Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตร-ม.ปลายใหม่

หลักสูตร-ม.ปลายใหม่

Published by apple.workjaaa, 2019-11-11 21:21:08

Description: หลักสูตร-ม.ปลายใหม่

Keywords: curriculum,หลักสูตรสถานศึกษา,พระบางวิทยา

Search

Read the Text Version

243 สารเคมีและนา้ เป็นส่ิงเรา้ ภายนอก โครงสรา้ งรายวชิ าชีววิทยา 3 ภาคเรียนที่ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 ลาดับ ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั อตั ราสว่ น ที่ การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน ระหวา่ ง เรียนกับ 10 สอบ 4 การควบคมุ 17. สืบคน้ ข้อมลู อธิบาย ท่มี ผี ลต่อการ 5 60 การ บทบาทและหน้าที่ของ ออก เจริญเตบิ โตของพืช ความรู้ เจริญเตบิ โต ซนิ ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลิน เกย่ี วกบั การตอบสนองต่อสิ่ง และการ เอทลิ ีน และกรดแอบไซซกิ เรา้ ภายใน และส่งิ เรา้ ตอบสนอง และอภิปรายเกย่ี วกบั การ ภายนอกที่มีผลตอ่ การ ของพืช นาไปใช้ประโยชนท์ าง เจรญิ เตบิ โตของพืชสามารถ การเกษตร นามาประยุกต์ใช้ควบคุม ๑๘. สบื คน้ ขอ้ มลู ทดลองและ การเจริญเตบิ โตของพชื เพ่ิม อภปิ รายเกี่ยวกบั สิง่ เรา้ ผลผลิต และยืดอายุ ภายนอกที่มผี ลต่อการ ผลผลิตได้ เจรญิ เติบโตของพชื รวมจานวน 100

244 โครงสรา้ งรายวิชาชีววิทยา 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ลาดับ ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั อัตราสว่ น ท่ี การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน ระหว่าง เรยี นกับ 1 ระบบย่อย 1. สืบคน้ ข้อมูล อธิบาย และ รา มีการปลอ่ ยเอนไซม์ 30 50 สอบ 70:30 อาหารและ เปรยี บเทยี บโครงสร้างและ ออกมาย่อยอาหารนอก การสลาย กระบวนการย่อยอาหารของ เซลล์ ส่วนอะมบี าและพารา สารอาหาร สัตวท์ ีไ่ ม่มีทางเดนิ อาหาร มีเซียมมีการย่อยอาหาร ระดบั เซลล์ สตั ว์ทม่ี ีทางเดินอาหารแบบ ภายในฟดู แวควิ โอลโดย ไม่สมบูรณ์ และสัตว์ท่ีมี เอนไซมใ์ นไลโซโซม ทางเดนิ อาหารแบบสมบูรณ์ ฟองน้า ไม่มที างเดนิ อาหาร ๒. สังเกต อธบิ าย การกนิ แต่จะมเี ซลล์พิเศษ ทาหน้าท่ี อาหารของไฮดรา และ จับอาหารเข้าสู่เซลล์แลว้ พลานาเรยี ยอ่ ยภายในเซลล์ โดย 3. อธบิ ายเก่ยี วกบั โครงสร้าง เอนไซมใ์ นไลโซโซม หน้าท่ี และกระบวนการย่อย ไฮดราและพลานาเรีย อาหาร และการดดู ซึม มีทางเดินอาหารแบบไม่ สารอาหารภายในระบบย่อย สมบรู ณ์ จะกนิ อาหารและ อาหารของมนุษย์ ขับกากอาหารออกทาง เดียวกัน ไสเ้ ดือนดิน แมลง สัตว์ไมม่ กี ระดูกสนั หลงั ส่วน ใหญ่ และสตั ว์มกี ระดกู สัน หลงั จะมีทางเดนิ อาหารแบบ สมบรู ณ์อาหารท่ไี มถ่ ูกย่อย หรือย่อยไม่ไดจ้ ะเคล่อื น ตอ่ ไปยังลาไส้ใหญ่ นา้ ธาตุ

245 อาหาร และวติ ามนิ บางส่วน ดดู ซึมเข้าสผู่ นงั ลาไส้ใหญ่ ที่ เหลอื เปน็ กากอาหารจะถูก กาจดั ออกทางทวารหนัก โครงสรา้ งรายวิชาชีววิทยา 4 ภาคเรียนท่ี 2 ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5 ลาดับ ช่ือหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนัก อตั ราสว่ น ที่ การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน ระหวา่ ง เรยี นกบั 50 สอบ 2 การรักษาดลุ ย ๔. สบื ค้นข้อมลู อธิบาย และ ไสเ้ ดอื นดนิ มีการแลกเปลีย่ น 30 ภาพใน เปรียบเทียบโครงสรา้ งท่ีทา แกส๊ ผา่ นเซลลบ์ ริเวณผิวหนัง ร่างกาย หนา้ ทแี่ ลกเปลีย่ นแกส๊ ของ ทีเ่ ปยี กชน้ื แมลงมีการ ฟองน้า ไฮดรา พลานาเรีย แลกเปลย่ี นแก๊สโดยผ่านทาง ไสเ้ ดือนดนิ แมลง ปลา กบ ท่อลม ซ่งึ แตกแขนงเปน็ ทอ่ และนก ลมฝอยปลาเปน็ สัตวน์ า้ มี ๕. สังเกต และอธบิ าย การแลกเปลี่ยนแกส๊ ที่ โครงสร้างของปอดในสตั ว์ ละลายอยู่ในน้าผา่ นเหงอื ก เลยี้ งลูกด้วยนา้ นม สตั วส์ ะเทินน้าสะเทนิ บกใช้ ๖. สบื ค้นข้อมูล อธิบาย ปอดและผวิ หนัง ในการ โครงสรา้ งทใี่ ชใ้ นการ แลกเปลย่ี นแก๊ส แลกเปลี่ยนแก๊ส และ สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน สตั ว์ปีก กระบวนการแลกเปล่ยี นแก๊ส และสตั วเ์ ล้ียงลูก ดว้ ยน้านม ของมนษุ ย์ อาศัยปอดในการแลก ๗. อธิบายการทางานของปอด เปลีย่ นแกส๊ ทางเดินหายใจ และทดลองวัดปริมาตรของ ของมนุษย์ประกอบด้วย อากาศในการหายใจออกของ ช่องจมูก โพรงจมูก คอหอย มนุษย์ กล่องเสียง ท่อลม หลอดลม ๘. สืบค้นขอ้ มลู อธิบาย และ และถุงลมในปอด ปอดเป็น เปรยี บเทยี บระบบหมุนเวียน บรเิ วณทม่ี ีการแลกเปล่ียน เลอื ดแบบเปิดและระบบ แก๊สระหว่างถุงลมกบั หลอด หมุนเวียนเลือดแบบปิด เลือดฝอย และบริเวณเซลล์

246 ๙. สงั เกต และอธิบายทิศ ของเนื้อเย่ือตา่ ง ๆ มีการ ทางการไหลของเลือดและการ แลกเปลี่ยนแกส๊ โดยการ เคลือ่ นท่ีของเซลลเ์ มด็ เลือดใน แพรผ่ า่ นหลอดเลือดฝอย หางปลา และสรปุ เชน่ กนั การหายใจเขา้ และ ความสัมพนั ธ์ระหว่างขนาด การหายใจออกเกดิ จากการ ของหลอดเลอื ดกับความเรว็ ใน เปล่ยี นแปลงความดนั ของ การไหลของเลือด อากาศภายในปอดโดยการ ทางานรว่ มกนั ของกลา้ มเน้ือ กะบงั ลมและกล้ามเนื้อ โครงสร้างรายวชิ าชีววิทยา 4 ภาคเรียนที่ 2 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 อัตราส่วน ลาดับ ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก ระหวา่ ง ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน เรียนกับ สอบ ๑๐. อธบิ ายโครงสรา้ งและการ ระหว่างกระดูกซีโ่ ครงและ ทางานของหัวใจและหลอด ควบคุมโดยสมองส่วนพอนส์ เลอื ดในมนุษย์ และเมดลั ลาออบลองกาตา ๑๑. สังเกต และอธิบาย สิง่ มชี วี ติ เซลลเ์ ดยี วและสัตว์ โครงสร้างหวั ใจของสัตวเ์ ล้ียง ท่มี ีโครงสรา้ งร่างกายไม่ ลูกดว้ ยนา้ นม ทิศทางการไหล ซับซ้อนมีการลาเลยี งสาร ของเลือดผา่ นหัวใจของมนุษย์ ต่าง ๆ โดยการแพรร่ ะหว่าง และเขยี นแผนผงั สรปุ การ เซลลก์ บั สง่ิ แวดล้อม สตั วท์ ี่มี หมนุ เวียนเลอื ดของมนุษย์ โครงสร้างร่างกายซับซ้อนจะ ๑๒. สบื ค้นขอ้ มูล ระบคุ วาม มีการลาเลยี งสารโดยระบบ แตกต่างของเซลล์เมด็ เลือด หมนุ เวียนเลือด ซ่งึ ประกอบ แดง เซลล์เมด็ เลอื ดขาว ด้วย หวั ใจ หลอดเลอื ด และ เพลตเลต และพลาสมา เลือดระบบหมนุ เวียนเลือดมี ๑๓. อธบิ ายหมเู่ ลือดและ ๒ แบบ คอื ระบบหมนุ เวยี น หลักการใหแ้ ละรบั เลอื ดใน เลอื ดแบบเปดิ และระบบ ระบบ ABO และระบบ Rh หมนุ เวียนเลือดแบบปิด 14. อธิบาย และสรุปเก่ียวกับ ระบบหมนุ เวียนเลือดแบบ สว่ นประกอบและหน้าท่ีของ เปิดพบในสตั วจ์ าพวกหอย นา้ เหลอื ง รวมทั้งโครงสร้าง แมลง กุ้ง สว่ นระบบ และหนา้ ท่ีของหลอดน้าเหลือง หมุนเวยี นเลือดแบบปิดพบ และต่อมนา้ เหลือง ในไส้เดือนดินและสัตว์มี 15. สืบคน้ ขอ้ มลู อธิบาย กระดูกสนั หลงั ระบบ

247 และเปรยี บเทียบกลไกการ หมนุ เวยี นเลือดของมนุษย์ ต่อต้านหรอื ทาลายสิ่ง ประกอบด้วย หวั ใจ หลอด แปลกปลอมแบบไมจ่ าเพาะ เลือด และเลือดซงึ่ เลือด และแบบจาเพาะ ไหลเวียนอยเู่ ฉพาะในหลอด ๑๖. สบื ค้นข้อมูล อธบิ าย เลือดหวั ใจมีเอเตรียมทา และเปรยี บเทยี บ การสร้าง หนา้ ท่ีรบั เลอื ดเข้าสู่หัวใจ ภูมิค้มุ กนั ก่อเองและภมู ิคุ้มกนั และ เวนตรเิ คลิ ทาหนา้ ท่ี รบั มา โครงสร้างรายวิชาชีววิทยา 4 ภาคเรยี นที่ 2 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5 อตั ราส่วน ลาดบั ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก ระหว่าง ที่ การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน เรียนกับ สอบ ๑๗. สืบค้นขอ้ มลู และอธบิ าย สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ เก่ยี วกบั ความผิดปกติของ โดยมลี ิ้นกนั้ ระหว่างเอ ระบบภมู คิ ุ้มกันท่ีทาให้เกิด เตรยี มกับเวนตริเคลิ และ เอดส์ ภมู ิแพ้ การสรา้ งภมู ิ ระหว่างเวนตรเิ คิลกับหลอด ตา้ นทานต่อเน้อื เย่ือตนเอง เลอื ดท่ีนาเลือดออกจาก 18. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ าย หวั ใจเลอื ดออกจากหวั ใจ และเปรยี บเทียบโครงสร้าง ทางหลอดเลือดเอออตาร์ และหน้าทใ่ี นการกาจัดของ อาร์เตอรี อาร์เตอริโอล เสยี ออกจากร่างกายของ หลอดเลอื ดฝอย เวนูล เวน ฟองน้า ไฮดรา พลานาเรีย และเวนาคาวา แล้วเข้าสู่ ไสเ้ ดอื นดิน แมลง และสตั ว์ หวั ใจ มีกระดูกสันหลัง ขณะทหี่ วั ใจบีบตวั สบู ฉีด 19. อธิบายโครงสร้างและ เลือด ทาให้เกิดความดัน หน้าทีข่ องไต และโครงสรา้ งท่ี เพลตเลต และพลาสมา ซึ่ง ใช้ลาเลยี งปัสสาวะออกจาก ทาหน้าทีแ่ ตกต่างกนั รา่ งกาย หมู่เลือดของมนุษย์จาแนก ๒๐. อธบิ ายกลไกการทางาน ตามระบบ ABO ได้เป็น ของหนว่ ยไต ในการกาจดั ของ เลือดหมู่ A B AB และ O เสยี ออกจากรา่ งกาย และ ซ่งึ เรยี กช่ือตามชนดิ ของ เขียนแผนผงั สรปุ ข้ันตอนการ แอนตเิ จนที่เยื่อหมุ้ เซลลเ์ มด็ กาจัดของเสยี ออกจาก เลอื ดแดง และจาแนกตาม รา่ งกายโดยหน่วยไต ๒๑. ระบบ Rh ไดเ้ ป็น เลอื ดหมู่

248 สืบค้นขอ้ มูล อธิบาย และ Rh+ และ Rh- การให้และรบั ยกตัวอย่างเกยี่ วกับความ เลือดมีหลกั ว่า แอนติเจน ผิดปกตขิ องไตอนั เน่ืองมาจาก ของผู้ให้ต้องไมต่ รงกับ โรคต่าง ๆ แอนติบอดขี องผู้รับ และ การให้และรบั เลือดที่ เหมาะสมท่ีสุดคือ ผู้ใหแ้ ละ ผู้รับควรมีเลือดหมูต่ รงกนั ของเหลวทซ่ี ึมผ่าน โครงสร้างรายวชิ าชีววิทยา 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ลาดับ ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั อัตราส่วน ที่ การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน ระหวา่ ง เรียนกบั สอบ หรือส่งิ แปลกปลอมเข้าสู่ ร่างกายเซลลเ์ มด็ เลือดขาว ชนิดนิวโทรฟลิ และโมโนไซต์ จะมกี ารต่อตา้ นและทาลาย ส่งิ แปลกปลอมโดยผนัง หลอดเลือดฝอยออกมาอยู่ ระหว่างเซลล์ เรยี กวา่ น้าเหลืองทาหน้าท่ีหล่อเลย้ี ง เซลลแ์ ละสามารถแพร่เข้าสู่ หลอดนา้ เหลืองฝอย ซง่ึ ตอ่ มาหลอดนา้ เหลอื งฝอย จะรวมกนั มีขนาดใหญ่ข้นึ และเปิดเข้าสรู่ ะบบ หมุนเวียนเลือด ท่ีหลอด เลอื ดเวนใกล้หวั ใจ ระบบ นา้ เหลืองประกอบดว้ ย น้าเหลอื ง หลอดนา้ เหลือง และต่อมน้าเหลอื ง โดยทา หน้าทน่ี าน้าเหลอื งกลบั เข้าสู่ ระบบหมุนเวียนเลือด ต่อม น้าเหลอื งเป็นที่อยูข่ องเซลล์ เม็ดเลือดขาว ทาหนา้ ที่

249 ทาลายสิ่งแปลกปลอมที่ ลาเลียงมากบั นา้ เหลือง กลไกท่รี า่ งกายต่อต้านหรอื ทาลายสง่ิ แปลกปลอมมีอยู่ ๒ แบบ คอื แบบจาเพาะ และแบบไมจ่ าเพาะ ต่อมไขมนั ต่อมเหง่ือ ที่ ผิวหนังช่วยปอ้ งกนั และ ยบั ยั้งการเจริญของจุลนิ ทรีย์ โครงสร้างรายวิชาชีววิทยา 4 ภาคเรยี นที่ 2 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ลาดับ ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนัก อัตราสว่ น ที่ การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน ระหว่าง เรียนกบั สอบ บางชนดิ และเม่ือเชือ้ โรค กระบวนการฟาโกไซโทซิส สว่ นอโี อซิโนฟลิ เก่ยี วข้องกบั การทาลายปรสติ เบโซฟลิ เกีย่ วข้องกบั ปฏกิ ิรยิ าการแพ้ ซ่ึงเป็นการต่อตา้ นหรือ ทาลายส่ิงแปลกปลอมแบบ ไม่จาเพาะ การต่อต้านหรือ ทาลายส่งิ แปลกปลอมแบบ จาเพาะจะเกย่ี วข้องกบั การ ทางานของลิมโฟไซตช์ นิด เซลล์บแี ละเซลล์ที อวัยวะท่ี เก่ียวขอ้ งกบั การสร้างและ ตอบสนองของลิมโฟไซต์ ประกอบด้วย ตอ่ มน้าเหลอื ง ทอนซิล ม้าม ไทมสั และ เน้อื เยอ่ื น้าเหลอื งทีผ่ นัง ลาไสเ้ ล็ก การสร้างภูมิคุ้มกัน แบบจาเพาะของร่างกาย มี ๒ แบบ คือ ภูมิคุ้มกันก่อ เองและภูมคิ ้มุ กันรับมาการ ได้รับวัคซนี หรือทอกซอยด์

250 เป็นตัวอยา่ งของภูมิคมุ้ กนั กอ่ เอง โดยการกระต้นุ ให้ รา่ งกายสร้างภูมคิ ุ้มกนั ขึน้ ด้วยวธิ ีการใหส้ ารทีเ่ ปน็ แอนตเิ จนเข้าสู่รา่ งกายแม่ ส่วนภมู คิ มุ้ กนั รบั มาเป็นการ รบั แอนติบอดโี ดยตรงเช่น การได้รบั ซรี ัม การได้รับ น้านมเอดส์ โครงสรา้ งรายวชิ าชีววิทยา 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5 ลาดับ ชือ่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก อตั ราส่วน ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน ระหว่าง เรียนกับ สอบ ภูมิแพ้ และการสร้างภมู ิ ตา้ นทานตอ่ เนือ้ เย่ือตนเอง เปน็ ตวั อย่างของอาการที่ เกดิ จากระบบภมู ิคุ้มกนั ของ ร่างกายที่ทางานผดิ ปกติ อะมีบา และพารามเี ซียม เป็นส่ิงมีชวี ติ เซลล์เดยี วท่มี ี คอนแทรกไทล์แวควิ โอลทา หน้าท่ใี นการกาจดั และ รักษาดุลยภาพของน้าและ แร่ธาตใุ นเซลล์ ฟองน้าและไฮดรามีเซลล์ สว่ นใหญ่สมั ผสั กับน้า โดยตรง ของเสยี จึงถูกกาจดั ออกโดยการแพร่สสู่ ภาพ แวดลอ้ มพลานาเรยี ใช้เฟลม เซลลซ์ ึ่งกระจายอยู่ ๒ ข้าง ตลอดความยาวของลาตวั ทา หนา้ ทีข่ ับถ่ายของเสยี ไสเ้ ดอื นดนิ ใช้เนฟรเิ ดียม แมลงใช้มลั พเิ กียนทวิ บูล และสัตวม์ กี ระดูกสันหลังใช้

251 ไตในการขับถ่ายของเสียไต เปน็ อวยั วะทท่ี าหน้าท่ีเก่ียว กับการขับถ่ายและรกั ษา ดุลยภาพของน้าและแรธ่ าตุ ในรา่ งกายไตประกอบด้วย บริเวณส่วนนอก ทีเ่ รยี กวา่ คอร์เท็กซ์ และบรเิ วณส่วน ใน ทเ่ี รียกว่า เมดลั ลา โครงสร้างรายวิชาชีววิทยา 4 ภาคเรยี นที่ 2 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ลาดับ ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั อัตราส่วน ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน ระหวา่ ง เรียนกับ สอบ และบริเวณสว่ นปลายของ เมดัลลาจะยน่ื เข้าไปจรดกบั สว่ นทเี่ ป็นโพรงเรียกว่า กรวยไต โดยกรวยไตจะต่อ กับท่อไตซ่ึงทาหนา้ ทล่ี าเลียง ปสั สาวะไปเกบ็ ไว้ที่กระเพาะ ปัสสาวะเพือ่ ขบั ถ่ายออก นอกร่างกาย ไตแต่ละข้าง ของมนษุ ย์ประกอบด้วย หนว่ ยไต ลกั ษณะเป็นท่อ ปลายขา้ งหนึ่งเปน็ รปู ถ้วย เรียกวา่ โบว์แมนส์แคปซลู ลอ้ มรอบกลุ่มหลอดเลือด ฝอยทีเ่ รยี กวา่ โกลมอรูลสั กลไกในการกาจดั ของเสีย ออกจากรา่ งกาย ประกอบดว้ ยการกรอง การ ดูดกลับ และการหลง่ั สารท่ี เกนิ ความต้องการออกจาก ร่างกายโรคน่วิ และโรคไต วายเป็นโรคทเ่ี กดิ จากความ ผิดปกติของไต ซึ่งส่งผล

กระทบตอ่ การรักษาดุลย 252 ภาพของสารในรา่ งกาย นอกจากไตท่ที าหน้ารักษา 100 ดลุ ยภาพของนา้ แร่ธาตุ และ กรด-เบส ผิวหนงั และระบบ หายใจ ยังมีสว่ นชว่ ยในการ รกั ษาดุลยภาพเหลา่ นดี้ ้วย รวมจานวน 60 โครงสร้างรายวิชา แรงและการเคลอ่ื นท่ี ภาคเรียนที่ 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5 ลาดบั ชือ่ หน่วย มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสาคัญ เวลา/ น้าหนัก อัตราสว่ น ท่ี การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ ชวั่ โมง คะแนน ระหว่าง 1 ปรมิ าณและ มาตรฐาน ว 2.2 เรยี นกับ การวดั เข้าใจธรรมชาติของ สอบ แรงในชีวติ ประจาวนั 8 20 70:30 ผลของแรงท่ีกระทาต่อ วัตถุ ลักษณะการ เคลือ่ นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นา ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ผลการเรยี นรู้ 1. วดั และรายงานผล - ปริมาณทางฟิสกิ ส์ การวัดปริมาณทาง ประกอบด้วย ฟสิ กิ สไ์ ด้ถูกต้อง ค่าท่ีเป็นตวั เลขและ เหมาะสม โดยนาความ หน่วยวดั โดยสามารถ คลาดเคลอื่ นในการวัด วัดได้ด้วยเครอ่ื งมอื

253 มาพิจารณาในการ ตา่ ง ๆ โดยตรง หรือ นาเสนอผล รวมท้งั ทางอ้อม หนว่ ยท่ีใช้ แสดงผลการ ทดลองใน ในการวดั ปริมาณทาง รปู ของกราฟ วิเคราะห์ วิทยาศาสตรค์ ือ และแปลความหมาย หน่วยในระบบเอสไอ จากกราฟเส้นตรงได้ ปรมิ าณท่ีมีค่าน้อยหรอื มากกวา่ 1 มาก ๆ นยิ ม เขยี นในรปู ของสญั กรณ์ วทิ ยาศาสตร์ การเขียน โดยใช้ สัญกรณ์ วิทยาศาสตร์ เปน็ การเขยี นเพ่ือแสดง จานวนเลขนัยสาคัญที่ ถูกต้อง การทดลองทาง ฟสิ กิ สจ์ ะเกย่ี วกับการวดั ปรมิ าณตา่ ง ๆ การวัด จะมคี วามคลาดเคล่ือน เสมอ ซึง่ ขนึ้ อยกู่ ับ เครือ่ งมอื วธิ กี ารวัด และประสบการณ์ของผู้ วดั ในการบันทึก ปรมิ าณที่ได้จากการวดั ด้วยจานวนเลข นัยสาคญั ท่เี หมาะสม และคา่ ความ คลาดเคล่อื น เพอ่ื การนาเสนอผล การเขยี นกราฟ และลง ข้อสรปุ รวมทง้ั มีทักษะ ในการรายงานการ ทดลอง โดยการวัด ควรเลอื กใชเ้ ครื่องมือวดั ใหเ้ หมาะสมกบั สง่ิ ท่ี

ตอ้ งการวดั 254 2. บอกถงึ ปริมาณ - ปริมาณในทางฟิสิกสม์ ี 40 สเกลาร์ ปริมาณ 2 ปรมิ าณคือ ปริมาณ เวกเตอร์ และหา สเกลาร์ และปริมาณ ผลรวมของปริมาณ เวกเตอร์ เวกเตอรไ์ ด้ - ปรมิ าณที่ระบเุ ฉพาะ ขนาดก็ไดใ้ จความ สมบรู ณ์ เรียกวา่ ปริมาณสเกลาร์ ได้แก่ ระยะทาง มวล เวลา เปน็ ต้น ส่วนปรมิ าณท่ี ตอ้ งระบทุ ้ังขนาดและ ทิศทางจึงจะได้ใจความ สมบรู ณ์ เรียกว่า ปริมาณเวกเตอร์ 2 การเคลอื่ นที่ มาตรฐาน ว 2.2 16 ในแนวตรง เขา้ ใจธรรมชาตขิ อง แรงในชีวิตประจาวนั ผลของแรงทีก่ ระทาต่อ วตั ถุ ลักษณะการ เคลอ่ื นทแี่ บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนา ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ 3. ทดลองและอธิบาย - ปรมิ าณทเ่ี กีย่ วกับการ ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง เคลอ่ื นท่ีของวตั ถุ ได้แก่ ตาแหน่ง การกระจดั ตาแหนง่ การกระจัด ความเร็ว และ ความเร็วและความเร่ง ความเร่งของการ โดยความเรว็ และ เคล่ือนที่ของวตั ถุใน ความเรง่ มที ั้งค่าเฉล่ยี แนวตรงที่มคี วามเรง่ คง และคา่ ขณะหนง่ึ ตวั จากกราฟและ ซึ่งคิดในชว่ งเวลาส้นั

สมการ รวมทงั้ ทดลอง มาก ๆ เข้าใกล้ศูนย์ 255 หาคา่ ความเร่งโน้ม การอธิบายการเคลื่อนที่ 40 ถ่วงของโลก และ ของวตั ถุสามารถเขียน คานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ อยู่ในรปู กราฟตาแหน่ง ทเี่ กย่ี วข้องได้ กบั เวลา ความเร็วกบั เวลา หรอื ความเร่งกับ เวลา โดยความชันของ เสน้ กราฟตาแหน่ง กบั เวลาเป็นความเรว็ ความชันของเสน้ กราฟ ความเร็วกบั เวลาเปน็ ความเรง่ และพื้นท่ีใต้ เสน้ กราฟความเรว็ กับเวลาเปน็ การกระจัด ในกรณที ผ่ี ูส้ ังเกตมี ความเรว็ ความเร็วของ วตั ถุทส่ี ังเกตได้เปน็ ความเร็วทเี่ ทียบกับ ผู้สงั เกต ส่วนการ เคลอ่ื นท่ีของวตั ถุในแนว ตรงกรณที ี่มีความเร่ง คงท่ี สามารถอธบิ ายได้ โดยใช้สมการ จลน์ศาสตร์ 4 สมการ การตกแบบเสรีเป็น ตัวอย่างหน่ึงของการ เคลือ่ นท่ใี นหนึ่งมิตทิ ่ีมี ความเรง่ เทา่ กบั ความเร่งโน้มถว่ งของ โลก 3 แรงและกฎ มาตรฐาน ว 2.2 16 การเคล่อื นที่ เขา้ ใจธรรมชาติของ แรงในชวี ติ ประจาวัน

256 ผลของแรงทีก่ ระทาต่อ วัตถุ ลักษณะการ เคลือ่ นทแ่ี บบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมท้ังนา ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ผลการเรียนรู้ - แรงเป็นปริมาณ 4. ทดลองและอธิบาย เวกเตอรจ์ งึ มีทง้ั ขนาด การหาแรงลพั ธข์ อง และทิศทาง แรงสองแรงทท่ี ามุมต่อ กรณที มี่ ีแรงหลาย ๆ กันได้ แรงกระทาต่อวัตถุ สามารถหาแรงลัพธ์ ทก่ี ระทาต่อวตั ถุโดยใช้ วิธีเขียนเวกเตอร์ของ แรงแบบหางต่อหัว วิธี สร้างรปู สเ่ี หลี่ยมด้าน ขนานของแรง และวิธี คานวณ 5. เขยี นแผนภาพของ - ความเฉอื่ ยเปน็ สมบัติ แรงท่ีกระทาต่อวตั ถุ ของวตั ถุทีต่ ้านการ อสิ ระ ทดลองและ เปลี่ยนสภาพการ อธิบายกฎการเคลอ่ื นที่ เคลื่อนที่ของวตั ถุ โดยมี ของนิวตันและการใช้ มวลเปน็ ปรมิ าณที่บอก กฎการเคลื่อนท่ขี อง ใหท้ ราบว่าวตั ถุใดมี นวิ ตันกบั สภาพการ ความเฉื่อยมากหรือ เคล่อื นท่ีของวตั ถุ นอ้ ย การหาแรงลัพธ์ท่ี รวมทั้งคานวณปริมาณ กระทาตอ่ วตั ถุสามารถ ตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เขียนเปน็ แผนภาพของ ได้ แรงทก่ี ระทาต่อวัตถุ อสิ ระได้ ในกรณีที่ไม่

257 มแี รงภายนอกมา กระทาต่อวัตถุ หรอื แรง ทก่ี ระทาต่อวตั ถุเป็น ศนู ย์ วตั ถจุ ะไม่เปลีย่ น สภาพการเคล่ือนท่ซี ึง่ เป็นไปตามกฎการ เคลอ่ื นท่ีข้อทห่ี น่ึงของ นิวตัน แตถ่ า้ มี แรงภายนอกมากระทา ตอ่ วัตถุ โดยแรงลพั ธท์ ี่ กระทาตอ่ วัตถุไม่เป็น ศนู ย์ วตั ถจุ ะมีความเรง่ โดยความเรง่ มีทิศทาง เดยี วกบั แรงลพั ธ์ ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎการ เคลอื่ นที่ข้อทสี่ องของ นวิ ตนั เมื่อวตั ถสุ อง ก้อนออกแรงกระทาตอ่ กนั จะเกดิ แรงกิรยิ า และแรงปฏิกริ ยิ า โดย แรงทัง้ สองจะมีขนาด เทา่ กนั แต่มที ศิ ทางตรง ขา้ มและกระทาต่อวตั ถุ คนละก้อน เรยี กวา่ แรง ค่กู ิริยา-ปฏกิ ริ ิยา ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎ การเคลือ่ นท่ีข้อที่สาม ของนิวตนั และเกิดข้นึ ไดท้ งั้ กรณที ี่วัตถทุ งั้ สอง สมั ผัสกนั หรอื ไม่สมั ผัส กันก็ได้ 6. อธบิ ายกฎความโน้ม -วตั ถุค่หู นง่ึ จะมีแรง

258 ถ่วงสากลและผลของ กระทาตอ่ กัน แรงน้ีเปน็ สนามโน้มถว่ งที่ทาให้ แรงดึงดูดระหวา่ งมวล วัตถมุ ีนา้ หนกั เปน็ แรงทีม่ วลสองก้อน รวมท้งั คานวณปรมิ าณ ดงึ ดดู ซึ่งกนั และกนั ดว้ ย ตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้อง แรงขนาดเท่ากนั ในแนว ได้ เดยี วกันแต่ทศิ ทางตรง ขา้ ม และเปน็ ไปตามกฎ 7. วเิ คราะห์ อธบิ าย ความโนม้ ถ่วงสากล และคานวณแรงเสียด -แรงที่เกดิ ข้นึ ที่ผิวสมั ผสั ทานระหว่างผิวสมั ผัส ระหวา่ งวตั ถุสองก้อนใน ของวัตถุคู่หนง่ึ ๆ ทศิ ทางตรงขา้ มกบั ทิศ ในกรณีทว่ี ัตถหุ ยุดน่งิ ทางการเคลือ่ นที่ หรือ และวตั ถุเคล่ือนที่ แนวโน้มทจ่ี ะเคลื่อนท่ี รวมท้งั ทดลองหา ของวตั ถุ เรียกว่า แรง สัมประสิทธิ์ความเสยี ด เสยี ดทานซึ่งแรงเสยี ด ทานระหว่างผวิ สัมผัส ทานระหว่างผวิ สมั ผัสคู่ ของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ หนง่ึ ๆ จะขึ้นอยู่กับ และนาความรูเ้ รื่องแรง สมั ประสิทธิค์ วามเสียด เสยี ดทานไปใช้ใน ทานและแรงปฏิกริ ิยา ชีวติ ประจาวนั ได้ ตั้งฉากระหวา่ งผวิ สัมผัส คู่น้นั ๆ ขณะวตั ถุยงั คง อยู่น่งิ แรงเสยี ดทานมี ขนาดเพ่ิมขนึ้ ตามแรงที่ กระทาตอ่ วตั ถนุ น้ั และ จะมคี า่ มากท่ีสดุ เม่ือ วัตถุเริ่มเคลือ่ นท่ี เรียก แรงเสยี ดทานท่ีกระทา ต่อวัตถขุ ณะอยู่นง่ิ วา่ แรงเสยี ดทานสถติ และ เรยี กแรงเสียดทานท่ี กระทาตอ่ วตั ถุขณะ กาลังเคล่อื นท่ีวา่ แรงเสยี ดทานจลน์

259 โครงสร้างรายวิชา พอลเิ มอร์ ภาคเรียนท่ี ๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ลาดับ ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการเรียนร้/ู สาระสาคญั เวลา/ น้าหนกั อัตราส่วน ท่ี การเรยี น ผลการเรยี นรู้ ชั่วโมง คะแนน ระหวา่ ง เรยี นกับ สอบ ๑ การเกิด ระบุประเภทของปฏิกริ ิยาการ • พอลิเมอร์เปน็ สารทมี่ โี มเลกลุ ๘ ๒๐ ๗๐:๓๐ พอลิเมอร์ เกิดพอลิเมอร์ จากโครงสร้าง ขนาดใหญ่ ซึง่ ประกอบดว้ ยหนว่ ย ของมอนอเมอร์หรือพอลเิ มอร์ ยอ่ ยท่ีเรียกวา่ มอนอเมอร์ เชอื่ มตอ่ กนั ดว้ ยพนั ธะโคเวเลนต์ โดยมีทง้ั พอลเิ มอรธ์ รรมชาติและ พอลิเมอรส์ ังเคราะห์ ปฏกิ ริ ยิ า การเกิดพอลเิ มอร์อาจเป็น ปฏิกริ ยิ าแบบ ควบแนน่ หรือ ปฏิกริ ิยาแบบเตมิ ขึ้นอยกู่ ับ หมู่ ฟงั กช์ นั และโครงสร้างของมอนอ เมอร ๒ โครงสร้าง วิเคราะห์และอธบิ าย • พอลเิ มอร์มโี ครงสรา้ งตา่ งกัน ๘ ๒๐ ของพอลิ ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง อาจเป็นโครงสร้าง แบบเสน้ แบบ เมอร์ โครงสร้างและสมบตั ขิ องพอลิ กิ่ง หรอื แบบร่างแห ขึน้ อย่กู บั เมอรร์ วมทัง้ การนาไปใช้ประ ชนดิ ของมอนอเมอร์และภาวะ โยชน ของปฏิกิรยิ าการเกิด พอลเิ มอร์ ซ่ึงโครงสรา้ งของพอลิเมอร์สง่ ผล ต่อ จุดหลอมเหลว ความ หนาแนน่ ความเปราะ ความ เหนยี ว ความยดื หยนุ่ จึงสามารถ นาไป ประยุกต์ใชไ้ ด้อย่าง หลากหลาย

260 ลาดับ ชอื่ หน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา/ นา้ หนกั อตั ราสว่ น ที่ การเรียน ผลการเรยี นรู้ ชั่วโมง คะแนน ระหวา่ ง เรยี นกับ สอบ ๓ พลาสตกิ ทดสอบ และระบปุ ระเภทของ • พอลเิ มอร์ที่ใหค้ วามร้อนแล้ว ๘ ๒๐ พลาสตกิ และผลติ ภณั ฑย์ าง สามารถนากลับมา ขึ้นรูปใหม่ได้ รวมทงั้ การนาไปใช้ ประโยชน์ เรยี กว่า พอลเิ มอร์เทอรม์ อ พลาสตกิ สว่ นใหญ่มโี ครงสร้าง แบบเสน้ และแบบก่งิ สว่ นพอลิ เมอร์ที่ใหค้ วามรอ้ นแลว้ ไม่ออ่ น ตัว จงึ ไมส่ ามารถนากลับมาข้นึ รูป ใหมไ่ ดเ้ รยี กวา่ พอลเิ มอร์เทอรม์ อ เซต มีโครงสรา้ งแบบรา่ งแห พลาสตกิ มีทง้ั ทเี่ ป็นพอลิเมอร์ เทอรม์ อพลาสตกิ และพอลิเมอร์ เทอร์มอเซต ผลติ ภณั ฑ์ยางเปน็ พอลิเมอรเ์ ทอร์มอเซต ซง่ึ ทาให้มี สมบัติและ การนาไปใช้ประโยชน์ ตา่ งกนั ๔ การ . อธิบายผลของการ • การปรับเปล่ยี นโครงสรา้ งหรือ ๘ ๒๐ สงั เคราะห์ ปรับเปลยี่ นโครงสร้าง และ การสังเคราะห์ พอลเิ มอรเ์ ชน่ วัล พอลเิ มอร การสงั เคราะหพ์ อลิเมอร์ทม่ี ี คาไนเซชนั การสงั เคราะห์ โคพอ ตอ่ สมบตั ขิ อง พอลเิ มอร์ ลิเมอรก์ ารสังเคราะห์พอลิเม อรน์ าไฟฟ้า เป็นการปรับปรงุ คณุ ภาพของพอลิเมอร์เพ่ือให้ได้ ผลติ ภณั ฑ์ที่สามารถนาไปใช้ ประโยชนไ์ ด้ อย่างเหมาะสมและ หลากหลายมากข้ึน ๕ ผลกระทบ สบื คน้ ข้อมลู และนาเสนอ • การใชแ้ ละการกาจดั ผลิตภัณฑ์ ๘ ๒๐ จากการใช้ ตัวอย่างผลกระทบ จากการใช้ พอลเิ มอรอ์ าจส่ง ผลกระทบต่อ ผลติ ภณั ฑ์ และการกาจัดผลติ ภณั ฑพ์ อลิ ส่ิงมีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม จึงควร พอลเิ มอร์ เมอร์ และแนวทางแกไ้ ข ตระหนกั ถงึ ผลกระทบทเี่ กดิ ขน้ึ และแนวทางแก้ไข

261 โครงสร้างรายวิชาวิทยาการคานวณ 2 ภาคเรยี นที่ 1 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5 อัตราสว่ น ลาดบั ช่อื หน่วยการเรียน มาตรฐานการ สาระสาคัญ เวลา/ น้าหนัก ระหวา่ ง ที่ เรียนรู้/ตวั ชี้วดั ช่วั โมง คะแนน เรยี นกับ สอบ 1 การรวบรวมและ ว 4.2 ม.5/1 - การนาความรดู้ ้าน 18 50 70:30 วเิ คราะหข์ ้อมลู รวบรวม วิทยาการคอมพวิ เตอร์ วเิ คราะหข์ ้อมลู ส่อื ดจิ ิทัล และ และใชค้ วามรู้ เทคโนโลยสี ารสนเทศ ดา้ นวิทยาการ มาใชแ้ กป้ ญั หากบั ชวี ติ คอมพวิ เตอร์ จริง ส่อื ดิจิทัล - การเพ่มิ มูลค่า เทคโนโลยี ให้บรกิ ารหรือ สารสนเทศใน ผลิตภณั ฑ์

262 ลาดบั ช่อื หน่วยการเรียน มาตรฐานการ สาระสาคญั เวลา/ น้าหนัก อัตราสว่ น ท่ี เรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ัด ช่วั โมง คะแนน ระหวา่ ง เรียนกับ สอบ การแก้ปัญหา - การเก็บข้อมลู และ หรือเพิ่มมูลค่า การจัดเตรียมข้อมลู ให้ ให้กับบรกิ าร พรอ้ มกับการ หรอื ผลติ ภัณฑท์ ี่ ประมวลผล ใชใ้ นชวี ิตจริง - การวิเคราะหข์ ้อมลู อยา่ งสร้างสรรค์ ทางสถติ ิ - การประมวลผล ขอ้ มลู และเครื่องมือ - การทาข้อมลู ให้เปน็ ภาพ (data visualization) เช่น bar chart, scatter, histogram - การเลอื กใช้ แหลง่ ข้อมลู เชน่ data.go.th, wolframalpha, OECD.org , ตลาด หลกั ทรัพย์ , world economic forum - คุณคา่ ของขอ้ มูล และกรณีศกึ ษา - กรณศี กึ ษาและ วิธกี ารแก้ปัญหา - ตวั อย่างปัญหา 1. การสรา้ ง การ ปรับปรงุ ผลติ ภัณฑ์หรอื บริการให้สะดวกข้ึน หรือดขี นึ้ เช่น ระบบ

263 ลาดบั ชอื่ หน่วยการเรยี น มาตรฐานการ สาระสาคญั เวลา/ นา้ หนัก อัตราส่วน ที่ เรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั ช่วั โมง คะแนน ระหวา่ ง เรยี นกับ สอบ อัตโนมัติ/อจั ฉรยิ ะ (smart) ต่างๆ รปู แบบของบรรจภุ ณั ฑ์ ที่ดงึ ดดู ความสนใจและ ตรงตามความตอ้ งการ ผูใ้ ช้ในแตล่ ะประเภท 2. การจดั วางป้าย รถเมล์เพ่ือใหล้ ดเวลา เดนิ ทางและปญั หา การจราจร 3. การเลอื กหยดุ ลฟิ ต์ ในช้ันทเี่ หมาะสมกับ เวลาในแต่ละช่วง (ประหยดั พลังงาน/รอ ไม่นาน) 4. สินคา้ ที่ตอ้ งมีใน ร้านสะดวกซ้ือ ตาแหนง่ การจัดวางท่ี เหมาะสม และที่ตัง้ ที่ เหมาะสมของรา้ น สะดวกซื้อในหมูบ่ ้าน 5. สารวจความ ต้องการรับประทาน ชนดิ อาหารในชุมชน และประเมนิ ต้นทุน ผล กาไร เชน่ ทากว๋ ยเตี๋ยว ตอ้ งการชามขนาดใด มี ลกู ชน้ิ ก่ีลกู การคิด ต้นทนุ การทาอาหาร

264 ลาดับ ช่อื หน่วยการเรยี น มาตรฐานการ สาระสาคญั เวลา/ นา้ หนัก อัตราส่วน ที่ เรียนรู้/ตัวช้ีวัด ชว่ั โมง คะแนน ระหวา่ ง เรยี นกับ สอบ ขาย เก็บข้อมูลราคา วตั ถุดบิ การขนส่ง ทา อย่างไร ให้ได้กาไร สงู สดุ 6. รายการอาหาร 7 วัน สาหรับผูป้ ว่ ย เบาหวาน/เมนูอาหาร ของคนแก่ท่ีอายุยืน ทส่ี ดุ ในหมู่บ้าน 10 คน 7. หาขอ้ มูลวนั ที่ บุคคลสาคัญในโลก เสียชวี ิต แลว้ ตรวจสอบ ความสัมพันธก์ ับผล สลากกนิ แบ่งรฐั บาลที่ ผา่ นมา 8. การเปรยี บเทยี บ ราคาค่าห้อง คา่ บริการ อ่ืนๆ คณุ ภาพหอ้ ง สถานท่ตี ง้ั ของ โรงแรมตา่ งๆ ตาม จดุ ประสงค์การใช้งาน ในพนื้ ท่ีทต่ี อ้ งการ(จัด งานเลีย้ งรุน่ งาน แต่งงาน เขา้ พักคา้ งคืน จัดประชมุ สัมมนา จัด นิทรรศการ ฯลฯ ) 9. รวบรวมขอ้ มลู ปริมาณน้าฝนแลว้ ใช้

265 ลาดบั ชอื่ หน่วยการเรยี น มาตรฐานการ สาระสาคัญ เวลา/ นา้ หนกั อตั ราสว่ น ที่ เรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั ชว่ั โมง คะแนน ระหว่าง เรยี นกบั สอบ โปรแกรมพลอตกราฟ เพื่อดูแนวโน้มปรมิ าณ น้าฝนเพื่อเลือกปลูกพืช ตามชว่ งเวลา 10. ปัจจัยทีส่ ่งผลต่อ การอายยุ นื โดยอาจ พจิ ารณาจาก ความ หนาแน่นประชากร อุณหภมู ิเฉล่ยี พ้ืนที่ อาศยั จาก ระดับนา้ ทะเล อาหาร ทน่ี ิยมบรโิ ภค ละติจดู ลองจิจูด 11. คานวณการเลือก ประกอบอาหารทม่ี ี คณุ ค่าทางโภชนาการ และเหมาะสมกบั ผู้บริโภคแต่ละประเภท เชน่ หากตอ้ งการทา ฟองดูสาหรับผทู้ ใี่ ช้ สายตามากและเป็น เบาหวาน จะต้องเลือก ผลไมช้ นดิ ใดมีวติ ามิน เอสูง และใช้นมทีม่ ี นา้ ตาลน้อย โดยตอ้ งมี การหาข้อมลู ผลไม้ชนดิ ต่างๆ และนมที่ นามาใช้แต่ละประเภท 12. อธิบายขอ้ มูล

266 อัตราส่วน ลาดับ ชือ่ หน่วยการเรยี น มาตรฐานการ สาระสาคญั เวลา/ นา้ หนัก ระหว่าง ที่ เรียนร/ู้ ตัวช้ีวัด ชัว่ โมง คะแนน เรยี นกบั สอบ ประวัติศาสตรข์ องไทย ใหเ้ พ่ือนชาวตา่ งชาติ ทราบโดยสามารถให้ ข้อมลู ท่ีเทียบเคียง ช่วงเวลากับเหตกุ ารณ์ ใหญๆ่ ระดบั โลก 2 สอบกลางภาค 1 20 3 สอบปลายภาค 1 30 โครงสร้างรายวชิ า ภาคเรียนที่ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 ที่ ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน 1 Visual Basic 1. มคี วามรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกับ  สว่ นประกอบตา่ งๆ 1 5 1 5 สว่ นประกอบต่างๆ ของโปรแกรม ของโปรแกรม Visual 1 5 Visual Basic Basic 2 การจดั การ 2. มีความรแู้ ละทักษะเก่ยี วกบั  สร้าง Project การ Project การสรา้ ง Project การบนั ทกึ บนั ทึก Project การเปดิ Project การเปิด Project และ Project กาหนดคุณสมบตั เิ พมิ่ เตมิ ของ  การเพิม่ ไฟลโ์ มดลู ตา่ งๆ Project ในโปรแกรม Visual เข้าไปใน Project การลบ Basic ไฟลโ์ มดลู ออกจาก 3. มคี วามรู้และทักษะเก่ยี วกับ Project และการบนั ทึก การเพิ่มไฟล์โมดลู ต่างๆ เขา้ ไปใน ไฟลโ์ มดลู ตา่ งๆ Project การลบไฟล์โมดลู ออก จาก Project และการบนั ทกึ ไฟล์ โมดลู ต่างๆ ใน Project ใน โปรแกรม Visual Basic 3 การจัดการ 4. มีความรู้และทกั ษะเกี่ยวกบั  การสรา้ งฟอร์มแบบ Form การสร้างฟอร์มแบบต่างๆ การ ตา่ งๆ การเพม่ิ เมนอู ิดเิ ตอร์ เพ่ิมเมนอู ดิ เิ ตอร์ การใช้งาน การใชง้ านคอนโทรล

267 ท่ี ช่ือหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน คอนโทรล ToolBar และ ToolBar และคอนโทรล 2 5 คอนโทรล Image List ใน Image List 1 5 โปรแกรม Visual Basic 3 5 2 5 4 รจู้ กั Control 5. มีความรแู้ ละทักษะเกย่ี วกับ  การใชง้ านคอนโทรล 2 5 การใชง้ านคอนโทรลต่างๆ ต่างๆ เช่น Label, TextBox, Command Button 5 การประกาศตวั 6. ความรูค้ วามเข้าใจเกย่ี วกบั  ชนิดของขอ้ มลู ตัวแปร แปร ชนดิ ของขอ้ มลู ตวั แปรและการ และการประกาศค่า ประกาศค่า ค่าคงที่ และ คา่ คงท่ี และ User_Define Type ใน User_Define Type โปรแกรม Visual Basic 6 คาสัง่ พนื้ ฐาน 7. มคี วามรู้และทกั ษะเกยี่ วกับ  การใชง้ านคาสั่ง ของ Visual การใช้งานคาส่งั ควบคุมการ ควบคุมการทางาน Basic ทางาน 7 โปรแกรมยอ่ ย 8. มีความรู้ความเข้าใจเกีย่ วกบั  การใชง้ านโปรแกรม การใช้งานโปรแกรมยอ่ ยและ ย่อยและฟงั ก์ชนั ฟงั กช์ นั ท่ี Visual Basic เตรียมไว้ ใหใ้ ชง้ าน 8 การจดั การ 9. มคี วามรู้และทกั ษะเก่ียวกับ  การเช่อื มโยงไฟล์ ฐานข้อมลู การเชื่อมโยงไฟล์ฐานขอ้ มลู ด้วย ฐานข้อมลู Data Control และการเขียน  การใช้งานคอนโทรล คาส่ังโปรแกรมกบั Data ฐานข้อมลู Control ในโปรแกรม Visual Basic  การใช้งานคาสงั่ SQL 10. มีความรแู้ ละทกั ษะเก่ียวกับ การใชง้ านคอนโทรลฐานขอ้ มลู ใน  การสร้างรายงานดว้ ย Data Environment โปรแกรม Visual Basic 11. มีความรแู้ ละทกั ษะเกย่ี วกบั การใช้งานคาสั่ง SQL ใน โปรแกรม Visual Basic 12. มีความรูแ้ ละทักษะเก่ียวกับ การสรา้ งรายงานดว้ ย Data Environment ในโปรแกรม Visual Basic

268 ที่ ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน  การประยุกตส์ ร้าง 9 การประยกุ ต์ใช้ 13. ประยุกตส์ รา้ งช้ินงานแบบ ช้ินงานแบบตา่ งๆ ดว้ ย 5 10 งาน ต่างๆ ดว้ ยโปรแกรม Visual โปรแกรม Visual Basic Basic ได้ 10 สอบกลางภาค 1 20 1 30 11 สอบปลายภาค 20 100 รวม โครงสรา้ งรายวิชาระบบเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ ภาคเรยี นท่ี 2 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ที่ ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน 1. อธิบายความหมายของระบบ  เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ 1 เครือขา่ ย เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ การ  ระบบการสื่อสาร 2 10 สอ่ื สารข้อมูล ประเภทของ ข้อมูล การสอื่ สาร

269 ที่ ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน เครือขา่ ย และประโยชนข์ อง  ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ 5 เครือข่าย ระบบเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ 10 2. บอกส่วนประกอบของระบบ  ประเภทของสญั ญาณ เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ และการ ที่ใชใ้ นระบบส่อื สาร สอื่ สารขอ้ มลู  ประโยชน์ของ เครือข่ายคอมพิวเตอร์  การสมัครใช้งาน E- Mail และ Google Drive  เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ แตล่ ะประเภท  อธบิ ายรปู รา่ งการ เชอื่ มต่อของเครอื ขา่ ย 2 ช่องทาง 3. สามารถพจิ ารณาสอ่ื กลางสง่  การส่ือสารข้อมลู 2 การสื่อสารและ ข้อมลู ทีเ่ หมาะสมให้กบั ระบบ  สว่ นประกอบต่าง ๆ ของระบบการส่อื สาร ส่วนประกอบ เครือขา่ ย ข้อมูล ของเครอื ข่าย  ประเภทของสญั ญาณ ท่ใี ช้ในระบบส่ือสาร  ชนิดของส่อื กลางส่ง ข้อมูลแบบไร้สาย  ข้อดี ขอ้ เสียของ สอื่ กลางไร้สายแต่ละชนดิ  การพิจารณาสอ่ื กลาง สง่ ขอ้ มูลที่เหมาะสมกบั การใช้งาน 3 รปู แบบการ 4. วิเคราะหร์ ปู แบบการเช่ือมโยง  สว่ นประกอบเครอื ข่าย 2 เช่ือมโยง เครอื ขา่ ย และนาไปประยุกตเ์ พอ่ื  รูปแบบการเชื่อมโยง เครอื ขา่ ยและ การออกแบบเครือขา่ ย เครอื ข่าย ระบบเครอื ข่าย ท้องถิน่  ข้อดี ขอ้ เสียของการ เช่ือมโยงเครือข่ายแตล่ ะ รปู แบบ

270 ท่ี ช่ือหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน 4 การเชอ่ื มต่อ 5. มที กั ษะในการตดิ ตงั้ ระบบ  ความหมายและลกั ษณะ 4 10 เครือข่าย เครอื ข่ายแบบกลมุ่ งาน ของโปรโตคอล 4 10 (Workgroup) 5 การแชร์ไฟล์  เทคโนโลยีเครือข่าย 4 15 และการสรา้ ง 6. มที กั ษะในการวางแผนบญั ชี ทอ้ งถนิ่ บญั ชผี ้ใู ช้ ผูใ้ ช้ การแชรไ์ ฟล์ขอ้ มลู การแชร์ เครอ่ื งพิมพ์บนเครอื ขา่ ย  ชนดิ ของอปุ กรณท์ ่ีใช้ใน 6 อนิ เทอร์เน็ต 7. มที ักษะในการบรหิ าร เครอื ขา่ ยท้องถิ่น (LAN เครอื ขา่ ย ตรวจสอบและแกไ้ ข Ethernet) ปัญหาเบื้องตน้ ทเ่ี กดิ ขนึ้ บน เครอื ขา่ ย  มาตรฐานเครือข่าย 8. สามารถใช้งานอนิ เทอรเ์ น็ตใน  การสร้างสายคู่ การสบื ค้นขอ้ มูล การรบั -ส่ง บดิ เกลยี วชนดิ RJ-45 จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์ การติดต่อ ส่อื สารผา่ นระบบเครือข่าย และ  หลักเกณฑก์ ารเชื่อมต่อ เครอื ข่ายแบบเวริ ก์ กรปุ๊  การนาความรู้การติดต้งั เครอื ข่ายแบบเวริ ์กกรปุ๊ บน ระบบปฏบิ ตั กิ าร Windows ไปใชง้ านจรงิ  การแชร์ไฟลบ์ นเวริ ก์ กรุป๊ ในระบบปฏบิ ัติการ Windows  การเขา้ ถงึ ไดรฟท์ ่เี ปดิ แชร์ไฟลบ์ นคอมพิวเตอร์ อกี เครอ่ื งหน่ึงบนเครือข่าย  การแมปไดรฟ์  การแชร์เครื่องพิมพ์  การสร้างบัญชผี ูใ้ ช้ (user account)  การจัดการบญั ชีผใู้ ช้  การตรวจสอบอปุ กรณ์ ฮารด์ ดิสก์ทต่ี ิดตั้งบน เครือข่าย  ความหมายและประวัติ ของอนิ เทอรเ์ นต็  บริการตา่ ง ๆ ที่อยู่ใน

271 ที่ ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน ใช้บรกิ ารต่าง ๆ บนอนิ เทอร์เนต็ เครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็  การค้นหาข้อมลู บน อินเทอร์เน็ต  กฎหมายเทคโนโลยี สารสนเทศ  การรักษาความ ปลอดภยั บนอนิ เทอรเ์ นต็ และภยั คุกคามต่าง ๆ บน อินเทอรเ์ นต็  การจดั การและใชง้ าน ระบบCloud Computing 7 สอบกลางภาค 1 20 8 สอบปลายภาค 1 30 รวม 20 100

272 โครงสร้างรายวิชาช่างซ่อมบารุงรักษาคอมพิวเตอร์ ภาคเรียนที่ 2 ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5 ที่ ชอื่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน 1. ความรพู้ ้นื ฐานเกี่ยวกับ  ความหมาย ประเภท 1 รูจ้ กั PC (พซี ี) คอมพวิ เตอร์ ความหมาย ระบบปฏิบตั ิการของ 7 10 ประเภท ขนาดของคอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอร์ 2 มีแผนการ ระบบของคอมพิวเตอร์ 7 5 ทางาน 2. ความรเู้ ก่ียวกับส่วนประกอบ  องคป์ ระกอบ และ และหน้าท่ขี องคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบของ 4 10 3 มารจู้ ัก BIOS ศกึ ษาเก่ียวกับอุปกรณ์ คอมพวิ เตอร์ กันเถอะ คอมพิวเตอร์ 3. ร้จู กั เลอื กส่วนประกอบของ  การเลือกอุปกรณ์ คอมพิวเตอรแ์ ละอุปกรณไ์ ด้ สาหรับประกอบ 4.วางแผนทางาน และทางานได้ คอมพิวเตอร์ อยา่ งมีกระบวนการ 5. รูข้ นั้ ตอนการประกอบอปุ กรณ์  ทักษะการบวนการ คอมพิวเตอรไ์ ดอ้ ย่างถูกต้อง ทางานชา่ ง 6. ปฏิบัติตามข้ันตอนการ ประกอบอุปกรณ์คอมพวิ เตอร์ได้  กจิ กรรม 5 ส.ใน อยา่ งถูกต้อง กระบวนการทางาน 7. สามารถตรวจสอบค่า BIOS  ขอ้ ควรระวังและความ ของคอมพวิ เตอร์ ปลอดภยั ในการ ปฏิบตั งิ าน  การตรวจสอบ ข้อบกพรอ่ งและแกส้ ิง่ บกพร่องจากการ

273 ท่ี ชอื่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน ทางาน 4 10 8 10 4 มาเซตค่า 8. มีความร้ใู นการเซตค่าและต้ัง  ความร้พู ื้นฐานกอ่ นการ 6 15 BIOS กันดกี ว่า ค่า BIOS ของอปุ กรณ์ ประกอบเคร่อื ง 2 20 2 30 คอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอร์ 40 100 5 เข้าถงึ ระบบ 9.ความร้เู ก่ียวกับข้นั ตอนการ  ลาดบั ขน้ั ตอนการตดิ ต้ัง ปฏิบตั ิ และ ติดต้งั ระบบปฏิบตั ิการหลัก ซอฟท์แวร์ ซอฟตแ์ วร์ระบบ  โปรแกรมปฏิบตั กิ าร 10.รู้และตดิ ตัง้ ระบบปฏิบตั กิ าร ( System Software) ( Microsoft Office ) Windows 11.ซอฟตแ์ วร์ประยุกต์ตา่ งๆ  ลาดบั ขัน้ ตอนการตดิ ตงั้ โปรแกรม Microsoft Office  ลาดบั ข้ันตอนติดตงั้ ซอฟตแ์ วร์ประยุกต์ ( Application Software )ตา่ งๆการ ตรวจสอบอุปกรณ์ ฮารด์ ดิสกท์ ตี่ ิดตงั้ บน เครอื ข่าย 6 Driver 12 ตรวจสอบแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง  การแก้ปญั หาหลังการ สาคญั ไฉน หลังจากการตดิ ตัง้ ระบบ ประกอบเครอ่ื ง ( System Software )และ คอมพวิ เตอร์ ( Application software) 7 สอบกลางภาค 8 สอบปลายภาค รวม

274 โครงสร้างรายวิชา วิทยาศาสตร์ โลก และอวกาศ 2 ภาคเรียนที่ 2 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ชอื่ หน่วย อัตราสว่ การ ลาดั เรยี นรู้ มาตรฐาน/ตัวชี้วดั สาระสาคญั เวลา/ น้าหนกั นระหว่าง บ (ชม.) คะแนน เรยี นกับ สอบ

275 ลาดั ชื่อหน่วย มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด สาระสาคญั อตั ราส่ว บ การ เวลา/ น้าหนัก นระหวา่ ง เรยี นรู้ (ชม.) คะแนน เรียนกับ สอบ 1 เอกภพ มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจ - ทฤษฎีกาเนดิ เอกภพท่ียอมรับในปัจจบุ นั คอื 8 20 70:30 องค์ประกอบ ลักษณะ ทฤษฎบี กิ แบง ระบุวา่ เอกภพเริ่มต้นจากบิ กระบวนการเกดิ และ กแบงทีเ่ อกภพมีขนาดเล็กมาก และมีอุณหภมู ิ ววิ ฒั นาการของเอกภพ สูงมากซ่งึ เป็นจุดเรมิ่ ต้นของเวลาและ กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และ วิวฒั นาการของเอกภพ โดยหลงั เกิดบิกแบง ระบบสุรยิ ะ รวมทั้ง เอกภพเกิดการขยายตัวอยา่ งรวดเรว็ มี ปฏิสมั พนั ธ์ภายในระบบ อณุ หภมู ลิ ดลง มสี สารคงอยู่ในรูปอนภุ าค สรุ ิยะที่ส่งผลต่อ และปฏิยานภุ าคหลายชนิด และมีววิ ัฒนาการ สิง่ มีชวี ติ และการ ตอ่ เนือ่ งจนถึงปัจจุบัน ซง่ึ มเี นบิวลากาแล็กซี ประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยี ดาวฤกษ์ และระบบสุรยิ ะเป็นสมาชิกบางสว่ น อวกาศ ของเอกภพ ตัวชี้วดั -หลกั ฐานสาคัญที่สนับสนนุ ทฤษฎีบิกแบง คอื 1. อธบิ ายการกาเนิด การขยายตวั ของเอกภพ ซงึ่ อธิบายดว้ ยกฎ และการเปลย่ี นแปลง ฮบั เบลิ โดยใช้ความสัมพันธร์ ะหว่างความเรว็ พลังงาน และระยะทางของกาแลก็ ซที ่ีเคลือ่ นทห่ี ่างออก สสาร ขนาด อณุ หภูมิ จากโลกและหลักฐานอีกประการ คือ การ ของเอกภพหลงั เกิด บิ ค้นพบไมโครเวฟพ้นื หลงั ทก่ี ระจายตวั อยา่ ง กแบงในช่วงเวลาต่าง ๆ สมา่ เสมอทุกทิศทางและสอดคลอ้ งกับอุณหภมู ิ ตามววิ ัฒนาการของเอก เฉลีย่ ของอวกาศมคี ่าประมาณ ๒.๗๓ เคลวนิ ภพ - กาแล็กซี ประกอบดว้ ย ดาวฤกษ์จานวน 2. อธบิ ายหลกั ฐานที่ หลายแสนล้านดวง ซ่ึงอยกู่ นั เป็นระบบของดาว สนับสนุนทฤษฎีบีกแบง ฤกษน์ อกจากนี้ ยังประกอบด้วยเทห์ฟา้ อ่ืน เชน่ จากความสัมพันธ์ เนบวิ ลา และสสารระหว่างดาว โดย ระหว่างความเร็วกบั องค์ประกอบตา่ ง ๆ ภายในของกาแลก็ ซีอยู่ ระยะทางของกาแล็กซี รวมกันดว้ ยแรงโนม้ ถ่วง รวมท้งั ข้อมูลการคน้ พบ - กาแลก็ ซีมรี ูปร่างแตกต่างกัน โดยระบบสุริยะ ไมโครเวฟ อยูใ่ นกาแล็กซีทางชา้ งเผอื กซ่ึงเป็นกาแล็กซี พื้นหลงั จากอวกาศ กงั หัน แบบมีคาน มีโครงสร้าง คือ นิวเคลยี ส จาน และฮาโล ดาวฤกษ์จานวนมากอยูใ่ น

276 ลาดั ชือ่ หน่วย มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั สาระสาคัญ อัตราส่ว บ การ เวลา/ นา้ หนัก นระหว่าง เรยี นรู้ (ชม.) คะแนน เรยี นกบั สอบ 3. อธิบายโครงสร้าง บรเิ วณนิวเคลียสและจาน โดยมรี ะบบสรุ ิยะอยู่ และองค์ประกอบของ หา่ งจากจดุ ศนู ย์กลางของกาแล็กซที าง กาแล็กซี ช้างเผือก ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปแี สงซงึ่ ทาง ทางชา้ งเผอื ก และระบุ ช้างเผือกที่สงั เกตเห็นในท้องฟ้าเปน็ บริเวณ ตาแหนง่ ของระบบ หนึ่งของกาแล็กซีทางชา้ งเผือกในมุมมองของ สรุ ยิ ะพรอ้ มอธิบาย คนบนโลก แถบฝา้ สขี าวจาง ๆ ของทาง เชื่อมโยงกับการ ช้างเผือกคือดาวฤกษ์ ท่ีอยู่อย่างหนาแน่นใน สงั เกตเห็นทางช้างเผือก กาแล็กซีทางชา้ งเผือก ของคนบนโลก 2 ดาวฤกษ์ 4. อธิบายกระบวนการ -ดาวฤกษ์สว่ นใหญ่อยู่รวมกนั เป็นระบบดาว 12 30 เกิดดาวฤกษ์ โดยแสดง ฤกษ์คอื ดาวฤกษ์ทอ่ี ย่รู วมกนั ตงั้ แต่ ๒ ดวงขนึ้ การเปล่ียนแปลงความ ไปดาวฤกษเ์ ป็นก้อนแกส๊ รอ้ นขนาดใหญ่ เกิด ดนั อณุ หภมู ิ ขนาด จากการยบุ ตัวของกลุ่มสสารในเนบิวลาภายใต้ จากดาวฤกษก์ ่อนเกิด แรงโน้มถว่ ง ทาใหบ้ างส่วนของเนบวิ ลามขี นาด จนเปน็ ดาวฤกษ์ เลก็ ลงความดนั และอุณหภมู เิ พ่ิมข้นึ เกิดเป็น 5. ระบปุ ัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อ ดาวฤกษ์กอ่ นเกดิ เมื่ออุณหภมู ทิ แี่ ก่นสงู ข้นึ จน ความสอ่ งสวา่ งของ เกิดปฏกิ ริ ิยาเทอรม์ อนิวเคลยี ร์ ดาวฤกษ์ก่อน ดาวฤกษ์ และอธิบาย เกดิ จะกลายเป็นดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์อย่ใู นสภาพ ความสัมพันธ์ระหว่าง สมดุลระหวา่ งแรงดนั กับแรงโนม้ ถ่วงซ่งึ เรียกวา่ ความสอ่ งสว่างกับโชติ สมดุลอุทกสถติ จงึ ทาใหด้ าวฤกษม์ ีเสถยี รภาพ มาตรของดาวฤกษ์ และปลดปล่อยพลังงานเปน็ เวลานาน ตลอด 6. อธิบายความสัมพนั ธ์ ช่วงชวี ติ ของดาวฤกษ์ ระหว่างสี อุณหภูมผิ ิว - ปฏิกิรยิ าเทอรม์ อนวิ เคลียร์ เป็นปฏกิ ิรยิ าหลกั และสเปกตรัมของดาว ของกระบวนการสร้างพลงั งานของดาวฤกษ์ท่ี ฤกษ์ แก่นของดาวฤกษ์ ทาให้เกดิ การหลอม 7. อธบิ ายลาดับ นวิ เคลยี สของไฮโดรเจนเป็นนิวเคลยี สฮเี ลียม ววิ ฒั นาการทสี่ มั พันธ์ แล้วก่อใหเ้ กิดพลงั งานอย่างต่อเน่อื ง กบั มวลต้ังตน้ และ - ความสอ่ งสว่างของดาวฤกษ์เปน็ พลังงานจาก

277 ลาดั ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ตัวช้ีวัด สาระสาคัญ อัตราส่ว บ การ เวลา/ น้าหนัก นระหว่าง เรยี นรู้ (ชม.) คะแนน เรยี นกบั สอบ วิเคราะหก์ าร ดาวฤกษ์ท่ีปลดปล่อยออกมาในเวลา ๑ วนิ าที เปลี่ยนแปลงสมบตั ิบาง ต่อหน่วยพื้นท่ี ณ ตาแหนง่ ของผู้สังเกต แต่ ประการของดาวฤกษ์ เนอื่ งจากตาของมนุษยไ์ ม่ตอบสนองตอ่ การ เปลีย่ นแปลงความส่องสวา่ งท่ีมคี า่ นอ้ ยๆ จึง กาหนดคา่ การเปรยี บเทยี บความส่องสว่างของ ดาวฤกษ์ด้วยค่าโชตมิ าตร ซึง่ เป็นการแสดง ระดบั ความส่องสว่าง ของดาวฤกษ์ ณ ตาแหน่งของผ้สู ังเกต - สขี องดาวฤกษส์ ัมพันธ์กับอุณหภมู ผิ ิว และ สเปกตรมั ของดาวฤกษ์ ซ่งึ นักดาราศาสตร์ใช้ สเปกตรัมในการจาแนกชนิดของดาวฤกษ์ - มวลของดาวฤกษข์ ้นึ อยู่กับมวลของดาวฤกษ์ ก่อนเกดิ ดาวฤกษท์ ่มี ีมวลมากจะผลติ และใช้ พลงั งานมาก จงึ มีอายสุ น้ั กว่าดาวฤกษ์ท่มี มี วล น้อย - ดาวฤกษม์ ีการววิ ฒั นาการที่แตกตา่ งกันการ วิวัฒนาการและจุดจบของดาวฤกษข์ ึน้ อยูก่ บั มวลตงั้ ต้นของดาวฤกษ์ ส่วนใหญเ่ ทยี บกบั จานวนเท่าของมวลดวงอาทิตย์ 3 ระบบ 8. อธิบายกระบวนการ - ระบบสรุ ิยะเกดิ จากการรวมตวั กนั ของกลมุ่ 12 30 สรุ ิยะ เกิดระบบสรุ ิยะ และ ฝุน่ และแกส๊ ท่ีเรียกวา่ เนบิวลาสุริยะ โดยฝนุ่ การแบ่งเขตบริวารของ และแกส๊ ประมาณร้อยละ ๙๙.๘ ของมวล ได้ ดวงอาทติ ย์ และ รวมตัวเปน็ ดวงอาทิตยซ์ ึ่งเปน็ ก้อนแกส๊ รอ้ น ลักษณะของ หรอื พลาสมา สสารสว่ นท่ีเหลือรวมตัวเป็นดาว ดาวเคราะห์ท่เี อื้อตอ่ เคราะห์และบริวารอ่นื ๆ ของดวงอาทติ ย์ การดารงชวี ิต ดังนัน้ จงึ แบ่งเขตบรวิ ารของ ดวงอาทิตย์ตาม 9. อธิบายโครงสรา้ ง ลักษณะการเกิดและองค์ประกอบ ได้แก่ ดาว ของดวงอาทติ ย์ การ เคราะห์ช้ันในดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์ เกดิ ลมสรุ ยิ ะ พายสุ ุริยะ ชั้นนอก และดงดาวหาง

278 ลาดั ช่อื หน่วย มาตรฐาน/ตัวชี้วดั สาระสาคญั อัตราสว่ บ การ เวลา/ นา้ หนัก นระหว่าง เรียนรู้ (ชม.) คะแนน เรียนกบั สอบ และสบื ค้นข้อมูล - โลกเปน็ ดาวเคราะห์ในระบบสรุ ยิ ะทีม่ ี วเิ คราะห์นาเสนอ สิง่ มชี ีวติ เพราะโคจรรอบดวงอาทิตยใ์ น ปรากฏการณ์หรือ ระยะทางที่เหมาะสม เหตุการณ์ทเ่ี กย่ี วข้อง อยใู่ นเขตท่เี อ้ือต่อการมีสงิ่ มีชีวติ มีอุณหภมู ิ กับผลของลมสุริยะ เหมาะสมและสามารถเกิดนา้ ที่ยงั คงสถานะ และพายุสุรยิ ะทมี่ ีต่อ เปน็ ของเหลวได้ ปัจจุบนั มีการค้นพบดาว โลกรวมท้งั ประเทศไทย เคราะหท์ ่ีอยูน่ อกระบบสรุ ิยะจานวนมาก และ มีดาวเคราะห์บางดวงท่ีอยใู่ นเขตท่เี ออ้ื ต่อการมี สง่ิ มีชีวิตคลา้ ยโลก - ดวงอาทิตยม์ โี ครงสร้างภายในแบ่งเป็นแก่น เขตการแผร่ งั สี และเขตการพาความรอ้ น และ มีชนั้ บรรยากาศอย่เู หนอื เขตพาความร้อน ซงึ่ แบ่งเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นโฟโตสเฟียร์ ชั้นโครโมส เฟยี ร์และคอโรนา ในช้นั บรรยากาศของดวง อาทิตย์มปี รากฏการณส์ าคัญ เช่น จุดมืดดวง อาทติ ย์การลกุ จ้า ท่ีทาใหเ้ กิดลมสรุ ยิ ะ และ พายุสุรยิ ะซ่งึ ส่งผลต่อโลก -ลมสรุ ยิ ะ เกิดจากการแพรก่ ระจายของอนุภาค จากช้นั คอโรนาออกสอู่ วกาศตลอดเวลา อนภุ าคทีห่ ลดุ ออกสูอ่ วกาศเป็นอนภุ าคทม่ี ี ประจุลมสรุ ยิ ะสง่ ผลทาใหเ้ กดิ หางของดาวหาง ทเี่ รอื งแสงและช้ีไปทางทิศตรงกันข้ามกบั ดวง อาทติ ยแ์ ละเกิดปรากฏการณ์แสงเหนอื แสงใต้ - พายุสุรยิ ะ เกดิ จากการปลดปล่อยอนุภาคมี ประจพุ ลงั งานสูงจานวนมหาศาล มกั เกิด บ่อยครง้ั ในชว่ งที่มีการลุกจา้ และในช่วงทมี่ ีจุด มดื ดวงอาทติ ยจ์ านวนมาก และในบางครง้ั มี การพน่ ก้อนมวลคอโรนา พายุสุริยะอาจสง่ ผล ต่อสนามแมเ่ หลก็ โลก จึงอาจรบกวนระบบการ

279 ลาดั ชื่อหน่วย มาตรฐาน/ตัวชี้วัด สาระสาคญั อัตราส่ว บ การ เวลา/ น้าหนัก นระหว่าง เรยี นรู้ (ชม.) คะแนน เรยี นกบั สอบ ส่งกระแสไฟฟ้าและการส่ือสาร รวมทง้ั อาจ ส่งผลต่อวงจรอเิ ล็กทรอนิกส์ของดาวเทียม นอกจากน้ันมักทาให้เกิดปรากฏการณแ์ สง เหนือ แสงใต้ ทสี่ งั เกตได้ชดั เจน 4 เทคโนโลยี 10. สบื ค้นข้อมูล - มนุษย์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศในการศกึ ษา เพื่อ 8 20 อวกาศ อธิบายการสารวจ ขยายขอบเขตความรดู้ ้านวทิ ยาศาสตร์ และใน อวกาศ โดยใช้ ขณะเดยี วกนั มนุษยไ์ ด้นาเทคโนโลยอี วกาศมา กลอ้ งโทรทรรศน์ในช่วง ใชป้ ระโยชน์ในด้านตา่ ง ๆ เช่น วัสดศุ าสตร์ ความยาวคลน่ื ตา่ ง ๆ อาหารการแพทย์ ดาวเทยี ม ยานอวกาศ - นกั วิทยาศาสตร์ไดส้ ร้างกล้องโทรทรรศน์ เพื่อ สถานอี วกาศ และ ศกึ ษาแหลง่ กาเนดิ ของรงั สีหรืออนภุ าคใน นาเสนอ อวกาศ ในช่วงความยาวคลน่ื ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ แนวคิดการนาความรู้ คล่ืนวทิ ยุ ไมโครเวฟอินฟราเรด แสง ทางดา้ นเทคโนโลยี อลั ตราไวโอเลต และรังสีเอ็กซ์ อวกาศมาประยุกต์ใช้ - ยานอวกาศ คือ ยานพาหนะท่ีนามนษุ ยห์ รือ ในชวี ติ ประจาวนั อุปกรณ์ทางดาราศาสตรข์ นึ้ ไปสอู่ วกาศเพ่อื หรอื ในอนาคต สารวจหรือเดนิ ทางไปยังดาวดวงอื่น สว่ นสถานี อวกาศ คือ หอ้ งปฏบิ ตั ิการลอยฟา้ ทโี่ คจรรอบ โลกใชใ้ นการศกึ ษาวจิ ยั ทางวิทยาศาสตร์ใน สาขาต่าง ๆในสภาพไร้นา้ หนัก - ดาวเทยี ม คอื อุปกรณ์ที่ใชใ้ นการสารวจวัตถุ ทอ้ งฟ้าและนามาประยุกต์ใช้ในด้านตา่ ง ๆ เชน่ การสอ่ื สารโทรคมนาคม การระบตุ าแหนง่ บน โลก การสารวจทรพั ยากรธรรมชาติ อุตุนยิ มวทิ ยา โดยดาวเทยี มมีหลายประเภท สามารถแบ่งไดต้ ามเกณฑ์วงโคจรและการใช้ งาน

280 โครงสรา้ งรายวิชา ฟสิ ิกส์ 5 ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 ลาดับ ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา/ น้าหนัก อตั ราสว่ น ชว่ั โมง คะแนน ระหวา่ ง ท่ี การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เรียนกับ 1 ไฟฟา้ และ มาตรฐาน ว 2.3 สอบ แม่เหล็ก เขา้ ใจความหมายของ 32 40 70:30 พลังงาน การ เปล่ยี นแปลงและการ ถา่ ยโอนพลังงาน ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่าง

281 สสารและพลงั งาน พลงั งานในชีวิต ประจาวนั ธรรมชาติ ของคลนื่ ปรากฏการณ์ ทีเ่ กี่ยวข้องกบั เสยี ง แสง และคล่ืน- แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมทั้ง นาความรไู้ ปใช้ ประโยชน์ ผลการเรยี นรู้ 1.สังเกต และอธบิ าย - เส้นสนามแมเ่ หล็กเป็น เสน้ สนามแมเ่ หล็ก เส้นสมมติทีใ่ ช้แสดง อธิบาย และคานวณ บรเิ วณ ท่ีมสี นาม ฟลักซ์แม่เหล็กใน แมเ่ หลก็ โดยบรเิ วณที่มี บริเวณทก่ี าหนด เสน้ สนามแม่เหลก็ รวมทง้ั สงั เกต และ หนาแนน่ มากแสดงว่า อธิบายสนามแม่เหล็กที่ เป็นบริเวณทีส่ นาม เกิดจากกระแสไฟฟ้าใน แมเ่ หล็ก มคี วามเขม้ ลวดตัวนาเสน้ ตรง และ มาก โซเลนอยด์ - ฟลกั ซ์แม่เหลก็ คอื 2. อธบิ าย และคานวณ จานวนเสน้ แรงแมเ่ หลก็ ทีก่ ระทา สนามแม่เหล็กท่ีผ่าน ตอ่ อนุภาคท่มี ีประจุ พ้ืนที่ที่พจิ ารณา และ ไฟฟ้าเคลื่อนทใ่ี น อัตราสว่ นระหว่าง สนามแมเ่ หลก็ แรง ฟลักซ์แม่เหลก็ ต่อพื้น แม่เหลก็ ท่ีกระทาต่อ ทีต่ งั้ ฉากกับ เสน้ ลวดท่ีมีกระแส สนามแม่เหล็ก คือ ไฟฟา้ ผา่ นและวางใน ขนาดของ สนามแมเ่ หล็ก รัศมี สนามแม่เหลก็ เขียน ความโค้งของ การ แทนไดด้ ้วย สมการ เคล่ือนทีเ่ มือ่ ประจุ B=∅ เคล่อื นที่ต้ังฉากกับ A

282 สนามแมเ่ หลก็ รวมทัง้ - เมอื่ มีกระแสไฟฟา้ อธิบายแรงระหวา่ งเสน้ ผ่านลวดตัวนา ลวด ตัวนาค่ขู นานทม่ี ี เส้นตรงหรือโซ กระแสไฟฟา้ ผ่าน เลนอยดจ์ ะเกิด สนามแม่เหลก็ ขึ้น - อนภุ าคที่มปี ระจุ ไฟฟา้ เคล่ือนท่ีเขา้ ไป ในสนามแม่เหลก็ จะ เกดิ แรงกระทาตอ่ อนุภาคนนั้ คานวณ ไดจ้ ากสมการ F = qvBsin - กรณีทปี่ ระจไุ ฟฟ้า เคลือ่ นทตี่ ั้งฉากเข้าไป ในสนามแม่เหลก็ จะ ทาใหป้ ระจุเคล่อื นท่ี เปลยี่ นไป โดยรศั มี ความโค้งของการ เคลื่อนที่คานวณได้ จาก สมการ - ลวดตัวนาที่มี กระแสไฟฟ้าผ่านและ อยู่ในสนามแม่เหลก็ จะเกิดแรงกระทาต่อ ลวดตวั นานั้น โดย ทิศทางของแรงหาได้ จากกฎมือขวา และ คานวณขนาดของแรง ได้จาก F = IlBsin - เมื่อวางเสน้ ลวดสอง

283 เส้นขนานกนั และมี กระแส ไฟฟา้ ผา่ นท้งั สองเส้น จะเกดิ แรง กระทาระหว่าง ลวด ตวั นาท้งั สอง 3.อธิบายหลักการ - เมือ่ มีกระแสไฟฟ้า ทางานของแกลแวนอ ผ่านขดลวดตัวนาที่ มเิ ตอร์ และมอเตอร์ อยใู่ นสนามแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ กระแสตรง จะมีโมเมนต์ของแรงคู่ รวมทงั้ คานวณ ปริมาณ ควบกระทา ตอ่ ตา่ งๆ ทีเ่ กย่ี วข้อง ขดลวดทาใหข้ ดลวด หมุน ซ่งึ นาไปใช้ อธบิ าย การทางาน ของแกลแวนอมเิ ตอร์ และมอเตอร์ ไฟฟา้ กระแสตรง โดย โมเมนต์ของแรงคู่ ควบ คานวณได้จาก 4.สงั เกต และ สมการ อธิบายการเกดิ อีเอ็มเอฟ M = NIABcos เหนยี่ วนา กฎ - เมือ่ มีฟลกั ซ์แมเ่ หลก็ การเหนี่ยวนา เปล่ียนแปลงตัดขดลวด ของฟาราเดย์ ตวั นา จะเกิดอีเอ็มเอฟ และคานวณ เหนี่ยวนาในขดลวด ปริมาณตา่ ง ๆ ที่ ตัวนานน้ั อธิบายไดโ้ ดย เกีย่ วขอ้ ง รวมท้ัง ใชก้ ฎการเหนยี่ วนา นาความรเู้ รอ่ื ง ของฟาราเดย์ อีเอ็มเอฟ - ทศิ ทางของ เหนยี่ วนาไป กระแสไฟฟา้ เหนยี่ วนา อธิบายการทางาน หาได้โดยใช้กฎของ ของเคร่ืองใช้ เลนซ์ - ความรู้เกีย่ วกบั อีเอ็ม เอฟเหนยี่ วนาไปใช้

284 ไฟฟา้ อธบิ าย การทางานของ เครอื่ งกาเนดิ ไฟฟา้ และ 5.อธบิ าย และ การ ทางานของ คานวณความตา่ ง เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ศักยอ์ าร์เอ็มเอส เชน่ แบลลสั ต์ แบบ และกระแสไฟฟ้า ขดลวดของหลอดฟลูออ อารเ์ อ็มเอส เรสเซนต์ การเกิดอีเอ็ม เอฟกลบั ในมอเตอร์ ไฟฟา้ มอเตอร์ไฟฟา้ เหน่ยี วนา และกตี าร์ ไฟฟา้ - ไฟฟ้ากระแสสลับที่ ส่งไปตามบา้ นเรือน มี ความตา่ งศักยแ์ ละ กระแสไฟฟ้า เปลย่ี นแปลงไปตาม เวลาในรูปของฟงั ก์ชนั แบบไซน์ - การวดั ความตา่ งศักย์ และกระแสไฟฟ้าสลบั ใชค้ า่ ยงั ผลหรอื ค่า มิเตอร์ ซงึ่ เป็นคา่ เฉล่ีย แบบรากทสี่ องของกาลัง สองเฉลีย่ คานวณได้ จากสมการ 66. อธบิ ายหลกั การ - เครอ่ื งกาเนิดไฟฟ้า ทางานและประโยชน์ กระแสสลับ 3 เฟส มี ของเครื่องกาเนิดไฟฟ้า ขดลวด ตัวนา 3 ชดุ แต่ กระแสสลบั 3 เฟส ละชดุ วางทามมุ 120 การแปลงอีเอม็ เอฟ ของหม้อแปลง และ คานวณ ปริมาณต่าง ๆ

285 ท่ีเกยี่ วข้อง องศา ซง่ึ กันและกัน 7 ไฟฟ้ากระแสสลบั จาก ขดลวดแต่ละชดุ จะมี เฟสต่างกัน 120 องศา ซงึ่ ช่วยใหม้ ี ประสทิ ธิภาพในการ ผลิตและการส่งพลังงาน ไฟฟ้า - ไฟฟ้ากระแสสลับท่ี ส่งไปตามบ้านเรือนเป็น ไฟฟา้ กระแสสลบั ท่ีต้อง เพิม่ อีเอ็มเอฟจาก โรงไฟฟ้าแล้ว ลดอีเอ็ม เอฟใหม้ คี ่าที่ตอ้ งการ โดยใชห้ ม้อแปลงซึ่ง ประกอบดว้ ยขดลวด ปฐมภูมแิ ละขดลวดทุติย ภูมิ - ไฟฟา้ กระแสสลับที่ ผ่านขดลวดปฐมภมู ิของ หม้อแปลงจะทาใหเ้ กดิ อเี อ็มเอฟเหนยี่ วนาใน ขดลวดทุติยภมู ิของหม้อ แปลง โดยอเี อม็ เอฟใน ขดลวดทุตยิ ภมู ขิ ้นึ กับ อีเอ็มเอฟในขดลวดปฐม ภมู ิ และจานวนรอบ ของขดลวดท้งั สอง ตาม สมการ E1 = N1 E2 N2 - การเหนี่ยวนา

286 ตอ่ เนอ่ื งระหว่าง สนามแม่เหล็กและ สนามไฟฟ้า ทาใหเ้ กิด คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ แผ่ ออกจากแหล่งกาเนดิ 2 คล่ืน มาตรฐาน ว 2.3 12 20 แมเ่ หล็กไฟฟ้า เข้าใจความหมายของ พลังงาน การ เปล่ยี นแปลงและการ ถ่ายโอนพลังงาน ปฏสิ ัมพันธร์ ะหว่าง สสารและพลังงาน พลังงานในชวี ิต ประจาวัน ธรรมชาติ ของคล่นื ปรากฏการณ์ ทเ่ี กย่ี วข้องกับเสยี ง แสง และคลน่ื - แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทั้ง นาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ - คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า 7.อธิบายการเกิดและ ประกอบดว้ ย ลักษณะเฉพาะของ สนามแม่เหลก็ และ คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ สนามไฟฟา้ ที่ แสงไมโ่ พลาไรส์ แสง เปลีย่ นแปลงตลอดเวลา โพลาไรส์เชงิ เส้น และ โดยสนามทัง้ สองมีทศิ แผ่นโพลารอยด์ ตั้งฉากกนั และต้ังฉาก รวมทัง้ อธบิ ายการนา กบั ทิศทางการเคล่ือนที่ คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า

287 ในชว่ งความถี่ต่าง ๆ ไป ของคลืน่ ประยุกตใ์ ช้และ - แสงเป็นคล่นื แม่เหล็ก หลกั การทางานของ ไฟฟา้ ชนิดหนึ่ง โดยแสง อปุ กรณ์ทีเ่ กี่ยวข้อง ในชวี ติ ประจาวนั เปน็ แสงไม่ โพลาไรส์ เมอ่ื แสงนนั้ ผ่านแผน่ โพลา รอยด์ สนามไฟฟ้าจะมี ทศิ ทางอยใู่ นระนาบ เดียวเรยี กวา่ แสงโพลา ไรส์เชงิ เสน้ สมบัตขิ อง แสงลักษณะนเ้ี รยี กว่า โพลาไรเซชนั - คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ มี ความถตี่ ่าง ๆ มากมาย โดยความถนี่ ี้มีค่า ต่อเนือ่ งกนั เปน็ ชว่ งกวา้ ง เรยี กว่า สเปกตรัมคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า - ตัวอยา่ งอุปกรณ์ที่ ทางานโดยอาศัยคล่ืน แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า เช่น เครื่องฉายรงั สเี อกซ์ เครอื่ งควบคมุ ระยะไกล เคร่อื งระบตุ าแหน่งบน พืน้ โลก เครื่องถา่ ยภาพ เอกซเรย์คอมพวิ เตอร์ และเคร่ืองถ่ายภาพการ สั่นพอ้ งแมเ่ หลก็ 8. สบื ค้น และอธิบาย - การสื่อสารเพอ่ื สง่ ผ่าน การสื่อสารโดยอาศัย สารสนเทศจากทห่ี นึ่งไป คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้าใน อีกท่ีหนึ่ง ทาไดโ้ ดย การสง่ ผา่ นสารสนเทศ อาศยั คล่นื แม่เหล็ก

และเปรยี บเทียบการ ไฟฟา้ สารสนเทศจะถูก 288 สอ่ื สารด้วยสัญญาณแอ แปลงให้อยใู่ นรปู 40 นะล็อกกบั สญั ญาณ สัญญาณสาหรับส่งไปยงั ดจิ ทิ ลั ปลายทางซึ่งจะมีการ แปลงสัญญาณกลับมา เป็นสารสนเทศท่ี เหมือนเดิม - สัญญาณมีสองชนิดคอื แอนะล็อกและดจิ ทิ ลั โดยการส่งผ่าน สารสนเทศดว้ ย สัญญาณดิจทิ ลั มีความ ผิดพลาดน้อยกว่า สัญญาณแอนะล็อก 3 ของไหล 9. อธิบาย และ - เมอื่ สสารได้รบั หรือ 36 คานวณความร้อนทีท่ า คายความร้อน สสาร ให้สสารเปลีย่ น อาจมีอุณหภูมเิ ปล่ยี นไป อณุ หภมู ิ ความรอ้ นท่ี และสสารอาจเปล่ยี น ทาให้สสารเปล่ียน สถานะโดยไมเ่ ปลี่ยน สถานะ และความร้อน อุณหภูมิ ซ่งึ ปริมาณ ที่เกิดจากการถ่ายโอน ความรอ้ นท่ีทาใหส้ สาร ตามกฎการอนุรกั ษ์ เปลี่ยนอุณหภูมิคานวณ พลงั งาน ไดจ้ ากสมการ Q = mc∆T - สว่ นปรมิ าณของ พลงั งานความร้อนท่ี ทาให้สสารเปล่ียน สถานะคานวณได้ จากสมการ Q = mL - วตั ถทุ ี่มอี ณุ หภมู ิสูง กวา่ จะถา่ ยโอนความ ร้อนไปสวู่ ัตถุท่ีมี อณุ หภูมิตา่ กว่า เปน็ ไป

289 10. อธิบายสภาพ ตามกฎการอนุรักษ์ ยดื หยุ่นและลกั ษณะ พลงั งาน โดยปรมิ าณ การยดื และหดตัวของ ความรอ้ นทีว่ ตั ถหุ นึง่ ให้ วัสดทุ เ่ี ปน็ แทง่ เม่ือถูก จะเท่ากบั ปริมาณความ กระทาดว้ ยแรงคา่ ต่าง ร้อนที่วตั ถุหนึ่งรบั เขยี น ๆ รวมทั้งทดลอง แทนไดด้ ว้ ยสมการ อธบิ ายและคานวณ ความเคน้ ตามยาว Qลด= Qเพิ่ม ความเครยี ดตามยาว - เม่อื วตั ถุมีอุณหภมู ิ และมอดลุ สั ของยงั เท่ากนั จะไม่มกี ารถ่าย และนาความรู้เร่ือง โอน ความร้อน เรยี กว่า สภาพยดื หยนุ่ ไปใช้ วตั ถอุ ยใู่ นสมดุลความ รอ้ น - สมบัตทิ ีว่ สั ดุเปลย่ี นรูป และกลบั สรู่ ปู เดมิ เมื่อ หยดุ ออกแรงกระทา เรยี กว่า สภาพยืดหยุ่น ถา้ ยังออกแรงต่อไป วัสดุจะขาดหรอื เสยี รปู อย่างถาวร - ในกรณีท่วี ตั ถมุ ีการ เปลยี่ นแปลงความยาว ถ้าออกแรงกระทาต่อ เสน้ ลวดไม่เกนิ ขีดจากัด การแปรผนั ตรง ความ ยาวทเี่ พ่มิ ข้นึ ของเส้น ลวดแปรผนั ตรงกบั ขนาดของแรงดึง ทาให้ ความเครียดตามยาวท่ี เกดิ ข้ึนแปรผนั ตรงกับ ความเคน้ ตามยาว โดย ความเค้นตามยาว คานวณไดจ้ ากสมการ

290  = F ส่วน A ความเครยี ด ตามยาวคานวณไดจ้ าก สมการ ������ = ∆l l0 - อตั ราส่วนความเค้น ตามยาวต่อความเครียด ตามยาว เรยี กว่า มอ ดลุ ัสของยัง ซงึ่ มคี า่ ขึน้ กบั ชนิดของวสั ดุ คานวณไดจ้ ากสมการ Y=σ ε F⁄A หรอื Y = ∆l⁄l0 - ถ้าวสั ดุมีมอดลุ สั ของ ยงั สงู แสดงว่าวัสดุนั้น เปลย่ี นแปลงความยาว ไดน้ อ้ ย ถา้ ออกแรง เพ่ิมข้ึน เกนิ ขีดจากัด สภาพยืดหยุน่ วัสดไุ ม่ สามารถกลบั คนื สสู่ ภาพ เดมิ ได้ สมบตั นิ นี้ าไปใช้ พิจารณา ในการเลอื ก วัสดุทีเ่ หมาะสมกับการ 11. อธบิ าย และ ใชง้ าน คานวณความดนั เกจ ความดัน สัมบูรณ์ และ - ภาชนะท่ีมีของเหลว ความดนั บรรยากาศ รวมท้ัง อธบิ าย บรรจอุ ยจู่ ะมีแรง หลักการทางานของ แมนอมิเตอร์ เนือ่ งจาก ของเหลว บารอมเิ ตอร์ และ เครือ่ งอดั ไฮดรอลกิ กระทาต่อพืน้ ผิวภาชนะ โดยขนาดของ แรงที่ ของเหลวกระทาต้ังฉาก ต่อพ้ืนที่หนงึ่ หน่วย เป็น ความดนั ในของเหลว

291 - ความดนั ทเี่ คร่ืองมือ วัดได้ เรียกว่า ความดนั เกจ คานวณได้จาก สมการ Pg = gh สว่ นผลรวมของ ความ ดนั บรรยากาศและ ความดันเกจ เรยี กวา่ ความดันสัมบูรณ์ คานวณไดจ้ ากสมการ 12. ทดลอง อธิบาย - ค่าของความดนั อ่าน และคานวณขนาดแรง ไดจ้ ากเคร่อื งวดั ความ พยุงจากของไหล ดนั เชน่ แมนอมเิ ตอร์ บารอมิเตอร์ - เม่ือเพิม่ ความดัน ณ ตาแหนง่ ใด ๆ ใน ของเหลวท่ีอยนู่ ง่ิ ใน ภาชนะปดิ ความดันที่ เพิ่มข้ึนจะส่งผ่าน ไปทุก ๆ จดุ ในของเหลวน้นั เรียกวา่ กฎพาสคลั กฎ นน้ี าไปใช้อธิบายการ ทางานของเคร่ืองอัดไฮ ดรอลิก - วตั ถทุ ีอ่ ยใู่ นของไหล ท้ังหมดหรือเพียง บางสว่ น จะถูกแรงพยุง จากของไหลกระทา โดยขนาดแรงพยุง เท่ากบั ขนาดนา้ หนกั ของของไหลท่ถี ูกวตั ถุ แทนท่ตี ามหลักของอาร์ คิมดี สี ซ่งึ ใช้อธิบายการ

292 ลอยการจมของวตั ถตุ ่าง ๆในของไหล ขนาดแรง พยงุ จากของไหล คานวณได้ จากสมการ 13. ทดลอง อธบิ าย และคานวณความตงึ ผวิ - ความตงึ ผิวเป็นสมบัติ ของ ของเหลว รวมทงั้ ของของเหลวท่ียึดผวิ สังเกตและอธบิ ายแรง ของเหลวไว้ด้วยแรงดงึ หนดื ของของเหลว ผวิ ปรากฏการณ์ทเ่ี ปน็ ผล จากความตึงผิว เช่น การเดินบนผวิ น้าของ แมลง บางชนดิ การซึม ตามรูเลก็ หรือ การโคง้ ของผิว ของเหลว โดย ความตึงผิวของ ของเหลวคานวณได้ จากสมการ - ความหนดื เปน็ สมบัติ ของของไหล วัตถุที่ เคลอ่ื นที่ ในของไหลจะ มแี รงเน่อื งจากความ หนืดตา้ นการ เคลอ่ื นท่ี ของวตั ถุ เรียกวา่ แรง 14. อธบิ ายสมบัตขิ อง หนดื ของไหลอุดมคติ - ของไหลอุดมคติเป็น สมการความต่อเน่ือง ของไหลท่มี ีการไหล และสมการแบรน์ ลู ลี อยา่ ง สม่าเสมอ ไม่มี รวมท้ัง คานวณปริมาณ ความหนืด บีบอัดไม่ได้ ตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง และ และไหล โดยไม่หมุน มี นาความรู้ เกีย่ วกบั อตั ราการไหลตาม สมการความต่อเน่ือง สมการความต่อเน่ือง และสมการแบรน์ ลู ลี Av = คา่ คงตวั ไปอธิบายหลักการ - ตาแหนง่ สองตาแหน่ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook