ISSN 1686-0650 บทบาทครใู นการเรยี นการสอน แบบโครงงานในหนว่ ยวชิ าบูรณาการสงั คมศึกษา-ภาษาไทย ที่มตี ่อผลสัมปทฤี่ ท1ธ4ิ์ทฉาบงับกที่า2รเ(รพยี ฤนษภขาอคมง-นสักิงหเราคยี มน2ช5ั้น6ม1ธั) ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนร่งุ อรุณ Roles of Teacher in Teaching According to Project of Integrated Unit Subjects between Social Studies and Thai Language on Learning Achievement of Grade 9 Students, Roong-Aroon School นายวันใหม่ นิยม และ อมรา รอดดารา หลกั สูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าการศกึ ษาแบบองคร์ วม สถาบนั อาศรมศลิ ป์ บทคดั ย่อ การศึกษาคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาบทบาทครูในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานที่ เกดิ ข้ึนจริงในหนว่ ยวชิ าบรู ณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ทีม่ ตี ่อผลสมั ฤทธิข์ องนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจากการเรียนการสอนแบบโครงงาน โดยผู้วิจัยด�ำเนินการวิจัยในหน่วย การเรยี นท่ผี ู้วิจยั รบั ผิดชอบในการสอน กลมุ่ ตวั อย่างในการวิจยั 2 กลุม่ ไดแ้ ก่ 1) ครูประจำ� หน่วยวชิ าบูรณาการสงั คมศึกษา-ภาษาไทย ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรยี นรงุ่ อรณุ ภาคการเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2557 2) นกั เรียนระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษา ปีท่ี 3/1 โรงเรยี นร่งุ อรุณ ปีการศกึ ษา 2557 จำ� นวน 23 คน เคร่ืองมือในการวจิ ัย ได้แก่ 1) แบบประเมนิ ทักษะการเรียนรขู้ องนกั เรยี นในการเรียนแบบภาคสนาม เพื่อสร้างโจทย์โครงงาน 2) แบบประเมินทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในการสรุปโจทย์ร่วมของช้ันเรียน 3) เครอื่ งมอื ประเมนิ ทกั ษะการเรยี นรขู้ องนกั เรยี นในการเรยี นแบบโครงงาน 4) แบบประเมนิ ทกั ษะการเรยี นรู้ ของนักเรียนในการนำ� เสนองานหยดน้ำ� แหง่ ความรู้ 5) แบบประเมนิ การทดสอบสอบปากเปล่า วชิ าบูรณาการ สังคมศึกษา-ภาษาไทย ตอนความรู้ภูมิภาคภาคเหนือกับสังคมไทย 6) แบบประเมินการสอบปากเปล่า หนว่ ยวิชาบูรณาการสงั คมศกึ ษา-ภาษาไทย ตอน ความรู้เฉพาะกลมุ่ โครงงาน 7) แบบทดสอบปลายภาค วชิ า บูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ตอน ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการท�ำโครงงาน 8) แบบรายงานผล การประเมินการเรียนรูร้ ายวิชาบูรณาการสงั คมศกึ ษา-ภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า 1) การท่ีครูพานักเรียนไปเรียนในพ้ืนท่ีอย่างมีเป้าหมายทั้งด้านความรู้และคุณค่า ผ่านการพานักเรียนคิดด้วยการต้ังค�ำถามในเชิงความรู้และคุณค่าของส่ิงท่ีศึกษาในพ้ืนท่ีภาคสนาม จะท�ำให้ นกั เรยี นหยบิ ยกประเดน็ จากการเรยี นภาคสนามมาตง้ั เปน็ โจทยศ์ กึ ษาโครงงานได้ อยา่ งมวี จิ ารณญาณถงึ คณุ คา่ ในสงิ่ ทตี่ นศกึ ษา 2) ครตู ง้ั คำ� ถาม ตอ่ ประเดน็ โครงงานทน่ี กั เรยี นเลอื กศกึ ษาจากพนื้ ทภี่ าคสนาม นกั เรยี นสามารถ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ Suan Dusit Graduate Schoolปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 Academic Journalประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 1
บว าณั ร สฑ า ิตร วว ิชิท า กย าา รลัยสวนISSดN16สุ 86-ติ0650 ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม – สงิ หาคม 2561 ISSN 1686-0650 ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม – สงิ หาคม 2561) กองบรรณาธิการ เจา้ ของ บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต ที่ปรกึ ษา รองศาสตราจารย์ ดร. ศิโรจน์ ผลพันธิน รองศาสตราจารย์ ดร. ประกฤติ พูลพฒั น์ รองศาสตราจารย์ ดร. สขุ มุ เฉลยทรพั ย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนะศึก นชิ านนท์ ดร. สวุ มาลย์ ม่วงประเสริฐ บรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาภาศิริ สุวรรณานนท์ กองบรรณาธกิ าร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. โกวทิ ย์ พวงงาม ศาสตราจารย์ ดร. สกนธ์ วรัญญวัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. กาญจนา คณุ ารักษ ์ มหาวิทยาลัยกรงุ เทพธนบุรี ศาสตราจารย์ พล.ต.ต. หญิง ดร. พัชรา สินลอยมา โรงเรยี นนายรอ้ ยต�ำรวจ รองศาสตราจารย์ ดร. รังสรรค์ ประเสรฐิ ศร ี มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช รองศาสตราจารย์ ดร. วรนารถ แสงมณี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดร. ศกั ดิ์ณรงค์ มงคล มหาวิทยาลัยรังสิต ศาสตราจารย์ ดร. ผดุง อารยะวญิ ญู มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ รองศาสตราจารย์ ดร. ชวลติ สวสั ด์ผิ ล มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร. อาภาศริ ิ สวุ รรณานนท์ มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาตชิ าย มหาคตี ะ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ จตพุ ล ดวงจติ ร มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ ดร. บชู ติ า สังข์แกว้ มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ
ผ้ปู ระสานงาน นางสาวจารุภา ย้มิ ละมยั นางสาวณชั ชา ถาวรบตุ ร ผ้ทู รงคุณวุฒิอ่านประเมนิ บทความ (Peer Review) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ศาสตราจารย์ ดร. ติน ปรัชญพฤทธ ์ิ ศาสตราจารย์ ดร. สมบรู ณ์ สุขส�ำราญ ราชบณั ฑิต มหาวิทยาลยั รังสติ รองศาสตราจารย์ ดร. อทุ ัย บญุ ประเสริฐ มหาวิทยาลยั ธรุ กจิ บัณฑติ รองศาสตราจารย์ ดร. กล้า ทองขาว มหาวิทยาลัยธรุ กิจบัณฑติ รองศาสตราจารย์ ดร. เดน่ ชะเนตยิ งั มหาวทิ ยาลยั เวสเทริ ์น รองศาสตราจารย์ ดร. ธัญญธร อนิ ศร มหาวิทยาลัยมหดิ ล รองศาสตราจารย์ ดร. สุณยี ์ กัลยะจิตร มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล รองศาสตราจารย์ ดร. ทพิ วรรณ หลอ่ สุวรรณรัตน์ สถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. สเุ ทพ เชาวลิต มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช รองศาสตราจารย์ ดร. ราณี อิสิชัยกลุ มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช รองศาสตราจารย์ ดร. เฉลมิ พงศ์ มสี มนัย มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช รองศาสตราจารย์ ดร. กงิ่ พร ทองใบ มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช รองศาสตราจารย์ ดร. ประภาส ปน่ิ ตบแตง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั รองศาสตราจารย์ ดร. วลั ลภ ล�ำพาย มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. พงศ์ หรดาล มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร รองศาสตราจารย์ ดร. ธงชยั สมบูรณ์ มหาวทิ ยาลยั รามคำ� แหง รองศาสตราจารย์ ดร. สมหิ รา จิตตลดากร มหาวทิ ยาลัยรามค�ำแหง รองศาสตราจารย์ ดร. ชวนชม ชนิ ะตงั กูร มหาวิทยาลยั กรุงเทพธนบุรี รองศาสตราจารย์ ดร. คมเพชร ฉตั รศุภกุล มหาวิทยาลยั เกษมบณั ฑติ รองศาสตราจารย์ ดร. บุญญรัตน์ โชคบันดาลชัย มหาวทิ ยาลัยนเรศวร รองศาสตราจารย์ ดร. สรุ ชยั กังวล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ รองศาสตราจารย์ ดร. สัญญา เคณาภมู ิ มหาวิทยาลัยราชภฎั มหาสารคาม รองศาสตราจารย์ ดร. ธรี ะภทั รา เอกผาชยั สวสั ด ์ิ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎเพชรบูรณ์ รองศาสตราจารย์ พงศ์สัณห์ ศรีสมทรพั ย ์ มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง รองศาสตราจารย์ จิรประภา มากลิ่น มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ธนวรรณ แสงสวุ รรณ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จฬุ าพร เอือ้ รกั สกลุ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ธรี ะ สินเดชารกั ษ ์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. วเิ ชยี ร อนิ ทะสี มหาวิทยาลยั นเรศวร ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. พรเทพ เมอื งแมน มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพธนบรุ ี
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ธงชยั เตโชวศิ าล โรงเรยี นนายรอ้ ยต�ำรวจ ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. อภิลักษณ์ เกษมผลกูล มหาวิทยาลยั มหดิ ล ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ฐนันดรศ์ ักด์ิ บวรนันทกุล มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ธีรพงศ์ สันตภิ พ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ด�ำรงพล อนิ ทร์จนั ทร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ปณิตา วงศม์ หาดเลก็ มหาวิทยาลยั ศิลปากร ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สเุ ทพ เดชะชีพ มหาวทิ ยาลยั เกษมบณั ฑติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วสุธดิ า นุรติ มนต ์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภมู ิ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติพงษ์ โสภณธรรมภาณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรงุ เทพ พล.ต.ต. ดร. พรชยั ขนั ต ี สำ� นักงานตำ� รวจแหง่ ชาติ พ.ต.ท. ดร. ธิติ มหาเจรญิ โรงเรียนนายร้อยต�ำรวจ ดร. บุญลอื ทองอย่ ู มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ ดร. ปิยะวดี โรหิตารชุน มหาวทิ ยาลัยพะเยา ดร. กนกกาญจน์ อนแุ ก่นทราย สถาบนั บัณฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์ ดร. ปกครอง มณีโรจน ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนนั ทา ดร. เสนีย์ สวุ รรณี มหาวทิ ยาลัยเกษมบัณฑติ ดร. บษุ กร เช่ียวจินดาการต์ มหาวิทยาลัยรามคำ� แหง ดร. ไชยณรงค์ เศรษฐเชอ้ื มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ดร. ศริ พิ งศ์ ทองจนั ทร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม ดร. ศกั ดิณ์ รงค์ มงคล มหาวิทยาลยั รงั สิต ดร. ศุภกร ปญุ ญฤทธ ์ิ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล ดร. อมรทิพย์ อมราภบิ าล มหาวทิ ยาลัยบูรพา วารสารวิชาการบณั ฑิตวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต เป็นวารสารราย 4 เดอื น จัดพมิ พ์ปีละ 3 ฉบบั เพอื่ สง่ เสรมิ ให้ คณาจารย์ นกั วชิ าการ และนกั ศกึ ษา ไดเ้ ผยแพรผ่ ลงานทางวชิ าการแกส่ าธารณชน ในสาขาวชิ าดา้ นมนษุ ยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ (ครศุ าสตร์ บริหารธรุ กิจ รฐั ประศาสนศาสตร์ รฐั ศาสตร์ นติ ศิ าสตร์ อาชญาวิทยา และ สาขาอ่ืนทีเ่ กยี่ วข้อง) อันจะเปน็ ประโยชนต์ ่อการเพิ่มพูนองค์ความรู้ ขยายประโยชนท์ างวิชาการ หรอื นำ�ไป ประยกุ ตใ์ ชเ้ ปน็ แนวปฏบิ ัตใิ นการสรา้ งสรรคอ์ งค์กรและสงั คม ทัศนะและขอ้ คดิ เห็นใด ๆ ทปี่ รากฏในวารสารนเ้ี ปน็ ความคดิ เหน็ ของผูเ้ ขียน ทางกองบรรณาธิการเปดิ เสรใี นดา้ นความคิด และไมถ่ ือวา่ เป็นความรับผดิ ชอบของกองบรรณาธกิ าร
บทบรรณาธกิ าร วารสารวชิ าการบณั ฑติ วทิ ยาลยั สวนดสุ ติ ดำ� เนนิ การตพี มิ พบ์ ทความตามสาขาวชิ าตา่ ง ๆ อยา่ ง ตอ่ เนอ่ื งเพอื่ สง่ เสรมิ ความเขม็ แขง็ ทางวชิ าการและเพอื่ เผยแพรผ่ ลงานอนั เปน็ ประโยชนใ์ นการสรา้ งองค์ ความรใู้ หม่ ๆ และการพฒั นานโยบายส�ำคญั ของชาตใิ หม้ ปี ระสิทธิภาพมากยง่ิ ขึ้น ซง่ึ วารสาร ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2561 นี้ ได้รวบรวมบทความทท่ี ันสมัยจากสาขาวิชาตา่ ง ๆ ไวอ้ ยา่ งครบถว้ นจากคณาจารยแ์ ละนกั ศกึ ษาในระดบั ปรญิ ญาเอก และปรญิ ญาโทจากสถาบนั การศกึ ษา ชน้ั นำ� ตา่ ง ๆ เชน่ บทความเกย่ี วกบั การลดวกิ ฤตคิ วามไมส่ งบ ในจงั หวดั ปตั ตานี การปอ้ งกนั อาชญากรรม แรงงานตา่ งชาติสัญชาติกมั พูชาในพื้นท่จี งั หวดั ตราด การบริหารการพฒั นาเวชระเบียนในประเทศไทย การบริหารการศกึ ษาตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรยี น แนวทางการเสริมสรา้ งภาวะผู้นำ� การเปลยี่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกนิ นอน สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ าร ศึก ษ า ป ระถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เป็นต้น รวมทั้งบทความวิจารณ์หนังสือท่ีน่าอ่านเป็นอย่างย่ิงเร่ือง นาย ก.ศ.ร. กหุ ลาบแหง่ กรุงสยาม โดยรองศาสตราจารย์ ดร. ชวลติ สวสั ดผ์ิ ล อาจารยป์ ระจ�ำหลกั สตู ร รัฐประศาสนศาสตรม์ หาบัณฑติ โรงเรยี นกฎหมายและการเมอื ง มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ ทางกองบรรณาธกิ ารหวงั เปน็ อยา่ งยงิ่ วา่ บทความจากวารสารฉบบั นจ้ี ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผอู้ า่ น ทั้งในทางวชิ าการและวิชาชพี และหากผ้เู ขียนหรือผอู้ า่ นตอ้ งการส่งบทความทีเ่ ปน็ ประโยชนห์ รือมีข้อ เสนอแนะทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ วารสารฉบบั นสี้ ามารถสง่ ขอ้ แนะนำ� มาทเี่ บอรโ์ ทรศพั ท์ 02-2417191-5 ตอ่ 4131 และ 4135 โทรสาร 02-2433408 หรอื อีเมล์ [email protected] เพ่ือเป็น ประโยชนต์ ่อการพฒั นาวารสารฯ ให้มคี ณุ ภาพยิง่ ขึ้นต่อไป ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร. อาภาศริ ิ สุวรรณานนท์ บรรณาธกิ าร
สารบัญ หนา้ บทบาทครใู นการเรยี นการสอนแบบโครงงานในหนว่ ยวิชาบรู ณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย 1 ทมี่ ีตอ่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรุ่งอรุณ นายวนั ใหม่ นิยม และ อมรา รอดดารา การปฏิบตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสังกัดส�ำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษา 17 ประถมศึกษาจงั หวัดชุมพร นางคุณชั ญา สมจติ ร และ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ผดงุ พรมมูล การบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งในโรงเรียนสังกดั ส�ำนักงาน 33 เขตพน้ื ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร นางสาวพชิ ามญฐ์ แซจ่ ัน และ ดร. สภุ าภรณ์ ต้ังดำ� เนินสวัสด ์ิ การบรหิ ารจัดการครุศึกษาตามแนวคดิ วทิ ยาลัยหมบู่ า้ นจอมบึง 51 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมบู่ า้ นจอมบึง นางสาวจรนิ ทร์ งามแมน้ และ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ อินทร์รักษ ์ การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการงานแนะแนวในโรงเรยี นการศกึ ษาภาคบงั คับ เครือข่ายพฒั นา คุณภาพการศึกษาสะเมิง 3 สงั กัดส�ำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 นางสาวอมรรัตน์ ค�ำหอม ดร. ยงยุทธ ยะบุญธง และ รองศาสตราจารย์ ดร. ชูชีพ พทุ ธประเสรฐิ 75 ระบบการบรหิ ารโรงเรยี นกินนอน ส�ำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาแมฮ่ อ่ งสอน เขต 2 91 นายเกษม กนั ทาหอม ศาสตราจารย์ ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร. อรวรรณ ชมชยั ยา การปฏบิ ัตติ ามบทบาทหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพืน้ ฐานของโรงเรียน 117 ในเขตอ�ำเภอทา่ เรือ สงั กดั ส�ำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 นางสาวเทยี มจิต คงอรุณ และ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สุภาภรณ์ ตง้ั ด�ำเนนิ สวสั ด์ ิ แนวทางการเสรมิ สร้างภาวะผูน้ �ำการเปล่ียนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 127 ในส�ำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาเชยี งใหม่ เขต 3 นางสาวพชั รกญั ญ์ นันทะชยั อาจารย์ ดร. ยงยุทธ ยะบญุ ธง และ รองศาสตราจารย์ ดร. ชชู พี พทุ ธประเสรฐิ
สารบัญ (ต่อ) การใช้การสอนแบบการเลา่ เร่ืองเพื่อพฒั นาทักษะการพดู ภาษาองั กฤษ หนา้ ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 นางสาวสริ วิ รรณ โพธิท์ อง และ ดร. วนดิ า อัญชลวี ิทยกุล 145 การสอนโดยใช้เกมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเลข 3 หลัก 155 ของนักเรยี นที่มีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา 171 นางสาวภวกิ า เลาหไพฑรู ย์ และ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. กมล โพธิเย็น 191 การบรหิ ารการพฒั นางานเวชระเบียนในประเทศไทย 203 นางนพมาส เครอื สุวรรณ และ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ อนิ ทรร์ กั ษ์ 215 รูปแบบการพัฒนาด้านสังคมจิตวิทยาในการน�ำมาใชล้ ดวิกฤติความไม่สงบในจงั หวัดปตั ตานี 231 นางสาวสธุ าทพิ ย์ กสิฤกษ์ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. อาภาศิริ สวุ รรณานนท์ 243 และ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. จนั ทรแ์ รม เรือนแปน้ 259 ปจั จยั ที่มคี วามสัมพนั ธ์กบั ประสทิ ธิผลในการปฏิบัตงิ านของข้าราชการ พนักงานราชการ และลกู จ้างประจ�ำ ของส�ำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นางสาวอารรี ัตน์ แตงเทยี่ ง และ ดร. ภคั รดา ฉายอรุณ การประมาณอายขุ องคราบเลือดดว้ ย UV-Visible Spectrometer นางสาวปาเลวี งามข�ำ และ พันต�ำรวจโท ดร. ธติ ิ มหาเจรญิ การวิเคราะหร์ ูปแบบการกระเซ็นของเลอื ดจากบาดแผลทางออกลูกกระสนุ ปืน ในแบบจ�ำลองกะโหลกศีรษะ นายด�ำรงศักด์ิ ขวนขวาย และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันต�ำรวจโท ดร. สฤษดิ์ สบื พงษศ์ ริ ิ การจ�ำแนกเพศจากกระดูกไหปลาร้าในประชากรไทย สิบต�ำรวจตรหี ญิง ศศิศศิ อุงจิตตต์ ระกลู และ ศาสตราจารย์ พนั ต�ำรวจเอกหญงิ ดร. พชั รา สนิ ลอยมา มาตรการปอ้ งกนั อาชญากรรมแรงงานต่างชาติ สัญชาติกมั พูชา ในพืน้ ที่จังหวัดตราด พนั ตำ� รวจโท กิตตสิ ณั ห์ ชะนะ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ขวัญฤทัย ศริ ิพฒั นโกศล และ ดร. เพ็ญศรี พัทธว์ วิ ัฒนศิริ
สารบัญ (ต่อ) หนา้ 273 แผนทคี่ วามรูเ้ พ่อื การสร้างโมบายแอพพลิเคชนั่ ส�ำหรบั เกษตรกร 285 นายกฤษณะ วฒุ ิพนั ธช์ุ ยั และ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. อรพรรณ คงมาลัย ความจ�ำเปน็ ของการเปน็ บริษัทของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ่ มของไทย 301 นายภญิ โญ ควู ัฒนาเสนยี ์ ส่วนประสมทางการตลาดและรปู แบบการด�ำเนินชีวิตท่มี ผี ลตอ่ พฤติกรรมการตัดสนิ ใจซื้อ 313 รถยนตโ์ ตโยต้า วอี อส ของผู้บริโภคในกรงุ เทพมหานคร 331 นางสาววรรณธกิ า คำ� บุญมา รองศาสตราจารย์ อรุณรุง่ วงศก์ งั วาน 335 และ ผู้ชว่ ยศาสตรจารย์ ดร. บณั ฑิต ผงั นิรันดร์ ปัจจยั ที่มีผลตอ่ พฤตกิ รรมการออมของผบู้ รโิ ภคเพ่ือใชจ้ า่ ยในอนาคตของประชาชน ในเขตกรงุ เทพมหานคร นายไกรวชิ ญ์ ประชุมพันธ์ รองศาสตราจารย์ ดร. ธนสุวิทย์ ทับหิรญั รักษ์ และ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สคุ นธ์ เครอื นำ�้ ค�ำ “นาย ก.ศ.ร. กหุ ลาบแหง่ กรุงสยาม” ชวลิต สวสั ดผ์ิ ล นโนยายและการด�ำเนนิ งานจัดพิมพว์ ารสารวิชาการบณั ฑติ วทิ ยาลยั สวนดุสิต
บทบาทครูในการเรียนการสอน แบบโครงงานในหนว่ ยวิชาบรู ณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ท่มี ตี อ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนรงุ่ อรณุ Roles of Teacher in Teaching According to Project of Integrated Unit Subjects between Social Studies and Thai Language on Learning Achievement of Grade 9 Students, Roong-Aroon School นายวันใหม่ นยิ ม และ อมรา รอดดารา หลักสูตรศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศกึ ษาแบบองค์รวม สถาบนั อาศรมศลิ ป์ บทคดั ย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทครูในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานท่ี เกิดขึน้ จริงในหน่วยวชิ าบรู ณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ทมี่ ีต่อผลสมั ฤทธิข์ องนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 2) เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนจากการเรียนการสอนแบบโครงงาน โดยผู้วิจัยด�ำเนินการวิจัยในหน่วย การเรียนท่ีผู้วจิ ัยรับผิดชอบในการสอน กลุ่มตวั อยา่ งในการวจิ ยั 2 กลมุ่ ได้แก่ 1) ครปู ระจำ� หน่วยวิชาบูรณาการสังคมศกึ ษา-ภาษาไทย ระดับ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3/1 โรงเรยี นรงุ่ อรุณ ภาคการเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2557 2) นักเรยี นระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษา ปีท่ี 3/1 โรงเรียนร่งุ อรณุ ปีการศึกษา 2557 จ�ำนวน 23 คน เครอื่ งมือในการวิจยั ไดแ้ ก่ 1) แบบประเมินทักษะการเรยี นรูข้ องนักเรียนในการเรียนแบบภาคสนาม เพ่ือสร้างโจทย์โครงงาน 2) แบบประเมินทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในการสรุปโจทย์ร่วมของชั้นเรียน 3) เครอ่ื งมอื ประเมนิ ทกั ษะการเรยี นรขู้ องนกั เรยี นในการเรยี นแบบโครงงาน 4) แบบประเมนิ ทกั ษะการเรยี นรู้ ของนักเรียนในการนำ� เสนองานหยดน�ำ้ แห่งความรู้ 5) แบบประเมนิ การทดสอบสอบปากเปล่า วชิ าบรู ณาการ สังคมศึกษา-ภาษาไทย ตอนความรู้ภูมิภาคภาคเหนือกับสังคมไทย 6) แบบประเมินการสอบปากเปล่า หนว่ ยวชิ าบรู ณาการสงั คมศึกษา-ภาษาไทย ตอน ความรู้เฉพาะกลมุ่ โครงงาน 7) แบบทดสอบปลายภาค วิชา บูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ตอน ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการท�ำโครงงาน 8) แบบรายงานผล การประเมนิ การเรียนรรู้ ายวชิ าบรู ณาการสงั คมศกึ ษา-ภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า 1) การที่ครูพานักเรียนไปเรียนในพื้นท่ีอย่างมีเป้าหมายท้ังด้านความรู้และคุณค่า ผ่านการพานักเรียนคิดด้วยการต้ังค�ำถามในเชิงความรู้และคุณค่าของสิ่งท่ีศึกษาในพื้นท่ีภาคสนาม จะท�ำให้ นกั เรยี นหยบิ ยกประเดน็ จากการเรยี นภาคสนามมาตงั้ เปน็ โจทยศ์ กึ ษาโครงงานได้ อยา่ งมวี จิ ารณญาณถงึ คณุ คา่ ในสงิ่ ทต่ี นศกึ ษา 2) ครตู งั้ คำ� ถาม ตอ่ ประเดน็ โครงงานทนี่ กั เรยี นเลอื กศกึ ษาจากพนื้ ทภี่ าคสนาม นกั เรยี นสามารถ ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 1
อาศยั ความรเู้ ดิมจากพ้นื ท่ีภาคสนาม ในการศกึ ษาแบบโครงงานตามขัน้ ตอนตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ การสรปุ โจทย์ของ กลมุ่ ไปสกู่ ารระบคุ ณุ คา่ ความสำ� คญั การคน้ ควา้ ความรเู้ พม่ิ เตมิ เพอื่ เชอ่ื มโยงความรทู้ อ้ งถน่ิ กบั ความรภู้ าคเหนอื การออกแบบและผลิตช้ินงานเพื่อสื่อสารสาระจากโครงงาน และการน�ำเสนอความรู้โครงงานในงานหยดน�้ำ แหง่ ความร้ไู ด้ ค�ำส�ำคญั : บทบาทครูในการเรียนการสอน การสอนแบบโครงงาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น Abstract This study is aimed with 2 objectives. They are 1) to study Roles of Teacher in Teaching According to Project of Integrated Unit Subjects between Social Studies and Thai Language on Learning Achievement of Grade 9 Students, Roong-Aroon School in 1st semester year 2014 and 2) to study learning achievement of student whom delivered the teaching according to the project with different tools such as evaluation form of students’ work, activities according to projects and tests by researchers who research in responsed learning unit research methods in this study are 1) tool for evaluation of students’ skill in field study to create the project’s questions, 2) tool for evaluation of students’ skill in summarizing shared questions of the class, 3) tool for evaluation of students’ skill in project based learning, 4) tool for evaluation of students’ skill in presenting “Yod Nahm Haeng Kwam Rhoo”, 5) evaluations of oral test in integrated subject between social studies and Thai language in chapter of knowledge on the Northern region and Thai society, 6) evaluations of oral test in integrated subject between social studies and Thai language in chapter of specific knowledge of the project, 7) evaluations of the end of the semester on the integrated subject between social studies and Thai language in chapter of knowledge and understanding in project’s processes, 8) report forms from the evaluation in integrated subject between social studies and Thai language The results of this research are 1) the teacher’s setting of field trip studies with strong points of knowledge and value conveyed by questions on learning topics in field trip would lead students to set up their project with consideration 2) after the returning from field trip studies, teacher led student to make conclusion on class concept, then teacher questioned students to find new aspects from students’ projects after that students searched more information which shaped students’ projects aspects, designed and produced project work pieces to communicate projects’ knowledge and value, and made the final project presentation, alongside with teacher’s coaching and evaluation on students’ project processes. Keywords : Roles of Teacher in Instruction, Project- Based Instruction, Learning Achievement 2 บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ
บทนำ� หากมองในมิติสังคมโลกยุคปัจจุบันจะพบว่าศตวรรษท่ี 21 นี้เป็นศตวรรษแห่งการเปล่ียนแปลงทาง ธรรมชาติ สงั คม วฒั นธรรม การเมอื ง และเศรษฐกจิ ทรี่ วดเรว็ รนุ แรงพลกิ ผนั และคาดไมถ่ งึ คนยคุ ใหมจ่ งึ ตอ้ งมี ทกั ษะสงู ในการเรยี นรแู้ ละปรบั ตวั แลว้ ตอ้ งเตรยี มคนออกไปเปน็ คนทำ� งานทใ่ี ชค้ วามรู้ (Knowledge worker) และเปน็ บุคคลพร้อมเรยี นรู้ (Learning person) ไมว่ ่าจะประกอบสมั มาชีพใดก็ตาม ดงั นั้น ทักษะสำ� คัญที่สุด ของมนษุ ย์ในปัจจบุ นั จึงเป็นทักษะของการเรยี นรู้ (Learning skills) เพื่อเตรียมคนไปเผชิญการเปล่ยี นแปลง แหง่ ศตวรรษนี้ ดังน้ัน การพัฒนาคนรุ่นใหม่ในศตวรรษท่ี 21 จึงจ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะให้คนรุ่นใหม่มองปัญหาของ ผู้คน สังคม และธรรมชาติแวดล้อม โดยเช่ือมโยงหรือบูรณาการสู่ปัญญาของตนเองนับเป็นส่ิงที่จ�ำเป็น ตามสถานการณค์ วามเปลย่ี นแปลงของโลก ยากทบี่ คุ คลหนง่ึ ใดหรอื องคก์ รใดจะนำ� พาสงั คมไปสกู่ ารเปลย่ี นผา่ น นไี้ ด้ ทุกคนจึงต้องพงึ่ พงิ สตปิ ญั ญาของตนเอง เมอ่ื กลา่ วเฉพาะปญั หาของสงั คมไทย ซง่ึ ในระยะกวา่ สบิ ปมี าน้ี กำ� ลงั อยใู่ นภาวะทพ่ี ระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ใช้ค�ำว่า “ป่วยไข้” ท้ังในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และทางอารมณ์ นั่นคือคนไทยมี ความรสู้ กึ ว่าถกู กระทำ� เกลยี ดชงั และส้นิ หวงั และดว้ ยธรรมชาตทิ ่คี นไทยเองมักเอาความรสู้ ึกเป็นใหญ่ จิตจึง มักคิดและตัดสินไปในทางติดอารมณ์ชอบชัง ปัญญาจึงมืดมัวและใจอึดอัดอับจนหาทางออกไม่ได้ แล้วกลับ มาซ�ำ้ เตมิ เป็นวงจรร้ายทท่ี �ำใหป้ ญั หารุนแรงยิ่งขน้ึ การจะก้าวพ้นความป่วยไข้คนไทยจึงต้องวางท่าทีใหม่ ลุกข้ึนมาเป็นผู้กระท�ำหาทางช่วยเยียวยา แกป้ ญั หาของสงั คมน้ี โดยตง้ั สตติ อ่ การรบั รู้ พยายามไมป่ ลอ่ ยใหอ้ ารมณม์ าเปน็ ตวั กำ� หนด แตใ่ หร้ บั รสู้ งิ่ ปรากฏ และเรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ตามที่มันเปน็ จรงิ จงึ จะได้ความรแู้ ล้ววนิ จิ ฉัยเร่อื งราวด้วยความรูน้ นั้ ๆ แล้วสง่ิ ทตี่ ามมา กค็ อื การเกดิ ความเหน็ ทต่ี รงและเทยี่ งธรรม คอื ปญั ญานเ่ี อง (พระพรหมคณุ าภรณ์ ป.อ. ปยตุ โฺ ต, 2553: 15-16, 19-20, 22) ตอ่ สถานการณ์ความเปลย่ี นแปลงของโลกศตวรรษท่ี 21 ดงั กลา่ วมานี้ วิจารณ์ พานชิ (2555: 68) ไดเ้ สนอถงึ เคร่ืองมอื ทสี่ �ำคัญท่สี ดุ ของการเรยี นรูแ้ ละการสอนในศตวรรษที่ 21 คือ ค�ำถามกับปัญหาการเรียนรู้ แบบใชก้ ารตงั้ ค�ำถามเป็นหลกั (Inquiry-Based Learning หรอื IBL) และการเรยี นรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ หลกั (Problem-Based Learning หรือ PBL) หากใช้หลาย ๆ ปัญหาประกอบกันอย่างซับซ้อนเพ่ือท�ำงานใด งานหนงึ่ ใหส้ ำ� เร็จเรยี กว่า การเรียนรผู้ ่านโครงงาน (Project-Based Learning) Project-Based Learning กค็ ือ การเรียนรใู้ นลกั ษณะของโครงงาน คือ การที่นักเรยี นจะตอ้ งเปน็ ผลู้ งมือต้ังโจทยใ์ ห้เปน็ ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของตนเองและสว่ นรวม วางแผนกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งมกี ารอ้างองิ ข้อมลู ทน่ี ่าเชอื่ ถอื ประกอบการตอบโจทย์ จนน�ำไปสขู่ อ้ สรปุ ในส่วนของโรงเรียนรุ่งอรุณอันเป็นโรงเรียนการศึกษาทางเลือก ได้มีการน�ำวิธีจัดการเรียนการสอน แบบโครงงานมาใช้ในโรงเรียนอยู่หลายระดับชั้น เน่ืองจากโรงเรียนถือหลักการสร้างกระบวนการเรียนรู้และ ถา่ ยทอด วธิ คี ดิ จากประสบการณ์จริง (Active Learning) ระหวา่ งครู-นกั เรียน-และสือ่ จริงตามธรรมชาตแิ ละ สภาพแวดล้อมนนั้ ๆ เปน็ ส่งิ ส�ำคัญสำ� หรับทุกระดับและทุกรายวชิ า ท้ังนต้ี ้งั แต่ปีการศกึ ษา 2554 ทางโรงเรียน ไดน้ ำ� นักเรยี นไปสูก่ ารเรยี นรูแ้ บบโครงงานอยา่ งจริงจัง โดยในระดบั ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 3
ในภาคการเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2557 ของโรงเรียนรุ่งอรุณ (เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2557) หน่วยวิชาบรู ณาการสงั คมศกึ ษา-ภาษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3/1 จะได้ศึกษาเนอ้ื หาทางสงั คมศึกษาวา่ ดว้ ย ภาคเหนือของประเทศไทยท้ังด้านภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์ โดยอาศัยประเด็น ปญั หาจากพน้ื ทกี่ ารเรยี นในภาคสนามทบี่ า้ นหลวง-บา้ นตอ่ แพ ตำ� บลแมเ่ งา อำ� เภอขนุ ยวม จงั หวดั แมฮ่ อ่ งสอน มาเปน็ ประเด็นในการสร้างโจทยโ์ ครงงาน จนครบกระบวนการ ตั้งแตก่ ารระบโุ ครงรา่ งโครงงาน การคน้ คว้า เอกสารความรทู้ เี่ กยี่ วขอ้ ง การออกแบบและดำ� เนนิ การโครงงาน โดยจะตอ้ งประเมนิ ถงึ ผลสมั ฤทธท์ิ จ่ี ะเกดิ ขนึ้ กบั นักเรยี นดว้ ย ทั้งนีผ้ ู้วจิ ยั จะไดท้ ำ� หน้าทค่ี รูในการเรยี นการสอนคร้ังนี้ วตั ถุประสงค์ 1. เพอ่ื ศกึ ษาบทบาทครใู นการจดั การเรยี นการสอนแบบโครงงานทเี่ กดิ ขน้ึ จรงิ ในหนว่ ยวชิ าบรู ณาการ สงั คมศกึ ษา-ภาษาไทย ทมี่ ตี อ่ ผลสมั ฤทธขิ์ องนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคการเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2557 โรงเรียนรุง่ อรุณ 2. เพ่อื ศึกษาผลสัมฤทธ์ิของนกั เรียนจากการเรียนการสอนแบบโครงงาน ผา่ นเคร่ืองมือต่าง ๆ เช่น แบบประเมิน การบันทึกสะทอ้ นตนเอง ช้นิ งานของนกั เรยี น กิจกรรมโครงงาน และแบบทดสอบ แนวคิดทฤษฎีทเี่ กย่ี วขอ้ ง 1. ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 หรอื 21st Century Skills ในทน่ี หี้ มายความถงึ ทฤษฎที ส่ี รา้ งขน้ึ โดย Bernie Trilling และ Charles Fadel โดยท้ังสองได้ศึกษาวิจัยถึงแนวความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และ พฤตกิ รรมมนษุ ยท์ ่จี ะเกิดข้ึนในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และศตวรรษที่ 21 จนได้นำ� มาสเู่ ป้าหมายและทักษะ ที่มนษุ ยพ์ ึงเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21 อันได้แก่ ทักษะ 3R และ 7C ดงั ต่อไปน้ี (Trilling, Bernie and Fadel, Charles, 2009: 45-47) 1.1 Reading (อ่านออก) 1.2 (W) Riting (เขียนได้) 1.3 (A) Rithemetics (คดิ เลขเป็น) 1.4 Critical thinking & problem solving (ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะ การแก้ปัญหา) 1.5 Creativity & innovation (ทักษะด้านการสรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรม) 1.6 Cross-cultural understanding (ทกั ษะด้านความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์) 1.7 Collaboration, teamwork & leadership (ทกั ษะดา้ นความรว่ มมอื การทำ� งานเปน็ ทมี และ ภาวะผ้นู ำ� ) 1.8 Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสอ่ื สารสารสนเทศ อยา่ งรเู้ ทา่ ทนั ) 1.9 Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและ 4 บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
การส่ือสาร) 1.10 Career & learning skills (ทักษะอาชพี และทักษะการเรยี นร้)ู 2. การเรียนรู้ท่เี น้นผเู้ รียนเปน็ สำ� คัญ เป็นแนวการสอนที่มุ่งให้สอดคล้องกับความสามารถและความสนใจของผู้เรียน โดยนักเรียนมี สว่ นรว่ มและลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ ในกระบวนการเรยี นรทู้ หี่ ลากหลายกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นทกุ คนสามารถเรยี นรไู้ ดแ้ ละ พฒั นาตนเองได้ ไปสกู่ ารเปน็ มนุษย์ทส่ี มบูรณ์ทั้งร่างกาย จติ ใจ สตปิ ญั ญา ความรู้ และคุณธรรม มจี ริยธรรม และวัฒนธรรม ในการดำ� รงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (หน่วยศึกษานิเทศก์ สำ� นักงาน คณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2545: 1) เชน่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรดู้ ว้ ยกระบวนการแกป้ ญั หาการจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Method) การเรยี นร้ทู ีเ่ น้นผเู้ รียนเป็นสำ� คญั แบบซปิ ปาโมเดล (CIPPA Model) เปน็ ต้น 3. ความสำ� คญั และธรรมชาตขิ องโครงงานกับการเรยี นร้ใู นศตวรรษที่ 21 จากการสรปุ ถงึ แนวทางการเรยี นในระดบั โรงเรยี นใหส้ อดคลอ้ งกบั แนวการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 รวมท้งั แนวคิดว่าดว้ ยการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรยี นเปน็ ส�ำคญั ปรากฏว่าการเรยี นรู้แบบโครงงานเปน็ ส่ิงที่ให้คำ� ตอบ ได้ครบถว้ น ทง้ั การเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21 และการเรยี นรทู้ ี่เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำ� คัญ ท้ังน้ีกิจกรรมโครงงานถือได้ว่าเป็นกิจกรรมท่ีตอบสนองต่อกระบวนการที่เน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญ ไดด้ ี และยังเป็นกิจกรรมที่ครูทกุ คนสามารถนำ� ไปประยกุ ต์ใช้ได้กับการเรยี นการสอนทุกสาระการเรียนรู้ โดย กจิ กรรมโครงงานเปน็ กจิ กรรมทเ่ี นน้ การสรา้ งความรดู้ ว้ ยตนเองของผเู้ รยี น ผา่ นการบรู ณาการสาระความรตู้ า่ ง ๆ ท่ีอยากรู้ ใหเ้ อ้อื ต่อกนั หรือร่วมสร้างเสรมิ ความคดิ ความเข้าใจ ความตระหนัก ทง้ั ด้านสาระและคุณค่าตา่ ง ๆ ให้กับผู้เรียนโดยอาศัยทักษะทางปัญญาหลาย ๆ ด้าน ท�ำให้ผู้เรียนมองเห็นความส�ำคัญว่า ส่ิงที่เรียนไปน้ัน มคี วามเก่ยี วข้องสมั พันธก์ ับสภาพแวดล้อมท่ีเป็นอยอู่ ยา่ งไร นำ� ไปใชใ้ นชีวิตจรงิ ไดห้ รอื ไม่ และจะใชไ้ ดอ้ ยา่ งไร การจดั การเรียนรดู้ ว้ ยกิจกรรมโครงงานมขี น้ั ตอนสำ� คญั ได้แก่ 3.1 การท�ำความเขา้ ใจปัญหาเพ่อื น�ำไปสกู่ ารตั้งโจทย์โครงงาน 3.2 การคน้ ควา้ ขอ้ มูลสนบั สนุนการท�ำโครงงาน 3.3 การดำ� เนนิ โครงงานเพอ่ื ตอบโจทย์ 3.4 การวเิ คราะห์ผลการดำ� เนินกจิ กรรมโครงงาน 3.5 การสรปุ ผลการศกึ ษาโครงงาน (ลดั ดา ภ่เู กยี รต,ิ 2544: 18-22) 4. บทบาทครูท่ีเหมาะสมตอ่ การเรียนรู้แบบโครงงาน ในสว่ นนจี้ ะไดร้ วบรวมวรรณกรรมวา่ ดว้ ย บทบาทครใู นการเรยี นการสอนแบบโครงงานโดยเฉพาะ จากบทความ ข้อเขียน เอกสารต�ำรา ของผูร้ ใู้ นเร่อื งการเรยี นการสอนแบบโครงงานดงั นี้ 4.1 หลักการ “คณุ อ�ำนวย” และ “สอนนอ้ ย...เรียนมาก” ผู้ศึกษาขอคัดข้อความของ วิจารณ์ พานิช จากหนังสือ “วิถีสร้างการเรียนรู้เพ่ือศิษย์ใน ศตวรรษ ท่ี 21” ซ่ึงได้กลา่ วถงึ บทบาทครูในการเรยี นแบบโครงงาน เนอ่ื งจากขอ้ ความของวจิ ารณส์ ามารถ ระบถุ งึ บทบาทใหม่ของครไู ดอ้ ยา่ งตรงจุดน่ันเอง ดงั น้ี ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 5
4.1.1 หลัก “คณุ อำ� นวย” หมายความถงึ ทกั ษะของครผู สู้ อนในการเปน็ โคช้ และเปน็ “คณุ อำ� นวย” (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning) ของศิษย์โดยท่ีครูต้องมีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า การเรียน การสอนต้องไม่ใช่เรื่องความรู้ของตนแต่เป็นเรื่องการคิดและทักษะของศิษย์จุดเน้นต้องเปล่ียนจาก การสอนของครูไปสกู่ ารเรยี นรูข้ องศษิ ย์ นั่นคอื มองเชงิ เปา้ หมายหรือเชิงกระบวนทัศน์ (วจิ ารณ์ พานชิ , 2555: 19-20) 4.1.2 หลกั “สอนน้อย เรียนมาก” (Teach Less, Learn More) ครูท�ำหน้าท่ีออกแบบการเรียนรู้ ชักชวนนักเรียนทบทวนว่าในแต่ละกิจกรรมของ การเรยี นรนู้ กั เรยี นไดเ้ รยี นรอู้ ะไรและอยากเรยี นรอู้ ะไรเพมิ่ ขนึ้ อกี ทง้ั นคี้ รจู ะสอนเทา่ ทจ่ี ำ� เปน็ ครตู อ้ งรวู้ า่ ตรงไหน ควรสอนตรงไหนไม่ควรสอนเพราะเด็กเรียนได้เองครูออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนเรียนจากกิจกรรมโครงงาน (PBL- Project-Based Learning) แลว้ ชวนผ้เู รยี นทบทวนไตร่ตรอง (reflection หรอื AAR) วา่ ได้เรยี นรอู้ ะไร บ้างและยงั ไม่ไดเ้ รยี นรอู้ ะไรบา้ ง (วิจารณ์ พานชิ , 2555: 64-65) 4.2 หลกั การครูพ่เี ลีย้ งหรืออาจารย์ทป่ี รึกษา ลัดดา ภเู่ กียรติ (2544: 396-399) ไดอ้ ธิบายถึงบทบาทครใู นการด�ำเนนิ การเรียนการสอน แบบโครงงาน ไวใ้ นหน้าท่ี “ครูพ่ีเลย้ี งหรืออาจารย์ทป่ี รกึ ษา” คอื ผู้ท่มี คี วามสำ� คัญมากเปน็ อนั ดับแรกในการ ดแู ลการทำ� โครงงานของนกั เรยี น คอื ครพู เ่ี ลย้ี งหรอื อาจารยท์ ใ่ี หค้ ำ� ปรกึ ษานนั่ เอง ในบางครงั้ บางเวลาอาจตอ้ ง เขา้ ไปชว่ ยแกป้ ญั หา รว่ มวางแผนในการทำ� งาน การตดั สนิ ใจหรอื กระตนุ้ เตอื นเมอ่ื พบขอ้ บกพรอ่ ง และใหก้ ำ� ลงั ใจอย่างใกล้ชิด ครูพ่ีเล้ียงจะต้องท�ำหน้าท่ีต้ังแต่วันแรกท่ีเริ่มโครงงานจนกระท่ังถึงวันสุดท้ายของการท�ำ โครงงาน 5. หนว่ ยวิชาบูรณาการสังคมศกึ ษา-ภาษาไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนรงุ่ อรณุ 5.1 การเรยี นรูแ้ บบบูรณาการส�ำหรบั นักเรียนระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษา โรงเรียนรุ่งอรุณ หลักสูตรมัธยมศึกษามีการจัดการเรียนแบบสหวิทยาการท่ีสอดคล้องกับกระบวนการเรียน การสอนทม่ี งุ่ เนน้ การพฒั นาเปลย่ี นแปลงคณุ ภาพภายในของผเู้ รยี นสคู่ ณุ ภาพใหมต่ ามวยั ครอู อกแบบแผนบรู ณ าการสาระวชิ ากับสาระชวี ติ อยา่ งสมดลุ บนประเด็นจรงิ ทเี่ กิดข้นึ ในสงั คม (National and Global Issues) โดยผา่ น การเรยี นรแู้ บบโครงงาน (Project-Based Learning) ทเี่ ปน็ Real Issues บนโจทยป์ ญั หาจรงิ (Prob- Lem-Based Learning) ใชก้ ระบวนการสบื คน้ การออกศกึ ษาภาคสนามในชมุ ชนตา่ ง ๆ ใหไ้ ดป้ ระสบการณต์ รง แลว้ ใชก้ ระบวนการการจดั การขอ้ มลู การจดั การความรู้ สะทอ้ นยอ้ นคดิ และอภปิ รายแลกเปลยี่ น เพอ่ื ประมวล ให้เกดิ เปน็ ความรู้ ผูเ้ รยี นเกดิ ความเขา้ ใจเนอื้ หาสาระและความหมายของความรทู้ ่มี ตี อ่ ผเู้ รียน จนสามารถจดั เปน็ การถา่ ยทอดสอ่ื สารตอ่ ผอู้ น่ื ไดท้ งั้ ในหอ้ งเรยี น ระดบั ชนั้ และในงาน “หยดนำ�้ แหง่ ความร”ู้ ซงึ่ กระบวนการ ทง้ั หมดนีจ้ ะช่วยพฒั นาทกั ษะของผเู้ รียนทจี่ ำ� เป็นต่อการเรยี นรแู้ ละการดำ� รงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ท้ังกาย-ใจ- ปญั ญา ให้เป็นผู้นำ� การเรียนของตนเองไดต้ ่อไปในอนาคต และเป็นพลเมืองคณุ ภาพของประเทศและของโลก (โรงเรียนรุ่งอรณุ , ม.ป.ป.: 1) 5.2 สาระหลักสูตรหน่วยวิชาบูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรยี นรุ่งอรุณ 6 บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
เนอ้ื หาและกระบวนการเรยี นรใู้ นวชิ านนี้ ำ� ไปสคู่ วามเขา้ ใจในความจรงิ ของปรากฏการณท์ าง สงั คม เทา่ ทนั ในเหตแุ ละผลกระทบของความเปลย่ี นแปลงทางสงั คมทม่ี ตี อ่ สภาพสงั คมและชวี ติ นกั เรยี นไดฝ้ กึ ทกั ษะทางสงั คม ทกั ษะการคดิ อยา่ งเปน็ ระบบ การสอื่ สารสสู่ งั คม รวมถงึ การทำ� งานทงั้ งานเดย่ี วและกลมุ่ โดย เนอื้ หาทนี่ กั เรียนศึกษายงั คงอยบู่ นฐานของสาระการเรยี นรตู้ ามที่กำ� หนดไวใ้ นหลักสตู ร ครอบคลุมภูมศิ าสตร์ สงั คมและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หน้าทพี่ ลเมือง และเศรษฐศาสตร์ ในขณะเดยี วกนั การประเมนิ เชงิ คณุ คา่ สาระทางวชิ าภาษาไทยถกู บรู ณาการและฝกึ ฝนควบคู่ กันไปกับ Theme ของแต่ละภาคการศึกษา ฝึกฝนทักษะการเข้าถึงข้อมูล การคัดเลือกข้อมูล การอ่านและ จับประเด็น การตคี วามและการให้ความหมายถ่ายทอดผ่านการใช้ภาษา การส่ือความได้ตรงตามความหมาย ที่ต้องการทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง มีปฏิภาณและความสร้างสรรค์สร้างชิ้นงานเพื่อการสื่อสารอย่างมีสาระ มคี ณุ คา่ และสุนทรีย์และเพือ่ ประโยชนแ์ กช่ ุมชนและสังคม (โรงเรียนรงุ่ อรณุ , ม.ป.ป.: 11-12) ระเบียบวธิ ีวิจยั 1. ขอบเขตเชงิ เน้อื หา หน่วยวิชาบูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ภาคการเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2557 หนว่ ย ภาคเหนือ: ผู้คนและวฒั นธรรมแหง่ หบุ เขาและดงดอย 2. ขอบเขตเชงิ เวลาของข้อมลู ภาคการเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2557 (วนั ที่ 19 พฤษภาคม ถงึ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557) 3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ครปู ระจำ� หนว่ ยวชิ าบรู ณาการสงั คมศกึ ษา-ภาษาไทย ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3/1 โรงเรยี น รงุ่ อรณุ ภาคการเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2557 คือ นายวันใหม่ นิยม เปน็ ผูว้ จิ ยั 3.2 นักเรยี นระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3/1 โรงเรียนรงุ่ อรณุ ปกี ารศกึ ษา 2557 จ�ำนวน 23 คน 4. แผนการปฏิบตั งิ าน 4.1 การสรา้ งแผนการเรยี นรูแ้ ละก�ำหนดเกณฑเ์ พื่อประเมนิ 4.2 การด�ำเนนิ การเรยี นการสอนแบบโครงงานจากประสบการณภ์ าคสนามของนกั เรียน 4.3 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้แบบโครงงานผ่านชิ้นงานของนักเรียน, แบบบันทึกระดับ ทักษะการเรียนร้ขู องนักเรียน และแบบทดสอบ 4.4 การสรปุ ผลงานวจิ ยั 5. เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั 5.1 เคร่ืองมือประเมินทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ภาคการเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2557 ในการเรียนแบบภาคสนามเพอื่ สร้างโจทย์ 5.2 เคร่ืองมือประเมินทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ภาคการเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2557 ในการเรยี นแบบโครงงาน 5.3 เครื่องมือประเมินทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ภาคการเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2557 ในการนำ� เสนองานหยดน้�ำแห่งความรู้ ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 7
5.4 แบบทดสอบปากเปล่า วิชาบูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทยระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ปกี ารศึกษา 1/2557 ตอน ความรู้ภมู ภิ าคภาคเหนือ 5.5 แบบประเมินการสอบปากเปล่าหน่วยวิชา บูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ระดับช้ัน มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2557 ตอน ความร้เู ฉพาะกลมุ่ โครงงาน 5.6 แบบทดสอบปลายภาค วิชาบูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ปกี ารศกึ ษา 1/2557 เร่อื ง ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการท�ำโครงงาน 5.7 แบบรายงานผลการประเมินการเรียนรู้รายวิชา บูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทยระดับชั้น มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ปีการศึกษา 1/2557 สรปุ ผลการศกึ ษา 1. ผลการวจิ ยั 1.1 การต้งั โจทย์โครงงานให้เกิดผลการเรียนรู้จริงต่อนักเรยี น ในข้ันตอนน้ีครูได้พานักเรียนไปศึกษาในพื้นท่ีภาคสนามที่ชุมชนบ้านหลวง-ต่อแพ อ�ำเภอ ขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันท่ี 30 พฤษภาคม-6 มิถุนายน 2557 ดังนั้นครูจึงได้มีบทบาทจัด การเรียนการสอน ไดแ้ ก่ การเตรยี มเลือกพื้นท่ีภาคสนาม การพานกั เรียนเรยี นรแู้ บบภาคสนามทช่ี มุ ชน และ การพานักเรยี นตั้งโจทยโ์ ครงงานจากประเด็นศึกษาในพน้ื ที่ภาคสนาม จากบทบาทของครูดังกล่าวจึงได้ประเมินนักเรียนผ่านแบบประเมินทักษะการเรียนรู้ใน ภาคสนามฯ ปรากฏผลว่า ทักษะการคดิ นกั เรียนท�ำได้ในระดบั ดี (3) 8 คน ระดบั ปานกลาง (2) 19 คน และ ทำ� ได้น้อย (1) 1 คนทักษะการแกป้ ญั หานักเรียนทำ� ไดใ้ นระดับดี (3) 1 คน ระดบั ปานกลาง (2) 17 คน และ ท�ำไดน้ ้อย (1) 5 คนทักษะทางสังคมนกั เรยี นท�ำไดใ้ นระดับดี (3) 10 คน ระดับปานกลาง (2) 13 คน และท�ำได้ น้อย (1) 0 คน ทักษะ การสอ่ื สารนักเรยี นทำ� ไดใ้ นระดบั ดี (3) 9 คน ระดบั ปานกลาง (2) 13 คน และท�ำได้ น้อย (1) 1 คนทกั ษะการทำ� งานเป็นทมี นกั เรียนทำ� ไดใ้ นระดับดี (3) 12 คน ระดับปานกลาง (2) 11 คน และ ท�ำไดน้ อ้ ย (1) 0 คน ทักษะการระบคุ ณุ ค่านักเรยี นท�ำได้ในระดบั ดี (3) 9 คน ระดบั ปานกลาง (2) 13 คน และ ทำ� ได้น้อย (1) 1 คน 1.2 การพัฒนาโจทย์ภาพรวมของชน้ั เรยี น ในขัน้ ตอนนคี้ รูดำ� เนนิ บทบาทด้วยวธิ กี าร Box talks โดยใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนเขียนคำ� ตอบ จากโจทย์ที่ครูให้ไว้ โจทย์ค�ำถามดังกล่าวมีแนวค�ำถามที่จะน�ำพานักเรียนขมวดความคิดโจทย์โครงงานกลุ่ม ต่าง ๆ ให้ไปสู่การต่อยอดภาพรวมโจทย์ภาคสนาม อันน�ำไปสู่แนวทางร่วมในการศึกษาโครงงานแต่ละกลุ่ม ประเมินนักเรียน ในเร่ืองของทักษะการคิดผ่านบันทึกการสรุปความคิดโจทย์รวมของชั้นเรียนปรากฏผลว่า นกั เรยี นทำ� ได้ในระดับดี (3) 3 คน ระดับปานกลาง (2) 12 คน ท�ำไดน้ ้อย (1) 5 คน และไมส่ ่ง (0) 1 คน 1.3 การคน้ ควา้ ความรทู้ ่จี �ำเป็นเพม่ิ เติมในการทำ� โครงงาน ครูยังคงต้องก�ำหนดและช่วยเหลือทั้งการเลือกประเด็น การค้นคว้า และการพาเชื่อมโยง ความคิด เน่ืองจากนักเรียนไม่ได้มีพ้ืนฐานความรู้ในเร่ืองราวเหล่านี้มาก่อนเมื่อนักเรียนค้นคว้าแล้วนักเรียน จงึ สามารถทจี่ ะอาศยั ความรเู้ ดมิ จากชมุ ชนเปน็ ทนุ ทแ่ี นน่ หนาในการตอ่ ยอดการเรยี นรตู้ ามกระบวนการตา่ ง ๆ 8 บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต
อย่างไรกต็ าม ในประเดน็ ความร้นู ้ีครูจะได้ประเมนิ ในการสอบปากเปล่าต่อไป 1.4 การผลติ ชน้ิ งานเพอ่ื ตอบโจทยโ์ ครงงาน ในขั้นตอนน้ีครูจะมีบทบาทในการดูแลการทำ� งานให้เรียบร้อยในภาพรวม การช่วยนักเรียน ในเรอื่ งการคดิ วางแผน การประสานงานเบอื้ งตน้ การแนะนำ� ผชู้ ำ� นาญเมอื่ นกั เรยี นตดิ ขดั ฯลฯ แลว้ ครปู ระเมนิ นกั เรยี นผา่ นแบบประเมนิ ทกั ษะการเรยี นรกู้ ารทำ� โครงงาน ปรากฏผลวา่ ทกั ษะการคดิ นกั เรยี นทำ� ไดใ้ นระดบั ดี (3) 10 คน ระดบั ปานกลาง (2) 11 คน และท�ำได้น้อย (1) 2 คนทกั ษะการแกป้ ญั หา นกั เรยี นทำ� ไดใ้ นระดับ ดี (3) 4 คน ระดบั ปานกลาง (2) 17 คน และท�ำไดน้ อ้ ย (1) 2 คนทักษะการส่ือสาร นักเรยี นท�ำไดใ้ นระดับดี (3) 4 คน ระดบั ปานกลาง (2) 19 คน และท�ำไดน้ ้อย (1) 0 คนทักษะการทำ� งานเปน็ ทีม นักเรียนท�ำไดใ้ นระดบั ดี (3) 9 คน ระดบั ปานกลาง (2) 13 คน และทำ� ไดน้ ้อย (1) 1 คน 1.5 การน�ำเสนองานในขั้นสุดทา้ ยผ่านกิจกรรมหยดน้ำ� แหง่ ความรู้ ในขั้นตอนน้ีครูด�ำเนินบทบาทเพียงแต่แจ้งให้นักเรียนจัดประชุมงานหยดน�้ำแห่งความรู้ จากนั้นนักเรียนจึงด�ำเนินกิจกรรมงานหยดน้�ำแห่งความรู้ แล้วครูจึงประเมินนักเรียนผ่านแบบประเมินทักษะ การเรียนรู้ ในการจัดงานหยดน้�ำแห่งความรู้ ปรากฏผลว่า ในเร่ืองของทักษะการแก้ปัญหานักเรียนท�ำได้ใน ระดับดี (3) 5 คน ระดับปานกลาง (2) 17 คน และทำ� ได้นอ้ ย (1) 1 คนทักษะการสอ่ื สารนกั เรียนทำ� ได้ในระดบั ดี (3) 9 คน ระดับปานกลาง (2) 13 คน และทำ� ไดน้ อ้ ย (1) 1 คนทกั ษะการท�ำงานเปน็ ทมี นกั เรียนทำ� ไดใ้ น ระดบั ดี (3) 14 คน ระดบั ปานกลาง (2) 6 คน และทำ� ได้นอ้ ย (1) 3 คน 1.6 การวดั ความรดู้ ว้ ยการสอบปากเปลา่ ในข้ันตอนน้ีบทบาทครูในกระบวนการสอบปากเปล่าคือการถามนักเรียนให้อธิบายความรู้ ตา่ ง ๆ และการทำ� โครงงานทนี่ กั เรยี นมสี ว่ นรว่ มตลอดทงั้ ภาคการเรยี นที่ 1/2557 ทผ่ี า่ นมา เพอ่ื ประเมนิ นกั เรยี น ผ่านแบบทดสอบปากเปล่า วิชาบูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 1/2557 เรอ่ื งความรภู้ าคเหนอื ความรชู้ ุมชน และความร้ปู ระเดน็ เฉพาะโครงงาน ปรากฏผลวา่ นักเรียนตอบ ไดใ้ นระดบั ดี (2) ทงั้ หมด 23 คนตามจ�ำนวนนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3/1 ในสว่ นแบบทดสอบปลายภาค วชิ าบรู ณาการสงั คมศกึ ษา-ภาษาไทย ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ปกี ารศกึ ษา 1/2557 เรอ่ื ง ความรคู้ วามเขา้ ใจ ในกระบวนการท�ำโครงงานปรากฏผลวา่ นักเรียนตอบไดใ้ นระดบั ดี (2) จ�ำนวน 22 มีเพียง 1 คนทีต่ อบไดใ้ น ระดับนอ้ ย (1) เพยี ง 1 คน 1.7 การวดั และประเมนิ ผลการเรียนในแบบรายงานการประเมินผล ในขนั้ ตอนนค้ี รปู ระเมนิ ผลสมั ฤทธขิ์ องนกั เรยี นในการเรยี นรแู้ บบโครงงานตลอดภาคการเรยี น ท่ี 1/2557 ผ่านแบบรายงานผลการประเมินการเรียนรู้รายวิชา บูรณาการสังคมศึกษา-ภาษาไทย ระดับชั้น มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ปีการศึกษา 1/2557 ปรากฏผลว่าจากนกั เรียนทงั้ หมด 23 คน นักเรียน 11 คน ได้คะแนน ในระดบั 4.0 (80-100 คะแนน) มนี กั เรียน 3 คนไดค้ ะแนนระดบั 3.5 (75-79 คะแนน) มนี กั เรียน 2 คน ไดค้ ะแนน ในระดบั 3 (70-74 คะแนน) มนี กั เรยี น 6 คนไดค้ ะแนนระดบั 2.5 (65-69 คะแนน) มนี กั เรยี น 1 คน ได้คะแนนระดบั 2 (60-64 คะแนน) 2. อภปิ รายผล จากวตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั คอื การศกึ ษา “บทบาทคร”ู และ “ผลสมั ฤทธ”์ิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั นกั เรยี น ดังนั้นในการอภิปรายผลจึงจะอภิปรายในสองประเดน็ ดังกลา่ วน้ี ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 9
2.1 การต้ังโจทย์โครงงานให้เกิดผลการเรียนรู้จรงิ ต่อนกั เรยี น การต้ังโจทย์โครงงานน้ีได้เกิดข้ึนระหว่างการเรียนแบบภาคสนามท่ีหมู่บ้านหลวง/หมู่บ้าน ต่อแพ ตำ� บลแมเ่ งา อ�ำเภอขนุ ยวม จงั หวดั แมฮ่ ่องสอน ระหว่างวันท่ี 30 พฤษภาคม-6 มิถุนายน 2557 ดงั นั้น ครูจึงได้มีบทบาทจัดการเรียนการสอน ได้แก่ การเตรียมเลือกพื้นท่ีภาคสนาม การพานักเรียนเรียนรู้แบบ ภาคสนามทชี่ มุ ชนบา้ นหลวง-บา้ นตอ่ แพ ตำ� บลแมเ่ งา อำ� เภอขนุ ยวม จงั หวดั แมฮ่ อ่ งสอน การใหโ้ อกาสนกั เรยี น ต้งั โจทย์โครงงาน และการขยายความชัดเจนของโจทย์ในกลมุ่ โครงงานต่าง ๆ จากการท่ีครูได้พานักเรียนเรียนรู้ในพ้ืนท่ีภาคสนาม ท�ำให้เกิดผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน อย่างสำ� คัญ ไดแ้ ก่ (1) การทค่ี รูพานักเรียนไปเรยี นในพน้ื ทีภ่ าคสนาม จะทำ� ให้นักเรยี นเกิดความเขา้ ใจประเดน็ ตา่ ง ๆ จากการเรยี นรสู้ งิ่ ทอี่ ยตู่ รงหนา้ เกดิ ความรสู้ กึ กบั สภาพแวดลอ้ มในพนื้ ทแี่ ละบคุ คลจรงิ เกดิ การตงั้ คำ� ถาม จนสามารถหยบิ ยกประเดน็ จากการเรยี นภาคสนามมาศกึ ษาเปน็ โครงงานได้ เปน็ เพราะผรู้ ใู้ นทอ้ งถนิ่ ทย่ี นิ ดจี ะ สง่ั สอนใหค้ วามรแู้ กน่ กั เรยี นอยา่ งเตม็ ใจยงิ่ และครเู องไดย้ อ่ ยโจทยใ์ นการศกึ ษาประเดน็ ชมุ ชนไดอ้ ยา่ งละเอยี ด รวมทั้งต้งั คำ� ถามเพอ่ื ความชดั เจนในคณุ ค่าของประเด็นโครงงาน (2) นักเรยี นได้ฝึกฝนทกั ษะตามทีต่ ้ังเป้าไวไ้ ด้ ท้งั ทกั ษะการคิดตั้งแต่ การหยิบยกประเดน็ ศกึ ษา และการรวบรวมข้อมูล ทักษะการสอื่ สารในการพดู คุยและ น�ำเสนอกับชาวบ้าน ทักษะการท�ำงานทีมในการท�ำงานกลุ่มศึกษาร่วมกัน ทักษะทางสังคมในการอยู่ร่วมกับ ชาวบา้ น ทกั ษะการแก้ปญั หา ที่เกดิ ขนึ้ เฉพาะหน้า และทักษะการระบุคุณค่าของส่งิ ทเ่ี รยี นรู้ ทง้ั นี้เปน็ เพราะ การท่ีครตู ง้ั โจทย์การเรียนแบบภาคสนามเปน็ เงอ่ื นไขให้นกั เรยี นพัฒนาทกั ษะดงั กล่าว สอดคลอ้ งตอ่ เปา้ หมายของหนว่ ยวชิ าบรู ณาการสงั คมศกึ ษา-ภาษาไทยนำ� ไปสคู่ วามเขา้ ใจใน ความจรงิ และมคี วามเทา่ ทนั ของปรากฏการณท์ างสงั คม โดยนกั เรยี นมที กั ษะในการประเมนิ เชงิ คณุ คา่ การคดิ วิเคราะห์และวิพากษ์สังคม (โรงเรียนรุ่งอรุณ, ม.ป.ป.: 11-12) ในด้านหนึ่งการเรียนแบบภาคสนามน้ีนับว่า สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ดี่ อี นั สรา้ งกระบวนการเรยี นรตู้ ามโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) ไดแ้ ก่ กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ีชว่ ยให้ผูเ้ รียนไดม้ สี ว่ นรว่ มทางอารมณ์ (Emotional Participation) กิจกรรมการเรียนรู้ ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual Participation) และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ ผู้เรยี นไดม้ ีสว่ นรว่ มทางสังคม (Social Participation) (ทศิ นา แขมมณ,ี 2543: 4-6) นอกจากนก้ี ารตง้ั คำ� ถามไปสปู่ ระเดน็ คณุ คา่ และความรู้ จนนำ� ไปสกู่ ารตง้ั โจทยโ์ ครงงานนเี้ อง นบั วา่ เปน็ การใชเ้ ครอ่ื งมอื ทสี่ ำ� คญั ทส่ี ดุ ของการเรยี นรแู้ ละการสอนในศตวรรษที่ 21 คอื คำ� ถามกบั ปญั หา ซงึ่ หาก ใชห้ ลาย ๆ ปญั หาประกอบกนั อยา่ งซบั ซอ้ นเพอื่ ทำ� งานใดงานหนงึ่ ใหส้ ำ� เรจ็ เรยี กวา่ Project-Based Learning จึงเท่ากับว่า คำ� ถามกับปัญหาเป็นกำ� เนิดสำ� คัญของโครงงานนเ่ี อง (วจิ ารณ์ พานชิ , 2555: 68-70) 2.2 การพัฒนาโจทยภ์ าพรวมของช้นั เรียน ในข้ันตอนน้ีครูใช้วิธีการ Box talks โดยให้นักเรียนแต่ละคนเขียนค�ำตอบจากโจทย์ที่ครู ให้ไว้ โจทย์ค�ำถามดังกล่าวมีแนวค�ำถามที่จะน�ำพานักเรียนขมวดความคิดโจทย์โครงงานกลุ่มต่าง ๆ ให้ไปสู่ การตอ่ ยอดภาพรวมโจทยภ์ าคสนาม อนั นำ� ไปสแู่ นวทางรว่ มในการศกึ ษาโครงงานแตล่ ะกลมุ่ ทงั้ นคี้ รไู ดต้ ง้ั โจทย์ ในใจถึงความมั่นคงชายแดนแม่ฮอ่ งสอน อนั สบื เนือ่ งมาจากความเข้มแข็งอยูร่ อดของชุมชนผ่านวถิ ีวัฒนธรรม จนอทิ ธพิ ลความเลวรา้ ยดา้ นชายแดน เชน่ ยาเสพตดิ ไมอ่ าจแทรกแซงและบอ่ นทำ� ลายชมุ ชนได้ ชมุ ชนชายแดน ทเ่ี ขม้ แขง็ จงึ เปน็ สว่ นสำ� คญั ของความมนั่ คงของชาติ อยา่ งไรกต็ าม เมอื่ นกั เรยี นตอบมาแลว้ ครไู ดอ้ าศยั คำ� ตอบ 10 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ
จาก Mind Map แลว้ พานกั เรียนสรปุ ข้อความทเี่ ป็นโจทยร์ ว่ มใจความว่า “วัฒนธรรมและวิถชี วี ิตคนไทใหญ่ ในพืน้ ทห่ี ุบเขา ทน่ี �ำไปสู่ความอยรู่ อดและพลังรว่ มของผคู้ นในชมุ ชน” นับว่าเป็นค�ำตอบที่พลาดเป้าส�ำคัญไป ท้ังน้ีเพราะในการท่ีครูจะพานักเรียนท�ำความเข้าใจ เรอ่ื งความมนั่ คงชายแดนนน้ั ปรากฏวา่ ครไู มไ่ ดป้ พู น้ื เรอื่ งสถานการณช์ ายแดนใหก้ บั นกั เรยี นเทา่ ทค่ี วร นกั เรยี น จึงไม่สามารถเชื่อมโยงความเขา้ ใจเก่ียวกบั ความอยู่ดีมสี ขุ ของชมุ ชนบา้ นหลวง-ต่อแพ กับประเด็นความม่นั คง ชายแดน แตก่ ็ถือวา่ นกั เรยี นสามารถสรปุ ภาพรวมหวั ใจส�ำคญั ของชมุ ชนออกมาไดใ้ นมติ ิทางเศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม 2.3 การคน้ ควา้ ความรูท้ ีจ่ ำ� เปน็ เพ่มิ เตมิ ในการทำ� โครงงาน การคน้ ควา้ ความรเู้ พม่ิ เตมิ นคี้ อื การคน้ ควา้ ความรทู้ นี่ อกเหนอื ไปจากความรชู้ มุ ชนภาคสนาม โดยนกั เรยี นไดศ้ กึ ษาความรภู้ มู ศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรมของลา้ นนาและพมา่ ภมู ภิ าค เพอ่ื ทจ่ี ะเชอ่ื มโยง กับความร้วู ัฒนธรรมไทใหญใ่ นพน้ื ที่ชุมชนบ้านหลวง-ตอ่ แพ ตำ� บลแม่เงา อำ� เภอขุนยวม จังหวัดแมฮ่ อ่ งสอน ให้นักเรียนได้เข้าใจถึงความส�ำคัญของประเด็นโครงงานในบริบทของภูมิภาค โดยครูยังคงต้องก�ำหนดและ ชว่ ยเหลอื ทง้ั การเลอื กประเดน็ การคน้ ควา้ และการพาเชอื่ มโยงความคดิ เนอื่ งจากนกั เรยี นไมไ่ ดม้ พี นื้ ฐานความรู้ ในเรื่องราวเหล่าน้ีมาก่อน เม่ือนักเรียนได้ศึกษาข้อมูลท่ีครูแนะน�ำแล้ว นักเรียนส่วนมากจึงสามารถน�ำข้อมูล มาขยายท่ีมาท่ไี ปของประเด็นศึกษาโครงงานได้ จากภาพรวมน้ีนับว่าสอดคล้องกับหลักการบูรณาการของโรงเรียนรุ่งอรุณจากการที่น้อมน�ำ หลักโยนิโสมนสิการมาใช้น้ี การเรียนการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณจึงมุ่งไปท่ีหลักการเรียนรู้อย่างบูรณาการ เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถเชอ่ื มโยงความรู้ ความเขา้ ใจอยา่ งไมแ่ ยกสว่ น ในดา้ นสาระภาษาไทยกส็ อดคลอ้ งกบั หลกั การ ของหลักสูตรทางด้านภาษาไทยของโรงเรียนรุ่งอรุณในการฝึกฝนทักษะการเข้าถึงข้อมูล การคัดเลือกข้อมูล การอา่ นและจบั ประเดน็ การตีความ (โรงเรยี นร่งุ อรณุ , ม.ป.ป.: 11-12) และสอดคล้องกับมาตรฐานช้ีวัดดา้ น การอา่ นตามหลกั สตู รแกนกลาง พ.ศ. 2551 ของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ในเร่อื งของการระบใุ จความส�ำคญั และ รายละเอยี ดของขอ้ มลู ทสี่ นบั สนนุ จากเรอื่ งทอี่ า่ น การวเิ คราะห์ วจิ ารณแ์ ละประเมนิ เรอ่ื งทอ่ี า่ น และการประเมนิ ความถกู ตอ้ งของข้อมลู ท่ใี ชส้ นบั สนนุ ในเรอ่ื งที่อา่ น (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551: 35-46) 2.4 การผลติ ชิ้นงานเพอ่ื ตอบโจทย์โครงงาน ลกั ษณะงาน คอื การออกแบบและผลิตชิ้นงานตามท่ีได้วางแนวทางเพ่ือตอบโจทยโ์ ครงงาน หลังจากท่ีได้ศึกษาภูมิหลังของชุมชนเช่ือมโยงกับความรู้ภาคเหนือ พร้อมกับการวางแผนการท�ำงาน ผา่ นการทำ� งานรว่ มระหวา่ งสมาชกิ กลมุ่ โครงงาน ท้งั นชี้ นิ้ งานดงั กลา่ วอาจออกมาในรปู แบบสง่ิ พมิ พ์ สมดุ ภาพ หนังสือ หนังสั้น แอนิเมชัน ฯลฯ โดยกระบวนการน้ีประเด็นส่วนมากจะเป็นเรื่องการท�ำงานและเรียนรู้ทาง เทคนคิ ทนี่ กั เรยี นจะตอ้ งลงมอื เอง ครจู ะทำ� หนา้ ทใ่ี นการดแู ลการทำ� งานใหเ้ รยี บรอ้ ยในภาพรวม การชว่ ยนกั เรยี น ในเรอื่ งการคดิ วางแผน การประสานงานเบือ้ งตน้ การแนะนำ� ผูช้ ำ� นาญเมือ่ นกั เรียนติดขดั ฯลฯ ในการผลิตช้ินงานปรากฏว่านักเรียนหลายกลุ่มเลือกงานท่ีไม่เหมาะสมต่อเวลาท่ีเหลือน้อย (ไม่เกินสองสัปดาห์) เพราะทั้งครูและนักเรียนคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ว่าลักษณะงานท่ีนักเรียน เลือก จะใหญ่เกินเวลา จึงท�ำให้งานล่าช้า บางกลุ่มต้องเปล่ียนงานกลางคัน และมีผลกระทบต่อการจัดงาน นำ� เสนอหยดนำ้� แหง่ ความรู้ ซง่ึ ทำ� ใหเ้ วลาในการจดั งานมนี อ้ ยลง ดงั นนั้ ครจู งึ ควรจะมคี วามรเู้ กย่ี วกบั การผลติ สอ่ื ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 11
เพอื่ ทค่ี รจู ะไดค้ าดการณล์ ว่ งหนา้ ถงึ การผลติ ชนิ้ งาน และชแี้ นะพานกั เรยี นทำ� งานตามกำ� หนดไดอ้ ยา่ งมคี ณุ ภาพ ส่อื สามารถสะท้อนความร้แู ละคณุ ค่าไดอ้ ย่างแท้จรงิ อย่างไรก็ตาม นับว่านักเรียนท้ังที่ประสบความส�ำเร็จและที่ประสบปัญหาทุกคนได้ผ่าน การเรยี นรจู้ ากการทำ� งานทงั้ งานเดยี่ วและกลมุ่ ไปจนถงึ การผลติ ชน้ิ งานการใหค้ วามหมายถา่ ยทอดผา่ นการใช้ ภาษา การสอ่ื ความไดต้ รงตามความหมายทตี่ อ้ งการ มปี ฏภิ าณและความสรา้ งสรรคส์ รา้ งชน้ิ งานเพอื่ การสอ่ื สาร อยา่ งมสี าระ มีคุณคา่ และสุนทรยี ์ (โรงเรยี นรุ่งอรณุ , ม.ป.ป.: 11-12) นอกจากนใ้ี นแง่การเรียนรูแ้ บบบูรณาการ นักเรียนได้เรยี นรแู้ บบรว่ มมอื โดยผา่ นกิจกรรมท่ีใหผ้ ูเ้ รยี นทำ� งานร่วมกัน ผลดั เปน็ ผ้นู �ำผู้ตาม สร้างปฏิสัมพันธ์ การชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกนั การพฒั นาทกั ษะการสอื่ สาร และนบั เปน็ การบม่ เพาะทกั ษะทางสงั คม (เบญจมาศ อยเู่ ปน็ แกว้ , 2548: 21-22) 2.5 การนำ� เสนองานในข้นั สดุ ท้ายผา่ นกจิ กรรมหยดน้�ำแหง่ ความรู้ ในการจัดงานหยดน้�ำแห่งความรู้คร้ังน้ีครูท�ำเพียงแต่แจ้งให้นักเรียนจัดประชุมงานหยดน้�ำ แห่งความรเู้ มื่อวนั พธุ ที่ 13 สิงหาคม 2557 กอ่ นการจดั งานหยดน�ำ้ แห่งความรใู้ นวันศกุ รท์ ี่ 15 สงิ หาคม 2557 เพยี งสองวนั ซงึ่ เปน็ การท�ำงานที่ขาดการวางแผนลว่ งหน้าอนั เหมาะสมกบั เวลา อย่างไรก็ตาม นักเรียนยังสามารถเลือกจุดที่เป็นเนื้อหาสาระและคุณค่าความส�ำคัญท่ีจะน�ำ เสนอได้ เนื่องจากนักเรียนมีความแม่นย�ำในสาระและคุณค่า จากการท่ีได้เรียนรู้ ค้นคว้า และผลิตช้ินงาน โครงงาน จนนักเรียนสามารถด�ำเนินการด้วยตนเองได้ทั้งหมด ท้ังการทบทวนประเด็นเรียนรู้ การออกแบบ การน�ำเสนองาน และการจัดเก็บงาน นับว่าสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงคุณค่าทางสาระภาษาไทยของโรงเรียนรุ่งอรุณ กล่าวคือ นกั เรยี นพดู นำ� เสนอ และพดู สอื่ สาร อยา่ งมปี ระเดน็ โดยทเ่ี ขา้ ใจความจรงิ ของชวี ติ ผคู้ น สงั คม สถานการณต์ าม ความเป็นจริงได้อย่างแม่นย�ำผ่านการทบทวนและส่ือสารท่ีตรงตามจริง (โรงเรียนรุ่งอรุณ, ม.ป.ป.: 17-19) สอดคลอ้ งกบั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการแบบรว่ มมือ (เบญจมาศ อยเู่ ป็นแกว้ , 2548: 21-22) 2.6 การวดั ความรดู้ ว้ ยการสอบปากเปลา่ ขน้ั ตอนนคี้ รไู ดอ้ าศยั แบบขอ้ สอบปากเปลา่ สำ� หรบั นกั เรยี นวา่ ดว้ ยความรภู้ าคเหนอื และความรู้ จากโครงงาน ด้านความรภู้ าคเหนือ นกั เรียนจะได้น�ำความรู้ภาพรวมภาคเหนือทไ่ี ดศ้ กึ ษาคน้ ควา้ มาเช่ือมโยง กบั ประเดน็ ศึกษาโครงงานอันเนือ่ งมาจากความร้ใู นพ้ืนทภี่ าคสนาม อกี ประเดน็ หน่ึงคือ ด้านความร้โู ครงงาน เปน็ การสอบถามเกยี่ วกบั การดำ� เนนิ โครงงานตามขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ดงั นน้ั บทบาทครใู นกระบวนการสอบปากเปลา่ คือ การถามนักเรยี นให้อธบิ ายความรตู้ ่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการทำ� โครงงานที่นกั เรียนมสี ว่ นร่วมตลอดทั้ง ภาคการเรยี นที่ 1/2557 ทผี่ า่ นมา จากการประเมินในขัน้ ตอนน้ี ปรากฏผลว่า นักเรียนตอบได้ในระดบั ดี เกอื บท้ังหมด 23 คน ตามจ�ำนวนนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3/1 หมายความวา่ นักเรยี นมคี วามแม่นยำ� ในสาระและคณุ คา่ จากการ ทไ่ี ด้เรียนรู้ ค้นควา้ และผลติ ช้ินงานโครงงานทีไ่ ด้ท�ำด้วยตนเอง โดยนักเรยี นไดเ้ รมิ่ ตน้ เรยี นรใู้ นส่ิงทไ่ี ดป้ ระสบ พบเหน็ ในพ้ืนทีภ่ าคสนามและเลง็ เหน็ ความส�ำคัญด้วยตนเอง จนสามารถตอบได้ดว้ ยปากเปลา่ สอดคล้องกับ ข้อสรุปประโยชน์ของโครงงานท่ีว่า การให้นักเรียนท�ำโครงงานท�ำให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วย ตนเองและปฏบิ ตั เิ อง ไดฝ้ กึ การทำ� งานเปน็ กลมุ่ ไดฝ้ กึ ทกั ษะกระบวนการในการคน้ ควา้ หาความรู้ การรวบรวม 12 บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต
ข้อมูล การหาขอ้ สรุป การอภิปรายของสมาชิกในกลมุ่ การวางแผนการทำ� งาน และน�ำเสนอข้อมลู ในรปู แบบ ต่าง ๆ โดยเรมิ่ ต้นจาก ความสนใจของนกั เรียนจรงิ ๆ (ลัดดา ภเู่ กียรติ, 2544: 18-22) 2.7 การวัดและประเมนิ ผล การประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนนี้เป็นการประเมินผลข้ันสุดท้ายก่อนที่จะจบ ภาคการเรียน โดยใช้แบบรายงานผลการประเมนิ การเรียนรรู้ ายวชิ า บรู ณาการสงั คมศึกษา-ภาษาไทย ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ปกี ารศกึ ษา 1/2557 คอื แบบรายงานผลการประเมนิ ฉบบั สมบรู ณ์ ที่ครูไดร้ ะบคุ ะแนน ในรปู รอ้ ยละและไดอ้ ธบิ ายจดุ ประสงคด์ า้ นทกั ษะและความรู้ ตลอดจนใหค้ วามคดิ เหน็ ตอ่ การเรยี นรขู้ องนกั เรยี น เรียบรอ้ ยแล้ว ดงั นั้น การประเมนิ ผลจะเปน็ เครื่องมอื สะทอ้ นผลการดำ� เนนิ งานของครอู ีกชั้นหนึง่ จากการวดั ทักษะในแตล่ ะข้ันตอนหรอื Formative Assessment ได้ชว่ ยใหค้ รูเขา้ ใจทกั ษะ และการพัฒนาของนักเรียนได้ใกล้ชิดมากขึ้น ท้ังน้ีเนื่องจากแบบการประเมินนั้นได้เน้นการประเมินทักษะ การพิจารณาพฤตกิ รรมการเรียนรู้ของนกั เรียนเปน็ รายบุคคลอย่างชดั เจน ท้ังนีเ้ นื่องจากในการเรยี นการสอน แบบโครงงานตามข้นั ตอนต่าง ๆ จะเปน็ การกระต้นุ ใหน้ กั เรียนได้ใช้ทกั ษะต่าง ๆ อยา่ งสอดคล้องกบั การเรยี น การสอน เช่น ทักษะ การคดิ ทกั ษะการทำ� งานทมี ทักษะการสอ่ื สาร เป็นต้น ในด้านการวัดผลด้านความรู้หรือ Summative Assessment การทดสอบความรู้ด้วย การสอบปากเปล่าเป็นสะท้อนความเข้าใจของนักเรียนที่เป็นจริง เพราะเป็นการสอบโดยท่ีนักเรียนจะต้อง ตอบค�ำถามครูตรงหน้าในนาทีน้ัน นกั เรียนส่วนมากไดค้ ะแนนในระดบั ทส่ี งู ซง่ึ เป็นด้วยการพัฒนาทักษะท่ีนกั เรยี นได้พยายาม อยา่ งเต็มที่ และความแม่นยำ� ในเน้ือหาและการทำ� งานตามข้ันตอนตา่ ง ๆ ที่ท�ำให้นกั เรียนได้คะแนนในระดบั ทน่ี า่ พอใจ แมน้ กั เรยี นบางกลมุ่ จะผลติ ชน้ิ งานไดไ้ มส่ มบรู ณเ์ ทา่ ทคี่ วร แตอ่ กี ดา้ นหนงึ่ ระดบั คะแนนทสี่ งู นน้ี า่ จะ เปน็ ไปด้วยระดบั การใหค้ ะแนนในขน้ั ตอนต่าง ๆ ท่ี 4 ระดับ (0-3 คะแนน) ซึง่ จะทำ� ให้มีผู้ได้คะแนนถงึ ระดบั 3 ไดง้ า่ ย ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชงิ วชิ าการ ในการทำ� วจิ ยั วา่ ดว้ ยการเรยี นการสอนแบบโครงงานครงั้ ตอ่ ไป ควรมกี ารศกึ ษาเทยี บเคยี งกบั ชน้ั เรยี น อนื่ ในเวลาเดยี วกนั ไมว่ ่าจะเปน็ ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ในโรงเรียนรุง่ อรุณ หรอื ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ในโรงเรียน อื่นท่ีใช้แนวทางการเรียนการสอนแบบโครงงานในวิชาสังคมศึกษาหรือภาษาไทย เพ่ือท่ีจะได้ทดสอบหรือ วัดการเรียนการสอนท่ีได้คาดว่าจะได้ผลต่างกัน จึงจะเป็นการพิสูจน์ถึงประสิทธิผลในการเรียนการสอนแบบ โครงงานให้ชดั เจนย่งิ ขน้ึ ขอ้ เสนอแนะเพ่อื การนำ� ผลการศกึ ษาสูก่ ารปฏบิ ตั ิ 1. การเริ่มต้นโครงงานให้นักเรียน ครูต้องพานักเรียนเรียนรู้จากประเด็นท่ีสัมผัสเรียนรู้ได้จาก ประสบการณจ์ รงิ เชน่ การศกึ ษาจากพนื้ ทภี่ าคสนาม จากชมุ ชน หรอื จากปญั หาจรงิ ในโรงเรยี น เพราะจะทำ� ให้ นักเรียนเข้าใจเรื่องราวจากประสบการณ์จริง จนตั้งประเด็นศึกษา สืบสาวเรื่องราวท่ีมาท่ีไป และคุณค่าของ ประเด็นศึกษาได้ ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 13
2. สำ� หรบั การทจี่ ะใหน้ กั เรยี นไดเ้ รยี นรจู้ ากพนื้ ทภี่ าคสนามนี้ จำ� เปน็ อยา่ งยงิ่ ทคี่ รจู ะตอ้ งมี การเตรยี ม พรอ้ มทจี่ ะทำ� ใหค้ รมู คี วามแมน่ ยำ� ในเนอื้ หาและคณุ คา่ ของประเดน็ ตา่ ง ๆ ในชมุ ชน ทคี่ รจู ะพานกั เรยี น ไปเรยี น รู้จากส่ิงเหล่านั้น เพ่ือที่ครูจะสามารถพาให้นักเรียนเรียนรู้เน้ือหา สาระส�ำคัญ และคุณค่าท่ีเร่ืองราวนั้นมีต่อ ชุมชนได้ 3. อย่างไรก็ตามการพานักเรียนสรุปความรู้ไปสู่การตั้งประเด็นศึกษา การสืบเรื่องราวที่มาที่ไป การเชอ่ื มโยงคณุ คา่ ในหลากหลายมติ ิ และการสรปุ คณุ คา่ ของประเดน็ ศกึ ษานน้ั เครอื่ งมอื สำ� คญั ทคี่ รจู ะใชเ้ พอ่ื ตอ่ ยอดการเรยี นรขู้ องนกั เรยี นตามกระบวนการตา่ ง ๆ คอื การตง้ั คำ� ถาม โดยครจู ะอาศยั ความรเู้ ดมิ ของนกั เรยี น จากชมุ ชน เพอื่ พามองเชอื่ มโยงประเด็นใหม่ ๆ ใหร้ อบด้าน และน�ำไปสกู่ ารใครค่ รวญคณุ คา่ สำ� คญั 4. ลักษณะส�ำคัญของค�ำถามทจ่ี ะนำ� ไปสูก่ ารต่อยอดการเรยี นร้ทู ี่ดนี นั้ คือ เปน็ ค�ำถามทอ่ี าศัยความรู้ พืน้ เดมิ เชน่ ความรทู้ ่ีนักเรียนมีกอ่ นหน้า ความร้ทู ี่นกั เรียนไดเ้ รียนรู้จากพน้ื ทภ่ี าคสนาม ความรูท้ ่ีปูพ้ืนฐานไว้ ทช่ี นั้ เรยี น ฯลฯ จากนนั้ จงึ ตอ้ งถามไปในทางทชี่ วนใหน้ กั เรยี นเหน็ ความสำ� คญั เชน่ ถามถงึ ความสำ� คญั ทปี่ ระเดน็ ศึกษาของนกั เรียนจะมผี ลต่อท้องถน่ิ หรอื ตอ่ การรบั รูเ้ รยี นรู้ของนักเรียนเอง 5. ในการวางแผนทีจ่ ะให้นกั เรยี นบรรลุทักษะและความรูจ้ ากการเรยี นการสอนแบบโครงงาน ครจู ะ ตอ้ งมคี วามชดั เจนวา่ ในแตล่ ะขนั้ ตอนนกั เรยี นตอ้ งไดพ้ ฒั นาทกั ษะและความรอู้ ะไร ครจู งึ จะสามารถวางเกณฑ์ การประเมินให้ได้ผลอย่างแท้จริง โดยที่ครูได้อาศัยการคาดการณ์ล่วงหน้าจึงวางเป้าหมายทางทักษะและ ความรู้ ไดส้ อดคล้องกบั การเรียนการสอนขนั้ ตอนต่าง ๆ เอกสารอา้ งองิ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: กระทรวงศกึ ษาธิการ. ทศิ นา แขมมณี. (2543). การจัดการเรียนการสอนโดยยดึ ผ้เู รยี นเป็นศนู ย์กลาง. ใน พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และ คณะ(บรรณาธิการ). ประมวลบทความ นวัตกรรมเพ่ือการเรียนรสู้ �ำหรับครูยุคปฏริ ูปการศึกษา. (1-22). กรงุ เทพฯ: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. เบญจมาศ อยู่เป็นแก้ว. (2548). การสอนแบบบูรณาการ Integrated Instruction (พิมพ์คร้ังท่ี 3). กรงุ เทพฯ: ศูนย์พัฒนาการเรียนรู.้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2553). กรรมของคนไทย ทำ� กันไวเ้ อง (ถึงเวลา มาแก้กรรมกันเสียที). กรุงเทพฯ: จ.เจริญอินเทอร์พร้นิ (ประเทศไทย). โรงเรียนรุ่งอรุณ. (ม.ป.ป.). โครงสร้างหลักสูตรมัธยมศึกษา โรงเรียนรุ่งอรุณ (ฉบับย่อ) “เพ่ือการพัฒนา ผเู้ รยี นไปสกู่ ารเปน็ กลั ยาณมติ รของตนเอง ดว้ ยการใชห้ ลกั คดิ แหง่ โยนโิ สมนสกิ ารผา่ นการเผชญิ การงานท่ีแทจ้ ริง”. [เอกสาร]. ม.ป.พ. ลัดดา ภู่เกียรติ. (2544). โครงงานเพ่ือการเรียนรู้: หลักการและแนวทางจัดกิจกรรม. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . 14 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต
วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วถิ ีสรา้ งการเรยี นรู้เพื่อศษิ ย์ในศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ: มลู นธิ สิ ดศร-ี สฤษดว์ิ งศ์. หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์ สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาเอกชน. (2545). แนวการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ เ่ี นน้ ผเู้ รียนเปน็ ส�ำคญั ระดับมธั ยมศึกษา. ม.ป.พ. Trilling, Bernie and Fadel, Charles. (2009). 21st century skills : learning for life in our times. San Fransisco: Jossey-Bass. ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 15
การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครูในโรงเรียน สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชุมพร The Performance to the Ethical Principles of Teachers in School under the Office of Chumphon Primary Education Service Area นางคณุ ชั ญา สมจติ ร และ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ผดงุ พรมมลู หลกั สตู รศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสติ บทคัดย่อ การวิจัยเร่ืองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของ ครู ในโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พร จำ� แนกตามสถานภาพของผบู้ รหิ าร สถานศึกษา ใชว้ ธิ ีการวิจยั เชิงส�ำรวจจากกลุม่ ตวั อย่างที่เปน็ ผูบ้ ริหารสถานศึกษา จ�ำนวน 164 คน เคร่อื งมอื ท่ี ใชใ้ นการรวบรวมขอ้ มลู คอื แบบสอบถามทผ่ี วู้ จิ ยั สรา้ งขน้ึ มคี า่ ความเชอื่ มนั่ เทา่ กบั .97 สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ ขอ้ มูล คอื ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถติ ทิ ดสอบที การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติ ตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร ในภาพรวม มกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ การปฏบิ ตั ติ นดา้ นจรรยาบรรณ ตอ่ ผ้รู ับบรกิ าร เปน็ อนั ดบั ทหี่ นง่ึ รองลงมา คอื จรรยาบรรณต่อวชิ าชีพ จรรยาบรรณต่อตนเอง จรรยาบรรณ ตอ่ ผ้รู ว่ มประกอบวิชาชีพ และจรรยาบรรณตอ่ สงั คม ตามลำ� ดับ 2) ผลการทดสอบสมมตฐิ าน พบว่า ผบู้ ริหาร ทมี่ ปี ระสบการณใ์ นตำ� แหนง่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และระดบั การศกึ ษาตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ การปฏบิ ตั ติ น ตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดชุมพร ในภาพรวม แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 สว่ นผบู้ รหิ ารทมี่ เี พศ อายุ และขนาดของโรงเรยี น ต่างกันมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชมุ พร ในภาพรวมไมแ่ ตกตา่ งกัน ค�ำส�ำคญั : จรรยาบรรณต่อตนเอง จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ จรรยาบรรณต่อ ผูร้ ่วมประกอบวชิ าชพี จรรยาบรรณต่อสงั คม ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 17
Abstract The objectives of this research were to study and to compare the performance to the ethical principles of teachers in school under the office of Chumphon primary education service area classified by school administrators’ general background. The sampling groups of 164 school administrators were selected for a survey research. The tool used for data collection was a questionnaire created by the researcher with the reliability with Cronbach’s co-efficient of .97. The statistics used for data analysis included percentage, means, standard deviation, t-test, One-way ANOVA and comparison of paired means by Scheffe’s method. The research results were as follows: 1) The performance to the ethical principles of teachers in school under the office of Chumphon primary education service area generally had the highest level of performing. When considering each aspect, it was found that the school administrators had opinion on the highest level of performing in the ethics of service came first, followed by the aspects of the professional ethics, the ethics manual, the co-professional ethics and the social ethics, respectively. 2) The hypothesis testing showed that the school administrators who were different in work experience in school administration and educational level showed significantly different opinion on performance to the ethical principles of teachers in school under the office of Chumphon primary education service area at the statistical significance level of .05. However, school administrators with different gender, age and school size did not showed significantly different opinion on performance to the ethical principles of teachers in school under the office of Chumphon primary education service area. Keywords : Ethics manual, Professional ethics, Ethics of service, Co-professional ethics, Social ethics บทนำ� การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2555-2559) มุ่งพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย สอดแทรกการพัฒนาคนด้วยกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกัน อยา่ งเปน็ สขุ จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งพฒั นาคณุ ภาพคนในทกุ มติ อิ ยา่ งสมดลุ และมกี ารเรยี นรตู้ อ่ เนอ่ื งตลอดชวี ติ มจี ติ ใจทมี่ ี ความเพียบพร้อมท้ังด้านคุณธรรมและความรู้น�ำไปสู่การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ด้วยจิตส�ำนึกในศีลธรรม และคณุ ธรรม เตรยี มความพรอ้ มสปู่ ระชาคมอาเซยี นและยงั มงุ่ สรา้ งสงั คมแหง่ การเรยี นรเู้ ปน็ หนา้ ทข่ี องคนไทย ทกุ คน ดงั นน้ั สงิ่ ทจี่ ะทำ� ใหค้ นมคี ณุ ภาพจงึ เปน็ ทยี่ อมรบั วา่ การศกึ ษาจะเปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการพฒั นาคนใหเ้ ปน็ มนษุ ย์ทมี่ ีความพร้อมทงั้ ทางดา้ นร่างกาย จติ ใจ สติปัญญามคี วามรคู้ วบคู่คณุ ธรรม จรยิ ธรรม สามารถอยูร่ ่วม ในสงั คมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ ตามเจตนารมณ์ (มาตรา 6) ของพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2545 แกไ้ ข 18 บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
เพิ่มเติม ฉบับท่ี 3 พ.ศ. 2553 (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2553) การศกึ ษาไทยจงึ เปน็ สง่ิ สำ� คญั ทน่ี ำ� พาใหป้ ระเทศชาตไิ ดม้ คี วามเจรญิ กา้ วหนา้ โดยอาศยั แรงขบั เคลอ่ื น จากการปฏริ ปู การศกึ ษาในปจั จบุ นั ประกอบกบั นโยบายจากรฐั บาลทมี่ งุ่ เนน้ เรอ่ื งการจดั การศกึ ษาใหม้ คี ณุ ภาพ โดยก�ำหนดให้เป็นนโยบายหลักที่ส�ำคัญทั้งในระดับกระทรวงศึกษาธิการและระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสู่ สถานศึกษา มากำ� หนดเปน็ นโยบายของโรงเรียนซึง่ นโยบายระดบั บนมุ่งการจดั การศกึ ษาให้มคี ุณภาพ เมอ่ื กลา่ วถงึ การจดั การศกึ ษาใหม้ คี ณุ ภาพในระดบั สถานศกึ ษานนั้ จะขน้ึ อยกู่ บั องคป์ ระกอบหรอื ปจั จยั ต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ งหลายประการ อาทเิ ชน่ คุณภาพของสถานศึกษาการบรหิ ารงานทางวิชาการและหลักสตู ร การจดั สรรงบประมาณและทรพั ยากรทางการศกึ ษา บรรยากาศในสถานศกึ ษาทเี่ ออื้ ตอ่ การเรยี นรแู้ ละประการ สุดท้ายท่ีมีบทบาทและความส�ำคัญเป็นอย่างย่ิง คือ ครู ซ่ึงเป็นแรงผลักดันโดยมีบทบาทหน้าที่และ ความรับผิดชอบในการสร้างคนให้เป็นผู้ใหญ่พัฒนาประเทศชาติในอนาคตให้เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ ประกอบกบั มคี ณุ ธรรม จริยธรรมควบค่กู ันไป ดังนัน้ ครจู ะตอ้ งประพฤติปฏบิ ตั ติ นอยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม เพอ่ื เป็นตวั อยา่ งท่ดี ีต่อลูกศษิ ย์ ณัฐกานต์ พวงไพบลู ย์ (2552: 20) กลา่ ววา่ การเปน็ ครนู นั้ ไมใ่ ชว่ า่ ใครจะมา เป็นครูเพียงมีความรู้ก็สอนได้ จะต้องเป็นผู้มีลักษณะที่พึงประสงค์จะต้องฝึกฝนจนเกิดความเชี่ยวชาญเป็นที่ ยอมรบั ขององคก์ รวิชาชีพ ทง้ั นี้ เพราะครูเป็นทง้ั ฐานะของบคุ คลและวิชาชพี ท่สี ังคมคาดหวงั จะตอ้ งมีบทบาท สำ� คัญ บุคลกิ ภาพ คา่ นิยม รวมถงึ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมตามแนวจรรยาบรรณวิชาชพี การก�ำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู เป็นเกณฑ์ข้อบังคับท่ีคุรุสภาก�ำหนดเกณฑ์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษาซ่ึงได้มีข้อบังคับของคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ พ.ศ. 2556 โดยมีการก�ำหนดให้มี ขอ้ บงั คบั วา่ ดว้ ยจรรยาบรรณวชิ าชพี ประกอบดว้ ย (1) มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณว์ ชิ าชพี (2) มาตรฐาน การปฏบิ ตั งิ าน (3) มาตรฐานการปฏบิ ตั ติ น และสำ� นกั งานเลขาธกิ ารครุ สุ ภาไดก้ ำ� หนดแบบแผนพฤตกิ รรมตาม จรรยาบรรณวชิ าชพี ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ ประมวลพฤตกิ รรมทเี่ ปน็ ตวั อยา่ งของการประพฤตปิ ฏบิ ตั สิ ำ� หรบั ครตู อ้ งหรอื พึงประพฤติปฏิบัติตามประกอบไปด้วยพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ที่ก�ำหนดให้ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องหรือพึงละเว้นปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดซึ่งแบบแผนพฤติกรรมตาม จรรยาบรรณวิชาชพี ของครูมี 5 ส่วน ได้แก่ จรรยาบรรณต่อตนเอง จรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี จรรยาบรรณต่อ ผ้รู ับบริการ จรรยาบรรณตอ่ ผรู้ ว่ มประกอบวิชาชีพ และจรรยาบรรณต่อสงั คม ส�ำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร มีหน้าทด่ี ูแล รบั ผดิ ชอบ และสนบั สนนุ การจัดการศกึ ษาของโรงเรยี นในพื้นท่ี 8 อำ� เภอ ได้แก่ อำ� เภอเมืองชมุ พร อำ� เภอทา่ แซะ อ�ำเภอปะทวิ อำ� เภอสวี อำ� เภอทุ่งตะโก อำ� เภอหลงั สวน อำ� เภอพะโตะ๊ และอ�ำเภอละแม โดยมนี โยบายมงุ่ เนน้ การจัดการศกึ ษาแบบมสี ่วนร่วมโดยมุง่ ผลสมั ฤทธ์ิ และ การระดมความคิดในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และให้ความส�ำคัญกับผู้ประกอบวิชาชีพครูให้มีคุณภาพ และตามเกณฑข์ องขอ้ บงั คบั ครุ สุ ภากำ� หนด ในการสง่ เสรมิ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามแบบแผนพฤตกิ รรมจรรยาบรรณ ของวชิ าชพี ถอื เปน็ เรอ่ื งสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ทผ่ี ปู้ ระกอบวชิ าชพี ครตู อ้ งตระหนกั พงึ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม จากผลการ ประเมนิ คณุ ภาพภายนอกรอบสาม ปี 2554-2556 สถานศกึ ษาในสงั กดั เขา้ รบั การประเมนิ จำ� นวน 123 โรงเรยี น ผลการประเมนิ ระดบั ปฐมวยั ไดร้ ับการรับรอง 117 โรง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 95.90 และไม่รบั รอง 2 โรง คิดเป็น ร้อยละ 1.63 ผลการประเมินระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน รบั รอง จำ� นวน 115 โรง คิดเปน็ ร้อยละ 93.49 และ ไมร่ บั รอง จำ� นวน 8 โรง คิดเปน็ ร้อยละ 6.50 จากผลการประเมนิ ดังกล่าวท�ำใหส้ ำ� นักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 19
ประถมศึกษาชุมพร เขต 2 ได้ตระหนักถึงความส�ำคัญของครูในการประพฤติปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา วา่ ดว้ ยจรรยาบรรณวชิ าชพี พ.ศ. 2556 เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลดตี อ่ ผเู้ รยี นสง่ เสรมิ และพฒั นาผเู้ รยี นใหม้ ศี กั ยภาพพรอ้ ม รับต่อสถานการณ์ของการเปล่ียนแปลงในสังคม การศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 และเพื่อให้เป็นการเตรียม ความพรอ้ มทุก ๆ ดา้ นในการประเมนิ สิ่งสำ� คัญหลักทตี่ อ้ งเร่งพัฒนา คือ คุณภาพของครู จะตอ้ งหมัน่ ศึกษา ปฏบิ ตั ิตามอย่างเครง่ ครัด จงึ เปน็ มาตรฐานจรรยาบรรณท่ีส�ำคัญอย่างย่ิงต้องเน้นในจุดนี้ จากภาพรวมที่กล่าวมาประกอบกับผู้วิจัยได้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานคุรุสภา และดูแลรับผิดชอบ สว่ นมาตรฐานวชิ าชพี ครจู งึ มคี วามสนใจทจี่ ะศกึ ษาตดิ ตามการปฏบิ ตั ติ ามจรรยาบรรณของครใู นสงั กดั สำ� นกั งาน เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาชมุ พร เพอื่ นำ� ผลการวจิ ยั ไปใชเ้ ปน็ แนวทางในการพฒั นาจรรยาบรรณวชิ าชพี ครูและเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งท่ีผู้บริหารสถานศึกษาสามารถน�ำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนาบุคลากรใน สงั กัดสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาในจงั หวัดชมุ พรตอ่ ไป วัตถุประสงค์ 1. เพ่ือศึกษาการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครูของครูในสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษาจังหวัดชุมพร ตามความคดิ เห็นของผู้บริหารสถานศึกษา 2. เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติตนตามเกณฑ์จรรยาบรรณวิชาชีพครูของครู ในสังกัดส�ำนักงาน เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พร ตามความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา จำ� แนกตามสถานภาพ ของผบู้ ริหารสถานศึกษา ขอบเขตการศกึ ษา การวจิ ยั ในครง้ั นเี้ ปน็ การศกึ ษาเรอื่ ง การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ครขู องครใู นสงั กดั สำ� นกั งาน เขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาจังหวัดชมุ พร 1. ขอบเขตเน้อื หา ผวู้ ิจยั ก�ำหนดไว้ ดงั น้ี 1.1 ตัวแปรอิสระ คือ สถานภาพของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ ประสบการณ์ใน การบรหิ าร ระดบั การศกึ ษา และขนาดของโรงเรียน 1.2 ตวั แปรตาม คอื การปฏบิ ตั ิตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพ 5 ดา้ น ได้แก่ 1.2.1 จรรยาบรรณต่อตนเอง 1.2.2 จรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี 1.2.3 จรรยาบรรณตอ่ ผรู้ ับบริการ 1.2.4 จรรยาบรรณต่อผู้รว่ มประกอบวิชาชีพ 1.2.5 จรรยาบรรณตอ่ สังคม 2. ขอบเขตประชากร ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาจงั หวดั ชุมพร จ�ำนวน 277 คน โดยศกึ ษาจากกลุ่มตัวอยา่ ง จำ� นวน 164 คน ได้มาโดย การกำ� หนดขนาดดว้ ยวธิ กี ารใช้หลักการของทาโร ยามาเน (Taro Yamane) และการสุม่ ตัวอย่างแบบแบง่ ช้นั 20 บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
(Stratified Random Sampling) 3. ขอบเขตระยะเวลา ผู้วิจัยด�ำเนินการเก็บรวบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และเขียนรายงานการวิจัย ในช่วยระยะเวลา ระหวา่ งเดือนตลุ าคม 2558-สิงหาคม 2559 ระเบยี บวธิ วี จิ ัย การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวจิ ยั เชิงสำ� รวจ (Survey Research) โดยผวู้ ิจยั สร้างแบบสอบถามความเหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาตอ่ การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครโู รงเรยี นในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พร โดยกำ� หนดประชากรเปน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ที่ การศกึ ษาประถมศกึ ษาจังหวดั ชุมพร ปกี ารศึกษา 2558 จ�ำนวน 245 โรงเรยี น จ�ำนวนผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา 277 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศกึ ษาในจงั หวดั ชมุ พร ปกี ารศกึ ษา 2558 จำ� นวนกลมุ่ ตวั อยา่ งกำ� หนดโดยใชห้ ลกั การของทาโร ยามาเน (Taro Yamane) ทร่ี ะดับนยั สำ� คญั ทางสถิติ .05 และความคลาดเคลอ่ื นร้อยละ 5 ได้กลมุ่ ตัวอยา่ งจำ� นวน 164 คน และสุ่มตวั อยา่ งแบบแบง่ ชน้ั (Stratified Random Sampling) โดยใชข้ นาดของโรงเรียนเป็นชัน้ ในการสมุ่ จากนัน้ ก�ำหนดผูใ้ ห้ขอ้ มูลโดยการสุ่มอย่างงา่ ย (Simple Random Sampling) เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั และเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ในครง้ั นี้ เปน็ แบบสอบถามเกยี่ วกบั การปฏบิ ตั ติ นตาม จรรยาบรรณวิชาชีพครูของครูในสงั กัดสำ� นักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาจงั หวดั ชมุ พร โดยมขี ั้นตอน ในการสร้างแบบสอบถาม ดงั นี้ 1. ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ครู ของครู ในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม โดยให้ครอบคลมุ เนื้อหาตามกรอบแนวคดิ ในการวิจัย 2. ศึกษาวตั ถุประสงค์ สมมตฐิ าน และกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั 3. ศกึ ษานยิ ามตัวแปร เพอ่ื สร้างแบบสอบถาม 4. สร้างแบบสอบถามให้ครอบคลุมตัวแปรท่ีก�ำหนดไว้ในงานวิจัยแล้วน�ำเสนออาจารย์ท่ีปรึกษา วทิ ยานพิ นธ์เพอ่ื ตรวจสอบความสมบรู ณ์และความถกู ตอ้ ง ทัง้ ทางดา้ นโครงสรา้ ง เน้ือหา และภาษาทีใ่ ช้ 5. น�ำแบบสอบถามท่ีปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จ�ำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนอื้ หา (Content Validity) 6. นำ� แบบสอบถามมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะของผเู้ ชย่ี วชาญแลว้ นำ� เสนออาจารยท์ ป่ี รกึ ษา วิทยานิพนธ์ เพื่อน�ำไปทดลองใช้ (Try-out) กับผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศกึ ษาจังหวดั ชุมพร ซ่ึงไม่ใชก่ ลมุ่ ตัวอย่างทีจ่ ะท�ำการเกบ็ ขอ้ มูลจ�ำนวน 30 ชุด แลว้ น�ำแบบสอบถามมา หาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) โดยใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ไดค้ ่าความเชือ่ มนั่ ทงั้ ฉบับ .97 7. นำ� แบบสอบถามทผ่ี า่ นการตรวจสอบคณุ ภาพดา้ นความเทย่ี งตรงเชงิ เนอ้ื หาและความเชอื่ มนั่ ไปใช้ ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 21
เกบ็ รวบรวมข้อมลู กบั กลุ่มตัวอยา่ งทกี่ �ำหนดไวใ้ นการวิจัยคร้ังนี้ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ผู้วจิ ัยด�ำเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลตามขั้นตอน ดงั น้ี 1. ผู้วจิ ัยด�ำเนนิ การขอหนังสอื จากบัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ เพื่อขอความอนเุ คราะห์ ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากผอู้ ำ� นวยการสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พร เพอื่ อำ� นวย ความสะดวก และสรา้ งความเขา้ ใจแก่ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู 2. ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร แจ้งผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อให้ ความรว่ มมอื ในการให้ขอ้ มูล 3. ผวู้ จิ ยั นำ� สง่ แบบสอบถามดว้ ยตนเองเพอื่ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากกลมุ่ ตวั อยา่ ง และนำ� แบบสอบถาม ท่ไี ดร้ ับกลับคืน การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและประมวลผลข้อมูลโดยใช้ โปรแกรมประมวลผลสำ� เรจ็ รูปโดยใช้สถติ ิในการวิเคราะห์ขอ้ มลู คอื ค่ารอ้ ยละ (Percent) คา่ เฉลยี่ (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติทดสอบที (t-test) และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และใชก้ ารเปรยี บเทยี บคา่ เฉลยี่ รายค่ดู ้วยวธิ ีการ ของเชฟเฟ (The Scheffe Method) ผลการศกึ ษา 1. สถานภาพของผบู้ ริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่เปน็ เพศหญิง จำ� นวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 56.10 อายุ 51-60 ปี จำ� นวน 86 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 52.44 ประสบการณ์ในต�ำแหนง่ ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษามากกวา่ 15 ปี จำ� นวน 69 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 42.07 ระดบั การศกึ ษาปรญิ ญาโท จ�ำนวน 116 คน คิดเปน็ ร้อยละ 70.73 และอยใู่ นโรงเรยี นขนาดเล็ก จำ� นวน 75 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 45.73 2. การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรในภาพรวมมีการปฏิบัตอิ ยใู่ นระดับมากท่สี ุด เมือ่ พิจารณาเปน็ รายด้าน พบว่า ผบู้ ริหารมี ความคดิ เห็นต่อการปฏิบตั ติ นด้านจรรยาบรรณตอ่ ผู้รับบริการ เป็นอันดับทห่ี น่งึ รองลงมา คือ จรรยาบรรณ ตอ่ วชิ าชพี จรรยาบรรณตอ่ ตนเอง จรรยาบรรณตอ่ ผรู้ ว่ มประกอบวชิ าชพี และจรรยาบรรณตอ่ สงั คม เปน็ อนั ดบั สุดท้าย การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถม ศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรในดา้ นจรรยาบรรณตอ่ ตนเองมกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายประเดน็ พบวา่ ครวู างตนเหมาะสมเปน็ ทเี่ คารพนบั ถอื เปน็ อนั ดบั ทห่ี นง่ึ รองลงมา คอื ครแู ตง่ กายเหมาะสมกบั กาลเทศะ และครูมีอัธยาศัยดี สุขุม ควบคุมอารมณ์ได้ เป็นอันดับท่ี 2 และ 3 ส่วนครูน�ำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ ประกอบการเรยี นการสอน เป็นอนั ดับสุดทา้ ย การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรในดา้ นจรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี มกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายประเดน็ พบวา่ ครแู สดงตนวา่ เปน็ ครอู ยา่ งภาคภมู ใิ จเปน็ อนั ดบั ทหี่ นง่ึ รองลงมา คอื ครปู ฏบิ ตั หิ นา้ ที่ ดว้ ยความรบั ผดิ ชอบ ตามกฎ ระเบียบ และแบบแผนของทางราชการ และครูช่ืนชมในเกียรติและรางวัลท่ีได้รับและรักษาไว้อย่าง 22 บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต
เสมอตน้ เสมอปลาย เปน็ อนั ดบั ท่ี 2 และ 3 ส่วนครูเผยแพรผ่ ลงานทางวชิ าการท่เี ป็นประโยชนข์ องตนเองและ เพ่ือนครู เปน็ อนั ดับสดุ ท้าย การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถม ศึกษาจังหวัดชุมพรในด้านจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็น รายประเดน็ พบวา่ ครแู นะแนวทางทถี่ กู ตอ้ งใหแ้ กน่ กั เรยี น เปน็ อนั ดบั ทห่ี นง่ึ รองลงมาคือ ครรู บั ฟงั ปญั หาของ นกั เรยี นและใหค้ วามชว่ ยเหลอื ศษิ ย์ และครใู หค้ วามเปน็ กนั เองกบั ศษิ ย์ เปน็ อนั ดบั ท่ี 2 และ 3 สว่ นครใู หน้ กั เรยี น มีส่วนร่วมวางแผนการเรยี นรู้ และเลือกวิธกี ารปฏบิ ัตทิ ่ีเหมาะสม เป็นอันดับสดุ ท้าย การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศึกษาจังหวัดชุมพรในด้านจรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา เปน็ รายประเดน็ พบวา่ ครใู หเ้ กยี รตแิ ละแสดงความเคารพแกเ่ พอ่ื นครทู อี่ าวโุ ส เปน็ อนั ดบั ทห่ี นงึ่ รองลงมา คอื ครูร่วมงานประเพณีต่าง ๆ กับเพื่อนร่วมงานตามโอกาส เช่น ข้ึนบ้านใหม่ แต่งงาน และครูยกย่องชมเชย เพื่อนครูท่ีประสบความส�ำเรจ็ ในการสอน เป็นอันดบั ท่ี 2 และ 3 ส่วนครูจัดตัง้ กองทนุ ครูเพ่ือชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกัน เป็นอนั ดบั สุดท้าย การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถม ศึกษาจังหวัดชุมพรในด้านจรรยาบรรณต่อสังคมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ครสู นบั สนนุ และสง่ เสริมกิจกรรมท่ีแสดงความจงรกั ภกั ดีตอ่ สถาบนั พระมหากษตั ริย์ เป็นอนั ดบั ทห่ี น่ึง รองลงมาคือ ครูมีการสานสัมพันธ์ไมตรีท่ีดีกับชุมชนด้วยความเป็นกันเอง และครูส่งเสริมและสนับสนุนใน การจัดกจิ กรรมในทอ้ งถิ่น เป็นอนั ดับที่ 2 และ 3 สว่ นครูรณรงค์ใหใ้ ช้สินค้าพื้นเมอื ง เปน็ อันดบั สดุ ท้าย 3. การทดสอบสมมตฐิ าน พบวา่ 3.1 ผู้บริหารที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูใน โรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพรในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน ไมแ่ ตกตา่ งกัน 3.2 ผู้บริหารที่มีอายุต่างกันมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูใน โรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรในภาพรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั เมอื่ พจิ ารณา เปน็ รายดา้ น พบวา่ ผบู้ รหิ ารมคี วามคดิ เหน็ ตอ่ การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นดา้ นจรรยาบรรณ ต่อตนเอง และจรรยาบรรณต่อวิชาชีพแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไมแ่ ตกตา่ งกัน 3.3 ผบู้ รหิ ารทมี่ ปี ระสบการณใ์ นตำ� แหนง่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ การปฏบิ ตั ิ ตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร ในภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารมี ความคดิ เหน็ ตอ่ การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นดา้ นจรรยาบรรณตอ่ ตนเอง แตกตา่ งกนั อยา่ ง มีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ด้านจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ และจรรยาบรรณต่อสังคม แตกต่างกันอย่าง มนี ยั สำ� คัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05 สว่ นดา้ นอน่ื ๆ ไมแ่ ตกตา่ งกนั 3.4 ผบู้ รหิ ารทม่ี รี ะดบั การศกึ ษาตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร ในภาพรวมแตกต่างกัน ปีที่ 14 ฉบับท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 23
อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ผบู้ รหิ ารมคี วามคดิ เหน็ ตอ่ การปฏบิ ตั ติ น ตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครดู า้ นจรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี และจรรยาบรรณตอ่ ผรู้ ว่ มประกอบวชิ าชพี แตกตา่ ง กนั อยา่ งมีนยั ส�ำคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกตา่ งกนั 3.5 ผู้บริหารที่บริหารโรงเรียนที่มีขนาดของโรงเรียนต่างกันมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตาม จรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พร ในภาพรวม ไม่แตกต่างกันเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณ วิชาชพี ของครูในดา้ นจรรยาบรรณตอ่ วชิ าชีพแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สำ� คญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 ส่วนด้านอน่ื ๆ ไมแ่ ตกตา่ งกัน อภปิ รายผล การปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดสำ� นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถม ศึกษาจังหวัดชุมพรในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากท่ีสุด เน่ืองจากการเตรียมความพร้อมสู่ศตวรรษท่ี 21 และการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้นต้องอาศัยการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับ เจตนารมณ์พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ท่ีให้ ความส�ำคัญในด้านการมุ่งเน้นส่งเสริมพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพเพ่ือที่จะได้ส่งผลให้ การจัดการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมท้ังการประพฤติปฏิบัติตนตามเกณฑ์จรรยาบรรณวิชาชีพ ของครู ซงึ่ โรงเรยี นในสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรเองไดเ้ นน้ การบรหิ ารแบบมี สว่ นรว่ มโดยมงุ่ ผลสมั ฤทธแ์ิ ละระดมความคดิ ในการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษามกี ารกำ� หนดกลยทุ ธ์ จดุ เนน้ เพอ่ื พัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นแนวทางให้ผู้ที่มีหน้าท่ีเกี่ยวข้อง น�ำแผนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มกี ารพฒั นาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาใหม้ คี วามพรอ้ มสปู่ ระชาคมอาเซยี น ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ขา้ ราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้รบั การพัฒนาเกย่ี วกบั วินยั คุณธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณ จิตวญิ ญาณ และอดุ มการณแ์ หง่ วชิ าชพี ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2545 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553 (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2553) ทไี่ ดม้ บี ทบัญญตั ทิ ่ีเกีย่ วกบั จรรยาบรรณ กำ� หนดไวใ้ นหมวด 1 เกี่ยวกับการจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการ จดั การศกึ ษาให้ยึดหลกั (มาตรา 9) (4) มีหลักการสง่ เสริม มาตรฐานวชิ าชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์ และบคุ ลากรทาง การศึกษาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง หมวด 7 วา่ ดว้ ยเรอื่ ง ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศกึ ษา ให้กระทรวงส่งเสริม ใหม้ รี ะบบ กระบวนการผลติ การพฒั นาครู คณาจารยแ์ ละบุคลากรทางการศึกษาให้มีคณุ ภาพและมาตรฐานที่ เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพช้ันสูง โดยก�ำกับและประสานให้สถาบัน ที่ท�ำหน้าที่ผลิตและพัฒนาบุคลากรครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศกึ ษาใหม้ ีความพร้อมและมีความเขม้ แข็ง ในการเตรียมบุคลากรใหม่และ การพัฒนาบุคลากรประจ�ำการอย่างต่อเนื่อง (มาตรา 52) ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษาและ ผบู้ รหิ ารการศกึ ษา มฐี านะเปน็ องคก์ รอสิ ระภายใตก้ ารบรหิ ารของสภาวชิ าชพี ในกำ� กบั ของกระทรวง มอี ำ� นาจ หนา้ ทกี่ �ำหนดมาตรฐานวชิ าชีพ ออกและเพกิ ถอนใบประกอบวิชาชพี ก�ำกับดูแลการปฏิบัตติ นตามมาตรฐาน และจรรยาบรรณวชิ าชพี รวมทง้ั การพฒั นาวชิ าชพี ครู (มาตรา 53) การผลติ และพฒั นาคณาจารยแ์ ละบคุ ลากร ทางการศกึ ษา การพฒั นามาตรฐานและจรรยาบรรณของวชิ าชพี และการบรหิ ารงานบคุ คลของขา้ ราชการหรอื 24 บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต
พนกั งานของรฐั ในสถานศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาทเี่ ปน็ นติ บิ คุ คล ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการจดั ตงั้ สถานศกึ ษา แตล่ ะแหง่ และกฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ ง (มาตรา 56) อกี ทงั้ สงั คมในปจั จบุ นั เรม่ิ หนั มาใหค้ วามสนใจเรอื่ งจรรยาบรรณ กนั มากขนึ้ เรมิ่ มกี ารตง้ั คำ� ถามเกยี่ วกบั จรรยาบรรณในวชิ าชพี ตา่ ง ๆ และสงั คมไดข้ ยายตวั มากขน้ึ เปน็ โลกาภวิ ตั น์ ความรวดเรว็ ของขา่ วสารตา่ ง ๆ ทำ� ใหผ้ บู้ รโิ ภคไดร้ บั ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ กวา้ งขนึ้ หนั มาดแู ลผลประโยชนข์ องตนมากขนึ้ การมีจรรยาบรรณและการปฏิบัติตามจรรยาบรรณน้ันมีประโยชน์ต่อวิชาชีพและผู้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ดงั นนั้ จรรยาบรรณวชิ าชพี ครถู อื เปน็ สงิ่ สำ� คญั อยา่ งยง่ิ ในการประกอบวชิ าชพี ครู จะตอ้ งยดึ ถอื ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ตามข้อบังคับที่องค์กรคุรุสภาก�ำหนดเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูอย่างมีคุณภาพ เพราะไดถ้ กู กำ� หนดใหเ้ ปน็ วชิ าชพี ชนั้ สงู การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งาน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพรในภาพรวมจึงมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากท่ีสุด สอดคล้องกับ ผลการศกึ ษาของ สนุ สิ า วราเรอื งฤทธิ์ (2551) เรอื่ ง การปฏบิ ตั ติ นตามมาตรฐานจรรยาบรรณครู โรงเรยี นระดบั ประถมศกึ ษา สงั กดั เขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 พบวา่ ครโู รงเรยี นประถมศกึ ษา สงั กดั เขตพน้ื ที่ การศึกษา กรงุ เทพมหานคร เขต 1 ปฏบิ ตั ติ นตามมาตรฐานจรรยาบรรณครู โดยภาพรวมปฏิบัติ อยู่ในระดับ มาก และในการวิจัยคร้ังน้ี เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนด้าน จรรยาบรรณตอ่ ผู้รับบรกิ าร เปน็ อนั ดบั ท่หี นง่ึ รองลงมา คอื จรรยาบรรณต่อวชิ าชีพ จรรยาบรรณต่อตนเอง จรรยาบรรณต่อผรู้ ว่ มประกอบวิชาชีพ และจรรยาบรรณต่อสังคม ตามลำ� ดบั ผ้วู ิจัยมปี ระเด็นในการอภปิ ราย การปฏิบตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครู ในแตล่ ะดา้ น ดังน้ี การปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดสำ� นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาจังหวดั ชมุ พรในด้านจรรยาบรรณต่อตนเองมีการปฏบิ ตั อิ ย่ใู นระดบั มากที่สุด เนอ่ื งจากจรรยาบรรณ คอื จรยิ ธรรม หรอื ความประพฤติท่ีดงี ามของผปู้ ระกอบวชิ าชพี ท่ีองค์กรวิชาชีพก�ำหนดขน้ึ ให้คนในวงการของตน ประพฤติปฏิบัติ ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณครูได้ก�ำหนดให้ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ ความเอาใจใสช่ ว่ ยเหลอื สง่ เสรมิ และใหก้ ำ� ลงั ใจในการศกึ ษาเลา่ เรยี นแกศ่ ษิ ยโ์ ดยเสมอหนา้ ครตู อ้ งอบรม สงั่ สอน ฝึกฝน และสร้างเสริมความรู้ ทักษะ และนิสัยท่ีถูกต้องดีงามให้เกิดแก่ศิษย์อย่างเต็มความสามารถและด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ครูต้องประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ท้ังหลาย ท้ังกาย วาจา และจิตใจ ครูตอ้ งไม่กระทำ� ตนเป็นปฏปิ กั ษต์ อ่ ความเจริญทางกาย สติ ปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสงั คมของศษิ ย์ ครตู ้อง ไมแ่ สวงหาประโยชนอ์ นั เปน็ อามสิ สนิ จา้ งจากศษิ ยใ์ นการปฏบิ ตั หิ นา้ ทต่ี ามปกติ และไมใ่ ช้ จา้ ง วาน ใหศ้ ษิ ยก์ ระทำ� การใด ๆ อันเปน็ การหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมชิ อบ ครยู ่อมพฒั นาตนเองทั้งในด้านวชิ าชีพ ด้านบคุ ลกิ ภาพ และวสิ ยั ทศั นใ์ หท้ นั ตอ่ การพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื ง อยเู่ สมอ ครยู อ่ มรกั และศรทั ธา ในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์ ครพู งึ ประพฤตแิ ละปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผนู้ ำ� ในการอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาภมู ปิ ญั ญา แลวฒั นธรรมไทย สำ� หรบั ผอู้ ยใู่ นวชิ าชพี ครจู ะต้องมั่นใจ ในการประกอบวชิ าชพี นี้ด้วยความรกั และช่นื ชม ในความส�ำคญั ของวิชาชีพ ซ่งึ เมอื่ บุคคลใน องคก์ รวชิ าชพี ไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั เิ ปน็ อยา่ งดแี ลว้ ยอ่ มทำ� ใหค้ ณุ ภาพครู ไดย้ กระดบั ขนึ้ ดว้ ย การเปน็ ครมู อื อาชพี และยดึ มน่ั ในจรรยาบรรณของวชิ าชพี เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายประเด็น พบว่า ครูวางตนเหมาะสมเปน็ ท่ีเคารพ นับถือ เป็นอันดับท่ีหน่ึง สอดคล้องกับพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในจรรยาบรรณต่อตนเอง (ส�ำนักงานคุรุสภา, 2556) ท่ีก�ำหนดให้ครูต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อ การพัฒนาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมืองอยูเ่ สมอ โดยต้องละเว้นการประพฤติตามแบบแผน ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 25
พฤตกิ รรมที่ไมพ่ ึงประสงค์ และพงึ ประพฤตติ นให้เหมาะสมกับสถานภาพและเปน็ แบบอยา่ งทดี่ ี การปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดสำ� นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาจังหวดั ชมุ พรในดา้ นจรรยาบรรณตอ่ วิชาชพี มกี ารปฏบิ ตั ิอยใู่ นระดบั มากท่ีสดุ เนอ่ื งจากจรรยาบรรณต่อ วิชาชีพเป็นสง่ิ ท่ผี ู้ทอ่ี ยูใ่ นวงวชิ าชพี จะตอ้ งยดึ ถือจรรยาบรรณ ในการด�ำรงวิชาชพี ให้เป็นท่ยี อมรับ คือ ศรัทธา ตอ่ วิชาชพี ธ�ำรงและปกป้องวิชาชพี พฒั นาองค์ความรใู้ นวิชาชีพ สรา้ งองคก์ รวิชาชพี ใหแ้ ข็งแกร่ง และรว่ มมอื ในกิจกรรมขององค์กรวิชาชีพ ซึ่งผู้ที่อยู่ในวงการวิชาชีพครู ต้องมีความรักและศรัทธาต่อวิชาชีพครู เห็นว่า อาชีพครูเป็นอาชีพท่ีมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ในฐานะท่ีเป็นอาชีพที่สร้างคนให้มีความรู้ ความสามารถ และเปน็ คนทพี่ งึ ประสงคข์ องสงั คม สอดคลอ้ งกบั ขนษิ ฐา สวุ รรณฤกษ์ (2548: 211) ทก่ี ลา่ ววา่ จรรยาบรรณวิชาชีพครูเป็นแนวทาง การด�ำเนินชีวิตในวิชาชีพท่ีจะต้องยึดถือปฏิบัติเพ่ือก่อให้เกิดเอกลักษณ์ แหง่ วชิ าชพี และศรทั ธาเปน็ ทย่ี อมรบั ของบคุ คลในสงั คมผทู้ ปี่ ฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณแหง่ วชิ าชพี ครู เปน็ การ ยกระดับวิชาชีพของตนให้มีเกียรติสูงข้ึน เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ครูแสดงตนว่าเป็นครูอย่าง ภาคภมู ใิ จ เปน็ อนั ดบั ทห่ี นงึ่ สอดคลอ้ งกบั พฤตกิ รรมทพี่ งึ ประสงคใ์ นจรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี (สำ� นกั งานครุ สุ ภา, 2556) ทกี่ ำ� หนดใหค้ รตู อ้ งรกั ศรทั ธา ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ รบั ผดิ ชอบตอ่ วชิ าชพี และเปน็ สมาชกิ ทด่ี ขี ององคก์ รวชิ าชพี โดยตอ้ งละเวน้ การประพฤตติ ามแบบแผนพฤตกิ รรมทไี่ มพ่ งึ ประสงค์ และพงึ ประพฤตติ นโดยแสดงความชน่ื ชม และศรัทธาในคุณค่าของวชิ าชีพ ตลอดจนรักษาชื่อเสียงและปกปอ้ งศกั ดิศ์ รแี ห่งวชิ าชีพ การปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดสำ� นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถม ศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรในดา้ นจรรยาบรรณตอ่ ผรู้ บั บรกิ ารมกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ เนอื่ งจากจรรยาบรรณ ตอ่ ผู้รับบริการหรอื จรรยาบรรณครตู อ่ ศิษยเ์ ปน็ สง่ิ ทีค่ รูจะต้องมคี วามประพฤติปฏบิ ตั ิต่อศษิ ย์ 9 ประการ คือ ตง้ั ใจถา่ ยทอดวชิ าการ รกั และเข้าใจศิษย์ ส่งเสริมการเรียนรู้ ยุติธรรม ไม่แสวงหาประโยชนจ์ ากผู้เรยี น ท�ำตน เป็นแบบอยา่ งทีด่ ี ใหเ้ กียรติผเู้ รียน อบรมบ่มนิสยั และชว่ ยเหลอื ศษิ ยผ์ ู้เรียน บทบาทของครตู ้องพยายามทีจ่ ะ ท�ำใหล้ กู ศษิ ยเ์ รยี นดว้ ยความสขุ เรียนด้วยความเขา้ ใจ เมอ่ื พิจารณาเปน็ รายประเด็น พบวา่ ครูแนะแนวทางที่ ถูกต้องให้แก่นักเรียน เป็นอันดับท่ีหนึ่ง สอดคล้องกับพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ (สำ� นักงานคุรสุ ภา, 2556) ที่กำ� หนดใหค้ รตู อ้ งรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ สง่ เสริมใหก้ �ำลังใจแก่ศษิ ย์ และ ผ้รู ับบรกิ ารตามบทบาทหนา้ ทีโ่ ดยเสมอหนา้ ครูต้องส่งเสริมใหเ้ กิดการเรียนรู้ ทกั ษะ และนิสัย ที่ถูกต้องดงี าม แกศ่ ษิ ย์ และผรู้ บั บรกิ าร ตามบทบาทหนา้ ทอี่ ยา่ งเตม็ ความสามารถดว้ ยความบรสิ ทุ ธใิ์ จ ครตู อ้ งประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ตนเป็นแบบอย่างที่ดี ท้งั ทางกาย วาจา และจิตใจ ครตู อ้ งไม่กระทำ� ตนเป็นปฏปิ ักษ์ต่อความเจรญิ ทางกาย สติ ปญั ญา จิตใจ อารมณ์และสงั คมของศษิ ย์และผรู้ บั บรกิ าร และครูตอ้ งให้บรกิ ารด้วยความจรงิ ใจและเสมอภาค โดยไม่เรยี กรบั หรอื ยอมรบั ผลประโยชน์จากการใช้ตำ� แหนง่ หนา้ ท่โี ดยมิชอบ โดยตอ้ งละเวน้ การประพฤตติ าม แบบแผนพฤตกิ รรม ทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์ และพงึ ประพฤตติ นในการใหค้ ำ� ปรกึ ษาหรอื ชว่ ยเหลอื ศษิ ยแ์ ละผรู้ บั บรกิ าร ด้วยความเมตตากรุณาอย่างเต็มก�ำลังความสามารถและเสมอภาค รวมทั้งตั้งใจ เสียสละ และอุทิศตนใน การปฏิบัตหิ นา้ ที่ เพ่อื ใหศ้ ษิ ย์ และผรู้ ับบริการได้รบั การพฒั นาตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ ของแต่ละบคุ คล การปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดสำ� นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถม ศึกษาจังหวัดชุมพรในด้านจรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เนื่องจาก ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา พงึ ชว่ ยเหลอื เกอื้ กลู ซง่ึ กนั และกนั อยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยยดึ มนั่ ในระบบคณุ ธรรม 26 บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ
สรา้ งความสามัคคใี นหมคู่ ณะ สอดคล้องกบั วลั ลภา เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา (2543: 29) ทก่ี ลา่ วว่า จรรยาบรรณ วิชาชีพ มีความส�ำคัญต่อวิชาชีพครูซึ่งสามารถสรุปได้ 3 ประการ คือ ปกป้องการปฏิบัติงานของสมาชิก ในวชิ าชพี รกั ษามาตรฐานวชิ าชีพ และพัฒนาวชิ าชีพ เม่ือพิจารณาเปน็ รายประเด็น พบวา่ ครูให้เกยี รตแิ ละ แสดงความเคารพแก่เพอื่ นครูท่ีอาวโุ ส เป็นอนั ดบั ทห่ี นึ่ง สอดคล้องกับพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์ในจรรยาบรรณ ต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (ส�ำนักงานคุรุสภา, 2556) ท่ีก�ำหนดให้ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลซ่ึงกันและกัน อยา่ งสร้างสรรค์ โดยยดึ มนั่ ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามัคคใี นหมคู่ ณะ โดยตอ้ งละเวน้ การประพฤติตาม แบบแผนพฤตกิ รรมพฤตกิ รรมท่ีไมพ่ งึ ประสงค์ และพงึ ประพฤติตนใหม้ คี วามรกั ความสามคั คี และร่วมใจกนั ผนกึ กำ� ลงั ในการพฒั นาการศกึ ษา การปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดสำ� นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรในดา้ นจรรยาบรรณตอ่ สงั คมมกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มาก เนอื่ งจากครจู ะตอ้ งทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ผนู้ ำ� สงั คม ดงั นนั้ คณุ ธรรมจงึ นบั เปน็ สงิ่ สำ� คญั ยง่ิ ในการทค่ี รจู ะตอ้ งยดึ ถอื ปฏบิ ตั อิ ยา่ งจรงิ จงั อนั จะเปน็ แมแ่ บบ ในการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหแ้ กส่ มาชกิ ในสงั คมได้ หลกั คณุ ธรรมทสี่ ำ� คญั ทผี่ ปู้ ระกอบอาชพี ครจู ะยดึ ถอื ปฏบิ ตั อิ ยา่ งจรงิ จงั ทงั้ น้ี บทบาทของคุณธรรมในดา้ นสังคมจะทำ� ใหส้ มาชิกของสงั คมเปน็ คนดมี ีคณุ ธรรมสูง รู้จกั สทิ ธแิ ละหนา้ ท่ี อยา่ งถกู ตอ้ ง สงั คมมสี นั ตสิ ขุ เพราะสมาชกิ ของสงั คมไดร้ บั การสง่ั สอนจากผมู้ คี ณุ ธรรม สงั คม ไดร้ บั การพฒั นา ให้เจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน เพราะสมาชิกมีคุณธรรม อีกท้ังบทบาทของคุณธรรมในด้านความมั่นคงของ ชาตจิ ะทำ� ใหส้ ถาบนั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มคี วามมน่ั คง เพราะประชาชนมคี วามรกั ความเขา้ ใจและเหน็ ความสำ� คญั อย่างแท้จริง และขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชาติ มีความมั่นคงถาวร เพราะครูอาจารย์ได้ อบรมส่ังสอนศิษย์ให้มีความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพทาง การศกึ ษา พึงประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นเป็นผนู้ �ำในการอนุรกั ษแ์ ละพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญา ส่งิ แวดล้อม รักษาผลประโยชนข์ องสว่ นรวม และยดึ มัน่ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มี พระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายประเดน็ พบวา่ ครสู นบั สนนุ และสง่ เสรมิ กจิ กรรมทแี่ สดง ความจงรักภกั ดีต่อสถาบันพระมหากษัตรยิ ์ เปน็ อนั ดบั ทีห่ น่ึง สอดคลอ้ งกับพฤตกิ รรมทพี่ ึงประสงคใ์ นจรรยา บรรณตอ่ สงั คม (ส�ำนักงานคุรสุ ภา, 2556) ที่กำ� หนดให้ครู พึงประพฤติตนเป็นผ้นู �ำในการอนุรักษ์และพฒั นา เศรษฐกจิ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม ภมู ิปัญญา สงิ่ แวดล้อม รกั ษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยึดมน่ั ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยต้องละเว้นการประพฤติตาม แบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และพึงประพฤติตนยึดม่ัน สนับสนุน และส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ ผู้บริหารที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ชมุ พรในภาพรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั เนอื่ งจากจรรยาบรรณ ครูจึงเป็นดังศีลธรรมท่ีมีทั้งเป็นข้อห้ามและข้อพึงปฏิบัติและประพฤติตนเป็นแบบอย่างท่ีดี โดยค�ำนึงถึงศิษย์ เปน็ สงิ่ แรก และดา้ นผลกระทบตอ่ สงั คมจรรยาบรรณวชิ าชพี ครจู งึ เปน็ สง่ิ ทสี่ ำ� คญั ยงิ่ ใหก้ ารประกอบวชิ าชพี ครู เพื่อรักษาเกียรติศักด์ิศรี และส่งเสริมเกียรติคุณแห่งวิชาชีพและเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ ซึ่งผู้บริหาร ทกุ คนจะสามารถรบั รถู้ งึ การปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครไู ดอ้ ยา่ งเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความสำ� คญั ของจรรยาบรรณ ดงั ท่ี อรุณ รักธรรม (2543: 183) ไดก้ ลา่ วว่า อาจารยห์ รอื ครูทเ่ี ปน็ ผู้อบรมส่ังสอนข้าราชการ เหล่านั้นย่อมมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมที่เป็นอยู่เหล่านี้ ถ้าหากอาจารย์ท่ีถือเสมือนแท่นพิมพ์ขาดเสีย ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดือนพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 27
แลว้ ซ่ึงจรรยาบรรณของคนดี จะสั่งสอนบุคคลอน่ื ใหก้ ระท�ำในส่งิ เหล่าน้ันไดอ้ ย่างไร ผู้บริหารท่ีมีอายุต่างกันมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียน สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพรในภาพรวมไม่แตกต่างกัน เนื่องจากผู้บริหาร สถานศกึ ษา จะเปน็ ผทู้ ก่ี ำ� หนดกรอบนโยบาย ควบคมุ การปฏบิ ตั งิ าน และการปฏบิ ตั ติ นของบคุ ลากรใหเ้ ปน็ ไป ตามทิศทางท่ีก�ำหนด และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าหมายของโรงเรียน รวมถึงการด�ำรงตนในวิชาชีพ อย่างถูกต้องและเหมาะสมของบุคลากรครูด้วย ดังน้ัน การประพฤติปฏิบัติของครูจึงควรต้องอยู่ในกรอบ จรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับ บริบูรณ์ บุญหนุน (2530: 9) ท่ีกล่าวว่า จรรยาบรรณ ในวิชาชีพครูมีความส�ำคัญต่อการประกอบอาชีพของครูเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากละเลยไม่ประพฤติปฏิบัติก็จะ ท�ำให้เกดิ ความเส่ือมเสียตอ่ วิชาชพี ครู ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในต�ำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตน ตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร ในภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 สอดคล้องกับผลการศึกษาของ จักรินทร์ ปจั ฉมิ มะ (2545) เรอื่ ง การปฏบิ ตั ติ ามจรรยาบรรณครขู องขา้ ราชการครโู รงเรยี นประถมศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน การประถมศกึ ษาจงั หวดั กำ� แพงเพชร ท่พี บวา่ เม่อื เปรยี บเทียบการปฏบิ ตั ิตามจรรยาบรรณครขู องขา้ ราชการ ครูทมี่ ีประสบการณก์ ารทำ� งานตา่ งกัน ในภาพรวมและรายดา้ นแตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สำ� คัญทางสถติ ิ ขอ้ เสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะที่ไดจ้ ากการวิจัย 1. ด้านจรรยาบรรณต่อตนเอง จากผลการศึกษาพบว่า ครูน�ำเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมมาใช้ประกอบ การเรยี นการสอน เปน็ อนั ดบั สดุ ทา้ ย สถานศกึ ษาจงึ ควรสง่ เสรมิ และพฒั นาบคุ ลากรครใู หส้ ามารถนำ� เทคโนโลยี ตา่ ง ๆ เข้ามาใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอนได้อยา่ งเหมาะสม 2. ดา้ นจรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี จากผลการศกึ ษาพบวา่ ครเู ผยแพรผ่ ลงานทางวชิ าการทเ่ี ปน็ ประโยชน์ ของตนเองและเพ่ือนครู เป็นอันดับสุดท้าย สถานศึกษาจึงควรส่งเสริมสนับสนุนให้ครูได้จัดท�ำผลงานทาง วิชาการ และจดั หาแหลง่ เผยแพรข่ อ้ มูลทางวิชาการใหก้ ับครอู ย่างต่อเน่ือง 3. ดา้ นจรรยาบรรณตอ่ ผรู้ บั บรกิ าร จากผลการศกึ ษาพบวา่ ครใู หน้ กั เรยี นมสี ว่ นรว่ มวางแผนการเรยี นรู้ และเลอื กวธิ กี ารปฏบิ ตั ทิ เี่ หมาะสมเปน็ อนั ดบั สดุ ทา้ ย สถานศกึ ษา จงึ ควรกำ� หนดแนวทางใหน้ กั เรยี นมสี ว่ นรว่ ม ในการจดั การเรียนสอนให้เหมาะสมกับสถานศึกษาของตน 4. ด้านจรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ จากผลการศึกษาพบว่า ครูจัดต้ังกองทุนครูเพ่ือ ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน เป็นอันดับสุดท้าย สถานศึกษาจึงควรร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าร่วมกันจัดหาทุนให้กับ สถานศกึ ษา เพือ่ นำ� ไปใช้ในการจดั ตง้ั กองทุนเพ่ือชว่ ยเหลอื ครู 5. ดา้ นจรรยาบรรณตอ่ สงั คม จากผลการศกึ ษาพบวา่ ครรู ณรงคใ์ หใ้ ชส้ นิ คา้ พน้ื เมอื ง เปน็ อนั ดบั สดุ ทา้ ย สถานศึกษาจึงควรร่วมมอื กบั ชมุ ชนทอ้ งถิน่ ในการร่วมมอื กนั รณรงค์ใหม้ ีการใชส้ ินคา้ พนื้ เมืองเพิ่มมากขึ้น ข้อเสนอแนะส�ำหรับการวจิ ยั คร้ังตอ่ ไป 1. ควรมีการศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนสังกัด ส�ำนกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวัดชุมพร 28 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสวนดุสิต
2. ควรมีการศึกษาความพร้อมของบุคลากรครูในการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของครูใน โรงเรียนสงั กดั ส�ำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดชุมพร 3. ควรมกี ารศกึ ษาปญั หาในการปฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ของครใู นโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งาน เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาจงั หวดั ชมุ พร 4. ควรมีการศึกษาการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงาน เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาจงั หวัดชมุ พร เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545 แก้ไขเพ่ิมเติม ฉบับท่ี 3 พ.ศ. 2553. กรงุ เทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. กมั ปนาท ศรีเช้อื . (2551). การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. กรงุ เทพฯ: ทิปส์. ขนษิ ฐา สวุ รรณฤกษ์. (2548). การศึกษาและความเปน็ ครไู ทย. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏธนบุร.ี คุรุสภา. (2550). กฎหมายเกี่ยวกบั การประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา เลม่ 1: พระราชบัญญัติการศกึ ษา แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับท่ี 2 พุทธศักราช 2545. กรุงเทพฯ: องคก์ ารค้าคุรสุ ภา. จักรินทร์ ปัจฉิมมะ. (2545). ศึกษาการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณครูของข้าราชการครูโรงเรียนประถม ศกึ ษา สังกดั ส�ำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดก�ำแพงเพชร. วทิ ยานพิ นธค์ รศุ าสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภฏั ก�ำแพงเพชร. เซ็น แก้วยศ. (2551). การพัฒนาโรงเรียนจากภายใน. [Online]. Available: http://www.onesqa.or.th [2558, ธนั วาคม 20]. ณฐั กานต์ พวงไพบูลย.์ (2552). รปู แบบการจัดการนวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศกึ ษาท่เี หมาะสมของ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมในมหาวิทยาลัยราชภัฏ. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา วชิ าการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บ้านสมเด็จเจ้าพระยา. ธญั ญรตั น์ ฟงุ้ ศลิ ปะชยั พร. (2548). การปฏบิ ตั งิ านตามเกณฑม์ าตรฐานวชิ าชพี ครขู องครใู นโรงเรยี นประถม ศึกษาสังกัดส�ำนักบริหารงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกรุงเทพมหานคร. วทิ ยานพิ นธค์ รศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร. นิพนธ์ แสนนางชน. (2548). การปฏิบัติตามจรรยาบรรณครูของครูในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาเลย เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะ ศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั เลย. ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 29
บรบิ ูรณ์ บญุ หนุน. (2530). จรรยาบรรณสำ� หรบั อาจารย์ในวทิ ยาลยั ครตู ามความคิดเหน็ ของผบู้ รหิ าร และ อาจารย์ในวิทยาลัยครูกลุ่มภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. เพ็ญศิริ สมเสยี ง. (2550). พฤติกรรมตามเกณฑม์ าตรฐานความรแู้ ละมาตรฐานวชิ าชพี เพ่อื มงุ่ สคู่ รวู ชิ าชพี ของครูโรงเรียนในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาปทุมธานี เขต 2. ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ. ราชกจิ จานเุ บกษา. (2553). พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553. เลม่ ท่ี 127 ตอนท่ี 45 ก. หนา้ 1-3. วันท่ี 22 กรกฎาคม 2553. วลั ลภา เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา. (2543). การพฒั นาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมนสิ ติ นกั ศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สว่ นวจิ ยั และ พฒั นา สำ� นกั งานมาตรฐานอุดมศึกษา ทบวงมหาวิทยาลัย. สมนกึ ปฏทิ านนท.์ (2550). การพฒั นาวชิ าชพี ครสู งั คมศกึ ษาโดยการวจิ ยั ปฏบิ ตั กิ ารในชน้ั เรยี น. วารสารพฒั นา การเรียนการสอน มหาวิทยาลยั รังสิต, 1(2), 57. สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร. (2556). การดำ� เนนิ งานของสำ� นกั งานเขตพนื้ ท่ี การศึกษา ปีการศึกษา 2557. กรุงเทพฯ: ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร. สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร. (2558). การดำ� เนนิ งานของสำ� นกั งานเขตพน้ื ที่ การศึกษา ปีการศึกษา 2558. กรุงเทพฯ: ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร. ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2546). การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของ สถานศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สำ� นักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาต.ิ ส�ำนักงานคณะกรรมการคุรุสภา. (2549). คู่มือการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: คุรุสภา ลาดพร้าว. ส�ำนกั งานครุ ุสภา. (2556). มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณว์ ิชาชีพ. กรงุ เทพฯ: คุรุสภา. ส�ำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2548). ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ. กรงุ เทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว. ส�ำนกั งานเลขาธิการคุรสุ ภา. (2556). จรรยาบรรณวิชาชีพครู พ.ศ. 2556. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. ส�ำนักช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ส�ำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2551). แนวทางการ ปฏิรูป. กรุงเทพฯ: สำ� นกั งานปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สนุ สิ า วราเรอื งฤทธ.์ิ (2551). การปฏบิ ตั ติ นตามมาตรฐานจรรยาบรรณครโู รงเรยี นระดบั ประถมศกึ ษา สงั กดั เขตพ้ืนท่ีการศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคำ� แหง. 30 บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
สุปราณี จนิ ดา. (2549). ความตอ้ งการพฒั นาตนเองด้านมาตรฐานความรตู้ ามมาตรฐานวิชาชพี ครู สังกดั เทศบาลเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. สุภา สุขวิบูลย์. (2549). การพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของข้าราชการครูโรงเรียน วัดราชคฤห์ สำ� นักงานเขตธนบรุ ี กรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธค์ รุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขา บริหารการศึกษา โครงการบัณฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏธนบรุ .ี สภุ าภรณ์ ตัง้ ดำ� เนินสวสั ด.์ิ (2559). ความสามารถในการนำ� แผนกลยุทธ์ พ.ศ. 2557-2560 สกู่ ารปฏบิ ัติ และ การบรหิ ารคุณภาพการศกึ ษาของหนว่ ยงานภายในมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนดุสติ . วารสาร มสด. สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์, 12(1), 171. สุรพล สะใบ. (2553). การศึกษาการปฏิบัติมาตรฐานวิชาชีพครูของครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงาน เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาเลย เขต 2. วิทยานิพนธค์ รศุ าสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภฏั เลย. อรณุ รักธรรม. (2543). พฤติกรรมองคก์ าร. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์ Krecie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610. Thomas, K. and Penney, B. (1987). Teachers: Cognitive Elements of Empowerment: An “Interpretive” Model of Intrinsic Task Motivation. Academy of Management Review, 15(15), 666-681. ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 31
การบริหารสถานศกึ ษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ในโรงเรยี นสงั กัดสำ� นกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 1 กรงุ เทพมหานคร Educational Institution Administration based on the Sufficiency Economy Philosophy in the Secondary Educational Service Area Office 1 นางสาวพิชามญฐ์ แซ่จัน และ ดร. สภุ าภรณ์ ตงั้ ด�ำเนินสวสั ด์ิ หลักสตู รศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ บทคดั ย่อ การวจิ ยั เรอื่ งนี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศกึ ษาและเปรยี บเทยี บการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั ปรชั ญาของ เศรษฐกจิ พอเพียงในโรงเรียนสังกดั สำ� นักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 1 กรงุ เทพมหานคร จ�ำแนก ตามสถานภาพของครู ใช้วิธีการวิจัยเชิงส�ำรวจจากกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นครู จ�ำนวน 348 คน เคร่ืองมือที่ใช้ใน การรวบรวมขอ้ มลู คอื แบบสอบถามทผี่ วู้ จิ ยั สรา้ งขน้ึ มคี า่ ความเชอ่ื มน่ั โดยใชส้ มั ประสทิ ธขิ์ องครอนบาคเทา่ กบั .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที-เทส การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว และการเปรยี บเทยี บคา่ เฉลยี่ เปน็ รายคโู่ ดยวธิ เี ชฟเฟ ผลการวจิ ยั พบวา่ การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับการปฏิบัตปิ านกลาง โดยโรงเรยี นมีการปฏบิ ัติ ระดบั มากในดา้ นการปฏบิ ัตติ นตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ นผลลพั ธ์และความสำ� เร็จ และด้านการจดั กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น และพบวา่ ครทู ี่มขี นาดของโรงเรียนตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ แตกต่างกนั อย่างมีนยั สำ� คญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .001 ส่วนครูที่มอี ายุ ต�ำแหนง่ ระดับการศกึ ษา และประสบการณใ์ นการปฏิบตั ิงานตา่ งกนั มคี วามคดิ เห็นไมแ่ ตกต่างกัน คำ� ส�ำคัญ : การบริหารสถานศึกษา หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ปที ่ี 14 ฉบับที่ 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 33
Abstract The study aims to study and compare the educational institution administration based on the sufficiency economy philosophy in the Secondary Educational Service Area Office 1 classified by teacher’s background. This research using survey research collected data from a sample of 384 teachers. The instrument used for data collection was a questionnaire that created from researcher with reliability by the Cronbach’s alpha coefficient at .90. Statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, One-way analysis of variance as well as Scheffe’s pair wise comparison of means. The major findings were as follows: The management of the sufficiency economy philosophy of schools in SESAO1 was at intermediate level in overall. When considering by the aspect, the study found that the schools in SESAO1 operate through the principles of sufficiency economy at the highest rank. The second rank is result and achievement aspect. The third rank is the aspect of learner development activities. The hypothesis testing found that: it concludes that the attitudes of respondents working at different size of schools toward the management of the school through the sufficiency economy philosophy are different at level of .001 of significance. Conversely, those who have different ages, positions, academic degrees, and working experiences are not significantly different. Keywords : School Administration, Sufficiency Economy Philosophy, Sufficiency Economy in School บทนำ� การพัฒนาสังคมและประเทศชาติต้องอาศัยการศึกษาเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่สมาชิกของสังคม รวมทั้งพัฒนาทัศนคติและค่านิยมท่ีเหมาะสม และเอื้ออ�ำนวยต่อแนวทาง การพฒั นาสงั คมแตล่ ะยคุ แตล่ ะสมยั การศกึ ษาจงึ เปน็ ทงั้ กระบวนการศกึ ษาและการถา่ ยทอดมรดกทางวฒั นธรรม ของสงั คมและเปน็ ตวั การในการกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงในสงั คม เพอื่ ใหส้ งั คมไดพ้ ฒั นาไปในแนวทางที่ ปรารถนา (ชติ าภรณ์ ทองชอุ่ม, 2551: 34) การศึกษานับได้วา่ เป็นปัจจัยส�ำคญั ในการพฒั นาประเทศ เพราะ การศึกษาม่งุ พัฒนาทรัพยากรมนษุ ยใ์ ห้มคี ณุ ภาพ แลว้ มนุษยเ์ หลา่ นกี้ จ็ ะไปพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนา สถาบนั สงั คม โดยการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี และประกอบอาชพี ทไ่ี ดร้ บั จากการศกึ ษาอบรมมาอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและ เกดิ ประสทิ ธผิ ล ถงึ กบั มกี ารกลา่ วกนั วา่ ถา้ จะดคู วามกา้ วหนา้ ของประเทศชาตใิ ด อาจดไู ดจ้ ากระบบการศกึ ษา ของประเทศนั้น เพราะระบบการศึกษาเป็นระบบการสร้างคน เป็นระบบท่ีถูกปลูกฝังและถ่ายทอดปรัชญา ความคิด ความเช่ือ แบบแผนอนั ดีงามและมรดกทางวฒั นธรรม (พัชรินทร์ รจุ ิรานกุ ูล, 2551: 30) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2555-2559) ได้จัดท�ำข้ึนในช่วงเวลาที่ ประเทศไทยตอ้ งเผชญิ กบั สถานการณท์ างสงั คม เศรษฐกจิ และสง่ิ แวดลอ้ มทเี่ ปลยี่ นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็ และ 34 บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต
ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว่าช่วงที่ผ่านมา ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 8-10 สังคมไทยได้อัญเชิญหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในทุกระดับ ต้ังแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว ชมุ ชน สังคม จนถึงระดบั ประเทศ ซ่ึงไดม้ สี ว่ นเสรมิ สรา้ งภูมคิ ้มุ กันและชว่ ยใหส้ งั คมไทยสามารถยนื หยัดอยู่ได้ อย่างมนั่ คงทา่ มกลางกระแสการเปลยี่ นแปลงดังกล่าว ในระยะแผนพฒั นาฯ ฉบบั ท่ี 11 ทกุ ภาคสว่ นในสังคม ไทยเห็นพ้องร่วมกันน้อมน�ำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญาน�ำทางในการพัฒนาประเทศ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพอ่ื มงุ่ ใหเ้ กดิ ภมู คิ มุ้ กนั และมกี ารบรหิ ารจดั การความเสยี่ งอยา่ งเหมาะสม เพอื่ ใหก้ ารพฒั นาประเทศ สู่ความสมดุลและย่ังยืน และสอดคล้องกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564) ทจ่ี ะนอ้ มนำ� และประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง โดยมคี นเปน็ ศนู ยก์ ลางของ การพฒั นาอยา่ งมีส่วนร่วม การสนบั สนุนและส่งเสริมแนวคดิ การปฏริ ูปประเทศ และการพัฒนาสคู่ วามมนั่ คง มง่ั คง่ั ยงั่ ยนื สงั คมอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ (สำ� นกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต,ิ 2558: 1) เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ ปรชั ญาทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงมพี ระราชดำ� รสั ชแ้ี นะแนวทาง การ ดำ� เนนิ ชวี ติ แกพ่ สกนกิ รชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี ตงั้ แต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกจิ และเม่อื ภายหลังได้ทรงย�้ำแนวทางการแก้ไขเพ่ือให้รอดพ้น และให้สามารถด�ำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและย่ังยืนภายใต้ กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลีย่ นแปลงต่าง ๆ ดงั พระราชด�ำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั เนอ่ื งใน วโรกาส วนั เฉลมิ พระชนมพรรษา เม่อื วนั ท่ี 4 ธันวาคม 2541 ความว่า “พอมีพอกินน้ีก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงน่ันเอง ถ้าแต่ละคนพอมีพอกินก็ใช้ได้ ย่ิงประเทศพอมี พอกินก็ย่ิงดีมีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้มีพอส�ำหรับใช้เท่านั้นเอง แต่มีความหมายพอมีพอกิน หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าท�ำให้ มีความสุข ถา้ ทำ� ไดก้ ็สมควรท่จี ะท�ำ สมควรที่จะปฏบิ ตั ิ คอื คำ� ว่า พอกเ็ พยี งพอ เพยี งน้ีกพ็ อนน่ั เอง คนเราถา้ พอในความตอ้ งการ ก็มีความโลภนอ้ ย เมอ่ื มคี วามโลภน้อยกเ็ บียดเบียนคนอ่นื น้อย ถา้ ทกุ ประเทศมคี วามคิด อนั น้ีไมใ่ ชเ่ ศรษฐกจิ มคี วามคิดวา่ ท�ำอะไรตอ้ งพอเพยี ง หมายความวา่ พอประมาณ ไมส่ ุดโตง่ ไม่โลภอยา่ งมาก คนเรากอ็ ย่เู ป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมมี าก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่วา่ ตอ้ งไม่เบียดเบียนคนอืน่ ต้องใหพ้ อ ประมาณตามอตั ภาพ พูดจากพ็ อเพยี ง ทำ� อะไรก็พอเพยี ง ปฏบิ ตั ิตนก็พอเพยี ง แปลวา่ ความพอประมาณและ ความมเี หตผุ ล” (สำ� นักงานคณะกรรมการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ, 2550: 3) จากพระบรมราโชวาทและพระราชด�ำรัสของพระองค์ นับต้ังแต่ พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา จะพบว่า พระองคท์ า่ นไดท้ รงเนน้ ยำ�้ แนวทางการพฒั นาบนหลกั แนวคดิ พงึ่ ตนเอง เพอื่ ใหเ้ กดิ ความพอมพี อกนิ พอมพี อใช้ ของคนส่วนใหญ่ โดยใช้หลักความพอประมาณ การค�ำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันท่ีดีในตัวและ ทรงเตอื นสตปิ ระชาชนคนไทยไมใ่ หป้ ระมาท ตระหนกั ถงึ การพฒั นาอยา่ งเปน็ ขนั้ ตอนถกู ตอ้ งตามหลกั วชิ าและ การมคี ณุ ธรรม เปน็ กรอบในการปฏบิ ตั แิ ละการดำ� รงชวี ติ ซงึ่ ทง้ั หมดนร้ี จู้ กั กนั ดภี ายใตช้ อ่ื วา่ เศรษฐกจิ พอเพยี ง กนั ตยา มานะกุล (2550: 43) ซงึ่ เปน็ ประโยชนใ์ นการสง่ เสรมิ ให้บุคคลได้มีความสขุ สามารถดำ� รงชวี ติ ประจ�ำ วันได้อย่างม่ันคง รู้จักน�ำความรู้ท่ีมีอยู่มาใช้วางแผนและด�ำเนินการด้วยความรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง มีคุณธรรม จรยิ ธรรม อยบู่ นพน้ื ฐานของการพงึ่ ตนเอง เพ่ือให้เกิดคุณค่าใหม่ในการดำ� รงชีวติ ให้บุคลากรอยดู่ ี มีสุขและสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน กนกกาญจน์ ฉวีวงศ์ (2552: 3-4) เศรษฐกิจพอเพียงมีลักษณะเป็น ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจำ�เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 35
เศรษฐกิจสายกลางหรือเศรษฐกิจแบบมัชฌิมาปฏิปทา ที่เช่ือมโยงสัมพันธ์กับความเป็นครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นเศรษฐกิจที่บูรณาการเชื่อมโยงชีวิต จิตใจ สังคม ส่ิงแวดล้อมและความเป็น ประชาสังคม ดังน้ัน จึงอาจเรียกชื่อ ปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้ในช่ืออื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจพ้ืนฐาน เศรษฐกิจดลุ ยภาพ เศรษฐกิจบูรณาการ หรอื เศรษฐกจิ ศลี ธรรม (วีระ ปน่ั ทรพั ย์, 2551: 25) สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดก้ ำ� หนดนโยบายการขบั เคลอื่ น หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่สถานศึกษาอย่างมีคุณภาพครบทุกแห่งภายในปี 2556 โดยจัดท�ำ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาทุกโรงเรียนของส�ำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน กาญจนี มุลนี (2557: 1-2) พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแกไ้ ขเพิม่ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545 มุ่งให้กระจายอ�ำนาจการบรหิ ารจดั การไปใหส้ ถานศึกษาใหม้ ากท่สี ุด ดว้ ยเจตนารมณท์ ต่ี อ้ งการให้สถานศกึ ษาดำ� เนินการไดโ้ ดยอสิ ระ คลอ่ งตัว รวดเร็ว สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการ ของผเู้ รยี น สถานศกึ ษา ชมุ ชน ทอ้ งถน่ิ และการมสี ว่ นรว่ มของผมู้ สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี ทกุ ฝา่ ย ซง่ึ จะเปน็ ปจั จยั สำ� คญั ใหส้ ถานศกึ ษามคี วามเขม้ แขง็ ในการบรหิ ารจดั การ สามารถพฒั นาหลกั สตู รและพฒั นาการเรยี นรู้ การวดั และ ประเมินผล รวมท้ังการจัดปัจจัยเก้ือหนุนการพัฒนาคุณภาพนักเรียน ชุมชน ท้องถิ่นได้อย่างมีคุณภาพและ ประสทิ ธิภาพ กระทรวงศกึ ษาธิการ (2545: 15) และพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ที่ก�ำหนดให้การบริหารและการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานให้ยึดเขตพื้นท่ีการศึกษาโดยค�ำนึงถึงระดับของ การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน จำ� นวนสถานศึกษา จำ� นวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมอน่ื ดว้ ย (ราชกจิ จา นุเบกษา, 2553: 2) ปัญหาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ปัญหาที่ส�ำคัญ คือ ขาดการก�ำหนดนโยบายการน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในสถานศึกษา การด�ำเนินงานตามแผน ทสี่ ง่ เสรมิ การบรู ณาการปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสกู่ ารเรยี นการสอนคอ่ นขา้ งนอ้ ย การตดิ ตามและประเมนิ ผลไม่ต่อเน่ือง การพัฒนา การปรับปรุงแก้ไข การขยายผลและเผยแพร่ยังไม่มีการด�ำเนินการเชิงประจักษ์ ผู้บริหารสถานศึกษาไม่ได้ให้ความส�ำคัญกับบทบาท ภารกิจ และหน้าที่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มากนกั (สนน่ั สขุ เหลือ, 2547: 1) ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จัดตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การก�ำหนดเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา ณ วนั ท่ี 17 สงิ หาคม พ.ศ. 2553 ได้ก�ำหนดเขตพ้ืนท่กี ารศึกษา มัธยมศึกษา และท่ีต้ังของส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เพ่ือบริหารและจัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ระดบั มธั ยมศกึ ษา จ�ำนวน 42 เขต โดยสำ� นักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 1 ประกอบดว้ ยทอ้ งที่ เขตพญาไท บางซอ่ื ดสุ ติ สมั พันธวงศ์ ปทุมวัน ราชเทวี พระนคร ป้อมปราบศัตรพู ่าย บางแค บางขุนเทียน บางบอน ทงุ่ ครุ ราษฎร์บูรณะ จอมทอง คลองสาน ธนบุรี ภาษเี จริญ ตล่งิ ชนั ทวีวัฒนา บางพลัด บางกอกนอ้ ย บางกอกใหญ่ และหนองแขม กรงุ เทพมหานคร ซึ่งมีลกั ษณะเปน็ ชมุ ชนเมอื ง และสถานศึกษาต่าง ๆ ซ่ึงเป็น โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา ทต่ี ง้ั อยทู่ งั้ ในฝง่ั กรงุ เทพมหานครและฝง่ั ธนบรุ บี รบิ ทของแตล่ ะโรงเรยี นไมแ่ ตกตา่ งกนั มากนกั และสำ� นักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 1 ก�ำหนดวสิ ยั ทัศน์ไว้คือ “เป็นผู้นำ� ในการพัฒนาคุณภาพ การศกึ ษาส่คู วามเป็นเลศิ บนพื้นฐานความเปน็ ไทย” และไดก้ ำ� หนดกลยทุ ธไ์ วป้ ระการหนึ่ง คือ “จัดกิจกรรม การเรียนรู้ท่ีเน้นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบนพ้ืนฐานความเป็น ไทย” ทำ� ใหส้ ถานศกึ ษาทงั้ 67 แหง่ ตอ้ งดำ� เนนิ การจดั การศกึ ษาใหส้ อดคลอ้ งกบั วสิ ยั ทศั น์ และกลยทุ ธด์ งั กลา่ ว 36 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดุสติ
แต่ท่ีผ่านมาการให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ แก่สถานศึกษายังมีน้อย สถานศึกษาแต่ละแห่งยังไม่สามารถ ด�ำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสถานศึกษาหลายแห่งยังไม่ผ่านการประเมินของคณะกรรมการประเมิน สถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรม การเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สถานศกึ ษาพอเพียง) ปี 2555-2556 (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2556: 3) ผู้วิจัยเป็นบุคลากรครูในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 รับผิดชอบงานด้าน สถานศกึ ษาพอเพยี ง จงึ สนใจการนำ� หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปใชใ้ นการบรกิ ารจดั การในสถานศกึ ษา เพื่อน�ำผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาการด�ำเนินงานการน�ำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี งไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการบรกิ ารจดั การในโรงเรยี นไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ล มกี ารปรบั เปลยี่ น กระบวนทศั นใ์ นการดำ� เนนิ ชวี ติ บนพนื้ ฐานของหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดงั นนั้ การศกึ ษาวา่ แนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ถา้ นำ� ไปใชใ้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษานนั้ จะเปน็ อยา่ งไร มปี จั จยั ใดบา้ งทมี่ อี ทิ ธพิ ล ต่อความส�ำเร็จ และสะท้อนถึงการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีน้อมน�ำเอาหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการบริการจัดการในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ผู้วิจัยจึงสนใจ ท�ำการศึกษา “การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนในสังกัดส�ำนักงานเขต พ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร” เพ่ือน�ำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา สถานศกึ ษาพอเพียงต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพอื่ ศกึ ษาการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งในโรงเรยี นสงั กดั สำ� นกั งาน เขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 1 กรงุ เทพมหานคร 2. เพื่อเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนสังกัด สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 1 กรงุ เทพมหานคร จำ� แนกตามสถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม แนวคิดทฤษฎที เ่ี กีย่ วขอ้ ง การวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการบริหาร สถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยขอเสนอข้อมูลสารสนเทศที่ส�ำคัญโดยล�ำดับ คือ 1) การบรหิ ารสถานศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน 2) หลกั การและแนวคดิ ของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง 3) การบรหิ าร สถานศกึ ษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง และ 4) ส�ำนักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 1 ผูว้ ิจยั ขอเสนอรายละเอยี ดหลักในแตล่ ะประเด็น ดงั นี้ 1) การบรหิ ารสถานศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553: 8) กล่าวถงึ การบรหิ ารสถานศึกษาว่า หมายถงึ ภารกิจหลักท่ี ผบู้ ริหารจะต้องก�ำหนดแบบแผน วธิ กี าร และขนั้ ตอนต่าง ๆ ในการปฏบิ ัตงิ านไวอ้ ย่างมีระบบ เพราะถา้ ระบบ การบรหิ ารงานไมด่ จี ะกระทบกระเทอื นตอ่ สว่ นอน่ื ๆ ของหนว่ ยงาน นกั บรหิ ารทด่ี ตี อ้ งรจู้ กั เลอื กวธิ กี ารบรหิ าร ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะให้งานนั้นบรรลุจุดมุ่งหมายท่ีวางไว้ การบริหารงานน้ัน จะต้องใช้ ศาสตรแ์ ละศิลปท์ กุ ประการ เพราะว่าการดำ� เนนิ งานตา่ ง ๆ มใิ ชเ่ พยี งกิจกรรมที่ผู้บริหารจะกระทำ� เพยี งล�ำพัง ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 ประจ�ำ เดอื นพฤษภาคม - สงิ หาคม 2561 37
คนเดียว แต่ยังมีผู้ร่วมงานอีกหลายคนท่ีมีส่วนท�ำให้งานนั้นประสบความส�ำเร็จ ผู้ช่วยงานแต่ละคนมี ความแตกตา่ งกนั ทง้ั ในดา้ นสตปิ ญั ญา ความสามารถ ความถนดั และความตอ้ งการทไี่ มเ่ หมอื นกนั จงึ เปน็ หนา้ ท่ี ของผู้บริหารที่จะน�ำเอาเทคนิควิธี และกระบวนการการบริหารท่ีเหมาะสมมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและ บรรลุเป้าหมายของสถานศกึ ษา เซอรจ์ โิ อวานนี และคณะ (Sergiovanni and Others, 1992) ได้กลา่ วถึง ภารกจิ ทางการบรหิ าร การศกึ ษาวา่ ประกอบดว้ ย 1) งานด้านการสอนและปรบั ปรงุ หลกั สูตร 2) งานด้านกิจการนักเรยี น 3) งานด้าน การเป็นผู้นำ� ของชมุ ชน 4) การบรหิ ารงานบคุ คล 5) งานบริหารอาคารสถานท่ี 6) งานดา้ นการคมนาคมและ ขนส่งนกั เรียน 7) งานด้านโครงสรา้ งและองค์การ และ 8) งานด้านธรุ การและการเงนิ ตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และทแี่ กไ้ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ไดก้ ำ� หนดสาระสำ� คัญไว้ในมาตรา 39 ว่า ใหก้ ระทรวงกระจายอ�ำนาจการบริหาร และการจดั การศกึ ษา โดยแบ่งขอบข่ายงานบริหารสถานศกึ ษาไว้ 4 ดา้ น (ส�ำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษา แห่งชาติ, 2553: 14) คอื ด้านการบรหิ ารวชิ าการ ด้านการบรหิ ารงบประมาณ ด้านการบรหิ ารงานบุคคล และ ด้านการบรหิ ารทัว่ ไป จากแนวคดิ ท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วจิ ยั ใช้แนวคิดตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ในการศึกษาเกี่ยวกับการบริหาร สถานศึกษา ประกอบด้วย ด้านการบริหารวิชาการ ดา้ นการบริหาร งบประมาณ ด้านการบรหิ ารงานบุคคล และดา้ นการบริหารทั่วไป ซึง่ เป็นขอบขา่ ยและภารกิจการบรหิ ารและการจัดการศึกษา 2) หลักการและแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงแกส่ งั คมไทยอยา่ งมากในทกุ ดา้ น ไมว่ า่ จะเปน็ ดา้ นเศรษฐกจิ การเมอื ง วฒั นธรรม สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม อกี ทง้ั กระบวนการของความเปลยี่ นแปลงมคี วามสลบั ซบั ซอ้ นจนยากทจี่ ะอธบิ ายในเชงิ สาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปล่ียนแปลงท้ังหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซ่ึงกันและกัน (มูลนิธิชัยพัฒนา, 2558) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความส�ำคัญอย่างมากในการพัฒนาคนได้ ท้ังการพัฒนาระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับประเทศชาติ โดยยึดหลัก 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมี ภูมิคุ้มกันที่ดี ในตัว 2 เง่ือนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และเง่ือนไขคุณธรรม ซ่ึงถ้าน�ำไปปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว ทุกคนในชาติหรอื ในระดบั โลกจะเป็นบุคคลท่มี ีจติ สาธารณะที่มองเห็นประโยชน์ตอ่ สว่ นรวมเปน็ ทต่ี ้งั และจะ นำ� มาซึ่งความสงบสุขของคนในสังคม ความส�ำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวได้ว่า ด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ตงั้ แต่ฉบับที่ 8-11 ได้มุ่งสง่ เสรมิ การพัฒนาประเทศโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นพ้นื ฐานและ จากพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพม่ิ เตมิ พ.ศ. 2545 ไดก้ �ำหนดใหผ้ ู้จดั การศึกษาทุก ระดบั และทกุ ทอ้ งถน่ิ นำ� แนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาเปน็ แนวทางในการจดั การศกึ ษา ในปจั จบุ นั องคก์ ร ทรี่ บั ผดิ ชอบ ในการจดั การศกึ ษาไดน้ ำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาดำ� เนนิ การอยา่ งเตม็ ท่ี เมอ่ื เดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2549 กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งต้ังคณะกรรมการการบริหารโครงการขับเคล่ือนปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงสู่สถานศึกษา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการอ�ำนวยการ 38 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการด�ำเนินงาน ส�ำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็น ฝา่ ยเลขานกุ าร โดยไดร้ ว่ มกนั กำ� หนดนโยบายดำ� เนนิ งานและสง่ เสรมิ สนบั สนนุ การดำ� เนนิ งานโครงการขบั เคลอ่ื น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายท่ีได้ต้ังไว้ ปรียานุช พิบูลสราวุธ (2550: 16) จากการท่ีน�ำปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการกำ� หนดแผนพฒั นาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9, 10 และ 11 น้ัน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงมิใช่แนวทางการด�ำเนินชีวิตของ ปจั เจกบคุ คลเทา่ นน้ั แตเ่ ปน็ ยทุ ธศาสตรข์ องการพฒั นาประเทศ เพราะคนมคี วามสำ� คญั ทสี่ ดุ ในการสรา้ งพนื้ ฐาน ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงที่แท้จริงของประเทศ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นภูมิต้านทาน ที่มาสร้างเสริมจิตใจให้เข้มแข็งได้ด้วยปัญญา จุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศจะต้องสร้างพ้ืนฐานการพอมี พอกิน พอใช้เปน็ เบ้อื งต้นกอ่ น การเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกิจ แตเ่ พยี งอย่างเดียว เป็นเพียงวิธกี ารหนึง่ แตม่ ใิ ช่ จุดหมายท่ีแท้จริงของการพัฒนา มิตรชัย สมส�ำราญ (2555: 33) คุณลักษณะท่ีส�ำคัญประการหนึ่งของ ความพอเพียง คือ ความพอประมาณซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของบุคคล โดยคาดว่าผู้ที่นับถือและศรัทธาต่อ หลักปรัชญานี้ จะเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมน่าปรารถนามาก เพราะความพอประมาณหมายถึงความพอดีที่ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ในมิติต่าง ๆ ของการกระท�ำโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อ่ืน (ดวงเดือน พันธุมนาวิน, 2551: 3) สรุปการปฏบิ ตั ิตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงของบคุ ลากรในสถานศึกษาได้วา่ การประยกุ ต์ ใชเ้ ศรษฐกจิ พอเพยี งในโรงเรยี นเรมิ่ ตน้ จากการเสรมิ สรา้ งคนใหม้ กี ารเรยี นรวู้ ชิ าการ และทกั ษะตา่ ง ๆ ทจ่ี ำ� เปน็ เพ่ือให้สามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ พร้อมทั้งเสริมสร้างคุณธรรมจนมีความเข้าใจ และ ตระหนกั ถงึ คุณคา่ ของการอย่รู ่วมกันของคนในสงั คม และอยู่ร่วมกนั กับระบบนเิ วศน์วิทยาอย่างสมดุล เพ่อื จะ ไดม้ คี วามเกรงกลวั และละอายตอ่ การประพฤตผิ ดิ มชิ อบ ไมต่ ระหนี่ เปน็ ผใู้ ห้ เกอื้ กลู แบง่ ปนั มสี ตยิ ง้ั คดิ พจิ ารณา อย่างรอบคอบ ก่อนท่จี ะตดั สนิ ใจ หรือกระท�ำการใด ๆ จนกระทั่งเกิดเปน็ ภมู ิคมุ้ กันทีด่ ีในการด�ำรงชวี ติ โดย สามารถคดิ และกระทำ� บนพน้ื ฐานของความมเี หตมุ ผี ล พอเหมาะ พอประมาณกบั สถานภาพ บทบาทและหนา้ ที่ ของแต่ละบุคคล ในแต่ละสถานการณ์แล้วเพียรฝึกปฏิบัติเช่นนี้จนตนสามารถท�ำตนให้เป็นท่ีพึ่งของตนเองได้ และเปน็ ทพี่ งึ่ ของคนอ่นื ไดใ้ นทีส่ ดุ 3) การบริหารสถานศึกษาตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดการศึกษา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เปน็ ปรัชญาท่ีพระราชทานใหค้ นไทยใช้เปน็ หลักคดิ และหลักปฏบิ ัตใิ นการดำ� เนนิ ชีวติ เพือ่ ใหเ้ กดิ สมดลุ ในชีวติ ในครอบครัว ในโรงเรียน ในประเทศ โดยต้ังสมมติฐานท่ีว่าทุกสิ่งอนิจจัง ทุกส่ิงเปลี่ยนแปลง ทั้งปัจจัยท่ี เปลยี่ นแปลงมาจาก นอกประเทศกับในประเทศ นอกโรงเรยี นกับในโรงเรยี น นอกครอบครวั กบั ในครอบครวั แล้วทรงชี้ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบ 4 ด้านด้วยกัน คือ ด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และ ทางวัฒนธรรม (เกษม วฒั นชยั , 2558, ออนไลน์) ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสามารถปรบั ไปตามบรบิ ทของสงั คมทเ่ี ปลยี่ นผา่ นเขา้ สสู่ งั คมทนั สมยั ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ปจั จบุ ันแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 11 (2555-2559) ไดน้ อ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาเปน็ ปรชั ญานำ� ทางในการพฒั นาประเทศอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพอ่ื มงุ่ ใหเ้ กดิ ภมู คิ มุ้ กนั และมกี ารบรหิ ารจดั การความเสยี่ งอยา่ งเหมาะสม เพอื่ ใหก้ ารพฒั นาเทศมงุ่ ไปสคู่ วามสมดลุ และยงั่ ยนื (พรทพิ ย์ บรรเทา, 2556: 374) ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 2 ประจำ�เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 39
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354