Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore นักธรรมชั้นตรี วิชา ธรรมะ

นักธรรมชั้นตรี วิชา ธรรมะ

Description: นักธรรมชั้นตรี วิชา ธรรมะ

Search

Read the Text Version

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนา ท่ี 149 ความสงสยั ลงได หรืออาจหมดความสงสยั . ๔. ทําความเหน็ ใหถ ูกตอ งได หมายความวา ความเห็น คอื ความรู ความเขา ใจ ของคนเราท่ยี ังมจี ติ ใจเกลอื กกล้วั ดวยโลภะ โทสะ โมหะ อยนู ี้ เอาแนนอนไมไ ด บางทอี าจเหน็ ถูก บางทีอาจเห็นผิด และ ไมมอี ะไรเปนเครอ่ื งวดั เปรยี บเทียบ จะเอาความคิดเห็นของคนอนื่ ท่ีอยใู น ระดับเดยี วกันมาวัดก็เอาแนไมได บางทดี ตี อ งเอาธรรมะของพระพทุ ธเจา ผบู รสิ ุทธมิ์ าวัดเปรียบเทียบกัน ฉะนน้ั ตอ งฟงธรรมะ ซึง่ พระหรอื ทา นผอู ่นื ทเ่ี ขาใจธรรมะตามหลกั พระบาลีแสดงอธบิ าย จึงจะทาํ ความเห็น ใหถกู ตอ งได. ๕. จิตของผูฟง ยอ มผองใส หมายความวา ปกตจิ ติ ของคนเรา บางคราวกผ็ องใส แตบ างคราวขนุ มัว ขน้ึ ๆ ลง ๆ กลบั กลอก สุดแลว แตอารมณท ี่มากระทบ ฉะนัน้ พระพทุ ธเจาจึงตรสั ใหฟ ง ธรรมตามกาล อันควร จึงจะเปน มงคล คือในขณะฟงธรรม จติ ยอ มผองใสเบกิ บานขนึ้ ได ไมเ หมอื นฟง เสียงอ่ืนท่ไี มเปนธรรมซึ่งทาํ ใหจ ิตขนุ มัว. อธบิ ายช่ือหมวดธรรม คาํ วา \" อานิสงส \" หมายถึงผลด.ี อานสิ งคแหงการฟงธรรม หมายถึงผลดที ไี่ ดจ ากการฟงธรรม. ผลดที จ่ี ะไดจ ากการฟง ธรรมนนั้ ขอสําคญั อยูที่การตงั้ ใจฟง โดย เคารพ. ถาฟงโดยไมต ัง้ ใจและไมเคารพ แมผ แู สดงจะอธบิ ายใหช ดั เจน แจมแจงสักปานใด ก็ไมเ กิดผลดี ดังพระบาลีวา ยถาป รจุ ริ  ปปุ ฺผ เปนตน แปลวา ดอกไมมสี ณั ฐานงาม สีก็สวย แตไมม กี ลน่ิ หอม ยอ ม ไมช ่ืนใจแกผทู ัดทรงฉันใด วาจาสภุ าษิตไมมีผลดีแกผ ฟู งโดยไมเคารพ

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนา ที่ 150 ฉันนัน้ แตต รงกนั ขาม ถา ฟง โดยความตัง้ ใจและเคารพ ยอ มจะเกิดผลดี ดังพระบาลีวา ดอกไมม สี ณั ฐานงาม มีสสี วย ทง้ั มีกลนิ่ หอม ยอมชื่นใจ แกผทู ัดทรงฉันใด วาจาสภุ าษิต กย็ อ มมีผลดแี กผฟู ง โดยตง้ั ใจและเคารพ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ผหู วงั ไดอานิสงสแหงการฟง ธรรม, ตองตั้งใจฟง โดยเคารพ สงกระแสจิตไปตามกระแสธรรม ไมปลอ ยจติ ใหฟุงไปอน่ื กย็ อมจะไดอานิสงสสมดังปรารถนา. คาํ ถามสอบความเขาใจ ๑. อานิสงสแหงฟงธรรมมีกี่อยาง ? คืออะไร ? ๒. ถา เรามีความสงสยั ในธรรมบางอยาง จะแกไดโดยวิธใี ด ? ๓. ความเห็นถกู หรือเหน็ ผิด เราจะทราบไดแนนอนอยา งไร ? ๔. ถาเราเกิดความรูสกึ กลมุ ใจ ทาํ อยางไร จะไดหาย ? ท้งั ดนตรี ฟง เพลงเพราะ ๆ หายกลมุ ใจไดไหม ? ๕. เมอ่ื ไดฟ งธรรมแลว ยอ มไดผ ลดเี สมอไปหรอื ไม ? เพราะ เหตไุ ร ? การฟงธรรม ตามกาล ผา นมาถึง ควรคาํ นึง น่ิงน่ัง ฟง ขยัน ยอ มจะเกิด ปญญา สารพนั ตัง้ ใจมน่ั ฟงดี นี่สมควร. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนาท่ี 151 พละ คอื ธรรมเปน กําลงั ๕ อยาง ๑. สทั ธา ความเชือ่ . ๒. วิรยิ ะ ความเพยี ร. ๓. สติ ความระลึกได. ๔. สมาธิ ความต้ังใจมนั่ . ๕. ปญญา ความรอบรู. อนิ ทรีย ๕ ก็เรียก เพราะเปน ใหญใ นกิจของตน. อง.ฺ ปฺจก. ๒๒/๑๑ อธิบายศพั ท ๑. สัทธา ความเชอ่ื คือเชอื่ ความตรสั รขู องพระตถาคตพทุ ธเจา วา พระผูมพี ระภาคเจาทรงเปน พระอรหันตหมดจดจากกิเลสจรงิ ได ตรัสรูโ ดยชอบดวยพระองคเองจรอง ทรงถึงพรอ มดว ยความรแู ละความ ประพฤติดีจรงิ เปนผูเสด็จมาเสด็จไปดีจรงิ ทรงรแู จง โลกจริง ทรง เปนสารถีผูฝกคนยอดเย่ยี มจรงิ ทรงเปนศาสดาของพวกเทวดาและมนุษย จริง ทรงเปน ผูรูจรงิ ทรงเปนผูม พี ระมหากรณุ าแจกธรรมจรงิ . ๒. วิรยิ ะ ความเพียร คอื มคี วามแกลว กกลา เพ่ือละอกุศล เพื่อ ทํากศุ ล มกี าํ ลงั บากบน่ั ม่นั ไมทอดธรุ ะในกุศล. ๓. สติ ความระลึกได คอื มีสต,ิ ประกอบดวยสติ, อันเปน

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 152 เครอื่ งรักษาตนอันดียงิ่ เปนผูระลกึ ถงึ การที่ไดทําคาํ ท่ีเคยพูดไวแ มนานก็ ยงั ระลกึ ได. (ดูหนา ๑) ๔. สมาธิ ความตง้ั ใจมนั่ คือเจริญฌาน ๔ กลาวคือคุมจิตให ตง้ั ม่ันอยใู นอารมณเดียว สงบสงัดจากนวิ รณ ๕ ก็กามฉนั ทเ ปนตน ทาํ องค ๕ แหง ปฐมฌานใหเกดิ ขน้ึ ละวิตกวจิ ารเสยี เขา ทตุ ยิ ฌาน ละปติ เสียเขาตตยิ ฌาน ละสขุ เสยี กลายเปน อุเบกขากบั เอกคั คตาเขาจตุตถฌาน. ๕. ปญ ญา ความรอบรู คอื รทู ว่ั ถึงความเกดิ ขึน้ และความดับไป แหงสังขารท้ังหลายท้ังปวง และรถู งึ ความสน้ิ ทุกขโ ดยชอบ รูแจงแทง ตลอดอริยสจั ๔ มีทกุ ขสัจเปนตน . อธิบายชื่อหมวดธรรม ธรรมทง้ั ๕ เหลา นช้ี ื่อวา พลงั ภายใจ คอื เปน กําลงั ใจ เมือ่ เกิด มีในบคุ คลใด บคุ คลน้ันสามารถตอ ตา นขาศกึ ภายในได อนั ขาศกึ ภายใน ไดแ กธรรมอนั เปน สวนช่ัวทเ่ี ปนปฏิปก ษต อพลงั ภายใน ๕ นน่ั เอง คอื ๑. อสทั ธิยะ ความไมเช่ือ เปน ปฏิปก ษต อสทั ธา. ๒. โกสชั ชะ ความเกยี จคราน เปน ปฏปิ ก ษต อ วริ ิยะ. ๓. สตสิ ัมโมสา ความหลงลืมสติ เปนปฏปิ ก ษตอสต.ิ ๔. จติ ตวิกเขปะ ความฟุงซา นของจิต เปน ปฏิปก ษต อ สมาธ.ิ ๕. ทปุ ปญญา ความรชู ัว่ หรืออวิชชาความไมรู เปน ปฏปิ กษตอ ปญ ญา. ธรรมมสี ทั ธา เปน ตน อธรรมะมีอสัทธยิ ะ เปนตน เมอื่ เกดิ ขนึ้ ในจิตผูใด กต็ องทาํ สงครามกนั ฝา ยใดมีกาํ ลังมาก ฝายนนั้ กช็ นะ ไดครองจิตผูน้ัน.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปริเฉทท่ี ๑ - หนา ที่ 153 คนท่ีมจี ติ ถกู อธรรมเขา ครอบครอง ไมสามารถทาํ ความดีอะไรได มีแตค วามเส่ือมความทกุ ขต ลอดได ฝายคนใดมีธรรมเขา ครองจิต คนนน้ั ยอ มสามารถทาํ ความดีไดสมประสงค มคี วามเจริญยงิ่ ๆ ขน้ึ ไปจนถงึ บรมสุข. อนงึ่ ธรรมทั้ง ๕ มสี ทั ธา เปน ตน เหลา น้ี เรียกวา อินทรยี  เพราะเปน ใหญในกิจของตน คือสัทธา เปน ใหญใ นการเชื่อ วิริยะ เปน ใหญในการพากเพยี ร สติ เปน ใหญใ นการระลึก สมาธิ เปน ใหญใ นการ ตั้งจิตใหม ่นั ปญญา เปน ใหญใ นการรอบรู ไมต อ งอาศัยซง่ึ กนั และกัน ตา งฝายตางก็ทาํ เฉพาะหนา ทขี่ องตน เปรียบดัง ทหารบก ทหารเรอื ทหารอากาศ ตาํ รวจ ขาราชการรวมท้ังประชาชน ๕ เหลา นี้ ในยาม บา นเมืองปกติสงบสขุ ตางเหลา ก็บําเพญ็ กรณยี ะตามหนาท่ีของตน ๆ ไมตอ งรวมกําลังกับเหลา อนื่ ๆ. ธรรมทงั้ ๕ มีสัทธาเปนตน ถา รวมกนั ทํากิจ เชน เช่อื วา กจิ นี้ ดี นเ้ี ปน สัทธา, แลว พากเพยี รทาํ กิจน้นั น้เี ปน วริ ิยะ, คอยประคองทํา กจิ มีใหเสียหายบกพรอง นเ้ี ปนสต,ิ ขณะนั้นตองมีจติ ตั้งมนั่ จดจอ ตอ กิจ นั้น นี้เปนสมาธิ, และขณะน้ันตอ งรูผ ดิ รูถ ูกทาํ เฉพาะกิจทถ่ี กู ไมทําท่ผี ิด นเ้ี ปนปญ ญา, เมอ่ื ไดร วมกนั ทัง้ ๕ อยา งทํากิจการงานอนั เดียวกัน กจ็ ัด เปนพละคือกําลัง เปรียบดังทหาร ตาํ รวจ เปน ตน ในยามบานเมอื ง เกดิ จลาจล ก็รวมกาํ ลงั กันผนกึ กําลังกันปราบจลาจลฉะน้ัน. ิ คําถามสอบความเขาใจ ๑. สทั ธา วิรยิ ะ ปญญา ในเวสารชั ชกรณธรรม กบั ในพละ ตางกัน หรอื เหมอื นกันอยา งไร ?

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาที่ 154 ๒. สติ ในสติปฏ ฐาน กบั สติในพละ มคี วามหมายอยา งไร ? ๓. สมาธิ ความตง้ั มั่นคอื อะไร ? ๔. กาํ ลงั ภายในไดแ กอ ะไร ? มีเทาไร ? ขาศกึ ภายในคอื อะไร ? ๕. อนิ ทรยี  กับ พละ มอี ุปมาอยางไร ? หนง่ึ ศรทั ธา เชอ่ื พรอม พระจอมรตั น ใครไมทัด เทียมทบ ในภพสาม สองความเพยี ร แกลว กลา พยายาม ละทิง้ ความ - ช่วั ,ทํา - แตกรรมด.ี สามสติ รักษา ไมประมาท ทั้งสามารถ นึกถูก ทุกวิถี สส่ี มาธิ ม่ันคง จิตตรงดี เขาฌานส่ี ระงับ ดบั นวิ รณ. หาปญ ญา สอดสอ ง กองสงั ขาร เห็นอาการ ข้นึ ลง ตรงพระสอน รวมทง้ั หา เปนพละ สถาพร ดสั กร ภายใจ ไมย ่ําย.ี อินทรยี ห า กเ็ รียก สําเหนยี กขาน ตา งทาํ งาน ย่งิ ใหญ ในหนาที่ ไมกา วกา ย ซง่ึ กัน เปนอันดี เรยี ก \" อนิ ทรยี  \" เพราะใหญ ในกิจตน. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนา ท่ี 155 นวิ รณ ๕ ธรรมอนั กน้ั จติ ไมใ หบรรลคุ วามดี เรียกวา นวิ รณ มี ๕ อยา ง ๑. พอใจรักใครอารมณที่ชอบใจ มีรปู เปน ตน เรียกกามฉนั ท. ๒. ปองรา ยผอู ืน่ เรยี กพยาบาท. ๓. ความท่จี ิตหดหูและเคลบิ เคล้มิ เรยี กถนี มทิ ธะ. ๔. ฟงุ ซานและราํ คาญ เรียกอุทธัจจกกุ กุจจะ. ๕. ลังเลไมต กลงได เรียกวิจกิ ิจฉา. องฺ. ปจฺ ก. ๒๒/๗๒ อธบิ ายศัพท ๑. กามฉนั ท แปลวา ความพอใจในกาม หมายความวา พอใจ รักใครใ นอารมณ คอื รูป เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ ท่ชี อบใจ ดว ยอาํ นาจกิเลสกาม ไดแ กความกําหนัดหมกมนุ อันมรี าคะเปน มลู . ถา เขา ครอบงาํ จิตผูใ ด. จิตผูน น้ั กม็ ืดมัวหมน หมองมองไมเหน็ เหต-ุ ผล อนั ผดิ -ถูก, ชั่ว-ดี, บาป-บญุ . ทานเปรยี บวา เหมือนกับนํ้าท่รี ะคนดวย สีตา ง ๆ มวั หมอง มองดไู มเห็นเงา, จะแกไดดวยการเจริญอสภุ กมั มฎั ฐาน พจิ ารณาซากศพ หรือเจรญิ กายคตาสติ พจิ ารณากายที่แมย งั เปนอยูใ ห เหน็ เปน ของไมงาม. ๒. พยาบาท แปลวา ปองราย ไดแกความผกู ใจข้ึงเคยี ดอันมี โทสะเปนมูล. ถาเขา ครอบงาํ จิตผูใด จติ ผนู ั้นเดอื ดดาลงนุ งาน มวั มดื มองไมเห็นเหต-ุ ผล อันผิด-ถูก, ชั่ว-ดี, บาป-บญุ . ทานเปรยี บวา เหมอื นกบั น้าํ รอนเดือดพลานเปน ฟอง มองดูไมเหน็ เงา. จะแกไ ดดว ย

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปริเฉทที่ ๑ - หนาที่ 156 การเจรญิ เมตตากรณุ ามทุ ิตาพรหมวหิ าร กลับจติ ใหเ กดิ รกั สงสารยนิ ดตี าม กาลอนั ควร. ๓. ถนี มิทธะ แปลวา ความหดหู และเคลบิ เคลมิ้ , ไดแกความ งว ง ความมึนซมึ ความครา น มีความอิ่มอาหาร หรือความเงยี บสงดั หรอื ความปลอยสตเิ ปน มูล. ถา เขาครอบงําจิตผใู ด จึงผนู นั้ กอ็ อนเพลยี ซมึ เซาไมค ลอง. ไมร ับรอู ารมณท ผี่ านมาทางอายตนะ ๖ แมร ูบา งกร็ ู อยางเลือนลาง ไมค วรแกก ารงานทุกอยา ง จะเลา เรยี นเขียนอานก็ไมถ กู ตอง ไมร ูเ รอ่ื ง จะเจริญสมาธิกัมมัฏฐาน ก็ไมเ ปนสมาธิ จะขับรถก็ เปนอนั ตราย จะคดิ อะไรก็คดิ ไมถกู . ทา นเปรียบวา เหมอื นกับนา้ํ ท่มี ี สาหรายจอกแหนปกคลมุ อยู มองดูกไ็ มเ หน็ เงา. จะแกไดด ว ยการเจริญ อนุสสติกมั มฏั ฐานระลึกถงึ คุณความดขี องตนเองบาง ของพระรตั นตรยั บาง ใหจิตใจเบกิ บานกวางไปตามความดนี ั้น ๆ. ๔. อทุ ธจั จกุกกุจจะ แปลวา ความฟุงซา นและราํ คาญ ไดแ ก ความกระสับกระสาย กระจายฟุง ดจุ เถา ฟงุ กระจายเพราะถูกหนิ ตกลง กระทบในกองข้ีเถา และไดแกความรงั เกียจตนเองทไ่ี ดทาํ ทุจรติ และมิได ทําสุจริต. ถา เขาครอบงําจิตผูใด จิตผูน นั้ ไมม คี วามสงบ และมคี วาม เศรา โศกถึงทจุ รติ ทต่ี นไดท าํ แลว สจุ รติ ทต่ี นมไิ ดท าํ , เปน จติ ท่ีปนปว น ลอ กแลก ทา นเปรยี บวาเหมอื นกับน้าํ ที่ถกู ลมพดั กระเพื่อมเปน ระลอกอยู มองดูก็ไมเห็นเงา. จะแกไ ดด ว ยเขา ไปสงบระงับจิตในดวงกสิณ คอื ผูก จติ ใหอยูในอารมณเดยี ว เชนเพง ดสู เี ขยี ว ผกู จิตใหอ ยูก ันสเี ขียวเปนตน หรือเจริญมรณัสสตนิ กึ ถงึ ความตาย เพอ่ื ใหจ ิตเห่ียวดวยความสังเวชกไ็ ด. ๕. วิจกิ จิ ฉา แปลวา ความสงสัย ไดแ กค วามลังเล ความไม

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 157 แนน อน มคี วามทําในใจโดยอบุ ายทีไ่ มถ กู ตอ งเปน มูลเหตุ. ถา เขา ครอบงําจิตผูใด จติ ผนู ้นั วนเวียนฉงนสนเทห  จะทาํ อะไร กไ็ มตกลง ปลงใจ ไมแ นใ จ เพราะสงสัยไปทุกอยา ง เปน จิตใจที่มืดมัว ทานเปรียบวา เหมอื นน้ําที่ขนุ เปนตม มองไมเหน็ เงา. จะแกไดด วยเจริญธาตกุ ัมมฏั ฐาน หรือวิปส สนากมั มฏั ฐาน เพ่อื กําหนดรสู ภาวะธรรมโดยอุบายทถ่ี ูกตอง. อธบิ ายชื่อหมวดธรรม ธรรมทง้ั ๕ เหลาน้ี จดั เปนฝา ยอกศุ ลเจตสิก คือความไมดที ีเ่ กิด ข้ึนกบั จิต ปกคลุมจติ ปด กั้นจิตไมใหบรรลุความดี ทา นจึงเรยี กวานิวรณ เพราะเปน เหตุกดี กนั้ ปญ ญาความคิดมใิ หดาํ เนนิ ไปโดยสะดวก เปนเคร่ือง ตัดรอนหนทางทจ่ี ะใหสําเรจ็ ผลอนั ดี. นิวรณ ๕ อยา งใดอยางหนง่ึ เขา ครอบงําจิต บคุ คลก็ยอมกลาย เปน คนมดี วงตาคอื ปญญามดื มิด มองไมเห็นถูกผิดชั่วดี ไมมคี วามองอาจ ไมมคี วามสามารถ ในการประกอบกรณียกิจใหสาํ เร็จประโยชนแ กต น หรอื แกผ อู ่ืน ฉะนนั้ สมัยใดนวิ รณอยางไหนเขาครอบงําจิต สมยั นัน้ ก็ ควรแกด วยกุศลธรรม อนั เปน ปฏปิ กษกบั นวิ รณอยา งน้นั เมอ่ื แกไดก ็ เทากบั เปด ชองทาง ใหจ ิตดําเนนิ ไปถึงความดีไดไมม เี ครอื่ งขัดขวาง. อนั ความดีทีก่ ลา วในที่นี้ ถาจะแยกออกเปน ๒ สวนกไ็ ด คือความ ดีทางโลก ไดแ กการทํางาน ตงั้ ตนแตการศกึ ษาเลา เรยี นตลอดถึงการ ประกอบอาชพี . ควรดที างธรรม ไดแ กก ารเจริญสมาธ.ิ ถา นวิ รณ เขาครอบงําจิต จติ กอ็ อ นแอ ไมถ งึ ความสาํ เร็จกจิ ท้งั ทางโลก ทัง้ ทางธรรม ถากําจัดนิวรณเ สียได กย็ อ มบรรลถุ งึ ความดีท้ังสองทางนั้นได.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาที่ 158 คาํ ถามสอบความเขาใจ ๑. กามฉันท และพยาบาท ตางกันอยางไร ? เปรียบเหมอื น อะไร ? จะแกอยา งไร ? ๒. ถีนมิทธะ กับ อทุ ธัจจกกุ กุจจะ เม่ือเขาครอบงําจิต จติ มี อาการอยางไร ? ๓. วจิ ิกจิ ฉา มอี ะไรเปน มลู เหตุ ? จะสูญหายไปดว ยวิธใี ด ? ๔. ธรรมทั้ง ๕ มกี ามฉนั ทเปนตน จัดเปนนิวรณเ พราะอะไร ? ๕. คนทีถ่ ูกนวิ รณครอบงาํ จิต ทา นวา ไมอาจบบรรลุถงึ ความดี อยากทราบวาความดใี นเรอ่ื งนี้ไดแกอ ะไร ? กามฉนั ท พอใจ ในกามรส เหมอื นนํ้าหยด เจือปน ระคนสี พยายาม ปองราย คลา ยวารี ถูกอคั คี เดือดพลาน ซา นเปนฟอง ถนี มทิ ธะ เคล้มิ เลอื น เหมอื นอทุ ก จอกแหนแก คลมุ ถงึ ในบึงหนอง อทุ ธจั จก กุ ฯ ฟงุ ซาน ปานทาํ นอง นา้ํ ทต่ี อง พระพาย กระจายพราว วจิ กิ จิ ฉา พางง แสนสงสัย ดจุ ชลาลัย ขนุ เมือก เปอกตมขาว นวิ รณหา กั้นขวาง ทางยดื ยาว จิตจะกา ว ถึงตี ไมม ีเลย. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปริเฉทท่ี ๑ - หนา ที่ 159 ขนั ธ ๕ กายกับใจ แบง ออกเปน ๕ กอง เรียกวาขนั ธ ๕ ๑. รปู ๒. เวทนา ๓. สญั ญา ๔. สงั ขาร ๕. วญิ ญาณ. ธาตุ ๔ คือ ดนิ น้ํา ไฟ ลม ประชุมกันเปนกายนี้ เรยี กวา รูป. ความรูสกึ อารมณวาเปนสุข คอื สบายกายสบายใจ หรอื เปน ทุกข คือไมส บายกายไมสบายใจ หรือเฉย ๆ คอื ไมท ุกขไมส ขุ เรยี กวาเวทนา. ความจําไดหมายรู คือ จํารูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ อารมณท ่เี กิดกับใจได เรยี กวาสญั ญา. เจตสกิ ธรรม คืออารมณท ่ีเกิดกับใจ เปน สวนดีเรยี กกุศล เปน สวนชั่วเรียกอกุศล เปนสว นกลาง ๆ ไมดไี มช ว่ั เรยี ก อัพยากฤต เรียกวาสงั ขาร. ความรูอารมณใ นเลาเม่อื รปู มากระทบตาเปน ตน เรยี กวา วิญญาณ. ขนั ธ ๕ นี้ ยน เรียกวานามรปู . เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ รวมเขาเปน นาม, รปู คงเปน รปู . อภิ. วิภงฺด. ๓๕/๑ อธบิ ายศัพท ในคาํ วา \" กายกบั ใจ \" กาย ไดแกรา งกายอันประกอบดว ยธาตุ ๔ คอื ดิน นํา้ ไฟ ลม ปรากฏรูปรางเปนอวยั วะตา ง ๆ เชน ผม ขน เล็บ ฟน หนัง เนอ้ื เปน ตน. ใจ ไดแ กธ รรมชาตกิ ลมุ หน่ึง รวมตวั เขาเปนใจ อาศัยอยใู นกาย และมีอาํ นาจเหนอื กาย บงั คับกายให ทําในส่ิงทต่ี นประสงค จงึ มีคํากลาววา \" ใจเปนนาย กายเปน บาว\"

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปริเฉทที่ ๑ - หนาที่ 160 คาํ วา \" แบงออกเปน ๕ กอง \" หมายความวา แบง กายกบั ใจ ออกเปน ๕ กอง คอื รางกายเปน ๑ กอง เรยี กวา \" รปู \" ใจ แบงออกเปน ๔ เอง เรียกวา เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ. เม่อื แยก ๔ กองนอ้ี อกไปใจก็ไมม,ี ครัน้ เมือ่ รวม ๔ กองนีเ้ ขาดว ยกนั จึงเปนใจ. และใจตองอาศัยกาย จงึ ปรากฏ, สว นกาย แมไ มอ าศยั ใจ ก็ปรากฏ แตเ ปน กายท่ีตายใชก ารไมไ ด, ฉะนั้น กายกบั ใจตองอาศยั กันอยู พราก จากกนั ไมได. การทท่ี านวา \" กายกับใจนแ้ี บงออกเปน ๕ กอง \" ก็ เพ่ือชีแ้ จงใหเขา ใจรูจักสภาวธรรม คือภาวะทเ่ี ปน จรงิ ในคนและสัตว ทัว่ ไป. คําวา \" ขันธ \" แปลวา \" กอง \" รูปรางกาย เปน รปู ขันธ กองรูป, เวทนา เปน เวทนาขนั ธ กองเวทนา, สญั ญา เปน สญั ญาขนั ธ กองสัญญา, สงั ขาร เปน สงั ขารขันธ กองสังขาร, วิญญาณ เปน วญิ ญาณขนั ธ กองวญิ ญาณ. อะไร เรียกวา รูป ? อะไร เรียกวา เวทนา-สัญญา-สงั ขาร- วิญญาณ ? ผูศ ึกษาพึงหาคาํ ตอบไดในหลกั สูตรเรอื่ งขนั ธ ๕ นี้เอง. ขันธ ๕ นี้ มีลาํ ดบั เกดิ ตอ เนื่องกันดงั นี้ ธาตุ ๔ ดนิ นํ้า ไฟ ลม ประชมุ กนั เขา เกดิ ในครรภม ารดา (หรอื ในฟองไขใ นทอ งแม) มอี วชิ ชาตณั หาอุปทานกรรมและอาหารเปน เหตุ น้จี ัดเปนรปู ขนั ธ. ใน รปู ขนั ธก รรมตกแตงใหมอี ายตนะภายใน ๖ คอื ตา หู จมกู ล้นิ กาย ใจ. เม่ืออายตนะภายนอกมรี ูปตน มากระทบตาเปนตน ก็เกิดความรูข้นึ , ความรนู ี้จัดเปน วญิ ญาณขนั ธ. เม่ืออายตนะภายในอายตนะภายนอก และ วิญญาณ ๓ อยาง ประชุมกัน ก็เกดิ สัมผสั ๆ เปนปจจยั ใหเกดิ ความสุข

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนา ท่ี 161 บา ง ความทกุ ขบาง กลาง ๆ ไมส ุขไมทกุ ขบ าง แตล ะอยา งนจี้ ัดเปน เวทนาขนั ธ. เม่ือรูปเสยี งเปน ตน แมผ า นพน ไปแลว และแมเวทนาดับ ไปแลว กย็ งั จําได ความจาํ นีจ้ ัดเปน สัญญาขันธ. เม่ือจาํ ไดก ็คดิ ปรุงหรอื ปรงุ คิด คดิ ดีบา ง คดิ ชวั่ บาง คดิ ไมด ีไมชั่วบา ง ความคิดปรุงแตง จิต ใหมอี าการตาง ๆ นี้ จัดเปนสังขารขันธ. เมอื่ คดิ ปรุงแตงอยู กร็ อู ยู ความรูนัน้ ก็จดั เปนวญิ ญาณอีก วนเวยี นกนั อยูอยางน้ีจนตราบเทา รูปขันธ แตก เมอื่ รปู ขันธแ ตก นามขันธก ็ดบั . คําวา ขนั ธ ๕ นี้ ยน เรียกวา นาม, รูป, หมายความวา กายกบั ใจ เมือ่ แบงออกเปน ๕ กองเรยี กวา ขันธ ๕ แลว หากยนให นอยลง กค็ งเหลอื เพยี ง ๒ คือ เฉพาะรูปอยางเดียว เรยี กวารปู ขนั ธ ๑. เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ๔ ขันธ รวมเขาดวยกนั เรยี กวา นามขันธ ๑, หรือเรียกสนั้ ๆ วา รปู , นาม. หรอื นาม, รูป, กายกบั ใจ หรือรปู กับนาม เมอ่ื รวมกนั อยเู รยี กโดยสมมติ วาคน วาสตั ว เรยี กโดยปรมัตถว า สงั ขาร แปลวา ส่ิงท่ปี จ จัยปรุงแตง . ขันธ ทงั้ ๕ แตล ะขนั ธกถ็ ูกปจ จยั ปรงุ แตงทั้งส้นิ จึงเรียกวา สงั ขาร เหมือนกัน อนั ไดในไตรลกั ษณว า สงั ขารทัง้ ปวง ไมเท่ียง เปนทุกข เปนอนัตตา. คําถามสอบความเขา ใจ ๑. คนแตละคนมีกายกับใจ อยากทราบวา กายกับใจตางกนั อยางไร ? ๒. ขันธ ๕ ไดแ กอ ะไร ? อยางไหนเกิดกอ น อยา งไหนเกดิ ในลาํ ดบั ตอ ๆ กันไป ? ๓. ขนั ธ ๕ ยอ ใหส ้ันเหลอื เทา ไร ? คอื อะไร ?

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนา ท่ี 162 ๔. กายกบั ใจ เม่ือแยกออกเปน รปู เปนนาม แยกอยางไร ? ๕. สังขารในขนั ธ ๕ กับสงั ขารในไตรลักษณ ตา งกันอยา งไร ? กายกบั ใจ จําแนก แจกเปน หา ตั้งบญั ญัติ เรียกวา \" เบญจขนั ธ \" ขนั ธท ีห่ นึ่ง รูปรา ง สรางสมั พนั ธ ประชมุ กนั ธาตุส่ี บริบรู ณ. สองเวทนา รสู กึ นกึ เปน สขุ หรือเปน ทกุ ข เฉยเฉย, ไมเคยสูญ สามสญั ญา จําหมาย ตามเคยมา. เพ่อื เพมิ่ พนู เนอื้ ความ ตามเคยมา. ส่ีสงั ขาร ดี,ช่วั , ตวั กลางกลาง, ปรุงแตง สราง ใจจติ ใหว ติ ถาร หาวญิ ญาณ รอู ารมณ ระดมมา ทางห,ู ตา, ลิ้น, จมกู , ถูกกาย, ใจ. ขนั ธท ง้ั หา รวบรดั จัดเปนสอง รูปคงตอง เปน \" รปู \" แน ไมแ กไ ข ขันธท ง้ั สี่ ท่ีเหลือ เจอื ปนไป เรียกช่ือใหม วา \" นาม \" ตามบาลี. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนาท่ี 163 ฉกั กะ คอื หมวด ๖ คารวะ ๖ อยา ง ความเอื้อเฟอ ในพระพทุ ธเจา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ ๑ ในความศึกษา ๑ ในความไมป ระมาท ๑ ในปฏสิ นั ถารคือตอนรับ ปราศรยั ๑ ภกิ ษุควรทําคารวะ ๖ ประการนี้. อง. ฉกกฺ . ๒๒/๓๖๙ อธบิ ายศัพท ศพั ทวา \" คารวะ \" แปลกันวา ความเคารพ. หมายถงึ ความ เออื้ เฟอ. มกั จะพดู ติดตอกันวา ความเคารพเอือ้ เฟอ. และมกั จะใชค ูกับ คาํ วา \" นับถือบูชา \" โดยความหมาย ก็คือ การปฏิบัตดิ ปี ฏิบัติชอบ ยกยอ งเชิดชู ไมล บหลดู หู ม่ิน ในบคุ คลนั้น ๆ และในธรรมน้ัน ๆ ตลอดถึงในวัตถนุ นั้ ๆ อนั เปนทตี่ ง้ั แหง ความเคารพ ซงึ่ ในทน่ี ้มี ี ๖ อยาง คือ:- ๑. ความเอ้ือเฟอในพระพทุ ธเจา คือเคารพเออ้ื เฟอ นบั ถือบชู า ดวยอามสิ และดว ยการปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ทางกายวาจาใจ อนั ประกอบ ดวยความเช่ือความเลื่อมใสในพระพทุ ธเจา แมด ับขันธปรินพิ พานนาน แลว กไ็ มลบหลูดูหมน่ิ แมท ําทา เลน พูดเลน เพ่ือสรวลเสเฮฮา กไ็ มควร ตองเคารพสํารวมกริ ิยามารยาท ในสมั มาสมั พทุ ธเจดยี ทงั้ ๔ ประเภท คือ:- ก. พระบรมธาตเุ จดีย ๆ บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ. ข. บรโิ ภคเจดยี  ๆ บรรจุบรขิ ารของพระพุทธเจา และสงั เวชนีย- สถาน ๔ ตําบล.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนา ที่ 164 ค. ธรรมเจดยี  ๆ บรรจุพระธรรม จารกึ พระพุทธวจนะ. ง. อทุ เทสกิ เจดยี  อนั ไดแกพ ระพุทธรูป. ๒. เอ้ือเฟอ ในพระธรรม คือเคารพเอ้อื เฟอ ฯลฯ เลื่อมใส ในพระธรรม คือคําส่ังสอนของพระพทุ ธเจาทัง้ หมด (ดรู ตนะ หนา ๒๐) แมวัตถทุ ี่จารึกพระธรรมก็ตอ งใหค วามเคารพ ไมเหยยี บย่าํ ขามกราย. ๓. เอือ้ เฟอ ในพระสงฆ คอื เคารพเออ้ื เฟอ ฯลฯ เล่อื มใสใน พระสงฆ คือภิกษุ (สามเณร) ทงั้ ท่เี ปน อรยิ สงฆ ทัง้ ท่เี ปนสมมตสิ งฆ (ดรู ตนะ หนา ๒๑ ) แมก าสาวพัสตร คือผา ยอมน้ําฝาดที่พระสงฆนุงหม อนั เปน ดุจธงชยั ในพระพุทธศาสนา กต็ องใหค วามเคารพ. ไมแสดงกริ ยิ า อาการลอเลนดูถูกดหู ม่ินพระสงฆ ซงึ่ เปนผสู อนพระธรรมรกั ษาพระธรรม นาํ พระศาสนาสบื ตอมาไมข าดสาย. ตงั้ ใจกราบไหว และปฏิบตั ิตาม คาํ สอนของพระสงฆ ซึ่งเปน ผแู ทนพระพุทธเจา. ๔. เอ้ือเฟอ ในความศกึ ษา คอื เคารพเออ้ื เฟอในความศกึ ษา ตง้ั ใจศึกษาหาความรคู วามเขาใจความชํานาญ ในสิง่ ทีค่ วรรู ทงั้ คดีโลก ท้งั คดีธรรม. สงิ่ ทคี่ วรศกึ ษาหาความรูในทางโลก ไดแ กศ ลิ ปวิชาสาขาตาง ๆ ซึ่งเปน ทางใหดํารงชพี อยโู ดยผาสุกในโลก. สงิ่ ที่ควรศึกษาหาความรูในทางธรรม ไดแ กไ ตรสิกขา คือ ศลี สมาธิ และปญญา ซึ่งเปน สิ่งท่ชี ว ยสนบั สนุนใหด าํ รงชวี ติ อยโู ดยความสงบ รมเยน็ ไมมีความเดือดรอ น. ฉะน้ัน ควรเคารพเอือ้ เฟอ ในความศกึ ษาทั้ง ๒ ฝา ย ไมเบื่อหนาย ไมด ูหมิ่น, ควรปลูกฉนั ทะ วริ ิยะ จิตตะ วิมังสา ลงในความศึกษา ทาํ

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 165 ความศึกษาใหบ รบิ ูรณย ิ่ง ๆ ขน้ึ . ๕. ความเออ้ื เฟอในความไมประมาท คอื เคารพเอ้อื เฟอ ใน ความไมป ระมาทในที่ ๔ สถาน (ดูหมวด ๔) โดยใจความก็คือ มี สติควบคมุ กาย วาจา จติ ในกาลทาํ พดู คดิ อยาใหผิดสมํา่ เสมอ ไมพ ลงั้ เผลอ ในทท่ี ุกสถาน ในกาลทุกเม่อื . ๖. ความเอ้ือเฟอ ในปฏสิ นั ถารคอื ตอ นรบั ปราศรัย คอื ความ เคารพเออ้ื เฟอในปฏสิ ันถาร ๒ อยา ง คือ:- ก. อามิสปฏิสนั ถาร ตอ นรบั แขกดวยวัตถุสิง่ ของ เชน ทน่ี ั่ง ท่พี ัก ขาว นา้ํ เปนตน . ข. ธรรมปฏสิ นั ถาร ตอ นรับแขก ดว ยการกลา วเชือ้ เชญิ สนทนาปราศรัยดว ยไมตรจี ติ และจัดแจงอามิสใหพอสมควรแกฐ านะของ แขก ตามสมควรแกฐ านะของตน. ปฏสิ นั ถารทง้ั ๒ อยางน้ี เปน สง่ิ จําเปน ใคร ๆ ไมควรปลอ ยปละ ละเลยเปนอันขาด ตนจะอยใู นฐานะภาวะใดก็ตาม เมือ่ มีแขกมาถงึ ทีอ่ ยู กต็ อ งเคารพเออื้ เฟอ ตอ นรบั ปราศรัยตามควรแกฐานะ แมเขาเปนโจร ผรู า ยก็ควรตอนรับตามสมควร เชนระวงั ตัว ระวงั คาํ พูด ถา รจู กั ใชคําพูด ใหเ หมาะเจาะ และไมแสดงกริ ิยาดถู กู ดหู มิ่นเขา เขาอาจกลับใจไมทาํ อันตราย และยงั คอยปอ งกันอนั ตรายใหด ว ย. สาํ หรบั แขกทีม่ าดว ยความ หวงั ดี เมอื่ มาถึงไดร บั การปฏิสนั ถารอนั ดี เขาก็ยอมมีความยินดี มีจติ เปนไมตรีทวีความสนิทสนมยงิ่ ๆ ขึ้น แตต รงกนั ขาม ถา ไมไ ดป ฏิสนั - ถารอนั ดี หรือไดรับปฏสิ นั ถารท่ไี มด ถี งึ กบั ดดู ถกู ดูหมน่ิ เขากย็ อมจะโกรธ แคน อาฆาตพยาบาทก็ได. ฉะนั้นทกุ คนควรเคารพเอือ้ เฟอ ในปฏสิ นั ถาร.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนา ท่ี 166 อธิบายชอ่ื หมวดธรรม คารวะ บคุ คลควรทาํ ในบุคคลในธรรมและในวัตถุ อนั เปนครุฎ- ฐานีย คือเปน ท่ตี ง้ั แหง ความเคารพท่ัวไป แตเ มอื่ ประมวลเขาตาามพระ บาลี อนั มาในฉักกานิบาต อังคุตตรนกิ าย กม็ เี พยี ง ๖ อยา ง คารวะ ๖ อยาง. ตัวอยาง เชน มารดาบดิ า ครอู าจารยเ ปน ตนตลอดไป ถงึ พระ- มหากษตั ริย ลวนแตเปน ครฏุ ฐานียบ คุ คล แมใ นพระบาลีน้มี ิไดร ะบไุ ว โดยตรง แตก ส็ งเคราะหเขาในธัมมคารวตา ความเคารพเอื้อเฟอ ใน พระธรรม คอื คําสอนของพระพทุ ธเจา ๆ ไดท รงสอนเร่อื งความเคารพ นบั ถอื บูชา ซ่งึ บคุ คลท่ีควรเคารพบชู าไวใ นมงคลสตู ร และในสิงคาลก- สูตร กท็ รงสอนไวโดยละเอียดแลว แตเ ม่อื กลา วโดยยอกร็ วมเขาใน เคารพพระธรรม อันนบั เน่ืองในคารวะ ๖ ประการนี.้ คาํ สรุปทายวา ภกิ ษุควรทาํ คารวะ ๖ ประการ้ี หมายความวา ผู เหน็ ภยั ในวฏั ฏสงสารควรทาํ คารวะในฐานะ ๖ อยา งนี้ เมือ่ สามารถทําได แมเพียงอยางใดอยางหนึ่ง ถาทาํ ไดดกี ็ยอมเกยี่ วโยงถึงอยา งอ่นื ดว ย ก็ ยอ มไมเ สอื่ มจากพระศาสนาและคณุ ธรรมทจ่ี ะพึงได ทานวา เปนผใู กลตอ พระนพิ พานโดยแทแ ล. คาํ ถามสอบความเขาใจ ๑. ทาํ อยา งไรจึงชื่อวา เคารพเอื้อเฟอ ในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ ? ๒. เคารพในความศกึ ษา คือทําอยางไร ?

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 167 ๓. ความไมประมาทสาํ คัญ หรอื มคี ณุ อยา งไร ทา นจงึ สอนให เคารพ ? ๔. ปฏสิ นั ถารมกี ีอ่ ยา ง ? อยา งไหนสาํ คัญกวา ? อธิบาย. ๕. บคุ คลธรรมและวตั ถุทีค่ วรทาํ ความเคารพเอ้อื เฟอ มเี พยี ง ๖ อยางเทานน้ั หรือ ? เหตุใดจงึ ทรงแสดงวาคารวะมี ๖ อยาง ? ๖. ความเคารพเอ้ือเฟอ มผี ลดอี ยา งไร พระจงึ ทรงสอนใหท าํ ? ตนเอย ตน ชมพู แผก ง่ิ ชู พวงชอ ลออสม มีใบดก รม ร่ืน นาชืน่ ชม ตอ งสายลม หลบพรว้ิ ลอยล่วิ ตาม. เหมอื นอยางคน ผดู ี มคี ารวะ ลดมานะ เจียมตน มคี นขาม จติ ออ นนอ ม ถอมตน ผอนปรนตาม สงางาม นา เคารพ นอบนบ เอย. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 168 สาราณยิ ธรรม ๖ อยาง ธรรมเปนที่ตง้ั แหงความใหร ะลกึ ถึง เรียกสาราณิยธรรม มี ๖ อยา ง คอื :- ๑. เขา ไปตงั้ กายกรรมประกอบดว ยเมตตา ในเพอื่ นภิกษสุ ามเณร ทั้งตอ หนาและลับหลงั คือชว ยขวนขวายกจิ ธรุ ะของเพอื่ นกัน ดวยการ มีพยาบาลภิกษไุ ขเ ปนตน ดว ยจติ เมตตา. ๒. เขา ไปตงั้ วจกี รรมประกอบดว ยเมตตา ฯลฯ ดวยวาจา เชนกลา วสั่งสอนเปน ตน ๓. เขา ไปตัง้ มโนกรรมประกอบดวยเมตตา ฯลฯ คอื คดิ แตส่งิ ที่เปนประโยชนแ กเพอ่ื นกัน. ๔. แบง ปนลาภท่ตี นไดม าแลวโดยชอบธรรม ใหแกเพ่อื นภกิ ษุ สามเณร ไมห วงไวบริโภคจําเพาะผูเดียว. ๕. รกั ษาศีลบริสุทธเิ์ สมอกนั กบั เพ่อื นภกิ ษุสามเณรอนื่ ๆ ไมทํา ตนใหเ ปนท่ีรังเกียจของผูอ นื่ . ๖. มีความเหน็ วารว มกนั กบั ภิกษสุ ามเณรอื่น ๆ ไมว วิ าทกับใคร ๆ เพราะมคี วามเหน็ ผิดกนั . ธรรม ๖ อยางนี้ ทําผูประพฤตใิ หเปนท่ีรักเคารพของผูอ ่ืน เปน ไปเพื่อความสงเคราะหก ันและกนั เปนไปเพื่อความไมววิ าทกันและกนั เปน ไปเพ่ือความพรอ มเพรยี งเปน อันหน่งึ อนั เดียวกัน. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๒๒

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนา ท่ี 169 อธิบายศพั ท คําวา เขาไปตั้งกายกรรม หมายความวา ปฏิบตั ิตอ กนั ดวยกาย. คาํ วา เขา ไปตั้งวจกี รรม หมายความวา ปฏิบัตติ อ กนั ดวยวาจา. คําวา เขา ไปตง้ั มโนกรรม หมายความวา ปฏิบัติตอกันดว ยใจ. คําวา ประกอบดว ยเมตตา หมายความวา ประกอบดวยความรกั กนั . ฉนั มิตร ต้งั ความหวังยนิ ดเี พ่อื ทจ่ี ะใหเกิดความสุขอยา งเดียว. คาํ วา ภกิ ษสุ ามเณร ในสาราณยิ ธรรมน้ี มคี วามหมายทวั่ ไปถึง คฤหัสถดวย เพราะแมคฤหัสถก ต็ อ งปฏบิ ตั ิธรรมทงั้ ๖ ขอ น้ดี วยเหมอื นกัน. คาํ วา ทัง้ ตอ หนาและลับหลัง หมายความวา ปฏบิ ตั ใิ หเ หมอื นกัน ทงั้ ตอหนาและลับหลงั มใิ ชท าํ ดแี ตตอหนา ครั้นลับหลังต้งั นินทา อันเปน อาการของมิตรหวั ประจบ แตทรงสอนใหท าํ ดี พูดดี คดิ ดีตอกัน ทงั้ ใน ท่ีตอ หนา ทั้งในที่ลบั หลงั เสมอไป ดวยจิตเมตตา. คําวา ลาภ ไดแ กป จ จัย ๔ คอื อาหาร เครอ่ื งนุงหม ที่อยู ยา แกไขต าง ๆ ตลอดถึงเคร่ืองใชสอยตาง ๆ ตามควรแกภ าวะฐานะของ แตละบคุ คล. คําวา ลาภทไ่ี ดม าโดยชอบธรรม คอื ปจ จยั ๔ และเครอ่ื งใช สอยทไ่ี ดมาดวยวิธที ี่สุจรติ ไมผิดกฎหมาย ไมผ ิดศีลธรรม. คาํ วา แบง ปนลาภ คอื มีจิตเออื้ เฟอ เผือ่ แผ เฉล่ียลาภ ดังกลาว ใหผ ูอ่ืนบรโิ ภคใชสอย ตามสวนท่ีควรจะแบง ปนกนั ได เพื่อเปน เครือ่ ง ผูกไมตรีกนั ไว ตามพระบาลีวา ทท มิตฺตานิ คนฺถติ ผใู หยอ มผกู มิตร ไวได.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 170 คาํ วา รกั ษาศีลบรสิ ทุ ธิ์ คอื รักษาศีล ๒๒๗ ศีล ๑๐ ศลี ๘ ศลี ๕ และกริ ยิ ามารยาท ใหบ ริสุทธ์ติ ามควรแกเพศบรรพชติ หรือคฤหัสถ ปฏบิ ัตใิ หเรียบรอยเหมอื น ๆ กับเพ่ือนท่ีอยูในหมเู ดียวกัน ใหเ ปน สีล- สามัญญตา ความเปนผูเสมอกันโดยศลี ไมปลอ ยปละหลวมและไม เครง ตึงเกนิ ไป ตัง้ ใจปฏบิ ตั ใิ หเ ปน มัชฌิมา พอดีพองามตามกาลสมัย ศลี อยา ใหช้าํ ธรรมอยา ใหเสยี . คาํ วา ไมทาํ ตนใหเ ปน ทรี่ งั เกียจของผูอ ่นื คอื รกั ษาศลี ใหบ รสิ ุทธ์ิ ไดแ กค วบคุมความประพฤตขิ องตนใหสะอาดดว ยศีลแลว กย็ อ มไมเ ปน ทีร่ ังเกียจของใคร ๆ เพราะศีลนน่ั เอง มีกล่นิ หอมชื่นใจ ใคร ๆ กช็ อบ คนมีศลี บริสทุ ธ์ิ ยอมเปนท่ีรักชอบของเพือ่ น ๆ ไมม ีใครรังเกยี จ แตถ ามี ศลี ไมบ รสิ ทุ ธ์ิ เพ่อื น ๆ กร็ งั เกียจ. คาํ วา มคี วามเห็นรว มกนั หมายความวา มคี วามเห็นรว มเฉพาะ ท่ถี กู ท่ีผดิ ไมรว ม ความเห็นทถ่ี ูกนน่ั คือถูกตามทํานองคลองธรรม สามารถ นําบคุ คลใหพน จากทุกข บรรลคุ วามสขุ ตามควรแกภ าวะ หมคู ณะท่ีจะ ตง้ั อยไู ดโดยสวสั ดีม่ันคงตลอดกาล ทกุ คนตอ งมีความเห็นถกู รวมกันเปน ทฏิ ฐสิ ามัญญตา มีความเสมอกันดวยทฏิ ฐิ. ไมม ที ฏิ ฐิขัดแยง ไปในทางผิด จนเปนเหตุทะเลาะวิวาทกัน แตกความสามคั คกี นั ซึง่ มีแตความพินาศ เสยี หายถา ยเดยี ว. อธิบายช่อื หมวดธรรม ธรรมเหลา นี้ แตล ะอยาง ๆ ชอื่ วา สาราณิยธรรม แปลวา ธรรม เปน ที่ต้ังแหงความใหระลกึ ถงึ กัน. ชอื่ วา ปยกรณธรรม ธรรมเครื่อง

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนาท่ี 171 ทาํ ความรักกัน, ชอื่ วา ครกุ รณธรรม ธรรมเคร่อื งทาํ ใหเ คารพกัน. เปน ไปเพ่อื สงเคราะหช วยเหลือกัน เพอื่ ไมทะเลาะวิวาทโตเถียงกัน เพือ่ ความพรอมเพรยี งเปน อันเดียวกนั . คําถามสอบความเขา ใจ ๑. คําวา เขาไปต้ังกายกรรม - วจีกรรม - มโนกรรม ประกอบดวย เมตตา หมายความวาอยา งไร ? ๒. คาํ วา แบง ปนลาภท่ไี ดม าโดยชอบธรรม มอี ธิบายอยางไร ? ๓. ผูทอ่ี ยรู วมในหมูเ ดยี วกันจะตอ งทําอยา งไร เพ่อื นจงึ จะไมรังเกยี จ ? ๔. คนท่ีอยูร ว มหมูเดียวกันจะตองมคี วามเห็นรวมกันเสมอไปหรือ เพราะ เหตไุ ร ? ๕. โบราณวา \" อยูใหเ ขาสบายใจ ไปใหเ ขาคดิ ถงึ \" ดังน้ี จะตองปฏิบตั ิ อยา งไรจึงจะใหส มกับทโี่ บราณทา นวาไว ? อันสารา - ณยิ ธรรม นี่ลา้ํ เลิศ กอใหเ กิด ความรัก สมคั รสมาน ไมท ะเลาะ ววิ าทกนั ประจนั บาน มีแตก าร สงเคราะห เหมาะเหลอื เกนิ . ทํา, พูด, คดิ , เมตตา มาประกอบ ไดลาภมอบ แบง ปน เพ่อื นสรรเสรญิ ศลี , ความเหน็ สะอาด ไมข าดเกิน เครอื่ งเจริญ สามคั คี ทวคี ณุ . ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนา ที่ 172 อายตนะภายใน ๖ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ. อนิ ทรยี  ๖ ก็เรยี ก. ม. ม. ๑๒/๙๖ อภ.ิ วกิ งฺค. ๓๕/๘๕ อธิบายศพั ท ๑. ตา ไดแกจ ักษปุ ระสาท อนั สามารถรบั รูท่ผี ายมากระทบ. ๒. หู ไดแกโ สตประสาท อนั สามารถรับรูเสยี งทผี่ านมากระทบ. ๓. จมกู ไดแ กฆานประสาท อันสามารถรบั รกู ลิน่ ทีผ่ า นมากระทบ. ๔. ล้นิ ไดแ กชิวหสประสาท อันสามารถรบั รูรสทผ่ี า นมากระทบ. ๕. กาย ไดแกก ายประสาท อนั สามารถรับรูส ่ิงทม่ี ากระทบถกู ตอง. ๖. ใจ ไดแกมโนธาตุ อนั สามารถรบั รเู ร่อื งตาง ๆ มีเรอ่ื งรูป เปน ตน ได. อธบิ ายชอื่ หมวดธรรม ทั้ง ๖ นี้ ชอ่ื วา อายตนะภายใน ๖ เพราะเปน เครอ่ื งตอหรอื เปน บอเกิด คือเปนเคร่อื งตก ับอายตนะภายนอก ๖ เชน ตาสําหรบั ตอ กบั รูป, หสู าํ หรบั ตอกับเสยี งเปน ตน. หรือตาเปนบอ เกดิ ปรากฏแหงรปู , หูเปน บอเกิดปรากฏแหงเสยี งเปนตน. อกี อยางหน่งึ ทงั้ ๖ นี้ เรียกชอ่ื วา อนิ ทรยี  ๖ เพราะเปนใหญ ในกจิ ของตน คอื ตาเปนใหญใ นกจิ คือการเหน็ รูป หูเปน ใหญใ นกิจคือ การฟงเสียง จมกู เปนใหญใ นกจิ คอื การรับสัมผัส ลิ้นเปนใหญใ นกิจคอื การล้ิมรส การเปนใหญในกิจคอื การรบั สมั ผัส ใจเปน ใหญในกิจคอื รับรู เร่อื ง. จะสบั เปลยี่ นกนั ไมไ ดเ ลย เชนจะใชต าฟง เสียง หรือใชห ดู ูรูป ไมไ ด.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนาท่ี 173 และท้ัง ๖ นี้ ยงั มชี ื่อเรียกวา ทวาร ๖ เพราะเปน ประตูแหง อารมณ ๖, คอื อารมณม ีรปู ารมณ (อารมณคือรูป) เปนตน เขามา ภายในบุคคล ก็ตอ งผานเขา มาทางจกั ษทุ วาร ประตูคอื ตา เปน ตน. อนึง่ ทเ่ี รยี กวา อายตนะภายใน เพราะทง้ั ๖ น้ีเปนของเนือ่ งอยู ในรางกาย คอื ในตัว. อายตนะภายนอก ๖ รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ คืออารมณท ี่มาถูกตอ งกาย, ธรรม คอื อารมณเกดิ กบั ใจ. อารมณ ๖ กเ็ รียก. ม. อุป. ๑๔/๔๐๑. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕ อธิบายศพั ท ๑. รปู ไดแ กส งิ่ ที่ผานมากระทบจักษุประสาท (ประสาทตา) ๒. เสยี ง ไดแ กส ่งิ ที่ผานมากระทบโสตประสาท (ประสาทห)ู ๓. กลนิ่ ไดแ กสง่ิ ที่ผา นมากระทบฆานประสาท (ประสาทจมกู ) ๔. รส ไดแ กส ่ิงทผี่ านมากระทบชวิ หาประสาท (ประสาทลิ้น) ๕. โผฏฐพั พะ ไดแกส งิ่ ทีผ่ า นมากระทบกายประสาท (ประสาท กาย) ๖. ธรรม ไดแ กเ รอ่ื งท่ีเกิดกับมนะ (ใจ) หรอื ประสบกับใจ. อธบิ ายชอื่ หมวดธรรม ทงั้ ๖ นี้ ช่อื วา อายตนะภายนอก ๖ เพราะเปนเครอ่ื งตอ กับ อายตนะภายใน ๖ เชน รปู ตอ กบั ตา เปน ตน . และเพราะรูปเปนตนนี้ เปนของอยูน อกจากรา งกายออกไป จงึ ชือ่ วา อายตนะภายนอก.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาที่ 174 อกี อยางหน่งึ ทั้ง ๖ มีรปู เปนตนนี้ เรยี กชื่อวา อารมณ เพราะเปนที่หนว งเหนย่ี วของจิต หรอื เปน ที่ยินดีของตาเปน ตน มีชอ่ื เรียก ดังน้ี :- ๑. รูปารมณ สิง่ เปนทหี่ นว งเหนี่ยวจติ คือ รูป เปนทยี่ นิ ดีของตา เขา มาทางประตคู อื ตาา. ๒. สัททารมณ สง่ิ เปน ที่หนวงเหน่ียวจิต คือ เสยี ง เปน ทยี่ นิ ดี ของหู เขา มาทางประตูคือห.ู ๓. คนั ธารมณ ส่งิ เปนท่ีหนวงเหนีย่ วจติ คอื กลิ่น เปน ท่ยี ินดี ของจมูก เขา มาทางประตคู ือล้ิน. ๔. รสารมณ ส่งิ เปนทีห่ นว งเหนยี่ วจิต คือ รส เปน ทีย่ ินดขี อง ลิ้น เขา มาทางประตูคอื ลน้ิ . ๕. โผฐัพพารมณ สงิ่ เปนทหี่ นวงเหนย่ี วจิต คือ สิง่ ถกู กาย เปน ทีย่ นิ ดขี องกาย เขามาทางประตูคือกาย. ๖. ธรรมารมณ สงิ่ เปนท่หี นวงเหน่ียวจิต คือ เรือ่ ง เปนทีย่ ินดี ของใจ เขามาทางประตูคือใจ. หมายเหตุ : คาํ วา อารมณ ตามความเขาใจของคนไทยมงุ ถึง ใจ เชนเรยี กคนท่กี าํ ลังโกรธวา คนอารมณเ สยี หมายถงึ ใจถูกความโกรธ ครอบงาํ , เรยี กคนท่ีมีเมตตา มคี วามราเริงวา คนอารมณด ี หมายถงึ ใจ ทไ่ี มโ กรธ. ฉะนัน้ นกั ศึกษาธรรมควรรจู กั อารมณใ หถกู ตอ ง. วญิ ญาณ ๖ อาศัยรปู กระทบตา เกดิ ความรูขึ้น เรียกจกั ขุวญิ ญาณ

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาที่ 175 อาศัยเสยี งกระทบหู เกิดความรูขึน้ เรียกโสตวิญญาณ อาศัยกล่ินกระทบจมูก เกิดความรูข้ึน เรียกฆานวิญญาณ อาศยั รสกระทบลิ้น เกดิ ความรขู ้ึน เรยี กชิวหาวิญญาณ อาศยั โผฏฐัพพะกระทบกาย เกิดความรขู ึ้น เรียกวากายวิญญาณ อาศัยธรรมเกดิ กับใจ เกดิ ความรูข ึน้ เรยี กมโนวิญญาณ. ท.ี่ มหา. ๑๐/๓๔๔. อภิ. วิภง.ค. ๓๕/๘๕ อธบิ ายศัพท เพราะอาศัย ๒ สง่ิ คือ อายตนะภายใน ๑ อายตนะ ภายนอก ๑ กระทบกัน, หรือทวาร ๑ อารมณ ๑ ประจวบกัน จึงเกดิ วญิ ญาณ คือ ความรขู ้ึน, ความรูทเ่ี กดิ ขนึ้ น้ัน มชี อื่ เรยี กไปตามชือ่ ของอายตนะภายใน เชน จักขวุ ญิ ญาณ แปลวา ความรทู างตาเปนตน . วิญญาณท้ัง ๖ น้ี รวมเขาเปน กองหน่ึง เรยี กวา วิญญาณขนั ธ ซงึ่ อธบิ ายแลวในขนั ธ ๕. สมั ผสั ๖ อายตนะภายในมีตาเปนตน อายตนะภายนอกมีรูปเปนตน วญิ ญาณ มจี ักขุวญิ ญาณเปนตน กระทบกนั เรียกสมั ผสั มีช่อื ตามอายตนะภายใน เปน ๖ คอื :- จักขสุ มั ผสั โสตสมั ผสั ฆานสมั ผสั ชิวหาสมั ผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส. ท่ี. มหา. ๑๐/๓๔๔. ส. น.ิ ๑๖/๔ อธิบายศพั ทและชอื่ หมวดธรรม เพราะอาศัย ๓ ส่งิ คอื อายตนะภายใน ๑ อาตนะภายนอก ๑ วิยญาณ ๑ ประชุมกันเขา จงึ เรยี กวา สมั ผสั แปลวา กระทบพรอม.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑ - หนา ที่ 176 สมั ผสั มี ๖ อยา ง เรียกช่อื ตามอายตะนะภายใจ คอื จกั ขุสัมผัส กระทบ พรอ มทางตา, โสตสมั ผัส กระทบพรอ มทางหู, ฆานสมั ผัส กระทบ พรอ มทางจมกู , ชวิ หาสมั ผัส กระทบพรอมทางล้นิ กายสัมผสั กระทบพรอ มทางกาย, มโนสัมผสั กระทบพรอมทางใจ. เวทนา ๖ สัมผสั นั้นเปนปจจัยใหเกดิ เวทนา เปนสขุ บา ง ทุกขบ าง ไมทกุ ข บางไมสุขบาง มชี ือ่ ตามอายตนะภายในเปน ๖ คอื :- จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสมั ผสั สชาเวทนา ฆานสมั ผสั สชา- เวทนา ชิวหาสมั ผัสสชาเวทนา กายสัมผสั สชาเวทนา มโนสมั ผสั ส- ชาเวทนา. ท.ี่ มหา. ๑๐/๓๔๔ ส. น.ิ ๑๖/๔ อธบิ ายศัพทและช่ือหมวดธรรม เพราะอาศัย ๔ สง่ิ คือ อาตนะภายใน ๑ อายตนะภายนอก ๑ วญิ ญาณ ๑ สมั ผัส ๑ ประชุมกันเขาเปนปจจัยคอื เหตุใหเ กิดเวทนา. เวทนา แปลวา ความเสวย คอื ความรสู กึ ตามปจจัย ถา ปจ จยั ดี ก็เปน สุขเวทนา รูสึกเปน สขุ สบาย, ถา ปจจัยไมด ี กเ็ ปน ทกุ ขเวทนา รสู ึก เปนทกุ ขไ มสบาย, ถาปจจัยไมดีไมช ว่ั กเ็ ปน อทกุ ขมสขุ เวทนา รสู ึกไม ทุกขไมสุขคือเฉย ๆ มชี ือ่ เรียกตามอายตนะภายในเปน ๖ คือ:- ๑. จกั ขุสมั ผสั สชาเวทนา แปลวา ความรูสึกอนั เกิดเพราะความ กระทบพรอมทางตา ๒. โสตสัมปสสชาเวทนา แปลวา ความรสู ึกอนั เกดิ เพราะความ กระทบพรอ มทางหู

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนา ที่ 177 ๓. ฆานสมั ผัสสชาเวทนา แปลวา ความรูส กึ อนั เกดิ เพราะความ กระทบพรอ มทางจมกู ๔. ชิวหาสมั ผัสสชาเวทนา แปลวา ความรสู ึกอนั เกิดเพราะความ กระทบพรอมทางลนิ้ ๕. กายสมั ผัสสชาเวทนา แปลวา ความรสู ึกอนั เกดิ เพราะความ กระทบพรอมทางกาย ๖. มโนสัมผสั สชาเวทนา แปลวา ความรสู ึกอนั เกดิ เพราะความ กระทบพรอมทางใจ. เวทนาทงั้ ๖ นี้ รวมเขาเปนกองหนึง่ เรยี กวา เวทนาขันธ ซง่ึ อธิบายแลว ในขนั ธ ๕. คําถามสอบความเขาใจ ๑. อะไรทม่ี ชี ื่อเรยี กตอไปน:้ี - ก. อายตนะภายใจ ๖ - อนิ ทรยี  ๖ - ทวาร ๖ ข. อายตนะภายนอก ๖ - อารมณ ๖ ๒. วญิ ญาณ ๖ สัมผสั ๖ เวทนา ๖ เกดิ ขึ้นเพราะอาศัยอะไร ? ๓. ควนั ไฟเขาตารูสมั ผัส และรูสกึ แสบตา จัดเปนอายตนะภายใจ - อายตนะภายนอก - วิญญาณ - สัมผัส - เวทนาอะไร ? ตอบ ใหตลอดสาย. ๔. ไดย นิ เสยี งสรรเสริญจดั เปนอะไร ตอบใหต ลอดถงึ เวทนา ? ๕. เปนโรคไซนสั ทั้งเจบ็ ทั้งเหม็นจัดเปนอะไร ในจําพวกวิญญาณ ๖ สมั ผสั ๖ เวทนา ๖ ?

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 178 ธาตุ ๖ ๑. ปฐวธี าตุ คอื ธาตุดิน ๒. อาโปธาตุ คอื ธาตุนํ้า ๓. เตโชธาตุ คอื ธาตุไฟ ๔. วาโยธาตุ คอื ธาตลุ ม ๕. อากาสธาตุ คือ ชองวา งมีในกาย ๖. วญิ ญาณธาตุ คอื ความรอู ะไรได. ม. อปุ . ๑๔/๑๒๕. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑๐๑ อธิบายศพั ท ปฐวธี าตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ไดอ ธบิ ายแลวใน หมวด ๔. อากาสธาตุ คอื ชอ งวางมีในรา งกาย ไดแก ชอ งปาก ชอ งจมูก ชอ งหู เปน ตน ซ่งึ เปน สว นทเี่ น้อื และเลอื ดไมต ิดกัน อากาสธาตขุ ังอยูเต็ม ในชองวางของรางกายทกุ สว น. เหมอื นภายในกระบอกกรองนาํ้ มอี ากาส- ธาตุขังอยูเต็ม ถาเอานว้ิ ปดรูขา งบนแลว จุม ปากกระบอกลงในนา้ํ แมก ด ลง นา้ํ เขา ไมได แตพ อยกนว้ิ มอื เปด รขู างบนขึน้ อากาศก็จะออกทางรูน้ัน และน้ําก็จะเขา ทางปากกระบอกกรองไดท ันที อากาศธาตนุ ี้จัดเปน รูป ละเอียดมองไมเห็น แตรไู ดด วยสัมผัสทางกาย เชนอากาสธาตุในกระบอก กรอง พอเอาปากจมุ กดลงในนา้ํ อากาศก็หนีออกทางรขู างบนพงุ ออก สัมผัสกบั นิว้ มอื ทีป่ ด รขู า งบนนนั้ แลว เผยอขน้ึ เล็กนอ ย. อากาสธาตุ กบั วาโยธาตุ มีลกั ษณะคลา ยกนั มาก ตา งกันเปน รปู ละเอียดมองไมเ หน็ ดว ย. แตมีลกั ษณะตา งกัน คือ วาโยธาตุ มีลักษณะ

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนาที่ 179 ไหวพดั ไป - มาตามธรรมชาติ และจัดเขา ในจาํ พวกมหาภูตรปู . สว น อากาสธาตุ มลี ักษณะสงบนิง่ เฉยอยูใ นชองวาง จะเคล่ือนไหวไดตอ เมอ่ื มเี หตุอนื่ มากระตนุ และจัดเขาในจําพวกอปุ าทายรูป คอื รปู ยอยที่เขาอาศยั อยใู นมหาภูตรูปคือรปู ใหญ. วญิ ญาณธาตุ คือ ความรูอะไรได ไดแ ก ธาตุรซู ง่ึ เกิดขน้ึ จากความ ประชุมพรอมแหงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ํา ไฟ ลม ของมารดา บิดา ประสมกันแลว (สัมภวธาตุ หรอื สเปอรมาโตซัว คลานเขา สูไ ขของ มารดา) เปน ปฐมเหตุฝายรูปธรรม, ทนั ใดน้ันปฐมปฏิสนธวิ ญิ ญาณหรือ ปฏสิ นธจิ ติ อนั ประกอบดวยนาม ๔ คือ อวชิ ชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อนั เปนฝายนามธรรมเขา ยึดครองรูปธรรมจนทว่ั . เมอื่ รปู ธรรมคอื ดนิ นํา้ ไฟ ลม อากาศ อันเปนฝา ยทเ่ี ปน อวิญญาณธาตุ ธาตุที่ไมรู เจริญข้นึ และพรอ มกันนน้ั นามธรรมอันเปนฝา ย วิญญาณธาตุ ธาตรุ ู เขา ผสมก็เจริญตามกัน ก็เถิดมีชองทางใหว ิญญาณธาตุ ออก - เขา ๖ ทาง เรยี กวา ทวาร ๖ มีจักษทุ วารเปนตน . เม่ือวิญญาณธาตอุ อก - เขาทาง จกั ษุ เรียกจกั ขวุ ิญญาณธาตุ \" \" \" โสตะ เรียก โสตวิยญาณธาตุ \" \" \" ฆานะ เรียก ฆานวญิ ญาณธาตุ \" \" \" ชิวหา เรยี ก ชิวหาวญิ ญาณธาต \" \" \" กายะ เรียก กายวิญญาณธาตุ \" \" \" มนะ เรียก มโนวญิ ญาณธาตุ วญิ ญาณธาตุ ทงั้ ๖ มจี ักขุวญิ ญาณธาตเุ ปน ตนน้ี ความจริงก็คือปฐมปฏิสนธิ

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปริเฉทท่ี ๑ - หนา ที่ 180 วิญญาณธาตุ ไดแ ก ธาตรุ ทู ีเ่ ขาถือปฏิสนธิต้ังแตแรกเกิดนน่ั เอง. แตเม่อื ออกมารูรูปทางจกั ษุ (ตา) กเ็ รยี กวา จกั ขุวญิ ญาณธาตุ แปลวา ธาตรุ ู ทางตาเปนตน เปรยี บเสมอื นไฟฟาที่อยใู นหมอเดียวกันมีหลอด ๖ หลอด และหลอดนัน้ มีสีตา ง ๆ กัน เมอ่ื เปดสวิตช ไฟติดท่หี ลอดสีเขียว ก็เรยี กวา ไฟเขียว เปด สวิตช ไฟตดิ ทหี่ ลอดสีแดง ก็เรยี กวา ไฟแดง เปนตน ฉันใด วญิ ญาณธาตุฉันนนั้ . อธบิ ายชื่อหมวดธรรม ธรรมชาตท้งั ๖ คือ ดนิ น้ํา ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ชอ่ื วา \" ธาตุ \" เพราะทรงไวซ ึ่งสังสารทกุ ข หรอื เพราะเปน ทต่ี ั้งอยูแหงสังสาร ทุกข หมายความวา ความทกุ ขเพราะ เกดิ แก เจ็บ ตาย วา ยเวยี น ของสตั วโลกนี้ มีเพราะธรรมชาตทง้ั ๖ น้ี รวมตัวเขาทรงไว หรือทกุ ข ดงั กลาวตง้ั อยทู ่ธี รรมชาตเหลา น้.ี ถาธรรมชาตเหลาน้ีไมมี ทกุ ขก็ไมม ผี ู ทรงไว และไมม ีท่ีตง้ั ก็ยอ มดับไมเหลือเศษเลย. แตทกุ ขทยี่ ังมอี ยู กเ็ พราะ ธรรมชาตเหลา น้ีมอี ยู ฉะนน้ั ธรรมชาตเหลานจี้ ึงช่อื วาธาตุ. คาํ ถามสอบความเขาใจ ๑. อะไรเรียกวา อากาสธาตุ ? อากาสธาตุ กบั วาโยธาตุ ตางกัน อยา งไร ? ๒. วิญญาณธาตุ ไดแ กอะไร ? เกิดขน้ึ ไดอ ยา งไร ? ๓. ธาตุ ๖ จัดเปนรูปธรรม หรอื นามธรรม ? จัดอยา งไร จัดดู ?

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนาท่ี 181 ๔. ธาตุ ๔ ประชุมกันเปน กาย, ธาตุ ๖ ประชุมกนั เปน กาย หรอื เปนใจ ? ๕. วญิ ญาณธาตุ เขา - ออกทางไหน ? ถา แยกออกเปน ๖ เรยี กวา อยางไร ? ๖. วญิ ญาณธาตุ ๖ กับปฏิสนธวิ ญิ ญาณธาตุ ตา งกนั หรอื เหมอื น กนั อยา งไร ? เปรียบเหมือนอะไร อธบิ าย ? ๗. ธรรมชาตทงั้ ๖ คอื ดินเปน ตน ชื่อวา ธาตุ เพราะอะไร อธบิ าย ? ตน เอย ตน โดน เงารอบโคน แผไป งามไฟศาล เพราะมีใบ หนากวา ง ก่ิงกางบาน ผลสกุ หวาน เนอื้ หอม พรอมกล่นิ รส. อันคนใด ใจกวาง สรางกศุ ล ยอ มเปน คน โสภา เกยี รติปรากฏ เจรญิ พรอ ม ศกั ดิ์ศรี ไมม ลี ด มีลาภยศ สรรเสริญสุข ทกุ เมื่อ เอย. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปริเฉทท่ี ๑ - หนา ท่ี 182 สัตตกะ คอื หมวด ๗ อปริหานิยธรรม ๗ อยา ง ธรรมไมเ ปน ท่ีต้ังแหง ความเส่ือม เปน ไปเพ่อื ความเจริญฝายเดียว ชอื่ วา อปรหิ านิยธรรม มี ๗ อยางคือ :- ๑. หมน่ั ประชุมกนั เนืองนติ ย. ๒. เมื่อประชมุ กพ็ รอ มเพรียงกนั ประชมุ เมอ่ื เลิกประชมุ กพ็ รอ ม เพรยี งกนั เลกิ และพรอ มเพรียงชว ยกนั ทํากจิ ท่ีสงฆจะตองทํา. ๓. ไมบ ัญญัตสิ ง่ิ ท่ีพระพทุ ธเจาไมบ ญั ญตั ขิ ึ้น ไมถอนสง่ิ ทพ่ี ระองค ทรงบญั ญัติไวแ ลว สมาทานอยใู นสกิ ขาบทตามทพี่ ระองคทรงบัญญตั ไิ ว. ๔. ภกิ ษุเหลา ใด เปนผูใ หญ เปนประธานในสงฆ เคารพนบั ถอื ภกิ ษุเหลา น้ัน เช่อื ฟงถอ ยคําของทาน. ๕. ไมล ุอาํ นาจแกค วามอยากทเี่ กิดขึน้ . ๖. ยนิ ดีในเสนาสนะปา . ๗. ตง้ั ใจอยูวา เพอ่ื นภกิ ษสุ ามเณร ซงึ่ เปน ผูมีศีล ซง่ึ ยงั ไมม าสู อาวาส ขอใหม า ทมี่ าแลว ขอใหอ ยเู ปนสุข. ธรรม ๗ อยางนี้ ต้งั อยูใ นผใู ด ผูนัน้ ไมมีความเสือ่ มเลย มแี ต ความเจรญิ ฝายเดยี ว. องฺ. สตตฺ ก. ๒๓/๒๑

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 183 อธิบายศพั ท ๑. หมน่ั ประชุมกันเนืองนติ ย หมายความวา ธรรมดาคนเราตอง อยูรวมกนั เปน หมวดเปนหมูเปน คณะ จะอยูต ามลําพงั ไมไ ด. หมูค ณะ จะเจริญอยไู ด กเ็ พราะอาศยั การติดตอกนั ไปมาหาสกู นั มีเหตุการณ เปลย่ี นแปลงอยางไร รทู ว่ั ถึงกนั หรอื เม่อื มีกรณียะเรือ่ งที่จะตองทาํ เกิดขน้ึ ผเู ปน ใหญในหมจู ะตอ งเรียกประชุมปรกึ ษาหารือกัน เพ่อื ความเจริญและ ความพรอมเพรียงของหมู และผูนอยทีน่ บั เนื่องในหมู กต็ อ งหมน่ั เขา ประชุมตามวาระที่ถูกเรียกประชุม จงึ จะมีความเจรญิ และพรอมเพรยี งกนั . ๒. เมอื่ ประชมุ กพ็ รอมเพรียงกนั ประชมุ เมอ่ื เลกิ ประชมุ ก็ พรอ มเพรียงกนั เลกิ หมายความวา ในการประชมุ นั้น ยอ มมกี าํ หนด เวลา ทุกคนควรตรงตอเวลา ไมใชว า ตา งคนตางเขา หรอื ตางคนตา งออก ตามชอบใจ ซ่งึ เปนการเสียระเบยี บ เสยี มรรยาท อาจทําใหเวลา เมอ่ื เขาประชมุ แลว ตองพรอมเพรียงชวยกนั ทาํ กจิ ทสี่ งฆจะตอ งทาํ หมายความวา กจิ ใดทสี่ งฆคอื หมชู น จะตองทาํ รวมกันดวยกําลงั กาย หรอื กําลังวาจา หรือกําลังความคดิ ก็ตอ งรว มกนั ทาํ กิจนั้น ชว ยกนั ทาํ ชวยกนั พูด ชว ยกันคดิ ปรึกษาหารือกัน ชว ยแกไขส่ิงไมดใี หดีขึ้น สงเสรมิ สงิ่ ท่ีดีใหดยี ง่ิ ขน้ึ ทําไดอ ยางนี้ก็จะมคี วามเจรญิ มพี ระธรรม- ภาษติ สรรเสรญิ วา สพฺเพส สงฺฆภูตาน สามคฺคี วฑุ ฒฺ สิ าธกิ า. ความพรอ มเพรียงของชนทงั้ ปวงผูเปนหมู ยังความเจริญใหสําเรจ็

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑ - หนาที่ 184 อนั ความพรอมเพรียงน้ัน ยอมยังความเจรญิ ใหสําเร็จหลายอยาง เชน ก. กิจใดคนเดยี วหรือนอยคนทําไมส าํ เร็จ เมอ่ื พรอมเพรียงกนั หลายคนทํากจิ นน้ั ก็ยอ มสาํ เร็จ เหมอื นปลวกตวั เล็กทํารงั ไดใหญโ ต. ข. หมคู ณะประเทศชาติขาดความสามัคคี ไมมีใครยาํ เกรง ยอ ม ตงั้ อยไู มได เม่ือพรอมเพรียงกนั ยอ มตง้ั อยไู ด เหมือนฝงู ผ้ึงและมดแดง ตวั ดล็กนดิ รว มกนั ตอ สมู นุษยแ ละชางสารได. ค. ขนบธรรมเนยี มอันเปนวฒั นธรรมของชาติ หากขาดสามัคคี ก็ ยอ มเสื่อมสูญ เมือ่ สน้ิ วฒั นธรรม กห็ มายถงึ ความสิน้ ชาติ เมื่อพรอมเพรยี ง กนั รักษาไว วฒั นธรรมกด็ ํารงอยไู ด ชาตกิ ด็ ํารงอยไู ด. ๓. ไมบ ัญญตั ิส่ิงที่พระพทุ ธเจา ไมท รงบญั ญัติขึน้ หมายความวา ศีล หรอื สิกขาบท ท่ที รงบญั ญตั ไิ วส าํ หรบั ภกิ ษุ - สามเณร - อุบาสก อุบาสิกา กน็ บั วาพอดี พองาม พอแกค วามปฏิบตั ิ เพ่อื ขัดเกลากเิ ลส ทหี่ ยาบ ๆ บาปทห่ี นา ๆ ตามสมควรแกเ พศบรรพชติ และเพศคฤหัสถอ ยู แลว ไมจ าํ เปนตองบัญญัตเิ พ่ิมเตมิ อีก เหมือนกฎหมายทางพระราชอาณาจกั ร ที่ประกาศใชใ นสมยั หนึง่ ๆ กพ็ อสมควรอยแู ลว ใคร ๆ ไมค วรบัญญัติ เพิม่ เติมตามลําพงั ตน เปน กฎหมายเถ่ือนข้ึนอกี . ไมถอนสง่ิ ที่พระองคท รงบัญญัติไวแลว หมายความวา สิกขาบท ทุกขอที่ทรงบญั ญตั ไิ วแ ลว ใคร ๆ ไมพงึ ถอน คอื ไมต ดั ออก ไมย กเลกิ แมบางขออาจไมเหมาะแกก าลสถานท่ีภูมปิ ระเทศ ก็มพี ระพทุ ธานุญาต พเิ ศษไวแลว จึงไมจําเปนตอ งถอนสิกขาบทใด ๆ ทงั้ สิน้ . เหมือนกฎหมาย ทางระราชอาณาจกั ร ใคร ๆ ไมพ งึ ถอน. เพราะถา ตา งคนตา งเลิกถอน สกิ ขาบทท่ที รงบัญญัตไิ ว ตามความตองการของตน ๆ ผลสดุ ทา ยก็ไมมี

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑ - หนาที่ 185 อะไรเหลือเปนหลกั ไวควบคหู มู พระศาสนาก็ยอมตง้ั อยไู มได ตอง อันตรธานไป เหมือนกฎหมาย ถา ตา งคนตางถอนทลี ะมาตรา สอง มาตรา ไมช า กห็ มด ประเทศชาติบานเมืองไมมีกฎหมาย ก็เหมือนบานเรอื น ไมม ขี ่อื ไมม ีแป ก็มีแตพ นิ าศ. สมาทานศกึ ษาอยูในสิกขาบทตามทพ่ี ระองคทรงบญั ญัตไิ ว หมายความวา ตองมีความเคารพในพระวินัยสกิ ขาบทท้ังปวง ถอื สกิ ขาบท เปนสิ่งสําคัญ สนใจศกึ ษาใหเ ขาใจและปฏบิ ัตใิ หถ กู ตอง ไมแ กตัววายงั ไมรู ไมมกั งาย ไมดหู มน่ิ วาเรือ่ งเล็ก พระวินยั มิไดยกเวนโทษผูทาํ ผิดแมไมรู เหมอื นกฎหมายของบานเมือง ประชาชนทุกคนตอ งเคารพ ตอ งเขาใจ ตองรับรูและปฏบิ ตั ิอยา ใหผ ดิ กฎหมายมไิ ดย กเวนโทษแกผ ทู ําผิดแมไมรู เพราะถา ยกเวน แกผ ูไมรูแลว ก็ไมม ใี ครสนใจทจี่ ะรู มแี ตทาํ ผิดกนั ทว่ั ไป ฉะนน้ั จงึ ตองถือเปน เรอ่ื งสาํ คญั ตอ งศกึ ษาและปฏิบตั ิโดยด.ี ๔. ภกิ ษุเหลา ใด เปนผูใหญเปน ประธานในสงฆ เคารพ นบั ถือภกิ ษเุ หลา นน้ั เชอื่ ฟง ถอ ยคาํ ของทาน หมายความวา ตอ งเคารพ ไมฝ าฝนตอ ทา น. เปน ธรรมดาของคนทอี่ ยูร วมกนั เปน หมู เปน วัด เปน บาน จนถึงเปน ประเทศ ถาไมม ีหัวหนา มีแตคนวางทา เสมอกนั ไมม ใี ครเคารพยาํ เกรงใคร กม็ แี ตความเส่ือมความยงุ ยากลําบาก พระผูม-ี พระภาคไดตรสั ไววา ทกุ โฺ ข สมานสว าโส การอยรู ว มกนั คนท่เี สมอกัน (ดวยกเิ ลส) นําทุกขม าให ดงั นี้ เพราะคนมีกเิ ลสกบั คนมีกเิ ลส เม่ือเอา กเิ ลสมาใชเปน กําลังตัดกําลังคน ไมมใี ครยอมใคร ไมม ีผใู หญ ไมม ผี นู อย ไมมผี ูนาํ ไมม ีผตู าม ในทส่ี ุดกห็ มดกําลงั พังพินาศไปดวยกัน เหมือน กองทพั ทไี่ มมีแมทพั จะไปสกู บั ใครได.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑ - หนาที่ 186 เพราะฉะนั้น ทกุ หมู ทุกคณะ ทกุ ประเทศ จําตอ งมีหัวหนา จะขาดเสียมิได และผเู ปนหัวหนา น้ันตอ งไมเปนคนพาลเกเร ไมเปน คนโง พระตรสั วา พาโล อปริณายโก คนพาล หรอื คนโง ไมค วรเปน หัวหนา . เพราะหัวหนาเปน คนสําคัญ หมู คณะ วดั หรอื บานเมือง จะเสอื่ ม จะ เจรญิ กเ็ พราะหวั หนา คนโงเปน หวั หนากพ็ าวัดพาบา นใหฉ ิบหาย เหมอื น ขุนโคนาํ ฝูงโคเดินคด โคในฝูงทง้ั หมดกเ็ ดินคดตามกนั ฉนั ใด ในหมูมนษุ ย กเ็ ชนเดยี วกนั เมือ่ หวั หนา ประพฤติคดโกงเกเร ผทู ีอ่ ยรู วมหมูก็ประพฤติ ตาม ก็มแี ตค วามเสื่อม. ฉะนน้ั ผูเ ปน หวั หนา ตองเปนคนดีมีความฉลาด สามารถ องอาจ กลา หาญ. เม่ือไดห วั หนาเปนคนดี ก็เปน หนาทีข่ องทุกคน ท่ีอยูร วมหมคู ณะ รวมวดั รว มบาน รว มเมือง ตอ งเคารพนับถอื เช่ือฟง ถอ ยคาํ ของทานผูเ ปน หวั หนา หมูค ณะจึงจะเจริญม่ันคงอยไู ด, ไมเ สอ่ื ม. ๕. ไมล ุอํานาจแกค วามอยากทเ่ี กิดข้นึ หมายความวา ไมทํา ไมพ ูด ไมค ดิ อะไร ตามอํานาจของความอยาก. อันธรรมดาปถุ ุชน ทกุ คนยงั มีตัณหาคือความอยาก จงึ จาํ เปนทีจ่ ะตอ งระวังตน คอยขมจิตตน อดทนตอ ความอยาก ไมปลอ ยจติ ใหต กอยูภ ายใตอ าํ นาจความอยาก เมื่อ ควบคมุ จิตได กไ็ มท าํ พูดคดิ ผดิ ดวยอํานาจความอยาก กช็ อื่ วา ไมล ุอาํ นาจ แกความอยาก กม็ แี ตค วามเจริญ หากคมุ จิตไมอยู กท็ ําพดู คิดตามอํานาจ ความอยาก ถูกความอยากลากไปในทางผดิ ก็มแี ตความเส่ือม ฉะน้ัน ทุกคนตอ งไมล อุ าํ นาจแกความอยาก จึงจะมีแตความเจรญิ ไมเ ส่อื ม. ๖. ยินดีในเสนาสนะปา หมายความวา พอใจในท่นี อนท่ีนงั่ อนั เงียบสงดั ในปา หรือเหมอื นอยใู นปา เชนวัดท่ีไมพลกุ พลา นดวยหมชู น หรอื กุฎี ศาลา เรอื นวาง โคนไมท ี่เงยี บเสียง ไมม ีใคร ๆ รบกวน ก็

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธิบายธรรมวภิ าค ปริเฉทที่ ๑ - หนาท่ี 187 ควรยนิ ดีพอใจอยใู นทเ่ี ชนนน้ั . เมือ่ อยใู นท่สี งัดเชน น้ัน ยอ มให กายวิเวก สงดั ทางกาย คือไมคลุกคลี จบั กลมุ สรวลเสเฮฮา. เมือ่ ไดก ายวเิ วกแลว ก็ยอมได จติ ตวเิ วก สงัดจติ คอื จิตยอมสงบจากกามและจากอกุศล บาปธรรมทงั้ หลาย กลายเปน สมาธจิ ิตหรือฌานจิต มคี วามสุขไมอิงอามสิ เกิดข้นึ เปน ความสุขท่ีหวานใจย่ิงนัก และจิตตวิเวกน้ันเปนปจจยั ใหไ ด อุปธวิ ิเวก สงัดอปุ ธิ คือหมดจดจากกิเลสอันเปน เหตทุ กุ ขทั้งปวง. คาํ วา อปุ ธิ แปลวา เครือ่ งเขา ไปทรง หมายถึงกเิ ลสที่เขาไป ครอบงาํ จติ มอี วิชชา ตัณหา อุปทาน เปน ตน . ๗. ตงั้ ใจอยวู า เพ่อื นภิกษสุ ามเณร ซ่งึ เปน ผมู ศี ีล ทย่ี ังไมมา สอู าวาสขอใหม า ทม่ี าแลว ขอใหอยเู ปน สุข หมายความวา ใหม ีจติ ใจ เอื้อเฟอโอบเออ้ื อารี ไมห วงที่อยู ไมก ดี กันคนดมี ศี ลี มีธรรม ใหตั้งใจ ตอนรับผูด มี ศี ีล มสี ตั ย ใหอยรู ว มหมู รว มวดั รวมบาน รว มงานตาม ควรแกภาวะ และใหแ ผเมตตาตอผูท่ีมาอยรู ว มกนั วา ขอใหอยูเ ย็นเปนสุข อยา อยรู อนนอนทุกขเลย ท้ังนเี้ พ่ือมใิ หเกดิ ความคดิ รษิ ยาติดผทู อ่ี ยูรวมกนั เพราะถาเกิดรษิ ยากนั แลว ก็จะมแี ตความเส่ือมความฉบิ หาย ไดใ นพระ ธรรมภาษิตวา อรติ โลกนาสกิ า ความริษยา ทําโลกใหฉบิ หาย. แต ตรงกนั ขา ม ถามเี มตตาตอกนั ก็ยอมจะค้ําประกันโลกไวใ หเ จรญิ สืบไป ไดในพระธรรมภาษติ วา โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา เมตตาเปน เคร่ืองค้ําจนุ โลก ดงั น้ี เพราะฉะนน้ั ผอู ยูรวมหมูต องมเี มตตา.

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาที่ 188 อธิบายชือ่ หมวดธรรม ธรรม ๗ ขอ เหลานี้ ชื่อวา อปริหานิยธรรม แปลวา ธรรมเปน ทตี่ ้งั ของความไมเสื่อม หรือธรรมไมเปนทตี่ ้งั แหงความเส่ือม เพราะแต ละขอตั้งอยใู นผูใ ด หรอื ผูใดต้งั อยใู นธรรมเหลาน้ี คอื ปฏบิ ตั ิธรรมเหลา น้ี ตลอดกาลเพียงใด ผูน น้ั จะเปนบรรพชติ ก็ตาม จะเปนคฤหัสถก ็ตาม ก็มี แตความเจริญอยา งเดยี ว ไมมีความเสือ่ มเลย ตลอดกาลเพียงน้นั . คําถามสอบความเขา ใจ ๑. อปริหานยิ ธรรม เปนธรรมสําหรบั ใคร ? ๒. หมู คณะ วดั บา น ประเทศ จะเจริญหรอื เสอื่ มเพราะอะไร ? ๓. ประพฤติเชนไร ชื่อวา ลอุ ํานาจแกค วามอยาก ? ๔. การอยูในเสนาสนะปา ดอี ยา งไร พระจงึ ทรงสอนใหย นิ ดี ? ๕. อปรหิ านิยธรรมขอ ๑ กับขอ ๖ ขดั แยงกนั ใชไหม ? อธิบาย. ดอกเอย ดอกพุด ขาวผอ งผดุ หอมรน่ื ชน่ื นาสา ช่อื พดุ ซอน สวยสดุ อกี พดุ ลา ทง้ั พดุ นา พดุ ตาน ประธานพดุ . เหมอื นชาตหิ น่ึง คนมาก มีหลากชน้ั เคารพมนั่ ประธาน ทา นสูงสดุ มิดหู มนิ่ เดชะ จอมมนษุ ย จะสวยสดุ ท้ังชาติ มิพลาด เอย. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาที่ 189 อรยิ ทรัพย ๗ ทรพั ย คอื คณุ ความดีทม่ี ีในสนั ดานอยา งประเสรฐิ เรยี กอรยิ - ทรัพย มี ๗ อยางคอื :- ๑. สัทธา เชื่อส่งิ ท่คี วรเชื่อ. ๒. สลี รักษากาย วาจา ใหเ รียบรอ ย. ๓. หิริ ความละอายตอ บาปทุจริต. ๔. โอตตปั ปะ สะดงุ กลวั ตอบาป. ๕. พาหสุ จั จะ ความเปน คนเคยไดยนิ ไดฟง มาก คือทรงธรรม และรูศลิ ปวิทยามาก. ๖. จาคะ สละใหปนส่ิงของของตนแกคนทคี่ วรใหป น . ๗. ปญ ญา รอบรูสิง่ ท่ีเปน ประโยชนแ ละไมเ ปนประโยชน. อรยิ ทรพั ย ๗ ประการนี้ ดีกวา ทรัพยภ ายนอก มีเงนิ ทอง เปน ตน ควรแสวงหาไวใ หมใี นสันดาน. อง.ฺ สตฺตก. ๒๓/๕ อธบิ ายศพั ท ๑. สทั ธา ๒. สลี ๕. พาหุสจั จะ พงึ ทราบตามที่อธิบายแลว ใน หมวด ๕ เรอ่ื งเวสารัชชกรณธรรม. (หนา ๑๓๖) ๓. หริ ิ ๔. โอตตัปปะ พึงทราบตามทอี่ ธิบายแลวในหมวด ๒ เรอื่ งธรรมเปน โลกบาล. (หนา ๔)

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทที่ ๑ - หนาท่ี 190 ๖. จาคะ สละใหปน สิ่งของของแตแ กคนที่ควรใหป น ศัพทว า จาคะในท่นี แ้ี ปลวา สละใหป นส่งิ ของ หมายเอากริ ิยาท่ีสละใหดวยตั้งใจ จะบรรเทาความตระหนี่ตามความโลภ เพื่อชว ยตัวเองใหเปนคนดี. สวน สง่ิ ของทสี่ ละไปนนั้ มงุ ใหเ ปนสาธารณประโยชน เชนสรางโรงพยาบาล ซงึ่ คนเจบ็ ปวยควรจะไดร ับการรักษาพยาบาล, สรา งโรงเรยี น ซงึ่ กุลบุตรควร จะไดร ับการศกึ ษาเลาเรยี น, บํารุงพระพทุ ธศาสนา ซง่ึ บุคคลผูเรารอ นดวย กเิ ลสควรจะไดเ ขา รบั พระธรรมชาํ ระจติ ใจใหส ะอาดสงบและสวา ง เปนตน. คนทคี่ วรใหป น ไดแ ก คนท่ีควรไดรับส่งิ ของทีเ่ ขาสละ ในท่นี ้ี ไดแก คนเจ็บปว ย คนทย่ี งั ไมร ูหนังสือ และคนท่ีมที ุกขทางใจดว ยอาํ นาจ กิเลส เปน ตน . แมต นเองก็อยใู นฐานะบุคคลทีค่ วรไดร บั สิง่ ที่ตนเองสละ เชนเดียวกนั อันนม้ี ีธรรมภาษติ วา ธน จเช องฺควรสสฺ เหตุ พงึ สละทรัพยเพอ่ื รกั ษาอวัยวะ เชน ในยามเจบ็ ปวยตองสละทรัพยซอ้ื ยาหาหมอรักษา จะตระหน่ที รัพยอยไู มได. องฺค จเช ชวี ติ รกฺขมาโน พึงสละอวยั วะเพ่ือรักษาชวี ติ เชน ในคราวเจ็บหนกั บางอยา งซึ่งจําเปน ตองตดั อวยั วะทงิ้ ไปบาง เพ่ือสงวนชวี ิตไว. องฺค ธน ชวี ิตจฺ าป สพฺพ จเช นโร ธมมฺ มนุสฺสรนฺ โตเมื่อระลึกถงึ ความถกู ตองและหนา ที่อันเหมาะสม กพ็ งึ สละทง้ั ทรพั ยอ วัยวะ ชีวติ หมดสน้ิ เพ่ือสงวนคุณธรรมไว. เชนทหาร และพระมหากษัตริยใน ยามรบพุงกับขาศึก และพระบรมโพธิสตั วในคราวทรงสละโลกิยทรัพย เพื่อไดโ ลกตุ รทรัพย. ๗. ปญญา รอบรูสิง่ ที่เปนประโยชนแ ละไมเ ปน ประโยชน ปญ ญา มีอธบิ ายบา งแลวในหมวด ๔ เร่ืองอธิษฐานธรรม. (หนา ๘๘)

แบบประกอบนักธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑ - หนาท่ี 191 ปญ ญามี ๒ ประเภท คือ โลกยิ ปญญา ๑ โลกุตรปญญา ๑ ในปญญา ๒ ประเภทนน้ั โลกิยปญญา คอื ความรอบรูข องประชาชน ชาวโลกทวั่ ไป ยอมปกครองบคุ คลใหไดรับผลดมี คี วามเจรญิ ไมต กตา่ํ แต ถา ผูใดไมม ปี ญญา กย็ อ มไมส ามารถปกครองตนใหสวัสดีมีความเจรญิ อยู ในโลกได. สวนโลกุตรปญญา คือความรอบรูของอริยบุคคล ยอม หยงั่ รสู ภาวธรรมตามเปน จริง คือรอู รยิ สัจ ๔ ตามเปนจริง. บุคคล ปญ ญาชนดิ นี้ ก็สามารถขจดั กเิ ลสทั้งผองท่ีดองอยูในสันดานใหอ ันตรธาน ไปโดยลาํ ดับ ไดเ สวยโลกุตรทรัพยค อื วมิ ตุ ติอนั เปน ทรัพยส งู สดุ ไมมี อ่นื ยิง่ กวา. อธบิ ายช่อื หมวดธรรม ธรรมทงั้ ๗ น้ี เรยี กวา อริยทรัพย ทรพั ยท่ีประเสริฐ เพราะ เปนเครอื่ งบํารุงจิตใหอ บอุน แมจ ะตายกไ็ มเ ปล่ียวใจ เพราะรสู กึ วา ไดเตรียมทรัพยสาํ หรับเดินทางในปรโลกไวพ รอ มแลว เชื่อวาคงไมไป ทคุ ติ มแี ตไปสูสคุ ติฝายเดียว และสามารถซ้ือหรอื แลกเปลยี่ นเอา โลกุตรทรพั ยได. อริยทรพั ย ๗ ประการนี้ ดกี วาทรพั ยภ ายนอกมเี งินทอง เปนตน เพราะเงินทองเปน ตนนน้ั ถา มีมาก็ยุง ยากในการรักษาปองกนั โจรภัย เปน ตน แมม นี อยกต็ อ งคอยระวงั ภัยบางอยางเหมือนกัน และเมื่อใชไปก็ หมดไปตองหาใหมมาเพ่ิมเตมิ หากหาไมทนั ก็เดือดรอ นอกี บางคนตอง เสยี่ งอันตรายเอาชวี ติ เขาแลกกบั เงินทอง เปน ตน แตอรยิ ทรพั ยย ่ิงมีมากย่ิง อ่มิ ใจ สบายใจมาก ไมต องลําบากในการคุมครองปองกันโจรภยั เปนตน

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาที่ 192 เปนของเฉพาะตัว ใครแยง ชิงไปไมได แมมนี อยกส็ ขุ ใจ เย็นใจ ไมตอง กลัวภัย ไมต อ งกลวั หมด เพราะย่ิงใชกย็ งิ่ เพิ่มพูนมากขนึ้ ไมต อ งเสีย่ งภัย ในการแสวงหา. เพราะฉะนั้น ทา นจงึ แนะนําวา ควรแสวงหาไวใหมใี นสนั ดาน หมายความวา ทกุ คนสมควรแสวงหาอริยทรพั ยไ วใ หมีในตน คือควร ฝกฝนตนใหเปน คนมศี รัทธา มศี ีล มหี ิริ - โอตตปั ปะ - พาหุสัจจะ - จาคะและ ปญญา เมอื่ ฝกไดก็ชอ่ื วา เปน ผูไมย ากจน ชวี ิตยอมมีคุณคามีสาระ ไมว าง เปลา ประโยชน. คําถามสอบความเขาใจ ๑. ทรพั ยภายใจไดแกอะไร ? เหตุใดจึงวา ดีกวาทรพั ยภายนอก ? ๒. สทั ธา - สีล - หิริ - โอตตัปปะ - พาหสุ ัจจะ มอี ธิบายอยางไร ? ๓. จาคะ แปลวา สละสงิ่ ของเพอื่ รกั ษา เพอ่ื สงเสรมิ เพื่อชําระ มอี ธิบายอยางไร ? ๔. ปญ ญามกี ี่ประเภท ? อธบิ าย. ๕. การแสวงหาทรัพยภ ายในหรืออริยทรพั ยจะแสวงหาอยางไร ? เมื่อหาได จะดอี ยา งไร ? อรยิ ทรัพยมีคาล้าํ เลอโลก มีอยูจ ักหมดโศก เสื่อมเศรา สะสมเพิม่ พนู โภค- ทรพั ยอ ื่น อกี นา มแี ตจ ะอะคราว เชน น้ีควรแสวง. ศรี ฯ นคร.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 193 สัปปรุ สิ ธรรม ๗ อยา ง ธรรมของสัตบุรุษ เรียกวา สปั ปรุ ิสธรรม มี ๗ อยาง คือ :- ๑. ธมั มัญุตา ความเปนผูรูจักเหตุ เชน รจู ักวา สงิ่ นเี้ ปนเหตุ แหงความสุข ส่งิ นี้เปน เหตุแหงทุกข. ๒. อัตตถญั ุตา ความเปน ผูรักจกั ผล เชน รูจ กั วา สขุ เปน ผลแหง เหตุอนั นี้ ทกุ ขเปน ผลแหง เหตุอนั นี.้ ๓. อัตตัญุตา ความเปนผูร ูจักตนวา เราก็โดยชาติตระกูล ยศศักดิ์ สมบตั ิ บริวาร ความรู และคุณธรรม เพยี งเทา นี้ ๆ แลว ประพฤตติ นใหส มควรแกท ่ีเปนอยูอยางไร. ๔. มัตตญั ุตา ความเปน ผรู จู ักประมาณ ในการแสวงหาเครือ่ ง เลยี้ งชีวิตแตโดยทางท่ชี อบ และรูจ ักประมาณในการบริโภคแตพ อสมควร. ๕. กาลัญุตา ความเปนผรู ูจ ักกาลเวลา อันสมควรในอันประกอบ กจิ นนั้ ๆ. ๖. ปรสิ ญั ุตา ความเปน ผูรจู ักชมุ ชน และกริ ยิ าทีต่ อ งประพฤติ ตอ ประชุมชนนนั้ ๆ วา หมนู เ้ี มือ่ เขาไปหา จะตอ งทาํ กริ ยิ าอยางนี้ จะ ตอ งพดู อยางน้ี เปนตน . ๗. ปุคคลปโรปรัญตุ า ความเปน ผรู ูจกั เลอื กบคุ คลวา ผูน้ีเปน คนดคี วรคบ ผนู ีเ้ ปนคนไมดีไมค วรคบ เปนตน. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๑๓

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑ - หนาที่ 194 อธิบายศพั ท ๑. ธมั มญั ตุ า ตดั บทเปน ธมั มะ แปลวา เหต.ุ ู แปลวา ผรู ูจ ัก ตา แปลวา ความเปน เมอ่ื ตอกนั เขา เปน ธมั มัญตุ า แปลวา ความเปน ผรู จู กั เหตุ. หมายความวา ความรูจักหัวขอธรรม หวั ขอ วนิ ยั อนั เปน เหตแุ หงความสุข และแหง ความทุกข เชน อโลภะ ความไมโ ลภ อโทสะ ความไมโกรธ อโมหะ ความไมห ลง เปนเหตุแหง ความสุข. โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง เปน เหตแุ หง ความทุกข เปนตน. ๒. อตั ถัญตุ า ตดั บทเปน อตั ถะ แปลวา ปล. ู แปลวา ผูรจู กั ตา แปลวา ความเปน. ตอ เขา เปน อัตถัญตุ า แปลวา ความเปน ผรู จู ักผล. หมายความวา ความรจู ักเนอ้ื ความของธรรมของวนิ ยั แตละขอ คอื ความสุขและความทกุ ข อนั เปน ผลแหง หัวขอ ธรรมวินัยท่ี เปนเหตนุ น้ั ๆ เชน ความสุข เปนผลแหง อโลภะ อโทสะ อโมหหหะ, ความทกุ ข เปนผลแหง โลภะ โทสะ โมหะ เปน ตน. ๓. อตั ตัญุตา ตัดบทเปน อัตตะ แปลวา ตน. ู แปลวา ผรู ูจ ัก ตา แปลวา ความเปน. ตอ เขา เปน อัตตญั ตุ า แปลวา ความเปน ผูรจู กั ตน. หมายความวา ความรูจักฐานะภาวะทต่ี นมอี ยเู ปนอยู แลว ประพฤติใหเ หมาะสม เชนเกิดมาในชาติตระกูลใด มยี ศศักดิ์อยา งไร มีสมบัติเทาไร มีบริวารเปน อยางไร มีความรูทางโลกเทาไร ควรรูทาง ธรรมเทา ไร และมคี ณุ ธรรม คือ สัทธา สลี สตุ ะ จาคะ ปญญา ปฏิภาณเทา ไร เมื่อรจู กั แลวตองวางตนใหเหมาะสม คอื เจยี มเนื้อเจยี มตัว ตั้งอยูในสุจริตประพฤตดิ ีดวยไตรทวารสมา่ํ เสมอ ไมเ ยอหยง่ิ อวดดี อวด

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธบิ ายธรรมวภิ าค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนา ท่ี 195 มง่ั อวดมีอวดรู. โบราณทานสอนวา \" ใหหม่นั ตกั น้ําใสกะโหลก ชะโงก ดูเงาหนา \" กม็ งุ ใหรจู ักระวังตน ประพฤตติ นใหเหมาะสมแกฐ านะภาวะ ดงั กลาวนี้เอง. ๔. มัตตญั ตุ า ตัดบทเปน มตั ตะ แปลวา พอประมาณ, พอดี + ู + ตา ตอ เขา เปน มัตตัญุตา แปลวา ความเปนผูร ูจัก ประมาณ, รจู กั พอดี. หมายความวา จะทาํ อะไร จะพูดอะไร จะคดิ อะไร กใ็ หรจู ักพอประมาณ พอดี พองาม, ไมม าก ไมน อ ย, ไมขาด ไมเ กิน, ไมตงึ ไมหยอน, ไมออ นปวกเปยก ไมแ ข็งกราว ไมเกิดโทษ แกใ คร ๆ มแี ตเกดิ ประโยชนแ กบ ุคคลทั่วไป ในกาลทุกเมอ่ื ดังธรรม ภาษติ วา มตตฺ ฺ ุตา สทา สาธุ ความรูจ กั ประมาณ สําเร็จประโยชน ในกาลทุกเมื่อ ดงั น.้ี ฉะน้ัน ทา นจึงกาํ จัดความรูจ กั ประมาณไว ๓ ประการ คือ ๑. รูจ ัก ประมาณในการแสวงหา เคร่อื งเล้ียงชวี ติ แตโดยทางทีช่ อบธรรม มี กสิกรรม เปน ตน ตามควรแกฐานะภาวะของตน. ๒. รจู กั ประมาณใน การรบั คอื รับแตส ่ิงทด่ี ีไมมีโทษตามกฎหมาย เชน ไมใ ชข องโจร ไมใช ของหนีภาษี เปน ตน ถา เปน พระ เณร กไ็ มร บั ของผิดพระพทุ ธบญั ญตั ิ เชน เงนิ ทอง เปน ตน รบั แตปจจัยท่คี วรแกส มณบรโิ ภค ๓. รูจกั ประมาณในการบรโิ ภค คือพิจารณาเสยี กอน เวนสิง่ ทีม่ ีโทษ บรโิ ภค กินใชสอยแตส ่ิงทม่ี ีประโยชน แมสิ่งท่ีมีประโยชนน ั้นกบ็ รโิ ภคแตพ อสมควร แกความตองการของรา งกาย ใหพอดีกบั ฐานะและภาวะ ไมฟ มุ เฟอย ไมเบยี ดกรอ. ๕. กาลญั ตุ า ตัดบทเปน กาละ แปลวา กาล, เวลา, + ู

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทท่ี ๑ - หนาท่ี 196 + ตา, ตอเขาเปน กาลญั ตุ า แปลวา ความเปนผรู ูจกั กาลเวลา. หมาย ความวา ความรจู กั กาํ หนดจดจาํ วา กาลเวลาไหนควรปฏบิ ตั ิกรณยี ะอันใด แลวปฏบิ ัติใหตรงตอเวลานั้น ไมช าเกนิ ควรไมดว นเกนิ กาล. และรจู กั กรณยี ะบางอยา ง บางคราว บางแหง ตองทําใหเสร็จกอนเวลาก็ตอ งรีบ จะชกั ชา อยไู มได. ถา ชา อยกู จ็ ดั วาไมรจู ักกาลเวลา และอาจเสียประโยชน ได. นยั ตรงกันขา ม กรณยี ะบางอยา งตอ งทําหลงั เวลาจึงจะดี ถารบั ทําเสยี กอนเวลาก็ไมดี จดั วาไมรูจักกาลเหมอื นกนั . อน่งึ กาลเวลาที่ควรทํากจิ น้ี แตเ อากิจอื่นมาทํา หรอื เวลาท่คี วรทาํ กิจอ่ืน แตเ อากิจนมี้ าทํา อยา งนี้ กช็ ่อื วา ไมร ูจักกาล เหมอื นไกบางตัวท่ีขันไมเปนเวลา ยอ มเสียหายและ นา ติเตียนมาก. คนดยี อมไมท าํ อยางน้ี เขารกู าลสมัย ทําราชการไดด ี มี มีพระพทุ ธภาษิตสอนวา กาลฺ ู สมยฺู จ ส ราชวสตึ วเส. ผูรกู าลรูส มยั พึงอยใู นวงราชการได. เพราะทางราชการถอื เวลาเปน กวดขัน ผดิ เวลาไมได. ๖. ปริสญั ตุ า ตดั บทเปน ปรสิ ะ แปลวา ชมุ นมุ + ู + ตา ตอเขาเปน ปริสัญตุ า แปลวา ความเปน ผูรูจักชุมชน. คอื ความรูจ ัก ชนช้นั ตา ง ๆ เชน ชั้นผใู หญโ ดยชาติ โดยวัย โดยคณุ พวกหน่งึ , ชัน้ ผนู อ ย โดยชาติ โดยวัย โดยคณุ พวกหน่งึ . กริ ิยาวาจาท่ีจะใชต อชนชั้นผูใหญ อยา งหน่ึง ทีใ่ ชตอชนชนั้ ผนู อยอยา งหนึ่ง. ฉะนน้ั ความรรู ักชุมชนน้ัน ๆ แลว ตองรจู ักกริ ิยาวาจาท่จี ะใชตอชนช้นั น้นั ๆ ดว ยแลว เม่อื เขา ไปหาเขา หรอื เขามาหาเรา เราตองประพฤติ คอื ใชกิรยิ าวาจาใหเหมาะสมแกชนชน้ั นัน้ ๆ.

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑ - หนา ที่ 197 ๗. ปคุ คลปโรปรญั ุตา ตดั บทเปน ปุคคลประ แปลวา บุคคล ผยู ่ิง โอประ แปลวา บุคคลผูหยอ น, + ู + ตา รวมเปน ปคุ คลปโร- ปรญั ตุ า แปลวา ความเปน ผรู จู กั บคุ คลผยู ง่ิ และผหู ยอน. หมายความ วา ความรจู ักเลอื กวา น้ีเปนผยู ิง่ คือดี นี้ผูห ยอ นคือไมด ี. วธิ เี ลือกคอื แยกบคุ คลออกเปน ๒ พวก พวกใดใครเห็นผปู ระเสรญิ ใครฟ งธรรม ตงั้ ใจฟงจําได พจิ ารณาเนือ้ ความธรรมทจ่ี ําได รทู วั่ ถงึ เหตแุ ลวปฏบิ ตั ิ ธรรมตามสมควร เพอ่ื ประโยชนแกตนและแกผูอ่นื พวกนนี้ บั วา ดี นา สรรเสริญ ควรคบ สวนพวกที่ตรงกันขา ม เปน คนไมด ี นาตาํ หนิ ไม ควรคบ. เมอื่ คัดเลอื กออกเปน ๒ พวกแลว ก็คบเฉพาะกบั คนดี ไมคบคน ไมด ี จึงจะเปน คนดี สมดว ยพระบาลวี า ย เว เสวติ ตาทโิ ส คบคน ใด กเ็ ปนเชน กบั คนนน้ั ดงั น้ี. สปั ปรุ ิสธรรมอีก ๗ อยาง ๑. สตั บรุ ษุ ประกอบดวยธรรม ๗ ประการ คอื มีศรทั ธา มี ความละอายตอ บาป มคี วามกลัวตอบาป เปน คนไดยนิ ไดฟ ง มาก เปน คนมีความเพียร เปนคนมสี ติม่นั คง เปน คนมปี ญญา. ๒. จะปรกึ ษาสงิ่ ใดกับใคร ๆ กไ็ มปรกึ ษา เพ่อื จะเบียดเบยี นตน และผูอน่ื . ๓. จะคิดสง่ิ ใด กไ็ มคดิ เพ่อื จะเบยี ดเบียนตนและผอู ื่น. ๔. จะพูดส่งิ ใด กไ็ มพ ดู เพ่อื จะเบียดเบียนตนและผอู ื่น. ๕. จะทําสิง่ ใด กไ็ มทํา เพือ่ จะเบยี ดเบยี นตนและผูอ่ืน. ๖. มคี วามเห็นชอบ มเี ห็นวา ทาํ ดไี ดด ี ทาํ ชั่วไดชว่ั เปนตน .

แบบประกอบนกั ธรรมตรี - อธิบายธรรมวิภาค ปรเิ ฉทท่ี ๑ - หนาที่ 198 ๗. ใหท านโดยเคารพ คอื เออ้ื เฟอแกข องท่ีตัวให และผูรบั ทาน นน้ั ไมทาํ อาการดจุ ทงิ้ เสยี . นัย. ม. อปุ . ๑๔/๑๑๒ อธบิ ายศัพท ๑. ธรรม ๗ ประการ มศี รัทธา เปน ตน อธบิ ายแลว ขางตน . ๒. ๓. ๔. ๕. หมายความวา ธรรมดาสัตบรุ ุษเมอ่ื ปรึกษา คือ สนทนาแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นกับผูอ่ืนกต็ าม จะคดิ ตามลําพงั ตนกต็ าม จะพูดใหใ ครฟง กต็ าม จะทาํ การใดก็ตาม มุง ความสงบสขุ แกทกุ ฝาย ไม ใหใ คร ๆ เดอื ดรอนเพราะพฤตกิ รรมของตน, ทําตนใหมีกาย วาจา ใจ สงบ บริสทุ ธิ์ครบไตรทวารดว ยสจุ รติ ๓ อยาง. ๖. มีความเห็นชอบ อธิบายแลวในสุจรติ ๓ อยา ง. (หนา ๓๗) ๗. ใหท านโดยเคารพ มี ๒ อยางคอื เคารพในทาน คือของท่ี ให ๑ เคารพในผูร ับทาน คอื ผรู ับของที่ให ๑ หมายความวา เมือ่ มขี องท่ี ควรให มีศรัทธาจะให มผี ูร บั พรอ ม กใ็ หดว ยความเอื้อเฟอ ไมแ สดง กริ ิยาทางกาย ทางวาจาหยาบคาย เปนเชิงดูหม่ิน ในของท่ีใหหรอื ในคน ผรู ับของนน้ั , แสดงกริ ิยาสภุ าพเรยี บรอยในการให. อธิบายชอ่ื หมวดธรรม สปั ปุรสิ ธรรม ตัดบทเปน สัง แปลวา ด,ี หรือ สันตะ แปลวา ผสู งบ. ปรุ สิ ะ แปลวา คน. รวมเขาเปน สปั ปุรสิ ะ หรือ สตั บรุ ษุ (อา นวา สัดบหุ รุด) แปลวา คนดี หรือคนสงบ. สปั ปรุ สิ ะ + ธรรม = สปั ปุรสิ ธรรม แปลวา ธรรมของคนดี, ธรรมของคนผูส งบ.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook