Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เตรียมสอบครูผู้ช่วย กศน. กรณีพิเศษ เล่ม 2

เตรียมสอบครูผู้ช่วย กศน. กรณีพิเศษ เล่ม 2

Published by watpleng, 2020-08-03 07:25:38

Description: เตรียมสอบครูผู้ช่วย กศน. กรณีพิเศษ เล่ม 2

Search

Read the Text Version

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 234 แนวทางการเทียบโอนผลการเรยี น เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 235 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 236 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 237 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 238 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 239 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 240 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 241 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 242 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูม ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 243 แนวขอ สอบหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน 1. กระทรวงศึกษาธิการไดป ระกาศใชหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานเมอ่ื ใด ก. 18 กันยายน 2551 ข. 18 ตุลาคม 2551 ค. 18 พฤศจิกายน 2551 ง. 18 ธันวาคม 2551 2. ขอใดกลาวถงึ หลกั การของหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พืน้ ฐานไมถูกตอ ง ก. เปนหลักสูตรท่ีมีโครงสรางยืดหยุนดา นสาระการเรียนรู เวลาเรยี น และการจดั การเรียนรโู ดยเนน การบูรณาการเนอ้ื หาใหสอดคลอ งกบั วถิ ชี วี ิต ข. สง เสรมิ ใหมีการเทยี บโอนผลการเรยี นจากการศึกษาในระบบ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษา ตามอัธยาศยั ค. สงเสริมใหครไู ดพ ัฒนาการสอนอยางตอเนอ่ื งโดยตระหนกั วาผเู รียนมคี วามสําคญั สามารถพฒั นา ตนเองไดตามธรรมชาตแิ ละศกั ยภาพ ง. สงเสริมใหภาคีเครอื ขายมีสว นรวมในการจัดการศกึ ษา 3. ขอ ใดกลา วถงึ การแบงระดบั การศึกษาตามหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน ไมถ กู ตอ ง ก. ประถมศึกษา ข. มัธยมศึกษาตอนตน ค. มธั ยมศึกษาตอนปลาย ง. ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสงู 4. ในการเรยี นแตล ะระดบั นักศึกษาจะตอ งใชเวลาเรยี นกีภ่ าคเรียน ก. 3 ภาคเรียน ข. 4 ภาคเรียน ค. 5 ภาคเรียน ง. 6 ภาคเรียน 5. ในกรณที ่ีนักศกึ ษามีการเทียบโอนผลการเรียน นกั ศึกษาจะตองลงทะเบยี นเรยี นในสถานศึกษาอยางนอย ก่ภี าคเรยี น ก. 1 ภาคเรยี น ข. 2 ภาคเรียน ค. 3 ภาคเรยี น ง. 4 ภาคเรยี น เตรยี มสอบครูผูช ว ย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูม ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 244 6. ขอใดกลา วถงึ สาระการเรียนรูตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานไดถูกตอง ก. กลมุ สาระการเรียนรูพ ื้นฐาน ข. กลุมสาระศลิ ปศึกษา ค. สาระการพัฒนาสงั คม ง. สาระการพฒั นาสังคมและชมุ ชน 7. การเรียนรูเก่ียวกับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง สุขศกึ ษา และศลิ ปศกึ ษา ตรงกบั สาระการเรียนรู ในขอใด ก. สาระการประกอบอาชีพ ข. สาระศิลปศึกษา ค. สาระการพัฒนาสังคม ง. สาระทกั ษะการดําเนนิ ชวี ติ 8. สาระความรูพื้นฐาน นกั ศกึ ษาจะไดเรียนรใู นรายวิชาในขอใด ก. การจดั การอาชพี ข. ศาสนาหนาทพี่ ลเมือง ค. ภาษาอังกฤษ ง. วัสดุศาสตร 9. นกั ศกึ ษาระดับประถมศกึ ษาเรยี นครบตามโครงสรา งหลักสูตรจนจบหลกั สูตรจํานวนกี่หนวยกิต ก. 36 หนวยกติ ข. 48 หนวยกติ ค. 56 หนว ยกิต ง. 76 หนว ยกติ 10. นกั ศึกษาระดับมัธยมศกึ ษาตอนตนเรยี นครบตามโครงสรางหลักสูตรจนจบหลักสูตรจํานวนก่หี นว ยกติ ก. 36 หนว ยกิต ข. 48 หนว ยกิต ค. 56 หนว ยกติ ง. 76 หนว ยกิต 11. นักศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายเรยี นครบตามโครงสรา งหลักสูตรจนจบจํานวนกห่ี นว ยกติ ก. 36 หนวยกิต ข. 48 หนวยกติ ค. 56 หนวยกิต ง. 76 หนว ยกิต เตรียมสอบครผู ูชวย สังกัด สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 245 12. นกั ศกึ ษา กศน.นอกจากจะเรยี นครบตามโครงสรางหลักสูตรแลวจะตอ งเขารวมกจิ กรรมพัฒนา คุณภาพชวี ติ (กพช.) ตามขอ ใด ก. ไมนอยกวา 100 ชวั่ โมง ข. ไมน อ ยกวา 200 ชวั่ โมง ค. ไมนอ ยกวา 300 ชั่วโมง ง. จํานวนเทาใดกไ็ ดตามความเหมาะสม 13. ขอใดกลาวถึงการกาํ หนดรหสั รายวิชาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ไดถ ูกตอ ง ก. ตัวอกั ษร 2 หลกั และตัวเลข 5 หลกั ข. ตัวอักษร 2 หลัก และตวั เลข 6 หลัก ค. ตัวอกั ษร 2 หลัก และตัวเลข 7 หลัก ง. ตัวอกั ษรเทา ใดก็ได และตัวเลข 7 หลัก 14. ในการกาํ หนดรหัสวชิ าหลกั ที่ 3 หมายถงึ ขอใด ก. ช่อื รายวชิ า ข. ประเภทของรายวิชา ค. ระดับทีส่ ามารถลงทะเบียนได ง. ลําดับของรายวชิ า 15. หากสถานศกึ ษาพฒั นาหลกั สตู รวิชาเลือกเสรขี น้ึ เองจะตอ งกําหนดรหสั วิชาในหลักใด และรหสั หลกั อะไร ก. หลกั ท่ี 4 ตวั เลข 1 ข. หลกั ท่ี 4 ตัวเลข 2 ค. หลกั ที่ 4 ตวั เลข 3 ง. หลกั ท่ี 4 ตวั เลข 4 16. รหสั วิชาทขี่ ้ึนตนดวย ทร หมายถึงสาระวิชาตามขอ ใด ก. ทักษะการเรียนรู ข. ทักษะเพอ่ื พัฒนาการเรียนรู ค. ทกั ษะชวี ติ ง. ทกั ษะเพือ่ พัฒนาชีวติ 17. การลงทะเบยี นเรียนในระดับประถมศึกษาใหลงทะเบียนเรียนไดไ มเ กินเทาใด ก. ไมเกนิ 12 หนวยกิต ข. ไมเกนิ 14 หนวยกิต ค. ไมเ กนิ 17 หนวยกติ ง. ไมเกนิ 23 หนว ยกิต เตรียมสอบครูผูชว ย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 246 18. การลงทะเบียนเรยี นในระดับมัธยมศึกษาตอนตนใหล งทะเบยี นเรียนไดไ มเ กนิ เทา ใด ก. ไมเ กนิ 12 หนว ยกิต ข. ไมเกนิ 14 หนวยกติ ค. ไมเ กิน 17 หนวยกิต ง. ไมเ กนิ 23 หนว ยกิต 19. การลงทะเบยี นเรยี นในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายใหลงทะเบยี นเรียนไดไมเ กนิ เทา ใด ก. ไมเ กิน 12 หนว ยกิต ข. ไมเ กนิ 14 หนว ยกติ ค. ไมเ กนิ 17 หนว ยกิต ง. ไมเกิน 23 หนวยกิต 20. ในกรณที น่ี กั ศึกษาจะตอ งจบหลักสูตรแตม จี ํานวนหนวยกติ ทตี่ องลงทะเบียนเรยี นเกนิ กวาจํานวน หนว ยกติ ที่กาํ หนด เนื่องจากมกี ารเทยี บโอนผลการเรียน หรอื สอบซอม ใหส ถานศึกษาจัดใหม ีการ ลงทะเบยี นเพิม่ เตมิ ในภาคเรียนสดุ ทา ยไดเ ทาใด ก. ไมเกนิ 3 หนว ยกิต ข. ไมเกิน 4 หนว ยกิต ค. ไมเ กนิ 5 หนว ยกติ ง. ไมเ กนิ 6 หนว ยกติ เฉลยแนวขอ สอบหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ขอ ขอ 1 ก 11 ง 2 ค 12 ข 3 ง 13 ก 4 ข 14 ค 5 ก 15 ค 6 ค 16 ก 7 ง 17 ข 8 ค 18 ค 9 ข 19 ง 10 ค 20 ก เตรียมสอบครูผชู วย สังกดั สํานักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 247 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 248 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 249 200 ช่วั โมง เตรียมสอบครูผูชว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 250 200 ชั่วโมง เตรียมสอบครูผูชว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 251 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 252 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 253 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 254 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 255 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 256 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 257 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 258 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 259 200 ช่ัวโมง เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 260 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 261 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 262 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 263 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูม อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 264 ควรจาํ เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 265 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 266 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 267 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 268 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 269 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 270 ควรจํา เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 271 แนวขอ สอบการวัดผลและประเมินผล และการบรหิ ารงานทะเบียน 1. ขอใดกลาวถงึ การวัดและประเมนิ ผลเปน รายวิชาไมถูกตอง ก. การวัดและประเมินผลกอนเรยี น ข. การวัดและประเมินผลหลงั เรยี น ค. การวัดและประเมนิ ผลระหวางภาคเรยี น ง. การวดั และประเมินผลปลายภาคเรียน 2. การประเมินคณุ ภาพการศกึ ษานอกระบบระดับชาติ ก. O-NET ข. N-NET ค. V-NET ง. LAS 3. เอกสารการศกึ ษา”ระเบียนแสดงผลการเรยี น” สัมพันธก บั ขอใด ก. กศน.1 ข. กศน.2 ค. กศน.3 ง. กศน.4 4. ขอ ใดกลาวถึง กศน.5 ไดถกู ตอ ง ก. รายงานผูสําเร็จการศึกษา ข. แบบบนั ทกึ ผลการพัฒนาคณุ ภาพผูเ รียน ค. ใบรบั รองผลการเรยี น ง. รายงานสรุปผลการเรียนเรียน 5. ระดบั ผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พ้ืนฐานแบง เปน ก่ีระดบั ก. 4 ระดบั ข. 6 ระดับ ค. 8 ระดบั ง. 12 ระดับ 6. การตดั สินผลการเรยี นรายวชิ า คะแนนรอยละ 76 อยูในระดบั ผลการเรยี นเมื่อแปรผลแลวตรงกบั ขอใด ก. คอนขางดี ข. ดี ค. ดีมาก ง. ดเี ย่ยี ม เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 272 7. การประเมนิ ผลการเรียนใหนาํ คะแนนระหวางภาคเรยี นมารวมกบั คะแนนปลายภาคเรียน จะตอ งได คะแนนไมน อยกวาเทาใดจงึ จะถอื วา ผาการเรียนในรายวิชาน้นั ก. ไมน อยกวา รอ ยละ 40 ข. ไมนอ ยกวา รอ ยละ 50 ค. ไมน อยกวา รอยละ 60 ง. ไมน อ ยกวา รอ ยละ 65 8. การกาํ หนดรหัสสถานศึกษา 10 หลกั 1270090000 ในหลกั ท่ี 5 และ 6 หมายถึงขอ ใด ก. รหสั สงั กดั ข. รหสั จงั หวดั ค. รหสั อาํ เภอ/เขต ง. ลําดับของสถานศึกษา 9. การกาํ หนดรหสั ประจาํ ตัวนักศึกษา 6311127802 เปน นกั ศกึ ษาที่สมคั รเขา เรียนเปน ลาํ ดับที่ใดของ ระดบั ชน้ั ก. 11,278 ข. 12,780 ค. 27,802 ง. 31,111 10. จากรหสั ประจาํ ตัวนกั ศึกษา ขอ 9 เปน นักศกึ ษาในระดบั ใด ก. ประถมศึกษา ข. มธั ยมศกึ ษาตอนตน ค. มัธยมศึกษาตอนปลาย ง. ไมมขี อ มูลทีส่ มั พนั ธก นั 11. การวัดและประเมินผลการเรยี นรปู ระการแรก หมายถงึ ขอใด ก. เพือ่ ตัดสินผลการเรียน ข. เพอ่ื วดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ค. เพื่อพัฒนาผเู รียน ง. เพื่อปรับปรุงการจัดการเรยี นการสอนของครู 12. การดาํ เนินงานวดั และประเมินผลการเรียนรู เปนงานที่ตอ งอยบู นพนื้ ฐานตามขอใด ก. หลักวิชาการและหลกั พรหมวิหาร 4 ข. หลักวิชาการและหลักสังคหวัตถุ 4 ค. หลักวิชาการและหลกั ธรรมาภิบาล ง. หลกั วิชาการและหลักความรับผิดชอบ เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูม ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 273 13. เกณฑการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรูร ะดับประถมศึกษา การตัดสินผลการเรยี น ขอ ใดถกู ตอ ง ก. ไมนอยกวา 48 หนว ยกติ แบง เปน วิชาบังคับ 36 หนวยกติ วิชาเลอื ก ไมนอยกวา 12 หนว ยกติ ข. ไมนอ ยกวา 56 หนว ยกติ แบง เปนวชิ าบังคับ 40 หนว ยกติ วชิ าเลือก ไมนอยกวา 16 หนว ยกิต ค. ไมน อยกวา 56 หนว ยกติ แบง เปนวิชาบังคับ 39 หนว ยกติ วชิ าเลือก ไมนอยกวา 15 หนวยกติ ง. ไมนอ ยกวา 76 หนวยกติ แบงเปน วชิ าบังคับ 44 หนว ยกิต วชิ าเลือก ไมน อยกวา 32 หนว ยกิต 14. หากนักศกึ ษาสอบวัดผลสัมฤทธ์ิปลายภาคไมผ า นตามเกณฑจะตอ งดาํ เนินการตามขอใด ก. สอบซอ ม ข. ประเมนิ ซอม ค. ทํากิจกรรมพัฒนาผเู รียน ง. ขอ ก และ ข 15. ขอใดเปนเครื่องมอื และวิธกี ารวดั ผลการเรยี นรายวิชา ก. การดาํ เนินการโดยใชแบบทดสอบ ข. การถามตอบระหวางปฏบิ ตั ิกิจกรรม ค. การจดั ทาํ แฟมประมวลประสบการณ ง. ถูกทุกขอ 16. เมื่อนักศกึ ษาสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ปลายภาคเรยี นไมผานเกณฑโดยเลือกใชการประเมนิ ซอ มโดยใหไ ดร ับ ผลการเรียนไมเกินขอใด ก. ผลการเรยี น 1 ข. ผลการเรยี น 1.5 ค. ผลการเรียน 2 ง. ไมม ีขอ ถูก 17. การทาํ แบบฝก และรายงานเปน วิธีการวัดและประเมนิ แบบใด ก. การวดั และประเมินผลกอนเรยี น ข. การวดั และประเมินผลระหวางภาคเรียน ค. การวัดและประเมินผลปลายภาคเรียน ง. ถกู ทกุ ขอ 18. ขอใดไมเ ปน ระดับของการประเมนิ คณุ ธรรมของนักศกึ ษา กศน. ก. ปรบั ปรุง ข. พอใช ค. คอ นขางดี ง. ดมี าก เตรยี มสอบครผู ูชวย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 274 19. การวัดผลระดบั ชาตดิ า นการศกึ ษานอกระบบโรงเรียนหนว ยงานใดเปนผูดําเนนิ การ ก. สํานกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา(องคการมหาชน) ข. สถาบนั ทดสอบการศึกษาแหง ชาติ (องคก ารมหาชน) ค. สํานักงาน กศน.จงั หวัด ง. สถาบนั กศน.ภาค 20. ขอใดเปนบทบาทหนาทข่ี องครูเกยี่ วกับการวดั และประเมนิ ผล ก. จัดทาํ เครอื่ งมือดาํ เนนิ การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นกอนเรยี นและระหวางภาคเรียน ข. กําหนดพฤตกิ รรมบง ชีแ้ ละแนวปฏบิ ัตกิ ารประเมนิ คณุ ธรรม ค. ประเมนิ ผลการดําเนนิ โครงการ/กิจกรรมพฒั นาคุณภาพชีวติ ง. สรุปผลการประเมินคณุ ธรรม เฉลยแนวขอสอบการวัดและประเมนิ ผล และการบริหารงานทะเบียน ขอ ขอ 1 ข 11 ค 2 ข 12 ค 3 ก 13 ก 4 ง 14 ง 5 ค 15 ง 6 ค 16 ก 7 ข 17 ข 8 ค 18 ค 9 ข 19 ข 10 ก 20 ก เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 275 การสอนทเี่ นน การคดิ วิเคราะหและการจดั การเรยี นการสอนท่ีเนนผเู รยี นเปนสาํ คัญ การจดั การเรียนรเู พ่ือพฒั นาทกั ษะการคดิ วเิ คราะห แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดตามพระราชบัญญัติการศึกษา แหงชาติ พ.ศ. 2542 หลกั สตู รการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 ครูผูสอนสามารถออกแบบการสอนโดย ใชวิธีและเทคนิคการสอนกระบวนการคิดไดหลากหลายวิธีโดยคํานึงถึงกระบวนการคิดแตละวิธี เชน กระบวนการทางวิทยาศาสตร กระบวนการแกปญหา กระบวนการคิดตัดสินใจ การบวนคิดริเร่ิมสรางสรรค กระบวนการคิดไตรตรอง เปนตนท้ังนี้ผูสอนสามารถเลือกใช กระบวนการคิด ที่เหมาะสมกับการเรียนรนู ้ันๆ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนโดยใชกระบวนการพฒั นาทักษะการคิดวิเคราะหจ ึงมหี ลากหลายวิธี ข้ึนอยูกับ ลักษณะเหตุและปจจัยตามธรรมชาติของเน้ือหาสาระเหตุการณ วิธีการ ท่ีครูผูสอนสามารถเลือกใช กระบวนการคดิ ทม่ี คี วามเหมาะสมในการจดั การเรยี นการสอนดงั กลา วไดจ งึ ขอเสนอแนวคิดการจดั การเรียนรูท่ี สามารถพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะห ดงั น้ี การเรียนรูท่ีเปนทักษะทางปญญาประกอบดวย 4 ทักษะยอยซึ่งแตละระดับเปนพื้นฐานของกัน และกันตามลําดับซ่ึงเปนพ้ืนฐานของการเรยี นรทู ี่เปนการเช่ือมโยงสิ่งเรากับการตอบสนองและความตอเนือ่ ง ของการเรียนรตู าง ๆ เปนลูกโซ (association and chaining) ทักษะยอยแตล ะระดบั ไดแ ก 1. การจําแนกแยกแยะ (discriminations) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะคุณสมบัติทาง กายภาพของวตั ถตุ าง ๆ ทรี่ ับรูเขา มาวาเหมอื นหรือไมเหมือนกัน 2. การสรางความคิดรวบยอด (concepts) หมายถึง ความสามารถในการจัดกลุมวัตถุหรือส่ิงตาง ๆ โดยระบุคณุ สมบัติรว มกันของวตั ถุสิ่งน้นั ๆ ซงึ่ เปนคณุ สมบตั ิทที่ าํ ใหกลมุ วตั ถุหรือส่งิ ตา ง ๆ เหลานน้ั ตา งจาก กลุมวตั ถหุ รอื สง่ิ อืน่ ๆ แบง เปน 2 ระดบั ยอย ๆ คอื ก. ความคดิ รวบยอดระดับรูปธรรม (concrete concepts) ข. ความคิดรวบยอดระดับนามธรรมที่กําหนดขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมตาง ๆ (defined concepts) 3. การสรางกฎ (rules) หมายถึง ความสามารถในการนําความคิดรวบยอดตาง ๆ มารวมเปนกลุม ต้ังเปน กฎเกณฑขน้ึ เพื่อใหสามารถสรปุ อางองิ และตอบสนองตอสงิ่ เรา ตาง ๆ ไดอยางถกู ตอง 4. การสรางกระบวนการหรือกฎข้ันสูง (procedures of higher order rules) หมายถึง ความสามารถในการนํากฎหลาย ๆ ขอท่ีสัมพันธกันมาประมวลเขาดวยกัน ซ่ึงนําไปสูความรูความเขาใจท่ี ซบั ซอนยงิ่ ขน้ึ ในการเรียนรูตองใหนักเรียนไดมีโอกาสฝกคิด ฝกตั้งคําถาม เพราะคําถามเปนเครื่องมือในการไดมาซึ่ง ความรู ควรใหผ เู รยี นฝกการถาม-ตอบ ซง่ึ จะชวยใหผูเรยี นเกดิ ความแจมแจงในเร่ืองท่ีศึกษารวมทง้ั ไดฝกการใช เหตุผล การวิเคราะหและการสงั เคราะห ที่ฝกใหผูเรียนไดฝกคน หาคําตอบจากเรอ่ื งที่เรียนได เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 276 เทคนิคการสอนแบบอปุ นยั ( Inductive Method ) ความหมาย วิธีสอนแบบอุปนัย เปนการสอนจากรายละเอียดปลีกยอยไปหา กฎเกณฑ กลาวคือ เปน การสอนแบบยอ ยไปหาสวนรวม หรือสอนจากตัวอยางไปหากฎเกณฑ หลักการ ขอ เท็จจริง หรือขอสรุป โดยการใหนักเรียนทําการศึกษา สังเกต ทดลอง เปรียบเทียบ แลวพิจารณาคนหาองคประกอบที่เหมือนกัน หรือคลายคลึงกันจากตัวอยางตา ง ๆ เพื่อนํามาเปน ขอสรุปความมุงหมายและวธิ ีสอนแบบอุปนัย เพ่ือชวยให นกั เรยี นไดค นพบกฎเกณฑ หรือความจริงที่สําคัญ ๆ ดว ยตนเองกบั ใหเขาใจความหมายและความสัมพันธของ ความคิด ตาง ๆ อยางแจมแจง ตลอดจนกระตุนใหนักเรียนรูจักการทําการสอบสวนคนควาหาความรูดวย ตนเอง ข้ันตอนในการสอนแบบอุปนยั 1. ขน้ั เตรยี ม คอื การเตรยี มตวั นักเรียน เปน การทบทวนความรูเดิม กาํ หนด จดุ มุงหมาย และอธิบาย ความมงุ หมายใหน กั เรยี นไดเขาใจอยา งแจมแจง 2. ข้นั สอนหรือข้ันแสดง คอื การเสนอตัวอยางหรือกรณีตาง ๆ ใหนักเรยี นได พจิ ารณา เพือ่ ใหนกั เรยี น สามารถเปรียบเทียบ สรุปกฎเกณฑได การเสนอตัวอยาง ควรเสนอ หลายๆ ตัวอยางใหมากพอท่ีจะสรุป กฎเกณฑได ไมควรเสนอเพยี งตวั อยางเดียว 3. ข้ันเปรียบเทียบและรวบรวม เปนขั้นหาองคประกอบรวม คือ การท่ีนักเรียน ไดมีโอกาสพิจารณา ความคลายคลึงกันขององคประกอบในตัวอยา งเพ่ือเตรยี มสรปุ กฎเกณฑไมค วร รบี รอ นหรือเรง เรา เด็กเกินไป 4. ข้ันสรุป คือ การนําขอสังเกตตาง ๆ จากตัวอยางมาสรุปเปนกฎเกณฑ นินาม หลักการ หรือสูตร ดวยตวั นกั เรียนเอง 5. ขั้นนําไปใช คือ ขั้นทดลองความเขาใจของนักเรียนเก่ียวกับกฎเกณฑหรือ ขอสรุปท่ีไดมาแลววา สามารถทีจ่ ะนาํ ไปใชในปญ หาหรอื แบบฝก หัดอนื่ ๆ ไดห รือไม ขอ ดแี ละขอจาํ กดั ขอดี 1. จะทําใหนักเรียนเขา ใจไดอ ยางแจมแจงและจาํ ไดน าน 2. ฝกใหนกั เรียนรจู กั คดิ ตามหลกั ตรรกศาสตร และหลักวิทยาศาสตร 3. ใหน ักเรียนเขา ใจวิธกี ารในการแกป ญ หา และรจู กั วิธีทาํ งานทถี่ ูกตองตามหลกั จติ วิทยา ขอ จํากดั 1. ไมเหมาะสมท่ีจะใชสอนวชิ าทม่ี คี ณุ คา ทางสนุ ทรียะ 2. ใชเวลามาก อาจทําใหเ ดก็ เกิดความเบื่อหนาย 3. ทาํ ใหบ รรยากาศการเรยี นเปนทางการเกนิ ไป 4. ครตู องเขา ใจในเทคนิควธิ สี อนแบบนอี้ ยา งดี จงึ จะไดผลสัมฤทธิใ์ นการสอน เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 277 เทคนิคการสอนแบบนิรนัย ( Deductive Method ) ความหมาย วิธีสอนแบบนี้ เปนการสอนท่ีเร่ิมจากกฎ หรือ หลักการตาง ๆ แลวใหนักเรียนหา หลักฐานเหตุผลมาพิสูจนยืนยัน วิธีการสอนแบบน้ีฝกหัดใหนักเรียนเปนคนมี เหตุมีผล ไมเช่ืออะไรงาย ๆ จนกวาจะพิสูจนใหเห็นจริงเสียกอนความมุงหมายของวิธีการสอนแบบนิรนัย ใหนักเรียนรจู ักใชกฎ สูตร และ หลักเกณฑตาง ๆ มาชวยในการแกปญหา ไมตัดสินใจในการทํางานอยางงาย ๆ จนกวาจะพิสูจน ใหทราบ ขอเท็จจรงิ เสยี กอน ข้ันตอนในการสอนแบบนริ นยั 1. ขั้นอธิบายปญหา ระบุส่ิงที่จะสอนในแงของปญหา เพ่ือยั่วยุใหนักเรียนเกิด ความสนใจที่จะหา คําตอบ ( เชน เราจะหาพ้ืนที่ของวงกลมอยางไร ) ปญหาจะตองเก่ียวขอกับ สถานการณจริงของชีวิต และ เหมาะสมกบั วุฒิภาวะของเด็ก 2. ข้ันอธิบายขอสรุป ไดแก การนําเอาขอสรุปกฎหรือนิยามมากกวา 1 อยางมา อธิบาย เพ่ือให นกั เรียนไดเลอื กใชใ นการแกปญ หา 3. ขั้นตกลงใจ เปน ขนั้ ท่ีนักเรียนจะเลือกขอสรปุ กฎหรือนิยาม ทจ่ี ะนาํ มาใชใ น การแกป ญหา 4. ข้ันพิสูจน หรืออาจเรยี กวา ขน้ั ตรวจสอบ เปนขั้นทส่ี รุปกฎ หรอื นยิ ามวาเปน ความจรงิ หรอื ไม โดย การปรึกษาครู คน ควา จากตาํ ราตา ง ๆ และจากการทดลองขอ สรุปที่ได พิสูจนว า เปนความจริงจึงจะเปน ความรู ทถี่ กู ตอ ง ขอดีและขอจาํ กัด ขอ ดี 1. วิธีสอนแบบน้ีเหมาะสมท่ีจะใชสอนเน้ือหาวชิ างาย ๆ หรือหลักเกณฑตาง ๆ จะสามารถอธิบายให นกั เรยี นเขาใจความหมายไดด ี และเปนวิธีสอนทง่ี า ยกวา สอนแบบอุปนัย 2. ฝก ใหเปน คนมเี หตุผล ไมเ ชอ่ื อะไรงาย ๆ โดยไมม ีการพิสูจนใหเ ห็นจรงิ ขอ จาํ กดั 1. วิธีสอนแบบนิรนัยท่ีจะใชสอนไดเฉพาะบางเนื้อหา ไมสงเสริมคุณคาในการ แสวงหาความรูและ คณุ คาทางอารมณ 2. เปน การสอนท่นี ักเรียนไมไ ดเ กิดความคดิ รวบยอดดวยตนเอง เพราะครู กําหนดความคดิ รวบยอดให *** เทคนิคการจํา*** นิ-ใหญไปยอย อุป-ยอ ยไปใหญ เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 278 การเรียนการสอนทเี่ นนผูเรียนเปน สาํ คัญ แนวคิดของการจัดการเรียนการสอนท่ีเนนผูเรียนเปนสําคัญ (Learner-centered, Student- centred หรือ Child-centered) จึงเปนการปฏิรูปการศึกษาท่ีเปลี่ยนมายึดผูเรียนเปนศูนยกลาง โดยมี หลักการวา กระบวนการจัดการเรียนการสอนตองเนนใหผูเรยี นสามารถแสวงหาความรู และพัฒนาความรูไ ด ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพของตนเอง รวมท้ังสนับสนุนใหมีการฝกและปฏิบัติในสภาพจริงของการ ทํางาน มกี ารเชื่อมโยงสิ่งทเ่ี รยี นกบั สังคมและการประยุกตใช มีการจัดกิจกรรมและกระบวนการใหผ ูเ รยี นไดค ิด วเิ คราะห สังเคราะห ประเมินและสรา งสรรคส ิง่ ตาง ๆ โดยไมเนนไปทีก่ ารทองจาํ เพียงเน้ือหา สรปุ ลกั ษณะของการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนที่เนนผเู รยี นเปนสาํ คญั Active Learning เปนกิจกรรมที่ผูเรียนเปนผูกระทําหรือปฏิบตั ิดวยตนเองดวยความกระตือรอื รน เชน ไดคดิ คนควา ทดลองรายงาน ทําโครงการ สมั ภาษณ แกปญหา ฯลฯ ไดใชประสาทสมั ผสั ตา งๆ ทาํ ใหเ กิด การเรยี นรูด วยตนเองอยางแทจรงิ ผสู อนทาํ หนาทเ่ี ตรียมการจัดบรรยากาศการเรียนรู จัดสอ่ื สง่ิ เรา เสริมแรงให คาํ ปรึกษาและสรุปสาระการเรียนรรู วมกัน Construct เปนกิจกรรมท่ีผูเรียนไดคนพบสาระสําคัญหรือองคการความรูใหมดวยตนเอง อันเกิด จากการไดศึกษาคนควาทดลอง แลกเปลี่ยนเรียนรูและลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะทําใหผูเรียนสามารถนําส่ิงที่ เรียนรูไปใชไดจริงในชีวิตประจําวัน รวมทั้งทําใหผูเรียนรักการอาน รักการศึกษาคนควาเกิดทักษะในการ แสวงหาความรู เหน็ ความสาํ คญั ของการเรียนรู ซ่งึ นาํ ไปสกู ารเปนบคุ คลแหง การเรียนรู (Learning Man) ท่ีพงึ ประสงค Resource เปนกิจกรรมที่ผูเรียนไดเรียนรูจากแหลงเรียนรูตาง ๆ ที่หลากหลายท้ังบุคคลและ เคร่ืองมือท้ังในหองเรียนและนอกหองเรียน ผูเรียนไดสัมผัสและสัมพันธกับส่ิงแวดลอมท้ังท่ีเปนมนุษย (เชน ชมุ ชน ครอบครวั องคกรตางๆ) ธรรมชาตแิ ละเทคโนโลยี ตามหลักการท่วี า “การเรียนรูเ กดิ ขึน้ ไดทุกท่ีทุกเวลา และทกุ สถานการณ)” Thinking เปน กิจกรรมท่สี ง เสริมกระบวนการคดิ ผูเรยี นไดฝ กวิธคี ิดในหลายลักษณะ เชน คิดคลอง คิดหลากหลาย คดิ ละเอยี ด คิดชดั เจน คดิ ถูก ทางคิดกวา ง คดิ ลกึ ซ้งึ คิดไกล คดิ อยา งมีเหตุผล เปนตน การฝก ใหผูเรียนไดคิดอยูเสมอในลักษณะตางๆ จะทําใหผูเรียนเปนคนคิดเปน แกปญหาเปน คิดอยางรอบคอบมี เหตุผล มีวิจารณญาณ ในการคิด มีความคิดสรางสรรค มีความสามารถในการคิดวิเคราะหท่ีจะเลือกรับและ ปฏิเสธขอมูล ขาวสารตางๆ ไดอยางเหมาะสม ตลอดจนสามารถแสดงความคิดเห็นออกไดอยางชัดเจนและมี เหตผุ ลอนั เปน ประโยชนต อ การดํารงชีวติ ประจาํ วัน Happiness เปน กิจกรรมทผ่ี ูเ รียนเรียนอยา งมคี วามสขุ ซึ่งเปน ความสขุ ทีเ่ กดิ จาก 1) ผูเรียนไดเรียนในส่ิงที่ตนชอบหรือสนใจ ทําใหเกิดแรงจูงใจในการใฝรู ทาทาย อยากคนควา อยากแสดงความสามารถและใหใ ชศ ักยภาพของตนอยางเตม็ ที่ เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 279 2) การมีปฏิสัมพันธ (Interaction) ระหวางผูเรียนกับผูสอนและระหวางผูเรียนกับ ผูเรียน มีลักษณะเปนกัลยาณมิตร มีการชวยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกันและกัน มีกิจกรรมรวมดวยชวยกัน ทําให ผูเรียนรสู ึกมีความสุขและสนุกกบั การเรียน Participation เปนกิจกรรมท่ีเนนการใหผูเรียนมีสวนรวม ต้ังแตการวางแผนกําหนดงาน วางเปาหมายรวมกัน และมีโอกาสเลือกทํางานหรือศึกษาคนควาในเร่ืองท่ีตรงกับความถนัดความสามารถ ความสนใจ ของตนเอง ทําใหผูเรียนเรียนดวยความกระตือรือรน มองเห็นคุณคาของส่ิงท่ีเรียนและสามารถ ประยกุ ตค วามรนู ําไปใชประโยชนในชวี ิตจริง Individualization เปนกิจกรรมที่ผูสอนใหความสําคัญแกผูเรียนในความเปนเอกัตบุคคล ผูสอน ตองยอมรับในความสามารถ ความคิดเห็น ความแตกตางระหวางบุคคลของผูเรียน มุงใหผูเรียนไดพัฒนา ต น เ อ ง ใ ห เ ต็ ม ศั ก ย ภ า พ ม า ก ก ว า เ ป รี ย บ เ ที ย บ แ ข ง ขั น ร ะ ห ว า ง กั น โ ด ย มี ค ว า ม เ ช่ื อ ม่ั น ผู เ รี ย น ทุ ก ค น มี ความสามารถในการเรยี นรูไ ด และมีวธิ กี ารเรียนรทู แี่ ตกตางกนั Good Habit เปนกิจกรรมที่ผูเรียนไดพัฒนาคุณลักษณะนิสัยท่ีดีงาม เชน ความรับผิดชอบ ความ เมตตา กรุณา ความมีน้ําใจ ความขยัน ความมีระเบียบวินัย ความเสียสละ ฯลฯ และ ลักษณะนิสัยในการ ทาํ งานอยางเปน กระบวนการการทํางานรวมกับผูอื่น การยอมรับผูอน่ื และ การเห็นคุณคาของงาน เปนตน Self Evaluation เปนกิจกรรมท่ีเนนการประเมินตนเอง เดิมผูสอนเปนผูประเมินฝายเดียว แตการ เปดโอกาสใหผูเรียนประเมินตนเองอยางสม่ําเสมอและตอเน่ือง จะชวยใหผูเรียนเขาใจตนเองไดชัดเจนขึ้น รูจุดเดนจุดดอยและพรอมที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาตนเองใหเหมาะสมย่ิงข้ึน การประเมินในสวนนี้เปนการ ประเมนิ ตามสภาพจรงิ และอาจใชแฟมสะสมผลงานชว ย บทบาทของครผู ูส อน บทบาทของครูผูส อนในการเรยี นการสอนท่ีเนน ผูเรยี นเปนสําคญั จะไมเ ปน ผูชน้ี ําหรือผูออกคาํ ส่ังแตจะ เปล่ยี นเปนผูกระตุน ผูอํานวยความสะดวกและใหคําแนะนําชวยเหลือเมอื่ จําเปน ติดตามตรวจสอบ รวมทัง้ ให การสนับสนุนดานอุปกรณการเรียนรู เชน แหลงขอมูล เทคโนโลยี คอมพิวเตอร อุปกรณท่ีเปนสื่อการเรียนรู รปู แบบตา ง ๆ เว็บไซด อีเมล ฯลฯ หลักการจดั การเรยี นการสอนแบบผเู รยี นเปนศนู ยกลาง : โมเดลซปิ ปา ( CIPPA Model ) เปน หลักทีน่ าํ มาใชจัดการเรียนการสอนแบบผูเรียนเปน ศูนยกลาง มจี ุดเนน ท่ีการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนใหผูเ รียนมสี วนรว มท้ังทางรา งกาย สติปญญา สงั คม และอารมณ หลักการจัดของโมเดลซปิ ปา มีองคป ระกอบท่ีสําคญั 5 ประการ ไดแก C Construct หมายถึง การสรางความรู ตามแนวคิด ใหผูเรียนเขาใจและเกิดการเรียนรูที่มี ความหมายตอตนเองกิจกรรมนีช้ ว ยใหผ เู รยี นมีสว นรว มทางสตปิ ญ ญา I Interaction หมายถึง การปฏิสัมพันธกับบุคคลและสงิ่ แวดลอ มรอบตัว ไดแก กิจกรรมท่ีผูเรยี น เกิดการเรียนรูจากการเขาไปมีปฏิสัมพันธกับบุคคล เชน ครู เพ่ือน ผูรู หรือมีปฏิสัมพันธกับส่ิงแวดลอม เชน แหลง ความรู และสอื่ ประเภทตา ง ๆ กจิ กรรมน้ี ชวยใหผ ูเรียนมีสวนรวมทางสังคม เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 280 P Physical Participation หมายถึง การมีสวนรวมทางกาย ไดแก กิจกรรมท่ีใหผูเรียนมีโอกาส เคลอ่ื นไหวรางกายในลักษณะตาง ๆ P Process Learning หมายถึง การเรียนรูกระบวนการตาง ๆ ท่ีเปนทักษะที่จําเปนตอการ ดาํ รงชีวิต ไดแก กิจกรรมท่ีใหผ เู รยี นทาํ เปน ขั้นตอนจนเกดิ การเรยี นรู ท้งั เนอ้ื หาและกระบวนการ กระบวนการ ที่นํามาจัดกิจกรรม เชน กระบวนการคิด กระบวนการแกปญหา กระบวนการกลุม กระบวนการแสวงหา ความรู เปน ตน กิจกรรมนช้ี ว ยใหผเู รียนมีสวนรวมทางสติปญญา A Application หมายถึง การนําความรูท่ีไดเรียนรูไปประยุกตใชในสถานการณตาง ๆ ไดแก กจิ กรรมทใี่ หโ อกาสผูเรยี นเช่ือมโยงความรูทางทฤษฎไี ปสกู ารปฏิบัติท่ีเปนประโยชนในชวี ิตประจําวัน กิจกรรม น้ชี ว ยใหผเู รียนมสี ว นรวมในการเรียนรูไ ดหลายอยา งแลว แตลกั ษณะของกจิ กรรม หลกั การจดั ของโมเดลซิปปา C I PP A สราง ปฏสิ ัมพนั ธ เคลื่อนไหว เรยี นรูกระบวนการ ประยกุ ตใ ช ขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนตามหลกั โมเดลซปิ ปา 7 ข้นั ดงั นี้ 1. ขั้นทบทวนความรูเดิม เพ่ือชวยใหผูเรียนมีความพรอมในการเช่ือมโยงความรูใหมกับความรูเดิม ของตนกิจกรรมในข้ันนี้ ไดแก การสนทนาซักถามใหผูเรียนบอกสิ่งที่เคยเรียนรู การใหผูเรียนเลา ประสบการณเ ดิม หรอื การใหผเู รียนแสดงโครงสรา งความรู ( Graphic Organizer ) เดมิ ของตน 2. ขัน้ แสวงหาความรใู หม เพอ่ื ใหผูเรยี นหาความรูเ พ่ิมเตมิ จากแหลงความรตู าง ๆ 3. ขั้นศึกษาทําความเขาใจความรูใหม และเช่ือมโยงความรูใหมกับความรูเดิม เพื่อใหผูเรียนสราง ความหมายของขอ มลู หรอื ประสบการณใหม สรปุ ความเขาใจแลว เชือ่ มโยงกับความรูเดมิ กจิ กรรมในขั้นน้ี ไดแก การใหผูเรียนใชกระบวนการตาง ๆ ดวยตนเอง เชน กระบวนการคิด กระบวนการกลุมหรือกระบวนการ แกปญ หา สรา งความรขู นึ้ มา 4. ขั้นแลกเปลี่ยนความรูความเขาใจกับกลุม เพ่ืออาศัยกลุมเปนเคร่ืองมือในการตรวจสอบความรู ความเขาใจ และขยายความรูความเขาใจของตนใหกวางขึ้น กิจกรรมน้ี ไดแก การใหผูเรียนแตละคนแบงปน ความรูความเขา ใจใหผอู น่ื รบั รูและใหกลุมชวยกนั ตรวจสอบความรูความเขาใจซ่งึ กนั และกัน 5. ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู เพื่อใหผูเรียนจดจําสิ่งที่เรียนรูไดงาย กิจกรรมน้ี ไดแก การให ผูเรียนสรุปประเด็นสําคัญ ประกอบดวย มโนทัศนหลักและมโนทัศนยอย ของความรูทั้งหมด ทั้งความรูเดิม เตรยี มสอบครูผูชวย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 281 และความรใู หมแลวนํามารวบรวมเรียบเรยี งใหไ ดใจความสาระสําคญั ครบถว น สะดวกแกการจดจํา ครอู าจให ผเู รยี นจดั เปน โครงสรางความรู ( Graphic Organizer ) ซึง่ เปน วธิ ีการทช่ี ว ยในการจดจําขอมูลไดง า ย 6. ขั้นแสดงผลงาน เพื่อใหโอกาสผูเรียนไดตรวจสอบความรูความเขาใจของตนดวยการไดรับขอมูล ยอนกลับจากผูอ่ืนกิจกรรมนี้ ไดแก การใหผูเรียนแสดงผลงานการสรางความรูของตนดวยวิธีการ ตาง ๆ เชน จัดนิทรรศการ จดั การอภิปราย แสดงบทบาทสมมติ เขยี นเรียงความ วาดภาพ แตงคาํ ประพนั ธ เปน ตน และ อาจมกี ารจดั ประเมินผลงานโดยใชเกณฑท เี่ หมาะสม 7. ข้ันประยุกตใ ชความรู เพื่อฝก ฝนใหผเู รยี นนาํ ความรไู ปใชใ นสถานการณตา ง ๆ ใหเกิดความเขาใจ และความชาํ นาญกจิ กรรมน้ี ไดแก การทค่ี รใู หผูเ รียนมโี อกาสแสดงวธิ ีใชค วามรูใหเ ปนประโยชนใ นเรอ่ื งตาง ๆ ซง่ึ เทา กับสง เสรมิ ใหผูเรยี นมีความคิดสรางสรรค ในระยะแรกครูอาจตง้ั โจทยส ถานการณต า ง ๆ แลว ใหผเู รียน นําความรทู ี่มมี าใชในสถานการณนนั้ ทฤษฎกี ารเรียนรู เบนจามิน บลมู และคณะ (Bloom et al, 1956) Bloom ไดแบงการเรียนรูเ ปน 6 ระดับ 1. ความรทู ่เี กดิ จากความจาํ (knowledge) ซ่งึ เปนระดับลางสุด 2. ความเขาใจ (Comprehend) 3. การประยุกต (Application) 4. การวเิ คราะห ( Analysis) สามารถแกป ญ หา ตรวจสอบได 5. การสงั เคราะห ( Synthesis) สามารถนําสว นตาง ๆ มาประกอบเปนรูปแบบใหมไ ดใหแตกตางจาก รปู เดิม เนนโครงสรางใหม 6. การประเมินคา ( Evaluation) วัดได และตัดสินไดวาอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบน พ้นื ฐานของเหตุผลและเกณฑที่แนช ัด เบนจามนิ บลมู และคณะ ไดจ ําแนกจดุ มุงหมายการเรียนรอู อกเปน 3 ดา น คอื 1.พุทธิพิสยั (Cognitive Domain) พฤติกรรมดานสมองเปนพฤติกรรมเก่ียวกับสติปญญา ความรู ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวตา งๆ อยางมีประสิทธิภาพ ซ่งึ เปนความสามารถทางสตปิ ญญา พฤติกรรมทางพทุ ธพิ สิ ยั 6 ระดบั ไดแก 1.ความรูความจํา ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณตาง ๆ จากการที่ไดรับรูไวและ ระลึกส่งิ น้นั ไดเ มือ่ ตอ งการเปรยี บดังเทปบันทกึ เสียงหรือวีดิทัศนที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรอ่ื งราวตางๆ ได สามารถเปดฟง หรอื ดูภาพเหลาน้นั ได เมื่อตองการ 2. ความเขา ใจ เปน ความสามารถในการจับใจความสาํ คัญของสือ่ และสามารถแสดงออกมาในรูปของ การแปลความ ตคี วาม คาดคะเน ขยายความ หรอื การกระทําอ่นื ๆ เตรยี มสอบครผู ูชว ย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู ือเตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 282 3. การนําความรูไปใช เปนข้ันท่ีผูเรียนสามารถนําความรู ประสบการณไปใชในกาแกปญหาใน สถานการณตา ง ๆ ได ซ่งึ จะตอ งอาศัยความรูค วามเขา ใจ จงึ จะสามารถนําไปใชได 4. การวิเคราะห ผูเรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเร่ืองราวส่ิงตาง ๆ ออกเปนสวนยอย เปน องคประกอบท่ีสําคัญได และมองเห็นความสัมพันธของสวนท่ีเกี่ยวของกัน ความสามารถในการวิเคราะหจะ แตกตา งกันไปแลวแตความคิดของแตละคน 5. การสงั เคราะห ความสามารถในการท่ีผสมผสานสวนยอย ๆ เขา เปนเร่ืองราวเดียวกันอยา งมีระบบ เพื่อใหเกิดสิ่งใหมที่สมบูรณและดีกวาเดิม อาจเปนการถายทอดความคิดออกมาใหผูอ่ืนเขาใจไดงาย การ กําหนดวางแผนวิธีการดําเนินงานข้ึนใหม หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสรางความสัมพันธของส่ิงท่ีเปน นามธรรมข้ึนมาในรปู แบบ หรอื แนวคิดใหม 6. การประเมินคา เปนความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณคาของสิ่งตาง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอยา งมีกฎเกณฑที่เหมาะสม ซ่ึงอาจเปนไปตามเน้ือหาสาระในเร่ืองนน้ั ๆ หรืออาจ เปน กฎเกณฑท่ีสงั คมยอมรบั กไ็ ด 2.จิตพิสยั (Affective Domain) (พฤตกิ รรมดา นจิตใจ) คา นยิ ม ความรสู กึ ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเช่อื ความสนใจและคุณธรรม พฤตกิ รรมดานน้ีอาจ ไมเกดิ ขึ้นทันที ดงั นัน้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยจดั สภาพแวดลอมท่เี หมาะสม และสอดแทรกสง่ิ ที่ดี งามอยตู ลอดเวลา จะทาํ ใหพฤตกิ รรมของผเู รียนเปลย่ี นไปในแนวทางที่พึงประสงคได ดา นจติ พิสยั จะประกอบดวย พฤติกรรมยอย ๆ 5 ระดบั ไดแ ก 1.การรับรู เปน ความรสู กึ ทเ่ี กิดขึน้ ตอปรากฎการณ หรอื สง่ิ เราอยา งใดอยา งหนง่ึ ซ่ึงเปนไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเรานน้ั วา คอื อะไร แลวจะแสดงออกมาในรปู ของความรูสึก ท่เี กดิ ขึน้ 2. การตอบสนอง เปนการกระทําที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจตอส่ิงเรา นั้น ซงึ่ เปน การตอบสนองท่เี กดิ จากการเลอื กสรรแลว 3. การเกดิ คานยิ ม การเลอื กปฏบิ ตั ิในสิง่ ท่ีเปนท่ียอมรับกนั ในสงั คม การยอมรับนับถือในคณุ คานั้น ๆ หรอื ปฏิบัติตามในเร่ืองใดเรอื่ งหน่ึง จนกลายเปน ความเช่อื แลว จงึ เกิดทัศนคติทดี่ ใี นสิง่ น้ัน 4. การจัดระบบ การสรา งแนวคดิ จดั ระบบของคานยิ มทเี่ กดิ ขน้ึ โดยอาศยั ความสมั พันธ ถาเขา กนั ไดก ็จะยึดถือตอไปแตถาขัดกนั อาจไมย อมรับอาจจะยอมรับคา นิยมใหมโดยยกเลกิ คา นิยมเกา 5. บุคลิกภาพ การนําคานิยมทย่ี ดึ ถือมาแสดงพฤติกรรมท่ีเปน นิสยั ประจําตวั ใหป ระพฤตปิ ฏิบัติแตส่ิง ท่ีถูกตองดีงามพฤติกรรมดานนี้ จะเก่ียวกับความรูสึกและจิตใจ ซ่ึงจะเริ่มจากการไดรบั รูจากส่ิงแวดลอม แลว จึงเกิดปฏิกิริยาโตตอบ ขยายกลายเปนความรูสึกดานตาง ๆ จนกลายเปนคานิยม และยังพัฒนาตอไปเปน ความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเปนควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรูด ีรชู ่ัวอยางไรน้ัน ก็เปนผลของพฤติกรรม ดานน้ี เตรยี มสอบครูผชู ว ย สังกัด สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 283 3.ทกั ษะพสิ ัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมดา นกลามเนือ้ ประสาท วชิ าปฏบิ ตั )ิ พฤตกิ รรมที่บงถงึ ความสามารถในการปฏบิ ตั งิ านไดอ ยางคลอ งแคลวชาํ นิชาํ นาญ ซ่งึ แสดงออกมาได โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเปน ตัวช้ีระดับของทกั ษะ พฤติกรรมดา นทกั ษะพิสัย ประกอบดว ย พฤตกิ รรมยอ ย ๆ 5 ขั้น ดงั น้ี 1.การรับรู เปน การใหผูเรียนไดร บั รหู ลกั การปฏบิ ัตทิ ถ่ี ูกตอ ง หรือ เปนการเลอื กหาตัวแบบท่สี นใจ 2.กระทําตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ เปนพฤติกรรมที่ผูเรียนพยายามฝกตามแบบที่ตนสนใจและ พยายามทําซ้ํา เพ่อื ที่จะใหเ กดิ ทกั ษะตามแบบทีต่ นสนใจใหไ ด หรือ สามารถปฏบิ ัตงิ านไดตามขอ แนะนํา 3.การหาความถูกตอง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติไดดวยตนเอง โดยไมตองอาศัยเคร่ืองช้ีแนะ เม่ือได กระทาํ ซํ้าแลว กพ็ ยายามหาความถกู ตอ งในการปฏบิ ัติ 4.การกระทําอยางตอเนือ่ ง หลังจากตัดสินใจเลือกรปู แบบท่ีเปนของตัวเองจะกระทําตามรูปแบบนน้ั อยางตอเน่ือง จนปฏิบัติงานที่ยุงยากซับซอนไดอยางรวดเร็ว ถูกตอง คลองแคลว การท่ีผูเรียนเกิดทักษะได ตองอาศยั การฝกฝนและกระทําอยางสมา่ํ เสมอ 5. การกระทําไดอยางเปนธรรมชาติ พฤติกรรมท่ีไดจากการฝกอยางตอเนื่อง จนสามารถปฏิบัติ ได คลอ งแคลววองไวโดยอตั โนมัติ เปน ไปอยางธรรมชาติ ซ่ึงถอื เปนความสามารถของการปฏิบัตใิ นระดบั สงู เตรียมสอบครูผูชวย สังกัด สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook