Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การใช้โปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ

การใช้โปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ

Published by nirut jorncharoen, 2021-08-29 14:14:23

Description: การใช้โปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ

Keywords: โปรแกรม,ประยุกต์ทางธุรกิจ

Search

Read the Text Version

คานา รายวิชา การใช้โปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ หน่วยกิต 3(2-2-5) รหัสวิชา 36023002 ใน หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จัดเป็นวิชาเฉพาะด้านเลือก ผู้เขียนได้ เรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งค้นคว้าท่ีหลากหลายตามคาอธิบายรายวิชาในหลักสูตรฉบับปรับปรุง พ.ศ.2559 (มคอ.2) โดยมีวัตถุประสงค์ของรายวิชา คือ เพ่ือให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจและทักษะในเร่ือง การประยกุ ตใ์ ช้โปรแกรมในงานธุรกิจ ศึกษาและปฏิบัติเก่ียวกับการประยุกต์ใช้โปรแกรมในงานธุรกิจ พ้ืนฐานระบบปฏิบัติการวินโดว์ เรียนรู้ทักษะการใช้โปรแกรมประยุกต์เพ่ืองานทางธุรกิจ งานธุรการ และฝกึ ปฏบิ ัติทักษะพิมพ์งานเอกสาร สามารถใช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการประยุกต์ใช้ในงานธุรกิจได้ เช่น การจัดการงานเอกสารในสานักงาน การจัดทารายงาน การคานวณ สรุปข้อมูลสาหรับผู้บริหาร การนัดหมายการประชุม การนาเสนอข้อมูลทางธุรกิจ การจัดการระบบฐานข้อมูล สาหรับเอกสาร ประกอบการสอนฉบบั นจี้ ัดทาขนึ้ เพอ่ื เป็นเอกสารหลกั ทผี่ ู้เรยี นจาเป็นต้องศึกษาและเพื่อให้การจัดการ เรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นักศึกษายังสามารถค้นคว้าเอกสารเพ่ิมเติมจากเอกสารที่ ผู้เขียนนาเสนอไว้ในบรรณานกุ รม ส า ห รั บ แผ น บ ริ ห า ร ก า ร ส อน ป ร ะ จ า วิ ช า ไ ด้ เ ขี ย น ข้ึ น จ า กค า อธิ บ า ย ร า ย วิ ช า ใ น ห ลั กสู ต ร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏกาญจนบรุ ี พทุ ธศักราช 2559 โดยแบ่งเนื้อหาไว้ จานวน 10 บท โดยวิธีการสอน มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วยการบรรยาย อภิปราย การยกตัวอย่างกรณีศึกษา ถามตอบ กาหนดให้มกี ารคน้ ควา้ เพ่มิ เติม การสอบกลางภาค การสอบปลายภาค การสาธิตของผู้สอน การลงมือปฏิบัตจิ ริง การทารายงานค้นคว้า การทดสอบเก็บคะแนน การสอบกลางภาค และการสอบปลายภาค ผู้เขียนหวงั เปน็ อยา่ งย่ิงวา่ เอกสารประกอบการสอนเลม่ นี้จะเปน็ ประโยชนต์ ่อผู้เรียนและผู้สนใจ หากมีข้อมูลท่ีผดิ พลาดประการใดต้องขออภยั ไว้ ณ ที่นี้ นริ ุตต์ จรเจรญิ เมษายน 2562

สารบัญ หน้า (1) คานา (3) สารบญั (7) สารบัญตาราง (8) สารบัญภาพ (17) แผนบริหารการสอนประจาวิชา 1 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 1 3 บทท่ี 1 ความรูเ้ บอ้ื งตน้ เก่ียวกบั โปรแกรมประยกุ ตท์ างธรุ กิจ 3 7 แนวคิดเกีย่ วกับโปรแกรมประยุกต์ทางธรุ กิจ 9 ความหมายและความสาคญั ของธรุ กจิ 12 ปัจจยั ทีส่ าคัญและรปู แบบของการประกอบธรุ กิจ 15 หนา้ ที่ความรบั ผดิ ชอบและวฏั จกั รของธุรกิจ 20 ปจั จยั หลักการขับเคลื่อนธุรกิจสู่เศรษฐกจิ ดิจทิ ัล 21 สรุปท้ายบท 22 คาถามท้ายบท 23 เอกสารอา้ งอิง 25 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 2 25 บทท่ี 2 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การประกอบธรุ กิจ 26 ความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 30 สว่ นประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ 33 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การพัฒนาประเทศ 35 เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั กลยทุ ธธ์ ุรกจิ 40 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการประกอบธุรกจิ 41 สรุปท้ายบท 42 คาถามท้ายบท 43 เอกสารอ้างองิ 45 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 3 45 บทท่ี 3 เทคโนโลยีด้านซอฟตแ์ วร์สาหรบั การประกอบธรุ กิจ 46 ความหมายของเทคโนโลยดี า้ นซอฟตแ์ วร์ 48 องคป์ ระกอบของเทคโนโลยดี า้ นซอฟต์แวร์ 54 ซอฟตแ์ วรร์ ะบบปฏบิ ตั ิการและหลกั การทางาน ซอฟตแ์ วร์ประยุกต์สาหรบั การประกอบธรุ กิจ

(4) สารบัญ (ต่อ) หนา้ 64 สรุปท้ายบท 65 คาถามท้ายบท 66 เอกสารอ้างองิ 67 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 4 69 บทที่ 4 แนวคดิ และเทคโนโลยโี ปรแกรมประยุกตท์ างธุรกิจ 69 แนวคิดและเทคโนโลยโี ปรแกรมประยุกตก์ ับงานบญั ชแี ละการเงิน 75 แนวคดิ และเทคโนโลยีโปรแกรมประยุกต์กบั งานการตลาด 80 แนวคดิ และเทคโนโลยโี ปรแกรมประยุกต์กบั งานการผลิตและการดาเนินงาน 85 แนวคิดและเทคโนโลยีโปรแกรมประยกุ ตก์ ับงานบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์ 88 สรปุ ท้ายบท 89 คาถามท้ายบท 90 เอกสารอา้ งองิ 91 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 5 93 บทท่ี 5 การใช้โปรแกรมประยุกต์ท่ัวไปทางธุรกจิ 93 โปรแกรมประยุกต์ทว่ั ไปทางธุรกิจ 95 โปรแกรมประยุกตด์ า้ นการจัดการงานเอกสาร 97 โปรแกรมประยุกตด์ า้ นการคานวณ 99 โปรแกรมประยุกตด์ า้ นการนาเสนอข้อมลู 101 โปรแกรมประยุกตด์ า้ นฐานข้อมูล 104 สรปุ ท้ายบท 105 คาถามท้ายบท 106 เอกสารอา้ งอิง 107 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 6 109 บทท่ี 6 การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ต์การจัดการงานเอกสาร 109 ความสาคัญของการใช้โปรแกรมประยกุ ต์การจัดการงานเอกสาร 110 การใช้โปรแกรมประยกุ ต์เพ่ิมประสทิ ธภิ าพการจดั การงานเอกสาร 135 โปรแกรมประยุกตก์ ารจัดการงานเอกสารบนเครือข่าย 139 โปรแกรมประยุกตบ์ นเครือขา่ ยเพอ่ื เพ่มิ ประสิทธภิ าพการจัดการงานเอกสาร 142 สรุปทา้ ยบท 143 คาถามท้ายบท 144 เอกสารอ้างอิง

(5) หนา้ 145 สารบัญ (ตอ่ ) 147 147 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 7 155 บทท่ี 7 การพมิ พ์หนังสอื ราชการไทยด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 157 162 หนังสอื ราชการไทย 166 หลกั การพื้นฐานการพมิ พห์ นังสอื ราชการไทยด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 176 การพมิ พ์หนงั สอื ภายนอก 177 การพมิ พ์หนังสือภายใน 178 การพิมพห์ นงั สอื ที่เจ้าหน้าท่ที าข้นึ หรือรับไวเ้ ป็นหลักฐานในราชการ 179 สรุปท้ายบท 181 คาถามท้ายบท 181 เอกสารอ้างอิง 198 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 8 204 บทท่ี 8 การใชโ้ ปรแกรมประยุกต์เพ่ือการวิเคราะหข์ อ้ มูล 207 ลกั ษณะทวั่ ไปของโปรแกรมประยกุ ตเ์ พ่ือการวเิ คราะห์ข้อมลู 212 การจดั การข้อมูลดว้ ยกราฟเพ่ือสรปุ ขอ้ มลู สาหรบั ผ้บู รหิ าร 213 การใช้ Data Analysis ใน Excel ทาสถิตเิ ชงิ พรรณนา 216 การสรุปขอ้ มูลดว้ ย PivotTable และ PivotChart 217 สรุปทา้ ยบท 219 คาถามท้ายบท 219 เอกสารอ้างองิ 220 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 9 249 บทที่ 9 การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ต์เพือ่ การนาเสนอขอ้ มลู 255 ลักษณะทว่ั ไปของโปรแกรมประยุกตเ์ พ่ือการนาเสนอข้อมลู 258 การใช้งานโปรแกรมประยุกต์ Microsoft PowerPoint 259 เทคนิคการสรา้ งสอื่ นาเสนอดว้ ยโปรแกรม Microsoft PowerPoint 260 เทคนคิ การสร้างอินโฟกราฟิกสด์ ว้ ยโปรแกรม Microsoft PowerPoint สรปุ ท้ายบท คาถามท้ายบท เอกสารอา้ งอิง

(6) หนา้ 261 สารบัญ (ต่อ) 263 263 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 10 267 บทที่ 10 การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ต์เพ่ือการจัดการฐานข้อมลู 275 281 ลักษณะทว่ั ไปของโปรแกรมประยุกตเ์ พ่อื การจดั การฐานข้อมลู 288 พื้นฐานการออกแบบและพฒั นาระบบฐานข้อมูล 289 การใชง้ านโปรแกรมประยกุ ต์ไมโครซอฟต์แอคเซส 290 โปรแกรมประยุกต์บนเครือข่ายเพ่อื การจดั การฐานขอ้ มูล 291 สรปุ ทา้ ยบท คาถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง บรรณานุกรม

(7) สารบัญตาราง ตารางที่ 3.1 ตัวอยา่ งซอฟตแ์ วร์ประยุกต์พนื้ ฐาน หนา้ ตารางที่ 3.2 แสดงคณุ สมบัติพนื้ ฐานของคอมพิวเตอรใ์ นการตดิ ตั้งโปรแกรมประยกุ ต์ 54 ตารางท่ี 4.1 ขอ้ แตกต่างระหว่างการทาบัญชีดว้ ยสมุด (Manual) กบั การใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 59 ตารางท่ี 4.2 ตวั อยา่ งการใชง้ านอินทราเนต็ ทางการตลาดของธุรกจิ ตา่ ง ๆ 73 ตารางที่ 5.1 ลกั ษณะโปรแกรมและตัวอยา่ งโปรแกรม 78 ตารางที่ 6.1 แสดงตัวอย่างการคานวณในตาราง 94 ตารางท่ี 7.1 แสดงหนว่ ยงานราชการและตัวยอ่ 111 ตารางท่ี 7.2 แสดงรายชื่อจังหวดั และตัวยอ่ 151 ตารางท่ี 7.3 แสดงรายช่ือหนว่ ยงานและตัวเลข 151 ตารางที่ 8.1 ชดุ ข้อมูลของ AutoFill 153 ตารางที่ 8.2 แสดงความหมายของตัวดาเนนิ การทางคณติ ศาสตร์ 192 ตารางที่ 8.3 แสดงความหมายของตวั ดาเนนิ การเปรยี บเทยี บ 195 ตารางที่ 8.4 แสดงความหมายของตวั ดาเนนิ การสาหรบั การอา้ งอิง 195 ตารางที่ 8.5 แสงฟงั ก์ช่นั ความหมาย และรูปแบบตวั อยา่ ง 195 ตารางที่ 10.1 พจนานุกรมข้อมลู Data Dictionary 197 ตารางท่ี 10.2 การกาหนดรูปแบบในการแสดงผลข้อมูล 274 ตารางท่ี 10.3 การกาหนดรูปแบบการป้อนข้อมูล Input Mask 279 280

สารบญั ภาพ หนา้ 14 ภาพท่ี 1.1 หนา้ ที่ของธุรกิจ 15 ภาพที่ 1.2 วงจรของธรุ กิจ 16 ภาพท่ี 1.3 ข้อแตกต่างระหว่างการทาธรุ กจิ ทัว่ ไปกบั พาณิชย์อเิ ล็กทรอนิกส์ 17 ภาพที่ 1.4 อาลบี าบาดอทคอม 18 ภาพที่ 1.5 อเมซอนดอทคอม 27 ภาพที่ 2.1 คอมพวิ เตอรส์ ว่ นบคุ คล และคอมพวิ เตอรเ์ คล่อื นท่ี 28 ภาพท่ี 2.2 ประเภทของซอฟต์แวร์ 29 ภาพท่ี 2.3 ความสมั พันธ์ระหวา่ งเทคโนโลยสี ารสนเทศ การบรหิ าร และองคก์ ร 30 ภาพที่ 2.4 ระบบพร้อมเพย์ 31 ภาพที่ 2.5 ตัวอยา่ งหน้า Facebook 31 ภาพท่ี 2.6 หน้าเว็บไซต์ Thai MOOC (http://thaimooc.org) 32 ภาพที่ 2.7 ตวั อยา่ ง 3G 4G 32 ภาพท่ี 2.8 การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การแพทย์ 33 ภาพท่ี 2.9 ภาพถา่ ยดาวเทยี มของเว็บกรมท่ดี ิน 34 ภาพที่ 2.10 ระดับกลยทุ ธ์ 36 ภาพที่ 2.11 Page Facebook ผ้กู องเบนซ์-Capt.Benz 37 ภาพที่ 2.12 Page Facebook Pro Chain-Saharath 37 ภาพท่ี 2.13 Page Facebook Coach Siriluck Tansiri 38 ภาพที่ 2.14 ตัวอย่างแอปพลเิ คชันธุรกิจ startups 46 ภาพท่ี 3.1 ประเภทของซอฟต์แวร์ 47 ภาพที่ 3.2 การทางานแบบ cross platform application 48 ภาพที่ 3.3 ตวั อย่างซอฟตแ์ วร์ประยุกต์ 51 ภาพที่ 3.4 ระบบปฏบิ ตั ิการ Windows XP 51 ภาพที่ 3.5 ระบบปฏิบตั ิการ Windows Vista 52 ภาพที่ 3.6 ระบบปฏิบัติการ Windows 7 52 ภาพที่ 3.7 ระบบปฏบิ ัติการ Windows 8 53 ภาพท่ี 3.8 ระบบปฏิบัตกิ าร OS X 53 ภาพที่ 3.9 ระบบปฏบิ ตั ิการ Ubuntu Linux 55 ภาพที่ 3.10 ข้อตกลงสญั ญาอนญุ าตใชซ้ อฟต์แวร์ 56 ภาพท่ี 3.11 โปรแกรมประยุกต์ด้านการพมิ พแ์ ละการจดั การเอกสาร 57 ภาพท่ี 3.12 โปรแกรมประยกุ ตด์ า้ นการคานวณ 57 ภาพที่ 3.13 โปรแกรมประยุกตด์ ้านการนาเสนอข้อมลู 58 ภาพท่ี 3.14 โปรแกรมประยกุ ต์ด้านการจัดการฐานข้อมลู

(10) สารบัญภาพ (ตอ่ ) ภาพท่ี 3.15 ตวั อย่างโปรแกรมสารองที่นง่ั ผูโ้ ดยสาร หนา้ ภาพท่ี 3.16 ตวั อยา่ งโปรแกรมประยุกต์ในธุรกิจโรงแรม 60 ภาพท่ี 3.17 ตวั อยา่ งโปรแกรมระบบห้องสมุด 60 ภาพที่ 3.18 ตัวอยา่ งโปรแกรม Computer Aided Design, CAD 61 ภาพท่ี 4.1 ตวั อยา่ งระบบสารสนเทศทางการบญั ชี (EASY-ACC) 62 ภาพที่ 4.2 ตัวอย่างระบบสารสนเทศทางการเงนิ ของสหกรณ์กลมุ่ เกษตรกร 72 ภาพที่ 4.3 แสดงตัวอยา่ งโปรแกรม ระบบขาย ณ จดุ ขาย (Point of Sale System) 75 ภาพที่ 4.4 แสดงหนว่ ยขายอตั โนมตั ิ 76 ภาพท่ี 4.5 แสดงเว็บไซด์ E-commerce 78 ภาพท่ี 4.6 ส่วนประกอบของระบบการผลติ 79 ภาพท่ี 4.7 แสดงโปรแกรมประยกุ ต์ CAD 81 ภาพท่ี 4.8 แสดงโปรแกรมประยุกต์ประเภท CAM 84 ภาพท่ี 4.9 การใช้คอมพิวเตอรค์ วบคมุ แขนและมือของห่นุ ยนต์เพื่อชว่ ยในการประกอบแผงวงจร 84 ภาพที่ 4.10 โปรแกรมบริหารงานบคุ คล 85 ภาพท่ี 5.1 โปรแกรมสาเร็จรูป Microsoft Word 87 ภาพท่ี 5.2 โปรแกรมสาเรจ็ รูป Microsoft Excel 96 ภาพท่ี 5.3 โปรแกรมสาเรจ็ รูป Microsoft PowerPoint 98 ภาพท่ี 5.4 โปรแกรมสาเรจ็ รูป Microsoft Access 100 ภาพท่ี 6.1 ตัวอย่างเอกสารหนงั สอื ราชการภายนอก 102 ภาพที่ 6.2 ขั้นตอนการใสฟ่ ังกช์ ่ันสูตรการคานวณ 110 ภาพที่ 6.3 ขน้ั ตอนการใส่ฟงั กช์ ั่นสูตรการคานวณ 111 ภาพที่ 6.4 ขน้ั ตอนการใส่ทค่ี นั่ หนังสือ 112 ภาพที่ 6.5 ขน้ั ตอนการสรา้ งสารบญั เนอื้ หา 113 ภาพที่ 6.6 ข้นั ตอนการสร้างคาบรรยายรูปภาพ 114 ภาพที่ 6.7 ขน้ั ตอนการสร้างสารบัญรูปภาพและสารบัญตาราง 115 ภาพที่ 6.8 ขั้นตอนการแทรกเชิงอรรถ 116 ภาพที่ 6.9 ขนั้ ตอนการแทรกอ้างองิ ทา้ ยเร่อื ง 117 ภาพท่ี 6.10 ขน้ั ตอนการแทรกรายการอ้างอิงทมี่ ีข้อมูลในบรรณานุกรม 118 ภาพท่ี 6.11 ขัน้ ตอนการสรา้ งรายการอ้างองิ ใหม่ (ไมม่ ขี ้อมูลบรรณานกุ รม) 118 ภาพท่ี 6.12 ขั้นตอนการแทรกบรรณานกุ รม 119 ภาพที่ 6.13 ขน้ั ตอนการกาหนดการแสดง Markup 120 ภาพที่ 6.14 ขน้ั ตอนการแทรกและจดั การข้อคดิ เหน็ 122 ภาพที่ 6.15 ขน้ั ตอนการแกไ้ ขขอ้ คิดเหน็ 123 123

(11) หนา้ 124 สารบญั ภาพ (ต่อ) 125 125 ภาพท่ี 6.16 ขนั้ ตอนการตอบกลบั ข้อคิดเหน็ 126 ภาพท่ี 6.17 ขั้นตอนการติดตามการเปล่ยี นแปลงแกไ้ ขเอกสาร 126 ภาพท่ี 6.18 ขน้ั ตอนการยอมรับหรือปฏิเสธรายการท่ีถูกแกไ้ ข 127 ภาพที่ 6.19 ขนั้ ตอนการยอมรับรายการแกไ้ ขทัง้ หมด 128 ภาพที่ 6.20 ขั้นตอนการปฏเิ สธรายการแก้ไขทัง้ หมด 128 ภาพท่ี 6.21 ขั้นตอนการเปรยี บเทียบเอกสาร 129 ภาพที่ 6.22 ขน้ั ตอนการผสานเอกสาร 129 ภาพที่ 6.23 ขั้นตอนการป้องกนั เอกสาร 130 ภาพท่ี 6.24 ขั้นตอนการป้องกันเอกสาร ไมส่ ามารถแก้ไขไดเ้ ลย 131 ภาพที่ 6.25 ขน้ั ตอนการเข้ารหสั ผา่ นการเปิดเอกสาร 132 ภาพที่ 6.26 ข้ันตอนการ Mark as Final เอกสาร 133 ภาพท่ี 6.27 ข้ันตอนการแสดงคณุ สมบัตริ ายละเอยี ดเอกสาร 133 ภาพที่ 6.28 ขน้ั ตอนการเข้าสู่ Google Calendar 133 ภาพที่ 6.29 หน้าจอปฏิทนิ Google Calendar 134 ภาพที่ 6.30 ขนั้ ตอนการสร้างรายการนัดหมาย 134 ภาพที่ 6.31 ขน้ั ตอนการตง้ั ค่าการใช้งานปฏทิ ินร่วมกัน 135 ภาพท่ี 6.32 ขั้นตอนการแชรป์ ฏทิ นิ 136 ภาพท่ี 6.33 ขั้นตอนการเพิ่มบคุ คลในปฏทิ นิ 138 ภาพที่ 6.34 สัญลักษณ์ Google doc ใน Google Drive 138 ภาพที่ 6.35 โปรแกรม Google doc ใน Google Drive 138 ภาพท่ี 6.36 โปรแกรม Google doc ใน Google Drive 139 ภาพที่ 6.37 การสร้างจากเอกสารเปล่าๆ (blank) 140 ภาพท่ี 6.38 โปรแกรม Google doc ใน Google Drive 140 ภาพท่ี 6.39 โปรแกรม PDFCandy 160 ภาพท่ี 6.40 เมนู Convert from PDF, Convert to PDF และ Other tools 161 ภาพที่ 6.41 โปรแกรม ThaiDocs 164 ภาพที่ 7.1 รูปแบบการพมิ พห์ นงั สอื ราชการภายนอก 165 ภาพที่ 7.2 ตัวอยา่ งหนงั สอื ราชการภายนอก 160 ภาพที่ 7.3 รูปแบบการพิมพ์หนงั สือราชการภายใน 169 ภาพที่ 7.4 ตวั อยา่ งหนงั สอื ราชการภายใน 171 ภาพที่ 7.5 รปู แบบการพมิ พห์ นงั สอื รบั รอง ภาพท่ี 7.6 ตัวอยา่ งหนงั สือรบั รอง ภาพท่ี 7.7 รูปแบบการพิมพร์ ายงานการประชมุ หนา้ แรก

(12) สารบัญภาพ (ตอ่ ) หนา้ 172 ภาพที่ 7.8 รปู แบบการพมิ พร์ ายงานการประชมุ หน้าสอง 173 ภาพท่ี 7.9 ตวั อยา่ งรายงานการประชุม หน้า 1 174 ภาพท่ี 7.10 ตัวอย่างรายงานการประชมุ หนา้ 2 182 ภาพที่ 8.1 โปรแกรม Microsoft Excel 183 ภาพที่ 8.2 แสดงการเลือกหัวแถวทตี่ อ้ งการแทรก 183 ภาพท่ี 8.3 แสดงการเลือกปมุ่ Insert เพื่อแทรกแถว 183 ภาพท่ี 8.4 แสดงแถวท่ไี ดท้ าการแทรกสาเรจ็ แล้ว 184 ภาพที่ 8.5 แสดงการเลือกหัวคอลัมน์ท่ีต้องการแทรก 184 ภาพท่ี 8.6 แสดงการเลอื กปุม่ Insert เพอ่ื แทรกคอลมั น์ 185 ภาพที่ 8.7 แสดงคอลัมนท์ ไี่ ดท้ าการแทรกสาเร็จแล้ว 185 ภาพท่ี 8.8 เลือกหัวคอลมั นท์ ี่ตอ้ งการลบ 185 ภาพที่ 8.9 แสดงการเลือกคาส่ัง Delete Sheet Rows 187 ภาพที่ 8.10 ส่วนประกอบของ Workbook 187 ภาพที่ 8.11 แสดงมมุ มองปกติ 184 ภาพที่ 8.12 แสดงมุมมองเค้าโครงเหมอื นพมิ พ์ 188 ภาพที่ 8.13 แสดงมมุ มองแบ่งหนา้ 189 ภาพท่ี 8.14 แสดงการบันทึกขอ้ มูล 189 ภาพท่ี 8.15 แสดงการบันทึกขอ้ มลู แบบ Save as 190 ภาพท่ี 8.16 แสดงการตั้งค่าการบนั ทกึ ขอ้ มลู F12 แบบถาวร 191 ภาพท่ี 8.17 เคร่อื งมือกลุม่ Font และกลมุ่ Alignment 191 ภาพที่ 8.18 แสดงเลือกเซลท่ีตอ้ งการจัดรปู แบบ 191 ภาพท่ี 8.19 แสดงรูปแบบสไตลข์ องเซล 192 ภาพท่ี 8.20 แสดงการใช้งาน AutoFill 193 ภาพที่ 8.21 แสดงการเลอื กคาสง่ั More Commands และ หน้าต่าง Excel Option 193 ภาพท่ี 8.22 แสดงหนา้ ต่าง Custom Lists 194 ภาพที่ 8.23 แสดงการ Import list from cells 196 ภาพท่ี 8.24 แสดงการพมิ พส์ ตู รการคานวณดว้ ยตนเอง 198 ภาพท่ี 8.25 การจดั การข้อมูลด้วยกราฟ 199 ภาพท่ี 8.26 แสดงการจัดการข้อมลู ดว้ ยกราฟ 199 ภาพที่ 8.27 แสดงการเลอื กเมนู Column 199 ภาพท่ี 8.28 แสดงการเลอื กกราฟท่ตี อ้ งการ 200 ภาพที่ 8.29 แสดงกราฟที่เลอื ก 200 ภาพท่ี 8.30 แสดงการใสช่ ื่อใหก้ ราฟ

(13) หนา้ 200 สารบญั ภาพ (ตอ่ ) 201 201 ภาพที่ 8.31 แสดงการตกแตง่ แกน 201 ภาพที่ 8.32 แสดงการใสค่ าอธบิ ายกราฟ 202 ภาพที่ 8.33 แสดงการใส่ป้ายชื่อขอ้ มูล 203 ภาพท่ี 8.34 แสดงการเพ่มิ ตารางข้อมลู 203 ภาพที่ 8.35 ตวั อยา่ งแผนภมู ิวงกลม 204 ภาพท่ี 8.36 ตวั อยา่ งแผนภมู แิ ท่ง 205 ภาพที่ 8.37 ตัวอยา่ งกราฟเส้น 205 ภาพท่ี 8.38 ขั้นตอนการเพิ่มเครอ่ื งมอื Data Analysis 205 ภาพท่ี 8.39 เครอ่ื งมือ Data Analysis 206 ภาพที่ 8.40 เครอ่ื งมือ Data Analysis 206 ภาพท่ี 8.41 Input Range 206 ภาพท่ี 8.42 ขน้ั ตอนการเลือกข้อมูลใน Input Range 207 ภาพที่ 8.43 ขั้นตอนการเลือกตาแหน่งใน Output Range 208 ภาพที่ 8.44 ขนั้ ตอนการเลอื กตาแหน่งใน Output Range 208 ภาพท่ี 8.45 การเลือกขอ้ มูล 209 ภาพท่ี 8.46 การกาหนด Input Range และ Output Range 209 ภาพท่ี 8.47 หน้าต่างการกาหนด PivotTable 209 ภาพท่ี 8.48 หน้าต่างการกาหนด PivotTable 210 ภาพท่ี 8.49 หน้าตา่ งการปรบั รายละเอยี ด Value Field Settings 210 ภาพที่ 8.50 ผลลพั ธ์จากการปรบั รายละเอียด Value Field Settings 211 ภาพที่ 8.51 การสร้าง PivotChart 217 ภาพที่ 8.52 หน้าตา่ ง Insert Chart 217 ภาพท่ี 8.53 ผลลัพธ์การแทรก PivotChart 218 ภาพท่ี 9.1 โปรแกรม Microsoft PowerPoint 218 ภาพท่ี 9.2 สว่ นประกอบของหน้าต่างโปรแกรม Microsoft PowerPoint 219 ภาพที่ 9.3 มุมองปกติ 219 ภาพท่ี 9.4 มมุ มองแบบเรยี งลาดบั 220 ภาพท่ี 9.5 มมุ มองสาหรบั การอา่ น 220 ภาพที่ 9.6 มมุ มองสาหรับการนาเสนอ 221 ภาพท่ี 9.7 ขั้นตอนการสรา้ งงานนาเสนอเปลา่ 221 ภาพท่ี 9.8 ขน้ั ตอนการสร้างงานนาเสนอเปล่า ภาพท่ี 9.9 การเลอื กชดุ สี Theme Color ชดุ โทนสี ภาพท่ี 9.10 การเลอื กชดุ ตัวอกั ษร Theme Font

(14) สารบญั ภาพ (ตอ่ ) หนา้ 222 ภาพท่ี 9.11 การกาหนดชุดตัวอักษรเอง 223 ภาพที่ 9.12 ขน้ั ตอนการ Add Section และตงั้ ชอ่ื Section name 223 ภาพท่ี 9.13 ผลการแบง่ Section 224 ภาพที่ 9.14 การ Insert Photo Album 224 ภาพที่ 9.15 การนารูปภาพมาสรา้ งเปน็ Album 225 ภาพท่ี 9.16 การเลอื กรปู ภาพที่ต้องการ 225 ภาพท่ี 9.17 การปรบั ตงั้ ค่า Photo Album 226 ภาพท่ี 9.18 การกาหนด Album Layout 227 ภาพที่ 9.19 การเพม่ิ สไลด์ 227 ภาพที่ 9.20 การเลือกรปู แบบสไลด์ 228 ภาพที่ 9.21 รปู แบบ Layout เป็น Title and Content 228 ภาพท่ี 9.22 การแทรกไฟลว์ ดิ ีโอลงบนสไลด์ 228 ภาพที่ 9.23 เลือกไฟล์วิดโี อทตี่ อ้ งการ 229 ภาพที่ 9.24 ไฟล์วดิ ีโอแทรกลงสไลด์ 229 ภาพที่ 9.25 การปรับแตง่ วดิ โี อด้วย Adjust และการปรับแตง่ วิดโี อด้วย Video Styles 230 ภาพท่ี 9.26 การปรับแต่ง Adjust และ Video Styles ใหก้ ับวดิ โี อ 230 ภาพที่ 9.27 เลอื กช่วงเวลาของภาพวดิ ีโอทตี่ อ้ งการ 231 ภาพที่ 9.28 ภาพช่วงเวลาทเี่ ลือกไวเ้ ปน็ ภาพตัวอย่างของคลิปวิดโี อ 231 ภาพที่ 9.29 ภาพช่วงเวลาทเี่ ลือกไวเ้ ปน็ ภาพตวั อย่างของคลปิ วดิ ีโอ 232 ภาพท่ี 9.30 การตัดตอ่ ไฟลว์ ิดโี อดว้ ย Bookmark 232 ภาพท่ี 9.31 คลิกเลอื กช่วงเวลาท่ีต้องการทชี่ ่องสเ่ี หล่ยี มข้างปุม่ Play 233 ภาพที่ 9.32 วงกลมสเี หลอื งแสดงการเลอื กแสดงช่วงเวลาที่ Bookmark ไว้ 233 ภาพที่ 9.33 การลบ Bookmark 234 ภาพท่ี 9.34 Trim Video 234 ภาพที่ 9.35 หน้าตา่ ง Trim Video 234 ภาพที่ 9.36 Fade Duration 235 ภาพที่ 9.37 Fade Duration 235 ภาพที่ 9.38 Effect Options 236 ภาพท่ี 9.39 การกาหนดคา่ เพิม่ เติมดว้ ย Timing 236 ภาพท่ี 9.40 การเลือกรูปแบบของ Animation 237 ภาพที่ 9.41 การเปล่ยี นลักษณะพิเศษของ Animation 237 ภาพท่ี 9.42 Add Animation 238 ภาพท่ี 9.43 Animation Pane

(15) สารบญั ภาพ (ตอ่ ) หนา้ ภาพท่ี 9.44 การกาหนดเงอ่ื นไขพเิ ศษในการแสดงการเคลื่อนไหวของรปู ภาพ 238 ภาพท่ี 9.45 การยกเลกิ Animation 239 ภาพที่ 9.46 การกาหนดค่าเพ่มิ เติมด้วย Timing 239 ภาพที่ 9.47 Slide Show จากสไลด์ปัจจบุ ัน 240 ภาพท่ี 9.48 มุมมองแบบเต็มจอ 241 ภาพที่ 9.49 มมุ มองสาหรบั ผู้บรรยาย 241 ภาพท่ี 9.50 ขน้ั ตอนการนาเสนองานออนไลน์ 242 ภาพท่ี 9.51 คดั ลอกล้ิงก์และสง่ ล้งิ กไ์ ปใหก้ บั ผเู้ ขา้ อบรม 242 ภาพที่ 9.52 Address bar หน้าเวบ็ บราวเซอร์ 243 ภาพที่ 9.53 หน้าเวบ็ การนาเสนอโดยผา่ นเว็บบราวเซอร์ 243 ภาพที่ 9.54 ต้องการหยดุ การนาเสนอออนไลน์ 243 ภาพท่ี 9.55 การเปดิ เอกสารท่ตี อ้ งการพิมพ์ 244 ภาพท่ี 9.56 เลือกรูปแบบการพิมพเ์ อกสารในลกั ษณะตา่ ง ๆ 244 ภาพที่ 9.57 แสดงตวั อย่างการวางโครงเรือ่ ง 245 ภาพท่ี 9.58 ลาดบั การวางโครงเรอื่ ง 246 ภาพที่ 9.59 ตวั อย่างการลาดบั ความสาคญั โครงเร่ือง 246 ภาพท่ี 9.60 ตัวอย่างการลาดบั วางโครงเรือ่ ง 246 ภาพที่ 9.61 ตัวอยา่ งการนบั บรรทดั ในการนาเสนอ 247 ภาพท่ี 9.62 เทคนิคการเน้น Main idea ของแต่ละรายการ 247 ภาพที่ 9.63 การเตรยี มเนื้อหาเพ่อื การนาเสนอกับเน้อื หาตน้ ฉบบั 248 ภาพท่ี 9.64 แสดงกรอบขนาดพื้นท่ีสาหรบั เนอ้ื หาท่สี าคัญ 248 ภาพท่ี 9.65 ตวั อยา่ งสไลด์ที่มเี นอื้ หาสาระมากเกินไปกับตวั อย่างท่ีสรปุ เป็นหวั ข้องา่ ยต่อนาเสนอ 248 ภาพท่ี 9.66 การใชข้ อ้ ความภาษาองั กฤษพิมพ์ใหญแ่ ละพิมพ์เล็ก 249 ภาพท่ี 9.67 การใชแ้ ถบสแี บง่ บรรทดั เพือ่ ให้สไลด์อ่านได้งา่ ยขน้ึ 249 ภาพท่ี 9.68 การปรับสพี ้นื หลังความเขม้ สวา่ ง และใสก่ รอบใหก้ ับขอ้ ความ 250 ภาพที่ 9.69 ตัวอย่างการแทรกแผนภูมทิ ด่ี ีและไมเ่ หมาะสม 250 ภาพท่ี 9.70 ตวั อยา่ งอินโฟกราฟกิ ส์ 255 ภาพท่ี 9.71 ตวั อย่างวาดรูปร่างไมม่ ีเส้นขอบ 256 ภาพที่ 9.72 ตวั อยา่ งจดุ ปรับรปู รา่ งส่ีเหลี่ยมใหอ้ ยดู่ า้ นหลังภาพวงกลม 257 ภาพที่ 9.73 ตัวอยา่ งการผสานรปู ร่างสีสม้ ใหเ้ ปน็ ภาพเดยี วกัน 257 ภาพที่ 9.74 ตวั อยา่ งการตดั ส่วนย่อยทงิ้ 257 ภาพท่ี 9.75 ตัวอย่างการประกอบรปู ร่างวงกลมสามมิติกับอะตอม 257 ภาพที่ 10.1 แนวคดิ ของการใชฐ้ านขอ้ มูล 265

(16) สารบัญภาพ (ตอ่ ) หนา้ ภาพท่ี 10.2 ระบบการจดั การฐานข้อมูลหรอื ดีบีเอม็ เอส 265 ภาพท่ี 10.3 ความสามารถของระบบการจดั การฐานข้อมลู 266 ภาพที่ 10.4 โครงสรา้ งของฐานข้อมูล 268 ภาพที่ 10.5 ตัวอยา่ ง Entity 272 ภาพที่ 10.6 ตัวอยา่ งการกาหนด Attributes 272 ภาพท่ี 10.7 ตัวอย่างการพิจารณาความสัมพันธ์ 273 ภาพที่ 10.8 แบบจาลองแผนภาพ ERD 273 ภาพที่ 10.9 แสดงการเปดิ หน้าต่างโปรแกรม Access 2013 ในลกั ษณะการเปิดแบบออฟไลน์ 275 ภาพท่ี 10.10 แสดงการเปิดหน้าต่างโปรแกรม Access 2013 ในลกั ษณะการเปิดแบบออนไลน์ 276 ภาพท่ี 10.11 แสดงการเปิดหนา้ ต่างโปรแกรม Access 2013 ในลกั ษณะการเปิดแบบออนไลน์ 276 ภาพที่ 10.12 แสดงการสร้างตารางจากมมุ มองออกแบบ 277 ภาพที่ 10.13 แสดงสว่ นประกอบต่าง ๆ ในมมุ มอง Table Design 277 ภาพที่ 10.14 แสดงการสรา้ งตารางในมุมมอง Table Design 278 ภาพที่ 10.15 ฐานขอ้ มูลของ AWS 282 ภาพท่ี 10.16 ตัวอยา่ งการแคชในหนว่ ยความจา 283 ภาพท่ี 10.17 ตวั อยา่ งแอปพลเิ คชันเพ่อื การเลน่ เกม 284 ภาพที่ 10.18 ตวั อยา่ งฐานขอ้ มลู การทารายการทม่ี ีการแคช 285 ภาพที่ 10.19 Airbnb 285 ภาพท่ี 10.20 CapitalOne 286 ภาพท่ี 10.21 Johnson&Johnson 286 ภาพที่ 10.22 Expedia 286

แผนบริหารการสอนประจาวิชา รายวิชา การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ตท์ างธรุ กจิ รหัสวชิ า 36023002 หน่วยกติ -ชว่ั โมง 3(2-2-5) เวลาเรียน 60 ชวั่ โมง/ภาคเรยี น คาอธิบายรายวชิ า ศึกษาและปฏบิ ัตเิ กย่ี วกับการประยกุ ตใ์ ช้โปรแกรมในงานธุรกิจ พ้ืนฐานระบบปฏิบัติการวินโดว์ เรียนรู้ทักษะการใช้โปรแกรมประยุกต์เพ่ืองานทางธุรกิจ งานธุรการ และฝึกปฏิบัติทักษะพิมพ์งาน เอกสาร สามารถใช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการประยุกต์ใช้ในงานธุรกิจได้ เช่น การจัดการงานเอกสาร ในสานักงาน การจดั ทารายงาน การคานวณ สรปุ ข้อมลู สาหรับผบู้ รหิ าร การนดั หมายการประชุม การ นาเสนอข้อมลู ทางธุรกจิ การจดั การระบบฐานขอ้ มลู Study and practice about the application of software in business applications; windows-based operating system; skills of applications to business administration and practice skills to print the document; enable use the application software business such as document management in the office; reporting management; calculating; conclusion for administers; arranging a meeting; presentation of business data and database - system management. วัตถุประสงคท์ ั่วไป 1. เพือ่ ใหเ้ ข้าใจการใช้งานของโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ 2. เพื่อใหส้ ามารถประยุกต์ใช้โปรแกรมสาเร็จรูปสาหรับด้านการจัดทาเอกสารในสานักงาน การวิเคราะห์ขอ้ มูล การนาเสนอผลงาน และการจัดการฐานขอ้ มลู 3. เพ่ือให้มีความรู้และเข้าใจหน้าที่ของงานธุรกิจในงานทางการบัญชีการเงิน การตลาด การผลิต และการบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์ 4. เพื่อให้มคี วามเข้าใจในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกตใ์ ช้กับงานธุรกิจ

(18) เน้อื หา บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธรุ กิจ จานวน 4 ช่ัวโมง ลกั ษณะทั่วไปและความสาคัญของธุรกจิ ความหมายของธรุ กจิ และการประกอบธรุ กิจ ปจั จัยท่ีสาคญั ของการประกอบธรุ กจิ รูปแบบของการประกอบธุรกจิ หน้าท่ีความรับผดิ ชอบของธรุ กิจ ปจั จยั หลักการขบั เคลื่อนธุรกิจสูเ่ ศรษฐกจิ ดิจทิ ัล บทที่ 2 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การประกอบธรุ กจิ จานวน 4 ชัว่ โมง ความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ ส่วนประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพฒั นาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศกับกลยทุ ธธ์ รุ กจิ ตัวอย่างการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยใี นการประกอบธรุ กจิ บทท่ี 3 เทคโนโลยดี า้ นซอฟต์แวร์สาหรบั การประกอบธรุ กจิ จานวน 4 ชัว่ โมง ความหมายของเทคโนโลยดี ้านซอฟตแ์ วร์ องคป์ ระกอบของเทคโนโลยีดา้ นซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์ระบบปฏบิ ตั ิการและหลกั การทางาน โปรแกรมประยุกตส์ าหรบั การประกอบธรุ กจิ บทท่ี 4 แนวคดิ และเทคโนโลยโี ปรแกรมประยุกตท์ างธุรกจิ จานวน 4 ชัว่ โมง แนวคิดและเทคโนโลยีโปรแกรมประยกุ ต์กบั งานบัญชแี ละการเงิน แนวคดิ และเทคโนโลยโี ปรแกรมประยุกต์กบั งานการตลาด แนวคดิ และเทคโนโลยโี ปรแกรมประยกุ ตก์ ับงานการผลิตและการดาเนนิ งาน แนวคดิ และเทคโนโลยโี ปรแกรมประยุกตก์ ับงานบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ บทที่ 5 การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ต์ท่ัวไปทางธรุ กิจ จานวน 4 ช่ัวโมง โปรแกรมประยุกต์ทัว่ ไปทางธุรกิจ โปรแกรมประยุกต์ด้านการจัดการงานเอกสาร โปรแกรมประยุกตด์ า้ นการคานวณ โปรแกรมประยุกต์ด้านการนาเสนอขอ้ มูล โปรแกรมประยุกต์ดา้ นฐานข้อมูล บทที่ 6 การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ตก์ ารจดั การงานเอกสาร จานวน 8 ชัว่ โมง ความสาคญั ของการใชโ้ ปรแกรมประยกุ ต์การจัดการงานเอกสาร การใชโ้ ปรแกรมประยุกต์เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการจดั การงานเอกสาร โปรแกรมประยุกตก์ ารจัดการงานเอกสารบนเครือขา่ ย โปรแกรมประยุกต์บนเว็บเพื่อเพม่ิ ประสิทธิภาพการจดั การงานเอกสาร

(19) เนือ้ หา บทท่ี 7 การพิมพ์หนังสือราชการไทยด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จานวน 8 ชั่วโมง หนงั สือราชการไทย หลักการพนื้ ฐานการพิมพ์หนังสือราชการไทยด้วยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ การพมิ พ์หนังสือภายนอก การพิมพ์หนังสอื ภายใน การพิมพห์ นังสือทีเ่ จ้าหนา้ ทท่ี าข้นึ หรอื รับไวเ้ ปน็ หลักฐานในราชการ บทท่ี 8 การใชโ้ ปรแกรมประยุกต์เพือ่ การวเิ คราะหข์ ้อมูล จานวน 8 ชวั่ โมง ลกั ษณะทว่ั ไปของโปรแกรมประยุกต์เพ่ือการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการข้อมูลด้วยกราฟเพอ่ื สรุปขอ้ มลู สาหรับผู้บริหาร การใช้ Data Analysis ใน Excel ทาสถิติเชิงพรรณนา การสรุปข้อมลู ด้วย PivotTable และ PivotChart บทท่ี 9 การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ต์เพื่อการนาเสนอขอ้ มูล จานวน 8 ชั่วโมง ลักษณะทวั่ ไปของโปรแกรมประยุกตเ์ พ่ือการนาเสนอข้อมลู การใชง้ านโปรแกรมประยกุ ต์ Microsoft PowerPoint เทคนิคการสร้างสือ่ นาเสนอดว้ ยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เทคนิคการสรา้ งอนิ โฟกราฟกิ ส์ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint บทท่ี 10 การใชโ้ ปรแกรมประยุกตเ์ พือ่ การจัดการฐานขอ้ มลู จานวน 8 ชวั่ โมง ลกั ษณะทว่ั ไปของโปรแกรมประยุกต์เพอ่ื การจดั การฐานข้อมลู พ้ืนฐานการออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมลู การใช้งานโปรแกรมประยกุ ต์ไมโครซอฟต์แอคเซส โปรแกรมประยุกตบ์ นเครือข่ายเพอื่ การจัดการฐานข้อมูล วิธสี อนและกจิ กรรม 1. วิธีสอนแบบบรรยาย 2. วธิ สี อนแบบอภปิ ราย 3. วธิ สี อนแบบปฏิบัติ 4. วธิ สี อนแบบกรณีศกึ ษาตวั อย่าง

(20) ส่อื การเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน รายวชิ า การใชโ้ ปรแกรมประยกุ ต์ทางธุรกจิ 2. ส่ือนาเสนอโปรแกรมสาเรจ็ รูป Microsoft PowerPoint 3. โปรแกรมสาเร็จรูป Microsoft Word 4. โปรแกรมสาเรจ็ รูป Microsoft Excel 5. โปรแกรมสาเรจ็ รูป Microsoft PowerPoint 6. โปรแกรมสาเรจ็ รูป Microsoft Access 7. แอปพลเิ คชัน Poll Everywhere, mentimeter 8. กรณีศึกษาพร้อมตวั อย่าง 9. ภาพตวั อย่างการประกอบธุรกิจ 10. ตัวอย่างไฟลง์ าน 11. คาถามทา้ ยบท 12. แบบฝกึ ปฏบิ ัติ 13. แบบทดสอบภาคปฏบิ ัติ 14. บทเรยี นออนไลน์ www.elearningbynirut.com/moodle/ การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. การวัดผล : 1.1 คะแนนระหวา่ งภาค 70% 30% 1.1.2 การทดสอบภาคปฏบิ ัติ 20% 1.1.3 การทดสอบกลางภาค ภาคทฤษฎี 20% 1.1.4 คาถามท้ายบท 10% 1.1.5 รายงานกลมุ่ การค้นควา้ 10% 1.1.6 กจิ กรรมอภิปรายกล่มุ ในห้องเรยี น 10% 1.2 สอบปลายภาค 2. การประเมนิ ผล : ความหมายของผลการเรียน คา่ ระดบั คะแนน คา่ รอ้ ยละ ดีเย่ียม 4.0 80-100 ระดบั คะแนน ดีมาก 3.5 75-79 A ดี 3.0 70-74 B+ ดีพอใช้ 2.5 65-69 B พอใช้ 2.0 60-64 C+ ออ่ น 1.5 55-59 C ออ่ นมาก 1.0 50-54 D+ ตก 0.0 0-49 D F

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 1 ความร้เู บือ้ งต้นเก่ียวกบั โปรแกรมประยกุ ตท์ างธรุ กิจ หวั ข้อเน้ือหา 1. แนวคดิ เกีย่ วกับโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ 2. ความหมายและความสาคญั ของธรุ กจิ 3. ปจั จยั ที่สาคญั และรูปแบบของการประกอบธรุ กิจ 4. หนา้ ท่ีความรับผดิ ชอบและวฏั จกั รของธรุ กจิ 5. ปจั จยั หลกั การขบั เคล่ือนธรุ กิจส่เู ศรษฐกจิ ดิจทิ ัล วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม 1. อธิบายแนวคิดเก่ยี วกบั โปรแกรมประยกุ ต์ทางธรุ กิจได้ 2. อธิบายความหมายและความสาคญั ของธุรกจิ ได้ 3. สามารถวเิ คราะหค์ วามสาคัญของปัจจยั ท่สี าคญั ของการประกอบธุรกจิ ได้ 4. สามารถจาแนกหนา้ ท่ีความรบั ผิดชอบและวฏั จกั รของธรุ กจิ ได้ 5. อธิบายปจั จยั หลกั การขับเคล่อื นธุรกจิ สูเ่ ศรษฐกิจดจิ ิทัลได้ 6. สามารถอภิปรายแนวคดิ โปรแกรมประยกุ ตเ์ กี่ยวกับการประกอบธรุ กิจได้ วิธสี อนและกจิ กรรมการเรียนการสอน 1. วิธีสอน 1.1 วิธสี อนแบบบรรยาย 1.2 วธิ สี อนโดยใช้การอภปิ รายกลุ่มยอ่ ย 2. กจิ กรรมการเรียนการสอน 2.1 ผู้สอนตั้งคาถาม “การประกอบธุรกิจต้องมีความรู้เรื่องใดบ้าง” โดยอิงจากเหตุการณ์ ในปัจจุบัน โดยผู้เรียนตอบคาถามในลักษณะแลกเปล่ียนความคิดเห็น และร่วมกันสรุปจากคาตอบ ของผเู้ รียนก่อนจะเข้าสบู่ ทเรียน 2.2 ผ้สู อนบรรยายเร่อื งต่อไปน้ี 2.2.1 แนวคิดเก่ยี วกับโปรแกรมประยุกตท์ างธรุ กจิ 2.2.2 ความหมายและความสาคัญของธรุ กิจ 2.2.3 ปจั จยั ท่ีสาคัญและรปู แบบของการประกอบธรุ กิจ 2.2.4 หน้าที่ความรบั ผิดชอบและวฏั จักรของธรุ กจิ 2.2.5 ปจั จยั หลกั การขับเคลอื่ นธุรกิจสู่เศรษฐกจิ ดจิ ทิ ัล

2 2.3 แบ่งกลุ่มผู้เรียนค้นคว้าข้อมูลและนาเสนอด้วยการอภิปรายเป็นรายกลุ่มย่อย โดย แบ่งกลุ่มออกจานวน 5 กลุ่ม ตามหัวข้อบทเรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนถามข้อสงสัย และผู้สอนต้ัง คาถามใหผ้ ู้เรยี นตอบ 2.4 ผเู้ รียนอภปิ รายขอ้ มลู ตามหวั ข้อบทเรียนที่ได้รับมอบหมายหน้าชัน้ เรยี น 2.5 ผู้เรียนทุกคนศึกษาเนื้อหาท่ีเรียนพร้อมเปิดโอกาสให้แลกเปล่ียนความรู้กับเพ่ือนใน กลุ่มและตอบคาถามท้ายบท สือ่ การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน รายวชิ า การใช้โปรแกรมประยุกต์ทางธรุ กิจ 2. โปรแกรมสาเร็จรูป Power Point ประกอบการสอน 2.1 แนวคดิ เกยี่ วกบั โปรแกรมประยุกต์ทางธรุ กิจ 2.2 ความหมายและความสาคัญของธุรกิจ 2.3 ปจั จยั ทส่ี าคัญและรปู แบบของการประกอบธุรกิจ 2.4 หน้าท่คี วามรบั ผดิ ชอบและวัฏจักรของธรุ กิจ 2.5 ปจั จัยหลกั การขบั เคลอ่ื นธรุ กิจสเู่ ศรษฐกจิ ดิจิทลั 3. โปรแกรม Search Engine เพื่อสบื คน้ ขอ้ มลู 4. บทเรยี นออนไลน์ www.elearningbynirut.com/moodle/ การวัดผลและประเมินผล 1. สงั เกตจากพฤติกรรมการเรยี น 2. สงั เกตการสนทนาและการอภิปราย 3. สังเกตการสืบค้นข้อมลู อภิปรายกลุ่ม 4. สงั เกตการจาแนกข้อมูล 5. ตรวจผลงานการตอบคาถามท้ายบท

3 บทท่ี 1 ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกบั โปรแกรมประยุกต์ทางธรุ กจิ ปัจจุบนั มีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่เป็นจานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาด ใหญ่ ผู้ทจ่ี ะประกอบธรุ กจิ ให้ประสบความสาเร็จต้องมีความเข้าใจในธุรกิจนั้น เข้าใจในบทบาทหน้าที่ ต่าง ๆ ในธุรกิจอย่างถ่องแท้ ประกอบธุรกิจไปเพ่ือส่ิงใด บางคนไม่มีความรู้แต่สามารถประสบ ความสาเร็จได้ แต่บางคนต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจนกว่าธุรกิจ จะประสบ ความสาเร็จ ความท้าทายของธุรกิจในยุคประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) การประกอบธุรกิจต่าง ๆ ผู้ประกอบการต้องตื่นตัว ประเทศไทยมีการส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนธุรกิจ ธุรกิจ ประเภทต่าง ๆ เร่ิมให้ความสนใจกับการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น พัฒนาโปรแกรม ประยุกต์ต่าง ๆ ขึ้นให้เหมาะสมกับธุรกิจตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านการบัญชีการเงิน ด้านการตลาด ด้านการผลิตการดาเนินงาน และด้านทรัพยากรมนุษย์ ซ่ึงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นหน้าท่ีองค์การทางธุรกิจที่ ผู้ประกอบธุรกิจต้องให้ความสาคัญ การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมา จึงเป็นเรื่องท้าทายที่ผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องหาวิธีการท่ีจะทาอย่างไรให้ธุรกิจตนเองนั้นเติบโตไป พร้อมกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยให้ความสาคัญกับการนาเทคโนโลยีประยุกต์ใช้กับ ธุรกิจในการเพิ่มช่องทางการแสวงหาผลกาไรมากข้ึน สู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลขานรับกับนโยบาย ประเทศไทย ในบทน้ีจะอธิบายถึง แนวคิดเกี่ยวกับโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ ความหมายและความสาคัญ ของธุรกจิ ปัจจัยทส่ี าคญั และรปู แบบของการประกอบธุรกิจ หน้าที่ความรับผิดชอบและวัฏจักรของธุรกิจ และปจั จยั หลักการขับเคลื่อนธรุ กิจสู่เศรษฐกจิ ดจิ ทิ ัล โดยมรี ายละเอียดดงั ต่อไปนี้ แนวคดิ เก่ียวกับโปรแกรมประยุกต์ทางธรุ กิจ โปรแกรมประยุกต์ถูกนามาใช้งานในการประกอบธุรกิจเป็นจานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการ ประยุกต์กับงานด้านการบัญชีการเงิน การตลาด การผลิตการดาเนินงาน และทรัพยากรมนุษย์ โปรแกรมประยุกต์มีลักษณะท่ีสาคัญตามลักษณะงาน จึงเป็นเร่ืองสาคัญท่ีต้องคานึงถึงตอนการนาไป ประยุกต์กับงานในลักษณะต่าง ๆ โปรแกรมประยุกต์สามารถช่วยเพิ่มคุณค่ากระบวนการทางธุรกิจ การขยายตวั ของธุรกิจในอนาคต ดังน้ัน โปรแกรมประยุกต์จึงเป็นส่วนสาคัญท่ีส่งผลถึงความก้าวหน้า ในกระบวนการทางธุรกิจ มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพ่ือให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของการ ดาเนินธุรกิจภายใต้ยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) ธนพล ศรีธัญพงศ์ (2560) อธิบายถึง เรื่อง การมองโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ผ่านแนวคิดดิจิทัล โก ลบอลไลเซชัน (digital globalization) และ แพลตฟอร์มธุรกิจ (platform business) อธิบายว่า โลกาภิวัตน์ ถูกนิยามด้วยปริมาณข้อมูลและสารสนเทศท่ีมีความเปลี่ยนแปลงเป็นจานวนมากด้วย ความรวดเร็ว ซ่ึงแตกต่างจากอดีตท่ีเน้นเร่ืองของปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ท่ามกลางการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมท่ีเกิดข้ึน ปัจจุบันโลกเผชิญกับโลกาภิ

4 วัตน์ในรูปแบบท่ีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มนุษย์ทุกมุมโลกถูกเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านตัวกลางอย่าง อินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์หรือดิจิทัลแพลตฟอร์ม (digital platform) หลังจากนั้นจึงมีการนิยาม ศัพท์ที่เรียกว่า ดิจิทัล โกลบอลไลเซชัน เป็นการนิยามถึงโลกยุคปัจจุบันท่ีเทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าว กระโดดเมื่อเทียบกับทศวรรษท่ีผ่านมา หลังวิกฤตเศรษฐกิจเม่ือปี 2008 การค้าโลก และการ หมุนเวียนเงินลงทนุ ระหวา่ งประเทศลดลงและยังไม่สามารถฟน้ื กลบั แต่ปริมาณการหมุนเวียนของข้อมูล สารสนเทศ และธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศมี จานวนเพิ่มขน้ึ มนุษย์ทั่วทุกมุมโลกแลกเปล่ียนสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ ดิจิทัล โกลบอลไลเซชัน จึงมี นัยสาคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการประกอบธุรกิจของประเทศต่าง ๆ ท่ัวโลกมากขึ้นทุก วัน กระแสดิจิทัล โกลบอลไลเซชัน สร้างโอกาสให้แก่ทั้งผู้ประกอบการทางธุรกิจและผู้บริโภคอย่างที่ไม่ เคยเป็นมาก่อน ดิจิทัลแพลตฟอร์มจึงช่วยลดต้นทุนในการติดต่อและทาธุรกรรมข้ามประเทศและทาให้ เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจใหม่ในลักษณะต่าง ๆ เป็นจานวนมาก การหมุนเวียนของข้อมูล สารสนเทศ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลมีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทาธุรกรรมออนไลน์ หรือ แม้แต่ข้อมูลที่มีอยู่แล้วบนอินเทอร์เน็ต ธุรกิจสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ท้ังการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรม ผู้บรโิ ภค การออกแบบสินคา้ และบริการให้ตรงตามความต้องการหรือเสาะแสวงหาตลาดใหม่ พร้อมกันน้ี ในโลกยุค digital globalization อินเทอร์เน็ตกลายเป็นศูนย์รวมของมนุษย์จากท่ัวทุกมุมโลก ย่อม กอ่ ใหเ้ กิดมลู คา่ ทางเศรษฐกจิ อย่างต่อเน่ือง ธุรกิจทสี่ ามารถจับแนวโน้มดิจิทัล โกลบอลไลเซชัน ได้ดี จะมี รูปแบบของลักษณะทางธุรกจิ ทีเ่ รียกวา่ แพลตฟอร์ม (platform) ซ่ึงจะเห็นได้จากการเติบโตของบริษัทท่ี พลกิ โฉมอตุ สาหกรรมและสร้างมลู ค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ผู้เขียนจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เช่น เฟซบุ๊ก (facebook) กูเก้ิล (google) แอปเปิ้ล (apple) และ อาลบี าบา (alibaba) เปน็ ต้น ทม่ี กี ารเติบโตของรายไดท้ กุ ปี ธุรกิจเหล่าน้ีล้วนมีท่ีมาจาก การสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งเข้าหาและติดต่อส่ือสารคนอีกกลุ่มหน่ึงได้ดีข้ึน อีกหน่ึง ตัวอย่างท่ีเห็นชัด ธุรกิจอีเบย์ (eBay) ที่ผู้ขายชาวไทยต้องการจะขายสินค้า สามารถนาไปเสนอขาย บนเว็บไซตไ์ ด้อย่างไมย่ ุง่ ยาก โดยทล่ี ูกค้าทม่ี าซื้อสินคา้ อาจเปน็ ชาวตา่ งชาติ และชาระเงินผ่านเพย์พาล (PayPal) และนกั อา่ นชาวไทยท่ีต้องการซอื้ นิยายเล่มล่าสดุ ทเี่ พงิ่ วางแผงจากผู้เขียนชาวญี่ปุน สามารถ ซือ้ หนงั สือเลม่ นั้นในรูปแบบอีบุ๊ค (e-book) ผ่านบริการของอเมซอน (amazon) ได้ เป็นต้น กิจกรรม ทางเศรษฐกิจเหล่าน้ีล้วนเกิดขึ้นโดยผ่านตัวกลาง คือ ออนไลน์ แพลตฟอร์ม (online platform) จะ เห็นได้ว่า ดิจิทัลเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมีพลังในการขับเคลื่อนและเปล่ียนแปลงรูปแบบการ ดาเนินธุรกิจ รวมไปถึงสื่อออนไลน์ทั้งยูทุบ (Youtube) และ เฟซบุ๊ก (facebook) ท่ีสร้างอาชีพใหม่ และสร้างรายได้รูปแบบใหม่ เช่น นักพากย์เกมและผู้ท่ีทารายการผ่านช่องทางยูทุบของตัวเอง กาลัง เปน็ ชอ่ งทางการสร้างมลู ค่าและรายไดผ้ ่านแพลตฟอรม์ ใหม่น้ี ดังน้ัน เศรษฐกิจและธุรกิจที่จะประสบความสาเร็จและมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในยุค ดิจิทัล โกลบอลไลเซชัน ล้วนต้องเกิดจากการสร้างแพลตฟอร์มเพ่ือดึงผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเข้า มาไว้ในระบบนิเวศเดียวกันแล้วร่วมกันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบทวีคูณ อีกตัวอย่าง เช่น ใน ระดับประเทศ เกาหลีใต้ได้สร้างแพลตฟอร์มการส่งออกวัฒนธรรม (Korean wave) ท้ังเพลง ละคร อาหาร ออกสูส่ งั คมโลกไดอ้ ยา่ งงดงามและสรา้ งมูลค่าทางเศรษฐกจิ ไดอ้ ย่างมากมาย เดิมรูปแบบธุรกิจ สว่ นใหญจ่ ะมีแนวคดิ แบบเปน็ ทอ่ (pipeline) คือ ผลติ จาหนา่ ย แล้วบริโภคส่งเป็นเส้นตรง แต่ในโลก

5 ปัจจุบัน บริษัทท่ีเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมที่แท้จริงจะต้องเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์ม และมอง ความสัมพันธร์ ะหวา่ งผเู้ ลน่ ในระบบท่ไี ม่ใชเ่ สน้ ตรงทางเดียวเสมอไป สาหรับประเด็นสาคัญ 3 ประการ ที่ทาให้แนวคิดแพลตฟอร์มธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วกว่าในยุคดิจิทัล มีรายละเอียด ดงั นี้ 1. ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ผลิต บริษัท ผู้บริโภคท่ีมีการติดต่อกันซับซ้อนมากขึ้นผ่าน platform 2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะถูกเปล่ียนรูปแบบจากบริษัทเป็นผู้สร้างมูลค่าเพ่ิมเพียงผู้เดียวมา เป็นสร้างมูลคา่ เพ่มิ รว่ มกัน 3. เปูาประสงค์การสร้างมูลค่าสูงสุด เปลี่ยนจากการสร้างความพอใจสูงสุดแก่ผู้บริโภคมาเป็น ความพอใจสูงสุดของทุกคนในระบบ จึงไม่น่าแปลกใจว่าสตาร์ทอัพ (startup) ท่ีประสบความสาเร็จ อย่างสูงในปัจจุบัน ทุกบริษัทล้วนคานึงถึงการใช้ประโยชน์จากแนวคิดดิจิทัล โกลบอลไลเซชัน และมี รูปแบบแพลตฟอร์มของตวั เองท่เี ด่นชัด หากหันมามองดูธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างประเทศไทย คือ บริษัท แกร็บ (Grab) ที่พลิก โฉมการให้บริการและได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็ว รูปแบบทางธุรกิจของแกร็บอยู่บน แพลตฟอร์มของการแบ่งปันสินทรัพย์ (asset sharing) โดยผู้ให้บริการใช้รถของตัวเองในการ ให้บริการ บริษัทมีการใช้เทคโนโลยีในการทาให้ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการพบกันได้สะดวกย่ิงขึ้น (collaborative ecosystem) และมีเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริโภคเลือกบริการท่ีตรงกับความต้องการ ของตนมากขึ้น ช่วยให้ผู้บริโภคเลือกบริการที่ตรงกับความต้องการของตนมากขึ้น นอกเหนือจาก บริษัท แกร็บ แล้ว ยังมี วงใน (wongnai) ท่ชี ่วยใหผ้ ูบ้ ริโภครีวิวร้านอาหารและทราบถึงคะแนนรีวิวโดย สมาชกิ อื่น เปน็ ตน้ ในโลกดิจิทัลท่ีทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจและธุรกิจท่ีอยู่กับท่ี คือ เศรษฐกิจ และธุรกิจทีพ่ รอ้ มถอยหลงั ตลอดเวลา รปู แบบการมองเศรษฐกจิ และธุรกจิ ในปัจจุบนั อาจไม่ใช่ยุค ปลา ใหญ่กินปลาเล็ก อีกต่อไป แต่จะเป็นยุคปลาเร็วกินปลาช้า ปลาตัวเล็กน้ันสามารถเติบโตอย่างก้าว กระโดดและอยู่รอดได้หากเปล่ียนแปลงได้ เร็วตามทันโลกยุคใหม่ ดังนั้น เม่ือตระหนักถึงความ เปลี่ยนแปลงของแนวคิดโลกาภิวัตน์และรูปแบบธุรกิจท่ีเปล่ียนไปแล้ว ก็คงหาคาตอบได้ไม่ยากว่า เศรษฐกจิ และธรุ กิจของผูป้ ระกอบการอยากจะเป็นปลาประเภทใดในคลื่นมหาสมุทรโลกที่เต็มไปด้วย การเปลี่ยนแปลง จากวิวัฒนาการของโลกาภิวัตน์ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะ เป็นการเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจ วฒั นธรรม และเทคโนโลยี ซึง่ มรี ายละเอยี ดดังนี้ 1. การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ (economic changes) คือ มีการเพ่ิมจานวนธุรกิจการค้า เป็นจานวนมากท้ังในประเทศ ระหว่างประเทศ มีการพัฒนาระบบการเงิน และมีการว่าจ้างแรงงาน เพิ่มขนึ้ 2. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (cultural changes) คือ วัฒนธรรมท่ัวทุกมุมโลกถูก เชอื่ มโยงหากันผา่ นระบบส่ือสารไร้พรมแดน เกดิ การเคลื่อนย้ายแรงงาน การเดินทางระหวา่ งประเทศ 3. การเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยี (technology changes) คือ การพัฒนาแพลตฟอร์มต่าง ๆ มี ต้นทุนตา่ ลง การสอื่ สารและสง่ ข้อมูลขา่ วสารระหว่างกันทาได้รวดเรว็ และประหยดั

6 จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ หากพิจารณาแล้วมีต้นเหตุมาจาก การ พัฒนาทางดา้ นเทคโนโลยีที่มคี วามก้าวหนา้ อยา่ งเหน็ ได้ชัดเจน มนษุ ยท์ ่วั ทกุ มมุ โลกหนั มาใช้เทคโนโลยี มีอตั ราทเ่ี พ่ิมมากข้ึน ตงั้ แตบ่ คุ คลธรรมดาไปจนถึงกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้ประกอบการธุรกิจ จึงพยายามนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารองค์การ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการธุรกิจในด้านการบัญชีการเงิน การตลาด การผลิตการดาเนินงาน และการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ตลาดด้านซอฟต์แวร์ประยุกต์จึงเกิดโปรแกรมใหม่ ๆ ข้ึนเป็น จานวนมาก เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการเลือกและประยุกต์เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไปบริหาร องคก์ าร โปรแกรมประยุกตจ์ งึ ถกู เป็นตวั เลือกหน่งึ ในการนามาช่วยประกอบธุรกจิ ในยคุ ปัจจุบนั โปรแกรมประยุกต์เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจ ถูกพัฒนาขึ้นตามความต้องการของ ผู้ใช้งาน ตามความสามารถใช้งานได้ท่ัวไป มีท้ังแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซ่ึงถูกแบบมาให้สามารถใช้งาน ได้หลากหลายแพลตฟอร์ม ธุรกิจต่างนาเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์ใช้กับการทางาน อ ย่ า ง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จึงเป็นหน่ึงทางเลือกสาคัญต่อการถูกเลือกนาไปใช้งานและถือว่าเป็น เคร่ืองมือท่ีทางานได้สะดวกท่ีสุดในสานักงาน แต่อย่างที่กล่าวเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่าน้ีย่อมพัฒนาตามไปด้วยตามยุคสมัย จึงได้เห็นอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทางานแทนเคร่ือง คอมพิวเตอร์ได้ เช่น สมาร์ทโฟน และ แท็บเลต เป็นต้น กล่าวได้ว่า อุปกรณ์เหล่านี้จะดาเนินการได้ และก่อประโยชน์มากน้อยเพียงใด จึงข้ึนอยู่กับโปรแกรมท่ีจะถูกเขียนเข้าไป โปรแกรมจึงเป็นส่วน สาคญั ของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดโปรแกรมอุปกรณจ์ ะไมส่ ามารถทางานได้ โปรแกรมจึงเป็นส่ิงที่ จาเป็นและสาคญั มาก และเปน็ สว่ นประกอบหนึง่ ที่ทาใหร้ ะบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ สาหรับรายละเอียดการแบ่งประเภทของโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ ผู้เขียนได้เขียนรายละเอียด ไวใ้ นบทที่ 3 ในสว่ นบทนผ้ี เู้ ขยี นจะนาเสนอข้อมลู เก่ียวกบั โปรแกรมประยุกต์ ซ่ึงโปรแกรมประยุกต์ถูก แบ่งออกเป็น โปรแกรมประยุกต์ทั่วไป และโปรแกรมประยุกต์เฉพาะด้าน ซึ่งทั้งสองประเภทถูก พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทางธุรกิจ ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะงานท่ีจะ นาไปประยกุ ตใ์ ช้ที่แตกตา่ งกัน มบี ทบาทที่แตกต่างกนั ด้วยเชน่ กนั เม่ือกล่าวถึงบทบาทของโปรแกรมประยุกต์ท่ีมีต่อการประกอบธุรกิจ ซ่ึงโปรแกรมประยุกต์ถือ วา่ เป็นเทคโนโลยซี อฟต์แวร์ที่มีบทบาทต่อการประกอบธุรกิจมาก พบว่า โปรแกรมประยุกต์มีบทบาท ต่อการจัดการงานประจาวัน (routine work) ที่เกิดขึ้นเป็นประจาทุกวัน เป็นการนาโปรแกรม ประยุกต์ใช้กับงานประจาวันเกิดเป็นระบบอัตโนมัติ ซ่ึงในบทบาทน้ีเป็นการพัฒนาโปรแกรมข้ึนมา ประยุกต์ใช้เฉพาะด้าน โปรแกรมในบทบาทนี้จะมีราคาค่อนข้างสูง นอกจากนี้แล้ว โปรแกรมประยุกต์ ยังมีบทบาทช่วยสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน โปรแกรมประยุกต์จึงถูกพัฒนาข้ึนมาเฉพาะด้าน เช่นกัน และบทบาทประการสุดท้าย ช่วยให้เกิดการทางานร่วมกันบนพื้นฐานของระบบเครือข่าย สาหรับโปรแกรมประยุกต์นี้จะถูกพัฒนาออกมาให้มีความสามารถสูง ใช้งานง่าย ราคาไม่แพง และท่ี สาคัญหาซื้อได้ง่าย จากบทบาทส่งผลให้โปรแกรมประยุกต์เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ในธุรกิจ โดยมี รายละเอยี ดดังน้ี (รจุ จิ ันทร์ วชิ วิ านเิ วศน์, 2560, หนา้ 16) 1. โปรแกรมประยุกต์ส่งผลให้เกิดเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ บุคลากรในองค์การเกิดการ เรยี นรู้ในการใชง้ านโปรแกรมประยุกตเ์ พื่อการปฏิบตั งิ าน

7 2. โปรแกรมประยุกต์ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน การจัดการ และการตัดสินใจ ตลอดจนการปรับเปล่ียนกระบวนการทางานไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกับสถานการณ์ 3. โปรแกรมประยุกต์ช่วยสร้างและธารงรักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่าง ต่อเนอื่ ง 4. โปรแกรมประยุกตช์ ่วยเพมิ่ รายได้กบั องค์การ 5. โปรแกรมประยกุ ตส์ ง่ ผลให้ลดค่าใชจ้ า่ ยเกยี่ วกบั แรงงานและลดการใชท้ รพั ยากรที่ซ้าซอ้ น 6. โปรแกรมประยกุ ตเ์ พิ่มคุณภาพของสินค้าและบริการเพื่อให้ได้มาตรฐานทก่ี าหนด 7. โปรแกรมประยุกตส์ ร้างความแตกตา่ งระหว่างองค์การ จากประโยชน์ของโปรแกรมประยุกต์ พบว่า ช่วยสร้างมูลค่ามหาศาลต่อการประกอบธุรกิจ ใน ยุคแห่งการเจริญเติบโตที่พึงพาเทคโนโลยี ผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์สามารถเลือกใช้งานได้ตาม ลักษณะและเปูาหมายของธุรกิจ ซ่ึงมีทั้งราคาที่แตกต่างกันตามความสามารถ สามารถจ้าง โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เฉพาะด้าน หรือจะใช้วิธีการซื้อเข้ามาใช้งาน ขึ้นอยู่กับ สภาพของธรุ กจิ ด้วยเชน่ กัน โปรแกรมประยุกต์มีประโยชน์หลากหลายด้านต่อธุรกิจที่นามาประยุกต์ใช้งาน ท้ังนี้ ผู้ประกอบการจักต้องเรียนรแู้ ละทาความเข้าใจการประกอบธุรกิจ เข้าใจในความหมายและลักษณะที่ สาคัญของธุรกิจ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลถึงการนาโปรแกรมประยุกต์เข้ามาใช้งานในธุรกิจ โดยมี รายละเอียดในหวั ขอ้ ถัดไป ความหมายและความสาคญั ของธรุ กจิ ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันของ คนเรามากขึ้นจนกลายเปน็ ส่วนหน่งึ ในการดาเนินชีวติ ของคนเกือบทุกระดับ ซึ่งบทบาทและประโยชน์ ของเทคโนโลยีสารสนเทศจะทาให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ความสะดวกสบายมากข้ึนจากส่ิงอานวยความ สะดวก เกิดความเท่าเทียมกัน เกิดการกระจายโอกาส อาทิเช่น การเรียนการสอนทางไกลผ่าน ดาวเทียม เกดิ สอื่ การเรียนการสอนแบบการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประหยัดค่าใช้จ่ายและ เวลา มีความสะดวกสบายในการติดต่อหรือแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร สามารถเพิ่มช่องทางเลือกใน การรับรู้ข่าวสารของประชาชนให้มากข้ึน ลดแรงงานคนในการทางานต่าง ๆ เช่น ควบคุมการผลิต และช่วยในการคานวณ เป็นแหล่งความบันเทิงสนุกสนานในสังคม และรวมไปถึงส่งผลต่อการ ประกอบธุรกิจในปัจจุบันด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากจะประกอบธุรกิจในปัจจุบัน จึงจาเป็นต้องมีความ เข้าใจในความหมายของคาว่า ธุรกิจ อย่างถ่องแท้เสียก่อน จึงจะสามารถนาไปประยุกต์กับการ ประกอบธุรกจิ ในลกั ษณะแบบสมยั ใหม่ ธุรกิจ ตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า business ซ่ึงมาจากคาว่า busy ท่ีแปลว่า ยุ่ง วุ่น มีงาน มาก มีธุระยุ่ง ดังน้ัน ธุรกิจจึงเป็นเร่ืองที่จะต้องคิด ต้องแก้ปัญหา และต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ความจริงคาว่า ธุรกิจ นี้เป็นคากลาง ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของเอกชนหรือของรัฐบาล และ กิจกรรมต่าง ๆ ท่ีกระทากันโดยทั่ว ๆ ไปนั้นถือว่าเป็นธุรกิจ เพียงแต่เวลาท่ีพูดถึงธุรกิจมักจะรับรู้ว่า

8 เป็นเร่ืองของเอกชน เป็นเร่ืองของการมุ่งหวังกาไร เพราะฉะนั้นความหมายท่ีรับรู้กัน ณ วันนี้ คือ ว่า ธรุ กิจเปน็ เร่อื งของกจิ การทีเ่ ขา้ มารับความเสยี่ ง กิจจา บานชื่น และกณิกนันต์ บานช่ืน (2559, หน้า 87) อธิบายว่า ธุรกิจ หมายถึง กระบวนการของกิจการทางเศรษฐกิจท่ีสัมพันธ์เป็นระบบและอย่างต่อเนื่องในด้านการผลิต การซื้อ ขายแลกเปล่ียนเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยมจี ุดมุง่ หมายทจี่ ะได้กาไรหรือผลตอบแทนจากกิจกรรมนั้น ธนวุฒิ พิมพ์กิ (2556, หน้า 1) อธิบายว่า ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมที่ดาเนินการโดยบุคคลหรือ องค์การเพ่ือก่อให้เกิดรายได้ โดยมุ่งหวังกาไร ธุรกิจเป็นการผลิตสินค้าเพ่ือจาหน่าย การซื้อสินค้ามา เพ่ือจาหน่ายต่อหรือเป็นการให้บริการก็ได้ ประจวบ เพิ่มสุวรรณ (2558, หน้า 2) อธิบายว่า ธุรกิจ หมายถึง อาชีพที่เก่ียวกับการค้าขาย จะเป็นการผลติ สนิ ค้าหรือบริการ มีการซื้อขายแลกเปล่ียนสินค้าและบริการท่ีถูกทาขึ้นจะถูกนามาซ้ือ ขายแลกเปลี่ยน ซ่ึงมีผลประโยชน์ตอบแทน คือ จะได้กาไรหรือขาดทุนเป็นผลตอบแทนจากการ กระทากจิ กรรมนน้ั พนิดา พานิชกุล (2554, หน้า 2) อธิบายว่า ธุรกิจ หมายถึง การประกอบกิจกรรมทาง เศรษฐกิจท่ีเก่ียวข้องกับการดาเนินงานด้านการผลิตสินค้าและบริการ โดยผ่านช่องทางการตลาด อัน จะนาสินค้าและบริการไปสู่มือผู้บริโภค รวมทั้งการประกอบกิจกรรมทางการบัญชีการเงิน และการ จดั การทรพั ยากรมนุษย์ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2554) อธิบายว่า ธุรกิจ หมายถึง การงานประจาเกี่ยวกับ อาชีพค้าขาย หรือกิจการอย่างอื่นที่สาคัญและที่ไม่ใช่ราชการ อาจกล่าวว่าเป็นการประกอบกิจการ เพื่อมุ่งการค้าหากาไร จากความหมายสรุปไดว้ ่า ธุรกิจ หมายถงึ กิจกรรมต่าง ๆ ทีก่ อ่ ใหเ้ กดิ สนิ ค้าหรือบรกิ ารเป็นผลจากการ ผลิต เกิดการแลกเปล่ียนกันเพื่อประโยชน์ท่ีหวังไว้เป็นกาไร จนสินค้าหรือบริการนั้นถึงมือผู้บริโภคด้วย กระบวนการกิจกรรมของธุรกิจการผลิต การซื้อ ขาย การจาแนกแจกจ่ายสินค้า การขนส่ง การธนาคาร การประกันภัย และอืน่ ๆ เป็นตน้ ดังน้ัน ธุรกิจจะเก่ียวข้องกับเร่ืองการผลิต การบริการ การจาหน่าย และ กาไร กล่าวได้ว่า การประกอบธุรกิจ คือ การผลิตสินค้าและบริการ และการนาสินค้าและบริการนั้นมา จาหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ฉะนั้น ถ้าการผลิตสินค้าหรือบริการน้ัน ๆ ได้ถูกนามาใช้บริโภคเอง ไม่ได้นาไปขาย หรือจาหน่ายจึงเรียกว่า การอุปโภคบริโภค (consumption) ของตนเอง แต่ถ้าการผลิตสินค้าและบริการได้ ถกู นาไปขายหรอื จาหนา่ ยตอ่ ไปจึงเรียกว่า การค้า (commences) การประกอบธุรกิจ (business activities) สรุปไดว้ ่า ธรุ กิจเป็นกระบวนการดาเนินกิจกรรมทางดา้ นการผลิต การจาหน่าย และการใหบ้ ริการ ปัจจุบันธุรกิจมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตประจาวันและมีความจาเป็นต่อเศรษฐกิจ ท้ังนี้เน่ืองจาก มนุษย์มีความต้องการเป็นพ้ืนฐาน และเพ่ือขวนขวายให้ได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ สาหรับมาบาบัดความต้องการ ของตนเองและครอบครัว จึงก่อให้เกิดกิจกรรม (activities) ประเภทต่าง ๆ ท่ีถือว่าเป็นธุรกิจขึ้น ธุรกิจจึง เกิดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะบาบัดหรือสนองความต้องการของมนุษย์ ธุรกิจเป็นพลังผลักดันที่ ครอบคลุมไปท่ัวสังคมของมนุษย์ เป็นที่ก่อให้เกิดการว่าจ้างแรงงาน เป็นแหล่งที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุด เป็นแหล่งท่ีก่อให้เกิดรายได้และภาษีอากร ซึ่งแต่ละปัจจัยดังกล่าวนี้มีอิทธิพลท่ีจะก่อให้เกิดมูลค่าทาง เศรษฐกิจและสังคม ความสาเร็จของธุรกิจข้ึนอยู่กับความสามารถและความชานาญของมนุษย์ตลอดจน สุขภาพและความคิดอ่าน เพราะพลังมนุษย์เป็นส่ิงสาคัญในการประกอบการ อย่างไรก็ตามธุรกิจต่าง ๆ

9 น้ันมิได้ต้ังข้ึนแต่เพียงเพ่ือแสวงหากาไรเท่านั้น หากยังได้ทาประโยชน์ให้กับสังคมโดยการจัดให้มีสินค้า และบริการสนองตอบความต้องการของสงั คมด้วย (มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 2561) หลังจากที่ได้ทราบความหมายของธุรกิจไปแล้ว สิ่งท่ีต้องศึกษาเพิ่ม คือ ผู้เรียนต้องมีความเข้าใจ กับลักษณะที่สาคัญของธุรกิจ ธุรกิจมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดการ นาทรัพยากรมาใช้ให้เปิดประโยชน์ ช่วยให้ผู้บริโภคมีสินค้าหรือบริการมาบาบัดความต้องการ พัฒนา ความเปน็ อยขู่ องตนเอง ธุรกิจจะช่วยขจัดปัญหาการว่างงาน กระจายรายได้สู่ประชาชน ทาให้เกิดรายได้ หมุนเวยี นในประเทศ ทาให้ประเทศมีรายได้มาในรูปแบบภาษีอากร ที่สาคัญแล้วเมื่อมีรายได้ประเทศเข้า มา ประเทศชาติก็นารายได้ส่วนนี้มาพัฒนาประเทศต่อไป ธุรกิจเป็นหัวใจสาคัญของสังคม สังคมจะ เจรญิ กา้ วหน้า มคี วามเป็นอยู่ทด่ี ี เป็นที่ยอมรับของชาวต่างประเทศ ก็ต้องอาศัยความเจริญของธุรกิจ ซึ่ง ผเู้ ขียนไดส้ รุปความสาคัญของธรุ กิจไว้ โดยมีรายละเอยี ดดังนี้ (ประจวบ เพิ่มสวุ รรณ, 2558, หนา้ 4-5) 1. ผลติ สนิ ค้าและบริการเพ่ือที่จะให้ประชาชนโดยท่ัวไปไดใ้ ช้ให้เกดิ ประโยชน์ 2. หนว่ ยงานธุรกิจนั้นช่วยให้ประชาชนมีงานทาและมีรายได้ในการจับจ่ายใช้สอย ในการซื้อสินค้า และบริการมาใช้ ทาใหเ้ กิดการกนิ ดีอยู่ดี 3. ทาให้เศรษฐกิจของประเทศชาติดีข้ึน มีรายได้เข้าประเทศในการจัดจาหน่ายสินค้าและบริการ ออกต่างประเทศ 4. สินค้าและบริการที่ธุรกิจผลิตขึ้นนั้นต้องมีมาตรฐาน และมีคุณภาพที่ดีไม่เป็นอันตรายต่อ ประชาชนหรือผู้ใช้ 5. ในการปฏิบัติกิจกรรมทางธุรกิจภายในระบบธุรกิจ ก่อให้เกิดพันธมิตรนานาประการ ท้ังภายใน และภายนอกท้องถน่ิ ที่ธุรกจิ ต้ังอยู่ ทาใหม้ กี ารเกื้อกูลชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกันในลักษณะการเป็นพันธมิตร 6. การแลกเปล่ียนเทคโนโลยีซึง่ กันและกนั จากผลติ ภัณฑท์ ่ีแลกเปล่ยี นกนั ใช้ กล่าวโดยสรุปว่า ธุรกิจมีความสาคัญและมีประโยชน์ คือ ธุรกิจจะผลิตสินค้าและบริการเพื่อสนอง ความต้องการของมนุษย์ในสังคม เพราะความต้องการของมนุษย์แตกต่างกัน ไม่มีที่สิ้นสุด และสร้างความ พึงพอใจ ธุรกิจยังช่วยให้กระจายสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค เป็นแหล่งตลาดแรงงาน การ ดาเนินธุรกิจจึงทาให้คนมีงานทา มีรายได้ ส่งผลถึงการมีรายได้ให้แก่รัฐบาลโดยการเสียภาษีตามที่ กฎหมายกาหนด ธุรกิจจึงช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากการส่งสินค้าออกไปจาหน่ายยัง ตา่ งประเทศ เกิดรายได้เข้าสู่ประเทศ เป็นการพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหน่ึง ปจั จัยทส่ี าคญั และรปู แบบของการประกอบธรุ กจิ การดาเนินธุรกิจต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกันจึงจะเกิดเป็นกิจกรรมในการประกอบ ธุรกิจ ปัจจัยที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะขาดปัจจัยใดปัจจัยหน่ึงไม่ได้ ซ่ึงโดยทั่วไปแล้วจะเป็นปัจจัยพื้นฐานใน การประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย 6 ปัจจัย หรือเรียกว่า 6 M’s คือ คน (man), เงิน (money), วัสดุหรือ วัตถุดิบ (material), วิธีปฏิบัติงาน (method), เครื่องจักร อุปกรณ์ (machine) และ การจัดการ (management) โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี (กิจจา บานชืน่ , กณิกนันต์ บานชนื่ , 2559, หนา้ 89-90) 1. คน ถือว่าเป็นปัจจัยที่สาคัญที่สุด เพราะการประกอบธุรกิจจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความคิด ของคน มีคนเปน็ ผดู้ าเนินการหรอื เป็นผู้จดั การ จึงจะทาให้เกิดกจิ กรรมทางธุรกิจที่หลากหลายรูปแบบ

10 โดยวงจรการประกอบธุรกิจจะพบเจอผู้คนท่ีมาจากระดับต่าง ๆ มีทั้งผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง ระดับล่าง หรือแม้แต่กลุ่มคนระดับเดียวกันที่ทางานร่วมกัน จึงจะทาให้ประสบความสาเร็จในการ ประกอบธรุ กิจ 2. เงนิ ปจั จัยที่สาคัญอีกหนึ่งปจั จัยหากไม่มีหรือมีจานวนไม่เพียงพอท้ังในยามปกติและฉุกเฉิน อาจส่งผลต่อระบบกระบวนการในการประกอบธุรกิจหยุดชะงักลงได้ การลงทุนในแต่ละธุรกิจย่อมมี ความแตกต่างกนั ออกไปตามประเภทธุรกิจ กล่าวได้ว่า ธุรกิจขนาดใหญ่กับขนาดเล็กหรือแม้แต่ขนาด ย่อม ย่อมใชเ้ งินทุนสูงต่าต่างกัน ดังน้ัน การวางแผนท่ีดีในการใช้เงินทุน การจัดการหาเงินทุน จึงเป็น กจิ กรรมท่ีสาคญั ท่ีกอ่ ให้เกดิ ผลตอบแทนสูงสดุ คุ้มกับเงนิ ที่นามาลงทุน 3. วัสดุหรือวัตถุดิบ ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิตค่อนข้างมาก ผู้บริหารจึง ต้องรู้จักบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดต้นทุนด้านวัตถุดิบต่าสุด ซ่ึงจะส่งให้ธุรกิจมีผล กาไรสงู สุดตามมา 4. วิธีปฏิบัติงาน เป็นวิธีการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนของการดาเนินธุรกิจ ซ่ึงต้องมีการ วางแผนและควบคุม เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัวสอดคล้องกับ สภาพแวดลอ้ มทัง้ ภายในและภายนอกกจิ การ 5. เครื่องจักร อุปกรณ์ นับว่าเป็นปัจจัยท่ีสาคัญที่ทาให้ได้กาไรหรือขาดทุนมากที่สุดของธุรกิจ มกั เกิดจากเครือ่ งจกั รและอุปกรณ์การทางานเปน็ สว่ นใหญ่ 6. การจัดการ เป็นเรื่องสาคัญท่ีสุดเพราะถ้าการบริหารไม่ดีแล้ว ธุรกิจน้ันก็ไม่สามารถที่จะอยู่ ได้ กจิ การหรือธุรกิจตอ้ งล้มเลิกไปในทีส่ ดุ กล่าวโดยสรุปว่า จากปัจจยั ทส่ี าคญั ของการประกอบธุรกิจ ได้กล่าวไว้ 6 ปัจจัย ซึ่งแต่ละปัจจัย ถือว่าเป็นปัจจัยที่สาคัญท้ังสิ้น หากขาดปัจจัยใดไปธุรกิจอาจจะไม่ประสบความสาเร็จ การประกอบ ธุรกิจในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสารท่ีเกิดการ แลกเปล่ียนกันอย่างง่ายและรวดเร็ว การใช้ปัจจัยดังกล่าวทั้ง 6 ปัจจัย อาจต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ใน ด้านข้อมูลข่าวสาร (information) มาช่วยในการตัดสินใจในการประกอบธุรกิจ เม่ือผลิตออกเป็น สินค้าหรือบริการแล้ว กิจกรรมท่ีจะตามมา คือ การจัดจาหน่าย (distributions) ซึ่งเป็นการดาเนิน กิจกรรมเก่ียวกับการกระจายและจาหน่ายสินค้าทั้งสินค้าหรือบริการประกอบกับกระบวนการท่ี ให้บริการ (service) ที่สนองความพึงพอใจต่อลูกค้า และส่ิงที่ผู้ประกอบการธุรกิจจะได้รับหรือ คาดหวังนนั่ คือ กาไร (profit) ผลตอบแทนท่ผี ู้ประกอบการธุรกิจจะได้รับจากการดาเนินงาน โดยเกิด จากผลต่างระหว่างรายได้ของธุรกิจและต้นทุนในการดาเนินงาน ดังนั้น กาไรจึงเป็นสิ่งจูงใจในการ ดาเนินธุรกิจอย่างไรก็ตามผู้ดาเนินธุรกิจต้องรับความเส่ียง จากการดาเนินงานด้วยเช่นกัน แต่ นอกเหนอื จากกาไรแลว้ ยังมีสิ่งอืน่ อกี ท่ธี ุรกิจจะต้องคานึงถึงนั้นคือความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ความ รบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม ความรับผิดชอบตอ่ ลกู จา้ งพนักงาน ฯลฯ เปน็ ต้น ผู้ประกอบธุรกิจเกือบทุกประเภทมีจุดมุ่งหมายที่สาคัญอย่างเดียวกัน คือ ต้องการกาไร แต่ ธุรกจิ ไมค่ วรมุ่งกาไรสงู สดุ เพราะธรุ กิจควรมีหนา้ ท่ใี นการรบั ผดิ ชอบต่อสงั คมดว้ ย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจ บางอย่างท่ีตั้งขึ้นมาโดยไม่มุ่งหวังผลกาไร เช่น กิจการไฟฟูา ประปา การเดินรถประจาทาง โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา เป็นต้น บรรดาผู้ประกอบธุรกิจมีจุดมุ่งหมายท่ีสาคัญพอจะแยกได้ 2 ประการ คอื มงุ่ หวังกาไร (profit earning) และไม่ได้ม่งุ หวังกาไร (social prestige)

11 ในการดาเนินธุรกิจนั้น ผลต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายท้ังหมด คือ กาไรหรือขาดทุนของ ธุรกิจ นอกจากจุดมุ่งหมายของการประกอบธุรกิจข้างต้นแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ท่ีสาคัญของการ ประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย เพ่ือความมั่นคงของกิจการ เพ่ือความเจริญเติบโตของธุรกิจ เพ่ือ ผลประโยชน์หรือกาไร และเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวจัดว่าเป็น วัตถปุ ระสงค์ของธุรกจิ เอกชน แตย่ ังมกี ารประกอบธรุ กจิ บางประเภทท่ไี ม่ได้หวังผลกาไร ได้แก่ กิจการ ประเภทสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น การดาเนินกิจการของ การไฟฟูา การประปา หรือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นต้น กิจการดังกล่าวดาเนินการโดยรัฐบาล ซ่ึงวัตถุประสงค์เพ่ือให้ ประชาชนกนิ ดีอยู่ดี มีความสะดวกสบาย (กจิ จา บานชื่น และกณิกนนั ต์ บานชน่ื , 2559, หน้า 88-89) จากจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการประกอบธุรกิจ จึงก่อให้เกิดความหลากหลายของ ธุรกิจมีรูปแบบที่แตกตา่ งกนั ออกไป ผู้ประกอบการธุรกิจอาจเลือกประกอบธุรกิจตามปัจจัยที่ตนเองมี อยู่สูง หรือประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์และเปูาหมายที่ต้ังไว้ ซ่ึงรูปแบบการประกอบธุรกิจ มี ลกั ษณะดังต่อไปนี้ กิจจา บานชื่น และกณิกนันต์ บานชื่น (2559, หน้า 90-93) ได้อธิบายถึงประเภทของธุรกิจไว้ว่า ธุรกิจมี 8 รูปแบบ ได้แก่ ธุรกิจเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน บริษัท กิจการร่วมค้า กองทุนธุรกิจ โฮลดิ้งคอมพานี สหกรณ์ และรฐั วสิ าหกิจ ฉัตยาพร เสมอใจ (2552, หน้า 82) ได้อธิบายถึงประเภทของธุรกิจไว้ว่า รูปแบบของธุรกิจท่ี สาคัญ แบง่ ออกเป็น 3 รปู แบบ ได้แก่ กจิ การเจา้ ของคนเดยี ว ห้างห้นุ ส่วน และบริษัท ประจวบ เพมิ่ สุวรรณ (2558, หน้า 5-10) ได้อธบิ ายถงึ ประเภทของธรุ กจิ ไว้ว่า ธุรกิจอาจแบ่งได้ หลายรูปแบบแตกต่างกัน ได้แก่ การแบ่งประเภทของธุรกิจตามลักษณะการดาเนินงาน ตามลักษณะ ความเป็นเจา้ ของ และตามลกั ษณะของกิจกรรมที่กระทา กล่าวโดยสรุปว่า รูปแบบของธุรกิจจะแบ่งประเภทของธุรกิจตามลักษณะการดาเนินงาน ตาม ลักษณะความเปน็ เจา้ ของและตามลกั ษณะของกจิ กรรมท่ีกระทา โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้ 1. แบ่งตามประเภทของธุรกิจตามลักษณะการดาเนินงาน ได้แก่ การพาณิชย์ และการ อตุ สาหกรรม 2. แบ่งตามประเภทของธุรกิจตามลักษณะความเป็นเจ้าของ ได้แก่ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นสว่ น บริษทั จากดั รัฐวสิ าหกจิ สหกรณ์ กองทุนธรุ กิจ กจิ การร่วมค้า และโฮลด้งิ คอมพานี 3. แบ่งตามประเภทของธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรมท่ีกระทา ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร เหมืองแร่ อุตสาหกรรม ก่อสร้าง การพาณิชย์ การเงิน การให้บริการ และธรุ กจิ อนื่ ๆ การประกอบธุรกิจทาให้เกิดกระบวนการในการแปลงสภาพวัตถุดิบ แปลงทรัพยากรให้เป็น ผลผลติ สุดท้ายกลายเป็นสนิ คา้ หรือบริการตามความต้องการของผู้บรโิ ภค ก่อให้เกิดกิจกรรมการผลิต การจาหน่าย การบริการ และกาไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดข้ึนจากบุคคลทั้งนั้น บุคคลเป็นองค์ประกอบ หนง่ึ ที่เข้ามาทาให้กิจกรรมต่าง ๆ เคลือ่ นไหว บุคคลเหลา่ น้ันประกอบด้วย (เตรียมสอบออนไลน์, 2561) 1. ผ้ปู ระกอบการ (entrepreneur) คอื ผูท้ ย่ี อมทุ่มเทเวลา ความพยายาม และเงินทุน เพ่ือเร่ิม และดาเนินธุรกิจ โดยมุ่งหวังผลกาไรท่ีเกิดจากธุรกิจ เป็นผลประโยชน์ตอบแทนความเส่ียงในการ ลงทุนทาธุรกิจ ซึ่งบางครั้งธุรกิจนอกจากจะไม่มีกาไรเป็นค่าตอบแทนความเสี่ยงแล้ว ยังอาจประสบ กับภาวะขาดทุนดว้ ยก็ได้ ผลตอบแทนความเสยี่ ง (risk) จากการลงทุนทาธุรกิจประเภทต่าง ๆ น้ัน จะ

12 เป็นไปตามหลักการที่ว่า ถ้ามีระดับความเส่ียงต่าผลตอบแทนก็มักต่า ถ้ามีระดับความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนกม็ ักจะสงู (high risk high returns) 2. ผู้ให้สินเช่ือ (creditors) คือ ผู้ที่ให้เงินแก่ผู้ประกอบการกู้ยืมไปลงทุน โดยต้องการ ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยและการส่งคืนเงินต้นจากกิจการ ซ่ึงผู้ให้สินเชื่ออาจจะเป็นบุคคลหรือ สถาบนั การเงนิ กไ็ ด้ 3. พนกั งานภายในองค์การธรุ กิจ (employees) คอื พนกั งานทกุ ระดบั นับต้ังแต่พนักงานระดับ ปฏิบัติการ (คนงาน) หัวหน้างาน ผู้จัดการ จนกระทั่งถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท (Chief Executive Officer: CEO) ซ่ึงเป็นผู้ท่ีมีอานาจและมีบทบาทมากในการสั่งการทุก ๆ อย่างภายใน องคก์ ารธรุ กจิ มีหนา้ ที่รบั ผิดชอบการกาหนดนโยบายและการวางแผนกลยทุ ธ์ภายในบรษิ ทั 4. ลูกค้า (customers) คือ บุคคลท่ัวไปที่ให้การสนับสนุนกิจการโดยการซ้ือสินค้าและบริการ กิจการทุกกิจการจะอยู่ไม่ได้เลยหากไม่มีลูกค้า ดังนั้น ลูกค้าจึงเปรียบเหมือนหัวใจที่สาคัญที่สุดของ กิจการ บางคร้ังถึงขนาดมีการกล่าวกันว่า ลูกค้าเปรียบเหมือนพระราชา (customers is the king) หมายความว่า เวลากจิ การจะทาอะไรต้องยึดความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก บุคคลเหล่าน้ีเข้ามาเก่ียวข้องโดยตรงกับธุรกิจ (key participants) จะเห็นได้ว่าคนท่ีต้องยอม ทุ่มเทเวลา ความพยายาม และเงินทุน เพื่อเริ่มและดาเนินธุรกิจนั้น คือ ผู้ประกอบการ ตัวผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจในหลักการประกอบธุรกิจอย่างแท้จริง พนักงานก็ถือว่าเป็นกาลัง สาคัญท่ีจะนาพาธุรกิจไปสู่เปูาหมายได้ หากผู้ประกอบการไม่ได้รับความร่วมมือจากพนักงานด้วยกัน อาจก่อให้ธุรกิจเกิดความเสียหายจนเป็นที่มาของการขาดทุน และในส่วนบุคคลภายนอกท่ีเข้ามา เก่ียวข้องคือผู้ให้สินเช่ือ และลูกค้า ท้ังสองกลุ่มน้ีเป็นบุคคลภายนอกที่เป็นผู้นาเงินมาให้ธุรกิจใน ลักษณะต่างกัน คือ ผู้ให้สินเชื่อยื่นเงินกู้ให้จะหวังดอกเบ้ียจากเรา ส่วนลูกค้าจะไม่ได้หวังดอกเบี้ยแต่ เปน็ การหวังความพงึ พอใจนั่นเอง หนา้ ท่ีความรบั ผิดชอบและวฏั จักรของธุรกจิ โดยท่วั ไปแลว้ การประกอบธรุ กิจหนา้ ที่ภายในธรุ กจิ เพ่ือให้ทรัพยากรทางานประสานกันอย่างมี ประสิทธิภาพ ทุกหน้าที่จะสัมพันธ์ต้องมีการทากิจกรรมท่ีประสานกัน เพ่ือให้การปฏิบัติงานภายใน ธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งไปสู่เปูาหมายเดียวกัน ซ่ึงหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านั้นแบ่งหน้าท่ีต่าง ๆ ออกเป็น 5 หน้าที่ โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี (ชานาญ ฉายวชิ ติ , 2554, หน้า 5) 1. หน้าที่เก่ียวกับการผลิต (production function) หรือเรียกว่า การผลิตและการปฏิบัติการ (production and operations) เป็นกิจกรรมซ่ึงเก่ียวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการ โดยผ่าน กระบวนการแปรสภาพ (conversion process) จากปัจจัยนาเข้าเพ่ือให้ออกมาเป็นปัจจัยนาออก เพื่อให้มีความสม่าเสมอในการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับการออกแบบทางวิศวกรรม โดยก่อให้เกิด ผลเสียต่าสุดและเกิดผลผลิตสูงสุดตลอดจนมีความรวดเร็วต่อการปรับเข้าหาความต้องการซ้ือของ ลูกคา้ ได้ 2. หน้าท่ีเกี่ยวกับการตลาด (marketing function) การตลาดเป็นกระบวนการวางแผนและ การบริหารแนวความคดิ เกี่ยวกบั การต้งั ราคา การสง่ เสริมการตลาด การจัดจาหน่ายสินค้า บริการหรือ

13 ความคิดเพ่ือสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยน เพ่ือตอบสนองความพึงพอใจของบุคคลและบรรลุเปูาหมาย ขององคก์ าร 3. หน้าท่ีเก่ียวกับการเงิน (financial function) การเงินเป็นการใช้กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อ ความอยู่รอด ความเจริญเติบโต และความคล่องตัวทางด้านการเงิน เพ่ือให้เกิดกาไรสูงสุดและความ ม่ังคั่งสูงสุด หรือเป็นงานท่ีเก่ียวข้องกับการจัดหาเงินทุน และการใช้เงินทุนด้วยวิธีการท่ีทาให้เกิด มูลคา่ ของธุรกจิ สูง 4. หน้าทเี่ กี่ยวกับการบญั ชี (accounting function) การบญั ชี (Accounting) เป็นขั้นตอนของ ระบบการรวบรวม การวิเคราะห์และการรายงานหรือสรุปข้อมูลทางการเงิน หรือเป็นการออกแบบ ระบบการบันทึกรายการ การจัดทารายงานทางการเงิน โดยใช้ข้อมูลที่บันทึกไว้และแปลความหมาย ของรายการนัน้ 5. หน้าท่ีเก่ียวกับบุคคลากร (personal function) หรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (human resources management: HRM) เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์ของธุรกิจเพ่ือให้บรรลุ วตั ถุประสงคข์ ององค์การและเปูาหมายเฉพาะบุคคล กิจจา บานชื่น และกณกิ นนั ต์ บานชน่ื (2559, หนา้ 87) ได้กลา่ วถึง หนา้ ที่ความรับผิดชอบทาง ธุรกิจวา่ นอกจากนแี้ ลว้ ยงั มหี น้าท่ขี องธรุ กิจอื่น ๆ อกี ไดแ้ ก่ การผลิตสนิ ค้า การให้บริการ การจาแนก แจกจ่ายสนิ คา้ การจัดซ้ือ การเกบ็ รักษา การจัดจาหนา่ ย การจดั การทางการเงิน การจัดทาบัญชี และ การทาการโฆษณาสินคา้ กล่าวโดยสรปุ วา่ นอกเหนือจากหน้าที่ดงั กล่าวขา้ งตน้ แล้วท่ตี อ้ งทางานประสานกันและสัมพันธ์ เพื่อให้ธุรกิจไปสู่เปูาหมายยังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกที่เกิดขึ้นตามสภาพแวดล้อมในปัจจุบันท่ีมีการพัฒนา ทางด้านเทคโนโลยี อาทิหน้าท่ีระบบสารสนเทศ (information system: IS) หรือระบบสารสนเทศ ของกิจการ (management information system: MIS) เป็นระบบของกระบวนการข้อมูลท่ีออกแบบเพ่ือ รวบรวม เก็บรักษา แยกแยะ และนากลับมาใช้เพื่อสนับสนุนการวางแผน การตัดสินใจ การ ประสานงาน และการควบคมุ อย่างไรกต็ ามก็ยงั ต้องอาศยั หลกั ขององค์การและการจัดการแบบด้ังเดิมท่ีเรียกว่า องค์การและ การจัดการ (organization and management) คาว่า องค์การ (organization) เป็นระบบการ จัดการที่ออกแบบและดาเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง หรือหมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป ทางานร่วมกนั และประสานงานกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ของกลุม่ ประสบความสาเร็จ สว่ นคาว่า การจัดการ (management) เป็นกระบวนการเพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์การ โดยใช้การวางแผน (planning) การจัดองค์การ (organization) การชักนา (leading) และการ ควบคุม (controlling) มนุษย์ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ การเงิน ทรัพยากรข้อมูลขององค์การได้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและประสิทธิผล จากหน้าท่ีดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่า การประกอบธุรกิจนั้นมี หน้าท่ีสาคัญอยู่ 5 ประการ คือ การบัญชี การเงิน การตลาด การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และการ ผลิตการดาเนนิ งาน แสดงดังภาพท่ี 1.1

14 การบญั ชี การเงิน การตลาด หน้าท่ี ของธรุ กจิ การผลิตการ ทรพั ยากร ดาเนนิ งาน มนุษย์ ภาพที่ 1.1 หน้าท่ีของธุรกจิ ทีม่ า (ชานาญ ฉายวิชติ , 2554, หนา้ 5) เมื่อผปู้ ระกอบการธรุ กจิ ไดด้ าเนินกิจกรรมตามหน้าท่ีความรบั ผิดชอบของธุรกิจท่ีต้องเผชิญไป สักระยะจะพบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือผลกระทบทั้งดีและไม่ดี หมุนเวียนกันไปคล้ายกับเป็นวงจร หรือวัฏจกั ร ดังน้ัน วงจรของธรุ กจิ จงึ ถูกเรียกว่า วัฏจักรของธรุ กิจ (business cycle) เป็นส่ิงท่ีเกิดขึ้น ซ้า ๆ ในธุรกิจ อย่างไรก็ตามในบางตาราอาจเรียกช่ือน้ีต่างกัน แต่มีลาดับข้ันตอน 4 ข้ัน โดยมี รายละเอียดดังน้ี (กร๊ดี อสี ก๊ดู , 2560) 1. ช่วงฟ้ืนตัว (recovery stage) ถ้าเป็นธุรกิจใหม่จะเรียกว่า ช่วงเร่ิมต้น ถ้าเป็นธุรกิจท่ี พยายามเอาตัวรอดจากช่วงตกต่า เรียกว่า ช่วงฟื้นฟู เป็นขั้นท่ีธุรกิจเริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ข้ัน เจริญรุ่งเรืองอีกครง้ั หน่งึ 2. ช่วงเตบิ โต (expansion stage) เปน็ ช่วงทีเ่ ตบิ โตอย่างรวดเร็ว ถ้าหากว่ารอดจากช่วงแรกที่ เป็นช่วงเริ่มต้นหรือฟ้ืนฟูจากตกต่ามาได้ เป็นข้ันตอนท่ีนักลงทุนนิยมลงทุนมากที่สุด เพราะเป็นขั้นท่ี ธรุ กิจกาลงั ขยายตวั อย่างรวดเร็ว 3. ชว่ งอิม่ ตวั (peak stage) เปน็ ช่วงทอี่ ยู่เฉย ๆ กม็ รี ายได้ ไม่ต้องดิน้ รนกวา่ 2 ช่วงแรก 4. ช่วงตกต่า (recession stage) ช่วงท่ีขายไม่ได้แล้ว อาจเพราะมีสิ่งทดแทนหรือส่ิงท่ีพัฒนา ดีกว่า เป็นขั้นท่ีธุรกิจจาเป็นต้องลดการผลิตและลดการลงทุน เนื่องจากสินค้าขายไม่ออกและมีราคา ต่าจนผูผ้ ลติ ขาดทุน ซึ่งบรษิ ัทมหี น้าทท่ี จี่ ะต้องหาทางปรับปรุงเพื่อเอาตัวรอดจากชว่ งน้ี การดาเนินการทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน ควรมุ่งเน้นในเรื่องการทากาไรเท่าที่สามารถทาได้ (feasible profit) เพราะสภาพเศรษฐกจิ ที่ตกต่าและถดถอยในยุคปัจจุบันน้ัน การประคองตัวให้ธุรกิจ อยู่รอดก็ถือว่าประสบความสาเร็จแล้ว ตัวอย่างประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจสู่ความเป็นประเทศ อุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrial Countries: NIC) เรียกประเทศเหล่าน้ีว่า 4 เสือเศรษฐกิจของ เอเชีย หมายถึง 4 ประเทศท่ีพัฒนาเศรษฐกิจสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ เกาหลีใต้

15 (South Korea) ไต้หวัน (Taiwan) ฮ่องกง (Hong Kong) และสิงคโปร์ (Singapore) จากข้อมูล ข้างต้นวงจรของธุรกจิ แสดงดงั ภาพท่ี 1.2 ภาพท่ี 1.2 วงจรของธุรกิจ ท่ีมา (บลอ็ กเชน-รวี วิ , 2561) ปจั จัยหลกั การขบั เคลื่อนธรุ กิจสเู่ ศรษฐกิจดิจิทลั การประกอบธุรกจิ แบบดั้งเดมิ ถูกเปลี่ยนมาอย่ใู นรปู แบบสมยั ใหม่มากขึ้น เป็นเพราะเทคโนโลยี ที่เปลย่ี นผ่านจากเดมิ มาสยู่ ุคดิจิทัล จึงเกิดข้อแตกต่างระหว่างการทาธุรกิจแบบท่ัวไปกับแบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ขึ้น กล่าวคือ การทาธุรกิจแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลความคุ้มค่าในการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ ยังช่วยตอบสนองการแข่งขันทางธุรกิจใน ระยะเวลาอันสั้น มีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าท่ีสะดวกและรวดเร็ว เป็นการบริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมสินค้าคงคลัง การซ้ือขาย และการรับชาระเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ยัง ช่วยในเร่ืองปฏิสัมพันธ์ในการตอบโต้ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า การเปรียบเทียบสินค้าและราคา การตดิ ตอ่ สอื่ สารกบั บคุ คลอน่ื โดยปราศจากการครอบงาของผู้ขาย อีกอย่างพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยัง ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านสถานประกอบการ แต่ยังมีคุณสมบัติเป็นตลาดเสมือนจริ (virtual market) เพ่ือสร้างแรงดึงดูดใจแก่ลูกค้าให้มาใช้บริการ ระบบช่วยเก็บพฤติกรรมของ ผู้บรโิ ภค ซงึ่ จะเห็นได้ว่าผ้บู รโิ ภคมีการใชเ้ ครื่องโทรศพั ท์เคล่ือนท่ีท่ีเรียกว่า โมบายคอมเมิร์ซ (mobile commerce; M-commerce) ทาให้เกิดเป็นระบบเครือข่ายโครงข่ายเศรษฐกิจ (network commerce) ท่ีมขี นาดใหญ่และไร้พรมแดน เพ่ิมความสะดวกสบายในการทาธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่าง ท่วั ถึง ประการสุดท้ายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีให้กับผู้ประกอบการมาก ยิ่งข้ึน (ไพบูลย์ เกียรติโกมล, ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์, 2551, หน้า 285-287) สามารถแสดงให้เห็นข้อ แตกต่างระหว่างการทาธุรกจิ ทวั่ ไปกบั พาณชิ ย์อเิ ล็กทรอนิกส์ แสดงดังภาพที่ 1.3

16 การสง่ เสรมิ ภาพลกั ษณ์ที่ดี การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพและ ประสทิ ธผิ ล โครงข่ายเศรษฐกจิ ธรุ กิจท่วั ไป การตอบสนองเพื่อการ กับ แขง่ ขนั การตดิ ตามพฤติกรรม ผ้บู รโิ ภค พาณิชยอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ การใช้บริการได้ตลอด 24 ช่วั โมง การสร้างรา้ นคา้ เสมอื นจรงิ การควบคุมและปฏิสัมพนั ธ์ ไดด้ ว้ ยตนเอง ภาพที่ 1.3 ข้อแตกตา่ งระหว่างการทาธุรกิจท่วั ไปกบั พาณิชย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ท่ีมา (ไพบูลย์ เกยี รตโิ กมล, ณัฏฐพนั ธ์ เขจรนันท์, 2551, หน้า 287) จะเห็นได้ว่าปัจจัยหลัก ๆ ที่ทาให้กระบวนการประกอบธุรกิจแบบทั่วไปกลายเป็นระบบ พาณิชยอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์ ประการแรก คอื ปจั จัยทางดา้ นเทคโนโลยี (technology factors) ส่วนปัจจัย อ่นื ๆ ท่ีจะช่วยขับเคลอื่ นการประกอบธุรกิจไปสรู่ ะบบเศรษฐกิจดิจทิ ลั ได้ ประกอบด้วย ปัจจัยทางด้าน เทคโนโลยี ปัจจัยทางการเมือง (political factors) ปัจจัยทางสังคม (social factors) และปัจจัยทาง เศรษฐกิจ (economic factors) โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้ (โอภาส เอ่ยี มสริ ิวงศ,์ 2556, หนา้ 37-38) 1. ปัจจัยทางด้านเทคโนโลยี ปัจจัยทางด้านนี้จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและ สถาปัตยกรรม การพัฒนาเพื่อการเข้าถึงเทคโนโลยใี หม่ ๆ 2. ปัจจัยทางการเมือง เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทรัฐบาล ภาครัฐให้การสนับสนุนด้าน การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ การออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมต่าง ๆ ลายเซ็นดิจิทัล นโยบายสาธารณะท่ีภาครัฐสนับสนุนการเจริญเติบโตของการทาธุรกรรมทาง อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เช่นการจัดเก็บภาษกี ารค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือนามาเปน็ รายไดข้ องแผ่นดนิ 3. ปัจจยั ทางสังคม เกยี่ วขอ้ งกบั ระดับการศึกษา และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การฝึกอบรมที่ก่อให้เกิดศักยภาพประชากร มีความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้แก่ ทักษะแรงงาน จานวนผู้ใช้ออนไลน์ อัตราการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ระดับความสามารถในด้านไอที วัฒนธรรมท่ีมี ตอ่ เทคโนโลยใี นแต่ละประเทศ 4. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับความมั่งค่ังและสภาพเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึง องค์ประกอบในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รายได้เฉล่ีย ประเทศ ตน้ ทนุ ทางเทคโนโลยี อตั ราค่าใช้จ่ายในการเข้าถงึ ระบบสอ่ื สาร ความก้าวหน้าด้านโครงสร้าง พน้ื ฐานด้านการพาณชิ ยภ์ าคธนาคาร ระบบการชาระเงิน และแบบจาลองธุรกิจนวตั กรรม

17 สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจจาเป็นต้องเรียนรู้ให้มากข้ึนนอกจากธุรกิจแล้ว เทคโนโลยีเป็นส่วน หนึ่งที่ทาให้ธุรกิจในปัจจุบันประสบความสาเร็จ บล็อกวัน (2561) ได้ยกตัวอย่างของอาลีบาบา (Alibaba) ของแจ็คหม่า (Jack Ma) คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นหลัก เพราะเป็น ธรุ กจิ แรก ๆ ทท่ี าใหอ้ าลีบาบาเตบิ โตขนึ้ มาจนทุกวันนี้ และตลอดระยะเวลากว่า 19 ปี ของการเติบโต ของบริษัท อาลีบาบาได้แตกธุรกิจออกไปมากมาย ท้ังที่เป็นบริษัทลูกและท่ีอาลีบาบาไปลงทุนถือหุ้น ใหญ่ ซ่ึงอาลีบาบาแบ่งธุรกิจหลักออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ธุรกิจคอมเมิร์ซ ธุรกิจคลาวด์คอมพิวต้ิง ส่ือ บันเทิง และเทคโนโลยีนวัตกรรมอื่น ๆ เป็นต้น สาหรับตัวอย่างเว็บไซต์ธุรกิจของอาลีบาบา แสดงดัง ภาพท่ี 1.4 ภาพท่ี 1.4 เว็บไซต์อาลบี าบาดอทคอม ทมี่ า (อาลีบาบาดอทคอม, 2562) นอกจากนัน้ แล้ว ยังมธี รุ กิจอเมซอนดอทคอม เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อต้ังอเมซอน ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก ออนไลน์ชาวอเมริกัน ผงาดข้ึนเป็นเศรษฐีอันดับหน่ึงของโลก หลายคนคุ้นเคยกับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ของอเมซอนดอทคอมซึ่ง เป็นบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่ท่ีสุดในโลก เร่ิมต้นจากการขายหนังสือ ออนไลน์เพยี งธรุ กิจเดยี ว ในปี 1994 ซ่ึงประสบความสาเรจ็ อยา่ งล้นหลาม นับเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ดอทคอม ส่ิงที่เกิดขึ้น คือ ร้านขายหนังสือช่ือดังในสหรัฐอเมริกาท้ังหลายได้รับผลกระทบกับธุรกิจ ออนไลน์กันจนหลายค่ายต้องปิดตัวลงและอีกหลายค่ายต้องปรับตัวนาร้านค้าไปขายในโลกออนไลน์ บางรายยกระดับมาให้บริการแบบอี-บุ๊ก (E-book) ผลสาเร็จของอเมซอนได้ขยายผลิตภัณฑ์ขาย ออนไลน์ จนถึงปัจจุบันเว็บไซต์ของอเมซอนมีสินค้าจาหน่ายแทบทุกประเภทที่ต้องการ นอกจากนี้ อเมซอนยังเป็นผู้เปิดตลาดลาโพงอัจฉริยะในไลน์ผลิตภัณฑ์เอคโค่ (Echo) ซ่ึงได้พัฒนา ผู้ชว่ ยเลขาสว่ นตัวภายใตช้ อ่ื อเล็กซา่ (Alexa) ออกมารับใช้เจ้าของผลิตภัณฑ์ จนบริษัทเทคโนโลยีต้อง รับพัฒนาผลิตภัณฑ์ตาม ไม่ว่าจะเป็นค่ายกูเกิ้ล แอปเป้ิล และอีกหลายค่าย ขณะเดียวกันหลาย ๆ ผลติ ภัณฑไ์ ด้นาอเลก็ ซ่าไปพัฒนาใส่ในผลติ ภณั ฑ์ของตนเอง

18 จุดเด่นของอเมซอนเป็นการใช้ออมนิแชนแนล (omni channel) คือ การใช้กลยุทธ์ส่ือสารกับ ลกู ค้าทุกช่องทางทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซ่ึงเป็นช่องทางค้าปลีกด้ังเดิมหรือเป็นร้านค้าปลีก ท่ัวไป แบบว่าไร้รอยต่อเจอกันได้ทุกรูปแบบ จึงได้เห็นอเมซอนเปิด อเมซอนโก (Amazon Go) ร้านค้าแบบร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะที่ไม่ต้องมีแคชเชียร์ ลูกค้าเพียงแค่หยิบสินค้าออกจากร้าน แล้ว ปลอ่ ยเป็นหน้าทขี่ องเทคโนโลยีจะจับตาดูว่าซื้อสินค้าอะไร ราคาเท่าไร และเก็บเงินผ่านบัญชีของคุณ ที่เปิดไว้กับร้านค้าซึ่งนับว่าสะดวกมาก สาหรับตัวอย่างเว็บไซต์ธุรกิจอเมซอน (ไทยรัฐ ออนไลน์, 2561) แสดงดังภาพที่ 1.5 ภาพที่ 1.5 เว็บไซต์อเมซอนดอทคอม ท่มี า (อเมซอนดอทคอม, 2562) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานธุรกิจ ในระบบงานในองค์กรและงานด้านบริหารในโลกยุค ใหม่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทาให้การค้าและการดาเนินธุรกิจมีการเปล่ียนแปลง องค์กรต่าง ๆ เร่ิมพยายามเปลี่ยนแปลงให้ก้าวทันสู่ยุคของการค้ารูปแบบใหม่ โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพ่ือ เพม่ิ ชอ่ งทางการคา้ ขายการตลาดและการบริการไปสู่กลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ เป็นการสร้างความพึง พอใจแกล่ กู ค้า จงึ เกิดธุรกิจพาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) จัดเป็นทางเลือก หน่ึงท่ีช่วยให้องค์กรได้เปรียบคู่แข่งขัน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การดาเนินธุรกิจซื้อขายโดย ใช้ส่ืออิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของอีบีสิเนส (E-Business) หมายถึง การทา กิจกรรมทุก ๆ อย่างทุกข้ันตอนผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขอบเขตท่ีกว้างกว่าอีคอมเมิร์ซที่เป็นการ ดาเนินธุรกิจโดนอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพ่ือให้สามารถ ติดต่อสอื่ สารกบั ลูกคา้ ค้นหาข้อมลู หรอื ทางานรว่ มกันได้ นอกจากระบบพาณิชย์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ที่นามาชว่ ยในการประกอบธรุ กิจแลว้ ยงั มีเทคโนโลยีอื่น ๆ อกี ทผี่ ู้ประกอบการธุรกจิ จาเป็นต้องนาไปใช้งาน จาพวกโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ ไม่ ว่าจะเป็นโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจในด้านการบัญชีการเงิน ด้านการตลาด ด้านการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ และด้านการผลิตการดาเนินงาน เป็นต้น โปรแกรมประยุกต์อาจเป็นโปรแกรม

19 ประยุกต์เฉพาะด้าน หรือโปรแกรมประยุกต์ท่ีใช้งานท่ัวไป แต่องค์กรสามารถนามาช่วยในการ ปฏิบัติงานได้ เพอ่ื ลดภาระขนั้ ตอนบางประการ เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากข้ึน แม้แต่กระท่ังการรับส่งข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันก็ตาม ยังต้องอาศัย เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตัวอย่างเช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) จึงได้มีแนวคิดที่จะทา ให้คอมพิวเตอร์ช่วยการค้าทั้งสองฝุายแลกเปลี่ยนเอกสารกันทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง คือ คอมพิวเตอร์ของฝุายหนึ่งจัดส่งเอกสารต่าง ๆ ที่เคยต้องพิมพ์ลงไปในเอกสารนั้นไปให้คอมพิวเตอร์ ของอีกฝุายหนึ่งในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผ่านระบบเครือข่ายหรือ เน็ตเวิร์กแบบท่ีจัดสร้างข้ึน โดยเฉพาะ หรอื ส่งผา่ นสายโทรศพั ท์ซ่งึ ชว่ ยเพม่ิ ความเร็วในการทางานไดม้ าก แต่ถึงอย่างไรก็ตามอาจจะพบปัญหาบ้างในการนาเทคโนโลยีมาช่วยในการประกอบธุรกิจ ส่ิงที่ต้อง คานงึ ถงึ ก็คือความปลอดภัยน่ันเอง ปลอดภัยในข้อมูลสารสนเทศของธุรกิจ อาจต้องศึกษาเรื่องของการนา โปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจเข้ามาใช้งานให้เหมาะสมกับหน้าที่องค์การธุรกิจ และการนาเทคโนโลยีท่ี เก่ียวขอ้ งเข้าช่วยในการประกอบธรุ กิจเพ่ิมเติม ซึง่ มีรายละเอียดในบทถัดไป

20 สรปุ ท้ายบท โปรแกรมประยุกต์ถูกนามาใช้งานในการประกอบธุรกิจกับงานด้านการบัญชี การเงิน การตลาด การผลิตการดาเนินงาน และทรัพยากรมนุษย์ โปรแกรมประยุกต์มีลักษณะท่ีสาคัญตาม ลักษณะงาน จึงเป็นเร่ืองสาคัญท่ีต้องคานึงถึงตอนการนาไปประยุกต์กับงานในลักษณะต่าง ๆ โปรแกรมประยกุ ตส์ ามารถชว่ ยเพิม่ คุณคา่ กระบวนการทางธุรกิจ การขยายตวั ของธรุ กจิ ในอนาคต ธรุ กิจ คอื กิจกรรมตา่ ง ๆ ทก่ี ่อใหเ้ กิดการผลติ สนิ ค้าและบริการโดยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน และมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ตอ้ งการประโยชน์หรือ กาไรจากการกระทากจิ กรรมนนั้ กระบวนการของธุรกิจ ท่ีประกอบไปด้วยการผลิตสินค้า หรือการให้บริการตามความต้องการของผู้บริโภค รวมท้ังการ จาหน่ายสินค้า ก่อให้เกิดกิจกรรมท่ีถือว่าเป็นธุรกิจขึ้น ก่อให้เกิดการว้าจ้างแรงงาน เกิดรายได้ ภาษี ส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ธุรกิจ มิได้มุ่งหวังเพียงแต่เฉพาะกาไรเท่าน้ัน แต่ยังทา ประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกด้วยหรือท่ีเรียกว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคม ธุรกิจจึงมีความสาคัญต่อ ระบบเศรษฐกิจและสังคม เกิดการนาทรัพยากรของประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ทาให้ ผู้บริโภคมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยังช่วยในเร่ืองของการว่าจ้างแรงงาน กระจายรายได้สู่ประชาชน เพ่ิมพูนรายได้ให้กับประเทศในรูปแบบภาษีอากร ประชาชนมีโอกาสเลือกสินค้าหรือบริการที่สนอง ความพึงพอใจสูงสุด และทส่ี าคัญประเทศสามารถนาภาษอี ากรทจ่ี ดั เก็บไปพฒั นาประเทศต่อไปได้ ทั้งนี้ปัจจัยการผลิตนั้นก็ประกอบด้วย คน เงิน วัตถุดิบ วิธีปฏิบัติงาน เคร่ืองจักร และการ จัดการ แตใ่ นปัจจบุ นั จะพบวา่ ยงั ตอ้ งอาศยั ปัจจัยดา้ นข้อมูลข่าวสารมาช่วยในการตัดสินใจอีกทางหน่ึง ด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วการประกอบธุรกิจน้ันมีจุดหมายหลัก ๆ 2 ประการ คือ มุ่งหวังกาไร และ ไม่ได้ ม่งุ หวงั กาไร ในการใชโ้ ปรแกรมประยุกต์ทางธรุ กิจ สว่ นใหญ่แลว้ นาไปประยกุ ต์กบั หนา้ ท่ีองค์การธุรกิจ ซ่ึงประกอบด้วย หน้าท่ีเก่ียวกับการผลิต การตลาด การเงิน การบัญชี และบุคลากร เรียนรู้วงจรของ ธุรกจิ ทเ่ี รยี กวา่ เป็นวัฏจักร ได้แก่ ช่วงฟื้นตัว ช่วงเติบโต ช่วงอ่ิมตัว และช่วงตกต่า บุคคลท่ีเกี่ยวข้องน้ี ต้องรับมือกับสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นอย่างทันท่วงทีและพร้อมปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งก็อาจอาศัย เทคโนโลยีเขา้ มาชว่ ยในการประกอบธุรกิจ เลือกนาโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจมาใช้ให้เหมาะสมกับ หนา้ ทง่ี านในด้านตา่ ง ๆ โดยหน้าทแี่ ตล่ ะหน้าทน่ี น้ั สามารถนาโปรแกรมประยุกต์มาใช้งานให้เหมาะสม เพอ่ื ให้งานในธุรกจิ ดาเนินไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพ

21 คาถามท้ายบท กจิ กรรมด้านทฤษฎี 1. จงอธบิ ายแนวคิดเก่ียวกบั การใชโ้ ปรแกรมประยุกต์ทางธรุ กิจ 2. จงอธิบายความหมายของธุรกิจ และการประกอบธุรกิจ 3. จงวเิ คราะหว์ ่าปัจจัยทส่ี าคัญของการประกอบธุรกิจ ปัจจัยใดมีความสาคัญมากทีส่ ดุ เพราะเหตุใด 4. จงอธิบายจดุ มงุ่ หมายของการประกอบธุรกิจมีอะไรบา้ ง 5. ธรุ กจิ ท่ีไม่มุง่ หวงั ผลกาไร กับ มุง่ หวงั กาไร มีลกั ษณะแตกตา่ งกันอย่างไร 6. จงอธิบายว่ารปู แบบการประกอบธุรกิจแตล่ ะรูปแบบแตกต่างกนั ในเรื่องใดบ้าง 7. จงจาแนกหนา้ ที่และความรับผดิ ชอบขององค์การธรุ กจิ ใหเ้ ห็นอยา่ งชดั เจนพร้อมกับอธบิ ายแตล่ ะหนา้ ท่ี 8. จงจาแนกวงจรหรอื วัฏจักรของธุรกิจใหช้ ดั เจนวา่ ในแตล่ ะช่วงมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร 9. จงอธบิ ายว่ามปี จั จัยหลกั ใดทีส่ ่งผลตอ่ การขบั เคลอื่ นธุรกิจสเู่ ศรษฐกิจดจิ ิทลั 10. ถ้าผู้เรียนเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้เรียนจะประกอบธุรกิจอะไร และมีแนวคิดนาโปรแกรม ประยุกต์ไปใชง้ านทางธรุ กิจของตนเองอย่างไร กจิ กรรมด้านปฏบิ ตั ิ 1. แบ่งกลุ่มจานวน 5 กลุ่ม เพ่ืออภิปรายแนวคิดการนาโปรแกรมประยุกต์มาช่วยในการประกอบ ธุรกจิ ให้ประสบความสาเรจ็ ได้อยา่ งไร โดยสบื ค้นขอ้ มลู ผูป้ ระกอบการธรุ กิจ ทมี่ ีการนาเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้จนประสบความสาเร็จและมีชื่อเสียง จานวน 1 ธุรกิจ นาเสนอข้อมูลหน้าชั้นเรียนโดย เลอื กใช้ส่ือนาเสนออิเล็กทรอนิกส์ต่อไปนี้ไมซ่ า้ ประเภทกนั 1.1 Keynote – PowerPoint Alternative 1.2 SlideDog 1.3 Slideshark 1.4 Prezi For Business 1.5 Slidesnack

22 เอกสารอา้ งองิ กิจจา บานช่นื และกณิกนันต์ บานชนื่ . (2559). หลกั การจัดการ. กรุงเทพฯ: ซีเอด็ ยเู คช่ัน. กร๊ดี อสี กู๊ด. (2560).วงจรธุรกิจ. คน้ เมื่อ มกราคม 13, 2562, จาก https://greedisgoods.com/business-cycle-วงจรธรุ กิจ-คือ/. ฉตั ยาพร เสมอใจ. (2552). การจัดการธรุ กจิ ขนาดย่อม. กรงุ เทพฯ: ซเี อ็ดยเู คช่ัน. ชานาญ ฉายวิชติ . (2554). ความหมายและความสาคญั ของธรุ กจิ . คน้ เมอ่ื มกราคม 13, 2562, จาก https://sites.google.com/site/chamnam2554/home/naew-kar-sxn1. ธนพล ศรธี ัญพงศ.์ (2560). มองโลกาภวิ ัตน์ยุคใหมผ่ ่านแนวคิด digital globalization และ platform business. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 10, 2562, จาก https://www.prachachat.net/columns/news-40127. ธนวุฒิ พมิ พ์ก.ิ (2556). การเป็นผ้ปู ระกอบการทางธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร.์ บลอ็ กวัน. (2561). เปดิ อาณาจกั ร Alibaba มีอะไรอยู่ในมือ Jack Ma บา้ ง. ค้นเมอ่ื มกราคม 13, 2562, จาก https://www.blognone.com/node/102636. บล็อกเชน-รวี ิว. (2561). วฏั จักรของธรุ กจิ คอื อะไร. ค้นเม่ือ มกราคม 13, 2562, จาก https://blockchain-review.co.th/blockchain-review/business-cycle/. ประจวบ เพมิ่ สุวรรณ. (2558). ความรเู้ บอื้ งต้นทางธรุ กิจ. ปทุมธานี.มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ. พนิดา พานิชกุล. (2554). การจัดการธุรกิจ. กรุงเทพฯ: เคทีพีคอมพ์แอนด์คอนซลั ท์. ไพบูลย์ เกียรติโกมล, ณฏั ฐพันธ์ เขจรนันท.์ (2551). ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ.กรุงเทพฯ: ซเี อด็ ยูเคชั่น. มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง (2561). ลกั ษณะทว่ั ไปและความสาคญั ของธรุ กจิ . ค้นเม่ือ มกราคม 13, 2562, จาก http://www.rubook.com/sheet/gm103.html. ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554. (2554). ความหมายของคาว่าธุรกจิ . ค้นเมื่อ กมุ ภาพันธ์ 3, 2562, จาก http://www.royin.go.th/dictionary/index.php. รุจิจันทร์ วิชิวานเิ วศน.์ (2560). สารสนเทศทางธรุ กจิ . กรุงเทพฯ: ซเี อด็ ยูเคชน่ั . หนังสอื พมิ พ์ไทยรัฐออนไลน.์ (2561). อเมซอนดอทคอม. ค้นเม่อื กมุ ภาพนั ธ์ 10, 2562, จาก https://www.thairath.co.th/content/1224455. อเมซอนดอทคอม. (2562). อเมซอนดอทคอม. ค้นเมื่อ กมุ ภาพันธ์ 10, 2562, จาก https://www.amazon.com/. อาลีบาบาดอทคอม. (2562). อาลบี าบาดอทคอม. ค้นเมอ่ื กมุ ภาพนั ธ์ 10, 2562, จาก https://thai.alibaba.com/. โอภาส เอย่ี มสิรวิ งศ์. (2556). พาณชิ ย์อิเล็กทรอนกิ ส.์ กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 2 เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การประกอบธุรกจิ หัวขอ้ เน้อื หา 1. ความหมายและความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ 2. สว่ นประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 3. เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การพัฒนาประเทศ 4. เทคโนโลยีสารสนเทศกบั กลยทุ ธ์ธรุ กจิ 5. ตวั อย่างการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีในการประกอบธรุ กจิ วัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ 2. อธบิ ายสว่ นประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ 3. อภิปรายถึงคณุ ค่าของเทคโนโลยีสารสนเทศเกยี่ วขอ้ งกับการพฒั นาประเทศได้ 4. ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการพัฒนากลยุทธธ์ รุ กิจได้ 5. ยกตัวอยา่ งและเปรยี บเทียบการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจได้ วธิ สี อนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. วิธีสอน 1.1 วธิ ีสอนแบบบรรยาย 1.2 วธิ ีสอนโดยใชก้ รณตี ัวอย่าง 1.3 วธิ สี อนแบบอภิปรายรายกลมุ่ ย่อย 2. กจิ กรรมการเรียนการสอน 2.1 ผู้สอนสอบถามข้อมูลผู้เรียนก่อนเร่ิมบรรยายว่า ถ้าสมมติให้ผู้เรียนเป็นผู้ประกอบการ ธุรกิจ อยากจะประกอบธรุ กจิ อะไร และจะประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยงานในเร่ืองใด โดย ใหผ้ ้เู รียนตอบเปน็ รายบุคคล เพ่อื ใหเ้ พ่ือนใหห้ อ้ งช่วยกันอภิปรายถงึ ขอ้ ดี ข้อเสยี 2.2 ผสู้ อนบรรยายเร่ืองตอ่ ไปน้ี 2.2.1 ความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ 2.2.2 สว่ นประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 2.2.3 เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การพัฒนาประเทศ 2.2.4 เทคโนโลยสี ารสนเทศกับกลยุทธธ์ รุ กจิ 2.2.5 ตวั อย่างการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจ

24 2.3 ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษาธุรกิจที่นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้งานพร้อมทั้งให้ นักศึกษาช่วยกันวิเคราะห์สาเหตุการนาเหล่าน้ันมาใช้ก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ อย่างไร 2.4 แบ่งกลุ่มผู้เรียนยกตัวอย่างกรณีศึกษาการประกอบธุรกิจ นาเทคโนโลยีสารสนเทศมา ใช้งานพร้อมทั้งให้นักศึกษาช่วยกันวิเคราะห์สาเหตุการนาเหล่าน้ันมาใช้ ก่อให้เกิดความได้เปรียบ ทางการแข่งขันได้อย่างไร 2.5 ผู้เรยี นศึกษาเน้อื หาทีเ่ รยี นพร้อมเปดิ โอกาสใหแ้ ลกเปล่ียนความรู้กับเพื่อนในกลุ่ม และ ตอบคาถามท้ายบท 2.6 ผ้เู รียนฝึกปฏิบตั กิ ารใชโ้ ปรแกรมประยกุ ตท์ ่ใี ห้บรกิ ารบนเครอื ขา่ ย ส่ือการเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน รายวชิ า การใช้โปรแกรมประยกุ ตท์ างธุรกิจ 2. โปรแกรมสาเรจ็ รูป Power Point ประกอบการสอน 2.1 ความหมายและความสาคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 2.2 ส่วนประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ 2.3 เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การพฒั นาประเทศ 2.4 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั กลยทุ ธ์ธุรกจิ 2.5 ตวั อยา่ งการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยใี นการประกอบธุรกิจ 3. โปรแกรม Search Engine เพอ่ื สืบคน้ ขอ้ มลู 4. บทเรียนออนไลน์ www.elearningbynirut.com/moodle/ การวดั ผลและประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมการอภปิ รายรายกล่มุ 2. สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานร่วมกนั 3. ตรวจผลงานการวิเคราะหก์ รณีศึกษา 4. ตรวจผลงานการฝึกปฏบิ ตั ิการใชโ้ ปรแกรมบนเว็บ 5. ตรวจผลงานการตอบคาถามท้ายบท

25 บทที่ 2 เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การประกอบธรุ กจิ จากบทเรียนท่ีผ่านมาทาให้ทราบความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจไปบ้างแล้ว ผู้เขียนได้เกร่ินในเร่ือง ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการประกอบธุรกิจไว้ว่า การประกอบธุรกิจในยุคท่ีเรียกว่าไทย แลนด์ 4.0 จะอาศยั เทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาชว่ ยในการบริหารจัดการ เพื่อทาให้ธุรกิจได้เปรียบใน การแข่งขัน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีหลากหลายวิธีการ อาจจะเลือกใช้แบบระบบออนไลน์ผ่าน เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือจะเลือกนาโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจมาใช้ให้เหมาะสมกับหน้าที่งานใน ดา้ นต่าง ๆ เพ่ือใหง้ านในธรุ กิจดาเนินไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ โลกยุคการส่ือสารไร้พรมแดนในปัจจุบัน คอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศมบี ทบาทมากมายในชีวิตประจาวันเช่น การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน การจองตั๋วภาพยนตร์หรือต๋ัวเครื่องบินผ่านสมาร์ทโฟน หรือจับจ่ายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต ระบบ สานักงานท่ีนาเอาคอมพิวเตอร์มาใช้จัดการเอกสาร การเช่ือมโยงข้อมูลถึงกัน แม้กระทั่วการ แลกเปลีย่ นขอ้ มลู ข่าวสารเพื่อการตัดสินใจก็ดาเนินงานง่ายได้ทันที นอกจากการเรียนรู้ถึงระบบธุรกิจ แล้วยังต้องทาความเข้าใจในส่วนที่เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อเป็น พนื้ ฐานในการนาไปประยุกตใ์ ชง้ านให้เหมาะสมกบั ธุรกจิ โดยในบทน้ีจะอธิบายถึง ความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศส่วนประกอบ ของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศกับกล ยุทธธ์ ุรกิจ และตวั อย่างการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจ โดยมรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี ความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการประกอบธุรกิจในยุคนี้เป็นส่ิงท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้ แต่การ นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ก็ควรจะมีการเลือกให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดคุ้มค่ากับการ ลงทุน คาว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ไอที มักนามาใช้อย่างกว้างขวาง เกือบทุก วงการล้วนเหน็ ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศกันแทบทง้ั สิน้ หรอื โลกแหง่ ยุคไอที ไพบูลย์ เกียรติโกมล และณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์ (2551, หน้า 13) อธิบายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ประกอบข้ึนด้วยระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลระบบส่ือสารโทรคมนาคม และอปุ กรณ์สนับสนุนการปฏบิ ตั ิงานด้านสารสนเทศท่ีมกี ารวางแผน จดั การ และใชง้ านร่วมกันอย่างมี ประสทิ ธภิ าพ มฑุปายาส ทองมาก (2559, หน้า 16) อธิบายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ที่องค์กรต้องการนาไปใช้เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีท่ีช่วย อานวยความสะดวกในการสร้างและบารุงรักษาระบบสารสนเทศ เป็นการนาความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างหรือจัดการกับสารสนเทศอย่างรวดเร็วและเป็นระบบโดยอาศัย เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ

26 วศิน เพิ่มทรัพย์ (2561, หน้า 170) อธิบายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การประยุกต์ เอาความร้ทู างดา้ นวทิ ยาศาสตรม์ าจัดการสารสนเทศท่ีต้องการ โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและการส่ือสาร ตลอดจน อาศัยความรู้ในกระบวนการดาเนินงานสารสนเทศในขั้นตอนต่าง ๆ ต้ังแต่การแสวงหา การวิเคราะห์ การจัดเก็บ รวมถึงการจัดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนสารสนเทศด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความ ถูกตอ้ ง ความแมน่ ยา และความรวดเรว็ ทันต่อการนามาใช้ประโยชน์ สุพรรษา ยวงทอง (2557, หน้า 218) อธิบายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนาเอา ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ใหม่เพ่ือนามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซ่ึง เทคโนโลยที ่นี ามาใชจ้ ดั การสารสนเทศตา่ ง ๆ เหลา่ น้ี อาจเกี่ยวขอ้ งกบั เทคโนโลยที างดา้ นคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีทางการสื่อสารและโทรคมนาคม โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2561, หน้า 15) อธิบายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) หมายถึง เทคโนโลยีที่นามาใช้เพ่ือการผลิต การจัดการ การจัดเก็บ การส่ือสาร และ การเผยแพร่ข้อมูล นอกจากนี้ยังเก่ียวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมโยงเข้ากับระบบสื่อสาร ความเร็วสูงเพื่อนาส่งทั้งข้อมูล เสียง และวิดีโอ ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สมาร์ทโฟน แทบ็ เลต็ ทีวดี จิ ทิ ัล และเครอ่ื งใชไ้ ฟฟูาต่าง ๆ กล่าวโดยสรุปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ เกิดจากคาว่า เทคโนโลยี และคาว่า สารสนเทศ รวมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นการผสมผสานประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีมาช่วยเร่ืองการผลิต การจัดการ การ จัดเก็บ การสื่อสาร และการเผยแพร่ข้อมูล ซ่ึงจะช่วยอานวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการธุรกิจให้ บรรลุวัตถุประสงค์ โดยในการแสวงหา การวิเคราะห์และการจัดเก็บข้อมูล จาเป็นต้องอาศัย เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและแม่นยา ในทานองเดียวกัน เทคโนโลยีทางด้านเครือข่ายการส่ือสารและโทรคมนาคมสามารถช่วยให้การเผยแพร่และแลกเปล่ียน สารสนเทศทาได้ท่วั ถงึ มากยิ่งข้ึน ซ่ึงถ้าแบ่งองค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ จะมีส่วนประกอบ ท่ีสาคัญ 2 ส่วน คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (computer technology) และ เทคโนโลยีการส่ือสาร (communications technology) สว่ นประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนประกอบท่ีสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ มีส่วนประกอบท่ีสาคัญอยู่ 2 ส่วน คือ เทคโนโลยี คอมพวิ เตอร์ และ เทคโนโลยีการส่อื สาร โดยมีรายละเอียดดังนี้ (โอภาส เอยี่ มสริ วิ งศ,์ 2561, หน้า 15) เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ หมายถงึ เทคโนโลยที ่ีกอ่ ใหเ้ กิดเครอื่ งจักรชนิดหน่ึงที่มีความสามารถใน การคานวณและประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ ซ่ึงเราเรียกว่า คอมพิวเตอร์ (computer) ซึ่ง ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ท่ีได้รับความนิยมใช้งานอย่างกว้างขวาง ธุรกิจสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น การนามาใช้เพื่อ แก้ไขปัญหาด้านการจัดการ เพิ่มความเร็วและความถูกต้องในการทางาน และช่วยปรับปรุง ประสิทธิภาพดา้ นการผลติ เปน็ ตน้

27 เทคโนโลยีการส่ือสาร หมายถึง เทคโนโลยีท่ีเก่ียวข้องกับการส่ือสารระยะไกลผ่านระบบ โทรคมนาคม เช่น ระบบโทรศัพท์ วิทยุ และการแพร่ภาพทางทีวี/เคเบ้ิลทีวี ส่ิงสาคัญของการสื่อสาร คือ ทาใหค้ อมพิวเตอรแ์ ต่ละเครอ่ื งสามารถส่ือสารระหว่างกันได้ จนก่อให้เกิดการสื่อสารออนไลน์ของ ผู้คนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และปรากฏคาว่า ออนไลน์ (online) ซ่ึงหมายถึง การนาคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์มาเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายเพื่อเข้าถึงข่าวสารและบริการต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ แลกเปลีย่ นขา่ วสารและใชท้ รัพยากรร่วมกันบนเครอื ขา่ ย กล่าวโดยสรุปว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการส่ือสาร เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ในการสร้างระบบสารสนเทศ ซ่ึงสามารถแยกย่อยออกเป็น 4 ส่วน คือ เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ ด้านซอฟต์แวร์ ด้านการจัดการข้อมูล และด้านเครือข่ายโทรคมนาคม ระบบสารสนเทศจึงได้รับ ผลกระทบจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศถูกพัฒนามากขึ้นเท่าใด ระบบ สารสนเทศก็จะมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่สนับสนุนดียิ่งขึ้น หรือระบบสารสนเทศต้อง ถูกปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบจัดการฐานข้อมูล และเครือข่ายให้สอดคล้องกับ เทคโนโลยีใหม่มากข้ึน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังน้ี (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หน้า 16) 1. เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ (hardware) หมายถึง การนาระบบสารสนเทศเข้ามาใช้งานในองค์ ธุรกิจ องค์ประกอบที่สาคัญอย่างหน่ึง คือ ฮาร์ดแวร์ ซ่ึงหมายถึง ส่วนเคร่ืองหรืออุปกรณ์ใด ๆ ท่ีเรา สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ในเชิงกายภาพ สามารถจาแนกออกเป็น อุปกรณ์นาเข้า อุปกรณ์ประมวลผล อุปกรณ์แสดงผล อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์สื่อสาร เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบบ คอมพวิ เตอร์ (โอภาส เอี่ยมสริ ิวงศ,์ 2561, หน้า 32) สาหรับเทคโนโลยดี ้านฮารด์ แวร์ แสดงดังภาพท่ี 2.1 ภาพที่ 2.1 คอมพิวเตอร์สว่ นบุคคล และคอมพวิ เตอร์เคลื่อนที่ ที่มา (มฑปุ ายาส ทองมาก, 2559, หน้า 70) 2. เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ (software) หมายถึง กลุ่มของชุดคาส่ังที่เขียนขึ้นเพื่อให้ คอมพิวเตอร์ทางานได้ตามความต้องการ การคอมพิวเตอร์ทางานได้อย่างอัตโนมัติท่ีมนุษย์ไม่ต้องเข้าไป เกี่ยวข้องในการประมวลผลนั้น ส่วนหน่ึงเป็นผลจากการทางานของซอฟต์แวร์น่ันเอง และผู้ท่ีเขียน ชุดคาส่ังนี้ขึ้นมา เรียกว่า นักเขียนโปรแกรม (programmer) หรือนักพัฒนาโปรแกรม (developer) ซึ่ง ในปัจจุบันมีการสร้างซอฟต์แวร์ข้ึนมานับได้มากมาย แต่เพื่อความเข้าใจตาราส่วนใหญ่แล้วจะแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ กับ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (วศิน เพ่ิมทรัพย์, 2561, หน้า 78) สาหรบั ประเภทของซอฟต์แวร์ แสดงดังภาพที่ 2.2

28 ซอฟตแ์ วร์ (software) ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ ซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ (system software) (application software) ภาพที่ 2.2 ประเภทของซอฟตแ์ วร์ ท่มี า (วศิน เพ่มิ ทรัพย,์ 2561, หน้า 78) 3. เทคโนโลยีด้านการจัดการขอ้ มลู หมายถึง การนาเทคโนโลยีมาจัดการข้อมูล ซึ่งอาจเรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูลที่ต้องใช้ในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ดูแลการเข้าถึง การค้นคืน การ เพ่มิ การลบ และการแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูล ซ่ึงแบ่งประเภทออกเป็น 4 ประเภท คือ ระบบจัดการ ฐานข้อมลู เชิงลาดบั ชั้น ระบบจัดการฐานข้อมูลแบบข่ายงาน ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และ ระบบจดั การฐานข้อมูลเชิงวัตถุ เทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูลในยุคปัจจุบันมีความหลากหลาย ถูก พัฒนาเพื่อเก็บข้อมูลในรูปแบบท่ีแตกต่างกันออกไป รองรับการเก็บข้อมูลปริมาณมาก และมี เคร่อื งมอื ทสี่ นับสนนุ การใช้ประโยชน์จากข้อมูลปริมาณมากเหล่าน้ัน เช่น การใช้บริการหน่วยเก็บบน คลาวด์ (cloud) คลังข้อมูล (data warehouse) ตลาดข้อมูล (data mart) และข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) เป็นต้น (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หน้า 130-134) 4. เทคโนโลยดี า้ นเครือขา่ ยโทรคมนาคม หมายถึง การติดตอ่ ระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ท่ีอย่ตู า่ งทีก่ นั เครอื ข่ายจึงเปน็ องคป์ ระกอบที่สาคญั สาหรบั การนาระบบสารสนเทศมาใช้ เครือข่ายคือ การเช่ือมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เข้าด้วยกัน ผ่านอุปกรณ์ส่ือสาร (communications device) และตัวกลางสือ่ สัญญาณ (transmission media) ตามโพรโตคอลเครือข่าย (network protocol) ซ่ึง เป็นเกณฑ์วิธีในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพื่ออานวยความสะดวกในการส่ือสาร โดยโทรคมนาคม (telecommunication) คือ การส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่าย (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หนา้ 140) กล่าวโดยสรุปว่า เทคโนโลยีดังท่ีได้กล่าวไว้ข้างต้น ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานท่ีก่อให้เกิด เปน็ ระบบสารสนเทศในองคก์ รธุรกจิ แตส่ งิ่ สาคญั แล้วเมือ่ ผปู้ ระกอบการจักนาเทคโนโลยีเข้าไปช่วยใน การประกอบธุรกิจต้องคานึงถึงการบริหารงาน การวางแผนงาน การจัดการ การตัดสินใจ ผู้บริหาร ต้องมีพนื้ ฐานองค์ความรู้ดา้ นการบริหารธุรกิจ กาหนดกลยุทธ์เพือ่ จัดการความท้าทายที่เกิดข้ึนในยุคท่ี ต้องพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้บริหารต้องจัดสรรทรัพยากร เช่น คน เงิน เวลา กาหนดวิธีการ แก้ไขปญั หา โดยอาศัยสารสนเทศใหม่ ความรู้ใหม่ และเคร่ืองมือสนับสนุน ระบบสารสนเทศจึงได้รับ ผลกระทบจากมิติด้านการบริหาร และในส่วนของมิติด้านองค์กรจะประกอบด้วย กลยุทธ์องค์กร คน โครงสรา้ ง กระบวนการทางธรุ กจิ วัฒนธรรมการเมอื ง และสภาพแวดล้อมตา่ ง ๆ ท่ีแตกต่างกัน ฉะน้ัน องค์กรจึงต้องเรียนรู้การนาระบบสารสนเทศเข้ามาใช้งาน อาจกล่าวโดยรวมถึงความสัมพันธ์ของ เทคโนโลยสี ารสนเทศ ระบบสารสนเทศ องค์กร และการบริหาร แสดงดังภาพที่ 2.3

29 เทคโนโลยีด้านฮารด์ แวร์ องค์กร วิสัยทัศน์ พันธกจิ กลยุทธอ์ งคก์ ร เทคโนโลยดี ้านซอฟตแ์ วร์ โครงสร้างองคก์ ร เทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ กระบวนการทางธุรกจิ สารสนเทศ วฒั นธรรมและการเมืององค์กร เทคโนโลยีด้านการจดั การ การบริหาร การแกป้ ญั หา ขอ้ มลู การวางกลยุทธ์ การสร้างผลิตภณั ฑ์ บริการใหม่ เทคโนโลยดี า้ นเครือขา่ ย การจดั สรรทรัพยากร โทรคมนาคม ภาพที่ 2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ การบรหิ าร และองคก์ ร ท่มี า (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หน้า 17) จากภาพที่ 2.3 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหาร และองค์กร กล่าวได้ ว่า ความแตกต่างกันของบริบทองค์กร จะทาให้ระบบสารสนเทศได้รับผลกระทบในเรื่องกลยุทธ์ โครงสรา้ ง กระบวนการทางธุรกิจ วัฒนธรรมองคก์ ร และสภาพแวดล้อมองค์กร ส่งผลถึงการนาระบบ สารสนเทศเข้ามาใช้งาน ระบบสารสนเทศเดียวกันไม่สามารถนามาใช้ในองค์กรท่ีต่างกันได้หากไม่มี การปรับเปลี่ยน หรือบางองค์กรอาจใช้ระบบสารสนเทศแล้วประสบความสาเร็จ ขณะเดียวกันอีก องค์กรอาจจะใช้แล้วไม่ประสบความสาเร็จก็ได้ ปัจจุบันเกือบทุกองค์กรไม่สามารถดาเนินงานได้หาก ขาดระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศช่วยลดบทบาทของผู้บริหารลงได้ เช่น การตัดสินใจสั่งเพ่ิม สนิ คา้ ผบู้ รหิ ารอาจไมต่ อ้ งตดั สินใจเองเพราะมรี ะบบสารสนเทศมาช่วยในการตัดสินใจแทน เมื่อมีการ นาระบบสารสนเทศเข้ามาใช้งานอย่างจริงจัง จะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทางธุรกิจ ขัน้ ตอนบางขั้นตอนอาจถกู ยกเลกิ หรอื อาจทดแทนดว้ ยระบบอตั โนมัติ

30 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การพฒั นาประเทศ จากการทป่ี ระเทศพัฒนาไปอย่างไมห่ ยดุ ยง้ั ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้ส่งผลกระทบกับ กระบวนการทางธุรกิจขององค์กรที่ต้องปรับเปลี่ยนเพ่ือให้ตนเองอยู่รอดได้ นอกจากน้ีแล้วเทคโนโลยี สารสนเทศยังมีบทบาทสาคัญในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม ด้านสารธารณสุข ด้านส่ิงแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้ (วศิน เพม่ิ ทรัพย์, 2561, หน้า 174-176) 1. บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันสังคมไร้เงินสดถูกแทนท่ีระบบเงินสด ผู้คนไม่ใช้เงินสดแต่หันมาใช้เทคโนโลยีผ่านโ ปรแกรมประยุกต์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (application) เงินสดกลายเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีระบบพร้อมเพย์ (promptpay) ระบบการ สแกน QR-Code เพอื่ จา่ ยเงินของธนาคารและผู้ให้บริการต่าง ๆ ลดภาระดอกเบี้ยจากการสารองเงิน ก้อนน้ีและสร้างความโปร่งใส่ทางการเงินที่สามารถตรวจสอบติดตามรอยได้ ลดปัญหาการฟอกเงินที่ ไดม้ าอย่างผิดกฎหมาย ทาให้สรรพากรสามารถเกบ็ ภาษไี ด้เตม็ อยา่ งเปน็ ธรรม ถึงแมว้ ่าเราอาจจะยังไม่ ไปถึงสงั คมไรเ้ งินสดแบบเต็มตัว ตัวอยา่ งระบบพร้อมเพย์ แสดงดงั ภาพท่ี 2.4 ภาพที่ 2.4 ระบบพร้อมเพย์ ทม่ี า (วศนิ เพมิ่ ทรพั ย,์ 2561, หนา้ 174) 2. บทบาทเทคโนโลยสี ารสนเทศในด้านสังคม สื่อสังคมออนไลน์มีผลกระทบต่อภาคสังคมเป็น อย่างมาก ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้หลายแง่มุม สามารถท่ีจะแสดงความคิดเห็น อย่างรวดเร็วและอิสระ หรือแม้กระท่ังการออกอากาศสด (live) แต่รู้หรือไม่ว่ามีผลเสียต่าง ๆ ที่จะ ตามมามากมาย บางครั้งนามาซ่ึงความเข้าใจผิด ตื่นตระหนก เกิดความขัดแย้ง ฉะน้ัน ส่ือสังคม ออนไลน์จะต้องเลือกใช้งานอย่างระมัดระวังและมีจริยธรรม ศีลธรรมอันดีงาม หรือความมั่นคงของ ประเทศ สาหรับตัวอย่างหน้าเฟซบ๊กุ แสดงดงั ภาพท่ี 2.5


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook