รปู แบบการพฒั นาดา้ นสงั คมจติ วทิ ยา ในการน�ำมาใชล้ ดวกิ ฤตคิ วามไม่สงบในจงั หวัดปตั ตานี Model of Psychosocial Development for Insurgency Crisis Reduction in Pattani Province นางสาวสธุ าทพิ ย์ กสฤิ กษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาภาศิริ สุวรรณานนท์ และ ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. จันทร์แรม เรือนแปน้ หลกั สตู รปรัชญาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาอาชญาวิทยา การบริหารงานยตุ ิธรรมและสงั คม บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต บทคัดย่อ การวจิ ยั น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ใหไ้ ดร้ ปู แบบการพฒั นาทางสงั คมจติ วทิ ยาในการทจี่ ะนำ� มาใชใ้ นการลด วิกฤตคิ วามไม่สงบในจงั หวดั ปตั ตานี ผูว้ ิจัยไดใ้ ชก้ ารวจิ ัย แบบผสมผสาน ทัง้ เชิงคณุ ภาพ และเชงิ ปรมิ าณ ใน การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพผู้วิจัยใช้วธิ ีการสมั ภาษณ์แบบเจาะลึก จากกลมุ่ ผู้ใหข้ อ้ มูลสำ� คญั โดยแบง่ ออกเป็น 8 กล่มุ จ�ำนวนท้ังส้ิน 37 คน และในการวิจัยเชิงปริมาณผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมจากแบบสอบถาม โดยกลุ่ม ประชากรทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในกองอำ� นวยการรกั ษาความมน่ั คงภายในภาค 4 สว่ นหนา้ จำ� นวนทั้งสิน้ 261 คน ผลการวจิ ยั พบวา่ รปู แบบการพฒั นาดา้ นสงั คมจติ วทิ ยา ในการนำ� มาใชล้ ดวกิ ฤตคิ วามไมส่ งบในจงั หวดั ปตั ตานี ด้านทีม่ ีความคิดเหน็ ด้วยมากที่สุด คือ ด้านกระบวนการยตุ ธิ รรม รองลงมาได้แก่ ด้านสื่อสารมวลชน ดา้ นสาธารณสขุ และดา้ นการศกึ ษา ตามลำ� ดบั ผลการสงั เคราะหข์ อ้ มลู การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพและเชงิ ปรมิ าณ พบวา่ รูปแบบการพัฒนาด้านสังคมจิตวิทยาในการน�ำมาใช้ลดวิกฤติความไม่สงบในจังหวัดปัตตานี ผู้วิจัยได้น�ำมา จดั ทำ� เปน็ Model โดยใชช้ อื่ วา่ Life Model ซง่ึ ประกอบไปดว้ ย L หมายถงึ Law คอื กฎหมายและกระบวนการ ยตุ ธิ รรมที่มีการบังคบั ใช้กฎหมายให้เทา่ เทียมกันทกุ คน I หมายถงึ Information คอื ขอ้ มลู ขา่ วสาร ส่ือสาร มวลชนตอ้ งใชว้ จิ ารณญาณในการนำ� เสนอขา่ วอยา่ งสมดลุ รอบดา้ น และใชถ้ อ้ ยคำ� ทไี่ มก่ ระทบตอ่ ความรสู้ กึ ของ ประชาชนในพ้นื ที่ F หมายถงึ Family คือ ครอบครวั คุณภาพและครอบครัวคณุ ธรรม ครอบครวั คณุ ภาพมี พ้ืนฐานจากกระบวนการขดั เกลาทางสังคม E หมายถงึ Education การศึกษา คือการสง่ เสริมการศกึ ษาให้ สอดคล้องกับวัฒนธรรม ประเพณใี นทอ้ งถิน่ และเคารพตอ่ ความหลากหลายทางวฒั นธรรมในพื้นที่ ค�ำสำ� คัญ : การพัฒนา ด้านสังคมจิตวิทยา วิกฤติความไมส่ งบ ปที ่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 191
Abstract The research was aimed to obtain the model of psychosocial development for insurgency crisis reduction in Pattani Province. The research methodology was mixed methods consisting of both qualitative and quantitative methods. Regarding the qualitative method, the in-depth-interview was conducted with 8 groups of key informants comprising 37 persons. The quantitative method employed a structured questionnaire as the tool for collecting data and the population included 261 officers of the department of Internal Security Division 4. The research findings revealed that the opinion towards the model of psychosocial development for insurgency crisis reduction in Pattani Province was mostly in much agreeing level. Considering each aspect, the criminal justice process aspect was in the highest agreeing level, followed by mass media aspect, public health aspect and education aspect, respectively. From the data synthesis of qualitative and quantitative researches, the researcher developed the model on psychosocial development for insurgency crisis reduction in Pattani Province named the Life Model. L referred to Law and criminal justice process of which the equal law enforcement was required for everyone. I referred to Information that mass communication had to use the judgment in presenting balanced news and wording that did not affect the local people’s feelings. F referred to Family of which quality and moral family was based on socialization process. E referred to Education of which the educational promotion should be in accordance with the culture, local traditions and respect for local cultural diversity. Keywords : Psychosocial, Development, Insurgency Crisis บทน�ำ นบั ตง้ั แตเ่ หตกุ ารณป์ ลน้ ปนื เมอ่ื วนั ท่ี 4 มกราคม 2547 เหตกุ ารณท์ มี่ สั ยดิ กรอื เซะ เมอื่ วนั ท่ี 28 เมษายน 2547 และเหตุการณท์ ่ีตากใบ จงั หวดั นราธวิ าส เม่ือวนั ที่ 25 ตลุ าคม 2547 ความรนุ แรงในจงั หวดั ชายแดน ภาคใตไ้ ดย้ กระดบั เขา้ สขู่ นั้ วกิ ฤติ เหตกุ ารณด์ งั กลา่ วถอื เปน็ จดุ พลกิ ผนั ใหค้ วามขดั แยง้ ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ กลายเป็นประเด็นส�ำคัญในทางการเมืองการปกครอง (เอก ต้ังทรัพย์วัฒนา และอรอร ภู่เจริญ, 2552: 90) ปัญหาความไมส่ งบทเี่ กิดขนึ้ จนถึงปจั จบุ นั รวมระยะเวลา 10 ปี โดยผ่านรฐั บาล 7 ชุด นายกรฐั มนตรี 6 คน เกิดรฐั ประหาร 1 ครงั้ ทุกรัฐบาลได้ระดมสรรพก�ำลงั และทรพั ยากรลงไปในการแก้ไขปญั หาเป็นจำ� นวนมาก แต่ปัญหาความไม่สงบก็ยังคงด�ำเนินต่อไป พร้อมด้วยความเป็นพลวัตและความสลับซับซ้อนของเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจเรียกได้ว่า “เป็นสถานการณ์ความรุนแรงที่ยืดเย้ือเรื้อรัง” ความรุนแรงที่เกิดข้ึนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีลักษณะต่อเนื่องไม่มีวันหยุดเป็นความรุนแรงท่ีมีชีวิต และ 192 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสติ
สามารถต่อชีวิตของตัวเองได้ (ศรีสมภพ จติ รภ์ ิรมยศ์ ร,ี 2555: 1) ความรนุ แรงในภาคใต้ไม่ใชเ่ รือ่ งใหม่ หากแต่ เป็นเร่ืองเก่าท่ีเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลายาวนาน และท้ังอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในปัญหาสำ� คัญที่เกิดข้ึนใน กระบวนการสรา้ งรฐั ประชาชาติ (National-State) ของสยามมาตง้ั แตก่ รงุ รตั นโกสนิ ทร์ และไดก้ ลายเปน็ ความ ขดั แย้งทาง “มรดกประวัติศาสตร์” จากอดตี จนถงึ ปจั จบุ ัน (สรุ ชาติ บ�ำรงุ สุข, 2557: 36) ความรุนแรงที่เกิด ขน้ึ ในสามจงั หวดั ชายแดนภาคใตห้ ลงั จากเกดิ เหตกุ ารณใ์ นปี พ.ศ. 2547 ถอื วา่ เปน็ หว้ งเวลาแหง่ การเปลย่ี นผา่ น (Transition) ทางสังคมการเมือง โดยประชาชนในพื้นที่พยายามท่ีจะให้เหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ท่ี เกดิ ขนึ้ ทสี่ ง่ ผลโดยตรงตอ่ ชวี ติ ทรพั ยส์ นิ โดยตอ้ งการแปรดา้ นรา้ ยใหก้ ลายเปน็ ดา้ นดี ถอื หลกั อยา่ งทช่ี อบกลา่ วกนั ในสงั คมไทยวา่ “แปรวกิ ฤตใิ หเ้ ปน็ โอกาส” คอื จะตอ้ งใชส้ ถานการณเ์ ชน่ นเี้ ปน็ โอกาสในการสรา้ งความสมั พนั ธ์ อยา่ งใหมใ่ นฐานะพลเมอื งทเี่ คารพกนั วา่ ตา่ งมศี กั ดศิ์ รแี หง่ ความเปน็ มนษุ ย์ กระบวนการทงั้ หลายทเี่ กดิ ขน้ึ ควร น�ำไปสู่ “การรบั ผดิ ” เพ่อื สู่ “การใหอ้ ภัย” (Forgiveness) เพือ่ สรา้ งความสมั พันธร์ ะหวา่ งประชาชนและรัฐ เพอื่ ให้สอดรบั กับ “ค�ำสัญญา” (Promise) ในรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศกั ราช 2550 ส่วนที่ 5 มาตรา 81 ข้อ 1 กลมุ่ ผกู้ อ่ ความไมส่ งบในพน้ื ทจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใตใ้ ชค้ วามแตกตา่ งทางเชอ้ื ชาติ ศาสนา วฒั นธรรม ความไมเ่ ปน็ ธรรมในสงั คม การประพฤตมิ ชิ อบของขา้ ราชการบางสว่ นทงั้ ในอดตี และปจั จบุ นั ตลอดจนกระแส สถานการณ์โลกมสุ ลมิ ซ่งึ อาจเรียกไดว้ า่ เปน็ สาเหตุพ้นื ฐาน (Underlying Causes) เปน็ เคร่อื งมือในการปลูก ฝังแนวคิด ความเช่ือให้กับเยาวชนและประชาชนในพ้ืนท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความรู้สึกแปลกแยกใน สังคมไทย กอปรกับนโยบายแบบดั้งเดิมของรัฐไทยที่ต้องการสร้างความผสมกลมกลืน (Assimilation) เป็น สำ� คญั โดยเชอ่ื วา่ ถา้ สามารถ “ผสมและกลนื ” ความหลากหลายทางวฒั นธรรมแลว้ กจ็ ะทำ� ใหร้ ฐั เกดิ ความเขม้ แขง็ มากข้ึน ซ่ึงแนวคิดนี้ถ้าใช้อย่างสุดขั้วก็จะเป็นการ “กลืน” มากกว่า “ผสม” ทางวัฒนธรรม ท�ำให้กลุ่มชน ท่ีเป็นเป้าหมายเกิดการต่อต้านเพราะมองว่าอ�ำนาจจากส่วนกลางจะเข้ามาครอบง�ำ และกลืนสภาพทาง วัฒนธรรม ปัญหาของความขัดแย้งท่ีเกิดขึ้นในพ้ืนท่ี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถ้ามองถึงปัญหาใจกลางของ ความขดั แยง้ ทมี่ คี วามรนุ แรงถงึ ชวี ติ ของบคุ คลเปน็ จำ� นวนมาก คอื การเมอื งแหง่ อตั ลกั ษณ์ (Identity Politics) ดังแผนภาพท่ี 1 ภาพที่ 1 การเมอื งแหง่ อัตลักษณ์ ที่มา: สรุ ชาติ บ�ำรุงสุข (2550) ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 193
เม่ืออัตลักษณ์ทั้งสามหลอมรวมเป็นหน่ึงเดียว ภายใต้เงื่อนไขประวัติศาสตร์ถูกปิดก้ัน กดทับ และ กดี กน้ั โดยโครงสรา้ งรฐั ไทยในทา่ มกลางความขดั แยง้ ดงั กลา่ ว ไดเ้ กดิ การสรา้ งกระแส “ความรสู้ กึ หวาดระแวง” อคติ และ ความเกลยี ดชงั ตอ่ “รฐั ” ความรสู้ กึ หวาดระแวง ความไมไ่ วใ้ จและรสู้ กึ ไมจ่ รงิ ใจตอ่ กนั สะทอ้ นออกมา ในกลุ่มไทยพุทธ ท่ีมีต่อมุสลิมในพ้ืนที่ซ่ึงท�ำให้สถานการณ์ความขัดแย้งมีความเสี่ยงต่อการลุกลามบานปลาย ไปเปน็ ความรุนแรงระหวา่ งกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุและศาสนา (สรุ ชาติ บ�ำรงุ สุข, 2557: 37) ศาสตราจารย์ ซามูเอล พี ฮันตงิ ตนั (Professor Samuel P. Huntington, 1933) คาดการณว์ า่ ใน อนาคต การปะทะกนั ทางอารยธรรมจะเป็นสาเหตขุ องความขดั แยง้ หลกั ของโลก โดย (Huntington, 1993) ใหค้ วามหมายของ “อารยธรรม” วา่ เปน็ การจดั กลมุ่ ผคู้ นอยา่ งกวา้ งทสี่ ดุ ทแ่ี ยกมนษุ ยอ์ อกจากออกจากสตั วอ์ นื่ อารยธรรมถกู กำ� หนดด้วยแก่นที่รว่ มกัน มีภาษา เช้อื ชาติ ศาสนา ขนบประเพณี รวมท้ังอัตลักษณเ์ ฉพาะของ ผคู้ น กลา่ ววา่ ปจั จุบันมีอารยธรรมหลักอยู่ 7 หรอื 8 อารยธรรม ได้แก่ ตะวันตก ขงจอ๊ื ญ่ีปนุ่ อสิ ลาม ฮนิ ดู ออร์ธอดอกซ์ สลาฟ ลาติน-อเมริกัน และแอฟริกัน อารยธรรมมีความเป็นพลวัตร (Dynamic) มีการข้ึนลง มกี ารรวมกนั และแยกจากกนั กระแสการขยายตวั ของโลกาภวิ ตั นใ์ นปจั จบุ นั ทำ� ใหโ้ ลกเลก็ ลงสภาพเชน่ นที้ ำ� ให้ จิตสำ� นึกทาง วฒั นธรรม (Cultural Consciousness) ถกู กระตนุ้ มากยง่ิ ขน้ึ ท�ำใหง้ า่ ยต่อการเกิดความขัดแยง้ ทางด้านอารยธรรม (Civilization Conflicts) (Huntington, 1993: 22-25) ยงิ่ เมอื่ เกดิ เหตุการณ์ วันท่ี 11 กันยายน 2544 ข้ึนกับสหรัฐอเมริกา พร้อมกับ การขยายบทบาทบนเวทีโลกของสหรัฐอเมริกาด้วยการท�ำ “สงครามตอ่ ต้านการกอ่ การรา้ ย” (War on Terrorism) แตใ่ นทศั นะของประชาคม ชาวมุสลิมแล้วสงครามท่ี เกิดขน้ึ ดจู ะเปน็ เร่อื ง “สงครามตอ่ ต้านอิสลาม” (War Against Islam) (สรุ ชาติ บำ� รุงสขุ , 2557: 160-161) ในสภาพความขัดแย้งท่ีเกิดข้ึนระหว่างโลกตะวันตกและโลกมุสลิม จึงปรากฏชัดมาก และไม่มีใครตอบได้ว่า ความขดั แยง้ ดังกลา่ วจะยตุ ลิ งเมอื่ ใด สภาพสงั คมจติ วทิ ยาภายในประเทศไทยในภาพรวมยงั อยใู่ นเกณฑด์ เี พราะรากฐานสงั คมไทย มคี วาม เออ้ื เฟือ้ เผือ่ แผเ่ ห็นอกเหน็ ใจผอู้ นื่ มีความเปน็ มติ รกับทกุ คน ไม่ชอบเอารัดเอาเปรยี บ โกรธงา่ ยหายเร็ว มคี วาม นอบน้อมและเคารพบุคคลที่มีอ�ำนาจ รักสันโดษ มีความเป็นอิสระไม่ชอบการอยู่ใต้บังคับของผู้อ่ืน มีความ กตญั ญรู คู้ ุณ รู้จกั สำ� นกึ บุญคณุ คนและจะหาโอกาสตอบแทนเมอื่ มโี อกาส และท่สี ำ� คัญสงั คมไทยยังเชือ่ ในเรอื่ ง บาปบญุ คณุ โทษและกฎแหง่ กรรมเชอื่ วา่ อะไรจะเกดิ กต็ อ้ งเกดิ (โสภา ชพู กิ ลุ ชยั ชปลี มนั น์ ราชบณั ฑติ (จติ วทิ ยา), 2548: 15-17) ดงั นน้ั ปญั หาการกอ่ ความไม่สงบในจังหวดั ชายแดนภาคใต้ยงั ปรากฏเหตกุ ารณ์ ความรุนแรงท่ี เกิดข้ึนจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด และการค้าของเถ่ือน มีความเช่ือมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทั้งโดย ทางตรงและทางออ้ ม ในรปู แบบของภยั แทรกซอ้ นอนื่ ๆ นอกจากน้ี สภาพของสงั คมจติ วทิ ยากม็ คี วามหลากหลาย ทางวฒั นธรรม ตลอดจนการดอ้ ยโอกาสทางการศึกษาและการพฒั นาพืน้ ท่ี รวมทัง้ สภาพภูมิศาสตร์ ยิง่ ท�ำให้ สภาพปัญหามีความซับซ้อนและเช่ือมโยงในหลายมิติ การยุติสถานการณ์ก่อเหตุรุนแรง ฝ่ายรัฐจะต้องได้รับ ความรว่ มมอื จากภาคประชาชนในการรว่ มกนั ตอ่ ตา้ นการกอ่ เหตรุ นุ แรงในพนื้ ทท่ี กุ รปู แบบ พรอ้ มกบั การปฏบิ ตั ิ การทางทหารในเชิงป้องปราม เพ่ือเสริมสร้างให้เกิดสภาวะแวดล้อม ที่ปลอดภัยและมีความสันติสุขในพ้ืนท่ี จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งส�ำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่การใช้ อาวธุ หรือกองก�ำลังทม่ี อี าวุธเปน็ หลัก แต่สงิ่ ทีจ่ ำ� เป็นที่จะต้องท�ำคอื การสรา้ งชมุ ชนใหเ้ ข้มแข็งท�ำใหป้ ระชาชน มจี ติ สำ� นกึ ดา้ นความมน่ั คง มคี วามรกั และหว่ งแหนแผน่ ดินไทย โดยการรวมกลุ่ม/จดั ตงั้ องคก์ รภาคประชาชน ในพน้ื ที่บนพื้นฐานการมสี ว่ นร่วมของประชาชนในชมุ ชนต่าง ๆ โดยจดั ความสัมพนั ธ์ทางสงั คมให้เปน็ แนวราบ 194 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ
(Horizontal Relationship) โดยเฉพาะแนวคดิ พหวุ ฒั นธรรม ไมแ่ บง่ แยกออกเปน็ ส่วน ๆ ตามความแตกต่าง ของอตั ลักษณ์ รวมถงึ การสรา้ งบรรทดั ฐานของการชว่ ยเหลือเกือ้ กูลกนั ทางสงั คม (Norm Reciprocal) ของ คนทุกเชอ้ื ชาติ ศาสนา และท่สี �ำคัญ ทีส่ ดุ คอื การสรา้ งความเป็นเจ้าของทางสังคม (Sense of Belonging) โดยไมม่ องความแตกตา่ งทางดา้ นวฒั นธรรม ศาสนา ยอมรบั ในความหลากหลายทางสงั คม (Social Diversity) ซง่ึ เปน็ เรื่องทีส่ �ำคัญอย่างยง่ิ การสรา้ งความไว้เนือ้ เช่อื ใจกนั ทางสังคม (นเรศน์ วงศส์ ุวรรณ, 2556: 15) ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะท�ำการวิจัยรูปแบบการพัฒนาด้านสังคมจิตวิทยาในการน�ำมาใช้ลดวิกฤต ความไม่สงบในจงั หวัดปตั ตานี เนื่องจากจงั หวดั ปัตตานมี ปี ระชากรนบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม และมคี วามเปน็ มา ทางประวัติศาสตร์และมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในการเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ศาสนาอิสลามในดินแดนอุษาคเนย์ ทเ่ี รยี กขานกนั วา่ “ระเบยี งเมกกะ” และการครองตนตามวถิ อี สิ ลามของชาวปตั ตานสี ว่ นใหญใ่ นปจั จบุ นั จงั หวดั ปัตตานีเป็นจังหวัดเดียวท่ีไม่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพ่ือนบ้าน โดยมีจุดแข็งคือมีความหลากหลายทาง ชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติ มีสถาบันการศึกษาทุกระดับ และเป็นเมืองทมี่ ีอารยธรรมและอัตลักษณ์เปน็ ของตนเอง ผู้วิจัยขอน้อมน�ำพระราชด�ำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ที่ พระราชทานในงานพระราชพธิ เี ฉลมิ พระชนมพรรษาพทุ ธศกั ราช 2556 ณ ทอ้ งพระโรง ศาลาราชประชาสมาคม วงั ไกลกังวลเม่อื วันพฤหัสบดที ่ี 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556 (สำ� นักราชเลขาธิการ, 2559) โดยมีความสำ� คัญตอน หนึง่ วา่ “...บา้ นเมอื งของเราเปน็ ปกึ แผน่ มน่ั คง และรม่ เยน็ เปน็ สขุ สบื มาชา้ นาน เพราะเรามคี วามยดึ มน่ั ในชาติ และต่างบ�ำเพ็ญกรณียกจิ ตามหน้าท่ี ใหส้ อดคลอ้ งเกื้อกูลกนั เพ่ือประโยชนส์ ว่ นรวมของชาติ คนไทยทุกคน จึง ควรจะตระหนักในข้อนีใ้ หม้ าก แล้วตัง้ ใจปฏิบตั ติ ัวปฏบิ ัตงิ าน ให้สมแกฐ่ านะและหนา้ ที่เพ่ือให้ส�ำเรจ็ ประโยชน์ ส่วนรวม คอื ความมน่ั คงปลอดภยั ของชาตบิ ้านเมืองไทย...” วัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้รูปแบบการพัฒนาทางสังคมจิตวิทยาในการที่จะน�ำมาใช้ในการลดวิกฤติความไม่สงบใน จงั หวดั ปตั ตานี แนวคิดทฤษฎีทีเ่ กี่ยวขอ้ ง แนวคิดการกล่อมเกลาทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม (โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต, 2548: 183)) เป็นกระบวนการซึ่ง ดำ� เนนิ อยตู่ ลอดเวลาทม่ี นษุ ยม์ ลี มหายใจ เปน็ กระบวนการไดม้ าซงึ่ วฒั นธรรมและลกั ษณะทางสงั คมเพอ่ื ทส่ี งั คม จะได้ใช้เป็นกระบวนการท่ีมาให้สมาชิกทุกคน โดยเฉพาะสมาชิกใหม่ของสังคมได้รับทราบถึงกฎเกณฑ์ของ สงั คมและเนอ้ื หาของวฒั นธรรม ในขนั้ ตอ่ มาเพอื่ ทสี่ มาชกิ จะไดย้ อมรบั กฎเกณฑเ์ หลา่ นนั้ และในทา้ ยทสี่ ดุ สมาชกิ ซมึ ซับเอากฎเกณฑ์และเนือ้ หาน้นั เข้าไปไว้ เปน็ หลกั เกณฑ์ทวั่ ๆ ไปของสงั คมและเป็นไปตามวฒั นธรรมของ กลุ่มองค์กรทีท่ ำ� หนา้ ทขี่ ัดเกลาทางสังคม (Agents of Socialization) ครอบครัวเป็นองค์กรแรกท่ีท�ำหน้าท่ีขัดเกลาทางสังคมให้มนุษย์ สถานศึกษาอบรมส่ังสอนสิ่งท่ี ครอบครวั คาดหวงั กลมุ่ เพอื่ นทมี่ คี วามพงึ พอใจในการปฏบิ ตั ติ อ่ กนั สำ� นกั งานหรอื กลมุ่ อาชพี ทตี่ นสงั กดั สถาบนั ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 195
ศาสนาอันเป็นท่ีพึงทางใจ และส่ือมวลชนสรุปว่าการขัดเกลาทางสังคม เป็นกระบวนการได้มาซ่ึงวัฒนธรรม และลกั ษณะทางสังคม เปน็ ไปตามหลกั เกณฑข์ องสงั คมและเปน็ ไปตามวฒั นธรรมของกลมุ่ ซงึ่ สามารถสังเกต เห็นการท�ำงานของโครงสร้างเหล่านี้จากการวิเคราะห์การท�ำงานของกลุ่มหรือสถาบันสังคมส่วนกลไกและวิธี การทางสงั คมทใี่ ชบ้ งั คบั และทำ� ใหบ้ คุ คลตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎเกณฑข์ องสงั คมหรอื เขา้ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของสงั คมนน้ั โดยทัว่ ไปใชก้ ารควบคมุ ดว้ ยกระบวนการเรียนรู้และอบรมขัดเกลาระเบียบทางสังคม ทฤษฎีความต้องการของมนษุ ย์ มาสโลว์ (Maslow, 1954) เรียกล�ำดับความต้องการนวี้ า่ “Hierarchy of Needs” ซงึ่ ประกอบด้วย ลำ� ดบั ความตอ้ งการของมนษุ ย์ จากระดบั ตำ�่ ไประดบั สงู 5 ระดบั ดงั นี้ ความตอ้ งการขน้ั พนื้ ฐาน (Physiological Needs) คือเป็นความต้องการด้านร่างกาย เพื่อความอยู่รอดของชีวิต เช่นความต้องการอาหาร อากาศ น้�ำ และที่อยู่อาศยั เป็นต้น ความตอ้ งการความม่นั คงปลอดภยั (Safety Needs) ความต้องการความปลอดภยั ความตอ้ งการล�ำดบั ทสี่ องของ Maslow จะถูกกระตนุ้ ภายหลงั จากทีค่ วามตอ้ งการทางร่างกายถูกตอบสนอง แลว้ ความตอ้ งการความมนั่ คงปลอดภยั จะหมายถงึ ความตอ้ งการสภาพแวดลอ้ มทป่ี ลอดภยั ปราศจากอนั ตราย ทางร่างกายและจิตใจ ความม่ันคงในการทำ� งาน ความต้องการทางสังคม (Social Needs) คอื ความตอ้ งการ ระดบั ทส่ี าม โดยความตอ้ งการทางสังคม หมายถึง ความต้องการท่ีจะเก่ยี วพนั การมเี พือ่ น และการถูกยอมรบั โดยบุคคลอืน่ เพอื่ การตอบสนองความตอ้ งการทางสงั คมความตอ้ งการเกยี รตยิ ศช่ือเสียง (Esteem Needs) คอื ความตอ้ งการระดบั ทสี่ ่ี เปน็ ความตอ้ งการทจ่ี ะใหผ้ อู้ นื่ ยกยอ่ งสรรเสรญิ ตวั เองมี ความภาคภมู ใิ จในสถานภาพ ทางสังคมต้องการชือ่ เสยี งและการยกย่องจากบุคคลอื่น ความต้องการความส�ำเร็จในชวี ิต (Self-Actualization Needs) คอื ความต้องการระดบั สูงสุดบคุ คล มกั จะตอ้ งการโอกาสทจี่ ะคดิ สรา้ งสรรคภ์ ายในงานหรอื พวกเขาอาจจะตอ้ งการความเปน็ อสิ ระและความรบั ผดิ ชอบ ซ่ึงความต้องการความสมหวังของชีวิตคือความต้องการที่จะบรรลุความสมหวังของตนเองด้วยการใช้ความ สามารถทักษะและศักยภาพอย่างเต็มท่ี บคุ คลที่ถกู จงู ใจด้วยความตอ้ งการความสมหวังของชวี ิต จะแสวงหา งานที่ท้าทายความสามารถของพวกเขาการเปิดโอกาสให้พวกเขาใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือการคิดค้นส่ิงใหม่ การศกึ ษาทฤษฎีล�ำดับ ความตอ้ งการของมนษุ ย์ของมาสโลว์ (Maslow) เปน็ การศกึ ษาเพื่อทีจ่ ะทำ� ให้ทราบถึง ความต้องการของมนุษยน์ นั้ มลี �ำดับขนั้ ตอนที่แน่นอนจากข้นั ตำ�่ ไปขั้นสูง ทฤษฎีอาชญาวทิ ยาด้ังเดมิ ทฤษฎอี าชญาวิทยาดงั้ เดิม (พรชยั ขันตี, 2553: 62-63) เนน้ การปรับปรงุ แกไ้ ขกระบวนการยตุ ิธรรม ใหม้ ีความเปน็ ธรรมและเสมอภาค โดยมิใหต้ กเปน็ เครอื่ งมือของผูป้ กครอง เพ่อื รกั ษาอ�ำนาจการปกครอง ด้าน สาเหตุของการเกิดอาชญากรรมทฤษฎีนี้ไม่ได้อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม แต่อธิบายว่า กระบวนการยตุ ธิ รรมทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพจะสามารถปอ้ งกนั การเกดิ อาชญากรรมได้ ทฤษฎอี าชญาวทิ ยาดงั้ เดมิ มี ความเชอ่ื เกย่ี วกับธรรมชาตขิ องมนุษย์ 3 ประการ ไดแ้ ก่ มนุษย์มีอิสระในการเลอื กพฤติกรรมหรอื มีเจตจำ� นง อสิ ระ (Free Will) มนษุ ยม์ คี วามสามารถในการใชเ้ หตผุ ลเพอื่ การตดั สนิ ใจเลอื กพฤตกิ รรมตนเอง (Rationality) และมนุษย์คำ� นึงผลประโยชนท์ จ่ี ะได้รับสูงสดุ จากการกระทำ� (Utility) การปอ้ งกนั อาชญากรรมที่ได้ผลดีท่ีสุด คือ การปรับปรงุ ประสิทธภิ าพของกระบวนการยตุ ธิ รรม เพ่ือท�ำให้มนษุ ยเ์ ช่ือว่าพฤติกรรมอาชญากรรมจะน�ำ มาซงึ่ ผลเสยี มากกวา่ ผลประโยชนท์ จี่ ะไดร้ บั จากการประกอบอาชญากรรม ทฤษฎคี วามขดั แยง้ ทฤษฎคี วามขดั แยง้ เป็นทฤษฎีท่ีมีรากฐานของสมมุติฐานท่ีว่าสังคม คือ ระบบท่ีมีลักษณะซับซ้อนของความไม่เท่าเทียมกัน 196 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
(Inequality) และความขดั แยง้ (Conflict) ซงึ่ จะนำ� ไปส่กู ารเปล่ียนแปลงทางสงั คม ทฤษฎคี วามขดั แยง้ ทาง สังคมเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าท่ีมีความสมบูรณ์ขึ้นกล่าว คือ ทฤษฎีความขัดแย้งทาง สงั คมมแี นวความคดิ วา่ สงั คมนน้ั ไมไ่ ดม้ คี วามเปน็ อนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั แตส่ งั คมนน้ั ตงั้ อยบู่ นพนื้ ฐานของการแบง่ แยก (Division) อันเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมนักสังคมวิทยากลุ่มความขัดแย้งทางสังคมจะพยายาม ค้นหาว่าปัจจยั ตา่ ง ๆ เช่น ช้นั ทางสังคม เชอ้ื ชาติ กล่มุ ชน เพศ และอายุ มคี วามเกยี่ วพันกับความไม่เทา่ เทยี ม ของการกระจายทรัพยากรที่มีคุณค่าในสังคมได้แก่เงินอ�ำนาจการศึกษาและเกียรติยศทางสังคมอย่างไร นอกจากนนี้ กั วชิ าการในกลมุ่ ความขดั แยง้ ทางสงั คมจะมองวา่ ในสงั คมเกดิ การแขง่ ขนั กนั เพราะในสงั คมมคี วาม ขัดแย้งกัน อันเน่ืองมาจากคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมได้รับผลประโยชน์และผลตอบแทนท่ี ไม่เท่าเทียมกัน ส่ิงตอบแทน และผลประโยชน์ท่ีคนในสังคมไดร้ ับมคี วามแตกตา่ งกันออกไปตามต�ำแหน่งและหน้าทที่ างสังคม นกั สงั คมวทิ ยาในกลมุ่ นยี้ งั มองวา่ สงั คมมคี วามขดั แยง้ กนั อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ซงึ่ เปน็ สาเหตทุ ำ� ใหส้ งั คมมกี ารเคลอื่ นไหว และเปลย่ี นแปลงตามมา ระเบยี บวิธวี ิจยั การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Methods Research) โดยศึกษาท้ังการวิจัย เชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจยั เชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพ่อื ใหไ้ ด้รูปแบบ การพฒั นาดา้ นสังคมจติ วทิ ยาในการลดวกิ ฤตคิ วามไมส่ งบในจังหวัดปตั ตานี โดยมีรายละเอยี ด ดังน้ี 1. การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) ใชก้ ารสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ (In-depth Interview) กบั กลุ่มผ้ใู หข้ อ้ มลู สำ� คัญ (Key Informants) รวม 8 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผกู้ �ำหนดนโยบาย 2) กลุม่ ด้านสาธารณสุข 3) กลมุ่ ด้านผนู้ �ำทางจิตใจ 4) กลุ่มด้านสตปิ ญั ญา 5) กลมุ่ นักจติ วิทยา 6) กลุ่มประชาสังคม 7) กลุ่มนกั วชิ าการ 8) กลมุ่ ผู้มีความเหน็ ต่าง แนวทางการสมั ภาษณก์ ลมุ่ ผใู้ ห้ข้อมลู สำ� คญั ประกอบดว้ ย 4 ประเด็น ไดแ้ ก่ ลกั ษณะสว่ นบคุ คล ประสบการณห์ รอื ความเหน็ เกยี่ วกบั สาเหตแุ ละมลู เหตจุ งู ใจใหเ้ กดิ ปญั หาความไมส่ งบ มมุ มองเชงิ วชิ าการ สภาพ ปญั หาการกอ่ ความไมส่ งบ ความคดิ เหน็ ตอ่ การสรา้ งรปู แบบการพฒั นาดา้ นสงั คมจติ วทิ ยาเพอื่ ลดวกิ ฤตปิ ญั หา ความไม่สงบในจงั หวดั ปัตตานี 2. การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Research) โดยใชแ้ บบสอบถาม แบบมโี ครงสรา้ ง (Structured Questionnaire) ซึง่ เป็นการสงั เคราะหจ์ ากผลการวจิ ัยเชิงคุณภาพเพอื่ ยืนยนั ผลการวิจัยเป็นเครื่องมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในกองอ�ำนวยการรักษาความม่ันคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าปัตตานี มกี ารทดสอบสมมตฐิ านเพอื่ เปรยี บเทยี บลกั ษณะสว่ นบคุ คลกบั ระดบั ความคดิ เหน็ ทม่ี ตี อ่ การสรา้ งรปู แบบการ พฒั นาดา้ นสงั คมจิตวิทยาในการลดวิกฤตคิ วามไมส่ งบในจังหวดั ปัตตานี ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 197
สรปุ ผลการศกึ ษา จากการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ ซงึ่ เป็นการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพเกี่ยวกบั รปู แบบการพฒั นาดา้ นสงั คมจิตวทิ ยาใน การนำ� มาใชล้ ดวกิ ฤตคิ วามไมส่ งบในจงั หวดั ปตั ตานี จากผใู้ หข้ อ้ มลู ทงั้ 8 กลมุ่ สามารถนำ� ผลจากการสมั ภาษณ์ แบบเจาะลึกไปท�ำการสังเคราะห์ เพ่ือสร้างแบบสอบถามเชิงปริมาณ และสร้างรูปแบบการพัฒนาด้านสังคม จติ วทิ ยาในการนำ� มาใชล้ ดวกิ ฤตคิ วามไมส่ งบในจงั หวดั ปตั ตานี ซงึ่ มปี ระเดน็ ทสี่ ำ� คญั ในดา้ นการศกึ ษาไดแ้ กก่ าร จดั ระบบการศกึ ษาในจงั หวดั ปตั ตานตี อ้ งเปน็ กระบวนการทหี่ ลอ่ หลอมใหเ้ ดก็ ไทยมสุ ลมิ มจี ติ สำ� นกึ ในความเปน็ ไทย ท่เี กยี่ วข้องกับชาติ ศาสนา และพระมหากษตั ริย์ รวมทั้งการจัดการจัดการศกึ ษาแบบเรยี นรู้ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม จะช่วยให้เด็กไทยพุทธ และเด็กไทยมุสลิมมีความเข้าใจในวัฒนธรรมที่ต่างกัน และสามารถ ใชช้ วี ติ อยูร่ ่วมกนั ได้อยา่ งมีความสุขส่งเสริมใหม้ กี ิจกรรมด้านการศกึ ษา ศาสนา และกฬี าระหวา่ งเดก็ ไทยพุทธ กบั เดก็ ไทยมสุ ลมิ เพอื่ สรา้ งความสมั พนั ธท์ ดี่ ตี อ่ กนั ดา้ นกระบวนการยตุ ธิ รรม มปี ระเดน็ สำ� คญั คอื กระบวนการ ยุติธรรมต้องสร้างความม่ันใจให้กับประชาชนว่าการบังคับใช้กฎหมายได้ด�ำเนินการอย่างเท่าเทียมกันท้ัง ประชาชนไทยพทุ ธและไทยมสุ ลิม โดยใหค้ วามเป็นธรรมกับทกุ ฝ่ายและด�ำเนนิ การดว้ ยความรวดเร็ว สามารถ น�ำผู้กระท�ำความผิดที่แท้จริงมาลงโทษพร้อมทั้งน�ำหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบการด�ำเนินคดีเพื่อช่วย แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพ้ืนที่จังหวัดปัตตานีการเปิดพื้นท่ีให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความ ไม่สงบ ต้องเป็นวิธีการหน่ึงท่ีเจ้าหน้าท่ีฝ่ายรัฐและกระบวนการยุติธรรมน�ำมาใช้เพ่ือลดปัญหาความรุนแรงใน จงั หวดั ปตั ตานดี า้ นสอื่ สารมวลชน มปี ระเดน็ สำ� คญั คอื สอ่ื มวลชนควรใชว้ จิ ารณญาณในการนำ� เสนอขา่ วใหส้ มดลุ รอบด้าน เพ่อื ไม่ใหต้ กเปน็ เครอื่ งมือของฝ่ายใดฝา่ ยหน่งึ การเสนอขา่ วความรุนแรงในพ้นื ที่ควรมกี ารกลน่ั กรอง ความถูกต้องและเป็นไปตามความเป็นจริงเพ่ือมิให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน และการใช้ถ้อยค�ำต้องเป็นไป ด้วยความระมัดระวังเพื่อมิให้กระทบความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ ด้าน สาธารณสุข มีประเด็นส�ำคัญ คือ การท�ำงานของเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขในจังหวัดปัตตานี ต้องปฏิบัติงานใน เชงิ รกุ คอื การเขา้ ถึงประชาชนท่ีอาศัยอยูใ่ นหมบู่ า้ นท่ีห่างไกล โดยอาศยั ความรว่ มมือของผูน้ ำ� ชมุ ชนการจัด ระบบโดยระบบสาธารณสขุ ตอ้ งจดั ใหส้ อดคลอ้ งกบั บรบิ ท และวถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยขู่ องประชาชน ในพนื้ ทโี่ ดย ไม่ขัดกับหลักศาสนาและเปิดโอกาสให้ประชาชนในพ้ืนที่เข้ามาเป็น อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน (อสม) เพ่ือให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพนื้ ท่ี จากการส�ำรวจข้อมูลความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามในการวิจัยเชิงปริมาณเมื่อยืนยันผลการ วิจัย พบว่า รูปแบบการพัฒนาด้านสังคมจิตวิทยาเพ่ือลดวิกฤติความไม่สงบในจังหวัดปัตตานี โดยรวมอยู่ใน ระดบั มาก และเมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ปจั จยั ดา้ นกระบวนการยตุ ธิ รรม อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ รองลงมา คือ ปัจจัยด้านส่ือสารมวลชนอยู่ในระดับมากท่ีสุด ปัจจัยด้านสาธารณสุข อยู่ในระดับมาก และสุดท้าย ปจั จยั ดา้ นการศกึ ษา อยใู่ นระดบั มาก โดยสามารถอภปิ รายผลไดว้ า่ ปจั จยั ดา้ นกระบวนการยตุ ธิ รรมอยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ ทง้ั นเ้ี นอ่ื งมาจาก การบงั คบั ใชก้ ฎหมายในพนื้ ทค่ี วามไมส่ งบในจงั หวดั ปตั ตานมี คี วามสำ� คญั โดยเฉพาะ การมีกฎหมายพิเศษที่เจา้ หน้าท่ีของรัฐตอ้ งน�ำมาใช้เพอ่ื ลดวิกฤติความไม่สงบ และสร้างความเปน็ ธรรมให้กับ ประชาชนทุกคนในจังหวัดปตั ตานี แตอ่ ย่างไรก็ตามความรวดเรว็ รนุ แรง และแน่นอนในการบังคบั ใช้กฎหมาย ที่สามารถน�ำผู้กระท�ำความผิดท่ีแท้จริงมาลงโทษได้ ยังเป็นเป้าหมายส�ำคัญท่ีสุดในการแก้ไขปัญหาความไม่ สงบอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับ แนวคดิ ของทฤษฎหี ลักปรัชญาของทฤษฎีอาชญาวิทยาด้ังเดมิ คือ 198 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ
ศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมของมนุษย์กับการลงโทษทางอาญามนุษย์จะเลือกประกอบอาชญากรรม เมื่อผ่าน กระบวนการตดั สินใจดว้ ยเจตจำ� นงอิสระ (Free Will) การตัดสินใจของมนุษย์ท่ีจะปฏิบตั ติ ามกฎหมาย หรอื ละเมดิ กฎหมายเปน็ กระบวนการทมี่ เี หตผุ ล โดยคำ� นงึ ถงึ ความเสย่ี งทจ่ี ะไดร้ บั โทษและผลประโยชนท์ จ่ี ะไดร้ บั จากการประกอบอาชญากรรม หากพิจารณาแล้วว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถด�ำเนินคดี หรือมีโทษหนัก กว่าผลประโยชน์ที่ได้รับมนุษย์ก็จะเลือกไม่ประกอบอาชญากรรม การป้องกัน ประกอบด้วยความรุนแรงใน การลงโทษ (Severity of Punishment) ซง่ึ ความรนุ แรงในการลงโทษตอ้ งมมี ากกวา่ ขอ้ ไดเ้ ปรยี บ ความรวดเรว็ ในการลงโทษ (Promptness of Punishment) ซงึ่ หมายถงึ การทผี่ กู้ ระทำ� ผดิ ไดร้ บั โทษอยา่ งรวดเรว็ เปน็ เวลา ใกลเ้ คยี งกบั การกระทำ� ความผดิ และความแนน่ อน (Certainty Punishment) หมายถงึ ความเปน็ ไปไดใ้ นการ จับกุม และลงโทษที่กระท�ำความผิด นอกจากน้ียังสอดคล้องกับงานวิจัยกระบวนการยุติธรรมกับการจัดการ ปัญหาอาชญากรรมและความขัดแย้งทางสังคมในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยส�ำนักนโยบายและ ยุทธศาสตร์ส�ำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2549 ว่าพ้ืนท่ีต้องเร่งรัดการเพ่ิมขีดความสามารถในการ สบื สวนดำ� เนนิ คดใี หก้ บั เจา้ หนา้ ทผ่ี เู้ กย่ี วขอ้ งทกุ ฝา่ ยเพอ่ื คลคี่ ลายคดตี า่ ง ๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ ใหก้ ระจา่ งชดั รวดเรว็ และ ลดความสับสนความเขา้ ใจผิดของประชาชน นอกจากนนั้ ผวู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การวเิ คราะห์ และสงั เคราะหผ์ ลการวจิ ยั ทง้ั เชงิ ปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพในการ สร้างรูปแบบการพัฒนาด้านสังคมจิตวิทยาในการน�ำมาใช้ลดวิกฤติความไม่สงบในจังหวัดปัตตานี โดยยึด แนวทางการอยู่รว่ มกันอยา่ งสนั ติสขุ บนแผ่นดินไทย ในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใหค้ วามสำ� คญั เรอื่ งการบงั คับ ใชก้ ฎหมายตอ้ งเปน็ การกำ� กบั ดแู ลใหม้ กี ารบงั คบั ใชอ้ ยา่ งเทา่ เทยี มทง้ั ประชาชนไทยพทุ ธ และไทยมสุ ลมิ รฐั ตอ้ ง มีการส่งเสริมหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบในการด�ำเนินคดี เพ่ือช่วยแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพ้ืนท่ี จังหวดั ปตั ตานอี ย่างถกู ต้อง การบงั คับใชก้ ฎหมายในพน้ื ท่จี ังหวดั ปัตตานีจะตอ้ งดำ� เนนิ การด้วยความยดื หยนุ่ และสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีในพ้ืนที่ การจัดการศึกษารัฐต้องส่งเสริมให้มีกิจกรรมด้านการศึกษา ศาสนาและกฬี า ระหวา่ งเดก็ ไทยพทุ ธกบั เดก็ ไทยมสุ ลมิ เพอ่ื สรา้ งความสมั พนั ธท์ ดี่ ตี อ่ กนั การจดั ระบบการศกึ ษา ในจงั หวดั ปตั ตานตี อ้ งเปน็ กระบวนการทห่ี ลอ่ หลอมใหเ้ ดก็ ไทยมสุ ลมิ มจี ติ สำ� นกึ ในความเปน็ ไทยทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รฐั ตอ้ งสง่ เสริมระบบการศกึ ษาอิสลาม และภาษามลายูซ่งึ เป็นวฒั นธรรม ดั้งเดิมของพ้ืนท่ีจังหวัดปัตตานี เพื่อให้เด็กไทยมุสลิมยังสามารถสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองไว้ได้การ ท�ำงานของเจา้ หน้าท่สี าธารณสขุ ในจังหวดั ปัตตานตี ้องปฏบิ ัติงานในเชงิ รุก คอื การเข้าถึงประชาชนทอ่ี าศัยอยู่ ในหมู่บ้านท่ีห่างไกล โดยอาศัยความร่วมมือของผู้น�ำชุมชนประชาชนทุกกลุ่มต้องมีโอกาสในการเข้าถึงระบบ สาธารณสุขของภาครัฐอย่างเท่าเทียมกันรัฐต้องมีการปรับเปล่ียนวิธีการ โดยให้ประชาชนเช้ือสายมุสลิม มาปฏบิ ตั หิ นา้ ทดี่ า้ นสาธารณสขุ มากขน้ึ เพอื่ การยอมรบั ของประชาชนในพน้ื ทส่ี อ่ื มวลชนควรใชว้ จิ ารณญาณใน การน�ำเสนอข่าวให้สมดุลรอบด้าน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเคร่ืองมือของฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงการน�ำเสนอข่าวสาร ของสอื่ มวลชนในพน้ื ทต่ี อ้ งนำ� เสนอโดยไมเ่ อนเอยี งฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ การจดั ใหม้ สี ถานโี ทรทศั น์ สถานวี ทิ ยทุ ด่ี ำ� เนนิ รายการเป็นภาษามลายูภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นท่ีจังหวัดปัตตานีจะเป็นการลดความ บิดเบือนของข้อมูลขา่ วสารได้ ดังแผนภาพดังนี้ ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 199
ภาพท่ี 2 LIFE MODEL L = Law กระบวนการยุติธรรมการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นการก�ำกับดูแลให้มีการบังคับใช้อย่าง เท่าเทียมท้ังประชาชนไทยพุทธ และไทยมุสลิม ส่งเสริมหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบในการด�ำเนินคดี เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานีอย่างถูกต้องการเปิดพ้ืนที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ต้องเป็นวิธีการหนึ่งท่ีเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐและกระบวนการยุติธรรมน�ำมาใช้เพื่อ ลดปญั หาความรนุ แรงในพนื้ ทกี่ ารบงั คบั ใชก้ ฎหมายในพน้ื ทจี่ งั หวดั ปตั ตานจี ะตอ้ งดำ� เนนิ การดว้ ยความยดื หยนุ่ และสอดคลอ้ งกบั วัฒนธรรมประเพณใี นพ้ืนท่ี I = Information ขอ้ มลู ขา่ วสารการส่ือสารมวลชน ส่ือมวลชนควรใชว้ จิ ารณญาณในการน�ำเสนอขา่ ว ใหส้ มดลุ รอบดา้ นเพอื่ ไมใ่ หต้ กเปน็ เครอ่ื งมอื ของฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ การนำ� เสนอขา่ วสารของสอ่ื มวลชนในพนื้ ทต่ี อ้ ง น�ำเสนอโดยไม่เอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งการน�ำเสนอข่าวในพ้ืนที่ต้องใช้ถ้อยค�ำด้วยความระมัดระวัง เพื่อมิให้ กระทบความรูส้ กึ ของประชาชนในพื้นท่ี F = ครอบครวั คณุ ภาพและครอบครวั คณุ ธรรมการทำ� งานของเจา้ หนา้ ทส่ี าธารณสขุ ในจงั หวดั ปตั ตานี ต้องปฏิบัติงานในเชิงรุก คือ การเข้าถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านท่ีห่างไกล โดยอาศัยความร่วมมือของ ผู้น�ำชุมชน การจัดระบบสาธารณสุขต้องจัดให้สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในพืน้ ท่โี ดยไมข่ ัดกับหลักศาสนา E = การศึกษารัฐต้องส่งเสริมให้มีกิจกรรมด้านการศึกษา ศาสนาและกีฬาระหว่างเด็กไทยพุทธกับ เดก็ ไทยมสุ ลมิ เพอื่ สรา้ งความสมั พนั ธท์ ด่ี ตี อ่ กนั การจดั ระบบการศกึ ษาในจงั หวดั ปตั ตานตี อ้ งเปน็ กระบวนการ ท่ีหล่อหลอมให้เด็กไทยมุสลิมมีจิตส�ำนึกในความเป็นไทยที่เกี่ยวข้องกับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 200 บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสิต
การจัดการศกึ ษาแบบเรยี นรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะช่วยให้เด็กไทยพทุ ธและเดก็ ไทยมุสลมิ มีความ เข้าใจในวฒั นธรรมทตี่ า่ งกัน และสามารถใช้ชีวิตอยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ย่างมีความสขุ ข้อเสนอแนะ 1. ด้านกระบวนการยุติธรรม การอ�ำนวยความยุติธรรมในจังหวัดปัตตานีต้องให้ความส�ำคัญในด้าน บงั คบั ใชก้ ฎหมายตอ้ งเปน็ การกำ� กบั ดแู ลใหม้ กี ารบงั คบั ใชอ้ ยา่ งเทา่ เทยี มทง้ั ประชาชนไทยพทุ ธ และไทยมสุ ลมิ รฐั ต้องมีการส่งเสริมหลักนติ ิวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบในการดำ� เนินคดี เพ่ือชว่ ยแกไ้ ขปญั หาความไมส่ งบใน พนื้ ทจ่ี งั หวดั ปตั ตานอี ยา่ งถกู ตอ้ งเพอื่ ใหผ้ กู้ ระทำ� ความผดิ ทแ่ี ทจ้ รงิ ไดร้ บั การลงโทษดว้ ยความรนุ แรงรวดเรว็ และ แน่นอน การบังคับใช้กฎหมายในพ้ืนที่จังหวัดปัตตานีจะต้องด�ำเนินการด้วยความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับ วฒั นธรรมประเพณใี นพน้ื ที่ เชน่ การเขา้ ไปตรวจคน้ ในบา้ นของพน่ี อ้ งชาวมสุ ลมิ ตอ้ งไมส่ วมรองเทา้ เขา้ ไปในบา้ น หรอื การคน้ ตวั ผูต้ อ้ งสงสยั ที่เปน็ สุภาพสตรีเจ้าหน้าที่ทีท่ �ำการคน้ ต้องเปน็ สภุ าพสตรีดว้ ย 2. ดา้ นสอ่ื สารมวลชนจงั หวดั ปตั ตานเี ปน็ พน้ื ทท่ี มี่ คี วามหลากหลายทางวฒั นธรรมและมคี วามออ่ นไหว ในเร่ืองการรับรู้ข่าวสารโดยรวมถึงการใช้ภาษาในการน�ำเสนอข่าวท่ีมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ในพื้นท่ี ในการน�ำเสนอข่าวของส่ือมวลชนต้องไมเ่ ป็นการนำ� เสนอขา่ วท่ที �ำให้เกิดผลกระทบมุมกลบั ที่ไปสรา้ ง ความชอบธรรมใหฝ้ า่ ยตรงขา้ ม ส่ือมวลชนควรใชว้ จิ ารณญาณในการนำ� เสนอข่าวให้สมดุลรอบด้าน เพ่อื ไม่ให้ ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝา่ ยหนงึ่ 3. ด้านสาธารณสุข ครอบครัวที่มีคุณภาพ คือ ครอบครัวที่รักษาสุขภาวะของคนในครอบครัวให้มี สขุ ภาพความเป็นอยูท่ ้งั ดา้ นร่างกายและจติ ใจทีแ่ ขง็ แรงสมบูรณ์ ครอบครัวเปน็ สถาบนั ท่ีเล็กท่สี ดุ ในสงั คมแตก่ ็ มคี วามสำ� คญั ทสี่ ดุ ในสงั คม เมอื่ ครอบครวั มคี วามสขุ ความสมบรู ณท์ ง้ั รา่ งกายและจติ ใจกข็ ยายไปในถงึ ชมุ ชนท่ี อยอู่ าศยั และสังคม การสาธารณสขุ เปน็ สง่ิ ท่สี ามารถจะแก้ไขปญั หาความไมส่ งบได้ประชาชนในพืน้ ทจี่ ังหวัด ปัตตานีมีความศรัทธาผู้น�ำศาสนา ถ้าน�ำความรู้เกี่ยวกับด้านสาธารณสุขไปแจ้งให้กับผู้น�ำทางศาสนา ลงมือ ปฏิบัติเป็นตัวอย่างก็จะท�ำให้ประชาชนในชุมชนนั้นลงมือปฏิบัติตาม การทำ� งานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใน จงั หวดั ปตั ตานี ตอ้ งปฏบิ ตั งิ านในเชงิ รกุ คอื การเขา้ ถงึ ประชาชนทอี่ าศยั อยใู่ นหมบู่ า้ นทห่ี า่ งไกล โดยอาศยั ความ รว่ มมอื ของผนู้ ำ� ชมุ ชน การใหเ้ จา้ หนา้ ทสี่ าธารณสขุ ทนี่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม หรอื เจา้ หนา้ ทส่ี าธารณสขุ ทเี่ ปน็ หญงิ ทำ� การตรวจสุขภาพ หรือแนะนำ� การดแู ลสุขภาพยอ่ มเปน็ สงิ่ ทีด่ ที ท่ี �ำได้โดยไม่ขดั กับหลักศาสนาการจัดระบบ สาธารณสุขต้องจัดให้สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในพ้ืนท่ีโดยไม่ขัดกับหลัก ศาสนา 4. ด้านการศึกษา การจัดการศึกษาในพ้ืนท่ีท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้อง ใหค้ วามสำ� คญั อยา่ งจรงิ จงั และจรงิ ใจ เอาใจใสใ่ นเนอ้ื หารายละเอยี ดของรายวชิ าเพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถนำ� ความรู้ ไปประกอบอาชีพภายหลังจากส�ำเร็จการศึกษา หรือสามารถใช้ความรู้ไปศึกษาต่อในสาขาวิชาชีพที่ตนเองมี ความพรอ้ มหรอื สนใจ การจดั การศกึ ษาในพน้ื ทค่ี วรจดั ใหเ้ ดก็ ทมี่ คี วามแตกตา่ งทางดา้ นศาสนาและวฒั นธรรม เรียนรู้กันได้ การสร้างจิตส�ำนึกให้มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยหมายรวมถึงจิตส�ำนึกในความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษตั รยิ ์ รฐั ตอ้ งสง่ เสรมิ ใหม้ กี จิ กรรมดา้ นการศกึ ษา ศาสนา และกฬี าระหวา่ งเดก็ ไทยพทุ ธ กบั เดก็ ไทยมสุ ลมิ เพอ่ื สรา้ งความสมั พนั ธท์ ด่ี ตี อ่ กนั การจดั ระบบการศกึ ษาในจงั หวดั ปตั ตานตี อ้ งเปน็ กระบวนการ ที่หลอ่ หลอมใหเ้ ด็กไทยมุสลิม มีจติ ส�ำนึกในความเป็นไทยทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 201
เอกสารอา้ งองิ นเรศน์ วงศ์สุวรรณ. (2556). ถอดรหัส “วาทกรรมเขตปกครองพิเศษ” เพ่ือความสมานฉันท์ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เอกสารเฉพาะกรณี กรุงเทพฯ: ศนู ยศ์ ึกษายทุ ธศาสตร์ สถาบันวชิ าการปอ้ งกัน ประเทศ. พรชยั ขนั ต.ี (2553). ทฤษฎอี าชญาวทิ ยา: หลกั การ งานวจิ ยั และนโยบายประยกุ ต.์ กรงุ เทพฯ: สเุ นตรฟ์ ลิ ม์ . สำ� นกั ราชเลขาธิการ. (2559). พระราชด�ำรสั -และพระบรมราโชวาท. [Online]. Available: https://king9. ohm.go.th/พระราชด�ำรัส-และพระบรมราโชวาท. [2559. มกราคม 8]. สรสี มภพ จติ ร์ภริ มยศ์ ร.ี (2555). 98 เดือนแหง่ ความรุนแรงจงั หวดั ชายแดนภาคใต้. ปัตตานี: คณะรฐั ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์. สรุ ชาติ บำ� รงุ สุข. (2557). สงครามใต้: หนึ่งทศวรรษแห่งความรุนแรง. กรงุ เทพฯ: สแควร์ ปริ๊นซ์ 93. โสภา (ชูพิกุลชัย) ชปีลมันน์. (2548). บุคลิกภาพ และพัฒนาการ: แนวโน้มสู่การมีพฤติกรรมปรกติหรือ พฤตกิ รรมเบ่ยี งเบนของเดก็ และเยาวชน. กรุงเทพฯ: เสมาธรรม. เอก ตง้ั ทรพั ย์วฒั นา และอรอร ภเู่ จรญิ . (2552). ปญั หา 3 จังหวดั ชายแดนภาคใต้ ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย. กรุงเทพฯ: วี.พริน้ ท์ (1991). Abraham Maslow. (1954). Motivation and personality (1st ed.). New York: Harper. Huntington, Samuel P. (1933). The Clash of Civilization?. Foreign Affairs, (72), 3. 202 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสิต
ปัจจัยที่มีความสัมพนั ธ์กบั ประสทิ ธิผลในการปฏิบตั งิ านของข้าราชการ พนกั งานราชการและลูกจ้างประจ�ำ ของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี Factors Affecting on Effectiveness of the Performance of the Government Officer and Permanent Employee in the Permanent Secretary: Ministry of Science and Technology นางสาวอารีรัตน์ แตงเทีย่ ง และ ดร. ภัครดา ฉายอรณุ หลกั สูตรศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตรแ์ ละวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ บทคดั ย่อ การวิจัยในครั้งนม้ี ีวตั ถปุ ระสงค์ 1) เพ่ือศกึ ษาปัจจัยดา้ นงานทมี่ ปี ระสิทธผิ ล 2) เพือ่ ศกึ ษาปัจจยั ด้าน ประสิทธผิ ล 3) เพ่ือศึกษาเปรยี บเทยี บปจั จัยดา้ นประสิทธิผลในการปฏบิ ัตงิ าน จ�ำแนกตามปจั จัยสว่ นบคุ คล 4) เพือ่ ศกึ ษาความสมั พันธร์ ะหว่างปัจจยั ดา้ นงานท่ีมีประสิทธิผล กับปจั จยั ดา้ นประสิทธผิ ลในการปฏิบัตงิ าน และ 5) เพ่ือศกึ ษาปัจจยั ทม่ี ีอิทธพิ ลตอ่ ปัจจยั ดา้ นประสิทธิผล ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษาครัง้ น้ี คอื ข้าราชการ พนกั งานราชการ และลกู จา้ งประจำ� ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี จำ� นวน 271 คน ซ่งึ หา คา่ ความเชอื่ มั่นได้เทา่ กับ .971 สถติ ทิ ีใ่ ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ไดแ้ ก่ คา่ รอ้ ยละ ค่าเฉล่ีย สว่ นเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะหก์ ารถดถอยเชิงเส้นแบบง่าย โดยมีคา่ นัยส�ำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านงานที่มีประสิทธิผลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยด้าน ประสทิ ธผิ ล ในการปฏบิ ตั งิ านโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก 3) ปัจจยั ดา้ นบคุ คล คอื เพศ ประเภทบคุ ลากร สถานภาพ และระดับการศึกษามีผลต่อปัจจัยด้านประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน แตกต่างกันในแต่ละด้าน พบวา่ ประเภทบคุ ลากร สถานภาพ และระดบั การศกึ ษา มผี ลตอ่ ปจั จยั ดา้ นประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ าน ดา้ น การปรบั ตวั ขององคก์ ารสอดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ ม และดา้ นผลผลติ ขององคก์ าร ในขณะทเี่ พศ อายุ ประเภท บุคลากร และระดับการศึกษามีผลต่อปัจจัยด้านประสิทธิผลในการปฏิบัติงานด้านการปรับตัวขององค์การ สอดคล้องกับสภาพสังคม 4) ปัจจัยด้านงานที่มีประสิทธิผลมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับปัจจัยด้าน ประสิทธิผลในการปฏบิ ตั งิ าน ท้ังในภาพรวมและรายด้านทกุ ดา้ น และ 5) ปัจจัยด้านงานที่มปี ระสทิ ธผิ ลนัน้ มี อิทธิพลตอ่ ปัจจัยด้านประสิทธผิ ล ในการปฏิบตั ิงานอยา่ งมนี ยั ส�ำคญั คำ� ส�ำคญั : ปจั จยั ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ าน ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ านของขา้ ราชการ พนักงานราชการ และลกู จา้ งประจ�ำ ส�ำนกั งานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 203
Abstract The purposes of this research is 1) to study the works with effectiveness 2) to study factors on effectiveness 3) to compare factors on effectiveness in operational works distinguished according to personal factors 4) to study relationship between factors upon work with effectiveness and factors upon effectiveness in operational works 5) to study factors affecting operational effectiveness. The population in this study is composed of 271 civil servants, government officials and employees of office of the Permanent Secretary, Ministry of Science and Technology. The statistics use to analyze the data were percentage, mean, standard deviation, t-test, one-way analysis of variance, Pearson product moment correlation coefficient and simple linear regression analysis with the level of statistical significant at .05 The results of the research shows that 1) the working effectiveness factor overall was at a high level 2) The operational effectiveness factor overall was much at a high level. The hypothesis testing indicated that 3) the personal factors which were gender, type of personnel, marital status and educational level significantly affected the operational effectiveness factor overall in terms of the adaptation of organization according to the environment and product of organizational aspects, while gender, age, type of personnel and educational level significantly affected the operational effectiveness factor in term of adaptation of organization to social condition. 4) The working effectiveness factor significant by correlated with the operational effectiveness factor overall and in all aspects. And it was found that 5) The working effectiveness factor affected the operational effectiveness factor significantly. Keywords : Factors Affecting on Effectiveness of the Performance, Effectiveness of the Per formance of the Government Officer and Permanent Employee in the Permanent Secretary, Ministry of Science and Technology บทน�ำ การทอ่ี งคก์ ารสามารถด�ำเนินงานตา่ ง ๆ ตามภารกจิ หน้าท่ขี ององค์การโดยใชท้ รพั ยากร ปัจจยั ต่าง ๆ รวมถงึ กำ� ลงั คนอยา่ งคมุ้ คา่ ทสี่ ดุ มกี ารสญู เปลา่ นอ้ ยทส่ี ดุ มลี กั ษณะของการดำ� เนนิ งานไปสผู่ ลตามวตั ถปุ ระสงค์ ไดอ้ ยา่ งดี โดยประหยัดทง้ั เวลา ทรพั ยากรและก�ำลังคน และปฏิบตั ิงานอยา่ งเต็มความสามารถใช้เทคนคิ หรอื ยทุ ธวธิ ใี นการทำ� งานเพอื่ ใหไ้ ดผ้ ลงานทม่ี ปี รมิ าณตามความตอ้ งการและมคี ณุ ภาพเปน็ ทน่ี า่ พอใจโดยสน้ิ เปลอื ง คา่ ใชจ้ า่ ย พลงั งาน และเวลานอ้ ย เปน็ บคุ คลทม่ี คี ณุ ภาพและปรมิ าณของผลงาน มวี ธิ กี ารทำ� งานใหไ้ ดผ้ ลดยี งิ่ ขน้ึ อย่เู สมอ ประสิทธผิ ลขององคก์ ารมคี วามส�ำคญั ต่อองคก์ าร หรือหน่วยงานมากเพราะเปน็ ตัวชว้ี ัดความส�ำเร็จ 204 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสติ
ขององค์การในการที่จะตัดสินใจว่าองค์การจะอยู่รอดต่อไปหรือไม่ ประกอบกับประสิทธิภาพก็มีความส�ำคัญ ต่อองค์การมากเช่นกัน และศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในองค์การอย่างเป็นระบบทั้งพฤติกรรมระดับบุคคล กลมุ่ และองคก์ าร โดยใช้ความรทู้ างพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งความรู้ที่ไดส้ ามารถน�ำไปใชใ้ นการเพิ่มผลผลิตและ ความพงึ พอใจของบคุ ลากร อนั นำ� ไปสกู่ ารเพมิ่ ประสทิ ธผิ ล ขององคก์ ารในภาพรวมหากการดำ� เนนิ งานองคก์ าร ไม่มีประสิทธิภาพก็จะไม่มีผลก�ำไร ประสบแต่ความขาดทุนก็ยากท่ีองค์การจะต้ังอยู่ได้ ดังน้ัน ประสิทธิผล (Effectiveness) เป็นการท�ำให้บรรลุส�ำเร็จตามเป้าหมายองค์การ (Goals) และประสิทธิภาพ (Efficiency) เปน็ การทำ� ให้ผ้ปู ฏบิ ตั งิ านเกดิ ความพึงพอใจและรว่ มมือกันปฏบิ ัติงานใหไ้ ดผ้ ลผลิต (Output) ทีต่ ้องการ จงึ มี ความสมั พันธ์กนั ทำ� ให้องคก์ ารบรรลุเปา้ หมายภายในเงอ่ื นไข ทมี่ ีการใช้ทรพั ยากรให้เกิดประโยชน์สูงสดุ การ บรรลถุ ึงประสทิ ธิผลและประสทิ ธภิ าพจงึ เปน็ ที่พงึ ปรารถนาของทกุ องคก์ าร ผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานในส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพบเห็น ปจั จยั ปฏบิ ตั งิ านอยใู่ นสว่ นบรหิ ารงานบคุ คล ไดต้ ระหนกั ถงึ ปจั จยั ทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ บั ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั ิ งานของข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจ�ำในหลาย ๆ ด้านของผู้ปฏิบัติงาน จากสภาพแวดล้อม อปุ กรณ์เครอ่ื งใชผ้ ู้วิจยั จงึ มคี วามสนใจที่จะศึกษาความคดิ เห็นของขา้ ราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ� วา่ มปี จั จยั ใดบา้ งทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ าน เพอื่ จะไดเ้ ปน็ แนวทาง แกไ้ ขปรบั ปรงุ พฒั นา เพื่อใหก้ ารปฏิบัติงานมีประสทิ ธิผลและเกดิ ประโยชนต์ อ่ องค์กรตอ่ ไป วตั ถุประสงค์ 1. เพ่ือศึกษาปัจจัยด้านงานที่มีประสิทธิผลของข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจ�ำของ ส�ำนกั งานปลัดกระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. เพอื่ ศกึ ษาปจั จยั ดา้ นประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ านของขา้ ราชการ พนกั งานราชการ ลกู จา้ งประจำ� ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 3. เพ่ือศกึ ษาเปรยี บเทียบปจั จัยด้านประสทิ ธิผลในการปฏบิ ัติงาน จ�ำแนกตามปัจจยั สว่ นบคุ คลของ ข้าราชการ พนกั งานราชการ ลูกจา้ งประจ�ำ ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านงานที่มีประสิทธิผล กับปัจจัยด้านประสิทธิผลในการ ปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจ�ำ ของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี 5. เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงาน ราชการ ลูกจา้ ง ประจำ� ของสำ� นกั งานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี แนวคดิ ทฤษฎีทเ่ี กีย่ วข้อง ประสทิ ธผิ ลปจั จบุ นั มกี ารศกึ ษาเรอ่ื ง ประสทิ ธผิ ล (Effectiveness) กนั อยา่ งแพรห่ ลายและมกี ารนยิ าม ความหมายแตกต่างกัน โดยมีการใชห้ ลักเกณฑม์ าประกอบกัน มผี ู้ให้ความหมายหรือคำ� นยิ ามตา่ ง ๆ กนั ดังนี้ (อรุณ รักธรรม, 2525) ประสิทธิผล หมายถึง ความสามารถขององค์การท่ีจะด�ำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย 4 ประการ คือ ความเปน็ อนั หนงึ่ อนั เดยี วกันในองค์การ (Integration) การปรับตวั ขององค์การใหส้ อดคลอ้ ง ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 205
กบั สภาพแวดลอ้ ม (Adaptability) การปรับตวั ขององคก์ ารให้สอดคล้องกบั สงั คม (Social Relevance) และ ผลผลติ ขององคก์ าร (Productivity) สอดคลอ้ งกบั ภรณี กรี ต์ บิ ตุ ร (2529) ใหท้ ศั นะวา่ ประสทิ ธผิ ลขององคก์ าร (Organizational Effectiveness) หมายถงึ ความมากนอ้ ย (Extent) ของการที่องค์การในฐานะเปน็ ระบบ ทางสงั คมสามารถบรรลถุ งึ วตั ถปุ ระสงค์ ไดโ้ ดยทรพั ยากรและหนทางทมี่ อี ยู่ โดยไมท่ ำ� ใหท้ รพั ยากรและหนทาง เสียหายและโดยไม่สร้างความตึงเครียดท่ีไม่สมควรแก่สมาชิก ซ่ึงมาตรการท่ีใช้ในการวัดประสิทธิผลของ องค์การต้ังอยูบ่ นวิธกี ารและเปา้ หมาย (Means and Ends) โดยเกณฑบ์ ่งชใ้ี นการวัดประสทิ ธผิ ล คอื ความ สามารถในการผลิตขององค์การ ความยืดหยุ่นขององค์การในรูปของความส�ำเร็จในการปรับตัวเขากับการ เปลยี่ นแปลงภายในองคก์ ารและความสำ� เรจ็ ในการปรบั ตวั เขา้ กบั การเปลย่ี นแปลงซงึ่ เกดิ ขนึ้ นอกองคก์ าร และ การปราศจากความกดดัน หรือการขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มย่อยในองค์การระหว่างหน่วยงานในองค์การ (Schein, 1970) มีความเห็นว่า ประสิทธผิ ลองค์การ หมายถึง สมรรถนะ (Capacity) ขององคก์ ารในการทจี่ ะ อยรู่ อด (Survival) ปรบั ตวั (Adapt) รกั ษาสภาพ (Maintain) และเตบิ โต (Grow) ไมว่ า่ องคก์ ารนนั้ จะมหี นา้ ทใ่ี ด ท่ีตอ้ งการให้ลุล่วง จนิ ดาลกั ษณ์ วฒั นสนิ ธ์ุ (2530) นอกจากความสามารถในการบรรลเุ ปา้ หมายอนั เปน็ ความมปี ระสทิ ธผิ ล โดยทว่ั ไปแลว้ การประเมนิ ประสทิ ธผิ ลอาจพจิ ารณาไดจ้ ากคณุ ภาพของผลผลติ หรอื บรกิ ารพน้ื ฐานขององคก์ าร หรอื ความสามารถในการผลติ สินค้าหรือบรกิ ารขององค์การ ความพรอ้ มหรอื ความเป็นไปไดใ้ นการปฏิบัติงาน ที่เฉพาะเจาะจงเม่ือถูกขอร้องให้ท�ำผลตอบแทน หรือผลก�ำไรท่ีได้รับจากการผลิตสินค้าและบริการ เป็นต้น ดังน้ันกิจกรรมขององค์การท่ีเป็นเคร่ืองตัดสินการปฏิบัติงานขององค์การว่ามีประสิทธิผลหรือไม่จึงประกอบ ไปดว้ ยกจิ กรรมตอ่ ไปน้ี คอื การไดม้ าซง่ึ ทรพั ยากรทตี่ อ้ งใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ าน การใชป้ จั จยั นำ� เขา้ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เมอ่ื เทยี บกบั ผลผลติ ความสามารถในการผลติ สนิ คา้ หรอื บรกิ ารขององคก์ าร การปฏบิ ตั งิ านดา้ นเทคนคิ วชิ าการ และดา้ นการบรหิ ารอยา่ งมเี หตผุ ล การลงทนุ ในองคก์ าร การปฏบิ ตั ติ ามกฎเกณฑก์ บั พฤตกิ รรมในองคก์ าร และ การตอบสนองความด้องการและความสนใจท่แี ตกตา่ งกันของบุคคลและของกลุ่ม พารส์ นั (Parsons, 1960 อา้ งถงึ ใน พรชัย เชื้อชชู าต,ิ 2546: 33) ซ่ึง พารส์ ัน เสนอความคดิ ในการวดั ประสิทธิผลขององค์การ โดยพิจารณาจากการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม (Adaptation) และการบรรลุ เป้าหมาย (Goal Attainment) โดยสรปุ อาจกลา่ วได้ว่า ประสิทธผิ ลก็คือ การกระทาํ สิ่งตา่ ง ๆ ตามทีไ่ ด้ตัง้ เป้าหมายเอาไว้องค์การท่ีมีประสิทธิผลสูงจึงเป็นองค์การที่ประสบความสําเร็จอย่างสูงในการทํางานตาม เปา้ หมาย ในทางตรงกนั ขา้ มองคก์ ารทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ลตาํ่ จงึ เปน็ องคก์ ารทไ่ี มป่ ระสบความสาํ เรจ็ ในการทาํ งานให้ บรรลุเป้าหมายท่ีได้ต้ังเอาไว้ ดังนั้น ประสิทธิผลขององค์การจึงเป็นความสามารถของการแสวงหาประโยชน์ จากสภาพแวดลอ้ มเพอื่ ใหไ้ ดท้ รพั ยากรทห่ี ายากและมคี ณุ คา่ ซง่ึ สามารถนาํ ทรพั ยากรทมี่ อี ยอู่ ยา่ งจาํ กดั ไปใชใ้ น การดําเนนิ งานขององค์การไดอ้ ย่างมีคุณค่า ให้ได้ผลตามเป้าหมาย รอบบิ้นส์ (Robbins, 1993 อ้างถึงใน เกรียงศักดิ์ วงศ์สุกรรม, 2550: 13) ได้สรุปความเห็นว่า การตดิ ตอ่ สอื่ สารที่มปี ระสิทธิผลจะสง่ ผลต่อความมีประสิทธผิ ลหรอื การบรรลเุ ป้าหมายขององค์การ เมอร์รี่แมน เอ (Merryman A., 1996 อ้างถึงใน เกรียงศักด์ิ วงศ์สุกรรม, 2550: 13) ได้สรุปว่า การสอ่ื สารทมี่ ปี ระสทิ ธิผลจะเปน็ ความตอ้ งการพนื้ ฐานทีจ่ ะนาํ ไปสกู่ ารบรรลเุ ป้าหมายขององค์การ 206 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ
นานสุ (Nanus, 1992 อา้ งถงึ ใน เกรยี งศกั ดิ์ วงศส์ กุ รรม, 2550: 14) ไดก้ ลา่ วถงึ ผนู้ ำ� ทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ล สําหรับยคุ การเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ในปัจจบุ ันจาํ เป็นตอ้ งอาศยั การกระทาํ 4 ประการคือ 1. ต้องมีความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติในองค์การในการให้ คำ� แนะนําสนบั สนุนและจงู ใจลดความขัดแยง้ 2. ต้องมีความสามารถในการมุ่งมองในการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบจากปัจจัยภายนอกที่ เกยี่ วข้องกบั บุคคลภายนอกที่มีความสมั พนั ธ์กบั องค์การ 3. ตอ้ งมคี วามสามารถในการเตมิ แตง่ ปรบั ปรงุ ขนั้ ตอนการดาํ เนนิ งานขององคก์ ารในดา้ นการพฒั นา สินคา้ หรือการบรกิ าร กระบวนการผลิต ระบบควบคมุ คุณภาพ โครงสรา้ งองคก์ ารและระบบขอ้ มลู ข่าวสาร 4. สามารถพยากรณ์ หรือคาดการณ์อนาคต ประเมินสภาพการณ์ และเตรียมการเพ่ือพัฒนามุ่งสู่ การเปลย่ี นแปลง ตลอดจนการเตรียมรับวกิ ฤตกิ ารณต์ า่ ง ๆ ท่ีจะเกดิ ขึ้นในอนาคต ริชาร์ด เอ็ม สเตียร์ (Richard M. Steers, 1979 อ้างถึงใน กาญจนา บุญยัง, 2547: 19) ได้ให้ ความหมายของ “ประสิทธผิ ลขององค์กร” ว่าต้องพิจารณาแนวคดิ ทส่ี ัมพนั ธก์ นั 3 ประการ คือ 1. แนวความคิดเกี่ยวกับการบรรลุเป้าหมายขององค์กรให้ได้สูงท่ีสุดวัดได้จากการได้มาและ ใช้ทรพั ยากรทม่ี ีจากัดใหส้ ามารถบรรลุเป้าหมายทเ่ี ปน็ ไปไดข้ ององคก์ ร 2. แนวความคิดเก่ียวกับระบบ โดยจะวิเคราะห์และพิจารณาเป้าหมายซึ่งเปล่ียนแปลงไปตาม กาลเวลา 3. แนวความคิดเกี่ยวกบั การเนน้ ความสมั พันธข์ องพฤติกรรม เปน็ การเนน้ บทบาทของบุคคลภายใน สภาพแวดลอ้ มขององคก์ รซง่ึ มผี ลตอ่ ความสาํ เรจ็ ขององคก์ รในระยะยาวและไดเ้ สนอตวั แปรสาํ คญั ทมี่ อี ทิ ธพิ ล ต่อประสิทธิผลขององค์กรจากแนวความคิดทั้ง 3 ด้านโดยมีขอสนับสนุนจากการศึกษาค้นคว้างานวิจยที่ เก่ียวขอ้ งต่าง ๆ และได้แบ่งตามลักษณะของตัวแปรดังกล่าวได้เปน็ 4 ประเภท คือ 3.1 ลกั ษณะขององค์กร (Organizational Characteristics) 3.2 ลกั ษณะของสภาพแวดล้อม (Environmental Characteristics) 3.3 ลกั ษณะของบุคลากรในองค์กร (Employee Characteristics) 4. นโยบายการบริหารและการปฏบิ ัติ (Managerial Policies and Practices) ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 207
กรอบแนวในคดิ การวจิ ยั ตัวแปรตาม ประสิทธผิ ลในการปฏบิ ัติงาน ตัวแปรอสิ ระ - ความเปน็ อันหนึ่งอนั เดยี วกนั ในองคก์ าร - การปรับตวั ขององคก์ ารใหส้ อดคล้อง ปจั จัยดา้ นบุคคล กับสภาพแวดลอ้ ม - เพศ - การปรับตัวขององค์การให้สอดคล้องกับ - อายุ สภาพสังคม - ประเภทบุคลากร - ผลผลติ ขององคก์ าร - สถานภาพ - ระดับการศึกษา - เงินเดอื น ปัจจัยทางการบริหาร ลักษณะขององค์การ บุคลากรขององคก์ าร นโยบายการบริหารงาน ประชากร ประชากรทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา คอื ขา้ ราชการ พนกั งานราชการ ลกู จา้ งประจำ� ทปี่ ฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี นสำ� นกั งาน ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จ�ำนวน 271 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด ข้อมูลจาก ฐานขอ้ มลู อตั รากำ� ลงั สำ� นกั งานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยรี ะหวา่ งเดอื น 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2558- 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั เป็นแบบสอบถามท่ผี ูว้ ิจัยสร้างข้ึน ในการศึกษาวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยท�ำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยน�ำแบบสอบถามที่จัดท�ำขึ้นหลังจากมีการ กรอกขอ้ ความสมบรู ณ์ มาวเิ คราะหป์ ระมวลผลดว้ ยเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ โดยใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำ� เรจ็ รปู เพ่ือน�ำข้อมูลจากแบบสอบถามบันทึกลงในหน่วยความจ�ำ แล้วด�ำเนินการเขียนโปรแกรมเพ่ือให้เคร่ือง คอมพวิ เตอร์ ทำ� การวเิ คราะหข์ ้อมลู สถิติที่ใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล การวจิ ัยครง้ั นี้ ผวู้ จิ ัยนำ� สถติ ิมาใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ดังน้ี 1. คา่ สถติ ริ อ้ ยละ ใช้ส�ำหรบั อธบิ ายขอ้ มูลด้านบคุ คลของประชากรท่ศี กึ ษา 2. ค่าเฉล่ยี (Mean) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ใชอ้ ธิบายปจั จยั ด้านงานและปัจจยั ทมี่ ผี ลตอ่ การปฏบิ ัติ หน้าที่โดยใช้สถิติ t-test ในกรณีท่ีตัวแปรอิสระมี 2 กลุ่ม และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance) ในกรณีทีต่ ัวแปรอิสระมีมากกว่า 2 กลุ่ม และเมือ่ พบความแตกต่างกัน อยา่ งมีนัยสำ� คญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .05 จะท�ำการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ยี เปน็ รายคดู่ ้วยวธิ ี Scheffe 208 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต
สำ� หรับคา่ นัยส�ำคญั ทางสถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะหก์ �ำหนดไว้ทร่ี ะดบั นัยสำ� คญั .05 3. การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) เพ่ือหาความสัมพันธ์และทิศทางของความสัมพันธ์ของตัวแปรทรรศนะต่อความสัมพันธ์กับ ประสทิ ธิผล ในการปฏิบัตงิ านของขา้ ราชการ พนักงานราชการ ลกู จ้างประจำ� ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยตัวแปรท่ีใช้ในการศึกษามีลักษณะข้อมูลระดับอันตรภาค (Interval Scale) โดยกำ� หนดค่านัยสำ� คญั ทางสถิตทิ ี่ระดับไม่เกิน .05 และกำ� หนดระดับของความสมั พนั ธ์ (Hinkle D. E., 1998: 118) ดงั นี้ คา่ r ระดบั ของความสมั พนั ธ์ .91 - 1.00 มีความสัมพนั ธ์กนั สูงมาก .71 - .90 มีความสมั พันธก์ นั ในระดับสงู .51 - .70 มคี วามสัมพนั ธ์กันในระดับปานกลาง .31 - .50 มคี วามสมั พนั ธก์ นั ในระดับต�่ำ .00 - .30 มีความสัมพนั ธ์กนั ในระดบั ต่�ำมาก 4. วิธีการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเสน้ แบบง่าย (Simple Linear Regression Analysis) สรุปผลการศกึ ษา จากการศึกษาวิจัยในเร่ือง “ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจ�ำ ของส�ำนกั งานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยไดท้ �ำการศึกษา ความคดิ เหน็ ของขา้ ราชการ พนกั งานราชการ ลกู จา้ งประจำ� ทปี่ ฏบิ ตั งิ าน สำ� นกั งานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลย”ี ผศู้ กึ ษาได้ศกึ ษา ซง่ึ เปน็ ขา้ ราชการ พนกั งานราชการ ลูกจา้ งประจ�ำท่ีปฏบิ ัตงิ าน ส�ำนกั งาน ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จ�ำนวน 271 มีข้ออภปิ รายผลเกี่ยวกบั ผลการวิจัย ดงั น้ี สว่ นที่ 1 ปัจจยั ส่วนบุคคลของข้าราชการ พนกั งานราชการ และลกู จา้ งประจำ� ของส�ำนักงานปลัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 64.94 มีอายุ 20-35 ปี ร้อยละ 38.75 ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ร้อยละ 76.01 มีสถานภาพโสด ร้อยละ 70.85 มีการศึกษาระดับ ปริญญาโทและสูงกวา่ ร้อยละ 44.65 และมีรายได้ 20,001-30,000 บาท รอ้ ยละ 45.39 ซง่ึ สอดคล้องกบั ผลการศึกษาของ (สนทิ สมกระษาปณ,์ 2552) ได้ศกึ ษาเรอ่ื ง ประสิทธผิ ลการปฏบิ ตั ิ งานของเจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจสถานตี ำ� รวจภธู รเมอื งสรุ าษฎรธ์ านี จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ผลการศกึ ษาพบวา่ ประชาชน ท่ีมีเพศแตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจ แตกต่างกัน อย่างมนี ยั ส�ำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05 สว่ นท่ี 2 ผลการวเิ คราะหป์ จั จัยด้านงานที่มีประสทิ ธผิ ลของขา้ ราชการ พนักงานราชการ และลกู จ้าง ประจำ� ของส�ำนกั งานปลัดกระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี การวเิ คราะหป์ จั จัยด้านงานที่มปี ระสิทธผิ ลของข้าราชการ พนกั งานราชการ และลูกจา้ งประจ�ำ ของ ส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แบ่งเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย ลักษณะขององค์การ ลกั ษณะของบุคลากรในองค์การ และนโยบายการบรหิ ารงาน สามารถสรุปไดด้ ังน้ี ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 209
ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจ�ำของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ปจั จยั ดา้ นงานทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ล โดยภาพรวม อยใู่ นระดบั มาก (μ = 3.730, б = .504) เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงท่ีสุดคือ ด้านลักษณะของบุคลากรในองค์การ (μ = 3.790, б = .521) ในระดับมาก รองลงมาคอื ดา้ นนโยบายการบรหิ ารงาน (μ = 3.766, б = .567) ใน ระดบั มากสว่ นดา้ นทมี่ คี า่ เฉลยี่ ตำ�่ ทส่ี ดุ คอื ดา้ นลกั ษณะขององคก์ าร (μ = 3.633, б = .587) ในระดบั ปานกลาง ตามลำ� ดับ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั ผลการศกึ ษาของ สนิท สมกระษาปณ์ (2552) ได้ศกึ ษาเรือ่ ง ประสทิ ธิผลการปฏบิ ตั ิ งานของเจา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจสถานตี ำ� รวจภธู รเมอื งสรุ าษฎรธ์ านี จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ผลการศกึ ษาพบวา่ ประชาชน ทมี่ สี ถานภาพแตกตา่ งกนั มรี ะดบั ความคดิ เหน็ ตอ่ ประสทิ ธผิ ลการปฏบิ ตั งิ านของเจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจ แตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สำ� คัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั 0.05 ส่วนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และลกู จา้ งประจำ� ของส�ำนกั งานปลัดกระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยสี ามารถสรปุ ไดด้ งั นี้ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจ�ำ ของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ปจั จยั ดา้ นประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ านโดยภาพรวม อยใู่ นระดบั มาก (μ = 3.792, б = .490) เม่ือแยกพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการปรับตัวขององค์การ สอดคล้องกับสภาพสังคม (μ = =3.883, б = .583) ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านผลผลิตขององค์การ (μ = 3.860, б = .543) ในระดบั มาก สว่ นขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลยี่ ตำ่� ทสี่ ดุ คอื ดา้ นความเปน็ อนั หนงึ่ อนั เดยี วขององคก์ าร (μ = 3.700, б = .544) ในระดบั มาก ตามล�ำดับ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ผลการศกึ ษาของ รอ้ ยตำ� รวจเอก ศลิ ป์ ไกยราช (2547) ไดศ้ กึ ษาเรอ่ื ง ปจั จยั ทม่ี คี วาม สมั พนั ธก์ บั ประสทิ ธผิ ล ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทป่ี อ้ งกนั อาชญากรรมของเจา้ หนา้ ทส่ี ายตรวจ กองกำ� กบั การ สายตรวจ ผลการศกึ ษาพบว่า ปจั จยั ท่มี ีความสมั พันธก์ บั การปฏบิ ัตงิ าน ไดแ้ ก่ ระยะเวลาในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี สายตรวจ ความรคู้ วามเขา้ ใจในงานความพึงพอใจในงาน และความส�ำนึกในหน้าทมี่ ีความสัมพนั ธก์ ับประสทิ ธผิ ล ในการ ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าท่ีสายตรวจสายตรวจ กองก�ำกับการสายตรวจ อย่างนัยส�ำคัญ ทางสถติ ิทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05 สว่ นที่ 4 ผลการวเิ คราะหด์ า้ นปจั จยั ดา้ นงานทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ลมอี ทิ ธพิ ลตอ่ ปจั จยั ดา้ นประสทิ ธผิ ลในการ ปฏบิ ตั งิ านของขา้ ราชการ พนกั งานราชการ และลูกจา้ งประจ�ำของส�ำนักงานปลดั กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีอยา่ งมีนยั สำ� คญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั .05 ซ่งึ เปน็ ไปตามสมมติฐานทต่ี ง้ั ไว้ ซ่ึงมีความสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุรศักดิ์ จันดี (2554) ได้ศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ีมีผลต่อ ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงงานวัตถุระเบิดทหาร ในจังหวัดนครสวรรค์ ผลการศึกษา พบวา่ ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ าน คอื ปจั จยั ดา้ นทรพั ยากรการบรหิ ารงานโดยสามารถอธบิ าย ความแปรปรวนของปัจจยั ทมี่ ผี ลต่อประสทิ ธิผลในการปฏิบตั งิ านของของบุคลากรในโรงงานวตั ถรุ ะเบิดทหาร ในจังหวดั นครสวรรค์ ไดร้ อ้ ยละ 31.6 ส่วนที่ 5 ปัจจัยด้านงานท่ีมีประสิทธิผลมีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของ ขา้ ราชการ พนกั งานราชการ และลกู จา้ งประจำ� ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ยา่ ง มีนัยสำ� คัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05 210 บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
ซงึ่ สอดคล้องกบั ผลการศึกษาของ รฐั พล ศรกี ตญั ญู (2551) ได้ศึกษาเร่ือง ปัจจยั ที่มีความสัมพนั ธก์ บั ประสทิ ธิผลของการปฏบิ ัตงิ านของพนักงานธนาคารธนชาต จำ� กดั (มหาชน) ผลการศึกษาพบว่า ปจั จยั ด้าน แรงจงู ใจในการทำ� งาน (Beta = 0.267) และปัจจัยดา้ นความผูกพนั ต่อองคก์ ร (ค่า Beta = 0.397) สามารถ ท�ำนายประสิทธิผลของการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารธนชาต จ�ำกัด (มหาชน) ส�ำนักงานอาคารกลาส เฮ้าส์ รัชดาภเิ ษก อยา่ งมนี ัยสำ� คญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 โดยพบวา่ ตวั แปรอิสระ คือ ปัจจัยด้านแรงจงู ใจในการ ทำ� งาน และปจั จยั ดา้ น ความผกู พนั ตอ่ องคก์ ร สามารถอธบิ ายความความผนั แปรของตวั แปรตามคอื ประสทิ ธผิ ล ของการปฏบิ ัตงิ านของพนักงานธนาคารธนชาต จ�ำกัด (มหาชน) ไดร้ อ้ ยละ 29 (คา่ Adjusted R2 เท่ากับ 0.29) ขอ้ เสนอแนะ จากผลการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนกั งานราชการ ลกู จา้ งประจำ� ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ผวู้ จิ ยั มขี อ้ ขอ้ คดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะซึง่ สามารถแบง่ เป็นประเดน็ ต่าง ๆ ได้ดงั นี้ ขอ้ เสนอแนะท่ไี ดจ้ ากการวิจยั 1. จากการทปี่ จั จยั ดา้ นงานทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ล พบวา่ ดา้ นลกั ษณะขององคก์ าร โดยภาพรวม อยใู่ นระดบั มาก ซึง่ สอดคลอ้ งกบั ผลการทดสอบความสมั พันธค์ ้นพบวา่ ปัจจัยดา้ นงานทีม่ ปี ระสิทธิผล ดา้ นลักษณะของ องคก์ ารมคี วามสมั พนั ธใ์ นทศิ ทางเดยี วกนั กบั ปจั จยั ดา้ นประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ านของขา้ ราชการ พนกั งาน ราชการ ลูกจ้างประจ�ำของสำ� นักงานปลดั กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยภาพรวมอยา่ งมีนยั ส�ำคญั ทางสถิติที่ระดับ .05 ในระดับสูงนั้น จึงเป็นเร่ืองที่ผู้บริหารของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ควรใหค้ วามส�ำคัญโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในประเด็นท่เี กี่ยวข้องกบั สวสั ดิการด้านตา่ ง ๆ เนอ่ื งจากเปน็ เร่ืองของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและมีผลต่อการสร้างขวัญและก�ำลังใจในการท�ำงาน อันจะส่งผลต่อเน่ือง ถงึ ประสทิ ธิผลใน การปฏบิ ัตงิ านของข้าราชการ พนักงานราชการ ลกู จา้ งประจ�ำของส�ำนกั งานปลัดกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย ดังนั้น จึงควรมีการทบทวนสวัสดิการต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกับ ความตอ้ งการ และสอดคลอ้ งกบั ภาวะเศรษฐกจิ ปจั จบุ นั รวมถงึ ควรทบทวนขนั้ ตอนหรอื วธิ กี ารเบกิ ใชส้ วสั ดกิ าร ต่าง ๆ ให้มีความสัน้ กระชับรวดเร็ว มากยง่ิ ข้นึ 2. ส�ำหรับความเป็นอันหน่ึงอันเดียวขององค์การ เป็นอีกด้านหนึ่งที่ข้าราชการ พนักงานราชการ ลกู จา้ งประจำ� ของส�ำนักงานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี แสดงความคิดเหน็ นอ้ ยกวา่ ด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงประเด็นท่ีว่า “บุคลากรในองค์การมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ในระดับ ปานกลาง จึงมีข้อเสนอแนะว่า ส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรก�ำหนดนโยบาย เสริมสร้างวัฒนธรรมท่ีดีเกิดการยอมรับความหลากหลายทางค่านิยม มีการท�ำงานร่วมกันเป็นทีมมากยิ่งข้ึน มกี ารแลกเปลยี่ นเรยี นรแู้ ละการแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ในการปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั ทงั้ นี้ เพอื่ ใหข้ า้ ราชการ พนกั งาน ราชการ และลูกจา้ งประจ�ำ รว่ มกนั พัฒนาและสรา้ งการเปลย่ี นแปลงในสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยใี ห้มีพัฒนาการทีด่ ขี ึน้ 3. ในประเด็นประเภทบุคลากร มีประเด็นท่ีค้นพบคือ ข้าราชการ มีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้าน ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 211
ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ าน แตกตา่ งจากลกู จา้ งประจำ� ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ประเดน็ ระดบั การศกึ ษา ทมี่ ปี ระเดน็ คน้ พบวา่ บคุ ลากรทมี่ รี ะดบั การศกึ ษาสงู กวา่ มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ปจั จยั ดา้ นประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ าน แตกตา่ ง จากบคุ ลากรท่ีมีระดบั การศกึ ษาต�ำ่ กว่าอย่างเหน็ ไดช้ ัด ดังน้ัน จึงเสนอแนะใหผ้ ู้บริหารและผบู้ งั คบั บญั ชาของ ส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หันมาให้ความส�ำคัญและเอาใจใส่ต่อบุคลากรทุกระดับ ด้วยความเสมอภาค และส่งเสริมให้มีการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับด้วยการมีธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อ สร้างขวญั กำ� ลงั ใจในการท�ำงานแกบ่ ุคลากรของสำ� นกั งานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. จากขอ้ คน้ พบเกย่ี วกบั ดา้ นการปรบั ตวั ขององคก์ ารสอดคลอ้ งกบั สภาพสงั คม ซงึ่ บคุ ลากรสว่ นใหญ่ มคี วามคดิ เหน็ เกย่ี วกบั การปรบั ตวั ขององคก์ ารสอดคล้องกบั สภาพสงั คมแตกตา่ งกนั น้ัน จงึ ใหข้ ้อเสนอแนะว่า ผบู้ รหิ ารควรใหค้ วามสำ� คญั ตอ่ การบรหิ ารงานโดยยดึ หลกั ธรรมาภบิ าลแกบ่ คุ ลากรดว้ ยความยตุ ธิ รรม และควร ให้ความส�ำคัญกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคมในการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องให้ทันสมัย และ มี การด�ำเนินงานอย่างมีจริยธรรม ตลอดจนควรจัดให้มีกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น งานสัปดาห์ วทิ ยาศาสตร์ ถนนสายวิทยาศาสตร์ในกจิ กรรมวันเด็ก เป็นตน้ อย่างต่อเน่ือง 5. ควรส่งเสริมสนบั สนนุ ดา้ นความรู้แก่ข้าราชการ พนกั งานราชการ และลูกจ้างประจ�ำ ในตำ� แหนง่ หนา้ ท่ตี า่ ง ๆ อาทิ หลกั สตู รสายงานดา้ นคอมพวิ เตอร์ หลกั สูตรการศึกษาในระดับทสี่ ูงขน้ึ เพือ่ เพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ ความช�ำนาญ และความคดิ สรา้ งสรรคม์ าใช้ในการปฏิบัติงาน ข้อเสนอแนะสำ� หรบั การวิจัยครง้ั ตอ่ ไป เพื่อให้การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของ ข้าราชการ พนกั งานราชการ ลกู จ้างประจ�ำ ของส�ำนกั งานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนสามารถ น�ำผลการศึกษามาใช้เป็นข้อมูลส�ำหรับผู้บริหารองค์กรน�ำไปพิจารณาและก�ำหนดแนวทางในการเพิ่ม ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้อย่างเป็นรูปธรรม มากย่ิงข้ึน ผู้วจิ ัยมขี ้อเสนอแนะ ในการศึกษาในคร้งั ต่อไปดังนี้ 1. เนื่องจากการท�ำวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการปฏิบัติ งานของข้าราชการ พนกั งานราชการ ลกู จ้างประจ�ำของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เท่านั้น ดังนั้น ในการศึกษาในครั้งต่อไปผู้วิจัยควรศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการปฏิบัติ งานของ ขา้ ราชการ พนกั งานราชการ และลูกจา้ งประจำ� ของหนว่ ยงานภาครฐั อน่ื ๆ เพ่อื นำ� มาใชเ้ ปรยี บเทยี บ กับผลการศึกษาในคร้ังน้ี และน�ำผลการศึกษาที่ได้มาใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยตี ่อไป 2. ควรศึกษาปัจจัยท่ีเอ้ือต่อการเพิ่มประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ� ของส�ำนกั งานปลดั กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เพือ่ เปน็ แนวทางในการสนบั สนนุ สง่ เสรมิ ใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านของสำ� นกั งานปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และประสิทธผิ ลมากย่งิ ขน้ึ และมีความยัง่ ยืนต่อไป 212 บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสติ
เอกสารอ้างองิ กาญจนา บุญยัง. (2547). ประสิทธิผลการบริหารงานขององค์กรในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่: กรณีศึกษา คณะพยาบาลศาสตร.์ วทิ ยานพิ นธร์ ฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขารฐั ศาสตร บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. เกรียงศกั ด์ิ วงศส์ ุกรรม. (2550). ปัจจยั ท่สี ง่ ผลตอ่ ประสิทธผิ ลการปฏิบตั ิงานขององคก์ ารบริหารสว่ นตำ� บล ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วทิ ยาลยั การปกครองท้องถน่ิ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ . จนิ ดาลกั ษณ์ วฒั นสนิ ธ.์ุ (2530). การบรหิ ารและการพฒั นาองคก์ าร. ในเอกสารประกอบการสอนชดุ วชิ า การ บริหารและพัฒนาองค์การ (หนว่ ยท่ี 2). นนทบุรี: มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. จินดาลักษณ์ วัฒนสินธุ์. (2551). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผน หนว่ ยที่ 6 เร่ือง การประเมินผลนโยบาย. นนทบุรี: มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช. [Online]. Available: http://learningofpublic.blogspot.com/2016/01/blog-post_17.html จิตราวรรณ ถาวรวงษส์ กลุ . (2544). การศึกษาปจั จยั กระบวนทัศน์การบรหิ ารที่สง่ ผลตอ่ ประสทิ ธิภาพการ ทำ� งานของพนักงานระดบั 2-7 ของการไฟฟา้ ส่วนภูมภิ าคสำ� นักงานใหญ่. วิทยานพิ นธ์ปริญญา รฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ชัชวาลย์ ศิริพันธ์. (2538). ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานการพัฒนาและบริการของคณะ กรรมการหมบู่ า้ นอาสาพฒั นาปอ้ งกนั ตนเองในเขตพน้ื ทจ่ี งั หวดั ปราจนี บรุ .ี วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญา ศิลปศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. ไชยวัฒน์ รตั นดาดาษ. (2538). ประสิทธผิ ลของการใหบ้ ริการของสำ� นกั งานเขตชัน้ กลาง กรุงเทพมหานคร: ศึกษากรณีส�ำนักงานเขตสวนหลวง. วิทยานิพนธ์พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนา สังคม สถาบนั บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์. ธงชัย สันตวิ งศ์. (2529). องคก์ ารและการบริการ. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ . พรชัย เชื้อชูชาติ. (2546). ความสัมพันธระหวางวัฒนธรรมองคการโรงเรียนกับประสิทธิผลของโรงเรียน เทศบาลในเขตพื้นที่พัฒนาชายฝงทะเลภาคตะวันออก. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยบรู พา. ภรณี กรี ์ตบิ ุตร. (2529). การประเมนิ ประสทิ ธิผลขององคก์ าร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ภรณี มหานนท์. (2529). การประเมนิ ประสิทธิผลขององค์การ. กรุงเทพฯ: มงคลการพิมพ์. รฐั พล ศรีกตัญญ.ู (2551). ปจั จัยทีม่ คี วามสมั พนั ธก์ บั ประสิทธผิ ลของการปฏิบตั งิ านของพนกั งานธนาคาร ธนชาต จ�ำกดั (มหาชน) ส�ำนกั งานอาคารกลาสเฮา้ ส์รชั ดาภเิ ษก. สารนิพนธบ์ ริหารธรุ กจิ มหา บัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 213
รอ้ ยตำ� รวจเอก ศิลป์ ไกยราช. (2547). ปัจจัยที่มคี วามสมั พนั ธก์ ับประสิทธิผลในการปฏบิ ตั ิหน้าท่ปี อ้ งกนั อาชญากรรมของเจ้าหน้าที่สายตรวจ กองก�ำกับการสายตรวจ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบณั ฑติ สาขารฐั ศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์ ราชบัณฑิตสถาน. (2525). พจนานกุ รม. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทศั น์ อจท. วิลาวรรณ รพีพิศาล. (2554). ความรู้พ้ืนฐานในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพฯ: วิจิตรหตั ถกร. สนิท สมกระษาปณ์. (2552). ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจสถานีต�ำรวจภูธรเมือง สุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วิทยานิพนธ์รัฐประศาxสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัย การจดั การเพอ่ื การพัฒนา มหาวทิ ยาลัยทักษิณ. สมพงษ์ เกษมสิน. (2523). การบรหิ าร. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ . สรุ ศกั ดิ์ จนั ด.ี (2554). ปจั จยั ทมี่ ผี ลตอ่ ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรในโรงงานวตั ถรุ ะเบดิ ทหาร จงั หวัดนครสวรรค์. วิทยานพิ นธ์หลกั สตู รรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต แขนงวิชาบรหิ ารรฐั กจิ สาขาวชิ าวทิ ยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. อรณุ รักธรรม. (2525). ทฤษฎอี งค์การสมัยใหม:่ การบริหารองคก์ าร. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ . Baron and Greenberg. (1989). แนวคดิ พื้นฐานเกย่ี วกับพฤติกรรมองค์การ: ความหมายของพฤติกรรม องค์การ. [Online]. Available: http://www.novabizz.com/NovaAce/Behavior/ Organization-Behavior.htm [2558, ธันวาคม 15]. Edgar H. Schein. (1970). Organizational psychology (2nd ed.). New Jersey: Prentice-Hall. Hinkle D. E. (1998). การก�ำหนดค่านัยส�ำคัญทางสถิติท่ีก�ำหนดระดับของความสัมพันธ์. [Online]. Available: http://intraserver.nurse.cmu.ac.th/mis/download/publication/462_file.pdf 214 บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
การประมาณอายุของคราบเลือดดว้ ย UV-Visible Spectrometer Age Estimation of Bloodstain by Using UV-Visible Spectrometer The Study of Using Grammar and Translation Method and Application to Improve English Grammar of Mathayomsuksa 2 Student นางสาวปาเลวี งามข�ำ และ พนั ต�ำรวจโท ดร. ธติ ิ มหาเจริญ โรงเรยี นนายร้อยตำ� รวจ บทคัดยอ่ คราบเลือดของมนุษย์จากสถานท่ีเกิดเหตุน้ันเป็นพยานหลักฐานที่สำ� คัญทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประมาณอายุของคราบเลือดจากการเปลี่ยนแปลงของฮีโมโกลบิน ชว่ งระยะเวลาทแ่ี ตกตา่ งกนั จากพน้ื ทผี่ วิ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ดว้ ยเครอ่ื ง UV-Visible Spectrometer โดยเกบ็ ตวั อยา่ ง เลือดจากอาสาสมัครท่ีมีสุขภาพดีจ�ำนวน 4 คน หยดเลือดลงบนพ้ืนท่ีผิวดังนี้ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไมอ้ ดั โดยศึกษาชว่ งระยะเวลาต้ังแต่ 1 ช่วั โมง 6 ชั่วโมง 12 ชั่วโมงและ 24 ชวั่ โมง วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติท่ีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญ (p-value < 0.05) โดยใช้โปรแกรมส�ำเร็จรูปทาง สงั คมศาสตร์ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติค่าการดูดกลืนแสงของคราบเลือดบนพื้นที่ผิว กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไมอ้ ัด ท่รี ะยะเวลาตง้ั แต่ 1 ช่วั โมง 6 ช่ัวโมง 12 ชั่วโมง และ 24 ช่วั โมง หลังจากการหยดเลือดพบว่า คา่ การดูดกลนื แสงทีว่ ัดได้มคี วามแตกตา่ งอย่างมนี ัยส�ำคญั ทางสถติ ิ (p-value < 0.05) และเมอื่ ทดสอบความแตกต่างของคา่ การดดู กลืนแสงทีว่ ดั ได้ บนพ้นื ที่ผิว กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไม้อัด โดยจำ� แนกตามเวลาและเปรียบเทยี บค่าทไ่ี ดจ้ ากพืน้ ที่ผวิ ท่แี ตกต่างกนั พบว่า คา่ ความดดู กลนื แสงทว่ี ดั ไดม้ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p-value < 0.05) โดยการวดั คา่ ความ ดดู กลืนแสงบนพื้นที่ ผิว กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไม้อดั ในชว่ งเวลา 1 ช่วั โมง น้นั มคี า่ การดดู กลนื ของแสงมากทส่ี ดุ ขอ้ มลู ทไี่ ดแ้ สดงใหเ้ หน็ วา่ การประมาณอายขุ องคราบเลอื ดดว้ ย UV-Visible Spectrometer สามารถประมาณอายขุ องคราบเลือดได้ ค�ำส�ำคัญ : ฮโี มโกลบนิ คราบเลอื ด การดดู กลืนแสง พ้ืนท่ผี วิ UV-Visible Spectrometer ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 215
Abstract Human Bloodstain in the crime scene is an important for forensic evidence. This study is aimed to estimate the life of the bloodstains from the change of hemoglobin in the different period and surface area by using UV-Visible Spectrometer. We collected the blood samples from 4 healthy volunteers with a drop of blood on the surface of glass, 80 gram paper, fabric cotton 100% and plywood and studied in period from 1 hour, 6 hours, 12 hours and 24 hours. The result shows statistically significant at the level of 0.05 the data was analyzed using software packages for social science research. The results of the statistical analysis for light absorption of bloodstain on the surface of glass, 80 gram paper, fabric cotton 100% and plywood in period from 1 hour, 6 hours, 12 hours and 24 hours after drop a blood showed the measured value of light absorption with difference significant statistically (p-value < 0.05), and when tested the difference in the light absorption on the surface of glass, 80 gram paper, fabric cotton 100% and plywood by classified with time and compare values from different surface areas found the value of light absorption with difference significant statistically (p-value < 0.05). The value of light absorption of bloodstain on the surface of glass, 80 gram paper, fabric cotton 100% and plywood in one hour have the most value of light absorption. This data showed the estimated life of bloodstain by UV-Visible Spectrometer can estimate the life of the bloodstains. Keywords : Hemoglobin, Bloodstain, Absorbance, Surface, UV-Visible Spectrometer บทน�ำ การตรวจสถานท่ีเกิดเหตุในคดีอาชญากรรม คดีท่ีเกี่ยวกับชีวิตนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก และท้าทาย ทั้งนี้การพิจารณาสถานท่ีเกิดเหตุจากวัตถุพยานต่าง ๆ จะต้องกระท�ำอย่างถูกต้องและรวดเร็ว การตรวจสถานท่ีเกิดเหตุจ�ำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ต้ังแต่เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์ หลักฐาน เจ้าหน้าที่วิทยาการจังหวัด พนักงานสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเจ้าหน้าท่ีด้านนิติเวชจาก โรงพยาบาลต่าง ๆ รวมไปถึงนักนิติวิทยาศาสตร์ท่ีช�ำนาญการมาเข้าร่วมในการตรวจสอบสถานท่ีเกิดเหตุ ซ่ึงคดีอาชญากรรมท่ีเกิดข้ึนล้วนเป็นเหตุที่เกิดจากความรุนแรงในการก่อเหตุท้ังส้ิน และคดีอาชญากรรม ทเี่ กดิ ขน้ึ นน้ั กม็ หี ลากหลายรปู แบบทงั้ ทมี่ กี ารกระทำ� โดยทไี่ มใ่ ชอ้ าวธุ เชน่ ใชก้ ำ� ลงั ในการประทษุ รา้ ย การทำ� รา้ ย รา่ งกาย การขม่ ขืนกระทำ� ช�ำเรา การฆ่าข่มขนื เป็นต้น และการใชอ้ าวธุ ในการกอ่ เหตุ เช่น การถูกฆาตกรรม จากอาวุธปนื การยงิ ตวั ตาย การถูกลอบทำ� รา้ ย การเผานง่ั ยาง เปน็ ต้น (ศรัญช์พศั น์ รัตนประเสรฐิ , 2559) เหตุอาชญากรรมต่าง ๆ พฤติกรรมท่ีแตกต่างกันในการก่อเหตุน้ัน คนร้ายมักจะท้ิงร่องรอยการก่อเหตุไว้เช่น วตั ถุพยานตา่ ง ๆ เชน่ กระสุนปนื เขม่าดนิ ปืน คราบอาวุธที่ใช้ คราบอสุจิ คราบเลือด และอีกมากมายซึง่ วัตถุ 216 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ
พยานเหลา่ นี้ สามารถใชเ้ ปน็ พยานหลกั ฐานมดั ตวั ผกู้ ระทำ� ความผดิ และดำ� เนนิ คดตี ามกฎหมาย วตั ถพุ ยานเปน็ สงิ่ ทสี่ ำ� คญั ทส่ี ดุ ทเ่ี ชอื่ มโยงไปถงึ คนรา้ ย ซงึ่ ในบางครงั้ สถานทเ่ี กดิ เหตคุ นรา้ ยอาจจะทงิ้ หลกั ฐานไวน้ อ้ ยมากหรอื อาจจะไม่มีหลักฐานก็เป็นไปได้ แต่สิ่งท่ีต้องให้ความส�ำคัญ คือ ตัวเหยื่อและหลักฐานท่ีมาจากตัวเหยื่อ ซึ่ง สว่ นใหญจ่ ะเปน็ ในลกั ษณะของเลอื ดทไี่ หลออกจากรา่ งกายเหยอ่ื สว่ นนจ้ี ะเปน็ หลกั ฐานประกอบ ทส่ี ำ� คญั ของ เจา้ หนา้ ท่ีในการติดตามและตรวจพสิ ูจนท์ างนติ วิ ิทยาศาสตร์ต่อไป คราบเลือดท่ีพบในสถานที่เกิดเหตุ ณ จุดต่าง ๆ ในสถานท่ีเกิดเหตุ ล้วนแล้วแต่เป็นส่ิงที่ส�ำคัญท่ี เจ้าหน้าท่ีต้องให้ความสนใจ นอกเหนอื จากหลักฐานท่ีเปน็ พยานวตั ถุ เพราะรอยคราบเลือดหรือหยดเลอื ดน้ัน เป็นหลักฐานที่มีลักษณะเป็นรูปแบบที่เกิดจากการก่อเหตุสามารถสันนิษฐานได้เบ้ืองต้นเก่ียวกับอาวุธท่ีใช้ รอ่ งรอยต่าง ๆ ต�ำแหน่งเหย่อื ต�ำแหน่งผรู้ า้ ย สามารถบอกไดเ้ บอ้ื งต้น และสิง่ เปน็ ประโยชนอ์ กี ทางหนึ่ง คือ การใช้ประโยชน์ของรอยเลือด ในการประมาณระยะเวลาการเกิดเหตุน้ัน ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์จริง เราไมส่ ามารถคาดการณเ์ วลาทเี่ กดิ เหตจุ รงิ ได้ ซง่ึ จากการตดิ ตามขา่ วสารนนั้ สว่ นใหญเ่ หยอื่ จะกลายเปน็ ศพไปแลว้ ในบางครง้ั สถานทเี่ กดิ เหตกุ ไ็ มพ่ บหลกั ฐานสำ� คญั ใด ๆ นอกจากเหยอ่ื และรอยคราบเลอื ดทมี่ าจากเหยอื่ ทปี่ รากฏ อยู่ในสถานที่เกดิ เหตุ ซ่งึ เหตุการณ์ตา่ ง ๆ จะเป็นการท�ำใหถ้ ึงแก่ชวี ิตเป็นส่วนมาก ดังนน้ั คราบเลอื ดท่ปี รากฏ ในสถานที่เกิดเหตุจะสามารถบอกได้ถึงพฤติการณ์ของคนร้าย อาวุธท่ีใช้การประเมินเหตุการณ์เบื้องต้น รวมไปถึงการน�ำไปตรวจหาสารพันธุกรรมแล้วนั้น สามารถน�ำไปคาดการณ์ระยะเวลาท่ีเกิดเหตุได้เบ้ืองต้นได้ ทงั้ นจี้ ากการวเิ คราะหน์ นั้ เปน็ วเิ คราะหใ์ นทางนติ วิ ทิ ยาศาสตร์ โดยการนำ� วธิ กี ารและเครอ่ื งมอื ทางวทิ ยาศาสตร์ มาใช้ โดยกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนแต่ได้ผลเป็นท่ีน่าพอใจและน�ำมาใช้ประมาณระยะเวลาของเหตุการณ์ได้ เบื้องต้น เพ่ือประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ต�ำรวจในการขยายผลติดตามน�ำตัวผู้กระท�ำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ไดใ้ นระยะเวลาอันสน้ั ในการตรวจประมาณอายุของคราบเลือดในทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ มีวิธีการตรวจที่หลากหลายวิธี ซง่ึ การวดั คา่ ดดู กลนื แสงดว้ ยแสงอลั ตราไวโอเลตสามารถนำ� มาใชใ้ นการวดั ทางดา้ นนติ วิ ทิ ยาศาสตร์ (Stephen L. Upstone, 2000) ซ่ึงการตรวจด้วยวิธีการวดั ค่าการดูดกลนื แสงด้วยเคร่ือง UV-Visible Spectrometer หรอื การตรวจวดั ดว้ ยแสงอลั ตราไวโอเลตเปน็ วธิ ที ต่ี รวจงา่ ยและสามารถคดั กรองเบอื้ งตน้ ไดว้ า่ อายขุ องคราบเลอื ด มชี ว่ งระยะเวลาเทา่ ใด โดยทำ� การศึกษาการเปล่ียนแปลงของฮโี มโกลบิน เนือ่ งจากคราบเลือดนัน้ เม่ือหยดลง สู่พื้นหรือพ้นื ทีผ่ วิ แตกตา่ งกัน จะมกี ารเปลยี่ นแปลงของฮีโมโกลบินทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป งานวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยมีความสนใจท่ีการประมาณอายุของคราบเลือด โดยที่ผู้วิจัยจะท�ำการศึกษา การเปล่ียนแปลงของฮีโมโกลบินจากคราบเลือด โดยจะท�ำการศึกษาจากพ้ืนท่ีผิวที่แตกต่างกัน ซ่ึงได้แก่ พ้นื ท่ผี ิว ดงั นี้ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไม้อัด โดยศกึ ษาช่วงระยะเวลา 1 ชวั่ โมง 6 ช่ัวโมง 12 ชว่ั โมงและ 24 ชวั่ โมงดว้ ยเครื่อง UV-Visible Spectrometer วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพอื่ ศกึ ษาการประมาณของอายคุ ราบเลอื ดจากการเปลย่ี นแปลงของฮโี มโกลบนิ ระยะเวลาทแ่ี ตกตา่ งกนั ด้วยเครื่อง UV-Visible Spectrometer 2. เพอื่ ศกึ ษาการประมาณของอายคุ ราบเลอื ดการเปลย่ี นแปลงของฮโี มโกลบนิ ในพน้ื ทผ่ี วิ ทแี่ ตกตา่ งกนั ด้วยเคร่ือง UV-Visible Spectrometer ปที ่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 217
แนวคดิ ทฤษฎีทเี่ กีย่ วข้อง เลือดเปน็ องคป์ ระกอบทีส่ ำ� คญั ของระบบไหลเวยี นเลอื ดของมนษุ ย์ ซง่ึ สามารถทำ� งานรว่ มกันอย่างมี ระบบ โดยสามารถจัดหาปัจจัยพ้ืนฐานที่จ�ำเป็นส�ำหรับเซลล์ในร่างกาย ท�ำให้เซลล์สามารถด�ำรงชีพ และท�ำ หนา้ ทไี่ ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เพอ่ื ทจ่ี ะสง่ ผลใหร้ า่ งกายของสงิ่ มชี วี ติ นนั้ สามารถดำ� รงชพี อยไู่ ดอ้ ยา่ งปกติ หนา้ ที่ ของเลือด (Function of Blood) การขนสง่ (Transportation) การควบคมุ (Regulation) และการป้องกนั (Protection) (วนิ เชยชมศรี, 2550) 1) องคป์ ระกอบของเลอื ด เลอื ดจดั เปน็ เนอื้ เยอื่ เกย่ี วพนั (Connective Tissue) ชนดิ หนงึ่ ทม่ี ลี กั ษณะเปน็ ของเหลวไหลเวยี น อย่ใู นหลอดเลอื ด สว่ นท่เี ปน็ น้ำ� เลือดที่เรียกวา่ พลาสมา (plasma) เป็นของเหลวทเ่ี ป็นตวั กลางให้เม็ดเลอื ด แขวนตวั ลอยอยู่ คิดเป็นสดั สว่ นประมาณ 55 เปอร์เซน็ ตข์ องเลือดและสว่ นท่เี ปน็ เม็ดเลือด (Corpuscles หรือ Formed Elements) เปน็ สว่ นทเ่ี ปน็ ตวั เซลลแ์ ขวนลอยไหลเวยี นในหลอดเลอื ดทวั่ รา่ งกาย ไดแ้ ก่ เมด็ เลอื ดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดหรือทรอมโบไซต์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ของเลือด (วิน เชยชมศรี, 2550) 2) วัตถุพยานประเภทเลือด ในคดอี าญาประเภทประทุษร้ายตอ่ ร่างกายและชีวิต เช่น คดีฆาตกรรม ข่มขืนกระทำ� ชำ� เราและ คดีอ่ืน ๆ ท่ีคล้ายคลึงกับคดีเหล่าน้ี รอยคราบเลือดจะเป็นหลักฐานส�ำคัญอันหน่ึงเสมอในคดีจ�ำพวกน้ีจะพบ รอยคราบเลือดจากบริเวณดังกล่าว คือ จากตัวของผู้ถูกประทุษร้าย จากสถานท่ีเกิดเหตุ จากตัวของผู้ร้าย อาวุธท่ีใช้ (อรรถพล แชม่ สุวรรณวงศ์ และคณะ, 2546) 2.1) ประโยชน์ของเลอื ดในการสบื สวน ประโยชนข์ องเลอื ดในการสบื สวนน้นั มีหลายประการ เช่น 2.1.1) ใชช้ ้ีบอกวา่ ทใ่ี ดเปน็ สถานท่ีเกดิ เหตุ การทต่ี รวจพบเลอื ดของมนษุ ย์ เปน็ หมูเ่ ดยี วกบั ผบู้ าดเจบ็ หรอื ผตู้ ายตรง ณ บรเิ วณใด บรเิ วณนนั้ กค็ วรถอื เปน็ สถานทเ่ี กดิ เหตไุ ด้ กรณที มี่ กั จะพบบอ่ ยคอื ผตู้ าย ถกู ฆ่าตายในทีแ่ ห่งหน่งึ และศพถูกน�ำไปทงิ้ อีกทหี่ นง่ึ เป็นต้น 2.1.2) ใช้บอกว่าได้มีการกระท�ำผิดเกิดข้ึน เช่น การตรวจพบเลือดมนุษย์ตามสถานท่ี ทไ่ี มน่ ่าพบ เปน็ ต้นวา่ ตามช้นิ ส่วนของรถยนต์ เชน่ กนั ชน ฝากระโปรง ย่อมเปน็ เครื่องบง่ ช้ไี ด้ว่า รถคันนัน้ นา่ จะถูกใช้ในการกระท�ำผดิ มากอ่ น 2.1.3) ใชช้ รี้ ะบอุ าวธุ ใดเปน็ อาวธุ ทใ่ี ชใ้ นการทำ� ผดิ การตรวจพบเลอื ดของมนษุ ยห์ มเู่ ดยี วกบั ผูบ้ าดเจ็บหรือผตู้ าย ตดิ อยูต่ ามมีด ไม้ หรืออปุ กรณ์อย่างอื่น ยอ่ มเปน็ เครือ่ งบง่ ชว้ี ่า ส่งิ นั้นน่าจะเป็นอาวุธทใ่ี ช้ ในการท�ำผดิ 2.1.4) ใช้พิสูจนค์ ำ� ใหก้ ารของผ้ตู อ้ งสงสัย ได้แก่ การที่ผู้ต้องสงสัยให้การว่าเลือดทพี่ บตาม ตัวหรอื เส้ือผ้าของตนเป็นเลอื ดของสัตว์ จากการพสิ ูจนส์ ามารถยืนยนั ได้ว่าเลือดดงั กลา่ วเปน็ เลือดของมนษุ ย์ ย่อมใช้เป็นข้อหักล้างคำ� ใหก้ ารของผตู้ อ้ งสงสยั ได้ 2.1.5) ใชใ้ นการชว่ ยแยกผบู้ รสิ ทุ ธอ์ิ อกจากผกู้ ระทำ� ผดิ เชน่ ในกรณมี ผี ตู้ อ้ งสงสยั วา่ จะมสี ว่ น ในการท�ำความผิดคดีเดียวกันจ�ำนวนหลายคน แต่บุคคลเพียงคนเดียวท่ีมีหมู่เลือดตรงกับคนร้ายบุคคลอื่น ๆ 218 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
ทีไ่ ม่เกี่ยวขอ้ งยอ่ มจะไม่ถกู ดำ� เนนิ คดใี หเ้ ปน็ ทเ่ี ดอื ดรอ้ น และสิ้นเปลอื งเวลาของเจา้ หนา้ ท่โี ดยไม่มคี วามจ�ำเป็น เนอื่ งจากในการกระทำ� ความผดิ เชน่ การประทษุ รา้ ยตอ่ ชวี ติ และรา่ งกายนนั้ มกั จะมเี ลอื ดออกมากจากบาดแผล ของคกู่ รณเี สมอ จงึ กลา่ วไดว้ า่ ในคดปี ระเภทน้ี เลอื ดเปน็ พยานหลกั ฐานทจี่ ะหาพบไดง้ า่ ยอยแู่ ลว้ ในสถานทเี่ กดิ เหตุ ผู้สืบสวนสอบสวนไม่ควรมองข้ามความส�ำคัญไม่เห็นถึงคุณค่าของเลือดเหมือนเช่นวัตถุพยานชนิดอ่ืน ท่ีนานคร้ังจึงจะได้พบเห็น เช่น ลายน้ิวมือแฝง เส้นผม เส้นขน เป็นต้น ท้ังท่ีจริงแล้วเลือดในที่เกิดเหตุนั้น สามารถใหข้ ้อมูลและมคี วามหมายในทางคดีเป็นอยา่ งมาก 2.2) วิธพี สิ จู นว์ ่ารอยคราบนน้ั เปน็ รอยคราบเลือด การตรวจพสิ จู นว์ า่ รอยคราบนน้ั เปน็ รอยคราบเลอื ด เปน็ การพสิ จู นท์ างเคมที ม่ี นี ำ้� ยาทำ� ปฏกิ ริ ยิ า กับธาตุเหล็กหรือที่มาจากธาตุเหล็กในเม็ดเลือดแดง น้�ำยาที่ใช้คือเบนซิดีน (Benzidine) กับไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) เมื่อเลอื ดท�ำปฏิกิริยากับเบนซิดนี กลายเป็นออกไซดซ์ ่งึ ไม่มสี ี จากนั้นใช้ ไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซดท์ ำ� ปฏกิ ริ ยิ ากบั ออกไซดข์ องเลอื ด ซงึ่ จะทำ� ใหเ้ กดิ สนี ำ�้ เงนิ ปรากฏขนึ้ ความไวของนำ้� ยา เบนซดิ นี ต่อเลือดในอัตรา 1 ต่อ 300,000 ทำ� ให้สามารถทดสอบวา่ เป็นเลอื ด หรือส่งิ ทส่ี งสัยว่ามคี ราบเลอื ด ตดิ อยไู่ ด้ ถงึ แมว้ า่ เลอื ดนน้ั จะจางลงไปถงึ สามแสนเทา่ ฉะนนั้ วธิ เี บนซดิ นี จงึ เปน็ วธิ ที ส่ี ะดวกในการตรวจหาเลอื ด (อรรถพล แชม่ สวุ รรณวงศ์ และคณะ, 2546) 2.3) วิธีพสิ ูจนว์ ่าเลอื ดนน้ั เป็นเลอื ดมนุษยห์ รือเลอื ดสัตว์ หลงั จากทพี่ สิ จู นว์ า่ สงิ่ ทส่ี งสยั เปน็ เลอื ดแลว้ วธิ กี ารพสิ จู นว์ า่ เลอื ดทพ่ี บนน้ั เปน็ เลอื ดของมนษุ ย์ หรอื สตั ว์ วธิ ีการทใ่ี ชเ้ รียกวา่ วิธีพรซี พิ ติ ิน (Precipitin Test) คราบเลือดทพี่ บนัน้ อาจจะตดิ อยกู่ ับสิ่งของตา่ ง ๆ เชน่ เส้ือผา้ พ้ืน หรืออาวุธ โดยพยายามละลายคราบเลือดกับนำ�้ เกลือ (Normal Saline) ประมาณ 2-3 หยด เลอื ดที่ละลายอยใู่ นน้�ำเกลอื นี้ถา้ ขนุ่ หรือมเี ศษผงผสมอยู่ควรปัน่ ใหต้ กตะกอนหรอื กรองผงออกกอ่ น ใสแ่ อนตี้ ฮิวแมน เซรัม (Anti human Serum) ลงในหลอดแก้วขนาดเล็ก กว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร จากน้ันใส่ สารละลายเลือดไปอย่างช้า ๆ ในปริมาณเท่ากับ แอนตี้ฮิวแมน เซรัม ระวังมิให้น�้ำเกลือกับแอนต้ี ฮิวแมน เซรมั ผสมกนั ถา้ เลอื ดทลี่ ะลายอยใู่ นนำ้� เกลอื นเี้ ปน็ เลอื ดมนษุ ย์ วงสขี าวทเี่ กดิ ขน้ึ บรเิ วณรอยตอ่ ของสารละลาย ทั้งสองนี้ (อรรถพล แช่มสวุ รรณวงศ์ และคณะ, 2546) 2.4) วธิ ีพิสจู น์ว่าเลือดนั้นเป็นเลือดสตั วช์ นดิ ใด ถ้าเลือดที่ละลายในน้�ำเกลือมิใช่เลือดมนุษย์ กล่าวคือ ไม่มีวงขาวในหลอดแก้วบริเวณ รอยตอ่ ของแอนตี้ ฮวิ แมน เซรมั กบั สารละลายเลอื ดในนำ�้ เกลอื เรามคี วามจำ� เปน็ และความสามารถทจี่ ะพสิ จู น์ ต่อไปว่า ถ้ามิใช่เลือดมนุษย์แล้วเป็นเลือดของสัตว์ชนิดใด โดยใช้น้�ำยาแอนตี้ ฮิวแมน เซรัมของสัตว์ชนิด ต่าง ๆ มาท�ำการทดสอบ ถ้ามีวงสีขาวปรากฏขึ้นในหลอดแก้วที่ใช้กับ แอนตี้ ฮิวแมน เซรัมของสัตว์ใด กห็ มายความถงึ เลอื ดทล่ี ะลายอยใู่ นนำ�้ เกลอื นนั้ เปน็ เลอื ดของสตั วช์ นดิ นน้ั (อรรถพล แชม่ สวุ รรณวงศ์ และคณะ, 2546) 2.5) วธิ ีพสิ จู น์หาหม่เู ลือดจากคราบเลอื ดมนุษย์ การหาหมเู่ ลือดนั้นแบ่งออกได้เปน็ 2 ประเภท ประเภทแรกคอื การหาจากเลือดสด และ ประเภททส่ี อง การหาจากเลอื ดแห้ง ในเลอื ดมแี อนติเจนอยูส่ องชนดิ เช่นกนั แอนตเิ จนสองชนิดนั้นคือ เอ และ บี และแอนติบอดีท่ีตรงกันข้ามกับสองชนิดนี้ คือ แอนติบอดีเอ และแอนติบอดีบี คนท่ีมีเลือดหมู่เอ ก็มี แอนติบอดยี ี อย่ใู นน�้ำเซรมั และคนที่มีเลือดบีกม็ แี อนตบิ ิดเี ออยใู่ นน้ำ� เซรัม คนเรานนั้ อาจจะมชี นิดของเลือดที่ ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 219
มแี อนตเิ จนเพยี งอันเดยี ว สองอนั หรอื ไมม่ ีเลย ถ้าคนมแี อนตเิ จนเอ คนนนั้ ก็มีเลือดหมเู่ อ มแี อนตเิ จนบี คนน้นั ก็มเี ลอื ดหมูบ่ ี ถ้ามแี อนตเิ จนสองอัน คนนนั้ กเ็ ลอื ดหมูเ่ อบี และผทู้ ไ่ี ม่มีแอนตเิ จนเลยก็เปน็ เลอื ดหมโู่ อ คนไหน มเี ลอื ดหมอู่ ะไรคนนนั้ กม็ แี อนตบิ อดตี รงขา้ มกบั หมเู่ ลอื ดนนั้ สำ� หรบั ผทู้ ม่ี เี ลอื ดหมเู่ อบนี น้ั ไมม่ แี อนตบิ อดชี นดิ ใดท้ังส้ิน และคนท่ีไม่มีแอนติเจนคือหมู่โอ จะมีแอนติบอดีสองชนิดคือ เอและบี (อรรถพล แช่มสุวรรณวงศ์ และคณะ, 2546) ในการหาหมขู่ องเลอื ดจากวตั ถขุ องกลางตา่ ง ๆ เชน่ เสอ้ื ผา้ และอาวธุ นน้ั สงิ่ ทจี่ ำ� เปน็ จะตอ้ งใช้ คอื เม็ดเลือดหมู่เอ และบี ผสมในน�ำ้ เกลอื ประมาณ 2 เปอรเ์ ซ็นต์ และ Anti A, Anti B เจือจางพอทจ่ี ะท�ำให้ เมด็ เกาะกนั ประมาณ 15 นาที วตั ถุของกลางท่ตี รวจพบคราบเลือดมนุษย์แล้วน้ัน ตัดส่วนซ่ึงพบคราบเลอื ดทีม่ ากที่สดุ ใส่ลง ในหลอดทดลอง 2 หลอด ใส่ Anti A ในหลอดแรก และ Anti B ในหลอดท่สี อง ปริมาณ Anti ท่ใี สไ่ ปควรจะ พอดี เพอื่ ใหค้ ราบเลอื ดละลายออกมาหาจกุ ปดิ หลอดทดลองแลว้ ใสเ่ อาไว้ในตู้เย็น น�ำแผน่ แกว้ มาแบง่ เป็นสองด้าน โดยด้านซ้ายใสน่ ำ�้ จากหลอดทีแ่ ช่ Anti A สว่ นด้านขวาใส่ น้�ำจากหลอดทแ่ี ช่ Anti B ประมาณ 1-2 หยด เอาเมด็ เลอื ดเอใสผ่ สมลงไปทด่ี า้ นซา้ ยและเมด็ เลอื ดหมบู่ ีใส่ผสม ลงไปท่ดี า้ นขวาดา้ นละหน่ึงหยด เอยี งแผน่ แก้วไปมาเพอ่ื ให้น้ำ� ซีรัม่ กับเมด็ เลอื ดไดผ้ สมกนั หลังจากทใี่ สเ่ ม็ดเลอื ดลงไปแล้ว สังเกตดูวา่ เมด็ เลอื ดเกาะกนั หรือไม่ โดยใช้กล้องจลุ ทรรศน์ ถ้าเม็ดเลือดเกาะกันท้ังสองด้านจะเป็นเลือดหมู่โอ ถ้าไม่เกาะด้านซ้ายแต่เกาะด้านขวาจะเป็นเลือดหมู่เอ ถา้ เกาะด้านซา้ ยแตไ่ ม่เกาะด้านขวาเปน็ เลือดหมู่บี ถ้าเลอื ดไม่เกาะกันทัง้ สองดา้ นจะเปน็ เลอื ดหมเู่ อบี การตรวจพสิ ูจนว์ ่าเป็นเลือดของผู้ใด หรือตรวจหาสมั พนั ธ์ พอ่ -แม่-ลูก ใช้วธิ ตี รวจหมเู่ ลอื ด และตรวจ DNA (อรรถพล แช่มสวุ รรณวงศ์ และคณะ, 2546) 3) การเก็บวตั ถพุ ยานทีเ่ ปน็ คราบเลอื ด เลือดและคราบเลือดนับเป็นวัตถุพยานที่มีความส�ำคัญโดยเฉพาะอย่างย่ิงในกรณีท่ีมีคนตายหรือ บาดเจ็บ หรือต้องการตรวจเพื่อพิสูจน์บุคคล รวมท้ังตรวจเพื่อเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดหรือเพ่ือใช้ เป็นแนวทางท่ีจะชว่ ยใหก้ ารสืบสวนหาตัวผ้กู ระท�ำผิดเป็นไปได้อย่างถูกตอ้ งและรวดเรว็ ยิ่งขึ้น การตรวจเลอื ด ทางนติ เิ วชศาสตร์ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื การตรวจเลอื ดสดและการตรวจคราบเลอื ด การตรวจเลอื ดสด ตรวจจากผทู้ ่เี กย่ี วขอ้ งกบั คดโี ดยตรง เช่น ผู้เสยี หาย ผตู้ อ้ งหา ตรวจพสิ จู น์ความเป็นพอ่ แมล่ ูก หรือการตรวจ เลือดสดจากที่เกิดเหตุ ฉะนั้น การตรวจก็จะท�ำได้ง่ายและตรวจได้ละเอียดถี่ถ้วน ส่วนการตรวจคราบเลือด เปน็ การตรวจในคดีต่าง ๆ ท่เี กิดเหตุมาหลายวนั แลว้ เช่น เลือดท่ีติดมากับอาวธุ เสอื้ ผา้ ก่ิงไม้ กอ้ นหนิ เศษกนิ กระดาษหนงั สือพิมพ์ ฯลฯ นบั วา่ เป็นการตรวจทีท่ ำ� ไดย้ ากกว่าการตรวจเลือดสด ๆ มาก เพราะเม็ดเลือดแดง มกั จะแตกหมดแล้วปริมาณก็มนี ้อย (อรรถพล แชม่ สุวรรณวงศ์ และคณะ, 2546) 3.1) การเก็บตวั อย่างคราบเลอื ด (กรณีปรมิ าณมากหรือเป็นกองเลอื ด) 3.1.1) ใชท้ ีห่ ยอดตา (Eye Dropper) หรอื หลอดฉีดยาเก็บของเหลวใสไ่ วใ้ นภาชนะบรรจุที่ ผา่ นการฆา่ เชื้อโรค (sterile) ปรมิ าณทีใ่ ชส้ ำ� หรับการตรวจพิสูจน์ประมาณ 5 ซีซี 3.1.2) น�ำส่งตรวจพิสูจน์ทันทีทันใด ถ้าไม่สามารถท�ำได้ให้ แช่ไว้ในตู้เย็น หรือถุงน้�ำแข็ง แตห่ า้ มเอาไปแชแ่ ข็งเด็ดขาด 220 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสติ
3.1.3) ในบางประเทศศาลอนญุ าตให้ใชส้ ารเคมี เช่น NaF ใสล่ งเพือ่ ป้องกนั การแขง็ ตัวของ เลอื ด ในกรณีเพอ่ื ตรวจหาสารเคมใี นเลือดหรือ EDTA ใสล่ งเพ่อื ป้องกนั การแข็งตัวของเลอื ดในกรณีตอ้ งการ พิสูจนห์ า สารพนั ธกุ รรมดเี อน็ เอ 3.2) การเกบ็ ตวั อย่างคราบเลอื ด (เลือดสด กรณปี รมิ าณนอ้ ย) 3.2.1) ใช้ส�ำลีชนิด 100% หรือผา้ กอซ กระดาษซบั ผ้าขาวสะอาด กระดาษเยื่อ อยา่ งใด อยา่ งหน่ึงซบั เกบ็ ขนึ้ มา 3.2.2) น�ำส�ำลี หรือผ้ากอซ ไปผึ่งลมให้แห้งก่อน ห้ามผึ่งแดด เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดเสีย หรือเส่อื มสภาพ 3.2.3) เกบ็ ในกลอ่ งกระดาษทปี่ ิดผนึกพรอ้ มท้งั เขียน เวลา วนั เดือนปที ี่เกบ็ ส่งิ ทเ่ี กบ็ เก็บ จากสถานใหเ้ รียบร้อยแล้วน�ำส่งตรวจ 3.3) การเก็บตวั อยา่ งคราบเลอื ด (กรณีคราบเลือดแห้ง) 3.3.1) ใชไ้ ม้พันส�ำลเี ชด็ (swabbing) ต้องเป็นไม้พันส�ำลีทผ่ี ่านการฆ่าเชอ้ื แลว้ หยดน้ำ� กลน่ั แล้วนำ� ไปเชด็ คราบเลือดจากนนั้ บรรจใุ นกล่องกระดาษหรือซองกระดาษ 3.3.2) ใช้มีดขูด (Scraping) ใช้ใบมีดโกนที่สะอาดขูดหรือแซะบริเวณรอบคราบเลือดออก จากผิวของวตั ถุ ใส่ลงบนแผ่นกระดาษทีส่ ะอาด ห่อกระดาษในลกั ษณะหอ่ ยา ใสล่ งในซองกระดาษอีกชนั้ หน่ึง 3.3.3) ใช้มดี หรือกรรไกร (Cutting) ใช้มีดหรือกรรไกรตัดบริเวณรอยคราบเลอื ด บรรจุใน ซองกระดาษทส่ี ะอาด นำ� วตั ถทุ ม่ี คี ราบเลอื ดสง่ ตรวจทง้ั ชน้ิ บรรจใุ นซองกระดาษหรอื กลอ่ งกระดาษ (อรรถพล แชม่ สุวรรณวงศ์ และคณะ, 2546) 4) การตรวจพิสูจน์คราบเลือด 4.1) การตรวจลกั ษณะท่วั ไป กอ่ นท่ีจะเกบ็ คราบเลอื ด ควรจะดูลกั ษณะท่ัวไป เพราะจะสามารถบอกพฤตกิ รรมบางอย่าง ไดจ้ ากลกั ษณะของคราบเลือด 4.1.1) รปู ร่างของคราบเลอื ด หากเปน็ การหยดจากบาดแผลตรง ๆ รปู รา่ งของหยดเลือด จะกลมแต่หากมกี ารเคล่ือนไหว เช่น การสะบดั อาวุธท่ีเป้ือนเลือด หยดเลือดจะมรี ปู รา่ งเรยี ว ซ่งึ สามารถบอก ทิศทางของเลือดได้ โดยทศิ ทางของเลอื ดจะเป็นไปในทางเดียวกนั กับดา้ นปลายเรยี วของหยดเลอื ด 4.1.2) การกระจายตัวของคราบเลือด เลือดท่ีออกจากเส้นเลือดแดงจะมีการกระจายได้ มากกวา่ เลอื ดทอี่ อกจากเสน้ เลอื ดดำ� และถา้ เสน้ เลอื ดมขี นาดใหญก่ ารกระจายกจ็ ะมไี ดม้ ากกวา่ เสน้ เลอื ดขนาด เล็ก 4.1.3) ปริมาณของคราบเลือด มีความสัมพันธ์กับบาดแผล ถ้าคราบเลือดมีปริมาณมาก แสดงวา่ บาดแผลมขี นาดใหญห่ รอื มกี ารฉกี ขาดของเสน้ เลอื ดขนาดใหญ่ ถา้ พบปรมิ าณเลอื ดเพยี งเลก็ นอ้ ยโดยท่ี บาดแผลมขี นาดใหญ่ แสดงว่านา่ จะมีการเคล่ือนย้ายศพมาจากทอี่ ่นื หรือไมก่ ็เปน็ บาดแผลภายหลังตาย โดย ท�ำข้ึนเพ่ืออ�ำพรางคดีต�ำแหน่งของคราบเลือด คราบเลือดท่ีพบติดอยู่ตามประตูผนังห้องหรือบนวัตถุอ่ืน ๆ อาจเกดิ จากการพุ่งของเลอื ดจากเสน้ เลอื ด จากการปะทะของผูบ้ าดเจ็บกับสง่ิ ของนัน้ ๆ หรืออาจเกดิ จากการ สมั ผสั กบั มือของผตู้ อ้ งหา ทเี่ ป้อื นเลือดกไ็ ด้ (เลยี งชัย จัตรุ สั , 2556) ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 221
5) เทคนิค UV-Visible Spectrometer เครอื่ งวดั การดดู กลืนแสง (Absorption Spectrometer) เครื่อง UV-Vis Spectrometer เป็นเครื่องมือท่ีน�ำเทคนิค UV-Vis Spectroscopy ไปใช้งาน เครอื่ งมอื ตวั นท้ี ำ� หนา้ ทใี่ นการตรวจวดั ความเขม้ แสงทผี่ า่ นหรอื สะทอ้ นจากตวั อยา่ งเปรยี บเทยี บกบั ความเขม้ แสงจากแหลง่ กำ� เนดิ เครอื่ ง UV-Vis spectrophotometer โดยทว่ั ไปแลว้ จะมสี ว่ นประกอบหลกั ๆ ทเี่ หมอื นกนั ไดแ้ กแ่ หลง่ กำ� เนดิ แสง เกรตตง้ิ หรอื โมโนโครเมเตอร์ เซลลท์ บ่ี รรจุ สารตวั อยา่ ง และเครอ่ื งตรวจ วดั แหลง่ กำ� เนดิ แสง จะต้องให้แสงท่ีคงท่ีอย่างต่อเน่ือง ตัวที่นิยมใช้ คือ หลอดทังสเตนฮาโลเจน ซ่ึงให้แสงที่มีความยาวคล่ืน ในชว่ ง 320-2,500 นาโนเมตร สำ� หรบั แหลง่ กำ� เนดิ แสงในชว่ งรงั สยี วู นี นั้ จะใชห้ ลอดไฮโดรเจนหรอื หลอดดวิ ทเี รยี ม ซึ่งให้แสงในช่วงความยาวคลื่น 160-375 นาโนเมตร แต่แสงท่ีได้จากแหล่งก�ำเนิดนั้นจะมีความยาวคลื่น ตา่ ง ๆ ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งใชโ้ มโนโครเมเตอรเ์ ปน็ ตวั กระจายแสงออกเพอ่ื ใหแ้ สงทจ่ี ะผา่ นไปยงั ตวั อยา่ งมคี วามยาวคลนื่ ค่าเดียวตามที่ต้องการหลังจากนั้นแสงความยาวคล่ืนค่าเดียวจะผ่านไปยังเซลล์ท่ีบรรจุสารตัวอย่าง และสาร เปรยี บเทยี บ (Cuvettes) ซง่ึ มรี ปู รา่ งตา่ ง ๆ กนั ออกไป แตโ่ ดยสว่ นใหญจ่ ะมลี กั ษณะเปน็ กลอ่ งทรงสเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ที่มีความกว้าง ภายใน 1 เซนติเมตร (ซ่ึงค่าน้ีจะเป็นค่าระยะทางเดินของแสงท่ีผ่านเข้าไปในตัวอย่างตามกฎ ของ Beer-Lambert) เคร่ือง UV-Vis Spectrometer บางรุ่นสามารถใช้หลอดทดลองเป็น Cuvettes ได้ แต่ Cuvettes ทดี่ ที ี่สดุ น้นั ทำ� มาจากควร์ตที่มีคณุ ภาพสูง ส�ำหรบั Cuvettes ทีท่ ำ� จากแกว้ หรอื พลาสตกิ นั้น ก็เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป แต่สามารถใช้ได้เฉพาะในช่วงแสงขาวเท่าน้ัน เพราะแก้วและพลาสติกดูดกลืนแสง ในช่วงรังสียูวีแสงในส่วนที่ ไมถ่ ูกดูดกลืน จะเดนิ ทางผ่านตวั อย่างมาถงึ เคร่ืองตรวจวัด ส�ำหรับเคร่อื งตรวจวัด ทน่ี ยิ มใช้ ไดแ้ ก่ PMT (Photomultiplier Tube), Diode Arrays และ CCDs (Charge Coupled Devices) เครื่องจะท�ำการบันทึกค่าความยาวคล่ืนร่วมกับค่ามุมของแต่ละความยาวคล่ืนท่ีเกิดการดูดกลืน ผลของ สเปคตรัมที่ได้จะแสดงในรูปของกราฟระหว่างค่า Absorbance และ ค่าความยาวคลื่น เคร่ือง UV-Vis Spectrometer สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ระบบ คอื 5.1) แบบล�ำแสงเดี่ยว และแบบล�ำแสงคู่ ส�ำหรับเคร่ืองแบบ ล�ำแสงเดี่ยวเป็นเครื่องท่ีใช้ล�ำแสง เดียวจากแหล่งก�ำเนิดผ่านไปยังตัวอย่าง เคร่ืองมือน้ีได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานได้ง่ายสะดวก และ มรี าคาไมแ่ พงมากนกั 5.2) แบบลำ� แสงคนู่ น้ั แสงจะถกู แยกออกเปน็ 2 ลำ� กอ่ นทจี่ ะไปตกลงบนตวั อยา่ ง โดยแสงลำ� หนงึ่ จะใชเ้ ปน็ ลำ� แสงอา้ งองิ ขณะทอี่ กี ลำ� จะผา่ นไปยงั ตวั อยา่ ง เครอื่ งมอื ทเี่ ปน็ แบบลำ� แสงคบู่ างรนุ่ จะมเี ครอ่ื งตรวจ วัด 2 ตัว เพื่อท่ีจะตรวจวัดแสงอ้างอิงและแสงที่มาจากตัวอย่างได้พร้อมกันแต่ในบางรุ่นจะมีเครื่องตรวจวัด เพียงตวั เดยี ว โดยแสงทง้ั สองลำ� จะผา่ นตวั Beam Chopper ซ่ึงจะท�ำหน้าทีก่ กั แสงล�ำหนึ่งไวใ้ นช่วงระยะเวลา หนึง่ เคร่อื งตรวจวดั จงึ สามารถตรวจวดั ความแตกตา่ งของแสงท้งั สองล�ำได้ ระเบียบวธิ วี ิจยั การศกึ ษาเรอื่ ง การประมาณอายขุ องคราบเลอื ดดว้ ย UV-Visible Spectrometer เปน็ การศกึ ษาวจิ ยั เชงิ ทดลอง (Experimental Research) ซ่ึงทำ� การวเิ คราะหก์ ารเปลี่ยนแปลงของฮโี มโกลบนิ จากคราบเลือด โดยท�ำการวัดค่าการดูดกลืนแสงจากเครื่อง UV-Visible Spectrometer ท่ีความยาวคลื่น 540 นาโนเมตร 222 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต
โดยคราบเลอื ดทท่ี ำ� การวเิ คราะหป์ ระกอบดว้ ยคราบเลอื ดบนพน้ื ทผี่ วิ ทแี่ ตกตา่ งกนั ทง้ั หมด 4 ชนดิ ไดแ้ ก่ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ cotton 100% และไมอ้ ดั ซงึ่ ผลทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะหเ์ ปน็ คา่ การดดู กลนื แสงของแตล่ ะ ชว่ งเวลาท่ีทำ� การทดลองต้งั แต่ 1 ชั่วโมง 6 ช่วั โมง 12 ชั่วโมง และ 24 ชั่วโมง ซงึ่ ไดจ้ ากอาสาสมัครสุขภาพดี ไมม่ ีภาวะโลหติ จาง จำ� นวน 4 คน เป็นอาสาสมคั รเพศชาย จ�ำนวน 2 คน และอาสาสมัครเพศหญงิ จำ� นวน 2 คน โดยท�ำการเตรยี มตวั อยา่ งคราบเลือดและท�ำการเกบ็ ตัวอยา่ งคราบเลือดเพ่อื นำ� มาวเิ คราะห์ตัวอยา่ งคราบ เลือดโดยใชเ้ ครอ่ื ง T70 UV/VIS Spectrometer เครื่องมือและอุปกรณท์ ่ีใช้ในการทดลอง 1) อุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการทดลอง 1.1) Carbon Steel Surgical Blade 1.2) หลอดแกว้ 12 x 75 mm 1.3) Micropipette 1.4) กรรไกร 1.5) Syringe filter 1.6) นาฬิกาจบั เวลา 1.7) Cotton swab 1.8) Dropper 1.9) Cuvette 1.10) กระจก 1.11) กระดาษ 80 แกรม 1.12) ผา้ Cotton 100% 1.13) ไม้อัด 2) สารเคมี 2.1) Deionized water 3) เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ 3.1) T70 UV/VIS Spectrometer (PG Instruments Ltd.) วิธีการทดลอง 1) การเตรียมตัวอย่างคราบเลือดบนพ้ืนที่ผิวท่ีสัมผัสได้แก่ กระจก กระดาษ ผ้า Cotton 100% และไม้อัด โดยเก็บตัวอย่างเลือดจากอาสาสมัคร ท�ำการหยดเลือด 1 หยด (1 Dropper) ลงบนพื้นที่ผิว ซงึ่ ไดแ้ ก่ กระจก กระดาษ ผ้า Cotton 100% และไมอ้ ัดปลอ่ ยใหห้ ยดเลือดแห้งทอ่ี ุณหภูมิห้อง เปน็ ระยะเวลา 1 ช่ัวโมง 6 ช่วั โมง 12 ชว่ั โมงและ 24 ชว่ั โมง 2) การเกบ็ ตวั อยา่ งคราบเลอื ดตามระยะเวลาทกี่ ำ� หนดโดยใชใ้ บมดี (Carbon Steel- Surgical Blade) กรณีคราบเลือดท่ียังไม่แห้งให้ใช้ Cotton Swab Sterile ในการเก็บตัวอย่าง ละลายคราบเลือดด้วย น�้ำ ปราศจากไอออน (Deionized Water) 100 µl ในหลอดทดลอง แลว้ ท�ำการกรองด้วย Syringe Filter ขนาด 0.45 µm ใส่ในหลอดทดลองขนาด 12x75 mm. 3) วเิ คราะหต์ วั อย่างคราบเลอื ดโดยเคร่อื ง T70 UV/VIS Spectrometer ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 223
สถิติท่ีใชใ้ นการวิจยั และวเิ คราะหข์ ้อมูล ผวู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การวเิ คราะหผ์ ลการวจิ ยั ดว้ ย การวเิ คราะหเ์ ชงิ พรรณนาและการแสดงการเปรยี บเทยี บคา่ การดูดกลืนแสงของคราบเลือดในแต่ละช่วงเวลาท่ีท�ำการทดลองต้ังแต่ 1 ชั่วโมง 6 ช่ัวโมง 12 ชั่วโมงและ 24 ชั่วโมง เปรยี บเทยี บกับพืน้ ที่ผิวท่แี ตกต่างกัน ทั้งหมด 4 ชนดิ ไดแ้ ก่ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไม้อดั โดยใช้ค่าสถติ ิ การวเิ คราะห์ความแปรปรวนทางเดยี ว (One-way ANOVA) ดว้ ยโปรแกรม สำ� เรจ็ รูป SPSS ผลการศึกษา การวิเคราะห์การเปล่ียนแปลงของฮีโมโกลบินจากคราบเลือดโดยท�ำการวัดค่าการดูดกลืนแสงของ เครอ่ื ง UV-Visible Spectrophotometer ทคี่ วามยาวคลนื่ 540 นาโนเมตร โดยคราบเลอื ดทท่ี ำ� การวเิ คราะห์ ประกอบด้วยคราบเลือดบนพื้นที่ผิวท่ีแตกต่างกัน ทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไม้อัด ซ่ึงผลที่ได้จากการวิเคราะห์เป็นค่าการดูดกลืนแสงของแต่ละช่วงเวลาท่ีท�ำการ ทดลองตั้งแต่ 1 ช่ัวโมง 6 ช่ัวโมง 12 ช่ัวโมงและ 24 ชั่วโมง ซึ่งค่าได้จากอาสาสมัครสุขภาพดีไม่มีภาวะ โลหิตจาง จำ� นวน 4 คน 1) ผลการทดลองการเปลี่ยนแปลงของฮโี มโกลบนิ จากคราบเลอื ด 1.1) ผลการทดลองการเปล่ียนแปลงของฮีโมโกลบินจากคราบเลือดบนกระจก ค่าเฉล่ียการ ดูดกลนื แสงที่ 540 นาโนเมตรจากคราบเลือดบนกระจก ใน 1 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 12 ชว่ั โมงและ 24 ชว่ั โมง มีค่าเท่ากบั 0.258 0.123 0.088 0.070 ตามล�ำดบั 1.2) ผลการทดลองการเปล่ียนแปลงของฮีโมโกลบินจากคราบเลือดบนกระดาษ 80 แกรม ค่าเฉลี่ยการดูดกลืนแสงที่ 540 นาโนเมตร จากคราบเลือดบนกระดาษ 80 แกรม ใน 1 ช่ัวโมง 6 ชั่วโมง 12 ช่วั โมง และ 24 ชวั่ โมง มคี า่ เท่ากับ 0.259 0.122 0.089 0.062 ตามลำ� ดับ 1.3) ผลการทดลองการเปลี่ยนแปลงของฮีโมโกลบินจากคราบเลือดบนผ้า Cotton 100% ค่าเฉลี่ยการดูดกลืนแสงท่ี 540 นาโนเมตร จากคราบเลือดบนผ้า Cotton 100% ใน 1 ชั่วโมง 6 ช่ัวโมง 12 ชว่ั โมงและ 24 ชั่วโมง มีค่าเทา่ กบั 0.250 0.120 0.078 0.061 ตามลำ� ดบั 1.4) ผลการทดลองการเปลยี่ นแปลงของฮโี มโกลบนิ จากคราบเลอื ดบนไมอ้ ดั คา่ เฉลย่ี การดดู กลนื แสงท่ี 540 นาโนเมตรจากคราบเลอื ดบนไมอ้ ัด ใน 1 ชั่วโมง 6 ชว่ั โมง 12 ชัว่ โมง และ 24 ชั่วโมงมีคา่ เท่ากับ 0.247 0.120 0.073 0.062 ตามลำ� ดับ เมอ่ื นำ� ขอ้ มลู คา่ เฉลยี่ ของคา่ การดดู กลนื แสงทไ่ี ดจ้ ากพนื้ ทผ่ี วิ ทแ่ี ตกตา่ งกนั มาวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน ทางเดยี ว (One-way ANOVA) ด้วยโปรแกรมสำ� เรจ็ รูป SPSS 2) ผลการวเิ คราะหค์ ่าการดดู กลืนแสงของคราบเลอื ดบนพ้ืนผวิ กระจก ทีร่ ะยะเวลาตงั้ แต่ 1 ชัว่ โมง 6 ช่ัวโมง 12 ชัว่ โมงและ 24 ช่วั โมง ทดสอบความแตกต่างทางสถิติความแปรปรวนทางเดยี ว ดว้ ยโปรแกรม สำ� เรจ็ รปู SPSS นำ� มาคดิ คา่ ความแปรปรวน พบวา่ คา่ การดดู กลนื แสงทวี่ ดั ได้ มคี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.05 (p-value < 0.05) เม่อื ทดสอบความแตกต่างของค่าการดูดกลืนแสงทว่ี ดั ไดจ้ �ำแนกตาม เวลาเป็นรายคู่ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมง 6 ช่ัวโมง 12 ช่ัวโมงและ 24 ช่ัวโมง บนพ้ืนผิวกระจก กระดาษ 80 224 บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
แกรม ผ้า Cotton 100% และไม้อัด พบว่า คา่ การดูดกลนื แสงท่ีวดั ได้ มคี วามแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ัยสำ� คญั ทาง สถิติทีร่ ะดับ 0.05 (p-value < 0.05) โดยพบว่า ในช่วงเวลา 1 ชว่ั โมงจากการหยดเลือดมคี า่ การดูดกลนื ของ แสงมากท่ีสดุ 3) ผลการวเิ คราะหข์ องระยะเวลาทห่ี ยดเลอื ด 1 ชว่ั โมง วดั คา่ การดดู กลนื แสงทพี่ น้ื ทผ่ี วิ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ได้แก่ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไมอ้ ัด พบวา่ คา่ การดดู กลืนแสงที่วดั ไดไ้ ม่มีความ แตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 (p-value < 0.05) แต่ผลการวิเคราะห์ของระยะเวลาท่ี หยดเลือด 6 ชวั่ โมง 12 ชั่วโมง 24 ช่วั โมง วดั คา่ การดดู กลืนแสงทพ่ี น้ื ทผี่ วิ ทีแ่ ตกตา่ งกัน ได้แก่ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไม้อดั พบว่า คา่ การดดู กลืนแสงทวี่ ดั ได้มคี วามแตกตา่ งอย่างมีนัยส�ำคญั ทาง สถิติทร่ี ะดับ 0.05 (p-value < 0.05) 4) จากผลการวิเคราะห์ระยะเวลาทหี่ ยดเลอื ด ต้งั แต่ 1 ชั่วโมง 6 ช่ัวโมง 12 ชั่วโมงและ 24 ชั่วโมง ทค่ี ่าการดูดกลืนแสงท่ีพ้ืนท่ีผิวที่แตกต่างกัน ได้แก่ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไมอ้ ัด พบวา่ คา่ การดดู กลนื แสงทว่ี ดั ไดม้ ชี ว่ งระยะเวลาที่ 12 ชวั่ โมงและ 24 ชว่ั โมง ทม่ี คี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 (p-value < 0.05) 4.1) เม่ือวเิ คราะห์ความแตกตา่ งของคา่ การดดู กลืนแสงทวี่ ดั ได้ ในเวลา 12 ชัว่ โมง จำ� แนกตาม พนื้ ผวิ วสั ดเุ ปน็ รายคู่ พบวา่ คา่ การดดู กลนื แสงทวี่ ดั ไดม้ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 (p-value < 0.05) มจี �ำนวน 4 คู่ กระจกมีคา่ การดดู กลืนแสงมากกว่า ผา้ Cotton 100% และไม้อดั กระดาษ 80 แกรม มีค่าการดดู กลนื แสงมากกวา่ ผา้ Cotton 100% และไม้อดั 4.2) เมอ่ื วิเคราะหค์ วามแตกต่างของคา่ การดูดกลนื แสงทีว่ ัดได้ ในเวลา 24 ชว่ั โมง จำ� แนกตาม พืน้ ผวิ วสั ดุเปน็ รายคู่ พบวา่ คา่ การดดู กลืนแสงทีว่ ดั ไดม้ ีค่าความแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำ� คัญทางสถิติที่ระดบั 0.05 (p-value < 0.05) มจี �ำนวน 3 คู่ กระจกมคี ่าการดดู กลืนแสงมากกวา่ กระดาษ 80 แกรม มากกวา่ ผา้ Cotton 100% และไม้อดั อภปิ รายผล จากการศึกษาการประมาณอายุของคราบเลือดจากการเปล่ียนแปลงของฮีโมโกลบินระยะเวลาที่ แตกตา่ งกนั และพน้ื ทผ่ี วิ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ดว้ ยเครอื่ ง UV-Visible Spectrometer ทคี่ วามยาวคลนื่ 540 นาโนเมตร พบว่า เมื่อก�ำหนดช่วงระยะเวลาของคราบเลือดที่ระยะเวลาต่าง ๆ บนพื้นที่ผิวท่ีเป็นกระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไม้อัด พบว่า มคี า่ การดดู กลืนแสงทล่ี ดลงเมื่อช่วงระยะเวลามีการเพ่ิมมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าคราบเลือดมีผลกับช่วงระยะเวลาที่มีการเปล่ียนแปลงไปมากข้ึน ซ่ึงในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน มีค่าการดูดกลืนแสงที่แตกต่างกัน เน่ืองจากธรรมชาติของเลือด ในเซลล์เม็ดเลือดน้ัน ประกอบไปด้วย ฮโี มโกลบนิ เม่ือมกี ารเสียชวี ติ แล้วการแข็งตัวของเลือด ค่าของฮโี มโกลบินจะคอ่ ย ๆ สลายไป ซ่งึ เป็นไปตาม หลักของบิลิรูบิน (Bilirubin) เป็นสารท่ีแปรสภาพมาจากฮีม (Heme) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเมด็ เลอื ดแดง เวลาที่เมด็ เลอื ดแดงแตกหรือถูกท�ำลายไม่ว่าจะมาจากสภาวะปกติหรือเกดิ จากโรคฮโี มโกลบินกจ็ ะหลุดออกมา แล้วแยกออกเป็นฮีมกบั โกลบนิ (Globin) ถดั จากน้ัน ฮีมจะถูกยอ่ ยสลาย ตอ่ ดว้ ยการเร่งของเอนไซม์ ท้ังนีก้ ารวิจยั เปน็ คราบเลอื ด การสลายของฮีโมโกลบินอาจเกดิ จากการแข็งตัวของ ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 225
เลอื ด ความชืน้ หรอื อุณหภมู ิ แสงท่ีมีผลกระทบท�ำให้ค่าการดูดกลืนแสงของคราบเลือดมีคา่ การดูดกลืนแสงที่ ลดลง จากการวจิ ัยในการทำ� การวิจยั การเกบ็ เลอื ดผวู้ ิจยั ไดท้ ำ� การเก็บเลอื ดใสส่ ารกันเลอื ดแขง็ EDTA ซงึ่ มี คุณสมบัตไิ ปจบั กบั แคลเซยี มเอาไว้ ซ่ึงแคลเซยี มจำ� เป็นสำ� หรบั การแขง็ ตัวของเลือดเพราะ EDTA จะคงรักษา สภาพของเมด็ เลอื ดไดด้ ี รปู รา่ งของเมด็ เลอื ดจงึ ยงั เหมอื นเดมิ (บญุ ศรี มหากติ ตคิ ณุ , 2559) โดยหลงั จากทเ่ี ลอื ด ไหลออกจากสรู่ า่ งกายลงพน้ื ทผี่ วิ หลงั จากนน้ั ไมน่ านหยดเลอื ดจะมกี ารแขง็ ตวั ของเลอื ด โดยมกี ลไกการแขง็ ตวั ของเลอื ด เกดิ การกระตนุ้ โปรทรอมบนิ (Prothrombin Activation) หลอดเลอื ด และเซลลข์ า้ งเคยี งจะกระตนุ้ ใหเ้ ซลลเ์ หลา่ นส้ี รา้ งทรอมโบ พลาสตนิ (Tissue Thromboplastin) ทเ่ี กดิ ขน้ึ จะกระตนุ้ การเปลยี่ นโปรทรอมบนิ เปน็ ทรอมบนิ การเปลย่ี นไฟบรโิ นเจน (Fibrinogen) เปน็ ไฟบรนิ (Fibrin) ทรอมบนิ ทเี่ กดิ ขน้ึ จะเปลย่ี นไฟบรโิ นเจน เป็นไฟบริน โดยใช้แคลเซียมอิออน (Ca 2+) และปัจจัยการแข็งตัวของเลือดชนิดต่าง ๆ ไฟบรินเป็นเส้นใย โปรตนี ทไ่ี มล่ ะลายนำ�้ มกี ารรวมตวั กนั แนน่ ประสานเปน็ รา่ งแห และยดึ จบั กบั เมด็ เลอื ดแดงกลายเปน็ กอ้ นเลอื ด (Clot) (วนิ เชยชมศรี, 2550) จากการวิเคราะห์ผลทางสถติ ิตัวอยา่ งเลือดอาสาสมคั รทั้ง 4 คน พบวา่ ค่าการดูดกลืนแสงของแต่ละ อาสาสมัครมคี า่ การดดู กลืนแสงท่ไี มแ่ ตกตา่ งอย่างมีนยั ส�ำคัญท่ี 0.05 ซง่ึ อาจะเกิดจากทอ่ี าสาสมัครมชี ว่ งอายุ ที่ใกล้เคียงและมีค่าของฮีโมโกลบินท่ีวัดได้ อยู่ในช่วงค่าท่ีปกติของค่าฮีโมโกลบินของคนทั่วไป โดยในผู้ชาย ค่าปกติ คือ 13.8-17.2 กรัมต่อเดซิลิตร (g/dL) ส่วนในผู้หญิงคือ 12.1-15.1 กรัม/เดซิลิตร (พวงทอง ไกรพบิ ูลย์, 2555) จากการวเิ คราะหข์ อ้ มูลดว้ ยวธิ ที างสถติ คิ า่ การดดู กลนื แสงของคราบเลอื ดบนพน้ื ผวิ กระจก, กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไม้อัดทีร่ ะยะเวลา ต้งั แต่ 1 ชั่วโมง 6 ช่ัวโมง 12 ชว่ั โมง และ 24 ช่ัวโมง หลงั จากการหยดเลอื ดพบวา่ คา่ การดดู กลนื แสงทวี่ ดั ไดม้ คี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 และเม่อื น�ำไปวิเคราะหเ์ ป็นรายคพู่ บวา่ มีจ�ำนวน 4 คู่ กระจกมีคา่ การดูดกลนื แสงมากกว่า ผา้ Cotton 100% และไมอ้ ัด ส่วนกระดาษ 80 แกรม มคี า่ การดูดกลืนแสงมากกวา่ ผ้า Cotton 100% และไมอ้ ดั ทั้งนีซ้ ่งึ อาจ เกดิ จากกระจกมพี นื้ ทผี่ วิ สมั ผสั ทเ่ี รยี บสามารถเกบ็ คราบของหยดเลอื ดไดป้ รมิ าณทมี่ ากกวา่ ผา้ Cotton 100% และไมอ้ ดั ซงึ่ มผี วิ ทไ่ี มเ่ รยี บเนยี นและขรขุ ระ ซง่ึ ยากตอ่ การเกบ็ และการละลายคราบเลอื ดในหลอดทดลอง สว่ น กระดาษ 80 แกรม นั้นมพี ้นื ทีผ่ วิ ทเ่ี รียบแตอ่ าจจะไมเ่ รยี บเทา่ กบั กระจกแตส่ ามารถเก็บคราบของหยดเลอื ดได้ ดกี วา่ ทง้ั นเ้ี วลาหยดเลอื ดจากกระดาษจะเหน็ ไดว้ า่ เมอ่ื นำ� กระดาษไปละลายดว้ ย Deionized Water จะละลาย ได้ง่ายกว่าผ้า Cotton 100% ส่วนไม้อัด เมื่อจะท�ำการเก็บคราบเลือดน้ันจะเก็บได้ยากกว่าพื้นที่ผิวอ่ืน ๆ เนอื่ งจากไมอ้ ดั มพี นื้ ทม่ี ผี วิ ทข่ี รขุ ระ ใช้ Surgical Blade เกบ็ ไดย้ ากกวา่ ซง่ึ สง่ ผลใหไ้ ดค้ ราบของเลอื ดในปรมิ าณ ไม่มากนักส่งผลให้ค่าการดูดกลืนแสงของกระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% มีค่ามากกว่า ตามลำ� ดบั จากการวเิ คราะหค์ วามแตกตา่ งของคา่ การดดู กลนื แสงทว่ี ดั ไดใ้ นเวลา 12 ชวั่ โมง จำ� แนกตามพนื้ ผวิ วัสดุเป็นรายคู่ พบวา่ ค่าการดดู กลนื แสงท่ีวดั ได้ มคี วามแตกตา่ งกันอย่างมนี ัยส�ำคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05 มี จำ� นวน 4 คู่ กระจกมคี ่าการดดู กลนื แสงมากกวา่ ผ้า Cotton 100% และไมอ้ ัดกระดาษ 80 แกรม มคี ่าการ ดดู กลืนแสงมากกวา่ ผ้า Cotton 100% และไม้อดั และในเวลา 24 ชั่วโมง จำ� แนกตามพนื้ ผวิ วัสดเุ ป็นรายคู่ พบวา่ คา่ การดดู กลนื แสงทว่ี ดั ไดม้ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.05 มจี ำ� นวน 3 คู่ กระจก มีคา่ การดดู กลืนแสงมากกว่า กระดาษ 80 แกรม มากกวา่ ผา้ Cotton 100% และไม้อดั จะเหน็ ไดว้ า่ ที่ 12 226 บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
และ 24 ช่ัวโมง กระจกยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญที่ 0.05 อีกเช่นกัน จะเห็นได้ว่า ค่าการดูดกลืน ที่มากที่สุดจะอยู่ในช่วง 1 ชั่วโมงแรก เนื่องจากหยดเลือดเพ่ิงถูกหยดลงบนพ้ืนท่ีผิวท�ำให้ค่าของฮีโมโกลบิน ยงั ไม่สลายไปหมดนกั จึงสามารถประมาณอายขุ องคราบเลือดท่ี 1 ชวั่ โมงได้วา่ ยังสามารถทจ่ี ะประมาณเวลา การตายได้ เนื่องจากคา่ ของฮโี มโกลบนิ ยงั มีปริมาณทส่ี ูงเพยี งพอในการวดั อยู่ สว่ นช่ัวโมงอ่ืน ๆ นั้นยงั มคี า่ การ ดูดกลนื แสงที่แตกต่างกนั ไมม่ ากนัก ซึง่ ไม่สามารถน�ำมาคาดการณร์ ะยะเวลาการตายได้ และพ้ืนท่ีผิวทงี่ ่ายตอ่ การเก็บคราบเลือดน้ันเป็นกระจก ซึ่งการเก็บตัวอย่างเลือดในสถานท่ีเกิดเหตุจริง แนะน�ำว่าถ้าสถานท่ีนั้นมี รอยเลือดบนคราบกระจก ควรเก็บเป็นหลักฐานท่ีส�ำคัญเป็นอันดับแรก ในการน�ำมาเพื่อพิสูจน์หลักฐานหา สาเหตุและเวลาของการเสยี ชีวติ ได้ หากเมอ่ื นำ� มาพจิ ารณาในเรอ่ื งของการประมาณอายขุ องคราบเลอื ดแลว้ ดว้ ย UV-Visible Spectrometer สามารถประมาณอายขุ องคราบเลือดไดเ้ ป็นวธิ ีทนี่ ่าสนใจอีกวิธหี นง่ึ ซึ่งการใชเ้ ทคนคิ Spectroscopy นน้ั เปน็ วธิ ที ง่ี า่ ย สะดวกและรวดเรว็ ซงึ่ สามารถวเิ คราะหร์ ะยะเวลาของหยดเลอื ดได้ อกี ทง้ั ยงั เปน็ วธิ ที สี่ ามารถประหยดั ค่าใช้จ่ายในการตรวจวเิ คราะหต์ วั อ่ืน ๆ ที่มรี าคาสงู กวา่ การประมาณอายขุ องคราบเลือดด้วยวิธี FTIR มีวิธี การที่ค่อนข้างซับซ้อนและเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างมีราคาสูง โดยจะต้องใช้ ผเู้ ชีย่ วชาญมาท�ำการวิเคราะห์ (สราวธุ แหยมศริ ิ, 2554) สว่ นการประมาณอายุของคราบเลือดด้วยวิธี HPLC โดยดูจากการเปล่ียนแปลงของโปรตนี เม่ือระยะเวลาผา่ นไป (กฤษณะ พวงระย้า, 2552) เหมาะแกก่ ารตรวจ ในห้องปฏิบัติการท่ีมีความพร้อมและทันสมัย ถ้าเมื่อเทียบกับความทันสมัยยังมีอีกวิธีหน่ึงท่ีน่าสนใจ ในการ ประมาณอายขุ อง คราบเลอื ดดว้ ยเครอื่ ง AFM ซง่ึ สามารถเหน็ ถงึ ลกั ษณะสณั ฐานของเซลลเ์ มด็ เลอื ดได้ ซงึ่ ทง้ั นี้ ดว้ ยวิธตี ่าง ๆ กอ็ าจจะมีวิธใี นการประมาณอายุของคราบเลือดทีแ่ ตกตา่ งกนั ขึน้ อยูต่ วั แปรต้น ตวั แปรตามที่ แตกตา่ งกันไป ทั้งน้ีจะเห็นไดว้ ่าการประมาณอายุของคราบเลอื ดนนั้ สามารถทำ� ได้หลายวิธี ข้ึนอยู่กบั งานทไ่ี ดป้ ฏบิ ตั ิ ขนาดของสถานท่ีปฏิบัติงาน และความสามารถของบุคลากร ณ ตอนน้ันในการพิสูจน์หลักฐานเราสามารถ เลอื กวธิ กี ารประมาณอายขุ องคราบเลือดท่เี หมาะสมได้ ซงึ่ การประมาณอายุของคราบเลือดด้วย UV-Visible Spectrometer สามารถนำ� มาใชป้ ระมาณอายุของคราบเลือดได้ สรปุ ผลการศึกษา การวจิ ยั ครง้ั นมี้ วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาการเปลยี่ นแปลงของฮโี มโกลบนิ จากพน้ื ทผ่ี วิ ทแี่ ตกตา่ งกนั ไดแ้ ก่ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผา้ Cotton 100% และไมอ้ ดั ในช่วงระยะเวลา 1 ชว่ั โมง 6 ชวั่ โมง 12 ช่วั โมง และ 24 ชวั่ โมง โดยวัดคา่ การดูดกลืนแสงที่ความยาวคลืน่ 540 นาโนเมตรดว้ ยเครือ่ ง UV/Visible Spectrometer จากการวิเคราะห์การตรวจวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ 540 นาโนเมตร จากคราบเลือดบนกระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไม้อัด พบวา่ คา่ ของอาสาสมัครสขุ ภาพทั้ง 4 ตัวอย่าง มผี ลของ คา่ การดดู กลนื แสงในแตล่ ะชว่ งเวลามคี า่ ทใ่ี กลเ้ คยี งกนั สามารถสงั เกตไดว้ า่ เมอ่ื คราบเลอื ดมอี ายมุ ากขนึ้ หรอื มี ช่วงเวลาทมี่ ากข้นึ จะพบค่าการดดู กลืนแสงทค่ี อ่ ย ๆ ลดลง ตามล�ำดบั ซึ่งสามารถคาดการณไ์ ดว้ ่าเม่อื ระยะ เวลาทแ่ี ตกตา่ งกนั ในชว่ งเวลาของการหยดเลอื ดลงบนพน้ื ทผี่ วิ สมั ผสั นน้ั จะสง่ ผลใหฮ้ โี มโกลบนิ นน้ั มคี า่ ทล่ี ดลง ซงึ่ เกดิ จากปจั จยั หลายอยา่ ง เชน่ การสลายของฮโี มโกลบนิ ทลี่ ดลงตามระยะเวลา ทง้ั นปี้ จั จยั อนื่ ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง ปที ่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 227
ท่ีส่งผลใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงได้ การแขง็ ตวั ของหยดเลอื ด อุณหภมู ิ ความชื้น แสง ซงึ่ เป็นปจั จยั ทีผ่ ลกระทบ ต่อการเปลยี่ นแปลงของฮีโมโกลบินได้ เมอื่ วเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถติ โิ ดยใชโ้ ปรแกรมสำ� เรจ็ รปู ทางสงั คมศาสตร์ จากผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทาง สถติ ิค่าการดูดกลืนแสงของคราบเลือดบนพ้นื ผิวกระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไม้อดั ที่ระยะเวลา ต้ังแต่ 1 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 12 ช่ัวโมงและ 24 ชั่วโมง หลังจากการหยดเลือด พบว่า ค่าการ ดดู กลืนแสงท่ีวัดได้มีความแตกต่างอยา่ งมีนยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ 0.05 และเม่ือทดสอบความแตกต่างของ ค่าการดดู กลืนแสงท่ีวดั ได้บนพื้นผิวกระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไมอ้ ัด จ�ำแนกตาม เวลาเปน็ รายคู่ พบวา่ คา่ การดดู กลนื แสงทว่ี ดั ไดม้ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 โดย การวดั ค่าการดูดกลืนแสงบนพืน้ ผวิ กระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไมอ้ ัด ในชว่ งเวลา 1 ชว่ั โมง จากการหยดเลือดมีค่าการดูดกลนื ของแสงมากท่สี ุด จากการวเิ คราะหค์ วามแตกต่างของคา่ การดดู กลนื แสงทว่ี ัดได้ในเวลา 12 ช่วั โมง จ�ำแนกตามพนื้ ผิว วัสดุเปน็ รายคู่ พบวา่ คา่ การดูดกลนื แสงท่วี ดั ได้มีความแตกต่างกันอยา่ งมีนยั สำ� คัญทางสถติ ิท่ีระดับ 0.05 มี จ�ำนวน 4 คู่ กระจกมีค่าการดดู กลืนแสงมากกว่าผา้ Cotton 100% และไมอ้ ดั กระดาษ 80 แกรม มคี ่าการ ดูดกลืนแสงมากกว่าผ้า Cotton 100% และไม้อัด จากการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าการดูดกลืนแสง ทวี่ ดั ไดใ้ นเวลา 24 ชว่ั โมง จำ� แนกตามพนื้ ผวิ วสั ดเุ ปน็ รายคู่ พบวา่ คา่ การดดู กลนื แสงทว่ี ดั ไดม้ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั 0.05 มจี ำ� นวน 3 คู่ กระจกมีคา่ การดูดกลนื แสงมากกวา่ กระดาษ 80 แกรม มากกวา่ ผา้ Cotton 100% และไมอ้ ัด ขอ้ เสนอแนะ ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการประมาณอายุของคราบเลือดโดยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ ฮีโมโกลบินด้วยเคร่ือง UV-Visible Spectrometer ส�ำหรับผู้ที่สนใจและต้องการท่ีจะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อไป ประยกุ ตใ์ ชใ้ นงานด้านทางนติ วิ ทิ ยาศาสตร์ 1. การประมาณอายขุ องคราบเลอื ดดว้ ย UV-Visible Spectrometer ในการเกบ็ หยดเลอื ดในแตล่ ะ พนื้ ทผ่ี วิ ไดป้ รมิ าณมากนอ้ ยแตกตา่ งกนั สำ� หรบั แตล่ ะพนื้ ทผ่ี วิ ซงึ่ เมอื่ นำ� มาวเิ คราะหว์ ดั คา่ การดดู กลนื แสงสง่ ผล ใหค้ ่าท่ีได้ไมม่ ีความแตกต่างกันมากนกั 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีมีจ�ำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่มากนักและมีช่วงอายุท่ีไม่ห่างกัน มากนกั ซ่งึ ค่าของฮีโมโกลบนิ ทว่ี ดั ได้จงึ อยู่ในคา่ ท่ีใกล้เคยี งกัน 3. ผู้วิจัยที่สนใจจะศึกษาต่อควรศึกษาพ้ืนที่ผิวที่แตกต่างจากพ้ืนท่ีผิวกระจก กระดาษ 80 แกรม ผ้า Cotton 100% และไม้อัด ทั้งนี้ควรศึกษาช่วงระยะเวลาท่ีแตกต่างกันมากกว่า 1 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง และ 24 ช่วั โมง 228 บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ
เอกสารอา้ งองิ กฤษณะ พวงระยา้ . (2552). การประมาณอายุของคราบเลอื ด. วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาวทิ ยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขานติ ิวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. บุญศรี มหากิตติคุณ. (2559). การเจาะเกบ็ เลือดและการใชส้ ารกันเลอื ดแขง็ . เอกสารประกอบการสอนภาค วชิ าจลุ ทรรศน์ศาสตร์คลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . พวงทอง ไกรพิบูลย์. (2555). ฮีโมโกลบิน. [Online]. Available: http://haamor.com/th/ฮีโมโกลบิน/ [2559, ตุลาคม 10]. เลียงชยั จัตรุ ัส. (2556). การตรวจพสิ ูจนค์ ราบเลอื ด. [Online]. Available: http://forenmed.md.kku. ac.th/ site_data/myort2_74/3/Trace371120.doc [2559, กันยายน 16]. วนิ เชยชมศร.ี (2550). โลหติ วิทยา. [Online]. Available: http://pirun.ku.ac.th/~fsciwcc/HEMATO2. PDF [2559, กันยายน 17]. ศรัญช์พัศน์ รัตนประเสริฐ. (2559). การประมวลเหตุการณ์เพ่ือเช่ือมโยงอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ต�ำรวจ ฝา่ ยสืบสวน ในการเขา้ สถานที่เกิดเหตคุ ดคี วามผดิ เกีย่ วกับชวี ติ ในเขตพ้ืนที่จังหวัดชมุ พร. วารสาร วิชาการบณั ฑิตวทิ ยาลัยสวนดุสิต, 12 (1), 49-57. สราวธุ แหยมศริ .ิ (2554). การตรวจหาอายคุ ราบโลหติ ดว้ ย Fourier Transform InFrared Spectroscopy. วิทยานิพนธป์ ริญญาวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขานติ วิ ทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. อรรถพล แชม่ สุวรรณวงศ์ และคณะ. (2546). นติ ิวทิ ยาศาสตร์ 2 เพอื่ การสบื สวนสอบสวน (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: ทซี จี ี พริน้ ตง้ิ . Stephen L. Upstone. (2000). Ultraviolet/Visible Light Absorption Spectrophotometry in Clinical Chemistry. In Encyclopedia of Analytical Chemistry, 1699-1714. R. A. Meyers (Ed.). Chichester: John Wiley & Sons. ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 229
การวิเคราะหร์ ปู แบบการกระเซน็ ของเลือดจากบาดแผลทางออกลูกกระสุนปืน ในแบบจำ� ลองกะโหลกศรี ษะ The Experimental Analysis forward Blood Spatter Patter from Exit Wound on Fabricated Skull Model นายด�ำรงศักดิ์ ขวนขวาย และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พนั ต�ำรวจโท ดร. สฤษด์ิ สืบพงษศ์ ิริ โรงเรียนนายร้อยตำ� รวจ บทคัดย่อ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการกระเซ็นเลือดจากบาดแผล ทางออกจากการยงิ ดว้ ยกระสนุ ปนื ขนาด 9 มม. .45 และ .38 ชนดิ Full Metal jacket และระยะยงิ 3 ระยะยงิ คือ ระยะ 0 เซนติเมตร 50 เซนตเิ มตร และระยะ 100 เซนติเมตร แบบจ�ำลองศีรษะใชว้ สั ดทุ ำ� จากอะครลิ กิ เป็นครงึ่ วงกลมประกอบเข้าด้วยกันขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 15 เซนติเมตร ความหนา 2 มลิ ลิเมตร ภายใน บรรจเุ จลาตนิ ทมี่ เี ลอื ดทดลองอยขู่ า้ งใน 800 มลิ ลลิ ติ ร เกบ็ รกั ษาทอ่ี ณุ หภมู ิ 4 องศาเซลเซยี ส โดยทำ� การทดลอง ซำ�้ จ�ำนวน 3 คร้ังในแต่ละขนาดกระสุนและระยะยิง ผลการทดลองแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของรูปแบบการกระเซ็นเลือดจากบาดแผลทางออกและ ความแตกต่างกันของรัศมีรอยกระเซ็นเลือด ท่ีระยะยิง 0 เซนติเมตร 50 เซนติเมตร และขนาดกระสุน 9 มลิ ลเิ มตร แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั ส�ำคญั ท่ีระดบั .05 ดงั นน้ั รปู แบบของรอยกระเซ็นเลือดของบาดแผลทางออก สามารถประมาณไดถ้ ึงขนาดกระสุนปนื และระยะยิง ค�ำสำ� คัญ : การกระเซ็นของเลือดจากบาดแผล บาดแผลทางออกลกู กระสนุ ปืน แบบจ�ำลองกะโหลกศีรษะ ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 231
Abstract This research was conducted with the aim to study the forward spatters of blood resulted from the bullets coming out of the exit wounds, in which the 9 mm, 0.45 inch and 0.38 inch bullets, full metal jacket type, were used as ammunitions. Three different fire ranges were used; 1) 0 cm, 2) 50 cm and 3) 100 cm. As the substrates for the bullets, fifteen head models were used, all of which were assembled using two spherical halves measuring 15 cm of diameter, made from acrylics and completely covered with a 3-mm layer of silicon. Each head model had the spherical halves that were filled with 800 ml of 10%-gelatin artificial blood and then preserved at a constant temperature of 4 degree Celsius. The results show on distinctive morphological characteristics of the forward spatters of blood, the exit wounds of the bullets and the areas of blood spatters at two different fire ranges, which were 1) 0 cm and 2) 50 cm. Also, the use of 9 mm bullet showed a different characteristic from the rest (at p-value of 0.05). It was concluded that the distinguished forward spatters of blood and the exit wound of the bullets could indicate the sizes and the distances of bullets. Keywords : Blood Spatter Patter from Wound, Wound Exit of Bullet, Fabricated Skull Model บทน�ำ ณ ปัจจุบันสถานการณ์ในสังคมเป็นส่วนส�ำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน รวมไปถึงปัญหา อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคมโดยไม่อาจหลีกเล่ียงได้ เป็นท่ีได้รับรู้กันในสังคมโดยผ่านทางสื่อที่น�ำเสนอเป็น ข่าวสารมากมายและอาชญากรรมที่เกิดข้ึนน้ันมีแนวโน้มท่ีจะเพ่ิมความรุนแรงและความสลับซับซ้อนมากข้ึน ทำ� ใหก้ ารทำ� งานของเจา้ หนา้ ทที่ เี่ กย่ี วขอ้ งในการสบื หาตวั ผกู้ ระทำ� ความผดิ หรอื การคลค่ี ลายคดนี น้ั มคี วามยาก ลำ� บากและใชร้ ะยะเวลามากขนึ้ โดยเฉพาะขน้ั ตอนในการตรวจสถานทเี่ กดิ เหตเุ พอื่ คน้ หาพยานหลกั ฐานสำ� คญั ที่อาจใช้ในการระบุตัวผู้กระท�ำความผิดหรือประเมินเหตุการณ์เพ่ือน�ำไปสู่การจับกุมตัวและน�ำไปลงโทษตาม กฎหมาย และปจั จบุ ันจากท่ีเราไดร้ ับข้อมูลขา่ วสารที่เกิดข้นึ ส่วนใหญน่ ั้นจะเปน็ คดีทีเ่ กยี่ วกบั ความรนุ แรงการ ท�ำร้ายรา่ งกายให้ถึงแก่ชีวติ โดยอาวธุ ทีน่ �ำมาใชเ้ ป็นอาวธุ ในการก่ออาชญากรรมมากท่สี ดุ คอื การใช้อาวธุ ปืน ซงึ่ อาวธุ ปนื นน้ั ปจั จบุ นั นสี้ ามารถซอื้ ขายกนั ไดโ้ ดยงา่ ยหลายชอ่ งทาง จงึ เปน็ สาเหตสุ ำ� คญั ทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การกอ่ เหตุ อยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น ข่าวอาชญากรรมที่สะเทือนขวัญเก่ียวกับพี่ชายฆ่าพ่อแม่และน้องชายตัวเอง ซง่ึ ตามเนอื้ หาขา่ วไดพ้ ดู ถงึ เกยี่ วกบั สาเหตแุ ละรปู แบบการกอ่ อาชญากรรมทใ่ี ชอ้ าวธุ ปนื ในการกอ่ เหตยุ งิ ศรี ษะ พอ่ แม่ และนอ้ งชาย แลว้ อำ� พรางคดี โยนความผดิ ใหแ้ กน่ ้องชายตนเอง และใหค้ วามเท็จว่าน้องชายเป็นคน ยิงพ่อแม่และยิงตัวเองตาย ซึ่งคดีน้ีเจ้าหน้าท่ีที่เก่ียวข้องมีความเช่ียวชาญในการสืบสวนสอบสวนจึงสามารถ จบั กมุ คนกอ่ เหตไุ ดค้ อื พช่ี าย ดงั นนั้ คดที ย่ี กตวั อยา่ งขา้ งตน้ เปน็ การแสดงใหเ้ หน็ วา่ รปู แบบการกอ่ เหตมุ ลี กั ษณะ คล้ายกันระหว่างการฆ่าตัวและการฆาตกรรม คดีน้ีจะไม่สามารถคลี่คลายได้ถ้าหากเจ้าหน้าต�ำรวจไม่มีความ 232 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
เชีย่ วชาญ เนื่องจากหลกั ฐานท่ีพบในสถานทเี่ กดิ เหตุ เช่น อาวธุ ปืน เขมา่ ปืนและรอยเลอื ด นอกจากนยี้ ังมอี ีก หลายคดีที่ไม่ได้ยกตัวอย่างที่คล้ายกันที่สามารถคล่ีคลายได้จากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุและยังมีอีกหลาย คดีทไ่ี มส่ ามารถคลี่คลายไดท้ งั้ ปัจจบุ ันและในอดีต จากการศกึ ษาพบว่ามีคดที ี่เกดิ ขนึ้ ส่วนใหญแ่ ลว้ มีรปู แบบที่ คล้ายคลึงกันระหว่างการฆ่าตัวตายและการถูกฆาตกรรมและในบางครั้งคนร้ายจะท�ำการอ�ำพรางคดีโดยการ เคลื่อนยา้ ยศพหรือทำ� ลายหลกั ฐานที่ใชใ้ นการก่อเหตุ พฤติกรรมการตายท่ีเกดิ ขึน้ ในสถานทเ่ี กิดเหตุ คดเี กย่ี วการใช้อาวธุ ปนื ยงิ ท่ีศีรษะนัน้ ในดุลยพินิจของ ผู้ที่ตรวจสอบสถานท่ีเกิดเหตุ ส่วนมากให้ความเห็นว่าเป็นการยิงตัวตายเพราะสามารถสังเกตได้จากเขม่าปืน ท่ีบาดแผลและท่ีมือของผู้เสียชีวิต แต่หลักฐานเหล่าน้ีก็ไม่สามารถบ่งบอกอย่างแน่ชัดว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ยกตวั อยา่ งเชน่ สถานทเี่ กดิ เหตทุ พี่ บเขมา่ ปนื ทบ่ี าดแผลแตไ่ มพ่ บทมี่ อื ผเู้ สยี ชวี ติ กจ็ ะไมส่ ามารถสรปุ ไดแ้ นช่ ดั วา่ เปน็ การฆา่ ตวั ตาย ดงั นนั้ ตอ้ งหาพยานหลกั ฐานอน่ื ๆ ประกอบดว้ ยเชน่ หวั กระสนุ ปนื และทส่ี ำ� คญั ในคดเี กยี่ ว การใชอ้ าวธุ ปืนยงิ ทศ่ี ีรษะ คือ รอยเลอื ดของผู้เสียชวี ิตซ่ึงจะปรากฏอยูบ่ รเิ วณโดยรอบผูเ้ สียชีวติ เช่น บนพน้ื บนสิ่งของเครอ่ื งใช้ และผนงั ภายในห้องหรือสถานทน่ี ั้น ๆ เป็นตน้ ในการตรวจสถานที่เกดิ เหตุน้ันผู้ตรวจจะ ต้องมีความเชี่ยวชาญในเร่ืองการวเิ คราะหว์ ตั ถพุ ยานจากสถานทีเ่ กดิ เหตทุ ่ีเปน็ รปู แบบ (Pattern Evidence) เชน่ การกระจายของคราบเลือด การกระเซ็นของเลือดจากทศิ ทางที่หลากหลาย ทง้ั นยี้ งั รวมไปถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตำ� แหนง่ ของผตู้ ายกบั อาวธุ ปนื ทใ่ี ชใ้ นการยงิ ทจ่ี ะมปี จั จยั ตา่ ง ๆ เข้ามาเกยี่ วข้อง เช่น เขม่าดินปืน เขมา่ ปนื ทส่ี ามารถตรวจพบไดท้ ตี่ วั ของผ้ตู ายจะความสอดคลอ้ งกับระยะยงิ ซงึ่ ในบางกรณผี ตู้ รวจสถานทเี่ กดิ เหตสุ ามารถระบถุ งึ ระยะยงิ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน แตใ่ นบางกรณหี ลกั ฐานทม่ี ใี นสถาน ที่เกิดเหตุอาจจะเกิดการเสียหายเน่ืองจากสภาวะแวดล้อม เช่น ในคดีฆ่าตัวตายบริเวณมือของผู้ตายท่ีใช้ยิง มีคราบของเขม่าดินปืนที่ตรวจพบได้ไม่เพียงพอท่ีจะสามารถลงความเห็นได้ หรือในบางกรณีบริเวณมือของ ผตู้ ายทใ่ี ชย้ งิ มกี ารกระเซน็ ของเลอื ดมากจนสง่ ผลกระทบตอ่ เขมา่ ดนิ ปนื อาจจะสง่ ผลทำ� ใหก้ ารเกบ็ ตวั อยา่ งเขมา่ ดินปืนนั้นมีความเป็นไปได้ยาก ดังน้ัน หลักฐานที่มีในสถานท่ีเกิดเหตุในคดีที่เกี่ยวกับชีวิตนั้นท่ีสามารถใช้ใน การวเิ คราะห์เบื้องตน้ เกย่ี วกบั สถานการณท์ เ่ี กิดขน้ึ คอื รปู แบบการกระเซ็นของเลอื ดจากบาดแผลทางออกที่ ปรากฏในบรเิ วณสถานทเี่ กดิ เหตุ อาจจะมคี วามเปน็ ไปไดท้ ร่ี ปู แบบการกระเซน็ ของเลอื ดจากบาดแผลทางออก จะมีความสัมพันธ์กับระยะยิงท่ีมีความเป็นไปได้ จึงก่อให้เกิดความสนใจศึกษาและค้นคว้าในเรื่องของการ วิเคราะหค์ ราบของเลือดเพ่ือใหส้ ามารถวิเคราะหถ์ ึงพฤตกิ รรมการตาย เหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยสนใจศึกษาและท�ำการทดลองเกี่ยวกับรอยกระเซ็นเลือดจากบาดแผล ทางออก โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการกระเซ็นเลือดจากบาดแผลทางออก โดย การน�ำค่าของขนาดรอยกระเซ็นเลือดท่ีบันทึกได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ เพ่ือหาความสัมพันธ์ของรูปแบบการ กระเซ็นเลือด ระยะยิง และขนาดลูกกระสุนปืน และวิธีการค�ำนวณหาค่าประมาณของระยะยิงและท�ำนาย ขนาดลูกกระสนุ ปนื วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการกระเซ็นของเลือดจากบาดแผลทางออกกรณียิงที่ศีรษะ ที่ระยะยงิ แตกต่างกนั ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 233
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการกระเซ็นของเลือดจากบาดแผลทางออกกรณียิงที่ศีรษะจาก ขนาดกระสนุ ทต่ี า่ งกนั แนวคิดทฤษฎที ่ีเก่ียวข้อง การวิเคราะหร์ ปู แบบการกระเซ็นของเลอื ด ความรู้เกีย่ วกับรูปแบบการกระเซน็ ของเลอื ด ประกอบดว้ ย การคำ� นวณหาคา่ ของPoint (Area) of Convergence Angle of Impact และ Point (Area) of Origin Point (Area) of Convergence: POC คอื จุดท่ตี ดั ผ่านกันของเสน้ ทลี่ ากผ่านจุดกึ่งกลางของหยด เลอื ดแต่ละหยดที่พบบรเิ วณท่ีเกดิ เหตุเปน็ การตดั กันแบบ 2 มติ ใิ นแนวแกน x และแกน y ซึ่ง Point (Area) of Convergence สามารถหาได้โดยการลากเส้นหรือใช้เชือกโยงจากจุดศูนย์กลางของหยดเลือดแต่ละหยด ไปตามแนวยาวต�ำแหนง่ ทเี่ สน้ แต่ละเส้นมาตดั กันหรอื พน้ื ท่ีที่เสน้ มาตัดกนั มากท่สี ุดนน่ั กค็ ือ Point (Area) of Convergence Angle of Impact: AOI คอื มมุ ท่เี กิดข้นึ ระหวา่ งทศิ ทางทเี่ ลอื ดหยดลงมากบั พ้นื ผวิ ที่หยดเลอื ดน้นั ตกกระทบมมุ ทห่ี ยดเลอื ดตกลงมากระทบกบั พ้นื ผวิ สัมผสั Point (Area) of Origin: PO คือ จดุ หรือพ้ืนท่แี หล่งทม่ี าของเลอื ดใน 3 มติ วิ า่ มาจากจุดใด ซึง่ Point (Area) of Origin น้ีจะอยเู่ หนือ Point (Area) of Convergence (POC) ข้ึนไปในแนวแกน z ตัง้ ฉากกบั พื้น ซึง่ สามารถหา PO ได้จากข้อมลู AOI และ POC จากความรู้เก่ียวกับรูปแบบการกระเซ็นของเลือด ปัจจัยท่ีส่งผลให้เกิดรูปแบบการกระเซ็นของเลือด ทกี่ ระจายออกไปตามบรเิ วณทพ่ี บรอยกระเซน็ เลอื ด โดยมลี กั ษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั คอื อตั ราเรว็ ของการกระจาย ของเลือด (Velocities of Blood Spatter) อตั ราเรว็ คอื ค่าของความแรงทีม่ ากระท�ำกับแหลง่ ก�ำเนดิ รอยเลอื ด ซึ่งเป็นเหตผุ ลที่ท�ำใหเ้ ลือดมีการ เคล่ือนที่ผิดปกติไปจากอัตราเร็วของเลือด ซ่ึงจะวัดในหน่วยฟุตต่อวินาที หรือเมตรต่อวินาที อัตราเร็วของ การกระจายของเลือดแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภทด้วยกนั ดงั น้ี Low Velocity Impact Spatter (LVIS) เปน็ รปู แบบของรอยเลอื ดทเี่ กดิ จากแรงทมี่ อี ตั ราความเรว็ ตำ่� มากระทำ� กบั แหลง่ กำ� เนดิ รอยเลอื ด หรอื รอยเลอื ดทเ่ี กดิ จากแรงปะทะความเรว็ ตำ�่ ทมี่ อี ตั ราเรว็ ไมเ่ กนิ 5 ฟตุ ตอ่ วนิ าที (1.5 m/s) รอยเลือดจะมีขนาดโดยทว่ั ไปประมาณ 4 mm. หรอื ใหญก่ วา่ ตวั อยา่ งของ เชน่ เลือดหยด ลงบนเลอื ด เลอื ดทห่ี ยดจากผทู้ ไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ แลว้ กำ� ลงั เดนิ หรอื วงิ่ หรอื เลอื ดหยดจากอาวธุ ทเ่ี ปอ้ื นเลอื ด เปน็ ตน้ (Tom Bevel and Ross M. Gardner, 2002) Medium Velocity Impact Spatter (MVIS) คอื รปู แบบของรอย เลือดทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยการทีมแี รง ทมี่ ีอัตราความเร็วปานกลางมากระทำ� กบั แหล่งกำ� เนิดรอยเลือด หรอื รอยเลอื ดท่เี กดิ จากแรงปะทะทคี่ วามเรว็ ปานกลางท่มี อี ตั ราเร็ว 5-25 ฟตุ ตอ่ วินาที (1.5-7.5 m/s) รอยเลอื ดจะมขี นาดโดยทว่ั ไปประมาณ 1-3 mm. ตัวอยา่ งเช่น รอยเลอื ดท่เี กิดจากการทบุ การตี เตะ ต่อย กระทบื เลอื ดที่เกดิ จากบาดแผลทเ่ี กิดจากอาวธุ มคี ม และไม่มคี ม เช่น มดี ขวาน กระบอง ก�ำป้นั เปน็ ต้น (Tom Bevel and Ross M. Gardner, 2002) High Velocity Impact Spatter (HVIS) คอื รปู แบบของรอยเลอื ดทเี่ กดิ จากแรงทมี่ อี ตั ราความเรว็ สูง 234 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต
มากระท�ำกับแหล่งเลือด หรือรอยเลือดที่เกิดจากแรงปะทะความเร็วสูงท่ีมีอัตราเร็วตั้งแต่ 100 ฟุตต่อวินาที (30 m/s) รอยเลือดจะมขี นาดโดยทว่ั ไปประมาณ 1 mm. หรือเลก็ กวา่ นัน้ การกระจายของเลือดจะมีลักษณะ เหมอื นหมอกหรอื สเปรย์ มกั เกดิ ขน้ึ โดยการยงิ ปนื การระเบดิ หรอื เครอ่ื งจกั รอตุ สาหกรรมทมี่ คี วามเรว็ สงู หรอื แมแ้ ตก่ ารไอ การจามทอ่ี อกมาเปน็ เลอื ด เปน็ ตน้ รอยเลอื ดทพี่ งุ่ ออกมาดว้ ยอตั ราความเรว็ สงู จะเคลอ่ื นทไี่ ปได้ ในระยะทางทนี่ อ้ ยมาก เนอ่ื งจากความตา้ นทานของอากาศจะตอ่ ตา้ นกบั มวลทเ่ี ลก็ มาก ๆ ของหยดเลอื ดเลก็ ๆ เหล่านน้ั ในบาดแผลถกู ยิง พน้ื ที่บริเวณทต่ี ดิ กบั บาดแผลจะมรี อยเลือดคลา้ ยกลุ่มหมอก สเปรย์ และอาจจะ มีชิ้นส่วนของเนอ้ื เย่ือ แตพ่ นื้ ท่ที ี่หา่ งออกไปอาจไมพ่ บรอยกระเด็นของเลอื ดเลยกไ็ ด้ หรอื อาจมแี คเ่ น้อื เยอื่ ติด อยู่บนพื้นผิวทถี่ ูกกระทบ (Tom Bevel and Ross M. Gardner, 2002) อตั ราเรว็ ทสี่ ง่ ผลตอ่ การกระเซน็ ของเลอื ดมากทสี่ ดุ คอื แรงทม่ี อี ตั ราเรว็ สงู สามารถทำ� ใหเ้ กดิ การกระเซน็ ของเลือดนั้นฟุ้งกระจายมากที่สุด และอาวุธที่มีคุณสมบัติท�ำให้เลือดกระเซ็นได้มากท่ีสุด คือ อาวุธที่มี ความเรว็ สงู เชน่ อาวธุ ปนื สง่ิ ส�ำคญั ท่ีทำ� ให้เกดิ การกระเซน็ ของเลอื ด คอื กระสนุ ปนื กระสุนปืน รูปรา่ งของ กระสนุ ปนื ท่วั ๆ ไป แบ่งออกเปน็ 3 แบบใหญ่ ๆ คือ หัวตะกั่ว (Lead) เป็นหัวกระสุนท่ีมีมวลมากท่ีสุดในขณะท่ีมีความต้านทานของอากาศน้อยท่ีสุด หัวกระสุนแบบนี้จะเสียรูปร่างได้ง่ายเม่ือกระทบกับอะไรก็ตาม ท�ำให้หัวกระสุนมักฝังใน และถ่ายเทพลังงาน ท้งั หมดใหก้ บั ส่ิงนัน้ ตำ� รวจเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ใชห้ วั กระสนุ ตะกั่วขนาด .357 กับลกู ปนื แบบ แมก๊ นมั่ เพอ่ื ใหโ้ อกาสทก่ี ระสนุ ทะลรุ า่ งกาย ผรู้ า้ ยทถ่ี กู ยงิ ไปโดนผอู้ นื่ มนี อ้ ยทสี่ ดุ แตห่ วั กระสนุ ตะกวั่ นไ้ี มส่ ามารถ ใช้กบั อาวธุ ปืนที่มคี วามเรว็ ต้นเกนิ กว่า 2,000 ฟุตต่อวนิ าที เพราะตะกว่ั จะหลอมละลาย หวั Semi Jacketed มีไส้เปน็ ตะกวั่ แลว้ หุ้มรอบด้วยทองแดง-นกิ เกลิ หรือเหล็กกล้า หรอื โลหะอื่นใด ที่มีจุดหลอมเหลวสงู ยกเวน้ ตรงส่วนปลาย ท�ำให้ปลายหัวกระสนุ ออ่ น (Soft Point) เนอื่ งจากเปน็ ตะกั่ว หรอื อาจหุ้มรอบแต่ตรงปลายท�ำเป็นโพรง (Hollow Point) การออกแบบกระสุนแบบนี้เพ่ือให้ปลายหัวกระสุน บานออก เมื่อเร่ิมกระทบผวิ วตั ถุหรือรา่ งกาย จงึ สามารถถ่ายเทพลังงานใหก้ ับวตั ถุ หรือรา่ งกายน้นั ได้มาก หวั Fully-Jacketed มไี ส้เป็นตะกวั่ แลว้ หมุ้ รอบดว้ ยทองแดง-นิกเกลิ หรือเหลก็ กล้า หรอื โลหะอ่นื ใด ทม่ี จี ดุ หลอมเหลวสงู โดยรอบเปน็ หวั กระสนุ ปนื ทใ่ี ชใ้ นทางทหารตามสญั ญาเจนวี ามแี รงทะลทุ ะลวงสงู แตท่ ำ� ให้ เกดิ บาดเจบ็ ตอ่ เนอ้ื เยอ่ื นอ้ ย เนอื่ งจากหวั กระสนุ มกั จะทะลผุ า่ นรา่ งกาย จงึ มกี ารถา่ ยเทพลงั งานใหก้ บั เนอื้ เยอื่ นอ้ ย การตรวจหาระยะยิงของกระสุนปืนลูกโดด การตรวจหาระยะยิงจากลักษณะบาดแผลทางเข้าของ กระสุนปืนลูกโดด มลี ักษณะตามระยะยงิ ตา่ ง ๆ (อรรถพล แชม่ สุวรรณวงศ์ และคณะ, 2546) ยงิ ระยะประชิดตดิ ผิวหนัง (Close or Tight Contact Range) หรอื ระยะกดยิงถา้ บริเวณทีม่ ีกระดกู รองรบั ใตผ้ วิ หนัง เชน่ ศรี ษะ บาดแผลมาลักษณะรูปหลายแฉกหรือหลายเหล่ยี ม (Star Shape) ยงิ ในระยะประชิดไมต่ ดิ ผวิ หนัง (Near or Loose Contact Range) หรอื ระยะเผาขนระยะประมาณ 4-6 น้ิว ยิงในระยะใกล้ (Near Range) หรือระยะปานกลาง (Intermediate Range) หรอื ระยะแขนเออื้ ม (Arm’s Reach Range) คอื ระยะประมาณ 6 นิว้ แต่ไมเ่ กิน 18 นว้ิ (45 ซ.ม.) กระสุนปนื สมัยใหมบ่ างรนุ่ อาจ ถึงระยะ 24 นวิ้ ยิงในระยะไกล (Long Range) เกินกวา่ 18 นว้ิ หรอื 24 นิ้ว ในกระสุนปนื บางรนุ่ ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 235
ระเบยี บวธิ ีวิจัย การศกึ ษาและวจิ ยั เกยี่ วกบั การเปรยี บเทยี บรปู แบบการกระเซน็ ของเลอื ดจากการยงิ ดว้ ยลกู กระสนุ ปนื ชนิดเดียวกันซ่ึงขนาดและระยะท่ีใช้ทดลองแตกต่างกัน บริเวณกระดูกขมับ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื เปรยี บเทยี บรปู แบบการกระเซน็ เลอื ดของบาดแผลทางออก จากการยิงด้วยลูกกระสุนปืนชนิดเดียวกันซึ่งขนาดและระยะท่ีใช้ทดลองแตกต่างกันโดยน�ำผลจากการยิง ทดสอบมาวดั ระยะรศั มกี ารกระจายของเลอื ดรอบรอยรกู ระสนุ และเกบ็ ขอ้ มลู เพอื่ นำ� ขอ้ มลู ไปใชใ้ นการวเิ คราะห์ ผลการทดลองตามวัตถุประสงค์การทดลองโดยมีขั้นตอนในการด�ำเนินการวิจัยดังน้ี กลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง คือ แบบจ�ำลองศีรษะที่จัดท�ำข้ึนเพื่อใช้ในการวิจัยจ�ำนวน 27 ชิ้น ซ่ึงมีขนาดและความหนาใกล้เคียงกับ กะโหลกศีรษะจริงและงานวจิ ยั ครง้ั น้ีได้ก�ำหนดอาวธุ ปนื ท่ีใช้ในการทดลอง คือ ปืนออโตเมติก US Army .45 ย่หี อ้ colt และปืนรวี อลเวอร์ .357 ลำ� กล้องยาว 4 นิว้ ยห่ี ้อ switch & Wesson กระสุนปืนขนาด 9 มม. กระสนุ ปนื ขนาด .45 และกระสนุ ปนื ขนาด .38 โดยกำ� หนดลกู กระสนุ เปน็ ประเภทเดยี วกนั คอื ลกู กระสนุ แบบ หวั บอล (FMJ) และระยะที่ใช้ทดลองยิง คอื ระยะ 0 เซนติเมตร (ประชิดติดผิว) 50 เซนติเมตร และ 100 เซนติเมตร และต�ำแหน่งของพ้ืนท่ีในการทดลองอยู่ในระดับ 90 องศา กับแบบจ�ำลองกะโหลกศีรษะผู้วิจัย ท�ำการศกึ ษาโดยการยงิ แบบจ�ำลองกะโหลกศีรษะดว้ ยอาวธุ ปืน ท�ำการทดลองซำ�้ ทง้ั หมด 3 ครั้ง การวดั รัศมี รูปแบบการกระเซ็นของเลือดจากบาดแผลทางออก ทาการวัดระยะจากรอยเลือดไปถึงขอบรูกระสุนปืน รอยเลือดท่ีเลือกใช้ในการวัดรัศมีเลือกเฉพาะรอยเลือดท่ีมีทิศทางเข้าหารูกระสุนปืนเท่าน้ัน การศึกษาคร้ัง ผวู้ ิจยั ได้ท�ำการเลือกวัดรัศมีรอยเลอื ดทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ทัง้ หมด 50 รอยเลือดตอ่ 1 การทดลอง ขัน้ ตอนและวธิ ีการทดลอง แบ่งออกเปน็ /ขน้ั ตอนหลกั ดงั ต่อไปนี้ 1. ข้ันตอนการทดลองยิง ก�ำหนดจุดที่ยิงบนแบบจ�ำลองกะโหลกศีรษะ และทดลองยิงในระยะ 0 เซนตเิ มตร (ประชิดติดผิว), ระยะ 50 เซนติเมตร และระยะ100 เซนตเิ มตร ดว้ ยลกู กระสนุ ปนื ขนาด 9 มม. ลกู กระสุนปืนขนาด .45 และลูกกระสุนปืนขนาด .38 ทำ� ซ�ำ้ ท้ังหมด 3 ครัง้ ในแต่ละการทดลอง 2. ขน้ั ตอนการวัดระยะและบนั ทกึ ผลรศั มีของรอยกระเซ็นเลอื ดจากการทดลอง การวัดทศิ ทางและ ระยะของหยดเลอื ดกับรกู ระสุน ใช้ไมเ้ มตรการตรวจสอบทิศทางและใชด้ ินสอลากเสน้ จากส่วนท้ายหยดเลอื ด ไปยังรูกระสุนบันทึกค่าระยะห่างรัศมีท่ีวัดได้ลงในตารางท�ำการวัดแบบเดียวกันในทุกการทดลองบันทึกภาพ การวัดขนาดรศั มรี อยกระเซน็ เลอื ด 236 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
ผลการศกึ ษา 1. ผลการศกึ ษาเปรยี บเทยี บรปู แบบการกระเซน็ ของเลอื ดจากบาดแผลทางออกกรณยี งิ ทศ่ี รี ษะจาก ขนาดกระสุนที่ต่างกนั ตารางที่ 1 ผลการทดลองท่รี ะยะยงิ เดยี วกนั ขนาดกระสุนต่างกัน รศั มีรอยกระเซ็นเลือด คา่ เฉล่ยี ( ) ± สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) p-value ระยะยิง ลูกกระสุนปนื 9 มลิ ลิเมตร .45 .38 ประชดิ ติดผิว 30.79±10.77 33.91±13.07 34.22±12.34 0.039* 50 เซนติเมตร 37.11±11.79 33.46± 9.90 32.52±13.40 0.002* 100 เซนตเิ มตร 35.66±13.49 32.94±13.04 33.9±10.72 0.159 *P < 0.05 จากตารางท่ี 1 ผลการทดลองทรี่ ะยะยงิ เดยี วกนั ขนาดกระสนุ ตา่ งกนั โดยผลจากการทดลอง พบวา่ มีความแตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสำ� คญั ทางสถติ ิท่ี 0.05 2. ผลการผลการศกึ ษาความสมั พนั ธข์ องรปู แบบการกระเซน็ ของเลอื ดจากบาดแผลทางออกกรณยี งิ ท่ีศีรษะทีร่ ะยะยิงแตกต่างกนั ตารางท่ี 2 ผลการทดลองทข่ี นาดกระสนุ เดยี วกันระยะยิงตา่ งกัน รศั มรี อยกระเซน็ เลอื ด p-value ค่าเฉลย่ี ( ) ± ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) ระยะยิง ลูกกระสนุ ปืน ประชดิ ตดิ ผิว 50 เซนตเิ มตร 1 เมตร 9 มลิ ลเิ มตร 30.79±10.76 37.11 ±11.79 35.66±13.49 0.000* . 45 33.91±13.07 33.46±9.90 32.94±13.04 0.782 .38 34.22 ±12.34 32.52±13.40 33.9±10.72 0.442 *P < 0.05 จากตารางท่ี 2 ผลการทดลองทข่ี นาดกระสนุ เดยี วกนั ระยะยงิ ตา่ งกนั โดยผลจากการทดลอง พบวา่ มีความแตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยส�ำคญั ทางสถิตทิ ี่ 0.05 ปที ี่ 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 237
อภปิ รายผล จากขอ้ สรปุ ทไ่ี ดจ้ ากการทดลองเกยี่ วกบั การเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของขนาดรศั มรี อยกระเซน็ เลอื ด สามารถนำ� มาอภปิ รายเกยี่ วกบั รปู แบบของรอยกระเซน็ เลอื ดสามารถคำ� นวณระยะยงิ ไดเ้ บอ้ื งตน้ ดว้ ยการสงั เกต รูปแบบท่ีเกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลทางสถิติของรูปแบบรอยกระเซ็นเลือดสามารถน�ำเอาส่วนหน่ึงของผลการทดลอง มาวเิ คราะหไ์ ดค้ อื รศั มรี อยเลอื ดซง่ึ ขนาดรศั มรี อยกระเซน็ เลอื ดสามารถวดั คา่ ความยาวรศั มจี ากทา้ ยหยดเลอื ด จนถงึ ขอบรูกระสุน (Point of Convergence) และนำ� ค่าทีไ่ ดม้ าวิเคราะห์ทางสถติ ิ การศกึ ษาความสมั พนั ธข์ องรูปแบบการกระเซน็ ของเลือดจากบาดแผลทางออกกรณียิงด้วยอาวธุ ปนื ทศ่ี รี ษะในระยะยิงท่แี ตกต่างกนั รูปแบบการกระเซ็นของเลือดมีความแตกตา่ งกนั ตามระยะยิง เปน็ ผลมาจาก คณุ สมบตั ขิ องกระสนุ ปนื และระยะยงิ ทมี่ คี วามตา่ งกนั ซงึ่ ระยะยงิ มผี ลตอ่ การทำ� งานของกระสนุ ปนื หลงั จากการ ยงิ ออกไปจากปากกระบอกปืนกอ่ นการปะทะกับแบบจ�ำลอง จากผลการทดลองนน้ั สามารถสังเกตเห็นความ แตกตา่ งของรศั มที ว่ี ดั ไดต้ า่ งกนั ของกระสนุ ปนื ขนาดเดยี วกนั แตร่ ะยะทใ่ี ชย้ งิ ตา่ งกนั จากผลการทดลองมคี วาม สอดคล้องกบั งานวิจัยของ Schyma (2012) ที่ทำ� การศกึ ษาเกยี่ วกับความเสียหายของบาดแผลท่ีเกิดจากแกส๊ ปากกระบอกปืน โดยงานวิจัยได้อภิปรายผลเกี่ยวกับการทดลองไว้ว่าการยิงในระยะที่ใกล้มากท่ีสุด จะท�ำให้ บาดแผลที่เกิดขึ้นมีความเสียหายมากที่สุด ในบริเวณบาดแผลทางเข้า เป็นผลมาจากแก๊สปากกระบอกปืน มากกว่าแรงท่ีเกิดจากกระสุนปืน และผลจากการยิงในระยะที่ไกลจะท�ำให้บาดแผลทางเข้ามีความเสียหาย นอ้ ยกวา่ ภายในแบบจำ� ลอง เนอื่ งจากแรงของการหมุนควงเพยี งพอจะทำ� ใหผ้ ลที่เกดิ ข้ึนนั้นมาจากกระสุนปืน เพียงอยา่ งเดยี ว ดังนั้น การทดลองของผวู้ ิจยั มีความสอดคล้องกับงานวจิ ยั ของ Schyma (2012) คอื ระยะยิง มผี ลต่อลกั ษณะบาดแผล และระยะยิง มผี ลต่อรัศมีการกระเซน็ ของเลือด จากความสัมพนั ธ์ของรปู แบบการ กระเซ็นของเลือดจากบาดแผลทางออก กรณียิงด้วยอาวุธปืนท่ีศีรษะในระยะยิงท่ีแตกต่างกันแล้วนั้นใน การอภปิ รายตอ่ จากนจี้ ะเปน็ ความสมั พนั ธข์ องรปู แบบ การกระเซน็ ของเลอื ดจากบาดแผลทางออกกรณยี งิ ดว้ ย อาวุธปนื ท่ีศีรษะ จากขนาดกระสนุ ปืนทแ่ี ตกต่างกัน การศกึ ษาความสัมพนั ธ์ของรูปแบบการกระเซน็ ของเลือดจากบาดแผลทางออกกรณียิงดว้ ยอาวธุ ปนื ที่ศีรษะจากขนาดกระสุนปืนท่ีแตกต่างกัน รูปแบบของการกระเซ็นของเลือดมีความแตกต่างกันตามขนาด กระสนุ ปนื เปน็ ผลมาจากคณุ สมบตั ขิ องกระสนุ ปนื ทใี่ ชย้ งิ มขี นาดทตี่ า่ งกนั เมอื่ ยงิ ในระยะยงิ ทเี่ ทา่ กนั เมอื่ ปะทะ กับแบบจ�ำลองจะมีรูปแบบการกระเซ็นของเลือดท่ีแตกต่างกันตามขนาดของกระสุนปืน ท่ีเกิดจากการยิงที่ ระยะเดียวกนั จากผลการทดลอง พบว่า กระสนุ ปนื แตล่ ะขนาดมีความแตกตา่ งกันตาม ความเรว็ ต้น นำ�้ หนกั หวั กระสนุ และแรงปะทะ ดงั นนั้ ความแตกตา่ งของรศั มกี ารกระเซน็ ของเลอื ดทรี่ ะยะยงิ เดยี วกนั แตข่ นาดกระสนุ ต่างกัน ผลของการทดลองครั้งน้ีสอดคล้องกับ Michael C. et al. (2011) ศึกษาเกี่ยวกับแรงดันแก๊ส ปากกระบอกปืนที่มีผลต่อการกระเซ็นของเลือดจากบาดแผลทางเข้า โดยการวิจัยของ Michael C. et al. (2011) นั้นกล่าวถึง การกระเซ็นของเลือดท่ีเกิดหลังจากการยิงซ่ึงจากผลการทดลองแรงดันแก๊สมีผลท�ำให้ บาดแผลทางเขา้ มกี ารกระเซน็ ของเลอื ด ทนี่ อ้ ยกวา่ ปกตเิ นอื่ งจากการแรงดนั แกส๊ ทเี่ คลอ่ื นทตี่ ามแนวแรงเดยี วกนั กบั ลูกกระสุนปนื จากการวเิ คราะหร์ ปู แบบการกระเซน็ ของเลอื ดจากบาดแผลทางออกของลกู กระสนุ ปนื ในแบบจำ� ลอง กะโหลกศีรษะ ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการกระเซ็นของเลือดจาก 238 บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต
บาดแผลทางออกกรณียิงด้วยอาวุธปืนท่ีศีรษะในระยะยิงและขนาดกระสุนปืนท่ีแตกต่างกัน จากการสรุปผล และการอภิปรายผลดังกล่าวข้างตน้ โดยผลจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ สามารถน�ำมาใช้ประโยชนใ์ นการ ค�ำนวณระยะยิงและขนาดกระสุนปืนได้เบื้องต้น สามารถน�ำมาใช้ประกอบในการตั้งข้อสังเกตเก่ียวกับ พฤตกิ ารณท์ างคดไี ด้ เชน่ ลกั ษณะการตายทคี่ ลา้ ยคลงึ กนั ระหวา่ งการฆา่ ตวั ตายกบั การฆาตกรรม จากงานวจิ ยั ในตา่ งประเทศเกยี่ วกบั การวเิ คราะหร์ ปู แบบการกระเซน็ ของเลอื ด โดยการศกึ ษาจากคดที เ่ี กดิ ขนึ้ จรงิ เชน่ จาก งานวจิ ัยของ S. N. Kunz et al. (2013) ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบทผ่ี ิดปกตจิ ากการฆ่าตัวตาย โดยสังเกตจาก การกระเซน็ ของเลือดทป่ี รากฏบนอาวุธปนื เพอื่ ลำ� ดบั เหตุการณ์และหาต�ำแหนง่ ของอาวุธปืนทใ่ี ชย้ ิง โดยงาน วิจัยของผู้วิจัยที่ได้ท�ำการศึกษาสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินเบื้องต้น เพ่ือน�ำไปสู่การสืบสวน สอบสวนคดีอาชญากรรมที่ใช้อาวุธในการก่อเหตุน้ันอาจมีวิธีการที่แตกต่างกันและอาจมีรูปแบบของการ ก่อเหตุที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใชอ้ าวธุ ปนื ในการทำ� ร้ายผอู้ นื่ หรอื ทำ� ร้ายตวั เอง ด้วยวิธีการทีใ่ ช้ปนื จ่อยิง ทศ่ี รี ษะและในบางเหตกุ ารณอ์ าจมกี ารอำ� พรางคดี ซง่ึ ผวู้ จิ ยั มคี วามเหน็ วา่ ในสถานทเี่ กดิ เหตจุ รงิ สงิ่ ทสี่ ำ� คญั ทส่ี ดุ คอื การวิเคราะหส์ ถานท่เี กดิ เหตุและหวงั เปน็ อยา่ งยิ่งวา่ เจา้ หน้าทต่ี ำ� รวจ พนักงานสบื สวนสอบสวน เจ้าหนา้ ที่ ตรวจสถานทเี่ กดิ เหตุ จะตอ้ งใหค้ วามสำ� คญั เกยี่ วกบั รอยกระเซน็ ของเลอื ดเพราะเมอ่ื เกดิ เหตกุ ารณท์ ค่ี ลา้ ยคลงึ กันกับกรณีศึกษาจะสามารถคล่ีคลายคดีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น งานวิจัยเก่ียวกับรอยกระเซ็นของเลือด จากบาดแผลทางออก (Forward Spatter) และงานวิจัยที่เก่ียวกับรอยกระเซ็นของบาดแผลทางเข้า (Back Spatter) ที่เกิดจากกระสุนปืนส่วนมากเป็นงานวิจัยของต่างประเทศ จึงท�ำให้ผู้สนใจข้อมูลเข้าถึงข้อมูลที่จะ ศึกษาได้ยาก ดังน้ันควรสนับสนุนและพัฒนาข้อมูลเร่ืองดังกล่าวในประเทศไทย เพ่ือเป็นฐานข้อมูลในการ วิเคราะห์ข้อมลู เกี่ยวกบั รอยกระเซน็ ของเลือด สรปุ ผลการศกึ ษา จากผลการศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการกระเซ็นของเลือดจากบาดแผลทางออกกรณียิงด้วย อาวุธปืนท่ีศีรษะในระยะยิงที่แตกต่างกัน ด้วยวิธีการวิเคราะห์ผลจากค่ารัศมีการกระเซ็นของเลือด สามารถ สรุปได้ว่า รัศมีการกระจายท่ีเกิดจากระยะท่ีแตกต่างกันค่ารัศมีการกระเซ็นของเลือดจากการยิงด้วยกระสุน ปนื ขนาด .45 และขนาด .38 ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ ซง่ึ แตกตา่ งจากคา่ รศั มกี ารกระเซน็ ของเลือดจากการยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 9 มม. มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ โดยการยิง ท่ีระยะ 50 เซนตเิ มตร มีคา่ รัศมกี ารกระเซ็นของเลอื ดมากทีส่ ดุ มีคา่ เทา่ กับ 37.11 เซนตเิ มตร 1.2 จากผลการ ศกึ ษาความสมั พันธข์ องรูปแบบ การกระเซน็ ของเลอื ดจากบาดแผลทางออกกรณยี งิ ด้วยอาวุธปืนท่ศี รี ษะจาก ขนาดกระสุนปืนท่ีแตกต่างกัน ด้วยวิธีการวิเคราะห์ผลจากค่ารัศมีการกระเซ็นของเลือด สามารถสรุปได้ว่า ความสัมพันธ์ของรูปแบบการกระเซ็นของเลือดจากการยิงด้วยกระสุนปืนท่ีขนาดแตกต่างกัน ที่ระยะ 100 เซนติเมตร ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ ซ่ึงแตกต่างจากค่ารัศมีการกระเซ็นของเลือดจาก การยงิ ดว้ ยกระสนุ ปนื ทขี่ นาดแตกตา่ งกนั ทรี่ ะยะประชดิ ตดิ ผวิ หนงั และระยะ 50 เซนตเิ มตร ทม่ี คี วามแตกตา่ ง กนั อยา่ งมนี ัยส�ำคัญทางสถติ ิ โดยรศั มีการกระเซน็ ของเลอื ดท่มี ากท่ีสดุ ในระยะประชิดติดผวิ หนัง คอื กระสุน ปนื ขนาด .38 มคี า่ เท่ากบั 34.22 เซนติเมตร และขนาดกระสนุ ปนื ท่มี รี ัศมกี ารเทา่ กบั 34.22 เซนติเมตร และ ขนาดกระสุนปืนทม่ี ีรศั มีการกระเซน็ ของเลอื ดที่มีมากทสี่ ุดในระยะ 50 เซนติเมตร คือกระสุนปนื ขนาด 9 มม. ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 239
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354