85 การศกึ ษามีคุณภาพมาตรฐานทก่ี าหนดไว้ และ วีรยุทธ ชาตะกาญจน์ (2551, หนา้ 75) ยังได้กล่าวถึง หลักสาคัญของการประกันคุณภาพภายใน ดังน้ี 1) จุดมุ่งหมายของ การประกันคุณภาพภายใน คือ การท่ี บุคลากรของสถานศึกษาได้ร่วมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา 2) การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการ บริหารจัดการและการทางาน ตามปกติของบคุ ลากรทุกคนในสถานศึกษา 3) การประกันคุณภาพเป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนใน สถานศึกษา โดยในการดาเนินงานจะต้องให้ผู้เก่ียวข้อง เช่น ชุมชน ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานท่ีกากับ ดูแล ได้เข้ามีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมาย วางแผน ติดตาม ประเมินผล และพัฒนาปรับปรุง ช่วยกันผลักดันให้สถานศึกษามีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นไปตาม ความต้องการของชมุ ชน ผ้ปู กครองและสงั คมโดยส่วนรวม สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2553 ข, หน้า 38-40) ได้นิยามศัพท์ของ การประกันคุณภาพ (Quality assurance) หมายถงึ กระบวนการท่สี รา้ งความมน่ั ใจให้กบั ผู้ปกครอง ชมุ ชน และผู้เก่ียวข้องว่าผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพได้มาตรฐาน ท่ีกาหนดไว้ การประกันคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาการศึกษาท่ีต้องดาเนินการ อย่างต่อเน่ือง โดยกระบวนการดงั กล่าวประกอบไปด้วย การพัฒนาคุณภาพ การติดตามตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินคุณภาพ มีการจดั ทารายงานเสนอต่อหน่วยงานที่เกยี่ วข้องและเปิดเผยตอ่ สาธารณชน สาหรบั การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา (Internal quality assurance) หมายถงึ การทีส่ ถานศึกษา ดาเนินการอย่างมแี บบแผนเป็นระบบในการพัฒนา ตดิ ตาม ตรวจสอบและประเมนิ คุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาทก่ี าหนดจากกระทรวงศึกษาธิการ พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระบถุ ึงการประกันคณุ ภาพภายในว่า ดาเนินการโดยบุคลากรของสถานศึกษานน้ั เอง หรือ โดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าท่ีกากับดูแลสถานศึกษานั้น และการประกันคุณภาพภายนอก (External quality assurance) การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน การศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก โดยสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (ส.ม.ศ.) หรือบุคคลหรอื หนว่ ยงานภายนอกทส่ี านักงานดังกล่าว รับรอง เพอ่ื เป็นการประกันคณุ ภาพและ ให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยมีการเสนอผลการประเมินต่อ หนว่ ยงานท่ีเกย่ี วขอ้ งและสาธารณชน กล่าวสรุปได้ว่า การประกันคุณภาพการศึกษา หมายถึง กระบวนการในการดาเนินงานของ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น มกี ารจัดทาระบบประกันคุณภาพการศึกษาใหไ้ ด้มาตรฐานการศกึ ษาตามท่ีกาหนด โดยมี การประเมนิ ผลการดาเนนิ งานและมีแผนงานการพฒั นาประกันคุณภาพอย่างต่อเนือ่ งและตรวจสอบได้ 11.1 แนวดาเนนิ งานการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา มนี ักวชิ าการไดก้ ลา่ วไว้ ดังนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 หมวด 6 ว่าด้วยเร่ืองมาตรฐานและการประกันคุณภาพ ได้มีการกาหนด
86 ตามมาตรา 47 ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทกุ ระดับ ประกอบดว้ ย ระบบการประกนั คณุ ภาพภายใน และระบบการประกนั คณุ ภาพภายนอก ระบบ หลกั เกณฑ์ และวธิ ีการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา ให้เปน็ ไปตามทก่ี าหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดาเนินการอย่าง ตอ่ เนื่อง โดยมกี ารจดั ทารายงานประจาปีเสนอตอ่ หนว่ ยงานตน้ สังกัด หนว่ ยงานท่ีเก่ยี วข้อง และเปิดเผย ต่อสาธารณชน เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกัน คณุ ภาพภายนอก (ฝา่ ยวชิ าการ สานักพมิ พ์เดอะบุคส,์ 2556, หนา้ 19) สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2553, หน้า 35-36) ได้กาหนดแนวทางใน การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มีการดาเนินการ ดังนี้ 1) จัดทาระบบประกัน คุณภาพภายในสถานศกึ ษาตามท่กี ฎกระทรวงกาหนด 2) จัดโครงสร้างการบริหารท่ีเอ้ือต่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 3) แต่งตั้งคณะกรรมการ ประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยมีอานาจและหน้าท่ีในการปฏิบัติ 4) สร้างความตระหนกั เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 5) บุคลากร ภายในสถานศึกษาร่วมจัดทาแนวปฏิบัติในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เพ่ือการยอมรับและ ยึดถือปฏิบัติร่วมกัน 6) จัดระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีข้อมูลสารสนเทศครอบคลุมภารกิจ และ สามารถแสดงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาได้อย่าง พอเพียง ถูกตอ้ ง ชดั เจน เป็นปัจจบุ ัน และสามารถจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลสารสนเทศได้อย่างสะดวก รวดเร็ว 7) กาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน หรือการศึกษาปฐมวัย และสามารถเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้ 8) จัดทา แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาและจัดทาแผนปฏิบัติการประจาปี รองรับ 9) จัดทาแผนการกากับ ติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน และรายงานผลการดาเนินงานตามแผน 10) ดาเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพหรือแผนกลยุทธ์ 11) ดาเนินการกากับ ติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน และรายงานผลการดาเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพหรือแผนกลยุทธ์ 12) ประเมินผล การดาเนินงานและความก้าวหน้าของการพัฒนาสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาท่ีกาหนด และ 13) จัดทารายงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษาประจาปี (รายงานประจาปี) เสนอหน่วยงานต้นสังกัด หรอื หน่วยงานทเี่ กีย่ วข้อง รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2554, หน้า 191) ได้กล่าวว่า สถานศึกษาจะต้องพัฒนาระบบประกนั คุณภาพภายในให้เปน็ สว่ นหน่งึ ของกระบวนการบริหารสถานศึกษา โดยมกี ระบวนการ 3 ขั้นตอน คอื การควบคุม คุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินคุณภาพ ตามแนวคิดของหลักการบริหารครบวงจร PDCA คือ ร่วมกันวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบ และการปรับปรุง นอกจากนั้น
87 สถานศึกษาจะต้องทาการประเมินตนเอง และจัดทารายงานการประเมินตนเองทุกปี เพื่อเสนอต่อต้น สังกัด เพ่ือเป็นข้อมูลในการประเมินคุณภาพภายนอกทุก 5 ปี ซึ่งจะต้องกระทาให้สอดคล้องกับ มาตรฐานการศึกษา ที่กาหนดเก่ยี วกบั คุณลักษณะคุณภาพที่พงึ ประสงค์ และเป็นเป้าหมายท่ีต้องการ ให้เกิดข้ึนในสถานศึกษาทุกแห่ง เพ่ือใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสาหรับการส่งเสริม กากับ ดูแล ตรวจสอบประเมนิ ผลการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา สานักนโยบายและแผนการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2556, หน้า 53-54) ได้กาหนดแนวทางการ พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ดังนี้ 1) กาหนดมาตรฐานการศึกษา เพิ่มเติมของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาชาติ มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและความต้องการของชุมชน 2) จัดระบบบริหารและ สารสนเทศโดยจัดโครงสร้างการบริหารทเ่ี อื้อตอ่ การพฒั นางานและการสรา้ งระบบประกันคุณภาพ ภายใน จัดระบบสารสนเทศให้เป็นหมวดหมู่ ข้อมูลมีความสมบูรณ์เรียกใช้งา่ ย สะดวก รวดเร็ว ปรับ ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ 3) จัดทาแผนสถานศึกษาที่มุ่งเน้นคุณภาพการศึกษา (แผนกลยุทธ์/แผน ยทุ ธศาสตร์) 4) ดาเนินการตามแผนพฒั นาสถานศกึ ษาในการดาเนนิ โครงการ/กิจกรรมสถานศึกษาตอ้ ง สร้างระบบการทางานที่เข้มแข็งเนน้ การมีส่วนร่วมและวงจรการพัฒนาคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือท่ีรู้จักกันว่าวงจร PDCA 5) ตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา โดยดาเนินการ อย่างจริงจังต่อเนื่องด้วยการสนับสนุนให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม 6) ประเมิน คุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานที่กาหนดเพื่อรองรับการ ประเมินคุณภาพ ภายนอก และ 7) จดั ทารายงานคณุ ภาพการศึกษาประจาปี (SAR) และสรปุ รายงานประจาปีโดยความ เห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน เสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดและเผยแพร่ต่อ สาธารณชน จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ที่นักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้วา่ การพัฒนาระบบประกนั คณุ ภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา หมายถึง การดาเนนิ งานของผบู้ ริหาร โ ร ง เรีย น ใน ก าร จัด ทาร ะ บบปร ะ กัน คุณภ าพ ภ าย ใน โ ร ง เรีย น ตา ม ม า ตร ฐ าน ก าร ศึก ษ า ที่ก า ห น ด โดยมีการประเมินผลการดาเนินงานแผนงานและประกันคุณภาพโดยมีหลักฐานให้ตรวจสอบได้ มี การประเมินผลในระดับหนว่ ยงานย่อยภายในโรงเรียน โดยประเมนิ ในรูปแบบคณะกรรมการพรอ้ มท้ัง มีการวิเคราะห์ผลการประเมนิ การดาเนนิ แผนงานและประกันคุณภาพ และนาผลการวิเคราะห์ไปใช้ใน การปรับปรุงพัฒนาการดาเนินงานแผนงานและประกันคุณภาพ พร้อมท้ังจัดทารายงานผลการ ประเมินตนเอง (Self Assesment Report : SAR) เสนอหน่วยงานต้นสังกัดและสานักงานรับรอง มาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา (องค์การมหาชน)
88 12. การส่งเสรมิ ชุมชนใหม้ ีความเข้มแข็งทางวชิ าการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 มาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอ่ืน ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพ่ือให้ ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญหาและ วทิ ยากรตา่ ง ๆ เพื่อพฒั นาชมุ ชนให้สอดคลอ้ งกับสภาพและความต้องการ รวมทั้งหาวิธสี นนั สนุนให้มี การแลกเปลยี่ นประสบการณ์การพฒั นาระหว่างชุมชน (ฝ่ายวิชาการ สานักพิมพเ์ ดอะบุคส,์ 2556, หนา้ 13) สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, หน้า 3-4) การจัดกระบวนการเรียนรขู้ องชุมชน ในระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน เป็นการท่ีประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนรว่ มท้ังทางตรงหรอื ทางอ้อม ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งหรือทุกข้ันตอนในกิจกรรมของสถานศึกษา อีกทั้งมีกลุ่มปัจจัยสาคัญท่ี สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ดังน้ี 1) กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับ สภาพแวดล้อมประกอบด้วย ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง การปกครอง ด้านสังคมวัฒนธรรม 2) กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกบั ชุมชน ได้แก่ ความศรัทธา ความรสู้ กึ เป็นเจ้าของ ความเปน็ หว่ งสวัสดิภาพของ บุตรหลาน ความเกี่ยวข้องผูกพันกับโรงเรียน สถานภาพของคนในชุมชน 3) กลุ่มปัจจัยเก่ียวกับ โรงเรียน ประกอบด้วยปัจจัยเก่ียวกับบุคลากรของโรงเรียน ผู้บริหารและครูมีความสัมพันธ์ท่ีดีกับ ชุมชน ปัจจัยเก่ียวกับวิธีปฏิบัติงานของโรงเรียน ปัจจัยเก่ียวกับผลการปฏิบัติงานของโรงเรียน โดย กระบวนการมสี ่วนร่วมของชุมชน แบ่งเป็น 4 ขน้ั ตอน คือ 1) การมสี ่วนรว่ มในการตัดสินใจ 2) การมีสว่ นร่วม ในการดาเนินกิจกรรม 3) การมสี ว่ นรว่ มในการรบั ผลประโยชน์ และ 4) การมีส่วนร่วมในการประเมนิ ผล รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2554, หน้า 193-205) ได้กล่าวว่า แนวทางการส่งเสริมชุมชน ให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ ดังน้ี 1) ส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแกช่ ุมชน ได้แก่ 1.1) การศึกษา สารวจความต้องการ สนับสนุนงานวิชาการแก่ชุมชน 1.2) จัดให้ความรู้ เสริมสร้างความคิดและ เทคนิค ทักษะทางวชิ าการเพ่อื การพฒั นาทกั ษะวิชาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทอ้ งถน่ิ 1.3) การส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน ท้องถ่ิน เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวิชาการของ สถานศึกษาและท่จี ดั โดยบุคคล ครอบครัว องคก์ ร หนว่ ยงานและสถาบนั อน่ื ท่ีจัดการศกึ ษา 1.4) สง่ เสริม ให้มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างบุคคล ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น 2) การประสาน ความร่วมมอื ในการพัฒนาวชิ าการกบั สถานศึกษาและองค์กรอ่ืน ชุมชน ท้องถ่ิน ซึ่งได้แก่ 2.1) ประสาน ความร่วมมือ ช่วยเหลือในการพัฒนาวชิ าการกบั สถานศึกษาของรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองสว่ น ท้องถิ่น ท้ังท่ีจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา ทั้งบริเวณใกล้เคียงภายในเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษาต่างเขตพ้นื ท่ีการศึกษา 2.2) สรา้ งเครือขา่ ยความรว่ มมอื ในการพัฒนาวิชาการกับองคก์ รตา่ ง ๆ
89 ท้ังภายในประเทศและต่างประเทศ 2.3) การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หนว่ ยงาน และสถาบันอน่ื ท่ีจัดการศกึ ษา สานักนโยบายและแผนการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2556, หน้า 54) ได้มีแนวทางการส่งเสริม ชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ ดังน้ี 1) จัดกระบวนการเรียนรรู้ ่วมกบั บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคก์ รชมุ ชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องคก์ รวิชาชีพ สถาบนั ศาสนา สถาน ประกอบการและสถาบันอืน่ 2) ส่งเสรมิ ความเข้มแข็งของชมุ ชนโดยการจดั กระบวนการเรยี นรู้ภายใน ชุมชน 3) ส่งเสริมให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และรู้จัก เลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆ และ 4) พัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและ ความต้องการ รวมท้ังหาวธิ กี ารสนับสนนุ ใหม้ กี ารแลกเปลยี่ นประสบการณ์ระหวา่ งชมุ ชน กองพุทธศาสนศึกษา สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (2557, หน้า 65) แนวทางใน การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนให้เข้มแข็งทางวิชาการ คือ 1) ดาเนินการเสริมความรู้และ ประสบการณ์ใหก้ ับชุมชนโดยร่วมมือกับบุคคล ชุมชน องคก์ ร หนว่ ยงานและสถาบันทางสังคมอื่น 2) สง่ เสริม สนบั สนนุ ให้ชุมชนสามารถเลอื กสรรภมู ิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆ เพ่อื พฒั นาชมุ ชนให้สอดคล้องกับ สภาพปญั หาและความตอ้ งการ โดยร่วมมอื กับบคุ คล ชมุ ชน องคก์ ร หน่วยงาน และสถาบนั ทางสงั คมอนื่ ๆ 3) สนบั สนุนและช่วยเหลอื ให้มีการแลกเปลย่ี นความรูแ้ ละประสบการณ์ระหว่างชมุ ชน โดยรว่ มมือกับ บคุ คล ชมุ ชน องค์กร หนว่ ยงาน และสถาบนั ทางสังคมอน่ื การจดั องค์กร กลุ่มบริหารงาน วิชาการมีการ จัดการศึกษาท่ีมีโครงสร้างการบริหารจัดการตามสภาพของท้องถ่ิน คณะกรรมการการบริหารงาน วิชาการได้ศึกษาวิเคราะห์สภาพโดยรวมของโรงเรียน จากยุทธศาสตร์นโยบาย ขอบเขตภารกิจของ โรงเรียน สภาพความต้องการของท้องถิ่น ตลอดจนศักยภาพของโรงเรียนและหลักสูตรท่ีใช้ใน ปัจจบุ นั จงึ ไดก้ าหนดโครงสร้างในการบริหารงานท่ีเอือ้ กับการปฏิบตั ิงาน ภารดี อนันต์นาวี (2557, หนา้ 285) ไดก้ ลา่ วถงึ แนวทางในการปฏิบัติเก่ียวกับการสง่ เสริม ชุมชนให้มีความเข้มแขง็ ทางวิชาการไว้ ดังนี้ 1) ศกึ ษา สารวจความต้องการ สนับสนนุ งานวิชาการแก่ ชุมชน 2) จัดให้ความรู้ เสริมสร้างความคิด และเทคนิคทักษะทางวชิ าการ เพื่อการพัฒนาทักษะทาง วิชาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ท้องถ่ิน 3) การส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน ท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวิชาการของสถานศึกษาและที่จัดโดยบุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา และ 4) ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณร์ ะหวา่ งบุคคล ครอบครวั ชุมชน ท้องถนิ่ จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ท่ีนักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้วา่ การส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ หมายถึง การดาเนินงานของผู้บริหารโรงเรียนใน การจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน โดยมีการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยการจัด กระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน พร้อมท้ังส่งเสริมให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหา
90 ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆ และหาวิธีการสนับสนุนให้มี การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างชุมชน เพ่ือพัฒนาชมุ ชนให้เขม้ แขง็ และสอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของชุมชน 13. การประสานความรว่ มมือในการพฒั นาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอืน่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 มาตรา 12 นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องคก์ ารวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน สงั คมอนื่ มีสทิ ธใิ นการจดั การศึกษาข้ันพืน้ ฐาน ทง้ั น้ี ให้เป็นไปตามท่กี าหนดในกฎกระทรวง สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2551, หน้า 32-33) ได้ให้ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่นไว้ ดังนี้ 1) ประสานความร่วมมือช่วยเหลือในการพัฒนาวชิ าการกับสถานศึกษาของรัฐ เอกชน และองค์การ ปกครองส่วนทอ้ งถิ่น ทงั้ ทจ่ี ดั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานและระดับอุดมศึกษา ทงั้ บรเิ วณใกลเ้ คยี งภายในเขต พ้นื ท่กี ารศึกษาและต่างเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา และ 2) สร้างเครอื ขา่ ยความร่วมมือในการพฒั นาวิชาการ กบั องคก์ รต่าง ๆ ท้งั ภายในประเทศและตา่ งประเทศ สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2553 ข, หน้า 38-40) ได้นิยามศัพท์ของการมีสว่ นรว่ ม (Participation) หมายถึง การที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) และฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีบทบาทและความรับผิดชอบในการร่วมคิด ร่วมวางแผนจัดการ ส่งเสริม สนับสนุน ตรวจสอบ เพอ่ื พฒั นาการจดั การศึกษาและการปฏริ ูปหลักสูตรการเรยี นการสอนใหด้ าเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีคณุ ภาพ มปี ระสทิ ธิภาพ และบรรลจุ ุดมุ่งหมายทกี่ าหนดไว้ สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน (2556, หน้า 55-56) ได้มีแนวทางการประสาน ความรว่ มมอื ในการพัฒนาวชิ าการกับสถานศกึ ษาอนื่ ดังน้ี 1) ระดมทรัพยากรเพอ่ื การศกึ ษา ตลอดจน วิทยากรภายนอกและภูมิปัญญาท้องถ่ิน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของผู้เรียนทุกด้าน รวมท้ังสืบสาน จารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น 2) เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ตลอดจนประสานงานกับองค์กรอื่นภาครัฐและเอกชน เพ่ือให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการของชุมชน และมีส่วนในการพัฒนาชุมชนและท้องถ่ิน 3) ให้บริการด้านวิชาการท่ีสามารถเช่ือมโยงหรือ แลกเปล่ียนข้อมูลขา่ วสารกับแหล่งวิชาการในที่อืน่ ๆ 4) จดั กิจกรรมร่วมกับชุมชน เพอ่ื ส่งเสริมวฒั นธรรม การสร้างความสัมพนั ธอ์ ันดีกับศิษย์เก่า การประชุมผู้ปกครองผู้เรียน การปฏิบัติงานร่วมกับชุมชน การร่วม กิจกรรมกับสถาบันการศึกษาอ่ืน ๆ เปน็ ตน้ กองพทุ ธศาสนศึกษา สานักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ (2557, หนา้ 65-66) แนวทางใน การประสานความรว่ มมือในการพฒั นาวชิ าการกบั สถานศึกษาอืน่ ดังนี้ 1) ระดมทรพั ยากรเพื่อการศกึ ษา
91 ตลอดจนวิทยากรภายนอก และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการนกั เรียนทุกด้าน รวมท้ัง สืบสานจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น 2) เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ตลอดจนประสานงานกับองค์กรท้ังภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการของ ชุมชน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและท้องถ่ิน 3) ให้บริการด้านวิชาการที่สามารถเช่ือมโยง หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับแหล่งวิชาการในที่อื่น ๆ 4) จัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน เพ่ือส่งเสริม วัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์เก่า การประชุมผู้ปกครองนักเรียน การปฏิบัติงาน ร่วมกับชุมชน การร่วมกิจกรรมกบั สถาบันอน่ื ๆ เอ็มโอยู หรือบันทึกความเข้าใจ เป็นหนังสือซึ่งฝ่าย หนึ่งแสดงความสมัครใจจะปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง และตามเงื่อนไขที่ปรากฏในหนังสือนั้นกับ อีกฝ่าย 5) โดยหนังสือน้ีไม่ถือว่าเป็นสัญญาผูกมดั แตแ่ สดงความตอ้ งการอันแนว่ แน่ของผู้ลงนามว่า จะปฏิบตั ิดงั ท่รี ะบไุ ว้ ภารดี อนนั ต์นาวี (2557, หนา้ 285) ได้กลา่ วถึงแนวทางในการปฏิบัตเิ กย่ี วกบั การประสาน ความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอ่ืนไว้ ดังนี้ 1) ประสานความร่วมมือ ช่วยเหลือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาของรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้ังที่จัด การศึกษาข้ันพนื้ ฐานและระดับอดุ มศึกษา ทง้ั บรเิ วณใกลเ้ คียงภายในเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาและต่างเขต พนื้ ท่ีการศึกษา 2) สร้างเครือขา่ ยความร่วมมือในการพัฒนาวชิ าการกับองค์กรตา่ ง ๆ ทัง้ ภายในและตา่ งประเทศ จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ท่ีนักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้วา่ การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น หมายถึง การดาเนินงาน ของผู้บริหารโรงเรียนที่มีการระดมทรัพยากร ตลอดจนวิทยากรภายนอกและภูมิปัญญาท้องถ่ินเพ่ือ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนทุกด้าน พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียน กับชุมชน องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพ่ือส่งเสริมการพัฒนาทางวิชาการ และวฒั นธรรม โดยทาบันทกึ ขอ้ ตกลงความรว่ มมอื ทางวชิ าการกับสถานศกึ ษาและองคก์ รอื่น 14. การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และสถาบันอืน่ ท่จี ัดการศกึ ษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 ตามมาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาน ประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จัก เลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญห าและ
92 ความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน (ฝ่ายวิชาการ สานักพมิ พเ์ ดอะบคุ ส์, 2556, หน้า 13) รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2554, หน้า 207-208) ได้กล่าวว่า การส่งเสริมและสนับสนุนงาน วิชาการ มีวิธีการดาเนิน คือ สถานศึกษามีแนวปฏิบัติในการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการ สถานศึกษามีบทบาทในการจัดการศึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถ่ินในการจัดการศึกษา วิธีสร้างความสัมพันธ์ระหวา่ งชุมชน ท้องถ่ิน และสถานศึกษา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชมุ ชน ท้องถนิ่ และสถานศึกษา องคป์ กครองส่วนทอ้ งถ่ินบทบาทในการจัดการศกึ ษา องคก์ รเอกชน บทบาท ในการจัดการศกึ ษา บทบาทของบคุ คล ครอบครัว และสถาบนั สังคมในการจดั การศกึ ษา สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556, หน้า 55) ได้มีแนวการส่งเสริมและ สนับสนุน งานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา ดังน้ี 1) ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน ท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคม อืน่ ในเรื่องเก่ยี วกับสิทธิในการจดั การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาที่เป็นจุดเนน้ เฉพาะ 2) จดั ให้มีการสร้าง ความรู้ ความเข้าใจ การเพ่ิมความพร้อมให้กับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคม อ่ืนท่ีร่วมจัดการศึกษา 3) ร่วมกับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ เอกชน องค์กรเอกชน องคก์ รวิชาชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสงั คมอนื่ ร่วมกัน จัดการศึกษา และใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน 4) ส่งเสริม สนับสนุนให้มี การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องคก์ รวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอน่ื 5) ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคก์ รชมุ ชน องคก์ รปกครอง ส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน สังคมอื่นได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการตามความเหมาะสมและจาเป็น และ 6) ส่งเสริมและ พัฒนาแหลง่ เรียนรทู้ ้ังดา้ นคณุ ภาพและปริมาณเพือ่ การเรยี นรูต้ ลอดชีวติ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ภารดี อนนั ตน์ าวี (2557, หนา้ 286) ได้กลา่ วถึงแนวทางในการปฏิบตั ิเก่ียวกับการส่งเสริม และสนบั สนุนงานวชิ าการแก่บุคคล ครอบครวั องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และสถาบันอ่ืน ท่ีจัดการศึกษาไว้ ดังน้ี 1) สารวจและศึกษาข้อมูลการจัดการศึกษา รวมท้ังความต้องการในการไดร้ ับ การสนับสนุนด้านวิชาการของบุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันสังคมอื่นท่ีจัด การศึกษา 2) ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาวิชาการและการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ในการจัด การศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษา และ 3) จัดให้มี การแลกเปล่ียนเรียนรู้ในการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กร หนว่ ยงาน และสถาบันสงั คมอื่นท่ี
93 จัดการศกึ ษา จากแนวทางการปฏิบตั ิ การสง่ เสรมิ สนับสนุนงานวชิ าการแก่ ครอบครวั องคก์ ร หนว่ ยงาน และสถาบันอ่ืนท่จี ัดการศึกษา จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ที่นักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้วา่ การส่งเสรมิ และสนบั สนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครวั องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และ สถาบันอื่นท่ีจัดการศึกษา หมายถึง การดาเนินงานของผู้บริหารโรงเรียนในการประชาสัมพันธ์สร้าง ความเข้าใจในเร่อื งเกี่ยวกบั สิทธิในการจัดการศึกษาขนั้ พื้นฐาน และมีการสารวจ ศึกษาข้อมลู ความต้องการ ในการจัดการศึกษา โดยมีการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาวิชาการและการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้ รวมทง้ั จดั ใหม้ ีการแลกเปลีย่ นเรียนรูใ้ นการจดั การศึกษาของบุคคล ครอบครวั องค์กร หนว่ ยงาน และ สถาบันสงั คมอน่ื ที่จัดการศึกษา 15. การจัดทาระเบียบและแนวปฏิบัตเิ ก่ียวกบั งานดา้ นวิชาการของสถานศกึ ษา การจัดทาระเบียบและแนวปฏิบัติเก่ยี วกบั งานด้านวิชาการของสถานศึกษาเป็นการศึกษา วิเคราะห์และแนวปฏิบตั เิ กีย่ วกับงานดา้ นวิชาการ เพ่ือใหผ้ ู้ทเี่ ก่ียวขอ้ งทุกฝา่ ยได้รบั รู้และถอื ปฏิบัติเป็น แนวเดยี วกนั ซึง่ ได้มนี ักวิชาการไดใ้ ห้ความเหน็ ไว้ ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2552, หน้า 33) ได้กาหนดประเภทของเอกสาร หลกั ฐานการศึกษา เพ่ือบันทึกผลการเรียนรู้ ข้อมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังน้ี 1) เอกสารหลักฐานการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกาหนด คือ 1.1) ระเบียนแสดงผลการเรียน เป็นเอกสารแสดงผลการเรียนและรับรองผลการเรียน ของผู้เรียน ตามรายวิชา ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของสถานศึกษา และผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องบันทึกข้อมูลและออก เอกสารนี้ให้ผู้เรียนเป็นรายบุคคล เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6) จบการศึกษาภาคบังคับ (ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3) จบชั้นการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6) หรือเมื่อลาออกจากสถานศึกษาในทุกกรณี 1.2) ประกาศนียบัตรเป็นเอกสาร แสดงวุฒิการศึกษา เพ่ือรับรองศักดิ์และสิทธ์ิของผู้จบการศึกษาท่ีสถานศึกษาให้ไว้แก่ผู้จบการศึกษา ภาคบังคับและผู้จบ การศกึ ษาขนั้ พื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน 1.3) แบบรายงานผู้สาเรจ็ การศึกษา เปน็ เอกสารอนมุ ตั ิการจบหลักสูตร โดยบันทึกรายชอ่ื และข้อมูลของผู้จบการศกึ ษาระดบั ประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6) จบการศึกษาภาคบังคับ (ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3) จบช้ันการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6) ประเภทที่ 2) เอกสารหลกั ฐานการศึกษาท่ี สถานศึกษากาหนด เป็นเอกสารที่ สถานศึกษาจัดทาขึ้นเพ่ือบันทึกพัฒนาการ ผลการเรียนรู้และข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เรียน เช่น แบบรายงาน ประจาตัวนักเรียน แบบบันทึกผลการเรียนประจา รายวิชา ระเบียนสะสม ใบรับรองผลการเรียน และเอกสารอื่น ๆ ตามวัตถปุ ระสงค์ของการนาเอกสารไปใช้
94 ปรียาพร วงศอ์ นุตรโรจน์ (2553, หนา้ 1) ไดเ้ สนอแนะในการการจัดทาระเบยี บและแนวปฏิบัติ เกี่ยวกบั งานด้านวิชาการของสถานศกึ ษาว่า สถานศกึ ษาควรดาเนินการ ดังนี้ 1) แบ่งหนา้ ที่การดาเนินงาน ให้ชัดเจนในแต่ละฝ่ายที่เก่ียวข้องกับการบริหารงานในโรงเรียน 2) ฝ่ายธุรการ เป็นงานที่ช่วยให้ โรงเรยี นเกิดความคลอ่ งตัวในการบริหารงานและมหี น้าท่กี าหนด ระเบยี บและแนวปฏิบตั เิ กย่ี วกับงาน ด้านวิชาการของสถานศึกษา โดยมุ่งให้บริการแกบ่ ุคลากรในสถานศกึ ษาเป็นหลัก สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556, หน้า 55) ได้กาหนดแนวการจัดทา ระเบียบและแนวปฏิบัตเิ กีย่ วกบั งานดา้ นวชิ าการของสถานศกึ ษา ดงั นี้ 1) จดั ทาระเบยี บและแนวปฏิบัติ เก่ียวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้ท่ีเกี่ยวข้องทุกฝ่ายรับรู้และถือปฏิบัติเป็นแนว เดียวกัน 2) นาระเบียบและแนวปฏิบัติเกย่ี วกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษาไปสู่การปฏิบัติ และ 3) ตรวจสอบและประเมินผลการใช้ระเบียบและแนวปฏิบัติเก่ียวกบั งานด้านวิชาการของสถานศกึ ษา และนาไปแกไ้ ขปรับปรุงให้เหมาะสมต่อไป จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ที่นักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การจัดทาระเบียบและแนวปฏิบัติเกีย่ วกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา หมายถึง การดาเนินงาน ของผบู้ รหิ ารโรงเรียนในการจัดทาระเบยี บ และแนวปฏบิ ตั เิ กี่ยวกับงานด้านวิชาการ เพ่ือให้ผ้ทู ีเ่ ก่ียวข้อง ทุกฝ่ายรับรู้และถือปฏิบัตเิ ป็นแนวเดียวกัน แล้วนาระเบียบและแนวปฏิบัติเก่ียวกับงานด้านวิชาการ ของโรงเรียนไปสู่การปฏิบัติ โดยมีการตรวจสอบ ประเมินผลการใช้ระเบียบและแนวปฏิบัติเก่ียวกับ งานด้านวิชาการ และนาไปแกไ้ ขปรบั ปรงุ เพื่อความเหมาะสมตอ่ ไป 16. การคัดเลอื กหนงั สอื แบบเรียนเพือ่ ใช้ในสถานศกึ ษา พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไ้ ขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ตามมาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต พัฒนา แบบเรียน ตารา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ท้ังน้ี โดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม (ฝา่ ย วชิ าการ สานกั พิมพ์เดอะบคุ ส์, 2556, หนา้ 24) สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2551, หน้า 32-33) ได้จัดทาเกณฑ์ การประเมินคุณภาพหนงั สอื เรยี น เพือ่ เป็นแนวทางในการตรวจพิจารณาหนงั สือเรียนของสานักพิมพ์ เอกชน สาระสาคัญของการประเมินมี ดังนี้ ส่วนท่ี 1 ข้อมูลพื้นฐาน เป็นข้อมูลเบื้องต้นของหนังสือ เรียน ได้แก่ ชื่อหนังสือ ผู้แต่ง สานักพิมพ์ ปีท่ีพิมพ์ ราคาจาหน่าย เป็นต้น ส่วนที่ 2 รายการประเมิน เปน็ สว่ นสาคัญทใ่ี ช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพ หนังสือเรียน ซ่ึงต้องพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ด้านเนื้อหา ได้แก่ มีความสอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรสถานศึกษา
95 หรอื ไม่ เน้อื หามคี วามถกู ตอ้ งตามหลักวิชาการ ทันสมัย เป็นที่ยอมรับ ไม่ควรมีประเด็นขัดแย้งทาให้ ผู้เรียนสับสน เนื้อหาไม่ขัดต่อความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดี เนื้อหามีความยากง่าย เหมาะสมกับระดับช่วงชน้ั และระดับช้ัน ดา้ นภาษาที่ใช้ ไดแ้ ก่ ภาษานาเสนอถูกต้องชัดเจน สือ่ ความเขา้ ใจง่าย ภาษาเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ใช้ศัพท์เฉพาะถูกต้อง ด้านกิจกรรมประกอบการเรียน (ถ้ามี) ได้แก่ สอดคล้องกับจุดประสงค์บทเรยี น สง่ เสริม ความรคู้ วามเข้าใจในบทเรียนและนาไปปฏิบัตไิ ด้ ใชค้ าส่ัง หรือคาอธิบายชัดเจนง่ายต่อการปฏิบัติ ใช้คาถามท้าทาย และกระตุ้นความคิด สอดแทรกกิจกรรมไว้ อยา่ งเหมาะสม ด้านภาพ ตารางหรือ แผนภมู ิ ไดแ้ ก่ ถกู ต้องชดั เจนเปน็ ปัจจุบนั มีความเหมาะสมสอดคล้อง กับเนือ้ หา มรี ูปแบบการนาเสนอที่น่าสนใจ ชว่ ยใหเ้ ข้าใจเนอื้ หาได้ดียิง่ ข้นึ สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556, หน้า 55-56) ได้กาหนดแนวทางใน การคัดเลือกหนังสือ แบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศึกษา ดังนี้ 1) ศึกษาวิเคราะห์ คัดเลือกหนังสือ เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเป็นหนังสือ แบบเรียนเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน 2) จัดทาหนังสือเรียน หนังสือเสริมประสบการณ์ หนงั สอื อา่ นประกอบแบบฝึกหดั ใบงาน และใบความรู้ เพ่อื ใช้ประกอบการเรยี นการสอน 3) พิจารณา คัดเลือกหนังสือเรียน แบบเรียน หนังสือเสริมประสบการณ์ หนังสืออ่านประกอบแบบฝึกหัด ใบงาน และใบความรู้ เพอื่ ใช้ประกอบในการเรยี นการสอน จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ท่ีนักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้วา่ การคัดเลือกหนังสือ แบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศึกษา หมายถึง การดาเนินงานของผู้บริหารโรงเรียน โดยให้ครูมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกหนังสือเรียนของกลุ่มสาระการเรียนร้ตู ่าง ๆ ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักสูตรโรงเรียน และระบุตัวชวี้ ดั ไวอ้ ยา่ งชัดเจน มีการจดั ทาหนงั สอื เรียน หนงั สือเสริม ประสบการณ์ หนังสืออ่านประกอบ แบบฝึกหัด ใบงาน ใบความรู้ เพ่ือใช้ประกอบการเรียนการสอน รวมทัง้ ตรวจพจิ ารณาคุณภาพหนงั สือเรียน หนงั สือเสริมประสบการณ์ หนังสอื อ่านประกอบ แบบฝึกหัด ใบงาน ใบความรู้ เพอ่ื ใช้ประกอบการเรียนการสอน 17. การพัฒนาและใชส้ ่อื เทคโนโลยเี พ่ือการศกึ ษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 ตามมาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทาได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยี เพ่ือการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต (ฝ่ายวิชาการ สานักพิมพ์ เดอะบคุ ส,์ 2556, หน้า 24) สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553, หน้า 32) การพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา มกี ารดาเนินการ ดังน้ี 1) ศกึ ษา สารวจ วิเคราะห์สภาพปญั หา การจัดหา
96 การเลือก การใช้ และการประเมินคุณภาพสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อใช้ จัดการเรียนการสอนและการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้สาหรบั เด็กปกติและเด็กพิการเรียนร่วม 2) จัดหาสื่อและเทคโนโลยีท่ีทันสมัยอย่างหลากหลาย เพื่อใช้ในการเรยี น การสอนและการพัฒนางานด้านวิชาการ 3) เลือกใช้สื่อและเทคโนโลยีท่ีผ่านการประเมินคุณภาพทาง วชิ าการ จากคณะกรรมการของสถานศึกษา คณะกรรมการของสานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาและหรือ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วดาเนินการคัดเลือกในรูปของคณะกรรมการและประเมินการใช้สื่ออย่าง สม่าเสมอ 4) ผลิต พัฒนาสื่อ นวัตกรรมการเรียนการสอน รวมท้ังประเมินคุณภาพสื่อ เพ่ือเลือกใช้ ประกอบการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5) มีส่วนร่วมในการพฒั นาศูนย์สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี เพื่อการศกึ ษาในสถานศึกษา 6) ประสานความร่วมมือในการผลิต จัดหา พัฒนา และ แลกเปล่ียนการใช้สอื่ นวตั กรรม และเทคโนโลยี เพ่ือการศกึ ษาท่ที ันสมัย สาหรบั ใชจ้ ดั การเรียนการสอนและ พัฒนางานดา้ นวิชาการกับสถานศกึ ษาเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา ผู้ปกครอง องคก์ รในทอ้ งถ่นิ รวมทง้ั หน่วยงาน และสถาบนั อนื่ ๆ 7) ประเมินผลการผลิต จดั หา พฒั นา และการใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อ การศึกษาอย่างต่อเน่ือง และ 8) เผยแพร่สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาท่ีครูผลิตและ พัฒนาใหเ้ พ่ือนครู สถาบนั การศกึ ษา ทง้ั ภายในและภายนอกเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาไดใ้ ช้ประโยชนต์ ่อการ เรยี นการสอน และการพัฒนาวิชาชีพครอู ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2553, หน้า 25) ได้นิยามศัพท์ของสื่อการเรียนรู้ (Learning materials) หมายถึง สื่อท่ีช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ มีความเข้าใจเกิดการเรียนรู้ และช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้มีหลายรูปแบบ เช่น ส่ือ ส่ิงพิมพ์ ส่ือเทคโนโลยี สื่อธรรมชาติ การเลือกสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนควรคานึงถึงความน่าสนใจ ชวนคิด ชวนติดตามเป็นสื่อที่เข้าใจง่าย กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักวิธีแสวงหาความรู้ และท่ีสาคัญคือ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียน วธิ ีการเรยี นรูข้ องผเู้ รยี น และความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล สานักงานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ (2553, หน้า 30) ได้กาหนดไว้ว่า ในการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับสื่อเอกสารประกอบการเรียนท่ี สถานศกึ ษาจัดให้ยมื เรียน นอกจากนน้ั ผู้เรียนยงั ต้องแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยการใช้สอื่ การเรียนรู้ ทห่ี ลากหลาย ไดแ้ ก่ สือ่ สิ่งพมิ พ์ ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์ สือ่ บุคคล ภูมปิ ญั ญา แหลง่ เรียนรู้ทีม่ ีอยู่ในท้องถิ่น ชุมชน และแหลง่ เรยี นรอู้ ืน่ ๆ ผู้เรยี น ครู สามารถพฒั นาสื่อการเรียนรู้ขนึ้ เอง หรอื นาสอ่ื ตา่ ง ๆ ทีม่ ีอยู่ ใกล้ตวั และขอ้ มูลสารสนเทศที่เกี่ยวขอ้ งมาใช้ในการเรียนรู้ โดยใชว้ จิ ารณญาณในการเลอื กใช้สื่อต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ใกล้ตัว และข้อมูลสารสนเทศที่เก่ียวข้องมาใช้ในการเรียนรู้ โดยใช้วิจารญาณในการเลือกใช้ สื่อต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณค่า น่าสนใจ ชวนคิด ชวนติดตาม เข้าใจง่าย เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนร้จู ักวธิ ีการแสวงหาความรู้เกิดการเรียนรู้ อย่างกวา้ งขวางลึกซึ้ง และต่อเนื่อง ตลอดเวลา
97 รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2554, หน้า 130) ได้กล่าวว่า สถานศึกษาต้องส่งเสริมสนับสนุน ให้การจัดการเรียนรู้ของครูอาจารย์บรรลุผล โดยการพัฒนาส่ือและเทคโนโลยีท่ีมีความหลากหลาย เหมาะสม และเพียงพอให้ครูอาจารย์ได้เลือกพัฒนาและใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างได้ผล และส่ือและเทคโนโลยีน้ัน ควรเน้นต้ังแต่การจัดทา จัดหาจากท้องถ่ินไปจนถึงส่ือท่ีทันสมัยเป็นสากล การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา สื่อเป็นเคร่ืองมือของการเรียนรู้ ทาหน้าท่ี ถา่ ยทอดความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สกึ เพม่ิ พูนทักษะประสบการณ์ สรา้ งสถานการณ์การเรยี นรู้ให้แก่ ผู้เรียน กระตุน้ ใหเ้ กดิ ศกั ยภาพทางการคดิ ได้แก่ การคิดไตรต่ รอง การคดิ สรา้ งสรรค์ และการคดิ อยา่ ง มีวิจารณญาณ ตลอดจนสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมให้แก่ผู้เรียน สื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันมี อิทธิพลสูงต่อการกระตุ้นให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง มีมากมายหลายรูปแบบ มีบทบาทและใหค้ ณุ ประโยชนไ์ ด้ สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556, หน้า 56) ได้กาหนดแนวการพัฒนา สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา ดังน้ี 1) จัดให้มีการร่วมกันกาหนดนโยบายวางแผน ในเร่ืองการจัดหาและพฒั นาสื่อการเรียนรู้และเทคโนโลยีเพอื่ การศึกษาของสถานศึกษา 2) พัฒนาบุคลากร ในสถานศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาส่ือการเรียนรู้และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา พร้อมท้ังให้ มีการจัดตั้งเครือข่ายทางวิชาการ ชมรมวิชาการเพ่ือเป็นแหล่งเรยี นรู้ของสถานศึกษา 3) พัฒนาและ ใช้สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาโดยมุ่งเน้นการพัฒนาส่ือและเทคโนโลยีทางการศึกษาท่ีให้ ข้อเท็จจริง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกิดข้ึน โดยเฉพาะหาแหล่งสื่อท่ีเสริมการจัดการศึกษาของ สถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ 4) พัฒนาห้องสมุดของสถานศึกษาให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ของ สถานศึกษาและชมุ ชน 5) นเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงานของบคุ ลากรในการจัดหาผลิต ใช้และพัฒนาสื่อและเทคโนโลยที างการศกึ ษา สัมมา รธนิธย์ (2556, หน้า 99) ได้กล่าวว่า การจัดสื่อและวัสดุเพื่อการเรียนการสอน ประกอบด้วย การจัดดาเนินการเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ สื่อ ห้องสมุด นวัตกรรม ตลอดจนเทคโนโลยี เพื่อการเรียนการสอน ภารดี อนันต์นาวี (2557, หน้า 283) ได้กล่าวถึงแนวทางในการปฏิบัติเก่ียวกับการพฒั นา และใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาไว้ ดังนี้ 1) ศึกษาวิเคราะห์ ความจาเป็นในการใช้สื่อและ เทคโนโลยีเพ่ือการจดั การเรียนการสอนและการบรหิ ารงานวชิ าการ 2) สง่ เสริมใหค้ รูผลิต พัฒนาส่อื และ นวตั กรรมการเรียนการสอน 3) จดั หาส่อื และเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการจัดการเรยี นการสอน และการพัฒนางาน ด้านวิชาการ 4) ประสานความร่วมมือในการผลิต จัดหา พัฒนา และการใช้สื่อนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพ่ือการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษา บุคคล ครอบครัว องค์กร หนว่ ยงานและสถาบนั อื่น และ 5) การประเมินผลการใชส้ อ่ื นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพอ่ื การศึกษา
98 จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ท่ีนักวิชาการต่าง ๆ ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้วา่ การพัฒนาและใช้ส่ือเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หมายถงึ การดาเนนิ งานของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริม ให้ครูใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ โดยมีการจัดทา จัดหาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อ การเรียนรู้ให้อย่างเหมาะสม และให้ครูได้นานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ไปใช้ พัฒนาการเรียนรู้ รวมท้ังมีการประเมินการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ และนาผล การประเมินไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาการใช้ส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้โดย มีการเผยแพร่แกผ่ ู้ทเ่ี กีย่ วข้อง จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ ประกอบไปด้วย 17 ด้าน คือ 1) การพัฒนาหรือการดาเนินการเกี่ยวกับการให้ความเห็นการพัฒนาสาระหลักสูตรท้องถิ่น 2) การวางแผนงานด้านวิชาการ 3) การจัดการเรียนการสอนในสถานศกึ ษา 4) การพฒั นาหลักสูตรของ สถานศึกษา 5) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 6) การวัดผล ประเมินผล และดาเนินการเทียบโอน ผลการเรียน 7) การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา 8) การพัฒนาและส่งเสริมให้มี แหล่งเรียนรู้ 9) การนิเทศการศกึ ษา 10) การแนะแนวการศกึ ษา 11) การพฒั นาระบบประกันคณุ ภาพ ภายในและมาตรฐานการศึกษา 12) การส่งเสริมชุมชนให้มคี วามเข้มแข็งทางวิชาการ 13) การประสาน ความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอ่ืน 14) การส่งเสริมและสนับสนุนงาน วิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และสถาบันอ่ืนที่จัดการศึกษา 15) การจัดทาระเบียบและแนวปฏิบัติเก่ียวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา 16) การคัดเลือก หนังสือ แบบเรียนเพ่ือใช้ในสถานศึกษา และ 17) การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จะเหน็ ได้ผู้บริหารและครูมีบทบาทสาคัญอย่างย่งิ ในการบริหารงานวิชาการท่ีจะช่วยกนั ปฏบิ ัติเพื่อแก้ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ให้ลุล่วงไป ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลแกน่ ักเรียน มีคุณภาพสอดคล้อง ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 2.4 บรบิ ทของพ้นื ทที่ ีศ่ กึ ษา สภาพพ้ืนที่ที่ใช้ในการวิจัย รูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน ภาคกลาง ผูว้ จิ ัยไดร้ วบรวมไว้ ดังนี้ 2.4.1 ประวตั ิความเป็นมา และที่ต้ัง สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 3-10 ต้ังข้ึนจากการแก้ไขเพ่ิมเติม พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553 และพระราชบญั ญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการ
99 กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 และพระราชบัญญตั ิระเบียบข้าราชการครแู ละบุคลากร ทางการศกึ ษา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ทไ่ี ดป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา เมือ่ วนั ท่ี 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 กาหนดให้มีเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา และเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา โดยกาหนดให้มี เขตพื้นทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษา จานวน 42 เขต โดยสานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 3-10 มีพน้ื ท่ีครอบคลมุ 21 จังหวดั และมีโรงเรยี นท้งั หมด 428 โรง 1. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 มีพ้ืนท่ีครอบคลุม 2 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีโรงเรียน 47 แห่ง ได้แก่ 1) สวนกุหลาบ วิทยาลัย นนทบุรี 2) เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี 3) บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นนทบุรี 4) บางบัวทอง 5) ปากเกร็ด 6) รัตนาธเิ บศร์ 7) ราชวินติ นนทบรุ ี 8) ราษฎรน์ ิยม 9) วดั เขมาภิรตาราม 10) ศรีบุญยานนท์ 11) สตรีนนทบุรี 12) นนทบุรีพิทยาคม 13) เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 14) เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี 15) เทพศิรินทร์ นนทบุรี 16) เบญจมราชานุสรณ์ 17) โพธนิ ิมติ รวทิ ยาคม 18) ไทรนอ้ ย 19) จอมสรุ างคอ์ ุปถัมภ์ 20) ทา่ ชา้ งวทิ ยาคม 21) ท่าหลวงวิทยานุกูล 22) ทา่ เรอื นติ ยานกุ ูล 23) นครหลวงอุดมรัชตว์ ิทยา 24) บางซา้ ยวิทยา 25) บางบาล 26) บางปะหัน 27) บางปะอนิ 28) บางไทรวิทยา 29) บางปะอิน ราชานุเคราะห์ 1 30) บ้านแพรกประชาสรรค์ 31) ผักไห่สุทธาประมุข 32) ภาชีสุนทรวิทยานุกูล 33) มหาราชประชานิมิตร 34) ลาดงาประชาบารุง 35) ลาดชะโดสามัคคี 36) ลาดบัวหลวงไพโรจน์วิทยา 37) วังน้อยพนมยงค์วิทยา 38) วัดโพธิ์ผักไห่ (เวชพันธ์ุอนุสรณ์) 39) วิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ 40) สาคลีวิทยา 41) หนองน้าส้มวิทยา 42) อุทัย 43) อยุธยาวิทยาลยั 44) ปากกรานพิทยา 45) อุดมศีลวทิ ยา 46) อยธุ ยานสุ รณ์ 47) เสนา เสนาประสทิ ธ์ิ 2. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 4 มีพื้นที่ครอบคลุม 2 จังหวัด ประกอบดว้ ย จงั หวัดปทุมธานี และจงั หวดั สระบุรี มโี รงเรียน 43 แห่ง ได้แก่ 1) ปทุมวไิ ล 2) คณะราษฎร์ บารุงปทุมธานี 3) ปทุมธานีนันทมุนีบารุง 4) หอวัง ปทุมธานี 5) ชัยสิทธาวาสพัฒน์สายบารุง 6) เตรยี มอุดมศึกษาน้อมเกล้า 7) บัวแกว้ เกษร 8) สนุ ทโรเมตตาประชาสรรค์ 9) วรราชาทินัดดามาตุวิทยา 10) จุฬาภรณ์ราชวทิ ยาลัย ปทมุ ธานี 11) ธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม 12) สวนกุหลาบวิทยาลยั รงั สิต 13) ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัถตสารเกษตร) 14) ธัญบุรี 15) ธัญรัตน์ 16) สายปัญญารังสิต 17) เตรยี มอดุ มศกึ ษาพัฒนาการ ปทุมธานี 18) เทพศิรนิ ทร์คลองสิมสาม ปทุมธานี 19) มัธยมสังคีตวิทยา 20) นวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี 21) หนองเสือวิทยาคม 22) สระบุรีวิทยาคม 23) ดอนพุดวิทยา 24) สวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี 25) หนองแซงวิทยา 26) เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา 27) สธุ ีวิทยา 28) โคกกระท้อนกิตติวฒุ ิวิทยา 29) พระพทุ ธบาทพลานุกูลวิทยา 30) บา้ นหมอพัฒนานุกูล 31) เทพศิรินทร์ พุแค 32) เสาไห้วิมลวิทยานุกูล 33) หนองโดนวิทยา 34) บ้านท่ามะปรางวิทยา 35) สองคอนวิทยา 36) เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สระบุรี 37) หนองแคสรกิจพิทยา 38) แก่งคอย
100 39) ประเทียบวิทยาทาน 40) ซับน้อยเหนือวิทยาคม 41) มวกเหล็กวิทยา 42) วังม่วงวิทยาคม 43) หินกองวิทยาคม 3. สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 5 มีพ้ืนท่ีครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท จังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสิงหบุรี มีโรงเรียน 64 แห่ง ไดแ้ ก่ 1) ชยั นาทพิทยาคม 2) คุรปุ ระชาสรรค์ 3) สรรพวทิ ยา 4) ชยานกุ ิจพทิ ยาคม 5) บญุ นาคพิทยาคม 6) ห้วยกรดวิทยา 7) หันคาพิทยาคม 8) หันคาราษฎร์รังสฤษด์ิ 9) อุลิตไพบูลย์ชนูถัมภ์ 10) วัดสิงห์ 11) สาครพิทยาคม 12) ศรีสโมสรวิทยา13) เนินขามรัฐประชานุเคราะห์ 14) อ่างทอง ปัทมโรจน์ วิทยาคม 15) สตรีอ่างทอง 16) โยธินบูรณะอ่างทอง 17) ป่าโมกข์วิทยาภูมิ 18) บางเสด็จวิทยาคม 19) ราชสถิตวิทยา 20) ไผ่วงวิทยา 21) วิเศษไชยชาญวิทยาคม 22) วิเศษไชยชาญตันติวิทยาภูมิ 23) โพธ์ิทองพทิ ยาคม 24) โพธท์ิ องจนิ ดามณี 25) สามโกว้ ทิ ยา 26) แสวงหาวทิ ยาคม 27) ปิยะบุตร์ 28) พิบูลวิทยาลัย 29) พระนารายณ์ 30) โคกกระเทียมวิทยาลัย 31) ริ้วหว้าวิทยาคม 32) โคกตูมวิทยา 33) บ้านข่อยวิทยา 34) บ้านหมีวิทยา 35) ดงตาลวิทยา 36) บ้านชีวิทยา 37) ท่าวุ้งวิทยาคาร 38) บ้านเบิกวิทยาคม 39) ชัยบาดาลวิทยา 40) ชยั บาดาลพิทยาคม 41) โคกสาโรงวิทยา 42) พัฒนานิคม 43) จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย 44) โคกสลุงวิทยา 45) หนองม่วงวิทยา 46) เฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระศรนี ครนิ ทร์ลพบรุ ี 47) สระโบสถ์วทิ ยาคาร 48) ขนุ รามวทิ ยา 49) โคกเจริญวิทยา 50) ยางรากวทิ ยา 51) ทองเอนวิทยา 52) ท่าช้างวิทยา 53) บ้านแป้งวิทยา 54) พรหมบุรีรัชดาภิเษก 55) หัวไผ่วิทยาคม 56) ศรีวินิตวิทยาคม 57) สิงหพาหุประสานมิตรอุปถัมภ์ 58) ค่ายบางระจันวิทยาคม 59) อินทร์บุรี 60) สงิ หบ์ ุรี 61) บางระจันวิทยา 62) ลาสนธิวทิ ยา 63) ท่าหลวงวทิ ยาคม 64) ศรีศกั ดส์ิ ุวรรณวิทยา 4. สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 6 มีพ้ืนที่ครอบคลุม 2 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ มีโรงเรียน 54 แห่ง ได้แก่ 1) ดัดดรุณี 2) วัดโสธรวรารามวรวิหาร 3) เบญจมราชรังสฤษฎิ์ 4) เบญจมราชรังสฤษฎ์ิ 3 ชนะสงสารวิทยา 5) เบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 6) เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ฉะเชิงเทรา 7) บางน้าเปร้ียววิทยา 8) ดอนฉิมพลี พทิ ยาคม 9) หมอนทองวทิ ยา 10) ไผด่ าพทิ ยาคม รชั มงั คลาภิเษก 11) การทามาหากินวัดโพธ์ิเฉลิมรักษ์ 12) บางปะกง บวรวิทยายน 13) พุทธิรังสีพบิ ูล 14) ผาณิตวิทยา 15) วดั เปย่ี มนโิ ครธาราม 16) ไผแ่ ก้ววทิ ยา 17) หนองแหนวิทยา 18) กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ฉะเชงิ เทรา 19) แปลงยาวพทิ ยาคม 20) ราชสาสน์วิทยา 21) กอ้ นแกว้ พทิ ยาคม 22) บางคลา้ พทิ ยาคม 23) หนองไมแ้ กน่ วิทยา 24) พนมสารคาม พนมอดลุ วทิ ยา 25) มัธยมสิริวัณวรี 3 ฉะเชิงเทรา 26) สนามชัยเขต 27) สตรีสมุทรปราการ 28) สมุทรปราการ 29) มธั ยมวัดด่านสาโรง 30) เทพศริ ินทร์ สมุทรปราการ 31) หาดอมราอักษรลักษณ์วิทยา 32) วัดทรงธรรม 33) นวมินทราชูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย 34) มัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ ในพระบรมราชานุเคราะห์ 35) ราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมรัชดาภิเษกในพระบรมราชูปถัมภ์ 36) เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการ 37) ราชวินิตสุวรรณภูมิ 38) สาขลาสุทธีราอุปถัมภ์ 39) ป้อมนาคราชสวาทยานนท์
101 40) มัธยมวัดใหม่สมุทรกิจวิทยาคม 41) ปทุมคงคาสมุทรปราการ 42) หลวงพ่อปานคลองด่านอนสุ รณ์ 43) วิสุทธิกษัตรี 44) เปร็งวิสุทธาธิบดี 45) บางบ่อวิทยาคม 46) นวมินทราชินุทิศเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการ 47) บางพลีราษฎร์บารุง 48) พลูเจริญวิทยาคม 49) ราชวินิตบางแก้ว 50) บางปะแก้ว ประชาสรรค์ 51) บดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ 52) เตรียมอุดมศึกษาเปรง็ วิสุทธาธบิ ดี 53) เบญจมราชรังสฤษฎิ์ 5 54) วทิ ยาราษฎร์รังสรรค์ 5. สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 7 มีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดนครนายก มีโรงเรียน 44 แห่ง ได้แก่ 1) ปราจิณราษฎร์อารุง 2) กระทุ่มแพ้ววิทยา 3) ชิตใจช่ืน 4) ประจันตราษฎร์บารุง 5) สุวรรณวิทยา 6) วัดพรหมประสิทธิ์ 7) ปราจนี กัลยาณี 8) ไทยรฐั วทิ ยา 7 9) กรอกสมบูรณ์วิทยาคม 10) ศรีมโหสถ 11) ศรีมหาโพธิ์ 12) ปราจิณราษฎรอ์ ารุง 2 อดุลศาสนกิจศึกษา 13) กบินทร์วิทยา 14) กบินทร์บุรี 15) วังดาลวิทยาคม 16) ลาดตะเคียนราษฎร์บารุง 17) วังตะเคียนวิทยาคม 18) มณีเสวตอุปถัมภ์ 19) ร่มเกล้าปราจีนบุรี 20) เมืองนครนายก 21) นครนายกวิทยาคม 22) บา้ นนานายกพทิ ยากร 23) ปิยชาติพัฒนา ในพระบรมราชานุปถัมภ์ 24) อุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย 25) นวมราชานุสรณ์ 26) ปากพลีวิทยาคาร 27) เขาเพ่ิมนารีผลวิทยา 28) องค์รักษ์ 29) เลขธรรมกิตต์ิวิทยาคม 30) สระแก้ว 31) ภัทรพิทยาจารย์ 32) ท่าเกษมพิทยา 33) คลองหาดพิทยาคม 34) วังน้าเย็นวิทยาคม 35) ตาพระยา 36) วงั ไพรวทิ ยาคม 37) วังสมบูรณ์วทิ ยาคม 38) ทัพราชวิทยา 39) ซับมว่ งวทิ ยา 40) คลองนา้ ใสวิทยาคาร 41) อรัญประเทศ 42) ทัพพระยาพทิ ยา 43) วังหลงั วทิ ยาคม และ 44) ร่มเกล้าวฒั นานครรัชมังคลาภิเษก 6. สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 มีพื้นที่ครอบคลุม 2 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี และจงั หวัดกาญจนบรุ ี มีโรงเรยี น 55 แหง่ ไดแ้ ก่ 1) เบญจราชทู ศิ ราชบุรี 2) ราชโบริกานุเคราะห์ 3) รัฐราษฎร์อุปถัมภ์ 4) แครายวิทยา 5) รัตนราษฎร์บารงุ 6) มัธยมวัดดอนตูม 7) กรับใหญ่ว่องกุศลกจิ พิทยาคม 8) หนองปลาหมอพิทยาคม 9) โพธาวัฒนาเสรี 10) หนองโพวทิ ยา 11) ท่ามะขามวิทยา 12) ช่องพรานวิทยา 13) สายธรรมจันทร์ 14) ประสาทรัฐประชากิจ 15) สวนผ้ึงวิทยา 16) บรมราชินีนาถราชวิทยาลัย 17) ด่านทับตะโกราษฎร์ราษฎร์อุปถัมภ์ 18) บางแพปฐมพิทยา 19) คุรุราษฎร์รังสฤษฎ์ 20) โพหัก วงศ์สมบูรณ์ราษฎร์อุปถัมภ์ 21) ไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา 22) วัดสันติการามวิทยา ในพระบรมราชานุเคราะห์ 23) ปากท่อพิทยาคม 24) เตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการ ราชบุรี 25) บ้านคาวิทยา 26) โสภณศิริราษฎร์ 27) เทพมงคลรังษี 28) เทพศิรินทร์ ลาดหญ้า กาญจนบุรี29) กาญจนานุเคราะห์ 30) 31) ไทรโยคน้อยพิทยา 32) บ่อพลอยรัชดาภิเษก 33) หนองรีประชานิมิตร 34) ศรีสวัสดิ์พิทยาคม 35) ท่ามะกาวทิ ยาคม 36) พระแทน่ ดงรังวิทยาคาร 37) นิวฐิ ราษฎร์อปุ ถัมภ์ 38) ท่ามะกาปญุ สิริวิทยา 39) พงั ตรรุ าษฎร์รงั สรรค์ 40) ท่ามว่ งราษฎร์บารุง 41) วิสุทธิรังษี 42) หนองขาวโกวิทพิทยาคม 43) ท่าเรือพิทยาคม 44) หนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บารงุ 45) เฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระศรนี ครินทร์ กาญจนบุรี 46) ทองผาภมู วิ ิทยา 47) ร่มเกล้ากาญจนบุรี
102 48) อุดมสิทธ์ิศึกษา 49) เลาขวัญราษฎร์บารุง 50) พนมทวนชนปู ถมั ภ์ 51) ด่านมะขามเต้ียวทิ ยาคม 52) ประชามงคล 53) หนองปรอื พิทยาคม 54) หว้ ยกระเจาพทิ ยาคม 55) พนมทวนพิทยาคม 7. สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 มีพ้ืนท่ีครอบคลุม 2 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวดั นครปฐม และจังหวัดสุพรรณบรุ ี มีโรงเรยี น 61 แหง่ ไดแ้ ก่ 1) พระปฐมวิทยาลัย 2) พระปฐมวิทยาลยั 2 หลวงพอ่ เงินอนสุ รณ์ 3) ราชินีบรู ณะ 4) ศรวี ชิ ัยวทิ ยา 5) สระกะเทียมวิทยาคม 6) วัดห้วยจระเข้วิทยาคม 7) โพรงมะเด่ือวิทยาคม 8) สิรินธรราชวิทยาลัย 9) มัธยมฐานการบิน กาแพงแสน 10) กาแพงแสนวทิ ยา 11) ศาลาตึกวิทยา 12) งว้ิ รายบุญมรี ังสฤษด์ิ 13) บ้านหลวงวิทยา 14) เพิม่ วทิ ยา 15) ภทั รญาณวทิ ยา 16) อบุ ลรตั นร์ าชกญั ญาราชวทิ ยาลยั นครปฐม 17) คงทองวทิ ยา 18) สถาพรวิทยา 19) พลอยจาตรุจินดา 20) บางเลนวิทยา 21) บางหลวงวิทยา 22) แหลมบัววิทยา 23) บัวปากทา่ วิทยา 24) รตั นโกสินทรส์ มโภชบวรนเิ วศศาลายา ในพระสงั ฆราชูปถมั ภ์ 25) สงวนหญิง 26) วัดไร่ขิงวิทยา 27) ปรีดารามวิทยาคม 28) ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 29) อู่ทอง 30) กาญจนาภิเษกวิทยาลยั นครปฐม (พระตาหนกั สวนกหุ ลาบมธั ยม) 31) ตลงิ่ ชันวทิ ยา 32) บางล่ีวิทยา 33) หรรษาสุจิตต์วิทยา 2 34) สรวงสุทธาวิทยา 35) วังหว้าราษฎร์สามัคคี 36) สวนแตงวิทยา 37) ศรีประจันต์เมธีประมุข 38) กาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี 39) บรรหารแจ่มใสวทิ ยา 5 40) บางแม่หม้ายรัฐราษฎร์รังสฤษดิ์ 41) บางปลาม้า สูงสุมารผดุงวิทย์ 42) สระยายโสมวิทยา 43) สองพ่ีน้องวิทยา 44) บ่อสุพรรณวิทยา 45) ทุ่งคลีโคกช้างวิทยา 46) สระกระโจมโสภณพิทยา 47) หนองวัลย์เปรียงวิทยา 48) อู่ทองศึกษาลัย 49) ทุ่งแฝกพิทยาคม 50) บรรหารแจ่มใสวิทยา 1 51) บรรหารแจ่มใสวิทยา 3 52) บรรหารแจ่มใสวิทยา 6 53) บรรหารแจ่มใสวิทยา 7 54) บ่อกรุวิทยา 55) กรรณสูตรศึกษาลัย 56) หนองหญ้าไซวทิ ยา 57) ธรรมโชตศิ กึ ษาลัย 58) สามชกุ รตั นโภดาราม 59) ดอนคาวิทยา 60) สามพรานวิทยา และ 61) ด่านชา้ งวิทยา 8. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 10 มีพื้นท่ีครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม มีโรงเรียน 60 แห่ง ได้แก่ 1) ประจวบวิทยาลัย 2) ทับสะแกวิทยา 3) ธงชัยวิทยา 4) กุยบุรีวิทยา 5) ปากน้าปราณวิทยา 6) หัวหินวทิ ยาคม 7) อา่ วนอ้ ยวิทยานิคม 8) ห้วยยางวิทยา 9) ชยั เกษมวิทยา 10) ยางชุมวิทยา 11) เตรียมอุดมศกึ ษาพฒั นาการปราณบรุ ี 12) หนองพลบั วิทยา 13) หว้ากอวทิ ยาลัย 14) บางสะพานวิทยา 15) หัวหิน 16) เมอื งปราณบุรี 17) บางสะพานนอ้ ยวิทยาคม 18) สามร้อยยอดวิทยาคม 19) สมุทรสาครวิทยาลัย 20) สมทุ รสาครบรู ณะ 21) เฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์สมุทรสาคร 22) พันท้ายนรสิงห์วิทยา 23) กระทุ่มแบนวิเศษสมุทคุณ 24) กุศลวิทยา 25) หลักสองส่งเสริมวิทยา 26) สกลวิสุทธ์ิ 27) อ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ 28) วัดหลักส่ีพิพัฒน์ราษฎร์อุปถัมภ์ 29) ถาวรานุกูล 30) ศรัทธาสมุทร 31) วัดบางกะพ้อมคงลาภย่ิงประชานุสรณ์ 32) วัดธรรมจริยาภิรมย์ 33) อัมพวันวิทยาลัย 34) เทพสุวรรณชาญวิทยา 35) เมธีชุณหะวัณวทิ ยาลยั 36) เขายอ้ ยวทิ ยา 37) วดั แกว้ เจริญอานวยวิทย์
103 38) พรหมานุสรณ์ เพชรบุรี 39) วัดจันทราวาสศุขประชาราษฎร์ 40) ท้ายหาด 41) บ้านแหลมวิทยา 42) ชะอาคุณหญิงเนื่องบุรี 43) จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย 44) หนองชุมแสงวิทยา 45) โยธินบูรณะเพชรบุรี 46) คงคาราม 47) ป่าเค็งวิทยา 48) วชิรธรรมโศภิต 49) โตนดหลวงวิทยา 50) บางตะบูนวิทยา 51) บ้านลาดวิทยา 52) บางจานวิทยา 53) ทา่ ยางวิทยา 54) หนองหญ้าปล้องวิทยา 55) แก่งกระจานวิทยา 56) ห้วยทรายประชาสรรค์ 57) สมุทรสาครวุฒิชัย 58) เบญจมเทพอุทิศ 59) หนองจอกวิทยา และ 60) ดอนยางวิทยา 2.4.2 อานาจหน้าที่ของสานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 3-10 สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 3-10 อยู่ภายใต้การกากับดูแลของสานกั งาน คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐานมีอานาจหนา้ ทีต่ ามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญตั ิระเบยี บบริหาร ราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ พ.ศ. 2546 กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายใน สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา พ.ศ. 2546 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง แบ่งส่วนราชการ ภายในสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา พ.ศ. 2553 มีอานาจหนา้ ที่ ดังน้ี 1. จัดทานโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการศกึ ษาของเขตพนื้ ท่ีการศึกษาให้สอดคล้อง กับนโยบายมาตรฐานการศึกษา แผนการศึกษา แผนพัฒนาการศึกษาข้ันพ้ืนฐานและความต้องการ ของท้องถิ่น 2. วิเคราะห์การจัดตั้งงบประมาณเงนิ อุดหนุนท่ัวไปของสถานศึกษาและหน่วยงาน ในเขต พ้ืนท่ีการศึกษา และแจ้งจัดสรรงบประมาณที่ได้รับให้หน่วยงานข้างต้นรับทราบ รวมทั้งกากับ ตรวจสอบ ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานดงั กลา่ ว 3. ประสาน สง่ เสริม สนบั สนนุ และพฒั นาหลักสูตรรว่ มกบั สถานศกึ ษาในเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษา 4. กากับ ดแู ล ติดตามและประเมนิ ผลสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐานและในเขตพน้ื ท่กี ารศึกษา 5. ศกึ ษา วิเคราะห์ วิจยั และรวบรวมข้อมลู สารสนเทศดา้ นการศกึ ษาในเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา 6. ประสานการระดมทรัพยากรดา้ นต่าง ๆ รวมทัง้ ทรพั ยากรบุคคล เพ่อื ส่งเสรมิ สนบั สนุน การจัด และพฒั นาการศึกษาในเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา 7. จัดระบบการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาและประเมนิ ผลสถานศกึ ษาในเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา 8. ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาของสถานศึกษาของเอกชน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น รวมท้ังบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันอ่ืนที่จัดรูปแบบท่หี ลากหลายในเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษา 9. ดาเนินการและประสาน ส่งเสริม สนบั สนุนการวจิ ยั และพฒั นาการศกึ ษาในเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา 10. ประสาน สง่ เสริม การดาเนินงานของคณะอนุกรรมการและคณะทางานดา้ นการศกึ ษา
104 11. ประสานการปฏบิ ัติราชการท่ัวไปกับองค์กรหรอื หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ในฐานะสานักงานผูแ้ ทนกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา 12. ปฏิบัติหน้าที่อื่นเก่ียวกับกิจการภายในเขตพืน้ ที่การศึกษาที่มไิ ด้ระบุให้เป็นหนา้ ที่ของ ผู้ใดโดยเฉพาะหรือปฏบิ ตั งิ านอ่นื ตามที่ไดร้ บั มอบหมาย 2.4.3 นโยบาย สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ปงี บประมาณ พ.ศ. 2561 สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 3-10 อย่ภู ายใต้การกากบั ดูแลของสานกั งาน คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานมอี านาจหนา้ ทต่ี ามมาตรา 34 แหง่ พระราชบัญญตั ิระเบียบบรหิ าร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 กฎกระทรวงกาหนดหลกั เกณฑ์การแบ่งสว่ นราชการภายใน สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา พ.ศ. 2546 ต้องดาเนินการตามนโยบาย สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน, 2560, หนา้ 3-7) ดังนี้ นโยบายที่ 1 ดา้ นการจดั การศึกษาเพือ่ ความม่ันคง นโยบายที่ 2 ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อสร้างขีด ความสามารถในการแขง่ ขนั นโยบายที่ 3 ดา้ นการสง่ เสรมิ พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา นโยบายที่ 4 ด้านโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมการเข้าถงึ บรกิ ารทางการศกึ ษา นโยบายท่ี 5 ด้านการจัดการศกึ ษาเพอื่ สรา้ งเสรมิ คณุ ภาพชีวิตท่ีเป็นมิตรกบั สง่ิ แวดลอ้ ม นโยบายท่ี 6 ด้านการพฒั นาระบบบรหิ ารจัดการและสง่ เสรมิ ให้ทกุ ภาคสว่ นมีสว่ นรว่ มในการจัด การศกึ ษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน มวี สิ ัยทัศน์ พนั ธกจิ เป้าหมาย และยทุ ธศาสตร์ ดังน้ี วิสัยทศั น์ การศึกษาข้ันพ้ืนฐานของประเทศไทย มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากลบนพน้ื ฐานของ ความเปน็ ไทย พันธกิจ 1. ส่งเสรมิ และสนับสนนุ ใหป้ ระชากรวัยเรียนทุกคนไดร้ บั การศึกษาอยา่ งทวั่ ถงึ และมีคุณภาพ 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตร และค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ 3. พัฒนาระบบบริหารจัดการท่ีเน้นการมีส่วนร่วมในการบูรณาการในการจัดการศึกษา และเสริมสรา้ งความรบั ผิดชอบต่อคุณภาพการศกึ ษา
105 เปา้ หมาย 1. ผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษาและระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานทุกคน มีพัฒนาการ เหมาะสมตามวยั มีคุณภาพ และทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21 2. ประชากรวยั เรยี นทุกคนไดร้ ับโอกาสในการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐานอย่างทั่วถึง มีคณุ ภาพ และ เสมอภาค 3. ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษามีสมรรถนะตรงตามสายงาน และมีวฒั นธรรมการทางาน ท่ีมงุ่ เน้นผลสัมฤทธิ์ 4. สานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษา สานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษและสถานศกึ ษา มปี ระสิทธิภาพ และเป็นกลไกขับเคลอ่ื นการศึกษาข้ันพน้ื ฐานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สคู่ ุณภาพระดับ มาตรฐานสากล 5. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานเน้นการทางานแบบบูรณาการ มีเครือข่าย การบรหิ ารจัดการบริหารแบบมสี ่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา กระจายอานาจและความ รับผิดชอบส่สู านักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาและสถานศึกษา 6. พื้นที่พิเศษ ได้รับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาท่ี เหมาะสมตามบริบทของพืน้ ท่ี 7. หน่วยงานทุกระดับพัฒนาสื่อ เทคโนโลยี และระบบข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการบริหาร จัดการศึกษาอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ 8. หน่วยงานทุกระดับ มีงานวิจัยที่สามารถนาผลไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัด การศกึ ษา ยทุ ธศาสตร์ 1. จัดการศกึ ษาเพ่ือความมั่นคง 2. พฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี นและสง่ เสรมิ การจัดการศึกษาเพ่ือสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน 3. ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาครแู ละบุคลากรทางการศึกษา 4. ขยายโอกาสการเขา้ ถึงบรกิ ารทางการศกึ ษาและการเรียนรูอ้ ยา่ งมคี ุณภาพ 5. จัดการศึกษาเพ่อื เสริมสร้างคุณภาพชวี ิตทเ่ี ป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม 6. พฒั นาระบบบรหิ ารจดั การและสง่ เสริมการมีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
106 2.5 งานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ ง ในการวิจัยคร้งั น้ี ผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษาค้นควา้ ตารา เอกสาร ตารา และงานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้อง ผวู้ ิจัย พบวา่ มงี านวิจยั และวิทยานิพนธ์ทม่ี ีเน้อื หาท่ีเก่ียวขอ้ งกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร ของโรงเรยี นมธั ยมศึกษา สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ภาคกลาง ดงั น้ี 2.5.1 งานวิจัยในประเทศ สาหรับงานวิจัยในประเทศผู้วจิ ัยได้รวบรวมงานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้องกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการ ของผบู้ ริหารของโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน ภาคกลาง ดังน้ี ปาริชาติ ชมชื่น (2555) ได้วิจัยเร่ือง “รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของ ชุมชนท่ีมีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา” ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนารปู แบบการบริหารงานวิชาการแบบมีสว่ นรว่ มของชุมชนทม่ี ีประสิทธิผลในสถานศึกษา ได้มี การดาเนนิ การ 4 ขั้นตอน ซงึ่ สรุปผลได้ ดงั นี้ 1) ผลการศกึ ษาสภาพปัจจบุ ัน ปญั หา และความต้องการ ในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนรว่ มของชุมชนท่ีมีประสิทธิผลในสถานศึกษา จากการศึกษาวิจัย พบว่า ได้แนวคิดและข้อมูลเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบหลักในการบริหารงานวิชาการ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.1) การพัฒนาหลักสูตรและนาหลักสูตรไปใช้ 1.2) การพัฒนา กระบวนการเรยี นรู้ 1.3) การพฒั นาสือ่ นวตั กรรม และเทคโนโลยที างการศึกษา 1.4) การวางแผนและ พัฒนาการสง่ เสรมิ ทางวชิ าการ 1.5) การพัฒนาแหล่งเรยี นรู้ 1.6) การนิเทศภายใน และ 1.7) การวัดและ ประเมินผล 2) ผลการสร้างรปู แบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีประสิทธิผลใน สถานศกึ ษา มีองค์ประกอบของรูปแบบ 6 ขัน้ ตอน ประกอบด้วย 2.1) หลักการ 2.2) จุดมงุ่ หมาย 2.3) กลไก การดาเนินการ 2.4) การดาเนินการ 2.5) การประเมินผล และ 2.6) เงื่อนไขความสาเร็จ รูปแบบมี องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการ 7 องค์ประกอบหลัก 63 องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบ ผู้ที่มีส่วนร่วม 8 องค์ประกอบหลัก 57 องค์ประกอบย่อย 3) ผลการนารูปแบบการบริหารงาน วิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา ไปใช้ในสภาพจริง พบว่า การขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามกระบวนการวิจัยปฏิบัติการซึ่งมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล จานวน 2 วงรอบ ทาให้ได้รูปแบบที่มีประสิทธิผลเพื่อใช้เป็น แนวทางในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน 4) ผลการนาเสนอการใช้รปู แบบการ บรหิ ารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา พบว่า รูปแบบมีความ เหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์โดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั มากทสี่ ดุ และเมอ่ื พจิ ารณา
107 รายด้าน พบว่า ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกตอ้ ง และความเป็นประโยชน์ในด้านกลไกการ ดาเนินการอยใู่ นระดบั มากท่ีสุด ณรงค์ ชูศรีชัย (2556) ได้วิจัยเร่ือง “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สาหรับสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา” ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สาหรับ สถานศึกษาข้นั พ้นื ฐาน สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษา มี 2 องค์ประกอบ คอื 1.1) กระบวนการบรหิ ารงาน วิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การนาและการควบคมุ ในขอบข่ายงานวิชาการ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มี 6 องค์ประกอบย่อย 1.2) คุณลักษณะ ของผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมี 7 องค์ประกอบ ยอ่ ยมคี วามเหมาะสมและมคี วามเป็นไปได้ 2) ผลการประเมินรปู แบบพบวา่ มคี วามเป็นไปได้ มคี วามถกู ตอ้ ง มคี วามเหมาะสม และมคี วามเป็นประโยชน์ อยูใ่ นระดบั มาก พรศักดิ์ อุ่นใจ (2556) ได้วิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวชิ าการเชิงกลยทุ ธ์ สาหรับสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จังหวัดศรีสะเกษ” ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหาร และหัวหน้าฝ่าย วิชาการ สาหรับสถานศึกษาข้ันพื้นฐานจังหวัดศรีสะเกษ มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการ เชิงกลยุทธ์สาหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดศรีสะเกษโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีคะแนน เฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้กลุ่มตัวอย่างที่มีตาแหน่งต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ การบริหารงานวิชาการเชิงกลยุทธ์สาหรับสถานศึกษาข้ันพื้นฐานจังหวัดศรีสะเกษ แตกต่างกันอย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กลุ่มตัวอย่างท่ีมีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงาน วิชาการของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน จังหวัดศรีสะเกษ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .01 กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงานวิชาการเชิงกลยุทธ์ สาหรับสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานจังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และกลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์ในการทางานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ การบริหารงานวิชาการเชิงกลยุทธ์สาหรับสถานศึกษาข้ันพื้นฐานจังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวมและ รายดา้ นไม่แตกต่างกัน 2) ผลการสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียน มคี วามคดิ เห็นสรปุ ได้ว่า การมีส่วนร่วมโดย การเขา้ รว่ มเป็นคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน และการมสี ว่ นรว่ มของชุมชนผู้มีสว่ นเกีย่ วข้องใน การจัดการศกึ ษา ทาให้การบริหารงานวิชาการดีขึ้น ส่งผลดีต่อสถานศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาวิชาการ การพัฒนาครูและบุคลากร รวมท้ังการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน 3) จากการสนทนากลุม่ พบวา่ รปู แบบการบริหารวิชาการเชิงกลยุทธ์สาหรับสถานศึกษา ข้ันพ้ืนฐานจังหวัดศรีสะเกษ มีองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการ 3 องค์ประกอบ คือ 1) การพัฒนา กิจกรรมตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ 2) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการส่งเสริม การบริหารงานวิชาการโรงเรียนกบั ชุมชน 3) การวัดผลแบบดุลภาพ การบริหารวิชาการเชิงกลยุทธ์
108 สาหรับสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานจังหวัดศรีสะเกษ จะนาไปใช้ให้การดาเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ัน ข้ึนอยู่กับเง่ือนไขภายในและภายนอกในการสนับสนุนโรงเรยี นในด้านต่างๆ ให้ประสบผลสาเร็จ ต้องมีการวางแผน การปฏิบัติตามแผน ตรวจสอบ และปรับปรุงพัฒนากิจกรรมดาเนินงานแต่ละ องคป์ ระกอบ และ 4) รปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการเชิงกลยทุ ธ์เป็นรูปแบบท่ปี ระกอบดว้ ย 3 องคป์ ระกอบ ซ่ึงมีความเหมาะสม ถกู ต้อง เปน็ ไปไดแ้ ละสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ บุญเชิด ชานิศาสตร์ (2556) ไดว้ จิ ัยเร่ือง “การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารวิชาการในการจัด การศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี ” ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาสังกัด สานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี ในภาพรวมมีการปฏิบัติในระดับปฏิบัตมิ ากและใน ภาพรวมมีปัญหาในระดับปญั หาปานกลาง 2) รูปแบบการบรหิ ารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวยั ของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี มีกระบวนการงานวิชาการ 6 ขั้น คือ 1) การกาหนดเป้าหมาย 2) การวางแผน 3) การปฏิบัติตามแผน 4) การส่งเสริม นิเทศ กากับ ติดตาม 5) การตรวจสอบ ประเมินผล 6) การรายงานผลการดาเนินงาน โดยภาพรวมรูปแบบ การบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัย มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และความเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติอยู่ในระดบั มาก ชานาญ บุญวงศ์ (2557) ได้วิจัยเร่ือง “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มี ประสิทธิภาพโดยยึดหลักภาวะผู้นาและการทางานเป็นทีมในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษามัธยมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาองค์ประกอบ รูปแบบการบริหารงานวิชาก ารที่มีประ สิทธิภาพโ ดยยึดหลักภา วะผู้นาและการ ทางานเป็น ทีม ใน สถานศึกษามี 4 ด้าน คอื ดา้ นกระบวนการบริหารงานวชิ าการ ดา้ นภาวะผูน้ า ดา้ นการทางานเปน็ ทีม ในสถานศึกษา และด้านการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ 2) ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบ การบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพโดยยึดหลักภาวะผู้นาและการทางานเป็นทีมในสถานศึกษา มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยกระบวนการบริหารงานวิชาการ ภาวะผู้นา มีอิทธิพลตรง และส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพ ในด้านการทางานเป็นทีมในสถานศึกษามีอิทธิพล ทางอ้อมผ่านกระบวนการบริหารงานวิชาการ และส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ รวมท้งั ภาวะผู้นามีอิทธิพลทางตรงและส่งผลตอ่ การทางานปน็ ทมี 3) ผลการใช้รปู แบบการบริหารงาน วิชาการที่มีประสิทธิภาพโดยยึดหลักภาวะผู้นาและการทางานเป็นทีมในสถานศึกษา โดยหลังใช้ รูปแบบสงู กว่าก่อนใช้รูปแบบอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .01 นันทวัน แจง้ สุข (2557) ได้วิจัยเรอื่ ง“การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วน ร่วมท่ีมีประสิทธิผลของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบด้านการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วม มีองค์ประกอบย่อย 4 ด้าน คือ ด้านงานพัฒนา
109 หลักสูตรการเรียนการสอน ด้านงานวัดผลและประเมินผล ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้าน งานวิทยบริการและหอ้ งสมุด องคป์ ระกอบด้านวธิ ีการบริหารวิชาการแบบมีสว่ นรว่ ม มี 3 องคป์ ระกอบ ย่อย ได้แก่ ดา้ นการใหค้ าปรึกษา ด้านการทางานเปน็ ทมี หรือการสร้างทีม และดา้ นการควบคุมคุณภาพ และองคป์ ระกอบด้านประสิทธิผลการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วม มี 3 ด้าน คอื ด้านภาวะผนู้ าทางวชิ าการ ด้านความพงึ พอใจในการทางานของครู และผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี น 2) ผลการตรวจสอบ รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิผลของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผบู้ ริหารและครู พบวา่ โดยรวมมคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดบั มาก และ เมือ่ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า องคป์ ระกอบด้านประสิทธิผลรูปแบบการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลาดับ คือ ด้านวิธีการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วม ด้านองค์ประกอบการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วม และด้านประสิทธิผลการบริหารวิชาการแบบ มีส่วนร่วม รวี จันทะนาม (2557) ได้วิจัยเร่ือง “รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมท่ีมี ประสิทธิผลในโรงเรียนขนาดกลาง” ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการบริหารงานวิชาการ แบบมีส่วนร่วมท่ีมีประสิทธิผลในโรงเรยี นขนาดกลาง ได้มีการดาเนินการในด้านการพฒั นาหลักสูตร และการนาหลักสูตรไปใช้ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี ทางการศึกษา การวางแผนและการส่งเสริมทางวิชาการการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การนิเทศภายใน การวัดและประเมินผล ส่วนปัญหาการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนรว่ มที่มีประสิทธิผลในโรงเรียน ขนาดกลาง จากผลการศึกษาส่วนใหญ่มีปัญหา ดังนี้ 1.1) ด้านการขาดปัจจัยพื้นฐานที่จาเป็นใน การจัดการเรียนการสอน 1.2) ด้านระบบงาน ภาระงานสนบั สนนุ มีมากเกินไป ขาดแคลนอัตรากาลังครู 1.3) ด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน 1.4) ด้านการมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชน และ 1.5) ด้านคุณภาพ การศึกษา 2) ในการสร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิผลในโรงเรียน ขนาดกลาง และการยืนยันรูปแบบเบ้ืองต้นของรูปแบบมี 4 องค์ประกอบหลัก 21 องค์ประกอบย่อย ประกอบไปด้วย 2.1) การวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการมี 3 องค์ประกอบย่อย 2.2) การจดั การเรียนการสอนมี 4 องค์ประกอบย่อย 2.3) การบริหารการเรียนการสอนมี 11 องค์ประกอบย่อย และ 2.4) การวัดและ ประเมินผล มี 3 องค์ประกอบย่อย 3) ด้านการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบบริหารงานวิชาการแบบมี ส่วนรว่ มทม่ี ปี ระสิทธิผลในโรงเรียนขนาดกลาง พบวา่ รูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการแบบมีสว่ นร่วมท่ีมี ประสทิ ธิผลในโรงเรียนขนาดกลาง โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดบั มากท่ีสดุ ทุกด้าน เม่อื พิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีความเหมาะสมมากที่สุด คือ ด้านจุดมุ่งหมาย และด้านที่มีความเป็นไปได้ มากที่สุด คือ ด้านหลักการ 4) ด้านการนาเสนอรูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมทม่ี ี ประสิทธผิ ลในโรงเรยี นขนาดกลาง พบว่า ผู้เช่ียวชาญให้เพ่ิมแนวดาเนินการอกี 2 แนวดาเนินการ
110 ล้ีวัชร์ ตาวงค์ (2558) ได้วิจัยเร่ือง “การพัฒนาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีผลต่อ การยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน” ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เช่ียวชาญด้านการบริหารงาน วิชาการ จานวน 21 คน ให้ความเห็นด้วยกับองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีผลต่อการยกระดับ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน 6 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านหลักสูตรการสอน 1.2) ด้านการบริหารจัดการ สถานศกึ ษา 1.3) ด้านกระบวนการเรียนการสอนของครู 1.4) ดา้ นคุณภาพของผ้เู รยี น 1.5) ด้านสื่อการเรียน การสอน และ 1.6) ด้านนโยบายการศึกษา 2) การสนทนากลุ่ม พบว่า ผเู้ ชีย่ วชาญด้านการบริหารงานวิชาการ ท้ัง 8 ท่าน ได้เห็นสอดคล้องกันว่า องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีผลต่อการยกระดับ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนนั้น เหมาะสมดี พร้อมท้งั ได้ใหค้ าแนะนา และ 3) การประเมินความคิดเห็นของ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้เช่ียวชาญด้านการบริหารงานวิชาการ จานวน 150 คน ในจังหวัดอุดรธานี พบว่า ทุกคนเห็นด้วยองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีผลต่อการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรยี น และมีความคิดเห็นเหมาะสมมากท่สี ุด ฤณชา ศิลาจันทร์ (2558) ได้วิจัยเรื่อง “รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์” ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารงาน วิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์ โดยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงสารวจ มี 7 องค์ประกอบ คือ 1.1) การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 1.2) การพัฒนาหลักสูตร 1.3) การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา 1.4) การพฒั นาศักยภาพของผเู้ รยี น 1.5) การพฒั นาศกั ยภาพของครู 1.6) การบริการงานแนะแนว และ 1.7) การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน 2) รูปแบบการบริหารงาน วิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวทิ ยาศาสตร์ เป็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบท้งั 7 องค์ประกอบ โดยองค์ประกอบด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การบริการงานแนะแนวและการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนมี ความสัมพันธ์โดยตรงกับการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และองค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การบรกิ ารงานแนะแนว และการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนมี ความสัมพันธ์โดยอ้อมกับการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน 3) ผลการยืนยันรูปแบบการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ทง้ั 7 องคป์ ระกอบ มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถกู ตอ้ งและใช้ประโยชน์ได้จริง สอดคล้องกับทฤษฎีและกรอบแนวคิดการวิจัย 4) องค์ประกอบ ที่ได้จากเทคนคิ การวิจัยเชิงอนาคต มี 5 องค์ประกอบ คือ 4.1) การวางแผนงานด้านวิชาการ 4.2) การพฒั นา หลักสูตรและการนาหลักสูตรไปใช้ 4.3) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อ การศึกษา 4.4) การพัฒนากิจกรรมเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน และ 4.5) การพัฒนา ศักยภาพครูผู้สอนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และผลการเปรียบเทียบองค์ประกอบการบริหารงาน วชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์ พบว่า เทคนิคการวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบเชิง
111 สารวจและเทคนิคการวจิ ยั เชงิ อนาคต มีองคป์ ระกอบท่มี ีตวั แปรเหมอื นกนั หรอื ใกลเ้ คียงกนั 5 องค์ประกอบ และแตกตา่ งกนั มี 2 องคป์ ระกอบ เจรญิ พร คาจารย์ (2558) ได้วิจัยเรอ่ื ง “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศ ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขต ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ” ผลการวจิ ยั พบว่า 1) องคป์ ระกอบการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศ ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื มจี านวน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.1) ขอบข่ายงานวชิ าการสู่ความเป็นเลิศ ประกอบไปด้วย การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา การพัฒนานวัตกรรมและการใช้สื่อเทคโนโลยี เพ่ีอการศึกษา การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา การนิเทศการศึกษา การพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ การวัดผล ประเมินผล และดาเนินการเทียบโอนผลการเรยี น การพัฒนา และส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล การวิจัยเพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา ทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทุกองค์ประกอบ 1.2) การบรหิ ารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศ มี 6 องคป์ ระกอบยอ่ ย ได้แก่ ภาวะผนู้ าของผู้บริหาร การกระจาย อานาจให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนรว่ ม การให้บริการทางวิชาการอย่างมืออาชีพ การมีโครงสร้าง การมุ่งเน้น คุณภาพนักเรียน การมีส่วนร่วมของปกครองและผู้เก่ียวข้อง และการส่งเสริมด้านการวิจัยเกี่ยวกับ การเรยี นการสอน 1.3) กระบวนการพฒั นาการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศ พบวา่ มคี วามสอดคล้อง กบั ขอ้ มูลเชงิ ประจกั ษ์ ชวัลลักษ์ รติวรภัทรกุล (2559) ได้วิจัยเร่ือง “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มี ประสิทธิผลสาหรับโรงเรยี นขนาดเลก็ สังกัดสานกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ” ผลการวจิ ยั พบว่า 1) การบรหิ ารงานวชิ าการที่มีประสทิ ธผิ ลสาหรบั โรงเรยี นขนาดเล็ก สงั กัดสานักงาน เขตพ้นื ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ มี 2 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่ องค์ประกอบที่ 1 ขอบข่ายงานวิชาการที่ต้องพัฒนา มี 5 ด้าน ประกอบด้วย การจัดกระบวนการเรียนรู้ การบริหาร หลักสูตร การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และการนิเทศการศกึ ษา และองค์ประกอบท่ี 2 กระบวนการบริหารงานวิชาการ มี 3 ขน้ั ตอน ประกอบด้วย การวางแผน การดาเนินการ และการประเมินผล 2) รูปแบบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผล สาหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ที่สดุ 3) คู่มือรปู แบบการบริหารงานวชิ าการทีม่ ปี ระสิทธผิ ลสาหรับโรงเรียนขนาดเลก็ สังกัดสานกั งาน เขตพนื้ ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื มคี วามเหมาะสม ความเป็นมา ความสาคัญ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในการนาไปใช้ในการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลสาหรับ โรงเรียนขนาดเลก็
112 สมัย ชารมาลย์ (2559) ได้วิจัยเร่ือง “รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลของ โรงเรยี นเอกชนประเภทสามญั ศึกษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ” ผลการวจิ ัยพบวา่ 1. องคป์ ระกอบ ของการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธผิ ลของโรงเรยี นเอกชนประเภทสามัญศึกษา มี 12 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตร 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษา 4) การพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยเี พอื่ การศึกษา 5) การนิเทศการศึกษา 6) การพัฒนา ระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 7) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 8) การแนะแนวการศึกษา 9) การส่งเสรมิ ความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน 10) การวัดผล ประเมนิ ผล และการเทยี บโอน 11) การประสาน ความร่วมมือพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอ่ืน 12) การส่งเสริมและสนับสนุนงาน วชิ าการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หนว่ ยงาน และสถาบันอื่นทจี่ ัดการศึกษา 2. รปู แบบการบริหารงาน วชิ าการท่มี ีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ประกอบไปด้วย 1) หลักของรปู แบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) เน้ือหาสาระ 4) กระบวนการพัฒนา และ 5) ผลท่ีต้องการ 3. ผลการตรวจสอบ และยืนยันรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่าเหมาะสมท่ีจะนาไปพัฒนา โดยมีวิธีการอบรมเชิงปฏิบัติการและ การพัฒนาการเรียนรดู้ ว้ ยตนเองโดยใช้คมู่ อื การพฒั นา ไกรพันธ์ พูลพันธ์ชู (2560) ได้วิจัยเร่ือง “รูปแบบการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา ต้นแบบพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน” ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบ รูปแบบการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาต้นแบบพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษาข้ัน พื้นฐาน ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คือ การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การวางแผนการจัด การศึกษา การบริหารจัดการศกึ ษา การสร้างงานวิจัย การแนะแนวการศกึ ษา การนิเทศการศกึ ษา และ การวัดผล และประเมินผล 2) การนาเสนอรูปแบบการบริหารงานวิชาการ สถานศึกษาต้นแบบสู่ ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พบว่า ทั้ง 2 องค์ประกอบ 63 ตัวแปร นั้น มีความ เหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความถูกต้องครอบคลุม สอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีและกรอบแนวคิดการวิจัย 3) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารงานวิชาการสถาน ศึกษา ต้นแบบพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียนของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ น้ันมี ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความถูกต้องครอบคลุมโดยภาพรวมอยู่ใน ระดบั มาก 2.5.2 งานวิจัยต่างประเทศ ผูว้ ิจยั ไดร้ วบรวมงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับเร่ือง รูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการของผู้บริหารของ โรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน ภาคกลาง ดังน้ี
113 อีริค (Erice, 2009) ได้ศึกษาเร่ือง แนวปฏิบัติท่ีดีในการจัดการเรียนการสอนของผู้บริหาร ผลการศึกษา พบวา่ การสนับสนนุ การใช้ทรพั ยากรในการพฒั นาครูเพ่ือสร้างและพฒั นาทกั ษะของครู ในการจัดการเรียนการสอน ให้ครูมีการทาวิจัยและเป็นครูมืออาชีพท่ีแท้จริง โดยมีเกณฑ์ ดังนี้ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนสูงขึ้น ครูทาวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรยี นการสอน ครูนาผลการวิจัย ไปใช้ในการเรยี นการสอน ผู้บรหิ ารสร้างขวญั กาลงั ใจให้ครูในการปฏบิ ตั งิ าน กรอสแมน (Grossman, 2009) ได้ศึกษาเรื่อง นโยบายของรัฐในการพัฒนาวิชาชีพครู ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนางานวิชาการของโรงเรียนให้มีแนวทางดาเนินการที่ดี ต้องดาเนินการ โดยการพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชพี นโยบายของรัฐต้องแนน่ อน การปรับปรงุ วธิ กี ารสอนของครูโดย นาวิธีนิเทศการสอนมาใช้ เพ่ือเพิ่มผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน ตลอดจนการสนับสนุน งบประมาณแ ล ะ ท ร ัพ ย า ก ร ใ น ก า ร พ ัฒ น า ค รูจ ะ ท า ใ ห้ กา รจั ด กา รเ รีย น กา รส อ น ข อง โ รง เรียน มี ประสิทธิภาพมากข้นึ เคอร์รี (Kerry, 2009) ได้ศึกษาเรอ่ื ง แนวปฏิบัติที่เป็นเลศิ ด้านการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา โดยผู้เชยี่ วชาญ ผลการศกึ ษาพบว่า การออกแบบหลกั สูตรทห่ี ลากหลายสอดคล้องกบั ความต้องการของ ผู้เรียน การมีแนวปฏิบัติที่ดีท่ีสุดในแต่ละเร่ืองครูและผู้บริหารมีความรับผิดชอบในการเรียนการสอน การส่งเสริมและสนับสนุนจากผู้บรหิ าร การใช้ส่ือเทคโนโลยีในการเรียนการสอน ครูมีมาตรฐานตาม วิชาชพี การจดั การศึกษาของโรงเรยี นเปน็ ไปตามมาตรฐานการศกึ ษา มงี บประมาณและทรพั ยากรใน การจัดการเพยี งพอ มกี ารนิเทศตดิ ตามผลจากผู้บริหาร เชา (Zhao, 2009) ได้ศกึ ษาเรื่อง การปฏิบตั ิที่ดีเลิศด้านงานวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า การปฏิบัติ ที่ดีเลิศด้านงานวิชาการ ประกอบด้วยการมีมาตรฐานด้านวิชาการของโรงเรียน การมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการสถานศึกษา มีครูรับผิดชอบในการเรียนการสอน รัฐมีนโยบายทางการศึกษาที่ชัดเจน ผู้บรหิ ารมีแนวคิดท่สี ร้างสรรคแ์ ละสงั คมใหก้ ารยอมรบั การจดั การศึกษาของโรงเรียน ฟรอสท์และคณะ (Frost and Others, 2010) ได้ศึกษาเร่ือง การส่งเสริมการเรียนรู้ของ นักศึกษาด้วยความสัมพันธ์กันของฝ่ายวิชาการกับฝ่ายกิจการนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วน ร่วมกันของฝ่ายวิชาการกับฝ่ายกิจการนักเรียนท่ีประกอบไปด้วย การจัดหลักสูตรท่ีอ้างอิง ประสบการณ์ การเรียนรูแ้ บบกลุ่ม สภาพชีวิตนักเรียน และการบริการทางการเรยี น จะมีส่วนช่วยให้ การเรยี นรู้ของนักเรยี นนักศึกษาประสบความสาเรจ็ มากขนึ้ ซานเทียโก วาร์กัส (Santiago-Vargas, 2010) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการเรียนรู้ และความสมั พนั ธ์กนั ของผ้บู ริหารงานวชิ าการและผู้บริหารงานกจิ การนกั เรียน โดยพบว่าผูบ้ รหิ ารงาน วิชาการและผู้บริหารงานกิจการนักเรียนมีส่วนช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย แต่ ปัญหาของการทางานร่วมกันก็คือการขาดความร่วมมือและประสานงานกันในการตัดสินใจหรือการวาง
114 นโยบายต่าง ๆ ซ่ึงอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนานักเรียน ดังนั้น ในการปฏิบัติงานท้ังสองฝ่ายจึงควร รว่ มมอื กนั ปฏบิ ัตงิ านอย่างเป็นอันหนึง่ อนั เดยี วกันเพอื่ พัฒนาคณุ ภาพของนกั เรยี น อเตเกไมล์ (Adegbemile, 2011) ได้ศึกษาเร่ือง ความสามารถของผู้บริหารท่ีจาเป็น สาหรบั การบรหิ ารงานโรงเรียนประเทศไนจเี รยี ให้มปี ระสิทธิภาพ โดยในการศกึ ษาครั้งน้ีเปน็ การตอบ แบบสอบถามเก่ียวกับทักษะท่ีจาเป็นสาหรบั ผู้บริหาร ไดแ้ ก่ ทักษะดา้ นการเรยี นการสอน ทกั ษะด้าน การจดั การบคุ ลากร และทกั ษะดา้ นการจัดการงบประมาณ ผลการศึกษา พบว่า ทักษะทง้ั 3 ด้าน มคี วามจาเป็น สาหรับผู้บริหารในการใช้พัฒนาโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ โดยในทักษะด้านการเรียนการสอน ประกอบด้วย การทางานร่วมกันระหวา่ งครูและผู้บริหารในการกาหนดวตั ถุประสงค์ของการเรียนการสอน เพ่ือจะได้มีจุดประสงค์ในการทางานร่วมกัน มีวิสัยทัศน์ในการสร้างแผนการสอน มีกิจกรรมสาหรับ การเรียนการสอน มีการประเมินแผนการเรียนการสอน และประเมินครู เพ่ือนาไปพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ สาหรับทักษะการพฒั นาบุคลากรท่ีจาเป็นสาหรับการพฒั นาโรงเรียนใหม้ ีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ลักษณะความเป็นผู้นาท่ีกระตุ้นความสนใจของบุคลากร มีความสนใจในการให้ความช่วยเหลือและ สร้างแรงจูงใจให้แกบ่ ุคลากร เรซ่า (Raza, 2013) ได้ศกึ ษาเรื่อง การเปรียบเทียบการบริหารงานวชิ าการของสถานศึกษา ของ University of Peshawar ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การศึกษาวัตถุประสงค์ของการบริหารงาน วิชาการในระยะเวลา 5 ปี สรุปผลได้จาก จานวนของบุคลากรผู้สอนทั้งหมด จานวนนักเรียนท่ี ลงทะเบยี นเรยี น ผลงานประจาปี และการศึกษาดูงานจากบุคคลภายนอก สรุปได้ว่า จากงานวิจัยที่เก่ียวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศ ดังกล่าว ผู้วิจัยค้นพบ ประเด็นในงานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้องกบั การบริหารงานวชิ าการ ได้แก่ 1) การพัฒนาขอบขา่ ยการบรหิ ารงาน วิชาการ 2) กระบวนการบริหารงานวิชาการ 3) ภาวะผู้นาทางวิชาการ 4) คุณลักษณะของผู้บริหาร สถานศึกษา และ 5) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากประเด็นดังกล่าวผวู้ จิ ยั ไดน้ ามาใชเ้ ปน็ ประโยชน์หรือประยุกต์ใช้โดยอาศัยหลักการแนวคิด ทฤษฏี เป็นกรอบสาหรบั การดาเนนิ งานกับรูปแบบ การบรหิ ารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง เพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์มากข้ึนโดยยึดความสอดคล้องกับนโยบายของสานักนโยบาย และแผนการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ดังน้ันกระบวนการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารจะ ส่งผลถึงความสาเร็จของการบริหารงานวิชาการ โดยมาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นตัวบ่งช้ี รูปแบบในการบริหารโดยยึดความสอดคล้องกับนโยบายและสภาพการณใ์ นปัจจุบันที่ให้โรงเรียนได้ ปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้เปน็ โรงเรียนดมี ีคณุ ภาพ
115 2.6 สรุป จากการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตารา และงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง ผวู้ จิ ยั ได้สรุป ประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ภาคกลาง ได้ว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการของ ผู้บริหารโรงเรียน เป็นกระบวนการบริหารท่ีมีประสิทธิภาพท่ีจะส่งผลถึงความสาเร็จของโรงเรียน มี องคป์ ระกอบ ดังนี้ 1) การพฒั นากรอบสาระหลักสูตรทอ้ งถิ่น 2) การวางแผนงานดา้ นวิชาการ 3) การพัฒนา หลกั สูตรของสถานศึกษา 4) การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา 5) การพฒั นากระบวนการเรียนรู้ 6) การวัดผล ประเมินผล และดาเนินการเทียบโอนผลการเรียน 7) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษาในสถานศึกษา 8) การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ 9) การพัฒนาระบบประกัน คุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา 10) การนิเทศการศึกษา 11) การแนะแนวการศึกษา 12) การส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ 13) การประสานความรว่ มมอื ในการพัฒนา วิชาการกับสถานศกึ ษาและองค์กรอื่น 14) การสง่ เสริมและสนบั สนนุ งานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และสถาบนั อ่ืนที่จดั การศึกษา 15) การจดั ทาระเบียบและแนว ปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา 16) การคัดเลือกหนังสือแบบเรียนเพ่ือใช้ในสถานศึกษา และ 17) การพฒั นาและใช้ส่ือเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งองคป์ ระกอบของการบริหารงานวิชาการเป็น ตวั บ่งชี้รปู แบบในการบริหาร โดยยดึ ความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและสภาพการณ์ในปัจจุบัน ที่ให้โรงเรียนได้ปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้เป็นโรงเรียนดีมีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเองได้ โดยอาศัย หลักการแนวคดิ ทฤษฏี เอกสารเปน็ กรอบสาหรบั การดาเนนิ งาน และความมงุ่ มั่นทุม่ เทของผบู้ รหิ าร ครู และผู้มีสว่ นได้ส่วนเสยี ซงึ่ การบรหิ ารงานวิชาการเปน็ งานทีส่ าคญั สาหรบั ผ้บู รหิ ารโรงเรยี น โดยเฉพาะ อย่างย่ิงเป็นงานท่ีจะต้องปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน ซ่ึงเป็นจุดมุ่งหมายหลักของโรงเรียน เป็น ตัวช้ีวัดความสาเร็จ และความสามารถของผู้บริหาร ผู้บริหารโรงเรียนทุกคนต้องรับผิดชอบเป็นผู้นา ของครูในงานดา้ นวิชาการเปน็ อันดับแรก เพราะหน้าท่ขี องโรงเรยี น คือ การให้ความรู้แก่นักเรียนใน ด้านวิชาการ ผบู้ รหิ ารโรงเรียนต้องทางานรว่ มกับครู กระตุ้นเตือนครูให้คาแนะนาครู และประสานงาน ให้ครูทุกคนทางานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในการสอน งานวิชาการเป็นงานหลักของการบริหาร โรงเรียน ไม่ว่าโรงเรียนจะเป็นประเภทใด มาตรฐานและคุณภาพของโรงเรียนจะพิจารณาได้จาก ผลงานด้านวชิ าการอันเป็นหัวใจของโรงเรียนและผู้บริหารโรงเรียน ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะทาวจิ ัยรปู แบบ การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ภาคกลาง ซ่ึงผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์และเป็นต้นแบบสาหรับการนาไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน วิชาการใหม้ ีประสทิ ธภิ าพและเกิดประสิทธิผลแก่นกั เรียน รวมท้ังทาใหโ้ รงเรียนมธั ยมศกึ ษา สงั กัดสานกั งาน คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ภาคกลาง สามารถปรับตัวทันต่อการเปล่ยี นแปลงในยคุ นีไ้ ด้
บทท่ี 3 วธิ ีดำเนนิ กำรวิจยั การศึกษาวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารงานวิชาการ ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง 2) เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ภาคกลาง และ 3) เพื่อประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารงาน วิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผูว้ ิจัยไดก้ าหนดวิธีการดาเนนิ การวิจัย โดยมรี ายละเอยี ดแบ่งออกเปน็ 3 ระยะ ดงั นี้ 3.1 ระยะท่ี 1 ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน มธั ยมศกึ ษา สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน ภาคกลาง 3.2 ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน ภาคกลาง 3.3 ระยะท่ี 3 ประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน มธั ยมศกึ ษา สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน ภาคกลาง 3.4 สรปุ 3.1 ระยะท่ี 1 ศึกษำองค์ประกอบของกำรบริหำรงำนวิชำกำรของผู้บริหำรโรงเรียน มธั ยมศกึ ษำ สงั กัดสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้นื ฐำน ภำคกลำง การดาเนนิ การวิจยั ในระยะท่ี 1 นี้เพอ่ื เป็นแนวทางใหก้ ารวิจยั ดาเนินไปตามระเบียบวิธีวิจัย และสอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์ ข้อท่ี 1 ของการวจิ ยั ท่กี าหนดไว้ ผวู้ ิจยั ไดก้ าหนดวิธีการดาเนินการวิจัยใน การวิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน ภาคกลาง ดงั นี้ 1. ศึกษา วิเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตารา และสรุปวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ บริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศกึ ษา ท้ังในประเทศและตา่ งประเทศ 2. วิเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวชิ าการของผู้บรหิ ารโรงเรียนมัธยมศึกษา ท้ังในประเทศและต่างประเทศ
117 3. สมั ภาษณ์ผเู้ ช่ยี วชาญและผู้ทรงคณุ วุฒิ จานวน 5 คน (รายช่อื ในภาคผนวก ก หนา้ 247) ซ่ึง เป็นผู้บริหารการศึกษาระดับนโยบายและนักวิชาการชานาญการพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร การศึกษา ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive interview) เพ่ือให้ได้องค์ความรู้ใหม่ เกยี่ วกบั รปู แบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กดั สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ภาคกลาง มากที่สุดแล้วสรุปความคิดเห็นเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการ จาก การสัมภาษณ์ความคิดเหน็ จากผเู้ ชย่ี วชาญและผทู้ รงคณุ วุฒิ 4. นาบทสรุปองค์ประกอบของการสัมภาษณ์และข้อสรุปจากการศึกษาหลักการแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตารา งานวิจัยท่ีเก่ียวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศ ท่ีได้มาทาการวิเคราะห์ สังเคราะหเ์ น้ือหาและประเดน็ สัมภาษณ์ดว้ ยค่าความถี่ตง้ั แตร่ ะดบั 5 ขน้ึ ไปทมี่ ีความคดิ เหน็ ตรงกัน ได้ 17 องค์ประกอบ จากน้ันนาข้อสรุปท้ังหมดมาสร้างนิยามเชิงปฏิบัติการณ์มาสร้างเป็นแบบสอบถาม โดยมีผู้เชย่ี วชาญและผู้ทรงคณุ วฒุ ิใหค้ าแนะนาและตรวจสอบกอ่ นนาไปแจกแบบสอบถาม 3.2 ระยะที่ 2 สร้ำงรูปแบบกำรบริหำรงำนวิชำกำรของผู้บริหำรโรงเรียนมัธยมศึกษำ สงั กัดสำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน ภำคกลำง การดาเนนิ การวิจยั ในระยะที่ 2 น้ีเพอื่ เปน็ แนวทางให้การวิจยั ดาเนนิ ไปตามระเบียบวิธีวิจัย และสอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์ ข้อที่ 2 ของการวจิ ัยท่ีกาหนดไว้ ผู้วิจัยได้กาหนดวธิ ีการดาเนนิ การวิจัยใน สร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการ การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน ภาคกลาง ดังนี้ 1. ผู้วิจัยได้ดาเนินการพัฒนาเคร่ืองมือโดยนาตัวแปรการบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร โรงเรยี นมัธยมศึกษา สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน ภาคกลาง มาพฒั นาสรา้ งเครอ่ื งมอื การวิจัยในลักษณะแบบสอบถามความคิดเห็น (Opinionnaire) โดยนาข้อคาถามมาสร้างเป็น แบบสอบถามภายใต้การแนะนาของอาจารยท์ ี่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคณุ วฒุ ิ จานวน 5 รูป/คน (รายช่อื ภาคผนวก ข หนา้ 254) ในการตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมือการวิจยั (แบบสอบถาม) เพื่อตรวจสอบ ความตรงเชิงเน้ือหา (Content validity) ด้วยดัชนีความสอดคล้องของเน้ือหาท่ีเรียกว่า IOC (Index of item objective congruence : IOC) ซ่ึงพิจารณาค่า IOC มากกว่า 0.6 ขน้ึ ไป (ภาคผนวก ฌ หน้า 330) จึงจะถือว่าข้อคาถามนั้นเปน็ ตวั แทนของสิ่งท่ตี อ้ งการวัดได้ (ธานินทร์ ศิลป์จารุ, 2560, หนา้ 95) 2. นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มบุคลากรที่มีคุณลักษณะคล้ายกลุ่ม ตัวอย่างแต่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้จานวน 10 โรง (ภาคผนวก ค หน้า 261) ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ หัวหน้ากลุ่มบริหารงาน
118 วิชาการ และครูผู้สอน รวมผู้ให้ข้อมูลท้งั ส้ิน 40 คน แลว้ นาข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์หาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามด้วยการคานวณค่าสัมประสิทธิแ์ อลฟา (Alpha coefficient) ของครอนบาค ดว้ ยสตู รสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach, อา้ งถึงใน ธานินทร์ ศิลปจ์ ารุ, 2560, หน้า 419) ได้ค่าความเชื่อม่ันของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และค่าอานาจจาแนกของข้อคาถามเป็นรายข้อ (Item analysis) โดยใช้สูตรสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation) ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total correlation) ซ่ึงข้อคาถามที่มีค่า อานาจจาแนกตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้ ซึ่งผลการหาค่าอานาจจาแนกของข้อคาถามมีค่าระหว่าง 0.34-0.81 (ภาคผนวก ญ หน้า 340) 3. นาแบบสอบถามท่ีจัดทาสมบูรณ์ไปเก็บข้อมูลกับหน่วยวิเคราะห์ (Unit of analysis) คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ในเขตพื้นที่การศึกษา มธั ยมศึกษาเขต 3-10 ได้กลุ่มตัวอย่างทงั้ สน้ิ 201 โรง ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้างานวิชาการ และบุคลากรครู รวมผู้ให้ข้อมูลตอบ แบบสอบถาม 804 คน 4. ผู้วิจัยรวบรวมนานิยามเชิงปฏิบัติการณ์มาสร้างเป็นแบบสอบถามโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและ ผู้เชี่ยวชาญให้คาแนะนาและตรวจสอบก่อนแจกแบบสอบถาม และได้ข้อมูลฉบับสมบูรณ์แล้วนามา วเิ คราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory factor analysis : EFA) เพ่ือจัดกลุ่มตัวแปรว่าตัวแปรน้ัน อยู่กลุ่มหรือองค์ประกอบใด และตัวแปรน้ันมีความสัมพันธ์กันในระหว่างกลุ่ม แล้วต้ังชื่อองค์ประกอบให้ สอดคล้องกับกลุ่มตัวแปร โดยทาการคัดเลือกตัวแปรที่เหมาะสมการวิเคราะห์ทางสถิตเิ ชิงสารวจ EFA โดยกาหนดให้โปรแกรมคัดเลือกน้าหนักตัวแปร ต้ังแต่ 0.50 -1.00 เพ่ือใช้ในการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis : CFA) เพื่อทดสอบสมมติฐานโครงสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่กาหนดไว้ (แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตารา) ว่ารูปแบบการบริหารงาน วิชาการของผบู้ รหิ ารโรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ภาคกลาง มคี วามสอดคล้องกบั ข้อมูลเชิงประจักษ์หรอื ไม่ ดว้ ยโปรแกรมวเิ คราะห์สถติ ิสาเรจ็ รูป 3.3 ระยะที่ 3 ประเมินและรับรองรูปแบบกำรบริหำรงำนวิชำกำรของผู้บริหำรโรงเรียน มัธยมศึกษำ สงั กัดสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพนื้ ฐำน ภำคกลำง การดาเนินการวิจัยระยะที่ 3 นี้เพื่อเป็นแนวทางให้การวิจัยดาเนินไปตามระเบียบวิธีวิจัย และสอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์ ข้อท่ี 3 ของการวิจยั ทก่ี าหนดไว้ ผ้วู จิ ยั ได้กาหนดวิธีการดาเนนิ การวิจัยใน การประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
119 สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน ภาคกลาง จากผเู้ ชย่ี วชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 17 รูป/คน ผู้วิจยั ไดก้ าหนดเกณฑข์ องผูเ้ ช่ยี วชาญและผู้ทรงคุณวฒุ ิ ดงั นี้ ผทู้ รงคณุ วุฒิมีคณุ สมบัติจบการศึกษาใน ระดับปริญญาเอกด้านการบริหารการศึกษา ผู้เช่ียวชาญเป็นผู้บริหารโรงเรียนหรือระดับนโยบายใน ด้านการบรหิ ารการศึกษาไมน่ ้อยกว่า 10 ปี ข้ึนไป (รายชื่อและหนังสือขอความอนุเคราะห์ ภาคผนวก จ หน้า 295) เพ่ือให้ประเมินและรับรองรูปแบบ และเพิ่มความน่าเช่ือถือในการสร้างรูปแบบท่ี พฒั นาขนึ้ ให้มคี วามถูกตอ้ ง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเปน็ ประโยชน์ โดยแบบประเมนิ มีโครงสร้างที่ให้เลือกแบบประมาณค่าใน 5 ระดับ พร้อมท้ังข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงให้ได้รูปแบบ การบรหิ ารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง ท่เี หมาะสมย่งิ ขึน้ ผู้วิจัยรวบรวมผลการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย อภิปรายผลและ ข้อเสนอแนะ แล้วจัดทาร่างรายงานผลการวิจัยเพอ่ื นาเสนออาจารย์ที่ปรึกษาและคณะกรรมการควบคุม ดุษฎีนิพนธ์ตรวจสอบความถูกต้อง ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องตามท่ีคณะกรรมการผู้ควบคุมดุษฎีนิพนธ์ เสนอแนะ พิมพ์ และสง่ รายงานผลการวจิ ยั ฉบับสมบรู ณต์ อ่ บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหามกุฏราช วิทยาลัย เพื่อขออนุมัติจบการศกึ ษา รายละเอยี ดและขัน้ ตอนการดาเนินการวจิ ยั ขา้ งต้น สามารถสรุปได้ ดังภาพที่ 3.1
ขนั้ ตอนกำรดำเนนิ กำรวจิ ยั กระบวนกำร 120 ขน้ั ตอนดำเนินกำร ผลท่ีไดร้ ับ ระยะท่ี 1 ศกึ ษา แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตารา และสรุป ไดร้ ่างตัวแปรองค์ประกอบ ศึกษาคน้ ควา้ ตวั แปร วรรณกรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งโดยใชว้ ธิ ีวเิ คราะหเ์ อกสาร การบรหิ ารงานวิชาการของ ขององค์ประกอบ ผ้บู ริหารโรงเรียนมัธยมศกึ ษา การบรหิ ารงานวิชาการ (Content analysis) สังกัดสานกั งานคณะกรรมการ การศึกษาข้ันพื้นฐาน ภาคกลาง สมั ภาษณแ์ นวความคดิ เหน็ ของผู้เช่ยี วชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิระดบั นโยบายทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั การบริหารการศกึ ษา จานวน 5 คน ระยะท่ี 2 สร้างแบบสอบถามองคป์ ระกอบรปู แบบการบริหารงาน สร้างรูปแบบ วิชาการของผ้บู ริหารโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สงั กัดสานัก งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน ภาคกลาง ไดร้ า่ งรูปแบบการบรหิ ารงาน ตรวจสอบเครื่องมอื แบบสอบถาม วิชาการของผู้บรหิ ารโรงเรยี น - Content validity โดยวิธี IOC = 5 รูป/คน มัธยมศึกษา สงั กัดสานกั งาน - Try out แลว้ หาค่าความเช่ือมนั่ Reliability 40 คน คณะกรรมการการศึกษา ขนั้ พ้ืนฐาน ภาคกลาง สอบถามความคิดเห็นจากกล่มุ ตวั อย่าง เกบ็ ขอ้ มูลจากกลมุ่ ตวั อยา่ ง จานวน 804 คน รวบรวมขอ้ มูลวเิ คราะห์องค์ประกอบโดยสถิติ (Exploratory factor analysis : EFA) การสร้างรปู แบบด้วยการยืนยันองค์ประกอบ โดยสถิติ (Confirmatory factor analysis : CFA) ขน้ั ตอนท่ี 3 ประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารงานวิชาการ รปู แบบการบริหารงานวิชาการ ประเมิน โดยผู้เช่ยี วชาญและผู้ทรงคณุ วุฒิ จานวน 17 รปู /คน ของผ้บู ริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา และรับรอง และแบบประเมนิ มีโครงสรา้ งประมาณค่า 5 ระดับ สังกดั สานกั งานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง ภำพท่ี 3.1 แสดงขัน้ ตอนกำรดำเนนิ กำรวจิ ัย
121 เพ่ือให้การวิจัยในคร้ังนี้ดาเนินการไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้กาหนด รายละเอยี ดต่าง ๆ เก่ยี วกับระเบียบวิธวี ิจยั ซง่ึ ประกอบไปด้วย ตัวแปรทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ประชากรและ กลุ่มตวั อยา่ ง เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวิจัย การสร้างและตรวจสอบเคร่ืองมือ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล และ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสถติ ทิ ใี่ ช้ มีรายละเอียด ดงั นี้ 1. ตวั แปรทใี่ ชใ้ นกำรวิจยั ผูว้ ิจัยไดก้ าหนดตัวแปรที่ใชใ้ นการวจิ ยั ครง้ั น้ี โดยแบ่งเปน็ ตวั แปรทศ่ี กึ ษา มีรายละเอยี ด ดังนี้ 1.1 ตัวแปรพ้ืนฐาน เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ระดบั การศึกษา สถานภาพ และประสบการณ์ในการทางาน 1.2 ตัวแปรทีศ่ กึ ษา คือ ตัวแปรทเี่ กีย่ วข้องกับองคป์ ระกอบของการบริหารงานวิชาการของ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการขั้นพน้ื ฐาน ภาคกลาง ซ่ึงได้สรุปผล การวิเคราะห์ สังเคราะหจ์ ากแนวคิด ทฤษฎขี องนกั วชิ าการที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานวชิ าการ และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ได้แก่ เซอร์จิโอวานนี และคณะ (Sergiovanni and others), ฮอยและมิสเกล (Hoy and Miskel), ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, ธีระ รุญเจริญ, ชุมศักด์ิ อินทร์รักษ์, จันทรานี สงวนนาม, ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ, คานาย อภิปรัชญาสกุล, สานักการศึกษากรุงเทพมหานคร, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน, สานักการบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย, สานัก นโยบายและแผนการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน, สรุปความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน ไดแ้ ก่ ดิเรก พรสีมา, บญุ รกั ษ์ ยอดเพชร, นงลกั ษณ์ เรอื นทอง, นิจสดุ า อภนิ นั ทาภรณ์, และ ขวัญชีวา วรรณพินทุ (หนังสือขอความอนเุ คราะห์ ภาคผนวก ก หน้า 247) 1.3 ตัวแปรรูปแบบการบริหารวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน คณะกรรมการการข้ันพ้ืนฐาน ภาคกลาง ซ่ึงได้สรุปผลการสังเคราะห์จากแนวคิด ทฤษฎีของ นักวิชาการที่ได้ศึกษาเก่ียวกับการบริหารงานวชิ าการที่เกีย่ วข้อง ดังนี้ ตัวแปรที่ศึกษา ผู้วิจัยได้ศึกษา จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศ และสัมภาษณ์ แนวความคิดของผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิท่ีเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ แล้วนามาวิเคราะห์และ สังเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ในการวิจัยเร่อื งรปู แบบการบริหารงานวชิ าการของผู้บริหารของ โรงเรียนมธั ยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ภาคกลาง ประกอบไปดว้ ย องค์ประกอบหลกั 5 องค์ประกอบ และมี 17 องค์ประกอบย่อย ดังนี้ 1. องคป์ ระกอบการดาเนนิ งาน ประกอบไปด้วย 4 องคป์ ระกอบย่อย คือ 1.1 การวางแผนงานด้านวิชาการ 1.2 การจดั ทาระเบยี บและแนวปฏิบัติเกยี่ วกบั งานด้านวิชาการของสถานศึกษา 1.3 การพัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ิน
122 1.4 การพัฒนาหลกั สตู รของสถานศึกษา 2. องค์ประกอบกระบวนการบริหารงานด้านวิชาการ ประกอบไปด้วย 4 องคป์ ระกอบยอ่ ย คอื 2.1 การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา 2.2 การพฒั นากระบวนการเรยี นรู้ 2.3 การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา 2.4 การนิเทศการศึกษา 3. องค์ประกอบกจิ กรรมการเรยี นรู้ ประกอบไปดว้ ย 3 องคป์ ระกอบยอ่ ย คือ 3.1 การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ 3.2 การคดั เลอื กหนังสอื แบบเรียนเพอื่ ใช้ในสถานศึกษา 3.3 การพัฒนาและใช้สอ่ื เทคโนโลยีเพอ่ื การศึกษา 4. องคป์ ระกอบการมีส่วนร่วมการศกึ ษา ประกอบไปดว้ ย 3 องค์ประกอบยอ่ ย คือ 4.1 การส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ 4.2 การประสานความร่วมมือในการพฒั นาวชิ าการกับสถานศกึ ษาและองคก์ รอ่นื 4.3 การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และสถาบนั อน่ื ท่ีจดั การศกึ ษา 5. องคป์ ระกอบควบคุมคุณภาพการศึกษา ประกอบไปดว้ ย 3 องค์ประกอบย่อย คือ 5.1 การแนะแนวการศึกษา 5.2 การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา 5.3 การวดั ผล ประเมินผล และดาเนินการเทียบโอนผลการเรียน 2. ประชำกรและกลุ่มตวั อยำ่ ง ประชำกร ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 3-10 ในภาคกลาง จานวน 428 โรง ในปกี ารศึกษา 2560 กลมุ่ ตวั อยำ่ ง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งน้ีเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา มธั ยมศึกษา เขต 3-10 ในภาคกลาง จานวน 201 โรง (รายช่อื โรงเรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ ง ภาคผนวก ฎ หน้า 345) โดยมีผ้ใู หข้ อ้ มูล คือ ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หวั หน้างานวชิ าการ และบุคลากรครู รวม 804 คน ใน 21 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บรุ ี ลพบุรี ชัยนาท สมุทรปราการ ฉะเชงิ เทรา ปราจนี บุรี นครนายก ราชบุรสี ระแก้ว กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมทุ รสาคร สมทุ รสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สาหรับการ
123 กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยการเปิดตารางสาเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, อ้างถึงใน ธานินทร์ ศิลป์จารุ, 2560, หน้า 48-49) ใช้โรงเรียนเป็นหน่วยวิเคราะห์ (Unit of analysis) จากน้ันใชว้ ธิ กี ารสุ่มแบบแบ่งชนั้ (Stratified sampling) ตามสัดสว่ นหรือขนาดของนักเรียน ในโรงเรยี นแต่ละเขตพ้นื ท่ี แลว้ เทยี บบัญญตั ิไตรยางค์กบั กลุ่มตวั อย่างตามขนาดของนักเรยี น 1. ให้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม (Sample Unit) ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified sampling) โดยจาแนกโรงเรียนในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในเขตพ้ืนที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3-10 ในภาคกลาง 21 จังหวัด แบ่งตามขนาดของโรงเรียน สาหรับ รายชื่อโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Sample random sampling) ด้วย วธิ กี ารจับฉลาก (Lottery) 2. ผู้ให้ข้อมูล ผู้วิจัยได้กาหนดผู้ให้ข้อมูลจากโรงเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนละ 4 คน ประกอบไปด้วย ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้างานวิชาการ โดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) และบุคลากรครูของแต่ละโรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Sample random sampling) โดยวิธีการจับฉลาก (Lottery) รวมผู้ให้ข้อมูลท้ังหมด 804 คน ดัง ตารางท่ี 3.1-3.2 และกลุ่มตัวอย่างรายช่ือโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา มธั ยมศึกษา เขต 3-10 ตำรำงท่ี 3.1 ประชำกรกลุ่มตัวอย่ำง สำนกั งำน กลมุ่ เขตพ้ืนท่ี สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. รวม ตวั อย่ำง ขนำด 3 4 5 6 7 8 9 10 (เครซีแ่ ละ โรงเรยี น มอร์แกน) ใหญ่พเิ ศษ 10 8 6 14 3 6 8 4 59 30 ใหญ่ 8 12 4 8 5 6 12 10 65 32 กลาง 16 13 19 12 16 26 19 19 140 64 เล็ก 13 10 35 20 20 17 22 27 164 75 รวม 47 43 64 54 44 55 61 60 428 201 ทม่ี า : จาก สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 3-10, (หนา้ 3-4). โดย แผนปฏิบัติการประจาปี งบประมาณ พ.ศ. 2560, 2560, นนทบุรี : พรี ะการพมิ พ.์
124 ตำรำงที่ 3.2 สรุปประชำกรกลุ่มตวั อย่ำงและผู้ให้ขอ้ มูล สำนักงำน รวม ผใู้ หข้ อ้ มลู (คน) ผใู้ ห้ ข้อมูล เขตฯ สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. สพม. กลมุ่ ผู้ รองผู้ หัวหนำ้ ครู (รวม) ขนำด 3 4 5 6 7 8 9 10 ตัว อำนวย อำนวย งำนฯ กำร กล่มุ ฯ โรงเรยี น อยำ่ ง ใหญพ่ เิ ศษ 5 4 3 7 2 3 4 2 30 30 30 30 30 120 ใหญ่ 4 6 2 4 2 3 6 5 32 32 32 32 32 128 กลาง 8 6 9 6 6 11 9 9 64 64 64 64 64 256 เล็ก 6 5 16 9 9 8 10 12 75 75 75 75 75 300 รวม 23 21 30 26 19 25 29 28 201 201 201 201 201 804 ท่ีมำ : จาก สำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 3-10, (หน้า 3-4). แผนปฏิบัติการประจาปี งบประมาณ พ.ศ. 2560, 2560, นนทบุรี : พีระการพมิ พ์. 3. เคร่อื งมือท่ีใช้ในกำรวจิ ยั การวิจัยครง้ั นผ้ี วู้ ิจัยไดจ้ ดั ทาเคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย มรี ายละเอียด ดังน้ี 3.1 ผู้วิจัยได้ใช้แบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้าง เพ่ือสัมภาษณ์แนวความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน เพ่ือให้ได้กรอบแนวคิดตัวแปรองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของ ผู้บริหารโรงเรียนมธั ยมศึกษา สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ภาคกลาง นามาสรปุ รวมกบั ผลสรุปของหลักการแนวคิด ทฤษฏี และงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง เพอื่ ให้ได้ตัวแปรองคป์ ระกอบของ การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ดังน้ัน เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวิจัยของข้ันตอน น้ี คอื แบบช้ีนาและมีวธิ ีสมั ภาษณแ์ บบปฏสิ ัมพันธ์ (ภาคผนวก ฉ หนา้ 314) 3.2 สร้างแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล เพื่อให้ ได้ข้อคาถามครอบคลุมวัตถุประสงค์ท่ีต้องการศึกษา โดยสร้างข้อคาถามภายใต้กรอบแนวคิด ทฤษฎี และครอบคลุมวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา ซึ่งแบบสอบถามในครั้งน้ีใช้สอบถามความคิดเห็นของ ผู้อานวยการโรงเรียน รองผ้อู านวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้างานวชิ าการ และบคุ ลากรครู โดยแบ่ง ขอ้ คาถามออกเป็น 3 ตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นแบบ เลอื กตอบ (Check list) ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิทางการศกึ ษา ตาแหน่งหน้าที่ และประสบการณใ์ นการทางาน
125 ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ภาคกลาง ที่ผวู้ ิจัยสร้างข้ึนโดย ใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) ของลิเคิร์ท (Likert, อ้างถึงใน ธานินทร์ ศลิ ปจ์ ารุ, 2560, หน้า 75) โดยผวู้ ิจัยไดก้ าหนดคา่ น้าหนักคะแนน ดงั น้ี ระดบั 5 หมายถึง ผู้บรหิ ารโรงเรียนมกี ารปฏบิ ตั จิ ริงในระดับมากทส่ี ดุ ระดบั 4 หมายถงึ ผู้บรหิ ารโรงเรียนมีการปฏิบตั จิ รงิ ในระดบั มาก ระดับ 3 หมายถงึ ผบู้ ริหารโรงเรยี นมกี ารปฏิบตั ิจรงิ ในระดบั ปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง ผู้บรหิ ารโรงเรยี นมกี ารปฏบิ ตั จิ ริงในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง ผูบ้ ริหารโรงเรยี นมกี ารปฏิบัติจรงิ ในระดับนอ้ ยที่สุด แบบสอบถามนี้ได้จาแนกเน้ือหาตามองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบย่อย มีข้อ คาถามตวั แปร จานวน 79 ข้อคาถาม (ภาคผนวก ช หนา้ 316) ตอนท่ี 3 เป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิด (Open-ended Questionnaire) เพื่อให้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้ใหข้ อ้ เสนอแนะ ขอ้ คิดเห็นอื่น ๆ เกย่ี วกบั การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน มธั ยมศึกษา สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน ภาคกลาง 3.3 แบบประเมิน เป็นแบบประเมนิ มโี ครงสร้างแบบประมาณค่า 5 ระดบั เพอื่ ใหผ้ ู้เชย่ี วชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน ภาคกลาง จานวน 17 รูป/คน ในขน้ั ตอนนผ้ี ูว้ ิจัย นาร่างรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง ไปให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิประเมินและรับรอง ในประเด็น เก่ียวกับความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ และข้อเสนอแนะ เพิ่มเตมิ เพือ่ นามาสรปุ ปรับปรงุ เป็นรปู แบบการบรหิ ารงานวชิ าการของผบู้ ริหารโรงเรียนมธั ยมศึกษา สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน ภาคกลาง ทเ่ี หมาะสมมากยิง่ ขึน้ 4. กำรสรำ้ งและตรวจสอบคุณภำพเคร่ืองมือ การสร้างเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูลในการวิจัย คร้งั นี้ มีวิธีการสร้างและทดสอบเคร่อื งมือ ดังน้ี 4.1 ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบั การวัดตัวแปร ในการวิจัย กาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรและกรอบการวัดตัวแปร แล้วนามาวิเคราะห์ สังเคราะห์เน้ือหา โดยนานิยามเชิงปฏิบัติการท่ีกาหนดข้ึนมากาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นท่ี ตอ้ งการวัด จานวนข้อคาถาม เขยี นคาถามท่ีจะพฒั นาเปน็ แบบสอบถาม และตรวจสอบความสอดคล้อง ระหว่างขอ้ คาถามกบั พฤตกิ รรมทตี่ ้องการวัด
126 4.2 คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิแบบเจาะจง (Purposive sampling) เพ่ือพิจารณา ตรวจสอบความตรงเชิงเน้อื หาของแบบสอบถาม (Content validity) โดยนาแบบสอบถามไปให้ผู้เชีย่ วชาญ และผ้ทู รงคณุ วุฒิ ใหท้ าการตรวจความตรงเชิงเน้อื หา จานวน 5 รูป/คน ซึ่งมคี วามเช่ยี วชาญดา้ นการบริหาร การศึกษา โดยมีการกาหนดเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติข้อใดข้อหน่ึง คือ ทางานด้านการศึกษา และ/หรอื มีประสบการณใ์ นการทางานในด้านท่เี ชี่ยวชาญอยา่ งน้อย 5 ปี 4.3 การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ ผู้วิจัยนาแบบสอบถามไปให้อาจารย์ท่ีปรึกษา เพ่ือ ตรวจสอบความถูกต้องของเน้อื หาและภาษา แลว้ นามาปรับปรงุ แกไ้ ข 4.4 ผวู้ จิ ัยนาแบบสอบถามไปใหผ้ ู้เช่ยี วชาญและผู้ทรงคุณวฒุ ิ เพ่อื ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ของแบบสอบถาม (Content validity) โดยพิจารณาความสอดคล้องและความเหมาะสมของข้อคาถาม รายข้อกับนิยามเชิงปฏิบัติการท่ีกาหนด ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้หลักการการหาค่าดัชนี้ความ สอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ คาถามกับนยิ ามเชิงปฏิบัตกิ าร (Index of item-objective congruence : IOC) มี รายละเอียด ดงั นี้ 1) นาแบบสอบถามท่ีได้รับการตรวจสอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาให้ผู้เช่ียวชาญและ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบคุณภาพของข้อคาถามด้านความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) คัดเลือก ผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิแบบเจาะจง (Purposive sampling) จานวน 5 รูป/คน เพ่ือพิจารณาเก่ียว การใช้ภาษาและความครอบคลุมของเนอ้ื หา ผู้วิจัยนาหนังสือขอความอนเุ คราะห์ผู้เชี่ยวชาญตรวจ IOC ไปให้กับผเู้ ชีย่ วชาญและผทู้ รงคณุ วุฒดิ ้วยตนเอง (ภาคผนวก ข หน้า 254) 2) เกณฑ์การพิจารณา คือ 1) ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าวดั ไดต้ รงกับนิยามเชิง ปฏิบัติการ 2) ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจวา่ วัดได้ไมต่ รงกบั นิยามเชิงปฏิบัตกิ าร และ 3) ให้คะแนน 0 เม่ือไม่แน่ใจว่าวัดได้ตรงกบั นยิ ามเชิงปฏิบัติการหรือไม่ ซงึ่ ขอ้ คาถามทม่ี คี า่ IOC ตั้งแต่ 0.50-1.00 มคี า่ ความเที่ยงตรงที่ใช้ได้ และข้อคาถามท่ีมีค่า IOC ต่ากว่า 0.50 มีค่าความเที่ยงตรงที่ยังใช้ไม่ได้ (สมชาย วรกิจเกษมสกลุ , 2553) ยังตอ้ งปรบั ปรุงแก้ไขภาษารวมท้งั ข้อเสนอแนะ เพ่อื ปรบั ปรงุ แก้ไขในด้านสานวน ภาษาของข้อคาถาม หลงั จากนั้นนาไปปรับปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญก่อนนาไปทดลองใช้ ซึง่ ผล จากการหาคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ ง พบว่ามคี ่าตง้ั แต่ 0.60-1.00 ซง่ึ ถือวา่ แบบสอบถามมีความเท่ียงตรงท่ี ใช้ได้ (ภาคผนวก ฌ หน้า 330) การคานวณค่า IOC ผู้วิจัยใช้สูตรของ (Rovinelli and Hambleton, 1997) ดังนี้ ������������������ = ∑ ������ N เมือ่ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับนิยามเชิงปฏิบตั ิการ ∑r แทน ผลรวมของคะแนนจากการพจิ ารณาของผู้เชย่ี วชาญและผูท้ รงคุณวุฒิ N แทน จานวนผเู้ ชี่ยวชาญและผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
127 4.5 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามที่ได้รับการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้ากลุ่มงาน วิชาการ และบุคลากรครู จานวน 10 โรง รวมผูใ้ ห้ขอ้ มูล 40 คน ผู้วิจยั นาหนังสอื ขอความอนเุ คราะหแ์ จก แบบสอบถาม (Try out) ไปแจกดว้ ยตนเองและรอรับ (ภาคผนวก ค หน้า 261) โดยใชก้ ับกลุ่มบุคลากรท่ี มีคุณลักษณะคล้ายกลุ่มตัวอย่างแต่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่มีลักษณะเหมือนกลุ่มตัวอย่างทุกประการ จากโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3-10 แล้วนาข้อมูลที่ เก็บรวบรวมไดไ้ ปหาคุณภาพของเคร่ืองมือ มีรายละเอียด ดงั น้ี 1) วิเคราะห์หาค่าอานาจจาแนกเป็นรายข้อ (Item analysis) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation) ระหว่างคะแนนรายข้อกับ คะแนนรวม (Item-total correlation) ซง่ึ ขอ้ คาถามทม่ี ีค่าอานาจจาแนกตัง้ แต่ 0.2 ขึ้นไปถอื วา่ ใช้ได้ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2545) ซึ่งผลการหาค่าอานาจจาแนกของข้อคาถามมีค่าระหว่าง 0.34- 0.81 (ภาคผนวก ญ หน้า 340) 2) วเิ คราะหห์ าค่าความเช่ือมนั่ (Reliability) ของแบบสอบถามทงั้ ฉบับ ด้วยการวเิ คราะห์ หาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟ่า (Alpha coefficient) โดยวิธีของครอนบาค (Cronbach’s Coefficient Alpha, 1951 อ้างถึงใน ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2540) โดยค่าความเช่ือม่ันท่ีเหมาะสมควรจะอยู่ ระหว่าง 0.60-1.00 ข้ึนไป จากการแจกแบบสอบถามแล้ววิเคราะห์ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.987 (ภาคผนวก ญ หน้า 340) 5. กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล การวจิ ัยครง้ั นี้ มขี ัน้ ตอนในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลตามรายละเอยี ด ดังน้ี 5.1 ผู้วิจยั ทาหนังสือถึงคณบดีบัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั โดยผ่าน ที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการหลักสูตร ในการทาหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะหเ์ กบ็ ข้อมูลใน การสมั ภาษณ์ผู้เชีย่ วชาญและผูท้ รงคณุ วุฒิ จานวน 5 คน ผู้วจิ ยั เกบ็ ข้อมูลด้วยตนเอง 5.2 ผู้วิจัยทาหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปถึงผู้อานวยการเขตพื้นที่และผู้อานวยการ โรงเรียนทเ่ี ปน็ กลุ่มตัวอย่าง (Try out) สงั กัดสานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 3-10 เพื่อแจ้ง ใหท้ ราบวตั ถุประสงค์ และขอความร่วมมอื ในการจัดเก็บข้อมูล (ภาคผนวก ค หนา้ 261) 5.3 ผู้วิจัยดาเนินการจัดทาแบบสอบถาม จานวน 804 ฉบับ และส่งแบบสอบถามด้วย ตนเองสาหรับโรงเรียนที่สามารถดาเนนิ การเองได้ (ภาคผนวก ง หน้า 273) สว่ นโรงเรยี นท่ีติดขัดด้วย ข้อจากัดด้านความพร้อมและเวลา ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์โดยวิธีการ ลงทะเบียน พร้อมแนบซองเปล่าและติดแสตมป์ เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามส่งแบบสอบถามกลับคืน
128 ผูว้ ิจยั โดยตรงทางไปรษณีย์ และหากพบว่าผใู้ หข้ ้อมูลยังไม่สง่ แบบสอบถามคนื ตามกาหนดผู้วจิ ัยจะส่ง แบบสอบถามขอความรว่ มมอื อกี ครง้ั จนได้รับแบบสอบถามคืนมา 676 ฉบบั คดิ เปน็ ร้อยละ 84.08 6. กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู และสถติ ทิ ีใ่ ช้ในกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู การนาเสนอขอ้ มลู และสถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูลตามคาถามการวิจัย ดงั นี้ เมื่อได้รับแบบสอบถามกลับคนื มาแล้ว ผวู้ จิ ัยรวบรวมแบบสอบถามทง้ั หมดทไี่ ด้รับกลบั คืนมา สารวจความสมบูรณ์ของแบบสอบถามแต่ละฉบับ แลว้ ทาการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอรโ์ ดยใช้ โปรแกรมสาเรจ็ รปู และไดก้ าหนดการวเิ คราะห์ข้อมูลมีรายละเอียด ดงั น้ี 6.1 การวิเคราะห์เนื้อหา จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตารา และงานวิจัยที่ เกย่ี วขอ้ ง และการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์กงึ่ โครงสรา้ ง โดยวิธี (Content analysis) โดยนาข้อมูลมา สรุปเปน็ ตัวแปรทศ่ี ึกษา 6.2 การวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพทั่วไปของผู้ให้ข้อมูลจากแบบสอบถาม โดยการวิเคราะห์ ทางสถิติโดยใช้การแจกแจงค่าความถี่ (Frequency) และหาค่าร้อยละ (Percentage) 6.3 การวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับความเหมาะสมของตัวแปรการบริหารงานวิชาการของ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ภาคกลาง โดยหา ค่าสถิติท่ีเกี่ยวข้อง สถิติท่ีใช้เพื่อศึกษาดูความสอดคล้องของข้อมูลเชิงประจักษ์และตัวแปรที่ได้จาก การศกึ ษาของผู้วจิ ัย โดยใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู ดงั น้ี 1) ค่าเฉล่ีย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation : S.D.) ค่า สัมประสิทธิ์การกระจาย (Coefficient of variation) เป็นสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ระดับการยอมรับ ของ องคป์ ระกอบหลกั ได้แก่ 1) การดาเนินงาน 2) กระบวนการบรหิ ารงานวชิ าการ 3) กจิ กรรมการเรียนรู้ 4) การมสี ่วนรว่ มในการศึกษา และ 5) ควบคมุ คณุ ภาพการศกึ ษา โดยใช้เกณฑใ์ นการคัดเลือกตัวแปรเพื่อ กาหนดในโมเดลท่ีจะนาไปทดสอบ คือ ค่าเฉล่ียเท่ากับหรือมากกว่า 3.00 และค่าสัมประสิทธ์ิการ กระจายเทา่ กับหรือนอ้ ยกวา่ 20% เพ่ือคัดสรรกาหนดไวใ้ นรูปแบบความสมั พนั ธเ์ ชิงโครงสรา้ ง 2) ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ (Correlation co-efficiency) ใช้วิเคราะห์หาค่า ความสมั พันธข์ องข้อมูลเบ้อื งตน้ กอ่ นนาไปวเิ คราะห์องค์ประกอบ ซึ่งเป็นการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชิง สารวจ (Exploratory factor analysis : EFA) โดยใช้การวิเคราะห์ด้วยวิธีสกัดองค์ประกอบ “PCA” (Principal Component Analysis) และหมุนแกนขององค์ประกอบแบบต้ังฉาก (Orthogonal rotation) ด้วยวธิ กี ารแวริแมกซ์ (Varimax rotation) เพอ่ื จัดกลมุ่ ตัวแปรซ่งึ ถอื เกณฑ์การเลอื กตัวแปร ท่ีเข้าอยู่ในองค์ประกอบตัวใดตัวหน่ึง โดยพิจารณาจากค่าความแปรปรวนของตัวแปร (Eigenvalue) ที่มากกว่า 1 และถือเอาค่าน้าหนักองค์ประกอบ (Factor loading) ของตัวแปรแต่ละตัวของ องค์ประกอบน้ันมคี ่าต้ังแต่ 0.50 ขึ้นไป ซ่ึงเป็นค่าน้าหนกั ท่ีมีนัยสาคัญในทางปฏิบตั ิ โดยมีตัวแปรแต่
129 ละองค์ประกอบต้ังแต่ 3 ตัวแปรข้ึนไปตามเกณฑ์ของไคเซอร์ (Kaiser) ซ่ึงตัวแปรที่นามาจะต้องมี ความสัมพันธ์หรือมีค่า Factor loading ไม่น้อยกว่า .30 (Hair และคณะ อ้างถึงใน, สุภมาส อังศุโชติ และคณะ, 2557, หน้า 97) 3) ค่าดัชนี KMO (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy) ใช้ วิเคราะห์เนื้อหาความเหมาะสมของข้อมูลเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบ มีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 โดยค่าท่ี เหมาะสมจะต้องมากกว่า .50 และค่า KMO จะเท่ากับ 1 เมื่อตัวแปรแต่ละตัวสามารถทานายได้ด้วย ตัวแปรอ่ืนโดยปราศจากความคลาดเคลื่อน ส่วนในช่วงอื่นแปลความหมาย ดังนี้ (Hair และคณะ อ้าง ถึงใน, สุภมาส องั ศุโชติ และคณะ, 2557, หนา้ 98) .80 ขึ้นไปเหมาะสมที่จะวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบดีมาก .70 - .79 เหมาะสมท่จี ะวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบดี .60 - .69 เหมาะสมท่จี ะวเิ คราะห์องค์ประกอบปานกลาง .50 - .59 เหมาะสมทจ่ี ะวิเคราะห์องคป์ ระกอบนอ้ ย น้อยกวา่ .50 ไม่เหมาะสมทจ่ี ะนาข้อมูลชุดนม้ี าวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบ 4) คา่ สถิตทิ ดสอบ Bartlett’s Sphericity Test มีนัยสาคญั ทางสถติ ิ (sig 0.00 < 0.05) แสดงว่าเมทริกซ์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น ข้อมูลท่ีได้จึงมี ความเหมาะสมที่จะนาไปวิเคราะห์องคป์ ระกอบ 6.4 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis : CFA) ซึ่ง พิจารณาจากค่า Chi-Square ค่า Goodness-of-fit (GFI) และค่า Root Mean Squared Residual (RMR) เพื่อศึกษาดูความสอดคล้องของรูปแบบสมมติฐานการวิจัยที่ได้จากการศึกษาของผู้วิจัยกับ ข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป ซึ่งในการพิจารณาความสอดคล้องของรูปแบบ สมมตฐิ าน การวิจัยกบั ขอ้ มลู เชงิ ประจักษม์ เี กณฑ์ในการพิจารณาความสอดคล้อง ดงั นี้ 1) ค่าไค-สแควร์ (Chi-square statistics) เป็นค่าสถิติท่ีใช้ทดสอบความกลมกลืนของ รูปแบบสมมติฐานการวิจัยกับข้อมลู เชงิ ประจักษ์ ในการทดสอบรูปแบบต้องการให้ค่าสถิติ ไค-สแควร์ ไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ (P-value > .05) เพราะต้องการยืนยันว่ารปู แบบสมมติฐานการวิจัยกับข้อมูล เชงิ ประจกั ษ์ไม่แตกต่างกัน ถ้าคา่ ไค-สแควร์ มีค่าเปน็ ศูนย์ ยงิ่ คา่ ไค-สแควร์ มีคา่ ตา่ มาก หรอื ย่งิ เขา้ ใกล้ ศูนย์มากเท่าไรแสดงหรือค่าใกล้เคียงกับจานวนองศาแห่งความเป็นอิสระ (Degree of freedom) และค่า ไค-สแควร์ ไม่มีนัยสาคัญ แสดงว่า รูปแบบมีความความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hair และ คณะ อ้างถึงใน, สภุ มาส อังศโุ ชติ และคณะ, 2557, หน้า 29) 2) คา่ สดั สว่ น 2/df เน่อื งจากเม่ือจานวนกลุ่มตัวอย่างมาก ผลการวิเคราะหโ์ มเดลจะให้ค่า ไค-สแควร์ ที่สูงกว่ากรณีการวิเคราะห์ท่ีมีจานวนกลุ่มตัวอย่างน้อยกว่าเพื่อแก้ไขความไวของค่าไค- สแควร์ ซึ่งเป็นผลมาจากจานวนกลุ่มตัวอย่างที่นามาวิเคราะห์ จึงมีผู้เสนอให้ใช้ค่าสัดส่วนระหว่างค่า
130 ไค-สแควร์ และคา่ องศาอิสระ (2/df) ที่คา่ ไม่ควรเกนิ 2.00 แสดงวา่ รปู แบบมีความสอดคลอ้ งกบั ขอ้ มูลเชิง ประจกั ษ์ (Hair และคณะ อ้างถึงใน, สภุ มาส อังศุโชติ และคณะ, 2557, หน้า 29) 3) ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน Goodness-of-fit indices (GFI) ซ่ึงเป็นอัตราส่วน ของผลต่างระหว่างฟงั กช์ นั่ ความกลมกลืนจากโมเดลก่อนและหลังปรับโมเดลกับฟังก์ชน่ั ความกลมกลืน กอ่ นปรับโมเดล ค่า GFI หากมคี ่าต้งั แต่ 0.90-1.00 แสดงว่ารปู แบบมีความกลมกลืนกบั ขอ้ มูลเชิงประจักษ์ (Hair และคณะ อ้างถึงใน, สุภมาส อังศุโชติ และคณะ, 2557, หน้า 29) 4) ค่าดัชนีความกลมกลืนท่ีปรับแล้ว (Adjusted goodness-of-fit index : AGFI) ซึ่งนา ค่า GFI มาปรับแก้ โดยคานึงถึงขนาดขององศาอิสระ (df) ซ่ึงรวมท้ังจานวนตัวแปรและขนาดกลุ่ม ตัวอย่างจะได้ค่าดัชนี AGFI ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับค่าดัชนี GFI โดยจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 และ 1 ค่าดัชนี AGFI ท่ีเขา้ ใกล้ 1 แสดงวา่ รูปแบบมีความสอดคล้องกบั ข้อมูลเชงิ ประจักษ์ โดยค่า AGFI ควร มีคา่ สูงกวา่ .90 (Hair และคณะ อ้างถงึ ใน, สุภมาส อังศโุ ชติ และคณะ, 2557, หนา้ 29) 5) ค่าดัชนีความสอดคล้องเปรียบเทียบ (Comparative fit index : CFI) ใช้เปรียบเทียบ โมเดลเชิงสมมติฐานการวิจัยว่า มีความสอดคล้องสูงกว่าข้อมูลเชิงประจักษ์มากนอ้ ยเพยี งใด มีค่าต้ังแต่ 0.90-1.00 แสดงว่า รูปแบบมีความสอดคล้องกับข้อมลู เชิงประจักษ์ (Hair และคณะ อ้างถึงใน, สุภมาส องั ศุโชติ และคณะ, 2557, หน้า 29) 6) ค่าดัชนีรากของค่าเฉล่ียกาลังสองของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standardized root mean squared residual : Standardized RMA) เป็นค่าบอกความคลาดเคลื่อนของโมเดลสอง โมเดลเฉพาะกรณีท่ีเป็นการเปรียบเทียบโดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ถ้าค่าดัชนี RMR มีค่าอยู่ระหว่าง 0 และ 1 ถ้ามีค่าย่ิงเข้าใกล้ 0 และต่ากว่า 0.05 แสดงว่ารูปแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hair และคณะ อา้ งถึงใน, สุภมาส องั ศุโชติ และคณะ, 2557 หนา้ 29) 7) ค่าดัชนีความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ (Root mean squared error of approximation : RMSEA) เป็นค่าท่ีบ่งบอกถึงความไม่กลมกลืนของตัวแปรที่สร้างข้ึนกับ เมทริกซ์ ความแปรปรวนร่วมของประชากร ซ่ึงค่า RMSEA ต่ากว่า 0.05 แสดงว่าตัวแปรมีความ กลมกลืนกับข้อมลู เชิงประจักษ์ (Hair และคณะ อา้ งถึงใน, สุภมาส อังศโุ ชติ และคณะ, 2557, หน้า 29) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงใช้เกณฑ์ในการตรวจสอบความกลมกลืนระหว่างโมเดลที่ผู้วิจัยพัฒนา ข้ึนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ สรุปได้ตามตารางท่ี 3.3
131 ตำรำงที่ 3.3 ค่ำสถติ ิท่ีใชใ้ นกำรตรวจสอบควำมกลมกลนื ของโมเดลตำมสมมติฐำนกบั ข้อมลู เชิงประจกั ษ์ สถติ ทิ ี่ใช้วัดควำมกลมกลนื ระดบั กำรยอมรบั 1. คา่ ไค-สแควร์ 2 2 ทไี่ ม่มนี ยั สาคญั หรอื คา่ P-value มากกวา่ .05 แสดงวา่ โมเดลความกลมกลืนกับขอ้ มลู เชงิ ประจักษ์ 2. คา่ ไค-สแควร์สมั พัทธ์ (2/df) นอ้ ยกวา่ 3.00 แสดงว่า โมเดลสอดคล้องกับข้อมูลเชงิ ประจักษ์ 3. ค่า GFI มีค่าตั้งแต่ 0.90-1.00 แสดงวา่ โมเดลสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 4. ค่า AGFI มีค่าตัง้ แต่ 0.90-1.00 แสดงว่า โมเดลสอดคล้องกบั ข้อมูลเชงิ ประจกั ษ์ 5. คา่ CFI มคี ่าต้ังแต่ 0.90-1.00 แสดงวา่ โมเดลสอดคลอ้ งกับข้อมูลเชงิ ประจักษ์ 6. ค่า RMA มีค่าต่ากว่า 0.05 แสดงว่า โมเดลสอดคลอ้ งกับขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์ 7. ค่า RMSEA มีค่าระหว่าง 0.05-0.08 โดยค่าท่เี ข้าใกล้ 0 เป็นคา่ ที่ดที ส่ี ุด ที่มา : จาก Hair และคณะ อ้างถงึ ใน, สภุ มาส องั ศุโชติ และคณะ, 2557 หนา้ 29 6.5 การตั้งเกณฑ์ในการประเมินและรับรอง ผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์อ้างอิงหรือเปรียบเทียบ กับเกณฑ์มาตรฐานที่กาหนดการประเมินจาก สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (องค์การมหาชน) ซึ่งมีหลกั เกณฑ์การประเมนิ ในระดบั คุณภาพ ดงั น้ี เกณฑก์ ำรประเมนิ ระดับคุณภำพ สถานศึกษาดาเนินการตามเกณฑ์ครบถ้วนสมบูรณ์ เหมาะสม เป็นไปได้ ดีเย่ยี ม ผลการตรวจสอบคุณภาพมีความน่าเชื่อถือ ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพผู้เรียน และมกี ารพัฒนาอย่างต่อเน่ือง เปน็ ทีพ่ ึงพอใจของทุกฝ่ายและมนี วัตกรรมที่ดี สถานศึกษาดาเนินการตามเกณฑ์ครบถ้วนสมบูรณ์ เหมาะสม เป็นไปได้ ดีมาก ผลการตรวจสอบคุณภาพมีความน่าเช่ือถือ ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพผู้เรียน และมีการพัฒนาอยา่ งต่อเน่อื ง สถานศึกษาดาเนินการตามเกณฑ์ครบถ้วนสมบูรณ์ เหมาะสม เป็นไปได้ ดี ผลการตรวจสอบคุณภาพมีความนา่ เช่ือถือ สง่ ผลต่อการยกระดับคณุ ภาพผูเ้ รียน สถานศึกษาดาเนินการได้อย่างเหมาะสม เป็นไปได้ ผลการตรวจสอบ พอใช้ คุณภาพมคี วามน่าเชอ่ื ถอื เปน็ ไปตามเกณฑ์แตไ่ มค่ รบถว้ นในบางประเด็น สถานศกึ ษาไม่สามารถดาเนนิ การตามเกณฑ์เปน็ สว่ นใหญ่ ปรบั ปรงุ
132 สาหรับการประเมินรูปแบบ ผู้วิจัยได้สร้างแบบประเมินข้ึนเพ่ือให้ผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรูปแบบท่ีผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น และใช้สถิติเพื่อหาค่าเฉล่ีย ( ) และส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐาน (S.D.) โดยมปี ระเด็นในการประเมนิ ใน 4 ด้าน ดังตอ่ ไปนี้ 1) ความถูกต้อง (Accuracy) เป็นการประเมินความถูกต้อง ความน่าเช่ือถือ คือ 1) ต้องเป็น รูปแบบท่ีมีสาระ/ประเด็นครอบคลุมครบถ้วนถูกต้อง 2) มีวัตถุประสงค์ 3) ข้ันตอนการใช้ 4) มีท่ีมา จากแหลง่ ขอ้ มูลและการได้มาซงึ่ ข้อมูลอยา่ งชัดเจน 5) มกี ารรวบรวมข้อมูลจากเครอื่ งมือและแหลง่ ข้อมูล ท่ีหลากหลาย และ 6) มีการวิเคราะหข์ อ้ มลู ทง้ั เชิงปริมาณและเชงิ คุณภาพท่ีสมบูรณ์และชดั เจน 2) ความเหมาะสม (Propriety) เป็นการประเมินความเหมาะสมทั้งในด้านกฎหมายและ ศีลธรรมจรรยา คือ 1) คานึงถึงกฎหมาย 2) การรักษาสิทธิ และ 3) ความเป็นธรรมกับผู้ท่ีมีส่วน เกยี่ วขอ้ งทุกฝา่ ยหรือทุกกลุม่ 3) ความเป็นไปได้ (Feasibility) เปน็ การประเมินความเป็นไปไดใ้ นการนาไปปฏบิ ัตจิ รงิ คอื 1) สามารถนารปู แบบไปปฏิบตั ิได้จริง 2) มที รัพยากรเพียงพอทจ่ี ะปฏบิ ัตไิ ด้ 3) ปลอดจากภาวะเสี่ยงที่ จะเกิดขึน้ และ 4) มกี ฏ ระเบยี บ ข้อบงั คบั และกฎหมายทเ่ี อื้อใหป้ ฏบิ ตั ไิ ด้ 4) ความเป็นประโยชน์ (Utility) เป็นการประเมินอรรถประโยชน์ คือ 1) การตอบสนองความ ต้องการของผู้ใช้รูปแบบ 2) การกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านการบริหารจัดการ (กรณีเป็นรูปแบบ เกี่ยวกับการบริหาร) 3) ให้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์สาหรับผู้ปฏิบัติ 4) จะเกิดผลดีต่อสถานศึกษา หน่วยงานทเ่ี ก่ยี วข้อง ผู้รับผดิ ชอบ ผู้มสี ว่ นได้ส่วนเสยี และชมุ ชน 5) แบบประเมนิ นีเ้ ปน็ แบบประเมินชนดิ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ดงั นี้ ระดับ 4.51-5.00 หมายถึง การประเมนิ อยู่ในระดบั มากทสี่ ุด ระดบั 3.51-4.50 หมายถึง การประเมินอยใู่ นระดบั มาก ระดบั 2.51-3.50 หมายถึง การประเมินอยใู่ นระดับปานกลาง ระดบั 1.51-2.50 หมายถึง การประเมนิ อยใู่ นระดบั นอ้ ย ระดบั 1.00-1.50 หมายถงึ การประเมนิ อยู่ในระดบั น้อยท่ีสุด สาหรับเกณฑก์ ารรบั รองรปู แบบในครงั้ น้ี ตอ้ งผ่านเกณฑ์การรับรองโดยดูจากผลการประเมิน รปู แบบในภาพรวมต้องมคี ่าเฉลย่ี ไม่ต่ากว่า 3.51 ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์การรบั รอง 6) การวเิ คราะหข์ ้อเสนอแนะ ข้อคดิ เห็นอื่น ๆ เกีย่ วกับรปู แบบการบรหิ ารงานวชิ าการของ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง โดย วิเคราะห์เนื้อหาคาถามปลายเปิดแล้วนามาสังเคราะห์ จากน้ันผู้วิจัยรวบรวมผลการวิเคราะห์ สรุป ขอ้ คน้ พบทไี่ ด้จากการวจิ ัย อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ แล้วจดั ทารา่ งรายงานผลการวจิ ยั ฉบับสมบูรณ์ นาเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ ตรวจสอบความถูกต้อง ปรับปรุงแก้ไขตามที่คณะกรรมการ เสนอแนะ จัดพิมพ์รายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์แล้วเสนอบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฎราช
133 วิทยาลัย เพ่อื ขออนุมตั ใิ หเ้ ป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการ บริหารการศกึ ษา 3.4 สรปุ การวิจยั ครง้ั นีเ้ ป็นการวิจยั แบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ทง้ั เชิงปรมิ าณและ เชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างจากการคานวณโดยการเปิดตารางสาเร็จรูปของเครซ่ีและมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 3-10 จานวน 201 โรง ใน 21 จังหวัด คือ จังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สระบุรี อ่างทอง สงิ ห์บุรี ลพบรุ ี ชยั นาท สมทุ รปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจนี บรุ ี นครนายก สระแกว้ ราชบรุ ี กาญจนบุรี สพุ รรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมทุ รสงคราม เพชรบุรี และประจวบครี ขี นั ธ์ โดยมผี ู้ให้ขอ้ มูลประกอบ ไปด้วย ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้างานวิชาการ และบุคลากรครู รวม 804 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารของ โรงเรียนมัธยมศึกษา โดยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการ ของเซอร์จโิ อวานนีและคณะ (Sergiovanni and others), ฮอยและมิสเกล (Hoy and Miskel), ภาวดิ า ธาราศรีสุทธิ, ธีระ รญุ เจรญิ , ชมุ ศักดิ์ อินทร์รกั ษ์, จันทรานี สงวนนาม, ปรียาพร วงศอ์ นุตรโรจน์, รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ, คานาย อภิปรัชญาสกุล, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สานักการบรหิ ารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย, สานักการศกึ ษากรงุ เทพมหานคร, และสรปุ ความคิดเหน็ ของผเู้ ช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวฒุ ิ จากการสมั ภาษณ์ แล้วนามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลท่ีได้นามาเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างองค์ประกอบการ บริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ภาคกลาง ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) การพัฒนากรอบสาระหลักสูตรท้องถ่ิน 2) การวางแผนงานด้าน วิชาการ 3) การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา 4) การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา 5) การพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ 6) การวัดผล ประเมินผล และดาเนินการเทียบโอนผลการเรียน 7) การวิจัยเพ่ือ พัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา 8) การพฒั นาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ 9) การนิเทศ การศึกษา 10) การแนะแนว 11) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา 12) การส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ 13) การประสานความร่วมมือในการพัฒนา วชิ าการกบั สถานศกึ ษาและองค์กรอืน่ 14) การส่งเสริมและสนับสนนุ งานวิชาการแกบ่ ุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา 15) การจัดทาระเบียบและ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา 16) การคัดเลือก หนงั สอื แบบเรียนเพื่อใช้ใน
134 สถานศึกษา และ 17) การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และแบบสอบถามการประเมิน ความเหมาะสมและข้อเสนอแนะ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์และนาเสนอข้อมูล คือ ค่าความถี่ (Frequency) คา่ รอ้ ยละ (Percentage) คา่ เฉล่ีย ( ) ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวเิ คราะห์ องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory factor analysis : EFA) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิง ยนื ยนั (Confirmatory factor analysis: CFA) วเิ คราะห์สถติ ิโดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูปด้วยสถิติช้ันสูง สาหรบั ข้อเสนอแนะใช้การวิเคราะห์เน้อื หา (Content analysis) แลว้ นามาวเิ คราะห์ สังเคราะห์แล้ว สรุปเป็นตัวแปร แล้วประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคกลาง ด้วยแบบประเมินแบบ ประมาณค่า 5 ระดับ จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับนโยบายด้านการ บริหารงานวิชาการ ให้สมบรู ณ์ย่งิ ขึน้ แล้วจัดทารายงานการวจิ ัย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389