แบบประเมนิ ผลงาน กลมุ สาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรียนรทู ่ี 6 การตะไบ เรื่อง การตะไบลดขนาดงาน ที่ ช่ือ – สกุล รวม ผลการความเรียบรอย หมายเหตุ ประ ความ ูถก ตอง เมนิ ความสะอาด ผาน ไม ผาน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 12 ลงชอ่ื ............................................................ผูป ระเมิน ( นายพินิจ พูลผล ) เกณฑการประเมนิ ใสเ คร่อื งหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 4 หมายถงึ ดเี ยย่ี ม 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถงึ ปรับปรงุ เกณฑการตัดสนิ การประเมนิ ใสเครอ่ื งหมาย √ ลงในชอง ผา น หรือไมผาน ผาน หมายถึง มผี ลการประเมนิ 9 คะแนนข้นึ ไป เกณฑก ารใหค ะแนนแบบประเมนิ ผลงาน
กลมุ สาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ชั้น มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนวยการเรยี นรทู ี่ 6 การตะไบ เรอื่ ง การตะไบปรับผิว รายการประเมนิ ระดับคุณภาพ ความเรียบรอย ความสะอาด ดเี ยยี่ ม ( 4 ) ดี ( 3 ) พอใช ( 2 ) ปรับปรงุ ( 1 ) ความถกู ตอ ง ชนิ้ งานมคี วามเรียบ ชน้ิ งานมคี วามเรียบ ชิ้นงานมคี วามเรยี บ ชิ้นงานไมม คี วาม เสมอกนั ไมมขี อบคม เสมอกันบางจุด ไมมี เสมอกันนอยมาก มี เรียบรอ ย มีขอบคม เก็บรายละเอียดทกุ ขอบคม เก็บเกือบ ขอบคมดานขางไมเกบ็ ดา นขา ง ไมเ กบ็ ดาน รายละเอยี ดทุกดา น เก็บรายละเอียด รายละเอยี ด ไมม ีรอ งรอยของรอย ไมม รี องรอยของรอย มรี อ งรอยของรอยขดุ มรี อ งรอยของรอยขุด ขุดตะไบและเศษ ขดุ ตะไบและมีเศษ เหล็กตดิ ชนิ้ งาน เหล็กตดิ ช้ินงาน ตะไบเล็กนอ ยและเศษ ตะไบและเศษเหลก็ เลก็ นอ ย เหล็กติดชิ้นงาน ติดชิน้ งานมาก ผลงานมีความถูกตอง ผลงานมีความถูกตอง ผลงานไดข นาดตาม ผลงานไมไ ดขนาดตาม ไดข นาดตามแบบที่ ไดขนาดตามแบบท่ี แบบท่กี ำหนดมาบา ง แบบท่กี ำหนด กำหนดมาทกุ จุด กำหนดมาบางจุด แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน
กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ช้ัน มัธยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรียนรทู ่ี 6 การตะไบ เรอ่ื ง การตะไบปรับผิว ที่ ช่ือ – สกุล รวม ผลการความพรอมในการ หมายเหตุ ประทำงาน เมิน การแสดงความ ิคดเ ็หน การรักษาความ สะอาด ผาน ไม ผาน 321321321 9 ลงช่อื ............................................................ผปู ระเมิน ( นายพนิ ิจ พูลผล ) เกณฑการประเมิน ใสเคร่อื งหมาย √ ลงในชองหมายเลขท่ีประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ปรับปรงุ เกณฑก ารตัดสินการประเมิน ใสเ ครือ่ งหมาย √ ลงในชอง ผา น หรอื ไมผา น ผา น หมายถึง มีผลการประเมนิ 6 คะแนนขนึ้ ไป เกณฑก ารใหคะแนนแบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน
กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ระดับช้ัน มธั ยมศกึ ษาปที่ 4 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 6 การตะไบ เร่อื ง การตะไบปรบั ผวิ รายการประเมนิ ดี ( 3 ) ระดับคุณภาพ ปรับปรุง ( 1 ) พอใช ( 2 ) ไมใ หค วามสนใจในการเร่มิ ความพรอมในการทำงาน ใหค วามสนใจในการ ใหค วามสนใจในการ ทำงาน ชวนเพ่อื นคยุ หรอื เรม่ิ ตน ทำงาน ไมชวน เร่ิมตนทำงานเล็กนอย เลนในขณะทำงานตลอด เพื่อนคยุ หรอื เลนในขณะ ชวนเพือ่ นคุยหรอื เลน ทำงาน ไมน ำวชิ าอื่นมาทำ ในขณะทำงานบาง ไม นำวิชาอน่ื มาทำ นำวิชาอื่นมาทำ แสดงและยอมรบั ความ แสดงและยอมรับความ สว นใหญไ มแ สดงและ การแสดงความคิดเห็น คดิ เห็นของตนและผอู ื่น คิดเห็นของตนและผูอนื่ ยอมรับความคดิ เหน็ ของ อยางมีเหตุผล ตอบคำถาม อยางมีเหตผุ ลในบางครง้ั ตนและผอู ่ืน ไมส ามารถ ไดท นั ทเี ม่อื ครถู าม ตอบคำถามไดเ มอ่ื ครู ตอบคำถามไดท นั ทเี มอ่ื ครู ถามแตยังไมถ กู ถาม การรกั ษาความสะอาด เก็บกวาดทำความสะอาด เกบ็ กวาดทำความ ไมเก็บกวาดทำความ ขยะทุกช้ินหลงั จาก สะอาดขยะหลังจาก สะอาดขยะใดๆหลังจาก ปฏบิ ตั ิงานเสร็จ ปฏบิ ัตงิ านเสร็จ แตไม ปฏิบตั งิ านเสรจ็ หมด แบบสงั เกตพฤติกรรมอนั พึงประสงค
กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 4 หนว ยการเรียนรทู ี่ 6 การตะไบ เรื่อง การตะไบปรับผิว ท่ี ช่อื – สกุล ผลการความรับ ิผดชอบ หมายเหตุ รวม ประ ซ้ือ ัสตย ุสจริต การป ิฏ ับ ิตตนใน หองเรียน เมนิ ผาน ไ ม ผาน 321321321 9 ลงช่ือ............................................................ผปู ระเมิน ( นายพินิจ พูลผล ) เกณฑก ารประเมิน ใสเ ครื่องหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมิน 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑการตัดสนิ การประเมิน ใสเ คร่อื งหมาย √ ลงในชอ ง ผา น หรอื ไมผา น ผาน หมายถึง มีผลการประเมนิ 5 คะแนนขนึ้ ไป เกณฑก ารใหค ะแนนแบบสังเกตพฤตกิ รรมอนั พงึ ประสงค
กลมุ สาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ระดบั ชั้น มธั ยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรียนรทู ่ี 6 การตะไบ เร่ือง การตะไบปรับผวิ รายการประเมนิ ดี ( 3 ) ระดับคุณภาพ ปรบั ปรงุ ( 1 ) พอใช ( 2 ) มคี วามรบั ผดิ ชอบ เริ่มตนทำงานที่ไดร บั เริ่มตนทำงานที่ไดรับ ไมสามารเรม่ิ ตน ทำงาน มอบหมายไดท นั ทที ำงาน มอบหมายแตย งั ไมเขาใจ ทไ่ี ดร ับมอบหมายได เสรจ็ กอ นเวลาท่กี ำหนด บางสว น ทำงานเสรจ็ ตาม ทนั ที ทำงานเสรจ็ ชา กวา กำหนด งานไมมี งานมคี ุณภาพ เวลาท่กี ำหนด งานมี คณุ ภาพตอ งแกไ ข คณุ ภาพแตตองแกไ ข เล็กนอ ย ซอ่ื สัตยสจุ รติ ปฏบิ ัตงิ านดวยตนเอง ไม ปฏบิ ัติงานดว ยตนเองเปน ใหเพ่อื นปฏบิ ตั งิ านให คัดลอกงานของผูอ นื่ บางครัง้ คดั ลอกงานผอู ื่น เปนประจำ คัดลอกงาน มาดดั แปลง ของผอู ่ืน การปฏิบตั ติ นใน ปฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บ ปฏิบัตติ ามกฎระเบยี บบาง ไมปฏิบตั ิตาม หองเรียน ทต่ี ัง้ ไว มคี วามสุภาพ ไมค อยสภุ าพเรียบรอย ครู กฎระเบียบ พูดจาไม เรยี บรอย ออ นนอมถอม เหมาะสม ครูคอย เตือนเปน บางคร้ัง ตน ตกั เตอื นเสมอ 3. กจิ กรรมการเรียนรู
3.1 ขั้นนำเขา สูบทเรียน ( 10 นาที ) 3.1.1 ครูพดู นำเขาสูบทเรยี น ถามนกั เรียนวา ขน้ั ตอนสำคญั ในการผลิตช้ินงานคอื อะไร … … เพอ่ื ทำใหน ักเรียนมีความสนใจในการเรียนการสอน 3.2 ขัน้ สอน ( 2 ชวั่ โมง ) 3.2.1 ครสู อนโดยใช power point ใหน ักเรยี นดูพรอมอธบิ ายควบคใู นหนงั สือแบบเรยี น … … งานฝกฝมอื 3.2.2 ครแู นะนำอุปกรณเ ครอื่ งมอื และอธบิ ายวิธีการใชงานในการตะไบใหนกั เรยี น 3.2.3 ครูสาธติ ขน้ั ตอนการตะไบและเทคนิคทถี่ กู ตอง 3.3 ขั้นปฏิบตั ิ ( 3 ชั่วโมง 30 นาที ) เมื่อครูสอนไปขางตนแลว ครูแจกใบงานใหนักเรียนสรางชิน้ งานตามใบงานที่กำหนดเปนเวลา 3 ชัว่ โมง โดยครูเปน ผูคอยแนะนำในขณะปฏบิ ัติงานตะไบ และคอยสงั เกตการณทำงาน พฤติกรรมของ นกั เรยี น เม่ือนักเรยี นปฏบิ ตั เิ สร็จแลว นำมาสงเพอื่ ตรวจใหคะแนน จากนัน้ ใหท ำแบบฝก หัดหลังเรียน โดยศกึ ษาจากหนงั สือเรยี น เปนเวลา 30 นาที 3.4 ขน้ั สรุป ( 10 นาที ) ครูและนกั เรียนรว มกันสรปุ ความรเู กย่ี วกับการรางแบบในการปฏบิ ัตงิ านที่ไดจากการเรยี นในวันน้ี
1.ผลการเรียนการสอน บนั ทกึ หลังสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 2.ปัญหา/อุปสรรคในการสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 3.การแก้ปัญหา ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ..........................................................ผ้สู อน ( นายพนิ ิจ พลู ผล ) ………/.……../………
ความคิดเหน็ ของครูพ่ีเลยี้ ง ลงชอื่ .....................................................( ครูพ่เี ลีย้ ง ) (.......................................................) ………/.……../………
ความคดิ เหน็ ของผ้บู ริหาร ลงชื่อ.....................................................( ผ้บู ริหาร ) (……………………………………) ………/.……../………
ใบความรู เรือ่ ง การตะไบ งานตะไบ เปนงานขนั้ พ้ืนฐานทมี่ คี วามสำคญั มากทางดานชา งอุตสาหกรรมชางฝม ือทกุ คนตองศกึ ษา ชนิด คุณสมบัติของตะไบและฝก ใหม ที กั ษะความเช่ยี วชาญในการใชต ะไบจึงสามารถปฏบิ ตั ิงานไดอยางถกู ตอ ง ละเอียด ประณตี มีประสิทธิภาพตะไบเปน เครอื่ งมือตัดเฉือนท่มี ปี ระโยชนม ากซงึ่ ใชในการปรับลดขนาดชิ้นงาน ใหเปนผลิตภัณฑตาง ๆ ปรับตกแตง ผวิ งานใหเ รยี บ เพ่ืองานประกอบช้นิ สว นเขาดวยกันหรอื ใชตกแตงและ ซอมแซมชน้ิ งานชิน้ สว น เคร่อื งจกั รกลในงานซอ มบำรุง เปน ตน 1. ความหมายของการตะไบ การตะไบ คอื ขบวนการทท่ี ำใหผิวของงานหลดุ ออกจากทีเ่ ดิม ในลกั ษณะของการโกน หรอื ถาก คลา ยกบั การตดั เฉือนของคมสกัด ตะไบทใ่ี ชง านท่ัวไป จะมฟี น ทม่ี รี ปู รา งลักษณะคลายกับล่ิมเรยี งเปนแถว แตละแทงลิม่ จะมปี ลายคม ตัด เมอ่ื เราออกแรงกดตะไบจะทำใหเกิดผลสองประการ คือ 1. เมื่อกดวตั ถุจะแยกหา งออกจากกัน 2. เม่อื ออกแรงดันวัตถุจะหลดุ ออกจากกนั 1ภ9 าพที่ 1 แสดงลักษณะการตัดเฉอื นของฟน ตะไบ19 ทม่ี า : สมยศ .2557 : 99 2. สวนประกอบของตะไบ
ตะไบเปนเครื่องมือทที่ ำจากเหล็กกลาคารบ อนสูงผา นกระบวนการขึ้นรูปดว ยเครื่องจกั รแลว นำไปอบ ชุบผวิ แขง็ ตะไบมีสว นประกอบทีส่ ำคญั คือ ดา ม กั่น โคน หนา ขอบ ความยาว และปลาย 3. ประเภทของตะไบและลักษณะการใช ตะไบถูกออกแบบมาเพอ่ื ใหใชตะไบชิน้ งานในลักษณะตางๆ ไดสะดวก รวดเรว็ มปี ระสิทธิภาพ ตะไบ นิยมแบง ออกตามลักษณะพื้นท่หี นา ตัดของตะไบน้ันๆ ดงั น้ี ภาพท่ี 7 แสดงชนดิ ของตะไบและลักษณะการใชง าน ท่มี า : สมยศ .2557 : 13 4. การใสด ามตะไบ 1. เจาะดามตะไบเปน สามสวนดวยดอกสวา น 3 ขนาด 2. สวมกน่ั ตะไบเขา ดามใหแนน พอสมควร 3. ใชคอ นตอกดังภาพ
ภาพท่ี 8 แสดงการใสด ามตะไบ ที่มา : สมยศ .2557 : 56 การถอดดา มตะไบ ใชมือจับตะไบใหแนน แลว คอยๆ กระแทกกับปากกา โดยการดึงออกดังภาพ ภาพท่ี 9 แสดงการถอดดามตะไบ ทม่ี า : สมยศ .2557 : 43 5. ระดบั ของปากกาท่เี หมาะสมสำหรบั การตะไบ ระดับความสูงของปากกาจับงาน ควรใหป ากของปากกาจับงานอยูตำ่ กวา ขอ ศอกของผูปฏิบัตงิ าน ประมาณ 5-8 เซนติเมตร ซง่ึ เปน ตำแหนง ทีเ่ หมาะสมจะทำใหผ ูปฏิบัติงานอยใู นอิรยิ าบถที่สบายที่สดุ ตะไบงาน ไดง า ย ออกแรงนอ ย ความเมอ่ื ยลาก็จะนอย การทำงานมปี ระสทิ ธิภาพสูง
ภาพที่ 10 แสดงระดบั ปากกาทเี่ หมาะสม ทม่ี า : สมยศ .2557 : 23 6. การจัดวางตะไบบนโตะปฏบิ ตั ิงาน ในการปฏิบัติงานตะไบ ควรวางตะไบ แปรงปด ตะไบ และเครื่องมืออื่นๆ ใหเ ปนระเบียบเรียบรอ ย เพอื่ ความสะดวกในการปฏิบัติงานและความปลอดภยั ภาพที่ 11 แสดงการจัดวางตะไบใหเ ปน ระเบยี บ ทีม่ า : สมยศ .2557 : 25 7. เทคนคิ และวิธกี ารตะไบ การตะไบชิ้นงานอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ ไดผลงานมีคุณภาพสูง มีขนาดถูกตอ ง ประณตี สมบรณู และใช เวลาในการปฏบิ ัตงิ านนอย เคร่อื งมืออปุ กรณไ มช ำรุดเสยี หาย จำเปน อยา งยง่ิ ทผี่ ูป ฏิบัติงานจะตองมีฝม อื และมี ทกั ษะในการตะไบสูง ซ่ึงจะตอ งศึกษาเทคนิคตางๆ ดงั น้ี 7.1 เทคนิควิธกี ารจับยดึ ชน้ิ งาน
จบั ยึดชน้ิ งานใหไ ดศ ูนยก ลางของปากกา และยดึ ใหม นั่ คง โดยใหส วนของชน้ิ งานทจ่ี ะถูก ตะไบอยูใ กลปากของปากกา เพอ่ื ปองกนั การสะทานของชนิ้ งาน 7.2 เทคนิควิธีการจับตะไบ มือขวาจบั ท่ีดา มไมใหป ลายดามไมอ ยูใ นอุงของสนั หวั แมมือ และนิ้วหัวแมมือช้ีขนานกบั ดาม แลว กำน้วิ ทัง้ สนี่ ้ิวมือซา ยกดทป่ี ลายตะไบโดยอุงมอื สวนที่คอ นมาทางขอ มือเปน ตัวกด ใหน้ำหนกั ที่กระทบบน ตะไบมจี ุดรว มอยูท ี่งาน 7.3 เทคนคิ การวางตำแหนง เทา ขณะยนื ทำงาน - เทาขวาทำมุมประมาณ 75 องศา กบั แนวกึ่งกลางตวั ปากกา - ทาซา ยทำมมุ 15-30 องศา กับแนวกึ่งกลางตัวปากกา และอยหู นาเทา ขวาระยะประมาณ 30-40 เซนตเิ มตร 7.4 เทคนิคการทงิ้ น้ำหนกั ตวั และการโยกตัว
ภาพท่ี 14 แสดงเทคนิคการตะไบโดยการโยก ท่มี า : สมยศ .2557 : 66 7.5 เทคนิควธิ ีการประคองตะไบ 1. ผลักไปขา งหนาตามแนวยาวของตะไบใหส ุด แตอยา ใหช นถงึ ดามตะไบหรอื ดา มตะไบชน กระแทกงาน 2. มือขวาทำหนาทผี่ ลักและกด มอื ซา ยกดอยางเดยี ว 3. เคล่ือนตะไบไปขางหนา พรอมกบั แรงกดลง 4. ดึงกลบั จะตองไมก ดตะไบลง 5. การผลกั ตะไบไปขา งหนาจะตอ งใหแรงกดกระทำที่ชนิ้ งานอยางสม่ำเสมอ
8. การตะไบผิวราบ ช้ินงานทตี่ อ งการปรับลดขนาดและตกแตงผวิ ใหเ รียบมีขนาดความกวาง ความยาวและ ความหนา แตกตางกันลักษณะทว่ั ไปของการตะไบผิวราบสามารถแบง ได4 ลกั ษณะคอื 8.1 การตะไบตามขวาง การตะไบลกั ษณะน้ี ทิศทางของการตะไบจะทำมุมฉากกบั ขอบช้ินงานดานความยาวใชในการลดขนาด ของชน้ิ งาน ซ่งึ สามารถตะไบลดขนาดลงไดรวดเรว็ หกวาการตะไบลักษณะอ่ืน เพราะพนื้ ที่ท่ถี กู ตะไบนอ ยกวา ลกั ษณะอน่ื นอกจากนย้ี งั ใชต ะไบแกไ ขชน้ิ งานท่ีโคงนูนตามความยาว ภาพที่ 16 แสดงลกั ษณะการตะไบตามขวาง ทีม่ า : สมยศ .2557 : 58 8.2 การตะไบตามยาว การตะไบลกั ษณะน้ที ิศทางของการตะไบจะทำมุมฉากกับชน้ิ งานดา นความกวางหรอื ตามแนว ยาวของผิวงาน ภาพที่ 17 แสดงลกั ษณะการตะไบตามยาว ท่ีมา : สมยศ. 2557 : 106
8.3 การตะไบเฉียงหรอื ตะไบทแยงมมุ การตะไบลกั ษณะนี้ ทิศทางการตะไบจะทำมมุ 45 องศา กับขอบชน้ิ งานดา นยาว แลว เปล่ยี น ใหท ศิ ทางการตะไบจากเดิมทำมุม 90 องศา กับคร้ังแรกทุกครัง้ เหมาะสำหรับปรับผวิ เรียบ รอยตะไบที่ไขวกัน จะแสดงใหเห็นผวิ นนู ไดเปน อยา งดี ซ่ึงสงั เกตไดจากรอยที่เกิดจากการตะไบทแยงมมุ ถารอบตะไบยาวตั้งแต ดานหนง่ึ ไปส้นิ สุดอีกดานหน่งึ ทัง้ สองดาน แสดงวาผวิ ของช้นิ งานทีท่ ำการตะไบมีผิวเรยี บ ภาพที่ 18 แสดงลักษณะการตะไบทแยงมมุ ท่ีมา : สมยศ. 2557 : 10 8.4 การตะไบแบบขดู การตะไบลกั ษณะน้ี มักใชกับการตะไบผวิ ละเอยี ดโดยใชตะไบคมตัดเดยี่ ววธิ กี ารจับตะไบ จะตองใหส มดลุ และใชมอื ทั้งสองขางจบั ตวั ตะไบใกลชดิ กนั แลวกดดนั ไปขางหนา และดงึ ถอยหลังชักตะไบระยะ ส้ันๆ ใชก ับงานทม่ี คี วามกวางไมม าก และตะไบปรับเฉพาะสวนทโ่ี คงนูนใหเรยี บ ภาพที่ 19 แสดงลักษณะการตะไบแบบถู ทีม่ า : สมยศ .2557 : 97
9. การทำความสะอาด เม่ือเราทำความสะอาดตะไบช้ินงานระยะหน่ึง จะมเี ศษโลหะติดตะไบ ทำใหผวิ งานเปน รอย ขดี ขว น ดงั นั้นจึงตองขจัดเศษโลหะนนั้ ออก วธิ ีทำความสะอาดตะไบ โดยปกติจะใชแ ปรงปด ตะไบถูปด ไปตามรอ งฟนตะไบ ภาพท่ี 20 แสดงการทำความสะอาดตะไบดวยแปรง ทมี่ า : สมยศ. 2557 : 109 10. การใชและการบำรงุ รักษาตะไบ 1. อยาใชต ะไบท่ีไมม ีดาม 2. อยา ใชต ะไบแทนคอ นหรอื ทำตกพน้ื เพราะจะทำใหแ ตกหกั 3. อยาใชน้ำมนั หลอลืน่ ทาตะไบ เพราะจะทำใหค มของตะไบล่ืน 4. เลือกใชตะไบใหเหมาะสมกับงาน 5. ควรแยกตะไบออกจากเครอ่ื งมอื ชนิดอน่ื และไมควรเก็บกองรวมกนั ตอ งเกบ็ ไวใ นทเ่ี ก็บ 6. การตะไบ ผวิ ดิบของชน้ิ งานทผี่ า นกระบวนการรดี รอ นมาผิวจะแข็ง ดังน้นั จะตองใชส นั ตะไบทำการตะไบผวิ ดิบออกใหห มดกอ นจึงจะใชหนา ตะไบปรบั งานตอ ไป โดยใหสันตะไบทำมุมเอียง ประมาณ 30 องศา กับแนวระนาบ
แบบฝกหดั หลังเรยี น เรอ่ื ง การตะไบลดขนาด ชื่อ – นามสกุล ................................................................................................................ เลขที่.................. คำช้แี จง ใหน กั เรียนตอบคำถามแบบฝก หัดหลังเรยี น ตอ ไปน้ใี หถกู ตอ ง ( 10 คะแนน ) ( เวลา 30 นาที ) 1.คมตดั ตะไบตดั เฉือนเน้อื โลหะในลกั ษณะใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 2.ตะไบทำมาจากวัสดใุ ด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 3.ดา มตะไบตอ งยาวกวา กา นตะไบประมาณเทา ใด ( 1 คะแนน ) ………………………………………………………………………………………………………………
4.ตอ งใชข อบของดามตะไบอยูหา งจากบาของตะไบประมาณเทาใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 5.ตอ งการปรับผวิ เรียบควรเลือกใชการตะไบวิธีใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 6.ตองการตะไบลดขนาดของชิ้นงานควรเลือกใชการตะไบวธิ ีใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 7.ตองการตะไบเหล็กฉากควรเลือกใชท ศิ ทางตะไบอยางไร ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 8.จงบอกหลักการของทา ตะไบไดแก ( 3 คะแนน ) …………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… …………………… แนวการตอบ แบบฝก หัดหลงั เรยี น เหลก็ กลา เรื่อง ตะไบการตะไบลดขนาด คำชีแ้ จง ใหนกั เรยี นตอบคำถามแบบฝกหัดหลงั เรยี น ตอไปนีใ้ หถกู ตอ ง 1.คมตัดตะไบตดั เฉือนเนอ้ื โลหะในลักษณะใด ลกั ษณะขูดผวิ เศษโลหะเปน ผง 2.ตะไบ ทำมาจากวสั ดุใด คารบ อน 3.ดา มตะไบตองยาวกวากา นตะไบประมาณเทาใด ประมาณ 1/3 เทา ของความยาวกาน
4.ตองใชขอบของดา มตะไบอยูห างจากบาของตะไบประมาณเทาใด 10 ฟน 5.ตอ งการปรับผิวเรยี บ ควรเลือกใชการตะไบวธิ ีใด ตะไบทแยงมมุ 6.ตอ งการตะไบลดขนาดของช้นิ งาน ควรเลอื กใชการตะไบวิธใี ด ตะไบขวาง 7.ตองการตะไบเหลก็ ฉากควรเลือกใชท ิศทางตะไบอยา งไร ควรใหตะไบสัมผัสขาทั้งสองขอบของฉากพรอมกัน 8.จงบอกหลกั การของทาตะไบ ไดแ ก 1. ยนื ตรงใหแ ยกเทา ทง้ั สองขา งหางกนั ประมาณ 1.5 – 2 ฟตุ 2. ใหเ ทาซา ยอยูขา งหนา ใหป ลายเทาเฉียงไปทางขวามือ 30 องศา 3. แนวเทา ตรงกัน ใหเ ทาขวาอยขู างหลัง ปลายเทาเฉยี งทางขวา 75 องศา 4. ใหแ ขนขวาแนบลำตวั ขณะตะไบ แลวโยกตัวตามตะไบ 5. ประคองตะไบดว ยมอื ขวา อยาใหตะไบกระดก ใบงาน ผลงาน การตะไบลดขนาด คำช้ีแจง ใหนักเรียนปฏิบัตงิ าน ตะไบลงบนชิ้นงานเหลก็ แผนใหไ ดตามขนาดทีก่ ำหนดใหจากใบงานโดยใช เครอื่ งมือในการตะไบ เมอ่ื เสรจ็ แลวใหน ำชน้ิ งานมาสง คนละ 1 ชนิ้ ( เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ) ( 12 คะแนน )
แผนการจดั การเรียนรูที่ 8 กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรยี นรูท ี่ 7 การสกัด เวลา 6 ช่ัวโมง เรอื่ ง การสกดั เวลา 6 ชั่วโมง ผสู อน นานพินจิ พูลผล วนั ที่ 2 เดอื น สงิ หาคม พ.ศ. 2561 1. เปา หมายการเรยี นรู 1.1 มาตรฐานการเรยี นรู มาตรฐาน ง 4.1 เขา ใจ มีทักษะท่ีจำเปน มีประสบการณ เหน็ แนวทางในงานอาชพี ใช เทคโนโลยี เพ่ือพัฒนาอาชีพ มคี ณุ ธรรม และมเี จตคตทิ ี่ดีตออาชีพ 1.2 สาระสำคญั สกัดเปนเครื่องมือที่ใชขึ้นรูปงานโดยการตัดเฉือนเนื้อวัสดุในลักษณะการถาก เมื่อไดรับแรงตอก จากคอน การปฏิบัติงานสกัดผูปฏิบัติงานจะตองใชมือทั้งขางจับเครื่องมือ ซึ่งอาจเกิดอันตรายกับ ผปู ฏิบัตงิ านและผูรว มงานได การสกดั งานจงึ ตองใชส มาธิ และความมัน่ ใจของผูปฏิบตั ิงานเปนอยา งสูง ซงึ่ ผปู ฏบิ ัตจิ ะตอ งฝกฝนจนเกิดความชำนาญ และมีความมนั่ ใจในการปฏบิ ัติงาน 1.3 ตัวช้ีวดั ของหลกั สูตร ง 4.1 ม.4/1 อภิปรายแนวทางเขา สูอ าชีพท่ีสนใจ ง 4.1 ม.4/3 มีประสบการณในอาชีพท่ีถนดั และสนใจ ง 4.1 ม.4/3 มคี ุณลักษณะที่ดตี ออาชีพ 1.4 จดุ ประสงคการเรยี นรู 1.4.1 ดานความรู (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายและบอกชนดิ ของสกัดได 1.4.2 ดา นทกั ษะ/กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถสรางชิน้ งาน จากการสกดั โลหะได 1.4.3 ดา นเจตคติ (A) นักเรียนมีความใฝร ูใฝเรยี น ซอ่ื สตั ยสุจริต และมีระเบียบวนิ ยั 1.5 ตวั ช้ีวดั ของแผนการเรยี นรู 1.5.1 นกั เรียนสามารถทำแบบฝกหดั ไดไมต่ำกวารอ ยละ 70 1.5.2 นกั เรียนสามารถทำใบงานไดในระดับคณุ ภาพพอใชข้ึนไป 1.5.3 นกั เรยี นมคี วามใฝร ูใฝเรียน ซือ่ สัตยสุจรติ และมรี ะเบียบวนิ ยั ไมต ำ่ กวาระดับคุณภาพดี
1.6 เน้ือหาสาระ 1.6.1 ความหมายของสกดั 1.6.2 การขนึ้ รูปโลหะ 1.6.3 ชนิดของสกดั 1.6.4 วิธีการใชส กดั 1.7 ภาระชิ้นงาน 1.7.1 ผลงานทไ่ี ดจ ากการสกดั คนละ 1 ชิน้ 1.7.2 แบบฝก หดั หลังเรยี น เรอ่ื งการสกัด 1.8 สือ่ การสอน 1.8.1 ครูผูส อน 1.8.2 power point 1.8.3 โทรทัศน 1.8.4 อุปกรณเคร่อื งมือตา งๆทใี่ ชในการสกดั 1.8.5 หนังสือแบบเรียน ใบความรู 2. การวัดผลและการประเมินผล 2.1 การวัดผล ดานความรู จากแบบฝกหัดหลงั เรียน 10 คะแนน คะแนน ดา นทักษะ/กระบวนการ จากแบบประเมนิ ผลงาน 12 คะแนน คะแนน จากแบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน 9 คะแนน ดานคุณลักษณะ จากแบบสังเกตพฤติกรรมอนั พึงประสงค 9 รวม 40 2.2 การประเมินผล ระดบั คณุ ภาพ ตัง้ แต 32-40 คะแนน หมายถงึ ดี (3) ตัง้ แต 20-31 คะแนน หมายถึง พอใช (2) ตงั้ แต 0-19 คะแนน หมายถึง ปรับปรงุ (1)
แบบประเมินผลงาน กลุมสาระการเรยี นรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ระดบั ชั้น มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนว ยการเรยี นรูท่ี 7 การสกัด เรอื่ ง การสกัด ที่ ชือ่ – สกุล ความเรียบรอย รวม ผลการ หมายเหตุ ความ ูถก ตอง ประ ความสะอาด เมิน ผาน ไม ผาน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 12 ลงช่ือ............................................................ผูประเมนิ ( นายพนิ จิ พลู ผล ) เกณฑการประเมิน ใสเครอื่ งหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 4 หมายถงึ ดเี ยย่ี ม 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ปรับปรุง เกณฑก ารตัดสนิ การประเมนิ ใสเ ครอ่ื งหมาย √ ลงในชอง ผาน หรือไมผ าน ผา น หมายถึง มีผลการประเมนิ 9 คะแนนขน้ึ ไป
เกณฑการใหค ะแนนแบบประเมนิ ผลงาน กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรยี นรูที่ 7 การสกดั เร่อื ง การสกดั รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ความเรยี บรอย ความสะอาด ดเี ย่ียม ( 4 ) ดี ( 3 ) พอใช ( 2 ) ปรบั ปรุง ( 1 ) ความถกู ตอ ง แนวและรองสกัดมี แนวและรอ งสกัดมี แนวและรองสกัดมคี วาม แนวและรองสกัดไม เสนตรง สมำ่ เสมอกัน เสน ตรง สม่ำเสมอกัน เอยี ง สม่ำเสมอกัน มีคม ตรงตามแบบ ไม ไมมคี มของขอบโลหะ มคี มของขอบโลหะ ของขอบโลหะบางจุด สม่ำเสมอกัน มีคม ของขอบโลหะ เลก็ นอ ย ไมม คี าบนำ้ มันและ มีคาบน้ำมันและ มคี าบนำ้ มนั และรอ งรอย มีคาบนำ้ มนั และ รองรอยของเสนรา ง รอ งรอยของเสน รา ง ของเสนราง เกบ็ รอ งรอยของเสน ราง เก็บรายละเอยี ดของ ไมเ กบ็ รายละเอยี ด เลก็ นอย เก็บ รายละเอียดของงานบาง งาน รายละเอยี ดของงาน จุด ของงาน ผลงานมคี วามถกู ตอง ผลงานมีความถูกตอง ผลงานมคี วามถกู ตอ งได ผลงานไมไดขนาด ไดขนาดตามแบบ ไดข นาดตามแบบ ขนาดตามแบบเลก็ นอย ตามแบบและ ไมทำ และ ทำตามข้นั ตอน เลก็ นอย แตท ำตาม แตทำตามขัน้ ตอนท่ี ข้นั ตอนทีก่ ำหนด ตามขน้ั ตอนท่ี ทก่ี ำหนด กำหนดบางคร้งั กำหนด
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ช้ัน มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนว ยการเรียนรูท่ี 7 การสกดั เร่ือง การสกัด ที่ ชอื่ – สกุล รวม ผลการความพรอมในการ หมายเหตุ ประทำงาน เมิน การแสดงความ ิคดเ ็หน การรักษาความ สะอาด ผาน ไม ผาน 321321321 9 ลงชอ่ื ............................................................ผปู ระเมนิ ( นายพนิ ิจ พลู ผล ) เกณฑก ารประเมิน ใสเคร่ืองหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถึง ปรับปรงุ เกณฑก ารตัดสนิ การประเมนิ ใสเ ครื่องหมาย √ ลงในชอง ผาน หรือไมผา น ผาน หมายถึง มีผลการประเมนิ 6 คะแนนขึ้นไป
เกณฑการใหคะแนนแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน กลุมสาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 4 หนว ยการเรยี นรูที่ 7 การสกดั เรื่อง การสกัด รายการประเมิน ดี ( 3 ) ระดับคุณภาพ ปรับปรงุ ( 1 ) พอใช ( 2 ) ไมใ หความสนใจในการเร่มิ ความพรอ มในการทำงาน ใหค วามสนใจในการ ใหความสนใจในการ ทำงาน ชวนเพ่อื นคยุ หรอื เริม่ ตนทำงาน ไมช วน เรมิ่ ตน ทำงานเลก็ นอย เลน ในขณะทำงานตลอด เพ่ือนคุยหรอื เลนในขณะ ชวนเพ่ือนคุยหรอื เลน ทำงาน ไมนำวิชาอน่ื มาทำ ในขณะทำงานบา ง ไม นำวชิ าอน่ื มาทำ นำวชิ าอน่ื มาทำ แสดงและยอมรบั ความ แสดงและยอมรบั ความ สวนใหญไมแสดงและ การแสดงความคิดเหน็ คดิ เห็นของตนและผูอ ืน่ คิดเหน็ ของตนและผูอื่น ยอมรับความคิดเหน็ ของ อยางมเี หตผุ ล ตอบคำถาม อยา งมเี หตุผลในบางครั้ง ตนและผอู ื่น ไมสามารถ ไดท ันทีเมอื่ ครูถาม ตอบคำถามไดเมือ่ ครู ตอบคำถามไดทนั ทเี ม่อื ครู ถามแตย ังไมถูก ถาม การรักษาความสะอาด เก็บกวาดทำความสะอาด เกบ็ กวาดทำความ ไมเ ก็บกวาดทำความ ขยะทุกชิ้นหลังจาก สะอาดขยะหลงั จาก สะอาดขยะใดๆหลงั จาก ปฏิบตั ิงานเสรจ็ ปฏบิ ัตงิ านเสรจ็ แตไม ปฏิบัตงิ านเสรจ็ หมด
แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนั พึงประสงค กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนวยการเรยี นรูท ่ี 7 การสกัด เรือ่ ง การสกัด ท่ี ช่อื – สกุล ผลการความรับ ิผดชอบ หมายเหตุ รวม ประ ซ้ือ ัสตย ุสจริต การป ิฏ ับ ิตตนใน หองเรียน เมนิ ผาน ไ ม ผาน 321321321 9 ลงชอ่ื ............................................................ผูประเมนิ ( นายพนิ จิ พูลผล ) เกณฑการประเมนิ ใสเ ครอ่ื งหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถงึ ปรบั ปรุง เกณฑการตัดสินการประเมนิ ใสเคร่ืองหมาย √ ลงในชอง ผาน หรอื ไมผ าน ผา น หมายถึง มีผลการประเมนิ 5 คะแนนขน้ึ ไป
เกณฑการใหค ะแนนแบบสังเกตพฤตกิ รรมอันพงึ ประสงค กลุม สาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 4 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 7 การสกดั เรอื่ ง การสกดั รายการประเมนิ ดี ( 3 ) ระดบั คุณภาพ ปรับปรุง ( 1 ) พอใช ( 2 ) มีความรบั ผิดชอบ เร่มิ ตนทำงานทไี่ ดรับ เริ่มตนทำงานท่ีไดร บั ไมสามารเริม่ ตนทำงาน มอบหมายไดท ันทที ำงาน มอบหมายแตยังไมเขา ใจ ทีไ่ ดรับมอบหมายได เสร็จกอ นเวลาท่กี ำหนด บางสว น ทำงานเสร็จตาม ทนั ที ทำงานเสร็จชา กวากำหนด งานไมมี งานมคี ณุ ภาพ เวลาที่กำหนด งานมี คณุ ภาพตอ งแกไ ข คุณภาพแตตองแกไ ข เลก็ นอ ย ซอื่ สตั ยส จุ รติ ปฏิบัติงานดว ยตนเอง ไม ปฏบิ ตั ิงานดวยตนเองเปน ใหเพ่อื นปฏิบัติงานให คดั ลอกงานของผอู นื่ บางครั้ง คัดลอกงานผูอ นื่ เปน ประจำ คัดลอกงาน มาดดั แปลง ของผอู ่นื การปฏิบตั ิตนใน ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บ ปฏบิ ัติตามกฎระเบยี บบาง ไมปฏิบตั ติ าม หอ งเรยี น ท่ตี ัง้ ไว มีความสุภาพ ไมค อ ยสภุ าพเรยี บรอย ครู กฎระเบยี บ พดู จาไม เรยี บรอ ย ออ นนอมถอม เหมาะสม ครูคอย เตือนเปน บางครั้ง ตน ตกั เตือนเสมอ
3. กจิ กรรมการเรียนรู 3.1 ข้นั นำเขา สบู ทเรียน ( 10 นาที ) 3.1.1 ครูซักถามเกี่ยวกับงานชาง วานักเรียนเคยปฏิบัติงานชางอะไรมาบางแลว หรือ เคยพบ เหน็ ในบุคคลในบรเิ วณบานของนกั เรยี น ทปี่ ฏบิ ตั ิงานชาง บางหรือไม 3.1.2 ครนู ำตัวอยาง ของงานสกดั โลหะ แลวถามถึงส่ิงทีน่ กั เรียนเห็นวา การสกดั โลหะนี้ เปนการ สกัดโลหะในลักษณะใด 3.2 ขั้นสอน ( 2 ชว่ั โมง ) 3.2.1 ครสู อนโดยใช power point ใหนักเรยี นดูพรอ มอธบิ ายควบคูในหนงั สอื แบบเรยี นงานฝก ฝม อื และใบความรู 3.2.2 ครแู นะนำอปุ กรณเ ครื่องมือและอธบิ ายวิธีการใชงานในการสกดั ใหนักเรยี น 3.2.3 ครูสาธิตข้นั ตอนการสกดั และทายืนที่ถกู ตอ ง 3.3 ข้นั ปฏบิ ตั ิ ( 3 ช่วั โมง 30 นาที ) เมื่อครูสอนไปขางตนแลว ครูแจกใบงานและวัสดุอุปกรณใหนักเรียนสรางชิ้นงานตามใบงานท่ี กำหนดเปนเวลา 3 ชั่วโมง พรอมในคำแนะนำการสกัดในระหวางการปฏิบัติงาน แลวนำมาสงเพื่อ ตรวจใหคะแนน จากนั้นใหทำแบบฝกหัดหลงั เรียนโดยศกึ ษาจากหนังสือเรียนและใบความรู เปนเวลา 30 นาที แลวนำมาสง 3.4 ขน้ั สรปุ ( 10 นาที ) ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ ความรูเกย่ี วกบั การสกัด ในการปฏบิ ัตงิ านทไ่ี ดจากการเรยี นในวนั นี้
1.ผลการเรียนการสอน บนั ทกึ หลังสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 2.ปัญหา/อุปสรรคในการสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 3.การแก้ปัญหา ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ..........................................................ผ้สู อน ( นายพินจิ พลู ผล ) ………/.……../………
ความคิดเหน็ ของครูพ่ีเลยี้ ง ลงชอื่ .....................................................( ครูพ่เี ลีย้ ง ) (.......................................................) ………/.……../………
ความคดิ เหน็ ของผ้บู ริหาร ลงชื่อ.....................................................( ผ้บู ริหาร ) (……………………………………) ………/.……../………
ใบความรู เร่อื ง การตะไบ ความหมายของสกัด สกดั (Chiseling) เปนเครอื่ งมือตัดชนิด ท่ีใชส ำหรับตดั เฉอื นผิวหนาช้ินงานเพื่อลดขนาด ปาดผวิ ตัดเฉอื น ตัดถาก หรอื ตัดขาดช้ินงาน โดยวธิ ีการตัด ซ่ึงจะตองใชคอ นตอกเพมิ่ กำลงั เพ่ือเอาชนะแรงตา นจากเน้อื โลหะ ดงั น้นั วสั ดุท่ีใชท ำสกดั จะตองมีความแข็งกวา เน้ือกวาเนอ้ื โลหะของช้ินงาน มีความทนตอการกระแทก และการ สึกหรอสงู วสั ดทุ ่ีใชทำสกัด เปน เหลก็ กลา หรือเหล็กเครือ่ งมือ ซง่ึ มสี ว นผสมของคารบอนอยปู ระมาณ 0.6 – 2.0 เปอรเ ซน็ ต การขึน้ รูปโลหะ การขึน้ รปู โลหะกระทำได 2 วธิ ี คือ 1.1 การข้ึนรูปโดยการทำใหเนอ้ื โลหะแปรรูปไปโดยมไิ ดใชคมของเครื่องตดั แตใ ชความรอน ทใหโ ลหะ ออ นตวั ลงแลวตขี ้นึ รปู เชน งานตีเหลก็ ลกั ษณะนเี้ ปนการขึ้นรูปช้ินงานโดยไมเกดิ เศษวัสดุ 1.2 การขน้ึ รูปโดยใชสว นคมแหลมของคมตัด ตัดฉยี นหรอื ปาดผวิ โลหะใหแยกจากกัน โดยใชห ลกั การ ของลิ่ม มุมล่ิมมี 2 ลกั ษณะ คือ 1.2.1 มุมลิ่มเลก็ ลม่ิ ทมี่ มี มุ เล็ก การใชแรงตอกลิ่มเพ่อื ใหค มตัดแทรกตวั ลงในเนอื้ วัสดุจะแทรกเขา ไปยาก เน่อื งจากมมุ ลิ่มโตจงึ ตองใชแ รงตอกมากกวา คมตัดจะแข็งแรงแตกบน่ิ ไดยาก 1.2.2 มมุ ล่ิมโต ล่มิ ที่มีมมุ โตขึน้ จะใชแรงตอกลิ่ม เพ่ือใชค มตัดแทรกตัวลงในเนอ้ื วัสดจุ ะแทรกตวั ไดยาก เนื่องจากลมิ่ โตจงึ ตอ งใชแรงตอกมากกวาคมตัดจะแขง็ แรงแตกบนิ่ ไดยาก
จากหลกั การของลิ่มดงั กลาวขาวตน เราจงึ นำมาประยุกตใ ชในการตดั ช้ินงานจากแรงที่ตอกลงของล่ิม เน้อื วัสดจุ ะตา นทานการเคลื่อนท่ขี องลม่ิ แรงตา นทานจะมากหรอื นอ ยขึ้นอยกู ับความหนาแนนของเน้อื วสั ดุ และขนาดของล่มิ การกระทำของล่มิ ดว ยทิศทางที่ตง้ั ฉากกับผวิ งาน วิธนี ้ีจะทำใหว สั ดุแยกออกจากกันได จะตอ งใชแ รง มาก งานท่ีไดจ ะไมม ีเศษวัสดุ การกระทำของลมิ่ ที่เปน มุมแหลม จะทำใหเกดิ การตัดเฉอื นทำใหเกิดเศษขนึ้ ทีห่ นา คมตดั
มมุ ของล่ิม มมุ ของลมิ่ ที่ทำใหเกิดการตัดเฉือนวสั ดไุ ดจะตองประกอบดวยมมุ 3 ลักษณะ คอื 1. มุมคาย 2. มุมลิม่ 3. มุมหลบ 1. มมุ คาย จะอยูดานหนาของคมตัดมหี นา ท่ีทำใหเศษวสั ดเุ คล่ือนมวนตวั ออกไดง ายขณะทำการ สกัด 2. มุมลิม่ เปน มมุ ทีบ่ อกถงึ ความแข็งแรงของคมตดั มมุ ลิม่ มี 2 ลักษณะ คอื 2.1 คมตัดท่มี มุ ลิ่มโตเหมาะกบั งานทมี่ คี วามแขง็ แรงมาก 2.2 คมตดั มมุ ลิ่มเล็ก เหมาะกับงานสกัดวัสดุท่ีมเี นอ้ื ออ น
3. มมุ หลบ เปน มุมท่ีชว ยลดการเสียดสีระหวางคมตดั กบั ผวิ งาน ชวยยดื อายใุ หย าวนานขนึ้ ชนิดของสกัด สวนประกอบของสกัด 1. สกดั ปากแบน (Flat Chisel) เปน สกัดที่ใชงานทั่วไป มลี กั ษณะปากยาวตรง สามารถตัดเฉือนผิวงานได ครงั้ ละมาก ๆ ใชสกัดผวิ ชิน้ งานหลอ สกัดแตง แนวเชอ่ื ม ภาพท่ี 1.1 แสดงการใชงานสกัดปากแบน 2. สกดั ปลายมน (Round Nose Chisel) เปนสกดั ทีม่ ปี ลายโคง มน ทำใหต ัดไดแ นวตรงยงิ่ ข้ึน สว นใหญ ใชก ับงานแตง โคงเวา รอ งน้ำมนั บนรางเลอ่ื น หรือผิวสมั ผัสของช้นิ สวนเครื่องจักรกล
ภาพที่ 2.1 แสดงการใชง านสกดั ปลายมน 3. สกดั ปากจงิ้ จก หรือสกัดปากขวาง (Cape Chisel) สกดั ชนิดนม้ี ีลักษณะปลายสกัดเปนคมล่มิ แคบ ขนาดเลก็ ใชกับงานสกัดรอ งแคบ ๆ ภาพที่ 3.1 แสดงการใชงานสกดั ปากจ้ิงจก 4. สกดั เซาะรอ ง หรอื สกัดปลายเซาะ (Groove Chisel) สกัดชนิดน้ีมลี ักษณะปลายสกัดเปน รูปโคงตาม แนวยาวใชกบั งานสกัดรองผิวโคง ภาพท่ี 4.1 แสดงการใชงานสกดั เซาะรอง 5. สกัดปลายบาน หรอื สกดั คมกวาง สกัดชนิดน้ีมีลกั ษณะปลายสกดั จะเปนคมตดั ท่ีมีรูปรา งแบนใชก บั งานสกัดหลังจากการเจาะรู ท่เี หลอื ครบี โลหะที่ขอบรู เพอื่ ใหช ้ินงานเปนเหลย่ี ม
ภาพที่ 5.1 แสดงการใชงานสกัดปลายบาน 6. สกัดปลายตดั หรือสกดั ตดั เฉอื นโลหะแผน (Diamond Point Chisel) สกดั ชนิดนม้ี ลี กั ษณะสวน ปลายคลา ยปากฉลาม ใชกบั งานสกดั แตงมมุ หรืองานรปู ตัดตัววี ภาพที่ 6.1 แสดงการใชง านสกัดตัดเฉอื นโลหะ 7. สกดั ตัดปะเก็น หรือสกัดเจาะ มชี ื่อเรยี กโดยทั่วไปวา “ตดุ ตู” ใชตดั ชิน้ งานใหเปน รกู ลม เชน การ เจาะรูปะเกน็ จาก หนงั ยาง ตะก่ัว อลูมิเนยี ม และพลาสติกบาง เปน ตน 8. สกัดชา งตเี หลก็ (Hot Chisel) เปนสกัดขนาดใหญ ลักษณะสกัดดา นหน่ึงเปน สกัด อีกดานมี รปู รา งเรยี บ ตรงกลางมีรูเจาะใสดา มเพือ่ ปองกนั ความรอ นขณะใชง าน สกัดชนดิ นมี้ ี 2 ชนดิ คือ สกดั รอน ใช สำหรับสกัดตัดชน้ิ งานโลหะทกี่ ำลังรอนแดง และสกัดเย็นใชสกดั ตัดชิน้ งานโลหะมีสภาพเย็นตวั
ภาพท่ี 8.1 สกัดชา งตีเหล็ก วธิ กี ารใชสกดั 1.1 การจับสกัด จะตองกำทั้งมือเพราะแรงทต่ี อกสกดั จะตอ งใชแรงมาก สกัดอาจหลุดมือได 1.2 เมื่อตองการใชส กดั ในการตัดเฉอื นหรือตดั วัสดุใหขาดจากกนั แรงทใี่ ชในการตอกจะตอ งใชม าก สง่ิ ทส่ี ำคัญๆ คือ การจับสกดั จะตองจับแบบกำทง้ั มอื 1.3 เม่อื ตอ งการใชส กดั ในการกำหนดทิศทางหรอื แนวตางๆ ที่ตอ งการจะตัดควรจบั ดวยนว้ิ ทั้ง 5 พรอมกับใชแรงตอกสกดั เบาๆ
1.4 การจบั คอน ควรจับที่ระยะ ¾ ของความยาววดั จากคอน เปนจุดจับดามคอ นทดี่ ีทีส่ ุด สามารถจบั ไดถ นัดทส่ี ุด อกี ทั้งยังเปน การลดแรงสะเทือนท่มี ือและหวั ไหลถ าสกัดนานๆ 1.5 ขณะสกัดสงิ่ ทีค่ วรปฏิบัติและระมดั ระวังก็คอื สายตา จะตอ งมองปลายท่ีคมตัดของสกัดเสมอไม ตองกงั วลวา จะตีไมถ ูกสกัด 1.6 เมือ่ สกดั งานเกอื บสดุ ชน้ิ งาน สิ่งทคี่ วรระวงั คอื การกระเดน็ ของเศษโลหะทเ่ี กดิ จากการฉกี ขาด ของขอบงานขณะท่สี กดั จะสุดชิน้ งาน ควรกลับดานตรงขามของสกัด 1.7 สกัดเม่ือใชง านไปนาๆ บรเิ วณสวนหัวของสกดั จะเยนิ เนื่องจากถูกคอ นตีบรเิ วณนี้เนือ้ ของสกัดจะมี ความเหนยี ว จึงทำใหบ ริเวณหัวมีความเยินคลายดอกเห็ด เศษรอยเยนิ อาจจะกระเด็นออกไปขณะท่เี ราใชค อน ตสี กัดอยู เพื่อความปลอดภัย ควรเจยี ระไนรอยเยนิ ออกใหเ รยี บรอ ย
สาเหตทุ ี่ทำใหอ ายกุ ารใชง านของสกัดสนั้ หรอื ทอ่ื เรว็ 1. ขนาดมุมลม่ิ ของสกัดไมเ หมาะสม 2. ความเรว็ ของสกัดกบั ความเรว็ ของวัสดุงานมีความแขง็ ใกลเ คียงกัน 3. แนวแรงของคอ นท่กี ระทำกบั สกัดไมตรงตามแนวแกนทำใหคมตดั รับแรงไมเทากัน 4. สว นปลายของคมตัดทชี่ ุบแข็งไวถ ูกลบั ไปหมด สาเหตทุ ท่ี ำใหตองใชแรงในการสกัดมากผดิ ปกติเกิดจากสาเหตดุ ังตอ ไปน้ี 1. สกัดทื่อหรอื บิน่ 2. การจับคอ นขณะทำการตอกไมถูกตอง 3. แนวแรงตอกไมไ ดแ นวศูนยฅของสกดั 4. มุมของสกัดทีก่ ระทำกับงานไมเ หมาะสม 5. การจับชนิ้ งานไมแนนก็มีผลตอชิน้ งาน ขอควรระวังในขณะทำงานสกดั 1. ขณะปฏิบตั งิ านจะตอ งแตงกายใหร ัดกมุ 2. สวมแวน ตานริ ภัยเสมอขณะปฏบิ ัตงิ าน 3. ช้นิ งานจะตองจับดว ยปากกาจับงานใหแ นน 4. ในการสกัดใหมองตรงปลายคมตัดอยามองหัวสกดั 5. การใชคอ นตีจะตอ งตใี หตรงตามแนวแกนของสกดั มฉิ ะนนั้ อาจทำใหสกัดหลุดมือได 6. กอ นลงมือสกัดจะตอ งตรวจสภาพคอ นใหอ ยสู ภาพเรยี บรอย 7. ระวงั เศษโลหะจากการสกัดกระเดน็ ไปโดนผอู ืน่
สรุปทายบท สกดั (Chiseling) เปนเคร่อื งมอื ตดั ชนดิ ที่ใชสำหรับตัดเฉอื นผิวหนา ชนิ้ งานเพ่ือลดขนาด ปาดผวิ ตัด เฉือน ตดั ถาก หรอื ตดั ขาดช้ินงาน โดยวิธีการตัด ซ่ึงจะตอ งใชคอนตอกเพม่ิ กำลัง เพ่อื เอาชนะแรงตา นจากเนอื้ โลหะ ดงั นัน้ วสั ดทุ ีใ่ ชทำสกดั จะตอ งมีความแข็งกวา เน้ือกวา เน้ือโลหะของชนิ้ งาน มีความทนตอ การกระแทก และการสกึ หรอสงู วสั ดุทใ่ี ชทำสกดั เปนเหล็กกลา หรือเหลก็ เครอ่ื งมอื ซึ่งมีสว นผสมของคารบ อนอยูประมาณ 0.6 – 2.0 เปอรเ ซ็นต การขน้ึ รูปโลหะกระทำได 2 วธิ ี คือ 1. การข้ึนรูปโดยการทำใหเนอ้ื โลหะแปรรูปไปโดย มิไดใ ชคมของเคร่อื งตดั แตใชความรอ น ทใหโลหะออ นตวั ลงแลวตีขนึ้ รปู เชน งานตีเหล็ก ลักษณะนีเ้ ปน การขึ้น รปู ชิน้ งานโดยไมเกิดเศษวัสดุ 2. การข้ึนรปู โดยใชสวนคมแหลมของคมตัด ตัดฉยี นหรอื ปาดผวิ โลหะใหแยกจาก กนั โดยใชหลกั การของลิ่ม มุมของล่มิ ทท่ี ำใหเกดิ การตดั เฉอื นวสั ดไุ ดจะตอ งประกอบดวยมมุ 3 ลักษณะ คอื 1. มุมคาย 2. มุมลิ่ม 3. มมุ หลบ ชนิดของสกัด 1. สกัดปากแบน (Flat Chisel) 2. สกัดปลายมน (Round Nose Chisel) 3. สกดั ปากจ้งิ จก หรือสกดั ปากขวาง (Cape Chisel) 4. สกดั เซาะรอง หรือสกดั ปลายเซาะ (Groove Chisel) 5. สกัดปลายบาน หรือสกัดคมกวา ง 6. สกัดปลายตัด หรอื สกัดตัดเฉือนโลหะแผน (Diamond Point Chisel) 7. สกดั ตดั ปะเกน็ หรอื สกัดเจาะ 8. สกัดชางตีเหลก็
แบบฝก หดั เรือ่ ง การสกัด ชื่อ – นามสกลุ ................................................................................................................ เลขที่.................. คำชแี้ จง ใหน กั เรยี นตอบคำถามแบบฝกหัดหลังเรยี นตอไปน้ใี หถ ูกตอ ง ( 10 คะแนน ) ( เวลา 30 นาที ) 1.จงอธบิ ายความหมายของสกดั ใหถ กู ตอ ง ( 2 คะแนน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………… 2.การข้นึ รปู โลหะมกี ่วี ธิ อี ะไรบา ง จงอธบิ าย ( 2 คะแนน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………… 3.มุมของล่มิ มกี ี่ลักษณะอยา งไรบา ง ( 2 คะแนน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… 4.จงเลอื กตัวอกั ษร ก-ช ทางขวามือ มาเตมิ หนา ขอความทางซายมือใหถกู ตอ ง ( 4 คะแนน)
1. ...................สกดั ชนิดน้ีมลี ักษณะปลายสกัดเปนรปู โคง ตามแนวยาวใชกบั ก. สกดั ปลายมน งานสกัดรอ งผวิ โคง ข. สกดั ปลายตัด หรอื สกดั ตดั เฉือน 2. ...................สกดั ชนดิ นี้มีลักษณะปลายสกดั จะเปน คมตัดท่มี ีรปู รางแบน โลหะแผน ใชกับงานสกัดหลงั จากการเจาะรู ที่เหลอื ครบี โลหะทขี่ อบรู ฃ. สกดั ชางตเี หลก็ เพ่ือใหชิ้นงานเปนเหลยี่ ม ค. สกดั ปลายบาน หรือสกัดคมกวา ง 3. ................... เปนสกัดที่ใชง านท่ัวไป มีลักษณะปากยาวตรง สามารถตัด ง. สกัดปากแบน เฉือนผิวงานไดครง้ั ละมาก ๆ ใชสกดั ผิวชน้ิ งานหลอ สกัดแตงแนวเชื่อม จ. สกัดตัดปะเกน็ หรือสกดั เจาะ ฉ. สกัดเซาะรอง หรอื สกัดปลายเซาะ 4. ...................สกดั ชนิดน้ีมีลักษณะปลายสกัดเปนคมลมิ่ แคบขนาดเล็ก ใช ช. สกัดปากจง้ิ จก หรอื สกดั ปากขวาง กบั งานสกัดรองแคบ ๆ 5. ...................มชี อื่ เรยี กโดยท่ัวไปวา “ตุด ตู” ใชตัดช้ินงานใหเ ปน รูกลม เชน การเจาะรปู ะเก็นจาก หนัง ยาง ตะกัว่ อลูมเิ นียม และพลาสตกิ บาง เปนตน 6. ...................เปน สกัดทม่ี ีปลายโคงมน ทำใหต ัดไดแ นวตรงยง่ิ ขนึ้ สวนใหญ ใชก ับงานแตง โคงเวา รองนำ้ มันบนรางเลอื่ น หรือผวิ สัมผัสของชิ้นสวน เครอื่ งจักรกล 7. ...................เปน สกดั ขนาดใหญ ลกั ษณะสกัดดานหนงึ่ เปนสกัด อกี ดานมี รูปรา งเรยี บ ตรงกลางมรี ูเจาะใสด า มเพื่อปองกนั ความรอนขณะใชง าน สกดั ชนิดน้มี ี 2 ชนิด คอื สกัดรอ น ใชส ำหรับสกดั ตัดชิ้นงานโลหะทีก่ ำลังรอนแดง และสกดั เยน็ ใชสกัดตัดชนิ้ งานโลหะมีสภาพเย็นตวั 8. ...................สกดั ชนดิ นี้มลี ักษณะสว นปลายคลายปากฉลาม ใชกบั งาน สกัดแตง มมุ หรอื งานรปู ตัดตัววี
แนวการตอบ แบบฝกหดั เรือ่ ง การสกดั คำชี้แจง ใหน ักเรียนตอบคำถามแบบฝก หัดหลังเรยี น ตอ ไปนใี้ หถูกตอง ( 10 คะแนน ) ( เวลา 30 นาที ) 1.จงอธิบายความหมายของสกดั ใหถ ูกตอ ง ( 2 คะแนน) เคร่อื งมือตดั ชนิด ท่ีใชสำหรบั ตัดเฉอื นผวิ หนา ชน้ิ งานเพอื่ ลดขนาด ปาดผวิ ตัดเฉอื น ตัดถาก หรือตัดขาด ชิ้นงาน โดยวิธีการตัด ซ่ึงจะตองใชค อ นตอกเพ่มิ กำลงั เพ่อื เอาชนะแรงตานจากเนอ้ื โลหะ ดังนั้นวสั ดุท่ีใชทำ สกดั จะตองมีความแขง็ กวา เนอื้ กวา เน้ือโลหะของชิ้นงาน มีความทนตอการกระแทก และการสึกหรอสูง วัสดทุ ่ี ใชทำสกดั เปนเหล็กกลา หรือเหล็กเครอื่ งมือ ซึ่งมีสว นผสมของคารบ อนอยปู ระมาณ 0.6 – 2.0 เปอรเซน็ ต 2.การข้ึนรูปโลหะมกี ่วี ธิ ีอะไรบาง จงอธิบาย ( 2 คะแนน) การขนึ้ รปู โลหะกระทำได 2 วธิ ี คอื 1. การข้ึนรปู โดยการทำใหเนื้อโลหะแปรรูปไปโดยมิไดใชคมของ เครื่องตดั แตใชค วามรอ นทำใหโลหะออนตวั ลงแลวตขี นึ้ รูป เชน งานตีเหลก็ ลกั ษณะน้เี ปน การข้ึนรูปชน้ิ งาน โดยไมเ กดิ เศษวัสดุ 2 การข้ึนรูปโดยใชส วนคมแหลมของคมตัด ตดั ฉียนหรอื ปาดผิวโลหะใหแยกจากกัน โดยใชห ลักการของลิ่ม 3.มมุ ของลิ่มมีกล่ี กั ษณะอยางไรบาง ( 2 คะแนน) 2 ลักษณะ 1 มมุ ลิ่มเลก็ การใชแรงตอกลมิ่ เพือ่ ใหคมตัดแทรกตัวลงในเน้อื วัสดจุ ะแทรกเขาไปยาก เนื่องจากมุมลิม่ โตจงึ ตองใชแ รงตอกมากกวา คมตัดจะแขง็ แรงแตกบนิ่ ไดย าก 2 มุมล่ิมโต ล่มิ ที่มีมมุ โตขึ้นจะใชแ รงตอกล่ิม เพ่ือใชคมตดั แทรกตัวลงในเนอื้ วัสดุจะแทรกตวั ไดยาก เนือ่ งจากลิ่มโตจึงตองใชแ รงตอกมากกวา คมตัดจะแข็งแรงแตกบิน่ ไดย าก
4.จงเลือกตวั อักษร ก-ช ทางขวามือ มาเตมิ หนา ขอความทางซา ยมอื ใหถูกตอ ง ( 4 คะแนน) 1. .........ฉ..........สกดั ชนิดน้ีมีลกั ษณะปลายสกดั เปนรูปโคงตามแนวยาวใชก บั งานสกดั รองผิวโคง 2. ..........ค.........สกัดชนิดนม้ี ีลักษณะปลายสกัด จะเปน คมตัดทมี่ รี ปู รางแบน ใชกบั งานสกัดหลงั จากการเจาะรู ที่เหลอื ครีบโลหะที่ขอบรู เพ่ือใหช ิน้ งานเปน เหลย่ี ม ก. สกัดปลายมน 3. .........ง.......... เปนสกัดที่ใชงานทว่ั ไป มีลกั ษณะปากยาวตรง สามารถตดั ข. สกดั ปลายตัด หรือสกัดตัดเฉอื น เฉือนผวิ งานไดค ร้ังละมาก ๆ ใชส กดั ผิวชิ้นงานหลอ สกดั แตง แนวเช่ือม โลหะแผน ฃ. สกดั ชา งตเี หล็ก 4. ..........ช.........สกดั ชนิดน้ีมีลกั ษณะปลายสกัดเปนคมลิม่ แคบขนาดเล็ก ใช ค. สกดั ปลายบาน หรือสกดั คมกวา ง กบั งานสกัดรองแคบ ๆ ง. สกดั ปากแบน 5. ...........จ........มีชอื่ เรยี กโดยทว่ั ไปวา “ตดุ ตู” ใชตัดชน้ิ งานใหเ ปนรูกลม เชน การเจาะรปู ะเก็นจาก หนัง ยาง ตะกว่ั อลูมิเนียม และพลาสติกบาง จ. สกดั ตดั ปะเก็น หรือสกัดเจาะ เปนตน ฉ. สกดั เซาะรอ ง หรอื สกัดปลายเซาะ 6. ..........ก.........เปนสกัดท่มี ีปลายโคง มน ทำใหตัดไดแนวตรงย่ิงข้ึน สว น ช. สกดั ปากจง้ิ จก หรือสกัดปากขวาง ใหญใ ชกับงานแตง โคงเวา รอ งนำ้ มนั บนรางเลอื่ น หรือผวิ สมั ผัสของชน้ิ สวน เคร่ืองจักรกล 7. ...........ข........เปนสกัดขนาดใหญ ลกั ษณะสกดั ดา นหน่งึ เปน สกัด อกี ดานมี รปู รางเรียบ ตรงกลางมรี เู จาะใสด า มเพื่อปองกนั ความรอนขณะใชงาน สกดั ชนิดนี้มี 2 ชนดิ คือ สกดั รอน ใชสำหรบั สกัดตัดชิ้นงานโลหะทกี่ ำลังรอ นแดง และสกดั เยน็ ใชสกดั ตัดช้ินงานโลหะมีสภาพเย็นตวั 8. ........ข...........สกดั ชนิดนี้มลี ักษณะสวนปลายคลายปากฉลาม ใชก บั งาน สกัดแตงมุม หรอื งานรปู ตดั ตวั วี
ใบงาน ผลงาน การสกัด คำชี้แจง ใหนกั เรยี นปฏิบตั งิ าน สกดั ชิน้ งานเหล็กแผนใหไ ดตามขนาดทีก่ ำหนดใหจ ากใบงานโดยใชเ ครื่องมอื ในสกดั เมอ่ื เสรจ็ แลว ใหนำชนิ้ งานมาสงคนละ 1 ชน้ิ ( เวลา 3 ชั่วโมง ) ( 12 คะแนน )
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398