Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore LK010-หนังสือประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง

LK010-หนังสือประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง

Description: LK010-หนังสือประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง

Search

Read the Text Version

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 37 ฝ่ายคามวาสีได้สรรเสริญพระเมธังกรเถระแห่งทิมบุลาคลวิหารผู้เป็นอาจารย์แห่งตน ว่า เป็นพระสงฆ์ผู้ปรารถนาน้อยยินดีตามได้ใฝ่ความสงบ อุทิศตนปฏิบัติธรรมเพ่ือ ถ่ายถอนกิเลสาสวะและเพื่อความต้ังมั่นแห่งพระศาสนา๒๐๑ หลักฐานดังกล่าวแสดง ให้เห็นว่าศิษย์สรรเสริญอาจารย์แห่งตนด้วยความเคารพรัก ด้วยเหตุนั้นความผูกพัน อย่างเหนียวแน่นระหว่างพระสงฆ์ท้ังสองกลุ่มจึงปรากฏในลักษณะเป็นมิตร ส่วนพฒั นาการคณะสงฆศ์ รีลงั กามคี วามคล้ายคลึงกับพมา่ และไทยสมัยกลาง พม่าเองก็มีคณะสงฆ์ท่ีอาศัยอยู่ในป่าตอนกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ส่วนอาณาจักร สุโขทัยของไทยปรากฏตอนปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ประเด็นที่น่าสนใจคือพระสงฆ์ พม่าพากันละเมิดพระวินัยอย่างโจ่งแจ้ง เช่น การเสพสุรา โดยเฉพาะตามงานเลี้ยง และเวลามีการซ้ือขายท่ีดิน บางครั้งมีการฆ่าวัวหมูและแพะเพื่อเป็นอาหาร๒๐๒ แต่ พระสงฆ์อรัญวาสีของลังกากลับได้รับการยอมรับว่ามั่นคงและยึดมั่นในพระธรรมวินัย อย่างเคร่งครัด สมณศักด์ิลังกา ลักษณะโดดเด่นของคณะสงฆ์ทั้งสองคือการแต่งตั้งสมณศักดิ์ชั้นสูงสาม ต�าแหน่ง กล่าวคือพระมหาสามีหนึ่งรูปและพระมหาเถระสองรูป ต�าแหน่งเหล่าน้ี เกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของคณะสงฆ์ท้ังสองคณะ และน�ามาซ่ึงศักราชใหม่ ขององค์กรการปกครองโดยพระเถระผู้ใหญ่ ซ่ึงไม่พบเห็นก่อนรัชสมัยของพระเจ้า ปรากรมพาหุท่ี ๕ (พ.ศ.๑๘๘๗-๑๙๐๒) พระเถระผู้ใหญ่รูปแรกท่ีด�ารงต�าแหน่งมหาสามีคือพระสารีบุตรเถระ ซ่ึงมี ชื่อเสียงโด่งดังแพร่หลายสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑๒๐๓ ความเป็นผู้น�าของพระสงฆ์ คณะมหาวิหารโดยการน�าของพระทิมบุลาคละมหากัศยปเถระในรัชสมัยของกษัตริย์ พระองค์น้ีกลายเป็นมรดกตกทอดส่งต่อแก่พระสารีบุตรเถระ๒๐๔ ความจรงิ แลว้ ตา� แหนง่ มหาสามบี ง่ ถงึ ราชปู ถมั ภ์ โดยเฉพาะตอนทา้ ยอาณาจกั ร อนุราธปุระ พระเจ้าทัปปุละและพระเจ้ามานวัมมะล้วนสนับสนุนต�าแหน่งน้ี๒๐๕ หากสังเกตจะเห็นว่าก่อนยุคโปโฬนนารุวะนั้นศัพท์นี้ยังไม่มีการใช้ พอยุคหลังต�าแหน่ง

38 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง มหาสามีมีลักษณะคลุมเครือ นักปราชญ์อาจน�ามาใช้กับพระสงฆ์ทรงปราชญ์เป็นแน่ ดังปรากฏเห็นในคัมภีร์กาวยเสขระ ซึ่งระบุว่าเดิมต�าแหน่งนี้เป็นของพระมหินทเถระ ปฐมบูรพาจารย์ของชาวลังกา๒๐๖ เช่นเดียวกับต�าแหน่งสังฆราชซึ่งปรากฏว่ามีการใช้ สมัยอาณาจักรคัมโปละ คัมภีร์เอลุอัตตนลุวังสยะ ระบุว่าผู้ด�ารงต�าแหน่งสังฆราชคือ พระอโนมทัสสีเถระผู้มีชีวิตอยู่ประมาณหนึ่งศตวรรษก่อนรัชสมัยของพระเจ้าปรากรม พาหุท่ี ๒ (พ.ศ.๑๗๗๙-๑๘๑๓)๒๐๗ หลักฐานจากดัมพเดณิกติกาวัตรระบุว่ามีพระเถระอีกรูปหน่ึงครองต�าแหน่ง มหาสามีแต่ไม่เอ่ยนาม๒๐๘ และพรรณนาเพ่ิมเติมเก่ียวกับคุณสมบัติของผู้สมควรขึ้น รั้งต�าแหน่งมหาเถระฝ่ายคามวาสี ซ่ึงเป็นต�าแหน่งถัดจากมหาสามีผู้เป็นพระสกล มหาสังฆปริณายก ส่วนคุณสมบัติของผู้สมควรข้ึนรั้งต�าแหน่งมหาเถระฝ่ายวนวาสี ก็มีลักษณะเดียวกัน๒๐๙ ด้วยเหตุนั้นการอ้างว่ามีพระมหาสามีสองรูปในเวลาเดียวกัน จึงไม่สมเหตุสมผล หลักฐานอธิบายเสริมอีกว่า กรณีพระมหาสามีส้ินพระชนม์ ผู้ร้ังต�าแหน่งพระมหาเถระท่ีมีคุณสมบัติสมควรขึ้นด�ารงต�าแหน่งสืบแทน๒๑๐ หลักฐาน ส่วนนี้เน้นย้�าให้เห็นว่ามีผู้ด�ารงต�าแหน่งพระมหาสามีเพียงรูปเดียวเท่านั้น คุณสมบัติของพระเถระที่จะข้ึนรั้งต�าแหน่งมหาสามีระบุไว้ไม่ชัดเจน หาก พิจารณาตามหลักฐานจะเห็นว่า ต�าแหน่งน้ีคัดเลือกจากพระมหาเถระสองรูป ซ่ึงเป็น ตัวแทนของคณะสงฆ์สองกลุ่ม จึงพอสรุปเบื้องต้นว่าต�าแหน่งนี้พิจารณาจากพระมหา เถระสองรปู ๒๑๑ พระมหาเถระทขี่ นึ้ ดา� รงตา� แหนง่ มหาสามสี ว่ นมากลว้ นมาจากคณะสงฆ์ ฝ่ายวนวาสี สันนิษฐานว่าคุณสมบัติของพระมหาเถระแห่งวนวาสีน่าจะเหมาะสมหรือ มีการยอมรับมากกว่า การคัดเลือกพระมหาสามีมีวิธีการเช่นเดียวกันกับต�าแหน่ง พระมหาเถระ ซ่ึงต้องคัดเลือกจากคณะสงฆ์ทั้งเกาะ (ตริสิงหละ) ต�าแหน่งจะสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อกษัตริย์เห็นด้วยเท่าน้ัน๒๑๒ ระยะเวลาการครองต�าแหน่งพระสังฆปริณายก หรือมหาสามียังถกเถียงกันอยู่ ผู้ด�ารงต�าแหน่งพระมหาสามีรูปแรกคือพระสารีบุตร เถระ ถัดมาเป็นศิษย์ของท่านนามว่าสังฆรักขิตเถระ๒๑๓ พระอรัญกเมธังกรเถระและ พระอโนมทัสสีเถระตามล�าดับ สองรูปหลังร้ังต�าแหน่งในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรม พาหุที่ ๒๒๑๔ พระธรรมกีรติเถระผู้ก่อต้ังส�านักปลาพัตคะละวนวาสี ซ่ึงมีชีวิตอยู่ใน

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 39 รัชสมยั ของพระเจ้าภวู เนกพาหทุ ่ี ๑ (พ.ศ.๑๘๑๕-๑๘๒๗) เป็นอกี รปู หน่งึ ซ่งึ รง้ั ต�าแหน่ง พระมหาสามี๒๑๕ พระเถระผใู้ หญ่อกี รูปหนง่ึ นามวา่ คลตุรมุ ูละ ซึ่งหลกั ฐานบอกว่าขนึ้ รง้ั ตา� แหนง่ มหาสามีเช่นกัน กล่าวกันว่าท่านเป็นอาจารย์ของพระวิลคัมมูลมหาสามี จารึกกิตสิริ เมวันแกลาณียะระบุว่าท่านมีชีวิตอยู่จนถึง พ.ศ.๑๘๘๗๒๑๖ หากเป็นเช่นน้ันท่านอาจ สืบทอดต�าแหน่งมหาสามีต่อจากพระธรรมกีรติมหาสามี ไม่มีหลักฐานยืนยันถึง ผู้รั้งต�าแหน่งมหาสามีระหว่างพระคลตุลุมูละและพระวิลคัมมูละ จึงสันนิษฐานว่า พระวลิ คมั มลู ะสบื ทอดตา� แหนง่ มหาสามตี อ่ จากพระคลตลุ มุ ลู เถระ สา� หรบั ผรู้ ง้ั ตา� แหนง่ พระมหาสามีรูปต่อมาน่าจะเป็นพระวนรัตนเถระ ซ่ึงมีกล่าวถึงในคัมภีร์นิกายสังครหยะ ว่าท่านเป็นพระมหาสามีท�าหน้าท่ีเป็นประธานสงฆ์ในการช�าระพระศาสนาในรัชสมัย ของพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๔ (พ.ศ.๑๘๘๔-๑๘๙๔)๒๑๘ ล่วงเข้าสมัยของพระเจ้าวิกรมพาหุที่ ๓ (พ.ศ.๑๙๐๒-๑๙๑๗) พระเถระผู้ขึ้น ด�ารงต�าแหน่งมหาสามีคือพระสีลวังสธรรมกีรติเถระ คัมภีร์วุตตมาลาสันเดสสตกะ ซึ่งแต่งในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๕ (พ.ศ.๑๘๘๗-๑๙๐๒) กล่าวถึง พระมหาสามีรูปหนึ่งแต่ไม่ระบุนาม๒๑๙ สันนิษฐานว่าท่านน่าจะเป็นพระวนรัตนเถระ หรือพระสีลวังสธรรมกีรติเถระรูปใดรูปหน่ึง ซึ่งด�ารงต�าแหน่งมหาสามีในรัชสมัยของ พระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๓ คัมภีร์วุตตมาลากล่าวถึงพระมหาเถระสองรูปนามว่าวนรัตนะ และธรรมกีรติ๒๒๐ หากพระมหาสามีท่ีกล่าวถึงในคัมภีร์วุตตมาลาคือพระวนรัตนะแล้ว ไซร้ ท่านน่าจะเป็นศิษย์ของพระวนรัตนเถระเป็นแน่ ส่วนพระธรรมกีรติเถระต้องเป็น พระสีลวังสธรรมกีรติเถระ อีกนัยหน่ึงหากพระมหาสามีเป็นพระสีลวังสธรรมกีรติเถระ ดังว่า พระมหาเถระรูปน้ันต้องเป็นพระชัยพาหุธรรมกีรติเถระแน่แท้ ส่วนพระวนรัตน มหาเถระต้องเป็นศิษย์ของพระวนรัตนมหาสามี ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นการคาดเดาเอาว่าต�าแหน่งแห่งพระมหาเถระสองรูป อยู่ช่วงยุคนี้ แต่หากศัพท์ว่ามหาเถระดังกล่าวข้างต้นไม่มีการระบุเป็นกรณีพิเศษ พระวนรัตนเถระและพระธรรมกีรติเถระรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งด�ารงต�าแหน่งมหาเถระ อาจเล่ือนข้ึนร้ังต�าแหน่งพระมหาสามี สมัยพระเจ้าวีรพาหุผู้เป็นพระราชนัดดาของ

40 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง พระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๕ คัมภีร์นิกายสังครหยะระบุว่าพระชัยพาหุมหาสามีได้ช�าระ พระศาสนาในปีพุทธศักราช ๑๙๓๙๒๒๑ สนั นิษฐานวา่ พระชัยพาหุเถระคงขน้ึ รัง้ ต�าแหนง่ มหาสามีต่อจากพระสีลวังสธรรมกีรติผู้เป็นอาจารย์แห่งตน ต�าแหน่งสังฆราชเป็นอีกชื่อหน่ึงนอกจากต�าแหน่งมหาสามี คัมภีร์หัตถวนคัลลวิหารวังสะอ้างถึงฉายาสัพพยติราช แปลความว่าราชาแห่ง นักบวชว่าเป็นสมญานามของพระอโนมทัสสีเถระ๒๒๒ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในรัชสมัย ของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ จึงตีความได้ว่าศัพท์ว่าสังฆราชมีการใช้สืบต่อมาเช่น เดยี วกบั ยตริ าชะในศพั ทว์ า่ สพั พยตริ าชะ แตศ่ พั ทส์ งั ฆราชไมป่ รากฏวา่ มใี ชก้ อ่ นอาณาจกั ร คัมโปละ ปรณวิตานะตั้งข้อสังเกตว่าศัพท์นี้ปรากฏมีครั้งแรกในคัมภีร์วุตตมาลา สันเคสสตกะ ซ่ึงแต่งสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๕ แห่งเมืองแดดิคามะ กษัตริย์ พระองค์นี้ปกครองเกาะลังกาสมัยเดียวกันกับพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๔ ศัพท์ดังกล่าว น่าจะมีใช้ก่อนแล้วในแคว้นตัมพรัฏฐะและสยามประเทศ ศัพท์น้ีอาจจะแนะน�าเข้าสู่ เกาะลังกาโดยพระสงฆ์ผู้มาจากประเทศเหล่านั้นหรือเพราะความสัมพันธ์กัน๒๒๓ พระ สีลวังสะธรรมกีรติเถระ พระชัยพาหุธรรมกีรติเถระ และพระราหุลแห่งโตฏคามุวะล้วน ด�ารงต�าแหน่งนี้๒๒๔ มีข้อแย้งว่าต�าแหน่งมหาสามีไม่มีการสืบทอดเช่นเดียวกับต�าแหน่งสังฆราช และสามารถแต่งต้ังได้มากกว่ารูปหนึ่ง๒๒๕ รายนามพระสังฆราชผู้ร้ังต�าแหน่งพระ มหาสามีสมัยนี้สืบค้นได้จากต�านาน และสอดคล้องต้องกันว่าพระมหาสามีสมัยน้ันมี เพียงรูปเดียว๒๒๖ ดมั พเดณกิ ตกิ าวตั รระบวุ า่ ตา� แหนง่ มหาเถระมคี วามสา� คญั ถดั จากพระมหาสามี ตัวแทนจากคณะสงฆ์สองกลุ่มต้องด�ารงต�าแหน่งมหาเถระและไม่มีพระสงฆ์รูปอ่ืน อีกรั้งต�าแหน่งมหาเถระนี้๒๒๗ ระบบนี้เริ่มเด่นชัดในรัชสมัยของพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๓ ซึ่งหลักฐานระบุถึงการแต่งตั้งต�าแหน่งพระมหาเถระท้ังสองในการตรากฎหมาย เรียกว่า วิชัยพาหุกติกาวัตร๒๒๘ ดัมพเดณิกติกาวัตรเพ่ิมเติมรายละเอียดเกี่ยวกับ คุณสมบัติของพระสงฆ์ฝ่ายคามวาสีผู้สมควรร้ังต�าแหน่งมหาเถระว่าต้องประกอบด้วย

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 41 ๑) เคร่งครัดด้วยศีลาจารวัตรเรียกว่าปราติโมกษสังวรสีละ๒๒๙ ๒) มีความรู้ลึกซ้ึงใน พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา ๓) มีความฉลาดสามารถให้ค�าแนะน�าชาวบ้าน ๔) ด�ารงตนเป็นตัวอย่าง ๕) มีพรรษาครบ ๒๕ ปี นับจากวันอุปสมบท และ ๖) เคารพ เช่ือฟังพระมหาสามี๒๓๐ แต่ความยินยอมพร้อมใจของคณะสงฆ์ทั้งหมดตลอดเกาะ ลังกาก็เป็นปัจจัยส�าคัญต่อการรั้งต�าแหน่งมหาเถระเช่นกัน ดา้ นคณุ สมบตั ขิ องพระสงฆฝ์ า่ ยวนวาสผี ขู้ นึ้ รง้ั ตา� แหนง่ พระมหาเถระนนั้ กตกิ า วัตรเริ่มต้นด้วยวลีว่าต้องกอปรด้วยศีลาจารวัตรและรอบรู้แตกฉานในพระคัมภีร์๒๓๑ ขยายความว่าคุณสมบัติน่าจะประยุกต์มาจากคณะสงฆ์ฝ่ายคามวาสี หลักฐานอีก สว่ นหนง่ึ เสรมิ วา่ พระมหาเถระของคณะสงฆฝ์ า่ ยวนวาสคี วรมคี วามโดดเดน่ ดา้ นเครง่ ครดั พระวินัย (อารัญกะประติปัตติ)๒๓๒ ผู้มีคุณสมบัติพร้อมเช่นนี้จึงจะสามารถรั้งต�าแหน่ง พระมหาเถระแห่งคณะสงฆ์ฝ่ายวนวาสี ดัมพเดณิกติกาวัตรระบุว่ามีพระมหาเถระ เพียงสองรูปเท่านั้นที่ได้รับแต่งตั้งโดยการคัดเลือกจากคณะสงฆ์สองคณะ หากการ ตรากฎระเบียบเก่ียวกับต�าแหน่งน้ีมีการแปลความว่าอนุวัตรมาจากพระวินัย เพ่ือให้ พระสงฆ์มีสิทธ์ิเป็นมหาเถระเม่ือมีพรรษายุกาลครบ ๒๐ ปี๒๓๓ ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลก ท่ีการตรากฎดังกล่าวเกินเลยพระวินัย สันนิษฐานว่ามีพระสงฆ์หลายรูปผู้ด�ารง มหาเถระภาวะตามพระวินัย แต่ไม่มีความโดดเด่นเหมือนพระสงฆ์ผู้รั้งต�าแหน่ง มหาเถระ ซึ่งกติกาวัตรไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้ชัดเจน หลักฐานบอกว่ามีการอ้างถึง พระมหาเถระมากมายหลายรูปสมัยตรากฎหมายกติกาวัตร คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุโปรดให้สร้างอารามวิหารถวายพระ มหาเถระ ๘ รูป ผู้เป็นเจ้าส�านักอายตนะท้ัง ๘๒๓๔ คัมภีร์ดัมพเดณิอัสนะอ้างว่าพระเจ้า ปรากรมพาหุที่ ๒ โปรดให้คัดเลือกพระเถระ ๔๔ รูป โดยมอบหมายให้แต่ละคณะ คัดเลือกตัวแทน ๒๒ รูป เพ่ือฝกฝนเรียนรู้นิสภณะและเตรบณะ และศึกษาคัมภีร์ ไวยากรณ์สองเล่มกล่าวคือมุคลัน (โมคคัลลายนวยากรณะ) และกสยิน (กัจจายนว ยากรณะ) แล้วเล่ือนช้ันให้ด�ารงต�าแหน่งมหาเถระ๒๓๕ หลักฐานส่วนนี้ช้ีบอกว่าต�าแหน่ง มหาเถระในกติกาวัตรมีความแตกต่างจากมหาเถระด้านอื่น มหาเถระมีสองกลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มแรกผู้ร้ังต�าแหน่งมีเพียงสองรูปตามช่ือ อีกกลุ่มหน่ึงร้ังต�าแหน่งตาม

42 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ส�าเนียงเรียกช่ือ บทบาทและหน้าที่ของพระมหาสามีคือสอดส่องดูแลกิจการคณะสงฆ์ ทั้งหมด ส่วนมหาเถระมีหน้าท่ีเป็นสื่อกลางประสานงานคณะสงฆ์ในกลุ่มแห่งตน และปฏิสัมพันธ์กับคณะสงฆ์กลุ่มอ่ืนด้วย ศัพท์ว่า ตักกาลสาสนานุสาสกะ แปลว่า ผู้อุปถัมภ์ศาสนาหรือสมณภาวะแห่ง ยุคสมัย๒๓๖ บ่งถึงพระมหาสามี แสดงว่านอกจากสนับสนุนคณะสงฆ์ทั้งมวลแล้ว พระมหาสามียังมีอ�านาจหน้าที่เหนือกิจการคณะสงฆ์ทั้งมวลด้วย คัมภีร์กติกาวัตร ระบุถึงต�าแหน่งพระเถระผู้ใหญ่นามว่า นายกแตนะ แปลว่าผู้น�า๒๓๗ แต่ยากนักท่ีจะ บอกว่าศัพท์นี้หมายถึงพระมหาสามีหรือว่าพระสงฆ์ผู้รั้งต�าแหน่งมหาเถระ ต�าแหน่ง พระเถระผู้ใหญ่เช่นนี้อาจเป็นวิธีการคัดเลือกเม่ือมีพรรษายุกาลครบถ้วน ตัวอย่างเช่น พระสงฆ์ฝ่ายคามวาสีต้องมีพรรษาครบ ๒๐ ปี ส่วนพระสงฆ์ฝ่ายวนวาสีมีพรรษา ครบ ๑๔ ปี จึงจะได้รับการอนุมัติให้ด�ารงต�าแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์๒๓๘ ศัพท์ว่านายก แตนะหรือผู้น�าบ่งถึงต�าแหน่งหน้าที่ด้านการศึกษา หากยกต�าแหน่งพระเถระเสีย ผผู้ า่ นการคดั เลอื กขน้ึ รงั้ ตา� แหนง่ นายกแตนะสามารถใหค้ า� แนะนา� ปรกึ ษาดา้ นการศกึ ษา ช้ันสูงได้๒๓๙ ฉันทานุมัติจากนายกแตนะเป็นส่ิงส�าคัญย่ิงเพราะเก่ียวข้องกับการแต่งตั้ง ผ้รู ง้ั ตา� แหนง่ อายแตนะและเจ้าส�านักปรเิ วณะ สมภารเจ้าวดั หรอื ปริเวณะขนาดเลก็ ล้วน ได้รับการแต่งต้ังในต�าแหน่งนายกแตนะ ซึ่งถือว่ามีอ�านาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว๒๔๐ ตา� แหนง่ การปกครองระดบั สงู ของคณะสงฆด์ งั กลา่ วแลว้ นนั้ ไดก้ อ่ เกดิ พฒั นาการ เรื่อยมา คณะกรรมการผู้บริหารเรียกว่าการกสังคยา ประกอบด้วยตัวแทนของคณะสงฆ์ สองคณะรวมทั้งพระมหาสามีด้วย๒๔๑ ต�าแหน่งมหาสามีนั้นส�าคัญสูงสุดเพราะมีผลต่อ คณะสงฆ์ท้ังมวล ตัวอย่างเช่นการตรากฎหมายคณะสงฆ์และการช�าระพระศาสนา เพ่ือความมั่นคงแห่งพระศาสนา๒๔๒ ส่วนต�าแหน่งพระมหาเถระสองรูปนั้นท�าหน้าท่ี เป็นหัวหน้าแห่งคณะตน อยู่ในต�าแหน่งถาวร ส�าหรับอายตนะน้ันพระสงฆ์บางรูป หรือทั้งหมดไม่น่าจะเป็นสมาชิกของการกสังคยา เพราะการยอมรับของคณะสงฆ์มีผล ต่อการแต่งต้ังต�าแหน่งอายตนะและเจ้าส�านักแห่งปริเวณะระดับสูง๒๔๓ ค�าว่าสงฆ์ จึงดูเหมือนว่าคณะกรรมการสภาท�าหน้าที่เป็นตัวแทน และสามารถตรวจสอบอ�านาจ ของพระมหาสามี ในฐานะผู้ทรงคุณธรรมตามต�าแหน่งและในฐานะผู้มีอ�านาจหน้าที่ สูงสุด ตลอดจนสามารถพิจารณาอธิกรณ์ทุกส่ิงอย่างเหนือคณะสงฆ์ทั้งมวล

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 43 ดว้ ยโครงสรา้ งเชน่ นก้ี ารบรหิ ารกจิ การคณะสงฆท์ งั้ หมดจา� ควบคมุ โดยคณะสงฆ์ ส่วนกลาง ขาดความเกี่ยวพันกับความมั่นคงของศูนย์กลางของคณะสงฆ์บริเวณ เขตรอบนอกห่างไกล ระยะเวลาการท�างานของสภาคณะสงฆ์นานเพียงไรไม่สามารถ ทราบได้ แตต่ า� แหนง่ พระมหาสามดี เู หมอื นวา่ ดา� รงคงอยจู่ นถงึ ยคุ คมั โปละ สว่ นตา� แหนง่ มหาเถระท้ังสองไม่มีกล่าวถึงว่าเกี่ยวพันกับกิจการคณะสงฆ์อีกเลย หรืออาจจะไม่ เป็นท่ีรู้จักตามท่ีตราไว้ในดัมพเดณิกติกาวัตรอีกต่อไป

44 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง เชิงอรรถ 1 วนวาสะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอรัญญวาสะ 2 Katikawatsangara, D.B. Jayatilaka, 1955, p.8. (Hereafter referred to as Ks.,). 3 Cf. Cullavagga or Vinayapitaka, II, H. Oldenberg, London, 1880, II, 1.2. (p.32); VII. 3. 14, (p.197); X. 9. 5, (p.265). (Hereafter referred to as C); Mahavagga or Vinayapitaka, I, H. Odenberg, London, and Edinburgh, 1879, 1. 73, (p.92). (Referred to hereafter as M.,). 4 สามรอบหมายถึงสะดือและเข่าสองข้าง (Pali-English Dictionary of the Pali Text Society, See under ti: referred to hereafter as PTSD.,). 5 C.VIII. 6 (p.217); Tr., pp.304, 305. 6 C.XII. 1. 8 (p.299). 7 Mahavamsa, W. Geiger, London, 1908. XXXIII, 27: Tr. p.230 (hereafter referred to as Mv.,). 8 W. Geiger, Culture of Ceylon in Medieval times, Wiesbaden, 1960, p.70. (hereafter shown by the abbreviation, CCMT.,). 9 G.P. Malalasekera, Pali Literature of Ceylon, London, 1928, p.210 (hereafter referred to as PLC.,). มาลาลาเกสเกราไม่สามารถยืนยันแนวคิดตนได้แต่สมมติฐานจาก คัมภีร์จุลวงศ์ Culavamsa, Vol.I. W. Geiger, London, 1925, 42. 44-46 (referred to hereafter as Cv.,). 10 Cv., 52. 22, 64. 11 Cv., 54. 20, 21. 12 Cv., 54. 36. 13 Cv., 50. 63. 14 Cv., 53. 13-25. ตโปวนะหมายถึงอารามตะวันตกตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกแห่งเมืองเก่าอนุราธปุระ See W. Rahula, History of Buddhism in Ceylon, Colombo, 1956, p.134, n.3 (Hereafter referred to as HBC.,). 15 Ks., pp.1, 2; Cv.,78. 6, 7, 16; มีพระสงฆ์หลากหลายกลุ่ม เรียกว่าตปัสสีบ้าง โยคีบ้าง ปังสุกูลิกะบ้าง (C., 41, 99; 42. 17; 52. 20; 54. 21 –tapassi- 42. 25 –yogi-; 47. 65; 52. 21 –Pamsukulika). 16 Cf: Ks., pp.1, 2. 17 Cv.,78. 7. 18 Cv.,78, 19f. the Nikayasangrahaya (D.P.R. Samaranayaka, Colombo, 1960, p.87. (Hereafter referred to as NS.,), the Saddharmaratnakaraya (K. Sugunasara, Homagama, 1923, p.291. (Hereafter referred to as Srtnk.,), and the Dalapujavaliya (K. Ratanaramsi, pub., Gunasena & Co., 1954, p.61. (Hereafter

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 45 referred to as Dpv.,), ระบวุ ่าพระสงฆ์แห่งอภยั คิรี (ธรรมรุจ)ิ พระสงฆแ์ ห่งเชตวัน (สาคลยิ ะ) และนิกายไวตุลยะเป็นสาเหตุให้มีการช�าระพระศาสนา แต่พระสงฆ์แห่งมหาวิหารแยกออกต่างหาก จากสาเหตุดังกล่าว หลักฐานเช่นนี้ช้ีให้เห็นถึงนิกายทั้งสี่สมัยช�าระพระศาสนาคร้ังนี้ 19 Cv., 78, 21f. 20 H.C. Ray, History of Ceylon (University of Ceylon), Vol. I, pt.II, Colombo, 1960, p.568 (referred to hereafter as UHC.,). 21 Ks., p.2; Cf. the phrase, tun naka ek naka kota. 22 Epigraphia Birmanica, Vol. III, pt. II, p.219. 23 Ks., p.8. 24 EZ., I, p.130f. 25 EZ., V. pt. 3, p.432f. 26 CV., 71. 12-21; 78. 12f; UHC., I, pt. II, p.569. 27 See above, p.19. 28 Daladasirita, Walivitiye Sorata, Colombo, 1955, p.44. (Hereafter indicated by the abbreviation, Ds). 29 Pujavaliya, A.V. Suravira, Colombo, 1961, p.118 (hereafter referred to as Pv); Cv., 84. 10. 30 Pv., p.136. 31 See chapter two, p.122. n.4. 32 Ks., p.2. 33 Anguttaratika, Vol. I. (Burmese edition), Maun Lin, 1910, p.2. 34 EZ., V. pt. 2, p.267f. 35 Cf. Dhammadatthakatha, (Commentary on the Dhammapada), PTS, Vol. I, H.C. Norman, London, 1906, pp. 7, 8, 154; Paramatthajotika, or Commentary on the Suttanipata, (Suttanipatatthakatha), PTS, Vol. I, Helmer Smith, London, 1916, pp.194, 195, 306. 36 Ks., pp.2, 3, 13, 14. 37 นี้เป็นอีกช่ือหนึ่งส�าหรับวิปัสสนาธุระ 38 Paramatthajotika (Commentary on the Suttanipata), op.cit., pp.194-195, 306. 39 Ks., pp.2, 3. 40 See below, pp. 27, 66f. 41 Cv., 84. 22-28; Tr. II, p.156. 42 Saddharmalankaraya, B. Sraddhatisya, Colombo, 2494 B.E. pp.778, 779 (referred to hereafter as Sdlk). 43 Sdlk., p.779; Ns., p.96; Srtnk., p.491. 44 Khuddasikhatika, or Sumangalappasadani, D. Sumanajoti, Jinalankara Press, 1898, p.186; Sambandhacinta, Saddangay, 1898, p.95.

46 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 45 Ks., p.8; Khuddhasikkhatika, op.cit., p.1 and Abhidhammamatthavikasini, A.P. Buddhadatta, 1961, pp.1, 456. 46 Ks., p.8; see below, pp.33,34. 47 See below, pp.40, 41. 48 Ks., p.8. 49 Ks., p.8; Khuddhasikkhatika, op.cit., p.186; Sambandhacita, op.cit. p.95. 50 Padasadhanasanyaya, R. Dharmananda, Kelaniya, 1932, Colombo, p.303; also see Sambandhacinta, op.cit., p.95. 51 Ks., p.9; in the concluding verses of the Khuddasikkhatika (op.cit., p.186) and the Sambandhacinta (op.cit., p.96) he is referred to as a pupil of Sangharakkhita. 52 ต�านานจัดแบ่งเฉพาะรัชสมัยของกษัตริย์ ๔ พระองค์เท่าน้ัน (Pv., p.112; Cv., 81.79). สมมติฐานดังกล่าวนี้อาจจะน�ามาจากคัมภีร์ราชาวลิยะ (Edited by B. Gunasekara, Ceylon Government Press, 1953, p.45. hereafter referred to as Raja.), he ruled twenty four years. According to the Dambadenikatikawata he ruled from 1222 A.D. (Y. Dhammavisuddhi, Katikawatawalata Peravadanak saha Polonnaru Dambadeni Katikawatwalin heliwana Aitihasika Toraturu, M.A. Dissertation, Vidyalankara Universtiy, Kelaniya, 1965, pp. 76-78. Hereafter referred to as KPPD). 53 KPPD., pp.79-81. 54 See below, pp.74. 79. 55 A.P. Buddhadatta, Pali Sahityaya, Colombo, 1966, pp. 526, 527 (hereafter referred to as Ps). 56 Payogasiddhi quoted from Ps., pp.526, 527. 57 Payogasiddhi quoted from Ps., pp.526, 527. 58 Ps., p.526. 59 See below, p.39. 60 Cv., 90. 87. 61 Cv., 90. 82-86. 62 PLC., p.230. 63 Jinacarita, JPTS., T.W. Rhys Davids, London, 1904-1905, p.31. 64 See chapter five, pp.251, 252. 65 Khuddasikkhatika or Sumangalappasadani, op.cit., p.1. 66 Vinayasaratthadipani, quoted form Ps., p.285f. 67 Abhidhammatthavikasini, pp.1, 456. 68 Vinayavinicchayatika, quoted from Ps., p.288.

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 47 69 สีหลสัททลักขณะบ่งถึงคัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาสิงหลคือว่าสิทัตสังครวะ แต่ยังมีความขัดแย้ง กันในการแปล (Sidatsangaraviranaya, pt. I, M. Kumaranatunga, Colombo, 2498, B.E., p.8f). 70 Samantakutavannana, K. Nanavimala, Colombo, 1959, p.85 (hereafter referred to as Skv); Rasavahini, K. Nanavimala, Colombo, 1961, p.299. (hereafter referred to as Rasa). 71 ระยะเวลาตามค�าอ้างของพระเวเทหเถระมีนักเขียนเห็นแย้งหลายท่าน ปรณวิตานะเห็นว่าประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๗ (S. Paranavitana The God of Adams Peak, Artibus Asiae: Ascona, 1958, p.15 n 12. This work is referred to hereafter as GAP) ด้านพระพุทธทัตตเถระเห็นว่าประมาณพุทธศักราช ๑๗๐๐ (A.P. Buddhatta, Theravadi bauddhacayayo, pub. S.K. Chandratilaka, 1960, p.69. referred to hereafter as Theravadi). Konow, see below p.38 n 4), Malalasekara (PLC., pp.222-26, 228), Geiger (W. Geiger, Pali Literatrue and Language, University of Calcutta, 1943, p.43. hereafter referred to as PLL., Godakumbure (C.E. Godakumbure, Sinhalese Literature, Colombo, 1955, p.89. Referred to hereafter as Sin. Lit) and Sumanajoti (D. Sumanajoti, Dambadeniyugaya, 2, 1961, p.176) เห็นร่วมกันว่าประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๘. 72 Ns., p.89. 73 Skv., p.85; Rasa., colophon, p.299. 74 Saratthasamuccaya, quoted from Theravadi, p.71; Upasakajanalankara, (PTS), H. Saddhatissa, London, 1965, p. 35. 75 Maharupasiddhi, M. Gunaratana, 1879, p.279. 76 EZ., IV, pp.71, 72. 77 Journal of the Greater India Society, XI, 1944, pp.24, 25. (hereafter referred to as JGIS). 78 JRASCB., (NS), VII, pt. I, p.4; Theravadi, p.69. 79 See above, p. 36 n 1. 80 Padasadhanasanyaya, R. Sri Dharmananda, 1932, p.303. 81 See above, 30f. 82 Sidatsangaravistarasannaya, R. Dharmarama, pub. D.A. Jayatilaka, 1931, p.231. 83 Ibid., pp.231, 232. 84 Sten Konow, ‘Vedehathera’, Skrifter, udgivne af Videnskabsselskabaty Christiania, Oslo, 1895, No.4, pp.6, 7. (I am indebted to Mr. Harald Tambs Lyche for translating the relevant portion of the article on Vedeathera which was published in German). 85 Ks., p.9; KPPD., pp.79-81.

48 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 86 Pv., p.126; Cv., 86. 38. 87 Sidatsangaravivaranaya, pt. I, K. Munidasa, Colombo, p.5f. 88 Dhatupatha and dhatumanjusa, Anderson and Smith, Kobenhavn, 1921, p.52. 89 Ps., p.536. 90 Ks., 1955, pp. 8, 9. 91 Payogasiddhi, quoted from Ps., 1966, p.527. 92 JRASCB., XXXII, No.86, 1933, p.261. 93 Vrttamalawa, R. Batuvantudave, Colombo, 1921, p.15. (hereafter referred to by the abbreviation, Vrtm). 94 Ns., p.90. คอดริงตันกล่าวว่าพระสังฆราชรูปนี้ว่าตามประเพณีนามว่าเทวนคะละ (JRASCB., op.cit., p.299). 95 JRASCB., op.cit., p.299. 96 D.B. Jayatilaka, Sinhalasahityalipi, Colombo, 1965, p.137 (hereafter referred to as SSL); Hamsasandesaya, C.E. Godakumbure, Colombo, 1953,v.186 (hereafter referred to as Hamsa). 97 JRASCB., XXII, No.65 pp.352-352; มีความสับสนเก่ียวกับระยะเวลาของจารึกหลักน้ี แต่โดยท่ัวไปทราบกันว่าจารึกสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๕ (JRSCB., XXXII. No.86 pp.298f; also see UHC., I, pt. II, p.639). 98 Vrtm., p.16. 99 Anapattidipani, quoted from Ps., pp.303, 304; PLC., p.247. 100 See below, pp.76, 77. 101 คัมภีร์เล่มนี้แต่งในปีที่ ๗ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖ (Saddharmarat- nakaraya, K. Sugunasara, Homagama, 1923, p.71. hereafter referred to as Srtnk). According to the chronological table given in the History of Ceylon (Vol.I, pt. II, p.847) his reign commence from 1412 A.D. as for this book also varies accordingly. Cf. Theravadi., p.119; Sin. lit., p.97. 102 Srtnk., p.490. 103 Srtnk., p.490. 104 Srtnk., p.490. 105 Cf. J. Burgese, The Buddhist Stupas of Amaravati and Jaggayapeta, London, 1887, p.13. 106 EZ., IV. p.100f. 107 Sdlk., pp.778-779. 108 มุดิยันเสระบุมลัตติมลเสละภายในเขตคัมปะละจากสิงหยปิติยะ บริเวณใกล้เชิงเขาอัมบุลุวกันดะ (N. Mudiyanse, Art and Architecture of the Gampola period, Colombo, p.30. referred to hereafter as AAGP).

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 49 109 Sdlk., pp.778, 779; cf. Srtnk., p.490. 110 Paramimahasataka, V. Dipankara, Dondra, 1921, p.99 (hereafter referred to as Parami); UHC., I, pt., II, p.637. 111 UHC., I, pt. II, p.637; Ps., p.446. 112 Parami., p.97. 113 Ns., p.98. 114 Cf. EZ., IV. p.93f; Srtnk., p.490. 115 Ns., pp.90, 93, 94. 116 Parami., p.97; also see Sdlk., p.77. 117 Parami, p.97; A.P. Buddhadatta, Theravadibanddhacaryaya, Ambalamgoda, 1960, p.121. 118 Sdlk., p.779; Ns., p.94; Srtnk., p.490. 119 Parami., p.97; Sdlk.,p.778. 120 คัมภีร์สัทธรรมาลังการยะอ้างถึงในคัมภีร์พลทยาวตาสันนกัม ซึ่งแปลโดยพระเมธังกรเถระว่า เป็นการแปลถอดความจากคัมภีร์พาลาวตาร (Vidyodaya Vol. 5, No. 9, 1930 p.260). พระพุทธทัตตเถระอ้างถึงต้นฉบับคัมภีร์พาลาวตาร (Theravadi p.122). หากวิเคราะห์เน้ือ ความที่เกี่ยวกับคัมภีร์สัทธรรมรัตนากรยะซึ่งระบุว่าพระชัยพาหุเทวักขิตะเถระแต่งคัมภีร์แปลถอด ความพาลาวตาร (Srtnk., p.490) แต่ประเด็นน้ีพระพุทธทัตตเถระแย้งว่าเนื้อความเช่นนี้น่าจะ เป็นช่องโหว่ของคัมภีร์สัทธรรมรัตนากรยะ คัมภีร์พาลาวตารและคัมภีร์แปลถอดความน่าจะเป็น ผลงานของผู้แต่งคนเดียวกัน (Theravadi, p.122). 121 Sdlk., p.779. 122 Srtnk., p.71. 123 Kokilasandesaya, H. Pannatissa, pub. R.B. Lenora, 1945, v.120 (hereafter referred to as Kokila). 124 Vidyodaya, vol.5, No.9, 1930, p.260. 125 K.T.W. Sumanasuriya, A Critical Edition of the Kokilasandesaya with an introduction, Ph.D. Thesis, Univeristy of London, 1958, p.41. 126 Ns., p.96. 127 Srtnk., p.71. 128 Ns., p.96. 129 Srtnk., p.491. 130 Srtnk., p.491; Ns., p.96. 131 Vidyodaya., vol. 5. No.9, 1930, p.261; พระเมธังกรเถระอ้างว่าพระสีลวังสะปรากฏเห็น เป็นรูปแรก แต่เท่าที่ทราบไม่มีหลักฐานอ้างถึงคณะสงฆ์ที่พระสีลวังสะสังกัดว่าเป็นผู้สืบสายเลย การตั้งสมมติฐานเช่นนั้นอาจมาจากการอ้างอิง 132 Theravadi, pp.117, 121f.

50 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 133 Sdlk., p.779. 134 Srtnk., p.490; Ns., p.94. 135 KPPD., pp.79-81. 136 Cf. Cv., 84. 7-25. 137 See above, p.46f. 138 Sdlk., p.778. 139 Cv., 84. 11-16. 140 Theravadi, p.123. 141 Theravadi, pp.125, 126. 142 JRASCB., XXXII, No.85, 1932, pp.204, 205. 143 Ibid., p.204. 144 Srtnk., p.490. ส�านักมหาวิหารแห่งมหาเมฆอุทยานอ้างถึงพระสงฆ์เถรวาทด้ังเดิมซ่ึงก่อตั้งโดย พระมหินทเถระ Also cf. Kankhavitaranitika, Pannalankara and Piyadassi, Jinalankara Press, 1901, p.6. 145 Srtnk., p.491; Ns., p.96. 146 Srtnk., p.490-91. 147 Srtnk., p.490. 148 Vidyodaya, Vol.5. No. 7, pp.195, 196. 149 Cf. Cv., 84. 22f; Pv., pp.118, 119; KPPDl., p.80f. 150 Vidyodaya, Vol. 5, No.7, p.195; เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันน้ีพระเมธังกรเถระไม่อ้างถึงการรับ สมาชิกของคณะสงฆ์วนวาสีแม้จะมีการอ้างถึงหลายแห่ง 151 Sdlk., p.778. 152 Sdlk., p.779; Srtnk., p.490. 153 Ns., p.98. 154 See below, p.72. 155 Cf. Theravadi, pp. 80, 117; Ps., p.249; Sahityaya, Dambadeni issue, p.98; Ns., introduction, p.9. 156 Saratthadipain, Devarakkhita, Colombo, 1914, p.1; Anguttaratika, vol.i. Maung Lin, (Burmese edition), 1910, pp.1,2. 157 Saratthadipani, op.cit., p.1. 158 Palimuttakavinayavinicchaya, Nanavimalatissa, pub.M. Robert Cooray, 2450 B.E. p.429 (Hereafter referred to as FMVV2.) 159 Cv.,78. 34 f. 160 FMVV., p.419. 161 Vrtm., pp. 14, 15. 162 Abidhanappadipaka, W. Siddhatta, Valitota, 1900, p.113.

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 51 163 164 Vimuktisangrahava, pub. D.C. Wickremasinghe, Colombo, 1914, p.215. 165 Dathavamsa, Asabhatissa, Kelaniya, 1883, p.14, v.414. Hereafter referred to as Datha. 166 Cv., 81.17 f. 167 Datha., pp.110, 111, vv. 412-414; Ps., pp.176, 239, 251, 252; Thupavamsa, B. Dhammaratana, Colombo, 1923, p.46. 168 Cv., 57, 22; EZ., ii, p.247f; คัมภีร์ดาฬดาสิริตะบอกว่าพระสังฆราชแห่งส�านักน้ีมีความ เก่ียวข้องกับพิธีกรรมส�าหรับพระเข้ียวแก้ว Ds., pp.51, 52. 169 Cf. Cv., 81, 17 f. รายละเอียดในคัมภีร์จุลวงศ์บอกถึงความประทับใจว่าพระสงฆ์รูปนี้ท�าหน้าท่ี ดูแลพระเข้ียวแก้ว 170 Ks., p.8. 171 See above, p.31f. 172 Ks., p.8; Jinacarita, Journal of the Pali Text Society, 1904-1905, p.31. 173 Cv., 84, 10. 174 Ns., pp.90, 94, 96; Dambadeni-asna, D.D. Ranasinha, Colombo, 1928, p.3. 175 Ns., pp.90, 94, 96. 176 Vrtm., pp.14, 15. 177 See above, p.59f. 178 Ns., p.96. 179 Vimuktisangrahava, D.C. Wickremasinghe, 1914, p.215. 180 SSL., (Aramkala sannasa), p.144; Theravadi, p.151; Budugunaliankaraya, M. Kumaranatunga, Panadura, 2473 B.E., p.48, vv. 610, 611, (hereafter referred to as BGA.,). 181 Suryasatakaya, D.A. de Silva Batuvantudawe, Colombo, 1885, p.54. 182 Sinhalasandesa Sahityaya, P.Sannasgala, Colombo, 1955, p.25 (hereafter referred to as SSS.,). 183 Bhaktisatakaya, Devarakkhita Batuvantudawe, Colombo, 1885, p.43. 184 Ns., p.98. 185 Srtnk., p.490; EZ., iv. 100, 103. 186 Parami., pp.96, 97. 187 UCR., XVIII nos.1&2, 1960, pp.7, 11; Also see ibid., pp. 30 (c) 37. 188 UCR., XVIII Nos. 1 & 2, pp. 42, 44. 189 Ks., pp.1, 2, 8. 190 191 P.D.S. Veerasuriya, Devundara Itihasaya, p.60.

52 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 192 Ns., pp. 90, 93; Srtnk., p.295. 193 See above, p.24. 194 Ks., pp.12, 13; see below, p.79. 195 O.H. de A. Wijesekera, ‘Pali and Sanskrit in the Polonnaru period’, The Ceylon Historical Journal, Vol.IV. 1954, 1955, p.92. 196 Cf. above, p.24 f. 197 See above, p.25. 198 Ks., pp. 2, 3, 21. 199 See Ch.vii. p.413 f. 200 See above, p.28. 201 Khuddhasikkhatika, D. Sumanajoti, 1898, p.186. 202 Than Tun, ‘Religion in Burma A.D. 1000-1300’, JRRS., xlii, ii, Dec. 1959, p.67f; Than Tun, ‘Mahakassapa and His translation’, JRRS, xlii, ii; Dec. 1959, p.99f; Than Tun, The Buddhist Church in Burma during the Pagan period. 1044-1287, Ph.D. Thesis, 1955, pp.277-282, 203 Datha, p.110; Padasadhanatika, p.134. 204 K.T.W. Sumanasuriya, A Critical Edition of the Kokilasandesaya, 1958, p.18. แต่ไม่เห็นมีการอ้างเหตุผลแสดงความคิดเห็น 205 CCMT., p.26; also see Cv., 45, 50; 57, 24, 30, 49. 206 Kavyasekhara, R. Dharmananda, Peliyagoda, 1935, Canto, 15, v.12; also see Hamsa, v.199. 207 Eluattanagaluvamsaya, K. Munidasa, Colombo, 1923, p.1; see above, p.39. 208 Cf. D. Sumanajoti, Dambadeniyugaya, 2, Wekkunuvala Sri Sugata Grantha- karaya, 1961, p.156. 209 Ks., pp.12, 13. 210 Ks., p.13. 211 Ks., p.13. 212 Ks., p.13. 213 Ks., p.8. 214 See above, pp.31, 32, 39. 215 See above, p.51f. 216 CALR., vol.i, pt.iii, p.155; vol.ii. pt.iii.p.152f. 217 Ns., p.90. 218 Ns., pp.90-94. 219 Vuttamala, Br. Mus. Or. 6611, (179), folio, 17; 220 Vrtm., p.17f. Ibid., folio, 16.

คณะสงฆ์แยกเป็นสองคณะ 53 221 Ns., p.96. 222 Hatthavanagallaviharavamsa, (PTS), C.E. Godakumbure, London, 1956, p.1. 223 UHC., i. pt. ii, p.751. ต�าแหน่งนี้ในประเทศพม่ายังคลุมเครืออยู่ (BRRS., xlii, ii, Dec. 1959, p.114) 224 Sdlk., p.779. 225 SSL., pp.137-38; Theravadi., p.142. 226 See above, p.74. 227 Ks., p.13. 228 see ch.vii. pp.435-36. 229 คุณธรรมคือการควบคุมจิตใจร่างกายและวาจา ปลูกฝังอาจาระด้วยการหลีกเลี่ยงด้วยการกระท�า ท่ีน่าต�าหนิ เหมือนปลูกต้นไผ่ ดิน ดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนั้นต้องค้นหาท่ีอยู่อาศัยอันเหมาะสม ด้วยการหลีกเล่ียงที่อยู่ของหญิงนางโลม (Vism., p.13; Smp.2.577) 230 Ks., p.12: ดัมพเดณิกติกาวตะท่ีมีการเรียบเรียงในคัมภีร์กติกาวัตสังคระ หน้า ๒ บอกว่า พระสงฆ์ผู้มีคุณสมบัติเป็นพระมหาเถระเม่ือมีอายุครบ ๒๕ ปี (also cf. UHC., I, pt. ii, p.747). น้ีเป็นข้อผิดพลาดท่ีจากการอ่านผิดว่าวิสิปัสปิรุนโหต ซึ่งดัดแปลงในคัมภีร์กติกา วัตสังคระ ในการเรียบเรียงคร้ังน้ี กติกาวัตรใน KPPD., ได้แสดงให้เห็นว่าการอ่านท่ีถูกต้องควร จะเป็นวิสิน วัส ปิรุมโหต แปลว่า หากพรรษยุกาลครบ ๒๐ สมบูรณ์ ซ่ึงสอดคล้องกับ พระวินัย See KPPD., pp.115, 186, n.119; Vinayapitaka, vol.iv. Hermann Oldenberg, London and Edinburgh, 1882, xxi. 1-2 (p.51); Pacittiya, Pannavasa and Saddhatissa, 1910, p.64. 231 Ks., p.13. 232 Ks., p.13. 233 Vinayapitaka iv. op.cit., xxi, 1-2 (p.51). 234 Cv., 84. 18. 235 Dambadeniasna, D.D. Ranasinha, Colombo, 1928, p.7. 236 Ks., p.9; Ns., p.96. 237 Ks., pp.9, 11, 16, 21. 238 Ks., p.9. 239 Ibid., p.11. 240 Ibid., p.13. ต�าแหน่งพระเถระผู้ใหญ่ท่ีเกิดพัฒนาการดูเหมือนว่าจะแพร่หลายในพม่าและไทย สมัยกลาง ภายใต้ระบบนี้การแต่งตั้งต�าแหน่งชั้นสูงเป็นหน้าท่ีของกษัตริย์ (Charles Eliot, Hinduism and Buddhism, vol. iii, 1957, p.91). 241 Ks., p.9. 242 See ch.vii. p.316f. 243 Ks., 1955, p.13.



๓ อายตนะ

ก�ำเนิดอายตนะ อายตนะปรากฏเป็นสถาบันการศึกษาคณะสงฆ์แบบหน่ึง เฉพาะยุคที่เกิด การรวมตัวกันเป็นองค์กรคณะสงฆ์ อายตนะเหล่านี้ถือก�ำเนิดเกิดข้ึนมาต้ังแต่ สมัยอาณาจักรอนุราธปุระ และสืบเนื่องต่อมาจนกระท่ังยุคนี้ ด้วยการผ่านข้ันตอน ปรับเปล่ียนหลายต่อหลายคร้ัง เปล่ียนแปลงไปตามอิทธิพลทางการเมือง เพ่ือให้เป็น ศูนย์กลางการศึกษาอันโด่งดังแพร่หลาย ก�ำเนิดสถาบันการศึกษาเหล่าน้ีปรากฏเห็นในคัมภีร์จุลวงศ์ ซ่ึงบรรยายถึง ก�ำเนิดของสถาบันการศึกษานามว่าเสลันตรายตนะ โดยระบุว่าส�ำนักมีนามเช่นน้ี เพราะพระเถระผู้เป็นเจ้าส�ำนักได้ชักชวนบรรดาลูกศิษย์ละทิ้งส�ำนักเก่า และย้ายไป สร้างส�ำนักแห่งใหม่มีนามว่าเสลันตรสมูหะ๑ คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาอ้างว่าเพราะอยู่กัน เป็นกลุ่มจึงเรียกว่าสังคามะ๒ ศัพท์ว่าสมูหะมาจากศัพท์เต็มว่าปัญจปริเวณสมูหะ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์เภสัชชมัญชูสาอาจใช้ในความหมายเดียวกัน๓ ประวัติศาสตร์และ นิรุกติศาสตร์ซ่ึงอธิบายภาพการก�ำเนิดของส�ำนักเสลันตรายตนะสามารถสร้างความ ม่ันใจว่า ส�ำนักน้อยใหญ่ซึ่งใช้ศัพท์สมูหะคงมีก�ำเนิดคล้ายคลึงกัน ศัพท์ว่าสมูหะใน ภาษาสิงหลใช้บ่งถึงสถาบัน เช่น กปารามูฬะ๔ และมิลคัมมูลฬะ๕ หมายความว่า กลุ่มหรือคณะ๖ หากวิเคราะห์ถึงความหมายที่เช่ือมโยงกับศัพท์น้ีย่อมเห็นว่า แม้ส�ำนัก บางแห่งก็เรียกว่าสมูหะหรือบางทีก็เรียกว่ามูฬะ เพราะท�ำหน้าที่ออกแบบโครงสร้าง ทางสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องรูปแบบตามลักษณะของสถาบันเหล่าน้ัน

อายตนะ 57 หลักฐานจากภาษาสิงหลใช้ค�าว่ามูละต่อท้ายศัพท์ว่าอายตนะ ดังเช่น วาทุมูละ และอุตุรฬมูละ หรืออุตุรุมูละ๗ ค�าว่ามูละในภาษาสิงหลเหมือนกันกับมูละในภาษาบาลี ซ่ึงมีความหมายกว้างขวางบ่งถึงอายตนะ มูละในภาษาบาลีหมายถึงก�าเนิด การก่อตั้ง รากเหง้า และแหล่งท่ีมา๘ สันนิษฐานว่ามูละในภาษาสิงหลซึ่งคล้ายกับภาษาบาลีอาจ ใช้เป็นความหมายสองความหมายบ่งถึงอายตนะด้วย เพราะถือว่าเป็นหลักหรือเป็น สถาบันอันโดดเด่น ช่ือของกัปปุรมูลายตนะใช้เหมือนกัปปุรมูละ๙ ศัพท์ว่ามูลายตนะเป็นการผสม กันระหว่างมูละกับอายตนะ ซ่ึงท้ังสองมีความหมายว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของ สถาบันการศึกษา ศัพท์ว่ามูลวิหารปรากฏเห็นมีใช้เพียงคร้ังเดียวในคัมภีร์จุลวงศ์๑๐ เป็นการผสมกันระหว่างศัพท์ว่ามูละและวิหาร๑๑ ซ่ึงเป็นพจน์ช้ันสองหมายถึงการ ก่อตั้งอารามวิหาร และไม่เคยตีความหมายถึงพจน์แรกเลย ด้วยเหตุนั้นศัพท์ว่า มูลวิหารจึงหมายถึงการก่อต้ังอารามวิหารรู้จักกันในช่ือว่ามูละ๑๒ ค�าว่าสมูหะบ้าง มูละบ้าง (ภาษาสิงหลใช้มูฬะ มูละ และมูฬุ) มูลายตนะบ้าง (ภาษาสิงหลใช้มูฬุอะยะแตน) และมูลวิหารบ้าง ต่างเป็นค�าพ้องของศัพท์ว่าอายตนะ (ภาษาสิงหลคือ อายแตน อายตัน และอะยะแตน)๑๓ บรรดาช่ือเหล่านั้น ศัพท์บาลีว่า สมูหะและศัพท์สิงหลว่ามูฬะมีข้ึนเพ่ืออธิบายก�าเนิดของสถาบันเหล่าน้ี และบางทีอาจ จะใช้เป็นศัพท์โบราณซึ่งสถาบันเหล่าน้ีต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี สมัยน้ันค�าว่าสมูหะ ไมเ่ ปน็ ทนี่ ยิ มแพรห่ ลาย คา� วา่ อายตนะหมายถงึ สถานทแ่ี ละจดุ ศนู ยก์ ลางใชบ้ ง่ ถงึ สถาบนั เหล่านี้ ภายหลังเกิดค�าว่าสมูหะและมูฬะ เพ่ือบ่งถึงสถาบันการศึกษาขนาดเล็กกว่า ดังเช่นวปสินาอายตนะเก่ียวข้องกับวิลคัมมูฬะ๑๔ หรืออุทุมพรคิริอายตนะซ่ึงเป็นหนึ่ง ในศูนย์กลางการศึกษาส�าคัญของคณะสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี๑๕ สันนิษฐานว่าสถาบันเหล่าน้ี อาจไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป ครั้นค�าว่าอายตนะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันแล้ว จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายถึงปัจจุบัน รู้จักกันในนามมูฬะและมุละ (ภาษาบาลีใช้มูละ) ค�าว่ามูลปทะบางคร้ังบ่งถึงต�าแหน่งหน้าท่ีแต่มีใช้น้อยมาก๑๖ ก�าเนิดและพัฒนาการ ของอายตนะมีกล่าวถึงอย่างละเอียดแล้วโดยคุณวรรธนะ๑๗

58 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง หนังสือเล่มนี้จึงเน้นวิเคราะห์ความเป็นมาของสถาบันน้อยใหญ่เฉพาะตอน ท้ายแห่งยุคโปโฬนนารุวะเท่านั้น คัมภีร์จุลวงศ์อ้างถึงอายตนะทั้งแปดสมัยโปโฬนนารุวะ โดยระบุว่านักบวช (ยติ) ผู้อาศัยอยู่ในอายตนะ ซ่ึงด�ารงต�าแหน่งผู้พิพากษาก�าลังปรึกษาหารือถึงการ สวรรคตของพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑ (พ.ศ.๑๕๙๘-๑๖๕๓) และเป็นผู้ท�าหน้าท่ีคัดเลือก ผู้ขึ้นครองราชย์กล่าวคือยุวราช๑๘ บทเดียวกันพาดพิงถึงมูลวิหารแปดแห่งอีกครั้ง๑๙ หลักฐานเหล่าน้ีแสดงให้เห็นว่าสถาบันเหล่านี้เป็นอายตนะดังกล่าวแล้ว คัมภีร์ พรรณนาอีกว่า พระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ โปรดให้สร้างอาคาร ๘ หลัง ภายในบริเวณ วัดเชตวันวิหารกลางเมืองโปโฬนนารุวะ อาคารแต่ละหลังสูง ๓ ชั้น โปรดให้มอบถวาย แด่พระสงฆ์แห่งอายตนะท้ัง ๘ ผู้เคร่งพระวินัย๒๐ นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังโปรด ให้สร้างวิหารอีกหลายแห่ง กุฎีสงฆ์ มณฑล เวจกุฎี วิหารรายและอุทยานกลาง เมืองหลวง และบรรดาเสนาสนะเหล่านี้โปรดให้สร้างอารามวิหารหลายแห่งถวายแก่ พระสงฆ์แห่งอายตนะท้ัง ๘๒๑ หลักฐานเช่นน้ีแสดงถึงความมีอยู่แห่งอายตนะท้ัง ๘ ระหว่างสมัยโปโฬนนารุวะ ความปรากฏมีของอายตนะยังพบเห็นแม้ในสมัยดัมพเดณิยะ แต่หลักฐานอ้างอิงหาได้มีน้�าหนักมากมายอันใดไม่ กล่าวกันว่าสถาบันการศึกษามี ๘ แห่ง แต่หลักฐานยุคน้ีกลับไม่ระบุถึงช่ือเลย เชื่อกันว่าอย่างน้อยอายตนะมีทั้งหมด ๙ แห่ง นับตั้งแต่อาณาจักรอนุราธปุระ จนถึงอาณาจักรโปโฬนนารุวะ ได้แก่ ทักขิณมูละ (ทักขิณิมุฬะ) อุตตโรมูละ๒๒ (อุตุรุมุฬะหรืออุตุรฬมุฬะ) วาหทีปกะ (วาทุมุฬะ) เสลันตรสมูหะ (คลตุรุมฬะ) กัปปูรมูลายตนะ (กัปารามุฬะ) เสนาปติมูละ (เสเนวิรัทมุฬะ) มหาเนตตปาสาทายตนะ (ทหาเนตปามุฬะ) สโรคามมูละ (วิลคัมมุฬะ) และปัญจปริเวณสมูหะ (ปัสปิริเวนมุฬะ) กุมารตุงคะตัดทักขิณมูละ กัปปูรมูลายตนะ และปัญจปริเวณมูละออก แล้วรวมคณะสงฆ์ท้ังฝ่ายคามวาสีและฝ่ายวนวาสีเป็นโครงสร้างหนึ่งของอายตนะ๒๓ อายตนะทั้งสองแห่งรวมลงในอายตนะท้ังแปดตามความเห็นของกุมารตุงคะน้ัน หมายถึงคณะสงฆ์สองกลุ่มรวมกันเป็นกลุ่มเดียวกัน๒๔ ส่วนพระพุทธทัตตเถระแยก

อายตนะ 59 รายช่ือออกเพียงปัญจปริเวณมูละ๒๕ ส�าหรับคุณวรรธนะแยกรายช่ือทั้งหมดออกจาก ทักขิณมูละ๒๖ แล้วรวมกันเป็นอายตนะ ๘ หลังจากยุคอนุราธปุระแล้วทักขิณมูละ และวาทุมูละไม่มีกล่าวถึงอีกเลย๒๗ แม้กปารามูละก็เงียบหายไปหลังสมัยพระเจ้าวิชัย พาหุท่ี ๑ (พ.ศ.๑๕๙๘-๑๖๕๔) ด้วยเหตุนั้น ก่อนอาณาจักรโปโฬนนารุวะจึงเหลือเพียง มูละหกเท่านั้น ส�าหรับบทบาทของอายตนะสมัยนี้นั้น อุตตโรมูละ (อุตุรุมูฬะ) เป็นส�านักหนึ่ง ซ่ึงทรงอิทธิพลจนกระท่ังสิ้นสุดยุคนี้ จารึกเวฬัยก์การะระบุถึงพระสงฆ์นามว่าราชคุรุ อุตุรุมุลายิล (วยาริน) มุคลันมหาสถวีระ หรือราชคุรุ (นักไวยากรณ์) มุคลันมหา สถวีระแห่งอุตุรุมุละ วิกรมสิงหะยืนยันว่าพระเถระผู้ใหญ่รูปนี้คือพระโมคคัลลานะ ซ่ึงเป็นผู้แต่งคัมภีร์โมคคัลลานวยากรณะ๒๘ การอ้างเช่นนี้เป็นท่ียอมรับของนักเขียน ยุคหลังด้วย๒๙ วิกรมสิงหะต้ังข้อสังเกตว่าจารึกหลักนี้น่าจะมีอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้า วิกรมพาหุ (พ.ศ.๑๖๕๔-๑๖๗๕) หรือพระราชโอรสของพระเจ้าคชพาหุท่ี ๒ (พ.ศ. ๑๖๗๕-๑๖๙๖) ประมาณ ๒๐-๓๐ ปี ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑ (พุทธศักราช ๑๖๕๗) หรือประมาณพุทธศักราช ๑๖๘๐ และ ๑๖๙๖๓๐ เพื่อสนับสนุนค�าอ้างน้ีวิกรมสิงหะแย้งว่าเพราะความวุ่นวายของบ้านเมือง พระโมคคัลลานะพร้อมกับเสนาบดีผู้ใหญ่หลายท่านจึงไว้วางใจให้กลุ่มเวฬัยก์การะท�า หน้าที่คุ้มครองรักษาวัดพระเขี้ยวแก้ว๓๑ สันนิษฐานกันว่าพระโมคคัลลานะคงเป็น ผู้สนับสนุนเสนาบดีให้กลุ่มเวฬัยก์การะท�าหน้าที่คุ้มครองวัดพระเข้ียวแก้วอย่างน้อย ประมาณพุทธศักราช ๑๖๘๐ หรือช้ากว่านั้น หลักฐานอีกด้านหนึ่งระบุว่าพระเจ้าวิกรม พาหุไม่ทรงพอพระทัยพระสงฆ์ผู้อาศัยอายตนะรวมถึงพระมุคลันแห่งอุตุรุมุละด้วย แม้ทัศนคติของพระเจ้าคชพาหุผู้ราชโอรสก็ไม่แตกต่างจากพระราชบิดาเลย หากเห็น ว่าเหตุการณ์น้ีเกิดข้ึนประมาณพุทธศักราช ๑๖๘๐ หรือช้ากว่าน้ัน การกระท�าของ พระโมคคัลลานเถระก็ถือว่าเป็นการคัดค้านพระราชปณิธานของพระองค์ หรือขัดขืน พระราชอ�านาจของกษัตริย์ แต่เป็นไปได้ยากนักที่กลุ่มเวฬัยก์การะและเสนาบดีผู้ใหญ่ จะมีอ�านาจคัดค้านพระเจ้าวิกรมพาหุ ผู้มีกองก�าลังทหารอยู่เบ้ืองหลัง อีกทั้งเป็น

60 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง เร่ืองยากที่จะคิดว่าพระโมคคัลลานะรวมเป็นเน้ือเดียวกันกลุ่มเวฬัยก์การะอย่างช้า ประมาณพุทธศักราช ๑๖๘๐ หรือช้ากว่านั้น หากพิจารณาเหตุการณ์ซ่ึงเกิดข้ึนก่อน พุทธศักราช ๑๖๘๐ ก็ถือว่าเร็วกว่าที่วิกรมสิงหะระบุไว้ในจารึก คมั ภรี จ์ ลุ วงศร์ ะบวุ า่ สมยั พระเจา้ วกิ รมพาหนุ นั้ พระสงฆแ์ หง่ มลู วหิ ารหลายแหง่ ได้พากันหลบหนีไปอาศัยโรหณะ พร้อมกับอัญเชิญพระเข้ียวแก้วและบาตรของ พระพุทธเจ้าไปด้วย การหลบหนีของพระสงฆ์แห่งมูลวิหารท้ังแปดยังมีอ้างถึงในบทที่ ๖๑ แห่งคัมภีร์จุลวงศ์ด้วย๓๒ รายละเอียดตามคัมภีร์กล่าวถึงสงครามระหว่างพระเจ้า วิกรมพาหุกับพระเจ้าชัยพาหุ มานาภรณะ กิตติสิริเมฆะสิริวัลลภะ และวีรเทวะผู้บุกรุก ต่างชาติจากปลันทีปะ๓๓ เร่ืองราวไม่จบลงเพียงการอพยพของพระสงฆ์แห่งอายตนะ เท่าน้ัน ยังมีกล่าวถึงเหตุการณ์การท�าลายคณะสงฆ์สองกลุ่มด้วย เน้ือหาของบทท่ี ๖๒-๖๓ ก็กล่าวถึงพระเจ้าวิกรมพาหุด้วย หากเหตุการณ์เป็นตามต�านานก็สันนิษฐาน ได้ว่าการหลบหนีของพระสงฆ์เกิดข้ึนในปีที่ ๒๑ แห่งการครองราชย์อันยาวนาน ของพระเจ้าวิกรมพาหุ (พ.ศ.๑๖๕๔-๑๖๗๕) กล่าวคือระหว่างพุทธศักราช ๑๖๕๔ และ ๑๖๖๔ หากเป็นเช่นน้ันจริงจารึกก็ไม่น่าจะเขียนขึ้นในพุทธศักราช ๑๖๘๐ หรือช้า กว่าน้ัน สันนิษฐานว่าสมัยน้ันพระสงฆ์แห่งอายตนะ ซ่ึงอาจจะรวมถึงพระเถระผู้ใหญ่ แห่งอุตุรุมุฬะด้วย ได้พากันหลบหนีไปยังโรหณะหลายปีก่อนนั้นเป็นแน่ จารึกอ้างถึง ปีท่ี ๕๕ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ส่วนคัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่า ระยะเวลาการครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์นี้คือ ๕๕ ปี๓๔ ค�าจารึกบอกอีกว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเฉลิมฉลองพระชนมายุ ๗๓ พรรษา ก็หมายถึงพระองค์ทรงมีพระชนมายุ ๗๓ พรรษา จารึกยังกล่าวถึงพระราชกรณียกิจ มากมายรวมถึงการปราบปรามอริราชศัตรู การขึ้นครองราชย์ การช�าระพระศาสนา และการสละต�าแหน่งผู้พิพากษา เป็นต้น๓๕ มีการตั้งข้อสังเกตว่าค�าจารึกเขียนก่อนหรือภายหลังการสวรรคตของพระเจ้า วิชัยพาหุที่ ๑ หากถือตามค�าของวิกรมสิงหะจารึกแห่งนี้เขียนข้ึนพุทธศักราช ๑๖๘๐

อายตนะ 61 หรือหลังนั้นประมาณสามทศวรรษ ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าวิชัยพาหุ จารึก หลกั นยี้ งั อธบิ ายรายละเอยี ดเกยี่ วกบั กษตั รยิ พ์ ระองคน์ ร้ี วมถงึ ระยะเวลาการครองราชย์ ของพระองค์ด้วย มีการโต้แย้งว่าหากจารึกเขียนระหว่างพุทธศักราช ๑๖๘๐-๑๖๙๖ เหตุใดจึงไม่กล่าวถึงพระนามของกษัตริย์ผู้ปกครองสมัยน้ัน ดังเช่น พระเจ้าคชพาหุ ท่ี ๒ หรืออาจเป็นไปได้ว่าพระองค์ไม่ได้ท�าพิธีราชาภิเษก จึงไม่มีการระบุระยะเวลา การครองราชย์ของพระองค์๓๖ แต่จารึกกลับบอกช่วงเวลาสมัยพระเจ้าชัยพาหุข้ึน ครองราชย์สืบแทนพระเจ้าวิชัยพาหุ ซ่ึงมีหลักฐานด้านอ่ืนกล่าวถึงมากมาย บรรดา จารึกมากมายที่ระบุช่วงเวลาสมัยของพระเจ้าชัยพาหุนั้น เห็นสมควรกล่าวถึงจารึก เสาหินจากโมรคหเวละ ซึ่งระบุระยะเวลาการครองราชย์ของพระเจ้าชัยพาหุว่า ๘๐ ปี ส่วนจารึกภาษาทมิฬท่ีค้นพบที่อารามแห่งหนึ่งใกล้ประตูด้านทิศเหนือเมืองโปโฬน นารุวะระบุว่าพระองค์ทรงครองราชย์เป็นระยะเวลา ๓๘ ปี๓๗ หากจารึกภาษาทมิฬ ระบุเวลาการครองราชย์ของพระเจ้าชัยพาหุไม่ชัดเจน ก็แสดงว่าต้องมีการจารึกก่อน หรือหลังการสวรรคตของพระเจ้าวิชัยพาหุ อิทธิพลของเวฬยก์การะ กฤษณะสาสตรีแสดงความเห็นว่ากลุ่มทหารเวฬัยก์การะผู้รับใช้พระเจ้า วิชัยพาหุท่ี ๑ ได้ก่อจลาจลในปีท่ี ๓๐ แห่งการครองราชย์ของพระองค์ แต่ถูก ปราบปราม การยอมจ�านนของกลุ่มทหารเวฬัยก์การะน่าจะปรากฏในจารึกด้วย๓๘ กฤษณะสาสตรีช้ีว่าเหตุที่มีการจารึกเวฬัยก์การะอย่างเร่งด่วนเป็นเพราะการยอมแพ้ ของกลุ่มทหารเวฬัยกการะนั้นเอง ด้วยเหตุน้ันจารึกหลักนี้จึงท�าข้ึนในปีท่ี ๓๐ แห่ง การครองราชย์ของพระองค์ กฤษณะสาสตรีพยายามโยงอีกว่าปีท่ี ๕๕ แห่งการครอง ราชย์ของพระองค์ก็มีกล่าวถึงในจารึกเช่นกัน ด้วยเหตุนั้นจารึกหลักน้ีจะต้องท�าขึ้นใน ปีที่ ๓๐ แห่งการครองราชย์ของพระองค์เป็นแน่ แต่การระบุว่าปีท่ี ๕๕ แห่งการครอง ราชย์ของพระองค์เป็นเร่ืองยากท่ีจะยอมรับ หลักฐานจากจารึกพรรณนาถึงเหตุผลท่ีกลุ่มทหารเวฬัยก์การะเข้ายึดและท�า หน้าที่อารักขาวัดพระเข้ียวแก้ว อาจเป็นไปได้ว่ามีเหตุอันตรายเหมือนกรณีพระเจ้า วิกรมพาหุโปรดให้อารักขาวัดพระเข้ียวแก้ว๓๙ กลุ่มทหารเวฬัยก์การะอาจจะเข้ายึดครอง

62 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง วัดพระเข้ียวแก้ว ขณะพระเจ้าวิกรมพาหุเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองโปโฬนนารุวะ จึงเป็น เหตุให้มีการจารึกเหตุการณ์ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าวิชัยพาหุ แต่ก็เชื่อถือได้ยากนักเพราะจารึกเองไม่กล่าวถึงพระองค์หรือปีแห่งการครองราชย์ ของพระองค์เลย อีกประการหนึ่ง การท่ีจารึกอ้างถึงปีสุดท้ายแห่งการครองราชย์ของพระเจ้า วชิ ยั พาหกุ เ็ ปน็ หลกั ฐานบอกวา่ ทา� ขน้ึ ภายหลงั การสวรรคตของพระองค์ อกี แนวคดิ หนง่ึ จารึกหลักนี้อาจท�าขึ้นช่วงระหว่างการสวรรคตของพระเจ้าวิชัยพาหุและการเสด็จข้ึน ครองราชยข์ องพระเจา้ ชยั พาหุ ตา� นานภาษาสงิ หลบอกวา่ มกี ารเฉลมิ ฉลองพธิ รี าชาภเิ ษก หน่ึงสัปดาห์๔๐ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการจารึกช่วงเวลาระหว่างการสวรรคตของ พระเจ้าวิชัยพาหุและการเฉลิมฉลองพิธีราชาภิเษก ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ เท่าน้ัน พระโมคคัลลานะพรรณนาไว้ว่ามีกลุ่มผู้ทรงอ�านาจท่ีคัดค้านค�าตัดสินของคณะ ลูกขุนด้วยการลงโทษ ตัวท่านจ�าต้องแสดงความรับผิดชอบเพ่ือปกปองวัดพระเข้ียวแก้ว ด้วยการมอบหมายให้ทหารเวฬัยก์การะเข้าไปอารักขา หากเหตุการณ์น้ีมีเหตุผลเพียง พอก็สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นในปีท่ี ๕๕ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑ หลักฐานอ้างว่าพระเจ้าวิกรมพาหุทรงก�าจัดคณะสงฆ์และหันไปสนับสนุน ลัทธิฮินดู จารึกภาษาทมิฬจากบุดุมุตตาวะอ้างถึงเทวาลัยของเทพศิวะแห่งหนึ่งมีนาม เหมือนพระองค์๔๑ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพระองค์เปลี่ยนความคิดเช่นนี้ต้ังแต่เร่ิมแรก หรือภายหลังจากถูกกีดกันจากต�าแหน่งแล้ว หากพระองค์ทรงชื่นชอบลัทธิฮินดูต้ังแต่ แรกเริ่มแล้วไซร้ น่าจะโยงกับเร่ืองการกีดกันพระเจ้าวิกรมพาหุออกจากต�าแหน่งได้ หากเป็นเช่นน้ันจารึกดังกล่าวน่าจะท�าขึ้นในปีสุดท้ายแห่งการครองราชย์ของพระเจ้า วิชัยพาหุ ขณะพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เพราะอันตรายของพระเข้ียวแก้วมา จากการปรากฏตัวของพระเจ้าวิกรมพาหุ แต่เป็นไปได้ยากนักท่ีจะมีการจารึกในช่วง เวลาระหว่างการสวรรคตของพระเจ้าวิชัยพาหุและการครองราชย์ของพระเจ้าชัยพาหุ เพราะเป็นเวลาอันแสนส้ันนัก สรุปว่าจารึกเวฬัยก์การะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระหว่างพุทธศักราช ๑๖๘๐- ๑๖๙๖ ดังวิกรมสิงหะเคยต้ังข้อสังเกตไว้ โดยพยายามระบุระยะเวลาด้วยการค�านวณ

อายตนะ 63 ให้สอดคล้องกับค�ากล่าวอ้างของพระมุคัลลันเถระ เพ่ือให้เห็นว่าพระเถระเป็น รูปเดียวกันกับพระโมคคัลลานเถระ ซ่ึงเป็นผู้แต่งคัมภีร์โมคคัลลานวยากรณะ๔๒ วิกรมสิงหะย้�าอีกว่าพระมุคัลลันตามจารึกหลักนี้ต้องมีอายุประมาณ ๓๕ ปี ขณะมี การจารึกหลักนี้และต้องเป็นสามเณรในรัชสมัยของพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑๔๓ จารึก หลักน้ีระบุว่าพระมุคัลลันเป็นมหาสถวีระและรั้งต�าแหน่งราชคุรุอีกทั้งเป็นเจ้าส�านัก อุตุรุมูละด้วย๔๔ ต�าแหน่งราชคุรุหมายถึงผู้ท�าหน้าที่เป็นอาจารย์สอนส่ังกษัตริย์ หากหลักฐาน บอกว่าพระเจ้าวิกรมพาหุโปรดแต่งตั้งพระเถระเพื่อเจตนาท�าลายอายตนะน้อยใหญ่ ยอ่ มสมเหตผุ ลวา่ พระเถระอาจจะเปน็ อาจารยข์ องกษตั รยิ ห์ รอื พระราชโอรสผมู้ พี ระนาม ว่าคชพาหุ นอกจากน้ันพระเถระยังเป็นอาจารย์สั่งสอนพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑ และ พระเจ้าชัยพาหุด้วย หลักฐานดังกล่าวบ่งถึงว่าสมัยพระเจ้าวิกรมพาหุนั้นท่านเป็น พระผู้ใหญ่แล้ว ไม่ได้ด�ารงเพศเป็นสามเณรตามความเห็นของวิกรมสิงหะ สมัย พระมุคัลลันซึ่งรั้งต�าแหน่งพระมหาสถวีระแล้วต้องมีอายุอย่างน้อย ๔๐ ปี เพราะการ ด�ารงต�าแหน่งมหาสถวีระ (ภาษาบาลีคือมหาเถระ) ควรมีพรรษาครบ ๒๐ ปี๔๕ นับตั้งแต่วันแรกอุปสมบท๔๖ ท่านยังเป็นสมภารเจ้าอาวาสแห่งอุตุรุมูละและรั้งต�าแหน่ง ราชคุรุด้วย จึงสรุปได้ว่าขณะพระมุคัลลันร้ังต�าแหน่งพระมหาเถระน้ันน่าจะมีอายุ มากกว่า ๕๐ ปีสมัยท�าจารึกเวฬัยก์การะน้ันท่านคงมีอายุ ๔๐ ปี ความลงตัวเช่นนี้ สามารถสรุปได้ว่าพระเถระคงรั้งต�าแหน่งพระเถระผู้ใหญ่ และท่านคงมิใช่ผู้แต่งคัมภีร์ โมคคัลลานวยากรณะ เพราะบทส่งท้ายของคัมภีร์เล่มนี้ระบุว่าแต่งขึ้นหลังจากการ สังคายนาคณะสงฆ์ เม่ือ พ.ศ.๑๗๐๘๔๗ หากพิสูจน์ว่าท่านเป็นพระมุคันลันเถระตาม จารึกเวฬัยก์การะแล้วไซร้ ท่านคงต้องมีอายุอย่างน้อย ๑๐๐ ปี ขณะแต่งคัมภีร์ โมคคัลลานวยากรณะ จึงเป็นไปได้ยากย่ิง จารกึ อา้ งศพั ทว์ า่ ยารนิ มี คี วามเกยี่ วขอ้ งกบั พระมคุ นั ลนั มหาสถวรี ะแตไ่ มช่ ดั เจน นัก๔๘ วิกรมสิงหะบอกว่าวยารินีหมายถึงปราชญ์ด้านบาลีไวยากรณ๔์ ๙ ความคิดเห็น เช่นน้ีคงเป็นเหตุผลหน่ึงซึ่งยืนยันว่าผู้รั้งต�าแหน่งชั้นสูงรูปน้ีคือพระโมคคัลลานะ และ เป็นผู้แต่งคัมภีร์โมคคัลลานวยากรณะ และมีชีวิตอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรม พาหุที่ ๑ แม้จะมีการตีความว่าต�าแหน่งช้ันสูงหมายถึงนักปราชญ์ด้านบาลีไวยากรณ์

64 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง แต่ก็มีความเป็นไปได้น้อยนักเพราะพระนักปราชญ์ด้านบาลีไวยากรณ์ผู้มีชื่อเดียวกัน จะมีชีวิตอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ภายหลังรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ กล่าวโดยสรุป พระมุคันลันในจารึกเวฬัยก์การะนั้นแตกต่างจากพระโมคคัลลานะผู้แต่งคัมภีร์โมคคัลลา นวยากรณะ เพราะพระโมคคัลลานะไม่ได้ด�ารงต�าแหน่งสมภารเจ้าส�านักอุตุรุมุฬะ พัฒนาการแห่งอายตนะ พระอนุรุทธเถระผู้แต่งคัมภีร์อนุรุทธสตกะได้บรรยายชื่อเสียงแห่งตนว่าเป็น เหมือนอัญมณีมาลัยท่ีร้อยด้วยไข่มุกแห่งอุตตโรมูละ และอ้างว่าตนเป็นอุปัสถวีระ ร้ังต�าแหน่งอันดับสองรองเพียงสมภารเจ้าวัดเท่านั้น๕๐ ปรณวิตานะชี้ว่าพระอนุรุทธะ รูปน้ีเป็นผู้แต่งคัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหวะและน่าจะมีอายุอย่างน้อยหลังพุทธศักราช ๑๖๔๓๕๑ หากท่านมีชีวิตอยู่ทันพระมุคลันเถระผู้เป็นสมภารเจ้าส�านักอุตุรุมุฬะจริง ท่านต้องได้รับการชมเชยว่าเป็นอุปัสถวีระแห่งส�านักอุตโรมูละเป็นแน่ คาถาตอนท้ายแห่งคัมภีร์ปทสาทนฎีการะบุพระมหาเถระช่ือว่าอุตตโรมูละราหุละ ผู้มีหลานชายนามว่าวาจิสสรสังฆราชา๕๒ เป็นท่ีทราบกันดีว่าพระวาจิสสระหมายถึง พระศรีราหุลเถระแห่งหมู่บ้านโตฏคามุวะ ซ่ึงคัมภีร์กาพยเสขระเองก็อ้างว่าท่านเป็น หลานชายของพระอุตุรมุ ฬู ะมหเถริณฑุ๕๓ พระอุตุรมุ ฬู ะมหาเดรณิ ฑทุ ก่ี ล่าวถึงในคัมภรี ์ กาพยเสขระยืนยันแล้วว่าหมายถึงพระอุตโรมูละราหุลที่ระบุไว้ในคัมภีร์ปทสาธนฎีกา มาลาลาเสเกราระบุว่าพระโมคคัลลานะ พระวิลคัมมูฬะ และพระศรีราหุลเถระล้วน สังกัดส�านักอุตตโรมูละ๕๔ พระโมคคัลลานะรูปนี้อาจหมายถึงพระเถระท่ีอ้างถึงใน จารึกเวฬัยก์การะสมัยโปโฬนนารุวะก็เป็นได้ หลักฐานอ้างถึงพระวิลคัมมูละสังกัด คณะสงฆ์อุตตโรมูละน้ันไม่ค่อยชัดเจน การบอกว่าพระอุตุรุมูละมหาเตริณฑุเป็นปู่ ของพระศรรี าหลุ เถระ สามารถดคี วามไดว้ า่ พระราหลุ เถระสงั กดั มลู ะซง่ึ ปขู่ องทา่ นสงั กดั อยู่ก็เป็นได้๕๕ ส�านักคลตุรุมูละ (บาลีใช้เสลันตรสมูหะ เสลันตรมูละ อุปลันตรมูละ)๕๖ รวมถึงพระสงฆ์ผู้โด่งดังจากอายตนะอื่นอีกหลายรูป ดังเช่น พระนันทเถระผู้ท�าหน้าท่ี เปน็ ตวั แทนของพระสงฆส์ ามนกิ ายแหง่ แควน้ โรหณะ เพอ่ื เขา้ รว่ มจดั เตรยี มการสงั คายนา

อายตนะ 65 ตามค�าทูลเชื้อเชิญของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชก็สังกัดส�านักเสลันตรายตนะ๕๗ พระสังฆรักขิตเถระผู้ร้ังต�าแหน่งมหาสามีสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ ซ่ึงกล่าวถึงใน คมั ภรี ว์ ตุ โตทยั วา่ อาจารยข์ องทา่ นเปน็ พระเถระนามวา่ สลี ะกส็ งั กดั สา� นกั เสลนั ตรายตนะ๕๘ คัมภีร์วุตตมาลาซ่ึงแต่งสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๕ (พ.ศ.๑๘๘๗-๑๙๐๒) ได้สรรเสริญพระมหาเถระแห่งอุปลันตรมูละ๕๙ พระศรีปรากรมพาหุวิลคัมมูฬะผู้แต่ง คัมภีร์สูรยสตกสันนยะกล่าวถึงพระคลตุรุมูละมหาสวามีว่าเป็นสมภารเจ้าอาวาสวัด ตีรถคามวิหาร ซ่ึงต�าแหน่งของท่านคือสรรพาสาปรเมศวร ตริปิฏกวาคีศวระศรีราชคุรุ๖๐ คัมภีร์วิมุกติสังครหวะซึ่งแต่งในปีที่ ๑๘ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าวิกรมพาหุ ได้สรรเสริญความชาญฉลาดของพระคลตุรุมูละมหาสามี ซ่ึงเป็นสมภารเจ้าอาวาส วัดตีรถคามวิหาร ผู้มีสมญานามว่าสดลดลาสรวัชญาสรรพสาปรเมศวร ตริปิฏกวราคี ศวราจารยะ๖๑ หลักฐานเหล่าน้ีช้ีให้เห็นว่าพระคลตุรุมูละมหาสามีที่กล่าวถึงในคัมภีร์ วิมุกติสังครหวะมีนามว่าสรรพาศปรเมศวระและตริปิฏกวาคีศวราจารยะ อันเป็น นามเดียวกันตามคัมภีร์สูรยสตกสันนยะ จึงสันนิษฐานว่าพระมหาสามีทั้งสองรูปคือ พระคลตุรุมูลเถระนั่นเอง ช่วงเวลาการมีชีวิตอยู่ของพระคลตุรุมูละมหาสามีไม่มีหลักฐานกล่าวถึงเลย ส่วนคัมภีร์วิมุกติสังครหวะ ซึ่งแต่งในปีท่ี ๑๘ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้า วิกรมพาหุก็อ้างว่าเป็นพระเถระรูปท่ีสามท่ีร้ังต�าแหน่งน้ี๖๒ พระเจ้าวิกรมพาหุน่าจะ ข้ึนครองราชย์ประมาณพุทธศักราช ๑๘๙๙ หรือ ๑๙๐๐-๑๙๑๖ หรือ ๑๙๑๗ เป็นอย่างน้อย ด้วยเหตุน้ันพระคลตุรุมูละมหาสามีท่ีอ้างถึงในคัมภีร์วิมุกติสังครหวะ น่าจะมีชีวิตอยู่ก่อนพุทธศักราช ๑๙๑๗ คัมภีร์วิมุกติสังครหวะระบุว่าพระคลตุรุมูละ มหาสามีมีลูกศิษย์ช่ือว่าวิลคัมมูฬะ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้แตกฉานมีปัญญา เฉลียวฉลาด๖๓ หากพระวิลคัมมูฬะมหาสถวีระเป็นรูปเดียวกับพระมหาสามีท่ีอ้างถึง ในจารึกกิตสิริเมวันเกลาณียะ ก็สามารถก�าหนดอายุของพระคลตุรุมูละมหาสามีได้ หากถอื ตามจารกึ หลกั นพี้ ระวลิ คมั มฬู ะมหาสามมี ชี วี ติ อยปู่ ระมาณพทุ ธศกั ราช ๑๘๘๗๖๔ หากเปน็ เชน่ นน้ั จรงิ พระคลตรุ มุ ฬู ะมหาสามอี าจจะมชี วี ติ อยปู่ ระมาณพทุ ธศกั ราช ๑๘๘๗ หรือก่อนหน้าน้ันเล็กน้อย พระคลตุรุมูฬะมหาสามีที่ปรากฏในคัมภีร์วิมุกติสังครหวะ นน้ั ไมจ่ า� เปน็ ตอ้ งเชอ่ื วา่ ทา่ นมชี วี ติ อยสู่ มยั แตง่ ตา� ราเลม่ น้ี กลา่ วคอื ประมาณพทุ ธศกั ราช

66 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ๑๙๑๗ คัมภีร์เล่มน้ีอาจเขียนขึ้นเพ่ือร�าลึกนึกถึงท่านในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญแตกฉาน ก็เป็นได้ พระไมตรยี มหาสถวรี ะผรู้ ว่ มสงั คายนาพระศาสนาโดยความอปุ ถมั ภข์ องพระเจา้ วีรพาหุท่ี ๒ ผู้เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๕ การสังคายนาครั้งน้ัน ตรงกับปีพุทธศักราช ๑๙๔๑ คราวนั้นพระเจ้าวีรพาหุได้มอบถวายต�าแหน่งหรือ สมณศักด์ิแก่พระคลตุรุมูลเถระด้วย๖๕ สมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๖ (พ.ศ.๑๙๕๔- ๒๐๐๙) พระสังฆราชนามว่าเมธังกรผู้มีความเกี่ยวพันกับพระคลตุรุมูฬะรั้งต�าแหน่ง สมภารเจ้าอาวาสสุเนตราเทวีปริเวณะ๖๖ ส่วนส�านักเสนาปติมูละ (ภาษาสิงหลใช้เสเนวิรัทมุละ) มีกล่าวถึงน้อยมาก คัมภีร์วุตตมาลาระบุถึงพระมหาเถระนามว่าเสนาปติมูละ ซ่ึงอาศัยอยู่ที่อารามชาติ คามปุระ (ทาติคัมปุระ)๖๗ และพระเถระอีกรูปหนึ่งนามว่ามหาเถรสามีแห่งเสเนวิรัทมูละ ปรากฏเห็นในคัมภีร์ปัลกุมบุรสันนัสสะ โดยระบุว่าท่านได้รับบรมราชูทิศจากพระเจ้า ภูวเนกพาหุที่ ๗ (พ.ศ.๒๐๖๔-๒๐๙๔)๖๘ ยุคน้ีและยุคต่อมามีพระสงฆ์จากส�านัก มหาเนตปามูละหลายรูปโด่งดังเป็นที่รู้จักแพร่หลาย คัมภีร์ปูชาวลิยะกล่าวถึงพระมหา เนตปามูละสุมังคลเถระว่าพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๔ โปรดให้สร้างอารามวิหารถวายที่ วาตคิริ๖๙ คัมภีร์วุตตมาลากล่าวถึงพระมหาเนตมูลมหาเถระว่ามีชีวิตอยู่ในรัชสมัย ของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๕๗๐ พระมหาเนตปามูลเถระแห่งรัมมุนโคดะผู้มีนาม อันอุโฆษปรากฏในคัมภีร์วรัตตมาลาขยะ ก็รั้งต�าแหน่งเจ้าส�านักแห่งมหาเนตปามูละ๗๑ สันนิษฐานว่าท่านมีชีวิตอยู่ช่วงท้ายรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๔ ส่วน พระไมตรยี เถระผแู้ ตง่ คมั ภรี ก์ วนี พิ นธน์ ามวา่ กวลกนุ มุ ณิ มิ ลั และคมั ภรี บ์ ดุ คุ ณุ าลงั การยะ เรียกตัวท่านเองว่ามหาเนตปามูละมหาเตริณฑะ๗๒ ท่านแต่งคัมภีร์กาวกุนุมิณิมัลใน ปีท่ี ๓๔ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๖ และแต่งคัมภีร์บุดุคุณาลังการยะ ในปีท่ี ๓ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๖๗๓ กษัตริย์พระองค์น้ี เถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติเม่ือปีพุทธศักราช ๒๐๑๕ สว่ นอายตนะชอ่ื ว่าวลิ คัมมลู ะปรากฏตวั คร้ังแรกยคุ โปโฬนนารวุ ะแต่มีบทบาท ส�าคัญในยุคต่อมา พระโมคคัลลานะผู้แต่งคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาพ�านักอาศัยกับ

อายตนะ 67 หมู่คณะชื่อว่าสโรคามสมูหะในวัดเชตวันวิหาร๗๔ คาถาสุดท้ายของคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา กล่าวถึงการสังคายนาโดยความอุปถัมภ์ของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ ความจริงคือ ท่านแต่งคัมภีร์เล่มนี้หลังจากการสังคายนาเสร็จส้ินแล้ว๗๕ จารึกจากโกฏังเคกล่าวถึง การครองราชย์ของพระเจ้าโลเกศวระท่ี ๒ (พ.ศ.๑๗๕๓-๑๗๕๔) โดยบันทึกไว้ว่า พระสงฆ์วปสินาอายตนะแห่งส�านักวิลคัมมูละเป็นผู้ท�าหน้าท่ีไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เรื่องท่ีดินจนเป็นท่ีชื่นชอบของพระสงฆ์แห่งทาปัณฑิวังสะ๗๖ จารึกอีกหลักหนึ่งจาก โกฏังคะบันทึกไว้ว่าพระมหาเถระนิรนามรูปหน่ึงแห่งส�านักวิลคัมมูละได้มอบถวายหมู่ บ้านปมุณุแห่งต�าบลกาลามะแก่คณะสงฆ์ และที่ดินอีกหลายแห่งอันเป็นสมบัติของ ท่าน๗๗ สันนิษฐานว่าจารึกเหล่านี้อ้างถึงพระเถระรูปเดียวกันและน่าจะมีชีวิตอยู่สมัย พระเจ้าโลเกศวรที่ ๒ พระคลตุรุมูฬะมหาสามีมีศิษย์ผู้ใหญ่รูปหนึ่งนามว่าวิลคัมมูฬะมหาเถระ ซ่ึง เป็นผู้ถอดแปลคัมภีร์สูรยสตกะเป็นภาษาสิงหล๗๘ สันนิษฐานว่าพระเถระรูปน้ีอาจเป็น พระวิลคัมมูฬะมหาสามีที่กล่าวถึงแล้วในจารึกกิตสิริเมวันเกลานียะ๗๙ พระวิลคัมมูฬะ มหาเถระผแู้ ตง่ คมั ภรี อ์ นาคตวงั สยะและสงิ หลโพธวิ งั สยะ ซง่ึ แตง่ ในรชั สมยั ของพระเจา้ ปรากรมพาหุท่ี ๔ น่าจะเป็นรูปเดียวกับพระมหาสามีท่ีกล่าวถึงในจารึกเบ้ืองต้น ซึ่งมีชีวิต อยู่ประมาณ พ.ศ.๑๘๘๗ พระมหาเตรณิ ฑวุ ลิ กมั มฬู ะผแู้ ตง่ คมั ภีร์สณั ฑกิณฑรุ ทุ ากวะ บอกว่าได้แต่งหนังสือเล่มนี้ขณะพ�านักอยู่ที่อาวาสแห่งหน่ึงท่ีเทนคมามะ๘๐ ระยะเวลา ของคัมภีร์เล่มนี้ระบุไม่แน่นอน และยากนักท่ีระบุว่าผู้แต่งเป็นรูปเดียวกันกับศิษย์ ผู้ใหญ่ของพระคลตุรุมุละมหาสามีหรือไม่ ผู้แต่งคัมภีร์เภสัชชมัญชูสาระบุว่าท่านเป็นสมภารแห่งปัญจปริเวณสมูหะ (ภาษาสิงหลเรียกว่าปัสปิริวันมูฬะ)๘๑ ฤาษีนามอุโฆษ (ยติสสระ) ช่ือว่าอภัยแห่ง ปัญจปริเวณะมีความเกี่ยวข้องกับพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๑ เม่ือพระองค์ประทับอยู่ท่ี หมู่บ้านสรัคคามะ พระปิตุลาพระนามว่ากิตติสิริเมฆะได้ส่งพระอภัยเถระแห่งปัญจ ปิริเวณะไปชักชวนพระองค์ให้เดินทางกลับพระนคร๘๒ จารึกกัลยาณีของพระเจ้า ธรรมเจดีย์บอกว่าพระมังคลเถระแห่งปัญจปริเวณะร้ังต�าแหน่งเป็นอาจารย์คราว พิธีอุปสมบทพระสงฆ์พม่าที่จัดข้ึนบนเกาะลังกา ระหว่างรัชสมัยของพระเจ้าภูวเนก

68 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง พาหุท่ี ๖ (พ.ศ.๒๐๑๒-๒๐๒๐)๘๓ อารามนามว่าปัญจวิหารมีกล่าวถึงว่าเก่ียวข้องกับ สงครามท่ีเร่ิมต้นโดยเจ้าชายปรากรมพาหุ๘๔ ไม่สามารถรู้ได้ว่าปัญจวิหารเป็นอาราม แห่งเดียวกับปัญจปิริเวณะสมูหะหรือไม่ ส่วนส�านักนันทมูละเก่ียวข้องกับสงครามสมัยตอนต้นการครองราชย์ของ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ เม่ือพระองค์เผชิญกับสถานการณ์อันยุ่งยาก ขุนนาง ท่านหนึ่งได้เพ็ดทูลพระองค์ว่า ชาวสิงหลทั้งมวลล้วนเตรียมพร้อมที่จะท�าสงคราม ขอพระองคโ์ ปรดเสด็จไปนันทมูละและประกาศสงครามบริเวณนนั้ เถิด๘๕ หลกั ฐานตรง นี้ตีความได้สองนัยยะ นัยแรกนันทมูละอาจเป็นศาสนสถาน อีกนัยหนึ่งอาจเป็น จุดยุทธศาสตร์ส�าคัญ เม่ือพระเจ้าปรากรมพาหุทรงเผชิญกับสถานการณ์อันยุ่งยาก เหล่าแม่ทัพนายกองและทหารหาญต่างพากันปรึกษาหารือ ด้วยเหตุผลทางการเมือง พระองค์จึงเดินทางไปศาสนสถาน ดังเช่นพระเจ้าทุฏฐคามณีเคยท�าไว้แล้ว๘๖ นันทมูละ น่าจะเป็นสถานที่มีช่ือเสียง และน่าจะเป็นอายตนะแห่งหน่ึง ต�านานกล่าวถึงทหารชาว สิงหลกลุ่มหน่ึงก�าลังรอกองทัพของพระเจ้าปรากรมพาหุท่ีนันทมูละ คร้ันเห็นกษัตริย์ น�าหน้าทหารจ�านวนน้อยบุกโจมตีอริราชศัตรู จึงเริ่มต้นยิงพายุลูกศรจากทุกทิศทาง เพื่อปองกันพระองค์๘๗ หลักฐานส่วนนี้ช้ีบอกว่านันทมูละเป็นจุดยุทธศาสตร์ส�าคัญ เพราะกองทัพสองฝ่ายเริ่มต้นประจันหน้ากันตรงน้ี แต่เนื่องจากขาดแคลนหลักฐาน แวดล้อมสนับสนุน จึงยากที่จะชี้ให้เห็นความถูกต้องชัดเจนได้ บรรดาอายตนะแปดแหง่ เหลา่ นั้น สา� นักอุตุรุมูละ (อุตตโรมูฬ) ส�านักคลตรุ ุมูละ (เสลันตรสมูหะ) ส�านักมหาเนตปามูละ (มหาเนตตปาสาทายตนะ) และส�านัก เสเนวริ ทั มลู ะ (เสนาปตมิ ลู ะ) มตี น้ กา� เนดิ มาตงั้ แตย่ คุ อนรุ าธปรุ ะ๘๘ สว่ นสา� นกั วลิ คมั มฬู ะ และส�านักปัสปิริเวนมูฬะ (ปัญจปริเวณสมูหะ) ไม่มีหลักฐานกล่าวถึงว่าเกิดมีต้ังแต่ สมัยอนุราธปุระหรือไม่ แต่ปรากฏพบเห็นบ่อยครั้งสมัยโปโฬนนารุวะ สันนิษฐานว่า ทั้งสองส�านักเพิ่งถือก�าเนิดสมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะน้ีเอง ส่วนอายตนะนอกนั้น มีแล้วตั้งแต่สมัยอนุราธปุระ หลักฐานยุคโปโฬนนารุวะและยุคดัมพเดณิยะกล่าวถึง อายตนะทั้งแปด ส่วนอายตนะอีกสองแห่งไม่กล่าวถึงเลย

อายตนะ 69 หากส�านักนันทมูละเป็นหน่ึงในอายตนะเหล่าน้ัน คงจะต้องเพ่ิมจ�านวนข้ึนอีก เป็นเจ็ดส�านักมีเพียงหน่ึงส�านักหายไป เป็นท่ีทราบกันว่าเป็นเร่ืองยากนักที่จะระบุ แน่นอนว่าอายตนะทั้งสองแห่งยังคงมีอยู่หรือไม่ แต่การรวมตัวกันของอายตนะสอง แห่งน่าจะเป็นไปได้ ความจริงคือยุคน้ีมีอายตนะเพียงหกหรือเจ็ดแห่งเท่าน้ัน แต่หาก พูดว่าอายตนะรวมกันเป็นกลุ่มก็จะอ้างถึงกลุ่มแห่งอายตนะแปด หลังยุคดัมพเดณิยะ แล้วอายตนะท้ังแปดไม่มีกล่าวถึงการรวมตัวเป็นกลุ่มอีกเลย พัฒนาการของอายตนะท�าให้ทราบว่าส�านักเหล่าน้ีมีการเคล่ือนย้ายตาม เมืองหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อโปโฬนนารุวะกลายเป็นเมืองหลวง อายตนะน้อยใหญ่ ซ่ึงเดิมอยู่เมืองอนุราธปุระก็เคลื่อนย้ายมาอยู่เมืองหลวงแห่งใหม่๘๙ เม่ือพระเจ้าวิกรม พาหุท�าทารุณกรรมต่อพระสงฆ์ที่พ�านักตามอายตนะน้อยใหญ่ พระสงฆ์จึงพากันเดิน ทางหลบหนีภัยย้ายมาอยู่แคว้นโรหณะ แล้วตั้งมั่นอยู่แคว้นแห่งนี้ตามความพอใจ แห่งตน๙๐ ต่อมาภายหลังอายตนะสองแห่งกล่าวคือเสลันตรายตนะและวิลคัมมุฬะได้ ตั้งม่ันอยู่ที่แคว้นโรหณะ ส�าหรับพระเถระนันทะผู้ท�าหน้าท่ีเป็นตัวแทนคณะสงฆ์สาม นิกายแห่งแคว้นโรหณะก็สังกัดส�านักนี้๙๑ นกส่งสาสน์แห่งคัมภีร์ปเรวิสันเดศยะได้ พรรณนาสถานที่หลายแห่ง โดยเฉพาะอารามที่เมืองเดวินูวะระช่ือว่าคลตุรุมุลปายะ๙๒ ไม่ทราบว่าส�านักแห่งน้ีต้ังขึ้นและด�ารงคงอยู่ท่ีเมืองเดวินูวะระตั้งแต่สมัยไหน จารึกคลปาตวิหารบันทึกไว้ว่าอารามแห่งน้ีสังกัดสัทธรรมราชันปริเวณะ ซึ่งสร้างตรงบริเวณเขตแดนเวลคัมมุละ๙๓ เวลคัมมุละสามารถอ่านออกเสียงเป็น วิลคัมมูฬะ๙๔ หลักฐานบอกว่าอายตนะท้ังสองแห่งต้ังอยู่แคว้นโรหณะ เพราะเป็น ผลมาจากการเคลื่อนย้ายของพระสงฆ์แห่งอายตนะ ขยายความว่าหลังจากเหตุการณ์ คราวน้ันเป็นเหตุให้อายตนะทั้งสองแห่งตั้งรากฐานถาวร หรืออีกนัยหน่ึงอายตนะ ท้ังสองแห่งก�าเนิดในแคว้นโรหณะ อาจเคลื่อนย้ายออกจากเมืองโปโฬนนารุวะแล้ว กลับถ่ินฐานเดิม๙๕ หลังการข้ึนครองราชย์ของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ (พ.ศ.๑๖๙๖-๑๗๒๙) อายตนะน้อยใหญ่รอบบริเวณเมืองหลวงโปโฬนนารุวะได้รับการบูรณะฟื้นฟูอีกครั้ง คัมภีร์ปูชาวลิยะระบุว่าพระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังขนาดใหญ่ (มหปา) เพ่ือ

70 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง น้อมถวายแด่อายตนะท้ังแปดท่ีแสคิริยะกลางเมืองโปโฬนนารุวะ๙๖ คัมภีร์จุลวงศ์ บอกว่าอาคารส่ิงก่อสร้างน้อยใหญ่สร้างถวายแก่วัดเชตวันวิหาร๙๗ ค�าว่าแสคิริยะใน คัมภีร์ปูชาวลิยะอาจหมายถึงเชตวันวิหารในคัมภีร์จุลวงศ์ก็เป็นได้ ครั้นย้ายเมืองหลวง มาอยู่ท่ีดัมพเดณิยะ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ โปรดให้สร้างอารามวิหารเป็นจ�านวน มาก น้อมถวายแด่หมู่สงฆ์ท้ังมวลรวมถึงพระมหาเถระแห่งอายตนะท้ังแปดด้วย๙๘ จะเห็นได้ว่าเมื่อเมืองหลวงมีการโยกย้ายอายตนะน้อยใหญ่ก็ต้องเคล่ือนย้ายเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้มีการละท้ิงอายตนะทั้งหมดหรือบางแห่ง อายตนะเหล่าน้ันจึงพบกับ ชะตากรรมเช่นเคยเกิดข้ึนแล้วสมัยอนุราธปุระและโปโฬนนารุวะ แต่ตรงกันข้ามกับ การเคลื่อนย้ายเมืองหลวงสมัยหลังดัมพเดณิยะ อายตนะกลับไม่มีการเคลื่อนย้าย เช่นนี้เองเป็นผลให้เสนาสนะและอาคารส่ิงก่อสร้างเส่ือมโทรมเสียหาย เพราะขาด การอุปถัมภ์ดูแล พระสงฆ์นักปราชญ์ซึ่งสังกัดอายตนะน้อยใหญ่ ดังเช่น วิลคัมมูฬะ คลตุรุมูฬะ อุตุรุมูฬะ มหเนตปามูฬะ และปัสปิริเวนมูฬะ (ปัญจปริเวนมูฬะ) ล้วนพ�านักพักอาศัย อยู่ในอารามวิหารมากกว่าอยู่ในอายตนะ คัมภีร์ปูชาวลิยะบอกว่าพระสุมังคลเถระแห่งมหาเนตปามูละพ�านักอยู่ใน อารามช่ือว่าวาตคิริ๙๙ ซึ่งสร้างถวายโดยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๔ ส่วนพระมหาเนตปามุล ไมตรียเถระผู้แต่งคัมภีร์บุดุคุณาลังการยะขณะพ�านักอยู่อารามวิหารท่ีวีทาคะมะ๑๐๐ พระเถระรูปหน่ึงแห่งมหาเนตปามุละพักอาศัยอารามท่ีรัมมุนโคดะ๑๐๑ พระเถระผู้ใหญ่ แห่งคลตุรุมุละเป็นสมภารเจ้าอาวาสท่ีโตฏคามุวะ๑๐๒ พระวิลคัมมูฬะศรีปรากรมพาหุ พกั อาศยั อารามวหิ ารทกี่ ลั ยาณ๑ี ๐๓ หลกั ฐานเหลา่ นแี้ สดงใหเ้ หน็ วา่ พระสงฆแ์ หง่ อายตนะ น้อยใหญ่ ล้วนพ�านักพักอาศัยตามอารามวิหารทั่วไปภายนอกอายตนะ สันนิษฐานว่า อารามวหิ ารเหลา่ นนั้ สงั กดั อายตนะและพระสงฆแ์ ตล่ ะอายตนะกเ็ ปน็ สมภารของอาราม วิหารเหล่าอื่นด้วย ความจริงคือสมัยหลังไม่มีการกล่าวถึงการก่อสร้างอารามวิหารตาม อายตนะเลย น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจเป็นไปได้ว่าระหว่างยุคดัมพเดณิยะและ โกฏเฏอายตนะน้อยใหญ่คงถูกละทิ้ง พระสงฆ์ผู้รักษามรดกสืบต่อจึงต้องท�าหน้าที่ ซ่อมแซมรักษาแทนท่ีสถาบันกษัตริย์ และหลังจากสมัยดัมพเดณิยะแล้ว อายตนะ

อายตนะ 71 เหลา่ นคี้ งมอี ยเู่ พยี งนามเทา่ นน้ั ยอ้ นรอยถอยหลงั ไปสมยั อาณาจกั รอนรุ าธปรุ ะ ตา� แหนง่ เจ้าส�านักแต่ละอายตนะ (เทียบกับเจ้าคณะ) ล้วนมอบถวายแด่พระเถระ๑๐๔ ยุคต่อมา สมภารเจ้าอาวาสแต่ละอายตนะควบต�าแหน่งเจ้าส�านักเสียเอง เพราะเหตุผลทางการ เมืองอายตนะน้อยใหญ่จึงถูกละท้ิงคงเหลือเพียงแต่นามเท่าน้ัน ต�าแหน่งเจ้าส�านักอายตนะ อายตนะเหล่าน้ีมีบทบาทส�าคัญต้ังแต่ยุคแรกเร่ือยมาจนถึงสมัยโปโฬนนารุวะ ต�าแหน่งของเจ้าส�านักสมัยดัมพเดณิยะนั้นไม่แน่ชัด สันนิษฐานว่าเพราะสูญเสีย ความส�าคัญเรื่อยมาอันเนื่องมาจากการเปล่ียนถ่ายต�าแหน่งทางการสอน การพัฒนา รูปแบบใหม่ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ท�าให้สถาบันเปล่ียนรูปแปลงร่าง ดังตัวอย่างเช่น พระวิลคัมมูฬะศรีปรากรมพาหุก็เคยรั้งต�าแหน่งเจ้าส�านักแห่งวิลคัมมูฬะ เพราะท่าน เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของพระมหาสามี ซ่ึงเคยร้ังต�าแหน่งเจ้าส�านักแห่งคลตุรุมูฬะมาก่อน๑๐๕ อายตนะบางแห่งมีช่ือเสียงโด่งดังเนื่องจากผู้ก่อต้ังมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเช้ือพระวงศ์ ตัวอย่างเช่น ส�านักอุตตโรมูละและส�านักเสลันตรสมูหะ กล่าวกันว่าเจ้าชายมานวัมมะผู้ เป็นพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้ากัสสปะที่ ๒ ได้เสียพระเนตร ด้วยเหตุที่พระองค์ กลายเป็นผู้พิการจึงทรงปฏิเสธสิทธิ์การครองบัลลังก์ โดยมอบผ่านแก่พระอนุชาซึ่งข้ึน ครองราชย์ในเวลาต่อมา กษัตริย์พระองค์ใหม่อัญเชิญพระเชษฐาไปยังวัดอภัยคิรีวิหาร มอบถวายให้คณะสงฆ์อุปสมบท ถึงแม้จะผิดพระวินัยก็ตาม พระองค์โปรดให้สร้าง อุตตโรมูละมอบถวายพระเถระ จากน้ันพระเถระได้สร้างให้เป็นศูนย์กลางการศึกษา มีพระสงฆ์อยู่อาศัย ๖๐๐ รูป นอกจากนั้นยังท�าหน้าท่ีรักษาพระเข้ียวแก้วด้วย ต่อมา พระเถระได้ท�าหน้าท่ีเป็นที่ปรึกษาคณะสงฆ์และกษัตริย์๑๐๖ หลักฐานจากต�านาน เบื้องต้นท�าให้กระจ่างแจ้งไร้ข้อสงสัย ยอมรับกันว่าการอุปสมบทของพระองค์ส�าเร็จ เพราะไม่สนใจต่อพระวินัย๑๐๗ มีรายละเอียดเพ่ิมเติมว่าพระเถระร้ังต�าแหน่งหัวหน้า พระสงฆ์ ๖๐๐ รูป และเป็นท่ีปรึกษาพระสงฆ์แห่งส�านักอภัยคิรีวิหารด้วย เร่ืองราว เหล่าน้ีบันทึกไว้ในคัมภีร์จุลวงศ์ว่า พระเถระรูปน้ีข้ึนร้ังต�าแหน่งช้ันสูงสุดของอายตนะ ทันทีหลังจากพิธีอุปสมบท เหตุการณ์เช่นน้ีไม่เคยเกิดมีขึ้นในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ แม้จะพิจารณาถึงความส�าคัญเร่ืองชาติก�าเนิด พระเถระก็ไม่สามารถรั้งสถานภาพ

72 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง เป็นถึงเจ้าส�านักแห่งอายตนะ ซ่ึงมีพระสงฆ์เป็นจ�านวนร้อยรูป สันนิษฐานว่าเนื่องจาก ขาดรายละเอียดผู้บันทึกต�านานจึงผสมผสานเข้ากันหลายเรื่อง โดยเน้นสารัตถะคือ ผู้ก่อตั้งเป็นราชวงศ์ ด้วยเหตุนั้นพระเถระจึงร้ังต�าแหน่งเจ้าส�านักดังกล่าว เสลันตรสมูหะ (คลตุรุมูฬะ) ก็มีจุดเร่ิมต้นคล้ายกัน คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่า พระสงฆ์รูปแรกผู้เป็นสมภารเจ้าส�านักแห่งน้ีเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าทาโฐปติสสะ และเปน็ ท่ีปรกึ ษาราชส�านกั ๑๐๘ ความมีอยู่ของส�านกั ทงั้ สองแหง่ นี้อย่บู นพ้ืนฐานความจรงิ ว่าสมาชิกผู้ก่อต้ังมีความเก่ียวข้องกับเชื้อพระวงศ์ เพราะอิทธิพลทางการเมืองอายตนะ จึงปรากฏบทบาทสมัยโปโฬนนารุวะ และเรื่อยมาจนถึงสมัยหลัง ครั้นสร้างคลตุรุมูละ แล้วพระเจ้าทาโฐปติสสะทรงมีพระราชโองการว่ากษัตริย์รุ่นหลังควรขอค�าปรึกษากับ สมภารอายตนะแห่งน้ี๑๐๙ สมภารเจ้าอาวาสแห่งอายตนะอ่ืนคงได้เกียรติเช่นกันและ น่าจะเป็นท่ีปรึกษาราชส�านักด้วย ยืนยันได้จากหลักฐานที่ว่า พระสงฆ์แห่งอายตนะ น้อยใหญ่ผู้ด�ารงต�าแหน่งสามารถพิจารณาองค์รัชทายาทและพระยุวราช เมื่อถึงกาล สวรรคตของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑๑๑๐ ก่อนการสังคายนารวมนิกายสงฆ์สมัยพระเจ้า ปรากรมพาหุท่ี ๑ ส�านักอุตุรุมูฬะ ส�านักมหาเนตปามูละ ส�านักกปารามูฬะ และส�านัก วาทุมูฬะ สังกัดวัดอภัยคิรีวิหาร ส่วนเสเนวิรัทมูฬะสังกัดวัดเชตวันวิหาร๑๑๑ ส่วนนิกาย อันเดียวกันกับมูละอ่ืนนั้นหาหลักฐานอ้างอิงได้ยากนัก หลังรวมคณะสงฆ์สามนิกาย เป็นหนึ่งเดียวแล้ว (พุทธศักราช ๑๗๐๘) ส�านักอภัยคิรีวิหารและส�านักเชตวันวิหาร ได้ผสมรวมเข้ากับส�านักมหาวิหาร๑๑๒ ต้ังแต่นั้นมาความผูกพันระหว่างอายตนะกับ ส�านักอภัยคิรีวิหารและส�านักเชตวันวิหารได้สูญหายไป การมอบต�าแหนง่ เจ้าส�านกั อายตนะเป็นพิธกี รรมสา� คญั ส�าหรบั สถาบนั กษัตริย์ นับตั้งแต่ยุคดัมพเดณิยะเรื่อยมา พระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ (พ.ศ.๑๗๗๕-๑๘๑๓) พระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๔ (พ.ศ.๑๘๑๓-๑๘๑๕) พระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี ๒ (พ.ศ.๑๘๓๙- ๑๘๔๕) และพระเจ้าวีรพาหุที่ ๒ ล้วนเป็นผู้มอบต�าแหน่งเจ้าส�านักแห่งอายตนะ๑๑๓ พระสงฆผ์ รู้ ง้ั ตา� แหนง่ นม้ี ชี วี ติ ยาวนานอยา่ งนอ้ ยกถ็ งึ สมยั อาณาจกั รโกฏเฏ๑๑๔ ดมั พเดณิ กตกิ าวตั รระบวุ า่ พระสงฆผ์ ไู้ ดร้ บั การแตง่ ตง้ั เปน็ เจา้ สา� นกั แหง่ อายตนะตอ้ งเพยี บพรอ้ ม ด้วยคุณสมบัติ หนึ่งน้ันคือทรงศีลาจารวัตรมีพรรษายุกาลครบ ๑๐ ปี และผ่านการ

อายตนะ 73 ประชุมปรึกษาหารือของพระสงฆ์แล้ว หลักฐานระบุว่าผู้ครองต�าแหน่งนี้ต้องผ่านการ ตรวจสอบความประพฤติและทดสอบความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์โดยคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ๑๑๕ ย่ิงกว่านั้นสิ่งท่ีต้องการคือท่านต้องสืบเช้ือสายมาจากหมู่บ้านนามว่า สังคมุและคณแวสิเท่าน้ัน๑๑๖ ปรณวิตานะแปลความหมายของศัพท์ว่าคัม ซึ่งเป็น ความหมายทางวรรณคดีหมายถึงหมู่บ้านหรือครอบครัว การบอกช่ือของครอบครัว เช่นน้ีชี้ให้เห็นว่าเดิมเป็นครอบครัวของขุนนาง หรือเป็นผู้ควบคุมดูแลที่ดินของ อารามวิหาร ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ และมิได้ช�านาญเฉพาะการบริหาร อารามวิหารเท่านั้น แต่รวมถึงความต้องการทุกส่ิงอย่างของคณะสงฆ์ด้วย๑๑๗ ศัพท์ว่าสังคมุซึ่งบ่งถึงชนิดของหมู่บ้านหรือครอบครัวคล้ายกับค�าบาลีว่า สังฆคามะ และอาจจะมาจากศัพท์ว่าสังฆคามะ-สังคัม-สังคามะ-สังคมุ ตามล�าดับ รายละเอียดพบเห็นสมัยการรวบรวมคณะสงฆ์โดยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ คัมภีร์ จุลวงศ์ระบุถึงพฤติกรรมอันไม่น่าเคารพของพระสงฆ์ผู้อาศัยอยู่ที่สังฆคามะ๑๑๘ ค�าว่า สังฆคามะอาจจะมาจากภาษาบาลีว่า สังฆัสสะ คาโม แปลว่าหมู่บ้านของสงฆ์ คัมภีร์จุลวงศ์กล่าวว่าหมู่บ้านเช่นน้ีมีเป็นจ�านวนมาก จารึกเองก็มีกล่าวถึงศัพท์ว่า สังคมุวะเช่นกัน๑๑๙ สันนิษฐานว่าสังคมุวะอาจจะสืบสายมาจากหมู่บ้านแห่งหน่ึงหรือ กลุ่มของหมู่บ้านนามว่าสังฆคามะ หมู่บ้านอีกแบบหนึ่งเรียกว่าคณแวสิน่าจะลักษณะ คล้ายกันและอาจจะเกี่ยวกับคณแวสิวังสะหรือคณแวสิกุละก็เป็นได้ ค�าว่าวังสะ และกุละมีความหมายบ่งถึงความเก่ียวพันกับผู้สืบเช้ือสายหรือวงศ์ตระกูล๑๒๐ คัมภีร์สัทธรรมรัตนากรยะอ้างว่าคณแวสิวังสะมีต้นก�าเนิดมาจากเจ้าหญิง ศากยะ ซึ่งติดตามมากับหน่อพระศรีมหาโพธ์ิคราวอัญเชิญมาศรีลังกา ส่วนค�าว่าคณแวสิ น้ันหมายถึงวังสะเนื่องจากเป็นตระกูลท่ีใหญ่กว่า หลักฐานเสริมอีกว่าบางทีเรียกว่า แลแมณิ (ภาษาบาลีใช้ลัมพกัณณะ) เพราะเป็นผู้บริสุทธ์ิท้ังสองฝ่ายและเป็นหน่อเนื้อ เช้ือไขผู้มีหูยาว๑๒๑ การอธิบายก�าเนิดของคณแวสิวังสะตามรูปศัพท์เช่นน้ีเป็นความคิด ของปรณวติ านะ ซง่ึ วเิ คราะหต์ ามหลกั นริ กุ ตศิ าสตร์ ปรณวติ าณะนยิ ามคา� วา่ คณะหมาย ถึงอารามวิหาร ส่วนค�าว่าแวสิหมายถึงต�าแหน่ง เพราะศัพท์ว่าคณแวสิในภาษาอังกฤษ แปลว่าต�าแหน่งตามอาราม แล้วต้ังข้อสังเกตว่าน่าจะหมายถึงตระกูลท่ีมีก�าเนิดตาม ต�าแหน่งและมีอ�านาจมากอิทธิพล๑๒๒

74 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชน้อมถวายหมู่บ้านหลายแห่ง แก่คณแวสิในโกฏฐสาระ๑๒๓ ความหมายของค�าว่าคณแวสิในที่นี้ไม่ชัดเจน อาจ หมายถึงพระสงฆ์ผู้อาศัยอยู่เป็นหมู่คณะก็เป็นได้๑๒๔ หรือผู้สืบสายตามสายญาติ อาจเรียกว่าคณแวสิก็เป็นได้ คัมภีร์ดาฬดาสิริตะระบุว่าคณแวสิกุละเกี่ยวข้องกับ พิธีกรรมและประเพณีแห่แหนพระเขี้ยวแก้ว เพราะตัวแทนของผู้สืบเช้ือสายตระกูลน้ี ต้องท�าหน้าที่ตามประเพณี ๓ อย่างคือ ๑) เม่ือผอบบรรจุพระเขี้ยวแก้ววางบนราชรถ แล้วต้องขับไปตามขบวนแห่ ๒) เมื่อมีการกะเทาะตราหุ้มผอบ และ ๓) เม่ือมีการ อัญเชิญพระเข้ียวแก้วออกมาแสดงต่อสาธารณะ๑๒๕ หลักฐานเบ้ืองต้นล้วนช้ีบอกว่าผู้สมควรร้ังต�าแหน่งเจ้าส�านักแห่งอายตนะ ต้องสืบเช้ือสายมาจากตระกูลดังกล่าว อีกนัยหน่ึงแสดงว่าเช้ือสายตระกูลนี้มีความ ผูกพันใกล้ชิดกับศาสนา หากวิเคราะห์ตามหลักนิรุติกศาสตร์ก็จะสอดคล้องกับ หลักฐานในคัมภีร์สัทธรรมรัตนากรยะ ศัพท์น้ีไม่สามารถสืบค้นย้อนรอยถอยหลังไป เกินกว่ายุคกลาง เพราะยังยึดถือว่าศัพท์คณแวสิมีรากเหง้ามาจากคณวาสิ ตัวอย่าง เช่น พระสงฆ์ผู้อาศัยเป็นคณะก็เรียกว่าคณะวาสิ ท่ีดินอันเป็นสมบัติของสงฆ์ก็ เรียกว่าคณแวสิคัม รวมทั้งหมู่บ้านบางแห่งตกทอดกลายเป็นสมบัติของหมู่บ้านอื่น และต่อมากลายเป็นมรดกของผู้สืบเชื้อสาย หลักฐานอ้างอิงเก่าแก่ที่สุดของศัพท์น้ี ปรากฏในคัมภีร์ปูชาวลิยะ ซึ่งอ้างว่าพระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ เป็นผู้สืบสายจาก ตระกูลคณแวสิ๑๒๖ เจ้าชายหลายพระองค์สมัยต่อมาก็อ้างว่าตนเป็นลูกหลานผู้สืบสาย มาจากตระกูลนี้เช่นกัน๑๒๘ อีกศัพท์คือคุณนุวะณะเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของพระมหาเถระผู้สมควรรั้ง ต�าแหน่งเจ้าส�านักอายตนะ ซ่ึงเก่ียวกับความประพฤติตามสมณภาวะ และเป็นผู้รอบรู้ แตกฉานคัมภีร์ส�าคัญ๑๒๘ ค�าว่าคุณนุวะณะอาจหมายถึงคุณสมบัติของอายตนะ ก็ได้ เช่น การพิจาณาเร่ืองส�าเนียง ความสามารถด้านความประพฤติ จิตใจท่ีสงบเย็น สามารถหยั่งถึงได้ และการพูดท่ีไพเราะเสนาะโสต เป็นต้น อีกด้านหน่ึงพระสงฆ์ไม่ ควรยุ่งเกี่ยวอามิสวัตถุ ดังเช่น การดูแลรักษาหมู่บ้าน (ดรุคัม) และอนุญาตให้ใช้ ส่ิงของ (วฏทาปสะ)๑๒๙ ข้อสมมติฐานเช่นนี้ส่อถึงความเป็นเจ้าของอายตนะรวมถึง ที่ดินด้วย

อายตนะ 75 คัมภีร์จุลวงศ์ระบุไว้ว่า พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ได้ปฏิรูปฟื้นฟูท่ีดินจ�านวน มาก ตลอดท้ังหมู่บ้านซึ่งเป็นของอายตนะใหญ่น้อย๑๓๐ ความจริงคือส�านักเหล่าน้ี ครอบครองรายได้ก่อนที่จะกลายรูปเปลี่ยนร่างหลังยุคดัมพเดณิยะ ซึ่งสมัยน้ันส�านัก เหล่าน้ีล้วนมีฐานะใหญ่โตพร้อมสมาชิกจ�านวนมาก จึงเป็นเหตุให้ต้องรักษาดูแล รายได้ตามความจ�าเป็น๑๓๑ คุณสมบัติของผู้สมควรรั้งต�าแหน่งอายตนะช้ีให้เห็นว่า พระสงฆ์สืบต่อประเพณี ด้วยการรักษาสิ่งก่อสร้างตามอารามวิหารขนาดใหญ่พร้อม รายได้จ�านวนมาก และมากมีด้วยพระสงฆ์จนกระท่ังถึงยุคดัมพเดณิยะ ส่วนการ บริหารรายได้นั้นเจ้าส�านักแห่งอายตนะควรจะปลีกตัวออกจากอามิสวัตถุเสีย ผู้เห็นควรร้ังต�าแหน่งเจ้าส�านักแห่งอายตนะเช่นน้ีควรได้รับการแต่งต้ังจาก พระสงฆ์ผู้น�า (นายกแตนะ) และการยอมรับจากคณะสงฆ์และพระมหากษัตริย๑์ ๓๒ คัมภีร์จุลวงศ์ให้ความสนใจประเพณีการแต่งต้ังสมภารเจ้าส�านักแห่งอายตนะเหล่านั้น โดยระบุว่าผู้สมควรรับต�าแหน่งจ�าต้องพ�านักค้างคืนท่ีอารามทอง และหากท่านเป็นที่ ช่ืนชอบของเทวดา พระเจ้าแผ่นดินจะโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ด�ารงต�าแหน่ง๑๓๓ ไม่ทราบ ว่าประเพณีเช่นนี้รักษาสืบต่อมายาวนานเพียงไร และไม่รู้ว่ารวมถึงมูฬะอื่นหรือไม่ ส่วนต�าแหน่งรองเจ้าส�านักอายตนะเรียกว่าอายแตนแวฬะตะน้ัน ผู้ร้ังต�าแหน่งต้องผ่าน ความพอใจของคณะสงฆ์และกษัตริย์เท่านั้น ถึงแม้ว่าเจ้าส�านักนั้นจะเสนอช่ือเพราะ ชน่ื ชอบสว่ นตวั กต็ าม อกี อยา่ งหนงึ่ ผรู้ ง้ั ตา� แหนง่ นต้ี อ้ งพน้ จากภาวะของผถู้ อื นสิ ยั แลว้ ๑๓๔ ดเู หมอื นวา่ อายตนะมรี ปู แบบเหมอื นกบั สถาบนั การศกึ ษาสงฆ์ ซงึ่ มรี ายละเอยี ด เรื่องการเล่ือนช้ันด้านการศึกษาคล้ายคลึงกัน คัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าส�านักอุตตโรมูละมี พระสงฆ์จ�านวน ๖๐๐ รูป ช่ือว่าปริเวณะหรือวิทยาลัยสงฆ์๑๓๕ ส่วนส�านักกปารามูละ มีพระสงฆ์มากกว่า ๓๐๐ รูป๑๓๖ ด้านส�านักปัญจปริเวณมูฬะอาจด�ารงฐานะในฐานะ สถาบันการศึกษาหรือกลุ่มของพระสงฆ์ปัญจวรรค และส�านักเสลันตรายตนะมี พระสงฆ์จ�านวนมาก๑๓๗ ส่วนอายตนะแห่งอ่ืนน่าจะมีพระสงฆ์ผู้เป็นสมาชิกมากเช่นกัน ส�านักขนาดใหญ่ได้เอ้ือเฟื้อภูมิปัญญาแก่สมาชิกของคณะ และสร้างช่ือเสียงโด่งดัง ในฐานะเป็นศูนย์กลางการศึกษา ถือว่าเป็นการเสริมความโดดเด่นของเจ้าส�านัก อายตนะอีกทางด้วย พระสงฆ์นักปราชญ์ผู้แต่งคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาก็ดี คัมภีร์สิงหล

76 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง โพธิวังสยะก็ดี คัมภีร์อนาคตวังสยะก็ดี ล้วนสืบเช้ือสายมาจากส�านักวิลคัมมูฬะ๑๓๘ คัมภีร์วิมุกติสังครหวะยกย่องชมเชยพระคลตุรุมุละมหาสามีว่าเป็นผู้เลิศมีสติปัญญา อันสูงส่ง๑๓๙ พระศรีราหุลเถระแห่งโตฏคามุวะและพระวีทาคมะไมตรียเถระแห่ง มหาเนตปามูละ ก็ล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นจอมปราชญ์แห่งยุคโกฏเฏ๑๔๐ ด้วยหลักฐานท่ีกล่าวอ้างมา อายตนะน้อยใหญ่คงด�ารงอยู่ยาวนานในฐานะ ศูนย์กลางการศึกษาคณะสงฆ์ ต่อมาครั้นเม่ือมีการเปล่ียนถ่ายกลายร่างจึงเหลือเพียง แต่นาม แต่ส�านักเหล่าน้ันก็ยังคงด�ารงอยู่จนกลายเป็นประเพณีรักษาสืบต่อกันมา

อายตนะ 77 เชิงอรรถ 1 Cv., 57.36, 37; also see Cv., 60.84. 2 Abhidhamappadipika, W. Siddhattha, Valitota (Valukatitthagama), Vijjaratanakara Press, 1900, p.113. (Hereafter referred to as Abdpk.). 3 Bhesajjamanjusa, K.D. Kulatilaka, Nugegoda, 1962, p.872. 4 EZ., i. pp.47, 185. 5 EZ., iv. pp. 87, 88. 6 Dhampiyatuvagatapadaya,000. D.B. Jayatilaka, Lankabhinavavisruta Press, 1938, p.200. (Hereafter referred to as DAG); EZ., I. pp. 218, 221; W. Sorata, Sri Sumangala Sabdekosaya, pt.,2, Colombo, 1956, s.v. (Hereafter referred to as SSSK.). 7 Pv., pp.102, 140. หากอ่านให้ถูกต้องเก่ียวกับอุตุรฬมูละหรืออุตุรุมูละก็ไม่เป็นอันเดียวกัน ดูใน Pujavaliya, M. Nedhankara, Colombo, 1932, p.20; Pujavaliya, V. Dhammanada, pub. D.S. Appuhamy, 1913, pp.686, 687; Pujavaliya, B. Saddhatissa, Panadura, 1930, p.713. 8 PTSD., s.v.; also cf. SSSK., s.v. 9 Cv., 60.83. 10 Cv., 61.59; see below, p.90. 3,4. 11 Vimativinodani, B. Dhammananda, Colombo, 1935, p.370. (Hereafter referred to as Vimati). 12 Geiger แปลมูลวิหารว่า วิหารอันเป็นประธาน (Cv.,tr. i. p.230). 13 Abdnk., p.113; Cv., 57.37 and Vuttamala, Or 6611, (179), folio 14f and Cv., 60.83 and Cv., 61-59. 14 EZ., iv. (No.i), pp.87,88. 15 Khuddasikkhatika, D. Sumanajoti, Jinalankara Press, 1898, p.186. 16 Cv., 89.64. 17 R.A.L.H. Gunawardhana, The History of the Buddhist Sangha in Ceylon from the Reign of Sena I to the Invasion of Magha, Ph.D. Thesis, University of Lond, 1965, ch.8, p.413f (Hereafter referred to as HBSCSM). 18 Cv., 61.1-4. ไกเกอร์แปลศัพท์อายตนะตรงน้ีว่าต�าบล (Cv., tr.i.p.225). แต่ไม่เป็นที่รู้แม้ ตัวอย่างเดียวท่ีศัพท์น้ีแปลว่าต�าบลในภาษาบาลีหรือภาษาสิงหล แต่เนื้อหาที่อื่นไกเกอร์กลับแปล ว่า สถานท่ีศักด์ิสิทธ์ิ (Cv., ii. pp.154, 155). 19 Cv., 61.59; see above, p.88. 20 Cv., 78.33. 21 Cv., 84.18f. 22 ความไม่ลงรอยกันของอุตตโรละปรากฏเห็นในการเรียบเรียงคัมภีร์มหาวงศ์เป็นภาษาสิงหล (Mv., H. Sumangala, 57.20; Mv., A.P Buddhadatta, 55.20).

78 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 23 Skv., introduction, p. vii. 24 See ch.1. p.13f. 25 Theravadi., p.102. 26 HBSCSM., ch.8, p.413f. 27 หลักฐานสมัยอาณาจักรคัมโปละกล่าวถึงสถานที่นามว่าวาทุมมละ (AAGP., pp.20, 21). ไม่ว่าจะมีจริงหรือไม่หลักฐานส่วนน้ีอาจเก่ียวข้องกับวาทุมุละท่ียังไม่เป็นท่ีรู้จัก 28 EZ., ii. p.249. 29 PLC., p.186; Theravadi, p.85. 30 EZ., ii. p.242,248. มีความแตกต่างถึง ๕ ปี ระหว่างการต้ังข้อสังเกตของวิกรมสิงหะว่าเป็น รัชสมัยของพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑ วิกรมพาหุที่ ๒ และพระเจ้าคชพาหุท่ี ๒ เน้ือหาเหล่านี้ล้วน กล่าวถึงในประวัติศาสตร์ศรีลังกา (UHC., I, pt. ii., p.846). ในหน้าถัดไประยะเวลาจะมีการ ดัดแปลงในประวัติศาสตร์ศรีลังกาจะแสดงภายในวงเล็บเพื่อคัดค้านการต้ังข้อสังเกตของวิกรมสิงหะ 31 EZ., ii. p.247. 32 Cv., 61. 59-61. 33 Cv., 61.15f. 34 Cv.,60.91; EZ.,ii, p.252 f. 35 EZ., ii. p.252f. 36 See ch.vi., p.321f. 37 UCR., xviii, Nos. 1&2, 1960, p.46f; ASCAR., 1909, p.27; EZ., iii, pp.308- 312; EZ., v. pt.i., 17; UHC., I. pt., ii, pp.440-441. เห็นสมควรบันทึกไว้ว่าจารึก ภาษาทมิฬจากประตูด้านทิศเหนือของเมืองโปโฬนนารุวะก็ระบุถึงปีท่ี ๑๕ แห่งการครองราชย์ของ พระเจ้าคชพาหุ และระบุถึง ๓๘ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าชัยพาหุ 38 Nadras Report on Epigraphy, No.961, Public, August, 1913, Government of Madras, pp.101, 102; ASCAR., 1911-12, p.110f; Ibid., 1903, p.34. 39 Cv., 61.54. 40 Mv., 16.6; Cv., 89.10. 41 EZ., iii, pp.310, 311. 42 EZ., ii. p.249. 43 EZ., ii. p.249. 44 EZ., ii, p.252f. 45 พรรษาคือการเข้าจ�าช่วงฤดูฝนที่พระสงฆ์ต้องสมาทานระหว่างฤดูฝนแต่ละปี หนึ่งพรรษาทอดยาว จนถึงหนึ่งปี 46 Ks., p.12; Pacittiya, op.cit.,p.64. 47 Moggallanapancika, Dhammananda, Satyasamuccaya Press, Veerahena, 1931, p.380. 48 ปรณวิตานะคราวเมื่อเรียบเรียงจารึกหลักนี้ใน South Indian Epigraphy, vol.xviii, no.38, p.338, n.5 บอกไว้ว่า ค�านี้แปลได้ยากนัก ใน ASCAR., 1911-12 (p.112) Vyarini เป็นฉายาของพระเถระผู้ใหญ่ตามปรากฏในจารึก

อายตนะ 79 49 EZ., ii, p.254. 50 Anuruddhasataka, D.A. de Batuvantudave, Colombo, 1879, p.39, v.101. 51 D. Pannasara, Sanskrit Literature, Colombo, 1958, p.158. 52 Padasadhanatika, Dhirananda and Vacissara, Vidyasagara Press, pub. A.D.A. Wijesinha, 1908, p.134. 53 Kavyasekhara, I, v.23. 54 PLC., p.171. 55 see Ch. I, p.61f. พระพุทธธัตตเถระยืนยันว่าอุตุรุมูละและคลตุรุมูละเป็นส�านักเดียวกัน แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันตามมตินี้ See Theravadi, p.146. 56 พระพุทธธัตตเถระยืนยันว่าอุตุรุมูละและคลตุรุมูละเป็นส�านักเดียวกัน แต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน ตามมติน้ี See Theravadi, p.146. 57 Cv., 78.10. 58 PLC., p.197; Ps., p.295; Vuttodaya, U. Hpye, (Burmese edition) Rangoon, 1908, colophon, p.114. 59 Vuttamala, Br. Mus. Or.6611 (179), folio. 14; Vrtm., p.14, for the date of Vuttamala see CALR., vol.ii. pt.iii, p.151. 60 Suryasatakaya, D.A. de S. Batuvantudawe, Colombo, 1883, p.54. 61 Vimuktisangrahawa, pub. D.C. Wickramasinha, Colombo, 1914, p.215. 62 Theravadi, p.141; UHC., I, pt.ii, p.647; JRASCB., vol. xxxii, No.866, 1933, p.272. 63 Vimuktisangrahawa, op.cit., p.215; Suryasatakaya, D.A. de S. Batuwantudawe, Colombo, 1883, p.54. 64 CALR., ii. pt. iii, p.152f; UHC., i. pt.ii, 649. จากการอ่านของอาร์ ธรรมารามบอกว่า จารึกจารข้ึนเมื่อพุทธศักราช ๑๘๗๗ CALR., op.cit., pp.152, 154; JRASCB., xxxii, no.86.1933, p.264; UHC.,I, pt.ii, p.639; CALR., vol.i, pt.iii, pp.152, 153; เบลและคณุ เสกระไมป่ ระสบความสา� เรจ็ ในการพยายามแสดงใหเ้ หน็ วา่ จารกึ หลกั นม้ี อี ายหุ นงึ่ ศตวรรษ หลังจากวันเวลาท่ีกล่าวไว้แล้ว 65 Ns., p.96. 66 Ks.,p.41. 67 Vrtm., p.14. 68 EZ., iii, p.241f. 69 Pv., p.140; Cv., 88, 46, 47. 70 Vrtm., pp.14,15. 71 Vrttamalakhya., op.cit., pp.26,27. 72 Kavlakunuminimal, in Vidagamahimiyange prabandha R. Tennakoon, Colombo, 1960, p.39; Budugunalankaraya, vv.609-11. 73 See note, 1, above; Theravadi, p.155. 74 Abdk., p.113, v.8. 75 Ibid., p.113, vv. 3, 4.

80 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง 76 EZ., iv, (no.i), p.87. 77 EZ., iv. (no.ii), p.89, 90. 78 Suryasatakaya., op.cit., p.54. 79 CALR., ii, pt., iii, p.152f. 80 Sandakindurudakawapilibanda puranasannaya, v. Dhammananda, Colombo, 1931, pp.100, 101, vv.430-432. 81 Bhesajjmanjusa, K.D. Kulatilaka, Nugegoda, 1962, p.872; PLC., p.215. 82 Cv., 67.59, 61. 83 Epigraphis Birmanica, vol.iii, pt.ii, pp.231, 232. 84 Cv., 72.117, 118. 85 Cv., 72.131. 86 Mv., 25.1f. 87 Cv., 72.133, 134. 88 HBSCSM., p.413f. 89 See above, p.90f. 90 Cv., 61.59-61. 91 Cv., 78.10. 92 Parevisandesaya, M. Kumaranatunge, Maradana, (Anula Press), 2502 BE., v. 153. 93 EZ., iv, pp.205. 94 Cf. EZ., iv, p.202. Also see M. Vimalakirti, Silalekhanasamgrahaya, pt, 5, moratuwa, p.150. 95 บทท่ี ๕๗ พระคาถาที่ ๓๔-๓๙ แห่งคัมภีร์จุลวงศ์อธิบายถึงก�าเนิดของเสลันตรายตนะ ซ่ึงเป็นเร่ืองยุ่งยากทางการตีความเก่ียวกับจุดก�าเนิดของอายตนะแห่งน้ี นิโครลัสนิยามต�าแหน่ง เสลันตรายตนะว่าอยู่ที่หมู่บ้านมาคามะ (UHC., I, pt., ii, p.431) 96 Pv., p.105. หลักฐานตรงนี้ชวนให้นึกถึงเจติยบรรพตหรือแสคิริยะ ซ่ึงปัจจุบันเรียกว่ามิหินตเล 97 Cv., 78.32,33. 98 Cv., 84.18f. 99 Pv., p.140. 100 Budugunalankaraya, vv. 609-611. 101 Vrttamalakhya, D.A. de Batuwantudawe, Colombo, 1890, pp.26,27. 102 Vimuktisangrahawa, op.cit., p.215. 103 Suryasatakaya, op.cit., p.54; CALR., ii, pt. iii, p.152f. 104 Cf. Cv., 57.38. 105 Suryasatakaya, op.cit., p.54. 106 Cv., 57.9f. 107 Cv., 57.19f. 108 Cv., 57.35. 109 Cv., 57.39.

อายตนะ 81 110 Cv., 61.1-4. 111 HBSCSH., pp.434-441; EZ., I, 49, 92; iii, p.227. 112 See Ch. I, p.19f. 113 Pv., pp.124, 140; Ds., pp.45, 46; Cv., 84.38; 89.64. 114 See above, p.104f. 115 Ks., pp.11, 13. 116 Ks., p.13. 117 UHC., I, pt., ii, p.748. 118 Cv., 78.3. 119 EZ., iv. p.1f. 120 ทงั้ สองศพั ทน์ มี้ ใี ชใ้ นแหลง่ ขอ้ มลู ทงั้ ภาษาบาลแี ละสนั สกฤตแบบหลวมๆ จงึ เปน็ เรอ่ื งยากทจ่ี ะกา� หนด ความหมายที่ถูกต้อง บางคร้ังใช้บ่งถึงวรรณะด้วย SSSK., s.v. PTSD., s.v. 121 Srtnk., p.296. 122 EZ., iv, p.96; UHC., I, pt. ii, p.748, n.7. 123 Cv., 74.48; สิริมาวิกรมสิงหะเช่ือว่าศัพท์น้ีใช้ระบุถึงทหารเวฬัยก์การะตามต�ารา See S. Wickramasinghe, The Age of Parakramabahu I, Ph.D. Thesis, University of London, 1958, pp.449, 450. 124 See appendix. iv, p.483f. 125 Ds., pp, 51,52. 126 Pv., p.140. 127 JRASCB., xxxii, no. 86, 1933, p.292f. 128 Ks., p.13. 129 Ks., p.13. 130 Cv., 84.4. 131 See below, pp.130,131. 132 Ks., p.13. 133 Cv., 57.38; Tr. I, pp.196,197. 134 Ks., p.13. 135 Cv., 57.20, 21. 136 HBSCSM., p.428. 137 Cv., 57.36,37; see above, p.86f. ศิลาจารึกของพระเจ้ามหินทะท่ี ๔ (EZ., I, p.221f.) อ้างถึงมูละส่ีแห่ง ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษา แต่ไม่เป็นท่ีชัดเจนว่าศัพท์ว่ามูละในคัมภีร์บ่งถึง วิทยาลัยสงฆ์ตามที่มีการถกเถียงหรือไม่ 138 See above, p.86. 139 Vimuktisangrahawa, D.A. de S. Batuwantudawe, Colombo, 1890, p.215. 140 P. Sannasgala, Simhasahityavamsaya, Colombo, 1961, pp.249, 260f. K.D.P. Wikramasinha, Kotteyugayesimhalasahityaya, Colombo, 1965, pp.113-125, 136-143.



๔ ทรพั ย์สมบตั ขิ องอารามวหิ าร

ทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร บทนี้จะอธิบายถึงรูปแบบอันหลากหลายเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติที่สั่งสมเก็บไว้ ตามอารามวิหารน้อยใหญ่ ซ่ึงล้วนได้มาจากการอุทิศถวายของศรัทธาชาวบ้าน แต่ก็ ขึ้นลงตามความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การสืบค้นหาและวิเคราะห์ปัจจัยทาง การเมืองของยุคน้ีเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อย ลักษณะอันโดดเด่นของยุคนี้คือกษัตริย์และชาวบ้านถวายความอุปถัมภ์แก่ พระสงฆ์เป็นรายบุคคล ช่วงระยะเวลาหลังการสวรรคตของพระเจ้านิสสังกมัลละ (พ.ศ.๑๗๓๐-๑๗๓๙) จนถึงสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๓ (พ.ศ.๑๗๗๕-๑๗๘๓) อารามวิหารถือว่าอ่อนแรงลงมาก โดยเฉพาะการบุกรุกท�ำลายแคว้นราชระฎะของ พระเจา้ มาฆะแหง่ กาลงิ คะ ยงิ่ สรา้ งความเสยี หายยบั เยนิ ใหแ้ กบ่ า้ นเมอื งและพระศาสนา เหลือคณานับ หากสรุปภาพรวมของช่วงนี้ก็จะเห็นแต่เร่ืองความขัดแย้งของราชส�ำนัก เจ้าเมืองใหญ่น้อย สงครามกลางเมือง และการบุกรุกจากต่างชาติ๑ ครั้นพระนาง กลั ยาณวดแี ละพระนางลลี าวดขี น้ึ ครองราชยใ์ นระยะเวลาอนั สนั้ ๒ การอปุ ถมั ภพ์ ระสงฆ์ จึงเร่ิมขึ้นอีกคร้ังหน่ึง การบุกรุกท�ำลายแคว้นราชระฏะของพระเจ้ามาฆะน้ัน (พุทธศักราช ๑๗๕๘) สร้างความสูญเสียมากมายมหาศาลแก่พระศาสนา ต�ำนานศรีลังกาได้อธิบายความ น่ากลัวของการท�ำลายศาสนสถาน ดังเช่น อารามวิหาร เจดีย์น้อยใหญ่ และการกดขี่ ข่มเหงเบญจบริษัท๓ นอกจากนั้นยังมีการขุดค้นท�ำลายทรัพย์สมบัติของพระรัตนตรัย

ทรัพย์สมบัติของอารามวิหาร 85 และการเปล่ียนวิหารและปริเวณะให้เป็นสถานท่ีอยู่อาศัย๔ พระสงฆ์ต้องหลบหนีออก จากแคว้นราชระฏะโดยเฉพาะเขตเมืองหลวงโปโฬนนารุวะ เพราะความโหดร้ายทารุณ ของพระเจ้ามาฆะ๕ พระสงฆ์จ�านวนมากน�าโดยพระมหาเถระวาจิสสะได้หนีไปยัง อาณาจักรโจฬะและอาณาจักรปัณฑยะ๖ อีกส่วนหนึ่งหลบหนีเข้าอาศัยพงไพรและ ดอยดงบริเวณเมืองโกตมาเลตอนกลางของเกาะ๗ บนแผ่นดินลังกาเฉพาะแคว้น มายาระฏะเท่านั้นที่พ้นจากความโหดร้ายของพระเจ้ามาฆะ คัมภีร์ราชรัตนากรยะ ระบุว่าพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ โปรดให้ก่อต้ังคณะสงฆ์ขึ้นบริเวณแค้วนมายาระฏะ ซ่ึงถูกพวกทมิฬขับไล่ออกมาจากแคว้นปิหิฏิระฏะ๘ ด้วยเหตุน้ีแคว้นราชระฏะจึงถูกท้ิงร้าง พระสงฆ์ต้องสูญเสียทรัพย์สินตาม อารามวิหาร ความสับสนวุ่นวายครานี้กระทบต่อเศรษฐกิจของอารามวิหารในแคว้น มายาระฏะด้วย แม้จะไม่ยืนนานก็ตาม๙ บริเวณที่ราบทางตะวันออกก็ตกอยู่ในสภาพ ร้างผู้คนเช่นเดียวกัน๑๐ คัมภีร์จุลวงศ์อธิบายว่าหลังท�าสงครามกับพระเจ้าจันทรภาณุ (พุทธศักราช ๑๗๓๐) พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ โปรดให้ฟื้นฟูหมู่บ้านหลายแห่งซ่ึง เป็นมรดกของอารามวิหาร๑๑ สันนิษฐานว่าทรัพย์สินของอารามวิหารบางแห่งอาจถูก ท้ิงร้างระหว่างการครอบครองของพระเจ้ามาฆะ สมัยของพระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๓ คณะสงฆ์เร่ิมได้รับความช่วยเหลือเยียวยา แต่ก็มีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นภายในราชส�านัก พระเจ้าปรากรมพาหุท่ี ๒ พยายามที่จะฟื้นฟูเมืองโปโฬนนารุวะให้รุ่งเรืองดังอดีตแต่ ก็เกิดผลระยะส้ัน เมืองหลวงเก่าอนุราธปุระก็ถูกละเลยท้ิงร้างอย่างถาวรภายหลัง กษัตริย์พระองค์นี้ จารึกเสาศิลาของเจ้าชายภูวเนกพาหุมหปา ผู้เป็นพระราชอนุชาของพระเจ้า ปรากรมพาหุท่ี ๒ บันทึกถึงการน้อมถวายที่ดินแก่ปริเวณะแห่งเมืองอนุราธปุระ๑๒ คัมภีร์ปูชาวลิยะและคัมภีร์จุลวงศ์ระบุว่าในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่พระนามว่าเจ้าชายวิชัยพาหุท่ี ๔ ได้เสด็จพระราชด�าเนินไป เมอื งอนรุ าธปรุ ะ โปรดใหถ้ ากถางตน้ ไมแ้ ละเถาวลั ยโ์ ดยรอบพระสถูปแหง่ นกิ ายทงั้ สาม รวมถึงต้นพระศรีมหาโพธ์ิ โลหมหาปราสาทและเจดีย์รุวันแวลิยะ จากนั้นโปรดให้ รวบรวมผู้คนที่หลบหนีภัยจากสงครามให้เข้ามาอยู่เมืองอนุราธปุระ พร้อมเร่งงาน

86 ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ศรีลังกายุคกลาง ทั้งหลายที่หลงเหลือตกค้างจากพระราชบิดาให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะการบูรณะรุวัน แวลิแสยะเจดีย์ อีกทั้งให้ตระเตรียมภัตตาหารน้อมถวายแก่คณะสงฆ์หมู่ใหญ่ผู้อาศัย อยู่ที่เสเนวิรัตปริเวณะด้วย๑๓ การบูรณะฟื้นฟูศาสนสถานเมืองหลวงเก่าและรวบรวม ผู้คนให้กลับเข้ามาอยู่เมืองอนุราธปุระเช่นนี้ ช้ีให้เห็นว่าสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ เมืองอนุราธปุระคงรกร้างว่างเปล่า ส่วนการตระเตรียมภัตตาหารเป็นนิตย์แก่คณะสงฆ์ หมู่ใหญ่ท่ีอาศัยเสเนวิรัตปริเวณะ และการถวายที่ดินแก่ปริเวณะของเจ้าชายภูวเนก พาหุมหปาน้ันแสดงให้เห็นว่า สมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ยังมีพระสงฆ์อาศัย อยู่เมืองหลวงเก่าแห่งนี้ แม้ผู้คนเป็นอันมากได้หลบหนีหรือโยกย้ายไปอยู่ที่อ่ืนหมดแล้ว คัมภีร์ปูชาวลิยะบันทึกการบูรณะศาสนสถานดังเช่นลังกาติลกะแห่งเมือง โปโฬนนารุวะว่า มีผู้คนจ�านวนหลายร้อยพันท่ีท�าหน้าท่ีบ�ารุงรักษาพระศาสนาอาศัย อยบู่ รเิ วณน๑ี้ ๔ บางทพี ระสงฆท์ อี่ าศยั อยบู่ รเิ วณนอ้ี าจยา้ ยเขา้ มาหลงั การบรู ณปฏสิ งั ขรณ์ เรียบร้อยแล้ว หลักฐานส่วนนี้สามารถยืนยันได้ว่ามีพระสงฆ์จ�านวนมากอาศัยอยู่ท่ี เมอื งอนรุ าธปรุ ะและเมอื งโปโฬนนารวุ ะในรชั สมยั ของพระเจา้ ปรากรมพาหทุ ่ี ๒ สนั นษิ ฐาน ว่าผู้คนอาจละทิ้งเมืองหลวงเก่าเหล่านี้เป็นระยะเวลาอันส้ัน ภายหลังมีความพยายาม ท่ีจะฟื้นฟูเมืองโปโฬนนารุวะในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๓ ซ่ึงขณะนั้น ศูนย์กลางการปกครองอยู่ท่ีแคว้นมายาระฏะ โดยย้ายเมืองหลวงมาที่เมืองโปโฬนนารุวะ แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาอันส้ัน หลังจากน้ันเมืองหลวงแห่งนี้ถูกทิ้งร้างตลอดกาล การสถาปนาเมืองหลวงแห่งใหม่บริเวณแคว้นมายาระฏะและการแตกกระสานซ่านเซ็น ของผู้คนบริเวณแคว้นราชระฏะสร้างความสูญเสียมากมายมหาศาลท้ังทางการเมือง ศาสนาและเศรษฐกิจ แม้จะมีพระสงฆ์และฆราวาสหลงเหลืออยู่บริเวณเมืองหลวง เก่าบ้าง แต่ก็คงถูกตัดขาดออกจากศูนย์กลางทางศาสนาในแคว้นมายาระฏะ กล่าวกัน ว่าการพร้อมใจกันฟื้นฟูบ้านเมืองข้ึนใหม่ เป็นการรวมเอาแคว้นมายาระฏะและแคว้น ราชระฏะเขา้ ดว้ ยกนั รวมทง้ั ดนิ แดนดา้ นทศิ ตะวนั ออกตอนใต้ ซง่ึ เดมิ เปน็ อาณาบรเิ วณ ของแคว้นราชระฏะด้วย ด้วยการพัฒนาข้ึนมาใหม่หลายอย่างการเปล่ียนแปลงหลายด้านก็เกิดขึ้น ตามมา โดยเฉพาะเร่ืองการเมือง เศรษฐกิจและสังคม การมีผู้ปกครองมากความ