ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 79 ๒๙ กฎธรรมชาติ อมิ ัสม๎ งิ สะติ อิทัง โหติ; เม่อื สงิ่ นี้ “ม”ี ส่งิ นี้ ย่อมมี อมิ สั สุปปาทา อทิ ัง อปุ ปชั ชะติ; เพราะความเกิดข้ึนแห่งสิง่ น้ี สิ่งนจี้ งึ เกิดขนึ้ อมิ สั ๎มงิ อะสะติ อิทัง นะ โหติ; เม่ือสิง่ นี้ “ไม่ม”ี ส่ิงน้ี ย่อมไม่มี อมิ ัสสะ นิโรธา อิทงั นริ ชุ ฌะต.ิ เพราะความดบั ไปแห่งสิ่งนี้ ส่ิงน้ีจงึ ดบั ไป. นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๘๔/๑๕๔.
810 พุทธวจน ๓๐ เหตแุ ห่งการเบยี ดเบียน “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ นู้ ริ ทกุ ข ์ ! อะไรเปน็ เครอ่ื งผกู พนั เทวดา มนษุ ย์ อสรู นาค คนธรรพท์ ง้ั หลาย อนั มอี ยเู่ ปน็ หมๆู่ (ซง่ึ แตล่ ะหม)ู่ ปรารถนาอยวู่ า่ เราจกั เปน็ ผไู้ มม่ เี วร ไมม่ อี าชญา ไมม่ ขี า้ ศกึ ไมม่ ี การเบยี ดเบยี นแกก่ นั และกนั แตแ่ ลว้ กไ็ มส่ ามารถจกั เปน็ ผอู้ ยอู่ ยา่ ง ผไู้ มม่ เี วร ไมม่ อี าชญา ไมม่ ขี า้ ศกึ ไมม่ เี บยี ดเบยี นแกก่ นั และกันเล่า พระเจ้าขา้ ?”. จอมเทพ ! ความอิจฉา (อิสสา) และความ ตระหน ่ี (มจั ฉรยิ ะ) นน่ั แล เปน็ เครอ่ื งผกู พนั เทวดา มนษุ ย์ อสรู นาค คนธรรพท์ ง้ั หลาย อนั มอี ยเู่ ปน็ หมๆู่ (ซง่ึ แตล่ ะหม)ู่ ปรารถนาอยวู่ ่า เราจกั เปน็ ผไู้ ม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไมม่ ี ขา้ ศกึ ไมม่ กี ารเบยี ดเบยี นแกก่ นั และกนั แตแ่ ลว้ กไ็ มส่ ามารถ จกั เปน็ ผอู้ ยอู่ ยา่ งผไู้ มม่ เี วร ไมม่ อี าชญา ไม่มีข้าศกึ ไมม่ ีการ เบียดเบียนแกก่ ันและกันได้. “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็ความอิจฉาและความ ตระหน่ีนัน้ มอี ะไรเปน็ ต้นเหตุ (นทิ าน) มีอะไรเป็นเคร่อื งก่อขึ้น (สมทุ ยั ) มอี ะไรเปน็ เครอ่ื งท�ำ ใหเ้ กดิ (ชาตกิ ะ) มอี ะไรเปน็ แดนเกดิ (ปภวะ) ? เม่ืออะไรมีอยู่ ความอิจฉาและความตระหน่ีจึงมี ? เมอ่ื อะไรไมม่ อี ยู่ ความอจิ ฉาและความตระหนจ่ี งึ ไมม่ ี พระเจา้ ขา้ ?”.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 81 จอมเทพ ! ความอิจฉาและความตระหน่ีนั้น มสี ง่ิ อนั เปน็ ทร่ี กั และสง่ิ อนั ไมเ่ ปน็ ทร่ี กั (ปยิ าปปฺ ยิ ) นน่ั แล เปน็ ต้นเหตุ ...ฯลฯ... เม่ือส่ิงเป็นทีร่ ักและสง่ิ ไม่เปน็ ทร่ี ัก ไมม่ ีอยู่ ความอิจฉาและความตระหน่กี ไ็ ม่มี. “ข้าแต่พระองค์ผ้นู ิรทุกข์ ! ก็ส่งิ เป็นท่รี ักและส่งิ ไม่เป็น ที่รกั น้ันเลา่ มอี ะไรเปน็ ต้นเหตุ ...ฯลฯ... ? เมื่ออะไรมอี ยู่ สงิ่ เปน็ ที่รกั และส่งิ ไม่เป็นทร่ี ักจึงมี ? เมอื่ อะไรไมม่ อี ยู่ สงิ่ เปน็ ทร่ี กั และ สิ่งไมเ่ ปน็ ท่รี ักจงึ ไม่มี พระเจา้ ขา้ ?”. จอมเทพ ! ส่ิงเป็นท่ีรักและส่ิงไม่เป็นท่ีรักน้ัน มฉี นั ทะ (ความพอใจ) เปน็ ตน้ เหตุ ...ฯลฯ... เม่ือฉันทะ ไมม่ อี ยู่ สิ่งเป็นที่รักและส่ิงไมเ่ ป็นท่ีรกั ก็ไมม่ ี... มหา. ที. ๑๐/๓๑๐-๓๑๒/๒๕๕-๒๕๖.
823 พุทธวจน ๓๑ ความพอใจใด ความพอใจน้ัน คอื เหตเุ กดิ แห่งทกุ ข์ “ทุกข์ใดๆ ทีเ่ กิดขน้ึ แล้วใน อดีต ทุกข์ท้งั หมดน้ัน มีฉันทะ (ความพอใจ) เปน็ มูล มฉี นั ทะเปน็ เหตุ เพราะว่า ฉนั ทะเปน็ มูลเหตแุ ห่งทกุ ข;์ และทุกขใ์ ดๆ อนั จะเกดิ ขึน้ ใน อนาคต ทุกข์ท้งั หมดนน้ั ก็มฉี ันทะ (ความพอใจ) เป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะวา่ ฉันทะเปน็ มลู เหตุแหง่ ทกุ ข์”. สฬา. ส.ํ ๑๘/๔๐๓/๖๒๗.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 83 ๓๒ ธรรมอันเปน็ ไปเพอ่ื ความเจรญิ ไม่เสือ่ ม (อปรหิ านิยธรรม) พราหมณ์ ! ถ้าธรรมทง้ั ๗ อยา่ งนนั้ คงต้งั อยู่ ในพวกเจา้ วชั ชี หรอื เจา้ วชั ชจี กั ตง้ั ตนอยใู่ นธรรมทง้ั ๗ อยา่ ง เหลา่ นน้ั แลว้ , พราหมณ์ ! อนั นน้ั ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื ความเจรญิ อย่างเดียว หาความเส่ือมมไิ ด.้ (ตอ่ ไปน้ี เป็นตวั ธรรมเจ็ดประการทีต่ รสั แกพ่ ระอานนท์ ซง่ึ วัสสการพราหมณ์ก็นั่งฟังอยู่ด้วย) (๑) อานนท์ ! พวกเจา้ วชั ชปี ระชมุ กนั เนอื งๆ ประชุมกนั โดยมาก... (๒) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกัน ประชมุ พรอ้ มเพรยี งกนั เลกิ ประชมุ และพรอ้ มเพรยี งกนั ท�ำ กิจที่พวกเจ้าวชั ชี จะตอ้ งท�ำ ... (๓) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีมิ ไ ด้ บั ญ ญั ติ ข้อที่มิได้บัญญัติไว้ มิได้ถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว, แต่ประพฤติอย่ใู นวัชชีธรรมตามท่ไี ดบ้ ญั ญัติไว.้ ..
854 พุทธวจน (๔) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีสักการะ เคารพ นบั ถอื บชู า ทา่ นทเ่ี ปน็ ประธานของเจา้ วชั ชี ตง้ั ใจฟงั ค�ำ สง่ั ของท่านผนู้ ั้น... (๕) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีมิได้ลบหลู่ ดูถูก สตรี ทเ่ี ปน็ เจา้ หญงิ หรอื กุมารีในสกลุ ... (๖) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เจดีย์ทั้งภายในและภายนอก มิได้ปล่อย ละเลย ใหท้ านทเ่ี คยให้ ให้กิจท่ีเคยท�ำ แก่เจดยี เ์ หลา่ น้ัน และใหพ้ ลกี รรมทีป่ ระกอบด้วยธรรม, เสื่อมเสยี ไป... (๗) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีเตรียมเคร่ือง ต้อนรับไว้พร้อม เพื่อพระอรหันต์ท้ังหลายว่า “พระอรหันต์ทั้งหลายท่ียังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้นน้ี, ท่ีมาแลว้ พึงอยู่สขุ ส�ำ ราญ เถดิ ” ดังน้.ี .. อานนท์ ! เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นความเจริญแก่ เจา้ วัชชีอยา่ งเดียว หาความเสือ่ มมไิ ด้. มหา. ท.ี ๑๐/๘๖-๙๐/๖๘-๖๙.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 85 ๓๓ เหตุใหศ้ าสนาเจรญิ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! มูลเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ ย่อมท�ำ ใหพ้ ระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไมเ่ ลอะเลอื น จนเสอ่ื มสูญไป. ๔ ประการ อะไรบ้างเล่า ? ๔ ประการ คอื :- (๑) ภิกษทุ ้งั หลาย ! พวกภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้ เลา่ เรยี นสตู รอนั ถอื กนั มาถกู ดว้ ยบทพยญั ชนะทใ่ี ชก้ นั ถกู ความหมายแหง่ บทพยญั ชนะทีใ่ ชก้ นั ก็ถูก ย่อมมนี ัยอนั ถกู ตอ้ งเช่นน้ัน ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! นี่เปน็ มูลกรณที ่ีหนงึ่ ซ่ึงทำ�ให้ พระสทั ธรรมต้ังอยูไ่ ด้ ไมเ่ ลอะเลือนจนเสือ่ มสญู ไป. (๒) ภิกษทุ ั้งหลาย ! อีกอย่างหน่งึ , พวกภิกษุ เป็นคนว่าง่าย ประกอบด้วยเหตุที่ทำ�ให้เป็นคนว่าง่าย อดทน ยอมรับค�ำ สง่ั สอนโดยความเคารพหนกั แน่น ภิกษทุ ัง้ หลาย ! น่เี ป็น มลู กรณีท่ีสอง ซงึ่ ท�ำ ให้ พระสัทธรรมตั้งอย่ไู ด้ ไมเ่ ลอะเลือนจนเส่ือมสูญไป.
867 พพุทุทธธววจจนน (๓) ภิกษทุ ้งั หลาย ! อีกอย่างหนงึ่ , พวกภกิ ษุ เหล่าใด เปน็ พหสุ ตู คล่องแคลว่ ในหลกั พระพุทธวจน ทรงธรรม ทรงวนิ ยั ทรงมาตกิ า (แมบ่ ท) พวกภกิ ษเุ หลา่ นน้ั เอาใจใส่ บอกสอน เนอ้ื ความแหง่ สตู รทง้ั หลายแกค่ นอน่ื ๆ เม่อื ท่านเหล่านัน้ ลว่ งลับไป สตู รทงั้ หลาย ก็ไมข่ าด ผู้เปน็ มลู ราก (อาจารย)์ มีทีอ่ าศยั สืบกนั ไป ภกิ ษุทง้ั หลาย ! นเี่ ป็น มูลกรณีทสี่ าม ซง่ึ ท�ำ ให้ พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเส่ือมสูญไป. (๔) ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! อกี อย่างหน่ึง, พวกภิกษุ ผ้เู ถระ ไมท่ ำ�การสะสมบริกขาร ไม่ประพฤตยิ ่อหย่อน ในไตรสกิ ขา ไมม่ จี ติ ตกต�ำ่ ดว้ ยอ�ำ นาจแหง่ นวิ รณ์ มงุ่ หนา้ ไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ยอ่ มปรารภความเพียร เพ่ือถงึ สิง่ ท่ียงั ไมถ่ ึง เพือ่ บรรลุสิ่งที่ยงั ไมบ่ รรลุ เพื่อทำ�ให้แจง้ สง่ิ ทย่ี งั ไมท่ �ำ ใหแ้ จง้ พวกภกิ ษทุ บ่ี วชในภายหลงั ไดเ้ หน็ พระเถระเหล่านั้น ทำ�แบบฉบับเชน่ นน้ั ไว้ กถ็ ือเอาเปน็ แบบอยา่ ง,พวกภกิ ษรุ นุ่ หลงั จงึ เปน็ พระทไ่ี มท่ �ำ การสะสม บรกิ ขาร ไมป่ ระพฤตยิ อ่ หยอ่ นในไตรสกิ ขา ไมม่ จี ติ ตกต�ำ่
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 87 ด้วยอ�ำ นาจแหง่ นวิ รณ์ มงุ่ หนา้ ไปในกิจแห่งวเิ วกธรรม ยอ่ มปรารถความเพยี ร เพือ่ ถึงส่งิ ท่ียังไมถ่ ึง เพอื่ บรรลุ ส่ิงท่ียงั ไม่บรรลุ เพอื่ ท�ำ ให้แจ้งส่งิ ทย่ี ังไม่ท�ำ ใหแ้ จ้ง. ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! น่ีเป็น มลู กรณีทีส่ ่ี ซึง่ ท�ำ ให้ พระสทั ธรรมตง้ั อยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป. ภิกษทุ ัง้ หลาย ! มลู เหตุ ๔ ประการเหลา่ นีแ้ ล ยอ่ มท�ำ ใหพ้ ระสทั ธรรมตง้ั อยไู่ ด้ ไมเ่ ลอะเลอื นจนเสอ่ื มสญู ไปเลย. จตุกกฺ . อํ. ๒๑/๑๙๘/๑๖๐.
898 พุทธวจน ๓๔ เหตใุ ห้ศาสนาเสอื่ ม ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! มูลเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ ท่ีทำ�ใหพ้ ระสัทธรรม เลอะเลอื นจนเส่ือมสญู ไป. ๔ ประการ อะไรบ้างเล่า ? ๔ ประการคอื :- (๑) ภิกษุท้งั หลาย ! พวกภกิ ษุ เล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด; เม่ือ บทและพยัญชนะใชก้ ันผิดแลว้ แมค้ วามหมายก็มีนัยอนั คลาดเคลอื่ น. ภิกษทุ ัง้ หลาย ! นเ้ี ป็น มูลกรณีทห่ี นึง่ ซ่งึ ทำ�ให้ พระสทั ธรรมเลอะเลอื นจนเส่อื มสญู ไป. (๒) ภิกษทุ ั้งหลาย ! อีกอยา่ งหนง่ึ , พวกภิกษุ เป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยเหตุท่ีทำ�ให้เป็นคนว่ายาก ไมอ่ ดทน ไมย่ อมรบั ค�ำ ตกั เตอื นโดยความเคารพหนกั แนน่ . ภกิ ษุทง้ั หลาย ! น้ีเปน็ มลู กรณที ่สี อง ซึง่ ท�ำ ให้ พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเส่อื มสญู ไป.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 89 (๓) ภิกษทุ ้งั หลาย ! อีกอย่างหนง่ึ , พวกภิกษุ เหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจน ทรงธรรม ทรงวนิ ัย ทรงมาตกิ า (แม่บท) ภิกษุเหลา่ น้นั ไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรท้ังหลาย แกค่ นอน่ื ๆ เม่ือท่านเหล่านั้นล่วงลบั ไป สูตรท้งั หลาย กเ็ ลยขาดผู้เปน็ มูลราก (อาจารย์) ไม่มที อี่ าศัยสบื ไป. ภิกษุท้งั หลาย ! นี้เป็น มลู กรณที ่สี าม ซ่ึงท�ำ ให้ พระสัทธรรมเลอะเลอื นจนเสื่อมสญู ไป. (๔) ภิกษุท้งั หลาย ! อกี อย่างหนึ่ง พวกภกิ ษุ ช้นั เถระ ท�ำ การสะสมบริกขาร ประพฤตยิ ่อหยอ่ นใน ไตรสกิ ขา มจี ติ ต�่ำ ด้วยอ�ำ นาจแห่งนวิ รณ์ ไมเ่ หลียวแล ในกิจแหง่ วเิ วกธรรม ไม่ปรารภความเพยี ร เพอ่ื ถึงส่งิ ที่ ยงั ไมถ่ ึง เพ่ือบรรลสุ ่งิ ทยี่ งั ไม่บรรลุ เพ่อื ท�ำ ให้แจ้งในส่ิงที่ ยงั ไมท่ �ำ ใหแ้ จง้ ผบู้ วชในภายหลงั ไดเ้ หน็ พวกเถระเหลา่ นน้ั ท�ำ แบบแผนเชน่ นัน้ ไว้ กถ็ ือเอาไปเป็นแบบอย่าง จึงทำ�ให้ เป็นผู้ทำ�การสะสมบริกขารบ้าง ประพฤติย่อหย่อนใน ไตรสิกขา มีจิตต่ำ�ด้วยอำ�นาจแห่งนิวรณ์ ไม่เหลียวแล ในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่
910 พุทธวจน ยงั ไมถ่ งึ เพื่อบรรลสุ ิ่งที่ยงั ไมบ่ รรลุ เพื่อท�ำ ให้แจ้งส่งิ ท่ยี งั ไม่ทำ�ใหแ้ จ้ง ตามกนั สบื ไป. ภิกษทุ ้ังหลาย ! น้ีเป็น มูลกรณีที่สี่ ซ่ึงทำ�ให้ พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเส่อื มสูญไป. ภิกษทุ ้ังหลาย ! มูลเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล ที่ท�ำ ใหพ้ ระสทั ธรรมเลอะเลือนจนเสือ่ มสูญไป. จตุกกฺ . อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 91 ๓๕ สงิ่ ทงั้ หลายไม่เท่ียง ภิกษุทง้ั หลาย ! สงั ขารทงั้ หลาย ไมเ่ ที่ยง (อนิจจฺ ). ภิกษุทง้ั หลาย ! สงั ขารทัง้ หลาย ไมย่ ่งั ยนื (อธุว). ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สงั ขารทง้ั หลาย เปน็ สง่ิ ทห่ี วงั อะไรไมไ่ ด้ (อนสสฺ าสกิ ). ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพียงเท่าน้ีก็พอแล้วเพื่อจะ เบอ่ื หนา่ ยในสงั ขารทง้ั ปวง พอแลว้ เพอ่ื จะคลายก�ำ หนดั พอแลว้ เพ่อื จะปลอ่ ยวาง. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ขนุ เขาสเิ นรุโดยยาว๘๔,๐๐๐ โยชน*์ โดยกวา้ ง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หย่ังลงในมหาสมทุ ร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สงู ขน้ึ จากผวิ พน้ื สมทุ ร ๘๔,๐๐๐ โยชน ์ :- ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! มีสมัยซึ่งล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี ที่ฝนไม่ตกเลย. เมอ่ื ฝนไมต่ ก(ตลอดเวลาเทา่ น)้ี ปา่ ใหญๆ่ อนั ประกอบดว้ ย พีชคาม ภูตคาม ไม้ หยูกยาและหญ้าท้ังหลาย * ๑ โยขน์ = ๑๖ กิโลเมตร
923 พุทธวจน ย่อมเฉา ย่อมเหี่ยวแห้ง มีอยู่ไม่ได้ (นี้ฉันใด); ภิกษุท้งั หลาย ! สงั ขารทั้งหลาย ไมเ่ ทยี่ ง ฉันนนั้ , สังขาร ทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื ฉนั นน้ั , สงั ขารทง้ั หลาย เปน็ สง่ิ ทห่ี วงั อะไรไมไ่ ด้ ฉนั นน้ั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพยี งเทา่ นก้ี พ็ อแลว้ เพ่ือจะเบ่อื หนา่ ยในสงั ขารท้งั ปวง พอแลว้ เพ่ือจะคลาย กำ�หนัด พอแล้วเพ่ือจะปล่อยวาง. ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! มีสมัยซึ่งในกาลบางคร้ังบาง คราวโดยการลว่ งไปแหง่ กาลนานไกล อาทิตย์ดวงทสี่ อง ยอ่ มปรากฏ. เมอ่ื ดวงอาทติ ยด์ วงทส่ี องปรากฏ, แมน่ �ำ้ นอ้ ย หนองบึง ท้ังหมดก็งวดแห้งไป ไม่มีอยู่ (น้ีฉันใด); ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ไม่เท่ียง ฉันน้ัน, สงั ขารทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื ฉนั นน้ั , สงั ขารทง้ั หลาย เปน็ สง่ิ ท่ี หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุท้ังหลาย ! เพียงเท่าน้ี ก็พอแล้วเพื่อจะเบ่ือหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อ จะคลายกำ�หนัด พอแล้วเพ่อื จะปล่อยวาง. ภกิ ษุท้ังหลาย ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบาง คราวโดยการลว่ งไปแหง่ กาลนานไกล อาทติ ย์ดวงทีส่ าม
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 93 ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงท่ีสามปรากฏ, แม่น้ำ� สายใหญ่ๆ เช่น แมน่ ้�ำ คงคา ยมนุ า อจริ วดี สรภู มหี ทง้ั หมดกง็ วดแหง้ ไป ไมม่ อี ยู่ (นฉ้ี นั ใด); ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สงั ขารทัง้ หลาย ไม่เที่ยง ฉันน้ัน, สงั ขารทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื ฉนั นัน้ , สังขารทง้ั หลาย เป็นส่งิ ท่ีหวงั อะไรไมไ่ ด้ ฉนั น้ัน. ภิกษุท้ังหลาย ! เพียงเท่าน้ีก็พอแล้วเพื่อจะเบ่ือหน่าย ในสังขารท้ังปวง พอแล้วเพ่ือจะคลายกำ�หนัด พอแล้ว เพือ่ จะปลอ่ ยวาง. ภกิ ษุทั้งหลาย ! มีสมัยซ่ึงในกาลบางคร้ังบาง คราวโดยการลว่ งไปแหง่ กาลนานไกล อาทติ ยด์ วงทส่ี ่ี ยอ่ ม ปรากฏ. เมอ่ื ดวงอาทติ ยด์ วงทส่ี ป่ี รากฏ, มหาสระทง้ั หลาย อันเป็นท่เี กิดแห่งแม่นำ�้ ใหญ่ๆ เช่น แม่นำ�้ คงคา ยมุนา อจริ วดี สรภู มหี มหาสระเหลา่ นน้ั ทง้ั หมดกง็ วดแหง้ ไป ไม่มีอยู่ (น้ีฉันใด); ภิกษุท้ังหลาย ! สังขารท้ังหลาย ไมเ่ ทย่ี ง ฉนั นน้ั , สงั ขารทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื ฉนั นน้ั , สงั ขาร ทง้ั หลาย เปน็ สง่ิ ทห่ี วงั อะไรไมไ่ ด้ ฉนั นน้ั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบ่ือหน่ายในสังขารท้ังปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำ�หนัด พอแล้วเพ่อื จะปล่อยวาง.
945 พุทธวจน ภิกษุท้ังหลาย ! มีสมัยซ่ึงในกาลบางครั้งบาง คราวโดยการล่วงไปแห่งกาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่ห้า ย่อมปรากฏ. เม่ือดวงอาทิตย์ดวงท่ีห้าปรากฏ, นำ้�ใน มหาสมทุ รอนั ลกึ รอ้ ยโยชน์ กง็ วดลง น�ำ้ ในมหาสมทุ รอนั ลกึ สอง-สาม-ส-่ี หา้ -หก-เจด็ รอ้ ยโยชน์ กง็ วดลง เหลอื อยู่ เพียงเจด็ ช่วั ต้นตาล กม็ ี เหลอื อยู่เพียงหก-ห้า-สี่-สาม- สอง กระท่งั หน่ึงชว่ั ตน้ ตาล ก็มี งวดลงเหลอื อยู่เพียง เจด็ ชว่ั บรุ ษุ กม็ ี เหลอื อยเู่ พยี งหก-หา้ -ส-่ี สาม–สอง-หนง่ึ กระท่ังครงึ่ ชวั่ บุรษุ กม็ ี งวดลง เหลอื อยเู่ พยี งแคส่ ะเอว เพยี งแคเ่ ข่า เพยี งแคข่ อ้ เท้า กระท่ังเหลอื อยู่ ลึกเท่า นำ�้ ในรอยเท้าโค ในท่นี ้ันๆ เชน่ เดียวกบั น�้ำ ในรอยเทา้ โค เมอื่ ฝนเม็ดใหญเ่ ร่ิมตกในฤดสู ารทลงมาในทีน่ น้ั ๆ. ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! เพราะการปรากฏแห่งอาทิตย์ ดวงที่ห้า นำ้�ในมหาสมุทรไม่มีอยู่แม้สักว่าองคุลีเดียว (นี้ฉันใด); ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารท้ังหลาย ไม่เที่ยง ฉันนน้ั , สังขารท้ังหลาย ไม่ยง่ั ยนื ฉันนัน้ , สังขารท้ังหลาย เปน็ ส่งิ ทหี่ วงั อะไรไมไ่ ด้ ฉันนน้ั . ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เพียง เทา่ นกี้ พ็ อแล้วเพือ่ จะเบือ่ หนา่ ยในสงั ขารทง้ั ปวง พอแลว้ เพอ่ื จะคลายกำ�หนดั พอแลว้ เพ่อื จะปล่อยวาง.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 95 ภกิ ษุท้ังหลาย ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบาง คราวโดยการล่วงไปแห่งกาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่หก ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่งอาทิตย์ดวงท่ีหก, มหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ ก็มีควันขึ้น ยิ่งข้ึนและ ยิ่งข้ึน เปรียบเหมือนเตาเผาหม้อ อันนายช่างหม้อ สมุ ไฟแล้ว ยอ่ มมีควนั ขึ้นโขมง ย่ิงข้นึ และย่งิ ขึ้น ฉะนนั้ (นี้ฉันใด); ภิกษุท้ังหลาย ! สังขารท้ังหลาย ไม่เท่ียง ฉันนน้ั , สงั ขารท้งั หลาย ไมย่ ั่งยืน ฉันนน้ั , สงั ขารทั้งหลาย เป็นส่งิ ทห่ี วังอะไรไม่ได้ ฉนั น้ัน. ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เพยี ง เท่าน้กี พ็ อแล้วเพอ่ื จะเบื่อหนา่ ยในสังขารทง้ั ปวง พอแลว้ เพอื่ จะคลายก�ำ หนัด พอแลว้ เพ่อื จะปลอ่ ยวาง. ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! มีสมัยซ่ึงในกาลบางคร้ังบาง คราวโดยการล่วงไปแหง่ กาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่เจ็ด ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่งอาทิตย์ดวงท่ีเจ็ด, มหาปฐพีน้ีและขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีไฟลุกโพลงๆ มี เปลวเป็นอันเดียวกัน. เมื่อมหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ อันไฟเผาอยู่ ไหม้อยู่อย่างนี้ เปลวไฟถูกลมซัดขึ้นไป จนถึงพรหมโลก. ภิกษุท้ังหลาย ! เมื่อขุนเขาสิเนรุ ถูกไฟเผาอย่ ู ไหม้อย่ ู วินาศอย่ ู อันกองไฟท่วมทับแล้ว,
967 พพุทุทธธววจจนน ยอดท้ังหลายอันสูงร้อยโยชน์บ้าง สอง-สาม-ส่ี-ห้า ร้อยโยชน์บ้าง ก็พังทำ�ลายไป. ภิกษุท้ังหลาย ! เม่ือ มหาปฐพนี ี้และขนุ เขาสเิ นรอุ นั ไฟเผาอยู่ ไหมอ้ ย,ู่ ข้ีเถา้ และเขม่าย่อมไม่ปรากฏ เหมือนเม่อื เนยใส หรอื นำ้�มัน ถูกเผา ขี้เถา้ และเขม่าย่อมไม่ปรากฏ ฉะน้ัน (น้ฉี นั ใด); ภิกษุท้ังหลาย ! สังขารท้ังหลาย ไม่เท่ียง ฉันนั้น, สงั ขารทง้ั หลาย ไมย่ ่งั ยนื ฉนั นัน้ , สังขารท้งั หลาย เปน็ สิง่ ทหี่ วังอะไรไมไ่ ด้ ฉนั น้ัน. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพียงเท่าน้ี ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพ่ือ จะคลายก�ำ หนดั พอแลว้ เพอื่ จะปล่อยวาง. ภิกษทุ ้งั หลาย ! ในข้อความน้ัน ใครจะคิด ใครจะเชอ่ื วา่ “ปฐพนี แ้ี ละขนุ เขาสเิ นรจุ กั ลกุ ไหม้ จกั วนิ าศ จักสญู สิน้ ไปได้” นอกเสียจาก พวกมบี ทอันเหน็ แลว้ . สตตฺ ก. อํ. ๒๓/๑๐๒-๑๐๕/๖๓.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 97 ๓๖ ผลจากความไม่มีธรรมะของมนษุ ย์ (อย่างเบา) ภกิ ษุทง้ั หลาย ! สมยั ใดราชา(ผปู้ กครอง)ทง้ั หลาย ไมต่ ง้ั อยใู่ นธรรม, สมยั นน้ั ราชยตุ ต์ (ขา้ ราชการ) ทง้ั หลาย ก็ไมต่ งั้ อย่ใู นธรรม; เม่อื ราชยตุ ตท์ ง้ั หลาย ไมต่ ง้ั อยใู่ นธรรม, พราหมณ์ และคหบดที ง้ั หลาย ก็ไม่ตั้งอย่ใู นธรรม; เมอ่ื พราหมณแ์ ละคหบดที ง้ั หลาย ไมต่ ง้ั อยใู่ น ธรรม, ชาวเมอื งและชาวชนบททง้ั หลาย กไ็ มต่ ง้ั อยใู่ นธรรม; เมื่อ ชาวเมอื งและชาวชนบททง้ั หลาย ไมต่ ง้ั อยู่ ในธรรม, ดวงจนั ทรแ์ ละดวงอาทติ ย์ กม็ ปี รวิ รรต (การเคลอ่ื นท,่ี การหมนุ เวียน) ไมส่ มำ่�เสมอ; เมอื่ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มีปริวรรต ไมส่ ม่�ำ เสมอ, ดาวนักษตั รและดาวท้งั หลาย กม็ ีปริวรรต ไม่สม่ำ�เสมอ;
989 พุทธวจน เม่ือ ดาวนักษัตรและดาวท้ังหลาย มีปริวรรต ไม่สมำ่�เสมอ, คืนและวนั ก็มปี รวิ รรตไม่สม�่ำ เสมอ; เมอื่ คืนและวัน มีปรวิ รรตไมส่ ม�่ำ เสมอ, เดอื น และปกั ษ์ กม็ ปี ริวรรตไม่สม่�ำ เสมอ; เมอื่ เดือนและปักษ์ มีปริวรรตไม่สมำ่�เสมอ, ฤดูและปี กม็ ีปริวรรตไม่สม�่ำ เสมอ; เมื่อ ฤดูและปี มีปริวรรตไม่สม่ำ�เสมอ, ลม (ทุกชนดิ ) ก็พัดไปไม่สม�่ำ เสมอ; เม่ือ ลม (ทกุ ชนิด) พัดไปไม่สมำ�่ เสมอ, ปัญชสา (ระบบแหง่ ทิศทางลมอันถูกต้อง) กแ็ ปรปรวน; เมือ่ ปญั ชสา แปรปรวน, เทวดาทั้งหลาย ก็ ระส่�ำ ระสาย; เมอ่ื เทวดาทง้ั หลาย ระส�ำ่ ระสาย, ฝนกต็ กลงมา อยา่ งไม่เหมาะสม; เม่อื ฝนตก ลงมาอยา่ งไมเ่ หมาะสม, พืชพรรณ ข้าวทง้ั หลาย ก็แก่และสุกไม่สม่ำ�เสมอ;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 99 ภิกษุทัง้ หลาย ! เมื่อมนุษย์ท้ังหลาย บริโภค พืชพรรณข้าวทั้งหลายอันมีความแก่และสุกไม่สม�่ำ เสมอ กก็ ลายเป็นผูม้ ีอายุสั้น ผิวพรรณทราม ทุพพลภาพและ มีโรคภัยไขเ้ จ็บมาก. (ข้อความต่อไปน้ี ได้ตรัสถึงภาวะการณ์ท่ีตรงกันข้าม ผู้ศกึ ษาพึงทราบโดยนัยตรงกนั ข้าม ตลอดสาย). จตกุ ฺก. อํ ๒๑/๙๗/๗๐.
1001 พุทธวจน ๓๗ ผลจากความไมม่ ธี รรมะของมนุษย์ (อย่างหนัก) ภกิ ษุทงั้ หลาย ! เมอ่ื พระราชา มกี ารกระท�ำ ชนดิ ทเ่ี ปน็ ไปแตเ่ พยี งเพอ่ื การคมุ้ ครองอารกั ขา, แตม่ ไิ ดเ้ ปน็ ไป เพอ่ื การกระท�ำ ใหเ้ กดิ ทรพั ย์ แกบ่ คุ คลผไู้ มม่ ที รพั ยท์ ง้ั หลาย ดงั นน้ั แลว้ ความยากจนขดั สน กเ็ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง แรงกลา้ ถึงทสี่ ดุ ; เพราะความยากจนขนั สนเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง แรงกล้าถึงที่สุด อทินนาทาน (ลักทรัพย์) ก็เป็นไปอย่าง กวา้ งขวางแรงกล้าถึงท่สี ุด; เพราะอทนิ นาทานเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้ ถึงที่สุด การใชศ้ ัสตราวุธโดยวิธีการตา่ งๆ ก็เป็นไปอยา่ ง กว้างขวางแรงกลา้ ถึงทสี่ ุด; เพราะการใช้ศัสตราวธุ โดยวธิ ีการตา่ งๆ เป็นไป อย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงทสี่ ุด ปาณาติบาต (ซ่งึ หมายถงึ การฆ่ามนุษย์ด้วยกัน) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึง ทส่ี ุด;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 101 เพราะปาณาตบิ าตเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้ ถึงท่ีสุด มุสาวาท (การหลอกลวงคดโกง) ก็เป็นไปอย่าง กวา้ งขวางแรงกลา้ ถึงที่สุด; (ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาจาก ๘ หมื่นปี เหลอื เพียง ๔ หม่นื ปี) เพราะมุสาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า ถึงท่ีสุด ปสิ ณุ าวาท (การพูดจายแุ หย่เพ่ือการแตกกันเปน็ ก๊ก เปน็ หมู่ ท�ำ ลายความสามคั ค)ี กเ็ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้ ถงึ ท่ีสุด; (ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๒ หมน่ื ป)ี เพราะปิสุณาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า ถงึ ทส่ี ดุ กาเมสมุ จิ ฉาจาร (การทำ�ชู้ การละเมดิ ของรักของ บุคคลอืน่ ) ก็เป็นไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกล้าถงึ ท่ีสุด; (ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๑ หมน่ื ป)ี เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นไปอย่างกว้างขวาง แรงกล้าถึงท่ีสดุ ผรสุ วาท และ สมั ผัปปลาปวาท (การใช้ ค�ำ หยาบ และค�ำ พูดเพ้อเจ้อเพอ่ื ความสำ�ราญ) ก็เปน็ ไปอย่าง กว้างขวางแรงกล้าถึงทีส่ ุด; (ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๕ พนั ป)ี
1023 พุทธวจน เพราะผรุสวาทและสัมผัปปลาปวาทเป็นไป อย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงท่ีสุด อภิชฌาและพยาบาท (แผนการกอบโกย และการท�ำ ลายลา้ ง) กเ็ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง แรงกล้าถึงทส่ี ดุ ; (ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๒,๕๐๐- ๒,๐๐๐ ป)ี เพราะอภชิ ฌาและพยาบาทเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง แรงกล้าถึงท่ีสุด มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดชนิดเห็นกงจักร เป็นดอกบวั นิยมความชัว่ ) กเ็ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้ ถงึ ที่สุด; (ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๑,๐๐๐ ป)ี เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า ถงึ ที่สุด (อกศุ ล) ธรรมทง้ั สาม คือ อธัมมราคะ (ความยนิ ดี ทไ่ี มเ่ ป็นธรรม) วิสมโลภะ (ความโลภไมส่ ้ินสดุ ) มิจฉาธรรม (การประพฤติตามอำ�นาจกิเลส) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง แรงกลา้ ถึงท่ีสุด (อย่างไม่แยกกัน); (ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๕๐๐ ป)ี เพราะ (อกศุ ล) ธรรม ท้งั สาม ... นน้ั เป็นไปอยา่ ง กว้างขวางแรงกล้าถึงท่ีสุด (อกุศล) ธรรมทั้งหลาย คือ
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 103 ไมป่ ฏบิ ตั ิอยา่ งถกู ตอ้ งในมารดา, บิดา, สมณพราหมณ์ ไมม่ กี ลุ เชฏฐาปจายนธรรม (ความออ่ นนอ้ มตามฐานะสงู ต�ำ่ ) กเ็ ป็นไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้ ถึงทส่ี ุด. (ในสมัยน้ี มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒๕๐- ๒๐๐-๑๐๐ ป)ี สมัยน้ัน จักมีสมัยท่ีมนุษย์มีอายุขัยลดลงมา เหลอื เพยี ง ๑๐ ปี (จกั มลี กั ษณะแหง่ ความเสอ่ื มเสยี มปี ระการ ต่างๆ ดังท่ีท่านกล่าวไว้ว่า) : หญิงอายุ ๕ ปี ก็มีบุตร; รสทัง้ หา้ คือเนยใส เนยขน้ น�้ำ มัน นำ�้ ผ้งึ นำ�้ ออ้ ย และ รสเค็ม กไ็ มป่ รากฏ; มนษุ ยท์ ง้ั หลาย กนิ หญา้ ทเ่ี รยี กวา่ กุท๎รูสกะ (ซ่ึงนิยมแปลกันว่าหญ้ากับแก้) แทนการกินข้าว; กุศลกรรมบถหายไป ไม่มีร่องรอย, อกุศลกรรมบถ รงุ่ เรอื งถงึ ทส่ี ดุ ; ในหมมู่ นษุ ย์ ไมม่ คี �ำ พดู วา่ กศุ ล จงึ ไมม่ ี การท�ำ กศุ ล; มนษุ ยส์ มยั นน้ั จกั ไมย่ กยอ่ งสรรเสรญิ ความ เคารพเก้ือกูลต่อมารดา (มัตเตยยธรรม), ความเคารพ เก้ือกูลต่อบิดา (เปตเตยยธรรม), ความเคารพเก้อื กูลต่อ สมณะ (สามัญญธรรม), ความเคารพเก้อื กูลต่อพราหมณ์ (พรหมญั ญธรรม), และกลุ เชฏฐาปจายนธรรม, เหมอื นอยา่ ง ทม่ี นษุ ยย์ กยอ่ งกนั อยใู่ นสมยั น;้ี ไมม่ คี �ำ พดู วา่ แม่ นา้ ชาย
1054 พุทธวจน นา้ หญงิ พอ่ อา ลงุ ปา้ ภรรยาของอาจารย์ และค�ำ พดู วา่ เมยี ของคร;ู สตั วโ์ ลกจกั กระท�ำ การสมั เภท (สมสสู่ �ำ สอ่ น) เชน่ เดยี วกนั กบั แพะ แกะ ไก่ สกุ ร สนุ ขั สนุ ขั จง้ิ จอก; ความอาฆาต ความพยาบาท ความคดิ รา้ ย ความคดิ ฆา่ เปน็ ไปอยา่ งแรงกลา้ แมใ้ นระหวา่ งมารดากบั บตุ ร บตุ รกบั มารดา บดิ ากบั บตุ ร บตุ รกบั บดิ า พก่ี บั นอ้ ง นอ้ งกบั พ่ี ทง้ั ชาย และหญงิ เหมอื นกบั ทน่ี ายพรานมคี วามรสู้ กึ ตอ่ เนอ้ื ทง้ั หลาย. ในสมัยนนั้ จักมี สัตถนั ตรกปั ป์ (การใชศ้ ัสตราวุธ ตดิ ต่อกันไมห่ ยุดหย่อน) ตลอดเวลา ๗ วนั : สตั ว์ท้งั หลาย เหล่าน้ัน จักมีความสำ�คัญแก่กันและกัน ราวกะว่า เนอื้ ; แตล่ ะคนมศี ัสตราวธุ ในมือ ปลงชีวติ ซง่ึ กันและ กันราวกะว่า ฆ่าปลา ฆา่ เนือ้ . (มีมนุษย์หลายคน ไม่เข้าร่วมวงสัตถันตรกัปป์ด้วย ความกลัว หนไี ปซอ่ นตวั อยใู่ นทท่ี พ่ี อจะซอ่ นตวั ไดต้ ลอด ๗ วนั แลว้ กลบั ออกมาพบกนั และกนั ยนิ ดสี วมกอดกนั กลา่ วแกก่ นั และ กนั ในท่ีน้ันว่า มีโชคดีท่ีรอดมาได้ แล้วก็ตกลงกันในการต้ังต้น ประพฤตธิ รรมกนั ใหมต่ อ่ ไป ชวี ติ มนษุ ยก์ ค็ อ่ ยเจรญิ ขน้ึ จาก ๑๐ ปี ตามล�ำ ดบั ๆ จนถงึ สมยั ๘ หมน่ื ปี อกี ครง้ั หนง่ึ จนกระทง่ั เปน็ สมยั แหง่ ศาสนาของพระพทุ ธเจา้ มพี ระนามวา่ เมตเตยยสมั มาสมั พทุ ธะ). ปา. ท.ี ๑๑/๗๐-๘๐/๓๙-๔๗.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 105 ๓๘ ขอ้ ควรทราบเกยี่ วกับอกศุ ลมูล (ราคะ โทสะ โมหะ) ภิกษุท้งั หลาย ! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์ เหล่าอืน่ จะพงึ ถามอยา่ งนว้ี า่ “อาวโุ ส ! ธรรม ๓ อยา่ งเหลา่ น้ี มอี ยู่ คอื ราคะ โทสะ โมหะ. อาวโุ ส ! อะไรเปน็ ความผดิ แปลก อะไรเปน็ ความแตกตา่ ง อะไรเปน็ เครอ่ื งแสดงความตา่ ง ระหวา่ งธรรม ๓ อยา่ งเหลา่ นน้ั ?” ดงั น.้ี ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! พวกเธอถูกถามอย่างนีแ้ ลว้ พงึ พยากรณ์แก่เขาว่า “อาวุโส ! ราคะมโี ทษนอ้ ย คลายช้า, โทสะมโี ทษมาก คลายเรว็ , โมหะมโี ทษมาก คลายชา้ ”. ถา้ เขาถามว่า “อาวุโส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเป็นปจั จัย ท่ีทำ�ให้ราคะที่ยังไมเ่ กิด เกิดขน้ึ หรอื ราคะทเ่ี กิดข้ึนแล้ว เป็นไป เพ่อื ความเจริญโดยยงิ่ เพือ่ ความไพบูลย์ ?” ดังนี.้ คำ�ตอบพึงมวี ่า สุภนมิ ติ (ส่งิ ที่แสดงให้รสู้ ึกว่างาม); คือเม่ือเขาทำ�ในใจซ่ึงสุภนิมิตโดยไม่แยบคาย ราคะท่ียัง ไม่เกิดก็เกิดขึ้น และราคะท่ีเกิดอยู่แล้ว ก็เป็นไปเพื่อ ความเจรญิ โดยยง่ิ เพอ่ื ความไพบลู ย.์ อาวโุ ส ! นค้ี อื เหตุ น้คี ือปจั จยั .
1076 พพุทุทธธววจจนน ถ้าเขาถามอกี วา่ “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั ทีท่ �ำ ใหโ้ ทสะที่ยงั ไม่เกดิ เกิดข้ึน หรอื โทสะทีเ่ กดิ ข้นึ แล้ว เป็นไป เพ่ือความเจริญโดยยง่ิ เพื่อความไพบูลย์ ?” ดงั น.้ี คำ�ตอบพึงมีว่า ปฏิฆนิมิต (สิ่งที่แสดงให้รู้สึก กระทบกระท่ัง); คือเมื่อเขาทำ�ในใจซ่ึงปฏิฆนิมิตโดยไม่ แยบคาย โทสะที่ยังไม่เกิดก็เกิดข้ึน และโทสะที่เกิดอยู่ แลว้ ก็เปน็ ไปเพื่อความเจรญิ โดยยงิ่ เพื่อความไพบลู ย.์ อาวโุ ส ! น้คี ือเหตุ นคี้ ือปัจจยั . ถ้าเขาถามอกี ว่า “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั ท่ที �ำ ใหโ้ มหะที่ยงั ไมเ่ กิด เกิดข้ึน หรือโมหะทเี่ กดิ ข้ึนแล้ว เป็นไป เพ่อื ความเจรญิ โดยยงิ่ เพื่อความไพบลู ย์ ?” ดงั น้ี. ค�ำ ตอบพงึ มวี า่ อโยนโิ สมนสกิ าร (การกระท�ำ ในใจ โดยไมแ่ ยบคาย); คอื เม่อื ทำ�ในใจโดยไม่แยบคาย โมหะที่ ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และโมหะท่ีเกิดอยู่แล้วก็เป็นไปเพ่ือ ความเจริญโดยย่งิ เพอ่ื ความไพบูลย์. อาวุโส ! นค้ี ือเหตุ น้คี ือปจั จยั . ถา้ เขาถามอีกว่า “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั ทท่ี �ำ ใหร้ าคะทย่ี งั ไมเ่ กดิ ไมเ่ กดิ ขน้ึ หรอื ราคะทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ละไป ?” ดังน.ี้
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 107 ค�ำ ตอบพึงมวี า่ อสภุ นิมติ (สิง่ ท่ีแสดงให้รูส้ ึกวา่ ไม่งาม); คือเม่ือเขาทำ�ในใจซึ่งอสุภนิมิตโดยแยบคาย ราคะทย่ี งั ไมเ่ กดิ กไ็ มเ่ กดิ ขน้ึ และราคะทเ่ี กดิ อยแู่ ลว้ กล็ ะไป. อาวุโส ! นีค้ ือเหตุ นคี้ อื ปัจจยั . ถา้ เขาถามอกี วา่ “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั ทท่ี �ำ ใหโ้ ทสะทย่ี งั ไมเ่ กดิ ไมเ่ กดิ ขน้ึ หรอื โทสะทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ละไป?” ดังน้.ี คำ�ตอบพงึ มีวา่ เมตตาเจโตวมิ ุตติ (ความหลดุ พ้น แห่งจิตอันประกอบอยู่ด้วยเมตตา); คือเมื่อเขาทำ�ในใจซึ่ง เมตตาเจโตวมิ ตุ ตโิ ดยแยบคาย โทสะทย่ี งั ไมเ่ กดิ กไ็ มเ่ กดิ ขน้ึ และโทสะทเ่ี กดิ อยแู่ ลว้ กล็ ะไป. อาวโุ ส ! นค้ี อื เหตุ นค้ี อื ปจั จยั . ถ้าเขาถามอีกวา่ “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั ทท่ี �ำ ใหโ้ มหะทย่ี งั ไมเ่ กดิ ไมเ่ กดิ ขน้ึ หรอื โมหะทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ละไป?” ดงั น้.ี คำ�ตอบพึงมวี ่า โยนโิ สมนสิการ คอื เมอื่ ทำ�ในใจ โดยแยบคาย โมหะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดข้ึน และโมหะ ทีเ่ กิดอยู่แล้วก็ละไป. อาวุโส ! นีค้ อื เหตุ นีค้ ือปัจจัย. ตกิ . อํ. ๒๐/๒๕๖/๕๐๘.
1098 พุทธวจน ๓๙ คุณสมบตั ิของทูต ภกิ ษุท้งั หลาย ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรท�ำ หน้าท่ที ูต. องค์ ๘ เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? คอื ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี ๑. รบั ฟัง ๒. ใหผ้ ู้อน่ื ฟัง ๓. ก�ำ หนด ๔. ทรงจำ� ๕. เข้าใจความ ๖. ให้ผูอ้ นื่ เข้าใจความ ๗. ฉลาดตอ่ ประโยชน์และมใิ ชป่ ระโยชน์ ๘. ไม่กอ่ ความทะเลาะ ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทท่ีพูดคำ�หยาบ ก็ไม่ สะทกสะท้าน ไม่ยังคำ�พูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์น พดู จนหมดความสงสยั และถกู ถามก็ไม่โกรธ. ภกิ ษผุ เู้ ช่นนน้ั แล ยอ่ มควรทำ�หน้าที่ทตู . จุลฺล. วิ. ๗/๒๐๑/๓๙๘.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 109 ๔๐ ไม่โกหกกัน แม้เพียงเพอ่ื หัวเราะเล่น “ราหลุ ! นกั บวช ทไ่ี มม่ คี วามละอายในการแกลง้ กล่าวเท็จ ทั้งทรี่ อู้ ยูว่ า่ เป็นเทจ็ ก็มีความเป็นสมณะ เทา่ กับ ความวา่ งเปลา่ ของน�ำ้ ในภาชนะน้ี ฉนั นน้ั เหมอื นกนั ..ฯลฯ..”. “ราหุล ! เรากล่าวว่า กรรมอันเป็นบาปหน่อย หนง่ึ ซึ่งนักบวชที่ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ จะทำ�ไม่ได้ หามีไม่. เพราะฉะน้ัน ในเรือ่ งนี้ เธอทง้ั หลาย พงึ สำ�เหนยี กใจไวว้ ่า “เราท้งั หลายจกั ไมก่ ล่าวมสุ า แมแ้ ตเ่ พ่อื หัวเราะกันเล่น” ดงั น.ี้ ราหลุ ! เธอทง้ั หลายพงึ ส�ำ เหนยี กใจไวอ้ ยา่ งน”้ี . ม. ม. ๑๓/๑๒๓/๑๒๖.
1110 พุทธวจน ๔๑ งูเป้ือนคูถ ภิกษทุ ัง้ หลาย ! นักบวชชนิดไร ที่ทุกๆ คน ควรขยะแขยง ไมค่ วรสมาคม ไมค่ วรคบ ไมค่ วรเขา้ ใกล้ ? ภกิ ษุทัง้ หลาย ! นักบวชบางคนในกรณนี ้ี เปน็ คนทุศีล มีความเป็นอยู่เลวทราม ไม่สะอาด มีความ ประพฤติชนิดที่ตนเองนึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการ กระทำ�ท่ีต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่า เป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ก็ปฏิญญาว่า ประพฤติพรหมจรรย์ เปน็ คนเน่าใน เปียกแฉะ มีสัญชาติ หมักหมม เหมือนบอ่ ท่ีเทขยะมูลฝอย. ภิกษทุ ้ังหลาย ! นักบวชชนิดนี้แล ท่ีทกุ ๆ คน ควรขยะแขยง ไมค่ วรสมาคม ไม่ควรคบ ไมค่ วรเข้าใกล้. ข้อน้นั เพราะอะไร ? ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! เพราะเหตวุ า่ ถงึ แมผ้ ทู้ เ่ี ขา้ ใกลช้ ดิ จะไม่ถือเอานักบวชชนดิ นี้ เป็นตัวอยา่ งก็ตาม, แตว่ า่ เสยี ง ร�่ำ ลืออันเสือ่ มเสีย จะระบอื ไปว่า “คนๆ น้ี มมี ติ รเลว มเี พอื่ นทราม มเี กลอลามก” ดงั น.ี้
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 111 ภิกษทุ ้งั หลาย ! เปรียบเหมือนงูท่ีตกลงไปจม อยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริงแล, แต่มันอาจทำ�คน ที่เข้าไปช่วยยกมันข้ึนจากหลุมคูถให้เปื้อนด้วยคูถได้ (ดว้ ยการด้นิ ของมัน) น้ีฉันใด. ภกิ ษุทงั้ หลาย ! แม้ผู้เข้าใกล้ชิด จะไม่ถือเอา นกั บวชชนิดน้ีเป็นตัวอย่างกจ็ ริงแล, แตว่ า่ เสียงร่ำ�ลอื อัน เสอื่ มเสยี จะระบอื ไปว่า “คนๆ นี้ มีมติ รเลว มีเพ่อื นทราม มีเกลอลามก” ดงั น้ี ฉนั น้ันเหมือนกนั . เพราะเหตนุ น้ั นกั บวชชนดิ น้ี จงึ เปน็ คนทท่ี กุ ๆ คน ควรขยะแขยง ไมค่ วรสมาคม ไมค่ วรคบ ไมค่ วรเขา้ ใกล.้ ติก. อ.ํ ๒๐/๑๕๘/๔๖๖.
“กรรม” และ ผลของการกระทํา
1154 พุทธวจน ๔๒ สงิ่ ทีค่ วรร้เู บ้ืองต้นเกย่ี วกับ “กรรม” ภกิ ษุท้งั หลาย ! เรากลา่ วซง่ึ เจตนาวา่ เปน็ กรรม เพราะวา่ บุคคลเจตนาแลว้ ย่อมกระท�ำ ซึง่ กรรมดว้ ยกาย ดว้ ยวาจา ดว้ ยใจ ... ภกิ ษุทงั้ หลาย ! เหตุเกิด (นิทานสัมภวะ) แห่ง กรรมทั้งหลาย เป็นอยา่ งไรเลา่ ? ภิกษุท้ังหลาย ! เหตุเกิดแห่งกรรมท้ังหลาย คอื ผสั สะ. ภิกษทุ ั้งหลาย ! ค ว า ม มี ป ร ะ ม า ณ ต่ า ง ๆ (เวมตั ตตา) แหง่ กรรมทั้งหลาย เป็นอยา่ งไรเล่า ? ภกิ ษุท้งั หลาย ! กรรมท่ีทำ�ใหส้ ตั ว์เสวยเวทนาในนรก มอี ย่,ู กรรมท่ีท�ำ ให้สตั วเ์ สวยเวทนาในกำ�เนิดเดรัจฉาน มีอยู,่ กรรมทที่ ำ�สัตว์ใหเ้ สวยเวทนาในเปรตวิสัย มีอย,ู่ กรรมที่ท�ำ สัตว์เสวยเวทนาในมนุษยโลก มีอยู,่ กรรมทที่ ำ�สัตวเ์ สวยเวทนาในเทวโลก มอี ยู.่ ..
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 115 ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! วิบากแห่งกรรมท้ังหลาย เปน็ อย่างไรเล่า ? ภิกษทุ ั้งหลาย ! เรากล่าววิบากแห่งกรรม ท้ังหลายว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ วิบากในทิฏฐธรรม (คือทนั ควนั ) หรือว่า วิบากในอปุ ะปัชชะ (คือในเวลาต่อมา) หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ (คอื ในเวลาตอ่ มาอีก) ... ภิกษทุ ้งั หลาย ! ความดับแห่งกรรม เป็น อยา่ งไรเล่า ? ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ความดับแห่งกรรม ย่อมมี เพราะ ความดบั แห่งผสั สะ. อรยิ มรรคมีองค์ ๘ นน้ี ั่นเอง เป็นข้อปฏิบัติให้ถงึ ความดับไม่เหลือแห่งกรรม (กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา); ได้แก่ ส่ิงเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สมั มาวาจา สัมมากมั มนั ตะ สมั มาอาชวี ะ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สัมมาสมาธ.ิ ฉกฺก. อ.ํ ๒๒/๔๕๘,๔๖๓-๔๖๔/๓๓๔.
1167 พพุทุทธธววจจนน ๔๓ กายนี้ เปน็ “กรรมเกา่ ” ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! กายน ้ี ไมใ่ ชข่ องเธอทง้ั หลาย และทั้งไม่ใช่ของบุคคลเหล่าอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (คือกาย) น้ี อันเธอทง้ั หลาย พงึ เห็นว่าเป็นสง่ิ ที่ปัจจัยปรุงแต่งข้ึน (อภิสงฺขต), เป็นสิ่งที่ปัจจัยทำ�ให้ เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสญฺเจตยิต), เป็นสิ่งท่ีมีความรู้สึก ต่ออารมณ์ได้ (เวทนีย). ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ในกรณขี องกายนั้น อรยิ สาวก ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทำ�ไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏจิ จสมุปบาท น่ันเทียว ดงั น้ีวา่ “ดว้ ยอาการอย่างนี้ : เพราะสิ่งนี้ม,ี สิ่งนี้จงึ ม;ี เพราะความเกิดขนึ้ แหง่ สิง่ น,้ี สิ่งนจี้ ึงเกดิ ข้นึ ; เพราะสิง่ นไ้ี ม่ม,ี สิ่งน้ีจึงไมม่ ;ี เพราะความดบั ไปแห่งส่งิ น,้ี สงิ่ นจี้ งึ ดบั ไป : ขอ้ นีไ้ ดแ้ กส่ ่งิ เหลา่ นี้คือ เพราะมีอวชิ ชาเป็นปจั จยั จึงมีสังขารทง้ั หลาย; เพราะมสี งั ขารเปน็ ปจั จัย จงึ มวี ิญญาณ;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 117 เพราะมวี ิญญาณเป็นปัจจัย จงึ มนี ามรปู ; เพราะมีนามรปู เปน็ ปัจจัย จึงมสี ฬายตนะ; เพราะมสี ฬายตนะเปน็ ปจั จยั จงึ มผี ัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปจั จัย จึงมเี วทนา; เพราะมเี วทนาเปน็ ปจั จยั จึงมตี ณั หา; เพราะมตี ณั หาเป็นปัจจยั จึงมอี ปุ าทาน; เพราะมีอปุ าทานเป็นปจั จยั จงึ มีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จงึ มชี าต;ิ เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนสั อปุ ายาสทง้ั หลาย จึงเกดิ ขน้ึ ครบถว้ น : ความเกิดขน้ึ พรอ้ มแหง่ กองทุกข์ทั้งส้ินนี้ ย่อมมี ดว้ ยอาการ อยา่ งน.้ี เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่ง อวชิ ชาน้ัน นนั่ เทียว จงึ มีความดับแหง่ สงั ขาร, เพราะ มคี วามดับแหง่ สังขาร จงึ มคี วามดับแหง่ วิญญาณ; .... ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ.... เพราะมีความดบั แห่งชาตินัน่ แล ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกขะ โทมนัส อปุ ายาส ท้ังหลาย จึงดบั สน้ิ : ความดบั ลงแห่งกองทกุ ขท์ ง้ั ส้ินนี้ ย่อมมี ดว้ ยอาการอยา่ งน”้ี ดงั นี้ แล. นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓.
1198 พุทธวจน ๔๔ ศีล ๕ (ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนั้น ละปาณาตบิ าต เวน้ ขาดจากปาณาตบิ าต (ฆ่าสตั ว)์ วางท่อนไมแ้ ละศสั ตรา เสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวัง ประโยชนเ์ กือ้ กลู ในบรรดาสตั วท์ ้งั หลายอย่.ู (อทินนาทานา เวรมณ)ี เธอน้ัน ละอทนิ นาทาน เว้นขาดจากอทนิ นาทาน (ลักทรัพย์) ถือเอาแตข่ องทเี่ ขา ใหแ้ ล้ว หวังอยู่แตข่ องท่ีเขาให้ ไม่เป็นขโมย มตี นเปน็ คน สะอาดเปน็ อยู.่ (กาเมสุมจิ ฉาจารา เวรมณ)ี เธอนั้น ละการ ประพฤติผดิ ในกาม เว้นขาดจากการประพฤตผิ ิดในกาม (คอื เวน้ ขาดจากการประพฤตผิ ดิ ) ในหญิง ซ่ึงมารดารกั ษา บิดารกั ษา พนี่ ้องชาย พ่นี อ้ งหญงิ หรือญาติรกั ษา อนั ธรรมรักษา เป็นหญงิ มสี ามี หญงิ อยู่ในสนิ ไหม โดยทส่ี ุด แม้หญิงอนั เขาหม้ันไว้ (ด้วยการคลอ้ งพวงมาลยั ) ไม่เป็น ผู้ประพฤติผิดจารตี ในรปู แบบเหลา่ นั้น.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 119 (มสุ าวาทา เวรมณี) เธอนน้ั ละมสุ าวาท เวน้ ขาด จากมสุ าวาท พดู แต่ความจริง รกั ษาความสตั ย์ ม่นั คงใน คำ�พูด มคี �ำ พูดควรเชื่อถือได้ ไม่แกลง้ กล่าวให้ผิดตอ่ โลก. (สรุ าเมระยะมชั ชะปมาทฏั ฐานา เวรมณ)ี เธอนน้ั เว้นขาดจากการด่ืมน้ำ�เมา คอื สุราและเมรยั อนั เปน็ ทตี่ ัง้ ของความประมาท. สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓. ทีม่ าเฉพาะข้อกาเมฯ : ทสก. อ.ํ ๒๔/๒๘๗-๒๘๘/๑๖๕.
1210 พุทธวจน ๔๕ ทาน ท่ีจัดว่าเป็น มหาทาน ภิกษุทงั้ หลาย ! อริยสาวก ในกรณีน้ี ละ ปาณาตบิ าต เวน้ ขาดจากปาณาตบิ าต. ภกิ ษุท้งั หลาย ! อริยสาวกเว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมช่ือว่า ให้ อภัยทาน อเวรทาน อพั ยาปัชฌทาน แก่สัตว์ท้ังหลาย มากไม่มีประมาณ; ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ท้ังหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ. ภิกษุท้ังหลาย ! นเี้ ปน็ ทานชัน้ ปฐม เปน็ มหาทาน ร้จู ักกนั ว่าเป็นของเลิศ เปน็ ของมีมานาน เป็นของประพฤตสิ ืบกันมาแต่โบราณ ไมถ่ กู ทอดทง้ิ เลย ไมเ่ คยถกู ทอดทง้ิ ในอดตี ไมถ่ กู ทอดทง้ิ อยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อัน สมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน. ภิกษุท้ังหลาย ! ข้อนี้ เปน็ ทอ่ ธารแหง่ บุญ เป็นท่ไี หลออกแหง่ กศุ ล นำ�มาซึง่ สุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพ่ือ สวรรค์ เป็นไปเพ่ือประโยชน์เก้ือกูลเพ่ือความสุขอันพึง ปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 121 (ในกรณศี ลี ๕ อกี สีข่ ้อทเ่ี หลอื คอื การเวน้ ขาดจาก อทินนาทาน, การเว้นขาดจากกาเมสุมิฉาจาร, การเว้นขาดจาก มุสาวาท และการเว้นขาดจากการดื่มนำ้�เมา คือสุราและเมรัย อันเปน็ ทต่ี ัง้ แหง่ ความประมาท ก็ตรสั อย่างเดยี วกนั ) ภิกษุท้งั หลาย ! ทาน ๕ ประการน้ีแล เป็น มหาทานรู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็น ของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดท้ิงเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ ไมค่ ดั ค้าน. อฏฺก. อ.ํ ๒๓/๒๕๐/๑๒๙.
1232 พุทธวจน ๔๖ อุโบสถ (ศลี ) (ปาณาติปาตา เวรมณ)ี เธอนั้น ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาตบิ าต (ฆา่ สตั ว)์ วางท่อนไมแ้ ละศัสตรา เสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวัง ประโยชนเ์ ก้อื กลู ในบรรดาสัตว์ทงั้ หลายอยู่. (อทนิ นาทานา เวรมณี) เธอน้ัน ละอทนิ นาทาน เว้นขาดจากอทนิ นาทาน (ลักทรัพย์) ถอื เอาแตข่ องทเ่ี ขา ใหแ้ ลว้ หวงั อยู่แต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย มตี นเปน็ คน สะอาดเป็นอยู่. (อพรฺหมฺจริยา เวรมณี) เธอนั้น ละกรรม อันไม่ใช่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากการเสพเมถุนอันเป็นของ ชาวบ้าน. (มสุ าวาทา เวรมณ)ี เธอนน้ั ละมสุ าวาท เวน้ ขาด จากมสุ าวาท พูดแต่ความจรงิ รกั ษาความสตั ย์ มนั่ คงใน ค�ำ พดู มีค�ำ พูดควรเช่อื ถอื ได้ ไม่แกลง้ กลา่ วให้ผิดตอ่ โลก.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 123 (สรุ าเมระยะมชั ชะปมาทฏั ฐานา เวรมณ)ี เธอนน้ั เวน้ ขาดจากการด่ืมนำ้�เมา คอื สุราและเมรัย อนั เปน็ ท่ตี ัง้ ของความประมาท. (วิกาละโภชนา เวรมณี) เธอน้ัน เป็นผู้ฉัน อาหารวันหนึง่ เพียงหนเดยี ว เวน้ จากการฉนั ในราตรแี ละ วกิ าล. (นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวรมณี) เธอน้ัน เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ� การขับร้อง การประโคม และการดูการเล่นชนิดเปน็ ข้าศึกแก่กศุ ล. (มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภู- สะนัฏฐานา เวรมณี) เธอน้ัน เป็นผู้เว้นขาดจากการ ประดบั ประดา คอื ทดั ทรงตกแตง่ รา่ งกายดว้ ยมาลา ของหอม และเคร่อื งลูบทา. (อจุ จาสะยะนะมหาสะยะนา เวรมณ)ี เธอนน้ั เปน็ ผเู้ วน้ ขาดจากการนอนบนทน่ี อนสงู ใหญ่ ส�ำ เรจ็ การนอน บนทีน่ อนอันต่�ำ . ตกิ . อ.ํ ๒๑/๒๗๑/๕๑๐.
1254 พุทธวจน ๔๗ อกุศลกรรมบถ ๑๐ จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อยา่ ง ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง ความไมส่ ะอาดทางใจ มี ๓ อยา่ ง จุนทะ ! ความไมส่ ะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง เปน็ อยา่ งไรเล่า ? (๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติทำ� สัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วย โลหติ มแี ตก่ ารฆา่ และทบุ ตี ไมม่ คี วามเอน็ ดใู นสตั วม์ ชี วี ติ . (๒) เป็นผู้มีปกติถือเอาส่ิงของที่มีเจ้าของ มไิ ดใ้ ห้ คอื วตั ถุอปุ กรณ์แหง่ ทรัพย์ของบคุ คลอน่ื ท่ีอยูใ่ น บ้านหรือในป่าก็ตาม เป็นผู้ถือเอาส่ิงของที่เขาไม่ได้ให้ ด้วยอาการแหง่ ขโมย. (๓) เป็นผู้มีปกติประพฤติผิดในกาม (คือ ประพฤตผิ ดิ ) ในหญงิ ซง่ึ มารดารกั ษา บดิ ารกั ษา พน่ี อ้ งชาย พน่ี อ้ งหญงิ หรอื ญาตริ กั ษา อนั ธรรมรกั ษา เปน็ หญงิ มสี ามี หญงิ อยใู่ นสนิ ไหม โดยทส่ี ดุ แมห้ ญงิ อนั เขาหมน้ั ไว้ (ดว้ ยการ คลอ้ งพวงมาลยั ) เปน็ ผปู้ ระพฤตผิ ดิ จารตี ในรปู แบบเหลา่ นน้ั .
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 125 จนุ ทะ ! อย่างน้ีแล เป็นความไม่สะอาดทาง กาย ๓ อยา่ ง. จนุ ทะ ! ความไมส่ ะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) บคุ คลบางคนในกรณนี ้ี เปน็ ผมู้ ปี กตกิ ลา่ วเทจ็ ไปสู่สภาก็ดี ไปสู่บริษัทก็ดี ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี ไปสทู่ า่ มกลางศาลาประชาคมกด็ ี ไปสทู่ า่ มกลางราชสกลุ กด็ ี อันเขานำ�ไปเป็นพยาน ถามว่า “บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้อย่างไร ท่านจงกล่าวไปอย่างน้ัน” ดังนี้, บุรุษนั้น เมอื่ ไม่รกู้ ก็ ล่าววา่ รู้ เมือ่ ไมเ่ ห็นกก็ ล่าววา่ เหน็ เมือ่ เหน็ ก็ กล่าววา่ ไม่เห็น, เพราะเหตตุ นเอง เพราะเหตุผูอ้ น่ื หรือ เพราะเหตเุ หน็ แก่อามสิ ไรๆ ก็เป็นผกู้ ล่าวเทจ็ ทัง้ ที่รอู้ ย.ู่ (๒) เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด คือฟังจากฝ่ายน้ี แล้วไปบอกฝา่ ยโนน้ เพอ่ื ท�ำ ลายฝา่ ยน้ี หรอื ฟงั จากฝา่ ยโนน้ แล้วมาบอกฝ่ายน้ี เพ่ือทำ�ลายฝ่ายโน้น เป็นผู้ทำ�คนที่ สามคั คกี นั ใหแ้ ตกกนั หรอื ท�ำ คนทแ่ี ตกกนั แลว้ ใหแ้ ตกกนั ย่ิงข้นึ พอใจ ยนิ ดี เพลดิ เพลินในการแตกกันเปน็ พวก เปน็ ผู้กล่าววาจาทก่ี ระท�ำ ให้แตกกนั เป็นพวก.
1267 พพุทุทธธววจจนน (๓) เปน็ ผ้มู วี าจาหยาบ อันเปน็ วาจาหยาบคาย กล้าแข็ง แสบเผ็ดต่อผู้อ่ืน กระทบกระเทียบผู้อ่ืน แวดล้อมอยู่ด้วยความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เขาเป็น ผกู้ ล่าววาจามรี ปู ลกั ษณะเช่นนน้ั . (๔) เปน็ ผ้มู ีวาจาเพ้อเจอ้ คือเป็นผ้กู ล่าวไม่ถูก กาล ไมก่ ลา่ วตามจรงิ กลา่ วไมอ่ งิ อรรถ ไมอ่ งิ ธรรม ไมอ่ งิ วนิ ยั เปน็ ผกู้ ลา่ ววาจาไมม่ ที ต่ี ง้ั อาศยั ไมถ่ กู กาละเทศะ ไมม่ จี ดุ จบ ไมป่ ระกอบด้วยประโยชน.์ จุนทะ ! อย่างน้ีแล เป็นความไม่สะอาดทาง วาจา ๔ อยา่ ง. จนุ ทะ ! ความไมส่ ะอาดทางใจ มี ๓ อยา่ ง เปน็ อยา่ งไรเล่า ? (๑) บคุ คลบางคนในกรณีนี้ เป็นผมู้ ากดว้ ย อภชิ ฌา (ความโลภเพ่งเล็ง) เปน็ ผโู้ ลภเพง่ เลง็ วัตถุอปุ กรณ์ แหง่ ทรัพยข์ องผู้อ่ืน วา่ “สิ่งใดเป็นของผู้อ่นื สง่ิ นัน้ จงเป็น ของเรา” ดงั นี;้ (๒) เป็นผู้มีจิตพยาบาท มีความดำ�ริในใจ เป็นไปในทางประทุษร้ายว่า “สัตว์ท้ังหลายเหล่าน้ี
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 127 จงเดือดร้อน จงแตกทำ�ลาย จงขาดสูญ จงพินาศ อยา่ ได้มีอยเู่ ลย” ดงั นี้ เป็นต้น; (๓) เป็นผู้มีความเห็นผิด มีทัสสนะวิปริตว่า “ทานทใ่ี หแ้ ลว้ ไมม่ ี (ผล), ยญั ทบ่ี ชู าแลว้ ไมม่ ี (ผล), การบชู า ทบ่ี ชู าแลว้ ไมม่ ี (ผล), ผลวบิ ากแหง่ กรรมทส่ี ตั วท์ �ำ ดที �ำ ชว่ั ไมม่ ,ี โลกน้ี ไมม่ ,ี โลกอน่ื ไมม่ ,ี มารดา ไมม่ ,ี บดิ า ไมม่ ,ี โอปปาตกิ ะสตั ว์ ไมม่ ,ี สมณพราหมณท์ ไ่ี ปแลว้ ปฏบิ ตั แิ ลว้ โดยชอบถึงกับกระทำ�ให้แจ้งโลกน้แี ละโลกอ่นื ด้วยปัญญา โดยชอบเอง แลว้ ประกาศใหผ้ อู้ น่ื รู้ กไ็ มม่ ”ี ดงั น.้ี จุนทะ ! อย่างน้แี ล เป็นความไมส่ ะอาดทางใจ ๓ อยา่ ง. จุนทะ ! เหลา่ นแ้ี ล เรยี กวา่ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐. จนุ ทะ ! บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ ลกุ จากทน่ี อนตามเวลาแห่งตนแล้ว แมจ้ ะลบู แผ่นดิน กเ็ ป็นคนสะอาดไปไมไ่ ด้, แมจ้ ะไม่ลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะจับโคมัยสด ก็เป็นคน สะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่จับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาด ไปไม่ได้; แม้จะจับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,
1298 พุทธวจน แม้จะไม่จับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะ บำ�เรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่บำ�เรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็น คนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคน สะอาดไปไม่ได้; แม้จะลงน้ำ�ในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ลงนำ้�ในเวลาเย็นเป็น ครัง้ ท่ีสาม กเ็ ป็นคนสะอาดไปไมไ่ ด.้ ขอ้ นนั้ เพราะเหตไุ ร ? จนุ ทะ ! เพราะเหตุว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหลา่ น้ี เปน็ ตวั ความไม่สะอาด และเปน็ เครื่อง กระทำ�ความไม่สะอาด. จนุ ทะ ! อนง่ึ เพราะมกี ารประกอบดว้ ยอกศุ ล- กรรมบถทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้เป็นเหตุ นรกย่อม ปรากฏ กำ�เนิดเดรัจฉานย่อมปรากฏ เปรตวิสัยย่อม ปรากฏ หรอื วา่ ทคุ ตใิ ดๆ แม้อ่ืนอกี ย่อมมี. ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓-๒๘๙/๑๖๕.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360