมาณของสารท่ีละลายได๎ในตัวทาละลาย ๑๐๐ กรัม จนได๎สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิ และความดันหนึ่ง ๆ สภาพละลายได๎ของสาร บํงบอกความสามารถในการละลายได๎ของตัวละลาย ในตัวทาละลาย ซึ่งความสามารถในการละลาย ของสารขึ้นอยํูกับชนิดของตัวทาละลายและตัว ละลาย อณุ หภูมิ และความดัน • สารชนิดหนึ่ง ๆ มีสภาพละลายได๎แตกตํางกันในตัว ทาละลายที่แตกตํางกัน และสารตํางชนิดกัน มี สภาพละลายได๎ในตวั ทาละลายหน่ึง ๆ ไมํเทํากัน • เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สารสํวนมาก สภาพละลายได๎ ของสารจะเพิ่มข้ึน ยกเว๎นแก๏สเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สภาพการละลายไดจ๎ ะลดลง สํวนความดนั มผี ลตํอ แก๏ส โดยเม่ือความดันเพ่ิมข้ึน สภาพละลายได๎ จะสูงขึน้ • ความร๎ูเกี่ยวกับสภาพละลายได๎ของสาร เมื่อ เปลี่ยนแปลงชนิดตัวละลาย ตัวทาละลาย และ อณุ หภมู ิ สามารถนาไปใช๎ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน เชนํ การทาน้าเช่ือมเขม๎ ขน๎ การสกัดสารออกจาก สมุนไพรใหไ๎ ด๎ปรมิ าณมากทีส่ ดุ
30 ช้ัน ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๕. ระบปุ รมิ าณตวั ละลายในสารละลาย ในหนวํ ย • ความเขม๎ ขน๎ ของสารละลาย เป็นการระบปุ ริมาณ ความเขม๎ ขน๎ เป็นร๎อยละ ปรมิ าตรตํอปรมิ าตร ตัวละลายในสารละลาย หนํวยความเข๎มขน๎ มวลตอํ มวล และมวลตอํ ปรมิ าตร มีหลายหนวํ ย ทีน่ ยิ มระบเุ ป็นหนํวยเป็นร๎อยละ ๖. ตระหนักถงึ ความสาคญั ของการนาความร๎เู ร่อื ง ปรมิ าตรตํอปรมิ าตร มวลตํอมวล และมวล ความเข๎มข๎นของสารไปใช๎ โดยยกตัวอยาํ งการใช๎ ตอํ ปรมิ าตร สารละลายในชวี ิตประจาวันอยํางถูกต๎อง • รอ๎ ยละโดยปรมิ าตรตอํ ปรมิ าตร เปน็ การระบุ และปลอดภัย ปรมิ าตรตวั ละลายในสารละลาย ๑๐๐ หนวํ ย ปรมิ าตรเดยี วกนั นยิ มใช๎กบั สารละลายท่ีเป็น ของเหลวหรือแกส๏ • ร๎อยละโดยมวลตอํ มวล เปน็ การระบุมวล ตวั ละลายในสารละลาย ๑๐๐ หนํวยมวลเดียวกัน นยิ มใช๎กบั สารละลายท่ีมสี ถานะเปน็ ของแขง็ • ร๎อยละโดยมวลตอํ ปรมิ าตร เป็นการระบมุ วล ตัวละลายในสารละลาย ๑๐๐ หนํวยปรมิ าตร นิยมใชก๎ ับสารละลายที่มีตวั ละลายเปน็ ของแข็ง ในตวั ทาละลายท่ีเป็นของเหลว • การใช๎สารละลาย ในชีวติ ประจาวัน ควรพิจารณา จากความเข๎มข๎นของสารละลาย ข้นึ อยกํู บั จุดประสงคข์ องการใชง๎ าน และผลกระทบตอํ ส่งิ ชีวติ และสิง่ แวดลอ๎ ม
31 ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม.๓ ๑. ระบสุ มบัตทิ างกายภาพและการใชป๎ ระโยชน์ • พอลเิ มอร์ เซรามิก และวัสดผุ สม เป็นวสั ดุท่ใี ช๎ วัสดุประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ และวสั ดุผสม มากในชวี ิตประจาวนั โดยใช๎หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ และสารสนเทศ • พอลเิ มอร์เปน็ สารประกอบโมเลกุลใหญํ ๒. ตระหนักถงึ คุณคาํ ของการใช๎วสั ดุประเภท ทเ่ี กดิ จากโมเลกลุ จานวนมากรวมตวั กนั ทางเคมี พอลเิ มอร์ เซรามกิ และวัสดผุ สม โดยเสนอแนะ เชนํ พลาสติกยางเส๎นใยซงึ่ เป็นพอลเิ มอรท์ ีม่ ี แนวทางการใช๎วสั ดุอยาํ งประหยดั และคม๎ุ คํา สมบตั ิแตกตํางกนั โดยพลาสตกิ เปน็ พอลิเมอรท์ ี่ ขน้ึ รูปเป็นรปู ทรงตาํ ง ๆ ได๎ ยางยืดหยํนุ ได๎ สํวนเสน๎ ใยเปน็ พอลิเมอรท์ ีส่ ามารถดึงเปน็ เสน๎ ยาวได๎ พอลเิ มอร์จึงใชป๎ ระโยชนไ์ ดแ๎ ตกตาํ งกัน • เซรามิกเป็นวัสดุทผ่ี ลิตจาก ดนิ หนิ ทราย และ แรธํ าตตุ ําง ๆ จากธรรมชาติ และสํวนมากจะผําน การเผาท่ีอณุ หภมู ิสูง เพ่ือใหไ๎ ด๎เนือ้ สารท่แี ขง็ แรง เซรามิกสามารถทาเป็นรูปทรงตาํ ง ๆ ได๎ สมบัติ ทัว่ ไปของเซรามิกจะแขง็ ทนตอํ การสึกกรอํ น และเปราะ สามารถนาไปใชป๎ ระโยชนไ์ ด๎ เชํน ภาชนะทเ่ี ปน็ เคร่อื งป้ันดินเผา ช้ินสํวนอิเล็กทรอนกิ ส์ • วสั ดุผสมเปน็ วสั ดุทเ่ี กดิ จากวัสดตุ ั้งแตํ๒ประเภท ทม่ี สี มบัติแตกตาํ งกันมารวมตวั กนั เพื่อนาไปใช๎ ประโยชน์ไดม๎ ากขึ้น เชํน เสื้อกนั ฝนบางชนิด เป็นวสั ดุผสมระหวาํ งผา๎ กบั ยาง คอนกรตี เสรมิ เหล็ก เปน็ วสั ดุผสมระหวํางคอนกรีตกับเหล็ก • วัสดบุ างชนดิ สลายตัวยาก เชนํ พลาสตกิ การใช๎ วสั ดุอยํางฟุม่ เฟอื ยและไมรํ ะมดั ระวังอาจกํอ ปัญหาตอํ สิ่งแวดลอ๎ ม
32 ชนั้ ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๓. อธบิ ายการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี รวมถงึ การจัด • การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมหี รอื การเปลย่ี นแปลงทาง เรยี งตวั ใหมํของอะตอมเม่อื เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี เคมขี องสาร เปน็ การเปลย่ี นแปลงทที่ าให๎เกิด โดยใช๎แบบจาลองและสมการขอ๎ ความ สารใหมํ โดยสารท่เี ข๎าทาปฏกิ ริ ิยา เรยี กวํา สารตง้ั ตน๎ สารใหมทํ ีเ่ กิดขนึ้ จากปฏกิ ิริยา เรยี กวาํ ผลติ ภณั ฑ์ การเกิดปฏิกริ ิยาเคมสี ามารถเขยี นแทนได๎ด๎วย สมการข๎อความ • การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี อะตอมของสารตง้ั ต๎นจะมี การจดั เรยี งตัวใหมํ ได๎เปน็ ผลติ ภัณฑ์ ซ่ึงมสี มบัติ แตกตํางจากสารตัง้ ตน๎ โดยอะตอมแตํละชนิด กอํ นและหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีมีจานวนเทาํ กนั ๔. อธิบายกฎทรงมวล โดยใชห๎ ลักฐานเชงิ ประจักษ์ • เมือ่ เกิดปฏิกริ ิยาเคมี มวลรวมของสารตงั้ ต๎น เทาํ กับมวลรวมของผลิตภณั ฑ์ ซ่ึงเป็นไปตาม กฎทรงมวล ๕. วเิ คราะหป์ ฏิกิริยาดดู ความรอ๎ น และปฏิกริ ยิ า • เมื่อเกิดปฏกิ ิริยาเคมี มีการถาํ ยโอนความรอ๎ น คายความรอ๎ น จากการเปลี่ยนแปลงพลังงาน ควบคไูํ ปกับการจดั เรียงตวั ใหมํของอะตอมของสาร ความรอ๎ นของปฏกิ ิรยิ า ปฏกิ ิริยาที่มกี ารถาํ ยโอนความร๎อนจากสิ่งแวดลอ๎ ม เขา๎ สูํระบบเป็นปฏกิ ริ ยิ าดูดความรอ๎ น ปฏกิ ริ ยิ า ทมี่ กี ารถาํ ยโอนความรอ๎ นจากระบบออกสูํ สิ่งแวดลอ๎ มเป็นปฏิกิริยาคายความร๎อน โดยใช๎ เครอื่ งมือทเี่ หมาะสมในการวดั อุณหภูมิ เชนํ เทอรม์ อมิเตอร์ หัววัดทสี่ ามารถตรวจสอบ การเปลย่ี นแปลงของอุณหภูมไิ ด๎อยํางตอํ เน่อื ง
33 ช้ัน ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๖. อธิบายปฏกิ ริ ิยาการเกดิ สนิมของเหลก็ ปฏกิ ริ ิยา • ปฏกิ ิรยิ าเคมที ่ีพบในชวี ิตประจาวนั มีหลายชนิด ของกรดกบั โลหะ ปฏิกิริยาของกรดกบั เบส และ เชนํ ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม๎ การเกิดสนิมของเหล็ก ปฏกิ ิรยิ าของเบสกับโลหะ โดยใชห๎ ลกั ฐานเชงิ ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะ ปฏิกริ ยิ าของกรดกับ ประจกั ษ์ และอธิบายปฏิกิริยาการเผาไหม๎ เบส ปฏกิ ิรยิ าของเบสกบั โลหะ การเกิดฝนกรด การเกิดฝนกรด การสังเคราะหด์ ๎วยแสง โดยใช๎ การสงั เคราะหด์ ๎วยแสง ปฏกิ ิริยาเคมีสามารถ สารสนเทศ รวมทง้ั เขียนสมการข๎อความแสดง เขยี นแทนไดด๎ ว๎ ยสมการข๎อความ ซ่ึงแสดงชือ่ ของ ปฏิกิรยิ าดังกลาํ ว สารตงั้ ตน๎ และผลติ ภณั ฑ์ เชํน เชื้อเพลิง+ออกซิเจน → คารบ์ อนไดออกไซด+์ น้า ปฏิกริ ิยาการเผาไหม๎เปน็ ปฏกิ ิริยาระหวํางสารกับ ออกซิเจน สารทีเ่ กิดปฏิกริ ยิ าการเผาไหม๎ สํวนใหญเํ ปน็ สารประกอบทมี่ คี าร์บอนและ ไฮโดรเจนเปน็ องคป์ ระกอบ ซ่ึงถ๎าเกิดการเผาไหม๎ อยาํ งสมบูรณ์ จะไดผ๎ ลิตภัณฑเ์ ป็น คาร์บอนไดออกไซดแ์ ละน้า • การเกิดสนิมของเหลก็ เกิดจากปฏิกริ ิยาเคมี ระหวํางเหลก็ น้า และออกซิเจน ไดผ๎ ลติ ภณั ฑ์ เป็นสนมิ ของเหลก็ • ปฏกิ ิริยาการเผาไหมแ๎ ละการเกดิ สนิมของเหล็ก เป็นปฏิกิริยาระหวาํ งสารตาํ ง ๆ กบั ออกซเิ จน • ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ กรดทาปฏกิ ริ ยิ ากบั โลหะได๎หลายชนดิ ได๎ผลติ ภณั ฑ์เป็นเกลือของ โลหะและแก๏สไฮโดรเจน • ปฏิกิรยิ าของกรดกบั สารประกอบคารบ์ อเนต ไดผ๎ ลติ ภัณฑ์เป็นแก๏สคารบ์ อนไดออกไซด์ เกลือของโลหะ และน้า • ปฏิกริ ยิ าของกรดกับเบส ไดผ๎ ลิตภณั ฑเ์ ป็นเกลอื ของโลหะและน้า หรืออาจได๎เพียงเกลอื ของโลหะ • ปฏกิ ริ ิยาของเบสกับโลหะบางชนิด ไดผ๎ ลิตภณั ฑ์ เป็นเกลอื ของเบสและแก๏สไฮโดรเจน • การเกดิ ฝนกรด เป็นผลจากปฏกิ ริ ยิ าระหวําง น้าฝนกับออกไซดข์ องไนโตรเจน หรือออกไซด์ ของซลั เฟอร์ ทาให๎น้าฝนมสี มบตั ิเปน็ กรด • การสังเคราะหด์ ว๎ ยแสงของพชื เปน็ ปฏิกริ ิยา ระหวํางแก๏สคารบ์ อนไดออกไซดก์ บั นา้ โดยมี แสงชํวยในการเกดิ ปฏกิ ิริยา ไดผ๎ ลิตภณั ฑ์เปน็ นา้ ตาลกลูโคสและออกซิเจน
34 ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๗. ระบปุ ระโยชนแ์ ละโทษของปฏกิ ริ ิยาเคมี • ปฏิกริ ิยาเคมีทพี่ บในชวี ิตประจาวนั มที ้ังประโยชน์ ทม่ี ตี อํ ส่ิงมชี วี ิตและสิ่งแวดลอ๎ ม และยกตวั อยาํ ง และโทษตอํ สิ่งมชี วี ติ และสงิ่ แวดลอ๎ ม จงึ ตอ๎ ง วธิ ีการปอ้ งกันและแก๎ปญั หาท่เี กดิ จากปฏิกริ ิยาเคมี ระมัดระวังผลจากปฏกิ ริ ยิ าเคมี ตลอดจนรจู๎ ักวิธี ท่ีพบในชีวติ ประจาวัน จากการสบื คน๎ ขอ๎ มูล ป้องกนั และแก๎ปญั หาทเี่ กิดจากปฏิกิรยิ าเคมที พี่ บ ๘. ออกแบบวธิ ีแก๎ปัญหาในชีวิตประจาวัน โดยใช๎ ในชีวติ ประจาวนั ความรเ๎ู ก่ยี วกับปฏกิ ริ ยิ าเคมี • ความร๎เู กย่ี วกับปฏกิ ิริยาเคมี สามารถนาไปใช๎ โดยบรู ณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั และสามารถบูรณาการ เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์ กับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ เพือ่ ใชป๎ รับปรุงผลติ ภณั ฑ์ใหม๎ คี ุณภาพ ตามต๎องการหรืออาจสร๎างนวัตกรรมเพ่ือป้องกนั และแกป๎ ญั หาทเี่ กิดข้ึนจากปฏกิ ิริยาเคมี โดยใช๎ ความร๎เู กย่ี วกบั ปฏกิ ิริยาเคมี เชนํ การเปลย่ี นแปลง พลังงานความร๎อนอนั เน่อื งมาจากปฏกิ ิรยิ าเคมี การเพมิ่ ปริมาณผลผลิต ม.๔ - - ม.๕ ๑. ระบุวําสารเปน็ ธาตหุ รอื สารประกอบ และอยูใํ น • สารเคมีทกุ ชนดิ สามารถระบุไดว๎ ําเป็นธาตุหรอื รูปอะตอม โมเลกลุ หรอื ไอออนจากสูตรเคมี สารประกอบ และอยใูํ นรูปของอะตอม โมเลกลุ หรอื ไอออนได๎ โดยพิจารณาจากสตู รเคมี ๒. เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตาํ ง • แบบจาลองอะตอมใชอ๎ ธิบายตาแหนํงของโปรตอน ของแบบจาลองอะตอมของโบร์กบั แบบจาลอง นวิ ตรอน และอเิ ล็กตรอนในอะตอม โดยโปรตอน อะตอมแบบกลมํุ หมอก และนวิ ตรอนอยรํู วมกันในนิวเคลยี ส สํวนอิเล็กตรอน เคล่ือนท่ีรอบนิวเคลยี ส ซ่ึงในแบบจาลองอะตอม ของโบร์ อิเลก็ ตรอนเคล่ือนที่เปน็ วง โดยแตํละวง มรี ะยะหํางจากนิวเคลียสและมพี ลังงานตาํ งกนั และอเิ ล็กตรอนวงนอกสดุ เรยี กวาํ เวเลนซอ์ ิเลก็ ตรอน • แบบจาลองอะตอมแบบกลุมํ หมอก แสดงโอกาส ทีจ่ ะพบอเิ ล็กตรอนรอบนิวเคลียสในลักษณะ กลํุมหมอก เนือ่ งจากอเิ ล็กตรอนมขี นาดเลก็ และ เคล่ือนท่อี ยํางรวดเร็วตลอดเวลา จึงไมสํ ามารถ ระบตุ าแหนํงที่แนนํ อนได๎
35 ชนั้ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๓. ระบุจานวนโปรตอน นวิ ตรอน และอิเลก็ ตรอน • อะตอมของธาตเุ ปน็ กลางทางไฟฟา้ มจี านวน ของอะตอม และไอออนท่ีเกดิ จากอะตอมเดยี ว โปรตอนเทาํ กับจานวนอเิ ล็กตรอน การระบชุ นดิ ของธาตพุ จิ ารณาจากจานวนโปรตอน ๔. เขียนสญั ลักษณ์นิวเคลยี รข์ องธาตุและระบุการ • เม่อื อะตอมของธาตมุ ีการให๎หรือรับอเิ ลก็ ตรอน ทาให๎ เปน็ ไอโซโทป จานวนโปรตอนและอเิ ล็กตรอนไมํเทํากัน เกิดเป็นไอออน โดยไอออนทม่ี ีจานวนอเิ ล็กตรอน ๕. ระบุหมํูและคาบของธาตุ และระบวุ ําธาตเุ ป็น นอ๎ ยกวาํ จานวนโปรตอน เรยี กวาํ ไอออนบวก โลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ กลํมุ ธาตเุ รพรเี ซนเททีฟ สวํ นไอออนทีม่ ีจานวนอเิ ลก็ ตรอนมากกวํา หรือกลํมุ ธาตุแทรนซิชนั จากตารางธาตุ โปรตอน เรยี กวํา ไอออนลบ ๖. เปรยี บเทยี บสมบัติการนาไฟฟา้ การใหแ๎ ละรบั • สญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ ประกอบดว๎ ยสัญลักษณธ์ าตุ อิเลก็ ตรอนระหวํางธาตใุ นกลมํุ โลหะกบั อโลหะ เลขอะตอมและเลขมวล โดยเลขอะตอมเป็น ตวั เลขทแ่ี สดงจานวนโปรตอนในอะตอม เลขมวล เปน็ ตัวเลขทแ่ี สดงผลรวมของจานวนโปรตอนกบั นิวตรอนในอะตอม ธาตุชนดิ เดียวกนั แตํมี เลขมวลตํางกัน เรยี กวําไอโซโทป • ธาตุจัดเปน็ หมวดหมํไู ดอ๎ ยาํ งเปน็ ระบบ โดยอาศยั ตารางธาตุ ซึง่ ในปจั จบุ ันจดั เรียงตามเลขอะตอม และความคลา๎ ยคลึงของสมบัติ แบงํ ออกเปน็ หมํู ซึ่งเปน็ แถวในแนวตัง้ และคาบซงึ่ เป็นแถวในแนวนอน ทาใหธ๎ าตุท่มี สี มบัติเป็นโลหะ อโลหะและกึง่ โลหะ อยูํเปน็ กลํุมบริเวณใกล๎ ๆ กัน และแบํงธาตุออก เปน็ กลุํมธาตุเรพรเี ซนเททฟี และกลํุมธาตแุ ทรนซิชนั • ธาตใุ นกลมุํ โลหะ จะนาไฟฟ้าได๎ดี และมแี นวโน๎ม ใหอ๎ ิเลก็ ตรอน สํวนธาตุในกลุํมอโลหะ จะไมํนา ไฟฟ้า และมแี นวโนม๎ รับอเิ ล็กตรอน โดยธาตุ เรพรีเซนเททฟี ในหมูํIA-IIAและธาตุแทรนซิชนั ทุกธาตุ จดั เป็นธาตใุ นกลุมํ โลหะ สํวนธาตเุ รพรเี ซนเททฟี ในหมํู IIIA - VIIA มีทง้ั ธาตุในกลํุมโลหะและอโลหะ สวํ นธาตเุ รพรเี ซนเททฟี ในหมูํ VIIIA จัดเป็นธาตุ อโลหะท้ังหมด
36 ช้ัน ตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๗. สบื ค๎นขอ๎ มลู และนาเสนอตัวอยาํ งประโยชน์และ • ธาตุเรพรเี ซนเททฟี และธาตุแทรนซิชัน อนั ตรายทเ่ี กดิ จากธาตุเรพรเี ซนเททฟี และ นามาใช๎ประโยชน์ในชวี ิตประจาวันไดห๎ ลากหลาย ธาตุแทรนซิชนั ซ่งึ ธาตุบางชนดิ มสี มบัตทิ เ่ี ปน็ อนั ตราย จึงตอ๎ ง คานงึ ถงึ การป้องกันอันตรายเพื่อความปลอดภัย ในการใชป๎ ระโยชน์ ๘. ระบุวําพนั ธะโคเวเลนต์เปน็ พันธะเดยี่ ว พนั ธะคูํ • พนั ธะโคเวเลนต์ เป็นการยึดเหนี่ยวระหวําง หรอื พนั ธะสาม และระบุจานวนคูํอิเล็กตรอน อะตอมด๎วยการใชเ๎ วเลนซ์อเิ ลก็ ตรอนรํวมกนั เกิด ระหวํางอะตอมครูํ ํวมพันธะ จากสตู รโครงสร๎าง เป็นโมเลกลุ โดยการใช๎เวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนรํวมกัน ๑ คเูํ รยี กวํา พันธะเดยี่ ว เขยี นแทนด๎วยเสน๎ พันธะ ๑ เสน๎ ในโครงสร๎างโมเลกุล สํวนการใช๎ เวเลนซ์อเิ ลก็ ตรอนรวํ มกัน ๒ คํู และ ๓ คูํ เรยี กวํา พันธะคูํ และพนั ธะสาม เขียนแทนด๎วยเส๎น พนั ธะ ๒ เส๎น และ ๓ เสน๎ ตามลาดบั ๙. ระบุสภาพขวั้ ของสารท่โี มเลกุลประกอบด๎วย • สารทีม่ ีพนั ธะภายในโมเลกุลเปน็ พันธะโคเวเลนต์ ๒ อะตอม ท้ังหมดเรยี กวํา สารโคเวเลนต์ โดยสารโคเวเลนต์ ๑๐. ระบสุ ารท่ีเกิดพันธะไฮโดรเจนได๎จากสตู ร ทปี่ ระกอบด๎วย ๒ อะตอมของธาตุชนดิ เดยี วกัน โครงสร๎าง เป็นสารไมมํ ขี ั้ว สวํ นสารโคเวเลนต์ ท่ีประกอบ ๑๑. อธิบายความสัมพนั ธ์ระหวํางจดุ เดือดของสาร ดว๎ ย ๒ อะตอมของธาตุตาํ งชนดิ กนั เป็นสาร โคเวเลนตก์ บั แรงดึงดดู ระหวํางโมเลกุลตาม มีขัว้ สาหรบั สารโคเวเลนตท์ ีป่ ระกอบด๎วยอะตอม สภาพขั้วหรือการเกิดพนั ธะไฮโดรเจน มากกวาํ ๒ อะตอม อาจเป็นสารมีข้ัวหรือไมมํ ีขว้ั ข้นึ อยกํู ับรูปรํางของโมเลกลุ ซง่ึ สภาพขั้วของ สารโคเวเลนตส์ ํงผลตํอแรงดงึ ดูดระหวาํ งโมเลกุล ที่ทาให๎จดุ หลอมเหลวและจดุ เดือดของสาร โคเวเลนต์แตกตาํ งกนั นอกจากนี้สารบางชนดิ มีจดุ เดอื ดสูงกวาํ ปกติ เนอื่ งจากมีแรงดึงดดู ระหวาํ งโมเลกลุ สูงทเ่ี รยี กวาํ พนั ธะไฮโดรเจน ซึง่ สารเหลาํ นม้ี พี ันธะ N-H O-H หรือ F-H ภายในโครงสร๎างโมเลกลุ
37 ช้ัน ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง ๑๒. เขยี นสตู รเคมีของไอออนและสารประกอบ • สารประกอบไอออนิกสํวนใหญํเกิดจากการรวมตวั กนั ไอออนกิ ของไอออนบวกของธาตุโลหะและไอออนลบของ ธาตอุ โลหะ ในบางกรณไี อออนอาจประกอบด๎วย ๑๓. ระบุวําสารเกิดการละลายแบบแตกตัวหรอื กลมํุ ของอะตอม โดยเม่อื ไอออนรวมตวั กนั เกดิ ไมแํ ตกตวั พร๎อมใหเ๎ หตผุ ลและระบุวาํ เป็นสารประกอบไอออนกิ จะมสี ัดสวํ นการรวมตัว สารละลายที่ได๎เป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์ เพ่ือทาใหป๎ ระจขุ องสารประกอบเปน็ กลางทาง หรือนอนอเิ ล็กโทรไลต์ ไฟฟา้ โดยไอออนบวกและไอออนลบจะจดั เรียงตัว สลบั ตํอเนอ่ื งกันไปใน ๓ มติ ิ เกดิ เป็นผลกึ ของสาร ซ่ึงสูตรเคมีของสารประกอบไอออนิกประกอบด๎วย สญั ลักษณ์ธาตุทเ่ี ป็นไอออนบวกตามดว๎ ย สัญลักษณธ์ าตุท่เี ป็นไอออนลบ โดยมีตวั เลขท่ี แสดงจานวนไอออนแตลํ ะชนดิ เป็นอตั ราสํวน อยํางต่า • สารจะละลายน้าได๎เมอื่ องค์ประกอบของสาร สามารถเกดิ แรงดึงดูดกับโมเลกลุ ของน้าได๎ โดยการละลายของสารในน้าเกิดได๎ ๒ ลักษณะ คือ การละลายแบบแตกตัว และการละลายแบบ ไมแํ ตกตัว การละลายแบบแตกตวั เกิดขึ้นกับสาร ประกอบไอออนิก และสารโคเวเลนตบ์ างชนดิ ทม่ี สี มบัติเป็นกรดหรือเบส โดยเมือ่ สารเกดิ การละลายแบบแตกตัวจะไดไ๎ อออนทส่ี ามารถ เคลอ่ื นที่ได๎ ทาใหไ๎ ดส๎ ารละลายทีน่ าไฟฟา้ ซงึ่ เรยี กวาํ สารละลายอิเล็กโทรไลต์ การละลาย แบบไมแํ ตกตัวเกิดข้นึ กับสารโคเวเลนต์ท่ีมีข้ัวสงู สามารถดงึ ดูดกับโมเลกุลของน้าได๎ดี โดยเมอ่ื เกิด การละลายโมเลกุลของสารจะไมแํ ตกตัวเป็น ไอออน และสารละลายทีไ่ ดจ๎ ะไมํนาไฟฟ้า ซ่งึ เรียกวํา สารละลายนอนอิเลก็ โทรไลต์
38 ช้ัน ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๑๔. ระบุสารประกอบอินทรยี ป์ ระเภทไฮโดรคาร์บอน • สารประกอบอินทรียเ์ ป็นสารประกอบของ วําอม่ิ ตวั หรือไมํอม่ิ ตัวจากสูตรโครงสร๎าง คารบ์ อนสวํ นใหญพํ บในสงิ่ มชี วี ิต มีโครงสร๎าง หลากหลายและแบงํ ได๎หลายประเภท เน่ืองจาก ธาตุคาร์บอน สามารถเกิดพนั ธะกับคารบ์ อน ด๎วยกนั เองและธาตุอื่น ๆ นอกจากน้ีพันธะระหวาํ ง คารบ์ อนยังมีหลายรปู แบบ ไดแ๎ กํ พนั ธะเด่ียว พันธะคูํ พันธะสาม • สารประกอบอนิ ทรยี ์ที่มเี ฉพาะธาตุคารบ์ อนและ ไฮโดรเจนเปน็ องค์ประกอบ เรยี กวํา สารประกอบ ไฮโดรคารบ์ อน โดยสารประกอบไฮโดรคาร์บอน อ่ิมตัวมีพันธะระหวํางคาร์บอนเป็นพันธะเดย่ี ว ทุกพันธะในโครงสร๎าง สํวนสารประกอบ ไฮโดรคารบ์ อนไมํอิ่มตวั มพี นั ธะระหวาํ งคาร์บอน เปน็ พันธะคูหํ รอื พนั ธะสามอยาํ งน๎อย ๑ พันธะ ในโครงสร๎าง ๑๕. สืบคน๎ ขอ๎ มูลและเปรียบเทยี บสมบตั ิ • สารทพ่ี บในชวี ิตประจาวันมที ง้ั โมเลกุลขนาดเลก็ ทางกายภาพระหวาํ งพอลิเมอรแ์ ละมอนอเมอร์ และขนาดใหญํ พอลเิ มอรเ์ ปน็ สารทมี่ โี มเลกลุ ของพอลิเมอร์ชนิดน้นั ขนาดใหญํทเี่ กิดจากมอนอเมอรห์ ลายโมเลกุล เชือ่ มตํอกนั ดว๎ ยพันธะเคมี ทาใหส๎ มบัตทิ าง กายภาพของพอลเิ มอรแ์ ตกตาํ งจากมอนอเมอร์ ท่ีเป็นสารต้งั ต๎น เชํน สถานะ จดุ หลอมเหลว การละลาย ๑๖. ระบสุ มบตั ิความเป็นกรด-เบส • สารประกอบอนิ ทรียท์ ่ีมีหมํู -COOH สามารถ จากโครงสร๎างของสารประกอบอินทรยี ์ แสดงสมบัตคิ วามเป็นกรด สวํ นสารประกอบอนิ ทรยี ์ ทม่ี ีหมูํ -NH2 สามารถแสดงสมบตั คิ วามเป็นเบส
39 ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑๗. อธบิ ายสมบัติการละลายในตวั ทาละลายชนดิ • การละลายของสารพิจารณาไดจ๎ ากความมขี ว้ั ของ ตําง ๆ ของสาร ตัวละลายและตัวทาละลาย โดยสารสามารถ ละลายไดใ๎ นตัวทาละลายทม่ี ขี ั้วใกล๎เคยี งกนั โดยสารมขี ัว้ ละลายในตัวทาละลายทมี่ ีขั้ว สวํ นสารไมํมขี ้ัวละลายในตัวทาละลายท่ีไมํมขี วั้ และสารมขี วั้ ไมํละลายในตวั ทาละลายทีไ่ มํมีขัว้ ๑๘. วิเคราะหแ์ ละอธบิ ายความสัมพันธร์ ะหวาํ ง • โครงสรา๎ งของพอลิเมอรอ์ าจเปน็ แบบเสน๎ แบบกง่ิ โครงสร๎างกบั สมบัตเิ ทอรม์ อพลาสติกและ หรอื แบบรํางแห โดยพอลเิ มอรแ์ บบเส๎นและ เทอรม์ อเซตของพอลิเมอร์ และการนา แบบกง่ิ มสี มบตั ิเทอรม์ อพลาสติก สวํ นพอลเิ มอร์ พอลิเมอร์ไปใช๎ประโยชน์ แบบราํ งแห มีสมบัติเทอร์มอเซต จึงมกี ารใช๎ ประโยชนไ์ ดแ๎ ตกตาํ งกนั ๑๙. สบื ค๎นข๎อมลู และนาเสนอผลกระทบของการใช๎ • การใชผ๎ ลติ ภัณฑพ์ อลเิ มอรใ์ นปรมิ าณมากกํอให๎ ผลิตภณั ฑพ์ อลิเมอรท์ ่ีมีตํอสิ่งมชี ีวิตและ เกดิ ปัญหาทสี่ งํ ผลกระทบตํอสิง่ มีชีวติ และสงิ่ แวดล๎อม สง่ิ แวดลอ๎ ม พร๎อมแนวทางปอ้ งกนั หรือแก๎ไข ดงั นั้นจงึ ควรตระหนักถึงการลดปรมิ าณการใช๎ การใชซ๎ า้ และการนากลบั มาใช๎ใหมํ ๒๐. ระบสุ ตู รเคมขี องสารตั้งตน๎ ผลติ ภัณฑ์ และ • ปฏกิ ิรยิ าเคมที าใหเ๎ กิดการเปล่ียนแปลงของสาร แปลความหมายของสญั ลกั ษณ์ในสมการเคมี โดยปฏิกิรยิ าเคมอี าจใหพ๎ ลงั งานความร๎อน ของปฏกิ ิรยิ าเคมี พลงั งานแสง หรือพลงั งานไฟฟา้ ทส่ี ามารถนาไป ใช๎ประโยชน์ในดา๎ นตาํ ง ๆ ได๎ • ปฏิกริ ิยาเคมีแสดงได๎ดว๎ ยสมการเคมี ซง่ึ มสี ตู รเคมี ของสารตัง้ ต๎นอยูํทางด๎านซ๎ายของลกู ศร และ สตู รเคมขี องผลติ ภณั ฑอ์ ยทํู างดา๎ นขวา โดยจานวน อะตอมรวมของแตํละธาตทุ างดา๎ นซ๎ายและขวา เทํากัน นอกจากนีส้ มการเคมียังอาจแสดงปัจจยั อน่ื เชนํ สถานะ พลังงานที่เกีย่ วขอ๎ ง ตวั เรงํ ปฏกิ ริ ยิ า เคมที ใี่ ช๎
40 ชั้น ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ๒๑. ทดลองและอธิบายผลของความเขม๎ ขน๎ • อตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีขึน้ อยํูกบั ความเข๎มขน๎ พ้ืนทผ่ี วิ อุณหภมู ิ และตวั เรํงปฏกิ ริ ิยา อณุ หภูมิ พ้ืนทผ่ี วิ หรอื ตัวเรํงปฏิกริ ิยา ทม่ี ผี ลตอํ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี • ความรเู๎ กี่ยวกบั ปจั จัยที่มผี ลตอํ อตั ราการเกิด ๒๒. สืบค๎นข๎อมลู และอธบิ ายปจั จัยท่ีมผี ลตอํ อตั รา ปฏิกิริยาเคมีสามารถนาไปใชป๎ ระโยชนใ์ นชีวิต การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีทใ่ี ชป๎ ระโยชน์ในชีวิต ประจาวันและในอุตสาหกรรม ประจาวนั หรอื ในอุตสาหกรรม ๒๓. อธบิ ายความหมายของปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์ • ปฏิกิริยาเคมีบางประเภทเกิดจากการถํายโอน อเิ ลก็ ตรอนของสารในปฏกิ ิริยาเคมี ซึง่ เรียกวาํ ปฏิกริ ิยารีดอกซ์ ๒๔. อธบิ ายสมบตั ขิ องสารกัมมันตรังสี และคานวณ • สารที่สามารถแผํรังสีได๎เรยี กวาํ สารกัมมนั ตรงั สี คร่งึ ชวี ติ และปริมาณของสารกมั มันตรังสี ซึง่ มีนวิ เคลยี สท่สี ลายตวั อยํางตอํ เน่อื ง ระยะเวลา ทส่ี ารกมั มันตรงั สีสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่ง ของปริมาณเดิม เรียกวํา ครึ่งชวี ิต โดยสาร กมั มันตรังสีแตลํ ะชนิดมีคาํ คร่ึงชีวิตแตกตาํ งกัน ๒๕. สืบคน๎ ขอ๎ มูลและนาเสนอตวั อยํางประโยชน์ • รังสที ี่แผํจากสารกัมมนั ตรงั สมี หี ลายชนดิ เชนํ ของสารกมั มนั ตรงั สแี ละการป้องกันอันตราย แอลฟา บีตา แกมมา ซึ่งสามารถนามาใช๎ประโยชน์ ท่เี กิดจากกัมมันตภาพรังสี ไดแ๎ ตกตํางกนั การนาสารกมั มันตรงั สแี ตํละชนิด มาใช๎ ต๎องคานึงถงึ ผลกระทบตอํ สิง่ มชี วี ติ และสงิ่ แวดล๎อม รวมท้งั มกี ารจดั การอยาํ งเหมาะสม ม.๖ - -
41 สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทาต่อวัตถุ ลกั ษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ม.๑ ๑. สรา๎ งแบบจาลองทอ่ี ธิบายความสัมพันธ์ระหวําง • เม่ือวัตถุอยูใํ นอากาศจะมแี รงที่อากาศกระทาตํอ ความดนั อากาศกับความสงู จากพน้ื โลก วัตถใุ นทกุ ทิศทาง แรงทอ่ี ากาศกระทาตอํ วตั ถุ ขึ้นอยูกํ ับขนาดพ้นื ท่ีของวัตถนุ น้ั แรงทอ่ี ากาศ กระทาตัง้ ฉากกับผวิ วตั ถตุ ํอหนึ่งหนํวยพืน้ ท่ี เรยี กวาํ ความดนั อากาศ • ความดันอากาศมคี วามสัมพนั ธก์ บั ความสูง จากพนื้ โลก โดยบริเวณท่สี ูงจากพน้ื โลกขนึ้ ไป อากาศเบาบางลง มวลอากาศนอ๎ ยลง ความดัน อากาศก็จะลดลง ม.๒ ๑. พยากรณ์การเคลื่อนท่ขี องวัตถุท่ีเปน็ ผลของ • แรงเปน็ ปรมิ าณเวกเตอร์เมื่อมีแรงหลายๆแรง กระทาตอํ วตั ถุ แลว๎ แรงลพั ธ์ทีก่ ระทาตํอวัตถุมคี ํา แรงลพั ธ์ท่เี กิดจากแรงหลายแรงท่ีกระทาตอํ วัตถุ เป็นศูนย์ วตั ถุจะไมํเปลย่ี นแปลงการเคลอื่ นท่ี ในแนวเดียวกนั จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ ๒. เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ทเี่ กิดจาก แตถํ า๎ แรงลพั ธ์ท่กี ระทาตอํ วัตถุมคี ําไมํเปน็ ศนู ย์ แรงหลายแรงทก่ี ระทาตํอวตั ถใุ นแนวเดยี วกนั วัตถจุ ะเปล่ียนแปลงการเคล่ือนที่ ๓. ออกแบบการทดลองและทดลองด๎วยวิธี • เม่ือวัตถอุ ยํูในของเหลวจะมแี รงทข่ี องเหลว ท่ีเหมาะสมในการอธบิ ายปจั จยั ท่ีมีผลตํอความดัน กระทาตอํ วัตถใุ นทกุ ทศิ ทาง โดยแรงทข่ี องเหลว ของของเหลว กระทาตัง้ ฉากกับผวิ วตั ถตุ ํอหนงึ่ หนวํ ยพื้นท่ี เรยี กวําความดนั ของของเหลว • ความดันของของเหลวมีความสัมพนั ธก์ บั ความลึก จากระดบั ผวิ หน๎าของของเหลว โดยบริเวณท่ี ลึกลงไปจากระดบั ผิวหนา๎ ของของเหลวมากขึน้ ความดันของของเหลวจะเพ่ิมขึน้ เนอื่ งจาก ของเหลวทีอ่ ยูํลึกกวาํ จะมีนา้ หนกั ของของเหลว ดา๎ นบนกระทามากกวาํ ๔. วเิ คราะห์แรงพยุงและการจม การลอยของวัตถุ • เม่ือวัตถอุ ยํูในของเหลว จะมแี รงพยุงเน่ืองจาก ในของเหลวจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ ของเหลวกระทาตํอวัตถุ โดยมีทศิ ขน้ึ ในแนวด่งิ ๕. เขยี นแผนภาพแสดงแรงท่ีกระทาตอํ วตั ถุ การจมหรือการลอยของวัตถุขน้ึ กบั นา้ หนักของ ในของเหลว วัตถแุ ละแรงพยุง ถา๎ นา้ หนักของวัตถุและแรงพยงุ ของของเหลวมีคาํ เทํากนั วัตถุจะลอยนง่ิ อยูใํ น ของเหลว แตํถ๎าน้าหนักของวตั ถุมคี ํามากกวํา แรงพยงุ ของของเหลววัตถุจะจม
42 ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๖. อธิบายแรงเสยี ดทานสถิตและแรงเสียดทานจลน์ • แรงเสยี ดทานเป็นแรงทเี่ กิดขนึ้ ระหวํางผวิ สมั ผสั จากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ ของวัตถุ เพือ่ ตา๎ นการเคลื่อนท่ีของวัตถนุ น้ั โดยถ๎าออกแรงกระทาตอํ วัตถทุ อี่ ยํนู ิง่ บนพืน้ ผวิ ให๎เคลอื่ นที่ แรงเสียดทานก็จะต๎านการเคลือ่ นท่ี ของวตั ถุ แรงเสียดทานท่ีเกิดขึ้นในขณะที่วัตถยุ งั ไมเํ คล่อื นท่เี รยี ก แรงเสียดทานสถิต แตํถ๎าวัตถุ กาลังเคลื่อนท่ี แรงเสียดทานก็จะทาให๎วตั ถนุ ้ัน เคลอ่ื นทช่ี า๎ ลงหรือหยุดนิง่ เรียก แรงเสยี ดทานจลน์ ๗. ออกแบบการทดลองและทดลองดว๎ ยวธิ ที ี่ • ขนาดของแรงเสยี ดทานระหวํางผวิ สัมผัสของวตั ถุ เหมาะสมในการอธิบายปัจจยั ทีม่ ผี ลตอํ ขนาด ขน้ึ กบั ลกั ษณะผิวสมั ผสั และขนาดของ ของแรงเสียดทาน แรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหวาํ งผวิ สัมผัส ๘. เขยี นแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอ่ืน ๆ • กิจกรรมในชวี ติ ประจาวันบางกิจกรรมต๎องการ ที่กระทาตอํ วตั ถุ แรงเสยี ดทาน เชํน การเปดิ ฝาเกลียวขวดน้า ๙. ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องความร๎ูเร่อื งแรงเสยี ดทาน การใช๎แผนํ กนั ล่ืนในหอ๎ งนา้ บางกจิ กรรม โดยวเิ คราะหส์ ถานการณ์ปัญหาและเสนอแนะ ไมตํ อ๎ งการแรงเสียดทาน เชํน การลากวตั ถุบนพน้ื วธิ กี ารลดหรือเพ่มิ แรงเสยี ดทานทเ่ี ป็นประโยชน์ การใชน๎ า้ มันหลอํ ล่นื ในเครือ่ งยนต์ • ความร๎เู ร่อื งแรงเสียดทานสามารถนาไปใช๎ ตํอการทากิจกรรมในชวี ิตประจาวนั ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวันได๎ ๑๐. ออกแบบการทดลองและทดลองด๎วยวธิ ี • เมอ่ื มแี รงทีก่ ระทาตอํ วัตถุโดยไมผํ ํานศนู ย์กลาง ทเี่ หมาะสมในการอธบิ ายโมเมนต์ มวลของวตั ถุ จะเกดิ โมเมนตข์ องแรง ทาให๎วตั ถุ ของแรง เมอื่ วัตถอุ ยใูํ นสภาพสมดลุ ตํอ หมนุ รอบศนู ยก์ ลางมวลของวตั ถุนนั้ การหมนุ และคานวณโดยใช๎สมการ • โมเมนต์ของแรงเปน็ ผลคณู ของแรงที่กระทาตอํ M = Fl วตั ถกุ บั ระยะทางจากจดุ หมนุ ไปต้งั ฉากกับ แนวแรงเม่ือผลรวมของโมเมนตข์ องแรงมีคาํ เป็นศูนย์ วัตถุจะอยูํในสภาพสมดุลตํอการหมุน โดย โมเมนต์ของแรงในทศิ ทวนเขม็ นาฬกิ าจะมขี นาด เทาํ กบั โมเมนตข์ องแรงในทศิ ตามเข็มนาฬกิ า • ของเลนํ หลายชนิดประกอบดว๎ ยอุปกรณ์หลาย สํวนทีใ่ ช๎หลักการโมเมนต์ของแรง ความร๎เู รอื่ ง โมเมนต์ของแรงสามารถนาไปใชอ๎ อกแบบและ ประดษิ ฐข์ องเลํนได๎
43 ช้ัน ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๑๑. เปรียบเทียบแหลํงของสนามแมํเหล็ก • วัตถุที่มีมวลจะมีสนามโน๎มถํวงอยูํโดยรอบ แรง สนามไฟฟ้า และสนามโน๎มถํวง และทิศทาง โนม๎ ถวํ งทีํกระทาตํอวัตถทุ ีํอยูํในสนามโนม๎ ถํวง จะ ของแรงที่กระทาตํอวัตถุที่อยํูในแตํละสนาม มที ิศพุงํ เข๎าหาวตั ถทุ ีํเปน็ แหลงํ ของสนามโน๎มถํวง จากข๎อมลู ทร่ี วบรวมได๎ • วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าจะมีสนามไฟฟ้าอยํูโดยรอบ ๑๒. เขยี นแผนภาพแสดงแรงแมํเหล็ก แรงไฟฟ้า แรงไฟฟ้าที่กระทาตํอวัตถุที่มีประจุจะมีทิศพุํง และแรงโน๎มถวํ งทีก่ ระทาตํอวัตถุ เขา๎ หาหรือออกจากวตั ถทุ ม่ี ีประจทุ เ่ี ปน็ แหลํงของ สนามไฟฟ้า • วัตถทุ เี่ ป็นแมํเหล็กจะมสี นามแมํเหลก็ อยํโู ดยรอบ แรงแมํเหล็กท่ีกระทาตํอขั้วแมํเหล็กจะมีทิศ พํุง เขา๎ หาหรือออกจากขวั้ แมเํ หล็กทีเ่ ป็นแหลงํ ของสนามแมํเหลก็ ๑๓. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหวํางขนาดของแรง • ขนาดของแรงโนม๎ ถวํ ง แรงไฟฟ้า และแรงแมเํ หลก็ แมํเหล็ก แรงไฟฟา้ และแรงโน๎มถํวงที่กระทา ที่กระทาตํอวตั ถุทอ่ี ยูใํ นสนามนั้น ๆ จะมคี ําลดลง ตํอวัตถุที่อยูํในสนามน้ัน ๆ กับระยะหํางจาก เมื่อวัตถุอยูํหํางจากแหลํงของสนามนั้น ๆ มาก แหลงํ ของสนามถึงวตั ถจุ ากข๎อมลู ทีร่ วบรวมได๎ ขน้ึ ๑๔. อธบิ ายและคานวณอัตราเร็วและความเร็วของ • การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นการเปล่ียนตาแหนํง การเคลอ่ื นทขี่ องวัตถุ โดยใช๎สมการ ของวัตถเุ ทียบกับตาแหนงํ อา๎ งองิ โดยมีปริมาณ v = s แt ละ v=s t ที่เก่ียวข๎องกับการเคลื่อนท่ีซ่ึงมีทั้งปริมาณ จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ สเกลาร์และปริมาณเวกเตอร์ เชํน ระยะทาง อัตราเร็ว การกระจัด ความเร็ว ปริมาณส ๑๕. เขยี นแผนภาพแสดงการกระจดั และความเร็ว เกลาร์ เป็นปริมาณที่มีขนาด เชํน ระยะทาง อัตราเร็ว ปริมาณเวกเตอร์เป็นปริมาณท่ีมีท้ัง ขนาด และทศิ ทาง เชนํ การกระจัด ความเร็ว • เขียนแผนภาพแทนปรมิ าณเวกเตอร์ได๎ด๎วยลกู ศร โดยความยาวของลูกศรแสดงขนาดและหัวลกู ศร แสดงทิศทางของเวกเตอรน์ นั้ ๆ • ระยะทางเปน็ ปรมิ าณสเกลาร์ โดยระยะทาง เปน็ ความยาวของเสน๎ ทางทเ่ี คลอื่ นท่ไี ด๎ • การกระจัดเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ โดยการกระจัด มที ศิ ชี้จากตาแหนํงเริ่มตน๎ ไปยงั ตาแหนํงสดุ ทา๎ ย และมีขนาดเทํากับระยะท่ีสั้นที่สุดระหวํางสอง ตาแหนํงน้ัน • อัตราเรว็ เป็นปรมิ าณสเกลาร์ โดยอัตราเรว็ เป็น อตั ราสํวนของระยะทางตํอเวลา • ความเรว็ ปรมิ าณเวกเตอรม์ ีทศิ เดียวกับทศิ ของ การกระจดั โดยความเรว็ เป็นอัตราสํวนของ การกระจัดตอํ เวลา
44 ชน้ั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ม.๓ - - ม.๔ - - ม.๕ ๑. วิเคราะห์และแปลความหมายขอ๎ มูลความเร็ว • การเคลื่อนท่ีของวัตถุที่มีการเปลี่ยนความเร็ว กับเวลาของการเคลื่อนท่ีของวัตถุ เพื่อ เป็นการเคลื่อนที่ด๎วยความเรํง ความเรํงเป็น อธบิ าย ความเรงํ ของวตั ถุ อตั ราสํวนของความเร็วที่เปล่ียนไปตํอเวลาและ เป็นปริมาณเวกเตอร์ ในกรณีที่วัตถุที่อยูํน่ิง หรือ เคลื่อนที่ในแนวตรงด๎วยความเร็วคงตัว วตั ถนุ ัน้ มีความเรงํ เป็นศูนย์ • วตั ถุมีความเรว็ เพ่มิ ขน้ึ ถ๎าความเร็วและความเรํง มีทิศเดียวกัน และมีความเร็วลดลง ถ๎าความเร็ว และความเรํงมีทิศตรงกันข๎าม ๒. สงั เกตและอธบิ ายการหาแรงลัพธ์ท่ีเกิดจาก แรง • เมือ่ มีแรงหลายแรงกระทาตํอวัตถุหนึ่ง โดยแรง หลายแรงท่ีอยํูในระนาบเดียวกันท่ีกระทาตํอ ทุกแรงอยูํในระนาบเดียวกนั สามารถหาแรงลัพธ์ วัตถโุ ดยการเขียนแผนภาพการรวมแบบเวกเตอร์ ท่ีกระตอํ วัตถนุ ้นั ไดโ๎ ดยรวมแบบเวกเตอร์ ๓. สังเกต วิเคราะห์ และอธิบายความสัมพันธ์ • เมอ่ื แรงลัพธม์ คี ําไมํเทํากับศูนยก์ ระทาตํอวัตถุ จะ ระหวํางความเรํงของวัตถุกับแรงลัพธ์ ท่ีกระทา ทาใหว๎ ตั ถุเคลืํอนทีดํ ๎วยความเรงํ มที ิศทางเดยี วกบั ตอํ วัตถแุ ละมวลของวตั ถุ แรงลัพธ์โดยขนาดของความเรํงข้ึนกับขนาดของ แรงลพั ธ์กระทาตอํ วัตถแุ ละมวลของวตั ถุ ๔. สังเกตและอธิบายแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยา • แรงกระทาระหวาํ งวตั ถคุ หํู นึง่ ๆ เป็นแรงกริ ยิ า ระหวํางวตั ถุคูํหน่งึ ๆ และแรงปฏิกิริยา แรงทั้งสองมีขนาดเทํากัน เกิดขน้ึ พรอ๎ มกนั กระทากับวตั ถคุ นละกอ๎ น แตํมที ศิ ทางตรงข๎าม ๕. สังเกตและอธิบายผลของความเรํงท่ีมีตํอการ • วัตถุท่ีเคล่ือนที่ด๎วยความเรํงคงตัวหรือความเรํง เคล่ือนท่ีแบบตําง ๆ ของวัตถุ ได๎แกํ การ ไมํคงตัว อาจเป็นการเคลื่อนที่แนวตรง การ เคล่อื นที่ แนวตรง การเคล่ือนทแี่ บบโพรเจกไทล์ เคล่อื นที่แนวโค๎ง หรือการเคลื่อนที่แบบส่ัน การ การเคล่ือนท่ีแบบวงกลม และการเคลื่อนที่แบบ เคล่ือนที่แนวตรงด๎วยความเรํงคงตัว นาไปใช๎ สั่น อธบิ ายการตกแบบเสรี การเคลอื่ นทแี่ นวโคง๎ ด๎วย ความเรงํ คงตวั นาไปใช๎อธิบายการเคล่ือนท่ีแบบ โพรเจกไทล์ การเคลื่อนท่ีแนวโค๎งด๎วยความเรํง มีทศิ ทางตั้งฉากกับความเร็วตลอดเวลา นาไปใช๎ อธิบายการเคลื่อนที่แบบวงกลม การเคลื่อนที่ กลับไปกลับมาด๎วยความเรํงมีทิศทางเข๎าสูํจุดที่ แรงลพั ธ์เป็นศูนย์ เรยี กจุดน้วี ําตาแหนํงสมดลุ ซงึ่ นาไปใชอ๎ ธบิ ายการเคลอื่ นทแี่ บบส่นั
45 ชั้น ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๖. สบื คน๎ ข๎อมลู และอธิบายแรงโนม๎ ถํวง • ในบรเิ วณท่ีมสี นามโน๎มถํวงเมือ่ มวี ัตถุที่มมี วล ที่เก่ียวกบั การเคลือ่ นที่ของวัตถตุ ําง ๆ รอบโลก จะมแี รงโนม๎ ถวํ งซงึ่ เปน็ แรงดงึ ดูดของโลกกระทา ตอํ วัตถุ แรงน้ีนาไปใช๎อธบิ ายการเคลื่อนทขี่ อง วัตถุตาํ ง ๆ เชํน ดาวเทยี ม และดวงจนั ทร์รอบโลก ๗. สงั เกตและอธิบายการเกดิ สนามแมเํ หล็ก • กระแสไฟฟ้าทาใหเ๎ กิดสนามแมํเหล็กในบริเวณ เนอ่ื งจากกระแสไฟฟ้า รอบแนวการเคลอื่ นท่ขี องกระแสไฟฟ้า หาทศิ ทาง ของสนามแมํเหล็กเนือ่ งจากกระแสไฟฟา้ ได๎จาก กฎมอื ขวา ๘. สังเกตและอธบิ ายแรงแมํเหล็กที่กระทาตํอ • ในบริเวณทมี่ สี นามแมเํ หลก็ เมื่อมอี นภุ าคท่ีมี ประจไุ ฟฟ้าเคลื่อนท่โี ดยไมอํ ยูใํ นแนวเดยี วกับ อนุภาคทีม่ ีประจุไฟฟ้าทเ่ี คลอ่ื นท่ีในสนามแมเํ หล็ก สนามแมํเหล็ก หรอื มกี ระแสไฟฟ้าผํานลวดตัวนา และแรงแมํเหลก็ ที่กระทาตํอลวดตัวนาท่ีมี โดยกระแสไฟฟา้ ไมํอยูํในแนวเดียวกับสนาม กระแสไฟฟ้าผาํ นในสนามแมเํ หลก็ รวมทง้ั แมเํ หล็ก จะมแี รงแมํเหล็กกระทา ซึ่งเปน็ พืน้ ฐาน อธิบายหลกั การทางานของมอเตอร์ ในการสร๎างมอเตอร์ ๙. สังเกตและอธบิ ายการเกิดอเี อ็มเอฟ รวมทงั้ • เมือ่ มสี นามแมํเหลก็ เปล่ียนแปลงตดั ขดลวดตัวนา ยกตวั อยาํ งการนาความรไู๎ ปใช๎ประโยชน์ ทาใหเ๎ กดิ อเี อ็มเอฟ ซง่ึ เปน็ พน้ื ฐานในการสรา๎ ง เครือ่ งกาเนดิ ไฟฟา้ ๑๐. สบื ค๎นขอ๎ มูลและอธิบายแรงเข๎มและแรงออํ น • ภายในนิวเคลยี สมแี รงเข๎มท่เี ป็นแรงยึดเหนี่ยว ของอนุภาคในนิวเคลียส และเป็นแรงหลกั ที่ใช๎ อธบิ ายเสถยี รภาพของนิวเคลียส นอกจากนี้ ยังมีแรงออํ น ซึ่งเป็นแรงที่ใช๎อธิบายการสลาย ให๎อนุภาคบตี าของธาตกุ ัมมันตรงั สี ม.๖ - -
46 สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติ ของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมท้งั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ชัน้ ตัวชี้วดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ม.๑ ๑. วเิ คราะห์ แปลความหมายข๎อมลู และคานวณ • เมื่อสสารได๎รับหรือสูญเสียความร๎อนอาจทาให๎ ปรมิ าณความรอ๎ นท่ที าให๎สสารเปลยี่ นอณุ หภมู ิ สสารเปล่ยี นอุณหภมู ิ เปล่ียนสถานะ หรือเปลีย่ น และเปล่ียนสถานะ รูปรําง โดยใช๎สมการQ=mc∆t และQ=mL • ปรมิ าณความรอ๎ นท่ที าใหส๎ สารเปลี่ยนอุณหภมู ิ ๒. ใช๎เทอร์มอมิเตอร์ในการวัดอณุ หภมู ขิ องสสาร ขึน้ กับมวล ความรอ๎ นจาเพาะ และอุณหภมู ิ ท่เี ปลี่ยนไป • ปริมาณความร๎อนทที่ าใหส๎ สารเปลยี่ นสถานะ ข้นึ กับมวลและความร๎อนแฝงจาเพาะ โดยขณะที่ สสารเปลี่ยนสถานะ อณุ หภูมจิ ะไมํเปลยี่ นแปลง ๓. สร๎างแบบจาลองทีอ่ ธิบายการขยายตัวหรือ • ความร๎อนทาใหส๎ สารขยายตัวหรอื หดตวั ได๎ เนื่องจากเมอ่ื สสารได๎รับความร๎อนจะทาให๎ หดตัวของสสารเน่ืองจากไดร๎ บั หรือสูญเสยี อนุภาคเคลอ่ื นทีเ่ ร็วขน้ึ ทาใหเ๎ กดิ การขยายตัว ความรอ๎ น ๔. ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความรข๎ู องการหด แตํเมอ่ื สสารคายความรอ๎ นจะทาใหอ๎ นุภาค และขยายตัวของสสารเนอ่ื งจากความรอ๎ น เคลือ่ นทชี่ า๎ ลง ทาให๎เกดิ การหดตัว โดยวเิ คราะห์สถานการณ์ปญั หา และเสนอแนะ • ความร๎เู รื่องการหดและขยายตวั ของสสาร วิธกี ารนาความรมู๎ าแกป๎ ญั หาในชวี ติ ประจาวนั เนอ่ื งจากความรอ๎ นนาไปใช๎ประโยชนไ์ ด๎ดา๎ น ตาํ ง ๆ เชนํ การสรา๎ งถนน การสร๎างรางรถไฟ การทาเทอรม์ อมิเตอร์ ๕. วเิ คราะหส์ ถานการณ์การถาํ ยโอนความร๎อน • ความร๎อนถาํ ยโอนจากสสารทมี่ อี ณุ หภูมิสงู กวํา และคานวณปรมิ าณความร๎อนท่ถี าํ ยโอน ระหวาํ งสสารจนเกดิ สมดลุ ความรอ๎ นโดยใช๎ ไปยังสสารท่มี ีอุณหภมู ิตา่ กวําจนกระท่ังอุณหภมู ิ สมการ Qสญู เสยี = Qได๎รบั ของสสารทงั้ สองเทํากัน สภาพท่ีสสารทง้ั สอง มีอุณหภมู ิเทํากัน เรยี กวาํ สมดุลความรอ๎ น • เม่ือมีการถํายโอนความรอ๎ นจากสสารท่มี ี อณุ หภมู ติ ํางกนั จนเกิดสมดลุ ความร๎อน ความร๎อนทีเ่ พ่มิ ขึน้ ของสสารหน่ึงจะเทํากับ ความรอ๎ นทลี่ ดลงของอีกสสารหนึง่ ซ่ึงเปน็ ไป ตามกฎการอนุรกั ษ์พลงั งาน ๖. สร๎างแบบจาลองท่อี ธิบายการถาํ ยโอนความรอ๎ น • การถาํ ยโอนความรอ๎ นมี ๓ แบบ คือ โดยการนาความร๎อน การพาความร๎อน การนาความรอ๎ น การพาความร๎อน และ การแผํรงั สีความรอ๎ น การแผรํ ังสคี วามรอ๎ น การนาความรอ๎ นเปน็ การถํายโอน
47 ชนั้ ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๗. ออกแบบ เลอื กใช๎ และสรา๎ งอุปกรณ์ เพ่อื แก๎ ความรอ๎ นที่อาศยั ตัวกลาง โดยที่ตวั กลาง ปัญหาในชวี ิตประจาวันโดยใช๎ความร๎เู ก่ยี วกับ ไมเํ คลือ่ นท่ี การพาความรอ๎ นเปน็ การถาํ ยโอน การถํายโอนความร๎อน ความร๎อนท่อี าศยั ตวั กลาง โดยทตี่ วั กลาง เคลือ่ นทไี่ ปดว๎ ย สํวนการแผํรงั สีความร๎อน เปน็ การถํายโอนความรอ๎ นทีไ่ มํตอ๎ งอาศัยตวั กลาง • ความร๎ูเกย่ี วกับการถาํ ยโอนความรอ๎ นสามารถ นาไปใชป๎ ระโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั ได๎ เชํน การเลอื กใชว๎ สั ดุเพื่อนามาทาภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อเกบ็ ความรอ๎ น หรือการออกแบบระบบ ระบายความรอ๎ นในอาคาร ม.๒ ๑. วิเคราะห์สถานการณ์และคานวณเกี่ยวกับงาน • เมอ่ื ออกแรงกระทาตอํ วตั ถุแล๎วทาใหว๎ ตั ถุ และกาลงั ทีเ่ กดิ จากแรงท่กี ระทาตํอวัตถุ เคลอื่ นท่ี โดยแรงอยูํในแนวเดยี วกับการเคลอ่ื นที่ โดยใช๎สมการ W = Fs และ P = W / t จะเกดิ งาน งานจะมีคาํ มากหรอื นอ๎ ยขึ้นกบั ขนาด จากขอ๎ มลู ทีร่ วบรวมได๎ ของแรงและระยะทางในแนวเดียวกับแรง ๒. วเิ คราะห์หลักการทางานของเคร่ืองกลอยํางงําย • งานท่ที าในหนึ่งหนํวยเวลาเรียกวาํ กาลัง หลกั การ จากข๎อมูลท่รี วบรวมได๎ ของงานนาไปอธบิ ายการทางานของ ๓. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรูข๎ อง เคร่อื งกลอยาํ งงําย ได๎แกํ คาน พนื้ เอยี ง รอกเดย่ี ว ลม่ิ เครือ่ งกลอยาํ งงําย โดยบอกประโยชน์ สกรูล๎อและเพลาซ่ีงนาไปใชป๎ ระโยชน์ดา๎ นตาํ งๆ และการประยุกตใ์ ช๎ในชีวติ ประจาวนั ในชีวติ ประจาวนั ๔. ออกแบบและทดลองดว๎ ยวิธีทเี่ หมาะสม • พลงั งานจลนเ์ ปน็ พลังงานของวัตถุที่เคลื่อนท่ี ในการอธบิ ายปจั จยั ท่ีมผี ลตํอพลังงานจลน์ พลังงานจลนจ์ ะมคี ํามากหรอื น๎อยขนึ้ กับมวล และพลังงานศักยโ์ น๎มถํวง และอตั ราเรว็ สวํ นพลงั งานศกั ยโ์ นม๎ ถํวงเก่ยี วข๎อง กับตาแหนงํ ของวตั ถุ จะมคี ํามากหรอื นอ๎ ยขน้ึ กับมวลและตาแหนงํ ของวตั ถุ เม่อื วัตถอุ ยูใํ น สนามโน๎มถํวง วตั ถจุ ะมพี ลังงานศักย์โน๎มถวํ ง พลังงานจลนแ์ ละพลงั งานศักยโ์ น๎มถํวงเป็น พลงั งานกล
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400