ปรากรมพาหุกติกาวัตร 239 สมัยต่อมาคติความเช่ือเก่ียวกับพระเมตไตรยโพธิสัตว์น่าจะ อ่อนแรงลง อันเนื่องมาจากคติความเช่ือเรื่องกษัตริย์ชาวลังกาผู้เป็น พระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิเข้ามาแทนท่ี อีกทั้งคติความเชื่อเทพเจ้า Îินดูก�าลังรุ่งเรืองแพร่หลาย แต่มิได้หมายความว่าความเช่ือเร่ืองพระ เมตไตรยโพธิสัตว์สูญหายไป ขณะเดียวกันหากเทพเจ้าÎินดูเป็นที่นิยม ยกย่อง พระสงฆ์ก็พยายามสร้างกระแสเทพเจ้าชาวพุทธขึ้นมาเทียบ ท้ังเทพเจ้าท้องถิ่นเช่นเทพสามันผู้อารักขาดูแลศรีปาทะ ซ่ึงเป็นสถานท่ี ประดษิ ฐานรอยพระพุทธบาท เทพวิภศี ณะหรือพิเภกผูเ้ ปน็ เทพอารกั ขา แห่งภาคตะวันออกเฉียงใต้ของศรีลังกา และเทพอุบลวันผู้อารักขา คุ้มครองเกาะลังกาทางตอนใต้ ด้วยความนิยมแพร่หลายของคติความ เชอื่ เทพเจ้าเหลา่ น้ี เร่ืองราวของพระเมตไตรยโพธสิ ตั วก์ ็ถอยกลบั เข้าไป สวู่ งการวรรณกรรม โดยรบั รเู้ ฉพาะพระสงฆแ์ ละชนชนั้ สงู ผนู้ ยิ มประพนั ธ์ คัมภรี ์เทา่ นนั้ ล่วงเข้าสมัยอาณาจักรโกฏเฏ เทพเจ้าย่ิงใหญ่สุดคือเทพนาถะ หรือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ของมหายาน ซึ่งเทวาลัยขึ้นชื่อสมัยน้ัน อยู่ท่ีวิชัยพาหุปิริเวณะแห่งหมู่บ้านโตฏคามุวะ ทางตอนใต้ของศรีลังกา โดยผทู้ า� หนา้ ทปี่ ระกอบพธิ กี รรมและนา� พาชาวบา้ นสวดสรรเสรญิ เทพเจา้ องคน์ ค้ี อื พระสงั ฆราชโตฏคามเุ ว ศรรี าหลุ เถระ นอกจากเปน็ เจา้ พธิ แี ลว้ ยงั แตง่ ตา� ราเปน็ คมู่ อื สวดสรรเสรญิ เทพเจา้ นาถะดว้ ย (IIanghasinghe: 2559; 169-170) พระสงั ฆราชศรรี าหลุ เถระนอกจากศรทั ธาต่อเทพเจ้า นาถะแลว้ ยงั แต่งต�าราเชือ่ มโยงกบั สถาบนั กษัตริย์ดว้ ย โดยระบวุ า่ ท่าน ได้สวดอ้อนวอนเทพเจ้าองค์นี้ให้ประทานพรพระโอรสแก่พระราชธิดา โลกนาถาของพระเจ้าปรากรมพาหทุ ่ี ๖ และประสบความสา� เร็จในทีส่ ุด
240 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร (IIanghasinghe: 2559; 170) นับแต่นั้นว่าศิษย์ซึ่งศึกษาภายใต้ พระเถระต่างศรัทธาเลียนแบบอาจารย์แห่งตน ด้วยการแต่งคัมภีร์ สรรเสริญเทพเจ้านาถะอีกหลายเล่ม ล้วนแล้วแต่มีความพิสดารพันลึก ตามคตคิ วามเช่อื แห่งตน เล่มหน่ึงชื่อว่าวฤตตรัตนากรปัญจิกาซ่ึงเป็นผลงานของศรีราม จันทรภาวดี ไดพ้ รรณนาวา่ เทพนาถะนน้ั มี ๘ ปาง ไดแ้ ก่ ปางสวิ นาถะ ปางพรหมนาถ ปางวิษณุนาถะ ปางเคารีนาถ ปางมัตศเยนทรานาถ ปางภัทรนาถะ ปางพุทธนาถะ และปางคณนาถะ (Nandasena Mudiyanse: 1967; 21) หากพิเคราะหใ์ หล้ ะเอียดจะเหน็ วา่ มกี ารผสม ผสานความเช่ือระหว่างÎินดูกับพุทธศาสนา สันนิษฐานว่าผู้แต่งมีพื้น ความรู้Îินดูมาก่อน ครั้นเห็นว่าชาวÎินดูบนเกาะลังกามีจ�านวนมาก แตศ่ รทั ธาชนื่ ชมเทพเจา้ แหง่ ตน จงึ เปลยี่ นสถานภาพของเทพเจา้ Îนิ ดใู ห้ กลายเปน็ ปางหน่ึงของเทพนาถะ เป็นท่ีน่าสังเกตว่าแม้เทพนาถะจะเป็นคติความเช่ือของมหายาน แต่พระสงฆ์ยุคนั้นกลับให้ความส�าคัญด้วยการยกสถานภาพให้สูงกว่า พระพุทธเจ้า หลักฐานดังกล่าวสามารถสืบค้นได้จากคัมภีร์ประเภท สนั เดศยะ ซง่ึ ลว้ นแลว้ แตส่ รรเสรญิ อทิ ธานภุ าพของเทพนาถะและเทพเจา้ Îนิ ดสู นิ้ สนั นษิ ฐานวา่ พระสงฆส์ มยั นนั้ นา่ จะดา� เนนิ ตามจารตี ปฏบิ ตั ขิ อง อาจารยแ์ หง่ ตน อกี ดา้ นหนง่ึ กต็ อ้ งการผกู ใจกษตั รยิ ก์ บั คนชนั้ สงู ซงึ่ สมยั นนั้ นยิ มกราบไหวเ้ ทพเจา้ Îนิ ดแู ละมหายานมากกวา่ พระเมตไตรยโพธสิ ตั ว์ ของเถรวาท
ปรากรมพาหุกตกิ าวัตร 241 หลักฐานบางแห่งชี้ว่าเทพนาถะเป็นปางหนึ่งของพระเมตไตรย โพธสิ ัตว์ แต่สา� แดงในรูปของเทพมหายานเพ่อื ทา� หนา้ ท่ีประทานพรแกผ่ ู้ เคารพศรทั ธา ประเด็นน้เี ปน็ ผลเสยี มากกว่าผลดี เพราะตา่ งทราบกนั ดี ว่าเทพองค์น้ีเป็นพระอวโลกเิ ตศวรโพธสิ ตั ว์ สังเกตได้จากเทวาลยั แต่ละ แห่งล้วนมีรูปปั้นเทพธิดาตาราอยู่เคียงข้างเสมอ สันนิษฐานว่าการอ้าง ดังกล่าวน่าจะมาจาก½ั›งของพระเถระ½่ายอรัญวาสี เหตุเพราะต้องการ ยกสถานภาพของพระเมตไตรยโพธิสัตว์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่น่า เสียดายแม้พระสงฆ์อรัญวาสีจะพยายามสร้างกระแสความเช่ือเก่ียวกับ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ แต่กลับไม่มีการปั้นรูปซ่ึงแตกต่างจากรูปปั้น เทพนาถะและเทพÎินดเู หล่าอืน่ ซึง่ กระจายกนั อยู่รอบเกาะลังกา ดว้ ยเหตนุ นั้ พระเมตไตรยโพธสิ ตั วจ์ งึ ปรากฏเหน็ เฉพาะในโลกของ วรรณกรรม โดยไมส่ ามารถปรากฏตวั ในโลกของชาวบา้ นผดู้ า� รงชวี ติ อยู่ ในโลกแห่งความจริง ส่วนความนิยมแพร่หลายของเทพนาถะน้ันเป็น พฒั นาการมาตง้ั แตส่ มยั อดตี กาล ตน้ ทนุ คอื การรบั รมู้ าแตอ่ ดตี และมกี าร เปล่ียนแปลงสถานภาพให้เหมาะสมตามยุคสมัยจนเกิดความลงตัวสมัย อาณาจักรโกฏเฏ สมัยน้ีถือกันว่าเทพนาถะเป็นเทพเจ้าส�าคัญองค์หนึ่ง ผู้ท�าหน้าท่ีคุ้มครองอารักขาเกาะลังกา เสมอเหมือนเทพสามัน เทพ อุบลวัน เทพวิภีศณะ และเทพกตรคามะ ประเด็นคือแม้มีผู้พยายาม เปล่ียนสถานภาพของเทพนาถะให้เป็นพระเมตไตรยโพธิสัตว์แต่หาได้ ส�าเร็จไม่ เพราะมีผู้แต่งคัมภีร์น้อยใหญ่ว่าด้วยเรื่องราวของเทพองค์นี้ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเช่ือมโยงกาลเวลาให้เห็นว่ามีพัฒนาการ อยา่ งไร ขณะเดยี วกนั พธิ ีกรรมเกีย่ วกับเทพองคน์ ้กี ็เน้นไปทางมหายาน โดยไม่มีการเช่ือมโยงกับเถรวาทแต่อย่างใด ลักษณะดังกล่าวกลาย เป็นจุดเด่นสรา้ งกระแสความนยิ มเก่ยี วกบั เทพองคน์ ี้อย่างแพรห่ ลาย
242 ศรีลังกากตกิ าวัตร มุนเนศวรัมเทวาลัย เมืองชิเลาว์ บุณยสถานศักด์ิสิทธ์ิของชาวฮินดู (คัดลอกภาพจาก www.google.co.th/maps) ตน โพธ์ภิ ายในมุนเนศวรัมเทวาลัย (คดั ลอกภาพจาก www.google.co.th/maps)
ปรากรมพาหกุ ตกิ าวัตร 243 กตรคามเทวาลัย เมืองกตรคามะ บุณยสถานศักด์ิสิทธิ์ของชาวฮินดู (คัดลอกภาพจาก www.google.co.th/maps) กริ เิ วเหรเจดยี ภ์ ายในกตรคามะ บณุ ยสถานศกั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องชาวพทุ ธลงั กา (คดั ลอกภาพจาก www.google.co.th/maps)
244 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร เทวาลัยประดิษฐานเทพเจา ภายในติรุกกตี ศิ วรมั เทวาลยั เมืองมันนาร์ (คดั ลอกภาพจาก www.google.co.th/maps) รปู ปน เทพเจา ภายในตริ กุ กตี ศิ วรมั เทวาลยั เมอื งมนั นาร์ (คดั ลอกภาพจาก www.google. co.th/maps)
ปรากรมพาหกุ ติกาวตั ร 245 วดั วที าคมมหาวหิ าร อารามทอ่ี ยขู องพระวที าคมมหาเถระ ผสู นบั สนนุ เจา ชายปรากรมพาหุ ใหขน้ึ ครองราชยเ์ หนืออาณาจักรโกฏเฏ
246 ศรลี งั กากตกิ าวัตร
กรี ตศิ รีราชสงิ หะกตกิ าวตั ร 247
บรรยายภาพ: ภาพวาดภายในพิพิธภัณฑ์พระแวฬิวิฏะสรณังกรสังฆราช วัดมัลลวัตต มหาวหิ าร เมืองแคนดี
บทท่ี ๕ กรี ตศิ รีราชสิงหะกตกิ าวตั ร ๕.๑ เกริ่นนำ� กีรติศรีราชสิงหะกติกาวัตรหรืออีกชื่อหน่ึงคือมหนูวะระกติกาวัตร (มหนูวะระหมายถึงเมืองหลวง) เหตุท่ีชื่อว่ากีรติศรีราชสิงหะกติกาวัตร เพราะพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะแห่งอาณาจักรแคนดีโปรดให้ประชุมสงฆ์ ตราขน้ึ สว่ นเหตทุ มี่ นี ามวา่ มหนวู ะระกตกิ าวตั ร เพราะมกี ารประชมุ สงฆ์ และออกกตกิ าวตั รในเมอื งหลวงแคนดี กตกิ าวตั รฉบบั นกี้ ษตั รยิ โ์ ปรดให้ คดั ลอกแลว้ เกบ็ ไวใ้ นหอสมดุ หลวง จงึ ไมค่ อ่ ยแพรห่ ลายเหมอื นกตกิ าวตั ร สมัยก่อน ต่อเม่ืออังกฤษเข้าครอบครองเกาะลังกาและสืบค้นหาคัมภีร์ โบราณและเอกสารเกา่ แลว้ ปรวิ รรตคมั ภรี เ์ หลา่ นน้ั เปน็ ภาษาสงิ หลสมยั ใหม่และถอดแปลเอกสารเก่าเป็นภาษาอังกฤษ จึงเป็นท่ีรู้จักแพร่หลาย ของวงวิชาการ แม้นักวิชาการชาวสิงหลจะพยายามเรียบเรียงและ ถอดแปลเป็นภาษาอังกฤษหลายคร้ังต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็ไม่เป็นท่ี ร้จู ักแพร่หลายในวงกวา้ งมากนัก กีรติศรีราชสิงหะกติกาวัตรสองฉบับแปลกกว่าสมัยก่อนหลาย ประการ หน่ึงนั้น ธรรมเนียมของกติกาวัตรต้องเกิดจากการประชุม คณะสงฆ์แล้วลงสังฆานุมัติอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่กีรติศรีราชสิงหะ กติกาวัตรท้ังสองฉบับกลับเป็นมติของพระสงฆ์สองอารามกล่าวคือวัด มลั วตั ตมหาวหิ ารและวดั อศั คริ ยิ มหาวหิ าร ซง่ึ ทง้ั สองวดั ลว้ นเปน็ เครอื ญาติ ของขนุ นางชั้นสูงสังกัดวรรณะโคยคิ ามะ ผู้ท�ำหนา้ ท่กี ำ� หนดทศิ ทางของ กติกาวัตร โดยไม่อนุญาตให้พระสงฆ์วรรณะอื่นเข้าร่วมประชุมออก
250 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร กตกิ าวตั ร ดว้ ยเหตดุ งั กลา่ วเนอื้ หาของกตกิ าวตั รทง้ั สองฉบบั จงึ บดิ เบยี้ ว ไปตามความปรารถนาของพระสงฆแ์ ห่งวรรณะโคยคิ ามะ สนั นษิ ฐานวา่ อคติที่ปรากฏเห็นในกีรติศรีราชสิงหะกติกาวัตรฉบับแรก น่าจะเป็นเหตุ ให้มีการตรากติกาวัตรขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ท้ังนี้เพื่อต้องการประนีประนอม กบั พระสงฆว์ รรณะอนื่ แตค่ วามตอ้ งการดงั กลา่ วหาไดบ้ งั เกดิ ผลอนั ใดไม่ สิ่งท่ีขาดหายไปของกติกาวัตรทั้งสองฉบับคือเร่ืองราวภายใน คณะสงฆ์ เน้ือหาส่วนใหญ่ของกีรติศรีราชสิงหะทั้งสองฉบับคัดลอกมา จากดัมพเดณิกติกาวัตร โดยเพ่ิมเน้ือหาใหม่เข้าไปค่อนข้างน้อยจนผิด สงั เกต เฉพาะกตกิ าวตั รฉบบั ทส่ี องเทา่ นน้ั ไดเ้ พมิ่ เตมิ รายละเอยี ดมากขน้ึ กว่าฉบบั แรก แตส่ าระส�าคญั กลบั ไม่ชใ้ี ห้เหน็ ความจา� เป็นในการควบคมุ พฤติกรรมพระสงฆ์ เน้นกล่าวถึงเฉพาะเร่ืองราวเกี่ยวกับหน้าท่ีของ พระสงฆ์และฆราวาสผู้ท�าหน้าที่ดูแลทรัพย์สินอารามวิหารเท่าน้ัน สันนิษฐานว่าพระราชโองการของพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะมิได้มีอ�านาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกษัตริย์สมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะและอาณา จักรดัมพเดณิยะ ซึ่งสมัยนั้นกษัตริย์ต่างก�าหนดทิศทางกติกาวัตรอย่าง ชัดเจน เชื่อว่าบริบทด้านการเมืองอาจท�าให้พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะ ทา� หน้าทไี่ ดเ้ พียงราชูปถัมภเ์ ท่านน้ั ประเดน็ นา่ ศึกษาเพิม่ เตมิ คอื เหตใุ ดกรี ตศิ รีราชสงิ หะกตกิ าวตั รจึง มิได้เลียนแบบกติกาวัตรสมัยอาณาจักรโกฏเฏ ซึ่งหากเทียบระยะเวลา แล้วน่าจะมีความใกล้เคียงมากกว่าดัมพเดณิกติกาวัตร สันนิษฐานว่า รูปแบบของดัมพเดณิกติกาวัตรมีระบบชัดเจนมากกว่า โดยเฉพาะการ กา� หนดอา� นาจหนา้ ทขี่ องคณะสงฆแ์ ละบทบาทของอารามกิ ะ สว่ นกตกิ าวตั ร
กรี ติศรีราชสิงหะกตกิ าวตั ร 251 สมัยอาณาจักรโกฏเฏเน้นกล่าวถึงเฉพาะวิธีการถวายปัจจัยแด่ พระสงฆ์และอ�านาจของเจ้าหน้าท่ีผู้ดูแลอารามวิหาร อีกประการหนึ่ง ปัญหาของคณะสงฆ์สมัยอาณาจักรแคนดีมีความคล้ายคลึงกับ อาณาจักรดัมพเดณิยะมากกว่า โดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้มีพฤติกรรมนอก ธรรมนอกวนิ ยั อีกท้ังความเขม้ แขง็ ของระบบวรรณะภายในคณะสงฆก์ ็ คล้ายกับคณะสงฆ์สมัยอาณาจักรดัมพเดณิยะ ด้วยเหตุน้ัน รูปแบบ ของดัมพเดณิกติกาวัตรจึงกลายเป็นต้นแบบของกติกาวัตรสมัย อาณาจักรแคนดี แม้กติกาวัตรสมัยแคนดีจะถอดแบบมาจากดัมพเดณิ กตกิ าวตั รกจ็ รงิ แตร่ ปู แบบกไ็ มส่ ามารถกา� หนดทศิ ทางคณะสงฆไ์ ดอ้ ยา่ ง มีประสิทธิภาพ กฎเกณฑ์ท่ีกล่าวถึงในกติกาวัตรสมัยแคนดีเป็นเพียง นิตินัยเท่าน้นั หาไดล้ งลกึ แปรผลเป็นพฤตินัยไม่ õ.๒ เหตกุ ารณบ์ ้านเมือง พระเจา้ กรี ติศรรี าชสิงหะ (พ.ศ.๒๒๙๐-๒๓๒๕) เป็นเช้ือสาย ราชวงศ์ทมิฬนายักการ์แห่งอินเดียตอนใต้ ติดตามพระเชษฐภาคินีมา อาศัยอยู่เกาะลังกาต้ังแต่ทรงพระเยาว์ ได้ศึกษาเล่าเรียนภายใต้การ ส่ังสอนของสามเณรแวฬิวิฏะสรณังกร ด้วยเหตุนั้น จึงซึมซับรับรู้ วฒั นธรรมประเพณขี องชาวสงิ หลเปน็ อยา่ งดี ครน้ั พระเจา้ ศรวี ชิ ยั ราชสงิ หะ ผู้เปน็ เชษฐาธริ าชสวรรคตลว่ งแล้ว ได้ขน้ึ ครองราชยเ์ หนือบัลลังก์ลงั กา สบื แทน แตเ่ น่ืองจากยงั ทรงมีพระชนมายเุ พียง ๑๔ พรรษา พระราช บดิ าจงึ ทา� หนา้ ทเ่ี ปน็ ผสู้ า� เรจ็ ราชการแทนจนกวา่ จะบรรลนุ ิตภิ าวะ โดยมี เหลา่ ขนุ นางชาวสงิ หลคอยทา� หนา้ ทเี่ ปน็ ผใู้ หค้ า� ปรกึ ษา เพอื่ ใหบ้ า้ นเมอื ง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หน่ึงทศวรรษแรกแห่งการครองราชย์น้ัน
252 ศรีลังกากตกิ าวัตร บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขหาได้มีศึกนอกและในเข้ามาเบียดเบียนไม่ เหตุ เพราะทงั้ ชาวสิงหลและกษตั รยิ ท์ มฬิ นายักการ์ตา่ งคอยสงวนท่าทกี นั อยู่ กล่าวตามความจริงชาวสิงหลทุกหมู่เหล่านั้นต่างคิดเห็นว่า พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะเป็นชาวอินเดียโดยก�าเนิด นับถือÎินดู พูดภาษาทมิฬ และเป็นชาวต่างถ่ินมาอาศัยแผ่นดินลังกาเท่านั้น (Perera Book 1: 1955; 166) พระเจา้ กรี ตศิ รรี าชสงิ หะจงึ เผชิญกับ ศึกภายในนับแต่วันแรกแห่งการขึ้นครองราชย์ อีกด้านหนึ่งเป็นศึก ภายนอก กล่าวคือบรษิ ัทดัตชอ์ นิ เดียตะวันออกผูเ้ ขา้ มายดึ ครองดนิ แดน ชายทะเลรอบเกาะลังกาแทนโปรตุเกสผู้พ่ายแพ้ Îอลันดาเองพยายาม หาวธิ กี ารแทรกแซงกจิ การภายในอาณาจกั รแคนดี เพอื่ เขา้ ควบคมุ เกาะ ลังกาเจตนาต้องการให้เกาะลังกาเป็นศูนย์กลางขนส่งเคร่ืองเทศ (John Clifford Holt: 1996; 3) ภาวการณด์ ังกลา่ วจึงท�าใหพ้ ระเจ้า กีรติศรีราชสิงหะหาวิธีการสร้างความชอบธรรมในการปกครอง อาณาจักรแคนดี กุศโลบายดังกล่าวมีพระสงฆ์เป็นผู้ช่วยเหลือในการ ขับเคลือ่ นจนประสบความสา� เร็จ ประการแรกคือ พระองค์โปรดใหส้ ลับปรบั เปลีย่ นตา� แหน่งขุนนาง นับแต่หัวเมืองจนถึงเจ้าหน้าท่ีภายในพระราชวังด้วยการก�าหนดหน้าท่ี ให้ชัดเจนมากข้ึน แต่ละต�าแหน่งมีอิสระมากข้ึนในการเก็บภาษีและการ ควบคุมก�าลังคน โดยไม่ต้องผ่านข้ันตอนแบบเก่าซึ่งซับซ้อนยุ่งยาก เพราะตา� แหนง่ สา� คญั ขน้ึ ตรงตอ่ กษตั รยิ โ์ ดยตรง กษตั รยิ ส์ ามารถถอดถอน ไดห้ ากเห็นว่าขนุ นางทา่ นน้นั ท�าความผิดต่อหนา้ ท่ี ผลดีคือเหล่าขุนนาง ต่างมีอิสระในการปกครองดูแลแต่ละหัวเมืองสามารถสร้างขุมก�าลังได้
กีรติศรีราชสงิ หะกตกิ าวัตร 253 อย่างเปิดเผย เกิดการแข่งขันบารมีระหว่างขุนนางด้วยกันเอง เดิม แรงกดดันพุ่งตรงไปยังพระมหากษัตริย์ก็ลดลงเปล่ียนเป็นการแข่งขัน ระหว่างขุนนาง ส่วนผลเสียก็ใหญ่หลวงเช่นกัน กรณีขุนนางกระท�า ความผิดด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงมักยุงยงผู้คนให้ก่อการจลาจล หากขุนนางท่านใดมีเส้นสายเครือญาติเป็นจ�านวนมาก็สร้างความ เสียหายให้แก่บ้านเมืองมากเท่าทวี แต่การก่อกบฏเกิดมีน้อยมาก เพราะโทษของขุนนางผู้เข้ารว่ มมักรวมถึงตระกูลแห่งตนดว้ ย ประการที่สองคือ พระองค์เพิ่มอ�านาจให้พระประยูรญาติผู้เป็น เชื้อพระวงศ์นายักการ์ ให้เป็นผู้คุมก�าลัง½่ายในโดยมีพระราชบิดาเป็น ผู้ควบคุมอีกช้ันหนึ่ง ต�าแหน่งส�าคัญซ่ึงมีผลต่อความเป็นความตายมัก มอบหมายใหพ้ ระประยรู ญาตเิ ปน็ ผคู้ วบคมุ ดแู ล และตา� แหนง่ ซง่ึ สง่ ผลได้ ผลเสียกับเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ก็อยู่ในมือของพระประยูรญาติเช่นกัน นอกจากนน้ั พระองคย์ ังเชอ่ื มโยงกบั ราชวงศ์นายักการแ์ ห่งอินเดียตอน ใตด้ ว้ ยการอภเิ ษกสมรสกบั พระราชธดิ าของกษตั รยิ แ์ หง่ ราชวงศน์ ายกั การ์ ด้วย สัมพันธไมตรีดังกล่าวหมายถึงการช่วยเหลือด้านกองทัพกรณี อาณาจักรแคนดีท�าสงครามกับÎอลันดา หรือเกิดการจลาจลภายใน อาณาจักรแคนดี วิธีการเช่นน้ีพวกขุนนางชาวสิงหลย่อมไม่สามารถ ก่อการจลาจลเพอ่ื เปล่ยี นราชวงศไ์ ด้ ประการท่ีสามคือ พระองค์ใช้ระบบตัวประกันโดยยึดโยงกับการ ศกึ ษา สมยั นน้ั ศนู ยก์ ลางการศกึ ษาทด่ี สี ดุ คอื พระราชวงั ลกู หลานขนุ นาง หากต้องการมีความรู้เพื่อไต่เต้าเป็นขุนนางช้ันผู้ใหญ่เสมือนบิดาจ�าต้อง เข้าศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ ส�าหรับผู้ท�าหน้าท่ีสั่งสอนนั้นนอกจาก
254 ศรีลงั กากตกิ าวัตร พระสงฆ์แล้ว ยังมีขุนนางผู้ใหญ่ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นชาวทมิฬราชวงศ์ นายักการ์ แม้ความรู้จะเน้นประเพณีวัฒนธรรมแบบสิงหลก็จริง แต่ก็ เสริมแนวคิดเร่ืองความเจริญรุ่งเรืองของทมิฬแห่งอินเดียใต้เข้าไปด้วย การใช้นักเรียนเป็นตัวประกันนั้นเห็นจะประสบความส�าเร็จเป็นอย่างดี เพราะระยะเวลาการเรียนการสอนน้ันเกินหนึ่งทศวรรษ ด้วยระยะเวลา อันยาวนานดังกล่าวน่าจะท�าให้ขุนนางผู้เป็นบิดาไม่กล้าแสดงความเห็น ต่างหรือเอาใจออกห่างจากษัตริย์แห่งตน ประการท่ีสี่คือ การเห็นความส�าคัญของสถาบันพระพุทธศาสนา โดยโปรดแตง่ ตง้ั ใหพ้ ระสงฆท์ า� หนา้ ทเ่ี ปน็ ผสู้ อนสงั่ กลุ บตุ รชาววงั ซง่ึ สมยั น้ันผู้ท�าหน้าที่คือสามเณรแวฬิวิฏะสรณังกร สามเณรรูปนี้ทรงความ รมู้ ากกวา่ ใครสมยั นน้ั นอกจากวชิ าความรดู้ า้ นคดธี รรมแลว้ ยงั แตกฉาน คดีโลกด้วย เนื่องจากเป็นผู้ส่ังสอนยุวกษัตริย์หลายพระองค์จึงได้รับ ฉายาว่าราชคุรุ วิธีการนี้สร้างความพอใจแก่ชาวสิงหลผู้ศรัทธาต่อ พระพุทธศาสนา แม้ทราบกันว่าพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะเป็นชาวทมิฬ นับถือÎินดู แต่การยินยอมให้สามเณรแวฬิวิฏะสรณังกรเป็นครูประจ�า ราชส�านักก็หมายความว่าพระองค์ให้ความส�าคัญกับสถาบันสงฆ์ อีกด้านหนึ่ง บาทหลวงชาวคริสต์ก�าลังเผยแผ่ค�าสอนของพระเยซูเจ้า อยา่ งแพร่หลาย การนมิ นตส์ ามเณรแวฬวิ ฏิ ะสรณังกรเข้าไปเปน็ ราชคุรุ ก็หมายความว่าพระองค์พร้อมสนับสนุนพระพุทธศาสนาให้เหนือกว่า คริสต์ศาสนา ประการท่ีห้าคือ การปฏิสัมพันธ์กับÎอลันดา พระองค์ทรงเลือก การประนปี ระนอมมากกวา่ การทา� สงครามเขา้ ห้�าห่นั กนั เพราะทรงเห็น
กีรติศรีราชสิงหะกตกิ าวตั ร 255 วา่ Îอลนั ดาตอ้ งการความเปน็ มติ ร อาจเปน็ เพราะสมยั นน้ั Îอลนั ดายงั ไม่ พร้อมเข้าครอบครองเกาะลังกาเหมือนโปรตุเกสคนเถื่อน เพียงแต่ ต้องการซื้อขายเคร่ืองเทศบนเกาะลังกาส่งต่อไปยังยุโรปเท่าน้ัน และÎอลันดาก็แสดงความเป็นมิตรพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลืออาณาจักร แคนดีทุกครั้ง สังเกตได้จากการส่งคณะราชทูตไปทูลขอพระราชธิดา ของกษัตริย์นายักการ์แห่งเมืองมถุราทางอินเดียใต้ก็ดี การส่งคณะ ราชทตู ไปสบื ขา่ วศาสนาทเี่ มอื งพมา่ รามญั กด็ ี หรอื วา่ การสง่ คณะราชทตู ไปสบื ขา่ วศาสนาท่ีอาณาจกั รสยามกด็ ี ลว้ นแลว้ แตอ่ าศยั เรือสา� เภาของ Îอลันดาท้ังสิ้น ความเป็นมิตรดังกล่าวท�าให้Îอลันดาและอาณาจักร แคนดีอยู่ร่วมกันด้วยดีเสมอมา ก่อนที่จะท�าสงครามเข้าห้�าห่ันกัน ตอนปลายรชั สมัยของพระองค์ ประการทหี่ กคอื พระเจา้ กรี ตศิ รรี าชสงิ หะทรงทราบดวี า่ อาณาจกั ร แคนดขี องพระองคน์ น้ั มขี อ้ ดอ้ ยหลายอยา่ งไมส่ ามารถตอ่ กรกบั Îอลนั ดา ได้ นับต้ังแต่จ�านวนของท่าเรือซึ่งส่วนใหญ่ล้วนตกเป็นของÎอลันดา ท้ังสิ้น แม้จะมีท่าเรือเป็นของตนเองก็จริงแต่การขนส่งต้องอาศัยพ่อค้า Îอลันดาเชน่ เดิม ดว้ ยเหตนุ น้ั หากทา� สงครามกับÎอลันดายอ่ มตกเปน็ เบ้ียล่างมากกว่าจะก�าชัย แต่จุดเด่นของอาณาจักรแคนดีคือการผลิต เครอ่ื งเทศ แมห้ วั เมอื งชายทะเลซง่ึ อยภู่ ายใตก้ ารครอบครองของÎอลนั ดา จะสามารถผลติ เคร่ืองเทศได้ก็จรงิ แต่คุณภาพหาได้เสมอกบั เคร่ืองเทศ เมอื งมาตะเลของอาณาจกั รแคนดไี ม่ พอ่ คา้ ชาวตา่ งประเทศลว้ นพยายาม ท�าสัญญาซื้อขายแบบผูกขาดกับกษัตริย์แคนดี ด้วยเหตุนั้น การท�า สญั ญากบั Îอลนั ดาโดยใชเ้ ครอื่ งเทศเปน็ เครอื่ งมอื จงึ ทา� ใหแ้ คนดสี ามารถ ต่อรองกบั Îอลันดาในลักษณะผไู้ ดเ้ ปรยี บเสมอ
256 ศรีลังกากตกิ าวตั ร และประการสดุ ทา้ ยคอื อาณาจกั รแคนดใี ชว้ ธิ ที า� สญั ญากบั องั กฤษ เพ่ือคานอ�านาจกับÎอลันดา แม้จะเห็นว่าÎอลันดาเป็นมิตรก็จริงแต่ก็ ระแวงว่าอาจจะเปน็ ผู้บกุ รุกยดึ เกาะลังกาตลอดเวลา แตเ่ นื่องจากก�าลงั ของชาวแคนดีไม่เพียงพอ จึงจ�าเป็นต้องเชิญชวนชาติมหาอ�านาจซึ่งมี ขีดความสามารถเสมอÎอลันดาเขา้ มาชว่ ยเหลือ เบือ้ งตน้ ½รั่งเศสเสนอ ตัวเข้ามาช่วยเหลือ แต่ด้วยเหตุการณ์ภายในบ้านเมืองมีปัญหา หลายอย่างจึงต้องถอนตัวออกไป เฉพาะอังกฤษเท่านั้นที่เห็นว่า เกาะลังกาเหมาะส�าหรับเปน็ แหลง่ สง่ ออกเครอื่ งเทศ (Horace Perera: 1959; 141) จึงพยายามส่งทูตเข้ามาเจรจาหลายคร้ัง แมก้ ษัตริย์ลังกา เห็นด้วยแต่เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองในยุโรปเป็นอุปสรรค ความ ปรารถนาของพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะจึงมลายหายไปตามกาลเวลา ประเดน็ นา่ สนใจคอื การเขา้ มาของนกั ลา่ อาณานคิ มชาตอิ น่ื มกั ถกู ขดั ขวาง จากÎอลันดาทุกคร้ัง ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาในเชิงการทูตหรือการ ส่งก�าลังเข้าบุกรุกท่าเรือ Îอลันดาไม่แสดงปฏิกิริยาใดเลย เพียงเสนอ ตวั เขา้ ชว่ ยเหลอื อาณาจักรแคนดีดังเดิม õ.ó การณพ์ ระศาสนา สมัยพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะขึ้นครองราชย์นั้น มีนักบวชผู้ทรง อิทธิพลอยู่ ๒ กล่มุ กล่าวคอื หน่ึงนั้นเรียกว่าคณินนานเส นักบวชเหล่าน้ีเป็นสมาชิกของสงฆ์ แต่มิได้ผ่านพิธีบรรพชาหรืออุปสมบทถูกต้องตามอย่างพุทธบัญญัติวิธี พากนั สมาทานรกั ษาศลี ๑๐ เสมอื นสามเณร บา้ งหม่ ผา้ ขาวบา้ งหม่ ผา้ กาสาวพสั ตร์ หนา้ ทหี่ ลกั คอื นา� พาชาวบา้ นประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา
กรี ตศิ รีราชสิงหะกติกาวตั ร 257 ท้ังของพุทธและพราหมณ์ รักษาดูแลทรัพย์สินของวัดและเก็บเก่ียว รายได้จากพิธีกรรมและท่ีดินเล้ียงดูบุตรภรรยาและญาติพ่ีน้อง (Kitsiri Malalgoda: 1976; 54) พระบรมราชทู ศิ วาแÎลเลเรยี กนักบวชเหล่านี้ ว่า คณินบ้าง คณินนานเสบ้าง คเณลโลบ้าง และคณโวลินบ้าง (Kotagama Wachissara: 1961; 124) แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่อผิดแผก แตกตา่ งกันมากนอ้ ยอย่างไร ความหมายลว้ นบ่งบอกถึงการอยู่รวมกัน เป็นหมู่คณะ ค�าว่าหมู่คณะในท่ีนี้หมายถึงการอยู่รวมกันเป็นครอบครัว ใหญ่ เช่นเดียวกับครอบครัวขุนนางผู้ใหญ่สมัยน้ัน ต่างกันเพียงว่า หวั หนา้ ครอบครวั หรอื คณนิ นานเสเปน็ นกั บวชเทา่ นน้ั ความดา� รงอยขู่ อง คณินนานเสลว้ นไดร้ บั การยอมรับของสังคมศรลี ังกาสมยั นนั้ ลักษณะของพวกคณินนานเสอีกอย่างหนึ่งมักเรียกว่าโคนนิ นักบวชพวกน้ีมิได้มีลักษณะแตกต่างจากพระสงฆ์เลย เพราะห่มผ้า กาสาวพสั ตรใ์ นลกั ษณะปลายดา้ นหนงึ่ ดงึ พนั ทสี่ ะเอว สว่ นปลายอกี ขา้ ง หน่ึงพาดไหล่ซ้าย มีผ้าประคดเอวพันรอบพุงอีกทีหน่ึง เอกลักษณ์อีก อย่างหนึ่งคือโกนศีรษะมีพัดด้ามไม้ติดมือเพ่ือบังแดดเวลาออกนอกวัด มกั ไดร้ บั สทิ ธพิ เิ ศษและความเคารพอยา่ งสงู จากคนทกุ ชน้ั พวกคณนิ นาน เสเป็นเจ้าของท่ีดินจ�านวนมากและไม่ต้องเสียภาษีแก่พระเจ้าแผ่นดิน ไมว่ า่ จะเดนิ ทางไปไหนผคู้ นพากนั กม้ ศรี ษะแสดงความเคารพเสมอื นหนง่ึ เปน็ เทพเจา้ แตน่ กั บวชเหลา่ นห้ี าไดก้ ม้ หวั ใหใ้ ครคนใดไม่ อกี ประการหนง่ึ นกั บวชเหลา่ นไี้ ดร้ บั เกยี รตอิ ยา่ งสงู จากกษตั รยิ ์ ดว้ ยการโปรดใหพ้ นกั งาน ถอื ตาลปตั รกนั แดดขนาดใหญเ่ ดนิ ตามตลอดเวลา ไมว่ า่ จะเดนิ ทางไปไหน พวกนักบวชเหล่านี้มักถือเส่ือและผ้าขาวเพื่อปูรองนั่ง ซึ่งมักได้รับการ เคารพจากกษตั รยิ ท์ ุกคร้ัง (Robert Knox: 1981; 215-216)
258 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร กล่าวตามความจริงคณินนานเสนเหล่าน้ีคือพระสงฆ์ท่ีผ่านการ อุปสมบทแล้ว แต่ติดด้วยการยึดครองท่ีดินตามระบบญาติปรัมปราและ ศิษยานุศิษย์ปรัมปรา จึงไม่สามารถด�ารงเพศบรรพชิตได้ยาวนาน จึง เปลย่ี นสถานภาพมานงุ่ หม่ ผา้ ขาวครองชวี ติ ฆราวาสเสพเสวยมรดกญาตติ น บางคนเป็นครูสอนตามอารามวิหาร บางคนเป็นหมอยารักษาโรค บางคนเปน็ ขนุ นางผใู้ หญป่ กครองหวั เมอื งสา� คญั และบางคนไดร้ บั ความ ไว้วางใจจากกษัตริย์ให้เป็นทูตไปเจรจาความเมืองกับÎอลันดา (Kitsiri Malalgoda: 1976; 50) ถือไดว้ ่าพวกคณินนานเสทรงอา� นาจจนยาก จะก�าจัดได้ ปัจจัยการด�ารงอยู่ของพวกคณินนานเสน่าจะมาจากความ ผกู พนั ทางญาตพิ นี่ อ้ งมากกวา่ อยา่ งอนื่ จะเหน็ ไดว้ า่ คณนิ นานเสลว้ นมา จากตระกลู ขนุ นางชนั้ สงู การจะขนึ้ ดา� รงตา� แหนง่ ดงั กลา่ วยอ่ มไมใ่ ชเ่ รอ่ื ง แปลกอันใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะญาติพ่ีน้องช่วยผลักดัน อีกส่วน ใหญ่อาจเป็นเพราะความมากอิทธิพลโดยเฉพาะการยึดครองท่ีดิน จ�านวนมากย่อมเป็นส่วนเสริมส่งเก้ือหนุน จึงเป็นเหตุให้คนทุกชนช้ัน เกรงใจพวกคณนิ นานเส เพราะนอกจากทา� หนา้ ทป่ี ระกอบพธิ กี รรมแลว้ ยังครอบครองท่ดี นิ เปน็ จ�านวนมากด้วย อีกกลุ่มหนึ่งนั้นเรียกว่าคณะศีลวัตรสมาคม กลุ่มนี้ก่อต้ังโดย สามเณรแวÌว ฏิ ะสรณงั กร ชาติกา� เนดิ เดิมเปน็ บุตรขนุ นางแหง่ ตระกลู กลุ ตงุ คะ ไดบ้ รรพชาในสา� นกั ของคณนิ นานเสนามวา่ สรู ยิ โกดะ ครน้ั เหน็ สถานการณพ์ ระพทุ ธศาสนาทรดุ โทรมเสอ่ื มถอย จงึ พยายามหาวธิ ฟี น้ื ฟู พระศาสนาใหก้ ลบั มารงุ่ เรอื งอกี ครงั้ เรมิ่ ตน้ จากการแสวงหาครอู าจารย์ ผสู้ ง่ั สอนภาษาบาลี ครนั้ ชา�่ ชองแตกฉานดา้ นภาษาบาลแี ลว้ ไดแ้ ตง่ ตา� รา หลายเล่ม เพ่ือเป็นแนวทางปฏิบัติอันถูกต้องตามนัยพุทธบัญญัติ จาก
กีรตศิ รีราชสิงหะกตกิ าวัตร 259 น้ันได้แสวงหาผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันแล้วก่อตั้งคณะศีลวัตรสมาคมข้ึน เพยี งระยะเวลาไมน่ านชาวสงิ หลตา่ งศรัทธาเลื่อมใสคณะศลี วตั รสมาคม เพราะเหน็ มศี ลี าจารวตั รและมหี ลกั ปฏบิ ตั ติ รงกนั ขา้ มกบั พวกคณนิ นานเส คร้ันคณะศีลวัตรสมาคมได้รับความนิยมมากข้ึนจึงเป็นเหตุให้ กษัตริย์หันมาอุปถัมภ์ แต่อิทธิพลของพวกคณินนานเสมิใช่ลดลงแต่ อย่างใด เพราะอย่างน้อยการด�ารงต�าแหน่งชั้นสูงและการครอบครอง ทดี่ นิ จา� นวนมากกเ็ ปน็ ฐานอา� นาจตอ่ รองกบั สถาบนั กษตั รยิ ไ์ ด้ แตก่ ระแส ของชาวบ้านที่หันไปสนับสนุนคณะศีลวัตรสมาคมอย่างเต็มที่ย่อมท�าให้ สถาบนั กษตั รยิ น์ ง่ิ เฉยอยมู่ ไิ ด้ เดมิ ความสา� คญั ทกุ สง่ิ อยา่ งทเี่ คยสนบั สนนุ พวกคณนิ นานเสกล็ ดนอ้ ยลง กลบั เปลย่ี นขา้ งหนั ไปสนบั สนนุ คณะศลี วตั ร สมาคมแทน จงึ เปน็ โอกาสใหส้ ามเณรแวฬวิ ฏิ ะสรณงั กรและคณะศลี วตั ร สมาคมเดินหน้าท�างานเชิงรุกได้อย่างเป็นเต็มท่ีจนส�าเร็จเป็นรูปธรรม จุดเด่นของคณะศีลวัตรสมาคมนั้นนอกจากจะมีศีลาจารวัตรงดงาม แล้ว สิ่งหน่ึงซึ่งปฏิเสธมิได้คือความโดดเด่นด้านการจัดการเรียน การสอน ผลส�าเร็จคือเกิดมีนักปราชญ์ผู้ผลิตผลงานด้านวรรณกรรม จา� นวนมาก อีกด้านหน่ึงพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะในฐานะศิษย์ของสามเณร แวฬิวิฏะสรณังกร ย่อมทรงสนับสนุนพระอาจารย์แห่งตนเป็นธรรมดา วสิ ยั สามเณรแวฬวิ ฏิ ะสรณงั กรนน้ั กราบทลู กษตั รยิ ใ์ หแ้ สวงหาพระสงฆ์ จากอาณาจักรอื่นมาประกอบพิธีอุปสมบทแก่คณะศีลวัตรสมาคม พระเจ้ากีรติศรรี าชสงิ หะทรงถวายความอุปถมั ภเ์ ต็มที่ ด้วยการส่งคณะ ราชทูตเดินทางไปขอพระสงฆ์มาจากอาณาจักรสยาม แม้จะพบกับ อุปสรรคหลายอย่างแต่สุดท้ายก็ประสบความส�าเร็จเป็นอย่างดี การ
260 ศรีลังกากตกิ าวัตร สถาปนาสยามวงศ์บนผืนเกาะลังกาคร้ังน้ันมีพรรณนาไว้ในคัมภีร์ มหาวงศว์ า่ “พระมหาราชเจา้ ผู้ทรงมีพระกา� ลงั มากกอปรดว้ ยพระราชา นุภาพที่ยิ่งใหญ่ เสด็จไปยังอารามรับสั่งให้ปูอาสานะไว้ในโรงอุโบสถอัน งดงามกลางอารามแหง่ นน้ั ทรงนมิ นตพ์ ระมหาอบุ าลเี ถระผปู้ ระกอบดว้ ย คุณมีสีลาจารวัตรฉลาดลุ่มลึกยินดีเกื้อกูลสรรพสัตว์ และพระอริยมุนี เถระเป็นรูปท่ี ๒ พร้อมพระสงฆ์ ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้นั่ง จากน้ัน รับส่ังให้พระราชทานพิธีอุปสมบทแก่หัวหน้าสามเณรในลังกาพร้อมจัด พธิ ฉี ลองอยา่ งยง่ิ ใหญ่ ทรงพาสามเณรผฉู้ ลาดในพระสทั ธรรมและคมั ภรี ์ ศพั ทศาสตรใหอ้ ปุ สมบท” (พระมหานามเถระและคณะบัณฑติ ภาค 2: 2553; 387) คราวนัน้ นกั บวชคณินนานเสก็เขา้ พิธีอปุ สมบทจนหมดสิน้ ถามวา่ การอุปถัมภ์ศาสนาเปน็ เรอื่ งการเมืองหรอื ไม?่ หลกั ฐานบอกวา่ ชาวพุทธสงิ หลทุกตัวคนต่างรา�่ รอ้ งหากษัตริย์ผมู้ ี บญุ ญาธกิ ารสามารถฟน้ื ฟพู ระศาสนา เหมอื นบรู พกษตั รยิ ด์ งั เชน่ พระเจา้ ปรากรมพาหุมหาราชแห่งอาณาจักรโปโฬนนารุวะ ความส�าเร็จในอดีต ท�าให้ชาวสิงหลโหยหาด้วยความหวังเร่ือยมาไม่ต่างจากการรอคอย พระเมตไตรยโพธส์ิ ตั ว์ คร้ันพระเจา้ กรี ตศิ รรี าชสงิ หะผเู้ ปน็ ชาวทมฬิ ฟ้นื ฟู พระพุทธศาสนาบนเกาะลังกาจนกลับมารุ่งเรืองดังเดิม ความคิดของ ชาวสงิ หลทมี่ องพระองคว์ า่ เปน็ คนนอกตา่ งพากนั เปลย่ี นใจหนั มาสวามภิ กั ด์ิ พระองค์หมดส้ิน เห็นได้จากขุนนางน้อยใหญ่และคหบดีต่างอุทิศทรัพย์ สมบัติบูรณปฏิสังขรณ์อารามวิหารเป็นจ�านวนมาก ท้ังภายในพระนคร เมืองหลวง ตลอดอาณาจักรแคนดี หรอื แมแ้ ตห่ ัวเมอื งชายทะเลอนั เป็น อาณานิคมของÎอลันดา
กีรติศรีราชสิงหะกตกิ าวัตร 261 สิ่งหนึ่งซ่ึงโดดเด่นไม่แพ้กันคือการบูรณปฏิสังขรณ์อารามวิหาร เนอื่ งจากเกาะลงั กาเกดิ สงครามตดิ ตอ่ กนั หลายศตวรรษ ทงั้ สงครามกบั โปรตเุ กสคนเถอ่ื นและสงครามกนั เองภายในราชวงศส์ งิ หล อารามวหิ าร น้อยใหญ่จึงถูกท้ิงร้างให้ทรุดโทรมเสียหาย พระองค์จึงทรงทุ่มเท สรรพก�าลังด้วยการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างอารามวิหารขึ้นใหม่ หลายแหง่ สงิ่ ทม่ี าพรอ้ มกบั การปฏสิ งั ขรณอ์ ารามวหิ ารคอื ภาพจติ รกรรม ½าผนัง สมัยนี้มีการปฏิวัติภาพวาดจากเดิมเป็นจินตนาการเหมือน ถา�้ อชนั ตาของอนิ เดยี พระองคโ์ ปรดใหเ้ ปลย่ี นแปลงใหมด่ ว้ ยลกั ษณะอนั สมจริงมากขึ้นเรียกว่าสิตตาระ สิ่งเหล่าน้ีกลายเป็นมรดกล�้าค่าของ เกาะลงั กา เป็นที่เชดิ หน้าชูตาของแขกบ้านแขกเมือง ความงดงามของ ภาพจิตรกรรม½าผนังยังมีการรกั ษาสืบต่อเรือ่ ยมาถึงปจั จบุ นั กล่าวโดยสรุปพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะทรงทุ่มเทให้แก่พระ พทุ ธศาสนาอยา่ งเตม็ ที่ ดว้ ยการถวายความอปุ ถมั ภค์ ณะสงฆท์ กุ สงิ่ อยา่ ง จนประสบความส�าเร็จ หากจะขนานนามพระองค์ว่าพระเจ้าอโศก ชาวทมิÌลังกาก็คงไม่เกินความจริงนัก เพราะผลงานของพระองค์มี มากมายเกินพรรณนา (ลงั กากมุ าร: 2555; 98) õ.ô สาเหตกุ ารตรากตกิ าวตั ร หลักฐานระบุถึงสาเหตุแห่งการตรากติกาวัตรสมัยอาณาจักร แคนดวี า่ พระสงฆผ์ มู้ วี รรณะตา�่ มกั ประพฤตติ ามลกั ษณะนสิ ยั เดมิ กลา่ ว คือคร้ันกษัตริย์หรือขุนนางผู้ใหญ่เดินผ่านมักถอดเครื่องประดับช้ันบน ออกหรือแสดงความเคารพต่อหน้า กิริยามารยาทแบบน้ันเป็นของ ฆราวาส อีกประการหนึ่ง พระสงฆ์วรรณะต่�ามักเข้าร่วมวงดนตรีไม่ว่า จะเป็นการระบา� หรอื การตกี ลอง เพราะเห็นวา่ ตนเคยประโคมดนตรสี มยั เป็นฆราวาส (Dewaraja: 1972; 177) ตรงกันข้ามกับข้อความใน
262 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร กีรติศรีราชสิงหะกติกาวัตรฉบับแรก ซ่ึงระบุว่าพระองค์โปรดให้ประชุม สงฆ์และลงสังฆามติตรากติกาวัตร เพราะเห็นพระสงฆ์เป็นจ�านวนมาก ประพฤติผิดนอกธรรมนอกวินัย และพบอีกคร้ังในกีรติศรีราชสิงหะ กติกาวัตรฉบับสอง ซ่ึงพระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า “ขณะเราเพียร พยายามเพื่อรักษาพระศาสนา ความเสียหายยังปรากฏเห็นอยู่ พระศาสนาจะด�ารงอยู่ด้วยความบริสุทธ์ิเป็นเวลานานได้อย่างไรหนอ” หลกั ฐานจากกตกิ าวตั รสองฉบบั นช้ี บี้ อกเพยี งวา่ โปรดใหค้ ณะสงฆป์ ระชมุ กันเพื่อตรากติกาวัตรเท่านั้น มิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพระสงฆ์วรรณะต�่า ประพฤตติ นตามความเคยชินแต่อย่างใด เน้ือหาของกีรติศรีราชสิงหะกติกาวัตรฉบับแรก แบ่งออกเป็น ๓ สว่ น คือ ๑) เนอื้ ความเรม่ิ แต่เหตกุ ารณส์ มยั พทุ ธกาลเรื่อยมาจนถงึ เหตุแห่งการตรากติกาวัตรสมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะ อาณาจักร ดัมพเดณิยะและอาณาจักรโกฏเฏ ๒) เน้ือหากล่าวถึงพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจทางศาสนาของพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะอย่างย่อ สน้ั และกลา่ วถงึ เหตแุ หง่ การตรากตกิ าวตั รอยา่ งสงั เขป และ ๓) คดั ลอก เนื้อหามาจากดัมพเดณิกติกาวัตรท้ังหมด หากพิเคราะห์อย่างละเอียด จะเหน็ ว่าเน้อื หาสาระของกติกาวตั รฉบบั น้มี นี อ้ ยนกั ทราบว่าเปน็ กติกา วตั รสมยั แคนดกี เ็ พยี งระบถุ งึ พระราชประวตั อิ นั นอ้ ยนดิ สว่ นเนอ้ื หาสาระ ของกติกาวัตรก็แทบจะจับความไม่ได้ว่าต้องการส่ือถึงอะไร แม้จะ เดินตามดัมพเดณิกติกาวัตรก็จริงแต่ขาดความสมบูรณ์ของเนื้อหา สนั นษิ ฐานวา่ สถาบนั กษตั รยิ อ์ าจไมม่ บี ทบาทแทรกแซงกจิ การคณะสงฆ์ ได้อยา่ งแท้จรงิ ส่วนเน้ือหาของกีรติศรีราชสิงหะกติกาวัตรฉบับสอง แบ่งออก เปน็ ๓ ส่วน คอื ๑) เรือ่ งราวสมยั พุทธกาลแบบยอ่ สน้ั โดยไมก่ ลา่ วถึง การพระศาสนาบนเกาะลังกาเลย สันนิษฐานว่าเนื้อหาดังกล่าวอ้างถึง
กรี ตศิ รีราชสิงหะกติกาวตั ร 263 แล้วในกติกาวัตรฉบับแรก คร้ังนี้จึงถือว่าละเอาไว้เพ่ือความเข้าใจ ๒) กล่าวถึงสาเหตุการตรากติกาวัตรสมัยอาณาจักรแคนดี หลักฐาน ตรงนรี้ ะบชุ ดั เจนวา่ การตรากตกิ าวตั รฉบบั นเ้ี กดิ จากการประชมุ คณะสงฆ์ เพียงสองอารามเท่าน้ัน โดยมีพระสรณังกรสังฆราชเป็นประธาน และ ๓) เนื้อหากล่าวถึงหน้าที่ของพระสงฆ์เกี่ยวกับท่ีดินและปัจจัย ส�าหรับสงฆ์ อีกท้ังการท�าหน้าท่ีของอารามิกะผู้รักษาดูแลอารามวิหาร พิเคราะหแ์ ล้วเหน็ ความไมแ่ น่นอนของการถือครองทรพั ยส์ นิ ของอาราม วิหาร เนื่องการกติกาวัตรอนุญาตให้พระสงฆ์สามารถครอบครอง ทรัพย์สินได้ แต่ไม่ขยายความให้ชัดเจนว่ากรณีพระสงฆ์ครอบครอง ทรัพย์สินใครเป็นผู้ท�าหน้าที่บริหารทรัพย์สิน พระสงฆ์เองหรือว่า มอบหมายใหฆ้ ราวาสทา� หนา้ ท่ีแทน จุดเด่นของกติกาวัตรทั้งสองฉบับช้ีให้เห็นถึงการณ์พระศาสนา สมัยอาณาจักรแคนดีได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอิทธิพลของคณะสงฆ์ สยามนิกายสองอาราม กล่าวคือวัดมัลลวัตตมหาวิหารและวัด อัศคริ ิยมหาวิหาร ความมากอิทธพิ ลดงั กล่าวซ่อนเรอ่ื งวรรณะไวข้ ้างใน จนกติกาวัตรไม่กล้ากล่าวถึง สิ่งหน่ึงซึ่งกติกาวัตรฉบับนี้อ้างถึงคือการ สง่ ราชทตู ไปขอพระสงฆ์จากอาณาจกั รสยาม เพื่อมาฟ้ืนฟูประเพณีการ อุปสมบทให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ หลักฐานดังกล่าวสอดคล้องกับ หลักฐานเหล่าอ่ืนสมัยแคนดี โดยเฉพาะคุณสมบัติของพระอุบาลี มหาเถระวา่ “กอปรดว้ ยคณุ ธรรมนอ้ ยใหญ่ งามพรอ้ มดว้ ยศลี าจารวตั ร และสัมมาจริยาปฏิบัติอันงดงาม” กิตติศัพท์ดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุให้ พระเถระได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานสงฆ์ เพื่อเดินทางมาสถาปนา สยามวงศ์บนเกาะลงั กา และประสบความส�าเร็จตามมโนรถของกษตั รยิ ์ แห่งอาณาจักรสยามและกษัตริย์แห่งอาณาจักรแคนดี จนนามปรากฏ ยนื นานสบื ถงึ ปรัตยุบัน
264 ศรีลังกากตกิ าวตั ร แผนทอ่ี าณาจกั รแคนดสี มัยฮอลนั ดาครอบครองบรเิ วณชายฝง ทะเลรอบเกาะ
กีรติศรีราชสิงหะกตกิ าวัตร 265 วดั พระเขย้ี วแกวแหงเมอื งแคนดี เทวาลัยของเทพนาถะ ภายในวดั พระเขย้ี วแกว เมืองแคนดี
266 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร ขุนนางแคนดีและครอบครัว ดวยเคร่ืองแตงตัวเต็มยศ (คัดลอกจาก www.lankapura.com)
กรี ตศิ รีราชสิงหะกติกาวัตร 267 วัดดลุกโกละราชมหาวิหาร เมืองแคนดี คณะอัศคิริเคดิเค วัดอัศคิริยมหาวิหาร เมืองแคนดี สถานที่พระราชทานเพลิงศพ พระอุบาลมี หาเถระ
268 ศรีลงั กากตกิ าวัตร นักบวชประเภทคณินนานเส ผูทรงอิทธิพลสมัยอาณาจักรแคนดี (คัดลอกจาก หนงั สือ The Heritage of Bhikkhu)
กรี ตศิ รีราชสงิ หะกตกิ าวตั ร 269 õ.õ กีรตศิ รีราชสิงหะกติกาวตั ร (แปล) ©บบั แรก พระบรมศาสดาของชาวเราทง้ั หลายไดบ้ า� เพญ็ พระบารมคี รบถว้ น ๓๐ ประการ ตลอดส่ีอสงไขยและหนึ่งแสนกัป ได้เสด็จข้ึนประทับใต้ ต้นโพธิ์ซึ่งเป็นสถานผจญกับพญามาร ทรงช�านะมารผู้ร้ายกาจพร้อม บริวารส้ินแล้ว ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตลอดพระชนม์ชีพ ๔๕ พรรษา พระพุทธองค์ทรงปรากฏเสมือนมหาเมฆาเหนือทวีปท้ังสี่ ทรงหลั่งธรรมธาราดั่งน้�าอมฤตช่วยระงับดับเย็นแก่ปวงสรรพสัตว์ ผู้เร่าร้อนด้วยไฟแห่งกิเลสตัณหาหลายแสนโกฏิกัปอันนับค�านวณมิได้ พระองคไ์ ด้เสด็จดับขนั ธปรินิพพานภายใตต้ น้ สาละ ณ พระราชอทุ ยาน ของมัลลกษัตริย์แหง่ เมอื งกสุ ินารา ครน้ั พุทธปรินิพพานลว่ งแล้ว ๔๕๔ พรรษา พระเจ้าวัฏฏคามณิ ี ไดเ้ สดจ็ ขนึ้ ครองราชย์เหนือเกาะลังกา ครั้นลว่ งแล้ว ๑,๒๕๔ พรรษา ภายหลังพุทธปรินิพพาน คณะสงฆ์บนเกาะลังกาได้แตกแยกเป็นนิกาย น้อยใหญ่เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาทรุดโทรมเสื่อมถอย สมัยนี้แล กษัตริย์มหาราชผู้เสวยมไหศวรรย์พระนามว่าศรีสังฆโพธิปรากรมพาหุ ผู้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้ามหาสัมมตะ พระองค์ผู้ทรงประสูติจาก ราชวงศ์สุริยโคตร ทรงเป็นราชาธิราชอุดมด้วยเดชานุภาพแผ่ไพศาล ทวั่ สารทศิ ทรงไดร้ บั พธิ มี ธรุ าภเิ ษกเปน็ กษตั รยิ ผ์ ยู้ ง่ิ ใหญเ่ หนอื เกาะลงั กา และทรงเสพเสวยความเปน็ กษตั ริยพ์ รอ้ มบา� เพ็ญบุญบารมี คราวนั้นแลพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุลบุตรลังกาผู้ทรงผ้า กาสาวพตั รพ์ ากนั ประพฤตเิ สยี หาย ทา� ใหพ้ ระศาสนาดา่ งพรอ้ ยเสอ่ื มโทรม
270 ศรลี ังกากตกิ าวตั ร ไม่ยินดีรักษาพระธรรมวินัย ต่างพากันประพฤติผิดด้วยความเขลา ชอื่ วา่ เปน็ ความทกุ ขน์ า� ไปสอู่ บายภมู ิ ครน้ั แลว้ ทรงรา� พงึ วา่ “หากพระเจา้ จกั รพรรดเิ ฉกเชน่ เราทนเหน็ ความเสอื่ มแหง่ พระศาสนาอนั มวั หมองดว้ ย มลทนิ เชน่ น้ี เหน็ ทพี ระศาสนาจะเสอื่ มสญู เปน็ แน่ สตั วท์ งั้ หลายจะพากนั บังเกิดในอบายภูมิหมดส้ิน เห็นสมควรตัวเราจ�าต้องพิทักษ์รักษา พระศาสนาของพระศาสดาเจา้ เพอ่ื ใหม้ พี รรษายกุ าลมน่ั คงยาวนานจนถงึ ๕,๐๐๐ ป”ี ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี›ยมด้วยพระเมตตาและกอปรด้วยพระ ปญั ญา พระองคท์ รงร�าพึงวา่ “ใครหนอจะชว่ ยเปน็ ธุระฟนื้ ฟพู ระศาสนา ที่เส่ือมโทรมเสียหาย เพ่ือให้พระศาสนาของพระชินสีห์ไร้มลทินและ ด�ารงคงมัน่ ถึง ๕,๐๐๐ ปี” ครั้นแล้วโปรดใหป้ ระชมุ หมู่สงฆ์แหง่ สา� นกั มหาวหิ าร ผอู้ ยอู่ าศยั ทอี่ ทุ มุ พรคริ วี หิ าร ซงึ่ มพี ระมหากาศยปมหาสถวรี ะ เปน็ ประธาน พระสงฆเ์ หลา่ นน้ั ลว้ นตกแตง่ ดว้ ยเครอ่ื งประดบั แหง่ อญั มณี กล่าวคือคุณธรรมคู่โลก เป็นผู้ส�ารวมกายวาจาและงามพร้อมด้วย ศีลาจารวัตรอันรักษาคุ้มครองดีแล้ว เป็นผู้มีการ½ƒก½นและหล่อเลี้ยง สั่งสมดว้ ยคุณลกั ษณะอนั ดีงาม ไร้เสียซ่ึงขอ้ ตา� หนิตเิ ตียน ครั้นแล้วพระองค์โปรดให้พระสงฆ์เหล่านั้นขับไล่พวกภิกษุอลัชชี หลายร้อยรูปออกจากพระศาสนาของพระศาสดาเจ้า เสมือนพระเจ้า ธรรมาโศกมหาราชทรงก�าจัดพระสงฆ์อลัชชี ด้วยการข่มขี่พระสงฆ์ นอกรตี แลว้ ชา� ระพระศาสนาอนั เปอ้ื นมลทนิ ดว้ ยการสงั คายนาครง้ั ท่ี ๓ โดยความช่วยเหลือของพระโมคคัลลีบุตรติสสมหาสถวีระ ผู้ด�ารงตน เสมือนพระพทุ ธเจ้า
กีรติศรีราชสงิ หะกติกาวัตร 271 พระเจ้าปรากรมพาหุน้ันได้แนะน�าคณะสงฆ์สามนิกายให้รวมกัน เป็นหนึง่ เดียว ทรงสรา้ งความปรองดองให้เกดิ ข้นึ กับคณะสงฆ์ดว้ ยการ บ�าเพ็ญวิริยบารมีอย่างแรงกล้า ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นสมัยบูรพกษัตริย์ เล่าลือกันว่าสมัยนั้นพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยอริยคุณกล่าวคือ ฉฬภิญญายังด�ารงคงอยู่ สมัยนั้นแลพระองค์โปรดให้สร้างวิหารอัน สวยงามจา� นวนมากดังเชน่ เชตวันมหาวหิ าร และอารามวหิ ารอีกหลาย แห่งตลอดเกาะลังกา แล้วน้อมถวายให้เป็นที่พ�านักของพระสงฆ์ หลายพนั รูป นอกจากนั้น โปรดใหพ้ ระสงฆส์ งเคราะหช์ าวบ้านด้วยการ แสดงธรรมเทศนาว่าด้วยปญั ญากถาและทานกถาเป็นอาทิ พระองค์ทรงปรารถนาให้พสกนิกรมีความสุขและเคารพพระสงฆ์ จึงประกาศเชิญชาวใหช้ าวสงิ หลพากนั รักษาศีลอุโบสถเป็นนิจ พระองค์ เองขณะเสด็จเข้าวิหารมักทรงประทับนั่งท่ามกลางหมู่สงฆ์ ครั้นเห็น อาณาประชาราษฎร์ศรัทธาเล่ือมใสคณะสงฆ์ดีแล้วจึงตรัสว่า “ใน อนาคตกาลภายหน้าคณะสงฆ์ควรมุ่งม่ันต้ังใจศึกษาคันถธุระและ วปิ สั สนาธรุ ะ ควรดา� รงเพศดว้ ยสมณธรรมดงั เชน่ ความสนั โดษ การรวม คณะสงฆใ์ หเ้ ปน็ หนงึ่ เดยี วยอ่ มทา� ใหพ้ ระศาสนาสามารถดา� รงคงอยอู่ ยา่ ง ไร้มลทินถึง ๕,๐๐๐ ปี ขอให้พระคุณเจ้าช่วยกันคุ้มครองรักษา พระศาสนาดว้ ยการแนะนา� สงั่ สอนเถดิ ” ครนั้ รบั คา� อาราธนาจากพระเจา้ แผน่ ดนิ ผมู้ กี ริ ยิ านอบนอ้ มแลว้ พระเถระผใู้ หญม่ พี ระมหากาศยปะมหาสถวรี ะ เปน็ ประธาน ได้พร้อมใจกันตรากติกาวัตรขึน้ เพือ่ ป‡องกนั มใิ ห้ประเพณี การสืบสายจากพระอุปัช¬าย์คลาดเคลอื่ นเลื่อนหาย จากนนั้ ไดช้ กั ชวน กันสังคายนาพระธรรมวินัย เพ่ือป‡องกันผู้ประพฤติเสียหาย และเพื่อ เปน็ การปดิ ทางผูล้ ะเมิดพระธรรมค�าสอนของพระศาสดาเจา้
272 ศรลี ังกากตกิ าวัตร คร้นั ล่วงเข้าสมัยพระเจ้าวชิ ยั พาหุวัตหมิ ิ พระองค์โปรดให้ปรับแก้ กติกาวตั รข้ึนใหม่ เพราะทรงเห็นวา่ กลุ บุตรชาวสิงหลผูเ้ ข้าสู่พระศาสนา มีจ�านวนเพ่ิมมากข้ึน ต่างทนทุกข์ในอบายภูมิ เพราะพากันสร้างความ เสียหายร้ายแรง ด้วยการแสดงความเขลาประพฤติผิดพระธรรมวินัย และนับจากการสวรรคตของพระเจ้าปรากรมพาหุเป็นเวลาถึง ๓๖ ปี เกาะลงั กาหาปรากฏมกี ษตั รยิ ผ์ เู้ ขม็ แขง็ ผมู้ ากดว้ ยศรทั ธามปี ญั ญาพรอ้ ม ทรงธรรม อีกทง้ั ถวายความอุปถมั ภ์พระศาสนาจนม่ันคงรุง่ เรอื ง พระเจา้ วชิ ยั พาหวุ ตั หมิ นิ น้ั โปรดใหถ้ วายจตปุ จั จยั ดงั เชน่ ผา้ จวี รแก่ พระสงฆ์ ผู้หลบหนีราชภัยจากเมืองใหญ่ดังเช่นโปโฬนนารุวะมาอาศัย อาณาจักรมายาระฏะ พระสงฆ์เหล่าน้ันผู้หนีภัยสงครามต่างพากันท้ิง สง่ิ ของสา� คัญไวเ้ บอ้ื งหลงั ดังเชน่ คมั ภีรแ์ ละต�าราน้อยใหญ่ เพราะเกรง กลัวทหารชาวทมิฬหินชาติผู้ท�าลายบ้านเมืองและพระศาสนา คราวนั้น พระองค์โปรดให้อุปถัมภ์พระสงฆ์ด้านปริยัติและปฏิบัติ พร้อมท้ังทรง พระอุตสาห์ให้คณะสงฆ์รวมกันเป็นหน่ึงเดียวโดยไม่แตกแยกแบ่งนิกาย สมัยน้ันพระเข้ียวแก้วและบาตรของพระพุทธเจ้าตกอยู่ในเง้ือมมือของ อรริ าชศตั รู พระองคท์ รงใชอ้ บุ ายทางการทตู แลว้ อญั เชญิ กลบั เกาะลงั กา โปรดให้สร้างวิหารสามช้ันพร้อมประดิษฐานไว้ภายใน บริเวณ½าผนัง วหิ ารโดยรอบโปรดใหว้ าดภาพจติ รกรรมอยา่ งสวยสดงดงาม นบั จากนนั้ มาโปรดให้ท�าพิธีบูชาสักการะพระเขี้ยวแก้วและบาตรของพระพุทธเจ้า มใิ หข้ าด ทรงใหค้ วามเสมอภาคเท่าเทยี มกนั ทงั้ คนรวยและคนจน พระองค์โปรดให้สงเคราะห์พสกนิกรและถวายความอุปถัมภ์ พระศาสนา โดยใหส้ รา้ งอารามวหิ ารหลายแหง่ หนงึ่ นนั้ คอื วชิ ยั สนุ ทราราม
กรี ติศรีราชสงิ หะกตกิ าวตั ร 273 โปรดใหส้ รา้ งขน้ึ เพอื่ เปน็ สถานทปี่ ระชมุ ของคณะสงฆ์ คราวนน้ั คณะสงฆ์ ได้ประชุมพร้อมกันท่ีอารามแห่งนี้แล ผู้ท�าหน้าท่ีเป็นประธานสงฆ์คือ พระมหาสวามสี งั ฆรกั ษติ เถระ ซง่ึ เปน็ ศษิ ยข์ องพระมหาสวามสี ารบี ตุ รเถระ พระสงั ฆรกั ษติ เถระรปู นเ้ี ปน็ ทร่ี จู้ กั แพรห่ ลายวา่ บา� เพญ็ ตนเพอื่ พระศาสนา ถัดมาเป็นหัวหน้าแห่งคณะสงฆ์คามวาสีนามว่าพระเมธังกรมหาสถวีระ อกี หนง่ึ นน้ั เปน็ หวั หนา้ แหง่ คณะสงฆอ์ รญั วาสนี ามวา่ เมธงั กรมหาสถวรี ะ ผพู้ า� นกั อาศยั อยทู่ อี่ ทุ มุ พรคริ วี หิ าร พระสงฆท์ ง้ั ปวงไดต้ กลงกนั ตรากตกิ าวตั ร ซง่ึ อาศัยการสบื ต่อวงศแ์ หง่ พระอุปชั ¬าย์อย่างไมข่ าดสาย และผ่านการ ชา� ระพระธรรมและวนิ ยั เรยี บรอ้ ยแลว้ คณะสงฆส์ มยั นน้ั ลว้ นพากนั ดา� รง คงอยดู่ ว้ ยกตกิ าวัตรน้นั แล พระราชโอรสผู้ประเสริฐของพระเจ้าวิชัยพาหุพระนามว่าปรากรม พาหุ ทรงเสมอื นพระสรุ ยี ย์ ามรกุ ขชาตทิ งิ้ ใบ ผสู้ ามารถทา� ลายอรริ าชศตั รู และทรงเข็มแข็ง เสมือนพระจันทร์เปล่งประกายเหนือทะเลน�้านมกล่าว คอื พระศาสนาของพระชนิ สหี ์ ทรงพระปรชี าสามารถปกครองเกาะลงั กา ภายใต้เอกเศวตฉัตร พระองค์สามารถปราบปรามความวุ่นวายอันเกิด จากพวกทราวิฑ พวกเกลฬะ และพวกยาวกะ เพราะผลสา� เรจ็ แหง่ กุศล กรรมอันพระองค์ทรงบ�าเพ็ญแล้ว ขณะพระองค์ทรงเสวยความเป็น กษตั รยิ น์ นั้ โปรดใหส้ รา้ งเสนาสนะสา� หรบั พระสงฆห์ ลายแหง่ พรอ้ มดว้ ย วิหาร ปราสาท ถนน คูคลอง และประตู ดังเช่นที่เมืองศรีวรรธนปุระ เป็นต้น ทรงบ�าเพ็ญบุญบารมีกับพระสงฆ์หมู่ใหญ่ ด้วยการถวาย จตปุ จั จยั จา� นวนมาก สา� หรบั พระเขยี้ วแกว้ และบาตรของพระพทุ ธเจา้ นน้ั โปรดให้ประดิษฐานภายในผอบทองค�าอันตกแต่งด้วยอัญมณีล้�าค่า มากมาย แล้วสร้างเจดีย์เงินอันงดงามครอบผอบทองค�าอีกชั้นหนึ่ง จากนัน้ โปรดให้บูชาสักการะด้วยดอกไม้และของหอมเป็นนติ ย์
274 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร สมยั หนง่ึ พระองคท์ รงทราบวา่ มผี ทู้ ศุ ลี จา� นวนมากพากนั ประพฤติ เสียหายห่างไกลจากพระธรรมวินัย และด�าเนินชีวิตด้วยความประมาท เปน็ เหตใุ หพ้ ระศาสนาของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ถงึ กาลอวสาน จงึ รา� พงึ ว่า “ไม่เป็นการเหมาะสมย่ิงนักหากพระศาสนาที่ฟื้นฟูโดยพระบรม ชนกนาถ ผู้มากด้วยความเพียรพยายามจะปรากฏสภาพเช่นน้ีในสมัย แห่งเรา” ครั้นด�าริดังนั้นแล้วโปรดให้ประชุมคณะสงฆ์ทั้ง½่ายคามวาสี และอรัญวาสี พระองค์ทรงประทับน่ังตรงกลาง ทรงเป็นผู้มีพระทัยอัน ประเสรฐิ หวงั อยเู่ พอื่ ความมนั่ คงแหง่ พระศาสนา ทรงอาราธนาคณะสงฆ์ ด้วยการตรัสให้เห็นความจ�าเป็น เพื่อช�าระอธิกรณ์พระสงฆ์ผู้ทุศีล เหลา่ นน้ั เพราะการเชอ้ื เชญิ ของพระเจา้ แผน่ ดนิ คณะสงฆจ์ งึ ประชมุ กนั ตรากติกาวัตรโดยด�าเนินตามกติกาวัตรสมัยก่อน ซ่ึงเคยตราขึ้นโดย คณะสงฆ์ทั้ง½่ายคามวาสีและอรัญวาสี พระมหาเถระผู้เป็นประธานคือ พระมหาสวามีอรัญกเมธังกรเถระผู้ปรารถนารักษาพระศาสนา และ พระเถระผู้เป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่นามว่าพระวนรัตนพุทธวังสมหาสถวีระ ผ้ปู รารถนาสงเคราะหพ์ ระศาสนาใหม้ ั่นคงถาวร ครนั้ ลว่ งเขา้ สมยั ของพระเจา้ ศรปี รากรมพาหุ (Ym%S rdlu% ndyq) แหง่ อาณาจกั รโกฏเฏ (fldaÜfÜ) พระองคท์ รงอปุ ถมั ภพ์ ระศาสนาจนรงุ่ เรอื ง มั่นคง ดว้ ยการสนบั สนุนพระศาสนาหลายอย่างหลายประการ กาลต่อ มาเกาะลงั กาขาดแคลนกษตั รยิ เ์ ฉกเชน่ พระองค์ ผมู้ ศี รทั ธามน่ั คง ผทู้ รง พระสตปิ ญั ญา และผบู้ รบิ รู ณพ์ รอ้ มดว้ ยศาสนปู ถมั ภ์ การพระศาสนาจงึ สา� แดงตวั ดว้ ยลกั ษณะแหง่ การลม่ สลายจนกระทง่ั เกาะลงั กาไมป่ รากฏมี พระภิกษุแมร้ ูปเดยี ว เหลือเพยี งสามเณรจา� นวนน้อยผยู้ ดึ มัน่ หลักความ พอเพียงและม่ันคงด้วยวินัย ส่วนนักบวชเหล่าอ่ืนต่างพากันชื่นชอบ
กีรติศรีราชสงิ หะกตกิ าวตั ร 275 วิชาทางโลก ดังเช่น โหราศาสตร์ วิชารักษาโรค และเวทมนตร์คาถา ซงึ่ วชิ าเหลา่ นลี้ ว้ นเปน็ สง่ิ ตอ้ งหา้ มตามคา� สอนของพระพทุ ธเจา้ นอกจาก นน้ั นักบวชเหล่านย้ี งั ยนิ ดีรบั หมบู่ ้านและทีด่ ิน อันเปน็ ผลจากการรับใช้ ใกล้ชิดกษัตริย์และเสนาบดีผู้ใหญ่ เหนือสิ่งอื่นใดนักบวชอลัชชีเหล่านี้ ต่างพากันเสพเสวยสุขด้วยอเนสนาวิธี ดังเช่นพาณิชกรรมและ เกษตรกรรม พร้อมคลุกคลีกับญาติพ่ีน้องและครอบครัว อีกทั้งเล้ียงดู ภรรยาและบตุ รธดิ าแหง่ ตน ดว้ ยเหตดุ งั กลา่ ว การพระศาสนาจงึ ถงึ คราว เสื่อมโทรมลม่ สลาย ล่วงเขา้ พทุ ธศักราช ๒,๒๙๔ การณป์ รากฏเหมอื นแสงโชตนา การพวยพุ่งออกจากความมืดมิด กล่าวคือพระมหากษัตริย์มหาราช พระนามวา่ กรี ตศิ รรี าชสงิ หะ (lrS ;A s Y%S rdcixs y) ผทู้ รงประสตู จิ ากสรุ ยิ โคตร พระองคเ์ สมอื นพระอาทติ ยย์ ามเชา้ ทอแสงงามตา ทรงไดร้ บั การประทาน พรกล่าวคือความเป็นราชาธิปัตย์เหนืออาณาจักรลังกา ทรงเสพเสวย ความยิ่งใหญ่กอปรด้วยราชานุภาพอันหาที่เปรียบมิได้ ทรงส�าแดง กษตั รยิ านภุ าพอนั ยง่ิ ใหญด่ ว้ ยการรวบรวมแผน่ ดนิ ใหอ้ ยภู่ ายใตเ้ ศวตฉตั ร มพี ระมหานครเมอื งหลวงนามวา่ ศรวี รรธนะ (Yj%S rOA k) หรอื เสงขณั ฑไศละ (fixLKAvffY,) พระองคโ์ ปรดใหบ้ ชู าสกั การะพระเขยี้ วแกว้ พรอ้ มจดั พธิ เี ฉลมิ ฉลองอยา่ งยงิ่ ใหญ่ โปรดใหถ้ วายบรขิ ารนอ้ ยใหญเ่ ปน็ พทุ ธบชู า ดังเช่นผอบทองค�าอันมีค่า โปรดให้ประดับประดาผอบด้วยอัญมณีอันมี ค่าราคาแพง ดังเช่นแก้วมุกดาและอัญมณีอันสูงค่าเสมอมงกุฎแห่ง เทวราชา พรอ้ มทั้งเคร่ืองประดับอัญมณีของชาวคามนิคม รวมถงึ บูชา ดว้ ยทงุ่ นา ชา้ ง และมา้ นอกจากนน้ั พระองคย์ งั ไดเ้ สดจ็ พระราชดา� เนนิ จารกิ ไปยงั บุณยสถานหลายแห่ง ดงั เชน่ มหยิ ังคณะ สมันตกฏู ะ และ อนุราธปุระ เปน็ ต้น
276 ศรลี ังกากตกิ าวตั ร พระราชกรณยี กจิ ดา้ นศาสนาอน่ื อกี ไดแ้ ก่ โปรดใหม้ กี ารฟงั ธรรม ใหค้ ดั ลอกและสาธยายคมั ภรี ์ พระองคท์ รงสรา้ งบญุ บารมเี พอื่ หนนุ สง่ ให้ เสวยสุขบนสวรรค์และเป็นปัจจัยแห่งการหลุดพ้น ทรงอุดมด้วยพระ เมตตาต่อพสกนิกรชาวลังกาทุกหมู่เหล่าผู้ก�าลังด�าเนินไปสู่อบายภูมิ เหตุเพราะไม่ปรากฏมีพระศาสนาบนเกาะลังกา แม้พระภิกษุผู้ผ่านการ อุปสมบทเพียงรูปเดียวซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีอยู่แห่งพระศาสนาก็ หามีไม่ คราวนั้นแลพระองค์ทรงร�าพึงว่า “พระศาสนาของพระบรม ศาสดาเจา้ ดา� รงคงอยมู่ ายาวนาน เพราะความเพยี รพยายามอยา่ งสงู ยง่ิ ของบูรพกษัตรยิ ์ ผ้เู ปน็ ใหญ่เหนอื เกาะลังกา สมัยแหง่ เราก็ควรจะรกั ษา พระศาสนาของพระศาสดาเจ้าเฉกเช่นบูรพกษัตริย์” คร้ันทรงพิจาณา ด้วยพระทัยอันอ่ิมเอิบ จึงทรงร�าพึงอย่างหนักแน่นว่า “ตัวเราจะรับใช้ พระศาสนาด้วยการฟื้นฟู เพ่ือให้ด�ารงม่ันอย่างน้อย ๕,๐๐๐ ปี” ดว้ ยลกั ษณาการเชน่ นแ้ี ล พระดา� รอิ นั ประเสรฐิ พรอ้ มดว้ ยพระปญั ญาจงึ บงั เกิดข้นึ ศาสนูปถัมภ์ด้วยการสร้างความรุ่งเรืองม่ันคงแห่งพระศาสนา ปรากฏเห็นแล้วในบทท่ี ๑๐๑ แห่งคัมภีร์มหาวงศ์ (uydjxY) ซ่ึงว่า ด้วยเรื่องราวการฟื้นฟูพระศาสนา ด้วยการการบรรพชาและอุปสมบท แกก่ ลุ บตุ รชาวลงั กา ๑,๐๐๐ คน และการสรา้ งวหิ ารและสงั ฆารามอนั สวยงามจ�านวนมากรอบเกาะลังกา ดังเช่นคังคารามเป็นต้น พระองค์ โปรดให้อุปถัมภ์พระสงฆ์เป็นนิตย์ด้วยไทยธรรมและจตุปัจจัยดังเช่นผ้า จวี ร โปรดใหช้ กั ชวนพสกนกิ รบา� เพ็ญกองแห่งกุศลอันนบั มิได้ พระองค์ น้ันทรงปรารถนาว่า “พระภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันประเสริฐ ควรได้รับการอุปถัมภ์ตลอดสมัยแห่งการครองราชย์ของเรา จะชักชวน
กีรติศรีราชสิงหะกติกาวตั ร 277 กันรักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด โดยเว้นจากการประพฤติผิดพระวินัย และสงิ่ อันไมเ่ หมาะสม” ครนั้ โปรดใหช้ า� ระพระศาสนาจนบรสิ ทุ ธด์ิ แี ลว้ พระสงฆล์ ว้ นพากนั ประพฤตติ ามพระวนิ ัยบญั ญัติ และรวมกนั เปน็ หนึง่ เดยี วพรอ้ มสอบทาน พระวนิ ยั ตามคมั ภรี อ์ รรถกถาบาลี จากนน้ั พระเจา้ กรี ตศิ รรี าชสงิ หะโปรด ให้พระสงฆ์ชักชวนกันพิจารณาและตรวจสอบกฎระเบียบให้สอดคล้อง กับกติกาวัตรสมัยก่อน ทรงมีพระราชประสงค์ตราระเบียบกติกาวัตร ข้ึนใหม่ เพื่อให้พระสงฆ์เว้นขาดจากความประพฤติอันไม่เหมาะสม ซึ่ง พากนั ประพฤตติ ามเอาแบบอยา่ งผดู้ า� เนนิ ตนผดิ พลาดจากพระธรรมวนิ ยั ด้วยเหตุน้ันแล พระสงฆ์จึงควรตรากติกาวัตรข้ึนใหม่แล้วด�ารงตนตาม พระวนิ ยั อยา่ งเหมาะสมและรกั ษาพระศาสนาอนั ชา� ระแลว้ ครน้ั แลว้ โปรด ให้พระสงฆ์ท้ังมวลศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระ มีความงามพร้อม ด้วยคุณธรรมเพ่ือปกป‡องรักษาพระศาสนา คร้ันได้ยินพระราชกระแส รบั สง่ั ทา่ มกลางคณะสงฆ์ ดว้ ยการแสดงความเคารพอยา่ งนอบนอ้ มเชน่ นั้นแล้ว คณะสงฆ์จึงประชุมกันตรากติกาวัตรขึ้น ตามค�าส่ังของการก มหาสงั ฆะแหง่ คามวาสแี ละอรญั วาสี โดยผทู้ า� หนา้ ทเ่ี ปน็ ประธานสงฆค์ อื พระสังฆราชสรณังกรเถระ ผู้มีสมญานามว่าเป็นผู้ท�าหน้าที่รักษา พระศาสนา ฯ เนอื้ หาจากนไ้ี ปคดั ลอกมาจากดมั พเดณกิ ตกิ าวตั ร ฯ ©บับสอง พระบรมศาสดาของชาวเราทง้ั หลายไดบ้ า� เพญ็ พระบารมคี รบถว้ น ๓๐ ประการ ตลอดสี่อสงไขยและหน่ึงแสนกัป ได้เสด็จข้ึนประทับใต้
278 ศรีลงั กากตกิ าวตั ร ต้นโพธิ์ซึ่งเป็นสถานผจญกับพญามาร ทรงช�านะมารผู้ร้ายกาจพร้อม บริวารสิ้นแล้ว ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตลอดพระชนม์ชีพ ๔๕ พรรษา พระพุทธองค์ทรงปรากฏเสมือนมหาเมฆาเหนือทวีปท้ังส่ี ทรงหลั่งธรรมธาราด่ังน้�าอมฤตช่วยระงับดับเย็นแก่ปวงสรรพสัตว์ ผู้เร่าร้อนด้วยไฟแห่งกิเลสตัณหาหลายแสนโกฏิกัปอันนับค�านวณมิได้ พระองค์ไดเ้ สด็จดับขันธปรนิ ิพพานภายใตต้ น้ สาละ ณ พระราชอุทยาน ของมลั ลกษตั รยิ ์แหง่ เมอื งกสุ ินารา ครน้ั ตอ่ มา ๒๓๖ พรรษาหลังพุทธปรนิ พิ พาน พระพุทธศาสนา ไดป้ ระดษิ ฐานบนเกาะลงั กา สมยั ตอ่ มาเกดิ การแตกแยกแบง่ ½า่ ยภายใน คณะสงฆ์และลุกลามแพร่หลายท่ัวเกาะลังกา แลพระศาสนาของ พระศาสดาเจา้ นน้ั ไดร้ บั การคมุ้ ครองรกั ษาโดยกษตั รยิ ผ์ ทู้ รงศรทั ธากอปร ด้วยเดชานุภาพ พร้อมอทุ ศิ ตนเพือ่ พระศาสนาของพระชนิ สหี ์ ครน้ั ยา่ งเขา้ สสู่ มยั ปรตั ยบุ นั การพระศาสนาไดท้ รดุ โทรมเสอ่ื มถอย มาเป็นเวลานานเหตุเพราะขาดราชูปถัมภ์ จึงเกลื่อนกล่นด้วยนักบวช ทุศีลผู้ประพฤติห่างไกลจากพระธรรมวินัย เหลือเพียงสามเณรจ�านวน น้อย คร้ันล่วงเข้าพุทธศักราช ๒,๒๙๐ กษัตริย์มหาราชผู้เป็นที่รัก ของพสกนิกร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระนามว่ากีรติศรีราชสิงหะ (lSrA;s YS% rdcisxy) พระองคเ์ ปน็ อวตารของพระมหาโพธิสตั วเ์ จ้า เปน็ ผู้ทรงคุณธรรมกล่าวคืออาภรณ์ของชาวสรรค์ ทรงงดงามย่ิงแล้ว ดงั่ อญั มณลี า้� คา่ พระกติ ตศิ พั ทเ์ ปน็ ทร่ี จู้ กั แพรห่ ลายของนานาอารยวเิ ทศ ทรงเสวยมไหศวรรย์ ณ มหานครศรีวรรธปุระ ซ่ึงเป็นนครงดงาม พร้อมดว้ ยลกั ษณะอันสมบูรณ์พร้อม
กรี ตศิ รีราชสงิ หะกติกาวตั ร 279 คร้ันต่อมาพระองค์ทรงทราบถึงความเส่ือมโทรมของพระศาสนา จงึ ทรงรา� พงึ วา่ “กษตั รยิ ผ์ เู้ ปน็ จกั รพรรดเิ ฉกเชน่ เรา ผมู้ นั่ คงดว้ ยศรทั ธา และปัญญา จะเมินเฉยไม่รักษาพระศาสนาที่แตกแยกเส่ือมโทรมเช่นนี้ ย่อมเป็นการไม่เหมาะสมยิ่ง” ครั้นมีพระด�าริอันประเสริฐเช่นนั้นแล้ว พระองคโ์ ปรดใหอ้ า� มาตยอ์ ญั เชญิ เครอ่ื งราชบรรณาการจา� นวนมากไปยงั อาณาจกั รสยาม (ishdï foAYh) กษัตริยแ์ ห่งอาณาจักรนั้นพระนามว่า ธรรมกิ มหาราช ซงึ่ เปน็ อทฏิ ฐบพุ พสหาย คราวนนั้ พระองคไ์ ดท้ ลู ขอมหา สงั ฆะจากอาณาจกั รสยามจา� นวนเกนิ ทสวรรค โดยมพี ระอบุ าลมี หาเถระ เป็นประธาน ผู้เป็นที่รู้จักแพร่หลายว่ากอปรด้วยคุณธรรมน้อยใหญ่ งามพรอ้ มศลี าจารวตั รและสมั มาจรยิ าปฏบิ ตั อิ นั งดงาม จากนน้ั พระองค์ โปรดให้จดั พิธอี ปุ สมบทเป็นครงั้ แรก การณค์ รง้ั น้นั ตรงกบั ปที เ่ี จด็ แหง่ การครองราชย์ของพระองค์ ตลอดระยะเวลา ๑๗ ปี พระองค์โปรดให้บวชกุลบุตรสิงหล ๑,๐๐๐ คน ทรงถวายความอปุ ถมั ภพ์ ระสงฆด์ ว้ ยปจั จยั หลายอยา่ งอนั สมควรแก่สมณะ ดังเช่นผ้ากฐินอย่างย่ิงใหญ่ทุกปี พระองค์ทรงด�ารง ตนเสมือนผู้ใคร่ต่อการศึกษา ดังเช่น ทรงพร้อมใจกับพสกนิกรผู้มีศีล ธรรมได้เชิญชวนกันและกันสดับพระธรรมเทศนา อีกทั้งทรงมีพระทัย มัน่ คงแน่วแน่ในค�าสอนขององค์สมเดจ็ พระสัมมาสมั พุทธเจ้า คร้ันทรงทราบว่ามีนักบวชนอกรีตประพฤติผิดพระธรรมวินัยเป็น จ�านวนมาก จึงทรงพระด�าริว่า “ขณะเราเพียรพยายามเพื่อรักษา พระศาสนา ความเสียหายยังปรากฏเห็นอยู่ พระศาสนาจะด�ารงคงอยู่ ด้วยความบรสิ ทุ ธเ์ิ ปน็ เวลานานไดอ้ ย่างไรหนอ?”
280 ศรลี งั กากตกิ าวัตร คราวน้ันพระองค์ทรงข่มพระอารมณ์ด้วยพระปัญญา แล้วทรง ร�าพึงว่า “ตัวเราควรออกพระราชโองการเพื่อพระศาสนาจะด�ารงคงอยู่ โดยไม่เสื่อมโทรมเป็นเวลาถึง ๕,๐๐๐ ปี” ครั้นพระด�าริอันประเสริฐ เกิดข้ึนดังนี้แล้ว จึงโปรดให้อาราธนานิมนต์พระสงฆ์ท้ังหมดกล่าวคือ การกสังฆะแห่งสองวิหาร รวมถึงพระนายกะและพระอนุนายกะเปน็ ต้น มีพระมหาสวามีสรณังกรเถระเป็นที่สุดรอบ (irKålr) ซึ่งทราบกัน แพรห่ ลายวา่ พระเถระเปน็ ทพี่ งึ่ ของคนอนาถาและรง้ั ตา� แหนง่ พระสงั ฆราช คราวนน้ั คณะสงฆไ์ ดพ้ รอ้ มใจกนั ทา� สงั ฆามตปิ ระกาศพระราชโองการของ พระมหากษัตริย์ ผู้ประทบั ท่ามกลางแห่งการประชมุ ของพระสงฆ์ พระราชโองการดงั ตอ่ ไปนชี้ อ่ื วา่ ดา� เนนิ ตามพระธรรมและพระวนิ ยั : หมู่บ้านท้ังหลายอันทายกน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ย่อมบริบูรณ์ พร้อมด้วยปัจจัยเพื่อบ�ารุงดูแลพระสงฆ์ เช่นเดียวกับพระภิกษุผู้มี ศลี าจารวัตรงดงาม ผู้มากด้วยความละอาย ผทู้ รงคุณธรรม ผูไ้ ม่ยดึ ตดิ ลาภสกั การะ และผมู้ พี รรษาครบสบิ หรอื มากกวา่ ยอ่ มสมควรรงั้ ตา� แหนง่ สถวรี ะ พระภกิ ษุดังกลา่ วแล้วนัน้ ย่อมสามารถถอื เอาท่พี า� นกั อาศัยตาม อารามวิหาร พระภิกษุผู้อยู่อาศัยในอารามน้ันทั้งหมดควรรับนิสัยจาก พระสถวรี ะน้นั พระภิกษุผู้ช�านาญพระธรรมและพระวินัยอาศัยอยู่ด้วยอาการ เชน่ น้ี ควรทา� หนา้ ที่ ดงั เชน่ ทา� ความสะอาดบรเิ วณ ประกอบพธิ ีกรรม น้อยใหญ่ และซ่อมแซมเสนาสนะอันช�ารุดเสียหาย และหากค�าพูดเกิด ขนึ้ วา่ “สมควรปฏบิ ตั ติ ามพระธรรมคา� สอนของพระพทุ ธเจา้ ” จากปจั จยั ที่คงอยู่ ย่อมสมควรแก่พระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระธรรมวินัย ดังเช่น
กรี ติศรีราชสงิ หะกติกาวตั ร 281 พระปาติโมกข์พร้อมปัจจัยส่ี ย่ิงกว่านั้น พระภิกษุผู้ประพฤติตนเช่นน้ี ไมค่ วรรบั ปจั จยั ทใี่ ชใ้ นทางผดิ ดว้ ยการรกั ษาดแู ลญาตแิ หง่ ตนดว้ ยปจั จยั เหล่าน้ัน ดว้ ยการท�าลายปัจจัยและญาตแิ ห่งตน ปจั จยั แกส่ มณะอนั สมควรกลา่ วคอื อาหารและใบพลซู ง่ึ ทายกถวาย ภายในอารามวิหารควรรับเอา ส�าหรับฆราวาสผู้ท�างานในวิหาร แต่ รายการส่ิงของดังเช่นทองเงินเส้ือผ้าและเคร่ืองแต่งตัว ซ่ึงทายกถวาย ภายในวิหาร พระภิกษุไม่ควรมอบให้แก่ญาติและผู้มิใช่ญาติตามความ ปรารถนาแห่งตน เพราะช่ือว่าเป็นเหตุท�าตนและผู้รับให้ตกไปสู่อบาย หากทายกถวายปัจจัยอันเหมาะสมดังเช่นเสื้อผ้าและบาตรภายในวิหาร สง่ิ เหลา่ นค้ี วรนา� มาใชส้ า� หรบั บา� รงุ ดแู ลอารามวหิ าร สว่ นทเ่ี หลอื ควรมอบ ถวายแก่พระภิกษุผู้มุ่งม่ันต่อการเขียนพระธรรม ซึ่งคณะสงฆ์ท้ังมวล ยอมรับแล้ว แต่ไม่ควรถวายแด่พระภิกษุผู้ประกอบพิธีกรรมอันไม่ เหมาะสม ยกเว้นพระภิกษุผู้แสดงธรรมเทศนา พระภิกษุผู้ส�าแดงตน เหมือนส่ังสอนธรรมและวินัย และพระภิกษุผู้แตกฉานในพระธรรมและ วินัยซึ่งประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ผู้อาศัยหมู่บ้านอันเป็นของอาราม วหิ ารไมค่ วรรบั จ้างเพื่อสงเคราะห์ญาตติ นหรอื คนทม่ี ใิ ช่ญาติ พระภกิ ษผุ อู้ าศยั อารามวหิ ารไมค่ วรสนใจกรรมอนั มใิ ชก่ จิ ของสงฆ์ ดงั เชน่ การทา� เกษตรกรรม การสรา้ งอา่ งเกบ็ นา�้ และคลอง การหวา่ นไถ การเกยี่ วขา้ ว การแนะนา� คนอนื่ ดว้ ยสงิ่ ของอนั เหมาะสมและไมเ่ หมาะสม การให้สินบน การซื้อหมบู่ า้ น การท�าการงานในที่ดินและทงุ่ นา และการ ฟอ‡ งรอ้ งศาลดว้ ยคดคี วามวา่ “ทดี่ นิ และหมบู่ า้ นเหลา่ นเ้ี ปน็ ของลกู หลาน แหง่ ตน” ไมว่ ่าจะเป็นการฟ‡องเพอ่ื ตน หรือเพอ่ื พระภกิ ษุรูปอื่น หรือวา่ เพือ่ ญาติของตน
282 ศรลี งั กากตกิ าวัตร เมื่อฆราวาสถวายปัจจัยดังเช่นหมู่บ้านและท่ีดินด้วยการกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะถวายที่ดินและหมู่บ้านเป็นต้นแก่วิหารและแก่พระคุณเจ้า” ปัจจัยเหล่าน้ันควรแบ่งออกเป็นหลายส่วนให้เท่ากับจ�านวนพระสงฆ์ ซึ่งประชุมพร้อมกันในอารามแห่งนั้น และแบ่งสรรเพิ่มข้ึนอีกสองส่วน ครั้นแบ่งดังนี้แล้ว ควรถวายส่วนหน่ึงแก่วิหาร อีกสองส่วนควรเก็บไว้ สา� หรบั ตนเองรวมถงึ สว่ นทตี่ นรบั เปน็ การสว่ นตวั สว่ นทเี่ หลอื นอกนน้ั ให้ ถวายแก่พระสงฆผ์ ู้มาประชมุ กัน อีกประการหน่ึง การดูแลบิดามารดาดังปรากฏในพระวินัย และ การสงเคราะหญ์ าติ ๑๐ ประเภท ดงั เชน่ ลกู และหลานของญาตเิ หลา่ นน้ั ด้วยยา สิ่งของอนั เหมาะสมเหล่าอืน่ ดังเช่นเส้อื ผ้าและบาตร พระภกิ ษุ ควรให้แก่ญาติของตน อีกประการหน่ึง การใช้ปัจจัยอันเหมาะสมที่ กัปปิยการกถวายก็ดี การใช้สิ่งของอันไม่เหมาะสมที่ฆราวาสถวายก็ดี พระภิกษไุ มค่ วรรับปัจจยั อันไมเ่ หมาะสมเหลา่ น้นั ดังเช่นทองและเงินแม้ ทายกถวายแกต่ นก็ตามกต็ าม แต่ละวิหารควรมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าท่ีดังเช่นหัวหน้าวิหาร ควร ด�าเนินตามประเพณีแห่งการสืบต่อ หากพระภิกษุรูปใดประพฤติตรงกัน ขา้ มกบั ประเพณนี คี้ วรใหอ้ อกจากตา� แหนง่ ควรแตง่ ตงั้ พระภกิ ษผุ งู้ ดงาม ดว้ ยศลี าจารวตั รรปู อน่ื ใหเ้ ปน็ ใหญเ่ หนอื อาราม พระภกิ ษทุ ง้ั หลายไมค่ วร ปล่อยให้ใครอยู่รูปเดียวโดดเด่ียว เนื่องจากปรารถนาหมู่บ้านน้อยใหญ่ หรอื พนั ผูกกบั คดคี วามดว้ ยกลา่ ววา่ “หม่บู า้ นและทด่ี นิ ตกทอดมาถงึ เรา ดว้ ยการสบื สายแหง่ ญาต”ิ แตพ่ ระภกิ ษคุ วรผกู มดั ตนดว้ ยการปฏบิ ตั ติ าม หลักศาสนาในสถานท่ีน้อยใหญ่พร้อมด้วยภิกษุรูปอ่ืนผู้สามารถดูแล รกั ษาตน
กรี ตศิ รีราชสิงหะกตกิ าวตั ร 283 พระภกิ ษทุ งั้ หมดผไู้ ดร้ บั การอปุ สมบทควรอยรู่ ว่ มกบั ภกิ ษผุ สู้ ามารถ ดูแลตน โดยเว้นขาดจากการเตร็ดเตร่ไปตามสถานท่ีท่ัวไปเพาะความ ปรารถนาแหง่ ตน ไมว่ า่ พระภกิ ษนุ น้ั จะเปน็ อปุ ชั ¬ายห์ รอื อาจารยห์ รอื วา่ พระสถวรี ะ พระภกิ ษชุ น้ั มชั ¬มิ ะและสามเณรทงั้ หมดควรใหค้ วามเคารพ โดยเวน้ จากการโจทกห์ รอื การกลา่ วรา้ ย พระภกิ ษคุ วรประพฤตติ นใหค้ น อ่ืนสรรเสริญ ซ่ึงเป็นสิ่งดีงามตามพระธรรมวินัย พระภิกษุผู้ละเมิด ระเบยี บนค้ี วรขอขมาตอ่ อาจารยแ์ ละอปุ ชั ¬ายแ์ ละมหาสงั ฆะ ดว้ ยการนา� กลอ่ งทราย ๑๐๐ กลอ่ ง เชน่ น้ถี อื ว่าเปน็ การลงโทษ และจากนน้ั ควร ประพฤติตนให้เป็นผูม้ ีศีลาจารวตั รงดงาม หากฆราวาสดังเช่นพระมหากษัตริย์และเสนาบดี หรือว่าพระ สถวรี ะผเู้ ปน็ หวั หนา้ กลมุ่ ทา� ตนใหศ้ าสนาเสอ่ื ม เพราะมอบอา� นาจใหแ้ ก่ พระภิกษุผู้ไร้ความละอาย ผบู้ าป ผ้ลู ามก ผลู้ ะเมิดระเบียบ ผู้ประพฤติ ผดิ และอยรู่ ว่ มกบั ญาตแิ หง่ ตน ผทู้ า� ใหพ้ ระศาสนาเสอ่ื มเพราะมอบอา� นาจ ให้แก่ผู้ไร้ความละอาย และเป็นเหตุให้ท�าลายพระธรรมและพระวินัย เขาผู้นั้นจะเกิดในโลหกุมภีนรกอันลึกเหลือขนาด ไม่มีใครสามารถมอบ อ�านาจใหแ้ ก่พระภกิ ษผุ ไู้ ร้ยางอายและไร้ระเบยี บวนิ ยั ราชวงศ์ผู้บังเกิดมาเพื่อยินดีต่อพระกิตติศัพท์อันโด่งดังของความ เป็นกษัตริย์ในอนาคต พร้อมเหล่าเสนาบดี และแม่ทัพนายกองอีกทั้ง พระมหาสถวีระ ผู้จะมาเป็นหัวหน้าแห่งคณะสงฆ์ควรรักษาระเบียบ เหล่านี้เอาไว้ โดยเว้นจากการละเมิด ควรยินดีพรแห่งสวรรค์และ โลกมนษุ ย์ เพือ่ พบพระพทุ ธเจ้าเมตไตรยะในอนาคตกาลภายหนา้
284 ศรลี งั กากตกิ าวตั ร ภาพเกาะเมอื งอยธุ ยา (คัดลอกจาก https://th.wikipedia.org)
กรี ตศิ รีราชสิงหะกตกิ าวัตร 285 วิหารวัดธรรมาราม พระอุบาลมี หาเถระพาํ นักวัดแหงนีก้ อนเดนิ ทางไปศรีลังกา รปู ปน พระอุบาลีมหาเถระ คณะอัศคิรเิ คดเิ ค วดั อศั คริ ยิ มหาวิหาร เมอื งแคนดี
286 ศรลี ังกากตกิ าวตั ร อุโบสถวดั อศั คริ ยิ มหาวหิ าร เมืองแคนดี สรางตามคําแนะนาํ ของพระอบุ าลมี หาเถระ อุโบสถวัดมัลลวตั ตมหาวิหาร สรา งตามคําแนะนาํ ของพระอุบาลมี หาเถระ
กีรตศิ รีราชสงิ หะกติกาวตั ร 287 ปอ มปราการเมอื งจฟั ฟน า สรา งโดยฮอลนั ดา (คดั ลอกภาพจากwww.google.co.th/maps)
288 ศรีลงั กากตกิ าวัตร ปอ มปราการเมอื งจฟั ฟน า สรา งโดยฮอลนั ดาสมยั ปกครองอาณาจฟั ฟน า (คดั ลอกภาพจาก www.google.co.th/maps)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388