นี้แล้ว ได้เป็นนักปฏิบัติในพุทธศาสนาแล้ว เป็นผู้มีบุญท่ีได้เข้าวัด ในสายหลวงพ่อชาซ่ึงมีค�ำสอนท่ีตรงไปตรงมา ตรงต่อหลักค�ำสอน ของพระพทุ ธเจา้ โดยแท้ จึงสมควรทเี่ ราตอ้ งเอาจรงิ เอาจัง จะปฏบิ ัติ อยา่ งเหลาะๆ แหละๆ ไม่ได้ นี่เรยี กวา่ มเี รย่ี วแรง ถ้าคนเราคดิ วา่ ทำ� ไม่ได้ มันกจ็ ะท�ำไม่ไดน้ ะ มันจะเป็นไปตามความคิด แตถ่ ้าเราคดิ ว่า ท�ำได้ มันจะท�ำได้อยู่เสมอ เราต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เช่ือม่นั วา่ ตัว เองท�ำได้ ชยสาโร ภิกขุ 241
. ยักษ์ ภาพพจนข์ องยกั ษท์ เี่ รามกี นั อยใู่ นทกุ วนั น้ี นา่ จะเปน็ ภาพพจน์ จากอรรถกถามากกว่าจะเป็นภาพพจน์ของยักษ์ในพระสูตร ในพระ สตู รเองก็ยังไมค่ อ่ ยชัดเท่าไหร่ แตเ่ ข้าใจว่า ยักษ์ส่วนมากอยใู่ นสวรรค์ ชัน้ จาตมุ หาราชิกา เป็นยักษ์ท่ีปฏิบัตธิ รรม มสี ัมมาทิฏฐิ หรอื เป็นพระ อรยิ เจ้ากม็ ี เปน็ ยกั ษ์ทดี่ ุร้ายหรือยักษท์ ี่กนิ คนกม็ ี อย่างไรก็ตาม วันนี้อาตมาไม่ได้ตั้งใจที่จะเล่าเร่ืองของยักษ์ใน ลักษณะนี้สักเท่าไหร่ อาตมาจะเล่าถึงพระสูตรท่ีมียักษ์ถามปัญหา พระพุทธเจ้าสกั ๒ เรื่อง เร่ืองหน่งึ เป็นเรือ่ งของยกั ษ์ ชอ่ื อาฬวกะ ซ่ึง ญาตโิ ยมอาจจะเคยได้ยินชื่อ ในการเจริญพุทธมนต์ บทสวดบทหนึ่งที่ กลา่ วถงึ ชยั มงคลในการชนะมาร หรืออปุ สรรคต่างๆ ของพระพุทธเจา้ บทที่ ๒ ซึ่งเร่ิมด้วย มาราติเรกะ เป็นเร่ืองการทรมานยักษ์ชื่อ อาฬวกะ คำ� วา่ “ทรมาน” ในภาษาบาลหี รอื ในภาษาไทยเดมิ นั้น ไมไ่ ด้ หมายถงึ การทรมานเหมอื นเชน่ ทกุ วนั นี้ แตห่ มายถงึ การฝกึ อบรม โดย เฉพาะมักจะหมายถึงการฝึกคนหรือการฝึกสัตว์ ซึ่งต้องใช้วิธีฝืน ความเคยชนิ และฝนื กเิ ลสของเขา เรอ่ื งของยักษ์ชื่อ อาฬวกะ ปรากฏ ชยสาโร ภกิ ขุ 243
ในคมั ภรี ช์ อ่ื สตุ ตนบิ าต และในคมั ภรี ว์ รรคเดยี วกนั นนั้ ก็มพี ระสตู ร อีกพระสูตรหนึ่งเก่ยี วกบั ยักษ์ ๒ ตน ตนหนงึ่ เปน็ พระอรยิ เจา้ คอื เป็นพระโสดาบันช่ือ สาตาคิระ ส่วนยักษ์อีกตนหนึ่งชื่อ เหมวตะ พระสูตรนี้เร่ิมด้วยการสนทนา ระหว่างยักษ์สาตาคิระและยักษ์ เหมวตะเร่ืองพระพุทธเจ้า คือ สาตาคิระอยากจะให้เหมวตะได้ ปฏิบตั ิธรรม อยากให้เพ่ือนได้เข้าเฝ้าพระพทุ ธองค์ ได้สนทนาธรรม กับพระพทุ ธองค์ ดงั นนั้ สาตาคิระจงึ กล่าวสรรเสรญิ พระพุทธเจา้ ให้ เพือ่ นฟัง เพ่ือเพื่อนจะได้เกดิ ศรทั ธาจนอยากจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ ฉะน้ัน สองสามบทแรกในพระสูตรน้ี เป็นเร่ืองเก่ียวกับการ สรรเสรญิ พระพุทธเจา้ เชน่ วา่ พระองค์เป็นผ้ถู ึงพรอ้ มดว้ ยวิชชาและ จรณะ เป็นต้น ตามบทพระพทุ ธคณุ ทีเ่ ราสวดกนั ทกุ วนั และกลา่ วว่า ทรงเป็นผทู้ ่ีพน้ แล้วจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นผู้ทีไ่ ม่ ตกเป็นเหยื่อของอฏิ ฐารมณ์ หรอื อนฏิ ฐารมณ์ ซง่ึ คำ� วา่ “อิฏ” แปลว่า น่าพอใจ “อนษิ ” แปลวา่ ไมน่ ่าพอใจ ค�ำว่า อฏิ ฐารมณ์ หรอื อนฏิ ฐารมณ์ เรามกั จะเจอบอ่ ยในพระไตรปิฎกฉบบั ภาษาไทย เวลา พระเทศน์ ทา่ นกจ็ ะใช้คำ� นี้บ่อยๆ เพยี งแตเ่ ราอาจจะไม่เข้าใจ มันก็ มีความหมายเพียงแค่ว่า อารมณ์ท่ีเป็นที่พอใจ อารมณ์ท่ีไม่เป็นที่ พอใจ หรือ ส่ิงที่น่ายินดี ส่งิ ท่นี ่ายนิ รา้ ย พระพทุ ธองคเ์ ปน็ ผทู้ ไี่ ม่ตกเปน็ เหยือ่ ของความรู้สกึ เหลา่ นี้ ท่าน ท�ำอะไร ท่านก็ทำ� ด้วยความรู้เทา่ ทนั ทำ� ด้วยปัญญา ทา่ นไมไ่ ด้ท�ำ เพราะความยินดี ท่านไม่ได้ท�ำเพราะความยนิ รา้ ย พระพทุ ธองคเ์ ปน็ 244 อักษรส่อสาร
ผทู้ ส่ี ำ� รวมอยใู่ นสตั วท์ งั้ หลาย หมายถึงว่า ทรงไม่เคยมีความคิดที่จะ ท�ำอะไรทไ่ี มถ่ ูกตอ้ ง ท่จี ะเอารดั เอาเปรียบใคร ที่จะท�ำให้สัตวท์ ั้งหลาย เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน ทรงเป็นผู้ที่ไม่หลงใหลอยู่ในกามคุณ ซึ่งหมายถึง รูป เสียง กล่นิ รส โผฏฐัพพะ นั่นเอง ยกั ษส์ าตาคริ ะผมู้ ศี รทั ธาแรงกลา้ ในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ สามารถทำ� ใหย้ กั ษเ์ หมวตะเกดิ ศรทั ธาเชน่ กนั ยกั ษท์ งั้ สองจงึ พากนั ไป เขา้ เฝา้ พระพทุ ธองคท์ วี่ ดั เชตวนั มหาวหิ ารเพอื่ ถามปญั หา สงั เกตไดว้ า่ ปญั หาของยกั ษแ์ ตล่ ะครง้ั เมอื่ เขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้ มกั จะเปน็ ปญั หาทม่ี ี แกน่ สารสาระ เปน็ คำ� ถามของนกั ปราชญผ์ ทู้ ฉ่ี ลาดพอสมควร ค�ำถามของยกั ษเ์ หมวตะคอื เพราะอะไรเกิดขน้ึ โลกจงึ เกิดขน้ึ นน่ั หมายความว่า อะไรเปน็ เหตุ อะไรเป็นปจั จัย ท่ีท�ำให้โลกน้ีเกิดขึ้น มันเกิดจากอะไร คนในโลกนี้ชอบยดึ ม่นั ถอื ม่ันในสิ่งใดบ้าง คือ ยึดตดิ ว่าสิ่งใดเป็นเราเป็นของเรา และ อะไรเป็นสิ่งท่ีท�ำให้สัตว์ทั้งหลาย ชยสาโร ภกิ ขุ 245
เป็นทุกข์ แล้วยังได้ถามเร่ืองการปฏิบัติด้วย ถามถึงแก่นแท้ของ พระพุทธศาสนาเลย แสดงว่ายักษ์เหมวตะเป็นยักษ์ท่ีเอาจริงเอาจัง พอสมควร โดยท่ัวไปพระพุทธองค์สามารถอธิบายพระธรรมโดยใช้ส�ำนวน มากมาย แตใ่ นโอกาสน้ี พระพทุ ธองคท์ รงใชเ้ รอื่ งอายตนะมาเปน็ หลกั ทรงตรสั ว่า “เม่ือมีอายตนะภายใน ๖ และ อายตนะภายนอก ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดข้ึน” ให้เราลองเปรียบเทียบค�ำตอบอย่างน้ีกับ คำ� สอนในศาสนาอ่ืน ศาสนาอื่นทีเ่ ช่ือในเร่อื งพระผูเ้ ปน็ เจา้ ก็จะบอก ว่า พระผเู้ ปน็ เจา้ สร้าง วนั แรกทา่ นสร้างอย่างน้ี วันทสี่ องท่านสร้าง อย่างน้ี วนั ท่ีสามจนถงึ วนั ท่เี จ็ดสร้างอยา่ งน้ีๆ แล้วทา่ นจึงพกั ผ่อน ท�ำเป็นนิยายไปเลย พระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกก็ใช้เวลาคล้ายกับที่ มนษุ ยเ์ ราสร้างบ้านหรือสร้างอะไรตา่ งๆ ส่วนค�ำสอนของพุทธศาสนาหรือค�ำตอบของพระพุทธองค์ต่อ ค�ำถามของเหมวตะน้นั ลกึ ซ้งึ มาก ทรงตอบว่า เมื่ออายตนะภายใน และอายตนะภายนอกเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น ความหมายของพระองค์ ก็คือ โลกท่ีเราร้จู ัก คือ โลกแห่งประสบการณข์ องเรา คนที่จะเข้าใจความหมายของพระพุทธองค์ จะต้องถามก่อน ว่า โลกคืออะไร ส่วนมากคนจะตอบตามหลักภูมิศาสตร์ที่เคยเรียน ในโรงเรียนวา่ โลกเปน็ ลกู กลมๆ มีประเทศน้ันประเทศนี้ มีแผ่นดิน มีทะเล มีมหาสมุทร มอี ะไรต่อมิอะไร นี่คือโลกในความหมายทั่วๆ 246 อักษรส่อสาร
ไป แต่พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสถึงโลกแบบภูมิศาสตร์เลย หากทรง บอกว่า ประสบการณ์ท้งั หมดในชีวติ ของเรา คอื โลกสำ� หรับเรา โดย โลกของแตล่ ะคนก็จะไม่เหมอื นกัน ทีนี้ คำ� ว่า ประสบการณ์ กเ็ ปน็ ศัพท์ใหมเ่ หมือนกนั จงึ ต้องวิเคราะห์และขยายความต่อไปว่า ประสบการณ์ชีวิตคืออะไร “ประสบการณช์ วี ิต” คอื สงิ่ ท่ีเราเคยเห็นมาทงั้ หมดดว้ ยตา สงิ่ ที่ เราเคยไดย้ ินมาท้งั หมดด้วยหู กล่นิ ท้งั หมดทเ่ี คยได้รบั ทางจมกู รส ทง้ั หมดท่ีเคยสมั ผัสทางล้ิน ส่งิ สมั ผสั ทง้ั หลายทเ่ี รียกว่า โผฏฐพั พะ และส่งิ ทเี่ ราเคยนึกคดิ ทั้งหลาย ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ นนั้ ทา่ นเรยี กวา่ อายตนะภายใน ซงึ่ มี ๖ ประการ อายตนะภายในแต่ละข้อมีคกู่ ับอายตนะภายนอก คู่ของ ตาคอื รูป ค่ขู องหคู อื เสียง คขู่ องจมูกคอื กลิ่น คขู่ องล้ินคือรส ค่ขู อง กายคือโผฏฐัพพะหรือการสัมผัส และคู่ของใจคือธรรมารมณ์หรือ ความรสู้ ึกนกึ คิดตา่ งๆ โลกของเราคอื สิ่งเหล่านี้ โลกจะปรากฏเมอ่ื สงิ่ เหล่านป้ี รากฏ โลกดับเมอ่ื ส่งิ เหลา่ นี้ดับ อายตนะเหล่านแ้ี หละ ทเ่ี รา เข้าไปยึดมนั่ ถือมั่นว่าเปน็ เราเปน็ ของเรา และเมื่อเรายึดม่นั ถือม่ันใน อายตนะเหล่านี้ว่าเป็นเราเป็นของเรา ความทุกข์ความเดือดร้อนจะ เกิดขน้ึ ทันที ดงั นน้ั พระพุทธองค์จงึ ทรงช้ีว่า โลกคอื อายตนะ โลกคอื ประสบการณช์ วี ิต เร่ืองโลกทางภูมิศาสตร์อย่าไปพูดถึงเลยในตอนน้ี ชยสาโร ภกิ ขุ 247
เราพดู ถึงโลกในความหมายของประสบการณ์ คือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก เราจะยดึ มนั่ ถอื มนั่ เรากย็ ดึ มนั่ ถอื มน่ั ในสงิ่ เหลา่ นี้ และความยึดม่ันถือมั่นนั่นแหละ เป็นสิ่งท่ีท�ำให้เราเป็นทุกข์และ เดอื ดรอ้ น จากนน้ั ยกั ษเ์ หมวตะกถ็ ามตอ่ วา่ คนเราจะพน้ จากทกุ ขไ์ ดอ้ ยา่ งไร เราต้องมีคุณธรรมอะไรบ้าง จึงจะพ้นจากทุกข์ได้ พระพุทธองค์ จงึ ตรสั ถึง “ศลี สมาธิ ปญั ญา” และการมสี ตทิ ุกเมอื่ ทกุ วนั นีเ้ รา ชอบยึดติดในสงิ่ ต่าง ๆ เพราะอะไร ก็เพราะขาดศีล ขาดสมาธิ ขาดปญั ญา เม่ือเราเจรญิ สตใิ นทุกอริ ิยาบถ ไมว่ ่าเราอยู่ทไ่ี หนหรือ อยู่กบั ใคร ตอ้ งพยายามสร้างความรู้สกึ ร้ตู ัวท่ัวพร้อม เป็นการ เสริมสร้างพื้นฐานแห่งการปล่อยวาง เพราะผู้มีสติย่อมเห็นสิ่ง ต่าง ๆ ตามความเป็นจรงิ มากข้นึ ทา่ นใหเ้ ราเฝา้ สงั เกตการเคลอื่ นไหวในจติ ใจของตน สังเกตความ เปล่ียนแปลง ความแปรปรวนทางอารมณข์ องเจา้ ของ เฝา้ สังเกตการ เห็นรูป การไดย้ นิ เสยี ง การได้กลิ่น ไดร้ ส ไดโ้ ผฏฐัพพะ ใหเ้ หน็ วา่ ไม่มเี จา้ ของ ตาเราไม่มีเจา้ ของ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มเี จา้ ของ มันเปน็ ธรรมชาติของมนั อยอู่ ยา่ งนั้น การจะตดั สนิ วา่ อะไรมีเจา้ ของ อะไรไมม่ เี จา้ ของ หรอื ความเป็นเจ้าของเป็นอย่างไร เราต้องดูท่ีการบังคับบัญชาหรือ อ�ำนาจของเรา ถ้าเรามีอ�ำนาจในส่ิงใดและมีอ�ำนาจแต่เพียงผู้เดียว 248 อักษรส่อสาร
เรยี กไดว้ ่า เราเปน็ เจา้ ของสิ่งน้ันได้ เพราะเราสัง่ อยา่ งไร มันกต็ อ้ ง เปน็ อย่างนั้น คนท่ีเปน็ ทาส ตอ้ งอยใู่ นอำ� นาจของเจ้าของ เจา้ ของสงั่ อยา่ งไร ทาสตอ้ งทำ� ตามทกุ อย่าง ไมเ่ ช่นนน้ั ก็ถกู ลงโทษ แต่รา่ งกาย และจติ ใจของเราไมไ่ ด้เป็นเชน่ นั้น แลว้ มนั เป็นอยา่ งไร มันก็เปน็ ไป ตามเหตตุ ามปจั จัยของมนั ใช่ไหม เราเดนิ ในท่ีแจ้ง แสงแดดกล้า เราไม่ ตอ้ งการให้ร่างกายเรารอ้ น สง่ั ไม่ให้ร้อน มนั กไ็ มเ่ ป็นไปตามคำ� สั่ง เมื่อเหงื่อออก ไม่อยากให้เหงื่อออก จะไปบังคับไม่ให้เหง่ือออกก็ ไม่ได้ เพราะเมือ่ รา่ งกายเราถกู ของร้อน มันย่อมมีการเปลย่ี นแปลง มนั ก็รสู้ ึกร้อนข้นึ เหงอ่ื ออกเป็นธรรมชาติ จิตใจของเราจะพอใจหรือ ไม่พอใจอยา่ งไร ก็ไม่มผี ล เพราะมนั เป็นธรรมชาตขิ องมัน พระพุทธองค์ได้ต้ังข้อสังเกตว่า ถ้าร่างกายเป็นของเราจริงๆ เรากน็ า่ จะบงั คบั ได้ นา่ จะสงั่ ได้ และร่างกายก็น่าจะอยู่ในโอวาท เราส่ังอย่างไร มันก็น่าจะท�ำตามนั้น แต่ปรากฏวา่ มันไมใ่ ช่อย่างนน้ั เรอ่ื งนเ้ี ราตอ้ งใชป้ ญั ญา ใหเ้ หน็ อายตนะภายในอายตนะภายนอก ตามความเปน็ จรงิ เร่ืองน้ีไม่ต้องอ่านหนังสือมาก เพียงอาศัยการ เฝ้าสังเกต หูได้ยินเสยี งก็เช่นเดยี วกัน ไม่อยากได้ยนิ เสยี งมาก็ต้อง ได้ยนิ จติ ใจจะชอบหรอื ไม่ชอบอย่างไร หูกับเสียงกระทบกัน กต็ อ้ งมี วญิ ญาณเกิดข้ึนตรงน้นั เรียกว่า โสตวญิ ญาณ พระพทุ ธองคต์ รสั เรอ่ื งทล่ี กึ ซงึ้ อยา่ งนใ้ี หเ้ หมวตะฟงั จนเหมวตะ เกดิ ศรัทธา เม่ือเกิดศรัทธาแลว้ ทง้ั ยกั ษเ์ หมวตะและยักษ์สาตาคิระได้ ชยสาโร ภกิ ขุ 249
ประกาศตนเป็นอุบาสก และประกาศวา่ ต่อจากนไ้ี ป ไม่วา่ จะไปท่ีไหน จะต้องเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงเปน็ เหตุวา่ ตอ่ มาทา่ นได้ เข้าประชุมยักษ์ที่หิมวันตประเทศ และได้พบเพ่ือนยักษ์ตนหนึ่งช่ือ อาฬวกะ เป็นยักษ์ท่ีมีฤทธิ์มีเดชมาก ดุร้ายน่ากลัวมาก อาวุธของ อาฬวกะมีช่ือเสียง รองลงมาจากอาวุธประจ�ำตัวของพระอินทร์ เป็นอาวุธท่ีมีฤทธิ์มีเดชมากที่สุด ในคัมภีร์บอกว่า หากอาฬวกะ เอาอาวุธลงไปในน้�ำทะเล ทะเลก็จะเหือดแห้งไป ๑๒ ปี หรือถา้ ปกั อาวธุ ของทา่ นไว้ในแผน่ ดินไหน ในแคว้นไหน แผ่นดินน้ันแคว้นนั้นก็ จะเพาะปลูกอะไรไม่ขึ้นไป ๑๒ ปี อย่างน้ีเป็นต้น ยักษ์ตนนี้มีฤทธิ์ มเี ดชมาก จนหลงตวั เองวา่ มฤี ทธานุภาพสูง ยักษ์เหมวตะและยักษ์สาตาคิระไปพบเพ่ือน อยากให้เพื่อน กลับใจ อยากให้เพ่ือนเป็นคนดี ก็เลยกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ ใหฟ้ ัง แตย่ ักษ์อาฬวกะไมศ่ รัทธา ตรงกนั ข้ามกลับโกรธ ไมช่ อบใจ 250 อักษรส่อสาร
พอดีมขี ่าวมาวา่ พระพทุ ธองคไ์ ดเ้ สด็จไปขอค้างคนื ท่ีวิมานของ อาฬวกะ ซ่ึงอยู่ในเมืองอาฬวี ใกล้โลกมนุษย์ คนเฝ้าวิมานไมอ่ ยาก ให้พระพทุ ธเจา้ ประทบั คา้ งคนื เพราะกลวั วา่ จะโดนลงโทษถา้ เจา้ นาย ทราบ จงึ กราบทลู พระพทุ ธองคว์ ่า... เจ้านายผมดุร้ายมากครับ ผม ไม่อยากให้ท่านอยู่ เดี๋ยวจะเปน็ อันตราย ถา้ เจา้ นายของผมทราบว่า ทา่ นมาอย่ทู ่นี ี่ ทา่ นจะโกรธมาก ทา่ นไม่เคารพใครเลย เชือ่ มั่นในตัว เองสงู มาก ใครจะวา่ อะไร จะวพิ ากษ์วจิ ารณ์อยา่ งไรไม่ยอมฟังท้งั นน้ั ถอื วา่ ตวั เองตอ้ งถูกเสมอ ใครใหข้ ้อคดิ ใครวพิ ากษว์ ิจารณก์ ็ถอื ว่าเป็น ศตั รูทนั ที จงึ ไมอ่ ยากใหท้ ่านพัก สงสารท่าน... พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ...ไม่ต้องเป็นห่วงเรา พระตถาคตไป ทไ่ี หนกไ็ มม่ อี ะไรนา่ กลวั หรอก ไมเ่ ปน็ ไร ใจเยน็ ได้ เมอ่ื ยกั ษอ์ าฬวกะ ทราบว่าพระพุทธองค์ไปประทับค้างคืนที่วิมานของตัว ก็โกรธมาก พยายามทำ� ลายพระพุทธองคท์ ้ังคนื เพื่อใหท้ า่ นอยไู่ มไ่ ด้ เช่น ใช้อาวธุ ชยสาโร ภกิ ขุ 251
ทำ� ให้ฝนตกหนกั แตป่ รากฏวา่ พอเมด็ ฝนมาถึงปา่ ที่พระพุทธองค์อยู่ ท่ีวมิ านของอาฬวกะ เมด็ ฝนก็กลายเปน็ ดอกไมท้ นั ที พระพุทธองค์ จึงไม่เปยี กเลย อาฬวกะทำ� ให้ภเู ขาไฟระเบิด ทำ� ให้แผน่ ดนิ ไหว แตก่ ็ เหนอ่ื ยเปล่า ทุกอย่างไม่ได้ผล ในทีส่ ดุ อาฬวกะกต็ ัดสนิ ใจว่าจะตอ้ ง ไปเผชญิ หน้ากบั พระพุทธเจา้ อาฬวกะเป็นยักษ์ที่ชอบกินคนเป็นประจ�ำ ครั้งหน่ึงเคยช่วย ชีวิตกษัตริย์อาฬวี แล้วได้บอกให้กษัตริย์อาฬวีส่งเด็กมาให้กินวันละ คนทกุ ๆ วนั พระพทุ ธองค์จึงอยากโปรดยกั ษ์อาฬวกะ หน่งึ เพราะ สงสารเดก็ ๆ สอง เพราะเห็นวา่ อาฬวกะเป็นผมู้ ีบารม ี มีอินทรีย์แก่ กล้าพอสมควร แม้จะเป็นยักษ์ที่โหดร้าย แต่ก็ยังมีความหวังอยู่ ทา่ นจึงเสดจ็ ไปโปรดทว่ี ิมานของอาฬวกะ เมื่ออาฬวกะไปถงึ บ้าน เห็นพระพทุ ธเจา้ ประทับอยู่ข้างใน จงึ ร้องส่งั ทันทวี ่า “สมณะ ทา่ นต้องออกไปเดี๋ยวน้”ี พระพทุ ธองคเ์ หน็ ท่าทางของยักษ์ช่ือ อาฬวกะ แล้ว ทรงทราบว่ายกั ษ์ตัวนม้ี นี สิ ัยแขง็ กระด้างมาก ถา้ ตอบเขาอย่างแขง็ กระดา้ งหรอื แสดงอาการไม่ยอมใน ทนั ท ี กค็ งจะไมไ่ ด้ผลดี พระพุทธองคท์ รงใชป้ ญั ญา อย่างทีท่ ุกวันนี้ เราเรยี กว่า จติ วทิ ยา เมือ่ เหน็ วา่ อารมณห์ รอื ท่าทขี องคนๆ น้ี ถา้ สอน ธรรมะตอนนี้ เขาคงรบั ไม่ได้ ท�ำอย่างไรเราจึงจะเปลี่ยนใจเขาให้ออ่ น โยนหรือพร้อมทีจ่ ะรบั ฟงั ทา่ นจงึ ใช้วธิ เี อาใจเสียกอ่ น 252 อักษรส่อสาร
เม่ืออาฬวกะสั่งพระพุทธองค์ให้ออกไป ท่านจึงออกไป พอ พระพทุ ธองคอ์ อกไปแลว้ อาฬวกะกค็ ดิ วา่ ทำ� ไมง่ายอยา่ งน้ี ไม่คดิ ว่าจะง่ายอย่างน้ี พระพุทธเจ้าหรือพระศาสดานี้เป็นคนว่าง่ายสอน ง่าย สงั่ ใหอ้ อกจากบ้านกอ็ อกทันที อาฬวกะคดิ สงสัยว่า ทพี่ ระพุทธ องคอ์ อกไปทนั ทเี มอ่ื ก้ีนี้นน้ั เปน็ เพราะวา่ ง่าย หรอื เพราะนอ้ ยใจ หรือ เพราะโกรธ เราจะตอ้ งทดสอบ อาฬวกะจึงกลา่ วกบั พระพทุ ธองคว์ า่ เข้าไปขา้ งในเถอะสมณะ พระพุทธองคก์ ว็ ่า ดแี ล้วท่าน แล้วกเ็ สดจ็ เขา้ ไปนัง่ ข้างในอกี ครง้ั อาฬวกะกค็ ิดวา่ แหม! พระศาสดาองค์นไี้ ม่ ถือตวั เชื่อฟงั ส่ังให้ออกไปขา้ งนอก กอ็ อกไปทันที สัง่ ให้เขา้ ไปข้างใน กเ็ ขา้ ไปทนั ที แตก่ ย็ งั ไมเ่ ช่อื ๑๐๐ เปอรเ์ ซน็ ต์ จงึ ทดลองอกี ครง้ั หนง่ึ บอก ...สมณะออกไปขา้ งนอกเถอะ... พระพทุ ธเจ้ากเ็ อาใจ ลุกข้นึ เดนิ ออกไปขา้ งนอก ทีนอ้ี าฬวกะก็ย้ิมกวา้ ง คือ เขาอยากจะพสิ จู น์ วา่ ระหว่างพระพุทธเจา้ กบั ตัวเขา ใครจะทรงอานุภาพมากกว่ากัน เมื่อพระพทุ ธองคท์ รงท�ำตามค�ำส่ังของเขาอย่างน้ี อาฬวกะจึงคิดว่า ตวั เองน้ีแน่มาก แมแ้ ต่พระพุทธองค์กย็ งั ทรงเชอ่ื ฟัง ชยสาโร ภกิ ขุ 253
เมื่อส่ังครั้งที่ ๒ คร้ังท่ี ๓ พระพุทธองค์ก็ยังทรงทำ� ตาม อาฬวกะจงึ ใจเยน็ ลง แลว้ กลา่ วกบั พระพทุ ธองคว์ า่ ต่อจากนี้ ผมจะ ถามปญั หา ถา้ ท่านไม่ตอบหรือตอบไม่ได้ ผมจะควกั หัวใจท่านออก ไปโยนท้ิง หรือจะฉีกหัวใจ หรือจับขาท้ังสองของท่านขว้างไปท่ีฝั่ง แม่น�้ำคงคาเลย พระพุทธองค์ทรงนั่งเฉย ยักษโ์ หดรา้ ยตวั ใหญข่ ม่ ขู่ ขนาดน้ี ทา่ นกไ็ มห่ วั่นไหว ตอบดว้ ยนำ้� เสียงปกตวิ ่า “เรายังไม่เคย เห็นบุคคลใดเลยที่จะสามารถควักหัวใจของเราไปโยนทิ้ง หรือฉีก หัวใจ หรือจับขาท้ังสองของเราขว้างไปที่ฝั่งแม่น้�ำคงคา ในโลกน้ี พรอ้ มทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก พรอ้ มทง้ั เทวดาและมนุษย์ ไม่มีใครเลยท่ีจะท�ำอย่างน้ันได้ แต่ถ้าอยากถามปัญหาอะไร ก็ถาม มาเถดิ พระตถาคตจะตอบให้” อาฬวกะจึงถามปัญหาของเขา ซ่ึงแท้ที่จริงไม่ใช่ปัญหาของเขา ในคมั ภีร์บอกว่า พ่อแม่ของอาฬวกะเคยเป็นลกู ศิษยข์ องพระพุทธเจา้ องค์ก่อน พระนาม กัสสปะ และเคยถามปัญหากับพระองค์บาง ประการ เมื่อได้รับค�ำตอบเป็นที่พอใจ จึงมีความภาคภูมิใจมาก จนถือว่าเป็นเรื่องประวัติศาสตร์และเป็นเรื่องสิริมงคลอย่างย่ิง จึง ถ่ายทอดให้กับลูกเพื่อจดจ�ำจารึกไว้ ฉะน้ัน ค�ำถามที่ยักษ์ช่ืออาฬ วกะ ถามพระพทุ ธองคใ์ นวนั นน้ั จงึ เปน็ คำ� ถามเดยี วกบั ทพี่ อ่ แมเ่ คยถาม พระพทุ ธเจา้ ชอื่ กสั สปะเมอื่ หลายกปั หลายกลั ปก์ อ่ น 254 อักษรส่อสาร
ค�ำถามเหล่าน้ันคือ อะไรคือทรัพย์เคร่ืองปล้ืมใจท่ีประเสริฐสุด ในโลกน้ี ต้องปฏิบัติอย่างใดจึงจะมีความสุข และ การจะมีชีวิตอัน ประเสริฐตอ้ งอยู่อย่างไรและมีหลกั การอยา่ งไร พระพุทธองค์ตรัสว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอัน ประเสริฐ เพราะชวี ิตทดี่ งี าม ยอ่ มเริ่มตน้ ดว้ ยศรทั ธา มันจงึ เป็น ทรพั ย์สมบัตอิ นั ลำ้� ค่า เพราะผู้มีศรทั ธาในสงิ่ ที่ดงี าม มศี รทั ธาใน พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ มศี รัทธาในคุณงามความดีมักจะมี กำ� ลังมคี วามตั้งอกต้ังใจในการทำ� ความดี มกั จะเปน็ ผทู้ เี่ ห็นโทษใน สงิ่ ทีไ่ มด่ ี ผมู้ ศี รัทธาย่อมเข้าหาผู้รู้ ยอ่ มไดฟ้ ังธรรมจากผู้รู้ ได้ขอ้ คิดที่ จะเอาไปพจิ ารณาต่อ เพ่ือนำ� ไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจ�ำวัน เพราะ ฉะนนั้ ศรทั ธา จึงเปน็ ทรพั ยท์ เี่ รียกวา่ ทรัพย์เครอื่ งปลื้มใจ เพราะ เมือ่ มีศรัทธาแล้วจะมีความปลืม้ ใจภายใน อาฬวกะยังตอ้ งการจะรู้เร่ืองชีวติ เขาไม่ไดต้ อ้ งการทจ่ี ะระลกึ ถึงหรอื ตอ้ งการทราบหรอื สงสัยในเรอื่ งเปลอื กและเรื่องผวิ เผิน ค�ำถาม ของคุณพ่อคุณแม่ของอาฬวกะท่ีเก่ียวกับการด�ำเนินชีวิต เป็นค�ำถาม ท่ีสมกับเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แต่เป็นค�ำถามที่ เหมาะสมที่สุดในยุคปัจจุบันนี้ เพราะคนเราส่วนมากมักจะสนใจ ในเรื่องท่ีไม่เกี่ยวกับชีวิตของตนโดยตรง เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกน้ี ยาวนานเหมอื นในยุคของพระพทุ ธเจา้ พระกสั สปะ ซ่งึ ตามคัมภรี บ์ อก วา่ สมัยนั้นคนมอี ายถุ งึ ๒๐,๐๐๐ ปี แต่ทกุ วนั น้ีคนเราอายสุ ้ันมาก ฉะนนั้ เราตอ้ งเลอื กคำ� ถาม เลอื กสิ่งทีเ่ ราจะสนใจศึกษา ชยสาโร ภกิ ขุ 255
แลว้ ทที่ า่ นถามวา่ ตอ้ งปฏบิ ตั อิ ยา่ งใดจงึ จะมคี วามสขุ อะไรเปน็ ส่ิงทท่ี ำ� แลว้ ปฏิบัติแลว้ ประพฤติแลว้ ท�ำใหช้ ีวิตมีความสุข อาฬวกะ ต้องการทราบเร่ืองความสุข พระพุทธองค์ทรงตอบว่า การปฏิบัติ ธรรมนั่นแหละ ท�ำใหเ้ รามีความสขุ การปฏบิ ัติธรรมน�ำความสขุ มา ใหใ้ นทุกระดบั เมื่อเราเป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักขโมย เว้น จากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการเบียดเบียนตนและผู้อ่ืนด้วย กาย ดว้ ยวาจา เราย่อมมคี วามสุขทีไ่ ม่ตอ้ งมคี วามเดอื ดร้อน มคี วาม สุขวา่ เราสามารถเคารพนบั ถือตวั เองได้ มคี วามสุขวา่ เราตำ� หนิติเตียน ตวั เองไมไ่ ด้ เป็นต้น ทางด้านกายวาจา ก็ใหร้ ะมดั ระวงั สง่ิ ท่ที ำ� คำ� ทพ่ี ดู ทางดา้ น จติ ใจ กใ็ หเ้ ลกิ ใหล้ ะความคดิ อยากไดใ้ นสงิ่ ทไ่ี มค่ วรแกต่ วั เรา ในสิ่งท่ี ไมม่ ที างท่จี ะได้ และในสิง่ ทไี่ ม่เหมาะทจ่ี ะเอา เมือ่ เห็นของดีของคน อนื่ ก็ไม่คดิ ไมว่ างแผน ไมห่ วังท่ีจะไดค้ รอบครองมาเปน็ ของเรา หรอื ในกรณีของผู้ท่ีแต่งงานแลว้ มสี ามภี รรยาแล้ว เห็นผู้ชายคนอนื่ ทไี่ ม่ใช่ สามขี องตัวเอง เหน็ ภรรยาคนอืน่ ทไี่ มใ่ ชภ่ รรยาของตวั เอง กต็ ้องระวัง ไมใ่ ห้จิตเกิดกิเลส เกดิ ความไมเ่ รยี บร้อยทางกายทางวาจา ระงับความ คิดท่เี ปน็ บาปเปน็ อกศุ ล ถ้าเป็นผูช้ าย เห็นผ้หู ญิงท่อี ายมุ ากกวา่ ให้ พยายามฝกึ ท่จี ะมองใหเ้ หน็ เปน็ พ่อเปน็ แม่ ถา้ อายมุ ากกว่าไมม่ าก ก็ ใหถ้ ือวา่ เป็นพ่ี ถ้าอายุนอ้ ยกว่าก็ให้ถือว่าเป็นน้อง ใหใ้ ชค้ ำ� ว่าพ่ี คำ� ว่า 256 อักษรส่อสาร
นอ้ ง ในทางทปี่ ราศจากกาม เหมอื นกบั เป็นพีช่ ายแท้ๆ น้องชายแท้ๆ นอ้ งสาวแท้ๆ อย่างนเี้ ปน็ ต้น เมื่อเราแตง่ งานแลว้ ก็ตอ้ งถอื ว่าหมดเรื่องทจี่ ะไปยงุ่ กบั ผูช้ าย คนอื่น ที่จะไปยงุ่ กับผูห้ ญิงคนอนื่ เรียกวา่ ไม่ตอ้ งคดิ แล้ว อยา่ งน้เี รา จงึ จะมีความสุข เป็นความสุขของความเย็น ไม่ตอ้ งร้อน ไม่ตอ้ งคดิ ไม่ ตอ้ งปรงุ แตง่ ไมต่ อ้ งวางแผน ไมต่ อ้ งมเี ลห่ ม์ เี หลยี่ ม ตรงไปตรงมาดว้ ย ความหวงั ดี เป็นท่ีวางใจของคนอนื่ ได้ ไมพ่ ยาบาทไม่ปองร้ายคนอน่ื เราก็มคี วามสขุ ท่านว่าการคิดโกรธแคน้ ใจคนอ่นื เปน็ การทำ� ร้ายตัวเอง ทา่ น ให้เหตุผลว่า ถ้าเรามีศัตรู สิ่งที่ศัตรูของเราต้องการมากท่ีสุด คือ ต้องการให้เราเป็นทุกข์ ใช่ไหม ทีนี้ ถ้าเรานง่ั คดิ โกรธเขา พยาบาท เขา เรากจ็ ะเป็นทุกข์ ก็เท่ากับทำ� ส่ิงที่ศตั รูของเราน่าจะพอใจ เรา ท�ำรา้ ยตวั เอง โดยที่ศตั รูของเราไมต่ อ้ งทำ� อะไรเลย แต่จริง ๆ แลว้ ผทู้ เี่ บยี ดเบียนเราจะเปน็ ศตั รหู รอื ไมเ่ ปน็ ศตั รูนน้ั กอ็ ยู่ทค่ี วามคดิ ของเราเอง ถา้ เรามองเขาเป็นศตั รู เขาก็ เปน็ ศตั รู ถ้าเราไม่มองเขาเปน็ ศัตรู เขาก็ไมใ่ ช่ศตั รู เม่ือเราพจิ ารณา ในกฎแหง่ กรรม จนมคี วามเชอ่ื และเข้าใจวา่ คนทำ� ชั่วได้ชั่ว คนทำ� ชวั่ ตอ้ งรบั ผลคอื ความชั่ว หรือความทุกข์ตอ่ ไป การเบียดเบียนคนอ่ืนก็ คอื การเบยี ดเบียนตนเองนนั่ เอง เรากจ็ ะให้อภยั สงสาร และจะไม่ ปลอ่ ยใหเ้ ขาทำ� สิง่ ท่ีไม่ถูกตอ้ ง ถา้ แกไ้ ขได้ เรากต็ อ้ งแกไ้ ขทนั ที ไม่ใช่ ชยสาโร ภิกขุ 257
ปล่อยให้เขาเอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนเรา แต่เราต้องไม่โกรธ เพราะความโกรธเป็นส่ิงท่ผี ดิ แนน่ อน ไมม่ ีกรณไี หนหรอื เหตกุ ารณ์ ใดท่กี ารโกรธคนอืน่ จะเปน็ สง่ิ ทีด่ หี รือเปน็ สงิ่ ทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ ชวี ติ ของเรา เพราะความโกรธทำ� ใหเ้ ราโง่ ทุกครั้งท่ีเราโกรธ ก็รู้ได้ เลยว่าเราก�ำลังโง่อยู่ เรากำ� ลังส่งเสริมความโง่ของตนเอง เพราะ เม่ือเราอคติ เราโกรธ เราแค้นใจ การคิดพจิ ารณาทกุ สิ่งทุกอยา่ งจะ ผิดเพ้ยี นไปจากความเป็นจรงิ ดงั น้นั ท่านจงึ ใหเ้ ราละอายและเกรง กลัวตอ่ ความโกรธ ถ้าเราสง่ เสริมความโกรธภายในใจ เราอาจจะคิด ว่า เราคุมได้ที่จะไม่แสดงออกมาให้ใครเห็น แต่อยู่ไปอยูม่ า พลงั ของ ความโกรธจะเพ่มิ ขน้ึ ๆ จนวนั ใดวนั หน่ึงเรากจ็ ะคมุ มนั ไม่ได้ อาตมามีญาติคนหนึ่ง ท�ำงานเป็นผู้คุมนักโทษในเรือนจ�ำที่ อังกฤษ ญาติคนนี้เล่าให้อาตมาฟังว่า บางครั้งเวลาน่ังคุยกับฆาตกร จะรู้สกึ แปลกๆ เพราะกอ่ นท่จี ะเขา้ ไปทำ� งานในเรอื นจำ� เขารู้สึกว่า คนธรรมดาอย่างเราๆ กับฆาตกรนต้ี ่างกนั มาก นกึ ไม่ออกวา่ คนทฆี่ ่า คนอน่ื ได้จะคิดอย่างไร แตเ่ ม่อื ไปท�ำงานในเรอื นจำ� บางครง้ั ไดพ้ ดู คยุ กบั ฆาตกรบา้ ง กลับพบว่าเขากไ็ มม่ ีอะไรแตกต่างจากเรา 258 อักษรส่อสาร
ญาตอิ าตมาเลา่ ถงึ คนๆ หนงึ่ เป็นคนดี ไมเ่ คยทำ� ผิดกฎหมาย อะไรเลย เขาแต่งงานกับภรรยาที่จุกจิกจู้จ้ีมาก เขารำ� คาญและเกบ็ กดไว้ไมไ่ ด้ว่าอะไร ปล่อยๆ ไป แต่มนั ไมใ่ ช่การปล่อยวางอย่างแทจ้ รงิ แต่งงานไปประมาณ ๒๐ ปี วนั หนงึ่ เกดิ ทนไมไ่ หว โมโหสุดขดี ก็เลย ฆา่ ภรรยาตาย รู้สกึ วา่ เอามดี แทงไปไมร่ ูก้ ี่สิบครงั้ ดว้ ยความคลงั่ ดว้ ย ความโกรธ ในชีวิตแต่งงานที่อยู่ด้วยกันมา ๒๐ ปี เขาคุมอารมณ์ได้ และไม่เคยลแุ กอ่ ำ� นาจด้วยความโกรธเลย แต่ข้างในมนั รสู้ กึ จนอยู่มา วันหนึ่ง ความโมโหแค่ไม่ก่ีวินาทีได้ท�ำลายชีวิตของเขา เพยี งเพราะ ความประมาท เพยี งเพราะหลงอารมณ์แคไ่ ม่กว่ี ินาที จึงตอ้ งถกู ตรา หนา้ วา่ เปน็ ฆาตกร ชยสาโร ภิกขุ 259
อารมณท์ ง้ั หลายมนั จะเพม่ิ ขน้ึ ๆ ทลี ะนอ้ ย ๆ จนมพี ลงั เมื่อ มนั แสดงออกมาทางวาจา เราเองกต็ กใจว่ามนั มาจากไหน ไม่เคยรู้วา่ ตวั เองจะสามารถพูดอะไรรนุ แรงอยา่ งนีไ้ ด้ ฉะนนั้ ผทู้ ่ีตอ้ งการจะมี ความสุขอย่างถาวร มคี วามสุขท่ีไว้ใจได้ ต้องระมัดระวังอารมณ์รา้ ย ของตัวเองอย่างที่สุด และส่ิงท่ีจะเป็นอันตรายในเรื่องความโกรธ มากท่ีสดุ คอื ความเชอ่ื วา่ ตวั เองถูก ถ้าเราเช่ือวา่ ตวั เองถกู กจ็ ะรู้สึก วา่ สมควรแลว้ ทเ่ี ราโกรธ หรอื เราโกรธกเ็ พราะเราถกู เขาผดิ ความเชอ่ื อยา่ งนี้จะท�ำใหเ้ รามองไมเ่ ห็นความนา่ เกลยี ดของความโกรธ เคยสังเกตไหมว่า ความโกรธจะปรากฏร่องรอยบนใบหน้า ของเรา ตอนอายุ ๒๐-๓๐ ปี ใจคอคนเราจะเปน็ อยา่ งไร ดูจากหน้า มันยังดูไม่ออก แต่พออายุมากขึ้นๆ อารมณ์หรือนิสัยของเราจะ เรม่ิ ปรากฏบนใบหน้า ถึงอายุ ๕๐ ปีจะเห็นชัดเลย ดูใบหนา้ ดกู าร พดู การจา จะดอู อกและรู้เลยว่า นสิ ัยใจคอของคนๆ นีเ้ ป็นอย่างไร เหมอื นจะมกี ารจารึกจดไว้บนใบหน้า เร่ืองนม้ี ันเห็นชัด มนั แกไ้ ขไมไ่ ด้ โกหกใครไมไ่ ด้ อาตมาเช่อื ว่าอยา่ งน้นั 260 อักษรส่อสาร
ความโกรธเป็นส่ิงที่น่ากลัวมากท่ีสุด เพราะเวลาเราโกรธ เราจะไม่รู้ดีรู้ชั่ว ความรู้สึกต่อความดีความช่ัว บาปบุญคุณโทษ หายหมด เชื่อหรือไม่ หายโกรธแล้วจึงมานึกได้ ท่านว่าคนที่โกรธฆ่า คนได้ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ได้ ท�ำไดท้ ุกอยา่ ง ไม่มสี ่งิ ใดที่คนที่กำ� ลงั โกรธท�ำ ไมไ่ ด้ ถา้ โกรธจริงๆ ความโกรธมันเปน็ พลังอย่างหนง่ึ ทอ่ี ยูใ่ นใจของ เราทุกคน ถ้าเราไม่ปฏิบัติไม่เร่ิมฝึกแล้ว เราจะรับรองตัวเองไม่ได้ เราจะไว้ใจตวั เองไมไ่ ด้ คนอนื่ ก็จะไว้ใจเราไมไ่ ด้ ความโลภกเ็ ช่นเดยี วกัน บางทีเราอยากได้อะไรสกั อย่าง เมอ่ื อยากไดแ้ ลว้ จะไม่คิดถึงส่งิ อน่ื เลย คดิ แต่วา่ ต้องเอาส่งิ น้ีให้ได้ แม้ จะมคี นเตือน หรอื อาจจะเปน็ สติหรือคณุ ธรรมภายในใจเตอื น ก็ไม่ อยากฟงั จะตอ้ งไดส้ ่งิ นี้ให้ได้ ความโลภจึงเปน็ อนั ตรายและไม่นำ� ไป สคู่ วามสุขในชีวิต ในกศุ ลกรรมบถข้อที่ ๑๐ คอื ตอ้ งเวน้ จากมิจฉาทฏิ ฐิ ตอ้ ง เป็นผูม้ ีสัมมาทิฏฐ ิ ต้องอบรมใจใหเ้ ช่ือในสิ่งทมี่ ีเหตผุ ล เชอื่ ในการ ตรสั รูข้ องพระพุทธเจ้า เชอ่ื ในความสามารถของมนุษยท์ กุ คน ไม่ว่า จะเป็นชาวตะวันตก ชาวตะวนั ออก เปน็ ผ้ชู ายผูห้ ญิง เป็นใครกต็ าม เชือ่ วา่ มนษุ ยเ์ ราพ้นทกุ ข์ได้ เข้าถงึ ความสุขทแี่ ทจ้ รงิ ได้ ดว้ ยความ พากเพยี รพยายามของตวั เอง เชือ่ ในกฎแห่งกรรม เช่ือว่าเราทำ� อะไร พูดอะไรคดิ อะไรดว้ ยเจตจำ� นง ต้งั ใจท�ำอะไร ตง้ั ใจพูดอะไร ตงั้ ใจคดิ อะไร ล้วนเป็นกรรมทง้ั น้นั แล้วเราท�ำกรรมอะไรไว้ เราจะตอ้ งรบั ผล ชยสาโร ภิกขุ 261
ของกรรมน้ัน ไมม่ ีอะไรจะสญู หายไปได้เลย นี่คอื สมั มาทฏิ ฐิในทาง พระพทุ ธศาสนา ทุกครั้งที่เราปล่อยจิตให้ไปหมกมุ่นอยู่กับกิเลส ให้ปรุงแต่ง อยู่ในทางไม่ดีไม่งาม ล้วนเป็นการสร้างกรรม กรรมจึงไม่ได้อยู่ที่ การแสดงออกด้านนอกอย่างเดียว ทุกคร้ังท่ีเราคิดด้วยความโลภ ด้วยราคะ ทกุ ครง้ั ท่ีคิดด้วยโทสะ ทุกครั้งท่ีคดิ ด้วยความหลง เป็น การสร้างมโนกรรม แล้วมโนกรรมนัน้ แหละ ทีเ่ ปน็ แหล่งเกิดของ กายกรรมวจีกรรม มันล้นออกมาจากจิต โดยเฉพาะในเวลาท่ีเรา เหน่อื ย เครียด หรือมีความกดดนั ซึ่งการควบคุมอารมณภ์ ายในเอาไม่ อยแู่ ลว้ มันจงึ ล้นออกมาใหเ้ ราไดเ้ หน็ วา่ เราเคยสงั่ สมอะไรไวบ้ ้าง มนี ักปราชญ์นักคิดชาวองั กฤษคนหน่งึ เคยต้งั ขอ้ สังเกตว่า เวลา คนโกรธ เขาจะด่าว่าเราอย่างเจ็บแสบ พอเขาหายโกรธแล้ว เขาก็ จะขออภยั โดยเขาจะบอกเราว่า ที่พูดไปวันน้ัน ฉันก�ำลังโกรธ อย่า ถือสาเลยนะ แม้ว่าเขาพยายามจะบอกว่า ในขณะทโ่ี กรธ สง่ิ ท่พี ดู นั้นไมเ่ ป็นความจรงิ แตน่ ักคดิ ชาวอังกฤษคนน้ีบอกวา่ นแ่ี หละ... ถ้า เราอยากจะฟงั ความจริง อยากจะรูว้ ่าเขามองเราอยา่ งไร ต้องฟงั เขา พูดเวลาเขาโกรธ เราจงึ จะรู้ เพราะเขาจะพูดสงิ่ ทปี่ กตเิ ขาไมก่ ลา้ พูด ออกมา นี่ก็เปน็ ทัศนะอยา่ งหน่งึ แต่อาตมาว่า มนั ก็ไมเ่ สมอไป เพราะ บางทเี วลาโกรธ คนบางคนก็อาจจะพูดเกินความจริง แตก่ ็มีสว่ นที่ เป็นจรงิ ไดเ้ หมือนกัน 262 อักษรส่อสาร
ทกุ ครัง้ ที่เราคิด ทกุ คร้ังทเี่ ราปรงุ แต่ง เราก็สัง่ สมอะไร ๆ ไว้ ทกุ วนั ๆ การสั่งสมนน้ั แหละท่ีเรยี กว่า การสรา้ งกรรม สรา้ งความ เคยชนิ สร้างนิสัยใจคอ สิง่ เหล่าน้มี นั เกดิ มาจากไหน มนั ก็เกิดมาจาก การสงั่ สม เมือ่ เราคดิ โกรธเขา เรากไ็ ม่เห็นโทษของความโกรธ จงึ ไม่ คิดจะหยุด คิดไมพ่ อใจ คดิ โกรธ คดิ อยา่ งนีบ้ ่อยๆ อยู่ไปอยมู่ ากก็ ลาย เป็นคนขโ้ี กรธ ความขโ้ี กรธเกิดจากการโกรธบอ่ ยๆ ความขีอ้ ิจฉาเกดิ จากการอิจฉาบ่อยๆ เราข้ีเล่นก็เพราะเราเล่นบ่อยๆ ค�ำว่า ขี้ ก็เกดิ จากการส่งั สมเชน่ กัน เม่อื เราทำ� บอ่ ย พูดบอ่ ย คดิ บอ่ ย การท�ำอย่างน้ัน ยอ่ มงา่ ยกวา่ การท�ำอยา่ งอนื่ เวลาเจออุปสรรค บางคนก็ผิดหวัง เศรา้ โศกเสียใจ หดหู่ใจ หรอื ซึมไปเลย แต่คนบางคนเมื่อเจออุปสรรคหรือผิดหวังใน ส่งิ ทีต่ นตอ้ งการ เขากไ็ มห่ ดหูห่ รือโกรธแค้น แต่จะสู้ ไมย่ อมแพ้ ฉะนั้น ทุกครัง้ ทเี่ ราเจออุปสรรค แล้วปล่อยให้เกิดปฏิกิริยาแบบเดิม ๆ ก็ จะเปน็ การเสรมิ ความเคยชนิ อยา่ งนน้ั จนเปลย่ี นเปน็ อยา่ งอนื่ ได้ยาก ชยสาโร ภกิ ขุ 263
อาตมาเองสังเกตวา่ ผู้ที่มาขออปุ สมบททีว่ ัดนี้ตอนอายุ ๒๐ ถงึ ๒๕ ปี ยงั พอจะมีหวัง แต่คนอายุ ๓๐ ปีขน้ึ ไปเริ่มจะสอนยากแลว้ แค่ ๓๐ ปเี องนะ ทิฐมิ านะอะไรๆ มนั เริ่มจะแขง็ ตัวแลว้ ๓๕ ปยี ิ่งยาก ๔๐ ปียากมาก ๕๐ ปีนี่ไม่อยากจะรับเลย เพราะคนเราสรา้ งกรรมไว้ อายุ ที่มากขน้ึ ทำ� ให้ทิฐิมานะและอะไรต่อมิอะไรแขง็ ตวั มากขึน้ ๆ จึงมัก จะปฏบิ ตั แิ ละแกน้ สิ ยั เกา่ ได้ยากขน้ึ แมใ้ นสมัยพุทธกาล พระพทุ ธ องค์เองกย็ งั ตรัสถึงเรอ่ื งการสอนยากของผูม้ อี ายุ ซึง่ บางทีเราเรียกว่า “หลวงตา” ฉะนน้ั สมั มาทฏิ ฐเิ ป็นบุญสงู สดุ มจิ ฉาทฏิ ฐเิ ป็นบาปอยา่ งยง่ิ เพราะคนทม่ี คี วามคดิ ผดิ กจ็ ะเขา้ ขา้ งตวั เอง มองความถกู ตอ้ งวา่ เปน็ ความผดิ พลาด มองสง่ิ ทเ่ี ปน็ แกน่ สารสาระว่าไมใ่ ชแ่ ก่นสารสาระ ถ้า เป็นเชน่ น้ยี อ่ มไมม่ ีทางเจริญ และไม่มคี วามสขุ แต่เมื่อเราระมดั ระวัง และควบคุมไม่ยอมปล่อยให้จิตปรุงแต่งในส่ิงท่ีไม่ดี เราจะเริ่มมีความ สุขความสบายมากข้ึน ความเชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและ ความเชอ่ื ในกฎแห่งกรรม ๒ ขอ้ นี้ เปน็ หลกั ของสัมมาทฏิ ฐิ นอกจาก น้ียังมีความเช่ือว่าการให้ทานมีผลจริง เช่ือว่าคุณพ่อคุณแม่มี ความสมั พนั ธอ์ ันลึกซึง้ กบั เรา 264 อักษรส่อสาร
พระพุทธองค์ตรัสว่า เรามาเกิดในโลกน้ีได้เพราะเรามีพ่อมี แม่ และการที่เราไดเ้ กิดกับท่านทง้ั สองนี้ ไมใ่ ช่เรอื่ งบงั เอญิ มนั ต้อง มีเหตุ เราตอ้ งเคยมีกรรมรว่ มกบั สองคนนี้มาตั้งแต่ชาติก่อน เราถึง มาเกิดเป็นลูกของท่านได้ อาจจะเป็นกรรมที่ไม่ดีก็ได้ เราอาจจะ เคยเบียดเบียนท่านในชาติก่อนก็ได้ ในชาติน้ีท่านจึงเบียดเบียนเรา บ้าง หรือมีปัญหากับเราบ้าง แต่ถึงจะมีปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูก อย่างไร พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า อย่าได้ลมื ว่า เรากบั ทา่ นมคี วาม สัมพันธท์ ล่ี ึกลบั ทผี่ ูท้ ี่ระลกึ ชาติไม่ไดห้ รอื ไมส่ ามารถจะหยงั่ ร้ไู ด้ ต้อง เช่ือไวก้ ่อน สมั มาทฏิ ฐอิ กี ข้อหนง่ึ คอื ทา่ นใหเ้ ราเชอื่ วา่ สมณะผปู้ ฏบิ ตั ิดี ปฏิบัตชิ อบมจี ริง ซึ่งกเ็ กย่ี วกับตัวเราดว้ ย เพราะถอื ได้วา่ ทกุ วันน้ีก็ยัง มผี ้บู รรลุมรรคผลนิพพาน ยงั มีพระอริยเจา้ ท่านเป็นตัวอยา่ งทด่ี ีงาม เป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้ให้ค�ำอบรมและฝึกปรือผู้ที่เร่ิมปฏิบัติ เรา จึงมหี นทาง มที างปฏบิ ตั ิ และมที างเจริญ ชยสาโร ภิกขุ 265
อย่างที่เคยเล่าให้ญาติโยมฟังบ่อยๆ ว่า เม่ืออาตมาไปอยู่ วัดหลวงพ่อชาครงั้ แรก ยงั พูดภาษาไทยไม่ได้ ยังฟังภาษาไทยไมอ่ อก แตไ่ มไ่ ดร้ สู้ กึ เลยวา่ ตวั เองเสยี เปรยี บอะไร เพราะมสี ง่ิ ลำ้� คา่ ยงิ่ คอื มี ศรทั ธา มคี วามเชอื่ มน่ั วา่ มรรคผลนพิ พานไมพ่ น้ สมยั ยง่ิ เมอ่ื ไดเ้ ขา้ ใกล้ ชดิ หลวงพอ่ ชา ก็ย่ิงมีความเชื่ออย่างน้ัน ท้ังๆ ที่เราก็ไม่ได้มีญาณ อะไรทีจ่ ะไปรู้ว่า ใครเปน็ พระอรยิ เจา้ ใครไมเ่ ปน็ พระอรยิ เจา้ อาตมา ไมร่ หู้ รอก แต่อาตมาศรทั ธา ความเชอ่ื นั้นท�ำให้มีก�ำลังใจ คำ� ถามของยกั ษอ์ าฬวกะทวี่ า่ ชวี ติ อยา่ งไหนเปน็ ชวี ติ ท่ีประเสริฐ พระพุทธองค์ทรงตอบว่า ชีวิตท่ีประเสริฐสูงสุดน้ัน คือ ชีวิตท่ี ประกอบด้วยปัญญา เพราะถ้าเราไม่ใช้ชีวิตด้วยปัญญา เราจะใช้ ชีวติ อย่างไร เราก็ใช้ชีวิตตามอารมณ์ หรือวา่ อยกู่ ันไปวนั ๆ แลว้ แต่ เหตุการณ์จะดึงไป แล้วแต่คนรอบข้างจะดึงมา ไม่มีเป้าหมายชีวิต ท่ีชดั เจน หากผู้มีปัญญาจะท�ำในส่ิงที่ถูกต้องเสมอ ผู้มีปัญญาจะ เรยี นรจู้ ากชีวติ เสมอ ผ้มู ปี ญั ญาจะไมด่ ่วนสรุปส่ิงใด จะไม่ดว่ นสรุป บุคคลใด จะเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา คอยรับรู้ ไม่เชื่อความคิดของ ตวั เอง ข้อน้เี ป็นข้อทเ่ี ราสามารถเอาไปใช้ไดด้ ที ่ีสดุ และจะทราบว่า ใครมีปัญญา คนที่เช่ือในความคิดของตัวเองสูง ใครที่เช่ือว่าตัวเอง ต้องถูกอย่เู สมอ ตัวเองร้ดู ีกว่าคนอ่ืนทงั้ หมด แสดงวา่ เป็นคนทไ่ี มค่ ่อย มีปญั ญา การเอาความคิดเป็นที่พึ่ง เอาสัญญา เอาสงั ขาร เอาวิญญาณ ของตวั เองเป็นทพ่ี ึ่ง นไ่ี ม่ใช่ลักษณะของผู้มปี ญั ญา 266 อักษรส่อสาร
ผู้มีปญั ญาย่อมรู้เท่าทัน ร้เู ทา่ ทนั การเข้าขา้ งตวั เอง รู้เทา่ ทนั อคติของตัวเอง ยอมรับด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนว่า เคยผิด พลาดมากอ่ น หลาย ๆ ครงั้ ท่มี ัน่ ใจวา่ ถกู ในท่ีสดุ กป็ รากฏวา่ ไม่ถกู เมื่อเป็นเช่นน้ัน จึงไม่ยอมเชื่อความคิดของตัวเองจนเกินไป ส่วน คนไม่มีปัญญา เม่ือกล่าวหาคนอ่ืน คนอ่ืนรู้สึกว่าไม่จริงไม่ถูก แต่ ไม่อยากจะพูดอะไรหรือพูดอะไรไม่ออก ผู้กล่าวหาก็ถือว่าเป็นเคร่ือง พสิ จู นว์ า่ ตวั เองถกู คนอ่นื ผิด แตถ่ า้ เขาชแ้ี จงวา่ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ ๆ มนั เปน็ อยา่ งนๆ้ี เล่าใหฟ้ ัง กห็ าว่าเขาแก้ตัว ไมย่ อมรบั ความจริง คือ คนไมม่ ี ปัญญาเช่ือความคิดของตัวเองว่าตัวเองเข้าใจถูก ถ้ามีคนคัดค้านก็ หาว่าแก้ตัวหรอื ไม่รจู้ ริง ถา้ ไม่คดั คา้ นก็ถือว่ายอมรบั เพราะเขาได้ ตดั สนิ และมขี อ้ สรุปไว้แล้ว จิตใจอย่างน้ีมันแข็งตัว ไม่สามารถยอมรับความจริงท่ีเปล่ียน แปลงได้ และไม่สามารถยอมรับวา่ ตวั เองอาจจะผิดกไ็ ด้ ฉะนน้ั ทกุ คร้งั ทมี่ กี ารสนทนาและถกเถียงกัน ทกุ ครงั้ ที่เราออกความคิดเห็น เราควรจะคิดอยู่เสมอวา่ เราอาจจะผิดก็ได้ ยกั ษอ์ าฬวกะถามพระพทุ ธเจา้ ตอ่ วา่ ทำ� อยา่ งไรจงึ เปน็ ผมู้ ีปัญญา พระพุทธองค์ตรัสวา่ ต้องฝึก แต่จะฝกึ อย่างไร ตอ้ งเรมิ่ ฝกึ ดว้ ยการ เชอื่ เชอ่ื ในคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ กอ่ น เชอ่ื แลว้ กใ็ หเ้ ขา้ ไปฟงั เขา้ ไป ศกึ ษาใหม้ าก ทไี่ หนทม่ี คี รบู าอาจารยส์ ง่ั สอน ทม่ี กี ารปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ กใ็ หเ้ ขา้ ไปฟงั ใหม้ าก เพอื่ เรยี นรจู้ ากทา่ น หรอื ถา้ มหี นงั สอื หรอื มแี หลง่ ชยสาโร ภกิ ขุ 267
ความรทู้ ีไ่ หน กใ็ ห้เข้าไปศกึ ษาทีน่ ่ัน แตก่ ารได้ฟัง ไดอ้ ่าน แลว้ จ�ำได้ กเ็ ปน็ ความรอู้ ยใู่ นระดบั หนง่ึ ซงึ่ พระพทุ ธองคท์ รงวา่ เราอยา่ ไปพอใจ เพียงแค่น้ัน เราควรจะคิดพิจารณาสิ่งที่เราได้ฟังได้อ่านมาทุกแง่ ทกุ มุมให้เข้าใจอย่างลึกซ้งึ ย่งิ พิจารณาจะยง่ิ ซาบซึง้ เพราะธรรมะมี รสชาติท่ยี อดเยยี่ ม ยักษ์อาฬวกะได้ถามพระพุทธเจ้าต่อว่า อะไรคือรสที่เลิศ ท่สี ดุ ในโลกน้ี รสท่ีดีกว่ารสทัง้ ปวง มปี ระโยชนก์ วา่ รสทัง้ ปวงพระพุทธ องค์รับส่ังว่า รสแห่งสัจจะความจริงเลิศกว่ารสท้ังปวง เมื่อเข้าถึง ความจริงของชีวติ แล้ว จะได้ล้ิมรสท่ีเลิศท่ีประเสรฐิ ท่อี ัศจรรย์ อาฬวกะถามตอ่ ว่า การขา้ มภพ ดบั กเิ ลส พน้ ทุกข์ ตอ้ งอาศยั คุณธรรมใด พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความไมป่ ระมาท ทรงวา่ ความไม่ ประมาทกค็ ือ การปฏบิ ตั อิ ยา่ งตอ่ เน่อื ง การทำ� บ่อยๆ นน่ั เอง ต่อจากน้ัน อาฬวกะก็ขอถามเร่ืองทางโลกบา้ ง เพราะไดถ้ าม เร่ืองสูงๆ มาแล้ว จึงขอถามเรอื่ งธรรมดาๆ วา่ การหาลาภน้ี จะ ตอ้ งทำ� อยา่ งไร จะร�่ำรวยได้อยา่ งไร ซ่งึ ท่านคงหมายถึง รวยทง้ั ทาง โลกและท้งั ทางธรรม เอาทั้ง ๒ ด้าน จะต้องมีคุณธรรมอยา่ งไร จงึ จะประสบความส�ำเร็จทางโลกก่อน พระพุทธองคต์ รสั วา่ คณุ ธรรม สำ� คญั ในเร่อื งน้ีกค็ อื ขนั ตคิ วามอดทน ไมเ่ บอ่ื ในภาระ ไมเ่ บอ่ื ในหนา้ ที่ ของตน ขยนั หมน่ั เพียร มคี วามขยันอยา่ งต่อเนอื่ ง ไมท่ ้อถอย ไมเ่ บื่อ หนา่ ย ทั้งด้วยปัญญา ทงั้ อย่างสมควร ภาษาบาลีเรยี กวา่ “ปฏิรูปการี” 268 อักษรส่อสาร
เปน็ คนท�ำสิ่งทสี่ มควร เชน่ ถา้ เปน็ พ่อคา้ แมค่ ้า เวลาควรซอื้ ก็ซอ้ื เวลาควรขายกข็ าย รู้จักตลาด รจู้ กั สงิ่ ท่ีจะถูกกับตลาด ฉลาดในเรอ่ื ง ตลาด ฉลาดในเรอ่ื งการคา้ ขาย ต้องเรยี นให้รู้ เรยี นจากคนรอบข้างท่ี ประสบความสำ� เร็จ แต่การแสวงหาลาภนั้น จะต้องอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมเสมอ ถ้าเราต้องการร�่ำรวย ต้องการประสบความส�ำเร็จ พระพุทธองค์ ไมเ่ คยหา้ ม เรียกว่า เป็นสทิ ธขิ องฆราวาส แต่มีข้อแม้อย่างเดยี ววา่ ต้องเป็นความรวย ต้องเป็นความส�ำเร็จ ท่ีไม่ขัดกับหลักศีลธรรม การรวยทางลัดด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น ด้วยการเอารัดเอาเปรียบ คนอนื่ ท่านวา่ เป็นบาปเปน็ กรรมและตอ้ งมวี ิบาก ต้องไดร้ ับผลคือ ความทุกขต์ อ่ ไป ยกั ษ์อาฬวกะถามว่า ท�ำอยา่ งไรจึงจะมชี อื่ เสยี ง มนั เกิดจาก อะไร ในทนี่ ้ีท่านคงหมายถึงช่อื เสยี งในทางดๆี เพราะทกุ วนั น้ี คนมี ชอื่ เสียงกนั มากในสงั คม แตเ่ ปน็ ชือ่ เสียงในทางไม่ดี เช่น นกั การเมอื ง บางคนหรือคนในข่าวบางคน มีชื่อเสียงคนท่ัวประเทศรู้จัก แต่เป็น ชื่อเสียงที่ไม่ดี เม่ืออาฬวกะถามพระพุทธองค์ว่าการมีชื่อเสียงท่ีดี จะท�ำไดอ้ ย่างไร พระพุทธองคต์ รัสวา่ สจั จะ การทำ� จรงิ พดู จริง นัน่ แหละ เปน็ เหตใุ หม้ ชี ือ่ เสียงที่ดใี นสังคม รกั ษาค�ำพูด ไม่ โกหก ไม่พูดเท็จ ไมว่ ่าด้วยเหตุผลใด ๆ รักษ์สจั จะ รักษค์ วามจรงิ เสียสละทุกสิง่ ทกุ อย่างเพ่อื ความจริง ชยสาโร ภิกขุ 269
บางครงั้ คนเราเหน็ วา่ หน้าส�ำคัญกวา่ ใจ หน้าส�ำคัญกว่าความ จรงิ บางทียอมพดู เท็จเพ่อื อะไร เพือ่ จะได้ไม่เสียหน้า เพื่อจะได้ไม่ ขายหนา้ พูดเทจ็ เพ่อื ปดิ บงั อำ� พรางความไม่ดขี องตวั เองกลวั คนอ่ืนเขา จะรู้ กลวั คนอ่ืนจะไมเ่ คารพ กลัวคนอน่ื จะดูถกู กลัวคนอน่ื จะรังเกียจ พยายามปลอบใจตวั เองว่า ไม่เป็นไร เรอ่ื งเลก็ ๆ นอ้ ยๆ แตม่ นั กเ็ ป็น บาปเป็นกรรมทุกครั้ง และในการพูดเท็จ ยากที่จะไม่ให้คนอื่นรู้ ที่สุดแล้วความจริงมักจะปรากฏทางใดทางหน่ึง ท�ำให้คนอ่ืนเสีย ความไว้วางใจในตวั เรา กเ็ หมือนเรารวู้ า่ เราเคยโกหกคนน้ัน เราก็ ย่อมไม่แน่ใจหรือสงสัยว่า ถ้าเราโกหกเขาได้ เขาก็คงโกหกเราได้ เหมอื นกัน หรือว่า ถา้ เขาเคยโกหกเราได้ครั้งหน่ึง ท�ำไมจะไมม่ ีคร้งั ที่ สอง ถ้ามีคร้ังทีส่ องแล้ว ท�ำไมจะไมม่ ีครัง้ ทส่ี าม แต่สำ� หรบั ผทู้ ี่พูดแต่ เรือ่ งทเี่ ปน็ จริง รกั ษาสจั จะ ทุกคนก็เคารพ เรอ่ื งจะชอบหรอื ไมช่ อบ อยา่ งไรเปน็ อกี เรอื่ งหนงึ่ บางคนอาจจะไมช่ อบ แตท่ งั้ ๆ ทไี่ มช่ อบ กต็ อ้ งยอมรับ ตอ้ งเคารพ เปน็ เรื่องหนงึ่ ทีต่ ้องยกให้ ฉะน้นั การ มชี ่ือเสียงกจ็ ะเกดิ ขึน้ อยา่ งนี้ อาฬวกะถามตอ่ ไปวา่ ทำ� อยา่ งไรคนเราจงึ จะผกู มติ รไว้ได้ ท�ำ อย่างไรเราจึงจะมีเพ่ือนดีๆ เมื่อมีเพ่ือนแล้ว ท�ำอย่างไรเราจะไม่ เสียเพื่อน ทำ� อยา่ งไรเราจงึ จะผูกเพ่ือนผกู มติ รเอาไวไ้ ด้ ขอให้สงั เกต วา่ ยักษอ์ าฬวกะถามค�ำถามทุกระดบั ตัง้ แตเ่ ร่อื งสงู สดุ ลงมาถงึ เรือ่ ง ธรรมดา เรอ่ื งชวี ิตประจำ� วัน พระพทุ ธองค์ก็ทรงตอบไดท้ กุ ระดบั เช่น 270 อักษรส่อสาร
เดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่า จาคะ การเสียสละ การให้ ท่านว่า “ผูใ้ หย้ ่อมผูกมิตรเอาไวไ้ ด”้ คนเห็นแกต่ วั เอาแต่ใจ ไมส่ นใจภาระหน้าทีข่ องคนอน่ื เขาจะ หนกั จะลำ� บากอยา่ งไรกไ็ มส่ นใจ มองทกุ คนราวกบั เปน็ วัตถเุ พ่ือความ สขุ ของเรา ใครทำ� ใหเ้ รามคี วามสขุ ได้ เราก็คบ ใครไม่เคยชม ไม่เคย ใหค้ วามสขุ กบั เรา เรากไ็ มค่ บ หรอื คบเขาเพอ่ื ผลประโยชนข์ องเราอยา่ ง ใดอยา่ งหนงึ่ อยา่ งน้ียอ่ มผกู มติ รไว้ได้ยาก แต่ถ้าเราท�ำอะไรหรือให้อะไรใครโดยไม่หวังผลตอบแทน ใหด้ ว้ ยเมตตา ใหด้ ว้ ยความหวงั ดี เขายอ่ มตอ้ งคดิ ทจ่ี ะใหเ้ ราบา้ ง ทกุ คนยอ่ มอยากทจ่ี ะมเี พอ่ื นแบบน้ี ใชไ่ หม ฉะนัน้ ถา้ เราตอ้ งการ มเี พอ่ื นทดี่ ี วธิ ีทง่ี ่ายทีส่ ดุ กค็ อื ท�ำตวั เราให้เปน็ เพอ่ื นที่ดี ถา้ เรา เป็นเพื่อนท่ีดีกับเขา เขาก็จะชอบ เพราะทุกคนย่อมต้องการเพ่ือน ท่ดี ี และเมอื่ เขาได้เพอ่ื นทด่ี แี ลว้ เขาก็จะพยายามเปน็ เพอ่ื นที่ดขี องเรา ดว้ ย เรียกว่า อยู่อยา่ งอบอุน่ อยู่อยา่ งมีเพ่อื น อยอู่ ยา่ งมีมิตร อาฬวกะถามตอ่ ไปวา่ จะตอ้ งอยอู่ ยา่ งไร ทเี่ มอ่ื ถงึ วนั ทเี่ ราจะ ตอ้ งจากโลกนไี้ ป เราจะไดไ้ มต่ อ้ งเศรา้ โศกเสยี ใจ พระพุทธองค์ ทรงตอบว่า ต้องเปน็ ผู้มปี ัญญา ต้องเป็นผูม้ ศี ีล ต้องเป็นผมู้ ี สมาธิ ต้องเปน็ ผมู้ ีคุณธรรม มีความไมป่ ระมาท ถงึ พรอ้ มดว้ ย สจั จะ ดว้ ยศรทั ธา ดว้ ยจาคะ ดว้ ยปัญญา คอื มคี ุณธรรมนน่ั แหละ ถ้าไม่มคี ณุ ธรรมแล้ว เมอ่ื ถึงวันตายกจ็ ะอดเสยี ใจไมไ่ ด ้ เสียใจที่ ชยสาโร ภกิ ขุ 271
จะต้องพลัดพรากจากส่งิ ทีเ่ ราเคยเพลิดเพลิน ส่งิ ที่เราเคยยึดติดเอาไว้ กลัวสงิ่ ท่จี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต เพราะเม่อื เราทบทวนชีวิตที่ผา่ นมา ถา้ เราระลกึ ถึงส่งิ ที่ไม่ดไี ม่งามท่ที �ำไว้ คิดจะแก้ แต่ก็ไม่ไดแ้ ก้สักที นิสัยใจคออะไรต่างๆ ท่ีรวู้ ่าไมด่ ี หรอื เร่อื งราวกบั คนอื่นที่รวู้ ่ามนั ไม่ดี ว่าจะแก้ไข ว่าจะปลอ่ ยวาง กไ็ มไ่ ดท้ ำ� สักที ไมม่ ีเวลา โอกาสไม่อ�ำนวย พอถึงวนั สดุ ทา้ ยของชีวิต เราจะเดอื ดรอ้ น ไมม่ โี อกาสแลว้ หมดสทิ ธ์ิ หมดเวลา ตอนมชี วี ติ อยู่ เราก็เลอื่ นมนั ไปเรอื่ ยๆ วนั ใดวันหน่ึงเราจะ ต้องแกเ้ รอื่ งพวกนนี้ ะ มโี อกาสเม่อื ไหร่กจ็ ะปรบั ปรุงเรอื่ งน้ันเรอ่ื งนี้ แตว่ ันน้ันมนั มาไมถ่ งึ สกั ที เพราะฉะน้นั ผทู้ ใี่ ชช้ ีวติ อย่างประมาท เมื่อถงึ วนั สดุ ท้ายใน ชวี ติ นี้ จะเศร้าหมองมาก ส่วนผู้ทเี่ คยท�ำความดไี ว้มาก จะไมก่ ลวั ลูกศิษย์ในวัดเราที่เสียชีวิตไปอย่างผ่องใสเบิกบานก็มี อาตมาเป็น พยานได้ว่า คุณแม่ส�ำลีเป็นอีกคนหน่งึ ทถ่ี ึงวาระสดุ ท้ายของชีวิตดว้ ย จิตใจท่ีเข้มแข็งและเบิกบานพอสมควร เพราะเป็นคนที่เคยท�ำความ ดไี วม้ าก เมื่อได้ทบทวนอดตี ทผ่ี ่านมา ก็ไมม่ อี ะไรทจ่ี ะรบกวนจติ ใจ ท�ำให้จติ ใจว้าวุน่ ขนุ่ มวั เขาจึงท�ำใจได้ เขาจงึ ทนได้ และลาจากโลกน้ี ไปอย่างสงบ ไมม่ ีความเสียดายอาลัย เมอื่ ยักษอ์ าฬวกะไดฟ้ งั พระพทุ ธองคอ์ ย่างน้ีแล้ว ก็เกิดศรัทธา เกิดความปลาบปลื้ม เกิดความซาบซึ้ง กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ต่อจากนี้ไป จะเลิกพฤติกรรมโหดร้ายทุกอย่าง จะเลิกกินคนจะเลิก 272 อักษรส่อสาร
ทรมานคน จะเป็นผู้เผยแผ่พุทธศาสนาต่อไป ไปท่ีไหนจะต้องกล่าว สรรเสริญคุณของพระพุทธองค์ จะถ่ายทอดธรรมะท่ีได้ฟังจาก พระพุทธเจ้าตลอดกาลนาน พระสูตรเรื่องยักษ์อาฬวกะจึงจบลง ตรงนั้น ปัญหาของยักษ์ช่ือเหมวตะกับอาฬวกะท่ีได้ถามพระพุทธเจ้า แม้จะเปน็ ปัญหาของยกั ษ์ แต่กเ็ ปน็ ประโยชนแ์ กม่ นุษย์เราดว้ ย ชยสาโร ภิกขุ 273
. เรอื สังคม วฒั นธรรม และความเป็นอยขู่ องคน จะขน้ึ อยกู่ บั สิ่ง แวดล้อมไม่ใช่น้อย ถ้าเปรียบเทียบระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน ของไทย เราจะเห็นตวั แปรหรอื ปจั จยั ทสี่ ำ� คัญคอื น้ำ� แมน่ �ำ้ ที่คนอสี าน สมัยก่อนสามารถใช้ในการคมนาคมและค้าขาย แม่น้�ำมูล แม่น�้ำชี และ แมน่ ำ�้ โขง ไมค่ อ่ ยเออื้ ตอ่ การคา้ ขายหรอื การเดนิ ทางมากเหมอื น แมน่ ำ้� ในภาคกลาง ดว้ ยการเดนิ ทางทล่ี ำ� บากภาคอสี านจงึ เจรญิ ไมท่ นั ภาคกลาง อำ� นาจการเมอื ง ศนู ยก์ ลางของประเทศอยทู่ ภี่ าคกลางเสมอ เรม่ิ ทส่ี โุ ขทยั ตอ่ มากรงุ ศรอี ยธุ ยา กรงุ ธนบรุ ี และ กรงุ เทพฯ ภาคกลาง มวี ฒั นธรรมความเปน็ อยทู่ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เรอื และนำ้� มาก เชน่ พระพาย เรือออกบิณฑบาต อาตมายังรู้สึกประทับใจตอนท่ีเห็นความสามารถ ในการพายเรอื ออกบณิ ฑบาตของพระ มนั ไมง่ า่ ยเลย ชยสาโร ภกิ ขุ 275
บา้ นของอาตมาเองกเ็ ปน็ เกาะ เกาะองั กฤษมเี นอ้ื ทนี่ อ้ ย ไมถ่ ึง คร่ึงหนึง่ ของเมืองไทย แต่มคี นมาก เน่อื งจากวา่ อย่ใู นเกาะเล็กๆ คน อังกฤษจึงสร้างเรือมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพ่ือตกปลาบ้าง เพ่ือเดิน ทางส�ำรวจท่ีอ่ืนบ้าง ต่อมาอังกฤษได้กลายเป็นเมืองพาณิชย์ และ เป็นประเทศท่ีต้องมีกองทัพเรือท่ีดีเพ่ือป้องกันเรือพาณิชย์ ป้องกัน ผลประโยชน์ของพ่อค้าและผลประโยชน์ของประเทศชาติ สมัยก่อน เรือต้องสร้างด้วยไม้ ฉะน้ัน การตัดไม้ท�ำลายป่าท่ีอังกฤษจึงเกิด ก่อนที่อื่น มกี ารโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ มานานแลว้ เพอื่ ไปสร้างเรือรบเรือ พาณชิ ย์ หลายรอ้ ยปมี าแล้วที่อังกฤษใชเ้ รือจนรวยเพราะเรอื มอี �ำนาจ เพราะเรือ เรืออังกฤษแล่นไปท่ัวโลก ไปที่ไหนก็ไปยึดบ้านเมืองเขา แล่นมาถงึ อนิ เดยี กย็ ึดอินเดยี เป็นของอังกฤษ แลน่ มาพมา่ มาเลเซยี สิงคโปรก์ ็ยดึ หมด แลน่ ตอ่ ไปทางใต้ ออสเตรเลยี นิวซแี ลนด์ กย็ ดึ หมด โดยใช้เรือเป็นก�ำลังส�ำคัญ ถ้าไม่มีเรือ อังกฤษก็ไม่มีโอกาสจะเป็น มหาอ�ำนาจ ก็คงเปน็ แค่เกาะเลก็ ๆ เท่านั้นเอง 276 อักษรส่อสาร
เรอื คอื อะไร เรอื คอื พาหนะทใ่ี ช้ในการข้ามน้�ำ หรอื พาหนะที่ใช้ ในนำ�้ เชน่ เรอื ประมง แลน่ ไปถึงกลางทะเลเพอื่ จบั ปลาแล้วน�ำกลับ เข้าฝั่ง เรือบางประเภทมีไว้เพื่อการบันเทิงและการกีฬา สมัยก่อน คนไทยชอบแข่งเรือ ทกุ วันน้กี ย็ งั แข่งกนั อยู่ แตเ่ รือส่วนมากมีไว้ใช้ใน การน�ำคนข้ามทะเลข้ามมหาสมุทร หรือเพ่ือให้คนเดินทางตามแม่น้�ำ จากจุดหนง่ึ ไปอกี จุดหนึง่ ชยสาโร ภิกขุ 277
ในพระพทุ ธศาสนาของเราหรอื ในพระไตรปฎิ ก พระพุทธองค์ ตรัสถึงนำ้� อยบู่ ่อยๆ ไมว่ ่าจะเป็นแม่น�ำ้ ทะเล หรอื มหาสมทุ ร ทรงชอบ เปรยี บเทยี บสงิ่ ตา่ งๆและสง่ิ ทเ่ี ปน็ นามธรรมกบั นำ้� หรอื ลกั ษณะของนำ้� เราทุกคนคงจะนกึ ออกบา้ ง เชน่ การสอนให้เราทวนกระแสของกเิ ลส ทรงเปรียบเทียบกิเลสเหมือนกระแสน้�ำที่ไหลเชี่ยว การจะพ้นทุกข์ เราต้องทวนกระแสของกเิ ลส เหมอื นต้องพายเรอื ทวนน้�ำ การปฏิบัติ ก็ต้องทวนกเิ ลส พระพทุ ธองค์เคยตรัสว่า พระธรรมวินยั เหมือนมหาสมุทร ถ้า เราเดินจากชายหาดลงสู่มหาสมุทร ไม่ใช่ว่ามันจะตกลงสู่มหาสมุทร 278 อักษรส่อสาร
ทนั ทหี ลายๆ รอ้ ยเมตร แต่มันจะค่อยๆ เปน็ คอ่ ยๆ ไป จะคอ่ ยๆ ลึกขึน้ ๆ ไปเรือ่ ยๆ ทา่ นวา่ พระธรรมวินยั ก็เปน็ อย่างนั้น การปฏบิ ัติ จะคอ่ ยเปน็ ค่อยไป ท่านไดเ้ ปรยี บเทยี บพระธรรมวินัยกับมหาสมทุ ร ไวห้ ลายขอ้ เช่น พระตอ้ งอาบัติปาราชิก แม้พระองคอ์ นื่ ๆ จะใหอ้ ภยั และไม่โกรธ แตท่ ่านกจ็ ะอยกู่ ับหมคู่ ณะสงฆ์ไมไ่ ด้ ทรงเปรียบพระ ผู้ต้องอาบัติปาราชิกเหมือนคนตายที่จะจมอยู่ในมหาสมุทรไม่ได้ เพราะศพจะต้องลอยขึ้นมา แล้วมหาสมุทรก็จะน�ำศพขึ้นมาทิ้งไว้ ท่ีชายหาด ไม่ให้อยู่ในน้�ำ ท่านว่าเหมือนพระผู้ต้องอาบัติปาราชิก จะอยูก่ ับคณะสงฆไ์ ม่ได้ ต้องสึกกลบั ไปสเู่ พศฆราวาส ส่วนมากการเปรียบเทียบที่เก่ียวกับน�้ำมักจะออกไปในทางท่ี ไม่ดเี สยี มากกวา่ เชน่ โอฆะ ซ่งึ เปน็ ช่ือของกิเลสตัวหน่ึง ซ่งึ หมายถึง น้�ำท่วม ท่านวา่ เมือ่ กเิ ลสเกิดข้ึนในจิตใจของคน หรอื บางทจี ะใชค้ �ำพดู ว่ากิเลสครอบงำ� จิตใจ เปรียบเหมอื นน้�ำไหลมาทว่ มจติ ใจ จนกระท่ัง ความคิดความอ่าน เหตุผล ความรู้สึกต่อสิ่งท่ีถูกต้องไม่ถูกต้อง ทั้งหลายจมหายไป ไม่ปรากฏอีกต่อไป เพราะโดนน้�ำหรือกิเลสมัน ท่วมทับเสยี จมมดิ พระพุทธองค์มักชอบตรัสถงึ วัฏสงสาร หรอื ภาวะทีค่ นทยี่ ังไม่ บรรลธุ รรมจ�ำเปน็ ต้อง เกิด แก่ เจบ็ ตาย เกดิ แก่ เจ็บ ตาย เกิด แก่ เจบ็ ตาย ซ้ำ� ๆ ซากๆ อยูอ่ ย่างนน้ั ท่านวา่ เหมือนเราอยบู่ นฝั่งแมน่ ้�ำ ชยสาโร ภกิ ขุ 279
ซ่ึงเต็มไปด้วยสิ่งท่ีอันตรายน่าหวาดเสียว และคนส่วนมากอยู่ฝั่งนี้ สว่ นแมน่ �ำ้ อีกฝั่งปลอดภัยนา่ ท่จี ะข้ามไปอยู่ แต่แมน่ �้ำกวา้ งและนำ้� ไหล เชี่ยว เราไมร่ วู้ ่าจะขา้ มไปได้อย่างไร หรอื อาจจะไม่คดิ ว่าจะข้ามไปได้ จึงได้แต่หลบไปหลบมาอยู่บนฝั่งนี้จนวันตาย แต่ผู้ที่ฉลาดจะต้องหา วิธขี า้ มแม่น�ำ้ จากฝัง่ นท้ี อ่ี นั ตรายไปสูฝ่ ่ังโนน้ ทปี่ ลอดภัยใหไ้ ด้ ท่านตอ้ ง ท�ำพาหนะอะไรขึ้นมาสกั อยา่ ง จะสร้างเรอื ก็คงสร้างไมเ่ ป็น จงึ เอาไม้ เอาใบไม้ เอานั่นเอานีม่ าประกอบกนั เข้าเป็นแพ แล้วข้ามแม่นำ�้ โดย อาศยั แพน้ัน 280 อักษรส่อสาร
พระพุทธองค์ทรงเปรียบพระธรรมค�ำส่ังสอนของพระองค์ เหมือนแพ ซึ่งเป็นพาหนะท่ีจะน�ำเราออกจากภัยอันตรายบนฝั่งน้ี ไปส่คู วามปลอดภัยบนฝง่ั โน้น สง่ิ ทีน่ �ำมาใช้สร้างแพ ก็เป็นส่ิงท่ีมีอยู่ แล้วตามธรรมชาติ เพียงแตว่ ่าเราจะตอ้ งเลอื กเฟน้ เก็บเฉพาะสิ่งที่ เปน็ ประโยชน์ นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังทรงเตือนพวกเราทั้งหลายด้วยว่า เมื่อข้ามแม่น้�ำไปถึงฝั่งที่ปลอดภัยแล้ว ก็อย่าได้แบกแพน้ันอีกต่อไป เราจะแบกมันไว้อีกท�ำไม เพราะมันก็ได้ท�ำหน้าท่ีของมันเต็มท่ีแล้ว ไม่จ�ำเปน็ ต้องใช้มนั เปน็ พาหนะอีกต่อไป เมื่อถึงบกแล้ว แพกใ็ ช้ไม่ได้ อุปมาของพระพุทธองค์นี้ ทรงสอนให้เราระมัดระวัง อย่าได้ยึดม่ัน ถือม่ันในผลส�ำเร็จของตนเอง ว่าเป็นเราเป็นของเรา เพราะมันเป็น ความคดิ ผดิ ที่มีผลรา้ ยมากทีส่ ุด พระพุทธองค์ทรงสอนว่า แม้สิ่งท่ีดีงาม เราก็อย่าไปยึดม่ัน ถอื ม่ันเลย เพราะถา้ เรายดึ มั่นถอื ม่นั กเ็ หมือนกับเราขา้ มน�ำ้ ขนึ้ ฝัง่ ไป แลว้ แต่ยงั คงแบกแพไปด้วย ฉะนนั้ แพ คือ ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นพาหนะท่ีจะช่วยให้เราข้ามจากฝั่งที่อันตรายไปสู่ฝั่งท่ีปลอดภัย พระพทุ ธองค์ทรงใหเ้ รารเู้ ท่าทันคำ� สัง่ สอน ให้ใช้พระธรรมค�ำสอน เพ่ือแก้กิเลสของตัวเอง เพ่ือชนะกิเลสของตัวเอง ฉะน้ัน ให้เรา ปฏิบัติตามสิ่งท่ีท่านส่ังสอนและบัญญัติไว้ ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้องก็ ชยสาโร ภกิ ขุ 281
จะได้แตก่ �ำไร ไมเ่ ป็นพิษเปน็ ภัย แต่จะผิดทนั ทถี า้ มีความรู้สึกยึดม่นั ถือมั่นเกิดขน้ึ ความยึดมนั่ ถอื ม่ันมลี กั ษณะตา่ ง ๆ ทเี่ หน็ ได้ง่ายกค็ อื การ ยึดม่ันถือม่นั ในความดี แล้วดูถกู ดหู มิ่นคนท่ไี ม่ดหี รอื ไม่ดเี ท่า มีการ ยกตนขม่ ทา่ น นี่เรียกวา่ ใช้ธรรมะไมเ่ ปน็ เราเจริญสมาธิภาวนา จติ ใจ สงบรวมเปน็ หนงึ่ จนได้ปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน อะไรก็แล้วแต่ หากเราเกิดความยินดี ความพอใจและเพลิดเพลิน อย่กู บั สงิ่ นี้ เราจะติดอยู่ที่สมาธิ พระผู้ใหญ่หรือครูบาอาจารย์ทเ่ี รา เคารพนับถอื มากทส่ี ดุ วา่ ทา่ นเป็นพระอรหนั ต์หลายองค์ ก็เคยหลงอยู่ เหมือนกนั โดยเฉพาะในความสขุ และความอ่ิมเอบิ ของสมาธิ ฉะนนั้ เมอื่ จติ ใจของเราสงบพอสมควรแลว้ เราต้องปล่อยวาง คือไมไ่ ปยดึ ตดิ ในความสงบน้ัน หรือไมถ่ อื ว่าเรามีสทิ ธทิ ี่จะเขา้ ถงึ ความสงบระดับ นน้ั ไมจ่ �ำเปน็ ตอ้ งเอาความดขี องเราไปตดั สนิ หรอื ไปวัดคนอื่น เร่ืองการเปรียบเทียบกันน้ัน มักจะเป็นความคิดท่ีฝังลึกอยู่ใน ใจคน อาตมาคุยกบั พระเถระรปู หนง่ึ เมอ่ื คนื น้ีวา่ อาตมามคี วามสุขท่ี มเี พ่อื นจากตา่ งประเทศมาเย่ียม แลว้ บอกว่า “รุ่นผมนะ บวชสี่องค์ ไม่มใี ครสกึ แมแ้ ต่องค์เดยี ว” เลยคยุ กันเรื่องพระรุน่ อาตมาวา่ มีใครบา้ ง อย่ทู ่ีไหนบา้ ง แล้วพระองคน์ นั้ กถ็ ามว่า “แลว้ ใครภาวนาเก่งกวา่ กนั ” อาตมาไม่เคยคิดที่จะไปเปรียบเทียบตัวเองกับเพ่ือนอย่างน้ัน หรือ 282 อักษรส่อสาร
จะไปแข่งขันกันในเรื่องน้ี ต่อมาพระอีกองค์ก็มาร่วมวงสนทนาด้วย ท่านกถ็ ามว่า “ โอ... ยงั อยู่ทงั้ สอี่ งค์นะ แลว้ ใครแสดงธรรมเก่งกว่ากัน ใครเทศนเ์ ก่งกว่ากัน” อาตมาก็ไม่รู้จะตอบอยา่ งไร ไมร่ ู้จะเอาอะไร เปน็ เครื่องวัดเครอ่ื งตดั สนิ ทำ� ไมเราจะต้องไปเปรียบเทียบกับคนอืน่ เพราะมนั ไมม่ ีผลดี อะไร จะมกี ็แต่ผลเสยี ทั้งนน้ั มีแตก่ ารยกตนข่มท่านหรอื ว่ามีแต่การ ยกท่านข่มเรา บางคนก็จะชอบกลับกัน คือชอบว่าคนอ่ืนเก่งหมด ตวั เองคนเดยี วทแ่ี ย่ นน่ั ก็เป็นความยึดมัน่ เหมอื นกนั เหมอื นกับเรามี ความคิดวา่ เราเปน็ คนอย่างนี้ ยึดมัน่ ถอื ม่นั ในการมองตัวเองอยา่ งนั้น เราคงเคยรู้จักคนบางคนที่ชอบมองตัวเองในแง่ร้ายอยู่ตลอดเวลา ทกุ ครงั้ ที่ทำ� อะไรผดิ พลาด เขากจ็ ะวา่ “เหน็ ไหม มนั เปน็ อย่างนี้ เรามนั แยม่ าก” แตท่ กุ ครัง้ ที่ท�ำอะไรดี ประสบความส�ำเร็จ กลับไม่ใหค้ วาม สำ� คัญเลย ถอื วา่ เปน็ เรอื่ งเลก็ น้อยหรือเปน็ เรือ่ งง่ายๆ เวลามองเพอ่ื น หรือมองคนรอบข้าง เขามีอะไรดี ก็ยกย่องสรรเสริญเขาเสียเหลือ เกิน เวลาเขามีอะไรไม่ดี กไ็ มค่ ่อยสนใจ ไมค่ อ่ ยพดู ถงึ อยา่ งนก้ี ก็ ลาย เป็นความยึดม่ันถือมั่นเช่นกัน การเห็นคุณธรรมหรือเห็นกิเลสว่า เป็นของเราจรงิ ๆ เปน็ ความยึดติด เมือ่ เปน็ เช่นน้ันแลว้ ปัญญาหรอื ภาวนามยปญั ญายอ่ มไม่เกดิ ข้ึน ชยสาโร ภิกขุ 283
ฉะนั้น ในการปฏบิ ัตขิ องเรา เราไม่ต้องสนใจคนอน่ื มาก และ สิง่ ทต่ี ้องระมัดระวังอยา่ งยง่ิ คอื การเปรยี บเทียบในลักษณะยกตน ขม่ ทา่ น ถา้ เราเครง่ ในการปฏบิ ตั ิ ตงั้ อกตงั้ ใจมาก ใหล้ องถามตวั เอง ว่า เมื่อเห็นคนท่ีไม่เก่ง เห็นคนที่ไม่ปฏิบัติ คนท่ีไม่มีระเบียบ เรารสู้ กึ วา่ เราดกี วา่ เขาไหม เรารสู้ กึ อยา่ งไรตอ่ คนเหลา่ นนั้ เราตอ้ ง ค่อย ๆ ทบทวนความร้สู กึ ของตัวเอง มันจึงจะไม่หลง เม่ือเราท�ำสมาธิภาวนาจนจิตใจสงบ ได้ความสุขที่เลิศท่ี ประเสริฐ เราก็ต้องระวัง ไม่ต้องไปคิดเป็นเจ้าของความสุขน้ัน เพราะการเป็นเจ้าของความสุขนั้นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ธรรมชาติ คอื ธรรมชาติ มนั ไม่มเี จา้ ของ ไมม่ ีใครจะบงั คับบัญชาให้เปน็ ไปตามใจ เราได้ เราจงึ ตอ้ งพยายามเรียนรูเ้ ร่อื งธรรมชาตขิ องมนุษย์ สิง่ ทตี่ ้อง ระมดั ระวังทส่ี ดุ คือการยึดมนั่ ถือมั่นในหลกั คำ� สอนก็ดี ในการแสดง ออกภายนอกก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้มันอยู่ในขอบเขตของความ พอดี ให้มันถูกต้อง ธรรมะ คือ แพท่ีจะน�ำเราไปสู่ความปลอดภัย ท่ีนี่เราไม่ ปลอดภัย เพราะอะไร เพราะตราบใดที่เรายังมีกิเลสอยู่ เรายัง ท�ำความชั่วได้อยู่เสมอ ฉะน้ัน บางคร้ังเราจึงชนะจิตใจของตนได้ แต่บางครั้งก็ชนะไม่ได้ ถ้ามีใครมาคุกคามสิ่งท่ีเรารักหรือคนที่เรา รัก เชน่ มาคกุ คามชีวติ ลกู ชวี ติ หลานของเรา เราจะท�ำหรือไมท่ �ำอะไร 284 อักษรส่อสาร
อยา่ งไร กไ็ มแ่ น่ว่าเราจะยังคงรักษาศลี ขอ้ ทห่ี นึ่งของเราไว้ได ้ เราจะ ได้เห็นว่าหลกั การของเรา บางทมี ันก็มขี อ้ แม้ มขี ้อยกเว้นเหมือน กนั และความต้องการ ความยึดม่ัน ความอยากต่าง ๆ ก็อาจ จะครอบง�ำหรือท่วมทับความคิดที่มีเหตุผล ความคิดท่ีถูกต้อง เราจงึ ไว้ใจตัวเองไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าเรายังมีกิเลสอยู่ ก็อย่าไปไว้ใจตัวเองมากเลย อยา่ ไปไวใ้ จความรสู้ กึ อยา่ ไปไวใ้ จความคิด จะเหน็ วา่ คนเรามกั ชอบ เข้าขา้ งตวั เอง พระบางรูปเกดิ เบอ่ื หน่ายชีวติ พรหมจรรย์ อยากลา สิกขาออกไป เจอผหู้ ญงิ กอ็ า้ งวา่ คงเคยรักกนั มาตั้งแต่ชาตกิ อ่ นกระมงั จึงมีความผกู พนั อยา่ งน ี้ ไปอา้ งเรอ่ื งชาตกิ อ่ น มันไม่ใชเ่ ร่ืองชาติก่อน เลย มนั เปน็ ชาติปัจจุบนั เป็นตณั หาปัจจุบัน อย่าเอาคำ� พูดอยา่ งนมี้ า ปิดบังกเิ ลสของตัวเอง เราต้องมคี วามจรงิ ใจ ต้องกล้าดู กล้าเผชิญ หน้ากับกิเลสของตัวเอง ดูว่ามันเป็นของไม่แน่นอน มันเช่ือไม่ได้ เหมือนเรามองลงไปในน้ำ� เราเห็นปลาอยู่ใกลๆ้ จนรสู้ กึ อยากจบั ปลา คนฉลาดจะรู้ว่าภาพมันลวงตา ปลามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะ ธรรมชาติของนำ�้ จะทำ� ให้ตาเราเหน็ วา่ ปลาอยตู่ รงนนั้ ทงั้ ๆ ทจี่ ริงๆ แลว้ มันอยตู่ รงนู้น การหกั เหของแสงท�ำใหเ้ ห็นเชน่ น้นั ฉะนน้ั เราตอ้ ง ใชป้ ญั ญาเพือ่ จะรูว้ ่า จริงๆ แลว้ ปลาไม่ไดอ้ ยู่ตรงน้ัน มันอยู่ตรงนูน้ ตอ้ งเผือ่ ความลึกเอาไว้ มันจงึ จะจบั ปลาได้ เหมือนกับเรามีความคดิ ชยสาโร ภกิ ขุ 285
อะไรอยู่ในใจ ถ้าเราฉลาด เราต้องคิดเผอื่ ไว้ เพราะความคิดของ เราอาจจะไมใ่ ชค่ วามคดิ ที่เปน็ กลาง อาจจะมกี ารเข้าข้างตัวเองอยู่ ฉะนั้นการอยูก่ บั กัลยาณมิตร อยูก่ ับเพือ่ นทดี่ ี ผทู้ ี่จะคอยใหข้ ้อคดิ ข้อแนะนำ� เป็นส่งิ ที่ดที จ่ี ะช่วยใหเ้ ราดูตวั เองง่ายขน้ึ การอยูค่ นเดยี ว มันสบายและสงบกว่าการอยู่กับหมู่คณะ แต่การเข้าข้างตัวเองของ เรามันจะเหน็ ได้ยาก เพราะไม่มีเสียงสะทอ้ นจากคนอ่นื เมอ่ื เราไดย้ ิน เสยี งสะท้อนจากคนอื่นบ่อย ๆ เราตอ้ งกลับมาดูตัวเอง ไม่ใช่ปดั ไป หรอื ปฏิเสธท่ีจะรับฟงั เราอาศยั คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ เพ่อื จะน�ำพาเราไป ฝ่งั นีม้ นั อันตราย แลว้ มนั อนั ตรายตรงไหน มนั อันตรายทีจ่ ติ ใจของเราเอง ที่ บางคร้ังยงั ไมเ่ ข้มแขง็ ยังตกเปน็ เหยื่อของความโลภ เหยอ่ื ของความ โกรธ เหยอ่ื ของความหลงอยูเ่ ร่ือยๆ พระพทุ ธองค์จงึ ทรงว่า ไม่มีศัตรู ทไ่ี หนท่จี ะน่ากลวั และโหดรา้ ย ทจ่ี ะสามารถท�ำลายเราไดม้ ากเท่า กิเลสทอ่ี ยู่ในจิตใจของตวั เอง แม้ว่าเราได้ท�ำบุญสนุ ทานมาโดยตลอด เปน็ เวลาหลายปี หลายภพหรือหลายชาติกด็ ี แต่ความโกรธเพยี งแค่ วินาทีเดียวจะสามารถท�ำลายบุญกุศลทั้งหมดได้ ความโกรธจึงน่า กลวั มาก เราตอ้ งมคี วามละอายมคี วามเกรงกลวั ตอ่ อำ� นาจแห่งความ โกรธ เราเห็นความนา่ กลวั ของความโกรธหรือยงั เหน็ ความนา่ ละอาย ของมนั หรอื ยัง เราเบือ่ หนา่ ยในความโกรธของเจา้ ของหรือยัง 286 อักษรส่อสาร
มีคนจำ� นวนไมน่ อ้ ยทีต่ ิดอยู่ในความโกรธ นั่นเปน็ เพราะอะไร เพราะเวลาเราโกรธ มันรูส้ กึ คลา้ ยๆ มชี วี ติ ชวี า มีอำ� นาจ รสู้ กึ ว่ามีพลงั อะไรสักอยา่ งอย่ใู นตัวเราเวลาเราโกรธ มันเป็นความรูส้ ึกหรืออารมณ์ อยา่ งหนึง่ ทีค่ นสว่ นมากชอบ นแ่ี หละคอื สงิ่ อนั ตราย น่แี หละคอื ส่งิ ที่นา่ กลวั จรงิ ๆ แล้ว ไม่ว่าใครจะเบียดเบียนเราทางกาย ทางวาจา หรอื จะท�ำอะไรเราก็ตาม ก็ไม่มีใครจะบงั คบั ให้เราโกรธได้ ไม่มใี คร จะบังคับใหเ้ ราอยากไดร้ ปู ไดเ้ สียง ได้กลิ่น ไดร้ ส ไดโ้ ผฏฐพั พะ อยาก มี อยากเป็น ไมอ่ ยากมี ไม่อยากเปน็ ไมม่ ใี ครจะบงั คบั ใหค้ วามคดิ ความปรารถนาเหล่าน้ีเกดิ ขึ้นในจติ ใจของเราได้เลย มนั เกดิ จากเรา เองและเราจะต้องเป็นผรู้ ับผดิ ชอบ เร่อื งความโกรธ หลายคนยังมีความรู้สึกว่า ความโกรธเปน็ เรือ่ ง ท่ีเหมาะสมในบางกรณี หรือความโกรธอาจท�ำให้เรามีแรงบันดาลใจ แต่โดยหลักธรรมแล้ว เราต้องรู้จักปล่อยวางความคิดเหล่าน้ี เรา ตอ้ งศึกษาคำ� สั่งสอนของพระพุทธเจา้ ให้รู้ ใหเ้ ข้าใจ ใหส้ ามารถนำ� ไป ใช้เพ่ือข้ามน้�ำท่วมแห่งกิเลสที่เรียกว่า โอฆะ การศึกษาธรรมะเพื่อ ไปโอ้อวดหรือใช้ธรรมะเพื่อชนะคนอ่ืนอย่างนี้ เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ของการแบกแพหลังจากทข่ี ึน้ บกเรยี บร้อยแลว้ บางคนเรียนมาก เรียน พระไตรปิฎก เรยี นพระอภธิ รรม ความรูม้ ันมากจนหนักสมอง เลย ชยสาโร ภกิ ขุ 287
ต้องเทศนใ์ ห้คนอื่นฟงั แตม่ นั ไม่ใช่ความรู้ทสี่ มบรู ณ์ เพราะความรทู้ ่ี สมบรู ณ์ จะตอ้ งน�ำไปส่กู ารปฏบิ ตั ิทันที พุทธศาสนาเราถือว่า การชนะใจเจ้าของเป็นชัยชนะท่ีใหญ่ หลวงและประเสรฐิ สุด ฉะน้ัน เราท้งั หลายควรจะสนใจในการปฏิบัติ เช่นน้ี สนใจในการที่จะปล่อยวางความยึดม่ันถือม่ันต่างๆ ถ้าเกิด ความรสู้ กึ วา่ จะตอ้ งเปน็ อย่างนีใ้ ห้ได้ ถา้ เปน็ อยา่ งอืน่ เราไม่ยอมหรอก มีความหมายม่ันปั้นมือ น่ีแหละคืออาการของความยึดมั่นถือมั่น นกั ปราชญ์จะไม่คิดอยา่ งนน้ั นกั ปราชญ์อยากทำ� อะไร ก�ำหนดแลว้ ว่าสิ่งนี้ควรท�ำ ก็ต้องพิจารณาอีกที ต้องฉลาดท่ีจะไม่ให้ความ ยึดติดครอบง�ำ ต้องมีสติ สติเป็นตัวป้องกันอันตรายทุกอย่าง สติเปน็ ส่ิงทเ่ี ราต้องทะนุถนอม สติเปน็ สงิ่ ทตี่ อ้ งพัฒนาใหด้ ียงิ่ ๆ ข้นึ ไป ในการประพฤติปฏิบัติให้ข้ามจากฝั่งน้ีซึ่งอันตราย ไปสู่ฝั่งโน้น ทไ่ี มอ่ ันตราย ทปี่ ลอดภัย ท่นี ่าอยู่ ไม่ใชว่ า่ จะท�ำแบบสองจิตสองใจ เราต้องเห็นโทษของการอยู่อย่างนี้ให้ชัดเจน จนยอมที่จะเสียสละทุก สิง่ ทกุ อยา่ งเพื่อธรรม น่ันแหละจงึ จะมหี วงั ท่จี ะไดผ้ ลเร็ว ฉะนั้น ขอให้เราทุกคนเฝ้าสังเกตการปฏิบัติของเราในทุก ระดับ ทั้งระดับการให้ทาน ระดับการรักษาศีล และระดับการ ภาวนา เช่น ตัวเราให้ทานเป็นประจ�ำ แล้วเวลาเราเห็นคนที่ไม่ให้ 288 อักษรส่อสาร
ทาน เรามคี วามรูส้ ึกหรอื ไม่อย่างไร สงสารเขาไหม หรอื ไม่ชอบเขา ไหม หรือรู้สกึ เฉยๆ เรือ่ งการรักษาศลี เม่ือเห็นคนทุศลี เห็นคนไม่ รกั ษาศลี เคยโกรธไหม แม้เป็นคนทเี่ ราไม่เคยรู้จกั เลย เห็นเขาท�ำอะไร ที่เราไม่ชอบไมพ่ อใจ บางทีนึกอยากจะเทศนใ์ ห้เขาฟงั อย่างนจี้ ะถกู หรือจะผดิ ขอตอบวา่ แลว้ แต่เหตุการณ ์ แล้วแตช่ ุมชน แลว้ แตบ่ ุคคล แล้วแตก่ าละเทศะ มีเหตปุ ัจจัยหลายอย่าง อย่างไรกต็ าม เราต้อง รักษาจติ ใจของเราไว้ และตอ้ งฉลาดในการรกั ษา พระที่นี่บางองค์บวชแล้วก็ต้ังอกตั้งใจศึกษาพระวินัยจนมี ความรดู้ ี แต่บางทีเป็นทุกขม์ าก เพราะเกิดความร�ำคาญ เกดิ ความไม่ พอใจ เม่ือเห็นสามเณรและพระบวชใหมอ่ งค์อน่ื ๆ ยังไม่เรยี บรอ้ ยร้อย เปอร์เซน็ ต์ ยงั มกี ารลืมสกิ ขาบทบ้าง จนทา่ นต้องตำ� หนิ ท่านมองไม่ เหน็ กเิ ลสของท่าน หรอื เกอื บจะมองไม่เหน็ เพราะทา่ นมนั่ ใจวา่ กำ� ลงั พูดความจรงิ อาตมาว่าเราต้องดูอาการของเรา ถ้าเห็นคนไม่รักษาศีล เรา รู้สึกร�ำคาญไหม เราคิดดูถูกเขาหรือเปล่า เราอยากจะเทศน์ให้เขา ฟังไหม ถ้าอยากจะเทศน์ให้เขาฟัง มันถูกกาละเทศะหรือไม่ เขา จะยินดีฟังไหม ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะแท้ท่ีจริงแล้ว ก็ มีหลายๆ กรณีท่ีพระผู้ศึกษาพระวนิ ยั มาก เกิดยดึ ตดิ อยใู่ นพระวินยั จนเพ่อื นพระผดิ ศลี แม้แต่นดิ เดยี ว ท่านก็จะโกรธ ไม่พอใจ ในสายตา ชยสาโร ภิกขุ 289
ของอาจารย์แลว้ กเิ ลสของพระองคน์ ้ที เ่ี ครง่ แต่โกรธ ยงั นา่ หนกั ใจ กว่ากิเลสของผู้ที่ยังไม่เรียบร้อย ถ้าหากว่าผู้ท่ียังไม่เรียบร้อยมีความ ตั้งใจที่จะท�ำให้มันเรียบร้อย แต่ยังไม่ประสบความส�ำเร็จเท่าที่ควร เราก็ควรจะยกย่องในส่ิงที่เขาทำ� ได้ ไมต่ ้องไปเพ่งโทษในส่ิงท่เี ขายังท�ำ ไมไ่ ด้ การเพง่ โทษจะทำ� ให้จติ ใจของเราไมก่ ้าวหน้าในธรรม เหมือน กับวกวนอยใู่ นของเกา่ เมอื่ เราสามารถรักษาสติใหต้ ่อเนือ่ งจนเข้าถึงความสงบ เราก็ พยายามจะจบั ความรสู้ ึกน้นั ไวใ้ หอ้ ยู่นานๆ ไม่อยากใหม้ นั เสอ่ื ม หรอื เมอื่ มนั เสือ่ มแล้ว หลงั เลกิ ท�ำสมาธิ ในการนงั่ สมาธคิ รั้งต่อไป ถ้าเรามี แต่อยากจะใหเ้ ป็นอย่างน้ันอกี ครัง้ ก็มกั จะไม่ค่อยประสบความสำ� เร็จ มันทำ� ได้ยาก และความอยากที่จะใหม้ นั เปน็ เหมือนครงั้ ก่อนนั่นแหละ คอื อปุ สรรคส�ำคัญทีจ่ ะท�ำให้มันไม่เป็นอยา่ งทห่ี วัง 290 อักษรส่อสาร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356