- ภารกิจ (task) คือ กิจกรรมการทํางานที่สามารถสังเกตได มีกําหนดระยะเวลาการทํางานจํากัด และนาํ ไปสผู ลผลติ การบริการ หรือการตดั สินใจอยางใดอยา งหนงึ่ การวเิ คราะหภ ารกิจ การวิเคราะหภารกิจประกอบดวยข้ันตอนตางๆ หลายขั้น โดยเริ่มตนจากการวิเคราะหคําบรรยาย ลักษณะงาน (job description) ติดตามดวยการวิเคราะหและจัดทํารายละเอียดเก่ียวกับการปฏิบัติงาน รวมทงั้ การคนหาระดับความสาํ คัญ ความยาก และความถ่ีของการปฏิบตั งิ านแตล ะขนั้ ตอน 1. การวิเคราะหคําบรรยายลักษณะงาน คําบรรยายลักษณะงาน คือ คําบรรยายสรุปเกี่ยวกับชื่อ ตําแหนง งาน หนา ที่ ความรับผดิ ชอบ และภารกิจของงานหน่งึ ๆ ซึ่งควรจะบงช้ีกิจกรรมท่ีสาํ คญั ของงานน้ัน ๆ โดยครอบคลุมสิ่งที่พนักงานจะตองกระทําและผลลัพธท่ีควรจะไดรับ เครื่องมือ อุปกรณ วัตถุดิบ การ บรกิ ารท่จี ําเปน สาํ หรับการปฏบิ ัตงิ าน และคุณสมบตั ขิ องคนทํางาน/พนักงานที่เหมาะสม ในกรณีที่องคกรมีคําบรรยายลักษณะงานอยูแลว ผูวิเคราะหก็สามารถจะใชคําบรรยายนั้นเปน แหลงขอมูลสําหรับการวิเคราะหงานได ซึ่งประโยชนโดยออมตอการพัฒนาสิ่งนี้กอนการจัดโครงการพัฒนา คนทํางานคือการไดมีโอกาสทบทวนวาคําบรรยายนั้นยังคงมีความถูกตอง ทันสมัย และสอดคลองกับการ ปฏิบัติงานนั้นหรือไม เพราะเปนไปไดวามีการจัดทําคําบรรยายน้ันเมื่อหลายปมาแลว และลักษณะงานซ่ึง ปฏิบัติอยูในปจจุบัน อาจมีการเปล่ียนแปลงไปจากเดิม เน่ืองจากความเปล่ียนแปลงทางดานเทคโนโลยีหรือ ปจ จยั อ่ืน ๆ 2. การจัดทําคําบรรยายภารกจิ คาํ บรรยายภารกิจ (task statements) คือ คําบรรยายเกี่ยวกับ กิจกรรมการทํางานคนทํางานซ่ึงรับผิดชอบงานใดงานหน่ึง โดยปกติภารกิจหน่ึง ๆ จะมีจุดเริ่มตนและ จุดส้ินสุดท่ีแนนอน ประกอบดวยข้ันตอนการทํางานอยางนอย 2 ข้ัน ซ่ึงสามารถสังเกตเห็นไดและวัดได และนําไปสูผลลัพธซึ่งอาจจะเปนผลผลิตเปนช้ินงาน การบริการ หรือการตัดสินใจอยางใดอยางหน่ึง (Carnevale, Gainer, & Meltzer, 1990 อางถงึ ใน อรรคเดช โสสองช้ัน, ม.ป.ป.) กระบวนการของการจัดทําคําบรรยายภารกิจ ประกอบดวยขั้นตอนใหญๆ 3 ข้ันตอนคือ ข้ันแรก เปนการเก็บรวบรวมขอมูลเก่ียวกับภารกิจท่ีปฏิบัติ ข้ันตอนที่ 2 เปนการเขียนขอความซ่ึงบรรยายภารกิจแต ละอยาง และขั้นตอนที่ 3 คือ การจัดหมวดหมูภารกิจแตละอยาง รายละเอียดเก่ียวกับข้ันตอนท้ัง 3 สามารถสรุปอยางยอ ๆ ไดดงั นี้ 2.1 การเกบ็ รวบรวมขอ มลู เกีย่ วกับภารกิจ วิธีการสําหรับการเก็บรวบรวมขอมูลมีหลายวิธีดวยกนั คอื 30 รายงานการศกึ ษาวจิ ัย “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนวยงานตางๆเพอื่ สรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
2.1.1 การสังเกตการณปฏิบัติงาน (observation) คือ การสังเกตการทํางานในเวลา ปฏิบัติงานจริงของคนทํางานและบันทึกรายละเอียดของการทํางานทุกอยางไว วิธีการน้ีเหมาะสําหรับงานซ่ึง สามารถสังเกตเห็นไดงาย มีระเบียบการปฏิบัติที่แนนอน และมีวงจรการทํางานส้ัน เชน พนักงานควบคุม เครื่องจกั ร เปน ตน แตจ ะไมเหมาะกับงานซึ่งตอ งใชความคดิ และความใสใจอยา งมาก เชน งานพัสดุ งานจดั ซ้ือ งานเย่ียมบานเดก็ ผูถูกละเมดิ 2.1.2 การสัมภาษณ (interview) วิธีการน้ีเปนวิธีการที่ใชกันมากที่สุดในการรวบรวมขอมูล เพราะสามารถใชไดท้ังกับงานซ่ึงมีและไมมีระเบียบแบบแผนการทํางานท่ีแนนอน และงานที่ตองอาศัยพลัง ทางกายหรือพลังทางสมอง นอกจากน้ัน การสัมภาษณสามารถจะใหขอมูลซึ่งไมอาจจะสังเกตเห็นไดโดยตรง หรือขอมูลซึ่งตองอาศัยการสังเกตเปนเวลานาน อยางไรก็ตาม ควรจะสัมภาษณอยางมีจุดมุงหมายและมีการ วางแผนลวงหนามาเปนอยางดี นอกจากนั้น ควรจะสัมภาษณผูปฏิบัติงานหลายๆ คน รวมท้ังผูบังคับบัญชา ของผูป ฏิบัติงานเหลา นน้ั ดว ย 2.1.3 การประชมุ ผเู ช่ียวชาญ (subject matter experts panel) วิธีนคี้ ือ การขอความเห็น จากกลุมผูเช่ียวชาญในงาน จํานวน 6 – 8 คน เกี่ยวกับรายละเอียดของการปฏิบัติงานน้ันๆ ท้ังนี้ผูเชี่ยวชาญ เหลา นั้นควรจะเปนผรู ูเก่ียวกบั งานน้ัน ๆ เปนอยา งดี 2.2 การเขียนคําบรรยายภารกจิ แนวทางการเขียนคาํ บรรยายภารกจิ ที่ดี สามารถสรปุ ไดดังนี้คือ การ ใชป ระโยคทสี่ ั้น กระชบั และตรงจุด ถอยคําควรจะมีลักษณะเปน กลาง ไมบ งชถ้ี ึงการปฏิบตั ิงานท่ีดเี ดนหรือ ดอยเปนพิเศษ เพราะเปน การบรรยายภารกิจ มิใชค วามสามารถของพนกั งานผหู นงึ่ ผูใด 2.3 การจัดการหมูภารกิจ หลังจากท่ีไดเขียนคําบรรยายภารกิจเสร็จแลว ข้ันตอนสุดทายคือ การ จัดหมวดหมูใหแกภารกิจแตละอยาง (development of task clusters) จุดประสงคของการจัดหมวดหมู คือ เพื่อจัดระเบียบขอมูลเก่ียวกับงาน และเพื่อใหการแกไขขัดเกลางายข้ึน โดยปกติ การจัดหมวดหมูจะ กระทาํ หลังจากการรวบรวมขอมูลจากการสมั ภาษณ การสงั เกตการณท ํางาน หรือการประชุมผเู ชยี่ วชาญ 2.4 การกาํ หนดความสําคัญ ความยาก และความถขี่ องภารกจิ สําหรับประเดน็ ทีอ่ าจใชใ นการกําหนดความสาํ คญั ความยาก และความถข่ี องภารกิจมีดังตอ ไปน้ี x ความสาํ คญั ของภารกจิ ก. ภารกจิ นน้ั มีความสาํ คัญมากนอยเพยี งไรตอการทํางานน้ัน รายงานการศกึ ษาวิจัย 31 “การพัฒนาศักยภาพบคุ ลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพอื่ สรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
ข. ผลเสียหายท่ีเกิดจากความบกพรองในการปฏิบัติภารกิจนั้น มีความสําคัญมากเพียงไร และอยา งไร x ความยากในการเรียนรู ก. การเรยี นรูภารกจิ นนั้ มีความยากงายเพียงไร ข. การเรียนรูภารกิจนน้ั จากการปฏิบตั งิ านจรงิ ๆ มคี วามยากงา ยเพียงไร ค. โอกาสท่จี ะไดเรียนรูภ ารกจิ นั้นจากการปฏบิ ตั ิงานจรงิ มีมากนอยเพียงไร x ความยากในการปฏบิ ัตงิ าน ก. การปฏบิ ัติภารกจิ นัน้ มีความยากงายเพยี งไร ข. เพราะเหตุใด ภารกจิ นั้นจึงปฏิบัติไดยาก (เชน ความสลับซับซอ นของภารกจิ ขาดกการ ฝก อบรม ภารภจิ มคี วามซ้ําซากจําเจ) x ความถี่ของการปฏบิ ัติภารกิจ ก. ความถีข่ องการปฏบิ ตั ิภารกิจหนึง่ ๆ มมี ากนอ ยเพยี งไร ข. ปริมาณเวลาท่ีใชใ นการปฏบิ ัตภิ ารกิจหนง่ึ ๆ มมี ากนอยเพียงไร ค. ภารกจิ ที่ไดก ระทาํ จรงิ เม่ือปท ผ่ี านมามอี ะไรบา ง x ประเดน็ อื่นๆ ก. ควรจะเรยี นรูภารกจิ นน้ั จากท่ีใด (จากการฝกอบรม หรอื จากการปฏบิ ตั งิ านจรงิ ) ข. พนกั งานควรจะมสี มรรถภาพในระดับใด ภายหลังจากการฝก อบรม การวิเคราะหคณุ สมบตั ิของผปู ฏิบตั งิ าน การวิเคราะหภารกิจ ดังท่ีไดกลาวไปขางตน จะใหภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมการปฏิบัติงาน ๆ หน่ึง แตม ไิ ดใ หรายละเอยี ดอืน่ ๆ เกีย่ วกบั คณุ สมบตั ิของผปู ฏิบตั ิงานน้นั ดงั นัน้ สวนที่ 2 ของการวิเคราะหงานคือ การวิเคราะหคุณสมบัตขิ องผปู ฏิบัติงาน ซ่ึงประกอบดว ยองคประกอบที่สาํ คัญ 3 ประการ คอื ความรู ทกั ษะ และความสามารถ x ความรู (Knowledge) ความรูเปนส่ิงที่ไดรับการจัดระบบระเบียบไวเปนอยางดี และโดย สวนมาก มักจะเปนส่ิงท่ีเกี่ยวของกับขอเท็จจริงหรือระเบียบวิธีการ ซ่ึงจําเปนสําหรับการ ปฏิบัติงานใหเกิดผลดีตามจุดมุงหมาย แตการมีความรูมิไดรับประกันวา บุคคลนั้นจะนํา ความรูทม่ี ีอยไู ปใชใ หเ กิดประโยชน 32 รายงานการศึกษาวิจยั “การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพอื่ สรางนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
x ทักษะ (skill) คือ ความสามารถในการปฏิบัติงานไดอยางคลองแคลว ถูกตอง สามารถ แกปญหาเฉพาะหนาทีไ่ มค าดคดิ ได มคี วามสามารถในการควบคมุ อารมณ เปน ตน x ความสามารถ (ability) คือ ความสามารถเชิงปญญาท่ีจําเปนสําหรับการปฏิบัติงาน กลา วคอื เปน ความสามารถในการประยกุ ตค วามรทู ม่ี ีอยไู ปใชใ นการปฏิบัตงิ าน ตัวอยางเชน ความสามารถในการใหคําปรึกษาแนะนําแกผูใตบังคับบัญชา และหรือ ความสามารถในการประเมนิ ความสามารถของผใู ตบงั คบั บัญชา เปน ตน การกาํ หนดความสําคญั ของคุณสมบัติ ภายหลังจากท่ไี ดขอมูลเก่ียวกับคุณสมบัตขิ องผูปฏิบัตงิ านแลว สิ่งทคี่ วรจะกระทําตอไปก็คอื การกําหนดความสาํ คัญของคุณสมบัตแิ ตละอยาง เพ่อื ใหก ารฝก อบรมท่ีจะจัดข้ึน มีประโยชนและตรงจุดมากที่สุด สําหรับวิธีการในการหาคาความสําคัญของคุณสมบัตินั้น โดยปกติก็จะใช วิธีการสํารวจเชนเดียวกับการกําหนดคาความสําคัญ ความยาก และความถี่ของการปฏิบัติภารกิจ ดังท่ีได กลา วมาแลวขางตน การเชื่อมโยงคุณสมบัติเขากับภารกิจ หลังจากท่ีทราบแลววาภารกิจและคุณสมบตั ิใดที่มีความสําคัญ สําหรับตําแหนงงานหนึ่งๆ ขั้นตอนตอไปก็คือ การกําหนดวาคุณสมบัติใดมีความสําคัญสําหรับการปฏิบัติ ภารกิจในขอใด สาเหตุที่จะตองมีการเช่ือมโยงคุณสมบัติเขากับภารกิจ ก็เพราะวาการฝกอบรมท่ีดีน้ันควรจะ ชว ยใหองคกรไดเดินไปตามแผนยุทธศาสตรรายป โดยใชความรู ความสามารถและทักษะท่ีถูกเติมเตม็ มาแลว ในตัวบุคคลมาผลักดนั ใหง านตามแผนสําเรจ็ ลงได กลาวโดยสรุป การวิเคราะหภารกิจและคุณสมบัติซ่ึงมีกระบวนการดังท่ีไดกลาวมาแลวขางตน จะทํา ใหองคกรมีขอมูลเก่ียวกับภารกิจและคุณสมบัติท่ีมีความสําคัญตอการปฏิบัติงานหนึ่งๆ ขอมูลเหลานี้จะเปน เสมือนแผนท่ีซึ่งจะชี้นาํ การออกแบบและพฒั นาการฝก อบรม เพ่ือใหการฝกอบรมน้ันสอดคลองและตอบสนอง ตอ ความตอ งการขององคกรและคนทาํ งานมากท่สี ดุ การวเิ คราะหบคุ คล (Person Analysis) การวเิ คราะหบคุ คล (Person analysis) มีวัตถุประสงค 2 ประการคือ ประการแรก เพอื่ ประเมิน วาผูปฏิบัติงานแตละคนมีความรู ทักษะ และความสามารถที่จําเปนสําหรับการปฏิบัติงานอยูในระดับใด และประการที่ 2 เพ่ือกําหนดวาผูปฏิบัติงานเหลาน้ัน จะตองพัฒนาความรู ทักษะ และความสามารถอะไร จึงจะทําใหการทํางานของพวกเขาดีข้ึน (McGehee & Thayer, 2001 อางถึงใน อรรคเดช โสสองชั้น, ม.ป.ป.) กลาวอีกนัยหน่ึงก็คือ การวิเคราะหบุคคลจะทําใหทราบวา “ใครจําเปนตองไดรับการฝกอบรม รายงานการศึกษาวจิ ยั 33 “การพฒั นาศกั ยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพอ่ื สรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
และการฝกอบรมนั้นคืออะไร” ผลของการวิเคราะหจะชวยใหขอมูลซึ่งมีความสําคัญสําหรับการวางแผนการ ฝกอบรม ทั้งนี้เพราะการฝกอบรมที่ดีจะตองคํานึงถึงลักษณะของผูรับการอบรม และจัดวางหลักสูตรและ วิธีการฝกอบรมใหเหมาะสมกับลักษณะเหลาน้ัน นอกจากนั้น การวิเคราะหบุคคลยังมีความสําคัญในแงที่ใช เปนการประเมิน ความสามารถในการรับการฝกอบรม (trainability) ของคนทํางาน ซ่ึงหมายถึง ความสามารถของบุคคลในการเรียนรูความรู ทักษะและพฤติกรรมซ่ึงจําเปนสําหรับการปฏบิ ัตอิ ยางหนึ่งอยาง ใดภายในระยะเวลาที่กําหนดไว ความสามารถในการรับการฝกอบรมของบุคคลหน่ึง ๆ เปนผลรวมของ ความสามารถเฉพาะตวั และระดบั แรงจงู ใจของบุคคลน้ัน โดยท่ัวไปแลว การวิเคราะหบุคคลเปนสิ่งท่ีเก่ียวของกับการวินิจฉัย (diagnosis) กลาวคือ การ วเิ คราะหจะไมเปนแตเพียงการคนหาวา คนทาํ งานคนหน่ึงๆ ทํางานไดดีเพียงไรเทานั้น แตยังมุงคนหาตอไปอีก ดวยวาเพราะเหตุใดพนักงานจึงทํางานไดดีเพียงระดับนั้น การวิเคราะหจะพยายามคนหาคําตอบวา การ ทํางานงานที่ใชไมไดนั้น เปนผลมาจากการขาดความรู ทักษะ ความสามารถ หรือเปนผลมาจากปจจัย ภายนอกซงึ่ อยูนอกเหนอื การควบคมุ ของคนทาํ งานและหรอื องคก ร ดงั น้ัน การวิเคราะหบุคคลจึงประกอบดวยขั้นตอนสําคัญ 2 ประการ ขนั้ ตอนแรกคือ การประเมนิ ผล การปฏิบัติงานของพนักงาน ถาผลการปฏิบัติงานของคนทํางานแตละคนอยูในขั้นดีแลว การฝกอบรมก็อาจ มุงเนนการพัฒนาใหคนทํางานเหลานั้นมีความทันตอการเปลี่ยนแปลงใหมๆ เพื่อสรางใหเกิดนวัตกรรมไดใน เวลาตอไป แตถาผลการปฏิบัติงานยังต่ํากวามาตรฐาน ข้ันตอนตอมาก็คือ การคนหาสาเหตุของปญหาน้ัน และกําหนดวาคนทํางานผนู น้ั จําเปนตองไดรบั การพฒั นาความรู ทกั ษะ หรอื ความสามารถดา นใด ขน้ั ที่ 1 การประเมินผลการปฏบิ ัติงาน การประเมินผลการปฏิบตั ิงานทเี่ หมาะสมน้นั จําเปน ตองมกี าร กําหนดเกณฑหรือมาตรฐานสําหรับการประเมินไวลวงหนา ซึ่งประเด็นน้ีจะไดกลาวถึงตอไปในบทท่ีวาดวย เกณฑสําหรับการประเมินผล สําหรับการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานน้ัน สามารถจะกระทําได หลายวิธีการ ท้ังในเชงิ อัตวสิ ัย (subjective) และภววิสัย (objective) ข้นั ท่ี 2 การวิเคราะหค วามแตกตางระหวา งมาตรฐานการปฏิบัตงิ านและการปฏบิ ัตงิ านจรงิ ขัน้ ตอนท่ี 2 ของการวิเคราะหบุคคลเก่ียวของกับการคนหาวาคนทํางานแตละคนมีการทํางานท่ีตํ่ากวามาตรฐานหรือไม เพราะเหตุใด และจําเปนตองไดรับการพัฒนาในดานใดและหากจะพัฒนาตอไปถึงการเปนนวัตกรรม ผูสราง นวัตกรรมทางสังคม องคกรจะตอ งเดินอยางไร ดังนั้นจึงตองมีการวิเคราะหจดุ ออนและจุดแขง็ ของคนทํางาน โดยอาศัยขอมูลที่ไดจากการประเมินผลการปฏิบตั ิงานในข้นั ตอนท่ี 1 แนวทางการคนหาส่ิงท่ีจําเปนตองไดรับ 34 รายงานการศึกษาวจิ ัย “การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพือ่ สรา งนวตั กรรมการบริหารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
การพัฒนาดังกลาว เรียกวา การคนหาสวนที่ควรจะพัฒนา (discrepancy approach) ซ่ึงสามารถสรุปเปน สมการอยา งงา ยๆ ดงั ตอ ไปน้ี สวนทีค่ วรจะพัฒนา = ผลการปฏบิ ตั ิงานท่ตี องการ (การเปนผปู ฏิบัติงานที่คดิ คนนวตั กรรมทางสังคม) - ผลการปฏิบตั ิงานในปจ จุบนั กลาวโดยสรุป การวิเคราะหบุคคล เปนการประเมินคุณสมบัติของคนทํางานท่ีมีอยูจริงเทียบกับ เกณฑท่ีองคกรคาดหวัง ขอมูลเหลานี้จะเปนพื้นฐานสําหรับการพิจารณาวา ผูป ฏิบัติงานคนใดสมควรจะไดรับ การฝก อบรมเพ่ิมเติม เพ่อื พัฒนาและปรับปรุงความรู ทักษะ ความสามารถ และการปฏิบัติงานใหบรรลุการ เปนคนทํางานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และยังเปนพ้ืนฐานสําหรับการกําหนดหลักสูตรและวิธีการฝกอบรมท่ี เหมาะสมอีกดว ย การฝกอบรมในขณะปฏิบัติงาน (On the Job Training) ถือเปนเครื่องมือที่มีความสําคัญในการพัฒนา บคุ ลากร เพราะนอกจากจะไดเรียนรูขัน้ ตอนของการปฏิบตั ิงานจากสภาพจริงแลวยังมีโอกาสลงมือปฏิบตั ิงานไป พรอมๆ กันอกี ดว ย เพราะการฝกอบรมในขณะปฏิบัติงาน เปนเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรดว ยการฝกปฏิบัติ จริงจากสถานท่ีจริง เปนการใหคําแนะนําเชิงปฏิบัติในลักษณะตัวตอตัว (One-on-One) หรือเปนกลุมเล็กๆ ใน พื้นที่การทํางาน ในชว งเวลาการทํางานปกติ ซ่งึ OJT นั้นจะออกแบบเพื่อเนนประสิทธิภาพการทาํ งานในลักษณะ การพัฒนาทักษะเปนพื้นฐาน (Skill-Based) ใหบุคลากรเขาใจและสามารถปฏิบัติงานไดดวยตนเอง อีกทั้ง องคการสมัยใหมมักจะใชเคร่ืองมือ OJT ในการสรางบรรยากาศการถายทอด และแลกเปลี่ยนความรู (Knowledge Sharing) เพื่อลดชองวางความรูของคนในองคกรใหมากที่สุด กลาวโดยสรุปคือ วัตถุประสงคการ ฝกอบรมมีจุดมุงหมายเพ่ือเพิ่มพูนความรูพัฒนาทักษะการเปลี่ยนแปลงทัศนคติคือ เมื่อพนักงานไดรับการ ฝกอบรมทางดานความรู ทักษะ และทัศนคติแลว เมื่อกลับไปปฏิบัติงานที่จะกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางท่ีดี ทําใหผลการปฏบิ ตั งิ านดยี ่งิ ขน้ึ (พไิ ลวรรณ อนิ ทรักษา, 2550 อางถงึ ใน ณัฎฐณิชา รกั ษาวงศ, 2558) ความหมายของการฝกอบรมในขณะปฏบิ ัตงิ าน (OJT) เมธี ปยะคุณ (2559 อางถึงใน กลุมวิจัยและพัฒนาการเรียนรู, 2559) ไดรวบรวมความหมายของคําวา การฝก อบรมในขณะปฏิบตั งิ านไวว า รายงานการศกึ ษาวจิ ัย 35 “การพัฒนาศกั ยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพ่อื สรางนวัตกรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
1. การฝกอบรมในขณะปฏิบตั ิงาน (OJT) หมายถึง กิจกรรมเพื่อสรางการเรียนรดู วยการใหผ ูเขารับการ สอนงานมีประสบการณตรง (direct experience) กบั งานท่จี ะสอน 2. การฝกอบรมในขณะปฏิบัติงาน (OJT) หมายถึง กระบวนการสําคัญท่ีชวยพัฒนาหรือฝกฝนบุคลากร ในหนวยงานใหมีความสามารถ ทักษะ ความชํานาญตลอดจนประสบการณใหเหมาะสมกับการทํางาน รวมถึง กอ ใหเกิดทัศนคติ เจตคติท่ีดีตอการปฏิบัติงาน อันจะสงผลใหบ ุคลากรมีความสามารถสูงขึ้นและทําใหหนว ยงาน หรือองคการมีประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผลดีขน้ึ 3. การฝกอบรมในขณะปฏิบัติงาน (OJT) หมายถึง การสอนงานในขณะปฏิบัติงานตัวตอตัวภายใตการ ดูแลของผูบังคับบัญชา ผูเรียนจะไดรูทักษะและพฤติกรรมใหม โดยการสังเกตและการลงมือทํางานภายใตการ แนะนําของผูท่ีปฏิบัติหนาท่ีน้ันจริงๆ ผูเรียนไดรับอนุญาตใหทํางานไดตามความสามารถท่ีมีอยู ทําใหเกิดความ ม่ันใจและรสู ึกถึงผลงานที่ตนทําไดการเรยี นในสภาพแวดลอมของการทํางานจริงจะทําใหเขาใจงานและมีโอกาส ไดแ กไขขอผิดพลาดตา งๆ กอ นท่เี ขาจะไดร ับมอบหมายใหท ํางานนน้ั ๆ หลักการฝก อบรมในขณะปฏิบัติงาน (On the Job Training) กิตติมา บุญนาค และธรรมรงค ใจสมคม (2553 อางถึงใน กลุมวิจัยและพัฒนาการเรียนรู, 2559) ได กลา ววา หลักการสําคญั ๆ ทผี่ บู งั คับบัญชาจะตองกาํ หนดขึ้นกอ นดาํ เนินการ OJT คือ 1. กาํ หนดวตั ถปุ ระสงค หมายถงึ การกําหนดวตั ถปุ ระสงคของการจดั กจิ กรรม OJT ในเชงิ พฤติกรรม 2. เสริมสรางประสบการณการเรียนรูด ว ยวธิ กี ารตางๆ เชน - Telling เลาอธิบายขั้นตอน ชีแ้ จงความเขาใจ - Showing แสดงตัวอยางของจรงิ หรือสาธติ ใหดู - Doing ใหลงมือปฏบิ ตั ติ ามทีผ่ สู อนสาธติ ใหด ู - Checking ตรวจสอบ ประเมินความครบถวนถกู ตอง - Motivation เสริมแรงจงู ใจ ใหคาํ ชมเชย ชวยแกไข - Assigning มอบหมายงานใหไ ปปฏิบตั แิ ละชวยเหลอื 36 รายงานการศกึ ษาวิจยั “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพอ่ื สรางนวตั กรรมการบริหารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
3. ประเมินผลงาน หมายถึง การประเมินติดตามผลการปฏิบัติงานภายหลังจากที่ไดมอบหมายงานไป แลว การฝกอบรมในขณะปฏิบัติงานจะตองถือเปนหนาที่ความรับผิดชอบของผูบังคับบัญชาหรือผูท่ีไดรับ มอบหมายท่ีมิใชฝายทรัพยากรบุคคล ซ่ึงผูสอนจะตองกําหนดเกณฑการประเมินผลการฝกอบรมในขณะ ปฏิบัติงานท่ีชัดเจน และการกําหนดเกณฑวัดท่ีชัดเจนจะเปนตัวช้ีผลงานหลักถึงประสิทธิภาพของการฝกอบรม ในขณะปฏิบตั ิงานของผูสอนไดอกี ดว ย การฝกอบรมบุคลากรใหท ํางานไดอยางมีประสิทธิภาพนั้นวธิ ีการสอนงานในขณะปฏิบตั ิงาน (OJT) ของ ผูบังคับบัญชาเปนวิธีการที่ไดผลมากและเสียคาใชจายนอย จะทําใหผูใตบังคับบัญชาปฏิบัติงานไดดี ทํางานได โดยไมมีขอผิดพลาด และทํางานไดสําเร็จตามเปาหมายที่ต้ังไว ผูบังคับบัญชายอมไดรับประโยชนจ ากผลงานนั้น ดวย ซึง่ เปน การเสรมิ สรางส่งิ ทีถ่ ูกตอ งของงานนั้นๆ ขนั้ ตอนการฝกอบรมในขณะปฏบิ ตั ิงาน (On the Job Training) 1. ขั้นตอนการสํารวจ ผูบังคับบัญชาสํารวจ และดูวางานใดจําเปนตองใหบุคลากรมีความรูเพื่อ ปฏิบตั ิงานไดอ ยางถูกตอง ทักษะใดจําเปนสําหรับการทํางานนั้นๆ รวมทั้งสํารวจดวู ากลมุ เปาหมายท่ีจะฝกอบรม ในขณะปฏบิ ตั ิงานเปนใครเปนบุคลากรใหม หรอื บุคลากรท่ีมีประสบการณก ารทาํ งานแลว 2. ขนั้ ตอนการวางแผน ผูบงั คับบัญชากําหนดขอบเขตวางแผน ระยะเวลา ระบุความคาดหวัง แผนการ ดําเนินงานเปาหมายและผลลพั ธที่ตองการ สถานท่ีทตี่ องการฝกปฏิบัติงานจรงิ รวมทง้ั การจัดเตรยี มเครื่องมือและ อปุ กรณตา งๆ ทีจ่ าํ เปนในการฝก อบรมในขณะปฏิบตั ิงาน 3. ข้ันตอนการสื่อสาร ผูบังคับบัญชาจะตองแจงใหผูเรียนทราบถึงจุดประสงคและเปาหมายท่ีชัดเจน กอ นทีจ่ ะมีการจัดฝกอบรมในขณะปฏิบัตงิ านจริง เพ่ือใหผ ูเรียนที่ไดศึกษาและจดั เตรียมความพรอมในการเรียนรู และการสอบถามหรือซกั ถามในประเด็นในสว นที่ยงั ไมเ ขาใจไวล ว งหนา 4. ขัน้ ตอนการนาํ ไปปฏบิ ัติ ในชวงการฝกอบรมในขณะปฏิบัติงาน ผูบังคับบัญชาท่ที ําหนาที่สอนผูเรียน จะตอ งอธิบายขัน้ ตอนในรายละเอียดอยา งชาๆ และมีการสาธิตวิธีการทาํ งานอยางเปนข้ันตอน 5. ขัน้ ตอนการประเมิน ผูบังคับบัญชาประเมินติดตามผลการทํางานอยางใกลชิด ใหขอมูลปอนกลับกับ ผูเ รียนทนั ที และขอ แนะนาํ หากเกดิ ความผิดพลาด รายงานการศึกษาวิจัย 37 “การพัฒนาศักยภาพบคุ ลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพือ่ สรางนวัตกรรมการบริหารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
การฝกอบรมในขณะปฏิบัติงาน สามารถทํากิจกรรมการบริหารมาชวยในการดําเนินการไดหลายรูปแบบ (สถาบนั บรหิ ารสารสนเทศและการจดั การความรู (สสจร.), 2558) ดังนี้ 1. การสบั เปล่ียนโอนยายหนา ท่ี (Transfer) 2. การหมุนเวยี น (Job Rotation) 3. การเตรยี มตวั แทน หรอื ใหทาํ หนา ท่ีผูชว ย (Under Study) 4. การใหร กั ษาการแทน (Acting) 5. การใหทาํ หนา ท่ใี นคณะกรรมการ (Committee) 6. การใหร วมในคณะทาํ งาน (Working Group) 7. การดูงาน (Study Mission) 8. การเพม่ิ ความรับผิดชอบ (Job Enrichment) 9. การมอบหมายงานพเิ ศษ (Special Assignment) 10. การจดั เปลยี่ นรูปองคการ (Re-Organization) 11. การจดั ตั้งกลุมกจิ กรรมของพนกั งาน (Employee’s Group Activity) 12. การสงเอกสารใหสรปุ ทาํ รายงานเสนอ (Force Reading) 13. การมอบหมายใหวจิ ารณหนงั สือ (Book Review) 14. การจดั ใหม เี พอื่ นผมู ปี ระสบการณรวมทาํ งาน (Buddy) 15. การนําไปสังเกตการณ (Observation) 16. การปฏิบัติตนเปน แบบอยา งท่ีดีของผูบังคบั บัญชา (Set a Good Example) 17. การจัดโปรแกรมการศึกษา (Programmed Instruction) 18. การจัดใหมีคมู อื การปฏบิ ตั ิงาน (Job Manual) 38 รายงานการศกึ ษาวิจยั “การพฒั นาศักยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพอื่ สรางนวตั กรรมการบริหารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
19. การจดั วารสารทางวิชาการในสาขาอาชีพใหอา น (Reading Assignment) สถาบันบริหารสารสนเทศและการจัดการความรู (สสจร.) (2558) ไดระบุการสอนงาน วิธีการสอนงาน 4 ขัน้ และหลักในการสอนงานโดยทวั่ ไป ดังน้ี การสอนงาน มีหลักที่ควรยึดถือ ไดแก 1) ตองมุงใหผูรับการสอนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 2) ตองให พฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลงน้นั มีลักษณะคอนขางถาวร 3) ตองใหการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมตรงตามวตั ถุประสงค ของการสอนงาน และ 4) ตองมกี ารตดิ ตามผลเพือ่ ประกนั ใหการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมนนั้ เปน ไปอยา งตอเน่ือง วธิ ีการสอนงาน 4 ขน้ั (Four Steps Method) โดยจดั ลาํ ดับข้นั ไว ดงั นี้ 1. การตระเตรียม (Preparation) 2. การสอน (Presentation) 3. การใหผ รู ับการสอนฝกปฏบิ ัติ (Practice) 4. การทดสอบและติดตามผล (Test and Follow) หลักในการสอนงานโดยทวั่ ไป มดี ังน้ี 1. ตอ งชี้แจงใหผ ูร ับการสอนเขาใจวตั ถปุ ระสงคข องการสอน 2. ตองทําใหผรู บั การสอน สนใจจะเรียนรงู านทจี่ ะสอน 3. ตอ งมงุ ผลของการสอนงาน โดยคาํ นึงถึงผูรับการสอนเปน สาํ คญั 4. ตองใหผูร บั การสอนรวู า งานที่จะสอนอยูใ นขั้นตอนใดของงานทัง้ หมด 5. ตอ งจดั การสอนโดยทาํ ใหเหมอื นสภาพในขณะปฏบิ ตั งิ านจรงิ 6. ตอ งทําใหผ รู ับการสอนมีสว นรวมในกระบวนการเรยี นรอู ยางสมบูรณ 7. ตองจดั ทําโปรแกรมการสอนงานใหเ หมาะสมกับความสามารถในการเรียนรู 2. จิตวทิ ยาการเรยี นรู และการจงู ใจสําหรับการพัฒนาบุคลากร เม่ือไรเราจะสอนงาน (Coach) พนกั งานคนใดก็ตาม ขอใหเ ราปฏบิ ัตดิ ังนี้ (ไววทิ ย แสงอลังการ, 2560) รายงานการศึกษาวิจยั 39 “การพัฒนาศักยภาพบคุ ลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพ่อื สรางนวัตกรรมการบริหารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
- บรรยากาศตองไมใชแบบครูสอนนกั เรยี น - สรางบรรยากาศเปน แบบพน่ี อง สนกุ สนาน มากกวาเครงเครยี ด - ใชการพดู คุยแลกเปล่ยี น รับฟง มากกวาสอื่ สารทางเดียว - ตั้งเปา หมายวา เราจะสนบั สนุนนอง ไมใชคอยจับผิด ตาํ หนิอยางเดยี ว - การเรียนรูเกิดจากตวั ผเู รยี นเอง และตองเปนไปตามความสามารถของผเู รยี น - จดุ เนนทีอ่ ยากจะเรยี นรู คือ ปญหาจริง การทํางานจรงิ ตวั อยางจริง - พยายามเชื่อมโยงจากสิ่งทร่ี ูอยูแลวไปสูการเรยี นรสู งิ่ ใหม - จะเรยี นรไู ดด ีข้นึ หากไดมีสวนรวมในกิจกรรมการเรยี นรู - ผสู อนสามารถสรางแรงจูงใจในการเรียนรู การฝกอบรมขณะปฏิบัติงาน (On the Job Training: OJT) เปนกระบวนการพื้นฐานในการพัฒนา บุคลากร บางสถานประกอบการโดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดเล็กจะมีเพียงการฝกอบรมประเภทนี้เพียง อยางเดียว แตโดยท่ัวไปแลว เมื่อสถานประกอบการสํารวจหรือพบความจําเปนท่ีตองใหการฝกอบรม ก็จะนํา ความตอ งการหรอื เปา หมายนนั้ มาออกแบบโครงการฝก อบรมอันประกอบดว ยเนอื้ หาหลักสูตรและรปู แบบการให การฝกอบรม ปกติจะใชการฝกอบรมแบบช้ันเรียน (classroom training) เปนการใหการฝกอบรมระยะส้ันที่ เนนแนวคดิ และการแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ เปนการปูพ้ืน และใชก ารฝกอบรมขณะปฏิบตั ิงาน (on the job training) เปน การสะสมการเรยี นรใู นระยะยาว วิธีการใหการฝกอบรมขณะปฏิบัติงานที่คุนเคยกันมากท่ีสุด คือ การสอนและควบคุมงาน (coaching) โดยพนักงานท่ีมีประสบการณหรือหัวหนางานของพนักงานผูน้ันจะเปนผูสอน อาจทําแบบงายๆ ดวยการให พนักงานใหมพัฒนาทักษะของตนโดยสังเกตวาคนอื่นเขาทํางานกันอยางไร หรือดีกวาน้ันข้ึนมาก็ดวยการท่ี หวั หนางานหรอื พนักงานเกงๆ ทํางานใหพนักงานใหมดูไปทีละข้ัน การเปล่ียนหมุนเวียนงาน (job rotation) ซ่ึง มักนํามาใชกับพนักงานระดับบริหารท่ีตองเปล่ียนงานจากหนาท่ีหน่ึงไปอีกหนาที่หนึ่งตามแผนการพัฒนา ผูบริหารก็เปน อีกเทคนิคหนึ่งของการฝก อบรมขณะปฏบิ ัติงาน 40 รายงานการศกึ ษาวิจัย “การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพอ่ื สรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
ขอ ดแี ละแนวทางปฏบิ ตั ิ การฝกอบรมขณะปฏิบัติงานมีขอดีหลายประการ ท่ีเห็นไดชัดคือ ใชคาใชจายนอยเม่ือเทียบกับการ ฝก อบรมประเภทอ่ืน พนักงานสามารถเรยี นรขู ณะที่ยังสรางผลผลติ ไปดว ยโดยไมตอ งใชอ ปุ กรณเสริมนอกงานท่ีมี คาใชจายเพ่ิมพิเศษ นอกจากน้ันการเรียนรูยังเกิดไดงายเนื่องจากผูเรียนเรียนรูดวยการลงมือปฏิบัติและไดรับ ทราบผลการปฏิบัติของตนไปพรอมกัน การฝกอบรมขณะปฏิบัติงานใหมีประสิทธิผลน้ัน ตองมีวัสดุอุปกรณเพ่ือ การฝกอบรมท่ีเพียงพอ ผูสอนงานจะตองหม่ันเรียนรูพัฒนาตนเอง ไมติดยึดอยูกับทักษะและความรูแบบเกาๆ ตองรูหลักการจูงใจพนักงานใหมีศรัทธาและความคาดหวังในตัวผูสอนในระดับสูงจึงจะทําใหการเรียนรูประสบ ความสาํ เร็จ ข้ันตอนการใหก ารฝกอบรมขณะปฎิบัติงาน มดี งั น้ี (ปยนันท สวสั ดศ์ิ ฤงฆาร, 2560) ขั้นท่ี 1: เตรยี มความพรอ มของผเู รยี น 1.1 ใหผ เู รยี นมีความผอนคลาย ไมเ ครยี ด 1.2 อธิบายเหตุผลท่ผี ูเรยี นตอ งไดร ับการฝกอบรม 1.3 คนหาวาผเู รียนไดเคยรอู ะไรมาบา งในงานท่ีจะทํา 1.4 อธบิ ายขอบเขตงานทั้งหมดและเปรยี บเทยี บเชื่อมโยงกับสง่ิ ทพ่ี นักงานเคยเรยี นรมู ากอ น 1.5 ใหพนักงานอยูในสภาพทใ่ี กลเคยี งกบั การปฏบิ ัติงานจริงใหมากท่สี ดุ 1.6 ใหพ นักงานไดคนุ เคยกับ อปุ กรณ วัสดุ เครื่องมือ และการใชแ ทนกัน ขนั้ ที่ 2: แสดงการทาํ งาน 2.1 อธิบายผลงานทีค่ าดหวังท้งั ในเชงิ ปริมาณและเชงิ คุณภาพ 2.2 ใหพ นกั งานปฏบิ ัตงิ าน ณ สถานทีท่ าํ งานปกติ 2.3 ใหพนักงานปฏิบัติงานชา ๆ หลายๆ ครั้ง อธิบายข้ันตอนการทํางานทลี ะขนั้ พรอ มท้งั อธบิ ายในสวนที่ ยุงยากหรือสวนทม่ี ักเกดิ ความผดิ พลาดบอยครงั้ 2.4 ใหพนักงานปฏบิ ัติงานชาๆ พรอมชใี้ หเห็นวาขนั้ ตอนใดเปนขัน้ ตอนสาํ คญั รายงานการศกึ ษาวจิ ยั 41 “การพฒั นาศักยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพอ่ื สรางนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
2.5 ใหพนกั งานอธบิ ายขัน้ ตอนการทํางานเพ่ือยนื ยันความเขาใจไปพรอมกับการปฏิบัติงานอยา งชา ๆ ขั้นที่ 3: การแสดงกอ นปฏบิ ัตจิ รงิ 3.1 ใหผ ูเรยี นทํางานไปตามกระบวนการทํางานหลายๆ ครั้งและอธบิ ายงานทีท่ าํ แตล ะขนั้ ใหผูสอนทราบ หากมีความผิดพลาดตองแกไขทันที และหากผูสอนเห็นวา จําเปน ก็ใหทําข้ันตอนที่มีความยุงยากซับซอนกอนสัก 4 – 5 ครั้ง 3.2 ใหผเู รยี นลองปฏบิ ัติงานทค่ี วามเร็วปกตเิ พอ่ื เพ่มิ พนู ทักษะและความรวดเรว็ ในการทํางาน 3.3 เมื่อผูเรยี นแสดงใหเห็นวาสามารถทํางานได ก็ใหผเู รียนเร่ิมงาน แตยังอยูภายใตการควบคุมดูแลของ ผูสอน ขน้ั ท่ี 4: ข้นั ติดตามงาน 4.1 กาํ หนดตวั บุคคลท่ีพนกั งานควรขอรบั การชวยเหลือถามปี ญหา 4.2 คอยๆ ลดการควบคุมโดยใชการตรวจสอบงานเปนระยะแทน 4.3 แกไขรูปแบบการทํางานท่ีผิดพลาดกอนที่จะกลายเปนนิสัยการทํางานท่ีผิด แสดงใหผูเรียนไดเห็น ความแตกตางระหวางรปู แบบการทํางานท่ผี ดิ กบั ท่ีถูก 4.4 ใหรางวลั การปฏิบัตงิ านท่ดี แี ละถูกตอ ง การฝกอบรมขณะปฏิบัติงานจะตองทําทุกคร้ังท่ีมีสินคา บริการ หรือกระบวนการทํางานใหม ผูสอน จะตองไมละเลยหรือขามขั้นตอนใดท่ีกลาวมาขางตนเพราะคิดวาพนักงานเคยรูเร่ืองนั้นมาบางแลว ผลเสียที่จะ เกิดข้ึน นอกจากจะเกิดความเสยี่ งแฝง ซ่ึงจะรูผลเมื่อมสี ่ิงที่ไมพึงประสงคเกดิ ขนึ้ แลว ยงั เปนการเรม่ิ ตน ของความ ประมาทและความถือดีที่แสดงออกในรูปพฤติกรรมการทํางานทีไ่ มปลอดภยั หรือที่เปนผลเสยี ตอคุณภาพงานอีก ดว ย 2. จติ วทิ ยาการเรยี นรูแ ละการจูงใจสําหรับพฒั นาบคุ ลากร รากฐานของการฝกอบรมคือ การเรียนรู เพราะวัตถุประสงคของการเรียนรูคือ การชวยใหผูรับการ ฝก อบรมไดเ รียนรู และเพิ่มพนู ความรู ทักษะ และความสามารถซ่ึงจําเปนสําหรบั การปฏิบตั ิงาน การฝกอบรมจึง ถูกจัดขึ้นโดยต้ังอยูบนความเช่ือท่ีวา องคกรสามารถออกแบบ จัดวางสภาพแวดลอมที่ทําใหผูรับการอบรมเกิด 42 รายงานการศกึ ษาวจิ ัย “การพฒั นาศกั ยภาพบคุ ลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพื่อสรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
การเรียนรูและถา ยโอนความรูน้นั ไปสูสภาพแวดลอมอกี สภาพหนง่ึ จากคนทํางานคนหนึ่งไปสอู ีกคนหนง่ึ และจาก คนทํางานคนหนึ่งไปสูผูรับบริการได อยางไรก็ตาม ในการชวยใหผูไดรับการอบรมมีประสิทธิภาพการเรียนรูสูง ทส่ี ุด องคก รจําเปน ตองใหความสนใจตอ คาํ ถามสําคัญ 3 ประการดงั นี้ ประการแรก ผูรับการอบรมแตละคนมคี วามพรอมและความสามารถท่ีจะรบั การฝกอบรมหรือไม ประการที่ 2 โครงการฝกอบรมควรจะไดรับการออกแบบ และจัดการอยางไรจึงจะชวยเอ้ืออํานวย การเรยี นรูของผรู ับการอบรม ประการท่ี 3 องคกรควรจะทําอยางไร เพื่อใหผูรับการอบรมสามารถนําความรูที่ไดรับไปใชในการ ทํางานจริง ดังนั้น ในหัวขอน้ีจึงแบงออกเปน 3 สวนใหญๆ กลาวคือ สวนที่ 1 จะกลาวถึง ภาวะของผูรับอบรม ที่ควรคํานึงถึงกอนการฝกอบรม สวนที่ 2 จะกลาวถึงปจจัยตางๆ ซ่ึงมีอิทธิพลตอการเรียนรูของบุคคลและการ ออกแบบจัดวางสภาพแวดลอม เพื่อใหผูรับการอบรม เกิดการเรียนรูไดดีที่สุด และสวนท่ี 3 จะกลาวถึงการถาย โอนการเรยี นรไู ปสูสภาพการทาํ งานจรงิ ดว ยการใหขอมูลยอ นกลบั เกี่ยวกับผลการกระทํา ภาวะของผูรบั การอบรมท่คี วรคํานงึ ถงึ กอนการฝก อบรม ความคุมคาของโครงการฝกอบรม จัดเปนเร่ืองสําคัญท่ีไมวาองคกรภาครัฐหรือเอกชนจําตองคํานึงถึง เปนลําดับแรกๆ ซ่ึงก็หมายถึงวา องคกรตองประเมินจนทราบแนชัดวาผูรับการอบรมแตละคนเปนบุคคลท่ีมี ความพรอมและแรงจูงใจทีจ่ ะเรียนรูและพัฒนาตนเองหรือกลาวถึงอีกนัยหน่ึงกค็ ือ ควรจะมคี วามสามารถในการ รบั การฝกอบรม (trainability) ซงึ่ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรูความรู ทักษะ และพฤติกรรม ซึ่งจาํ เปน สําหรับการปฏิบัติงานอยางหน่ึงอยางใด ภายในระยะเวลาทกี่ ําหนดไว ความสามารถในการรับการฝก อบรม อาจ กลาวไดว า เปนผลลพั ธซึง่ เกิดจากระดับความสามารถและแรงจูงใจของบุคคล ความสามารถของผรู บั การอบรม (Trainee Ability) ความสามารถหมายถึง ระดับความถนัดหรือทักษะสําหรับการปฏิบัติงานอยางใดอยางหนึ่ง ซึ่งผูรับการ อบรมมีอยูในตนเอง ตัวอยางเชน บุคคลนั้นมีความสามารถทางเชาวปญญามากพอที่จะเรียนรูการแกปญหา เฉพาะหนาอนั สลับซับซอนเพ่ือจะไปทํางานกับเด็กๆ ในคา ยผูอพยพ เปนตน ความสามารถของผูร ับการอบรมใน ท่ีนีย้ ังรวมถงึ ระดับวุฒิภาวะ และประสบการณของบุคคลอกี ดว ย รายงานการศกึ ษาวจิ ัย 43 “การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพอื่ สรางนวตั กรรมการบริหารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
การฝกอบรม จะประสบความลมเหลวหากผูจัดการฝกอบรมไมไดประเมินความสามารถของผูรับการ อบรมลวงหนาวา พวกเขามีความรู หรือทักษะพื้นฐานท่ีจําเปนตอการฝกอบรมหรือไม การประเมิน ความสามารถของผูรับการอบรมจะชวยใหทราบวา พวกเขามีความรูอะไรเปนพื้นฐานอยูกอนบาง ผูใด จําเปนตองไดรับการซอมเสริมความรูกอนการฝกอบรม ผูใดท่ีพรอมจะรับการฝกอบรมไดทันที และผูใดที่ไม สามารถจะรับการฝก อบรมได แรงจูงใจสําหรับการพัฒนาบคุ ลากร (Trainee Motivation) แรงจูงใจ (motivation) เปนสิ่งทเี่ กยี่ วขอ งกับกระบวนการทางจิตใจ ซ่งึ ทําใหเกิดความตืน่ ตวั (arousal) ทิศทาง (direction) และความยืนหยัด (persistence) ในการกระทําตางๆ ความตื่นตัวและความยืนหยัด คือ การที่บุคคลลงทุนทั้งเวลาและแรงกายแรงใจในการประกอบกิจกรรม สวนทิศทางหมายถึง การกระทําหรือสิง่ ที่ บุคคลนั้นไดเสียสละเวลา และแรงกายแรงใจลงไป ดังนน้ั ผูท่มี ีแรงจงู ใจจะมีพฤตกิ รรมหรือการแสดงออกที่เต็ม ไปดวยความกระตือรือรน และเปนไปอยางมีจุดมุงหมาย นักจิตวิทยาเชื่อวา แรงจูงใจจะชวยเพิ่มพลังของบุคคล กลาวคือ เมื่อบคุ คลมีแรงจูงใจสูง เขาจะย่งิ ทํางานหนักและยาวนานมากข้นึ กวา เดิม โน (Noe, 1986 อางถงึ ใน วีระพันธ แกว รัตน, 2558) ไดเสนอวา มปี จ จัยหลายประการ ซง่ึ สง ผลกระทบ ตอระดับแรงจงู ใจของผรู บั การอบรม ปจจยั ดงั กลา วสามารถสรปุ ไดด ังนี้ 1.ความเช่อื เกยี่ วกบั อาํ นาจควบคมุ (locus of control) จะมีผลตอแรงจูงใจ และความสามารถในการ เรียนรูของบุคคล ความเช่ือเกี่ยวกับอํานาจควบคุมสามารถจําแนกไดเปน 2 ชนิดดวยกันคือ ความเช่ือวา ผลลัพธหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเปนผลมาจากอํานาจควบคุมจากภายนอกตนเอง (external) หรืออํานาจควบคุมจาก ภายในตนเอง (internal) ผูท่ีเช่ือในอํานาจจากภายนอก จะถือวาผลลัพธตาง ๆ ไมวาจะเปนความสําเร็จหรือ ความลมเหลว เปนผลมาจากปจจัยภายนอก เชน ความโชคดี หรอื การกระทําของผอู ่ืน แตผูทีเ่ ช่อื ในอาํ นาจ ภายในตน จะสรุปวา ความสําเร็จหรือความลมเหลวเปนผลมาจากการกระทําของตนเอง ดังนั้น ผูท่ีเช่ือใน อํานาจภายในตนจงึ นา จะมแี รงจงู ใจในการเรียนรูสูงกวาผูท ่ีเช่ือในอํานาจจากภายนอก เพราะเขามีความเชอ่ื วา การจะทําใหผลงานออกมาดีหรือไมน้ัน มีสาเหตุสําคัญจากการกระทําของตนเอง ซึ่งผลการวิจัยก็ไดยืนยัน สมมตุ ิฐานนี้ 2. ความเช่ือในสมรรถภาพแหงตน (Self-efficacy belief) แรงจูงใจในการเรียนรูจะเพิ่มมากข้ึน หาก ผูรับการอบรมมีความเช่ือวาตนเองสามารถจะเรียนรูส่ิงตางๆ ได ความเชื่อดังกลาวเรียกวา ความเช่ือใน 44 รายงานการศึกษาวิจยั “การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพ่ือสรางนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
สมรรถภาพแหงตน ซ่ึงหมายถึง ความเชื่อในความสามารถของตนเอง ในการประกอบกิจกรรมอยางใดอยาง หนึ่ง ซ่ึงผลการวิจัยไดช้ีวาผูที่มีความเช่ือในสมรรถภาพแหงตนสูง สามารถเรียนรูไดดีกวา ผูที่มีความเชื่อใน สมรรถภาพแหงตนตาํ่ (Bandura, 1986; Gist, 1989 อา งถงึ ใน วรี ะพันธ แกว รตั น, 2558) 3. ความคาดหวังเก่ียวกับผลลัพธ ผูรับการอบรมตองเชื่อวา ผลที่จะไดรับจากการฝกอบรมมีความ เกีย่ วขอ งหรอื ชว ยนําไปสูการทาํ งานทด่ี ีข้นึ 4. คณุ คา ของการทาํ งาน ผูรับการอบรมตอ งใหคณุ คา หรือความสาํ คญั แกการทํางานที่ดีขึน้ กลาวโดยสรุป นักจัดการฝกอบรม จําเปนตองใหความสนใจตอภาวะของผูรับการอบรมกอนการ ฝกอบรม อันไดแก ความสามารถและแรงจูงใจ ของผูรับอบรม ความสําคัญระหวางองคประกอบท้ังสอง สรุปเปนสมการไดดังตอไปน้ี การเรยี นรู = ความสามารถ x แรงจูงใจ ตามสมการดังกลาว การเรียนรูของผูรับการอบรมจะไมเกิดขึ้นเลย หากเขาไมมีความสามารถหรือ แรงจูงใจอยางใดอยางหนึ่ง และการเรียนรูจะเพิ่มมากขึ้น หากองคประกอบแตละอยางมีคาสูงข้ึน ดังนั้น แนวทางในการคัดเลือกผูรับการอบรม จึงควรจะรับผูท่ีมีความสามารถและแรงจูงใจในการเรียนรูและปฏิบัติ สิ่งที่จะสอนในการฝกอบรมเทาน้ัน นอกจากนั้นผลของการวิจัย ก็ไดยืนยันวาผูท่ีมีความสามารถและแรงจูงใจ สามารถเรียนรไู ดดีกวา ผทู ่ีไมมีความสามารถและแรงจูงใจในการเขา รับการฝกอบรม (Noe & Schmitt, 1986; Robertson & Downs, 1989 อางถึงใน วีระพันธ แกวรัตน, 2558) การประเมนิ ภาวะของผรู บั การอบรมกอนการฝก การประเมินความสามารถในการรับการฝกอบรม (Trainability tests) เพื่อทํานายผลการ เรียนรูกอนเขารับการฝกอบรม สามารถกระทําไดหลายรูปแบบท้ังในรูปของการใชแบบทดสอบ และการทํา ตัวอยางงาน (job sample) ตัวอยางเชน โรงเรียนสอนการดําน้ําของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ไดใชมาตรวัด ความเช่ือม่ันของผูรับการฝกอบรม เพื่อทํานายผลการเรียนในโครงการฝกอบรม 10 สัปดาห ผลของการศึกษา พบวา ระดับความเชื่อมั่นของผูรับการอบรม มีความสัมพันธทางบวกกับความสําเร็จในการฝกอบรม (Ryman & biersner, 1975) โดยขอคาํ ถามดานลา งแสดงตัวอยางของมาตรวดั น้ี โดยผูตอบจะตองเลือกคาํ ตอบ ใดคําตอบหนงึ่ ต้งั แต ไมเหน็ ดว ยอยา งยง่ิ (หมายเลข 1) จนถงึ เหน็ ดวยอยางยง่ิ (หมายเลข 6) รายงานการศึกษาวจิ ยั 45 “การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรดานเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพ่อื สรางนวัตกรรมการบริหารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
ตวั อยางขอ คําถามซง่ึ ใชใ นการประเมนิ ผรู ับการอบรมกอนการฝกอบรม x ถาฉนั มีปญ หาระหวา งการฝกอบรม ฉันจะพยายามใหมากขนึ้ กวา เดิม x ฉนั มีโอกาสทจ่ี ะสอบผา นการฝกการอบรมน้ีสงู กวาคนอนื่ ๆ โดยสวนมาก x ฉันสมัครเขารบั การฝกอบรมครง้ั น้ีอยางเร็วทสี่ ุดเทาทจ่ี ะทาํ ได x ความรแู ละประสบการณทีฉ่ ันไดรบั จากการฝกอบรมน้ี อาจจะทําใหอ าชีพการงานของฉนั กา วหนา ขน้ึ x ฉนั จะไดร ับสิ่งตา ง ๆ จากการฝก อบรมนมี้ ากกวา คนอืน่ ๆ โดยสว นมาก สําหรับการใหทดลองทําตัวอยางงาน ก็สามารถทํานายผลการเรียนรูของผูรับการฝกอบรมไดเปนอยางดี เชนเดียวกนั กอรตอนและโคเฮน (Gordon & Cohen, 2001) ไดใ หผรู ับการอบรม ทําตัวอยางงานท้ังส้ิน 14 ช้ิน ซึง่ ไดรับการจดั ลําดบั จากงา ยไปหายาก ปรากฏวา ระยะเวลาท่ีผูรบั การอบรมใชใ นการทํางานสช่ี ิน้ แรก สามารถใช เปนตัวทาํ นายถึงระยะเวลาท่ผี รู บั การอบรมตอ งใชในการเรียนทั้งหลักสตู รไดเ ปนอยางดี นอกจากน้ี การวเิ คราะห แบบสรุปรวม (meta – analysis) ซึ่งวเิ คราะหผลการวจิ ัยกวา 20 ป ก็ไดพบวาการทดสอบความสามารถในการ ฝก อบรมโดยการใชต ัวอยา งงาน สามารถใชท ํานายผลการฝก อบรมในหลกั สูตรตาง ๆ ไดเ ปน อยางดี กลาวโดยสรุป การประเมินภาวะของผูรับการอบรมกอนการฝก จะชวยใหทรา บวาบุคคลใด มีความสามารถและแรงจูงใจท่ีเหมาะสม และมีแนวโนมที่จะประสบความสําเร็จในการฝกอบรม การประเมิน เชนนี้จะทําใหการฝก อบรมตรงกับกลมุ เปาหมาย มคี วามคมุ คา และเกดิ ประโยชนมากทส่ี ดุ แกอ งคกร การออกแบบและจัดวางสภาพแวดลอมสาํ หรับการเรียนรู อาจกลาวไดวา การประเมินระดับความสามารถและแรงจูงใจของผูรับการฝกอบรมกอนการฝกอบรม คือ เง่ือนไขภายใน ซึ่งจําเปนสําหรับบุคคลในการเรียนรูส่ิงตาง ๆ อยางไรก็ตามยังมีเงื่อนไขอีกประการหนึ่งที่มี ความสําคัญตอการเรียนรู ก็คือ เงื่อนไขภายนอก (Gagne , 1977 ) อันหมายถึงสภาพแวดลอมภายนอกตัว ผูเรียน ท่ีมีอิทธิพลตอการเรียนรูของพวกเขา ดังนั้น หนาที่สําคัญประการหนึ่งขององคกรคือ การออกแบบและ จดั วางสภาพแวดลอมสําหรับการเรียนรูใหเหมาะสม และเอ้ืออํานวยตอการเรียนรูมากที่สุด โดยจะตองคํานึงถึง ตวั แปรตา ง ๆ ดังตอไปน้ี 1. ประเภทของผลการเรียนรู (categories of learning outcomes) 46 รายงานการศึกษาวิจัย “การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพ่ือสรา งนวัตกรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
2. เงอ่ื นไขของการฝกฝน (conditions of practice) 3. การใหข อ มูลยอ นกลับเกยี่ วกับผลการกระทาํ (feedback) 4. การปรุงแตง เน้ือหาใหเ ขาใจงาย (meaningfulness of the material) 5. ความแตกตา งระหวา งบคุ คล (individual differences) 6. การสรางและรกั ษาแรงจูงใจในการเรียนรู (building and maintaining motivation) ประเภทของการเรียนรู องคกรจะตองตอบใหไดเสียกอนท่ีจะเริ่มแผนการฝกอบรม เพราะวัตถุประสงคของการฝกอบรมที่ ตางกนั ก็ยอมทําใหการฝกอบรมมีวิธีการที่แตกตางกันดวย ดงั นั้น จึงจําเปน อยางย่งิ ท่ีนักจัดการฝก อบรมจะตอง เขาใจประเภทของผลการเรียนรู ซึง่ มงุ หวังจะใหเ กิดขน้ึ ในตวั ของผรู ับการอบรม กานเย (Gagne, 2001 วีระพันธ แกวรัตน, 2558) ไดจําแนกประเภทของผลการเรียนรูออกเปน 5 ประเภทดวยกนั คอื 1. ทักษะทางปญญา (intellectual skills) ทักษะเหลานี้บางคร้ังเรียกวาความรูเก่ียวกับ กระบวนการ (procedural knowledge) อันไดแก ความรเู กีย่ วกับมโนทศั น (concepts) กฎ (rules) และกระบวนการ (procedures) ตัวอยางเชน ความรูเกี่ยวกับกฎการคํานวณ ทางคณิตศาสตร เปนตน 2. ความรูทางภาษา (verbal information) หมายถึง ความสามารถในการบรรยายสิ่งตางๆ เชน บรรยายถึงประเภทและวิธใี ชเคร่อื งดับเพลงิ แบบตา ง ๆ 3. วิธีคิด (cognitive strategies) หมายถึง ความรู ความคิดที่ผูเรียนนํามาประยุกตใชกับงาน ใหม ๆ ซึ่งนอกจากจะเปนความรูเกี่ยวกับกระบวนการและความรูทางภาษาแลว ยังเปน ความรูวาจะใชขอ มูลท่ีมอี ยอู ยางไร และเมอื่ ไรดวย ตวั อยา งเชน การเขียนบทความ เปน ตน 4. ทักษะในการกระทํา (motor skills) หมายถึง ทักษะในการประกอบกิจกรรมตางๆ ซ่ึงตอง อาศัยอวยั วะภายนอก เชน การวา ยน้ํา การใชเ ครื่องมือ การเขียนหนงั สอื เปน ตน รายงานการศกึ ษาวิจยั 47 “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดานเด็กและเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพือ่ สรางนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
5. ทัศนคติ (attitudes) หมายถึง ความพึงพอใจท่ีจะเลือกกระทําสิ่งใดส่ิงหนึ่ง เชน เลือกที่จะ อา นนวนิยายในเวลาวาง เปนตน ประเภทของผลการเรียนรูท้ังหา จะชวยใหนกั จดั การฝก อบรมทราบวา ส่งิ ท่กี ารฝกอบรมตองการจะสอน ผเู รียนนั้นจัดอยูใ นประเภทใด และควรจะออกแบบและเลอื กใชว ิธีการฝก อบรมแบบใด จงึ จะทาํ ใหไดรับผลตามที่ ไดก าํ หนดไวในวตั ถุประสงค เง่อื นไขของการฝก ฝน การฝกฝนงาน เปนส่ิงที่จาํ เปนสําหรับการเรียนรพู ฤตกิ รรมการทาํ งานใหมๆ การเรียนรูใดๆ ท่ีปราศจาก การฝกฝน ยอมไมอาจจะทําใหผูเรียนจดจําและนําความรูใหมๆ ไปใชได อยางไรก็ตาม การฝกฝนก็มีอยูหลาย รูปแบบ แตละแบบก็ยอมมีขอดีขอเสีย และมีความเหมาะสมกับการเรียนรูแตละแบบไมเทาเทียมกัน ดังน้ันนัก จดั การฝกอบรมจึงควรมีเขาใจเง่ือนไขของการฝกฝนแบบตา งๆ ดงั ตอไปนี้ (วีระพนั ธ แกวรัตน, 2558) 1. การเรียนทั้งหมดหรือการเรียนบางสวน (whole vs part learning) การเรียนท้ังหมดเปนการฝกหัด ทํางานตั้งแตตนจนจบ โดยไมแบงบทเรียนออกเปนสวนยอยๆ สวนการเรียนบางสวน อาจกระทําไดในสอง รูปแบบ แบบแรกเปนการแบงบทเรียนออกเปนสวนยอยๆ และฝกหัดทีละสวนๆ จนมีความคลองแคลว ซึ่ง เรียกวา การเรียนบางสวนขนาดแท (pure-part learning) สาํ หรับแบบที่สองซ่ึงเรียกวา การเรยี นบางสวนแบบ กาวหนา (progressive- part learning) จะฝกหัดทํางานสวนแรกในชวงที่หน่ึง จากนั้นก็ฝกหัดทํางานสวนแรก และสวนที่สองในชว งท่สี อง และจะฝกหดั ทํางานสว นแรก สว นทส่ี อง และสวนที่สามในชว งทีส่ าม ตารางที่ 2 การฝก ฝนแบบการเรียนทง้ั หมดและการเรยี นบางสวน ประเภทการฝก ฝน ชว งที่ 1 ชว งท่ี 2 ชว งท่ี 3 ชว งที่ 4 x เรียนท้งั หมด 1+2+3 1+2+3 1+2+3 1+2+3 x เรยี นบางสวนขนาดแท 1+2+3 x เรียนบางสว นแบบกาวหนา 1 2 3 1+2+3 1 1+2 1+2+3 การเลือกวาจะใชการฝกฝนแบบใดนั้น ขึ้นอยูกับองคประกอบของงานสองประการคือ ความ สลบั ซับซอ นของงาน (task organization) ความสลบั ซับซอ นของงาน หมายถึง ความยากงายของงานยอ ยๆ แต 48 รายงานการศกึ ษาวิจยั “การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพือ่ สรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
ละสว น ซึง่ ประกอบขน้ึ เปนตวั งานท้ังหมด สวนความสัมพันธร ะหวางสว นยอยของงาน หมายถึง ระดบั ความเกีย่ ว โยงสัมพันธกันระหวางงานยอยๆ เหลาน้ัน สําหรับหลักการเลือกวิธีการเรียนนั้นมีอยูวา เมื่องานมีความสัมพันธ เก่ียวโยงภายในสูง แตการเรียนบางสวนจะมีประสิทธิภาพมากกวาการเรียนท้ังหมด สําหรับงานซ่ึงมี ความสัมพันธเ ก่ยี วโยงภายในตํา่ 2. การฝกรวดเดียวหรือการฝกเปนชวง (massed vs spaced practice) ขอควรคํานึงอีกประการหน่ึง ในการออกแบบโครงการฝกอบรมก็คือ ประเด็นท่ีวาจะแบงการฝกออกเปนชวงๆ หรือจะฝกรวดเดียว ตัวอยางเชน สมมติวาผูรับการฝกอบรมจําเปนตองฝกเปนเวลาแปดช่ัวโมง รูปแบบการฝกท่ีดีที่ สุดควรจะเปน อยางไรระหวา งการฝกสามแบบดงั ตอ ไปน้ี แบบทีห่ นง่ึ ฝกแปดช่ัวโมงรวดในวนั เดยี ว แบบทสี่ อง ฝก วันละสชี่ ัว่ โมง เปน เวลาสองวนั และแบบทีส่ าม ฝกวันละสองชว่ั โมงเปน เวลาส่ีวัน คาํ ตอบสําหรับกรณีนี้ข้ึนอยูกับวางานที่ฝกนั้นมีธรรมชาติเชนไร การวิจัยไดบงชี้วา การฝกแบบเปนชวง จะดกี วา การฝกรวดเดียว เปนตน เหตุทีเ่ ปนเชนน้ีกเ็ พราะวา ชวงเวลาพักระหวา งการฝกเปนชวง จะชวยบรรเทา ความเมอ่ื ยลา ทเ่ี กิดขน้ึ ระหวางการฝกได 3. การเรียนเกินพอ (overlearning) หมายถึง การเรียนเนื้อหาหรืองานซ้ําแลวซ้ําเลา ถึงแมวาจะจดจํา หรือกระทําไดอ ยางถูกตองแลว ก็ตาม การเรียนเกินพอมคี วามสาํ คัญในสองกรณีคอื 3.1 เมื่อมีโอกาสนอยในการทํางานนั้นในสถานที่จริง เน่ืองจากตองเสียคาใชจายแพงเกินไป หรือมี อนั ตรายเกินไป เชน การฝกกูระเบดิ 3.2 เมื่อตอ งการใหม ีการปฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ งในชว งเวลาฉกุ เฉนิ และวิกฤต เชน เมอ่ื เกิดเพลิงไหม แผน ดินไหว เปน ตน การเรียนเกินพอมีความสําคัญมากดวยเหตุผลหลายประการ ประการแรก การเรียนเกินพอจะชวยให บคุ คลสามารถจดจาํ เน้อื หาหรือสง่ิ ท่ีตอ งปฏิบัตไิ ดยาวนานข้ึน ท้ังนีเ้ พราะ การฝก ฝนอยา งสมา่ํ เสมอ จะทําใหสาย สัมพันธระหวางสิ่งเราและการตอบสนองแนนแฟนย่ิงขึ้น จึงทําใหลืมไดยากขึ้น ประการที่สอง การเรียนเกิน พอจะทําใหการกระทํามีลักษณะอัตโนมัติ ไมจําเปนตองเสียเวลาคิดในยามฉุกเฉิน ประการท่ีสาม ผูเรียนจะ สามารถรักษาระดับการทํางานที่ดีไวได ในสถานการณฉุกเฉินซ่ึงเต็มไปดวยความเครียด และประการสุดทาย การเรยี นเกินพอจะชว ยใหผ เู รียนสามารถถา ยโอนความรู จากสถานท่ีฝกอบรมไปสสู ถานทที่ ํางานจริงไดงา ยข้นึ รายงานการศกึ ษาวจิ ัย 49 “การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรดานเด็กและเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพื่อสรางนวตั กรรมการบริหารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
การใหขอมูลยอนกลบั เก่ียวกับผลการกระทาํ ขอมูลยอนกลับเกี่ยวกับผลการกระทํา (feedback or knowledge of results) เปนส่ิงที่มีความสําคัญ มากทั้งสําหรับการเรียนรูและแรงจงู ใจของบุคคล ผูร ับการอบรมควรจะทราบวาพวกเขาจะไดร ับขอมูลยอนกลับ เกี่ยวกับผลการกระทําเม่ือไรและอยางไร ขอมูลยอนกลับเก่ียวกับผลการกระทํา ไมวาจะอยูในรูปของคําชมเชย คะแนนของการทดสอบ รายงานผลการผลิต หรือแบบประเมินผลการปฏิบตั ิงาน จะมบี ทบาทสาํ คัญสามประการ ในการสงเสริมการเรียนรูและแรงจูงใจของผูรับการอบรม (Locke & Latham, 1990 อางถึงใน วีระพันธ แกว รตั น, 2558) กลา วคอื 1) ประการแรก จะชวยบอกใหผูรับการอบรมทราบวา การปฏิบัติของพวกเขาถูกตองหรือไม ซ่ึงจะชวย ใหพวกเขาสามารถปรับเปลยี่ นการกระทําไดใ นโอกาสตอไป 2) ประการท่ีสอง จะชวยใหกระบวนการเรียนรูมีความนาสนใจมากย่ิงขึ้น อันจะชวยทําใหผูรับการ อบรมมีความเต็มใจทจ่ี ะเรยี นรมู ากขน้ึ ไปดว ย 3) ประการท่สี าม จะนําไปสกู ารตั้งเปา หมายเพื่อรักษาหรือปรบั ปรงุ การปฏบิ ัตงิ านใหดขี ้ึน อยางไรก็ตาม ควรใหขอมูลยอนกลับเกี่ยวกับผลการกระทําอยางเหมาะสมจึงจะเกิดประโยชนตามที่คาดหวัง ซ่ึง สามารถสรุปไดดงั ตอไปนี้ 3.1) ควรจะกระทําอยางเร็วท่ีสุดเทาท่ีจะเปนไปได หลังจากที่ผูรับการอบรมไดปฏิบัติหรือ ตอบสนองออกมาแลว 3.2) ควรจะมีปริมาณและรายละเอียดที่เหมาะสมกับระดับความสามารถและพัฒนาการของ ผูเรียน การท่ีใหขอมูลมากเกินไปในครั้งหนึ่ง ๆ หรือเร็วเกินไป อาจทําใหผูเรียนเกิดความสับสนและมีการ ปฏิบัติงานเลวลงได ในทํานองเดียวกัน การใหขอมูลท่ีนอยหรือชาเกินไป ก็ทําใหผลการปฏิบัติงานเลวลงได เชน กัน 3.3) การใหขอมูลยอนกลับในทางลบ (เชน “คุณสงรายงานชาไปสองวันนะ” เปนตน) แก ผูเ รียน สามารถกระทาํ ได แตข อที่ควรจะคาํ นึงถงึ กค็ อื 3.3.1) ผูรับการอบรมสว นใหญจะยอมรับฟงขอมลู ยอ นกลับในทางลบจากพวกท่ีพวกเขารูสึกวา มคี วามนาเช่อื ถอื มีความรเู กยี่ วกบั เรื่องท่ีสอน และมีพลังอาํ นาจมากเพียงพอในการจูงใจพวกเขา 50 รายงานการศกึ ษาวิจัย “การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรดานเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพือ่ สรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
3.3.2) การใหขอมูลยอนกลับในทางลบจะมีผลดีมากขึ้น หากผูใหมีความสัมพันธอันดีและ ใกลชิดกับผรู บั การอบรม 3.3.3) หากเปนไปได ควรจะใหขอมูลยอนกลับเกี่ยวกับผลการกระทําทั้งในดานบวกและลบ พรอมกัน เพื่อมิใหผูรับการอบรมรูสึกวาถูกลงโทษดวยการตําหนิติเตียน เชน “คุณทําตรงนี้ดีแลวนะ ผมพอใจ มาก แตว า ผมอยากจะใหคุณแกไข...” เปนตน 4) การใหขอมูลยอนกลับเก่ียวกับผลการกระทําจะเกิดผลดี ก็ตอเมื่อชวยปรับปรุงเปาหมายการ ปฏิบัติงานของบุคคล ดังนั้น จึงอาจใหท้ังขอมูลท้ังในดานพฤติกรรม (เชน “ในฐานะของคนเปนครูอนุบาล นอง ควรจะมสี หี นาย้ิมแยม เมือ่ เจอเดก็ ๆ นะคะ) และในดานผลลัพธ (เชน “เดก็ ๆ บอกวา ไมอ ยากมาเรียน 10 คนเลย ในเดือนทแี่ ลว ”) เพอ่ื ใหก ารปรบั เปลีย่ นและพฤตกิ รรมการทาํ งานในอนาคต 3. นวัตกรรมและนวตั กรรมทางสังคม ความหมายของนวัตกรรม (Innovation) มีรากศัพทมาจากภาษาลาติน คําวา Innovare แปลวา “ทํา สิ่งใหมขน้ึ มา” ทัง้ นี้ “นวัตกรรม” มีผใู หความหมายไวมากมาย ในยคุ แรกๆ จะพดู ถงึ อะไรท่ีเปน ส่ิงใหมๆ เทา น้ัน ตอ มาโรเจอร ไดเ ร่มิ กลาวถึง การแพรก ระจายของนวตั กรรมดว ย Diffusion of Innovation อยางไรก็ดี คาํ จาํ กัด ความที่ดูเหมือนจะครอบคลุมที่สุด คือ Invention + Commercialization หรือ ตองมีการนําส่ิงประดิษฐที่คิด วาใหม ไปใชใหเกิดประโยชนไดจรงิ ท้ังทางธุรกจิ หรือ ทางสังคม ท้ังน้ีรูปแบบของนวัตกรรม ก็สามารถแบงออก เปนไดตามรูปแบบผลิตผล การบริการ กระบวนการ (Product, Service, Process) หรือ อาจแบงตามระดับ ความใหมก็ได ซงึ่ จะแบง ออกเปน 4 กลุมดว ยกนั ไดแก ลนที่เพ่มิ ขึ้น (Incremental ) แบบแยกสวน (Modular), สถาปตยกรรม (Architectural) และ Radical (รุนแรง) Innovation Teerapon.T (2008) กลา วถงึ Innovation หรือ นวัตกรรมวา อาจหมายถึง สง่ิ ประดิษฐ หรอื สิ่งใหม ท่ตี องสรางใหเกดิ Value Creation คือ นําไปใชใหเกิด ประโยชนไ ดน ่นั เอง จากวิกิพเี ดยี สารานุกรมเสรี นวัตกรรมหมายถึง การทําสิ่งตางๆดวยวธิ ีใหมๆ และยงั อาจหมายถึงการ เปล่ียนแปลงทางความคิด การผลิต กระบวนการหรือองคกร ไมวาการเปลี่ยนน้ันจะเกิดขึ้น จากการปฏิวัติ การ เปลี่ยนอยางถอนรากถอนโคน หรอื การพฒั นาตอ ยอด ทัง้ น้ี มกั มีการแยกแยะความแตกตางอยางชดั เจน ระหวา ง การประดิษฐคิดคน ความคิดริเริ่ม และนวัตกรรม อันหมายถึงความคิดริเริ่มที่นํามาประยุกตใชอยางสัมฤทธิ์ผล (Mckeown, 2008) และในหลายสาขา เชอ่ื กันวา การท่ีสิ่งใดสิ่งหน่ึงจะเปนนวัตกรรมไดน ั้น จะตองมีความแปลก รายงานการศึกษาวจิ ยั 51 “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพ่อื สรางนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
ใหมอยางเห็นไดชัด และไมเปนแคเพียงการเปล่ียนแปลงครั้งสําคัญ เปนตนวา ในดานศิลปะ เศรษฐศาสตร เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐในเชิงเศรษฐศาสตรนั้น การเปลี่ยนแปลงน้ันจะตองเพ่ิมมูลคา มูลคาของลูกคา หรือมูลคาของผูผลิต เปาหมายของนวัตกรรมคือการเปล่ียนแปลงในเชิงบวก เพื่อทําใหส่ิงตางๆเกิดเปล่ียนแปลง ในทางทด่ี ขี ึน้ นวตั กรรมกอใหไ ดผลติ ผลเพ่มิ ข้ึนและเปน ที่มาสาํ คัญของความมง่ั คั่งทางเศรษฐกจิ นวัตกรรมเปนหวั ขอหลักในการศึกษาดานเศรษฐศาสตร ธุรกิจ เทคโนโลยี สังคมศาสตร และวิศวกรรม และหากพูดกันแบบภาษาชาวบานแลว คําวา 'นวัตกรรม' มักจะหมายถงึ ผลลพั ธของกระบวนการ และในฐานะท่ี นวัตกรรมมักจะไดรับการยกยองวาเปนกลไกสําคัญในการผลักดนั เศรษฐกิจ ปจจัยที่นําไปสูนวัตกรรม มักได รับ ความสาํ คัญจากผอู อกนโยบายวา เปน เรื่องวิกฤติ ผมู ีหนาที่รับผิดชอบโดยตรงในการนาํ นวัตกรรมมาประยุกตใชในสาขาใดสาขาหนึ่ง มักจะเรียกวาเปนผู บกุ เบกิ ในสาขานน้ั ไมว า จะเปน ในนามบุคคล หรอื องคกร (อรรคเดช โสสองชัน้ , ม.ป.ป.) มอรตัน (Morton,J.A.) ใหความหมาย “นวัตกรรม” วาเปนการทําใหใหมข้ึนอีกคร้ัง (Renewal) ซึ่ง หมายถึง การปรับปรุงสิ่งเกาและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรตลอดจนหนวยงานหรือองคการน้ันๆ นวัตกรรม ไมใ ชก ารขจดั หรอื ลม ลางสิ่งเกาใหหมดไป แตเ ปนการปรบั ปรุงเสรมิ แตง และพฒั นา ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521: 14) ไดใหความหมาย “นวัตกรรม” ไววาหมายถึง วิธีการปฏิบัติใหมๆ ที่ แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะไดมาจากการคิดคนพบวิธีการใหมๆ ข้ึนมาหรือมีการปรับปรุงของเกาใหเหมาะสม และสิ่งท้ังหลายเหลาน้ีไดรับการทดลอง พัฒนาจนเปนท่ีเช่ือถือไดแลววาไดผลดีในทางปฏิบัติ ทําใหระบบกาว ไปสูจ ุดหมายปลายทางไดอยา งมีประสทิ ธิภาพขึ้น จรูญ วงศสายัณห (2520: 37) ไดกลาวถึงความหมายของ “นวัตกรรม” ไววา “แมในภาษาอังกฤษเอง ความหมายตางกันเปน 2 ระดับ แตโดยท่ัวไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใดๆ จะเปนผลสําเร็จหรือไม มากนอยเพียงใดก็ตามท่ีเปนไปเพือ่ จะนําส่ิงใหม ๆ เขามาเปล่ียนแปลงวิธีการท่ีทําอยูเดิมแลวกบั อกี ระดับหน่ึงซึ่ง วงการวิทยาศาสตรแหงพฤติกรรม ไดพยายามศึกษาถึงท่ีมา ลักษณะ กรรมวิธี และผลกระทบที่มีอยูตอกลุมคนท่ี เก่ียวของ คําวา “นวัตกรรม” มักจะหมายถึง สิ่งท่ีไดนําความเปล่ียนแปลงใหมเขามาใชไดผลสําเร็จและแผกวาง ออกไป จนกลายเปน การปฏบิ ัตอิ ยางธรรมดาสามญั สาํ นกั งานนวัตกรรมแหงชาติ (2549) ไดใหค วามหมายของนวัตกรรมไวว า นวัตกรรม คือ “สิ่งใหมที่เกิด จากการใชค วามรูและความคิดสรา งสรรคทีม่ ีประโยชนต อ เศรษฐกิจและสังคม” 52 รายงานการศกึ ษาวจิ ยั “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพื่อสรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
โทมัส ฮิวส (Thomas Hughes, 1987) ไดใหความหมายของ “นวัตกรรม” วา เปนการนําวิธีการใหมๆ มาปฏบิ ตั ิหลงั จากไดผ านการทดลองหรือไดรับการพัฒนามาเปน ข้นั ๆ แลว เริม่ ต้ังแตการคิดคน (Invention) การ พัฒนา (Development) ซ่ึงอาจจะเปนไปในรูปของโครงการทดลองปฏิบัติกอน (Pilot Project) แลวจึงนําไป ปฏบิ ัตจิ ริงซ่ึงมีความแตกตา งไปจากการปฏิบัติเดิมท่เี คยปฏิบตั ิมา สมนึก เอื้อจิระพงษพันธ พักตรผจง วัฒนสินธุ อัจฉรา จันทรฉาย และประกอบ คุปรัตน (2553) ไดให ความหมายของ นวัตกรรม หมายถึง “สิ่งใหม ท่ีเกิดขึ้นจากการใชความรู ทักษะประสบการณ และความคิด สรา งสรรค ในการพฒั นาขนึ้ ซึ่งอาจจะมลี ักษณะเปนผลติ ภัณฑใหม บรกิ ารใหม หรือกระบวนการใหม ที่ กอ ใหเกดิ ประโยชนในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมท้ังใหนําเสนอความหมายขององคประกอบของนวตั กรรม วา มอี ยู 3 ประการ คือ (อภินันท หวังดี, 2561) 1. ความใหม (Newness) หมายถึง เปนส่ิงใหมที่ถูกพัฒนาข้ึน ซ่ึงอาจเปนตัวผลิตภัณฑ บริการ หรือ กระบวนการ โดยจะเปนการปรับปรงุ จากของเดมิ หรือพฒั นาขน้ึ ใหมเลยก็ได 2. ประโยชนในเชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefits) หรอื การสรางความสําเร็จในเชิงพาณิชย กลาวคือ นวัตกรรม จะตองสามารถทําใหเกิดมูลคาเพิ่มข้ึนไดจากการพัฒนาสิ่งใหมน้ันๆ ซึ่งผลประโยชนที่จะเกิดขึ้น อาจจะวดั ไดเปน ตัวเงินโดยตรง หรือไมเ ปน ตัวเงนิ โดยตรงกไ็ ด 3. การใชความรูแ ละความคิดสรางสรรค (Knowledge and Creativity Idea) ส่ิงที่จะเปนนวัตกรรมได น้ันตองเกิดจากการใชความรูและความคิดสรางสรรคเปนฐานของการพัฒนาใหเกิดซ้ําใหม ไมใชเกิดจากการ ลอกเลยี นแบบ การทําซาํ้ เปนตน พรอมนําเสนอกระบวนการนวัตกรรมวา กระบวนการนวัตกรรม จะเปนสวนสําคัญท่ีทําใหองคกร สามารถดาํ รงอยูแ ละเจริญเตบิ โตตอไปได ซงึ่ กระบวนการประกอบดว ยสวนทส่ี ําคัญๆ หลายประการ 1. การคนหา (Searching) เปนการสํารวจสภาพแวดลอมตางๆ ทั้งภายในและภายนอก เพ่ือตรวจจับ สญั ญาณของทง้ั โอกาสและอปุ สรรคสาํ หรับการนําไปสูจุดเริ่มตนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 2. การเลือกสรร (Selecting) เปนการตัดสินใจเลือกสัญณาณที่สํารวจพบเหลานั้น เพื่อจะนําไป ประยุกตใชใหเ กิดประโยชนสูงสุดกบั องคก ร ท้ังนีก้ ารเลือกสรรจําเปนตองมคี วามาสอดคลองกับหลักกลยุทธของ องคกร รายงานการศึกษาวิจัย 53 “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพื่อสรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
3. การนําไปปฏิบัติ (Implementing) เปนการแปลงสัญญาณท่ีมีศักยภาพ ไปสูการสรางสรรคสิ่งใหมๆ ขึ้นและนําส่ิงเหลาน้ันออกเผยแพรสูตลาดทั้งภายในและภายนอกองคกร แตสัญญาณที่วา ไมไดเกิดข้ึนเพียงช่ัว คร้ังชั่วคราวเทานั้นหากแตจะเกดิ ขึ้น ดว ยการดําเนินงานข้ันตอนท่สี ําคัญอีก 4 ประการ ดงั น้ี 3.1 การรับ (Acquiring) คือ ข้ันตอนของการนําองคความรูตาง ๆ มาประยุกตใชใหเกิดเปน นวัตกรรมข้ึน เชน การสรางสรรคสิ่งใหมจากกระบวนการทางวิจัยและพัฒนา (R&D), การทําวิจัยทางการตลาด รวมไปถึง การไดรับองคความรูจากแหลงอ่ืน ๆ โดยการถายทอดทางเทคโนโลยี (Technology Transfer) หรือ การคน ควา รวมกนั ในเครอื พันธมติ ร (Strategic Alliance) เปนตน 3.2 การปฏิบัติ (Executing) คือ ข้ันตอนของการนําโครงการดังกลาวสูการปฏิบัติงานภายใต สภาพของความไมแนน อนตา ง ๆ ซงึ่ ตองอาศยั ทกั ษะการแกปญหา (Problem-Solving) ตลอดเวลา 3.3 การนําเสนอ (Launching) คือ การนํานวัตกรรมท่ีไดออกสูตลาด โดยอาศัยการจัดการ อยางเปนระบบเพื่อใหนวัตกรรมนั้นสามารถเปนที่ยอมรับจากตลาดไดโดยเฉพาะอยางยิ่งในชวงแรกของการนํา ออกสตู ลาด 3.4 การรักษาสภาพ (Sustaining) คือ การรักษาสถานะภาพการยอมรับจากตลาด ใหเกิดขึ้น อยางตอเน่ืองตอไปและคงอยูใหนานเทาท่ีจะเปนได ซึ่งอาจจะตองนํานวัตกรรมน้ันๆ กลับมาปรับปรุงแกไขใน แนวความคิดหรือทําการเร่ิมใหมต ั้งแตตน (Renovation) เพื่อใหไดนวัตกรรมท่ีถูกพัฒนาใหม ีความสอดคลองกับ ความตอ งการของตลาดมากย่ิงขนึ้ 4. การเรียนรู (Learning) เปนส่ิงจําเปนที่องคกรควรที่จะศึกษาและเรียนรูในข้ันตอนตางๆ ของ กระบวนการทางนวัตกรรมเพ่ือกอใหเกิดเปนองคความรูพื้นฐานท่ีแข็งแกรง และสามารถนําไปใชพัฒนาวิธีการ สําหรับจดั การกับกระบวนการทางนวัตกรรมเหลาน้นั ใหม ีประสิทธภิ าพทีด่ ยี ง่ิ ขึ้น ประเภทของนวตั กรรม แบงออกเปน 3 ประเภทใหญๆ 1. นวัตกรรมผลิตภัณฑ (Product Innovation) คือ ผลิตภัณฑท่ีถูกผลิตข้ึนในเชิงพาณิชยท่ีไดปรับปรุง ใหดีขึ้น หรือ เปนสิ่งใหม ในตลาด นวัตกรรมน้ีอาจจะเปนของใหม ตอโลก ตอประเทศ องคกรหรือแมแตตัวเรา เอง 54 รายงานการศึกษาวจิ ยั “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพอ่ื สรางนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
2. นวัตกรรมในกระบวนการผลิตหรือการดําเนินงาน (Process Innovation) เปนการเปล่ียนแนวทาง หรือวิธีการผลติ สนิ คาหรอื การใหบรกิ ารในรปู แบบท่ีแตกตา งออกไปจากเดิม 3. นวัตกรรมทางธุรกิจ (Business Innovation) แมวาในระยะแรก นวัตกรรมจะเก่ียวพนั โดยตรงกับการคิดคนสิ่งประดิษฐ หรอื แนวทางใหมๆ อันมีผล โดยตรงตอการสรางมูลคาทางเศรษฐกิจและประโยชนดานเศรษฐกิจและประโยชน ดานเทคโนโลยีที่ทันสมัยข้ึน ตอมานวัตกรรมถูกใชในวงการท่ีกวางขวางขึ้น และเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษยในบริบทตางๆ มากขึ้น คําวา นวัตกรรม จึงเริ่มเช่ือมโยงกับวิถีชีวิตประจําวันของคน และนําไปสูคําท่ีเรารูจักกันมากข้ึน นั่นคือ คําวา “นวตั กรรมทางสงั คม” นวัตกรรมทางสังคม คือ วิธีการ หลักการ แนวความคิดและโครงสรางท่ีเปนท่ีตองการของสังคม อาทิ ระบบการศึกษา การพัฒนาชุมชน และสุขภาพ รวมไปถึงการเสริมสรางสังคมที่มีอารยธรรม กลาวอีกนัยหน่ึง นวตั กรรมทางสังคมคือนวัตกรรมใหมทางความคิดท่ีพัฒนาสังคมและชวยเสรมิ สรางความสามารถทางสังคม ทั้งนี้ นวตั กรรมทางสังคมเปน การเปลย่ี นแปลงทางสถาบัน โครงสรางขององคกรและระบบขนั้ พ้นื ฐานเพื่อเตรียมความ พรอมสําหรับการแกปญหาท่ีเกิดขึ้น และพัฒนาสังคมใหย่ังยืน เชน การใหสินเช่ือแกองคกรที่ทํากิจกรรมเพื่อ สังคม การศึกษาทางไกล การเปลี่ยนแปลงโครงสรางและนโยบายของรัฐบาล โดยสรุปแลวนวัตกรรมทางสังคม จะแสดงถึงรูปแบบของการสรางสรรคที่จะนําไปสูการปฏิรูปสถาบัน หนวยงาน หรือนโยบายใหมๆ ( Caulier-Grice, 2010; Edgington, 2010; Damanpour, 1991; Drazin, Glynn, & Kazanjian, 1999; Gryskiewicz, 2000 อา งถึงใน กาญจนา แสงล้มิ สวุ รรณ, 2555) คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ซึ่งเปนหนวยงานท่ีมีบทบาทสําคัญเชิงนโยบายในการผลักดันแนวคิด เร่ือง “นวัตกรรมทางสังคม” รวมท้ังยังอุดหนุนงบประมาณสําหรับโครงการริเริ่มใหมๆ ที่มีเปาหมายเพ่ือรับมือ กับความทาทายทางสังคมในยุโรปอยางตอเน่ือง ไดนิยามวา “นวัตกรรมทางสังคม” คือ การพัฒนาและใช ประโยชนจากแนวคิดใหมๆ เพ่ือตอบสนองตอความทาทายและสงเสริมความรวมมือทางสังคมโดยมีเปาหมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย “นวัตกรรมทางสังคม” คือ การพัฒนาแนวคิดหรือวิธีการในการตอบสนอง ตอความตองการทางสังคมที่ยังคงไมไดรับการแกไขดวยวิธีการที่มีอยูเดิม (Taylor, James B. (1970); Chambon, Jean-Louis, Alix David and Jean-Marie Devevey. (1982); Nilsson, W.O. (2003); Mulgan, Geoff et al., 2007) รายงานการศกึ ษาวิจยั 55 “การพฒั นาศกั ยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพอ่ื สรา งนวตั กรรมการบริหารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
“นวัตกรรม” ในบริบทของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ดําเนินการอยูมี ความ “แตกตาง” จากนวัตกรรมในแวดวงวิทยาศาสตรหรืออุตสาหกรรมในลักษณะของการคนพบสิ่งใหม หรือ ประดิษฐกรรมใหมๆ ที่สามารถนําไปใชประโยชนไดอยางเปนรูปธรรม และ/หรือสามารถนําไปจําหนายเพ่ือผล กําไรทางธุรกิจ แตกลับเปนนวัตกรรมท่ีสรางมูลคาเพ่ิมหรือสงผลประโยชนตอสังคมซึ่งก็คือ “นวัตกรรมทาง สงั คม” (Social Innovation) นวัตกรรมของ สสส. ประกอบไปดว ย 3 องคป ระกอบหลักคือ 1.การมีพน้ื ฐานมาจากปญ หา (Base on Problem) 2. เปน วธิ กี ารใหม (New Smart) 3. กอ ใหเ กดิ การเปล่ยี นแปลง (Change) ที่ตอบโจทยการแกป ญ หาสังคมดา นสุขภาพและสรา งสังคม ท่เี อ้อื ตอการมีสขุ ภาวะทดี่ ี โดยมียุทธศาสตรไตรพลังในการทํางานรวม เพ่ือสรางการเปลี่ยนแปลงอาศัยหลัก 3 อยางคือ !) องคความรู (Knowledge) โดยตองมีความรูอยางเพียงพอ ตอเน่ืองเทาทันสถานการณ และเหมาะสมตอ กลุมเปา หมาย 2) การขับเคลอ่ื นทางสังคม (Social Movement) คือ ตองระดมพลังในการทํางานมีเปาหมาย มี ทักษะในการทํางานรวมกนั มเี ครือขายเชื่อมโยงกนั และ 3) นโยบาย / กฎระเบียบ (Policy) เปนการขยายการมี สว นรวมใหกวางมากข้ึน การสรางนโยบายและกฎระเบียบทําใหเกิดระบบและโครงสราง และสรางผลกระทบท่ี ยาวนาน ยงิ่ นโยบาย / กฎระเบียบไดจ ากความรแู ละเปน ที่ยอมรบั จากสังคม เกดิ ความรว มมือ ชานนท โกมลมาลย (2561) ใหความเห็นวา นวัตกรรมทางสังคม มีความสัมพันธอยางย่ิงกับความคิด สรางสรรคของพลเมือง องคกรประชาสังคม ชุมชนทองถิ่น ภาคธุรกิจ และผูปฏิบัติงานในภาครัฐ อันมีความมุง หมายในการจัดการแกไขปญหาดวยวิธีการท่ีแปลกใหมแตกตางฉีกกรอบไปจากรูปแบบเดิมๆ นวัตกรรมทาง สังคมเปนส่ิงทีส่ รางขึ้น โดยวิธีการหลากหลายวิธี ผูสรางนวัตกรรมทางสังคมมคี วามหลากหลายดวยเชนกนั แต ท่นี ้ีใหความสําคัญกับกลุมเด็กและเยาวชนอันเปน การสงเสรมิ สิทธกิ ารมีสว นรวมใหเขมแข็งและเตรียมพรอมเด็ก และเยาวชนรบั มอื กบั สถานการณก ารเปลี่ยนแปลงของสงั คมในอนาคต การสงเสริมใหม กี ลไกขบั เคลื่อนนวตั กรรมและตวั อยา งโครงการระดับชาตใิ นประเทศไทย ประเทศไทยมีการสงเสริมใหมีกลไกที่สนับสนุนนวัตกรรม ในรูปแบบของหนวยงาน เชน สํานักงาน นวัตกรรมแหงชาติ (สนช.) เปนองคการมหาชน ต้ังแต ป พ.ศ. 2552 โดยมีหนาที่ตางๆ ไดแก ยกระดับ ความสามารถดานเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมยุทธศาสตรของประเทศ โดยการ วเิ คราะหและประเมินสถานภาพของอุตสาหกรรมและศกั ยภาพของนวัตกรรม ตลอดจนการแสวงหาและพัฒนา 56 รายงานการศึกษาวิจยั “การพัฒนาศกั ยภาพบคุ ลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพือ่ สรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
นวัตกรรมเชิงยุทธศาสตรท้ังในระดับประเทศและนานาชาติ /เช่ือมโยงเครือขายวิสาหกิจอยางมี บูรณาการ โดย ใหการสนับสนุนทั้งทางดานวิชาการและการเงิน และเปนหุนสวนพันธมิตรในการดําเนนิ งานท้งั ในระดับนโยบาย และปฏิบัติ อันจะนําไปสูการสรางใหเกิด “ระบบนวัตกรรมแหงชาติ” ขึ้นโดยเร็ว /สนับสนุนดานวิชาการและ การเงิน เพ่ือชวยการพัฒนาโครงการในระยะหลังการวิจัย และพัฒนา หรือการตอยอดจากงานวิจัยและ สิ่งประดิษฐสูเชิงพาณิชย ไดแก การสนับสนุนการจัดทําตนแบบโรงงานนํารอง การทดสอบในกระบวนการผลิต จริง การวิเคราะหและประเมินทางการตลาด และการจัดทําแผนธุรกิจ เปนตน /สนับสนุนการยกระดับทักษะ ความสามารถดานเทคนิคและการบริหารจัดการ ไดแก การจัดจางผูเชี่ยวชาญ การจัดการประชุมและสัมมนา และการพัฒนาความใฝรู /สงเสริมเพ่ือสรางความตื่นตัวดานนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อใหเกิดวัฒนธรรม นวตั กรรมทงั้ ในระดับอตุ สาหกรรม ระดบั องคกร และระดบั ประชาชนทว่ั ไป และบรหิ ารเงินทุนหมุนเวยี นเพอ่ื การ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามระเบียบกระทรวงวิทยา ศาสตรและเทคโนโลยีวาดวยเงินทุนหมุนเวียนเพ่ือการ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี พ.ศ. 2546 อาจกลาวไดว าการจัดตั้งสํานักงานนวัตกรรมแหง ชาตขิ ้นึ ในประเทศ เปนหมดุ หมายแรกทแ่ี สดงใหเ หน็ วา ประเทศไทยตองการใหนวตั กรรม เกิดขน้ึ ไดจ ริงในทางปฏิบัตโิ ดยภาครฐั พรอ มใหก ารสงเสริมอยางเต็มท่ี เพราะที่ ผานมาประเทศไทยก็มีนวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมทางสังคมหลายชิ้นที่นําไปสูการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธี ปฏบิ ัตแิ ละสงผลตอการพฒั นาคุณภาพชีวติ ประชาชนดว ย ตวั อยางหนงึ่ ทชี่ ัดเจนคอื การมี ผลิตภัณฑชุมชน หรือ OTOP ในประเทศไทย ในป พ.ศ. 2537 และปจจุบันโครงการ OTOP ไดตยอดมาสูโครงการที่มีช่ือวา “OTOP IGNITE.” ภายใตแ นวคิดของการยกระดับ OTOP แบบด้ังเดิมใหโดดเดน มเี อกลักษณ มนี วตั กรรม ความทันสมัย ความสวยงาม ความนาใชงาน มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยมีตนแบบมาจากโครงการหนึ่งหมูบานหน่ึงผลิตภัณฑ One village One product (OVOP) ที่ประสบความสําเร็จของเมืองโออิตะประเทศญี่ปุน โดยจะเชิญชวนใหผู ประกอบการายยอยไทยคิดใหแตกตาง และคิดออกมาแบบทําไดจริง ซ่ึงรัฐบาลจะทําหนาที่สงเสริมและสรางช่ือ ใหกับผลิตภัณฑ OTOP ที่คิดโดยคนไทยใหไดรับการยอมรบั และขายไดท่ัวโลก โดยสํานักงานนวัตกรรมแหงชาติ (สนช.) รวมสนับสนุนการดําเนินงานเนื่องจากสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรนวัตกรรมเพ่ือสังคม (Social Innovation) ของ สนช.ซ่ึงนับวาเปนรากฐานสําคัญย่ิงในการพาสังคมฐานความรูและขับเคล่ือน เศรษฐกิจไปสูประเทศไทย 4.0 ที่จุดประกายจากนวัตกรรม ดวยการสรางความรูความเขาใจในการสรางคุณคา ของนวัตกรรมจากการถายทอดประสบการณและตัวอยางความสําเร็จของผูประกอบการ OTOP ซ่ึงจะสามารถ สรางผูประกอบการผลิตภัณฑชุมชนรุนใหมที่มีความมุงม่ัน มีแนวคิด และแรงบันดาลใจ พรอมตอยอดทํา รายงานการศึกษาวิจยั 57 “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดานเด็กและเยาวชนของหนวยงานตางๆเพ่ือสรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
ผลิตภัณฑชุมชนทม่ี นี วัตกรรมใหเ กดิ ข้นึ จรงิ โดย สนช.ทําหนาท่ีผลกั ดันสรา งโอกาสทางการตลาดสินคานวตั กรรม ชุมชนทัง้ ในและตา งประเทศ นอกจากบทบาทของ สนช. แลว สํานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รวมกับ สํานักงานนวัตกรรมแหงชาติ บริษัท สยามพิวรรธนจํากัด และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง (สจล) ยังไดรวมกันจัดทําโครงการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภณั ฑชมุ ชนสาํ หรบั ผปู ระกอบการรุนใหม และการประกวด MOST’s Innovation OTOP Award ข้ึนในป 2560 เพ่ือพัฒนาศักยภาพของผูประกอบการผลิตภัณฑชุมชนรุนใหม ใหมีความรูเรื่องวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑที่ตรงตามความตองการของตลาด โครงการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑชุมชนสําหรับผูประกอบการรุนใหม ไดคัดเลือกผูประกอบการเขารวมโครงการจํานวน 80 ราย แบง ออกเปน 6 กลมุ ไดแก 1) กลมุ อาหาร 2) กลุมเครือ่ งดืม่ 3) กลมุ สมุนไพรที่ไมใชอาหาร 4) กลุมผา และเคร่ืองแตง กาย 5) กลมุ ของใชของตกแตง และของทรี่ ะลกึ และ 6) กลุมธรุ กิจรปู แบบใหม (SME Thailand News, 2017) ในดานของการบรหิ ารกําลังคนของภาครัฐกจ็ ัดวา มีนวัตกรรมเกิดขนึ้ มาแลวเชนกันภายใตโครงการท่ชี ื่อ “ระบบขาราชการผูมีผลสัมฤทธิ์สูง หรือ High Performance and Potential System (HiPPS)” โดย สํานักงานขาราชการพลเรือน (ก.พ.) ไดพัฒนาระบบขาราชการผูมีผลสัมฤทธ์ิสูง หรือ HiPPS ขึ้นเพื่อสรางความ พรอมใหกับขาราชการผูมีศักยภาพสูงอยางเปนระบบ โดยเนนที่การเรียนรูผานการปฎิบัติจริง (Workplace Learning) และเสรมิ ดว ยกลไกการสับเปล่ียนหมนุ เวียนงาน การสอนงาน และการเรียนรผู า นการฝก อบรมเพอื่ ให ขาราชการกลุมดังกลาวไดรับการพัฒนาอยางเต็มศักยภาพ สงผลใหสามารถเติบโตเปนขาราชการระดับสูงได อยางมีคุณภาพในเวลาที่เหมาะสม ถือเปนนวัตกรรมทางการบริหารทรัพยากรบุคคลของสวนราชการ เปนทั้ง “ศาสตร”หมายถึง แนวคิดและหลักการของระบบ และ “ศิลป”หมายถึง การที่สวนราชการจะตองนําเอา หลกั การกรอบวิธกี ารดําเนินงานไปปรับใชใหเหมาะสม ระบบนีไ้ ดดาํ เนินงานมาแลว 15 ป โดยมีแนวคดิ 3 ประการคอื 1. Attract : เพือ่ ดึงดดู รักษา และจงู ใจคนเกง คนดี มผี ลงานเปน ประโยชนตอ สาธารณะใหอ ยใู นราชการ 2. Talent Development : เพอื่ พัฒนาขาราชการพลเรือนผูม ีศักยภาพสงู อยา งตอเนื่องและเปน ระบบ 58 รายงานการศกึ ษาวจิ ัย “การพัฒนาศักยภาพบคุ ลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพ่อื สรา งนวัตกรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
3. Talent Inventory : เพ่อื เตรยี มผนู ําซึ่งมีคณุ ภาพมากประสบการณใ นจาํ นวนท่เี พียงพอสําหรับการเปน นั ก บ ริ ห า ร ร ะ ดั บ สู ง ( Senior Executive Service) แ ล ะ ผู เ ช่ี ย ว ช า ญ ห รื อ ผู ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ (Senior Professional Service) และมหี ลกั การดําเนนิ งาน 4 ดาน คอื 1. ระบบคดั เลือกท่เี ขม ขน แขง ขนั สงู 2. การแตงตั้งทเ่ี ปนธรรม 3. พฒั นาอยางเปนระบบและตอ เนื่อง 4. สอดคลอง ไมแ ปลกแยกจากระบบบริหารบคุ ลากรภาครัฐในภาพรวม ระบบ HiPPS เปนระบบพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อสรางคนคุณภาพพรอมดวยประสบการณในเวลาท่ี เหมาะสม มีการแบงขาราชการเปน 3 ประเภทคือ ประเภทผูเชี่ยวชาญในวิชาชีพเฉพาะดาน(Specialist Type) ในเชิงเทคนิค ประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะดาน (Expert type ) และประเภทผูบริหาร (Manager Type) ทั้งน้ี สํานักงาน กพ. มีหลักสูตรกรเสริมสรางคุณลักษณะสวนบุคคลและทักษะใน 5 Modules ไดแก Module 1 การเสริมสรางองคความรู(Knowledge-based development) Module 2 การเสริมสรางคุณลักษณะ ( Character Building) Module 3 ก า ร เ ส ริ ม ส ร า ง ทั ก ษ ะ ( Skill-based Development) Module 4 การเสริมสรางประสบการณ(Experience-based Development) และ Module 5 การเสริมสรางการบูรณา การ (Project-based Development) ระบบน้ีไมใชระบบท่ีเรงใหโตเร็วเกินกวามาตรฐานกําหนดตําแหนง (จากระดับ 4 ไปเปนระดับ 8 ใชเวลา อยางเร็ว 7 ป ) ซึ่งผูที่ไมอ ยใู นระบบนี้กส็ ามารถเติบโตดวยความเร็วเชน นี้ ไดเหมือนกนั เพยี งแต HiPPS จะชวย ทําใหเสนทางกาวหนาในอาชีพเปนระบบมากขึ้นโดยกลไกการ Rotationและการมอบหมายงานเปนสําคัญ ขา ราชการที่อยูในระบบนี้จะไดรับการพัฒนาไปจนถึงระดับ 8 เม่ือไดรับการแตงตั้งใหเปนระดบั 8 แลว จะไมได รับสิทธิในกระบวนการ พัฒนาของระบบ HiPPS หรือส่ิงจูงใจภายใตระบบนี้ อีกตอไป ทั้งน้ีเพื่อกระตุนให ขาราชการเหลานี้ตอ งรบั ผิดชอบตนเองในการพัฒนาอยางตอเน่ือง และเพือ่ ใหการแขงขันเขาสูตําแหนง ระดับสูง ( 9-11) เปน ไปอยางเสนอภาคระหวา งผอู ยใู นระบบปกติ สวนราชการหนึง่ ๆ จะมีขาราชการในระบบนี้ ไมเกินประมาณรอยละ 1 ของสวนราชการ ระบบนี้มี กลไกคดั เลอื กอยา งเขม ขน โดยมี 2 ขั้นตอนๆ ท่ี 1 เปนการคัดเลอื กโดยสวนราชการสังกดั ซง่ึ จะเปดรับสมัครจาก รายงานการศกึ ษาวจิ ยั 59 “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพอื่ สรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
ขาราชการในกรม ดํารงตําแหนงระดับ 4 หรือ 5 ท่ีใชวุฒิระดับปริญญามีระยะเวลาปฏิบัติราชการมาแลวอยาง นอย 1 ป และมีผลกรปฏิบัติงานโดยเฉล่ียของทุกรอบการประเมินในระดับดีมาก เม่ือกรมพิจารณาคัดเลือกได แลว จึงเสนอมาทส่ี ํานักงาน ก.พ. ท่จี ะทําการคัดเลอื กในขนั้ ตอน ท่ี 2 ซ่งึ มผี เู ชีย่ วชาญจากบุคคลภายนอกทําการ คัดเลือก โดยการทดสอบทั้งสมรรถนะและทักษะ ระบบนี้จึงเปนการคัดเลือกท่ีเปด กวาง สมัครใจ โปรง ใส และมี มาตรฐานการคดั เลอื กท่ีชัดเจน เมื่อเขาสูระบบน้ีขาราชการจะไดรับการพัฒนาที่เนนการเรียนรู เชน จะไดรับการพัฒนาเสนทางใน อาชีพอยางชัดเจน (career path ) ตามกรอบการส่ังสมประสบการณ (EAF : Experience Accumulation Framework) เพื่อทราบวาในแตละชวงเวลาใดจะปฏิบัติงานในสํานัก กองใด ตองเรียนรูงานใดบาง ระยะ เวลานานเทาใด EAF จะเปนทั้งแนวทางการพัฒนาและเปนกลไกกระตุนใหเกิดการสับเปลี่ยนหมุนเวียนงาน ภายในหนวยงาน หรือหนวยงานภายนอก ซ่ึงเปนส่ิงที่ดําเนินการไดนอยภายใตระบบปกติ EAF จะมีท้ังงาน ประจําเพื่อฝกฝนทักษะความรูทีจ่ ําเปน และงานทาทายเพ่ือฝกใหข าราชการทํางานภายใตความกดดัน มีการ พัฒนาใน 2 สวนคือพัฒนาสมรรถนะหลักและทักษะในการทํางาน (Core Competency and Skills ) โดย สาํ นักงาน ก.พ.จะจัดฝกอบรม จัดสรรทุนการศึกษา มีการสอนงานและพี่เล้ียงตามตําแหนงงาน เชน ระดับ 4-5 ไดแก ผูบังคับบัญชาเบ้ืองตนทําหนาท่ีสอนงาน (Coach) ระดับ 6-7 สวนราชการจัดใหมีพี่เล้ียง(Mentor) เพื่อ ชวยวางแผนความกาวหนาจากชวงตําแหนงระดับตนสูระดับกลาง รวมทั้งชวยพัฒนาทัศนคติในการทํางาน การ ปรับตัวใหเขา กับวัฒนธรรมท้ังภายในและภายนอกองคกร เพือ่ ใหมีกําลังใจ มีความเช่ือมั่นในศักยภาพของตนเอง และวางตัวเหมาะสม นอกจากน้ี สํานักงาน ก.พ. จัดระบบ E- learningเพ่ือสนับสนุนการทํางานและการ แกป ญหา ทั้งนี้ บทบาทหนา ท่ีความรับผดิ ชอบของผูท่สี รู ะบบที่สาํ คัญ คอื ตองศึกษาทําความเขา ใจกรอบการส่ัง สมประสบการณ (EAF) ใหความรวมมือและเขารวมกิจกรรมทหี่ นวยงานจดั ให จัดสรรเวลาใหกับกิจกรรมพฒั นา ตางๆดวยตนเองอยางตอเน่ือง ทันสมัยอยูเสมอ คนหาเขาใจจุดแข็ง จุดออนของตนเอง และพัฒนาแกไข ปรึกษาหารือถึงประเดน็ การปฏิบัติงานอยางตรงไปตรงมากับผูบังคับ บัญชา พี่เล้ียง รวมทั้งพัฒนาเครือขายการ ทํางานของตนเอง ผูเขาสูระบบไดรับโอกาสในการพัฒนาในลักษณะตางๆ ท้ังโอกาสในการส่ังสมประสบ การณ (EAF) โอกาสไดรับงานท่ีมีความทาทายเหมาะสมกับศักยภาพ การสรางเครือขายการทํางานกับผูมีศักยภาพสูง ทั้งในภาครัฐ เอกชนและตางประเทศ โอกาสในการเพิ่มทักษะ ความรูในรูปแบบท่ีหลากหลาย รวมทั้งการเปน คณะทํางานพิเศษสําหรับผูบริหาร โอกาสในการไดรับพิจารณาเลื่อนข้ันเงินเดือน2 ข้ันกรณีพิเศษดวยโควตา กลางท่ีคณะรฐั มนตรอี นมุ ตั จิ ดั สรร 60 รายงานการศกึ ษาวิจัย “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพอ่ื สรางนวัตกรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
ผเู ขาระบบนี้ตองพิสูจนตนเอง ท้ังในดานสมรรถนะและผลงาน ผูไมผานเกณฑการประเมิน จะตองพน การเปนขาราชการผูมผี ลสัมฤทธส์ิ ูง รูปภาพที่ 2 กรอบการฝกอบรมเพือ่ พฒั นาขาราชการในโครงการ HiPPS ท่ีมา: สาํ นักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอื น (สํานกั งาน ก.พ.), 2560 นอกจากโครงการ HiPPS ขางตนแลว สถาบันพัฒนาขาราชการพลเรือน สํานักงาน ก.พ. ไดศึกษาหา รูปแบบการพัฒนาผูนํารุนใหมในราชการไทย ภายใตโครงการ Civil Service HRD Strategic Management ภายใตการสนับสนุนจาก UNDP โดยระดมความคิดเห็นจากผูที่มีสวนเกี่ยวของกับการพัฒนาผูนํา ทั้งในภาค ราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน รวมท้ังผูทรงคุณวุฒิและนักวิชาการ เพ่ือพัฒนาเปนหลักสูตรการพัฒนาผูนํา คลื่นลูกใหมในราชการไทย ซึ่งไดทดลองดําเนินการเปนโครงการนํารองคร้ังแรกในป พ.ศ. 2542 และได ดําเนินการฝกอบรมตอเน่ืองมาเปนประจําทุกป จนกระท่ังปจจุบัน ดําเนินการถึงรุนที่ 23 ปงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยมีผูผานการฝกอบรมจากหลักสูตรนี้ท้ังสิ้น 882 คน รวม 24 รุน (รุนนํารอง - รุนท่ี 23) เชน แนว ทางการสงเสริมภาพลักษณเด็กและเยาวชนสถานพินิจเพ่ือโอกาสทางการศึกษาและวิชาชีพที่ทันสมัยตอบโจทย รายงานการศกึ ษาวิจยั 61 “การพัฒนาศกั ยภาพบคุ ลากรดานเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพ่อื สรางนวตั กรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย โดยโครงการมี วัตถุประสงคอันสําคญั ดังน้ี 1. เพอ่ื พัฒนาความพรอมของผนู ํารุนใหมของภาคราชการไทย ใหพรอ มในการเปน ผูนาํ การเปลี่ยนแปลง ในการพฒั นาระบบราชการตามสภาวการณท ี่เปล่ียนแปลงไป 2. เพ่ือเพิ่มพูนสมรรถนะในการปรับปรุงพัฒนาอยางตอเนอื่ งของระบบราชการ แลกเปล่ียนความคิดเห็น และประสบการณระหวางผูเขารับการฝกอบรมจากหนวยงานตางๆ ท้ังจากภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และ ภาคเอกชน โดยมีระยะเวลาการฝกอบรมรวมทง้ั สนิ้ ประมาณ 8 สัปดาห แบงเปน 1) ชว งกอ นการฝก อบรม มี Pre - Work ใหศึกษาเรียนรูดวยตนเองกอนการเขารับการฝกอบรม มีระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาหกอนเปดการ ฝกอบรม 2) ชวงการปฐมนิเทศ จํานวน 2-3 วัน 3) ชวงการฝกอบรมประมาณ 6 สัปดาห 4) ชวงการลงพ้ืนท่ี ชุมชนในตางจังหวัดเพ่ือฝกงาน 1 สัปดาห และ 4) ชวงการติดตามประเมินผล 3-4 วัน โดยมีงบประมาณ ดําเนินการหลักจากสํานักงาน ก.พ. (คา ใชจา ยในการจัดฝกอบรม) และบางสวนจากหนว ยงานตนสังกัดในกรณีที่ ผเู ขารบั การฝกอบรมมาจากหนวยงานในสว นภมู ภิ าค 4. งานดา นเดก็ และเยาวชน องคการสหประชาชาติ ไดเล็งเห็นความสําคัญของเรื่องเด็ก โดยระบุวา เด็กควรไดรับการคุมครอง ตามแนวคิด 3 p ไดแก 1) protection : ปกปองคุมครอง 2) prevention : ปอ งกนั ไมใหถ กู กระทาํ และ 3) promotion : การพัฒนาและสง เสริมใหเ ตบิ โตในสังคมอยางมคี ุณคา สรรพสิทธ คุมประพนั ธ อดีตกรรมการสิทธิแหงสหประชาชาติ ผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเสริม การพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ ไดนําเสนอกระบวนการทํางานหรืองานดานเด็กและเยาวชนที่สําคัญ คือ ตองคํานึงถึงตัวเด็กและเยาวชนและผูแวดลอมเด็กและเยาวชน (พอแม ผูปกครอง โรงเรียน ชุมชน เมือง) โดย หนวยงานของรัฐมีหนาท่ีสงเสริมสนับสนุนใหผูแวดลอมไดทําหนาท่ีใหมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางการทํางาน 3 P คอื 1. การปกปองคมุ ครอง (Protection) ซ่ึงมี 3 ระดบั ไดแ ก 62 รายงานการศกึ ษาวจิ ัย “การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพอ่ื สรา งนวัตกรรมการบริหารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
1.1 การปกปองคุมครองทั่วไปเปนปฐมภูมิ โดยการสงเสริมชีวิตความเปนอยูของครอบครัว การทําใหเด็กและเยาวชนเปนสวนหนึ่งของสังคม ซึ่งไดแก โรงเรียน วัด ชุมชน โดยหนวยงานภาครัฐท่ีเปนหลัก รบั ผิดชอบตองไปสนับสนุน 1.2 การขจัดลดปจจัยเส่ียง โดยตองมีมาตรการที่หลากหลายเพอื่ สง เสริมใหสังคมเกิดการมสี วน รว มใหเด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตทด่ี ี 1.3 การชวยเหลือแทรกแซง (Intervention) เพ่ือใหเด็กและเยาวชนไดรับการดูแลใหเปนไป ตามมาตรฐาน 2. การปองกันไมใหเกิดการถูกกระทํา (Prevention) โดยสงเสริมใหเด็กและเยาวชนมีศักยภาพ พึ่งตนเองไดมากขน้ึ เชน การไดร บั การศกึ ษาไดม คี วามรู ไดฝก อาชพี เปน ตน 3. การสงเสริม (Promotion) การพัฒนาเด็กและเยาวชน หมายถึง การท่ีหนวยงานภาครัฐ(ที่ถูก บัญญัติในกฎหมาย) ตองกระตุน สนับสนุน ชวยเหลื่อใหหนวยงานทุกภาคสวนโดยเฉพาะภาครัฐ ท้ังสวนกลาง และทองถิ่นไดดําเนินการ อํานวยการใหความสะดวกและสนับสนุนทรัพยากร และใหมีกิจกรรมท่ีทําใหเด็กและ เยาวชนไดพัฒนาตนเอง และมีคุณภาพชีวิตท่ีดีอยางตอเน่ืองเปนระบบ ท้ังนี้การพัฒนาเด็กและเยาวชน ในประเทศไทยเร่ิมกันมานานหลายสิบป ต้ังแตมีประชากรเด็กและเยาวชนประมาณรอยละ 60 ของประชากร ของประเทศ ปจจุบันมีอยูประมาณรอยละ 20 ประชากรของของประเทศ โดยมีคณะกรรมการสงเสริมการ พฒั นาเดก็ และเยาวชนแหง ชาติ (กดยช.) เปน ทีป่ รึกษา ใหคําแนะนาํ ในการสง เสรมิ การพัฒนาเด็กและเยาวชนตอ คณะรัฐมนตรี เพ่ือใหหนวยงานภาครัฐขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชนใหไดผลจริงจัง หนวยงานเหลาน้ี ไดแก 3.1 กรมกิจการเด็กและเยาวชนในฐานะเลขานกุ าร กดยช. มีหนาทเ่ี สนอนโยบาย และแผนพัฒนาเด็ก และเยาวชนแหงชาติ โดยมีเปาหมายเพื่อประโยชนสูงสุดของเด็กและเยาวชนตอ กดยช.เพ่ือนําเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ทุก 5 ป และกรมกิจการเด็กและเยาวชนมิใชตองทําเองท้ังหมด แตควรสงเสริม สนับสนุนใหภาคสวนตางๆ ท้ังองคกรปกครองสวนทองถ่ิน องคกรภาคธุรกิจ ใหความสําคัญกับการสรางสภาพ ส่ิงแวดลอม พื้นที่สรางสรรค กิจกรรมสรางสรรคเพ่ือเด็กและเยาวชนไดใชเวลาทํากิจกรรมดานตางๆ ที่ หลากหลาย เชน ศิลปวัฒนธรรม ตนตรี กีฬา และกิจกรรมทางสังคม เพ่ือการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชน ใหเด็กและเยาวชนมีสวนรวม กลาตัดสินใจดวยตนเอง (self determination) และไดลงมือทํา ซ่ึงสอดคลองกับ ขอ 31 ของอนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก ขอ 1 “รฐั ภาคียอมรับสิทธขิ องเด็กที่จะมีการพักผอน การเขารวมกิจกรรม การละเลนทางสันทนาการท่ีเหมาะสมตามวัยของเด็ก และการมีสวนรวมอยางเสรีในทางวัฒนธรรมและศิลปะ” ดังนั้น กรมกิจการเด็กและเยาวชนควรมีการศึกษาหาขอมูลเชิงประจักษ มีงานวิจัยวาเดก็ และเยาวชนพบปญหา ในการทํากิจกรรมอะไร อยางไร เชน เด็กและเยาวชนตองการทํากิจกรรมแตไมมีพ้ืนท่ี ไมมีการใหความรู ไมมี รายงานการศึกษาวิจัย 63 “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพือ่ สรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
เงินสนับสนนุ เปน ตน แลวนําเสนอตอ กดยช. เพ่ือพิจารณาสนับสนนุ และนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพ่ือใหเกดิ ผลเชิง นโยบายในภาพรวมของประเทศ 3.2 องคกรปกครองสวนทองถ่ิน (อปท.) ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 250 (ไดบัญญัติไววา…องคกรปกครองสวนทองถ่ินมีหนาที่ และอํานาจดูแลและจัดทําบริการ สาธารณะ และกจิ กรรมสาธารณะเพ่ือประโยชนของประชาชนในทอ งถิ่น ตามหลักการพฒั นาอยางย่ังยืน รวมท้ัง สงเสรมิ และสนบั สนุนการจัดการศึกษาใหแกประชาชนในทองถนิ่ ทง้ั นห้ี าก อปท. กาํ หนดเปน ขอบัญญัตสิ ามารถ จัดตงั้ งบประมาณเองได นอกจากนต้ี ามมาตรา 8 ของพระราชบญั ญัติสง เสรมิ การพัฒนาเดก็ และเยาวชนแหงชาติ พ.ศ. 2550 และท่ีแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560 ใหกรมกิจการเด็กและเยาวชน หรือสํานักงานพัฒนา สงั คมและความมน่ั คงของมนุษยจังหวดั รวมมือ สงเสรมิ และประสานงานกบั อปท.และหนวยงานอ่นื ท่ี เก่ียวของเพ่ือจัดทําแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในระดับทองถ่ินใหสอดคลองกับแผนพัฒนาเด็กและเยาวชน แหงชาติ และให อปท.จัดสรรงบประมาณเพ่อื การพฒั นาเดก็ และเยาวชนทอ่ี ยใู นพืน้ ท่ีรบั ผดิ ชอบ 3.3 หนว ยงานฝา ยปกครองทงั้ หมดของจังหวดั ไดแก จงั หวัด อาํ เภอ ตําบล ในการสงเสริม (Promotion) การพัฒนาเด็กและเยาวชน ประเทศไทยมีความชัดเจนมากข้ึน คือ พระราชบัญญัติสงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ พ.ศ. 2550 และท่ีแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560 ระบุในหมวดท่ี 3 มาตรการสงเสริมการดาํ เนินงานเพื่อการพัฒนาเดก็ และเยาวชน มาตรา 22, 24, 26, 27 และ 30 ใหม ีสภาเด็กและเยาวชน 5 ระดับ ไดแก สภาเดก็ และเยาวชนตําบล สภาเดก็ และเยาวชนเทศบาล สภา เด็กและเยาวชนอําเภอ สภาเด็กและเยาวชนจังหวัด สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร และสภาเด็กและ เยาวชนแหงประเทศไทย และตามมาตรา 9 เพื่อประโยชนใ นการพฒั นาเด็กและเยาวชนใหหนว ยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนที่เกี่ยวของ ใหความรวมมือ สงเสริม และสนับสนุนการดําเนินงานของสภาเด็กและเยาวชนอําเภอ สภาเด็กและเยาวชนจังหวัด สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร และ สภาเด็กและเยาวชนแหงประเทศไทย ท้ังนี้เจตนารมณ เพื่อการสงเสริมใหเด็กและเยาวชนไดเขามามีสวนรวมแสดงความคิดเห็นในเร่ืองตางๆ ที่มี ผลกระทบตอเด็กและเยาวชน ตลอดจนสนับสนุนใหเด็กและเยาวชนไดมีการแสดงออกที่สอดคลองกับระดับ ความรูความสามารถซ่ึงพัฒนาไปตามวัยของเด็กและเยาวชน เพื่อใหการสงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน มีประสิทธิภาพย่งิ ขนึ้ ท้งั นี้ มีการบญั ญตั ิหนาท่ีของสภาเด็กและเยาวชนแตละระดับตางๆ ดังนั้น กรมกิจการเด็ก และเยาวชนในฐานะหนวยงานรับผิดชอบหลักตามพระราชบัญญัติสงเสรมิ การพัฒนาเด็กและเยาวชนแหง ชาติ ฯ นี้ จึงมีบทบาทที่สําคัญมากอีกอยางหน่ึงคือ การสงเสริมรวมมือกับหนวยงาน (โดยเฉพาะ อปท. และหนวยงาน สว นภูมิภาค) สนับสนุนสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งเปนกลไกท่ีมีพลงั ไดแ สดงความคิดเห็นและแสดงออกตามวัยเพ่ือ การพัฒนาตนเองและสงั คม 64 รายงานการศึกษาวิจัย “การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรดานเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพือ่ สรางนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
อีกท้ัง กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในฐานะเลขานุการ กดยช.ควรสงเสริม สนับสนุนหน วยงาน คนทํางานดานเด็กและเยาวชนภาคเอกชน เพื่อเกิดพลังรวมขับเคล่ือน เรียกรองในการสงเสริมพัฒนางาน ดานเด็กและเยาวชน เชน การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ แนวทาง โดยมีหนวยภายในกรมกิจการเด็กและ เยาวชนท่ีรับผิดชอบประเดน็ รวมสนบั สนนุ จะทําใหการทํางานมีพลัง และมกี ารตอเช่ือมกันเพราะตามมาตรา 11 (3) กดยช. มีหนาท่ีกําหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติเก่ียวกับการชวยเหลือ สงเสริม สนบั สนุน และพัฒนาคุณภาพ ชีวิตเด็กและเยาวชนแกหนวยงานของรัฐและเอกชนท่ีเกี่ยวของ เพ่ือใหการชวยเหลือทางวิชาการ การวิจัยและ พัฒนา เงินอุดหนุน สิ่งอํานวยความสะดวก หรือบริการตางๆอยางท่ัวถึงและเปนธรรม นอกจากน้ี ตามมาตรา 11 (4) กดยช. มีหนาท่ีสงเสริมสนับสนุนใหมีการจัดสมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ อยางนอยปละ 1 ครั้ง เพื่อวิเคราะหสถานการณดานเด็กและเยาวชน ทบทวนกลไกและกระบวนการทํางาน และการพัฒนาองค ความรู ทักษะ และทัศนคติในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของประเทศ ซึ่งกลาวไดวา งานสมัชชาเปนเรื่องของ ประชาชน ที่ชวยใหเกิดการประเมินกลไก การทาํ งานวาทาํ ไดด ีหรือไมด ี หากไมดี ก็ตองนํามาปรบั ปรุงแกไข และ สวนใหญจะทําใหมชี องทางกระบวนการเสนอนโยบาย กฎหมาย และเสนอ ผาน กดยช. เพ่ือเสนอคณะรัฐมนตรี ได แตทั้งน้ี กรมกิจการเด็กและเยาวชนควรตามผลวา ในกระบวนการเสนอนโยบาย กฎหมายมีปญหาอุปสรรค อยางไรบาง เพื่อนําไปเสนอตอรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รวมท้ังเสนอตอรัฐสภาตามกระบวนการเสนอกฎหมาย จนใหเกิดผลท้งั กฎหมาย และการบงั คบั ใชท ี่แทจริง ……. แมวาตามพระราชบัญญัติสงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ พ.ศ. 2550 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560 ไดกําหนดใหกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย โดยกรมกิจการเด็ก และเยาวชน เปนหนวยงานหลักในการสงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน แตยังมีกระทรวงและสํานักงาน ระดับชาติสําคัญๆ ที่มีการสงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนเปนการเฉพาะแตละดานตามภารกิจ ไดแก กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการทองเท่ียวและ กีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย กระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคม กระทรวง อุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม สํานักงานตํารวจแหง ชาติ และกรุงเทพมหานคร รวมท้งั องคกรภาคเอกชน ภาคธุรกิจ เปน ตน 5. การบริหารจัดการ และตัวอยางการบริหารจัดการดานบุคลากรเพื่อสรางนวัตกรรมขององคกรธุรกิจ ในประเทศไทย 5.1 การบรหิ ารจัดการ ทฤษฎกี ารบรหิ ารจัดการนนั้ เร่มิ ตน ขนึ้ ในชวงท่ีเริ่มปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรมตงั้ แตป ค.ศ.1760 เรอื่ ยมา ซ่ึงยุค นเี้ ร่ิมเปล่ียนจากแรงงานคนมาเปนแรงงานจากเครือ่ งจักร ทําใหมกี ารขยายอัตราการผลิตแบบกาวกระโดด และ รายงานการศึกษาวิจยั 65 “การพฒั นาศักยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพ่อื สรางนวตั กรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
เกิดระบบโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย จนเกิดการจัดการบริหารการทํางานใหเปนระบบมากขึ้น เพ่ือเพิ่ม ผลผลติ ใหมากขึ้นตามไปดวย อยางไรกด็ ีทฤษฎกี ารบรหิ ารจดั การนี้ก็ไดมกี ารพฒั นาเรื่อยมาตามยคุ ตามสมัย แตก แขนงแนวทางการบริหารจัดการออกไปมากมาย ซ่ึงแนวคิดและทฤษฎีตางๆ น้ันแบงออกเปน 3 ลักษณะใหญๆ ตามแตละยุคดงั นี้ 5.1.1 ทฤษฎแี ละแนวความคิดการบรหิ ารจดั การแบบดงั้ เดิม (Classical Theory) ทฤษฎีและแนวความคิดแบบดั้งเดิมน้ีไดเริ่มตนชวงปลายศตวรรษที่ 19 เพ่ือใหสอดคลองกับการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมในชวงท่ีโลกเริ่มปรับตัวเขาสูสังคมอุตสาหกรรม ทฤษฎีด้ังเดิมในยุคเริ่มตนนี้จะมีลักษณะ มุงเนนไปยังผลผลิตที่มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ (Effective and Efficient Productivity) เปนหลัก มากกวาการใสใจบุคคล ระบบการบริหารงานจึงเนนการมีแบบแผน กฎเกณฑ โครงสรางชัดเจนแนนอน มี รูปแบบตายตัว ลักษณะเปนองคกรที่มีรูปแบบ (Formal Organization) โดยมุงเนนใหเกิดผลผลิตสูงที่สุด ยุคน้ี มนุษยท ใ่ี ชแ รงงานจะถูกมองเปนเสมือนเครื่องจักรกล ยิ่งเพิม่ ประสทิ ธภิ าพมนุษยใ หทาํ งานไดดขี ึน้ เทาไรก็ยงิ่ สราง ผลผลิตไดป ริมาณเพิ่มมากขึ้นเทา นน้ั โดยทฤษฎีและแนวความคดิ ในกลุมนอ้ี าจแบง เปน 2 ลกั ษณะดงั นี้ 5.1.1.1 แนวความคดิ การจัดการแบบวิทยาศาสตร (Scientific Management) การจัดการแบบวิทยาศาสตรนั้นหมายถึงการจัดการการทํางานแบบมีระบบ โดยอาศัยเทคนิคหรือวิธีการ วิจัยทางวิทยาศาสตรซ่ึงก็คือ “กฎระเบียบ” นํามาใชกับการปฎิบัติงาน มีการศึกษาเหตุและผล เก็บขอมูล ตลอดจนวิเคราะหเพื่อหาวิธีการท่ีดีท่ีสุดในการทํางาน้ันๆ เริ่มเกิดข้ึนในชวงตนของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมท่ีเริ่ม เปล่ียนจากแรงงานคนมาเปนแรงงานจากเครื่องจักร ทฤษฎีในยุคน้ีจะมุงเนนไปยงั เปาหมาย ผลสําเร็จ ที่มาจาก การจดั การทําใหการทํางานมีประสิทธภิ าพมากข้ึน โดยมนี ักทฤษฎีและแนวความคดิ ทโ่ี ดดเดน ดงั น้ี 1) Frederic Winslow Taylor (เฟรเดอริค วินสโลว เทยเลอร) : บุคคลท่ีโดดเดน ท่ีสดุ ในยคุ และถือเปน ผเู ริ่มตนสรางทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจดั การเลยก็วาได เขาไดร ับการยกยองวา เปน “บิดาแหงการจัดการแบบ วิทยาศาสตร (Principle of Scientific Management)” ซึ่งเปนบุคคลแรกที่นําแนวความคิดการจัดการแบบ วทิ ยาศาสตร (Scientific Management) มาใชกับระบบอุตสาหกรรม เขาตงั้ ใจช้ีใหเ ห็นวาการจัดการในรูปแบบ นด้ี ีกวาการจัดการในรูปแบบเดิมอยาง Rule of Thumb ท่ีไมมีรูปแบบชัดเจนด่ังในอดีตท่ีผานมา โดยเขาไดเริ่ม ศกึ ษาวธิ ีเพิ่มประสทิ ธิภาพการทํางานในโรงงานอตุ สหากรรมหลอมเหล็กทเี่ พนซลิ วาเนยี สหรัฐอเมริกา ในป ค.ศ. 1878 ซ่งึ เปน ชวงท่ีเศรษฐกจิ ตกตํ่าและการบริหารงานไรประสิทธิภาพอยางย่ิง Taylor ไดนําเอาวิธีการตางๆ มา 66 รายงานการศึกษาวจิ ัย “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพื่อสรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
ใช ต้ังแต การฝกอบรมใหพนักงานใชอุปกรณ การแบงงานออกเปนสวนๆ อยางชัดเจน ตลอดจนการใชวิธีจาย คาแรงตามรายช้ิน ซ่ึงทําใหโรงงานน้ีมีประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึนถึง 4 เทาตัวเลยทีเดียว สําหรับแนวความคิดตาม รปู แบบน้ีจะใหความสาํ คัญกบั ปรมิ าณมากกวาคุณภาพการผลติ 2) Max Weber (แม็กซ เวเบอร): ผูท่ีไดรับการยกยองวาเปนเจาตํารับระบบราชการ (Bureaucracy) โดยเขาไดทําการศึกษาระบบโครงสรางขององคกรขนาดใหญมากมายในยุคน้ัน แลวนําเสนอการจัดการองคกร ขนาดใหญขน้ึ มาในป ค.ศ.1911 โดยมกี ารกําหนดโครงสรางตลอดจนการบริหารงานที่ชดั เจน โดยมีองคป ระกอบ 7 ประการ ดังนี้ x หลักลําดบั ข้ัน (hierarchy) x หลักความสํานกึ แหงความรับผิดชอบ (responsibility) x หลกั แหงความสมเหตสุ มผล (rationality) x หลกั การมงุ สผู ลสําเรจ็ (achievement orientation) x หลกั การทาํ ใหเกดิ ความแตกตา งหรอื การมีความชํานาญเฉพาะดา น (specialization) x หลักระเบียบวนิ ยั (discipline) x ความเปนวิชาชีพ (Professionalization) 5.1.1.2 แนวความคิดการจัดการแบบหลักการบริหาร (Administrative Management) แนวคิดนี้เกิดขึ้นในยุคคลาสสิกเชนกัน แตจะมีการจัดการที่เปนระบบระเบียบขึ้น แนวความคิดนี้เกิดจากความ เชอ่ื ท่ีวา การบริหารแบบวทิ ยาศาสตรน้ันเปนลักษณะสากลทม่ี อี ยูเปน ปกตอิ ยแู ลว แตนกั ทฤษฎใี นกลุมการจัดการ แบบการบริหารนี้จะมุงเนนสนใจในการปรับปรุงการทํางานของฝายบริหารหรือฝายการจัดการโดยเฉพาะ ไม มุงเนน ใหความสําคัญกบั การทํางานของพนักงานระดับลาง โดยนักทฤษฎีกลมุ นจ้ี ะมสี มมติฐานวา ความสําเรจ็ ของ งานน้ันขึ้นอยูกับการทํางานของฝายจัดการหรือฝายบริหารมากกวา โดยมีนักทฤษฎีและแนวความคิดที่โดดเดน คือ Lyndall Urwick & Luther Gulick : สองนักทฤษฎีท่ีโดดเดนในเรื่องทฤษฎีองคกรและกระบวนการ บริหารงาน ที่ใหความสําคัญของการทําหนาท่ีของฝายบริหารมากกวาการทํางานของฝายพนักงานระดับลาง รายงานการศึกษาวจิ ัย 67 “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรดานเด็กและเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพ่ือสรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
และมุงเนนไปยังวิธีการทํางานตลอดจนพฤติกรรมการบริหารงานของผูบริหารระดับสูงเปนหลัก โดยหลักการท่ี เปน ท่รี ูจักในระดบั สากลนนั้ ก็คือ POSDCoRB ที่ทั้งสองเปนหนึ่งในกลมุ นกั วชิ าการท่ีกองทพั สหรฐั เรียกมารวมตัว กันชวงหลังสงครามโลกครั้งท่ีสองเพ่ือประเมินขอผิดพลาดในการบริหารจัดการกองทัพและปรับปรุงใหมี ประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน ซึง่ ทั้งสองไดนําเสนอแนวคดิ ดังกลา วท่ีเปนภาระหนาท่ีสําคัญของนักบริหารอันประกอบ ไปดว ยหนา ท่ี 7 ประการดงั นี้ o P – Planning : การวางแผน ตลอดจนการจัดวางโครงสรางของการทํางาน รวมไปถึงการวางแผนการ ลวงหนาเพอื่ เตรียมการ ไปจนถึงการวางแผนทาํ งานรวมกนั ของฝา ยตา งๆ o O – Organizing : การจัดองคกร ต้ังแตการกําหนดโครงสราง ตําแหนง อํานาจหนาท่ี ความรับผิดชอบ ตลอดจนการกาํ หนดสงงาน แบงงานทําอยางเปน ระบบระเบยี บ o S – Staffing : การจัดการเก่ียวกับบคุ คลากรในองคกร ต้ังแตการจัดอัตรากําลัง การสรรหา การจัดตาํ แหนง การพัฒนา เปนตน o D – Directing : การอํานวยการ ต้ังแตหนาที่ในการตัดสินใจ วินิจฉัย ส่ังการ ออกคําส่ัง ไปจนถึงการ มอบหมายภารกจิ ใหผใู ตบ ังคับบัญชา ตลอดจนภาวะการเปน ผูนํา o Co – Co-ordinating : การประสานงานตลอดจนกิจกรรมตางๆ ใหการทํางานบรรลุเปาหมายดวยดี รวมไป ถึงการประสานงานในแตละสวนใหส อดคลองกนั ดว ย เพือ่ ใหการทาํ งานสาํ เร็จอยา งมีประสทิ ธิภาพสงู สุด o R – Reporting : การรายงานการปฎิบัติงานตั้งแตงานสวนบุคคลไปจนถึงองคกร เพ่ือใหรูถึงการทํางานของ ฝายตา งๆ และควบคมุ ใหดาํ เนินไปตามแผนงานท่ไี ดก ําหนดไว และสามารถตรวจสอบตลอดจนประเมินผลได o B – Budgeting : การบริหารงบประมาณ ต้งั แตการประเมนิ งบประมาณ การจดั ทาํ บญั ชี การตรวจสอบดาน การเงนิ ไปจนถึงการนาํ งบประมาณมาใชอ ยา งคมุ คา ท่ีสดุ 5.1.2 ทฤษฎีและแนวความคิด การจัดการดั้งเดิมแบบสมัยใหม ( Neo – Classical Theory of Organization) ทฤษฎีและแนวความคิดน้ีพัฒนามาจากทฤษฎีและแนวความคิดแบบด้ังเดิม (Classical Theory) โดย พัฒนามาพรอมกับวิชาการดานสังคมวิทยาและจิตวิทยา ทฤษฎีน้ีเร่ิมพัฒนาขึ้นในชวงตนศตวรรษที่ 20 ซึ่งเริ่มมี การศึกษาดานปจจัยมนุษยเพิ่มขึ้น มองเห็นคุณคาและความสําคัญของบคุ คลากร ตลอดจนการบรหิ ารงานบุคคล 68 รายงานการศึกษาวิจัย “การพฒั นาศักยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพอ่ื สรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
ในเชิงมนุษยสัมพันธ นอกจากนี้ยังเร่ิมเกิดการศึกษากลุมอยางไมเปนทางการ (Informal Group) ซ่ึงแฝงเขามา ในองคกรท่ีมีรูปแบบมากข้ึนเรื่อยๆ ตลอดจนใหความสนใจในดานความตองการของมนุษยที่สามารถสงผลตอ กระบวนการทํางานและพฒั นาตนเอง สาํ หรบั แนวคิดที่โดดเดน ในยคุ นก้ี ็ไดแ ก แนวความคิดการจดั การแบบมนษุ ยส ัมพันธ (Human Relation) แนวคิดนี้คอนขางจะขัดแยงกับแนวความคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตรท่ีเนนไปที่ประสิทธิภาพของ การทํางานเปนหลัก และมองขามความสําคัญของบุคคลไป มุงใหมนุษยทํางานใหบรรลุผลสําเร็จตาม กระบวนการควบคุมตางๆ โดยคํานึงถึงผลผลิตเปนสําคัญ แตนักทฤษฎีในแนวมนุษยสัมพันธน้ีมีแนวความคิดวา การท่ีจะทํางานใหบรรลุผลสําเร็จไดน้ันตองอาศัยแรงงานคนเปนสําคัญ แลวมนุษยเปนสัตวสังคมท่ีมีควา ม ตองการหลากมิติและไรเหตุผล มนษุ ยไมไดท ํางานเพื่อหวังตอบแทนเร่ืองคาจา งเพียงอยางเดียว อีกทั้งมนุษยทุก คนยังมีลักษณะท่ีแตกตางกัน ฉะนั้นการใสใจเรื่องความสัมพันธของบุคคลในองคกรจึงเปนส่ิงสําคัญที่สงผลตอ ผลผลิตโดยตรงดวยเชนกัน และสงเสริมประสิทธิภาพขององคกรไดเปนอยางดีอีกดวย โดยมีนักทฤษฎีและ แนวความคดิ ทโี่ ดดเดน ไดแก 1) Abraham H. Maslow: แนวความคิดในเร่ืองมนุษยสัมพันธที่โดดเดนมากและเปนที่รูจักไปท่ัวโลก จนถึงยุคปจจุบันนี้ก็คือแนวความคิดของ Maslow ซึ่งนักทฤษฎีมนุษยสัมพันธน้ีไดนําเสนอทฤษฎี Hierachy of Needs หรือ ทฤษฎีลําดับช้ันของความตองการ หรือที่คนยุคน้ีอาจเรียกติดปากกันในชื่อ “ทฤษฎีมาสโลว (Maslow Theory)” ที่สรางแผนภูมิปรามิดแสดงลําดับขั้นความสําคัญของความตอ งการของมนุษยไวอยางยอด เย่ียมทเี ดยี ว โดยมีรายละเอียดดังนี้ x ความตอ งการทางรางกาย (physiological needs) x ความตองการความปลอดภยั และม่นั คง(security or safety needs) x ความตองการความรักและความเปนเจาของ (belongingness and love needs) x ความตองการการยกยอ ง (esteem needs) x ความตองการความสําเร็จในชีวิต (self-actualization) 2) Hugo Münsterberg: นักจติ วิทยาชาวเยอรมัน-อเมริกันท่ีเปน หนงึ่ ในผูบุกเบิกดานจิตวทิ ยาประยุกต เขาเปนผูริเร่ิมเร่ืองจิตวทิ ยาอุตสาหกรรมท่ีศกึ ษาวทิ ยาศาสตรเกยี่ วกับการบริหารงานบคุ คลเพื่อนํามาปรบั ปรุงให รายงานการศึกษาวิจยั 69 “การพัฒนาศกั ยภาพบคุ ลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพ่ือสรางนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
ไดผลผลติ มากที่สุด เขาไดนําเอาแนวคิด Psychology and Industrial Efficiency นี้มาใชกบั ระบบโรงงาน โดย ไดผสมผสานทฤษฎีของเขาเขากับทฤษฎีการจัดการตามแนวคิดวิทยาศาสตรของ Frederic Winslow Taylor โดยเนนการใชพ ลงั งานคนใหเปน ประโยชนกับความกาวหนาทางอตุ สาหกรรมและเศรษฐกจิ ตดั ทอนเวลาทาํ งาน ใหนอ ยลง แตไ ดง านเพมิ่ มากขน้ึ และมีความเปนอยทู ด่ี ีข้นึ ได 3) Elton Mayo: นักสังคมวิทยาแหงฝายวิจัยดานอุตสาหกรรมของฮารวารด (The Department of Industrial Research at Harvard) ที่ไดรับยกยองวาเปน “บิดาแหงการจัดการแบบมนุษยสัมพันธ” ที่เนน การศึกษาพฤติกรรมศาสตร ผลงานที่โดดเดนของเขาก็คือ การทํางานกับคณะวิจัยพนักงานท่ีโรงงาน Hawthorne Plant ของบรษิ ทั Western Electric ในชิคาโก รัฐอิลนิ อยด สหรัฐอเมรกิ า ชวงป ค.ศ.1927-1932 ซ่ึงเนนไปที่การวิจัย 3 เร่ืองใหญไดแก ศึกษาสภาพหองทํางาน (Room Studies), การสัมภาษณ (Interview Studies) และ การสังเกตการณ (Observation Studies) จนเกิดเปนกรณีศึกษาสําคัญอยาง Hawthorne Effect ท่ีเปน ตนแบบการศึกษาเรอื่ ง Employee Motivation หรอื Theory of Motivation 5.1.3 ทฤษฎีและแนวความคิดการจัดการแบบสมยั ปจ จบุ ัน (Modern Theory of Organization) ในยุคที่สภาพสังคมและเศรษฐกิจเปล่ียนแปลงไว ธุรกิจตางๆ มีการขยายตัวอยางรวดเร็ว การบริหาร จัดการมีความสลับซับซอนมากยิ่งข้ึน เนนการปฎิบัติงานที่ถูกตองและผลลัพธที่มีประสิทธิภาพ การบริหาร จัดการองคกรจึงมีการผสมผสานหลากหลายรายละเอียดเขามา โดยเฉพาะการนําเอาหลักคณิตศาสตรเขามาใช ในกระบบการคํานวณตางๆ เพ่ือใหการบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปจนถึงการบริหารงานบุคคลท่ีมีความ ซับซอนมากขึ้น รวมถึงการสรางกลยุทธตางๆ ในการบริหารจัดการออกมาหลากหลายรูปแบบเพื่อใหเกิด ประสิทธิภาพในการทํางานสูงท่ีสุด สําหรับในยุคการบริหารสมัยใหมนี้มีนักทฤษฎียุคใหมเกิดข้ึนมากมาย และ สมํ่าเสมอ มีการคนคิดวิธีการบริหารจัดการหลากหลายรูปแบบออกมาไมตางจากการทดลองทางวิทยาศาสตร โดยมีนักทฤษฎีและแนวความคดิ ท่โี ดดเดน ดงั น้ี 1) Henri Fayol: ถึงแมวาเขาจะเปนนักทฤษฎียุคเดียวกันกับ Frederick Winslow Taylor บิดาแหง แนวความคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร (Scientific Management) แตทฤษฎีการจัดการของเขานั้นแตกตาง จนไดรับการยกยองวาเปน Founder of Modern Management Method ผูกอกําเนิดศาสตรแหงการบริหาร ยคุ ใหมเลยทเี ดยี ว โดยแนวความคิดของเขาใหความสาํ คัญกบั บุคคลากร ระบบการทาํ งาน ระบบคาตอบแทน ไป จนถึงระบบสวัสดิการ เพื่อสรางความเปนธรรมแกแรงงานและสรางความภักดีตอองคกรในคราวเดียวกันดวย 70 รายงานการศกึ ษาวิจยั “การพฒั นาศักยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพอื่ สรางนวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานเดก็ และเยาวชน”
ทฤษฎีของเขาน้ันก็คือ Fayolism หรือทฤษฎีการบริหารจัดการธุรกิจ Theory of Business Administration นน่ั เอง โดยมีหลักการสําคญั อยู 5 ปจ จยั หลักที่เรียกวา POCCC ซงึ่ ตอ งประสานสอดคลองกนั ไดแ ก x P – Planning : การวางแผน x O – Organizing : การจัดองคกร x C – Commanding : การบงั คับบัญชาหรอื สง่ั การ x C – Coordinating : การประสานงาน x C – Controlling : การควบคุม 2) Edwards Deming: หนึ่งในนักทฤษฎีการจัดการยุคตนของการบรหิ ารสมยั ใหมท ่ีไดรบั การยอมรับไป ท่ัวโลก ทฤษฎีที่โดดเดนท่ีสุด คือ Shewhart Cycle ที่พูดถึงระบบการบริหารงานแบบ PDSA หรือ Plan-Do- Study-Act ที่เปนทฤษฎีการพัฒนาแบบตอเน่ืองนั่นเอง ตอมาไดมีการพัฒนามาเปน PDCA หรือ Plan-Do- Check-Act หรือบางทีก็เรียกวา Deming Cycle โดยทฤษฎีนี้ประสบความสําเร็จเปนอยางมากเม่ือถูกนําไปใช กับการบริหารบริษัทในประเทศญี่ปุนหลังชวงยุคสงครามโลกครั้งท่ีสองจนทําใหประเทศญี่ปุนกาวขึ้นมาเปน ประเทศอตุ สาหกรรมท่ใี หญเปนอนั ดับสองของโลกเลยทีเดียว 3) Clayton Magleby Christensen: นักวิชาการและท่ีปรึกษาธุรกิจผูโดงดัง รวมไปถึงเปน ศาสตราจารยท่ี Harvard Business School ของ Harvard University ดวย เขาเขียนตําราดานศาสตรการ บริหารจัดการมากมาย แตเลมที่โดงดังมากที่สุดก็คือ The Innovator’s Dilemma ผลงานเลมแรกของเขา โดยเฉพาะทฤษฎี Disruptive Innovation ท่ีอยูในหนังสือเลมน้ีซึ่งกําลังมีอิทธิพลกับการเปล่ียนแปลงในยุค ปจ จบุ นั มาก จนเขาไดรับฉายาวา เปนบุคคลผูทรงอิทธพิ ลทางดา นธรุ กจิ มากท่ีสดุ ในศตวรรษท่ี 21 เลยทีเดียว 4) William Ouchi: ศาสตราจารยแหง UCLA ทีเ่ ปนเจาตํารบั Theory Z ซึ่งเปน ทฤษฎกี ารบริหารธรุ กจิ ท่ีผสมผสานระหวางระบบการบริหารธุรกิจแบบตะวันตกและตะวันออกเขาดวยกัน โดย Theory Z นั้นเกิดจาก การศึกษา Theory A ซ่งึ เปนการบรหิ ารจัดการแบบอเมรกิ ัน และ Theory J ซ่งึ เปนการบริหารจัดการแบบญปี่ ุน โดยนําเอาขอดีของท้ังสองศาสตรมาผสมผสานกันจนเกิดเปนทฤษฎีบริหารรูปแบบใหมขึ้น โดย Theory Z มี หลักสาํ คัญสรปุ ไดด ังนี้ x ระยะเวลาจางงานเปนแบบระยะยาว หรอื ตลอดชีวิต รายงานการศกึ ษาวจิ ัย 71 “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดานเด็กและเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพ่ือสรา งนวตั กรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
x ลักษณะงานอาชีพตอ งใหเ รียนรูห ลายๆ ดา น ไมเนนท่ดี านเดยี ว x การเล่อื นตาํ แหนง ไมจ าํ เปน ตองรอระยะเวลา 10 ป เลือ่ นไดต ามความสามารถและเหมาะสม x มกี ารประเมินประสทิ ธิภาพของการทํางานแบบระบบทีม x การตดั สินใจ มกี ารกระจายอํานาจ และรวมอํานาจตามสถานการณและความเหมาะสม x ทุกคนมเี สรภี าพเทาเทียมกัน มอี ิสระในความคิดของตนเอง เสริมสรา งมนษุ ยส มั พนั ธใ นองคก รใหด ี x การบริหาร ใชร ะบบ Management by Objective (MBO) หรือการบริหารโดยยึดวตั ถุประสงคเปน หลัก และเปน แบบทท่ี ุกคนมีสวนรวมกําหนด 5) W. Chan Kim: หนึ่งในนักทฤษฎีชาวตะวันออกท่ีมีอิทธิพลตอการบริหารงานแบบตะวันตกและท่ัว โลกนั้นก็คือนักทฤษฎีการบริหารชาวเกาหลีผูนี้ซ่ึงผลงานท่ีโดงดังท่ีสุดน้ันก็คือ Blue Ocean Strategy ซ่ึงเปน หลักการทพ่ี ยายามหักลา งแนวความคิดกลยุทธตางๆ ในปจ จุบนั ท่ใี ชกนั อยู เพราะน่นั ทาํ ใหเ กิดการลอกเลียนแบบ การแขงขันกันอยางเอาเปนเอาตายจนเกิดสงครามธุรกิจ ซ่ึงกลยุทธ Blue Ocean Strategy น้ีจะแนะนําวาถา องคกรตอ งการจะเติบโตในยุคที่มีการแขงขันทางธุรกิจสูงนี้จริงๆ จะตอ งแสวงหาทะเลแหงใหม แทนท่ีจะตอสูกัน ในทะเลเลือด (Red Ocean) ที่มีผูแขงขันมากมาย การแสวงหาแหลงใหมน้ีก็คือการสรางตลาดใหมๆ การสราง โอกาสใหมๆ การปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการบรหิ ารหรือแมแตทําธรุ กจิ แบบใหม ซึ่งตลาดใหมทีไ่ มมีคูแขงน้ีอาจทํา ใหธุรกิจโตไวอยางกาวกระโดดไดดวย ซึ่งหลักการน้ีเปนจุดกําเนิดความคิดของคนยุคหลังๆ ที่กอใหเกิดธุรกิจ รวมถงึ ตลาดใหมๆ ขึ้นมามากมาย หลกั การสําคัญของ Blue Ocean Strategy น้ันมี 4 ขอ ดังน้ี x การยกเลิก (Eliminated) ซ่ึงแนวความคิดที่วาของบางอยา งเราเคยคดิ วาลูกคาตองการ แตความเปน จริงแลวอาจไมมีความตองการอยูเลยก็ได ใหลองหาของท่ีลูกคาตองการที่แทจริงดู ซ่ึงบางคร้ังอาจจะไมเคยมีอยู ในตลาดดว ยซาํ้ x การลด (Reduced) การเขาใจในคุณคาของสินคาท่ีมีแนวความคิดตางจากระบบอุตสหากรรม ซ่ึง ระบบอตุ สาหกรรมจะสงเสรมิ ใหมีการผลิตใหมาก บางครั้งการผลติ อาจเกินความตองการของตลาด หรอื ผลติ เพ่ือ สรางความตองการจนเกิดพอดี ประเมินวาลูกคามีความตองการมาก แตอันที่จริงอาจไมตองการอยางท่ีคิด การ ลดตามแนวคิดแบบอุตสาหกรรมน้ีอาจสรางความพอดีในการบริโภค และไมสรางการบริโภคที่มากจนเกินความ จําเปน ดวย ในขณะเดียวกันกช็ ว ยลดงบประมาณลงไดมาก 72 รายงานการศกึ ษาวิจัย “การพัฒนาศักยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพ่อื สรางนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
x การเพ่ิม (Raised) มกี ารลดกย็ อมมกี ารเพิ่ม ปจจยั บางอยางอาจจําเปนตอตลาด ในสวนนห้ี ากการเพ่ิม มีปรมิ าณท่ีมากกอ็ าจคดิ ในรูปแบบอุตสาหกรรมการผลิตได x การสราง (Created) ผลิตภัณฑบางอยางอาจยังไมเคยมีในตลาด เปนชองวางทางอุตสาหกรรม มี ความตองการสูง หรืออาจเปนการสรางตลาดใหม สรางผลิตภัณฑใหม และสรางความตองการใหมๆ ใหเกิดการ บริโภค เปน ตน 6) Franklin D. Roosevelt (FDR): อดีตประธานาธิบดีคนท่ี 32 ของสหรัฐอเมริกาที่เกงเร่ืองการบริหาร จัดการเปนอยางมาก การบริหารของเขาที่โดงดังก็คือนโยบาย New Deal ที่คิดคนขึ้นเพ่ือแกปญหาวิกฤติ เศรษฐกิจ The Great Depression ท่ีรนุ แรงทีส่ ดุ ครั้งหน่ึงในประวัติศาสตรของสหรฐั อเมรกิ า โดยนโยบายน้แี ตก เปน หลักการ 3Rs ท่ีประกอบไปดวย Relief การบรรเทาทุกขหรือลดปญ หาตางๆ Recovery การฟน ฟูสิ่งท่แี ยใ ห กลับดีขึ้น Reform การปฎิรูปสิ่งใหมใหกาวหนา ซึ่งหลักการนี้ยังถูกนําไปใชอีกมากมายตั้งแตหนวยงานรัฐบาล บรษิ ัทเอกชน หรือแมแตผบู ริหารในประเทศอื่นๆ สรุปไดวา ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปทําใหปจจุบันการประกอบหนาที่ขององคกรตางๆ ท้ังภาครัฐและ เอกชนมีหลากหลายรูปแบบที่สลับซับซอนมากขึ้น แตถึงอยางนั้นทรัพยากรบุคคลก็ยังคงเปนส่ิงสําคัญกับการ ทํางานของทกุ ระบบและทุกองคกรเสมอไมว าจะยุคสมัยใดกต็ าม ซึ่งการบริหารทรัพยากรบคุ คลนนั้ อาจตา งกนั ไป ตามองคกร แตทายท่ีสุดแลวทุกองคกรตางก็มีจุดประสงคหลักเดียวกันนั่นก็คือ ตองการขับเคลื่อนใหองคกร เดินหนา อยา งยอดเยยี่ มที่สุดและมปี ระสทิ ธภิ าพสูงสุด อยางไรก็ดียังมีหลักการบริหารงานบุคลากรจัดการอีกมากมายท่ีเกิดขึ้นบนโลกน้ี ตั้งแตหลักการของ นักทฤษฎียุคเกาไปจนถึงกลยุทธของนักวิชาการตลอดจนผูบริหารยุคใหม หลายหลักการในอดีตยังคงนํามาใช ไดผลดีจนถึงยุคปจจุบัน หรือบางองคกรเองตางก็สรางสรรคหลักการบริหารของตัวเองข้ึนมาใหมใหมีความ เฉพาะตัว ขณะท่ีหลายองคกรอาจผสมผสานหลักการตางๆ ที่เปนประโยชนเ พ่ือนํามาใชรวมกันกม็ ี ทั้งน้ีไมวาจะ เปนหลักการไหน หากองคกรเลือกหลักการบริหารจัดการมาใชไดอยางเหมาะสมกับขนาดและลักษณะองคกร ของตน ก็อาจทาํ ใหองคกรประสบความสําเรจ็ ไดเ ชน กัน 5.2 ตัวอยางการบริหารจดั การคนเพือ่ สรา งนวัตกรรมขององคกรภาคธุรกจิ ในประเทศไทย “ปูนซิเมนตไทย” ไดรับรางวัลความเปนเลิศดานการจัดการทรัพยากรบุคคล (Excellence Human Resource Management) โดยเปนองคกรที่มี 1 ใน 8 ความเปนเลิศที่ไดรับมอบรางวัลในฐานะองคกรดีเดน รายงานการศกึ ษาวิจัย 73 “การพัฒนาศกั ยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนวยงานตางๆเพ่อื สรางนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเดก็ และเยาวชน”
เชิงนวัตกรรมของไทย หรือ “Thailand Corporate Excellence Awards 2009” จัดโดยสมาคมการจัดการ ธุรกจิ แหงประเทศไทย (TMA) รว มกับสถาบนั บณั ฑติ บรหิ ารธุรกจิ ศศนิ ทรแ หง จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั ซ่ึงนอกเหนือจากปูนซิเมนตไทยแลว ยังมีองคกรระดับแถวหนาของเมืองไทยที่ไดรับการเสนอชื่อเขารับ รางวัลความเปนเลิศดานการจัดการทรัพยากรบุคคลอีก 4 องคกร ไดแก ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ จํากัด บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และบริษัท โตโยตา มอเตอร (ประเทศไทย) จํากัด โดยในวันประกาศผลและมอบรางวัล (ทุกบริษัทยกเวนโตโยตา มอเตอร (ประเทศไทย)) ไดรวมแสดง วิสัยทัศนเกี่ยวกับหัวใจของความสําเร็จดานการบริหารคนภายในองคกรเพ่ือสรางนวัตกรรม รวมไปถึงแนว ทางการคดั เลือกบุคลากรเขา รว มงาน ดังรายละเอยี ดดังน้ี x บทเรียนของ ปูนซิเมนตไทย บริษัท ปูนซิเมนตไทย จํากัด (มหาชน) หรือ SCG จัดวาเปนบริษัทท่ีมี ความโดดเดนดานทรัพยากรบุคคล บนอุดมการณการทําธุรกิจของบริษัท 4 ขอ คือ ต้ังม่ันในความเปนธรรม มุงมั่นในความเปนเลิศ เช่ือม่ันคุณคาของคน และถือม่ันในความรับผิดชอบตอสังคม อาจกลาวไดวางานดาน บุคคลปรากฏชัดเจนในขอสาม คือ เช่ือม่ันคุณคาของคน บริษัทปลูกฝงใหกับพนักงานทุกคนท่ีเขามาวาบริษัท เช่ือม่ันใน “ฝมือ” ของพนักงานและจะใชผลของการทํางานของบุคคลเปนเกณฑวัดและดูแลใหพนักงานเติบโต ในองคกร หัวใจของบริษัทอยูที่การพยายามทุกอยางที่จะพิสูจนใหพนักงานเห็นวาบริษัทใหความสําคัญกับการ แสดง “ฝมือ” จริง โดยบริษัท มีหลักพื้นฐานการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ชัดเจน (HR basic Principle) เชน จรรยาบรรณในการทํางาน การสรรหาพนักงาน การสรางคนดวยวิธีการท่ีเหมาะกับวัฒนธรรมของธุรกิจ และการพฒั นาคนทกุ ระดับอยางตอ เนื่อง และงานดา นบุคคลของบรษิ ทั ถกู รายงานตรงกับกรรมการผจู ดั การใหญ บริษัทมีพนักงานท่ีทํางานดานการบริหารบุคคลอยู 500 คน มีคณะทํางานดานวิชาชีพหลากหลาย อยูดวยกัน โดยมีประธานของสายธุรกิจเปนหัวหนาชุด และมีการแลกเปล่ียนความสําเร็จจากการปฏบิ ัติงานของ ทุกแผนกทุก 15 วัน ทําใหงานบริหารบุคคลของบริษัทเติบโตและเปนที่ยอมรับ การทํางานบริหารบุคคล ยึด core value เปนหลัก ไมว า พนกั งานเจเนอเรชัน่ ไหน ไมว า คนไทย หรือตางชาติ (ปจ จุบนั SCG มพี นักงานคน ไทย 26,500 คน เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟลปิ ปนส รวม 3,500 คน) ทกุ คนอยภู ายใตบรรยากาศการ ทํางานบนพื้นฐานเร่ืองแรงงานสัมพันธ และเปรียบพนักงานเหมือนครอบครัวเดียวกัน และจากการสัมภาษณ คุณกิติ มาดิลกโกวิท ผูอํานวยการสํานักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซิเมนตไทย จํากัด (มหาชน) ถึงแนวทาง การเลือกคน 74 รายงานการศึกษาวจิ ัย “การพฒั นาศักยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนวยงานตางๆเพือ่ สรางนวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
“SCG ไมไดม ีวิธกี ารสลับซับซอ น ขั้นแรกผา นหลักเกณฑที่กําหนดโดยใหสถาบันการศึกษากลั่นกรอง ได GPA ตามท่ีระบุ ข้ันท่ีสองการสัมภาษณเปนหัวใจสําคัญของการคัดเลือก โดยใหสายงานตรงของเขา (Line Manager) มาสัมภาษณเอง เดี๋ยวน้ีตําราการเตรียมตัวสอบสัมภาษณมีเยอะ พูดอะไรก็ไดใหประทับใจ แตเราจะ มีในข้ันที่สามคือ การทดลองงาน 180 วัน จะเปนชวงพิสูจนวาจะผานหลักเกณฑ เหมาะกับเราจริงหรือไม การ ทดลองงานเปนเครอ่ื งมอื สําคัญของ Line Manager ดูเร่ืองการวางตวั และ Core value ไปกบั บรษิ ัทไดหรอื ไม มี ความเหมาะสมกับงานท่ีทําหรือไม ตองตัดสินใจวาจะรับไวตอไปไหม เพราะจากนี้ไปคือการลงทุนแลว ตอ งสอน งาน ตองเติบโต และตอ งดูแลเร่อื งเงนิ เดอื น” Training and development ใชงบประมาณ 400-500 ลา นบาท ตอ ป เฉพาะ Classroom Training ซึ่งยงั ไมรวม On the job training หรอื สง ไปอบรมท้งั ในและตา งประเทศ ท้ังนี้ เพราะ SCG ถือวาพนักงานเปนทรัพยากรที่มีคาที่สุดที่ตองเลือกสรรผานกระบวนการคัดเลือก ที่โปรงใส เปนธรรม เปดโอกาสใหทั้ง 2 ฝายคือ องคกร และผูสมัคร ไดมีโอกาสเรียนรูซึ่งกันและกัน บริษัทให ความสําคญั กับผูนาํ ระดับตา งๆ โดยพนกั งานแตละระดบั จะมบี ทบาทภาวะผนู าํ ตงั้ แต 1. พนักงานระดับจัดการ (Management Level) ที่ตองสามารถทําใหคนในองคกรเห็นทิศทางอนาคต ขององคกร 2. พนักงานระดับบังคับบัญชา (Supervisory Level) เปนผูท่ีนํานโยบายกลยุทธและทิศทางตางๆ ที่ผูบรหิ ารระดบั สูงไดใ หแ นวทางไว แลวนาํ ไปสอ่ื และปฏิบตั ไิ ดเกิดผลในหนวยงานของตนเอง 3. ผูส ามารถหยบิ นโยบาย กลยทุ ธแ ละทศิ ทางท่ผี บู รหิ ารระดับสูงกาํ หนดนาํ ไปใชใ หเ กดิ ผลสาํ เร็จ 4. พนักงานระดับปฏิบัติการ (Operation Level) กับความสามารถปฏิบัติงานตามแนวนโยบายใน ทศิ ทางเดยี วกนั ทาง SCG มีนโยบายพัฒนาบุคลากรอยางตอเนื่อง เพ่ือเปนกลวิธีใหบุคลากรอยูกับองคกร มีการ ดาํ เนนิ การดังนี้ ประการแรก ถือเปน การลงทนุ ในระยะยาว เพื่อสรา งความไดเ ปรยี บในการแขงขันทางธรุ กจิ ประการที่ 2 เพ่ือพฒั นาพนกั งานทุกวชิ าชพี ทุกระดับและทุกคน ประการที่ 3 พฒั นาอยางเพียงพอตอ เนื่อง และสอดคลองกบั Competency ของพนักงาน รายงานการศึกษาวิจัย 75 “การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนวยงานตางๆเพื่อสรา งนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
ประการท่ี 4 สงเสริมใหพนกั งานเรยี นรดู วยตนเอง นอกจากนยี้ ังมกี ารสรา งระบบประเมินพฤตกิ รรมใหกับผูนํา เพือ่ ใหผนู ําไดรบั ขอคิดเห็นหรือขอ เสนอแนะ จากบุคคลรอบดานทั้งผูบังคับบัญชา ผูใตบังคับบัญชา และเพ่ือนรวมงานในระดับเดียวกัน โดยผานเครื่องมือ ตางๆ เชน ไอ-บอรด ระบบการประเมิน 360 องศา เปน ตน แนวทางสรางและพัฒนาผูนาํ ของ SCG มีเครอื่ งมือ ประกอบดวย 1. Systematic Approach คือ ระบบการสรางบุคลากรที่ทรงประสิทธิภาพแกองคกร มีท้ังการสราง และพัฒนาผูนําผานกระบวนการดานทรัพยากรมนุษย ซึ่งมีข้ันตอนกลั่นกรองและพัฒนาพนักงานนับต้ังแตการ สรรหาและคัดเลือกที่เนน “คนเกง” และ “คนดี” จากแหลงที่มาตางๆ ทั้งจากผูจบการศึกษาใหม และผูผาน ประสบการณการทํางานมาแลว และเม่ือไดเขามาทํางานกับ SCG พนักงานทุกคนจะไดรับการประเมินผลการ ปฏิบัติงานที่เปนระบบและดวยความเปนธรรม เพ่ือสงเสริมใหมีการพัฒนาเติบโตตามสายอาชีพและไดรับ คาตอบแทนทีเ่ หมาะสมตอไป 2. Informal Approach การเปนตน แบบของผูนํา ซึ่ง CEO ของ SCG มีวิสัยทศั นท่ีตองการใหธรุ กิจของ บริษัทกาวไปสกู ารเปนธุรกิจระดับนานาชาติ และตอ งการให SCG เปนองคกรแหงนวัตกรรม ดังนั้น จึงมุงหวังให ผูนําในทุกระดับตองแสดงวิธีคิด และปฏิบัติงานใหเปนผูนําดานนวัตกรรม ซ่ึงรวมถึงการเปนผูนําดานการ เปลีย่ นแปลงดว ย ยิ่งไปกวาน้ัน SCG ยังใชแนวคิด“การบริหารสมรรถนะความสามารถ” (Competency Based Management) เพื่อใหการจัดการทรัพยากรบุคคลมีความชัดเจน ตอเน่ือง และสนับสนุนความสําเร็จตามกล ยุทธขององคกรมากข้นึ รวมทั้งยังมีการสรางเครือขายกบั สถาบันการศกึ ษาและสถาบันวิจยั ระดับโลกเพ่ือผลักดัน ใหบุคลากรของ SCG มีความรู ความสามารถระดับแนวหนาเพื่อสรางนวัตกรรม การทํางานในเร่ืองตางๆ ของ อตุ สาหกรรมทั้งในระดับประเทศและระดับภูมภิ าค x บทเรียนของธนาคาร“กสิกรไทย”: การบริหารงานบุคคลของธนาคารกสิกรไทยจัดวาโดดเดนมาก เพราะธนาคารใหความสําคัญกับสองเร่ืองใหญคือ 1) ความตองการขององคกรและ 2) ความตองการ ของพนักงาน 76 รายงานการศึกษาวิจัย “การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรดานเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพอ่ื สรา งนวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
ดานความตองการขององคกรนั้น งานบริหารบุคคลตองรูทิศทางท่ีองคกรกําลังกาวเดิน รวมถึงตอง สามารถหาบุคลากรที่ตอบสนองความสามารถหลักท่ีองคกรตองการ 4 ดาน ไดแก ความสามารถในการเขาใจ ลูกคา ความสามารถในการออกผลิตภัณฑและการบริหารผลิตภัณฑและบริการ ความสามารถในการขายและ การบริการ และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง ในขณะท่ีดานความตองการของพนักงาน ถูกใหความ สนใจอยางมากจากผูบริหาร ธนาคารมีการประชุมกลุมยอยเพื่อรับฟง (focus group) ทําความเขาใจพนักงาน รับฟงผลตอบรับโดยตลอดวาพนักงานตองการอะไร หลังจากนั้นจึงนําความตองการทั้งสองสวนมาประเมินเพ่ือ ปรับเพ่ิม/ลด จํานวนพนักงาน เลือกคนใหทํางานตามความสามารถ และเมื่อมพี นักงานมากพอ องคกรจะหันมา ดูแลเร่ืองแรงจูงใจพอหรือไม และอะไรมีผลตอแรงจูงใจ และหากมีคนเกง มีความต้ังใจ ระบบและวัฒนธรรม จะชว ยเสริมใหคนทํางานรว มกนั ไดดอี ยา งไร มีประสทิ ธภิ าพแคไหน และมคี วามคลอ งตวั เชน ใด งานดานบริหารบุคคลจึงถูกปรับใหสอดคลองกับแบบธุรกิจทุกๆ 6 เดือน โดยบทบาทของงานบริหาร บุคคลเปน เหมือนศนู ยก ลางของทกุ เรื่องในองคกร คณุ สมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผูจัดการ ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) พบวา “กสิกรไทย ดู 4 ประเด็น 1) Can do มีความรูพื้นฐานเหมาะกับงาน มีประสบการณ 2) Will do รับงานกดดันไดไหม งาน ธนาคารปจจุบันนี้เปน ทั้งงานขายและงานบริการในตัวเอง อาจตองมี Check list วัดวาเหมาะกับงานที่ทาํ หรือไม คนที่ธนาคารสนใจมีศักยภาพ (Potential) ไหม การรับพนักงานมาที่สาขา อนาคตจะโตถึงขั้นผจู ัดการไดไหม มี การทดสอบรูปแบบตางๆ การทํางานรวมกับผูอื่น มีความสามารถที่จะเรียนรูดวยความรวดเร็ว มี (Learning ability) สุดทายที่ดู คอื Fit to organization กสิกรไทยเนน 3 ประเดน็ หลกั 1) เรื่องลูกคา ตองตอบโจทย ลูกคา ไดอะไร ไมวาลูกคาตองการอะไรตองทําไดท้ังนั้น เราจะวัดวาเขามีทัศนคติพรอมใหบริการแบบนั้นไหม 2) ประเด็นตอมาเขามคี วามเปนทมี ไหม คนเกงเราอยากรบั เขามา แตอ ยากไดท ีมงานที่เกง และ 3) ตอ งมีแรงขับดัน เพือ่ ความสําเร็จ (Achievement drive) ความกัดตดิ พรอมทาํ งานใหป ระสบความสําเร็จ” x บทเรียนของบริษัทเจริญโภคภัณฑ จํากัด: บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ จํากัด หรือเครือซีพี ยึด แนวทางที่มองการสรางคน ไมเพียงสรางประโยชนใหองคกร แตหมายถึงการสรางประโยชนตอแผนดิน ประชาชน และประเทศชาติโดยกลยุทธการบริหารบคุ คลถูกกําหนดเพือ่ ตอบคําถามวา “คนท่ีสรางขึ้นมาจะสราง ผลประโยชนใหองคกรอยางไร และเม่ือเขาเกง แลวบริษทั จะรักษาคนมฝี มอื เหลาน้ีไวอยางไร” สตู รสําเร็จของซีพี อยูที่สราง Talent หรือทักษะความชํานาญใหกับคนเปนอันดับตนๆ เมื่อคนถูกทําใหเกง เขาจะภูมิใจในตนเอง ภมู ิใจในองคก ร และจะรกั องคกร ซ่งึ บรษิ ัทเชอื่ วา ความรกั องคกรจะสงผลถึงการเพิ่มผลผลิต (Productivity) ได รายงานการศกึ ษาวิจยั 77 “การพัฒนาศักยภาพบคุ ลากรดานเด็กและเยาวชนของหนว ยงานตา งๆเพอื่ สรา งนวัตกรรมการบริหารจัดการงานเด็กและเยาวชน”
“ปจจัยความสําเร็จ คอื การใหโ อกาสคนรนุ ใหมแสดงความสามารถอยางจริงจัง และการสรางพนักงาน ไมใชเพื่อทดแทน แตสรางเพื่อรอสรางธุรกิจใหมที่กาวไปในตางประเทศและเติบโตอยางไมหยุดยั้ง อีกเงื่อนไข ของความสําเร็จ คือ การสรางศรัทธาของคนใหมีความรักในงานท่ีทํา ใหเขาไดมีเวทีโดยไมสนใจวาเขาลมเหลว หรือไมแ สดงออก” “ธุรกิจของซีพีเก่ียวเนื่องกับฟาดิน มีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา เราจะทําอยางไรใหคนของเราเรียนรู ที่จะเปล่ียนเรียนรูท่ีจะหาโอกาสในการพัฒนาและสรางสรรคสิ่งใหมๆ คือความทาทายของเรา เราตองสรางคน ของเราใหมีตามพลวัตร กลาเปลี่ยนแปลง (Dynamic) ขามอุปสรรคและฝาฟนอุปสรรคตลอดเวลา ใชความสามารถหลักผสมผสานกับความสามารถใหมๆ ตองมี Flexible learning โดยผูนําในระดับท่ีสูงข้ึนไป และตองพรอมทจี่ ะรับฟง” (สมั ภาษณ คณุ นวรตั น บํารุงจติ ต, รองกรรมการผจู ดั การอาวโุ ส, 2561) บทสัมภาษณ คุณเนาวรัตน บํารุงจิตต รองกรรมการผูจัดการอาวโุ ส บริษัท เครือเจริญโภคภณั ฑ จํากัด ระบุวา คนที่รับผิดชอบไมสูง สรางความยิ่งใหญไมได คนท่ีไมเสียสละ สรางความยิ่งใหญไมได คนที่ไมพยายาม อยางไมลดละก็สรางความยิ่งใหญไมได คนที่ใจไมกวาง ไมซื่อสัตย สรางความยิ่งใหญไมได เปนพื้นฐานการคัด คนในกลุมซีพี ดังน้ันเกรดและผลการเรียนไมสําคัญเลย สําคัญกวาน้ัน คือ เขาเคยทํากิจกรรมหรือไม เคยมี ประวัติการทาํ งานท่ีทา ทายหรอื ไม บทเรียน บริษัท ปตท.จํากัด (มหาชน) จากการสัมภาษณคุณปติพันธ เทพปฏิมากรณ รองกรรมการ ผจู ัดการใหญ ทรพั ยากรบุคคลและศักยภาพองคกร บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) (2561) ช้ีใหเหน็ เปาหมายของ การบริหารบุคคล คือการมองไปถึงผลลัพธสุดทายคือความสําเร็จขององคกร ซ่ึงสิ่งนี้จะเกิดข้ึนไดเพราะมี 1) คนเกง 2) คนดี มีความสามารถ และ 3) คนมคี วามสุขในการทํางาน “ในอดีตแผนกตางๆ ตองการคนลักษณะไหนกจ็ ะสอบถามท่ีงานบริหารบคุ คล แตวันน้ีการเปดพื้นทใ่ี หม ในการทําธุรกจิ เจาของพืน้ ที่ (แผนกตา งๆ) ตองมโี จทยวา ตองการคนแบบไหน จากโจทยนี้งานบริหารบุคคลตอง มาหาคนตนแบบที่องคกรมีและพัฒนาไปสูจุดน้ันใหได “ปตท. มีพนักงาน Gen Y อยูถึง 17% และมีคนที่จบ ปริญญาโทคร่ึงหน่ึง ประเด็นการทํางานของคนตางวัยคงมีจุดยึดคือ Core value คนตางกันอยูสังคมเดียวกันได สิ่งสําคัญคือทําใหเขารักองคกรไดไหม หากทําไดและทําใหพวกเขาเห็นภาพไดวาไมมีเขาองคกรจะเดินสะดุด อยางไร ใหเขามีความรูสึกภาคภมู ิใจท่ไี ดเขามาในองคกร เขาจะเปน สวนหน่ึงในการสรางองคก รได” 78 รายงานการศึกษาวจิ ยั “การพฒั นาศกั ยภาพบคุ ลากรดา นเด็กและเยาวชนของหนวยงานตา งๆเพือ่ สรางนวัตกรรมการบริหารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
คุณปติพันธ เทพปฏิมากรณ รองกรรมการผูจัดการใหญ ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองคกร บริษัท ปตท. จาํ กัด (มหาชน) ระบวุ า “ปตท.มีพนักงาน 12,000 คน คนท่ีองคกรตอ งการมาจากทิศทางขององคก รขางหนา เปนองคป ระกอบ การจดั Profile พนักงาน คนใหมดยู ากวา ดีหรอื ไมด ี แตดูวามสี ตปิ ญญาในเกณฑท ่ีพอใจ โดยใชทีมงานทรัพยากร บุคคลและทีมพนื้ ทีด่ คู วามสามารถ หลงั จากท่ีไดคนมพี นื้ ฐานดี ก็เขา สูกระบวนการสรา งและหลอ หลอม” รายงานการศึกษาวจิ ัย 79 “การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรดา นเดก็ และเยาวชนของหนว ยงานตางๆเพ่ือสรางนวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานเด็กและเยาวชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365