Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-book หนังสือศรีลังกาและอุษาคเนย์ (1)

E-book หนังสือศรีลังกาและอุษาคเนย์ (1)

Description: E-book หนังสือศรีลังกาและอุษาคเนย์ (1)

Search

Read the Text Version

บทท่ี ๔ ความสมั พันธท์ างศาสนาระหวา่ งศรลี ังกากับพม่า ความสมั พันธร์ ะหวา่ งศรลี งั กากบั พม่ายคุ ตน้ ศาสนาเปน็ หนงึ่ ในปจั จยั หลกั ทกี่ ระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง นานาชาตติ ง้ั แตย่ คุ ดงั้ เดมิ และประสบความสำ� เรจ็ มากกวา่ การคา้ เพราะ สามารถเปล่ียนแปลงพ้ืนฐานทางวัฒนธรรม ส�ำหรับหน่ึงในสิ่งผูกมัด ศรีลังกาและพม่าเข้าเป็นเนื้อเดียวกันคือพุทธศาสนานิกายเถรวาท ศรลี งั กานน้ั เปน็ ศนู ยก์ ลางสำ� คญั ของพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาท ประมาณ สามพุทธศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช โดยรับหลักธรรมอันแท้จริงของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากอินเดีย สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชประมาณ พุทธศตวรรษท่ี ๓ จากน้ันเป็นต้นมาพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้ หยั่งรากฝังลึก จนกลายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาดังเช่นส�ำนักมหา วิหาร บางคร้ังก็ได้รับอิทธิพลพุทธศาสนามหายานบ้าง๑ ซ่ึงน�ำมาจาก อินเดียอนุทวีปหลายครั้งหลายครา แต่พระเถราจารย์ก็พากเพียรอย่าง สดุ ความสามารถ เพอื่ รกั ษาความบรสิ ทุ ธแิ์ ทแ้ หง่ คำ� สอนและจารตี ปฏบิ ตั ิ ของคณะสงฆ์ พมา่ เปน็ หนง่ึ ในอาณาจกั รชาวพทุ ธทสี่ บื คน้ หาความชว่ ยเหลอื จาก ศรีลังกาด้วยสารัตถะแห่งค�ำสอน ความสัมพันธ์ทางศาสนาระหว่าง ศรีลังกาและพม่าสามารถย้อนถอยหลังไปถึงยุคเก่าก่อน แม้ไม่มีข้อมูล กต็ าม แตก่ เ็ ชอื่ วา่ เรม่ิ มมี าตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖ การณเ์ รมิ่ ดขี น้ึ เมอื่ มีการค้นพบหลักฐานเล็กน้อยโดยเฉพาะฝ่ายพม่าเอง กล่าวตาม

140 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ ความจริงความสัมพนั ธ์ใกล้ชดิ ทางศาสนาระหวา่ งศรลี งั กากบั พมา่ เริม่ ต้นต้งั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖ หากถือเอาหลกั ฐานจดุ เริม่ ต้นเกิดขนึ้ โดย กษัตริย์สองอาณาจกั ร นับจากน้นั มาเสมอื นเป็นการปทู างสรา้ งสมั พันธ์ เชิงกัลยาณมิตรเร่ือยมา คราวใดหากอาณาจักรต้องเผชิญปัญหาทาง ศาสนา กม็ กั ไดร้ ับความช่วยเหลือจากอาณาจักรหนึง่ ลกั ษณะเชน่ น้ีนำ� ไปสู่การแพร่หลายวัฒนธรรมสิงหลต่อพม่า จนกระทั่งสถาปนานิกาย พเิ ศษนามวา่ สีหลสังฆะ สมัยศรีลังกาตกอยู่ภายใต้การครอบครองของทมิฬโจฬะเกินคร่ึง ศตวรรษนนั้ พระพทุ ธศาสนาไดร้ บั ผลกระทบอยา่ งรนุ แรง๒ อารามวหิ าร น้อยใหญ่สมัยอาณาจักรอนุราธปุระ ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากสถาบัน กษัตริย์จนรุ่งเรืองงดงามถูกท้ิงร้าง บางแห่งถูกพวกทมิฬโจฬะร้ือเผา ท�ำลายจนเหลือเพียงเถ้าธุลี๓ เดิมพระสงฆ์ต่างอาศัยราชูปถัมภ์จาก สถาบนั กษตั รยิ ์ ครน้ั ประสบกบั วบิ ากกรรมอนั เลวรา้ ย จงึ ตอ้ งมองหาวธิ ี การอน่ื เพอ่ื ความอยรู่ อดแหง่ เพศสมณะ สว่ นใหญพ่ ากนั หลบหนไี ปอาศยั แคว้นโรหนระฏะ ซึ่งเป็นอิสระจากทมิฬโจฬะ บางกลุ่มต้องอพยพหลบ หนีไปอยู่อาณาจักรต่างแดน ซ่ึงพระพุทธศาสนารุ่งเรืองแพร่หลาย๔ พทุ ธศักราช ๑๖๑๓ พระเจา้ วชิ ยั พาหไุ ด้กอบกูศ้ รีลังกาจากทมฬิ โจฬะ และเร่ิมต้นฟื้นฟูพระศาสนาพร้อมช�ำระคณะสงฆ์๕ ว่าตามหลักฐานนับ แต่สถาปนาพุทธศาสนาบนเกาะลังกา บทบาทของกษัตริย์คือคุ้มครอง พระพุทธศาสนา และถวายความอุปถัมภ์แก่พระสงฆ์ตลอดราช อาณาจกั ร๖ ครน้ั พระเจา้ วชิ ยั พาหขุ บั ไลท่ มฬิ โจฬะและขนึ้ เสวยราชยเ์ หนอื เศวตฉตั รลงั กาแลว้ ทรงพบวา่ พระพทุ ธศาสนาตกอยใู่ นภาวะเสอ่ื มโทรม ต่�ำสุด

ความสัมพันธ์ทางศาสนา 141 พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทน้ันโดดเด่นด้านวินัยสงฆ์ ซึ่งเป็น พุทธบัญญัติส�ำหรับพระสงฆ์ทุกรูปนามต้องปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความ เช่ือม่ันเรื่องความบริสุทธ์ิแห่งคณะสงฆ์ พระเจ้าวิชัยพาหุทรงพยายาม สบื ตอ่ ศาสโนบายของบรู พกษตั รยิ ์ แตท่ รงเหน็ วา่ การสบื หาพระสงฆเ์ พอื่ ประกอบพิธีอุปสมบทน้ันเป็นเรื่องยากย่ิงนัก เพราะอุปสมบทกรรม จำ� ตอ้ งอาศัยพระสงฆผ์ ูม้ คี ุณสมบตั ิครบถว้ น๗ คัมภรี น์ กิ ายสังคหยะและ คัมภีร์ปูชาวลิยะระบุว่าตลอดเกาะลังกาไม่มีพระสงฆ์ผู้มีศีลสามารถเข้า รว่ มพธิ อี ปุ สมบทกรรมถงึ หา้ รปู ๘ เหตเุ พราะพระสงฆใ์ นศรลี งั กาสญู หาย หมดสน้ิ และตา่ งไมค่ ำ� นงึ ถงึ คณุ คา่ แหง่ พธิ กี รรม๙ สนั นษิ ฐานวา่ พระเถระ ผู้ทรงความรู้ส่วนใหญ่อาจจะทิ้งเกาะลังกา การด่วนสรุปว่าสมัยทมิฬ โจฬะยดึ ครองเกาะลงั กานนั้ พระสงฆท์ ง้ั หมดในเกาะลงั กาพากนั ลาสกิ ขา เสียสิ้นคงไม่ถูกนัก เพราะบริเวณแคว้นโรหณระฏะแดนใต้ยังมีอาราม วิหารจ�ำนวนมาก ซึ่งแคว้นนี้พวกทมิฬโจฬะไม่สามารถควบคุมได้ ความเปน็ จรงิ คอื พระสงฆจ์ ำ� นวนมากไดพ้ ากนั อพยพไปอาศยั แควน้ แหง่ น้ี แต่เน่ืองจากขาดการควบคุมของคณะสงฆ์และความสับสนวุ่นวาย ทางการเมือง พระสงฆ์อาจจะไม่น�ำพาพิธีกรรมอันจ�ำเป็นของสงฆ์ จงึ ไมส่ ามารถประกอบพธิ อี ปุ สมบทกรรมได๑้ ๐ จงึ เปน็ เหตใุ หพ้ ระเจา้ วชิ ยั พาหุไมส่ ามารถสบื คน้ พระสงฆม์ าประกอบพธิ ีอุปสมบทกรรมได้ ด้วยเหตุนั้น พระเจ้าวิชัยพาหุจึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือ จากพมา่ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่ากษัตริย์พม่าเป็นมิตรกับพระเจ้าวิชัยพาหุ เหตุเพราะกษัติริย์ลังกาเคยส่งราชทูตไปขอความช่วยเหลือเพ่ือต่อสู้กับ

142 ศรลี งั กาและอุษาคเนย์ ทมิฬโจฬะ๑๑ คราวน้ันกษัตริย์พม่าให้ความช่วยเหลือการฟื้นฟู พระศาสนาด้วย ส่วนพระศาสนาของพม่าท่ีรุ่งเรืองงดงาม ย่อม สอดคลอ้ งกับพระราชประสงคข์ องพระเจ้าวชิ ัยพาหุ กล่าวตามหลกั ฐาน พม่าตอนบนหรือเมืองพุกามรับรู้พระพุทธศาสนาตั้งแต่ตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ ๑๖ จารึกกลั ยาณกี ด็ ี คัมภีร์มหายสวนิ คยีกด็ ี คมั ภีร์ สาสนวังสะก็ดี และคัมภีร์หมั่นนันยสวินก็ดี ล้วนอธิบายรายละเอียด เกย่ี วกบั การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทบรเิ วณพมา่ ตอนบน๑๒ หลักฐานระบวุ ่ากษตั รยิ พ์ มา่ ได้นมิ นตพ์ ระชนิ อรหันเถระ ซ่งึ เป็นพระสงฆ์ หนุ่มชาวมอญแห่งเมืองสะเทิม ผู้แตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎก๑๓ พระชนิ อรหนั เถระเดนิ ทางมาถึงเมอื งพกุ ามแลว้ พำ� นกั อยู่ในปา่ กษตั ริย์ พม่าโปรดให้นิมนต์พระเถระเข้ามาในพระราชวัง เน่ืองจากกษัตริย์พม่า ชื่นชอบในชือ่ เสียงของพระเถระ จึงถวายความอุปถัมภท์ กุ สิ่งอย่าง๑๔ พระเถระแจ้งกษัตริย์ถึงความส�ำคัญของคัมภีร์พระไตรปิฎก ซ่ึง เปน็ กญุ แจสำ� หรบั เผยแผพ่ ระศาสนา แลว้ กราบทลู วา่ อารามวหิ ารในเมอื ง สะเทิมหลายแหง่ มพี ระไตรปฎิ กถงึ ๑๓ สว่ น ครน้ั แลว้ กษตั รยิ พ์ มา่ จงึ ให้ส่งราชทูตพร้อมเคร่ืองราชบรรณาการเพ่ือขอคัมภีร์พระไตรปิฎก แต่ กษตั ริยแ์ หง่ เมืองสะเทมิ ปฏิเสธเสีย โดยอ้างวา่ ไม่สมควรมอบคัมภรี ์พระ ไตรปฎิ กและพระบรมสารีริกธาตแุ กก่ ษัตรยิ ์ผู้เป็นมจิ ฉาทิฐิ๑๕ ครน้ั ทราบดงั นนั้ กษตั รยิ พ์ มา่ โปรดยกทพั บกุ เมอื งสะเทมิ และไดย้ ดึ เอาคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กและพระบรมสารรี กิ ธาตุ พรอ้ มอญั เชญิ กษตั รยิ แ์ หง่ เมืองสะเทิมมายังเมืองพุกามด้วย๑๖ นับจากน้ันเป็นต้นมา พระพุทธ ศาสนานิกายเถรวาทกลายเป็นศาสนาแห่งรัฐ และแพร่หลายอย่าง

ความสมั พนั ธ์ทางศาสนา 143 รวดเรว็ ตลอดอาณาจกั รพกุ าม สถาบนั พระกษตั รยิ ไ์ ดถ้ วายการสนบั สนนุ พุทธศาสนาอย่างดียิ่ง โปรดให้สร้างอารามวิหารและสถูปเจดีย์เป็น จำ� นวนมาก พระสงฆส์ ามเณรเกดิ ขน้ึ วนั แลว้ วนั เลา่ เปน็ จำ� นวนมาก สมยั นถ้ี อื วา่ พระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทในพมา่ รงุ่ เรอื งแพรห่ ลาย ดว้ ยเหตุ นน้ั พระเจา้ วชิ ยั พาหแุ หง่ ลงั กาจงึ โปรดใหส้ ง่ ราชทตู มาขอความชว่ ยเหลอื จากกษตั รยิ พ์ มา่ เพอ่ื ประดษิ ฐานพระศาสนาในอาณาจกั รของพระองค๑์ ๗ หลักฐานฝ่ายศรีลังกามากมายต่างบันทึกเหตุการณ์การนิมนต์ คณะสงฆ์พม่าของพระเจ้าวิชัยพาหุ จารึกเวฬัยก์การะแห่งเมืองโปโฬน นารุวะระบุว่า พระเจ้าวิชัยพาหุได้นิมนต์พระสงฆ์มาจากอรมณะ เพื่อ ช�ำระคณะสงฆ์สามนิกาย๑๘ คัมภีร์จุลวงศ์อธิบายเสริมอีกว่า พระเจ้า วิชัยพาหุผู้มีพระทัยสืบต่อการคณะสงฆ์ ได้ส่งราชทูตไปหาเจ้าชาย อโนรธาแห่งรามัญประเทศ คราวน้ันกษัตริย์พม่าได้ส่งราชสาสน์พร้อม เครอ่ื งบรรณาการ และพระสงฆผ์ ู้แตกฉานคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ ก ผ้งู ดงาม ด้วยวินัยและทรงคุณธรรม พระองค์ทรงถวายความเคารพพระเถระ เหล่าน้ัน๑๙ สว่ นคัมภรี ป์ ชู าวลยิ ะพรรณนาไว้ว่า หลงั จากขับไลท่ มฬิ หิน ชาตอิ อกจากเกาะลงั กาแลว้ พระเจา้ วชิ ยั พาหไุ ดส้ ง่ ของขวญั อนั ลำ้� คา่ ดงั เช่นแก้วมุกดาและอัญมณีน้อยใหญ่ ไปถวายแก่กษัตริย์แห่งอาณาจักร อรมณะ และโปรดให้นิมนต์พระเถระชาวพม่า ๒๐ รูป แล้วสถาปนา คณะสงฆ์ขึ้นอีกครั้งหน่ึง๒๐ คัมภีร์นิกายสังครหยะอธิบายรายละเอียด เหมอื นคณะราชทตู ไปพมา่ ๒๑ แตน่ า่ เสยี ดายขอ้ มลู เชน่ นไี้ มป่ รากฏพบเหน็ ในฝา่ ยพม่าเลย การร้องขอของพระเจ้าวิชัยพาหุได้รับการตอบรับด้วยดีจาก พระเจ้าอโนรธาผสู้ หาย คราวนนั้ พระองคส์ ามารถสถาปนาคณะสงฆ์อกี

144 ศรลี งั กาและอุษาคเนย์ คร้ัง เพราะความช่วยเหลือของคณะสงฆ์พม่า๒๒ คัมภีร์จุลวงศ์อ้างว่า พระเถระชาวพม่าเหล่าน้ีแตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎก และยอมรับ สมาชกิ ใหมเ่ ขา้ คณะสงฆ์ ดว้ ยพธิ กี รรมตามพทุ ธบญั ญตั ิ ดงั เชน่ อปุ สมบท วธิ ี ถอื ได้วา่ คณะสงฆ์ได้ก่อต้ังขนึ้ อกี คร้งั หนงึ่ ๒๓ นกั วชิ าการหลายทา่ น แสดงความเห็นว่า คณะสงฆ์ผู้เดินทางมาศรีลังกาตามค�ำร้องขอของ พระเจา้ วชิ ยั พาหนุ นั้ คอื พระสงฆช์ าวสงิ หล ซง่ึ อพยพหลบหนไี ปพมา่ สมยั พวกทมฬิ โจฬะปกครองลงั กา ปรณวติ านะเหน็ วา่ ความจรงิ แลว้ คณะสงฆ์ ไม่ปรากฏชื่อจากดินแดนที่ตนมา จึงแสดงให้เห็นว่าคณะสงฆ์ผู้กลับมา จากพมา่ ๒๔ เป็นชาวสงิ หล หรอื ว่าเปน็ ศิษยข์ องพระสงฆ์เหล่าน้ัน๒๕ เพ่ือสนับสนุนแนวคิดนี้คุณวรรธนะ (Gunawardana) ได้เสริม รายละเอียดมากขึ้น๒๖ โดยกล่าวว่าเหตุผลหนึ่งคือความละเลยของ ตำ� นานพมา่ เกยี่ วกบั พระสงฆเ์ ดนิ ทางไปศรลี งั กาเพอ่ื ชำ� ระคณะสงฆ์ แต่ ตอ้ งเขา้ ใจวา่ ตำ� นานพมา่ นนั้ ไมอ่ า้ งเหตกุ ารณท์ พี่ รรณนาไวใ้ นตำ� นานของ ศรลี งั กา เชน่ เดยี วกบั ตำ� นานศรลี งั กากล็ ะเลยเหตกุ ารณส์ ำ� คญั ในตำ� นาน พม่าเช่นกัน ความจริงคือผู้บันทึกต�ำนานทั้งสิงหลและพม่า ล้วนสนใจ บันทึกเหตุการณ์ส�ำคัญแห่งตนเท่าน้ัน สังเกตได้จากจารึกกัลยาณี๒๗ จารกึ หลกั นพี้ รรณนาวา่ คณะสงฆศ์ รลี งั กาซง่ึ ประกอบพธิ อี ปุ สมบทแกพ่ ระ สงฆ์มอญสมัยพระเจา้ ธรรมเจดยี น์ ้ัน สืบสายโดยตรงมาจากพระมหินท เถระผปู้ ระดษิ ฐานพทุ ธศาสนาบนเกาะลงั กาตง้ั แตย่ คุ ดง้ั เดมิ จะเหน็ ไดว้ า่ จุดประสงค์ของจารึกคือบันทึกการประดิษฐานของคณะสงฆ์สิงหลสมัย พระเจ้าธรรมเจดีย์ ส่วนขอ้ ความบางแห่งอาจมีการเสรมิ เขา้ มา เพอ่ื ยืน ยืนความสมเหตุสมผลเรื่องการอุปสมบท ซ่ึงสืบทอดมาจากคณะสงฆ์ ศรลี ังกา

ความสัมพันธ์ทางศาสนา 145 ประเด็นถัดมาคุณวรรธนะสนใจเนื้อหาในคัมภีร์นิกายสังครหยะ ซ่ึงสอดคล้องกับการต้ังข้อสังเกตของปรณวิตานะว่า พระสงฆ์เหล่าน้ัน แท้จริงแล้วเป็นชาวสิงหล คัมภีร์เล่มนี้พรรณนาถึงพระสงฆ์ผู้สถาปนา พระศาสนาในสมัยของพระเจ้าวิชัยพาหุ โดยระบุว่าอาศัยอยู่ท่ีอรมณะ (อรมณ รฏะ แวสิ)๒๘ แต่พระอมรโมลีเถระผู้เรียบเรียงคัมภีร์เล่มนี้ได้ เสนอความเหน็ กบั ขอ้ ความตน้ ฉบบั โดยทา่ นถอดแปลวา่ “อรมณยฏ แวฑ”ิ หมายถึง ผู้ได้เดินทางไปอรมณะ๒๙ ต้นฉบับคัมภีร์นิกายสังครหยะอีก ส่ีเล่มในพิพิธภัณฑ์อังกฤษมีการถอดแปลตอนท้าย๓๐ หากยอมรับการ ถอดแปลตามนั้นย่อมสามารถสนับสนุนแนวคิดว่า พระสงฆ์ผู้เดินทาง มาศรีลังกาตามค�ำนิมนต์ของพระเจ้าวิชัยพาหุน้ัน คือพระสงฆ์ศรีลังกา ผู้หลบหนีไปอยู่พม่า สมัยศรีลังกาตกอยู่ภายใต้การปกครองของทมิฬ โจฬะนนั้ เอง หากถอื ตามคมั ภรี ส์ าสนวงั สะพระเจา้ อโนรธาไดส้ ง่ นกั รบผเู้ กง่ กลา้ หา้ คนมายังเกาะสิหล แลว้ นำ� สำ� เนาคัมภรี พ์ ระไตรปฎิ กกลบั พกุ าม เพื่อ ตรวจทานกับคัมภีร์พระไตรปิฎกซ่ึงรับมาจากเมืองสะเทิม๓๑ ผู้รับภาระ หนา้ ท่ตี รวจสอบคือพระชนิ อรหนั เถระ หลังจากสอบทานแลว้ พบว่าไม่มี ส�ำนวนใดขาดหรือเกิน ท้ังสองส�ำนวนมีความน่าเชื่อถือเท่ากัน๓๒ พระชินอรหันเถระได้เรียบเรียงคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับภาษาพม่าตาม ส�ำนวนของศรีลังกา คุณวรรธนะกล่าวว่าคัมภีร์สาสนวังสะแต่งขึ้น ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ แตต่ ำ� นานเหลา่ อ่ืนของพม่าพากนั ละเลย ประเดน็ นเ้ี สยี จงึ เปน็ เรอ่ื งยากทจ่ี ะยอมรบั ความเหน็ น้ี และเปน็ เรอ่ื งยาก ทจ่ี ะเชอื่ วา่ พระเจา้ วชิ ยั พาหไุ ดร้ บั คมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กจากพมา่ เพราะคมั ภรี ์ พระไตรปฎิ กไดส้ ง่ ไปถวายพระเจา้ อโนรธาสองสามปีกอ่ นนนั้ ๓๓

146 ศรีลังกาและอุษาคเนย์ ถึงแม้ว่าต�ำนานจะแต่งขึ้นยุคหลังโดยหลงลืมบันทึกเหตุการณ์ เนอื่ งจากการพระศาสนาตกตำ�่ ถงึ ขดี สดุ สมยั ทมฬิ โจฬะครอบครองเหนอื เกาะลงั กา อารามวหิ ารทง้ั หมดถกู ทง้ิ รา้ งและคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กทงั้ หมด สูญหาย คัมภีร์พระไตรปิฎกบางเล่มพระสงฆ์ศรีลังกาอาจจะน�ำไปพม่า คราวหลบหนีราชภัย พระสงฆ์ศรีลังกาอาจจะรักษาคัมภีร์พระไตรปิฎก ขณะอาศัยอยู่ในแค้นโรหณระฏะ ด้วยเหตุนั้น เมื่อพระเจ้าอโนรธา ต้องการคัดลอกพระไตรปิฎก เพ่ือตรวจทานกับส�ำนวนภาษาพม่า พระองคอ์ าจจะรอ้ งขอพระเจา้ วชิ ยั พาหใุ หจ้ ดั สง่ คมั ภรี เ์ หลา่ นนั้ แกพ่ ระองค์ สว่ นพระสงฆศ์ รลี งั กาผเู้ ดนิ ทางกลบั จากพมา่ อาจจะนำ� พระไตรปฎิ กตดิ ตวั มาด้วย ลกั ษณะเช่นนน้ี า่ จะตรงกบั ขอ้ มูลในคมั ภรี ป์ ชู าวลิยะและคมั ภรี น์ ิ กายสงั ครหยะ ซงึ่ ระบวุ า่ คมั ภรี ท์ างศาสนานำ� มาจากพมา่ คราเมอ่ื พระเจา้ วิชัยพาหุนิมนต์พระสงฆ์มาจากอาณาจักรแห่งน้ัน๓๔ หรือบางทีอาจจะ ไม่มีส�ำเนาคัมภีร์พระไตรปิฎกหลงเหลือในศรีลังกาแม้เล่มเดียว เพราะ คัมภรี เ์ หลา่ นนั้ ท้งั หมดไม่สามารถตรวจสอบได้ คัมภีร์มหายสวินคยีและพระราชพงศาวดารฉบับหอแก้วระบุว่า พระเจ้าอโนรธาโปรดให้สร้างระเบียงสามหลังรอบเจดีย์ชเวซิกอง เม่ือ พระองค์ทรงด�ำริส่งกองทัพเข้าแย่งชิงพระเขี้ยวแก้วจากศรีลังกา หลกั ฐานระบวุ า่ พระองคไ์ ดส้ ง่ เสนาบดหี ลายคนไปแยง่ ชงิ แตถ่ กู ทา้ วสกั กะ ปอ้ งกนั เอาไว้ ทา้ วสกั กะแนะพระเจา้ อโนรธาใหส้ ง่ ราชทตู ไปขอพระเขยี้ ว แก้วด้วยวิธีสันติ คร้ันแล้วกษัตริย์พม่าได้ส่งราชทูตพร้อมเศวตกุญชร เพ่ือเป็นเครื่องราชบรรณาการถวายแด่กษัตริย์ศรีลังกา และทูลขอ พระเขี้ยวแก้ว พระราชพงศาวดารฉบับหอแก้วเสริมอีกว่ากษัตริย์ศรี ลงั กาสมยั นน้ั พระนามวา่ พระเจา้ ธาตเุ สนะ พรอ้ มกนั นนั้ ไดว้ จิ ารณค์ มั ภรี ์

ความสมั พนั ธ์ทางศาสนา 147 มหายสวินคยีหรือคัมภีร์มหาวงศ์ซึ่งบันทึกนามกษัตริย์สิงหลว่าสิริ- สังฆโพธิ๓๕ เรื่องราวที่ปรากฏในต�ำนานท้ังสองเล่มเต็มไปด้วยความ ลกึ ลบั เชงิ เทพนยิ าย สำ� หรบั กษตั รยิ ล์ งั กาทอี่ า้ งถงึ อาจจะเปน็ พระเจา้ วชิ ยั พาหุ เหตุเพราะพระองค์ทรงมีพระชมน์ชีพร่วมสมัยกับกษัตริย์พม่า พระนามปรากฏในต�ำนานเป็นความผิดพลาดอย่างแท้จริง เพราะไม่มี หลักฐานใดอ้างว่าพระเจ้าวิชัยพาหุคือพระเจ้าธาตุเสนะ กษัตริย์แห่ง ศรีลังกาพระนามว่าธาตุเสนะน้ันมีพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งครองราชย์ สมยั พุทธศตวรรษท่ี ๑๐๓๖ นอกจากนั้น พระนามของกษัตรยิ ์ศรลี ังกา ที่เก่ียวข้องยิ่งถอยหลังไปไกล คัมภีร์มหาวงศ์ของพม่าบันทึกไว้เหมือน ถกู ตอ้ ง พระเจา้ สริ สิ งั ฆโพธเิ ปน็ พระสมญานามของพระเจา้ วชิ ยั พาหนุ นั้ เอง๓๗ เรื่องราวของพระเข้ียวแก้วปรากฏตามต�ำนานของพม่า ล้วน พรรณนาถงึ การส�ำแดงปาฏิหาริย์ ต�ำนานระบวุ า่ คราวนนั้ กษตั รยิ ์สิงหล ออกรบั ราชทตู จากพม่า ได้เสด็จไปยงั พระวิหารซึ่งประดิษฐานพระเข้ยี ว แกว้ แลว้ ทำ� พธิ บี ชู า ครน้ั แลว้ พระเขยี้ วแกว้ ไดส้ ำ� แดงสญั ลกั ษณข์ องมหา บุรษุ ๓๒ ประการ อนพุ ยญั ชนะ ๘๐ ประการ และรัศมแี หง่ มหาบุรุษ อีก ๖ ประการ จากนนั้ ได้ปรากฏบนท้องฟ้าเหมือนพระพุทธเจ้ายงั ทรง พระชนม์ชีพอยู่ กษัตริย์ลังกาได้ทูนผอบอันประดับด้วยอัญมณีบน พระเศยี ร แลว้ ท�ำพิธีกราบไหวด้ ้วยความเคารพ ครั้นแล้วพระเขีย้ วแก้ว เดมิ ไดส้ ำ� แดงปาฏหิ ารยิ แ์ ยกเปน็ พระเขย้ี วแกว้ อกี องคห์ นงึ่ และไดท้ ะยาน ข้ึนไปยังท้องฟ้าราวกะว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ จากนั้น กษตั รยิ ไ์ ดอ้ ญั เชญิ พระเขย้ี วแกว้ ใหเ้ สดจ็ ลงมาแลว้ พระเขย้ี วแกว้ จำ� ลอง นน้ั ไดล้ อยลงมาจากทอ้ งฟา้ และประดษิ ฐานในผอบ ครนั้ แลว้ กษตั รยิ ล์ งั กา โปรดใหม้ อบพระเขย้ี วแกว้ แกค่ ณะราชทตู เพอื่ อญั เชญิ ไปทลู ถวายกษตั รยิ ์ พม่าต่อไป๓๘

148 ศรลี งั กาและอุษาคเนย์ เร่ืองราวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์และความเหลือเช่ือของพระเข้ียวแก้ว จ�ำลอง เป็นเรื่องเกินยอมรับของนักประวัติศาสตร์ แต่ความจริงคือ พระเจา้ วชิ ยั พาหไุ ดส้ ง่ พระเขยี้ วแกว้ จำ� ลองไปถวายกษตั รยิ พ์ มา่ ครนั้ ถงึ พมา่ แลว้ พระเจา้ อโนรธาโปรดใหป้ ระดษิ ฐานพระเขย้ี วแกว้ จำ� ลอง พรอ้ ม กับพระบรมสารีริกธาตุภายในเจดีย์ชเวซิกอง พร้อมทั้งเฉลิมฉลอง อยา่ งยง่ิ ใหญ๓่ ๙ หลกั ฐานจากตำ� นานพมา่ ชใ้ี หเ้ หน็ สมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ ระหวา่ ง ศรีลังกาและพม่า ซ่ึงตรงกับสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุและพระเจ้าอโนรธา ส�ำหรับผู้ครองราชย์สืบต่อพระเจ้าอโนรธาหลายพระองค์ล้วนศรัทธา มั่นคงในบวรพระพุทธศาสนา ต่างด�ำเนินตามศาสโนบายตามแบบอย่าง ปฐมบรมกษัตริย์ผู้ก่อต้ังราชวงศ์และรักษาสัมพันธ์ไมตรีกับศรีลังกาสืบ ต่อมา ต�ำนานพม่าบันทึกไว้ว่าพระเจ้ากยันสิตถาผู้สืบครองราชย์สืบต่อ พระเจ้าอโนรธา โปรดได้สร้างเจดีย์นามว่าสัพพัญญูเพ่ือประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุเก้าองค์ที่เจ้าชายลังกาส่งมาถวาย๔๐ พระเจ้ากยัน สิตถาน้ันปกครองอาณาจักรพุกามประมาณพุทธศักราช ๑๖๒๗- ๑๖๕๕ ซึ่งมีพระชนม์ชีพร่วมสมัยกับพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑ (พ.ศ.๑๕๙๘-๑๖๕๓) หลักฐานซึ่งระบุถึงการอัญเชิญพระบรม สารีรกิ ธาตุมาพม่าสมยั พระองค์ไมแ่ น่ชดั สนั นิษฐานว่าเจ้าชายศรลี งั กา ผู้ส่งพระบรมสารีริกธาตุมาถวายอาจจะเป็นพระเจ้าวิชัยพาหุ แต่หลัก ฐานของศรลี ังกามิไดก้ ล่าวถงึ พระเจ้ากยนั สิตถาแตอ่ ย่างใด พระสงฆ์ศรีลังกาและพม่าต่างมีบทบาททางการเมืองมาทุกยุค ทุกสมัย บทบาทดังกล่าวเด่นชัดกรณีพระเจ้าปรากรมพาหุยกทัพบุกรุก พม่า๔๑ หลักฐานฝ่ายศรีลังกาและพม่าชี้ว่ามีขบวนการพระสงฆ์จากศรี ลังกาถึงพม่าและจากพม่าถึงศรีลังกา โดยเฉพาะช่วงสมัยบ้านเมือง

ความสัมพนั ธ์ทางศาสนา 149 ประสบกบั ความวนุ่ วาย หลกั ฐานพมา่ บนั ทกึ ไวว้ า่ ครน้ั พระเจา้ อลองสทิ ธู สวรรคตสน้ิ แลว้ พระราชโอรสสองพระองคพ์ ระนามวา่ นรถแู ละมนิ ษนิ โส ได้วิวาทกันเรื่องราชบัลลังก์ พระโอรสองค์โตของพระเจ้าอลองสิทธู ประทับอยู่นอกเมืองหลวง พระโอรสองค์รองพระนามว่านรถูจึงขึ้น ครองราชย์ แต่ครั้นเจ้าชายมินษินโสทรงทราบข่าวได้รวบรวมทหารเข้า ปดิ ลอ้ มเมอื งหลวง พระเจา้ นรถไู ดน้ มิ นตพ์ ระสงั ฆราชปณั สคผู เู้ ปน็ ทายาท ของพระชนิ อรหนั เถระเขา้ เฝ้า รอ้ งขอใหพ้ ระเถระชว่ ยเหลือดว้ ยการอ้าง เลศว่าจะมอบราชบลั ลังก์ใหแ้ กเ่ จ้าชายมินษนิ โส พระสังฆราชได้แนะน�ำ ให้เจ้าชายมินษินโสยอมรับราชบัลลังก์ ในงานเลี้ยงวันเสวยราชย์นั้น พระเจา้ นรถไู ดว้ างยาพษิ พระเจา้ มนิ ษนิ โสจนสวรรคต ครนั้ ทราบขา่ วเชน่ นน้ั พระปณั สคสู งั ฆราชประพฤติรังเกียจเพทบุ ายอนั ชว่ั ร้ายของพระเจา้ นรถู จึงออกเดินทางหลบหนีความวุ่นวายไปเกาะลังกา ต�ำนานพม่า อธิบายเสริมอีกว่าพระเจ้านรถูมีพระราชโองการบังคับพระสงฆ์ให้ ลาสกิ ขาสน้ิ พระสงฆบ์ างกลมุ่ พากนั หลบหนรี าชภยั ไปอาศยั เกาะลงั กา๔๒ สันนิษฐานว่าผู้บันทึกต�ำนานกล่าวเกินความจริง เพราะมีการกล่าวว่า พระเจ้านรถูเป็นผู้โหดร้าย ด้วยการส่ังให้ประหารพระราชบิดาและ พระประยูรญาติเป็นจ�ำนวนมาก และคราวน้ันพระสงฆ์พม่าน่าจะหลบ หนคี วามวุน่ วาย เดินทางไปหลบซ่อนราชภยั ท่ีเกาะลงั กา เหตเุ พราะว่า ศรลี ังกาและพม่ามสี มั พันธท์ างศาสนาอันดีเรอ่ื ยมา เรื่องราวเกี่ยวกับพระสังฆราชปัณสคูและพระสงฆ์พม่าเดินทาง มาศรลี งั กา ไมป่ รากฏเหน็ ในตำ� นานของพมา่ สนั นษิ ฐานวา่ พระสงฆพ์ มา่ เหลา่ นน้ั อาจกลบั คืนพม่าหลงั จากสนิ้ สดุ ความว่นุ วายแล้ว เฉกเช่นสมยั พระเจ้าวิชัยพาหุกอบกู้บ้านเมืองจากทมิฬโจฬะ เชื่อว่าครั้นพระเจ้า

150 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ นรปตสิ ทิ ธขู นึ้ ครองราชยแ์ ลว้ ไดน้ มิ นตพ์ ระสงั ฆราชปณั สคแู ละพระสงฆ์ พมา่ กลบั มาตภุ มู ๔ิ ๓ หลงั จากพระเจา้ วชิ ยั พาหมุ ชี ยั เหนอื อรริ าชศตั รแู ลว้ พระสงฆ์ศรีลังกาผู้ทนทรมานต่อความโหดร้ายทารุณของทมิฬโจฬะ ต่างได้รับราชูปถัมภ์อีกคร้ังหนึ่งจนต่อมาศาสนาสร้างความมั่นคงให้แก่ อาณาจกั ร๔๔ จากนน้ั ศนู ยก์ ลางการศกึ ษาพระสงฆไ์ ดแ้ พรห่ ลายกระจาย ตวั ออกไปหลายแหง่ บรรดาสำ� นกั นอ้ ยใหญเ่ หลา่ นน้ั สำ� นกั ทมิ บลุ าคะละ ถือว่าโดดเด่นเหนือกว่าส�ำนักอ่ืนใด พระสงฆ์ผู้อาศัยอารามแห่งนี้มี จ�ำนวนถึงห้าร้อยรูป และได้รับราชูปถัมภ์เป็นอย่างดี๔๕ พระสงฆ์แห่ง ส�ำนักทิมบุลาคะละและส�ำนักแห่งอ่ืนต่างเข้มงวดเรื่องการศึกษา เพื่อ ต้องการฝึกฝนศิษย์ให้ด�ำเนินชีวิตพรหมจรรย์อย่างถูกต้องตาม พทุ ธบญั ญตั ๔ิ ๖ พระเจา้ ปรากรมพาหมุ หาราชผสู้ บื ทอดพระเจา้ วชิ ัยพาหุ ถอื วา่ เป็นผู้อุปถมั ภพ์ ระศาสนาส�ำคัญยิ่ง สมัยพระองค์นน้ั โปรดให้ปฏิรปู พระศาสนาจนม่ันคงถาวร ต�ำนานบันทึกไว้ว่าคร้ันทรงปรึกษากับ พระเถระดังเช่นพระทิมบุลาคะละมหากัสสปเถระเป็นต้นแล้ว พระเจ้า ปรากรมพาหุมหาราชรับสั่งให้ขับไล่สิ่งเศร้าหมองออกจากพระศาสนา แลว้ ใหช้ ำ� ระคณะสงฆ์ และมพี ระบรมราชโองการใหท้ กุ สำ� นกั ดงั เชน่ อภยั คิรีวิหารและเชตวันวิหาร เข้ารับการอุปสมบทจากพระสงฆ์ส�ำนัก มหาวิหาร๔๗ ครั้นรวบรวมคณะสงฆ์สามนิกายให้เป็นหนึ่งเดียวแล้ว โปรดให้ พระสงฆ์ชัน้ เถราจารยต์ ราระเบียบขนึ้ เพือ่ แนะนำ� และควบคุมคณะสงฆ์ ใหป้ ระพฤตดิ งี าม และโปรดใหจ้ ารระเบยี บนล้ี งในแผน่ หนิ ทวี่ ดั กลั วหิ าร๔๘ ตลอดการครองราชย์ของพระองค์ พระพุทธศาสนาได้รับการช�ำระให้ บรสิ ุทธ์ิ และพระสงฆ์ได้รวมเป็นหนง่ึ เดยี ว ความประพฤตขิ องพระสงฆ์

ความสัมพนั ธ์ทางศาสนา 151 งดงาม จนช่ือเสียงขจรไปไกลถึงพม่าและอาณาจักรชาวพุทธเหล่าอ่ืน นับแต่นั้นมาเกาะลังกาเป็นที่รู้จักแพร่หลายในฐานะศูนย์กลางแห่ง พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท๔๙ กิตติศัพท์เช่นน้ีเองชักจูงให้พระสงฆ์ พมา่ เดนิ ทางมาเกาะลงั กา ตวั อยา่ งเชน่ พระอตุ ตราชวี สงั ฆราชผสู้ บื ทอด ต�ำแหน่งต่อจากพระปัณสคูพร้อมด้วยศิษย์หลายรูปพากันเดินทางมา ศรีลังกาเพ่ือกราบไหว้สังเวชนียสถาน๕๐ สันนิษฐานว่าคร้ันพระปัณสคู เดนิ ทางกลับพม่าแล้ว อาจแนะน�ำพระสงฆพ์ มา่ ใหเ้ ดินทางไปเกาะลงั กา เพราะพระเถระได้เห็นการพระศาสนาสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช วา่ มนั่ คงรงุ่ เรอื งเพยี งไร จารกึ กลั ยาณรี ะบวุ า่ ครน้ั พระอตุ ตราชวี เถระและ ศิษย์เดินทางถึงเกาะลังกาแล้ว ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดียิ่งจาก พระสงฆส์ งิ หล๕๑ จากนนั้ พระอตุ ตราชวี เถระได้สอบถามพระสงฆ์สิงหล ถงึ การสบื สายของคณะสงฆ์ จงึ พบความจรงิ วา่ พระสงฆศ์ รลี งั กาสบื สาย โดยตรงมาจากพระมหนิ ทเถระ สว่ นพระสงฆพ์ มา่ สบื สายมาจากพระโสณ เถระและพระอุตตรเถระ จากน้ันพระสงฆ์สองอาณาจักรได้ประกอบพิธี อุปสมบทแก่สามเณรฉปฏะ ผู้ร่วมเดินทางมากับพระอุตตราชีวเถระ๕๒ การอปุ สมบทสามเณรฉปฏะครง้ั นเ้ี ปน็ เหตกุ ารณค์ วามสมั พนั ธส์ ำ� คญั ยงิ่ แตไ่ ม่ปรากฏเหน็ ในตำ� นานศรลี งั กา จารึกกัลยาณีระบุว่าพระอุตตราชีวเถระเดินทางไปศรีลังกา ตรง กบั ปศี กั ราชของพมา่ ๕๓๒ หรอื ภายหลงั พระเจา้ ปรากรมพาหมุ หาราช ปฏริ ปู ศาสนาแลว้ ๖ ป๕ี ๓ หลกั ฐานฝา่ ยศรลี งั กาบอกวา่ พระเจา้ ปรากรม พาหุมหาราชปฏิรูปพระศาสนาตรงกับปีพุทธศักราช ๑๖๙๙- ๑๗๐๐๕๔ สนั นิษฐานว่าพระอุตตราชีวเถระนา่ จะเดินทางไปเกาะลังกา ประมาณพุทธศักราช ๑๗๑๔-๑๗๑๕ หรือประมาณปีศักราชพม่า

152 ศรลี งั กาและอษุ าคเนย์ ๕๓๒๕๕ แตห่ ากพระอตุ ตราชวี เถระออกเดนิ ทางสมยั พระเจา้ นรปตสิ ทิ ธู วันเวลาต้องมีการเปล่ียนแปลง เพราะกษัตริย์แห่งพุกามพระองค์น้ีขึ้น ครองราชย์ตรงกบั พุทธศกั ราช ๑๗๑๗ ประเด็นนี้ความเทย่ี งตรงของ ต�ำนานยากทจ่ี ะเชื่อได้ จงึ ไมส่ ามารถระบรุ ะยะเวลาการเดินทางของพระ อตุ ตราชวี เถระไดอ้ ยา่ งชดั เจน แตก่ ารไปเกาะลงั กาของพระสงฆพ์ มา่ ครง้ั นี้ ถอื วา่ เปน็ การผกู สมั พนั ธท์ างศาสนาอยา่ งใกลช้ ดิ ระหวา่ งศรลี งั กาและ พม่าจนสง่ ผลระยะยาว เรย์ (Ray) เหน็ วา่ นเี้ ปน็ คร้ังแรกที่แสดงใหเ้ ห็น ว่าพระสงฆ์ศรีลังกามีอิทธิพลเหนือพม่า๕๖ ประเด็นน่าศึกษาคือมีการ ประกอบพิธีอุปสมบทต่อหน้าคณะสงฆ์สองอาณาจักร แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์ศรีลังกาพิจารณาการอุปสมบทครั้งนี้อย่างละเอียดรอบคอบ เพราะเป็นการอนญุ าตเฉพาะสามเณรฉปฏะรปู เดยี วเทา่ นนั้ หลกั ฐานพรรณนาวา่ หลงั จากพระเจา้ ปรากรมพาหมุ หาราชปฏริ ปู ศาสนาแลว้ คณะสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ ารของศรลี งั กาเปน็ ทย่ี อมรบั ของดนิ แดนพุทธศาสนาเหล่าอ่ืน เพราะเคร่งครัดในพระวินัยและประกอบ สังฆกรรมถูกต้องตามพุทธบัญญัติ พระสงฆ์เหล่าน้ันอ้างว่าตนเป็น ผู้สืบสายมาจากพระมหินทเถระ ผู้นำ� พระพุทธศาสนามาเผยแผ่ยังเกาะ ลงั กาแตบ่ รรพกาล และพระสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ ารยงั อา้ งวา่ ตนเปน็ ผรู้ กั ษา ค�ำสอนแห่งเถรวาทด้ังเดิม และอ้างว่าเป็นผู้สืบทอดรักษาประเพณี อุปสมบทกรรม นับแต่พุทธศาสนาเข้ามาสู่เกาะลังกาสมัยบูรพาจารย์ สันนิษฐานว่าพระสงฆ์พม่าอาจจะชื่นชอบหลักการประพฤติปฏิบัติ การศึกษาคณะสงฆ์ รูปแบบองค์กรและความงดงามด้านวินัยของ พระสงฆ์ศรลี ังกา หรอื ว่าศรีลังกาอาจจะคมุ้ ครองรักษาส่งิ ศกั ด์สิ ิทธิ์ ดงั เช่นพระเข้ียวแก้วและต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระสงฆ์พม่าผู้เดินทางมา

ความสมั พันธ์ทางศาสนา 153 กราบไหวป้ ชู นยี สถานเหลา่ นอี้ าจจะเปน็ ผศู้ กั ดสิ์ ทิ ธิ์ เพราะสมยั นนั้ มคี วาม เชื่อว่าหากเดินทางไปสักการะบุณยสถานศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ถือว่าประสบ บุญกศุ ลมหาศาล หลังจากกราบไหว้บุณยสถานสถานศักดิ์สิทธิ์ในศรีลังกาแล้ว พระอุตตราชีวเถระและคณะได้เดินทางกลับพม่าเหลือไว้เพียงพระฉปฏะ พระรูปนี้พ�ำนักอยู่ศรีลังกาเป็นเวลาหน่ึงทศวรรษ ได้ศึกษาคัมภีร์ พระไตรปฎิ กและคมั ภรี อ์ รรถกถาภายใตก้ ารสง่ั สอนของพระศรลี งั กาอยา่ ง แตกฉาน ครั้นครบถ้วนทศพรรษาแล้วได้อ�ำลาอุปัชฌาย์เดินทางกลับ เมืองพุกามดินแดนมาตุภูมิ จารึกกัลยาณีพรรณนาว่า หากตัวเราเดิน ทางกลับมาตุภูมิเพียงล�ำพัง ในงานพระราชทานเพลิงศพของพระ อตุ ตราชวี มหาเถระผเู้ ปน็ อาจารย์ หากเราไมป่ รารถนารว่ มสงั ฆกรรมกบั พระสงฆ์แห่งเมืองพุกาม เราก็จะไม่มีพระสงฆ์ครบปัญจวรรคเพ่ือ ประกอบสงั ฆกรรมแยกตา่ งหากจากพระสงฆแ์ หง่ เมอื งพกุ าม เหน็ วา่ เรา ควรจะชักชวนพระสงฆ์ผู้แตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎกอีกส่ีรูปร่วมเดิน ทางกลับบ้านเกิดด้วย๕๗ ประเด็นน้ีชี้ให้เห็นว่าพระสงฆ์พม่าผู้ได้รับการ อุปสมบทจากศรีลังกา ไม่ยอมรับสังฆกรรมของพระสงฆ์พม่ากลุ่มเดิม เพราะเช่อื ว่าคณะสงฆศ์ รลี งั กาสูงกว่า ความรสู้ ึกลักษณะนเ้ี กิดมีเฉพาะ พระสงฆ์ผู้ได้รับอุปสมบทมาจากศรีลังกาเท่านั้น แต่หากพิจารณา อย่างละเอียดจะเห็นว่าพระสงฆ์ศรีลังกาเองมองพระสงฆ์พม่าอย่าง เทา่ เทยี มกนั เฉพาะพระสงฆพ์ มา่ ดว้ ยกนั เองทมี่ สี ลี สามญั ญตาแตกตา่ งกนั สงิ หลนิกายในพม่ารามญั ความเหน็ ส่วนตัวอาจท�ำใหพ้ ระสงฆพ์ มา่ กลุ่มใหม่ ผูห้ วนคนื บ้าน เกดิ เหน็ วา่ ตนเองสงู กว่าพระสงฆพ์ มา่ กลุ่มเดิม จารกึ กลั ยาณพี รรณนา

154 ศรีลังกาและอุษาคเนย์ ถปู ารามเจดยี ห์ รอื เจดยี แ์ หง่ แรกของศรลี งั กา เมอื งหลวงเก่าอนรุ าธปรุ ะ ประเทศศรลี งั กา (คัดลอกภาพจาก www.google.co.th/maps) คัมภีร์จุลวงศ์หรือประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของศรีลังกา ถอดแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย วลิ เฮลม์ ไกเกอร์ (Wilhelm Geiger)

ความสมั พนั ธ์ทางศาสนา 155 มิรสิ สแวฏยิ ะเจดยี ์ ภายในเมืองหลวงเกา่ อนุราธปุระ ประเทศศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก www.google.co.th/maps) ทวารบาลบรเิ วณทางขนึ้ ถปู ารามเจดยี ์ ชาวอนิ เดยี เชอื่ วา่ เปน็ ทา้ วกเุ วรหรอื เจา้ แหง่ ขมุ ทรพั ย์ สังเกตว่าพญานาคจะมีห้าเศยี ร แสดงถงึ พฒั นาการยคุ กลางของอนรุ าธปุระ

156 ศรีลังกาและอุษาคเนย์ รุวันแวฬมิ หาแสยะเจดีย์หรือสุวรรณมาลกิ เจดยี ์ เมอื งหลวงเก่าอนรุ าธปรุ ะ ตน้ แบบเจดยี ์ ขา้ งล้อมของไทย อภัยคิรีเจดีย์ ภายในเมอื งหลวงเก่าอนรุ าธปุระ เปน็ สัญลักษณ์ของของพระสงฆ์มหายาน ฝา่ ยอภยั คิรวี ิหารแห่งเกาะลังกา

ความสัมพนั ธ์ทางศาสนา 157 ภาพวาดรอยพระพุทธบาทแหง่ ศรปี าทะ (คดั ลอกภาพจาก www.lankapura.com) ภาพวาดซากเจดีย์แห่งเมืองแคนดี (คดั ลอกภาพจาก www.lankapura.com)

158 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ ค�ำพูดของพระฉปฏะไว้ว่า เหตุเพราะพระอุตตราชีวมหาเถระผู้เป็น อาจารย์แห่งเราได้ผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศรีลังกา ตัวเราเห็นควรร่วม สังฆกรรมกับพระสงฆ์แห่งเมืองพุกาม เหตุเพราะพระสงฆ์พม่าเหล่านี้ สบื ทอดเชอ้ื สายมาจากพระโสณเถระและพระอตุ ตรเถระ แลพระอตุ ตรชวี มหาเถระผู้เป็นอาจารย์แห่งเราเป็นชาวมอญแต่เดิม ท่านเป็นปาโมกข์ สงฆ์รูปเดียว บัดน้ีพระสงฆ์พม่าได้กลายเป็นใหญ่ เราไม่ปรารถนาร่วม สงั ฆกรรมกบั พระสงฆเ์ หลา่ นนั้ เพราะทฐิ สิ ว่ นตวั พระฉปฏะจงึ ปฏเิ สธเขา้ ร่วมสังฆกรรมกับพระสงฆ์แห่งเมืองพุกาม จึงแยกประกอบสังฆกรรม ตา่ งหาก๕๘ พเิ คราะหต์ ามหลกั ฐานเบอ้ื งตน้ ชใี้ หเ้ หน็ วา่ พระฉปฏะมไิ ดม้ อง ว่าพวกตนเหนือกว่าพระสงฆ์พม่า แต่เป็นความปรารถนาเพ่ือสถาปนา นิกายใหม่ พระฉปฏเถระน้ันเป็นชาวมอญและการแยกนิกายน่าจะเป็น อคติทางเชื้อชาติ หลักฐานคือพระฉปฏเถระอ้างว่าพระอุตตราชีวมหา เถระเป็นพระมอญ ครั้นท่านมรณภาพล่วงแล้วพระสงฆ์พม่าได้ขึ้นร้ัง ต�ำแหน่งประมุขสงฆ์ สาเหตกุ ารแตกแยกนา่ จะมาจากเชือ้ ชาตดิ ังกล่าว พระฉปฏเถระได้เดินทางกลับเมืองมอญบ้านเกิดเพ่ือสถาปนา นกิ ายใหม่ คราวนน้ั ไดน้ มิ นตพ์ ระสงฆผ์ แู้ ตกฉานในคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กไป ด้วย ๔ รูป บรรดาพระเถระเหล่านน้ั พระสีวลีเถระเปน็ ชาวเมอื งตาม พรลิปติ พระตามลินทเถระเป็นพระโอรสของกษัตริย์กัมพูชา๕๙ พระอานนท์เถระเป็นชาวเมืองกาญจิปุระแห่งอินเดียใต้ ส่วนพระราหุล เถระเปน็ พระศรลี งั กาเพยี งรปู เดยี ว๖๐ คาดเดาเอาวา่ พระฉปฏเถระนา่ จะ ประสงคใ์ หพ้ ระสงฆพ์ มา่ แตง่ ตงั้ ตนใหเ้ ปน็ ประมขุ สงฆเ์ มอ่ื เดนิ ทางถงึ พมา่ แลว้ เหตเุ พราะตนไดร้ ับการอปุ สมบทจากพระสงฆ์แห่งส�ำนกั มหาวหิ าร ประเด็นนี้หากพระสงฆ์พม่ายอมรับว่าคณะสงฆ์ศรีลังกาเหนือกว่าตน

ความสมั พันธ์ทางศาสนา 159 กห็ มายความว่าพระสงฆ์พมา่ ต่ำ� กว่า จึงเปน็ ธรรมชาติวา่ คณะสงฆพ์ ม่า ด้ังเดิมย่อมโกรธเคือง และต่อต้านการอ้างของพระฉปฏเถระและคณะ โบว์เห็นว่าพระสงฆ์พม่าอาจโต้แย้งด้วยอ�ำนาจเสมอกันและตรรกะ ถึงความสมเหตสุ มผลของการอปุ สมบท เหมือนอ้างการสบื สายมาจาก พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ๖๑ จารึกกัลยาณีระบุว่าปีศักราชพม่า ๕๔๓๖๒ หรือภายหลังพุทธ ศาสนานกิ ายเถรวาทเข้าสเู่ มอื งพุกามแล้ว ๑๒๔ ปี ลทั ธลิ งั กาวงศ์ได้ ต้ังมั่นด้วยดีในพม่า๖๓ นับแต่พระเจ้าอโนรธาได้น�ำพุทธศาสนาเถรวาท เข้าสู่พุกามเม่ือปีพุทธศักราช ๑๖๐๐ การสถาปนานิกายสิงหลน่าจะ เกดิ ขนึ้ ประมาณพทุ ธศกั ราช ๑๗๒๔ พระฉปฏเถระนน้ั ศกึ ษาพระธรรม วินัยในศรีลังกาสมัยพระจ้าปรากรมพาหุมหาราช (พ.ศ.๑๖๙๖- ๑๗๒๙) สมัยน้ันพระพุทธศาสนาได้หยั่งรากฝั่งลึกภายใต้ราชูปถัมภ์ สว่ นพระฉปฏเถระและคณะกไ็ ดร้ บั ราชปู ถมั ภด์ ว้ ยดเี ชน่ กนั ๖๔ สนั นษิ ฐาน ว่าด้วยเหตุท่ีศรีลังกาโด่งดังในฐานะเป็นอาณาจักรพุทธศาสนานิกาย เถรวาท พระฉปฏเถระและคณะจงึ ไดร้ บั ราชปู ถมั ภเ์ ปน็ อยา่ งดี หลกั ฐาน ระบุว่ากษัตริย์พม่าโปรดให้ผูกเรือเข้ากับแพริมแม่น�้ำอิรวดี จากนั้นได้ นิมนต์พระสงฆ์ห้ารูปประกอบพิธีอุปสมบทแก่กุลบุตรพม่า๖๕ พิธีกรรม อุปสมบทเช่นนี้เป็นประเพณีของพระศรีลังกา หลักฐานคือพระเจ้า ปรากรมพาหุมหาราชโปรดให้สร้างมณฑปบนเรือกลางแม่น้�ำมหาแวฬิ แลว้ นมิ นตพ์ ระสงฆป์ ระกอบพธิ อี ปุ สมบทกรรม๖๖ พระฉปฏเถระและคณะ ไดอ้ ปุ สมบทสามเณรจำ� นวนมากเปน็ พระภกิ ษุ จากนนั้ จำ� นวนผผู้ า่ นการ อุปสมบทเพิ่มขึ้นอย่างมาก น้ีคือการสถาปนานิกายสงฆ์ใหม่ในชื่อว่า ปจั ฉาคณะหรอื นกิ ายสดุ ทา้ ย สว่ นนกิ ายพมา่ ดงั้ เดมิ เรยี กชอื่ วา่ ปรุ มิ คณะ หรอื นกิ ายด้งั เดมิ

160 ศรีลังกาและอุษาคเนย์ พระเจา้ วิชยั พาหทุ ี่ ๒ (พ.ศ.๑๗๒๙-๑๗๓๐) แหง่ อาณาจกั ร โปโฬนนารวุ ะไดส้ านสมั พนั ธไ์ มตรกี บั พมา่ สบื ตอ่ จากพระเจา้ ปรากรมพาหุ มหาราชผู้เป็นพระราชบิดา คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่ากษัตริย์สิงหลได้แต่ง ราชสาสนเ์ ปน็ ภาษาบาลใี หม้ อบถวายกษตั รยิ พ์ มา่ ๖๗ ตำ� นานพมา่ ระบวุ า่ รชั สมยั ของพระจา้ วชิ ยั พาหแุ หง่ ศรลี งั กา ตรงกบั กษตั รยิ พ์ มา่ พระนามวา่ นรปตสิ ทิ ธู (พ.ศ.๑๗๑๗-๑๗๕๔) กลา่ วโดยสรปุ กษตั รยิ พ์ มา่ พระองค์ นเี้ องไดร้ บั พระราชสาสนจ์ ากพระเจา้ วชิ ยั พาหแุ หง่ ศรลี งั กา คมั ภรี จ์ ลุ วงศ์ มิได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชสาสน์เลย สันนิษฐานว่าน่าจะ เก่ียวกับศาสนาเหตุเพราะนิพนธ์เป็นภาบาลี ซึ่งภาษาบาลีน้ันนอกจาก เปน็ จารกึ ของชาวพทุ ธแลว้ ยงั เปน็ ภาษากลางสำ� หรบั ตดิ ตอ่ ระหวา่ งสอง อาณาจกั รดว้ ย จารกึ ของพระเจ้านิสสงั กมัลละระบวุ า่ พระองคม์ คี วามสมั พันธ์เชิง กลั ยาณมติ รอยา่ งแนบแนน่ กบั กษตั รยิ อ์ รมณะ๖๘ จารกึ ธมั มซกิ วหิ ารของ พม่าซึ่งระบุพุทธศักราช ๑๗๔๐ กล่าวถึงกษัตริย์ลังกาโปรดให้ส่ง พระบรมสารีริกธาตุส่ีองค์มามอบถวายกษัตริย์พม่ากล่าวคือพระเจ้า นรปติสิทธู๖๙ และหากยดึ ตามต�ำนานลงั กากษตั รยิ ศ์ รีลงั กาพระองคน์ ้ัน คอื พระเจา้ นสิ สงั กมลั ละ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ความในจารกึ ซงึ่ ระบวุ า่ พระองค์ มีสัมพันธ์ไมตรีกับกษัตริย์อรมณะ ด้วยเหตุนั้นการจะอ้างว่าพระเจ้า นสิ สังกมัลละคือเจา้ ชายสิงหล ผ้สู ่งพระบรมสารีรกิ ธาตุไปถวายกษตั ริย์ พม่าก็ถูกต้อง๗๐ การสถาปนาพระพุทธศาสนาสิงหลในพม่าเป็น เหตกุ ารณส์ ำ� คญั ทางประวตั ศิ าสตรศ์ าสนา หลกั ฐานระบวุ า่ พระมหาเถระ หา้ รปู ผสู้ ถาปนานกิ ายใหม่ ไมส่ ามารดำ� รงความเปน็ หนง่ึ เดยี วไดย้ าวนาน ต่อมาได้แตกแยกย่อยออกเป็นนิกายน้อยใหญ่ ซึ่งปรากฏเห็นในจารึก

ความสัมพนั ธ์ทางศาสนา 161 กัลยาณบี ้าง คมั ภีร์สาสนวังสะบ้าง และตำ� นานพม่าบา้ ง กลา่ วเฉพาะ พระราหุลเถระชาวศรีลังกาท่านได้ปฏิพัทธ์สตรีนางร�ำ พระเถระอีกส่ีรูป เกรงว่าจะเป็นข้อครหาจึงแนะน�ำให้ท่านเดินทางไปมลยทีปะ๗๑ ต่อมา หลังการมรณภาพของพระฉปฏเถระแล้ว ได้เกิดข้อขัดแย้งระหว่าง พระเถระอกี สามรปู ๗๒ สาเหตขุ อ้ ขดั แยง้ คอื คราวหนงึ่ พระเจา้ นรปตสิ ทิ ธไู ดม้ อบถวายชา้ ง เป็นไทยธรรมแก่พระเถระท้ังสามรูป พระอานนท์เถระเห็นสมควรว่า รับได้ ส่วนอีกสองรูปอ้างว่าไม่ถูกต้องตามพระวินัย ด้วยเหตุน้ันพระ ตามลินทเถระและพระสีวลีเถระจึงปล่อยช้างเข้าป่าเสีย แต่พระอานนท์ เถระส่งช้างไปให้แก่ญาติในเมืองกัญจิปุระแห่งอินเดียใต้ พระเถระสอง รูปได้ประณามพระอานนท์เถระว่าละเมดิ วนิ ัยแห่งสงฆ์ พระอานนทเ์ ถระ จึงตัดสินใจประกอบสังฆกรรมแยกต่างหาก๗๓ ต่อมาพระสีวลีเถระและ พระตามลินทเถระเห็นแย้งปัญหาเกี่ยวกับพระวินัย กล่าวคือพระ ตามลนิ ทเถระเหน็ วา่ ฆราวาสสามารถถวายปจั จยั สแี่ กพ่ ระสงฆต์ ามความ จำ� เปน็ แตพ่ ระสวี ลเี ถระเหน็ แยง้ วา่ พระพทุ ธเจา้ ทรงหา้ มรบั ปจั จยั โดยวธิ ี วจีวิญญัตติ พระตามลินทเถระอ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงห้ามเพียงเพราะ การขอเพ่ือประโยชน์ตนเท่าน้ัน พระเถระยืนยันว่าท่านแนะน�ำฆราวาส ถวายปัจจัยสี่แก่พระสงฆ์ลูกศิษย์เจตนาเพ่ือส่งเสริมพระศาสนา แต่ พระสีวลีเถระหาได้เชื่อถือพระตามลินทเถระอีกไม่ นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระเถระทงั้ สองพรอ้ มผองศษิ ย์ ไดแ้ ยกกนั ทำ� สงั ฆกรรมและกอ่ ตงั้ นกิ าย ข้ึนใหม่๗๔ การพระศาสนาในเมืองพุกามสมัยน้ันจึงมีนิกายสงฆ์เป็นจ�ำนวน มาก ไม่รวมกันเป็นหน่ึงเดียว รวมถึงพระสงฆ์สังกัดสิงหลนิกายด้วย

162 ศรีลงั กาและอุษาคเนย์ นิกายเหล่าน้ันท้ังหมดต่างอ้างว่าปฏิบัติตามแนวค�ำสอนอันบริสุทธ์ิของ บูรพาจารย์ จารึกกัลยาณีพรรณนาเหตุการณ์คณะสงฆ์สมัยนั้นไว้ว่า เมอื งพุกามมคี ณะสงฆ์ ๔ คณะ แตล่ ะคณะตา่ งต้ังนกิ ายแยกออกจาก กัน กล่าวคอื ศิษยส์ ายพระสงฆ์จากสธุ รรมนคร ศิษย์สายของพระสวี ลี มหาเถระ ศิษย์สายของพระตามลินทมหาเถระ และศิษย์สายของพระ อานนทม์ หาเถระ บรรดานกิ ายเหลา่ นนั้ ผสู้ บื สายพระสงฆม์ าจากสธุ รรม นครเรียกช่อื วา่ มรมั แหง่ พกุ ามหรอื คณะสงฆ์ปรุ มิ ะ เหตเุ พราะเปน็ นกิ าย เกา่ แกด่ ง้ั เดมิ และคมุ้ ครองรกั ษาประเพณสี บื มา สว่ นผสู้ บื สายศาสนาจาก พระสหี ลทปี ะเรยี กวา่ สหี ละหรอื สงฆป์ จั ฉมิ ะเหตเุ พราะเขา้ มาภายหลงั ๗๕ แม้จะมีนิกายน้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นจ�ำนวนมาก แต่อิทธิพลของนิกาย สิงหลยงั ส่งผลต่อหัวเมืองภายนอกภายใต้อาณาจกั รพุกาม คัมภีร์ภาษาบาลีของศรีลังกานามว่ามหานาคกุละ-สันเดศยะหรือ อีกช่ือหนึ่งว่ามานาวุลุ-สันเดศยะ ได้บันทึกความสัมพันธ์ทางศาสนา ระหว่างศรีลังกากับพม่าในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ความว่าพระนาคเสน เถระแห่งมหานากุละวิหารแห่งโรหณระฎะ ได้เขียนลิขิตฉบับหน่ึงฝาก เสนาบดญี านะไปมอบถวายแกพ่ ระมหากสั สปะเถระ ซงึ่ เปน็ พระเถราจารย์ ชาวพม่าแห่งอริมัททนะปุระหรือพุกาม สมณลิขิตน้ันร้องขอให้พระสงฆ์ พมา่ เรม่ิ ตน้ ชำ� ระพระศาสนาในอาณาจกั รพกุ ามตามแนวทางของพระเจา้ ปรากรมพาหมุ หาราชแหง่ เกาะลงั กา๗๖ ปญั หาคอื พระนาคเสนเถระรปู นี้ คอื ใคร? บาร์เนต็ ต์ (L.D. Barnett) ไดศ้ กึ ษาข้อความจากจารึกซ่งึ ระบุ พุทธศักราช ๑๗๘๐, ๑๗๘๑, ๑๗๘๕ และ ๑๗๘๗ พบว่า กษัตริย์พม่าได้มอบถวายอารามแก่สมภารเจ้าอาวาสนามว่าพระมหา กสั สปเถระ จงึ ยนื ยนั วา่ เปน็ พระมหากสั สปเถระตามคมั ภรี ม์ หานาคกลุ ะ-

ความสมั พันธ์ทางศาสนา 163 สันเดศยะ๗๗ หากเป็นเช่นนั้นจริง สมณลิขิตอาจส่งถึงเมืองพุกาม ประมาณครึ่งแรกแห่งพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ หลักฐานน้ีชี้ให้เห็นว่าสมัย น้ันมกี ารเชื่อมสมั พันธใ์ กล้ชิดระหวา่ งสองอาณาจักร บรรดาหัวเมืองรอบนอกซ่ึงได้รับอิทธิพลสิงหลคือเมืองสะเทิม กอ่ นเมอื งพกุ ามจะกลายเปน็ ศนู ยก์ ลางของพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทนนั้ เมืองสะเทิมเคยเป็นมาก่อนเพราะมากพร้อมด้วยคัมภีร์พระไตรปิฎก พระบรมสารีริกธาตุ และพระสงฆ์ผู้ทรงปราชญ์ สมัยเกาะลังกาตกอยู่ ภายใต้การปกครองของทมิฬโจฬะ พระสงฆ์ชาวสิงหลบางรูปอาจจะ อพยพหลบหนภี ยั มาอาศยั เมอื งสะเทมิ ซง่ึ สมยั นนั้ พระพทุ ธศาสนานกิ าย เถรวาทกำ� ลงั เจริญรงุ่ เรอื ง ดว้ ยเหตุน้นั พระพทุ ธศาสนาแบบสงิ หลอาจ จะเปน็ ทร่ี จู้ กั ของชาวเมอื งสะเทมิ แตค่ รน้ั เมอ่ื พระเจา้ อโนรธาเขา้ ยดึ เมอื ง สะเทมิ และขนคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กพรอ้ มพระสงฆน์ กั ปราชญไ์ ปเมอื งพกุ าม อาจเป็นเหตุให้การพระศาสนาในเมืองสะเทิมหยุดชะงัก ไม่มีหลักฐาน ยืนยันว่าชาวพุทธเมืองสะเทิมถูกจับเป็นเชลยมากน้อยเพียงไร สันนิษฐานว่าอาจจะมีอารามวิหารจ�ำนวนมากซึ่งอยู่ลึกเลยเขตการยึด ครองของกษัตริย์พุกาม ชาวพุทธเหล่าน้ีไม่ได้ถูกพระเจ้าอโนรธา กวาดต้อนไปเป็นเชลย พระสงฆ์ชาวสิงหลผู้เดินทางมาติดต่อกับเมือง สะเทิมน่าจะเกิดข้ึนภายหลังการบุกโจมตีของพระจ้าอโนรธา ชาวพุทธ ผู้ศรัทธาพระพุทธศาสนาแบบสิงหลน่าจะมีก่อนพุกามประมาณพุทธ ศตวรรษท่ี ๑๖๗๘ หากถือตามจารึกกัลยาณีและคัมภีร์สาสนวังสะ พระพทุ ธศาสนาแบบสงิ หลนา่ จะเขา้ มาตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ บั เมอื งสะเทมิ สมยั พระเจ้านรปติสิทธู กล่าวกันว่าพระสารีบุตรเถระจากหมู่บ้านดฬะแห่ง เมืองสะเทิมได้เดินทางไปเมืองพุกาม และได้รับการอุปสมบทจากพระ

164 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ อานนทเ์ ถระตามประเพณขี องสำ� นักมหาวหิ ารแหง่ ศรีลงั กา พระเถระได้ ศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา จนแตกฉานกลายเป็น นกั ปราชญน์ ามอุโฆษ คราวน้นั ช่อื เสียงของทา่ นโดง่ ดังแพรห่ ลายไปไกล ครั้นทราบดังนั้นพระเจ้านรปติสิทธูมีพระประสงค์จะแต่งต้ังให้เป็น พระราชครุ ุ แต่พระเถระประสบกับทกุ ข์เวทนาจนพิการผดิ รปู ถงึ กระนั้น กษัตริย์พม่าได้แต่งต้ังให้ด�ำรงต�ำแหน่งธรรมวิลาสะ พร้อมถวายเคร่ือง ไทยธรรมเป็นจ�ำนวนมาก จากนั้นได้จัดส่งพระเถระเดินทางกลับไป เมอื งมอญ เพอื่ เผยแผ่พระศาสนาตอ่ ไป๗๙ คร้ันพระเถระเดินทางถงึ เมืองสะเทมิ แลว้ ได้สง่ั สอนธรรมวินยั แก่ ลูกศิษย์เป็นจ�ำนวนมาก หลักฐานระบุว่านิกายสิงหลได้ต้ังมั่นในเมือง สะเทมิ เรยี บรอ้ ยแลว้ ชาวเมอื งสะเทมิ รจู้ กั พระสารบี ตุ รเถระและผองศษิ ย์ ในชื่อว่าสีหลปักขภิกขุสังฆะ ส่วนนิกายของพระสงฆ์กลุ่มเดิมชื่อว่า อริยารหันตปักขภิกษุสังฆะ๘๐ ความจริงคือพระสารีบุตรเถระอาจจะ สงั กดั คณะสงฆก์ ลมุ่ เดมิ กอ่ นเดนิ ทางไปรบั การอปุ สมบทจากพระอานนท์ เถระ จารกึ บางแหง่ อา้ งถงึ พระเถระนามวา่ ธรรมวลิ าสพบเหน็ ในฐานชกุ ชี บริเวณซากปรักหักพังรอบสถูปธิยิภิตสะยะ ซ่ึงห่างจากเมืองพุกาม ประมาณ ๘ กิโลเมตร อายุของอักษรประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ สนั นษิ ฐานวา่ พระธรรมวลิ าสเถระตามจารกึ อาจเปน็ พระสงฆ์ ท่ีมาจากเมืองสะเทิมก็เป็นได้๘๑ หากการสันนิษฐานเป็นจริงก็สามารถ ยืนยันตรงกันกับจารึกกัลยาณีและข้อมูลของพม่าอ่ืนอีก จึงสรุปได้ว่า อิทธิพลของพุทธศาสนาแบบสิงหล ได้แพร่หลายไปไกลถึงเมืองสะเทิม โดยคณะสงฆส์ งิ หลซงึ่ ตง้ั มน่ั ดแี ลว้ ในเมอื งพกุ ามอนั มพี ระฉปฏเถระเปน็ ปฐม

ความสมั พนั ธ์ทางศาสนา 165 อทิ ธิพลของนกิ ายสงฆส์ งิ หลแพร่หลายถึงเมืองเมาะตะมะดว้ ย ความแตกแยกภายในนกิ ายสงฆส์ งิ หลแหง่ เมอื งพกุ ามปรากฏเหน็ ในเมอื งเมาะตะมะดว้ ย จารกึ กลั ยาณรี ะบวุ า่ นกิ ายสงฆข์ องพระตามลนิ ท เถระกด็ ี นกิ ายสงฆข์ องพระอานนทเ์ ถระกด็ ี และนกิ ายสงฆข์ องพระสวี ลี เถระก็ดี ล้วนแพร่หลายมายังเมืองเมาะตะมะเฉกเช่นเดียวกัน๘๒ กลา่ วตามพนื้ ฐานแมพ้ ระสงฆแ์ หง่ นกิ ายเหลา่ นนั้ จะประพฤตติ ามประเพณี แหง่ สำ� นกั มหาวหิ ารของศรลี งั กากจ็ รงิ แตก่ ม็ คี วามแตกตา่ งกนั เกยี่ วกบั ขอ้ วนิ ยั เลก็ นอ้ ย แตล่ ะนกิ ายตา่ งตคี วามตามพน้ื ฐานความรแู้ หง่ ตน และ แตล่ ะนกิ ายตา่ งอา้ งวา่ มคี วามใกลช้ ดิ กบั คำ� สอนดง้ั เดมิ มากสดุ หลกั ฐาน พม่าระบุว่าเมืองเมาะตะมะสมัยน้ันมีพระสงฆ์สองนิกาย หน่ึงน้ันก่อต้ัง โดยพระพุทธวังสมหาเถระ และอีกหนึ่งนั้นก่อต้ังโดยพระมหาสามีมหา เถระหรือพระมหานาคเถระ พระสงฆ์ทั้งสองนิกายเป็นอาจารย์ของพระ ชายาแห่งเมืองเมาะตะมะ และทั้งสองนิกายล้วนผ่านการอบรบสั่งสอน จากศรีลังกาเหมือนกัน สมัยเดินทางกลับเมืองเมาะตะมะบ้านเกิดนั้น ทง้ั สองนกิ ายตา่ งแยกกนั ทำ� สงั ฆกรรม สนั นษิ ฐานวา่ อาจเปน็ เพราะความ คิดเห็นเก่ียวกับพระวินัยแตกต่างกัน ซ่ึงเป็นปกติของการแตกแยกของ คณะสงฆพ์ ม่า๘๓ กอ่ นการครองราชยข์ องพระเจา้ อโนรธานน้ั พระสงฆก์ ลมุ่ หนง่ึ นาม วา่ อารเี ป็นผทู้ รงอำ� นาจสงู สดุ ครั้นพระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทกลาย เป็นหัวใจส�ำคัญ และได้รับราชูปถัมภ์อย่างดียิ่ง กษัตริย์ทุกพระองค์ ภายหลงั พระเจา้ อโนรธาตา่ งใหค้ วามสำ� คญั ดา้ นศาสโนบาย พรอ้ มถวาย การสนบั สนนุ พระศาสนาเป็นอยา่ งดี พร้อมกนั นน้ั ตลอดสมยั แห่งอาณา

166 ศรลี งั กาและอษุ าคเนย์ จักพุกาม สถาบันกษัตริย์และพระสงฆ์ต่างมีความสัมพันธ์เป็นอันดีกับ ศรีลังกา อิทธิพลพระพุทธศาสนาแบบสิงหลจึงแพร่หลายเข้าสู่แผ่นดิน พม่า คร้ันย่างเข้าสู่รัชสมัยของพระเจ้านรปติสิทธู (พ.ศ.๑๗๑๗- ๑๗๕๔) อาณาจกั รพกุ ามตอ้ งเผชญิ หนา้ กบั ความวนุ่ วายทางการเมอื ง ซง่ึ สง่ ผลกระทบตอ่ พระศาสนาดว้ ย และผคู้ รองราชยส์ บื ตอ่ ทรงขาดปรชี า สามารถ จึงท�ำใหค้ วามย่งิ ใหญข่ องอาณาจักรพุกามถงึ คราวเส่ือมโทรม เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ารุกรานกลายมาเป็นความล่มสลายของ อาณาจักรในท่ีสุด พระจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งจีนได้แผ่แสนยานุภาพ เขา้ ยดึ ครองพมา่ ตลอดจนดนิ แดนบรเิ วณอษุ าคเนย์ เพอ่ื ฟน้ื สมั พนั ธไ์ มตรี ต่อจากพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์สุง พระจักรพรรดิกุบไลข่านได้ส่ังให้ อาณาจักรน้อยใหญ่บริเวณคาบสมุทรอินเดียและจีน ส่งเคร่ืองราช บรรณาการไปถวายแก่พระจกั รพรรดจิ ีน รวมถงึ พระเจ้านรปติสทิ ธูของ พุกามด้วย แต่กษัตริย์พม่ารับส่ังให้จ�ำคุกราชทูตและประหารชีวิตเสีย ผลเสยี หายจากการดำ� เนนิ วเิ ทโศบายผดิ พลาด เกดิ ความเสยี หายยง่ิ ใหญ่ ตามมา เม่ือกองทัพตาร์ตาของพระจักรพรรดิกุบไลข่านบุกเข้าโจมตี ท�ำลายพมา่ ตอนบนจนเสียหายย่อยยับ๘๔ สมัยหน่ึงชาวฉานแห่งเมืองน่านเจ้าขัดแย้งกับชาวตาร์ตาจนเกิด ความวุน่ วาย จึงพากันอพยพลงมาทางตอนใต้จนถึงเขตพม่า คร้ันชาว ตาร์ต้าถอนก�ำลังเรียบร้อยแล้ว ชาวฉานได้เข้ายึดครองพ้ืนท่ีส่วนใหญ่ ของพม่าตอนบน โดยมีเมืองหลวงช่ือว่าปินยา สะกายและอังวะ เนอ่ื งจากมกี ารบกุ รกุ และเคลอื่ นยา้ ยผหู้ ลายครง้ั การเมอื งของพมา่ ตอนบน จึงประสบกับความวุ่นวายเร่ือยมาจนถึงสมัยของพระเจ้าตะโดพินพญา (พระองคใ์ หส้ รา้ งเมอื งหลวงองั วะและรวบรวมพมา่ ตอนบนเปน็ อาณาจกั ร

ความสัมพนั ธ์ทางศาสนา 167 เดยี วสำ� เรจ็ ตรงกบั ปพี ทุ ธศกั ราช ๑๙๐๗๘๕ การเปลย่ี นแปลงทางการ เมืองและความวนุ่ วายลว้ นสง่ ผลตอ่ พระศาสนา เพราะความม่ันคงของ พระศาสนาเกดิ จากราชปู ถัมภ์ หากปราศจากการสนับสนนุ ของสถาบนั กษัตริย์แล้วไซร้ คณะสงฆ์ก็เส่ือมโทรม สังเกตได้จากสมัยสงคราม พระสงฆต์ า่ งดำ� รงชวี ติ ดว้ ยความยากลำ� บาก หลกั ฐานระบวุ า่ กษตั รยิ แ์ หง่ ฉานพยายามสนบั สนนุ พระศาสนาเปน็ อยา่ งดี แตเ่ พราะเกดิ ความวนุ่ วาย เรอ่ื ยมาการพระศาสนาจงึ ไม่ม่ันคงย่งั ยนื ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งศรีลงั กากับอาณาจกั รรามัญ คร้ันอาณาจักรพุกามล่มสลายแล้ว พระสงฆ์พม่าตอนบนก็ยัง ติดต่อกับศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งศรีลังกาเช่นเดิม โดยได้รับการ อุปถัมภ์จากสถาบันกษัตริย์ สมัยของพระเจ้าโม่ญิ่นตะโดแห่งอังวะนั้น (พ.ศ.๑๙๗๐-๑๙๘๓) พระสริ ธิ มั มาลงั การเถระและพระสหี ลมหาสามี เถระได้เดินทางมาจากลังกา พร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุห้า พระองค์มาด้วย เหตุการณ์นั้นตรงกับพุทธศักราช ๑๙๗๓ คัมภีร์ สาสนวังสะระบุว่าพระเจ้าพระยารามท่ี ๑ แห่งเมืองหงสาวดี (พ.ศ.๑๙๖๙-๑๙๘๙) ไมอ่ นญุ าตใหพ้ ระเถระสองรปู พกั ในอาณาจกั ร รามญั แมข้ นึ้ ฝง่ั ทเี่ มอื งพะสมิ แลว้ รบั สง่ั ใหส้ ง่ ไปยงั เมอื งแปร๘๖ เหตกุ ารณ์ ดังกล่าวไม่สามารถอธิบายได้ แม้อาณาจักรรามัญจะนับถือพระพุทธ ศาสนานิกายเถรวาท อกี ท้งั มพี ระสงฆน์ ิกายสิงหลดำ� รงอยู่ สันนษิ ฐาน ว่ากษัตริย์แห่งอาณาจักรรามัญไม่ทรงศรัทธาพระเถระสองรูปเป็นการ สว่ นพระองค์ แตก่ ษตั รยิ แ์ หง่ เมอื งองั วะครนั้ ทราบเชน่ นน้ั โปรดใหส้ ง่ เรอื สส่ี บิ ลำ� ไปรบั พระเถระสองรปู นน้ั มาเมอื งองั วะ พรอ้ มจดั พธิ ตี อ้ นรบั อยา่ ง

168 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ ยงิ่ ใหญ่ คราวนัน้ พระองค์โปรดใหส้ ร้างอารามขนาดใหญ่ถวายพระเถระ และให้สรา้ งสถปู สำ� หรบั ประดษิ ฐานพระสารีริกธาตุดว้ ย๘๗ เรื่องราวของพระสงฆ์พม่าสองรูปซ่ึงเดินทางไปศึกษาวัตรปฏิบัติ ของพระสงฆ์ศรีลังกาก็ดี พระศรีลังกาเดินทางมาเผยแผ่ยังอาณาจักร พม่ากด็ ี ปรากฏเหน็ ในคัมภีรส์ าสนวงั สะ แตไ่ มพ่ บเหน็ จากหลักฐานอ่ืน คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าพิธีอุปสมบทกรรม จัดขึ้นบนแพกลาง แม่น้�ำกัลยาณีของศรีลังกา ตรงกับปีพุทธศักราช ๑๙๖๗ คราวน้ัน พระสงฆ์ชาวพม่าหกรูปและพระสงฆ์ไทย พร้อมพระกัมพูชาหลายรูปได้ เขา้ พธิ อี ปุ สมบทจากพระสงฆศ์ รลี งั กา87a หลกั ฐานเบอ้ื งตน้ ชวี้ า่ พระสงฆ์ เหลา่ นน้ั มใิ ชช่ าวสงิ หล สนั นษิ ฐานวา่ พระสงฆส์ องรูปนา่ จะเปน็ พระสงฆ์ ชาวพม่า สังเกตได้จากสถาบันกษัตริย์พม่าถวายความอุปถัมภ์ พระศาสนาเรอื่ ยมา จนถึงสมยั พระเจา้ นรปตทิ ่ี ๑ แหง่ อาณาจักรองั วะ (พ.ศ. ๑๙๗๖-๒๐๑๒) กล่าวกันว่ากษัตริย์พม่าพระองค์น้ีโปรดให้ แตง่ ตงั้ อาจารยแ์ หง่ ตนใหด้ ำ� รงตำ� แหนง่ พระมหาสามเี ถระ๘๘ สนั นษิ ฐาน ว่าพระเถระรูปนี้อาจเป็นพระสงฆ์ผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจาก ศรีลังกา คราวน้ันพระเจ้านรปติโปรดให้สร้างอารามวิหารถวายนามว่า ถูปาราม ซ่ึงชื่อมีความคล้ายคลึงกันกับอารามแห่งเมืองอนุราธปุระ๘๙ และตำ� นานพมา่ ระบวุ า่ กษตั รยิ พ์ ระองคน์ โี้ ปรดใหส้ ง่ เครอื่ งไทยธรรมอนั ทำ� ด้วยทองและหินอันมีค่าราคาแพง เพื่อน้อมถวายแด่พระเข้ียวแก้ว อีก ท้งั จดั ซ้ือท่ีดนิ สรา้ งอารามในศรลี งั กา เพอ่ื ความสะดวกสำ� หรบั พระสงฆ์ พม่าผู้ประสงค์เดินทางไปนมัสการบุณยสถานศักด์ิบนเกาะลังกา๙๐ ส�ำหรับกษัตริย์ผู้ครองราชย์สืบต่อพระองค์พระนามว่าพระเจ้าสีหสุระ กษัตริย์พระองค์น้ีได้ด�ำเนินราโชบายสืบต่อความสัมพันธ์ทางศาสนากับ

ความสมั พนั ธ์ทางศาสนา 169 ศรีลังกา หลักฐานระบุว่าพระองค์และพระมเหสีโปรดสละพระเกศาท�ำ เป็นไม้กวาด เฉพาะด้ามจับท�ำด้วยอัญมณีอันล�้ำค่าแล้วส่งไปถวาย กษตั ริย์ลังกา เจตนาเพ่ือกวาดพ้นื บรเิ วณวดั พระเข้ียวแกว้ ๙๑ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ มพี ระสงฆท์ รงปราชญร์ ูปหน่งึ ชาว เมืองพุกามนามว่าฉปฏเถระพ�ำนักอยู่ในศรีลังกา พระพุทธทัตตเถระ อ้างว่าพระฉปฏเถระรูปนี้เป็นอีกรูปหนึ่งต่างหากจากพระฉปฏเถระซึ่ง ปรากฏในจารกึ กลั ยาณ๙ี ๒ เนอื้ ความตอนทา้ ยของคมั ภรี ส์ งั เขปวณั ณนา ระบวุ า่ คมั ภรี ์เลม่ นีร้ จนาโดยพระฉปฏเถระ ซง่ึ เดินทางมาศรีลงั กา สมยั พระจา้ ปรากรมพาหแุ หง่ อาณาจกั รชยั วรรธนปรุ ะโกฏเฏ คมั ภรี พ์ รรณนา ไว้ว่า พระเถระผู้มาจากเมืองอนั รุ่งเรอื งนามวา่ อริมัททนะ ได้เดนิ ทางมา สู่เกาะอันประเสริฐนามว่าตัมพปัณณิ ภายหลังพุทธปรินิพพานแล้ว ๑๙๙๐ ปี ไดช้ ำ� ระพระศาสนาดว้ ยความชว่ ยเหลอื ของพระเจา้ ปรากรม พาหุ และให้สร้างสีมาตามพุทธบัญญัติและหลีกเลี่ยงความผิดพระวินัย ทง้ั ปวงในเมอื งชยั วรรธนปรุ ะ โดยมพี ระสงฆผ์ ทู้ รงความรดู้ า้ นสงั ฆกรรม อันถูกต้องพระวินัยและงดงามด้วยวัตรปฏิบัติ พระเถระรูปนั้นมีชื่อว่า ฉปฏะ ผู้เป็นที่รักใคร่ของกษัตริย์ ผู้แตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎก อันมากมายหลายนัยยะ ผูม้ ีหวั ใจอันสะอาดผอ่ งแผ้วด้วยปญั ญา ผูม้ าก ดว้ ยเมตตาตอ่ สรรพสตั ว์ ผสู้ มควรยกยอ่ งวา่ งามพรอ้ มดว้ ยคณุ ธรรมและ สมั มาปฏิบตั ิ ผู้บำ� เพญ็ ประโยชนเ์ พื่อคนอืน่ ผู้มเี มตตาตอ่ ผองศิษย์ และ ผู้สั่งสอนพระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกแก่พระสงฆ์หมู่มาก พระเถระรูปนี้แลเป็นผู้อธิบายขยายความคัมภีร์อรรถกถาแห่งคัมภีร์ อภิธมั มัตถสังคหะ เพอ่ื ประโยชนแ์ หง่ พระศาสนาของพระศาสดาเจา้ ๙๓

170 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ หลักฐานจากคัมภีร์พม่ายืนยันว่าพระฉปฏเถระรูปนี้เป็นรูป เดียวกัน๙๔ แต่จารึกกัลยาณีกลับพรรณนาประวัติของพระฉปฏเถระ อยา่ งยดึ ยาว ซ่ึงไม่ปรากฏเห็นในวรรณคดเี ลม่ ใด๙๕ ตำ� นานพมา่ อา้ งว่า พระฉปฏเถระผู้แต่งคัมภีร์สังเขปวัณณนา มีชีวิตอยู่ประมาณ พทุ ธศตวรรษที่ ๒๐ สว่ นรปู กอ่ นนนั้ มชี วี ติ ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ อีกเหตุผลหนึ่งซ่ึงยืนยันว่าทั้งสองรูปแตกต่างกันคือ การอ้างถึงค�ำว่า “ชัยวรรธนปุระ” ซ่ึงพบตอนท้ายของคัมภีร์สังเขปวัณณนา เหตุเพราะ เมืองชัยวรรธนะปุระโกฏเฏน้ัน ปรากฏมีภายหลังพระฉปฏเถระรูปแรก หลายศตวรรษ ส่วนการอ้างถึงพระเจ้าปรากรมพาหุนั้นน่าจะหมายถึง พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖ แห่งอาณาจักรโกฏเฏ (พ.ศ.๑๙๕๔- ๒๐๐๙) ต�ำนานพม่าเองก็อ้างสอดคล้องกับคัมภีร์สังเขปวัณณนา ซึ่งระบุถึงการครองราชย์ของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๖ พระฉปฏเถระ ชาวพุกามรูปหลังน่าจะเดินทางมาเกาะลังกา ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ความไม่ชัดเจนจากหลักฐานคือมีการอ้างว่าพระฉปฏเถระได้ท�ำ หนา้ ทปี่ ฏริ ปู พระศาสนาดว้ ยความชว่ ยเหลอื ของกษตั รยิ ส์ งิ หล ไดก้ ำ� หนด เขตสีมาเพ่ืออุปสมบทกรรมบริเวณเมอื งชัยวรรธนปุระ และสงั่ สอนพระ วนิ ยั ปฎิ กและพระอภธิ รรมปฎิ กแกผ่ องศษิ ย๙์ ๖ หลกั ฐานฝา่ ยศรลี งั กามไิ ด้ กล่าวถึงพระสงฆ์พม่าผู้เดินทางมาเกาะลังกาสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุ เพอ่ื ปฏริ ูปคณะสงฆข์ องศรีลงั กาแตอ่ ย่างใด แต่ไม่ถือว่าเสยี หาย เพราะ ผู้บันทึกต�ำนานชาวสิงหลคงไม่เชื่อว่าพระสงฆ์พม่ารูปน้ี ได้ท�ำหน้าท่ี ปฏิรปู คณะสงฆส์ ิงหลจรงิ จึงละเลยเหตกุ ารณ์เสีย ค�ำถามคือพระสงฆ์ พม่าเพียงรูปเดียวสามารถปฏิรูปคณะสงฆ์ศรีลังกาได้จริงหรือไม่? หากยึดตามจารึกกัลยาณีจะเห็นว่าการปฏิรูปคณะสงฆ์มอญสมัยพุทธ

ความสัมพันธ์ทางศาสนา 171 ศตวรรษที่ ๒๐ กษัตริย์แห่งอาณาจักรมอญก็ขอความช่วยเหลือจาก ศรีลงั กา๙๗ หากศึกษาวรรณกรรมของพระฉปฏเถระช่ือว่าสังเขปวัณณนา และคัมภรี แ์ ต่งแก้คมั ภรี ส์ มี าลังการสังคหะชองพระมหาสามเี ถระ จะพบ วา่ พระเถระรปู นเ้ี ชยี่ วชาญเรอ่ื งราวพระพทุ ธศาสนาอยา่ งกวา้ งขวาง ทา่ น อาจจะมาศรีลงั กาเหมอื นพระฉปฏเถระรูปแรก และศกึ ษาพระธรรมและ วินัยภายใต้พระสงฆ์ผู้ทรงปราชญ์ชาวสิงหล อาจจะได้รับต�ำแหน่งมหา เถระเนอื่ งจากทรงภมู คิ วามรู้ และมศี ษิ ยเ์ ปน็ จำ� นวนมากซงึ่ ศกึ ษาภายใต้ การสั่งสอนของท่าน พระพุทธทัตตเถระเห็นว่าพระมหาวิชัยพาหุเถระ ผู้ร้องขอพระฉปฏเถระให้แต่งคัมภีร์สังเขปวัณณนา น่าจะเป็นพระ โตฏคามเุ วศรรี าหลุ เถระผเู้ ปน็ อาจารยใ์ หญแ่ หง่ วชิ ยั พาหปุ ริ เิ วณะ๙๘ หาก จรงิ ตามนน้ั พระฉปฏเถระรปู นไี้ ดเ้ กย่ี วขอ้ งกบั สถาบนั การศกึ ษาสงฆแ์ หง่ นี้ ซง่ึ โดง่ ดงั แพรห่ ลายสมัยพระเจา้ ปรากรมพาหุที่ ๖ กล่าวกนั ว่าพระ ศรีราหุลเถระรูปนี้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์๙๙ เน้ือหาของคัมภีร์ ปัญจิกาประทีปะของพระศรีราหุลเถระชี้ว่าผู้นิพนธ์ได้รับการเล้ียงดูโดย พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖ เสมือนพระโอรสของพระองค์เอง๑๐๐ งานเขยี นอกี เลม่ หนงึ่ ของพระศรรี าหลุ เถระนามวา่ คมั ภรี แ์ สฬลหิ ณิ สิ นั เดศยะ ระบุว่า พระเถระด�ำรงต�ำแหน่งเป็นเป็นราชคุรุ๑๐๑ ส่วนคัมภีร์พุทธิปป- สาทินีฎีกาอ้างว่าพระศรีราหุลเถระเป็นสังฆราชแห่งศรีลังกา๑๐๒ เมื่อ พระศรรี าหลุ เถระมสี มั พนั ธใ์ กลช้ ดิ กบั เชอื้ พระวงศ์ พระฉปฏเถระผตู้ ดิ ตอ่ กับวิชัยพาหุปิริเวณะของพระศรีราหุลเถระ น่าจะมีความสัมพันธ์ เกยี่ วเนื่องกับพระเจา้ ปรากรมพาหเุ ป็นแน่

172 ศรลี งั กาและอุษาคเนย์ พระเจา้ ปรากรมพาหแุ หง่ อาณาจกั รโกฏเฏนนั้ ทรงเปน็ ศาสนปู ถมั ภก ทรงมุ่งมั่นเพื่อรักษาความม่ันคงแห่งพระศาสนา หลักฐานระบุว่าในปีที่ ๔๕ แหง่ การครองราชย์ พระองคโ์ ปรดใหต้ รากฎระเบยี บขนึ้ ใหมส่ ำ� หรบั เป็นแนวทางความประพฤตขิ องพระสงฆ๑์ ๐๓ ความพยายามปฏริ ูปคณะ สงฆ์น้ันนับว่าเป็นงานหนัก จ�ำต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระเถรา จารย์ผใู้ หญ่ พระศรรี าหลุ เถระในฐานะราชครุ ุอาจจะมีบทบาทส�ำคญั กับ ภารกิจครั้งน้ี หากพระฉปฏเถระคุ้นเคยกับวิชัยพาหุปิริเวณะจริง ทา่ นอาจจะชว่ ยพระศรรี าหลุ เถระและพระสงฆศ์ รลี งั กาปฏริ ปู พระศาสนา ประเดน็ นชี้ ว่ ยสนบั สนนุ เนอ้ื หาในคมั ภรี ส์ งั เขปวณั ณนาของพระฉปฏเถระ ซึ่งระบุว่าท่านได้ปฏิรูปพระศาสนาโดยความช่วยเหลือของพระเจ้า ปรากรมพาหุแหง่ อาณาจกั รโกฏเฏ ส�ำหรับศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งพม่าตอนใต้ยังรักษา ความสัมพันธ์กบั ศรีลังกาเรื่อยมา หลักฐานเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างพม่าตอนใต้กับศรีลังกา สมัยนี้มีน้อยนัก หลักฐานแห่งหนึ่งอ้างว่าพระเจ้ารามมะไตยแห่งเมือง หงสาวดี (พ.ศ.๑๘๗๘-๑๙๒๘) ไดส้ ง่ พระสงฆไ์ ปศรลี งั กาเพอ่ื ทลู ขอ พระบรมสารรี ิกธาตุ ครน้ั อญั เชิญกลับพมา่ แลว้ โปรดให้สร้างเจดีย์บรรจุ ตรงบริเวณทรงมีชัยเหนือเจ้าเมืองเชียงใหม่๑๐๔ คัมภีร์โลกัปปทีปกสาร และคมั ภีร์สาสนวงั สะระบุว่าพระสงฆ์สิงหลนามว่าเมธงั กร ซง่ึ พำ� นกั อยู่ เมืองเมาะตะมะ ได้รับแต่งตั้งเป็นราชคุรุของพระมเหสี ซึ่งเป็นพระราช มาดาของพระเจ้ารามมะไตย๑๐๕ หลักฐานอีกแห่งหนึ่งในคัมภีร์ สาสนวงั สะระบวุ า่ พระสงฆเ์ ถราจารยน์ ามวา่ เสวาสวุ ณั ณโสภณะ ไดเ้ ดนิ

ความสัมพันธ์ทางศาสนา 173 ทางไปศรลี งั กาและศกึ ษาภายใตก้ ารแนะนำ� ของพระสงฆช์ าวสงิ หล ทา่ น ไดอ้ ปุ สมบทในนทสี ีมานามวา่ โคลมั โบ พระอปุ ัชฌายน์ ามว่าพระวนรตั น มหาเถระ สว่ นพระอาจารยน์ ามวา่ พระราหลุ มหาเถระ๑๐๖ ระยะเวลาของ การเดินทางน้ันไม่ปรากฏ จารึกกัลยาณีระบุว่าภายหลังพระเถระได้รับ การอปุ สมบทแลว้ ๒๖ ปี ทา่ นไดร้ บั การแตง่ ตงั้ เปน็ พระอปุ ชั ฌายค์ ราว พธิ ีอปุ สมบทสมัยพระเจา้ ธรรมเจดีย์ ตรงกบั พทุ ธศกั ราช ๒๐๒๒๑๐๗ กลา่ วโดยสรุปทา่ นนา่ จะไดร้ บั การอุปสมบทในปพี ุทธศกั ราช ๑๙๙๖ ประเพณอี ปุ สมบทวธิ แี บบสงิ หลเปน็ ทรี่ จู้ กั แพรห่ ลายของพมา่ ตอน ใตส้ มยั ทา้ ยพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ ตรงกบั สมยั พระเจา้ ธรรมเจดยี แ์ หง่ เมอื ง หงสาวดี (พ.ศ.๒๐๑๕-๒๐๓๕) กษัตรยิ พ์ ระองคน์ เ้ี คยเป็นพระสงฆ์ และเปน็ ทป่ี รกึ ษาของพระนางชนิ สอบมู ากอ่ น ตอ่ มาพระนางชนิ สอบเู ลอื ก ให้ครองราชย์สืบต่อ เหตุเพราะไม่มีชายใดในราชวงศ์หลงเหลือเลย๑๐๘ ครั้นขึ้นครองราชย์แล้วพระเจ้าธรรมเจดีย์ได้เห็นความเส่ือมโทรมของ คณะสงฆ์ ซงึ่ สมยั นน้ั ตา่ งแตกแยกเปน็ นกิ ายนอ้ ยใหญแ่ ละตา่ งขดั แยง้ กนั และกัน พระองค์ทรงสังเกตเหน็ ความไร้ทิศทางของนกิ ายนอ้ ยใหญ่และ วตั รปฏิบัติอันแตกตา่ งกนั กษัตรยิ ์แหง่ เมืองหงสาวดนี ัน้ ทรงแตกฉานใน พระธรรมวินัย ทรงมีพระปรีชาสามารถเข้าใจปัญหาภายในคณะสงฆ์ อยา่ งชดั เจน ครนั้ แลว้ ทรงพจิ ารณาวา่ หากรวมนกิ ายสงฆเ์ ปน็ หนง่ึ เดยี ว ย่อมสามารถฟน้ื ฟูการพระศาสนาได้ จึงปรารถนาประกอบพธิ อี ุปสมบท ภายในอาณาจกั รของพระองค์ ความสัมพันธ์ทางศาสนาระหว่างพม่ากับศรีลังกาเป็นเวลาสี่ ศตวรรษนั้น คร้ันล่วงเข้าพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เกิดประเพณีความเช่ือ

174 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ วา่ การพระศาสนาอนั บรสิ ทุ ธไิ์ รค้ วามดา่ งพรอ้ ยปรากฏมเี ฉพาะในศรลี งั กา เทา่ นนั้ และคณะสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ ารยังเป็นหลกั สรา้ งแรงปรารถนาแก่ ชาวพม่า๑๐๙ ด้วยเหตุนั้น คร้ันพระเจ้าธรรมเจดีย์มีพระประสงค์รวม นิกายสงฆ์เป็นหนึ่งเดียว จึงหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากศรีลังกา จารึกกัลยาณีและคัมภีร์สาสนวังสะได้พรรณนาภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ กษตั รยิ ม์ อญครง้ั นอี้ ยา่ งละเอยี ด เนอ้ื หาบรรยายวา่ พระเจา้ แผน่ ดนิ โปรด ไดน้ มิ นตพ์ ระสงฆม์ หาเถระทงั้ หมด ๒๒ รปู โดยการนำ� ของพระโมคคลั ลานเถระแหง่ รามญั คราวนน้ั พระองคโ์ ปรดใหจ้ ดั สง่ พระสงฆเ์ หลา่ นน้ั เดนิ ทางไปศรลี งั กา เพอ่ื เขา้ รบั อปุ สมบทวธิ ตี ามแบบอยา่ งสงิ หล ดว้ ยหวงั วา่ จะนำ� ประเพณอี นั ดงี ามกลบั บา้ นเกดิ มาตภุ มู ิ พระองคโ์ ปรดใหต้ ระเตรยี ม ไทยธรรมอันมีค่า เพ่ือน้อมถวายพระเข้ียวแก้วและบูชาบุณยสถาน ศักด์ิสิทธ์ิรอบเกาะลังกา อีกประการหน่ึง โปรดให้ตระเตรียมไทยธรรม ส�ำหรับถวายพระมหาเถระแห่งศรีลังกา และจัดเตรียมเครื่องราช บรรณาการมอบถวายกษัตริย์แห่งศรีลังกาด้วย พระราชสาสน์ซ่ึงส่งถึง พระสงฆ์สิงหลน้ันเน้นชัดเจนถึงพระราชประสงค์ ด้วยการร้องขอ พระสงฆ์สิงหลให้การอุปสมบทแก่พระสงฆ์ชาวมอญ พระราชสาสน์ เนอ้ื ความคลา้ ยกนั ซงึ่ จารแลว้ ปดิ ดว้ ยถาดทองคำ� ไดม้ อบใหค้ ณะราชทตู น�ำถวายพระเจ้าภวู เนกพาหุผเู้ ป็นกษัตริย์แห่งเกาะลงั กาสมยั นนั้ หลักฐานระบุว่ากษัตริย์แห่งรามัญโปรดให้จัดเตรียมเรือสองล�ำ ลำ� หนง่ึ นน้ั สำ� หรบั พระเถระสบิ เอด็ รปู และผองศษิ ย์ สำ� หรบั ผทู้ ำ� หนา้ ทด่ี แู ล คือเสนาบดีนามว่ารามทูต อีกล�ำหนึ่งน้ันส�ำหรับพระเถระอีกสิบเอ็ดรูป และผองศิษย์เช่นกัน ท�ำหน้าท่ีดูแลโดยเสนาบดีนามว่าจิตตทูต คณะราชทตู ไดเ้ ดนิ ทางออกจากเมอื งหงสาวดใี นปที ี่ ๘๓๗ แหง่ ศกั ราช

ความสมั พันธ์ทางศาสนา 175 (พ.ศ.๒๐๑๘)๑๑๐ หลังจากเดินทางได้หนึ่งเดือนเรือของเสนาบดีนาม ว่าจิตตทูตถึงโคลัมโบอย่างปลอดภัย พระสงฆ์และผองศิษย์ได้รับการ ต้อนรับอย่างดีจากพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๖ (พ.ศ.๒๐๑๒-๒๐๒๐) กษัตริยล์ งั กานั้นครนั้ ได้รบั พระราชสาสนจ์ ากพระเจ้าธรรมเจดยี ์แลว้ ทรง โสมนัสย่ิงนัก โปรดใหถ้ วายไทยธรรมแกพ่ ระสงฆ์และถวายการดแู ลเป็น อยา่ งดี สว่ นเรอื อกี ลำ� หนงึ่ ประสบกบั ปญั หาในการเดนิ ทางเนอ่ื งจากพายุ โหมกระหนำ�่ ตอ้ งใชเ้ วลาถงึ หา้ เดอื นจงึ ถงึ เมอื งแวลคิ ามะทางตอนใตข้ อง ศรลี งั กา จากนนั้ ไดเ้ ดนิ ทางเขา้ เมอื งชยั วรรธนปรุ ะ และไดร้ บั การตอ้ นรบั เปน็ อยา่ งดีจากกษตั รยิ ์สิงหลเชน่ กนั สำ� หรบั พระสงฆ์รามัญกลมุ่ แรกได้ เดินทางไปสักการะบุณยสถานศักด์ิสิทธิ์แห่งเมืองอนุราธปุระ ดังเช่น รุวันแวลิแสยเจดีย์ มิริสแวฏิยเจดีย์ ถูปารามเจดีย์ อภัยคิรีเจดีย์ เชตวันเจดีย์ โลหปราสาท และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ครั้นเดินทางกลับ เมืองชยั วรรธนปุระโกฏเฏแล้ว กษัตริยส์ ิงหลโปรดให้พระสงฆร์ ามัญเข้า สกั การะพระเขยี้ วแกว้ อยา่ งใกลช้ ดิ จารึกกัลยาณีระบุอีกว่าพระสงฆ์พม่าทั้งหมดได้รับการอุปสมบท จากพระสงฆ์สิงหล ซ่ึงสืบสายพุทธประเพณีมาจากพระมหินทมหาเถระ หลักฐานระบุว่ากษัตริย์สิงหลโปรดให้เสนาบดีสร้างมณฑปกลางแม่น้�ำ กลั ยาณี โดยใชส้ ะพานเปน็ เรอื เชอื่ มตดิ กบั มณฑป พธิ อี ปุ สมบทคราวนนั้ กษัตริย์สิงหลมอบหมายให้พระวีทาคมมหาเถระเป็นผู้คัดเลือกพระสงฆ์ คราวนั้นพระมหาเถระ ๒๔ รปู ไดร้ ับการคัดเลือกเข้ารว่ มพิธีอุปสมบท พระสงฆผ์ เู้ ปน็ หวั หนา้ คอื พระธรรมกติ ตมิ หาเถระ ไดป้ ระกอบพธิ อี ปุ สมบท กรรมแกพ่ ระสงฆ์มอญ ๔๔ รูป ครน้ั อปุ สมบทวิธีส�ำเรจ็ แลว้ เสนาบดี นามว่ารามทูตได้น�ำพระสงฆ์มอญเดินทางถึงเมืองหงสาวดีอย่าง

176 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ ปลอดภยั สว่ นเรอื อกี ลำ� หนง่ึ ภายใตก้ ารดแู ลของเสนาบดนี ามวา่ จติ ตทตู ประสบปญั หาระหว่างทาง มีพระสงฆ์บางรปู มรณภาพ สว่ นผ้รู อดชวี ิต ไดข้ น้ึ ฝง่ั ทท่ี า่ นาคปฏั ฏนะทางอนิ เดยี ใต้ จากนนั้ ไดอ้ าศยั เรอื อกี ลำ� เดนิ ทาง กลบั หงสาวดี นบั จากนนั้ พระสงฆ์รามัญจ�ำนวนมากเดินทางมาเขา้ รว่ ม อุปสมบทพธิ ี พระเจา้ ธรรมเจดยี ์โปรดใหส้ ร้างกลั ยาณสี มี าตามนามแหง่ สีมาของศรีลังกา พิธีอุปสมบทชุดแรกโปรดให้ท�ำต่อพระพักตร์กษัตริย์ มอญ หลักฐานระบุว่าตลอดสี่ปีมีพระสงฆ์เข้ารับการอุปสมบทจ�ำนวน ๑,๕๐๐๐ รปู พระสงฆเ์ หลา่ นนั้ รจู้ กั กนั ในชอื่ วา่ สงิ หลนกิ าย อปุ สมบท แบบสิงหลคร้ังนเี้ ป็นการปฏริ ูปพระศาสนาสมยั พทุ ธศตวรรษที่ ๒๐๑๑๑ กลา่ วโดยสรุปนบั จากพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ความสัมพันธ์ทางศาสนาระหว่างศรีลังกากับพม่าด�ำเนินต่อเนื่อง เรื่อยมา แม้จะประสบปัญหากับสถานการณ์บ้านเมืองบ้าง ต่อมาครั้น พม่าเผชิญกับปัญหาทางคณะสงฆ์ กษัตริย์ศรีลังกาก็ส่งพระศาสนาคืน แก่พม่า เพื่อสานต่อมิตรไมตรีอันดีงามนับแต่อดีตกาล การสงเคราะห์ ของศรีลงั กาแก่พมา่ เป็นเรื่องส�ำคญั ยง่ิ เพราะไดม้ อบประเพณีอปุ สมบท วิธีแก่พม่าจนเกิดมีนิกายน้อยใหญ่ภายในอาณาจักรพม่า ความจริงคือ แมพ้ ระสงฆพ์ มา่ จะแตกตา่ งกนั ดา้ นความคดิ แตโ่ ดยพน้ื ฐานแลว้ ทกุ นกิ าย ล้วนสังกดั คณะสงฆ์สงิ หลเหมอื นกนั จึงเกดิ มีความเช่อื อย่างแพรห่ ลาย ว่าศรีลังกาเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซ่ึงรักษา สบื ทอดมาจากคำ� สอนดงั้ เดมิ แท้ สดุ ท้ายพระเจา้ ธรรมเจดยี แ์ หง่ เมอื งหง สาวดไี ดข้ อความชว่ ยเหลอื จากศรลี งั กา เพอ่ื รวมคณะสงฆแ์ หง่ รามญั ให้ เปน็ หนง่ึ เดยี ว จนประสบความสำ� เร็จตามพระราชประสงค์ทุกประการ

ความสมั พันธ์ทางศาสนา 177 พระพุทธรูปเก่าภายในเมืองหลวงเก่าพุกาม ประเทศพม่า (คัดลอกภาพจาก www. facebook.com/Royal-Bagan-Hotel) เจดยี เ์ กา่ ภายในเมอื งหลวงพกุ าม ประเทศพมา่ (คดั ลอกภาพจากwww.google.co.th/maps)

178 ศรลี งั กาและอษุ าคเนย์ (บน-ล่าง) ภาพจิตรกรรมฝาผนังว่าด้วยเรื่องเวสสันดรชาดกตามจินตนาการของศิลปิน ชาวพม่า (คัดลอกภาพจาก www.google.co.th/maps)

ความสมั พนั ธ์ทางศาสนา 179 พระพทุ ธรปู ภายในเมอื งหลวงเกา่ พกุ าม ประเทศพมา่ (คดั ลอกภาพจาก www.facebook. com/Royal-Bagan-Hotel) เจดีย์เก่าภายในเมืองหลวงเก่าพุกาม ประเทศพม่า (คัดลอกภาพจาก www.facebook. com/Royal-Bagan-Hotel)

180 ศรีลงั กาและอุษาคเนย์ จารกึ กลั ยาณขี องพระเจา้ ธรรมเจดยี ์ เมอื งพะโค หงสาวดี (คดั ลอกภาพจาก https://hi-in. facebook.com) พระเจ้าธรรมเจดยี ์นมิ นต์พระสงฆป์ ระกอบพิธอี ปุ สมบท ภาพจติ รกรรมฝาผนังวดั กลั ยาณี ราชมหาวิหาร เขตกัมปะหะ มณฑลตะวนั ตก ประเทศศรีลังกา

ความสมั พันธ์ทางศาสนา 181 เชิงอรรถ ๑ For Mahayana influence in Sri Lanka, see Paranavitana ‘Mahayanism in Ceylon’, CJSG, Vol.II (1928), pp.35-71; Nandasena Mudiyanse, Mahayana Monuments in Ceylon (Colombo, 1967). ๒ Cv, LV; Pjv, ed. Suraweera, p.140; UHC, Vol. I, pt. 2, p.411. ๓ Cv, LV, 20-1; UHC, Vol. I, pt. 2, p.563. ๔ UHC, Vol. I, pt.2, p.563. ๕ Cv, LX, 4ff; Pjv, ed. Suraweera, p.105. ๖ Walpola Rahula, History of Buddhism in Ceylon (Colombo, 1956), pp.63-67. ๗ Cv, LX, 4 ff. ๘ Nikayasamgrahaya, ed. Samaranayake, p.84; Pjv, ed. Suraweera, p.105. ๙ Gunawardana, Ph.D. Thesis, p.396. ๑๐ Ibid. ๑๑ Cv, LVIII, 8-9. ๑๒ Sv, tr. Law, pp. 68 ff; Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, pp.73 ff; 1A, Vol. XXII (1893), pp.17 ff; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp. 182ff.

182 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ ๑๓ Ibid. ๑๔ ส�ำหรับพม่าตอนบนก่อนการเดินทางมาของพระชินอรหันเถระ ปรากฏมีรูปแบบแตกต่างของพุทธศาสนามหายาน พระสงฆ์กลุ่ม นน้ั เรยี กกนั วา่ อารี มวี ตั รปฏบิ ตั นิ า่ รงั เกยี จ มปี กตพิ ฤตกิ รรมดมื่ กนิ For Aris see Duroiselle, ‘The Aris of Burma and Tantric Buddhism’, ASIAR (1915-6), pp.79-93. Maung Htin Aung, Folk Elements in Burmese Buddhism (London, 1962), pp. 125-39. ๑๕ Glass Palace Chronicle of Kings of Burma, p.78; Sv, tr. Law, pp.69-70; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp.189-91. ๑๖ หลักฐานพม่าระบุว่าสาเหตุหลักท่ีพระเจ้าอโนรธาบุกโจมตีพม่า ตอนใต้ เพราะต้องการคัมภรี ์พระไตรปฎิ ก แต่อกี ด้านหนงึ่ มีนยั ยะ ซ่อนอยู่ข้างหลัง อาจเป็นการขับเคล่ือนทางการเมือง เหตุเพราะ กษัตริย์พม่าปรารถนารวบพม่าทั้งหมดเป็นอาณาจักรเดียว และ พม่าตอนใต้ซ่ึงมีลักษณะส�ำคัญจึงต้องรวมเข้ากับอาณาจักพุกาม การร้องขอคัมภีร์พระไตรปิฎกน้ันความจริงคือความต้องการยึด ครองนนั้ เอง ๑๗ ไกเกอร์อ้างต�ำนานซึ่งเรียบเรียงโดยเปรยว่า พระเจ้าอโนรธาทรง ข้ึนครองราชย์ปีพุทธศักราช ๑๕๕๓ และ ๑๕๙๕ และอ้าง ความร่วมมือกันระหว่างพระเจ้าวิชัยพาหุของลังกาและพระเจ้า อโนรธาของพุกามน้ัน อาจเป็นการบันทึกโดยพลการของผู้แต่ง คัมภีร์จุลวงศ์ แต่คุณวรรธนะสนใจต�ำนานซ่ึงเรียบเรียงโดย เมืองฮลา และชี้ให้เห็นว่ากษัตริย์ท้ังสองพระองค์ร่วมสมัยกัน การครองราชย์ของพระเจ้าวิชัยพาหุน่าจะประมาณพุทธศักราช

ความสัมพันธ์ทางศาสนา 183 ๑๕๙๘-๑๖๕๓ สว่ นพระเจ้าอโรธานา่ จะประมาณพุทธศกั ราช ๑๕๘๗ และ ๑๖๒๖ Geiger, Cv, tr. LX, p.214. note 4; Phayre, History of Burma, p.22; Maung Hla, JBRS, Vol. XIII (1923), pp.83ff; Gunawardana, Ph.D. Thesis, p.397. ๑๘ EZ, Vol. II, No. 40, pp.245-55. ๑๙ Cv, LX, 5-7. ๒๐ Pjv, ed. Suraweera, p.105. ๒๑ Nikayasamgrahaya, Ed. Samaranayake, p.84. ๑๒๒ Cv, LX, 5-7; Pjv, p.105; Nikayasamgrahaya, ed. Samaranayake, p.84. ๒๓ Ibid. ๒๔ ตอนทา้ ยพทุ ธศตวรรษที่ ๒๓ การพระศาสนาในศรลี งั กาซงึ่ เผชญิ ชะตากรรมครั้งใหญ่ พระสงฆ์บางกลุ่มหลบหนีไปพม่าและเข้าพิธี อุปสมบท คร้ันกลับเกาะลังกาได้ชักชวนพระสงฆ์พม่ามาด้วย ๕ รูป ต่อมาได้ต้ังนิกายขึ้นใหม่ในศรีลังกานามว่าอมรปุรนิกาย เพราะได้รับความช่วยเหลือจากพระสงฆ์แห่งอมรปุระ N. R. Ray, An Introduction to Study of Theravada Buddhism in Burma (Calcutta, 1946), pp.237ff. ลกั ษณะเชน่ เดยี ววนั เมอื่ พระสงฆไ์ ทย บางกลุ่มได้รับนิมนต์ไปศรีลังกา ได้ก่อตั้งนิกายใหม่ข้ึนช่ือว่า สยามนิกาย ๒๕ UHC, Vol. I, pt. 2, p.564. ๒๖ Gunawardana, Ph.D. Thesis, p.399. ๒๗ IA, Vol. XXII, p.29. ๒๘ Nikayasamgrahaya, ed. Samaranayake, p.84.

184 ศรลี ังกาและอษุ าคเนย์ ๒๙ Nikayasamgrahaya, ed. Amaramoli (Colombo, 1934), p.23, note 1. ๓๐ Gunawardana, Ph.D. Thesis, p.399. ๓๑ Sv, tr. Law, p.71. ๓๒ Sv, tr. Law, p.71. ๓๓ Gunawardana, Ph.D. Thesis, p.401. ๓๔ Pjv, ed. Suraweera, p.105; Nikayasamgrahaya, ed. Samaranayake, p.84. ๓๕ Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, pp.89-90; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp.200-5. ๓๖ UHC, Vol. I, pt. I, pp.294-6. ๓๗ EZ, Vol. II, No. 35, p.211. ๓๘ Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, pp.89-90; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp.204. ๓๙ Ibid,; Harvey, History of Burma, pp.32-33; Maung Htin Aung, A History of Burma, p.36. ๔๐ Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, pp.110; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp.227. ๔๑ See supra, p.33. ๔๒ Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, pp.133; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp.251-2. ๔๓ Harvey, History of Burma, p.55; Ray, An Introduction to the Study of Theravada Buddhism in Burma, p. 11. ๔๔ UHC, Vol. I, pt.2, pp.563 ff.

ความสัมพันธ์ทางศาสนา 185 ๔๕ EZ, Vol. II, pp. 195 ff. ๔๖ UHC, Vol. I, pt. 2, p.566. ๔๗ Ibid, pp. 567-8. ๔๘ EZ, Vol. II, pp. 273ff; UHC, Vol. I, pt. 2, p.568. ๔๙ พุทธศตวรรษท่ี ๒๐ พระเจ้าธรรมเจดีย์แห่งหงสาวดีโปรดให้ สร้างจารึกกัลยาณี ทรงเน้นเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนาสมัย พระเจา้ ปรากรมพาหมุ หาราชเปน็ กรณพี ิเศษ ๕๐ Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, pp.143ff; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp.264ff; IA. Vol. XXII, p.29. ๕๑ Ibid. ๕๒ Ibid. ๕๓ IA, Vol. XXII, p.171. ๕๔ UHC, Vol. I, pt.2, p.569. ๕๕ The Burmese Era begins in A.D. 638. C.H. Philips ed. Handbook of Oriental History (London, 1963), p.128. ๕๖ Ray, op.cit., p.112. ๕๗ IA, Vol. XXII, p. 29. ๕๘ IA, Vol. XXII, p.30. ๕๙ According to Coedes this Tamalinda was the son of Jayavarman VII of Cambodia, The Indianized States, p.178.

186 ศรีลังกาและอุษาคเนย์ ๖๐ IA, Vol. XXII, p.29. Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, p.144; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, p.265. ๖๑ M. H. Bode, The Pali Literature of Burma, (Reprint, London, 1966), p.19. ๖๒ By this the Burmese Khaccapanca Era or the Burmese Era based on A.D. 638 is meant, no the Indian Saka Era of A.D.78. ๖๓ IA, Vol. XXII, p.30. ๖๔ Ibid. ๖๕ IA, Vol. XXII, p.30; Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, pp.144 ff; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp. 265 ff. ๖๖ Cv, LXXVIII, 28-30. การประกอบพิธีอุปสมบทบนเรือเป็น พุทธานุญาต คัมภีร์มหาวรรคแห่งวินัยปิฎกระบุว่า ดูกรภิกษุ เราอนญุ าต หากมเี รอื หรอื สะพานอนั เหมาะสม เราเหน็ ดว้ ยใหเ้ ชอื่ ม ข้างอื่นกับแม่น�้ำเป็นเขตสีมา The Book of Discipline, Vol. IV, Mahavagga, tr.I. B. Horner, SBB, Vol. XIV (1962), p.139. ๖๗ Cv, LXXX, 6-7. ๖๘ EZ, Vol. II, Nos. 17, 26, 27. ๖๙ G.H. Luce, ‘Notes on the Peoples of Burma in the 12th-13th Century A.D.’, JBRS, Vol. XLII (1959), p.67; Coedes, The Indianized States, p. 178. ๗๐ Gunawardana, Ph.D. Thesis, p. 405. ๗๑ IA, Vol. XXII, p. 30; Sv, tr. Law, pp. 72-73; Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, p. 145; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp. 266ff.

ความสมั พันธ์ทางศาสนา 187 ๗๒ Ibid. ๗๓ IA, Vol. XXII, p. 31; Sv, tr. Law, pp. 73; Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, p. 146-7; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp. 267ff. ๗๔ IA, Vol. XXII, p. 31; Sv, tr. Law, pp. 72-73; Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma, p. 145; Maha Yazawin Gyi, Vol. I, pp. 266ff. ๗๕ IA, Vol. XXII, p.31. ๗๖ Manuvulu-sandesa, ed. Madovita Gnanavimala (Colombo, 1925); UHC, Vol. I, pt. 1, p. 58. ๗๗ L. D. Barnett, ‘Manavulu-sandesa’, JRAS (1905), pp. 265-83. ๗๘ Bode, The Pali Literature of Burma, p. 31. ๗๙ IA, Vol. XXII, p. 32; Sv., tr. Law, p.46. ๘๐ IA, Vol. XXII, p. 32; Bode, The Pali Literature of Burma, pp. 32-33. ๘๑ Ray, An Introduction to the Study of Theravada Buddhism in Burma, pp. 157-58. ๘๒ IA, Vol. XXII, p. 33. ๘๓ Sv, tr. Law, p. 47. ๘๔ Harvey, History of Burma, pp. 64ff; Maung Htin Aung, A History of Burma, pp. 66 ff. ๘๕ Muang Htin Aung, A History of Burma, pp. 66 ff.

188 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ ๘๖ Sv, tr. Law, pp. 97-8; see also Hmannan Yazawin, Vol. II, p. 81; Maha Yazawin Gyi, Vol. II, p. 64. ๘๗ Ibid. 87a see infra, pp. 102-103. ๘๘ Sv, tr. Law, p. 102. ๘๙ Ibid. ๙๐ Hmannan Yazawin, Vol. II, p. 109; Maha Yazawin Gyi, Vol. II, p. 88. ๙๑ Hmannan Yazawin, Vol. II, p. 121; Maha Yazawin Gyi, Vol. II, p. 97. ๙๒ A. P. Buddhadatta, ‘Were there two Elders by the name of Chappata?’, UGR, Vol. IX (1951), pp. 69-75. ๙๓ Quoted by Buddhadatta, UCR, Vol. IX, pp.71-72. ๙๔ Bode, op.cit., p. 18; Malalsekera, The Pali Literature of Ceylon, pp. 196-7. ๙๕ Buddhadatta, UCR, Vol. IX, p.74. ๙๖ Paranavitana, UHC, Vol. I, pt. 2, p. 755. ๙๗ UHC, Vol. I, pt. 2, p. 755. ๙๘ UCR, Vol. IX, p. 73. ๙๙ P. B. Sannasgala, Simhala Sahitya Vamsaya, (Colombo, 1961), p. 256. ๑๐๐ Pancikapradipa, Colophon. ๑๐๑ Salalihini-sandesaya, ed. Jayatissa Abhayakoon (Colombo, 1956), p. 18.