การศึกษาคณะสงฆ์ 187 112 Cv., 84. 26, 27. 113 Cv., 90.80, 81. 114 Cv., 90.98,99. 115 Abhidharmarthasangrahapuranasannaya, Pannamolitissa, Colombo, 1960, p.283 (hereafter refereed to as Abhaps.,). 116 Hamsa., v.180. 117 C.E. Godakumbura, ‘References to Buddhist Sanskrit Writers in Sinhalese Literatures’, UCR., April, 1943, Vol. I, No. I, p. 90. 118 Dharmapradipikawa, Dharmarama, Vidyalankara Press, 1951, p.2 (hereafter refereed to as Dhpd.,). 119 Visuddhimargasanne, pt. 5, Dharmaratne, B.E., Colombo, 1917, p.59. 120 Pv., p.119; Cv., 84. 26-27. 121 Cv., 84. 26-27. 122 Dathavamsa, B.C. Law, Lahore, 1925, pp.53-54; Datha., v.413. 123 Srtnk., p.71. 124 Dpv., p.63. 125 See above, p.268. 126 Pv., p.119; Cv., 84. 26-27. 127 Pv., p. 119. 128 Cv., 84. 26. 129 DPTSl., s.v. ไกเกอร์แปลศัพท์อาคมว่าต�ารา (Cv., Tr. I, p.243, v.3). Malalasekara (PLC., p.175), Dathavamsa, B.C. Law, p. 54), Paranavitana (UHC., I, pt. II, p.534), แปลว่าเทววิทยา หมายถึงวรรณกรรมทางศาสนาและต�ารา 130 Cv., 64. 3. 131 DAG., (ed. M. Vimalakirti), p.220. 132 Sasadavata, A. Dhammapala, Valitara, 1934, vv. 275-76; Sdlk., pp.41-46. 133 Abhsps., p.25. 134 Maharupasiddhisanne, D. Pannasara, Colombo, 1927, p.3. 135 Dharmapradipikawa, D. Dharmarma, Vidyalankara Press, 1951, pp. 2-3; Ibid., pp. 79-80; Ibid., pp. 114-5; Ibid., p.157. 136 Dahamsarana, pt. I, D. Dharmmananda, Colombo, 1929, p.64. 137 Shv., p.63. 138 Visuddhimargasanne, pt. I, M. Dharmaratna, 1890, p.42 (hereafter referred to as Visms.,); Visms., pt. 5, M. Dharmaratna, Colombo, 1917, pp.50-51, 292; Visms., pt. 5, p.50; Visms., pt. 5, p.51.
188 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 139 Visms., pt. 5, op. cit., pp.64-5; Ibid., p.76; Visuddhimargasanne, pt. I, K. Saddhatissa, 1949, p. 479 and UCR., 1943, vol. I, No. I, pp. 90-1; Visuddhimargasanne, pt. 2, K. Saddhatissa, 1955, p.1053 and (H. Saddhatissa), Upasakajanalankaraya, London, 1965, p.110. 140 Si-Yu-Ki, (Buddhist Records of the Western World), Vol. II, Beal, London, 1906, p.247. 141 PLC., p.178; O.H. De A. Wijesekara, ‘Pali and Sanskrit in the Polonnaru Period’, The Ceylon Historical Journal, Vol. IV, 1954, ed. S.D. Separamadu, p. 96. 142 Ahbsps., p.283. 143 M. Sasanaratana, ‘Dambadeni samaye sakubas danuma’, Sahitayaya, 1958, August, pp.120-21;Sin. Lit., pp.338-9. 144 PLC., p.224. 145 UHC., I, pt. II, p.771. 146 Sin. Lit., p.120. 147 PLC., p.235. 148 Sin. Lit., p.332. 149 Ibid., p.333. 150 Ibid., p.334. 151 Ibid., pp. 338-39; Sidat-sangara vivaranaya, I, K. Mudidasa, Colombo, 2498 B.E., p.6. 152 Ibid., p. 333. 153 Gira., vv. 224, 225 (p.34). 154 Ks., p. 15; Cf. kavya natakadi garhita vidya tama mugatayutu anunut nuganviyayutu. 155 Dighanikaya, (PTS), Vol. I, T.W. Rhys Davids and E. Carpenter, London, 1949, p. 11; Dighanikaya, V. Nanavasa, 1929, p.9. 156 Sumangalavilasini, (commentary on Dighanikaya), Vol. I, (PTS), T.W. Rhys Davids and J.E. Carpenter, London, 1886, p.95. 157 Ks., p.15. 158 Abhsps., p. 283. 159 Eluattanagaluvamsaya, M. Kumaranatunge, Vidyasagara Press, 2466, B.E., p.1. 160 PLC., p.197f; The Ceylon Historical Journal, Vol. IV, 1954,1955, p.93. 161 See chapter I, pp.34-38. 162 Gira., v. 227.
การศึกษาคณะสงฆ์ 189 163 Ds., p.54. 164 Hamsa., v.106. 165 Ds., p.49. 166 Ds., pp.110. Cf. the fourth chapter of the Bharata-natyasastra and the seventh chapter of the Sangitaratnakaraya. 167 Hamsa., v. 110. 168 Gira., v. 227, p.34. 169 Cv., 64. 3; UHC., I, pt. II, p.534; ศัพท์ว่านีติมีการบ่งใช้ในเกาฏิยะเช่นเดียวกับมนุ การ แปลศัพท์น้ีจึงข้ึนอยู่กับอรรถาธิบาย 170 UHC., op. cit., p.448-9. 171 Cv., 66. 129f; UHC., op. cit., p.535. 172 EZ., II, p.111. 173 Cv., 80. 9, 53. 174 Cv.,84. 2. 175 UHC.,I, pt. II, p.532; Cf. Manavadharmasastra, J. Jolly, London 1887, chapter seven, v.8. 176 Dambadeniasna, D.D. Ranasinghe, Colombo, 1928, p.1. 177 Rasavahini, K. Nanavimala, Colombo, 1961, pp.149-150. 178 Sdlk., pp. 621-23; cf. Manavadharmasastra, J. Jolly, London, 1887, chapter seven, vv.4,5. 179 M. Bode, Pali Literature of Burma, RAS., 1909, p.51; Jame Gray, Ancient Proverbs and Maxims: The Niti Literature of Burma, pp. 199, 141. 180 Pv., pp. 111-12; Cv., 81. 75; A. Liyanagamage, The Decline of Polonnaruwa and the Rise of Dambaneniya, Ph.D. Thesis, 1963,p.258, n. 4; Dambade- niasna, op. cit., p.1. 181 Cv., 37.107-108; Tr. I, p. 10, nn. 1, 2, 3; Cv., 37. 180-81; Dambadeniasna, op.cit., p.9; HBC., p.64. 182 HBC., p.64. 183 ศัพท์ภาษาสิงหลส�าหรับค�าว่าเศรษฐศาสตร์มีปรากฏในคัมภีร์ Girasandesaya Vivaranaya (M. Kumaranatunga, 1951, v.226) ว่าอัต สตระ อีกส�านวนหน่ึงพร้อมการถอดแปลโดย H. Jayatilaka (v.212) อ่านว่า วัต สตระ ผู้เรียบเรียงแปลศัพท์ว่ากาพย์กลอน เพราะเป็น วิชาท่ีกล่าวถึงทุกแห่งในรายละเอียดคล้ายกัน การอ่านว่า อัตสตระ ดูเหมือนว่ามีความถูกต้อง มากกว่า 184 Gira., v.226. 185 Cv., 38. 21.
190 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 186 Cv., 80. 41. 187 Vimuktisangrahawa, pub. D.C. Wickramasinha, Colombo, 1914, p. 215. 188 Dambadeniasna, D.D. Ranasinghe, Colobom, 1928, p.1. 189 Kokila., v. 286. 190 Gira., p.34, v.227. 191 Ks., pp.10-11. 192 Ks., p.11. 193 Ks., p.10. 194 See below, p.256f. 195 HBC.,p.288. 196 See above, chapter four, p.220f; below, p.315. 197 Pv., p.119; Cv., 84.26-27; 90. 81-83 and UHC., I, pt. II, pp. 569, 570. See appendix III, see p. 479f. 198 Datha., p. 10. 199 Cv., 80.6-8. 200 Gira., p.34, v.223. 201 Cf. Sin. Lit., p.8. 202 Sumangalavilasini (commentary on the Dighanikaya), PTS, pt. II, W. Stede, London, 1931, p.581; Ibid, (SHB), pt. I, H. Dhammakitti, and Siri Revata, Colombo, 1918, p.406. 203 Sumangalavilasini (commentary on the Dighanikaya), PTS, pt. III, W. Stede, London, 1932, pp.744-45; Ibid, (SHB), pt. 2. Siri Revata, Colombo, 1925, p.535; HBC., pp.296-97. 204 M.I. 25 (p.49); Mahavagga, B. Saddhatissa, Alutgama, 1922, p.64. 205 A Record of the Buddhist Religion, J. Takakusu, London, 1896, p. 181; R.K. Mookerji, Ancient Indian Education, London, 1947, p.547. 206 See chapter one, p.19. 207 See chapter seven, p.433f. 208 See chapter seven, p.431f. 209 Cv., 90. 37-38. 210 Cv., 90. 84-85. 211 See chapter four, pp.220-221. 212 Cv., 80. 67. 213 Cv., 79, 80.
การศึกษาคณะสงฆ์ 191 214 A Record of the Buddhist Religion, op. cit., p.192; R.K. Mookerji, Ancient Indian Education, 1947, p.555. 215 See above, p.306f. 216 Pv., p.110; Cv., 81. 52-55. 217 See above, p.274f. 218 Pv., p. 119; Cv., 84. 29-31. 219 M.1. 25f (p.41); M. I. 32 (pp. 30, 61); Mahavagga, Saddhatissa, 1922, p.44f. 220 Ks., p.19. 221 A Record of the Buddhist Religion, J. Takakusu, Oxford, 1896, p. 106. 222 Ez., I, p.85. 223 HBC., p.161; HBSCSM., pp.213-215. 224 EZ., II, pp. 111, 118. 225 JRASCB., VII, pt. III, 1882, pp. 186, 203f; Ks., p.43. The Katikawatsanggra reads vatup as vatum (p.43). 226 Eng. Skt. Dict. s.v. 227 JRASCB, op. cit., p.203. 228 JRASCB., op. cit., p.186; Ks., p.43. 229 Ks., pp. 41-43. 230 S. Paranavitana, Sigiri Graffiti, vol. II, Oxford University Press, 1956, pp. 52-53; S. Paranavitana, ‘Sigiri Graffiti Earliest Extant Specimens of Sinhalese verse’, JRASCB., Vol. XXXIV., No. 92, 1939, pp.338-39. 231 Pv., p.19. 232 F. E. Keay, A History of Education in India and Pakistan, 1964,p.101. 233 H. Dhammapala, ‘Burma and Buddhism’, The Buddhist, Vol. III, 1891, p.210. 234 Cv., 81. 41-43. 235 Pv., p.110; Rjrtn., p.39. 236 Rajavaliya, B. Gunasekara, Government Press, Colombo, 1953, p.45; Ibid., Tr. B. Gunasekara, Colombo, 1900, p.63.
๗ ความเช่อื พธิ ีกรรมและประเพณี
เร่ืองราวเก่ียวกับพระเข้ียวแก้วและบาตร เร่ิมต้นสมควรกล่าวถึงบาตรและพระเข้ียวแก้วเสียก่อน ความจริงการจะแยก บาตรออกจากพระเขี้ยวแก้วน้ันเป็นเร่ืองยาก เพราะยุคนี้บาตรท�ำหน้าท่ีเสริมบทบาท พระเขี้ยวแก้ว คัมภีร์มหาวงศ์ระบุว่าบาตรน้ันได้มีการน�ำเข้ามาสู่เกาะลังกาสมัยพระเจ้า เทวานัมปิยติสสะ๑ ส่วนพระเขี้ยวแก้วอัญเชิญเข้ามาในปีที่เก้าแห่งการครองราชย์ของ พระเจ้ากิตติสิริเมฆวัณณะ๒ บาตรน้ันด�ำรงสถานภาพเหมือนพระเข้ียวแก้ว กล่าวคือ เช่ือว่าเป็นเครื่องคุ้มครองบ้านเมืองของชาวสิงหลให้ปลอดภัยจากสรรพภยันตราย๓ แต่หลังการเข้ามาของพระเข้ียวแก้วแล้ว บาตรก็ลดความส�ำคัญลงกลายเป็นว่า พระเขี้ยวแก้วได้รับความนิยมสูงส่ง๔ นับจากสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๔ เป็นต้นมา ไม่มีการกล่าวถึงบาตรอีกเลย๕ อารามสถานที่ประดิษฐานบาตรและพระเขี้ยวแก้วยุคน้ี คือวัดพระเขี้ยวแก้ว ส�ำหรับวรรณกรรมภาษาสิงหลและภาษาบาลีที่ให้ความส�ำคัญพระเข้ียวแก้ว เริ่มต้นจากกวีนิพนธ์ภาษาสิงหลชื่อว่าทาฐาวังสะ ซึ่งเป็นผลงานของพระราชคุรุธัมม กิตติเถระ หลักฐานระบุว่าท่านเป็นศิษย์ของพระสารีบุตรมหาสามี ได้แต่งคัมภีร์เล่มน้ี สมัยพระนางกัลยาณวดี๖ สันนิษฐานว่าเนื้อหาน�ำข้อมูลมาจากต�ำราเก่าแก่ ว่าด้วย พระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า (ชินทันธัทตุวังสะ) ซ่ึงฉบับเดิมน่าจะแต่งเป็น ภาษาสิงหล๗ แต่น่าเสียดายปัจจุบันได้สูญหายแล้ว ส่วนคัมภีร์ดาฬดาสิริตะ (ภาษาบาลีคือ ทาฐาธาตุจาริตตะ)๘ แต่งโดย เทวรททมั ปสณั คนิ าวนั ๙ สมยั ของพระเจ้าปรากรมพาหทุ ่ี ๔ มีเน้อื หาว่าด้วยรายละเอียด
ความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี 195 กฎระเบยี บและคา� แนะนา� พธิ กี รรมเกยี่ วกบั พระเขยี้ วแกว้ ซง่ึ พรรณนาถงึ ประวตั ศิ าสตร์ อันยาวนาน โดยเน้นพระราชด�ารัสของพระเจ้าแผ่นดินว่า ควรท�าพิธีกรรมเป็นนิตย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา นับแต่นี้ไปพระเข้ียวแก้วเสมือนพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่ ด้วยเหตุน้ีจึงแต่งหนังสือเล่มน้ีข้ึน๑๐ อีกเล่มหน่ึงช่ือว่าคัมภีร์ดาฬดาปูชาวลิยะ พรรณนารายละเอียดเก่ียวกับการ บูชาพระเขี้ยวแก้วจนถึงรัชสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๔๑๑ ส่วนคัมภีร์ดาฬดาวังสยะ แต่งขึ้นสมัยอาณาจักรแคนดีมีเนื้อหาว่าด้วยประวัติพระเข้ียวแก้วจนถึงสมัยพระเจ้า กีรติศรีราชสิงหะ๑๒ นอกจากน้ันยังมีคัมภีร์กวีนิพนธ์อีกสองเล่มที่แต่งงยุคหลังคือ คัมภีร์ทาฐาวังสกวีและคัมภีร์ดาฬดาหฏนะ๑๓ กล่าวกันว่าการคุ้มครองรักษาพระเข้ียวแก้วและบาตรเป็นหน้าที่ของเจ้าชาย ผู้มีสิทธ์ิข้ึนครองราชย์ ซ่ึงเริ่มต้นมีมาตั้งแต่สมัยโปโฬนนารุวะ หลักฐานดังกล่าวช้ีให้ เห็นความส�าคัญทางการเมืองเชื่อมโยงกับพระเข้ียวแก้ว สมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ พระองคโ์ ปรดไว้วางพระราชหฤทยั เจา้ ชายปรากรมพาหุท่ี ๒ ให้เป็นผ้ทู �าหนา้ ที่คมุ้ ครอง อารักขาพระเขี้ยวแก้วและบาตร ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์เชิงรูปธรรมในฐานะเป็น รัชทายาท๑๔ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ก็เช่นเดียวกัน โปรดมอบหมายให้เจ้าชาย วิชัยพาหุที่ ๔ ท�าหน้าท่ีคุ้มครองรักษาพระเขี้ยวแก้วและบาตร เม่ือคราวพระองค์ทรง พระราชทานอาณาจักรแก่พระราชโอรส๑๕ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๓ ได้แสดงความเป็นมิตรกับ กษัตริย์ปัณฑยะ ด้วยการสนทนาอย่างสนิทสนมหลายเพลาเพื่อทูลขอพระเข้ียวแก้ว คนื มา๑๖ คณุ วรรธนะไดแ้ สดงความเหน็ เพมิ่ เตมิ วา่ กษตั รยิ ล์ งั กาไดม้ อบถวายคาบสมทุ ร จัฟฟ์นาแก่กษัตริย์ปัณฑยะเพื่อเป็นค่าไถ่แลกกับพระเขี้ยวแก้ว๑๗ ปรณวิตานะเห็นว่า พระเจ้าปรากกรมพาหุท่ี ๓ ได้มอบถวายท่าเรือแก่กษัตริย์ปัณฑยะเพื่อแลกกับ พระเข้ียวแก้ว ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างความอัปยศแก่บ้านเมือง๑๘ อย่างไรก็ตามค�า วงิ วอนของกษตั รยิ ล์ งั กาตอ่ กษตั รยิ ป์ ณั ฑยะจนสามารถไดพ้ ระเขย้ี วแกว้ คนื ยอ่ มแสดง ให้เห็นถึงความภูมิใจของประเทศชาติ หลักฐานดังกล่าวไม่สนับสนุนนัยยะทาง การเมือง ความเช่ือว่าเจ้าชายผู้ครอบครองดูแลพระเขี้ยวแก้วและบาตรเป็นองค์ รัชทายาทค่อยปรากฏเห็นภาพชัดเจนต้ังแต่ยุคโปโฬนนารุวะเรื่อยมา
196 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง สมัยพระเจ้ามานาภรณะแห่งแคว้นโรหณะ ซ่ึงเดินทางมายังเมืองโปโฬนนารุวะ เพ่ือช่วยเหลือพระเจ้าคชพาหุที่ ๒ ต่อสู้กับเจ้าชายปรากรมพาหุนั้น พระองค์ต้องการ ขึ้นครองราชย์เหนือบัลลังก์อาณาจักรโปโฬนนารุวะ เพราะคราวนั้นพระองค์ได้อัญเชิญ พระเข้ียวแก้วและบาตรมาด้วย๑๙ ต้นรัชกาลของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ ได้มีการ ต่อสู้อย่างรุนแรงเพ่ือครอบครองพระเข้ียวแก้ว๒๐ การครอบครองพระเขี้ยวแก้วและ บาตรเป็นหลักฐานส�าคัญในการเสวยราชย์ สอดคล้องกับพระราชด�ารัสของพระเจ้า ปรากรมพาหุที่ ๑ ว่า แม้ศีรษะแห่งเราผู้บูชาด้วยมงกุฎอันมหัคฆ์ค่า เปล่งประกาย เจิดจ้าด้วยรัศมีแห่งอัญมณีอันมีค่าล้�า แต่ก็เป็นเพียงเสียงกู่ก้องด้วยการรวมกันเป็น หนึ่งแห่งประกายอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเขี้ยวแก้วและบาตร๒๑ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พระเจ้าวิกรมพาหุที่ ๑ พระเจ้าคชพาหุท่ี ๒ พระเจ้าวิกรมพาหุท่ี ๑ และพระเจ้าคชพาหุท่ี ๒ ไม่ได้ผ่านพิธีราชภิเษก เพราะ หลักฐานไม่ชัดเจน๒๒ สันนิษฐานว่ากษัตริย์เหล่าน้ันไม่ได้ครอบครองพระเข้ียวแก้ว และบาตร ซึ่งสมัยนั้นล้วนยอมรับกันว่าเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ หากปราศจาก ส่ิงเหล่านี้การขึ้นครองราชย์ก็ไม่เป็นท่ียอมรับ๒๓ เป็นเร่ืองยากที่จะระบุให้ชัดเจนว่า พระเข้ียวแก้วและบาตรมีความส�าคัญเช่นน้ีเมื่อใด คัมภีร์ทาฐาวังสะบอกว่ามีการต่อสู้ กนั ระหวา่ งกษตั รยิ อ์ นิ เดยี เพอื่ ครอบครองพระเขยี้ วแกว้ ๒๔ หนง่ึ ในผนู้ า� ชาวทมฬิ ทบี่ กุ รกุ เกาะลังการะหว่างสมัยพระเจ้าวัฏฏคามณี ได้ยึดบาตรแล้วเร่งเดินทางกลับอินเดีย๒๕ แต่ไม่สามารถสืบค้นให้รู้แน่ถึงนัยอันแท้จริงของเหตุการณ์เหล่านี้ ทราบแต่เพียงว่า ต้ังแต่ยุคโปโฬนนารุวะเร่ือยมาพระเขี้ยวแก้วและบาตรกลายเป็นส่ิงส�าคัญ เพราะหาก ปราศจากการครอบครองส่ิงอันมีค่าเหล่าน้ีแล้วไซร้ เจ้าชายย่อมไม่สามารถประกาศ ตนอ้างสิทธ์ิเหนือบัลลังก์ มาตรการปกปองพระเข้ียวแก้วและบาตรด้วยการแต่งต้ังทหารอารักขาดูแล มีเหน็ บ่อยคร้งั หลักฐานที่ปรากฏชดั เจนคือพระมคุ ลนั มหาสถวรี ะแห่งอตุ รุ มุ ลุ อายตนะ ได้มอบหมายให้ทหารเวฬัยก์การะท�าหน้าทีอ่ ารักขาค้มุ ครองพระเขีย้ วแก้ว๒๖ กล่าวตาม ประเพณีชาวศรีลังกาเพื่อความปลอดภัยวัดพระเขี้ยวแก้วต้องตั้งอยู่เมืองหลวง แต่ พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ มิได้ปฏิบัติตามประเพณีเพราะสร้างวัดพระเขี้ยวแก้วท่ีเบลิคะละ
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 197 คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีด้ังเดิมด้วยอ้างว่าเพ่ือปองกัน พระเขี้ยวแก้วจากเงื้อมมือของอริราชศัตรู๒๗ สันนิษฐานว่าพระองค์ขาดอ�านาจอัน เข้มแข็งภายใน จึงต้องมองหาสถานท่ีปลอดภัยนอกเมืองหลวง พระเขี้ยวแก้วและบาตรมีความส�าคัญมาก จนเป็นเหตุให้กษัตริย์ต่างเมือง พยายามแย่งชิงด้วยก�าลังหรือวิธีการนุ่มนวล มาร์โคโปโลบันทึกไว้ว่าจักรพรรดิจีน นามว่ากุบไลข่านปรารถนาบาตรและพระบรมสารีริกธาตุ ได้ส่งคณะทูตมาเกาะลังกา เมื่อ พ.ศ.๑๗๙๗ เพื่อทูลขอพระบรมสารีริกธาตุ ภารกิจคร้ังน้ันประสบความส�าเร็จ เป็นอย่างดี เม่ือสามารถอัญเชิญบาตร เครื่องขัดพระทันตธาตุสองชิ้น และพระเกศาธาตุ ซ่ึงแท้จริงเป็นของอดัม๒๘ อีกแห่งหน่ึงระบุว่าไอเคอร์อีเหย์มีซินได้เดินทางมาเซ็งเกียลา (เกาะลังกา) เม่ือพุทธศักราช ๑๘๒๕ เพ่ือสืบหาบาตรและพระบรมสารีริกธาตุแต่ก็ ล้มเหลว๒๙ และอีกครั้ง พุทธศักราช ๑๘๓๐ ได้เดินทางมุ่งตรงสู่มลบาร์เพ่ือค้นหา พระบรมสารีริกธาตุ แต่ภารกิจก็ล้มเหลวอีกครั้ง๓๐ เป็นท่ีน่าสังเกตว่าภารกิจการค้นหาบาตรและพระบรมสารีริกธาตุนั้นมีข้อมูล ไม่ตรงกัน กล่าวคือมาร์โคโปโลยืนยันว่าประสบความส�าเร็จ แต่หลักฐานฝ่ายจีนยืนยัน ว่าล้มเหลว นอกจากน้ันยังมีความแตกต่างกันเร่ืองเวลาอีกด้วย คัมภีร์จุลวงศ์กล่าวไว้ว่าพระเข้ียวแก้วและทรัพย์สมบัติอันมีค่าท้ังหมดถูกยึด ครองโดยเสนาบดีนามว่าอารยจักรวัรติ แล้วมอบถวายแก่กษัตริย์ปัณฑยะพระนามว่า กุลเสเกขระ๓๑ แต่ไม่มีกล่าวถึงจีนเลย หลักฐานฝ่ายจีนระบุว่ามีการส่งทูตมาเกาะลังกา พ.ศ.๑๘๒๕ ธรรมดาการ เดินทางจากจีนมาเกาะลังกาใช้เวลา ๓ เดือน แต่หยวนฉีบอกว่า ทูตเดินทางออกจาก จีนมาลังกาทางทะเลจากกวางโจวในเดือนแรกแห่งปีที่ ๑๘ (ประมาณเดือนมกราคม ๑๘๒๔) หลงั จากเดนิ ทางสามวนั เพญ็ หมายถงึ สามเดอื นกถ็ งึ เกาะเซงเกยี เย (ศรลี งั กา)๓๒ ดงั นนั้ คณะทตู ออกจากจนี พ.ศ.๑๘๒๕ ตอ้ งถงึ เกาะลงั กาในปเี ดยี วกนั หรอื ปี พทุ ธศกั ราช ๑๘๒๖ ขึ้นอยู่กับส่วนแห่งปีที่พวกทูตเดินทางออกจากจีน กรณีมีการล่าช้าอาจถึง หลังจากน้ัน
198 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง หลกั ฐานเกยี่ วกบั การบกุ รกุ ของเสนาบดอี ารยจกั รวรตั ไิ มช่ ดั เจน คมั ภรี จ์ ลุ วงศ์ บรรยายเหตุการณ์ว่าการบุกรุกคร้ังน้ีเกิดข้ึนหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าภูวเนก พาหุที่ ๑๓๓ หากเป็นเช่นน้ันคณะทูตจีนน่าจะถึงเกาะลังกาก่อนหน้าน้ัน หลักฐาน ฝ่ายจีนไม่บอกรายละเอียดว่าท�าไมคณะทูตจีนจึงไม่สามารถยึดพระเข้ียวแก้วและ บาตร ไม่มีข้อมูลระบุว่าผู้ปกครองสมัยน้ันต้องการยกพระเข้ียวแก้วให้แก่จีนหรือไม่ หรือว่าของล้า� คา่ เหล่านั้นถูกยึดครองโดยกษตั ริย์ปณั ฑยะ คัมภีร์จลุ วงศม์ ไิ ดใ้ ห้น้�าหนกั พระบรมสารีริกธาตุอื่นมากกว่าพระเข้ียวแก้วถูกยึดครองโดยกษัตริย์ปัณฑยะ หรือ อาจจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุอื่น ซ่ึงมิใช่พระเขี้ยวแก้ว๓๔ หากพระเจ้าอารยจักรวรัติ ยึดครองพระเข้ียวแก้วจริง ทูตจีนน่าจะได้บาตรและพระเกศาธาตุ ซึ่งหลักฐานฝ่ายจีน ระบุว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ตนต้องการ๓๕ แต่ความจริงคือคณะทูตจีนไม่ประสบ ความส�าเร็จ สันนิษฐานว่าจุดประสงค์ของคณะทูตจีนแม้ต้องการยึดครองบาตรและ พระบรมสารีริกธาตุก็จริง แต่จุดหมายแท้จริงคือการยึดครองพระเขี้ยวแก้ว คาดเดาเอาวา่ คณะทตู จนี นา่ จะยดึ ครองพระเขยี้ วแกว้ มใิ ชพ่ ระบรมสารรี กิ ธาตุ ดังอ้าง ส่วนหลักฐานฝ่ายศรีลังกาไม่อ้างถึงการยึดครองของคณะทูตจีนเลย อาจเป็น เพราะไม่ต้องการให้เสียสัมพันธไมตรีกับจีน การปฏิเสธของฝ่ายศรีลังกาด้วยการมอบ ของล้�าค่าเหล่านั้นจึงเกิดความสงสัยถึงความถูกต้องของหลักฐานฝ่ายจีน ความน่าจะ เป็นคือคณะทูตจีนมารับพระเข้ียวแก้ว แต่เม่ือเดินทางมาถึงเกาะลังกากลายเป็นว่า พระเจ้าอารยจักรวรัติได้ยึดครองเอาไว้แล้ว ช่วงเวลาระหว่างการเดินทางของคณะทูต จีนและการบุกรุกของกษัตริย์ปัณฑยะน่าจะสรุปได้ว่า คณะทูตจีนเดินทางมาถึง เกาะลังกาภายหลังการบุกรุกของกษัตริย์ปัณฑยะแล้ว หากการบุกรุกของพวกทมิฬ เกิดขึ้นก่อน หรือกรณีคณะทูตของจีนมาช้ากว่าน้ันก็คงมีการบันทึกหลักฐานเอาไว้แล้ว หลกั ฐานดงั กลา่ วแสดงใหเ้ หน็ การเมอื งเชอื่ มโยงกบั พระเขยี้ วแกว้ และบาตร โดยเฉพาะ พระเข้ียวแก้วเกิดผลตามมาอย่างสุดประมาณมิได้ การยึดครองพระเขี้ยวแก้วของ กษัตริย์ปัณฑยะนั้น ปรณวิตานะต้ังข้อสังเกตว่า พระเจ้าจักรพรรดิแห่งปัณฑยะคงยก เรื่องนี้เป็นข้ออ้างสร้างอิทธิพลทางการเมืองเหนือเกาะลังกาเป็นแน๓่ ๖ การยึดครองของ ล้�าค่าเช่นนี้อาจเป็นวิธีแสดงอ�านาจทางการเมืองเหนือต่างประเทศ
ความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี 199 ความพยายามครอบครองส่ิงล้�าค่าของจีนกลายเป็นท่ีถกเถียงกันในวงกว้าง หลังพุทธศักราช ๑๘๒๕ หยางเต็งพีได้รับมอบหมายให้เป็นทูตไปสร้าง สัมพันธไมตรีกับคนเถื่อนนอกทะเลจีน อาณาจักรน้อยใหญ่ทางอินเดียตอนใต้และหมู่ เกาะมากมาย ล้วนพากันยอมรับความเป็นใหญ่ของจีนและส่งเครื่องราชบรรณการไป ยังพระจักรพรรดิกุบไลข่านทุกปี๓๗ สันนิษฐานว่าจีนน่าจะต้องการให้เกาะลังกาเป็น เช่นเดียวกับเมืองเหล่าอ่ืน คณะทูตจีนที่มาขอของล�้าค่าน่าจะด�าเนินตามนโยบายน้ัน เร่ืองพระเข้ียวแก้วกับความส�าคัญทางการเมืองระบุไว้ในคัมภีร์จุลวงศ์ว่า พระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ทรงประกาศว่าพระองค์จะท�าสงครามต่อต้านทมิฬหินชาติ ภายหลงั จากทา� พธิ บี ชู าพระเขยี้ วแกว้ พธิ กี รรมเชน่ นที้ รงอทิ ธพิ ลตอ่ อาณาประชาราษฎร์ ย่ิงนัก กล่าวกันว่าพระองค์ทรงวางพระเขี้ยวแก้วไว้ในพระหัตถ์ แล้วประกาศว่าเกาะ ลงั กาไมค่ วรอยภู่ ายใตอ้ า� นาจของกษตั รยิ ผ์ ไู้ รศ้ รทั ธา และพระองคจ์ ะขจดั พระเจา้ มาฆะ และพระเจ้าชัยพาหุผู้ปกครองปุลัตถินคร๓๘ พิธีกรรมบูชาพระเข้ียวแก้วคราวนั้นได้ บังเกิดปาฏิหาริย์ นับแต่นั้นมาชาวบ้านพากันศรัทธากราบไหว้บูชาพระเขี้ยวแก้วเป็น จ�านวนมากขึ้นทวีคูณ เป็นเหตุให้ก่อเกิดพัฒนาการพิธีกรรมและความชื่นชอบศรัทธา ต่อกษัตริย์จนไม่กล้าละเมิดพระราชด�ารัส๓๙ พระองค์จึงถือเอาโอกาสนี้สร้างประโยชน์ ๒ ทาง หน่ึงนั้นคือการสนับสนุน จากพสกนิกรชาวลังกา และสองนั้นคือการปลดแอกบ้านเมืองจากอริราชศัตรู ประโยชน์ข้อแรกส�าเร็จในเร็ววัน ส่วนประโยชน์ข้อสุดท้ายเกิดผลในเวลาไม่นานนัก ยุคน้ีชาวศรีลังกากราบไหว้บูชาพระเขี้ยวแก้วเพราะเชื่อปาฏิหาริย์๔๐ คัมภีร์ ดาฬดาสิริตะระบุว่าเม่ือวสันต์เริ่มโปรยปรายเทศกาลบูชาพระเข้ียวแก้วก็เร่ิมข้ึน๔๑ บางครั้งมีการอัญเชิญเวียนรอบประทักษิณพระนคร และมีการสวดพระปริตรด้วย พิธีกรรมเช่นนี้แพร่หลายสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ต�านานพรรณนาไว้ว่า ครั้งหน่ึง ชาวลังกาประสบภัยแล้งต่างพากันหวาดกลัวยิ่งนัก เพราะพืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหาย ย่อยยับ พระเจ้าแผ่นดินประสงค์จัดพิธีกรรมบูชาพระเข้ียวแก้วในลักษณะปาฏิหาริย์ จึงโปรดให้ตระเตรียมพิธีกรรมอย่างอลังการด้วยการถวายเทวตาพลีด้วยเคร่ืองเซ่น
200 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ไหว้เป็นจ�านวนมาก เพื่อน้อมถวายแก่สิ่งสามอย่าง (วัตถุตตยะ)๔๒ โดยโปรดให้มอบ ถวายแก่เจดีย์และต้นโพธิ์ และเหล่าเทวดาอารักษ์ ดังเช่น เทพนาถะ เทพเมตไตรยะ ผู้มีศักดานุภาพและเป็นที่เคารพสักการะ คราวน้ันผู้คนท่ัวเกาะลังกาพากันเฉลิมฉลอง อย่างย่ิงใหญ่ พระองค์โปรดให้ประชุมคณะสงฆ์กลุ่มใหม่และให้สวดพระปริตร จากนั้นโปรดให้อัญเชิญพระเข้ียวแก้วเวียนรอบประทักษิณพระนคร ด้วยความเชื่อว่า สวรรค์จะหย่ังน�้าฝนลงมาให๔้ ๓ พิธีกรรมประสบความส�าเร็จเพราะพระพิรุณตกลงด้วย อานุภาพแห่งพุทธคุณตามท่ีผู้คนศรัทธา อานุภาพของกษัตริย์ก็เพ่ิมขึ้น เพราะพสกนิกร ต่างพากันเล่าขานว่ากษัตริย์แห่งตนทรงพลานุภาพทางปาฏิหาริย์ หามีกษัตริย์อื่นใด เสมอเหมือน๔๔ ส�าหรับรายละเอียดเก่ียวกับพิธีกรรมบูชาวัตถุสาม (วัตถุตตยะ) พระสถูป เจดีย์ ต้นโพธิ์และเหล่าเทพเจ้า การประดับประดาทั้งเกาะลังกา การสวดพระปริตร และการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วพร้อมขบวนแห่แหน คัมภีร์ดาฬดาสิริตะกล่าวถึงเพียง สองรายการสุดท้ายเท่าน้ัน เพราะพัฒนามาเป็นพิธีกรรมส�าหรับขอฝนสมัยกุรุแณคะละ สันนิษฐานว่าพิธีกรรมอ่ืนอีกอาจมีเป็นบางโอกาส ตามความเชื่อของผู้คนอย่างสูงสุด ต่อพระเขี้ยวแก้วเชิงปาฏิหาริย์ ซ่ึงเกิดข้ึนจากอานุภาพของพระทันตธาตุอันเป็น สัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ ประเพณีการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกแห่แหน เพ่ือต้องการฝนจึงเป็นท่ี รู้จักแพร่หลายสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ เป็นต้นมา คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าเสนาบดีของพระเจ้าปรากรมพาหุได้ท�าสงครามแย่งชิง พระเขี้ยวแก้วอย่างยาวนาน และสามารถยึดครองได้ส�าเร็จ ขณะอัญเชิญพระเข้ียวแก้ว เข้าสู่นครโปโฬนนารุวะนั้น ฝนได้ตกอย่างหนักแม้มิใช่วสันตฤดู แต่กลับไม่ตกขณะ ทา� พธิ เี ฉลมิ ฉลองและอญั เชญิ ขน้ึ ประดษิ ฐานภายในวหิ าร เชอื่ กนั วา่ อาจทา� ใหไ้ มส่ ะดวก ต่อผู้เข้าร่วมพิธี และท�าความเสียหายต่อการประดับประดาตกแต่ง๔๕ ก่อนยุคโปโฬนนารุวะน้ันไม่ปรากฏความเชื่อว่าพระเข้ียวแก้วเป็นเหตุให้ฝนตก หากเกิดภัยแล้งและโรคร้ายจะประกอบพิธีสวดพระปริตร ชื่อว่าคังคาโรหณะ จัดข้ึน
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 201 เป็นครั้งแรกโดยพระเจ้าอุปติสสะ โดยมีการแห่แหนอย่างย่ิงใหญ่ การสวดพระปริตร กลายเป็นเร่ืองส�าคัญ พระพุทธรูปและบาตรจะอัญเชิญเข้าขบวนแห่แหนด้วย๔๖ ด้วยเหตุนั้น การสวดพระปริตรจึงกลายเป็นส่วนหน่ึงของพิธีกรรม แต่ครั้นต่อมา ภายหลังเกิดความเชื่อกันว่าพระเข้ียวแก้วมีอิทธานุภาพสามารถท�าให้สวรรค์ประทาน ฝนได้ สารัตถะของพระเข้ียวแก้วปรากฏเห็นในวรรณกรรมสองสามเล่ม ดังเช่น ดาฬดาสริ ติ ะซง่ึ กลา่ วถงึ กฎระเบยี บการทา� พธิ กี รรมและประเพณเี กยี่ วกบั พระเขย้ี วแกว้ ซงึ่ ผกู้ า� หนดกฎระเบยี บคอื พระเจา้ ปรากรมพาหทุ ่ี ๔ ปรากฏในบททเ่ี จด็ ของคมั ภรี เ์ ลม่ น้ี๔๗ ด้วยเหตุนั้น กฎระเบียบจึงเป็นพระราชด�าริของกษัตริย์ กล่าวกันว่าพระเจ้าวิชัยพาหุ ที่ ๓ ได้ตรากฎระเบียบอันจ�าเป็นส�าหรับประกอบพิธีกรรมเก่ียวกับพระเข้ียวแก้ว๔๘ สันนิษฐานว่าก่อนหน้าน้ันน่าจะมีระบบจัดการเกี่ยวกับพิธีกรรมพระเขี้ยวแก้วเป็น อย่างดี ซ่ึงอาจมิได้รับสืบต่อมาจากประเพณีโบราณ พระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๓ ผู้มีส่วน ร่วมพิธีกรรมพระเข้ียวแก้วจึงโปรดให้ตรากฎระเบียบข้ึน สมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๔ พระองค์โปรดให้จัดระเบียบกฎเกณฑ์และพิธีกรรม ซึ่งมีอยู่ก่อนสมัยพระองค์ ด้วยการปรับปรุงส่วนส�าคัญและเพิ่มเติมข้ึนใหม่คัมภีร์จุลวงศ์บรรยายไว้ว่า พระองค์ ทรงต้ังพระทัยแน่วแน่วท่ีจะสร้างพิธีกรรมเกี่ยวกับพระเขี้ยวแก้วอย่างถูกต้อง ให้เป็น เสมือนพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่๔๙ ส�าหรับรายละเอียดเก่ียวกับกฎระเบียบ น้ันมีนักวิชาการวิเคราะห์เป็นจ�านวนมาก๕๐ กฎระเบียบข้อหน่ึงระบุว่าการเข้าไปภายในวิหารประดิษฐานพระเข้ียวแก้ว ไม่สามารถท�าได้ตามปรารถนา ภายในวิหารอนุญาตเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น กล่าวคือ ผู้มีหน้าท่ีจัดแจงโตะบูชาหรือท�าความสะอาดห้องพระเข้ียวแก้ว (คัณฑกิฬิยะ) แต่ก็ เข้าได้ถึงชั้นท่ีสามเท่านั้น ส่วนพระสงฆ์ เจ้าชาย เจ้าหน้าท่ีย่อมสามารถเข้าไปถึงชั้นใน สุดได้ (โวฏนุเค)๕๑ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดูแลวัด (ดฬดาเค บะลันนัน) และผู้รู้ทาง ศาสนาได้รับอนุญาตให้ผ่านเพียงชั้นที่สอง เสนาบดีมีสิทธิ์ผ่านเข้าไปเพียงแค่ชั้นแรก ส่วนคนนอกสามารถกราบไหว้พระเข้ียวแก้วได้เพียงภายนอกเท่าน้ัน
202 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ระเบียบเกี่ยวกับการถวายบูชาด้วยภัตตาหาร หรือพิธีกรรมการถวายด้วย การน�ามาโดยตะกร้า (ปราตาปปยิ)๕๒ มีผ้าคลุมเหนือตะกร้าและผู้ท�าบาตรมีผ้าปิดปาก ของเครื่องบูชาเหล่าน้ีควรน�ามาขณะมีการประโคมดนตรี เช่น สักปัญจะ วัฑฑารุ แตร (กฬหัม) กาหละ เป็นต้น๕๓ วันอุโบสถควรน�ามาพร้อมธงขาว (เสสัต)๕๔ และดนตรีวงใหญ่ (มหาธุรยะ)๕๕ ครั้นน�าภาชนะน้อยใหญ่มาพร้อมกันแล้ว ผู้ถวาย ควรยืนภายในครึ่งชั่วโมง ภัตตาหารต้องน้อมถวายแก่พระเขี้ยวแก้วบนจานจัดเป็น แถวท่ีตระเตรียมบนพรม ภายหลังจากถวายน�้าช�าระพระโอษฐ์แล้ว การประกอบพิธีบูชาพระเขี้ยวแก้วถือว่าเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ ซึ่งมีการ ตรากฎหมายก�ากับไว้ พระองค์ต้องเสด็จไปวิหารประดิษฐานพระเข้ียวแก้ววันละคร้ัง เพื่อกราบไหว้บูชา พระองค์ควรให้ข้าราชบริพารรออยู่ภายนอก จากนั้นทรงช�าระ พระวรกายให้สะอาดก่อนเข้าสู่วิหาร เช็ดพระบาทที่พื้น ล้างพระหัตถ์แล้วบูชาด้วย ดอกไม้ จากนั้นทรงกราบไหว้ด้วยการร�าลึกถึงพระพุทธนวหรคุณและสมาทาน รักษาศีลห้า๕๖ ทุกวันอุโบสถกษัตริย์ควรถวายบูชาพิเศษเรียกว่าโปโหตลิยัก๕๗ ส่วนเหล่าเสนาบดีควรถวายข้าวด้วยการหมุนเวียนกันไปตามล�าดับความส�าคัญของ หน้าที่ รู้จักกันว่ามัณฑลีกตละ พิธีกรรมส�าหรับเสนาบดีเหล่าน้ี ปรณวิตานะเรียกว่า คนใหญ่โตตามบริเวณ๕๘ กฎระเบียบระบุไว้ว่าบาตรส�าหรับใส่ข้าวควรน้อมถวายแก่พระกัสสปพุทธเจ้า และพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ พิธีกรรมน้ีมีการจัดขึ้นเดือนละสองคร้ัง๕๙ ระเบียบข้ออื่นเก่ียวกับพระกัสสปพุทธเจ้าระบุไว้ว่าพิธีน้อมถวายพระองค์ควรจัดใน สถานท่ีอันเหมาะสม แสดงให้เห็นว่าภายในวัดพระเข้ียวแก้วนั้นมีท้ังพระพุทธรูปและ พระบรมสารีริกธาตุของพระกัสสปพุทธเจ้า หากถือตามประเพณีพระองค์ทรงเป็น ตัวแทนสืบทอดพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนในฐานะเป็นผู้น�าทางจิตใจ๖๐ นอกจากนั้น ภายในวิหารพระเข้ียวแก้ว มีการประดิษฐานรูปปั้นของพระมหากัสสปเถระและ พระธาตุของท่านด้วย ช่ือว่าเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด เหตุเพราะท่านเป็น ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังสืบต่อพระพุทธเจ้าภายหลังพุทธปรินิพพาน๖๑
ความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี 203 กฎระเบียบเบื้องต้นกล่าวไว้ไม่ชัดเจน มีความคล้ายกับพิธีกรรมสรงน้�า สมณเห้ียนจังกล่าวไว้ว่าพระเจ้าแผ่นดินลังกาทรงสรงน�้าพระเข้ียวแก้วสามครั้งต่อวัน พร้อมน้�าหอม บางคร้ังใช้น�้าหอมชนิดฝุ่นด้วย๖๒ หลักฐานฝ่ายลังกาไม่ได้กล่าวถึง ประเด็นน้ี จึงไม่สามารถทราบได้ว่าพิธีปฏิบัติเช่นน้ีเกิดข้ึนบ่อยแค่ไหน ส�าหรับ กฎระเบียบเก่ียวข้องกับพิธีกรรม (ปุดะ-โอลักกัม) ซ่ึงเป็นพิธีกรรมส�าหรับพระมหา กัสสปเถระต้องท�าสองคร้ังต่อหน่ึงเดือน ศพั ทว์ า่ ปดุ ะ-โอลกั กมั ใชใ้ นความหมายวา่ การบชู าและกระทา� พธิ กี รรม ปรากฏ เห็นในคัมภีร์อลุตนุวรเทวาลยกรวีมะ๖๓ และคัมภีร์ดัมบุลุสิริตะ๖๔ คัมภีร์ท้ังสองเล่ม แต่งขึ้นยุคหลัง ส่วนแรกบ่งถึงพิธีสรงน�้า ศัพท์ว่าปุดะ-โอลักกาม อรรถาธิบายชี้ว่า มีความหมายพิเศษ แต่ไม่ชัดเจนว่าบ่งถึงค�าอธิบายแบบปัจจุบันหรือไม่๖๕ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่า ก่อนที่จะเสด็จประทับภายในพระมหาราชวัง กษัตริย์ ต้องอัญเชิญพระเข้ียวแก้วและบาตรเข้าไปภายในพระราชวังก่อน จากน้ันต้องอาราธนา นิมนต์ให้คณะสงฆ์สวดพระปริตรและประพรมน�้าพุทธมนต์ เพื่อความม่ันใจว่า สามารถปกปองคุม้ ครองพระองคไ์ ด้ จากน้ันพระองคเ์ สดจ็ เข้าไปภายในพระราชวังแลว้ มอบถวายแก่พระรัตนตรัย คราวหน่ึงมีการการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วเข้าไปภายใน วิหารท่ีสร้างเสร็จใหม่ และท�าการเฉลิมฉลองเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์๖๖ แต่ไม่ทราบ ได้ว่าจารีตประเพณีเช่นน้ีมีการรักษาสืบต่อจนกลายเป็นจารีตปฏิบัติหรือไม่ กฎระเบียบข้อที่ ๑๖-๒๕ ได้อธิบายถึงนักขัตฤกษ์คือการแห่แหนประจ�าปี การตระเตรียมเบื้องต้นจ�าต้องมีหนึ่งสัปดาห์ก่อนการแห่แหน ดังรายละเอียด โดยย่อต่อไปน้ีเมื่อความเช่ือมสัมพันธ์ด้านดวงดาวบอกว่าเป็นมงคลกาล ควรมี การท�าความสะอาดวิหารซ่ึงเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว จากนั้นตระเตรียมผ้าดาด และตกแต่งประดับประดาด้วยผ้าไหมหลากหลายสี ครั้นแล้วกษัตริย์และเหล่าสนม ก�านัลใน คณะเสนาบดีและชาวเมืองควรถือเครื่องบูชาด้วยข้าว ดอกไม้ ประทีป เป็นต้น เป็นเวลาหน่ึงอาทิตย์ หลังจากถวายดอกไม้ประทีปเป็นต้นแล้ว ก่อนเท่ียง ของวันที่เจ็ดควรประดับประดาพระนครเสมือนหนึ่งนครแห่งเทพยดายามทิวาวาร กษัตริย์ทรงประทับด้านหน้าพระอุตุรุมุละ อยแตน๖๗ พร้อมตัวแทนสองคนจาก
204 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง สองตระกูล กล่าวคือคณแวสิและกิลิง๖๘ ต่อมาพนักงานจากตระกูลกิลิงอัญเชิญผอบ พระเขี้ยวแก้วไปประดิษฐานบนราชรถ๖๙ ชื่อตระกูลกิลิงระบุไม่ชัดเจน โฮคาร์ทบอกว่า กิลิงมีรากศัพท์มาจากกาลิงคะ๗๐ ตระกูลชื่อว่ากาลิงคะปรากฏเห็นในคัมภีร์สมันตปา สาทิกากล่าวถึงการเข้ามาของต้นพระศรีมหาโพธ์ิสู่เกาะลังกา๗๑ คัมภีร์มหาวงศ์เรียก ตระกูลน้ีว่ากุลิงคะ ซึ่งตรงกับภาษาสันสกฤต หมายถึงนกคาบเหยื่อหรือนกเหยี่ยว หางสามง่าม๗๒ ไกเกอร์เห็นว่าช่ือนี้มีนัยบ่งถึงตระกูลอันโด่งดังหรือตระกูลช่างไม้ ซึ่งมีก�าเนิดมาจากการบูชาเครื่องหมายประจ�าเผ่า๗๓ คัมภีร์มหาโพธิวังสยะภาษาบาลี เรยี กชอื่ ตระกลู นว้ี า่ กลุ งิ คะเหมอื นคมั ภรี ม์ หาวงศ๗์ ๔ สว่ นศพั ทภ์ าษาสงิ หลสา� หรบั ตระกลู น้ีปรากฏในคัมภีร์สิงหลโพธิวังสะยะว่ากิลิงค๗ุ ๕ ดูเหมือนว่ามีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี ว่ากุลิงคะ ค�าว่ากิลิงในภาษาสิงหลซ่ึงปรากฏพบเห็นในคัมภีร์ดาฬดาสิริตะดูไม่ลงรอย กันกับศัพท์กิลิงคุ ไม่สามารถสรุปได้ว่ากุลิงคะหมายถึงกาลิงคะในคัมภีร์สมันตปาสาทิกาน้ัน ถูกต้องหรือไม่ ปัจจุบันเป็นช่ือของเมืองหน่ึงหรือเขตหนึ่งทางตะวันออกของอินเดีย อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของตระกูลกิลิงคือด�าเนินการสืบต่อการดูแลต้นพระศรีมหาโพธ์ิ หลักฐานในคัมภีร์สิงหลโพธิวังสยะเพ่ิมเติมว่าการดูแลรักษาดอกไม้๗๖ อาจเป็นไปได้ ว่าตระกูลน้ีเดินตามประเพณีเรื่อยมาด้วยการดูแลรักษาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ภายหลัง ต่อมาเพิ่มหน้าที่ในการดูแลพระเข้ียวแก้วด้วย ส่วนหลักฐานท่ีอ้างว่าตระกูลนี้เชื่อมโยง กับแคว้นกาลิงคะน้ันไม่สามารถสืบค้นหาได้ ตัวแทนสองคนจากตระกูลคณแวสิและกิลิงขึ้นราชยาน ซ่ึงมีเทียมด้วยช้างอัน ประดับประดาสวยสดงดงามด้วยเคร่ืองหมายอันเป็นมงคล พระราชยานน�าหน้าไป ก่อน ถัดมาเป็นยานส�าหรับพระสงฆ์ผู้สวดพระปริตร ด้วยการถือด้ายสายสิญจน์โยง มาจากพระราชรถ จ�านวนพระสงฆ์ผู้สวดพระปริตรประมาณว่าห้าหรือเจ็ดรูป น้�ามนต์ จากภาชนะเงินประพรมภายในพระนคร ผู้สมควรปะพรมคือตัวแทนตระกูลโดรนาแวสิ ถือธงขาวและถือแส้ปัดแมลงด้านข้างพระราชยาน ถัดจากน้ันเป็นเหล่าเสนาอ�ามาตย์ แวดล้อมด้วยทหารส่ีเหล่าอีกหนึ่งกอง ท�าหน้าที่คุ้มครองและเป็นเกียรติยศส�าหรับ พระเข้ียวแก้ว
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 205 ขบวนแหเ่ วยี นรอบพระนครทางดา้ นขวาและสดุ ทา้ ยปลายทางทวี่ ดั พระเขย้ี วแกว้ ขบวนแห่ติดตามด้วยการเปิดพระเข้ียวแก้วและบาตร ลัญจกรแห่งผอบพระธาตุต้อง หักต่อหน้าพระพักตร์ของกษัตริย์ พระอุตุรุมุลยแตนและตัวแทนของตระกูลคณแวสิและ กิลิง ท�าหน้าที่เปิดพระเข้ียวแก้วแก่มหาสังฆะ พระมหากษัตริย์ท�าหน้าที่อัญเชิญด้วย พระหัตถ์แล้ววางบนโตะสูง ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่สามารถมองเห็นด้วยสายตา คร้ันเปิดต่อ สาธารณชนแล้ว พระอุตุรุมุละอยแตน มหาสังฆะ สมาชิกแห่งสองตระกูลกล่าวคือ คณแวสิและกิลิงพร้อมเสนาอ�ามาตย์ก็แสดงการคารวะต่อพระเขี้ยวแก้ว ส่ิงศักด์ิสิทธิ์ล�้าค่าเช่นนี้เปิดเผยแก่สายตาแม้คนแปลกหน้าต่างถ่ินแดนไกล ครั้นพิธีการเสร็จสิ้นแล้ว ก็อัญเชิญพระเข้ียวแก้วและบาตรใส่ผอบต่อหน้าพระพักตร์ ของกษัตริย์จากน้ันท�าการปิดด้วยลัญจกรสามครั้ง ชื่อว่าตฏกัสสะ ปามุลเปฏฏติยะ และคณยะ๗๗ ค�าว่าตฏในศัพท์ว่าตฏกัสสะหมายถึงจานส�าหรับใส่อาหาร กัสสะใช้ใน ความหมายว่าภาชนะหรือภาชนะส�าหรับบรรจ๗ุ ๘ ตฏกัสสะอาจบ่งถึงห้องหรือตู้ส�าหรับ เก็บจานก็เป็นได้ เปรียบเทียบศัพท์น้ีกับศัพท์ตฏเกยะหมายถึงห้องเก็บจานภายใน พระราชวัง พระโสรตะเถระว่าตฏกัสสะหมายถึงสถานเก็บทรัพย์สมบัติหรือจาน ทองค�าของกษัตริย์ และเครื่องหมายลัญจกรแห่งทรัพย์สินน้ีเองเรียกว่าตฏกัสสะ๗๙ ศัพท์ว่าปามุลเปฏฏติยะปรากฏในคัมภีร์ดัมพเดณิอัสนะบ่งถึงชนิดของทรัพย์สมบัติ๘๐ โสรตะต้ังข้อสังเกตอีกว่าศัพท์นี้คงหมายถึงทรัพย์สินส่วนพระองค์และอีกความหมาย หนึ่งน่าจะหมายถึงเคร่ืองหมายลัญจกรแห่งทรัพย์สินส่วนพระองค์๘๑ ส่วนศัพท์ว่า คณยะหมายถงึ กลมุ่ พระสงฆห์ รอื วหิ ารหรอื หลายวหิ าร๘๒ และอาจหมายถงึ วดั พระเขย้ี ว แก้ว ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือตราลัญจกรของวัดพระเข้ียวแก้ว ศัพท์ว่าประสาทะหมายถึงแปงฝุ่นหรือขี้ผึ้ง ส�าหรับแจกจ่ายให้แก่ปัณฑุระ๘๓ ความหมายแท้จริงของศัพท์นี้ไม่ระบุชัดเจน อาจหมายรวมถึงการแจกเงินสดหรือ เคร่ืองบูชาแก้บนด้วยเคร่ืองเซ่นไหว้หลายอย่าง ธรรมเนียมส�าหรับการให้แปงฝุ่น เรียกว่าประสาทะส�าหรับผู้ศรัทธาเทวาลัยของฮินดูน�ามาแตะหน้าผาก๘๔ จึงสรุปได้ว่า ประสาทะตามอรรถาธิบายเบ้ืองต้นบ่งถึงสิ่งเดียวกัน
206 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง พระสงฆ์ห้าหรือเจ็ดรูปท�าหน้าท่ีสวดพระปริตร๘๕ หลักฐานไม่บอกชัดเจนว่า พิธีกรรมนี้ท�าเป็นนิตย์หรือว่าท�าเฉพาะเทศกาลประจ�าปี หรือท�าในโอกาสพิเศษ หลกั ฐานระบวุ า่ มีการสวดพระปริตรเป็นประจ�าทกุ ปี สนั นษิ ฐานวา่ การบูชาพระเขยี้ วแก้ว ดังอธิบายเบ้ืองต้นจัดท�าขึ้นเมื่อเกิดภัยแล้ง๘๖ กฎข้อ ๒๖, ๒๗, ๓๒, ๓๓ และ ๓๘ เก่ียวกับรายได้ ว่าด้วยเงินและกัลปนาอุทิศของกษัตริย์และชาวบ้าน๘๗ บรรดา กฎระเบียบเหล่านั้นกฎข้อท่ี ๒๖, ๒๗ และ ๓๓ เกี่ยวกับปัณฑุระ ส่วนข้อท่ี ๓๒ เก่ียวกับปมุณุ๘๘ ข้อที่ ๓๘ เกี่ยวกับการจ่ายเงินสดและการบริจาคน้�ามัน ยังมี กฎระเบียบท่ีสนับสนุนข้อที่ ๓๕ และ ๓๖ ซึ่งเก่ียวกับการขึ้นค่าใช้จ่ายการยืมและ การคืนเงิน ส่วนข้อท่ี ๓๔ เกี่ยวกับการโต้เถียงเก่ียวกับบางเร่ือง และบางทีอาจ เกี่ยวกับการบริหารรายได้๘๙ ศัพท์ว่าปาวฑาบัตบ่งถึงการแจกจ่ายแก่คนใช้และคนเล่นดนตรี (วิททตุน)๙๐ ค�าอธิบายศัพท์ดังกล่าวไม่ชัดเจน พระโสรตเถระเห็นว่าการอ่านว่าปาวกาบัตถือว่าผิด ท่ีถูกต้องควรเป็นปาวาฑบัต เพราะปรากฏมีในคัมภีร์กัณฑวุรุสิริตะ๙๑ ปรณวิตานะ แยกศัพท์ดังกล่าวออกเป็นปาวฑาและบัต โดยแปลว่าเส้ือผ้าและข้าว๙๒ ส่วนพระ โสรตเถระบอกว่าคือการบูชาด้วยข้าวด้วยการวางด้านหน้าพระเข้ียวแก้ว คัมภีร์ กัณฑวุรุสิริตะบรรยายไว้ว่าหลังจากถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์หนึ่งร้อยรูปตาม ค�าแนะน�าของนายแพทย์นามอุโฆษแล้ว (มหเวทนา) ควรแจกจ่ายอาหารแก่ผู้คน จ�านวนพันที่ต้องการกินปาวาฑบัต๙๓ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความหมายน่าจะเป็นนัย บ่งถึงอาหารท่ีน้อมบูชาสิ่งเคารพบูชาดังเช่นพระเข้ียวแก้ว เทวาลัยฮินดูแห่งอินเดียตอนใต้มีการขายอาหารเพ่ือถวายเทพเจ้า บางคร้ัง พัฒนามาเป็นการค้าดังกรณีเทวาลัยติรุปติ๙๔ แต่ประเพณีดังกล่าวนี้ไม่ปรากฏมี บนเกาะลังกา ส่วนชุมชนที่ด�ารงชีวิตอยู่ด้วยอาหารส่วนเหลือ ยังมีหลักฐานเปิดเผย อ้างถึงในคัมภีร์กัณฑุวุรุสิริตะ
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 207 ประเพณีวัฒนธรรมเชิงพุทธซึ่งมีลักษณะเด่นชัดและเกิดการพัฒนา สมัย โบราณน้ันการบูชาพระพุทธเจ้าและสถานท่ีเคารพบูชา เป็นดอกไม้ ประทีปและธูป ซ่ึงถือว่าเป็นรายการส�าคัญ๙๕ แต่ครั้นยุคกลางเป็นต้นไป จะสังเกตเห็นอาหารหรือ เครื่องบริโภคเพ่ิมเข้ามา เทศกาลที่จัดโดยปริวตุบิมวิชัยนาวันพร้อมภริยาและหลานสมัยพระนาง กัลยาณวดีน้ัน ระบุว่าอาหารและข้าวผสมนมซึ่งน้อมถวายรุวันแวลิแสยะเจดีย์อย่าง ต่อเน่ืองเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์๙๖ ส่วนเทศกาลคือการเดินไปวิหารที่เมืองสิริวรรธนปุระ ซ่ึงจัดข้ึนในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ผู้มีจิตศรัทธาได้น้อมถวายเคร่ืองบูชา ในท่ีสาธารณะแด่พระเขี้ยวแก้วและบาตร เครื่องบูชารวมถึงดอกไม้ ธูป ข้าวหอม ผลไม้หลากหลายชนิด เช่น กล้วย ลูกขนุน มะม่วงและอ่ืนอีก๙๗ คัมภีร์ดาฬดาสิริตะ อ้างถึงการถวายเครื่องบริโภคแด่พระเขี้ยวแก้วพร้อมการขับกล่อมด้วยดนตร๙ี ๘ แต่ ชนิดของอาหารและคุณสมบัติยากท่ีจะคาดเดาได้๙๙ จารึกภาษาสิงหลของพระเจ้า ภูวเนกพาหุท่ี ๔ จากลังกาติลกวิหารระบุว่าการอุปถัมภ์ของผู้อยู่อาศัยเกาะลังกา กระท�าเพื่อค�้าจุนด้วยการถวายเป็นนิตย์ ซ่ึงข้าวสุก ดอกไม้และประทีปแด่พระพุทธเจ้า และเทพเจ้าและเพื่อประกอบพิธีกรรม (ปุเดาลักกัม)๑๐๐ จารึกแปปิลิยานะแจกแจง รายการเคร่ืองบริโภคซึ่งน้อมถวายเป็นเคร่ืองบูชาแด่ต้นโพธ์ิ เทพนาถะและเทพ ไมตรียะ (เดวาเล) และเทวาลัยแห่งอื่นด้วย๑๐๑ พิธีถวายอาหารแด่พระพุทธเจ้าหรือหรือส่ิงของเหล่าอ่ืนส�าหรับบูชาดังเช่น ต้นโพธิ์ปรากฏเห็นตั้งแต่ยุคดั้งเดิม และกล่าวถึงในจารึกเอปาวละหลักท่ี ๑ (สร้างขึ้น สมัยพุทธศตวรรษท่ี ๑๕) ระบุว่าการถวายข้าวเรียงเมล็ดที่วิหารและต้นโพธิ์แห่งปม คุรุวิหาร๑๐๒ หลักฐานน้ีเน้นวลีส�าคัญส�าหรับพิธีถวายอาหาร ซ่ึงถือว่าเป็นวัตถุประสงค์ ของการกระท�าสักการะทางพุทธศาสนา พิธีกรรมเป็นท่ีรู้จักกว้างขวางตั้งแต่ยุคโปโฬน นารุวะเป็นต้นมา สันนิษฐานว่าเพราะอิทธิพลของฮินดูเพ่ิมมากขึ้น หลักฐานบอกว่า การถวายอาหารแด่เทพเจ้าตามเทวาลัยทางอินเดียตอนใต้มีระบบเป็นอย่างดี ดังเช่น เทวาลัยติรุปติ เทวาลัยสุจินดรัม และเทวาลัยชิดัมบารัม๑๐๓ เดาเอาว่าเบื้องต้นพิธีกรรม กระท�าตามวิหารอันสถานสถิตแห่งเทพเจ้าท้ังฮินดูบนเกาะลังกา และค่อยขยับ
208 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ปรับเปลี่ยนมาเป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ความแพร่หลายของพิธีกรรมปรากฏ เหน็ ในคัมภีร์จุลวงศ์ ซงึ่ บรรยายไวว้ ่าพระเจ้าปรากรมพาหโุ ปรดใหจ้ ดั พธิ ีกรรมมากมาย หลายอย่าง โดยเฉพาะการน้อมถวายเครื่องบูชาแด่พระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ ดังเช่นพระเข้ียวแก้ว๑๐๔ เครื่องบูชาดังกล่าวคือการถวายภัตตาหาร กัลปนาอุทิศก็ถือว่า เป็นเครื่องบูชาอย่างหนึ่ง ความมากอิทธิพลของฮินดูได้สอดแทรกเข้าสู่สังคมชาวลังกา จนหลอมเป็นเน้ือเดียวกัน สังเกตได้จากสมัยคัมโปละน้ันมีการถวายเคร่ืองบูชา เหล่าเทพเจ้าชาวฮินดูและพระพุทธเจ้าภายในอาคารหลังเดียวกัน๑๐๕ นอกจากน้ัน รายได้ของลังกาติลกวิหารยังแบ่งถวายเทพเจ้าเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า๑๐๖ ยุคน้ีมีพัฒนาการด้านดนตรีที่เล่นตามเทศกาล การเต้นร�าและการขับร้อง หากเปรียบเทียบกับสมัยก่อนมีลักษณะแตกต่างสองอย่าง พิธีกรรมทางพุทธศาสนา มคี วามเรยี บงา่ ยเหมอื นสมยั อนรุ าธปรุ ะ เลา่ ลอื กนั วา่ มกี ารบรรเลงดนตรแี หง่ สรวงสวรรค์ คราวประดิษฐานพระสารีริกธาตุภายในรุวันแวลิแสยะเจดีย์ หลักฐานกล่าวถึงสังข์ ที่เต็มด้วยน�้าซึ่งประทานโดยท้าวสักกะ และขลุ่ยซึ่งขับกล่อมโดยปัญจสิขเทพบุตร๑๐๗ นอกจากนั้น ยังกล่าวถึงการบรรเลงเครื่องดนตรีแห่งสรวงสวรรค์ด้วย๑๐๘ หลักฐาน ส่วนน้ีชี้ให้เห็นถึงชนิดของการแสดงดนตรียุคแรกเริ่ม สมัยพระนางกัลยาณวดีเฉลิมฉลองรุวันแวลิแสยะเจดีย์น้ัน นักเต้น คนขับ ร้อง คนตีกลองและคนเป่าสังข์ต่างท�าหน้าท่ีแห่งตน๑๐๙ การเล่นไล่จับ การร้องเพลง การเต้นร�าตามจังหวะเครื่องดนตรีห้าอย่างต่างแสดง ขณะขบวนแห่แหนพระเข้ียวแก้ว จากชัมพุดโดณิ (ดัมพเดณิยะ) สู่เมืองโปโฬนนารุวะ๑๑๐ คราวเม่ือจัดงานที่วิหารแห่ง สิริวรรธนปุระ มีการเต้นร�าและการขับเช่นกัน คัมภีร์จุลวงศ์พรรณนาไว้ว่านักเต้น ต่างร่ายร�าและแสดงท่วงท่าอันหลากหลาย ส่วนนักร้องก็ขับร้องหลายต่อหลายเพลง บนเวที ซึ่งประดับประดางดงามหลายสีสันตลอดบริเวณพระวิหาร รวมถึงเครื่อง ดนตรีห้าอย่างพร้อมด้วยกลอง๑๑๑ หลักฐานอีกแห่งหนึ่งระบุว่าเนื้อเพลง การเต้นร�า และการขับเพลงเป็น ส่วนหนึ่งของพิธีกรรมท่ัวไป คัมภีร์ดาฬดาสิริตะกล่าวถึงเคร่ืองดนตรี (นิระตุรุวะ) ซ่ึงใช้ประกอบพิธีกรรมภายในวัดพระเขี้ยวแก้ว ดังต่อไปน้ี๑๑๒ สักปัญจะ วัฑฑารุ
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 209 ดฬหัม มัททละ มหุมกุฑัม ปณาเบระ มิหิณฑุเบระ ฑมรุ แฑกกิ อุแฑกกิ ตลัปประ วีรันดัม วีรโมรสุ กัมหุตาลัม สินนัม ตัมแมฏะ นิสานะ ติมบิลิวุ โรดุเบระ โบมบิลิ มาเบระ กุฑาเบระ แคฏปหตุ เอกสเบระ รันริดีดหระ กาหระ กาลัม สิริวิฬิ ตันติริ (ปฏะ) วิชโยธวนิ ควรหัม วัมคิ วัสดัณฑุ อัสกุลัล ตันติริ ดัณฑิ เป็นต้น๑๑๓ นอกจาก น้ันยังมีพวกเต้นร�าซึ่งเชี่ยวชาญท่วงท่า ๓๖ ราคะและวิรามะ รวมท้ังละครเรียกว่า ภารตะและการร่ายร�าอีกหลายชนิดด้วย๑๑๔ รายละเอียดเบื้องต้นรวมลงในพิธีกรรม ตามปกติ หากเป็นเช่นดังหลักฐานย่อมแสดงให้เห็นว่าพิธีกรรมของวัดพระเข้ียวแก้ว นั้นยิ่งใหญ่ตระการตา ระเบียบเกี่ยวกับการถวายอาหารระบุไว้ว่าเครื่องบูชาท้ังหลายทั้งปวงควรน�า มาพร้อมกับสักปัญจะ วัฑฑุรุ แตร กาหละและเครื่องบูชาเหล่าอ่ืน พร้อมฉัตรขาว และวงดนตรีขนาดใหญ่ควรกระท�าในวันอุโบสถ๑๑๕ รายละเอียดเช่นน้ีสามารถแจกแจง รายช่ือเครื่องดนตรีได้ ระเบียบเก่ียวกับการถวายอาหารเบื้องต้นอ้างถึงชนิดของดนตรี ท่ีเล่นเวลาถวายอาหารเท่าน้ัน รายช่ือของเคร่ืองดนตรีจึงไม่ระบุท้ังหมด ส่วนที่อ้าง วงดนตรีขนาดใหญ่ในวันอุโบสถก็ไม่ชัดเจน ช่ือของเคร่ืองดนตรีบางชนิดน่าจะยืม จากภาษาอินเดีย ซึ่งน่าจะน�ามาจากอินเดียยุคน้ีเองหรือก่อนหน้านั้น๑๑๖ อิบบันบาตุตะผู้มาเยือนเกาะลังการะหว่างพุทธศักราช ๑๘๖๘-๑๘๗๑ กล่าวถึงสตรีห้าร้อยนางพากันขับร้องและร่ายร�าเบ้ืองหน้าเทวรูปทุกราตรี๑๑๗ เทวรูป ดังกล่าวคือเทพอุบลวันท่ีเดวุนดระหรือดอนดรา คัมภีร์หังสสันเดศยะกล่าวถึงการร่ายร�า ของสตรีนางร�าดว้ ยความสามารถอันสงู ยิง่ ท่ีเทวาลยั วหิ หิสณั ณะแห่งเกลาณยิ ะวหิ าร๑๑๘ ความเชื่อเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ แวดเดลกล่าวไว้ว่าคัมภีร์พุทธศาสนายุคแรกเร่ิมบรรจุหลักฐานเกี่ยวกับคติ ความเช่ือเรื่องเทพเจ้า๑๑๙ ส่วนมรสิงเหชี้ว่าเทพเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยตรง เป็นเพียงส่วนหน่ึงเท่านั้นนับจากยุคแรกเป็นต้นมา๑๒๐ แต่งานวิจัยเล่มนี้ เน้นศึกษาวิเคราะห์เทพเจ้า คติความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้า พัฒนาการเกี่ยวกับความเชื่อ ของเทพเจา้ เหลา่ น้ี คือ เทพนาถะ เทพเมตไตรยะ เทพอบุ ลวนั เทพสุมนะ เทพวิภศี ะณะ เทพสกันดะ และเทพคณปติ
210 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง เทพนาถะและเทพเมตไตรยะบอ่ ยครง้ั ปรากฏตวั พรอ้ มกนั ในฐานะเทพเจา้ และ พระโพธิสัตว์ ปรณวิตานะแสดงความเห็นว่าเทพนาถะเป็นช่ือย่อของพระโกเกศวรนาถะ ซึ่งมาจากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ของมหายาน๑๒๑ หากเป็นเช่นนั้นจริง คติความเช่ือ เร่ืองพระโพธิสัตว์องค์น้ีสามารถย้อนถอยหลังไปถึงตอนท้ายพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ หรือช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ เพราะเทพเจ้าองค์น้ีปรากฏช่ือว่าอวโลกิเตศวรใน จารึกติริยายะ๑๒๒ หลักฐานทางประติมากรรมยืนยันว่ามีการกราบไหว้บูชาพระอวโลกิเต ศวรในฐานะพระโพธิสัตว์ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ หลักฐานคือประติมากรรม บุดุรุวคละแห่งหมู่บ้านแวลวายะเขตโมนราคละ วิชยารามยะทางทิศเหนือของเมืองเก่า อนุราธปุระ และวัดถ�้าดัมบุลละ๑๒๓ หลักฐานจากคัมภีร์จุลวงศ์ช้ีให้เห็นว่าการกราบไห้วบูชาเมตไตรยโพธิสัตว์ ในศรีลังกาน้ันสามารถย้อนหลังไปสมัยพุทธศตวรรษท่ี ๑๐ สันนิษฐานว่าพระสงฆ์แห่ง ส�านักมหาวิหารได้แรงบันดาลใจด้วยการกราบไหว้เมตไตรยโพธิสัตว์จากความ ชาญฉลาดของพระพุทธโฆษาจารย์ เพราะเชื่อว่าพระเถระเป็นพระโพธิสัตว์๑๒๔ การกลา่ วถงึ รปู ปน้ั ของพระโพธสิ ตั วเ์ มตไตรยะปรากฏครงั้ แรกสมยั พระเจา้ ธาตเุ สนะ๑๒๕ ปรณวิตานะเห็นว่ามีการยอมรับเทพเมตไตรยะในพุทธศาสนามหายานพร้อมกับ พระอวโลกิเตศวร๑๒๖ ล่วงเข้าสู่ยุคกลางเทพนาถะและเทพเมตไตรยะกลายร่างเป็นพระโพธิสัตว์ มกี ลา่ วถงึ เปน็ ครง้ั แรกสมยั พระเจา้ ปรากรมพาหทุ ่ี ๒ รว่ มกบั พธิ กี รรมขอฝน๑๒๗ สา� หรบั รูปปั้นของเทพนาถะและเทพเมตไตรยะนั้นสามารถพบเห็นตามอารามวิหารท่ัวไปรวม ถึงวัดถ�้าดัมบุลละ๑๒๘ ภายในวิหารชั้นล่างสุดของคฑลาเดณิยะวิหารนั้น พระพุทธรูป ประธานประทับน่ังเหนือวัชรอาสน์แวดล้อมด้วยเหล่าเทพน้อยใหญ่รวมถึงเทพนาถะ และเทพเมตไตรยะด้วย๑๒๙ ภายในวิหารชั้นล่างสุดของลังกาติลกวิหารก็พบรูปปั้นของ เทพเมตไตรยะโพธิสัตว์และโลเกศวรนาถะเช่นกัน๑๓๐ เทวาลัยแห่งเมืองแคนดีซ่ึงอุทิศ ถวายแด่เทพนาถะระบุไว้ในจารึกสะคะมะสมัยพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๕๑๓๑ ส่วนห้อง กลางของนิยัมคัมปายะวิหารมีภาพวาดพระโพธิสัตว์เมตไตรยะด้วย๑๓๒ จารึกแปปิลิยา นะของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๖ แห่งอาณาจักรโกฏเฏก็ระบุชื่อของเทพนาถะและ
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 211 เทพเมตไตรยะเช่นกัน๑๓๓ จารึกแมดวลวิหารระบุว่าเทพเมตไตรยะคือไมตรีนาถะ สอดคล้องกับความเห็นของปรณวิตานะเบ้ืองต้น๑๓๔ คัมภีร์กวีนิพนธ์ช่ือว่าติสรสันเดศยะสมัยอาณาจักรคัมโปละอ้างถึงเทพนาถะ ภายในวิหารแห่งโดรวกะ และหงส์ผู้ส่งสารได้ร้องขอให้สักการบูชาเทพองค์น้ีด้วย๑๓๕ และอ้างอีกว่าได้อุทิศถวายแก่เทพนามว่าตาราผู้เป็นเทวีแห่งอวโลกิเตศวร๑๓๖ คัมภีร์ คิรสันเดศยะ คัมภีร์โกกิลสันเศยะและคัมภีร์กาวยเสกขระแต่งยุคโกฏเฏล้วนอ้างว่า เทพนาถะเป็นพระโพธิสัตว์๑๓๗ คัมภีร์สองเล่มสุดท้ายอ้างถึงรูปปั้นเทพนาถะภายใน วิหารแห่งโตฏคามุวะ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นศูนย์กลางคติความเช่ือเทพองค์น้ีสมัยโกฏเฏ คัมภีร์โกกิลสันเดศยะระบุว่ารูปปั้นของเทพองค์นี้ต้ังอยู่ภายในพระวิหารอันเป็นท่ี ประดิษฐานของพระพุทธเจ้า นอกจากนั้นยังพบเห็นในวิหารแห่งลุณุคมะด้วย๑๓๘ หลักฐานการอยู่เคียงคู่กันระหว่างพระพุทธรูปกับเทพนาถะชัดเจนเฉพาะยุคคัมโปละ หลักฐานอ้างอิงเก่ียวกับรูปปั้นเทพนาถะท่ีโตฏคามุวะวิหารนั้นค่อนข้างชัดเจน ยุคก่อนหน้าน้ันไม่มีกล่าวถึงเลย คาดเดากันว่าโตฏคามุวะวิหารสร้างสมัยพระเจ้าวิชัย พาหุที่ ๑ แห่งอาณาจักรโปโฬนนารุวะ๑๓๙ แต่ไม่สามารถระบุให้ชัดเจนว่าวิหารดังกล่าว สร้างสมัยนั้นจริงหรือไม่ หรือมีการเพ่ิมเติมเข้ามาทีหลัง หลักฐานดังกล่าวจึงสร้าง ความยุ่งยากในการก�าหนดระยะเวลาการมีอยู่ของรูปปั้นเทพนาถะแห่งโตฏคามุววิหาร คตคิ วามเชอ่ื เทพนาถะนนั้ รงุ่ เรอื งแพรห่ ลายสมยั น้ี พธิ กี รรมเกย่ี วกบั เทพนาถะ คล้ายคลึงกับพระโพธิสัตว์หรือผู้ช่วยเหลือมนุษย์ตามความเช่ือของมหายาน๑๔๐ คัมภีร์ คิรสันเดศยะระบุว่าเทพนาถะได้รับการอ้อนวอนร้องขอให้ประทานความร่�ารวยมั่งคั่ง และอายุยืนยาวต่อกษัตริย์พระนามว่าปรากรมพาหุท่ี ๖๑๔๑ คัมภีร์โกกิลสันเดศยะระบุ ว่านกกาเหว่าผู้ถือสารได้รับการร้องขอให้กราบที่เท้าเทพนาถะแห่งเมืองยาปปฏนะ (ความส�าเร็จ) เพ่ือคนแต่งจะได้เข้มแข็งทรงอ�านาจ๑๔๒ ส่วนจารึกสะคะมะบันทึกว่า เทพนาถะแห่งเสนกฑคละพร้อมกับเทพแห่งต้นนา ได้แสดงพระอนุชากล่าวคืออวโลกิ เตศวรและเทวมันตีศวร ในฐานะทรงมีชัยช�านะเหนือปรปักษ์๑๔๓ ลักษณะของเทพนาถะ เช่นน้ีขัดแย้งกับฐานะของพระโพธิสัตว์ เหตุเพราะน�าไปสู่ความเลวทรามและการ ท�าลายล้าง อันเนื่องจากคุณลักษณะเช่นน้ีไม่เป็นไปเพ่ือประโยชน์ต่อชาวโลกและ
212 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง พระศาสนา๑๔๔ หลักฐานเหล่าน้ีแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเทพนาถะ กล่าวตามช่ือ เทพนาถะได้รับการยอมรับว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ในทางปฏิบัติกลับได้รับกราบไหว้ สักการะเช่นเดียวกับเทพบุลวัน เทพสมัน เป็นต้น ปรธิ มั ไดอ้ ธบิ ายถงึ ธรรมเนยี มของกษตั รยิ ส์ งิ หลแหง่ อาณาจกั รแคนดวี า่ พระนาม ก็ดี พระแสงดาบก็ดีล้วนเกี่ยวข้องกับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสถิต ณ นาถเทวาลัย เมืองแคนดี๑๔๕ ปรณวิตานะก็ยืนยันว่าน้ีเป็นธรรมเนียมแต่โบราณของศรีลังกา เพราะเช่ือว่ากษัตริย์คือพระโพธิสัตว์ ซ่ึงมีมาต้ังแต่ยุคด้ังเดิม๑๔๖ หลักฐานอ้างอีกว่า เทพนาถะได้รับการยอมรับว่าเป็นเทพแห่งการรักษา๑๔๗ การรักษาดังว่าอาจเป็นคติ ความเช่ือเทพองค์น้ีแห่งยุคน้ีด้วย หลักฐานเบื้องต้นช้ีให้เห็นว่าคติความเช่ือเทพนาถะได้รับความนิยมมากกว่า เทพเมตไตรยะ หากเทพเมตไตรยะเป็นผู้ประทานพรต่อผู้อ้อนวอนแล้วไซร้ คงต้อง รวมเป็นองค์เดียวกับเทพนาถะเป็นแน่ แต่หลักฐานยืนยันว่าเป็นเทพอีกองค์แยกตน เป็นเอกเทศ มหายานน้ันเช่ือว่าพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ด�ารงต�าแหน่งช้ันสูงกว่าเทพ เมตไตรยะ๑๔๘ ส่วนฝ่ายเถรวาทรู้จักพระเมตไตรยตั้งแต่ยุคแรกเร่ิม๑๔๙ หากวิเคราะห์ บทบาทของเทพนาถะ ในฐานะผู้ประทานพรแก่ผู้ศรัทธากราบไหว้แล้วจะเห็นว่า พระโพธิสัตว์เมตไตรยะของฝ่ายเถรวาทถูกแทนท่ีด้วยพระอวโลกิเตศวรของมหายาน แต่เป็นท่ีน่าสังเกตว่าความเชื่อพระเมตไตรยะกลับโดดเด่นมากกว่าเทพนาถะ อัน เน่ืองจากเหตุผลบางประการ ประแรกแรกอาจเป็นเพราะผู้ศรัทธาเชื่อว่าเทพเมตไตรยะจะเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตกาล ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ปรากฏเห็นในจักกวัตติสีหนาทสูตรแห่งทีฆนิกาย๑๕๐ คมั ภรี อ์ นาคตวงศภ์ าษาบาลรี วบรวมพฒั นาการความเชอื่ เกย่ี วกบั พระเมตไตรยะโพธสิ ตั ว์ อย่างสมบูรณ์แบบจากต�านานน้อยใหญ่๑๕๑ ยุคสมัยการแต่งคัมภีร์เล่มหลังน้ีไม่ระบุ แน่นอนชัดเจน คัมภีร์อนาคตวังสยะภาษาสิงหลระบุว่าเป็นผลงานของพระวิมลคัมมุละ มหาเถระ ซ่ึงแต่งขึ้นตอนต้นครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๑๙๑๕๒ ต�านานเช่นเดียวกัน
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 213 นี้ยังปรากฏเห็นในคัมภีร์ปูชาวลิยะ คัมภีร์สัทธรรมาลังการยะ และคัมภีร์สัทธรรม รัตนากรยะ ซ่ึงล้วนกล่าวถึงประวัติศาสตร์ยุคกลางทั้งสิ้น๑๕๓ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ความเช่ือเทพเมตไตรยะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางสมัยนี้เอง เรื่องราวของเทพ เมตไตรยะซ่ึงกล่าวถึงในวรรณกรรมเหล่าน้ีแสดงให้เห็นวิธีการอันมากมายเพื่อตรัสรู้ คร้ังสุดท้าย ปัจจุบันเช่ือกันว่าพระองค์ประทับอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต๑๕๔ นอกจากน้ัน ยังมีรายละเอียดเก่ียวกับการมีโอกาสได้พบปะกับพระพุทธเจ้า๑๕๕ ผู้แต่งคัมภีร์ สัทธรรมาลังการยะได้แสดงความปรารถนาพบพระพุทธเจ้าและบรรลุอรหันตภาวะ๑๕๖ ยุคเดียวกันน้ีเองชาวพุทธพม่าและชาวพุทธไทยได้บริจาคเป็นจ�านวนมาก เพ่ือปรารถนาพบพระเมตไตรยพุทธเจ้าในอนาคต๑๕๗ ความเช่ือดังกล่าวน้ีเกิดมีข้ึน ในศรีลังกามานานแต่มาเป็นที่ยอมรับแพร่หลายสมัยนี้ ถามว่าการต้ังความปรารถนา พบพระเมตไตรยพุทธเจ้า ผู้ปฏิเสธการบรรลุพระนิพพานเหมาะสมหรือไม่ เพราะ วัฏจักรของชีวิตหรือสงสารนั้นคือความทุกข์ยาก ย่อมเป็นเร่ืองยากนักที่จะก้าวข้าม ด้วยค�าแนะน�าของค�าสอนอ่ืน เพียงเพราะรู้ผลแห่งทานด้วยการยินดีพอใจในโลกนี้ และก่อนที่จะเข้าถึงภาวะพระนิพพาน๑๕๘ ค�าสอนอ่ืนคล้ายคลึงกันว่าเม่ือสั่งสมบุญ มากข้ึนก็สามารถเพิ่มพูนความสุขแบบสวรรค์และชาวโลกมากข้ึนเท่าท่ีเราเสพเสวย๑๕๙ ด้วยเหตุนั้นพระเมตไตรยะโพธิสัตว์จึงต้องปฏิเสธการบรรลุนิพพาน ความเชื่อเช่นน้ี มีการปลูกฝังแก่ชาวพุทธเป็นจ�านวนมาก แนวค�าสอนว่าเราอาจจะย่นย่อสงสารได้ จึงกลายเป็นความเชื่อกันว่าการบรรลุนิพพานในชีวิตนี้ไม่เป็นที่นิยมของชาวพุทธท่ัวไป จงึ พากนั ยนิ ดีชนื่ ชอบความสุขทางโลกและแบบสวรรค์ แนวความคดิ เร่อื งพระโพธสิ ัตว์ จึงถูกตีกรอบจนกลายเป็นพัฒนาการดังกล่าวข้างต้น สมัยดัมพเดณิยะน้ันพบว่าผู้คนสามัญปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ดังเช่น เทวประติราชเสนาบดีสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ได้มอบทรัพย์สมบัติทุกอย่าง รวมถึงภริยาและลูกแก่คนเข็ญใจเพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า๑๖๐ อีกส่วนหนึ่ง เสนาบดีได้ร้องขอพระเถระแต่งคัมภีร์ปูชาวลิยะเพ่ือปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า๑๖๑ ผู้แต่งคัมภีร์ชินาลังการะ คัมภีร์ปูชาวลิยะ คัมภีร์อนาคตวงศ์ คัมภีร์สิงหลโพธิวังสยะ และคัมภีร์สัทธรรมาลังการยะล้วนแสดงความปรารถนาเพื่อพุทธภูมิ๑๖๒ ผู้แต่งคัมภีร์
214 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ปูชาวลิยะได้กล่าวค�าอธิษฐานด้วยรายชื่ออันยืดยาวเกี่ยวกับการท�ากุศล โดยอธิษฐาน ว่าขอให้แรงปรารถนาจงส�าเร็จจนถึงจุดสุดท้าย ดังเช่น การเกิดบนสวรรค์ช้ันดุสิตเพ่ือ ได้ฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์เมตไตรยะ การเสพเสวยความสุขบนสุคติโลกเป็นเวลา ยาวนาน และมาบังเกิดภายในราชวังแห่งเมืองเกตุมตีในชมพูทวีป และขอให้ได้ สวดสรรเสริญด้วยหลายพันพระคาถาต่อพระพุทธเจ้าเมตไตรยะ ผู้สว่างรุ่งโรจน์ด้วย บริวารสาวก มีโอกาสได้ถวายจตุปัจจัยแด่พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์เป็นเวลายาวนาน รายชื่ออันยืดยาวเบ้ืองต้นเป็นอามิสบูชา หากไม่เป็นที่พอใจด้วยอามิสบูชานั้น จ�าต้อง แสดงความเคารพด้วยเคร่ืองบูชาอย่างสูงเรียกว่าปฏิปัตติบูชา หมายถึงการด�าเนินชีวิต ตามหลักค�าสอนของพระพุทธเจ้า พระเมตไตรยโพธิสัตว์จะบรรพชาอุปสมบทและได้ รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่าพระองค์จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง หลังจากน้ี พระองคจ์ ะเสพเสวยความสขุ ของสวรรคจ์ นกระทง่ั พระองคบ์ รรลพุ ทุ ธภาวะในวนั บารมี อันเต็มเปียม และได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าอีกหลายพระองค์๑๖๓ ผู้แต่งคัมภีร์โยคาวณวะก็แสดงความปรารถนาพุทธภูมิเช่นกัน๑๖๔ พระวิลคัมมุล มหาเถระผแู้ ตง่ คมั ภรี อ์ นาคตวงั สยะและคมั ภรี ส์ งิ หลโพธวิ งั สยะไดแ้ สดงความปรารถนา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและช่วยเหลือสรรพสัตว์จากการทนทุกข์ในวัฏสงสาร ด้วยการอธิษฐานว่าขอให้เป็นผู้สามารถท�าลายความเศร้าโศกและน�าความสุขมาให้ แก่มนุษย์ทั่วหล้าเหมือนพระอาทิตย์เปล่งแสงขจัดความมืดมนฉะน้ัน๑๖๕ ผู้แต่ง คัมภีร์สัทธรรมาลังการยะได้แสดงความปรารถนาการพยากรณ์จากพระเมตไตรย พุทธเจ้าว่าขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยการบ�าเพ็ญบารมีให้ครบ ๓๒ ทัศ และเข้าถึง พระนิพพานละความทุกข์ท้ังมวล๑๖๖ กล่าวโดยสรุป คติความเช่ือเร่ืองพระโพธิสัตว์ก่อร้างสร้างฐานมาจากสถาบัน กษัตริย์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ พัฒนายุคแรกเร่ิมต้นจากพระเจ้าสิริสังฆโพธิ พระเจ้า พุทธทาส พระเจ้ามหินทท่ี ๔ พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๒ และพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๔ สมัยยุคต้นและยุคกลางมีการรับรองว่าเป็นพระโพธิสัตว์๑๖๗ กษัตริย์บางพระองค์ ยุคต่อมามีพระฉายาว่าโพธิสัตวาวตาระ๑๖๘ การยอมรับกษัตริย์ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ปรากฏมีข้ึนเพื่อส่ือถึงหน้าที่ของกษัตริย์ต่อพิธีกรรมและการท�างานเพื่อประโยชน์สุข
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 215 ของพสกนิกร ภาวะของพระโพธิสัตว์มีคุณลักษณะกว้างขวางกว่า กษัตริย์ไม่สามารถ ด�ารงชีวิตแบบพระโพธิสัตว์ได้ แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีเมตตาและกรุณา๑๖๙ พระเจ้ามหินทะที่ ๔ ทรงประกาศว่าไม่มีใครอ่ืนนอกจากพระโพธิสัตว์เท่าน้ันที่สมควร เป็นกษัตริย์แห่งเกาะลังกา๑๗๐ ค�าถามคือกษัตริย์ต่างแดนผู้ศรัทธาพระพุทธศาสนา หรอื ผไู้ มอ่ ทุ ศิ ตนเพอ่ื พทุ ธศาสนาจะไดร้ บั การยอมรบั เปน็ พระโพธสิ ตั วห์ รอื ไม่ สนั นษิ ฐาน ว่าพระด�ารัสดังกล่าวนี้อาจหมายถึงกษัตริย์ผู้ปกครองโดยธรรมตามแนวค�าสอนของ พุทธศาสนาก็เป็นได้๑๗๑ ความเช่ือเกี่ยวกับเทพอุบลวัน ต่อไปเห็นสมควรกล่าวถึงจตุรทิศาเทวาหรือเทพเจ้าท้ังส่ีผู้อารักขาเกาะลังกา ซึ่งมีนามว่า เทพกิหิแรลิอุปุลวัน (ภาษาบาลีเรียกว่าอุปลวัณณะ)๑๗๒ เทพสมันโบแสล๑๗๓ เทพวิภีศณะ และเทพสกันธกุมาร (สกันดะ)๑๗๔ พร้อมด้วยเทพคณปติ (คเณสะ คณเทวี) ซ่ึงคติความเชื่อเทพเจ้าเหล่าน้ีรุ่งเรืองแพร่หลายสมัยนี้ จารึกลังกาติลกระบุช่ือเทพคณปติพร้อมกับจตุเทพ ซ่ึงบรรยายว่าเป็นกษัตริย์ ในร่างเทพเจ้า (เทวิรัชชุรุวันวหันเส) พร้อมท้ังฉายาของเทพอารักขาอีกหลายช่ือ๑๗๕ รูปปั้นภายในลังกาติลกวิหารยืนยันว่าเทพคณปติเป็นหนึ่งในฐานะเป็นจตุเทพผู้ อารักขา ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเทพองค์มีการยอมรับว่าเป็นเทพอารักขาจริง หรือไม่ มีประเพณีหลายอย่างเก่ียวกับจตุเทพผู้เป็นอารักขาคุ้มครองเกาะลังกา คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งแต่งข้ึนสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ระบุรายช่ือ เทพสุมนะ เทพรามะ เทพลักขณะ (ลักษมณะ) และเทพขัตตคาม (สกันดะ)๑๗๖ หลักฐานคัมภีร์เล่มนี้ได้ยกเทพสุมนะและเทพลักษมณะเป็นผู้คุ้มครองเกาะลังกา แต่ยุคน้ีเชื่อว่าเทพทั้งสองเป็นองค์เดียวกัน๑๗๗ ไม่พบว่าเทพรามะเป็นผู้อารักขา เกาะลังกา ส่วนเทพอุบลวันไม่พบในคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ ปรณวิตานะเห็นว่า เทพรามะในคัมภีร์เล่มนี้ท�าหน้าท่ีแทนเทพอุบลวัน๑๗๘ ส่วนคูมรัสวามีได้เพิ่มรายชื่อ พร้อมรายละเอียดด้านการปกครองของเทพแต่ละองค์ ดังน้ี เทพสมันประจ�าทิศ
216 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ตะวันออก เทพสกันดะประจ�าทิศใต้ เทพวิภีศณะประจ�าทิศตะวันตก และอัยนาร์หรือ บางครั้งเทพธิดาปัตตินิประจ�าทิศเหนือ๑๗๙ แต่โบราณมาชาวพุทธศรีลังกาเชื่อว่า เทพอุบลวันท�าหน้าท่ีปกปองคุ้มครองชาวเกาะทั้งปวง๑๘๐ หลักฐานอีกแห่งหน่ึงเสริมว่า เทพวิภีศะณะก็ท�าหน้าที่ปกปองคุ้มครองเกาะลังกาทั้งหมดเช่นนั้น๑๘๑ เบลเห็นว่าตาม ประเพณชี าวสงิ หลนนั้ เทพสมนั คมุ้ ครองดแู ลทศิ ตะวนั ออกและทศิ ใตข้ องเกาะลงั กา๑๘๒ เทพอุบลวันปรากฏตัวคร้ังแรกในคัมภีร์มหาวงศ์ ซ่ึงแต่งสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดยบรรยายไว้ว่าเป็นเทพเจ้าผู้ได้รับมอบหมายจากท้าวสักกะ ซ่ึงเป็นจอมราชันย์ เหนือสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ ให้ท�าหน้าท่ีปกปองคุ้มครองเกาะลังกา๑๘๓ ถือว่าเทพองค์นี้ รั้งต�าแหน่งสูงสุดเหนือมนุษย์ในฐานะผู้ปกปองเกาะลังกาเรื่อยมาจนถึงสมัยโกฏเฏ๑๘๔ ยุคนี้ความโด่งดังของเทพองค์นี้คือผู้อ้อนวอนด้วยเหตุผลทางการเมือง หลักฐานยืนยันว่าความเช่ือเร่ืองเทพอุบลวันเร่ิมต้นตั้งแต่สมัยของพระเจ้า ทาปุลุเสน (ภาษาบาลีคือทาฐาปภุติ) และโด่งดังแพร่หลายสมัยอาณาจักรดัมพเดณิยะ สอดคลอ้ งกบั เนอื้ หาในคมั ภรี แ์ ปรกมุ พาสริ ติ ะ ซง่ึ เปน็ กวนี พิ นธเ์ ชงิ สดดุ พี ระเจา้ ปรากรม พาหุท่ี ๖ แห่งอาณาจักรโกฏเฏ๑๘๕ พระเจ้าทาปุลุเสนได้เห็นรูปจ�าลองของเทพอุบลวัน โผล่ขึ้นจากท้องทะเล ด้วยความศรัทธาจึงโปรดให้สร้างเมืองเดวินูวะระและให้อารักขา ดูแลเมืองน้ันเป็นอย่างดี๑๘๖ คัมภีร์ปเรวิสันเดศยะกล่าวถึงเทพเจ้าว่าโผล่ข้ึนจาก ทอ้ งทะเลเชน่ กนั ๑๘๗ ความจรงิ คอื เรอื่ งราวตามตา� นานและการเสรมิ ความจากวรรณกรรม สมัยอาณาจักรโกฏเฏ ได้สรรสร้างเทพเจ้าช่ือคิริแรลิอุบลวันจนมีความคลุมเครือ เจตนาเพ่ือสร้างความนิยมและความหวังเรื่องการปกปองคุ้มครอง ต�านานจึงผูกเรื่อง ราวเข้ากับพระเจ้าทาปุลุเสน แม้ไม่สามารถผสานเน้ือหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คัมภีร์จุลวงศ์อ้างว่าคติความเชื่อเทพเจ้าองค์นี้แพร่หลายในพุทธศตวรรษท่ี ๑๗ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประสูติของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช๑๘๘ นทิ านพนื้ บา้ นบนั ทกึ ไวว้ า่ เจา้ ชายวรี พาหผุ เู้ ปน็ พระราชนดั ดาของพระเจา้ ปรากรม พาหุที่ ๒ ครั้นมีชัยเหนือพระเจ้าจันทรภาณุแล้วได้เสด็จไปยังเดวปุระ (ปัจจุบัน เรียกว่าเดวุนดะระ) เพื่อถวายเคร่ืองเซ่นไหว้แก่เทพอุบลวัน คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่า เจ้าชายวีรพาหุได้สักการบูชาและถวายเคร่ืองสักการะแก่เทพเจ้าผู้มีดอกบัวใหญ่๑๘๙
ความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี 217 สนั นษิ ฐานวา่ กอ่ นรณรงคส์ งครามเจา้ ชายพระองคน์ อ้ี าจขอพรเทพเจา้ องคน์ เ้ี พอ่ื ชยั ชนะ หากเป็นเช่นน้ันไซร้ การที่พระองค์เสด็จไปเทวปุระและถวายเคร่ืองสักการะแก่เทพเจ้า องค์น้ี ก็เพื่อแสดงกตัญูกตเวทิตา แต่อีกอีกนัยหน่ึงอาจไม่ได้ขอพรก่อนเข้าสู่ สงคราม หรือความเชื่อว่าการขอพรเทพองค์นี้สามารถสร้างความมั่นใจในชัยชนะของ กษัตริย์แห่งเกาะลังกา ด้วยเหตุนั้นเจ้าชายวีรพาหุจึงต้องแสดงความเคารพต่อเทพ องค์น้ี คัมภีร์ปเรวิสันเดศยะ คัมภีร์หังสสันเดศยะ และคัมภีร์โกกิลสันเดศยะ ซ่ึงล้วนแล้วแต่งสมัยอาณาจักรโกฏเฏ ได้บรรยายว่ามีผู้คนจ�านวนมากพากันอ้อนวอน เทพอุบลวันให้ประทานพรช่วยเหลือเร่ืองการเมือง คัมภีร์ปเรวิสันเดศยะอ้างถึง การอ้อนวอนเพื่อปกปองกษัตริย์ พระอุปราช และจตุรงคเสนามาตย์๑๙๐ คัมภีร์ หังสสันเดศยะระบุว่าเทพเจ้าน้อยใหญ่เช่น เทพอุบลวัน เทพสมันโบกแสล เทพสวัต (สกันดะ) และเทพวิภีศณะ ต่างพากันประทานพรแก่พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖ ให้ครองราชย์ยืนนานปราศจากความวุ่นวาย และสถาปนาอธิปัตย์เหนือเกาะลังกา ทั้งปวง๑๙๑ คัมภีร์โกกิลสันเดศยะอ้างว่าชาวศรีลังกาได้อ้อนวอนขอเทพอุบลวัน ให้ประทานความแข็งแกร่งทางการเมืองที่เมืองยาปาปฏนะ๑๙๒ ซ่ึงขณะน้ันเพิ่งรวม เข้ากับอาณาจักรโกฏเฏไม่นาน กวีนิพนธ์เชิงส่งสาสน์ได้อ้างถึงการอ้อนวอนกราบกราน เทพองคน์ กี้ เ็ พอื่ ปกปอ งราชวงศแ์ ละขนุ นางชนั้ สงู และการเพม่ิ ราชานภุ าพและเกยี รตยิ ศ ของพระราชา๑๙๓ ส่วนตัวอย่างการอ้อนวอนขอเทพเจ้าให้รักษาโรคร้ายปรากฏเห็นในคัมภีร์ อลุตนุวรเทวาเลกรวมี ะ ซึง่ อาจแตง่ สมยั พระเจา้ วมิ ลธรรมสรู ิยะแห่งเสนกฑคละ คมั ภรี ์ เล่มน้ีระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ทรงเป็นโรคในปีที่ ๒๒ แห่งการครองราชย์ เสนาบดีของพระองค์นามว่าเทวประติราชะได้อ้อนวอนเทพอุบลวันแห่งเดวินูวะระ ในนามของกษัตริย์ ได้ถวายเครื่องเซ่นไหว้พร้อมบริจาคท่ีดินเป็นจ�านวนมาก พิธีกรรม น้ีมีความคล้ายคลึงกันกับแอมิละ กล่าวคือพิธีถวายเคร่ืองบูชาในวันเพ็ญเดือนแอสละ ครั้นจัดพิธีกรรมตอนกลางคืนเทพเจ้าจะแปลงร่างเป็นพราหมณ์และประกาศบอกว่า โรคร้ายสามารถรักษาได้ เมื่อเสนาบดีกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินดังน้ันแล้ว พระองค์
218 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ทรงยินดีกับค�าพยากรณ์ย่ิงนัก เพราะทรงพอพระทัยกับการหลุดพ้นจากชะตากรรม กล่าวกันว่าการอุทิศถวายของพระราชาแก่เทพเจ้าและเครื่องสักการะได้เพ่ิมขึ้นตาม ล�าดับ๑๙๔ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจท่ีเทพอุบลวันได้รับมอบหมายตามค�าสั่งของ ท้าวสักกะ คัมภีร์ปเรวิสันเดศยะยืนยันว่าเทพองค์น้ีรั้งต�าแหน่งในฐานะผู้ปกปอง คุ้มครองเกาะลังกา๑๙๕ ส่วนคัมภีร์โกกิลสันเดศยะบอกว่าเทพองค์น้ีท�าหน้าท่ีคุ้มครอง พระศาสนา๑๙๖ คัมภีร์มยูรสันเดศยะบรรจุค�าอ้อนวอนต่อเทพอุบลวันเป็นจ�านวนมาก เพื่อประทานคุณธรรม (คุณ) ปัญญาและชีวิตยืนนานแก่พระสงฆ์ และสร้างความ ปรองดองและมิตรภาพระหว่างคณะสงฆ์สองนิกาย๑๙๗ ชาวพทุ ธยอมรบั วา่ สงั ฆภาวะมคี วามสงู สง่ เหนอื เหลา่ เทพยดา แตก่ ารออ้ นวอน เทพน้อยใหญ่แสดงให้เห็นถึงเทวานุภาพเหนือกว่าพระสงฆ์ ซ่ึงท�าหน้าที่เป็นผู้น�าจิตใจ และคาดหวังว่าจะสามารถสร้างประโยชน์สุขแห่งตน๑๙๘ คาดเดาเอาว่าความรุ่งเรือง แพร่หลายของเทพยุคน้ีอยู่ในช่วงพัฒนาการ จึงปรากฏว่าแม้หน้าท่ีของเทพอุบลวันจะ มีหลากหลาย แต่ความช่ืนชอบเป็นกรณีพิเศษคือการเมือง ด้วยเหตุน้ันเทพองค์นี้ จงึ มกี ารออ้ นวอนรอ้ งขอบอ่ ยครงั้ ความจรงิ คอื เทพองคน์ ไี้ มไ่ ดป้ ระทานพรแกผ่ อู้ อ้ นวอน ร้องขอเลย คัมภีร์ติสรสันเดศยะระบุว่าชาวศรีลังกาได้อ้อนวอนขอเทพอุบลวันให้ ประทานความแข็งแกร่งแก่แอปาปรากรมพาหุแห่งเมืองแดดิคะมะ และสาปแช่งศัตรู ให้พ่ายแพ้๑๙๙ ซึ่งศัตรูคู่แข่งคนส�าคัญก็คือพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖ ส่วนคัมภีร์ ปเรวิสันเดศยะระบุว่ามีผู้ศรัทธาพากันอ้อนวอนขอเทพอุบลวันให้เสาะค้นหาพระสวามี ผู้เหมาะสมแก่พระนางจันทรวดี ซึ่งเป็นพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้าปรากรมพาหุ ที่ ๖๒๐๐ ต่อมาความยิ่งใหญ่เชิงฤทธานุภาพของเทพองค์นี้เคล่ือนย้ายไปอยู่กับ เทพสกันดะ๒๐๑ ความล้มเหลวเร่ืองต่อการประทานพรของเทพอุบลวันกลายเป็น ความเสื่อมถอยไร้คนศรัทธา สมัยนั้นศูนย์กลางคติความเชื่อของเทพองค์นี้อยู่ท่ีเดวปุระ (ปัจจุบันคือ เดวุนดะระ) แต่อีกหลายแห่งก็อ้างเช่นเดียวกัน คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าปรากรม พาหุที่ ๔ โปรดให้สร้างเทวาลัยถวายแก่เทพอุบลวันภายในพระนครอันยวนใจแห่ง มยธนุ และโปรดให้จัดงานถวายเคร่ืองบูชาแก่เทพองค์นี้ด้วย๒๐๐ รูปปั้นของเทพองค์
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 219 นไี้ ดป้ ระดษิ ฐานภายในถา้� แหง่ วดั ถา้� ดมั บลุ ละ๒๐๓ และภายในวหิ ารแหง่ ลงั กาตลิ กวหิ าร๒๐๔ คัมภีร์นิกายสังครหยะระบุว่ามีเทวาลัยที่อุทิศถวายแก่เทพองค์น้ีตั้งแต่สมัยพระเจ้า วิกรมพาหุท่ี ๓๒๐๕ กล่าวโดยสรุปสถานสถิตของเทพองค์นี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคติความ เชื่อเทพองค์น้ี ปัจจุบันชาวศรีลังกาพากันบูชาสักการะเทพอุบลวันเพราะเป็นเทพวิษณุ การเปลยี่ นรา่ งเกดิ ขน้ึ สมยั พระเจา้ ปรากรมพาหทุ ่ี ๖๒๐๖ ยคุ แหง่ ความรงุ่ เรอื งนค้ี ณุ ลกั ษณะ ของเทพองค์นี้มีความแตกต่างจากเทพวิษณุ คัมภีร์โกกิลสันเดศยะได้เปรียบเทียบเทวานุภาพว่าเทพอุบลวันมีพลานุภาพ เหนือเทพวิษณุ๒๐๗ แต่ก็เป็นการไร้ประโยชน์ท่ีจะเปรียบเทียบกันและกัน๒๐๘ ความ แตกต่างกันระหว่างเทพท้ังสององค์นี้พบเห็นในหลักฐานอ้างอิง เช่น จารึกลังกาติลกะ ของพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๔ บันทึกว่าเทพท้ังสองเป็นองค์เดียวกัน๒๐๙ คัมภีร์ติสรสันเดศยะ อธิบายว่าเทพอุบลวันพร้อมกับเทพธิดาแห่งโชคลาภ (สิริ) และเทพธิดาแห่งปัญญา (สรสวิ) ด�ารงอยู่เคียงคู่กัน กล่าวตามความเช่ือของพวกพราหมณ์เทพธิดาแห่งโชคลาภ น้ันเป็นมเหสีของเทพวิษณุ ส่วนเทพธิดาแห่งปัญญาเป็นมเหสีของพระพรหม โดย พรรณนาเป็นคาถาว่าเทพอุบลวันไม่เหมือนเทพวิษณุผู้มีผิวด�า ผู้โศกเศร้าเมื่อทราบว่า มเหสีอยู่เคียงข้างเทพอุบลวัน แต่ร่างของพระพรหมไม่กลายเป็นสีด�าเพราะตนรักษา พรหมจรรย์๒๑๐ หลักฐานเหล่าน้ีช้ีให้เห็นว่าเทพอุบลวันและเทพวิษณุมีความแตกต่างกัน ปรณวิตานะได้เขียนบทความชื่อว่ามหายานในศรีลังกา พยายามยืนยันว่าเทพองค์น้ี เคียงคู่กับอวโลกิเตศวร๒๑๑ การค้นพบล่าสุดชี้ว่าก�าเนิดของเทพอุบลวันต่างจาก เทพวิษณุ๒๑๒ น่าจะเป็นเทพวรุณะ ปรณวิตานะได้โต้แย้งประเด็นส�าคัญ ดังต่อไปน้ี ๑) เรื่องราวของเทพอุบลวันซึ่งเดินทางจากทะเลมาโผล่ที่เดวุนดะระ สอดคล้องกับ เทพวรุณะผู้เป็นเทพแห่งท้องทะเลตามหลักฐานยุคหลังพระเวท๒๑๓ ๒) อุปปลวัณณะ เป็นภาษาบาลีและกลายเป็นอุบลวันน่าจะเก่ียวข้องกับวรุณะ ค�าว่าอุปปละเป็นภาษา สิงหลสมัยเก่าโดยกร่อนมาจากภาษาบาลีซึ่งใกล้เคียงกับศัพท์ว่าอุทปาละ แปลว่า ผู้ปกปองท้องน�้า ศัพท์ว่าวัณณะมาจากภาษาสันสกฤตว่าวัน เป็นอีกชื่อหนึ่งซ่ึง แตกต่างจากอุปปละแต่สามารถรวมเป็นศัพท์เดียวได๒้ ๑๔ ๓) คัมภีร์ปเรวิสันเดศยะ ระบุว่ามเหสีของเทพอุบลวันนามว่าสัณฑวัน เป็นอีกชื่อหนึ่งของเทพธิดาเคาริ (เทพธิดา แหง่ ความขาวหรอื ชาญฉลาด) ถอื วา่ เปน็ การอา้ งนามมเหสขี องเทพวรณุ ะตามมหากาพย์
220 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง สันสกฤต๒๑๕ ๔) เทพสกันดะและจักรเป็นสัญลักษณ์ของเทพวรุณะก็คือเทพวิษณุ นนั่ เอง๒๑๖ ๕) คมั ภรี ป์ เรวสิ นั เดศยะอา้ งถงึ เทพนามวา่ ดนุ เุ ทวราชะ โดยยกยอ่ งสรรเสรญิ เทวาลัยของเทพอุบลวันแห่งเมืองเดวุนดระ เทพองค์น้ีคงมิใช่ใครอื่นนอกจากตัวแทน คันธนูของเทพวรุณะ และเทพอุบลวันยังเชื่อว่าเป็นเทพรามะซ่ึงได้รับการยกย่อง สรรเสริญท่ีเทวาลัยแห่งเบวุนดระด้วย๒๑๗ ประเด็นท�าให้ปรณวิตานะยืนยันเทพอุบล วันว่าเป็นเทพวรุณะสามารถสืบค้นถอยหลังไปถึงกลุ่มชนอินโดอิราเนียนและ อินโดยูโรเปียน ยังมีเหตุผลหลายอย่างปรณวิตานะไม่สามารถสรุปประเด็นความคิดได้ แต่ความเช่ือว่ารูปปั้นของเทพแห่งเดวุนดะระผุดมาจากท้องทะเล๒๑๘ อาจท�า ให้ปรณวิตานะเห็นว่าเทพอุบลวันน่าจะเก่ียวข้องกับทะเล๒๑๙ เทวาลัยที่เดวุนดะระ ต้ังอยู่บริเวณแหลมยื่นออกไปยังทะเล เหมือนกับวัดหินท่ีมามัลลปุรัมแห่งอินเดียใต้ เดวุนดะระเป็นหน่ึงในท่าเรือที่คึกคักท่ีสุดของศรีลังกาสมัยกลาง๒๒๐ ด้วยเหตุผลนี้ จึงเกี่ยวข้องกับเทพแห่งท้องทะเล สันนิษฐานว่าเทพองค์สถิตอยู่บริเวณนี้นามว่า เทพวรุณะหรือเทพแห่งท้องทะเล ส่วนเทพธิดาสัณฑวันผู้เป็นมเหสีของเทพอุบลวัน๒๒๑ น่าจะเป็นช่ือรองของนางเคารีผู้เป็นมเหสีของเทพวรุณะ ทั้งนี้เพ่ือยืนยันว่าเทพวรุณะ เป็นเทพอุบลวันตามความเห็นของปรณวิตานะ คาดเดาเอาว่าน่าจะมีความพยายาม สร้างคติความเชื่อว่าเทพอุบลวันเป็นองค์เดียวกับเทพวรุณะ หลักฐานว่าเทพอุบลวัน มีผิวขาวบริสุทธิ์ย่อมไม่เพียงพอ๒๒๒ ความจริงคือเทพวรุณะไม่ถือสังข์และจักร เพราะน่ันเป็นศาสตราวุธของเทพวิษณุ๒๒๓ ส่วนการอ้างว่าเทพดุนุเทวราชะเป็นคันธนู ของเทพวรุณะก็ไม่มีน้�าหนักเพียงพอ แม้เทพสมุนะแห่งเมืองรัตนปุระก็มีการอ้างว่า เป็นเทพวรุณะ เพราะคันธนูเกี่ยวข้องกับเทพสุมนะ๒๒๔ หลักฐานด้านวรรณกรรมระบุตรงกันว่าบทบาทของเทพองค์น้ีโดดเด่นด้าน การเมือง๒๒๕ กวีนิพนธ์ประเภทสันเดศยะพรรณนาถึงการท�าลายเผาผลาญเวนวัสและ อสุระ โดยเฉพาะการพ่ายแพ้ของท้าวเวปจิตติ (ภาษาสันสกฤตคือวิประจิตติ) ผู้เป็น หน่ึงในนักรบผู้กล้าแห่งเทนวัส๒๒๖ คัมภีร์หริวังสะบอกว่าเทพวิษณุคือผู้อยู่เบื้องหลัง ในความพ่ายแพ้ครั้งนี้๒๒๗ หลักฐานทางวรรณกรรมพรรณนาไว้ว่าเทพวรุณะถูกท้าว วิประจิตติกระหน่�าตีสองคร้ัง๒๒๘ หลักฐานเช่นนี้มีนัยไม่สอดคล้องว่าเทพอุบลวัน
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 221 เป็นเทพวรุณะ คัมภีร์กวีนิพนธ์ประเภทสันเดศยะย�้าว่าลักษณะแห่งชัยชนะเหนือศัตรู เช่นน้ี จึงเป็นเหตุให้ผู้คนอ้อนวอนเพ่ือเหตุผลทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ต้องการ ชัยชนะหรือมีอ�านาจเหนือคนอ่ืน แต่หลักฐานช้ีให้เห็นแล้วว่าเทพวิษณุแตกต่างจาก เทพอุบลวัน๒๒๙ ความพยายามของปรณวิตานะเพื่อยืนยันว่าเทพอุบลวันเป็นเทพวรุณะ จึงไร้น�้าหนัก สถานภาพของเทพองค์น้ีที่ปรากฏในประวัติศาสตร์นับแต่เร่ิมต้นจนถึงสมัย ของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๖ คือเป็นผู้ปกปองคุ้มครองเกาะลังกา ในฐานะหนึ่ง แห่งเทพท้ังสี่ผู้ท�าหน้าท่ีพิทักษ์คุ้มครอง๒๓๐ เมืองเดวุนดะระซ่ึงเป็นศูนย์กลางแห่ง ความแพร่หลายของเทพองค์น้ี เป็นเมืองใหญ่มากมายด้วยผู้คน โดยเฉพาะชาวอินเดีย ต่างเข้ามาพ�านักอาศัยเป็นจ�านวนมาก๒๓๑ เม่ือเทพองค์นี้ท�าหน้าท่ีปกปองเกาะลังกา ศรัทธาผู้คนจึงอ้อนวอนด้วยความปรารถนาอันหลายหลาก แต่ส่วนมากมุ่งเน้นผล ทางการเมือง นอกจากน้ันเป็นการเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บและการประทานบุตร เป็นต้น๒๓๒ ด้วยบุคลิกและความมากมีด้วยคุณสมบัติหลายด้านจึงครอบคลุมเทวานุภาพ ของเทพหลายองค์ เช่น เทพวิษณุ เทพวรุณะ เทพสมัน พระพรหมและพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร ชัยชนะของเทพอุบลวันต่อเหล่าอสูรรวมถึงท้าวเวปจิตติจึงเป็นเหตุให้ความ เช่ือว่าเป็นเทพวิษณุ๒๓๓ คัมภีร์ติสรสันเดศยะยังย�้าอีกว่าพระนางลักษมีผู้เป็นมเหสี ของเทพวิษณุอยู่เคียงข้างเทพอุบลวัน ท้ังสององค์มีพระวรกายสีฟาเทพอุบลวันจึง มีรูปร่างเหมือนเทพวิษณุ๒๓๔ ความกรุณาเป็นคุณลักษณะพิเศษของเทพสุมนะ๒๓๕ เทพอุบลวันก็มีคุณสมบัติเช่นกัน หลักฐานเสริมอีกว่าพระองค์มีลักษณะคล้าย พระพรหมเพราะพระนางสรัสวดีผู้เป็นมเหสีของพระพรหมอยู่เคียงข้าง๒๓๖ คัมภีร์ มหาวงศ์พรรณนาว่าเทพอุบลวันเก่ียวข้องกับการมาลังกาของเจ้าชายวิชัย สอดคล้อง กับคัมภีร์กรัณฑวยูหะซึ่งบรรยายต�านานอวโลกิเตศวรตามส�านวนชาวเหนือ๒๓๗ ปรณวิตานะบอกว่ามีความเก่ียวข้องกันระหว่างไม้ขทิระกับอวโลกิเตศวร๒๓๘ ต�านาน บอกว่าเทพองค์นี้ผุดขึ้นมาจากท้องทะเลตรงจุดรูปปั้นไม้ขทิระของพระองค๒์ ๓๙ หลักฐาน ตรงน้ีจึงช้ีว่าเทพอุบลวันเก่ียวข้องกับอวโลกิเตศวร ด้วยคุณสมบัติอันหลายหลากเช่น
222 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง น้ี จึงเป็นการยากนักที่จะยืนยันว่าเทพอุบลวันเป็นเทพหลายองค์ แต่ความจริงคือ ภายหลังพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ เทพองค์นี้ได้รับการกราบไหว้บูชาในฐานะเป็น เทพวิษณุ๒๔๐ จึงเช่ือว่าไม่เป็นความบังเอิญทางประวัติศาสตร์เป็นแน่ เบ้ืองหลัง ความคดิ เชน่ นอ้ี าจจะเปน็ ทรี่ จู้ กั ยคุ ตอ่ มา โดยเฉพาะกรณเี ทพอบุ ลวนั เปลยี่ นบคุ ลกิ ภาพ เป็นเทพวิษณุนั้น๒๔๑ อีกอย่างหน่ึงอิทธิพลของเทพไวศณวะเป็นท่ีรู้จักแพร่หลายตั้งแต่อาณาจักร โปโฬนนารุวะเป็นต้นมา น่าจะเป็นเหตุให้เทพอุบลวันเลียนแบบบุคลิกลักษณะของ เทพองค์นี้ก็เป็นได้๒๔๒ เทพอุบลวันเป็นเทพผู้ยอดเย่ียมแห่งเกาะลังกา ส่วนเทพ ไวศรณะก็คือเทพวิษณุน้ันเอง อิบันบาตูตะบอกว่าสมัยน้ีมีพราหมณ์จ�านวนร้อยคอย ดูแลเทวาลัยของเทพอุบลวัน๒๔๓ หลักฐานเก่ียวกับอลุตนูวรเทวาลัยแห่งเขตแกคัลละ บนั ทึกไวว้ า่ มพี วกพราหมณ์ผแู้ ตกฉานเรอื่ งราวของเทพไวศณวะ ไดร้ บั การเชือ้ เชิญจาก ราเมศวรให้ปั้นรูปเทพองค์นี้ท่ีเดวุนดะระ๒๔๔ หลักฐานส่วนน้ีช้ีให้เห็นการมีอยู่ของเทพ ไวศรวะณะท่ามกลางพวกพราหมณ์ผู้ท�าหน้าท่ีรับใช้ภายในเทวาลัยท่ีเดวุนทระ หาก เป็นเช่นน้ันจริงย่อมต้องเกิดการเปล่ียนรูปแปลงร่างเป็นเทพวิษณุ ความจริงอย่างหนึ่ง คือเทพอุบลวันสมัยดั้งเดิมมีความแตกต่างจากความเชื่อของชาวศรีลังกา๒๔๕ แต่คร้ัน ย่างเข้าสู่สมัยโกฏเฏเป็นต้นมาได้รับการนับถือบูชาในนามเทพวิษณุ๒๔๖ จึงสรุปได้ว่า ยุคโกฏเฏถือว่าเป็นช่วงหัวเล้ียวหัวต่อเพื่อเปลี่ยนผ่านสถานจากเทพอุบลวันสู่ความ เป็นเทพวิษณุ ความเช่ือเกี่ยวกับเทพสุมนะ เทพสมุ นะ (ภาษาสงิ หลคอื สมนั ) เชอื่ วา่ ประทบั บนขนุ เขาสมุ นกฎู หรอื สมนั ตกฎู ถือว่าเป็นหนึ่งในเทพพิทักษ์ทั้งสี่ตั้งแต่ยุคคัมโปละเร่ือยมา๒๔๗ คัมภีร์มหาวงศ์อ้างถึง เทพองค์น้ีเป็นครั้งแรกสมัยพระพุทธเจ้าเสด็จมายังมหิยังคณะ คราวน้ันเทพสุมนะ ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์แล้วบรรลุธรรม จากนั้นได้ทูลขอของที่ระลึก ส�าหรับสักการบูชา พระพุทธองค์ได้ประทานพระเกศาธาตุเต็มพระหัตถ์ คราวนั้น เทพสุมนะได้สร้างเจดีย์และประดิษฐานเพ่ือสักการบูชา๒๔๘ คร้ันพระพุทธเจ้าเสด็จ ลังกาคร้ังท่ีสามพระองค์ได้ประทับรอยพระบาทเหนือยอดขุนเขา๒๔๙ ซ่ึงเป็นสถานสถิต
ความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี 223 ของเทพองคน์ ี้ ความเชื่อเทพองคน์ เ้ี งียบหายไปจนมาปรากฏเหน็ อกี คร้งั สมัยอาณาจักร ดัมพเดณิยะ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าเสนาบดีเทวประติราชะได้เดินทางไปคังคศิริปุระ (ปัจจุบันคือคัมโปละ) ขณะเดินทางถึงสุมนกูฎได้สร้างรูปปั้นเทพสุมนะด้วยลักษณะ แห่งเทพอันงดงาม และประดับตกแต่งด้วยเครื่องทรงอันท�าด้วยทองและอัญมณีอัน มีค่า จากนั้นได้อัญเชิญรูปปั้นเข้าขบวนแห่แหนบริเวณสุมนกูฎ เสนาบดีเทวประติราชะ นน้ั ไดม้ อบหมายใหข้ า้ ทาสบรวิ ารถากถางหนทางจนถงึ ยอดเขา ใหส้ รา้ งสะพานขา้ มหว้ ย ตลอดเส้นทาง ให้สร้างอาคารพักริมทางตั้งแต่เชิงเขาจนถึงยอดสุมนกูฎ ให้สถิตรูปปั้น เทพสุมนะบริเวณลานด้านหน้าเจดีย์แห่งรอยพระพุทธบาท แล้วให้สร้างมณฑปครอบ รอยพุทธบาทเอาไว้ แวดล้อมด้วยก�าแพง ให้สร้างมณฑปขึงด้วยโซ่เหล็กโดยยึดตรึง ใส่เสาเหล็กเพ่ือความมั่นคง จากนั้นได้ท�าพิธีบูชาสักการะรอยพระพุทธบาทสามวัน สามคืน พร้อมเผาประทีปและถวายเครื่องบูชาเหล่าอ่ืนเป็นจ�านวนมาก๒๕๐ พระบรมราชูทิศแห่งมหาสมันเทวาลัยระบุว่า ๒๕ หมู่บ้านจาก ๒๖ หมู่บ้าน ได้มอบหมายให้อุปัฏฐากดูแลเทพองค์นี้ โดยพระบรมราชโองการของพระเจ้าปรากรม พาหุท่ี ๖ หลักฐานระบุว่าพระเจ้ากลิกาลสหิตยะสรวญาปัณฑิตปรากรมพาหุได้มอบ ถวายที่ดินเป็นจ�านวนมาก๒๕๑ ข้อมูลจากพระบรมราชูทิศแห่งมหาสมันเทวาลัยและ สมันสิริตะท�าให้เปริสตีความว่า มหาสามันเทวาลัยสร้างโดยพระเจ้าบัณฑิตปรากรม พาหแุ หง่ อาณาจกั รดมั พเดณยิ ะ๒๕๒ หลกั ฐานอา้ งวา่ พราหมณอ์ ารยกามเทพผเู้ ปน็ เสนาบดี ของพระเจ้าแผ่นดินได้เที่ยวค้นหาอัญมณีบริเวณสุมนกูฎตามพระราชโองการ แต่ไม่ ประสบผลส�าเร็จ ต่อมาเสนาบดีได้สร้างวัดถวายแก่เทพองค์นี้ เป็นเหตุให้สามารถ ค้นพบอัญมณีมากมายมหาศาล ผู้อัญเชิญรูปปั้นของเทพองค์นี้เพื่อประดิษฐานภายใน วิหารคือพระมหากษัตริย์ ได้มีการมอบถวายหมู่บ้านแห่งหัวเมืองสบรคามุวะ เมือง รัตนปุระและเมืองเวรลุเป และแต่งต้ังเจ้าหน้าที่พร้อมมีการรักษาสืบต่อมาต้ังแต่สมัย นั้น๒๕๓ เปริสอ้างถึงกษัตริย์สองพระองค์พระนามว่าภูวเนกพาหุและยาปาภูวเนกพาหุ ซึ่งเป็นผู้มอบถวายเทวาลัย กษัตริย์พระองค์แรกโปรดให้ถวายภาชนะทองค�า ทาส ชายหญิง ๒๐ คน และใบพลูจากคิริมาเล ส่วนพระอนุชานามว่ายาปาภูวเนกพาหุได้ อุทิศถวายหมู่บ้านหลายแห่งบริเวณตละวิฏิยะและมลวิฏยะเป็นต้น๒๕๔
224 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง พระบรมราชูทิศแห่งเทวาลัยบันทึกไว้ว่ากษัตริย์หลายพระองค์นับตั้งแต่ พระเจา้ บณั ฑติ ปรากรมพาหเุ ปน็ ตน้ ไดถ้ วายทด่ี นิ เปน็ จา� นวนมาก เฉพาะพระเจา้ ปรากรม พาหุที่ ๖ ได้น้อมถวายหมู่บ้าน ๒๕ แห่ง เรื่องราวในคัมภีร์สมันสิริตะและพระบรม ราชูทิศมหาสมันเทวาลัยอ้างว่าพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ได้อุทิศถวายท่ีดินเป็นจ�านวน มาก ส่วนพระเจ้ายาปาภูวเนกพาหุหมายถึงพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๑๒๕๕ หลักฐาน ดังกล่าวชี้ถึงกัลปนาอุทิศของกษัตริย์สองพระองค์นี้ และเสริมอีกว่ากษัตริย์อีกสอง พระองค์ต่อมาได้ถวายกัลปนาอุทิศแด่เทวาลัยเช่นกัน หน่ึงน้ันคือพระเจ้าภูวเนกพาหุ ซ่ึงหมายถึงพระอนุชาของพระเจ้ายาปาภูวเนกพาหุ แต่หลักฐานไม่กล่าวถึงกษัตริย์ อีกพระองค์หน่ึงก่อนพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๑ สันนิษฐานว่าเป็นพระเจ้าภูวเนกพาหุผู้ ปกครองภายหลังกษัตริย์พระองค์แรก หากเป็นเช่นน้ันจริงก็ย่อมสับสน เนื่องจาก พระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๔ เป็นพระโอรสของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ซึ่งได้ด�าเนิน พระราชกรณียกิจทางศาสนาสืบต่อพระบิดาและได้เสด็จสุมนกูฎด้วย๒๕๖ แต่ไม่มี หลักฐานกล่าวถึงการถวายกัลปนาอุทิศแก่เทวาลัยของเทพองค์นี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าความเช่ือเร่ืองรอยพระพุทธบาทและเทพสุมนะเป็นที่โด่งดัง แพร่หลายสมัยน้ี หลักฐานต่างประเทศเช่นคัมภีร์มนิเมขลัยกล่าวถึงความแพร่หลายของคติ ความเชื่อเร่ืองรอยพระพุทธบาทและการจาริกแสวงบุญสุมนกูฎมีมาต้ังแต่ยุคแรกเริ่ม ส่วนหลักฐานของศรีลังกากล่าวถึงคติความเชื่อเร่ืองรอยพระพุทธบาทเริ่มต้ังแต่สมัย พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ความเช่ือเทพสุมนะอาจจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายพร้อมการจาริก แสวงบุญ หากเป็นเช่นนั้นไซร้ ความเชื่อเทพสุมนะน่าจะเกิดมีต้ังแต่ยุคแรกเร่ิม๒๕๗ แต่หลักฐานรอยพระพุทธบาทและการจาริกแสวงบุญรอยพระพุทธบาทนั้น เริ่มต้น กลา่ วถงึ ครงั้ แรกสมยั พระเจา้ วชิ ยั พาหทุ ่ี ๑ และเกดิ การตนื่ ตวั สมยั พระเจา้ นสิ สงั กมลั ละ ได้ทรงอุปถัมภ์ผู้จาริกแสวงบุญเขาสุมนกูฏเป็นอย่างดีย่ิง จึงสรุปได้ว่าความเช่ือ เทพสุมนะรู้จักแพร่หลายต้ังแต่ยุคแรก แต่เกิดการต่ืนตัวอีกคร้ังสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุ ที่ ๑ และมาเป็นท่ีรู้จักแพร่หลายสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒๒๕๘
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 225 เหตผุ ลสา� คญั คอื ความศรทั ธาของผคู้ นเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความสมั พนั ธก์ นั ระหวา่ ง สมันตกูฎและเทพสุมนะ หลักฐานระบุว่าเทพสุมนะได้สร้างยอดเขาให้เป็นท่ีประทับนับ ตั้งแต่โบราณกาล๒๕๙ สันนิษฐานว่าแนวคิดเช่นน้ีอาจเกิดจาการปีนป่ายโขดหิน อันลาดชันเกิดความล�าบากแสนเข็ญกว่าจะถึงยอดเขา จึงจ�าต้องวิงวอนร้องขอความ ช่วยเหลือจากเทพยดา สังเกตได้จากผู้จาริกแสงบุญจะพากันเปล่งอุทานตลอดทางว่า กรุณาวัย แปลว่า ความกรุณาจากเทพเจ้า๒๖๐ คัมภีร์แสวุลอัสนะช้ีบอกว่าเทพสุมนะ ทรงมีพระกรุณาคุณ๒๖๑ การแสดงความกรุณาต่อผู้จาริกแสวงบุญซ่ึงปีนป่ายจนถึง ที่อยู่ของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความนิยมยกย่องต่อเทพองค์นี้ ศูนย์กลางความเช่ือ เทพองค์นี้อยู่ท่ีเมืองรัตนปุระเขตสบรคามุวะ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ โปรดให้สร้าง เทวาลัยแก่เทพองค์น้ี๒๖๒ พระบรมราชูทิศแห่งมหาสมันเทวาลัยระบุว่าเทพสุมนะมีอีก นามหนึ่งว่าลักษมณะ๒๖๓ ซ่ึงมหากาพย์รามยณะบอกว่าเป็นน้องชายของพระราม๒๖๔ หลักฐานนี้ถือว่าเป็นคร้ังแรกท่ีอ้างว่าเทพทั้งสองเป็นองค์เดียวกัน คัมภีร์สิโรปะทะซ่ึง เป็นงานแต่งยุคหลังก็อ้างว่าเทพสุมนะเป็นองค์เดียวกับเทพลักษมณะ๒๖๕ ปรณวิตานะ ช้ีให้เห็นถึงความช่ืนชอบฮินดูว่าเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาตอนปลายยุคกลาง โดยอธิบายเสริมว่าพราหมณ์ชาวอินเดียผู้อพยพโยกย้ายมาสู่เกาะลังกาได้เปล่ียนเทพ ชาวลังกาผู้ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นเทพฮินดู การเพ่ิมอักษรตามช่ือเทพสุมนะจึงกลาย เปน็ นอ้ งชายของพระรามไดโ้ ดยงา่ ย๒๖๖ รปู ปน้ั ของเทพสมุ นะทวี่ ดั ถา�้ ดมั บลุ ละสรา้ งสมยั พระเจา้ นสิ สงั กมลั ละ๒๖๗ สว่ นลงั กาตลิ กวหิ ารรปู ปน้ั ของเทพองคน์ ป้ี ระทบั อยใู่ นเทวาลยั ขนาดเล็ก๒๖๘ คร้ันย่างเข้าสู่สมัยอาณาจักรโกฏเฏเทพองค์นี้พร้อมท้ังเทพอารักขาท้ังสี่ ได้รับการร้องขอให้สนับสนุนอ�านาจทางการเมืองแก่พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖๒๖๙ จารึก แมดวะละกล่าวถึงวัดแห่งหน่ึงว่าเป็นสถานสถิตของเทพสุมนะ๒๗๐ แต่หลักฐานดาษด่ืน สมัยนี้หาได้อธิบายความนิยมบุคลิกลักษณะของเทพองค์นี้ไม่ ปรณวิตานะแสดงความเห็นว่าเทพสุมนะเป็นพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายานนาม ว่าสมันตภัทร๒๗๑ แนวความคิดน้ีได้รับการปฏิเสธจากนักวิชาการ ต่อมาปรณวิตานะ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเทพสุมนะเป็นองค์เดียวกันกับเทพยมะ๒๗๒ การตรวจสอบ ดังกล่าวอ้างอิงจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยเทพองค์นี้ได้รับการยอมรับนับถือ ว่าเป็นเทพแห่งพุทธศาสนา ปรณวิตานะได้อ้าง ๒ ประเด็นหลัก คือ ๑) การยืนยัน
226 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ว่าเทพสุมนะแห่งสมันตกูฎเป็นสมิทธิสุมนะผู้ติดตามพระพุทธเจ้ามาสู่นาคทวีป และ ๒) การปรากฏตัวของเทพสมันในคัมภีร์ปันสิยปนัสชาตกโปตะภาษาสิงหลว่าเป็น เทพยมะตามคัมภีร์ชาดกบาลี๒๗๓ การยืนยันว่าเทพสุมนะเป็นเทพสมิทธิสุมนะนั้น ปรณวิตานะเน้นอ้างถึง เทพสุมนะในคัมภีร์ธรรมบทอรรถกถา ซึ่งระบุว่าเทพองค์นี้สิงสถิตอยู่ที่ประตูแห่งเชต วนั มหาวหิ าร๒๗๔ เทพองคน์ ค้ี อื เทพสมทิ ธสิ มุ นะ๒๗๕ และสถานสถติ ของเทพสมทิ ธสิ มุ นะ คอื ตน้ ราชายตนะ ดว้ ยหลกั ฐานดงั กลา่ วจงึ สามารถยนื ยนั วา่ เทพทง้ั สองเปน็ องคเ์ ดยี วกนั สว่ นนาคายวตั ถใุ นคมั ภรี ์รสวาหนิ รี ะบวุ ่าเทพสมทิ ธสิ ุมนะผูต้ ิดตามพระพุทธเจา้ มานาคทวีป ได้รับการแนะน�าจากพระพุทธเจ้าให้สถิตอยู่ดินแดนแห่งน้ี พร้อมด้วยต้นราชายตนะ อันเป็นสถานสิงสถิต ซึ่งก็คือสถานที่แสดงพระธรรมเทศนาแก่เหล่านาคา๒๗๖ หลักฐาน ดังกล่าวน้ีชี้ให้เห็นว่าเทพสมิทธิสุมนะไม่เชื่อมโยงสมันตกูฎ แต่ปรณวิตานะได้แย้งว่า เทพองค์เดียวกันอาจจะสถิตสถานที่ต่างกัน แต่สุดท้ายก็เป็นเทพสององค์๒๗๗ หลักฐานดังกล่าวนี้แม้เป็นการคาดเดาอย่างมีเหตุผล แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่า เทพสุมนะแห่งสุมนกูฎเป็นองค์เดียวกันกับเทพสมิทธิสุมนะ ส่วนการยืนยันว่า เทพสมุ นะในคมั ภรี ป์ นั สยิ ปนสั ชาตกโปตะภาษาสงิ หลเปน็ เทพยมะในคมั ภรี ช์ าดกบาลี๒๗๘ น่าจะต้องมีการตรวจสอบอีกคร้ัง แม้วรรณกรรมยุคนี้ก็ไม่ให้น�้าหนักประเด็นนี้เลย เม่ือหลักฐานด้านวรรณกรรมไม่สามารถให้ความกระจ่างชัดได้ จ�าต้องมีการ พิจารณาเก่ียวกับภาพวาดและรูปปั้น ส�าหรับรูปปั้นของเทพสุมนะซึ่งปัจจุบันสถิตอยู่ บนยอดเขาน้ัน ปรณวิตานะอ้างว่าสร้างโดยเสนาบดีเทวประติราชะในพุทธศตวรรษที่ ๑๘๒๗๙ และอธิบายเสริมอีกว่ารูปปั้นมีความสูงประมาณ ๑ ฟุต ท�าจากไม้จันทร์หอม ชุบด้วยเงิน๒๘๐ คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่ารูปปั้นประดับตกแต่งด้วยเครื่องทรงท�าจากทอง และอัญมณีอันมีค่า๒๘๑ หลักฐานเบ้ืองต้นไม่ปรากฏว่ามีเทพสององค์ จึงไม่ทราบว่า ปรณวิตานะอาศัยหลักฐานอะไรจึงยืนยันเทพสององค์นี้ว่าเป็นองค์เดียวกัน ส่วนรูป ปั้นของเทพสุมนะภายในถ้�าของวัดดัมบุลละ๒๘๒ ปรณวิตานะวิเคราะห์ว่าหากมองในแง่ ศิลป์เทวรูปองค์นี้สร้างสมัยพระเจ้านิสสังกมัลละ และหากมองในแง่ประติมานวิทยา เทวรูปองค์น้ีมีลักษณะเหมือนกันกับองค์ท่ีสถิตบนยอดเขาสุมนกูฎ๒๘๓ แต่หาได้แสดง
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 227 สัญลักษณ์เชิงลักษณะ อาวุธ พาหนะ เป็นต้น เช่นเดียวกับเทพยมะ๒๘๔ เทวรูปแห่งวัดถ้�า ดัมบุลละทาด้วยสีเหลือง๒๘๕ ส่วนเทพยมะทาด้วยสีฟา สีแดง สีขาวและสีเหลือง๒๘๖ แต่การอ้างเรื่องสีผิวหาสามารถยืนยันว่าเทพสุมนะเป็นเทพยมะได้ไม่ แต่ไม่ว่าการ ยืนยันว่าเทพยมะเป็นเทพสุมนะจริงหรือไม่ ความจริงคือเทพท้ังสองมีบางอย่าง สามารถเช่ือมโยงถึงกันคือความกรุณา คติความเช่ือเทพเจ้าฮินดู สว่ นเทพวภิ ศี ะณะผเู้ ปน็ นอ้ งชายของทา้ วราวนะเปน็ กษตั รยิ อ์ สรู แหง่ เกาะลงั กา ทรงภาวะเป็นอสูรแต่ภายหลังกลายเป็นเทพ เล่ากันว่าเทพองค์นี้ประพฤติพรตอย่าง เข้มงวดจนพระพรหมเมตตา ได้มาส�าแดงตัวต่อหน้าแล้วประทานพรตามค�าขอ เทพวิภีศะณะจึงขอพรว่าให้สามารถเข้าถึงธรรมอย่างรวดเร็วและทรงภาวะเป็นเทพ คร้ันเมื่อท้าวราวนะถูกพระรามสังหารในสมรภูมิ วิภีศะณะผู้เป็นน้องชายจึงครอง เกาะลังกาสืบต่อ มีเมืองหลวงอยู่ที่เกลาณียะ ซึ่งสมัยนั้นเทพผู้ย่ิงใหญ่เหนือเกาะลังกา คือเทพอุบลวัน๒๘๗ เทพวิภีศะณะนั้นถือว่าเป็นผู้ท�าหน้าที่อารักขาพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนั้นรูปปั้นจึงสามารถสถิตที่วิหารชั้นล่างแห่งลังกาติลกวิหาร๒๘๘ นับต้ังแต่ สมยั คมั โปละเปน็ ตน้ มาเทพองคน์ เี้ ปน็ ทรี่ จู้ กั แพรห่ ลายในฐานะหนง่ึ แหง่ จตเุ ทพผอู้ ารกั ขา เกาะลังกา๒๘๙ คัมภีร์ติสรสันเดศยะ คัมภีร์หังสสันเดศยะ และคัมภีร์โกกิลสันเดศยะ ระบุวา่ ไดร้ อ้ งขอใหผ้ ้สู ่งสาสนก์ ราบไหวเ้ ทพวภิ ีศะณะท่กี ิตสิริเมวนั เกลานยิ ะ๒๙๐ แตห่ าก สังเกตจะเห็นว่าวัตถุประสงค์หลักของการแต่งคัมภีร์กวีนิพนธ์เหล่านี้นั้น มิใช่เป็น การเน้นขอพรเทพวิภีศะณะ แต่หมายถึงเส้นทางยุทธศาสตร์เพราะเนื้อหาตามคัมภีร์ ล้วนอ้างถึงหนทางจากตอนใต้ถึงภาคเหนือ และจากตะวันตกถึงเกลาณียะ คัมภีร์แสฬลิหินิสันเดศยะชี้บอกว่าเทพวิภีศะณะได้รับการวิงวอนให้ประทาน บุตรแก่เจ้าหญิงอุฬกุฑยะ ผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๖๒๙๑ ปรณวิตานะ แสดงความเห็นว่าความพิเศษของเทพองค์น้ีคือประทานบุตร โดยยกตัวอย่างคือ หลักฐานจากคัมภีร์แสฬลิหินิสันเดศยะหนึ่ง การประสูติแห่งพระราชโอรสของพระนาง รัตนาวลีนามว่าปรากรมพาหุหนึ่ง โดยเน้นว่าการเกิดของเจ้าชายปรากรมพาหุน้ี เป็นผลมาจากความศรัทธาต่อเทพวิภีศะณะ๒๙๒ ส่วนคัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าเจ้าชาย
228 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง มานาภรณะผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ ได้อ้อนวอนขอบุตรชาย ผู้สามารถท�าลายศัตรู วันหนึ่งขณะสมาทานรักษาศีลในเทวาลัยของเทพเทวราชะ ได้ ฝันไปว่าเทพวิภีศะณะมาพยากรณ์การเกิดของเจ้าชายปรากรมพาหุ๒๙๓ แต่ช่ือของเทพ องค์น้ีกลับไม่ปรากฏเห็นในคัมภีร์ ระบุเพียงนามว่าเทวราชะหมายถึงราชันย์แห่งเทพ ไกเกอร์บอกว่าเทพองค์นี้คือเทพอินทระหรือท้าวสักกะ๒๙๔ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจาก ความคิดว่าพระองค์เป็นราชันย์แห่งเทพยดาก็เป็นได้ ไม่สามารถรู้ได้ว่าคติความเช่ือเรื่องท้าวสักกะแพร่หลายในเกาะลังกาตั้งแต่ ยุคต้นหรือยุคหลัง การบ่งนามเทวราชะหรือราชันย์แห่งเทพสามารถใช้เรียกเทพได้ หลายองค์ เพราะทุกองค์ล้วนมีนามว่าราชันย์แห่งเทพ๒๙๕ แม้จะใช้กับเทพหลายองค์ แต่น่าจะหมายถึงเทพองค์หนึ่งตามนามน้ัน หลักฐานย้�าว่านับต้ังแต่อดีตกาลนาน มาจนถึงสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๖ เทพอุบลวันครองความเป็นเทพสูงสุดของ ชาวสิงหล๒๙๖ ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงสมควรได้รับการขนานนามว่าเทวราชะมากกว่า เทพองค์อ่ืน ด้วยเหตุนั้นเทพที่เจ้าชายปรากรมพาหุทรงยกย่องสรรเสริญไม่น่าจะเป็น เทพวิภีศะณะแต่ควรเป็นเทพอุบลวัน สกันดกุมารหรือเรียกว่าสกันดะ มหาเสน และการติเกยะ ถือว่าเป็นเทพที่ ด�ารงสถานภาพระหว่างเทพอารักขาท้ังส่ี สมัยต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามกตรคามะเดโย (ขัตตคามะ)๒๙๗ ต�านานความเช่ือเกี่ยวกับเทพองค์น้ีย้อนหลังไปถึงสมัยพระเจ้าวัฏฏ คามิณี๒๙๘ ศิลาจารึกท่ีแม่น้�ากปุรุแวฑุของพระเจ้าคชพาหุท่ี ๒ อ้างถึงการมอบถวาย ที่ดินแด่บุคคลคนหน่ึงผู้สร้างรูปปั้นเทพกันตะ (สกันดะ)๒๙๙ จากจารึกหลักน้ีโคดุกุมบุระ ตงั้ ขอ้ สงั เกตวา่ การบชู าเทพสกนั ดะซงึ่ เปน็ เทพสงครามของฮนิ ดู อาจจะโดง่ ดงั แพรห่ ลาย และทรงอิทธิพลต่อชาวสิงหลสมัยโปโฬนนารุวะระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๗๓๐๐ แม้เชื่อ ว่าเทพสกันดะเป็นเทพแห่งสงคราม แต่ผู้ศรัทธากลับไม่ร้องขอพรด้านน้ีกับพระองค์ คัมภีร์นิกายสังครหยะระบุการอุทิศถวายเทวาลัยสี่ทิศแก่เทพอารักขาท้ังส่ีภายในเมือง โกฏเฏ คราวเร่ิมสร้างนครสมัยพระเจ้าวิกรมพาหุท่ี ๓ แห่งอาณาจักรคัมโปละ หนึ่งในนั้นเป็นเทวาลัยสถานสถิตของเทพสกันดะ๓๐๑ คัมภีร์อัมแบกเกวรณนาวะระบุ ว่า เทวาลัยแห่งอัมแบกเกสร้างถวายแด่เทพสกันดะ (สกันดวรมัน) ผู้ปรากฏกายต่อ
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 229 หน้าผู้ตีกลองแห่งรัมคะมะ ซึ่งเคยไปเยือนกตรคามะเพราะศรัทธาต่อเทพองค์น้ี ต่อมาได้สร้างเทวาลัยเมื่อพุทธศักราช ๑๙๑๔ เจ้าหญิงพระนามว่าเหนกันดะบิโส บณั ฑาระผปู้ ระสตู ใิ นเมลด็ มะขามปอ ม ซง่ึ ถกู เทพสกนั ดะสมั ผสั พระศอตอ่ มาเปน็ มเหสี ของพระองค์๓๐๒ ท่ีเทวาลัยอัมแบกเกยังมีการกราบไหว้บูชาเทพสกันดะและเทพกตร คามะอยู่ คมั ภรี แ์ สฬลหิ นิ สิ นั เดศยะอา้ งถงึ เทวาลยั ของเทพสกนั ดะ (มหาเสน)๓๐๓ คมั ภรี ์ ปเรวิสันเดศยะระบุว่าเทพสกันดะได้ประทานพรแก่พระศรีราหุลเถระเม่ืออายุท่านย่าง เข้า ๑๕ ปี๓๐๔ ครั้นย่างเข้าสู่สมัยอาณาจักรแคนดีเทพสกันดะกลายเป็นท่ีรู้จักกว้าง ขวางและสามารถทดแทนตา� แหน่งของเทพอบุ ลวนั หมดสิน้ ๓๐๕ หลักฐานเบ้ืองตน้ ยืนยนั ว่าสมัยนี้คติความเชื่อเทพองค์น้ีรุ่งเรืองแพร่หลาย ส�าหรับเทพคณปติหรืออีกช่ือหน่ึงว่าคเณศและคณเทวี ถือว่าเป็นเทพอีกองค์ หน่ึงท่ีมีการนับถือบูชาสมัยนี้ รูปปั้นของเทพองค์น้ีสถิตภายในลังกาติลกวิหารพร้อม เทพองค์อื่น๓๐๖ เร่ืองราวของเทพองค์น้ีในฐานะเป็นเทพชาวพุทธสามารถย้อนรอย ถอยหลังไปยุคด้ังเดิม เพราะมีหลักฐานเชิงรูปธรรมของเทพองค์น้ีตามลวดลายสลัก หน้าบันแห่งกัณฏกเจดีย์ที่มิหินตะเล๓๐๗ รูปสลักศิลาตามเทวาลัยอันเป็นสถานสถิต ของเทพเหล่าอื่น โดยเฉพาะเทพศิวะแห่งอินเดีย๓๐๘ เทวาลัยของเทพองค์น้ีปรากฏเห็น สมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะ โคดกุมบุระต้ังข้อสังเกตว่าการก่อสร้างเทวาลัยใกล้ศิลา เทวาลัยหมายเลข ๕ แห่งโปโฬนนารุวะเป็นสถานสถิตของเทพคณปติ๓๐๙ เทวาลัยสอง แห่งคือหน่ึงนั้นอยู่ที่เดวุนดะระและอีกหนึ่งอยู่ที่เกลาณียะ๓๑๐ เทวาลัยที่เดวุนดะระ ปรากฏมีสมัยอาณาจักรคัมโปละ เพราะอ้างจากคัมภีร์ติสรสันเดศยะ สันนิษฐานว่า ชาวฮนิ ดพู ากนั บชู ากราบไหวเ้ ทพองคน์ ใ้ี นฐานะเทพแหง่ ปญั ญา๓๑๑ แตส่ มยั นไี้ มส่ ามารถ รู้ได้ว่าคติความเชื่อเทพองค์น้ีเป็นเช่นไร หลักฐานจากคัมภีร์วดันกวิโปตะอ้างว่า สมัยนี้เทพองค์นี้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีคาถาสรรเสริญและอ้อนวอนเทพคเณศ ผู้ประทานพรคือปัญญาอย่างหาท่ีเปรียบมิได้๓๑๒ นอกจากเทพดังกล่าวเบ้ืองต้นแล้ว ยังมีเทพอีกหลายองค์ซึ่งเป็นชาวพุทธ และท�าหน้าท่ีอารักขาพระพุทธเจ้า ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่หอพระธาตุแห่งมหิยัง คณะปรากฏเห็นเทพศิวะและเทพวิษณุ ท่ามกลางเหล่าเทพผู้แสดงความนอบน้อม
230 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง พระพุทธเจ้าคราวตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ๓๑๓ รูปปั้นเทพสุรามะ เทพสันตตุสิตะ เทพสักกะ พระพรหม เทพวิษณุและเทพมเหศวร ตลอดท้ังบรรดามเหสีพบเห็นใน ลังกาติลกวิหาร๓๑๔ ส่วนห้องชั้นล่างสุดภายในคฑลาเดณิยวิหารปรากฏรายช่ือเทพ น้อยใหญ่ ยกเว้นเทพวิษณุกับเทพมเหศวร๓๑๕ และพระเจดีย์ช้ันบนสุดเป็นพุทธปฏิมา ปางแสดงพระอภิธรรม มีท้าวสักกะและพระพรหม เป็นต้นแวดล้อม ซ่ึงชื่อว่าเป็น หัวหน้าคือมัตรเทวตา๓๑๖ เทพเหล่าน้ีแยกล�าดับต่�าสูงตามหน้าท่ี ส่วนสถานสถิตของพระโพธิสัตว์ เทพนาถะ และเทพไมตรีแยกตนเป็นเอกเทศต่างหาก หน้าที่ของเทพนาถะเหมือน เทพองค์อ่ืน เช่น เทพอุบลวัน เทพสุมนะ เป็นต้น แต่มีหน้าท่ีสูงกว่าเทพไมตรี เทพ สุยามะ เทพสันตุสิตะ ท้าวสักกะและพระพรหม เพราะถือว่าเป็นเทพชาวพุทธต้ังแต่ ยุคแรกเริ่มและใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า คัมภีร์มหาวงศ์ระบุว่าเทพท้ังสี่น้ีเป็นผู้ร่วม ประดิษฐานพระธาตุท่ีรุวันแวลิแสยะเจดีย๓์ ๑๗ เทพวิษณุและเทพมเหศวรก็เช่ือว่าเป็น เทพต้ังแต่ยุคแรกเริ่ม๓๑๘ แต่เน่ืองจากความเข้มแข็งของฮินดูเทพท้ังสองจึงไม่เป็น เทพชาวพุทธแต่เริ่มแรก เช่นเดียวกับเทพการติเกยะและคเณศได้กลายมาเป็นเทพชาว พุทธยุคหลัง ส่วนเทพอุบลวัน เทพสมัน เทพวิภีศะณะ และเทพสกันดะมีความแตก ต่างจากเทพฮินดู เพราะท�าหน้าที่ปกปองเกาะลังกาทั้ง ๔ ทิศ๓๑๙ ส่วนเทพมัตรเทวตา ได้แยกตัวออกจากเทพเหล่าอื่นจึงด�ารงสภาวะอยู่บนสุคติโลกสวรรค์ สา� หรบั พฒั นาการเกย่ี วกบั คตคิ วามเชอื่ เทพเจา้ สมยั น้ี กลา่ วคอื การเปลยี่ นแปลง จากพระโพธิสัตว์กลายเป็นเทพ การกลายร่างจากเทพองค์หน่ึงเป็นเทพอีกองค์หนึ่ง การยอมรับเทพองค์ใหม่เข้าสู่กลุ่มเทพชาวพุทธ การสร้างเทวาลัยส�าหรับเทพและมเหสี ตามอารามวิหาร ใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับความนิยมของเทพแต่ละองค์ เป็นท่ีน่าสังเกต ว่าชาวฮินดู มหายานและเถรวาทล้วนยอมรับพัฒนาการเช่นนี้ จนหลอมรวมเป็นคติ ความเช่ือและพิธีกรรมแบบพุทธ นับแต่พุทธศาสนาเข้าสู่เกาะลังกา ชาวศรีลังกาต่างพากันหันมานับถือพุทธ ศาสนา๓๒๐ ยกเว้นชนกลุ่มน้อยดั้งเดิมและชาวฮินดู ชาวอารยันยุคแรกผู้อพยพมาสู่ เกาะลังกาเช่ือว่ามาจากทิศตะวันออกหรือตะวันตกของอินเดีย๓๒๑ ได้น�าคติความเช่ือ
ความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี 231 และพิธีกรรมแห่งตนติดตัวมาด้วย คัมภีร์มหาวงศ์ระบุว่าสมัยพระเจ้าปัณฑุกาภัยน้ัน พราหมณ์ ยักษ์ และเทพเป็นที่รู้จักแพร่หลาย๓๒๒ สันนิษฐานว่าความเชื่อและพิธีกรรม เหล่าน้ีแพร่หลายสืบเนื่องมาจนถึงยุคหลัง แต่ขาดการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร การแสดงบทบาทของเทพน้อยใหญ่น่าจะเป็นนัยช้ีบอกเชิงสัญลักษณ์เปรียบเทียบ ก็เป็นได้ สมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะพราหมณ์พากันท�าพิธีกรรม สมัยพระเจ้าวิชัย พาหุท่ี ๑ เป็นต้นมา มีหมู่บ้านเป็นที่อาศัยของพวกพราหมณ์ช่ือว่ากันตเลย์๓๒๓ หน้าที่ ของพวกพราหมณ์คือประกอบพิธีกรรมเพื่อพระเจ้าปรากรมพาหุ พิธีกรรมพุทธก็ต้อง ท�าควบคู่กันไป ไกเกอร์แสดงความเห็นว่ายุคกลางน้ันพวกพราหมณ์มีอิทธิพลต่อ ราชส�านักและประกอบพิธีกรรมตามครหยสูตรโดยกษัตริย์และราชวงศ์๓๒๔ การเรียน ของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ ประกอบด้วยคัมภีร์ทางการเมือง ดังเช่น คัมภีร์โกฏัลละ (คัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะ)๓๒๕ พระองค์โปรดให้สร้างเหมมันดิระแก่พวก พราหมณ์ เพ่ือรักษาสืบต่อพิธีกรรมล้างบาปและท�าพิธีเสน่ห์ธารณีฆระส�าหรับการ สาธยายแห่งมนตราไสยเวท๓๒๖ พระเจ้านิสสังกมัลละได้สร้างโรงอาหารแก่พวก พราหมณ์๓๒๗ ศิลาจารึกเมืองอนุราธปุระของพระนางกัลยาณวดีบอกว่าหน้าท่ีของพวก พราหมณ์ปรากฏเห็นในรุวันแวลิแสยะเจดีย์๓๒๘ พระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ ได้รับ ความช่วยเหลือจากพราหมณ์นามว่าอารยกาลเทวะ๓๒๙ หรืออาจเป็นพราหมณ์ หลายคน พระองคไ์ ดม้ อบเงนิ เดอื นแกบ่ ณั ฑติ ผแู้ ตกฉานในภาษาสนั สกฤต แพทยศ์ าสตร์ เป็นต้น เพราะปรารถนาสนับสนุนการเรียนการสอนทางโลก๓๓๐ สันนิษฐานว่าบรรดา บัณฑิตเหล่านั้นต้องมีพวกพราหมณ์เป็นแน่ คัมภีร์นิกายสังครหยะบอกว่าวีรพาหุแอปา ได้บริจาคสิ่งของเป็นอันมากแก่พวกพราหมณ์๓๓๑ อิบันบาตูตะซึ่งเดินทางมาเยือน เกาะลังกาในพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ บอกว่ามีพวกพราหมณ์จ�านวนพันรับจ้างในเทวาลัย ของเทพอุบลวันที่เดวินูวะระ (ดินวเร)๓๓๒ คัมภีร์สัทธรรมาลังการยะแสดงรายช่ืออาหาร ที่มอบให้แก่พวกพราหมณ์ในฐานะเป็นที่เคารพ๓๓๓ ด้วยจ�านวนท่ีเพิ่มมากข้ึน คร้ันเข้า สู่สมยั ของพระเจา้ ปรากรมพาหุที่ ๖ พวกพราหมณจ์ ึงมอี ิทธิพลสงู สง่ ตอ่ สถาบนั กษัตรยิ ์ และบ้านเมือง๓๓๔ พวกพราหมณ์น้ันรับจ้างประกอบพิธีกรรมภายในราชส�านักมาต้ังแต่ ยุคแรกเริ่ม๓๓๕ พราหมณ์ฮินดูนั้นถือว่าเป็นผู้บุกรุก ได้อพยพโยกย้ายเดินทางเข้ามา เกาะลังกาต้ังแต่ยุคแรกเร่ิมจนกระท่ังสิ้นสุดยุคอนุราธปุระ จ�านวนประชากรได้เพิ่ม
232 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง มากขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ แตค่ วามจรงิ คอื อทิ ธพิ ลของฮนิ ดเู รมิ่ ปรากฏตวั ตง้ั แตส่ มยั อาณาจกั ร โปโฬนนารุวะเร่ือยมา กษัตริย์แห่งราชวงศ์วิชยาลัยนับต้ังแต่พระเจ้าราเชนทรที่ ๑ ได้ปกครอง เกาะลังกาเป็นเวลา ๗๗ ปี๓๓๖ ด้วยระยะเวลาอันยาวนานเช่นน้ี จารีตปฏิบัติและ พิธีกรรมแบบฮินดูทรงอิทธิพลต่อชาวพุทธลังกาย่ิงนัก สมัยน้ีเองได้มีการสร้างเทวาลัย ฮินดูหลายแห่งในเมืองโปโฬนนารุวะรวมถึงศิวเทวาลัยหมายเลข ๑ และ ๒๓๓๗ นอกจาก นั้น ได้มีการค้นพบศิวลึงค์ รูปปั้นและรูปสลักตามแผ่นหิน ดังเช่นนางลักษมีเป็นต้น รอบบริเวณเมืองโปโฬนนารุวะและโบราณสถานทั่วเกาะลังกา๓๓๘ คัมภีร์ปูชาวลิยะ พรรณนาถึงเหตุปัจจัยความแพร่หลายของลัทธิฮินดูบนเกาะลังกาก่อนการรุกรานของ พระเจ้ามาฆะว่าเพราะอ�านาจของคนนอกรีตเพิ่มมากขึ้น๓๓๙ คนนอกรีตอาจหมายถึง ชาวฮินดูผู้อยู่ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนา นอกจากนั้นชาวฮินดูมีส่วนส่งเสริมให้ พระเจ้ามาฆะเข้ารุกรานเกาะลังกา เพราะการสนับสนุนของชาวฮินดูจึงท�าให้พระองค์ สามารถยึดครองเกาะลังกาได้ส�าเร็จ การยึดครองเกาะลังกาคร้ังน้ีท�าให้ประชากรชาว ฮินดูอินเดียเพ่ิมมากขึ้นและเพ่ิมความเข้มแข็งทางอ�านาจมากข้ึนหลายเท่า จึงเป็นเหตุ ใหเ้ กดิ อาณาจกั รชาวทมฬิ ทางตอนเหนอื เกาะลงั กานามวา่ อาณาจกั รจฟั ฟน์ า คณุ วรรธนะ อ้างถึงการต้ังรกรากอันยาวนานของชาวฮินดูจนสามารถสถาปนาอาณาจักรบริเวณ คาบสมุทรจัฟฟ์นาได้ ตรงกับสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๓ ผู้ได้รับพระเขี้ยวแก้ว คืนจากกษัตริย์ปัณฑยะ๓๔๐ อีกประการหน่ึง ชาวฮินดูกลุ่มหนึ่งหันมาสนับสนุนพุทธศาสนาด้วยการหันมา นับถือพระพุทธศาสนาหรือแสดงความเห็นใจ ด้วยการรับจ้างท�างานตามอารามวิหาร ของชาวพุทธ ดังปรากฏหลักฐานด้านอักษรโบราณและข้อมูลเหล่าอื่นต้ังแต่ยุค ด้ังเดิม๓๔๑ ส่วนยุคกลางพบเห็นศิลาจารึกแห่งโมรคหเวละระบุถึงการบริจาคท่ีดินของ วัดประมาณหน่ึงเวลิของยอฬกายักกิตันคนหนึ่ง๓๔๒ หลักฐานอีกแห่งหนึ่งระบุว่า ทหารชาวทมิฬได้ช่วยเหลือด้วยการก่อสร้างวิหารแห่งคฑลาเดณิยะ๓๔๓ ส่วนอีกแห่ง หน่ึงระบุว่าบรรดาทาสที่น�ามาจากคลปาตวิหารมีชาวทมิฬปะปนอยู่เป็นจ�านวน มาก๓๔๔ ชาวฮินดูผู้สนับสนุนอารามวิหารไม่จ�ากัดเฉพาะชาวทมิฬเท่านั้น เห็นได้จาก รามจันทราภารตีผู้เป็นพราหมณ์หนุ่มเดินทางจากแคว้นเบงกอลมาเกาะลังกาสมัย
ความเช่ือ พิธีกรรมและประเพณี 233 อาณาจักรโกฏเฏ ชื่อว่าเป็นชาวพุทธหรือศึกษาเล่าเรียนแบบพุทธอย่างเคร่งครัด๓๔๕ กล่าวโดยสรุปชาวฮินดูผู้ช่วยเหลืออารามวิหารได้ประพฤติตามประเพณีแห่งตน และ น�าคติความเช่ือและพิธีกรรมตามธรรมเนียมแห่งตนมาสู่ชาวพุทธ โดยเฉพาะความเชื่อ เทพเจ้าน้อยใหญ่ ด้านพุทธศาสนามหายานก็มีบทบาทส�าคัญต่อพัฒนาการความเช่ือชาวพุทธ เช่นกัน หลักฐานระบุว่านิกายธรรมรุจิกะและสาคลิกะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับครุ ฝา่ ยมหายาน ผเู้ ดนิ ทางมาจากอนิ เดยี หลายครง้ั หลายครา และนกิ ายเหลา่ นล้ี ว้ นยอมรบั ค�าสอนและแนวคิดบางอย่างของมหายาน๓๔๖ นิกายมหายานนามว่าวัชรยานก็เป็นที่ ยอมรับอย่างกว้างขวางประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๓๓๔๗ นิกายท่ีสี่มีกล่าวถึงจาก พุทธศตวรรษที่ ๑๓ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๔๓๔๘ และกล่าวถึงอีกคร้ังหน่ึงสมัยพระเจ้า ปรากรมพาหุที่ ๑ ในขณะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาด้วยการหลอมรวมนิกายเป็น หน่ึงเดียว๓๔๙ หลังจากน้ัน ได้มีการยอมรับส�านักมหาวิหารในฐานะมีอ�านาจหน่ึงเดียว ด้วยเหตุนี้อิทธิพลของมหายานจึงลดน้อยลง๓๕๐ แต่คติความเชื่อและอิทธิพลของ มหายานบางอย่างได้สอดแทรกฝังแน่นต่อเถรวาท ความเช่ือเรื่องพุทธภาวะของ พระโพธสิ ตั วถ์ อื วา่ โดดเดน่ กวา่ แนวคดิ อน่ื นบั ตงั้ แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓ แหง่ อาณาจกั ร อนุราธปุระ ผู้คนต่างกราบไหว้บูชาเทพโลเกศวรนาถะและเทพไมตรีในฐานะเป็น พระโพธิสัตว์๓๕๑ ความเช่ือเทพนาถะเป็นอิทธิพลของมหายาน สมัยดัมพเดณิยะและ คัมโปละก็มีความเชื่อว่าเทพเหล่านั้นเป็นพระโพธิสัตว์๓๕๒ เทพนาถะและเทพไมตรี มีเดชานุภาพเสมอเหมือนเทพเหล่าอื่น เช่น เทพอุบลวัน เทพสมัน เป็นต้น เพราะหาก ชาวบ้านเดือดร้อนมักอ้อนวอนร้องขอ ซึ่งพิธีกรรมเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากฮินดู กลายเป็นท่ีแพร่หลายสมัยโปโฬนนารุวะ เพราะมีผู้ช่ืนชอบถวายเครื่องเซ่นไหว้กัน ดาษด่ืน พัฒนาการเร่ืองการนับถือเทพน้อยใหญ่ก่อนสมัยโปโฬนนารุวะยังไม่ชัดเจน แตม่ หายานนนั้ เชอ่ื วา่ พระโพธสิ ตั วเ์ ปน็ ผเู้ สยี สละเพอ่ื ชว่ ยเหลอื สรรพสตั วผ์ ทู้ กุ ขเ์ ขญ็ ๓๕๓ ขณะเดียวกันพระโพธิสัตว์ก็เป็นมนุษย์ในร่างเทพ๓๕๔ แม้ไมตรียโพธิสัตว์ก็เช่ือว่า มีบทบาทเหมือนเถรวาท๓๕๕ เพราะอิทธิพลของมหายานน้ันเอง เป็นเหตุให้ชาวพุทธ ชื่นชอบอ�านาจเทพเจ้า จึงหลอมรวมพระโพธิสัตว์สององค์ให้เป็นเทพแห่งเมตตา
234 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง กล่าวโดยสรุป คติความเชื่อเทพอุบลวัน เทพสุมนะ และเทพสกันดะ สามารถ ถอยหลังไปถึงสมัยอาณาจักรอนุราธปุระ๓๕๖ แต่เกิดความแพร่หลายสมัยโปโฬนนารุวะ เร่ือยมา ส่วนเทพวิภีศะณะผู้เป็นเทพอารักขาเกาะลังกาเร่ิมรู้จักยุคคัมโปละ๓๕๗ แต่น่า จะเป็นท่ีรู้จักตั้งแต่ยุคแรกในอีกช่ือหน่ึง ด้านเทพคณปติปรากฏตัวครั้งแรกยุคคัมโปละ จึงปรากฏชัดว่าแม้หลักฐานจะสืบค้นย้อนหลังความเชื่อเทพเหล่าน้ีถึงสมัยโบราณ แต่ความจริงแล้วยุคอาณาจักรโปโฬนนารุวะนี้เอง ถือว่ามีการนับถือแพร่หลายอย่าง เป็นรูปธรรม หายนะจากการบุกรุกยึดครองของพระเจ้ามาฆะสร้างความหดหู่ภายใน จิตใจของชาวลังกา เพราะเห็นว่าเป็นการใช้ก�าลังเข้าควบคุมเกาะลังกา และสร้าง ความช่ัวร้ายต่อชาวลังการ้อยเท่าพันทวี แม้เหล่าเทพยดาผู้ทรงฤทธ์ิซึ่งสถิตอยู่ทุกแห่ง หนทั่วเกาะลังกา ซ่ึงเป็นท่ีรู้กันแพร่หลายว่าผู้ปกปองคุ้มครองเกาะลังกาต่างละเว้น หนา้ ทแ่ี หง่ ตนหลบซอ่ นกายสน้ิ ๓๕๘ เทพอบุ ลวนั ถอื วา่ เปน็ เทพผใู้ หญอ่ งคห์ นง่ึ ซง่ึ ทา� หนา้ ที่ ปกปองเกาะลังกา มีคนเคารพบูชาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑๓๕๙ คัมภีร์นิกายสังครหยะ ระบวุ า่ ความเชอ่ื เทพผอู้ ารกั ขาทงั้ สเี่ รม่ิ ปรากฏตวั สมยั สรา้ งเมอื งชยั วรรธนปรุ ะโกฏเฏ๓๖๐ ส่วนความเชื่อเร่ืองการปกปองเกาะลังกาจากศัตรูภายในไม่มีกล่าวถึงในยุคน้ี ย้อนหลัง กลับไปสมัยพระเจ้าทุฏฐคามณีมีการกล่าวถึงความเช่ือเทพกับสงคราม๓๖๑ แต่ไม่ ปรากฏว่าเทพเหล่าน้ันท�าหน้าที่ปกปองคุ้มครองเกาะลังกา หรือมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ เหล่าปรปักษ์ ยุคน้ีจึงไม่ปรากฏพบเห็นความเช่ือเช่นน้ี สอดคล้องกับหลักฐานว่า สมัยพระเจ้ามาฆะบุกรุกยึดครองเกาะลังกาน้ัน เทพน้อยใหญ่ต่างละเว้นหน้าที่แห่งตน สิ้น๓๖๒ เป็นเหตุให้ผู้แต่งคัมภีร์จุลวงศ์ไม่สามารถอ้างหลักฐานได้ไกลเกินกว่านั้น หากเกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ความเช่ือเทพเจ้าเช่นนี้ต้องมีอธิบายสมัยดัมพเดณิยะ เป็นแน่ ความหนักแน่นว่าความเชื่อเทพเจ้ามีก่อนนั้นจึงอ่อนต่อการพิสูจน์ จากหลักฐานเบื้องต้นที่วิเคราะห์มาสามารถสรุปได้ว่าชาวฮินดูเป็นผู้สร้าง คติความเช่ือเทพยดาน้อยใหญ่ อันเป็นผลมาจากการบุกรุกยึดครองของพระเจ้ามาฆะ ซึ่งส่วนหนึ่งถือว่าชาวฮินดูเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือพระเจ้ามาฆะ สามารถสรรสร้าง ความเชื่อแห่งตนจนทรงอิทธิพลต่อสังคมชาวลังกาทุกหมู่เหล่า
ความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี 235 เชิงอรรถ 1 Mv., XVII, 21. 2 Dathavamsa, B.C. Law, Lahore, pub. Morthilal Banarasidas, 1925, chapter five, v. 1; Datha., v.340. 3 HBC., p.58. 4 ชาร์ลส อีเลียตกล่าวว่า พระเข้ียวแก้วเป็นเครื่องคุ้มครองของเกาะลังกาตั้งแต่เข้าสู่เกาะ (Hinduism and Buddhism, Vol. III, London, 1957, p.22). 5 Cf. A.M. Hocart, The Temple of the Tooth in Kandy, (Memoirs of Archaeo- logical Survey of Ceylon, Vol. IV) London, 1931, p.3. (hereafter reffered to as MASC IV). 6 Datha., vv. 6-10, 414. พระนางกัลยาณวดีครองราชย์สามช่วง ๑๑๙๗-๑๒๐๐, ๑๒๐๙- ๑๒๑๐, ๑๒๑๑-๑๒๑๒ AD. (UHC., I, pt. II, p.846). คัมภีร์ทาฐาวังสะสรรเสริญ เสนาบดีนามว่าปรากรมผู้สถาปนาพระนางข้ึนเป็นกษัตริยานีสามช่วง (Datha., v.4f.) นี้บอกว่า เป็นนัยว่าคัมภีร์แต่งตอนช่วงท้ายการครองราชย์ของพระนาง Also see Vidyodaya, Vol. 5, No. 7, p.193. 7 Datha., v.10. 8 Cv., 90. 78,79; การเรียบเรียงภาษาสิงหลแห่งคัมภีร์มหาวังสะน�าเสนอให้อ่านคัมภีร์ทาฐาทา ตุจริตตะ (A.P. Buddhadatta, Colombo, 1959, p.88, 78; H. Sumangala, and D.A. de S. Batuvantudawe, Colombo, 1908,90, 78). 9 The Daladasirita (edited by Sorata, 1955, p.54) เชื่อว่าผู้แต่งคัมภีร์คือเทวรดดัมปสัณ คินาวัน แต่กฏท้ังหลายว่าเป็นพระนิพนธ์ของกษัตริย์หรืออย่างน้อยมีการตระเตรียมตามค�าแนะน�า ของกษัตริย์ คัมภีร์จุลวงศ์มีสองฉบับ ซึ่งหน่ึงน้ันมีการดัดแปลงเป็นส�านวนของสมาคมบาลีปกรณ์ การเรียบเรียงสามารถแปลได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้แต่งคัมภีร์ขึ้น (karayitva tato raja, Cv., 90. 79). การแปลเช่นน้ีมิได้ตรงกันข้ามกับคัมภีร์ดาฬดาสิริตะ หากส�านวนที่สองใน การเรียบเรียงภาษาสิงหลมีการดัดแปลงก็คงหมายถึงกษัตริย์เป็นผู้สั่งให้แต่ง (gantham samatiya raja katva, having composed the book of his own will’, Mahavamso, H. Sumangala and Batuvantudawe, Colombo, 1908, 90. 79; and 88. 80 of the Mahavamsa edited by A.P. Buddhadatta, Colombo, 1959). For different views held on this point see, Daladasirita, E.S. Rajasekara, Colombo, 1920, p.v.; Daladasirita,V. Ratnasuriya, Colombo, 1949, introduction, p.XII. 10 Cv., 90. 77-80. 11 Sin. Lit., pp.114-115. 12 Ibid., pp. 115-116.
236 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 13 Ibid., pp.116, 267, 268;Br. Mus. Ms. Or. 6606 (129). 14 Cv., 81. 76, 77. 15 Pv., p.131. 16 Cv., 90. 53-54. 17 W.P. Gunawardhana, ‘The Kokila Sandesa’,CALR., Vol. IV, pt. I, p.13. 18 UHC., I, pt. II, p.633. 19 Cv., 70. 266f, 310; UHC., I, pt. II, p.572. 20 Cv.,74. 36f,100-109. 21 Cv., LXXIV, 106-107; Mv., Tr. Pt. II, L.C. Wijesimha, Colombo, 1889, pp. 208-209; UHC., I, pt. II, p.527. 22 UHC., I, pt. II, pp. 440-441;also see chapter two, pp. 97-98. 23 See chapter two, pp.97-98. 24 Datha., v.159f. 25 Mv., XXXIII, 55-56. 26 EZ., II, p.253f; Epigraphia Indica, vol. 18, 1925-26, p.337. 27 C., 81. 31f. 28 (Marco Polo), The Book of Ser Marco Polo, Vol. II, Tr. By Henry Yule, London, 1903, pp.319-20. 29 (Marco Polo), The Book of Ser Marco Polo, Vol. II, Tr. By Henry Yule, London, 1903, pp.320; (K.A.Nilankantasastri), Foreign Noticeof South India, Madras, 1939, p.153 (hereafter referred to as FNSI.,). 30 FNSI., pp.154-55. 31 Cv., 90. 43-47; UHC., I, pt. II, pp. 632, 633, 686. 32 FNSI., p.150. 33 Cv., 90. 42f; Ds., 45. 34 Cv., 90. 54-55. 35 FNSI., p.153. 36 UHC., Vol. I, pt. II, p.758. 37 FMSI., pp.152-54. 38 Cv., 82. 19f. 39 Cv., 83. 1, 2; also see ibid., 82. 41f. 40 Cv., 82. 41-43. 41 Ds., p. 53. 42 สามอย่างหมายถึงพระรัตนตรัย กล่าวคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ 43 Cv., 87. 5f; Cv., Tr. II, p. 177.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314