พระสตุ ตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 313 เวทนาทเี่ ปนสามิสและนิรามิส จะวินจิ ฉัยในขอ วา สามิส วา สุข หรอื สุขเวทนาทม่ี ีอามิส เปน ตนโสมนัสสเวทนาอาศัยอามสิ คอื กามคุณ ๕ อาศัยเรอื น ๖ ชื่อวา สามิสสขุ เวทนาโสมนสั สเวทนาอาศัยเนกขัมมะ ๖ ชือ่ วา นริ ามิสสุขเวทนา โทมนัสสเวทนาอาศยั เรอื น ๖ ชอื่ วา สามสิ ทกุ ขเวทนา โทมนัสสเวทนาอาศัยเนกขัมมะ ๖ชือ่ วา นิรามสิ ทุกขเวทนา อเุ บกขาเวทนาอาศัยเรือน ๖ ชื่อวา สามสิ อทุกขม-สขุ เวทนา อุเบกขาอันอาศยั เนกขัมมะ ๖ ชื่อวา นิรามิสอทุกขมสขุ เวทนา.อน่งึ การจําแนกเวทนาแมเหลาน้นั ทานกลาวไวใ นสักกปญหสตู รแลวแล. เวทนาในเวทนานอก ขอวา อติ ิ อชฺฌตฺต วา หรอื ภายใน ความวา พจิ ารณาเหน็เวทนาในเวทนาทงั้ หลายของตน ในเวทนาท้ังหลายของคนอืน่ หรือในเวทนาทงั้ หลายของตนตามกาล ของคนอ่นื ตามกาล ดวยการกําหนดสุขเวทนาเปนตน อยางนีอ้ ยู. สวนในขอ วา สมุทยธมฺมานปุ สสฺ ี วา พิจารณาเหน็ธรรมคอื ความเกิด (ในเวทนาทัง้ หลาย) น้ี มวี ินิจฉัยวา ภิกษุเม่ือเหน็ ความเกิด และความเสอื่ ม แหง เวทนาท้งั หลายดวยอาการอยา งละ ๕ วา เพราะอวชิ ชาเกดิ จงึ เกดิ เวทนาดงั นี้เปน ตน พึงทราบวา เธอพจิ ารณาเหน็ ธรรมคือความเกดิ ในเวทนาทงั้ หลายอยู พิจารณาเหน็ ธรรม คือความเส่อื ม ในเวทนาท้ังหลายอยู หรอื พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดในเวทนาทง้ั หลาย ตามกาลอยู พจิ ารณาเหน็ ธรรม คอื ความเส่ือมในเวทนาท้งั หลาย ตามกาลอย.ู ขอตอจากนไ้ี ปก็มนี ยั ดังท่ีกลา วมาแลวในกายานปุ ส สนานั่นแล.
พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ที่ 314 สติกําหนดเวทนาเปน อริยสจั ๔ แตในเวทนานุปส สนานี้ มขี อตางกันอยางเดียว คือพึงประกอบความอยางนี้วา สติทีก่ ําหนดเวทนาเปนอารมณ เปนทุกขสจั เปน ตนแลว พงึ ทราบวาเปนทางปฏบิ ัตินาํ ออกจากทุกขของภกิ ษุผกู ําหนดเวทนาเปน อารมณ. คาํ ทเี่ หลือก็มีความเชนนน้ั เหมือนกนั . จบเวทนานุปสสนาสตปิ ฏ ฐาน จติ ตานปุ สสนาสติปฏ ฐาน พระผูมีพระภาคเจา ครน้ั ตรัสเวทนานปุ สสนาสตปิ ฏ ฐาน ๙. วิธี อยางน้แี ลว บัดน้ี เพือ่ จะตรัสจติ ตานปุ สสนา ๑๖ วธิ ี จึงตรัสวา กถจฺ ภิกขฺ เวดกู อ นภกิ ษุทัง้ หลาย จิตตานปุ ส สนา เปนอยางไรเลาเปน ตน. จําแนกอารมณของจิต บรรดาบทเหลานี้ บทวา จิตมรี าคะ คือจิตทเ่ี กดิ พรอ มดวยโลภะ ๘อยาง. บทวา จิตปราศจากราคะ คอื จิตที่เปน กศุ ล แล อพยากฤตฝายโลกิยะ. แตขอ น้ี เปน การพิจารณา มิใชเปนการชุมนุมธรรม เพราะฉะน้ันในคาํ วา จติ มรี าคะ น้ี จึงไมไ ดโ ลกตุ ตรจติ แมแ ตบทเดยี ว. อกุศลจิต ๔ ดวงทเี่ หลอื จึงไมเ ขา บทตน ไมเขา บทหลัง. บทวา จิตมีโทสะ ไดแ กจ ิต ๒ดวง ทเ่ี กิดพรอ มดวยโทมนสั . บทวา จิตปราศจากโทสะ ไดแ กจ ิตทเี่ ปนกศุ ล และอพยากฤตฝา ยโลกยิ ะ. อกศุ ลจติ ๑๐ ดวงทเ่ี หลอื ไมเ ขาบทตน ไมเขาบทหลัง. บทวา จติ มโี มหะ ไดแกจ ิต ๒ ดวง คือ จติ ท่ีเกิดพรอมดวย
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 315วิจกิ จิ ฉาดวง ๑ ทเ่ี กิดพรอมดว ยอุทธัจจะดวง ๑. แตเพราะโมหะยอ มเกดิ ไดในอกศุ ลจติ ทงั้ หมด ฉะน้นั แมอ กุศลจติ ทีเ่ หลือ กค็ วรไดใ นบทวา จติ มีโมหะนี้โดยแท. จริงอยู อกศุ ลจิต ๑๒ (โลภมูล ๘ โทสมลู ๒ โมหมูล ๒) ทานประมวลไวใน ทุกกะ (หมวด ๒) นเี้ ทาน้ัน. บทวา จิตปราศจากโมหะไดแ กจ ติ ท่เี ปน กศุ ล และอพยากฤตฝายโลกิยะ. บทวา จิตหดหู ไดแ กจิตท่ีตกไปในถิน่ มิทธะ. ก็จิตทีต่ กไปในถนิ่ มิทธะนน้ั ชื่อวา จติ หดหู บทวาฟงุ ซาน ไดแ กจ ิตท่เี กิดพรอมดวยอทุ ธจั จะ จติ ทีเ่ กดิ พรอ มดว ยอุทธัจจะนัน้ช่อื วา จติ ฟุง ซา น. บทวา จิตเปน มหัคคตะ ไดแกจติ ทเ่ี ปนรปู าวจร และอรูปาวจร. บทวา จติ ไมเ ปน มหัคคตะ ไดแ กจ ติ ทีเ่ ปน กามาวจร. บทวาสอุตตฺ ร จติ มจี ิตอืน่ ย่งิ กวา ไดแกจ ิตท่ีเปน กามาวจร. บทวา อนุตตฺ ร จติไมม ีจติ อื่นยงิ่ กวา ไดแกจ ิตทีเ่ ปน รูปาวจร และอรปู าวจร. แมในจติ เหลาน้นัจติ ท่ชี อ่ื วา สอุตตระ ไดแกจ ิตเปนรูปาวจร จิตช่อื วา อนตุ ตระ ไดแก จติ ทเ่ี ปนอรปู าวจร. บทวา สุมาหติ จติ ตง้ั มนั่ แลว ไดแกอปั ปนาสมาธิหรืออุปจารสมาธิ. บทวา อสมาหิต จิตไมต งั้ มั่น ไดแกจิตท่ีเวนจากสมาธทิ ั้งสอง บทวาวิมตุ ฺต จิตหลุดพน ไดแกจ ิตหลดุ พน ดวยตทังควิมุตติ และวิกขมั ภนวิมตุ ต.ิบทวา อวิมตุ ฺติ จติ ไมหลดุ พน ไดแ กจิตทเี่ วน จากวิมตุ ติทงั้ สอง. สวนสมจุ -เฉทวิมุตติ ปฏปิ ส สทั ธิวมิ ตุ ติ และนิสสรณวิมุตติ ไมม ีโอกาสในบทนีเ้ ลย. จติ ในจิตนอก คาํ วา อติ ิ อชฌฺ ตตฺ วา หรือภายใน ความวา ภกิ ษโุ ยคาวจรกาํ หนดจิตทเี่ ปนไปในสมยั ใด ๆ ดวยการกําหนดจติ มีราคะเปนตน อยางนี้ชื่อวาพิจารณาเห็นจิตในจติ ของตน หรอื ในจิตของคนอนื่ ในจติ ของตนตามกาล หรอื ในจติ ของคนอืน่ ตามกาลอย.ู ก็ในคาํ วา พิจารณาเห็นธรรม
พระสตุ ตันตปฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 316คือความเกดิ น้ี พึงนาํ ความเกดิ และความเสอ่ื มแหงวญิ ญาณออกเทยี บเคียงดวยอาการอยา งละ ๕ วา เพราะเกิดอวิชชา วิญญาณ จงึ เกิดดังนีเ้ ปน ตน . ขอตอไปจากน้ี กม็ ีนัยดงั กลา วมาแลวแล. สตกิ าํ หนดจิตเปนอริยสจั ๔ แตในจิตตานปุ สสนาสติปฏฐานน้ี มขี อแตกตางกันอยางเดยี ว คือพึงประกอบความวา สติท่กี าํ หนดจิตเปน อารมณ เปนทกุ ขสจั ดังนีเ้ ปน ตนแลวพึงทราบวา เปนทางปฏบิ ตั ินาํ ออกจากทกุ ข ของภกิ ษุผูกําหนดจิตเปนอารมณ. คําทเ่ี หลือ ก็เชน เดยี วกันน่ันแล. จบจิตตานุปสสนาสติปฏฐาน ธัมมานปุ ส สนาสติปฏ ฐาน พระผมู ีพระภาคเจา คร้ันตรัสจติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ๑๖ วิธี อยา งนีแ้ ลว บดั นี้ เพือ่ จะตรัสธัมมานุปสสนา ๕ วิธี จึงตรสั วา กถจฺ ภิกฺขเวดูกอนภิกษทุ ัง้ หลาย ธมั มานปส สนา เปนอยางไรเลาเปนตน . อกี อยางหน่งึ พระผมู พี ระภาคเจาตรสั การกาํ หนดรูปกมั มฏั ฐานลว นดว ยกายานุปสสนา ตรสั การกาํ หนดอรูปกัมมัฏฐานลว น ๆ ดว ยเวทนานปุ ส สนาและจิตตานปุ สสนา. บัดนี้ เพอ่ื จะตรสั การกําหนดรูปกมั มฏั ฐานกบั อรปู กัมมฏั -ฐานผสมกนั จึงตรสั วา กถจฺ ภิกฺขเว ดูกอนภกิ ษทุ ัง้ หลาย ธัมมานุปส สนาเปนอยางไรเลา เปน ตน . อนง่ึ พระผมู ีพระภาคเจา ตรสั การกาํ หนดรูปขันธดวยกายานปุ สสนาตรสั การกําหนดเวทนาขันธดวยเวทนานปุ สสนา ตรสั การกําหนดวญิ ญาณขันธ
พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 317ดว ยจติ ตานปุ สสนา. บดั น้ี เพอื่ จะตรัสแมการกาํ หนดสัญญาขนั ธ และสงั ขารขันธ จึงตรัสวา กถจฺ ภิกฺขเว ดูกอนภกิ ษุทัง้ หลาย ธัมมานปุ ส สนาเปนอยางไรเลา เปน ตน. นีวรณบรรพ บรรดาบทเหลานั้น บทวา สนตฺ มีอยู คอื อยูพรอมดวยอํานาจฟุงข้นึ เนือง ๆ. บทวา อสนตฺ ไมมอี ยคู ือไมม อี ยพู รอ ม เพราะไมฟุง ขึ้น หรือเพราะละไดแ ลว . บทวา ก็โดยประการใด ความวา กามฉนั ทเกิดขน้ึเพราะเหตใุ ด. บทวา ตฺจ ปชานาติ ก็รชู ดั ประการน้นั คือรูชดั เหตนุ ้นั .ทกุ ๆ บท พงึ ทราบความโดยนัยนี้นีแ่ ล. เหตเุ กดิ กามฉนั ท ในนิมิตท้ังสองนัน้ กามฉนั ทยอ มเกิดข้นึ เพราะมนสกิ ารโดยไมแ ยบคายในสภุ นิมิต. สงิ่ ทง่ี ามกด็ ี อารมณท่ีงามกด็ ี ชือ่ วา สุภนมิ ิต. การใสใจโดยไมมีอุบายการใสใ จนอกทาง การใสใ จในสง่ิ ทีไ่ มเ ท่ียงวา เทยี่ ง ในสง่ิ ทเี่ ปนทกุ ขว า สขุในส่ิงท่ีมิใชต วั ตนวาตวั ตน หรือในสิง่ ทีไ่ มงามวา งาม ชื่อวา อโยนิโสมนสิการ(การใสใ จโดยไมแยบคาย). เมื่อภิกษทุ ําอโยนิโสมนสิการนัน้ ใหเ ปนไปมาก ๆในสภุ นมิ ติ นน้ั กามฉนั ทย อมเกิดขน้ึ . เพราะเหตนุ น้ั พระผูมพี ระภาคเจาจึงตรัสไว (ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) วา ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย สุภนิมติมอี ยู การทําใหมากซงึ่ อโยนโิ สมนสิการในสุภนิมิตนนั้ นีเ้ ปนอาหาร เพื่อความเกิดขน้ึ แหงกามฉันทท ย่ี งั ไมเ กดิ หรือเพ่ือทาํ ใหกามฉันทท ี่เกดิ แลว ใหกําเริบย่ิงข้นึ ดงั น้.ี
พระสตุ ตนั ตปฎก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 318 เหตุละกามฉันท สวนกามฉนั ทนัน้ จะละไดก ็ดวยโยนโิ สมนสิการ (การใสใจโดยแยบคาย) ในอสุภนิมิต. ส่งิ ท่ไี มงามกด็ ี อารมณท ่ไี มง ามกด็ .ี ช่ือวา อสภุ นมิ ิต.การใสใจโดยอุบาย การใสใ จถูกทาง การใสใจในสิ่งทไี่ มเทยี่ งวาไมเ ท่ยี ง ในส่งิ ท่ีเปน ทุกขวา ทกุ ข ในสงิ่ ท่ไี มใ ชต วั ตนวา ไมใชต วั ตน หรอื ในสงิ่ ท่ไี มง ามวา ไมงาม ช่อื วา โยนโิ สมนสกิ าร. เม่ือภิกษทุ ําโยนิโสมนสกิ ารนนั้ ใหเ ปนไปมาก ๆในอสภุ นิมิตน้นั ยอมละกามฉนั ทเ สยี ได. เพราะเหตุน้ัน พระผมู ีพระภาคเจาจงึ ตรัสไว (ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) วา ดกู อนภิกษุทั้งหลาย อสภุ นมิ ิตมีอยู การทําใหม าก ๆ ซ่งึ โยนโิ สมนสิการในอสุภนิมติ น้ัน น้เี ปน อาหาร เพ่อืความไมเกิดแหง กามฉนั ทท ่ยี ังไมเ กิด หรือเพอ่ื ละกามฉนั ทท เ่ี กิดแลว.ธรรมสาํ หรบั ละกามฉนั ทอีกอยางหนง่ึ ธรรม ๖ ประการ ยอ มเปน ไปเพือ่ ละกามฉนั ท คอื ๑.การถืออสุภนมิ ิตเปน อารมณ ๒. การประกอบเนอื ง ๆ ซึ่งอสภุ ภาวนา ๓. การรกั ษาทวารในอินทรียท ้ังหลาย ๔. ความรูจักประมาณในโภชนะ ๕. ความมีกัลยาณมติ ร ๖. พูดแตเร่อื งทีเ่ ปนสัปปายะ (เปนท่ีสบาย). จรงิ อยู เมือ่ ภกิ ษุกําหนดอสภุ นิมติ ๑๐ อยางอยู ก็ละกามฉนั ทได. เม่ือเจริญอสภุ ๑๐ กด็ ี เมอื่ปด ทวารในอนิ ทรียทั้งหลายกด็ ี รูจกั ประมาณในโภชนะ เพราะเมอ่ื มโี อกาสจะบรโิ ภค ๔-๕ คํามอี ยู กด็ ม่ื นํา้ ยังอัตตภาพใหเปน ไปไดก็ยอ มละกามฉนั ทไ ด.เพราะเหตุนนั้ ทา นจงึ กลา วไว (ในขุททกนกิ าย เถรคาถา) วาจตตฺ าโร ปฺจ อาโลเป อภตุ ฺวา ปเ วอล ผาสวุ หิ าราย ปหติ ตตฺ สฺส ภิกฺขุโน
พระสตุ ตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 319 ภกิ ษพุ งึ เวน คําขาวเสีย ๔-๕ คาํ เลกิ ฉนั แลว ด่ืมน้ําเสีย นเี้ ปน ขอ ปฏบิ ตั อิ ัน สมควรสาํ หรับภิกษุผมู ตี นอนั สง ไปแลว . แมภ กิ ษผุ ูเ สพกลั ยาณมิตร ซง่ึ เปนผูยินดี ในการเจรญิ อสภุ เชนพระติสสเถระ ผเู จรญิ อสุภกมั มัฏฐาน ก็ยอ มละกามฉนั ทไ ด. แมด วยการเจรจาปรารภเร่ืองเปนท่สี บาย อันอาศัยอสภุ ๑๐ ในอริ ิยาบถยนื และนงั่ เปนตน ก็ยอ มละกามฉนั ทได. เพราะเหตนุ ั้น ทานจึงกลาววา ธรรม ๖ ประการ ยอ มเปนไปเพอ่ื ละกามฉนั ทด ังนี้. ภกิ ษยุ อ มรูช ัดวา กก็ ามฉันทท ลี่ ะไดแลว ดวยธรรม๖ ประการน้ี ยอมไมเกดิ อกี ตอไปดวยอรหัตมรรค. เหตุเกิดพยาบาท สว นพยาบาท ยอมเกดิ เพราะอโยนิโสมนสกิ ารในปฏฆิ นมิ ิต. ปฏฆิ ะ(ความขนุ ใจ) ก็ดี อารมณอ ันชวยใหเ กดิ ปฏฆิ ะกด็ ี ช่อื วา ปฏิฆนมิ ติ ในคาํ วาปฏฆิ นิมิต เปนตนนั้น. อโยนโิ สมนสิการ มีลักษณะเปนอยางเดียวกนั ในธรรมทัง้ ปวง. เมอ่ื ภิกษุทําอโยนิโสมนสกิ ารน้นั ใหเปน ไปมากๆ ใน (ปฏฆิ ะ) นมิ ิตน้ันพยาบาทยอ มเกิด. เพราะฉะนั้น พระผมู พี ระภาคเจา จงึ ตรัสไว (ในสงั ยุตตนิกายมหาวารวรรค) วา ดกู อนภกิ ษทุ ้งั หลาย ปฏิฆนมิ ติ มอี ยู การไมท ําใหมากซ่ึงโยนิโสมนสกิ าร ในปฏฆิ นมิ ติ นั้น นีเ้ ปน อาหารเพ่อื ความเกดิ แหงพยาบาททีย่ งัไมเ กิด หรอื เพือ่ ทําใหพ ยาบาทท่เี กดิ แลว กําเรบิ เสิบสานขึ้นดังน้ี . เหตุละพยาบาท แตพ ยาบาทนน้ั จะละไดกด็ ว ยการใสใ จโดยแยบคาย ในเมตตาเจโต-วิมตุ ต.ิ ในคาํ วา เมตตาเจโตวมิ ุตนิ ั้น เมอื่ พูดกนั ถงึ เมตตา ยอ มควรท้งั อปั ปนา
พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 320ท้ังอปุ จาระ. บทวา เมตตาเจโตวมิ ตุ ติ ไดแกอ ปั ปนาโยนโิ สมนสกิ ารมลี ักษณะดังกลาวแลว . เมือ่ ภกิ ษทุ าํ โยนโิ สมนสิการใหเ ปนไปมากๆ ในเมตตาเจโตวิมตุ ตินั้น ยอมละพยาบาทได. เพราะฉะนนั้ พระผมู ีพระภาคเจา จงึ ตรสั ไว (ในสงั ยตุ -กายมหาวารวรรค) วา ดูกอนภกิ ษุทัง้ หลาย เมตตาเจโตวิมุตตมิ อี ยู การทาํ ใหมากซึ่งโยนโิ สมนสกิ ารในเมตตาเจโตวิมุตตนิ ้ัน น้ีเปนอาหารเพือ่ ความไมเ กดิแหง พยาบาทท่ยี ังไมเ กิด หรอื เพือ่ ละพยาบาททเี่ กดิ แลว ดังน้ี. ธรรมสําหรบั ละพยาบาท อกี อยา งหนึ่ง ธรรม ๖ ประการยอ มเปนไป เพอื่ ละพยาบาท คอื ๑.การกาํ หนดนิมติ ในเมตตาเปนอารมณ ๒. การประกอบเนอื ง ๆ ซงึ่ เมตตาภาวนา๓. การพิจารณาถงึ ความท่ีสัตวมีกรรมเปนของ ๆ ตน ๔. การทาํ ใหมากซงึ่ การพจิ ารณา ๕. ความมีกลั ยาณมติ ร ๖. การพูดแตเ รือ่ งท่เี ปน ท่ีสบาย. จรงิ อยู แมเ มอื่ ภกิ ษุกาํ หนดเมตตากมั มัฏฐาน ดว ยการแผเ มตตาไปทวั่ทิศโดยเจาะจงหรอื ไมเ จาะจงอยางใดอยางหนึ่ง ยอมละพยาบาทได. เมอื่ ภิกษุเจริญเมตตา โดยแผไปทั่วทิศโดยเจาะจง ไมเ จาะจงกด็ ี เมือ่ พจิ ารณาถึงความทีต่ นและคนอื่นมีกรรมเปนของ ๆ ตนอยา งน้ีวา ทานโกรธคนนน้ั จะทําอะไรเขาได ทา นอาจจักทําศลี เปนตน ของเขาใหพ ินาศไดหรือ ทานมาแลวดว ยกรรมของตน จกั ไปดว ยกรรมของตนนัน่ แล ข้นึ ช่อื วา การโกรธผูอ ่ืน กเ็ ปน เชนเดียวกบั ผูป รารถนาจะจับถา นไฟที่คุโชน ซีเ่ หล็กอนั รอ นจดั และอจุ จาระเปน ตนประหารผอู ่ืนฉะน้นั หรือถึงคนนนั้ โกรธทาน จักทําอะไรได เขาจกั อาจทําศลีเปน ตนของทานใหพินาศไดหรอื เขามาดว ยกรรมของตนกจ็ กั ไปตามกรรมของเขาน่ันแหละ ความโกรธนนั้ จกั ตกลงบนกระหมอ มของเขานนั่ เอง เหมอื นประหาร
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 321ผูไมประหารตอบ และเหมือนนําธุลีซัดไปในที่ทวนลมฉะนั้นดงั นก้ี ็ดี เมื่อพิจารณากัมมสั สกตาท้ังสองหยดุ อยใู นการพจิ ารณากด็ ี คบกลั ยาณมิตรผูยินดใี นการเจริญเมตตา เชน ทา นพระอัสสคตุ ตเถระก็ดี ยอมละพยาบาทได. แมด วยการเจรจาเรอ่ื งทเ่ี ปนท่สี บายซ่งึ อาศัยเมตตา ในอิริยาบถท้งั หลายมยี นื นง่ั เปนตนก็ละพยาบาทได. เพราะเหตุนั้นทานจึงกลาววา ธรรม ๖ ประการ ยอ มเปน ไปเพ่อื ละพยาบาทดงั นี.้ ภิกษุยอ มรชู ัดวา ก็พยาบาทที่ละไดแลวดวยธรรม ๖ประการน้ี ยอมไมเกิดตอไปดวยอนาคามมิ รรค. เหตุเกิดถนี มทิ ธะ ถีนมิทธะ ยอมเกิดดวยอโยนิโสมนสกิ ารในธรรมทั้งหลาย มี อรติเปน ตน ความไมยนิ ดีดวยกบั เขา (ริษยา) ช่อื วา อรติ. ความครานกายชอื่ วาตันท.ี ความบดิ กาย (บดิ ขเี้ กียจ) ชือ่ วา วชิ มั ภิตา. ความมึนเพราะอาหารความกระวนกระวายเพราะอาหารชือ่ วา ภตั ตสมั มทะ. อาการ คอื ความยอหยอนแหงจิต ช่อื วา ความยอหยอนแหงจิต. เมอ่ื ภิกษุทาํ อโยนิโสมนสกิ ารใหเ ปนไปมาก ๆ ในอรติ เปนตน น้ี ถีนมิทธะยอมเกิด. เพราะฉะน้ัน พระผูม ีพระภาคเจาจงึ ตรสั ไว ( ในสังยตุ ตนิกายมหาวารวรรค) วา ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย ความไมยนิ ดี ความครานกาย ความบดิ กาย ความเมาอาหาร ความหดหแู หง จติ มอี ยูการทาํ ใหม ากซง่ึ อโยนโิ สมนสิการในธรรมเหลาน้ี นเ้ี ปน อาหารเพอื่ ความเกดิแหงถีนมิทธะท่ยี ังไมเ กดิ หรือเพือ่ ทําถนี มทิ ธะท่ีเกดิ แลวใหกําเริบเสบิ สานย่งิ ข้นึ ดังน.ี้ เหตลุ ะถีนมิทธะ แตถ ีนมทิ ธะนัน้ จะละไดด วยโยนโิ สมนสิการในธรรมทั้งหลายมีอารภธาตุเปนตน . ความเพียรเรมิ่ แรก ชอื่ วา อารภธาตุ. ความเพยี รทมี่ ีกาํ ลงั กวา
พระสุตตันตปฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 322อารภธาตนุ ั้น เพราะออกไปพนจากความเกยี จครานแลว ช่อื วา นกิ กมธาตุ-ความเพยี รทีม่ กี าํ ลงั ยง่ิ กวานิกกมธาตุแมนัน้ เพราะลวงฐานอ่ืน ๆ ชือ่ วาปรักกมธาตุ (กา วไปขางหนา . บากบน่ั ). เมอื่ ภกิ ษทุ าํ โยนิโสมนสิการใหเ ปนไปมาก ๆ ในความเพียร ๓ ประเภทน้ี ยอมละถีนมิทธะได. เพราะฉะน้นั พระผมู ี-พระภาคเจา จงึ ตรสั ไว (ในสงั ยุตตนกิ าย มหาวารวรรค) วา ดูกอ นภกิ ษุท้ังหลายธาตคุ ือความเร่มิ ความเพียร ธาตุคอื ความออกพนไปจากความเกยี จครา น ธาตุคือความกา วไปขางหนา มีอยู การทาํ ใหมากซ่งึ โยนิโมนสิการ ในธาตเุ หลาน้ันนเ้ี ปนอาหารเพื่อความไมเกิดแหง ถีนมิทธะทย่ี งั ไมเ กดิ หรือเพอ่ื ละถีนมิทธะที่เกดิ แลว ดังน้.ี ธรรมสาํ หรบั ละถีนมทิ ธะ อกี อยางหน่ึง ธรรม ๖ ประการ ยอมเปน ไปเพ่อื ละถีนมทิ ธะ คอื๑. การกาํ หนดนมิ ติ ในโภชนะสวนเกิน ๒. การผลัดเปล่ียนอริ ิยาบถ ๓. การใสใจถึงอาโลกสญั ญา (คอื ความสําคัญวาสวา ง ๆ) ๔. การอยกู ลางแจง๕. ความมกี ัลยาณมติ ร ๖. การเจรจาแตเร่อื งท่ีเปน ทีส่ บาย เพราะวา เมอ่ื ภกิ ษบุ ริโภคโภชนะ เหมือนพราหมณท่ชี ่อื อาหารหตั ถกะท่ชี ่ือตตั รวฏั ฏกะ ที่ช่อื อลงั สาฏกะ ทชี่ ื่อกากมาสกะ และท่ีชื่อภตุ ตวมิตกะ น่งั ในที่พกั กลางคืน และ ท่ีพกั กลางวัน กระทาํ สมณธรรมอยู ถีนมทิ ธะยอมมาทวมทับไดเหมอื นชา งใหญ แตถ ีนมิทธะน้ันจะไมม ีแกภ ิกษทุ ่ีเวน โอกาสบริโภค๔- ๕ คาํ แลว ดืม่ นา้ํ ดื่มยงั อตั ตภาพใหเ ปนไปเปน ปกติ เพราะเหตุนน้ั เมื่อภิกษุกําหนดนมิ ติ ในโภชนะสวนเกินอยางน้ี ยอ มละถนี มทิ ธะได เม่อื ภกิ ษุเขาสูถนี มทิ ธะในอริ ยิ าบถใด เปลย่ี นอริ ยิ าบถเปนอยา งอน่ื จากอริ ิยาบถนั้นเสียก็ละถนี มิทธะได. เมือ่ ภิกษุใสใจแสงจันทร แสงประทีป แสงคบเพลิง ในเวลา
พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 323กลางคืน แสงอาทิตยเวลากลางวันกด็ ี อยใู นท่ีกลางแจง ก็ดี เสพกลั ยาณมติ รผูละถีนมิทธะไดเชน ทา นพระมหากสั สปเถระก็ดกี ็ ละถีนมิทธะได. แมดวยการเจรจาแตเ รื่องท่เี ปน ทสี่ บาย ทีอ่ าศัยธุดงคในอริ ยิ าบถทง้ั หลาย มียืน นั่งเปน ตนก็ละถีนมิทธะได. เพราะฉะน้นั ทา นจึงกลาววา ธรรม ๖ ประการนี้ ยอ มเปนไปเพื่อละถีนมทิ ธะ. ภกิ ษุยอมรชู ดั วา ถนี มิทธะที่ละไดดว ยธรรม ๖ ประการจะไมเกดิ ตอ ไปดวยอรหัตมรรคดงั น้.ี เหตุเกดิ อทุ ธัจจกกุ กุจจะ อุทธจั จกกุ กุจจะ ยอมเกดิ ดวยอโยนิโสมนสิการ ในความไมส งบแหง ใจ. อาการทีไ่ มส งบ ชื่อวาความไมสงบ. คํานโี้ ดยอรรถก็คือ อทุ ธจั จกุกกุจจะนน่ั เอง. เมอื่ ภิกษทุ าํ อโยนโิ สมนสกิ ารใหเ ปนไปมากๆในความไมส งบแหง ใจนน้ัอทุ ธัจจกกุ กุจจะยอ มเกดิ . เพราะเหตนุ นั้ พระผมู พี ระภาคเจาจงึ ตรัสไว (ในสังยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค) วา ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย ความไมสงบแหง ใจมีอยู การทําใหมากซง่ึ อโยนิโสมนสกิ าร ในความไมสงบแหง ใจน้ัน น้ีเปนอาหารเพื่อความเกิดแหงอทุ ธจั จกุกกจุ จะท่ียังไมเ กิด หรือเพอื่ ทําอุทธัจจกุกกจุ จะทเี่ กดิ แลว ใหก ําเรบิ เสิบสานย่งิ ขึ้นดังน้.ี เหตลุ ะอุทธัจจกกุ กจุ จะ แตอ ุทธัจจกุกกุจจะน้นั จะละไดก็ดว ยโยนิโสมนสิการในความสงบแหงใจ กลา วคอื สมาธิ. เพราะฉะนนั้ พระผมู ีพระภาคเจาจึงตรัสไว (ในสงั ยุตตนกิ าย มหาวารวรรค) วา ดูกอ นภกิ ษทุ ั้งหลาย ความสงบแหงใจมีอยูการทาํ ใหม ากซึง่ โยนิโสมนสกิ าร ในความสงบแหง ใจนน้ั นเ้ี ปน อาหารเพือ่ความไมเ กดิ แหง อทุ ธจั จกกุ กจุ จะที่ยังไมเกิด หรือเพอ่ื ละอทุ ธัจจกกุ กุจจะทีเ่ กิดแลวดงั นี้.
พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 324 ธรรมสําหรบั ละอทุ ธัจจกุกกุจจะ อีกอยางหน่ึง ธรรม ๖ ประการ ยอ มเปน ไปเพื่อละอทุ ธจั จกกุ กุจจะคอื ๑. ความสดับมาก ๒. ความสอบถาม ๓. ความชํานาญในวินยั ๔. ความคบผูเจรญิ ๕. ความมกี ัลยาณมติ ร ๖. การเจรจาแตเรื่องท่เี ปน ทีส่ บาย. จรงิ อยู เม่อื ภิกษุแมรา่ํ เรยี น ทั้งบาลี ทง้ั อรรถกถานกิ ายหน่ึง สอง-สาม-ส่ี นกิ าย หรอื ๕ นิกาย ยอมละอุทธจั จกุกกุจจะได. แมด ว ยความเปนพหสู ตู (พาหสุ จั จะ ความเปนผสู ดบั มาก). ภิกษุผมู ากดวยการสอบถามสิง่ ท่ีควร และไมควรกด็ ี ผชู ํานาญ เพราะมคี วามชํานาญอนั ส่ังสมไวในวินยั บัญญตั ิก็ดี ผเู ขา หาพระเถระผแู ก ผูเฒา ก็ดี คบกลั ยาณมติ รผทู รงวนิ ัย เชน ทานพระอุบาลีเถระกด็ ี ยอ มละอุทธัจจกุกกจุ จะได. แมด วยการเจรจา แตเ ร่ืองท่ีเปน ทส่ี บาย อนั อาศยั สิ่งทีค่ วร และไมควร ในอิริยาบถทัง้ หลาย มี ยืน นงั่เปน ตน ก็ละอุทธัจจกกุ กุจจะได. เพราะฉะน้นั ทา นจึงกลา ววา ธรรม ๖ ประการนี้ ยอมเปน ไปเพอ่ื ละอทุ ธจั จกุกกจุ จะ ภกิ ษยุ อ มรูช ัดวา เมี่ออุทธจั จกกุ กุจจะละไดแลว ดวยธรรม ๖ ประการนี้ อทุ ธัจจะ จะไมเกิดตอไปดว ย อรหัตมรรคกุกกุจจะ ไมเกิดตอไปดวย อนาคามมิ รรค. เหตุเกดิ วิจิกิจฉา วิจิกิจฉา ยอมเกิดไดด วยอโยนิโสมนสกิ าร ในธรรมทัง้ หลาย อนั เปนทตี่ ั้งแหง วิจกิ จิ ฉา. ความเคลอื บแคลง เพราะเปนเหตแุ หงความสงสยั บอย ๆชื่อวา ธรรมเปน ท่ตี ้ังแหงวิจิกิจฉา. เม่อื ภิกษุทาํ อโยนโิ สมนสกิ ารใหเ ปน ไปมาก ๆในธรรมเปนทต่ี ้งั แหงวจิ กิ จิ ฉานนั้ วิจกิ จิ ฉายอ มเกดิ . เพราะเหตุนน้ั พระผูม ี-พระภาคเจาจึงตรสั ไว (ในสงั ยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค) วา ดูกอนภกิ ษุทง้ั หลายธรรมเปนทีต่ งั้ แหงวจิ กิ จิ ฉามีอยู การทําใหม ากซึง่ อโยนิโสมนสิการในธรรม
พระสตุ ตันตปฎ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 325เปนที่ต้งั แหงวิจกิ ิจฉาน้นั นีเ้ ปน อาหารเพ่ือความเกดิ แหงวจิ ิกจิ ฉาที่ยังไมเกิดหรอื เพ่อื ทําวิจิกจิ ฉาทีเ่ กิดแลว ใหกําเรบิ เสบิ สานยง่ิ ขึ้นดังนี.้ เหตลุ ะวจิ กิ ิจฉา แตว ิจกิ จิ ฉานัน้ จะละไดกด็ วยโยนิโสมนสกิ ารในธรรมมีกุศลเปนตน . เพราะเหตนุ ้ัน พระผูม ีพระภาคเจา จงึ ตรัสไว (ในสงั ยตุ ตนิกายมหาวารวรรค) วา ดูกอ นภกิ ษุทั้งหลาย ธรรมที่เปน กุศล อกุศล ธรรมท่มี โี ทษไมมีโทษ ธรรมท่คี วรเสพ ไมควรเสพ ธรรมท่ที รามประณีต ธรรมท่ีเทียบดวยของดํา ของขาว มีอยู การทําใหม ากซึ่งโยนิโสมนสกิ ารในธรรมเหลานั้นนี้เปนอาหารเพื่อความไมเ กิดแหงวจิ ิกจิ ฉาท่ยี ังไมเกดิ หรือ เพ่ือละวิจิกิจฉาทเี่ กดิ แลวดังน.้ี ธรรมสําหรบั ละวจิ ิกิจฉา อกี อยางหนงึ่ ธรรม ๖ ประการ ยอ มเปน ไปเพือ่ ละวิจิกิจฉา คอื ๑.ความสดบั มาก ๒. ความสอบถาม ๓. ความชํานาญในวินัย ๔. ความมากดวยความนอมใจเชือ่ ๕. ความมีกัลยาณมติ ร ๖. การเจรจาแตเรือ่ งทเ่ี ปนท่ีสบาย. จริงอยู แมเมอ่ื ภิกษุร่ําเรยี นท้ังบาลี ทั้งอรรถกถานิกายหนึง่ สอง-สาม-ส่ี หรอื หา นกิ าย ยอ มละ วิจิกิจฉาได ดว ยความเปนพหูสตู . เม่ือภิกษุมากดว ยการปรารภพระรตั นตรัย สอบถามก็ดี มีความชํานาญอนั ส่งั สมไวใ นวนิ ัยกด็ ี มากไปดว ยความนอมใจเชือ่ กลา วคือศรทั ธาท่ยี งั กาํ เรบิ ไดใ นพระ-รัตนตรยั กด็ ี คบกัลยาณมติ ร เชนทานพระวักกลี ผูน อ มใจไปในศรัทธาก็ดียอ มละวจิ กิ จิ ฉาได. แมดวยการเจรจาแตเร่อื งท่เี ปนทสี่ บาย อนั อาศยั คณุ ของพระรัตนตรยั ในอริ ิยาบถท้ังหลาย มยี ืนน่ัง เปนตน กล็ ะวจิ ิกจิ ฉาได. เพราะ
พระสตุ ตันตปฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 326เหตุน้นั ทานจงึ กลาววา ธรรม ๖ ประการ ยอ มเปน ไปเพื่อละวิจกิ จิ ฉา. ภกิ ษุยอมรชู ดั วา วจิ ิกิจฉาท่ีละไดด วยธรรมเหลา น้ี ยอ มไมเกิดตอ ไป ดวยโสดา-บตั มิ รรค ดังน้ี. คําวา อติ ิ อชฺฌตตฺ วา หรือภายใน ความวา พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลายของตน ในธรรมท้งั หลายของคนอ่ืน หรือในธรรมท้งั หลายของตนตามกาล ของคนอืน่ ตามกาลดว ยการกําหนดนวิ รณ ๕ อยางนี้อย.ู กค็ วามเกิดและความเส่ือม ในคําวา พจิ ารณาเห็นธรรม คอื ความเกดิ และความเส่ือมน้ี ท่กี ลาวแลว ในนวี รณ ๕ ดว ยอํานาจ อโยนโิ สมนสกิ าร และ โยนโิ สมนสิการในสภุ นิมิต และอสภุ นมิ ิต เปนตน บณั ฑิตพงึ นํามาเทยี บเคยี ง. ขอตอไปนี้ก็มนี ัยดังกลา วมาแลว น้ันแล. สตกิ าํ หนดนวี รณเปนอริยสัจ ๔ แตในนวี รณบรรพน้ี มตี างกนั อยางเดียว คือ พึงประกอบความวาสตอิ นั กาํ หนดนวี รณเ ปน อารมณ เปน ทุกขสจั พึงทราบวา เปน ทางปฏิบัตินําออกจากทกุ ข ของภิกษผุ กู ําหนดนวี รณ เปน อารมณ. คาํ ที่เหลือกเ็ ชน นัน้นนั่ แล. จบนวี รณบรรพ ขนั ธบรรพ พระผูมีพระภาคเจา ครน้ั ทรงจาํ แนกธัมมานุปสสนา โดยนวี รณ ๕อยางนี้ บดั น้ี เพ่อื จะทรงจําแนกโดยขนั ธ ๕ จึงตรัสวา ปนุ จปร ยังมีอีกขอหน่ึงเปนตน .
พระสตุ ตันตปฎ ก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 327 บรรดาบทเหลาน้ัน คาํ วา ในอุปาทานขันธ ๕ คือกองอปุ าทาน ชอ่ืวา อุปาทานขันธ อธบิ ายวา กลุมธรรม คอื กองธรรม อนั เปน ปจ จัยแหงอปุ าทาน.ความสงั เขปในท่ีน้ีมีเทา น้ี สวนความพสิ ดาร ทานกลาวไวแ ลว ในขันธกถา ในคมั ภีรวิสทุ ธมิ รรค. บทวา อิติ รปู ดงั นี้ รูป ความวา นรี้ ปู รูปมีเทาน.้ี ภิกษยุ อมรชู ัดรูปโดยสภาพวา รปู อื่นนอกจากนไี้ มม ี ดังน้.ี แมในเวทนา เปน ตน ก็นยั นี้เหมือนกนั . ความสงั เขปในทน่ี ้มี ีเพียงเทา น้.ี สวนรูปเปนตน ทา นกลา วไวแลวในขนั ธกถา ในคมั ภรี ส ุทธิมรรคโดยพิสดาร. บทวา อิติ รปู สสฺ สมุทโยน้คี วามเกดิ แหงรูป ความวา ความเกดิ แหงรูปดวยอาการ ๕ โดยความเกดิ แหง อวิชชา เปน ตน ยอมมดี ว ยอาการอยางน้ี . คําวา อติ ิ รปู สสฺ อตถฺ งคฺ โมความดับแหงรูป ความวา ความดับแหง รปู ดวยอาการ ๕ โดยดบั อวชิ ชาเปนตนยอ มมีดวยอาการอยางน.้ี แมในเวทนาเปน ตน ก็นยั นเ้ี หมือนกนั . ความสังเขปในทีน่ ีม้ ีเพยี งเทา น.้ี สว นความพิสดาร ทา นกลาวไวแลวในอทุ ยัพ-พยญาณกถาในคัมภรี วสิ ุทธิมรรค. คําวา อติ ิ อชฺฌตตฺ วา หรือภายใน ความวา พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย ของตน ในธรรมท้งั หลายของคนอ่ืน หรอื ในธรรมทั้งหลาย ของตนตามกาล ของคนอืน่ ตามกาล ดว ยการกาํ หนดขนั ธ ๕ อยางนีอ้ ย.ู กค็ วามเกดิ และความเสอ่ื มในคําวา พจิ ารณาเห็นธรรม คอื ความเกดิ และความเสือ่ มบัณฑิตพงึ นาํ มาเทียบเคยี งโดยลกั ษณะ ๕๐ ทกี่ ลา วไวใ นขันธ ๕ วา เพราะอวิชชาเกดิ รปู จงึ เกิดดงั น้เี ปนตน . คาํ อ่นื นอกจากน้ี กม็ ีนยั ดงั กลา วมาแลว. สติกาํ หนดขันธ ๕ เปนอริยสจั ๔ แตใ นท่ีน้ี มขี อ ตางกนั อยางเดยี ว คือพงึ ประกอบความอยา งนี้วา สติกาํ หนดขันธเ ปน อารมณ เปน ทุกขสัจ ดงั น้ี แลวพงึ ทราบวา เปน ทางปฏบิ ัติ
พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 328นําออกจากทกุ ขของภกิ ษุผูกาํ หนดขนั ธเปนอารมณ. คําที่เหลือกเ็ ชน น้นัเหมือนกัน จบขนั ธบรรพ อายตนบรรพ พระผมู ีพระภาคเจา คร้นั ทรงจําแนกธัมมานุปส สนาดว ยอํานาจขันธ ๕อยา งนีแ้ ลว บดั น้เี พื่อจะทรงจําแนก โดยอายตนะ จึงตรัสวา ปนุ จปร ยังมีอกีขอ หนง่ึ ดงั นีเ้ ปนตน. บรรดาบทเหลา นนั้ บทวา ฉสุ อชฺฌตตฺ ิกพาหิเรสุ อายตเนสุ ในอายตนะภายใน และภายนอก ๖ ความวา ในอายตนะภายใน ๖ เหลา นี้ คอื ตาหู จมูก ลนิ้ กาย ใจ. ในอายตนะภายนอก ๖ เหลา น้คี ือรปู เสียง กลนิ่ รสโผฏฐพั พะ ธรรมารมณ. บทวา จกฺขุจฺ ปชานาติ รูชัดจกั ษุ ความวา ยอ มรูชดั จกั ษุประสาท โดยลกั ษณะพรอมดว ยกจิ ตามความเปนจริง. บทวา รเู ป จปชานาติ รูชัดรูป ความวา ยอมรูชดั รปู อนั เกดิ แต ๔ สมฏุ ฐาน (กรรม อตุ ุ จติอาหาร) ในภายนอกโดยลักษณะพรอมดว ยกจิ ตามความเปน จรงิ . คาํ วา ยจฺ ตทภุ ยปฏจิ ฺจ อปุ ฺปชฺชติ ส โยชน สงั โยชน ยอมอาศัย อายตนะท้งั สองเกดิ ขนึ้ ความวา สังโยชน ๑๐ อยาง คอื กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกจิ ฉาสีลัพพตปรมาส ภวราคะ อิสสา มัจฉรยิ ะ และ อวิชชา สงั โยชน เกิดขน้ึ เพราะอาศัยอายตนะทัง้ สอง คือจกั ษุ กับรปู . และยอมรูชดั สงั โยชน ๑๐ น้ัน โดยลกั ษณะพรอ มดวยกจิ ตามเปนจรงิ . เหตเุ กดิ สงั โยชน ถามวา ก็สงั โยชนน นั้ เกดิ ไดอยา งไร. ตอบวา เกดิ ไดอ ยา งน้ี จะกลา วในจกั ษุทวารกอ น เม่ือบุคคลยินดี. เพลดิ เพลนิ อฏิ ฐารมณ อนั มาปรากฏทางจักษุ
พระสตุ ตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ที่ 329ทวารโดยความยินดใี นกาม สงั โยชนคือ กามราคะ กเ็ กดิ . เมอ่ื บุคคลขัดเคือง ในอนิฏฐารมณ สงั โยชน คอื ปฏฆิ ะ กเ็ กดิ . เมื่อสาํ คญั วา ยกเวน เราเสีย ใครอนื่ทส่ี ามารถเสวยอารมณนั้นไมม ี ดังน้ี สังโยชน คอื มานะ กเ็ กดิ . เม่ือยึดถือรปู ารมณนั้นวา เที่ยง ยั่งยืน สงั โยชนค อื ทิฏฐิ กเ็ กิด. เมื่อสงสยั รูปารมณน้ันวา สัตวห รือหนอ ของสัตว หรอื หนอ สังโยชน คือวิจกิ จิ ฉา กเ็ กิด เมอ่ืปรารถนาภพวา อารมณน ้ีเราไดโ ดยงาย ในสมบตั ภิ พแน สังโยชนค อื ภวราคะกเ็ กิด. เม่ือถอื ม่ันศลี และพรตวา เราถอื ม่นั ศีลและพรต อาจไดอารมณเห็นปานนต้ี อไปอีก สงั โยชนคือ สลี พั พตปรามาสก็เกดิ . เมอ่ื เกียดกนั อยวู า คนเหลา อน่ืไมพึงไดร ปู ารมณเ หน็ ปานนก้ี ันเลย สังโยชนค อื อิสสา ก็เกิด. เมอื่ หวงแหนรปู ารมณท่ีตนไดแ ลว ตอ ผอู นื่ สังโยชน คือมัจฉรยิ ะ กเ็ กดิ เมอ่ื ไมร ูแ จง ดวยอํานาจ ความไมรูส่ิงซึง่ เกดิ พรอมกบั จกั ษุและรปู ทง้ั มวล สังโยชน คืออวชิ ชาก็เกิด. ความรเู หตุละสงั โยชน คําวา ยถา จ อนปุ ปฺ นฺนสส ท่ยี งั ไมเ กดิ ดว ยเหตุใด ความวา สังโยชนแม ๑๐ อยางนนั้ ที่ยงั ไมเกดิ โดยความไมฟงุ ขนึ้ ยอ มเกิดเพราะเหตุใด ยอ มรชู ดั เหตุน้ันดว ย. คาํ วา ยถา จ อุปปฺ นนฺ สสฺ ที่เกิดแลวเพราะเหตุใดความวา สงั โยชนแ ม ๑๐ อยางน้นั ทีเ่ กดิ แลว เพราะอรรถวา ยังละไมไดหรอื เพราะฟุงข้นึ ยอ มละได เพราะเหตใุ ด ยอมรูช ัดเหตุน้ันดวย.คาํ วา ยถา จ ปหีนสฺส ที่ละไดแ ลว เพราะเหตใุ ด ความวาสังโยชน๑๐ อยางนนั้ แมล ะไดแลว โดยตทงั คปหาน และ วกิ ขัมภนปหาน ยอ มไมเกิดตอไป เพราะเหตุใด ยอ มรชู ดั เหตนุ น้ั ดว ย. ถามวา สงั โยชน ๑๐ นั้น
พระสตุ ตันตปฎ ก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 330ไมเ กิดตอไป เพราะเหตุใด. ตอบวา กอนอ่ืน สังโยชน ๕ คือทฏิ ฐิ วิจกิ จิ ฉาสีลัพพตปรามาส อสิ สา และ มัจฉริยะ ไมเกิดตอไป ดวยโสดาปตติมรรค.สังโยชน ๒ คือ กามราคะ ปฏิฆะ อยางหยาบ ไมเกดิ ตอไปดว ย สกทาคามมิ รรค.อยา งละเอยี ด ไมเ กดิ ตอ ไป ดว ยอนาคามิมรรค. สังโยชน ๓ คือ มานะภวราคะ และ อวชิ ชา ไมเกิดตอไปดว ยอรหตั ตมรรค. แมใ นคําวา โสตฺ จปชานาติ สทฺเท จ ยอมรูชดั โสตะนนั้ ดวย เสียงดวยเปน ตน กน็ ยั นี้เหมอื นกนั . อนึง่ อายตนกถา ในท่ีน้ี พึงทราบโดยพิสดาร ตามนัยทที่ า นกลาวไวแลว ในอายตนนิทเทส คัมภีรว สิ ทุ ธมิ รรค. คําวา อิติ อชฌฺ ตตฺ วา หรอื ภายใน ความวา พจิ ารณาเห็นธรรมในธรรมทง้ั หลาย ของตนดว ยการกาํ หนดอายตนะภายใน ในธรรมทัง้ หลายของคนอนื่ ดวยการกําหนดอายตนะภายนอก หรือ ในธรรมทัง้ หลายของตนตามกาล ของคนอ่นื ตามกาล อยา งนี้อย.ู กค็ วามเกิดและความเสื่อมในอายตนบรรพนี้ พงึ นํามาเทยี บรปู ายตนะลงในรปู ขนั ธ มนายตนะในอรปู ายตนะท้งั หลายลงในวญิ ญาณขนั ธ ธมั มายตนะลงในขันธที่เหลอื ไมพึงถือวา โลกุตตร-ธรรม. ขอความตอจากนี้ มนี ยั ดังท่กี ลาวมาแลวน่นั แล. สติกาํ หนดอายตนะเปน อริยสัจ ๔ ในบรรพนี้ มขี อ ตา งกนั อยา งเดยี ว คือ พึงประกอบความอยางน้ีวาสติกาํ หนดอายตนะเปน อารมณ เปน ทุกขสัจ ดังน้ี เปนตน แลว พงึ ทราบวาเปน ทางปฏบิ ตั ินาํ ทุกขอ อกไป ของภกิ ษุผกู ําหนด อายตนะเปนอารมณ. คาํ ท่ีเหลือก็เชนกนั แล. จบอายตนบรรพ
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 331 โพชฌงคบรรพ พระผมู ีพระภาคเจา ครนั้ ทรงจาํ แนกธมั มานุปส สนา โดยอายตนะภายใน ภายนอก อยางละ ๖ อยางน้แี ลว บดั นี้ เพื่อจะทรงจาํ แนก โดยโพชฌงค จงึ ตรัสวา ปนุ จปร ยงั มีอกี ขอหนึง่ ดังน้ีเปนตน . บรรดาบทเหลา นั้น บทวา ในโพชฌงคท ัง้ หลาย คอื ในองค ของสตั วผูตรสั รู. บทวา มีอยู คือมพี รอมอยู โดยการไดมา. บทวา สติสัม-โพชฌงค ไดแ ก สมั โพชฌงค กลาวคือ สต.ิ พึงทราบวนิ จิ ฉัย ในคําวาสมั โพชฌงคน้ีดงั นี้ พระโยคาวจร ตรัสรู จาํ เดิมแตเ ร่ิมวปิ สสนา หรอื พระ-โยคาวจรนัน้ ตนื่ ลกุ ข้นึ จากกเิ ลสนิทรา หรือแทงตลอดสัจจะทง้ั หลาย ดวยธรรมสามัคคี ๗ มีสติ เปนตน อนั ใด ธรรมสามคั คี อันนน้ั ชือ่ วาสัมโพธิ องคของผตู นื่ น้ัน หรือธรรมสามัคคีเคร่อื งปลุกใหต่นื นน้ั เหตนุ นั้ จึงช่ือวาสัมโพชฌงค. เพราะฉะนน้ั ทา นจงึ กลาววา สัมโพชฌงคกลา วคือ สติ. แมในสมั โพชฌงคท่ีเหลอื ก็พงึ ทราบความแหงคาํ ตามนยั นแ้ี ล. บทวา ไมมอี ยูคอื ไมม ีเพราะไมไ ดมา. วนิ จิ ฉัย ในคําวา ยถา จ อนปุ ฺปนฺนสสฺ ทย่ี งั ไมเ กิด เพราะเหตุใดเปนตน ดงั ตอไปน้ี กอ นอื่น สติสมั โพชฌงคยอ มเกิดตามนัยอันมาในบาลี (สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค) อยางนว้ี า ดูกอนภิกษุท้งั หลาย ธรรมเปนทตี่ ั้งแหง สตสิ ัมโพชฌงค มีอยู การทําใหมากซึ่งโยนโิ สมนสกิ ารในสตสิ ัม-โพชฌงคน ้ัน นเี้ ปน อาหารเพ่อื ความเกิดแหง สตสิ ัมโพชฌงค ท่ยี งั ไมเ กิด หรอืเปน ทางไพบลู ย จําเริญบริบูรณ ยงิ่ ๆ ข้นึ ไปแหง สตสิ ัมโพชฌงค ท่เี กิดแลว ในธรรมเหลา นัน้ สตนิ นั้ แหละชื่อวาธรรม เปนท่ีตัง้ แหง สติสัมโพชฌงค. โยนิ-โสมนสิการมีลักษณะดงั ที่กลา วมาแลว นั่นแล. เม่ือภกิ ษทุ ําโยนโิ สมนสกิ ารน้นัใหเปน ไปมาก ๆ ในอารมณน้แี ลว สตสิ ัมโพชฌงคก็เกิด.
พระสตุ ตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 332 ธรรมเปนเหตุเกดิ สติสมั โพชฌงค อกี อยางหน่งึ ธรรม ๔ ประการ เปน ทางเกิดสตสิ ัมโพชฌงค คอื๑. สตสิ ัมปชญั ญะ ๒. การเวนบคุ คลผมู สี ตหิ ลงลมื ๓. การคบหาบคุ คลผูม ีสติม่ันคง ๔. ความนอมจติ ไปในสตสิ ัมโพชฌงคนัน้ . กส็ ติสัมโพชฌงค ยอมเกดิ ดว ยสติสมั ปชญั ญะในฐานทัง้ ๗ มีกาวไปขางหนาเปน ตน ดว ยการงดเวนบคุ คลผมู ีสตหิ ลงลืม เชนเดียวกับกาตวั เก็บอาหาร ดว ยการคบหาบคุ คลผมู สี ตมิ ั่นคง เชน เดียวกับพระตสิ สทัตตเถระ และพระอภัยเถระเปน ตน และดว ยความเปนผมู จี ติ โนมนอมไปเพอื่ ตัง้ สติในอิรยิ าบถท้ังหลายมี ยืน นงั่ เปน ตน. ภิกษยุ อมรชู ดั วากส็ ติสมั โพชฌงคน ัน้ อนั เกิดแลวดว ยเหตุ ๔ ประการอยางนี้ ยอ มเจริญบรบิ ูรณดว ยอรหัตตมรรค. เหตเุ กิดธมั มวิจยสัมโพชฌงค ก็ธัมมวิจยสมั โพชฌงค ยอ มเกิดตามนัยอันมาในบาลีอยา งนีว้ า ดกู อนภิกษุท้ังหลาย ธรรมท่เี ปนกศุ ลและอกศุ ล ฯลฯ ธรรมท่เี ปรียบดว ยธรรมฝา ยดาํ และฝา ยขาวมีอยู การทําใหม ากซงึ่ โยนิโสมนสกิ ารในธรรมเหลานน้ั นี้เปนอาหารเพอ่ื ความเกดิ แหง ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค ที่ยงั ไมเกิด หรือเปนทางไพบูลยเจรญิ บริบูรณเ ตม็ ท่แี หงธมั มวิจยสัมโพชฌงคท ่ีเกิดแลว ดังน้.ี ธรรมเปน เหตุเกิดธมั มวิจยสมั โพชฌงค อีกอยา งหน่ึง ธรรม ๗ ประการ ยอมเปนไปเพ่ือความเกิดข้ึนแหงธัมมวิจยสมั โพชฌงค คือ ๑. การสอบถาม ๒. การทาํ วตั ถุใหส ละสลวย ๓. การปรบั ปรุงอินทรยี ใ หสมํา่ เสมอกนั ๔. เวน บคุ คลมีปญญาทราม ๕. คบหาบคุ คล
พระสุตตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 333ผูมีปญญา ๖. พจิ ารณาสอดสอ งดวยปญญา อนั ลกึ ซงึ ๗. ความนอมจติ ไปในธัมมวจิ ยสัมโพชฌงคนนั้ . บรรดาธรรม ๗ ประการนนั้ ความเปนผมู ากไปดว ยการสอบถาม อนัอาศัยอรรถแหง ขันธ ธาตุ อายตนะ อินทรยี พละ โพชฌงค องคม รรคองคฌาน สมถะและวิปส สนา ชอ่ื วา การสอบถาม. การทาํ วตั ถภุ ายใน และภายนอกใหส ละสลวย ชื่อวาการทําวตั ถใุ หสละสลวย. ก็เวลาใด ภกิ ษุมผี ม เล็บ และขนยาวเกนิ ไป หรือรา งกาย สกปรกเปรอะเปอนดวยเหงอื่ และไคล เวลานน้ั วตั ถุภายใน (คือรา งกาย) ไมส ละสลวยไมส ะอาด. แตในเวลาใด จีวรเกาครา่ํ ครา สกปรก เหมน็ สาบ หรือเสนาสนะรกรงุ รงั ในเวลาน้ัน วตั ถภุ ายนอกไมสละสลวย ไมสะอาด. เพราะฉะน้ัน จงึควรทาํ วตั ถุภายในใหสละสลวย ดวยกจิ มีการปลงผมเปนตน ดว ยการทํารา งกายใหเ บาสบาย ดวยกิจมกี ารถายชาํ ระมลทนิ ใหทัว่ ท้งั เบ้อื งบนเบอื้ งลา งเปน ตนและดวยการขัดสี อาบนํา้ บรรเทากลน่ิ เหมน็ . พึงทําวตั ถุ ภายนอกใหสละสลวยดวยกิจมกี ารเยบ็ ยอม ซักจวี ร และทําการรมบาตรเปน ตน. เพราะเมื่อวัตถุภายใน และภายนอกนนั้ ไมสละสลวย เมื่อจติ และเจตสิกเกดิ ขึ้น แมป ญญาก็ไมผอ งแผว เหมือนแสงสวางของดวงประทปี ทเ่ี กดิ ขึ้นเพราะอาศยั ตัวตะเกียงไสและน้าํ มันท่ไี มสะอาดหมดจดฉะนั้น แตเ ม่ือวัตถภุ ายใน และภายนอกสละสลวยเม่อื จติ และ เจตสิกเกิดข้นึ แมปญ ญากผ็ องแผว เหมือนแสงสวา งของดวงประทีปท่ีเกดิ ขึ้น เพราะอาศัยตวั ตะเกียง ไส และน้ํามนั ทส่ี ะอาดหมดจดฉะนน้ั . เพราะเหตนุ ั้น ทา นจงึ กลา ววา การทาํ วตั ถใุ หสละสลวย ยอมเปนไปเพอื่ ความเกิดขึ้นแหงธัมมวจิ ยสมั โพชฌงค ดังน.ี้
พระสตุ ตันตปฎ ก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 334 การทําปรบั ปรุงอินทรยี มีศรทั ธาเปนตน ใหสม่ําเสมอกัน ชอ่ื วา การทาํ ปรบั ปรุงอินทรียใ หสมา่ํ เสมอ. ดวยวา ถาอนิ ทรีย คอื ศรทั ธาของเธอมกี ําลงักลา อินทรยี นอกนอี้ อ น แตน ้ันอนิ ทรียค อื วริ ยิ ะ กไ็ มอาจทาํ กจิ คือการประคองจิตได อินทรีย คอื สตกิ ไ็ มอ าจทาํ กิจ คอื การปรากฏ อินทรยี คอื สมาธิก็ไมอ าจทํากจิ คอื ความไมฟ งุ ซาน อินทรยี คือปญ ญาก็ไมอาจทาํ กจิ คอื การเห็นได เพราะฉะนนั้ เม่อื มนสกิ ารถึงอนิ ทรยี คอื ศรัทธาน้ัน ดวยการพจิ ารณาสภาวธรรม หรือโดยประการใด อินทรียค อื ศรทั ธามีกาํ ลังกลา พงึ ลดลงดวยการไมม นสิการโดยประการน้นั . ในขอนี้ มเี รือ่ งทานพระวักกลเิ ถระ เปนอุทาหรณ. ถา อินทรยี ค อื วิรยิ ะมีกาํ ลังกลา เมื่อเปน เชน นัน้ อนิ ทรยี ค อื ศรัทธาก็ไมอ าจทาํ กิจ คือการนอมใจเชอ่ื ได อินทรียน อกนี้ ก็ไมอ าจทาํ กิจคอื หนาท่ีตาง ๆ ของตนได เพราะฉะนน้ั จึงควรลดอินทรียคอื วริ ิยะน้นั ลง ดว ยการเจริญปสสทั ธสิ ัมโพชฌงค เปน ตน . แมในขอน้ัน พงึ แสดงเร่ืองทา นพระโสณ-เถระเปนอุทาหรณ. แมในอินทรียท ่ีเหลือกเ็ หมือนกนั เมื่ออนิ ทรียอยา งหนึ่งมีกาํ ลังกลา กพ็ งึ ทราบวา อินทรียนอกนกี้ ไ็ มสามารถในกิจ คือหนา ท่ีของตนได. แตโดยเฉพาะอยา งย่ิง ในเรอื่ งอินทรยี น ี้ ทานสรรเสริญ ศรัทธา กบัปญ ญา และสมาธิ กับ วิริยะ ตอ งเสมอกัน. เพราะผมู ศี รัทธากลา แตมปี ญ ญาออน มีความเล่อื มใสแรง ยอ มเลือ่ มใสไปนอกเรื่อง. มปี ญ ญากลา แตม ีศรัทธาออ น ยอ มฝก ใฝไ ปขางเกเร เหมอื นโรคเกดิ เพราะผิดยา แกไ ขไมไดฉ ะน้ัน.ผมู ีปญญากลา ก็โลดแลนเขวไปวา กศุ ลมิไดด ว ยเพยี งจติ ตปุ บาทใจคิดขณะหนึง่ เทาน้ัน ดงั น้ีแลว กไ็ มท าํ บุญ มีทานเปนตน ยอมเกิดในนรก. เพราะอนิ ทรียค อื ศรทั ธา กับปญญาทัง้ สองเสมอกัน จงึ เลือ่ มใสในวตั ถุ คอื พระ-รัตนตรัยอยางเดียว. แตสมาธิกลา วริ ยิ ะออ น โกสัชชะ ความเกยี จครา น ยอ มครอบงําได เพราะสมาธเิ ปนฝายโกสัชชะ. วริ ิยะกลา สมาธอิ อ น อทุ ธจั จะ
พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 335ยอ มครอบงาํ ได เพราะวิรยิ ะเปนฝา ยอทุ ธัจจะ แตส มาธอิ นั วริ ยิ ะเขา ประกบไวยอมไมตกไปในโกสัชชะ วริ ยิ ะอนั สมาธเิ ขาประกบไวก ็ไมต กไป ในอุทธัจจะ.เพราะฉะนัน้ จึงควรทาํ อินทรยี สองคูน้นั ใหเ สมอเทา ๆ กัน. ดวยวา อัปปนาจะมีได ก็เพราะอนิ ทรยี สองคูเสมอกนั . อกี อยางหนงึ่ ศรัทธาแมม กี าํ ลังกลาก็ควรแกผูเจรญิ สมาธ.ิ เพราะผูเจรญิ สมาธิ เชอ่ื มม่นั หยง่ั ลงม่นั อยา งนี้ จักบรรลุอัปปนาได สวนในสมาธิกับปญ ญา เอกัคคตา ความทีจ่ ติ มอี ารมณเปนหนึ่งมีกําลงั กลา ยอ มควรแกผูเจริญสมาธิ. ดว ยวา ผูเ จริญสมาธนิ ัน้ ยอ มบรรลอุ ัปปนาได ดว ยเอกัคคตาอยา งนี้. ปญญามีกาํ ลังกลา ยอ มควรแกผ ูเจรญิ วปิ ส สนา.ดวยวา ผูเจริญวปิ สสนาน้นั ยอ มถึงความแทงตลอดไตรลักษณดวยปญ ญาอยา งน.ี้แตอัปปนาจะมีได ก็เพราะศรัทธา กับ ปญญา ทงั้ สองเสมอกนั โดยแท. สวนสตมิ กี ําลังแลว ยอมควรในที่ทัง้ ปวง. เพราะวา สติยอมรกั ษาจิตมิใหตกไปในอทุ ธจั จะ ดวยอํานาจศรทั ธา วริ ยิ ะ ปญญา ซ่งึ เปนฝา ยอทุ ธจั จะ มิใหต กไปในโกสชั ชะ เพราะสมาธิเปนฝา ยโกสชั ชะ. เพราะฉะน้นั สตนิ นั้ จึงจําตอ งปรารถนาในท่ีทง้ั ปวง เหมือนการปรงุ รสดว ยเกลือจําปรารถนาในการปรงุ อาหารทุกอยาง และเหมอื นอํามาตยผ ูชาํ นาญในราชกจิ ทุกอยาง จาํ ปรารถนาในราชกิจทกุ อยางฉะนั้น. เพราะเหตนุ ้ัน พระผูมีพระภาคเจาจึงตรัสวา สติจําปรารถนาในทีท่ ั้งปวง เพราะเหตไุ ร เพราะจิตมีสติ เปนทีอ่ าศยั และสตมิ ีการอารกั ขา เปนทีป่ รากฏ เวน สติเสียแลว จะประคอง และขม จิตไมไ ดเลย. การเวนบคุ คลผูม ีปญ ญาทราม ไมมปี ญ ญาหยง่ั ลงในประเภทแหงธรรมมขี ันธเปน ตน ใหห างไกล ชือ่ วา การงดเวนบุคคลทรามปญ ญา. การคบหาบุคคลผปู ระกอบดวยปญญารอบรูความเกิดและความเส่ือมแหง สภาวธรรม อันกําหนดดว ยลักษณะ ๕๐ ถว น ชื่อวา คบหาบคุ คลผูมีปญ ญา. การพิจารณาประเภทแหง ปญญาอนั ลึกซ้งึ ท่ีเปนไปในสภาวธรรมทง้ั หลายมขี ันธเปน ตนอัน
พระสตุ ตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 336ลมุ ลึก ช่ือวาการพจิ ารณาสอดสอ งดว ยปญญอนั ลกึ ซงึ้ . ความเปนผูม จี ิตอันโนมนอ มไปเพ่อื ตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค ในอริ ยิ าบถทง้ั หลาย มี ยืน น่งัเปนตน ชือ่ วา ความนอมจติ ไปในธมั มวิจยสัมโพชฌงคนั้น. ภิกษุยอ มรูชัดวากธ็ มั มวิจยสัมโพชฌงคน ้ันที่เกิดดว ยอาการอยางนี้ ยอ มเจรญิ บริบรู ณด ว ยอรหัตตมรรค. วิริยสัมโพชฌงค วริ ิยสัมโพชฌงค ยอมเกดิ ตามนยั อนั มาแลวในบาลี (สงั ยตุ ตนิกายมหาวารวรรค) อยา งนีว้ า ดกู อนภกิ ษุทง้ั หลาย อารภธาตุ (ธาตุคือความเร่มิความเพียร) นกิ กมธาตุ ปรกั กมธาตุ (ธาตุ คอื ความเพยี รกา วไปขางหนา )มีอยู การทําใหม ากซึง่ โยนโิ สมนสกิ ารในธาตุท้ัง ๓ น้ัน น้เี ปนอาหารเพอื่ ความเกดิ แหงวริ ิยสัมโพชฌงค ทีย่ งั ไมเ กิด หรือเปนไปเพื่อความไพบูลยเ จริญบรบิ ูรณเต็มท่ี แหงวิริยสมั โพชฌงคที่เกิดแลวดงั น.้ี ธรรมเปน เหตุเกดิ วิรยิ สัมโพชฌงค อกี อยา งหนึ่ง ธรรม ๑๑ ประการ ยอมเปนไปเพอื่ ความเกิดแหงวริ ยิ สัมโพชฌงค คือ ๑. การพิจารณาเหน็ ภยั ในอบาย ๒. การเหน็ อานสิ งส๓. การพิจารณาวถิ ีทางดาํ เนนิ ๔. ความเคารพยาํ เกรงในบณิ ฑบาต ๕. การพจิ ารณาความเปน ใหญแหง การรบั ทรัพยม รดก ๖. การพจิ ารณาความมีพระ-ศาสดาเปนใหญ ๗. การพิจารณาความมีชาติเปนใหญ ๘. การพจิ ารณาความมีสพหมจารเี ปน ใหญ ๙. การงดเวน บุคคลเกยี จครา น ๑๐. การคบหาบคุ คลผูปรารภความเพยี ร ๑๑. ความนอ มจติ ไปในวริ ิยสัมโพชฌงคน ั้น.
พระสตุ ตนั ตปฎก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 337 ๑. การพิจารณาเหน็ ภยั ในอบาย บรรดาธรรม ๑๑ ประการน้ัน เมอ่ื ภิกษผุ เู จรญิ วิรยิ สมั โพชฌงค แมพิจารณาเห็นภยั ในอบายอยา งนว้ี า ใครๆ ไมอ าจยงั วริ ิยสมั โพชฌงคใหเ กิดไดในเวลาทีเ่ สวยทุกขใหญจาํ เดิมแตถ กู ลงโทษดวยเครือ่ งจองจาํ ๕ ประการในนรกก็ดี ในเวลาท่ีถกู เขาจบั ดวยเคร่อื งจับมี ขา ย แห และอวนเปน ตนบาง ในเวลาขับตอ นท่มิ แทงดว ยเคร่อื งประหารมีปะฏักเปนตน ใหล ากเกวยี นบาง ในกาํ เนดิสัตวด ริ ัจฉานก็ดี ในเวลาที่ทรุ นทุรายดวยความหิวกระหายตั้งหลายพันปบ างพทุ ธันดรหนึง่ บา ง ในเปรตวสิ ัยก็ดี ในเวลาทีต่ อ งเสวยทกุ ขอ ันเกดิ แตล มและแดดเปน ตน ดว ยเรือนรา งทส่ี งู ประมาณ ๖๐ ศอก ๘๐ ศอก เหลอื แตหนงั หุมกระดูก ในจาํ พวกกาลกญั ชิกอสรู ก็ดี ดกู อ นภิกษุ เวลานี้เทา น้ัน เปนเวลาทําความเพียรของเธอดงั น้ี วิรยิ สมั โพชฌงคยอ มเกิดข้นึ ได. ๒. การเหน็ อานิสงส เม่ือเหน็ อานสิ งสอยา งน้วี า คนเกยี จครานไมอ าจไดโลกุตตรธรรม ๙คนท่ีปรารภความเพยี รเทา นั้นจึงสามารถ น้เี ปน อานสิ งสข องความเพียร ดงั น้ีวิรยิ สัมโพชฌงคก ็ยอ มเกดิ ได. ๓. การพิจารณาวิถีทางดําเนนิ เม่อื พิจารณาวถิ ีทางดําเนนิ อยา งน้ีวา ควรดาํ เนินทางทพี่ ระพุทธเจาพระปจ เจกพทุ ธเจา พระมหาสาวกทุกพระองคด ําเนนิ ไปแลว ทางนัน้ คนเกยี จครานไมอ าจเดินไปไดด งั น้ี วริ ิยสมั โพชฌงค กย็ อมเกิดได.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 338 ๔. การเคารพยาํ เกรงตอ บณิ ฑบาต เม่ือพิจารณาความเคารพยําเกรงตอ บิณฑบาตอยางน้ีวา มนุษยเหลา ใดบํารงุ เธอดวยปจ จัยมบี ณิ ฑบาตเปน ตน มนษุ ยเหลานน้ั นี้ ก็ไมใชญาติ ไมใชทาส และคนงานของเธอเลย ท้ังมนษุ ยเ หลาน้นั กม็ ใิ ชถวายปจจัยมีจวี รเปนตนอนั ประณีตแกเ ธอ ดวยคดิ วาจกั อาศยั เธอเล้ียงชีวติ โดยท่ีแท เขาหวังใหอุปการะท่ีตนทาํ แลวมผี ลมาก จงึ ถวาย แมพระศาสดากม็ ไิ ดท รงพจิ ารณาเห็นอยางน้ีวา ภกิ ษนุ ีบ้ รโิ ภคปจจยั เหลานแ้ี ลว จกั มีรางกายแขง็ แรงมากอยูเปน สุข ดงั น้ีแลว ทรงอนญุ าตปจ จยั แกเ ธอ โดยทีแ่ ท พระองคทรงพิจารณาเหน็ วา ภกิ ษุบริโภคปจจยั เหลา น้ี บาํ เพญ็ สมณธรรม จักพน จากทกุ ขในวฏั ฏะไดด ังนี้ จึงทรงอนญุ าตปจ จัยไว เดย๋ี วนี้ เธอเกียจครา นอยู ไมเคารพยาํ เกรงบิณฑบาตน้นั ข้นึ ช่อื วาการเคารพยาํ เกรงตอ บณิ ฑบาต ยอ มมแี กผูปรารภความเพียรเทาน้นั ดังนี้ วริ ิยสัมโพชฌงค ก็เกิดได เหมือนวริ ิยสัมโพชฌงค เกดิ แกท านพระมหามิตตเถระฉะนนั้ . เรอื่ งพระมหามิตตเถระ เลา กันวา พระเถระอาศยั อยูใ นถา้ํ ช่อื กสกะ. และมหาอบุ าสิกาผูหน่ึงในบานเปนทีโ่ คจรของทา น บํารงุ พระเถระเหมอื นบตุ ร. วันหนึง่ นางจะไปปาจึงสงั่ ลูกสาววา ลูก ขา วสารเกาอยูโนน น้ํานม เนยใส นาํ้ ออย อยโู นน เวลาทพี่ ระเปนเจามติ ตะ พ่ชี ายของเจา มาแลว จงปรุงอาหารถวายพรอ มดว ยน้ํานมเนยใส และนา้ํ ออย ดวยนะลกู . ลูกสาวถามวา กแ็ มจะรบั ประทานไหมจะ .มหาอบุ าสกิ าตอบวา กเ็ มื่อวานน้ี แมร ับประทานอาหารสําหรบั คางคืน(ปาริวาสกภตั ) ท่ีปรุงกบั นา้ํ สมแลว นจ้ี ะ. ลูกสาวถามวา แมจกั รบั ประทานกลางวันไหมจะ . มหาอบุ าสิกาส่ังวา เจาจงใสผกั ดองแลวเอาปลายขา วสาร
พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาที่ 339ตมขาวตมมรี สเปร้ยี วเกบ็ ไวใหเ ถอะลกู . พระเถระครองจีวรแลว กําลงั นําบาตรออก (จากถลก) ไดยินเสยี งนั้นแลว กส็ อนตนเองวา ไดย นิ วา มหาอบุ าสกิ ารบั ประทานแตอาหารสาํ หรับคา งคนื กบั น้าํ สม แมกลางวันกจ็ ักรบั ประทานขาวตม เปรีย้ วใสผ ักดอง นางบอกอาหารมขี า วสารเกา เปน ตน เพ่อื ประโยชนแกเธอ กม็ หาอุบาสิกาน้นั มิไดห วงั ทนี่ าทสี่ วน อาหาร และผา เพราะอาศยัเธอเลย แตป รารถนาสมบัติ ๓ ประการ (มนษุ ยส มบัติ สวรรคสมบตั ิ นิพพานสมบตั ิ) จึงถวาย เธอจักสามารถใหสมบัติเหลานั้นแกม หาอบุ าสิกานั้นไดห รือไมเ ลา ดังน้ี ทานคดิ วา บณิ ฑบาตนีแ้ ล เธอยงั มรี าคะ โทสะ โมหะ อยูไมอ าจรับไดด งั นแี้ ลว ก็เก็บบาตรเขาถลก ปลดดมุ จวี ร กลับไปถํา้ กสกะเลยเกบ็ บาตรไวใ ตเ ตียง พาดจีวรไวท่ีราวจีวร นงั่ ลงอธิษฐานความเพยี รวา เราไมบรรลพุ ระอรหัต จกั ไมออกไปจากถํ้าดังน้ี. ภกิ ษผุ ูไมป ระมาทอยมู าชา นานเจริญวปิ ส สนา กบ็ รรลพุ ระอรหัตกอ นเวลาอาหารเชา เปน พระมหาขณี าสพ(สน้ิ อาสวะแลว) น่งั ย้ิมอยู เหมือนดอกปทมุ ท่กี ําลงั แยม ฉะนน้ั . เทวดาผูสงิ อยูท่ีตน ไมใ กลป ระตูถ้ําเปลงอุทานวา นโม เต ปุรสิ าชฺ นโม เต ปุรสิ ุตฺตม ยสฺส เต อาสวา ขีณา ทกขฺ ิเณยโฺ ยสิ มาริส ทานบรุ ษุ อาชาไนย ขา พเจา ขอนอบ นอมทา น ทานยอดบุรุษขาพเจา ขอนอบนอม ทาน ขาพเจาขอนอบนอ มทานผมู ีอาสวะสิ้น แลว ทา นผูนิรทุกข ทานเปน ผูควรทักษณิ า- ทาน ดงั น้ีแลว กลา ววา ทานเจา ขา พวกหญิงแกถวายอาหารแกพระอรหันตท งั้ หลาย เชนทานผูเ ขา ไปบณิ ฑบาต จกั พน จากทกุ ขไ ด ดังน้.ี
พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 340 พระเถระลุกข้ึนเปด ประตดู เู วลา ทราบวา ยังเชาอยู จึงถอื บาตรและจวี รเขา สูหมูบา น ฝา ยเดก็ หญงิ . จดั เตรยี มอาหารเสรจ็ แลว น่งั คอยดอู ยูตรงประตู ดว ยนกึ วา ประเดีย๋ วพี่ชายเราคงจักมา ประเด๋ียวพี่ชายเราคงจกั มา.เม่ือพระเถระมาถงึ ประตเู รือนแลว เดก็ หญงิ นั้น ก็รับบาตรบรรจุเตม็ ดวยอาหารเจอื น้าํ นม ทปี่ รงุ ดวยเนยใส และน้าํ ออยแลว วางไวบ นมือ (ของพระเถระ).พระเถระทําอนโุ มทนาวา จงมีสุขเถดิ แลวก็หลกี ไป. เด็กหญงิ นัน้ ยนื จองดูทานอยูแลว. ความจรงิ ในคราวน้ัน ผวิ พรรณของพระเถระบริสทุ ธ์ยิ ่ิงนัก อนิ ทรียผอ งใส หนาของทา นเปลงปล่ังยิ่งนัก ประดจุ ผลตาลสุกหลดุ ออกจากขั้วฉะนนั้ .มหาอุบาสิกากลับมาจากปา ถามวา พ่ีชายของเจามาแลว หรือลูก เดก็ หญงิ น้นั ก็เลา เรอ่ื งท้ังหมดใหมารดาฟง . มหาอุบาสิกากร็ ไู ดวา วันน้ี บรรพชติ กิจแหงบุตรของเราถึงทีส่ ดุ แลว จงึ กลา ววา ลูก พ่ีชายของเจา ยนิ ดียงิ่ นักในพระพทุ ธ-ศาสนา ไมกระสนั (อยากสกึ ) แลว ละดงั น้.ี๕. การพิจารณาความมที รัพยมรดกเปน ใหญ เมื่อพจิ ารณาความมีทรพั ยม รดกเปน ใหญอยา งน้ีวา กท็ รพั ยม รดกของพระศาสดามีมากแล คือ อริยทรัพย ๗ ประการ ทรัพยม รดกนนั้ ผเู กยี จครา นไมอ าจรับได เหมือนอยางวา มารดา บิดา ยอ มตัดบตุ รผูป ระพฤติผดิ ทาํ ใหเปน คนภายนอกวา คนนีไ้ มใชล กู ของเรา เมื่อมารดา บิดา ลว งลบั ไป เขากไ็ มไดร ับทรพั ยมรดกฉนั ใด แมบ ุคคลผเู กียจครานกฉ็ นั นน้ั ยอ มไมไดมรดกคอื อรยิ ทรพั ยน้ี ผปู รารภความเพียรเทา น้ัน ยอมไดร บั ดังน้ี วริ ิยสัมโพชฌงคยอ มเกดิ ได.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 341๖. การพิจารณาความมีพระศาสดาเปน ใหญ เมื่อพจิ ารณาความมีพระศาสดาเปน ใหญอยางน้วี า พระศาสดาของเธอเปนใหญ เพราะในเวลาทพี่ ระศาสดาของเธอทรงถือปฏสิ นธิ ในพระครรภของพระมารดาก็ดี เวลาเสดจ็ ออกมหาภเิ นษกรมณก ็ดี เวลาตรสั รูพระอนุตตรสัมมา-สัมโพธญิ าณกด็ ี เวลาประกาศพระธรรมจกั ร แสดงยมกปาฏหิ าริย เสด็จลงจากเทวโลก และทรงปลงอายสุ งั ขารกด็ ี เวลาเสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพานกด็ ี หม่ืน-โลกธาตุก็หวน่ั ไหวแลว เธอบวชในพระศาสนาของศาสดาเห็นปานฉะน้นั แลวเปนคนเกียจครา น ควรแลวหรอื ดงั นี้ วิริยสมั โพชฌงคย อ มเกดิ ได. ๗. การพิจารณาความมีชาติเปน ใหญ เมือ่ พิจารณาความมีชาตเิ ปนใหญอยางน้ีวา แมโดยชาติ บัดน้ี เธอไมใ ชค นมชี าตติ าํ่ แลวละ เธอช่อื วาเกดิ แลว ในวงศของพระเจา อุกกากราช ที่สืบทอดกันมาโดยมหาสมมตประเพณี ไมเจือปนกบั ชนชาติอ่ืน เปน พระนัดดาของพระเจา สุทโธทนมหาราช และพระนางเจามหามายาเทวี เปนพระอนุชาของทา นพระราหลุ พุทธชโิ นรส ข้ึนชอื่ วา เธอ เปนพุทธชนิ บตุ รเหน็ ปานฉะน้ีแลว อยูอ ยางคนเกยี จคราน ไมส มควรดงั น้ี วิรยิ สมั โพชฌงค ยอมเกดิ ได.๘. การพจิ ารณาความมีสพรหมจารเี ปน ใหญ เมอ่ื พจิ ารณาความมสี พรหมจารเี ปน ใหญอยางน้วี า ทานพระสารบี ุตรทา นพระโมคคลั ลานะ และ พระสาวกผูใ หญ ๘๐ รูป แทงตลอด (ตรัสร)ูโลกุตตรธรรม ดว ยความเพียรกนั ทัง้ นัน้ เธอจะดาํ เนินตามทางของสพรหมจารีเหลา น้ัน หรอื ไมด าํ เนนิ ตามเลาดงั นี้ วริ ิยสัมโพชฌงคย อมเกิดได.
พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 342 ๙. การงดเวนบุคคลผเู กยี จคราน ๑๐. การคบหาบุคคลผปู รารภความเพียร ๑๑. ความนอ มจิตไป ในวริ ิยสมั โพชฌงคนนั้ เมื่อเวน บุคคลผูเ กยี จครา น ผูสละความเพียรทางกาย และทางใจซึ่งเปนเหมอื นงูเหลอื มกนิ เต็มทอ ง แลว กห็ ยดุ อยกู บั ทกี่ ด็ ี คบหาบุคคลผปู รารภความเพียร ผูอุทศิ ตนมุงปฏิบัติธรรมกด็ ี มจี ิตโนมนอมโอนไป เพอ่ืใหความเพยี รเกดิ ข้ึน ในอิริยาบถทั้งหลายมี ยนื นง่ั เปนตน กด็ ี วิรยิ สัม-โพชฌงคย อ มเกดิ ได. ภกิ ษุยอมรูชดั วา วิรยิ สมั โพชฌงคน ัน้ ที่เกิดแลว ดว ยอาการอยา งนย้ี อ มเจรญิ บรบิ ูรณดวยอรหัตตมรรค. ปตสิ ัมโพชฌงค ปติสัมโพชฌงค ยอมเกิดโดยนัยอันมาแลว ในบาลี (สังยตุ ตนิกายมหาวารวรรค) อยางนีว้ า ดกู อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเปน ท่ีตั้งแหงปตสิ ัม-โพชฌงค มีอยู การทําใหม ากซง่ึ โยนโิ สมนสิการ ในธรรมอนั เปนที่ตงั้ แหงปต ิสมั โพชฌงค นเ้ี ปน อาหาร เพอ่ื ความเกดิ แหงปต ิสัมโพชฌงคท ่ยี งั ไมเ กดิหรือเปน ทางเพือ่ ความไพบลู ย เจริญบรบิ ูรณ เตม็ ทแ่ี หง ปต สิ ัมโพชฌงค ทเี่ กิดแลวดงั น.ี้ ปต ินัน้ เองชอ่ื วา ธรรมเปนทต่ี ้ังแหง ปต สิ ัมโพชฌงค ในบาลนี น้ั .มนสกิ ารอันยงั ปตินัน้ ใหเ กดิ ชื่อวาโยนิโสมนสิการ. ธรรมเปน เหตเุ กดิ ปต ิสัมโพชฌงค อีกอยางหนึ่ง ธรรม ๑๑ ประการ ยอมเปนทางเกิด ปตสิ มั โพชฌงคคอื ๑. พทุ ธานุสสติ ๒. ธัมมานุสสติ ๓. สังฆานุสสติ ๔. สลี านสุ สติ๕. จาคานสุ สติ ๖. เทวานสุ สติ ๗. อปุ สมานุสสติ ๘. เวน บคุ คลผเู ศราหมอง๙. คบหาบุคคลผหู มดจด ๑๐. การพิจารณาความในพระสูตร เปนทีต่ ั้งแหงความเล่อื มใส ๑๑. ความนอมจติ ไปในปต สิ มั โพชฌงคน ั้น.
พระสุตตันตปฎก ทฆี นิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 343 จรงิ อยู ผูเจริญปตสิ ัมโพชฌงค เมื่อระลกึ ถงึ พระพทุ ธคุณ ปต สิ ัม-โพชฌงคแ ผซ า นทัว่ สรีระจนกระท่งั อปุ จารสมาธิ ยอมเกดิ ขึน้ . เม่อื ระลึกถงึคุณพระธรรม และพระสงฆก ด็ ี พิจารณาปาริสุทธิศลี ๔ ทต่ี นรกั ษาไมขาดวิ่นเปนเวลานานกด็ ี แมค ฤหัสถพ จิ ารณาศลี ๑๐ ศลี ๕ ก็ดี พิจารณาจาคะ การบริจาควา ในเวลาประสบทพุ ภิกขภยั เปน ตน เราถวายโภชนะอันประณีตแกสพรหมจารที ง้ั หลาย แลวถวายโภชนะชื่ออยา งนี้ ดังน้กี ด็ ี แมค ฤหัสถพจิ ารณาถงึ ทานที่ถวายแกท า นผูมีศีลในเวลาเหน็ ปานน้นั ก็ดี พิจารณาถึงคณุ เชนกับที่เทวดาประกอบแลวถึงความเปน เทวดาวา มีอยูใ นตนกด็ ี พจิ ารณาเหน็ วากิเลสทีข่ มไดแ ลวแมด วยสมาบัตติ ลอด ๖๐ ปบ าง ๗๐ ปบา ง ไมฟ งุ กาํ เรบิดงั นก้ี ด็ ี เวนบคุ คลเศรา หมองผูม ีความหมน หมองอนั สรางสมไว เพราะไมทําโดยเคารพ ในเวลาเห็นพระเจดีย เห็นโพธพิ ฤกษและเหน็ พระเถระ ผูเปนเชนกบั ละอองธลุ ี บนหลังลา เพราะไมม ีความเล่ือมใสรกั ใครในพระรตั นตรัยมพี ระพทุ ธเจาเปน ตน กด็ ี สองเสพบุคคลผูหมดจด ผมู ากดว ยควานเลื่อมใสมีจติ ออ นโยนในพระรัตนตรัย มพี ระพุทธเจาเปน ตน ก็ดี พิจารณาความในพระสตู รอนั เปนที่ตั้งแหงความเลอ่ื มใส ซึ่งแสดงคณุ ของพระรัตนตรยั กด็ ี มจี ิตโนม นอ มโอนไป เพ่อื ใหเกิดปต ิ ในอิริยาบถทง้ั หลายมี ยนื น่ัง เปนตน ก็ดีปตสิ ัมโพชฌงค ยอ มเกดิ ได. ภิกษุยอ มรชู ดั วา ปตสิ มั โพชฌงคนัน้ ซึ่งเกิดแลวดว ยอาการอยา งน้ี ยอมเจรญิ บรบิ ูรณด วยอรหตั มรรค. ปสสทั ธิสัมโพชฌงค ปส สัทธสิ ัมโพชฌงค ยอมเกิดโดยนยั ทม่ี าแลวในบาลี (สังยุตตนกิ ายมหาวารวรรค) อยา งน้วี า ดกู อ นภกิ ษทุ ้ังหลาย กายปสสัทธิ ความสงบกาย
พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนาท่ี 344จติ ตปสสทั ธิ ความสงบจติ มีอยู การทําใหมากซ่ึงโยนิโสมนสิการ ในความสงบกาย และความสงบจติ นนั้ น้ีเปนอาหาร (ยอ มเปนไป) เพือ่ ความเกดิแหงปส สัทธสิ ัมโพชฌงคท่ียงั ไมเ กดิ หรือเปนทางเพ่อื ความไพบลู ย เจริญบรบิ ูรณเตม็ ท่ี แหง ปส สทั ธิสมั โพชฌงค ทเี่ กดิ แลว ดงั น้ี. ธรรมเปน เหตเุ กดิ ปสสทั ธสิ ัมโพชฌงค อกี อยางหน่ึง ธรรม ๗ ประการ ยอมเปนทางเกดิ ปสสัทธสิ มั โพชฌงค.คอื ๑. เสพโภชนะอนั ประณตี ๒. เสพฤดเู ปนทสี่ บาย ๓. เสพอริ ิยาบถเปน ที่สบาย ๔. ประกอบความเปน กลาง ๕. เวนบุคคลผูไมสงบกาย ๖. เสพบุคคลผูสงบกาย ๗. นอมจิตไปในปส สัทธสิ มั โพชฌงคน ั้น. จริงอยู ผเู จริญปส สัทธสิ มั โพชฌงค เมือ่ บรโิ ภคโภชนะเปนทสี่ บายอันประณีตหมดจดกด็ .ี เสพฤดูเปนท่สี บาย ไมวาจะเปนฤดหู นาว ฤดรู อ นเสพอริ ยิ าบถ เปนทส่ี บายไมวา จะเปน อิริยาบถ ยนื เปนตนก็ดี ยอมเกดิ ความสงบได. แตคําน้นั ทา นมิไดก ลาวหมายถงึ บคุ คลผเู ปนมหาบรุ ุษ ซง่ึ ทนฤดูและอริ ยิ าบถ เปนท่ีสบาย. เมื่อผูท ม่ี ฤี ดู และอริ ิยาบถท่ีถูกกนั และไมถ ูกกันเวนฤดูและอิริยาบถท่ไี มถูกกนั เสียแลว เสพฤดแู ละอิริยาบถทถ่ี ูกกัน ปสสทั ธสิ ัม-โพชฌงคย อ มเกิดได. การพจิ ารณาถึงความท่ีตนและคนอ่ืนมกี รรมเปนของ ๆตน เรยี กวา ประกอบความเปน กลาง ปสสัทธิสมั โพชฌงคย อ มเกิดไดดว ยประกอบความเปนกลางอันนี้. เมอ่ื เวน บุคคลผูม ีกายไมสงบ เชนเทยี่ วเบียดเบยี นสตั วอน่ื ดว ยเครอ่ื งประหาร มกี อ นดิน และทอนไมเ ปนตน กด็ ี เสพบคุ คลผูมีกายสงบ สาํ รวม มือ เทา ก็ดี มีจิตนอมโนม โอนไปเพอ่ื ใหเกิดปสสทั ธิ-สมั โพชฌงคใ นอิรยิ าบถมี ยืน นั่ง เปนตน กด็ ี ปสสทั ธิสมั โพชฌงคยอ มเกิดได.ภกิ ษุยอ มรูชดั วา กป็ สสทั ธสิ ัมโพชฌงคน ั้น อันเกดิ แลว ดว ยอาการอยา งนี้ยอ มเจริญบริบูรณดวยอรหตั มรรค.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ - หนา ท่ี 345 สมาธิสัมโพชฌงค สมาธสิ มั โพชฌงค ยอมเกิดได โดยนัยมาแลวในบาลี (สงั ยตุ ตนิกายมหาวารวรรค) อยางน้ีวา ดกู อนภกิ ษุท้ังหลาย สมถนิมติ (บาลวี า สมาธนิ ิมิต)อพั ยคั คนิมติ มอี ยู การทาํ ใหมากซึง่ โยนิโสมนสิการ ในนมิ ิตท้งั สองนนั้ นเ้ี ปนอาหาร (ยอมเปน ไป) เพ่ือความเกิดแหง สมาธิสมั โพชฌงค ท่ียงั ไมเ กดิ หรอืเปนทางเพอ่ื ความไพบูลย เจรญิ บรบิ รู ณเต็มที่แหงสมาธสิ ัมโพชฌงคทเ่ี กดิ แลวดงั นี้. ในนมิ ติ เหลานนั้ สมถะนัน่ แล ช่อื วา สมถนิมิตและอพั ยคั คนมิ ติเพราะอรรถวา ไมฟุง ซาน. ธรรมเปนเหตเุ กดิ สมาธสิ ัมโพชฌงค อกี อยางหน่งึ ธรรม ๑๑ ประการ ยอมเปนทางเกดิ สมาธิสัมโพชฌงคคือ ๑. ทําวตั ถุใหสละสลวย ๒. การปรับปรุงอินทรยี ใ หส มํา่ เสมอ ๓. ฉลาดในนิมิต ๔. ประคองจิตในสมัยทค่ี วรประคอง ๕. ขม จติ ในสมัยทค่ี วรขม๖. ทําจิตใหร าเริงในสมัยทค่ี วรใหราเรงิ ๗. เพง เฉยในสมัยท่คี วรเพงเฉย๘. เวน บุคคลผมู จี ติ ไมเ ปน สมาธิ ๙. คบหาบคุ คลผมู จี ิตเปน สมาธิ ๑๐. พจิ าร-ณาและวโิ มกข ๑๑. นอ มจติ ไปในสมาธสิ ัมโพชฌงคน้นั . อธิบายธรรม ๑๑ ประการ ในธรรม ๑๑ ประการน้นั เฉพาะการทําวตั ถใุ หสละสลวย และการปรบั ปรงุ อนิ ทรียใ หส มํ่าเสมอ พึงทราบตามนัยทีก่ ลา วมาแลวน่ันแล.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411