Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการสอนวิชางานฝึกฝีมือ

แผนการสอนวิชางานฝึกฝีมือ

Published by icebuby, 2020-06-28 13:12:38

Description: แผนการสอนวิชางานฝึกฝีมือ

Search

Read the Text Version

แบบประเมนิ ผลงาน กลมุ สาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรียนรทู ่ี 6 การตะไบ เรื่อง การตะไบลดขนาดงาน ที่ ช่ือ – สกุล รวม ผลการความเรียบรอย หมายเหตุ ประ ความ ูถก ตอง เมนิ ความสะอาด ผาน ไม ผาน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 12 ลงชอ่ื ............................................................ผูป ระเมิน ( นายพินิจ พูลผล ) เกณฑการประเมนิ ใสเ คร่อื งหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 4 หมายถงึ ดเี ยย่ี ม 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถงึ ปรับปรงุ เกณฑการตัดสนิ การประเมนิ ใสเครอ่ื งหมาย √ ลงในชอง ผา น หรือไมผาน ผาน หมายถึง มผี ลการประเมนิ 9 คะแนนข้นึ ไป เกณฑก ารใหค ะแนนแบบประเมนิ ผลงาน

กลมุ สาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ชั้น มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนวยการเรยี นรทู ี่ 6 การตะไบ เรอื่ ง การตะไบปรับผิว รายการประเมนิ ระดับคุณภาพ ความเรียบรอย ความสะอาด ดเี ยยี่ ม ( 4 ) ดี ( 3 ) พอใช ( 2 ) ปรับปรงุ ( 1 ) ความถกู ตอ ง ชนิ้ งานมคี วามเรียบ ชน้ิ งานมคี วามเรียบ ชิ้นงานมคี วามเรยี บ ชิ้นงานไมม คี วาม เสมอกนั ไมมขี อบคม เสมอกันบางจุด ไมมี เสมอกันนอยมาก มี เรียบรอ ย มีขอบคม เก็บรายละเอียดทกุ ขอบคม เก็บเกือบ ขอบคมดานขางไมเกบ็ ดา นขา ง ไมเ กบ็ ดาน รายละเอยี ดทุกดา น เก็บรายละเอียด รายละเอยี ด ไมม ีรอ งรอยของรอย ไมม รี องรอยของรอย มรี อ งรอยของรอยขดุ มรี อ งรอยของรอยขุด ขุดตะไบและเศษ ขดุ ตะไบและมีเศษ เหล็กตดิ ชนิ้ งาน เหล็กตดิ ช้ินงาน ตะไบเล็กนอ ยและเศษ ตะไบและเศษเหลก็ เลก็ นอ ย เหล็กติดชิ้นงาน ติดชิน้ งานมาก ผลงานมีความถูกตอง ผลงานมีความถูกตอง ผลงานไดข นาดตาม ผลงานไมไ ดขนาดตาม ไดข นาดตามแบบที่ ไดขนาดตามแบบท่ี แบบท่กี ำหนดมาบา ง แบบท่กี ำหนด กำหนดมาทกุ จุด กำหนดมาบางจุด แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน

กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ช้ัน มัธยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรียนรทู ่ี 6 การตะไบ เรอ่ื ง การตะไบปรับผิว ที่ ช่ือ – สกุล รวม ผลการความพรอมในการ หมายเหตุ ประทำงาน เมิน การแสดงความ ิคดเ ็หน การรักษาความ สะอาด ผาน ไม ผาน 321321321 9 ลงช่อื ............................................................ผปู ระเมิน ( นายพนิ ิจ พูลผล ) เกณฑการประเมิน ใสเคร่อื งหมาย √ ลงในชองหมายเลขท่ีประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ปรับปรงุ เกณฑก ารตัดสินการประเมิน ใสเ ครือ่ งหมาย √ ลงในชอง ผา น หรอื ไมผา น ผา น หมายถึง มีผลการประเมนิ 6 คะแนนขนึ้ ไป เกณฑก ารใหคะแนนแบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน

กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ระดับช้ัน มธั ยมศกึ ษาปที่ 4 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 6 การตะไบ เร่อื ง การตะไบปรบั ผวิ รายการประเมนิ ดี ( 3 ) ระดับคุณภาพ ปรับปรุง ( 1 ) พอใช ( 2 ) ไมใ หค วามสนใจในการเร่มิ ความพรอมในการทำงาน ใหค วามสนใจในการ ใหค วามสนใจในการ ทำงาน ชวนเพ่อื นคยุ หรอื เรม่ิ ตน ทำงาน ไมชวน เร่ิมตนทำงานเล็กนอย เลนในขณะทำงานตลอด เพื่อนคยุ หรอื เลนในขณะ ชวนเพือ่ นคุยหรอื เลน ทำงาน ไมน ำวชิ าอื่นมาทำ ในขณะทำงานบาง ไม นำวิชาอน่ื มาทำ นำวิชาอื่นมาทำ แสดงและยอมรบั ความ แสดงและยอมรับความ สว นใหญไ มแ สดงและ การแสดงความคิดเห็น คดิ เห็นของตนและผอู ื่น คิดเห็นของตนและผูอนื่ ยอมรับความคดิ เหน็ ของ อยางมีเหตุผล ตอบคำถาม อยางมีเหตผุ ลในบางครง้ั ตนและผอู ่ืน ไมส ามารถ ไดท นั ทเี ม่อื ครถู าม ตอบคำถามไดเ มอ่ื ครู ตอบคำถามไดท นั ทเี มอ่ื ครู ถามแตยังไมถ กู ถาม การรกั ษาความสะอาด เก็บกวาดทำความสะอาด เกบ็ กวาดทำความ ไมเก็บกวาดทำความ ขยะทุกช้ินหลงั จาก สะอาดขยะหลังจาก สะอาดขยะใดๆหลังจาก ปฏบิ ตั ิงานเสร็จ ปฏบิ ัตงิ านเสร็จ แตไม ปฏิบตั งิ านเสรจ็ หมด แบบสงั เกตพฤติกรรมอนั พึงประสงค

กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 4 หนว ยการเรียนรทู ี่ 6 การตะไบ เรื่อง การตะไบปรับผิว ท่ี ช่อื – สกุล ผลการความรับ ิผดชอบ หมายเหตุ รวม ประ ซ้ือ ัสตย ุสจริต การป ิฏ ับ ิตตนใน หองเรียน เมนิ ผาน ไ ม ผาน 321321321 9 ลงช่ือ............................................................ผปู ระเมิน ( นายพินิจ พูลผล ) เกณฑก ารประเมิน ใสเ ครื่องหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมิน 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑการตัดสนิ การประเมิน ใสเ คร่อื งหมาย √ ลงในชอ ง ผา น หรอื ไมผา น ผาน หมายถึง มีผลการประเมนิ 5 คะแนนขนึ้ ไป เกณฑก ารใหค ะแนนแบบสังเกตพฤตกิ รรมอนั พงึ ประสงค

กลมุ สาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ระดบั ชั้น มธั ยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรียนรทู ่ี 6 การตะไบ เร่ือง การตะไบปรับผวิ รายการประเมนิ ดี ( 3 ) ระดับคุณภาพ ปรบั ปรงุ ( 1 ) พอใช ( 2 ) มคี วามรบั ผดิ ชอบ เริ่มตนทำงานที่ไดร บั เริ่มตนทำงานที่ไดรับ ไมสามารเรม่ิ ตน ทำงาน มอบหมายไดท นั ทที ำงาน มอบหมายแตย งั ไมเขาใจ ทไ่ี ดร ับมอบหมายได เสรจ็ กอ นเวลาท่กี ำหนด บางสว น ทำงานเสรจ็ ตาม ทนั ที ทำงานเสรจ็ ชา กวา กำหนด งานไมมี งานมคี ุณภาพ เวลาท่กี ำหนด งานมี คณุ ภาพตอ งแกไ ข คณุ ภาพแตตองแกไ ข เล็กนอ ย ซอ่ื สัตยสจุ รติ ปฏบิ ัตงิ านดวยตนเอง ไม ปฏบิ ัติงานดว ยตนเองเปน ใหเพ่อื นปฏบิ ตั งิ านให คัดลอกงานของผูอ นื่ บางครัง้ คดั ลอกงานผอู ื่น เปนประจำ คัดลอกงาน มาดดั แปลง ของผอู ่ืน การปฏิบตั ติ นใน ปฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บ ปฏิบัตติ ามกฎระเบยี บบาง ไมปฏิบตั ิตาม หองเรียน ทต่ี ัง้ ไว มคี วามสุภาพ ไมค อยสภุ าพเรียบรอย ครู กฎระเบียบ พูดจาไม เรยี บรอย ออ นนอมถอม เหมาะสม ครูคอย เตือนเปน บางคร้ัง ตน ตกั เตอื นเสมอ 3. กจิ กรรมการเรียนรู

3.1 ขั้นนำเขา สูบทเรียน ( 10 นาที ) 3.1.1 ครูพดู นำเขาสูบทเรยี น ถามนกั เรียนวา ขน้ั ตอนสำคญั ในการผลิตช้ินงานคอื อะไร … … เพอ่ื ทำใหน ักเรียนมีความสนใจในการเรียนการสอน 3.2 ขัน้ สอน ( 2 ชวั่ โมง ) 3.2.1 ครสู อนโดยใช power point ใหน ักเรยี นดูพรอมอธบิ ายควบคใู นหนงั สือแบบเรยี น … … งานฝกฝมอื 3.2.2 ครแู นะนำอุปกรณเ ครอื่ งมอื และอธบิ ายวิธีการใชงานในการตะไบใหนกั เรยี น 3.2.3 ครูสาธติ ขน้ั ตอนการตะไบและเทคนิคทถี่ กู ตอง 3.3 ขั้นปฏิบตั ิ ( 3 ชั่วโมง 30 นาที ) เมื่อครูสอนไปขางตนแลว ครูแจกใบงานใหนักเรียนสรางชิน้ งานตามใบงานที่กำหนดเปนเวลา 3 ชัว่ โมง โดยครูเปน ผูคอยแนะนำในขณะปฏบิ ัติงานตะไบ และคอยสงั เกตการณทำงาน พฤติกรรมของ นกั เรยี น เม่ือนักเรยี นปฏบิ ตั เิ สร็จแลว นำมาสงเพอื่ ตรวจใหคะแนน จากนัน้ ใหท ำแบบฝก หัดหลังเรียน โดยศกึ ษาจากหนงั สือเรยี น เปนเวลา 30 นาที 3.4 ขน้ั สรุป ( 10 นาที ) ครูและนกั เรียนรว มกันสรปุ ความรเู กย่ี วกับการรางแบบในการปฏบิ ัตงิ านที่ไดจากการเรยี นในวันน้ี

1.ผลการเรียนการสอน บนั ทกึ หลังสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 2.ปัญหา/อุปสรรคในการสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 3.การแก้ปัญหา ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ..........................................................ผ้สู อน ( นายพนิ ิจ พลู ผล ) ………/.……../………

ความคิดเหน็ ของครูพ่ีเลยี้ ง ลงชอื่ .....................................................( ครูพ่เี ลีย้ ง ) (.......................................................) ………/.……../………

ความคดิ เหน็ ของผ้บู ริหาร ลงชื่อ.....................................................( ผ้บู ริหาร ) (……………………………………) ………/.……../………

ใบความรู เรือ่ ง การตะไบ งานตะไบ เปนงานขนั้ พ้ืนฐานทมี่ คี วามสำคญั มากทางดานชา งอุตสาหกรรมชางฝม ือทกุ คนตองศกึ ษา ชนิด คุณสมบัติของตะไบและฝก ใหม ที กั ษะความเช่ยี วชาญในการใชต ะไบจึงสามารถปฏบิ ตั ิงานไดอยางถกู ตอ ง ละเอียด ประณตี มีประสิทธิภาพตะไบเปน เครอื่ งมือตัดเฉือนท่มี ปี ระโยชนม ากซงึ่ ใชในการปรับลดขนาดชิ้นงาน ใหเปนผลิตภัณฑตาง ๆ ปรับตกแตง ผวิ งานใหเ รยี บ เพ่ืองานประกอบช้นิ สว นเขาดวยกันหรอื ใชตกแตงและ ซอมแซมชน้ิ งานชิน้ สว น เคร่อื งจกั รกลในงานซอ มบำรุง เปน ตน 1. ความหมายของการตะไบ การตะไบ คอื ขบวนการทท่ี ำใหผิวของงานหลดุ ออกจากทีเ่ ดิม ในลกั ษณะของการโกน หรอื ถาก คลา ยกบั การตดั เฉือนของคมสกัด ตะไบทใ่ี ชง านท่ัวไป จะมฟี น ทม่ี รี ปู รา งลักษณะคลายกับล่ิมเรยี งเปนแถว แตละแทงลิม่ จะมปี ลายคม ตัด เมอ่ื เราออกแรงกดตะไบจะทำใหเกิดผลสองประการ คือ 1. เมื่อกดวตั ถุจะแยกหา งออกจากกัน 2. เม่อื ออกแรงดันวัตถุจะหลดุ ออกจากกนั 1ภ9 าพที่ 1 แสดงลักษณะการตัดเฉอื นของฟน ตะไบ19 ทม่ี า : สมยศ .2557 : 99 2. สวนประกอบของตะไบ

ตะไบเปนเครื่องมือทที่ ำจากเหล็กกลาคารบ อนสูงผา นกระบวนการขึ้นรูปดว ยเครื่องจกั รแลว นำไปอบ ชุบผวิ แขง็ ตะไบมีสว นประกอบทีส่ ำคญั คือ ดา ม กั่น โคน หนา ขอบ ความยาว และปลาย 3. ประเภทของตะไบและลักษณะการใช ตะไบถูกออกแบบมาเพอ่ื ใหใชตะไบชิน้ งานในลักษณะตางๆ ไดสะดวก รวดเรว็ มปี ระสิทธิภาพ ตะไบ นิยมแบง ออกตามลักษณะพื้นท่หี นา ตัดของตะไบน้ันๆ ดงั น้ี ภาพท่ี 7 แสดงชนดิ ของตะไบและลักษณะการใชง าน ท่มี า : สมยศ .2557 : 13 4. การใสด ามตะไบ 1. เจาะดามตะไบเปน สามสวนดวยดอกสวา น 3 ขนาด 2. สวมกน่ั ตะไบเขา ดามใหแนน พอสมควร 3. ใชคอ นตอกดังภาพ

ภาพท่ี 8 แสดงการใสด ามตะไบ ที่มา : สมยศ .2557 : 56 การถอดดา มตะไบ ใชมือจับตะไบใหแนน แลว คอยๆ กระแทกกับปากกา โดยการดึงออกดังภาพ ภาพท่ี 9 แสดงการถอดดามตะไบ ทม่ี า : สมยศ .2557 : 43 5. ระดบั ของปากกาท่เี หมาะสมสำหรบั การตะไบ ระดับความสูงของปากกาจับงาน ควรใหป ากของปากกาจับงานอยูตำ่ กวา ขอ ศอกของผูปฏิบัตงิ าน ประมาณ 5-8 เซนติเมตร ซง่ึ เปน ตำแหนง ทีเ่ หมาะสมจะทำใหผ ูปฏิบัติงานอยใู นอิรยิ าบถที่สบายที่สดุ ตะไบงาน ไดง า ย ออกแรงนอ ย ความเมอ่ื ยลาก็จะนอย การทำงานมปี ระสทิ ธิภาพสูง

ภาพที่ 10 แสดงระดบั ปากกาทเี่ หมาะสม ทม่ี า : สมยศ .2557 : 23 6. การจัดวางตะไบบนโตะปฏบิ ตั ิงาน ในการปฏิบัติงานตะไบ ควรวางตะไบ แปรงปด ตะไบ และเครื่องมืออื่นๆ ใหเ ปนระเบียบเรียบรอ ย เพอื่ ความสะดวกในการปฏิบัติงานและความปลอดภยั ภาพที่ 11 แสดงการจัดวางตะไบใหเ ปน ระเบยี บ ทีม่ า : สมยศ .2557 : 25 7. เทคนคิ และวิธกี ารตะไบ การตะไบชิ้นงานอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ ไดผลงานมีคุณภาพสูง มีขนาดถูกตอ ง ประณตี สมบรณู  และใช เวลาในการปฏบิ ัตงิ านนอย เคร่อื งมืออปุ กรณไ มช ำรุดเสยี หาย จำเปน อยา งยง่ิ ทผี่ ูป ฏิบัติงานจะตองมีฝม อื และมี ทกั ษะในการตะไบสูง ซ่ึงจะตอ งศึกษาเทคนิคตางๆ ดงั น้ี 7.1 เทคนิควิธกี ารจับยดึ ชน้ิ งาน

จบั ยึดชน้ิ งานใหไ ดศ ูนยก ลางของปากกา และยดึ ใหม นั่ คง โดยใหส วนของชน้ิ งานทจ่ี ะถูก ตะไบอยูใ กลปากของปากกา เพอ่ื ปองกนั การสะทานของชนิ้ งาน 7.2 เทคนิควิธีการจับตะไบ มือขวาจบั ท่ีดา มไมใหป ลายดามไมอ ยูใ นอุงของสนั หวั แมมือ และนิ้วหัวแมมือช้ีขนานกบั ดาม แลว กำน้วิ ทัง้ สนี่ ้ิวมือซา ยกดทป่ี ลายตะไบโดยอุงมอื สวนที่คอ นมาทางขอ มือเปน ตัวกด ใหน้ำหนกั ที่กระทบบน ตะไบมจี ุดรว มอยูท ี่งาน 7.3 เทคนคิ การวางตำแหนง เทา ขณะยนื ทำงาน - เทาขวาทำมุมประมาณ 75 องศา กบั แนวกึ่งกลางตวั ปากกา - ทาซา ยทำมมุ 15-30 องศา กับแนวกึ่งกลางตัวปากกา และอยหู นาเทา ขวาระยะประมาณ 30-40 เซนตเิ มตร 7.4 เทคนิคการทงิ้ น้ำหนกั ตวั และการโยกตัว

ภาพท่ี 14 แสดงเทคนิคการตะไบโดยการโยก ท่มี า : สมยศ .2557 : 66 7.5 เทคนิควธิ ีการประคองตะไบ 1. ผลักไปขา งหนาตามแนวยาวของตะไบใหส ุด แตอยา ใหช นถงึ ดามตะไบหรอื ดา มตะไบชน กระแทกงาน 2. มือขวาทำหนาทผี่ ลักและกด มอื ซา ยกดอยางเดยี ว 3. เคล่ือนตะไบไปขางหนา พรอมกบั แรงกดลง 4. ดึงกลบั จะตองไมก ดตะไบลง 5. การผลกั ตะไบไปขา งหนาจะตอ งใหแรงกดกระทำที่ชนิ้ งานอยางสม่ำเสมอ

8. การตะไบผิวราบ ช้ินงานทตี่ อ งการปรับลดขนาดและตกแตงผวิ ใหเ รียบมีขนาดความกวาง ความยาวและ ความหนา แตกตางกันลักษณะทว่ั ไปของการตะไบผิวราบสามารถแบง ได4 ลกั ษณะคอื 8.1 การตะไบตามขวาง การตะไบลกั ษณะน้ี ทิศทางของการตะไบจะทำมุมฉากกบั ขอบช้ินงานดานความยาวใชในการลดขนาด ของชน้ิ งาน ซ่งึ สามารถตะไบลดขนาดลงไดรวดเรว็ หกวาการตะไบลักษณะอ่ืน เพราะพนื้ ที่ท่ถี กู ตะไบนอ ยกวา ลกั ษณะอน่ื นอกจากนย้ี งั ใชต ะไบแกไ ขชน้ิ งานท่ีโคงนูนตามความยาว ภาพที่ 16 แสดงลกั ษณะการตะไบตามขวาง ทีม่ า : สมยศ .2557 : 58 8.2 การตะไบตามยาว การตะไบลกั ษณะน้ที ิศทางของการตะไบจะทำมุมฉากกับชน้ิ งานดา นความกวางหรอื ตามแนว ยาวของผิวงาน ภาพที่ 17 แสดงลกั ษณะการตะไบตามยาว ท่ีมา : สมยศ. 2557 : 106

8.3 การตะไบเฉียงหรอื ตะไบทแยงมมุ การตะไบลกั ษณะนี้ ทิศทางการตะไบจะทำมมุ 45 องศา กับขอบชน้ิ งานดา นยาว แลว เปล่ยี น ใหท ศิ ทางการตะไบจากเดิมทำมุม 90 องศา กับคร้ังแรกทุกครัง้ เหมาะสำหรับปรับผวิ เรียบ รอยตะไบที่ไขวกัน จะแสดงใหเห็นผวิ นนู ไดเปน อยา งดี ซ่ึงสงั เกตไดจากรอยที่เกิดจากการตะไบทแยงมมุ ถารอบตะไบยาวตั้งแต ดานหนง่ึ ไปส้นิ สุดอีกดานหน่งึ ทัง้ สองดาน แสดงวาผวิ ของช้นิ งานทีท่ ำการตะไบมีผิวเรยี บ ภาพที่ 18 แสดงลักษณะการตะไบทแยงมมุ ท่ีมา : สมยศ. 2557 : 10 8.4 การตะไบแบบขดู การตะไบลกั ษณะน้ี มักใชกับการตะไบผวิ ละเอยี ดโดยใชตะไบคมตัดเดยี่ ววธิ กี ารจับตะไบ จะตองใหส มดลุ และใชมอื ทั้งสองขางจบั ตวั ตะไบใกลชดิ กนั แลวกดดนั ไปขางหนา และดงึ ถอยหลังชักตะไบระยะ ส้ันๆ ใชก ับงานทม่ี คี วามกวางไมม าก และตะไบปรับเฉพาะสวนทโ่ี คงนูนใหเรยี บ ภาพที่ 19 แสดงลักษณะการตะไบแบบถู ทีม่ า : สมยศ .2557 : 97

9. การทำความสะอาด เม่ือเราทำความสะอาดตะไบช้ินงานระยะหน่ึง จะมเี ศษโลหะติดตะไบ ทำใหผวิ งานเปน รอย ขดี ขว น ดงั นั้นจึงตองขจัดเศษโลหะนนั้ ออก วธิ ีทำความสะอาดตะไบ โดยปกติจะใชแ ปรงปด ตะไบถูปด ไปตามรอ งฟนตะไบ ภาพท่ี 20 แสดงการทำความสะอาดตะไบดวยแปรง ทมี่ า : สมยศ. 2557 : 109 10. การใชและการบำรงุ รักษาตะไบ 1. อยาใชต ะไบท่ีไมม ีดาม 2. อยา ใชต ะไบแทนคอ นหรอื ทำตกพน้ื เพราะจะทำใหแ ตกหกั 3. อยาใชน้ำมนั หลอลืน่ ทาตะไบ เพราะจะทำใหค มของตะไบล่ืน 4. เลือกใชตะไบใหเหมาะสมกับงาน 5. ควรแยกตะไบออกจากเครอ่ื งมอื ชนิดอน่ื และไมควรเก็บกองรวมกนั ตอ งเกบ็ ไวใ นทเ่ี ก็บ 6. การตะไบ ผวิ ดิบของชน้ิ งานทผี่ า นกระบวนการรดี รอ นมาผิวจะแข็ง ดังน้นั จะตองใชส นั ตะไบทำการตะไบผวิ ดิบออกใหห มดกอ นจึงจะใชหนา ตะไบปรบั งานตอ ไป โดยใหสันตะไบทำมุมเอียง ประมาณ 30 องศา กับแนวระนาบ

แบบฝกหดั หลังเรยี น เรอ่ื ง การตะไบลดขนาด ชื่อ – นามสกุล ................................................................................................................ เลขที่.................. คำช้แี จง ใหน กั เรียนตอบคำถามแบบฝก หัดหลังเรยี น ตอ ไปน้ใี หถกู ตอ ง ( 10 คะแนน ) ( เวลา 30 นาที ) 1.คมตดั ตะไบตดั เฉือนเน้อื โลหะในลกั ษณะใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 2.ตะไบทำมาจากวัสดใุ ด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 3.ดา มตะไบตอ งยาวกวา กา นตะไบประมาณเทา ใด ( 1 คะแนน ) ………………………………………………………………………………………………………………

4.ตอ งใชข อบของดามตะไบอยูหา งจากบาของตะไบประมาณเทาใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 5.ตอ งการปรับผวิ เรียบควรเลือกใชการตะไบวิธีใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 6.ตองการตะไบลดขนาดของชิ้นงานควรเลือกใชการตะไบวธิ ีใด ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 7.ตองการตะไบเหล็กฉากควรเลือกใชท ศิ ทางตะไบอยางไร ( 1 คะแนน ) ……………………………………………………………………………………………………………… 8.จงบอกหลักการของทา ตะไบไดแก ( 3 คะแนน ) …………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………… …………………… แนวการตอบ แบบฝก หัดหลงั เรยี น เหลก็ กลา เรื่อง ตะไบการตะไบลดขนาด คำชีแ้ จง ใหนกั เรยี นตอบคำถามแบบฝกหัดหลงั เรยี น ตอไปนีใ้ หถกู ตอ ง 1.คมตัดตะไบตดั เฉือนเนอ้ื โลหะในลักษณะใด ลกั ษณะขูดผวิ เศษโลหะเปน ผง 2.ตะไบ ทำมาจากวสั ดุใด คารบ อน 3.ดา มตะไบตองยาวกวากา นตะไบประมาณเทาใด ประมาณ 1/3 เทา ของความยาวกาน

4.ตองใชขอบของดา มตะไบอยูห างจากบาของตะไบประมาณเทาใด 10 ฟน 5.ตอ งการปรับผิวเรยี บ ควรเลือกใชการตะไบวธิ ีใด ตะไบทแยงมมุ 6.ตอ งการตะไบลดขนาดของช้นิ งาน ควรเลอื กใชการตะไบวิธใี ด ตะไบขวาง 7.ตองการตะไบเหลก็ ฉากควรเลือกใชท ิศทางตะไบอยา งไร ควรใหตะไบสัมผัสขาทั้งสองขอบของฉากพรอมกัน 8.จงบอกหลกั การของทาตะไบ ไดแ ก 1. ยนื ตรงใหแ ยกเทา ทง้ั สองขา งหางกนั ประมาณ 1.5 – 2 ฟตุ 2. ใหเ ทาซา ยอยูขา งหนา ใหป ลายเทาเฉียงไปทางขวามือ 30 องศา 3. แนวเทา ตรงกัน ใหเ ทาขวาอยขู างหลัง ปลายเทาเฉยี งทางขวา 75 องศา 4. ใหแ ขนขวาแนบลำตวั ขณะตะไบ แลวโยกตัวตามตะไบ 5. ประคองตะไบดว ยมอื ขวา อยาใหตะไบกระดก ใบงาน ผลงาน การตะไบลดขนาด คำช้ีแจง ใหนักเรียนปฏิบัตงิ าน ตะไบลงบนชิ้นงานเหลก็ แผนใหไ ดตามขนาดทีก่ ำหนดใหจากใบงานโดยใช เครอื่ งมือในการตะไบ เมอ่ื เสรจ็ แลวใหน ำชน้ิ งานมาสง คนละ 1 ชนิ้ ( เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ) ( 12 คะแนน )



แผนการจดั การเรียนรูที่ 8 กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรยี นรูท ี่ 7 การสกัด เวลา 6 ช่ัวโมง เรอื่ ง การสกดั เวลา 6 ชั่วโมง ผสู อน นานพินจิ พูลผล วนั ที่ 2 เดอื น สงิ หาคม พ.ศ. 2561 1. เปา หมายการเรยี นรู 1.1 มาตรฐานการเรยี นรู มาตรฐาน ง 4.1 เขา ใจ มีทักษะท่ีจำเปน มีประสบการณ เหน็ แนวทางในงานอาชพี ใช เทคโนโลยี เพ่ือพัฒนาอาชีพ มคี ณุ ธรรม และมเี จตคตทิ ี่ดีตออาชีพ 1.2 สาระสำคญั สกัดเปนเครื่องมือที่ใชขึ้นรูปงานโดยการตัดเฉือนเนื้อวัสดุในลักษณะการถาก เมื่อไดรับแรงตอก จากคอน การปฏิบัติงานสกัดผูปฏิบัติงานจะตองใชมือทั้งขางจับเครื่องมือ ซึ่งอาจเกิดอันตรายกับ ผปู ฏิบัตงิ านและผูรว มงานได การสกดั งานจงึ ตองใชส มาธิ และความมัน่ ใจของผูปฏิบตั ิงานเปนอยา งสูง ซงึ่ ผปู ฏบิ ัตจิ ะตอ งฝกฝนจนเกิดความชำนาญ และมีความมนั่ ใจในการปฏบิ ัติงาน 1.3 ตัวช้ีวดั ของหลกั สูตร ง 4.1 ม.4/1 อภิปรายแนวทางเขา สูอ าชีพท่ีสนใจ ง 4.1 ม.4/3 มีประสบการณในอาชีพท่ีถนดั และสนใจ ง 4.1 ม.4/3 มคี ุณลักษณะที่ดตี ออาชีพ 1.4 จดุ ประสงคการเรยี นรู 1.4.1 ดานความรู (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายและบอกชนดิ ของสกัดได 1.4.2 ดา นทกั ษะ/กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถสรางชิน้ งาน จากการสกดั โลหะได 1.4.3 ดา นเจตคติ (A) นักเรียนมีความใฝร ูใฝเรยี น ซอ่ื สตั ยสุจริต และมีระเบียบวนิ ยั 1.5 ตวั ช้ีวดั ของแผนการเรยี นรู 1.5.1 นกั เรียนสามารถทำแบบฝกหดั ไดไมต่ำกวารอ ยละ 70 1.5.2 นกั เรียนสามารถทำใบงานไดในระดับคณุ ภาพพอใชข้ึนไป 1.5.3 นกั เรยี นมคี วามใฝร ูใฝเรียน ซือ่ สัตยสุจรติ และมรี ะเบียบวนิ ยั ไมต ำ่ กวาระดับคุณภาพดี

1.6 เน้ือหาสาระ 1.6.1 ความหมายของสกดั 1.6.2 การขนึ้ รูปโลหะ 1.6.3 ชนิดของสกดั 1.6.4 วิธีการใชส กดั 1.7 ภาระชิ้นงาน 1.7.1 ผลงานทไ่ี ดจ ากการสกดั คนละ 1 ชิน้ 1.7.2 แบบฝก หดั หลังเรยี น เรอ่ื งการสกัด 1.8 สือ่ การสอน 1.8.1 ครูผูส อน 1.8.2 power point 1.8.3 โทรทัศน 1.8.4 อุปกรณเคร่อื งมือตา งๆทใี่ ชในการสกดั 1.8.5 หนังสือแบบเรียน ใบความรู 2. การวัดผลและการประเมินผล 2.1 การวัดผล ดานความรู จากแบบฝกหัดหลงั เรียน 10 คะแนน คะแนน ดา นทักษะ/กระบวนการ จากแบบประเมนิ ผลงาน 12 คะแนน คะแนน จากแบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน 9 คะแนน ดานคุณลักษณะ จากแบบสังเกตพฤติกรรมอนั พึงประสงค 9 รวม 40 2.2 การประเมินผล ระดบั คณุ ภาพ ตัง้ แต 32-40 คะแนน หมายถงึ ดี (3) ตัง้ แต 20-31 คะแนน หมายถึง พอใช (2) ตงั้ แต 0-19 คะแนน หมายถึง ปรับปรงุ (1)

แบบประเมินผลงาน กลุมสาระการเรยี นรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ระดบั ชั้น มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนว ยการเรยี นรูท่ี 7 การสกัด เรอื่ ง การสกัด ที่ ชือ่ – สกุล ความเรียบรอย รวม ผลการ หมายเหตุ ความ ูถก ตอง ประ ความสะอาด เมิน ผาน ไม ผาน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 12 ลงช่ือ............................................................ผูประเมนิ ( นายพนิ จิ พลู ผล ) เกณฑการประเมิน ใสเครอื่ งหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 4 หมายถงึ ดเี ยย่ี ม 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ปรับปรุง เกณฑก ารตัดสนิ การประเมนิ ใสเ ครอ่ื งหมาย √ ลงในชอง ผาน หรือไมผ าน ผา น หมายถึง มีผลการประเมนิ 9 คะแนนขน้ึ ไป

เกณฑการใหค ะแนนแบบประเมนิ ผลงาน กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 4 หนวยการเรยี นรูที่ 7 การสกดั เร่อื ง การสกดั รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ความเรยี บรอย ความสะอาด ดเี ย่ียม ( 4 ) ดี ( 3 ) พอใช ( 2 ) ปรบั ปรุง ( 1 ) ความถกู ตอ ง แนวและรองสกัดมี แนวและรอ งสกัดมี แนวและรองสกัดมคี วาม แนวและรองสกัดไม เสนตรง สมำ่ เสมอกัน เสน ตรง สม่ำเสมอกัน เอยี ง สม่ำเสมอกัน มีคม ตรงตามแบบ ไม ไมมคี มของขอบโลหะ มคี มของขอบโลหะ ของขอบโลหะบางจุด สม่ำเสมอกัน มีคม ของขอบโลหะ เลก็ นอ ย ไมม คี าบนำ้ มันและ มีคาบน้ำมันและ มคี าบนำ้ มนั และรอ งรอย มีคาบนำ้ มนั และ รองรอยของเสนรา ง รอ งรอยของเสน รา ง ของเสนราง เกบ็ รอ งรอยของเสน ราง เก็บรายละเอยี ดของ ไมเ กบ็ รายละเอยี ด เลก็ นอย เก็บ รายละเอียดของงานบาง งาน รายละเอยี ดของงาน จุด ของงาน ผลงานมคี วามถกู ตอง ผลงานมีความถูกตอง ผลงานมคี วามถกู ตอ งได ผลงานไมไดขนาด ไดขนาดตามแบบ ไดข นาดตามแบบ ขนาดตามแบบเลก็ นอย ตามแบบและ ไมทำ และ ทำตามข้นั ตอน เลก็ นอย แตท ำตาม แตทำตามขัน้ ตอนท่ี ข้นั ตอนทีก่ ำหนด ตามขน้ั ตอนท่ี ทก่ี ำหนด กำหนดบางคร้งั กำหนด

แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ช้ัน มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนว ยการเรียนรูท่ี 7 การสกดั เร่ือง การสกัด ที่ ชอื่ – สกุล รวม ผลการความพรอมในการ หมายเหตุ ประทำงาน เมิน การแสดงความ ิคดเ ็หน การรักษาความ สะอาด ผาน ไม ผาน 321321321 9 ลงชอ่ื ............................................................ผปู ระเมนิ ( นายพนิ ิจ พลู ผล ) เกณฑก ารประเมิน ใสเคร่ืองหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถึง ปรับปรงุ เกณฑก ารตัดสนิ การประเมนิ ใสเ ครื่องหมาย √ ลงในชอง ผาน หรือไมผา น ผาน หมายถึง มีผลการประเมนิ 6 คะแนนขึ้นไป

เกณฑการใหคะแนนแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน กลุมสาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 4 หนว ยการเรยี นรูที่ 7 การสกดั เรื่อง การสกัด รายการประเมิน ดี ( 3 ) ระดับคุณภาพ ปรับปรงุ ( 1 ) พอใช ( 2 ) ไมใ หความสนใจในการเร่มิ ความพรอ มในการทำงาน ใหค วามสนใจในการ ใหความสนใจในการ ทำงาน ชวนเพ่อื นคยุ หรอื เริม่ ตนทำงาน ไมช วน เรมิ่ ตน ทำงานเลก็ นอย เลน ในขณะทำงานตลอด เพ่ือนคุยหรอื เลนในขณะ ชวนเพ่ือนคุยหรอื เลน ทำงาน ไมนำวิชาอน่ื มาทำ ในขณะทำงานบา ง ไม นำวชิ าอน่ื มาทำ นำวชิ าอน่ื มาทำ แสดงและยอมรบั ความ แสดงและยอมรบั ความ สวนใหญไมแสดงและ การแสดงความคิดเหน็ คดิ เห็นของตนและผูอ ืน่ คิดเหน็ ของตนและผูอื่น ยอมรับความคิดเหน็ ของ อยางมเี หตผุ ล ตอบคำถาม อยา งมเี หตุผลในบางครั้ง ตนและผอู ื่น ไมสามารถ ไดท ันทีเมอื่ ครูถาม ตอบคำถามไดเมือ่ ครู ตอบคำถามไดทนั ทเี ม่อื ครู ถามแตย ังไมถูก ถาม การรักษาความสะอาด เก็บกวาดทำความสะอาด เกบ็ กวาดทำความ ไมเ ก็บกวาดทำความ ขยะทุกชิ้นหลังจาก สะอาดขยะหลงั จาก สะอาดขยะใดๆหลงั จาก ปฏิบตั ิงานเสรจ็ ปฏบิ ัตงิ านเสรจ็ แตไม ปฏิบัตงิ านเสรจ็ หมด

แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนั พึงประสงค กลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 4 หนวยการเรยี นรูท ่ี 7 การสกัด เรือ่ ง การสกัด ท่ี ช่อื – สกุล ผลการความรับ ิผดชอบ หมายเหตุ รวม ประ ซ้ือ ัสตย ุสจริต การป ิฏ ับ ิตตนใน หองเรียน เมนิ ผาน ไ ม ผาน 321321321 9 ลงชอ่ื ............................................................ผูประเมนิ ( นายพนิ จิ พูลผล ) เกณฑการประเมนิ ใสเ ครอ่ื งหมาย √ ลงในชองหมายเลขที่ประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถงึ ปรบั ปรุง เกณฑการตัดสินการประเมนิ ใสเคร่ืองหมาย √ ลงในชอง ผาน หรอื ไมผ าน ผา น หมายถึง มีผลการประเมนิ 5 คะแนนขน้ึ ไป

เกณฑการใหค ะแนนแบบสังเกตพฤตกิ รรมอันพงึ ประสงค กลุม สาระการเรยี นรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 4 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 7 การสกดั เรอื่ ง การสกดั รายการประเมนิ ดี ( 3 ) ระดบั คุณภาพ ปรับปรุง ( 1 ) พอใช ( 2 ) มีความรบั ผิดชอบ เร่มิ ตนทำงานทไี่ ดรับ เริ่มตนทำงานท่ีไดร บั ไมสามารเริม่ ตนทำงาน มอบหมายไดท ันทที ำงาน มอบหมายแตยังไมเขา ใจ ทีไ่ ดรับมอบหมายได เสร็จกอ นเวลาท่กี ำหนด บางสว น ทำงานเสร็จตาม ทนั ที ทำงานเสร็จชา กวากำหนด งานไมมี งานมคี ณุ ภาพ เวลาที่กำหนด งานมี คณุ ภาพตอ งแกไ ข คุณภาพแตตองแกไ ข เลก็ นอ ย ซอื่ สตั ยส จุ รติ ปฏิบัติงานดว ยตนเอง ไม ปฏบิ ตั ิงานดวยตนเองเปน ใหเพ่อื นปฏิบัติงานให คดั ลอกงานของผอู นื่ บางครั้ง คัดลอกงานผูอ นื่ เปน ประจำ คัดลอกงาน มาดดั แปลง ของผอู ่นื การปฏิบตั ิตนใน ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บ ปฏบิ ัติตามกฎระเบยี บบาง ไมปฏิบตั ติ าม หอ งเรยี น ท่ตี ัง้ ไว มีความสุภาพ ไมค อ ยสภุ าพเรยี บรอย ครู กฎระเบยี บ พดู จาไม เรยี บรอ ย ออ นนอมถอม เหมาะสม ครูคอย เตือนเปน บางครั้ง ตน ตกั เตือนเสมอ

3. กจิ กรรมการเรียนรู 3.1 ข้นั นำเขา สบู ทเรียน ( 10 นาที ) 3.1.1 ครูซักถามเกี่ยวกับงานชาง วานักเรียนเคยปฏิบัติงานชางอะไรมาบางแลว หรือ เคยพบ เหน็ ในบุคคลในบรเิ วณบานของนกั เรยี น ทปี่ ฏบิ ตั ิงานชาง บางหรือไม 3.1.2 ครนู ำตัวอยาง ของงานสกดั โลหะ แลวถามถึงส่ิงทีน่ กั เรียนเห็นวา การสกดั โลหะนี้ เปนการ สกัดโลหะในลักษณะใด 3.2 ขั้นสอน ( 2 ชว่ั โมง ) 3.2.1 ครสู อนโดยใช power point ใหนักเรยี นดูพรอ มอธบิ ายควบคูในหนงั สอื แบบเรยี นงานฝก ฝม อื และใบความรู 3.2.2 ครแู นะนำอปุ กรณเ ครื่องมือและอธบิ ายวิธีการใชงานในการสกดั ใหนักเรยี น 3.2.3 ครูสาธิตข้นั ตอนการสกดั และทายืนที่ถกู ตอ ง 3.3 ข้นั ปฏบิ ตั ิ ( 3 ช่วั โมง 30 นาที ) เมื่อครูสอนไปขางตนแลว ครูแจกใบงานและวัสดุอุปกรณใหนักเรียนสรางชิ้นงานตามใบงานท่ี กำหนดเปนเวลา 3 ชั่วโมง พรอมในคำแนะนำการสกัดในระหวางการปฏิบัติงาน แลวนำมาสงเพื่อ ตรวจใหคะแนน จากนั้นใหทำแบบฝกหัดหลงั เรียนโดยศกึ ษาจากหนังสือเรียนและใบความรู เปนเวลา 30 นาที แลวนำมาสง 3.4 ขน้ั สรปุ ( 10 นาที ) ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ ความรูเกย่ี วกบั การสกัด ในการปฏบิ ัตงิ านทไ่ี ดจากการเรยี นในวนั นี้

1.ผลการเรียนการสอน บนั ทกึ หลังสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 2.ปัญหา/อุปสรรคในการสอน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… 3.การแก้ปัญหา ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ..........................................................ผ้สู อน ( นายพินจิ พลู ผล ) ………/.……../………

ความคิดเหน็ ของครูพ่ีเลยี้ ง ลงชอื่ .....................................................( ครูพ่เี ลีย้ ง ) (.......................................................) ………/.……../………

ความคดิ เหน็ ของผ้บู ริหาร ลงชื่อ.....................................................( ผ้บู ริหาร ) (……………………………………) ………/.……../………

ใบความรู เร่อื ง การตะไบ ความหมายของสกัด สกดั (Chiseling) เปนเครอื่ งมือตัดชนิด ท่ีใชส ำหรับตดั เฉอื นผิวหนาช้ินงานเพื่อลดขนาด ปาดผวิ ตัดเฉอื น ตัดถาก หรอื ตัดขาดช้ินงาน โดยวธิ ีการตัด ซ่ึงจะตองใชคอ นตอกเพมิ่ กำลงั เพ่ือเอาชนะแรงตา นจากเน้อื โลหะ ดงั น้นั วสั ดุท่ีใชท ำสกดั จะตองมีความแข็งกวา เน้ือกวาเนอ้ื โลหะของช้ินงาน มีความทนตอการกระแทก และการ สึกหรอสงู วสั ดทุ ่ีใชทำสกัด เปน เหลก็ กลา หรือเหล็กเครือ่ งมือ ซง่ึ มสี ว นผสมของคารบอนอยปู ระมาณ 0.6 – 2.0 เปอรเ ซน็ ต การขึน้ รูปโลหะ การขึน้ รปู โลหะกระทำได 2 วธิ ี คือ 1.1 การข้ึนรูปโดยการทำใหเนอ้ื โลหะแปรรูปไปโดยมไิ ดใชคมของเครื่องตดั แตใ ชความรอน ทใหโ ลหะ ออ นตวั ลงแลวตขี ้นึ รปู เชน งานตีเหลก็ ลกั ษณะนเี้ ปนการขึ้นรูปช้ินงานโดยไมเกดิ เศษวัสดุ 1.2 การขน้ึ รูปโดยใชสว นคมแหลมของคมตัด ตัดฉยี นหรอื ปาดผวิ โลหะใหแยกจากกัน โดยใชห ลกั การ ของลิ่ม มุมล่ิมมี 2 ลกั ษณะ คือ 1.2.1 มุมลิ่มเลก็ ลม่ิ ทมี่ มี มุ เล็ก การใชแรงตอกลิ่มเพ่อื ใหค มตัดแทรกตวั ลงในเนอื้ วัสดุจะแทรกเขา ไปยาก เน่อื งจากมมุ ลิ่มโตจงึ ตองใชแ รงตอกมากกวา คมตัดจะแข็งแรงแตกบน่ิ ไดยาก 1.2.2 มมุ ล่ิมโต ล่มิ ที่มีมมุ โตขึน้ จะใชแรงตอกลิ่ม เพ่ือใชค มตัดแทรกตัวลงในเนอ้ื วัสดจุ ะแทรกตวั ไดยาก เนื่องจากลมิ่ โตจงึ ตอ งใชแรงตอกมากกวาคมตัดจะแขง็ แรงแตกบนิ่ ไดยาก

จากหลกั การของลิ่มดงั กลาวขาวตน เราจงึ นำมาประยุกตใ ชในการตดั ช้ินงานจากแรงที่ตอกลงของล่ิม เน้อื วัสดจุ ะตา นทานการเคลื่อนท่ขี องลม่ิ แรงตา นทานจะมากหรอื นอ ยขึ้นอยกู ับความหนาแนนของเน้อื วสั ดุ และขนาดของล่มิ การกระทำของล่มิ ดว ยทิศทางที่ตง้ั ฉากกับผวิ งาน วิธนี ้ีจะทำใหว สั ดุแยกออกจากกันได จะตอ งใชแ รง มาก งานท่ีไดจ ะไมม ีเศษวัสดุ การกระทำของลมิ่ ที่เปน มุมแหลม จะทำใหเกดิ การตัดเฉอื นทำใหเกิดเศษขนึ้ ทีห่ นา คมตดั

มมุ ของล่ิม มมุ ของลมิ่ ที่ทำใหเกิดการตัดเฉือนวสั ดไุ ดจะตองประกอบดวยมมุ 3 ลักษณะ คอื 1. มุมคาย 2. มุมลิม่ 3. มุมหลบ 1. มมุ คาย จะอยูดานหนาของคมตัดมหี นา ท่ีทำใหเศษวสั ดเุ คล่ือนมวนตวั ออกไดง ายขณะทำการ สกัด 2. มุมลิม่ เปน มมุ ทีบ่ อกถงึ ความแข็งแรงของคมตดั มมุ ลิม่ มี 2 ลักษณะ คอื 2.1 คมตัดท่มี มุ ลิ่มโตเหมาะกบั งานทมี่ คี วามแขง็ แรงมาก 2.2 คมตดั มมุ ลิ่มเล็ก เหมาะกับงานสกัดวัสดุท่ีมเี นอ้ื ออ น

3. มมุ หลบ เปน มุมท่ีชว ยลดการเสียดสีระหวางคมตดั กบั ผวิ งาน ชวยยดื อายใุ หย าวนานขนึ้ ชนิดของสกัด สวนประกอบของสกัด 1. สกดั ปากแบน (Flat Chisel) เปน สกัดที่ใชงานทั่วไป มลี กั ษณะปากยาวตรง สามารถตัดเฉือนผิวงานได ครงั้ ละมาก ๆ ใชสกัดผวิ ชิน้ งานหลอ สกัดแตง แนวเชอ่ื ม ภาพท่ี 1.1 แสดงการใชงานสกัดปากแบน 2. สกดั ปลายมน (Round Nose Chisel) เปนสกดั ทีม่ ปี ลายโคง มน ทำใหต ัดไดแ นวตรงยงิ่ ข้ึน สว นใหญ ใชก ับงานแตง โคงเวา รอ งน้ำมนั บนรางเลอ่ื น หรือผิวสมั ผัสของช้นิ สวนเครื่องจักรกล

ภาพที่ 2.1 แสดงการใชง านสกดั ปลายมน 3. สกดั ปากจงิ้ จก หรือสกัดปากขวาง (Cape Chisel) สกดั ชนิดนม้ี ีลักษณะปลายสกัดเปนคมล่มิ แคบ ขนาดเลก็ ใชกับงานสกัดรอ งแคบ ๆ ภาพที่ 3.1 แสดงการใชงานสกดั ปากจ้ิงจก 4. สกดั เซาะรอ ง หรอื สกัดปลายเซาะ (Groove Chisel) สกัดชนิดน้ีมลี ักษณะปลายสกัดเปน รูปโคงตาม แนวยาวใชกบั งานสกัดรองผิวโคง ภาพท่ี 4.1 แสดงการใชงานสกดั เซาะรอง 5. สกัดปลายบาน หรอื สกดั คมกวาง สกัดชนิดน้ีมีลกั ษณะปลายสกดั จะเปนคมตดั ท่ีมีรูปรา งแบนใชก บั งานสกัดหลังจากการเจาะรู ท่เี หลอื ครบี โลหะที่ขอบรู เพอื่ ใหช ้ินงานเปนเหลย่ี ม

ภาพที่ 5.1 แสดงการใชงานสกัดปลายบาน 6. สกัดปลายตดั หรือสกดั ตดั เฉอื นโลหะแผน (Diamond Point Chisel) สกดั ชนิดนม้ี ลี กั ษณะสวน ปลายคลา ยปากฉลาม ใชกบั งานสกดั แตงมมุ หรืองานรปู ตัดตัววี ภาพที่ 6.1 แสดงการใชง านสกัดตัดเฉอื นโลหะ 7. สกดั ตัดปะเก็น หรือสกัดเจาะ มชี ื่อเรยี กโดยทั่วไปวา “ตดุ ตู” ใชตดั ชิน้ งานใหเปน รกู ลม เชน การ เจาะรูปะเกน็ จาก หนงั ยาง ตะก่ัว อลูมิเนยี ม และพลาสติกบาง เปน ตน 8. สกัดชา งตเี หลก็ (Hot Chisel) เปนสกัดขนาดใหญ ลักษณะสกัดดา นหน่ึงเปน สกัด อีกดานมี รปู รา งเรยี บ ตรงกลางมีรูเจาะใสดา มเพือ่ ปองกนั ความรอ นขณะใชง าน สกัดชนดิ นมี้ ี 2 ชนดิ คือ สกดั รอน ใช สำหรับสกัดตัดชน้ิ งานโลหะทกี่ ำลังรอนแดง และสกัดเย็นใชสกดั ตัดชิน้ งานโลหะมีสภาพเย็นตวั

ภาพท่ี 8.1 สกัดชา งตีเหล็ก วธิ กี ารใชสกดั 1.1 การจับสกัด จะตองกำทั้งมือเพราะแรงทต่ี อกสกดั จะตอ งใชแรงมาก สกัดอาจหลุดมือได 1.2 เมื่อตองการใชส กดั ในการตัดเฉอื นหรือตดั วัสดุใหขาดจากกนั แรงทใี่ ชในการตอกจะตอ งใชม าก สง่ิ ทส่ี ำคัญๆ คือ การจับสกดั จะตองจับแบบกำทง้ั มอื 1.3 เม่อื ตอ งการใชส กดั ในการกำหนดทิศทางหรอื แนวตางๆ ที่ตอ งการจะตัดควรจบั ดวยนว้ิ ทั้ง 5 พรอมกับใชแรงตอกสกดั เบาๆ

1.4 การจบั คอน ควรจับที่ระยะ ¾ ของความยาววดั จากคอน เปนจุดจับดามคอ นทดี่ ีทีส่ ุด สามารถจบั ไดถ นัดทส่ี ุด อกี ทั้งยังเปน การลดแรงสะเทือนท่มี ือและหวั ไหลถ าสกัดนานๆ 1.5 ขณะสกัดสงิ่ ทีค่ วรปฏิบัติและระมดั ระวังก็คอื สายตา จะตอ งมองปลายท่ีคมตัดของสกัดเสมอไม ตองกงั วลวา จะตีไมถ ูกสกัด 1.6 เมือ่ สกดั งานเกอื บสดุ ชน้ิ งาน สิ่งทคี่ วรระวงั คอื การกระเดน็ ของเศษโลหะทเ่ี กดิ จากการฉกี ขาด ของขอบงานขณะท่สี กดั จะสุดชิน้ งาน ควรกลับดานตรงขามของสกัด 1.7 สกัดเม่ือใชง านไปนาๆ บรเิ วณสวนหัวของสกดั จะเยนิ เนื่องจากถูกคอ นตีบรเิ วณนี้เนือ้ ของสกัดจะมี ความเหนยี ว จึงทำใหบ ริเวณหัวมีความเยินคลายดอกเห็ด เศษรอยเยนิ อาจจะกระเด็นออกไปขณะท่เี ราใชค อน ตสี กัดอยู เพื่อความปลอดภัย ควรเจยี ระไนรอยเยนิ ออกใหเ รยี บรอ ย

สาเหตทุ ี่ทำใหอ ายกุ ารใชง านของสกัดสนั้ หรอื ทอ่ื เรว็ 1. ขนาดมุมลม่ิ ของสกัดไมเ หมาะสม 2. ความเรว็ ของสกัดกบั ความเรว็ ของวัสดุงานมีความแขง็ ใกลเ คียงกัน 3. แนวแรงของคอ นท่กี ระทำกบั สกัดไมตรงตามแนวแกนทำใหคมตดั รับแรงไมเทากัน 4. สว นปลายของคมตัดทชี่ ุบแข็งไวถ ูกลบั ไปหมด สาเหตทุ ท่ี ำใหตองใชแรงในการสกัดมากผดิ ปกติเกิดจากสาเหตดุ ังตอ ไปน้ี 1. สกัดทื่อหรอื บิน่ 2. การจับคอ นขณะทำการตอกไมถูกตอง 3. แนวแรงตอกไมไ ดแ นวศูนยฅของสกดั 4. มุมของสกัดทีก่ ระทำกับงานไมเ หมาะสม 5. การจับชนิ้ งานไมแนนก็มีผลตอชิน้ งาน ขอควรระวังในขณะทำงานสกดั 1. ขณะปฏิบตั งิ านจะตอ งแตงกายใหร ัดกมุ 2. สวมแวน ตานริ ภัยเสมอขณะปฏบิ ัตงิ าน 3. ช้นิ งานจะตองจับดว ยปากกาจับงานใหแ นน 4. ในการสกัดใหมองตรงปลายคมตัดอยามองหัวสกดั 5. การใชคอ นตีจะตอ งตใี หตรงตามแนวแกนของสกดั มฉิ ะนนั้ อาจทำใหสกัดหลุดมือได 6. กอ นลงมือสกัดจะตอ งตรวจสภาพคอ นใหอ ยสู ภาพเรยี บรอย 7. ระวงั เศษโลหะจากการสกัดกระเดน็ ไปโดนผอู ืน่

สรุปทายบท สกดั (Chiseling) เปนเคร่อื งมอื ตดั ชนดิ ที่ใชสำหรับตัดเฉอื นผิวหนา ชนิ้ งานเพ่ือลดขนาด ปาดผวิ ตัด เฉือน ตดั ถาก หรอื ตดั ขาดช้ินงาน โดยวิธีการตัด ซ่ึงจะตอ งใชคอนตอกเพม่ิ กำลัง เพ่อื เอาชนะแรงตา นจากเนอื้ โลหะ ดงั นัน้ วสั ดทุ ีใ่ ชทำสกดั จะตอ งมีความแข็งกวา เน้ือกวา เน้ือโลหะของชนิ้ งาน มีความทนตอ การกระแทก และการสกึ หรอสงู วสั ดุทใ่ี ชทำสกดั เปนเหล็กกลา หรือเหลก็ เครอ่ื งมอื ซึ่งมีสว นผสมของคารบ อนอยูประมาณ 0.6 – 2.0 เปอรเ ซ็นต การขน้ึ รูปโลหะกระทำได 2 วธิ ี คือ 1. การข้ึนรูปโดยการทำใหเนอ้ื โลหะแปรรูปไปโดย มิไดใ ชคมของเคร่อื งตดั แตใชความรอ น ทใหโลหะออ นตวั ลงแลวตีขนึ้ รปู เชน งานตีเหล็ก ลักษณะนีเ้ ปน การขึ้น รปู ชิน้ งานโดยไมเกิดเศษวัสดุ 2. การข้ึนรปู โดยใชสวนคมแหลมของคมตัด ตัดฉยี นหรอื ปาดผวิ โลหะใหแยกจาก กนั โดยใชหลกั การของลิ่ม มุมของล่มิ ทท่ี ำใหเกดิ การตดั เฉอื นวสั ดไุ ดจะตอ งประกอบดวยมมุ 3 ลักษณะ คอื 1. มุมคาย 2. มุมลิ่ม 3. มมุ หลบ ชนิดของสกัด 1. สกัดปากแบน (Flat Chisel) 2. สกัดปลายมน (Round Nose Chisel) 3. สกดั ปากจ้งิ จก หรือสกดั ปากขวาง (Cape Chisel) 4. สกดั เซาะรอง หรือสกดั ปลายเซาะ (Groove Chisel) 5. สกัดปลายบาน หรือสกัดคมกวา ง 6. สกัดปลายตัด หรอื สกัดตัดเฉือนโลหะแผน (Diamond Point Chisel) 7. สกดั ตดั ปะเกน็ หรอื สกัดเจาะ 8. สกัดชางตีเหลก็

แบบฝก หดั เรือ่ ง การสกัด ชื่อ – นามสกลุ ................................................................................................................ เลขที่.................. คำชแี้ จง ใหน กั เรยี นตอบคำถามแบบฝกหัดหลังเรยี นตอไปน้ใี หถ ูกตอ ง ( 10 คะแนน ) ( เวลา 30 นาที ) 1.จงอธบิ ายความหมายของสกดั ใหถ กู ตอ ง ( 2 คะแนน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………… 2.การข้นึ รปู โลหะมกี ่วี ธิ อี ะไรบา ง จงอธบิ าย ( 2 คะแนน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………… 3.มุมของล่มิ มกี ี่ลักษณะอยา งไรบา ง ( 2 คะแนน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… 4.จงเลอื กตัวอกั ษร ก-ช ทางขวามือ มาเตมิ หนา ขอความทางซายมือใหถกู ตอ ง ( 4 คะแนน)

1. ...................สกดั ชนิดน้ีมลี ักษณะปลายสกัดเปนรปู โคง ตามแนวยาวใชกบั ก. สกดั ปลายมน งานสกัดรอ งผวิ โคง ข. สกดั ปลายตัด หรอื สกดั ตดั เฉือน 2. ...................สกดั ชนดิ นี้มีลักษณะปลายสกดั จะเปน คมตัดท่มี ีรปู รางแบน โลหะแผน ใชกับงานสกัดหลงั จากการเจาะรู ที่เหลอื ครบี โลหะทขี่ อบรู ฃ. สกดั ชางตเี หลก็ เพ่ือใหชิ้นงานเปนเหลยี่ ม ค. สกดั ปลายบาน หรือสกัดคมกวา ง 3. ................... เปนสกัดที่ใชง านท่ัวไป มีลักษณะปากยาวตรง สามารถตัด ง. สกัดปากแบน เฉือนผิวงานไดครง้ั ละมาก ๆ ใชสกดั ผิวชน้ิ งานหลอ สกัดแตงแนวเชื่อม จ. สกัดตัดปะเกน็ หรือสกดั เจาะ ฉ. สกัดเซาะรอง หรอื สกัดปลายเซาะ 4. ...................สกดั ชนิดน้ีมีลักษณะปลายสกัดเปนคมลมิ่ แคบขนาดเล็ก ใช ช. สกัดปากจง้ิ จก หรอื สกดั ปากขวาง กบั งานสกัดรองแคบ ๆ 5. ...................มชี อื่ เรยี กโดยท่ัวไปวา “ตุด ตู” ใชตัดช้ินงานใหเ ปน รูกลม เชน การเจาะรปู ะเก็นจาก หนัง ยาง ตะกัว่ อลูมเิ นียม และพลาสตกิ บาง เปนตน 6. ...................เปน สกัดทม่ี ีปลายโคงมน ทำใหต ัดไดแ นวตรงยง่ิ ขนึ้ สวนใหญ ใชก ับงานแตง โคงเวา รองนำ้ มันบนรางเลอื่ น หรือผวิ สัมผัสของชิ้นสวน เครอื่ งจักรกล 7. ...................เปน สกดั ขนาดใหญ ลกั ษณะสกัดดานหนงึ่ เปนสกัด อกี ดานมี รูปรา งเรยี บ ตรงกลางมรี ูเจาะใสด า มเพื่อปองกนั ความรอนขณะใชง าน สกดั ชนิดน้มี ี 2 ชนิด คอื สกัดรอ น ใชส ำหรับสกดั ตัดชิ้นงานโลหะทีก่ ำลังรอนแดง และสกดั เยน็ ใชสกัดตัดชนิ้ งานโลหะมีสภาพเย็นตวั 8. ...................สกดั ชนดิ นี้มลี ักษณะสว นปลายคลายปากฉลาม ใชกบั งาน สกัดแตง มมุ หรอื งานรปู ตัดตัววี

แนวการตอบ แบบฝกหดั เรือ่ ง การสกดั คำชี้แจง ใหน ักเรียนตอบคำถามแบบฝก หัดหลังเรยี น ตอ ไปนใี้ หถูกตอง ( 10 คะแนน ) ( เวลา 30 นาที ) 1.จงอธิบายความหมายของสกดั ใหถ ูกตอ ง ( 2 คะแนน) เคร่อื งมือตดั ชนิด ท่ีใชสำหรบั ตัดเฉอื นผวิ หนา ชน้ิ งานเพอื่ ลดขนาด ปาดผวิ ตัดเฉอื น ตัดถาก หรือตัดขาด ชิ้นงาน โดยวิธีการตัด ซ่ึงจะตองใชค อ นตอกเพ่มิ กำลงั เพ่อื เอาชนะแรงตานจากเนอ้ื โลหะ ดังนั้นวสั ดุท่ีใชทำ สกดั จะตองมีความแขง็ กวา เนอื้ กวา เน้ือโลหะของชิ้นงาน มีความทนตอการกระแทก และการสึกหรอสูง วัสดทุ ่ี ใชทำสกดั เปนเหล็กกลา หรือเหล็กเครอื่ งมือ ซึ่งมีสว นผสมของคารบ อนอยปู ระมาณ 0.6 – 2.0 เปอรเซน็ ต 2.การข้ึนรูปโลหะมกี ่วี ธิ ีอะไรบาง จงอธิบาย ( 2 คะแนน) การขนึ้ รปู โลหะกระทำได 2 วธิ ี คอื 1. การข้ึนรปู โดยการทำใหเนื้อโลหะแปรรูปไปโดยมิไดใชคมของ เครื่องตดั แตใชค วามรอ นทำใหโลหะออนตวั ลงแลวตขี นึ้ รูป เชน งานตีเหลก็ ลกั ษณะน้เี ปน การข้ึนรูปชน้ิ งาน โดยไมเ กดิ เศษวัสดุ 2 การข้ึนรูปโดยใชส วนคมแหลมของคมตัด ตดั ฉียนหรอื ปาดผิวโลหะใหแยกจากกัน โดยใชห ลักการของลิ่ม 3.มมุ ของลิ่มมีกล่ี กั ษณะอยางไรบาง ( 2 คะแนน) 2 ลักษณะ 1 มมุ ลิ่มเลก็ การใชแรงตอกลมิ่ เพือ่ ใหคมตัดแทรกตัวลงในเน้อื วัสดจุ ะแทรกเขาไปยาก เนื่องจากมุมลิม่ โตจงึ ตองใชแ รงตอกมากกวา คมตัดจะแขง็ แรงแตกบนิ่ ไดย าก 2 มุมล่ิมโต ล่มิ ที่มีมมุ โตขึ้นจะใชแ รงตอกล่ิม เพ่ือใชคมตดั แทรกตัวลงในเนอื้ วัสดุจะแทรกตวั ไดยาก เนือ่ งจากลิ่มโตจึงตองใชแ รงตอกมากกวา คมตัดจะแข็งแรงแตกบิน่ ไดย าก

4.จงเลือกตวั อักษร ก-ช ทางขวามือ มาเตมิ หนา ขอความทางซา ยมอื ใหถูกตอ ง ( 4 คะแนน) 1. .........ฉ..........สกดั ชนิดน้ีมีลกั ษณะปลายสกดั เปนรูปโคงตามแนวยาวใชก บั งานสกดั รองผิวโคง 2. ..........ค.........สกัดชนิดนม้ี ีลักษณะปลายสกัด จะเปน คมตัดทมี่ รี ปู รางแบน ใชกบั งานสกัดหลงั จากการเจาะรู ที่เหลอื ครีบโลหะที่ขอบรู เพ่ือใหช ิน้ งานเปน เหลย่ี ม ก. สกัดปลายมน 3. .........ง.......... เปนสกัดที่ใชงานทว่ั ไป มีลกั ษณะปากยาวตรง สามารถตดั ข. สกดั ปลายตัด หรือสกัดตัดเฉอื น เฉือนผวิ งานไดค ร้ังละมาก ๆ ใชส กดั ผิวชิ้นงานหลอ สกดั แตง แนวเช่ือม โลหะแผน ฃ. สกดั ชา งตเี หล็ก 4. ..........ช.........สกดั ชนิดน้ีมีลกั ษณะปลายสกัดเปนคมลิม่ แคบขนาดเล็ก ใช ค. สกดั ปลายบาน หรือสกดั คมกวา ง กบั งานสกัดรองแคบ ๆ ง. สกดั ปากแบน 5. ...........จ........มีชอื่ เรยี กโดยทว่ั ไปวา “ตดุ ตู” ใชตัดชน้ิ งานใหเ ปนรูกลม เชน การเจาะรปู ะเก็นจาก หนัง ยาง ตะกว่ั อลูมิเนียม และพลาสติกบาง จ. สกดั ตดั ปะเก็น หรือสกัดเจาะ เปนตน ฉ. สกดั เซาะรอ ง หรอื สกัดปลายเซาะ 6. ..........ก.........เปนสกัดท่มี ีปลายโคง มน ทำใหตัดไดแนวตรงย่ิงข้ึน สว น ช. สกดั ปากจง้ิ จก หรือสกัดปากขวาง ใหญใ ชกับงานแตง โคงเวา รอ งนำ้ มนั บนรางเลอื่ น หรือผวิ สมั ผัสของชน้ิ สวน เคร่ืองจักรกล 7. ...........ข........เปนสกัดขนาดใหญ ลกั ษณะสกดั ดา นหน่งึ เปน สกัด อกี ดานมี รปู รางเรียบ ตรงกลางมรี เู จาะใสด า มเพื่อปองกนั ความรอนขณะใชงาน สกดั ชนิดนี้มี 2 ชนดิ คือ สกดั รอน ใชสำหรบั สกัดตัดชิ้นงานโลหะทกี่ ำลังรอ นแดง และสกดั เยน็ ใชสกดั ตัดช้ินงานโลหะมีสภาพเย็นตวั 8. ........ข...........สกดั ชนิดนี้มลี ักษณะสวนปลายคลายปากฉลาม ใชก บั งาน สกัดแตงมุม หรอื งานรปู ตดั ตวั วี

ใบงาน ผลงาน การสกัด คำชี้แจง ใหนกั เรยี นปฏิบตั งิ าน สกดั ชิน้ งานเหล็กแผนใหไ ดตามขนาดทีก่ ำหนดใหจ ากใบงานโดยใชเ ครื่องมอื ในสกดั เมอ่ื เสรจ็ แลว ใหนำชนิ้ งานมาสงคนละ 1 ชน้ิ ( เวลา 3 ชั่วโมง ) ( 12 คะแนน )


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook