Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรแกนกลาง_1539205573

หลักสูตรแกนกลาง_1539205573

Description: หลักสูตรแกนกลาง_1539205573

Search

Read the Text Version

จากหลกั สูตรแกนกลางส่หู ลักสูตรสถานศกึ ษา: กระบวนทศั น์ใหม่การพฒั นา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วชิ ยั วงษ์ใหญ่ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.มารุต พฒั ผล

จากหลกั สูตรแกนกลางส่หู ลักสตู รสถานศึกษา: กระบวนทศั น์ใหม่การพฒั นา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วชิ ยั วงษ์ใหญ่ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.มารุต พฒั ผล สงวนลิขสิทธ์ิ © 2558 ห้ามลอกเลยี นแบบไม่วา่ สว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของหนังสอื นอกจากได้รับอนุญาต พิมพ์ครงั ้ ท่ี 8 มิถนุ ายน 2558 ISBN : 978-616-7019-33-8 พิมพ์ที่ บริษทั จรลั สนิทวงศก์ ารพิมพ์ จากดั 233 ซอยเพชรเกษม 102/2 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรงุ เทพมหานคร 10160 โทรศพั ท์ 02-809-2281-3 แฟกซ์ 02-809-2284 www.fast-book.com e-mail: [email protected]

คานาการพมิ พ์ครัง้ ท่ี 8 การเรียบเรียงเอกสาร จากหลักสูตรแกนกลางส่หู ลกั สตู ร สถานศกึ ษา: กระบวนทศั น์ใหม่การพฒั นา ได้สงั เคราะห์มาจาก งานวจิ ยั และการปฏิบตั ิจริงในสถานศึกษาทัง้ ภาครัฐและเอกชน มาเป็ นระยะเวลากวา่ 15 ปี การเรียบเรียงในลักษณะ How To เพื่อให้ผู้ศกึ ษาสามารถนาไปปฏิบตั ไิ ด้จริง ในการพิมพ์ครัง้ ที่ 8 ได้ เพ่ิมเติมแหล่งข้อมูลท่ีสามารถ download ตาราเรียนได้ฟรี 7 Website ซง่ึ จะเป็ นแนวการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกบั บริบททางเทคโนโลยีในปัจจุบันท่ีผู้เรียนสามารถ เรียนร้ไู ด้ทกุ เวลาและสถานท่ี ตาราเรียนไมไ่ ด้จากัดอยู่แตใ่ นเฉพาะ ที่ผู้สอนในห้องเรียนเท่านนั ้ หวังเป็ นอ ย่างยิ่ งว่าหนังสือเล่มนี จ้ ะเป็ น ประโยชน์ ตอ่ บคุ ลากรทางการศกึ ษา ตลอดจนนิสิตนักศกึ ษาท่ีมีความสนใจ ในด้านการพฒั นาหลกั สตู ร การจดั การเรียนรู้ และการประเมินผล รองศาสตราจารย์ ดร.วิชยั วงษ์ใหญ่ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.มารุต พัฒผล

สารบญั สาระ หน้า 1. ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลและสง่ ผลตอ่ การพัฒนาหลกั สตู ร สถานศกึ ษา .................................................................. 1 1.1 ปัจจยั บริบททางด้านสงั คม .................................... 2 1.2 ปัจจยั บริบททางด้านกลมุ่ เปา้ หมาย (ผู้เรียน) .......... 6 1.3 ปัจจยั บริบททางด้านเทคโนโลยี ............................. 13 1.4 ปัจจยั บริบททางด้านคณุ ธรรมจริยธรรม ................. 23 2. สาระสาคญั หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั ้ พนื ้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ....................................................... 25 2.1 ลกั ษณะเดน่ ของหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 .................. 27 2.2 วิสยั ทศั น์ .............................................................. 29 2.3 หลกั การ ............................................................... 29 2.4 จดุ หมาย .............................................................. 30 2.5 สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน ................................... 31 2.6 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ .................................... 33 2.7 สาระการเรียนรู้ ..................................................... 34 2.8 มาตรฐานการเรียนรู้ .............................................. 34 2.9 ตวั ชวี ้ ดั ................................................................. 36

สารบญั สาระ หน้า 2.10 กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน ........................................ 37 2.11 ระดบั การศกึ ษาและเวลาเรียน ............................ 38 2.12 หลกั การจดั การเรียนรู้ ........................................ 38 2.13 บทบาทผู้สอนและผู้เรียน................................... 39 2.14 ส่อื การเรียนรู้ .................................................... 40 2.15 การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ 4 ระดบั ......... 41 2.16 เกณฑ์การจบการศกึ ษา ..................................... 42 2.17 การเทียบโอนผลการเรียน .................................. 44 2.18 การบริหารจดั การหลกั สตู ร ................................ 44 3. หลกั สตู รสถานศกึ ษา.................................................... 46 3.1 ความหมายของหลกั สตู รสถานศกึ ษา.................... 50 3.2 องคป์ ระกอบของหลกั สตู รสถานศกึ ษา................... 51 3.3 ความเชอื่ มโยงระหวา่ งหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐานกบั หลกั สตู รสถานศกึ ษา......... 53 3.4 จดุ เน้นของคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ในหลกั สตู ร สถานศกึ ษา ......................................................... 56

สารบญั สาระ หน้า 3.5 แนวการจดั โครงสร้างเวลาเรียนของหลกั สตู ร สถานศกึ ษา ......................................................... 60 3.6 ขอบขา่ ยสาระหลกั (strand) ................................. 61 3.7 คากุญแจจากมาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ชวี ้ ดั ........ 65 3.8 การจดั ทาคาอธิบายสาระการเรียนรู้ ....................... 79 3.9 กระบวนการเรียนรู้ ............................................... 85 3.10 การออกแบบสาระเพ่ิมเติม / สาระการเรียนร้ทู ้องถ่ิน ...................................... 90 3.11 การจดั กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน ............................. 91 3.12 การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ ....................... 94 3.13 การประเมินผลการเรียนร้ทู ี่เสริมพลงั ตามสภาพจริง..95 3.14 การบริหารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษา .............. 101 4. การจดั การเรียนร้ทู ี่เน้นกระบวนการไปสเู่ ปา้ หมาย .......... 102 4.1 แนวคดิ พืน้ ฐานเก่ียวกบั การจดั การเรียนรู้ ............... 102 4.2 บทบาทผู้เอือ้ อานวยความสะดวกในการเรียนรู้ ....... 103 4.3 การจดั การเรียนร้ทู ่ีเน้นกระบวนการไปสเู่ ปา้ หมาย .. 105 4.4 การจดั ทาหน่วยการเรียนร้ทู ี่สมบรู ณ์ ..................... 110

สารบัญ สาระ หน้า 4.5 การออกแบบการจดั การเรียนร้ดู ้วยวธิ ีการย้อนกลบั (Backward design) .......................................... 124 5. การวดั และประเมินผลตามสภาพจริง............................. 147 5.1 หลกั การวดั และประเมินผลตามสภาพจริง.............. 147 5.2 หลกั การประเมินผลในชนั ้ เรียนและสถานศกึ ษา...... 148 5.3 รูปแบบเกณฑ์การประเมินรบู ริค .......................... 148 6. รูปแบบและโครงสร้างหลกั สตู รฉบบั โรงเรียน (School curriculum) ................................................... 152 7. หลกั สตู รฉบบั ผ้สู อน (Instruction) ................................. 153 8. ปฏิบตั กิ ารพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา.......................... 155 ใบงานที่ 1 ................................................................. 157 ใบงานที่ 2 ................................................................. 162 ใบงานท่ี 3 ................................................................. 169 ใบงานที่ 4 ................................................................. 171 ใบงานท่ี 5 ................................................................. 179

สารบญั สาระ หน้า ภาคผนวก ........................................................................ 182 ก) กระบวนการท่ีใช้ในการออกแบบกิจกรรมในใบงานที่ 4 ... 183 ข) ตวั อยา่ งหน่วยการเรียนรู้ จากการทาใบงานท่ี 4 …........ 200 บรรณานุกรม ..................................................................... 307 ดรรชนี ............................................................................... 310

1 1. ปัจจัยท่มี อี ทิ ธพิ ลและส่งผลต่อการพัฒนาหลกั สูตร สถานศกึ ษา กล ยุ ท ธ์ ก า ร จัดท า ห ลัก สูต ร สถ า น ศึก ษ า ต าม ก ร อ บ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื น้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของสถานศกึ ษาทกุ แห่ง ประการท่ีสาคญั ท่ีสดุ คือ การร้จู กั และเข้าใจ บริบททางสงั คมท่ีสถานศกึ ษาตงั ้ อยู่ อันประกอบด้วย บริบททาง การศกึ ษาที่จะต้องพิจารณาให้ สอดคล้องกับการเปล่ียนแปลง ด้านการจดั การศกึ ษาของโลก บริบทด้านธรรมชาติของผู้เรียนซงึ่ เป็ น คนในยคุ เจนวาย (Generation Y) และเจนซี (Generation Z) ท่ีมี ลกั ษณะเฉพาะซง่ึ สถานศกึ ษา ต้องทาความเข้าใจและจดั หลักสตู ร ให้เหมาะสมกับเด็กเหลา่ นี ้รวมทัง้ ผู้เก่ียวข้องทัง้ กลมุ่ baby boom และคนในยคุ เจนเอกซ์ (Generation X) ด้วย นอกจากนีย้ ังมีสถานการณ์ความอ่อนแอของสถาบัน ครอบครวั ตลอดจนปัญหาการมีเพศสมั พันธ์ในวยั ร่นุ ท่ีเราต้องสร้ าง ระบบคณุ คา่ ที่ถูกต้องให้กบั พวกเขาด้วยผ่านกระบวนการเรียนรู้ของ หลกั สตู รสถานศกึ ษา อีกทัง้ บริบททางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เข้ ามามี บทบาทตอ่ การจัดการเรียนการสอนและการเรี ยนรู้ ของผู้เรียนท่ีจะมองข้ามไม่ได้เพราะเป็ นสว่ นหน่ึงในทุกจงั หวะ ของชีวิต อย่างไรก็ตามส่ิงท่ีต้องให้ ความสาคัญมากที่สดุ มาเป็ น อนั ดบั แรกก็คือเร่ืองของคุณธรรมจริยธรรมท่ีจะต้องเอาจริงเอาจัง ปลกู ฝังให้กับเด็กตงั ้ แตว่ นั แรกที่มาโรงเรียนจนกระท่ังวนั สดุ ท้ ายที่

2 สาเร็จการศกึ ษาออกไป ผ่านการเรียนร้จู ากการเป็ นตัวแบบท่ีดีของ ผู้เก่ียวข้องทุกฝ่ าย บริบทตา่ งๆ ท่ีกล่าวมาจะเป็ นข้ อมูลสาคัญ สาหรบั การกาหนดวสิ ยั ทัศน์ของหลกั สตู รสถานศกึ ษา และส่งผล ต่อไปยังพันธกิจจุดหมาย คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ รวมทัง้ ทุกกิจกรรมในหลกั สตู รซง่ึ จะได้ขยายความให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ มากขนึ ้ พอสงั เขปดงั นี ้ 1.1 ปัจจัยบริบททางด้านสงั คม ทิศทางการศึกษาในโลกยุคใหม่ การศกึ ษาในโลกยุคใหม่ไม่ว่าจะในหรือตา่ งประเทศ เมื่อวิเคราะห์เป็นภาพรวมจะพบวา่ มีทิศทางในประเด็นตอ่ ไปนี ้ 1) มีการปรบั หลกั สตู ร การเรียนการสอน ให้เหมาะสม กับโลกอุตสาหกรรมท่ีสมดุลระหว่างสงั คมฐานความรู้กับสังคม สมานฉนั ท์ 2) ทุกส่วนเรี ยกร้ องคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความ รบั ผิดชอบใช้เทคโนโลยีชว่ ยสอน เทคโนโลยีจะไม่สามารถแทนที่ ครูได้ แตค่ รูท่ีไม่มีเทคโนโลยีจะถกู แทนท่ีด้วยครทู ่ีมีเทคโนโลยี 3) การทางานประสานเครือขา่ ยมากขนึ ้ 4) การทางานมุ่งสานผลประโยชน์ท่ีลงตวั

3 แนวโน้มเก่ียวกับรูปแบบการจดั การศกึ ษายุคใหม่ ยุคปัจจุบันเป็ นยุคที่ต้องใช้รูปแบบการจัดการศกึ ษา ที่เชือ่ มโยงกบั ความเข้มแขง็ ของชมุ ชนและสงั คมที่สถานศกึ ษาตงั ้ อยู่ สถานศกึ ษาไม่อาจลอยออกมาจากสงั คมได้อีกตอ่ ไป ดงั นนั ้ แนวโน้ม เก่ียวกบั รปู แบบการจดั การศกึ ษายคุ ใหม่จงึ มีลกั ษณะดงั ตอ่ ไปนี ้ 1) การพัฒนาสถานศึกษาให้ สามารถบริหารจัดการ อยา่ งเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างย่ิงความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ ในการที่จะควบคมุ คณุ ภาพการจดั การศกึ ษาและคณุ ภาพผู้เรียน ให้บรรลเุ ปา้ หมายของหลกั สูตรอย่างสอดคล้องกับความต้องการ ของผู้เรียนและสงั คม 2) สถานศกึ ษาเป็ นรากฐานการสร้ างชุมชนเข้ มแข็ง โดยการจดั การเรียนการสอนในส่งิ ท่ีเป็ นปัญหา ความต้องการของ ชมุ ชน สง่ ผ่านองค์ความรู้ ระบบคิด ระบบคณุ ค่า ตลอดจนคา่ นิยม จากเด็กไปยังผู้ปกครอง และนาภูมิปัญญาท่ีมีอยู่ในชมุ ชนเข้ามาสู่ การจดั การเรียนการสอนให้กับเด็กสืบทอดและดารงรกั ษาภูมิปัญญา นนั ้ ไว้ให้เข้มแขง็ ยัง่ ยืน 3) การสร้างเครือขา่ ยมาช่วยสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็ น ผู้ปกครอง ผ้นู าชมุ ชน ภมู ิปัญญาท้องถ่ิน องค์กรบริหารส่วนตาบล หนว่ ยงานของรฐั และเอกชนที่จะมาชว่ ยสถานศกึ ษาซงึ่ ไม่จาเป็นต้อง เป็ นเรื่องของงบประมาณแต่เพี ยงอย่างเดียว ยังมีอีกหลายส่ิง หลายอยา่ งท่ีมีคณุ คา่ ต่อการจดั การศึกษาอยู่ในชุมชน ซง่ึ ต้องใช้

4 ระบบการดาเนินการแบบชนะชนะ (win - win) ท่ีทุกฝ่ ายได้รับ ประโยชน์รว่ มกัน โครงการ Millennium Project Development Goals (MPDG’s) ของสหประชาชาติ ผลการวิจัยความเป็ นไปได้ การศึกษาของเด็ก ก่อนถึง ค.ศ. 2030 (Future Education and Learning Possibilities by 2030) ที่เป็ นสว่ นหนึ่งของรายงาน 2007 State of the Future ของ UN รายงานระบถุ ึงความเป็ นไปได้การเกิดขนึ ้ ของ 19 ส่ิง ก่อน ค.ศ. 2030 มีเพียง 3 สง่ิ ใน 19 ส่ิงที่มีความเป็ นไปได้ของการ เกิดขนึ ้ ตา่ กวา่ ร้อยละ 50 ที่เหลือมีความเป็นไปได้อย่รู ะหว่างร้ อยละ 50 – 80 1) ความเป็นไปได้ การสร้างเนือ้ หาความร้แู ละการเรียนรู้ ด้วย web 17% เป็ น web ที่มี “ความฉลาด” สามารถตอบโต้ กบั ผ้ใู ช้เพ่ือสร้างเนือ้ หาการเรียนรู้ได้อย่างทันที มีความเป็ นไปได้ สงู สดุ ร้อยละ 80 2) เทคโนโลยีชว่ ยการเรียนรู้ ได้แก่ ระบบ e - learning การใช้แบบจาลอง ระบบการให้ความรู้และการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว Web – based Learning (WBL) กิจกรรมตา่ งๆ เชน่ - Chat room - Web board - e – mail - Search engine - LinkedIn - Facebook

5 3) เทคโนโลยีการแพทย์จะชว่ ยพัฒนาสมองเด็กด้วยการ ใช้สารเคมีพัฒนาพันธุกรรมให้ฉลาดขนึ ้ การเตรียมพร้ อ ม รับก ารเปลี่ ย น แปล งจะ ต้ อ งร่วม มื อ กัน ทัง้ พ่อแม่ โรงเรี ยน และสงั คม ควรเร่งดาเนิ นการพัฒนาผู้ เรี ยน ในประเดน็ สาคญั ตา่ งๆ เหลา่ นี ้ 1) ความสามารถในการใช้ภาษาไทย เพื่อการส่ือสาร ที่แขง็ แกร่งในด้านการอา่ น เขียน พูด และความสามารถในการคิด ท่ีเป็ นระบบจะต้องเตรียมเด็กให้ มีความแข็งแกร่งในภาษาแม่ เด็กท่ี โรงเรียนนานาชาติหรือ English Program ต้องเน้ นเร่ือง ความสามารถการใช้ภาษาไทยอย่างจริงจัง มิฉะนัน้ เด็กจะไม่มี ภาษาแม่ คือ ขาดความสามารถทางภาษาไทย 2) มีความร้พู ืน้ ฐานด้านวทิ ยาศาสตร์ สงั คม หรือความรู้ ฝังลกึ (deep knowledge) จนสามารถเรียนรู้ตอ่ ยอดได้ 3) เสริมสร้ างให้ เด็กสนใจใคร่เรียนรู้ รักท่ีจะมีความรู้ เพ่ิมขนึ ้ รกั การอ่านและการค้นคว้าอยา่ งตอ่ เนื่อง 4) มีทกั ษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5) มีความคิดอย่างเป็นระบบเป็นเหตผุ ลเชงิ วทิ ยาศาสตร์ 6) มีเข็มทิศทางศีลธรรมท่ีแกรง่ ชนี ้ าไปถูกทิศทางเสมอ 7) มีทกั ษะทางสงั คม จิตอาสา มีวัฒนธรรม รู้จักความ พอดีและกาลเทศะ ไมก่ ้าวร้าว สง่ิ ดงั กลา่ วข้างต้นคอื เข้าใจลักษณะ วฒั นธรรมและโครงสร้างของสงั คมไทย

6 1.2 ปัจจัยบริบททางด้านกล่มุ เป้าหมาย (ผ้เู รียน) การแบ่ง Generation ตามสถานการณ์ของโลก ได้แก่ Gen Baby Boomer, Gen X, Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha แตล่ ะ Generation มีลกั ษณะเฉพาะดงั นี ้ Gen Baby boomer เกิดหลงั สงครามโลกครงั ้ ที่ 2 กาลงั เกษียณอายุ รนุ่ บกุ เบกิ ตอ่ ส้ดู นิ ้ รน Gen X อยูใ่ นวยั ทางานอายุ 30 – 49 ปี ตอ่ ส้ดู นิ ้ รน ไม่ชอบการผกู มัด เปล่ียนอาชพี บอ่ ย ไม่ชอบเป็นผู้นาการเปลยี่ นแปลง Gen Y ก้าวสวู่ ยั ผู้ใหญ่ เป็นหนีส้ ินได้งา่ ย นิยมเครดติ ชอบความสะดวกสบาย Gen Z วยั รุ่น มีโลกเทคโนโลยี มองโลก เป็นการแขง่ ขนั Gen Alpha วยั อนุบาล พอ่ แมม่ ีฐานะทางเศรษฐกิจดี เรียนกันมากในสงั คมทนุ นิยม มีสงั คมอากาศ ลักษณะ Gen Alpha เป็ นเด็กรุ่นใหม่เก่ง เรียนรู้ได้เร็ ว ค้นุ เคยกับเทคโนโลยีมาก ใช้ Social media ในการ update ข้อมูล ตา่ งๆ นาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนร้แู ละการทางาน แตม่ กั ไมอ่ ดทน ไมต่ รงเวลา รักอิสระ ขาดทักษะทางสงั คม ลืมรากเหง้า มีสังคม อากาศ ของตนเอง

7 ผู้สอนยุคใหม่จาเป็ นต้องเรี ยนรู้และทาความเข้ าใจ ธรรมชาติของผู้เรียนยคุ Gen Alpha เพ่ือให้สามารถพฒั นาผู้เรียน ได้เต็มตามศกั ยภาพ และมีความสขุ กับการใช้ชวี ิตอยู่กบั เด็กร่นุ ใหมท่ ี่ มีความแตกตา่ งจากเดมิ ลกั ษณะนิสยั ของคน Generation Y , Z และ Alpha คนยุค Generation Y และ Generation Z มีลกั ษณะ นิสยั เฉพาะตวั ซง่ึ จะต้องวเิ คราะห์เชอื่ มโยงไปสกู่ ารออกแบบหลกั สตู ร และการจดั การเรียนการสอน ตลอดจนกิจกรรมตา่ งๆ ดงั นี ้ 1) มีชวี ิตอยู่กบั ปัจจบุ นั (here and now) 2) กล้าท่ีจะรับผิดชอบในสิง่ ท่ีทา (accountability) 3) ชอบตงั ้ คาถาม มีสไตล์ท่ีเปลีย่ นแปลงเร็ว 4) มี ความมุ่งมั่นที่ จะเห็ นความสาเร็ จของตนเอง และคาดหวงั ให้คนอ่ืน เห็นความสาคัญของตน มีความคาดหวัง ในการทางานสงู 5) มีความรบั ผิดชอบในภารกิจของตนเองอยา่ งชดั เจน 6) คดิ วา่ ตนเองเป็นสว่ นหนึ่งของความสาเร็จในทีม 7) มีการวัดผลงานอย่างเป็ นระบบ มีเกณฑ์การวัด ท่ีชดั เจน และมีผลการประเมินท่ีเป็นรูปธรรม 8) ชอบความหลากหลาย และส่ิงท่ีท้าทาย ชอบทางาน กบั คนที่มีความแตกตา่ ง เชน่ การทางานกับชาวตา่ งชาติ

8 9) มีความเป็นตวั ของตวั เองสงู ชอบเรียนร้โู ดยการปฏิบตั ิ มากกวา่ ทฤษฎี 10) เป็นคนคิดนอกกรอบ ไม่ชอบทาอะไรเป็ นลาดับ ขนั ้ ตอนแตเ่ น้นผลสาเร็จของงาน 11) มี ลัก ษณะ อ่อ นไห วง่าย มี ค วาม คาดหวังสูง อยู่ร่วมกับบคุ คลที่มีความเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของตน เช่น การชมเชย การเสริมแรง 12) มีอัตราการออกจากงานสูงเน่ืองจากต้องการใช้ ศกั ยภาพของตนเองอยา่ งเต็มท่ีให้กบั องคก์ รหรือหนว่ ยงาน การศกึ ษาเพ่อื การเปล่ยี นแปลง (Transform Education) การเรียนร้ยู คุ ใหม่ เน้นการเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนเป็นนกั คดิ นกั ปฏิบตั ิ การวิจยั นวตั กรรมสร้างสรรคจ์ งึ จะเกิด พัฒนาผู้เรี ยนให้ มี ทักษะการรู้คิดและจิตสานึกท่ี ดี (Cognition and Mindfulness) โดยใช้ Cognitive coaching, Power Questions ด้วยวิธีการดงั ตอ่ ไปนี ้ - ไมค่ วรห้าม คอยสงั เกตพฤติกรรม เอาใจใสด่ แู ลอยูใ่ กล้ๆ - รับฟัง เป็นผู้ฟังที่ดี รบั ฟังปัญหา และเร่ืองราวที่เกิดขนึ ้ - แลกเปลี่ยนเรียนร้ปู ระสบการณ์ - ยอมรับความสามารถ ให้ความไว้วางใจพร้อมสนับสนุน เพ่ือให้ผู้เรียนใช้ชวี ติ ท่ีถูกต้อง

9 กระบวนทัศน์การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 สาหรับผู้เรียนท่เี ป็ น Gen X, Y, Alpha มุง่ เน้นการพัฒนาสง่ เสริมและกระต้นุ ต้นทนุ ชวี ติ ของ ผู้เรียนโดยใช้วธิ ีการโค้ชทาให้เกิดการใช้ทกั ษะชวี ิต ดงั แผนภาพ ตอ่ ไปนี ้ ต้นทุนชีวติ การใช้ทกั ษะชีวติ พลงั ครอบครวั จติ สานึกที่ดี พลงั ปัญญา พลงั เพื่อน ทกั ษะการร้คู ดิ พลงั ชมุ ชน, ภูมิปัญญา ทกั ษะทางสงั คม Coaching Power questions Creative based – learning Research based – learning Problem – based learning Technology– based learning Scaffolding

10 การเปล่ียนแปลงของการเรียนร้ใู นโลกยคุ ใหมท่ ี่สอดคล้อง กับธรรมชาติของผู้เรียนจาก Gen X, Y มาเป็ น Gen Y, Alpha มี หลายประการที่ น่าสนใจซึ่งผู้สอนควรเรี ยนรู้และเปลี่ยนแปลง พฤตกิ รรม การจดั การเรียนรู้ เพ่ือให้สามารถตอบโจทย์ธรรมชาติของ ผู้เรียนได้ดงั นี ้ Gen X, Y Gen Z, Alpha หนงั สือเรียน ส่อื เคลื่อนไหว, ส่ือออนไลน์ การสอน การโค้ช เนือ้ หาสาระ กระบวนการเรียนร้ ู หลกั สตู รเป็นสาคญั ผ้ ูเรียนเป็ นสาคญั ปิดหนงั สือสอบ เปิดหนงั สอื ตอบ เรียนรายบคุ คล เรียนร้รู ่วมกนั

11 การทางานกับคน 4 รุ่นท่สี มดลุ คนยุค Generation Y และ Generation Z และ Alpha มักจะให้ความสาคญั กับความสมดลุ ชีวติ การทางานและชีวิตสว่ นตัว เป็นอนั ดบั หนง่ึ (work – life balance) เพื่อให้คนทงั ้ สี่รนุ่ อยู่ร่วมกบั เดก็ ยคุ Generation Y ได้อย่างดี นนั ้ จะต้องปรับวธิ ีคิดและวธิ ีการทางานแบบอาสา (ASSA) ให้มากขนึ ้ A : Advise ให้คาแนะนา S : Service ให้การบริการ S : Support ให้การสนบั สนนุ A : Assist ให้การชว่ ยเหลือ ชีวิตกบั ความเร็ว สงั คมปัจจบุ นั มีการเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก ขดี จากัดทางด้านเวลา ความทนั สมัยของเทคโนโลยี และภาวะทาง เศรษฐกิจ ส่ิงเหล่านี ท้ าให้ ส่งผลเกื อ้ กูลต่อมนุษย์ ให้ มี ความ สะดวกสบายมากขนึ ้ ทางานมีประสิทธิภาพมากขนึ ้ มีธรรมาภิบาล สง่ิ เหลา่ นีล้ ้วนก่อให้เกิดความร้ใู หม่ (new knowledge) แนวคิดใหม่ (new concept) ประสบการณใ์ หม่ (new experience) แบบปฏิบัติ ที่ดี (best practice) ทักษะใหม่ (new skill) และเจตคติใหม่ (new attitude) และปัจจุบนั การจูงใจภายใน (inner motivation) ให้ผลตอ่ การเรียนร้แู ละการทางานมากกวา่ การใช้อานาจ

12 เดก็ หนีเรียนและเบ่อื การเรียน มีสาเหตุดังต่อไปนี ้ 1) เบอ่ื โรงเรียน 2) เรียนหนัก 3) เรียนเครียด 4) สอนแตท่ ฤษฎี 5) ไม่ได้ทาในส่งิ ท่ีน่าสนใจ 6) อยากหาท่ีสบายใจ 7) ครยู ุ่งกบั ทรงผม 8) ไมไ่ ด้ทาการบ้านเข้าไปจะถูกตี 9) มีงานบญุ ท่ีโรงเรียน ไมไ่ ด้นาของไปทาบญุ 10) โรงเรียนมีกิจกรรมเลยออกมาได้ 11) ป่วยเป็นไข้มีอุณหภูมิสงู กลบั บ้านก็ไมม่ ีใครอยู่ ความต้องการของผู้เรียน 1) อยากให้ปรบั การเรียนการสอน 2) ให้เรียนเนือ้ หาน้อยลง 3) มีเวลาทากิจกรรม 4) มีเวลาให้คดิ ได้ค้นคว้า 5) ได้ทดลอง ได้ทบทวน 6) ได้ทาในสิง่ ท่ีอยากคดิ อยากทามากขนึ ้

13 คณุ ค่าร่วมสมัย สงิ่ ท่ีจะต้องปลกู ฝังให้กับผ้เู รียนเพ่ือปอ้ งกันปัญหาการมี เพศสมั พันธ์ในวยั เรียน คือ ระบบคุณคา่ ท่ีถูกต้องดีงาม สิ่งท่ีเป็ น ปัญหา คอื ระบบคณุ คา่ ท่ีไม่พึงประสงคใ์ นสงั คมไทยปัจจบุ นั ได้แก่ 1) ระบบคณุ คา่ ของสงั คมกาลงั ประสบปัญหา 2) หนมุ่ สาวร่วมสมัยให้ คุณคา่ กับการมีเงิน มากกวา่ การมีคณุ ธรรม 3) หลายคนเข้าใจวา่ เงนิ เป็นส่งิ เดยี วกับความสขุ 4) ยกยอ่ งสยบยอมผู้มีอานาจมากกวา่ ผู้มีธรรม 5) ไม่เข้าใจวา่ ชีวติ นีเ้กิดมาทาไม และจะตายอยา่ งไร 6) อาจารย์ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเป็นเพียงผู้บอกความรู้ ให้กบั ผ้เู รียนสาหรับไปทากิจกรรมเก่ียวกบั เรื่องเงนิ ไมอ่ าจเป็ นผู้นา ทางจติ วญิ ญาณได้ 7) ผู้ชานาญทัง้ หลายก็ชานาญอยู่เร่ื องเดียว แตย่ ัง ไม่เข้าใจ และไม่เรียนร้อู ีกหลายเรื่อง 1.3 ปัจจยั บริบททางด้านเทคโนโลยี ปรัชญาการทางานของ Google 1) เอาใจใสล่ กู ค้าอย่างเตม็ ที่ 2) ให้ทาในสง่ิ ท่ีตนเองถนัดเตม็ พลงั ความสามารถ 3) ทางานให้เร็วดกี วา่ ทางานช้า

14 4) ส่ิงใดที่ลกู ค้าบอกเป็นเสียงเดยี วกนั สามารถนามา เป็นมลู คา่ เพิ่ม 5) การคดิ สร้างสรรค์ ไมต่ ้องมาน่ังทางานที่โต๊ะเสมอ 6) สามารถสร้างมลู คา่ เพิ่มโดยท่ีเราไมท่ าในส่ิงท่ีผิด ศลี ธรรม 7) ข้ อมูลมี อยู่มากมาย มี ทางออก ทุกปั ญห า พยายามแก้ปัญหา มุมมองที่แตกตา่ งไป 8) ข้ อมู ลอยู่ ที่ ทั่วโลก ปร ะเท ศท่ี มี วัฒน ธรร ม ท่ีแตกต่างกัน สามารถเชื่อมโยงข้ อมูลเข้ ากันได้ ไม่มีพรมแดน การทางานทาด้วยสมองและการสร้ างสรรค์ 9) เอาจริงเอาจงั ได้โดยเราไม่ต้องสร้ างบรรยากาศ ที่ทางานที่บีบบงั คบั บรรยากาศที่สบายๆ เป็นตวั กระต้นุ ดงึ ศกั ยภาพ ของตนเองออกมา 10) ส่งิ ที่ดที ่ีสดุ อาจไม่เพียงพอ มนุษย์สามารถทาสง่ิ ที่ดีขนึ ้ ทาให้เกิดนวตั กรรมการทางานท่ีสร้างสรรค์และแปลกใหม่ วัฒนธรรมองค์กรของ Google Google มีโครงการที่เรียกว่า 20% Project ซึ่งกระต้นุ ให้พนกั งานใช้เวลา 20% ของการทางานไปทาในสิ่งท่ีตวั เองคิดวา่ มีประโยชน์ตอ่ องคก์ ร

15 1) โครงการนีเ้ปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้ความสามารถ และจินตนาการแบบไมจ่ ากัด 2) เป็นสง่ิ ดงึ ดดู ให้คนเก่งๆ ไว้ได้ ไมต่ ้องอึดอดั กับระบบ บริหารท่ีเป็ นรูปแบบมากเกินไป 3) Silicon Valley ท่ี มี วัฒนธรรมการทางานแบบ College Dorm สองคาท่ีใช้มากที่ Google คือ Scale กบั Monetize 4) ส่ิงท่ี จะทาต้ องไ ด้ ในแง่ของขน าด ซึ่งหมายถึ ง มีคนจานวนมากอยากใช้และสง่ิ ท่ีตามมาคือ สง่ิ นนั ้ ต้องได้เงนิ ลกั ษณะเดน่ ของ Google คอื การค้นหาวธิ ีการของ Google คอ่ นข้างฉลาดและเป็นเอกลกั ษณ์ 1) จะไมม่ ี banner โฆษณาปรากฏบนหน้าจอ 2) เป็นประการสาคญั คอื ความคดิ ในการผสมผสาน ความต้องการของผู้ค้นหา กบั ความต้องการของผู้อยากขายสินค้า หรือบริการจงึ ออกมาในรปู ของการลสิ ต์ รายชอื่ sponsor word วฒั นธรรม STEP / UP ของแมคโดนัลด์ แมคโนนลั ดม์ ีเปา้ หมายเพื่อหลอมรวมผูกพันพนักงาน ให้เป็นหนึ่งเดยี วกบั องคก์ ร มีหลกั การ 3 อยา่ ง 1) ทาอย่างไรให้พนักงานมีความสขุ พนกั งานรู้สกึ ดี กับองคก์ รมากเท่าไรก็จะพูดถึงด้วยความช่ืนชม (say)

16 2) ทาอย่างไรให้พนกั งานอยู่กบั เราไปนานๆ พอย่ิงอยู่ ก็ย่ิงรกั ไมอ่ ยากจากไปไหน (stay) 3) ชว่ ยสร้างความสาเร็จให้ธรุ กิจด้วยกันจะกลายเป็น ความมุ่งม่ันอย่างแรงกล้ าท่ี จะทางานเพ่ื อให้ องค์รวมประสบ ความสาเร็จ (strive) STEP UP S : ทางานให้สนกุ (sanook at work) T : รว่ มกนั พาไปข้างหน้า (team to win) E : พิชิตใจลกู ค้า (exceed customer expectation) P : เห็นคณุ คา่ พฒั นาคน (people) U : ปฏิบตั ิตนเสมือนเจ้าของ (ultimate ownership) P : เม่ือครองความเป็นหนึง่ (passion to win) Social Media แหลง่ เรียนรู้สารสนเทศจาก web blog สารสนเทศ แตล่ ะประเภทนามาแลกเปล่ยี นเรียนรู้และจดั การความรู้ สร้างความรู้ ใหม่ สร้างเครือขา่ ยการเรียนร้ทู ่ีทนั สมัย (real time) แตล่ ะกลมุ่ อาชพี เชน่ Social Media ของ Google, 3G, Wi – Max เบอร์เดียว ทกุ ระบบ หรือสิทธิการคงหมายเลข, Smart TV. คือการหลอมรวม เทคโนโลยี (TechnologyConvergent) ระหวา่ งโทรทศั น์กบั internet สามารถใช้ TV เข้าถึง internet ได้ และชมโทรทัศน์ได้ รวมทัง้

17 Smart Phone, Tablet, Smart Device มีความสามารถในการ เช่ือมตอ่ มากย่ิงขนึ ้ สามารถเข้าถึง internet และ Social Media ได้ทกุ เวลาและสถานที่ บทบาทใหม่ของส่อื 4C 1) C : Communication ก าร ส่ื อ ส าร อ อ น ไ ล น์ ในลกั ษณะ real time 2) C : Community การสร้ างเครือข่ายทางสังคม Social network การใช้ Hi5 , Face book 3) C : Commerce การตลาดในชีวิตจริง สามารถทา ธุรกรรมทาง internet การหักเงินทาง internet true money การใช้เงนิ ผ่านมือถือ ชอ่ งทางการจา่ ยเงิน 4) C : Content มีสาระและเรื่องราวให้ดูในลักษณะ interactive online ความบนั เทิง เพลง AF3 AF4 ดกู ีฬา ฟุตบอล ทางมือถือ media เข้ากบั life style มีประมาณ 9 ล้าน 7 แสนคน ทวิสเตอร์ (Twitter) เฟสบคุ ส์ (Facebook) Facebook : มาจากฐานคิดของคนท่ี ต้ องการแชร์ รู ป และความคดิ เห็นบางเรื่องกับเพื่อผู้ร้ใู จ หรือคนใกล้ตวั สามารถตอบ โจทย์ธรรมชาตขิ องคนอยากร้อู ยากเห็นสนในเร่ืองเพศตรงกันข้าม เช่น เขามีแฟนหรือยังชอบคนแบบไหน ความเท่ห์ อินเทรนด์ พยายามตอบโจทย์การสือ่ สารของคนในทุกรูปแบบไม่ว่าการแชท

18 การสง่ ข้อความแบบ inbox ท่ีมีลักษณะคล้าย e – mail สะดวก รวดเร็ว มีรูปแบบท่ีกระชับ ท้ าทายผ่าน wall post การ tag รูป และอ่ืนๆ เป็นศนู ย์กลางการเชื่อมโยงผู้คน Facebook ช่วยความจา Twitter ลดความฉลาด ชุมชน ออนไลน์ การเข้าไปใช้งานแตล่ ะครงั ้ ใน Facebook นกั ท่องเวปต้องใช้ ความคดิ ความจาหลายสว่ นในการเรียบเรียงข้อมูลขา่ วสารจานวน มาก สว่ นทวติ เตอร์มีข้อมลู ใหม่หลง่ั ไหลเข้ามาตลอดทุกวินาที สง่ ผล ให้ผู้ใช้งานไม่มีโอกาสคิด ตริตรอง หรือจดั การกับข้อมูลท่ีปรากฏ ให้เป็นระเบยี บ การนั่งดู โทรทัศน์นานๆ ก็มีสว่ นเพิ่มความเส่ียง กลายเป็ นโรคสมาธิสนั ้ 5 วธิ หี าความสุขบนอนิ เทอร์เน็ต 1. ชน่ื ชมกบั ความงามธรรมชาตบิ นเน็ต 2. พรรณนาความงามของงานศิลปะ 3. มีความสขุ กับการแสวงหาความรู้ 4. สะสมภาพ ภาพความรู้ 5. เก็บคาคม 7 Website โหลดตาราเรียนฟรีท่วั โลก 1. bookboon.com 2. openstaxcollege.org 3. collegeopentextbooks.org

19 4. saylor.org/books 5. intechopen.com 6. freebooks4doctors.com 7. freetechbooks.com ทักษะท่จี าเป็ นสาหรับผ้เู รียนในศตวรรษท่ี 21 โลกศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนจาเป็ นต้องมีทักษะท่ีสาคัญ 3 ด้าน ดงั ตอ่ ไปนี ้ 1. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) ประกอบด้วย 1.1 ทกั ษะการคิดวิจารณญาณและการแก้ปัญหา 1.1.1 ทักษะการให้เหตผุ ลอยา่ งมี ประสิทธิภาพ 1.1.2 ทักษะการคดิ อย่างเป็นระบบ 1.1.3 ทักษะการตดั สนิ ใจ 1.1.4 ทักษะการแก้ปัญหา 1.2 ทกั ษะการสื่อสารและการมีสว่ นร่วม 1.2.1 ทักษะการสือ่ สารท่ีมีประสทิ ธิภาพ 1.2.2 ทักษะการทางานรว่ มกับบคุ คลอ่ืน

20 1.3 ทกั ษะการคิดสร้างสรรค์และนวตั กรรม 1.3.1 ทักษะการคิดสร้างสรรค์ 1.3.2 ทกั ษะการทางานรว่ มกบั บคุ คลอนื่ อยา่ งสร้างสรรค์ 1.3.3 ทักษะการประยุกต์ใช้นวตั กรรม 2. ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร (Information Media and Technology Skills) ประกอบด้วย 2.1 ทกั ษะการรู้ขอ้ มลู ขา่ วสารและสารสนเทศ 2.1.1 ทักษะการเข้าถงึ และประเมินข้อมูล ขา่ วสารและสารสนเทศ 2.1.2 ทักษะการใช้และบริหารข้อมูลขา่ วสาร และสารสนเทศ 2.2 ทกั ษะการรู้ดา้ นสื่อ 2.2.1 ทักษะการวิเคราะห์สือ่ 2.2.2 ทกั ษะการสร้างสรรค์สอ่ื 2.3 ทกั ษะการรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสือ่ สาร 2.3.1 ทกั ษะการประยุกต์เทคโนโลยี อย่างมีประสทิ ธิภาพ

21 3. ทักษะชีวิตและการประกอบอาชีพ (Life and Career Skills) ประกอบด้วย 3.1 ทกั ษะความยืดหยุ่นและการปรบั ตวั 3.1.1 ทกั ษะการปรบั ตวั สกู่ ารเปลย่ี นแปลง 3.1.2 ทักษะความยืดหยุ่น 3.2 ทกั ษะการริเริ่มและการนาตนเอง 3.2.1 ทกั ษะการจดั การกับเปา้ หมายและเวลา 3.2.2 ทกั ษะการปฏิบตั งิ านบรรลเุ ปา้ หมาย โดยปราศจากการควบคมุ สงั่ การ 3.2.3 ทักษะการเรียนร้โู ดยการนาตนเอง 3.3 ทกั ษะทางสงั คมและวฒั นธรรม 3.3.1 ทกั ษะการมีปฏิสมั พันธ์กบั บคุ คลอ่ืน 3.3.2 ทักษะการปฏิบตั งิ านกับทมี งาน ที่มีความหลากหลาย 3.4 ทกั ษะการสร้างผลผลิตและสานึกความ รบั ผิดชอบ 3.4.1 ทกั ษะการจดั การโครงการ 3.4.2 ทักษะการสร้างสรรคผ์ ลผลิต 3.4.3 มีสานกึ ความรบั ผิดชอบ

22 3.5 ทกั ษะภาวะผนู้ าและความรับผิดชอบ 3.5.1 ทกั ษะการให้คาแนะนา และการนาบคุ คลอ่ืน 3.5.2 ทักษะความรับผิดชอบตอ่ บคุ คลอ่ืน ทักษะในศตวรรษที่ 21 ทัง้ 3 ด้านดังกลา่ ว มีปัจจัย สนบั สนนุ อีก 4 ประการ ดงั นี ้(Partnership for 21st Century Skills. www.p21.org/overwiew) 1) สภาพแวดล้อมที่เอือ้ ตอ่ การเรียนรู้ (Learning environment) 2) การพฒั นาเชิงวชิ าชีพครู (Professional development) 3) หลกั สตู รและการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ (Curriculum and instruction) 4) มาตรฐานการเรียนร้แู ละการประเมินผล (Standards and assessment) แม้วา่ เทคโนโลยีจะรวดเร็วอย่างไร แตค่ วามคิดและจิตใจ ของเราก็ยงั เร็วกวา่ ทาให้ เราไม่มีความแน่วแน่และมุ่งมั่นในการ ทางาน โดยมีสติควบคมุ ความคิดดงั นนั ้ เราจะต้องฝึกตวั เราเองให้มี จิตใจจดจอ่ แนว่ แน่และร้ตู วั ตลอดเวลาวา่ เรามีหน้าที่ทาอะไรก็ต้องทา สิง่ นนั ้ ให้ดีท่ีสดุ ไมว่ า่ จะเป็นเร่ืองสว่ นตวั ครอบครัว และการงาน

23 1.4 ปัจจัยบริบททางด้านคุณธรรมจริยธรรม ฐานความคดิ เก่ียวกับคณุ ธรรมจริยธรรม ความดี ทาพร้อมๆ กนั ทามาจากใจ ทาอย่างสม่าเสมอ จะพัฒนาเป็นค่านิยม ทาอย่างเห็นคณุ คา่ และชืน่ ชมจะพัฒนาเป็ น คุณธรรม คือคณุ สมบัติที่ดีทางจิตใจ การประพฤติและปฏิบัติ ในคณุ ธรรมเป็นจริยธรรม ซงึ่ ประเมินได้จากการกระทา จริยธรรมสากล 1) เคารพคณุ คา่ ความเป็นมนุษย์ 2) ปฏิบตั ติ อ่ ผู้อื่น ด้วยความซอื่ สตั ย์ยตุ ธิ รรม 3) คิด ทา พดู แตส่ ิ่งที่จริง 4) เคารพ มีเมตตากรณุ าตอ่ กนั คุณธรรมคณุ ภาพสากล 1) การตรงตอ่ เวลา 2) ความซือ่ สตั ย์ 3) ความรับผิดชอบ 4) การมีวนิ ัยในตนเอง 5) การเสียสละ และจติ สาธารณะ

24 ส่สี ่งิ ท่จี าเป็ นของความเป็ นมนุษย์ 1) สิ่งท่ีต้องทา คอื ความดี 2) สง่ิ ท่ีต้องมี คือ คณุ ธรรม 3) สิ่งที่ต้องจา คอื ความกตญั ญู 4) ส่ิงท่ีต้องรู้ คอื รากเหง้าของบรรพบรุ ษุ การศกึ ษาบริบทที่เกี่ยวข้องที่ยกมาเป็นเพียงตวั อย่างให้ เห็น เทา่ นนั ้ วา่ การจดั ทาหลกั สตู รสถานศกึ ษาจะต้องสอดคล้องกับบริบท ท่ี สถานศึก ษาตัง้ อยู่ ธรร มชาติขอ งผู้เรี ยน ความก้ าวหน้ า ทางเทคโนโลยี และคณุ ธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็ นหน้ าท่ีของผู้มีส่วน เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกบั การจดั การศกึ ษาทงั ้ ภายในและภายนอกโรงเรียน ทงั ้ นีก้ ็เพื่อนาไปสกู่ ารจดั การเรียนการสอนที่ตอบสนองความต้องการ ของชมุ ชน สงั คมและประเทศชาติ ลาดบั ตอ่ ไปจะได้กลา่ วถึงสาระสาคญั ของหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ซงึ่ คดั เลอื กมาเฉพาะสว่ นที่ สาคัญเท่านัน้ เพื่ อให้ เป็ นพื น้ ฐานให้ ผู้ศกึ ษาเป็ นลาดับแรก และเม่ือถงึ หัวข้อหลกั สตู รสถานศกึ ษาจะได้ทาความเข้าใจได้งา่ ย และรวดเร็วขนึ ้

25 2. สาระสาคัญหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ภายหลงั การใช้หลกั สตู รการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544 มาเป็นระยะเวลา 6 ปี หน่วยงานตา่ งๆ ที่รับผิดชอบได้ติดตาม และประเมินผลการใช้หลกั สตู ร พบวา่ หลกั สตู รการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544 มีจดุ ดหี ลายประการ เชน่ 1) ชว่ ยสง่ เสริมการกระจายอานาจทางการศกึ ษาทาให้ ท้องถ่ินและสถานศกึ ษามีสว่ นรว่ มและมบี ทบาทสาคญั ในการพัฒนา หลกั สตู ร ให้สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง 2) มีแนวคิดและหลักการในการสง่ เสริมการพัฒนา ผู้เรียนแบบองคร์ วมอย่างชดั เจน อย่างไรก็ตาม ผลการศกึ ษาดงั กล่าวก็ยังสะท้ อนสภาพ ปัญหาและความไมช่ ดั เจนหลายประการ เชน่ 1) ความชดั เจนของเอกสารหลกั สตู ร 2) กระบวนการนาหลกั สตู รไปสกู่ ารปฏิบตั ิ 3) ความสบั สนของผู้ปฏิบตั ิในระดบั สถานศกึ ษาในการ พฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา 4) สถานศึกษาส่วนใหญ่กาหนดสาระการเรี ยนรู้ และผลการเรียนร้ไู ว้มาก ทาให้หลกั สตู รมีเนือ้ หาแนน่

26 5) การวัดประเมินผลการเรียนรู้ไม่สะท้ อนมาตรฐาน การเรียนร้ ู 6) การจดั ทาเอกสารหลกั ฐานทางการศกึ ษา และการ เทียบโอนผลการเรียน 7) คณุ ภาพผู้เรียนในด้านความรู้ ทกั ษะ ความสามารถ และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ยงั ไม่เป็นที่น่าพอใจ ด้ วย เห ตุนี ้คณะ ก รร ม ก าร ก าร ศึก ษาขัน้ พื น้ ฐาน โดยสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน จึงได้ทบทวน หลกั สตู รการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544 เพื่อพัฒนามาสู่ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 โดยการ กาหนดวิสยั ทัศน์ จดุ หมาย สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน คณุ ลกั ษณะ อนั พึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ชวี ้ ดั โครงสร้างเวลาเรียน ของแตล่ ะกลมุ่ สาระการเรียนร้ใู นแตล่ ะชนั ้ ปี ตลอดจนเกณฑ์การวัด ประเมินผล ให้มีความสอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อนาไปใช้ เป็นทิศทางในการจดั ทาหลกั สตู ร การเรียนการสอนในแตล่ ะระดับ โดยเปิดโอกาสให้สถานศกึ ษาสามารถกาหนดเพิ่มเติมได้ตามความ พร้อมและจดุ เน้น

27 หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 จดั ทาขนึ ้ เพ่ือให้เขตพืน้ ท่ีการศึกษา หน่วยงานระดับท้ องถิ่น และสถานศกึ ษาทุกสงั กัดท่ีจดั การศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐานใช้เป็ นกรอบ และทิศทางในการพัฒนาหลกั สตู ร และจัดการเรี ยนการสอน เพื่อพฒั นาเดก็ และเยาวชนไทยทุกคนในระดบั การศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน ให้มีคณุ ภาพตามมาตรฐานหลกั สตู ร รวมทงั ้ ด้านความรู้ และทักษะ ท่ีจาเป็นสาหรบั ใช้เป็นเครื่องมือ ในการดารงชีวิตในสงั คมที่มีการ เปลย่ี นแปลง และแสวงหาความรู้เพ่ือพัฒนาตนเองอย่างตอ่ เน่ือง ตลอดชวี ิต 2.1 ลักษณะเด่นของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื ้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 มีลกั ษณะเดน่ สรปุ ได้ดงั นี ้ 1) เป็นหลกั สตู รท่ีสถานศกึ ษาและท้องถิ่นนาไปใช้เป็ น กรอบทิศทางในการจดั ทาหลกั สตู รสถานศกึ ษาและการจดั การเรียนรู้ 2) มีมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีว้ ัดเป็ นเป้าหมาย ของการพัฒนาการเรียนร้ขู องผู้เรียนตลอดแนว 3) ใช้ เป็ นกรอบทิ ศทางสาหรับการจัดการศึกษา ทกุ รูปแบบและทุกกลมุ่ ผู้เรียนในระดบั การศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน

28 สว่ นประกอบสาคัญของหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา ขนั ้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ได้แก่ วิสยั ทศั น์ เปา้ หมาย สมรรถนะ ของผู้เรี ยนคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรี ยนรู้ และตัวชีว้ ัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการวดั ประเมินผล ซึง่ มี ความสมั พนั ธ์กนั เป็นระบบ สง่ ผลตอ่ คณุ ภาพผู้เรียน การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการเรียนร้ตู ลอดชีวติ ดงั แผนภาพตอ่ ไปนี ้ วิสยั ทศั น์ คุณลกั ษณะ 67 มาตรฐานการเรียนรู้ อนั พึงประสงค์ 2,190 ตัวชวี ้ ดั เปา้ หมาย สมรรถนะ 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ กจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียน - กิจกรรมแนะแนว - กจิ กรรมนกั เรียน - กจิ กรรมสาธารณะประโยชน์ - ศึกษาต่อ การวดั และประเมนิ ผล - ประกอบอาชีพ คณุ ภาพผ้เู รียน - การเรียนรู้ต่อตลอดชวี ิต

29 2.2 วสิ ัยทัศน์ มุ่งพฒั นาผู้เรียนทุกคน ซ่งึ เป็ นกาลงั ของชาติให้ เป็ น มนุษย์ที่มีความสมดุลทัง้ ร่างกาย ความรู้ คณุ ธรรม มีจิตสานึก ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมน่ั ในการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ ย์ทรงเป็ นประมุข มี ความรู้ และทักษะพื น้ ฐาน รวมทัง้ เจตคติที่ จาเป็ นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้ นผู้เรียน เป็นสาคญั บนพืน้ ฐานความเชือ่ วา่ ทกุ คนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ 2.3 หลกั การ 1) เป็นหลกั สตู รที่มงุ่ เน้ นความเป็ นเอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและมาตรฐานการเรียนรู้เป็ นเป้าหมายสาหรับพัฒนา ผู้เรียนทงั ้ ด้านความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณธรรมบนพืน้ ฐานของ ความเป็นไทยควบคกู่ บั ความเป็นสากล 2) เป็นหลกั สตู รสาหรับปวงชน ที่ทุกคนมีโอกาสได้รับ การศกึ ษาอยา่ งเสมอภาคและมีคณุ ภาพ 3) เป็ นหลักสูตรการศกึ ษาท่ีส่งเสริมการมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการ ของท้ องถิ่น

30 4) เป็ นหลกั สูตรท่ีมีโครงสร้ างยืดหยุ่นทัง้ ด้านสาระ การเรียนรู้ เวลา และการจดั การเรียนรู้ 5) เป็นหลกั สตู รที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคญั 6) เป็ นหลกั สูตรสาหรับการจัดการศกึ ษาทุกระบบ ครอบคลมุ ทุกกลุม่ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 2.4 จดุ หมาย 1) มีคุณธรรมจริ ยธรรมและค่านิ ยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง มีวินัยและปฏิบตั ิตนตามหลักธรรมของ พระพุทธศาสนา หรื อศาสนาท่ีตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2) มีความรู้ความสามารถในการสื่อสารการคิด และการแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 3) มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ที่ดี มีสขุ นิสัย และรัก การออกกาลงั กาย 4) มีความรกั ชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทย และพลโลก ยึดมั่นในวิถี ชีวิตและการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ 5) มีจติ สานกึ ในการอนรุ ักษ์วฒั นธรรมและภมู ิปัญญา ไทย การอนุรักษ์ และพัฒนาส่ิงแวดล้ อมมี จิตสาธารณะท่ี มุ่ง

31 ทาประโยชน์ และสร้างสงิ่ ท่ีดงี ามในสงั คม และอยู่ร่วมกันในสังคม อยา่ งมีความสขุ 2.5 สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน สมรรถนะเป็นส่ิงที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้ (ability to do) ซงึ่ หลกั สตู รได้กาหนดไว้ 5 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการ สื่อสารความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีมีสาระสาคญั ดงั นี ้ 1) ความสามารถในการส่อื สาร ได้แก่ - รับและสง่ สารอยา่ งมีประสิทธิภาพ - ใช้ภาษาและการสื่อสารอย่างมีวฒั นธรรม - ใช้การสื่อสารเพื่อการถ่ายทอดความคดิ ความรู้ ความเข้าใจ ความร้สู กึ และทัศนะ - แลกเปลย่ี นความรู้ ความคดิ ประสบการณ์ - เจรจาตอ่ รองเพื่อขจดั และลดปัญหาความขดั แย้ง - เลอื กรับหรือไม่รบั ข้อมลู ขา่ วสาร ด้วยหลกั เหตผุ ล และความถูกต้อง - เลือกใช้วธิ ีการสอื่ สารที่มีประสิทธิภาพ โดยคานงึ ถึงผลกระทบที่มีตอ่ ตนเองและสงั คม

32 2) ความสามารถในการคดิ ได้แก่ - คดิ วเิ คราะห์ - คดิ สงั เคราะห์ - คดิ สร้างสรรค์ - คดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ - คิดอย่างเป็นระบบ 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา ได้แก่ - แก้ปัญหาอุปสรรคตา่ งๆ อยา่ งถูกต้องเหมาะสม - เข้าใจความสมั พนั ธ์และการเปลย่ี นแปลง ของเหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ ในสงั คม - แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามร้มู าใช้ในการ ปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา - ตดั สินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคานงึ ถงึ ผลกระทบ ที่เกิดขนึ ้ ตอ่ ตนเอง สงั คมและสง่ิ แวดล้อม 4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ ได้แก่ - นากระบวนการตา่ งๆไปใช้ในการดาเนิน ชีวิตประจาวนั การเรียนรู้ การทางาน และการ อยู่รว่ มกันในสงั คม - สร้างเสริมความสมั พันธ์อันดีระหวา่ งบคุ คล - จดั การปัญหาและความขดั แย้งอยา่ งเหมาะสม

33 - ปรับตวั ให้ทนั กับการเปลยี่ นแปลงของสงั คม และสภาพแวดล้อม - หลีกเล่ียงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่สง่ ผลกระทบ ตอ่ ตนเองและผู้อื่น 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ได้แก่ - เลอื กและใช้เทคโนโลยีตา่ งๆ ได้อย่างเหมาะสม - ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพฒั นาการเรียนรู้ - สื่อสาร การทางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม 2.6 คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กาหนดคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผู้เรียนไว้ 8 ประการ คือ 1) รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซือ่ สตั ย์สจุ ริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยูอ่ ย่างพอเพียง 6) มุ่งมัน่ ในการทางาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจติ สาธารณะ

34 2.7 สาระการเรียนรู้ หมายถึง สาระสาคัญหรือแก่นของความรู้ (strand) จดั สาระการเรียนรู้ตามพัฒนาการทางสมอง และพหุปัญญา ของผู้เรียน ดงั นี ้ 1) ภาษาไทย 2) คณติ ศาสตร์ 3) วทิ ยาศาสตร์ 4) สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม 5) สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 6) ศลิ ปะ 7) การงานอาชพี และเทคโนโลยี 8) ภาษาตา่ งประเทศ 2.8 มาตรฐานการเรียนรู้ หมาย ถึง สิ่งที่ ผู้เรี ยนรู้ และส ามารถท าอะ ไรไ ด้ ตามท่ีกาหนดไว้ มาตรฐานการเรียนร้มู ี 2 ประเภท ได้แก่ 1) มาตรฐานวชิ าการ (academic standard) เป็นสิ่งที่ ผู้เรียนต้องรู้และเข้าใจอย่างลกึ ซงึ ้ และสามารถทาได้ในชว่ งเวลา ท่ีกาหนด 2) มาตรฐานการปฏิบัติ (performance standard) เป็นผลการปฏิบตั ิหรือระดบั ความสามารถท่ีผู้เรียนจะต้องแสดงออก ซง่ึ แตล่ ะกลมุ่ สาระจะเขียนในลกั ษณะรวมกับมาตรฐานวิชาการ

35 หรือบางกลมุ่ สาระจะเขียนแยกเฉพาะ เชน่ กล่มุ สาระคณิตศาสตร์ ในสาระที่ 6 คอื ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กาหนดมาตรฐานการเรียนร้ไู ว้จานวน 67 มาตรฐานการเรียนรู้ ดงั ตารางตอ่ ไปนี ้ กล่มุ สาระการเรียนรู้ จานวนสาระ จานวน (strand) มาตรฐาน ภาษาไทย การเรียนร้ ู คณติ ศาสตร์ 5 วิทยาศาสตร์ 6 5 สงั คมศึกษา ศาสนา 8 14 และวฒั นธรรม 5 13 สขุ ศึกษาและพลศึกษา 11 ศิลปะ 5 การงานอาชพี และเทคโนโลยี 3 6 ภาษาต่างประเทศ 4 6 4 4 8

36 2.9 ตวั ชีว้ ดั ตวั ชวี ้ ดั มีลกั ษณะการเขียนท่ีประกอบด้วยคากริยาและ ประเดน็ ของสาระหลกั (main concept) ดงั นี ้ 1) ระ บุสิ่งที่ ผู้ เรี ย นต้ อ งรู้แ ล ะป ฏิ บัติไ ด้ รวม ทั ้ง คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ของผู้เรียนในแตล่ ะระดบั ชนั ้ 2) มีความสอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้ 3) มีความเฉพาะเจาะจงและเป็นรปู ธรรม 4) นาไปใช้ กาหนดเนือ้ หาสาระการจัดทาหน่วย การเรียนรู้ การจดั การเรียนรู้ และเป็นเกณฑ์สาหรับการวดั ประเมินผล เพ่ือตรวจสอบคณุ ภาพผู้เรียน ตวั ชวี ้ ดั แบง่ เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ตัวชีว้ ัดชั้นปี เป็ นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน แตล่ ะชนั ้ ปีในระดบั การศกึ ษาภาคบงั คบั (ป. 1 – ม. 3) 2) ตัวชีว้ ดั ช่วงชัน้ เป็นเปา้ หมายในการพัฒนาผู้เรียน ในระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม. 4 – ม. 6)

37 2.10 กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็ นกิจกรรมท่ีมุ่งให้ ผู้เรียน พัฒนาตนเองตามศกั ยภาพอย่างรอบด้านเพื่อความเป็ นมนุษย์ ท่ีสมบรู ณท์ งั ้ รา่ งกาย สติปัญญา อารมณ์ และสงั คม เสริมสร้ างให้ มี ศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวนิ ยั ปลกู ฝังและสร้างจิตสานกึ ของการ ทาประโยชน์เพื่อสงั คม สามารถจดั การตนเองได้ และอยู่ร่วมกบั ผ้อู ่ืน อย่างมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมี 3 ลกั ษณะ เน้ นความ สอดคล้องกับคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ของโรงเรียน ดงั นี ้ 1) กิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมนักเรียน ประกอบด้วย - กิจกรรมลกู เสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บาเพ็ญ ประโยชน์ และนกั ศกึ ษาวชิ าทหาร - กิจกรรมชมุ นมุ ชมรม 3) กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมท่ีมุ่งปลกู ฝังให้ผู้เรียนเกิดจิตอาสา โดยผา่ นกระบวนการ กิจกรรมที่สง่ เสริมให้ ผู้เรียนบาเพ็ญตนให้ เป็ นประโยชน์ตอ่ สงั คม ชมุ ชนและท้ องถ่ิน ตามความสนใจ แสดงถึงความรับผิดชอบ และเสยี สละตอ่ ชมุ ชนและสงั คม ตามจานวนเวลาดงั นี ้ ก) ระดบั ประถมศกึ ษา รวม 6 ปี 60 ชว่ั โมง ข) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น รวม 3 ปี 45 ชว่ั โมง ค) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย รวม 3 ปี 60 ชวั่ โมง

38 2.11 ระดับการศึกษาและเวลาเรียน หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั ้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 แบง่ ระดบั การศกึ ษาเป็น 3 ระดบั ได้แก่ ระดบั ประถมศึกษา ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น และระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย โดยมี เวลาเรียนดงั นี ้ 1) ระดบั ประถมศกึ ษา (ป.1 – ป.6) จัดหลักสูตร เป็นรายปี มีเวลาเรียนวนั ละไม่เกิน 5 ชวั่ โมง 2) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น (ม.1 – ม.3) จดั หลกั สตู ร เป็ นรายภาค มี เวลาเรียนวนั ละไม่เกิน 6 ช่ัวโมง คิดนา้ หนัก ของรายสาระการเรียนรู้ท่ีเรียนเป็ นหน่วยกิต ใช้ เกณฑ์ 40 ช่วั โมง ตอ่ ภาคเรียน มีคา่ นา้ หนกั เทา่ กบั 1 หนว่ ยกิต 3) ระดับมัธ ยมศึกษ าตอนป ลาย (ม.4 – ม .6) จดั หลกั สตู รเป็ นรายภาค มีเวลาเรียนวันละไม่น้ อยกว่า 6 ชว่ั โมง คดิ นา้ หนักของรายวิชาท่ีเรียนเป็ นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชั่วโมง ตอ่ ภาคเรียน มีคา่ นา้ หนกั เทา่ กบั 1 หน่วยกิต 2.12 หลกั การจัดการเรียนรู้ 1) ยึดหลักผู้เรี ยนมี ความสาคัญ เช่ือว่าทุกคน สามารถเรียนร้แู ละพฒั นาตนเองได้ 2) กระบวนการเรี ยนรู้ เน้ นการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นหลกั ใช้วิธีการสอนท่ีหลากหลาย เหมาะสมกับผ้เู รียนรายบคุ คล

39 3) การออกแบบการจดั การเรียนร้ใู ช้วธิ ีการ กิจกรรม สื่อและแหลง่ เรียนรู้ การวดั และประเมินผลที่เหมาะสมกบั ผ้เู รียน 2.13 บทบาทผู้สอนและผู้เรียน บทบาทผู้สอน 1) วเิ คราะห์ผู้เรียนและนาข้อมูลมาวางแผนการจดั การเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียน 2) กาหนดผลการเรียนรู้ ด้านความรู้ การคิด ทักษะ กระบวนการ และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 3) ออก แบบ แล ะจัด การเรี ยน รู้ท่ี ส อด คล้ อ งกั บ การพฒั นาสมอง และความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล 4) จดั บรรยากาศที่เอือ้ ตอ่ การเรียนรู้ และระบบการ ดแู ลชว่ ยเหลอื ผู้เรียน 5) เลือกใช้สือ่ เทคโนโลยีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เหมาะสม กับกิจกรรมการเรียนร้ ู 6) ใช้วธิ ีการประเมินตามสภาพจริง 7) นาผลการประเมินมาพัฒนาผู้เรียน และปรับปรุง การจดั การเรียนรู้

40 บทบาทผู้เรียน 1) กาหนดเปา้ หมายการเรียนรู้ วางแผนและรับผิดชอบ การเรียนร้ขู องตนเอง 2) แสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ความรู้ ตงั ้ คาถามและหาแนวทางแก้ ปัญหาด้วยวิธีการ ตา่ ง ๆ 3) ลงมือปฏิบตั ิ สรุปสงิ่ ที่เรียนรู้ด้วยตนเองและนาไป ประยกุ ต์ใช้ในสถานการณ์ตา่ งๆ 4) มีปฏิสมั พันธ์ในการเรียนร้แู ละร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม เพื่ อนและผ้ ูสอน 5) ปร ะ เมิ น แ ล ะ พัฒ น าก าร เรี ยน รู้ ข อ งต น เอ ง อยา่ งตอ่ เน่ือง 2.14 ส่อื การเรียนรู้ ส่ือการเรี ยนรู้เป็ น ตัวกลางสาหรั บส่ งเสริ มและ สนับสนุนกระบวนการเรียนร้ขู องผู้เรียนอยา่ งมีประสทิ ธิภาพเชน่ ส่ือธรรมชาติ สื่อสิ่งพิ มพ์ สื่อเทคโนโลยี ตลอดจนเครื อข่าย การเรียนร้ทู ี่มีในท้องถิ่น การใช้ส่ือการเรียนร้จู ะต้องเลือกให้ มีความ เหมาะสมกับระดบั พฒั นาการและรปู แบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ของผู้เรียนแตล่ ะคน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook