Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.61)

วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.61)

Published by boomsdu, 2023-01-16 07:08:00

Description: วารสารบัณฑิตวิทยาลัย (พ.ค.-ส.ค.61)

Search

Read the Text Version

จากตารางท่ี 3 พบว่า ภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพ้ืนที่ การศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ตามองคป์ ระกอบหลกั ทงั้ 5 องคป์ ระกอบหลกั โดยรวมมกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ น ระดบั มาก (  = 3.96, SD = 0.04) เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบ การประพฤติตน ใหเ้ ปน็ แบบอยา่ งทด่ี ี มคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม มรี ะดบั การปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มากและมคี า่ เฉลยี่ สงู ทส่ี ดุ ในอนั ดบั ที่ 1 ( = 4.01, SD = 0.60) รองลงมาคอื องค์ประกอบด้านการมวี ิสยั ทัศน์ ( = 4.00, SD = 0.55) องคป์ ระกอบ ด้านการกระตุน้ ทางปญั ญาสง่ เสริมใหผ้ ู้ใต้บงั คับบัญชาพัฒนาตนเอง ( = 3.95, SD = 0.65) องคป์ ระกอบ ด้านการค�ำนึงถึงปัจเจกบุคคลและความแตกต่างระหว่างบุคคล ( = 3.92, SD = 0.64) ส่วนค่าเฉลี่ยของ การปฏิบตั ทิ มี่ คี ่าต�ำ่ ทส่ี ดุ คอื องค์ประกอบด้านการสรา้ งแรงบันดาลใจ ( = 3.90, SD = 0.62) ผลการสังเคราะห์ทฤษฎภี าวะผ้นู ำ� การเปล่ียนแปลงพบว่า มีองคป์ ระกอบหลัก 5 องค์ประกอบ และ องค์ประกอบย่อย 24 องค์ประกอบ ส่วนการศึกษาภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาใน สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 3 ทงั้ 5 องคป์ ระกอบตามทศั นะของครพู บวา่ โดยรวม มรี ะดับการปฏบิ ัติ/เปน็ จริงอยู่ในระดบั มาก เมือ่ พจิ ารณาเป็นรายดา้ น พบว่า องคป์ ระกอบ การประพฤติตน ใหเ้ ป็นแบบอย่างทดี่ ี มคี ณุ ธรรมจริยธรรม มีระดับการปฏิบัตอิ ย่ใู นระดบั มากและมีค่าเฉล่ยี สงู ท่ีสุดในอนั ดับที่ 1 รองลงมาคอื องค์ประกอบด้านการมวี สิ ัยทัศน์ สว่ นองคป์ ระกอบทมี่ คี ่าเฉล่ยี ของการปฏบิ ัตทิ ่ีมคี ่าตำ่� ทีส่ ดุ คือ องค์ประกอบดา้ นการสร้างแรงบนั ดาลใจ 1. แนวทางการเสริมสร้างภาวะผ้นู ำ� การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศกึ ษาในส�ำนกั งานเขตพืน้ ท่ี การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พบว่า ส่วนประกอบของแนวทางในแต่ละองคป์ ระกอบ ประกอบด้วย จุดมุ่งหมาย วิธีการและกิจกรรม การวัดและการประเมินผล ตัวชี้วัดความส�ำเร็จ ผลการจัดท�ำแนวทาง เสรมิ สรา้ งภาวะผูน้ ำ� การเปลยี่ นแปลง พบวา่ แนวทางทีไ่ ดม้ าควรนำ� มาเสริมสรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง ของผู้บรหิ ารสถานศึกษาทั้งก่อนการเข้ารบั ต�ำแหน่งและระหวา่ งตำ� แหนง่ อยู่ 2. ตรวจสอบแนวทางการเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งาน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พบว่า ผลการตรวจสอบแนวทางด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแนวทางพบว่าผลการตรวจสอบแนวทางเสริมสร้างภาวะผู้น�ำ การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยรวมอย่ใู นระดบั มากถึงมากที่สดุ อภปิ รายผล จากการวิจัยครั้งน้ีมีประเด็นท่ีส�ำคัญได้น�ำมาอภิปรายผลดังน้ี จากผลการศึกษาภาวะผู้น�ำ การเปล่ยี นแปลงและแนวทางการเสรมิ สร้างภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศึกษาในส�ำนกั งาน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้ข้อค้นพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีภาวะผู้น�ำ การเปล่ียนแปลงนั้นองค์ประกอบท่ีส�ำคัญเป็นอันดับแรกน้ันก็คือการที่ผู้บริหารสถานศึกษาประพฤติตนเป็น แบบอยา่ งทดี่ ี มคี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรม เนอ่ื งจากผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาเปน็ ผมู้ อี ำ� นาจในการบรหิ ารจดั การสงู สดุ ในสถานศึกษาดังน้ันการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นสิ่งที่ส�ำคัญท่ีสุดใน การมีภาวะผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมเกียรติ 140 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต

บาลลา (2554: 105) ได้ท�ำการศึกษาภาวะผู้น�ำการเปล่ยี นแปลงของผบู้ ริหารสถานศึกษาท่สี ง่ ผลต่อองคก์ าร แหง่ การเรยี นรขู้ องสถานศกึ ษา อำ� เภอเมอื งปทมุ ธานี สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาปทมุ ธานี เขต 1 ในดา้ นระดบั ภาวะผนู้ ำ� การเปล่ียนแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ตามความคดิ เหน็ ของครูผสู้ อน พบว่า ในภาพรวมมีสภาพปรากฏอยู่ในระดับมากทุกรายด้านและในรายข้อ โดยประเด็นท่ีมีสภาพปรากฏมากที่สุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ หรือการสร้างบารมี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเป็นตัวอย่างหรือ แบบอย่างทด่ี ีนน่ั เอง รองลงมาคือการมวี ิสัยทศั น์ การที่สถานศกึ ษาจะเกิดการพฒั นาและเกิดการเปลย่ี นแปลงนน้ั กข็ ้ึนอยู่ กบั วสิ ยั ทศั นข์ องผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและวสิ ยั ทศั นข์ องสถานศกึ ษาวา่ จะบรหิ ารจดั การมงุ่ เนน้ ใหเ้ กดิ การพฒั นา ผู้เรียนและสถานศึกษาไปในทิศทางใด ดังนั้นวิสัยทัศน์ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ส�ำคัญในการมีภาวะผู้น�ำ การเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเช่นกัน ผู้บริหารสถานศึกษาเองก็ต้องเป็นผู้น�ำการเปล่ียนแปลง (Change Agent) โดยเริม่ จากการปรับเปลย่ี นตนเองและการบรหิ ารงานใหเ้ ขา้ กบั ยคุ กับสมัย แสวงหาความรู้ และวิทยาการใหม่ ๆ อยู่เสมอ รวมทั้งคอยกระตุน้ ทางปัญหาสง่ เสรมิ ให้ผู้ใต้บงั คับบญั ชาพัฒนาตนเอง เพ่อื นำ� องค์ความรู้ท่ีได้มาใช้แก้ปัญหา แสวงหาแนวทางแก้ปัญหาและด�ำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และ เปา้ หมายของการจดั การศกึ ษา เปดิ โอกาสใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาไดแ้ สดงศกั ยภาพในการทำ� งานในการแกไ้ ขปญั หา ค�ำนึงถึงปัจเจกบุคคล ความแตกต่างระหว่างบุคคล ในองค์กรย่อมมีความแตกต่างในหลากหลายด้าน ดา้ นบคุ ลากร บรบิ ท งบประมาณ มอี งคป์ ระกอบและปจั จยั ตา่ ง ๆ ทเี่ ขา้ มาเกย่ี วขอ้ งในการบรหิ ารจดั การศกึ ษา แต่ผู้บริหารต้องบริหารจัดการในความแตกต่างน้ีให้สามารถท�ำงานสอดประสานร่วมกันไปสู่เป้าหมายและ วสิ ยั ทัศน์ที่ก�ำหนดไวใ้ ห้ได้ และภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาทจี่ ะตอ้ งมแี ละดเู หมอื นจะเปน็ เรอื่ งทสี่ ำ� คญั และยากทีส่ ดุ ในการมีภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาน่ันคอื การสรา้ งแรงบันดาลใจให้กบั ผู้ใต้บังคับบัญชาในการท�ำงานให้ประสบความส�ำเร็จ เริ่มต้นจากการที่ผู้บริหารมีแรงบันดาลใจในการท�ำงาน ก่อนจากน้ันถึงจะสร้างแรงบันดาลใจในการท�ำงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เน่ืองจากแรงบันดาลใจเป็นสิ่งท่ี เกิดข้ึนในจิตใจจึงเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรที่จะสามารถจะท�ำให้เกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้าหากผู้บริหาร สถานศกึ ษา ปฏบิ ตั ติ นเปน็ แบบอยา่ งท่ีดที ้ังบุคลิกภาพส่วนตวั และในด้านของการทำ� งาน การเปน็ ตวั อยา่ งท่ดี ี สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดูเหมือนจะเป็น เรอ่ื งทยี่ ากพอสมควร แตห่ ากผบู้ รหิ ารรจู้ กั การวางตวั การพดู จา การวางตวั เปน็ กลางและยตุ ธิ รรม พาไปศกึ ษา ดูงานในสถานศึกษาท่ีประสบความส�ำเร็จในการบริหารจัดการการศึกษา ก็เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ ผใู้ ตบ้ งั คับบัญชาไดเ้ ชน่ กัน การสนบั สนนุ ส่งเสริม ฟงั ความคดิ เหน็ ของผใู้ ตบ้ ังคบั บญั ชาทำ� ให้ผู้ใต้บงั คบั บัญชา รูส้ ึกว่าตนเองสำ� คญั และมคี วามหมายต่อขององคก์ ร ยกยอ่ งเชดิ ชใู ห้ก�ำลังใจ ให้รางวลั สร้างแรงจูงใจด้านบวก คดิ เชิงบวก โดยทำ� ใหผ้ ู้ใตบ้ ังคบั บัญชาตระหนกั ถงึ ความส�ำคัญของการเปล่ยี นแปลงและการพัฒนาตนเองและ องคก์ รอยสู่ มำ่� เสมอ ใหเ้ ขา้ กบั ยคุ สมยั ในปจั จบุ นั และตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั ของบทบาทหนา้ ทท่ี ผ่ี ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา รบั ผดิ ชอบ นค่ี อื กระบวนการหนงึ่ ทจ่ี ะสามารถสรา้ งแรงบนั ดาลใจใหก้ บั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาได้ ซงึ่ มคี วามคลา้ ยคลงึ กับงานวิจัยของ วราภรณ์ มุกดาอ่อน (2556: 72) ได้ท�ำการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้น�ำ การเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 141

สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพษิ ณโุ ลก เขต 3 สรปุ ผลในภาพรวมภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของ ผบู้ รหิ ารอยใู่ นระดบั ดมี ากเมอ่ื พจิ ารณารายดา้ น พบวา่ ภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาอยู่ ในระดบั มากทกุ ดา้ น โดยด้านทม่ี คี า่ เฉล่ียระดับภาวะผนู้ �ำการเปลีย่ นแปลงสูงสดุ ได้แก่ การดลใจ จากผลการศกึ ษาภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 และได้มาซ่ึงแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหาร สถานศกึ ษาในสำ� นักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ซงึ่ สอดคลอ้ งกับ ทฤษฎีภาวะผู้นำ� การเปลีย่ นแปลง ในเร่อื งลกั ษณะสำ� คญั ของผนู้ �ำปฏริ ูป (4I’s /Four I’s) (รัตตกิ รณ์ จงวศิ าล, 2556: 252) 1.1 การมอี ทิ ธพิ ลอยา่ งมอี ดุ มการณห์ รอื ภาวะผนู้ ำ� เชงิ บารมี (Idealized Influence of Charisma Leadership: ll or CL) 1.2 การสรา้ งแรงบนั ดาลใจ (Inspiration Motivation: IM) 1.3 การกระตนุ้ ทางปญั ญา (Intellectual Stimulation: IS) 1.4 การคำ� นงึ ถึงความเปน็ ปจั เจกบคุ คล (Individualized Consideration: IC) สรปุ ผลการศึกษา โดยภาพรวมแลว้ ภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พบว่าองคป์ ระกอบหลกั ดา้ นการประพฤตติ นให้เป็นแบบอย่างที่ดี มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม อยใู่ นระดบั มากโดยมคี า่ เฉลยี่ สงู สดุ รองลงมาคอื องคป์ ระกอบหลกั ดา้ นการมวี สิ ยั ทศั น์ สว่ นองคป์ ระกอบ ที่มีค่าเฉล่ียของการปฏิบัติต�่ำที่สุด คือองค์ประกอบหลักด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ส�ำหรับแนวทาง การเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาแตล่ ะองคป์ ระกอบ ประกอบดว้ ย จดุ มงุ่ หมาย วิธีการและกิจกรรม การวัดและการประเมินผล และตัวช้ีวัดความส�ำเร็จ ผลการจัดท�ำแนวทางเสริมสร้าง ภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงพบวา่ แนวทางทไ่ี ดม้ าควรนำ� มาเสรมิ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ าร สถานศกึ ษาทงั้ กอ่ นเขา้ รบั ตำ� แหนง่ และระหวา่ งดำ� รงตำ� แหนง่ สว่ นผลการตรวจสอบแนวทางดา้ นความถกู ตอ้ ง ความเหมาะสมและความเปน็ ไปไดข้ องแนวทางดงั กลา่ ว พบวา่ ทกุ องคป์ ระกอบของแนวทางโดยรวมอยใู่ นระดบั มากถึงมากทีส่ ุด ขอ้ เสนอแนะ 1. ควรมีการน�ำแนวทางไปใช้ในการส่งเสริมภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะผู้บริหารใหม่และผู้บริหารท่ีก�ำลังด�ำรงต�ำแหน่ง และประเมินผลส�ำเร็จของการใช้แนวทาง เพื่อ การปรับปรุงให้มปี ระสทิ ธภิ าพเพิม่ ขึน้ 2. ข้อเสนอแนะส�ำหรบั การทำ� วจิ ยั ครั้งตอ่ ไป 1. ควรเพิ่มการสัมภาษณ์ ครู และผู้บริหารสถานศึกษา เพ่ือเป็นส่วนหนึ่งในการหาแนวทาง การเสริมสรา้ งภาวะผู้นำ� การเปลี่ยนแปลง 142 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต

เอกสารอ้างองิ ชยั เสฏฐ์ พรหมศร.ี (2549). ภาวะผนู้ ำ� องค์กรยุคใหม่. กรงุ เทพฯ: ธรรมกมลการพิมพ์. ชยั เสฏฐ์ พรหมศรี. (2557). ภาวะผนู้ �ำร่วมสมัย. กรงุ เทพฯ: ปัญญาชน. เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2556). ภาวะผู้น�ำและผู้น�ำเชงิ กลยทุ ธ์. กรงุ เทพฯ: ทรปิ เพิ้ลกรปุ๊ . พิชาภพ พันธ์ุแพ. (2555). ผูน้ ำ� กับการเปล่ยี นแปลง. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพศาส กาญจนวงศ์. (2555). ตดิ ปกี ภาวะผนู้ ำ� สูก่ ารเปน็ ผูน้ �ำโลก. กาฬสนิ ธุ:์ กาฬสนิ ธุ์การพิมพ.์ รตั ติกรณ์ จงวศิ าล. (2556). ภาวะผู้น�ำ ทฤษฎีการวิจัย และแนวทางสกู่ ารพัฒนา. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั วราภรณ์ มกุ ดาออ่ น. (2556). ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารกบั ประสทิ ธผิ ล ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พษิ ณโุ ลก เขต 3. การศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ าร การศึกษา มหาวทิ ยาลยั นเรศวร. วิโรจน์ สารรตั นะ. (2557). ภาวะผนู้ �ำ: ทฤษฎีและนานาทศั นะร่วมสมัยปจั จบุ ัน. กรุงเทพฯ: ทิพยวสิ ทุ ธ์ิ. สมเกียรติ บาลลา. (2554). ภาวะผู้น�ำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีส่งผลต่อองค์การแห่ง การเรียนรู้ของสถานศึกษา อ�ำเภอเมืองปทุมธานี สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถม ศึกษาปทุมธานี เขต 1. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยี การบรหิ าร การศึกษาครศุ าสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล. สุเทพ พงศ์ศรวี ฒั น.์ (2545). ภาวะผนู้ ำ� : ทฤษฎีและปฏิบัติ. [Oneline]. Available: http://.suthep.ricr. ac.th [2558, เมษายน 7]. สุเทพ พงศศ์ รีวฒั น.์ (2550). ภาวะความเปน็ ผู้นำ� . กรงุ เทพฯ: เอ็กซเปอร์เนท็ . ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 143



การใช้การสอนแบบการเลา่ เร่ืองเพ่อื พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 Using Storytelling as a Teaching Method to Develop English Speaking Skills of the Sixth Grade Students นางสาวสริ วิ รรณ โพธ์ิทอง และ ดร. วนดิ า อญั ชลีวทิ ยกุล หลักสูตรศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาการสอนภาษาอังกฤษ บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต บทคัดยอ่ การวิจัยครงั้ นีม้ วี ัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการพฒั นาดา้ นทกั ษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรยี น หลังจากใช้วิธีการสอนแบบการเล่าเร่ือง 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้วิธีการสอนแบบ การเลา่ เรอื่ งในการฝกึ พดู ภาษาองั กฤษ กลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษาครง้ั น้ี คอื นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรยี นชมุ ชนวดั ดงยาง จงั หวดั สงิ หบ์ รุ ี จำ� นวน 25 คน โดยใชว้ ธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยด�ำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัย One Group Pretest-Posttest Design เคร่ืองมือที่ใช้ใน การวจิ ยั ได้แก่ 1) แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ใชใ้ นการพฒั นาทกั ษะการพดู ภาษาอังกฤษโดยการใช้การสอนแบบ การเลา่ เรอื่ ง จำ� นวน 6 แผน 2) แบบการประเมนิ ทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษโดยการใชก้ ารสอนแบบการเลา่ เรอื่ ง 3) แบบสอบถาม ความพึงพอใจการใช้การสอนแบบการเล่าเรื่องของนักเรียนเพ่ือพัฒนาทักษะการพูดภาษา อังกฤษ 4) บันทึกพฤติกรรมหลังการสอน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 3 สัปดาห์ ของภาคการศึกษาท่ี 1 ปีการศึกษา 2559 ท�ำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ ค่า Independent Sample t-test รวมท้ังวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้เทคนิคการจัดกลุ่มข้อมูล เพ่อื หาประเด็นทสี่ �ำคัญ ผลการศึกษาพบว่า ทักษะการพูดภาษาอังกฤษหลังการเรียนโดยใช้การสอนแบบการเล่าเร่ืองมีการ พัฒนาข้ึน โดยคะแนนในการประเมินแต่ละด้านสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ พบว่า ค่าเฉล่ียของคะแนนการทดสอบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้การสอนแบบ การเล่าเรอ่ื ง ในภาพรวมทง้ั 5 ดา้ น หลงั จากใชก้ ารสอนแบบการเลา่ เรือ่ งนักเรยี นมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ดขี นึ้ นกั เรยี น สว่ นใหญม่ คี วามพงึ พอใจตอ่ การเรยี นการสอนโดยใชก้ ารสอนแบบการเลา่ เรอ่ื ง เพอ่ื พฒั นาทกั ษะ การพดู ภาษาอังกฤษ ในภาพรวมทง้ั 3 ด้าน รวมอย่ใู นระดบั พอใจมาก เม่อื พจิ ารณาในดา้ นข้อดีของการสอน แบบการเลา่ เรอ่ื ง พบวา่ นกั เรยี นสามารถพดู ภาษาองั กฤษไดอ้ ยา่ งมจี ดุ หมายโดยมโี ครงสรา้ งของเรอื่ งทเี่ ลา่ เปน็ แนวทาง มคี วามมน่ั ใจในการพูดภาษาอังกฤษมากข้ึน และนักเรียนยงั สนกุ สนานกบั กิจกรรมอกี ด้วย คำ� สำ� คัญ : การสอนแบบการเลา่ เรอ่ื ง ทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษ การสอนแบบการเลา่ เรอ่ื งเพอ่ื พฒั นาทกั ษะ การพูดภาษาองั กฤษ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 145

Abstract This research aims to investigate the result of the development of speaking skills by using the storytelling teaching method and to study the sixth grade students satisfaction on this method. The participants in this study comprised of 25 students of the sixth grade students of Chum Chon Wat Dong Yang School. They were a purposive sampling. The study was conducted by using a One Group Pretest-Posttest Design. The research instruments included 1) six lesson plans for the development of students’ speaking skills using storytelling teaching method; 2) speaking skills test assessment form; 3) satisfaction questionnaire and 4) teacher notes. The duration of the research was last three weeks of the first semester of academic year 2016. (Mean, Standard Deviation and Independent t-test were used for quantitative data analysis. The coding technique were used for qualitative data analysis). The research findings revealed that the students developed their speaking abilities after studying through storytelling teaching method. The means scores of the pre-test and post-test were significantly difference at .01 level. Most students were satisfied with the storytelling teaching method in the aspects of appropriate content, teaching activities and teaching materials at the high level. Considering the advantages of the storytelling method, the students had more confident in speaking because of the storyline as the guidelines when they tell the stories. Keywords : Storytelling Teaching, English Speaking Skills, Storytelling as a Teaching Method to Develop English Speaking Skills บทน�ำ ปัจจุบันเป็นยุคของความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการใหม่ ๆ ตลอดจนการสื่อสารโทรคมนาคม สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ทง้ั ภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบอินเทอรเ์ น็ต รบั รขู้ อ้ มลู ขา่ วสารไดอ้ ยา่ ง รวดเรว็ ในการรับข้อมลู ขา่ วสารจากสื่อประเภทตา่ ง ๆ สว่ นใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษในการติดตอ่ ส่ือสาร ท�ำใหเ้ กดิ ความเปล่ยี นแปลงต่อชีวติ ความเป็นอย่ขู องสังคมไทย จึงมกี ารปรบั ปรงุ หลักสูตรการศกึ ษาของชาติ ซง่ึ ถือเปน็ กลไกส�ำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพ่ือสร้างคนไทยให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มศี กั ยภาพ พร้อมที่จะแข่งขนั และร่วมมืออย่างสรา้ งสรรค์ในเวทีโลก ดังน้ัน ในการจดั การเรยี นการสอนภาษา อังกฤษ ผู้เรียนต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการส่ือสาร ซ่ึงกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา ต่างประเทศเปน็ สาระการเรียนรู้ที่เสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ สรา้ งศกั ยภาพในการคดิ และการทำ� งาน อยา่ งสรา้ งสรรค์ พัฒนาความสามารถของผ้เู รยี น สามารถสง่ สารและรับสารท่ีเปน็ ภาษาองั กฤษได้เป็นอย่างดี ตามสถานการณ์ตา่ ง ๆ ในชีวิตประจำ� วัน 146 บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ

กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ (ภาษาองั กฤษ) เปน็ กลมุ่ สาระการเรยี นรทู้ ี่นกั เรยี นสว่ นใหญ่ ไม่ชอบเรียน เพราะอา่ นภาษาองั กฤษไมอ่ อก ไม่ทราบความหมายของคำ� ศพั ท์ ไม่เข้าใจรูปประโยค โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในด้านการพูดเพ่ือการส่ือสารน้ัน ผู้วิจัยพบว่า นักเรียนจะหลีกเล่ียงการแสดงออกในการส่ือสารด้วย ภาษาอังกฤษ มคี วามประหมา่ เขนิ อายเม่ือตอ้ งเรียนการสนทนา ในที่สุดทำ� ให้ไมอ่ ยากเรียนวิชาภาษาอังกฤษ และเมอ่ื นกั เรยี น จบหลกั สตู รกไ็ มส่ ามารถนำ� ความรทู้ กั ษะภาษาองั กฤษไปใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั หรอื เปน็ อปุ สรรค ในการเรียนระดับสูงข้ึนต่อไป ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้กับนักเรียน ในระดับช้ันประถมศกึ ษา เพื่อใหน้ กั เรยี นมีพืน้ ฐานที่ดี นอกจากนีจ้ ากผลการทดสอบการใชภ้ าษาอังกฤษเพอ่ื การสอื่ สาร ของเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั สิงหบ์ ุรี ท่จี ัดข้นึ ในภาคเรียนที่ 2 ของปีทผ่ี ่านมาพบวา่ ความสามารถด้านการพดู ภาษาองั กฤษอยใู่ นเกณฑท์ ่ีต่�ำกว่าทกั ษะด้านอื่น ๆ ดว้ ยหลกั การเหตผุ ลและความเรง่ ดว่ นของปญั หาขา้ งตน้ ผวู้ จิ ยั ในฐานะครผู สู้ อนในระดบั ประถมศกึ ษา โรงเรียนชมุ ชนวดั ดงยาง จงึ มีความสนใจท่ีจะน�ำวธิ กี ารสอนแบบการเลา่ เรื่องมาใช้ในการพฒั นาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษ เนอ่ื งจากการเล่าเร่อื งเปน็ ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ (Narrative is Human Being’s Nature) ดังน้นั การใชว้ ธิ กี ารสอนแบบการเล่าเร่ืองในการสอนทกั ษะการพูด จะชว่ ยใหน้ กั เรยี นมีความสนใจในบทเรยี น และ สามารถนำ� องคป์ ระกอบของเรอื่ งเลา่ มาใชเ้ ปน็ แนวทางในการพดู เลา่ เรอ่ื งไดอ้ ยา่ งมนั่ ใจมากขนึ้ (Fisher, 1984) นอกจากนยี้ งั มงี านวจิ ยั ทศี่ กึ ษาผลของการใชก้ จิ กรรมการเลา่ เรอ่ื งในการพฒั นาทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษ และ พบว่า กิจกรรม การเล่าเรื่องช่วยพัฒนาความสามารถในด้านการพูดของนักเรียน (สมปอง หลอมประโคน, 2544) ผวู้ จิ ยั ยงั คำ� นงึ ถงึ การใชเ้ ทคนคิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนทเ่ี หมาะสมมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจดั การ สง่ิ แวดลอ้ มในการเรยี นใหม้ คี วามนา่ สนใจและเรา้ ความสนใจของนกั เรยี น สำ� หรบั การวจิ ยั ครงั้ นผ้ี วู้ จิ ยั ไดเ้ ลอื กใช้ รปู แบบวธิ กี ารสอนแบบการเลา่ เรอ่ื งโดยมงุ่ หวงั เพอ่ื สง่ เสรมิ ทกั ษะการพดู ของนกั เรยี น นกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจ ทดี่ ตี อ่ การเรยี นวชิ าภาษาองั กฤษ เรยี นอยา่ งมคี วามสขุ มคี วามกลา้ แสดงออก สามารถนำ� ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั และการศกึ ษาในระดับท่สี ูงข้ึน วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือศึกษาผลการพัฒนาด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังจากใช้วิธีการสอนแบบ การเล่าเรื่อง 2. เพอื่ ศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรยี นทมี่ ตี อ่ การใชว้ ธิ กี ารสอนแบบการเลา่ เรอ่ื งในการฝกึ พดู ภาษา อังกฤษ แนวคิดทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้อง 1. การใชก้ ารเล่าเรอ่ื งเปน็ วิธสี อนภาษาองั กฤษในห้องเรียน การเลา่ เรอื่ ง (storytelling) เปน็ การสอนวธิ หี นง่ึ ซงึ่ ครนู ำ� มาใชใ้ นการสอนภาษาองั กฤษ เพอื่ พฒั นา ทกั ษะการฟงั และการพูด (Yang, 2011) การท�ำความเข้าใจคำ� นยิ ามของเรอ่ื งเล่า องค์ประกอบของเร่อื งเล่า รวมทง้ั นำ� วิธีการเล่าเรอื่ งไปใชเ้ ปน็ วิธีสอนเปน็ สง่ิ ส�ำคญั ทจ่ี ะช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการในการใช้ภาษาองั กฤษ ท่ีดขี ้นึ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 147

2. การเลา่ เรอื่ งคืออะไร (What Narration Is) Fisher (1984) ได้ให้คำ� นิยามของเรื่องเลา่ วา่ เปน็ ทฤษฎีของการกระท�ำทีแ่ สดงถึงสญั ลักษณ์ ซงึ่ อาจจะเปน็ คำ� พดู หรอื การกระทำ� ทมี่ ลี ำ� ดบั เหตกุ ารณท์ มี่ คี วามตอ่ เนอ่ื งและมคี วามหมายตอ่ ผทู้ อี่ ยใู่ นเหตกุ ารณ์ ผู้ทเ่ี ล่าหรือผู้ที่แปลความหมายของเร่ือง ในนยิ ามดงั กล่าวมีประเด็นทสี่ ำ� คญั อยู่ 3 ประการ ได้แก่ 2.1 เรื่องเล่าเป็นทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับการกระท�ำท่ีเป็นสัญลักษณ์ โดยกล่าวในเชิงภาษาศาสตร์ สญั ลักษณ์ดงั กล่าว คือ ตวั อกั ษรซึง่ ส่ือความหมายไดอ้ ย่างชดั เจน แตส่ ญั ลกั ษณ์นก้ี อ็ าจหมายถงึ การกระท�ำ หรือท่าทางซ่ึงสามารถแปลความได้แตกต่างกันในแต่ละประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน แต่ไม่ว่ารูปแบบ สญั ลกั ษณจ์ ะเปน็ เชน่ ไรกต็ าม จดุ ประสงคส์ ำ� คญั ของการกระทำ� คอื การถา่ ยทอดขอ้ มลู ของผทู้ กี่ ระทำ� ไปสผู่ ฟู้ งั 2.2 เรอื่ งเลา่ มอี งคป์ ระกอบทม่ี กี ารจดั เรยี งลำ� ดบั อยา่ งดี และการเรยี งลำ� ดบั ทดี่ นี เี่ องทสี่ ามารถสอ่ื ความหมายจากผู้กระท�ำไปยังผู้รับได้อย่างชัดเจน พ้ืนฐานทางด้านวัฒนธรรมและสังคมของแต่ละบุคคลมี อทิ ธพิ ลตอ่ การทำ� ความเขา้ ใจเรอื่ งเลา่ ซง่ึ จะเหน็ ไดช้ ดั เจนจากการแปลความหมายของภาษาทา่ ทาง (gesture) ที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ 2.3 ส่วนประกอบที่ส�ำคัญของเร่ืองเล่า คือ ผู้เล่า (Narrator) ผู้ซึ่งสร้างการกระท�ำที่แสดงถึง สัญลักษณ์ และผู้ฟงั (Audience) ผู้ทรี่ บั หรอื แปลความเรื่องเล่า ดังนนั้ ผู้เลา่ จงึ จำ� เป็นตอ้ งพจิ ารณาความชอบ และความสนใจของผู้ฟังท่ีมีต่อเรื่องเล่า เร่ืองเล่าจึงไม่จ�ำเป็นจะต้องเป็นเร่ืองจริงหรือเป็นเหตุการณ์ทาง ประวตั ศิ าสตร์ แตส่ ง่ิ สำ� คญั คอื จะตอ้ งเปน็ เรอ่ื งทส่ี ามารถดงึ ดดู ผฟู้ งั ได้ กลมุ่ ผฟู้ งั ทแ่ี ตกตา่ งกนั กจ็ ะมคี วามเขา้ ใจ ในเรอื่ งท่ีฟงั ต่างกนั รวมไปถึงทศั นคติของผฟู้ ังท่มี ีผลต่อประสทิ ธภิ าพของเรื่องที่เล่าดว้ ย 3. องคป์ ระกอบของเรอื่ งเลา่ (Dimensions of a story) Foss (2009) ได้กล่าวถงึ องค์ประกอบของเรื่องเลา่ ว่า มี 8 ประการ ไดแ้ ก่ ฉาก (Setting) ตวั ละคร (Characters) ผเู้ ลา่ (Narrator) เหตกุ ารณ์ (Events) การเชอื่ มโยงในเรอ่ื งของเวลา (Temporal Relations) ความเชื่อมโยงในเรื่องของเหตุผล (Causal Relations) ผู้ฟัง (Audience) และประเด็นส�ำคัญ (Theme) แต่อยา่ งไรก็ตาม โครงสรา้ งของเร่ืองเลา่ ทใี่ ช้ในห้องเรียนอาจมีองคป์ ระกอบที่สำ� คัญเพียง 3 ประการ คือ ฉาก (Setting) ตัวละคร (Characters) และเหตุการณ์ (Events) เพ่ือท�ำให้เร่ืองเล่ามีความซับซ้อนน้อยลงและ ท�ำความเข้าใจไดง้ า่ ยขน้ึ ฉากหรอื สถานที่ (Setting) เปน็ รายละเอยี ดทมี่ คี วามเกยี่ วพนั กบั ตวั ละครและโครงเรอ่ื ง ในบางครงั้ ฉากมีการเปลี่ยนแปลงในเร่ืองเล่า ตัวละคร (Characters) เป็นองค์ประกอบที่ส�ำคัญท่ีสุดในเร่ืองเล่า เน่ืองจากตวั ละครทสี่ ำ� คญั จะเปน็ ผทู้ ่ีท�ำใหเ้ รื่องด�ำเนนิ ต่อไป ตัวละครอาจจะไมใ่ ช่มนษุ ยห์ รอื เป็นสิ่งทไี่ ม่มชี วี ิต เชน่ ในนทิ านอสี ป แตพ่ ฤตกิ รรมและความรสู้ ึกของตวั ละครเปน็ องคป์ ระกอบสำ� คญั ในเร่อื งเลา่ การใช่นำ�้ เสยี ง ทา่ ทาง และการเนน้ คำ� ทเี่ ลา่ จงึ มคี วามสำ� คญั ในการทำ� ใหผ้ ฟู้ งั เขา้ ใจตวั ละครไดม้ ากยง่ิ ขน้ึ ในบางครง้ั ผเู้ ลา่ อาจ เป็นตัวละครของเร่ืองที่เล่า ซ่ึงจะเป็นลักษณะท่ีผู้เล่าเล่าประสบการณ์และส่ิงท่ีเกิดขึ้นในชีวิตประจ�ำวันของ ผูเ้ ลา่ เอง Foss (2009) ได้กล่าวว่า เรื่องเล่าควรประกอบด้วยเหตุการณ์ 2 ลักษณะ คือ เหตุการณ์หลัก (Major Events) และเหตุการณย์ ่อย (Minor Events) ดังน้นั ความเชอื่ งโยงในเร่อื งของเวลา (Temporal- Relations) และความเชอื่ มโยงในเรื่องของเหตุผล (Causal Relations) จึงเปน็ ความเชือ่ มโยงที่เกี่ยวข้องกบั ทง้ั 2 เหตุการณ์ดงั กลา่ ว 148 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสติ

ในงานวจิ ยั เรอื่ งการใชก้ ารสอนแบบการเลา่ เรอื่ งเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษ ของนกั เรยี น ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 ผูว้ ิจยั ไดใ้ ชอ้ งค์ประกอบหลกั ของโครงสร้างเรื่องเลา่ 3 องค์ประกอบในการสอนดว้ ยวธิ ี เล่าเรือ่ ง ซง่ึ ได้แก่ ฉาก (Setting) ตัวละคร (Characters) และเหตุการณ์ (Events) เพ่ือให้นกั เรียนสามารถ ทำ� ความเข้าใจเร่ืองเลา่ ได้ และสามารถนำ� ไปประยุกต์ใช้ในการฝกึ พูดเล่าเรื่องท่เี ก่ียวข้องกบั ประสบการณแ์ ละ เหตุการณ์ในชวี ติ ประจ�ำวนั ได้ 4. การใช้วิธกี ารเลา่ เร่ืองเปน็ วธิ ีสอน Ma (1994) เชื่อว่า การเล่าเรื่องเป็นกลวิธีการสอนท่ีมีประสิทธิภาพสำ� หรับครูผู้สอนท่ีไม่ได้เป็น เจา้ ของภาษา ซงึ่ สอนในระดบั อุดมศกึ ษาในสหรัฐอเมริกา ครผู ู้สอนภาษาตา่ งประเทศ พบว่า บางคร้งั มนั เปน็ การยากทจี่ ะท�ำให้นกั เรยี นซ่ึงเปน็ เจ้าของภาษาให้ความเช่ือม่ันในตวั ครู โดย Ma (1994) ไดก้ ล่าวว่า ความคดิ ทัศนคติ หรือความรู้สึกท่ีได้รับจากการฟังเร่ืองที่ครูเล่าน้ัน ช่วยให้นักเรียนมีความสนใจในการสอนของครู มากขนึ้ สมปอง หลอมประโคน (2544) ไดท้ ำ� การศกึ ษาวจิ ยั เกยี่ วกบั การนำ� กจิ กรรมการเลา่ นทิ านไปใชใ้ น กจิ กรรมการเรยี นการสอนภาษาองั กฤษ โดยศกึ ษาเปรยี บเทยี บทกั ษะการฟงั การพดู ภาษาองั กฤษของนกั เรยี น กอ่ นและหลงั การเรยี นโดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานเป็นเวลา 6 สปั ดาห์ ผลการวจิ ัยพบว่า หลังการเรียนโดยใช้ กจิ กรรมการเลา่ นทิ าน ความสามารถในการฟงั การพดู ภาษาองั กฤษของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 เพมิ่ ขนึ้ และนกั เรยี นเกดิ ความคงทนในการจำ� คำ� ศพั ทม์ ากขน้ึ แสดงใหเ้ หน็ วา่ การเลา่ นทิ านชว่ ยพฒั นาทกั ษะทางภาษา ของนักเรยี น ช่วยให้นกั เรยี นเข้าใจภาษาและเพม่ิ ความคลอ่ งแคลว่ ในการใช้ภาษาพดู มากขน้ึ จะเห็นได้วา่ ในการใช้วิธกี ารสอนแบบเลา่ เร่ืองน้ัน ครเู ป็นผกู้ �ำหนดวตั ถปุ ระสงคใ์ นการสอน และ สอนคำ� ศพั ทห์ รอื สำ� นวนทจี่ ำ� เปน็ ตอ้ งใชใ้ นการพดู โดยมเี ปา้ หมายในตอนทา้ ยวา่ นกั เรยี นจะสามารถบอกทศิ ทาง โดยใชค้ �ำศัพทห์ รอื สำ� นวนต่าง ๆ เหลา่ นไ้ี ด้ ในการเลา่ ครูจะกำ� หนดตัวละคร (Characters) จากน้นั ครูจงึ ได้น�ำ ค�ำศัพท์ และส�ำนวนต่าง ๆ ท่ีต้องการสอนมาเรียงร้อยในบริบท และเชื่อมโยงกันให้เป็นเรื่องราว มีสถานที่ (Setting) และเหตกุ ารณ์ (Events) ในเรอ่ื งทเ่ี ลา่ ซง่ึ การสอนโดยวธิ เี ลา่ เรอ่ื งนจี้ ะชว่ ยใหน้ กั เรยี นสนใจฟงั มากกวา่ การสอนในรปู แบบเดมิ ท่ีนกั เรยี นจะมคี วามรูส้ ึกวา่ เปน็ การเรียนในห้องเรียนทีเ่ หมอื นกนั ทกุ ๆ วนั ระเบียบวิธวี จิ ยั งานวิจัยครั้งน้ีใช้แบบแผนการวิจัย One Group Pretest-Posttest Design (Fitz-Gibbon and Lyons, 1987: 113) กลุ่มตัวอยา่ งที่ใช้ในการศึกษาครง้ั น้ี ได้แก่ นกั เรียนระดับชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 จำ� นวน 25 คน โรงเรยี นชุมชนวัดดงยาง ซง่ึ ไดม้ าจากการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เคร่อื งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย แบ่งออกเป็น 2 สว่ น ประกอบดว้ ย 1) เคร่ืองมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ีใช้ในการพัฒนาทักษะการพูดภาษา องั กฤษโดยการใชก้ ารสอนแบบการเลา่ เรอ่ื ง จำ� นวน 6 แผน 2) เครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ไดแ้ ก่ 2.1) แบบการประเมนิ ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ โดยการใช้การสอนแบบการเล่าเร่ือง 2.2) แบบสอบถามความพึงพอใจการใช้การสอนแบบการเล่าเร่ืองของ นักเรยี นเพ่อื พัฒนาทกั ษะการพูดภาษาอังกฤษและ 2.3) บนั ทกึ พฤติกรรมหลงั การสอน ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 149

การวิเคราะหข์ อ้ มูลแบง่ ตามลักษณะของข้อมูลเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย 1) ขอ้ มลู เชงิ ปริมาณ คอื 1.1) แบบประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษเป็นแบบประเมนิ ตามสภาพ จรงิ ท่ใี ช้เกณฑ์การประเมินแบบรบู รคิ ส์ (Rubric Score) เพื่อประเมนิ การพดู ภาษาอังกฤษเพอื่ เลา่ เร่ืองของ นักเรียน และ 1.2) แบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรียนโดยใช้สถติ ิพืน้ ฐาน ไดแ้ ก่ คา่ เฉลยี่ ส่วนเบยี่ งเบน มาตรฐาน และค่า t-test แบบ Independent 2) ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ 2.1) แบบสอบถามความพึงพอใจในส่วนของค�ำถามปลายเปิด และ 2.2) บนั ทกึ พฤตกิ รรมหลงั สอนของผวู้ จิ ยั โดยการใชท้ ฤษฎี Grounded Theory (Strauss and Corbin, 1998) ด้วยวธิ ีการรหัสระบายสี (Colored Coding Technique) และสรปุ ประเดน็ (Theme) ทีไ่ ดจ้ ากข้อมูล ผลการศกึ ษา 1) การสอนโดยใช้วิธีสอนแบบการเล่าเร่ือง ช่วยให้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนดีข้ึน อยา่ งมีนัยส�ำคญั ทางสถิติท่ีระดับ .01 ตารางที่ 1 แสดงผลการวิเคราะห์ทักษะการพูดภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนของนักเรียนท่ีมีต่อการใช้ การสอนแบบการเล่าเร่อื ง เพอื่ พฒั นาทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษ การทดสอบ N S.D. t Sig. ก่อนเรียน 25 7.12 2.32 11.55 0.00** หลงั เรียน **p < .01 25 11.96 3.94 ตารางท่ี 2 แสดงผลการวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษกอ่ นและหลงั เรยี นในแตล่ ะดา้ นของ นกั เรยี นท่มี ีต่อการใชก้ ารสอนแบบการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาทักษะการพดู ภาษาอังกฤษ รายการ N S.D. t Sig. กอ่ น หลงั ก่อน หลัง 14.51 0.00** การใช้โครงสรา้ งเรอ่ื งเลา่ 25 1.40 2.88 0.50 0.83 7.58 0.00** 7.07 0.00** การใช้ค�ำศัพท์ 25 1.60 2.44 0.71 0.87 6.93 0.00** 7.86 0.00** ความถูกตอ้ งในการใช้ไวยากรณ ์ 25 1.48 2.48 0.51 0.96 การออกเสยี ง 25 1.20 2.00 0.41 0.82 ความคลอ่ งแคล่ว 25 44 2.16 0.51 0.80 **p < .01 150 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสิต

2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนโดยใช้การสอนแบบการเล่าเรื่อง เพื่อพัฒนาทักษะ การพูดภาษาอังกฤษ ในภาพรวมทั้ง 3 ด้าน ทั้งในด้านเน้ือหา/สาระของการเรียนมีความเหมาะสม การจัด การเรียนการสอน และการใช้สื่อ/อุปกรณ์การสอนอยู่ในระดับพอใจมากนักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า ข้อดีของการสอนแบบการเล่าเร่ือง ทำ� ใหน้ กั เรยี นสามารถพูดภาษาองั กฤษได้อยา่ งมีจดุ หมายโดยมโี ครงสรา้ ง ของเรอ่ื งทเ่ี ลา่ เปน็ แนวทางในการพดู มคี วามมนั่ ใจในการพดู ภาษาองั กฤษมากขน้ึ เมอื่ นำ� กจิ กรรมทนี่ กั เรยี นได้ ลงมือปฏิบตั เิ องนักเรียนสามารถเขา้ ใจค�ำศัพท์และประโยคที่ใชเ้ ล่าเรื่องได้ดขี น้ึ เช่น การสอนวธิ ีการท�ำอาหาร โดยให้นกั เรยี นลงมือทำ� พร้อมการพดู เล่าเรอื่ ง เปน็ ตน้ และนักเรยี นยงั สนกุ สนานกบั กจิ กรรมอกี ด้วย สรปุ ผลการศึกษา การใชว้ ธิ กี ารสอนแบบการเลา่ เรอ่ื งเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษของนกั เรยี น ชน้ั ประถมศกึ ษา ปที ี่ 6 สามารถสรุปผลการวจิ ยั ดงั นี้ 1. การใช้วิธีการสอนแบบการเล่าเร่ือง สามารถช่วยให้นักเรียนมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษดีขึ้น อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .01 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนโดยใช้การสอนแบบการเล่าเร่ือง เพ่ือพัฒนาทักษะ การพูดภาษาอังกฤษ ในภาพรวมท้ัง 3 ด้าน ท้ังในด้านเน้ือหา/สาระของการเรียนมีความเหมาะสม การจัด การเรียนการสอน และการใชส้ ื่อ/อปุ กรณก์ ารสอนอยใู่ นระดบั พอใจมาก 3. ความคิดเห็นนักเรยี นตอ่ การสอนแบบการเลา่ เรือ่ ง ส่วนใหญ่มคี วามคิดเหน็ วา่ ขอ้ ดขี องการสอน แบบการเล่าเรื่อง ท�ำให้นักเรียนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมีจุดหมายโดยมีโครงสร้างของเรื่องท่ีเล่า มคี วามมนั่ ใจในการพดู ภาษาองั กฤษมากขนึ้ เมอ่ื นำ� กจิ กรรมทนี่ กั เรยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ตั เิ องนกั เรยี นสามารถเขา้ ใจ ค�ำศัพท์และประโยคท่ีใชเ้ ล่าเรื่องได้ดขี ึน้ เช่น การสอนวิธกี ารท�ำอาหารโดยให้นกั เรยี นลงมอื ทำ� พรอ้ มการพูด เล่าเรือ่ ง เป็นต้น และนกั เรยี นยังสนกุ สนานกบั กจิ กรรมอีกดว้ ย ส่วนขอ้ เสีย มนี ักเรียนบางคนมีความคดิ เห็นวา่ การเลา่ เร่อื งเป็นกิจกรรมท่ียากเกินไป ไม่กล้าแสดงออก และครูอาจใชเ้ วลานอ้ ยเกนิ ไป 4. จากบนั ทกึ หลงั การสอน พบวา่ นกั เรยี นมกี ารพฒั นาทางดา้ นทกั ษะการพดู ไดด้ ขี น้ึ นอกจากประเดน็ ที่ก�ำหนดในการประเมินทักษะการพูดแล้ว จะเห็นได้ว่าความรู้พื้นฐานของนักเรียนที่แตกต่างกัน มีผลต่อ การพฒั นาทางดา้ นทกั ษะการพดู ของนกั เรยี น การใชก้ ารสอนแบบการเลา่ เรอ่ื ง ยงั มสี ว่ นชว่ ยใหน้ กั เรยี นสามารถ เรยี นร้ไู ด้ดีข้ึน เช่น นักเรยี นมกี ารเตรยี มตวั ทด่ี ี มกี ารวางแผนการเลา่ เร่ืองดว้ ยโครงสร้างการเล่าเรือ่ งทีค่ รสู อน ปรกึ ษาครเู ป็นระยะเพ่อื ความถูกตอ้ ง ทำ� ให้เกดิ ความม่นั ใจในการพดู เล่าเรือ่ งมากยงิ่ ขนึ้ ซึ่งพฤตกิ รรมดังกลา่ ว ควรไดร้ ับการสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ขึ้นในกจิ กรรมอน่ื ๆ ดว้ ยเช่นกัน ทงั้ นเี้ มอื่ พฤติกรรมในการเรยี นดขี ้นึ กจ็ ะสามารถ ส่งผลให้นักเรยี นมีพัฒนาการความสามารถในดา้ นการพูดภาษาองั กฤษดขี ึน้ ตามไปดว้ ย จากผลการวจิ ยั การใชว้ ธิ กี ารสอนแบบการเลา่ เรอื่ ง เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษของนกั เรยี น ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มปี ระเดน็ สำ� คญั ท่ีสามารถนำ� มาอภปิ รายผลไดด้ ังนี้ 1. ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีข้ึน โดยพิจารณาจากค่าความต่างของ คะแนนเฉลีย่ ทเ่ี พมิ่ ขึ้น อยา่ งมีนยั สำ� คญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ซง่ึ ผลคะแนนดังกลา่ วไดจ้ ากการใช้แบบประเมนิ ทักษะการพูดในดา้ นตา่ ง ๆ การท่นี ักเรยี นมพี ฒั นาการในดา้ นทกั ษะการพูดเพ่ิมข้นึ อาจเปน็ เพราะว่า นกั เรียน ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 151

ไดม้ ีการเรยี นรเู้ กี่ยวกับค�ำศพั ท์และโครงสร้างประโยค รวมทั้งแนวทางในการเลา่ เรือ่ ง (Storyline) ซึ่งช่วยให้ นักเรียนสามารถน�ำค�ำศัพท์มาแต่งประโยคและเล่าหรือพูดตามโครงเร่ืองท่ีก�ำหนดให้ได้ นอกจากน้ีนักเรียน ยังได้ตัวอย่างการเล่าเรื่องจากผู้วิจัยซึ่งเป็นผู้สอน ผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมปอง หลอมประโคน (2544) ท่ีท�ำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการน�ำกิจกรรมการเล่าเรื่องไปใช้ในกิจกรรมการเรียน การสอนภาษาองั กฤษโดยศกึ ษาเปรยี บเทยี บทกั ษะการฟงั -พดู ภาษาองั กฤษของนกั เรยี นกอ่ นและหลงั การเรยี น โดยใช้กิจกรรมการเล่าเรื่องเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียน เพมิ่ ขน้ึ และนกั เรยี นเกดิ ความคงทนในการจำ� คำ� ศพั ท์ หลงั การเรยี น โดยใชก้ จิ กรรมการเลา่ เรอ่ื ง อนั แสดงใหเ้ หน็ และสนับสนุนค�ำกล่าวท่ีว่าการเล่าเรื่องช่วยพัฒนาการใช้ภาษาได้ท้ัง 4 ทักษะโดยเฉพาะทักษะการฟัง-พูด ช่วยใหน้ กั เรยี นเข้าใจภาษาและเพ่ิมความคลอ่ งแคล่วในการใชภ้ าษาพูดไดม้ ากข้ึน 2. ผลจากแบบประเมินยังช้ีให้เห็นว่า ความสามารถในการใช้องค์ประกอบการเล่าเร่ือง ได้แก่ ตัวละคร (Characters) สถานท/่ี เวลา (Setting) และเหตุการณ์ (Events) ดีข้นึ เนื่องจากครไู ดย้ กตัวอยา่ ง เร่ืองเล่าและอธิบายองค์ประกอบของเร่ืองเล่าให้นักเรียนเข้าใจและสามารถน�ำไปใช้ได้ นอกจากนี้นักเรียนยัง สามารถใช้ค�ำศัพท์ โครงสร้างประโยคได้อย่างถูกต้องมากข้ึน ผลจากการพัฒนาดังกล่าว อาจเกิดจากการท่ี นักเรียนได้มีการเรียนรู้เก่ียวกับค�ำศัพท์ โครงสร้างประโยค และผู้วิจัยยังใช้สื่อการเรียนรู้ เช่น บัตรภาพ บัตรค�ำ บัตรประโยค เพ่ือกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยใช้ประกอบการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติด้วย การวิเคราะหส์ ว่ นประกอบของประโยคหรือค�ำทีก่ ำ� หนดใหต้ ามชนดิ และประเภทของประโยค 3. ผลจากการใช้แบบสอบถามและบันทึกหลังสอนของครูช้ีให้เห็นว่า นักเรียนมีความสนใจใน การเรียนเพิ่มข้ึน เนื่องจากนักเรียนได้เรียนรู้จากเร่ืองที่ใกล้ตัวและใกล้เคียงกับชีวิตประจ�ำวัน ท�ำให้นักเรียน เกดิ ความสนใจและตงั้ ใจเรยี น ทง้ั นอี้ าจเปน็ เพราะนกั เรยี นไดฝ้ กึ ทกั ษะการพดู เลา่ เรอื่ งไดฝ้ กึ ทกั ษะการฟงั การดู และการพดู จากการเลา่ เรอ่ื งของเพอื่ นทงั้ 25 คน นกั เรยี นจงึ เกดิ การเรยี นรดู้ า้ นการใชภ้ าษาจากประสบการณ์ ตรง เชน่ พดู ได้ ชดั ถอ้ ยชดั คำ� คลอ่ งแคลว่ ลำ� ดบั เรอ่ื งราวในการพดู ไดถ้ กู ตอ้ ง ไมว่ กวน ใชร้ ะดบั เสยี งไดเ้ หมาะสม สอดคล้องกับเรื่องราวและเหตุการณ์ มีบุคลิกท่าทางในการพูดท่ีเหมาะสม สามารถจับใจความส�ำคัญจาก เร่ืองทฟี่ ังได้ถูกต้อง รวมท้งั การใหข้ ้อมูลย้อนกลบั ของครใู นด้านตา่ ง ๆ เปน็ ผลให้นกั เรียนสามารถเล่าเร่อื งไดด้ ี นอกจากน้ีนักเรียนยังสามารถใช้สื่อต่าง ๆ มาช่วยในการเล่าเรื่อง เช่น รูปภาพ การลงมือท�ำอาหาร หรือ เคร่ืองแต่งกาย เป็นต้น ผลจากการวิจัยนี้ช้ีให้เห็นว่านักเรียนมีการใช้เทคนิคในการเล่าเรื่อง ซึ่งสอดคล้องกับ ฉวีวรรณ คูหาอภนิ นั ท์ (2542: 183-185) ทก่ี ล่าวว่า การเล่าเร่อื งใหส้ นกุ และดึงดูดความสนใจ นกั เล่าเร่ืองทีด่ ี ต้องเอาใจใส่เกี่ยวกับเทคนคิ ตา่ ง ๆ ท่จี ะน�ำมาใชใ้ นการเลา่ เรื่องและควรใช้ความพยายามอยา่ งต่อเนอื่ งเพอ่ื ให้ เกิดทกั ษะการเลา่ เรอ่ื ง อย่างไรกต็ าม ยงั มีนกั เรยี นบางคนทมี่ ีระดบั พัฒนาการทางด้านการพูดน้อยกวา่ นักเรียนคนอื่น ๆ สาเหตุอาจเกิดจากพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน ความสนใจของนักเรียนแต่ละคน นักเรียนบางคนเป็นกลุ่ม นักเรยี น LD หรือ Learning Disabilities ซงึ่ มีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ ซึง่ อาจเหน็ ไดจ้ ากข้อมูลใน ส่วนของคำ� ถามปลายเปดิ ในแบบสอบถามความพงึ พอใจ เช่น มนี กั เรียนบางคนมคี วามคดิ เหน็ ว่า การเล่าเร่อื ง เป็นกิจกรรมที่ยากเกินไป ไมก่ ลา้ แสดงออก เป็นตน้ 4. นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการสอนการพูดโดยใช้วิธีการเล่าเรื่อง ท้ังน้ีเนื่องจากข้อมูล บันทึกหลังสอน จะเห็นได้ว่า หัวข้อที่ใกล้ตัว และการใช้สื่อ เช่น การท�ำส้มต�ำ ท�ำให้นักเรียนสนใจและ 152 บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ

กระตือรือร้นในการท�ำกิจกรรม นักเรียนมีการเตรียมตัวเม่ือรู้ว่าจะต้องมีการทดสอบ post-test การจัด ประสบการณ์ให้แก่นักเรียนโดยใช้เรื่องน�ำไปสู่ประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ท�ำให้นักเรียนสนใจต้องการอยากจะ เรียนรู้เรื่อง จึงมีคุณค่าต่อการเรียนการสอนมาก เพราะช่วยลดความตึงเครียด หลังจากท่ีครูสังเกตเห็นว่า นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายจากการเรียนหรือท�ำกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือให้นักเรียนพักผ่อนและได้รับ ความเพลิดเพลินดังที่ Wright (1995: 6-7) ได้ให้แนวคดิ ว่า เร่อื งเป็นสิง่ ที่นักเรียนท่อี ย่ใู นวัยนกั เรยี นมักสนใจ อยากจะฟังเร่ืองอยู่เสมอ เรื่องจึงท�ำให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการฟังการเล่าเร่ืองจึงเป็นโอกาสให้นักเรียน ได้ฝึกทักษะการฟังไปโดยไม่รู้ตัวท�ำให้เกิดความคุ้นเคยกับภาษา และกระตุ้นให้เกิดการใช้ภาษาไม่ว่าจะเป็น การพูดการอ่านหรือการเขยี นก็ทำ� ได้งา่ ยขึน้ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ถ้าการสอื่ สารน้นั เกี่ยวโยงกบั เรื่องที่ได้ฟงั และ นกั เรยี นมีประสบการณร์ ่วมกนั การเลา่ เรื่องจึงชว่ ยพฒั นาทักษะในด้านการสือ่ สาร เม่ือกล่าวโดยสรุปถึงการใช้วิธีการสอนแบบการเล่าเรื่องเป็นส่ือในการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนแล้วจะเห็นได้ว่าเร่ืองสามารถกระตุ้นความสนใจของนักเรียนได้เป็น อย่างดี ท�ำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขและมีทักษะในการเล่าเรื่องมากข้ึน ตลอดจนสามารถน�ำ ไปประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจ�ำวันได้ตามความเหมาะสมตอ่ ไป ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำ� ผลการวิจยั ไปใช้ 1. นอกเหนือจากการใช้เรื่องเล่าเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษแล้ว ครูอาจใช้ส่ือในรูปแบบ อนื่ เชน่ เกม เพลง กระต้นุ ความสนใจของนักเรยี นเพอื่ ประกอบการสอนพฒั นาทกั ษะการพูดภาษาอังกฤษใน ระดบั ทีท่ ำ� การสอนได้ 2. ครูควรค�ำนึงถึงความสามารถท่ีแตกต่างกันของนักเรียนเป็นส�ำคัญเพ่ือท่ีจะพัฒนานักเรียนทุกคน ไดเ้ ตม็ ศกั ยภาพ 3. ครูควรให้ระยะเวลานักเรียนในการฝึกให้เพียงพอเพราะการใช้ระยะเวลาที่น้อยเกินไปอาจท�ำให้ นกั เรยี นไมเ่ ขา้ ใจบทเรยี นดเี ทา่ ทค่ี วร โดยเฉพาะเนอื้ หา คำ� ศพั ทห์ รอื โครงสรา้ งประโยค ครคู วรอธบิ ายใหช้ ดั เจน ขอ้ เสนอแนะส�ำหรบั การวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป 1. ควรมีการวิจัยเก่ียวกับการใช้เรื่องเล่าเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษด้านอ่ืน ๆ เช่น ทักษะ การฟงั การอา่ น และการเขียนของนกั เรยี น 2. ควรมกี ารศกึ ษาผลการใชก้ ารสอนแบบการเลา่ เรอื่ งกบั นกั เรยี นในโรงเรยี นทม่ี บี รบิ ทคลา้ ยกนั และ ศกึ ษาผลของการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 153

เอกสารอ้างองิ ฉวีวรรณ คหู าภินันท.์ (2542). การอ่านและการสง่ เสริมการอา่ น. กรงุ เทพฯ: ศลิ ปาบรรณาการ. สมปอง หลอมประโคน. (2544). การใช้กิจกรรมการเล่านทิ านเพอ่ื สง่ เสริมทักษะฟัง-พดู ภาษาอังกฤษและ ความคงทนในการเรียนรู้คําศัพท์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑติ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่ Fisher, Walter. (1984). Narration as Human Communication Paradigm : The Case of Public Moral Argument. Communication Monographs, 51, 1-23. Foss, Sonja. (2009). Rhetoric Criticism : Exploration and Practice. Long Grove, Ill.: Waveland. Ma, Ringo. (1994). Story-Telling as a Teaching-Learning Strategy: a Nonnative Instructor’s Perspective. Paper presented at the Annual Meeting of the Speech Communication Association (80th, New Orleans, LA, November 19-22, 1994). Strauss, A. & Corbin, J. (1998). Basics of qualitative research : Tecniques and procedures for developing theory. Thousand Oaks, California: Sage. T. Fitz-Gibbon Carol, and Lyons Morris Lynn. (1987). How to Analyze Data. Thousand Oaks, California: Sage. Wright, A. (1995). Storytelling with Children. Oxford: Oxford University. Yang, J. (2011). Storytelling as a Teaching Method in ESL Classrooms. School of Teacher Education. Kristianstad University. 154 บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ

การสอนโดยใชเ้ กมเพือ่ สง่ เสรมิ ความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก ของนกั เรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา Improving Writing Ability of 3 Digit Numbers for Students with Intellectual Disabilities by Game Teaching นางสาวภวิกา เลาหไพฑูรย์ และ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. กมล โพธเิ ยน็ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร บทคัดย่อ การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก ของผู้เรียนท่ีมี ความบกพร่องทางสติปัญญาก่อน และหลังการสอนโดยใช้เกม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้เรียนที่มี ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา เพศชาย จำ� นวน 2 คน ซง่ึ กำ� ลงั ศกึ ษาอยรู่ ะดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 ทศี่ นู ยก์ ารศกึ ษา พิเศษ เขต 1 จังหวัดนครปฐม ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2559 ด�ำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัย แบบกลมุ่ เล็ก (Small n Experimental Research Design) ใชร้ ะยะเวลาในการทดลองรวม 10 ครัง้ คร้ังละ 1 ช่ัวโมง เป็นระยะเวลา รวมทั้งสน้ิ 2 สปั ดาห์ เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกจิ กรรม การเรยี นรจู้ ำ� นวน 10 แผน 2) แบบประเมนิ ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั สถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ียและร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก ของผู้เรียนท่ีมี ความบกพร่องทางสติปญั ญาหลังไดร้ บั การสอนโดยใชเ้ กมสูงขึ้นกวา่ ก่อนได้รับการสอน ค�ำสำ� คัญ : การสอนโดยใชเ้ กม การเขยี นเลข 3 หลกั นกั เรยี นที่มีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 155

Abstract The purpose of this research was to compare improving writing ability of 3 digit numbers with intellectual disabilities before and after using game teaching. The participants of the study were 2 intellectual disabilities male students, who study in the second semester, the academic year 2016, at Regional Special Education Center 1, Nakhon Pathom. The research method was Small-n experimental design. Involved 10 sessions of experiment with 1 hour for each session, with a total for 2 weeks. The data were analyzed using mean. The result found that after using game teaching to improving writing ability of 3 digit number of student with intellectual disabilities were higher than before the treatment. Keywords : Game Teaching 3 Digit Number Students with Intellectual Disabilities บทนำ� การจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนนั้นเป็นเร่ืองที่จะต้องคิดและพิจารณาโดยรอบคอบโดยมีจุดมุ่งหมาย เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนเปน็ บคุ คลท่เี กง่ ดี มีสุข ยงิ่ ผู้เรียนท่มี คี วามบกพร่องไมว่ า่ จะเป็นทางดา้ นรา่ งกายหรอื สตปิ ัญญา ด้วยแล้วยิ่งต้องพิจารณาในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับความต้องการ (ความสามารถ) ตลอดจนเข้าใจ ลกั ษณะเฉพาะ และหลกั การสอนในผเู้ รยี นแตล่ ะประเภท ซ่ึงการจัดการศกึ ษาสำ� หรบั ผู้เรยี นทีม่ คี วามตอ้ งการ พเิ ศษนน้ั มงุ่ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถชว่ ยเหลอื ตนเองใหไ้ ดม้ ากทส่ี ดุ และสามารถใชช้ วี ติ อยรู่ ว่ มในสงั คมไดอ้ ยา่ งปกติ โดยการพัฒนาผู้เรียนไม่ว่าจะผู้เรียนท่ัวไปหรือผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษต้องพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งทาง ดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ สังคมและสตปิ ัญญา ทักษะทางคณิตศาสตร์เป็นทักษะวิชาการทักษะหน่ึงที่ต้องได้รับการส่งเสริมและจัดประสบการณ์ให้ กบั ผเู้ รยี นทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั คำ� กลา่ วของ (สรุ ี แซบ่ ู 2550: 1) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ ทกั ษะ ทางคณติ ศาสตรส์ ามารถนำ� ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั เรมิ่ ตง้ั แตเ่ ลขทบ่ี า้ น ทะเบยี นรถ ปฏทิ นิ นาฬกิ า การจบั จา่ ย ซือ้ ของ การติดต่อส่อื สาร เวลา สิง่ เหล่าน้ีล้วนเกยี่ วข้องกบั คณติ ศาสตร์ดว้ ยกันทัง้ ส้ิน ซ่งึ จะท�ำใหเ้ ดก็ สามารถ ช่วยเหลือตัวเองได้มากข้ึน และมีบทบาทส�ำคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ท�ำให้มนุษย์มีความคิด สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบมีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบชว่ ยใหค้ าดการณ์ วางแผน ตดั สนิ ใจแกป้ ญั หา และนำ� ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม และยังสอดคล้องกับค�ำกล่าวของ (กุลยา ก่อสุวรรณ, 2553: 298) ท่ีได้กล่าวไว้ว่าทักษะทางคณิตศาสตร์ มีความจ�ำเป็นกับชีวิตมนุษย์ทุกคนซ่ึงรวมทั้งบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เน่ืองจากความรู้ทาง คณิตศาสตร์ และความสามารถในการน�ำความรู้มาใช้ในชีวิตประจ�ำวันช่วยให้บุคคลเหล่าน้ีด�ำเนินชีวิตได้ อย่างอิสระ โดยท่ีผู้สอนจะต้องมีบทบาทหน้าท่ีในการช่วยให้ผู้เรียนเหล่านี้เกิดทักษะคณิตศาสตร์ที่จ�ำเป็น เพอื่ ดำ� เนนิ ชวี ติ และสามารถจดั การกบั ปญั หาทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ ในอนาคตได้ นอกจากนคี้ ณติ ศาสตรย์ งั เปน็ เครอ่ื งมอื ในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศาสตร์อ่ืน ๆ จึงมีประโยชน์ต่อการด�ำเนินชีวิต ช่วยพัฒนา คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน พืน้ ฐาน, 2553: 3) 156 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต

ปัจจัยส�ำคัญประการหน่ึงของการจัดกระบวนการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้กับผู้เรียนท่ีมี ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา เพอ่ื ใหใ้ ชก้ ำ� ลงั ความสามารถของตนไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี คอื ผสู้ อนควรใหค้ วามเอาใจใส่ ไม่ปล่อยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามล�ำพัง และควรสอนเฉพาะเนื้อหาท่ีสอดคล้องกับความสามารถ และตาม ความตอ้ งการของผเู้ รยี น ไมค่ วรยากหรอื งา่ ยเกนิ ไป ซงึ่ เนอ้ื หางา่ ยเกนิ ไปทำ� ใหผ้ เู้ รยี นหมดความสนใจไดเ้ ชน่ กนั ควรจัดเนื้อหาให้มีความใกล้เคียงในชีวิตประจ�ำวันเพื่อให้พวกเขาสามารถถ่ายโยงความรู้น�ำไปใช้ได้ โดยในวิธี การสอนผู้สอนควรมีการตรวจสอบผู้เรียนอยู่เสมอว่า มีทักษะที่ต้ังวัตถุประสงค์ไว้อย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ จงึ จะทำ� การสอนในเรื่องใหม่ตอ่ ไปได้ การสอนเรอ่ื งใหมโ่ ดยทผ่ี เู้ รยี นยังขาดทกั ษะในเรื่องเก่า จะท�ำใหเ้ นอ้ื หา เร่ืองใหม่ยาก และพบกับความล้มเหลว ในการเรียนที่ส�ำคัญไม่ควรใช้เวลาที่นานเกินไป แต่ควรมีการฝึกฝน บ่อย ๆ เพราะผเู้ รียนประเภทนมี้ รี ะยะความสนใจทส่ี ้ันเปลีย่ นแปลงความสนใจได้รวดเร็ว และเบอ่ื ง่าย ผู้เรยี น ควรเปลย่ี นกจิ กรรมบอ่ ย ๆ ในการสอนเนอ้ื หาเดยี วกนั แตใ่ หผ้ เู้ รยี นยงั คงความสนใจในเรอื่ งนน้ั ไว้ ในการสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาเกดิ ทกั ษะคณติ ศาสตรน์ นั้ มหี ลายวธิ ดี ว้ ยกนั ไมว่ า่ จะเปน็ กลอนเพลง การเล่าเรื่อง การ์ตูน และเกมเป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เน่ืองจาก การใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรคู้ ณติ ศาสตรผ์ า่ นการเลน่ เกมสอ์ ยา่ งมคี วามสขุ สนกุ สนานทำ� ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความเบอื่ หนา่ ย นอ้ ยลง มคี วามอยากรอู้ ยากเรยี นคณติ ศาสตรเ์ พมิ่ มากขนึ้ ความรทู้ ไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมจะเกดิ ความคงทน ผเู้ รยี นสามารถนำ� ความรไู้ ปใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ความคดิ ทก่ี ลา่ ววา่ คณติ ศาสตร์ เปน็ วชิ าทม่ี ลี กั ษณะเปน็ นามธรรม การจดั การเรยี นการสอนจำ� เปน็ ตอ้ งมสี อ่ื เพอื่ เชอื่ มโยงความเขา้ ใจของผเู้ รยี น ในลักษณะท่เี ป็นรูปธรรม โดยธรรมชาตขิ องผเู้ รยี นจะอยู่นง่ิ ๆ นาน ๆ ไม่ได้ จำ� เป็นต้องน�ำเทคนคิ วธิ ีการสอน มาใช้ เพอื่ จงู ใจใหผ้ เู้ รยี นสนใจในการเรยี นดว้ ยความสนกุ สนานไมเ่ บอ่ื หนา่ ยทำ� ใหเ้ กดิ การเรยี นรดู้ ว้ ยความเขา้ ใจ งา่ ย เปน็ การสรา้ งเจตคตทิ ด่ี ตี อ่ การเรยี น นอกจากนย้ี งั มคี วามคดิ เปน็ ทสี่ อดคลอ้ งกบั กรมวชิ าการทไี่ ดเ้ สนอแนะ ไว้ว่า คณิตศาสตร์เป็นส่ิงจ�ำเป็นและเก่ียวข้องกับชีวิตประจ�ำวัน ครูจึงต้องจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้เรียนเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์ตรง และส่งเสริมให้ไดท้ ำ� กจิ กรรมตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง (กรมวชิ าการ, 2544: 159) การสอนดว้ ยการใชเ้ กม เปน็ วธิ กี ารสอนรปู แบบหนง่ึ โดยทผ่ี สู้ อนสามารถเปน็ ผสู้ รา้ งเกมขนึ้ เพอื่ ชว่ ยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ท่ีก�ำหนด จุดเน้นของการใช้เกมในการสอนนั้นก็เพื่อให้ผู้เรียนเกิด การเรยี นรตู้ ามวตั ถปุ ระสงค์ ไดฝ้ กึ ฝนเทคนคิ หรอื ทกั ษะตา่ ง ๆ ทต่ี อ้ งการโดยใชย้ ทุ ธวธิ กี ารเลน่ ทสี่ นกุ เปน็ เครอื่ งมอื ให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะต่าง ๆ โดยการให้ผู้เรียนเล่นตามกติกา และน�ำเน้ือหา และข้อมูลของเกม วิธีการเล่น และผลการเลน่ เกมของผเู้ รยี นมาใชเ้ พอื่ สรปุ การเรยี นรู้ การจดั ประสบการณโ์ ดยใชเ้ กม เปน็ การจดั ประสบการณ์ การเรยี นรทู้ เี่ นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำ� คญั สง่ เสรมิ กระบวนการเลน่ ฝกึ การสงั เกต มคี วามคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั สง่ิ ทเ่ี รยี น สรุปความรู้ที่ได้รับอย่างสนุกสนาน ซ่ึงผู้ใหญ่อาจมองว่าเป็นเร่ืองไร้สาระแต่จริง ๆ แล้ว การเล่นของผู้เรียน เปน็ การพัฒนาการเรยี นรสู้ งิ่ ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ถา้ ผู้เรยี นได้รบั การกระตุ้นฝึกให้ใช้ความคิดในระหว่างการเล่น ได้มีการสังเกต เปรียบเทียบจะช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านสติปัญญาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเกมจะช่วยให้ ผเู้ รยี นเรยี นรจู้ ากประสบการณส์ มั ผสั ตา่ ง ๆ จากนามธรรมไปสรู่ ปู ธรรมซงึ่ ผเู้ รยี นสามารถเลน่ คนเดยี ว หรอื เลน่ เปน็ กลมุ่ ช่วยใหผ้ ้เู รียนร้จู กั สงั เกต คดิ หาเหตผุ ลและเกดิ ความคดิ รวบยอด วัตถุประสงค์ เพอื่ เปรยี บเทียบความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ของนักเรยี นทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญา ก่อนและหลงั การสอนโดยใชเ้ กม ปที ี่ 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 157

แนวคิดทฤษฎที ีเ่ กี่ยวข้อง 1. เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกบั ผ้เู รียนทม่ี ีความบกพร่องทางสตปิ ญั ญา ผดงุ อารยะวญิ ญู (2542: 39) ได้ให้ความหมายของผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปญั ญาไวว้ ่า หมายถงึ บคุ คลทมี่ พี ฒั นาการลา่ ชา้ กวา่ คนปกตทิ วั่ ไป เมอ่ื วดั สตปิ ญั ญาโดยใชแ้ บบทดสอบมาตรฐานแลว้ ปรากฏ ว่ามีสติปัญญาต�่ำกว่าบุคคลท่ัวไปเมื่อสังเกตจากพฤติกรรม พบว่าบุคคลประเภทนี้มีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไป จากบุคคลปกติท่วั ไปในวยั เดยี วกนั การจัดระดับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีประโยชน์ในแง่ท่ีท�ำให้มีหลักเกณฑ์ส�ำหรับ จดั การศกึ ษา ดูแลรกั ษา ใหก้ ารฝึกฝนอบรมแก่ผเู้ รยี นทบี่ กพร่องทางสตปิ ญั ญาใหต้ รงศักยภาพและความถนดั การจดั ระดบั ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาดา้ นความคาดหวังท่ีจะเรียนได้แบ่งออกเป็น 3 กลมุ่ 1. กลมุ่ ท่ีเรยี น ได้ (Educable –EMR) 2. กลุ่มฝกึ ได้ (Trainable) 3. กลมุ่ ที่ฝึกไมค่ อ่ ยได้ต้องดูแลใกล้ชิด (Custodial) ผเู้ รยี นทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เรยี นได้ (Educable–EMR) มรี ะดบั สตปิ ญั ญา 50-70 มพี ฒั นาการดา้ นการฟัง การพูด และการเขียนลา่ ชา้ มคี วามสามารถในการท�ำงานเชงิ ปฏิบตั ิการมากกวา่ ดา้ น วิชาการ เสียสมาธิง่าย หันเหความสนใจไปจากบทเรียน มีปัญหาในการหาความสัมพันธ์ และการจ�ำแนก ความแตกตา่ ง เขยี นประโยคไม่ถกู ตอ้ ง ผลการเรยี นต�่ำ เรยี นไมท่ ันเพื่อน ผู้สอนควรมีความเอาใจใสโ่ ดยดูแลให้ กระทำ� กจิ กรรมตง้ั แตต่ น้ จนจบ ไมค่ วรปลอ่ ยใหท้ ำ� ตามลำ� พงั จะตอ้ งใชเ้ วลาในการฝกึ โดยยดึ หลกั คอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป หลีกเล่ยี งการเปล่ยี นแปลงกะทนั หัน ไมด่ ุ ควรฝกึ บ่อย ๆ ใช้เวลาสน้ั ๆ ในการฝึก 2. ทฤษฎเี ก่ียวกบั การสอนคณิตศาสตรส์ �ำหรับผเู้ รียนทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา ทฤษฎีการเรียนรู้เป็นพื้นฐานส�ำคัญ การแสวงหาวิธีการสอนคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพใน ปัจจุบันการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ได้อาศัยทฤษฎีและหลักการทางจิตวิทยาอยู่หลายทฤษฎี (ดวงเดือน อ่อนนว่ ม, 2533: 30–31) ลำ� ดับข้นั การเรยี นรู้ ทฤษฎที เี่ กย่ี วข้องกับลำ� ดับขน้ั (Sequence Theory) มีมากมายหลายทฤษฎี ล�ำดับข้ันการเรียนรู้ซ่ึงพัฒนาโดย Gagne เป็นท่ีรู้จักกันอย่างกว้างขวาง ล�ำดับขั้นการเรียนรู้ของ Gagne สร้างโดยอาศัยหลักการวิเคราะห์เน้ือหา โดยใช้การวิเคราะห์งาน (Task Analysis) ซึ่งท�ำให้ได้ล�ำดับขั้น การเรียนรู้เรียงกันเป็นรูปพีระมิด มีงานที่พึงประสงค์ หรือเรียกว่า พฤติกรรมขั้นท้ายอยู่บนสุด ชนิดของ การเรียนรู้ Gagne ได้เสนอชนดิ ของการเรียนรู้ไว้ 8 ชนิด แต่ที่มีความส�ำคัญตอ่ คณิตศาสตร์ สรุปได้ 4 ชนดิ ไดแ้ ก่ การเรยี นรู้แบบสมั พนั ธ์ การเรียนรคู้ วามคดิ รวบยอด การเรียนร้หู ลักการ และการแกป้ ัญหา ผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถเรียนคณิตศาสตร์ได้ แต่จะเรียนได้มากน้อยเพียงใด นั้นข้ึนอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ระดับสติปัญญาของผู้เรียน เนื้อหาของหลักสูตร ตลอดจนวิธี การสอน ผู้สอนควรทราบความสามารถของผู้เรียนก่อนว่ามีความสามารถในการเรียนคณิตศาสตร์เพียงใด ซึ่งความสามารถของผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาในการเรียนคณิตศาสตร์มีดังน้ี (ผดุง อารยวิญญู, 2542: 55-59) 1. ไม่สามารถเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ในระดบั สูงไดเ้ หมอื นกบั ผู้เรยี นปกติ เปน็ ผลมาจากสมอง 2. ไมค่ อ่ ยเขา้ ใจหลกั เกณฑ์ หรอื กฎเกณฑท์ างคณติ ศาสตรเ์ นอื่ งจากมปี ญั หาในการสรปุ ความหรอื น�ำกฎเกณฑไ์ ปประยุกต์ 158 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสิต

3. การถ่ายโยงความรู้ (Transfer) ความรู้ด้อยกว่าผู้เรียนปกติรวมทั้งการถ่ายโยงกฎเกณฑ์ทาง คณิตศาสตร์ 4. ความสามารถทางดา้ นโจทยป์ ญั หาคณติ ศาสตร์ และการเรยี นรดู้ า้ นนามธรรมดอ้ ยกวา่ ผเู้ รยี นปกติ 5. เมอื่ ไมส่ ามารถแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตรไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ผเู้ รยี นมกั จะหาคำ� ตอบโดยใชก้ ารเดา 6. มคี วามเลินเลอ่ คอ่ นข้างมาก คำ� ตอบผิดสว่ นมากมาจากความไม่รอบคอบของผู้เรยี น 7. มีปัญหาในการเรียนเกย่ี วกบั นามธรรมมากกว่ารปู ธรรม การสอนคณิตศาสตร์ ควรสอนเน้อื หาให้สอดคลอ้ งกับระดับความสามารถของผู้เรยี น และเนอื้ หา ไม่ควรยากเกนิ ไป และไมค่ วรง่ายเกินไป ควรตรวจสอบใหแ้ นช่ ดั ว่าผู้เรยี นมีทักษะเดิมอย่างเพยี งพอแล้ว ทงั้ นี้ เพอ่ื ให้ผ้เู รียนสามารถเรยี นเร่อื งใหม่ไดด้ ขี น้ึ ไม่ควรใช้เวลาทน่ี านเกนิ ไปเนื่องจากผเู้ รยี นทมี่ คี วามบกพรอ่ งทาง สตปิ ัญญาจ�ำนวนมากมีความสนใจสั้น มีความเข้าใจในเร่อื งทเี่ ปน็ รปู ธรรมได้ดกี ว่านามธรรม ผูเ้ รยี นจะเรยี นได้ มากนอ้ ยเพยี งใดขึ้นอยกู่ บั ระดบั สติปัญญาของผูเ้ รยี นและวิธกี ารสอน 3. ทฤษฎเี กย่ี วข้องกับเกม วธิ กี ารสอนโดยใชเ้ กม คอื วธิ กี ารทช่ี ว่ ยใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรเู้ รอ่ื งตา่ ง ๆ อยา่ งสนกุ สนานและทา้ ทาย ความสามารถ โดยผู้เรียนเป็นผู้เล่นเอง ท�ำให้ได้รับประสบการณ์ตรง เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน มสี ่วนร่วมสงู (ทศิ นา แขมมณ,ี 2557: 81) วิธีการสอนโดยใชเ้ กมให้มีประสิทธภิ าพ มีดงั นี้ คอื การเลอื กเกม เพื่อน�ำมาใชส้ อนสามารถท�ำได้ หลายวธิ ี ผสู้ อนอาจเปน็ ผสู้ รา้ งเกมขน้ึ ใหเ้ หมาะกบั วตั ถปุ ระสงคก์ ารสอนของตนกไ็ ด้ หรอื อาจนำ� เกมทมี่ ผี สู้ รา้ ง ขึ้นแล้วมาปรับดัดแปลงให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ตรงกับความต้องการของตนแล้วน�ำไปใช้สอนเลยก็ได้ หากผสู้ อนตอ้ งการสรา้ งเกมขน้ึ ใชเ้ องผสู้ อนตอ้ งมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั วธิ สี รา้ ง และจะตอ้ งทดลองใชเ้ กมทสี่ รา้ ง หลาย ๆ คร้ังจนแน่ใจว่าได้ผลดีตามวัตถุประสงค์หากเป็นการดัดแปลงเกม ผู้สอนจ�ำเป็นต้องศึกษาเกมน้ัน ใหเ้ ขา้ ใจ แลว้ จงึ ดดั แปลงและทดลองใชก้ อ่ นเชน่ กนั กอ่ นการเลน่ เกมผสู้ อนควรจดั สถานทข่ี องการเลน่ ใหอ้ ยใู่ น สภาพทเี่ ออ้ื ตอ่ การเลน่ เพราะหากไมจ่ ดั เตรยี มอาจจะทำ� ใหก้ ารเลน่ เปน็ ไปอยา่ งตดิ ขดั และเสยี เวลา เสยี อารมณ์ ของผ้เู ลน่ ด้วย การเลน่ ควรเป็นไปตามล�ำดับข้ันตอน และในบางกรณตี อ้ งควบคมุ เวลาในการเล่นด้วย ในขณะ ทผี่ เู้ รยี นกำ� ลงั เลน่ เกม ผสู้ อนควรตดิ ตามสงั เกตพฤตกิ รรมการเลน่ ของผเู้ รยี นอยา่ งใกลช้ ดิ และควรบนั ทกึ ขอ้ มลู ทจี่ ะเปน็ ประโยชน์ต่อการเรยี นรู้ของผู้เรียนไว้ เพ่อื น�ำไปใช้ในการอภปิ รายหลังการเลน่ หลกั ในการใชเ้ กม (ทศิ นา แขมมณ,ี 2557: 82-84) กลา่ วถงึ วธิ กี ารสอนโดยใชเ้ กมใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ มีดังน้ี การเลือกเกมเพ่ือน�ำมาใช้สอนท�ำได้หลายวิธี ผู้สอนอาจเป็นผู้สร้างเกมขึ้นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ การสอนของตน หรอื อาจนำ� เกมทมี่ ผี สู้ รา้ งขน้ึ แลว้ มาปรบั ดดั แปลงใหเ้ หมาะกบั วตั ถปุ ระสงคต์ รงกบั ความตอ้ งการ ของตน แล้วนำ� ไปใชส้ อน หากผูส้ อนตอ้ งการสร้างเกมขึ้นใชเ้ องผ้สู อนต้องมีความรู้ความเข้าใจเก่ยี วกับวิธสี รา้ ง และจะตอ้ งทดลองใช้เกมท่ีสร้างหลาย ๆ ครั้ง จนแนใ่ จวา่ ได้ผลดีตามวัตถปุ ระสงค์ หากเป็นการดัดแปลงเกม ผสู้ อนจ�ำเปน็ ต้องศกึ ษาเกมนน้ั ใหเ้ ข้าใจ แลว้ จึงดดั แปลงและทดลองใช้ก่อนเช่นกนั กติกาการเลน่ เปน็ สงิ่ สำ� คัญมากในการเล่นเกม เพราะกติกานี้จะต้งั ข้ึนเพื่อควบคุมใหก้ ารเล่นเปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงค์ ผสู้ อนควรศกึ ษากติกาการเลน่ และควรดแู ลใหผ้ ้เู รยี นปฏิบตั ติ ามกตกิ าของการเลน่ อยา่ ง เคร่งครดั ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 159

ขอ้ ดขี องการสอนโดยใชเ้ กม 1. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูง ผู้เรียนได้รับความสนุกสนาน และเกิด การเรียนรูจ้ ากการเลน่ 2. เปน็ วิธีสอนท่ีช่วยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้โดยการเหน็ ประจกั ษ์แจง้ ด้วยตนเอง ทำ� ใหก้ ารเรยี น รู้นั้นมคี วามหมาย และอยูค่ งทน 3. เป็นวิธีสอนทผี่ สู้ อนไม่เหนือ่ ยแรงมากขณะสอนและผู้เรียนชอบ เกมเป็นเครื่องมือวิธีการที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เร่ืองต่าง ๆ อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ผอ่ นคลายความตงึ เครยี ด ผเู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มสงู ทำ� ใหก้ ารเรยี นรเู้ ปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นไมร่ สู้ กึ ว่าน่าเบื่อหน่าย โดยเกมมีหลากหลายประเภทโดยสามารถแบ่งตามการน�ำไปใช้โดยแบ่งตามลักษณะการเล่น ผู้สอนจ�ำเป็นต้องศึกษาจุดประสงค์ของเกมนั้นให้เข้าใจ มีความเข้าใจกติกาการเล่นเกม ควรจัดสถานที่ใน การเล่นให้พร้อม มีการอธิบายวิธีการเล่นเกมพร้อมสาธิตวิธีการเล่นเกมทีละข้ันตอน มีการตรวจสอบ ความถูกต้อง การเล่นควรเป็นไปตามล�ำดับขั้นตอน มีการชมเชยให้ก�ำลังใจเด็ก และควรบันทึกข้อมูลเพื่อ น�ำไปใชใ้ นการอภปิ รายหลังการเล่น พบวา่ การสอนเดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาจำ� เปน็ ตอ้ งมรี ปู แบบการสอนทหี่ ลากหลาย ไมเ่ ครง่ เครยี ด ตอ้ งมกี ารเรา้ ความสนใจเนอ่ื งจากเดก็ จะมคี วามสนใจบทเรยี นไดไ้ มน่ าน ซงึ่ สอนโดยใชเ้ กมมสี ว่ น ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูง สนุกสนาน เพลิดเพลิน กระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียนและแสดง ความสามารถออกอยา่ งเตม็ ทม่ี ีผลช่วยกระตนุ้ ใหน้ ักเรยี นมีการพฒั นาความสามารถในการเรียนรไู้ ด้ดีขึน้ ระเบยี บวธิ วี ิจัย การศกึ ษาวจิ ยั มีวิธกี ารศกึ ษา ดงั น้ี 1. การศกึ ษาคร้งั น้ี เป็นการทดลองแบบกล่มุ เลก็ (Small n Design) ของผ้เู รียนทีม่ คี วามบกพร่อง ทางสตปิ ัญญาระดบั เรยี นได้ เพศชาย ท่มี ีอายุ 13 ปี ก�ำลังศกึ ษาทีศ่ นู ยก์ ารศึกษาพิเศษนครปฐม เขต 1 จำ� นวน 2 คน และก�ำลังเรียนร่วมท่ีโรงเรียนวัดไร่ขิง ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นเด็กท่ีมีความบกพร่องทาง สติปญั ญาระดบั เรียนได้ พบวา่ มีปัญหาทางด้านคณติ ศาสตร์ ในเรอ่ื งการเขยี นเลข 3 หลกั โดยยังมีความสบั สน ไม่สามารถเขยี นเลข 3 หลกั ท่ีใชเ้ ลขฮนิ ดอู ารบกิ ท่คี รูก�ำหนดให้ได้อย่างถกู ต้อง 2. เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัยไดแ้ ก่ 2.1 แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ จำ� นวน 10 แผน 2.2 แบบประเมินความสามารถในการเขียนเลข 3 หลักกอ่ นและหลังเรียน 3. ขนั้ ตอนการทดลอง 3.1 ด�ำเนินการทดสอบความสามารถในการเขียนเลข 3 หลักกับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทาง การเรยี นร้ทู ใี่ ช้ในการศึกษา กอ่ นการสอนโดยใชเ้ กมแล้วบันทึกคะแนน 3.2 ดำ� เนนิ การสอนโดยใชแ้ ผนการจัดกิจกรรมการเรียนรกู้ ารสอนโดยใช้เกม 3.3 เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนโดยใช้การสอนโดยใช้เกมแล้วด�ำเนินการทดสอบวัดความสามารถใน การเขียนเลข 3 หลกั หลังการใช้การสอนโดยใชเ้ กมแลว้ บนั ทึกคะแนนโดยใช้แบบทดสอบฉบบั เดยี วกบั การวดั คร้ังแรก 160 บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ

3.4 น�ำข้อมูลทไ่ี ด้จากการประเมนิ ความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก กอ่ นและหลังการสอน โดยใช้เกมน�ำไปวิเคราะหด์ ้วยวธิ ีการทางสถติ ติ อ่ ไป ผลการศกึ ษา ในสว่ นนผ้ี วู้ จิ ยั ไดน้ ำ� เสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพอื่ เปรยี บเทยี บความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ของผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาก่อนและหลังการสอนโดยใช้เกม ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการทดลอง เก็บรวบรวมและบันทกึ ข้อมูล โดยใช้แบบประเมนิ ความสามารถในการเขียนเลข 3 หลกั ทดสอบก่อนและหลัง การทดลอง โดยมกี ารเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลจากการทดลองเปน็ 2 ตอน ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถการเขียนเลข 3 หลักก่อนและ หลังการทดลองโดยใชเ้ กม 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของคะแนนแบบฝึกหัดหลังการสอนในระหว่างด�ำเนินการทดลองในแต่ละ แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เป็นรายบคุ คล ตารางท่ี 1 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก ของผู้เรียนที่มี ความบกพรอ่ งทางสติปญั ญาโดยการใชเ้ กมกอ่ นและหลังการทดลอง ผเู้ รียนคนที่ คะแนนกอ่ นการทดลอง คะแนนหลังการทดลอง คะแนนท่เี พิ่มขึ้น (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) (คะแนนเตม็ 20 คะแนน) คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ 1 0 0 17 85 17 85 2 2 10 20 100 18 90 จากตารางที่ 1 พบวา่ คะแนนความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก ของผูเ้ รยี นทีม่ ีความบกพรอ่ งทาง สตปิ ญั ญาโดยการสอนโดยใชเ้ กม กอ่ นการทดลองของผเู้ รยี นคนที่ 1 จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน ได้ 0 คะแนน คิดเปน็ รอ้ ยละ 0 แต่ภายหลังจากการไดร้ ับการทดลองพบว่า จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 17 คะแนน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 85 โดยมผี ลต่างของคะแนนความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก เทา่ กับ 17 คะแนน คดิ เป็น ร้อยละ 85 คะแนนความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ของผเู้ รยี นทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาโดยการสอน โดยใชเ้ กม ก่อนการทดลองของผเู้ รยี นคนที่ 2 จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน ได้ 2 คะแนน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 10 แต่ภายหลงั จากการได้รบั การทดลอง พบวา่ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีผลต่างของคะแนนความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก เท่ากับ 18 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 90 ดงั จะเหน็ ได้จากแผนภมู ิท่ี 1 ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 161

แผนภมู ิที่ 1 แสดงการเปรยี บเทยี บคะแนนความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ของผเู้ รยี นทม่ี คี วามบกพรอ่ ง ทางสติปญั ญาโดยการใชเ้ กม ก่อนและหลงั การทดลอง ตารางท่ี 2 แสดงข้อมูลคะแนน และค่าร้อยละของการท�ำแบบฝึกหัดทดสอบความสามารถในการเขียนเลข 3 หลกั กอ่ นและหลงั การสอนแตล่ ะแผนกจิ กรรมของผูเ้ รียนคนที่ 1 คะแนนแบบฝกึ หดั (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) แผนกจิ กรรมท่ี กอ่ นการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่างของคะแนน คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 การเขยี นเลข 3 หลักท่เี ลขในตำ� แหนง่ หลกั หน่วยเป็นเลขศูนย์ 80 0 0 8 80 8 30 55 2 6 60 9 90 3 90 รวม (20 คะแนน) 6 30 17 85 11 20 55 การเขียนเลข 3 หลกั ทเ่ี ลขในตำ� แหนง่ หลกั สบิ เป็นเลขศูนย์ 3 1 10 10 100 9 4 7 70 9 90 2 รวม (20 คะแนน) 8 40 19 95 11 162 บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

คะแนนแบบฝกึ หัด (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) แผนกิจกรรมท่ี กอ่ นการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่างของคะแนน คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ 5 การเขียนเลข 3 หลักทเ่ี ลขทุกตำ� แหนง่ ไม่มเี ลขศนู ย์ 90 6 0 0 9 90 9 30 รวม (20 คะแนน) 60 7 70 10 100 3 7 7 35 19 95 12 20 8 การเขยี นเลข 3 หลักท่ีเลขทกุ ตำ� แหนง่ มลี ักษณะคละกนั 20 9 8 80 10 100 2 20 10 20 รวม (40 คะแนน) 5 50 7 70 2 20 7 70 9 90 2 7 70 9 90 2 27 67.5 35 87.5 8 จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลัก ของผ้เู รียนท่ีมีความบกพร่องทาง สติปญั ญาคนท่ี 1 แยกตามสาระการเรียนรมู้ รี ายละเอยี ดดังนี้ ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ทเ่ี ลขในตำ� แหนง่ หลกั หนว่ ยเปน็ เลขศนู ย์ กอ่ นไดร้ บั การสอนโดย ใชเ้ กมพบวา่ ไดค้ ะแนน 6 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คดิ เปน็ ร้อยละ 30 ภายหลงั จากไดร้ บั การสอน โดยใชเ้ กม พบวา่ ไดค้ ะแนน 17 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละ 85 ความสามารถในการเขียนเลข 3 หลกั ท่ีเลขในตำ� แหน่งหลักสบิ เป็นเลขศนู ย์ กอ่ นไดร้ ับการสอนโดย ใชเ้ กมพบว่าได้คะแนน 8 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40 ภายหลังจากไดร้ บั การสอน โดยใชเ้ กม พบวา่ ไดค้ ะแนน 19 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คิดเป็นรอ้ ยละ 95 ความสามารถในการเขียนเลข 3 หลักท่ีเลขทุกต�ำแหน่งไม่มีเลขศูนย์ ก่อนได้รับการสอนโดยใช้เกม พบวา่ ไดค้ ะแนน 7 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 35 ภายหลงั จากไดร้ บั การสอนโดยใชเ้ กม พบว่าไดค้ ะแนน 19 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คดิ เปน็ ร้อยละ 95 ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ทีเ่ ลขทุกตำ� แหนง่ มีลกั ษณะคละกนั กอ่ นได้รบั การสอนโดยใช้ เกมพบวา่ ไดค้ ะแนน 27 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละ 67.5 ภายหลงั จากไดร้ บั การสอน โดยใช้เกม พบว่าได้คะแนน 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คดิ เปน็ ร้อยละ 87.5 ดงั แสดงในแผนภูมิ ที่ 2 ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 163

แผนภมู ทิ ี่ 2 แสดงคะแนนเป็นค่ารอ้ ยละของการท�ำแบบฝึกหัดทดสอบความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลัก ก่อนและหลังการสอนแต่ละแผนกิจกรรมของผูเ้ รยี นคนท่ี 1 ตารางท่ี 3 แสดงข้อมูลคะแนน และค่าร้อยละของการท�ำแบบฝึกหัดทดสอบความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก กอ่ นและหลงั การสอนแต่ละแผนกิจกรรมของผ้เู รยี นคนที่ 2 คะแนนแบบฝกึ หัด (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) แผนกิจกรรมที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่างของคะแนน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ การเขียนเลข 3 หลักท่เี ลขในตำ� แหน่งหลักหนว่ ยเปน็ เลขศูนย์ 1 1 10 10 100 9 90 2 8 80 10 100 2 20 รวม (20 คะแนน) 9 45 20 100 11 55 80 การเขียนเลข 3 หลกั ที่เลขในตำ� แหน่งหลกั สบิ เปน็ เลขศนู ย์ 3 2 20 10 100 8 คะแนนแบบฝกึ หัด (คะแนนเตม็ 10 คะแนน) แผนกจิ กรรมที่ ก่อนการทดลอง หลงั การทดลอง ผลต่างของคะแนน คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ 4 7 70 10 100 3 30 รวม (20 คะแนน) 55 9 45 20 100 11 การเขียนเลข 3 หลกั ท่เี ลขทุกต�ำแหน่งไม่มเี ลขศูนย์ 164 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสติ

คะแนนแบบฝกึ หดั (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) แผนกิจกรรมที่ กอ่ นการทดลอง หลงั การทดลอง ผลตา่ งของคะแนน คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ 5 3 30 10 100 7 70 6 9 90 10 100 1 10 รวม (20 คะแนน) 12 60 20 100 8 40 การเขียนเลข 3 หลักทีเ่ ลขทกุ ตำ� แหนง่ มลี กั ษณะคละกัน 7 8 80 10 100 2 20 8 7 70 9 90 2 20 9 8 80 10 100 2 20 10 10 100 10 100 0 0 รวม (40 คะแนน) 33 82.5 39 97.5 6 15 จากตารางที่ 3 พบว่า คะแนนความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก ของผูเ้ รยี นทีม่ คี วามบกพร่องทาง สติปัญญาคนที่ 2 แยกตามสาระการเรยี นรูม้ รี ายละเอยี ดดังนี้ ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ทเี่ ลขในตำ� แหนง่ หลกั หนว่ ยเปน็ เลขศนู ย์ กอ่ นไดร้ บั การสอนโดย ใชเ้ กมพบวา่ ไดค้ ะแนน 9 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 45 ภายหลังจากไดร้ บั การสอน โดยใชเ้ กม พบวา่ ได้คะแนน 20 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 100 ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลักทเ่ี ลขในต�ำแหน่งหลกั สิบเป็นเลขศูนย์ ก่อนได้รบั การสอนโดย ใช้เกมพบว่าได้คะแนน 9 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 45 ภายหลังจากไดร้ ับการสอน โดยใช้เกม พบวา่ ได้คะแนน 20 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 100 ความสามารถในการเขียนเลข 3 หลักที่เลขทุกต�ำแหน่งไม่มีเลขศูนย์ ก่อนได้รับการสอนโดยใช้เกม พบว่าได้คะแนน 12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 60 ภายหลังจากได้รับการสอน โดยใช้เกม พบวา่ ไดค้ ะแนน 20 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละ 100 ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลักท่เี ลขทกุ ต�ำแหน่งมีลักษณะคละกัน ก่อนไดร้ บั การสอนโดยใช้ เกมพบวา่ ได้คะแนน 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 82.5 ภายหลังจากได้รับการสอน โดยใชเ้ กม พบว่าได้คะแนน 39 คะแนน จากคะแนนเตม็ 40 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 97.5 ดังแสดงในแผนภูมิ ท่ี 3 ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 165

แผนภมู ิที่ 3 แสดงคะแนนเป็นค่าร้อยละของการทำ� แบบฝกึ หดั ทดสอบความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ก่อนและหลงั การสอนแต่ละแผนกิจกรรม ของผู้เรียนคนท่ี 2 อภปิ รายผล ผลของการสอนโดยใช้กิจกรรมเกมเพ่อื ส่งเสรมิ ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลัก ของผู้เรียนที่มี ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญากอ่ นและหลงั การทดลอง พบวา่ ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ของผเู้ รยี น ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาหลังได้รับการสอนโดยใช้เกม สูงข้ึนกว่าก่อนได้รับการสอน ซึ่งสอดคล้องกับ สมมตฐิ านทตี่ ง้ั ไวว้ า่ หลงั การสอนโดยใชเ้ กมผเู้ รยี นทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญามคี วามสามารถในการเขยี น เลข 3 หลกั สงู ข้ึนกวา่ กอ่ นสอน จากการดำ� เนนิ การวจิ ยั เรอื่ ง การสอนโดยใชเ้ กมเพอ่ื สง่ เสรมิ ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ของ ผเู้ รยี นทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา พบวา่ ความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ของผเู้ รยี นทมี่ คี วามบกพรอ่ ง ทางสติปัญญาหลังการสอนโดยใช้เกม มีความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก ในระดับท่ีสูงข้ึน ซ่ึงก่อน การทดลองจากคะแนนเตม็ 20 คะแนน ผเู้ รยี นคนท่ี 1 ไดค้ ะแนน 0 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 0 หลงั การทดลอง ผู้เรียนมีความสามารถในการเขียนเลข 3 หลักสูงข้ึน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนน 17 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละ 85 และความสามารถในการเขยี นเลข 3 หลกั ก่อนการทดลองจากคะแนนเต็ม 20 คะแนนของ ผ้เู รียนคนท่ี 2 ได้คะแนน 2 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 10 หลงั การทดลองผู้เรียนมีความสามารถในการเขียนเลข 3 หลกั สูงขน้ึ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนน 20 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 100 ซึง่ เพ่มิ ข้นึ จากก่อน การทดลอง เปน็ ไปตามสมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไว้ เนอื่ งจากการสอนโดยใชเ้ กมทผ่ี วู้ จิ ยั สรา้ งขนึ้ โดยมกี ารวเิ คราะหง์ าน (Task Analysis) โดยการจำ� แนกเนอ้ื หาทจี่ ะสอนเป็นขัน้ ตอนย่อย ๆ หลายขัน้ ตอน และจดั เรียงล�ำดบั จากง่ายไปหา ยาก โดยมีการจัดเลข 3 หลกั ออกเปน็ รูปแบบตา่ ง ๆ ไดท้ ้ังหมด 4 รูปแบบด้วยกนั ไดแ้ ก่ จำ� นวน 3 หลักที่เลข ในตำ� แหน่งหลักหน่วยเป็นเลขศูนย์ จำ� นวน 3 หลัก ทเี่ ลขในต�ำแหนง่ หลักสบิ เป็นเลขศูนย์ จ�ำนวน 3 หลกั ท่เี ลข ในต�ำแหน่งหลักหน่วยและหลักสิบเป็นเลขศูนย์ และจ�ำนวน 3 หลักท่ีเลขทุกต�ำแหน่งไม่มีเลขศูนย์ โดยแบ่ง ออกเป็นชุดกิจกรรม และแต่ละชุดกิจกรรมมีแบบฝึกหัด ท�ำให้ผู้เรียนเห็นและเข้าใจรูปแบบการเขียนเลข 166 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต

3 หลักได้งา่ ยขน้ึ ไมเ่ กิดความสับสน โดยเริม่ จากรปู แบบท่ีงา่ ยไปหายากทำ� ให้ผู้เรยี นมพี ฒั นาการเรยี นรู้ไปตาม ลำ� ดับซ่งึ ตรงกับทฤษฎกี ารเรียนรู้ของกาเย่ (Gagn and Brig’gs, 1974: 99 อา้ งถงึ ใน อารีย์ มนทริ าลยั , 2545: 60) และผเู้ รยี นได้ฝึกฝนเรียนรู้ผ่านกจิ กรรมเกมท่มี ีความสนุกสนานเพลดิ เพลินผอ่ นคลายความตงึ เครียด และ เป็นการกระตุ้นการท�ำงานของร่างกายและสมองพร้อมท้งั สร้างแรงจูงใจในการเรยี นและก่อใหเ้ กิดการเรียนรู้ ในทกุ ๆ แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ผ่ี วู้ จิ ยั สรา้ งขนึ้ นน้ั มจี ดุ มงุ่ หมายเพอ่ื สง่ เสรมิ ความสามารถใน การเขยี นเลข 3 หลกั โดยผ้วู จิ ัยได้ออกแบบแผนการจัดกจิ กรรมทงั้ หมด 10 แผน โดยในแผนการจัดกิจกรรม การเรยี นรู้ ท่ี 1 เกมเรยี งไขล่ งรงั และแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ี่ 2 เกมหว่ งวเิ ศษ เปน็ เกมทผ่ี วู้ จิ ยั ออกแบบ ในการส่งเสริมความสามารถการเขียนเลข 3 หลักท่ีเลขในต�ำแหน่งหลักหน่วยเป็นเลขศูนย์ ผู้วิจัยได้ให้ ความส�ำคัญกับการวางตัวเลขในต�ำแหนง่ หลักหน่วย โดยกอ่ นเรมิ่ เล่นเกมผู้วจิ ัยไดส้ าธติ การวางตัวเลข 3 หลัก และพดู กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นเหน็ ความแตกตา่ งในการวางเลขในตำ� แหนง่ หลกั หนว่ ย เมอื่ ผวู้ จิ ยั ใหผ้ เู้ รยี นดำ� เนนิ การ เล่นเกมตามท่ีผู้วิจัยได้ก�ำหนดไว้ ผู้วิจัยได้ย้�ำในเรื่องต�ำแหน่งของตัวเลขในแต่ละหลัก เมื่อผู้เรียนวางตัวเลข ในหลักหน่วยผิด ผู้วิจัยได้ให้ความส�ำคัญและแก้ไขการวางตัวเลข 3 หลักที่ผิดในทันที เพ่ือให้ผู้เรียนได้เห็น ความผิดพลาดและแก้ไขให้ถูกต้อง เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความเคยชินในการเขียนเลข 3 หลัก ที่เลขในต�ำแหน่ง หลกั หนว่ ยเป็นเลขศนู ย์ ดังจะเหน็ ไดจ้ ากคะแนนแบบฝึกหัดการเขียนเลข 3 หลกั ที่เลขในต�ำแหน่งหลักหนว่ ย เป็นเลขศูนยข์ องผ้เู รียนคนที่ 1 เทา่ กับ 17 คะแนน คิดเป็นรอ้ ยละ 85 และผเู้ รียนคนท่ี 2 เทา่ กบั 20 คะแนน คดิ เปน็ ร้อยละ 100 ในแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 3 เกมหาท่ีจอด และแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรูท้ ่ี 4 เกมผีเสื้อ น้อยหาน้�ำหวานเป็นกิจกรรมเกมที่ผู้วิจัยออกแบบในการส่งเสริมความสามารถการเขียนเลข 3 หลักที่เลขใน ตำ� แหนง่ หลกั สบิ เปน็ เลขศูนย์ ผู้วจิ ยั ได้ใหค้ วามส�ำคญั กับการวางตัวเลขในต�ำแหน่งหลักสบิ โดยก่อนเร่ิมเล่น เกมผูว้ ิจยั ไดส้ าธิตการวางตวั เลข 3 หลกั และพดู กระตุ้นใหผ้ เู้ รยี นเหน็ ความแตกต่างในการวางเลขในต�ำแหน่ง หลักสิบ เมือ่ ผู้วิจยั ใหผ้ ้เู รยี นดำ� เนนิ การเล่นเกมตามท่ีผู้วจิ ยั ไดก้ �ำหนดไว้ ผูว้ จิ ยั ไดย้ �ำ้ ในเรือ่ งตำ� แหนง่ ของตัวเลข ในแต่ละหลัก เมื่อผู้เรียนวางตัวเลขในต�ำแหน่งหลักสิบผิด ผู้วิจัยได้ให้ความส�ำคัญและแก้ไขการวางตัวเลข 3 หลักท่ีผิดในทันที ให้ผู้เรียน ได้เห็นความผิดพลาดและแก้ไขให้ถูกต้องเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความเคยชิน ในการเขียนเลข 3 หลักที่เลขในต�ำแหน่งหลักสิบเป็นเลขศูนย์ ดังจะเห็นได้จากคะแนนแบบฝึกหัดการเขียน เลข 3 หลักท่ีหลักสิบเป็นเลขศูนย์ของผู้เรียนคนท่ี 1 เท่ากับ 19 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 95 และผู้เรียน คนที่ 2 เท่ากบั 20 คะแนน คิดเปน็ รอ้ ยละ 100 ในแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ทู ่ี 5 เกมส่งพิซซา่ และแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ที่ 6 เกมแขง่ กนั ตาก เปน็ เกมที่ผวู้ ิจยั ออกแบบในการสง่ เสริมความสามารถการเขยี นเลข 3 หลักทเี่ ลขทกุ ตำ� แหนง่ ไมม่ ีเลข ศูนย์ ผวู้ ิจยั ได้ใหค้ วามสำ� คัญกบั การวางตัวเลขในแต่ละหลกั โดยก่อนเรม่ิ เลน่ เกมผวู้ จิ ัยได้สาธติ การวางตัวเลข 3 หลักและพูดกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นต�ำแหน่งของเลข 3 หลัก เม่ือผู้วิจัยให้ผู้เรียนด�ำเนินการเล่นเกมตามเลข 3 หลักท่ีผู้วิจัยได้ก�ำหนดไว้ เมื่อผู้เรียนวางตัวเลขในแต่ละหลักผิด ผู้วิจัยได้ให้ความส�ำคัญและแก้ไขการวาง ตัวเลข 3 หลักที่ผิดในทนั ที ให้ผู้เรยี นไดเ้ หน็ ความผิดพลาดและแก้ไขให้ถกู ต้องเพอื่ ให้ผู้เรียนเกิดความเคยชิน ในการเขียนเลข 3 หลกั ทที่ ุกต�ำแหน่งไมม่ ีเลขศนู ย์ ดังจะเหน็ ไดจ้ ากคะแนนแบบฝกึ หัดการเขยี นเลข 3 หลัก ทที่ ุกต�ำแหนง่ ไมม่ ีเลขศนู ย์ของผเู้ รียนคนที่ 1 เทา่ กบั 19 คะแนน คิดเปน็ ร้อยละ 95 และผเู้ รียนคนที่ 2 เทา่ กับ 20 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละ 100 ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 167

ในแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ี 7 เกมตดิ กระดมุ เสอื้ แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ี่ 8 เกมธงวเิ ศษ แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 9 เกมขายไอศกรีม และแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ี 10 เกมจา่ ยตลาด เปน็ กจิ กรรมเกมทผ่ี วู้ จิ ยั ออกแบบในการสง่ เสรมิ ความสามารถการเขยี นเลข 3 หลกั ทเ่ี ลขทกุ ตำ� แหนง่ มลี กั ษณะ คละกัน ผู้วิจัยได้ให้ความส�ำคัญกับการวางตัวเลขในแต่ละหลัก โดยก่อนเริ่มเล่นเกมผู้วิจัยได้สาธิตการวาง ตัวเลข 3 หลัก และพดู กระตุ้นให้ผเู้ รยี นเห็นความแตกต่างในการวางเลขแต่ละหลัก เม่อื ผู้วิจยั ใหผ้ ู้เรียนด�ำเนนิ การเล่นเกมตามท่ีผู้วิจัยได้ก�ำหนดไว้เม่ือผู้เรียนวางตัวเลขในแต่ละหลักผิด ผู้วิจัยได้ให้ความส�ำคัญและแก้ไข การวางตัวเลข 3 หลักที่ผิดในทันที ให้ผู้เรียนได้เห็นความผิดพลาดและแก้ไขให้ถูกต้อง เพ่ือให้ผู้เรียนเกิด ความเคยชินในการเขียนเลข 3 หลักท่ีมีลักษณะคละกัน ดังจะเห็นได้จากคะแนนแบบฝึกหัดการเขียนเลข 3 หลกั ทมี่ ีลักษณะคละกนั ของผูเ้ รยี น คนที่ 1 เทา่ กบั 35 คะแนน คิดเปน็ ร้อยละ 87.5 และผู้เรียนคนที่ 2 เท่ากับ 39 คะแนน คิดเปน็ ร้อยละ 97.5 ทั้งน้ีประเภทของเกมที่ผู้วิจัยเลือกใช้ในการทดลองในครั้งน้ีเป็นแบบ None Simulation Game เพือ่ เปน็ การตอกย�ำ้ ซ้ำ� ทวนให้ผูเ้ ล่นเกิดความเข้าใจและเกดิ ทกั ษะในการเขียนเลข 3 หลกั ได้ดียงิ่ ข้นึ หลักใน การเลือกเกมและขั้นตอนในการสร้างเกมที่น�ำมาทดลอง ผู้วิจัยได้ทบทวนจุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหา ของการเขียนเลข 3 หลัก และออกแบบกิจกรรมเกมให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน สะดวกในการจัดเก็บเคล่ือนย้ายอุปกรณ์ในการเล่นเกมได้ง่ายและสามารถเล่นได้บ่อยคร้ัง ออกแบบเกมให้มี ความเหมาะสมกบั ผเู้ รยี นทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญามวี ธิ กี ารเลน่ ทไ่ี มซ่ บั ซอ้ นงา่ ยตอ่ การเขา้ ใจ ซงึ่ กจิ กรรมเกม ทผี่ วู้ จิ ยั ออกแบบนน้ั ได้มีการกำ� หนดกติกาการเลน่ ทช่ี ัดเจน และจดั หาอุปกรณใ์ นการเล่นเกมจากวสั ดุทีห่ าได้ งา่ ย และสามารถดดั แปลงใหใ้ ชไ้ ดก้ บั เกมอน่ื ๆ เพอื่ ประหยดั เวลาในการผลติ สอ่ื อปุ กรณ์ รวมถงึ เลอื กใชอ้ ปุ กรณ์ ทม่ี สี สี นั สดใสมกี ารสำ� รวจสง่ิ ทผี่ เู้ รยี นชอบเพอื่ นำ� มาประยกุ ตใ์ ชป้ ระกอบการเลน่ เกม เพอ่ื สรา้ งความสนใจดงึ ดดู ใหผ้ เู้ รยี นอยากมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมมากขนึ้ เมอ่ื ผเู้ รยี นมกี ารปฏบิ ตั ทิ ผี่ ดิ กฎกตกิ า ผวู้ จิ ยั จะทำ� การแนะนำ� และ ทบทวนกติกาท่ีถูกต้องให้ทราบในทันที เพื่อให้เกิดผลตามจุดประสงค์ที่ต้ังไว้ ในขั้นตอนการสอนโดยใช้เกม ผู้วจิ ยั ได้ท�ำการบอกกตกิ าการเลน่ กับผู้เรยี นอย่างชัดเจนกอ่ นเรียนทกุ ครง้ั และได้มกี ารแสดงตวั อย่าง เพ่อื ให้ ผเู้ รยี นสงั เกตเหน็ ตำ� แหนง่ การวางตวั เลขตามหลกั และการเขยี นเลข 3 หลกั จากนน้ั ผวู้ จิ ยั จงึ ใหผ้ เู้ รยี นทำ� ความ คุ้นเคยกับลักษณะของเกม ซ่ึงแต่ละเกมผู้วิจัยจะมีการวางต�ำแหน่งของอุปกรณ์การเล่นเกมเป็น 3 ต�ำแหน่ง คือ ตำ� แหน่งในหลักร้อยทางด้านซ้ายมือสดุ ของเลข 3 หลัก ต�ำแหน่งในหลักสบิ ทางด้านขวามือของหลักรอ้ ย และต�ำแหน่งในหลักหน่วยทางด้านขวามือของหลักสิบ จากน้ันผู้วิจัยได้พูดกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นและจดจ�ำ ต�ำแหน่งของต�ำแหน่งหลกั ร้อย ตำ� แหน่งหลกั สบิ และตำ� แหน่งหลักหน่วยทกุ คร้ังก่อนเลน่ เกม เมือ่ ผู้เรยี นเร่มิ เลน่ เกมผวู้ ิจยั ใหค้ วามสำ� คัญกบั ล�ำดบั การวางตวั เลขตามลำ� ดับทถ่ี กู ต้องโดยจะสังเกตว่าผูเ้ รยี นวางตัวเลขจาก ต�ำแหน่งหลักร้อย ต�ำแหน่งหลักสิบ และต�ำแหน่งหลักหน่วยตามวิธีการเขียนเลข 3 หลักท่ีถูกต้องหรือไม่ เมอื่ พบวา่ ผเู้ รยี นวางผดิ ตำ� แหนง่ ถอื วา่ ผเู้ รยี นยงั ทำ� ไมถ่ กู ตอ้ ง ผวู้ จิ ยั ตอ้ งอธบิ ายซำ้� ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจถงึ ลำ� ดบั การวาง ทถี่ ูกต้อง ขัน้ สรุปผวู้ จิ ยั ได้ใหผ้ เู้ รยี นทำ� แบบฝึกหัดเพอ่ื สรปุ ผลจากการใชก้ จิ กรรมการสอนโดยใช้เกม ซ่ึงผูว้ จิ ยั ไดอ้ อกแบบกระดาษคำ� ตอบทสี่ อดคลอ้ งกบั ความสามารถของผเู้ รยี นซงึ่ สามารถเหน็ ไดช้ ดั วา่ การสอนโดยใชเ้ กม ท�ำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการเขียนเลข 3 หลักเพ่ิมสูงข้ึน ท้ังนี้ได้สอดคล้องกับงานวิจัยของ สายพิณ โคกทอง (2542) ท�ำการศึกษาทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ของผู้เรียนท่ีมีปัญหาทางการเรียนรู้ระดับชั้น 168 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ

ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 จากการจดั กจิ กรรมบรู ณาการเกมคณติ ศาสตร์ โดยทดลองกบั ผเู้ รยี นระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษา ปที ่ี 1 อายุ 6-7 ปี จำ� นวน 6 คน โรงเรยี นบา้ นหลงั เขา ผลการวจิ ยั พบว่า ทักษะพนื้ ฐานทางคณิตศาสตรข์ อง ผู้เรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 สูงขึ้นหลังการเข้าร่วมกิจกรรมบูรณาการเกม คณิตศาสตร์ พ้นื ฐานคณติ ศาสตรข์ องผเู้ รยี นท่ีมีปัญหาทางการเรียนรู้หลังการเข้ารว่ ม กิจกรรมบรู ณาการเกม คณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี ผู้เรียนท่ีมีปัญหาทางการเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมบูรณาการเกมคณิตศาสตร์ มีทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ .05 โดยหลัง การทดลองเด็กท่ีมีปัญหาทางการเรียนรู้มีคะแนนทักษะพ้ืนฐาน คณิตศาสตร์ สูงกว่าก่อนการทดลอง และ ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ บรรจบ ยศก�ำธร (2552) ได้ศึกษาความสามารถในการจ�ำตัวเลขของผู้เรียน ทอี่ ยใู่ นภาวะเสย่ี งตอ่ การมปี ญั หาทางการเรยี นรรู้ ะดบั ปฐมวยั โดยใชเ้ กม โดยทดลองกบั ผเู้ รยี นทอี่ ยใู่ นภาวะเสย่ี ง ต่อการมีปัญหาทางการเรยี นรู้ด้านการจำ� ตวั เลขกำ� ลงั เรยี นช้นั อนบุ าลปีที่ 1 และ อนุบาลปที ี่ 2 อายุ 4-6½ ปี โรงเรียนบ้านหนองคู ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีความสามารถในการจ�ำตัวเลขโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก มีความสามารถในการจ�ำตัวเลขหลังการเรียนด้วยเกมสูงกว่าก่อนเรียน และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปีเตอร์ คารา่ และแบนชู วโิ อรกิ ้า และคณะ (Peter Karla and Banciu Viorica, 2013) ได้ศกึ ษาผลการใช้ เกมในกิจกรรมการเรียนรู้ด้านภาษาของผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้อยและปานกลาง โดยท�ำการศึกษากบั ผ้เู รยี นกลมุ่ ตัวอยา่ งชายและหญงิ ระหวา่ งอายุ 8–11 ปี จ�ำนวน 28 คน ผลการวิจัยพบว่า มที กั ษะทางด้านภาษาทีส่ งู ข้ึน ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำ� ผลการวิจยั ไปใช้ 1. จากผลการวจิ ยั ครผู สู้ อนควรมกี ารสำ� รวจความชอบประเภทของเลน่ เพอื่ ทจี่ ะนำ� มาใชเ้ ปน็ อปุ กรณ์ ประกอบกจิ กรรมท�ำใหผ้ ูเ้ รียนมีความสนใจจดจ่อในการท�ำกิจกรรมเพิ่มมากขนึ้ ควรใช้หอ้ งท่ไี มม่ ีผู้อ่นื เขา้ ออก ระหว่างด�ำเนินการสอนเพื่อใหผ้ ู้เรียนมสี มาธิในการเรียนมากขึ้น และมกี ารเตรยี มตัวล่วงหน้าในการจดั เตรยี ม สอื่ การเรียนร้แู ละจดั สถานทสี่ �ำหรบั เล่นเกมใหพ้ ร้อมก่อนท่ีผเู้ รียนจะเขา้ มาในหอ้ งเรยี นเพอ่ื ให้การท�ำกจิ กรรม เปน็ ไปตามทว่ี างแผนไว้ 2. จากผลการวจิ ยั ครผู สู้ อนควรมกี ารระมดั ระวงั ในการเขยี นเลข 1,6,7,9 ใหม้ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ ง ชัดเจน เพอ่ื ไมใ่ ห้ผูเ้ รยี นเกดิ ความสับสน ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 169

เอกสารอา้ งอิง กรมวชิ าการ. (2544). การจดั กจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี นในช้นั เรียนรวม (ระดบั ชว่ งชนั้ ที่ 1-2) พมิ พค์ รัง้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ: พระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ. กุลยา กอ่ สวุ รรณ. (2553). การสอนเด็กทมี่ ีความบกพรอ่ งระดบั เลก็ น้อย. กรุงเทพฯ: สหมติ รพร้นิ ติง้ แอนด์ พบั ลชิ ช่ิง. ดวงเดอื น อ่อนน่วม. (2533). การสอนซ่อมเสรมิ คณิตศาสตร์. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั . ทิศนา แขมมณี. (2557). 14 วธิ สี อนสำ� หรบั ครมู ืออาชพี . กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ผดุง อารยะวญิ ญู. (2542). การศึกษาส�ำหรบั เดก็ ที่มคี วามตอ้ งการพิเศษ. กรุงเทพฯ: แวน่ แกว้ . สายพณิ โคกทอง. (2542). ทกั ษะพน้ื ฐานทางคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ทมี่ ปี ญั หาทางการเรยี นรชู้ น้ั ประถมศกึ ษา ปที ี่ 1 จากการจดั กิจกรรมบรู ณาการกับเกมคณติ ศาสตร์. ปรญิ ญานิพนธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑิต สาขาหลกั สตู รและการนเิ ทศ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร. ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. (2553). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางคณิตศาสตร์ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ: ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตร แห่งประเทศไทย. สรุ ี แซบ่ .ู (2550). การใชก้ ารเลา่ นทิ านเพอื่ เพมิ่ ทกั ษะทางคณติ ศาสตรใ์ นเดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา. ปรญิ ญานิพนธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการศกึ ษาพิเศษ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม.่ อารยี ์ มนทริ าลยั . (2545). การสรา้ งการอา่ นแจกลกู ตรงตามมาตราตวั สะกดไทย สำ� หรบั นกั เรยี นชนั้ ประถม ศกึ ษาท่ี 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา มหาวทิ ยาลัย บูรพา. Peter Karla and Banciu Viorica. (2013). Game Using in the Language Education Activities of Children with Mild and Moderate Mental Disabilities. International Journal of Information and Education Technology, (3) 3. 170 บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

การบรหิ ารการพัฒนางานเวชระเบียนในประเทศไทย Development Administration of Medical Record in Thailand นพมาส เครอื สุวรรณ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ อินทร์รกั ษ์ หลกั สตู รศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการบรหิ ารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ บทคดั ย่อ การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์: 1) สร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้เก่ียวกับพัฒนาการงานเวชระเบียนใน ประเทศไทย 2) ก�ำหนดทิศทางการบริหารการพัฒนางานเวชระเบียนที่เหมาะสมส�ำหรับประเทศไทย การดำ� เนนิ การวจิ ัยมี 2 ขั้นตอน คือ 1) วิเคราะห์เนอ้ื หาพฒั นาการงานเวชระเบียนในประเทศไทย เครื่องมือ ที่ใช้เก็บข้อมูลเป็น แบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้างจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน 2) วิเคราะห์ทิศทาง การบริหารการพัฒนางาน เวชระเบียนท่ีเหมาะสมส�ำหรับประเทศไทย ใช้เทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต แบบ EDFR และเคร่อื งมอื ทใี่ ชเ้ กบ็ ข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กง่ึ โครงสร้าง และแบบสอบถามความคิดเหน็ จาก ผ้เู ชยี่ วชาญ 21 คน สถติ ิท่ีใชว้ ิเคราะหข์ ้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน ค่าฐานนยิ ม และค่าพิสัยระหวา่ งควอไทล์ ผลการวจิ ัยพบว่า: 1. พัฒนาการงานเวชระเบียนในประเทศ ระยะแรก ประเทศไทยพบหลกั ฐาน การ บันทึกทางการแพทย์ ตั้งแตส่ มยั กรงุ ศรอี ยุธยา ในปี พ.ศ. 2229 พบการบนั ทกึ การท�ำศัลยกรรมทหารฝรัง่ เศส ทถี่ ูกแทง ตอ่ มากรงุ รัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ. 2380 พบสถติ ทิ างการแพทย์ และการบนั ทกึ การผา่ ตดั ครง้ั แรกใน ประเทศไทย ระยะท่ีสอง เม่ือประเทศไทยเปิดโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ เร่ิมมีการอบรมให้ความรู้กับ ผู้ปฏิบัติงานเวชระเบียนโดยได้รับความร่วมมือจากองค์การอนามัยโลก หลักสูตรอบรมหลักสูตรแรกจัดขึ้น ในปี พ.ศ. 2507 เป็นหลกั สตู ร 1 ปี ระยะทีส่ าม เปน็ ระยะการจัดการศกึ ษา ซ่งึ เปน็ พืน้ ฐานสำ� คญั ในการพฒั นา งานเวชระเบยี น ในประเทศไทย หลกั สตู รการศกึ ษาหลกั สตู รแรก ในปี พ.ศ. 2518 ชอื่ หลกั สตู รประกาศนยี บตั ร เวชสถิติ โดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 เปดิ หลกั สูตรระดบั ปรญิ ญาตรีต่อ เน่ือง ชื่อหลักสูตรวทิ ยาศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาเวชระเบยี น โดยมหาวิทยาลัยมหิดล และในปี พ.ศ. 2555 เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ช่ือหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน โดยกระทรวง สาธารณสุข ระบบงาน เวชระเบียนในประเทศไทยเร่ิมน�ำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานเวชระเบียนตั้งแต่ ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 171

ปี พ.ศ. 2502 และมพี ฒั นาการมาอย่างตอ่ เนอ่ื ง 2. ทิศทางการบริหารการพัฒนางานเวชระเบียนทีเ่ หมาะสม ส�ำหรับประเทศไทย ประกอบด้วย 13 ด้าน คือ 1) ด้านอนาคตของงานเวชระเบียน 2) ด้านโครงสร้าง การบริหารการพัฒนา 3) ด้านยุทธศาสตร์และการลงทุน 4) ด้านการบริหารกิจการและภาวะผู้น�ำ 5) ด้าน การสร้างความรว่ มมือ 6) ดา้ นการบริการและการนำ� ไปใช้ประโยชน์ 7) ด้านโครงสร้างพน้ื ฐานทางเทคโนโลยี 8) ด้านมาตรฐานและความสามารถในการท�ำงานร่วมกัน 9) ด้านการออกกฎหมาย นโยบาย การปฏิบัติ 10) ดา้ นการพฒั นาบคุ ลากรและผูเ้ กี่ยวขอ้ ง 11) ด้านองค์กรวชิ าชพี 12) ด้านการจดั การศกึ ษา และ 13) ด้าน การขับเคล่อื น คำ� ส�ำคญั : งานเวชระเบยี น การบริหารงานเวชระเบยี น การพัฒนางานเวชระเบียน Abstract The purposes of this study were: 1) to get the deep understanding on the development of medical record in Thailand and; 2) to set up the direction of the development administration for suitable medical record for Thailand. There were 2 steps of research methodology; 1) analyzing the content of medical record development in Thailand. This step the research used the semi-structured interview form for collecting the data from 6 experts 2) for set up the direction for development administration for suitable medical record in Thailand which applied the Ethnographic Delphi Futures Research (EDFR) and the semi- structured interview form and opinionnaire were used for collecting the data from 21 experts. Analytical statistics were median, mode and interquartile range. It was found from the research that: 1. The study of medical record development in Thailand revealed that; firstly, in Ayutthaya period, the first medical record of a surgery on stabbed French soldier was found while in Rattanakosin, medical statistic and surgery records were firstly found. Secondly, in B.E. 2507 when Thai hospital and medical school were first opened, the first training, a one-year course, for medical record staff was performed with a support of WHO. Thirdly, the first medical record curriculum, namely Certificate in Medical Statistics in B.E. 2518 by Ministry of Public Health. In B.E. 2534, a higher degree, a Bachelor of Science in Medical record, was established by Mahidol University following by a Bachelor of Public Health in Medical Record by ministry of public Health in B.E. 2555. It was also found that computer system has been applied in medical record works in Thailand since B.E. 2502 onwards. 2. A suitable direction for development administration of medical record in Thailand consists of 13 areas namely; 1) future of medical record 2) structure of development administration 3) strategy and investment 4) leadership and governance 5) cooperation 6) service and application 7) infrastructure 8) standardization and interoperability 9) legislation, 172 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ

policy and implementation 10) workforce development 11) professional organization 12) education and 13) propulsion. Keywords : Medical Record, Medical Record Administration, Development Administration of Medical Record บทน�ำ การพฒั นาระบบสขุ ภาพในอดตี ทผ่ี า่ นมา มกี ารผลกั ดนั ใหเ้ กดิ การปฏริ ปู ทสี่ ำ� คญั ในดา้ นการศกึ ษาเพอ่ื ผลติ และพฒั นาบคุ ลากรดา้ นสขุ ภาพ โดยเปลย่ี นแปลงจากการเรยี นรทู้ อี่ ยบู่ นฐานของประสบการณส์ กู่ ารเรยี น รบู้ นฐานของวทิ ยาศาสตร์ มคี วามทา้ ทายของระบบจากการเปลีย่ นแปลงไปของบริบท เชน่ การใช้เทคโนโลยี ราคาแพงที่ต้องค�ำนึงถึงความคุ้มทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรักษาพยาบาล การเน้นงานป้องกันและ สง่ เสรมิ สขุ ภาพรวมทง้ั การจดั การปจั จยั ดา้ นสงั คม สงิ่ แวดลอ้ มและเศรษฐกจิ ทกี่ ระทบตอ่ สขุ ภาพ ในศตวรรษที่ 21 ได้มกี ารเปลีย่ นแปลงหลายอย่าง รวมถึงการเปล่ยี นแปลงของระบบสุขภาพและสังคม การเกิดระบบหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติและการปฏิรูประบบการเงินการคลังเพ่ือสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของระบบบริหาร จดั การของหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพ องค์การอนามัย กลา่ ววา่ การพัฒนาระบบสุขภาพจำ� เปน็ ตอ้ งมีระบบขอ้ มูลสุขภาพท่ีมีประสทิ ธิภาพ ซงึ่ ระบบขอ้ มลู สขุ ภาพทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพนน้ั ตอ้ งเรม่ิ ตน้ จากระบบการจดั ทำ� จดั เกบ็ และบรหิ ารจดั การขอ้ มลู เพอื่ การใชป้ ระโยชนส์ ำ� หรบั การบรกิ ารขอ้ มลู สขุ ภาพและการบรหิ ารสำ� หรบั ผบู้ รหิ ารในระดบั ตา่ ง ๆ เพอ่ื การบรกิ าร สุขภาพของประชาชนต้ังแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงการวางแผนด้านสุขภาพในระดับประเทศอีกด้วย รัฐบาลน�ำ ขอ้ มลู ดงั กลา่ วไปใชใ้ นการวางแผนเพอื่ จดั หาสงิ่ อำ� นวยความสะดวกและโปรแกรมเพอ่ื ดแู ลสขุ ภาพ การบรหิ าร จัดการและการเงินการบัญชีเช่นเดียวกับการวิจัยทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System: HIS) ท่ีใช้คอมพิวเตอร์ยังไม่ได้รับการพัฒนาในอีกหลายประเทศ ดังน้ัน การบรหิ ารจดั การโดยระบบเดิมทมี่ ปี ระสิทธิภาพจึงยงั มีความจำ� เปน็ ในการรวบรวมข้อมลู ใหส้ มบรู ณ์ ถกู ต้อง และทันสมยั ท้ังนี้ ประเทศไทยก็พยายามทจ่ี ะพฒั นาระบบมาตรฐานขอ้ มูลทางสุขภาพของประเทศ โดยจัดตั้ง ศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย เพื่อ 1) พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพของประเทศให้ ระบบขอ้ มลู สขุ ภาพตา่ งระบบสามารถแลกเปลย่ี นกนั ไดใ้ นทกุ ระดบั  2) พฒั นาแนวปฏบิ ตั ดิ า้ นมาตรฐานระบบ ข้อมูลสุขภาพส�ำหรับผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลสุขภาพ 3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสร้างองค์ความรู้ การจัดการความรู้ด้านระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (Health Informatics) โดยเฉพาะ อย่างยิ่งความรู้ด้านมาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพของประเทศ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และ ความชำ� นาญดา้ นระบบขอ้ มลู และเทคโนโลยสี ารสนเทศสขุ ภาพอยา่ งตอ่ เนอื่ ง และ 4) สรา้ งและขยายภาคเี ครอื ขา่ ย เพอ่ื การพฒั นาระบบขอ้ มลู และเทคโนโลยสี ารสนเทศสขุ ภาพ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ มาตรฐานระบบขอ้ มลู สขุ ภาพ ให้กว้างขวางท้งั ในประเทศและระหว่างประเทศ ส�ำหรับประเทศไทยได้ส่งเสรมิ ใหน้ �ำระบบเทคโนโลยมี าใช้ใน โรงพยาบาล จะเห็นว่าประเทศไทยมีแนวโน้มน�ำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในระบบสารสนเทศสุขภาพมากขึ้น เพ่ือความสะดวกรวดเร็วในการใหบ้ ริการผปู้ ่วยและสะดวก ในการบริหารจดั การขอ้ มลู เพ่อื การบริหาร ดังนัน้ ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 173

งานด้านเวชระเบียนควรได้รับการบริหารพัฒนาให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพท่ีเกิดขึ้นใน ประเทศไทยรวมถึงการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านเวชระเบียนควรจะได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะ สอดคลอ้ งกับระบบสุขภาพในปัจจุบนั และอนาคต ในประเทศไทยมพี ฒั นาการทางการศกึ ษาดา้ นเวชระเบยี นมมี าตง้ั แต่ พ.ศ. 2518 โดยจดั เปน็ การศกึ ษา ในระดับประกาศนียบัตรเวชสถิติ เพือ่ ผลติ บคุ ลากรท�ำหนา้ ทจี่ ดั ทำ� เวชระเบยี นผูป้ ว่ ย และการจัดทำ� สถิตทิ าง การแพทย์ ซงึ่ งานขอ้ มลู ทางการแพทยห์ รอื งานเวชระเบยี นในโรงพยาบาลไดเ้ รม่ิ อยา่ งเปน็ ระบบเมอื่ มกี ารจดั การ ศึกษาด้านเวชระเบียนขึ้นอย่างเป็นระบบ จะเห็นได้ว่าพื้นฐานส�ำคัญของงานเวชระเบียนของโรงพยาบาลใน ประเทศไทยเรม่ิ จากการจดั การศึกษาดา้ นเวชระเบยี นอย่างเปน็ ระบบ และเรยี กบุคลากรทีส่ ำ� เร็จการศกึ ษาใน ระดับประกาศนียบัตรนี้ว่าเจ้าพนักงานเวชสถิติ โดยปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดทำ� จัดเก็บเวชระเบียนส�ำหรับ ผ้ปู ว่ ยและผู้มารับบริการสุขภาพตา่ ง ๆ การให้รหสั ทางการแพทย์ การจดั ท�ำสถิติ รายงาน เพอ่ื การบริหารใน ระบบบริการสุขภาพ และในปัจจุบันยังเกี่ยวข้องกับการคลังสุขภาพด้วย ท้ังนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า เวชระเบียนหรือ แบบบันทึกทางสุขภาพเป็นส่วนส�ำคัญของการดูแลสุขภาพผู้ป่วยทั้งปัจจุบันและ อนาคต การเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับสุขภาพและการรักษาผู้ป่วย มีความจ�ำเป็นส�ำหรับการดูแล ผู้ป่วยในปัจจุบันและต่อเน่ือง นอกจากนี้ เวชระเบียนยังน�ำมาใช้ในการบริหารจัดการ การวางแผน การอ�ำนวยการและการบริการด้านการดูแลสุขภาพ ส�ำหรับการวจิ ัยและสถิติการดูแลสุขภาพ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างถอ่ งแท้เก่ียวกับพฒั นาการงานเวชระเบียนในประเทศไทย 2. เพ่อื ก�ำหนดทศิ ทางการบรหิ ารการพฒั นางานเวชระเบียนทีเ่ หมาะสมส�ำหรบั ประเทศไทย แนวคดิ ทฤษฎที เ่ี กี่ยวข้อง การศึกษาการบริหารการพัฒนางานเวชระเบียนในประเทศไทย ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหาร การพฒั นา และแนวคิดเกี่ยวกบั เวชระเบียน แนวคดิ ทฤษฎเี กยี่ วกบั การบรหิ ารการพฒั นา มนี กั วชิ าการทเี่ กยี่ วขอ้ ง ดงั น้ี จอรจ์ เอฟ. แกนท์ (George F. Gant) จ�ำแนกประเภทบริหารการพัฒนา ตามความมุ่งหมายของการบริหารและวิธีการในการบริหารได้ 2 ประเภท คือ 1) การบริหารภายใน (Internal Administration) เปน็ การเนน้ ทป่ี ระสิทธิภาพของการบรหิ าร ภายในขององค์การ โดยอาศัยเทคนิคในการจัดการ 2) การบริหารภายนอก (External Administration) เปน็ การบรหิ ารทค่ี รอบคลมุ ถงึ ปจั จยั ภายนอก แกนท์ ใหค้ วามสำ� คญั กบั การบรหิ ารภายนอก หรอื สว่ นรว่ ม หรอื การปฏิสัมพนั ธ์กบั ประชาชน หรอื องค์กรอืน่ ๆ ดว้ ย การบริหารงานโดยวิธกี ารทำ� ใหอ้ งค์การให้มีสว่ นรว่ มใน การพัฒนานี้ เรยี กว่า การบริหารการพฒั นา ในทรรศนะของ แกนท์ การบริหารการพฒั นาจะบรรลุผลตามท่ี กำ� หนดขน้ึ อยกู่ บั 1) มคี ณะกรรมการทำ� หนา้ ทเี่ กย่ี วกบั การวางแผนเพอ่ื ประสานงานระหวา่ งกระทรวงทร่ี บั ผดิ ชอบ งานพัฒนา แผนเหล่าน้ีจะต้องเปลี่ยนเป็นโครงการและน�ำไปสู่การปฏิบัติ 2) มีการตั้งหน่วยงานใหม่ ๆ รวมท้ังการเอารัฐวิสาหกิจและหน่วยงานทางธุรกิจเอกชนมาช่วยในการพัฒนา 3) มีการกระจายอำ� นาจและ การมอบหมายหนา้ ทใ่ี นหนว่ ยงานราชการอน่ื ๆ ในชนบท 4) จะตอ้ งปรบั ปรงุ ระบบโครงสรา้ งและระบบบรหิ าร 174 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสิต

เพ่อื ใหก้ ารกระจายอำ� นาจบรรลุผล 5) การบรหิ ารการพัฒนาตอ้ งการหนว่ ยงานทางวิชาการช่วยเหลือในดา้ น การวจิ ยั ฝึกอบรม ใหค้ ำ� ปรึกษา นอกจากน้ี ยังตอ้ งการการใหส้ นบั สนนุ ประชาชน 6) กระทรวงท่ที �ำหนา้ ท่ี เกีย่ วกบั การพัฒนาจะต้องมีสมรรถภาพทางการบริหารเพ่ือรับผดิ ชอบงานพัฒนา เอ็ดเวิร์ด ดับบลิว ไวด์เนอร์ (Edward W. Weidner, 1961) ได้นิยามการบริหารการพัฒนาว่า กระบวนการที่จะน�ำเอาองค์การไปในทางท่ีจะให้สัมฤทธิผลตามความมุ่งหมาย คือ ความก้าวหน้าทางด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งต้องเป็นความมุ่งหมายที่ผู้มีอ�ำนาจหน้าท่ีก�ำหนดไว้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง และ การบรหิ าร การพฒั นานนั้ เปน็ การปรบั กระบวนการบรหิ ารใหเ้ ขา้ กบั จดุ มงุ่ หมายของโครงการพฒั นาของรฐั บาล แนวความคิด ในการบริหารการพัฒนาแบบภาวะนิเวศน์ของ เอ็ดวาร์ด ดับเบิลยู ไวด์เนอร์ (Edward W. Weidner) เหน็ วา่ การบริหารการพัฒนาจะมีลักษณะทสี่ ำ� คัญ 3 ประการ คือ 1) การเจริญเติบโตทมี่ ีทศิ ทาง (Directional Growth) 2) การเปลี่ยนแปลงระบบ (System Change) 3) การวางแผนหรือจุดมุ่งหมายใน การเปล่ียนแปลง (Planning or Intended Change) รกิ ส์ (Riggs, 1971: 73) อธบิ ายว่า การบริหารการพัฒนา หมายถงึ ความพยายามท่มี กี ารจัดการเพอ่ื น�ำความคิดตามแผนงานหรือโครงการโดยผู้เกี่ยวข้องไปปฏิบัติเพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของการพัฒนา และมคี วามเหน็ วา่ แนวคดิ หลกั ของการพฒั นาอยทู่ ก่ี ารเพม่ิ ความสามารถของสงั คมทจี่ ะกำ� หนดสภาพแวดลอ้ ม ทางดา้ นกายภาพ มนษุ ยแ์ ละวฒั นธรรม สว่ นความสามารถในการพฒั นาขน้ึ อยกู่ บั การตดั สนิ ใจและดำ� เนนิ การ เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของรัฐบาล รวมทั้งการต่อสู้เพ่ือเพิ่มสมรรถนะของรัฐบาลในการด�ำเนินงานตาม แผนงานพฒั นาดว้ ย อุทัย เลาหวิเชียร (2529: 67) กล่าวว่า การบริหารการพัฒนาเน้นความส�ำคัญของการปฏิบัติ (Action-oriented) และความส�ำคัญของการบรรลุเปา้ หมาย (goal-oriented) ซง่ึ เปน็ กระบวนการทจี่ ะช่วย ให้องคก์ ารบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาการเมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คม ตามทก่ี �ำหนดไว้ อนันต์ เกตุวงศ์ (2536: 115) กล่าวว่า การบริหารเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญต่อการพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เพราะโครงการหรือแผนการพัฒนาไม่ว่าจะทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะ ต้องอาศัยระบบการบริหารที่มีความสามารถและมีประสิทธิภาพจึงจะท�ำให้โครงการเหล่านั้นบรรลุผลส�ำเร็จ และการทจ่ี ะท�ำให้เกดิ ความสามารถทางการบริหารได้จ�ำเปน็ ตอ้ งมกี ารพฒั นาปรับปรุงการบรหิ าร โดยเฉพาะ อย่างย่ิงการเปลี่ยนระบบ การบริหารและระเบียบกฎเกณฑ์ข้อบังคับรวมถึงคุณสมบัติของผู้บริหารและสิ่ง แวดล้อมของการบรหิ ารด้วยเปน็ ส�ำคญั แต่การกระทำ� ดงั กล่าวจะไปไดไ้ ม่ไกลนักหรอื จะไม่บรรลุผลเท่าท่ีควร ถ้าไม่มกี ารปรับปรงุ เปล่ียนแปลงลักษณะหรอื ปจั จยั หลาย ๆ อยา่ งของการเมอื ง เศรษฐกิจและสงั คม ตนิ ปรชั ญพฤทธิ์ (2555: 21-22) กล่าววา่ การบริหารการพัฒนามอี งค์ประกอบหลกั ๆ อยู่ 2 ประการ 1. องค์ประกอบการพฒั นาการบรหิ าร (Development of Administration) การพัฒนาการบริหาร หรือ การปฏิรูปการบรหิ ารครอบคลุมถึงองคป์ ระกอบรองตา่ ง ๆ คือ การพัฒนาโครงสร้าง กระบวนการเทคโนโลยี และพฤตกิ รรม ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ มทงั้ ภายในและภายนอกระบบการบรหิ าร การพฒั นาการบรหิ าร ท่ีจะเพิ่มสมรรถนะของระบบราชการตอบสนองภารกิจของการบริหารเพ่ือพัฒนาโดยส่วนร่วม และความ ต้องการของประชาชน นอกจากสภาพแวดล้อมแล้วต้องครอบคลุมโครงสร้าง กระบวนการและพฤติกรรมท่ี เอ้ือต่อการพัฒนา ทั้งนี้พฤติกรรมหรือค่านิยมเก่ียวกับการพัฒนาประเทศหรือความมุ่งม่ันในการพัฒนา ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 175

(Development-Orientedness) ซึ่งได้แก่ ค่านิยมท่ีเอื้อต่อความเปลี่ยนแปลง การยอมให้ผู้อื่นเข้ามามี ส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความอดกล้ัน ความเสมอภาค การพัฒนาเศรษฐกิจ ความห่วงใยในชาติ องค์การ ความเสียสละ ความกล้าเสี่ยงตัดสินใจ ความผูกพันในงานและการปฏิบัติงานให้สัมฤทธิผล หลักการของ การจดั โครงสรา้ งทางการบรหิ าร ประกอบดว้ ย การแบง่ แยกหนา้ ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบและมอบใหแ้ ตล่ ะบคุ คลทำ� กับการสอดประสานหน้าท่ีความรับผิดชอบ ท่ีแบ่งแยกไปให้มีการประสานงานและความกลมกลืน การแบ่ง หน้าที่ความรับผิดชอบและมอบให้แต่ละบุคคล เพ่ือสะดวกแก่การติดตามประเมินผลและการส่งข้อมูลย้อน กลบั วา่ ใครรบั ผดิ ชอบอะไร และปฏบิ ตั ิงานไดม้ ากน้อยเพียงใด สว่ นการสอดประสานหน้าท่ีความรบั ผิดชอบท่ี แบง่ แยกไปแลว้ นนั้ ใหม้ กี ารประสานงานและกลมกลนื เพอ่ื โนม้ นา้ วการปฏบิ ตั งิ านทงั้ มวลใหเ้ ปน็ ไปตามทศิ ทาง ท่ีจะบรรลุวัตถุประสงค์ หรือเอื้อต่อการพัฒนา หากเป้าหมายของประเทศคือ การบริหารการพัฒนาแล้ว รปู แบบโครงสรา้ งทม่ี ใี นปกตจิ ะเปน็ การเพยี งพอหรอื ไมท่ จ่ี ะเปน็ เครอ่ื งมอื ทน่ี ำ� ไปสเู่ ปา้ หมายดงั กลา่ วแลว้ หาก ไมเ่ พยี งพอควรแกไ้ ขปรบั ปรงุ ในสว่ นใดบา้ งหรอื ควรจะพฒั นารปู แบบโครงสรา้ งทางการบรหิ ารอน่ื ใดขนึ้ มาแทน บา้ ง ซงึ่ เปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ในนามของ “หนว่ ยงานสรา้ งชาต”ิ อาจจะตอ้ งไดร้ บั การจดั ตงั้ ขนึ้ มาใหมเ่ พอ่ื ใหร้ บั ผดิ ชอบ งานพัฒนาแตล่ ะด้านโดยเฉพาะ หรือถ้าไม่สามารถสรา้ งหรอื พฒั นาหนว่ ยงานเหลา่ นข้ี ้ึนมาแทนไดท้ นั ที กอ็ าจ จะแก้ไขปรับปรุงหน่วยงานเดิมให้หันมารับผิดชอบงานทางด้านการพัฒนามากขึ้น แต่ในบรรดาโครงสร้าง การบรหิ ารเหลา่ น้ี คงไมม่ รี ปู แบบใดทด่ี ที สี่ ดุ คงตอ้ งมกี ารทดลอง หรอื วเิ คราะหว์ จิ ยั ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพของ หนว่ ยงานแตล่ ะแหง่ อกี ครง้ั อยา่ งไรกด็ รี ปู แบบการพฒั นาหรอื การประดษิ ฐค์ ดิ คน้ ทางโครงสรา้ ง การบรหิ ารงาน ทด่ี นี น้ั จะตอ้ งพจิ ารณาควบคกู่ นั ไปกบั การพฒั นาหรอื การคดิ คน้ ทางดา้ นโครงการพฒั นา ผลงาน และการสง่ มอบ บริการให้แก่ลูกค้า 2. องค์ประกอบการบริหารเพื่อการพัฒนา (Administration of Development) องคป์ ระกอบหลกั การบรหิ ารเพอื่ การพฒั นา เชน่ การบรหิ ารโครงการพฒั นา มงุ่ ทจ่ี ะแปลงนโยบายการพฒั นาออก มาเป็นแผนงาน โครงการ และกจิ การพัฒนาท่ีมีความเปน็ ไปไดใ้ นทางปฏบิ ตั ิในสภาพแวดลอ้ มท่ีเปลยี่ นแปลง ไป โดยครอบคลุมสิง่ ต่อไปน้ี (1) การวางแผนและก�ำหนดแผนงาน โครงการและกิจการพฒั นา (2) การนำ� แผน งานโครงการและกจิ การพัฒนาไปปฏิบตั ิ และ (3) การปะเมนิ แผน แผนงาน โครงการ และกิจกรรมการพฒั นา และข้อมลู ย้อนกลับ นอกจากน้มี กี ารพัฒนาอ่ืน ๆ ได้แก่ การพัฒนาสงั คม การพฒั นาการศกึ ษา ฯลฯ แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ยี วกับงานเวชระเบียน เวชระเบยี น หมายถงึ บนั ทกึ ขอ้ มลู การรกั ษา การดแู ลสขุ ภาพของผมู้ ารบั บรกิ ารในสถานบรกิ ารสขุ ภาพ ซง่ึ ประกอบด้วย ขอ้ มูลทว่ั ไปทางประชากร ข้อมูลทางกฎหมาย ข้อมลู การเจบ็ ป่วยทง้ั อดีตและปัจจบุ นั ข้อมลู ทางคลินิก การตรวจทางห้องปฏิบัตกิ าร การวนิ จิ ฉัย การดแู ลและการให้การรกั ษาพยาบาลทก่ี ระท�ำต่อผูป้ ่วย ที่บนั ทึกโดยทีมสุขภาพท่ดี แู ลรักษาผมู้ ารับบรกิ าร และข้อมูลทางการเงิน องค์การอนามัยโลก กลา่ วถึง วัตถุประสงคห์ ลกั ของเวชระเบียน คอื บนั ทกึ ความจริงเกยี่ วกับสขุ ภาพ ผปู้ ว่ ย ใหค้ วามสำ� คญั กบั เหตกุ ารณท์ เี่ กดิ ขน้ึ ระหวา่ งการนอนพกั รกั ษาหรอื ทำ� การรกั ษาพยาบาลทส่ี ถานพยาบาล และ การดูแลอยา่ งตอ่ เน่อื งเม่อื ผู้ป่วยตอ้ งดแู ลสุขภาพในอนาคต เวชระเบยี นของผปู้ ่วยควรมขี อ้ มูลขา่ วสารท่ี ถูกต้อง ในประเด็นตอ่ ไปนี้ เป็นขอ้ มลู สุขภาพของผปู้ ่วยรายน้ัน กำ� หนดถงึ การบรกิ ารอะไร เมื่อไหร่ ทำ� ไม และ อย่างไร และผลการดูแลรกั ษาเป็นอยา่ งไร ซึง่ เวชระเบียนมี 4 ตอนหลกั ดงั น้ี 1) เก่ยี วกบั การบริหารจดั การ (Administrative) ประกอบด้วย ข้อมูลทางประชากร สังคม เศรษฐกิจ เช่น ช่ือผู้ป่วย (พิสูจน์ได้ความเป็น เฉพาะตัว) เพศ วันเกดิ สถานทเ่ี กิด ทอี่ ยู่ถาวร และเลขทีเ่ วชระเบยี น 2) ขอ้ มูลทางกฎหมาย (legal Data) 176 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ

ประกอบดว้ ย ใบลงนามยนิ ยอมการรกั ษาโดยแพทยแ์ ละผูม้ ีอ�ำนาจ 3) ขอ้ มลู ทางการเงนิ (Financial Data) เก่ยี วกบั ค่าใชจ้ า่ ย คา่ ธรรมเนียมสำ� หรับ บริการทางการแพทย์และการอ�ำนวยความสะดวกของโรงพยาบาล 4) ข้อมูลทางคลินิก (Clinical Data) ทน่ี ำ� มาส่กู ารรบั ไว้ในโรงพยาบาล หรอื การรักษา เชน่ เดียวกับผูป้ ว่ ยนอกหรอื ผู้ปว่ ยฉกุ เฉนิ ประเทศไทยสง่ เสรมิ ใหน้ ำ� ระบบเทคโนโลยมี าใชใ้ นโรงพยาบาล โรงพยาบาลมกี ารใชร้ ะบบเวชระเบยี น อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record: EMR) ท่ีแตกต่างกันมากและมีการลงทุนสูงมาก ระบบ เวชระเบยี นอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ทใ่ี ช้มที ัง้ ระบบที่กระทรวงสาธารณสุขพฒั นาขน้ึ มาเอง ระบบท่โี รงพยาบาลพฒั นา ขนึ้ มาเอง หรอื โรงพยาบาลจา้ งบรษิ ทั พฒั นา และมกี ารพฒั นาชดุ ขอ้ มลู มาตรฐานมาตามลำ� ดบั ตงั้ แต่ ปี พ.ศ. 2543 ชดุ ขอ้ มลู มาตรฐาน 12 แฟม้ ขอ้ มลู หลักของผู้ปว่ ยในเพ่อื ประกอบการเบกิ จ่ายเงนิ ปจั จบุ นั เป็น 43 แฟ้มขอ้ มูล หลกั ในการพฒั นาเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ องคก์ ารอนามยั โลกไดเ้ สนอแนวคดิ การพฒั นาสารสนเทศสขุ ภาพ อิเล็กทรอนิกส์ ไว้ 7 องค์ประกอบส�ำคัญ ดังน้ี 1) ภาวะผู้น�ำและการบริหารกิจการ 2) ยุทธศาสตร์และ การลงทุน 3) บริการและการน�ำไปใช้ 4) โครงสร้างพื้นฐาน 5) มาตรฐานและความสามารถทำ� งานร่วมกัน 6) การออกกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบตั ติ าม 7) ผู้ปฏิบัติงาน จากการศึกษาของเคลเมนท์ เจ แมคโดนลั (Clement J. McDonald) พบว่า ทุกองค์กรต้องการเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แต่อุปสรรคที่ส�ำคัญ คือ ความแตกตา่ งของระบบงานตา่ ง ๆ ทม่ี อี ยแู่ ลว้ โดยเฉพาะในดา้ นโครงสรา้ ง ระบบการใหร้ หสั ดงั นน้ั เราควรให้ ความสนใจกับการเช่ือมโยงมากกว่าสนใจท่ีระบบ และสตีเฟน ที. แพเรนท์ และเจฟเฟรย์ เอส แมคคัลลัฟ (Stephen T. Parente and Jeffrey S. McCullough, 2009) พบวา่ การบันทกึ ขอ้ มูลสุขภาพอเิ ลก็ ทรอนิกส์ มีผลดเี ลก็ น้อยและมผี ลกระทบทางบวกในดา้ นความปลอดภัยของผู้ปว่ ย ด้วยเหตุผลดงั กล่าวควรส่งเสริมใหม้ ี การลงทุนในการประเมินบนพื้นฐานข้อมูลหลักฐานจ�ำเป็น นิโคลาส เอ็ดวาร์ดสัน และคนอื่น ๆ (Nicholas Edwardson and Others ) พบว่า ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนจ�ำนวนมากในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ผลคุ้มค่าในระยะยาว วิลเลียม อี เอ็นซิโนสา (William E. Encinosa) พบว่า ภายใต้กฎหมายใหม่ท่ีมี การปรับปรุงท�ำให้เกิดเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น ผู้วิจัยได้ใช้ฐานข้อมูลของ MarketScan เพ่ือมาศึกษา ผลกระทบตอ่ คา่ ใชจ้ ่าย พบวา่ เวชระเบยี นอิเลก็ ทรอนกิ ส์ (EMR) ไมไ่ ดล้ ดอตั รา การเกดิ เหตุการณ์ทีเ่ กีย่ วข้อง กบั ความปลอดภยั ของผปู้ ว่ ย แตเ่ มอ่ื เกดิ เหตกุ ารณข์ นึ้ เวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (EMR) สามารถลดอตั ราตาย ลดคา่ ใชจ้ ่ายได้ ดงั นน้ั เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) จงึ ช่วยในการประสานงานดแู ลผปู้ ว่ ย มอร์แกน ไพรส์ (Morgan Price) พบวา่ การใหก้ ารศกึ ษาและกจิ กรรมเกย่ี วกบั การพฒั นาคณุ ภาพจงึ มคี วามจำ� เปน็ ตอ่ บคุ ลากร เหลา่ นัน้ เพือ่ ใหใ้ ช้ประโยชนจ์ ากเวชระเบียนอเิ ล็กทรอนิกส์ไดอ้ ย่างเตม็ ที่ จากการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับ งานเวชระเบียนอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ สามารถนำ� มาประกอบกรอบแนวคิด ทผ่ี วู้ ิจยั ใชเ้ ปน็ แนวทางในการศกึ ษาวจิ ัย ครั้งน้ี โดยเขียนเปน็ แผนภมู ิดงั ปรากฏในแผนภาพที่ 1 ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 177

แนวคิด/ทฤษฎี ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ แนวคดิ /ทฤษฎี งานเวชระเบียน การบรหิ ารการพัฒนา การบรหิ ารการพฒั นา - เอด็ นา่ เค ฮัฟฟแ์ มน - จอร์จ เอฟ แกน้ ท์ (Edna K. Huffman) งานเวชระเบียน (George F. Gant) - แคทลีน เอ็ม เลเทอร์ ในประเทศไทย - เอด็ วารด์ ดบั เบิลยู ไวดเ์ นอร์ (Kathleen M. Latour) (Edword W. Weidner) - เจนนิเฟอร์ โคเฟอร์ งานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง - แฮร์รี่ เจ ฟรายดแ์ มน (Jennifer Cofer) (Harry J. Friedman) - องค์การอนามัยโลก - เฟรด ดบั เบลิ ยู รกิ ส์ - สมพร เอกรตั น์ (Fred W. Riggs) - อทุ ัย เลาหวเิ ชียร - อนันต์ เกตุวงศ์ - ติน ปรัชญพฤทธิ์ แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย ระเบยี บวิธวี ิจัย ประชากรแบง่ เปน็ 2 กลุม่ ไดแ้ ก่ 1. กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในเร่ืองเก่ียวกับพัฒนาการงานเวชระเบียน ได้แก่ ผูบ้ รหิ ารการศกึ ษาดา้ นเวชระเบยี นสงั กดั กระทรวงสาธารณสุข และมหาวทิ ยาลยั อดตี และปัจจบุ นั ผบู้ รหิ าร จากสถานบรกิ ารสุขภาพสังกดั กระทรวงสาธารณสุข จ�ำนวน 6 คน ไดจ้ ากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. กลมุ่ ท่ี 2 กลมุ่ ผเู้ ชยี่ วชาญในเรอื่ งเกย่ี วกบั งานเวชระเบยี นผบู้ รหิ ารการศกึ ษาดา้ นเวชระเบยี น สงั กดั กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย นักวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานในก�ำกับของรัฐ ผู้บริหาร วิทยาลัย ผู้บรหิ ารจากสถานบริการสุขภาพสงั กดั กระทรวงสาธารณสขุ จำ� นวน 21 คน ไดจ้ ากการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) การเกบ็ และรวบรวมขอ้ มลู ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลครัง้ นีผ้ ู้วิจยั ได้ด�ำเนนิ การเกบ็ ขอ้ มลู โดย 1. คน้ คว้าเอกสาร และฐานข้อมูลจากทุกแหล่งทเ่ี ก่ยี วกับพฒั นาการด้านเวชระเบยี นในประเทศไทย และต่างประเทศ แนวคดิ ทฤษฎกี ารบริหารการพัฒนา และเวชระเบียน 2. การสมั ภาษณด์ ว้ ยตนเอง 3. การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเทคนิค EDFR รอบท่ี 1 สัมภาษณ์ด้วยตนเองใช้แบบสัมภาษณ์ ก่ึงโครงสร้าง น�ำประเด็นท่ีได้ไปสร้างแบบสอบถามความคิดเห็นใช้ในการเก็บข้อมูลด้วยเทคนิคเดลฟาย ในการทำ� EDRF รอบท่ี 2 และรอบที่ 3 ไปสมั ภาษณ์ดว้ ยตนเอง ในผู้เช่ยี วชาญและผ้ทู รงคณุ วุฒิกลุ่มเดิม 178 บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต

เครื่องมอื ทีใ่ ช้ 1. แบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสรา้ ง และ 2. แบบสอบถามความคดิ เห็น สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวิจัย การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้เทคนิคการวิจัยแบบ EDFR สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน (Median) ค่าฐานนยิ ม (Mode) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range) และใช้ การวเิ คราะหเ์ นอ้ื หาเพอ่ื กำ� หนดทศิ ทางการบรหิ ารการพฒั นาและพฒั นาเปน็ ขอ้ เสนอเชงิ นโยบายในการบรหิ าร การพัฒนางานเวชระเบยี นสำ� หรบั ประเทศไทย การวเิ คราะหข์ ้อมูล ข้ันที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร และแบบสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ ใชก้ ารวิเคราะหเ์ นอื้ หา (Content Analysis) ขั้นที่ 2 การวิเคราะหข์ ้อมูลท่ีไดจ้ ากผู้เชี่ยวชาญ โดยเทคนิคการวจิ ยั แบบ EDFR ดังนี้ 1. ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการสัมภาษณ์ ด้วยแบบสัมภาษณ์กง่ึ โครงสร้าง รอบท่ี 1 ใช้การวเิ คราะหเ์ นือ้ หา 2. ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ในรอบท่ี 2 และ 3 ใช้การค�ำนวณ หาค่ามัธยฐาน (Median) ฐานนิยม (Mode) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquatile Range) โดยใช้ โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำ� เรจ็ รูป แปลผลตามเกณฑค์ ่าคะแนนกลาง (Mid Point) ดังน้ี 2.1 ค่ามธั ยฐาน (Median : Mdn) 2.2 คา่ ฐานนยิ ม (Mode : Mo) น�ำค่าฐานนิยมที่ค�ำนวณได้มาหาค่าสัมบูรณ์ของผลต่างระหว่างมัธยฐานกับฐานนิยม โดยผลต่าง ตอ้ งมคี า่ ไมเ่ กนิ 1 จึงถือว่าความคิดเหน็ ของผเู้ ชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวฒุ ิที่มีตอ่ ขอ้ น้นั สอดคล้องกัน 2.3 ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ได้จากการค�ำนวณหาค่าความแตกต่างของควอไทล์ท่ี 1 และ ควอไทลท์ ี่ 3 ถ้าค่าพสิ ัยระหว่างควอไทลท์ ่คี �ำนวณไดม้ ีค่านอ้ ยกว่า หรือเทา่ กับ 1.50 แสดงว่าความคดิ เห็นของ ผเู้ ชย่ี วชาญ มคี วามสอดคล้องกัน ถา้ ค่าพสิ ยั ระหว่างควอไทลท์ ีค่ �ำนวณได้ในแตล่ ะข้อมคี า่ มากกวา่ 1.50 แสดง วา่ กลมุ่ ผ้เู ชีย่ วชาญมคี วามคดิ เหน็ แตล่ ะข้อไม่สอดคล้องกัน เกณฑ์ในการสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยน�ำค�ำตอบในรอบสุดท้ายของการวิจัยท่ีกลุ่ม ผู้เช่ียวชาญ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และมาก (ค่ามัธยฐาน 3.50 ข้ึนไป) และมีความสอดคล้องกัน (ค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์เท่ากับหรือน้อยกว่า 1.50) มาสรุปเป็นผลการวิจัย และน�ำเสนอการวิเคราะห์ ผลการวจิ ัยในรูปของคำ� บรรยาย ผลการศกึ ษา 1. พฒั นาการงานเวชระเบยี นในประเทศไทย พบวา่ การจดั การศกึ ษาดา้ นเวชระเบยี นในประเทศไทย เปน็ พนื้ ฐานสำ� คญั ในการพฒั นางานเวชระเบยี นของประเทศไทยอยา่ งเปน็ ระบบ ประเทศไทยพบหลกั ฐานทาง เวชระเบียนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พบ สถิติทางการแพทย์ บันทกึ ถงึ การผา่ ตัดคร้งั แรกในเมอื งไทย ในปี พ.ศ. 2380 ปี พ.ศ. 2504 เริ่มอบรมใหค้ วามรบู้ คุ ลากรเพ่อื ปฏิบัติ งานด้าน เวชระเบียน ปี พ.ศ. 2506 ประเทศไทยเร่ิมเก็บสถติ ิการเจ็บปว่ ยจากการใหร้ หสั โรคตามบัญชจี �ำแนก ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 179

โรคระหว่างประเทศ (ICD-8 และ ICD-9) ขององค์การอนามัยโลก ได้พบหลักฐานโรงพยาบาลศิริราชได้ส่ง รายงานสถิติโรคให้กบั องคก์ ารอนามยั โลกเปน็ คร้งั แรก ปี พ.ศ. 2507 จดั หลกั สตู รอบรมพนักงานเวชระเบียน (Medical Record Officer Training Course) นบั เปน็ หลกั สตู รแรก มรี ะยะเวลา 1 ปกี ารศกึ ษา ทโี่ รงพยาบาล ศิริราช ปี พ.ศ. 2518 การศึกษาด้านเวชระเบียนในประเทศไทยได้ถือก�ำเนิดขึ้น ภายใต้การก�ำกับดูแลของ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ชอ่ื หลกั สตู รประกาศนยี บตั รวชิ าเวชสถติ ิ ปี พ.ศ. 2534 มกี ารจดั การศกึ ษา ด้านเวชระเบยี น ในระดบั ปริญญาตรีต่อเน่ือง ขน้ึ ครง้ั แรกในประเทศไทย ทม่ี หาวทิ ยาลยั มหิดล ชือ่ หลกั สูตร วิทยาศาตรบณั ฑติ สาขาวชิ าเวชระเบียน (ตอ่ เนื่อง) ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2555 มีการจดั การศึกษาด้านเวชระเบียน ในระดับปริญญาตรี ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นครั้งแรก เป็นสถาบันสมทบคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บรู พา ชอื่ หลกั สูตรสาธารณสุขศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาเวชระเบียน สถาบันสมทบมหาวิทยาลยั บรู พา นอกจากนใ้ี นปเี ดยี วกนั มกี ารเปดิ หลกั สตู รวทิ ยาศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าเวชระเบยี น ทคี่ ณะสงั คมศาสตร์ และมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหดิ ล 2. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากการวจิ ยั โดยใชเ้ ทคนคิ การวจิ ยั เชงิ อนาคต เทคนคิ EDFR (Ethnographic Delphi Futures Research) เพื่อทราบเพอื่ ก�ำหนดทิศทางการบรหิ ารการพัฒนางานเวชระเบียนท่ีเหมาะสม สำ� หรบั ประเทศไทย สรปุ ได้ ดงั น้ี การบรหิ ารการพฒั นางานเวชระเบยี นทเี่ หมาะสมสำ� หรบั ประเทศไทย ประกอบ ด้วย 13 ด้าน 109 แนวปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี 1) ด้านอนาคตของงานเวชระเบียน ประกอบดว้ ย 8 แนวปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ 1) เพื่อรองรับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตระบบเวชระเบียนควรเป็นเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record : EMR) เข้ามาแทนท่ีระบบเอกสาร 2) ในการพัฒนาระบบเวชระเบียน อิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือประโยชน์ส�ำหรับผู้ป่วยควรให้ความส�ำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งข้อมูลผู้ป่วยต้องเป็น มาตรฐาน ส่ือสารและแลกเปล่ียนกันได้ 3) การบริการสุขภาพควรให้ความส�ำคัญท่ีตัวบุคคล โดยค�ำนึงถึง ความต้องการของผปู้ ว่ ยเปน็ สำ� คญั สามารถให้บรกิ ารแบบเขา้ ถึงผปู้ ่วยไดร้ วดเรว็ 4) ระบบการบันทึกข้อมูลใน เวชระเบยี นควรรองรบั เทคโนโลยี ทงี่ า่ ยตอ่ การใชข้ องผใู้ หบ้ รกิ ารสขุ ภาพ 5) รฐั บาลควรปฏริ ปู ระบบสารสนเทศ สุขภาพอิเล็กทรอนกิ ส์ โดยสง่ เสรมิ ให้ผู้ปว่ ยสามารถใช้เทคโนโลยี บนั ทกึ ข้อมลู สุขภาพของตนเองได้ 6) ผู้ดแู ล สุขภาพสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในกระบวนการดูแลสุขภาพโดยสามารถบันทึกข้อมูลสุขภาพตนเองได้ ในระเบียนสุขภาพบคุ คล 7) เพ่อื ใหก้ ารดแู ลรกั ษาสขุ ภาพผปู้ ว่ ยที่รวดเร็วควรสร้างเวชระเบยี นอิเลก็ ทรอนิกส์ สนับสนุนระบบบริการสุขภาพเคล่ือนท่ีได้ 8) ควรพัฒนาระบบ เวชระเบียนที่ผู้ป่วยหน่ึงคนมีเวชระเบียน ฉบบั เดียว ที่สามารถใช้เขา้ รักษาที่สถานบริการสขุ ภาพใดกไ็ ด้ โดยมลี กั ษณะของข้อมลู ขา่ วสารเป็นมาตรฐาน เดยี วกนั แต่แบบฟอร์มเวชระเบยี นไม่จำ� เป็นตอ้ งเหมอื นกนั 3. ดา้ นโครงสรา้ งการบรหิ ารการพัฒนา ประกอบดว้ ย 4 แนวทางปฏบิ ตั ิ คอื 1) ควรจัดตั้งหน่วยงาน กลางที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนงานเวชระเบียนของประเทศ เพื่อบริหารจัดการระบบเวชระเบียนของประเทศ 2) หนว่ ยงานกลางท่มี ีหนา้ ท่ีขบั เคล่อื นงานเวชระเบยี นของประเทศ ควรประกอบด้วยบุคลากรทีห่ ลากหลายที่ มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ทางเวชระเบยี น สารสนเทศสขุ ภาพ เทคโนโลยสี ารสนเทศ ระบบสขุ ภาพ เชน่ นกั เวชสถติ ิ แพทย์ นกั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 3) คณะกรรมบรหิ ารหนว่ ยงานกลางทมี่ หี นา้ ท่ขี ับเคลื่อนงานเวชระเบยี นของ ประเทศ ควรประกอบด้วยสมาชิกท่ีเป็นสหวิชาชีพมีความรู้ความสามารถหลากหลาย 4) องค์กรวิชาชีพ เวชระเบยี นควรเข้ามามบี ทบาทใน การนำ� การพัฒนางานเวชระเบียนของประเทศ 180 บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต

4. ด้านยุทธศาสตร์และการลงทุน ประกอบด้วย 6 แนวปฏิบัติ คือ 1) กระทรวงสาธารณสุขต้อง ก�ำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์สารสนเทศสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ ให้ชัดเจนในการน�ำระบบเทคโนโลยี สารสนเทศสุขภาพ มาใช้ในระบบบริการสขุ ภาพของประเทศ 2) ควรก�ำหนดยุทธศาสตรข์ องระบบสขุ ภาพให้ มีเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์/ระเบียนสุขภาพบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ ไว้ในแผนแม่บทด้วย เช่นเดียวกับระบบ อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ 3) เพื่อให้มีความม่ันคง ในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพของประเทศ รัฐบาลควรมีการบริหารจัดการในด้านการลงทุนในการวางระบบพื้นฐานรองรับฐานข้อมูลสุขภาพท่ีมากข้ึน 4) รัฐบาลควรมีการลงทุนเพื่อการวิจัยประเมินเทคโนโลยีสารสนเทศบนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence Based) หรือหลกั ฐานความจ�ำเป็นทางสขุ ภาพ (Evidence-Based Health Need) 5) กระทรวงสาธารณสขุ ควรจดั สรรงบประมาณเพอ่ื ลงทนุ ใหเ้ กดิ ระบบการแลกเปลยี่ นดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศสขุ ภาพ 6) มกี ารระดม ทุนระหวา่ งภาครัฐและเอกชนเพอื่ การพัฒนาระบบสารสนเทศสุขภาพ 5. ดา้ นการบริหารกจิ การและภาวะผ้นู �ำ ประกอบดว้ ย 6 แนวปฏิบัติ คอื 1) กระทรวงสาธารณสุข ควรสนับสนุนการจัดต้ังหน่วยงานสารสนเทศสุขภาพกลางของประเทศท่ีเป็นหน่วยงานกึ่งอิสระมาท�ำหน้าที่ พัฒนาระบบสารสนเทศสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือด�ำเนินการจัดท�ำมาตรฐานกลางให้สามารถแลกเปลี่ยน ข้อมูลกันได้ระหว่างโรงพยาบาลทั้งภาครัฐทุกกระทรวงและเอกชน 2) ควรสร้างระบบและกลไกให้ทุกหน่วย งานรว่ มกันพัฒนาระบบมาตรฐานกลางสารสนเทศสุขภาพ 3) กระทรวงสาธารณสุขมบี ทบาทก�ำหนดนโยบาย ท่เี ก่ยี วข้องกับการพฒั นาระบบสารสนเทศสขุ ภาพและสนับสนุนใหเ้ กดิ การพัฒนาอย่างตอ่ เน่ือง 4) กระทรวง สาธารณสุขตอ้ งก�ำหนดหนา้ ที่ของหนว่ ยงานต่าง ๆ ในกระทรวงท่เี กย่ี วขอ้ งกับการด�ำเนินงานดา้ นเวชระเบียน หรือข้อมูลสุขภาพให้ชัดเจนเพ่ือให้ ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้ชัดเจน 5) ผู้น�ำขององค์กรวิชาชีพหรือผู้น�ำ การบรหิ ารการพฒั นาตอ้ งเลอื กผทู้ มี่ คี วามสามารถในการประสานงานไดด้ ี สรา้ งความรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งได้ 6) มกี ารสรา้ งความเขา้ ใจเกยี่ วกบั เวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ สใ์ หก้ บั ผเู้ กย่ี วขอ้ ง เพอ่ื ใหเ้ กดิ การยอมรบั ในงานเวชระเบยี นอเิ ล็กทรอนกิ สแ์ ก่ผูป้ ฏบิ ตั งิ าน 6. ด้านการสร้างความร่วมมือ ประกอบด้วย 4 แนวทางปฏิบัติ คือ 1) ในระยะเร่ิมต้นสถาบัน การศกึ ษาควรเขา้ มารว่ มเปน็ ผนู้ ำ� โดยรว่ มกบั องคก์ รวชิ าชพี กระทรวงสาธารณสขุ และหนว่ ยงานอนื่ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ในการพัฒนางานวิชาการงานวิจัย และนวัตกรรมด้านเวชระเบียน 2) องค์กรวิชาชีพเวชระเบียนควรสร้าง ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ จากสหวิชาชีพที่เก่ียวข้องเพื่อพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานด้านเวชระเบียน 3) ควรร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการวางโครงสร้างระบบสารสนเทศสุขภาพเน่ืองจากข้อมูล ทางการแพทย์มีในโรงพยาบาล ท้ังภาครัฐและเอกชน 4) หนว่ ยงานกลางทีม่ หี น้าท่ขี บั เคล่ือนงานเวชระเบียน ของประเทศ ควรประสานความรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานอน่ื ๆ นอกกระทรวงเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการกำ� หนดนโยบาย การพฒั นา โดยนำ� เสนอความต้องการและการออกแบบการจัดเกบ็ ขอ้ มูลอยา่ งเปน็ ระบบและครอบคลุม เชน่ กระทรวงวทิ ยาศาสตร์ กระทรวงตา่ งประเทศ กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร และสถาบนั วจิ ยั ระบบสาธารณสุข (สวรส) ส�ำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส�ำนักวิจัยและพัฒนา หน่วยงานผู้จ่าย ด้านสุขภาพ 7. ด้านการบรกิ ารและการนำ� ไปใช้ประโยชน์ ประกอบดว้ ย 4 แนวทางปฏบิ ตั ิ คือ 1) หนว่ ยงานกลาง ทมี่ หี นา้ ทข่ี บั เคลอ่ื นงานเวชระเบยี นกลางของประเทศ สามารถใหบ้ รกิ ารขอ้ มลู ทางการแพทยเ์ ชงิ สถติ ิ สามารถ ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 181

สืบค้นได้ทันที เพื่อการตัดสินใจส�ำหรับผู้บริหาร การวางแผน ท้ังการป้องกัน รักษา ควบคุมโรค วางแผน คา่ ใชจ้ า่ ยทางสขุ ภาพ และการคดิ กรอบอตั รากำ� ลงั 2) หนว่ ยงานกลางทมี่ หี นา้ ทข่ี บั เคลอื่ นงานเวชระเบยี นของ ประเทศ ควรวางนโยบายเพอ่ื ใหเ้ กดิ การบรกิ ารขอ้ มลู ทางการแพทยต์ ามความเหมาะสม ใหเ้ กดิ การแลกเปลย่ี น ขอ้ มลู ระหวา่ งหนว่ ยงาน 3) ควรมกี ารวจิ ยั เพอ่ื ทราบวา่ ผปู้ ว่ ยคดิ อยา่ งไรกบั การรกั ษาความปลอดภยั ของขอ้ มลู จนไม่สะดวกใช้ 4) ควรมีการวิจัยเพื่อทราบว่าผู้ให้บริการสุขภาพคิดอย่างไรกับการรักษาความปลอดภัยของ ขอ้ มูลจนไม่สะดวกใช้ 8. ด้านโครงสร้างพ้ืนฐานทางเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย 11 แนวปฏบิ ตั ิ คอื 1) กำ� หนดโครงสรา้ งพน้ื ฐานสารสนเทศสขุ ภาพอเิ ลก็ ทรอนกิ สร์ ะดบั ชาติ ทเ่ี ออ้ื ใหร้ ะบบทำ� งาน ได้ดี 2) ข้อมูลสุขภาพของประเทศต้องเป็นเอกภาพ มีมาตรฐานกลาง ก�ำหนดโครงสร้างชุดข้อมูลมาตรฐาน ความหมายมาตรฐาน มาตรฐานความปลอดภยั และความเปน็ สว่ นตวั สามารถแลกเปลยี่ นขอ้ มลู ระหวา่ งกนั ได้ ระหวา่ งสถานบรกิ ารสขุ ภาพ 3) การดำ� เนนิ งานขอ้ มลู ทางการแพทยค์ วรเปน็ ขอ้ มลู ขา่ วสารทเี่ ปน็ สากล การบนั ทกึ ขอ้ มลู เวชระเบยี นควรสอดคลอ้ งกบั ความเปน็ สากลทเ่ี หมาะสมกบั บรบิ ทของประเทศ 4) มกี ารกำ� หนดรปู แบบ รหสั ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพมคี วามจำ� เปน็ ในการพฒั นาระบบเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 5) การดำ� เนนิ งานขอ้ มลู ทาง การแพทยท์ เี่ ปน็ ขอ้ มลู ขนาดใหญ่ ควรเปน็ ในลกั ษณะมคี วามสะดวกใช้ และมคี วามปลอดภยั 6) ระบบเครอื ขา่ ย คอมพิวเตอร์ที่พร้อมสามารถเชื่อมโยงขอ้ มูลระหว่างกนั โดยระบบทม่ี คี วามเร็วสูง มกี ารพฒั นาเทคโนโลยแี ละ คุณภาพข้อมลู อย่างต่อเนือ่ ง 7) ศูนยข์ ้อมูลกลางก�ำหนดระบบการทำ� งานของเทคโนโลยีสารสนเทศสขุ ภาพให้ ชัดเจนก่อนท�ำ การปรับปรุงหรือพัฒนา 8) มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยโดยก�ำหนดระบบ การเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมตามความตอ้ งการใชง้ านกบั ผเู้ กยี่ วขอ้ ง 9) จดั ทำ� ระบบใหผ้ ปู้ ว่ ยเขา้ มามสี ว่ นรว่ ม ในการบนั ทึกข้อมลู สุขภาพของผ้ปู ว่ ยเอง 10) สร้างระบบค้นหาข้อมลู อตั โนมตั ิ 11) ควรมีการกำ� หนดนโยบาย เพอ่ื พฒั นาประสิทธภิ าพเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพในโรงพยาบาล 9. ดา้ นมาตรฐานและความสามารถในการท�ำงานร่วมกัน ประกอบดว้ ย 7 แนวปฏิบตั ิ คือ 1) ทุกส่วน ควรมองเหน็ ขอ้ มลู เพอ่ื การดำ� เนนิ งานในสว่ นทตี่ นรบั ผดิ ชอบ 2) การทำ� งานดา้ นเวชระเบยี นควรคำ� นงึ ถงึ ความเปน็ มาตรฐานสากล เพอื่ ใหเ้ กดิ มาตรฐานขอ้ มลู เดยี วกนั 3) มมี าตรฐานในการสง่ ขา่ วสารระหวา่ งกนั 4) จดั ทำ� ระบบ ให้ผู้ดูแลสุขภาพใช้ข้อมูลร่วมกันภายในสถานบริการเดียวกัน ภาคีเครือข่าย และสถานบริการท้ังภาครัฐและ เอกชน 5) มรี ะบบความปลอดภัยในการส่งข่าวสารระหว่างกนั 6) ระบบซอฟแวร์ทใี่ ช้มีมาตรฐานตามเกณฑ์ ท่ีได้รับ การรองรับว่าเป็นมาตรฐาน สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และท�ำงานได้สอดคล้องกัน 7) การพัฒนา อย่างต่อเน่ือง มคี วามจ�ำเปน็ ต่อความส�ำเร็จในการปรบั ปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสขุ ภาพ 10. ดา้ นการออกกฎหมาย นโยบาย การปฏบิ ตั ิ ประกอบดว้ ย 5 แนวปฏบิ ตั ิ คอื 1) มกี ฎหมายทเ่ี กย่ี วกบั เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสารสนเทศสุขภาพโดยเฉพาะ 2) มีกฎหมาย ระเบียบท่ีก�ำหนดการจัดเก็บ ข้อมลู การเขา้ ถึงข้อมลู และเผยแพร่ขอ้ มูล ระหวา่ งหน่วยงานต่าง ๆ 3) มีการก�ำหนดแนวนโยบายในการสรา้ ง ระบบ มกี ารตดิ ตามประเมนิ ผลอยา่ งเหมาะสม 4) กำ� หนดกฎหมายเกย่ี วกบั การใชง้ านรว่ มกนั ของขอ้ มลู สขุ ภาพ 5) มนี โยบาย แนวทางปฏบิ ตั ิ โครงสร้าง เฉพาะด้านเวชระเบยี นอิเลก็ ทรอนกิ ส์ 11. ด้านการพัฒนาบุคลากรและผู้เกี่ยวขอ้ ง ประกอบดว้ ย 6 แนวปฏบิ ัติ คือ 1) บคุ ลากรเวชระเบียน ควรมสี มรรถนะหลัก คอื ความรู้ความเข้าใจทางเวชระเบียน โรค รหัสทางการแพทย์ การเรียกเกบ็ คา่ รักษา พยาบาล มคี ณุ ลกั ษณะดา้ นการประสานงานทด่ี ี มที ศั นคตทิ ดี่ แี ละมใี จรกั ในวชิ าชพี 2) บคุ ลากรดา้ นเวชระเบยี น 182 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต

สามารถดแู ลและพฒั นาระบบเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ หรอื สารสนเทศสขุ ภาพอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ได้ 3) บคุ ลากร เวชระเบียนควรมีสมรรถนะเฉพาะเพื่อรองรับระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสารสนเทศสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์ คือ ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ 4) บุคลากรด้านเวชระเบียนควรพัฒนาตนเองให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมใน การพฒั นาระบบรหสั ทางการแพทย์ หรอื งานอนื่ ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั งานเวชระเบยี น 5) บคุ ลากรดา้ นเวชระเบยี น ควรมีจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ความรับผิดชอบ และมีความซื่อสัตย์ และมีความคิดสร้างสรรค์ 6) ควรกำ� หนดกรอบต�ำแหนง่ บุคลากรงาน เวชระเบยี นในโรงพยาบาลควรมตี ัง้ แต่ระดับเจา้ หนา้ ทท่ี ่ีปฏิบัติงาน ในระดบั ผูช้ ่วย ผู้ปฏบิ ัติ และในระดับบรหิ าร 12. ด้านองค์กรวิชาชีพ ประกอบด้วย 12 แนวปฏิบัติ คือ 1) องค์กรวิชาชีพของเวชระเบียน ควรประกอบดว้ ยบคุ ลากรเฉพาะดา้ นเวชระเบยี นเพอ่ื ความเปน็ วชิ าชพี และมที ป่ี รกึ ษาจากสหวชิ าชพี ทเี่ กย่ี วขอ้ ง หลายฝ่าย 2) การบรหิ ารองค์กรวิชาชพี ของเวชระเบยี นควรมีการกระจายทัง้ ภาครัฐ และเอกชน ก�ำหนดให้ ผแู้ ทนวชิ าชพี เวชระเบยี นจากเขตสขุ ภาพทกุ เขตเปน็ ตวั แทนเขา้ มาเปน็ คณะกรรมการบรหิ าร 3) องคก์ รวชิ าชพี ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดสภาวิชาชีพ มีบทบาทในการพัฒนามาตรฐานงาน บุคลากรและการวิจัย และ การจดั การศกึ ษา 4) องคก์ รวชิ าชพี ตอ้ งเปน็ แหลง่ รวมผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นเวชระเบยี นเพอ่ื เปน็ ทพี่ ง่ึ ในการพฒั นางาน เวชระเบยี นในระบบบริการสุขภาพ 5) องคก์ รวชิ าชีพจดั ทำ� ข้อบงั คบั เพ่ือเป็นแนวทางมาตรฐานในการปฏบิ ัติ งานส�ำหรบั บุคลากรด้านเวชระเบียน เพ่ือให้เกดิ ความก้าวหนา้ ในวิชาชีพ เชน่ การรบั รองใบประกอบวิชาชพี ของบุคลากรด้านเวชระเบียน 6) ผลักดันให้เกิดความตระหนักรู้ในการน�ำสารสนเทศสุขภาพไปช่วยใน การพฒั นาการวนิ จิ ฉยั การรกั ษา การปอ้ งกนั การใหค้ ำ� ปรกึ ษาทางสขุ ภาพ และประกอบการตดั สนิ ใจ 7) องคก์ ร วิชาชีพสร้างแรงจูงใจในการส่งเสริมมาตรฐาน เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ 8) องค์กรวิชาชีพสร้างวัฒนธรรม องค์กรเร่ืองความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ เพ่ือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคลากรรุ่นน้อง ๆ 9) ควรก�ำหนด กรอบต�ำแหน่งบุคลากรเวชระเบยี นในโรงพยาบาลทุกระดับ 10) ควรก�ำหนดกรอบตำ� แหน่งนักเวชสถติ ิ หรอื บคุ ลากรทเี่ กยี่ วขอ้ งในการจดั ทำ� สารสนเทศสขุ ภาพ ในสำ� นกั งานสาธารณสขุ อำ� เภอ สำ� นกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั 11) ควรกำ� หนดกรอบตำ� แหนง่ นกั เวชสถติ ิ หรอื บคุ ลากรทเี่ กย่ี วขอ้ งในการจดั ทำ� สารสนเทศสขุ ภาพ ในหนว่ ยงาน ทเ่ี กยี่ วขอ้ งในการบรหิ ารจดั การสารสนเทศ 12) ควรกำ� หนดกรอบตำ� แหนง่ เจา้ พนกั งานเวชสถติ ใิ นโรงพยาบาล ส่งเสรมิ สุขภาพต�ำบล 13. ดา้ นการจดั การศกึ ษา ประกอบดว้ ย 16 แนวปฏบิ ตั ิ คอื 1) ในการบรหิ ารการศกึ ษาตอ้ งมเี ครอื ขา่ ย และประสานความร่วมมือในการพัฒนาการจัดการศึกษา 2) การจัดการศึกษาสถาบันการศึกษาควรท�ำ ความรว่ มมอื กนั ระหวา่ งสถาบนั การศกึ ษาทจี่ ดั การศกึ ษาดา้ นเวชระเบยี นหรอื สารสนเทศสขุ ภาพ 3) การจดั การศกึ ษา สถาบันการศึกษาควรท�ำความร่วมมือกับองค์วชิ าชีพและหนว่ ยงานที่เกยี่ วข้อง 4) การจดั การศกึ ษาตอ้ งค�ำนงึ ถึงคนในศตวรรษที่ 21 โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับคนยุคใหม่ 5) การจัดการเรียน การสอนควรเชญิ ผบู้ รหิ ารมาสอนเพอ่ื ใหม้ คี วามมคี วามเขา้ ใจถงึ สมรรถนะของบคุ ลากรดา้ นเวชระเบยี น 6) การจดั การศึกษาควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เร่ืองเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับสามารถประยุกต์ใช้ในการด�ำเนินงาน เวชระเบยี น 7) หลักสตู รท่จี ดั การศึกษาตอ้ งให้ผู้เรียนมีความรูค้ วามเข้าใจเรอ่ื งศพั ทแ์ พทย์ และโรค ทส่ี ามารถ สื่อสารกับแพทย์ได้ดี 8) ในการจัดหลักสูตรเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในงานเวชระเบียนควรจัดเป็นวิชาเอก 9) การพัฒนาสูก่ ารเปน็ เวชระเบียนอเิ ล็กทรอนกิ ส์ หรอื สารสนเทศสขุ ภาพอิเลก็ ทรอนิกส์ ตอ้ งทำ� ความเข้าใจ ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 183

การเปล่ียนของประชากร ปัญหา ความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ 10) หลักสูตรที่จัดสอนให้ผู้เรียน เข้าใจเร่อื งการใหค้ วามสำ� คญั ตอ่ ผูป้ ่วย 11) หลักสูตรท่ีเปดิ สอนตอ้ งพฒั นาใหผ้ ู้เรยี นมีสมรรถนะการวิเคราะห์ ระบบการวเิ คราะหข์ อ้ มลู การบรหิ ารขอ้ มลู แบบมอื อาชพี เพอ่ื ไดส้ ารสนเทศสำ� หรบั การบรหิ ารไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ทนั เวลา 12) หลกั สตู รทเี่ ปดิ สอนตอ้ งพฒั นาใหผ้ เู้ รยี นมสี มรรถนะในการเปน็ ลา่ มในการประสานหลกั ขององคก์ ร ระหวา่ งผปู้ ฏบิ ตั งิ านในสว่ นงานบรกิ ารกบั ระดบั ผบู้ รหิ ารและผใู้ ชอ้ น่ื ๆ 13) การจดั การศกึ ษาทปี่ ลกู ฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรมโดยเฉพาะความซอื่ สตั ย์ มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ มคี วามรับผดิ ชอบ 14) ครผู ู้สอนควรเป็นครูต้นแบบ เพอื่ สรา้ งแรงบนั ดาลในการเรยี นใหก้ บั นกั ศกึ ษา 15) การจดั การศกึ ษาบคุ ลากรดา้ นเวชระเบยี นควรเพมิ่ บทบาท ในการตรวจสอบคุณภาพข้อมูลให้มีคุณภาพ พร้อมใช้งานและสนับสนุนข้อมูลเพ่ือการบริหาร 16) การจัด การศึกษาบุคลากรด้านเวชระเบียนควรเพ่ิมความส�ำคัญในวิชาเก่ียวกับรหัสทางการแพทย์เนื่องจากข้อมูล ในระบบอเิ ลก็ ทรอนกิ สม์ คี วามจ�ำเป็นตอ้ งบนั ทึกเป็นรหสั มาตรฐาน 14. ด้านการขับเคล่ือน ประกอบด้วย 20 แนวปฏิบัติ คือ 1) ควรมีการวางแผนและด�ำเนินงานท่ี เก่ียวข้องกบั กลไกเพอ่ื ใหเ้ กิดเวชระเบยี นอิเลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นระยะ ๆ 2) กระทรวงสาธารณสขุ ตอ้ งสนับสนุน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เกิดเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ 3) ในระยะเริ่มต้นควรสร้างเป็นต้นแบบ โดยท�ำเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เก่ียวข้อง เช่น ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงสาธารณสขุ โรงพยาบาล 4) องคก์ รวชิ าชพี หรอื สภาวชิ าชพี มบี ทบาทสำ� คญั ในการตง้ั หนว่ ยงานกลาง ที่มีหนา้ ทข่ี ับเคล่ือนงานเวชระเบียนกลางของประเทศเพื่อนำ� เสนอมาตรฐานวชิ าชีพ นโยบาย กฎหมาย และ มาตรฐานเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 5) องคก์ รวชิ าชพี เพม่ิ บทบาทการสรา้ งความเชอ่ื มน่ั และยอมรบั ความเปน็ เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มผู้เก่ียวข้อง 6) มีคณะท�ำงานเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเพื่อท�ำงาน ประสานกับคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ส�ำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ 7) องค์กรวิชาชีพมีบทบาทส�ำคัญในการสร้าง ความรว่ มมอื กบั องคก์ รตา่ ง ๆ ในการเชอ่ื มโยงขอ้ มลู 8) พฒั นาความรใู้ หก้ บั ประชาชนเพอ่ื ทำ� ความเขา้ ใจระบบ เวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ สแ์ ละการมสี ว่ นรว่ มในกระบวนสขุ ภาพโดยการมี สว่ นรว่ มในการบนั ทกึ ขอ้ มลู สขุ ภาพ บคุ คล 9) เครอื ขา่ ยสถานพยาบาลรว่ มมอื กนั สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ มาตรฐานเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ พอ่ื แลกเปลย่ี น ข้อมูลในเครือข่าย โปรแกรมการวัดคุณภาพข้อมูล การรายงาน ค่าตอบแทนตามประสิทธิภาพ 10) องค์กร วชิ าชีพต้องเพมิ่ บทบาทในการสรา้ งความรว่ มมือในการสรา้ งและพัฒนามาตรฐานวิชาชพี 11) องคก์ รวิชาชีพ จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เช่นคนต้นแบบด้านเวชระเบียนเพ่ือสร้างแบบอย่างท่ีดีในวิชาชีพ เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากร 12) จัดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาคุณภาพข้อมูล 13) บุคลากรทางการแพทย์ ท่ีเกี่ยวข้องกับงานเวชระเบียนเห็นความส�ำคัญของวิชาชีพด้านเวชระเบียน เข้าใจในบทบาทหน้าท่ี สามารถ ใช้ประโยชน์จากบุคลากรเวชระเบียนได้อย่างเต็มศักยภาพ 14) บุคลากรทางการแพทย์ท่ีเกี่ยวข้องกับงาน เวชระเบยี น เขา้ ใจในกระบวนการเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และยอมรบั มาตรการทถี่ กู กำ� หนดขนึ้ 15) ผบู้ รหิ าร มบี ทบาทใน การสนบั สนนุ และผลกั ดนั ใหก้ า้ วสเู่ วชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 16) ผบู้ รหิ ารวางกรอบแนวนโยบาย และจัดสรรทรัพยากรเพื่อเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ 17) ให้ความรู้ผู้ป่วยและประชาชนให้เข้าใจและเห็น ความสำ� คัญขอ เวชระเบียน 18) สรา้ งความเชอื่ มัน่ ในกลุม่ สงั คมทีเ่ กีย่ วขอ้ งยอมรบั 19) สร้างผ้นู ำ� ทางความคิด ในการพฒั นาระบบเวชระเบียนของประเทศ 20) สรรหาบุคลากรท่รี ว่ มบกุ เบกิ ในการขับเคล่อื นซง่ึ ต้องเป็นผู้ท่ี เสยี สละ และรักในวชิ าชพี มคี วามอดทนและมงุ่ มั่น 184 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

อภปิ รายผล การวจิ ัยครงั้ นี้ สามารถนำ� มาอภปิ รายผล โดยแยกออกเป็น 2 ตอนตามวัตถปุ ระสงค์ คอื ตอนที่ 1 พัฒนาการงานเวชระเบียนในประเทศไทย แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก สมัย กรงุ ศรอี ยธุ ยา พบหลักฐานบนั ทกึ ทางการแพทย์ ระยะทส่ี อง เริม่ มกี ารอบรมใหค้ วามรบู้ คุ ลากรเพอื่ ปฏบิ ัตงิ าน เวชระเบยี น ระยะท่ีสาม เปน็ การจัดการศกึ ษาเพอ่ื พฒั นางานเวชระเบยี น ตอนท่ี 2 ทิศทางการบรหิ ารการพัฒนางานเวชระเบยี นที่เหมาะสมสำ� หรับประเทศไทย ได้ขอ้ ค้นพบ สำ� คญั ดังน้ี 1) ดา้ นอนาคตของงานเวชระเบยี น พบวา่ เพอื่ รองรับระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศในอนาคตระบบ เวชระเบยี นควรเปน็ เวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ เคลเมนท์ เจ แมคโดนลั (Clement J. McDonald, 1997) พบว่า ทุกองค์กรต้องการเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ 2) ด้านโครงสร้างการบริหาร การพฒั นา พบวา่ ควรจดั ตงั้ หนว่ ยงานกลางทมี่ หี นา้ ทข่ี บั เคลอ่ื นงานเวชระเบยี นของประเทศ เพอ่ื บรหิ ารจดั การ ระบบเวชระเบยี นของประเทศ สอดคล้องกับแนวคิดการบรหิ ารการพัฒนาของ จอรจ์ เอฟ แกนท์ (George F. Gant) การบริหารการพฒั นาจะบรรลุผลตามที่กำ� หนด ขนึ้ อยู่กับมีกรรมการท�ำหนา้ ท่ีวางแผนเพ่ือประสาน งานระหวา่ งกระทรวงทร่ี ับผิดชอบ มีการจดั ตงั้ หนว่ ยงานใหม่ ๆ รวมท้ังการเอารฐั วสิ าหกจิ และหนว่ ยงานทาง เอกชนมาชว่ ยในการพฒั นา 3) ดา้ นยทุ ธศาสตรแ์ ละการลงทนุ พบวา่ ควรกำ� หนดยทุ ธศาสตรข์ องระบบสขุ ภาพ ให้มีเวชระเบยี นอเิ ล็กทรอนกิ ส/์ ระเบยี นสขุ ภาพบคุ คลอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ไว้ในแผนแม่บทด้วย เชน่ เดียวกบั ระบบ อเิ ลก็ ทรอนกิ สอ์ น่ื ๆ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ คาทรนิ เอม็ เครสเวลล์ และคนอนื่ ๆ (Kathrin M Cresswell and Others, 2016) พบว่า กุญแจที่ส�ำคัญในการปรับปรุงระบบ ไดแ้ ก่ ผู้น�ำ ยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ การพัฒนา อย่างต่อเน่ือง ถึงแม้ว่า การปรับปรุงด้านใดด้านหนึ่งจะไม่เพียงพอแต่ถือว่าเป็นจุดเร่ิมต้นที่ส�ำคัญ 4) ด้าน การบรหิ ารกจิ การและภาวะผนู้ ำ� พบวา่ ควรสรา้ งระบบและกลไกใหท้ กุ หนว่ ยงานรว่ มกนั พฒั นาระบบมาตรฐาน กลางสารสนเทศสขุ ภาพ สอดคล้องกับการศกึ ษาของ กฤษณ์ พงศพ์ ริ ุฬห์ พบว่า หนว่ ยงานกลางของประเทศ ควรส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง 5) ด้านการสร้างความร่วมมือ พบว่า องคก์ รวชิ าชพี เวชระเบยี นควรสรา้ งความรว่ มมอื กบั ผเู้ ชยี่ วชาญ จากสหวชิ าชพี ทเี่ กย่ี วขอ้ งเพอื่ พฒั นามาตรฐาน การปฏบิ ัติงานดา้ นเวชระเบยี น สอดคลอ้ งกับ การศกึ ษาของ เรนโฮลด์ ฮอ๊ ก (Reinhold Haux, 2010) พบว่า สมาคมเวชสารสนเทศนานาชาติ มีบทบาทในด้านการสร้างความร่วมมือ การเช่ือมโยงข้อมูล และส่งเสริม งานวจิ ยั ใหแ้ พรห่ ลาย 6) ดา้ นการบรกิ ารและการนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ พบวา่ หนว่ ยงานกลางทม่ี หี นา้ ทขี่ บั เคลอื่ น งานเวชระเบียนกลางของประเทศ สามารถให้บริการข้อมูลทางการแพทย์เชิงสถิติ สามารถสืบค้นได้ทันที เพอ่ื การตดั สนิ ใจสำ� หรบั ผบู้ รหิ าร การวางแผน ทงั้ การปอ้ งกนั รกั ษา ควบคมุ โรค วางแผนคา่ ใชจ้ า่ ยทางสขุ ภาพ และการคดิ กรอบอัตรากำ� ลงั ซึ่งสอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ นโิ คลาส เอด็ วารด์ สัน และคนอื่น ๆ (Nicholas Edwardson and Others, 2010) พบวา่ การนำ� เวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ สม์ าใชใ้ นการเรยี กเกบ็ คา่ ใชจ้ า่ ยนี้ ทำ� ให้ เกดิ การเรียกเก็บท่เี พิ่มขนึ้ 11.09 ดอลลาร์ ต่อคร้งั ของผูป้ ว่ ย 7) ดา้ นโครงสร้างพ้นื ฐานทางเทคโนโลยพี บว่า ข้อมูลสุขภาพของประเทศต้องเป็นเอกภาพ (Unity) มีมาตรฐานกลาง ก�ำหนดโครงสร้างชุดข้อมูลมาตรฐาน (Standard data set) ความหมายมาตรฐาน มาตรฐานความปลอดภยั และความเปน็ สว่ นตวั สามารถแลกเปลย่ี น ข้อมูลระหว่างกันได้ระหว่างสถานบริการสุขภาพ เพ่ือประโยชน์ในการส่งต่อผู้ป่วยเพื่อการรักษาท่ีมี ประสทิ ธภิ าพ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ แสงเทยี น อยเู่ ถา (2555) พบวา่ แนวทาง การพฒั นางานเวชระเบยี น ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 185

ท่ีส�ำคัญ คือ พัฒนารูปแบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ท่ีสมบูรณ์เป็นมาตรฐาน และให้มีชุดข้อมูลมาตรฐาน เหมือนกันท้ังประเทศ 8) ด้านมาตรฐานและความสามารถในการท�ำงานร่วมกัน เพื่อการบริหารข้อมูลทาง การแพทย์ ทุกสว่ นควรมองเหน็ ข้อมูลเพอื่ การดำ� เนินงานในสว่ นท่ีตน ท่ีรับผดิ ชอบผ้ปู ฏิบัตดิ ำ� เนนิ งานได้ทนั ที ผู้บริหารสามารถตัดสินใจ วางแผน ส่ังการได้ทันเวลา สอดคล้องกับการศึกษาของ วิลเวียม อี เอ็นซิโนสา (William E. Encinosa, 2011) พบว่า เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ สามารถลดอัตราตาย ลดค่าใช้จ่ายได้ เวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ สจ์ งึ ชว่ ยในการประสานงานดแู ลผปู้ ว่ ย 9) ดา้ นการออกกฎหมาย นโยบาย การปฏบิ ตั ิ พบว่า ควรมีกฎหมาย ระเบียบที่ก�ำหนดการจัดเก็บข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล และการเผยแพร่ข้อมูลระหว่าง หนว่ ยงานต่าง ๆ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ กฤษณ์ พงศพ์ ริ ฬุ ห์ พบว่า ควรออกกฎหมายและกำ� หนดเกณฑ์ เกยี่ วกบั ระบบสารสนเทศแบบคอมพวิ เตอรใ์ นสว่ นทส่ี ามารถทำ� ได้ 10) ดา้ นการพฒั นาบคุ ลากรและผเู้ กย่ี วขอ้ ง พบว่าบุคลากรดา้ นเวชระเบยี นควรมจี ริยธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชีพ ความรับผดิ ชอบ และมีความซื่อสตั ย์ และมีความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับการศึกษาของ สมเพิ่ม สุขสมบูรณ์วงศ์ และคณะ (2549) พบว่า คณุ ลกั ษณะของผสู้ ำ� เรจ็ การศกึ ษา ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ควรเนน้ ใหม้ คี วามตระหนกั ในคณุ คา่ และจรยิ ธรรม เสียสละ ซือ่ สตั ย์สจุ ริต มีจรรยาบรรณทางวชิ าการและวชิ าชพี 11) ด้านองคก์ รวชิ าชีพ พบว่า องคก์ รวชิ าชีพ จัดท�ำข้อบังคับเพื่อเป็นแนวทางมาตรฐานในการปฏิบัติงานส�ำหรับบุคลากรด้านเวชระเบียน เพื่อให้เกิด ความกา้ วหนา้ ในวชิ าชพี เชน่ การรบั รองใบประกอบวชิ าชพี ของบคุ ลากรดา้ นเวชระเบยี น สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษา ของ แสงเทยี น อย่เู ถา (2555) พบวา่ แนวทางการพัฒนาวชิ าชพี ท่สี ำ� คัญ คอื เป็นมาตรฐานและมคี วามชดั เจน มใี บประกอบวชิ าชพี เปน็ ทยี่ อมรบั สมาคมมคี วามเขม้ แขง็ 12) ดา้ นการจดั การศกึ ษา พบวา่ หลกั สตู รทจ่ี ดั สอน ให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องการให้ความส�ำคัญต่อผู้ป่วย (People Focus) สอดคล้องกับการศึกษาของ สมเพ่ิม สุขสมบูรณ์วงศ์ และคณะ (2549) พบวา่ ควรเน้นคณุ ลักษณะการให้บริการสุขภาพด้วยหวั ใจความเปน็ มนษุ ย์ 13) ดา้ นการขบั เคลอ่ื น พบวา่ บคุ ลากรทางการแพทยท์ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั งานเวชระเบยี น ตอ้ งเขา้ ใจในกระบวนการ เวชระเบียนอเิ ลก็ ทรอนิกส์ และยอมรบั มาตรการทถ่ี ูกก�ำหนดขน้ึ สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ มอรแ์ กน ไพรส์ (Morgan Price, 2013) พบว่า การให้การศกึ ษาและกิจกรรมเก่ยี วกบั การพฒั นาคณุ ภาพ มีความจำ� เป็นตอ่ บคุ ลากรเหลา่ น้ีเพ่อื ใช้ประโยชนจ์ ากเวชระเบยี นได้อยา่ งเต็มท่ี สรปุ ผลการศกึ ษา การวิจัยเรื่อง การบริหารการพัฒนางานเวชระเบยี นในประเทศไทย ได้ขอ้ คน้ พบ ดังนี้ 1. พฒั นาการงานเวชระเบยี นในประเทศไทย พบวา่ พฒั นาการงานเวชระเบยี นในประเทศ ระยะแรก ประเทศไทยพบหลักฐานการบันทึกทางการแพทย์ ต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาสมัย ในปี พ.ศ. 2229 ต่อมา กรงุ รตั นโกสินทร์ ใน ปี พ.ศ. 2380 พบสถิตทิ างการแพทย์ และการบันทึกการผ่าตดั ครงั้ แรกในประเทศไทย ระยะที่สอง เริ่มมีการอบรมให้ความรู้กับผู้ปฏิบัติงานเวชระเบียนโดยได้รับร่วมมือจากองค์การอนามัยโลก หลักสตู รอบรมหลักสตู รแรกจดั ข้ึน ในปี พ.ศ. 2507 เป็นหลกั สูตร 1 ปี ระยะท่ีสาม เป็นระยะการจดั การศึกษา หลักสูตรการศึกษาหลักสูตรแรก ในปี พ.ศ. 2518 ชื่อหลักสูตรประกาศนียบัตรเวชสถิติ โดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2534 เปดิ หลักสูตรระดบั ปริญญาตรีต่อเนอื่ ง ช่ือหลกั สูตรวิทยาศาสตร บณั ฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน โดยมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล และในปี พ.ศ. 2555 เปดิ หลกั สูตรระดับปริญญาตรี 186 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดุสิต

ชื่อหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน โดยกระทรวงสาธารณสุข และหลักสูตร วทิ ยาศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าเวชระเบยี น โดยมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล ระบบงานเวชระเบยี นในประเทศไทยเรม่ิ นำ� ระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานเวชระเบยี นตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2502 2. ทิศทางการบริหารการพัฒนางานเวชระเบียนที่เหมาะสมส�ำหรับประเทศไทย ได้ข้อค้นพบ ดังนี้ 1) ด้านอนาคตของงานเวชระเบียน ประกอบด้วย 8 แนวปฏิบัติ 2) ด้านโครงสร้างการบริหารการพัฒนา ประกอบด้วย 4 แนวทางปฏิบัติ 3) ด้านยุทธศาสตร์และการลงทุน ประกอบด้วย 6 แนวปฏิบัติ 4) ด้าน การบริหารกิจการและภาวะผู้น�ำ ประกอบด้วย 6 แนวปฏิบัติ 5) ด้านการสร้างความร่วมมือ ประกอบด้วย 4 แนวทางปฏบิ ตั ิ 6) ดา้ นการบรกิ ารและการนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ ประกอบดว้ ย 4 แนวทางปฏบิ ตั ิ 7) ดา้ นโครงสรา้ ง พื้นฐานทางเทคโนโลยีเพ่ือพฒั นาเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ประกอบด้วย 11 แนวปฏิบัติ 8) ด้านมาตรฐาน และความสามารถในการท�ำงานร่วมกัน ประกอบด้วย 7 แนวปฏิบัติ 9) ด้านการออกกฎหมาย นโยบาย การปฏบิ ตั ิ ประกอบดว้ ย 5 แนวปฏบิ ตั ิ 10) ดา้ นการพฒั นาบคุ ลากรและผเู้ กยี่ วขอ้ ง ประกอบดว้ ย 6 แนวปฏบิ ตั ิ 11) ดา้ นองคก์ รวิชาชีพ ประกอบด้วย 12 แนวปฏบิ ตั ิ 12) ดา้ นการจดั การศึกษา ประกอบด้วย 16 แนวปฏบิ ัติ 13) ด้านการขับเคลอ่ื น ประกอบด้วย 20 แนวปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการน�ำผลการวิจัยไปใช้ 1. กระทรวงสาธารณสขุ ควรสง่ เสรมิ ใหน้ ำ� ระบบเวชระเบยี นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เขา้ มาแทนทร่ี ะบบเอกสาร โดยใหค้ วามส�ำคัญกบั การเชื่อมโยงขอ้ มูล ซง่ึ ขอ้ มูลผู้ป่วยตอ้ งเป็นมาตรฐาน ส่อื สารและแลกเปลย่ี นกันได้ 2. ควรจดั ตงั้ หนว่ ยงานกลางทมี่ หี นา้ ทข่ี บั เคลอื่ นงานเวชระเบยี นของประเทศ เพอ่ื บรหิ ารจดั การระบบ เวชระเบียนของประเทศ เสนอนโยบายเพ่ือให้เกิดการบริการข้อมูลทางการแพทย์ ตามความเหมาะสม เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว ควรประกอบด้วยบุคลากรท่ีหลากหลาย มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจทางเวชระเบยี น สารสนเทศสขุ ภาพ เทคโนโลยสี ารสนเทศ และมอี งคก์ รวชิ าชพี เวชระเบยี น เข้ามามีบทบาทในการน�ำการพัฒนา 3. ออกกฎหมายที่เก่ียวกับเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสารสนเทศสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ โดย เฉพาะ เช่น เก่ียวกับความปลอดภัยของข้อมูล มีการคุ้มครองประชาชนและผู้ให้บริการสุขภาพ การจัดเก็บ ขอ้ มลู การเขา้ ถงึ ขอ้ มลู การใช้ข้อมลู รว่ มกัน และการเผยแพร่ขอ้ มลู ขอ้ เสนอแนะส�ำหรับการวิจยั คร้งั ตอ่ ไป 1. ควรมีการวิจัย ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความส�ำเร็จของการบริหารการพัฒนางานเวชระเบียนใน ประเทศไทย 2. ควรมีการวิจัยแนวทางการประเมินความส�ำเร็จการบริหารการพัฒนางานเวชระเบียนใน ประเทศไทย ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 187

เอกสารอ้างอิง ตนิ ปรชั ญพฤทธ์.ิ (2555). การบริหารการพัฒนา. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . สมเพ่ิม สุขสมบูรณ์วงศ์ และคณะ. (2549). ทิศทางการผลิตบุคลากรด้านเวชระเบียนในสังกัดกระทรวง สาธารณสขุ . นนทบรุ :ี วทิ ยาลัยเทคโนโลยที างการแพทยแ์ ละสาธารณสุข กาญจนาภิเษก สถาบนั พระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข. แสงเทียน อยู่เถา. (2555). ปัญหาและแนวทางการพัฒนางานเวชระเบียนและวิชาชีพเวชระเบียนใน ประเทศไทย. นครปฐม: คณะสงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล. อนนั ต์ เกตุวงศ์. (2536). การบรหิ ารการพฒั นา. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์ อุทัย เลาหวเิ ชยี ร. (2529). การบรหิ ารการพฒั นา. กรงุ เทพฯ: มลู นธิ ิอาเซยี . Clement J. McDonald. (1997). The Barriers to Electronic Medical Record system and How to overcome them. J Am Med Inform Asso. [Online]. Available: https://us.sagpub. com/en-us/nam/open-access-at-sage [2016, June 10]. Kathrin M. Cresswell and Others. (2016). Ten key considerations for the successful Optimization of large-scale health information technology. Journal of the American Medical Informatics Association. [Online]. Available: http://dx.doi. org/10.1093/jamia/ocw037ocw037 [2016, April 23]. Morgan Price. (2013). Adopting electronic medical records. Are they just electronic paper Records. Canadian Family Physician, july 2013, 59 (7), e322-e329. [Online]. Available: www.cfp.ca/ content/59/e322.abstract. [2016, July 1]. Nicholas Edwardson and Others. (2010). Measuring the Impact of Electronic Health Record Adoption on Charge Capture. International Journal of Medical Informatics. September 2010, 79 (9). [Online]. Available: https://us.sagpub.com/en-us/ nam/ open-access-at-sage. [2016, August 1]. Parente, Stephen T. and Jeffrey S. McCullough. (2009). Health Information Technology and Patient Safety: Evidence From Panel Data. Health Affairs, March-April 2009, 28 (2), 357-360. [Online]. Available: www.healthaffairs.org. [2016, July 1]. Reinhold Haux. (2010). Medical Informatics : Past, present, future. International Journal of Medical Informatics. September 2010, 79 (9). [Online]. Available: https://us.sagpub. com/ en-us/nam/open-access-at-sage [2016, July 1]. Riggs, Fred W. (1971). Development Administration. Durham, North Carolona: Duck University. 188 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ

Weidner, Edward W. (1961). Development Administration : A New Focus for Research. Michican Institute of Public Administration: The University of Michican. William E. Encinosa. (2011). Health Information Technology and its Effects on Hospital Costs, Outcomes, and Patient Safety. INQUIRY, November 2011, 48 (4), 288-303. [Online]. Available: inq.sagepub.com/content/48/4/288. [2016, July 30]. World Health Organization. (2006). Medical Records Manual : A guide for Developing Countries. Geneva, Switzerland: World Health Organization. ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 189


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook