อทิ ธพิ ลด้านประติมากรรม 339 (บนซ้าย-ขวา) พระพิมพ์ดินเผาบริเวณภาคใต้ของไทย และ (ล่าง) พระอจนะแห่งวิหาร วัดศรีชมุ อทุ ยานประวตั ิศาสตรส์ ุโขทยั (คดั ลอกภาพจาก www.pantip.com)
340 ศรลี ังกาและอษุ าคเนย์ ตกอยู่ไกลต้องใช้คนตั้ง ๔ คนจึงหามมาได้ บางแห่งได้แข้ง ได้ขา บางแหง่ ไดม้ อื ไดต้ นี ลว้ นเปน็ พระพทุ ธรปู หนิ องคใ์ หญท่ งั้ สน้ิ ตอ้ งชกั มา ด้วยล้อด้วยเกวยี นสพู่ ระมหาวิหารแล้วกต็ ่อติดเข้าดว้ ยปูน จนมีรปู โฉม พรรณวิจิตรดังพระอินทร์นิรมติ มีใหญ่บ้าง กลางบ้าง และเล็กบ้าง เอามาไวเ้ ตม็ พระมหาวหิ ารเรยี งเปน็ แถวงามหนักหนา๔๖ กลา่ วโดยสรปุ เม่ือชา่ งฝีมอื ชาวสุโขทยั ลงมอื สรา้ งพระพุทธรปู ดว้ ยตวั เอง อาจจะจดจำ� พระพุทธรูปเหล่านี้และรู้ด้วยตัวเองว่าพระพุทธรูปควรเหมือนอะไร และ ได้รบั มรดกแห่งแรงบันดาลใจจากสิงหลตามประเพณีของอมราวดี คตคิ วามเชือ่ เกีย่ วกับพระปางลีลา คติความเชื่ออันนิยมแพร่หลายของศรีลังกาอาจจะเกิดความช่ืน ชอบในศิลปะสุโขทยั ตัวอยา่ งคอื พระพุทธรูปปางลีลาบ่งถงึ พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ประกาศพระศาสนา ซงึ่ เปน็ ทนี่ ยิ มแพรห่ ลายสมยั สโุ ขทยั และยคุ หลงั ลกั ษณะของพทุ ธลกั ษณะคอื พระหตั ถข์ า้ งหนง่ึ แสดงธรรม สว่ นพระหตั ถ์ อีกข้างหน่ึงหันไปข้างหน้า พระบาทข้างหนึ่งโค้งทับพระชงฆ์ก้าวเดินไป ข้างหน้า ส่วนน้ิวพระบาทอยู่บนฐาน พระบาทอีกข้างหนึ่งเหยียดตรง ลักษณะพระบาทวางอย่างม่ันคงเหมือนการต้ังใจที่เหยียบพระบาทบน ฐาน บางครัง้ พระหตั ถแ์ สดงทา่ อภัยมทุ รา๔๗ สัญลักษณ์มากมายบง่ ถึง ลกั ษณะอนั หลากหลายตามคตคิ วามเชอื่ ของพระพทุ ธศาสนา ศลิ ปกรรม ทางพระพุทธศาสนาเหล่าน้ันคือ อาสนะหรือต้นโพธ์ิแสดงถึงการตรัสรู้ กงล้อแสดงถึงปฐมเทศนา และรอยพระพุทธบาทแสดงถึงธรรมยาตรา ทงั้ สามนเ้ี ปน็ เหตกุ ารณส์ ำ� คญั ตามพทุ ธประวตั ิ๔๘ กรสิ เวรลิ ดแ์ สดงความ เหน็ เกย่ี วกบั พระพุทธรปู ปางลลี าเชงิ สญั ลกั ษณ์ว่า พระพทุ ธรูปปางลีลา
อิทธิพลด้านประตมิ ากรรม 341 แสดงถงึ ลกั ษณะการประกาศพระศาสนา หากแสดงถงึ ปางแสดงธรรมก็ เหมือนพระพุทธองค์เคล่ือนไปข้างหน้า แสดงว่าพระองค์ประสงค์จะ เปลี่ยนคนมานับถือพุทธศาสนา หากพระองค์แสดงท่าอภัยมุทราแสดง วา่ พระองคไ์ ดเ้ ปลย่ี นคนมานบั ถอื เรยี บรอ้ ยแลว้ แตพ่ ระองคท์ รงทำ� สง่ิ อน่ื อีกด้วยการกดพระบาทท่ีพ้ืนเหมือนการกดตราเคร่ืองหมาย ความจริง คอื พระพุทธองคไ์ ดป้ ระทับยา่ งเหยียบทศี่ รีปาทะนั้นเอง๔๙ พระพทุ ธรปู ปางลลี าจงึ บง่ ถงึ การยา่ งเหยยี บพระบาทเหนอื พน้ื โลก รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาศรีปาทะได้รับการเคารพสูงสุดจาก ชาวศรีลังกา สังเกตได้จากมีผู้จาริกแสวงบุญเดินทางไปกราบไหว้มาก ต่อมาก ถามว่าเหตุใดขาวพุทธสิงหลจึงสักการะบรรพตแห่งน้ี คัมภีร์ มหาวงศ์พรรณนาไวว้ า่ คราวหนึ่งพระพุทธเจา้ ทรงพยากรณ์วา่ ค�ำสอน ของพระองคจ์ ะหยั่งรากฝังลึกบนเกาะลงั กา จงึ เสด็จมาสั่งสอนผู้คนบน เกาะลงั กาถงึ สามครง้ั สมยั เสดจ็ ครง้ั ทส่ี ามตรงกบั ปที แ่ี ปดแหง่ การตรสั รู้ ตามค�ำทูลนิมนต์ของพญานาคมณีอักขิกะ คราวนั้นพระพุทธองค์ได้ ประทับรอยพระพุทธบาทเหนือขุนเขาสุมนกูฏ๕๐ หลักฐานอีกแห่งหน่ึง อา้ งวา่ คราวเดยี วกนั นน้ั พระพทุ ธองคไ์ ดป้ ระทบั รอยพระบาทเบอ้ื งซา้ ยอกี แหง่ หนงึ่ ๕๑ ไมม่ วี รรณกรรมเลม่ ใดของศรลี งั กากลา่ วถงึ รอยพระพทุ ธบาท บนศรีปาทะจนเข้าถึงสมัยโปโฬนนารุวะ นับจากน้ันเป็นต้นมาศรีปาทะ กลายเป็นบุณยสถานศักดิ์สิทธ์ิของกษัตริย์ผู้ปรารถนาถวายความ อุปถัมภ์๕๒ สมัยสุโขทัยและศรีลังกาติดต่อสัมพันธ์ทางศาสนา พระพุทธบาทแห่งศรีลังกาก็ยังเป็นสถานท่ีศักด์ิสิทธิ์เช่นเดิม เร่ืองราว พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ เกาะลงั กากด็ ี การประทบั รอยพระพทุ ธบาทบนศรปี าทะ
342 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ ก็ดี เป็นท่ีรู้จักแพร่หลายและหยั่งรากฝังลึกแล้ว สันนิษฐานว่ากษัตริย์ แห่งสุโขทัยอาจจะปรารถนาเดินตามศรีลังกา โดยเฉพาะเร่ืองราวทาง ศาสนา และอาจจะปรารถนาให้ชาวพุทธเคารพศรัทธาพระพุทธเจ้า เหมือนพระพุทธองค์ทรงชื่นชอบเกาะลังกาด้วยการเสด็จไปประทับรอย พระพุทธบาท เปรียบเหมือนการบันทึกชัยชนะอันสงบสุข๕๓ รอย พระพทุ ธบาทแสดงถงึ การเสดจ็ จารกิ ของพระพทุ ธเจา้ หรอื ตอ่ มาเชอ่ื กนั ว่าค�ำสอนของพระองค์ได้ไปถึงแล้ว๕๔ เหตุเพราะประเทศไทยไม่มี หลกั ฐานใดยนื ยนั วา่ พระพทุ ธเจา้ ทรงประทบั รอยพระพทุ ธบาทเอาไว้ จงึ ต้องจ�ำลองรอยพระพุทธบาทแทน ซึ่งแสดงถึงการเผยแพร่พระศาสนา ของพระศาสดาเจา้ เชน่ กนั ๕๕ จารกึ ของสโุ ขทยั ระบวุ า่ พระเจา้ แผน่ ดนิ ทรง ประทบั ใจสงิ่ ทหี่ ลงเหลอื กลา่ วคอื รอยพระพทุ ธบาทเหนอื สมุ นกฏู จงึ โปรด ใหร้ าชทตู เดนิ ทางไปคดั ลอกแลว้ สรา้ งในสโุ ขทยั นบั จากนนั้ การกราบไหว้ รอยพระพุทธบาทเป็นเรื่องส�ำคัญย่ิงของสุโขทัย พระองค์โปรดให้สร้าง รอยพระพทุ ธบาทบรเิ วณแหง่ หนง่ึ และขนานนามตามสมุ นกฏู บรรพตแหง่ ลังกา ความส�ำคัญของรอยพระพุทธบาทดังกล่าวหมายถึงสุโขทัยเป็น หน้ีศรลี ังกา๕๖ พระพุทธรูปซ่ึงไม่เป็นท่ีรู้จักของอินเดียศรีลังกาและพม่า คือ พระพทุ ธรปู ปางลลี ากลายเปน็ ทนี่ ยิ มแพรห่ ลายในประเทศไทย เหตเุ พราะ บ่งถึงความหลงเหลือแห่งรอยพระพุทธบาท กริสเวริลด์เห็นว่า พระพทุ ธเจา้ นน้ั ทรงยา่ งเหยยี บพระบาทบนดนิ แดนใด ยอ่ มทรงปรารถนา ให้ดินแดนนั้นเป็นมรดกของพระองค์ จึงประทับตราอันมหัศจรรย์เหนือ ดินแดนน้ัน หากกษัตริย์ปรารถนาความย่ิงใหญ่ว่าพระพุทธศาสนาจะ รงุ่ เรอื งตลอดดนิ แดนแหง่ ตน พระองคจ์ ำ� ตอ้ งกระทำ� บางอยา่ งเพอื่ ประทบั
อทิ ธิพลด้านประตมิ ากรรม 343 ตราบนยอดเขาใกล้เมืองหลวง ขณะเดียวกันก็โปรดให้ช่างฝีมือสร้าง พระปฏิมาของพระพุทธเจ้าซึ่งสามารถเปลี่ยนใจผู้คน และประทับรอย พระพทุ ธบาทเอาไว้๕๗ คตคิ วามเชอื่ ของศรลี งั กาครน้ั นำ� เขา้ สสู่ โุ ขทยั กไ็ ด้ รับความนิยมแพร่หลายกลายเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ซึงเป็นลักษณะ พิเศษเฉพาะของประตมิ ากรรมสโุ ขทัย สมัยสุโขทัยนั้นพระพุทธรูปก็น�ำมาจากศรีลังกาเหมือนสมัยทวาร วดี เมอ่ื เกดิ มคี วามสมั พนั ธท์ างศาสนาระหวา่ งสองอาณาจกั รใกลช้ ดิ กนั มากข้ึน แบบจ�ำลองของพระพุทธรูปเหล่านี้อาจจะสนับสนุนช่างฝีมือ สรรค์สร้างงานศิลป์ ซึ่งไม่เหมือนช่างฝีมือชาวยุโรปสมัยปัจจุบันที่ พจิ ารณาเฉพาะแบบจำ� ลองดง้ั เดมิ เทา่ นน้ั ชา่ งชาวพทุ ธตา่ งชมเชยตนเอง เพราะสามารถเลียนแบบ กริสเวริลด์อธิบายว่านี้เป็นเหตุผลดีมาก ผู้อุปถัมภซ์ ่ึงชน่ื ชอบแต่ไม่รูอ้ ะไรเกี่ยวกบั พระพุทธรูป อาจจะเป็นเจา้ ชาย พระองค์หน่ึงซ่ึงถวายไทยธรรมอันเหมาะสม หรืออาจเป็นชาวบ้านคน หนง่ึ ซึง่ ปรารถนาจะทำ� บญุ บางทีอาจเปน็ วันเกดิ ครบ ๖๐ ปี หรอื อาจ เป็นโอกาสพิเศษ เม่ือช่างถามว่าผู้อุปถัมภ์ปรารถนาจะให้พระพุทธรูป เหมือนอะไร ผู้อุปถัมภ์ตอบว่าขอให้ท�ำเหมือนโน้นเหมือนน้ี โดยตั้งชื่อ พระพทุ ธรูปให้เหมาะสมสำ� หรบั ชุมชม หรือหากผ้อู ุปถมั ภเ์ ป็นปัญญาชน (ปัญญาชนสมัยกลางต้องมีจ�ำนวนน้อย) ต้องปรารถนาให้งานเป็นสิ่ง อัศจรรย์ เพื่อต้องการสืบต่อส่วนน้อยนิดแห่งพลังอันไร้ขีดจ�ำกัดของ พระพุทธองค์ พระพุทธรูปจึงต้องย้อนถึงเช้ือสายตามต�ำนานแห่งความ เหมือน “ความจริงแท้” เหมือนพระเจ้าโกสลโปรดให้สลักไม้จันทน์ ซ่ึงพระองค์รู้พุทธลักษณะด้วยตนเอง แต่ส�ำหรับผู้อุปถัมภ์น้ันย่อมไม่ สามารถรู้ได้ว่าพระพุทธปฏิมาที่ตนเองเลือกจะเป็นต้นแบบถูกต้องอย่าง
344 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ แท้จริง วิธปี ลอดภัยสุดคือการพิสจู น์ด้วยการแสดงปาฏิหารยิ ์ หากเปน็ เชน่ นนั้ ความจรงิ แทจ้ ะกลายเปน็ ภาพมายาทนั ที ดว้ ยเหตนุ น้ั การคดั ลอก แบบจำ� ลองซึ่งเปน็ ที่นิยมแพรห่ ลายจงึ ไม่ไดย้ งุ่ ยากอกี ตอ่ ไป๕๘ ธรรมชาตขิ องคนผมู้ ศี รทั ธาคอื จะเลอื กพระพทุ ธรปู อนั สงู ยงิ่ และนา่ เคารพอย่างแพร่หลาย เป็นต้นแบบส�ำหรับคัดลอก เรื่องราวซึ่งพัฒนา ขึ้นรอบพระพุทธรูปจ�ำนวนมากปรากฏเห็นว่า พระพุทธรูปจากอินเดีย และศรีลังกาต่างได้รับการยอมรับในฐานะศาสนวัตถุอันศักด์ิสิทธิ์ ช่างฝีมือชาวสุโขทัยจึงรักษาต้นแบบเอาไว้ พระพุทธรูปท่ีรู้จักกันแพร่ หลายและรปู ภาพตน้ แบบขนาดเลก็ ตอ้ งมาจากสงั เวชนยี สถานโดยผา่ น ผู้จาริกแสวงบุญ ด้วยการแสดงออกถึงความศรัทธาและความส�ำคัญ เจ้าของพระพุทธธูปเหล่าน้ันอาจจะอ้างเหตุผลตามต�ำนานท้องถ่ิน วรรณกรรมเกย่ี วกบั พระพทุ ธรปู จากศรลี งั กาพบเหน็ ในคมั ภรี ช์ นิ กาลมาลี ปกรณ์และคัมภีร์สิหิงคนิทาน ซ่ึงกล่าวถึงการอัญเชิญพระพุทธรูปจาก ศรีลังกามาถวายพ่อขุนศรีอินทราทิตย์แห่งสุโขทัย พระองค์และพสกนิ การต่างสักการบูชาเป็นอย่างดี๕๙ ต�ำนานเสริมอีกว่าพระพุทธรูปกอปร ดว้ ยปาฏหิ ารยิ ์ กอ่ นทจ่ี ะเดนิ ทางถงึ ไทยเกดิ ภยั จนเรอื ลม่ กลางมหาสมทุ ร สมยั ตอ่ มาหลงั จากอาณาจกั รสโุ ขทยั เสอ่ื มลง พระพทุ ธรปู องคน์ ไี้ ดเ้ คลอื่ น ยา้ ยไปตามสถานทหี่ ลายแหง่ และมกี ารสรา้ งองคจ์ ำ� ลองหลายองค์ เรอ่ื ง ราวชี้บอกว่ากษัตริย์ไทยหลายอาณาจักรได้ยกทัพยึดครองพระพุทธรูป องคน์ ี้ และกษตั รยิ ผ์ ปู้ รารถนาครอบครองพระพทุ ธรปู องคน์ ี้ อาจจะสรา้ ง องค์จ�ำลอง เพ่ือป้องกันองค์จริงตกเป็นสมบัติของศัตรู ด้วยเหตุน้ัน กษัตริย์รุ่นหลังผู้ครอบครองจึงไม่รู้ว่าถูกศัตรูหลอก อาจจะคิดว่าครอบ ครองพระพทุ ธรปู สงิ หลองคจ์ รงิ และเมอื่ มกี ารทำ� สงครามแยง่ ชงิ กม็ กี าร กล่าวยำ้� ซ�้ำแลว้ ซ�ำ้ อีก๖๐
อทิ ธิพลด้านประตมิ ากรรม 345 เป็นไปได้ยากนักหากจะยืนยันพระพุทธปฏิมาสิงหลองค์จริง อาจจะสญู หายขณะเคลอื่ นยา้ ยจากทหี่ นง่ึ ไปอกี ทห่ี นง่ึ ปจั จบุ นั มกี ารอา้ ง ว่าพระพทุ ธรปู องคจ์ รงิ มีท้งั หมดสามองค์ องค์หนึ่งอยู่เชียงใหม่๖๑ องค์ หนงึ่ อยนู่ ครศรธี รรมราช๖๒ สว่ นอกี องคห์ นงึ่ อยพู่ พิ ธิ ภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร๖๓ สององค์แรกเช่ือว่าไม่ใช่จ�ำลองมาจาก ต้นแบบสิงหล เพราะลกั ษณะทางประติมานวิทยาแตกต่างจากพระพทุ ธ ปฏิมาแบบสิงหล และลักษณะปางภูมิสปรรศมุทราไม่เป็นที่รู้จักใน ประติมากรรมของศรลี ังกา ครสิ เวริลด์เห็นวา่ องค์จำ� ลองท้งั สองมาจาก ต้นแบบนาลันทา น�ำเขา้ มาสมัยพระญาติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา เนื่องจากสมัยนั้นพระพุทธรูปแบบสิงหลท่ีหายไปมีการค้นพบแล้ว๖๔ ลกั ษณะทางประตมิ านวทิ ยาของพระพทุ ธรปู ในพพิ ธิ ภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาติ ช้ีให้เห็นว่าน่าจะจ�ำลองมาจากพระพุทธรูปแบบสิงหล๖๕ ส่วนหลวงบุริ บาลบุรีภัณฑ์เห็นว่าพระพุทธรูปองค์น้ีเป็นองค์ด้ังเดิมน�ำมาจากศรีลังกา และเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคล้อยหลังหนึ่งศตวรรษล่วงแล้ว สงั เกตจากความไมเ่ หมอื นกนั ระหวา่ งพระพทุ ธปฏมิ าองคน์ นั้ กบั ลกั ษณะ ศลิ ปะสงิ หล ความแตกตา่ งดงั กลา่ วกลายเปน็ ความสงสยั นำ� ไปสขู่ อ้ สรปุ ว่า พระพุทธปฏิมาองค์นี้น่าจะจ�ำลองขึ้นมากกว่าน�ำมาจากศรีลังกา ธรรมดาแลว้ พระพทุ ธรปู ทา่ ธยานะมทุ ราพบเหน็ ตามลกั ษณะของพระพทุ ธ รูปแบบสิงหลท่ัวไป ส่วนท่าวีราสนะและอุษณียะเหมือนเปลวไฟสังเกต เห็นความน่าดึงดูดใจ๖๖ ความแตกต่างดังกล่าวอาจจะเกิดจากการ จ�ำลอง และเกิดพัฒนาผ่านการเช่ือมโยงกับคติความเช่ือพ้ืนถ่ิน จันทร์ และย้ิมสิริเห็นว่า เข้าใจกันว่าการจ�ำลองพระพุทธสิหิงค์มีมาแต่โบราณ วนั นอี้ าจจะไมเ่ หมอื นองคจ์ รงิ จนเกดิ ภาพเชงิ ลบ แตม่ องอกี ดา้ นหนง่ึ อาจ
346 ศรีลงั กาและอุษาคเนย์ จะเป็นแบบใหม่ เหมือนชา่ งฝีมอื สมัยนน้ั สามารถจำ� ลองขึ้นมาได้ ไมว่ ่า จะเปน็ ขนาดเทา่ องคจ์ รงิ ดว้ ยลกั ษณะเชน่ น้ี นอกจากจะรว่ มมอื เดนิ ตาม ตน้ แบบแลว้ ช่างฝีมอื ยงั ตอ้ งค�ำนวณด้วย๖๗ ก่อนชนชาตไิ ทยจะกอ่ รา้ งสร้างฐานบริเวณภาคเหนือตอนบนของ ประเทศไทย อาณาจักรมอญแห่งหริภุญไชยเป็นดินแดนหนึ่งซึ่งได้รับ อิทธิพลด้านวัฒนธรรมทวารวดี จึงต้องช่ืนชอบพระพุทธศาสนานิกาย เถรวาทเป็นธรรมดา อีกท้ังอาจจะอยู่ภายใต้อิทธิพลพุทธศาสนานิกาย เถรวาทของอาณาจกั รเพอ่ื นบา้ นกลา่ วคอื พกุ าม หลกั ฐานทางโบราณคดี ยนื ยนั วา่ หรภิ ญุ ไชยมศี ลิ ปกรรมสมั พนั ธก์ บั พระพทุ ธศาสนา และนคี้ อื การ รบั มรดกพระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทของคนไทย ครนั้ เคลอื่ นยา้ ยผคู้ น เขา้ ครอบครองบรเิ วณหรภิ ญุ ไชยแลว้ พระเจา้ แผน่ ดนิ ไดบ้ นั ทกึ ศาสนกจิ ลงในศิลาจารึก ซ่ึงสลักเป็นภาษามอญและภาษาบาลี อีกทั้งยังสร้าง เจดีย์และพระพุทธรูปศิลาและพระพิมพ์ดินเผาต้นแบบอีกเป็นจ�ำนวน มาก๖๘ ครนั้ ประมาณพทุ ธศกั ราช ๑๘๓๕ พระญามงั รายทรงรวบรวม อาณาจกั รลา้ นนา ถดั มาพุทธศักราช ๑๘๓๘ พระองค์โปรดให้สร้าง เมืองเชียงใหม่ เหตุการณ์นี้เป็นก้าวส�ำคัญด้านประวัติศาสตร์ทางภาค เหนือตอนบนของประเทศไทย๖๙ ชาวไทยเหนือได้ติดต่อสัมพันธ์ด้าน ศลิ ปกรรมของพระพทุ ธศาสนาเถรวาท สมยั ราชวงศน์ เี้ องวฒั นธรรมแบบ พทุ ธไดร้ บั แรงกระตนุ้ ใหม่ ศลิ ปกรรมแบบหรภิ ญุ ไชยอนั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของ ศลิ ปะแบบทวารวดไี ดส้ รา้ งมรดกใหแ้ กค่ นไทย สถาปนกิ และชา่ งฝมี อื ภาย ใต้กษัตริย์พระองค์ใหม่ น่าจะมีส่วนช่วยในการฝีกฝนชาวมอญหรือคน ไทยตามศลิ ปกรรมแบบมอญ จงึ สงั เกตเหน็ ประตมิ ากรรมสมยั เรมิ่ ตน้ ของ ลา้ นนานเป็นการสืบต่อเอกลกั ษณ์แบบหริภญุ ไชย๗๐
อทิ ธิพลด้านประติมากรรม 347 ปัจจุบันตัวอย่างอันเป็นเอกลักษณ์แบบหริภุญไชยค้นพบยากนัก นอกจากประเภททองสมั ฤทธเ์ิ ลก็ นอ้ ยเทา่ นนั้ สว่ นใหญเ่ ปน็ พระพมิ พด์ นิ เผา แตไ่ มม่ คี วามแตกตา่ งระหวา่ งสมยั หรภิ ญุ ไชยและสมยั ลา้ นนายคุ ตน้ เหตุ เพราะประตมิ ากรรมของสองสมยั มเี อกลกั ษณเ์ ดยี วกนั แตส่ ามารถยนื ยนั ได้คือประติมากรรมเหล่าน้ันเป็นเอกลักษณ์สมัยทวารวดี๗๑ อิทธิพล สงิ หลเช่ือมต่อทวารวดีและแพรห่ ลายเขา้ สหู่ ริภุญไชยอยา่ งไร สัตมหาล ปราสาทถือว่าเป็นอิทธิพลหริภุญไชยหรือสิ่งก่อสร้างแบบมอญเช่ือมกับ สถาปตั ยกรรมแบบสงิ หล ประเดน็ นี้ยากที่จะอธบิ ายเพราะขาดหลกั ฐาน ทางโบราณคดมี ายนื ยนั สนั นษิ ฐานวา่ นา่ จะมกี ารตดิ ตอ่ สมั พนั ธบ์ างอยา่ ง กับอาณาจักรหริภุญไชยแล้ว แต่ยากที่จะระบุให้แน่นอนว่าลักษณะเช่น นี้ท�ำให้อิทธิพลสิงหลเหนือประติมากรรมมอญจริงหรือไม่ การพัฒนา ประติมากรรมของล้านนาสมัยต่อมาเป็นเอกลักษณ์แบบสุโขทัย น�ำมา โดยพระสงฆแ์ หง่ สำ� นกั อรญั วาสนี ามวา่ สมุ นเถระ ผนู้ มิ นตค์ อื พระญากอื หาแห่งอาณาจักรล้านนา ประมาณพุทธศักราช ๑๘๑๒๗๒ พระสุมน เถระน้ันพิจารณาว่าต้องการเครื่องมือบางอย่างเพ่ือเผยแผ่พระศาสนา จงึ กราบทลู กษตั รยิ ใ์ หส้ รา้ งพระพทุ ธรปู ปางประทบั ยนื ทำ� ดว้ ยทองสมั ฤทธ์ิ ขนาดใหญ่ ๔ องค์ นี้เป็นจดุ เรม่ิ ต้นการเผยแผ่พระศาสนาของพระสมุ น เถระ หลังจากน้ันเพียงสองปีศาสนกิจของพระเถระก็ประสบความ สำ� เรจ็ ๗๓ รปู แบบดงั้ เดมิ แทข้ องพระพทุ ธรปู จงึ ไมส่ ามารถสงั เกตได้ เพราะ กลายร่างเป็นแบบตามจินตนาการของช่างรุ่นหลัง หลักฐานทางอักษร โบราณแสดงว่าพระสุมนเถระได้สร้างแบบพระพุทธรูปไว้เรียบร้อยแล้ว ซึง่ สามารถเหน็ ได้ตามแบบสุโขทัย๗๔
348 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ การมาของพระสุมนเถระหมายถึงการแนะน�ำศิลปกรรมแบบ สโุ ขทยั แกอ่ าณาจกั รลา้ นนา พระพทุ ธรปู ทอี่ ญั เชญิ มาพรอ้ มกบั พระเถระ กลายเปน็ ต้นแบบตามคำ� ร้องขอของกษัตริยแ์ ห่งล้านนา กริสเวริลด์เหน็ ว่าเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปแบบน้ีเรียกว่าลักษณะแบบพระสุมนเถระ หลักฐานช้ีให้เห็นว่าแรงกระตุ้นแบบสุโขทัยเป็นท่ีนิยมแพร่หลายตลอด อาณาจกั รลา้ นนากระทง่ั กลายเปน็ พระพทุ ธรปู แบบสหี ะ๗๕ ลกั ษณะของ พระพุทธรูปแบบนี้เกิดมีสมัยพระญาติโลกราช ประมาณตอนกลางพุทธ ศตวรรษที่ ๒๐๗๖ หากตรวจสอบดา้ นกายวภิ าคศาสตร์ เครอื่ งแต่งตวั และทว่ งทา่ ของพระพทุ ธรปู แบบพระสมุ นเถระ จะเหน็ วา่ เปน็ การถอดแบบ มาจากศลิ ปกรรมของสโุ ขทยั ทง้ั หมด แตค่ วามเกลยี้ งเกลาความหนกั และ ความละเอยี ดจะนอ้ ยกวา่ ตน้ แบบสโุ ขทยั ลกั ษณะเชน่ นอ้ี าจเกดิ ขนึ้ เพราะ ความไรป้ ระสบการณ์ของชา่ งฝมี อื ชาวเหนือ สนั นษิ ฐานว่าอาจเปน็ การ เผชญิ กบั คตคิ วามเชอื่ ใหม่ หรอื ผสมผสานกบั ประเพณเี ดมิ แหง่ ตน พรอ้ ม กบั การเรยี นรจู้ ากสโุ ขทยั แตค่ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งภาคเหนอื ตอนบนกบั สุโขทยั ยอ่ มมีโอกาสศกึ ษาศลิ ปกรรมแบบสุโขทัยอย่างใกลช้ ดิ และอาจ มกี ารเชอ้ื เชญิ ชา่ งฝมี อื ชาวสโุ ขทยั เดนิ ทางมายงั อาณาจกั รลา้ นนาดว้ ย๗๗ พระสมุ นเถระนนั้ สงั กดั คณะสงฆส์ งิ หลแหง่ อรญั วาสแี ละไมเ่ คยเดนิ ทางไปลังกา ขณะประตมิ ากรรมตามแบบพระเถระเกดิ ขึน้ นั้น ไม่มหี ลกั ฐานกลา่ วถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งศรลี งั กากบั ลา้ นนาโดยตรง สนั นษิ ฐาน วา่ อทิ ธพิ ลสงิ หลดา้ นประตมิ ากรรมอาจจะผา่ นเอกลกั ษณส์ โุ ขทยั กอ่ นสง่ ต่อให้ล้านนา ส่วนยอดเปลวไฟเหนือพระพุทธรูปและท่าวีราสนะของ พระพุทธรูปปางประทับน่ังนั้น อาจจะเป็นเอกลักษณ์ของศรีลังกาเข้าสู่ ล้านนาทางสุโขทัย อีกทั้งเรื่องราวเก่ียวกับพระพุทธปฏิมาสิงหลซ่ึง
อิทธิพลด้านประตมิ ากรรม 349 พรรณนาไว้ในวรรณกรรมล้านนาว่า พระสงฆ์รูปหน่ึงจากเมือง ก�ำแพงเพชรได้เดินทางไปเมืองเชียงราย ขณะนั้นเจ้ามหาพรหมผู้เป็น พระอนชุ าของพระญากอื นาครองเมอื งแหง่ น้ี พระเถระไดแ้ สดงพระพทุ ธ รูปจำ� ลององคน์ ้ันซึ่งน�ำมาจากศรีลงั กาแก่พระองค์ จากน้นั ได้พรรณนา เร่ืองท้ังหมดนับแต่ต้นจนถึงมาอยู่ในมือของเจ้าเมืองก�ำแพงเพชร คร้ัน แล้วเจ้ามหาพรหมได้ขอกองทัพเจ้าพระญากือนาบุกเมืองก�ำแพงเพชร และอญั เชญิ พระพทุ ธรปู องคจ์ รงิ ไปถวายแกเ่ จา้ เมอื งเชยี งใหม่ สว่ นองค์ จ�ำลองพระองคไ์ ดอ้ ัญเชญิ กลับเมืองเชียงราย๗๘ สรปุ คอื พระพทุ ธรปู องคจ์ รงิ ซง่ึ นำ� มาจากศรลี งั กา ไมม่ กี ารอญั เชญิ ไปเชียงใหม่แต่เป็นองค์จ�ำลอง อกี ทงั้ มกี ารสรา้ งองค์จำ� ลองหลายองคท์ ่ี เชยี งใหม่ ความจรงิ คอื พระพทุ ธรปู องคท์ ปี่ ระดษิ ฐานในเชยี งใหมป่ จั จบุ นั ไม่มีลักษณะประติมานวิทยาแบบสิงหลเลย แม้จะมีการอ้างว่าเป็น พระพทุ ธรปู แบบสงิ หล กรสิ เวรลิ ดเ์ หน็ วา่ พระพทุ ธปฏมิ าองคจ์ ำ� ลองอาจ เป็นศลิ ปะแบบปาละ ส่วนการต้ังชื่อพระพุทธรูปผดิ น่าจะเป็นวิธีการโนม้ น้าวมากกว่า๗๙ หากตรวจสอบรายละเอียดของพระพุทธรูปสิงหลก็จะ เห็นชัดเจนว่าน�ำมาจากศรีลังกาจริง และได้รับความเคารพสูงสุดจาก หลายอาณาจักรในประเทศไทย สนั นษิ ฐานวา่ นับจากน้ันมาอทิ ธพิ ลบาง อย่างอาจจะส่งผลด้านประติมานวิทยาเกี่ยวกับพระพุทธรูปพื้นถ่ินอีก หลายศตวรรษ หลกั ฐานดา้ นโบราณคดจี ากไชยายนื ยนั วา่ ศลิ ปกรรมแบบ สงิ หลมาจากการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทของศรลี งั กา สว่ น ดูปองท์คร้ันตรวจสอบพระพุทธรูปจากไชยาแล้ว ได้ข้อสรุปว่ามีตระกูล ชา่ งกอ่ ตวั ขนึ้ ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ เปน็ ตน้ มา และอทิ ธพิ ลสงิ หล ถอื ว่าเปน็ ปัจจยั หนงึ่ ซึ่งเก้ือกูลเอกลกั ษณข์ องตระกลู ชา่ งไชยา๘๐
350 ศรลี งั กาและอุษาคเนย์ ศลิ ปกรรมตระกลู ช่างไชยา ดปู องทเ์ ชอื่ วา่ มหี า้ เหตผุ ลทยี่ นื ยนั วา่ พระพทุ ธรปู เหลา่ นเ้ี ปน็ ตระกลู ชา่ งไชยา หมายถงึ พระพทุ ธรปู สมั ฤทธปิ์ างประทบั ยนื ขนาดเลก็ สามองค์ ซ่ึงเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร ระบวุ า่ มาจากไชยา๘๑ พระพทุ ธรปู ทง้ั สามองคน์ เี้ ปน็ ปางรอยพบั สองหยกั หรอื ชอื่ ว่าวติ รรกมทุ รา หมายถงึ ท่าหา้ มเก่ียวขอ้ งกับววิ าทะ พร้อมด้วย พระหัตถ์ขวาและปางวรมุทรา เป็นการแสดงความเคารพด้วยพระหัตถ์ ซา้ ย จวี รดา้ นบนมรี อยพบั เปน็ รอยบากลกั ษณะเอยี ง พระองั สะขวาของ พระพุทธรูปเปล่าเปลือย พระอังสะซ้ายคลุมลงมาข้างล่างจนถึงปลาย พระกร มผี า้ พนั ตกลงมาเหนอื พระองั สะซา้ ย จวี รดา้ นบนมลี กั ษณะโปรง่ และขดรอบพระวรกาย เครอื่ งแตง่ ตวั ภายในสามารถมองเหน็ ได้ ลกั ษณะ ของจีวรคือพระอังสะขวาว่างเปล่าและเชื่อมกับสองท่า ซ่ึงถือว่าเป็น เอกลักษณ์พิเศษเด่นชัดของพระพุทธรูปสามองค์น้ี ส่วนอุษณียะมี ลักษณะคร่ึงวงกลมพร้อมลวดลายดอกไม้ด้านหน้า ดูปองท์เห็นว่า พระพุทธรูปครหิองค์นี้เป็นผลงานตระกูลช่างเดียวกัน ส่วนพระพุทธรูป กลางทุ่งนาใกล้กับวัดหัวเวียงเมืองไชยา ซ่ึงปัจจุบันเก็บรักษาไว้ท่ี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นพระสัมฤทธิ์ ปางประทบั นง่ั เหนอื พญานาคขนาดใหญ่ พระพทุ ธเจา้ และพญานาคแยก จากกนั ด้วยความแตกต่างดา้ นเอกลกั ษณ์ นกั วชิ าการจงึ สรปุ ว่าสรา้ ง คนละสมัยและมศี ลิ ปะที่แตกตา่ งกัน๘๒ พุทธลักษณะคือพระหัตถ์ขวาอยู่ในท่าภูมิสปรรศมุทรา ส่วน พระบาทสองข้างอยู่ในท่าวีราสนะกล่าวคือพระบาทข้างหน่ึงวางบนอีก
อิทธิพลด้านประตมิ ากรรม 351 ขา้ งหนง่ึ เครอื่ งแตง่ กายชว่ งบนพาดไปทางพระหตั ถข์ วาอนั เปลา่ เปลอื ย และคล้องกับพระวรกายพาดพระอังสะด้านซ้ายและปล่อยชาย ผ้าพัน พระศอพาดพระอังสะซ้ายถึงพระโสณี ช้ินแห่งผ้าพับหลายพับมองเห็น อย่างชัดเจน นี้คือลักษณะของพระพุทธรูปไทยประเภทหนึ่งบริเวณลุ่ม แม่น�้ำเจ้าพระยา ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๘-๑๙ เชื่อว่าเป็นงาน ศลิ ปกรรมของตระกลู ชา่ งสโุ ขทยั และอทู่ อง๘๓ พระเกสาหนาและปดู ดว้ ย การจัดวางตามลักษณะของมวยผม อุษณียะลักษณะครึ่งวงกลมและ ประดบั ดว้ ยเครอ่ื งตกแตง่ คอื ดอกไมด้ า้ นหนา้ ๘๔ พญานาคหรอื งขู นดเปน็ เอกลกั ษณ์เขมร จารึกภาษาเขมรสรา้ งโดยเจ้าเมอื งครหิ (ไชยา)๘๕ ระบุ ว่าตรงกับพุทธศักราช ๑๗๒๖ เฉพาะพญานาคเชื่อว่าตรงกับจารึก เลเมย์เห็นว่าท้ังพญานาคและพระพุทธรูปน่าจะสร้างประมาณพุทธ ศตวรรษท่ี ๑๗ โดยช่างฝีมือสองคนท่ีมีความเชื่อต่างกัน๘๖ ลักษณะ ของพระพทุ ธรปู บางอยา่ งเปน็ ธรรมเนยี มของศลิ ปกรรมบรเิ วณลมุ่ แมน่ ำ�้ เจ้าพระยา ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ จงึ เช่อื วา่ พระพทุ ธรปู ครหนิ ่า จะสร้างสมัยเดียวกัน๘๗ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์และกริส์เวริลด์เห็นด้วย กบั เลเมยว์ า่ พระพทุ ธรปู ครหติ อ้ งสรา้ งตามศลิ ปกรรมสมยั ทวารวดยี คุ หลงั ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖-๒๐๘๘ ศิลปกรรมอ่ืนของตระกูลช่างไชยาคือเศียรพระพุทธรูปสร้างด้วย หินทรายปิดทอง เดิมน้ันอยู่บริเวณวัดพระบรมธาตุไชยาภายหลังน�ำไป เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร๘๙ ลกั ษณะพระพกั ตรเ์ ปน็ ทรงสเ่ี หลย่ี มคลา้ ยกบั ตน้ แบบอนิ เดยี และอนิ โดชวา ส่วนลักษณะของอุษณียะคล้ายกับพระพุทธรูปและพญานาคดังกล่าว เพราะเปน็ ครง่ึ วงกลมพร้อมออกแบบเปน็ ลายดอกไม้ด้านหนา้ พระพทุ ธ
352 ศรลี งั กาและอุษาคเนย์ รูปองค์นี้จึงคล้ายกับพระพุทธรูปแห่งครหิมากกว่าพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ สามองค์ดังกล่าวถึงแล้ว๙๐ ดูปองท์เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง พระพุทธรูปห้าองค์น้ีน่าจะมีหลายคร้ังหลายครา ความจริงคือพระพุทธ รูปท้ังหมดนี้พบที่ไชยาน่าจะแตกต่างกันด้านตระกูลช่าง จึงต้ังชื่อว่า ตระกูลช่างไชยา๙๑ นักเขียนท่านอ่ืนดังเช่น หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ม.จ. จนั ทรจ์ ริ ายุ รชั นี และยมิ้ สริ ิ ลว้ นเหน็ ดว้ ยกบั แนวคดิ ของดปู องท๙์ ๒ ส�ำหรับการตรวจสอบต้นก�ำเนิดตระกูลช่างไชยานั้น ดูปองท์ได้ เปรยี บเทยี บพระพทุ ธรปู เหลา่ นกี้ บั พระพทุ ธรปู จากสโุ ขทยั และอทู่ องสมยั พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙ ไดพ้ บความคลา้ ยคลงึ กนั มากเกยี่ วกบั จวี รสว่ นบน ทา่ วรี าสนะและแมแ้ ตล่ กั ษณะของพระพกั ตร์ จงึ เชอ่ื วา่ การเกอื้ กลู รปู แบบ จากตระกูลช่างสุโขทัยและอู่ทองน่าจะช่วยพัฒนาตระกูลช่างไชยา๙๓ นับจากความเด่นชดั ดา้ นอิทธพิ ลสงิ หลเหนอื ศิลปกรรมสโุ ขทัยและอทู่ อง แล้ว ความคล้ายกันระหว่างตระกูลช่างเหล่านี้และตระกูลช่างไชยาก็ ปรากฏเหน็ อยา่ งชดั เจน เพราะมาจากแรงกระตนุ้ แหล่งเดยี วกัน จึงเชือ่ ไดว้ า่ ตระกลู ชา่ งอนื่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ ตระกลู ชา่ งไชยานอ้ ยกวา่ ๙๔ ดปู องทร์ ะบุ วา่ ตระกลู ชา่ งไชยายดึ เอาสว่ นกลางของคาบสมทุ รมาเลยภ์ ายใตอ้ ทิ ธพิ ล เดียวกัน ตระกูลช่างแรกของไทยบริเวณลุ่มแม่น�้ำเจ้าพระยากล่าวคือ ตระกูลช่างสุโขทัยและอู่ทอง อาจจะสร้างสรรค์งานตามวิธีการเผยแผ่ พระศาสนากลุ่มเดียวกัน จึงปรากฏเห็นอิทธิพลของศรีลังกาอย่างเด่น ชดั การสรา้ งผลงานของตระกลู ชา่ งนเี้ กดิ มหี ลายศตวรรษ แตน่ า่ เสยี ดาย ไมเ่ ปน็ ทร่ี จู้ กั ของอนชุ นคนรนุ่ หลงั หากภาษาไทยไรก้ ารแทรกซมึ แลว้ ไซร้ อิทธิพลอันเข้มแข็งของศรีลังกาในฐานะศูนย์กลางน่าจะเริ่มต้นส�ำแดง ความโดดเดน่ ดงั ปรากฏเหน็ ในหลกั โบราณคดบี รเิ วณดนิ แดนของอนิ โด
อิทธิพลด้านประตมิ ากรรม 353 จนี ตะวนั ตกรวมถงึ พมา่ ดว้ ย อกี ทง้ั การปรากฏตวั จากจดุ เรม่ิ ตน้ แหง่ พทุ ธ ศตวรรษที่ ๑๘ การเก้ือกูลมากข้ึนของอิทธิพลสิงหลรวมกับการแพร่ หลายของพระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท๙๕ แมอ้ ทิ ธพิ ลสงิ หลจะเปน็ สว่ นเตมิ เตม็ ของตระกลู ชา่ งไชยากจ็ รงิ แต่ ปรากฏมีคติความเช่ือด้านประติมากรรมบริเวณคาบสมุทรมาเลย์ก่อน ตระกลู ชา่ งไชยานานหลายศตวรรษ หลวงบรบิ าลบรุ ภี ณั ฑแ์ ละกรสิ เวรลิ ด์ เห็นว่า สมัยอาณาจักรศรวี ชิ ยั ครอบคลมุ เหนือดินแดนคาบสมุทรมาเลย์ นั้น มีการสร้างสรรค์ศิลปกรรมบริเวณนี้เรียบร้อยแล้ว ลักษณะอันมี ประสิทธิภาพน่าจะส่งเสริมการสร้างตระกูลช่างไชยา อีกท้ังศิลปกรรม พ้ืนถิน่ กท็ รงอทิ ธิพลตอ่ เอกลักษณข์ องตระกูลช่างไชยาดว้ ย๙๖ ตวั อย่าง ของตระกูลช่างไชยามีส่วนคล้ายกับประติมากรรมทวารวดี ซ่ึงเป็น ธรรมดาทอี่ ทิ ธพิ ลทวารวดจี ะสง่ ผลตอ่ การสรา้ งสรรคข์ องตระกลู ชา่ งไชยา เลเมยไ์ ดเ้ ปรยี บเทยี บพระพทุ ธรปู ครหกิ บั พระพทุ ธรปู ปางประทบั นง่ั ทวาร วดียุคหลังแล้วสรุปว่า ความคล้ายกันอย่างชัดเจนกับภาพหมายเลข ๓๕ ซ่ึงเป็นผลงานของชาวมอญหรือศิลปะทวารวดียุคหลัง ข้าพเจ้า ต้องการช้ีให้เห็นรูปแบบของพระบาทที่ม้วนเข้าไปข้างใน ในลักษณะ พระพาหาและพระหัตถ์วางอยู่ รอยพับแบบเข้มของจีวรและวิธีการ พรอ้ มกบั พระพกั ตรท์ รงรี พระขนงไมล่ กึ สว่ นพระนาสกิ เหมอื นรบั รคู้ วาม รู้สึกได้งา่ ย มคี วามใกล้เคยี งกับพระพุทธรูปสององค๙์ ๗ พพิ ิธภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาตพิ ระนคร กรุงเทพมหานคร จดั แสดงช้ิน สว่ นศลิ ปะสมยั ทวารวดยี คุ หลงั จำ� นวนมาก ลกั ษณะเดน่ ของชนิ้ สว่ นเหลา่ นั้นประกอบด้วยพระบาทข้างหน่ึง ซึ่งปกติวางทับเหนือพระบาทอีกข้าง
354 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ แต่ม้วนเข้าข้างในพระหัตถ์ขวาแสดงท่ามารวิชัยและบางครั้งเป็นปาง สมาธิ ลักษณะของพระพกั ตรเ์ ป็นคติความเชือ่ แบบมอญและเขมร สว่ น เครื่องทรงพระเศียรล้อมรอบด้วยเคร่ืองแต่งกายทรงกรวย๙๘ ประติมากรรมพระพุทธศาสนาของตระกูลช่างไชยา เป็นผลมาจากการ เผยแผข่ องพระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทเขา้ สคู่ าบสมทุ รมาเลย์ หลงั จาก อิทธิพลของมหายานอับแสงลงแล้ว ตระกูลช่างเถรวาทผู้สรรค์สร้าง ประตมิ ากรรม นา่ จะไดอ้ ทิ ธพิ ลจากทวารวดซี งึ่ นบั ถอื นกิ ายเดยี วกนั ครนั้ มกี ารปฏริ ปู ศลิ ปกรรมของพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทบนคาบสมทุ รมาเลย์ อิทธิพลของมอญอาจจะเกิดการต่ืนตัวนับจากทวารวดีหันมานับถือ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ต่อมาศิลปกรรมแบบทวารวดีเป็นท่ีรู้จัก แพร่หลายจึงท�ำให้เห็นอิทธิพลของสิงหลเหนือศิลปกรรมแบบทวารวดี การท่ีตระกูลไชยาได้รับมรดกมาจากทวารวดีก็หมายความว่าได้รับ อิทธพิ ลจากศรลี ังกาทางออ้ ม ส�ำหรับพัฒนาการของตระกูลช่างไชยาอาจจะเป็นผลมาจากการ แพร่หลายของพุทธศาสนาแบบสิงหล เร่ิมต้นจากพม่าและศรีลังกาสู่ คาบสมทุ รมาเลยห์ ลังจากการล่มสลายของอาณาจักรศรีวชิ ัย๙๙ ความ สมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ ทางศาสนาระหวา่ งศรลี งั กากบั คาบสมทุ รมาเลย์ นบั จาก พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เปน็ ตน้ มา อาจจะเปน็ ปัจจยั หน่งึ ทำ� ใหเ้ กดิ ตระกูล ช่างประติมากรรมแบบไชยา ตระกูลชา่ งหวั เมอื งอน่ื ซงึ่ ได้รับอิทธพิ ลจาก ศรีลงั กาทางออ้ มคืออ่ทู อง โดยผ่านทวารวดแี ละสุโขทยั การเกื้อกูลของ ศิลปะแบบสิงหลต่อเอกลักษณ์ของตระกูลช่างอู่ทองเห็นได้ชัดเจน จาก การตรวจสอบพระพทุ ธรปู สมั ฤทธอิ์ นั เปน็ ศลิ ปกรรมของตระกลู ชา่ งอทู่ อง ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ สรา้ งโดยมอญ เขมรและสว่ นผสมของไทย๑๐๐ ประตมิ ากรรม
อิทธพิ ลด้านประติมากรรม 355 ของตระกลู ชา่ งอทู่ องสามารถกำ� หนดระยะเวลา เรมิ่ ตน้ จากพทุ ธศตวรรษ ท่ี ๑๘ จนถึงตอนท้ายของพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐๑๐๑ สมยั ตอนทา้ ยของ พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ศิลปกรรมของตระกูลช่างอู่ทองได้ซึมซับเข้ากับ ลกั ษณะของอยุธยาหรือรัฐเรียบรอ้ ยแล้ว๑๐๒ ลักษณะจีวรพระพุทธรูปของตระกูลช่างอู่ทองเหมือนกับพระพุทธ รูปแบบสุโขทัย กล่าวคือเปิดพระพาหาด้านขวา ส่วนพระอังสะและ พระอรุ ะเปลอื ยเปลา่ ผา้ จวี รเหน็ รอยพบั แบบเรยี บงา่ ย ผา้ จวี รพาดลงตำ�่ ใกล้กับพระโสณีด้านหน้า๑๐๓ การจัดพระเกศามีส่วนคล้ายกับพระพุทธ รปู สมยั สโุ ขทยั โดยผกู มดั พระเกศาเหนอื พระนลาฎ ซงึ่ เปน็ การเลยี นแบบ ตระกูลช่างเขมรแห่งลพบุรี๑๐๔ อิทธิพลสิงหลเหนือพระพุทธรูปเหล่าน้ี เหน็ ไดจ้ ากการแตกของรศั มเี หมอื นเปลวเพลงิ จากอษุ ณยี ะ ซงึ่ กลายเปน็ จุดเด่นส�ำคัญระหว่างยุคสุโขทัยและท่าวีราสนะ ลักษณะดังกล่าวมีราก เหง้ามาจากพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยหรือสมัยทวารวดีโดยอ้อม การจะ เหน็ ลกั ษณะเดน่ ชดั ของอทิ ธพิ ลศรลี งั กาเหนอื เอกลกั ษณข์ องตระกลู ชา่ ง ยคุ น้เี ป็นเรื่องยากนัก แม้จะมีการตดิ ต่อสัมพันธท์ างศาสนาระหวา่ งสอง อาณาจักรก็ตาม สมัยนี้ศิลปกรรมพ้ืนถ่ินเกิดพัฒนาการเพราะความ เหมาะสมของกาลเวลา สว่ นศลิ ปกรรมแบบสงิ หลนน้ั เรมิ่ เสอื่ มโทรมหาย ไป ความชื่นชอบเหมือนคร้ังอดีตได้มลายหายสิ้น จนกระทั่งเห็นความ จืดจางบางตาอย่างเห็นชัดเจน ส่วนเอกลักษณ์แบบเขมรทวารวดีและ สโุ ขทยั กลายเปน็ จุดเด่นข้นึ มาทดแทน นอกจากรปู ปน้ั สมั ฤทธปิ์ ระมาณหลงั พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ อทิ ธพิ ล สิงหลเหนือประติมากรรมพม่ายุคหลังเห็นได้น้อยมาก พระพุทธรูป
356 ศรลี งั กาและอษุ าคเนย์ สมั ฤทธภ์ิ ายในวดั ซเวดอง หมบู่ า้ นมะโรงโบง เขตอคั ยบั เปน็ ปางประทบั นง่ั ในทา่ วรี าสนะ พระบาทขา้ งหนง่ึ วางทบั เหนอื พระบาทอกี ขา้ ง พระหตั ถ์ อยู่ในท่าธยานะมุทราหรือปางสมาธิ จีวรห่มเปิดพระอังสะขวาเปลือย เปลา่ และพระองั สะสามารถสงั เกตเหน็ ไดจ้ ากด้านหน้า พระพทุ ธรูปอีก องค์หน่ึงจากหมู่บ้านกวาตเกแห่งเมืองหงสาวดี เป็นพระพุทธรูปปาง ประทับน่ังในท่าวีราสนะ แต่พระหัตถ์อยู่ในท่าภูมิศปรรศมุทรา ห่มจีวร ลักษณะพับไปทางด้านหน้า จุดเด่นของพระพุทธรูปท้ังสององค์นี้คือมี อษุ ณยี ะเหมอื นเปลวเพลงิ เหมอื นกนั พทุ ธลกั ษณะแบบวรี าสนะกด็ ี ธยานะ มทุ รากด็ ี จีวรแบบเปิดกด็ ี และอุษณยี ะเหมือนเปลวเพลงิ กด็ ี ลว้ นเป็น เอกลกั ษณข์ องพระพทุ ธรปู แบบสิงหล สันนษิ ฐานว่าอาจจะเป็นผลผลิต จากอทิ ธพิ ลพุทธศาสนาแบบสิงหลในพมา่ กเ็ ปน็ ได้๑๐๕ ไมม่ หี ลกั ฐานยนื ยนั วา่ ประตมิ ากรรมสงิ หลไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากดนิ แด นอุษาคเนย์ ตัวอย่างหน่ึงเดียวคือพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางประทับยืน เหนือแท่นดอกบัว จากอารามนามว่าคฑลาเดณิยะแห่งเมืองแคนดี ลกั ษณะของการหม่ จวี รแตกตา่ งจากพระพทุ ธรปู สมยั คมั โปละ พระองั สะ ท้ังสองข้างมีผ้าจีวรคุม ส่วนจีวรพาดพระวรกายไปข้างหน้า พระพุทธ รปู นนั้ ยนื บนแท่นเหมือนแผน่ กระดานสเ่ี หลี่ยม มจี ีวรไหลลงจากพระองั สะถึงข้อพระบาท๑๐๖ หากพิจารณาลักษณะเครื่องแต่งกายและแท่น ดอกบัว แสดงวา่ พระพุทธรูปองคน์ ้เี ปน็ ประติมากรรมของตระกูลชา่ งปา ละแห่งอินเดีย๑๐๗ แต่หากมองเชิงศิลปกรรมพบว่าฝีมือด้อยกว่า ประติมากรรมต้นแบบของปาละ พระพุทธรูปองค์นี้อาจจะสร้างโดยช่าง แหง่ อษุ าคเนย์ ซงึ่ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลศลิ ปกรรมของปาละ๑๐๘ หลกั ฐานระบวุ า่ พระธรรมกิตติเถระอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาจากเมืองกวม แต่
อิทธิพลด้านประตมิ ากรรม 357 หลักฐานไม่เคยกล่าวถึงเมืองแห่งนี้จนกระท่ังถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สมยั โปรตเุ กสมาเยอื นเกาะลงั กา๑๐๙ สนั นษิ ฐานวา่ พระพทุ ธรปู องคน์ ม้ี ใิ ช่ ผลงานของช่างพื้นถ่ินแต่เป็นการน�ำมา หลักฐานระบุว่าพระธรรมกิตติ เถระเดนิ ทางจากธานยกฏกะแหง่ อนิ เดยี ใตม้ าศรลี งั กา เชอื่ ไดว้ า่ พระเถระ อญั เชญิ พระพทุ ธรปู องคน์ ม้ี าจากอนิ เดยี ใต๑้ ๑๐ อกี มมุ หนงึ่ อาจนำ� มาจาก ดนิ แดนอุษาคเนย์ กรณีชา่ งฝมี อื พ้นื ถิ่นไดร้ บั อิทธพิ ลปาละ การวิเคราะหเ์ บ้ืองต้นแสดงว่าจากยคุ ทวารวดีถึงอยุธยา อิทธิพล สิงหลด้านประติมากรรมของไทยเกิดจากการติดต่อสัมพันธ์ทางศาสนา ระหวา่ งสองแผน่ ดนิ ความเขม้ ขน้ ของอทิ ธพิ ลสงิ หลเปลย่ี นแปลงไปตาม กาลเวลา ขน้ึ อยกู่ บั บรรยากาศของทอ้ งถนิ่ และธรรมชาตขิ องอิทธพิ ลซง่ึ เขา้ ถงึ ประเทศไทยจากศรลี งั กา ยคุ อทิ ธพิ ลสงิ หลรงุ่ เรอื งถงึ ขดี สดุ คอื สมยั สโุ ขทยั เมอ่ื มคี วามสมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ ทางศาสนาและศลิ ปวฒั นธรรม เฉพาะ พมา่ ประตมิ ากรรมแบบสงิ หลเกดิ ผลเลก็ นอ้ ย และอทิ ธพิ ลของอษุ าคเนย์ ต่อศรีลังกากม็ ีเลก็ นอ้ ยเชน่ กนั
358 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ พระพทุ ธรปู สลักจากหนิ วดั กัลวิหาร เมอื งหลวงเกา่ โปโฬนนารุวะ ประเทศศรีลงั กา ลังกาติลกวิหาร ภายในประดิษฐานพระปางประทับยืนขนาดใหญ่ เมืองหลวงเก่า โปโฬนนารวุ ะ ประเทศศรลี ังกา
อิทธพิ ลด้านประติมากรรม 359 ถูปารามเจดีย์ สร้างสมัยโปโฬนนารุวะยุคต้น ภายในวัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองหลวงเก่า โปโฬนนารุวะ ประเทศศรลี งั กา (ลา่ งซา้ ย-ขวา) ทวารบาลบรเิ วณดา้ นหนา้ ทางเขา้ ตวิ งั กวหิ าร เมอื งหลวงเกา่ โปโฬนนารวุ ะ
360 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ (บนซ้าย-ขวา) พระพุทธรูปเก่าภายในเมืองหลวงเก่าพุกาม ประเทศพม่า (คัดลอก ภาพจาก www.facebook.com/Royal-Bagan-Hotel) เจดยี เ์ กา่ ภายในเมอื หลวงพกุ าม ประเทศพมา่ (คดั ลอกภาพจาก www.facebook.com/Royal- Bagan-Hotel)
อิทธิพลด้านประตมิ ากรรม 361 พระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์บริวาร วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช (คดั ลอกภาพจาก www.pantip.com) พระบรมธาตไุ ชยา วดั พระธาตไุ ชยาวรวหิ าร เมอื งไชยา (คดั ลอกภาพจาก www.pantip.com)
362 ศรีลงั กาและอุษาคเนย์ พระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์บริวาร วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช (คัดลอกภาพจาก www.pantip.com) พระพทุ ธรปู เกา่ ใตฐ้ านพระสวุ รรณมาลกิ เจดยี ศ์ รรี ตั นมหาธาตุ วดั พะโคะ สงขลา (คดั ลอก ภาพจาก www.pantip.com)
อทิ ธิพลด้านประติมากรรม 363 เชงิ อรรถ ๑ Griswold, ‘The Santubong Buddha and Its Context’, Sarawak Museum Journal, Vol. X (1961-2), p. 363. ๒ Griswold, ‘Imported Images and the Nature of Copying in the Art of Siam’, Essays offered to G.H. Luce, Fig.9. ๓ Louis Frederic, op.cit., No. 145. ๔ Mirella Levi D’Ancona, ‘Amaravati, Ceylon and Three “Imported Bronzes”, The Art Bulletin, Vol. XXXIV, No.I (1952), pp. 1-17, Fig. 14; Dupont, ‘Les Buddha dits d’Amaravati en Asie du Sud-est’, BEFEO, Vol. XLIX (1959), pp. 631-36; Dupont, L’archeologie M’one de Dvaravati, Vol. I, pp. 164ff; Paranavitana, Ceylon and Malaysia, Plate II. ๕ Ibid. ๖ Griswold, AGASA, Vol. VII, p. 38, note 78. ๗ Dupont, L’archeologie Mone de Dvaravati, Vol. I, pp.- ; Griswold, AGASA, Vol. VII, p.30. ๘ D. T. Devendra, The Buddhist Image and Ceylon (Colombo, 1967), p. 69. ๙ For example figs. 129, 131, 142 in Le May’s A Concise History of Buddhist Art in Siam. Chand and Yimairi, Thai Monumental Bronzes, figs. 46-54.
364 ศรีลงั กาและอษุ าคเนย์ ๑๐ Saddharma-pundarika, ed. U Wogihara and C. Tsuchida (Tokyo, 1958), p. 381. ๑๑ Lalitavistara, ed. Lefmann, p. 3. ๑๒ Griswold, ‘Importe Images and the Nature of Copying the Art of Siam’, Essays Offered to G.H. Luce, Vol. II, figs, 8, 9, 12 and 14. ๑๓ Coomaraswamy, ‘Buddha’s Cuda, Hair, Usnisa, and Crown’, JRAS (1928), pp. 815-41. ๑๔ Griswold, ACASA, Vol. VII, p. 24; T.N. Ramachandran, ‘The Nagapattanam and other Buddhist Bronzes in the Madras Museum’, Bulletin of the Madras Government Museum, NS, General Section, Vol. VII, No. I (1965), pp. 28 ff., pl. II, fig. I, pl. III, figs 1-2, pl. IV, figs 2-4, pl. V. figs 1-4. ๑๕ Devendra, The Buddha Image and Ceylon, Plate XIII. ๑๖ Ibid., Palte XI. ๑๗ Le May, A Concise History of Buddhist Art in Siam, p. 119, note I. ๑๘ Nandasena Mudiyanse, The Art and Architecture of the Gampola Period, p. 75, Figs No. I, 10, 11, 45 and 46. ๑๙ Le May, The Culture of South-east Asia, p. 174. ๒๐ Devendra, op.cit., p. 70. ๒๑ Silpa Bhirasri, An Appreciation of Sukkhthai Art, Thai Culture, New Series (Bangkok, B.E. 2505), No. 17, p. 5, See Le May,
อิทธิพลด้านประตมิ ากรรม 365 A Concise History of Buddhist Art in Siam, Figs. 129, 131 and 144; Griswold, The Arts of Thailand, Figs 77 and 78. ๒๒ Devendra, op.cit., p. 71, Plates I-XVIII. ๒๓ Griswold, ACASA, Vol. VII, p. 38, note 77; Coedes, ‘L’art Siamois de o’epoque de Sukhodaya’, Arts Asiatiques, Vol. I (1954), p. 288; Griswold, ‘L’epoque de Sukhodhaya’, Arts Asiatiques, Vol. I, p. 307; Griswold, Dated Buddha Images of Northern Siam, p. 22. ๒๔ Dighanikaya, tr., Rhys Davids, Dialogues of the Buddha, Vol. III, SBB, Vol. IV 142 sq. ๒๕ Suttanipata (P.T.S.), 547 sq. 25a e.g. Paramatthajotika (P.T.S.), Vol. II, 547 sq. ๒๖ Griswold, ACASA. Vol. VII, p. 23. ๒๗ Coomaraswamy, Mediaeval Sinhalese Art 2nd ed. (New York, 1956), pp. 150 ff. ๒๘ Coomarawamy, Mediaeval Sinhalese Art, p. 155. คมู รสั สวามอี า้ ง ถึงมาตราวัดสองอย่างกล่าวคือนิ้วและองคุลี จึงสรุปว่ามีการอ้าง จ�ำนวนเหมือนกันในแต่ละกรณี มีจ�ำนวนน้อยมากกับมาตรฐาน ของนิว้ ๒๙ See supra, p. 132. ๓๐ Louis Frederic, op.cit., Nos. 21, 33 and 34. ๓๑ Dupont, L’archeologie Mone de Dvaravati, Vol. II, Figs, 472-75, 477-79, 482, 484 and 489.
366 ศรลี งั กาและอุษาคเนย์ ๓๒ Ibid., Vol. I, p. 239 note 1. ๓๓ Louis Frederic, op.cit., No. 33; Griswold, The Arts of Thailand, p. 57. ๓๔ Dupont, L’archeologie Mone de Dvaravati, Vol. I, p. 258. ๓๕ Ibid., pp. 253-54. See Devendra, The Buddha Image and Ceylon, Plate XVI- Buddha sheltered by Mucalind the Naga King, from Seruvila. ๓๖ Ibid., p. 259. ๓๗ Ibid. ๓๘ Griswold, Essays Offered to G.H. Luce, Vol. II, p. 37. ๓๙ Ibid., p. 55. ๔๐ C.E. Godakumbura, ‘A Bronze Buddha Image from Ceylon’, AA. Vol. XXVI (1963), pp. 230 ff. ๔๑ See Coomaraswamy, History of Indian and Indonesian Art, Plate XXXIII, Fig. 139. ๔๒ Ibidl, Palte XCVII, Fig. 293. ๔๓ Griswold, Essays Offered to G. H. Luce, Vol. II p. 57, Fig. 12. ๔๔ Ibid., p. 58, Figs. 14a and 15. ๔๕ Griswold, ACASA. Vol. VII, pp. 20-21; Griswold, ‘L’epoque de Sukhodaya’, Arts Asiatiques Vol. I, pp. 306-7.
อิทธพิ ลด้านประติมากรรม 367 ๔๖ Coedes, Recueil des inscriptions du Siam, Vol. I, p. 70; Le May, A Concise History of Buddhist Art in Siam, p. 125. English translation by Le May. ๔๗ Griswold, ACASA, Vol. VII, p. 6. ๔๘ H.H. Prince Bidyalankarana, ‘The Buddha’s Footprint’, Siam Society 50th Anniversary Commemorative Publication, Vol. II (1954), p. 48. ๔๙ Griswold, ACASA, Vol. VII, p. 28. ๕๐ Mv. I, 77. ๕๑ Bidyalankarana, op.cit., pp. 39-41. ๕๒ พระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑ คร้ันทรงทราบถึงความยุ่งยากในการจาริก ข้ึนไปกราบรอยพระพุทธบาท จึงอุทิศถวายหมู่บ้านแห่งหน่ึงนาม ว่าคิลลมาเล เพ่ือสงเคราะห์ผู้จาริกแสวงบุญ Cv, LX, 64-67. กล่าวกันว่าพระเจ้านิสสังกมัลละได้เสด็จจาริกข้ึนไปกราบรอย พระพุทธบาทบนศรีปาทะ Cv, LXXX, 24; CJSG, Vol. II, 20-21. พระเจา้ ปรากรมพาหทุ ี่ ๒ กเ็ สดจ็ จารกิ ไปยงั ศรปี าทะ พรอ้ มยกเลกิ เกบ็ ภาษรี อบศรีปาทะระยะ 10 คาวุต เป็นพุทธบชู า Cv, LXXXV, 118-20; Parnavitana, The God of Adam’s Peak, p. 15 นอกจากนัน้ เสนาบดีของพระองค์นามวา่ เทวปตริ าชะ ไดส้ ร้างสะพาน ศาลาพัก ริมทาง และอาคารตดิ ก�ำแพงบนยอดศรปี าทะ จากน้นั ใหต้ ดิ ตั้งราว เหลก็ ตามทางขนึ้ เพอื่ งา่ ยสำ� หรบั นกั จารกิ พรอ้ มจดั งานเฉลมิ ฉลอง ประเพณไี หวร้ อยพระพุทธบาทอย่างยง่ิ ใหญ่ Cv, LXXXVI, 20-33. พระเจ้าวิชัยพาหุผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ก็ เคยเสดจ็ ไปนมสั การศรีปาทะเช่นกนั Cv, LXXXVIII, 48.
368 ศรีลังกาและอษุ าคเนย์ ๕๓ Griswold, ACASA, Vol. VII, p. 28. ๕๔ Bidyalankarana, op.cit., p. 48. ๕๕ Griswold, ACASA, Vol. VII, p. 28. ๕๖ Coedes, Recueil des inscriptions du Siam, Vol. I, pp. 89, 123-29, 148, 121-56. ๕๗ Griswold, ACASA, Vol. VII, p. 28. ๕๘ Griswold, Dated Buddha Images of Northern Siam, p. 87ff. ๕๙ See supra, pp. 87ff. ๖๐ Griswold, ‘The Buddha Images of Northern Siam’, JSS, Vol. XLI, pp. 106-7. ๖๑ Griswold, Dated Buddha Images of Northern Siam, p. 39, Fig. 8. ๖๒ Buriband and Griswold ‘Sculpture of Peninsular Siam in the Ayuthya Period’, Siam Society 50th Anniversary Publication, II, Fig. 18. ๖๓ Griswold, Dated Buddha Images of Northern Siam, p. 43, Fig. 12. ๖๔ See infra, p. 169, note 79. ๖๕ Griswold, ‘The Buddha Images of Northern Siam’, JSS, Vol. XLI, p. 105. Not 10. ๖๖ See Nandasena Mudiyanse, The Art and Architecture of the Gampola Period, Fig. No. 45 Seated Buddha to Bronze, Katarangla, Ceylon.
อิทธพิ ลด้านประติมากรรม 369 ๖๗ Chand and Yimsiri, Thai Monumental Bronzes, p. 74. ๖๘ Coedes, ‘Documents sur L’histoire politique et religieuse du Laos-Occidental’, BEFEO, Vol. XXV, pp.15ff; Griswold, ‘The Buddha Images of Northern Sima, JSS, Vol. XLI, pp. 102-3; Griswold, Dated Buddha Images of Northern Siam, p. 25. ๖๙ Griswold, JSS, Vol. XLI, p. 102. ๗๐ Ibid., p. 103. ๗๑ Ibid. ๗๒ Coedes, BEFEO, Vol. XXV, pp. 195ff. ๗๓ Ibid., pp. 198-200. ๗๔ Griswold, JSS, Vol. XLI, p. 104. มีพระพุทธรูปอีกหลายองค์ที่วัด พระยนื แหง่ เมอื งลำ� พนู Claeys BEFEO, Vol. XXXI, p. 437; Le May, A Concise History of Buddhist Art in Siam, p. 129; Hutchinson,’ The Seven Spires, A Sanctuary of the Sacred Fig Tree at Chiengmai’, JSS, Vol. XXXIX, pp. 107 ff. ๗๕ Coedes, BEFEO, Vol. XXV, p. 198, note 6; Griswold, JSS, Vol. XLI, p. 104. ๗๖ Griswold, JSS, Vol. XLI, p. 110. คริส์เวริลด์เห็นว่ารูปแบบ ประติมากรรมเช่นน้ี พระสุมนเถระเป็นผู้แนะน�ำและรักษาสืบเนื่อง เรื่อยมาจนถึงพุทธศักราช ๑๙๑๓-๒๐๑๓ ๗๗ Griswold, JSS, Vol. XLI, pp. 107 ff.
370 ศรีลงั กาและอุษาคเนย์ ๗๘ Jinakalamali, 89-90; Coedes, BEFEO, Vol. XXV, pp. 97ff ระยะ เวลาของการมาแหง่ พระพทุ ธรปู องคน์ ไ้ี มช่ ดั เจน คมั ภรี ช์ นิ กาลมาลี ปกรณ์เสริมเร่ืองราวระหว่างเหตุการณ์นั้นว่าเกิดข้ึนปีพุทธศักราช ๑๙๑๒ และ ๑๙๑๔ ๗๙ Griswold, Dated Buddha Images of Northern Siam, pp. 43-46. คริสเวริลด์ระบุว่าเม่ือพระพุทธปฏิมาสิงหลได้หายไปจากเมือง เชียงใหม่ พระสงฆไ์ ด้พบองค์จำ� ลองมีลักษณะเหมอื นราชสีห์ องค์ จ�ำลองน้ีอาจจะท�ำให้เกิดความคลุมเครือในช่ือว่าสิงห์ ซ่ึงสามารถ ตคี วามหมายไดว้ า่ ราชสหี ห์ รอื ชาวสงิ หล ลกั ษณะเหมอื นราชสหี เ์ ปน็ พระพทุ ธลกั ษณะในทา่ ภมู สิ ปรรศมทุ รา และจำ� ลองมาจากพระพทุ ธ รูปที่นิยมแพร่หลายน�ำมาจากนาลันทาแห่งอินเดีย ตอนท้ายพุทธ ศตวรรษท่ี ๒๐ สมยั พระญาตโิ ลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา ๘๐ Dupont, ‘Le Buddha de Grahi et l’ecole de C’aiya’, BEFEO, Vol. XLII (1942), pp. 107-13. ๘๑ Dupont, BEFEO, Vol. XLII, p. 110. Luang Boribal Buribhand and Griswold, ‘Sculpture of Peninsular Siam in the Ayuthya Period’, JSS, Vol. XXXVIII (1951), p. 18. ๘๒ Dupont, BEFEO, Vol. XLII, p. 109; Le May, A Concise History of Buddhist Art in Siam, pp. 48-49, Fig. 45. ๘๓ Dupont, BEFEO, Vol. XLII, p. 109; Buribhand and Griswold, op.cit., p. 19. ๘๔ Ibid. ๘๕ Coedes, Recueil des inscriptions du Siam, Vol. II, p. 45.
อทิ ธิพลด้านประตมิ ากรรม 371 ๘๖ Le May, A Concise History of Buddhist Art in Siam, pp. 48-9. ๘๗ Dupont, BEFEO, Vol. XLII, p. 112. ๘๘ Buribhand and Griswold, op.cit., p. 20, note 11. ๘๙ Ibid., pp. 20-21, Fig. 16. ๙๐ Dupont, BEFEO, Vol. XLII, p. 111; Buribhand and Griswold, op.cit., pp. 20. ๙๑ Pd, Dupont, BEFEO, Vol. XLII, p. 111. ๙๒ Buribhand and Griswold, op.cit., p. 22; Chan and Yimsiri, op.cit., p. 77. ๙๓ Dupont, BEFEO, Vol. XLII, pp. 111-12. ๙๔ Ibid., p. 112. ๙๕ Ibid., pp. 111-12. Eng. Tr. By Paranavitana in Ceylon and Malaysia, p. 20. ๙๖ Buribhand and Griswold, op.cit., pp. 22-28, p. 24, note 16; p. 25, note 17. ๙๗ Le May, A Concise History of Buddhist Art in Siam, pp. 48-89. ๙๘ Buriband and Griswold, op.cit., p. 20. นักเขียนสองทา่ นนเ้ี ห็นว่า ศิลปะทวารดียุคหลังนี้สามารถก�ำหนดระยะเวลาระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ ๑๖ และ ๒๐ ๙๙ See supra, pp. 85-86.
372 ศรลี ังกาและอษุ าคเนย์ ๑๐๐ Griswold, The Art of Thailand, p. 141, Figs. 123-125; Le May, A Concise History of Buddhist Art in Siam, pp. 134 ff., Figs. 170-185. ๑๐๑ Ibid. ๑๐๒ Ibid., p. 142; Buribhand and Griswold, op.cit., pp. 3. ๑๐๓ Buribhand and Griswold, op.cit., pp. 12-13. ๑๐๔ Coedes, Ars Asiatica, p. 34. ๑๐๕ T.H. Thaw, ‘The Development of the Buddha Image in Burma’, M.A. Thesis (University of London, 1964), unpublished, pp. 62-63 and 81. ๑๐๖ UHC, Vol. I, pt. 2. p.789; Paranavitana, Ceylon and Malaysia, p. 201; Nandasena Mudiyanse, Mahayana Monuments in Ceylon (Colombo, 1967), p. 32. ๑๐๗ UHC, Vol. I, pt. 2, p. 789. ๑๐๘ Paranavitana, Ceylon and Malaysia, p. 201. ๑๐๙ UHC, Vol. I, pt. 2, p. 789. ๑๑๐ Ibid; Parnavitana, Ceylon and Malaysia, p. 201, Plate V; Nandsesa Mudiyanse, Mahayana Monuments in Ceylon, p. 32. Fig. No.5.
BIBLIOGRAPHY I. LITERARY SOURCES Pali and Sanskrit Sources Culavamsa. ed. W. Geiger, 2 Vols (P.T.S., London, 1925 & 1927). Culavamsa. Eng. tr. Gieger, 2 pts, (Colombo, 1953). Dighanikaya. tr. T. W. Rhys Davids, 3 Vols, SBB, Vol. II-IV, (London, 1956-1959). Hatthavanagallaviharavamsa. ed. C.E. Godakumbura (P.T.S. London, 1956). Jinakalamali. ed. A. P. Buddhadatta (P.T.S., London, 1962). Lalitavistara. ed. S. Lefmann, 2 Vols, (Halle a.S., 1902 & 1908). Mahabodhivamsa. ed. S.A. Strong (P.T.S., London, 1908). Mahavagga. tr. I.B. Hornor, SBB, Vol. XIV (London, 1962). Mahavamsa. ed. W. Geiger (P.T.S., London, 1908). Mahavamsa. Eng. tr. W. Geiger (Colombo, 1950). Mahavulu-sandesa. ed. Madovita Gnanavimala (Colombo, 1952). Paramatthajotika. ed. H. Smith, 2 Vols (P.T.S., London, 1959 & 1966) Paramatthavinicchaya. ed. A. Devananda Nayaka Thera (Colombo, 1926). Saddharma-pundarika. ed. U. Wogihara and C. Tsuchida (Tokyo, 1958). Sasanavamsa. ed. M. Bode (P.T.S., London, 1897). Sasanavamsa. eng. tr. B.C. Law (London, 1952). Sihinga-Buddharupanidana. eng. tr. C. Notton under the title P’ra Buddha Sihing (no place of publication in given, 1933). Suttanipata. ed. D. Andersen and H. Smith, new ed. (P.T.S., London, 1965). Sinhalese Sources Dalada-sirita. Ed. E.S. Rajasekara (Colombo, 1920). Dalada-sirita. Ed. W. Sorata (Colombo, 1961). Elu-Attanagaluvamsaya. Ed. P. Ariyaratna (Colombo, 1932).
Elu-Attanagaluvamsaya. Ed. R. Tennakoon (Colombo, 1954). Katikavat-sangara. Ed. D.B. Jayatilaka (Kelaniya, 1955). Kokila-sandesaya. Ed. Alawisi Sabihela (Colombo, 1962). Kokila-sandesaya. Ed. With sanne, P.S. Perera (Colombo, 1906). Kuveni-Sihaba Saha Dambadeni-asna. Ed. K. Gnanavimala (Colombo, 1960). Nikayasamgrahaya. Ed. D. P. R. Samaranayaka (Colombo, 1960). Pancikaprdipa. Ed. Sri Dharmarama Nayaka Sthavira (Colombo, 1896). Pujavaliya. 33-34 Pariccheda, ed. A. V. Suraveera (Colombo, 1961). Rajaratnakaraya. Ed P.N. Tisera (Colombo, 1929). Rajavaliya. Ed. B. Gunasekera (Colombo, 1953). Rajavaliya. Ed. W. Pemananda (Colombo, 1959). Rajavaliya. Eng. Tr. B. Gunasekera (Colombo, 1954). Salalihini-sandesaya. Ed. J. Abayakoon (Colombo, 1956). Tri-Sinhalese Kadaim ha Vitt. Ed. A. J. W. Marambe (Kandy, 1926). Burmese Sources Glass Palace Chronicle of the Kings of Burma. An English transaltion of the earlier parts of the Hmannan Yazawin by Pe Maung Tin and G.H. Luce (London, 1923). Hmannan Yazawin Maha Yazawin Gyi. II (King’s Press, Mandalay, 1884). By U Kala, ed. Saya Pwa, 2 Vols. (Burma Research Society Publication Series, Nos 5 and 21, Rangoon 1926-1932). II. ARCHAEOLOGIGAL SOURCES Archaeological Survey of Ceylon, Annual Reports (1890-1962). Archaeological Survey of India, Annual Reports (1902/3-). Ceylon Journal of Science Section g. Archaeology, Ethnology etc, (Colombo, 1924-33). Epigraphia Zeylanica, Vols I-V (1904-1965).
Memoirs of the Archaeological Survey of Ceylon, Vols I-VI (Colombo, 1924-53). Recueil des inscriptions du Siam (Bangkok, 1924-1929). Report of the Superintendent, Arachaeological Survey of Burma (1901-2- 1935-36). South Indian Inscriptions, Archaeological Survey of India, Madras, Vols II-XIII (1913-1953). III. MODERN WORKS Anne M. Blackburn (2001). Buddhist Learning and Textual Practice in Eighteenth-Century Lankan Monastic Culture. New Jersey: Princ eton University Press. Ahmad, S.M. Al-Sharif Al-Idrisi, India and the Neighbouring Territories in the Kitab Nuzhat Al-Musht Aq Fi’ khtirq Al-‘Afag: A translation, with commentary of the passages relating to India, Pakistan, Ceylon, part of Afghanistan, and the Andaman, Nicobar, and Maldives islands, etc. (Leiden, 1960). Anuman Rajadhon, Phya. ‘Phra Cedi’, JSS, Vol. XL, I (1952), pp. 66-72. Aung, Maung Htin. Folk Elements in Burmese Buddhism (London, 1962). Aung, Maung Htin. A History of Burma (New York, 1967). Barnett, L. D. ‘Manavulu-sandesa’, JRAS (1905), pp. 265-83. Basham, A. L. ‘The Background to the Rise of Parakramabahu I’, Polonnaruva Period, CHJ, Vol. IV, Nos. 1-4 (1954-1955), pp. 10-22. Basham, A.L. ‘Prince Vijaya and the Aryanization of Ceylon’, CHJ, Vol. I, No. 3 (1951), pp. 163-71. Beal, Samuel. Buddhist Records of the Western World, New ed. Under the title Chinese Account of India (Calcutta, 1958). Bhirasri, Silpa. An Appreciation of Sukhothai Art, Thai Culture, New Series, No. 13 (Bangkok, B.E. 2505). Bidyalankarana, H. H. Prince. ‘The Buddha’s Footprints’, JSS, Vol. XVIII
(1935), pp. 1-14. Reprinted in Siam Society 50th Anniversary Commemorative Publication, Vol. II (1954), pp. 37-53. Bode, M. H. The Pali Literature of Burma. Reprint (London, 1966). Boelea, J. J. ‘The King of Sri Dvaravati and his Regalia’, JSS, Vol. LII, I (1964), pp. 99-114. Boisselier, J. Le Cambodge, Manuel d’ archeology d’ Extreme-Orient, primiere parite, Asie du Sud-eat, tome I (Paris, 1966). Bowie, T. The Arts of Thailand: A Handbook of the architecture, sculpture and painting of Thailand (Siam) (Bloomington, 1960). Braddell, Dato Sri R. ‘Notes on Ancient Times in Malaya’, JMBTRAS, Vol. XXIII, 3 (1950), pp. 1-35. Briggs, L. P. ‘Dvaravati, most Ancient Kingdom of Siam’ JAOS, Vol. LXV (1945), pp. 98-107. Briggs, L. P. ‘Siamese Attacks on Angkor before 1430’, FEQ, Vol. VIII (1948-1949), pp. 3-33. Briggs, L. P. The Ancient Khmer Empire (Philadelphia, 1951). Brown, P. Indian Architecture (Bombay, 1956). Buddhadatta, A. P. ‘King Candrabhanu and Miraculous Image’, CHJ, Vol. I, No. 3 (1951) pp. 219-22. Buddhadatta, A. P. “Were there Two Elders by the Name Chappada’, UCR, Vol. IX (1951), pp. 69-75. Buddhadatta, A. P. Pali Sahityaya, pt. I (Ambalangoda, 1956), pt. II 2nd ed. (Ambalangoda, 1962). Buribhand, Luang Boribal. ‘Excavations at the Chapel Royal at Ayudya’, JSS. Vol. XLIII, 2 (1956), pp. 136-39. Burbhand, Luang Boribal and Griswold, A. B. ‘Sculpture of Peninsula Siam in the Ayuthya Period’, JSS, Vol. XXXVIII, 2 (1951), pp. 1-60. Casoaris, J. G. De. ‘New Evidences on Cultural Relations between Java and Ceylon in Ancient Times. AA (Felicitation Volume Presented to Professor Coedes) Vol. XXIV (1961), pp. 241-48.
Chand, E. and Yimsiri, K. Thai Monumental Bronzes (Bangkok, B.E. 2500). Claeys, J.Y. ‘L’archeologie du Siam’, BEFEO, Vol. XXXI (1931), pp. 361-448. Codrington, H.W. A Short History of Ceylon, reprint (London, 1947). Coedes, G. ‘Notes sur les ouvrages Palis composes en paya tha’, BEFEO, Vol. XV, 3 (1915), pp. 39-46. Coedes, G. ‘Documents sur la dynastie de Sukhodaya’, BEFEO, Vol. XVII, 2 (1917), pp. 1-47. Coedes, G. ‘Le royaume de Srivijaya’, BEFEO, Vol. XVIII, 6 (1918), pp. 1-36. Coedes, G. Recueil des inscriptions du Siam, Vol. I; Inscriptions de Sukhodaya, Bibl. Nat. Vajiranana, Serv. Archeol. (Bangkok, 1924), Vol. II, Inscriptions de Dvaravati de Srivijaya et de Lavo, Inst. Royal du Siam, serv. Archeol. (Bangkok, 1929), 2nd ed. (Bangkok, 1961). Coedes, G. ‘Documents sur I’histoire politique et religieuse du Laos Occidental’, BEFEO, Vol. XXV, 1-2 (1925), pp. 1-200. Coedes, G. ‘Recent Archaeological Programme in Siam’, IAL, NS. Vol. I, I (1927), pp. 57-72). Coedes, G. ‘A propos de la chue du royaume de Srivijaya’, BKI, Vol. LXXXIII (1927), pp. 459-72. Coedes, G. Ars Asiatica, XII: Les Collections Archeologiques deu Musee National de Bangkok (Paris et Bruxelles, 1928). Coedes, G. ‘La plus ancienne inscription en Pali du Cambodge’, BEFEO, Vol. XXXVI (1936), pp. 1-21. Coedes, G. ‘The Excavations of P’ong Tuk’, The Siam Society 50th Anniversary Commemorative Publication, Vol. I (Bangkok, 1954), pp. 205-38. Coedes, G. ‘L’art Siamois de I’epoque de Sukhodaya (XIII’-XIVe siecles), Arts Asiatiques, Vol. I (1954), pp. 281-302.
Coedes, G. The Indianized States of Southeast Asia (University of Hawai, 1968), Eng. Tr. Of Histoire ancienne des Etats hindouises d’ Extreme-Orient (Hanoi, 1944). Combaz, G. ‘L’evolution du Stupa en Asie’, Melanges Chinois et bouddhiques, deuxiemen volume (1932-33), pp. 163-305. Coomaraswamy, A.K. Bronzes from Ceylon, chiefly in the Colombo Museum, Memoirs of the Colombo Museum, I (Colombo, 1914). Coomaraswamy, A.K. History of Indian and Indonesian Art (London, 1927). Coomaraswamy, A.K. ‘Buddha’s Cuda, Hair, Usnisa and Crown’, JRAS (1928), pp. 815-41. Coomaraswamy, A.K. Mediaeval Sinhalese Art, 2nd ed. (New York, 1956). Dames, M. L. The Book of Duarte Barbosa, an account of the countries bordering on the Indian Ocean and their inhabitants, Vol. II, tr. Mansel Longworth Dames, Works issued by Hakluyt Society, second series, No. XLIX (London, 1921). D’Ancona, M.L. ‘Amaravati, Ceylon and Three’ ‘Imported Bronzes’, The Art Bulettin, Vol. XXXIV, No. I (1952), pp. 1-17. D’ Arey Paul, J. Gliman. Notes on the Customs of Cambodia by Chou Ta-Kuan, Eng. Tr. Of the French verstion of Paul Pelliot by J.G. D’ Arey Paul (Bangkok, 1957). Devendra, D.T. The Buddha Image and Ceylon (Colombo, 1857). Dobby, E.H.G. Southeast Asia, 7th ed. (London, 1960). Dupont, P. ‘Le Buddha de Grahi et I’ecole de C’aiya’, BEFEO, Vol. XLII (1942), pp. 107-13. Dupont, P. ‘Lea Buddha dits d’Amaravati en Asie du Sud-Est’, BEFEO, Vol. XLIX Z1959), pp. 631-36. Dupont, P. L’qrcheologie Mone de Dvaravati, 2 Vols. (Paris, 1959). Duroiselle, C. The Ananda Temple at Pagan, MASI, No. 56 (Delhi, 1937). Eliot, Sri C. Hinduism and Buddhism, Vol. III (London, 1962).
Fergusson, J. History of Indian and Eastern Architecture, 2 Vols. Reprint (Delhi, 1967). Ferand, G. ‘L’empire Sumatanais de Srivijaya’, JA, Vol. XX (1922), pp. 1-104 and 161-246. Finot, L. ‘Inscriptions d’Ankor’, BEFEO. Vol. XXV (1925), pp. 289-410. Fournereau, L. Le Siam ancien, 2 Vols. (Paris, 1908). Franz, H.G. ‘Pagode, Stupa, Turmtemple-Untersuchungen zum Ursproung der Pagode’, Kunst ds Orients, ed. Ernst Kuhnel, III (Wiesbaden, Franz Steiner, 1959), pp. 14-28. Frederic, L. The Temples and Sculpture of South-east Asia (London, 1965). Ganguly, O. C. ‘A Note on Kirtimukha; being the life history of an Indian architectural ornament’, Rupam, Vol. X (1922), pp. 11-18. Geiger, W. The Dipavamsa and the Mahavamsa and Their Historical Development in Ceylon, Eng. Tr. E.M. Coomaraswamy (Colombo, 1908). Geiger, W. ‘The Trustworthiness of the Mahavamsa’, IHQ, Vol. VI (1930), pp 205-28. Geiger, W. ‘Army and War in Mediaeval Ceylon’, The Polonnaruwa Period, CHJ, Vol. IV, Nos. 1-4 )1954-1955), pp. 153-68. Geiger, W. Culture of Ceylon in Mediaeval Times, ed. H. Bechert (Wiesbaden, 1960). Ghosh, D. ‘Two Bodhisattva Image from Ceylon and Srivijaya’, JGIS, Vol. IV (1937), pp. 125-27. Godakumbura, C.E. Sinhalese Literature (Colombo, 1955). Godakumbura, C.E. ‘A Bronze Buddha Image from Ceylon’, AA, Vol. XXVI (1963) pp 230-36. Goloubew, V. ‘The Art of India an Indo-China with special reference to Ceylon’, JCBRAS, Vol. XXXI, No. 83 (1931), pp. 455-64. Griswold, A. B. ‘The Buddha of Sukhodaya’, ACASA, Vol. VII (1953), pp. 5-41.
Griswold, A.B. ‘The Buddha Images of Northern Siam’, JSS, Vol. XLI, 2 (1954), pp. 95-152 Griswold, A.B. ‘L’epoch de Sukhodaya’, Arts Asiatiques, Vol. 3, (1954), pp. 30, -8. Griswold, A. B. Dated Buddha Images of Northern Siam, AA (Ascona, 1957). Griswold, A. B. ‘The Architecture and Sculpture of Siam’, The Arts of Thailand, ed. Bowie (Bloomington, 1960), pp. 25-165. Griswold, A.B. ‘The Santubong Buddha and its Context’, Sarawak Museum Journal, New Series, Vol. X, Nos. 19-20 (1961-62), pp. 365-71. Griswold, A.B. ‘Siam and the ‘Sinhalese’ Stupa’, Buddhist Annual, Instugural Number (1964) pp. 75-80. Griswold, A. B. ‘Imported Images and the Nature of Copying in the Art of Siam’, Essays Offered to G. H. Luce by his colleagues and friends in honor of his Seventy fifth Birthday, AA (Ascona, 1966), Vol. II, pp. 37-73. Griswold, A. G. Towards A History of Sukhodaya Art (Bangkok, 1967). Griswold, A. G., Kim, C. and Pott, P. H Burma Korea Tibet, Art of the World, A Series of Regional Histories of the Visual Arts (London, 1964). Groslier, B.P. Indochina: art in the melting-pot of races Art of the World (London, 1962). Gunawardana, R.A.L.H. ‘The History of the Buddhist Sangha in Ceylon from the reign of Sena I to the Invasion of Magha’, A.D. 833-1215,’ Ph.D. Thesis (University of London, 1965, unpublished). Gunawardana, R.A.L.H. ‘South Indian Invasions’, Aunradhapura Yugaya, ed. Liyanagamage, A and Gunawardana, R. (Kelaniya, 1961), pp. 264-87. Gunawardana, R.A.L.H. ‘Buddhist Nikayas in Mediaeval Ceylon’, CJHSS, Vol. IX, No. I (1966), pp. 55-66.
Gunawardana, R.A.L.H. ‘Ceylon and Malaysia: A study of Professor S. Paranavitana’s research on Relations between the tow regions’, UCR, Vol. XXV, Vos. 1 and 2, (1967), pp. 1-64. Hall, D. G. E. ed. Historians of South East Asia, repint (London, 1963). Hall, D. G. E. Atlas of South-east Asia (London, 1964). Hall, D. G. E. A History of South-east Asia, 2nd ed. (London, 1964). Harvey, G. E. History of Burma (London, 1925). Hirth, F. and Rockhill, W. W. Chau Ju-Kua: His work on the Chiness and Arab trade in the twelfth and thirteenth centuries, entitled Chu-fan-chi, (St. Petersburg, 1911). Hla, Maung. ‘The Chronological dates of the kings of Burma who reigned at Thayekhittaya (ancient Prome) and at Pagan’, JBRAS, Vol. XIII (1923), pp. 82-94. Hocart, A.M. MASG, II (Colombo, 1926). Hocart, A. M. ‘The Origin of the Stupa’, CJSG, Vol. I (1924-28), pp. 15-26. Hourani, G. F. Arab Seafaring in the Indian Ocean in Ancient and Early Mediaeval Times (Princeton, 1951). Htood, U Tet. ‘The Nature of the Burmese Chronicles’, Historians of South East Asia, ed. Hall, (London, 1963). Hutchinson, E. W. ‘Sacred Images in Chiengmai’, JSS, Vol. XXVIII, 2 (1935), pp. 115-42. Hutchinson, E. W. ‘The Seven Spices, a Sanctuary of the Sacred Fig Tree at Chiengmai’, JSS, Vol. XXXIV, I (1951), pp. 1-68. Indrapala, K. ‘The Nainativu Tamil inscription of Parakramabahu I, UCR. Vol. XXI (1963), pp. 63-70. Indrapala, K. ‘Dravidian Settlements in Ceylon and the Beginings of the Kingdom of Jaffna’, Ph.D. Thesis (University of London, 1965, unpublished). Indrapala, K. ‘Review of Ceylon and Malaysia by S. Paranavitana’, JCBRAS, Ns. XI (1967), pp. 101-6.
Jayatilaka, Sir D. B. Simhala Sahitya Lipi (Colombo, 1965). Kiribamune, S. (Wickramasinghe, S.). ‘Some Reflections on Professor Paranavitana’s contribution to History, The Ceylon Journal of the Humanities, Vol. I, No. I (1970), pp. 87-90. Krom, N. J. Hindoe-Javaansche geschieenis, 2nd ed. (The Hague, 1931). Krom, N. J. ‘De Ondergang van Sriwijaya’, Med. Kon, Akad. Van Westenachappen, afd. Letterkunde, Vol. LXII (1926), pp. 151-71. Law, B. C. ‘The Life of King Parakramabahu I’, The Polonnaruva Period, CHJ, Vol. IV, Nos. I-4 (1954-55), pp. 23-32. Le May, R. A Concise History of Buddhist Art in Siam (Cambridge, 1938). Le May, R. The Culture of South-east Asia (London, 1954). Levy, P. ‘Les traces e Pintroduction du bouddhisme A Luang Prabang’, BEFEO, Vol. XL (1940), pp. 411-24. Liyanagamage. The Decline of Polonnaruva and the Rise of Dambadeniya (Colombo, 1968). Liyanagamage, A. and Gunawardana, R. A. L. H. ed Anuradhapura Yugaya (Kelaniya, 1961). Longhrst, A. H. ‘The Development of the Stupa’, JRIBA, Vol. XXXVI (1928), pp. 135-49. Luce, G. H. ‘A Cambodian (?) Invasion of Lower Burma- A Comparative study of Burmese and Talaing Chronicles’, JBRAS, Vol. XLII (1922), pp. 39-45. Luce, G. H. ‘Notes on the Peoples of Burma in the 12th -13th century A.D.’, JBRS, Vol. XLII (1959), pp. 52. Luce, G. H. ‘Some old References to the South of Burma and Ceylon’, Felicitation Volume of South-east Asian Studies presented to His Highness Prince Dhaninivat Kromamun Biddyalabh Bridhyakorh on the occasion of his eightieth Birthday, Vol. II (Bangkok, 1965), pp. 269-82.
Luce, G. H. ‘The Career of Htiaing Min (Kyanzittha)’, JRAS (1966), pp. 53-68. Ma Tuan-lin. Ethmographie des peoples etrangeres a la chine (traduit par le Marquis d’Hervey de Saint-Denya, Geneva, 1883). McCrindle, J. W. Ancient India as Described by Megathenes an Arrian (London, 1877). McCrindle, J. W. The Christian Topography of Gosmas, an Egyptian Monk; tr. From the Greek, and ed. With notes and introduction by J. W. McCrindle, Hakluyt Soc. Publication, No. XCVIII (London, 1897). Major, R. H. ed. India in the Fiftieth century: being a collection of voyages to India (London, 1958). Majumdar, R. C. ‘Les rois Sailendra de Suvarnadvipa’, BEFEO, Vol. XXXIII (1933), pp. 121-42. Majumdar, R. C. (General editor), History and Culture of the Indian People, Vol. II, The Classical Age (Bhratiya Vidya Bhavan, Bombay, 1954); Vol. V, The Struggle for Empire (Bombay, 1957). Majumdar, R. C. ‘The Overseas Expedition of King Rajendra Cola’, AA (Felicitation Volume Presented to Professor Coedes), Vol. XXIV (1961), pp. 338-42. Malalasekera, G. P. The Pali Literature of Ceylon, reprint (Colombo, 1958). Malalasekera, G. P. Dictionary of Pali Proper Names, 2 Vols, reprint (P.T.S., London, 1960). Malalasekera, G. P. ed. Encyclopaedia of Buddhism, A Volume of Specimen Articles (Government of Ceylon, 1957). Mendis, G. C. The Early History of Ceylon, 2nd ed. (Calcutta, 1935). Mudiyanse, N. The Art and Architecture of the Gampola Period (Colombo, 1963). Mudiyanse, N. Mahayana Monuments in Ceylon (Colombo, 1967). Nicholas, C. W. and Paranavitana, S. A Concise History of Ceylon (Colombo, 1961).
Nilakanta Sastri, K. A. ‘The Ceylon Expedition of Jatavarman Vira Pandya’, 8th All Ind, Ori, Conf. (1937), pp. 508-25. Nilakanta Sastri, K. A. ‘Srivijaya, Candrabhanu and Vira Pandya’, TBG, Vol. LXXVII (1937), p. 251-68. Nilakanta Sastri, K. A. The Colas, 2nd ed. (Madras, 1955). Nilakanta Sastri, K. A. History of Sriwijaya (Madras, 1949). Nilakanta Sastri, K. A. ‘Parakramabahu and South India’, The Polonnaruva Period, CHJ, Vol. IV, Nos. 1-4 (1954-1955), pp. 33-51. Nilakanta Sastri, K. A. ‘Vijayabahu I- the Liberator of Lanka’, JCBRAS NS, Vol. IV (1955), pp. 45-71. Nilakanta Sastri, K. A. ‘Ceylon and Sri Vijaya’, JCBRAS, NS, Vol. VII (1962), pp. 125-40. Notton, C. M. tr. Annales du Siam, 3 Vols (Paris, 1926-1932). O’Connor, S. J. ‘Ritual Deposit Boxes in Southeast Asian Sanctuaries, AA, Vol. XXVIII (1966), pp. 53-60. Paranavitana, S. ‘Mahayanism in Ceylon’, CJSG, Vol. II (1928), pp. 35-71. Paranavitana, S. ‘Religious Intercourse Between Ceylon and Siam in the 13th-15th centuries’, JCBRAS, Vol. XXXII (1932), pp. 190-213. Paranavitana, S. ‘The Kalinga Dynasty of Ceylon’, JGIS, Vol.III (1936), pp. 57-64. Paranavitana, S. ‘The Excavations in the citadel of Anuradhapura’, MASC, Vol. III (Colombo, 1936). Paranavitana, S. ‘Lankave sita Siyamata Vadiya Sangharajayo’, Vidyodaya (1940), pp. 33-49. Paranavitana, S. The Stupa in Ceylon, MASC, Vol. V (Colombo, 1946). Paranavitana, S. The God of Adam’s Peak, AA (Ascona, 1958). Paranavitana, S. ‘Ceylon and Malaysia in Mediaeval Times’, JCBTSA, NS, Vol. VII, I (1960), pp. 1-42. Paranavitana, S. ‘The Arya Kingdom in North Ceylon’, JCBRAS, NS, Vol. VII, 2 (1961), pp. 174-224.
Paranavitana, S. ‘Princess Ulakudaya’s Wedding’, UCR, Vol. Xxi, No.2 (1963), pp. 103-137. Paranavitana, S. ‘Linguistic Studies in Ceylon and Sri Vijaya’, TUCLS (1964), pp. 79-100. Paranavitana, S. ‘Newly Discovered Historical Documents Relating to Ceylon, India and South-east Asia’, Buddhist Yearly (Buddhist Centre, Halle, 1967), pp. 26-58. Paranavitana, S. ‘Ceylon and Sri Vijaya’, Essays offered to G.H. Luce, Vol. I, AA (Ascona, 1966), pp. 205-12. Paranavitana, S. Ceylon and Malaysia (Colombo, 1966). Parker, H. Ancient Ceylon (London, 1966). Parmentier, H. L’art architectural Hindou done I’Inde et en Extreme Orient (Paris, 1948). Parmentier, H. Angkor-Guide (Saigon, n.d.). Perera, B.J. ‘The Foreign Trade and Commerce of Ancient Ceylon- II Ancient Ceylon and its Trade with India’, CHJ, Vol. I, No. 3 (1951), pp. 192-204. Perera, L. S. ‘The Pali Chronicle of Ceylon’, Historians of India, Pakistan and Ceylon, ed. C.Ho. Philips (London, 1961), pp. 29-43. Phayre, A.P. History of Burma (London, 1883). Philips, C. H. ed. Handbook of Oriental History (London, 1963). Premalilleke, L. and Silva, R. ‘A Buddhist Monastery type of Ancient Ceylon showing Mahayanist influence’, AA, Vol. XXX (1968), pp. 61-84. Rahula, W. History of Buddhism in Ceylon (Colombo, 1956). Rajanubhab, H. R. H. Damrong. A History of Buddist Monuments in Siam (Bangkok, 1962). Ramachandran, T.W. ‘The Nagapattanam and other Buddhist Bronzes in the Madras Museum’, New Series, General Section, Vol. VII, No. I. Reprint (Govt. of Madras, 1965).
Rasanayagam, Mudaliyar, C. Ancient Jaffna (Madras, 1929). Rawson, P.S. The Art of South-east Asia (London, 1967). Ray, H.C. and Paranavitana, S. History of Ceylon Vol. I, 2 parts (Colombo, 1959, 1960). Ray, N. R. An Introduction to the Study of Theravada Buddhism in Burma (Calcutta, 1946). Rowland, B. The Art and Architecture of India (London, 1953). Sannasgala, P. Simhala Sahitya Vamsaya (Colombo, 1961). Sarasvati, S. K. ‘Review of the Memoirs of the Archaeological Survey of Ceylon, Vol. III- The Excavations in the citadel of Anuradhapura (Colombo, 1936), JGIS, Vol. IV (1937), pp. 154-59. Seckel, D. The Art of Buddhism, Art of the World (London, 1964). Smith, R. B. Siam, or the history of the Thais from the earliest times to 1569 A.D. (Betheasda, Maryland, Decatur Press, 1966). Srinivasan, K. R. Cave-temples of the pallavas (New Delhi, 1964). Takakusu, N.J. I-Tsing, A Record of the Buddhist Religion practiced in India and the Malay Archipelago, Reprint (Delhi, 1966). Taw, Sein Ko. ‘A preliminary study of the Kalyani inscriptions of Dhammacheti, 1476 A.D., IA, Vol. XXII (1893). Pp. 11-17; 29-53; 85-9; 150-9; 206-13; 236-43. Thaw, T. H. ‘The Development of the Buddha Image’, M.A. Thesis (University of London, 1964, unpublished). Tibbette, G. R. ‘Early Muslim Traders in South-east Asia’, JMBRAS, Vol. XXX, I (1957), pp. 1-44. Wales, H. G. Quaritch. ‘A Newly Explored Route of Ancient Indian Cultural Expansion’, IAL, IX (1935), pp. 1-35. Wales, H. G. Quaritch. The Making of Greater India (London, 1951). Wales, H. G. Quaritch. ‘The Origin of Sukhodaya Art’, JSS, Vol. XLIV, 2 (1956), pp. 113-24.
Wales, H. G. Quaritch. ‘Dvaravati in South-east Asian Cultural History’, JRAS (1966), pp. 113-24. Wang, Gungwu. ‘The Nanhai Trade: A study of the early history of Chinese trade in the South China Sea’, JMBRAS Vol. XXI, 2 (198), pp. 1-135. Ward, W. E. ‘Sinhalese Makara Toranas in Cleveland’, CHJ, Vol. II, nos 1-2 (1952), pp. 23-27. Wheatley, P. The Golden Khersonese: Studies in the Historical Geography of the Malay Peninsula before A.D. 1500 (Kuala Lumpur, 1961). Wickramasinghe, S. (Kiribamune, S.). ‘The Sources for a Study of the Reign of Parakramabahu I’, The Polonnaruva Period, CHJ, Vol. IV, Nos. 1-4 (1954-1955), pp. 168-82. Wickramasinghe, S. ‘The Kalinga Peirod of Ceylon History’, M.A. Thesis (University of Ceylon, 1956, unpublished). Wickramasinghe, S. ‘The Age of Parakramabahu I’, Ph.D. Thesis (University of London, 1958, unpublished). Wickramasinghe, S. ‘Ceylon’s Relations with South-east Asia, with special Reference to Burma’, CJHSS, Vol. III, I (1960), pp. 38-58. Wijetunga, W. M. K. ‘The Rise and Decline of the Cola Power in Ceylon’, Ph.D. Thesis (University of London, 1962, unpublished). Wirjosuparto, R. M. S. ‘The Role of Buddhism of South India on the Development of Buddhist though in Indonesia’, Glimpses of Cultural History of Indonesia (Djakarta, 1963), pp. 29-40. Wolters, O. W. ‘Tambralinga’, BSOAS, Vol. XXI, 3 (1958), pp. 587-607. Wolters, O. W. Early Indonesian Commerce: A Study of the origins of Srivijaya (New York, 1967). Wood, W. A. R. A History of Siam (Bangkok, 1924). Yule, H. The Book of Ser Marco Polo, 3 Vols. (London, 1903).
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404