Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อักษรส่อสาร_ฉบับสมบูรณ์

อักษรส่อสาร_ฉบับสมบูรณ์

Description: อักษรส่อสาร_ฉบับสมบูรณ์

Search

Read the Text Version

เราได้ นอกจากตัวเราเอง  สง่ิ ส�ำคัญอกี ประการ  คือ  เราต้องไม่ เกรงใจเพ่อื นมากจนเกินไป  ใหฉ้ ลาดในการเลือกเพ่อื นที่ดี  บาง ครง้ั ตวั เราเองอยากท�ำความดี แตค่ บเพอ่ื นไมด่ ที ชี่ ักชวนไปทำ� ความชว่ั แล้วเราเกรงใจเขา  หากไม่ท�ำก็กลัวเพ่ือนจะรังเกียจ  จึงต้องเสีย หลักการของตนเองเพราะเกรงใจเพ่อื นจนเกินไป เราจงึ ต้องมีขอบเขต และมหี ลกั การของตัวเอง ประเทศชาติของเราต้องการคนมีคุณภาพ  เร่ืองปริมาณ น้ันไมม่ ปี ัญหา เพราะมปี ระชากรมากกวา่ ๖๐ ลา้ นคนและเพ่ิมข้ึน ทุกวัน แต่คนทม่ี ีคณุ ภาพจะเพม่ิ ขน้ึ ทุกวนั หรอื เปลา่ ไมท่ ราบ  คนทม่ี ี คุณภาพเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อสังคม ต้องเป็นผู้ท่ีฝึกอบรมตนเองได้  ห้ามใจตัวเองได้  มีปัญญา รู้เท่าทันชีวิตในโลกตามความเป็นจริง  ไม่ได้เอาความอยาก หรือความคิดเป็นประมาณ  เห็นว่าความคิดก็สักแต่ว่าความคิด เมื่อเราคิดชั่วก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนชั่ว  เมื่อเราคิดดีก็ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนดี  ความคิดก็เป็นแค่ความคิดซึ่ง เป็นสงั ขาร บางคนเผลอไปคิดชว่ั ลามกอนาจาร กก็ น่ วา่ ตัวเองวา่ เป็น คนบาปหนา  บางคนคดิ ดี  ก็ภาคภูมใิ จว่าตัวเองเก่ง ตวั เองดี ทงั้ ๆ ที่มันกเ็ ป็นแค่ความคดิ ทไี่ มม่ แี ก่นแทอ้ ะไร ประเดน็ อยูท่ ี่ว่า ถ้าเรา ส่งเสริมความคิดท่ีดี  ความคิดท่ีดีนั้นก็จะเพิ่มข้ึน  ๆ  แต่ถ้าเรา ส่งเสริมความคิดชั่วท่ีชอบปรุงแต่งในเรื่องไม่ดีจิตใจก็จะไป ชยสาโร ภกิ ขุ 41

หมกมุ่นอยู่กับความไม่ดีจนกลายเป็นนิสัย  แล้วสะท้อนออกมา ทางกาย ทางวาจา จนกลายเป็นคนเกเร เป็นคนสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่เพ่ือนมนุษย์  พุทธศาสนาสอนว่า  เราไม่ได้เกิด มาเพื่อเป็นทุกข์  ไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น  ในทาง ตรงกนั ขา้ ม เราเกดิ มาเพอื่ จะไมเ่ ปน็ ทกุ ข ์ และไมส่ รา้ งความทกุ ข์ ใหค้ นอ่ืน ขอยกตัวอย่างเศรษฐศาสตร์แนวพุทธสักเรื่อง สมมติว่าเรา ได้ขนมทอี่ รอ่ ยมาก การจะทานขนมนีใ่ ช้เวลานานสักเท่าไหร่ สมมติว่า ๕  วินาที  ขนมท่ีอร่อยท่ีสุขในโลกก้อนนี้ให้ความสุขทางปากแก่เรา ๕  วินาที  ตามหลักเศรษฐศาสตร์แนวพุทธถือว่าได้ก�ำไร  คือได้สุข เวทนา ๕ วนิ าที สมมติวา่ เราแบง่ ขนมกอ้ นนอี้ อกเปน็ สองชิ้น เราทาน 42 อักษรส่อสาร

ชนิ้ หน่ึง ถือวา่ ไดก้ ำ� ไร ๒ วนิ าทคี ร่งึ อีกชนิ้ หน่ึงเราแบง่ ให้เพ่อื นทาน เห็นเขาทานอร่อย เห็นเขาย้ิม เรากภ็ ูมิใจตวั เองวา่ เราได้สละขนมอร่อย ใหเ้ ขาครงึ่ หนงึ่ เราก็มีความสขุ อาจจะสกั ๑ วนิ าที เปน็ อันว่าเราได้ ก�ำไรคือสุขเวทนาเปน็ เวลา ๓ วินาทีคร่งึ ตอ่ จากนัน้ เม่อื ใดท่คี ดิ ถงึ วัน ทเี่ ราสละส่งิ ทีเ่ ราชอบเพื่อคนอน่ื ก็จะเกิดความสุขทันที ท�ำให้ไดก้ ำ� ไร คร้งั ละ ๑ วนิ าที หรือ ๒ วนิ าที ถ้านับรวมกันเป็นปี อาจจะได้กำ� ไรสุข เวทนาเป็นชว่ั โมง ทานขนมคนเดยี วไดก้ ำ� ไร ๕-๖ วินาที แต่ถา้ แบง่ ครึง่ ให้คนอื่นกลายเป็นมีความสุขได้ตลอดชีวิต  นึกถึงเมื่อใดก็มีความสุข เม่อื น้ัน หลกั เศรษฐศาสตร์แนวพทุ ธบอกวา่ เราควรเลือกท่จี ะได้กำ� ไร ตลอดชวี ิต มีของดีกแ็ บง่ ให้คนอนื่ อย่าไปเอากำ� ไรสน้ั ๆ แค่ ๕ วินาที ๖ วนิ าที พวกเราเคยเรยี นเศรษฐศาสตร์แนวพทุ ธไหม น่าสนใจมาก ตวั อาตมาเอง บางทีนึกถงึ เรอื่ งทเ่ี คยเกิดข้ึนเมือ่ ๒๐ ปี ๓๐ ปี หรือ ๔๐ ปีมาแล้ว ท่ีเคยสละของๆ ตัวเองให้คนอื่น ท�ำให้เขามี ความสุข บางครั้งท่จี ติ ใจมวั หมอง ได้คดิ ถงึ ความดีทตี่ ัวเองเคยท�ำไว้ กส็ บายใจข้ึนทันที มีความหวัง มคี วามพอใจกบั ความดที ต่ี วั เองเคยทำ� ถอื เป็นกำ� ไรทไี่ มม่ ใี ครแย่งชิงไปได้ ทรัพยส์ มบัตทิ ีม่ ีอยู่มนั ก็ไมแ่ นน่ อน เงินในธนาคารท่ีเขาว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริงเป็นจังนั้น  เป็นของจริงของจัง จริงหรอื สมมตวิ า่ มีเงินในธนาคารหา้ แสนบาทถึงคราวเศรษฐกจิ ตกต่�ำ มนั จะเปน็ อยา่ งไร คา่ ของเงนิ หา้ แสนบาทจะลดลงเหลอื เทา่ ใด  คนที่ เคยร่�ำเคยรวยกลายเป็นคนติดหน้ีติดสินมากมาย  ถ้าเงินเป็นของจริง ชยสาโร ภกิ ขุ 43

ของจัง  ทำ� ไมมันจงึ เปลย่ี นไปได้ ท�ำไมคา่ ของมนั จงึ ขนึ้ ๆ  ลงๆ  ได้ พวกเรารู้ไหมว่าค่าของเงินข้ึนอยู่กับอะไร  ค่าของเงินข้ึนอยู่กับศรัทธา นก่ี เ็ ป็นเศรษฐศาสตร์แนวพทุ ธเหมือนกนั ถ้าคนเช่อื มน่ั ในเงนิ ตราของ เราแล้ว  ราคาหรือค่าเงินของเราก็จะข้ึน  ถ้าคนไม่ม่ันใจหรือไม่เชื่อ คา่ ของมันก็จะตก ค่าของเงินจึงอย่ทู ีศ่ รทั ธาของคน เปลีย่ นแปลงไป ตามอารมณ์ของคน  นักปราชญ์จึงบอกว่าเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ ไม่ได้ เพราะเป็นเรือ่ งที่ข้นึ อยูก่ บั ความร้สู ึกของคน แลว้ เราวัดความ รูส้ ึกของคนไม่ได้ ครง้ั ทีเ่ ศรษฐกิจไทยเกิดปัญหาวกิ ฤติ ปัญหาในชว่ ง วันสองวนั แรกหนักกว่าทีค่ วรจะเป็น นั่นเป็นเพราะอะไร ก็เพราะเจา้ หน้าทธี่ นาคารต่างๆ หรอื ที่ตลาดหลักทรพั ยต์ กใจกลัวจนคมุ อารมณ์ ไม่อยู่  ใครโทรเข้ามาสอบถามก็สามารถสัมผัสอารมณ์ของผู้ที่อยู่ ในวงการธนาคารได้  ก็เลยตกใจกลัวกันไปใหญ่  ศรัทธาจึงตกฮวบ ค่าของเงินกเ็ ลยตกฮวบตามไปด้วย นีเ่ ปน็ เรอ่ื งของความเช่อื เปน็ เร่ือง ของความคิด กลับมาพูดถึงเรื่องของพวกเรา  เมื่อเราเกิดมาแล้ว  ก็เรียก ได้ว่ามีปัญหาแล้ว  เพราะอะไร  ก็เพราะเกิดแล้วต้องแก่  ต้องเจ็บ ตอ้ งตาย ทุกคนพงึ จำ� ไว้ว่า เกิดกเ็ กดิ คนเดียว แกก่ ็แกค่ นเดียว เจ็บก็เจบ็ คนเดียว ตายก็ตายคนเดียว เราจงึ ต้องเป็นทีพ่ ่ึงของ ตนเอง สมมตวิ า่ เราเจอคนท่ีเรารัก  เปน็ ผูห้ ญงิ ในอดุ มคติเลย  ดที ุก ส่งิ ทุกอยา่ ง ทง้ั สวยงามและฉลาด แต่ถึงจะดีหรอื จะรกั กนั เพยี งใด 44 อักษรส่อสาร

เมื่อเราเจ็บปว่ ย เขาจะช่วยรบั ความเจบ็ ปวดของเราไดบ้ ้างไหม  เราก็ ตอ้ งเจบ็ อย่คู นเดยี ว แกก่ แ็ กค่ นเดยี ว เวลาเราจะตาย ใครจะขอวา่ อยา่ เพ่งิ ไปเลย อยตู่ อ่ อกี สักหนอ่ ย อยา่ เพ่งิ ทิ้งหนไู ปเลย จะทำ� ได้ไหม เม่อื ถงึ เวลาไปมันก็ต้องไป เราไม่ไปจากเขา เขาก็จะไปจากเรา มันเป็นได้ แค่สองทาง เราพลัดพรากจากเขาหรือเขาพลดั พรากจากเรา ไม่เป็น อย่างอนื่ มันเป็นไปไมไ่ ด้ทจ่ี ะอยไู่ ปตลอดกาลนาน ท่านจงึ สอนวา่ อยา่ ไปงมงายกับอารมณค์ วามรสู้ กึ ของตัวเอง มนั ก็แค่ช่ัวแวบ มันก็แค่ นน้ั แหละ ลองนกึ ดวู า่ สง่ิ ทเ่ี ราเคยชอบมากๆ เมอ่ื ๓ ปหี รือ ๕ ปที แ่ี ล้ว ทุกวันน้กี ลับรู้สกึ เฉยๆ  มีหลายอย่างใชห่ รอื ไม่  ตอนเป็นเด็ก เดก็ ผู้ หญิงชอบเล่นตุก๊ ตา เด็กผู้ชายชอบเล่นปืนหรอื ของเล่นตา่ งๆ ใครจะ เอาไปไม่ได้ รอ้ งหม่ รอ้ งไห้ โตข้นึ มากไ็ มส่ นใจเสยี แล้ว อารมณก์ เ็ ปน็ เชน่ นี้ เวลามีตัณหามีความอยาก ก็รสู้ ึกมนั เปน็ ของจรงิ ของจงั ท้งั น้นั ชยสาโร ภกิ ขุ 45

แต่พอความอยากมันเบาบางไป บางทกี ็หวั เราะตวั เอง ไมน่ ่าเช่ือเลย วา่ เราเคยชอบส่งิ น้นั หรอื เคยชอบคนน้ัน มนั เปน็ เรือ่ งอารมณ์ ทา่ นจึง ให้เรารูเ้ ทา่ ทันอารมณ์ ท่านสอนให้รู้จักรักษาจิตใจให้ปกต ิ ถ้าเราเป็นคนชอบเพ่ง โทษผู้อ่ืน รู้ความผิดพลาดของผู้อื่นทุกอย่าง รู้กิเลสคนน้ัน รู้กิเลสคน นี้ รู้ทุกอยา่ งแลว้ จติ ใจเราสบายไหม มันไมส่ บาย มันเศร้าหมอง ท่าน จงึ ให้เรามองผูอ้ ่ืนในแง่ดบี า้ ง ใหพ้ ยายามคดิ ถงึ ส่งิ ท่ีนา่ รกั ๓ ข้อของ คนท่ีเราไมช่ อบ เพอ่ื จะไดแ้ ก้อารมณแ์ ละไม่ต้องเชือ่ อารมณ์ของเรา เมื่อเราเกิดความรู้สึกมัวเมาหลงใหลในทางกามในส่ิงสวยงาม เราก็ต้องพยายามฝึกตัวเองให้มองในทางตรงกันข้าม  ผู้ชายเห็น 46 อักษรส่อสาร

ผหู้ ญงิ สวย  กไ็ มใ่ ชว่ า่ จะสวยทกุ สว่ น ผหู้ ญงิ เหน็ ผชู้ ายหลอ่ กไ็ มใ่ ชว่ า่ จะ หลอ่ ทุกส่วน สว่ นท่ไี มส่ วยไม่หล่อมไี หม นางสาวจักรวาลสวยท้ัง ๓๒ อาการไหม ลำ� ไส้ของนางสาวจักรวาลสวยไหม นางสาวจักรวาลมี ข้หี ไู หม ก็คงตอ้ งมนี ะ เขาตอ้ งเขา้ หอ้ งนำ้� ทุกวันใชไ่ หม ตอ้ งมถี ่ายหนัก ถ่ายเบา ถึงจะสวยทส่ี ุดในโลกก็ต้องเป็นอยา่ งนน้ั   สมมตวิ ่าผ่าเอาตับ ไตออกมา จะรู้ไหมว่าช้ินไหนเป็นของนางสาวจักรวาล  ช้ินไหนเป็น ของคนแก่ มนั ก็ดไู มอ่ อก แลว้ ถา้ ไมอ่ าบน�้ำสักวนั สองวันมนั จะเปน็ อยา่ งไร มันจะเหม็นไหม ไม่ใช่วา่ เราจะมองในแง่ร้าย แตเ่ มื่อจิตเกดิ เผลอจนผดิ ปกติ จะเขา้ ขั้นหลงใหลเสียแลว้ กใ็ ห้ใชค้ วามคิดท�ำนอง นี้เพื่อดึงจติ ใหก้ ลับมาอย่ใู นทางสายกลาง ปกตคิ �ำพูดที่ว่า “รกั สนุก ทกุ ข์ถนัด” เคยได้ยนิ กนั ไหม ถ้ารกั สนกุ มาก เวลาเป็นทกุ ข์จะทกุ ข์ มาก ฉะน้ัน รักษาจิตใจของเราให้เป็นกลาง  ๆ ไวจ้ ะดีกว่า หลวงพ่อชาบอกว่าธรรมะคือพอดี  เรียนหนังสือให้พอดี พักผ่อนให้พอดี  ถ้าดูทีวีดูบอลโลกตอนตีหนึ่งตีสองแล้วไปเรียน หนังสอื มนั กง็ ่วงใช่ไหม ก็ไม่ต้องดทู กุ นัด ลองถามตัวเองว่า อะไร ส�ำคัญกว่า  ปริญญาบัตรหรือแมนยู  แมนยูเล่นอยู่ทุกปี  เรียนจบ แล้วค่อยดูก็ได้  ไปเท่ียวไปดิสโก้ไปที่ไหนก็อย่าให้มันดึกมาก  ต้อง รกั ษาสุขภาพของตวั เองไว้ ไปเรยี นหนงั สอื ไม่ใช่ว่าเอาแตก่ ายไป ถ้า จติ ใจมนั ยงั งว่ งกไ็ มเ่ กดิ ประโยชน ์ อาจารยเ์ องกห็ มดกำ� ลงั ใจทจ่ี ะสอน ต้องเห็นใจอาจารย์  ท่านอุตส่าห์ทุ่มเทสอนลูกศิษย์  ความข้ีเกียจ ชยสาโร ภิกขุ 47

ขี้คร้านมันก็มีกันอยู่ทุกคน  ถ้าเราเข้ามหาวิทยาลัยโดยใช้ทุนของตัว เองกอ็ ย่างหนงึ่ แตถ่ ้าเราใช้ทนุ ของคุณพ่อคณุ แม่แลว้ มวั ขี้เกียจขี้ครา้ น กเ็ ป็นบาปเปน็ กรรม  ไม่ใชว่ ่าท่านจะหาเงนิ ทองมาไดง้ า่ ยๆ นะ ถ้าเรา อยากจะเอาชนะความขเ้ี กียจขค้ี รา้ น กจ็ ะชนะไดไ้ ม่ยาก มนั อยทู่ ี่ความ ตั้งใจของเรา พระเราไดเ้ ปรียบในเร่อื งนี้ เพราะพระจะขีเ้ กยี จไมไ่ ด้ จะเปน็ บาปเป็นกรรมหนกั หนา  ชีวิตของพระขึ้นอยกู่ ับชาวบา้ น ผา้ จวี ร ผา้ อ่นื ๆ ทใ่ี ช้ทัง้ หลาย กุฏทิ อี่ ยู่ และอาหารการกินลว้ นเปน็ ของทช่ี าว บา้ นถวายดว้ ยความศรทั ธา ถ้าพระรบั ของจากชาวบา้ นแลว้ ไมป่ ฏิบัติ ดีปฏิบตั ชิ อบ  อยา่ งน้ีตกนรกแนๆ่ พระจงึ ระลึกอย่ตู ลอดเวลา ไมก่ ลา้ ขี้เกียจ 48 อักษรส่อสาร

มีใครสงสัยอะไรไหม  มีใครอยากจะถามอะไรบ้าง  สมมติว่า ถา้ มใี ครเหาะเหินเดนิ อากาศไดม้ าลงในศาลาน้ี แล้วอยากรู้ว่า คนที่ อยู่ในศาลานี้มาจากประเทศไหน  ง่ายมากเลย  เวลาถามว่ามีใคร สงสัยอะไรไหม  ถา้ เงยี บไมม่ ีคำ� ถาม ก็รู้ไดเ้ ลยวา่ เปน็ เมืองไทย เพราะ ทเ่ี มืองนอกเขาแย่งกันถาม กลวั จะไมม่ ีโอกาสถาม ถ้าไมอ่ ยากถาม อะไร จะสอนอาตมาก็ได้นะ อาตมาเองก็ยังเรยี นไม่จบ ชยสาโร ภิกขุ 49



.  งู พระพทุ ธองคต์ รสั เรอ่ื งงหู ลายเรอื่ งเหมอื นกนั   หลวงพอ่ ชาทา่ น เลา่ เรอื่ งการจบั ง ู ทา่ นวา่ ถา้ จบั งผู ดิ วธิ  ี งจู ะกดั เรา  ถา้ จบั งถู กู วธิ  ี งกู ็ ไม่กัด  ธรรมะค�ำสั่งสอนก็เช่นเดียวกัน  ถ้าหากว่าเราจับไม่ถูกต้อง มันก็เป็นพิษกับเราได้มากเหมือนงู  คือ  บางทีคนเราปฏิบัติธรรม ก็มักเลือกจะปฏิบัติเฉพาะข้อท่ีถูกใจเรา  ไม่ได้ปฏิบัติตลอด กระบวนการของธรรม  เรากจ็ ะไมไ่ ดร้ บั ผลเทา่ ทคี่ วร  บางคนชอบ เอาธรรมะมาอา้ ง  เชน่   เอาคำ� สอนทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงยกยอ่ งการปลกี วิเวกเพื่อท�ำความเพียรคนเดียวมาอ้าง  ท้ังๆ  ที่ตัวเองเป็นคนท่ีเข้า สงั คมยาก พดู ไมเ่ ปน็ ไมม่ คี วามเหน็ อกเหน็ ใจคนอน่ื ชอบขดั กบั คนอนื่ ตลอดเวลา  ชอบเพ่งโทษคนอ่ืน  คนอย่างน้ีจึงมีนิสัยชอบอยู่คนเดียว แต่ไม่ได้เป็นการอยู่คนเดียวท่ีถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ทรงยกย่อง มันเกิดจากเหตุท่ีไม่ชอบอยู่กับคนอื่น  เพราะนิสัยไม่ดีต่างๆ  ของตัว ชยสาโร ภกิ ขุ 51

เองทำ� ใหช้ อบทะเลาะกบั คนนนั้ คนน ้ี การอยคู่ นเดยี วจงึ กลายเปน็ การ สง่ เสรมิ กเิ ลสของตวั เองมากกวา่ ทจ่ี ะเปน็ การปฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ้ ง เปน็ การ เอาหลักการทถ่ี กู ตอ้ งมาเป็นขอ้ อา้ งเพ่อื การกระทำ� ทผ่ี ิด พระพุทธเจา้ จงึ ตรสั วา่ บางครง้ั ธรรมะกเ็ หมอื นงู ถา้ จบั ไมถ่ กู มนั กก็ ดั เราได้ หลวงพ่อท่านว่า ความสุขความทุกข์ก็เหมือนกับงู เราต้องจบั งูท่หี วั มัน ถ้าจบั ผดิ เช่น ไปจับท่คี วามทกุ ข์ มันกดั เราได้ทันที แตถ่ า้ จับท่คี วามสขุ แล้วไปยดึ ตดิ ในความสขุ แรกๆ อาจไมเ่ หน็ โทษ แตถ่ า้ ไม่ ระวงั มนั กก็ ดั เราไดใ้ นภายหลงั คือ ให้เราเป็นสุขก่อน แล้วจึงค่อยกัด 52 อักษรส่อสาร

มคี ำ� อปุ มาเรอื่ งหน่ึงเกยี่ วกบั งู เล่ากันวา่ มีชาวบา้ นคนหนึ่งเดิน กลบั บ้านในความมืด เจองูตัวใหญ่ขวางทางอยู่ ไม่เลื้อยไปสักที เขา เกิดความกลัว ไม่กล้าเดินข้าม กลัวงจู ะกัด แลว้ เกิดความกงั วลวา่ จะ กลบั บา้ นได้อยา่ งไร มันมืดแล้วจะหนั กลบั ก็ไมไ่ ด้ จะไปต่อกไ็ ปไมไ่ ด้ เกดิ ความสงสยั วา่ จะทำ� อยา่ งไรดี เกดิ ความพยาบาท โกรธงตู วั นน้ั เกดิ อารมณห์ ลายๆ อยา่ งเพราะงูเป็นเหต ุ เมื่อพระจนั ทร์โผลพ่ ้นจากเมฆ เขากเ็ ดนิ ไปดงู ู ปรากฏว่ามนั ไมใ่ ชง่ ู มันเป็นแคเ่ ชอื ก กเ็ ลยหวั เราะ ตัวเอง แลว้ เดินกลับบา้ นด้วยความปลอดภัย นกั ปราชญ์ท่านเปรยี บเทยี บว่า คนเราอยใู่ นความมืด คอื อย่ดู ้วยอวิชชา เราเหน็ กายกบั ใจ เหน็ ขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ วา่ เป็น ตวั เป็นตน เปน็ เราเป็นเขา อารมณท์ ้งั หลายกเิ ลสทั้งหลายเกิด ขนึ้ เพราะความร้สู ึกยึดมนั่ ถอื มน่ั วา่ มีอัตตาตัวตน มีเรา มขี องเรา เมือ่ มีเรา กต็ อ้ งมสี ่ิงทีไ่ ม่ใช่เรา เม่อื มีของ  ๆ เรา กต็ ้องมสี ่งิ ท่ไี ม่ใช่ ของ  ๆ เรา จึงเกดิ ความขดั แย้งขึน้ มาทันที เกิดความโลภอยากได้ เกดิ ความโกรธ เกิดความหลงประการตา่ ง  ๆ  ซ่งึ ลว้ นแตเ่ กิดจาก ความเข้าใจผดิ หรอื การมองผิด สำ� คัญมั่นหมายว่ารปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณนน้ั คอื เรา  คอื ของๆ  เรา  แตเ่ มอ่ื แสงสวา่ งแหง่ ปัญญาเกิดขน้ึ เราจึงไดเ้ ห็นวา่ ไมม่ ีอัตตาตัวตน ไมไ่ ด้เปน็ อยา่ ง ที่คดิ เรามองผดิ เราคิดผดิ แท้ทีจ่ รงิ แลว้ มันก็เป็นแค่รูป แค่เวทนา แค่สญั ญา แคส่ ังขาร แคว่ ิญญาณ แค่กายกับใจเท่านนั้ เอง กเ็ ลย หัวเราะตวั เองได้ ปล่อยวางได้ กเ็ หมอื นกบั คนท่ีเห็นเชอื กเปน็ งู พอ ชยสาโร ภิกขุ 53

เหน็ เชือกเปน็ งกู เ็ กิดความกลวั ความกงั วลความสงสยั สารพดั แต่ เมอ่ื มีแสงสวา่ ง กม็ องเชอื กว่าเป็นเชอื ก ไม่ไดเ้ ห็นเชอื กเปน็ งู ฉะน้ัน ในการปฏิบัติ ไมต่ ้องปฏบิ ัตเิ พ่อื จะท�ำลายอัตตาตวั ตน  การพยายาม จะท�ำลายอัตตาตัวตนก็เหมือนคนท่ีต้องการจะท�ำลายงู  แต่เขา ท�ำลายงูไมไ่ ดใ้ ช่ไหม เพราะมันไม่มงี ู มันมแี ต่เชือก เราท�ำลายอัตตา ตัวตนไมไ่ ด้ เพราะวา่ มนั ไม่มอี ตั ตาตวั ตน มันมีแต่รปู มีแตเ่ วทนา มแี ตส่ ญั ญา มีแตส่ ังขาร มแี ตว่ ิญญาณ ฉะนั้นจะปฏิบัตอิ ย่างไร  ก็ ปฏิบตั ิใหเ้ หน็ เชอื กวา่ เป็นเชือก ให้มีแสงสวา่ งเพอื่ จะไดเ้ ห็นเชือกตาม ความเป็นจริง  เหมือนเราปฏิบัติกับตัวเราเพ่ือให้มีแสงสว่างพอที่ จะเห็นตามความเป็นจริงเท่าน้นั จริงๆ  แล้ว  การท่ีเราว่างูว่าเป็นอสรพิษนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก สมมติวา่ งตู ัวหนึง่ ไม่เคยกดั ใครเลยในชวี ติ อยู่อยา่ งใจดแี ละส�ำรวมมา ตลอดชวี ติ   มนั สมควรทจี่ ะโดนวา่ วา่ เปน็ งอู สรพษิ หรอื ไม่ การทเ่ี ราใชค้ ำ� ว่า “งูอสรพิษ” นั้น เหมอื นกบั เราเหมาวา่ งูทกุ ตวั มคี วามผิดที่สามารถ กดั คนได้  แต่ไม่ใชว่ ่างูทุกตัวต้องกดั คน อาจจะแค่บางตวั เท่านั้น ท่าน จึงใหเ้ ราเปรยี บเทียบเรื่องงกู บั สง่ิ ตา่ งๆ ท่เี ราตอ้ งเจอในชวี ิต ท่ีท่านวา่ สง่ิ ท้งั หลายทั้งปวงเปน็ ทุกข์นัน้   ก็ไม่ใช่ว่าเราจะตอ้ งทุกขร์ ่�ำไป แตถ่ ้า เราเข้าใกล้หรือไปเหยียบงูเข้า  น่ันถือว่าเราไปเก่ียวข้องกับงูในทางท่ี ไมถ่ กู ตอ้ ง  งจู งึ จะกัดเรา  แตโ่ ดยทัว่ ไปแล้ว งูอสรพิษไม่อยากกัดใคร และมันกไ็ มไ่ ดก้ ้าวรา้ วด้วย พระปา่ เจองูในปา่ บ่อยๆ ก็ไมเ่ ห็นมนั คดิ จะกัดพระหรอื กดั ใคร มแี ตอ่ ยากจะหลบมากกวา่ แตถ่ า้ ใครไปเหยยี บ 54 อักษรส่อสาร

มนั เขา้ ไปแหยม่ นั หรอื จะไปจบั มนั กเ็ ปน็ ไปไดว้ า่ มนั จะกดั เอา เพราะงู มนั กลวั คน เราอยู่ในโลกแห่งความเปล่ียนแปลง  อยู่ในโลกแห่ง สังขาร สังขารที่ไมม่ อี ะไรเที่ยงแทค้ งทน  เปลย่ี นแปลงไปเรอ่ื ย  ๆ ตามเหตุตามปัจจัยของมัน  หากเราไปเกี่ยวข้องกับสิ่งท้ังหลายใน ทางทีไ่ มถ่ กู ตอ้ ง เรากจ็ ะเป็นทุกข์ แตส่ ิ่งท้ังหลายไม่ไดเ้ ปน็ ทุกขใ์ นตวั ของมนั ปัญหาหรอื ทุกขเ์ กิดจากการท่เี ราเข้าไปจับมันหรือเขา้ ใกล้มนั จนเกนิ ไป ฉะนั้น  เราต้องอยู่ในโลกด้วยความระมัดระวัง  รู้ว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างพร้อมท่ีจะกัดเรา  และพร้อมที่จะท�ำให้เราเป็นทุกข์อยู่เสมอ ถ้าเราขาดสติสัมปชัญญะ แต่ถ้าเรามีสติ มีสัมปชัญญะ อยู่กับ ธรรมะ มีพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆเ์ ป็นทพ่ี ึง่ ภายใน  ย่อม ไม่มีส่ิงใดท่ีจะสามารถบงั คบั จติ ใจของเราให้เป็นทุกข์ได ้ เราต้อง เช่ือม่ันในข้อน้ี  ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเชื่ออย่างเดียว  แต่เราสามารถ ชยสาโร ภิกขุ 55

สังเกตเห็นจากประสบการณ์ตรงของตนเองว่า  วันใดที่จิตใจเราสงบ วันใดที่เรามีสติ หากเกิดการกระทบกระทัง่ อยา่ งใดอย่างหนงึ่ จิตใจ รู้สกึ หนักแน่นไม่หวนั่ ไหว ทนได้ ปกตอิ ยู่ แตใ่ นวันท่จี ิตใจเราไมส่ งบ และไม่มีสติ  เม่ือถูกกระทบ  เราจะรู้สึกกระเทือนท�ำให้เป็นทุกข์ทันที แตเ่ ราจะกลา่ วว่าเราทุกขเ์ พราะสิง่ น้นั ไม่ได้ เพราะถา้ ความทุกขเ์ กิด จากสง่ิ น้นั จรงิ ๆ แลว้   ทกุ คร้งั ทม่ี กี ารกระทบหรอื มีการสัมผสั ส่ิงนัน้ เราจะตอ้ งเปน็ ทกุ ขท์ ุกครง้ั ซงึ่ ความจริงไม่ใชเ่ ชน่ น้ัน เราสังเกตตวั เอง ได้ว่า บางครง้ั เจอปัญหาแบบนแี้ ลว้ ทุกข์มาก  แต่บางครัง้ เจอปัญหา แบบเดยี วกนั กลับทุกข์นอ้ ย บางครง้ั เกือบจะไม่ทุกขห์ รือไมท่ กุ ขเ์ ลย ฉะนัน้ เรานา่ จะได้บทเรยี นแลว้ ว่า ความทุกข์ไม่ไดอ้ ยกู่ บั ส่ิง ทเ่ี ราประสบ หากความทกุ ข์อยู่ทใ่ี จเรามากกว่า เพราะถ้าความ ทุกข์อยู่กับสิ่งน้ัน  ย่อมจะต้องทุกข์ เหมอื นกนั ทุกครั้ง เหมอื นกบั ไฟ ถ้าเรา เอามือจบั ไฟ ไม่วา่ อารมณเ์ ราก�ำลงั เปน็ เช่นไร  มอื ย่อมไหมอ้ ยทู่ กุ ครั้ง เพราะมนั เป็นธรรมชาติของไฟและเป็นธรรมชาติ ของมือ  มันไม่เก่ียวกับอารมณ์ของใคร ท้ังสิ้น  แต่เร่ืองที่เกิดกับจิตใจ  ไม่ว่าจะ เป็นเร่ืองค้าขายขาดทุน เป็นเรื่องที่คน อื่นมาสบประมาท ดูถูกดหู มิน่ หรือมาด่า 56 อักษรส่อสาร

มาว่าเรา ท�ำไมบางคร้ังเราท�ำใจได้  บางคร้ังท�ำใจไม่ได้  กเ็ พราะมนั ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของจิตใจเราใช่ไหม  ฉะนั้นเมื่อเราไม่ต้องการ จะเปน็ ทุกขก์ บั เร่ืองตา่ งๆ เหลา่ น ้ี แลว้ คดิ วา่ เราจะหนไี ปอย ู่ ณ  ทแี่ หง่ ใดแหง่ หนง่ึ ที่ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดข้ึน มันไม่ถูกต้องที่จะคิดอย่างน้ี เราควรจะคดิ วา่ ท�ำอยา่ งไรเราจึงจะอยูก่ บั ธรรมะใหม้ ากข้นึ   ให้จิตใจ ของเราแนบสนิทอยู่กับธรรม เพราะเม่ือจิตใจอยกู่ ับธรรมแลว้ ไม่ ว่าอะไรจะเกดิ ขึ้น เราจะรู้สกึ วา่ ทนไดท้ ้งั หมด แตท่ ีย่ ังทนไมไ่ ด้นนั้ ก็ เพราะวา่ เรายงั คงย่อหย่อนในการปฏิบตั มิ ากกว่า น่ีคือหนทางท่ีเราจะด�ำเนินไป  เมื่อเห็นว่า  อยู่กับธรรมะมาก ความทุกข์ของเราน้อย อยู่กับธรรมะน้อย ความทุกข์ของเรามาก เรากต็ ้องพยายามเร่งการทำ� ความเพยี ร ท�ำจติ ใจใหม้ ่นั คงอยใู่ นธรรม เมอ่ื จิตใจของเรามนั่ คงเข้มแข็งอย่ใู นธรรม กจ็ ะเกดิ ปญั ญา จะรู้ เท่าทนั สิง่ ท่ีเกดิ ขึน้ อยเู่ สมอ เรอ่ื งบาปบญุ คุณโทษไม่ตอ้ งถามใคร เพราะจะรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง สามารถปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั เหตกุ ารณห์ รอื สถานการณต์ ่าง  ๆ ได้เปน็ อย่างดี ชยสาโร ภิกขุ 57



.  จาน ในพระไตรปิฎกไม่ค่อยจะมีเรื่อง  จ.จาน  เพราะในสมัยนั้น ไม่ทราบว่าใช้จานกันหรือเปล่า  แต่ที่พอนึกได้คือเร่ืองที่หลวงพ่อชา สอนแม่บ้านว่า  เวลาล้างจานให้ล้างใจไปด้วย  ท่านว่าบางคนขยัน ท�ำความสะอาดบ้าน ขยันล้างจาน แต่ปลอ่ ยให้จติ ใจสกปรก ขนุ่ มัว หนา้ บูด เอาแต่ความสะอาดภายนอก  แต่ไมส่ นใจเรือ่ งความสะอาด ภายในทา่ นบอกวา่   จานสะอาด  แตจ่ ติ ใจไมส่ ะอาด  หลกั การสำ� คัญ ชยสาโร ภกิ ขุ 59

ทางพุทธศานา  คือ  ความสมดุลหรือความพอดี  ต้องมีความ สอดคล้องกันระหว่างเร่ืองภายในและเรื่องภายนอก  เพราะถ้า เรามวั แตจ่ ดั แจงทกุ สิ่งทุกอย่างนอกตวั เราใหเ้ รียบรอ้ ย แตป่ ลอ่ ย ปละละเลยในเร่ืองจิตใจ ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์ บางคนรักสะอาด  บางคนไม่รักสะอาด  แต่การรักสะอาดท่ี เกินพอดีกม็ ี คอื รกั ความสะอาดเสยี จนใครไปท�ำให้สกปรกแมแ้ ต่ นิดเดียวก็จะโกรธทันที  บางคนท�ำราวกับบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์  ถ้า ใครมานง่ั เล่นมาทำ� ลายความเรียบร้อยในบา้ น ก็จะโกรธ ถ้าเปน็ เช่น นั้นก็เท่ากับว่าเสียหลัก  เพราะมัวห่วงแต่ความสะอาดเรียบร้อยทาง วตั ถุ จนมองข้ามไปว่า ความหงดุ หงิด หรอื ความร�ำคาญใจในสง่ิ ทีไ่ ม่ สะอาดน้ันเปน็ มลทินทางใจ ความอยากใหส้ ะอาดอยากให้เรยี บร้อย กลายเป็นความสกปรกในใจ ฉะนั้น ท่านจึงสอนว่า ล้างจานก็ ล้างใจไปด้วย  พยายามให้หน้าท่ีทุกอย่างท่ีเราท�ำ  เข้ามาเป็น สว่ นหนงึ่ ของการพัฒนาชีวิต ในขณะท่ีคนจ�ำนวนหน่ึงมีความสุขกับการท�ำกับข้าว  คนเรา เกือบทุกคนมีความสขุ ในการทานอาหารทม่ี รี สชาติดี แตค่ งจะมีนอ้ ย คนท่ีมีความสุขกับการล้างจานหลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว  บาง คนบางครอบครวั หลงั ทานอาหารค�่ำ ก็จะคยุ กันต่อจนดึก ดึกแลว้ ก็ ข้เี กยี จลกุ ข้ึนล้างจาน ผลดั ไปล้างพรงุ่ น้เี ชา้ ต่นื ขนึ้ ตอนเชา้ แทนท่ีจะ 60 อักษรส่อสาร

เจอความสะอาดท่ีจะท�ำให้จิตใจสดช่ืน  กลับเห็นแต่จานสกปรกท่ี ท้ิงไว้ต้ังแต่เมอ่ื คนื กเ็ ลยหงุดหงิดใจตัง้ แตเ่ ช้า ถา้ เรารจู้ กั จัดเวลาและเปลี่ยนความรูส้ กึ ตอ่ การลา้ งจานได้ การ ลา้ งจานจะไม่ใช่เรือ่ งทรมานจติ ใจอีกตอ่ ไป ทุกวันนี้อาตมาไม่ค่อยมี โอกาสล้างจาน  แตต่ อนเปน็ นักเรยี น อาตมาชอบช่วยโยมแมล่ า้ งจาน ชยสาโร ภกิ ขุ 61

ท่ีจริงก็ไม่ไดล้ า้ งเอง  โยมแม่เปน็ คนล้าง อาตมาเป็นคนเชด็ ยืนคกู่ ัน สองคน รสู้ ึกมคี วามสุขมาก จนกระทง่ั ทกุ วันน้ี ทุกครง้ั ท่กี ลับไป เยีย่ มบา้ น กจ็ ะขออนุญาตโยมแมเ่ ชด็ จาน โยมแมจ่ ะบอกว่า “ไม่ตอ้ งๆ” อาตมาก็ว่าขอโอกาสเถิด  นานๆ  จะมาเย่ียมบ้านที  ปีสองปีครั้ง อาตมามีความสุขกับการเช็ดจาน  สิ่งท่ีคนส่วนมากไม่ชอบท�ำ  ถือ เปน็ เร่อื งน่าเบ่อื แตถ่ ้ารูจ้ กั เปลีย่ นความร้สู ึกของเราเสยี อยา่ ง  เรากม็ ี ความสุขได ้ โดยเฉพาะถา้ สง่ิ ทเี่ ราท�ำเปน็ การชว่ ยผู้อน่ื เรากย็ ง่ิ ได้บญุ เช่น การท�ำอะไรๆ ใหค้ รอบครัว เราดูว่างานอะไรท่ีคนอื่นไม่อยากท�ำ เบ่ือหน่ายที่จะท�ำ เราท�ำให้เองดีกว่า แล้วเราก็รีบไปท�ำส่ิงนั้น นี่เรา ก็ไดบ้ ญุ หลวงพ่อชาเคยพูดถึงจานอีกคร้ังหน่ึง  เมื่อท่านพูดถึงการ ปฏบิ ตั ิทางจติ หรอื การท�ำสมาธิภาวนา ทา่ นจะพยายามเลย่ี งภาษา เทคนิค พยายามเล่ียงเรอ่ื งองค์ฌาน ปฐมฌาน ทุตยิ ฌาน ตตยิ ฌาน อย่างที่เราสวดในอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ นานๆ จึงจะพูดสักที แต่มีอยู่ ครั้งหนึ่งที่ท่านเทศน์เร่ืององคฌ์ าน องคฌ์ าน หมายถึง คุณธรรมหรือ บางสง่ิ บางอย่างที่โดดเดน่ ในฌานแตล่ ะข้นั เช่น ในปฐมฌาน หรอื ฌานทหี่ นงึ่ มวี ติ ก วจิ ารณ์ ปีติ สขุ เอกคั คตา ตามท่ีเราสวดกนั แตไ่ ม่ ได้หมายความว่า ปฐมฌานมีแตส่ ิง่ เหล่าน้เี ท่านั้น เพราะยงั มอี ะไรๆ อย่างอื่นอีกหลายอยา่ ง เชน่ มีสติ มีสมั ปชัญญะ มเี วทนา มีสญั ญา แต่ 62 อักษรส่อสาร

ท่านเลอื กเอา ๕ ข้อนี้เปน็ องค์ฌาน เพราะเปน็ สว่ นประกอบของฌาน ทช่ี ดั เจนหรอื เดน่ กวา่ เพอื่ น เอกัคคตาแปลว่าจิตเป็นหน่ึง  หลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่า วิตก วิจารณ์ ปตี ิ สุข เป็นเหมือนผลไม้ สว่ นเอกคั คตาเปน็ เหมอื น จาน คือความเป็นหนงึ่ เหมอื นกบั เปน็ ฐานหรือเปน็ ภาชนะรองรับวติ ก วิจารณ์ ปีติ สขุ เหมือนจานเป็นภาชนะรองรับผลไม้ พุทธศาสนา จะย้ำ� หรอื เนน้ ในความส�ำคัญของภาชนะรองรับสิ่งทด่ี ี หมายความวา่ จิตใจเราจะเข้าถึงสมาธิหรือเกิดความสงบได้  เราจะต้องมีฐานท่ี มน่ั คงเสยี ก่อน ซึง่ ก็คือศีลนั่นเอง กายวาจาต้องเรยี บร้อย ถ้ากาย วาจาเราไม่เรียบร้อย  เราจะมีความรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองไม่สะอาด  ยังมีส่ิงที่ไม่ดีอยู่ในตัวเรา  ในชีวิตประจ�ำวัน เราอาจจะเกบ็ กดหรอื อาจจะลมื มนั ได ้ แตไ่ มใ่ ชว่ า่ จะลมื ไปเลย  เพราะ มันยังตกตะกอนอยู่ใต้ส�ำนึก  เมื่อเรานั่งสมาธิหรืออยู่กับตัวเอง ความรู้สึกนั้นจะปรากฏ เราจะรู้สึกละอาย รสู้ กึ ผดิ ในส่งิ ที่ได้ ทำ� หรอื สิง่ ทไี่ ดพ้ ดู ซงึ่ จะเป็นอุปสรรคต่อสมาธิ หรอื จิตภาวนา ของเรา อาจจะท�ำใหไ้ มไ่ ด้ผล หรอื อาจจะเกดิ โทษในการปฏิบตั ิ ข้ันสูง  ๆ อย่างไรก็ตาม คนทีน่ ัง่ สมาธิแลว้ เกิดปญั หาทางจิตใจมีน้อยมาก เมื่อ ๑๐-๒๐ ปีท่แี ลว้ มีการพดู กนั มากว่านั่งสมาธแิ ลว้ มสี ทิ ธจิ ะเป็นบ้า ชยสาโร ภกิ ขุ 63

มีการขู่ว่าอย่านั่งคนเดียว  คนจึงกลัวกันมาก  คนที่เร่ิมพูดอย่างนั้น ได้ทำ� ใหห้ ลายๆ คนเสียประโยชน์ท่ีควรจะได้จากการประพฤติปฏบิ ตั ิ เท่าที่อาตมาประสบมากว่า  ๒๐  ปี  คนท่ีน่ังสมาธิแล้วเสียจริตมี น้อยมาก ถ้าพบกม็ ักจะมาจาก ๒ สาเหตุ คือ หนงึ่ เคยทำ� บาปกรรม อะไรไวแ้ ล้วยังไม่เคยเปิดเผย เก็บกดไว้ไมใ่ ห้ใครรู้ พอน่งั สมาธิ เรื่อง ทีเ่ คยเก็บกดก็ระเบดิ ออกมา จงึ เกิดปญั หา สาเหตทุ สี่ อง คือ คนทีม่ ี มจิ ฉาทิฐิ อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเท่ียวสวรรค์ อยากเทีย่ ว นรก ภาษาพระเรียกวา่ มคี วามปรารถนาลามก  หรือมคี วามปรารถนา ที่ไม่ถูกตอ้ งตามหลกั พระพุทธศานา หากวา่ ศีลของเราเรียบร้อย  ไมม่ อี ุปสรรคอย่างทกี่ ล่าวมา หรอื ถ้าในอดีตเราเคยทำ� อะไรไม่ดไี ว ้ แลว้ เราได้เปดิ เผยและไดต้ ั้งอก ตั้งใจว่าจะไม่ท�ำอีกต่อไป  ยอมรับว่าตัวเองผิด  แล้วปล่อยวาง 64 อักษรส่อสาร

อย่างนี้เรียกว่าภาชนะคือจิตใจสะอาดพอที่จะทานอาหารใจ  และ สามารถจะเจรญิ ในจติ ภาวนาตอ่ ไป ถ้าหากวา่ เราไมท่ �ำเร่อื งศลี เร่อื ง ทิฐิใหเ้ รยี บรอ้ ย กเ็ หมือนภาชนะสกปรก เมื่อจานมนั สกปรก  แมจ้ ะ เอาอาหารดขี นาดไหนมาใสบ่ นจานนน้ั ก็ต้องสัมผัสกับความสกปรก ของจาน และอาจจะเกดิ เชอื้ โรค แทนทอ่ี าหารจะสรา้ งประโยชน์ กลับ มโี ทษต่อร่างกาย ฉะนนั้ เราตอ้ งทำ� จิตใจของเราใหเ้ ป็นภาชนะท่สี ะอาด ด้วยการ ควบคุมดูแลรักษากายวาจาให้ดี  และท�ำทิฐิให้ตรง  ด้วยการศึกษา ค�ำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า  แล้วน้อมจิตเข้าหาธรรมะ  หลวงพ่อ ทา่ นเตือนอยู่เสมอวา่   อย่าไปนอ้ มธรรมะมาสจู่ ติ ใจเรา หมายถงึ วา่ อย่าไปดึงเอาค�ำสอนของพระพุทธเจ้ามาอ้างเพ่ือสนับสนุนความคิด เห็นส่วนตัว  แต่ให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน  น้อมจิตเข้าหาธรรมะ ยอมสละความยึดม่ันถือมั่นต่าง  ๆ  และปล่อยวางความคิดเห็น ท่ขี ดั กบั หลักธรรม ทำ� ภาชนะคือจติ ใจของเราใหส้ ะอาด เพื่อเราจะ ไดป้ ฏิบัติตอ่ ไป ชยสาโร ภิกขุ 65



.  ฉ่ิง ฉงิ่ เปน็ เครอื่ งดนตรใี หจ้ งั หวะ เราควรตอ้ งมสี งิ่ ทจี่ ะใหจ้ งั หวะใน การปฏิบัติเช่นกัน  ซึ่งก็คือครูบาอาจารย์หรือกัลยาณมิตร  ผู้มีความ ปกติสม่�ำเสมอ  เหมือนกับเป็นกระจกส่องให้เราได้เห็นความไม่ปกติ ของตวั เราเอง ฉงิ่ จะใหจ้ งั หวะทสี่ มำ่� เสมอ เชน่ เดยี วกบั ความสมำ่� เสมอ ในจิตใจของผู้ท่ีเจริญโดยธรรม  เม่ือมีความสม่�ำเสมอปรากฏให้ เราเห็น  เรากจ็ ะสามารถเหน็ ความเปลย่ี นแปลงไดช้ ดั ข้นึ เมือ่ พูดถึง  ฉ.ฉิ่ง  เราจะพดู ถงึ เรือ่ งดนตรบี า้ งก็ได้ดนตรีเป็นสิง่ ตอ้ งหา้ มสำ� หรับพระภกิ ษุและผู้ถือศีล  ๘  แต่ส�ำหรบั ผูถ้ อื ศีล  ๕ นั้น ดนตรไี ม่ใช่ขอ้ หา้ ม เพราะศีล ๕ เป็นศลี หรือเป็นสกิ ขาบทท่เี กย่ี ว กับความดีความช่ัวโดยตรง  ฉะนั้นศีล  ๕  ในทางพระพุทธศาสนา จึงมีความคล้ายคลึงกับหลักศีลธรรมในศาสนาอ่ืน  แต่ศีลข้อท่ี  ๖ ถึง  ๘  น้ันมุ่งท่ีจะช่วยให้เราขัดเกลากิเลส  เป็นสิกขาบทท่ี สนบั สนุนการประพฤตปิ ฏบิ ัติ ชยสาโร ภกิ ขุ 67

ดนตรีให้ความสุขกับชาวโลกไม่ใช่น้อย  แต่การให้ความสุขน้ัน หากมองในแง่ธรรมะ ก็อาจจะพดู ให้ชัดขนึ้ ว่า ดนตรีช่วยลดความทุกข์ ของมนษุ ยไ์ ดบ้ า้ ง คนในสมยั ปจั จบุ นั มกั ใชด้ นตรเี ปน็ เครอ่ื งคลายเครยี ด อาตมาเพิง่ อา่ นเจอวา่ มีการเกบ็ สถติ จิ ากการถามคนทว่ั โลกวา่ เวลา เครยี ดเขาคลายเครียดอยา่ งไร มากกว่าครงึ่ บอกวา่ ฟงั ดนตรี พอทาย ได้ไหมว่าอะไรคืออันดับสอง อันดับสองคือการอาบน�้ำ คนใช้การ อาบน�้ำเพ่อื คลายเครียดไดเ้ หมอื นกนั แต่อันดับหนงึ่ คือการฟงั ดนตรี แต่ทางพุทธศาสนาของเราน้ัน  จะแก้ปัญหาเราต้องแก้ที่ ต้นเหตุ  ไม่ใช่ด้วยการกล่อมจิตใจหรือพยายามกลบเกล่ือน ความทุกข์ด้วยวิธีต่าง  ๆ คนส่วนมากมักมีความเครียด แต่แทนท่ี จะหยุดทบทวนวิถีชีวิต  และถามตัวเองว่าเราก�ำลังท�ำอะไรอยู่  เรา เครยี ดอยา่ งนเี้ พราะอะไร ท�ำงานหนักเกินไปหรือเปล่า หรอื ทำ� งาน แบบไมร่ ูจ้ ักปลอ่ ยวาง ถ้าเราเริม่ ถามอยา่ งนี้ เราอาจจะตอ้ งยอมรบั วา่ เราด�ำเนินชีวิตผิดทางเสียแล้ว  ท�ำงานมากเกินไป  เพราะอะไร เพราะอยากไดเ้ งิน ไดเ้ งนิ มากๆ เพือ่ อะไร เพอ่ื จะไดม้ คี วามสขุ ใช่ไหม 68 อักษรส่อสาร

ถ้าอย่างน้ันก็เท่ากับว่า  ก�ำลังท�ำตัวเองให้เป็นทุกข์เพ่ือจะได้เป็นสุข ใชไ่ หม มันขดั กนั อยู่ในตวั ท�ำให้ตัวเองเปน็ ทกุ ข์ทุกวนั เพ่ือหวังความสุข แตค่ วามสขุ ทีป่ รารถนาหรือท่ีหวงั นนั้ กย็ ังไม่ไดส้ กั ที เหมอื นคนวงิ่ ตาม เงาตัวเอง หวังจะได้ความรม่ เยน็ แตถ่ ึงจะวง่ิ เร็วสกั เทา่ ไร กต็ ามมัน ไม่ทนั สกั ที โลกปัจจุบันเจริญด้วยวิธีการต่างๆ  ที่จะช่วยกล่อมประสาท ให้หนีจากตัวเองหรือลืมความทุกข์  ฉะน้ันเม่ือมีความทุกข์  การลืม หรือกลบเกล่ือนความทุกข์จึงเป็นสิ่งท่ีกระท�ำได้ง่าย  จนน้อยคนนักท่ี จะยอมหรอื กล้าที่จะเผชญิ หนา้ กับความทกุ ข์ พิจารณาและกำ� หนดรู้ ความทกุ ข์ จึงไม่สามารถพ้นจากทกุ ข์ไดเ้ สียที ครบู าอาจารย์ท่านเตอื น เสมอวา่ ถา้ อยากจะพน้ ทุกข์ กต็ อ้ งกลา้ เผชิญหนา้ กับความทุกข์ ไม่ใชว่ ่าพอเครียดขนึ้ มา กเ็ ปิดวทิ ยเุ ปดิ ทวี ี จะได้ไม่ต้องคดิ อะไรสกั พกั หน่งึ เปล่ยี นอารมณ์ เปลีย่ นอริ ิยาบถ เปล่ยี นไดแ้ ต่ไม่ไดแ้ กอ้ ะไรเลย นิสัยตา่ งๆ ทเี่ ป็นเหตใุ หจ้ ติ ใจว้าวุ่นขุ่นมวั ก็ยังมีอยู่เหมือนเดมิ เมือ่ เรา ยังคงด�ำเนินชีวิตในลักษณะท่ีไม่พอดี ความทุกข์ก็จะต้องปรากฏขึ้น มาใหม่ ไม่ชา้ ก็เร็ว ฉะนน้ั คนเราจงึ ชอบฟงั ดนตรี เพราะมนั ทำ� ใหม้ คี วามสขุ ส�ำหรับ คนท่ีไม่ปฏิบัติและไม่สามารถปล่อยวางความคิด เมอ่ื ฟงั ดนตรี ปลอ่ ย จติ ใจใหเ้ คลม้ิ ตามเสยี งเพลง กค็ ดิ นอ้ ยลง ก็เลยมีความสุข แต่ความสุข น้ันไม่ได้อยู่ท่ีดนตรี ความสุขนน้ั อยู่ทกี่ ารไมค่ ิดมากไม่ฟุ้งซ่านมาก แต่ คนสว่ นใหญ่มกั คิดว่า ความสุขอย่ทู ีเ่ สียงดนตรี เวลาไปเมอื งนอก ชาว ชยสาโร ภิกขุ 69

ตะวันตกจะถามเรื่องนี้มาก เช่น ถามว่า ทำ� ไมพระจึงฟังดนตรีเลน่ ดนตรีไม่ได้  ท�ำไมต้องรังเกียจดนตรี  ไม่เห็นดนตรีจะเป็นเร่ืองน่า เกลยี ดอะไร เขาสงสารพระมาก เพราะบางคนเชอื่ วา่ ถา้ ไม่มีดนตรี แล้ว เขาจะอย่ไู มไ่ ดเ้ ลย เมื่อคนเรามีส่ิงใดท่ีให้ความสุขแก่ตัวเอง  แล้วพยายามวาด ภาพหรือจินตนาการชีวิตท่ีไม่มีสิ่งนั้น  รู้สึกนึกไม่ออกว่าชีวิตจะเป็น อยา่ งไร  คดิ ไดแ้ ตว่ ่าคงจะแหง้ แลง้ เหลือเกิน โดยลืมคิดไปว่า ถ้าเรา สละความสุขในส่ิงน้ี เรายังมโี อกาสท่ีจะหาความสุขจากสงิ่ อน่ื ไม่ใช่ ว่าสละความสุขอย่างน้ีแล้ว  จะไม่มีความสุขอื่นเลย  ชีวิตของคนเรา ตอ้ งมีความสุข ขาดความสุขไม่ได้ แม้แต่พระธุดงค์กรรมฐาน ผู้ท่ีอยู่ด้วยความอดทนก็เช่นเดียวกัน  ถ้าชีวิตพระไม่มีความสุข ก็คงจะอยู่เป็นพระได้ไม่นาน  แต่ความสุขของนักปฏิบัติ  ไม่ได้ มองเห็นได้ง่าย  ๆ  เหมือนความสุขของชาวบ้าน  ความสุขจาก การทำ� ความดี ความสขุ จากความไม่ประมาท ความสขุ จากการ 70 อักษรส่อสาร

ประพฤติปฏิบัติเป็นความสุขท่ีละเอียด  และเมื่อเราตั้งอกตั้งใจ ปฏบิ ตั ิ เราจะเริม่ เหน็ ว่า การจะได้ความสุขที่ละเอียดนั้น เราต้อง ยอมสละความสุขท่ีหยาบเสียก่อน จะเอาความสขุ ท้ังหยาบทงั้ ละเอยี ดไมไ่ ด้ เพราะมนั ขดั กนั ดนตรีมีผลต่ออารมณ์  มีผลต่อความรู้สึกปรุงแต่งอารมณ์ ต่างๆ  ความสุขจากการฟังดนตรีมีอยู่  ท่านไม่ได้ปฏิเสธ  แต่เรา ต้องยอมสละความสุขน้ันบ้าง  ถ้าต้องการความสุขขั้นละเอียดที่เกิด จากสมาธภิ าวนา สำ� หรับฆราวาส อยา่ งนอ้ ยในเวลาทจี่ ะตั้งอกตงั้ ใจ ปฏิบตั ิ ก็ควรอยแู่ บบเรยี บงา่ ยทสี่ ดุ ให้มีสงิ่ ทมี่ ากระทบและปรงุ แตง่ จิตนอ้ ยที่สดุ การท่ีจะเลิกหรือหยุดปรุงแต่งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นการปรุงแต่งไป ในทางบุญหรือทางบาป  เราต้องเข้าใจธรรมชาติของการปรุงแต่งว่า มนั เปน็ อยา่ งไร ถา้ เราปล่อยจติ ไปกบั การปรงุ แตง่ เราจะมองไม่ เห็นการปรงุ แต่งของจติ ในขณะปฏิบัตภิ าวนา เราจงึ ต้องสร้าง ชยสาโร ภิกขุ 71

บรรยากาศให้เรียบง่ายท่ีสุด  เพื่อจะให้เห็นอารมณ์และการปรุง แต่งไดช้ ดั ข้นึ สำ� หรบั ฆราวาส เมอ่ื ออกจากการปฏบิ ัตธิ รรม นอกจาก วันพระ ก็ไมใ่ ช่เรื่องผิดอะไรทจ่ี ะฟงั ดนตรีบา้ ง แตไ่ มใ่ ช่วา่ ทุกครง้ั ทเ่ี กิด ความเบ่ือหรือเกิดเป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ก็ต้องเปิดดนตรีฟัง เพ่ือจะได้คลายเครียดทกุ ครัง้ ถ้าเป็นเช่นน้ันก็จะเป็นคนออ่ นแอไม่มี วันสิน้ สดุ เพราะเอาแต่หนีจากอารมณต์ ัวเอง ในฐานะที่เราเป็นนักปฏิบัติ  เราต้องรู้ว่าตัวเองก�ำลังรู้สึก อย่างไร ความรสู้ ึกนมี้ ันคืออะไร มนั เกิดอยา่ งไร บางทีเราก็ไม่รใู้ ช่ไหม บางทีร้สู กึ เศร้าๆ  ไมร่ ้วู า่ เปน็ เพราะอะไร พอร้สู กึ ตวั ว่าเศรา้ ก็ไม่ชอบ ไม่อยากจะเศร้าอย่างน้ี  ต้องรีบไปหาอะไรท่ีจะช่วยท�ำลายความ รู้สึกว่าเศร้า  หรือหันไปคิดเรื่องอ่ืนเสีย  น่ีไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง เม่ือนักปฏิบัติรู้สึกตัวว่าเศร้า  ก็ต้องมาดูว่าความเศร้าน้ีปรากฏ อย่างไร  มีอาการทางร่างกายบ้างไหม  มีอาการทางจิตอย่างไร ต้องดูเหตุปัจจัยของมัน  อะไรคือส่ิงท่ีสนับสนุนให้อารมณ์น้ี คงอยู่  เพราะถ้าไม่มีสิ่งใดสนับสนุน  ไม่มีอะไรเป็นอาหารหรือ เป็นเช้ือ  อารมณ์น้ีก็จะคงอยู่ไม่ได้  เพราะส่ิงทั้งหลายอยู่ด้วยอาหาร ส่งิ ทง้ั หลายอยูด่ ้วยเชอ้ื ฉะนั้น  อารมณ์ทั้งหลายท้ังปวงล้วนเป็นบทเรียนบทศึกษา ของนกั ปฏิบัติธรรม เราต้องไม่รังเกยี จ ไมก่ ลัว ไมย่ ินดี ไม่ยินร้าย หากพร้อมท่ีจะรู้เท่าทันและปล่อยวาง  เม่ือเกิดความรู้สึกไม่สบาย ไม่ตอ้ งตกใจ ไมต่ อ้ งเสียใจ แตใ่ หด้ วู า่ มนั คืออะไร ถา้ เรารบี ไปทำ� อะไร 72 อักษรส่อสาร

สกั อย่าง ไปเปิดดนตรี เปดิ ทีวี ไปกนิ อะไรสักอยา่ ง ไปซือ้ ของหรอื ไป อะไรก็แล้วแต่ เราก็จะไมก่ า้ วหนา้ ในธรรม ทุกส่ิงทุกอย่างท่ีเราได้สัมผัสในชีวิต  ท่านให้เราพจิ ารณา วา่ เราเกยี่ วขอ้ งกบั สง่ิ นเี้ พอื่ อะไร เราไดก้ ำ� ไรอะไรบา้ งหรือขาดทุน อะไรบ้าง มันมีคุณมีโทษต่อชีวิตเราอย่างไรบ้าง การรักษาศีล ศีล ๘ หรือศีลอุโบสถ ย่อมมีอานิสงส์มาก เปน็ โอกาสท่ีเราจะได้ทดสอบตัวเอง  ได้เช็คได้ส�ำรวจความยึดม่ันถือมั่น ต่างๆ  ของเราว่า  ทุกวันนี้เรายึดม่ันถือมั่นหรือยึดติดในอะไรบ้าง เชน่ ในวันพระ เราก็ไมต่ ้องอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ต้องดูทีวี ไม่ต้อง แต่งตัว ไม่ต้องแต่งหน้า ไม่ตอ้ งทาครีมอะไรทงั้ สน้ิ แล้วพิจารณา ดูว่า แตก่ อ่ นเคยดูทวี ที ุกวัน ฟังดนตรที กุ วนั วันพระไม่ได้ดูไมไ่ ดฟ้ งั เป็นอยา่ งไร รู้สึกขาดอะไรไหม อดึ อัดไหม เปน็ ทกุ ข์ไหม การถือศลี จึงเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา  ศีลไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง แตถ่ ือศลี เพื่อสมาธิ  เพอื่ ปญั ญา  เพือ่ ร้ตู ัวเอง  เพื่อเข้าใจตวั เอง ชยสาโร ภิกขุ 73



. ชา้ ง เร่ืองช้างจะมีมากหน่อย เรอื่ งการฉนั อาหาร พระพทุ ธองคใ์ ห้ พระเป็นผูเ้ ลย้ี งงา่ ย  พระองคไ์ ม่ไดท้ รงกำ� หนดอะไรมากวา่ พระควร จะฉนั หรือไม่ควรฉนั อะไร ทา่ นใหเ้ ป็นเร่ืองของพระแต่ละองคต์ ัดสิน เอาเอง  ถา้ พระองค์ใดอยากจะฉันเจ ท่านกไ็ ม่ห้าม พระอยากจะฉัน เนอ้ื สตั ว์ ทา่ นกไ็ มห่ ้าม ทรงก�ำหนดเพียง ๒ อยา่ ง คือ ใหพ้ ระเปน็ ผู้ เล้ียงง่าย  และให้รู้จักประมาณในการบริโภค  จะฉันอะไรก็แล้วแต่ อย่าฉันมากเกินไป  ให้ฉันแต่พอดี  อย่าไปฉันของแสลง  ให้ฉันแต่ ของทยี่ อ่ ยได้ ไม่ใช่วา่ เหน็ ส่ิงใดอรอ่ ย แม้จะรู้วา่ ไม่ถูกกบั โรคประจำ� ตัว หรอื สังขารของตน แตก่ ็อดไม่ได้ อย่างน้ถี ือวา่ ผิด อย่างไรกต็ าม แมพ้ ระพุทธองคท์ รงถือว่า พระจะฉนั เนอ้ื สัตว์ หรอื ฉนั เจเป็นเรอ่ื งสว่ นตัว แต่ทา่ นห้ามพระฉนั เนื้อสัตว์ ๑๐ ชนดิ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมท่ีจะฉัน  และเน้ือช้างก็เป็นหนึ่งในนั้น  ที่ทรง ห้ามเพราะถือว่าสัตว์บางชนิดเป็นสัตว์สูงหรือมีอุปการคุณต่อมนุษย์ สตั ว์ป่าบางชนิด เช่น  เสือ  ถา้ พระฉันแล้วธุดงคเ์ ขา้ ไปในปา่ จะเป็น อนั ตราย เพราะมนั จะมกี ล่นิ ซ่งึ เมื่อเสอื ไดก้ ลนิ่ แลว้   มันจะรวู้ า่ คนๆ นี้ ชยสาโร ภกิ ขุ 75

กนิ ญาตขิ องมนั มันก็จะต้องจดั การแกแ้ คน้ ส่วนเนื้อชา้ งนน้ั   ทา่ น ไมใ่ หท้ านเพราะถอื วา่ เปน็ สตั วส์ งู   ชา้ งเปน็ สตั วท์ มี่ นุษย์เราประทับใจ มากมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดูสง่าและมีความน่าเลือ่ มใส มกี ารเปรียบ เทียบมนษุ ย์ที่ไดร้ ับการฝึกฝนอบรมมาดีกับชา้ งด้วย พระพุทธองคเ์ อง ก็ทรงเปรียบเทยี บพระอรหนั ต์กับช้างหลายคร้งั ญาติโยมหรือผู้ที่เคยเห็นหลวงพ่อชาสมัยที่ท่านยังไม่อาพาธ คงจ�ำกนั ไดว้ ่า หลวงพ่อทา่ นเดนิ เหมอื นชา้ ง มีความสงา่ ผา่ เผย มี ความงามในการเดนิ งามมาก จนหลายคนต่างพดู เปน็ เสียงเดียวกนั 76 อักษรส่อสาร

ว่า ท่านเดนิ เหมือนชา้ ง การท่ีบอกวา่ คนเดนิ เหมอื นช้างน้เี ป็นค�ำชม ของคนเอเซียหรือคนท่ีอยู่ในเมืองร้อนที่มีวัฒนธรรมเก่ียวข้องกับช้าง มานมนาน  ถ้าเป็นท่ีอังกฤษ  การบอกว่าคนเดินเหมือนช้างจะมี ความหมายตรงกนั ขา้ ม เวลาพวกฝรั่งตวั หนกั ๆ เดินเสียงดังอย่ทู ีช่ น้ั บนจนไดย้ นิ มาถึงชน้ั ลา่ ง  ทบ่ี ้านอาตมาจะว่าเดินเหมือนชา้ ง ฉะนั้น สัญญาท่เี กย่ี วกับสัตวต์ า่ งๆ จะตา่ งกนั ท่ีองั กฤษไมม่ ชี ้าง มแี ต่เฉพาะ ในสวนสัตว์ สญั ญาหรือความคดิ ความรูส้ ึกต่อช้างจงึ ตา่ งจากคนไทยท่ี คุ้นเคยกับช้างมาแต่โบราณ  ช้างเป็นสัตว์ท่ีมีอุปการคุณต่อมนุษย์มาก เราใช้ช้างท�ำงานให้เรามากมาย  ช้างเผือกก็เป็นสัตว์ที่ได้รับความ เคารพนบั ถอื เพราะถือว่าเปน็ สัตว์ทีเ่ ปน็ มงคล อาตมาเคยอ่านบันทึกของชาวตะวันตกที่มาค้าขายในเมืองไทย สมยั กรงุ ศรอี ยุธยาวา่ เมอ่ื ชา้ งหลวงตาย พระมหากษตั รยิ ์ในสมยั นน้ั ซ่งึ อาตมาจ�ำไม่ไดว้ ่าองคไ์ หน จัดงานพิธียิง่ ใหญ่ เจา้ หน้าที่ผา่ ศพของ ช้างหลวง เปิดทอ้ งซึ่งใหญ่มากออก แลว้ นมิ นตพ์ ระ ๔ รูปเข้าไปนงั่ สวดอภธิ รรมทุกวนั ในตัวช้าง ฝร่ังเห็นว่าแปลก สมัยก่อนช้างได้รับ เกียรติมากเพราะถือเปน็ สิง่ ทแี่ สดงถงึ บารมีของพระมหากษัตริย์ ในพระสูตรมีการเปรียบเทียบพระท่ีมีความอดทนกับช้าง ท่านว่าช้างหลวง ช้างศึกหรือช้างทีร่ บเก่งๆ ในสงคราม มีความ อดทนต่อรูป  คือในสมรภูมิรบ  ช้างเห็นข้าศึกศัตรูมากมายก็ไม่พรั่น ชยสาโร ภกิ ขุ 77

ไม่ตกใจกลัว ไม่ท้อแท้ หากยังคงรักษาความเป็นปกติไว้ได้ แลว้ ยัง มีความอดทนต่อเสียง  ไม่ว่าจะเสียงกลองเสียงสังข์เสียงแตรหรือ เสยี งเครอื่ งดนตรขี องศตั รู ชา้ งกไ็ ม่ตกใจกลัว ไม่ยน่ ระย่อ จติ ใจยังเป็น ปกตอิ ยไู่ ด้ เรื่องของช้างในพระไตรปิฎกก็มีมากมาย  เร่ืองท่ีญาติโยมคง จ�ำได ้ คือ  เรือ่ งชา้ งชอ่ื นาฬาคริ ซี ง่ึ มปี ระวตั วิ า่ พระเทวทตั กบั พระเจา้ อชาติศัตรูวางแผนจะฆ่าหรือท�ำลายพระพุทธเจ้า  เพราะพระเทวทัต อยากจะตั้งตนเป็นพระศาสดา  อยากจะเป็นใหญ่  คิดว่าท�ำอย่างไร จึงจะทำ� รา้ ยพระพทุ ธเจา้ ได้ ในเมอื งราชคฤห์ มชี า้ งท่ตี วั ใหญม่ าก 78 อักษรส่อสาร

และมชี ือ่ เสียงมากช่อื นาฬาคริ ี ในสมยั น้ันเขาจะให้ชา้ งกินเหลา้ ซง่ึ ไม่ แน่ว่าปจั จบุ นั ยังท�ำกนั อยู่หรอื เปลา่ เหลา้ นเ้ี รยี กวา่ ท้อดด้ี (Toddy) ไมท่ ราบคนไทยเรยี กวา่ อะไร ทุกวนั น้ใี นอินเดียกย็ ังมีขายอยู่ เป็นเหลา้ ที่ท�ำจากมะพร้าว  พระเทวทัตให้คนดูแลช้างมอมเหล้านาฬาคิรี  ให้ กินเหลา้ มากกวา่ ปกตหิ ลายเทา่ แลว้ ปล่อยใหน้ าฬาคิรีวง่ิ ไปตามถนน ชาวบ้านพากนั วง่ิ หนีดว้ ยความตกใจกลัว ข ณ ะ น้ั น พ ร ะ พุ ท ธ อ ง ค ์ กั บ พ ร ะ อ า น น ท ์ ก� ำ ลั ง เ ดิ น เ ข ้ า ไ ป บิณฑบาตในเมืองราชคฤห์  มีคนว่ิงมากราบทูล  นิมนต์ว่าวันน้ีไม่ ต้องเข้าเมอื งเพราะอันตรายมาก  ชา้ งนาฬาคริ กี �ำลงั อาละวาดอยู่ แต่ พระพุทธองค์และพระอานนท์ก็ยังคงบิณฑบาตตามปกติ  เม่ือเข้าไป ถึงตลาด  ช้างนาฬาคิรีที่ก�ำลังตกมันก็ว่ิงตรงร่ีเข้ามาหาสองพระองค์ ท้งั ตวั ใหญ่ หนา้ แดง เมาเหล้า ดูนา่ กลัวมาก พระอานนทซ์ ่ึงรกั พระพทุ ธเจา้ มากเห็นท่าไม่ดี  รีบก้าวออกมายืนบังหน้าพระพุทธเจ้า ไว้ ถา้ อันตรายมาถึงตวั ท่านก็จะยอมตาย แตไ่ ม่ยอมให้พระพุทธเจ้า เป็นอันตราย  แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงยอม  ทรงใช้อิทธิฤทธ์ิ ปาฏิหาริย์  ย้ายองค์พระอานนท์ออกจากทาง  ขณะน้ันมีผู้หญิง คนหน่ึงอุ้มลูกว่ิงหนีจนลูกพลัดตก  นาฬาคิรีก�ำลังจะเข้าไปกระทืบ เด็กคนนี้ พระพทุ ธเจ้าจงึ ทรงใช้พระเมตตาของพระองค์ แผ่ใหช้ า้ ง เป็นท่ีอัศจรรย์ว่าช้างตัวใหญ่นี้หยุดชะงักทันทีแล้วนั่งลงอย่างไม่น่าเช่ือ ชยสาโร ภกิ ขุ 79

วา่ จะเป็นไปได้ ชาวบ้านประทับใจมาก วิง่ ออกมาจากบา้ น เอาเครอื่ ง ประดับต่างๆ  มาใส่ให้นาฬาคิรีจนท่วมตัว  แล้วตั้งช่ือใหม่ว่าทะนะ ปาละ หรอื ผูร้ ักษาทรพั ยส์ ินของชาวบ้าน เรยี กวา่ เมตตมั พเุ สกะวธิ นิ า ชิตะวา มนุ นิ โท ตนั เตชะสา ภะวะตเุ ต ชะยะมังคะลงั เป็นชัยมงคล ของพระพุทธองคข์ อ้ หนึ่ง ท่ีพระเราสวดในบทพาหุงฯ 80 อักษรส่อสาร

มีพุทธพจน์บทหน่ึงกล่าวถึงกุศลธรรมหรือคุณธรรมทั้งหลาย ทา่ นเปรยี บเทยี บกบั รอยเทา้ สตั ว์ ทา่ นวา่ ในบรรดาสตั วท์ งั้ หลายทงั้ ปวง ที่อยู่ในป่า  สัตว์ที่ใหญ่ท่ีสุดคือช้าง  และรอยเท้าสัตว์ที่ใหญ่ท่ีสุด ในป่าก็คือรอยเท้าของช้าง  ท่านเปรียบรอยเท้าช้างน้ันกับความไม่ ประมาท และคณุ ธรรมท้งั หลายท้งั ปวงลว้ นแต่เข้าไปอยใู่ นกรอบ ของความไมป่ ระมาท เหมอื นกบั ทีร่ อยเท้าของสัตวอ์ ื่นๆ ท้ังหลาย ท้ังปวงสามารถทาบอยู่ในรอยเท้าช้างได้  พระพุทธองค์ทรงให้ความ สำ� คญั กบั ความไมป่ ระมาทมาก ค�ำว่าไม่ประมาทนนั้ ทจ่ี รงิ ตามราก ศัพท์ มาทเหมอื นคำ� ว่ามาทะแปลวา่ เมา ไมป่ ระมาทคอื ไมเ่ มา ไมเ่ มา ก็คอื มสี ติ ความไม่ประมาทจงึ หมายถงึ การอยูด่ ้วยสติ อย่ดู ้วย ความรูต้ ัวท่ัวพรอ้ ม รวู้ ่าตวั เองกำ� ลงั ทำ� อะไร เพอื่ อะไร ท่านว่าถา้ คนเราอยดู่ ้วยความไมป่ ระมาทแล้ว กเิ ลสจะต้องลดนอ้ ยลงไปเป็น ธรรมดา กิเลสจะเพิ่มขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีชอ่ งทีม่ นั จะเขา้ ไปครอบง�ำ จติ ใจ ผทู้ อี่ ยู่ดว้ ยความไมป่ ระมาท เหมอื นอยใู่ กลช้ ิดพระนิพพาน ย่อมมแี ต่จะเจรญิ ก้าวหน้าในธรรมย่ิง  ๆ ขน้ึ ไป พวกเราทง้ั หลายพร้อมท่จี ะประมาทอย่ตู ลอดเวลา เพราะเรา มักจะตื่นตวั เฉพาะเวลาทเ่ี จอส่งิ ทีแ่ ปลกใหม่ ตราบใดทีเ่ รายงั มคี วาม รู้สึกวา่ สิ่งนย้ี งั ใหมอ่ ยู่ เรากจ็ ะระวัง จะชา่ งสงั เกต และจะเรียนรู้ แต่ เมอ่ื เวลาผ่านไป เราก็จะเกดิ ความเคยชนิ ถา้ เคยชนิ น่ีเรียกวา่ ประมาท ชยสาโร ภกิ ขุ 81

เหมือนคนที่ไปต่างประเทศ  ทุกส่ิงทุกอย่างแปลกหูแปลกตาไปหมด กจ็ ะต้งั ใจสังเกตสงิ่ รอบตวั มาก เพราะไม่เคยเห็นมากอ่ น จะสงั เกต เหน็ อะไรหลายๆ อยา่ ง แต่เมอ่ื เราอยู่ในบ้านเราเอง ก็มักจะไม่ค่อย รูส้ กึ รู้สาอะไรกับส่ิงแวดล้อมทเี่ ห็นอยู่ทุกวนั ๆ นเ่ี รียกว่าประมาท หรอื ความสมั พันธใ์ นครอบครัวเราก็เชน่ เดยี วกัน อยดู่ ว้ ยกนั นานๆ เราก็ จะประมาทตอ่ กนั เม่ือเจอกันใหม่ๆ รกั กันใหม่ๆ เรากร็ สู้ ึกชนื่ ชมใน ความดคี วามน่ารกั ของเขา รูส้ กึ วา่ เขาดีมากๆ แตพ่ ออยู่ดว้ ยกันนานๆ กร็ ้สู กึ ชิน เพราะเห็นกันทุกวัน ไม่มีอะไรแปลก น่ีเรียกว่าประมาท ต่อกัน  แล้วคนเรามักจะประมาทในข้อดีของคนอ่ืนได้ง่ายกว่าข้อ เสยี ของเขาใช่ไหม ลองสังเกตดวู ่า อยู่กันนานๆ ไป สงิ่ ดๆี   ของเขา เรารสู้ กึ ชนิ แตน่ สิ ยั ของเขาที่ระคายเคอื งความรสู้ กึ เรากลบั ไมย่ อมชิน 82 อักษรส่อสาร

ยังไงๆ  ก็ยังร�ำคาญเหมือนเดิม  หรือบ่อยคร้ังท่ีความไม่พอใจอาจ จะเพ่ิมข้นึ ด้วยซ�ำ้ ไป เพราะวา่ ตอนแรกๆ เราก็พอใจที่จะมองข้าม ส่ิงน้ัน  แต่เม่ืออยู่ด้วยกันไปนานๆ  ก็จะเร่ิมรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นๆ นี่คอื ความประมาทในการอยู่ร่วมกันเปน็ ครอบครัว นอกจากน้ี  บางคร้ังความรู้สึกเคยชินกับสภาพแวดล้อม ในหม่บู ้านท่เี ราอาศัยอย ู่ อาจจะท�ำให้คนบางคนรูส้ กึ เบ่ือ อยากจะให้ มกี ารเปลยี่ นแปลงใหม ่ โดยทเ่ี ราอาจจะประมาทในสงิ่ ดๆี ทม่ี อี ยกู่ ไ็ ด้ ลูกสมัยใหม่มักจะประมาทพ่อแม่มาก  เพราะถือว่าส่ิงดีๆ  ท่ีพ่อแม่ ท�ำให้  เป็นหน้าที่ที่พ่อแม่มีต่อลูก เขาเป็นพอ่ เป็นแม่ เขากต็ ้องทำ� อยา่ งน้ี คนรุ่นใหมจ่ ะคดิ อย่างนี้กันมาก อาตมาว่า น่ีคอื ความประมาท เม่อื บางสง่ิ บางอยา่ งเกดิ ขนึ้ ใหมๆ่ บางครง้ั เรามองวา่ เปน็ ปญั หา เล็กปญั หาน้อย เราจงึ มองขา้ ม ไม่คดิ แกไ้ ขเพราะคิดว่า เดี๋ยวมันก็จะ หายไปเอง เดี๋ยวมันก็จะหมดไปเอง ไม่ตอ้ งไปยุ่งกบั มันจะดีกว่า แต่ แทนที่ปัญหาจะหายไปเอง  มันกลับก�ำเริบเสิบสาน  เร่ืองเล็กเร่ือง น้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่  เร่ืองที่น่าจะแก้ได้ง่ายกลับกลายเป็นเร่ืองท่ี แก้ยาก  เราได้เห็นตัวอย่างบ่อยๆ  ไม่ว่าจะปัญหาสังคมหรือปัญหา ในวดั นั่นเป็นเพราะเราประมาท ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าคอื อะไร  “จงเรง่ ทำ� ความเพยี รใหถ้ งึ พรอ้ มดว้ ยความไมป่ ระมาทเถดิ ” เหน็ หรอื ไมว่ า่ พระพทุ ธองคท์ รงใหค้ วามสำ� คญั อยา่ งยงิ่ กับค�ำๆ นี้ ชยสาโร ภิกขุ 83

ความไม่ประมาท  คือ  มีความลืมหูลืมตาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นของใหม่หรือของแปลกประหลาดมันจึงจะตื่นตัว แต่ฝึกใหเ้ ป็นผ้รู ู้ ผู้ตนื่ ผู้เบิกบานกบั ทุกส่ิงทุกอย่าง แม้จะอยู่ กบั คนปกติธรรมดากย็ งั ตนื่ อยู่ ไมใ่ ช่วา่ อยู่กบั สิง่ ใดนานๆ กเ็ หมือน หลับหรือหลับใน  เมื่อคนมีความทุกข์แล้วต้องการท่ีพ่ึง  ก็จะวิ่งไป หาพระ  แต่พอความทกุ ข์นน้ั บรรเทาลงไปบา้ ง กล็ ืมพระไปเลย น่ี เรียกว่าประมาท  ความประมาทมีมากมายหลายรูปแบบ  คนสมัยน้ี ก�ำลังท�ำลายธรรมชาติส่ิงแวดล้อมมาก  แล้วยังประมาทด้วยการ คดิ ว่าไม่เป็นไร เพราะเดีย๋ วนักวิทยาศาสตรเ์ กง่ ๆ ก็จะสามารถผลติ เทคโนโลยีใหม่ๆ  ขึ้นมาแก้ปัญหาได้ทัน  คือมีความเช่ืองมงายว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถแก้ปัญหาของมนุษย์ได้ทุกอย่าง  เพราะ ฉะนั้นถึงเราจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยไปเร่ือยๆ  ก็ไม่ เปน็ ไร เด๋ียวนกั วทิ ยาศาสตร์เขาจะคดิ วธิ แี ก้ได้ นี่คือความประมาท ความไม่ประมาท  คือ  การรับผิดชอบสิ่งท่ีตัวเองท�ำ โดยไม่เขา้ ข้างตัวเอง มีความรับผดิ ชอบ มกี ารคำ� นึงถงึ ผลท่ีจะ เกิดขึ้นจากการกระท�ำ  ท้ังผลต่อคุณภาพชีวิตของตัวเอง  ผล ต่อคนรอบข้าง ผลต่อสังคม แม้แต่ผลต่อคนท่ียังไม่เกิดดว้ ย พระอรหนั ตเ์ ป็นผู้ทีม่ ีคุณธรรมในเร่อื งท่ีวา่ ไมว่ ่าจะทำ� อะไร ท่านจะ ค�ำนงึ ถงึ อนชุ นรุ่นหลัง พระมหากสั สปะ แม้จะอายมุ ากแล้วกต็ าม ทา่ นยงั ถือธดุ งควตั รอย่างเครง่ ครัด ไมย่ อมเลกิ ทง้ั ๆ  ที่ท่านบรรลเุ ปน็ 84 อักษรส่อสาร

พระอรหันตแ์ ลว้ จติ ใจของท่านเป็นจิตใจที่ไม่แปดเป้ือนและไมเ่ สอ่ื ม ท่านไมจ่ ำ� เปน็ ต้องทรมานกเิ ลส เพราะกิเลสมนั ตายไปนานแลว้ ท่าน จบการศึกษาแล้ว จะอยอู่ ยา่ งสบายๆ กไ็ ด้ แตท่ ำ� ไมท่านจงึ ยังรกั ษา ธุดงควัตรอย่างเคร่งครัดทุกข้อ  ท่านว่าท่านต้องการให้เป็นตัวอย่าง ท่ีดีแก่อนุชนพระรนุ่ หลงั เพราะถ้าพระผใู้ หญ่พากนั เลิกขอ้ วัตรปฏิบัติ ทั้งหลาย  หลังจากการปฏิบัติประสบความส�ำเร็จแล้ว  มาอยู่แบบ สะดวกสบาย ทา่ นเกรงวา่ จะทำ� ใหค้ นเขา้ ใจวา่ การอยแู่ บบสขุ สบาย เป็นผลพลอยไดห้ รอื เปน็ เปา้ หมายของการปฏบิ ตั ิ ถ้าปฏบิ ัติไปถงึ ข้ันนั้นขน้ั นีแ้ ลว้ สามารถอยสู่ บายๆ ได้ จะกลาย เปน็ วา่ อยากบรรลเุ พ่ือจะได้สบาย หรือ บางท่านอาจหลงตัวเองวา่ บรรลแุ ลว้ กเ็ ลยละขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ กุ อยา่ ง อา้ งวา่ ไมจ่ ำ� เปน็ แลว้ ตวั เอง หมดกเิ ลสแล้ว  ไมต่ ้องทรมานฝกึ ตวั เองอกี ต่อไป ฉะนนั้ เพอ่ื เป็นการ ป้องกันเรื่องเหล่าน้ี  หลังบรรลุธรรมแล้ว  พระอรหันต์ก็ยังคงรักษา ข้อวัตรปฏิบัติไว้อย่างเข้มงวดกวดขันเหมือนแต่ก่อน  ท้ังๆ  ท่ีท่าน ไม่จำ� เป็นต้องท�ำเชน่ น้นั แตท่ ่านท�ำเพ่อื เป็นตัวอย่างที่ดี นี่คือความ เมตตาและความไม่ประมาทของพระอรหันต์  ท่านสงสารและหวังดี ต่อเพื่อนมนษุ ย ์ โดยเฉพาะเพือ่ นมนษุ ย์ทยี่ ังไมเ่ กิด ฉะนนั้ เราควรจะ เอาพระอรหนั ต์เป็นแบบอยา่ ง ไม่วา่ เราท�ำอะไร เราต้องคดิ ถึงผลที่ จะเกิดข้นึ ในอนาคตดว้ ย ชยสาโร ภิกขุ 85

วัฒนธรรมของเราไม่ใช่ของตายตัว  มันเปล่ียนแปลงอยู่ ตลอดเวลา  ถ้าเราไม่รักษาหลักการเอาไว้  มันก็จะเสื่อมได้ อาตมาสังเกตว่า  ทุกวันนี้วัฒนธรรมของหมู่บ้านเราหลายอย่าง เสอ่ื มไป เด็กวยั รนุ่ เห็นพระ แค่จะไหว้กย็ ังไมไ่ หวเ้ ลย ซงึ่ สมยั ก่อนไมไ่ ด้ เป็นอยา่ งนี้ ตอนอาตมามาใหม่ๆ ชาวบา้ นแม้จะเปน็ เด็กวัยรุ่นก็ตาม ถา้ ถีบจักรยานอยู่ เม่ือเห็นพระ ก็จะลงจากจกั รยานมาน่งั ลงแลว้ ไหว้ ทกุ คนเห็นพระเดินผา่ นก็นง่ั ลงไหว้ ทุกวันนไ้ี ม่สนใจเลย จงึ ไมแ่ ตก ต่างอะไรจากกรุงเทพหรือตา่ งประเทศ แล้วมนั เปน็ ความผดิ ของใคร พวกเราผู้ท่ีมีศรัทธาแล้ว  เข้าใจในเรื่องบุญท่ีเกิดจากการแสดงความ เคารพต่อผู้ท่ีควรเคารพ แตถ่ ้าเราไมเ่ น้นสอนลูกสอนหลาน ไม่อธบิ าย เหตุผลใหล้ กู ใหห้ ลานฟงั เขากจ็ ะไมม่ คี วามรูส้ ึกรู้สม บางคนต้องเรม่ิ ตน้ จากการปลูกฝงั ด้านใน ให้เกดิ ศรัทธา มคี วามเคารพแล้ว จึงนำ� ไป สกู่ ารแสดงออกทางด้านนอก ซึ่งจะดที ส่ี ุด แต่ส�ำหรบั หลายๆ คนทีย่ งั เข้าไม่ถึงด้านใน  ก็ต้องเริ่มจากด้านนอกก่อน  ก็สอนให้แสดงความ 86 อักษรส่อสาร

เคารพทางกายทางวาจากอ่ น เพ่อื เป็นฐานใหค้ อ่ ยๆ ซมึ ซับเขา้ มาถงึ จติ ใจ เราก็จะสามารถรักษาความงดงามของสังคมเราไว้ได้ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า  ผู้ท่ีเคารพและแสดงความเคารพ ต่อผู้ใหญ่  ผู้น้ันย่อมได้บุญ  ฉะนั้นถ้าเราต้องการให้ตัวเราเอง ไดบ้ ุญ ต้องการใหล้ กู ใหห้ ลานไดบ้ ุญ  กต็ อ้ งมีสมั มาคารวะ  อนั เปน็ เอกลักษณ์ของสังคมไทยโดยเฉพาะสังคมอีสานของเรามานมนาน แล้ว  แต่ทุกวันนี้ชักจะเลอะเลือนจนเกือบจะหมดไปเสียแล้ว  ท่าน จึงต้องการให้เราไม่ประมาทในเรื่องนี้  อย่าได้ปล่อยปละละเลย เพราะวฒั นธรรมทด่ี งี ามมันเปล่ียนไปได้ ความรสู้ ึกนกึ คดิ ของคนยอ่ ม เปลยี่ นได้  ถ้าเราไม่สนใจรักษาไวใ้ หด้ ี ความไม่ประมาทเป็นคุณธรรมที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องมาก อยากให้เราทกุ คนพจิ ารณาในเรอื่ งนี้ ความไมป่ ระมาทเปน็ อมตะธรรม คือเป็นธรรมสคู่ วามไมต่ าย สว่ นความประมาทเปน็ ทางไปสู่ความ ตาย คนทไี่ ม่ประมาทเหมอื นคนไมต่ าย คนท่ีประมาทเหมือนคนที่ ตายแล้ว เม่ือประมาทแลว้ กจ็ ะไมค่ ิดไม่ท�ำอะไร  ๆ ท่ีสรา้ งสรรค์ ไม่ได้ท�ำอะไรท่ีเป็นประโยชน์แก่ใครเลย  ชีวิตไม่มีคุณค่าอะไร ไม่ตา่ งจากคนทต่ี ายแลว้ เนื่องจากคนไทยมีความสัมพันธ์กับช้างมาก  จึงมีศัพท์มี สำ� นวนเกี่ยวกบั ชา้ งมากมาย เชน่ ฆา่ ช้างเอางา คอื ทำ� ลายสง่ิ ท่มี ี คุณค่าดว้ ยความโลภ  เพอ่ื จะได้กำ� ไรเพียงนดิ เดียว เรอื่ งทำ� นองนมี้ ีให้ ชยสาโร ภกิ ขุ 87

เหน็ มากมายในสังคมปัจจบุ นั หรอื อยา่ งทีก่ ลา่ วถงึ ทรพั ยากรธรรมชาติ การพัฒนาประเทศชาติแบบทุนนิยมหรือแบบอุตสาหกรรม  น�ำมาสู่ การท�ำลายธรรมชาติส่ิงแวดล้อมและท�ำลายประเทศ  เพ่ือสร้างก�ำไร ให้แก่คนกลุม่ นอ้ ยไมก่ คี่ นหรอื อาจจะคนกลุม่ เดียวก็เปน็ ได้ โดยทค่ี น ส่วนใหญ่ไม่ไดป้ ระโยชน์หรืออาจจะสูญเสยี ดว้ ย เรียกวา่ ฆา่ ชา้ งเอางา โดยแท้ นอกจากนีย้ ังมีค�ำพังเพยทีว่ ่า ชา้ งสาร งูเห่า ข้าเกา่ เมียรกั ไว้ใจไมไ่ ด้ อาตมาว่าควรจะรวมถึงผัวรกั ด้วย ไมใ่ ช่เมยี รักอยา่ งเดียว ช้างสารตวั ใหญก่ บั งูเห่าน่ี ทุกคนคงกลวั อยแู่ ล้ว  แต่ข้าเกา่ กับเมยี รกั หรือผัวรกั   คนคงคดิ ว่าจะประมาทได้ ข้าเกา่ คือทาสเกา่ คนรบั ใช้เก่า ซ่ึงจะแปรพักตร์หรอื ทรยศเม่อื ไหร่ก็ได้ เมียรักผวั รักก็เชน่ เดียวกัน ถ้า ลงว่าไม่มีศีลธรรมไม่มีความจงรักภักดี ก็ย่อมแปรเปลี่ยนเป็นอน่ื ได้ จงึ ตอ้ งระมดั ระวงั ไว้ให้ดี โบราณว่า  เห็นช้างขี้  อย่าไปข้ีตามช้าง  คือให้รู้จักความ พอดี รูจ้ ักความสามารถของตวั เอง อย่าไปดูคนอ่นื ทเ่ี ก่งกว่าเราหรอื มีฐานะดีกว่าเรา  แล้วคิดว่าเราจะท�ำแบบเขาทุกอย่าง  เราก็รู้ของ เราอยู่ ไม่ต้องไปเปรยี บเทียบกบั คนอ่นื รคู้ วามพอดขี องตัวเราเอง ถา้ เรามคี วามสนั โดษ มีความพอใจกบั สงิ่ ทีม่ ีอย่ ู จติ ใจของเราจะมี เวลาท่ีจะคิดในทางที่เป็นประโยชน์  แต่ถ้าเราเอาแต่มองคนอ่ืนท่ีมี มากกว่าเรา  หรือสูงส่งกว่าเรา  แลัวมัวแต่คิดหมกมุ่นว่า  ท�ำอย่างไร 88 อักษรส่อสาร

จึงจะได้เหมือนเขาหรือจะได้มากกว่าเขา  แล้วเกิดความไม่พอใจกับ สง่ิ ทตี่ นมีอยู่ จติ ใจวา้ ว่นุ เตม็ ไปดว้ ยความคดิ ที่เป็นอกศุ ล  ถ้าเรารจู้ กั ท�ำใจให้พอใจกับส่ิงที่ตัวเองได้มาด้วยความซ่ือสัตย์สุจริตแล้ว  จึงจะ นบั ว่าใช้ได้ พออยพู่ อกนิ ค่อยเป็นค่อยไป จิตใจเรากจ็ ะสว่างขึ้นมา มีเวลาที่จะไปคิดในทางท่ีเป็นบุญเป็นกุศล  ประหยัดเวลา  ประหยัด แรงความคดิ ประหยดั แรงกาย แรงวาจา แรงใจ เม่อื ประหยดั แลว้ เรา ก็จะมีแรงมีก�ำลังท่ีจะสร้างคุณงามความดี  ฉะนั้นเห็นเขาท�ำอะไร เขามอี ะไร กไ็ มต่ ้องไปสนใจเขามาก ให้สนใจแตค่ ณุ ภาพชวี ติ ของเรา คณุ ภาพชวี ติ ท่ไี มไ่ ดอ้ ยู่ทว่ี ตั ถุ หากอยู่ทจ่ี ติ ใจ ใจท่เี ต็ม ไปด้วยกเิ ลส พอใจทีจ่ ะสง่ั สมวตั ถุ ย่อมเป็นพิษเปน็ ภยั แกเ่ ราได้ หากมกี เิ ลสน้อยและอยู่อยา่ งเรียบงา่ ย จิตใจจะมโี อกาสก้าวหนา้ ในธรรม ชยสาโร ภิกขุ 89


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook