The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง คำนำ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นสถาบันการศึกษาที่พัฒนาองค์ความรู้ในรูปแบบของสห สาขาวชิ า ประกอบด้วย สาขาวิชาสาธารณสขุ ศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกฬี าและสขุ ภาพ สาขาวิชาอนามัยส่ิงแวดล้อม และ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภยั เพ่อื ผลติ บณั ฑิตระดบั ปรญิ ญาตรีและระดบั บณั ฑิตศึกษาทม่ี ีศักยภาพ นอกจากนี้สำนัก วิชาฯ ได้พัฒนาองค์ความรู้และนวตั กรรมด้านวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ เพื่อนำไปใช้พฒั นาสุขภาวะของชุมชนและสงั คมตามมาตรฐาน วิชาชีพ ส่งเสริมให้ประชาชนมีคณุ ภาพชีวิตที่ดี ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็น ส่วนหนง่ึ ของประชาคมโลกในระยะเวลาอนั ใกล้ และการก้าวสยู่ คุ ของ Thailand 4.0 สอดคลอ้ งกบั ปรัชญาของสำนักวชิ าฯ ทีม่ ุ่งมั่น เป็นสถาบนั ผลติ บัณฑติ ที่มคี ณุ ภาพและคณุ ธรรมซึ่งสร้างความเชอื่ ม่นั ใหแ้ กส่ าธารณชนระดับชาตแิ ละนานาชาติ สืบเนื่องจากหลักการดังกล่าวข้างต้น สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกับสภาการ สาธารณสขุ ชมุ ชน การกีฬาแหง่ ประเทศไทย สาํ นกั งานการวิจยั แหง่ ชาติ สมาคมอาชีวอนามยั และความปลอดภัยในการทำงาน และ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) จัดให้มีโครงการประชุมวิชาการระดับชาติงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้าน วิทยาศาสตร์สุขภาพ ประจำปี 2563 (ครั้งที่ 2) ภายใต้หัวข้อ “การปรับเปลี่ยนความรู้สู่ยุคประเทศไทย 4.0” เพื่อเป็นเวทีในการ เผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมตลอดจนส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มสังคมนักวิชาการ และนัก วิชาชีพ นักศึกษา บัณฑิต และผู้ที่สนใจ รวมถึงเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้งภาครัฐภาคเอกชน อันจะนำไปสู่การพัฒนางาน วิชาการและงานบรกิ ารด้านวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพอยา่ งย่ังยืนตอ่ ไป การจัดทำ Proceeding ในครั้งนี้ ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์กับนักวิชาการ นักวิชาชีพ นักศึกษา และประชาชนผูส้ นใจทกุ ทา่ น 1
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง สารบัญ รายการ หนา้ รายละเอียดโครงการ i - iii กำหนดการงานประชุมวิชาการ iv - v กำหนดการนำเสนอผลงานทางวิชาการแบบปากเปล่า vi – ix กองบรรณาธิการจัดทำหนงั สือสืบเน่ืองจากการประชมุ วชิ าการ x - xi ประสทิ ธผิ ลของเบาะรองน่งั เพอื่ ลดความสั่นสะเทอื นของกลมุ่ พนักงานขบั รถยกชนิดนัง่ ขับ 1-13 ในทา่ เรือแห่งหนง่ึ จังหวดั กรุงเทพมหานคร การศึกษาระดบั ซเี ทอมนิ อลเทโลเปปไทดข์ องคอลลาเจนชนดิ ท่ีหนึ่งในน้ำลายผู้ป่วยภาวะกระดูกขากรรไกร 14-15 ตายจากการใช้ยา การปนเปอ้ื นของสารตะก่วั จากสีไม้ สีเทยี น ดินนำ้ มนั ของเล่น เครอื่ งเล่น และสีทาผนังหอ้ งเรยี น 26-35 ในศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก เขตอำเภอเมอื ง จงั หวัดนครราชสมี า การกำจดั ฟลอู อไรดใ์ นน้ำด้วยวสั ดดุ ดู ซับท่สี งั เคราะหจ์ ากของเสีย 36-45 การเปรยี บเทียบประสิทธภิ าพของนำ้ สม้ สายชแู ละน้ำมะกรูดในการลดปรมิ าณ Escherichia coli ที่ 46-53 ปนเปอ้ื นในผักกาดหอม Ammonia Removal from Chicken Manure by Using Air Stripping Process 54-59 การประเมนิ ปรมิ าณการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกจากการจัดการมูลฝอยของเทศบาลเมืองนา่ น จังหวัดน่าน 60-70 ประโยชนข์ องโปรแกรมการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรบั ประชาชนท่วั ไปทม่ี าตรวจสุขภาพท่ี 71-81 โรงพยาบาลศิริราช ปริมาณเช้อื จลุ ชีพในอากาศภายในแผนกทส่ี ะอาดของโรงพยาบาลแหง่ หนง่ึ ในกรุงเทพมหานคร 82-90 ผลของการพฒั นาระบบการดูแลผสู้ งู อายรุ ะยะยาวดว้ ยวธิ ีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ 91-101 ทางเลอื ก ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาคอ้ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ การมสี ่วนรว่ มของชุมชนในการป้องกันโรคไขเ้ ลือดออกของประชาชน หมทู่ ี่ 5 บ้านนาโตง 102-112 ตำบลทุ่งกระบอื อำเภอยา่ นตาขาว จังหวดั ตรงั ปจั จัยทม่ี ีความสัมพนั ธ์ตอ่ ความสขุ ของผสู้ ูงอายใุ นอำเภอวงั ทอง จงั หวัดพิษณุโลก 113-121 ปจั จัยทม่ี คี วามสัมพนั ธ์ตอ่ ภาวะซมึ เศร้าของผสู้ งู อายุ ในพ้นื ทีต่ ำบลแห่งหน่งึ อำเภอเมอื ง จังหวดั 122-131 สมุทรสงคราม การศึกษาพฤตกิ รรมการบริโภคและคณุ ภาพนำ้ ดม่ื สำหรับนกั ศึกษา มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ า้ หลวง จงั หวัด 132-142 เชยี งราย การศกึ ษาการพฒั นาศักยภาพการใชป้ ระโยชน์ของเสียอตุ สาหกรรมโดยใชห้ ลกั 3Rs 143-154 ภาวะซึมเศร้าของผมู้ ารบั บริการคลนิ กิ สขุ ภาพจิต โรงพยาบาลกระทมุ่ แบนและปจั จยั ท่ีเกีย่ วข้อง 155-161 i
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง รายการ หนา้ ปจั จยั ทีม่ ีความสัมพันธก์ ับพฤตกิ รรมการดูแลตนเองของผู้ปว่ ยโรคไตเรือ้ รงั ตำบลวดั โบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ 162-169 จงั หวดั พษิ ณโุ ลก Epidemiology and trend of needle stick injuries among nursing students in China: 170-182 A systematic review แนวคดิ การจดั การท่พี กั อาศยั และสภาพแวดลอ้ มและการพฒั นารปู แบบสำหรบั ผสู้ ูงอายุ ชนชาตพิ ันธมุ์ ง้ 183-188 จงั หวัดเชยี งราย การวิเคราะห์การเคล่ือนไหวรยางคบ์ นของการเตน้ จะคึเผา่ ลาหู่ 189-197 ปัจจยั สว่ นประสมการตลาด 4C’s ที่ส่งผลตอ่ การเลอื กใชศ้ นู ย์บรกิ ารฟิตเนสของประชาชน 198-210 ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอดุ รธานี ผลของการออกกำลงั กายโดยการเตน้ บาสโลบต่อคณุ ภาพชีวิต ในผสู้ งู อายุ 211-218 การศึกษาระดบั ความยากง่ายในการอ่านเนื้อหาของสือ่ สุขภาพในสถานบรกิ ารสุขภาพ 219-228 คณุ ภาพชวี ิตของประชาชน: กรณศี ึกษาลมุ่ นำ้ ยมตอนบน 229-246 ความรู้ การรบั รเู้ ร่ืองฉลากโภชนาการและการใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการของผสู้ ูงอายุ จงั หวัด 247-258 อบุ ลราชธานี การมสี ว่ นร่วมของชมุ ชนในการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการออกกำลงั กายของประชาชน หมู่ 9 บ้านควน 259-268 ยายมอ่ ม ตำบลหนองชา้ งแลน่ อำเภอหว้ ยยอด จังหวดั ตรงั ความชุกและความสัมพันธ์ของแบบแผนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายหลังการเล่นกีฬาฟุตบอลเพศ 269-280 ชายเพ่ือนำไปใช้ในการพัฒนามาตรการป้องกนั ผลของโปรแกรมการส่งเสรมิ ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพในการป้องกนั โรคพษิ สนุ ัขบา้ ของนกั เรยี นชัน้ 281-291 มธั ยมศกึ ษา โรงเรียนนามนพทิ ยาคม อำเภอนามน จังหวดั กาฬสนิ ธุ์ รปู แบบท่ดี ีในการประกันสุขภาพแรงงานขา้ มชาตทิ ีไ่ มม่ ี MOU : กรณศี ึกษา M-Fund 292-299 ii
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เกี่ยวกบั การประชมุ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะของสถาบันการศึกษาที่เห็นถึงความสำคัญของการ พัฒนาองค์ความรู้ในรูปแบบของสหสาขาวิชา อันประกอบด้วย สาธารณสุขศาสตร์ วิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ อนามัย สิ่งแวดล้อม และอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทั้งระดับปริญญาบัณฑิตและบัณฑิตศึกษาออกมารับใช้สังคมและประชาชน เกี่ยวกับสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นองค์กรที่พัฒนาและนำองค์ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพไปใช้พัฒนาสังคม ท้ัง ด้านงานวิจัยและด้านงานบริการต่อการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ สขุ ภาพมเี อกลกั ษณข์ องสำนกั วชิ าคอื การขับเคล่ือนสุขภาวะชุมชน โดยสอดคล้องกับปรชั ญาของสำนกั วชิ าที่มุ่งมั่นเป็นสถาบันผลิต บัณฑิตที่มีคุณภาพและคุณธรรมซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ สาธารณชนระดับชาติและนานาชาติ เป็นองค์กรที่พัฒนาและนำองค์ ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพไปใช้พัฒนาสังคม และเปน็ องคก์ รท่ีมคี วามสขุ อยา่ งมีดุลยภาพ ก้าวทันกบั ความเปล่ียนแปลงของ สงั คม และบรหิ ารงานโดยใช้หลกั ธรรมาภบิ าล กอปรกบั ปนี ้เี ป็นปที ี่มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวงได้มที ศิ ทางการพฒั นามหาวิทยาลยั เพื่อ ยกระดบั การเรยี นการสอนทางดา้ นวิทยาศาสตร์สขุ ภาพให้ไดร้ ับการพฒั นาไปให้ถงึ จุดสูงสุดของมาตรฐานวิชาชีพ เพ่อื ใหท้ ันต่อการ เปล่ียนแปลงของโลกในอนาคต รวมถงึ การเตรียมความพรอ้ มเพ่ือเปน็ ส่วนหน่ึงของประชาคมโลกในระยะเวลาอันใกล้ และการก้าว สู่ยุคของ Thailand 4.0 โดยต้องกำหนดรูปแบบและวธิ กี ารดำเนนิ การทมี่ คี วามเหมาะสมกับความเปน็ สงั คมโลกอย่างแท้จรงิ สืบเนื่องจากหลักการดังกล่าวข้างต้น สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับสภาวิชาชีพ สาธารณสุขชมุ ชน การกฬี าแหง่ ประเทศไทย องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) และสมาคมอาชวี อนามยั และความ ปลอดภัยในการทำงาน จึงได้จัดให้มีโครงการประชุมวิชาการระดับชาตดิ ้านวทิ ยาศาสตร์สุขภาพ ครั้งที่ 2 สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ ประจำปี 2563 ภายใต้หัวข้อ “The 2nd National Conference on Health Sciences Research and Innovation: Knowledge Transformation towards Thailand 4.0” เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ และยังเป็นการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน อันจะนำไปสกู่ ารพฒั นางานวิชาการและงานบรกิ ารด้านวิทยาศาสตรส์ ุขภาพอย่างยัง่ ยืนตอ่ ไป สถานบัน/หนว่ ยงานจดั การประชมุ 1. สำนกั วชิ าวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง 2. สภาวชิ าชพี สาธารณสุขชุมชน 3. การกีฬาแห่งประเทศไทย 4. องคก์ ารบริหารก๊าซเรอื นกระจก(องค์การมหาชน) 5. สมาคมอาชวี อนามยั และความปลอดภยั ในการทำงาน i
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ผูส้ นับสนุน 1. บรษิ ทั เคโมซายเอน็ ประเทศไทย จำกัด 1. บรษิ ัท สิงหป์ าร์ค เชียงราย จำกัด 2. ศูนยค์ วามเป็นเลิศการวิจัยสขุ ภาพชนชาติพนั ธุ์ สถานทจ่ี ัดงาน ณ อาคารพลเอกสำเภา ชศู รี (E4) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จงั หวัดเชยี งราย 16-17 มกราคม พ.ศ.2563 เวลา 8.00 – 16.00 น. ผู้เข้ารว่ มประชุม ผู้ปฏบิ ตั งิ านทางดา้ นวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ คณาจารย์ นกั ศกึ ษา และผ้ทู ่สี นใจจากหน่วยงานต่าง ๆ ทง้ั ภาครัฐและเอกชน รวมจำนวน 200 คน รูปแบบการประชุม 1. การบรรยายพเิ ศษโดยวิทยากรผทู้ รงคุณวุฒริ บั เชิญ 2. การนำเสนอผลงานวจิ ยั แบบบรรยายและแบบโปสเตอร์ 3. การนำเสนอนวตั กรรมหรือสง่ิ ประดษิ ฐด์ า้ นวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ หัวข้อการนำเสนอผลงานวชิ าการ 1. Medical Sciences 2. Movement Sciences and Therapy 3. Health Science Environmental Health Occupational Health and Safety Community Health/Public Health Infectious and Non-infectious Diseases Health Behavioral and Health Promotion Health Administration and Economics Border Health Mental Health 4. Health Innovations ii
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง กำหนดการลงทะเบยี น และส่งผลงานวิชาการ กิจกรรม ชว่ งเวลาดำเนนิ การ 1. เปดิ รบั บทความวจิ ยั (บทคดั ย่อ และ/หรือ บทความวิจยั ฉบับเต็ม) บดั นถี้ ึง วันท่ี 15 มกราคม 2563 2. แจ้งผลการพิจารณาบทความวจิ ัยเพือ่ การแกไ้ ข ภายในวันท่ี 15 มกราคม 2563 3. วนั สดุ ทา้ ยของการส่งบทความฉบบั แกไ้ ข วันที่ 3 กุมภาพนั ธ์ 2563 4. การชำระคา่ ลงทะเบียน บดั นถี้ งึ วนั ที่ 17 มกราคม 2563 (16 - 17 มกราคม 2563 ชำระค่าลงทะเบยี น ณ งาน 5. การประชุมวชิ าการ ประชมุ ฯ) วนั ที่ 16-17 มกราคม 2563 อตั ราคา่ ลงทะเบยี น ประเภทของผเู้ ขา้ ร่วมงาน ระยะเวลาทีล่ งทะเบยี น กอ่ นวนั ที่ 5 ธันวาคม 2562 หลงั วนั ที่ 5 ธนั วาคม 2562 1. อาจารย์ / นกั วิชาการ / บคุ คลทั่วไป - นำเสนอผลงาน 1,800 2,000 - ไม่นำเสนอผลงาน 1,500 1,800 2. นักศึกษา 1,000 1,500 หมายเหตุ 1. อาจารย์ / นักวชิ าการ / บคุ คลทั่วไป กรณสี ่งผลงานวิจัยหรือนวตั กรรมมากกว่า 1 เรอื่ ง อัตราค่าลงทะเบยี นเรอื่ งถัดไป เร่ือง ละ 1,500 บาท 2. การชำระเงินคา่ ลงทะเบยี นโดยโอนผ่านทางบัญชีธนาคารจะเปดิ รบั ถึงภายในวันที่ 31 ธนั วาคม 2562 ทั้งน้หี ากตอ้ งการชำระ ค่าลงทะเบยี นภายหลังวันดังกลา่ ว กรุณาชำระคา่ ลงทะเบียนด้วยเงนิ สด ณ จดุ ลงทะเบียน ในวันงานประชุมวิชาการ iii
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง กำหนดการ งานประชมุ วชิ าการระดับชาตงิ านวิจัยและนวตั กรรมทางด้านวทิ ยาศาสตร์สขุ ภาพ ประจำปี 2563 (ครั้งท่ี 2) ภายใต้หัวข้อ “การปรับเปลยี่ นความรู้สยู่ คุ ประเทศไทย 4.0” วันท่ี 16-17 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ อาคารพลเอก สำเภา ชศู รี (E4) มหาวิทยาลัยแมฟ่ า้ หลวง จังหวดั เชยี งราย ********************************** วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563 08.00 - 09.00 น. ลงทะเบียน 09.00 - 09.15 น. พธิ ีเปิดและกลา่ วตอ้ นรับ โดย อธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง 09.15 - 09.45 น. ปาฐกถาพิเศษ หวั ขอ้ “มุมมองการพัฒนาวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพในอนาคต” 09.45 - 10.45 น. โดย อธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง สภาการสาธารณสุขชมุ ชน : ทศิ ทางการพฒั นาวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ 10.45 - 11.00 น. โดย ผแู้ ทนจาก 11.00 - 12.00 น. ● ดร.ปรญิ ญา จติ อร่าม กรรมการสภาการสาธารณสุขชมุ ชน 12.00 - 13.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง (ในหอ้ งประชมุ ) 13.00 - 15.00 น. อภิปรายพเิ ศษ หวั ข้อ “อนาคตและความท้าทาย 15.00 - 16.00 น. มมุ มองการขา้ มพรมแดนกบั สขุ ภาพข้ามแดน ในประเทศอนภุ มู ิภาคลมุ่ นำ้ โขง” Transboundary to Border Health among GMS Countries; Forward and Challenge นำการอภิปรายโดย ● คุณพิมณฑิพา มาลาหอม นกั วิชาการสาธารณสขุ ชำนาญการ ศูนยค์ วามรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศ ดา้ นสาธารณสขุ สำนกั งานสาธารณสขุ จังหวดั อุบลราชธานี ● อาจารย์ ดร. พษิ ณรุ กั ษ์ กันทวี สำนกั วชิ าวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพมหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง พักรับประทานอาหารกลางวนั นำเสนอผลงานวิจัยแบบบรรยายและนำเสนอผลงานนวัตกรรม นำเสนอผลงานวจิ ยั แบบโปสเตอร์ และพกั รบั ประทานอาหารวา่ ง iv
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563 09.00 - 11.00 น. ปาฐกถาพเิ ศษ หัวข้อ “ศาสตรฮ์ วงจยุ้ และการประยุกตใ์ ชเ้ พือ่ สนั ตสิ ขุ ในชวี ิต” โดย ดร.ธรรมวัฒน์ อปุ วงษาพัฒน์ 11.00 -12.00 น. ปาฐกถาพเิ ศษ หัวขอ้ “Action Research for Community Development in Thailand 4.0” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เกษราวลั ณ์ นลิ วรางกูร สำนักวชิ าวทิ ยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลยั แมฟ่ ้าหลวง 11.00 - 12.00 น. นำเสนอผลงานวิจัยแบบบรรยายและนำเสนอผลงานนวตั กรรม 12.00 - 13.00 น. พักรบั ประทานอาหารกลางวัน 13.00 - 14.00 น. พธิ มี อบเกยี รตบิ ตั รและพธิ ปี ดิ *กำหนดการอาจมกี ารเปลย่ี นแปลง v
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง กำหนดการนำเสนอผลงานทางวชิ าการแบบปากเปลา่ หอ้ งยอ่ ยท่ี 1: วทิ ยาศาสตร์สุขภาพ หอ้ ง: E4A-507 16 มกราคม 2563 ประธาน: อาจารย์ ดร.ภมรศรี ศรีวงศพ์ ันธ์ รองประธาน: ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ศวิ รกั ษ์ กิจชนะไพบลู ย์ กรรมการ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาพร ตรงสกุล เวลา ชื่อผู้นำเสนอ ชอ่ื เรอื่ ง 13:30-13:45 นโิ ลบล เอี่ยมเย็น การเปรยี บเทียบประสิทธิผลของคลอเฮกซดิ ีน กลโู คเนต และโพวโิ ดนไอโอดีนในการทำ ความสะอาดลิ้นสำหรับกล่มุ ผู้สงู อายตุ ิดเตียง 13:45-14:00 ณฏั ฐธิดา จันทศิลา ผลการลดเช้ือแบคทเี รยี บนล้ินโดยการใช้โพวิโดนไอโอดีนในกลมุ่ ผู้สูงอายุทีม่ ภี าวะปาก แหง้ 14:00-14:15 สมตระกลู ราศริ ิ คุณภาพชีวิตของประชาชน: กรณศี ึกษาลุ่มน้ำยมตอนบน 14:15-14:30 เบญจมาภรณ์ ร่งุ สาง ภาวะซมึ เศร้าของผ้มู ารับบริการคลินิกสุขภาพจติ โรงพยาบาลกระทุ่มแบนและปจั จยั ท่ี เกีย่ วขอ้ ง 14:30-14:45 รัศมี สุขนรินทร์ ปจั จัยทีม่ ีความสมั พนั ธต์ ่อความสุขของผู้สูงอายใุ นอำเภอวงั ทอง จงั หวัดพิษณุโลก 14:45-15:00 สภุ า วิตตาภรณ์ รูปแบบที่ดใี นการประกนั สุขภาพแรงงานขา้ มชาติท่ีไม่มี MOU : กรณีศกึ ษา M-Fund 15:00-15:15 พริ ยิ ะ แกว้ ปญั ญา The effectiveness of Health Education program to improve health literacy and decrease prediabetes mellitus among Prediabetes mellitus in rong kee village, Pa sang sub district, Mae chan district, Chiang rai province 17 มกราคม 2563 ประธาน: ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศิวรกั ษ์ กจิ ชนะไพบูลย์ รองประธาน: อาจารย์ ดร.พีรดนย์ ศรีจนั ทร์ กรรมการ : ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.สภุ าพร ตรงสกุล 11:00-11:15 บรรณกร เสือสงิ ห์ ผลการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายรุ ะยะยาวด้วยวิธผี สมผสานการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาคอ้ จงั หวัดเพชรบูรณ์ 11:15-11:30 มนสั นนั ท์ มาทอง ความชกุ และความสัมพนั ธ์ของแบบแผนการด่มื เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ ภายหลังการเลน่ กีฬาฟตุ บอลเพศชายเพ่อื นำไปใช้ในการพฒั นามาตรการปอ้ งกนั 11:30-11:45 วนั วสิ าข์ สายสนัน่ ณ อยธุ ยา ปจั จยั ที่มคี วามสัมพนั ธ์ตอ่ ภาวะซึมเศรา้ ของผ้สู งู อายุ ในพน้ื ทีต่ ำบลแหง่ หน่งึ อำเภอเมือง จงั หวัดสมุทรสงคราม 11:45-12:00 สิรินันท์ สุวรรณภรณ์ Knowledge, attitude, and practice of dengue prevention among population in Moo 3 Sri Wiang Village, Wiang Chai District, Chiang Rai, Thailand. vi
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ห้องยอ่ ยที่ 2: วิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ วิทยาศาสตรก์ ารเคลอ่ื นไหว หอ้ ง: E4A-508 16 มกราคม 2563 ประธาน: ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.มารสิ า ภูมิภาค ณ หนองคาย รองประธาน: อาจารย์ ดร.วิภพ สทุ ธนะ กรรมการ : อาจารย์ ดร.กรกช จนั ทรเ์ สรีวิทยา เวลา ชอื่ ผู้นำเสนอ ช่อื เรือ่ ง 13:30-13:45 อรรถพล ปิดสายะ การระบุตำแหน่งระดับจลุ ภาคของ Vesicular Inhibitory Amino Acid Transporter ในต่อมน้ำลายหลักของหนูไมซ์ 13:45-14:00 เตชภณ ทองเตมิ SSKRU Muscle Fit Test: ความเท่ียงและความเป็นปรนัยของเครอื่ งมอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เพอื่ วดั ความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อสำหรับนกั เรยี นมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 14:00-14:15 ภานพุ งศ์ ภัทรเชาว์ รูปแบบกจิ กรรมกีฬาเพอื่ ส่งเสริมสมรรภาพทางกายของกล่มุ ชนชาตพิ นั ธ์ุ 14:15-14:30 พลอยไพลิน นามกร การวเิ คราะหก์ ารเคลอื่ นไหวรยางค์บนของการเตน้ จะคึเผ่าลาหู่ 14:30-14:45 ภาณุพงศ์ อุปละ Factors associated with low-cholinesterase level among the hill tribe agriculturalists, Chiang Rai, Thailand 14:45-15:00 วโรดม เสมอเช้ือ ปจั จยั ท่เี กย่ี วขอ้ งกับดชั นมี วลกายของชาวอาขา่ ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย vii
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ห้องย่อยท่ี 3: อนามยั สงิ่ แวดลอ้ ม อาชีวอนามยั และความปลอดภัย ห้อง: E4A-509 16 มกราคม 2563 ประธาน: อาจารย์ ดร.ไกรลกั ษณ์ ฟักแก้ว รองประธาน: ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ นามบุญมี กรรมการ: อาจารย์ ดร.ววิ ัฒน์ แก้วดวงเลก็ เวลา ชอ่ื ผู้นำเสนอ ชื่อเร่ือง 13:30-13:45 ณัชชา แกว้ จนั ดี Electricity Generation from Wastewater of Chicken Farm 13:45-14:00 ปยิ ะนุช ยินดีผล การประเมนิ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจดั การมูลฝอยของเทศบาล เมืองนา่ น จงั หวดั น่าน 14:00-14:15 สุดารัตน์ พูนศรี Ammonia Removal from Chicken Manure by Using Air Stripping Process 14:15-14:30 DONGYANG-WANG Prevalence of needle stick injuries among nursing students in China: A systematic review 14:30-14:45 ศิรประภา สินใจ ประสทิ ธิผลของเบาะรองนง่ั เพ่อื ลดความส่ันสะเทอื นของกลุม่ พนักงานขบั รถยกชนิด นั่งขบั ในทา่ เรือแหง่ หนึง่ จังหวัดกรงุ เทพมหานคร 14:45-15:00 จติ ตราภรณ์ บุญดี ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและคุณภาพนำ้ ดื่มสำหรับนกั ศึกษา มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง จังหวัดเชยี งราย 17 มกราคม 2563 ประธาน: อาจารย์ ดร.ววิ ัฒน์ แก้วดวงเล็ก รองประธาน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ นามบุญมี กรรมการ: อาจารย์ ดร.ไกรลักษณ์ ฟกั แกว้ 11:00-11:15 นรศิ รา เพมิ่ พล การศึกษาการพัฒนาศักยภาพการใช้ประโยชน์ของเสียอุตสาหกรรมโดยใชห้ ลกั 3Rs 11:15-11:30 ณฏั ฐธิดา พฒั นเจรญิ การศกึ ษาปริมารสารส้มเพอ่ื ปรับปรุงคณุ ภาพน้ำประปาภูเขา ของชาวเขาจังหวัด เชยี งราย 11:30-11:45 อารยี ์ จอแย ความเครยี ดที่มคี วามสมั พันธ์กบั ความเส่ียงจากการประกอบอาชีพของชาวอาขา่ ใน จงั หวดั เชยี งราย viii
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ห้องย่อยที่ 4: สขุ ภาพชนชาติพนั ธุ์ หอ้ ง: E4A-518 16 มกราคม 2563 ประธาน: ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เกศมณี มูลปานันท์ รองประธาน: อาจารย์ ดร.ฉัตรชฎา สตุ าลงั กา กรรมการ: อาจารย์ ดร.พิลาสินี วงษ์นชุ เวลา ชื่อผูน้ ำเสนอ ชือ่ เร่ือง 13:30-13:45 สุภาพนั ธ์ จนั ทรศ์ ิริ การพฒั นาโมบายแอพลเิ คชั่นเสรมิ สรา้ งความรู้และบริการสุขภาพเพื่อป้องกนั การตง้ั ครรภ์ไม่พร้อมและโรคติดเช้อื ทางเพศสัมพนั ธ์สำหรับวยั รุ่นกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุ อาข่า จังหวดั เชยี งราย 13:45-14:00 เอกลักษณ์ สิทธพิ รวรกุล ความน่าเชอ่ื ถอื ไดข้ องการประเมนิ ลุกนัง่ 5 ครงั้ ด้วยอปุ กรณ์ MFU smart Sit to Stand Test (MFU sSTS) โดยการวัดซ้ำในผสู้ ูงอายชุ าวชนชาติพันธุ์ 14:00-14:15 ฟาตมิ า ยีหมาด Public policy development in improving quality of life for the hill tribe elderly population: a community level 14:15-14:30 อรนลนิ สิงขรณ์ Prevalence and factors associated with depression among the hill tribe populations in northern, Thailand 14:30-14:45 บญุ ญาภัทร ชาตพิ ัฒนานันท์ อุปสรรคในการสง่ ตอ่ ผู้ปว่ ยฉุกเฉินกลุ่มชนชาติพันธุ์ เขตพ้ืนท่สี งู จงั หวดั เชยี งราย: ประสบการณข์ องเจ้าหนา้ ทส่ี ขุ ภาพ 14:45-15:00 วิลาวณั ย์ ไชยอุต แนวคิดการจดั การที่พักอาศัยและสภาพแวดล้อมและการพัฒนารปู แบบสำหรับ ผู้สงู อายชุ นชาตพิ ันธ์ุม้ง จงั หวดั เชยี งราย 17 มกราคม 2563 ประธาน: ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.เกศมณี มูลปานันท์ รองประธาน: อาจารย์ ดร.ฉตั รชฎา สตุ าลังกา กรรมการ: อาจารย์ ดร.พลิ าสินี วงษ์นุช 11:00-11:15 ศุภลักษณ์ อย่ยู อด Development of multimedia on surveillance and promotion of early childhood development for Akha primary caregivers 11:15-11:30 โสภาพรรณ อนิ ต๊ะเผือก พฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพเมือ่ เจบ็ ป่วยและการใช้ยาปฏชิ ีวนะในชนเผา่ ลาหูท่ ี่อาศัย ในพ้ืนทหี่ ่างไกล 11:30-11:45 ทรงวฒุ ิ สงั ข์บญุ ผลของโปรแกรมเสรมิ สร้างพลงั อำนาจอาสาสมัครสอนสุขศกึ ษาตอ่ ความรู้เรอ่ื งการ เจบ็ ปว่ ยฉกุ เฉินในประชาชนกลุ่มชาติพนั ธ์ุ 11:45-12:00 เขมจริ า จามกม วฒั นธรรมการดแู ลสขุ ภาพของกลุม่ ชาติพันธเ์ุ มี่ยน จังหวัดเชยี งราย ix
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง กองบรรณาธิการจดั ทำรายงานสืบเนอ่ื งจากการประชมุ วชิ าการ ทป่ี รกึ ษา สำนักวิชาวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยแมฟ่ า้ หลวง รองศาสตราจารย.์ ดร.รัชนี สรรเสรญิ บรรณาธิการ สำนักวิชาวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง ศาสตราจารย์ ดร.เกษราวลั ณ์ นลิ วรางกูร สำนกั วชิ าวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ผชู้ ว่ ยศาสตรจารย์ ดร.พรรณิภา ดอกไม้งาม คณะกรรมการผปู้ ระเมนิ ผลงานวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ ศาสตราจารย์ ดร.อารีวรรณ กลน่ั กลิน่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล (เกษียณ) รองศาสตราจารย์ ดร.ศริ ิประภา กลั่นกล่ิน คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น รองศาสตราจารย์ ดร.สุนสิ า ชายเกล้ียง สาขาวชิ าวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช รองศาสตราจารย์ ดร.สดุ าว เลศิ วสิ ุทธิไพบูลย์ สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรก์ ารกีฬา คณะวิทยาศาสตรป์ ระยกุ ตแ์ ละ รองศาสตราจารย์ ดร.ประภาพมิ นต์ ปริวัติ วศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ วทิ ยาเขตหนองคาย วิทยาลยั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีการกีฬา รองศาสตราจารย์ ดร.วรี วฒั น์ ล้มิ รุง่ เรอื งรัตน์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล วทิ ยาเขตศาลายา คณะเวชศาสตร์เขตรอ้ น มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล รองศาสตราจารย์ ดร.ไกรชาติ ตนั ตระการอาภา คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา ผ้ชู ่วยศาสตรจารย์ ดร.ดนัย บวรเกยี รตกิ ลุ คณะเทคนคิ การแพทย์มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.จินตนา ยาโนละ คณะเทคนคิ การแพทย์มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.สวุ ิทย์ ดว้ งมะโน สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ ้าหลวง ผู้ชว่ ยศาสตรจารย์ ดร. ธวชั ชยั อภเิ ดชกลุ สำนักวิชาวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟ้าหลวง ผชู้ ว่ ยศาสตรจารย์ ดร.สภุ าพร ตรงสกุล สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง ผูช้ ่วยศาสตรจารย์ ดร.ศิวรกั ษ์ กจิ ชนะไพบลู ย์ สำนกั วชิ าวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผ้ชู ่วยศาสตรจารย์ ดร.โกวิทย์ นามบญุ มี สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ผชู้ ว่ ยศาสตรจารย์ ดร.มารสิ า ภมู ภิ าค ณ หนองคาย สำนกั วชิ าวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ผ้ชู ว่ ยศาสตรจารย์ ศศิมา พกลุ านนท์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดร.วิรยิ ะ มหิกลุ สำนกั วิชาวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดร.จตุพงศ์ สิงหราไชย สำนักวิชาวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ดร.ภาวนิ ี ช่มุ ใจ สำนกั วิชาวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ดร.ธรี ศักด์ิ บญุ วัง สำนักวชิ าวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดร.ไกรลักษณ์ ฟักแกว้ สำนกั วิชาวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ดร.วรี ยทุ ธ สริ ิรตั นเ์ รอื งสขุ สำนักวิชาวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ดร.พิลาสินี วงษน์ ุช x
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ดร.กรกช จนั ทร์เสรวี ทิ ยา สำนักวชิ าวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลัยแมฟ่ ้าหลวง ดร.ววิ ฒั น์ แก้วดวงเลก็ สำนักวิชาวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดร.วิภพ สทุ ธนะ สำนักวชิ าวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ า้ หลวง ดร.พษิ ณรุ กั ษ์ กันทวี สำนักวิชาวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง ดร.ภมรศรี ศรีวงค์พนั ธ์ สำนักวชิ าวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ดร.พรี ดนย์ ศรจี นั ทร์ สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดร.วุฒิชัย นาชัยเวยี ง สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ดร.จงกล สายสงิ ห์ สำนักวิชาวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ ้าหลวง ดร.นิเวศน์ กลุ วงค์ สำนกั วชิ าวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟ้าหลวง ดร.ปวณี วยิ าภรณ์ สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง จดั การและจัดพิมพร์ ปู เล่มรายงานการประชมุ ดร.ปภามญชุ์ ซีประเสริฐ สำนักวชิ าวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดพิมพโ์ ดย สำนักวชิ าวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง ช้ัน 6-7 อาคาร E3B หมู่1 ต. ทา่ สดุ อ. เมอื ง จ. เชียงราย 57100 โทรศพั ท:์ 053-916-821 โทรสาร: 053-916-821 xi
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ประสิทธิผลของเบาะรองนั่งเพ่ือลดความสน่ั สะเทอื นของกลมุ่ พนกั งานขบั รถยกชนดิ น่งั ขับ ในท่าเรอื แหง่ หนง่ึ จงั หวัดกรุงเทพมหานคร ศิรประภา สนิ ใจ*1 ศรรี ัตน์ ลอ้ มพงศ์2 และธีรยุทธ์ เสงย่ี มศักด์ิ2 1หลกั สตู รวิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาอาชวี อนามัยและความปลอดภยั คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบรู พา 2ภาควชิ าสุขศาสตรอ์ สุ าหกรรมและความปลอดภัย คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ บทนำ: กิจการท่าเรือขนส่งมีรถเครื่องมือทุ่นแรงหลายประเภทตามลักษณะการใช้งาน ผู้ที่ปฏิบัติงานขับรถยกมีโอกาส ได้รับอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงานและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ความสั่นสะเทือน เป็นต้น วัตถุประสงค์: 1. เพื่อ ประเมินการรับสัมผัสความสั่นสะเทือนของพนักงานขับรถยกของพนักงานขับรถยกชนิดนั่งในท่าเรือแห่งหนึ่ง จังหวัด กรุงเทพมหานคร 2. เพ่ือเปรยี บเทียบระดบั ความส่ันสะเทือนกอ่ นหลงั การใชเ้ บาะรองนั่ง และความส่นั สะเทอื นทลี่ ดลงจากการใช้- รปู แบบ 2 เบาะรองนงั่ และเพื่อเปรยี บเทยี บระดับพึงพอใจต่อการใช้เบาะรองนั่งทั้ง วิธีวิจยั : งานวิจัยนศี้ กึ ษาผลก่อนและหลังการ ทดลองผลของการใช้เบาะรองน่งั สำหรับรถยกชนิดน่ังขับ กลุ่มตวั อยา่ งคือ รถยกขนาดพกิ ดั น้ำหนกั คัน 28 ตนั จำนวน 5เครอื่ งมือ ที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และเครื่องวัดความสั่นสะเทือนทั้งร่างกาย ใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test ทดสอบความสัมพนั ธ์ ความสั่นสะเทือนระหว่างก่อนและหลังการใช้เบาะรองนั่ง และเปรียบเทียบความสั่นสะเทือนที่ลดลง ผลการวิจัย: การรับสัมผัส ความส่นั สะเทอื นเปรียบเทียบค่าเฉล่ียความเร่งความสน่ั สะเทือนกอ่ นและหลงั การใช้เบาะรองนัง่ แบบที่ 1 และ 2 พบว่า กอ่ นการใช้ เบาะรองนั่งมคี า่ เทา่ กับ 2. 42m/s2 หลังใช้เบาะรองนัง่ ที่ 1 เท่ากับ 2. 03m/s2 หลังใช้เบาะรองนั่ง 2 เท่ากับ 1.89 m/s2 คะแนน เฉลี่ยความพึงพอใจต่อการใช้เบาะนั่ง โดยรวมหลังการใช้เบาะรองนั่ง เท่ากับ 2. มีความพึงพอใจต่อเบาะรองนั่งแบบที่ 661 และ แบบที่ 2 โดยรวมระดับปานกลาง อภิปรายและสรุปผลการวิจัย: หลังการใช้เบาะรองนั่งทั้งสองรูปแบบสามารถลดความ สั่นสะเทือน แต่ยังมีค่าสูงกว่ามาตรฐานกำหนดที่ 0. 5m/s2 อาจมีปัจจัยจากสภาพเครื่องยนต์ของรถยก สภาพพื้นผิว จำเป็นต่อ การหาแนวทาง การควบคุมความส่นั สะเทอื นด้านอ่นื ๆ คำสำคญั : เบาะรองนัง่ , ความส่นั สะเทอื นทัว่ รา่ งกาย, รถยกชนิดนง่ั ขับ 1
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง THE EFFECTIVENESS OF SEAT CUSHION IN REDUCING WHOLE BODY VIBRATION AMONG COUNTERBALANCE FORKLIFT DRIVERS IN A SEAPORT, BANGKOK Siraprapha Sinjai1, Srirat Lormphongs2 and Teerayut Sangiamask2 1Master of Science Program in Occupational Health and Safety Faculty of Public Health, Burapha University 2 Industrial Hygiene and Safety Program, Faculty of Public Health, Burapha University *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: Shipping ports have a number of laborsaving devices such as forklifts for storing and transporting goods. The forklift drivers are possible to encounter accidents from working and factors affecting health i.e. vibration etc. Objectives: 1. To evaluate sensation of vibration of counterbalance forklift drivers in a port of Bangkok. 2.To compare vibration level before and after using a seat cushion and vibration decreased from the use of seat cushion. And compare satisfaction with 2 types of seat cushion. Methodology: This study is research to examine the result of pre- and post-experiment regarding the use of seat cushion for counterbalance forklift drivers. The samples were 28 5-ton forklifts in the depot with counterbalance forklift drivers as the informants. The study instruments included a general questionnaire, satisfaction survey form and whole-body vibration measuring device. The statistics of Wilcoxon Signed- Ranks Test were employed to test relation of vibration before and after using two types of the seat cushion compared with the benchmark in terms of decreased vibration upon the use of the two types of seat cushion and satisfaction with the use of seat cushion. Results: The sensation of vibration, with comparison of average vibration acceleration before and after using the 1st and the 2nd cushions, was found that before using the seat cushion, the value was 2.42 m/s2, after using the 1st seat cushion, the value was 2.03 m/s2 and 1.89 m/s2 after using the 2nd cushion. The mean score of satisfaction with the seat cushion was 2.66 in overall after using the 1st seat cushion and at moderate level for the 2nd cushion. Discussion and conclusion: After using both seat cushions, the researcher found that they could diminish vibration, but it was higher than the standard at 0.5 m/s2 (ISO 2631-1, 1997). Therefore, there may be factors of forklift’s engine condition and surface condition that are necessarily considered to find a guideline for controlling vibration in other aspects. Keywords: Seat cushion, whole body vibration, counterbalance forklift 2
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นคาบสมุทร จึงเป็น ศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นฐานอยู่บนการปลูกข้าวและการค้าระหว่างประเทศ ,กมลวรรณ(2557) ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบการขนสง่ โลจิสติกส์ที่สำคัญคือ การขนส่งทางน้ำ เนื่องจากการขนส่งทางน้ำเป็นการขนส่งท่ีต้นทุนตำ่ เรือที่ใช้ในการขนถ่ายสินค้าเป็นเรือ ขนาดใหญ่ การดำเนินการขนถ่ายสินค้า คราวเดียวจะได้สินค้าจำนวนมาก มีความปลอดภยั เนื่องจากการขนส่งทางน้ำจะใช้ความเร็วต่ำ อัตราการเกิดอุบัติเหตุจึงค่อนข้างน้อย และมีการจราจรทางน้ำน้อย ประเทศไทยมี ท่าเรอื ที่เปิดใช้งานอยู่ แห่ง ทไี่ ดร้ ับอนญุ าตใหจ้ ัดการสินคา้ ในตสู้ นิ ค้า 4 แหง่ และมที ่าเรือสว่ นบคุ คลอีก 8 ,อภิสิทธ์ิ(2560) ท่าเรือมีเครื่องมือทุ่นแรงตามลักษณะกิจกรรมการจัดเก็บ การขนย้าย หรือการบรรจุสินค้าเข้า ตู้สินค้า รถยกนับเป็น เคร่อื งมือทนุ่ แรงทส่ี ำคัญและมีบทบาทในการจัดเก็บสินค้า การขนย้ายสนิ คา้ ในโรงพกั สนิ คา้ ซงึ่ ผูท้ ีป่ ฏิบตั ิงานขับรถยกมีความเสี่ยง ต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน หรือการรับสัมผัสความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ด้านเคมี เช่น การรับสัมผัสฝุ่นละ ออง ควนั ขณะปฏิบตั ิงาน ด้านการยศาสตร์ เชน่ การรบั สัมผสั ทา่ ทาง การนง่ั ทำงานทไ่ี ม่ถูกต้อง และดา้ นกายภาพ เช่น สั่นสะเทือนทั่ว ร่างกาย ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ,อนามัย ธีรวิโรจน์( 2540) โดย Directive 2002/44/EC of European Parliament of the Council ในส่วนของข้อกำหนดท่ีออกโดยกลมุ่ สภากลางของสหภาพยุโรปกำหนดมาตรฐานค่าการรบั สัมผสั ความสั่นสะเทือนในการ ทำงาน 0 วัน ที่ความเร่ง/ชั่วโมง 8. 5m/s2 (ISO2631-1, 1997) ด้านผลกระทบต่อร่างกายผู้ปฏิบัติมีการศึกษา การระบาดวิทยา เกี่ยวกบั การรบั สมั ผสั ความส่ันสะเทือนในระยะเวลานาน พบวา่ ความส่ันสะเทอื นทั่วร่างกายนำไปสคู่ วามผดิ ปกติของระบบกระดูก และกล้ามเนื้อและยังเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังส่วนล่าง (Deshmukh, 2009) มีการศึกษาเกี่ยวกับการลดการรับสัมผัส แรงสนั่ สะเทอื นทงั้ ร่างกายจากการปฏิบตั งิ าน เพ่อื ปอ้ งกันผลกระทบทีเ่ กิดขึน้ กบั สุภาพของผู้ปฏิบตั ิงาน เช่น การออกแบบและสรา้ ง ตัวดูดซบั ความส่ันสะเทอื นแบบปรับค่าได้ ทำให้ความถี่ธรรมชาตขิ องตัวดูดซับความสั่นสะเทือนเท่ากบั ความถี่ธรรมชาติของระบบ หลักหรือแหลง่ กำเนิดทำให้เกิดการหักล้างกนั ทำให้ตวั ดดู ซับสามารถลดแรงสน่ั สะเทือนได้ ,สรุ ัตน์ ปญั ญาแกว้ (2548เช่นเดียว )กับ การศึกษาผลของเบาะรองนั่งเพื่อลดความสั่นสะเทือนในพนักงานขับรถติดตั้งตัวตอกเสาเข็มพืดระบบสั่นสะเทือนโดยใช้ยาง ธรรมชาติ ยางไนไตรล์ และยางบิวไทล์สามารถลดความสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากรถติดตั้งตัวตอกเสาเข็มพืดระบบสั่นสะเทือนได้ ,สุภาวดี บุญจง(2560และการประเม )ินการสั่นสะเทือนทั้งร่างกายของพนักงานขับรถยกประเภทนั่งขับในบริเวณคลังสินค้าโดย การออกแบบเบาะรองนั่งและพนักพิงหลัง พบว่าสามารถลดความสั่นสะเทือนจากการขับรถยกประเภทนั่งขับและความรู้สึกไม่ สบายของผูป้ ฏิบตั งิ านขับรถยกได้ ,ปริยาภรณ์ โทนหงสส์ า(2557) จากผลกระทบทางสุขภาพต่าง ๆที่เกิดจากความส่ันสะเทอื น จึงมีแนวคิดการออกแบบเบาะรองนัง่ โดยใช้วสั ดุท่มี ีคุณสมบัติ ลดความสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากรถยกประเภทนั่งขับสู่ร่างกายผู้ปฏิบัติงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับสัมผัสความ ส่ันสะเทือนของพนักงานขบั รถยกของพนักงานขับรถยกชนดิ น่ัง เปรยี บเทยี บระดบั ความสัน่ สะเทอื นก่อน หลัง การใชเ้ บาะรองนั่ง- และความสั่นสะเทอื นท่ีลดลงจากการใช้เบาะรองนัง่ รวมถึงระดับพึงพอใจต่อการใช้เบาะรองน่ังเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสขุ ภาพ อนามัยของผู้ปฏิบัติงาน และเป็นแนวทางการพัฒนาในการออกแบบเบาะรองนั่ง เพื่อลดความสั่นสะเทือนในเครื่องมือทุ่นแรง ประเภทอน่ื ๆ ท่ใี ชใ้ นกิจกรรมการขนถา่ ยสนิ ค้าในกิจการทา่ เรือขนส่งสินคา้ ต่อไป 3
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ระเบยี บวธิ ีวิจยั การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชงิ กึ่งทดลอง โดยเก็บข้อมูลก่อนและหลังการใช้เบาะรองนั่ง เพื่อลดความสั่นสะเทือนของพนักงาน ขับรถยกชนิดนั่งขับ และเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจต่อรูปแบบเบาะรองนั่ง โดยมีกลุ่มประชากร คือ รถยกชนิดนั่งขับขนาด พิกัดนำ้ หนกั ( คัน จากสูตรของเครจซ่แี ละมอร์แกน 30 ตัน จำนวน 5Krejcie & Morgan) ในการประมาณคา่ สดั ส่วนของ ประชากร และกำหนดให้สดั สว่ นของลักษณะท่ีสนใจในประชากร เท่ากับ 0.5 ระดับความคลาดเคลื่อนทย่ี อมรบั ได้ 5% และระดับ ความเชอื่ มนั่ 95% สามารถคำนวณหาขนาดของกลุ่มตวั อยา่ งกบั ประชากรทีม่ ีขนาดเลก็ ไดต้ ง้ั แต่ ธีรวฒุ ิ เอกะกลุ ( ขึ้นไป 10, 2543( และได้ขนาดกลุ่มตวั อย่างเท่ากับ ตัวอย่าง 28 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มตวั อยา่ งด้วยให้พนักงานขับรถยกสมัครใจเป็นผู้ให้ ข้อมูล มีเกณฑ์การคดั เข้า คือ ผู้ใหข้ อ้ มูลเป็นผู้พนกั งานขบั รถยกชนดิ น่งั ขบั ขนาดพกิ ัดน้ำหนัก ตนั ที่ผา่ นการทดลองงาน โดยการ 5 แบบสอบถามขอ้ มลู ท่ัวไปและความพึงพอใจต 1 ส่วนคอื สว่ นท่ี 2 วจิ ัยครง้ั นม้ี เี คร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู อ่ การใช้เบาะรอง นั่ง โดยมีระดับความพึงพอใจเป็นแบบมาตราส่วน ( ระดับ ตามเทคนิคของลิเคอร์ท 5Likert scale) (สุภาวดี บุญจง, 2560( โดย แปลผลคะแนนแบบคะแนนเฉลี่ยของแต่ละระดับชั้น ซึ่งใช้การหาค่าพิสัย และการคำนวณหาค่าความกว้างของ )น้อยสุด-มากสุด( อัตราภาคชั้น สามารถแบ่งคะแนนเฉลี่ย เป็น คือ เครื่องวัดความสั่นสะเทือนท่ัว 2 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง และมาก ส่วนที่ 3 ร่างกาย ยี่หอ้ Quest Technologies, lnc. รนุ่ VI- 410SN : 21729Sensor : ( ได้ทำการตรวจสอบความตรง 4146Calibration) เมอื่ เดอื นสงิ หาคม พ .ศ.2561 เลขท่อี ้างอิงการสอบเทียบความตรง No. 0310/1279,โดยกรมวิทยาศาสตร์บรกิ าร 6 และได้รบั การ รับรองผลการพิจารณาจริยธรรมในมนุษย์จากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมในมนุษย์ มหาวิทยาลัยบูรพา เลขที่รหัส โครงการวิจัย IRB 020/2561 เมื่อวนั ที่ 14 มกราคม 2562 การออกแบบเบาะรองนง่ั พจิ ารณาวัสดทุ ี่สามารถลดความสน่ั สะเทือนทีม่ ผี ลกระทบต่อสขุ ภาพตามมาตรฐานISO 2631 ท่ี ช่วงความถี่ 0.5-80 Hz โดยแบบที่ 1 ใช้วัสดุประกอบกัน 2 ชั้น คือ โพลียูรีเทน หนา 1 นิ้ว และซิลิโคน หนา 1 นิ้ว และเย็บคลมุ ด้วยหนังเทยี ม ดังภาพท่ี 1 ซง่ึ โพลยี รู ีเทนมคี ุณสมบตั ลิ ดความสนั่ สะเทอื นท่รี ะดบั ความถี่ 16, 125, 250, 500 Hz (ประภสั สร ธรรม พิทักษ์, 2560) และยางซลิ ิโคนมีคุณสมบตั ิลดความส่ันสะเทือนที่ระดับความถี่ 3-40 Hz. รวมถึงสามารถลดการกระแทก สุภาวดี( บุญจง, 2560) แบบที่ 2 ใช้วัสดุประกอบกัน 2 ชั้น คือ โพลียูรีเทน หนา 1 นิ้ว และยางบิวไทล์ หนา 1 นิ้ว และเย็บคลุมด้วยหนัง เทียม ดังภาพที่ 2 ซึ่งโพลียูรีเทนมีคุณสมบัติลดความสั่นสะเทือนที่ระดับความถี่ 16 125 250 500 Hz และยางบวิ ไทลม์ ีคุณสมบัติ ลดความสนั่ สะเทือนทีร่ ะดับความถี่ 25-250 Hz. (ประภัสสร ธรรมพทิ กั ษ์, 2560) โดยเบาะรองนงั่ ทงั้ สองรปู แบบมีความกว้างของ เบาะ 14 นว้ิ ความลกึ ของเบาะ 15 นวิ้ ความหนารวม 2 น้ิว การวัดค่าความสัน่ สะเทอื นก่อนและหลังการใชเ้ บาะรองนัง่ ทงั้ สองรูปแบบดังนี้ 1. ติดตั้งหัววัดบริเวณที่นั่งของผู้ปฏิบัติงาน กำหนดวิธีการวัดทิศทางแกน x แกน y แกน z ตั้งฉากกันทั้งสามแกนตาม ระบบพิกัดชีวกลศาสตร์ (ISO 2631,1997) ที่เบาะรถยกชนิดนั่งขับ โดยทำการวัด ที่ระยะเวลา นาที และทำการวัดซ้ำจำนวน 15 รอบ 3 2. ตดิ ตงั้ เบาะรองน่งั รูปแบบที่ กับเบาะของรถยกชนิดนง่ั ขบั และติดตงั้ หัววดั บนเบาะรองน่งั กำหนดวิธีการ 1วัดทศิ ทางแกน x แกน y แกน z ตั้งฉากกันทั้งสามแกนตามระบบพิกัดชีวกลศาสตร์ (ISO 2631,1997) ที่เบาะรถยกชนิดนั่งขับ โดยทำการวัดท่ี ระยะเวลา รอบ 3 นาที และทำการวดั ซ้ำจำนวน 15 4
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 3. ตดิ ตง้ั เบาะรองนัง่ รูปแบบท่ี กับเบาะของรถยกชนดิ น่ังขับ และตดิ ตง้ั หวั วดั บนเบาะรองน่งั 2 กำหนดวธิ ีการวดั ทิศทางแกน x แกน y แกน z ตั้งฉากกันทั้งสามแกนตามระบบพิกัดชีวกลศาสตร์ (ISO 2631,1997) ที่เบาะรถยกชนิดนั่งขับ โดยทำการวัดที่ ระยะเวลา รอบ 3 นาที และทำการวดั ซำ้ จำนวน 15 4. ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม เพื่อวัดระดับความพึงพอใจต่อการใช้เบาะรองนั่งทั้งสองรูปแบบคำนวณหาค่าความ สั่นสะเทือนและแปลผล โดยกลุ่มตัวอย่างขับรถยกชนิดนั่งขับในระยะทาง 100 เมตร และยกวัตถุปริมาณน้ำหนัก 1 ตัน ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้มีการ สร้างสถานีจำลองการทดสอบประสิทธภิ าพของเบาะรองนัง่ โดยการจำลองสถานที่ทสี่ ภาพพ้ืนผิวของเส้นทางการขับรถยกให้เสมือน กับสภาพพื้นผิวของพ้ืนที่ในโรงพักสินค้า รวมถึงการจำกัดระยะทาง และขนาดน้ำหนักของสิ่งของที่ยก เพื่อเป็นการควบคุมปัจจัย หรือตวั ตวั แปรอื่น ๆ ทส่ี ง่ ผลกระทบต่อผลของการศกึ ษา ผลการวจิ ัย เบาะรองนั่งรปู แบบท่ี ทำ 1จากโพลียูรีเทนโฟมและยางซลิ ิโคน มีขนาดความกว้าง 14 นิ้ว ความลึกของเบาะ 15 นิ้ว ความ หนารวม 2 น้วิ ดงั ภาพที่ 1)ง ทำจากแผ่นโพลียรู ีเทนโฟมและยางบิวไทล์ ขนาดความกว้าง 2 รูปแบบท่ี )14 น้ิว ความลกึ ของเบาะ 15 น้ิว ความหนารวม 2 นิว้ ดงั ภาพที่ 2)ง) ก) แผน่ ยางซิลิโคน ข) แผ่นโพลยี รู ีเทนโฟม ก) แผน่ ยางบวิ ไทล์ ข) แผ่นโพลยี รู ีเทนโฟม ค) ทากาววสั ดุท้งั 2 ง) หุม้ ชิน้ งานดว้ ยหนงั หมุ้ เบาะ ค) ทากาววัสดทุ งั้ 2 ง) หมุ้ ชิ้นงานด้วยหนังหมุ้ เบาะ ภาพท่ี 1 เบาะรองนงั่ แบบที่ 1 ภาพที่ 2 เบาะรองนงั่ แบบท่ี 2 ผลการตรวจวัดค่าความเร่งความสั่นสะเทือนก่อนและหลังการใช้เบาะรองนั่ง ปรากฏตามตารางที่ 1 โดยก่อนการใช้เบาะ รองน่ังมคี า่ ความเรง่ ความสั่นสะเทอื นเฉล่ียต่ำสดุ เท่ากับ 1.971 m/s2 ค่าเฉลยี่ สงู สดุ เท่ากับ 2.988 m/s2 และคา่ เฉล่ียรวม เท่ากับ 2.428 m/s2 มีค่าเฉลี่ยแกน Z มากกว่าแกน Y และแกนX ตามลำดับ หลังจากการใช้เบาะรองนั่งแบบที่ 1 มีค่าความเร่งความ สั่นสะเทือนเฉลี่ยต่ำสุด เท่ากับ 1.564 m/s2 ค่าเฉลี่ยสูงสุด เท่ากับ 2.440 m/s2 และค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 2.031 m/s2 มีค่าเฉลยี่ 5
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง แกน Z มากกวา่ แกน Y และแกน X ตามลำดบั และเบาะรองนัง่ แบบท่ี 2 มคี า่ ความเรง่ ความสั่นสะเทือนเฉลีย่ ตำ่ สดุ เทา่ กับ 1.674 m/s2 ค่าเฉล่ยี สงู สดุ เทา่ กับ 2.221 m/s2 และค่าเฉล่ียโดยรวม เท่ากับ 1.894 m/s2 มีคา่ เฉลย่ี แกน Z มากกวา่ แกน Y และแกน X ตามลำดบั ตารางท่ี 1 ความเร่งความสัน่ สะเทือนของแต่ละแกน กอ่ นและหลงั การใชเ้ บาะรองนั่งท้ังสองรปู แบบ ตัวอยา่ ง ก่อนการใชว้ สั ดุ (m/s2) หลงั การใชว้ ัสดุ (m/s2) ท่ี X Y Z รวม เบาะที่ 1 เบาะท่ี 2 X Y Z รวม X Y Z รวม 1.931 1 0.260 0.141 1.995 2.017 0.484 0.691 1.447 1.588 0.243 1.095 1.570 1.949 1.918 2 0.260 0.226 2.047 2.076 0.254 0.261 1.892 1.936 0.243 1.105 1.584 1.756 1.931 3 0.260 0.226 2.047 2.076 0.254 0.262 1.900 1.943 0.241 1.095 1.554 1.931 1.674 4 0.262 0.149 2.067 2.089 0.245 0.518 1.855 1.942 0.241 0.494 1.668 1.676 1.674 5 0.254 1.454 1.896 2.404 0.253 0.625 1.813 1.935 0.243 1.095 1.570 1.700 1.694 6 0.261 0.567 1.988 2.084 0.254 0.262 1.900 1.943 0.243 1.095 1.570 1.677 1.680 7 0.264 0.434 2.001 2.064 0.249 0.558 1.823 1.922 0.237 0.211 1.675 1.917 1.860 8 0.261 0.356 1.996 2.044 0.247 0.324 1.698 1.746 0.238 0.215 1.646 1.845 2.064 9 0.265 0.361 2.012 2.061 0.254 0.326 1.729 1.778 0.236 0.211 1.644 2.064 2.221 10 0.267 0.369 2.004 2.055 0.251 0.328 1.777 1.824 0.225 0.214 1.671 1.822 1.815 11 0.268 0.368 2.006 2.057 0.254 0.330 1.765 1.814 0.225 0.213 1.665 1.988 2.002 12 0.275 0.373 2.011 2.064 0.248 0.332 1.799 1.846 0.225 0.209 1.649 2.171 2.101 13 0.272 0.369 2.035 2.086 0.253 0.358 1.883 1.933 0.239 0.339 1.200 2.003 1.971 14 0.262 0.369 2.472 2.513 0.246 0.323 2.122 2.161 0.676 0.763 1.887 2.006 1.894 15 0.280 0.406 2.584 2.631 0.234 0.266 1.933 1.965 0.222 0.251 1.829 16 0.288 0.403 2.641 2.687 0.255 0.350 2.217 2.258 0.237 0.296 1.806 17 0.300 0.417 2.836 2.882 0.285 0.385 2.260 2.310 0.259 0.324 2.022 18 0.300 0.418 2.836 2.882 0.285 0.385 2.260 2.310 0.259 0.324 2.022 19 0.304 0.420 2.916 2.962 0.277 0.382 2.347 2.394 0.241 0.347 2.181 20 0.310 0.412 2.877 2.923 0.287 0.369 1.973 2.027 0.259 0.333 1.773 21 0.316 0.416 2.099 2.988 0.300 0.378 2.006 2.063 0.272 0.349 1.760 22 0.311 0.423 2.593 2.646 0.290 0.401 2.980 1.564 0.261 0.377 1.935 23 0.326 0.423 2.781 2.832 0.300 0.390 2.305 2.357 0.268 0.360 1.951 24 0.337 0.433 2.846 2.898 0.298 0.375 2.392 2.440 0.264 0.365 2.124 25 0.356 0.387 2.689 2.739 0.324 0.309 2.184 2.229 0.267 0.324 0.900 26 0.308 0.358 2.632 2.674 0.282 0.315 2.149 2.190 0.256 0.281 1.967 27 0.309 0.267 1.928 1.971 0.345 0.298 2.140 2.188 0.309 0.267 1.928 28 0.403 0.354 2.536 2.592 0.431 0.293 2.185 2.248 0.409 0.251 1.948 เฉลีย่ 0.291 0.404 2.335 2.428 0.284 0.371 2.026 2.031 0.269 0.457 1.739 6
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 3.5 ่คาความเ ่รงของความ ่สันสะเ ืทอน m/s2 3 2.5 2 1.5 1 0.5 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 ตวั อยา่ งที่ กอ่ น เบาะท่ี 1 เบาะท่ี 2 ภาพที่ 3 คา่ ความเรง่ ของแรงสั่นสะเทอื นที่กล่มตวั อยา่ งรับสมั ผสั กอ่ นและหลงั การใชเ้ บาะรองนง่ั ทัง้ สองรปู แบบ ผลการเปรียบเทยี บความแตกต่างของค่าเฉลีย่ ความเร่งความส่ันสะเทือนของแตล่ ะความถ่ี พบวา่ กอ่ นและหลงั การใชข้ องเบาะรอง นั่งที่ 1 มีความแตกต่างกันอย่างมีนับสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05 โดยแกน X ที่ความถี่ 0.8Hz, 1.0Hz, 1.25Hz, 1.60Hz, 2.0Hz, 2.5Hz, 3.15Hz, 5.0Hz, 10.0Hz และ 12.5 Hz โดยแกน Y ที่ความถี่ 0.8Hz, 1.0Hz, 1.25Hz, 1.60Hz, 2.0Hz, 2.5Hz, 3.15Hz และ 8.00Hz โดยแกน Z ท่ีความถี่ 0.8Hz, 1.0Hz, 1.25Hz, 1.60Hz, 2.0Hz, 2.5Hz, 3.15Hz, 5.0Hz, 6.30Hz, 8.00Hz, 10.00Hz, 16.00Hz, 20.00Hz, 25.00Hz, 31.5Hz, 40.00Hz, 50.00Hz, 63.0Hz และ 80.00 Hz ตามปรากฏดังตารางท่ี 2 ตารางที่ 2 ผลเปรยี บเทยี บคา่ เฉลย่ี ของคา่ ความเร่งของความสน่ั สะเทือนก่อนและหลังของการใชเ้ บาะรองนงั่ ค่าความเร่งความสนั่ สะเทอื น (m/s2) ความถี่ แกน X แกน Y แกน Z Xˉ (SD) P-value Xˉ (SD) P-value Xˉ (SD) P-value 0.63 Hz ก่อน 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) เบาะรองน่งั ที่ 1 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 เบาะรองนง่ั ที่ 2 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.80 Hz ก่อน 0.01 (0.00) 0.03 (0.05) 0.01 (0.00) เบาะรองนั่งท่ี 1 0.01 (0.00) 0.001* 0.01 (0.00) 0.000* 0.01 (0.00) 0.000* เบาะรองนั่งที่ 2 0.01 (0.00) 0.000* 0.01 (0.01) 0.000* 0.00 (0.00) 0.000* 1.00 Hz ก่อน 0.01 (0.00) 0.02 (0.01) 0.00 (0.00) เบาะรองนง่ั ที่ 1 0.01 (0.00) 0.000* 0.01 (0.01) 0.000* 0.00 (0.00) 0.000* เบาะรองน่งั ท่ี 2 0.01 (0.00) 0.000* 0.17 (0.41) 0.000* 0.00 (0.00) 0.000* 7
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 2 ผลเปรียบเทยี บค่าเฉลยี่ ของค่าความเร่งของความส่นั สะเทือนก่อนและหลังของการใช้เบาะรองนง่ั (ตอ่ ( ค่าความเร่งความสัน่ สะเทอื น (m/s2) ความถ่ี แกน X แกน Y แกน Z Xˉ (SD) P-value Xˉ (SD) P-value Xˉ (SD) P-value 1.60 Hz ก่อน 0.00 (0.00) 0.03 (0.07) 0.00 (0.00) เบาะรองนั่งที่ 1 0.01 (0.00) 0.008* 0.01 (0.00) 0.000* 0.00 (0.00) 0.003* เบาะรองนั่งที่ 2 0.00 (0.00) 0.001* 0.01 (0.01) 0.000* 0.00 (0.00) 0.001* 2.00 Hz 0.00 (0.00) 0.02 (0.07) 0.00 (0.00) ก่อน เบาะรองน่งั ที่ 1 0.00 (0.00) 0.031* 0.01 (0.00) 0.000* 0.00 (0.00) 0.001* เบาะรองน่งั ท่ี 2 0.00 (0.00) 0.001* 0.00 (0.00) 0.000* 0.00 (0.00) 0.000* 2.50 Hz 0.00 (0.00) 0.01 (0.00) 0.00 (0.00) ก่อน เบาะรองนง่ั ที่ 1 0.01 (0.00) 0.007* 0.00 (0.00) 0.009* 0.01 (0.00) 0.000* เบาะรองนั่งท่ี 2 0.00 (0.00) 0.002* 0.01 (0.01) 0.003* 0.00 (0.00) 0.000* 3.15 Hz กอ่ น 0.00 (0.00) 0.02 (0.06) 0.00 (0.00) เบาะรองนั่งท่ี 1 0.00 (0.00) 0.001* 0.01 (0.04) 0.000* 0.00 (0.00) 0.006* เบาะรองนงั่ ที่ 2 0.00 (0.00) 0.000* 0.01 (0.04) 0.000* 0.00 (0.00) 0.000* 4.00 Hz ก่อน 0.00 (0.02) 0.00 (0.00) 0.02 (0.00) เบาะรองนงั่ ที่ 1 0.00 (0.00) 0.531 0.03 (0.07) 0.373 0.01 (0.00) 0.001* เบาะรองนง่ั ท่ี 2 0.00 (0.02) 0.170 0.01 (0.05) 0.000* 0.01 (0.01) 0.002* 5.00 Hz ก่อน 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.06 (0.03) เบาะรองนง่ั ที่ 1 0.00 (0.00) 0.005* 0.00 (0.00) 1.000 0.06 (0.03) 0.000* เบาะรองนง่ั ที่ 2 0.00 (0.00) 0.002* 0.00 (0.00) 1.00 0.06 (0.03) 0.245 6.30 Hz กอ่ น 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.05 (0.01) เบาะรองนัง่ ที่ 1 0.00 (0.00) 0.083 0.00 (0.00) 0.317 0.04 (0.01) 0.000* เบาะรองนั่งที่ 2 0.00 (0.00) 0.000* 0.00 (0.00) 0.317 0.04 (0.02) 0.000* 8.00 Hz กอ่ น 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.07 (0.01) เบาะรองนัง่ ที่ 1 0.00 (0.00) 0.739 0.00 (0.00) 0.006* 0.06 (0.02) 0.002* เบาะรองน่ังท่ี 2 0.00 (0.00) 0.132 0.00 (0.00) 0.002* 0.06 (0.03) 0.001* 10.00 Hz กอ่ น 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.44 (0.68) เบาะรองนง่ั ท่ี 1 0.00 (0.00) 0.046* 0.00 (0.00) 0.317 0.39 (0.50) 0.011* เบาะรองนงั่ ท่ี 2 0.00 (0.00) 0.056 0.00 (0.00) 0.317 0.32 (0.39) 0.001* 8
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางที่ 2 ผลเปรยี บเทยี บค่าเฉลย่ี ของค่าความเรง่ ของความสั่นสะเทอื นกอ่ นและหลงั ของการใชเ้ บาะรองนงั่ (ตอ่ ( คา่ ความเรง่ ความสัน่ สะเทือน (m/s2) ความถ่ี แกน X แกน Y แกน Z Xˉ (SD) P-value Xˉ (SD) P-value Xˉ (SD) P-value 12.50 Hz กอ่ น 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.64 (0.73) เบาะรองนั่งที่ 1 0.00 (0.00) 0.034* 0.00 (0.00) 1.000 0.48 (0.41) 0.080 เบาะรองนั่งท่ี 2 0.00 (0.00) 0.705 0.00 (0.00) 1.000 0.37 (0.33) 0.000* 16.00 Hz 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 1.69 (0.96) ก่อน เบาะรองนั่งที่ 1 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.99 (0.50) 0.000* เบาะรองนง่ั ที่ 2 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.83 (0.36) 0.000* 20.00 Hz 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 1.27 (0.47) ก่อน เบาะรองน่งั ท่ี 1 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.83 (0.33) 0.000* เบาะรองนง่ั ท่ี 2 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.62 (0.22) 0.000* 25.00 Hz ก่อน 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.73 (0.19) เบาะรองนง่ั ท่ี 1 0.00 (0.00) 0.317 0.00 (0.00) 1.000 0.54 (0.15) 0.000* เบาะรองนั่งที่ 2 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.39 (0.14) 0.000* 31.50 Hz 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.42 (0.08) ก่อน เบาะรองนง่ั ท่ี 1 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0291 (0.06) 0.000* เบาะรองนัง่ ที่ 2 0.00 (0.00) 0.317 0.00 (0.00) 1.000 0.23 (0.04) 0.000* 40.00 Hz ก่อน 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.23 (0.05) เบาะรองนง่ั ท่ี 1 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.17 (0.03) 0.000* เบาะรองนง่ั ท่ี 2 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.14 (0.03) 0.000* 50.00 Hz ก่อน 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.12 (0.03) เบาะรองนัง่ ท่ี 1 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 0.157 0.09 (0.02) 0.000* เบาะรองนั่งท่ี 2 0.00 (0.00) 0.317 0.00 (0.00) 0.157 0.08 (0.02) 0.000* 63.00 Hz 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.06 (0.01) กอ่ น เบาะรองน่งั ที่ 1 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.05 (0.01) 0.000* เบาะรองน่งั ที่ 2 80.00 Hz 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.04 (0.01) 0.000* กอ่ น เบาะรองนั่งที่ 1 0.00 (0.00) 0.00 (0.00) 0.03 (0.00) เบาะรองน่ังท่ี 2 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.02 (0.00) 0.000* 0.00 (0.00) 1.000 0.00 (0.00) 1.000 0.02 (0.00) 0.000* 9
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของคา่ เฉลี่ยความเร่งความสั่นสะเทือนของแต่ละความถี่ พบว่า ก่อนและหลังการใช้ของ เบาะรองน่ังท่ี 2 มคี วามแตกตา่ งกันอยา่ งมีนบั สำคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั 0.05 โดยแกน X ท่ีความถี่ 0.8Hz, 1.0Hz, 1.25Hz, 1.60Hz, 2.0Hz, 2.5Hz, 3.15Hz, 4.0Hz, และ 8.00 Hz โดยแกน Y ที่ความถี่ 0.8Hz, 1.0Hz, 1.25Hz, 1.60Hz, 2.0Hz, 2.5Hz, 3.15Hz และ 8.00Hz โดยแกน Z ที่ความถ่ี 0.8Hz, 1.0Hz, 1.25Hz, 1.60Hz, 2.0Hz, 2.5Hz, 3.15Hz, 4.0Hz, 6.30Hz, 8.00Hz, 10.00Hz, 12.50Hz, 16.00Hz, 20.00Hz, 25.00Hz, 31.5Hz, 40.00Hz, 50.00Hz, 63.0Hz และ 80.00 Hz ตามปรากฏดังตารางที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความเร่งความสั่นสะเทือนก่อนและหลังการใช้ เบาะรองนั่งที่ 1 เบาะรองนั่งที่ 2 โดยการใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test พบว่า ก่อนการใช้เบาะรองนั่งมีค่าเท่ากับ 2.42 (m/s2) (SD) = 0.37 ใช้เบาะรองนั่งที่ 1 มีค่า เท่ากับ 2.03 (m/s2) (SD) = 0.23 หลังการใช้เบาะรองนั่งที่ 2 มีค่าเท่ากับ 1.89 (m/s2) (SD) = 0.16 ค่าเฉลี่ยความเร่งความ สั่นสะเทือนเบาะ 1 มีค่าน้อยกว่าก่อนการใช้เบาะรองนั่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค่าเฉลี่ยความเร่ง ความสั่นสะเทือนเบาะรองนัง่ ท่ี 2 มีค่าน้อยกวา่ ก่อนการใช้เบาะรองนั่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05 ตาม ปรากฏดงั ตารางที่ 3 ตารางท่ี 3 ผลการเปรยี บเทียบความแตกตา่ งของค่าเฉลี่ยของค่าความเรง่ ของความส่นั สะเทอื นก่อนและหลังการใช้เบาะรองน่งั ทง้ั สองรปู แบบ เบาะรองนัง่ Xˉ N SD df t Sig. กอ่ น 2.42 28 0.37 27 เบาะรองนัง่ ท่ี 1 2.03 28 0.23 27 7.59* .000 เบาะรองนง่ั ที่ 2 1.89 28 0.16 27 9.45* .000 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจหลังการใช้เบาะรองนั่งแบบที่ 1 พบว่า ความพึงพอใจโดยรวม เท่ากับ 2.66 (±0.56) คือ มี ความพงึ พอใจระดบั ปานกลาง คะแนนเฉลยี่ ความพงึ พอใจต่อการใชเ้ บาะรองน่ัง เท่ากับ 3.10 (±0.31) คะแนนเฉลีย่ ความพึงพอใจ ต่อขนาดเหมาะสมสำหรับการใช้งาน เท่ากับ 2.53±0.57 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เท่ากับ 2.92 (±0.53) คะแนนเฉลีย่ ความพึงพอใจมีความน่าใช้ เท่ากับ 2.42 (± 0.69) คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจสามารถทำให้ท่านปฏิบัติงาน ได้ดีกว่าเดิม เท่ากับ 2.35(± 0.73) และคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจหลังการใช้เบาะรองนั่งแบบที่ ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 2 ความพงึ พอใจโดยรวมหลังการใชเ้ บาะรองน่ัง เท่ากับ 2.92 ± 0.คือ มีความพงึ พอใจระดับปานกลาง คะแนนเฉลยี่ ความพงึ พอใจ 56 3 ต่อการใช้เบาะรองนั่ง เท่ากับ.14 ± 0.2 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อขนาดเหมาะสมสำหรับการใช้งาน เท่ากับ 35.78±0. 68 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เท่ากับ 3.07±0. คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจมีความน่าใช้ เท่ากับ 60 3.25± 0.2 คะแนนเฉล่ยี ความพงึ พอใจสามารถทำให้ทา่ นปฏิบัตงิ านได้ดีกว่าเดิม เท่ากบั 51.39±0.4 ตามปรากฏดงั ตารางที่ 68 10
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 4 ผลการศึกษาความพงึ พอใจหลังการใชเ้ บาะรองนง่ั แบบท่ี 1 และเบาะรองนั่งแบบท่ี 2 คำถาม ความพงึ พอใจ ระดบั n Xˉ SD มาก เบาะที่ 1 มาก มาก ความพึงพอใจต่อการใช้เบาะรองนัง่ 28 3.10 0.31 ปานกลาง ปานกลาง เบาะรองนัง่ มขี นาดเหมาะสมสำหรับการใชง้ าน 28 2.53 0.57 ปานกลาง เบาะรองนั่งไมเ่ ปน็ อุปสรรคตอ่ การทำงานของท่าน 28 2.92 0.53 มาก มาก เบาะรองนง่ั มคี วามนา่ ใช้ เชน่ ความนุ่มของเบาะ หรือ รปู แบบ 28 2.42 0.69 มาก มาก เบาะรองนั่งสามารถทำให้ทา่ นปฏิบัติงานไดด้ กี ว่าเดิม 28 2.35 0.73 ปานกลาง ปานกลาง ความพงึ พอใจรวม 28 2.66 0.56 เบาะท่ี 2 ความพงึ พอใจตอ่ การใชเ้ บาะรองนง่ั 28 3.14 0.35 เบาะรองนั่งมีขนาดเหมาะสมสำหรับการใช้งาน 28 2.78 0.68 เบาะรองนง่ั ไม่เปน็ อปุ สรรคตอ่ การทำงานของท่าน 28 3.07 0.60 เบาะรองนง่ั มคี วามน่าใช้ เชน่ ความนุ่มของเบาะ หรือ รูปแบบ 28 3.25 0.51 เบาะรองนั่งสามารถทำให้ทา่ นปฏิบตั งิ านได้ดกี ว่าเดมิ 28 2.39 0.68 ความพงึ พอใจรวม 28 2.92 0.56 อภิปรายผล การเปรยี บเทยี บค่าความส่นั สะเทือนก่อนและหลังการใชเ้ บาะรองน่งั ทั้งสองรูปแบบคา่ แรงส่ันสะเทอื นสูงสดุ อยู่ในแกน Z แกน X แกน Y ตามลำดบั ซ่ึงแตกตา่ งกับงานวจิ ัย Blood et al. ท่พี บว่า การควบคุมเคร่ืองจักรกลมีการรบั สมั ผัสแรงสั่นสะเทือน ในแกน X มากที่สุด หากพิจารณาตามความถี่ที่เป็นต่อสุขภาพของพนักงานหลังการใช้เบาะรองนั่งแบบที่ 1 พบว่า ค่าความเร่ง ความสั่นสะเทือนทั้ง 3 แกน มีค่าลดลง โดยแกน Z มีค่าลดลงสูงสุด เช่นกับค่าความเร่งความสั่นสะเทือนหลังการใช้เบาะรองนั่ง แบบที่ 2 จากการทดลองใช้เบาะรองนั่ง แบบที่ 1 และแบบที่ 2 เม่ือพิจารณาช่วงความถี่ของแรงสั่นสะเทือนที่มีผลกระทบต่อ สุขภาพตามฐาน ISO 2631-1, 1997 คือ ช่วง 6.3 Hz ถึง 80 Hz พบว่าเบาะรองนั่งสามารถลดแรงสั่นสะเทือนได้ในช่วงความถี่ 0.8Hz, 1.0Hz, 1.25Hz, 1.60Hz, 2.0Hz, 2.5Hz, 3.15Hz, 5.0Hz, 10.0Hz และ 12.5 Hz ของทั้ง 3 แกน สอดคล้องกับการศึกษา เกี่ยวกับวัสดุที่ทำมาจากยางสังเคราะห์สามารถลดความสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรได้ )อุมารินทร์ เตมีย์ ,2552) โดยยางซิลิโคน สามารถลดความส่นั สะเทือนท่ีความถ่ี 3-40Hz. (สภุ าวดี บญุ จง, 2560) และยางบวิ ไทล์ เป็นยางท่ีนยิ มนำมาผลิตยางกนั กระแทก มีคุณสมบัติลดความสั่นสะเทือนมีค่าความกระเด้งกระดอน )Rebound resilience) ที่อุณหภูมิห้องต่ำ )พงษ์ธร แซ่อุ้ย,2547) มี คุณสมบัติลดความสั่นสะเทือนที่ความถ่ี25-250Hz. (Farrat,2016) รวมถึงการศึกษาการออกแบบเบาะรองนั่งรถบรรทุก เพื่อลด ความสั่นสะเทือนและความเมื่อยล้าของพนักงานขับรถ โดยการใช้โพลียูรีเทน พบว่าเบาะรองนั่งสามารถลดความสั่นสะเทือนได้ )มยรุ ี หน่อพัฒน,์ 2547) การเปรยี บเทยี บคา่ ความสัน่ สะเทอื นหลงั การใชเ้ บาะรองนัง่ ท้ังสองรปู แบบกับค่ามาตรฐาน พบวา่ หลงั การใชเ้ บาะรองน่ัง ทั้งสองรูปแบบสามารถลดความสั่นสะเทือนได้ แต่ยังมีค่าการรับสัมผัสความสั่นสะเทือนสูงกว่าค่ามาตรฐานที่ 0.5 m/s2 (ISO 11
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 2631-1,1997) แม้การออกแบบเบาะรองนั่งทั้งสองรูปแบบไม่สามารถลดค่าความสั่นสะเทือนให้อยู่ในระดับมาตรฐานกำหนดได้ อาจมสี าเหตจุ ากสภาพพ้นื ผวิ ของถนน อายกุ ารใชง้ านของรถยก หรือระดับความเร็วท่ีใชใ้ นการยก )ประภัสสร, 2560) แต่อย่างไรก็ ตาม การศึกษาครง้ั นสี้ ามารถเปน็ ประโยชน์ต่อแนวทางการพัฒนาเบาะรองน่งั ท่ีใช้วัสดุชนิดอื่น หรอื การควบคุมความสั่นสะเทือนท่ี ส่งผ่านจากรถยกชนิดนั่งขับสู่ร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน หรือรถเครื่องมือทุ่นแรงประเภทอื่น ๆ ที่ใช้ในกิจกรรมการขนส่งสินค้าของ ทา่ เรือได้ การวัดความพงึ พอใจในการใช้เบาะรองท้งั สองรูปแบบ โดยอยู่รวมในระดบั ปานกลาง ซงึ่ อาจมีปัจจยั จากเมอ่ื กล่มุ ตัวอย่าง ใชเ้ บาะรองนั่ง ทำให้ระดับความสูงของเบาะเพ่ิมข้ึนจากเดิม กล่มุ ตวั อยา่ งจงึ ไม่คนุ้ ชนิ การใชเ้ บาะรองน่งั สรปุ และข้อเสนอแนะ การออกแบบเบาะรองนัง่ ด้วยวัสดทุ ี่มคี ุณสมบัตลิ ดความสั่นสะเทอื น พบว่า เบาะรองนั่งแบบที่ สามารถ 2 และแบบท่ี 1 วัน ที่/โมงการทำงาน 8 ลดการรบั สัมผสั ความสน่ั สะเทือน แต่ยังมีคา่ ความส่ันสะเทือนท่ีสงู กวา่ ค่ามาตรฐานทสี่ ามารถรับสมั ผสั ได้ใน 0. 5m/s2 (ISO 2631-1,1997) แต่สามารถเปน็ แนวทางในการนำมาพัฒนาเบาะรองนั่งด้วยวสั ดุที่มีคณุ สมบตั ิลดความสั่นสะเทือน ชนดิ อืน่ ๆ และการประเมนิ ความเสีย่ งการรบั สมั ผัสความสั่นสะเทือนของผู้ปฏิบตั ิงานท่ขี ับเคร่อื งมอื ทุน่ แรงชนิดอื่น ๆ ที่ปฏิบัติงาน ในกิจการทา่ เรอื ขนส่ง รวมถงึ การควบคมุ การรับสมั ผัสความสั่นสะเทือนท่แี หลง่ กำเนิด การเลือกใช้วัสดุสำหรับทำเบาะรองนั่งเพื่อลดค่าความสั่นสะเทือน ควรเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่าย มีจำหน่ายทั่วไปตาม ท้องตลาดและมีราคาถูก เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต ผู้วิจัยควรเรื่องBMI ของกลุ่มตัวอย่างกับการรับสัมผัสความสั่นสะเทือน และควรศึกษาการใชว้ สั ดุอ่ืน ๆ ท่ีใช้ทำเบาะรองน่ัง ทม่ี คี ณุ สมบัติในการลดความส่ันสะเทือนใหอ้ ย่ใู นเกณฑค์ า่ มาตรฐาน 0. 5m/s2 กิตตกิ รรมประกาศ ขอขอบคณุ ผู้เขา้ ร่วมวจิ ยั จากพนักงานขับรถยกประเภทนั่งขับในโรงพกั สินค้าของทา่ เรือแห่งหนึ่งท่ีให้ความอนุเคราะห์ใน การสนบั สนนุ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ในการศึกษาวิจัยในคร้ังจนสำเรจ็ ลุล่วงดว้ ยดี เอกสารอา้ งองิ กมลวรรณ เกตุสุวรรณ. )2557). ภูมิศาสตร์ไทย ความรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์ไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน,2562 ,จาก https://kamonwanja1234.wordpress.com/2014/05/ เกศินี โกศลเมธี. )2552). การเตรียมและสมบัติเชิงกลของยางคอมโพสิทเตรียมจากยางธรรมชาติ เทอร์โมพลาสติกผสมเส้นใยปอ กระเจา. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพอลิเมอร์, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์. ธรี วุฒิ เอกะกลุ . )2543). ระเบียบวิธีวจิ ยั ทางพฤตกิ รรมและสงั คมศาสตร์. อบุ ลราชธาน:ี สถาบันราชภฏั อุบลราชธานี. ประภัสสร ธรรมพิทักษ์. )2560). การศึกษาประสทิ ธิผลของวัสดุห่อหุ้มด้ามจับเพื่อลดความเสี่ยงทีม่ ือและแขนในพนักงานควบคมุ เครื่องตบดินแบบกระโดนในอุตสาหกรรมก่อสร้างประเภทงานดินและปรับพื้นที่. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาอาชวี อนมัยและความปลอดภยั , คณะสาธารณสุขศาสตร์, มหาวทิ ยาลัยบรู พา. ปริยาภรณ์ โทนหงส์สา, ไอลดา ตรีรัตน์ตระกูล และเลิศชัย ระตะนะอาพร. )2558). การประเมิน การสั่นสะเทือนทั้งร่างกายของ พนักงานขับรถยกในบรเิ วณคลงั สินค้า. วศิ วกรรมสาร ม ก. )Kasetsart Engineering Journal), 29(95), 63-70. 12
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง มยุรี หน่อพัฒน์. )2547). การออกแบบเบาะรองนั่งรถบรรทุกเพื่อลดความสั่นสะเทือนและความรู้สึกเมื่อยล้าของพนักงานขับ รถบรรทุกหนัก. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมและความปลอดภัย, บัณฑิต วทิ ยาลัย, มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล. สุภาวดี บุญจง )2560). ผลของเบาะรองนั่งเพื่อลดความสั่นสะเทือนในพนักงานขับรถติดตั้งตัวตอกเสาเข็มพืดระบบสั่นสะเทือน. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาอาชีวอนมัยและความปลอดภัย, คณะสาธารณสุขศาสตร์, มหาวิทยาลยั บูรพา. สุรัตน์ ปัญญาแก้ว. )2557).การออกแบบและสร้างตวั ดูดซับการสั่นสะเทือนแบบปรับค่าได.้ วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต, ภาควิชาวศิ วกรรมเคร่ืองกล คณะวิศวกรรมศาสตร์,มหาวิทยาลยั นเรศวร. อภิสิทธิ์ อำไพรฉลวย. ) 2560). วิวัฒนาการขนส่งในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน, 2562 , จาก https://sites.google.com/site/wiwathnakarnkarnkhonsong/home อนามัย )ธีรวโิ รจน์( เทศกระทึก. )2556). อาชวี อนามยั ละความปลอดภยั )พมิ พค์ รั้งท่ี 5). กรงุ เทพฯ:โอเดียนสโตร์. อุมารินทร์ นามีย์. )2552). การศึกษาการลดความสั่นสะเทือนโดยใช้วัสดุสังเคราะห์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว. วิทยานิพนธ์วิทยา ศาสตรมหาบัณฑติ , สาขาวิชาสขุ ศาสตร์อตุ สาหกรรมและความปลอดภัย, บณั ฑิตวทิ ยาลัย, มหาวิทยาลยั มหดิ ล. ACE. (2018). Rubber metal isolators. Retrieved October 8, 2018, from https://www.aceace.com/com/products/ vibration-control/rubber-metal-isolators/bm.html Bovenzi, M. (2010). A longitudinal study of low back pain and daily vibration exposure in professional drivers. Industrial Health, 48(5), 584-595. Farrat, A. (2018). Detailed vibration isolation theory. Retrieved from www.farrat.com/resources/detailed- vibration-isolation-theory ISO 2631-1, 1997 Retrieved October 8, 2018, from https://www.sis.se/api/document/preview/912430/ Haworth, V. (2008). The ergonomic sating guide handbook. Retrieved October 8, 2019, from http://media.haworth.com/asset/13337/Ergonomic_Seating_Guide_Handbook.pdf Hoy, J., Mubarak, N., Nelson, S., De Landas, M. S., Magnusson, M., Okunribido, O., & Pope, M. (2005). Whole body vibration and posture as risk factors for low back pain among forklift truck drivers. Journal of Sound and Vibration, 284(3), 933-946. 13
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การศกึ ษาระดับซีเทอมินอลเทโลเปปไทด์ของคอลลาเจนชนิดท่ีหนง่ึ ในน้ำลายผู้ป่วยภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา อจั ฉรา วงศ์หลา้ 1 วรกญั ญา บรู ณพัฒนา2 และคธาวธุ เตชะสทุ ธริ ฐั 1 1ภาควิชาศัลยศาสตร์ช่องปากและแมก็ ซิลโลเฟเชียล คณะทนั ตแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ 2ภาควิชาชวี วทิ ยาช่องปากและวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก คณะทนั ตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บทคดั ยอ่ บทนำ: ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยาเป็นภาวะที่พบการเผยผึ่งของกระดูกบริเวณกระดูกขากรรไกรและ ใบหน้า โดยเป็นผลจากการใช้ยายับยั้งการสลายกระดูก ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจน นอกจากน้ี ปัจจุบันยังไม่มี เครอื่ งมือทางชวี เคมีของกระดกู ในการตรวจประเมินความเสยี่ งการเกดิ โรค วตั ถุประสงค:์ ศกึ ษาเปรยี บเทียบระดับซีเทอมินอลเทโล เปปไทดข์ องคอลลาเจนชนดิ ทหี่ นึ่ง(ซีทีเอ็กซ์) ในน้ำลายของผู้ทเี่ กิดภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้ยา ผทู้ เี่ คยหรอื กำลงั ไดร้ บั ยายับยั้งการสลายกระดูกแต่ไม่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา และกลุ่มควบคุม วิธีวิจัย: งานวิจัยเชิงวิเคราะห์ ณ ชว่ งเวลาหนงึ่ ในกล่มุ ประชากรทง้ั หมด 24 คน โดยแบง่ เป็น 3 กลมุ่ กลุ่มละ 8 คน กลุ่มแรกคือ ผู้ที่เกิดภาวะกระดกู ขากรรไกรตาย จากการใช้ยายับยั้งการสลายกระดูก กลุ่มสองคือ ผู้ที่เคยหรือกำลังได้รับยายับยั้งการสลายกระดูก แต่ไม่เกิดภาวะกระดูก ขากรรไกรตายจากการใชย้ า และกลมุ่ สามคือ ผู้ที่ไม่มีประวตั ิการใช้ยายับยั้งการสลายกระดูก โดยทำการเกบ็ นำ้ ลายแบบไม่กระตุ้น แล้วนำไปตรวจวัดระดับซที ีเอ็กซ์ด้วยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay ผลการวิจยั : ระดับซที เี อก็ ซใ์ นน้ำลายของท้ัง สามกลุ่มมีความแตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.015) โดยพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทีเ่ กิดภาวะกระดูกขากรรไกร ตายจากการใช้ยาและกลุ่มเสี่ยงที่ระดับความเชื่อม่ัน 95% อธิปรายและสรุปผลการวิจัย: ซีทีเอ็กซ์สามารถตรวจพบในน้ำลายได้ โดยกลุ่มผู้ป่วยภาวะกระดูกขากรรไกรจากการใช้ยามีระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลายที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นผลจากการใช้ยายับยั้งการสลาย กระดูก ดังนั้นการตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลายอาจเป็นวิธีทางเลือกหนึ่งในการนำมาตรวจประเมินความเสี่ยงการเกิดภาวะ กระดูกขากรรไกรตายจากการใชย้ า คำสำคญั : ซีทเี อ็กซ์ ภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้ยา คา่ ทางชีวเคมีของกระดูก 14
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Salivary C-terminal Telopeptide of Type 1 Collagen (CTX) Levels in Patients with Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw Atchara Wongla1, Worakanya Buranaphatthana2 and Kathawut Tachasuttirut1 1Department of Oral and Maxillofacial Surgery, Faculty of Dentistry, Chiangmai University 2Department of Oral Biology and Diagnostic Sciences, Faculty of Dentistry, Chiangmai University Abstract Introduction: Medication-related osteonecrosis of jaw (MRONJ) is an adverse effect of bone anti- resorptive drugs consisting of progressive bone destruction. Currently, there is no definitive biomarker for determining patients who are at risk for MRONJ development. Objective: We hypothesized that saliva can be used in alternative to serum to detect bone resorption biomarker. The objectives of this study were to examine and compare the level of saliva C-terminal telopeptide (CTX) in MRONJ patients, at-risk patients and the control group.Patients and methods: A cross-sectional study compared the level of saliva CTX in three groups (n=8): MRONJ patients, patients receiving anti-resorptive drugs without MRONJ development and participants without drug use. Unstimulated saliva samples were collected and analyzed by using enzyme linked immunosorbent assay (ELISA). One-way ANOVA was used for statistical analysis with p-value < 0.05. Results: Saliva CTX was detected in all samples. We found the lowest saliva CTX levels in MRONJ patients. A statistically significant reduction of the saliva CTX levels was found in MRONJ patients compared with at-risk patients (p=0.011). Conclusion: CTX a bone resorption biomarker, can be detected in saliva. The level of saliva CTX in patient with MRONJ may decrease from the effect of anti- resorptive drug. This suggests that saliva CTX might be used to predict the risk of MRONJ development in patients who are taking anti-resorptive drugs. Keywords: C-terminal telopeptide (CTX), Medication-related osteonecrosis of jaw (MRONJ), Bone biomarker 15
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใชย้ า (medication-related osteonecrosis of jaw: MRONJ) เปน็ ภาวะท่พี บการ เผยผงึ่ ของกระดกู (exposed bone) บรเิ วณกระดูกขากรรไกรและใบหน้า โดยเปน็ ผลจากการใช้ยายับยัง้ การสลายกระดกู (anti- resorptive drug) ถกู พบครงั้ แรกในปี ค.ศ.2003 ในผ้ปู ว่ ยท่ีมีประวัติการไดร้ ับบสิ ฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ทางหลอดเลือด ดำ (R. E. Marx, 2003) หลงั จากน้ันไดม้ ีรายงานจำนวนผู้ป่วยทเ่ี กิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใชย้ ายับยั้งการสลายกระดกู กลุ่มอื่น เช่น ดีโนซูแมบ (denosumab) และ ยายับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (anti-angiogenic therapies) เพิ่มมากขึ้น ในปี ค.ศ.2014 สมาคมศัลยแพทย์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลแห่งสหรัฐอเมริกา (American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons: AAOMS) จงึ ได้เปลยี่ นชือ่ จากภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้บิสฟอสโฟเนต (bisphosphonate- related osteonecrosis of jaw: BRONJ) เป็นภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา โดยได้กำหนดลักษณะอาการของผู้ป่วย เพื่อใช้ในการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะกระดูกตายจากการใช้ยา ไว้ดังต่อไปนี้ (1)เคยหรือ กำลังได้รับการรักษาด้วยยายับยั้งการสลาย กระดกู หรือ ยายบั ยง้ั การสร้างหลอดเลือด (2)มีกระดูกเผยผ่ึงหรอื มีกระดูกทีส่ ามารถโพรบ (probe) ผ่านรูทะลใุ นหรือนอกช่องปาก (intraoral/extraoral fistula) ในบริเวณกระดกู ขากรรไกรและใบหน้า ระยะเวลานานกวา่ 8 สัปดาห์ และ(3)ไม่มีประวตั ิการได้รับ การฉายรังสีรกั ษา หรือมีการแพรก่ ระจายของมะเรง็ มายงั บริเวณกระดกู ขากรรไกรและใบหนา้ (Ruggiero et al., 2014) นอกจากนี้ อาจพบรว่ มกับการมอี าการปวด บวม มีหนอง และมแี ผลในชอ่ งปาก บิสฟอสโฟเนต และ ยายับยั้งการสลายกระดูก เช่น ดีโนซูแมบ จะทำหน้าที่ในการยับยั้งการทำงานและการแปรสภาพ (differentiation) ของเซลล์สลายกระดกู กระตุ้นการทำลายตัวเองของเซลล์ ทำใหก้ ารสลายและการปรบั รูปของเซลล์กระดูกลดลง โดยปกติแลว้ เซลล์สลายกระดูกจะทำหนา้ ที่ในกระบวนการหายของแผลของกระดกู ในบริเวณส่วนตา่ งๆของร่างกาย แตพ่ บวา่ ภาวะ กระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยาจะเกิดขึ้นฉพาะที่กระดูกขากรรไกรเท่านั้น โดยมีขอ้ สันนิษฐานว่า เนื่องจากกระดูกขากรรไกร เป็นบริเวณที่มีเลือดมาเลี้ยงมากกว่ากระดูกบริเวณอื่น มีอัตราการหมนุ เวียนของกระดูกที่สูง และจากการทีม่ ีแรงเครียดเชิงกลมา กระทำอยา่ งต่อเนื่อง จงึ สง่ ผลให้บสิ ฟอสโฟเนต ซงึ่ มกั จะสะสมในบริเวณท่ีมอี ตั ราการหมนุ เวยี นของกระดูกสงู จึงมาสะสมท่ีกระดูก ขากรรไกรในปริมาณทม่ี ากกว่าบรเิ วณอื่น (Beth-Tasdogan, Mayer, Hussein, & Zolk, 2017; Fehm et al., 2009; Lehrer et al., 2009; Ruggiero et al., 2014) ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยจากการใช้ยายับยั้งการสลายกระดูก แต่เม่ือ เกิดขึน้ อาจส่งผลกระทบตอ่ คุณภาพชวี ิตของผู้ป่วยไดค้ อ่ นข้างมาก เช่น การมีอาการปวด แผลหายช้า มีกลิ่นปาก การเคี้ยวอาหาร ลำบาก เกิดการหักของกระดูกขากรรไกร ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องใช้เวลาในการรักษาที่ค่อนข้างนาน และ ไม่สามารถคาดการณ์ถึง ผลการรักษาได้ โดยปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดโรค ได้แก่ การถอนฟัน การทำหัตถการที่ทำให้เกิดบาดเจ็บต่อกระดูกเบ้าฟัน (alveolar bone) การติดเชอ้ื การได้รบั ยากดภูมิคมุ้ กนั และการได้รับยาเคมบี ำบัด โดยปัจจุบนั ยังไม่ทราบสาเหตแุ ละกลไกเกิดโรค ที่แน่ชัด (Fliefel, Troltzsch, Kuhnisch, Ehrenfeld, & Otto, 2015; Holtmann et al., 2018) แต่คาดว่าอาจเป็นผลจากการ รบกวนการหมุนเวียนของกระดูก (bone turnover) โดยแนวทางการรักษาในผู้ป่วยภาวะกระดูกตายจากการใช้ยานั้นขึ้นอยู่กับ ความระยะความรุนแรงของโรค เรมิ่ ตั้งแต่การรักษาเชิงอนรุ ักษ์ ประคบั ประคอง หรอื กรณีท่รี อยโรคมีความรนุ แรง อาจต้องทำการ รักษาด้วยการผ่าตดั ศัลยกรรม (surgical resection) ดงั น้นั การปอ้ งกนั การเกดิ โรคจงึ เปน็ เป้าหมายสำคัญในการดูแลจดั การผปู้ ว่ ยท่ี 16
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกตายจากการใช้ยา ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีเครือ่ งมือหรือวิธีการในการตรวจหาผู้ป่วยที่มีความเสีย่ ง ในการเกดิ ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใชย้ า (Kolokythas et al., 2015) จากหลายการศึกษา พบว่ามีการตรวจวัดระดับซีเทอมินอลเทโลเปปไทด์คอลลาเจนชนิดท่ีหนึ่ง หรือซีทีเอ็กซ์ (C- terminal telopeptide of collagen I:CTX) ในเลือด ซึ่งเป็นค่าทางชีวเคมีของกระดูก (biological bone biomarker) ที่แสดง ถึงอตั ราการสลายกระดกู ซ่ึงนำมาใช้ประเมนิ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้ยา (Enciso et al., 2016; Fleisher et al., 2 0 1 0 ; Friedlander, Chang, Hazboun, & Garrett, 2 0 1 5 ; Hutcheson et al., 2 0 1 4 ; Kunchur, Need, Hughes, & Goss, 2009; Kwon, Kim, Ohe, Yoo, & Walter, 2009; R. E. Marx, Cillo, & Ulloa, 2007; Rosen et al., 2000) โดยเชื่อว่าในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคจะมรี ะดับของซีทีเอ็กซ์ในเลือดที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการได้รับยายับยั้งการสลาย กระดูก โดยแนะนำให้ตรวจวัดระดบั ของซีทีเอ็กซ์ในผูป้ ว่ ยก่อนการเริ่มรับบิสฟอสโฟเนตเพื่อรักษาโรคกระดูกพรุน รวมถึงนำมาใช้ ประเมินความเสีย่ งในการเกิดกระดูกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรนุ หรือโรคกระดกู บาง แต่ในปัจจุบันมีทั้งการศกึ ษาที่สนับสนุนและ ไม่สนับสนุนการนำระดับซีทีเอ็กซ์ในเลือดมาใช้เป็นเครื่องมือในการพยากรณ์การเกิดโรค (O'Connell, Ikeagwani, & Kearns, 2012) น้ำลาย มสี ่วนประกอบของดีเอนเอ (DNA) อาร์เอนเอ (RNA) และไมโครโปรตนี อาร์เอนเอ (microprotein RNA) ที่อาจมี ความเกีย่ วข้องกบั การเกดิ โรคไดเ้ ช่นเดียวกับท่ีพบในเลอื ด (Wang, Kaczor-Urbanowicz, & Wong, 2017) ในปจั จบุ นั จึงมีการนำ น้ำลายมาใช้ในการตรวจหาโรคทั้งโรคในช่องปากและโรคทางระบบ (systemic disease) เนื่องจากการตรวจน้ำลายเป็นวิธีการท่ี สามารถทำได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ไม่รุกล้ำ ไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ประหยัดค่าใช้จ่าย โอกาสในการแพร่เช้ือน้อยกว่าเม่อื เทียบกับการเก็บตัวอย่างเลือด(Pellegrini, Gonzales, Somoza, Friedman, & Zeni, 2008; Qin, Steel, & Fazel, 2017; Rocha, 2013) ดังนั้นการเก็บตัวอย่างน้ำลาย เพื่อนำมาตรวจวัดระดับของค่าทางชีวเคมีของกระดูก จึงอาจเป็นวิธีการหนึ่งที่ นำมาใชใ้ นการตรวจประเมนิ ความเส่ยี งในการเกิดภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้ยาได้ การศึกษานี้จงึ ต้องการศึกษาถึงระดับของซที ีเอ็กซใ์ นน้ำลายของผูป้ ่วยทีไ่ ด้รับยากลุ่มยับย้ังการสลายกระดูก เปรียบเทียบในกลุ่มที่ เกิดและไม่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา และในคนปกติที่ไม่มีประวัติการใช้ยายับยั้งการสลายกระดูก โดยมีข้อ สนั นษิ ฐานว่า การตรวจหาระดบั คา่ ทางชวี เคมขี องกระดูก สามารถตรวจได้จากน้ำลายเชน่ เดยี วกบั การตรวจจากตัวอย่างเลือดของ ผปู้ ว่ ย และในผู้ป่วยท่ีไดร้ บั ยายบั ยั้งการสลายกระดกู จะมรี ะดบั ของซที ีเอก็ ซใ์ นนำ้ ลายน้อยกว่าคนปกติ ซงึ่ อาจนำมาใชเ้ ปน็ เครื่องมือ และวธิ กี ารในการตรวจประเมนิ ความเสย่ี งในการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยาต่อไปได้ ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั การศึกษาเชิงวเิ คราะห์ ณ ชว่ งเวลาใดเวลาหน่งึ (cross-sectional analytic study) ในกลมุ่ อาสาสมัครทม่ี ารับการรักษาท่ี ภาควิชาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 24 คน ในการศึกษา วิจัยครั้งนี้ จะแบ่งกลุ่มศึกษา เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน กลุ่มแรกคือ ผู้ที่มีประวัติเคยหรือกำลังได้รับยายับยั้งการสลายกระดูก (บิสฟอสโฟเนต หรือดีโนซูแมบ) และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยาตามเกณฑ์ของสมาคม ศัลยแพทย์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลแห่งสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ.2014 กลุ่มที่สอง คือ ผู้ที่มีประวัติเคยหรือกำลังไดร้ ับยายับย้งั การสลายกระดกู แต่ไม่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา และกลุม่ ที่สามคือ ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีประวัติ การใชย้ ายบั ยัง้ การสลายกระดูก โดยเกณฑ์การคดั เลือดอาสาสมคั รเข้ารว่ มโครงการ (inclusion criteria) มีดังนี้ จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ 17
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ในช่วงอายุ 50-90 ปี บริบูรณ์ สามารถอดอาหารได้อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการเก็บตัวอย่างน้ำลาย และเป็นผู้ที่ยินยอม หรือ สามารถลงนามรับการเข้าร่วมวิจัย และเกณฑ์การไม่รับอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ (exclusion criteria) ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในระยะ ดำเนินของโรคมะเร็ง (active malignancy) เป็นผู้ที่กำลังได้รับยากลุ่มพาราไทรอยด์ฮอรโ์ มน มีถุงน้ำหรือเนือ้ งอกบริเวณกระดกู ขากรรไกร หรือเป็นผู้ที่มีประวัติการได้รับการฉายรังสีรักษาบริเวณศีรษะและลำคอ รวมถึงบริเวณกระดูกขากรรไกร การศึกษานี้ ผ่านการพจิ ารณาและรับรองจากคณะกรรมการพทิ ักษ์สิทธสิ วัสดิภาพและป้องกันภยนั ตรายของผู้ถูกวิจัย คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ โดยผเู้ ข้ารว่ มงานวจิ ยั ท้ังหมดจะได้รับการเกบ็ น้ำลาย (อา้ งองิ จาก Kolokythas ค.ศ.2015) ก่อนทำการเก็บ น้ำลาย ผเู้ ข้ารว่ มงานวจิ ัย จะต้องงดรบั ประทานอาหารและเคร่ืองดืม่ อยา่ งนอ้ ย 6 ช่วั โมง และงดแปรงฟนั หรือทำความสะอาดช่อง ปาก ก่อนเก็บตวั อย่างน้ำลายอย่างน้อย 1 ชั่วโมง โดยการเกบ็ น้ำลายจะทำในตอนเช้าเพียงครัง้ เดยี ว ในช่วงเวลา 07.00-09.00 น. ให้ผู้เข้าร่วมวิจัย นั่งในท่าที่สบาย จากนั้นให้บ้วนน้ำลายใส่หลอดเก็บตัวอย่าง ให้ได้ปริมาตรอย่างน้อย 5 มิลลิลิตร โดยไม่นับรวม ฟอง ซึ่งตัวอย่างน้ำลายที่เก็บได้จะเป็นชนิดที่ไม่ได้รับการกระตุ้น (unstimulated saliva) หลังจากการเก็บน้ำลายให้นำตัวอย่าง น้ำลายมาปั่นดว้ ยเครื่องหมุนเหว่ียง ที่ระดับความเร็วรอบ 2400 g นาน 15 นาที และนำไปเกบ็ ไว้ในตู้แช่แข็ง อุณหภูมิ -80 องศา เซลเซียส จนกว่าจะทำการวิเคราะห์ผล ทำการตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลายของผู้เข้าร่วมวิจัย โดยวิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (Serum Crosslaps® (CTX-1) ELISA, immunodiagnosticsystems, UK.) และวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถติ ิ ดว้ ยวธิ ีการหาความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดยี ว (One-way ANOVA) เพือ่ หาคา่ เฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ระดับ ความเชือ่ มน่ั ทร่ี อ้ ยละ 95 หรือ p < 0.05 ผลการวจิ ยั จากการเกบ็ น้ำลายจากกลุ่มตวั อยา่ งทงั้ หมด 3 กลุ่ม กล่มุ ละ 8 คน รวม 24 คน โดยกลมุ่ แรกคือกลมุ่ ผ้ทู มี่ ปี ระวตั เิ คยหรอื กำลังได้รับยายับยั้งการสลายกระดูกและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา กลุ่มสองคือกลุ่มผู้ที่มี ประวัติเคยหรือกำลังได้รับยายับยั้งการสลาย แต่ไม่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา และ กลุ่มสามคือ กลุ่มผู้ที่มี สุขภาพรา่ งกายแขง็ แรง ไมม่ ปี ระวตั กิ ารใช้ยายบั ยง้ั การสลายกระดูก พบว่าเปน็ เพศหญิง 22 คน เพศชาย 2 คน มชี ว่ งอายุ 55-89 ปี ค่าเฉลี่ยเท่ากบั 73.1 ปี ในจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยายับยั้งการสลายกระดูก จำนวน 16 คน พบว่า ได้รับยาในรูปแบบการกิน 8 คน ได้รับยาในรูปแบบการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ 8 คน โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่ได้รับยาบิสฟอสฟอเนตจำนวน13 คน และได้รับยาดีโนซู แมบจำนวน 3 คน โดยสาเหตขุ องการได้รับยายับย้ังการสลายกระดกู คอื ภาวะโรคกระดกู พรนุ 15 คน และโรคมลั ตเิ พิลมยั อีโลมา 1 คน และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา คือ การถอนฟัน โดยในกลุ่มผู้ที่เกิดภาวะกระดูก ขากรรไกรตายจากการใช้ยาท้งั 8 คน พบว่าตำแหนง่ ที่เกดิ รอยโรค คอื กระดูกขากรรไกรล่าง ตารางที่ 1 แสดงขอ้ มลู ท่ัวไปของอาสาสมัคร จำนวน 24 คน MRONJ At-risk Control Total 8 8 24 จำนวน (คน) 8 0 1 2 เพศ 8 7 22 ชาย 1 หญิง 7 18
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 ตารางท่ี 1 แสดงข้อมลู ทว่ั ไปของอาสาสมัคร จำนวน 24 คน (ต่อ) MRONJ At-risk Control Total 74.1 70.8 73.1 อายุเฉลย่ี (ป)ี 75.2 7 ชนิดยา 1 บสิ ฟอสโฟเนต 6 5 N/A 13 3 N/A 3 ดีโนซแู มบ 2 8 รปู แบบการใชย้ า N/A ฉดี เข้าหลอดเลือดดำ 3 N/A N/A 8 N/A 8 กนิ 5 8 0 ปจั จยั เสยี่ ง การถอนฟนั 8 N/A 16 ตำแหนง่ กระดกู ขากรรไกรลา่ ง 8 N/A 8 N/A 0 กระดูกขากรรไกรบน 0 โรคผิดปกตทิ างกระดูก กระดกู พรุน 7 N/A 15 N/A 1 มัลติเพลิ มยั อโี ลมา 1 * N/A ไมแ่ สดงขอ้ มลู ผลการศึกษาพบว่า ซีทีเอ็กซ์สามารถตรวจพบในน้ำลายได้ในทุกกลุ่มตัวอย่าง โดยค่าเฉลี่ยของระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลาย ของกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา มีค่าเท่ากับ 0.076 ng/ml กลุ่มผู้ที่มีประวัติเคยหรอื กำลังได้รบั ยายับย้ังการสลายกระดกู แต่ไม่เกดิ ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา เท่ากับ 0.106 ng/ml และกลุ่มควบคมุ มี ค่าเท่ากับ 0.092 ng/ml ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลายของทั้งสามกลุ่มพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคญั ทางสถติ ิ (p=0.015) โดยพบความแตกต่างระหว่างกลมุ่ ท่ไี ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ว่าเป็นภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้ยา เปรียบเทยี บกับกลมุ่ ผทู้ ่มี ปี ระวตั เิ คยหรอื กำลงั ได้รับยายบั ยง้ั การสลายกระดกู แต่ไม่เกิดภาวะกระดกู ขากรรไกรตายอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ในทางตรงข้าม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลาย ระหว่างกลุ่มผู้ที่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยากับกลุ่มควบคุม และระหว่างกลุ่มผู้ที่มปี ระวัตเิ คยหรือกำลงั ได้รับยา ยับยง้ั การสลายกระดูกแตไ่ ม่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยากบั กลุ่มควบคมุ ดงั แสดงในภาพที่ 1 อภิปรายผล ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา เป็นภาวะที่มีกระดูกตายบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้า ซึ่งเป็น ผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนท่ีเกิดจากการใชย้ ายับยัง้ การสลายกระดูกในผู้ป่วยกระดูกพรนุ หรือโรคมะเร็ง เช่น มะเรง็ เต้มนม มะเร็งตอ่ มลูกหมาก มัลติเพิลมัยอโี ลมา โดยปัจจุบนั ยงั ไมท่ ราบสาเหตทุ ี่ชดั เจนในการเกิดโรค แตค่ าดว่า อาจเปน็ ผลจากการรบกวน การหมุนเวียนของกระดูก (Lazarovici et al., 2010) ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจประเมินได้จากค่าทางชีวเคมีของกระดูก ทั้งใน ตวั อยา่ งเลือดและปัสสาวะ โดยนิยมใชก้ ารตรวจหาระดบั ของโบนอลั คานฟ์ อสฟาเทส (bone alkaline phosphatase) และออสที 19
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง โอแคลซิน (osteocalcin) เพื่อประเมินการสร้างกระดูก และตรวจวัดระดับของไพริดิโนลิน (pyridinoline) ดีออกซีไพริดิโนลิน (deoxypyridinoline) ในปัสสาวะ และตรวจระดับเทอมินัลเทโลเปปไทด์คอลลาเจนชนิดท่ี 1 (terminal telopeptide of type I collagen) จากตัวอยา่ งเลือดหรือปัสสาวะ ซ่งึ ได้แก่ เอ็นเทอมินัลเทโลเปปไทด์คอลลาเจนชนดิ ทีห่ นึ่ง หรือเอน็ ทีเอ็กซ์ (N-terminal telopeptide of type I collagen:NTX) ซีทีเอ็กซ์ และระดับของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ เพื่อประเมินการสลายตัวของกระดูก (Lazarovici et al., 2010; R.E Marx, 2007) p = 0.011 ภาพที่ 1 กราฟแสดงระดับของซที เี อก็ ซ์ในนำ้ ลาย (ng/ml) การตรวจวัดระดับของซีทีเอ็กซ์ในเลือด เป็นการตรวจเพื่อหาระดับการสลายตัวของกระดูกโดยวัดส่วนของคอลลาเจน ชนิดที่ 1 ซึ่งถูกเซลล์สลายกระดูกย่อยสลายออกมา โดยการตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์จะมีความคงที่ (stable) และให้ผลที่แม่นยำ (reliable) มากกว่าการตรวจวัดระดับเอ็นทีเอ็กซ์ (Greenspan, Rosen, & Parker, 2000; Kwon et al., 2009) ซึ่งมีช่วงการ เปลี่ยนแปลงค่าที่มากกว่า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับซีทีเอ็กซ์ในเลือดมีหลายปัจจัย ได้แก่ การหลั่งตามรอบวัน ( circadian rhythm) ซึ่งมีจะมกี ารหล่ังสงู สุดในช่วงเช้า และลดลงในชว่ งบา่ ย การทำงานของตบั และไต การได้รบั ยากลมุ่ พาราไทรอยดฮ์ อรโ์ มน รวมถงึ ภาวะอดอาหาร ในทางตรงกันข้ามภาวะวยั หมดประจำเดอื น (menopausal status) การรับยากลโู คคอร์ติคอยด์ หรอื แคลซิ โทนิน (calcitonin) และภาวะนอนติดเตียงน้ันไม่มผี ลต่อระดับของซีทีเอ็กซ์ (Chubb, 2012) การวดั ระดบั ของซที ีเอ็กซ์ในเลือดถูก แนะนำให้นำมาใชเ้ ป็นค่าทางชีวเคมีการหมนุ เวยี นของกระดกู เพือ่ ประเมนิ ระดบั ของการสลายกระดกู ทนี่ ่าเชอื่ ถือและเหมาะสมมาก ที่สุด (Chubb, 2012; Kwon et al., 2009) โดยคอลลาเจนชนดิ ที่ 1 เปน็ โครงสร้างหลักชนดิ อินทรยี ์ของกระดกู โดยคิดเป็น 98% ของโปรตีนในกระดูก (R. E. Marx et al., 2007) จึงมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสลายตัวของกระดูก กล่าวคือเมื่อเกิดการ สลายตวั ของกระดกู ซที เี อก็ ซจ์ ะถูกปล่อยออกมาในเลอื ด ดงั นั้นผูป้ ่วยที่ถกู กดการสลายตวั ของกระดกู จากการใชบ้ สิ ฟอสโฟเนตหรือ ดีโนซูแมบจะพบระดับของซีทีเอ็กซ์ที่ลดลง โดยแนะนำให้ตรวจวัดระดับของซีทีเอ็กซ์ในผู้ป่วยก่อนการเริ่มรับบิสฟอสโฟเนตเพื่อ รักษาโรคกระดูกพรุน รวมถึงนำมาใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน หรือโรคกระดูกบาง แต่ 20
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อยา่ งไรกต็ าม ปจั จบุ ันยงั มีขอ้ ถกเถียงกนั สำหรบั การตรวจระดับซีทเี อ็กซ์ในเลอื ด เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูก ขากรรไกรตายจากการใช้ยา (Dal Pra, Lemos, Okamoto, Soubhia, & Pellizzer, 2017; Enciso et al., 2016; Friedlander et al., 2015; Kunchur et al., 2009; Kwon et al., 2009) Marx ในปี ค.ศ.2007 ได้แนะนำว่า การตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ในเลือด สามารถใช้เป็นค่าทางชีวเคมีการสลายตัวของ กระดูกเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา (R. E. Marx et al., 2007) Kwon และคณะ ค.ศ. 2009 (Kwon et al., 2009) ได้รายงานความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างระดับความรุนแรงของภาวะกระดูก ขากรรไกรตายจากการใชย้ ากับการประเมินความเสย่ี งการเกิดโรคโดยใช้ระดับซที เี อ็กซใ์ นเลือด เช่นเดยี วกบั Kunchur และคณะใน ปี ค.ศ.2009 (Kunchur et al., 2009) เสนอว่าการตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ในเลือดไม่ได้เป็นตัวทำนายการเกิดโรคที่แน่นอน แต่ สามารถนำมาใชเ้ ปน็ ตัวประเมนิ ความเสย่ี งกอ่ นการถอนฟนั การศึกษาของ Bagan และคณะในปี ค.ศ.2008 (Bagan et al., 2008) ในกลมุ่ ผ้ปู ่วยภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยาในรปู แบบฉดี เขา้ หลอดเลือดดำ ไม่พบความแตกตา่ งอย่างมีนยั สำคัญระหวา่ ง ระดบั ของซที ีเอ็กซใ์ นเลือดกับจำนวน ตำแหน่งและขนาดของบริเวณที่พบกระดูกโผล่ แตเ่ มอื่ เทยี บกับกลมุ่ ควบคมุ ในคนปกติ พบว่า ในกลุ่มผู้ปว่ ยภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้ยา มรี ะดบั ซที เี อก็ ซใ์ นเลอื ดต่ำกว่าอยา่ งมนี ยั สำคญั แต่ยังมอี กี หลายการศึกษา ที่พบว่าการตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ในเลือดไม่สามารถนำมาใช้เป็นเคร่ื องมือในการประเมินความเสี่ยงของการเกิดภาวะกระดูก ขากรรไกรตายจากใชย้ าในผู้ปว่ ยท่ีไดร้ ับบสิ ฟอสโฟเนต (Dal Pra et al., 2017; Enciso et al., 2016) น้ำลายสามารถนำมาใช้ในการประเมินโรคทางระบบ รวมถึงโรคในช่องปากได้ เนื่องจากมีข้อดี เช่น สามารถเก็บได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ผู้ป่วยไม่เจ็บตัว โดยเฉพาะการตรวจในเด็กหรือผู้สูงอายุ ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดโอกาส การแพร่เชื้อ ไม่มีการตกตะกอน (coagulation) เมื่อเปรียบเทียบกับการเก็บตัวอย่างเลือด ปัจจุบันจึงได้มีการนำน้ำลายมาเปน็ คา่ ทางชีวเคมีเพือ่ ตรวจดูการหมุนเวียนของกระดูก นอกเหนือจากการตรวจผ่านทางเลือดและปัสสาวะ (Kolokythas et al., 2015; Pellegrini et al., 2008; Qin et al., 2017; Radhika, Jeddy, Nithya, & Muthumeenakshi, 2016; Rocha, 2013; Zian, Bakkach, Barakat, Ghailani Nourouti, & Bennani Mechita, 2018) Pellegrini และคณะ ในปี ค.ศ.2008 (Pellegrini et al., 2008) ตรวจพบความสัมพันธ์ของระดับซีทีเอ็กซ์ในตัวอย่าง เลือดและน้ำลาย ในหนูทดลองที่เป็นโรคกระดูกบางเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม Totan และคณะ ในปี ค.ศ.2015 (Totan, Miricescu, Parlatescu, Mohora, & Greabu, 2015) ศึกษาระดับของซีทีเอ็กซ์ในเลือดและน้ำลายของผู้ป่วยกลุ่มโรคไลเคนพ ลานัสเทียบกับกลุ่มควบคุม และพบว่าการตรวจหาค่าทางชีวเคมีในน้ำลาย เพื่อดูการสลายกระดูก จะมีความไวมากกว่าการตรวจ จากตัวอย่างเลือด ทางผูศ้ ึกษาจึงได้ตัง้ สมมติฐานว่า การตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ สามารถตรวจพบได้ในนำ้ ลายเช่นเดียวกบั ในเลือด และเนื่องจากภาวะกระดูกขากรรไกรตาย เป็นรอยโรคที่เกิดขึ้นในเฉพาะช่องปาก ซึ่งเป็นบริเวณมีน้ำลายหลั่งออกมาตลอดเวลา ดังนั้นการตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลาย อาจจะนำมาใช้เป็นค่าทางชีวเคมีของกระดูกเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโร คท่ี ความจำเพาะมากขึ้น ซึ่งจากผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า ในทุกกลุ่มการทดลอง สามารถตรวจพบระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลายได้ เช่นเดียวกบั ในเลอื ด โดยในกลมุ่ ผู้ท่เี กดิ ภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใช้ยา มีระดับซที เี อก็ ซใ์ นนำ้ ลายต่ำกวา่ กลุ่มผู้ที่มีประวัติ เคยหรือกำลังได้รับยายับยั้งการสลายกระดูก แต่ไม่เกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา หรือกลุ่มเสี่ยง อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ สอดคลอ้ งกับ Peisker และคณะในปี ค.ศ.2018 (Peisker et al., 2018) พบว่าระดับของคา่ ซีทเี อ็กซ์ในเลอื ดระหวา่ งกลุ่ม ผู้ป่วยที่เป็นภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยามีค่าต่ำกว่ากลุ่มได้รับยายับยั้งการสลายกระดูก แต่ไม่เกิดภาวะกระดูก 21
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ขากรรไกรตายจากการใชย้ า แต่อยา่ งไรกต็ าม ในการศกึ ษานพ้ี บว่าระดบั ซที เี อก็ ซ์ในนำ้ ลายมีค่าที่นอ้ ยมาก (0.045-0.169 ng/ml) อาจเป็นผลมาจากปจั จัยรบกวนที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน เช่น อัตราการไหลของน้ำลาย ความข้นหนืดของน้ำลาย ช่วงเวลา ในการเกบ็ โภชนาการ รวมถงึ ยาท่ผี ู้ป่วยได้รับทีอ่ าจทำใหเ้ กิดภาวะนำ้ ลายแห้ง จากการทบทวนวรรณกรรม พบวา่ การศึกษานี้ เปน็ การศกึ ษาแรกทีม่ กี ารนำนำ้ ลายมาใชใ้ นการตรวจหาระดับซีทีเอ็กซ์ใน กลมุ่ ผปู้ ่วยทไ่ี ดร้ ับยายบั ยง้ั การสลายกระดกู ท้ังในกลมุ่ ทไี่ ดร้ บั การวนิ ิจฉัยว่าเปน็ และไมเ่ ปน็ ภาวะกระดกู ขากรรไกรตายจากการใชย้ า และกลุ่มควบคุม ซึ่งจากผลการศึกษา สามารถตรวจพบระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลายได้ทุกกลุ่ม ดังนั้นการตรวจวัดระดับซีทีเอ็กซ์ใน น้ำลาย จึงอาจนำมาใช้เป็นทางเลือกหนึ่ง ในการตรวจประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยาได้ เช่นเดียวกับในเลือด แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีข้อจำกัดคือ อาสาสมัครที่เข้าร่วมวิจัยมีจำนวนน้อย เนื่องด้วยภาวะกระดูก ขากรรไกรตายจาการการใช้ยาเป็นโรคที่พบไดน้ ้อยมาก และเป็นการศึกษากลุ่มประชากรในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีผลต่อ การวเิ คราะห์ผลทางสถิติ จงึ ควรเพ่มิ จำนวนอาสาสมัครในแต่ละกลมุ่ และเพม่ิ ช่วงเวลาในการศึกษา เชน่ การศกึ ษาแบบไปข้างหน้า (prospective study) หรือ อาจมีการศึกษาระดับซีทีเอ็กซ์ในเลือดน้ำลายเปรียบเทียบกับในเลือดเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้ผล การศึกษามคี วามถูกต้อง และยืนยันผลการศกึ ษาในครั้งนี้ ขอ้ สรุปและเสนอแนะ ผลการศึกษานี้ พบวา่ สามารถตรวจวดั ระดับซีทีเอ็กซ์ในน้ำลายได้ เมือ่ เปรยี บเทียบระหว่างกล่มุ ผู้ปว่ ยท่ไี ด้รับการวินิจฉัย วา่ เปน็ ภาวะกระดกู ขากรรการตายจากการใช้ยา และกลมุ่ เสีย่ ง พบว่า กลมุ่ ผู้ปว่ ยที่ได้รับการวนิ ิจฉัยวา่ เปน็ ภาวะกระดูกขากรรการ ตายจากการใช้ยามีระดับซที ีเอ็กซ์ในนำ้ ลายต่ำกว่ากลุ่มเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น การตรวจวัดระดับซีทีเอก็ ซ์ในนำ้ ลาย อาจใช้เป็นทางเลือกหน่ึงในการประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา ในผู้ป่วยที่ได้รบั ยับยั้งการ สลายกระดกู แต่อย่างไรกต็ าม ควรมกี ารศึกษาเพ่ิมเตมิ ในกลมุ่ ประชากรท่มี ขี นาดใหญก่ ว่าน้ี เอกสารอ้างอิง Bagan, J. V., Jimenez, Y., Gomez, D., Sirera, R., Poveda, R., & Scully, C. (2008). Collagen telopeptide (serum CTX) and its relationship with the size and number of lesions in osteonecrosis of the jaws in cancer patients on intravenous bisphosphonates. Oral Oncology, 44(11), 1088-1089. Beth-Tasdogan, N. H., Mayer, B., Hussein, H., & Zolk, O. (2017). Interventions for managing medication-related osteonecrosis of the jaw. Cochrane Database Syst Rev, 10, Cd012432. Chubb, S. A. (2012). Measurement of C-terminal telopeptide of type I collagen (CTX) in serum. Clinical Biochemistry, 45(12), 928-935. Dal Pra, K. J., Lemos, C. A., Okamoto, R., Soubhia, A. M., & Pellizzer, E. P. (2017). Efficacy of the C-terminal telopeptide test in predicting the development of bisphosphonate-related osteonecrosis of the jaw: a systematic review. International Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 46(2), 151-156. Enciso, R., Keaton, J., Saleh, N., Ahmadieh, A., Clark, G. T., & Sedghizadeh, P. P. (2016). Assessing the utility of serum C-telopeptide cross-link of type 1 collagen as a predictor of bisphosphonate-related 22
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง osteonecrosis of the jaw: A systematic review and meta-analysis. Journal of the American Dental Association, 147(7), 551-560.e511. Fehm, T., Beck, V., Banys, M., Lipp, H. P., Hairass, M., Reinert, S., . . . Krimmel, M. (2009). Bisphosphonate- induced osteonecrosis of the jaw (ONJ): Incidence and risk factors in patients with breast cancer and gynecological malignancies. Gynecologic Oncology, 112(3), 605-609. Fleisher, K. E., Welch, G., Kottal, S., Craig, R. G., Saxena, D., & Glickman, R. S. (2010). Predicting risk for bisphosphonate-related osteonecrosis of the jaws: CTX versus radiographic markers. Oral Surgery, Oral Medicine, Oral Pathology, Oral Radiology and Endodontics, 110(4), 509-516. Fliefel, R., Troltzsch, M., Kuhnisch, J., Ehrenfeld, M., & Otto, S. (2015). Treatment strategies and outcomes of bisphosphonate-related osteonecrosis of the jaw (BRONJ) with characterization of patients: a systematic review. International Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 44(5), 568-585. Friedlander, A. H., Chang, T. I., Hazboun, R. C., & Garrett, N. R. (2015). High C-Terminal Cross-Linking Telopeptide Levels Are Associated With a Minimal Risk of Osteonecrosis of the Jaws in Patients Taking Oral Bisphosphonates and Having Exodontia. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 73(9), 1735- 1740. Greenspan, S. L., Rosen, H. N., & Parker, R. A. (2000). Early changes in serum N-telopeptide and C-telopeptide cross-linked collagen type 1 predict long-term response to alendronate therapy in elderly women. Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism, 85(10), 3537-3540. Holtmann, H., Lommen, J., Kubler, N. R., Sproll, C., Rana, M., Karschuck, P., & Depprich, R. (2018). Pathogenesis of medication-related osteonecrosis of the jaw: a comparative study of in vivo and in vitro trials. Journal of International Medical Research, 46(10), 4277-4296. Hutcheson, A., Cheng, A., Kunchar, R., Stein, B., Sambrook, P., & Goss, A. (2014). A C-terminal crosslinking telopeptide test-based protocol for patients on oral bisphosphonates requiring extraction: a prospective single-center controlled study. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 72(8), 1456- 1462. Kolokythas, A., Karras, M., Collins, E., Flick, W., Miloro, M., & Adami, G. (2015). Salivary Biomarkers Associated With Bone Deterioration in Patients With Medication-Related Osteonecrosis of the Jaws. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 73(9), 1741-1747. Kunchur, R., Need, A., Hughes, T., & Goss, A. (2009). Clinical investigation of C-terminal cross-linking telopeptide test in prevention and management of bisphosphonate-associated osteonecrosis of the jaws. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 67(6), 1167-1173 Kwon, Y. D., Kim, D. Y., Ohe, J. Y., Yoo, J. Y., & Walter, C. (2009). Correlation between serum C-terminal cross- linking telopeptide of type I collagen and staging of oral bisphosphonate-related osteonecrosis of the jaws. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 67(12), 2644-2648. 23
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Lazarovici, T. S., Mesilaty-Gross, S., Vered, I., Pariente, C., Kanety, H., Givol, N., . . . Yarom, N. (2010). Serologic bone markers for predicting development of osteonecrosis of the jaw in patients receiving bisphosphonates. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 68(9), 2241-2247. Lehrer, S., Montazem, A., Ramanathan, L., Pessin-Minsley, M., Pfail, J., Stock, R. G., & Kogan, R. (2009). Bisphosphonate-induced osteonecrosis of the jaws, bone markers, and a hypothesized candidate gene. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 67(1), 159-161. Marx, R. E. (2003). Pamidronate (Aredia) and zoledronate (Zometa) induced avascular necrosis of the jaws: a growing epidemic. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 61(9), 1115-1117. Marx, R. E. (2007). Oral and intravenous bisphosphonate-induced osteonecrosis of the jaws: risks,prevention, and Management of oral bisphosphonate - induced osteonecrosis ofthe jaws: Quintessence Publishing. Marx, R. E., Cillo, J. E., Jr., & Ulloa, J. J. (2007). Oral bisphosphonate-induced osteonecrosis: risk factors, prediction of risk using serum CTX testing, prevention, and treatment. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 65(12), 2397-2410. O'Connell, J. E., Ikeagwani, O., & Kearns, G. J. (2012). A role for C-terminal cross-linking telopeptide (CTX) level to predict the development of bisphosphonate-related osteonecrosis of the jaws (BRONJ) following oral surgery? Irish Journal of Medical Science, 181(2), 237-242. Peisker, A., Raschke, G. F., Fahmy, M. D., Guentsch, A., Roshanghias, K., Konig, K. C., & Schultze-Mosgau, S. (2018). Cross-Sectional Study of four Serological Bone Turnover Markers for the Risk Assessment of Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw. Journal of Craniofacial Surgery, 29(2), e137-e140. Pellegrini, G. G., Gonzales, C. M., Somoza, J. C., Friedman, S. M., & Zeni, S. N. (2008). Correlation between salivary and serum markers of bone turnover in osteopenic rats. Journal of Periodontology, 79(1), 158-165. Qin, R., Steel, A., & Fazel, N. (2017). Oral mucosa biology and salivary biomarkers. Clinics in Dermatology, 35(5), 477-483. Radhika, T., Jeddy, N., Nithya, S., & Muthumeenakshi, R. M. (2016). Salivary biomarkers in oral squamous cell carcinoma - An insight. J Oral Biol Craniofac Res, 6(Suppl 1), S51-s54. Rocha, F. R. G. e. a. (2013). Use of salivary biomarkers for diagnosis of periodontal disease activity: a literature review. World Journal of Dentistry, 4, 250-255. Rosen, H. N., Moses, A. C., Garber, J., Iloputaife, I. D., Ross, D. S., Lee, S. L., & Greenspan, S. L. (2000). Serum CTX: a new marker of bone resorption that shows treatment effect more often than other markers because of low coefficient of variability and large changes with bisphosphonate therapy. Calcified Tissue International, 66(2), 100-103. 24
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Ruggiero, S. L., Dodson, T. B., Fantasia, J., Goodday, R., Aghaloo, T., Mehrotra, B., & O'Ryan, F. (2014). American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons position paper on medication-related osteonecrosis of the jaw--2014 update. Journal of Oral and Maxillofacial Surgery, 72(10), 1938-1956. Totan, A., Miricescu, D., Parlatescu, I., Mohora, M., & Greabu, M. (2015). Possible salivary and serum biomarkers for oral lichen planus. Biotechnic and Histochemistry, 90(7), 552-558. Wang, X., Kaczor-Urbanowicz, K. E., & Wong, D. T. (2017). Salivary biomarkers in cancer detection. Medical Oncology, 34(1), 7. Zian, Z., Bakkach, J., Barakat, A., Ghailani Nourouti, N., & Bennani Mechita, M. (2018). Salivary Biomarkers in Systemic Sclerosis Disease. Biomed Res Int, 2018, 3921247. 25
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การปนเปื้อนของสารตะกัว่ จากสไี ม้ สีเทยี น ดินน้ำมัน ของเลน่ เคร่ืองเลน่ และสที าผนงั หอ้ งเรียน ในศนู ย์พฒั นาเด็กเล็ก เขตอำเภอเมือง จังหวดั นครราชสีมา สมัญญา แจม่ เพ็ง อญั ชลี สุขสงู เนนิ รงุ่ ทิวา เกวยี นสงู เนิน ศรีวรรณ กระจา่ งโพธ์ิ กมลพรรณ ยางศลิ า และประพัฒน์ เปน็ ตามวา* สาขาวชิ าอนามยั ส่งิ แวดลอ้ ม สำนกั วิชาสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี รุ นารี นครราชสมี า 30000 *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคดั ย่อ บทนำ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นสถานที่ที่ส่งเสริมพัฒนาเด็กเล็กให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสังคมที่สมบูรณ์ โดย สิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่สะอาดและปลอดภัยส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีของเด็กเล็ก วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณของสารตะก่ัวจากสีไม้ สีเทียน ดินน้ำมัน ของเล่น สีทาเครื่องเล่น และ สีทาผนังห้องเรียนในศูนย์ พัฒนาเดก็ เลก็ วธิ ีวิจยั การศกึ ษานี้ทำการเกบ็ ตัวอย่างจากศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ จำนวน 8 แหง่ ในเขตอำเภอเมือง จงั หวัดนครราชสีมา การเก็บตัวอยา่ งสีจากของเล่น สีทาเครือ่ งเลน่ และสีทาผนังห้องเรียน ด้วยวิธีการ Scraping Method (ASTM E1729-05) สำหรับสี ไม้ สีเทียน และดินน้ำมัน ทำการเก็บตัวอย่างด้วยวิธีการ Scraping Method (EN71-3) และทำการวิเคราะหส์ ารตะกั่วจากตัวอย่าง ดว้ ยเคร่อื งอะตอมมิกแอบซอร์พชันสเปกโทรมเิ ตอร์ (Atomic Absorption spectroscopy) ชนิด Graphite furnace และนำค่าที่ได้ เทียบกับค่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผลการวิจัย ผลการศึกษาพบว่าสีทาเครื่องเล่นมีการปนเปื้อนสารตะกั่วมากที่สุด รองลงมาคือสไี ม้ ดินนำ้ มนั สเี ทียน และสีทาผนงั ห้องเรยี น ตามลำดับ โดยมคี ่าเทา่ กบั 9.39, 8.84, 7.79, 7.49, 5.38 และ 0.42 mg/l ตามลำดับ โดยสีไม้มีปริมาณสารตะกั่วอยู่ในช่วง 0.57 – 8.84 mg/l สีเทียนมีปริมาณสารตะกั่วอยู่ในช่วง 0.11 – 5.38 mg/l ดิน น้ำมันมีปริมาณสารตะกั่วอยู่ในช่วง 0.22 – 7.79 mg/l สีจากของเล่นมีปริมาณสารตะกั่วอยู่ในช่วง 0.07 – 7.79 mg/l สีทาเครื่อง เล่นมีปริมาณสารตะกั่วอยู่ในช่วง 0.80 – 9.39 mg/l และสีทาผนังห้องเรียนมีปริมาณสารตะกั่วอยู่ในช่วง 0.13 – 0.42 mg/l อภิปรายและสรุปผลการวิจยั ปรมิ าณสารตะกว่ั ในสีไม้ สเี ทยี น ดนิ นำ้ มัน สจี ากของเลน่ สที าเคร่ืองเลน่ และสที าผนังห้องเรียนมีค่า อยู่ในชว่ งในเกณฑ์มาตรฐานผลติ ภณั ฑอ์ ุตสาหกรรม คำสำคญั : สารตะกวั่ , ศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเลก็ , นครราชสมี า 26
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Lead contamination from color pencils, crayons, plasticines, toys, playgrounds and classroom wall paints in Childcare Centers, Muang, Nakhon Ratchasima Samanya Jampang, Aunchalee Suksoonnarn, Rungthiwa Kwansoonnarn, Sriwan Krajangpho, Kamonwan Yangsila and Prapat Pentamwa* School of Environmental Health, Institute of Public Health, Suranaree University of Technology, Nakorn Ratchasima, 30000, Thailand *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: The childcare center is a place to pursue and develop young children to have good physical, mental and social health. The clean and safe environment and teaching tools are all effect of young children development. Objective: The objective of this study was to analyze the lead contamination from color pencils, crayon, plasticine, toy paint and classroom wall paint in the 8 childcare centers in Mueang District, Nakhon Ratchasima. Methodology: The samples collected from toys paint, playground paint and wall paint in the classroom using the scraping method by ASTM E1729-05. The color pencils, crayon and plasticine samples were analyzed by using the scraping EN7 1 - 3 method. The lead compounds were analyzed by using the atomic absorption spectrophotometer with graphite furnace. The obtained values were compared with the industrial products standard. Results: Results showed that the lead contamination from playground paint had the highest levels followed by color pencils, crayons and wall paint with the values of 9.39, 8.84, 7.79, 7.49, 5.38 and 0.42 mg/l, respectively. The lead levels of pencils color ranged at 0.57 - 8.84 mg/l. Crayon has the lead content in the range of 0.11 - 5.38 mg/l. Plasticine contains lead in the range of 0.22 - 7.79 mg/l. The color from the toys has the lead content in the range of 0.07 - 7.79 mg/l. The paint from the playground has the lead content in the range 0.80 - 9.39 mg/l. Wall paint in the classroom has the amount of lead in the range of 0 . 1 3 - 0 . 4 2 mg/l. Discussion and conclusion: The lead contents from all samples were in the range of industrial product standard. Keywords: Lead, Childcare center, Nakorn Ratchasima 27
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ เด็กเป็นจุดเริ่มต้นของทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าในการพัฒนาประเทศ คุณภาพของเด็กในวันนี้สะท้อนถึงอนาคตของ ประเทศชาติ ดังนั้นเด็กควรมีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การพัฒนาที่สำคัญ ทส่ี ดุ ในชีวติ ของเดก็ จึงเกิดข้ึนในช่วงปฐมวัยหรือช่วงปีแรก ๆ ของชวี ติ การพัฒนาในเดก็ ปฐมวัย จึงเปน็ สงิ่ สำคัญของครอบครวั และ ประเทศชาติ (ยนู เิ ซฟ, 2559) ประเทศไทยมีเดก็ ปฐมวยั บางส่วนท่ขี าดการดแู ลและการกระตุ้นพัฒนาการอยา่ งเหมาะสม และอาจมี แนวโน้มที่จะมีพัฒนาการล่าช้าเกือบทุกด้าน และผู้ปกครองยังขาดความเข้าใจในการเสริมพัฒนาการทางร่างกายด้านต่าง ๆ (สำนกั งานกองทนุ สนบั สนุนการสรา้ งเสริมสขุ ภาพ, 2561) โรงเรียนอนบุ าลหรือสถานรบั เล้ยี งเดก็ จึงเปน็ ส่วนสำคญั ที่ชว่ ยแกป้ ัญหา เหลา่ นี้ได้ ศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ จงึ ถูกจดั ตง้ั ขึ้น โดยมบี ทบาทสำคัญในการสรา้ งพ้นื ฐานใหเ้ ดก็ เจรญิ เติบโตอยา่ งสมวัย (จิรพศิ สงั ขเ์ พชร , 2561) และมกี ารจดั พ้ืนทใี่ หเ้ ดก็ ไดอ้ อกกำลังกาย มีอปุ กรณเ์ สรมิ สรา้ งพฒั นาการ เชน่ การเลน่ ของเล่น กิจกรรมวาดภาพระบายสี ปั้นดินนำ้ มัน กิจกรรมการปนี ป่าย ซึ่งอุปกรณ์เสริมสร้างพัฒนาการเหล่านี้จะต้องมีความสะอาด ปลอดภยั ปราศจากการปนเปื้อน ของโลหะหนักที่อาจมีการสัมผัสจากเด็กเล็กเข้าสู่ร่างกาย จากรายงานการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ามีการปนเปื้อนของสารตะกั่วใน สิ่งแวดล้อมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เช่น ในของเล่น โต๊ะABC สีไม้ สีเทียน ดินน้ำมัน สีทาเครื่องเล่น สีทาผนังห้องเรียน อาหาร ภาชนะใส่อาหาร ดิน ฝุ่น และน้ำดื่ม จากการศึกษาความเสี่ยงต่อการได้รับสารตะกั่วของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน สังกัดของกรุงเทพมหานครในปี 2553 พบว่า มีการปนเปื้อนของสารตะกั่วมากท่ีสุดในสี ฝุ่น และดิน คิดเป็นร้อยละ 55 รองลงมา คอื อาหารรอ้ ยละ 20 อากาศรอ้ ยละ 15 น้ำรอ้ ยละ 10 ตามลำดบั นอกจากน้ยี ังพบว่า รอ้ ยละ 16.9ของของเล่นในประเทศไทย มี ระดับสารตะก่วั สูงกว่าคา่ มาตรฐาน (อดิศักด์ิ ผลติ ผลการพิมพ์, 2556) และร้อยละ 79 พบสีน้ำมนั ทาอาคารมสี ารตะกัว่ ปนเป้ือนสูง กวา่ มาตรฐานผลติ ภณั ฑอ์ ุตสาหกรรม (เพ็ญโฉม แซต่ ้งั , 2558) สารตะก่ัวทีป่ นเป้ือนในส่ิงแวดล้อมภายในศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเล็กอาจก่อ อันตรายต่อสขุ ภาพอยา่ งร้ายแรงต่อเดก็ โดยเฉพาะมผี ลตอ่ พฒั นาการทางด้านรา่ งกายและสมอง รวมถึงระบบภมู คิ ุ้มกันอีกด้วย โดย ในปี 2557 องค์การอนามัยโลกได้ระบุว่าโรคปัญญาอ่อนจากสารตะกั่ว เป็น 1 ใน 10 โรคร้ายแรงที่สุด ซึ่งมีปัจจัยเสี่ ยงด้าน สิง่ แวดลอ้ มทม่ี กี ารปนเปือ้ นสารตะก่ัว รวมไปถึงปัจจยั ด้านพฤติกรรมของเด็กท่ีอาจเพิ่มโอกาสการรับตะกั่วเขา้ สู่ร่างกาย เช่น การ คลาน การเลน่ ตามพ้ืนดินที่ปนเปอ้ื นด้วยตะก่ัว เชน่ สที ล่ี อกหลุดและปะปนอยู่กบั ฝนุ่ ภายในบ้านและโรงเรียน ของเล่นท่ีมีการทาสี และหลุดลอกของสี ซึ่งถ้าหากได้รับสารตะกั่วปริมาณมากในวัยเด็กจะมีผลโดยตรงต่อระดับสติปัญญา สมองและระบบประสาท อย่างถาวรได้ (อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, 2556) ดังนั้น เพื่อให้เด็กมีความปลอดภัยจากการได้รับสารตะกั่วเข้าสูร่ ่างกาย องค์การ อนามัยโลกได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกจัดทำกฎหมายควบคุมการใช้สารตะกั่วในผลิตภัณฑ์สีทาอาคารภายในปี 2563 และในปี 2560 ประเทศไทยมีการออกกฎหมายควบคุมสารตะกั่วในสีทาอาคาร นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในการ กำหนดคา่ มาตรฐานตะกว่ั ท่คี วรมใี นผลิตภัณฑ์ การศึกษานค้ี ณะผวู้ ิจัยจึงมคี วามสนใจในการศึกษาการปนเป้ือนสารตะกว่ั จากสไี ม้ สี เทียน ดินน้ำมัน ของเล่น สีทาเครื่องเล่น และสีทาผนังห้องเรียน โดยการเก็บตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้วย เทคนิค Scraping (ASTM E1729-05 ) โดยการศกึ ษานี้มีวตั ถุประสงค์เพื่อศกึ ษาปริมาณสารตะกั่วจากสไี ม้ สีเทียน ดินน้ำมัน ของ เล่น สีทาเครอ่ื งเลน่ และสที าผนังห้องเรยี นในศนู ย์พฒั นาเดก็ เลก็ อำเภอเมือง จังหวดั นครราชสีมา เพ่อื เปน็ ข้อมูลในการจัดการดา้ น อนามัยส่ิงแวดลอ้ ม การส่งเสริมสุขภาพและการประเมนิ ความเส่ยี งตอ่ การได้รบั สมั ผัสจากตะก่วั ในศนู ย์พฒั นาเดก็ เล็กต่อไป 28
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ระเบียบวธิ วี จิ ัย การศึกษาน้ีเป็นการศึกษาเชิงสำรวจ และ วิเคราะห์ในห้องปฏิบตั ิการ โดยศึกษาการปนเปื้อนสารตะกั่วจากสีไม้ สีเทียน ดนิ น้ำมัน ของเล่น เครอื่ งเลน่ และสีทาผนังหอ้ งเรยี นในศนู ย์พฒั นาเด็กเล็ก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสมี า ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็ก เล็ก จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชลประทานสงเคราะห์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสวนหม่อน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียน บา้ นหลกั ร้อย ศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เล็กเคหะประชาสามคั คี ศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ เทศบาลตำบลปรุใหญ่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบล เมืองใหม่โคกกรวด ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลไชยมงคล และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลสุรนารี โดยทำการศึกษา ในช่วงเดือน มนี าคม - มถิ นุ ายน พ.ศ. 2562 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 สว่ นหลกั ดงั นี้ 1. การสำรวจบัญชีรายชื่อสีไม้ สีเทียน ดินน้ำมัน ของเล่น สีทาเครื่องเล่น และสีทาผนังห้องในท้องตลาดในร้านค้าที่ศู นย์ พฒั นาเดก็ เลก็ นยิ มไปซ้อื ผลิตภณั ฑ์จำนวน 11 แห่ง อำเภอเมอื ง จังหวัดนครราชสมี า 2. การศึกษาปริมาณสารตะกวั่ จากสีไม้ สเี ทียน ดินนำ้ มัน ของเลน่ สีทาเครือ่ งเล่น และสีทาผนังหอ้ งเรยี นในศูนย์พัฒนาเด็ก เล็ก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสมี า การเก็บตวั อย่างสีจากของเล่น สีทาเครื่องเลน่ และสีทาผนังห้องเรียน ด้วยวิธกี าร Scraping Method (ASTM E1729-05) สำหรับสีไม้ สีเทียน และดินน้ำมัน ทำการเก็บตัวอย่างด้วยวิธีการ Scraping Method (EN71-3) และทำการวิเคราะห์สารตะกั่วจากตัวอย่างด้วยเครื่องอะตอมมิกแอบซอร์พชันสเปกโทรมิเตอร์ (Atomic Absorption spectroscopy) ชนิด Graphite furnace (NIOSH, 1994, 1996) โดยแบ่งการศึกษาออกเปน็ 2.1 การเก็บตัวอยา่ งสไี ม้ สีเทียน ดนิ น้ำมนั ของเล่น สที าเครือ่ งเลน่ และสที าผนังหอ้ งเรยี น โดยจดั เตรียมอุปกรณท์ ี่ใช้ใน การเก็บตวั อยา่ งและสำรวจพ้ืนท่เี ป้าหมาย การกำหนดบริเวณทจี่ ะเก็บตวั อย่าง เลอื กสไี ม้ท่ีเด็กเล็กมีโอกาสเสี่ยงต่อ การสมั ผัสสารตะกว่ั มากทส่ี ุด และทำการสวมถงุ มอื เพื่อป้องกันการปนเป้ือนสารตะก่วั จากนน้ั ทำการใช้มีดคัตเตอร์ ขูดหรือกะเทาะเอาตัวอย่าง ออกมาให้ได้เป็นตัวอย่างสีของแต่ละตัวอย่างมาประมาณ 2 กรัม และทำการเก็บ ตัวอย่างใส่ในถุงซิปล็อค บันทึกชนิดของตัวอย่างวันที่เก็บตัวอย่าง นำตัวอย่างที่ทำการเก็บตัวอย่างมาแล้วไปเก็บ รักษาแชเ่ ยน็ และทำการวิเคราะหต์ ่อไป 2.2 ทำการวิเคราะห์หาปริมาณสารตะกั่วในตวั อย่าง โดยทำการชั่งตัวอย่างตัวอย่างละ 0.25 กรัม ใส่ในบีกเกอร์ขนาด 100 ml ที่ใช้ในการย่อยตัวอย่าง เติมกรดไนตริกเข้มข้นร้อยละ 65 ปริมาตร 20 ml ลงในบีกเกอร์ขนาด 100 ml จากนั้นบรรจุตัวอย่างที่ได้ในตู้ดูดควัน ปิดบีกเกอร์ที่บรรจุตัวอย่าง ขนาด 100 ml ด้วยกระจกนาฬิกาและทำการ ย่อยสารละลายด้วยความรอ้ นบนเตาให้ความร้อน ที่อุณหภูมิ 180 °C เป็นเวลา 5 นาที จนได้สารละลายใส ไม่มีสี หรือใหเ้ หลือปรมิ าตรประมาณ 10 ml นำตวั อยา่ งลงจากเตาให้ความร้อนและต้ังทงิ้ ไวใ้ นตู้ดดู ควันให้เย็นประมาณ 5 นาที เมื่อครบ 5 นาที ให้ปิเปตกรดไนตริกเข้มข้น 65% ปริมาตร 10 ml ในบีกเกอร์ตัวอย่าง แล้วทำการย่อย ตัวอย่างอีกครั้ง 5 นาที จนสารละลายเหลือปริมาตร 10 ml หรือจนกว่าสารละลายตัวอย่างจะใส และเมื่อทำการ ย่อยสารละลายตัวอย่างเสร็จแลว้ นำตัวอย่างลงจากเตาใหค้ วามร้อนอกี ครง้ั และต้ังทิ้งไว้ในตู้ดดู ควันให้เย็นประมาณ 5 นาที จากนั้นให้นำสารละลายท่ีได้มาทำการกรองด้วยกระดาษกรองทนกรด ยี่ห้อ Whatman เบอร์ 1 เพื่อกรอง ของแข็งออก เทสารละลายจากการกรองใส่ลงในขวดปรับปริมาตรขนาด 50 ml และทำการปรับปริมาตรด้วยน้ำ กลั่นให้ได้ 50 ml จากนั้นนำสารละลายที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Atomic Absorption Spectrophotometer (AAS) ชนดิ Graphite furnace แบบอตั โนมตั ิ ย่ีหอ้ Perkin Elmer รุ่น PinAAcle 900 Z 29
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การวเิ คราะหข์ ้อมลู ใชส้ ถติ เิ ชิงบรรยาย ในรูปของคา่ เฉลี่ย พสิ ัย และ รอ้ ยละ โดยปรมิ าณสารตะกวั่ ที่พบในตัวอย่างแต่ละ ชนิดนำมาเปรยี บเทียบกับคา่ มาตรฐานท่เี กยี่ วข้องต่อไป ผลการวิจยั ผลการศกึ ษาของการศกึ ษาประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก โดยมรี ายละเอียดผลการศกึ ษาดังนี้ 1. การสำรวจบัญชีรายชื่อ สีไม้ สีเทียน ดินน้ำมัน ของเล่น สีทาเครื่องเล่น และสีทาผนังห้องเรียน ในท้องตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสมี า ผลการศกึ ษาพบว่า 1.1) ยี่ห้อสีไม้ที่พบมากที่สุด คือ Master Art และ House โดยพบทั้ง 11 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 100 ยี่ห้อ Colleen พบ 10 แห่ง จากทั้งหมด 11 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 91 ยี่ห้อ Staedtler พบ 9 แห่ง จากทั้งหมด 11 แห่ง คิดเป็นร้อยละ82 และ ย่หี ้อ Master Art master series พบ 8 แห่ง จากทั้งหมด 11 แห่ง คดิ เป็นรอ้ ยละ 73 ดงั ภาพที่ 1 ภาพที่ 1 รูปแสดงผลการสำรวจยหี่ ้อสไี มใ้ นทอ้ งตลาด อำเภอเมอื ง จังหวดั นครราชสมี า 1.2) ยหี่ อ้ สีเทยี นทพี่ บมากท่สี ดุ คือ Master Art โดยพบท้งั 11 แห่ง คิดเปน็ รอ้ ยละ 100 ยี่ห้อ Horse และ Staedtler luna พบ 7 แห่ง จากทงั้ หมด 11 แห่ง คิดเป็นรอ้ ยละ 64, ย่หี ้อ Staedtler พบ 5 แห่ง จากท้ังหมด 11 แหง่ คิดเปน็ รอ้ ยละ 45 และ ยห่ี ้อ Kid Art และ Sakura พบเพยี ง 3 แหง่ จากท้งั หมด 11 แหง่ คิดเป็นรอ้ ยละ 27 ดงั ภาพท่ี 2 ภาพท่ี 2 รปู แสดงผลการสำรวจย่หี ้อสเี ทียน ในทอ้ งตลาด อำเภอเมือง จงั หวดั นครราชสีมา 30
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 1.3) ยี่ห้อดินน้ำมันที่พบมากที่สุด คือ Kid Art โดยพบ 5 แห่ง จาก 11 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 45 ยี่ห้อ ยากิย่า และ Zaja พบ 4 แห่ง จากทั้งหมด 11 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 36 และ ดินน้ำมันยี่ห้อ Kiddyclay Nara P-clay และ Proto พบเพียง 2 แห่ง จากทัง้ หมด 11 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 18 ดังภาพท่ี 3 รูปท่ี 3 รปู แสดงผลการสำรวจย่ีหอ้ ดินน้ำมันในทอ้ งตลาด อำเภอเมอื ง จังหวัดนครราชสมี า 1.4) ยี่หอ้ ของเลน่ ทีพ่ บมากที่สดุ คือ Melissa & doug และ Plan toys โดยพบอยา่ งละ 1 แห่งจากทั้งหมด 11 แหง่ คิดเป็นร้อย ละ 9 ดังภาพท่ี 4 ภาพที่ 4 รูปแสดงผลการสำรวจย่ีห้อของเลน่ ในท้องตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสมี า 1.5) ยห่ี ้อสที าเคร่อื งเล่นทพ่ี บมากท่ีสุด คือ TOA โดยพบทง้ั 5 แห่ง คิดเปน็ ร้อยละ 100 ยี่หอ้ Beger, Captain และ ICI พบ 4 แห่ง จากทั้งหมด 5 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 80 ยี่ห้อ Nippon, Delta และ Jotun พบ 3 แห่ง จากทั้งหมด 5 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 60 ย่ีหอ้ JBP พบ 2 แห่ง จากท้ังหมด 5 แห่ง คดิ เป็นร้อยละ 40 และสที าเครือ่ งเลน่ ยีห่ อ้ Dyno และ Rust-Oleun พบยหี่ ้อละ 1 แหง่ จากท้ังหมด 5 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 20 ดังภาพที่ 5 31
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ภาพที่ 5 รปู แสดงผลการสำรวจย่ีห้อสที าเครือ่ งเล่นในท้องตลาด อำเภอเมอื ง จงั หวัดนครราชสีมา 1.6) ยหี่ ้อสที าผนงั หอ้ งเรยี นทพี่ บมากท่ีสดุ คอื TOA โดยพบทงั้ 5 แห่ง คดิ เป็นร้อยละ 100 ยห่ี อ้ ICI, Beger และ Captain พบ 4 แห่ง จากทั้งหมด 5 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 80 ยี่ห้อ Nippon, Jotun และ Delta พบ 3 แห่ง จากทั้งหมด 5 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 60 ยีห่ ้อ JBP และ National พบ 2 แหง่ จากทัง้ หมด 5 แหง่ คิดเป็นร้อยละ 40 และ RTB, Golden Arrow, Turbo และ Endura พบยหี่ ้อละ 1 แหง่ จากท้งั หมด 5 แห่ง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 20 ดงั ภาพท่ี 6 ภาพที่ 6 รปู แสดงผลการสำรวจยหี่ อ้ สที าผนงั ห้องเรียนในทอ้ งตลาด อำเภอเมือง จังหวดั นครราชสีมา 2. ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างสีไม้ สีเทียน ดินน้ำมัน ของเล่น สีทาเครื่องเล่น และสีทาผนังห้องเรียน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 8 แหง่ จากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวนทั้งหมด 8 แห่ง ด้วยเครื่อง AAS with graphite furnace และทำการเก็บตัวอยา่ งทง้ั 6 ประเภทตวั อย่าง รวมจำนวนท้งั ส้ิน 69 ตวั อย่าง โดยตวั อย่างสีไม้ ทำการ เกบ็ ตัวอยา่ งทงั้ หมด 16 ตัวอยา่ ง จากการวเิ คราะหต์ วั อยา่ งสไี ม้พบว่ามีปรมิ าณสารตะกั่วในตวั อย่างทสี่ ูงสดุ เท่ากบั 8.84 mg/l และสี ไมม้ ปี รมิ าณสารตะก่วั ต่ำสุด เทา่ กบั 0.57 mg/l สเี ทียนทำการเก็บตัวอยา่ งทัง้ หมด 22 ตวั อยา่ ง ซ่ึงจากการวเิ คราะหต์ ัวอยา่ งสีเทียนมี 32
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ค่าปริมาณสารตะกั่วในตัวอย่างที่สูงสุดเท่ากับ 5.38 mg/l และสีเทียนมีปริมาณสารตะกั่วในตัวอย่างต่ำสุด เท่ากับ 0.11 mg/l ดิน น้ำมัน ทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 4 ตัวอย่าง เฉพาะที่พบในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งจากการวิเคราะห์ตวั อย่างดนิ น้ำมัน มีค่าปริมาณ สารตะกั่วในตัวอย่างที่สูงสุดเท่ากับ 7.49 mg/l และดินน้ำมันมีปริมาณสารตะกั่วในตัวอย่างต่ำสุด เท่ากับ 0.22 mg/l ของเล่น ทำ การเก็บตัวอย่างทั้งหมด 15 ตัวอย่าง ซึ่งจากการวิเคราะห์ตัวอย่างของเล่น มีค่าปริมาณสารตะกั่วในตัวอย่างที่สูงสุดเท่ากับ 7.79 mg/l และของเล่นมีปริมาณสารตะกั่วในตัวอย่างต่ำสุด เท่ากับ 0.07 mg/l สีเครื่องเล่นทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 5 ตัวอย่าง ซ่ึง จากการวิเคราะห์ตัวอย่างสีเครื่องเล่น มีค่าปริมาณสารตะกั่วในตัวอย่างที่สูงสุดเท่ากับ 9.39 mg/l และสีเครื่องเล่น มีปริมาณสาร ตะกั่วในตัวอย่างต่ำสุด เท่ากับ 0.80 mg/l และสีทาผนังห้องเรียน ทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 7 ตัวอย่าง ซึ่งจากการวิเคราะห์ ตวั อย่างสที าผนังห้องเรียน มีค่าปริมาณสารตะก่ัวในตวั อย่างท่สี ูงสุดเท่ากบั 0.42 mg/l และสีทาผนงั หอ้ งเรียนมีปริมาณสารตะกั่วใน ตวั อยา่ งตำ่ สดุ เท่ากับ 0.13 mg/l รายละเอยี ดดังตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 สรุปผลการวิเคราะหต์ วั อย่าง ประเภทตัวอย่าง จำนวนตัวอย่าง ค่าปริมาณสารตะกั่ว (mg/l) มาตรฐานของสารตะก่ัวในตัวอยา่ ง (mg/l) ค่าสูงสดุ คา่ ตำ่ สดุ *90 mg/l สีไม้ 16 8.84 0.57 *100 mg/l *90 mg/l สเี ทียน 22 5.38 0.11 *90 mg/l *90 mg/l ดนิ น้ำมัน 4 7.49 0.22 *90 mg/l ของเลน่ 15 7.79 0.07 สีเครอ่ื งเล่น 5 9.39 0.80 สที าผนงั ห้องเรยี น 7 0.42 0.13 สรุป 69 9.39 0.07 หมายเหตุ: *ค่ามาตรฐานผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) อภปิ รายผล 1. ผลการวิเคราะห์การปนเปอ้ื นสารตะก่วั ในตวั อย่างแตล่ ะประเภท จากผลการวิเคราะห์หาปริมาณสารตะกั่วในสีไม้ สีเทียน ดินน้ำมัน ของเล่น สีเครื่องเล่น และสีทาผนังห้องเรียน พบว่า ตัวอย่างของสีทาเครือ่ งเลน่ มีการปนเปือ้ นของสารตะกั่วมากที่สุด รองลงมา คือ ตัวอย่างสีไม้ ของเล่น ดินน้ำมัน สีเทียน และสีทา ผนังห้องเรยี น ตามลำดบั ซึ่งสอดคลอ้ งกับงานวิจยั ของอโนชา ชื่นงาม (2559) ซ่ึงได้ทำการศึกษาระดับสารตะก่ัวในส่ิงแวดล้อมศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กขนาดใหญ่ พื้นที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี โดยผลการศึกษา พบว่า สีทาเครื่องเล่น มี การปนเปื้อนสารตะกั่วมากที่สุด รองลงมา คือ ผนัง/เสา และของเล่น ตามลำดับ และปริมาณสารตะกั่วที่พบในตัวอย่างในศูนย์ พฒั นาเดก็ เลก็ ท้งั หมดมีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานผลิตภณั ฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 2. การคืนข้อมลู ผลการสำรวจต่อศนู ย์พัฒนาเดก็ เล็ก จากการลงพนื้ ที่เก็บตวั อยา่ งสีไม้ สีเทียน ดินน้ำมนั ของเล่น สเี ครือ่ งเลน่ และสีทาผนงั ห้อง ในศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเลก็ ในอำเภอ เมอื ง จังหวดั นครราชสีมา จำนวน 8 แหง่ คณะผ้วู ิจัยได้นำผลการวิเคราะหแ์ จง้ ผลใหก้ ับศนู ย์พัฒนาเดก็ เล็กในแต่ละแห่งทราบ 33
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง พรอ้ มทั้งระบคุ ่ามาตรฐานผลิตภณั ฑอ์ ุตสาหกรรม (มอก.) ของตวั อยา่ ง ขอ้ ควรปฏบิ ัตใิ นการจดั การสภาพอนามัยส่งิ แวดลอ้ มทถ่ี กู สุขลักษณะ ท่ลี ดการปนเปอื้ นของสารโลหะหนกั ในศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเล็ก สรปุ และขอ้ เสนอแนะ จากผลการศึกษาการปนเปื้อนสารตะกั่วจากสีไม้ สีเทียน ดินน้ำมัน ของเล่น เครื่องเล่น และสีทาผนังห้องเรียนในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่าจากการลงพื้นที่สำรวจบัญชีรายชื่อสีไม้ ในท้องตลาด อำเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา พบว่ายี่ห้อสีไม้ที่พบมากที่สุด คือ Master Art, Horse, Colleen, Staedtler และ Master Art master series ตามลำดับ สีเทียน ในท้องตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ยี่ห้อสีเทียนที่พบมากที่สุด คือ Master Art, Horse, Staedtler luna, Staedtler, Kid Art และ Sakura ตามลำดับ ดินน้ำมัน ในท้องตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ยี่ห้อดินน้ำมันทีพ่ บมากที่สุด คือ Kid Art, ยากิย่า, Zaja, Kiddyclay, Nara, P-clay และ Proto ตามลำดับ ของเล่น ในท้องตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ยี่ห้อของเล่นที่พบมากที่สุด คือ Melissa & doug และ Plan toys สีทาในท้องตลาด อำเภอเมือง จงั หวัดนครราชสีมา พบว่ายหี่ อ้ สที าเครือ่ งเล่นท่พี บมากท่สี ุด คือ TOA, Beger, Captain, ICI, Nippon, Delta, Jotun, JBP, Dyno และ Rust-Oleun ตามลำดับ และสีทาผนังห้องเรียนในท้องตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ยี่ห้อสีทา ผนังห้องเรียนที่พบมากที่สุด คือ TOA, ICI, Beger, Captain, Nippon, Jotun, Delta, JBP, National, RTB, Golden Arrow, Turbo และ Endura ตามลำดบั และผลการวิเคราะห์หาปรมิ าณสารตะก่วั จากสไี ม้ สีเทยี น ดินนำ้ มัน ของเลน่ สที าเครอ่ื งเล่น และ สที าผนังหอ้ งเรยี นในศูนย์พฒั นาเด็กเลก็ อำเภอเมอื ง จงั หวดั นครราชสีมา พบวา่ ตวั อย่างท่นี ำมาวิเคราะห์มีปริมาณสารตะกั่วมาก ที่สุด คือ สีทาเคร่ืองเล่น สไี ม้ ของเลน่ ดินนำ้ มัน สเี ทียนและสที าผนงั ห้องเรยี น ตามลำดบั ซง่ึ ปริมาณสารตะกัว่ ในตวั อย่างมปี รมิ าณ ต่ำกว่าข้อแนะนำในค่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรมีก ารตรวจ วิเคราะห์หาปริมาณสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมอื่นบริเวณศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เช่น ดิน น้ำ และอากาศ และประเมินความเสี่ยงต่อ สขุ ภาพจากสารตะกวั่ ในเด็กที่อยู่ในศูนยพ์ ัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงการศึกษาสารปนเป้ือนและ โลหะหนักชนดิ อื่น ๆ ในศูนย์พัฒนาเด็ก เล็ก กติ ตกิ รรมประกาศ การศึกษาน้ีขอขอบคุณ บคุ ลากรของศูนย์พฒั นาเดก็ เลก็ ท้งั 8 แห่ง ในเขตอำเภอเมือง จังหวดั นครราชสมี า และ นกั วทิ ยาศาสตรป์ ระจำศูนยเ์ คร่อื งมอื วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี เอกสารอา้ งอิง จิ ร พิศ สั ง ข์ เ พ ชร . ( 25 6 1 ). ศู นย์ พั ฒ นา เ ด็ กเ ล็ กส ร้ า งเ ด็ กโ ต ส ม วัย . สบื ค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/Content/43285-ศูนย์พฒั นาเดก็ เลก็ สรา้ งเด็กโตสมวัย.html เพ็ญโฉม แซ่ต้ัง. (2558). สีปลอดสารตะก่ัวใกล้เป็นจริง. แถลงข่าวผลวิจัยโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ. สบื คน้ จาก https://www.citizenthaipbs.net/node/11878 ยนู เิ ซฟ. (2559). การพัฒนาเด็กปฐมวยั . สบื ค้นจาก https://www.unicef.org/thailand/ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2561). ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสร้างเด็กโตสมวัย. สบื ค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/Content/43285-ศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ สร้างเดก็ โตสมวยั .html 34
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333