การบริหารทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 137 กีรติเถระอ้างศัพท์ว่าปเหกการะในเจตมาตระ บ่งถึงเจ้าของท่ีดินท�าหน้าที่ตรวจตรา เวลาเก็บเกี่ยว หรือผู้ท�าหน้าท่ีแทนเจ้าของที่ดินในเวลาเก็บเกี่ยว๗๗ วิกรมสิงหะตั้ง ขอ้ สงั เกตวา่ ศัพทป์ สกั แกมยิ าปรากฏเหน็ ในแผ่นศลิ าทมี่ หิ นิ ตะเล (หลกั A) ของพระเจา้ มหินทะที่ ๔ พร้อมภาษาบาลีว่าปัจจยกัมมิกะ แปลว่าผู้รับจ้างแจกทาน หากศัพท์ป สกุนย่อมาจากปสักเกมิยาย่อมแปลว่าผู้รับจ้างแจกทาน๗๘ ศัพท์ว่าปัสโปต (สันสกฤต คือปัญจิกา-ปุสตกะ) หมายถึงนายทะเบียน ปรากฏเห็นในแผ่นศิลามิหินตะเล (หลัก A) ของพระเจ้ามหินทะท่ี ๔๗๙ ศัพท์ปสกุนคล้ายคลึงกับศัพท์ปัส มีรากเหง้ามาจาก ภาษาสันสกฤตว่าปัญจิกา หมายถึงนายทะเบียน๘๐ หากรากเหง้าของศัพท์เป็นเช่นน้ัน แล้วไซร้ การใช้ศัพท์ปสกุนอาจจะบ่งถึงต�าแหน่งนายทะเบียนก็เป็นได้ ช่างวาดรูป นักร�า นักร้องและคนตีกลองเป็นกลุ่มคนงานอีกพวกหน่ึงท่ี ท�าหน้าท่ีภายในอารามวิหาร รายชื่อของแต่ละคนช้ีให้เห็นถึงหน้าที่อย่างชัดเจน จึงไม่ เห็นต้องอธิบายรายละเอียด อาจเป็นไปได้ว่าภาระหน้าที่รับผิดชอบส่วนใหญ่ล้วนเป็น ไปตามวัตถุประสงค์ทางศาสนา ศัพท์ว่าสกุนดุรุยันน้ันคุณเสกระแปลว่าผู้เป่าสังข์๘๑ พระวมิ ลกรี ตเิ ถระแยกศพั ทอ์ อกเปน็ สกนุ และดรุ ยนั แลว้ บอกวา่ เฉพาะศพั ทแ์ รกเทา่ นน้ั ท่ีบ่งถึงผู้เป่าสังข์ และต้ังข้อสังเกตเพ่ิมเติมว่าหากอ่านดุรยันเป็นแดรยันก็จะพบศัพท์ ว่าดาร (ภาษาทมิฬคือดารัย) หมายถึงแตรชนิดหน่ึง๘๒ หากถือการแปลดุรยันอาจจะ บ่งถึงขลุ่ยหรือแตร แต่ศัพท์ว่าสกุนดุรยันอาจเป็นศัพท์ชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปมาจากดุรยัน ว่าตามหลักฐานดุรยันมีรากเหง้ามาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตว่าธุระ ด้วยการ แปลง ธ เป็น ดะ ธุระหมายถึงความรับผิดชอบ ภาระและหน้าที่๘๓ สกุนอาจมี ความหมายบ่งถึงสังข์ ด้วยเหตุน้ันสกุนธุรยันอาจหมายถึงผู้เป่าสังข์ดังคุณเสกระ ตั้งข้อสังเกตไว้ก็เป็นได้ หน้าที่ของศัพท์ว่าปัญจยันยังมีไม่กระจ่างชัด คุณเสกระตั้งข้อสังเกตเชิงเสนอ แนะว่าหมายถึงผู้เล่นดนตรีห้าชนิด๘๔ พระวิมลกีรติเถระคัดค้านความคิดดังกล่าวโดย แสดงความเห็นพื้นฐานว่าคนตีกลอง (เพระคะสันนยะ) และคนเป่าขลุ่ย (ดุรยันหรือ ดารยนั ) คอื มผี รู้ วมเขา้ กบั ผเู้ ลน่ ดนตรหี า้ ชนดิ อา้ งถงึ แลว้ ระหวา่ งคนรบั จา้ ง จงึ ไมจ่ า� เปน็ ต้องกล่าวถึงอีกคร้ัง๘๕
138 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง การโต้แย้งเบ้ืองต้นก็เพ่ือยืนยันแนวคิดของพระวิมลกีรติเถระ ผู้กล่าวว่าผู้ จุดไฟควรเป็นเรื่องจ�าเป็นส�าหรับหน้าท่ีสถูปเจดีย์ และช่ือของคนงานเหล่านี้ไม่มี กล่าวถึงเลย อาจจะอ้างเอาว่าศัพท์ว่าปัญจยันบ่งถึงผู้ท�าหน้าท่ีจุดไฟก็เป็นได้๘๖ หลักฐานอินเดียบอกไว้ว่าช่างฝีมือมีห้าวรรณะ ได้แก่ ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างทอง เหลือง ช่างไม้ และช่างก่ออิฐ รู้จักในเชิงนิรุกติศาสตร์ว่าปัญจกรรมาระ หรือปัญจ กัมมลาร์๘๗ ส่วนศัพท์ว่าปัญจยันน่าจะเป็นการย่อให้ส้ันลง ส่วนสตรีก็มีกล่าวถึงในฐานะเป็นคนงานรับจ้างอารามวิหารเช่นกัน สตรีบางคนท�าหน้าที่ดูแลน้�าอ่างล้างเท้าและงานเหล่าอื่น ค�าว่ามังคุลมิณฑิยัน แปลว่าท�าหน้าท่ีดูแลบริเวณสถูปเจดีย์๘๘ คัมภีร์โพธิวังสยะซ่ึงแต่งเป็นภาษาสิงหล ระบุว่าบรรดาหน้าที่มากมายเกี่ยวกับต้นพระศรีมหาโพธ์ินั้น สตรีชาววัง (ราชกัญญา) ได้รับความไว้วางใจให้ท�าหน้าท่ีรดน�้าต้นพระศรีมหาโพธิ์๘๙ คัมภีร์สมันตปาสาทิกา คัมภีร์มหาวงศ์ คัมภีร์วังสัตถัปปกาสินีซึ่งแต่งแก้คัมภีร์มหาวงศ์ไม่กล่าวถึงหน้าที่ เหล่านี้เลย๙๐ จึงสันนิษฐานว่าธรรมเนียมการสรงน้�าต้นพระศรีมหาโพธ์ิของสาวชาววัง นั้น อาจเกิดพัฒนาการและนิยมแพร่หลายสมัยหลัง อย่างไรก็ตาม หลักฐานเบ้ืองต้น ช้ีให้เห็นว่าสตรีมีหน้าที่เกี่ยวข้องอารามวิหารด้วย จารึกระบุหน้าท่ีคนร้อยดอกไม้ (มาลาการิน) และคนท�าน�้าหอม (โอสัณ ฑวฏวัน)๙๑ ซ่ึงเป็นเจ้าหน้าที่และคนงานท่ีดูแลรุวันแวลิแสยะเจดีย์ จารึกภาษาทมิฬ ของพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๔ ที่ลังกาติลกวิหารระบุว่าหนึ่งในห้าส่วนจากรายได้ของ อารามวิหารนั้น ได้จากเครือญาติหรือลูกหลานของเสนาลังกาธิการิคัล กล่าวคือ เสนาลังกาธิการะผู้คุ้มครองดูแลการบริจาคและมีหน้าท่ีประกอบพิธีกรรมบูชาอัน ศักดิสิทธิ์๙๒ หลักฐานตรงน้ีช้ีให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ท่านร้ังต�าแหน่งชั้นสูงเพื่อบริหาร ดูแลอารามวิหาร นอกจากเจ้าหน้าท่ีผู้ท�าพิธีกรรมที่รุวันแวลิแสยะเจดีย์แล้วยังมี ต�าแหน่งอื่นอีก จารึกแผ่นทองแดงแห่งลังกาติลกวิหารของพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๔ ได้แจกแจงรายชื่อผู้ท�าหน้าท่ีปกปองรักษาวิหาร (สังรักศนะ หา ปริปาลนะ) รายนาม เหล่าน้ันประกอบด้วยเสนาบดีผู้ใหญ่ ขุนนางผู้ใหญ่ ดังเช่น เจ้าชาย รัชทายาท ขุนคลัง เสนาบดี หัวหน้าแห่งวรรณะ นายทหารผู้มั่งค่ังท้ังชาวทมิฬและชาวสิงหล๙๓ แต่รายละเอียดกลับไม่ได้กล่าวถึง โดยเฉพาะการดูแลอารามวิหาร
การบริหารทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 139 ด้วยเหตุนั้น อารามวิหารจึงมีเจ้าหน้าที่บริหารจัดการมากมาย แต่เป็นเร่ือง ยากที่จะระบุหน้าท่ีของแต่ละคนอย่างชัดเจน ในที่น้ีสามารถแบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ผู้เก่ียวข้องกับกิจการศาสนา ผู้เกี่ยวข้องกับกิจการทางฆราวาส และผู้เกี่ยวข้อง กับกิจการท้ังสองอย่าง ส่วนพราหมณ์ก็มีหน้าที่ไม่ต่างจากพวกคนงานในลังกาติลกวิหาร กล่าวคือท�า พิธีกรรมทางศาสนา ส�าหรับนักร�า นักร้อง คนตีกลอง และคนเป่าสังข์ (สกุลดุรยัน) น่าจะเป็นคนกลุ่มน้อย เพราะหน้าที่หลักคือประกอบพิธีกรรมตามเทศกาลเท่าน้ัน แม้สตรีผู้ท�าหน้าที่เติมน้�าล้างเท้า มังคุลมิณฑิยันผู้ดูแลบริเวณสถูปเจดีย์ ผู้ร้อยกรอง ดอกไมแ้ ละผทู้ า� นา�้ หอมนา่ จะเปน็ คนกลมุ่ เดยี วกนั เนอ่ื งจากหนา้ ทม่ี เี พยี งดแู ลพธิ กี รรม และสถานที่บูชาเท่านั้น ส�าหรับอาลักษณ์และช่างเขียนอาจเป็นอีกกลุ่มหนึ่งรวมอยู่ใน คนกลุ่มเหล่านี้ และมีหน้าท่ีเฉพาะเรื่องศาสนาเท่าน้ัน ส่วนพวกปัญจยันน้ันยากนัก ท่ีจะระบุว่ารวมเข้ากับกลุ่มไหน เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎและกติกา (สัมดรุวัน) ผู้ตีราคา (วัณณักกุวรุน) เจ้าหน้าท่ีบัญชี (ปสกุน) เป็นอีกแผนกหน่ึงต่างหาก อาจเป็นไปได้ว่า หน้าท่ีเน้นเร่ืองทางโลก รายนามของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องทางโลกมีจ�ากัด สันนิษฐาน ว่ายุคน้ีอารามวิหารน่าจะไม่สนใจการบริหารกิจการทางโลก หรือเรื่องทางโลกคงไม่เป็น ท่ีนิยมแพร่หลาย ส่วนกลุ่มที่สามคือวิธาเนหรือวิทาเนน้ัน อาจจะท�าหน้าท่ีดูแลกิจการ ท้ังทางโลกและทางธรรม แม้แต่พระสงฆ์หัวหน้าแห่งอายตนะและปริเวณะอาจจะ ท�าหน้าที่คล้ายกัน เจ้าหน้าท่ีวิธาเนนั้นน่าจะผ่านการคัดเลือกจากคณะสงฆ์โดยตรง หลักฐานอ้างถึงค่าตอบแทนของคนงานรับจ้างอารามวิหารไม่ค่อยชัดเจน หลักฐานระบุว่าการขยายอาคารลังกาติลกวิหารเสียค่าใช้จ่ายประมาณ ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ มสุรัน๙๔ รวมทั้งข้าวเปลือก ทอง เงิน และเสื้อผ้า๙๕ การสร้าง กฑลาเดณิยะวิหารซึ่งเป็นอาคารสามชั้นเสียค่าใช้จ่ายประมาณ ๓๐๐ วาละ และ ๑๐๐,๐๐๐ ปณัม๙๖ สันนิษฐานว่ารายจ่ายทั้งหมดเป็นค่าจ้าง จารึกแปปิลิยานะซ่ึงท�า ข้ึนสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๖ แห่งอาณาจักรโกฏเฏระบุว่าคนงานตามอารามวิหาร ควรได้ค่าจ้างเป็นเงินเดือน แวตุป และดิเวล ให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมาย๙๗ ศัพท์ว่าแวฏปอาจหมายถึงการจ่ายเป็นเงินสด ส่วนดิเวลอาจหมายถึงการให้ท่ีดิน
140 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง เพ่ือดูแลรักษา คัมภีร์ดัมบุลุสิริตะระบุว่า คนงานนามว่ามาเหเนคัมลัดดาได้รับไร่นา กว้างยาวประมาณหน่ึงอมุณะส�าหรับเพาะปลูกและสองร้อยปาณัมส�าหรับหน้าที่พิเศษ ที่รับผิดชอบอารามวิหาร๙๘ หลักฐานเหล่าน้ีแสดงให้เห็นว่าคนงานของอารามวิหาร ได้รับค่าจ้างทั้งเงินสดและไร่นา ไม่มีหลักฐานระบุว่าคนงานเหล่าน้ีมีอาชีพถาวรหรือ สถานภาพมีการตราเป็นกฎหมายหรือไม่ จารึกรุวันแวลิแสยะระบุว่าพระนางกัลยาณวดีโปรดให้ประทานรางวัลคือ ทองแก่คนงานดูแลรุวันแวลิแสยะเจดีย์๙๙ แต่รางวัลเช่นนี้ไม่น่าจะให้เป็นนิตย์ หรือว่า คนงานได้รับค่าแรงที่เหมาะสมตามหน้าท่ี หลักฐานอื่นอีกระบุว่าลูกหลานหรือญาติ พี่น้องของเสนาลังกาธิการะได้รับหน่ึงส่วนของรายได้จากลังกาติลกวิหาร เพื่อดูแล การบริจาคและท�าหน้าท่ีประกอบพิธีกรรมส่ิงศักด์ิสิทธิ์๑๐๐ ผู้รับมรดกอารามวิหาร พัฒนาการท่ีส�าคัญในการบริหารจัดการอารามวิหารคือวิธีการรับช่วงสืบทอด มรดก ซ่ึงอารามวิหารและทรัพย์สมบัติของอารามวิหารจะถูกส่งต่อ ธรรมเนียมปฏิบัติ ของอารามวิหารและการถือครองอารามวิหารในฐานะทรัพย์สมบัติส่วนตัวได้ก่อเกิด การพัฒนาสมัยนี้ การสืบทอดโดยศิษย์และโดยเครือญาติถือว่าเป็นพัฒนาการ อย่างหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยให้เห็นความเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติอันเป็นของส่วนบุคคล ความแพร่หลายเร่ืองการสืบทอดต�าแหน่งจากอาจารย์สู่ศิษย์ของยุคดัมพเดณิยะ มีหลักฐานปรากฏในจารึกแกรคะละหลักที่ ๑ ซ่ึงจารข้ึนสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๕ โดยบอกว่าท่ีดินและหมู่บ้านอันมีชื่อมีการสืบทอดทางอารามวิหารอย่างไม่ขาดสาย โดยกลุ่มของพระวนรัตนะเริ่มต้นจากยุคดัมพเดณิยะ๑๐๑ วิธีน้ีดูเหมือนว่าน่าจะมี ต้นก�าเนิดมาจากพันธุศิษยปรัมปราวะ (การสืบทอดทางเครือญาติ) หรือ ญาติศิษย ปรัมปราวะ ซึ่งมีกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในจารึกกิตสิริเมวันเกลาณียะโดยระบุว่าจารึก ในปีพุทธศักราช ๑๘๘๗๑๐๒ จารึกเปิดเผยว่าตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามิณีอภัย เปน็ ตน้ มา กติ สริ เิ มวนั ราชมหาวหิ ารไดม้ กี ารรกั ษาสบื ทอดเรอ่ื ยมาสบิ รนุ่ ดว้ ยการสบื สาย ทางเครือญาติ หลักฐานปรากฏชัดเจนสมัยกิตสิริเม (กิตติสิริเมฆะ) ซ่ึงเป็นผู้มีชีวิต
การบริหารทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 141 ร่วมสมัยกับพระเจ้าวิกรมพาหุแห่งเมืองโปโฬนนารุวะ๑๐๓ จารึกอ้างถึงสมภารเจ้าอาวาส แห่งคตาราปิริเวณะในฐานะสมาชิกของพันธุปรัมปราวะ (ลูกหลาน) ได้วิงวอนญาติและ คนเหล่าอื่นช่วยกันรักษากัลปนาอุทิศเพื่อให้ย่ังยืนยาวนาน๑๐๔ หลักฐานส่วนนี้ ช้ีให้เห็นว่าคตาราปิริเวณะเกี่ยวเนื่องกับกิตสิริเมวันเกลาณียะวิหาร และสมภาร เจ้าอาวาสวัดแห่งปิริเวณะน้ันมีสิทธ์ิท่ีจะเป็นเจ้าอาวาสกิติสิริเมวันเกลาณียะวิหารด้วย ดมั พเดณกิ ตกิ าวตั รระบไุ วช้ ดั เจนวา่ พระเถระผคู้ าดวา่ จะขน้ึ รงั้ ตา� แหนง่ อายตนะ ควรสืบทอดเช้ือสายอย่างต่อเน่ืองมาจากหมู่บ้านสังคมุและคณแวสิ๑๐๕ การออกกติกา ระบุว่าต�าแหน่งอายตนะต้องจ�ากัดเฉพาะตระกูลชั้นสูงเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุน�าไปสู่ ความเส่ียงเร่ืองพันธุปรัมปราวะ คัมภีร์ดัมบุฬุสิริตะอธิบายข้ันตอนพัฒนาการของพันธุศิษยปรัมปราวะ โดย กล่าวถึงนามสมภารเจ้าวัดตั้งแต่สมัยพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัยเป็นต้นมา จนถึงสมัย พระเจ้านิสสังกมัลละ๑๐๖ สมภารเจ้าอาวาสนามว่าสิทธารถะมีชีวิตอยู่สมัยพระเจ้าภูว เนกพาหุที่ ๕๑๐๗ พระเถระรูปนี้ร้ังต�าแหน่งสมภารแห่งดัมบุลุวิหารในฐานะผู้สืบทอด ตามประเพณี สว่ นผสู้ บื ทอดตา� แหนง่ ตอ่ จากทา่ นคอื หลานชายนามวา่ พระมหาเทพเถระ สมภารรปู ถดั มาคอื พระเทสวาสมิ หาเถระ ซง่ึ มศี กั ดเ์ิ ปน็ หลานชายของพระมหาเทพเถระ ส่วนหลานชายของพระเทสวาสิเถระนามว่ากหัณฑวละตัณหังกรเถระ ก็ได้รับมอบให้ เป็นสมภารรูปต่อมา และถูกถอดออกจากต�าแหน่งโดยพระเจ้าราชสิงหะแห่งอาณาจักร สีตาวะกะ แต่ต่อมาพระเจ้าวิมลธรรมสูริยะได้ประทานต�าแหน่งคืนดังเดิม๑๐๘ ความเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติย่อมน�าไปสู่การทะเลาะวิวาท คัมภีร์ดาฬดาสิริตะอ้างว่าหากการทะเลาะวิวาทเกิดข้ึนในวิหารพระเขี้ยวแก้ว ขุนนางจะถูกส่งไปจากพระราชวังและหัวหน้าแห่งอุตุรุมุละควรตัดสินคดีความ หาก คดีไม่สามารถตัดสินได้ควรพิจารณาไต่สวนโดยคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ (มหาสังฆะ)๑๐๙ คัมภีร์อรัมแกเลส-อันนสะอธิบายรายละเอียดอย่างแจ่มแจ้งว่าผู้ดูแลช้าง (แอตตลยัน) ผู้ดูแลม้า (อัสสลยัน) ผู้ดูแลฝูงโค (โคนบัดดัน) และชาวนาผู้เช่าท่ี (สีแวสิยัน) หากวิวาทกัน กรณีเช่นนี้การระงับข้อพิพาทเป็นหน้าท่ีของคณะตุลาการประกอบด้วย
142 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง กษัตริย์และเหล่าขุนนาง๑๑๐ หลักฐานเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าข้อพิพาทรุนแรงเก่ียวกับอาราม วิหารควรไต่สวนระงับด้วยการแทรกแซงของบ้านเมือง แม้กิจการของอารามวิหารท่ี มากมายมหาศาลจะไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของบ้านเมืองก็ตาม ระเบียบข้องบังคับเก่ียวกับการบริหารจัดการทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร มีบันทึกไว้ในดัมพเดณิกติกาวัตร ซึ่งกล่าวไว้ว่ามีการรักษาปองกันทรัพย์สินอย่างดี ยิ่งจากการใช้ผิดวัตถุประสงค์ ข้อบังคับย้�าว่าแม้แต่ทรัพย์สินท่ีเป็นของส่วนตัวไม่ควร มอบใหค้ นอน่ื โดยไมป่ รกึ ษาพระเถระผใู้ หญ่๑๑๑ ขอ้ บงั คบั อกี แหง่ หนงึ่ ระบวุ า่ สงิ่ ของหรอื ภาชนะโลหะเช่นวฎวิล๑๑๒ ควรใช้เฉพาะในอารามวิหารเท่าน้ัน เพราะเป็นสมบัติ ส่วนกลางของสงฆ์ ไม่ควรมีการเคล่ือนย้ายไปใช้ภายนอก การใช้ทรัพย์สมบัติส่วนตัว โดยเฉพาะอุปกรณ์ เช่น จอบ ผึ่งถากไม้ (วะ) ขวาน (โปโร) เป็นต้น และยานพาหนะ เช่นเสล่ียงคานหามก็ไม่เหมาะเช่นกัน๑๑๓ ความมั่งค่ังและกิจการของอารามวิหารเพิ่มมากขึ้นกลายเป็นเหตุน�าไปสู่การ เปล่ียนแปลงครั้งส�าคัญด้านการบริหารจัดการ จารึกแผ่นทองแดงแห่งลังกาติลกวิหาร ระบุว่าคนงานรับจ้างท�าถนนส�าหรับอารามวิหาร๑๑๔ สันนิษฐานว่าวิหารน้อยใหญ่ท่ัวไป สมยั นน้ั รา่� รวยมง่ั คงั่ ยงิ่ นกั จนมคี นงานรบั จา้ งเปน็ จา� นวนมาก ความตอ้ งการจดั วางเรอื่ ง การบริหารจัดการจึงต้องเกิดมีข้ึน ศูนย์กลางทางศาสนาท่ีมีคนเดินทางไปสักการบูชา เป็นจ�านวนมากหมายถึงแหล่งจาริกแสวงบุญได้ใช้การบริหารจัดแบบฆราวาส ตัวอย่าง เช่นเมืองติรุปติทางอินเดียตอนใต้ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานของศรีเวงกเตศวร โดยต้ังอยู่โดดเด่ียวแยกจากเทวาลัย๑๑๕ ส�าหรับศรีลังกาน้ันมีหลายเมืองดังเช่น อนุราธปุระ โปโฬนนารุวะและเสนกฑคละหรือแคนดีก็เช่นเดียวกัน แต่ยากนักที่จะ ระบวุ า่ เมอื งเหลา่ นม้ี กี า� เนดิ มาจากศาสนาหรอื ไม่ อาจเปน็ ไปไดว้ า่ เมอื งเหลา่ นม้ี พี ฒั นาการ ยุคหลัง โดยเฉพาะเมืองอนุราธปุระและเมืองโปโฬนนารุวะ ความหลากหลายด้านการบริหารจัดการทรัพย์สมบัติของอารามวิหารย่อม ไม่สมบูรณ์หากไม่กล่าวถึงรายได้ของอารามวิหาร จารกึ ภาษาสงิ หลของพระเจา้ ภวู เนกพาหทุ ่ี ๔ แหง่ ลงั กาตลิ กวหิ ารอา้ งวา่ กลั ปนา อุทิศเงินตราที่มอบให้ชาวลังกาแต่ละครอบครัวมีการรักษาเป็นอย่างดี ส�าหรับ
การบริหารทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 143 ตระเตรียมข้าวต้ม ดอกไม้และประทีป เพ่ือเป็นพุทธบูชาและเทวตาพลี และเพ่ือ ประกอบพิธีกรรม (บัต มัล ปหัน ปุเดาลักขัม ปวัตวนะ เลสฏะ)๑๑๖ การบูชาตาม รายการเหล่าน้ีเพื่อเป็นพุทธบูชาต้องกระท�าเป็นนิตย์ทุกอารามวิหาร หลักฐานจากจารึก ลังกาติลกวิหารของพระเจ้าวิกรมพาหุที่ ๓ ระบุว่า การบริหารเป็นการตระเตรียมข้าว (บัต ปุดนะ เลสฏะ) เพื่อน้อมถวายแก่พระพุทธรูปองค์ประธานในพระนามของ พระเจ้าแผ่นดินผู้ถวายท่ีดิน๑๑๗ หลักฐานส่วนนี้มีความเหมือนกับกัลปนาอุทิศท่ีถวาย เป็นเงินสด และประเภทของผู้น้อมถวายส�าหรับเป็นหน้าท่ีในเทวาลัยของฮินดู๑๑๘ พิธีการอาจไม่เหมือนกันท้ังหมดจะต่างกันเพียงรายละเอียดเล็กน้อย ส�าหรับผู้ถวาย ในอารามวหิ ารของชาวพทุ ธลงั กานนั้ ไมไ่ ดอ้ า้ งถงึ สว่ นแบง่ แหง่ การถวายเหมอื นชาวฮนิ ดู ทางอินเดียตอนใต้๑๑๙ จารึกแปปิลิยานะสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖ ได้แจกแจงรายละเอียด หลากหลายรายการเรอ่ื งรายไดข้ องอารามวหิ ารทช่ี า� ระเรยี บรอ้ ยแลว้ หลกั ฐานจากจารกึ หลักนี้มีความคล้ายคลึงกันกับอารามวิหารแห่งอ่ืนทั่วเกาะลังกาสมัยนั้น การแบ่งปัน อาหารส�าหรับแจกจ่ายในพิธีบูชา และส�าหรับแจกจ่ายแก่ผู้พ�านักอาศัยรวมถึงพระสงฆ์ และคนงานรับจ้างด้วย ถือว่าเป็นส่วนส�าคัญของรายได้ รายได้เหล่านี้รวมถึงข้าว มะพร้าว มะพร้าวอ่อน ขนุน น�้ามันส�าหรับขัดและจุดตะเกียง เนย หัวหอม พริก พริกไทย ถ่ัว เกลือ เมล็ดถ่ัว ดุรุ ขม้ิน (กสา) ใบพลู และหมาก จันทน์หอมส�าหรับ ยาขี้ผึ้งและธูป ไม้กฤษณาและไม้หอมส�าหรับท�าธูปก็ใช้ในพิธีการทางศาสนาเช่นกัน หลักฐานอีกแห่งหน่ึงกล่าวถึงต้นโพธิ์สามต้น๑๒๐ เทพนาถะและเทพไมตรี ในฐานะผู้รับเคร่ืองบูชา ซึ่งรวมถึงคุณสมบัติของรายการอาหาร และธูป เป็นต้น นอกจากน้ัน มีการกล่าวถึงเทศกาล ๓ อย่าง ได้แก่ เทศกาลประจ�าปี เทศกาล จุดประทีปโคมไฟ และเทศกาลพิเศษท่ีจัดขึ้นเพื่อร�าลึกถึงพระอัครมเหส๑ี ๒๑ จ�านวน ของข้าวและมะพร้าวมากมายย่อมเป็นที่ต้องการส�าหรับเทศกาลเหล่าน้ี ปัจจัยจ�าเป็น รวมถงึ รายการตอ้ งตระเตรยี มสา� หรบั คนไขแ้ ละอาคนั ตกุ ะดว้ ย มกี ารตระเตรยี มอาหาร ส�าหรับถวายสงฆ์หมู่ใหญ่ผู้มาจากอารามวิหาร พิธีถวายอาหารบิณฑบาตมีระยะเวลา สามวนั ทกุ สามเดอื น การทา� งานบญุ กศุ ลยดื ยาวเชน่ นมี้ ปี ฏบิ ตั กิ นั ตามอารามวหิ ารทว่ั ไป แต่น่าเสียดายไม่มีหลักฐานมายืนยัน
144 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง นอกจากรายการเหล่านั้นแล้ว ยังมีชนิดของผ้าส�าหรับท�าจีวรและผ้าอังสะของ พระสงฆ์ ผ้าคลุมบาตร ผ้าปิดแผล อัฏฐบริขารซ่ึงรวมถึงผ้าสองอย่างท่ีกล่าวถึงแล้ว ผ้าชุดหน่ึงส�าหรับเก้าอ้ี ๒๑ ตัว ใช้ส�าหรับงานสวดมังคุลปริตร ผ้าดาดเพดาน ผ้าปู เตียง ผ้าม่าน เป็นต้น ซ่ึงต้องจัดเตรียมเป็นประจ�า สังข์เป็นต้นของเจ้าหน้าท่ีห้าประการ และรายการสิ่งของเช่นร่ม (กุฑะ) ฉัตรขาว (เสสัต) ผ้าดาดเพดานท�าด้วยไหม (ปฏะ-อากาส-วิยัน) กลองขนาดเล็ก (ประนะปะ)๑๒๒ ผ้าคลุมศีรษะ (ปยิ) เส้ือ (แสฏฏะ) เป็นต้น ก็ต้องจัดเตรียมและดูแลรักษาด้วย เมอื่ อารามวหิ ารมรี ายจา่ ยดงั ปรากฏในจารกึ แปปลิ ยิ านะ อารามวหิ ารขนาดใหญ่ เหล่าอื่นต้องเดินตามระบบน้ีอย่างปฏิเสธไม่ได้ เปน็ เรอ่ื งนา่ สนใจวา่ ประโยชนแ์ บบชาวโลกเปน็ เหตใุ หม้ กี ารบรจิ าคกลั ปนาอทุ ศิ เพราะเชื่อว่าเป็นแหล่งแห่งบุญเขต คัมภีร์ดาฬดาสิริตะตรากฎเกณฑ์ไว้ว่าพระเจ้า แผ่นดินไม่ควรหยิบยืมทรัพย์จากวัดพระเขี้ยวแก้วแม้หน่ึงกหาปณะ หากกรณีจ�าเป็น ตอ้ งการหยบิ ยมื การคนื จา� เปน็ ตอ้ งจา่ ยเปน็ สองเทา่ ภายในระยะเวลาไมเ่ กนิ หกเดอื น๑๒๓ การตรากฎหมายเช่นนี้ช้ีให้เห็นว่าบางครั้งกษัตริย์อาจหยิบยืมเงินจากอารามวิหารได้ เหตุผลส�าหรับการก�าหนดดอกเบี้ยถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์น้ัน อาจแสดงถึงความไม่ไว้ใจ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากษัตริย์หรือผู้บริจาคเหล่าอ่ืนกู้ยืมจากอารามวิหารหรือไม่ การให้กู้เงินเป็นที่ยอมรับในวัดตันชอร์แห่งแคว้นโจฬะทางอินเดียตอนใต๑้ ๒๔ แต่วิธี การน้ีไม่พบเห็นตามอารามวิหารของลังกา มีตัวอย่างหนึ่งซึ่งขุนนางผู้ใหญ่นามว่าเสนาลังกาธิการะได้รับประโยชน์จาก กัลปนาอุทิศ พร้อมเครือญาติและลูกหลานของท่าน ผู้ดูแลอารามวิหารและผู้รักษา สืบต่อพิธีกรรมก็ได้รับส่วนแบ่งหน่ึงในห้าของรายได้จากลังกาติลกวิหาร๑๒๕ ไม่ว่าจะ เป็นเจตนาหรือไม่ก็ตาม ครอบครัวของผู้ถวายย่อมได้รับประโยชน์จากกัลปนาอุทิศ
การบริหารทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 145 เชิงอรรถ 1 EZ., II, p.132. 2 See n.3 below. 3 EZ., II, (No.27), pp.154,155. วิธีการเขียนบนแผ่นทองแดงของศรีลังกาสามารถถอยหลัง ไปสมัยอนุราธปุระ (ASC., Sixth Progress Report, Colombo, 1806, pp.8,13), การเกี่ยวข้องกับการแนะน�าแผ่นทองแดงพระเจ้านิสสังกมัลละตรัสว่า พระองค์โปรดให้ผู้เชี่ยวชาญ เร่ืองน้ันโดยเฉพาะ EZ., III, p.132. 4 SSL., pp.144-145. 5 SSL., p.145. 6 UCR., XVIII, pts. 1&2, 1960, p.13. 7 Ks., pp.40-43. 8 คัมภีร์อรรถกถาเป็นที่รู้กันว่าท�าหน้าท่ีอธิบายคัมภีร์พระวินัยปิฎกทั้งหมด 9 Smp., (SHB), 2, pp.490-91; PMVV., p.55. 10 Vinayalankara, I, p.85. 11 คัมภีรไ์ มไ่ ด้อธิบายถงึ ที่ดินดงั ค�าถามแต่ดูเหมือนว่ามีนยั ให้เหน็ ว่าเป็นทด่ี นิ ป่าหรอื ที่ดินยังไม่มีใครอา้ ง 12 Smp., (SHB)., 2, p.492; PMVV;, pp.57. 13 Smp., (SHB), 2, p.492. 14 SSL., pp.144, 145. 15 See above, p.201f. 16 UCR., Vol.I, No.2, Novembo, 1943, pp.79,80. 17 Smp., (SHB), 2, p.490; PMVV., p.55. 18 Smp., (SHB), 2, p.492. 19 Sikhavalandavinisa, Jayatilaka, 1934, Colombo, p.71. 20 PMVV., p.56. 21 Ibid., p.56. 22 Ibil., p.56. For kahapanas see chapter three, p.142 n.1. 23 Butsarana, Sorata, Colombo, 1953, p.299. 24 A.S. Altekar, State and Government in Ancient India, Delhi-6, 1958, p.270. 25 EZ., I, p.129f; UHC., Vol. I, pt. II, p.548. 26 UHC., Vol. I, pt. II, p.548. 27 Pv., p.347; UHC., Vol. I, pt. II, pp.721-22. 28 Altekar, A.S., State and Government in Ancient India, p.269. วิธีการของวัดใน อนิ เดยี ตามหลกั ฐานของสมณอจี้ งิ ระบวุ า่ มกี ารอา้ งเพยี งหนงึ่ ในหกสว่ นของผลผลติ จากการเพาะปลกู แต่บางอารามวิหารไม่สนใจกฎข้อนี้ (A Record of Buddhist Religion, J. Takakusu, Oxford, 1896, p.61; R.K. Mookerji, Ancient Indian Education, London, 1947, p.554).
146 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 29 Vimati., p. 513. 30 See chapter three, p.150f. 31 EZ., IV, p.105, (109). 32 Ks., p.13. 33 Ks., p.13. 34 Ks., p.13. 35 Ks., p.13. 36 Saratthadipani, p.562. ส�าหรับระยะเวลาของคัมภีร์เล่มนี้ดูใน Ps., p.249; W. Geiger, Pali Literature and Language, Calcutta, 1943, p.38. 37 JRASCB., Vol. VII, pt. III, No.25, 1882, pp.190, 196; ศัพท์ว่าวิทาเนอ่านว่าวิธาเน ในกติกาวัตสังครยะ p.42. 38 JRASCB., op.cit., p.202. 39 Sanskrit English Dictionary, M. Williams,, p.967; PTSD., s.v.; also see SSSK., pt., 2, p.905. 40 H.W. Codrington, Glossary of Native, Foreign and Anglicans Words, Colombo, 1924, p.62. 41 R. Pieris, Sinhalese Social Organization, Colombo, 1956, p.56. 42 Ks., p.9. 43 CALR., II, I, pp.43, 46. 44 A Record of the Buddhist Religion, J. Takakusu, Oxford, 1896, p.148. 45 เชตวนารามท่ีค้นพบจารึกพิสูจน์แล้วว่าคือส�านักอภัยคิรีวิหาร MASC, I (A.M. Hocart, Colombo, 1924), p.2. 46 EZ., I, p.4f. 47 Ibid., I. p.4f. 48 Ibild., p.48, II. 36-37. 49 Ibid., IV, p.257; ส�าหรับการใช้ที่ถูกต้องของช่ือรุวันแวลิดู C.W. Leadbeater, The Buddhist, Vol.I, Colombo, 1888-89, p.404; L.C. Wijesinha, The Buddhist, Vol. 2, No. I, Colombo, 1889-90, pp.6-7. 50 JRASCB., Vol. VII, pt. III, No.25, 1882, pp.190, 195; Ks., p.41. 51 JRASCB., op.cit., p.201. 52 Ibid., p.196; Ks., p.42. 53 Cv., 81. 41-45 and also Pv., p.110; Cv., 90. 37-38; 91. 27-28; also see chapter five, p.315. ครันถะในที่นี้มิได้หมายถึงคัมภีร์ ครันถะที่ใช้ในยุคกลางต้องประกอบ ด้วย ๓๒ พยางค์เท่านั้น บางทีคาถาท่ีประกอบด้วย ๓๒ พยางค์ก็เรียกว่าครันถะเช่นกัน (Cf. JRASCB., Vol.VII, pt. III, 1882, No.25, p.206). Thupavamsaya, D.E. Hettiaracchi, Maradana, 1947, p.112; SSSK, pt.I, s.v.
การบริหารทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 147 54 Ks., p.27. 55 EZ., III, pp.71-100; Ibid., I, pp.230-41; Ibid., I, pp.41-57. 56 EZ., I, p.44. 57 Jataka-atuvagatapadaya, D.B. Jayatilaka, Colombo, 1943, p,88; Jataka, IV., Fausboll, London, 1877, p.369; Vol. II, 1879, p.429. 58 Jataka-atuvagatapadaya, op.cit., p.88. 59 Divyadana, E.B. Cowell and R.A. Nell, Cambridge, 1886, p.501. 60 Visuddhimagga, (PTS), Rhys Davids, p.515; The Path of Purification, Nanamoli, 1956, p.590. 61 Visuddhimargasanne, pt. 6, G. Sri Sumanasara, pub. D.C. Wickremasinha, Appuhamy, Homagama, 1926, pp.14, 51; also pt. 5, pp. 1,5. 62 Vibhangatthagatha, (PTS), A.P. Buddhadatta, London, 1923, p.115. 63 Jataka, I, V. Fausboll, London, 1877, p.369. 64 Ibid., Tr. E.B. Cowell, Cambridge, 1895, p.213. 65 PTSD., s.v. 66 Tamil Lexicon, Vol.VI, p.3483. 67 Kirielle Manavimala, Saparagamuve-parani-liyavili, Colombo, 1946, pp.51, 95. 68 JRASCB., VII, pt. III, No.25, 1882, p.184f. 69 Smp., I (PTS), p.96; Mv., XIX, 1; Mbv., p. Sobhita, pub. H.W. Coonwardhana, 1890, p.102; มาลาลาเสเกราอ้างถึงคัมภีร์มหาโพธิวังสยะในพุทธศตวรรษท่ี ๑๕ (PLC., p.157). Geiger (Pali Literature and Language, pp. 36, 37) ต้ังข้อสังเกตว่าน่าจะ เป็นพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ ส่วนสตรองแสดงความเห็นว่าคัมภีร์มหาโพธิวังสยะแปลจากต้นฉบับ ภาษาสิงหล (Mbv., Strong, p.VIII; also see H. Kern, Manual of Indian Buddhism, 1896, p.9, n.9). 70 Saratthadipani, p.154. 71 Sbv., p.216. 72 Journal of American Oriental Society, Vol.71, pt. 4, p.241. 73 Cv., 39, 6, 7, 40. 74 Epigraphia Birmanica, Vol.III, pt. I, pp.36,37. 75 JRASCB., VII, pt.III, No.25, 1882, pp.184, 186. 76 Cf. PTSD., s.v.; Sanskrit English Dictionary, Monier Williams, s.v. p.674. (Hereafter referred to as Skt. Eng. Dict.,). 77 M. Wimalakirti, Silalekhanasangrahaya, pt.5, Moratuva, 1959, p.183. ท่านยัง สนใจศัพท์เปสกะในการแสดงความเห็นว่าสามเณรเปสกะ และอารามิกเปสกะด้วย 78 EZ., I, p.101, n.6. 79 EZ., I, p.94.
148 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 80 Skt. Eng. Dict., p.578. 81 JRASCB., VII, pt.III, 1882, p.184. 82 Silalekhanasangrahaya, pt. 5, ed. M. Vimalakirti, Moratuva, 1959, p.184. 83 PTSD., s.v. Sanskrit English Dictionary, Monier Williams, s.v. p.517. 84 JRSCB., VII, pt. III, p.184. เคร่ืองดนตรีห้าชนิดคือ อาตตะ วิตตะ อาตตะ-วิตตะ ฆนะ และสุสิระ See PTSD., s.v.; VvA., p.37. 85 Silalekhanasangrahaya, op. cit., p.184. 86 Ibid., p.184. 87 Indian Epigraphical Glossary, Sircar, D.C., p.230. 88 คุณเสกระแปลศัพท์มังคุลมิณฑิยันว่าสตรีรับใช้เพราะมีสัญลักษณ์อันเป็นมงคล JRASCB., Vol. VII, pt. III, 1882, p.184. ปรณวิตานะแย้งว่าศัพท์มังคุลซ่ึงแปลว่ามงคลอาจจะดัดแปลงใช้ ในที่น้ีเพราะเป็นสถาบันทางศาสนา มิใช่เพราะสตรีเหล่านั้นมีสัญลักษณ์อันเป็นมงคล (EZ., IV, p.260, n.4). ในการเรียบเรียงจารึกลังกาติลกวิหาร (UCR., XVIII, Nos.1&2, 1960, p.12). ปรณวิตานะแปลศัพท์ว่าทาสหญิงที่ได้มาด้วยการแต่งงาน ความหมายดูเหมือนว่าตรงกันข้ามกับ การต้ังข้อสังเกตเบ้ืองต้น พระวิมลกีรติเถระตั้งข้อสังเกตว่าศัพท์ดังกล่าวบ่งถึงทาสหญิงท่ีมอบให้ โดยกษัตริย์ เพราะศัพท์มังคุลหมายถึงกษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์ (Silalekhanasangrahaya, pt., 5, M. Vimalakirti, 1959, p.185). 89 Sbv., p.218. 90 PLC., pp.14, 142f. 91 ศัพท์โอสัณฑวฏวันปรากฏเห็นในชาดกภาษาสิงหลซึ่งมาจากภาษาบาลีว่าคันธิกะ เน้ือหาอธิบายว่า พวกเขาเป็นผู้มีความสามารถคัดเลือกกล่ินหอมได้ ดูเหมือนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในการคัด กล่ินหอม (Pansiyapanas-jatakapota, Navulle Dhammananda and D. Ratanajoti, 1955, p.1576; Jataka, Fausboll, VI, London, 1896, p.336), พระวิมลกีรติเถระ เห็นว่าศัพท์โอสัณฑะมาจากศัพท์ว่าวสคันธะ (M. Vimalakirti, Silalekhanasangrahaya, pt.5, p.185). 92 UCR., Vol. XVIII, Nos., 1&2, pp.18, 22. 93 Ibid., pp.32, 33. 94 มสุรันหมายถึงเหรียญเงินที่ท�าจากหลายชนิดและมีราคาแตกต่างกัน Cf. H.W. Codrington, Ceylon Coins and Currency, (Memoirs of Colombo Museum, Series A No.3), Colombo, 1924, pp.73, 80, 81, 180, 181; also see SSSK., pt.2, s.v. 95 UCR., XVIII, 1&2, 1960, pp.5,7. 96 EZ., IV, pp.100, 103. 97 Ks., p.43. 98 Itihasaya, Vol.2, pt.2, p.112. 99 EZ., IV pp.256, 257. 100 UCR., Vol.XVIII, 1&2, 1960, pp.18, 22.
การบริหารทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 149 101 JRASCB., Vol. XXII, No.65, 1912, pp.352, 353. 102 CALR., I, pt. III, p.153; Ibid., II, pt.III, p.152; see chapter two, p.111; หากอ่านข้อความที่เก่ียวข้องกันในจารึกย่อมเปิดให้มีการถกเถียงกัน แต่ดูเหมือนว่าจะสรุปลง ตรงการสืบสายสองอย่างน้ี หน่ึงคือการสืบสายทางอารามวิหาร ส่วนอีกหน่ึงนั้นเป็นของเสนาบดี อลคักโกนาระ 103 CALR., II, pt. III, p.152f. 104 CALR., I, pt. III, p.153. 105 Ks., p.13. 106 Itihasaya, Vol.2, pt.2, 1960, p.105f. 107 Ibid., p.107f. 108 Ibid., p.107f. 109 Ds., p.53. 110 SSL., p.145. รายช่ือคล้ายคลึงกันนี้ในจารึกแกรคะละหลักที่ ๒ เพิ่มเติมอีกว่า เสนาบดีผู้ใหญ่ แห่งรฏะและโกรละ (รฏ-โกรละ-กรันนัน) ผู้ช่วยโกรละ(อตุโกรลยัน) ทหาร (เสวยัน) คนงานรับจ้าง (บลยนั ) นายพราน (ดฑแวดดนั ) และผูใ้ หญบ่ ้าน (เอณเฑรัน) (JRASCB., XXII, No.65, p.354). 111 Ks., p.15. 112 วฏวิลหมายถึงกระโถนถ่มน�้าลายท�าจากทองเหลือง 113 Ks., p.17. 114 UCR., Vol. XVIII, Nos. 1&2, 1960, pp.26,27. 115 Jnl.As. Stds., Vol. 19, p.171. 116 UCR., Vol. XVIII, Nos. 1&2, 1960, pp.8, 12; JRASCB., X, No. 34, 1887, pp.88,91. 117 Ibid., pp.14, 16. 118 Cf., Jnl.Stds. Vol.19, p.164f. 119 Cf. Ibid., p.172f. 120 ค�าว่าโพธิสามหมายถึงสถูป ต้นโพธ์ิและวิหาร Cf. Salalihinisandesaya, (ed. Dharmarama), 1925, v.42; also see Rjratn., p.46; EZ., IV, pp.203, 205; v. pt. 3, p.479; Sdlk., p.12. 121 เทศกาลสุดท้ายท่ีกล่าวถึงในรายช่ือไม่สามารถจัดขึ้นตามอารามวิหารเหล่าอ่ืน 122 การตีความหมายด้ังเดิมของศัพท์ว่าประนะปะ ซ่ึงคุณเสกระคิดว่าเป็นความผิดพลาดของการ คัดลอก หมายถึงกลองขนาดเล็ก (JRASCB., VII, pt. III, 1882, p.206, also p.197, n.41). Katikavatasangara (p.430) reads it as pratapa. 123 Ds., p.53. 124 K.A. Nilakanthasastri, A History of South India, 1955, p.315. 125 UCR., XVIII, Nos. 1&2, 1960, pp.18, 22, 41, 43; JRASCB., X. No. 34, 1887, pp. 85,92.
๖ การศกึ ษาคณะสงฆ์
ราชูปถัมภ์ด้านการศึกษาสงฆ์ สมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ ถือได้ว่าการศึกษาคณะสงฆ์รุ่งเรืองถึง ขีดสุด เหตุเพราะมากมีด้วยพระสงฆ์นักปราชญ์ราชบัณฑิต ผู้เช่ียวชาญแตกฉานด้าน บาลีภาษาและสิงหลภาษา ครั้นล่วงเข้าสมัยพระเจ้านิสสังกมัลละ การศึกษาคณะสงฆ์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเนื่องจากความวุ่นวายทางการเมือง๑ แม้กษัตริย์หลาย พระองค์สมัยอาณาจักรดัมพเดณิยะจะพยายามฟื้นฟูกิจการพระศาสนา โดยเฉพาะ พระเจ้าบัณฑิตปรากรมพาหุ แต่ก็สร้างความยุ่งยากมาสู่วงการวรรณกรรม ครั้น อาณาจักรดัมพเดณิยะล่มสลายการศึกษาสงฆ์ก็เส่ือมถอย แม้จะมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ ในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ แห่งอาณาจักรกุรุแณคะละ และอีกคร้ังบางช่วง ของอาณาจักรคัมโปละ แต่ความก้าวหน้าของการศึกษาก็ยังไม่โดดเด่นเฉกเช่นสมัย โปโฬนนารุวะ แม้การศึกษาคณะสงฆ์จะอยู่ภายใต้ข้อจ�ำกัดกล่าวคือเฉพาะพระสงฆ์ก็จริง แต่ก็หมายรวมถึงชาวบ้านด้วย๒ บางครั้งอาจเสริมส่งให้สูงเด่นเช่นลักษณะความ ศักดิ์สิทธ์ิ แต่ก็เอ้ือประโยชน์ต่อชาวบ้านเช่นกัน๓ เป็นท่ีน่าสังเกตว่าการศึกษาของศรีลังกาน้ันเป็นการรักษาสืบต่อตามประเพณี ของอารามวิหารเกือบท้ังหมดและน่าจะรักษาสืบมาต้ังแต่อดีตกาล๔ การศึกษา คณะสงฆ์โด่งดังมากข้ึนในฐานะศูนย์กลางการศึกษา จนกลายเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ในนามปริเวณะ (ภาษาสิงหลเรียกว่าปิริเวน) โดยเฉพาะยุคกลางนี้เอง
การศึกษาคณะสงฆ์ 153 ศัพท์ว่าปริเวณะในคัมภีร์สารัตถทีปนีใช้บ่งถึงอาคารที่พักหลายหลังภายในวัด (โครงสร้างของวัดมีเป็นจ�านวนมาก) แต่ละหลังถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนโดยมีก�าแพง ก้ันแบ่งเขต๕ หลักฐานอ้างอิงเก่ียวกับปริเวณะมีกล่าวถึงหลายแห่ง๖ แต่เป็นเรื่องยาก นักท่ีจะก�าหนดให้แน่นอนว่าศัพท์น้ีใช้ระบุถึงสถาบันการศึกษาสงฆ์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ เม่ือใด ระบุเพียงว่าปริเวณะเป็นสถาบันขนาดใหญ่เท่าน้ัน หลักฐานอ้างอีกว่ามีปริเวณะ หลายแห่งต้ังอยู่ภายในวัดเดียวกัน สันนิษฐานว่าปริเวณะน่าจะมีอยู่ในฐานะสถาบัน การศึกษาขนาดใหญ่ตั้งแต่เร่ิมต้นยุคนี้ สถาบันการศึกษาบางแห่งดังเช่น สุเนตราเทวี ปริเวณะแห่งแปปิฬิยานะ และปัทมาวตีปริเวณะแห่งแกระคะละ มีช่ือเสียงโด่งดัง สมัยอาณาจักรโกฏเฏ ต่างบดบังชื่อของวัดเดิมจนกลายเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ เท่าน้ัน๗ อาจสรุปได้ว่าสถาบันการศึกษาท่ีโด่งดังและใหญ่โตเหล่าน้ีมีมาก่อนแล้ว และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของวัดแต่ละแห่ง สมัยพระนางกัลยาณวดี (พ.ศ.๑๗๔๕-๑๗๕๑) พระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๓ (พ.ศ.๑๗๗๕-๑๗๘๓) พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ (พ.ศ.๑๗๘๓-๑๘๑๓) พระเจ้าวิชัย พาหุที่ ๔ (พ.ศ.๑๘๑๓-๑๘๑๕) และพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๔ (พ.ศ.๑๘๔๕-๑๘๖๙) มีหลักฐานอ้างถึงการสร้างและการบูรณะปริเวณะขนาดใหญ่หลายแห่ง๘ ดังมี รายละเอียดต่อไปน้ี สมัยพระนางกัลยาณวดีกล่าวถึงการเปิดการเรียนการสอนของ ปริเวณะแห่งหนึ่งในหมู่บ้านวัลลิคคาม (ปัจจุบันคือแวลิคามะ)๙ ก่อนสมัยพระเจ้า ปรากรมพาหุท่ี ๒ ไม่มีกล่าวถึงการสร้างสถาบันการศึกษามากนัก แต่พระองค์โปรด ให้สร้างปริเวณะหลายแห่งเช่นนันทนปริเวณะที่เดวุนดะระ๑๐ ปรากรมพาหุปริเวณะ ที่ศิริวรรธนปุระ ภูวเนกพาหุปริเวณะท่ีภิลลเสละ และมหามหินทพาหุปริเวณะ (ภาษาสิงหลเรียกว่ามเหนทรพาหุ) ที่หัตถิคิรปุระ (ปัจจุบันคือกุรุแณคะละ)๑๑ และ ปรติราชปริเวณะ๑๒ นอกจากนั้น ยังมีปริเวณะหลายแห่งสร้างสมัยกษัตริย์พระองค์นี้ ได้แก่ สัทธรรมราชันปริเวณะ ปัญจมูลปริเวณะหรือปัญจปริเวณสมูหะ มยูรปาทปริเวณะ นันทิปริเวณะ (ภาษาสิงหลเรียกว่าแนณฑิปิริเวน) อัสสัทนาปริเวณะ และมหินทเสน ปริเวณะ๑๓ อภยราชปริเวณะแห่งวนัคคามปาสารทท่ีสิณฑุรุวานะ ภูวเนกพาหุปริเวณะ ท่ีหัตถิคิริปุระ (ปัจจุบันคือกุรุแณคะละ) และเสนานาถปริเวณะที่อนุราธปุระ หรือ บริเวณภายในตัวเมืองเก่ียวเน่ืองกับพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๔๑๔ พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๔
154 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง นั้นทรงปกครองเกาะลังการ่วมกับพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ส่วนสมัยของพระเจ้า ปรากรมพาหุท่ี ๔ ก็กล่าวถึงความย่ิงใหญ่ของปริเวณะเช่นกัน คัมภีร์ดาฬดาสิริตะ กล่าวถึงศรีปรากรมพาหุปริเวณะ ส่วนคัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ โปรดให้สร้างปริเวณะและให้ตั้งช่ือตามนามของพระองค์แล้วมอบถวายแด่พระเมธัง กรเถระ๑๕ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุอีกว่า ปราสาทขนาดยาวภายในวิหารติตถคาม ซ่ึงสร้างโดย พระเจ้าวิชัยพาหุได้หักพังลง เพราะความทรุดโทรม ต่อมาพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๔ จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์แล้วน้อมถวายแก่พระกายสัตถิมหาเถระแห่งวิชัยพาหุปริเวณะ๑๖ ไกเกอร์ยืนยันว่าวิชัยพาหุปริเวณะท่ีวัตตละสร้างโดยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓๑๗ มาลาลา เสการาก็เห็นด้วย๑๘ คัมภีร์จุลวงศ์มิได้ช้ีบอกว่าวิชัยพาหุปริเวณะอยู่ที่ใด ผู้รับมอบปราสาทอยู่ ท่ีไหน หรือกษัตริย์พระองค์ใดโปรดให้สร้างปราสาทภายในปริเวณะแห่งนี้ กล่าวเพียง ภาพกว้างว่าปราสาทอันสูงใหญ่ตระการตาบูรณปฏิสังขรณ์โดยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ ซ่ึงเดิมสร้างโดยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ พระเมธังกรเถระผู้แต่งกวีนิพนธ์ภาษาบาลี ช่ือว่าชินจริต ซึ่งพ�านักพักอาศัยอยู่ในปริเวณะท่ีสร้างโดยพระเจ้าวิชัยพาหุ ได้ขนาน นามกษัตริย์พระองค์นี้ว่าผู้เป็นมงกุฎแห่งเผ่าพันธุ์ของกษัตริย์๑๙ สมญานามน้ีเหมาะส�าหรับกษัตริย์พระองค์แรกมากกว่ากล่าวคือพระเจ้า วิชัยพาหุ ปริเวณะแห่งนี้ไม่มีกล่าวถึงเลย หลักฐานจากคัมภีร์บอกเพียงว่ามีวิชัยพาหุ ปริเวณะหน่ึงเดียวท่ีสร้างโดยพระเจ้ามหาวิชัยพาหุ คาดเดาเอาว่าวิชัยพาหุปริเวณะ แห่งน้ีเป็นชื่อเดียวกันกับติตถคาม เพราะไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดอีกแล้วที่จะเป็นผู้ ก่อสร้างปริเวณะแห่งนี้ หลักฐานช้ีบอกว่าพระกายสัตถิมหาเถระแห่งวิชัยพาหุปริเวณะ เป็นผู้รับมอบปราสาท น่าจะบ่งนัยว่าปริเวณะที่ท่านพ�านักอยู่ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณ เดียวกัน ย่ิงกว่านั้นวิหารท่ีวัตตละซ่ึงสร้างโดยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ ไม่มีการกล่าวถึง ในฐานะเป็นปริเวณะ จึงเป็นไปได้ว่าวิชัยพาหุปริเวณะอยู่ท่ีติตถคาม สิริฆนานันทปริเวณะในวิททุมคามมีกล่าวถึงว่าเก่ียวข้องกับวิหารสร้างโดย พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ เพ่ือน้อมถวายพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งมาจากแคว้นโจฬะ๒๐ มีหลักฐานอ้างอิงเพียงเล็กน้อยว่าเป็นสถาบันการศึกษา แต่ไม่ปรากฏรายช่ือสมัยการ
การศึกษาคณะสงฆ์ 155 เผาท�าลายของพระเจ้ามาฆะ ต่อมาได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์โดยพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๓ พระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ และพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๔ กล่าวกันว่าพระเจ้ามาฆะโปรดให้ ท�าเป็นที่พักอาศัยของทหาร๒๑ พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ มีพระราชโองการให้ปฏิสังขรณ์ ปริเวณะที่ถูกทิ้งร้างในเขตมายารัฏฐะ (ภาษาสิงหลเรียกว่ามายาระฏะ)๒๒ ส่วนพระเจ้า ปรากรมพาหุที่ ๒ โปรดให้ตรากฎหมายว่าหมู่บ้านน้อยใหญ่ท่ีเกิดมีต้ังแต่การยึดครอง ของศัตรูควรมอบคืนถวายแก่ปริเวณะ๒๓ บ่อยครั้งหลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาสงฆ์บ่งถึงการหยุดชะงัก ด้านวรรณกรรม ซ่ึงอยู่ภายใต้ราชูปถัมภ์ วิชัยพาหุปริเวณะแห่งติตถคาม (ภาษาสิงหลเรียกว่าโตฎคามุวะ) สันนิษฐาน ว่าสร้างโดยพระเจ้ามหาวิชัยพาหุแห่งยุคโปโฬนนารุวะ๒๔ คัมภีร์คิราสันเดศยะบอกว่า สถาบันแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะเป็นศูนย์กลางการศึกษานามอุโฆษแห่งหน่ึง ยุคโกฏเฏ๒๕ สิริฆนานันทปริเวณะที่วิททุมคาม (ภาษาสิงหลเรียกว่าวีทาคาม) ปรากฏหลักฐานเป็นคร้ังแรกในสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ ก็เป็นสถาบัน อันโดดเด่นยุคโกฏเฏเช่นกัน เป็นที่น่าสนใจคือก่อนหน้านี้งานเขียนซึ่งเป็นผลงาน ของสถาบันทั้งสองแห่งไม่มีการกล่าวถึงเลย เนื่องจากบกพร่องด้านสถิติจึงไม่สามารถวัดความถูกต้องของการศึกษาสงฆ์ ยคุ นไี้ ด้ ดมั พเดณกิ ตกิ าวตั รใหข้ อ้ มลู เกยี่ วกบั การศกึ ษาสา� หรบั พระสงฆก์ จ็ รงิ แตก่ ลา่ ว ถงึ ภาพรวมตา่ งกนั สว่ นรายละเอยี ดจากคมั ภรี น์ อ้ ยใหญล่ ว้ นอธบิ ายเกยี่ วกบั การศกึ ษา เล่าเรียนของพระสงฆ์และการด�าเนินชีวิตในอารามวิหารน้อยใหญ่ ซ่ึงถือว่าเป็นจุด เริ่มต้นเพื่อวิเคราะห์ต่อไป หลักสูตรการเรียนการสอน ดัมพเดณิกติกาวัตรกล่าวถึงโครงสร้างการศึกษาคณะสงฆ์ว่ามี ๕ ระดับ ผู้เข้ามาใหม่ควรมีการเตรียมพร้อมส�าหรับการเข้าสู่หมู่คณะ เรียกว่าปัณฑุปลาสะ นักเรียนประเภทนี้ต้องเรียนแอนวุม๒๖ สกสกฑะ๒๗ สตรภาณวาร๒๘ และธรรมปิยา๒๙ คัมภีร์สตรภาณวารปรากฏรายชื่อในแผ่นจารึกของพระเจ้ากัสสปะท่ี ๕ ที่อนุราธปุระ ระบุว่าเป็นคัมภีร์ส�าหรับผู้เข้ามาสู่คณะสงฆ์๓๐
156 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง คัมภีร์ลักษณะมหณกติกาวัตรกล่าวว่าเก่ียวข้องกับผู้เข้ามาใหม่ ซึ่งได้รับการ ยอมรับเข้าคณะสงฆ์โดยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมหรือผิดกฎระเบียบ๓๑ คัมภีร์เล่มนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากติกาภะณะ มีส่วนหนึ่งเกี่ยวกับผู้เข้ามาใหม่โดยได้สิทธิพิเศษ ด้วยการไม่ต้องฝกฝนตามธรรมเนียมหน่ึงปี๓๒ ส�าหรับข้อค�าถามที่เสริมเข้าตอนท้าย ของกติกาวัตรน้ัน นักเรียนชั้นปัณฑุปลาสะคาดว่าน่าจะศึกษากติกาภณะด้วย๓๓ เป็นท่ีน่าสังเกตคือตามโครงสร้างของกฎระเบียบในหลักสูตรของปัณฑุปลาสะไม่มีการ กล่าวถึงคัมภีร์เล่มน้ีเลย จึงเป็นเร่ืองยุ่งยากที่จะระบุว่ากติกาภะณะเป็นส่วนหน่ึงของ หลักสูตรส�าหรับปัณฑุปลาสะหรือไม่ หลักฐานอธิบายเพิ่มเติมว่า หากปัณฑุปลาสะประสงค์ผ่านคุณสมบัติข้อนี้ จะ ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของอารามตามท่ีตนพักอาศัยอย่างเคร่งครัด โดยไม่คบหากับ หมู่คณะ (คณสันคณิกา) และไม่เพลิดเพลินยินดีการเจรจาเรื่อยเปือย (ภัสสารามตา) นอกจากนั้น จ�าต้องมีกริยามารยาทงดงามและท่องบ่นมนต์ตามหน้าท่ีของสงฆ์ โดย ไม่ขาดตกบกพร่อง (แม้กระท่ังการสังเกตของผู้รู้)๓๔ หากการบวชถูกยกเลิกอันเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ปัณฑุปลาสะจะ ต้องผ่านการพิจารณาด้านคุณสมบัติและจริยธรรมมากข้ึนอีก ด้วยการศึกษาคัมภีร์ กาคยิ าส๓ิ ๕ จตปุ าลสี ทุ ธสิ ลี ะ๓๖ สตรกมฎหนั ๓๗ และมหณกตกิ าวตั ร๓๘ คมั ภรี เ์ ลม่ สดุ ทา้ ย มีเนื้อหาเน้นให้เกิดมีจริยธรรมอันเป็นหลักปฏิบัติ ส่วนคัมภีร์พระวินัยปิฎกบอกว่าปัณฑุปลาสะไม่ต้องมีความรู้ตามหลัก ธรรมวินัยหรือฝกฝนด้านอื่นใด หากเคยเป็นผู้มีศรัทธาลัทธิภายนอกมาก่อน (อัญญติตถิยะ) ต้องอยู่ปริวาสเป็นระยะเวลา ๔ เดือน๓๙ ด้วยเหตุนั้นสมัยพุทธกาล จึงไม่มีข้อห้ามอื่นส�าหรับการรับเข้าหมู่คณะ โครงสร้างทางการศึกษาชั้นต่อมาเร่ิมต้นท่ีสามเณร โดยต้องเรียนคัมภีร์ ช่ือว่าเหรณสิกขา ซ่ึงมีหลายแผนก กล่าวคือ เสขิยะ กาคิยาสี สตรกมฎหัน และ จตุปาริสุทธิศีล๔๐ ส่วนโปโฬนนารุกติกาวัตรแยกเสขิยวัตรออกจากคัมภีร์เหรณสิกขา โดยแบ่งเป็นสองเล่ม เพราะเห็นว่านักเรียนสมควรได้รับการฝกฝนเก่ียวกับวิถีชีวิตท่ี บันทึกไว้ในคัมภีร์เหรณสิกขาก่อน จากน้ันควรแนะน�าให้ด�าเนินตามธุระสองอย่างด้วย ความเคร่งครัด กล่าวคือคันถธุระและวิปัสสนาธุระ๔๑
การศึกษาคณะสงฆ์ 157 นักเรียนควรสาธยายสองสูตร กล่าวคืออนุมาน๔๒ และทสธรรม๔๓ อย่างน้อย หน่ึงครั้งต่อวัน ส�าหรับพระสงฆ์ผู้เป็นสถวีระ (ภิกษุผู้ผ่านสิบพรรษาหรือมากกว่าน้ัน) ผู้เป็นนวกะ (ภิกษุผู้บวชใหม่) และผู้เป็นมัธยม (ผู้มีพรรษาปานกลาง)๔๔ การฟื้นฟู พระศาสนาสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ ระบุถึงช้ันนวกะไม่ชัดเจนนัก ส่วนคัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระสงฆ์ท้ังมวลบนเกาะลังกาแบ่งออกเป็นชั้นเถระ ชั้นมัชฌิมะ ชั้นนวกะ และช้ันสามเณร โดยต่างเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ช้ันนวกะน้ันอาจบ่งถึงภิกษุผู้ถือนิสัยก็เป็นได้ หากเป็นเช่นน้ันสองสูตรดังกล่าวก็ไม่ รวมลงในหลกั สตู รของสามเณรได้ โปโฬนนารุกติกาวัตรอธิบายว่าทสธรรมสูตรส�าหรับ สามเณร ความจรงิ คอื สมยั อาณาจกั รดมั เดพณยิ ะนน้ั สามเณรไดศ้ กึ ษาสตู รใดสตู รหนงึ่ หากเปน็ เชน่ นนั้ ชน้ั นวกะตามดมั พเดณกิ ตวิ ตั รอาจจะรวมถงึ สามเณรดว้ ย แตเ่ นอื่ งจาก ขาดหลักฐานจึงเป็นเรื่องยากท่ีจะระบุให้แน่นอนว่าสมัยอาณาจักรดัมพเดณิยะนั้น สามเณรได้ศึกษาพระสูตรท้ังสองจริงหรือไม่ มีอรรถาธิบายว่าเบื้องต้นน้ันการศึกษาของสามเณรไม่รวมคัมภีร์วินัยปิฎก เพราะคัมภีร์สารัตถทีปนีช้ีบอกว่าไม่มีธรรมเนียมสอนพระวินัยแก่สามเณร ถือได้ว่า ผู้แต่งต�าราเล่มนี้สนับสนุนหลักฐานเก่ียวกับสามเณรอีกด้านหน่ึง นอกจากน้ันยังอ้าง งานเขยี นกอ่ นหนา้ นว้ี า่ มกี ารแบง่ ชน้ั ชอ่ื วา่ คณั ฐปิ ทะ โดยอธบิ ายยา�้ ชดั ลงไปวา่ การกดี กนั สามเณรไม่ให้เรียนพระวินัยถือเป็นธรรมเนียมท่ีรักษาสืบต่อกันมานาน๔๕ แต่สามเณร ควรรักษาธุดงค์วัตรอย่างน้อยสามข้อ และต้องส�ารวมระวังศีลให้บริสุทธ์ิอย่างไม่ หว่ันไหว และหาวิธีระงับดับไปหากเกิดการละเมิด นอกจากน้ัน ต้องประพฤติปฏิบัติ ตามหน้าท่ีตลอดจนรักษากิจวัตรในอารามวิหาร (วัต-ปิฬิเวต)๔๖ การศึกษาช้ันนี้มีระยะเวลาห้าปี นับตั้งแต่วันอุปสมบท หากผ่านแล้วย่อม เรียกว่านิสสยมุกตสัมมุติ ส�าหรับหลักสูตรน้ันแตกต่างกันออกไป แต่ยากนักที่จะ อธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจน หลักสูตรดังกล่าวอ้างถึงคร้ังแรกในคัมภีร์มุลสิกขา (ภาษาบาลีเรียกว่ามูลสิกขา)๔๗ คัมภีร์กติกาภณะและคัมภีร์สิขาวลัณฑวินิสะ๔๘ สองเล่มแรกต้องท่องจ�าและสวดทุกวันอุโบสถ๔๙ ส่วนคัมภีร์สิกขาวลัณฑวินิสะต้อง เรียนอย่างเข้มงวด เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถตอบทุกข้อค�าถาม ด้วยวิธีการเปรียบเทียบ
158 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง และช้ีให้เห็นข้อแตกต่างทุกรายละเอียดในคัมภีร์ ซึ่งการสอบจัดขึ้นสองคร้ังต่อปี๕๐ การศึกษาอาศัยคัมภีร์นิศรยมุกตภาหุศรุตยยะ๕๑ โดยใช้คัมภีร์ช้ันฎีกาเป็นคู่มืออ่าน ประกอบ (สฏีกา-โกฏิ อสา)๕๒ แต่น่าเสียดายเนื้อหาของคัมภีร์เหล่าน้ีไม่มีอ้างไว้เลย หลักสูตรชั้นสามมีระยะเวลาห้าปีเช่นเดิม หากผ่านชั้นน้ีเรียกว่านิศรยมุกต สัมมุติ๕๓ ส�าหรับช้ันนี้นั้นครูผู้สอนควรชมเชยความดีงามของศิษย์แห่งตนด้าน วัตรปฏิบัติ ดังเช่นการประพฤติธุดงค์วัตร และมอบศิษย์ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ พระผู้ใหญ่ชั้นนายกแตนะ ช้ันนี้ผู้เรียนจะต้องช�านาญการทรงจ�าปาฏิโมกข์ ท้ังภิกขุ ปาฏิโมกข์และภิกขุณีปาฏิโมกข์ นอกจากน้ันจ�าต้องศึกษาคัมภีร์กุดุสิกขา (ภาษาบาลี เรียกว่าขุททสิกขา)๕๔ คัมภีร์อรถสังครหะ๕๕ ไวยากรณ์ สูตรปาทะ๕๖ และธาตุปาทะ๕๗ คัมภีร์ดัมพเดณิยอัสนะระบุว่าพระเจ้าบัณฑิตปรากรมพาหุทรงศึกษาคัมภีร์ ไวยากรณส์ องเลม่ กลา่ วคอื มคุ ลนั วยากรณะ (ภาษาบาลเี รยี กวา่ โมคคลั ลานไวยากรณะ) และกสยินวยากรณะ (ภาษาบาลีเรียกว่ากัจจายนไวยากรณะ) หลักฐานอ้างอีกว่า พระสงฆ์ศึกษาตามนิสบณะและเตรบณะ๕๘ การระบุคัมภีร์ไวยากรณ์บาลีสองส�านัก สมัยน้ีมีกล่าวถึงในดัมพเดณิกติกาวัตรด้วย โดยอธิบายว่าคัมภีร์ธาตุปาทะน้ันเป็น หนังสือขนาดเล็กแต่งเป็นภาษาบาลีว่าด้วยรากศัพท์ของกริยาและความหมาย ถือว่า เป็นสาขาหน่ึงท่ีศึกษาสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุ๕๙ เนื้อหาตอนท้ายของดัมพเดณิ กติกาวัตรบอกว่ามีการบังคับให้ผู้เรียนนิสบณะศึกษาคัมภีร์สองเล่มนามว่าสิริและ ปรินิรวรสูตร๖๐ ค�าว่าสิริน้ันอาจเป็นรูปย่องานเขียนเก่ียวกับพระอภิธรรมช่ือว่า สิริปิฏโปตะ ส่วนปรินิรวณสูตรเป็นสูตรท่ีสามในมหาวรรคแห่งทีฆนิกาย ซ่ึงเนื้อหา เน้นกล่าวถึงการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า๖๑ กล่าวโดยสรุป จ�าต้องมีการทดสอบความรู้ของผู้เรียน ข้อค�าถามสามส่วน คัดมาจากคัมภีร์กังขาวิตรณี ส่วนที่เหลือคัดมาจากคัมภีร์อีกเจ็ดเล่ม แต่น่าเสียดาย ไม่ระบุชื่อไว้ แม้ระดับช้ันนิศรยมุกตังคะก็ไม่มีการกล่าวถึงช่ือคัมภีร์ การทดสอบน้ัน เน้นการทรงจ�า จากน้ันเป็นการทดสอบกริยามารยาท คร้ันผ่านชั้นน้ีแล้วเรียกว่า นิศรยมุกตสัมมุติ
การศึกษาคณะสงฆ์ 159 หลกั ฐานระบวุ า่ ผผู้ า่ นชน้ั นสิ รยมกุ ตงั คะ ไดร้ บั การแตง่ ตง้ั โดยพระราชครุ ธุ รรม กิตติเถระ ผู้มีชีวิตสมัยพระนางลีลาวด๖ี ๒ แต่ไม่กล่าวถึงต�าแหน่งนิศรยมุกตสัมมุติเลย หลักฐานอีกแห่งหนึ่งระบุเพิ่มเติมว่า ครั้นได้ต�าแหน่งนิศรยมุกตสัมมุติแล้ว ผู้เรียน จ�าต้องศึกษาเพ่ิมเติมอีกหลายคัมภีร์ ดังเช่นปราฏิโมกษะโดยท่องให้ข้ึนใจใน ท่ามกลางสงฆ์ครั้งแล้วคร้ังเล่า๖๓ ส�าหรับความแตกต่างของหลักสูตรทั้งสามชั้น ซ่ึงมีระยะเวลาอันสั้นเพียง ห้าปีนั้น หลักสูตรชั้นแรกรวมคัมภีร์มุลสิกขา คัมภีร์กติกาบะณะ และคัมภีร์สิกขว ลัณฑวินิสะ มีกล่าวถึงในโปโฬนนารุกติกาวัตรโดยระบุว่า นอกจากคัมภีร์สามเล่ม เบ้ืองต้นแล้ว พระสงฆ์ควรปฏิบัติวิทรรศนาธุระด้วย (ภาษาบาลีเรียกว่าวิปัสสนาธุระ) นอกจากน้ัน ยังต้องศึกษาทสธรรมและเสขิยะด้วย๖๔ ส่วนดัมพเดณิกติกาวัตรระบุว่า ทสธรรมต้องมีการทดสอบทุกระดับช้ัน๖๕ แต่ดัมพเดณิกติวัตรไม่กล่าวถึงเสขิยะ แตอ่ ยา่ งใด อาจเปน็ ไปไดว้ า่ เสขยิ ะเปน็ สว่ นหนง่ึ ของคมั ภรี เ์ หรณสกิ ขา และเปน็ หลกั สตู ร ส�าหรับสามเณร๖๖ สันนิษฐานว่าหลักสูตรแรกเหมาะส�าหรับพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติตาม วิทรรศนาธุระ เพราะไม่พาดพิงถึงการยกเว้นนิสัยเลย ส�าหรับหลักสูตรช้ันสองซ่ึงก�าหนดระยะเวลาห้าปี และผู้ผ่านจะได้ต�าแหน่ง นิศรยมุกตพาหุศรุตยยะ กติกาวัตรไม่กล่าวถึงรายละเอียดของคัมภีร์เล่มใด๖๗ คัมภีร์สมันตปาสาทิกาอธิบายถึงนิศรยมุกตพาหุศรุตยยะว่า หากได้รับการยกเว้น หรือพ้นนิสัยแล้วแสดงว่าผู้เรียนส�าเร็จปีสุดท้าย หากพิจารณาจากการอุปสมบท ต้องเป็นผู้แตกฉานและสามารถทรงจ�าอย่างน้อยสองมาติกา๖๘ ผู้เรียนควรศึกษา สี่ภาณวารจากพระสุตตันตปิฎก เพ่ือสามารถสนทนาโต้ตอบกับปัญญาชนได้ และ ควรร้ังต�าแหน่งภัตรเพ่ือสงฆ์ (สังฆภัตร) ต�าแหน่งท้ังสองควรเลือกให้เหมาะสมกับ พระวินัยกรรมเท่านั้น เช่น อุโบสถ๖๙ และปวารณา๗๐ นอกจากน้ันควรคัดเลือกหัวข้อ กรรมฐาน เพอื่ เตมิ ความสมบรู ณข์ องชวี ติ แหง่ บรรพชติ กลา่ วคอื การบรรลพุ ระอรหนั ต๗์ ๑ เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นมีกล่าวถึงในดัมพเดณิกติกาวัตรเช่นกัน สังเกตได้ว่าหลักสูตรทั้งสามชั้น ซึ่งมีระยะเวลาห้าปีน้ันมีจุดมุ่งหมายให้ พระสงฆป์ ฏบิ ตั ติ ามวทิ รรศนาธรุ ะ แตไ่ มช่ ใี้ หเ้ หน็ ความพเิ ศษตา่ งกนั อยา่ งใด สนั นษิ ฐาน
160 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ว่าช้ันนิศรยมุกตสัมมุติเป็นเพียงวุฒิการศึกษามาพร้อมกับสถานภาพ คัมภีร์ดัมพ เดณิอัสนะอ้างถึงพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ทรงศึกษานิสภณะ๗๒ หากนิศรยมุกตพาหุ ศรุตยยะเป็นเพียงวุฒิการศึกษา นั้นหมายความว่าชั้นนิสบณะมีค่าเท่ากับนิศรยมุกติ สัมมุติ การศึกษาคณะสงฆ์ช้ันต่อมาเรียกว่าสถวิรสัมมุติ ซึ่งเป็นหลักสูตรสูงกว่า ชั้นนิศรยมุกตสัมมุติ ผู้เรียนต้องมีความพร้อมด้านการศึกษาต้ังแต่ข้ันพื้นฐานเร่ือยมา ต้องเป็นผู้ไม่แนะน�าและชักชวนศิษย์ไปในทางเสียหาย ด้วยการด�ารงชีวิตอย่างไร้สาระ และต้องไม่ประมาทในหน้าท่ีของสงฆ์ ต้องเป็นผู้มีศีลาจารวัตรงดงามและกอปร คุณธรรมทุกขณะ ควรสมบูรณ์พร้อมด้วยความรู้ด้านปรศทุปัสถาปกะ หมายถึง การอุปัฏฐากดูแลหมู่คณะ ควรประพฤติธุดงค์วัตร และรักษาพระวินัยมิให้บกพร่อง๗๓ คัมภีร์สมันตปาสาทิกาอธิบายปรศทุปัสถาปกะว่า (ภาษาบาลีเรียกว่าปริสุปัฏ ฐาปกะ) หลังจากผ่านการอุปสมบทสิบพรรษาแล้ว ผู้เรียนควรเป็นผู้เช่ียวชาญและ ทรงจ�าอย่างน้อยสองวิภังค์๗๔ หากหลงลืมควรมีการท่องจ�าพร้อมกับวิภังค์สาม นอกจากน้ันควรเรียนกรรมวาจาวิธ๗ี ๕ และขันธกะด้วย หากผู้เรียนเป็นมัชฌิมภาณกะ ควรเรียนมูลปัณณาสกะ หากเป็นทีฆภาณกะควรเรียนมหาวรรค หากเป็นสังยุตตภาณ กะควรเรียนสังยุตตนิกาย กล่าวคือควรศึกษาคร่ึงหนึ่งของนิกายจากเริ่มต้นจนถึง สุดท้าย กรณีเป็นอังคุตตรภาณกะนั้น หากหลงลืมควรเรียนต้ังแต่ติกนิบาต หากเป็น ชาตกภาณกะควรเรียนชาดกพร้อมอรรถกถา๗๖ ไม่มีหลักฐานอ้างอิงว่าชั้นปรศทุปัสถา ปกพาหุศรุตยยะนั้นสอดคล้องกับดัมพเดณิกติกาวัตรหรือไม่ หากผูเ้ รยี นมีคณุ สมบัตดิ งั กลา่ วเบอื้ งตน้ อาจารย์หรืออปุ ชั ฌาย์ควรน�ามอบตวั แก่นายกแตนะ ซ่ึงเป็นพระสงฆ์ผู้ใหญ่ เพ่ือศึกษาเตรบณะ คัมภีร์ชั้นเตรบะณะไม่มี ปรากฏหลักฐาน กติกาวัตรระบุว่าผู้ศึกษาช้ันเตรบะณะจ�าต้องเรียนรู้คัมภีร์สองเล่ม กลา่ วคอื สริ แิ ละปรนิ ริ วาณสตู ร๗๗ กตกิ าวตั รไมร่ ะบวุ า่ คมั ภรี ส์ องเลม่ รวมลงชนั้ เตรบณะ หรือไม่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปให้เห็นภาพชัดเจน เพราะไม่สามารถหาหลักฐาน มาพิสูจน์คัมภีร์ได้ เพียงแต่อ้างว่าเป็นหลักสูตรส�าหรับเตรบณะเท่าน้ัน กติกาวัตร ระบุอีกว่าช้ันเตรบณะต้องศึกษาด้วยการอาศัยคัมภีร์ฎีกา หลักสูตรน้ีมีระยะเวลา
การศึกษาคณะสงฆ์ 161 อย่างน้อยสี่หรือห้าปี ส�าหรับการทดสอบน้ันผู้เรียนต้องท่องจ�าปาฏิโมกข์ทั้งสอง๗๘ การเช่ือมโยงระหว่างช้ันนิศรยมุกสัมมุติกับชั้นสถวิรสัมมุติ ชี้ให้เห็นว่าต้องท่องจ�า คัมภีร์เหล่านี้ ได้แก่ ปาฏิโมกข์ทั้งสอง ขุทุสิกขา อรถสังครหะ วยากรณะ (ไวยากรณ์) สูตรปาฐะ และธาตุปาฐะ๗๙ การอ้างถึงปาฏิโมกข์ทั้งสอง เพ่ือเช่ือมโยงกับช้ันสถวิร สัมมุตินั้น น่าจะมีนัยบ่งถึงคัมภีร์เล่มอื่นส�าหรับช้ันนิศรยมุกสัมมุติ สิกขาบทว่าด้วยปาราชิกและปาจิตตีย์มีกล่าวถึงส�าหรับพิจารณาตัดสินความรู้ ของผู้เรียนด้วย ต้องน�ามาสอบทานหลายส่วน พร้อมคัมภีร์อีกห้าเล่ม (อิติริปัสโปติน) ดังมีในรายละเอียดเบ้ืองต้น มีการย้�าอีกว่าความรู้ส่วนหนึ่งมาจากคัมภีร์แต่ละเล่มและ มีการทดสอบด้วย๘๐ เน้ือหาดังกล่าวข้างต้นอาจเป็นรายละเอียดเก่ียวกับชั้นนิศรยมุกสัม มุติก็เป็นได้ เพราะศัพท์ว่าอิติริสัตโปตินน้ันหมายถึงคัมภีร์เจ็ดเล่ม หากสามารถพิสูจน์ ว่าสิกขาบทว่าด้วยปาราชิกและปาจิตตีย์และคัมภีร์ห้าเล่มมีอยู่จริง ก็จะสนับสนุนชั้น สถวิรสัมมุติพร้อมกับคัมภีร์เจ็ดเล่มด้วย จึงสรุปว่าคัมภีร์กลุ่มเดียวกันยืนยันหลักสูตร ท้ังสองช้ัน แต่การตีความหมายหลักฐานเบื้องต้นไม่สามารถยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม คัมภีร์กลุ่มเดียวกันอาจจะศึกษาบางส่วนหรือศึกษาความแตกต่าง เพ่ือเป็นประโยชน์ ต่อการศึกษา แต่เป็นเร่ืองยากท่ีจะพิสูจน์คัมภีร์เหล่านี้โดยไร้หลักฐานมากกว่าที่เป็นอยู่ ความจรงิ คอื คมั ภรี ด์ งั กลา่ วเบอ้ื งตน้ คดั ลอกมาจากคมั ภรี ส์ ถวริ างคะ ซง่ึ ผเู้ รยี น ต้องท่องจ�าให้ขึ้นใจ๘๑ อรรถาธิบายว่าคัมภีร์ท่ีถกเถียงกันปรากฏชัดแล้ว แต่ไม่สามารถ สืบค้นได้ว่าปรากฏมีหรือไม่ การสอบวัดความสามารถของผู้เรียนสิ้นสุดตรงน้ี และ สามารถขึ้นร้ังต�าแหน่งสถวีรสัมมุติ แต่ต้องเป็นผู้เช่ียวชาญ งดงามด้วยศีลาวัตร และ สามารถน�าหมู่คณะได้๘๒ นับจากนี้ต้องสวดปาฏิโมกข์ท้ังสองท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ เป็นนิตย์๘๓ สา� หรบั หลกั สตู รของมหาเตระ (ภาษาบาลเี รยี กวา่ มหาเถระ) ถอื วา่ เปน็ ชนั้ สงู สดุ ของการศึกษาคณะสงฆ์ เป็นการศึกษาความรู้ที่กว้างขวางลึกซ้ึงในพระธรรมค�าสอน การจะได้มาซึ่งความรู้ผู้เรียนต้องศึกษาพระไตรปิฎกพร้อมคัมภีร์อรรถกถาท้ังหมด๘๔ คมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ าชบ้ี อกวา่ ชนั้ ภกิ ขโุ นวาทกะ๘๕ ตอ้ งศกึ ษาพระไตรปฎิ กพรอ้ มคมั ภรี ์ อรรถกถา หากบกพร่องคัมภีร์อรรถกถาเล่มหน่ึงก็ควรเป็นผู้แตกฉานในนิกายท้ังสี่
162 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง เม่ือรู้หน่ึงนิกายย่อมสามารถตอบค�าถามนิกายอ่ืนได้ ต้องแตกฉานคัมภีร์อรรถกถา พระอภิธรรมปิฎกทั้งสี่เล่ม และสามารถตอบค�าถามปรกรณ์อ่ืนด้วย และต้องศึกษา พระวินัยปิฎกท้ังหมดพร้อมคัมภีร์อรรถกถา๘๖ นอกจากนั้น ควรเสริมสร้างคุณธรรม เรียกว่าปาฏิโมกขสังวรสีล ซึ่งเป็นความสมบูรณ์ของผู้จะรั้งต�าแหน่งมหาเถระ๘๗ ดัมพเดณิกติกาวัตรระบุว่าคุณสมบัติด้านการศึกษาและด้านอ่ืนของผู้ที่จะ ขึ้นรั้งต�าแหน่งพระมหาเถระ ซ่ึงเป็นต�าแหน่งช้ันสูง จ�าต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด เพ่ือปองกันผู้ไม่เหมาะสม ต�าแหน่งมหาเถระน้ันเป็นการแต่งตั้งพระสงฆ์ทั้งสองคณะ (คามวาสีและอรัญวาสี)๘๘ คุณสมบัติดังกล่าวจึงเป็นการบังคับว่าผู้ร้ังต�าแหน่งพระมหาเถระ จ�าต้องมีความสามารถเช่นเดียวกับชั้นภิกขุโนวาทกะ๘๙ หลักฐานเบ้ืองต้นชี้ให้เห็นถึงระดับการศึกษา ๓ ช้ัน ได้แก่ นิศรยมุกตสัมมุติ สถวีระสัมมุตติ และมหาเถระ สองช้ันแรกทราบแล้วว่าต้องมีการทดสอบ แต่ต�าแหน่ง มหาเถระกลับไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเชื่อมโยงกับสองช้ันเบื้องต้นอย่างไร๙๐ สรุปว่า ต�าแหน่งนี้ขึ้นอยู่กับผู้แต่งต้ัง ไม่มีการพิจารณาตามกฎเกณฑ์ ดังเช่นการพ้นนิสัย ไม่ว่าจะเป็นต�าแหน่งเถระและมหาเถระ สรุปว่าโครงสร้างการศึกษามีอยู่ ๕ ระดับ แต่หลักฐานอีกหลายแห่งระบุว่า มี ๓ ระดับ สันนิษฐานว่านับจากชั้นปัณฑุปลาสะถึงชั้นนิศรยมุกตพาหุศรุตยะ ผู้เรียนต้องศึกษาและฝกฝนจากครู ซ่ึงอาจจะเป็นอุปัธยาจารย์หรือคณเดตุ๙๑ ส่วนผู้ เรียนชั้นนิศรยมุกตสัมมุติและชั้นสถวิรสัมมุติต้องศึกษาภายใต้การดูแลของพระนายก แตนะหรือพระสงฆ์ผู้น�าเท่าน้ัน๙๒ ส่วนช้ันสุดท้ายหรือชั้นสูงสุดเป็นการคัดผู้เรียนเพ่ือ ร้ังต�าแหน่งพระมหาเถระ ซึ่งต้องหาความรู้จากครูช่ือว่าสัทคุรุน๙๓ อรรถาธิบายเก่ียวกับ ครูเหล่านี้ไม่ชัดเจน ศัพท์ว่าสัทคุรุน่าจะบ่งถึงครูผู้เช่ียวชาญในสาขาวิชาที่สอนเป็นแน่ หากวิเคราะห์อย่างละเอียดจะพบว่าจุดประสงค์หลักของโครงสร้างเช่นน้ี ต้องสนับสนุนสามเสาหลักแห่งศาสนา ได้แก่ ความรู้ด้านพระธรรมค�าสอน (ปริยัติ) การฝกฝน (ปฏิปัตติ) และการรู้แจ้งแทงตลอด (ปฏิเวธ) การเรียนการสอนเป็นการถ่ายทอดมาจากพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ต�าราไวยากรณ์ และวิชาท่ีลุ่มลึกหลากหลายภาษา หลักฐาน
การศึกษาคณะสงฆ์ 163 จากดัมพเดณิกติกาวัตรสามารถอธิบายถึงการศึกษาคณะสงฆ์ยุคน้ันว่าเป็นที่รู้จัก แพร่หลายหรือไม่ และสามารถพิสูจน์จากวรรณกรรมของนักเขียนน้อยใหญ่สมัยนั้น แม้จะแสดงภาพการศึกษาบิดเบือนบ้าง แต่จากการสอบทานหลักฐานหลายแห่งย่อม สามารถยืนยันได้ว่า การศึกษาสงฆ์มีความกว้างขวางมากน้อยเพียงใด และส่ิงใด เป็นการห้ามส�าหรับพระสงฆ์ยุคนั้น ถามว่า สมัยน้ันมีฆราวาสศึกษาแบบพระสงฆ์หรือไม่ ดัมเดณิกติกาวัตรได้ตราเป็นกฎข้อบังคับไว้ว่าบุตรหลานของฆราวาสไม่ควร ศึกษาแบบพระสงฆ์ หรือพระสงฆ์ไม่ควรรับไทยทานจากครอบครัวของฆราวาสเหล่านั้น ยกเว้นต้องเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์เท่าน้ัน๙๔ แต่หลักฐานไม่ช้ีให้ชัดเจน หากไม่เข้าสู่ ร่มผ้ากาสาวพัสตร์บุตรหลานชาวบ้านสามารถศึกษาแบบสงฆ์ได้หรือไม่ หรือว่า หากครอบครัวของเขาไม่ได้ถวายสิ่งใดแก่พระสงฆ์สามารถศึกษาเล่าเรียนตามแบบ สงฆ์ได้หรือไม่ สภาพการศึกษาสงฆ์ หลักฐานอีกด้านหน่ึงระบุว่าการศึกษาของเจ้าชายอยู่ภายใต้การดูแลของ พระสงฆ์ คัมภีร์ดัมพเดณิอัสนะได้อธิบายรายวิชาส�าหรับการเรียนการสอน กล่าวคือ ภาษาทมิฬ ภาษาสิงหล พจนานุกรม (นิฆัณตุ) คัมภีร์ไวยากรณ์กัจจายนะ คัมภีร์ ไวยากรณ์โมคคัลลานะ ภาษาบาลี (มคธ) ภาษาสันสกฤต พระวินัยปิฎก พระสุตตันต ปิฎก พระอภิธรรมปิฎก อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย มัชฌิมนิกาย ฉันทลักษณ์ วาทศิลป์ ตรรกศาสตร์ เป็นต้น๙๕ เหล่าน้ีล้วนเป็นวิชาที่พระเจ้าปรากรมพาหุเคยศึกษาแล้ว หลักฐานจากคัมภีร์ดัมพเดณิอัสนะเห็นจะเป็นจริง เพราะหากพิจารณาความ รู้อันลึกซ้ึงในหลักธรรมค�าสอน ดังกรณีการถอดแปลคัมภีร์วิสุทธิมรรคและคัมภีร์ วินยวินิจฉัยจากภาษาบาลีเป็นภาษาสิงหลแล้ว ย่อมสามารถช้ีให้เห็นว่าพระองค์คงได้ รับการส่ังสอนวิชาเหล่าน้ีจากพระสงฆ์เป็นแน่
164 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง คัมภีร์ปูชาวลิยะระบุว่ากษัตริย์พระองค์นี้โปรดส่ังสอนพระอนุชาจนเชี่ยวชาญ แตกฉานในพระวินัย๙๖ ส่วนคัมภีร์จุลวงศ์ระบุเพิ่มเติมว่าทรงแตกฉานในคัมภีร์ พระไตรปิฎกด้วย๙๗ แต่หลักฐานท้ังสองแห่งไม่กล่าวถึงสถาบันการศึกษาท่ีพระองค์ ทรงศึกษาเลย บอกเพียงว่าพระองค์ได้รับการศึกษาจากพระสงฆ์จากชมพูทวีป และ โปรดไว้วางพระราชหฤทัยให้ส่ังสอนพระสงฆ์ศรีลังกา๙๘ นอกจากน้ัน คัมภีร์ปูชาวลิยะ คร้ันอ้างถึงการศึกษาของพระเจ้าภูวเนกพาหุก็เริ่มต้นด้วยศัพท์ว่าตะวะดะ หมายถึง พร้อมกับ ซึ่งอธิบายเพิ่มเติมในคัมภีร์จุลวงศ์ว่าอะปิ ในวลีว่า อัตตโนนุชราชัมปิ๙๙ บ่งถึงการศึกษาของเจ้าชายตามประเพณีดั้งเดิม หมายถึงภายใต้การดูแลของพระสงฆ์ ผู้มาจากอินเดีย เมื่อพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ แห่งอาณาจักรกุรุแณคะละทรงแปลคัมภีร์ชาดก เป็นภาษาสิงหล ๕๕๐ เร่ือง คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระองค์ได้ศึกษาชาดกจากพระสงฆ์ รูปหน่ึงซึ่งเดินทางมาจากแคว้นโจฬะแห่งอินเดีย และผู้ร้ังต�าแหน่งราชคร๑ู ๐๐ การศึกษา ของเจ้าชายภายใต้การดูแลของพระสงฆ์ถือว่าเป็นประเพณีด้ังเดิม ดังเช่น สมัยพระ เจ้าเชฏฐติสสะและพระเจ้ามหาเสนะ๑๐๑ สมัยพระเจ้าธาตุเสนะ๑๐๒ และสมัยพระเจ้า อัคคโพธิที่ ๘๑๐๓ การเขียนแบบชาวบ้านไม่สามารถสืบค้นหาที่มาที่ไปของการศึกษาได้เลย คัมภีร์สัทธรรมาลังการยะได้พรรณนาบรรยากาศของสังคมศรีลังกาสมัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดังรายละเอียดในเรื่องอุตตโรลียวัสตุวะว่าผู้อาศัยเกาะลังกา พากันประพฤติตามประเพณีด้วยการสั่งสอนลูกหลานต้ังแต่อายุห้าขวบ๑๐๔ ส่วนคัมภีร์ ราชาวลิยะอ้างถึงการศึกษาของกุลบุตรสองพันคน และพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ทรงอนุญาตให้กุลบุตรเหล่านั้นอุปสมบท๑๐๕ แต่หลักฐานเหล่าน้ีมิได้ระบุว่ากุลบุตร เหล่านั้นได้รับการศึกษาอย่างไรหรือมาจากที่ไหน จอห์น เดอ มาริกโนลลิ (John de Mariknolli) ซ่ึงเดินทางมาเยือนเกาะลังกากลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ระบุว่าพระสงฆ์ พากันสอนกุลบุตรด้วยวิธีเขียนอักษรบนพ้ืนทรายและใช้เหล็กจารบนใบไม๑้ ๐๖ ความจริง คือธรรมเนียมเช่นนี้มีแพร่หลายจนกระท่ังเข้าสู่ยุคใหม่ หลักฐานของมาริกโนลลิจึง ถูกต้อง เมื่ออารามวิหารเป็นสถานศึกษาจึงไม่มีการกล่าวถึงสถาบันการศึกษาภายนอก จนกระทั่งการเข้ามาของชาติตะวันตก๑๐๗
การศึกษาคณะสงฆ์ 165 ทราบกันดีว่าหลังพระพุทธศาสนาเข้าสู่เกาะลังกาสมัยของพระเจ้าเทวานัม ปิยติสสะนั้น ผู้คนบนเกาะทั้งหมดล้วนเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาในช่วงระยะเวลา อันสั้น๑๐๘ และชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระพุทธ ศาสนาส้ิน พระสมณทูตเหล่าน้ันด�าเนินงานตามหน้าท่ีประสบความส�าเร็จสูงสุด จนผู้คนบนเกาะต่างยอมรับว่าเป็นผู้น�าทางจิตวิญญาณ จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การศึกษาของชาวบ้านเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ การวิเคราะห์ต่อไปนี้จะช้ีให้เห็นถึงขอบเขตการศึกษาคณะสงฆ์ของยุคนี้ ดัมพเดณิกติกาวัตรเปิดเผยว่า การศึกษาของพระสงฆ์ตามอารามวิหารเน้น คัมภีร์๑๐๙ แต่วิชาเหล่าอื่นเช่นตรรกศาสตร์และอาคม๑๑๐ สันสกฤต แพทยศาสตร์ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ กาพย์ (กวี) และนาฎยะ (การร้องร�า) ก็มีการศึกษาเช่นกัน วชิ าตรรกศาสตรน์ นั้ อาจเปน็ ตรรกศาสตรเ์ ชงิ พทุ ธอกี แบบหนง่ึ คมั ภรี ด์ มั พเดณิ อัสนะกล่าวว่าเป็นหน่ึงในวิชาที่พระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ทรงศึกษา๑๑๑ กล่าวกันว่า พระองค์ทรงมีความเป็นปราชญ์อันโดดเด่น ทรงขวนขวายศึกษาวิชาตรรกศาสตร์ โดยอาราธนานิมนต์พระสงฆ์ผู้แตกฉานในคัมภีร์อาคม ซึ่งน�าต�ารามาจากชมพูทวีป๑๑๒ ส่วนพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ โปรดแต่งต้ังพระสงฆ์ผู้มาจากแคว้นโจฬะ ซึ่งแตกฉาน ในตรรกศาสตร์และอาคม ให้ด�ารงต�าแหน่งราชครู๑๑๓ แม้การสอนวิชาตรรกศาสตร์ ของพระสงฆ์ชาวโจฬะจะไม่ปรากฏเป็นหลักฐาน แต่ความรู้ของท่านสร้างประโยชน์ ต่อการศึกษาของพระสงฆ์ลังกา สังเกตได้จากพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ โปรดให้สร้าง วิหารติดกับสิริฆนานันทปริเวณะแห่งวิททุมคามแล้วมอบถวายแก่พระเถระรูปนี้๑๑๔ สันนิษฐานว่ากษัตริย์ลังกาทรงนิมนต์ให้ท่านสอนในปริเวณะแห่งนั้นด้วย บทส่งท้าย ของคัมภีร์อภิธรรมารถสังครหปุราณสันนยะได้สรรเสริญพระสารีบุตรมหาสามีว่า เป็นผู้แตกฉานในตรรกศาสตร์ย่ิงนักราวกะว่าท่านเป็นผู้แต่งหนังสือเล่มน๑ี้ ๑๕ คัมภีร์ หังสสันเดศยะระบุว่าสมัยโกฏเฏมีการสอนวิชาตรรกศาสตร์ในปัทมาวตีปริเวณะแห่ง แกคัลละด้วย๑๑๖ ผู้นิพนธ์คัมภีร์ชาตกแอฎวาแคตะปะทะยะอ้างถึงประมาณะสองอย่างว่า นักตรรกศาสตร์ชาวพุทธต่างยอมรับ๑๑๗ คาถาส่ีบาทอันมีเน้ือหาเชิงตรรกศาสตร์ใน
166 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง คัมภีร์ปรมานวารติกาของพระธรรมกีรติเถระน้ันคัดมาจากคัมภีร์ธรรมประทีปิกา๑๑๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรคสันเนก็คัดคาถาเชิงตรรกศาสตร์จากผลงานของพระทิงนาคะ (ทีฆนาคปทะ)๑๑๙ ตัวอย่างเหล่านี้บ่งช้ีให้เห็นถึงความแพร่หลายการศึกษาตรรกศาสตร์ ของยุคนี้ ศัพท์ว่าอาคมมีนัยเฉพาะบ่งถึงพระสงฆ์ทรงปราชญ์ผู้มาจากชมพูทวีป คัมภีร์ ปูชาวลิยะและคัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่ากษัตริย์ลังกาได้อาราธนาพระสงฆ์ผู้แตกฉานใน อาคม เพราะพระสงฆ์เช่นนั้นในเกาะลังกาหามีไม่๑๒๐ คัมภีร์จุลวงศ์อ้างอีกว่าพระสงฆ์ เหล่านั้นสั่งสอนพระสงฆ์ชาวลังกาให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตรรกศาสตร์ไวยากรณ์และ อาคม๑๒๑ พระราชคุรุธรรมกิตติเถระผู้แต่งคัมภีร์ทาฐาวังสะชื่อว่าเป็นผู้เช่ียวชาญ ตรรกศาสตรแ์ ละอาคม๑๒๒ สว่ นพระธรรมทนิ นาจรยิ ะวมิ ลกรี ตเิ ถระผแู้ ตง่ คมั ภรี ส์ ทั ธรรม รัตนากรยะน้ันเป็นครูผู้สอนไวยากรณ์พระไตรปิฎกและอาคม๑๒๓ ส่วนการศึกษาคณะสงฆ์สมัยพระเจ้ามหาปรากรมพาหุนั้นมีกล่าวถึงในคัมภีร์ ดาฬดาปูชาวลิยะ ซ่ึงระบุว่าพระสงฆ์พากันศึกษาไวยากรณ์ นิสบะณะ เตรบะณะและ อาคม๑๒๔ สันนิษฐานว่าอาคมน่าจะบ่งถึงวิชาที่แตกต่างจากพระคัมภีร์ ส่วนนิสบณะ และเตรบณะคือวิชาพื้นฐาน ซึ่งคัดเลือกเน้ือหาจากพระไตรปิฎกและวิชาเหล่าอื่นท่ี เกี่ยวข้อง เช่นไวยากรณ์ ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจภาษาตามคัมภีร์๑๒๕ สรุปว่า อาคมแตกต่างจากตรรกศาสตร์ ไวยากรณ์ ไตรปิฎก หรือวิชาเหล่าอื่นตามแนวทาง พระไตรปิฎก หลักฐานช้ีบอกว่าพระสงฆ์จากชมพูทวีปแตกฉานในอาคม ซึ่งเป็นผู้หาได้ยาก บนเกาะลังกา๑๒๖ แต่หลักฐานดังกล่าวเช่ือถือได้ยากนัก เพราะพระสงฆ์ชาวศรีลังกา ผู้ทรงภูมิความรู้ตามหลักค�าสอนของพระพุทธศาสนามีมากมาย หลักฐานอีกส่วนหน่ึง ระบุว่ามีการน�าหนังสือมาจากชมพูทวีป คัมภีร์ปูชาวลิยะอ้างว่าการแต่งหนังสือของ ชาวลงั กามขี อ้ บกพรอ่ ง๑๒๗ สว่ นคมั ภรี จ์ ลุ วงศไ์ มพ่ ดู ถงึ คมั ภรี ท์ นี่ า� มาจากชมพทู วปี เลย๑๒๘ ความจริงคือไม่มีความขาดแคลนหนังสือเชิงหลักธรรมค�าสอน ตรรกศาสตร์และ ไวยากรณ์ เพราะวิชาเหล่านี้รุ่งเรืองแพร่หลายตั้งแต่สมัยโปโฬนนารุวะ สรุปว่าอาคม แตกต่างจากตรรกศาสตร์ ไวยากรณ์ และพระไตรปิฎก
การศึกษาคณะสงฆ์ 167 ความจริงเกี่ยวกับอาคมจ�าเป็นต้องวิเคราะห์แจกแจงหลายด้าน ศัพท์ว่าอาคมถอดแปลมาจากค�าว่าคัมภีร์ ต�ารา ห้านิกายหลักแห่งพระ สุตตันตปิฎก และหลักฐานดั้งเดิม เป็นต้น๑๒๙ แต่ความหมายเหล่าน้ีใช่จะถูกต้องตาม อรรถาธิบายเบ้ืองต้น คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ ได้รับการศึกษา อาคมอันหลากหลายของพระชินเจ้ากล่าวคือพระพุทธเจ้า๑๓๐ คัมภีร์ธัมปิยาฏวาแคฏปทยะ อธิบายศัพท์อาคมว่าหมายถึงค�าสอนของพระศาสดา๑๓๑ การผสมกันระหว่างศัพท์ชินะ กับอาคมมีความหมายอันเดียวกัน ด้วยเหตุน้ัน อาคมอันหลากหลายน่าจะมีนัยบ่งถึง ค�าสอนท่ีแตกต่างภายในเถรวาทนิกายเอง หรือค�าสอนอันหลากหลายในนิกายน้อย ใหญ่โดยเฉพาะมหายาน การช้ีบอกว่าเป็นมหายานน่าจะมีเหตุผลมากกว่าประเด็นอ่ืน โดยเฉพาะพัฒนาการแนวคิดยุคนั้น หากตรวจสอบวรรณกรรมภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ต้ังแต่ยุคโปโฬนนารุวะ เรื่อยมาย่อมเห็นว่า ผู้แต่งต�าราล้วนมีความรู้ด้านวรรณคดีสันสกฤตแนวพุทธเป็น อย่างดี ซ่ึงผู้แต่งเหล่านั้นล้วนสังกัดส�านักมหายาน เน้ือความในหัสติชาดกและ วยาฆรชาดกแห่งชาตกมาลาปรากฏเห็นในคัมภีร์สสทาวตะ และนิทานวรรคแห่งคัมภีร์ สทั ธรรมาลงั การยะกก็ ลา่ วถงึ เชน่ กนั ๑๓๒ คาถาทส่ี ามแหง่ มงคลสตู รกอ็ า้ งภาษาสนั สกฤต จากคัมภีร์อภิธรรมารถสังครห-ปุราณสันเน ซ่ึงอธิบายเหตุการณ์ในพุทธศตวรรษท่ี ๑๗๑๓๓ คัมภีร์มหารูปสิทธิสันเนสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ได้อ้างพระคาถาของ มตรเจฏกะ๑๓๔ นกั ปราชญผ์ โู้ ดง่ ดงั นามวา่ ครุ ฬุ โุ คมแิ หง่ ยคุ โปโฬนนารวุ ะอา้ งถงึ นกั เขยี น สันสกฤตแนวพุทธ เช่น พระธรรมกีรติเถระแต่งคัมภีร์ประมาณวารติกา พราหมณ์ จนั ทรโคมนิ แตง่ คมั ภรี ศ์ ษิ ยเลกหธรรมกาวยะ พราหมณอ์ ารยสรู ะแตง่ คมั ภรี ช์ าตกมาลา และพราหมณ์สันติเทวะแต่งคัมภีร์โพธิจารยาวตาระ๑๓๕ โศลกภาษาสันสกฤตว่าด้วย พระโพธิสัตว์เข้าเฝาพระพุทธเจ้านามว่านารทะ ซ่ึงพระศาสดาพระองค์น้ันได้แสดง ธรรมสรณะ เป็นการอธิบายเหตุการณ์ในพุทธศตวรรษท่ี ๑๘๑๓๖ คาถาของพราหมณ์ จนั ทรโคมนิ ปรากฏในคมั ภรี ภ์ าษาสงิ หลนามวา่ โพธวิ งั สยะ ซงึ่ แตง่ ประมาณพทุ ธศตวรรษ ที่ ๑๙๑๓๗ คัมภีร์วิสุทธิมรรคสันเนแต่งโดยพระเจ้าบัณฑิตปรากรมพาหุแห่งอาณาจักร ดัมพเดณิยะกล่าวถึงวรรณกรรมภาษาสันสกฤตแนวพุทธหลายเล่ม รวมถึงคัมภีร์
168 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง เสาทรนันทกาวยะ คัมภีร์เญยสัมปัตติฏีกา คัมภีร์อายสัตยาวตาระ และคัมภีร์อภิธรรม โกสะ๑๓๘ นอกจากน้ัน ยังมีหลักฐานกล่าวถึงนักปราชญ์ด้านภาษาสันสกฤตอีกหลายท่าน เช่น โชติปาละ นาคโพธิ ราหุลปาละ และทิงนาคะ๑๓๙ ศาสตร์บอกพุทธศาสนา วรรณกรรมภาษาสันสกฤตแนวพุทธก็ดี หลักธรรมค�าสอนภาษาสันสกฤตก็ดี ลว้ นมกี ารศกึ ษาทงั้ ในและนอกอารามวหิ าร แสดงใหเ้ หน็ ถงึ พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ ของส�านักมหาวิหาร สมณะเห้ียนจังอ้างว่าประมาณตอนกลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ มีเพียงพระสงฆ์ส�านักอภัยคิรีวิหารเท่านั้นที่ศึกษาค�าสอนทั้งหีนยานและมหายาน ซ่ึงขณะนั้นท่านพักอยู่อินเดียประเทศ๑๔๐ แต่หลักฐานเบื้องต้นล้วนช้ีชัดว่า สมัยนั้น แม้พระสงฆ์แห่งส�านักมหาวิหารซ่ึงอ้างว่าเคร่งครัดต่อเถรวาทด้ังเดิมก็ยังสนใจคัมภีร์ พุทธศาสนามหายานเช่นกัน จึงสันนิษฐานว่าวัตรปฏิบัติเช่นนี้คงมีแพร่หลายมาตั้งแต่ ยุคด้ังเดิมแล้ว หลักฐานจากวรรณคดีสมัยโปโฬนนารุวะและสมัยดัมพเดณิยะชี้ให้เห็นว่า นักเขียนหลายท่านล้วนทรงความรู้ทางภาษาสันสกฤต ด้วยเหตุนั้นภาษาสันสกฤต อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาสงฆ์ คัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตตามลักษณะ ของคัมภีร์พาลาวโพธนะ มีโครงสร้างเดินตามแบบคัมภีร์จันทรวยากรณะ ซึ่งแต่งโดย พระทิมบุลาคะละมหากัศยปเถระแห่งยุคโปโฬนนารุวะ๑๔๑ ส่วนคัมภีร์อภิธรรมารถ สังครหะปุราณสันนยะได้ชมเชยพระสารีบุตรมหาสามีเถระว่าเป็นหน่ึงในปราชญ์ผู้ แตกฉานไวยากรณ์ของจันทรและปาณินิเสมอจันทรและปาณินิเอง๑๔๒ พระอโนมทัสสีมหาสามีผู้โด่งดังแห่งยุคดัมพเดณิยะได้แสดงความสามารถ ด้านภาษาสันสกฤตด้วยการแต่งคัมภีร์นามว่าไทวัชกามเธน๑ุ ๔๓ คัมภีร์สมันตปาสาทิกา ได้อธิบายรายละเอียดการแต่งคัมภีร์หลายเล่มของพระเวเทหะเถระว่า ท่านได้ซึมซับ รบั รเู้ รอื่ งราวตามแบบนกั เขยี นภาษาสนั สกฤต๑๔๔ คมั ภรี ภ์ าษาบาลชี อื่ วา่ หตั ถวนคลั ลวหิ าร วังสะได้แสดงถึงความผูกพันทางภาษาสันสกฤตตามลักษณะภาษาแบบกาดัมพริ๑๔๕ พระวิลคัมมุลเถระผู้ถอดแปลคัมภีร์มหาโพธิวังสะภาษาบาลีเป็นภาษาสิงหล ได้ด�าเนิน แปลตามแบบกาพย์ภาษาสันสกฤตเหมือนต้นฉบับ๑๔๖ หากพิจารณาลักษณะของภาษา
การศึกษาคณะสงฆ์ 169 บาลียุคดัมพเดณิยะและยุคหลังต่อมา มาลาลาเสเกราได้แสดงความเห็นไว้ว่า ลีลา และจังหวะอันหวานซ้ึงไพเราะแห่งบาลีภาษาสมัยเก่า ได้ทดแทนอย่างกลมกลืนด้วย ภาษาบาลีผสมภาษาสันสกฤตอันกังวานและดุดัน๑๔๗ นอกจากนั้น งานเขียนของพระสงฆ์สมัยดัมพเดณิยะยังครอบคลุมถึงวิชา เหล่าอ่ืนด้วย เช่น แพทยศาสตร์และโหราศาสตร์ คัมภีร์เภสัชชมัญชูสาของพระปัญจ มูลเถระ ซ่ึงแต่งสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ถือว่าเป็นตัวอย่างอันดีท่ีสุด๑๔๘ พระมยูรปาทเถระผู้แต่งคัมภีร์ปูชาวลิยะ ได้นิพนธ์คัมภีร์ภาษาสิงหลอีกสองเล่ม เกี่ยวกับทางการแพทย์ นามว่าโยคารณวะและประโยครัตนาวลิยะ๑๔๙ งานเขียน สองเล่มน้ีครอบคลุมลักษณะของโรคทุกอย่างภายในร่างกายมนุษย์ชายและหญิง ส่วนคัมภีร์ประโยครัตนาวลิยะมีเน้ือหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และความเจ็บป่วย๑๕๐ คัมภีร์ไทวัชญากามเธนุและคัมภีร์ปโรปการะของพระอโนมทรรศีมหาสามีว่าด้วย ดาราศาสตร์และโหราศาสตร๑์ ๕๑ แม้งานเขียนของพระมยูรปาทเถระที่ว่าด้วยการแพทย์ ก็มีเน้ือหาพาดพิงถึงโหราศาสตร์เช่นกัน๑๕๒ คัมภีร์คิรสันเดศยะระบุว่าวิชาการแพทย์และโหราศาสตร์มีสอนในวิชัยพาหุ ปริเวณะแห่งยุคโกฏเฏ๑๕๓ แต่หลักฐานสมัยนี้ไม่กล่าวถึงเลย แม้วิชาความรู้ทาง การแพทย์ โหราศาสตร์และดาราศาสตร์จะเป็นท่ีรู้จักแพร่หลาย สันนิษฐานว่าสถาบัน การศึกษาสงฆ์น่าจะสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้เป็นแน่ ดัมพเดณิกติกาวัตรได้ออกกฎว่าพระสงฆ์ไม่ควรเรียนหรือไม่ควรสอน เดรัจฉานวิชา ดังเช่น กาวย (กาพย์) และนาฏกะ (ละคร)๑๕๔ ศัพท์ว่ากาวยะอาจจะ หมายถงึ กาพย์ ซง่ึ เปน็ การแสดงออกทางความคดิ หรอื ความรสู้ กึ โดยเฉพาะตามจงั หวะ ของตัวหนังสือ แต่สมัยน้ีศัพท์ว่ากาวยะใช้บ่งถึงกาพย์ตามจังหวะเท่าน้ัน คัมภีร์ ทีฆนิกายได้ต�าหนิการแต่งกลอนเพ่ือเล้ียงชีวิต๑๕๕ คัมภีร์ทีฆนิกายอรรถกถาได้แบ่ง กลอนออกเปน็ ๔ ชนดิ แตล่ ะชนดิ มโี ครงเรอ่ื งตามสาขาวชิ าดงั น้ี กลา่ วคอื ๑) จนิ ตนาการ ๒) นิทานมีสาระที่นักกวีได้ยินมาดังเช่นเวสสันดร ๓) อรรรถาธิบาย และ ๔) การสร้างสรรค์๑๕๖ กลอนแต่ละชนิดอาจจะแบ่งตามเนื้อหาของแต่ละกลุ่ม แต่ยังไม่ ชัดเจนว่าโครงเร่ืองเหล่านั้นต้ังอยู่บนพื้นฐานคุณธรรมและคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า
170 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง หรือพระอรหันต์หรือไม่ คัมภีร์ทีฆนิกายระบุว่าห้ามพระสงฆ์แต่งกลอนเพียงเพราะ ปรารถนาเลี้ยงชีวิต แต่คัมภีร์มิได้อธิบายให้ชัดเจนว่าหากไม่ประสงค์เล้ียงชีพแล้วไซร้ พระสงฆ์จะสามารถแต่งกลอนได้หรือไม่ ส่วนข้อห้ามในกติกาวัตรแจ้งแต่เพียงว่า กาวยะและนาฏกะเป็นศาสตร์ต้องห้าม และไม่อธิบายรายละเอียดของศาสตร์เหล่าน้ัน๑๕๗ หากการเรียนการสอนกาวยะสมัยนั้น ถูกต�าหนิแล้วไซร้ ดูเหมือนมีพระสงฆ์ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกติกาวัตร เพราะพระสงฆ์ นักปราชญ์ผู้โด่งดังแห่งยุคโปโฬนนารุวะและยุคต่อมาล้วนศึกษากาวยะทั้งสิ้น พระสารีบุตรมหาสามีซึ่งมีชีวิตสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ ช่ือว่าเป็น พระนักกวีผู้โด่งดัง เนื่องจากท่านชื่นชอบผลงานของกาลิทาส สังเกตได้จากเน้ือหา ในคัมภีร์อภิธรรมารถสังครหะ-ปุราณสันเน๑๕๘ พระอโนมทัสสีมหาสามีผู้ได้รับ พระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ก็เป็นผู้แตกฉานในฉันทลักษณ์และ วาทศิลป์๑๕๙ ซ่ึงทั้งสองสาขาวิชาล้วนมาจากกาพย์ คัมภีร์วุตโตทัยและคัมภีร์สุโพธา ลังการยะของพระสังฆรักขิตมหาสามี ซ่ึงมีเนื้อหาเก่ียวกับระเบียบและวิธีการแต่ง ฉันท์๑๖๐ คัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาสิงหลนามว่าสิทัตสังคราวะ ซ่ึงแต่งโดยพระเวเทหเถระ ก็ระบุวิธีการแต่งฉันท์เช่นเดียวกันแม้จะปรากฏเห็นเพียงย่อสั้น คัมภีร์สมันตกูฏวัณณนา ของพระเวเทหเถระก็ดี๑๖๑ คัมภีร์ชินจริตของพระพุทธัปปิยเถระก็ดี หรือคัมภีร์ปัชชมธุ ก็ดีล้วนเป็นหนังสือเชิงกวีภาษาบาลีขนาดเล็ก ถามว่า กาวยะดังกล่าวมิได้บ่งถึงกาพย์กลอนมิใช่หรือ ตอบว่า กาวยะเป็นการปลุกเร้าให้เกิดอารมณ์ ดังเช่นคัมภีร์รฆุวังสะ คัมภีร์ นยั ศธแี ละคมั ภรี อ์ ภญิ านศากนุ ตละ ซงึ่ คมั ภรี เ์ หลา่ นลี้ ว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ วรรณคดสี นั สกฤต กล่าวตามความจริงพระสงฆ์หา้ มเรยี นหรอื สอนวิชากาพยก์ ลอนและการละคร แต่มีการเล่ียงด้วยการตีความหมายเพื่อให้สามารถมีการเรียนการสอนในสถาบัน การศึกษาสงฆ์ ไม่ทราบว่าการห้ามเรียนวิชาดังกล่าวมีระยะเวลาเน่ินนานเพียงใด แต่ สมัยโกฏเฏนั้นวิชัยพาหุปริเวณะได้ส่งเสริมให้พระสงฆ์เล่าเรียนวิชากาพย์กลอน๑๖๓ ดัมพเดณิกติกาวัตรระบุสมัยนั้นห้ามพระสงฆ์ศึกษาการละครแต่ก็ยังพระสงฆ์ศึกษา
การศึกษาคณะสงฆ์ 171 กันอยู่ ปรากรมปิริเวณะผู้เป็นปราชญ์เรืองนามซึ่งมีชีวิตสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ เป็นอาจารย์สอนเทวรทดัมยสังคินาวัน ก็เรียนการละครเช่นกัน แม้พระภูวเนกพาหุเถระ แห่งราชมหาวิหารท่ีเกลาณิยะก็แตกฉานในกาพย์กลอนและการละครด้วย๑๖๔ คมั ภรี ด์ าฬดาสริ ติ ะอา้ งถงึ ละครชอื่ วา่ ภรตะ๑๖๕ สนั นษิ ฐานวา่ เปน็ ละครแตง่ โดย นักบวชภรตะตั้งแต่ยุคด้ังเดิม คัมภีร์ภารตะแสกะหลุโวหรือจอมปราชญ์แห่งภรตะ ก็อ้างถึงงานเขียนเล่มนี้เช่นกัน๑๖๖ คัมภีร์หังสสันเดศยะอ้างถึงละครช่ือว่าภรตะสตระ รังคฏมะ๑๖๗ คัมภีร์คิรสันเดศยะบอกเป็นนัยว่าเป็นบทละครภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี (มคธ) ภาษาสิงหล (เอลุ) และภาษาทมิฬ (เดมละ) โดยมีการเรียนการสอนใน วิชัยพาหุปริเวณะ๑๖๘ บทละครเหล่านี้ไม่ตกมาถึงรุ่นเราคราวหลัง จึงไม่ทราบว่าแต่ง เป็นภาษาบาลีหรือไม่ ยกเว้นภรตะนาฏะท่ีแต่งเป็นภาษาสันสกฤต น่าเสียดายไม่มี การสืบค้นหาบทละครภาษาสิงหลเลย แม้แต่ชื่อบทละครภาษาบาลีและภาษาทมิฬ ท่ีกล่าวถึงในคิรสันเดศยะก็ไม่เป็นท่ีรู้จักกันเลย วลีที่ว่าดิรัจฉานวิชาดังเช่นกาพย์กลอนและบทละคร ชื่อว่าเป็นข้อห้ามปรากฏ เห็นในดัมพเดณิกติกาวัตร เป็นนัยชี้บอกว่ายังมีอีกหลายศาสตร์ที่พิจารณาแล้วว่าเป็น ของต่�า แต่น่าเสียดายกติกาวัตรไม่ได้กล่าวถึงวิชาเหล่านั้นอย่างละเอียด หากศึกษา วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสตร์ว่าด้วยความเป็นไปของบ้านเมือง ทฤษฎีทางการเมือง เป็นตัน ล้วนแล้วได้มาจากต�านานน้อยใหญ่ กล่าวกันว่าเจ้าชายปรากรมพาหุถือว่า เป็นคนแรกที่ศึกษาวรรณกรรมประเภทนีติ ดังเช่นคัมภีร์โกฏัลละ (เกาฏิลยะ) และ วิชาเหล่าอื่น (โกฏัลลาทิสุนีติสุ)๑๖๙ และน่าจะรวมถึงคัมภีร์มนุสมรตีด้วย อันว่าเกาฏิลยะน้ันอยู่กับการบริหารจัดการรัฐมาแต่เดิม หลักฐานระบุว่า พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ ได้วางแผนส้องสุมก�าลังพลตามยุทธวิธีของเกาฏิลยะ ทรงมพี ระราชดา� รสั ถงึ แมท่ พั นายกองดว้ ยลายพระหตั ถเ์ พอ่ื ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามอยา่ งเครง่ ครดั ๑๗๐ กล่าวกันว่าสมัยพระองค์วางแผนยึดครองดินแดนมายารฏะน้ัน ได้ด�าเนินการ ตามยุทธศาสตร์ของเกาฏิลยะ๑๗๑ พระเจ้านิสสังกมัลละก็ศึกษายุทธศาสตร์ของ เกาฏิลยะเช่นกัน๑๗๒ โดยทรงใช้คัมภีร์มนุสมรติเป็นคู่มือ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้า วิชัยพาหุที่ ๒ และพระเจ้าปรากรมบัณฑิตทรงปกครองบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด
172 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง โดยใช้กฎหมายของมนุเป็นแนวทาง๑๗๓ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ทรงแตกฉานกฎระเบียบของมนุ สังเกตได้จากการการพิจารณาปรับปรุงทรัพย์สมบัติ ของครอบครัว๑๗๔ จารึกคัลโปตะของพระเจ้านิสสังกมัลละระบุว่าพระองค์เป็นหนี้ ต่อมนุ โดยอธิบายเสริมอีกว่าแม้กษัตริย์จะปรากฏในร่างมนุษย์ก็จริง แต่ก็ถือว่า เป็นเทพเจ้า๑๗๕ พสกนิกรจึงจ�าต้องรับรู้พระองค์ในฐานะเทพเจ้า คัมภีร์มนุสมรติมี อ้างถึงในคัมภีร์วิศุทธิมรรคสันเน ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ของพระเจ้าบัณฑิตปรากรมพาหุ คัมภีร์ดัมเดณิอัสนะระบุว่าพระองค์ทรงศึกษากฎหมาย (นีติ สาสตรยะ)๑๗๖ สันนิษฐาน ว่าพระองคค์ งไดแ้ รงบันดาลใจมาจากมนเุ ปน็ แน่ รายละเอยี ดปรากฏในกิญจสิ ังฆาวตั ถุ แห่งคัมภีร์รสวาหินีของพระเวเทหเถระ๑๗๗ คัมภีร์สัทธรรมาลังการยะได้ถ่ายทอด เรื่องราวด้วยการแสดงถึงความเป็นหนี้ต่อมนุอย่างสุดซึ้ง โดยบรรยายเรื่องราวว่า พระเจ้ากาวันติสสะ (กากวัณณติสสะ) โปรดให้พระจูลสังฆเถระเขียนสาสน์ถึงสังฆะ ผู้เป็นพระอนุชา ซ่ึงได้รับแต่งต้ังให้ดูแลเมืองมาคะมะ แต่ชาวเมืองพากันต่อต้าน แข็งขืน เน้ือหาในพระราชสาสน์แสดงถึงการห้ามปรามพร้อมอ้างถึงอันตรายที่อาจจะ เกิดข้ึนจากชาวเมือง โดยหยิบยกความรู้จากมนุเป็นตัวอย่าง๑๗๘ หลักฐานส่วนน้ี ช้ีให้เห็นว่าแม้พระสงฆ์ก็เป็นผู้แตกฉานในศิลปะแห่งการปกครองบ้านเมือง พระสงฆ์พม่าผู้ท�าหน้าที่เป็นที่ปรึกษากษัตริย์อาจจะต้องมีความรู้ด้านการ ปกครองบ้านเมือง ซ่ึงเป็นพระอุปัชฌาย์ต้องศึกษาคัมภีร์เวทสัตถะท้ังภาษาบาลีและ ภาษาพม่า เพ่ือสามารถเป็นผู้แนะน�าคุณธรรมแก่กษัตริย์ การเมืองการปกครอง การวินิจฉัยหลักเกณฑ์ทางคุณธรรม๑๗๙ น่าเสียดายว่าหลักฐานเก่ียวกับเร่ืองนี้ไม่ หลงเหลือตกทอดถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาบาลี ภาษาสิงหลหรือภาษาอื่นใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาษาสันสกฤต คัมภีร์ปูชาวลิยะระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ และพระเจ้าภูวเนกกรมพาหุ ผู้เป็นพระอนุชา เป็นผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในศิลปะศาสตร์ (กลาศิลปะ) ดังเช่น นีติธรรม (ธรรมนีติ) ราชนีติ (ราชนีติ) อักษรศาสตร์ (อักษระ) การเขียน (ลิกขิตะ) เป็นต้น๑๘๐ ศัพท์ว่าธรรมนีติยังบ่งถึงความหมายไม่ชัดเจน ค�าว่าผู้ปกครองเกาะอัน ศักด์ิสิทธ์ิ (ธรรมทวีปะ) น่าจะหมายถึงปกครองอย่างเท่ียงธรรมและสันติสุข (ธัมเมนะ
การศึกษาคณะสงฆ์ 173 สเมนะ) แนวความคิดทางพุทธศาสนาเก่ียวกับผู้ปกครองท่ีเที่ยงธรรมต้องสมบูรณ์ ด้วยคุณธรรมมากมาย เช่น ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ (ทสราชธัมมะ) คุณธรรม ส�าหรับการช�านะจิตใจ ๔ ประการ (จตุรสังคหวัตถุ) บุญกริยาวัตถุ ๑๐ (ทสปุญญกริยา) การหลีกเล่ียงอกุศล ๑๐ (ทสอปุญญากริยา) และอคติ ๔ (จตัสโส อคติ)๑๘๑ ผู้ปกครอง ต้องเคารพและรักษาประเพณีพร้อมระเบียบแบบแผนของบูรพกษัตริย๑์ ๘๒ ธรรมนีติ น่าจะหมายถึงลักษณะการปกครองเช่นน้ี แมแ้ นวความคิดของฮินดเู ก่ียวกับผปู้ กครอง ท่ีเที่ยงธรรมก็มีนัยคล้ายคลึงกัน ราชนีติอาจจะหมายถึงอีกอย่างหน่ึงโดยเฉพาะการปกครองบ้านเมือง และ น่าจะเป็นประเพณีท่ีมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น สันนิษฐานว่าส่วนหน่ึงของกฎหมาย น่าจะน�ามาจากคัมภีร์เกาฏิลยอรรถศาสตร์และคัมภีร์มนุสมฤติ ซ่ึงคัมภีร์ทั้งสองเล่ม ไม่มีการเรียนการสอนตามปริเวณะ คัมภีร์คิรสันเดศยะระบุว่าสมัยโกฏเฏมีการสอน วิชาเศรษฐศาสตร์ในวิชัยพาหุปริเวณะ กล่าวกันว่าผู้เรียนต่างเรียนรู้ถึงความหมายของ ศัพท์และท่องจ�าต�าราประเภทเศรษฐศาสตร์๑๘๓ ซึ่งรู้จักแพร่หลายตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม๑๘๔ การศึกษานีติเกี่ยวข้องกับพระเจ้าธาตุเสนะ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระองค์ ร�่าเรียนนีติท่ีโคนิสาทิวิหารภายใต้การดูแลและแนะน�าของพระมหานามเถระ๑๘๕ ไม่สามารถระบุให้ชัดเจนว่านีติคืออะไร เป็นวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมเช่นเดียวกับ ระบบกฎหมายของฮินดูหรือไม่ เกี่ยวกับคัมภีร์เล่มน้ีโดยเฉพาะหรือไม่ ยังเป็นปัญหา ต้องรอค�าตอบต่อไป คัมภีร์จุลวงศ์ได้อ้างถึงการรวบรวมหนังสือเก่ียวกับการบริหารความยุติธรรม (ธัมมาธิกรณัง สัตถัง) ในรัชสมัยของพระนางกัลยาณวตี๑๘๖ แต่ไม่มีคัมภีร์เล่มนี้หรือ คัมภีร์เล่มอ่ืนเก่ียวกับวิชาน้ีท่ีตกทอดมาถึงคนรุ่นหลัง กล่าวกันว่ามีงานเขียนเก่ียวกับ นีติภาษาสันสกฤตสมัยนี้ด้วย สันนิษฐานว่าแม้จะมีงานเขียนก่อนหน้าน้ีก็จริง แต่อาจ ถูกแทนที่ด้วยงานเขียนเก่ียวกับนีติ ดังเช่น คัมภีร์เกาฏิลยะและคัมภีร์มนุสมฤติ คาดเดาเอาว่างานเขียนเหล่าน้ีเป็นท่ีรู้จักแพร่หลายต้ังแต่สมัยโบราณ จึงน�ามา ศึกษาในวิชัยพาหุปริเวณะ ซ่ึงอาจเขียนเป็นภาษาสันสกฤต แต่มีการเรียนการสอนใน
174 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ปริเวณะอ่ืนหรือไม่ยังไม่พบหลักฐานอ้างอิง ผู้ที่มีบทบาทในการสอนคือพวกพราหมณ์ ซึ่งท�าหน้าท่ีเป็นผู้ถวายพระอักษรแก่บรรดาเจ้าชาย ด้วยเหตุน้ันการศึกษาจึงจ�ากัด เฉพาะบุคคลภายในพระราชวังเท่าน้ัน บางทีเจ้าหน้าที่บางคนอาจได้รับอนุญาตให้ ศึกษาได้ แต่คงมีการบังคับทางกฎหมายเท่าท่ีเห็นสมควร สมัยต่อมาภาษาบาลี ภาษาสิงหลและภาษาสันสกฤตได้หลอมรวมเป็น ส่วนหน่ึงของหลักสูตร และสันนิษฐานว่านอกจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตแล้ว ยังมีภาษาเหล่าอ่ืนด้วยดังเช่น ภาษาปรากฤต ภาษาเสารเสนิ ภาษาไพศาจิ และ ภาษาอปภรัมสะ ช่ือว่าเป็นกลุ่มภาษาตามประเพณีท้ัง ๖๑๘๗ ความรู้เหล่านี้ได้ก่อเกิด พัฒนการจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรตามปริเวณะ แม้แต่ภาษาทมิฬก็กลาย เป็นภาษาส�าคัญหลังยุคโปโฬนนารุวะ หลักฐานระบุว่าภาษาทมิฬถือว่าเป็นอีกวิชาหน่ึง ซ่ึงเจ้าชายปรากรมพาหุแห่งดัมพเดณิยะทรงศึกษาเล่าเรียน๑๘๘ ผู้แต่งคัมภีร์โกกิล สันเดสยะซ่ึงเป็นเจ้าส�านักแห่งติลกปริเวณะท่ีเดวินูวะระซ่ึงมีชีวิตสมัยโกฏเฏสามารถ แสดงพระธรรมเทศนาได้ทั้งภาษาสิงหลและภาษาทมิฬ๑๘๙ คัมภีร์คิรสันเดศยะระบุว่า วชิ ยั พาหปุ ริเวณะมีการศกึ ษาการเขยี นละครเปน็ ภาษาทมิฬ และภาษาสิงหล เป็นต้น๑๙๐ กล่าวโดยสรุปมีการเรียนการสอนภาษาทมิฬตามปริเวณะทั่วไป แต่รายละเอียดไม่มี ชัดเจน การศึกษาสงฆ์เกิดพัฒนาการสองนัยยะ ประการแรกคือความกว้างขวางของขอบเขตการศึกษา ซึ่งเหมาะส�าหรับ ความต้องการทางโลก ในฐานะการศึกษาเป็นของฆราวาสท่ีเป็นมรดกตกทอดแก่ พระสงฆ์ ประการท่ีสองเป็นการก�าหนดขอบเขตและความหลากหลายของวิธีการ คัดเลือกนักศึกษาฆราวาส ผู้สนใจการศึกษาในสถาบันการศึกษาสงฆ์ ความสัมพันธ์ กันของสองประเด็นน้ีปรากฏพบเห็นตลอดประวัติศาสตร์การศึกษาสงฆ์ของศรีลังกา เมื่ออารามวิหารกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาต�าราใหญ่น้อย และเพื่อให้ สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ พระสงฆ์จ�าต้องขยายขอบเขตการศึกษา ให้รวมถึงวิชาทางโลกด้วย ดังเช่น วิชาโคลงกลอน วิชาละคร วิชาการแพทย์ วิชา โหราศาสตร์ และวิชาดาราศาสตร์
การศึกษาคณะสงฆ์ 175 กล่าวตามความจริงชาวบ้านได้รับการหล่อเลี้ยงภายใต้ประเพณีชาวพุทธ ทั้งกริยาและอารมณ์ ประเพณีเป็นเหตุน�าไปสู่การศึกษา และผลท่ีได้รับก็คือวรรณคดี จงึ กอ่ เกดิ ลกั ษณะทางศาสนา สมควรบนั ทกึ ไวว้ า่ ยคุ คมั โปละนนั้ วรรณกรรมมพี ฒั นาการ ไปไกล โดยยอมรับวรรณกรรมทางการแพทย์ โหราศาสตร์ และดาราศาสตร์ตาม ลักษณะของศาสนา สันนิษฐานว่าแม้พระสงฆ์ซ่ึงเป็นผู้ควบคุมดูแลการศึกษา ได้ เปิดช่องให้วิชาทางโลกเข้ามาสอดแทรกบ้าง เป็นเหตุให้การศึกษากว้างขวางมากขึ้น อาจเป็นเพราะต้องการเปล่ียนความจ�าเจแบบเดิมให้มีสีสันตามแบบสมัยนิยม ดัมพเดณิกติกาวัตรระบุว่าการสอบวัดผลส�าหรับผู้เรียนที่เป็นพระสงฆ์เน้น ความสามารถในการทรงจ�า ความสามารถในการสรุปคัมภีร์และไหวพริบปฏิภาณ ความสามารถในการทรงจ�าคือการถามผู้เรียนให้ท่องสิ่งที่ได้เรียนมา มีสองศัพท์ที่ เกี่ยวข้อง กล่าวคือ วนโปต ที แปลว่าการท่องด้วยความจ�า และวนโปต เคนะ ถามให้ท่องจากความทรงจ�า๑๙๑ ศัพท์ว่าปรีกศา เคนะ หมายถึงการทดสอบ๑๙๒ อาจหมายถึงความสามารถในการสรุปเน้ือหาสาระและไหวพริบปฏิภาณ กติกาวัตร ระบุอีกว่าควรมีการเรียนคัมภีร์สิขาวลัณฑวินิสะ โดยที่ผู้เรียนสามารถตอบค�าถาม เชิงเปรียบเทียบและส่ิงตรงกันข้ามต้ังแต่เริ่มต้นจนถึงส้ินสุด๑๙๓ การทรงจ�าเช่นน้ีท�าให้ จิตใจเบาสบาย เป็นการบริหารความคิด การทรงจ�าและไหวพริบปฏิภาณแสดงให้เห็น ถึงขีดความสามารถของผู้เรียน นอกจากนั้น ดัมพเดณิกติกาวัตรยังอ้างอีกว่า การทดสอบเช่นนี้สามารถประยุกต์ใช้กับสถาบันการศึกษาสงฆ์ทั่วไป การเลา่ เรยี นวชิ าความรทู้ ว่ั ไปคงไมส่ มบรู ณ์ หากขาดซง่ึ การปฏบิ ตั ติ ามแนวพทุ ธ การรักษาพระวินัย รวมถึงคุณสมบัติและศีลาจารวัตรงดงาม๑๙๔ ไม่มีหลักฐานกล่าวถึง พฤติกรรมทางจริยธรรมเพ่ือฆราวาสผู้เข้ามาศึกษาตามระบบสงฆ์ แต่ก็เชื่อได้ว่าคงมี การวางกฎเกณฑ์เข้มงวดด้านคุณธรรม เพราะการศึกษาคณะสงฆ์เน้นการฝกฝน ด้านจริยธรรมเป็นหลัก จะเห็นได้ว่าระบบการศึกษาสมัยอดีตน้ัน เป็นเรื่องยากนักท่ีจะเข้าถึงต�ารา ความรู้และเผยแผ่ด้วยการท่องจ�า หากผ่านการศึกษาแล้วจะเรียกว่าพหุสูตรหมายถึง ผู้เรียนรู้มาก๑๙๕ สันนิษฐานกันว่าระบบการศึกษาสมัยอดีตเน้นถึงความสามารถในการ
176 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ทรงจ�าเป็นหลัก ซ่ึงถือว่าเป็นประเพณีท่ีเปล่ียนแปลงยาก และความสามารถในการฟัง ก็มีส่วนส�าคัญในการสนับสนุนการทรงจ�า ศัพท์ว่าอสา แปลว่า ได้ยิน และศัพท์ว่า อสวา แปลว่าท�าให้ได้ยินหรือได้สอน ปรากฏเห็นในระบบการศึกษายุคน้ี พัฒนาการยุคน้ีหย่ังรากฝังลึกกลายเป็นระบบอย่างชัดเจน กลายเป็นกระบวน การช่วยเติมเต็มงานด้านอักษรอันหลากหลายนับตั้งแต่ต้ังแต่ยุคโปโฬนนารุวะเป็นต้น มา เป็นผลให้เกิดมีวรรณกรรมจ�านวนมาก ดังเช่น คัมภีร์ฎีกาภาษาบาลียุคด้ังเดิมและ ต�าราแต่งแก้คัมภีร์ฎีกา คัมภีร์ย่อพระวินัยภาษาบาลีและภาษาสิงหล ต�าราถอดแปล ค�ากริยาและศัพท์อื่นจากภาษาบาลีเป็นภาษาสิงหล อภิธานศัพท์ภาษาสิงหล และ พจนานกุ รมภาษาสงิ หล เปน็ ตน้ พรอ้ มกบั การคดั ลอกคมั ภรี น์ อ้ ยใหญล่ ว้ นเปน็ ผลติ ผล จ�านวนมาก๑๙๖ สันนิษฐานได้ว่าด้วยการผลิตงานเขียนเหล่าน้ีและการคัดลอกต�ารา น้อยใหญ่ กลายเป็นเร่ืองเล็กน้อยส�าหรับผู้สอนและผู้เรียน เหตุเพราะมีความคุ้นเคย การอ่านมากต่อมาก การปลูกฝังความสามารถในการทรงจ�าจึงลดน้อยลง สันนิษฐานว่าภาษาท่ีท�าการเรียนการสอนนั้นส่วนใหญ่เป็นภาษาสิงหล เพราะ ผู้เรียนส่วนใหญ่พูดภาษานั้น แต่ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตน่าจะเป็นภาษากลาง เพราะมีพระสงฆ์และฆราวาสชาวต่างประเทศด้วย เช่น อินเดีย พม่า และไทย๑๙๗ พระสงฆ์อินเดียน้ันมาจากชมพูทวีปบ้าง จากแคว้นโจฬะทางอินเดียตอนใต้บ้าง คัมภีร์จุลวงศ์ย�้าว่าพระสงฆ์เหล่านี้รับอาสาท�าหน้าที่เป็นผู้สอน จึงเป็นไปได้ว่าการเรียน การสอนน่าจะใชภ้ าษาบาลีเป็นภาษากลาง เพราะตอ้ งสนทนาโตต้ อบกนั ตามธรรมเนยี ม ของโลกเถรวาท ส่วนวรรณกรรมภาษาสิงหลอาจจะมีการถอดแปลเป็นภาษาบาลี เพ่ือเป็นเคร่ืองมือส�าหรับผู้เรียนประเทศอ่ืน๑๙๘ ความจริงแล้วภาษาบาลีล้วนยอมรับว่าเป็นภาษาสากล หลักฐานสนับสนุนคือพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๒ ได้ส่งสันเดศยะหรือพระราชสาสน์ โดยแต่งเป็นภาษาบาลีมอบถวายแด่กษัตริย์พม่า เพื่อฟื้นฟูสานสัมพันธไมตรีสืบ เน่ืองจากพระอัยยิกาคือพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ซึ่งได้กระท�ามาแล้ว และน�าความรุ่งเรือง มาสู่พระศาสนา ซ่ึงได้รับการช่ืนชมจากพระสงฆ์ท้ังศรีลังกาและพม่า๑๙๙ ส่วนภาษา
การศึกษาคณะสงฆ์ 177 สันสกฤตอาจเป็นภาษากลางส�าหรับการเรียนการสอนซ่ึงอยู่ในวงจ�ากัด ต่อมาคร้ันมี พราหมณ์อพยพเข้าสู่ศรีลังกาและเผยแผ่วัฒนธรรมแห่งตนจนกลายเป็นการเพิ่มข้ึน เท่าทวี จึงปรากฏเห็นว่ามีการศึกษาพระเวทในวิชัยพาหุปริเวณะสมัยโกฏเฏ๒๐๐ รามจันทรภารติจากเบงกอลมายังวิชัยพาหุปริเวณะเพื่อศึกษาเล่าเรียน๒๐๑ แม้ พราหมณ์จะเดินทางมาจากหลายส่วนของอินเดีย แต่อย่างเดียวที่เหมือนกันคือ ความแตกฉานภาษาสันสกฤต ไม่มีหลักฐานว่าพวกพราหมณ์มีส่วนร่วมกับสถาบันการ ศึกษาสงฆ์ยุคนี้หรือไม่ ด้วยเหตุน้ันจึงเป็นเร่ืองยากที่จะบอกว่าภาษาสันสกฤตเป็น ภาษากลางส�าหรับการเรียนการสอน ความก้าวหน้าของการศึกษายุคนี้คือ การทดสอบความรู้ และการโต้แย้งอย่าง เป็นอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่ยังสงสัยและเป็นปัญหาซับซ้อน ปรากฏพบเห็นใน การประชุมคณะสงฆ์สมัยเฉลิมฉลองศูนย์กลางการศึกษาสองแห่ง กล่าวคือ ส�านัก มหาวิหารแห่งเมืองอนุราธปุระและส�านักติสสมหารามแห่งเมืองมหาคามะ๒๐๒ การ โต้แย้งเชิงกระตุ้นเป็นที่รู้จักแพร่หลายและมีการเห็นด้วยเป็นอย่างดี ดังเช่น พระตปิ ฏิ กจลุ ลสมุ นเถระ ไดแ้ สดงความเหน็ แตกตา่ งจากผเู้ รยี นเกย่ี วกบั เอกยานมรรค แตค่ รน้ั เหน็ วา่ ความคดิ แหง่ ตนผดิ กย็ อมรบั ความคดิ กอ่ นจะมปี ระชมุ กนั ตอ่ สาธารณะ๒๐๓ การเรียนการสอนแบบด้ังเดิมคือครูท�าหน้าที่ไขข้อสงสัยผู้เรียน กรณีนักเรียน เกิดความสับสนไม่สามารถแก้ข้อสงสัยได้๒๐๔ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์น้ัน ผู้เรียนไม่สามารถถกเถียงครูได้ แต่ตัวอย่างเบ้ืองต้นช้ีให้เห็นถึงการโต้แย้งอย่าง เป็นอิสระ เป็นการเปลี่ยนประเพณีดั้งเดิม เพราะทั้งครูและศิษย์สามารถก้าวพ้นด้วย เหตุผล แต่ด้วยหลักฐานท่ีหลงเหลืออยู่น้อยนัก จึงเป็นเร่ืองยากที่จะสืบค้นให้รู้แน่ ว่าการโต้แย้งดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ การเน้นความสามารถด้านการสนทนาหรือการโต้วาทะ เพ่ือแย้งความคิดของ ฝา่ ยตรงกนั ขา้ มและสรา้ งความเชอื่ มนั่ ในความคดิ แหง่ ตนเอง ถอื วา่ เปน็ ระบบการศกึ ษา แบบพุทธสมัยเก่า สมณอี้จิงระบุว่านักศึกษาชาวพุทธที่ได้รับการยกย่องสูงสุดคือ ต้องเห็นแย้งค�าสอนนอกรีต เสมือนการไล่กวางท่ามกลางทุ่งโล่ง ส่วนการอภิปรายคือ การโต้เถียงดุจน้�าร้อนหลอมละลายจนกลายเป็นหยาดน้�าแข็ง๒๐๕
178 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ความสามารถในการสนทนาโต้ตอบในฐานะเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษา อาจ จะประยุกต์มีใช้ต้ังแต่ยุคดั้งเดิมท้ังในอินเดียและศรีลังกา แต่หากถามว่าเป็นท่ียอมรับ ว่าดีส�าหรับยุคน้ีหรือไม่ ค�าตอบคือนานแค่ไหนไม่รู้ได้ ความสามารถในการสนทนาโตต้ อบหรอื โตแ้ ยง้ มมี าตง้ั แตย่ คุ ดง้ั เดมิ เหตเุ พราะ มีนิกายน้อยใหญ่และเจ้าลัทธิเป็นจ�านวนมาก ซ่ึงต่างโต้แย้งแข่งขันทางความคิด ครั้นพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ ได้รวมนิกายเป็นหน่ึงเดียวแล้ว ธรรมเนียมและ วัตรปฏิบัติแบบส�านักมหาวิหารกลายมาเป็นที่ยอมรับหน่ึงเดียว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้น มาไม่มีคณะสงฆ์กลุ่มใดเข้มแข็งพอที่จะท้าทายอ�านาจของส�านักมหาวิหารเลย๒๐๖ มีแต่การปะทะขัดแยง้ ระหว่างคณะสงฆ์ฝ่ายวนวาสแี ละฝา่ ยคามวาสี๒๐๗ แต่ท้งั สองฝ่าย ก็ล้วนยอมรับหลักค�าสอนของเถรวาทว่าเป็นสิ่งถูกต้อง อีกตัวอย่างหนึ่ง คณะสงฆ์ แห่งแคว้นโจลิยะและคณะสงฆ์ลังกาขัดแย้งทางความคิดเก่ียวกับหลักธรรมส�าคัญ บางข้อ แต่ทั้งสองกลุ่มก็สามารถอยู่ร่วมกันภายใต้วัตรปฏิบัติอันเดียวกันได้ โดยไม่ น�าไปสู่การปะทะอย่างรุนแรง หลักฐานอ้างว่าภายหลังพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ ไม่ ปรากฏพบเห็นความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์สองแคว้นอีกเลย๒๐๘ อาจสรุปได้ว่า การถกเถียงขัดแย้งต้ังแต่ยุคก่อนมาคงลดความรุนแรงลง คร้ันเข้าสู่ยุคน้ีคงไม่มี การสานต่อด้วยระบบการศึกษาเป็นแน่ หลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับการศึกษาแบบอิสระสืบค้นหาได้ยากนัก คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๑ โปรดให้คัดลอกพระไตรปิฎก ทั้งหมดแล้วมอบถวายตามอารามวิหารน้อยใหญ่ เพื่อให้พระธรรมวินัยเป็นท่ีรู้จัก แพร่หลาย๒๐๙ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ โปรดให้แปลคัมภีร์ชาดกภาษาบาลีเป็นภาษา สิงหลแล้วแจกจ่ายท่ัวเกาะลังกา๒๑๐ สันนิษฐานว่าคัมภีร์เหล่านี้น่าจะมีการรักษาเก็บไว้ ตามอารามวิหาร ต้นฉบับคัมภีร์พระไตรปิฎกภายในรุวันแวลิแสยเจดีย์และสุเนตรา เทวีปริเวณะแห่งแปปิลิยานะเป็นตัวอย่างช้ันดี๒๑๑ และน่าจะมีการเก็บรักษาอีกหลายแห่ง จะเห็นได้ว่าอารามวิหารได้รวบรวมคัมภีร์ไว้เป็นห้องสมุด คัมภีร์จุลวงศ์อ้างว่าทหาร ของพระเจ้ามาฆะได้เผาท�าลายคัมภีร์เป็นผงเถ้าธุลีแล้วโปรยหว่านทิ้งเกลื่อนกลาด๒๑๒ คมั ภีร์เหลา่ นีเ้ หน็ จะเก็บรักษาไว้ตามอารามวหิ ารเปน็ แน่ ส่วนหลักฐานเกย่ี วกบั ห้องสมดุ น้ันพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ โปรดให้สร้างหอสมุด ๑๒๘ แห่ง (โปตถกมันดิเร)๒๑๓
การศึกษาคณะสงฆ์ 179 สมณอี้จิงระบุว่าเฉพาะคัมภีร์ส�าคัญและคัมภีร์อรรถกถาเท่าน้ันท่ีเก็บไว้ใน ห้องสมุด ส่วนวรรณกรรมนอกรีตจะถูกแลกเปล่ียนเป็นเงินแล้วแจกจ่ายแก่พระสงฆ์ และผู้อาศัย๒๑๔ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าวิธีการดังกล่าวมีปรากฏในศรีลังกาหรือไม่ อีกท้ังความรู้เก่ียวกับรูปแบบของห้องสมุดค่อนข้างมีขอบเขตจ�ากัด ราชูปถัมภ์และการสงเคราะห์ของชาวบ้าน เป็นเหตุให้คัมภีร์น้อยใหญ่เพียง พอกลายเป็นพัฒนาการอย่างหน่ึง ปรากฏพบเห็นเฉพาะสมัยโปโฬนนารุวะและสมัย ดัมพเดณิยะ นอกจากจะสร้างศูนย์กลางการศึกษาแห่งใหม่เร่ือยไปแล้ว การบูรณ ปฏิสังขรณ์ปริเวณะเก่าก็ดี การแจกจ่ายคัมภีร์ตามอารามวิหารก็ดี และการสร้าง ห้องสมุดท่ัวเกาะลังกาก็ดี๒๑๕ ล้วนเป็นวิธีส่งเสริมการศึกษาคณะสงฆ์ทั้งสิ้น หลกั ฐานระบวุ า่ ครนั้ เหน็ พระสงฆผ์ ศู้ รทั ธาศกึ ษาพระไตรปฎิ ก และมวี ตั รปฏบิ ตั ิ ท่ีงดงามตามสมณวิสัย พระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๒ ได้โปรดให้ถวายบริขารเพ่ือใช้สอยตาม สมณภาวะ ส่วนพระสงฆ์ผู้มาสู่บริเวณพระราชวังก็ทรงถวายอาหารบิณฑบาต๒๑๖ สันนิษฐานอีกอย่างหน่ึงว่าการรับกัลปนาอุทิศเป็นความต้องการสูงสุดของอารามวิหาร เพื่อส่งเสริมการศึกษา การเรียนรู้จากต่างชาติมีส่วนในการหนุนเสริมการศึกษาคณะสงฆ์ หลักฐาน ระบุว่า พระเจ้าบัณฑิตปรากรมพาหุท่ี ๑ แห่งอาณาจักรดัมเดพณิยะและกษัตริย์ พระองค์ที่สองแห่งอาณาจักรกุรุแณคะละทรงใช้นโยบายนี้๒๑๗ เหตุเพราะกษัตริย์ ท้ังสองพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์จึงสามารถตัดสินตามวิถีทางของพระองค์เองและ ทรงปรับปรุงระบบการศึกษา คัมภีร์ระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ โปรดส่ังสอน พระอนุชาพระนามว่าภูวเนกพาหุแล้วทรงมอบหมายให้ส่ังสอนพระสงฆ์จนสามารถรั้ง ต�าแหน่งสถวิรสัมมุติ๒๑๘ การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาสงฆ์ไม่เสียค่าเล่าเรียน ไม่ว่าจะเป็น บรรพชติ หรอื คฤหสั ถ์ การสงเคราะหส์ ถานทพ่ี กั แดพ่ ระสงฆแ์ ละสงิ่ อา� นวยความสะดวก เหล่าอ่ืนก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่พระสงฆ์จ�าต้องท�าหน้าท่ีต่อสถาบันและประพฤติ วัตรต่อพระอุปัชฌาย์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตามอารามวิหาร๒๑๙
180 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ส่วนสถานภาพของผู้เรียนท่ีเป็นคฤหัสถ์อาจจะมีความแตกต่างบ้าง แต่หา หลักฐานมายืนยันยากนัก ดัมพเดณิกติกาวัตรระบุว่าบุตรชายของผู้อุปัฏฐากสงฆ์ ไม่ควรรับเป็นผู้เรียนและพระสงฆ์เองไม่ควรยินดีรับของจากอุปัฏฐาก๒๒๐ หลักฐาน ส่วนนี้อาจเป็นวิธียอมรับรางวัล เพ่ือเป็นการทดแทนการสอนผู้เรียนซ่ึงเป็นคฤหัสถ์ รายละเอียดของกติกาวัตรดังกล่าวสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า วิธีการเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ตามระเบียบและอาจเกิดผลเสียแก่คณะสงฆ์ กรณีคณะสงฆ์ไร้ความเหมาะสม ด้วย เหตุน้ันวิธีการเช่นน้ีจึงไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งระบบการศึกษาคณะสงฆ์ สว่ นสมณอจ้ี งิ ระบวุ า่ ผเู้ รยี นซง่ึ เปน็ ฆราวาสตอ้ งบา� รงุ คณะสงฆห์ รอื อยา่ งนอ้ ยตอ้ งทา� งาน ชว่ ยเหลอื คณะสงฆ๒์ ๒๑ ลกั ษณะเชน่ นพี้ บเหน็ ดาษดน่ื ในปรเิ วณะของศรลี งั กายคุ ปจั จบุ นั ถือว่าเป็นการประยุกต์ให้สมสมัย อาณาจักรท�าหน้าท่ีสนับสนุนบ�ารุงสถาบันการศึกษาสงฆ์ด้วยเงินทุนของ อาณาจักรเอง และต้องมีรางวัลตอบแทนครูผู้สอนด้วย จารึกมิหินตเลของพระเจ้า มหินทะท่ี ๔ ระบุไว้ว่าครูผู้สอนพระวินัยปิฎกควรได้ส่วนแบ่งห้าวะสัค ผู้สอนพระ สุตตันตปิฎกได้เจ็ดวะสัค และผู้สอนพระอภิธรรมปิฎกได้สิบสองวะสัค๒๒๒ จะเห็น ได้ว่าครูผู้สอนพระอภิธรรมปิฎกได้รับค่าตอบแทนสองเท่าของครูสอนพระวินัยปิฎก และพระสตุ ตนั ตปฎิ ก สว่ นแบง่ ประเภทวะสคั นนี้ า่ จะเปน็ การรวมจา่ ยชนดิ หนงึ่ เทา่ นน้ั ๒๒๓ ส�าหรับการสนับสนุนการศึกษาของพระเจ้านิสสังกมัลละคือ พระองค์ทรงจัดสรรวิธี การอันเหมาะสมกับสมณสารูป (อนุรูปะ วะริตติ) เพื่อพระสงฆ์ผู้แตกฉานในหลักธรรม ค�าสอน (ธรรมธระ) และการเรียนการสอนศาสตร์เหล่าอ่ืน (ศาตรธระ)๒๒๔ จารึกแปปิลิยานะสมัยโกฏเฏระบุว่า เม่ือพระสงฆ์รูปใดเดินทางเข้ามาสู่วิหาร เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ตรรกศาสตร์ ไวยากรณ์ เป็นต้น พระสงฆ์ท้ังมวลควร มอบถวายแวฏปะและเรียนรู้จากท่าน๒๒๕ ค�าว่าแวฏปะอาจจะเป็นศัพท์เดียวกับภาษา สันสกฤตว่าวริตติหรือวฤตนะ หมายถึงความเป็นอยู่ การด�ารงอยู่ หรือความมีชีวิต๒๒๖ คุณเสกระแปลว่าการด�ารงอยู่๒๒๗ ศัพท์ว่าแวฏปะปรากฏเห็นพร้อมกับศัพท์ว่า ดเิ วล หมายถงึ ทด่ี นิ ทม่ี อบถวายเพอื่ อปุ ถมั ภ์ หลกั ฐานสว่ นนบี้ ง่ ถงึ การจา่ ยเปน็ เงนิ สด๒๒๘ การอุปถัมภ์หมายถึงการน้อมถวายแด่ผู้พ�านักพักอาศัยในวิหารท้ังหมด๒๒๙ ส่วนแวฏปะ
การศึกษาคณะสงฆ์ 181 เป็นการให้เพื่อต้องการเรียนรู้กับครู สันนิษฐานว่าต้องเป็นบางส่ิงบางอย่างมากกว่า การอุปถัมภ์ จารึกมิหินตเลบอกว่าส่วนแบ่งท่ีถวายแก่ครูผู้สอนตามรายวิชาน้ัน ครูสอนพระอภิธรรมปิฎกได้รับค่าสอนสูงสุด ไม่ว่าวิธีการนี้จะเป็นท่ีรู้จักแพร่หลาย ในสมัยนี้หรือไม่ หรือว่าจะมีหลักฐานให้สืบค้นหรือไม่ ประเด็นคือครูผู้แตกฉาน ในพระไตรปิฎก ตรรกศาสตร์ และไวยากรณ์ เป็นต้น ควรได้รับแวฏปะ อาจจะ บ่งถึงว่าแวฏปะเป็นการถวายพระสงฆ์เท่านั้น ซึ่งเป็นผู้แตกฉานในสาขาวิชาอันข้ึนชื่อ ส่วนการศึกษาของสตรีและการอ่านเขียนของกุลบุตรต่อสาธารณะยังเป็น ปัญหาถกเถียงกัน เพราะยุคนี้ไม่มีหลักฐานกล่าวถึงการศึกษาของสตรีเลย สตรียุค ดั้งเดิมสามารถอ่านออกเขียนได้ เพราะมีหลักฐานจากบันไดตามก�าแพงท่ีสีคิริยะ บ่งบอกว่าเป็นผลงานของสตรี๒๓๐ การแยกแยะอภิธานศัพท์จากคัมภีร์ภาษาบาลีเป็น ภาษาสิงหล ถือว่าเป็นหนึ่งในประโยชน์แปดอย่างของคัมภีร์ท่ีแต่งเกี่ยวกับเรื่องราว ของสีคิริยะหรือขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ คัมภีร์ปูชาวลิยะระบุว่าบุรุษและสตรีบริเวณหัวเมืองรอบนอก (ปรัตยันตะ) สามารถศึกษาคัมภีร์เหล่าน้ี โดยต้องมีผู้รู้ให้ค�าแนะน�า๒๓๑ การอ่านออกเขียนได้ของ ชาวศรีลังกาตามต่างจังหวัดค่อนข้างต�่าพบเห็นแม้ปัจจุบัน อีกประเด็นหน่ึงคือไม่มี ความแตกต่างด้านการศึกษาระหว่างชายและหญิง อาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองอยู่ใน เขตห่างไกลจึงไร้การศึกษา แต่หากแย้งว่าชายและหญิงตามบริเวณรอบนอกอาจมี การศึกษาดีกว่า หากเปอร์เซ็นต์ของสตรีผู้มีการศึกษาต่�ากว่า กล่าวโดยสรุปสถานภาพ ของสตรียุคกลางมิได้มีความแตกต่างกัน นอกจากสตรีแห่งราชส�านักและตระกูล ขุนนางเท่านั้นที่มีการศึกษาดีกว่าสามัญชน หากย้อนดูการศึกษาของพราหมณ์จะเห็นว่าเสรีภาพของสตรีถูกจ�ากัดอย่าง โหดร้าย สถานภาพของภรรยาเป็นเพียงคนรับใช้สามีอย่างซื่อสัตย์ ยุคน้ีพิธีกรรมและ ประเพณีของพราหมณ์สอดแทรกเข้าสู่สังคมของศรีลังกา อาจจะแทรกซึมทรงอิทธิพล ต่อเสรีภาพการศึกษาของสตรีจนสามารถลดจ�านวนสตรีผู้สามารถอ่านออกเขียนได้ หากเป็นเช่นน้ันแสดงให้เห็นว่าการศึกษาของสตรียุคนี้ต�่ากว่ายุคอนุราธปุระ
182 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง การวิเคราะห์เบื้องต้นท�าให้เห็นสิทธิการศึกษาของสตรีอย่างเด่นชัด กีเอย์ (Keay) บอกว่า สตรีท้ังปวงในพม่าและสยามได้รับโอกาสศึกษาตาม อารามวิหาร๒๓๒ หลักฐานส่วนน้ีอาจเป็นนัยบอกว่าสตรีมิได้รวมถึงผู้เรียนตามอาราม วิหารในพม่าและสยาม ปัจจุบันนี้สตรีในพม่าได้รับการสั่งสอนในโรงเรียนชาวพุทธ ท่ีบริหารโดยทสสีลอุปาสิกาหรือสตรีผู้สมาทานรักษาศีล ๑๐๒๓๓ สันนิษฐานว่าลักษณะ เช่นนี้อาจเป็นประเพณีที่แพร่หลายตั้งแต่ยุคดั้งเดิม จึงสรุปได้ว่าเฉพาะบุรุษเท่าน้ัน ที่มีสิทธิศึกษาตามสถาบันศึกษาสงฆ์ในพม่าและสยาม แมป้ ระเทศศรลี งั กากไ็ มไ่ ดแ้ ตกตา่ งจากพมา่ และสยามมากนกั เพราะไมส่ ามารถ รู้ถึงการศึกษาภายนอกคณะสงฆ์ ซ่ึงสตรีสามารถเล่าเรียนศึกษาได้ เม่ือสตรีท้ังหลาย ถูกตัดสิทธิด้านการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันการศึกษาสงฆ์ ก็สามารถสรุปได้ว่า การศึกษาร่วมกันระหว่างสงฆ์กับสตรีไม่ปรากฏมีเป็นแน่ แต่เชื่อแน่ว่าต้องมีระบบ บางอย่างซ่ึงสตรีสามารถศึกษาได้แม้ว่าจะไม่พบหลักฐานพิสูจน์ก็ตาม ส่วนการอ่านออกเขียนได้ของบุรุษเป็นเร่ืองปกติ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าเพ่ือส่งเสริมให้คัมภีร์ปรากฏมีมากข้ึน พระเจ้าวิชัยพาหุ ท่ี ๓ โปรดให้จ้างผู้มีศรัทธาและคนเหล่าอ่ืนถอดแปลคัมภีร์เกี่ยวกับหลักธรรมค�าสอน พวกคนเหล่านี้ล้วนเช่ือว่ามีความทรงจ�าเป็นอย่างดี อีกท้ังมีความรู้พร้อมด้วยศรัทธา ไม่เป็นผู้เกียจคร้านและมีความสามารถในการเขียนอย่างรวดเร็วและถูกต้อง๒๓๔ คมั ภรี ป์ ูชาวลยิ ะและคมั ภรี ร์ าชรัตนากรยะระบวุ ่าสมยั นีม้ กี ารเขียนคมั ภีรท์ กุ หม่บู ้าน๒๓๕ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุเพ่ิมเติมว่า นอกจากสามารถเขียนได้ประณีตและรวดเร็วแล้ว ผู้คัดส�าเนาควรมีความรู้ด้านหลักธรรมด้วยและต้องเป็นผู้มีการศึกษาอย่างดี คัมภีร์ ราชาวลิยะเสริมอีกว่าต้องเป็นผู้ทรงความรู้ (ปัณฑิตยิน)๒๓๖ หากผู้คัดลอกคัมภีร์ เป็นผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว ย่อมช้ีวัดได้ว่าการศึกษาจะต้องอยู่ในระดับสูงเป็นแน่
การศึกษาคณะสงฆ์ 183 เชิงอรรถ 1 See chapter three, p.132f; chapter seven, pp.421, 422. 2 See below, p.273f. 3 See below, pp.298, 299. 4 A.K. Coomarasvamy, Medieval Sinhalese Art, 1956, pp. 45, 49. 5 Saratthadipani, T. Devarakkhita, Colombo, 1914, pp.45, 49; also see ibid., p.48. 6 คัมภีร์นิกายสังครหยะ (หน้า ๗๗) ระบุว่าส�านักมหาวิหารในเมืองอนุราธปุระมีปริเวณะ ๓๖๔ แห่ง (พร้อมปราสาท) ส่วนส�านักมหาวิหารแห่งเมืองโรหณะ ดังเช่น ติสสมหารามะมี ๓๖๔ แหง Also see Srtnk., pp.155, 334, 335, 343, 345; HBC., p.132; EZ., III, pp.223, 225, n.1. 7 ส�าหรับรายละเอียดเก่ียวกับปริเวณะเหล่าน้ี see K.D.P. Wikramasinha, the Development of Sinhalese Literature in the fifteenth century, Ph.D. Thesis, 1963, p.68f. 8 คลปาตวิหารสร้างภายในบริเวณสัทธรรมราชันปิริเวณะ (EZ., IV, p.205) ส่วนวิหารสร้างโดย พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ เพื่อพระสงฆ์ผู้ทรงปราชญ์จากอาณาจักรโจฬะ เป็นสาขาของสิริฆนานันท ปริเวณะท่ีเมืองวิททูมคาม (ปัจจุบันคือวีทาคาม) Cv., 90.98,99. 9 Cv., 80. 38, 39. 10 Cv., 83. 49, 50. 11 Pv., p.122; Cv., 85. 57-63. 12 P. Sannasgal, ‘Pujavaliya’, Sahityaya, August, 1958, pp.45, 46; D. Sumanajot, Dambadeniyugaya, II, 1961, p.139f. 13 EZ., IV, p.205; Bhesajjamanjusa, K.D. Kulatilaka, 1962, p.872; Pv., pp.140, 141 and Ks., p.13; Abhidhammattahavikasini, A.P. Buddhadatta, 1961, p.456; M. Wimalakitti, ‘Dambadenisamaye Pandivarun ha Piriven’, Sahityaya, August, 1958, p.39; D. Sumanajoti, Dambadeniyugaya, II, Wakkunuwala, 1961, pp.143, 144. 14 Cv., 88. 50-52 and Pv., p.135; Cv., 88. 53f and Pv., p.136; Cv., 88.85. 15 Ds., p.48; Cv., 90.86. 16 Cv., 90. 88-91. 17 Cv., Tr. II, p.209, n.1; also see Cv., 81.58; Tr. II, p.140, v.58, n.3. 18 PLC., p.230; also see SSV., (P. Sannasgala), p.191. 19 ‘Jinacarita’, Journal of the Pali Text Society, T.W. Rhys Davids, London, 1896, p.31. 20 Cv., 90. 98, 99.
184 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 21 Cv., 80. 77. 22 Cv., 81.62, 63. 23 Cv., 84. 1, 4. 24 See above, pp.251, 252. 25 Giri., vv.219-227. 26 บทสวดพระปริตรเร่ิมต้นด้วย เย สันตา สันตะ จิตตา ฯลฯ 27 เป็นคู่มือขนาดเล็กส�าหรับสอนสามเณรเพ่ือเช่ียวชาญด้านการอ่าน 28 การรวบรวมเรียกว่าสตรภาณวาร ประกอบด้วย ๒๗ บท ซ่ึงคัดมาจากห้านิกาย ปัจจุบันเรียกว่า จตุภาณวารบาลีหรือมหาปิริตรโปฎะ หรือหนังสือพระปริตรดังปรากฏช่ือบ่งช้ี สตรภาณวารเป็น มูลฐานของภาณวารท้ัง ๔ แต่ละภาณวารประกอบด้วย ๒๕๐ พระคาถา 29 หมายถึงธรรมบท ซ่ึงเป็นคัมภีร์แห่งขุททกนิกาย 30 EZ., I, pp. 45, 48. 31 Ks., p.9. 32 Ks., p.10. 33 Ks., p.21. 34 Ks., p.9. 35 กาคิยาสี (ภาษาบาลีคือกายคตาสติ) มุ่งหมายให้พิจารณาลักษณะของร่างกาย 36 จริยธรรมสี่ประการ กล่าวคือ ปาฏิโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปริสุทธิสีล และปัจจยสันนิสสิตสีล 37 หลักส่ีอย่างแห่งการเจริญภาวนา พุทธานุสติ เมตตานุสติ อสุภานุสติ และมรณานุสติ 38 See above, pp.255, 256. 39 M.1. 38 (p.69); Mahavagga, Saddhatissa, Alutgama, 1922, p.81. 40 Ks., p.10. 41 Ks., p.10. 42 พระสูตรอธิบายโดยพระมหาโมคคัลลานเถระ ปรากฏในมัชฌิมนิกาย (PTS), Vol. I, V. Trenckner, London, 1888, pp.95-100. 43 พระสตู รนป้ี รากฏในจตุภาณวารบาลีหรือมหาปริ ติ โปฎะ pub. D.P. Silva Appuhamy, 1891, p.2. 44 Ks., p.11. 45 Saratthadipani, op. cit., p.103. 46 Ks., p.10. 47 หนังสือประกอบด้วยหัวข้อวินัยบัญญัติส�าหรับผู้อุปสมบทแล้ว 48 คัมภีร์อรรถกาภาษาสิงหลแต่งแก้คัมภีร์สิกขาวลัณฑะ งานเขียนภาษาสิงหลเองประกอบด้วยข้อ บัญญัติในพระวินัยส�าหรับผู้อุปสมบทแล้ว 49 การสวดปาฏิโมกข์ในวันเพ็ญและวันเพ็ญสิบส่ีค่�าตามการประชุมของพระสงฆ์ ในที่ประชุมพระภิกษุ ต้องแสดงอาบัติกรณีได้ท�าผิดพระวินัย 50 Ks., p. 10.
การศึกษาคณะสงฆ์ 185 51 Hereafter indicated by the abbreviation NMB. 52 Ks., pp.10-11. ศัพท์ว่าสฎีกาให้ความหมายทางวรรณคดีว่า “พร้อมกับคัมภีร์ฎีกา” อาจบ่งถึง คัมภีร์อรรถกถาซึ่งไม่ได้กล่าวถึงโดยแยกเฉพาะ 53 Hereafter indicated by the abbreviation, NMS. 54 คัมภีร์ประกอบด้วยเรื่องราวพระวินัยบัญญัติส�าหรับผู้ผ่านการอุปสมบทแล้ว 55 ไม่ทราบชัดว่าศัพท์น้ีบ่งถึงคัมภีร์หรือสาขาวิชาใด 56 ดูเหมือนว่าศัพท์บ่งถึงค�าพังเพยหรือบันทึกการอธิบายท่ีพบในคัมภีร์ไวยากรณ์ 57 See below, p.262; also see Ks., p.11. 58 Dambadeniasana, D.D. Ranasinghe, Colobom, 1928, p.7. 59 Ibid., p.1. 60 Ks., p.21. 61 คัมภีร์นามว่ามหาปรินิรวาณสูตรเรียบเรียงโดยพระอินดุรุเวปัญญานันทเถระ (Amunugama Kudabandara, 1887). วันเวลาของคัมภีร์เล่มน้ีไม่ระบุไว้ชัดเจน 62 Datha., vv. 6-10; Vidyodaya, 5, No. 7, p.193. 63 Ks., p.11. 64 Ibid, pp.2, 3. 65 See above, p.258. 66 See above, 257. 67 Ks., pp. 10, 11. 68 สองมาติกาคือ ภิกขุปาฏิโมกข์และภิกขุณีปาฏิโมกข์ 69 See above, p.260, n.3. 70 สังฆกรรมท่ีจัดขึ้นภายหลังพระสงฆ์จ�าพรรษาถ้วนไตรมาส พระสงฆ์ทั้งน้ันต้องแสดงอาบัติไม่ว่า ล่วงละเมิดหรือไม่ สังฆกรรมน้ีเป็นสัญลักษณ์ของการส้ินสุดการจ�าพรรษา 71 Smp., 2, pp.577-8; also see, PMVV., pp.163-64. 72 Dambadeniasna, D.D. Ranasinghe, Colombo, 1928, p.1. 73 Ks., p. 11. 74 สองวิภังค์รวมถึงปาราชิกและปาจิตตีย์แห่งพระวินัยปิฎก คัมภีร์ท้ังสองเล่มกล่าวถึงพระวินัยของ ภิกษุและภิกษุณี ด้วยเหตุนั้นจึงรู้กันว่าเป็นแผนกภิกขุวิภังค์และภิกขุณีวิภังค์ 75 ศัพท์น้ีอาจเป็นชื่อเรียกกรรมวาจาแต่แรกเริ่ม การเลือกสัดส่วนส�าหรับพระวินัยบัญญัติอย่างถูกต้อง 76 Smp., 2, pp.577-78. 77 Ks., p.21; see above, p.262. 78 Ks., p.11. 79 Ibid., p.11. 80 Ks., p.11. 81 Ks., p.11.
186 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 82 See p.483f; appendix iv. 83 Ks., p.11. 84 Ks., p.12. 85 ผู้ส่ังสอนภิกษุณี พระสงฆ์เช่นน้ีควรมีคุณสมบัติ ๘ ประการ (Pacittiya eds. Pannavasa and Saddhatissa, 1910, p.64); Vinaya Pitaka, IV, (Pacittiya), H. Oldenberg;, London and Edinburgh, 1882, p.51. 86 Smp., 2, p.578. 87 Ks., p.12. 88 Ks., pp.11-12. 89 Ks., pp.11-12; KPPD., p.144f. 90 See chapter one, p.79f. 91 คณเดตุหมายถึงพระผู้ใหญ่ท่ีเป็นหัวหน้าของกลุ่มเรียกว่าคณะ อุปัธยาจารย์และคณเดตุควรเป็น คนเดียวกัน see p.438f; Appendix., iv. 92 Ks., p.11. 93 Ks., p.12. 94 Ks., p.19. 95 Dambadeniasna, D.D. Ranasinghe, Colombo, 1928, p.1. 96 Pv., p.119. 97 Cv., 84. 29. 98 Pv., p.119. 99 Pv., p. 119; Cv., 84. 29. 100 Cv., 90. 81-84. 101 Mv., 36. 116, 117. 102 Cv., 38. 21. 103 Cv., 49. 46. 104 Sdlk., p.436. 105 Rajavaliya, B. Gunasekara, Government press, 1953, p.46; ibid., Tr. B. Gunasekara, Colombo, 1900, p.64. 106 (H. Yule), Cathay and the Way Thither, The Haklyut Society, second series, No. XXXVII, London, 1914, p.242. 107 A. K. Coomarasvamy, Medieval Sinhalese Art, 1956, pp. 45, 49. 108 E.W. Adikaram, Early History of Buddhism in Ceylon, Colombo, 1953, p.59. 109 See above, p.254f. 110 See below, pp.278-281. 111 Dambadeniasna, D.D. Ranasinghe, Colombo, 1928, p.1.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314