คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 234 แนวทางการเทียบโอนผลการเรยี น เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 235 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 236 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 237 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 238 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 239 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 240 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 241 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 242 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูม ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 243 แนวขอ สอบหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน 1. กระทรวงศึกษาธิการไดป ระกาศใชหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานเมอ่ื ใด ก. 18 กันยายน 2551 ข. 18 ตุลาคม 2551 ค. 18 พฤศจิกายน 2551 ง. 18 ธันวาคม 2551 2. ขอใดกลาวถงึ หลกั การของหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พืน้ ฐานไมถูกตอ ง ก. เปนหลักสูตรท่ีมีโครงสรางยืดหยุนดา นสาระการเรียนรู เวลาเรยี น และการจดั การเรียนรโู ดยเนน การบูรณาการเนอ้ื หาใหสอดคลอ งกบั วถิ ชี วี ิต ข. สง เสรมิ ใหมีการเทยี บโอนผลการเรยี นจากการศึกษาในระบบ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษา ตามอัธยาศยั ค. สงเสริมใหครไู ดพ ัฒนาการสอนอยางตอเนอ่ื งโดยตระหนกั วาผเู รียนมคี วามสําคญั สามารถพฒั นา ตนเองไดตามธรรมชาตแิ ละศกั ยภาพ ง. สงเสริมใหภาคีเครอื ขายมีสว นรวมในการจัดการศกึ ษา 3. ขอ ใดกลา วถงึ การแบงระดบั การศึกษาตามหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน ไมถ กู ตอ ง ก. ประถมศึกษา ข. มัธยมศึกษาตอนตน ค. มธั ยมศึกษาตอนปลาย ง. ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสงู 4. ในการเรยี นแตล ะระดบั นักศึกษาจะตอ งใชเวลาเรยี นกีภ่ าคเรียน ก. 3 ภาคเรียน ข. 4 ภาคเรียน ค. 5 ภาคเรียน ง. 6 ภาคเรียน 5. ในกรณที ่ีนักศกึ ษามีการเทียบโอนผลการเรียน นกั ศึกษาจะตองลงทะเบยี นเรยี นในสถานศึกษาอยางนอย ก่ภี าคเรยี น ก. 1 ภาคเรยี น ข. 2 ภาคเรียน ค. 3 ภาคเรยี น ง. 4 ภาคเรยี น เตรยี มสอบครูผูช ว ย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูม ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 244 6. ขอใดกลา วถงึ สาระการเรียนรูตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานไดถูกตอง ก. กลมุ สาระการเรียนรูพ ื้นฐาน ข. กลุมสาระศลิ ปศึกษา ค. สาระการพัฒนาสงั คม ง. สาระการพฒั นาสังคมและชมุ ชน 7. การเรียนรูเก่ียวกับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง สุขศกึ ษา และศลิ ปศกึ ษา ตรงกบั สาระการเรียนรู ในขอใด ก. สาระการประกอบอาชีพ ข. สาระศิลปศึกษา ค. สาระการพัฒนาสังคม ง. สาระทกั ษะการดําเนนิ ชวี ติ 8. สาระความรูพื้นฐาน นกั ศกึ ษาจะไดเรียนรใู นรายวิชาในขอใด ก. การจดั การอาชพี ข. ศาสนาหนาทพี่ ลเมือง ค. ภาษาอังกฤษ ง. วัสดุศาสตร 9. นกั ศกึ ษาระดับประถมศกึ ษาเรยี นครบตามโครงสรา งหลักสูตรจนจบหลกั สูตรจํานวนกี่หนวยกิต ก. 36 หนวยกติ ข. 48 หนวยกติ ค. 56 หนว ยกิต ง. 76 หนว ยกติ 10. นกั ศึกษาระดับมัธยมศกึ ษาตอนตนเรยี นครบตามโครงสรางหลักสูตรจนจบหลักสูตรจํานวนก่หี นว ยกติ ก. 36 หนว ยกิต ข. 48 หนว ยกิต ค. 56 หนว ยกติ ง. 76 หนว ยกิต 11. นักศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายเรยี นครบตามโครงสรา งหลักสูตรจนจบจํานวนกห่ี นว ยกติ ก. 36 หนวยกิต ข. 48 หนวยกติ ค. 56 หนวยกิต ง. 76 หนว ยกิต เตรียมสอบครผู ูชวย สังกัด สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 245 12. นกั ศกึ ษา กศน.นอกจากจะเรยี นครบตามโครงสรางหลักสูตรแลวจะตอ งเขารวมกจิ กรรมพัฒนา คุณภาพชวี ติ (กพช.) ตามขอ ใด ก. ไมนอยกวา 100 ชวั่ โมง ข. ไมน อ ยกวา 200 ชวั่ โมง ค. ไมนอ ยกวา 300 ชั่วโมง ง. จํานวนเทาใดกไ็ ดตามความเหมาะสม 13. ขอใดกลาวถึงการกาํ หนดรหสั รายวิชาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ไดถ ูกตอ ง ก. ตัวอกั ษร 2 หลกั และตัวเลข 5 หลกั ข. ตัวอักษร 2 หลัก และตวั เลข 6 หลัก ค. ตัวอกั ษร 2 หลัก และตัวเลข 7 หลัก ง. ตัวอกั ษรเทา ใดก็ได และตัวเลข 7 หลัก 14. ในการกาํ หนดรหัสวชิ าหลกั ที่ 3 หมายถงึ ขอใด ก. ช่อื รายวชิ า ข. ประเภทของรายวิชา ค. ระดับทีส่ ามารถลงทะเบียนได ง. ลําดับของรายวชิ า 15. หากสถานศกึ ษาพฒั นาหลกั สตู รวิชาเลือกเสรขี น้ึ เองจะตอ งกําหนดรหสั วิชาในหลักใด และรหสั หลกั อะไร ก. หลกั ท่ี 4 ตวั เลข 1 ข. หลกั ท่ี 4 ตัวเลข 2 ค. หลกั ที่ 4 ตวั เลข 3 ง. หลกั ท่ี 4 ตวั เลข 4 16. รหสั วิชาทขี่ ้ึนตนดวย ทร หมายถึงสาระวิชาตามขอ ใด ก. ทักษะการเรียนรู ข. ทักษะเพอ่ื พัฒนาการเรียนรู ค. ทกั ษะชวี ติ ง. ทกั ษะเพือ่ พัฒนาชีวติ 17. การลงทะเบยี นเรียนในระดับประถมศึกษาใหลงทะเบียนเรียนไดไ มเ กินเทาใด ก. ไมเกนิ 12 หนวยกิต ข. ไมเกนิ 14 หนวยกิต ค. ไมเ กนิ 17 หนวยกติ ง. ไมเกนิ 23 หนว ยกิต เตรียมสอบครูผูชว ย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 246 18. การลงทะเบียนเรยี นในระดับมัธยมศึกษาตอนตนใหล งทะเบยี นเรียนไดไ มเ กนิ เทา ใด ก. ไมเ กนิ 12 หนว ยกิต ข. ไมเกนิ 14 หนวยกติ ค. ไมเ กิน 17 หนวยกิต ง. ไมเ กนิ 23 หนว ยกิต 19. การลงทะเบยี นเรยี นในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายใหลงทะเบยี นเรียนไดไมเ กนิ เทา ใด ก. ไมเ กิน 12 หนว ยกิต ข. ไมเ กนิ 14 หนว ยกติ ค. ไมเ กนิ 17 หนว ยกิต ง. ไมเกิน 23 หนวยกิต 20. ในกรณที น่ี กั ศึกษาจะตอ งจบหลักสูตรแตม จี ํานวนหนวยกติ ทตี่ องลงทะเบียนเรยี นเกนิ กวาจํานวน หนว ยกติ ที่กาํ หนด เนื่องจากมกี ารเทยี บโอนผลการเรียน หรอื สอบซอม ใหส ถานศึกษาจัดใหม ีการ ลงทะเบยี นเพิม่ เตมิ ในภาคเรียนสดุ ทา ยไดเ ทาใด ก. ไมเกนิ 3 หนว ยกิต ข. ไมเกิน 4 หนว ยกิต ค. ไมเ กนิ 5 หนว ยกติ ง. ไมเ กนิ 6 หนว ยกติ เฉลยแนวขอ สอบหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ขอ ขอ 1 ก 11 ง 2 ค 12 ข 3 ง 13 ก 4 ข 14 ค 5 ก 15 ค 6 ค 16 ก 7 ง 17 ข 8 ค 18 ค 9 ข 19 ง 10 ค 20 ก เตรียมสอบครูผชู วย สังกดั สํานักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 247 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 248 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 249 200 ช่วั โมง เตรียมสอบครูผูชว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 250 200 ชั่วโมง เตรียมสอบครูผูชว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 251 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 252 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 253 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 254 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 255 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 256 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 257 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 258 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 259 200 ช่ัวโมง เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 260 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 261 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 262 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 263 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูม อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 264 ควรจาํ เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 265 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 266 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 267 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 268 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 269 เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 270 ควรจํา เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 271 แนวขอ สอบการวัดผลและประเมินผล และการบรหิ ารงานทะเบียน 1. ขอใดกลาวถงึ การวัดและประเมนิ ผลเปน รายวิชาไมถูกตอง ก. การวัดและประเมินผลกอนเรยี น ข. การวัดและประเมินผลหลงั เรยี น ค. การวัดและประเมนิ ผลระหวางภาคเรยี น ง. การวดั และประเมินผลปลายภาคเรียน 2. การประเมินคณุ ภาพการศกึ ษานอกระบบระดับชาติ ก. O-NET ข. N-NET ค. V-NET ง. LAS 3. เอกสารการศกึ ษา”ระเบียนแสดงผลการเรยี น” สัมพันธก บั ขอใด ก. กศน.1 ข. กศน.2 ค. กศน.3 ง. กศน.4 4. ขอ ใดกลาวถึง กศน.5 ไดถกู ตอ ง ก. รายงานผูสําเร็จการศึกษา ข. แบบบนั ทกึ ผลการพัฒนาคณุ ภาพผูเ รียน ค. ใบรบั รองผลการเรยี น ง. รายงานสรุปผลการเรียนเรียน 5. ระดบั ผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พ้ืนฐานแบง เปน ก่ีระดบั ก. 4 ระดบั ข. 6 ระดับ ค. 8 ระดบั ง. 12 ระดับ 6. การตดั สินผลการเรยี นรายวชิ า คะแนนรอยละ 76 อยูในระดบั ผลการเรยี นเมื่อแปรผลแลวตรงกบั ขอใด ก. คอนขางดี ข. ดี ค. ดีมาก ง. ดเี ย่ยี ม เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 272 7. การประเมนิ ผลการเรียนใหนาํ คะแนนระหวางภาคเรยี นมารวมกบั คะแนนปลายภาคเรียน จะตอ งได คะแนนไมน อยกวาเทาใดจงึ จะถอื วา ผาการเรียนในรายวิชาน้นั ก. ไมน อยกวา รอ ยละ 40 ข. ไมนอ ยกวา รอ ยละ 50 ค. ไมน อยกวา รอยละ 60 ง. ไมน อ ยกวา รอ ยละ 65 8. การกาํ หนดรหัสสถานศึกษา 10 หลกั 1270090000 ในหลกั ท่ี 5 และ 6 หมายถึงขอ ใด ก. รหสั สงั กดั ข. รหสั จงั หวดั ค. รหสั อาํ เภอ/เขต ง. ลําดับของสถานศึกษา 9. การกาํ หนดรหสั ประจาํ ตัวนักศึกษา 6311127802 เปน นกั ศกึ ษาที่สมคั รเขา เรียนเปน ลาํ ดับที่ใดของ ระดบั ชน้ั ก. 11,278 ข. 12,780 ค. 27,802 ง. 31,111 10. จากรหสั ประจาํ ตัวนกั ศึกษา ขอ 9 เปน นักศกึ ษาในระดบั ใด ก. ประถมศึกษา ข. มธั ยมศกึ ษาตอนตน ค. มัธยมศึกษาตอนปลาย ง. ไมมขี อ มูลทีส่ มั พนั ธก นั 11. การวัดและประเมินผลการเรยี นรปู ระการแรก หมายถงึ ขอใด ก. เพือ่ ตัดสินผลการเรียน ข. เพอ่ื วดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ค. เพื่อพัฒนาผเู รียน ง. เพื่อปรับปรุงการจัดการเรยี นการสอนของครู 12. การดาํ เนินงานวดั และประเมินผลการเรียนรู เปนงานที่ตอ งอยบู นพนื้ ฐานตามขอใด ก. หลักวิชาการและหลกั พรหมวิหาร 4 ข. หลักวิชาการและหลักสังคหวัตถุ 4 ค. หลักวิชาการและหลกั ธรรมาภิบาล ง. หลกั วิชาการและหลักความรับผิดชอบ เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูม ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 273 13. เกณฑการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรูร ะดับประถมศึกษา การตัดสินผลการเรยี น ขอ ใดถกู ตอ ง ก. ไมนอยกวา 48 หนว ยกติ แบง เปน วิชาบังคับ 36 หนวยกติ วิชาเลอื ก ไมนอยกวา 12 หนว ยกติ ข. ไมนอ ยกวา 56 หนว ยกติ แบง เปนวชิ าบังคับ 40 หนว ยกติ วชิ าเลือก ไมนอยกวา 16 หนว ยกิต ค. ไมน อยกวา 56 หนว ยกติ แบง เปนวิชาบังคับ 39 หนว ยกติ วชิ าเลือก ไมนอยกวา 15 หนวยกติ ง. ไมนอ ยกวา 76 หนวยกติ แบงเปน วชิ าบังคับ 44 หนว ยกิต วชิ าเลือก ไมน อยกวา 32 หนว ยกิต 14. หากนักศกึ ษาสอบวัดผลสัมฤทธ์ิปลายภาคไมผ า นตามเกณฑจะตอ งดาํ เนินการตามขอใด ก. สอบซอ ม ข. ประเมนิ ซอม ค. ทํากิจกรรมพัฒนาผเู รียน ง. ขอ ก และ ข 15. ขอใดเปนเครื่องมอื และวิธกี ารวดั ผลการเรยี นรายวิชา ก. การดาํ เนินการโดยใชแบบทดสอบ ข. การถามตอบระหวางปฏบิ ตั ิกิจกรรม ค. การจดั ทาํ แฟมประมวลประสบการณ ง. ถูกทุกขอ 16. เมื่อนักศกึ ษาสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ปลายภาคเรยี นไมผานเกณฑโดยเลือกใชการประเมนิ ซอ มโดยใหไ ดร ับ ผลการเรียนไมเกินขอใด ก. ผลการเรยี น 1 ข. ผลการเรยี น 1.5 ค. ผลการเรียน 2 ง. ไมม ีขอ ถูก 17. การทาํ แบบฝก และรายงานเปน วิธีการวัดและประเมนิ แบบใด ก. การวดั และประเมินผลกอนเรยี น ข. การวดั และประเมินผลระหวางภาคเรียน ค. การวัดและประเมินผลปลายภาคเรียน ง. ถกู ทกุ ขอ 18. ขอใดไมเ ปน ระดับของการประเมนิ คณุ ธรรมของนักศกึ ษา กศน. ก. ปรบั ปรุง ข. พอใช ค. คอ นขางดี ง. ดมี าก เตรยี มสอบครผู ูชวย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 274 19. การวัดผลระดบั ชาตดิ า นการศกึ ษานอกระบบโรงเรียนหนว ยงานใดเปนผูดําเนนิ การ ก. สํานกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา(องคการมหาชน) ข. สถาบนั ทดสอบการศึกษาแหง ชาติ (องคก ารมหาชน) ค. สํานักงาน กศน.จงั หวัด ง. สถาบนั กศน.ภาค 20. ขอใดเปนบทบาทหนาทข่ี องครูเกยี่ วกับการวดั และประเมนิ ผล ก. จัดทาํ เครอื่ งมือดาํ เนนิ การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นกอนเรยี นและระหวางภาคเรียน ข. กําหนดพฤตกิ รรมบง ชีแ้ ละแนวปฏบิ ัตกิ ารประเมนิ คณุ ธรรม ค. ประเมนิ ผลการดําเนนิ โครงการ/กิจกรรมพฒั นาคุณภาพชีวติ ง. สรุปผลการประเมินคณุ ธรรม เฉลยแนวขอสอบการวัดและประเมนิ ผล และการบริหารงานทะเบียน ขอ ขอ 1 ข 11 ค 2 ข 12 ค 3 ก 13 ก 4 ง 14 ง 5 ค 15 ง 6 ค 16 ก 7 ข 17 ข 8 ค 18 ค 9 ข 19 ข 10 ก 20 ก เตรียมสอบครผู ชู วย สงั กัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 275 การสอนทเี่ นน การคดิ วิเคราะหและการจดั การเรยี นการสอนท่ีเนนผเู รยี นเปนสาํ คัญ การจดั การเรียนรเู พ่ือพฒั นาทกั ษะการคดิ วเิ คราะห แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดตามพระราชบัญญัติการศึกษา แหงชาติ พ.ศ. 2542 หลกั สตู รการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 ครูผูสอนสามารถออกแบบการสอนโดย ใชวิธีและเทคนิคการสอนกระบวนการคิดไดหลากหลายวิธีโดยคํานึงถึงกระบวนการคิดแตละวิธี เชน กระบวนการทางวิทยาศาสตร กระบวนการแกปญหา กระบวนการคิดตัดสินใจ การบวนคิดริเร่ิมสรางสรรค กระบวนการคิดไตรตรอง เปนตนท้ังนี้ผูสอนสามารถเลือกใช กระบวนการคิด ที่เหมาะสมกับการเรียนรนู ้ันๆ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนโดยใชกระบวนการพฒั นาทักษะการคิดวิเคราะหจ ึงมหี ลากหลายวิธี ข้ึนอยูกับ ลักษณะเหตุและปจจัยตามธรรมชาติของเน้ือหาสาระเหตุการณ วิธีการ ท่ีครูผูสอนสามารถเลือกใช กระบวนการคดิ ทม่ี คี วามเหมาะสมในการจดั การเรยี นการสอนดงั กลา วไดจ งึ ขอเสนอแนวคิดการจดั การเรียนรูท่ี สามารถพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะห ดงั น้ี การเรียนรูท่ีเปนทักษะทางปญญาประกอบดวย 4 ทักษะยอยซึ่งแตละระดับเปนพื้นฐานของกัน และกันตามลําดับซ่ึงเปนพ้ืนฐานของการเรยี นรทู ี่เปนการเช่ือมโยงสิ่งเรากับการตอบสนองและความตอเนือ่ ง ของการเรียนรตู าง ๆ เปนลูกโซ (association and chaining) ทักษะยอยแตล ะระดบั ไดแ ก 1. การจําแนกแยกแยะ (discriminations) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะคุณสมบัติทาง กายภาพของวตั ถตุ าง ๆ ทรี่ ับรูเขา มาวาเหมอื นหรือไมเหมือนกัน 2. การสรางความคิดรวบยอด (concepts) หมายถึง ความสามารถในการจัดกลุมวัตถุหรือส่ิงตาง ๆ โดยระบุคณุ สมบัติรว มกันของวตั ถุสิ่งน้นั ๆ ซงึ่ เปนคณุ สมบตั ิทที่ าํ ใหกลมุ วตั ถุหรือส่งิ ตา ง ๆ เหลานน้ั ตา งจาก กลุมวตั ถหุ รอื สง่ิ อืน่ ๆ แบง เปน 2 ระดบั ยอย ๆ คอื ก. ความคดิ รวบยอดระดับรูปธรรม (concrete concepts) ข. ความคิดรวบยอดระดับนามธรรมที่กําหนดขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมตาง ๆ (defined concepts) 3. การสรางกฎ (rules) หมายถึง ความสามารถในการนําความคิดรวบยอดตาง ๆ มารวมเปนกลุม ต้ังเปน กฎเกณฑขน้ึ เพื่อใหสามารถสรปุ อางองิ และตอบสนองตอสงิ่ เรา ตาง ๆ ไดอยางถกู ตอง 4. การสรางกระบวนการหรือกฎข้ันสูง (procedures of higher order rules) หมายถึง ความสามารถในการนํากฎหลาย ๆ ขอท่ีสัมพันธกันมาประมวลเขาดวยกัน ซ่ึงนําไปสูความรูความเขาใจท่ี ซบั ซอนยงิ่ ขน้ึ ในการเรียนรูตองใหนักเรียนไดมีโอกาสฝกคิด ฝกตั้งคําถาม เพราะคําถามเปนเครื่องมือในการไดมาซึ่ง ความรู ควรใหผ เู รยี นฝกการถาม-ตอบ ซง่ึ จะชวยใหผูเรยี นเกดิ ความแจมแจงในเร่ืองท่ีศึกษารวมทง้ั ไดฝกการใช เหตุผล การวิเคราะหและการสงั เคราะห ที่ฝกใหผูเรียนไดฝกคน หาคําตอบจากเรอ่ื งที่เรียนได เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 276 เทคนิคการสอนแบบอปุ นยั ( Inductive Method ) ความหมาย วิธีสอนแบบอุปนัย เปนการสอนจากรายละเอียดปลีกยอยไปหา กฎเกณฑ กลาวคือ เปน การสอนแบบยอ ยไปหาสวนรวม หรือสอนจากตัวอยางไปหากฎเกณฑ หลักการ ขอ เท็จจริง หรือขอสรุป โดยการใหนักเรียนทําการศึกษา สังเกต ทดลอง เปรียบเทียบ แลวพิจารณาคนหาองคประกอบที่เหมือนกัน หรือคลายคลึงกันจากตัวอยางตา ง ๆ เพื่อนํามาเปน ขอสรุปความมุงหมายและวธิ ีสอนแบบอุปนัย เพ่ือชวยให นกั เรยี นไดค นพบกฎเกณฑ หรือความจริงที่สําคัญ ๆ ดว ยตนเองกบั ใหเขาใจความหมายและความสัมพันธของ ความคิด ตาง ๆ อยางแจมแจง ตลอดจนกระตุนใหนักเรียนรูจักการทําการสอบสวนคนควาหาความรูดวย ตนเอง ข้ันตอนในการสอนแบบอุปนยั 1. ขน้ั เตรยี ม คอื การเตรยี มตวั นักเรียน เปน การทบทวนความรูเดิม กาํ หนด จดุ มุงหมาย และอธิบาย ความมงุ หมายใหน กั เรยี นไดเขาใจอยา งแจมแจง 2. ข้นั สอนหรือข้ันแสดง คอื การเสนอตัวอยางหรือกรณีตาง ๆ ใหนักเรยี นได พจิ ารณา เพือ่ ใหนกั เรยี น สามารถเปรียบเทียบ สรุปกฎเกณฑได การเสนอตัวอยาง ควรเสนอ หลายๆ ตัวอยางใหมากพอท่ีจะสรุป กฎเกณฑได ไมควรเสนอเพยี งตวั อยางเดียว 3. ข้ันเปรียบเทียบและรวบรวม เปนขั้นหาองคประกอบรวม คือ การท่ีนักเรียน ไดมีโอกาสพิจารณา ความคลายคลึงกันขององคประกอบในตัวอยา งเพ่ือเตรยี มสรปุ กฎเกณฑไมค วร รบี รอ นหรือเรง เรา เด็กเกินไป 4. ข้ันสรุป คือ การนําขอสังเกตตาง ๆ จากตัวอยางมาสรุปเปนกฎเกณฑ นินาม หลักการ หรือสูตร ดวยตวั นกั เรียนเอง 5. ขั้นนําไปใช คือ ขั้นทดลองความเขาใจของนักเรียนเก่ียวกับกฎเกณฑหรือ ขอสรุปท่ีไดมาแลววา สามารถทีจ่ ะนาํ ไปใชในปญ หาหรอื แบบฝก หัดอนื่ ๆ ไดห รือไม ขอ ดแี ละขอจาํ กดั ขอดี 1. จะทําใหนักเรียนเขา ใจไดอ ยางแจมแจงและจาํ ไดน าน 2. ฝกใหนกั เรียนรจู กั คดิ ตามหลกั ตรรกศาสตร และหลักวิทยาศาสตร 3. ใหน ักเรียนเขา ใจวิธกี ารในการแกป ญ หา และรจู กั วิธีทาํ งานทถี่ ูกตองตามหลกั จติ วิทยา ขอ จํากดั 1. ไมเหมาะสมท่ีจะใชสอนวชิ าทม่ี คี ณุ คา ทางสนุ ทรียะ 2. ใชเวลามาก อาจทําใหเ ดก็ เกิดความเบื่อหนาย 3. ทาํ ใหบ รรยากาศการเรยี นเปนทางการเกนิ ไป 4. ครตู องเขา ใจในเทคนิควธิ สี อนแบบนอี้ ยา งดี จงึ จะไดผลสัมฤทธิใ์ นการสอน เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 277 เทคนิคการสอนแบบนิรนัย ( Deductive Method ) ความหมาย วิธีสอนแบบนี้ เปนการสอนท่ีเร่ิมจากกฎ หรือ หลักการตาง ๆ แลวใหนักเรียนหา หลักฐานเหตุผลมาพิสูจนยืนยัน วิธีการสอนแบบน้ีฝกหัดใหนักเรียนเปนคนมี เหตุมีผล ไมเช่ืออะไรงาย ๆ จนกวาจะพิสูจนใหเห็นจริงเสียกอนความมุงหมายของวิธีการสอนแบบนิรนัย ใหนักเรียนรจู ักใชกฎ สูตร และ หลักเกณฑตาง ๆ มาชวยในการแกปญหา ไมตัดสินใจในการทํางานอยางงาย ๆ จนกวาจะพิสูจน ใหทราบ ขอเท็จจรงิ เสยี กอน ข้ันตอนในการสอนแบบนริ นยั 1. ขั้นอธิบายปญหา ระบุส่ิงที่จะสอนในแงของปญหา เพ่ือยั่วยุใหนักเรียนเกิด ความสนใจที่จะหา คําตอบ ( เชน เราจะหาพ้ืนที่ของวงกลมอยางไร ) ปญหาจะตองเก่ียวขอกับ สถานการณจริงของชีวิต และ เหมาะสมกบั วุฒิภาวะของเด็ก 2. ข้ันอธิบายขอสรุป ไดแก การนําเอาขอสรุปกฎหรือนิยามมากกวา 1 อยางมา อธิบาย เพ่ือให นกั เรียนไดเลอื กใชใ นการแกปญ หา 3. ขั้นตกลงใจ เปน ขนั้ ท่ีนักเรียนจะเลือกขอสรปุ กฎหรือนิยาม ทจ่ี ะนาํ มาใชใ น การแกป ญหา 4. ข้ันพิสูจน หรืออาจเรยี กวา ขน้ั ตรวจสอบ เปนขั้นทส่ี รุปกฎ หรอื นยิ ามวาเปน ความจรงิ หรอื ไม โดย การปรึกษาครู คน ควา จากตาํ ราตา ง ๆ และจากการทดลองขอ สรุปที่ได พิสูจนว า เปนความจริงจึงจะเปน ความรู ทถี่ กู ตอ ง ขอดีและขอจาํ กัด ขอ ดี 1. วิธีสอนแบบน้ีเหมาะสมท่ีจะใชสอนเน้ือหาวชิ างาย ๆ หรือหลักเกณฑตาง ๆ จะสามารถอธิบายให นกั เรยี นเขาใจความหมายไดด ี และเปนวิธีสอนทง่ี า ยกวา สอนแบบอุปนัย 2. ฝก ใหเปน คนมเี หตุผล ไมเ ชอ่ื อะไรงาย ๆ โดยไมม ีการพิสูจนใหเ ห็นจรงิ ขอ จาํ กดั 1. วิธีสอนแบบนิรนัยท่ีจะใชสอนไดเฉพาะบางเนื้อหา ไมสงเสริมคุณคาในการ แสวงหาความรูและ คณุ คาทางอารมณ 2. เปน การสอนท่นี ักเรียนไมไ ดเ กิดความคดิ รวบยอดดวยตนเอง เพราะครู กําหนดความคดิ รวบยอดให *** เทคนิคการจํา*** นิ-ใหญไปยอย อุป-ยอ ยไปใหญ เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 278 การเรียนการสอนทเี่ นนผูเรียนเปน สาํ คัญ แนวคิดของการจัดการเรียนการสอนท่ีเนนผูเรียนเปนสําคัญ (Learner-centered, Student- centred หรือ Child-centered) จึงเปนการปฏิรูปการศึกษาท่ีเปลี่ยนมายึดผูเรียนเปนศูนยกลาง โดยมี หลักการวา กระบวนการจัดการเรียนการสอนตองเนนใหผูเรยี นสามารถแสวงหาความรู และพัฒนาความรูไ ด ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพของตนเอง รวมท้ังสนับสนุนใหมีการฝกและปฏิบัติในสภาพจริงของการ ทํางาน มกี ารเชื่อมโยงสิ่งทเ่ี รยี นกบั สังคมและการประยุกตใช มีการจัดกิจกรรมและกระบวนการใหผ ูเ รยี นไดค ิด วเิ คราะห สังเคราะห ประเมินและสรา งสรรคส ิง่ ตาง ๆ โดยไมเนนไปทีก่ ารทองจาํ เพียงเน้ือหา สรปุ ลกั ษณะของการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนที่เนนผเู รยี นเปนสาํ คญั Active Learning เปนกิจกรรมที่ผูเรียนเปนผูกระทําหรือปฏิบตั ิดวยตนเองดวยความกระตือรอื รน เชน ไดคดิ คนควา ทดลองรายงาน ทําโครงการ สมั ภาษณ แกปญหา ฯลฯ ไดใชประสาทสมั ผสั ตา งๆ ทาํ ใหเ กิด การเรยี นรูด วยตนเองอยางแทจรงิ ผสู อนทาํ หนาทเ่ี ตรียมการจัดบรรยากาศการเรียนรู จัดสอ่ื สง่ิ เรา เสริมแรงให คาํ ปรึกษาและสรุปสาระการเรียนรรู วมกัน Construct เปนกิจกรรมท่ีผูเรียนไดคนพบสาระสําคัญหรือองคการความรูใหมดวยตนเอง อันเกิด จากการไดศึกษาคนควาทดลอง แลกเปลี่ยนเรียนรูและลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะทําใหผูเรียนสามารถนําส่ิงที่ เรียนรูไปใชไดจริงในชีวิตประจําวัน รวมทั้งทําใหผูเรียนรักการอาน รักการศึกษาคนควาเกิดทักษะในการ แสวงหาความรู เหน็ ความสาํ คญั ของการเรียนรู ซ่งึ นาํ ไปสกู ารเปนบคุ คลแหง การเรียนรู (Learning Man) ท่ีพงึ ประสงค Resource เปนกิจกรรมที่ผูเรียนไดเรียนรูจากแหลงเรียนรูตาง ๆ ที่หลากหลายท้ังบุคคลและ เคร่ืองมือท้ังในหองเรียนและนอกหองเรียน ผูเรียนไดสัมผัสและสัมพันธกับส่ิงแวดลอมท้ังท่ีเปนมนุษย (เชน ชมุ ชน ครอบครวั องคกรตางๆ) ธรรมชาตแิ ละเทคโนโลยี ตามหลักการท่วี า “การเรียนรูเ กดิ ขึน้ ไดทุกท่ีทุกเวลา และทกุ สถานการณ)” Thinking เปน กิจกรรมท่สี ง เสริมกระบวนการคดิ ผูเรยี นไดฝ กวิธคี ิดในหลายลักษณะ เชน คิดคลอง คิดหลากหลาย คดิ ละเอยี ด คิดชดั เจน คดิ ถูก ทางคิดกวา ง คดิ ลกึ ซ้งึ คิดไกล คดิ อยา งมีเหตุผล เปนตน การฝก ใหผูเรียนไดคิดอยูเสมอในลักษณะตางๆ จะทําใหผูเรียนเปนคนคิดเปน แกปญหาเปน คิดอยางรอบคอบมี เหตุผล มีวิจารณญาณ ในการคิด มีความคิดสรางสรรค มีความสามารถในการคิดวิเคราะหท่ีจะเลือกรับและ ปฏิเสธขอมูล ขาวสารตางๆ ไดอยางเหมาะสม ตลอดจนสามารถแสดงความคิดเห็นออกไดอยางชัดเจนและมี เหตผุ ลอนั เปน ประโยชนต อ การดํารงชีวติ ประจาํ วัน Happiness เปน กิจกรรมทผ่ี ูเ รียนเรียนอยา งมคี วามสขุ ซึ่งเปน ความสขุ ทีเ่ กดิ จาก 1) ผูเรียนไดเรียนในส่ิงที่ตนชอบหรือสนใจ ทําใหเกิดแรงจูงใจในการใฝรู ทาทาย อยากคนควา อยากแสดงความสามารถและใหใ ชศ ักยภาพของตนอยางเตม็ ที่ เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 279 2) การมีปฏิสัมพันธ (Interaction) ระหวางผูเรียนกับผูสอนและระหวางผูเรียนกับ ผูเรียน มีลักษณะเปนกัลยาณมิตร มีการชวยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกันและกัน มีกิจกรรมรวมดวยชวยกัน ทําให ผูเรียนรสู ึกมีความสุขและสนุกกบั การเรียน Participation เปนกิจกรรมท่ีเนนการใหผูเรียนมีสวนรวม ต้ังแตการวางแผนกําหนดงาน วางเปาหมายรวมกัน และมีโอกาสเลือกทํางานหรือศึกษาคนควาในเร่ืองท่ีตรงกับความถนัดความสามารถ ความสนใจ ของตนเอง ทําใหผูเรียนเรียนดวยความกระตือรือรน มองเห็นคุณคาของส่ิงท่ีเรียนและสามารถ ประยกุ ตค วามรนู ําไปใชประโยชนในชวี ิตจริง Individualization เปนกิจกรรมที่ผูสอนใหความสําคัญแกผูเรียนในความเปนเอกัตบุคคล ผูสอน ตองยอมรับในความสามารถ ความคิดเห็น ความแตกตางระหวางบุคคลของผูเรียน มุงใหผูเรียนไดพัฒนา ต น เ อ ง ใ ห เ ต็ ม ศั ก ย ภ า พ ม า ก ก ว า เ ป รี ย บ เ ที ย บ แ ข ง ขั น ร ะ ห ว า ง กั น โ ด ย มี ค ว า ม เ ช่ื อ ม่ั น ผู เ รี ย น ทุ ก ค น มี ความสามารถในการเรยี นรูไ ด และมีวธิ กี ารเรียนรทู แี่ ตกตางกนั Good Habit เปนกิจกรรมที่ผูเรียนไดพัฒนาคุณลักษณะนิสัยท่ีดีงาม เชน ความรับผิดชอบ ความ เมตตา กรุณา ความมีน้ําใจ ความขยัน ความมีระเบียบวินัย ความเสียสละ ฯลฯ และ ลักษณะนิสัยในการ ทาํ งานอยางเปน กระบวนการการทํางานรวมกับผูอื่น การยอมรับผูอน่ื และ การเห็นคุณคาของงาน เปนตน Self Evaluation เปนกิจกรรมท่ีเนนการประเมินตนเอง เดิมผูสอนเปนผูประเมินฝายเดียว แตการ เปดโอกาสใหผูเรียนประเมินตนเองอยางสม่ําเสมอและตอเน่ือง จะชวยใหผูเรียนเขาใจตนเองไดชัดเจนขึ้น รูจุดเดนจุดดอยและพรอมที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาตนเองใหเหมาะสมย่ิงข้ึน การประเมินในสวนนี้เปนการ ประเมนิ ตามสภาพจรงิ และอาจใชแฟมสะสมผลงานชว ย บทบาทของครผู ูส อน บทบาทของครูผูส อนในการเรยี นการสอนท่ีเนน ผูเรยี นเปนสําคญั จะไมเ ปน ผูชน้ี ําหรือผูออกคาํ ส่ังแตจะ เปล่ยี นเปนผูกระตุน ผูอํานวยความสะดวกและใหคําแนะนําชวยเหลือเมอื่ จําเปน ติดตามตรวจสอบ รวมทัง้ ให การสนับสนุนดานอุปกรณการเรียนรู เชน แหลงขอมูล เทคโนโลยี คอมพิวเตอร อุปกรณท่ีเปนสื่อการเรียนรู รปู แบบตา ง ๆ เว็บไซด อีเมล ฯลฯ หลักการจดั การเรยี นการสอนแบบผเู รยี นเปนศนู ยกลาง : โมเดลซปิ ปา ( CIPPA Model ) เปน หลักทีน่ าํ มาใชจัดการเรียนการสอนแบบผูเรียนเปน ศูนยกลาง มจี ุดเนน ท่ีการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนใหผูเ รียนมสี วนรว มท้ังทางรา งกาย สติปญญา สงั คม และอารมณ หลักการจัดของโมเดลซปิ ปา มีองคป ระกอบท่ีสําคญั 5 ประการ ไดแก C Construct หมายถึง การสรางความรู ตามแนวคิด ใหผูเรียนเขาใจและเกิดการเรียนรูที่มี ความหมายตอตนเองกิจกรรมนีช้ ว ยใหผ เู รยี นมีสว นรว มทางสตปิ ญ ญา I Interaction หมายถึง การปฏิสัมพันธกับบุคคลและสงิ่ แวดลอ มรอบตัว ไดแก กิจกรรมท่ีผูเรยี น เกิดการเรียนรูจากการเขาไปมีปฏิสัมพันธกับบุคคล เชน ครู เพ่ือน ผูรู หรือมีปฏิสัมพันธกับส่ิงแวดลอม เชน แหลง ความรู และสอื่ ประเภทตา ง ๆ กจิ กรรมน้ี ชวยใหผ ูเรียนมีสวนรวมทางสังคม เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 280 P Physical Participation หมายถึง การมีสวนรวมทางกาย ไดแก กิจกรรมท่ีใหผูเรียนมีโอกาส เคลอ่ื นไหวรางกายในลักษณะตาง ๆ P Process Learning หมายถึง การเรียนรูกระบวนการตาง ๆ ท่ีเปนทักษะที่จําเปนตอการ ดาํ รงชีวิต ไดแก กิจกรรมท่ีใหผ เู รยี นทาํ เปน ขั้นตอนจนเกดิ การเรยี นรู ท้งั เนอ้ื หาและกระบวนการ กระบวนการ ที่นํามาจัดกิจกรรม เชน กระบวนการคิด กระบวนการแกปญหา กระบวนการกลุม กระบวนการแสวงหา ความรู เปน ตน กิจกรรมนช้ี ว ยใหผเู รียนมีสวนรวมทางสติปญญา A Application หมายถึง การนําความรูท่ีไดเรียนรูไปประยุกตใชในสถานการณตาง ๆ ไดแก กจิ กรรมทใี่ หโ อกาสผูเรยี นเช่ือมโยงความรูทางทฤษฎไี ปสกู ารปฏิบัติท่ีเปนประโยชนในชวี ิตประจําวัน กิจกรรม น้ชี ว ยใหผเู รียนมสี ว นรวมในการเรียนรูไ ดหลายอยา งแลว แตลกั ษณะของกจิ กรรม หลกั การจดั ของโมเดลซิปปา C I PP A สราง ปฏสิ ัมพนั ธ เคลื่อนไหว เรยี นรูกระบวนการ ประยกุ ตใ ช ขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนตามหลกั โมเดลซปิ ปา 7 ข้นั ดงั นี้ 1. ขั้นทบทวนความรูเดิม เพ่ือชวยใหผูเรียนมีความพรอมในการเช่ือมโยงความรูใหมกับความรูเดิม ของตนกิจกรรมในข้ันนี้ ไดแก การสนทนาซักถามใหผูเรียนบอกสิ่งที่เคยเรียนรู การใหผูเรียนเลา ประสบการณเ ดิม หรอื การใหผเู รียนแสดงโครงสรา งความรู ( Graphic Organizer ) เดมิ ของตน 2. ขัน้ แสวงหาความรใู หม เพอ่ื ใหผูเรยี นหาความรูเ พ่ิมเตมิ จากแหลงความรตู าง ๆ 3. ขั้นศึกษาทําความเขาใจความรูใหม และเช่ือมโยงความรูใหมกับความรูเดิม เพื่อใหผูเรียนสราง ความหมายของขอ มลู หรอื ประสบการณใหม สรปุ ความเขาใจแลว เชือ่ มโยงกับความรูเดมิ กจิ กรรมในขั้นน้ี ไดแก การใหผูเรียนใชกระบวนการตาง ๆ ดวยตนเอง เชน กระบวนการคิด กระบวนการกลุมหรือกระบวนการ แกปญ หา สรา งความรขู นึ้ มา 4. ขั้นแลกเปลี่ยนความรูความเขาใจกับกลุม เพ่ืออาศัยกลุมเปนเคร่ืองมือในการตรวจสอบความรู ความเขาใจ และขยายความรูความเขาใจของตนใหกวางขึ้น กิจกรรมน้ี ไดแก การใหผูเรียนแตละคนแบงปน ความรูความเขา ใจใหผอู น่ื รบั รูและใหกลุมชวยกนั ตรวจสอบความรูความเขาใจซ่งึ กนั และกัน 5. ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู เพื่อใหผูเรียนจดจําสิ่งที่เรียนรูไดงาย กิจกรรมน้ี ไดแก การให ผูเรียนสรุปประเด็นสําคัญ ประกอบดวย มโนทัศนหลักและมโนทัศนยอย ของความรูทั้งหมด ทั้งความรูเดิม เตรยี มสอบครูผูชวย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 281 และความรใู หมแลวนํามารวบรวมเรียบเรยี งใหไ ดใจความสาระสําคญั ครบถว น สะดวกแกการจดจํา ครอู าจให ผเู รยี นจดั เปน โครงสรางความรู ( Graphic Organizer ) ซึง่ เปน วธิ ีการทช่ี ว ยในการจดจําขอมูลไดง า ย 6. ขั้นแสดงผลงาน เพื่อใหโอกาสผูเรียนไดตรวจสอบความรูความเขาใจของตนดวยการไดรับขอมูล ยอนกลับจากผูอ่ืนกิจกรรมนี้ ไดแก การใหผูเรียนแสดงผลงานการสรางความรูของตนดวยวิธีการ ตาง ๆ เชน จัดนิทรรศการ จดั การอภิปราย แสดงบทบาทสมมติ เขยี นเรียงความ วาดภาพ แตงคาํ ประพนั ธ เปน ตน และ อาจมกี ารจดั ประเมินผลงานโดยใชเกณฑท เี่ หมาะสม 7. ข้ันประยุกตใ ชความรู เพื่อฝก ฝนใหผเู รยี นนาํ ความรไู ปใชใ นสถานการณตา ง ๆ ใหเกิดความเขาใจ และความชาํ นาญกจิ กรรมน้ี ไดแก การทค่ี รใู หผูเ รียนมโี อกาสแสดงวธิ ีใชค วามรูใหเ ปนประโยชนใ นเรอ่ื งตาง ๆ ซง่ึ เทา กับสง เสรมิ ใหผูเรยี นมีความคิดสรางสรรค ในระยะแรกครูอาจตง้ั โจทยส ถานการณต า ง ๆ แลว ใหผเู รียน นําความรทู ี่มมี าใชในสถานการณนนั้ ทฤษฎกี ารเรียนรู เบนจามิน บลมู และคณะ (Bloom et al, 1956) Bloom ไดแบงการเรียนรูเ ปน 6 ระดับ 1. ความรทู ่เี กดิ จากความจาํ (knowledge) ซ่งึ เปนระดับลางสุด 2. ความเขาใจ (Comprehend) 3. การประยุกต (Application) 4. การวเิ คราะห ( Analysis) สามารถแกป ญ หา ตรวจสอบได 5. การสงั เคราะห ( Synthesis) สามารถนําสว นตาง ๆ มาประกอบเปนรูปแบบใหมไ ดใหแตกตางจาก รปู เดิม เนนโครงสรางใหม 6. การประเมินคา ( Evaluation) วัดได และตัดสินไดวาอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบน พ้นื ฐานของเหตุผลและเกณฑที่แนช ัด เบนจามนิ บลมู และคณะ ไดจ ําแนกจดุ มุงหมายการเรียนรอู อกเปน 3 ดา น คอื 1.พุทธิพิสยั (Cognitive Domain) พฤติกรรมดานสมองเปนพฤติกรรมเก่ียวกับสติปญญา ความรู ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวตา งๆ อยางมีประสิทธิภาพ ซ่งึ เปนความสามารถทางสตปิ ญญา พฤติกรรมทางพทุ ธพิ สิ ยั 6 ระดบั ไดแก 1.ความรูความจํา ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณตาง ๆ จากการที่ไดรับรูไวและ ระลึกส่งิ น้นั ไดเ มือ่ ตอ งการเปรยี บดังเทปบันทกึ เสียงหรือวีดิทัศนที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรอ่ื งราวตางๆ ได สามารถเปดฟง หรอื ดูภาพเหลาน้นั ได เมื่อตองการ 2. ความเขา ใจ เปน ความสามารถในการจับใจความสาํ คัญของสือ่ และสามารถแสดงออกมาในรูปของ การแปลความ ตคี วาม คาดคะเน ขยายความ หรอื การกระทําอ่นื ๆ เตรยี มสอบครผู ูชว ย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู ือเตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 282 3. การนําความรูไปใช เปนข้ันท่ีผูเรียนสามารถนําความรู ประสบการณไปใชในกาแกปญหาใน สถานการณตา ง ๆ ได ซ่งึ จะตอ งอาศัยความรูค วามเขา ใจ จงึ จะสามารถนําไปใชได 4. การวิเคราะห ผูเรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเร่ืองราวส่ิงตาง ๆ ออกเปนสวนยอย เปน องคประกอบท่ีสําคัญได และมองเห็นความสัมพันธของสวนท่ีเกี่ยวของกัน ความสามารถในการวิเคราะหจะ แตกตา งกันไปแลวแตความคิดของแตละคน 5. การสงั เคราะห ความสามารถในการท่ีผสมผสานสวนยอย ๆ เขา เปนเร่ืองราวเดียวกันอยา งมีระบบ เพื่อใหเกิดสิ่งใหมที่สมบูรณและดีกวาเดิม อาจเปนการถายทอดความคิดออกมาใหผูอ่ืนเขาใจไดงาย การ กําหนดวางแผนวิธีการดําเนินงานข้ึนใหม หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสรางความสัมพันธของส่ิงท่ีเปน นามธรรมข้ึนมาในรปู แบบ หรอื แนวคิดใหม 6. การประเมินคา เปนความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณคาของสิ่งตาง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอยา งมีกฎเกณฑที่เหมาะสม ซ่ึงอาจเปนไปตามเน้ือหาสาระในเร่ืองนน้ั ๆ หรืออาจ เปน กฎเกณฑท่ีสงั คมยอมรบั กไ็ ด 2.จิตพิสยั (Affective Domain) (พฤตกิ รรมดา นจิตใจ) คา นยิ ม ความรสู กึ ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเช่อื ความสนใจและคุณธรรม พฤตกิ รรมดานน้ีอาจ ไมเกดิ ขึ้นทันที ดงั นัน้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยจดั สภาพแวดลอมท่เี หมาะสม และสอดแทรกสง่ิ ที่ดี งามอยตู ลอดเวลา จะทาํ ใหพฤตกิ รรมของผเู รียนเปลย่ี นไปในแนวทางที่พึงประสงคได ดา นจติ พิสยั จะประกอบดวย พฤติกรรมยอย ๆ 5 ระดบั ไดแ ก 1.การรับรู เปน ความรสู กึ ทเ่ี กิดขึน้ ตอปรากฎการณ หรอื สง่ิ เราอยา งใดอยา งหนง่ึ ซ่ึงเปนไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเรานน้ั วา คอื อะไร แลวจะแสดงออกมาในรปู ของความรูสึก ท่เี กดิ ขึน้ 2. การตอบสนอง เปนการกระทําที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจตอส่ิงเรา นั้น ซงึ่ เปน การตอบสนองท่เี กดิ จากการเลอื กสรรแลว 3. การเกดิ คานยิ ม การเลอื กปฏบิ ตั ิในสิง่ ท่ีเปนท่ียอมรับกนั ในสงั คม การยอมรับนับถือในคณุ คานั้น ๆ หรอื ปฏิบัติตามในเร่ืองใดเรอื่ งหน่ึง จนกลายเปน ความเช่อื แลว จงึ เกิดทัศนคติทดี่ ใี นสิง่ น้ัน 4. การจัดระบบ การสรา งแนวคดิ จดั ระบบของคานยิ มทเี่ กดิ ขน้ึ โดยอาศยั ความสมั พันธ ถาเขา กนั ไดก ็จะยึดถือตอไปแตถาขัดกนั อาจไมย อมรับอาจจะยอมรับคา นิยมใหมโดยยกเลกิ คา นิยมเกา 5. บุคลิกภาพ การนําคานิยมทย่ี ดึ ถือมาแสดงพฤติกรรมท่ีเปน นิสยั ประจําตวั ใหป ระพฤตปิ ฏิบัติแตส่ิง ท่ีถูกตองดีงามพฤติกรรมดานนี้ จะเก่ียวกับความรูสึกและจิตใจ ซ่ึงจะเริ่มจากการไดรบั รูจากส่ิงแวดลอม แลว จึงเกิดปฏิกิริยาโตตอบ ขยายกลายเปนความรูสึกดานตาง ๆ จนกลายเปนคานิยม และยังพัฒนาตอไปเปน ความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเปนควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรูด ีรชู ่ัวอยางไรน้ัน ก็เปนผลของพฤติกรรม ดานน้ี เตรยี มสอบครูผชู ว ย สังกัด สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 283 3.ทกั ษะพสิ ัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมดา นกลามเนือ้ ประสาท วชิ าปฏบิ ตั )ิ พฤตกิ รรมที่บงถงึ ความสามารถในการปฏบิ ตั งิ านไดอ ยางคลอ งแคลวชาํ นิชาํ นาญ ซ่งึ แสดงออกมาได โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเปน ตัวช้ีระดับของทกั ษะ พฤติกรรมดา นทกั ษะพิสัย ประกอบดว ย พฤตกิ รรมยอ ย ๆ 5 ขั้น ดงั น้ี 1.การรับรู เปน การใหผูเรียนไดร บั รหู ลกั การปฏบิ ัตทิ ถ่ี ูกตอ ง หรือ เปนการเลอื กหาตัวแบบท่สี นใจ 2.กระทําตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ เปนพฤติกรรมที่ผูเรียนพยายามฝกตามแบบที่ตนสนใจและ พยายามทําซ้ํา เพ่อื ที่จะใหเ กดิ ทกั ษะตามแบบทีต่ นสนใจใหไ ด หรือ สามารถปฏบิ ัตงิ านไดตามขอ แนะนํา 3.การหาความถูกตอง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติไดดวยตนเอง โดยไมตองอาศัยเคร่ืองช้ีแนะ เม่ือได กระทาํ ซํ้าแลว กพ็ ยายามหาความถกู ตอ งในการปฏบิ ัติ 4.การกระทําอยางตอเนือ่ ง หลังจากตัดสินใจเลือกรปู แบบท่ีเปนของตัวเองจะกระทําตามรูปแบบนน้ั อยางตอเน่ือง จนปฏิบัติงานที่ยุงยากซับซอนไดอยางรวดเร็ว ถูกตอง คลองแคลว การท่ีผูเรียนเกิดทักษะได ตองอาศยั การฝกฝนและกระทําอยางสมา่ํ เสมอ 5. การกระทําไดอยางเปนธรรมชาติ พฤติกรรมท่ีไดจากการฝกอยางตอเนื่อง จนสามารถปฏิบัติ ได คลอ งแคลววองไวโดยอตั โนมัติ เปน ไปอยางธรรมชาติ ซ่ึงถอื เปนความสามารถของการปฏิบัตใิ นระดบั สงู เตรียมสอบครูผูชวย สังกัด สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395