ระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน สำ� นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา แมฮ่ ่องสอน เขต 2 System Development of Boarding Schools Under The Maehonehongson Primary Educational Service Area Office 2 นายเกษม กันทาหอม ศาสตราจารย์ ดร. ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร. อรวรรณ ชมชัยยา หลักสูตรศึกษาศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาการบริหารการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบรุ ี บทคัดย่อ การวจิ ัยครัง้ นีม้ วี ตั ถปุ ระสงค์เพอื่ 1) พฒั นาระบบการบริหารโรงเรยี นกินนอน สำ� นักงานเขตพน้ื ท่กี าร ศกึ ษาประถมศึกษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 2) ยกรา่ งตน้ แบบชิ้นงานระบบการบรหิ ารโรงเรียนกินนอน สำ� นกั งาน เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 และ 3) รบั รองระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งาน เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้อ�ำนวยการ โรงเรยี นหรอื รกั ษาราชการแทนผอู้ ำ� นวยการโรงเรยี น ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 จ�ำนวน 76 คน และครูผู้รับผิดชอบนักเรียนกินนอน จ�ำนวน 76 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ได้มาโดยการใช้ตารางของเครจซ่ีและมอร์แกน เคร่ืองมือท่ีใช้เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามประมาณ คา่ 5 ระดบั สถิติท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ คา่ ร้อยละ คา่ เฉลี่ย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบวา่ 1. การพัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา แมฮ่ ่องสอน เขต 2 มี 5 องค์ประกอบ คอื บริบท ปจั จัยนำ� เข้า กระบวนการ ผลลัพธ์ และผลย้อนกลบั โดยมี การดำ� เนนิ การ 5 ขน้ั ตอน คือ การวางแผน การด�ำเนินการ การตรวจสอบ การปรับปรุงหรอื แก้ไขปัญหา และ การมีสว่ นรว่ มของภาคีเครือข่าย 2. กรอบแนวคิดระบบในการยกร่างต้นแบบชิ้นงานระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงาน เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 มีคา่ ความคิดเห็นอยู่ในระดบั เหน็ ด้วยมาก โดยมคี า่ เฉลี่ย เท่ากบั 4.03 3. ระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนมีการรับรองประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี และมีความคิดเห็น อย่ใู นระดับเห็นดว้ ยมาก โดยมคี ่าเฉลีย่ เทา่ กบั 4.02 ค�ำส�ำคัญ : โรงเรียนกินนอน ระบบการบรหิ ารโรงเรียน ระบบการบรหิ ารโรงเรียนกนิ นอน ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 91
Abstract This purposes of this research were to 1) develop the system of boarding schools under the Maehongson primary educational service area office 2 2) draft a master piece of system management of boarding schools under the Maehongson primary educational service area office 2 and 3) certify the system management of boarding schools under the Maehongson primary educational service area office 2. The samples consisted of 76 school administrators or acting directors of school administrators and 76 teachers who had responsible for boarders by simple random which acquired by the use of Krejcie; & Morgan’s Table. The implementation in collecting the data was 5 level rating scale questionnaires. The statistics utilized in analyzing the data were percentage, mean and standard deviation. The findings were revealed as follows: 1. The system development of boarding schools under the Maehongson primary educational service area office 2 were consisted of five elements, namely; context, input, process, output and feedback. They had five steps, explicitly; planning, implementation, monitoring, update or correct the problem, and the participation of partners. 2. The system framework for the drafting of a master piece of system development of boarding schools under the Maehongson primary educational service area office 2 had the opinion at high level with a mean of 4.03. 3. The system of boarding schools was certified performance at good level and had opinion at high level with a mean of 4.02 Keywords : Boarding School System Management of School System Management of School System of Boarding School บทน�ำ ผู้บริหารในยุคพุทธศตวรรษที่ 26 ผู้บริหารจะต้องขับเคล่ือนโรงเรียนไปสู่ความส�ำเร็จในการบริหาร โรงเรยี นใหน้ ักเรยี นทกุ คนเข้าเรียนในสถานศึกษาภาคบังคับ จำ� นวน 9 ปี โดยเดก็ นักเรยี นจะต้องมอี ายุย่างเข้า ปีท่ี 7 จนถึงอายุย่างเข้าปีท่ี 16 ให้มีคุณภาพและไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 โรงเรยี นในสำ� นักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 ไดต้ ระหนกั ถึงความส�ำคัญของ หอพักนักเรียนพักนอน และเล็งเห็นว่าบรรยากาศในโรงเรียนมีส่วนส�ำคัญในการช่วยให้นักเรียนท่ีอยู่ห่างไกล ทไ่ี มม่ ที ่พี ักอยใู่ นถิ่นทรุ กนั ดาร ตา่ งวัฒนธรรมต่างศาสนา เชอ้ื ชาตแิ ละต่างพนื้ ความรู้ ประสบการณใ์ นการได้มี ปรับวิถีชีวิต และวิธีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น เคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน มีความสามคั คี มีความรับผิดชอบต่อตนเอง มีนำ�้ ใจต่อผ้อู ืน่ และสว่ นรวม แสวงหาความรใู้ หเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ มาพกั นอนท่ีโรงเรยี น มาพักนอนในโรงเรยี นท่ีโรงเรยี นจัดให้ 92 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสติ
สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน โรงเรียนแบบนักเรียนกินนอนในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถม ศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีจำ� นวน 95 โรงเรยี น สว่ นมากตงั้ อยทู่ อี่ ยใู่ นพนื้ ทีท่ รุ กนั ดาร การคมนาคม ไมส่ ะดวก ล�ำบาก และอยไู่ กลจากตวั อ�ำเภอ รบั นักเรยี นทุกคนมาพกั ทีโ่ รงเรียนตั้งแต่ช้ันประถมศกึ ษาถงึ ชั้นมธั ยมศึกษา ดูแลรับผิดชอบทั้งท่ีพัก อาหารและเคร่ืองใช้ส่วนตัว บางโรงเรียนมีปัญหาโครงสร้างพ้ืนฐานและบุคลากร ซ่ึงสอดคล้องกับ ส�ำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ศึกษาปัญหาการ ดำ� เนนิ การบรกิ ารหอพกั นกั เรยี น เชน่ หอพกั นอนมไี มเ่ พยี งพอและมที อ่ี ยบู่ างแหง่ มสี ภาพทรดุ โทรม ขาดแนวทาง บรหิ ารจดั การ หรอื รปู แบบการจดั กจิ กรรมสำ� หรบั นกั เรยี นหอพกั ทชี่ ดั เจน ครทู ด่ี แู ลหอพกั ยงั ไมไ่ ดร้ บั การพฒั นา ใหม้ คี วามรคู้ วามสามารถ นอกจากนี้ ไมเ่ คยมกี ารสำ� รวจความตอ้ งการของนกั เรยี นพกั นอนทพี่ กั อาศยั ในหอพกั ตลอดจนผบู้ รหิ าร และครนู กั เรยี นพกั นอนเพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ความตอ้ งการทแี่ ทจ้ รงิ การจดั กจิ กรรมสำ� หรบั นกั เรยี น พักนอนน้ัน ควรมีระบบการบริหารโรงเรียนท่แี น่นอน จากสภาพการณ์ของปัญหาผู้วิจัยจะท�ำการวิจัยและพัฒนา ระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 ให้มีคณุ ภาพประสทิ ธภิ าพต่อไป วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนีม้ ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อ 1) พัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 2) ยกรา่ งตน้ แบบชนิ้ งานระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา แมฮ่ ่องสอน เขต 2 และ 3) รับรองระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 93
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย แนวคดิ หลักการ และทฤษฎี (1) สภาพทัว่ ไปสำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ อ งสอน เขต 2 (2) การพัฒนา สถานศึกษา สคู วามเปน เลิศ (3) การจัดระบบการศกึ ษา (4) การบรหิ าร (5) การดแู ลชวยเหลอื และพฒั นานกั เรยี นกินนอน (6) โรงเรยี นแบบนกั เรยี นกินนอน (7) งานวจิ ัยท่เี กี่ยวของ ตวั แปรตน ตัวแปรกลาง ตัวแปรตาม (Independent Variables) (Intermediate Variables) (Dependent Variables) ลักษณะประชากร (เพศ อายุ 1. ศกึ ษาองคค วามรู การศกึ ษา ประสบการณ 2. สำรวจประเมิน ระบบการบรหิ าร การทำงาน) โรงเรยี นกินนอน ร.ร.ใน สพป.มส.2 ท่ีเปน ความตองการ สำนกั งานเขตพืน้ ท่ี ร.ร.กนิ นอน 3. พัฒนากรอบแนวคดิ การศึกษาประถมศกึ ษา การพฒั นาสถานศกึ ษา แมฮ อ งสอน เขต 2 สคู วามเปนเลิศ ระบบการบรหิ าร การจดั ระบบการศึกษา 4. สอบถามความเหน็ พฤติกรรมการบริหาร การดแู ลชว ยเหลอื และ ผูเช่ยี วชาญ พฒั นานักเรียนกินนอน 5. Check การปรับปรงุ โรงเรียนลักษณะแบบ นกั เรียนกนิ นอน หรอื แกไ ข 6. ทดสอบประสิทธภิ าพ หรอื รบั รองตนแบบ ระบบการบรหิ าร 7. ปรบั ปรงุ ตน แบบระบบ การบรหิ ารและรายงาน บรบิ ทการวจิ ยั 1. ประชากรและกลุมตวั อยาง ผอู ำนวยการโรงเรยี น หรอื รกั ษาราชการแทนแทนผูอำนวยการโรงเรียน และครู ผรู ับผิดชอบนักเรียนกนิ นอน 2. โรงเรยี นในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแมฮองสอน เขต 2 3. ชว งระยะเวลาการวิจัย ปการศกึ ษา 2559 รปู แบบการวิจัยเปนการวจิ ัยแบบวิจยั และพัฒนา 4. การดำเนนิ การวิจัย: ดำเนนิ การตาม 7 ขนั้ ตอน ตามตัวแปรกลาง โดยใชเ ครอ่ื งมือวจิ ัยประกอบดวยตนแบบชน้ิ งาน (ระบบการบริหารงาน วชิ าการ) แบบสอบถามประเมินความตองการ แบบสัมภาษณกลุม โฟกัส และประเมินโดยผูทรงคุณวุฒิ 94 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต
เอกสารและงานวิจยั ท่เี กีย่ วข้อง การวิจัย ระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ผวู้ ิจยั ไดศ้ ึกษา แนวคิด ทฤษฎี และหลกั การทเี่ กย่ี วข้อง โดยมีประเดน็ การน�ำเสนอ ดงั น้ี 1. สภาพท่วั ไปของโรงเรียนในสังกดั สำ� นักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถม ศึกษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 (2557) ตงั้ อยู่เลขที่ 178 ถนนเวยี งใหม่ อำ� เภอแมส่ ะเรียง จังหวดั แม่ฮ่องสอน จดั ตั้ง ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีจ�ำนวน 21 ศูนย์ ดังน้ี อ�ำเภอแม่สะเรียง มี 8 ศูนย์ มีโรงเรียน 64 โรงเรียน อ�ำเภอแม่ลาน้อยมี 7 ศูนย์ มีโรงเรยี น 56 โรงเรยี น อ�ำเภอสบเมย มี 6 ศนู ย์ มโี รงเรียน 58 โรงเรยี น มีนักเรียนพกั นอนท้ังหมด 4,867 คน ระดบั อนบุ าล 263 คน ระดับประถมศึกษา 2,568 คน ระดับมธั ยมศกึ ษา ตอนตน้ 1,854 คน ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 182 คน มีโรงเรียนกินนอน จ�ำนวน 95 โรงเรียน เพ่อื พัฒนา คณุ ภาพการศกึ ษาใหม้ คี วามเขม้ แขง็ สามารถบรหิ ารจดั การ บรกิ ารขอ้ มลู ขา่ วสารใหค้ วามรว่ มมอื ประสานงาน ระหวา่ งสถานศกึ ษากบั สถานศกึ ษา และมคี วามคลอ่ งตวั ในการปฏบิ ตั งิ านในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศึกษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 2. หลักและวิวัฒนาการทางการบริหาร ศิริชยั ชนิ ะตงั กูร (2554) ได้ใหค้ วามหมายโดยสรปุ วา่ การบริหาร หมายถึง การท่ีบคุ คลตั้งแต่ 2 คนข้ึนไปใช้ศาสตร์และศิลป์ร่วมมือกันด�ำเนินกิจกรรม เพ่ือให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีวางไว้โดยอาศัย กระบวนการและทรพั ยากรทางการบรหิ ารอย่างประหยัดใชเ้ วลานอ้ ยที่สุด และใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุด ความหมายของการจัดการ หมายถึง การท่ีท�ำให้บุคลากรในองค์กรร่วมมือกันในการบริหาร ใหบ้ รรลุวัตถปุ ระสงคท์ อ่ี งค์กรไดต้ ั้งไว้มปี ระสิทธิภาพและมีประสิทธผิ ล 3. ลกั ษณะท่วั ไปของการบรหิ าร ทักษะของผบู้ รหิ าร (Skill of Administrators) ของผบู้ รหิ ารโดยแบ่งออกเป็น 3 ประการ คอื 1. ทกั ษะทางดา้ นเทคนคิ (Technical Skills) หมายถงึ ทกั ษะทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ความรแู้ ละความสามารถ เฉพาะอย่างในแต่ละสายงาน โดยได้รับจากการเรียนรู้และอบรมมาในแต่ละสายวิชาชีพ ผู้บริหารทางด้าน เกษตรกรรมก็ตอ้ งมีความรู้ทางด้านเกษตรศาสตร์ เปน็ ต้น 2. ทกั ษะทางดา้ นมนษุ ย์ (Human Skills) หมายถงึ ทกั ษะทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ความรแู้ ละความสามารถ ในการท่ีจะเข้ากับบุคลอื่นได้ซ่ึงรวมถึงการสร้างภาวะผู้น�ำหรือการปฏิบัติตนให้เป็นที่พอใจส�ำหรับบุคคล ทกุ ระดับ 3. ทกั ษะทางดา้ นมโนทศั น์ (Conceptual Skills) หมายถงึ ทกั ษะทเี่ กย่ี วขอ้ ง และมคี วามสมั พนั ธ์ ตอ่ การเข้าใจถึงสง่ิ ทเ่ี ป็นนามธรรม (Abstract) โดยสามารถยน่ ย่อหรือแปรรูปใหเ้ ป็นรปู ธรรม (Concrete) ได้ ซงึ่ ทกั ษะประเภทนส้ี ามารถสงั เกตไดจ้ ากความรแู้ ละความสามารถในการกำ� หนดนโยบาย การวางแผน การแก้ ปัญหา และการตดั สนิ ใจ หรือการแสดงการรเิ ริม่ ตา่ ง ๆ ภารกิจของการบริหาร (The Functions of Management) 1. สายบรหิ ารท่วั ไป (Job function และ Job Description) ไดแ้ ก่ ผู้บรหิ ารระดับต้น (First Line Managers) ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Managers) ผูบ้ รหิ ารระดับสงู (Top Managers) ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 95
2. สายบริหารโรงเรียน (จ�ำแนกตามงานท่ีเกี่ยวข้องกับระบบโรงเรียน) ได้แก่ งานด้านวิชาการ งานดา้ นการเงิน งานด้านบุคลากร งานบริหารงานทั่วไป ทรพั ยากรทางการบริหาร (Administrative Resources) 1. 4M’s (Men, Money, Management และ Materials หรือ 6M’s ดังภาคธุรกิจเพิม่ Market และ Machine) 2. ขอ้ แตกตา่ งของระบบการศึกษากับระบบอน่ื (4P’s) คอื Purpose (ความมงุ่ หมาย) People (บุคคล) Process (กระบวนการ) Product (ผลผลติ ) 4. หลกั และวิธกี ารบริหารสถานศึกษา ศริ ิชัย ชินะตงั กูร กล่าวว่า (2554: 21-25) หน้าทห่ี ลักของการบรหิ ารสถานศกึ ษา ตามแนวคดิ ของ โรเบิร์ต เอส ฟิสค์ (Robert S. Fisk) ซงึ่ ได้สรปุ ไว้ มี 5 ประการ ดงั นี้ 1. การใหโ้ อกาสทางการศกึ ษาและปรับปรงุ การศึกษาในสถานศึกษาหรอื งานบริหารวิชาการ 2. การบรหิ ารงานเก่ยี วกบั ชุมชน และการประชาสัมพนั ธ์สถานศกึ ษา 3. การบรหิ ารงานบุคลากรในสถานศกึ ษา 4. การบรหิ ารงานเกี่ยวกบั อาคารสถานท่ี ธุรการ การเงิน และการใหบ้ ริการ 5. การบริหารงานกิจการนกั เรียน บทบาทของผูบ้ รหิ ารกบั การพัฒนาสถานศึกษา “ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา” หมายความถงึ บคุ ลากรวชิ าชพี ทร่ี บั ผดิ ชอบการบรหิ ารสถานศกึ ษาแตล่ ะ แหง่ ท้ังของรฐั และเอกชน (มาตรา 4 แหง่ พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542) วิชาชพี ดา้ นบริหาร สถานศึกษา ถือวา่ เปน็ วชิ าชพี ช้ันสูงซ่งึ มีลกั ษณะส�ำคญั 6 ประการ คือ 1. เปน็ อาชีพที่ให้บริการดา้ นการศึกษาแก่สงั คม ท่ีไม่ซ้ำ� ซอ้ นกบั สาขาวชิ าอ่นื 2. เปน็ อาชีพทมี่ คี วามเปน็ อสิ ระในการด�ำเนินการท่เี ก่ยี วกบั วิชาชพี 3. เป็นอาชีพที่ใหบ้ ริการแกส่ งั คม โดยใชว้ ิถที างแห่งปัญญา 4. ผใู้ หบ้ ริการ หรือผู้บรหิ ารสถานศึกษา จะต้องได้รบั การศึกษาในระดบั สงู 5. ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา ตอ้ งประพฤตดิ ี และมจี รรยาบรรณแหง่ วิชาชีพผ้บู ริหารสถานศึกษา 6. มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา เป็นองค์กรอิสระ ภายใต้ การบริหารของคุรุสภาในก�ำกับของกระทรวงศึกษาธิการมีอ�ำนาจหน้าที่ก�ำหนดมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหาร สถานศกึ ษาออกและเพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี กำ� กบั ดแู ลการปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานและจรรยาบรรณ วชิ าชีพ รวมทัง้ การพัฒนาวชิ าชพี ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา (หมวด 7 มาตรา 53) 5. การจัดระบบการศึกษาอิงแบบจ�ำลอง CIPOF Model การจดั ระบบการศึกษาไมว่ ่าจะเปน็ ระดับใด ต้องด�ำเนนิ การโดยองิ ระบบ กลา่ วคอื การใชว้ ิธกี าร จัดระบบ (Systems Approach) ตามแบบจ�ำลองท่ีพัฒนาขึ้นในท่ีนี้จะน�ำเสนอโดยอิงแบบจ�ำลอง CIPOF Model (ส�ำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน, 2555) ทีป่ ระกอบด้วย บริบท (Context-C) ปัจจัย น�ำเข้า (Input-I) กระบวนการ (Process-P) ผลลัพธ์ (Output-O) และผลยอ้ นกลบั (Feedback-F) 1. บริบท (Context or Circumstance) หมายถึง สภาพแวดล้อมและข้อเท็จจริงที่เก่ียวกับ เหตุการณ์ สถานการณ์ สภาวะ เงื่อนไขรายละเอียด คุณลักษณะ และองค์ประกอบด้านเวลา สถานที่ 96 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสติ
ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตที่เป็นปัจจัยต่อการปรับเปลี่ยนหรือมีอิทธิพลต่อสมาชิกท่ีอยู่ในแต่ละ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ท่ีเหมาะสมส�ำหรับการพัฒนาคนไทยให้เป็นคนไทย ภายใต้บริบทไทยเพ่ือผลิต คนไทยให้เป็นคนไทย 2. ปัจจยั น�ำเข้า (Input) ปจั จยั นำ� เขา้ หมายถึง วัสดุ อปุ กรณ์ วิธีการ ทรัพยากร หรือส่งิ อำ� นวย ความสะดวกท่ีใส่เข้าไปในระบบเพ่ือให้ได้ผลลัพธ์หรือผลผลิตตามที่ต้องการ ครอบคลุมปัจจัยน�ำเข้า ดา้ นนามธรรม และรูปธรรม 3. กระบวนการ (Process) เป็นขน้ั ตอน การด�ำเนนิ การ หรือการเปล่ยี นแปลงอย่างเปน็ ระบบ เพ่ือท�ำให้ได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการกระบวนการที่ท�ำงานโดยใช้เวลาและวัตถุดิบและได้ผลลัพธ์ท่ีมีคุณภาพ ถือเป็นกระบวนการทีม่ ปี ระสิทธิภาพ (Process Efficiency) 4. ผลลพั ธ์ (Output) เปน็ ผลผลติ ทเี่ กดิ จากกระบวนการ ในรปู วสั ดุ เครอ่ื งมอื อปุ กรณ์ ผลติ ภณั ฑ์ งาน พลังงาน ช้นิ งาน ความรสู้ ึก ความสนใจ ทกั ษะ ความช�ำนาญ ฯลฯ 5. ผลยอ้ นกลบั (Feedback) เปน็ ปฏกิ ิรยิ าหรือการตอบสนองตอ่ ผลลัพธ์ของกระบวนการและ การประเมนิ เพ่ือนำ� ไปใชใ้ นการควบคุมกระบวนการให้ดำ� เนินไปอย่างมีประสิทธภิ าพ การหาผลย้อนกลบั ตอ้ ง มีกลไก เครอื่ งมอื และวิธกี ารรับขอ้ มูลทตี่ รงไปตรงมา และมเี ครอ่ื งมอื วิเคราะห์ ตีความและสรปุ ผลเพอ่ื น�ำผล ท่ีได้ไปปรับปรงุ ปรบั เปล่ียนและควบคมุ ระบบท�ำงานดยี ง่ิ ๆ ขึ้น จากองคป์ ระกอบระบบทงั้ 5 ประกอบกนั เปน็ CIPOF Model ผพู้ ฒั นาระบบการศกึ ษา จะสามารถ สร้างภาพการศึกษาท่ีเหมาะสมกับบริบทและความต้องการของประเทศไทยเพ่ือให้สามารถผลิตประชากร ให้มคี ณุ ภาพด่ังท่เี คยย่งิ ใหญ่ในอดตี เมอื่ กว่าแปดพนั ปีมาแลว้ 6. กระบวนการบรหิ ารคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา การบรหิ ารเปน็ กระบวนการทำ� งานรว่ มกนั ของบคุ ลากรและทรพั ยากรตา่ ง ๆ เพอื่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย ขององค์กร ในท่ีนี้ได้น�ำเสนอตัวอย่างกระบวนการที่สามารถน�ำมาใช้ได้ทั่วไปในการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา ส�ำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน (2553) จำ� นวน 3 รปู แบบ ไดแ้ ก่ กระบวนการ ทำ� งานเชงิ ระบบ (PDCA) กระบวนการบรหิ ารโดยใชโ้ รงเรยี นเปน็ ฐาน (School Based Management: SBM) และกระบวนการบรหิ ารมุ่งผลสมั ฤทธ์ิ (Result Based Management: RBM) ดังนี้ กระบวนการทำ� งานเชิงระบบ (PDCA) สรุปไดด้ งั นี้ 1. ขัน้ ตอนการวางแผน (Plan) การวางแผนท่ีดชี ว่ ยให้สามารถคาดการณส์ ่ิงทเ่ี กดิ ขึ้นในอนาคต ช่วยลดความสูญเสยี ตา่ ง ๆ ท่อี าจเกดิ ขน้ึ ได้ ท้งั ในด้านแรงงาน วัตถดุ บิ ชัว่ โมงการท�ำงาน เงนิ เวลา ฯลฯ 2. ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิ (DO) ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั เิ ปน็ การลงมอื ปรบั ปรงุ เปลยี่ นแปลงตามทางเลอื ก ท่ไี ดก้ ำ� หนดไวใ้ นข้นั ตอนการวางแผน 3. ขนั้ ตอนการตรวจสอบและประเมนิ ผล (Check) การตรวจสอบและการประเมนิ ผลเปน็ ขน้ั ตอน ท่ีท�ำใหเ้ ราทราบวา่ การปฏิบตั ิในข้ันทสี่ องสามารถบรรลุเปา้ หมายหรอื วัตถุประสงค์ท่ไี ดก้ ำ� หนดไวห้ รือไม่ 4. ขนั้ ตอนการปรบั ปรงุ และพฒั นา (Act) ขน้ั ตอนการดำ� เนนิ งานใหเ้ หมาะสมจะพจิ ารณาผลทไี่ ด้ จากการตรวจสอบ ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 97
กระบวนการบริหารโดยใชโ้ รงเรยี นเป็นฐาน ยทุ ธศาสตรส์ ำ� คญั ในการดำ� เนนิ การดงั กลา่ ว เรยี กวา่ การบรหิ ารโดยใชโ้ รงเรยี นเปน็ ฐาน (School– Based Management) ถือว่าเป็นนวัตกรรมทางการบริหารรูปแบบหนึ่งท่ีน�ำมาใช้ในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งหลักการในการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานดังกล่าว จะต้องค�ำนึงถึงหลักธรรมรัฐ ท้ัง 6 ประการ มาประกอบการบรหิ ารดว้ ย คอื หลกั นติ ธิ รรมหลกั คณุ ธรรมหลกั ความรบั ผดิ ชอบ หลกั ความโปรง่ ใส หลกั การมี ส่วนร่วมและหลักความคุ้มค่า โดยจะต้องมีอ�ำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาครูในโรงเรียน ในด้าน ความรู้ ความสามารถและการจัดทรัพยากรในโรงเรียน กระบวนการบรหิ ารมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริหารแบบมงุ่ เนน้ ผลสัมฤทธิ์ (Result Based Management: RBM) เปน็ การบรหิ ารโดย มงุ่ เนน้ ผลลพั ธห์ รอื ผลสมั ฤทธขิ์ องงานเปน็ หลกั มกี ารประเมนิ ผลลพั ธห์ รอื ผลสมั ฤทธขิ์ องการดำ� เนนิ งานโดยใช้ ตวั ชว้ี ดั ทงั้ ในแงข่ องปจั จยั นำ� เขา้ กระบวนการ ผลผลติ และผลลพั ธ์ ซงึ่ จะตอ้ งมกี ารกำ� หนดตวั ชว้ี ดั ผลการดำ� เนนิ งาน (Key Performance Indicators) รวมทงั้ มกี ารก�ำหนดเปา้ หมายและวัตถปุ ระสงค์ลว่ งหน้า ซงึ่ ตอ้ งอาศยั ความร่วมมือระหวา่ งผ้บู รหิ าร ผูป้ ฏิบัติงาน และผู้มสี ว่ นได้เสียทกุ กลมุ่ 7. การพฒั นาสถานศกึ ษาสู่ความเป็นเลิศ ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 (2556) การท่ีจะพัฒนา สถานศกึ ษาเพือ่ ไปสู่ความเป็นเลศิ นั้น ตอ้ งอาศยั ปัจจยั องค์ประกอบ และกระบวนการหลายอยา่ ง ต่อไปนคี้ ือ บทบาทของผบู้ รหิ ารต่อการพัฒนาโรงเรยี นสู่ความเปน็ เลิศ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นเปน็ ผทู้ ม่ี บี ทบาทสำ� คญั ทส่ี ดุ ทจี่ ะนำ� พาสถานศกึ ษาไปสคู่ วามเปน็ เลศิ เพราะเปน็ ผู้น�ำที่มีอ�ำนาจสูงสุดในโรงเรียน ผู้บริหารจึงต้องมีความรอบรู้ในการบริหาร มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ รับผดิ ชอบ ซื่อสตั ย์ โปรง่ ใส เอาใจใสแ่ ละท่มุ เทใหก้ บั การทำ� งานอยา่ งจรงิ จัง ผู้บรหิ ารท่ีจะเป็นผนู้ �ำพัฒนาโรงเรยี นส่คู วามเป็นเลศิ ควรมลี ักษณะดังนี้ 1. ยดึ คณุ ภาพนกั เรยี นเปน็ เป้าหมายสูงสุดในการบรหิ ารสถานศึกษา 2. ใชม้ าตรฐานการศกึ ษาของชาติ และมาตรฐานการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานเปน็ แนวทางในการบรหิ าร จัดการ 3. ยดึ หลักการบรหิ ารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) เป็นกรอบกำ� กบั การบริหาร 4. ยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซ่ึงประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า เป็นหลักในการบริหาร อยา่ งต่อเนอ่ื ง ตลอดทงั้ มีจรรยาบรรณวิชาชีพบรหิ าร 5. ใชก้ ระบวนการกลมุ่ ในการทำ� งานและแกป้ ัญหา เน้นการมสี ่วนร่วมของทกุ คนทเี่ ก่ยี วข้อง 6. พัฒนาโรงเรียนให้เป็นองคก์ ารแหง่ การเรียนอย่างแท้จรงิ มสี มรรถภาพในการจดั การความรู้ 7. ใชก้ รอบแนวทางจากยทุ ธศาสตรช์ าติ แผนบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ของรฐั บาล กฎหมาย ระเบยี บ แบบแผนท่ีเก่ียวข้องในการจัดการศึกษา โดยปรับให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของความต้องการของ สถานศึกษา รุ่ง แก้วแดง (2545) ได้กล่าวว่า ระบบการบริหารโรงเรียน ได้แบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้าน การบรหิ ารงานวชิ าการ ดา้ นการบรหิ ารงานงบประมาณ และแผน ดา้ นการบรหิ ารงานบคุ คล และดา้ นการบรหิ าร 98 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต
งานทัว่ ไป การพฒั นาระบบงานให้ไดต้ ามมาตรฐานโรงเรียน ในกฎกระทรวงวา่ ดว้ ยระบบ หลกั เกณฑ์ และวธิ กี ารประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาภายในสถานศกึ ษา ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2553 และประกาศคณะกรรมการประกันคุณภาพภายในระดับการศึกษา ขนั้ พน้ื ฐาน พ.ศ. 2554 ใหส้ ถานศกึ ษากำ� หนดมาตรฐานการศกึ ษา เพอื่ ใชเ้ ปน็ ทศิ ทางในการพฒั นาคณุ ภาพของ สถานศึกษามาตรฐานการศึกษาขน้ั พื้นฐาน 4 ดา้ น 15 มาตรฐาน 65 ตัวบง่ ชี้ การพัฒนาระบบงานให้ไดต้ ามมาตรฐานโรงเรียน ในกฎกระทรวงวา่ ดว้ ยระบบ หลกั เกณฑ์ และวธิ กี ารประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาภายในสถานศกึ ษา ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2553 และประกาศคณะกรรมการประกันคุณภาพภายในระดับการศึกษา ขน้ั พนื้ ฐาน พ.ศ. 2554 ใหส้ ถานศกึ ษากำ� หนดมาตรฐานการศกึ ษาเพอ่ื ใชเ้ ปน็ ทศิ ทางในการพฒั นาคณุ ภาพของ มาตรฐานการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน 4 ดา้ น 15 มาตรฐาน 65 ตวั บ่งชี้ 8. บทบาทของนวตั กรรมและเทคโนโลยีการศกึ ษาในการบรหิ ารสถานศึกษา 9. ผบู้ ริหารสถานศึกษากบั ความเป็นมอื อาชพี ในการบริหารจดั การสถานศกึ ษา ครูมืออาชีพและผ้บู ริหารมอื อาชีพ และถอื กันว่าเปน็ กลไกที่มี บทบาทสำ� คญั ยงิ่ ท�ำให้การปฏิรูปการศกึ ษาไทยบรรลผุ ลตามเจตนารมณ์ และช่วยให้แผนแมบ่ ทในการปฏิรปู การศกึ ษาของไทยเป็นไปไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ โดยภาพรวมแล้วจะมีภาระหลกั ท่สี ำ� คัญ 3 ด้าน ด้วยกนั คือ 1. ภาระดา้ นการบรหิ ารงานภายในของสถานศกึ ษา ซงึ่ มงี านวชิ าการและกจิ การนกั เรยี นเปน็ งาน หลัก จากนั้นจะเป็นงานการเงินและการงบประมาณ งานบรหิ ารบคุ คล งานบรหิ ารทั่วไป ฯลฯ 2. ภาระด้านการพัฒนาสถานศึกษาและการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษา ซึ่งมีกิจกรรมด้านการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นงานพื้นฐาน และมีงานด้านการพัฒนาอ่ืน ๆ ประกอบ จะต้องมกี ารวางแผน มีการก�ำหนดการด�ำเนินงานให้สอดคล้องกบั บรบิ ททางการศึกษา สอดคล้อง กับความตอ้ งการของชมุ ชนและสังคมทม่ี กี ารเปลี่ยนแปลงอย่เู สมอ 3. ภาระดา้ นการประสานงานและการตดิ ตอ่ กบั หนว่ ยงานภายนอกสถานศกึ ษา ทง้ั ในระดบั ชมุ ชน หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานอื่นภายนอกระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ (ถา้ มีประโยชน์กบั การพฒั นาการศกึ ษาของสถานศึกษา) 10. โรงเรยี นแบบนกั เรียนกนิ นอน โรงเรียนแบบนักเรียนกินนอนในส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ส่วนมากอยู่ในพ้นื ท่ที ุรกนั ดาร การคมนาคมไม่สะดวก ล�ำบาก ถนนเปน็ ทางล�ำลอง ใช้การไมไ่ ดต้ ลอดปีอย่ใู น เขตป่าเขา ในฤดูฝนถนนเป็นโคลนลน่ื ไม่สามารถจะเดินทางโดย รถยนต์ จกั รยานยนต์ ได้ จะต้องเดินด้วยเท้า ไปโรงเรยี นเปน็ ระยะไกล อยหู่ า่ งไกลจากเสน้ ทางคมนาคม ซงึ่ โรงเรยี นจะรบั เดก็ จำ� นวนหนงึ่ ทต่ี กหลน่ เปน็ เดก็ ดอ้ ยโอกาสทางการศกึ ษาท่อี ยู่ในชายแดน อยูใ่ นเกาะ อยูใ่ นภูเขาสูง มคี วามหลากหลายทางชาติพนั ธ์ุ ยากจน ห่างไกลจากโรงเรียนท่ีทางราชการก�ำหนดไว้ไม่มีใครเดินถึงได้ทันเวลาเรียน และขาดโอกาสทางการศึกษา เด็กหลายคนตอ้ งมาอาศัยพักที่โรงเรียนผู้บริหารโรงเรยี นจะต้องมภี าวะผนู้ ำ� เพ่ือพฒั นาการศึกษาของเดก็ และ เยาวชน ทั้งนักเรียนไปกลับ และนักเรียนกินนอนท่ีเรียนด้วยกันในโรงเรียนให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ เท่าเทียมกับโรงเรียนอ่ืนโดยส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีกลยุทธ์ในการด�ำเนินการ ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 99
(ส�ำนกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2, 2556) ดงั น้ี กลยุทธ์ท่ี 1 พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับตามหลักสูตรและส่งเสริม ความสามารถด้านเทคโนโลยี เพอ่ื เป็นเคร่ืองมอื ในการเรียนรู้ กลยทุ ธ์ท่ี 2 ปลูกฝังศีลธรรม คุณธรรม จรยิ ธรรม ส�ำนกึ ในความเป็นชาตไิ ทย ใสใ่ จสิง่ แวดลอ้ ม และวถิ ีชวี ิตของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลยุทธท์ ่ี 3 ขยายโอกาสทางการศึกษาใหท้ วั่ ถงึ และลดความเลอ่ื มลำ้� ผ้เู รียนได้รับโอกาสในการ พฒั นาเต็มตามศักยภาพ กลยุทธ์ที่ 4 พฒั นาครูและบคุ ลากรทางการศึกษาท้งั ระบบ กลยุทธ์ท่ี 5 พัฒนาการบริหารจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพตามหลักธรรมภิบาล เน้นการมี ส่วนรว่ มจากทุกภาคส่วนในการส่งเสรมิ สนบั สนุนการจดั การศึกษา 11. การดแู ลช่วยเหลือและพัฒนานักเรียนกนิ นอน การจดั หอพกั สำ� หรบั นกั เรยี นมกี ารจดั การในหลายรปู แบบ แตร่ ปู แบบของการจดั หอพกั ทเ่ี หมาะสม กับโรงเรียนท่ีเป็นสถานศึกษา คือ การจัดหอพักเป็นศูนย์ศึกษาและท่ีพักอาศัย (Living-Learning Center) เพื่อช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในการเรียนพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมท้ังมีพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ ตามหลกั สตู ร (สำ� นักงานโครงการสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ าร,ี 2555) ส่งิ ทโ่ี รงเรยี นควรดำ� เนนิ การมี 5 เรื่องใหญ่ ๆ ดงั น้ี 1. การจัดสภาพแวดลอ้ มหอพกั ให้นา่ อยแู่ ละเอื้อต่อการศึกษาเล่าเรยี น 2. การควบคุมดแู ลความประพฤติของนกั เรยี น 3. การให้บริการและสวสั ดกิ ารนกั เรยี น 4. การจดั กิจกรรมในหอพัก 5. การจัดบุคลากรดแู ลนักเรยี น ระเบียบวิธีวจิ ยั การวจิ ัยครั้งนเ้ี ป็นการวิจยั แบบวิจัยและพัฒนา 1. ศกึ ษาองคค์ วามร้เู กย่ี วกับระบบการบรหิ ารโรงเรียน 1.1 ทบทวนวรรณกรรม โดยศกึ ษางานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วข้อง ดงั นี้ สภาพท่ัวไปของสำ� นักงานเขตพ้นื ที่ การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 การพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ การจัดระบบการศึกษา การบรหิ าร การดแู ลชว่ ยเหลอื และพฒั นานักเรียนกินนอน มีลกั ษณะของโรงเรยี นแบบนกั เรยี นกินนอน 1.2 สอบถามผเู้ ชย่ี วชาญ จำ� นวน 10 คน ได้มาโดยการคดั เลอื ก 2. ส�ำรวจประเมนิ ความคิดเหน็ เกี่ยวกับระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอน ดังน้ี 2.1 ผู้บริหารโรงเรียนแบบนักเรียนกินนอนและครูผู้รับผิดชอบนักเรียนกินนอน ในส�ำนักงาน เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 2.2 ประเมินความคิดเห็นระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศึกษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 100 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ
3. พัฒนากรอบแนวคิดระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ซึง่ ประกอบด้วย 3.1 ชือ่ ต้นแบบระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอน 3.2 หลักการและเหตผุ ล 3.3 วัตถปุ ระสงค์ 3.4 รายละเอียดต้นแบบระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ประกอบด้วย องค์ประกอบ- องคป์ ระกอบหลกั และองคป์ ระกอบยอ่ ย ขนั้ ตอนของระบบ–ขน้ั ตอนหลกั และขน้ั ตอนยอ่ ย แผนผงั แสดงขน้ั ตอน ระบบการบริหาร 3.5 ทรัพยากรท่ตี ้องใช้ ดงั นี้ บุคลากร งบประมาณ โครงสรา้ งพืน้ ฐาน และวัสดุอปุ กรณ์ 3.6 ประโยชน์ทจ่ี ะได้รับ 3.7 แผนผังแสดงระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกินนอน 4. สอบถามความคดิ เห็นผู้เชีย่ วชาญมวี ิธีการสอบถาม ดังนี้ 4.1 สง่ แบบสอบถามใหก้ บั กลมุ่ ตวั อยา่ งดว้ ยตนเอง ซงึ่ ประกอบดว้ ย ผอู้ ำ� นวยการโรงเรยี นกนิ นอน จำ� นวน 76 คน และครูผูร้ บั ผดิ ชอบนักเรียนกนิ นอน จ�ำนวน 76 คน 4.2 การท�ำแบบสอบถามด้วยการระดมความคิดเป็นกลุ่ม (Focus Group) สอบถามความเห็น ผเู้ ชย่ี วชาญ จำ� นวน 10 คน มาแสดงความคดิ เหน็ ตอ่ กรอบแนวคดิ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งาน เขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 โดยดำ� เนนิ การ 4 ขัน้ ตอน ดังนี้ ข้ันแรก ผู้วิจัยเสนอกรอบแนวคิดพร้อมเอกสารกรอบแนวคิด เป็นการถามความเห็น ผู้เชีย่ วชาญตามประเด็นท่ีกำ� หนดโดยส่งไปพรอ้ มกับหนงั สือเชิญ ขั้นท่ี 2 ผู้วิจัยด�ำเนินการอภิปราย โดยเชิญผู้เช่ียวชาญทุกคนแสดงความคิดเห็นตามล�ำดับ กอ่ นหลงั พร้อมท้งั ให้เจ้าหนา้ ทผ่ี ู้วิจัยจดบนั ทกึ การประชมุ อยา่ งละเอยี ด ข้ันที่ 3 ผู้วิจัยขอให้ผู้เช่ียวชาญกรอกแบบสอบถาม โดยแบบสอบถาม จ�ำแนกเป็นจุดดี จุดดอ้ ย และความเห็นในภาพรวม ผลการประเมนิ ขั้นที่ 4 ผู้วิจัยรวบรวมแบบสอบถามไดแ้ ล้ววิเคราะห์และสรปุ ความเห็นตามที่ก�ำหนด 5. พัฒนาร่างต้นแบบชิ้นงาน ข้ันตอนนี้ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการโดยน�ำข้อมูลจากการศึกษาองค์ความรู้ การประเมินความต้องการ การสอบถามความเห็นผู้เชี่ยวชาญตามกรอบแนวคิดระบบการบริหารโรงเรียน กินนอน โดยมรี ายละเอียด ดงั ต่อไปนี้ 5.1 บทสรปุ สำ� หรบั ผบู้ รหิ าร 5.2 ตอนท่ี 1 บทน�ำ ใหค้ รอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้ 5.2.1 ข้อมูลพนื้ ฐาน โดยการเหตผุ ลความจำ� เป็นในระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอน 5.2.2 วตั ถปุ ระสงค์ระบบการบริหารโรงเรียนกนิ นอน 5.2.3 ขนั้ ตอนระบบการบริหารโรงเรียนกนิ นอน ศึกษาองค์ความรู้ระบบการบรหิ ารโรงเรียน 1) ทบทวนวรรณกรรม โดยศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ดังนี้ สภาพทั่วไปส�ำนักงาน เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 การพฒั นาสถานศกึ ษาสคู่ วามเปน็ เลศิ การจดั ระบบการศกึ ษา ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 101
การบริหาร การดูแลชว่ ยเหลือและพัฒนานกั เรยี นกนิ นอน โรงเรยี นแบบนกั เรียนกินนอน 2) สอบถามผูเ้ ชย่ี วชาญ ได้มาโดยการคัดเลอื ก 3) ส�ำรวจประเมินความคดิ เห็น ดังน้ี 3.1) ผบู้ ริหารโรงเรียนแบบนกั เรียนกินนอนและครผู ู้รับผิดชอบนักเรยี นกินนอน 3.2) ประเมินความคดิ เห็นระบบการบริหารโรงเรยี นกินนอน 4) พัฒนากรอบแนวคดิ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกินนอน 5.3 ตอนท่ี 2 รายละเอียดระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 มีดังนี้ 5.3.1 องคป์ ระกอบระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถม ศึกษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ประกอบดว้ ย บรบิ ท (Context-C) ปัจจัยน�ำเข้า (Input-I) กระบวนการ (Process-P) ผลลัพธ์ (Output-O) และผลย้อนกลับ (Feedback-F) 5.3.2 ระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แม่ฮ่องสอน เขต 2 ในขั้นตอนท่ี 3 กระบวนการ (Process) ด�ำเนินการยึด PDCAP คือ ขั้นการวางแผน (P-PLANNING) การดำ� เนนิ การ (D-Doing) ขน้ั ตรวจสอบ (C-Check) การปรบั ปรงุ หรอื แกไ้ ขปญั หา (A-Action) การมสี ว่ นรว่ มของภาคเี ครอื ข่ายและผ้มู สี ว่ นไดเ้ สยี (P-Participation) 5.3.3 แผนภาพแสดงระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอน แปลน เกษม กนั ทาหอม 5.4 ตอนท่ี 3 การน�ำระบบการบรหิ ารโรงเรียนกินนอน ในสำ� นักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศึกษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 ไปใช้ ซง่ึ ผวู้ จิ ัยได้นำ� เสนอตามหวั ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี 5.4.1 การเตรียมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน เคร่ืองมืออุปกรณ์ สิ่งอ�ำนวยความสะดวก บคุ ลากร เคร่อื งมอื วิจัย การวเิ คราะหข์ อ้ มูล และผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล 5.4.2 พนั ธสญั ญาฝา่ ยผบู้ รหิ าร ผบู้ รหิ ารจะตอ้ งดำ� เนนิ การนำ� ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ในการปฏบิ ตั งิ านในโรงเรยี นแบบนกั เรยี นกนิ นอน ในส�ำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 5.4.3 เง่ือนไขความส�ำเร็จผู้บริหารจะต้องมีระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนส�ำนักงาน เขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ไปใชใ้ นการท�ำงานในโรงเรยี นแบบนกั เรียนกนิ นอนเพอื่ ให้ บุคลากรร่วมมือสู่ความส�ำเร็จ และได้แนวทางในการพัฒนาผู้บริหารเรื่องการน�ำไปใช้เสริมบุคลิกภาพ มีความพึงพอใจในการท�ำงานร่วมกนั เกดิ ประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ล 6. วธิ กี ารและหลกั เกณฑก์ ารรบั รองระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศึกษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ด�ำเนนิ การตามขน้ั ตอน ดงั น้ี 6.1 ประเมินระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา แม่ฮ่องสอน เขต 2 มาจดั ท�ำเคร่อื งมอื วจิ ยั ในลักษณะแบบสอบถาม 102 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ
6.2 ความเทยี่ งตรงเชิงเน้อื หา (Content validity) โดยนำ� แบบสอบถามให้ผูท้ รงคณุ วุฒิ จ�ำนวน 5 คน พิจารณาและน�ำผลท่ีได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องท่ีเรียกว่า IOC (Index of Item-Objective Congruence) (บุญชม ศรสี ะอาด, 2545) โดยน�ำค�ำตอบของผูเ้ ชย่ี วชาญแตล่ ะคนมาตรวจสอบคณุ ภาพและ แปลงเปน็ คะแนน ดังน้ี มคี วามเห็นวา่ สอดคล้อง เทา่ กับ +1 คะแนน มคี วามเห็นวา่ ไม่แนใ่ จ เท่ากับ 0 คะแนน มคี วามเห็นวา่ ไมส่ อดคล้อง เท่ากับ -1 คะแนน จากนนั้ นำ� มาแทนคา่ ในสตู รความสอดคลอ้ ง ถา้ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งมากกวา่ หรอื เทา่ กบั 0.50 ถือว่าอยู่เกณฑ์การใช้ได้ ไม่ต้องปรับปรุง ส่วนข้อท่ีต่�ำกว่าเกณฑ์ท่ีก�ำหนด ผู้วิจัยจะน�ำมาปรับปรุงแก้ไข ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ และไดค้ า่ IOC เปน็ รายขอ้ ดังนี้ ด้านบริบท เท่ากบั 0.84 ด้านปัจจัยน�ำเข้า เทา่ กับ 0.88 ด้านกระบวนการ เทา่ กบั 0.86 ดา้ นผลลพั ธ์ เทา่ กบั 0.82 ดา้ นผลย้อนกลบั เท่ากบั 0.82 และ ค่า IOC ท้ังฉบบั มคี า่ เทา่ กบั 0.84 6.3 น�ำเคร่ืองมือการวิจัยที่ได้ปรับแก้ตามผู้เช่ียวชาญแล้วน�ำไปทดลองใช้ (Try-Out) กับ กลุ่มตวั อยา่ งที่ไม่ใช่กลุม่ ตัวอย่างเดยี วกับการวจิ ยั จำ� นวน 30 คน และทดลองใช้จริง (Trial Run) จ�ำนวน 76 โรงเรยี น จ�ำนวน 152 คน รวบรวมขอ้ มูลและวิเคราะห์ค่าความเชื่อมัน่ (Reliability) ของแบบสอบถามดว้ ย การค�ำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α-coefficient) (เทียมจันทร์ พานิชย์ผลินไชย, 2547) ตามวิธีของ ครอนบาค (Cranach) โดยมคี า่ ความเชอื่ มัน่ เทา่ กับ 0.83 และปรบั ปรุงแบบสอบถาม 6.4 นำ� แบบสอบถามทผี่ า่ นการนำ� ไปทดลองใชไ้ ปใหผ้ ทู้ รงคณุ วฒุ ริ บั รอง โดยการแสดงความคดิ เหน็ ของแบบสอบถาม โดยกำ� หนดเกณฑค์ วามคิดเหน็ แบ่งออกเปน็ 5 ระดับ คือ เหน็ ด้วยมากที่สดุ เห็นดว้ ยมาก เห็นด้วยปานกลาง เห็นด้วยน้อย และเห็นด้วยน้อยที่สุด แล้วน�ำแบบสอบถามจากผู้ทรงคุณวุฒิมาวิเคราะห์ ระดับความคดิ เห็นโดยเปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์ ดงั นี้ ค่าเฉลีย่ 1.00-1.49 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ยทส่ี ุด คา่ เฉล่ีย 1.50-2.49 หมายถึง เห็นด้วยน้อย ค่าเฉลี่ย 2.50-3.49 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง ค่าเฉล่ีย 3.50-4.49 หมายถงึ เห็นดว้ ยมาก และค่าเฉล่ยี 4.50-5.00 หมายถึง เห็นดว้ ยมากท่สี ดุ 7. ปรบั ปรงุ ระบบและเขยี นรายงานผวู้ จิ ยั ดำ� เนนิ การยนื ยนั ตน้ แบบระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 โดยการสมั ภาษณผ์ เู้ ชย่ี วชาญ ตรวจสอบ และ เพม่ิ ความนา่ เชอ่ื ถอื และจดั ทำ� รา่ งนำ� เสนอคณะกรรมการควบคมุ ดษุ ฎนี พิ นธ์ ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง ปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะ จดั ทำ� รายงานผลการวจิ ยั ทสี่ มบรู ณแ์ ละด�ำเนินการเผยแพร่ ตวั แปรและบริบทการวิจัย 1. ลกั ษณะประชากร ประชากร ประกอบด้วย ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนหรือรักษาราชการแทนผู้อ�ำนวยการโรงเรียน ในสำ� นกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 จำ� นวน 95 คนและครผู ู้รับผิดชอบนักเรยี น กินนอนจำ� นวน 95 คน รวมจ�ำนวน 190 คน กลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ นี้ ไดแ้ ก่ ผอู้ ำ� นวยการโรงเรยี นหรอื รกั ษาราชการแทนผอู้ ำ� นวยการ โรงเรยี น ในสำ� นกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 จ�ำนวน 76 คน และครูผู้รับผดิ ชอบ นักเรยี นกินนอน จำ� นวน 76 คน รวมกลุ่มตัวอย่างท้งั สนิ้ จ�ำนวน 152 คน ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 103
2. ตัวแปรรูปธรรม ได้แก่ ผู้บริหาร นักเรียนกินนอน ครูผู้ควบคุมดูแลนักเรียนกินนอนบุคลากรใน โรงเรยี นงบประมาณ ไดแ้ ก่ โรงอาหาร หอพัก ทีอ่ าบน้�ำ ห้องนำ้� ค่าอาหาร ค่าใชส้ อยสว่ นตวั นกั เรียน เสอื้ ผ้า วัสดุอปุ กรณไ์ ด้แก่ ทีพ่ กั นกั เรียน ตเู้ ตยี ง ทน่ี อนผ้าห่ม อุปกรณท์ �ำความสะอาด 3. ตวั แปรนามธรรม มที ศั นคตทิ ด่ี ี มวี สิ ยั ทศั นท์ กี่ วา้ งไกล มคี า่ นยิ มทพ่ี งึ ประสงค์ มคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม อุดมการณ์ ปรัชญา ปณิธาน ตัวแปรกลาง (Intermediate Variables) 1. ศกึ ษาองคค์ วามรู้ 2. ส�ำรวจประเมินความตอ้ งการ 3. พฒั นากรอบแนวคิดตน้ แบบชนิ้ งาน 4. สอบถามความเห็นผเู้ ชีย่ วชาญ 5. พัฒนารา่ งตน้ แบบช้ินงาน 6. ทดสอบประสทิ ธภิ าพหรอื รับรองตน้ แบบชิ้นงาน 7. ปรบั ปรงุ ต้นแบบชิ้นงาน ตวั แปรตาม (Dependent Variables - DV) ผลการวจิ ยั ในทนี่ ี้ หมายถงึ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศกึ ษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 บรบิ ทการวจิ ัยตวั แปรทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับสภาพแวดล้อมการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้อ�ำนวยการโรงเรียน หรือรักษาราชการแทนผู้อ�ำนวยการโรงเรียน และครผู ู้รับผิดชอบนักเรยี นกินนอน 2. โรงเรียนในสำ� นกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 3. ชว่ งระยะเวลาการวิจยั ปีการศกึ ษา 2559 4. การดำ� เนินการวจิ ยั : ดำ� เนนิ การตาม 7 ข้นั ตอน ตามตัวแปรกลาง โดยใชเ้ ครื่องมือวิจยั ประกอบ ดว้ ยตน้ แบบช้นิ งาน (ระบบการบริหารงานวชิ าการ) แบบสอบถามประเมินความตอ้ งการ แบบสัมภาษณก์ ลมุ่ และประเมินโดยผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ผลการวจิ ยั 1. ระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 อยูใ่ นระดับเหน็ ดว้ ย มาก ทง้ั 5 ดา้ น ไดด้ งั นี้ (1) ด้านบรบิ ท (มคี ่าเฉล่ยี 3.75) (2) ด้านปัจจยั นำ� เขา้ (มคี า่ เฉลยี่ 3.99) (3) ดา้ นกระบวนการ (มคี า่ เฉลยี่ 3.95) (4) ดา้ นผลลพั ธ์ (มคี า่ เฉลยี่ 3.94) (5) ดา้ นผลยอ้ นกลบั (มคี ่าเฉล่ยี 3.75) 2. ผลการพัฒนากรอบแนวคิดระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศึกษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ผลการวจิ ัย พบวา่ กรอบแนวคดิ ระบบการบรหิ ารโรงเรียนกนิ นอน สำ� นักงาน เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ค่าความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมากโดยมีค่าเฉลี่ย เทา่ กับ 4.03 104 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ
3. องคป์ ระกอบตน้ แบบชน้ิ งานของระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 องคป์ ระกอบระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอนแบบ CIPOF ในขัน้ ตอนท่ี 3 กระบวนการ (Process) ด�ำเนนิ การยึด PDCAP ดังนี้ 3.1 การวางแผน (P–Planning) 3.1.1 เตรียมการและสร้างความเข้าใจแนวคิดเก่ียวกับระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ใหก้ บั คณะครู บคุ ลากร นกั เรยี นและผปู้ กครอง 3.1.2 วิเคราะห์บริบทของโรงเรียนทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของโรงเรียน โดยมขี น้ั ตอนการวเิ คราะห์ ดงั น้ี 3.2 การด�ำเนินการยกระดับระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 (D-Doing) การด�ำเนินการพัฒนาเป็นการก�ำหนดการโดยการวัดกิจกรรมท่ีต้องกระท�ำ ก�ำหนดเวลาที่ คาดวา่ จะตอ้ งใชใ้ นกจิ กรรมแตล่ ะอยา่ ง การจดั สรรทรพั ยากร รวมถงึ การกำ� หนดบคุ ลากรทชี่ ดั เจนและสงิ่ อำ� นวย ความสะดวกที่สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของนกั เรียน ดงั น้ี 3.2.1 ประชาสมั พนั ธแ์ ผนปฏบิ ตั กิ ารระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ท่ี การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ให้คณะครู บุคลากร นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาและ ผู้ปกครอง รับทราบภารกิจ เข้าใจ ปรับเปล่ียนวิธีคิดการท�ำงาน การบริหารจัดการ การพัฒนาร่วมกันและ การมสี ว่ นรว่ มในการพัฒนา 3.2.2 แต่งตั้งบุคลากรรับผิดชอบ ด�ำเนินการ ติดตามประเมินผล จัดท�ำรายงานท่ีชัดเจน ให้ทกุ คนมสี ว่ นรว่ มทุกฝา่ ย ดำ� เนนิ การพัฒนาในระยะเวลาทรี่ วดเรว็ 3.2.3 ด�ำเนินการตามแผนปฏิบัติการระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ท่ีด�ำเนินการไว้ 4 เร่อื ง ดังน้ี 1) ดำ� เนินการจดั ระบบบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน 2) ดำ� เนินการจัดสภาพแวดลอ้ ม 3) ด�ำเนนิ การจดั บคุ ลากรดูแลนักเรยี น 4) ดำ� เนินการจัดกิจกรรมสง่ เสริมคุณภาพนกั เรยี นกินนอน 3.3 ตรวจสอบ (C-Check) เป็นขัน้ ตอนท่ที �ำให้ร้สู ภาพงานท่ีเป็นอยู่เปรยี บเทียบกับส่งิ ที่วางแผน ไว้ ตามท่กี ำ� หนดวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ การรวบรวมขอ้ มูล การทำ� งานเป็นขน้ั ตอน เพ่ือแสดงจำ� นวน และคุณภาพของผลงานที่วางไว้ในแต่ละข้ันตอน เปรียบเทียบกับท่ีได้วางแผนไว้ มีการตรวจสอบโดย การประเมินระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มี 3 ขนั้ ตอน ดงั น้ี 3.3.1 การประเมินตนเองเพ่ือทราบผลการพัฒนาและการแก้ปัญหาท่ีเกิดข้นึ 3.3.2 การประเมนิ ตนเองจากสำ� นกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 เป็นการประเมนิ เพือ่ น�ำผลมาใชป้ ระกาศยกย่อง เพือ่ เป็นตัวอยา่ งและใหค้ วามช่วยเหลือ สนับสนนุ 3.3.3 การประเมินจากส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานและหน่วยงานที่ เก่ียวข้อง เป็นการประเมินเพื่อยกย่องโรงเรียนที่พัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนที่ปรากฏชัดเจน ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 105
เปน็ โรงเรยี นแกนน�ำและเผยแพร่สสู่ าธารณชน 3.4 การปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหา (A-Action) เป็นการน�ำผลการประเมินย้อนกลับไปทบทวน ปอ้ งกนั และปรบั ปรงุ แกไ้ ข หรอื สรา้ งมาตรฐานในการพฒั นาตอ่ ไป สรา้ งความยงั่ ยนื ในระบบการบรหิ ารโรงเรยี น กินนอน ในส�ำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 แบบย่ังยนื 3.5 การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนได้เสีย (P-Participation) ระบบการบริหาร โรงเรียนกนิ นอนในสำ� นักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 เพื่อสนับสนุนใหม้ ีสว่ นรว่ ม ของประชาชนภาคเอกชน และทุกภาคสว่ นในการจดั การศึกษาและสนับสนนุ การศกึ ษา 4. ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 โดยการรบั รองของผู้ทรงคุณวฒุ ิ พบวา่ ระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอนสำ� นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศกึ ษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีประสทิ ธภิ าพและระดับความคดิ เห็นอยใู่ นระดับมาก โดยมคี า่ เฉล่ียเท่ากบั 4.02 สรุปผลการศึกษา 1. ระบบการบรหิ ารโรงเรียนกนิ นอน ส�ำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีองค์ประกอบต้นแบบชิน้ งานและมขี ัน้ ตอนดังน้ี 1.1 องคป์ ระกอบระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา แม่ฮ่องสอน เขต 2 ประกอบดว้ ย 1.1.1 ด้านบริบท (มีค่าเฉลี่ย 3.75) สภาพแวดล้อมในหอพักเหมาะสมที่ต้ังของโรงเรียน มีพนื้ ท่ีเพยี งพอในการกอ่ สร้างอาคารหอพักและการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนมโี รงอาหารมีพ้ืนท่ปี ระกอบ อาหารและอุปกรณ์ในการประกอบอาหารเพียงพอ จัดแสงสว่างภายในห้องอ่านหนังสือ ห้องปฏิบัติการ เหมาะสมได้มาตรฐาน 1.1.2 ด้านปัจจัยน�ำเข้า (มีค่าเฉล่ีย 3.99) ครูและบุคลากรเป็นผู้มีความประพฤติดีทั้ง จรรยาบรรณและวชิ าชพี อยา่ งเครง่ ครดั เปน็ แบบอยา่ งทดี่ แี กน่ กั เรยี นกนิ นอน ผบู้ รหิ ารเปน็ ผนู้ ำ� ในการดำ� เนนิ การ ระบบบริหารนักเรียนกินนอน นักเรียนกินนอนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน มกี ารมอบหมายใหบ้ คุ ลากรรบั ผดิ ชอบการจดั สายงานและจำ� แนกหนา้ ทใ่ี หช้ ดั เจนมกี ฎระเบยี บและตารางกจิ กรรม มีการให้บริการกบั หน่วยงานอื่นและชุมชน 1.1.3 ด้านกระบวนการ (มีคา่ เฉล่ยี 3.95) โดยดำ� เนินการจัดบุคลากรรบั ผิดชอบทำ� งานตาม หน้าทีอ่ ยา่ งเหมาะสมและมีประสทิ ธภิ าพ มคี า่ เฉล่ยี มากท่สี ดุ ด�ำเนินการจัดระบบควบคุมดูแลความประพฤติ ของนกั เรยี นกินนอน ดำ� เนนิ การจดั บริการและสวสั ดิการเพอื่ อำ� นวยความสะดวกและปลอดภยั ใหก้ ับนกั เรยี น กินนอน ดำ� เนินการนิเทศกำ� กบั ตดิ ตามดแู ลและประเมนิ ผลระบบการบริหารโรงเรียนนักเรยี นกนิ นอน 1.1.4 ด้านผลลพั ธ์ (มคี ่าเฉลยี่ 3.94) โดยนกั เรียนกินนอนมีระเบียบวินัยสามารถอย่รู ่วมกัน อยา่ งมีความสุข นกั เรยี นกินนอนไดร้ ับประทานอาหารถกู หลกั โภชนาการ สามารถเลอื กรบั ประทานอาหารที่ มปี ระโยชน์ มสี ขุ ภาพอนามยั ทด่ี ี นกั เรยี นกนิ นอนมคี วามละเอยี ดรอบคอบ มจี ติ ใจแจม่ ใส สะอาด เปน็ ระเบยี บ เรยี บรอ้ ย รกั ความสงบ นกั เรยี นกนิ นอนมมี ารยาททางสงั คมทดี่ ี เขา้ สงั คมได้ รจู้ กั กาลเทศะ เปน็ ผตู้ ามและผนู้ ำ� ท่ดี ี มีทักษะในการสื่อสารและทักษะทางดา้ นภาษา 106 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
1.1.5 ดา้ นผลยอ้ นกลบั (มคี า่ เฉลย่ี 3.75) รอ้ ยละของนกั เรยี นกนิ นอนทเี่ ขา้ มาอยใู่ นโรงเรยี น กนิ นอน รอ้ ยละของผปู้ กครองชมุ ชนทม่ี คี วามพงึ พอใจตอ่ การจดั ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน รอ้ ยละของ นักเรียนกนิ นอนท่มี ีลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ 8 ประการ และค่านิยม 12 ประการ ร้อยละของครแู ละบุคลากรที่ ปฏิบัติหน้าท่ีมีความรับผิดชอบตามภาระงาน มีคุณธรรม จริยธรรมตามวิชาชีพ มีขวัญก�ำลังใจในการปฏิบัติ งานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย 1.2 องค์ประกอบต้นแบบชิ้นงานของระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนส�ำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 องค์ประกอบระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในข้ันตอน กระบวนการ (Process) ด�ำเนนิ การ ดงั น้ี 1.2.1 การวางแผน (P–Planning) เตรียมการและสร้างความเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับระบบ การบริหารโรงเรียนกินนอนให้กับคณะครู บุคลากร นักเรียนและผู้ปกครอง วิเคราะห์บริบทของโรงเรียน ทัง้ จุดแข็ง จุดออ่ น โอกาส และอปุ สรรคของโรงเรียน 1.2.2 การด�ำเนินการ (D-Doing) การด�ำเนินการพัฒนาจัดกิจกรรมที่ต้องกระท�ำ ก�ำหนด เวลากจิ กรรมแตล่ ะอย่าง การจดั สรรทรัพยากร การก�ำหนดบคุ ลากรที่ชดั เจนและส่งิ อ�ำนวยความสะดวกตาม ความต้องการของนักเรียน ประชาสัมพันธ์ ให้คณะครู บุคลากร นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาและ ผู้ปกครอง รับทราบภารกิจ เข้าใจ ปรับเปล่ียนวิธีคิดการท�ำงาน การบริหารจัดการ การพัฒนาร่วมกันและ การมีส่วนร่วมในการพฒั นา แตง่ ตง้ั บคุ ลากรรบั ผดิ ชอบ ด�ำเนนิ การ ติดตามประเมนิ ผล จดั ท�ำรายงานทชี่ ัดเจน ให้ทุกคนมีสว่ นรว่ มทุกฝา่ ย ด�ำเนนิ การตามกิจกรรม ดงั น้ี จดั ระบบบรหิ ารโรงเรียนกินนอน จัดสภาพแวดล้อม จดั บคุ ลากรดแู ลนักเรยี น กจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ภาพนักเรียนกนิ นอน 1.2.3 ตรวจสอบ (C-Check) เป็นขั้นตอนที่ท�ำให้รู้สภาพงานที่เป็นอยู่เปรียบเทียบกับส่ิงที่ วางแผนไว้ ตามทก่ี ำ� หนดวตั ถปุ ระสงคข์ องการตรวจสอบ การรวบรวมขอ้ มลู การทำ� งานเปน็ ขน้ั ตอน เพอ่ื แสดง จ�ำนวนและคุณภาพของผลงานที่วางไว้ในแต่ละขั้นตอนเปรียบเทียบกับที่ได้วางแผนไว้ มีการตรวจสอบโดย การประเมนิ ระบบมี 3 ขน้ั ตอน การประเมนิ ตนเอง การประเมนิ ตนเองจากสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 การประเมินจากส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานและหน่วยงานท่ี เกยี่ วขอ้ ง 1.2.4 การปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหา (A-Action) เป็นการน�ำผลการประเมินย้อนกลับไป ทบทวนปอ้ งกนั และปรบั ปรงุ แกไ้ ข หรอื สรา้ งมาตรฐานในการพฒั นาตอ่ ไป สรา้ งความยงั่ ยนื ในระบบการบรหิ าร โรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 1.2.5 การมสี ว่ นรว่ มของภาคเี ครอื ขา่ ยและผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี (P-Participation) ระบบการบรหิ าร โรงเรียนกนิ นอน ในส�ำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 เพื่อสนับสนุนใหม้ สี ่วนรว่ ม ของประชาชนภาคเอกชน และทุกภาคส่วนในการจดั การศึกษาและสนับสนุนการศึกษา 2. แสดงระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 107
108 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสติ แผนภาพท่ี 1 แบบจำ� ลองของระบบการบริหารโรงเรยี นกินนอน ท่มี า: ผู้วิจยั , (2560)
3. กรอบแนวคิดระบบในการยกร่างต้นแบบชิ้นงานระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงาน เขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 มคี ่าความคิดเหน็ อย่ใู นระดับ เห็นดว้ ยมาก โดยมคี ่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.03 4. รบั รองระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน ในสำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 จากแบบสอบถามความคิดเหน็ ของผูท้ รงคุณวุฒิเก่ียวกับระบบการบริหารโรงเรียนกนิ นอน สำ� นักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วน�ำค่าเฉลี่ยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ท่ีก�ำหนดไว้ โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยมี ค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.02 อภปิ รายผล 1. ระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอน ส�ำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคดิ เห็นตอ่ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกินนอน ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถม ศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 อยใู่ นระดบั เหน็ ดว้ ยมาก โดยครแู ละบคุ ลากรเปน็ ผมู้ คี วามประพฤตดิ ที งั้ จรรยาบรรณ และวชิ าชพี อยา่ งเครง่ ครดั เปน็ แบบอยา่ งทด่ี แี กน่ กั เรยี นกนิ นอน มคี า่ เฉลย่ี มากทส่ี ดุ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั เรอื่ ง ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ด้านการเป็น บุคคลที่รอบรู้ ด้านการมีรูปแบบความคิด ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมและ ดา้ นการคิดอย่างเปน็ ระบบและเอกสารส�ำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี เรือ่ ง แนวทางการดูแลช่วยเหลือและพฒั นานักเรียนพักนอนของโรงเรียนในถิน่ ทุรกันดาร ทีว่ า่ คือ ครู ซึง่ เปน็ แกนสำ� คญั ในการถา่ ยทอดใหเ้ ดก็ ไดพ้ ฒั นาความรู้ และทกั ษะตา่ ง ๆ และครหู อพกั ควรมคี ณุ สมบตั ิ ดงั นี้ 1) เปน็ ผู้มีคุณธรรมมีความประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดี 2) มีบุคลิกภาพท่ีเหมาะสมเป็นแบบอย่างท่ีดีแก่นักเรียนได้ 3) มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ที่ดี 4) มคี วามรูค้ วามสามารถท่ีดี 5) มีความเข้าใจในปรัชญาและเปา้ หมายใน การจัดการศึกษาของโรงเรียน 6) มีความเสียสละ อุทิศเวลาให้แก่นักเรียนได้อย่างเต็มที่ 7) มีความเมตตา ตอ่ นกั เรยี น เอาใจใส่ รบั ผดิ ชอบ ดแู ลนกั เรยี นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี 8) มคี วามสามคั คที ำ� งานรว่ มกบั หมคู่ ณะไดอ้ ยา่ งดี มมี นษุ ยส์ มั พนั ธด์ ี 9) มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในหลกั จติ วทิ ยาเดก็ และจติ วทิ ยาวยั รนุ่ 10) ไมแ่ สวงหาประโยชนจ์ าก นกั เรียนและผ้ปู กครองทัง้ ทางตรงและทางอ้อม และ (Packwood, 1977: 84 อา้ งถงึ ใน สุมาลี ดำ� รงวาจาสตั ย,์ 2549: 16) ไดก้ ลา่ ววา่ มี 2 ประการใหญ่ ๆ ด้วยกัน คอื 1. เพ่ือควบคุมและปรบั พฤตกิ รรมของนกั ศกึ ษาให้ เหมาะสม 2. เพอ่ื พฒั นานกั ศกึ ษาทงั้ ในดา้ นการสง่ เสรมิ พฒั นาการทางสตปิ ญั ญา พฒั นาความสมั พนั ธ์ ระหวา่ ง นกั ศึกษาและอาจารย์ สง่ เสริมให้เกดิ การเรียนรู้ และเจริญงอกงามให้เป็นพลเมืองดีของสงั คม นอกจากนี้ ผบู้ รหิ ารเปน็ ผู้น�ำในการด�ำเนินระบบบริหารนักเรยี นกินนอน สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัย เร่ือง แบบภาวะผู้น�ำกับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของหัวหน้าสถานีอนามัยในจังหวัดนครราชสีมา สอดคลอ้ งกบั เอกสารประกอบการสอน แผนการสอนหน่วยที่ 4 ของ ศริ ิชยั ชินะตังกูร (2554) เร่อื ง หลกั และ วิธีการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลจึงจ�ำเป็นต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานที่ส�ำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ทำ� งานอยา่ งมรี ะบบ และควบคุมการใชเ้ วลาอย่างใกลช้ ิดด้วยตนเอง 2. คำ� นึงถึงประโยชน์ ท่ีตนเองสามารถให้กับองค์กร และหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีต่อสถาบัน 3. ยืนอยู่ภายใต้จุดแข็งของตนเอง ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 109
4. เน้นจดุ แข็งของตนเองและทีมงานในการท�ำงาน 5. กลา้ ตัดสินใจไดอ้ ย่างเฉียบขาด ด้านกระบวนการ ผตู้ อบแบบสอบถาม มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศึกษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2 อยูใ่ นระดบั เหน็ ดว้ ยมาก โดยด�ำเนินการจดั บรกิ ารและสวสั ดิการเพ่ืออ�ำนวย ความสะดวกและปลอดภัยให้กับนักเรียนกินนอน มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนโรงเรียน ศกึ ษาสงเคราะหม์ คี ณุ ภาพชวี ติ อยใู่ นระดับสูงทกุ ดา้ น คือ ด้านรา่ งกาย ด้านจิตใจ ดา้ นอารมณ์ และสอดคลอ้ ง กบั การวิจัย เร่อื ง ปจ จยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอการตัดสินใจเลือกเชาหอพกั ของนักเรยี น/นกั ศึกษาภายในเขตเทศบาล เมืองเลย โดย ณัฐพงค พงสเผาทอง (2544) ที่ว่าผูจัดการหอพัก ตองมีหนาที่ในการจัดสภาพแวดลอมของ หอพกั ใหม สี ขุ ลกั ษณะตลอดจนความปลอดภยั ทถี่ กู ตอ งตามกฏหมายกาํ หนด และควรจดั หอใหม คี วามสะดวก สบายแกผูพักอาศัยตามสมควร เชน หองนอนควรจะมีทางระบายอากาศไดดีไมคับแคบใหบริการน�้ำประปา ไฟฟา หองน้�ำ หองสวมเพียงพอ สะอาดปราศจากกล่ิน การคมนาคมสะดวกและมีสถานท่ีพักผอน เปนตน สอดคลอ้ งกบั การวจิ ยั เรอื่ ง รายงานการวจิ ยั เรอ่ื งรปู แบบและกจิ กรรมเพอ่ื เสรมิ สรา้ งบรรยากาศและการใชช้ วี ติ ในมหาวิทยาลัยของหอพักนสิ ติ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั โดย สมหวงั พิธิยานวุ ฒั น์ และคณะ (2531) ทีว่ า่ ด้านท่ีพักอาศัยท่ีสะดวก และปลอดภัย ให้บริการอาหารท่ีถูกสุขลักษณะ สร้างบรรยากาศแห่งการเรียน การสอนใหน้ ักศึกษาปรบั ตัวเองใหเ้ ข้ากับชีวิตประจ�ำวันเสริมสรา้ งใหเ้ ปน็ คนที่มีคณุ ธรรม ด้านสัมพันธภาพทางสังคม ด้านส่ิงแวดล้อม และด้านการเรียนรู้และเอกสารส�ำนักงานโครงการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เร่ือง แนวทางการดูแลช่วยเหลือและพัฒนานักเรียน พักนอนของโรงเรียนในถิน่ ทุรกนั ดาร (2555) ทว่ี า่ การจดั สภาพแวดลอ้ มหอพักใหน้ ่าอยู่และเอ้ือตอ่ การศกึ ษา เล่าเรยี นการใหบ้ ริการและสวัสดิการนกั เรียน เป็นการจดั บรกิ ารและสวัสดกิ าร นอกจากนดี้ ำ� เนนิ การจดั ระบบควบคมุ ดแู ลความประพฤตขิ องนกั เรยี นกนิ นอนสอดคลอ้ งกบั เอกสาร สรุปผลการด�ำเนนิ งาน โครงการส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมนกั เรียนโรงเรยี นพกั นอน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 บ้านทุ่งพร้าว (2558) ท่ีว่าด้วย ระเบียบโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) ว่าด้วยการอยู่ประจ�ำของ นักเรียนพักนอน แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด ได้แก่ ด้านรักความเป็นไทย รองลงมาได้แก่ ด้านมีจิตสาธารณะ ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยที่สุด คือ ด้านใฝ่ เรียนรู้ ดา้ นผลลัพธ์ ผตู้ อบแบบสอบถาม มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 อยใู่ นระดับเห็นดว้ ย มาก โดยนกั เรยี นกนิ นอนมีระเบียบวินยั สามารถอยู่รว่ ม กนั อยา่ งมคี วามสขุ มคี า่ เฉลย่ี มากทส่ี ดุ สอดคลอ้ งกบั สำ� นกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา เรื่อง กรอบการประเมินคณุ ภาพภายนอกระดบั การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน ผู้เรยี นมีคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ ม ท่ีพึงประสงค์และสอดคลอ้ งกับ บทความ คา่ นยิ ม 12 ประการ ครูและเด็กตอ้ งจดจำ� และทำ� ได้ ของ พริ ยิ ะ ตระกลู สว่าง (2557) ทีว่ า่ 1. มีความรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ 2. ซ่อื สตั ย์ เสยี สละ อดทน มอี ุดมการณ์ ในสิ่งที่ดีงามเพือ่ ส่วนรวม 3. กตญั ญูต่อพอ่ แม่ ผูป้ กครอง ครูบาอาจารย์ 4. ใฝ่หาความรู้ หมัน่ ศกึ ษาเลา่ เรยี น ทง้ั ทางตรง และทางอ้อม 5. รกั ษาวัฒนธรรมประเพณไี ทยอนั งดงาม 6. มศี ีลธรรม รกั ษาความสัตย์ หวงั ดีต่อ 110 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ผอู้ ืน่ เผ่อื แผแ่ ละแบง่ ปนั 7. เข้าใจเรียนร้กู ารเป็นประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ ทีถ่ กู ต้อง 8. มรี ะเบยี บวนิ ยั เคารพกฎหมาย ผนู้ อ้ ยรจู้ กั การเคารพผใู้ หญ่ 9. มสี ตริ ตู้ วั รคู้ ดิ รทู้ ำ� รปู้ ฏบิ ตั ติ ามพระราชดำ� รสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั 10. รจู้ กั ดำ� รงตนอยโู่ ดยใชห้ ลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งตามพระราชดำ� รสั ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เม่ือยามจ�ำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่าย จ�ำหน่าย และพร้อมทีจ่ ะขยายกจิ การเมื่อมีความพร้อม เมอื่ มภี ูมคิ ้มุ กันท่ีดี 11. มคี วามเข้มแข็งทง้ั รา่ งกาย และ จติ ใจไม่ยอมแพต้ ่ออ�ำนาจฝ่ายต�ำ่ หรอื กิเลส มคี วามละอายเกรงกลวั ตอ่ บาปตามหลกั ของศาสนา 12. ค�ำนึงถึง ผลประโยชนข์ องส่วนรวม และ (Mueller, 1961: 75 อ้างถึงใน สุมาลี ด�ำรงวาจาสตั ย,์ 2549: 16) ไดส้ รปุ วา่ หอพักส่วนใหญ่จะมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้เป็นที่พักอาศัย เพ่ือส่งเสริมการศึกษาทางวิชาการ เพ่ือพัฒนาบุคคล เพ่ือประชาสัมพันธ์ และเพื่อปกครองดูแลวนิ ัยนกั ศกึ ษา นอกจากนี้นักเรียนกินนอนได้รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการสามารถเลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์มีสุขภาพอนามัยที่ดี สอดคล้องกับเอกสารส�ำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารเี รอ่ื ง แนวทางการดูแลช่วยเหลือและพัฒนานักเรียนพกั นอนของโรงเรยี นในถนิ่ ทุรกันดาร (2555) ที่ว่านักเรียนจะเลือกรับประทานอาหารให้ได้ประโยชน์ครบถ้วนตรงตามความต้องการของร่างกาย จะตอ้ งมสี ุขนิสยั ทีด่ ใี นการรับประทานอาหาร ดา้ นบรบิ ท ผตู้ อบแบบสอบถาม มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศกึ ษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 อยใู่ นระดับเห็นดว้ ย มาก โดยรอบ ๆ บรเิ วณโรงเรียนสะอาดสวยงาม ร่มรนื่ มีแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด สอดคล้องกับเรื่องโรงเรียนสมบูรณ์แบบ ของ อ�ำรุง จนั ทวานชิ และคณะ (2545) ที่ว่าการจัดบรรยากาศการเรียนรเู้ อ้ือต่อการพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น ลกั ษณะทาง กายภาพของโรงเรยี นได้มาตรฐาน และแหล่งการเรยี นรูใ้ นโรงเรียนหลากหลาย และสอดคลอ้ งกับกบั งานวจิ ัย เรื่อง สภาพปัญหาการอยู่ในหอพักและลักษณะหอพักท่ีพึงประสงค์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดย สมุ าลี ด�ำรงวาจาสตั ย์ (2549) ลกั ษณะหอพกั ที่พึงประสงค์ ควรอยเู่ ป็นเอกเทศร้ัวรอบขอบชดิ มบี รเิ วณ กว้างขวางพอสมควร มีสนามหญ้าและที่นั่งเล่น มีลมและแสงสว่างเพียงพอ เพื่อสุขภาพพลานามัยของผู้พัก อาศัย ภายในหอ้ งนอนควรมี เตียง ทนี่ อน หมอน โต๊ะ เก้าอี้ ไฟฟ้า ตู้ใสเ่ ส้อื ผ้า กุญแจ มุ้งลวดกันยงุ ห้องนอน ควรมีอากาศถา่ ยเทได้สะดวก ห้องน�้ำ ห้องสว้ มสะอาดมีขนาดพอเหมาะ จ�ำนวนหอ้ งน้�ำ ต่อคนเฉลีย่ 10: 1 ห้อง หอพกั ก็ควรมีหอ้ งอาหารและหอ้ งครวั มีบริการดา้ นนนั ทนาการ มีหอ้ งนงั่ เลน่ ห้องกฬี าในรม่ นอกจากนี้ มีการบริการจัดระบบความปลอดภัยภายในหอพักนักเรียนกินนอน ตลอด 24 ช่ัวโมง สอดคล้องกับ เอกสารส�ำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง แนวทาง การดแู ลชว่ ยเหลอื และพฒั นานกั เรยี นพกั นอนของโรงเรยี นในถนิ่ ทรุ กนั ดาร (2555) ทวี่ า่ การจดั สภาพแวดลอ้ ม หอพักให้น่าอยู่และเอื้อต่อการศึกษาเล่าเรียน การจัดหอพักให้มีความปลอดภัย มีสภาพแวดล้อมในหอพัก เหมาะสมและการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน ด้านผลยอ้ นกลบั ผตู้ อบแบบสอบถาม มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 อยใู่ นระดบั เหน็ ดว้ ยมาก โดยรอ้ ยละของนกั เรยี นกนิ นอนทเี่ ขา้ มาอยใู่ นโรงเรยี น ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 111
กนิ นอน มีคา่ เฉลีย่ มากทีส่ ดุ สอดคลอ้ งกบั เรื่อง รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรยี นขนาดเลก็ แบบพักนอนของ สำ� นักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 (2556) ทีว่ ่า ส�ำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษา ขั้นพื้นฐานมีนโยบายจัดการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเด็กด้อยโอกาส มที ีเ่ รยี นทกุ คน นอกจากนี้ ร้อยละของครูและบุคลากรท่ีปฏิบัติหน้าท่ีมีความรับผิดชอบ ตามภาระงานมีคุณธรรม จรยิ ธรรมตามวชิ าชพี มขี วญั กำ� ลงั ใจในการปฏบิ ตั งิ านทไี่ ดร้ บั มอบหมายสอดคลอ้ งกบั สำ� นกั งานรบั รองมาตรฐาน และประเมนิ คุณภาพการศกึ ษา (2544) เร่ือง กรอบการประเมินคุณภาพภายนอกระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน ว่าด้วยมาตรฐานด้านการจัดการศึกษามาตรฐานท่ี 7 ครูปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ี อย่างมีประสิทธิภาพ และเกดิ ประสิทธผิ ล ผลการพัฒนากรอบแนวคิดระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ผลการวิจัย พบว่า กรอบแนวคิดระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงาน เขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 ค่าความคิดเห็นอยใู่ นระดับ เหน็ ดว้ ยมาก โดยมีคา่ เฉลย่ี เท่ากบั 4.03 องคป์ ระกอบตน้ แบบชน้ิ งานของระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอนสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศึกษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 องค์ประกอบระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในข้นั ตอน กระบวนการ (Process) ดำ� เนินการ ดงั นี้ การวางแผน (P-Planning) เตรยี มการและสรา้ งความเขา้ ใจแนวคดิ เกย่ี วกบั ระบบการบรหิ ารโรงเรยี น กนิ นอน ใหก้ บั คณะครู บคุ ลากร นกั เรยี นและผปู้ กครอง วเิ คราะหบ์ รบิ ทของโรงเรยี นทงั้ จดุ แขง็ จดุ ออ่ น โอกาส และอุปสรรคของโรงเรียน โดยมขี ัน้ ตอนการวิเคราะห์ ดงั นี้ การด�ำเนินการ (D-Doing) การด�ำเนินการพัฒนาโดยการจัดกิจกรรมท่ีต้องกระท�ำ ก�ำหนดเวลา กิจกรรมแต่ละอย่าง การจัดสรรทรัพยากร จัดบุคลากรท่ีชัดเจนและส่ิงอ�ำนวยความสะดวกท่ีสอดคล้องกับ ความตอ้ งการของนกั เรยี น ดงั นี้ 1) ประชาสมั พนั ธแ์ ผนปฏบิ ตั กิ ารใหค้ ณะครู บคุ ลากร นกั เรยี น คณะกรรมการ สถานศึกษาและผู้ปกครอง รับทราบภารกิจ การพัฒนาร่วมกันและการมีส่วนร่วมในการพัฒนา 2) แต่งต้ัง บคุ ลากรรบั ผดิ ชอบ ดำ� เนนิ การ ตดิ ตามประเมนิ ผล จดั ทำ� รายงานทช่ี ดั เจนใหท้ กุ คนมสี ว่ นรว่ มทกุ ฝา่ ย ดำ� เนนิ การ พัฒนาในระยะเวลาท่ีรวดเร็ว 3) ด�ำเนินการตามแผนปฏิบัติการระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนส�ำนักงาน เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 ทดี่ ำ� เนนิ การไว้ 4 เรอ่ื ง ดงั นี้ (1) ดำ� เนนิ การจดั ระบบบรหิ าร โรงเรียนกนิ นอน (2) ดำ� เนินการจัดสภาพแวดลอ้ ม (3) ดำ� เนินการจดั บคุ ลากรดูแลนกั เรียน (4) ดำ� เนนิ การจัด กจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ภาพนกั เรียนกนิ นอน ตรวจสอบ (C-CHECK) เป็นข้ันตอนท่ีท�ำให้รู้สภาพงานที่เป็นอยู่เปรียบเทียบกับส่ิงท่ีวางแผนไว้ ตามทก่ี ำ� หนดวตั ถปุ ระสงคข์ องการตรวจสอบ การรวบรวมขอ้ มลู มกี ารตรวจสอบโดยการประเมนิ ระบบการบรหิ าร โรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 มี 3 ขน้ั ตอน ดังน้ี การประเมิน ตนเอง จากส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 จากส�ำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขัน้ พน้ื ฐานและหน่วยงานท่เี กยี่ วข้อง รับรองระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน 112 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต
เขต 2 จากแบบสอบถามความคดิ เห็นของผู้ทรงคณุ วฒุ เิ ก่ยี วกบั ระบบการบรหิ ารโรงเรียนกินนอน ส�ำนกั งาน เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยหาคา่ เฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) แลว้ นำ� คา่ เฉลย่ี เปรยี บเทยี บกบั เกณฑท์ ก่ี ำ� หนดไวผ้ ลการวเิ คราะหภ์ าพรวมของระบบการบรหิ ารโรงเรยี น กนิ นอนส�ำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 โดยรวมอย่ใู นระดับเห็นดว้ ยมาก โดยมี คา่ เฉลีย่ เท่ากับ 4.02 การน�ำระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ไปใชไ้ ด้น�ำเสนอตามหวั ข้อดงั ตอ่ ไปนี้ การเตรยี มการดา้ นโครงสร้างพน้ื ฐาน เครือ่ งมอื อปุ กรณ์ สง่ิ อ�ำนวยความสะดวก บุคลากร เครอ่ื งมือ วจิ ัย การวิเคราะหข์ ้อมลู และผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู พันธสัญญาฝ่ายผบู้ รหิ าร ผบู้ รหิ ารจะตอ้ งดำ� เนนิ การนำ� ระบบการบริหารโรงเรยี นกนิ นอน ส�ำนกั งาน เขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2 ไปใช้ ในการปฏิบัติงานในโรงเรียนแบบนักเรียนกนิ นอน เงื่อนไขความส�ำเร็จผู้บริหารจะต้องมีระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถม ศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ไปใช้ในการท�ำงานในโรงเรียนแบบนักเรียนกินนอนเพื่อให้บุคลากรร่วมมือ สู่ความส�ำเร็จและได้แนวทางในการพัฒนาผู้บริหารเร่ืองการน�ำไปใช้เสริมบุคลิกภาพ มีความพึงพอใจ ในการทำ� งานร่วมกนั เกดิ ประสิทธิภาพและประสิทธผิ ล ผลการวจิ ัยมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และคำ� ถามวจิ ยั ผลการวิจัยมีนัยยะต่อวิชาการวิชาชีพ และประโยชน์ที่มีต่อความก้าวหน้าทางวิชาการสามารถเป็น แนวทางในการจดั ทำ� วจิ ยั และพฒั นา เพอื่ ด�ำเนนิ การเลื่อนวิทยฐานะ โดยผลงานทางวชิ าการ ผลการวจิ ยั สามารถน�ำไปเผยแพรท่ างธุรกจิ ด้วยการจดสทิ ธิบตั รหรอื นำ� ไปเผยแพร่ได้ ผลการวจิ ัยสามารถนำ� ไปใช้ประโยชน์อย่างมากคือ ผู้บริหารโรงเรียนกินนอนสามารถน�ำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียนกินนอนได้จริง เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง โรงเรียน และชมุ ชน ผู้บริหารท่ีขาดประสบการณ์ในการบริหารโรงเรียนกินนอน สามารถน�ำระบบการบริหารโรงเรียน กินนอนสำ� นกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ไปใชก้ ับสถานการณจ์ ริงได้ ผู้บริหารโรงเรียนกนิ นอน สามารถน�ำข้อมลู ไปปรบั ปรุงและพัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนกนิ นอน ของตนเองใหย้ ง่ั ยนื สืบไป ผู้บริหารโรงเรียนกินนอน สามารถถอดประสบการณ์การบริหารโรงเรียนที่มีวิธีการบริหารจัดการ เป็นเลิศ (Best Practice) เป็นแบบอย่างแกโ่ รงเรยี นอนื่ ได้ ขอ้ เสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กระทรวงศึกษาควรน�ำระบบการบริหารโรงเรียนกินนอนไปเป็นนโยบาย ในการบริหารจัดการ คณุ ภาพการศกึ ษาของโรงเรยี นกนิ นอนของส�ำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 113
2. ขอ้ เสนอแนะในการน�ำผลการวจิ ัยไปใช้ 2.1 กระทรวงศึกษาควรมกี ารจดั สรรงบประมาณให้แกโ่ รงเรียนกนิ นอน ทัง้ วันเสาร์–อาทติ ยแ์ ละ วันหยดุ 2.2 กระทรวงศกึ ษา ควรมหี ลกั สตู รการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอนสำ� หรบั ผทู้ จี่ ะเขา้ มาดำ� รงตำ� แหนง่ ผ้บู รหิ ารโรงเรียนกินนอน 3. ข้อเสนอแนะสำ� หรับการวิจยั คร้ังต่อไป 3.1 ควรจะศึกษาและพัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ในเชิงลึกแต่ละองค์ประกอบ เพอื่ ส่งเสรมิ และสรา้ งผู้บรหิ ารสถานศึกษาโรงเรยี นกนิ นอนใหม้ คี ณุ ภาพตอ่ ไป 3.2 ควรศึกษาและพัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนกินนอน ที่ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาสู่ ระดบั สากล เอกสารอา้ งองิ ณฐั พงค พงสเ ผา ทอง. (2544). ปจ จยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ การตดั สนิ ใจเลอื กเชา หอพกั ของนกั เรยี น/นกั ศกึ ษาภายใน เขตเทศบาลเมืองเลย. รายงานการศึกษาปญหาพิเศษบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. เทียมจันทร์ พานิชย์ผลินไชย. (2547). เอกสารการสอนระเบียบวิธีวิจัย. พิษณุโลก: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวจิ ัยเบือ้ งตน้ . กรงุ เทพฯ: สรุ ีวิทยาศาส์น. พริ ิยะ ตระกลู สว่าง. (2557). คา่ นิยม 12 ประการ ครแู ละเดก็ ตอ้ งจดจำ� และท�ำได.้ [Online]. Available: http://www.kruchamp.com/index.php/sara/158-571011 [2557, ตุลาคม 12]. รงุ่ แกว้ แดง. (2545). ผบู้ รหิ ารการศกึ ษามอื อาชพี การบรหิ ารเพอ่ื การปฏริ ปู การเรยี นร.ู้ กรงุ เทพฯ: ขา้ วฟา่ ง. โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 บ้านทุ่งพร้าว. (2558). เอกสารสรุปผลการด�ำเนินงาน กิจกรรมพัฒนานิสัย 5 หอ้ งชวี ติ ตามโครงการสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมนกั เรยี นโรงเรยี นพกั นอน โดยผา่ นกจิ กรรม พฒั นานสิ ยั . ศริ ชิ ยั ชินะตงั กูร. (2554). หลักและวิธกี ารบริหารสถานศึกษา แผนการสอนหนว่ ยท่ี 4. (เอกสารการสอน). มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี. [Online]. Available: https://sites.google.com/site/ bkkthonnonthaburi3/xeksar-kar-reiyn/hlak-kar-thvsti-kar-brihar-laea-kar-brihar- sthan-suksa-pheux-khwam-pen-leis ส�ำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาแม่ฮอ่ งสอน เขต 2. (2556). รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียน ขนาดเล็กแบบพักนอน. ส�ำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (2555). เอกสาร แนวทางการดูแล ชว่ ยเหลือและพัฒนานักเรียนพักนอนของโรงเรียนในถนิ่ ทรุ กนั ดาร. 114 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต
สมหวงั พธิ ยิ านวุ ฒั น์ และคณะ. (2531). รายงานการวจิ ยั เรอื่ ง รปู แบบและกจิ กรรมเพอื่ เสรมิ สรา้ งบรรยากาศ และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยของหอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมุ าลี ด�ำรงวาจาสัตย.์ (2549). สภาพปัญหาการอยใู่ นหอพักและลักษณะหอพักทพี่ งึ ประสงค์ของนักศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เลย. วทิ ยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าสงั คมศาสตรเ์ พอื่ การพฒั นา คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ อำ� รงุ จนั ทวานชิ และคณะ. (2545). โรงเรยี นสมบรู ณแ์ บบ. [Online]. Available: http://www.moe.go.th /main2/article/Perfect_school1.html Mueller, Kate H. (1961). Student Personnel Work in Higher Education. Boston: Houghton Mifflin. ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 115
การปฏบิ ตั ิตามบทบาทหนา้ ที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน ของโรงเรยี นในเขตอำ� เภอทา่ เรอื สงั กัดสำ� นกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา พระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 The Performance of Basic Education Board Committee of Schools in Tharua District under Phranakonsiayutthaya Primary Educational Official Service Area Office 1 นางสาวเทยี มจิต คงอรุณ และ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สุภาภรณ์ ตั้งด�ำเนินสวสั ด์ิ มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต บทคดั ย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา ขนั้ พนื้ ฐานของโรงเรยี นในเขตอำ� เภอทา่ เรอื สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 2) เพอื่ เปรยี บเทยี บการปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานของโรงเรยี น ในเขตอำ� เภอทา่ เรอื สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 โดยจำ� แนกตาม อายุ ระดบั การศกึ ษา อาชพี และตำ� แหน่งของคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย คอื แบบสอบถาม กลมุ่ ตวั อยา่ ง คอื คณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน จำ� นวน 144 คน การวเิ คราะหข์ อ้ มลู หาคา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ เลขคณติ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว และตรวจสอบ ความแตกตา่ งรายคู่ โดยวธิ กี ารตรวจสอบความแตกตา่ งของเชฟเฟ ผลการวจิ ยั พบวา่ 1) การปฏบิ ตั ติ ามบทบาท หน้าทข่ี องคณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ในภาพรวม และรายดา้ นอยู่ในระดับมาก เมอ่ื พิจารณาเป็น รายด้าน พบวา่ อนั ดบั หนึง่ คอื ด้านการบรหิ ารงานวชิ าการ อันดับท่สี อง คอื ด้านการบริหารงานท่ัวไป อันดับ ท่สี าม คือ ด้านการบริหารงบประมาณ และอนั ดับสดุ ท้าย คอื ดา้ นการบรหิ ารงานบคุ คล 2) การเปรียบเทยี บ การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า การมีอายุแตกต่างกัน มีการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ไม่แตกต่างกัน และคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานที่มีอาชีพระดับ การศกึ ษา และตำ� แหนง่ ของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานทแี่ ตกตา่ งกนั มกี ารปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนา้ ท่ี แตกตา่ งกัน คำ� สำ� คัญ : บทบาทหน้าท่ี คณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน โรงเรียนในเขตอ�ำเภอท่าเรอื ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 117
Abstract The purposes of this research were 1) to study the performance of basic education board committee of schools in Tharua District under Phranakonsiayutthaya Primary Educational Official Service Area Office 1. 2) to compare the performance of basic education board committee of schools in Tharua District under Phranakonsiayutthaya Primary Educational Official Service Area Office 1 classified by age, educational level, occupation and position of basic education board committee. The questionnaire, which was the research tool, was distributed to 144 board committee of schools. Data analysis employed percentage, mean, standard deviation and One-Way ANOVA, and pair difference test by Scheffe’ Method. The results were shown that: 1) The overall perception of the performance of basic education board committee was at the high level. In the particular aspects, the results showed that an academic administration was perceived to be the highest, followed by general administration, budget administration and personnel administration, respectively. 2) The comparison of performance of basic education board committee classified by age revealed no significant difference and the performance classified by the educational level, occupation and the position of the committees were significantly different. Keywords : Performance, Basic Education Board Committee, Schools in Tharua District บทน�ำ ปจั จบุ นั การใหส้ งั คม และชมุ ชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษาในสถานศกึ ษานน้ั ถอื ไดว้ า่ กอ่ ให้ เกิดผลดี เนือ่ งจากเปน็ การรบั ฟังความคิดเหน็ ขอ้ เสนอแนะ แนวทางการพฒั นาดา้ นตา่ ง ๆ อนั สอดคลอ้ งกับ พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545 และแก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบับ ท่ี 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 8 ไดก้ ำ� หนดไว้วา่ การจัดการศึกษาให้ยึดหลกั 3 หลักการ คอื ข้อ (1) เป็นการศกึ ษา ตลอดชวี ติ ขอ้ (2) ใหส้ งั คมมสี ว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษา และ ขอ้ (3) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรยี นรู้ ใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งตอ่ เนื่อง และนอกจากน้ียังสอดคลอ้ งกบั มาตรา 9 ในขอ้ (2) มีการกระจายอ�ำนาจไปสูเ่ ขตพื้นที่ การศกึ ษา สถานศกึ ษา และองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และขอ้ (6) การมสี ว่ นรว่ มของบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน องคก์ รชมุ ชน องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ เอกชน องคก์ รเอกชน องคก์ รวชิ าชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบนั สังคมอื่น (สำ� นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า, 2559) การกระจายอ�ำนาจไปสู่ผู้มีส่วนร่วมในสังคมนั้น ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสถานศึกษา หลักการกระจายอ�ำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 39 ก�ำหนดให้กระทรวงกระจายอ�ำนาจไปยังสถานศึกษาโดยตรง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ งบประมาณ การบรหิ ารงานบคุ คลและการบรหิ ารทว่ั ไป หลกั การมสี ว่ นรว่ มไดก้ ำ� หนดใหก้ ารบรหิ ารสถานศกึ ษายดึ หลกั การให้ สงั คมและชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษา โดยบรหิ ารในรปู คณะบคุ คล เรยี กวา่ คณะกรรมการสถานศกึ ษา 118 บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ
ตามมาตรา 40 มีตวั แทน 6 กลมุ่ ไดแ้ ก่ ผู้แทน ผปู้ กครอง ผูแ้ ทนครู ผู้แทน องคก์ รชมุ ชน ผู้แทนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถ่ิน ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและ เลขานกุ าร มีบทบาทหน้าท่กี ำ� หนดนโยบาย และจัดท�ำแผนพัฒนาคณุ ภาพสถานศึกษาใหค้ �ำปรกึ ษา แนะน�ำ และสนับสนุนการด�ำเนินงานของสถานศึกษา ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอ่ืน รายงานผลการจัด การศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา และมีอ�ำนาจหน้าที่อ่ืนที่ได้รับการกระจายอ�ำนาจจาก สว่ นกลางใน 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ดา้ นการบรหิ ารงานบคุ คล และดา้ นการบรหิ ารงาน ทัว่ ไป (รุ่งชชั ดาพร เวหะชาต,ิ 2556) จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานน้ันมีความส�ำคัญต่อการส่งเสริมและบริหาร การศกึ ษาของสถานศึกษา รวมทั้งเป็นพลังขบั เคลอื่ นความสัมพันธ์ที่ระหว่างชุมชนและโรงเรียน อ�ำเภอทา่ เรอื เปน็ พ้นื ทีท่ มี่ คี วามเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ผปู้ กครองสว่ นใหญ่มักจะส่งบุตรหลานเข้าเรยี นในตวั อ�ำเภอ และ จังหวัด ประกอบกับมีโรงเรียนจ�ำนวนมากตั้งกระจายอยู่ในพ้ืนท่ีของหมู่บ้านท�ำให้จ�ำนวนนักเรียนมีจ�ำนวน ค่อนข้างน้อย ดังนั้นการศึกษาวิจัยครั้งน้ีจะเป็นข้อมูลพื้นฐานท่ีจะช่วยส่งเสริมให้คณะกรรมการสถานศึกษา ตระหนักถึงความส�ำคัญบทบาทหน้าที่ของตนเอง ซึ่งจะน�ำไปใช้ในการวางแผนเพ่ือการพัฒนา และปรับปรุง การจดั การศกึ ษาของสถานศกึ ษาใหม้ คี ณุ ภาพดยี งิ่ ขน้ึ และสง่ เสรมิ ใหช้ มุ ชนเหน็ ความสำ� คญั ของสถานศกึ ษาใน ชุมชนมากขนึ้ วัตถุประสงค์ 1. เพ่ือศกึ ษาการปฏบิ ัตติ ามบทบาทหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานของโรงเรียนใน เขตอำ� เภอทา่ เรอื สงั กดั ส�ำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 2. เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ โรงเรยี นในเขตอำ� เภอท่าเรอื สงั กัดสำ� นักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 โดย จำ� แนกตามอายุ ระดบั การศกึ ษา อาชพี และต�ำแหนง่ ของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมแนวความคิดเก่ียวกับการบริหารการศึกษา การบริหารสถานศึกษา ขั้นพ้ืนฐาน บทบาทหนา้ ที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน รวมทั้งงานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ งเพ่อื เป็นกรอบ ในการศกึ ษาเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานในโรงเรยี น ซง่ึ ปรากฏในกรอบ แนวคิดในการวิจัยดังภาพที่ 1 ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 119
ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตาม สถานภาพของคณะกรรมการ การปฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการ สถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียนในเขตอ�ำเภอ - อายุ ทา่ เรอื สังกัดส�ำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถม - ระดบั การศึกษา ศึกษาพระนครศรอี ยุธยา เขต 1 - อาชีพ 1. ดา้ นการบรหิ ารงานวิชาการ - ตำ� แหน่งของคณะกรรมการ 2. ด้านการบริหารงานงบประมาณ สถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน 3. ด้านการบริหารงานบุคคล 4. ด้านการบริหารทั่วไป ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวิจยั ระเบยี บวิธวี ิจยั ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่างท่ใี ชใ้ นการวิจยั ไดแ้ ก่ ประชากร คอื คณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานของโรงเรยี นในเขตอำ� เภอทา่ เรอื สงั กดั สำ� นกั งาน เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ปีการศึกษา 2558 จ�ำนวน 24 โรงเรียน มคี ณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้นื ฐาน จำ� นวน 228 คน แบ่งออกเป็น โรงเรยี นขนาดเล็ก 22 โรงเรียน จำ� นวน 198 คน และขนาดใหญ่ 2 โรงเรียน จ�ำนวน 30 คน การวิจัยคร้ังนี้ไม่ได้ท�ำการวิจัยโรงเรียนขนาดกลาง เนอ่ื งจากไมม่ ีโรงเรยี นขนาดกลาง กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนในอ�ำเภอ ทา่ เรือ สังกดั สำ� นกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาพระนครศรอี ยุธยา เขต 1 ปีการศึกษา 2558 ก�ำหนด โดยใชส้ ตู รยามาเน่ ท่รี ะดบั นยั ส�ำคญั ทางสถิติ .05 และคลาดเคล่ือน ร้อยละ 5 ได้จ�ำนวน 144 ตวั อยา่ ง และ ใช้วิธีการสมุ่ ตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอยา่ งง่ายตามสัดส่วน ดังนี้ ตารางที่ 1 ตารางแสดงจำ� นวนประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง ที่ ขนาดโรงเรียน จ�ำนวนคณะ จำ� นวน จำ� นวน กลุ่ม กรรมการสถาน (โรงเรียน) ประชากร ตัวอยา่ ง โศรกึงษเรายี ฯนต(คอ่ น1) (คน) 22 (คน) 1 โรงเรียนขนาดเลก็ 9 2 125 24 198 19 2 โรงเรียนขนาดใหญ่ 15 30 144 228 รวม 120 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต
เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเปน็ 2 ตอน ดงั น้ี ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลพ้นื ฐานของผ้ตู อบแบบสอบถาม สอบถามเกี่ยวกบั อายุ ระดับการศกึ ษาอาชีพ และ ประเภทของคณะกรรมการสถานศกึ ษา เปน็ แบบตรวจสอบรายการ (Check List) ตอนท่ี 2 ความคดิ เหน็ ของคณะกรรมการสถานศกึ ษาทไี่ ดป้ ฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการ สถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐานของโรงเรียนในด้านการบรหิ ารงานวชิ าการ ด้านการบริหารงานบคุ คล ด้านการบริหาร งบประมาณ และดา้ นการบรหิ ารท่ัวไป จำ� นวน 33 ข้อ เปน็ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสถิตทิ ีใ่ ช้ 1. ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean: ) สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) สถติ ทิ ดสอบ (t-test) การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทาง เดียว (One-way ANOVA) และทดสอบความแตกตา่ งเป็นรายคู่โดยวิธีเชฟเฟ่ (Scheffe’) 2. ผวู้ จิ ยั กำ� หนดเกณฑ์การแปลค่าเฉล่ยี คะแนนดงั น้ี ค่าเฉล่ยี 4.51 – 5.00 หมายถงึ การปฏิบตั ิตามบทบาทหนา้ ท่ีในระดับมากท่สี ดุ ค่าเฉล่ยี 3.51 – 4.50 หมายถึง การปฏิบัติตามบทบาทหนา้ ท่ใี นระดบั มาก ค่าเฉล่ีย 2.51 – 3.50 หมายถงึ การปฏบิ ตั ิตามบทบาทหนา้ ทใ่ี นระดบั ปานกลาง ค่าเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถงึ การปฏบิ ัตติ ามบทบาทหน้าทใี่ นระดับนอ้ ย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง การปฏิบตั ติ ามบทบาทหนา้ ทใ่ี นระดบั นอ้ ยทส่ี ุด ผลการศกึ ษา จากการศึกษาเรื่อง “การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ โรงเรียนในส�ำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพระนครศรีอยธุ ยา เขต 1” ผลการวจิ ยั พบว่า ผลการศึกษาสถานภาพของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ซึ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุระหว่าง 51–60 ปี จ�ำนวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 41.67 มีระดับการศึกษาต่�ำกว่า ปริญญาตรี จ�ำนวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 53.47 ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นข้าราชการหรือข้าราชการบ�ำนาญ จ�ำนวน 51 คน คิดเป็นร้อยละ 35.42 และมีต�ำแหน่งเปน็ กรรมการ จำ� นวน 114 คน คิดเป็นร้อยละ 79.17 1. ผลการศึกษาระดับการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ โรงเรยี นในเขตอำ� เภอท่าเรือ ในภาพรวมท้งั 4 ดา้ น คอื ด้านวิชาการ ดา้ นงบประมาณ ดา้ นบคุ ลากร และดา้ น บรหิ ารทว่ั ไป โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากมคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั 3.90 และเมอื่ พจิ ารณารายดา้ น พบวา่ มกี ารปฏบิ ตั ิ อยู่ในระดับมาก คือ ด้านวิชาการมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.96 ด้านบริหารทั่วไปมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.93 ดา้ นงบประมาณมีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 3.90 และด้านบุคลากรมีคา่ เฉลย่ี เท่ากบั 3.80 2. ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ โรงเรียนในอำ� เภอทา่ เรอื 2.1 คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานที่มีอายุต่างกัน มีการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของ ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 121
คณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานของโรงเรียนในอำ� เภอทา่ เรอื ในภาพรวมไม่แตกตา่ งกนั 2.2 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่ีมีระดับการศึกษาต่างกันมีการปฏิบัติตามบทบาท หน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียนในอ�ำเภอท่าเรือในภาพรวมแตกต่างกัน เมอ่ื พจิ ารณารายดา้ น พบวา่ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานทมี่ รี ะดบั การศกึ ษาตา่ งกนั มกี ารปฏบิ ตั ติ าม บทบาทหน้าทแ่ี ตกตา่ งกนั ทงั้ 4 ด้าน อยา่ งมีนัยสำ� คญั ทางสถิติทีร่ ะดับ .05 2.3 คณะกรรมการสถานศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน ท่มี อี าชพี ตา่ งกัน มกี ารปฏบิ ตั ิตามบทบาทหนา้ ที่ของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในอ�ำเภอท่าเรือในภาพรวมแตกต่างกัน และเม่ือพิจารณา รายดา้ น พบวา่ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานทม่ี อี าชพี ตา่ งกนั มกี ารปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนา้ ทแ่ี ตกตา่ ง กันทั้ง 4 ดา้ น อยา่ งมนี ัยส�ำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 2.4 คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานที่มีต�ำแหน่งคณะกรรมการสถานศึกษาต่างกัน มกี ารปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานของโรงเรยี นในอำ� เภอทา่ เรอื ในภาพรวม แตกตา่ งกนั และเม่อื พจิ ารณารายดา้ น พบวา่ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานท่ตี �ำแหน่งคณะกรรมการ สถานศกึ ษาตา่ งกนั มกี ารปฏบิ ัติตามบทบาทหนา้ ที่แตกต่างกันทั้ง 4 ดา้ น อย่างมีนยั สำ� คัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05 อภิปรายผล 1. การปฏิบตั ติ ามบทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐานของโรงเรยี นในเขตอำ� เภอ ท่าเรือทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านบริหารทั่วไป อยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับการศึกษาของ ราตรี พูลพัฒน์ (2553) พบว่า การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา ขนั้ พนื้ ฐานในการบรหิ ารงานของโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 3 โดยภาพรวมและ รายขอ้ อยใู่ นระดบั มาก สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ ปาลดิ า อนุ่ ทลุ ยั (2554) พบวา่ การมสี ว่ นรว่ มในการบรหิ าร การศกึ ษาของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับการศึกษาของ สุนิจ โสดาวิชิต (2553) พบว่า สภาพการด�ำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานสังกัดส�ำนักงานเขต พ้นื ที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดบั มาก 1) ด้านวิชาการ คณะกรรมการสถานศึกษาให้ความส�ำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาของ บตุ รหลาน ดังนน้ั จงึ ให้ความรว่ มมือกบั สถานศกึ ษาในการปฏบิ ตั หิ น้าทีอ่ ย่างเต็มที่ 2) ดา้ นงบประมาณ คณะกรรมการสถานศกึ ษาใหค้ วามสำ� คญั เกยี่ วกบั การใชจ้ า่ ยเงนิ การบรจิ าค เงินสนบั สนนุ ในการสง่ เสริมการศึกษา ซ่งึ ถือเป็นสว่ นส�ำคัญในการด�ำเนินงานด้านการศึกษาให้กบั บุตรหลาน 3) ดา้ นบคุ ลากร บคุ ลากรทางการศกึ ษาเปน็ สว่ นส�ำคญั ในการสรา้ งองค์ความรู้ และหล่อหลอม เยาวชนใหม้ คี ุณภาพ การมสี ่วนรว่ มในเรอ่ื งการบริหารงานด้านบุคลากรจึงมีความส�ำคัญเช่นกนั 4) ดา้ นบรหิ ารทวั่ ไปเกยี่ วขอ้ งกบั การใหค้ วามรว่ มมอื กบั สถานศกึ ษาและชมุ ชนในการจดั กจิ กรรม/ โครงการต่าง ๆ ซึ่งคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถปฏิบัตไิ ด้อย่างเต็มท่ี ผลการวิจัยคร้ังน้ีแสดงให้เห็นว่า การท่ีคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนในเขต อ�ำเภอท่าเรอื มกี ารปฏบิ ัติหน้าทต่ี ามบทบาทหน้าท่อี ยใู่ นระดบั มากนั้น เปน็ ผลอนั เนื่องมาจาก คณะกรรมการ 122 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดสุ ติ
สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานน้ันเป็นคณะบุคคลที่สถานศึกษา และคนในชุมชนน้ันได้คัดเลือกมาให้เป็นตัวแทนใน การเขา้ มาปฏบิ ตั หิ นา้ ทชี่ ว่ ยเหลอื สนบั สนนุ สถานศกึ ษาในดา้ นตา่ ง ๆ และถอื วา่ เปน็ ตำ� แหนง่ ทม่ี เี กยี รตใิ นชมุ ชน จงึ ทำ� ใหค้ ณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานตระหนกั ถงึ ภารกจิ หนา้ ทข่ี องตนเองใหส้ มกบั ทร่ี บั ไดค้ ดั เลอื กจาก ชุมชน ผลการวจิ ยั สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ ชตุ กิ าญจน์ อนุ่ ประเดมิ และเบญจวรรณ กสี่ ขุ พนั ธ์ (2561) พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ต้องมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารโรงเรียน มสี ่วนร่วมในการตดั สินใจ การประเมินจุดแข็งจุดอ่อนของโรงเรียน เพื่อวางแผนกลยุทธ์และน�ำมาใช้ในการก�ำหนดทิศทางของโรงเรียน โดยการจดั ท�ำแผนปฏิบัติการประจ�ำปี และรว่ มกันปฏิบตั หิ นา้ ท่ตี ามโครงการต่าง ๆ เพอ่ื ให้บรรลภุ ารกจิ ของ โรงเรียน 2. ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ โรงเรียนในเขตอ�ำเภอท่าเรอื โดยจ�ำแนกตาม อายุ การศึกษา อาชพี และต�ำแหน่ง พบดังน้ี 1) คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ที่มีอายุต่างกัน มีการปฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในอ�ำเภอท่าเรือในภาพรวมไม่แตกต่างกัน ซ่ึงไม่สอดคล้อง กบั สมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไว้ และสอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ ราตรี พลู พฒั น์ (2553) พบวา่ คณะกรรมการสถานศกึ ษา ขนั้ พนื้ ฐานทมี่ อี ายตุ า่ งกนั มสี ว่ นรว่ มในการบรหิ ารงานของโรงเรยี นไมต่ า่ งกนั สอดคลอ้ งกบั นติ ยา อารกี ร (2553) พบว่า ทรรศนะของครูและผู้บริหารสังกัดเทศบาลจังหวัดพังงาต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษาของ คณะกรรมสถานศึกษาข้นั พน้ื ฐาน จำ� แนกตามอายไุ มแ่ ตกต่างกนั 2) พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีการปฏิบัติตาม บทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียนในอ�ำเภอท่าเรือในภาพรวมแตกต่างกัน ซึ่งสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานทต่ี ้ังไว้ สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ สำ� เรงิ กลา้ หาญ (2549) พบว่า การปฏิบตั งิ าน ตามบทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาทม่ี รี ะดบั การศกึ ษาตา่ งกนั มผี ลตอ่ การปฏบิ ตั งิ านตามบทบาท หน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาแตกต่างกัน สอดคล้องกับการศึกษาของ จินดา ศรีด�ำ (2550) พบว่า ผทู้ มี่ วี ฒุ กิ ารศกึ ษาแตกตา่ งกนั มกี ารปฏบิ ตั งิ านตามบทบาทหนา้ ทใ่ี นภาพรวมแตกตา่ งกนั ผลการวจิ ยั ครงั้ นแี้ สดง ให้เห็นว่าระดับการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานน้ันส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าท่ี ด้วยเหตุ อนั เนอื่ งมาจากมไิ ดม้ กี ารกำ� หนดคณุ สมบตั ขิ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานในเรอื่ งของวฒุ กิ ารศกึ ษา ของผู้ท่ีจะเขา้ มาด�ำรงต�ำแหน่งคณะกรรมการสถานศกึ ษา จงึ ทำ� ใหค้ ณะกรรมการปฏิบัติหน้าท่ีตามวุฒิความรู้ ความสามารถของตนเอง 3) คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ที่มีอาชีพต่างกัน มีการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของโรงเรียนในอ�ำเภอท่าเรือ ในภาพรวมแตกต่างกัน ซ่ึงสอดคล้องกับ สมมตฐิ านท่ตี ง้ั ไว้ สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ ทศพร ผลทวีนกุ ูล (2551) พบวา่ คณะกรรมการสถานศึกษา ข้ันพน้ื ฐานจงั หวดั นครปฐม ทีม่ ีอาชพี ตา่ งกนั มีสว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษาแตกต่างกนั ผลการวิจัยคร้ังน้แี สดง ให้เห็นว่าความแตกต่างด้านอาชีพของคณะกรรมการสถานศึกษานั้นส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าท่ีที่แตกต่างกัน อาชีพแต่ละอาชีพมีความแตกต่างกันในด้านของรายได้ เวลาการท�ำงาน และลักษณะการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็น ปัจจัยส่งผลต่อการปฏบิ ตั หิ น้าท่ี เช่น การเข้าร่วมประชมุ เพอ่ื รับทราบนโยบาย แนวการปฏบิ ัติหนา้ ท่ี การให้ ข้อเสนอแนะ การวางแผนงาน รวมถึงความพร้อมในการแสดงออกด้านความคิดเห็น เมื่อคณะกรรมการ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 123
สถานศกึ ษาไมส่ ามารถเขา้ รว่ มการประชมุ หรอื เขา้ รว่ มการประชมุ เปน็ ครงั้ คราว อาจทำ� ใหป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทไ่ี มเ่ ตม็ ความสามารถ 4) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่ีมีต�ำแหน่งคณะกรรมการสถานศึกษาต่างกัน มกี ารปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานของโรงเรยี นในอำ� เภอทา่ เรอื ในภาพรวม แตกต่างกนั ซ่งึ สอดคลอ้ งกับสมมติฐานทต่ี งั้ ไว้ สอดคลอ้ งกับการศกึ ษาของ ทศพร ผลทวนี กุ ลู (2551) พบวา่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานจังหวัดนครปฐมท่ีประเภทของการเป็นคณะกรรมการสถานศึกษา ขน้ั พนื้ ฐานทแี่ ตกตา่ งกนั มสี ว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษาแตกตา่ งกนั สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ สรุ พล ทองมคี า่ (2551) พบวา่ คณะกรรมการสถานศกึ ษาทม่ี ปี ระเภทของคณะกรรมการสถานศกึ ษาทแ่ี ตกตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ เก่ียวกับบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานแตกต่างกัน สอดคล้องกับการศึกษาของ อาทติ ย์ สงิ หธนานนท์ (2552) พบวา่ คณะกรรมการทมี่ สี ถานภาพการเปน็ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามบทบาทแตกต่างกัน สอดคล้องกับการศึกษาของ ทรงศักด์ิ พุฒมาลา (2549) พบว่าคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทต่างกันมีความคิดเห็นต่อสภาพการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการสถานศึกษา โดยรวมทงั้ 4 ด้าน แตกตา่ งกัน และสอดคลอ้ งกับ จินดา ศรดี ำ� (2550) พบว่า ผทู้ ีม่ ลี กั ษณะเปน็ ตัวแทนทีแ่ ตกตา่ งกนั มกี ารปฏิบตั ิตามบทบาทหนา้ ทท่ี ั้งในภาพรวมและรายดา้ นแตกต่างกนั ผลการวจิ ยั ครง้ั นแี้ สดงใหเ้ หน็ วา่ ตำ� แหนง่ ของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานทแ่ี ตกตา่ งกนั มกี ารปฏบิ ตั ิ ตามบทบาทหนา้ ทท่ี แ่ี ตกตา่ งกนั อาจจะมสี าเหตมุ าจากความแตกตา่ งในอำ� นาจหรอื ขอบเขตในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี ของคณะกรรมการแต่ละต�ำแหน่ง ซ่ึงคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานนั้น ประกอบไปด้วย ต�ำแหน่ง ประธานกรรมการ ต�ำแหน่งกรรมการ และต�ำแหน่งกรรมการและเลขานุการ โดยที่ประธานนั้นจะมีอ�ำนาจ หน้าท่ีในการตัดสินใจมากกว่าต�ำแหน่งอื่น ๆ รวมท้ังต�ำแหน่งกรรมการและเลขานุการ ซ่ึงก็คือผู้อ�ำนวยการ สถานศึกษาน้ัน เป็นผู้มีความรู้และความเข้าใจในบริบทของสถานศึกษาค่อนข้างมากกว่าต�ำแหน่งอื่น ๆ ซง่ึ ส่งผลตอ่ การปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนา้ ท่โี ดยตรง ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะในการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใช้ 1. ด้านวิชาการ ควรให้คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนในเขตอ�ำเภอท่าเรือได้รับ ทราบเก่ียวกับการจัดระบบการด�ำเนินงานตามระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เพื่อเป็นการร่วมมือ ในการพัฒนาสถานศึกษาให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษารวมท้ังให้ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และความต้องการของผเู้ รยี น ชมุ ชน และท้องถน่ิ และให้การสนบั สนนุ การจดั กระบวน การเรียนรู้ เพือ่ เปน็ ประโยชน์แก่ผ้เู รียน 2. ด้านงบประมาณ ควรให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในเขตอ�ำเภอท่าเรือ ได้ให้ความเห็นต่อการออก ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับกับการจัดการรายได้ และ การบริหารการเงินของสถานศึกษา รวมท้ังการจัดตั้งและการใช้จ่ายงบประมาณประจ�ำปีของสถานศึกษา เพื่อเป็นการแสดงความเหน็ รว่ มกนั ต่อการบรหิ ารการเงนิ ของสถานศึกษา 124 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสติ
3. ดา้ นบคุ ลากร ควรให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐานของโรงเรียนในเขตอำ� เภอทา่ เรือ ไดใ้ ห้ ขอ้ เสนอแนะในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรทางการศกึ ษา ใหค้ วามคดิ เหน็ ตอ่ นโยบายการพฒั นาบคุ ลากร และ การวางแผนอัตราก�ำลังบคุ ลากรของสถานศึกษา 4. ด้านบริหารท่ัวไป ควรให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในเขตอ�ำเภอท่าเรือ ไดใ้ หข้ ้อเสนอแนะต่อการออกระเบยี บ หรอื ขอ้ บงั คบั ในการดำ� เนินงานด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา ส่งเสริมให้ คณะกรรมการไดป้ ฏิบัตหิ นา้ ที่เก่ยี วกบั กจิ การของสถานศกึ ษาตามทก่ี ฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ฯลฯ กำ� หนด ให้เป็นไปตามหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน รวมท้ังการให้ความเห็นในการส่งเสริม ความเข้มแข็งในชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการท�ำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการ สถานศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานและโรงเรยี น ข้อเสนอแนะส�ำหรบั การวิจยั ครัง้ ตอ่ ไป 1. ควรมีการศึกษาการปฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับ การออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ แนวปฏิบัติในงานด้านงบประมาณ และด้านการบริหารท่ัวไป ของสงั กดั ส�ำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 2. ควรศึกษาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานเก่ียวกับการเก่ียวกับ การประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา ของสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 3. ควรศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างของอาชีพ อายุ และระดับการศึกษาของคณะกรรมการ สถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานท่ีมีต่อการปฏิบตั ิหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน เอกสารอ้างองิ จินดา ศรีดำ� . (2550). การปฏบิ ัตติ ามบทบาทหน้าท่ขี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานในโรงเรยี น สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาสงิ หบ์ รุ .ี วทิ ยานพิ นธค์ รศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ าร การศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเทพสตร.ี ชตุ กิ าญจน์ อนุ่ ประเดมิ และเบญจวรรณ กสี่ ขุ พนั ธ.์ (2561). การวางแผนกลยทุ ธใ์ นสถานศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน เขตพ้นื ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1. วารสารวชิ าการบัณฑติ วทิ ยาลยั สวนดสุ ติ มหาวทิ ยาลัย สวนดสุ ติ , 14 (1), (มกราคม-เมษายน 2561). ทรงศักดิ์ พุฒมาลา. (2549). สภาพการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานสังกัด ส�ำนักงานเขตพื้นการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏศรสี ะเกษ. ทศพร ผลทวีนุกูล. (2551). การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษานครปฐม เขต 1. วทิ ยานพิ นธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพฒั นศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยศิลปากร. ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 125
ปาลดิ า อุ่นทุลัย. (2554). การมีส่วนรว่ มในการบริหารการศกึ ษาของคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบณั ฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ราตรี พลู พฒั น.์ (2553). การมสี ว่ นรว่ มของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานในการบรหิ ารของโรงเรยี น ในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 3. วทิ ยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขา วชิ ายทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนา บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี. ร่งุ ชชั ดาพร เวหะชาติ. (2556). การบริหารจดั การสถานศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน (พิมพค์ ร้ังที่ 5). สงขลา: นำ� ศลิ ป์ โฆษณา. ส�ำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2559). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และแก้ไขเพมิ่ เติม (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553. [Online]. Available: http:// www.onesqa.or.th/th/contentdownload/972/ [2559, มีนาคม 16]. สนุ จิ โสดาวชิ ติ . (2553). สภาพการดำ� เนนิ งานตามบทบาทหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน สงั กัดสำ� นักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาหนองคาย เขต 1. วทิ ยานิพนธค์ รศุ าสตรมหาบณั ฑิต สาขา วิชาการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม. สรุ พล ทองมคี า่ . (2551). บทบาทหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานโรงเรยี นในสงั กดั สำ� นกั งาน เขตพ้ืนที่การศึกษาขอนแก่น เขต 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเลย. อาทติ ย์ สงิ หธนานนท.์ (2552). การปฏบิ ตั งิ านตามบทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ของโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาปราจีนบุรี เขต 2. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยบูรพา. 126 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ
แนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลยี่ นแปลงของผ้บู ริหารสถานศึกษา ในสำ� นกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาเชยี งใหม่ เขต 3 Transformational Leadership Reinforcement Guideline of Educational Administrators in Chiang Mai Primary Educational Service Area Office 3 นางสาวพชั รกัญญ์ นันทะชยั อาจารย์ ดร. ยงยุทธ ยะบญุ ธง และ รองศาสตราจารย์ ดร. ชชู พี พทุ ธประเสริฐ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ บทคัดยอ่ การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตาม ทัศนะของครู 2) เพอ่ื จดั ท�ำแนวทางการเสรมิ สร้างภาวะผนู้ ำ� การเปลีย่ นแปลงของผ้บู รหิ ารสถานศึกษา 3) เพื่อ ตรวจสอบแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยศึกษากับผู้บริหาร สถานศกึ ษา ดว้ ยองคป์ ระกอบหลกั 5 องคป์ ระกอบ และองคป์ ระกอบยอ่ ย 24 องคป์ ระกอบ การจดั ทำ� แนวทาง การเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ และ การตรวจสอบแนวทางโดยผเู้ ชยี่ วชาญ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ประกอบดว้ ย การหาคา่ เฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน การพรรณนาวเิ คราะห์ และการสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผูน้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผู้บริหารสถานศกึ ษาในสำ� นักงานเขตพน้ื ท่ีการ ศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ประกอบดว้ ย องคป์ ระกอบหลกั ดา้ นการประพฤตติ นใหเ้ ปน็ แบบอยา่ งทด่ี ี มคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม อยู่ในระดับมาก โดยมคี ่าเฉลยี่ สงู สุด รองลงมาคือ องคป์ ระกอบหลกั ด้านการมีวสิ ยั ทศั น์ สว่ นองคป์ ระกอบทมี่ คี า่ เฉลย่ี ของการปฏบิ ตั ติ ำ่� ทสี่ ดุ คอื องคป์ ระกอบหลกั ดา้ นการสรา้ งแรงบนั ดาลใจ แนวทาง ประกอบดว้ ย จดุ มงุ่ หมาย วธิ กี ารและกจิ กรรม การวดั และการประเมนิ ผล และตวั ชว้ี ดั ความสำ� เรจ็ (2) แนวทาง เสริมสรา้ งภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง พบวา่ แนวทางท่ีไดม้ าควรนำ� มาเสรมิ สร้างภาวะผนู้ �ำการเปลีย่ นแปลง ของผู้บรหิ ารสถานศึกษาทง้ั กอ่ นเขา้ รบั ตำ� แหน่งและระหว่างดำ� รงต�ำแหนง่ โดยผลการตรวจสอบแนวทางดา้ น ความถูกต้อง ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางดังกล่าว พบว่า ทุกองค์ประกอบของแนวทาง โดยรวมอยู่ในระดบั มากถึงมากทส่ี ดุ ค�ำส�ำคญั : แนวทางการเสรมิ สร้าง ภาวะผนู้ �ำการเปลย่ี นแปลง ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 127
Abstract The purpose of this research were 1) to study the transformational leadership of educational administrators following as teacher attitude 2) to establish transformational leadership reinforcement guideline for educational administrators 3) to check transformational leadership reinforcement guideline for educational administrators by study educational administrators by 5 main elements and 24 sub elements. Establishing guidelines for reinforcement of transformational leadership of educational administrators in the workshop and monitoring guidelines by experts, data analysis consists of finding the mean, standard deviation, descriptive analysis and the summary induction. The result found that (1) the leadership of educational administrators in Primary Educational Area 3, the main elements of behaves as a good model with ethics and moral practice in the highest level. The second was the main component in a vision. The element with the lowest was the main element for creative inspiration. The guideline consisted of aim, methodology and activities, measurement and evaluation, key success indicator. (2) Transformational Leadership Reinforcement Guideline found that should engage the guideline to reinforce transformational leadership for administrator, by accepting the position and during the tenure. For monitoring approaches the accuracy, the suitability and feasibility of the approach found all the elements of the guidelines were at the most level. Keywords : Reinforcement Guideline, Transformational Leadership บทน�ำ การปฏิวตั ทิ างเทคโนโลยใี นทศวรรษท่ผี า่ นมาท�ำใหโ้ ลกเขา้ สู่ยุคไรพ้ รมแดน โลกแคบลงไม่มีขีดจ�ำกดั ในการรบั รขู้ อ้ มลู ขา่ วสาร อนิ เตอรเ์ นต็ ไดเ้ ขา้ มามบี ทบาทสำ� คญั ในชวี ติ ประจำ� วนั มากขนึ้ องคก์ รราชการ องคก์ ร ธุรกิจ และประชาชนทั่วไปใชเ้ ทคโนโลยสี มัยใหม่ เพ่อื รองรับกับภารกจิ ประจ�ำวนั ในทกุ ภาคสว่ น หนว่ ยธรุ กิจ จดั ท�ำร้านคา้ ในเครอื ข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ (Website) เพอ่ื จำ� หน่ายสนิ ค้าและติดต่อลกู คา้ หน่วยงาน ราชการประชาสมั พนั ธแ์ ละแสดงขอ้ มลู การใหบ้ รกิ ารแกป่ ระชาชน บคุ ลากร ใชอ้ เี มล์ (e-mail) ตดิ ตอ่ ในหนว่ ยงาน ได้ทุกคน ทุกเวลา และโต้ตอบในกระดานสนทนากับหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ สิ่งเหล่าน้ีท�ำให้การท�ำงานในองค์กร ก้าวสู่ยุคดิจิตอล หลายองค์กรเปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยใช้โอกาสและความได้เปรียบเป็นแนวทางใน การปรับเปล่ียนองค์กรเพ่ือให้องค์กรสามารถด�ำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลท่ีดีที่สุด เพอ่ื ใหอ้ งคก์ รสามารถอยรู่ อดในสภาวะแวดลอ้ มทต่ี อ้ งแขง่ ขนั กนั อยา่ งรนุ แรง ทา่ มกลางกระแสการเปลยี่ นแปลง ท่ยี ังคงมอี ัตราเรง่ เขา้ ส่โู ลกยคุ ดจิ ติ อลตลอดเวลา อยา่ งไรก็ตามในการเปลี่ยนแปลงองค์กรดงั กล่าว โอกาสและ ความได้เปรียบแค่เพียงอย่างเดียวน้ันไม่เพียงพอ ผู้น�ำองค์กร (Leader) จะต้องปรับเปล่ียนภาวะผู้น�ำ อยา่ งเหมาะสม เพอ่ื ใหผ้ นู้ ำ� ใชภ้ าวะผนู้ ำ� อยา่ งเตม็ ศกั ยภาพในการขบั เคลอ่ื นองคก์ รไปในทศิ ทางทถ่ี กู ตอ้ งเหมาะสม 128 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ
ตามบริบทขององค์กรและสภาวะภายนอก ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อผ้นู �ำทำ� ให้ผู้นำ� ตอ้ งปรบั เปล่ียนบทบาทภาวะผู้น�ำในองค์กร อีกทัง้ ยังเป็น ความทา้ ทาย อกี ประการหนงึ่ ท่ีผนู้ ำ� จะตอ้ งบรู ณาการเทคโนโลยเี ข้ากบั บทบาทหน้าท่ีของผนู้ ำ� อยา่ งเหมาะสม ภายใต้วัฒนธรรมและบริบทขององค์กรซ่ึงได้แก่ วิสัยทัศน์และเป้าหมายในระยะสั้น และระยะยาวระดับ ต่าง ๆ การรักษาเสถียรภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร การสร้างความร่วมมือภายในองค์กรจากผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย การขับเคล่ือนกระบวนการภายในจากผลกระทบภายในและภายนอก การด�ำเนินงานตาม ยทุ ธศาสตรเ์ พ่อื ใหไ้ ด้ผลงานตามเปา้ หมายขององค์กร การบริหารจัดการทรพั ยากรมนษุ ย์ การสอื่ สารภายใน องค์กร และอืน่ ๆ ไพศาล กาญจนวงศ์ (2555: 48-49) ได้กลา่ วถึง ผู้นำ� ท่ดี ที ี่สุดท่ที �ำใหเ้ กิดประสิทธผิ ลกับ องค์กรได้นั้นตอ้ งมีลักษณะ 3 ประการคอื การปรับตัว (Adaptation) ความมปี ระสิทธิภาพ (Efficiency) และ ทรพั ยากรมนุษย์ (Human Resources) ผู้บริหารถือว่าเป็นกุญแจส�ำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้บริหารต้องปรับตัว ตามให้ทันกับการศึกษาในศตวรรษใหม่ นอกจากสมรรถนะส�ำคัญของผู้บริหารแล้ว ภาวะผู้น�ำ ถือว่าเป็น สง่ิ สำ� คญั อยา่ งยง่ิ เพราะในปจั จบุ นั ทก่ี ารศกึ ษาไดเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลง พลกิ โฉมไปจากเดมิ เปน็ อยา่ งมาก ดงั นนั้ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในฐานะผนู้ ำ� ตอ้ งเรม่ิ เปลย่ี นแปลงเปน็ ลำ� ดบั แรก เพอื่ ปรบั ตวั ใหท้ นั กบั บรบิ ททางการศกึ ษา และการบริหารสถานศึกษาทเี่ ปล่ยี นไป ท่ีเน้นทกั ษะแห่งอนาคตทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ภาวะผู้น�ำถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้น�ำพึงจะมี เม่ือบวกกับบริบทการเปล่ียนแปลงทางการศึกษาที่ผู้น�ำหรือ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาควรจะปรับตัวใหพ้ ร้อมกบั ความเปลย่ี นแปลง ภาวะผนู้ �ำเป็นสิ่งทคี่ ุน้ เคยในแวดวงบรหิ าร การศกึ ษาอยแู่ ลว้ แตภ่ าวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงดเู หมอื นจะเขา้ กบั สถานการณใ์ นปจั จบุ นั ทเี่ กดิ การเปลย่ี นแปลง มากมายทางด้านการบริหารการศึกษา ผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) ผู้น�ำ การเปลย่ี นแปลง เปน็ มมุ มองร่วมสมยั ของเรอ่ื งภาวะผู้นำ� ผู้น�ำดังกล่าวคลา้ ยคลึงกับผ้นู ำ� บารมี (Charismatic Leaders) แตแ่ ตกตา่ งตรงทคี่ วามสามารถทจ่ี ะนำ� เอานวตั กรรมและการเปลยี่ นแปลงเขา้ มาสอู่ งคก์ ร โดยระลกึ ถึงความต้องการและความเป็นอยู่ของพนักงาน ผู้น�ำแห่งการเปลี่ยนแปลงสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส�ำคัญต่อ ทั้งพนักงานและองค์กร ตลอดจนผู้น�ำแบบน้ีมีความสามารถที่จะน�ำไปสู่การเปล่ียนแปลงในเรื่องภาระหน้าที่ ขององคก์ ร กลยทุ ธแ์ ละโครงสรา้ ง รวมถึงวฒั นธรรมขององคก์ ร (ชัยเสฏฐ์ พรหมศร,ี 2549: 76) ดังน้ันเพ่ือให้เข้ากับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาในปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าจึงได้สนใจศึกษา เก่ียวกับเร่ืองภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถพัฒนาให้ผู้บริหารมีภาวะผู้น�ำทางการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ และสามารถเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนของผู้บริหาร สถานศึกษา ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการบริหารสถานศึกษาในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจ ศึกษาเรอ่ื งภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผูบ้ ริหารสถานศึกษา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ตามทัศนะของครู 2. เพอื่ จดั ทำ� แนวทางการเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งาน ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 129
เขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 3. เพ่ือตรวจสอบแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาใน สำ� นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาเชียงใหม่ เขต 3 แนวคิดทฤษฎที เ่ี กี่ยวขอ้ ง ผู้นำ� (Leader) หมายถงึ บคุ คลท่ีไดร้ ับการยอมรับและยกยอ่ งจากบคุ คลอื่น หมายถงึ บุคคลซึ่งไดร้ บั การแตง่ ตงั้ ขึน้ มา หรือไดร้ ับการยกยอ่ งใหเ้ ปน็ หัวหนา้ ในการดำ� เนนิ งาน ในองคก์ รต่าง ๆ ตอ้ งอาศยั บคุ คลท่มี ี ความเป็นผู้น�ำจึงจะท�ำให้องค์การด�ำเนินไปอย่างบรรลุผลส�ำเร็จตามวัตถุประสงค์ และน�ำพาหน่วยงานไปสู่ ความเจรญิ ก้าวหน้า ภาวะความเปน็ ผนู้ ำ� (Leadership) หมายถงึ บคุ คลทม่ี คี วามสามารถในการบงั คบั บญั ชาบคุ คลอน่ื โดย ได้รับการยอมรับและยกย่องจากบุคคลอื่น เป็นผู้น�ำให้บุคคลอ่ืนไว้วางใจและให้ความร่วมมือ ความเป็นผู้น�ำ เป็นผู้มีหน้าท่ีในการอ�ำนวยการ หรือสั่งการ บังคับบัญชา ประสานงานโดยอาศัยอ�ำนาจหน้าท่ี (Authority) เพ่ือให้กิจการงานบรรลุผลส�ำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการ ความเป็นผู้น�ำ หมายถึง ผู้ท่ีมี ความสามารถในการใช้ศิลปะในการจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานท่ีได้รับมอบหมายให้ส�ำเร็จด้วย ความเต็มใจ (เนตร์พณั ณา ยาวิราช, 2556: 1-2) การพฒั นาภาวะผู้น�ำ การพัฒนาภาวะผ้นู ำ� มีแนวทางอยู่ 3 แนวทางดงั นี้ 1. การฝึกอบรมอย่างเปน็ ทางการ (Formal Training) เป็นการอบรมในเรื่องที่เกย่ี วขอ้ งกับความรู้ เฉพาะในสายอาชพี ตนเอง และความรอบรเู้ พม่ิ เตมิ ในสภาพจรงิ ทเี่ ปลย่ี นไปในองคก์ ร ซงึ่ เกยี่ วกบั ทกั ษะ ความรู้ ในงานที่ท�ำ (Knowledgeable Works) ผู้น�ำต้องวิเคราะห์ตนเองว่าในสายงานที่ท�ำนั้นเกี่ยวข้องกับเน้ือหา อะไร และอะไรคอื ความรใู้ หม่ ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนท่จี ะเขา้ มากระทบกบั การทำ� งาน เชน่ ความรูเ้ กีย่ วกับไอที เคร่อื งใช้ ส�ำนกั งาน การพูดในทสี่ าธารณะ การบรหิ ารองคก์ รสมัยใหม่ โดยการเขา้ อบรมอยา่ งเป็นทางการ หรอื อบรม หลกั สตู รระยะสน้ั ในสถาบนั ศูนย์ฝกึ อบรมต่าง ๆ ในการอบรมอย่างเปน็ ทางการอาจใชว้ ิธี บรรยาย การสาธติ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ วดิ โี อ การใชอ้ ปุ กรณ์ การจำ� ลอง และการปฏสิ มั พนั ธก์ บั ระบบคอมพวิ เตอร์ กรณศี กึ ษาแบบฝกึ หดั เกม การจ�ำลองสถานการณ์ การแสดงบทบาทสมมติ กิจกรรมกลุ่ม แต่วิธีการอบรมที่นิยมใช้กันมากคือ การแสดงบทบาทพฤตกิ รรม กรณีศึกษา และการจำ� ลองสถานการณก์ ลุ่มใหญ่ 2. กจิ กรรมเพอื่ การพฒั นา (Developmental Activities) จะอยใู่ นรปู ของการทำ� งานในกระบวนการ ท�ำงาน ได้แก่ การท�ำงานท่ีได้รับมอบหมายในลักษณะที่ท้าทาย การหมุนเวียนต�ำแหน่ง การเรียนรู้โดย การปฏบิ ัติ การให้คำ� ปรึกษาแนะน�ำจากผ้บู งั คบั บญั ชา การทำ� งานแบบพเ่ี ลี้ยง โปรแกรมการพฒั นาบคุ ลากร 3. การพฒั นาดว้ ยตนเอง (Self-help Activities) ผ้นู ำ� ต้องสร้างพลงั ใหก้ ับตนเอง ก�ำหนดวสิ ัยทัศน์ และเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ ค้นหางานที่ท้าทาย ปรับปรุง การประเมินตนเอง ค้นหาผลสะท้อนกลับ เรยี นจากขอ้ ผดิ พลาด เรยี นจากการมองสงิ่ ตา่ ง ๆ จากหลายมมุ มอง หาคำ� ตอบงา่ ย ๆ สำ� หรบั ขอ้ สงสยั ผนู้ ำ� ตอ้ ง เรียนรูจ้ ากประสบการณต์ รง เช่น อ่านหนงั สือ ตอ้ งใฝ่หาความรู้ใส่ตนเอง และต้องฝึกทกั ษะในด้านตา่ ง ๆ เช่น 130 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ
ฝกึ การใช้งานคอมพิวเตอร์ ฝกึ พดู ในทสี่ าธารณะ ฝกึ ให้มีความกลา้ ในการตัดสนิ ใจ ในเรอื่ งทเ่ี ล็ก ๆ จนไปถงึ เรื่องใหญ่ท่ีมีความส�ำคัญ เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ีจะท�ำให้ผู้น�ำเกิดความช�ำนาญ และน�ำไปใช้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากน้ีแลว้ ผู้นำ� ตอ้ งพัฒนาทง้ั ทางรา่ งกาย เพอ่ื ให้มีสุขภาพทีแ่ ข็งแรง ท�ำให้สุขภาพจิตดตี ามไปด้วย การฝึก สมาธิเป็นส่ิงหนึ่งทจ่ี ะชว่ ยทำ� ให้ผู้น�ำทนต่อแรงกดดัน สามารถควบคุมอารมณไ์ ด้ มีวุฒทิ างอารมณ์ การประเมินภาวะผู้นำ� ส่ิงที่ส�ำคัญในการพัฒนาภาวะผู้นำ� คือ ผู้น�ำจะต้องประเมินภาวะผู้น�ำเพื่อตรวจสอบถึงภาวะผู้นำ� ว่ามี ทักษะและพฤติกรรมเป็นอย่างไร มีการปรับปรุงพัฒนาขึ้นหรือไม่ ซึ่งอาจใช้วิธีการประเมินแบบ 360 องศา (360-Degree Feedback) โดยการประเมินตนเอง ประเมินโดยผ้บู ังคับบญั ชา ประเมนิ โดยผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชา ประเมนิ โดยเพ่ือนรว่ มงาน ประเมนิ โดยคนภายนอก ไพศาล กาญจนวงศ์ (2555: 114) ข้อมลู และบรบิ ทของ สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ตั้งอยู่เลขท่ี 359/7 ถนนเจ็ดยอด หมู่ 5 ต�ำบลเวียง อ�ำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีพ้ืนท่ีรับผิดชอบ 5 อำ� เภอ คือ อ�ำเภอฝาง อ�ำเภอแมอ่ าย อำ� เภอเชยี งดาว อำ� เภอไชยปราการ และอำ� เภอเวียงแหง ทฤษฎภี าวะ ผู้น�ำการเปล่ียนแปลง (Transformational Leadership Theory) ทฤษฎภี าวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงเปน็ ทฤษฎขี องการศกึ ษาภาวะผนู้ ำ� แนวใหม่ หรอื เปน็ กระบวนทศั น์ ใหม่ (New Paradigm) ของภาวะผู้น�ำ นักวิชาการที่ส�ำคัญและมีอิทธิพลอย่างสูงต่อทฤษฎีนี้ ภาวะผู้น�ำ การเปลยี่ นแปลงเปน็ การเปลย่ี นแปลงกระบวนทศั น์ (Paradigm Shift) ไปสคู่ วามเปน็ ผนู้ ำ� ทมี่ วี สิ ยั ทศั น์ (Visionary) และมกี ารเสรมิ สรา้ งพลงั อำ� นาจหรอื พลงั จงู ใจ (Empowering) เปน็ ผมู้ คี ณุ ธรรม (Moral Agents) และกระตนุ้ ผตู้ ามใหม้ คี วามเปน็ ผนู้ ำ� ทฤษฎภี าวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงเปน็ ทฤษฎที อ่ี ยใู่ นกลมุ่ ทฤษฎภี าวะผนู้ ำ� แรก ๆ ทเ่ี รม่ิ กล่าวถึงจริยธรรมของผู้น�ำ และการเป็นผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องน�ำผู้อ่ืนไปสู่เป้าหมายที่ดีกว่า ทั้งผู้น�ำ และผ้ตู ามจะพยายามสนใจผลประโยชนข์ องผ้อู น่ื ของกลมุ่ ขององค์การ หรือของสงั คมมากกวา่ ผลประโยชน์ ของตนเอง และจะเน้นเร่ืองแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก และเน้นเรื่องการเพ่ิมพลังอ�ำนาจใน ผู้อื่น ด้วยพฤติกรรมและกระบวนการของภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลง นักวิชาการได้พิสูจน์ด้วยงานวิจัย เชงิ ประจกั ษจ์ ำ� นวนมาก วา่ มคี วามเหมาะสมและเปน็ ทต่ี อ้ งการอยา่ งยงิ่ ในโลกยคุ ปจั จบุ นั ทมี่ กี ารเปลยี่ นแปลง อยา่ งรวดเร็วและสับสน และวิกฤติเกดิ ข้นึ มากมาย Bass (1985 อ้างถึงใน รตั ตกิ รณ์ จงวศิ าล, 2556: 247-248) ได้ระบขุ อ้ จ�ำกดั บางประการของภาวะ ผู้น�ำเชิงบารมี และได้แนะน�ำให้มีการขยายทฤษฎีให้ครอบคลุมถึงลักษณะเสริมพฤติกรรม ตัวบ่งชี้บารมี สภาพแวดลอ้ มทเ่ี ออื้ อำ� นวย ผนู้ ำ� เชงิ บารมมี กั จะเกดิ ขนึ้ ในทท่ี กี่ ารใชอ้ ำ� นาจแบบปกตลิ ม้ เหลวในการจดั การกบั วกิ ฤตกิ ารณ์ และยงั เป็นทีน่ ่าสงสยั เกยี่ วกับคา่ นิยมและความเช่ือด้งั เดิมของผู้น�ำแบบนี้ ดงั น้นั ตอ่ มาในทฤษฎี ภาวะผ้นู ำ� การเปลีย่ นแปลงของ Bass ได้ใชค้ �ำว่า “การมอี ทิ ธพิ ลอยา่ งมีอดุ มการณ์ (Idealized Influence)” แทนคำ� วา่ บารมี (Charisma) ซง่ึ หมายถงึ การมีอทิ ธิพลเกีย่ วกบั อดุ มการณใ์ นระดบั สูงสดุ ของจรยิ ธรรม คอื ความไมเ่ ห็นแก่ตวั ท้งั ผนู้ �ำและผ้ตู ามจะมกี ารอทุ ศิ ตัวอยา่ งดที ่สี ดุ เท่าที่จะสามารถทำ� ได้ ซงึ่ Bass ได้ให้เหตผุ ล ในการใช้ค�ำว่า การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์แทนค�ำว่า การสร้างบารมี เนื่องจาก 1. การสร้างบารมี เปน็ ตัวแทนของความหมายหลายความหมายในการโฆษณา เช่น การฉลอง ซึ่งมีลกั ษณะเป็นการโอ้อวดหรอื แสดงความตืน่ เต้นเกดิ จริง 2. การสรา้ งบารมี มคี วามสัมพนั ธม์ ากเกนิ ไปกับการปกครองแบบเผด็จการ และ ความเป็นผู้นำ� การเปล่ียนแปลงเทียม การสร้างบารมี คือ การรวมภาวะผู้นำ� การเปลี่ยนแปลงท้ังหมด ตั้งแต่ ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 131
การสรา้ งแรงบนั ดาลใจ การกระตนุ้ ปญั ญา และการคำ� นงึ ถงึ ความเปน็ ปจั เจกบคุ คล ดงั นน้ั ในการฝกึ อบรมและ ในวัตถปุ ระสงคบ์ างงานวจิ ัยของ Bass จึงใชค้ �ำวา่ การมีอทิ ธิพลอย่างมอี ดุ มการณ์ แทนคำ� ว่า การสร้างบารมี แนวคดิ เกยี่ วกบั ภาวะผนู้ ำ� ทม่ี กี ารศกึ ษาวจิ ยั มากในชว่ งตงั้ แตท่ ศวรรษท่ี 1980 เปน็ ตน้ มา ไดแ้ ก่ ภาวะ ผู้น�ำแบบเปลี่ยนแปลงสภาพ (Transformational Leadership) จากชื่อทฤษฎีนี้ได้บ่งบอกถึงกระบวนการ เปลยี่ นแปลงหรอื การแปรสภาพในตวั บคุ คล โดยผนู้ ำ� จะมงุ่ เนน้ การเปลยี่ นแปลงเรอื่ งคา่ นยิ ม คณุ ธรรม มาตรฐาน และการมองการณไ์ กลไปในอนาคต ผนู้ ำ� แบบเปลย่ี นสภาพจะใหค้ วามสำ� คญั ตอ่ การประเมนิ เพอื่ ทราบถงึ ระดบั แรงจงู ใจของผตู้ าม แลว้ พยายามหาแนวทางตอบสนองความตอ้ งการและปฏบิ ตั ติ อ่ ผตู้ ามดว้ ยคณุ คา่ ความเปน็ มนษุ ย์ โดยสาระของทฤษฎแี ลว้ ภาวะผนู้ ำ� แบบเปลยี่ นสภาพจะกวา้ งขวางครอบคลมุ แนวคดิ ของภาวะผนู้ ำ� โดย เสนห่ า (Charismatic Leadership) ภาวะผ้นู ำ� เชงิ วิสยั ทัศน์ (Visionary Leadership) ภาวะผนู้ �ำเชงิ คุณธรรม (Moral Leadership) รวมทัง้ ภาวะผูน้ �ำเชิงวฒั นธรรม (Cultural Leadership) ด้วย ภาวะผู้น�ำแบบเปลี่ยนสภาพจึงเป็นทฤษฎีภาวะผู้น�ำที่สามารถใช้ในการอธิบายกระบวนการอิทธิพล ไดอ้ ย่างกวา้ งขวาง ตัง้ แต่ระดับจลุ ภาคระหวา่ งผูน้ ำ� กับผ้ตู ามเป็นรายบุคคลไปจนถึงระดับมหภาคระหว่างผูน้ �ำ กับบุคลากร ท้ังองค์การ ตลอดจนทั้งระบบวัฒนธรรม แม้ว่าโดยบทบาทหลักของผู้น�ำแบบเปล่ียนสภาพคือ กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงตา่ ง ๆ ขน้ึ ในองคก์ ารกต็ าม แตต่ ลอดเสน้ ทางของกระบวนการเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ ว ผู้น�ำกับผู้ตามจะผูกพันต่อกันอย่างมั่นคง ทฤษฎีภาวะผู้น�ำแบบเปล่ียนสภาพได้รับการยอมรับว่ามี ความสอดคลอ้ งกบั สถานการณข์ องโลกในยคุ ทม่ี คี วามเปลยี่ นแปลงเกดิ ขน้ึ ตลอดเวลามากทฤษฎหี นง่ึ ในปจั จบุ นั กรอบแนวคิดในการวิจัย องค์ประกอบของภาวะผนู้ �ำการเปล่ียนแปลง - องค์ประกอบหลัก ทฤษฎภี าวะผนู้ ำ� การเปลี่ยนแปลง - องค์ประกอบย่อย ภาวะผนู้ �ำการเปล่ยี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษา เชยี งใหม่ เขต 3 แนวทางการเสรมิ สร้างภาวะผูน้ �ำการเปลีย่ นแปลงของผ้บู รหิ ารสถานศึกษา ในสำ� นักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชียงใหม่ เขต 3 ประกอบดว้ ยวิธกี าร และกจิ กรรมเสนอแนะ การพฒั นาตามองคป์ ระกอบหลักและองคป์ ระกอบย่อย ความถูกตอ้ ง / เหมาะสม / ความเป็นไปได้ 132 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสิต
ตารางท่ี 1 ทฤษฎีภาวะผ้นู �ำการเปลยี่ นแปลงที่ศึกษาและนำ� มาสงั เคราะห์ แนวคดิ และทฤษฎีภาวะผนู้ ำ� การเปลี่ยนแปลงและแหล่งอา้ งอิง 1 คุณลักษณะของผนู้ ำ� ปฏริ ปู 2 ทฤษฎภี าวะผู้นำ� แบบเปล่ยี นสภาพของแบส 3 เสนอคุณลกั ษณะท่มี ีประสิทธภิ าพของผ้นู ำ� ปฏริ ูป 4 แนวคิดผนู้ ำ� แบบเปลยี่ นสภาพของคซู สแ์ ละพอสเนอร์ 5 คณุ ลกั ษณะของผูน้ ำ� เชงิ 6 องคป์ ระกอบใหมข่ องภาวะผูน้ ำ� การเปลี่ยนแปลงโดยสร้างแบบวัดภาวะผ้นู �ำ 7 บทบาททีท่ �ำใหผ้ ู้นำ� แบบปฏริ ูปประสบความสำ� เรจ็ ผนู้ ำ� แบบปฏิรูป 8 ผ้นู �ำแหง่ การเปลย่ี นแปลง 9 กล่าวถึงองคป์ ระกอบภาวะผนู้ �ำการเปลีย่ นแปลง 4 10 ใหท้ ัศนะท่ีอา้ งอิงกนั แนวคดิ ภาวะผ้นู ำ� การเปล่ยี นแปลง (Transformational Leadership) แล้ว ให้ขอ้ แนะนำ� 10 วธิ ีการในการเปน็ ผ้นู ำ� ท่ีดขี ึน้ ดว้ ยการพัฒนาทักษะภาวะผนู้ �ำ ตารางท่ี 2 สรปุ การสังเคราะห์องค์ประกอบหลกั ของทฤษฎภี าวะผนู้ �ำการเปลย่ี นแปลง นักทฤษฎภี าวะผู้นำ� การเปลี่ยนแปลง 1. John Mcgregor, Burnes, 1978 องคป์ ระกอบหลกั 2. Bass, 1985 ของทฤษฎีภาวะผ้นู �ำ 3. Bennis & Nanus, 1985 การเปลีย่ นแปลง 4. Kouzes & Posner, 1987 5. John Mcgreger Burnes, 1989 6. Bass & Avolio, 1995 7. Dubrin, 2006 8. Dyck & Neubert, 2009 9. Schieltz, 2013 10. Cherry, 2013 รวม 1. การมวี สิ ัยทัศน์ √ √ √ √ √ √ 6 2. การสร้างความตระหนักและความส�ำคัญ ของการเปล่ียนแปลง √ 1 3. การสร้างแรงบันดาลใจ √ √ √ √ √ √ √ 7 4. การกระตนุ้ ทางปัญญาส่งเสริมให้ ผ้ใู ตบ้ งั คับบัญชาพฒั นาตนเอง √ √ √ √ √ √ √ √ √ 9 ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 133
นักทฤษฎภี าวะผนู้ ำ� 1. John Mcgregor, Burnes, 1978 การเปล่ยี นแปลง 2. Bass, 1985 3. Bennis & Nanus, 1985 องคป์ ระกอบหลกั 4. Kouzes & Posner, 1987 ของทฤษฎีภาวะผูน้ ำ� 5. John Mcgreger Burnes, 1989 การเปลยี่ นแปลง 6. Bass & Avolio, 1995 7. Dubrin, 2006 8. Dyck & Neubert, 2009 9. Schieltz, 2013 10. Cherry, 2013 รวม 5. คำ� นงึ ถงึ ปัจเจกบุคคล ความแตกต่าง √ √ √ √ √ √ 6 ระหว่างบุคคล 6. การประพฤตติ นใหเ้ ป็นแบบอยา่ งทด่ี ี มคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม √ √ √ √ √ √ 6 7. มคี วามฉลาดทางอารมณ์ √ √ 2 8. สรา้ งความเชอื่ มัน่ และความไวว้ างใจ ระหว่างผ้นู �ำและผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชา √ √ √ 3 9. มอบหมายอำ� นาจและมอบหมายงาน √ 1 ที่ท้าทาย 10. สนับสนุนเสรมิ สร้างกำ� ลงั ใจ ผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชา √ √ √ 3 รวม 6 4 3 4 4 4 7 4 4 4 ผู้วิจัยก�ำหนดเกณฑ์การคัดเลือกโดยอิงฐานคติของ Transformational Leadership Theories องค์ประกอบหลักท่ีได้รับการคัดเลือกใช้เป็นองค์ประกอบของภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีนักทฤษฎี เกยี่ วกบั ภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลง เหน็ สอดคลอ้ งกนั ไมต่ ำ่� กวา่ 6 คนขนึ้ ไปจงึ จะถอื วา่ องคป์ ระกอบนนั้ สำ� คญั สำ� หรบั ภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลง ซงึ่ ผลการสงั เคราะหท์ ฤษฎภี าวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงทงั้ 10 องคป์ ระกอบ พบวา่ มนี ักทฤษฎีเห็นสอดคล้องกนั ตามเกณฑก์ ารคดั เลือกท่กี �ำหนดไว้ จำ� นวน 5 องค์ประกอบ ระเบยี บวธิ ีวิจัย การศึกษาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงาน เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชียงใหม่ เขต 3 ผวู้ จิ ยั ได้แบ่งการดำ� เนินการศึกษา เป็น 3 ข้ันตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์ทฤษฎีภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงเพ่ือให้ได้องค์ประกอบหลักและ องค์ประกอบยอ่ ย และการศกึ ษาภาวะผนู้ �ำการเปลี่ยนแปลงตามองคป์ ระกอบทพี่ บ 134 บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง 1.1 เอกสารแนวคิดทฤษฎีภาวะผนู้ �ำการเปล่ียนแปลงของนักวิชาการ 10 คน 1.2 ผเู้ ชยี่ วชาญ 5 คน ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและการนำ� ใชป้ ระโยชนข์ ององคป์ ระกอบภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลง 1.3 ครทู ปี่ ฏบิ ตั กิ ารสอนใน 5 อำ� เภอ ไดแ้ ก่ อำ� เภอฝาง อำ� เภอเชยี งดาว อำ� เภอไชยปราการ อำ� เภอ แมอ่ าย อำ� เภอเวยี งแหง ในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 จำ� นวนครทู ป่ี ฏบิ ตั ิ การสอนใน 155 โรงเรียน จ�ำนวนประชากร 2,006 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ ครูท่ีปฏิบัติ การสอนในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ในปีการศึกษา 2559 ซง่ึ ได้มาโดยการสุ่มอย่างงา่ ย (Simple Random Sampling) ตามสัดสว่ นของประชากร โดยการเปิดตาราง ก�ำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซ่ีและมอร์แกนที่ค่าความเชื่อมั่นที่ 95% ได้จ�ำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จ�ำนวน 323 คน 2. เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการศึกษา 2.1 ตารางสงั เคราะหแ์ นวคดิ ทฤษฎภี าวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง เปน็ แบบสงั เคราะหท์ ฤษฎภี าวะ ผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลง องคป์ ระกอบภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงสำ� หรบั ผเู้ ชย่ี วชาญมลี กั ษณะเปน็ แบบตรวจสอบ รายการ (Checklist) 2.2 แบบตรวจสอบความถกู ตอ้ งและการนำ� ใชป้ ระโยชนข์ ององคป์ ระกอบภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง โดยให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถูกต้องและการน�ำไปใช้ประโยชน์ของภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง และ การเรียงล�ำดับความส�ำคัญขององค์ประกอบหลักและองค์ประกอบย่อยของภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงท่ี สงั เคราะห์ไดม้ ลี กั ษณะเปน็ แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) 2.3 แบบสอบถามภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 แบบสอบถามภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาตาม องคป์ ระกอบ มีจ�ำนวน 3 ตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถามมีลกั ษณะเปน็ ตรวจสอบรายการ (Check list) ตอนที่ 2 แบบสอบถามภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสงั กดั สำ� นกั งาน เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ตามทัศนะของครู ซึ่งมี 2 องค์ประกอบคือ ภาวะผู้น�ำ การเปลีย่ นแปลงด้านองคป์ ระกอบหลกั และองคป์ ระกอบยอ่ ย เปน็ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า Rating Scale 5 ระดบั ตามแบบของลิเคอร์ท Likert Scale ตอนที่ 3 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้ บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เป็นแบบปลายเปิด (Open-ended) 3. การสร้างและหาคณุ ภาพของเครอื่ งมือ ด�ำเนนิ การตามขน้ั ตอนดงั ต่อไปน้ี 3.1 ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี การศึกษาที่เก่ยี วขอ้ ง เพ่อื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการสร้างแบบสอบถาม จากน้ันสร้างเคร่ืองมือเป็นแบบสอบถาม โดยใช้ข้อมูลจากการค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ จากเอกสาร ต�ำรา และงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 135
3.2 น�ำแบบสอบถาม ท่ีสร้างขึ้นเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาพิจารณา ตรวจสอบความถูกต้องและ ใหข้ อ้ เสนอแนะในการปรบั ปรงุ แกไ้ ข นำ� แบบสอบถามทส่ี รา้ งขน้ึ ไปปรบั ปรงุ ตามคำ� แนะนำ� ของอาจารยท์ ปี่ รกึ ษา 3.3 นำ� แบบสอบถามทส่ี รา้ งขน้ึ เสนอตอ่ ผเู้ ชย่ี วชาญ เพอื่ ตรวจสอบความตรงเชงิ เนอื้ หา (Content Validity) จำ� นวน 5 คน 3.4 น�ำแบบสอบถามมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของเน้ือหาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยใช้เทคนคิ IOC (Index of Item Objective Congruence) IOC = R = คะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ช่ียวชาญ N = จำ� นวนผเู้ ช่ียวชาญ เกณฑใ์ นการพจิ ารณาขอ้ คำ� ถามใดมคี า่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) มากกวา่ หรอื เทา่ กบั 0.60 แสดงว่าข้อค�ำถามนั้นมีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ถ้าข้อค�ำถามใดมีค่า IOC น้อยกว่า 0.60 จะต้องตดั ทง้ิ หรือปรับปรงุ ใหม่ ผลของการหาค่าดัชนคี วามสอดคล้อง จ�ำนวน 50 ข้อ มีค่าอยูร่ ะหว่าง 0.67- 1.00 ใชไ้ ดท้ กุ ข้อ 3.5 นำ� แบบสอบถามท่ไี ด้รับขอ้ เสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรงุ จดั พมิ พใ์ หส้ มบรู ณ์แลว้ นำ� ไปทดลองใช้ (Try-Out) กบั โรงเรียนในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ไดแ้ ก่ โรงเรยี นบา้ นบอ่ แก้ว จ�ำนวน 30 คน 3.6 นำ� ขอ้ มลู มาวเิ คราะหค์ า่ ความเชอื่ มนั่ โดยใชก้ ารหาคา่ สมั ประสทิ ธคิ์ วามเชอื่ มน่ั ของครอนบาค (Alpha Coefficient) ซงึ่ มีเกณฑแ์ ปลผลคา่ ความเชอ่ื มนั่ ของเครือ่ งมืออยูร่ ะหว่าง 0.00-1.00 ดังนี้ 0.00 – 0.20 ความเชอ่ื มั่นต่�ำมาก/ไม่มเี ลย 0.21 – 0.40 ความเชื่อมัน่ ต�ำ่ 0.41 – 0.70 ความเชือ่ มั่นปานกลาง 0.71 – 1.00 ความเช่ือมั่นสงู 3.7 น�ำผลการวิเคราะห์จากการหาค่าความเช่ือม่ันของเคร่ืองมือ ซึ่งได้ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา (Alpha Coefficient) เทา่ กบั 0.965 มคี วามเชอื่ มน่ั สงู ตามเกณฑก์ ารแปลความเชอื่ มน่ั แลว้ นำ� เสนอตอ่ อาจารย์ ที่ปรึกษา เพือ่ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและให้ข้อเสนอแนะ 3.8 นำ� แบบสอบถามทปี่ รบั ปรงุ แกไ้ ขแลว้ เสนออาจารยท์ ป่ี รกึ ษาเปน็ ครงั้ สดุ ทา้ ยเพอื่ พจิ ารณาให้ ความเหน็ ชอบแล้วน�ำไปจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบบั ทส่ี มบูรณ์เพอื่ น�ำไปใช้เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 4. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู 5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู และสถติ ิทใ่ี ช้ 5.1 ข้อมูลจากการสังเคราะห์ทฤษฎีภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงใช้การแจกแจงความถี่ของ องคป์ ระกอบที่นกั ทฤษฎใี หค้ วามส�ำคญั 5.2 ข้อมูลจากการตรวจสอบองค์ประกอบภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง วิเคราะห์โดยพิจารณา ความสอดคล้องของความคดิ เหน็ จากผเู้ ชยี่ วชาญ 5 คน 5.3 แบบสอบถาม ตอนท่ี 1 สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถามมีลักษณะเป็นตรวจสอบรายการ วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชค้ วามถ่ี รอ้ ยละ และนำ� เสนอในรปู แบบตารางประกอบการบรรยาย ตอนท่ี 2 แบบสอบถาม 136 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสิต
ภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ตามทัศนะของครู ซง่ึ มี 2 องคป์ ระกอบคือภาวะผนู้ �ำการเปล่ียนแปลงด้านองคป์ ระกอบหลักและองค์ ประกอบย่อย เป็นแบบสอบถามชนดิ มาตราสว่ นประมาณคา่ Rating Scale 5 ระดบั ตามแบบของลเิ คอรท์ Likert Scale วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชค้ า่ เฉลยี่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน นำ� เสนอในรปู ตารางประกอบคำ� บรรยาย ให้ผู้ตอบแบบสอบถามพิจารณาว่าผู้บริหารสถานศึกษามีระดับปฏิบัติเก่ียวกับภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงใน ด้านองค์ประกอบหลกั และองคป์ ระกอบย่อย ในแตล่ ะด้านในแต่ละองค์ประกอบมากน้อยเพยี งใด 4.51 - 5.00 หมายถงึ มกี ารปฏิบัต/ิ เปน็ จริงอยู่ในระดับมากที่สดุ 3.51 - 4.50 หมายถงึ มกี ารปฏบิ ัต/ิ เปน็ จรงิ อย่ใู นระดับมาก 2.51 - 3.51 หมายถงึ มกี ารปฏบิ ัต/ิ เป็นจริงอยใู่ นระดับปานกลาง 1.51 - 2.50 หมายถงึ มกี ารปฏิบัติ/เป็นจรงิ อยใู่ นระดบั น้อย 1.00 - 1.50 หมายถงึ มีการปฏบิ ัติ/เปน็ จริงอยูใ่ นระดับนอ้ ยทีส่ ดุ ตอนท่ี 3 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหาร สถานศกึ ษาในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยการสรปุ ประเดน็ วเิ คราะหโ์ ดยใชค้ วามถแี่ ละนำ� เสนอในรปู ตารางประกอบคำ� บรรยายขน้ั ตอนที่ 2 การหาแนวทางการเสรมิ สรา้ ง ภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงประกอบดว้ ย จดุ มงุ่ หมาย วธิ กี ารและกจิ กรรมเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง การวัดและการประเมนิ ผลและตัวบ่งชีค้ วามสำ� เร็จของแตล่ ะองคป์ ระกอบ 1. ประชากรท่ีใช้ในการศึกษา ประชากรทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษา ไดแ้ ก่ รองหวั หนา้ เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ผอู้ ำ� นวยการกลมุ่ บรหิ ารงานบคุ คล ศกึ ษานเิ ทศกแ์ ละตวั แทนผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ครู ทง้ั 5 อำ� เภอ ในสำ� นกั งาน เขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 รวมทง้ั สนิ้ จ�ำนวน 15 คน 2. เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษา 2.1 ลกั ษณะของเครอ่ื งมอื เปน็ วาระการประชมุ และแบบบนั ทกึ การประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารเพอื่ หาแนวทางในการเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เพื่อหาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร สถานศึกษา 2.2 การสร้างเครอ่ื งมือ น�ำผลการศึกษาภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส�ำนักงาน เขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ตามทัศนะของครู มากำ� หนดเป็นวาระการประชมุ จัดท�ำร่าง แนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 และนำ� เสนอตอ่ อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา เพอื่ ตรวจสอบความครอบคลมุ ของเนอื้ หา ตลอดจนพจิ ารณาถงึ ความเหมาะสมทว่ั ไปของเนอ้ื หาสาระการประชมุ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งใหเ้ หมาะสม และตรงกับวตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั และดำ� เนินการประชมุ เชิงปฏิบัตกิ ารตามวาระการประชุมทก่ี �ำหนดไว้ 3. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ขอหนงั สอื จากสาขาวชิ าถงึ รองหวั หนา้ เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 จำ� นวน 1 คน ผู้อำ� นวยการกลุม่ บริหารงานบุคคลจำ� นวน 1 คน ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา จำ� นวน 5 คน ศกึ ษานิเทศก์ ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 137
จ�ำนวน 3 คน ครชู �ำนาญการพิเศษ จำ� นวน 5 คน รวม 15 คน เพอ่ื แจ้งขอความอนุเคราะหใ์ นการเขา้ รว่ ม ประชมุ เชงิ ปฏบิ ัตกิ ารเพือ่ หาแนวทางเสรมิ สร้างภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลง โดยผ้วู ิจัยน�ำเสนอรา่ งแนวทางต่อ ท่ีประชุมเชิงปฏิบัติการหาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาใน สำ� นักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 4. การวิเคราะหข์ อ้ มูลและสถิติที่ใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสรุปผลจากบันทึกการประชุมปฏิบัติการเพ่ือจัดท�ำร่างแนวทาง การเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถม ศึกษาเชยี งใหม่ เขต 3 นำ� เสนอในลักษณะพรรณนาวิเคราะห์ ขนั้ ตอนที่ 3 การตรวจสอบแนวทางการเสรมิ สร้างภาวะผนู้ ำ� การเปล่ียนแปลงของผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา ใชก้ ารตรวจสอบความถูกตอ้ ง ความเหมาะสม และ ความเป็นไปได้ 1. ประชากร กลุ่มเป้าหมายเป็นการเลือกแบบเจาะจง จ�ำนวน 5 คนประกอบด้วย รองผู้อ�ำนวยการ สำ� นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 จำ� นวน 1 คน ผอู้ ำ� นวยการกลุ่มบริหารงานบคุ คล จ�ำนวน 1 คน ตัวแทนศกึ ษานิเทศกช์ ำ� นาญการพเิ ศษ จ�ำนวน 1 คน ตวั แทนผู้บริหารสถานศกึ ษา จ�ำนวน 1 คน ตัวแทนครชู ำ� นาญการพเิ ศษ จ�ำนวน 1 คน 2. เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการศกึ ษา 2.1 ลักษณะของเครื่องมือ เป็นแบบสอบถาม มีจ�ำนวน 2 ตอน ตอนท่ี 1 เป็นแบบ ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง ความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ ของแนวทางการเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 เป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) ตอนท่ี 2 ข้อเสนอแนะเพ่ือการปรับปรุงแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำ การเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด 2.2 การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื ดำ� เนนิ การตามขนั้ ตอนดงั ตอ่ ไปนี้ ศกึ ษาทฤษฎี หลักการ การศึกษาท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบตรวจสอบ สร้างเคร่ืองมือเป็นแบบ ตรวจสอบเพอ่ื ตรวจสอบความเปน็ ไปได้ ความถกู ตอ้ ง และความเหมาะสมของแนวทางการเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 น�ำแบบตรวจสอบ ที่สร้างข้ึนเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาพิจารณา ตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะใน การปรับปรุงแก้ไข น�ำแบบตรวจสอบที่ได้รับข้อเสนอแนะจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว จัดพิมพ์ให้สมบูรณ์ น�ำแบบตรวจสอบท่ีปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนออาจารย์ท่ีปรึกษาเป็นครั้งสุดท้ายเพ่ือพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วไปใชเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มลู 3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะหข์ อ้ มูลและสถิตทิ ี่ใช้ การวเิ คราะหข์ ้อมูลของแบบสอบถามจ�ำนวน 2 ตอน ตอนที่ 1 ตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ของแนวทาง การเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา 138 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดสุ ติ
เชยี งใหม่ เขต 3 ไปใช้ เปน็ แบบประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) วเิ คราะห์ข้อมูลโดยการหาคา่ เฉลี่ย และ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำ� เสนอในรูปตารางประกอบคำ� บรรยาย โดยมีเกณฑ์ตรวจสอบดังน้ี 4.51 - 5.00 หมายถึง มคี วามถูกตอ้ ง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปได้มากที่สุด 3.51 - 4.50 หมายถงึ มคี วามถกู ต้อง/ความเหมาะสม/ความเปน็ ไปไดม้ าก 2.51 - 3.51 หมายถึง มีความถูกตอ้ ง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปไดป้ านกลาง 1.51 - 2.50 หมายถงึ มคี วามถกู ต้อง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปไดน้ ้อย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความถกู ตอ้ ง/ความเหมาะสม/ความเปน็ ไปไดน้ ้อยทสี่ ุด ตอนที่ 2 ข้อเสนอแนะในการปรับปรงุ แนวทางการเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปล่ียนแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 น�ำเสนอในลักษณะ การพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศกึ ษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 1. ภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา เชียงใหม่ เขต 3 ตามทัศนะของครู ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแปลผล และอันดับของภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของ ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา ตามองค์ประกอบหลัก ในภาพรวมท้งั 5 องค์ประกอบหลัก องค์ รายการ ค่า(เฉ)ลย่ี ส่วน การผแลปล อนั ดบั ปหระลกักอทบี่ เบย่ี งเบน มา(ตSรDฐ)าน 1 การมีวสิ ยั ทัศน์ 4.00 0.55 มาก 2 2 การสร้างแรงบนั ดาลใจ 3.90 0.62 มาก 5 3 การกระต้นุ ทางปญั ญาสง่ เสริมใหผ้ ใู้ ต้บังคับบัญชา พัฒนาตนเอง 3.95 0.65 มาก 3 4 คำ� นึงถงึ ปัจเจกบุคคล ความแตกต่างระหว่างบุคคล 3.92 0.64 มาก 4 5 การประพฤตติ นใหเ้ ป็นแบบอย่างท่ดี ี มีคุณธรรม จริยธรรม 4.01 0.60 มาก 1 โดยรวม 3.96 0.04 มาก ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 139
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354