Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Funda-Nursing ฉบับปี 2023

Funda-Nursing ฉบับปี 2023

Published by jitrada.sin, 2023-06-11 13:00:28

Description: Funda-Nursing2023

Keywords: Fundamental,Funda Nursing,Funda,Nursing,Basic,Basic nursing,PBRU,Jitrada,Nurse

Search

Read the Text Version

แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 11 หลกั การและเทคนิคการพยาบาลพ้ืนฐาน ในการสวนอจุ จาระและการสวนปสั สาวะ หัวขอ้ เนอ้ื หาประจำบท 1. ความผดิ ปกตขิ องการขับถา่ ยอุจจาระ 2. หลักการและวธิ ีการสวนอุจจาระ 3. ความผดิ ปกตขิ องการขบั ถา่ ยปสั สาวะ 4. หลักการและวิธีการสวนปสั สาวะ 5. หลักการและเทคนคิ การการบนั ทกึ ปริมาณน้ำเข้า-ออก จำนวนช่วั โมงท่ีสอน: ภาคทฤษฎี 2 ช่วั โมง ภาคทดลอง 2 ชวั่ โมง วัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤตกิ รรม 1) อธิบายหลกั การและวธิ ีการสวนอจุ จาระและการสวนปัสสาวะได้ 2) วางแผนการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะจากการใส่คาสาย สวนปสั สาวะได้ 3) ปฏิบัติการสวนปัสสาวะผู้ป่วยเสมือนในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงได้ถูกต้องทั้งเพศ ชายและเพศหญงิ 4) ปฏิบัติการสวนปัสสาวะผู้ป่วยเสมือนด้วยความความเอื้ออาทร เคารพในคุณค่าและ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มษุ ย์ 5) บันทึกปรมิ าณนำ้ เขา้ -ออกรา่ งกายตามโจทย์สถานการณ์ได้ถูกตอ้ ง 6) ดูแลความสะอาด ความเรียบร้อยของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกปฏิบัติ ใน หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารและหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารเสมอื นจรงิ อย่างสม่ำเสมอ วิธีสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอน 1. วิธีสอน 1.1 บรรยายแบบมสี ่วนร่วม 1.2 อภปิ รายกลุ่ม 400

1.3 มอบหมายงานกรณีศึกษา 1.4 สอนสาธติ และสาธติ ยอ้ นกลับ 1.5 ฝกึ ปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจรงิ 2. กิจกรรมการเรียนการสอน 2.1 ขั้นนำ สอบถามผู้เรียนถึงผลกระทบของการปัสสาวะไม่ได้ กระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมแสดง ความคิดเหน็ 2.2 ข้ันสอน 1) บรรยายประกอบ Power point presentation เรื่อง ความผิดปกติของการขับถ่าย หลักการและเทคนิคการสวนอุจจาระ หลักการและเทคนคิ การการสวนปัสสาวะ 2) บรรยายประกอบสื่อวิดีทัศน์เรื่อง การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว เปิดโอกาสให้ผู้เรียน สอบถามขอ้ สงสยั 3) มอบหมายกรณีศึกษา ผปู้ ว่ ยมีปญั หาใส่คาสายสวนปสั สาวะ มอบหมายให้ผู้เรียนร่วมกัน วางแผนการพยาบาลผู้ป่วยป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะจากการใส่คาสายสวนปัสสาวะ โดยใช้ขอ้ มลู จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ (evidence based) 4) สอนสาธติ การบันทึกปริมาณน้ำเข้า-ออก และมอบหมายงานให้ผู้เรียนบันทึกสารน้ำเข้า- ออกตามโจทย์สถานการณ์ สุ่มผู้เรยี นนำเสนอหน้าชัน้ เรียน 5) สอนสาธติ การการสวนปสั สาวะเป็นคร้ังคราว 6) มอบหมายฝึกปฏิบัติการการสวนปสั สาวะเป็นครงั้ คราวในสถานการณ์จำลองเสมอื นจริง สอื่ การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. โปรแกรมสำเรจ็ รปู Power Point Presentation, Quizizz.com 3. สอื่ วดิ ที ัศน์ประกอบการสอนใน YouTube channel: nursing practice 4. กรณศี ึกษาในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง 5. วสั ดุ อุปกรณ์ ห่นุ ในห้องปฏบิ ตั กิ ารและหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารเสมือนจริง การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. การสังเกตการมสี ่วนร่วมในอภิปราย การตอบคำถาม พฤตกิ รรมการปฏิบตั ิการพยาบาล ด้วยความเอื้ออาทร ผ่านแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ วชิ าชพี พยาบาล (ภาคผนวก ก.) 401

2. การนำเสนองานกรณีศึกษาในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ผ่านแบบประเมิน กรณศี กึ ษา (ภาคผนวก ค.) 3. การเล่นเกมตอบคำถามท้ายบท ผลคะแนนการเล่นเกมตอบคำถามท้ายบทถูกต้อง ร้อย ละ 80 ขน้ึ ไป 4. ประเมินทกั ษะปฎิบัตกิ ารสวนปัสสาวะเป็นครง้ั คราว ผา่ นแบบประเมนิ ทกั ษะปฏิบตั ิ 402

บทที่ 11 หลกั การและเทคนคิ การพยาบาลพ้ืนฐาน ในการสวนอจุ จาระและการสวนปสั สาวะ การสวนอุจจาระและการสวนปัสสาวะเป็นหัตถการในการแก้ปัญหาของการขับถ่าย โดย การสวนอุจจาระเป็นการแก้ปัญหาอาการท้องผูกที่ให้การพยาบาลหรือการรักษาอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล สำหรับการสวนปัสสาวะนั้นใช้ในกรณีของปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ผู้ป่วยไม่สามารถถ่าย ปัสสาวะไดห้ รอื อาจใช้ในกรณีการเตรียมความพร้อมผปู้ ว่ ยก่อนการผา่ ตัดดว้ ย โดยรายละเอยี ดดงั นี้ 11.1 ความผิดปกตขิ องการขบั ถ่ายอจุ จาระ การขบั ถา่ ยอุจจาระเป็นกลไกหนึ่งของร่างกายในการกำจัดสารพิษ หรือกากของเสียที่เหลือ จากการย่อยและดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร โดยเมื่อมีอุจจาระจำนวนมากพอ จะดันให้ผนังลำไส้ ยืดออก เกิดการกระตุ้นเส้นประสาททำให้รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระ กล้ามเนื้อหูรูดเกิดการคลายตัว แลว้ ขับถา่ ยออกมา ความผิดปกตขิ องการขบั ถ่ายอจุ จาระท่ีพบได้ทีต่ ้องได้รบั การสวนอจุ จาระ มีดงั น้ี 1) ท้องผูก (Constipation) หมายถึง การถ่ายอุจจาระน้อยกว่าปกติ หรือน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ มีอาการถ่ายลำบาก อุจจาระแข็ง สาเหตุของท้องผูกอาจเกิดจาก ดื่มน้ำ รับประทาน อาหารไมเ่ พียงพอ การเคลือ่ นไหวรา่ งกายนอ้ ย ชวี ิตที่เร่งรบั ไม่ไดถ้ ่ายอจุ จาระเมือ่ เกิดอาการปวดถ่าย 2) การอดั แนน่ ของอุจจาระ (impact facies) เป็นอาการท่ีสบื เนือ่ งมาจากการท้องผูก 11.1.1 การพยาบาลผ้ปู ่วยท่มี ภี าวะทอ้ งผกู หรืออุจจาระอัดแนน่ 1) แนะนำการด่มื น้ำให้เพยี งพอ วนั ละ 2,000 – 2,500 มลิ ลลิ ติ ร รบั ประทานอาหารที่มี กากใย เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซอ้ มมอื เพือ่ ช่วยให้อจุ จาระอ่อนนมุ่ 2) ช่วยเหลือการขับถ่ายอุจจาระ โดยให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่เป็นธรรมชาติ หากไม่สามารถ ไปหอ้ งน้ำได้ ชว่ ยใส่หมอ้ นอนบนเตยี ง 3) การสวนอุจจาระ 403

11.2 หลักการและวธิ กี ารสวนอจุ จาระ การสวนอุจจาระ หมายถึงการใส่น้ำหรือน้ำยาเข้าในลำไส้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของ ลำไส้และขับเคลื่อนอุจจาระออกมา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือการสวนล้าง และการสวนเก็บ รายละเอยี ด ดังนี้ 1) การสวนล้าง (Cleansing enema or enema to be expelled) เป็นการสวนนำหรือ นำยาเข้าไปในลำไส้ใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของลำไส้โดยการทำให้เกิดการระคายเคือง ของ colon หรอื rectum รวมท้ังลำไส้โปง่ ตงึ แล้วขับอจุ จาระออกมา 2) การสวนเก็บ (Retention enema or enema to be retained) เป็นการสวนน้ำยาเข้า ไปเกบ็ ไวใ้ นลำไสใ้ หญ่ จำนวนน้ำยาที่ใช้ในผู้ใหญไ่ ม่เกนิ 200 มิลลลิ ติ ร มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื (1) ดูแลการขับถ่ายอุจจาระและการสวนอุจจาระในการแก้ปัญหาท้องผูก หรืออุจจาระ อดั แนน่ บรรเทาอาการทอ้ งผกู เม่อื ปฏิบัตใิ นกรณที ี่ใชว้ ธิ อี ่นื แล้วไมไ่ ด้ผล (2) สวนล้างลำไส้ใหญใ่ หส้ ะอาด เพ่อื การเตรยี มตรวจ เช่น X-ray การเตรียมคลอด และ เตรยี มผา่ ตดั และช่วยใหข้ บั ถ่ายเปน็ ปกตใิ นชว่ งเขา้ โปรแกรมฝกึ การขบั ถา่ ย (3) การสวนเก็บซึ่งมีจุดประสงค์ในการให้ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาถ่ายพยาธิ ช่วยให้ อุจจาระอ่อนตัว กระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวดีขึ้นและช่วยในการวินิจฉัยโรค เช่น การสวน barium (barium enema) 11.2.1 วธิ กี ารสวนล้างอุจจาระ (Cleansing enema or enema to be expelled) 1) เตรยี มนำ้ ยาสวนอจุ จาระ โดยนำ้ ยาสวนอุจจาระมีหลายชนิด ดงั น้ี (1) สารละลายท่ีมคี วามเข้มข้นนอ้ ยกว่าน้ำในเซลล์ (Hypotonic solution) เช่น น้ำ ธรรมดา ซง่ึ ใชใ้ นรายทเ่ี ตรียมผา่ ตดั โดยปกติใช้น้ำอนุ่ ปรมิ าณ 500-750 มิลลลิ ติ ร (2) สารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากับน้ำในเซลล์ (Isotonic solution) เช่น 0.9 % NSS ปรมิ าณทใี่ ช้ใกล้เคยี งกับน้ำธรรมดา (3) สารละลายทีม่ ีความเขม้ ข้นมากกว่าน้ำในเซลล์ (Hypertonic solution) ที่นิยม ใช้คือน้ำสบู่ เรียกว่า Soap suds enema (SSE) แต่อาจเกิดการระคายเคืองตอ่ เยื่อบุลำไส้และเกิด ลำไส้อักเสบตามมาได้ถ้าน้ำสบู่มีความเข้มข้นเกินไป ปริมาณน้ำสบู่ที่ใช้ใกล้เคียงกับน้ำธรรมดา ปัจจุบันมีน้ำยาสวนสำเร็จรูปในปริมาณ 130-200 มิลลิลิตร ประกอบด้วยเกลือซัลเฟตหรือเกลือ คลอไรด์เพื่อช่วยในการดึงน้ำจากลำไส้มาทำให้อุจจาระเกิดการอ่อนตัวลง การสวนด้วยน้ำยาสวน สำเร็จรูปจะทำให้สวนได้รวดเร็วและสะอาด น้ำยาเหล่านี้ ได้แก่ ฟลีท-อีนีมา (Fleet enema) หรือ ยนู ี-มา (Uni-ma) 404

รูปภาพท่ี 11-1 แสดงน้ำยาสวนอจุ จาระสำเรจ็ รูป ทมี่ า : https://www.fastfarma.com 2) เตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ หม้อสวนและเสาแขวน หัวสวน สายสวนอุจจาระ ชามรูปไตและ หมอ้ นอน วาสลีนหรอื เค-วาย เยลล่ี ผ้ายางรองกันเป้ือน ถงุ มอื กระดาษชำระ รูปภาพที่ 11-2 แสดงอุปกรณ์สวนอุจจาระ ที่มา: https://www.walmart.com 3) ประเมินการขับถ่ายอุจจาระของผู้ป่วยเกี่ยวกับปริมาณและลักษณะของอุจจาระ ถ้าพบ อาการเกี่ยวกับลำไสอ้ ักเสบต้องรายงานแพทยก์ ่อน เนอ่ื งจากเปน็ ข้อยกเว้นในการสวนอจุ จาระ 4) แจ้งใหผ้ ปู้ ว่ ยทราบ และบอกถึงวิธกี ารและการปฏิบัตติ วั ของผปู้ ว่ ยในขณะสวนอจุ จาระ 5) กั้นม่านเพอ่ื ความเป็นสว่ นตัว ปผู ้ายางรองกันเปื้อน 6) ลา้ งมอื ให้สะอาด สวมถุงมือสะอาด 405

7) จัดนอนท่าตะแคงซ้าย งอเข่าด้านบน (Sim’s position) เพื่อทำให้ลำไส้เก็บน้ำได้มาก ทส่ี ุด ถ้าไม่สามารถนอนในทา่ นี้ได้ ให้นอนในท่าทส่ี บาย รูปภาพที่ 11- 3 แสดงทา่ และวิธกี ารสวนอจุ จาระ ทีม่ า: https://www.jaypeedigital.com 8) ตรวจปมุ่ ปิดเปิด (Clamp) ทีห่ วั สวนให้อยู่ในสภาพปดิ แขวนหม้อสวนกับเสาแขวนให้สูง จากเตียงประมาณ 2 ฟุต ไล่อากาศออกจากสายสวน หล่อลื่นหัวสวนด้วย เค-วาย เยลลี่ ตรวจสอบ รอยตอ่ ระหวา่ งหวั สวนกบั สายสวนใหอ้ ย่ใู นสภาพยึดแน่น 9) ให้ผู้ป่วยเบ่งก้นเล็กน้อยจะเห็นรูทวารหนักชัดเจน สอดหัวสวนเขา้ ทวารหนักอย่างเบาๆ จนเกือบมิดหวั สวน จบั ตรงรอยตอ่ ของหัวสวนกับสายสวนไว้เพ่ือป้องกนั หวั สวนหลุดเข้าในทวารหนัก หรือน้ำยารั่วเปรอะเปื้อน เปิด Clamp ให้น้ำไหลเข้าช้าๆ เพื่อป้องกันอาการหดเกร็งตัวของลำไส้ ประมาณ 10 นาที และต้องระมัดระวังในการสอดหัวสวนสำหรับผู้ป่วยที่เป็นริดสีดวงทวารเนื่องจาก การมองไมเ่ ห็นรูทวาร จงึ อาจเกดิ การกระแทกรดิ สีดวงทวารทำให้เลือดออกได้ สอดหัวสวนเข้าไปให้ ลึกประมาณ 3 นิ้วหรือเกือบมิดหัวสวน ถ้าใช้สายสวนให้สอดลึกประมาณ 3 นิ้ว โดยสอดปลายสาย สวนไปทางสะดือของผู้ป่วยต่อจากนั้นหันทิศทางให้ขนานกับกระดูกสันหลังเพื่อไม่ให้ปลายสายทะลุ ลำไส้ 10) ถ้าผู้ป่วยอยากถ่ายอุจจาระระหว่างการเปิดน้ำเข้า แนะนำให้ผู้ป่วยหายใจเข้าออกทาง ปากเพื่อช่วยผ่อนคลายและปิดเปิดน้ำเป็นระยะๆ จนน้ำหมดเพื่อจะได้เก็บน้ำให้นานที่สุดอย่างน้อย 15 นาที จึงให้ลกุ ไปถ่ายอุจจาระ 406

11) ในรายทผ่ี ูป้ ่วยต้องนอนบนเตียง ให้สอดหม้อนอน ยกไม้กั้นเตยี งขนึ้ และออกมารอนอก ม่าน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกเก้อเขินขณะถ่าย วางออดสัญญาณไว้ใกล้มือผู้ป่วยเพื่อขอความช่วยเหลือได้ สะดวกเม่ือถา่ ยเสร็จพาไปหอ้ งน้ำในรายทลี่ ุกเดนิ ได้ สงั เกตและบนั ทกึ ลกั ษณะของอจุ จาระ 12) ช่วยผู้ป่วยทำความสะอาดเมื่อถ่ายเสร็จ เตรียมน้ำและสบู่สำหรับล้างมือให้ในรายที่ทำ ความสะอาดเองได้ จัดส่ิงแวดลอ้ มโดยการระบายอากาศสำหรบั ขจดั กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ 13) ในบางรายต้องสวนอจุ จาระจนกระท่ังถ่ายออกมาเป็นน้ำใสตามคำสง่ั การรักษา จึงต้อง สวนซ้ำเช่นเดิมอีก 2-3 ครั้ง ผู้ป่วยอาจรู้สึกมวนทอ้ งและอ่อนเพลียมาก ผู้ช่วยเหลือจึงต้องให้กำลังใจ ด้วย 14) เก็บอุปกรณ์ไปทำความสะอาดโดยการนำหัวสวนล้างผ่านน้ำจนเศษอุจจาระออก หมดแล้วแช่ด้วยน้ำยาระงับเชื้อ เช่น น้ำยาไลโซล (Lyzol solution) 2-5% หรือน้ำยาแซพลอน (Savlon solution) 1:30 นาน 30 นาที ส่วนสายสวน หม้อสวนใช้น้ำสบู่ล้างและเช็ดให้แห้ง ถ้า ตรวจดูหวั สวน สายสวน ถ้าพบว่ามีการชำรุดหรอื เสื่อมสภาพใหแ้ ยกไว้ ขอ้ ควรระวัง 1) ตรวจหัวสวนก่อนการสวนอุจจาระทุกครั้งเนื่องจากหัวสวนทีม่ ีการแตกหรือบิน่ อาจบาด เนื้อเย่ือทวารหนักได้ ให้เปลี่ยนใหม่ 2) สายสวนอาจมีรอยปริของสายยางได้โดยเฉพาะสายสวนทีม่ ีสภาพเก่า จะทำให้น้ำรั่วหก เปือ้ นทน่ี อนขณะทำการสวน วธิ กี ารทดสอบคือดูการไหลของน้ำกอ่ นนำไปที่เตยี งผู้ป่วย 3) ไม่แขวนหม้อสวนให้สูงเกินกว่า 2 ฟุต เนื่องจากจะทำให้น้ำมีแรงดันเพิ่มขึ้นเป็นผลให้ ลำไสถ้ ลอกได้ 11.2.2 การควกั อจุ จาระ (Fecal evacuation) การควักอุจจาระ หมายถึง การล้วงอุจจาระออกทางทวารหนกั เพื่อแก้ไขอาการอุจจาระอดั แน่น ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องนอนบนเตียงนาน ๆ ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผปู้ ว่ ยสูงอายุ ผูป้ ่วยมะเรง็ ท่ีไดร้ ับยาแก้ปวดบางชนิดท่ีทำใหเ้ กิดอาการทอ้ งผกู การควักอุจจาระ มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลการขับถ่ายอุจจาระและการสวนอุจจาระในการ แก้ปัญหาท้องผูก หรืออุจจาระอัดแน่น โดยการล้วงอุจจาระออกทางทวารหนัก มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดงั น้ี 1) ประเมินการขับถ่ายอุจจาระของผู้ป่วยเกี่ยวกับปริมาณและลักษณะของอุจจาระ ถ้า พบอาการเก่ียวกับลำไส้อกั เสบตอ้ งรายงานแพทย์กอ่ น 2) ตรวจสอบคำส่งั การรักษาของแพทย์ 407

3) แจ้งให้ผู้ป่วยทราบและบอกถึงวิธีการและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยในขณะควัก อจุ จาระ 4) เตรียมเครื่องใช้ ได้แก่ ถุงมือสะอาด ผ้ายางหรือกระดาษรองรับอุจจาระ วาสลินหรอื เค-วาย เยลลี่ 5) กนั้ มา่ นเพื่อความเปน็ ส่วนตัว ปผู ้ายางรองกันเปือ้ น 6) ล้างมือใหส้ ะอาด สวมถุงมือสะอาด 7) จัดนอนทา่ ตะแคง วางกระดาษรองรับอุจจาระไวข้ ้างตวั ผูป้ ่วย 8) หลอ่ ล่ืนปลายนิ้วชหี้ รือน้ิวท่จี ะควกั อุจจาระดว้ ยเค-วาย เยลลี 9) ให้ผู้ป่วยเบ่งก้น สอดนิ้วที่หล่อลื่นเข้าทางทวารหนักสำรวจความแข็ง ความนุ่มของ อุจจาระ และควักอุจจาระออกคร้ังละน้อยๆ ถา้ ควกั คร้ังละมากๆจะทำให้อุจจาระท่ีแขง็ และแห้งบาด ทวารได้ การควักอุจจาระจะทำให้ผูป้ ่วยเจ็บปวดมาก ผู้ป่วยอาจเกิดการช็อกที่เรียกว่าวาลซาวา แมน นิวเวอร์ (Valsava maneuver) ได้ ดงั น้ันจึงตอ้ งทำดว้ ยความระมัดระวัง รูปภาพท่ี 11-4 แสดงการควักอจุ จาระ ทีม่ า: https://bowelelimination.wordpress.com 10) ถ้าอจุ จาระท่ีควักออกมามลี ักษณะที่นมุ่ พอในการถ่ายออกเองได้ ให้ทำความสะอาด บรเิ วณทีเ่ ปื้อน ถอดถงุ มือและนำกระดาษทร่ี องรับอจุ จาระไปทิง้ 11) สอดหม้อนอนให้ผู้ป่วยยกไม้กั้นเตียงขึ้น ไขหัวเตียงสูงเมื่อช่วยในการเบ่งอุจจาระ วางออดสญั ญาณไว้ใกล้มอื ผปู้ ่วยและให้ถ่ายอุจจาระเองตามลำพงั 12) ถ้าแผนการรักษามีการสวนอุจจาระให้ทำการสวนอุจจาระต่อตามขั้นตอนการสวน อุจจาระ 408

11.2.3 การสวนอจุ จาระเพื่อระบายกา๊ ซ การสวนอุจจาระเพื่อระบายก๊าซ หมายถึงการใส่สายยางเข้าทางทวารหนักเพื่อระบายก๊าซ ออกจากลำไส้ใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอาการแน่นอึดอัดจากก๊าซที่ใส่เข้าไปในลำไส้ใหญ่เพ่ือ ตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscope) หรือจากการเผาผลาญอาหารโปรตีน รวมถึงการกลืนก๊าซเข้าไป ขณะพูดคุย กินอาหารหรือดื่มน้ำและในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเดินทำให้ไม่สามารถเรอหรือผายลม ตามธรรมชาตไิ ด้ วิธีปฏิบตั ิ ดังน้ี 1) เตรียมอุปกรณ์ สายยางสวนปลายมน วาสลนิ หรอื เค-วาย เยลล่ี กระดาษชำระ ชาม รูปไตใส่น้ำสะอาด 2) จัดใหผ้ ู้ปว่ ยนอนตะแคงซา้ ย 3) หล่อล่นื ปลายสายสวนด้วยวาสลนิ หรอื เค-วาย เยลลี่ 4) สอดสายสวนเข้าทวารหนักลึกประมาณ 4 นิว้ 5) จุ่มปลายสายสวนอีกดา้ นหน่ึงลงน้ำสะอาดในชามรปู ไตทเ่ี ตรียมไว้ จะเหน็ ฟองอากาศ ผุดขึ้นในน้ำ เมื่อฟองอากาศลดน้อยลง ให้ขยับสายสวนออกทีละน้อยๆ จนไม่พบฟองอากาศออกมา และผปู้ ่วยรสู้ กึ สบายขนึ้ 11.2.4 การสวนอจุ จาระทางทวารเทียม การสวนอุจจาระทางทวารเทยี ม หมายถงึ การใส่สายสวนเข้าทางรูเปดิ ของลำไส้บริเวณหน้า ทอ้ งซึ่งเป็นทวารเทียมเพ่ือขับอุจจาระ อุจจาระที่ขับออกมาจะมีลกั ษณะแตกต่างกันตามตำแหน่งของ ลำไส้ที่มาเปิดออกทวารเทียมจากลำไส้เล็ก (Iliostomy) ด้านขวาไม่จำเป็นต้องสวนเนื่องจากมี ลักษณะเป็นน้ำและไหลออกตลอดเวลา อุจจาระที่ออกจากทวารเทียมของลำไส้ใหญ่ (Colostomy) ทางดา้ นซ้ายจะนุ่มและเป็นตวั ถ้ารับประทานอาหารที่มีกากใยมากหรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดจะทำ ใหม้ ีลักษณะหยาบเป็นกอ้ นและเกดิ การอดุ ตันทวารเทยี มจงึ ต้องมีการสวนอจุ จาระ มีวัตถุประสงค์เพื่อระบายอุจจาระที่มีการอุดตัน ปรับระบบการขับถ่ายอุจจาระทางทวาร เทียมให้เปน็ เวลาตามต้องการ มวี ธิ ีในการปฏิบตั ิ ดังนี้ 1) เตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ ดังนี้ ถุงระบายอุจจาระชนิดปลายเปิดระบายทางก้นถุง พร้อมแป้นยึดถุง หม้อสวน และปุ่มปิดเปิด (Clamp) น้ำยาทำความสะอาดผิวหนังเป็นน้ำเกลือ (Normal saline solution) 0.9% ใสน่ ำ้ สวน 500-1500 มลิ ลิลติ รอณุ หภมู ิพอเหมาะทดสอบจากหลัง มอื สายสวน หัวสวนรูปกรวยและเค-วาย เยลล่ี 2) ทำความสะอาดผิวหนังบรเิ วณรอบๆทวารเทียมดว้ ย N.S.S. ซบั ให้แห้ง ใช้ถุงระบาย อุจจาระชนิดเปิดแบบ 2 ชิ้น โดยลอกกระดาษส่วนที่ปิด plaster เหนียวของชิ้นที่เป็นแป้นยึดและ ครอบลงเป็นทวารเทียมให้ด้าน plaster แนบกับผิวหนังผู้ป่วย รีด Plaster จากบนลงล่างให้ติดกับ ผวิ หนัง ระวงั การยับยน่ เพราะจะทำให้นำ้ ร่วั ซมึ ได้ 409

3) ต่อสายยางกับหม้อสวนแล้วต่อหัวสวนกับสายสวน ปิด Clamp ไว้ก่อน ถ้าใช้น้ำยา สำเร็จรูปที่ปลายขวดน้ำยาจะมีลักษณะเหมือนหัวสวน และมีสารหล่อลื่นพร้อมใช้เพื่อลดการระคาย เคอื งเนือ้ เย่อื 4) ถอดคลิปทีห่ นบี ปลายถุงออกและร่นปลายถงุ ขึ้นจนสามารถสอดหัวสวนทางปลายถุง ได้ 5) หล่อล่ืนหวั สวนดว้ ยเค-วาย เยลลี่ 7) ในรายที่ใช้น้ำธรรมดาสวนให้เปิด clamp ไล่อากาศออกจากสายสวนจนหมด โดย สงั เกตน้ำท่เี อ่อปลายหัวสวน 8) สอดหัวสวนเข้ากับปากทวารเทียมโดยผ่านทางปลายถุงระบาย ถ้าใช้หัวสวนแบบ กรวยซึ่งชว่ ยไม่ใหน้ ำ้ รว่ั เลอะเทอะตอ้ งดใู หแ้ นบพอดีกับทวารเทยี ม 10) เปิดนำ้ ไหลเขา้ ช้าๆ ในการสวน 1,000 มล. จะใชเ้ วลาประมาณ 15 นาที 11) ให้ผู้ป่วยหายใจเข้าออกลึกๆทางปากและปิด Clamp เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดถ่าย และเปดิ Clamp เมื่ออาการปวดทเุ ลา เป็นระยะๆจนกระท่งั ผูป้ ว่ ยทนไมไ่ ด้ 12) ถอดหัวสวนออกและนำปลายถงุ รองรบั อจุ จาระห้อยลงหมอ้ นอนหรือชักโครก 13) ให้นำ้ ไหลผา่ นถงุ จนกระทง่ั น้ำทอ่ี อกจากถงุ ระบายมีลักษณะใส ไมม่ ีอจุ จาระปน จะ ใชเ้ วลาประมาณ 1 ชั่วโมง ฉีดน้ำล้างถงุ ระบายใหส้ ะอาด 14) ปลดถงุ ระบายออก ทำความสะอาดทวารเทยี มและผิวโดยรอบ ซบั แห้งและครอบถุง ระบายทส่ี ะอาดใช้ clip หนบี ถงุ ส่วนท่เี ป็นปลายเปิดเพื่อไมใ่ ห้นำ้ ร่วั 15) ทำความสะอาดเคร่อื งใช้ จดั สภาพแวดลอ้ มใหเ้ รียบร้อย ขอ้ ควรระวงั 1) ไม่สวนอุจจาระในผู้ป่วยที่มีอาการลำไส้อักเสบทางเดินอาหารอุดตัน (Gut obstruction) ไดร้ บั รังสีรักษา เคมบี ำบัดหรือได้รบั ยาสเตยี รอยด์ขนาดสูง 2) ควรสวนในเวลาเดมิ ทกุ คร้งั เพ่อื จดั ระบบขับถา่ ยให้เป็นเวลา 11.3 ความผิดปกติของการขับถ่ายปสั สาวะ ระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract) เริ่มต้นจากไต ท่อไต กระเพราะปัสสาวะ ท่อ ปสั สาวะ มาจนถึงทางออกของปัสสาวะโดยความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะมีดงั นี้ 1) Anuria หมายถงึ ไม่มปี ัสสาวะหรือจำนวนปัสสาวะน้อยกวา่ 100 มิลลลิ ติ รใน 24 ชัว่ โมง โดยสาเหตุของการไม่มีปัสสาวะอาจเกิดได้จากความผิดปกติของไตที่ไม่สามารถกรองของเสียแล้วขับ ออกมาทางปัสสาวะ รวมทั้งความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะที่ถูกปิดกั้น การมีปัสสาวะคั่งอยู่ใน 410

กระเพาะปัสสาวะ (urinary retention) แต่มีความผิดปกติของการกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ไม่สามารถระบายปัสสาวะออกมาได้ 2) Oliguria หมายถึง มปี ัสสาวะออกน้อยกวา่ 400 มิลลิลติ รใน 24 ช่วั โมง ในกรณีน้ีมักเกิด จากความผดิ ปกติของระบบทางเดนิ ปสั สาวะ เช่น มนี ่ิว ซึ่งทำให้ภายหลังปัสสาวะจะมปี ริมาณปัสสาวะ คา้ งในกระเพาะปัสสาวะ (residual urine) มากกว่า 50 มิลลิลิตร 3) Polyuria หมายถึง การมปี สั สาวะมากกวา่ ปกติ ซง่ึ โดยปกตปิ ริมาณปัสสาวะจะใกล้เคียง กับปริมาณน้ำที่ได้รับเข้าไป ซึ่งสาเหตุของการมีปัสสาวะมากกว่าปกติที่พบบ่อยเกิดได้ในผู้ป่วยที่มี ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน (Diabetes mellitus) เบาจืด (Diabetes insipidus) ซึ่งเปน็ ความผดิ ปกติของ antidiuretic hormone 4) Nocturia หมายถึง การปัสสาวะมากในตอนกลางคืน ซึ่งเกิดขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ ผสู้ งู อายุ ภาวะโรคตอ่ มลูกหมากหรอื อาการขา้ งเคียงของการรบั ประทานยาต่าง ๆ 5) Dysuria หมายถึง การปัสสาวะลำบาก ซึ่งเกิดได้จากการระบบทางเดินปัสสาวะถูก ระคายเคือง การเกดิ อบุ ัติเหตกุ บั ระบบทางเดนิ ปัสสาวะ 6) Incontinence หมายถึง อาการกลัน้ ปัสสาวะไมอ่ ยู่ ซ่ึงมกั เกิดในผสู้ งู อายุ เนื่องจากความ แข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื หรู ูดท่ลี ดลง 7) Neurogenic bladder หมายถึง ภาวะกระเพาะปัสสาวะพกิ าร สาเหตเุ นื่องมาจากความ ผิดปกติของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะคั่งค้างภายหลังการปัสสาวะ (post - voiding residual urine, RU) 11.4 หลักการและวธิ กี ารสวนปสั สาวะ การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะด้วยการการสวนปัสสาวะ (Urinary catheterization) เป็นการใส่สายยางเพ่อื ระบายปัสสาวะออกมามีหลายประเภท ดงั น้ี 11.4.1 External catheters หรือ condom catheter เป็นการใส่ถุงยางอนามัยที่ต่อ กับสายยางเพือ่ ระบายปัสสาวะในผู้ป่วยชายที่ไมส่ ามารถกลั้นปัสสาวะได้ การใส่ condom catheter มขี ้นั ตอนดงั นี้ 411

1) ตรวจสอบคำสั่งการรักษา สอบถามชือ่ ผู้ปว่ ย นามสกุลผู้ป่วย ตรวจสอบความถูกต้อง ของป้ายข้อมือผู้ป่วย สอบถามการแพ้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการให้การพยาบาลผิดพลาด เคารพ ในสทิ ธิผู้ป่วย 2) ลา้ งมอื ให้สะอาดด้วยสบู่หรอื แอลกอฮอล์ เจลเพือ่ ปอ้ งกนั การแพร่กระจายเช้อื โรค 3) อธิบายเหตุผลของการใส่ condom catheter ขั้นตอนวิธีการใส่ให้ผู้ป่วยรับทราบ เพอ่ื เปน็ การใหค้ วามรผู้ ้ปู ว่ ย ชว่ ยลดความวิตกกงั วลได้ 4) ประเมินผิวหนังบริเวณอวยั วะเพศชาย เพื่อการเลือกวิธีการสวนปัสสาวะทีเ่ หมาะสม เช่น กรณอี วัยวะเพศบวม แดง ผวิ หนังบรเิ วณอวัยวะเพศมรี อยแผล อาจตอ้ งเลือกการสวนปสั สาวะวิธี อ่ืน 5) เตรียมอปุ กรณ์เครอ่ื งมอื เครื่องใช้ ไดแ้ ก่ (1) อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดอวยั วะสบื พันธภุ์ ายนอก สบู่ น้ำเปลา่ (2) ถุงยางอนามัย (condom) สายสวนปัสสาวะ (urine catheter) ถุงรองรับน้ำ ปัสสาวะ (urine bag) เตรียมถุงยางระบายสายสวนปัสสาวะโดยนำสายสวนปัสสาวะต่อเข้ากับ กระเปาะของ condom แล้วใช้พลาสเตอร์พันห่างจากกระเปาะ condom ประมาณ 2 นิ้ว เป็น 2 ปลอ้ งแล้วตลบ condom กลับด้าน ใช้กรรไกรตดั ปลาย condom ให้เป็นรเู ลก็ ๆ เพ่อื ระบายปสั สาวะ ออกมา แล้วตลบถุงยางอนามัยขึ้นจะทำให้ได้ถุงยางอนามัยเพื่อระบายปัสสาวะที่มีลักษณะคล้ายรูป กรวย- ถงุ มอื สะอาด (3) พลาสเตอร์ 6) เตรียมสถานที่เป็นส่วนตัว ปิดม่าน จัดท่านอนหงาย (supine position) ห่มผ้าให้ ผปู้ ่วยเพ่ือเป็นการเคารพในสทิ ธิผปู้ ว่ ยและเพ่ือให้ใส่ condom catheter ได้สะดวก 7) ล้างมือให้สะอาด สวมถุงมือสะอาด ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธ์ุ แล้วเช็ดให้แห้ง เพ่ือปอ้ งกันการแพร่กระจายเชอื้ โรค 8) สวม condom ให้ถึงโคนองคชาต โดยไม่ต้องร่นหนังหุ้มปลายองคชาต จัดให้สาย ระบายปัสสาวะหา่ งจากปลายองคชาต ประมาณ 1- 2 นิ้ว เพอ่ื ป้องกันสายสวนปสั สาวะโดนปลายองค ชาต ทำใหเ้ กดิ การระคายเคืองได้ 9) พันพลาสเตอร์รอบ ๆ โคนองคชาตไม่ให้หลวมหรือแน่นเกินไปแขวนถุงรองรับ ปสั สาวะให้ตำ่ กว่าตัวผู้ปว่ ยป้องกนั การไหลยอ้ นของปัสสาวะ 412

10) ให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติในการดูแลสายสวนปัสสาวะเพื่อป้องกันการติดเชื้อใน ระบบทางเดนิ ปสั สาวะ รูปภาพท่ี 11-5 แสดงลักษณะของ condom catheter ท่มี า: https://royhealthcare.com 11.4.2 Straight catheters หรือ Intermittent catheter หมายถงึ การสวนท้ิงหรือ การสวนปสั สาวะเป็นครั้งคราว เพ่อื การระบายปสั สาวะออกจากกระเพาะปสั สาวะในรายที่ไม่สามารถ ขบั ถา่ ยปสั สาวะได้เองตามปกติหรือมปี สั สาวะค่ังค้างในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ผ้ปู ่วยรู้สึกสบาย และ เพ่ือการเก็บปัสสาวะส่งตรวจ วนิ ิจฉัยและเตรียมผา่ ตัด โดยมีวธิ ีการดงั น้ี 1) ตรวจสอบคำสั่งการรักษา สอบถามชื่อผู้ป่วย นามสกุลผู้ป่วย ตรวจสอบความถูกต้อง ของปา้ ยขอ้ มือผู้ป่วยเพือ่ ป้องกนั การให้การพยาบาลผิดพลาด 2) ล้างมอื ให้สะอาดดว้ ยสบูห่ รือแอลกอฮอล์ เจล เพื่อปอ้ งกนั การแพร่กระจายเชอ้ื โรค 3) อธิบายเหตุผลของการใส่สายสวนปัสสาวะ ขั้นตอนวิธีการใส่คร่าว ๆ ใหผ้ ้ปู ่วยรับทราบ เพ่อื เป็นการเคารพในสทิ ธิผู้ป่วยและชว่ ยลดความวติ กกงั วลได้ 4) เตรียมอปุ กรณเ์ คร่ืองใช้ ดงั น้ี (1) ชุดสวนปัสสาวะปลอดเชื้อ ประกอบด้วยชาม 1 ใบขนาด 500-1,000 มิลิลิตร กอ๊ ซพบั สี่เหลี่ยม 1 ช้นิ ถ้วยเลก็ 1 ใบสำลี 7 กอ้ น ใสใ่ นถว้ ยเลก็ ผา้ สเ่ี หล่ยี มเจาะกลาง 1 ผืนพบั วางไว้ (2) สายสวนปัสสาวะยางแดง (urethral catheter / rubber tube) สะอาด ปราศจากเชอ้ื ขนาดใหเ้ หมาะสม เด็กใชข้ นาด 6-10 Fr. ผู้ใหญ่ใชข้ นาด12-16 Fr. (3) ถุงมอื ปลอดเชอ้ื 2 คู่ (4) สารหลอ่ ลืน่ ปลอดเชอื้ เชน่ K-Y Jelly 413

(5) Normal Saline 0.9% หรอื นำ้ ยาระงบั เช้ือ (6) ขวดเกบ็ ปัสสาวะ กรณตี ้องการปสั สาวะสง่ ตรวจ (7) ชามรปู ไตพร้อมถุงขยะเล็ก 1 ใบ (8) ไฟฉายหรือโคมไฟ รูปภาพท่ี 11-6 แสดงสายสวนปัสสาวะยางแดง (urethral catheter / rubber tube) ท่ีมา: https://healthcaredme.com 5) กั้นม่านและปิดตาผู้ป่วย จัดท่านอนหงายชันเข่า (dorsal recumbent position) ผู้ป่วยหญิง และจัดท่านอนหงาย (dorsal position) ในผู้ป่วยเพศชาย หลังจากนั้นคลุมผ้าให้ผู้ป่วย เปิดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธ์เพื่อเป็นการเคารพสิทธิผู้ป่วยและถูกต้องตามหลักการไม่เปิดเผย ผปู้ ่วย 6) นำชุดสวนปสั สาวะวางไว้ระหวา่ งขาของผูป้ ่วยใกล้อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก เปิดห่อผ้า ออกทั้ง 4 มุมและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยเทคนิคปลอดเช้ือเพื่อให้มีพื้นที่สะอาดและไม่เกิดการ ปนเป้ือน รูปภาพที่ 11-7 แสดง การเปิดชดุ สวนปสั สาวะระหว่างขาของผ้ปู ว่ ย ที่มา: YouTube channel: Nursing Practice 414

7) เท 0.9% Normal Saline หรือน้ำยาระงับเชื้อโรคลงบนสำลีในชามกลมพอให้สำลี เปยี กชุ่มเพอ่ื ใช้ทำความสะอาดอวัยวะสบื พนั ธ์ 8) บบี สารหลอ่ ล่ืนลงบนก๊อซในชามรปู ไต 9) ใสถ่ งุ มือดว้ ยเทคนิคปลอดเช้อื 10) หยิบถ้วยเล็กเข้าไปวางใกล้อวัยวะเพศและทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก (flushing) แล้วหยิบถ้วยเล็กทเ่ี หลือสำลี 1 ก้อนเล่อื นออกไป 11) เปลีย่ นถงุ มือค่ใู หม่ (ลา้ งมอื ก่อนใสถ่ ุงมอื คูใ่ หม่) 12) คลี่ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางคลุมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้ช่องเจาะกลางอยู่ บริเวณอวยั วะสืบพันธุ์ภายนอกดว้ ยเทคนคิ ปราศจากเชื้อ 13) ทาปลายสายสวนปัสสาวะด้วยสารหล่อลื่นในผู้หญิงยาว 1-2 นิ้ว ในผู้ชายยาว 6-8 น้วิ วางไวใ้ นชามรปู ไต 14) สอดใส่สายสวนปัสสาวะ - ในเพศหญิง ใช้มอื ข้างที่ไมถ่ นัดแหวกแคมใน (labia minora) มอื อีกข้างหยิบสำลีท่ี เหลือเช็ดรูเปิดทางเดินปัสสาวะ (external urethral orifice) ซึ่งเป็นรูขนาดเล็กอยู่เหนือปากช่อง คลอด (vagina) ประมาณ 1 เซนติเมตร หยิบชามกลมใบใหญ่ สำหรับใส่น้ำปัสสาวะวางไว้ใกล้ผู้ป่วย สอดใส่สายสวนปัสสาวะ สอดสายสวนปัสสาวะ 2-3 นิ้วหรือมีปัสสาวะไหลออกมาเลื่อนมือที่แหวก แคมใน (labia minora) มาจับสายสวนไว้ รูปภาพท่ี 11-8 แสดงการใสส่ ายสวนปสั สาวะในผปู้ ว่ ยเพศหญงิ ท่มี า: YouTube channel: Nursing Practice 415

- สำหรับเพศชายใช้มือข้างท่ีไม่ถนัดจับองคชาติทำมุม 90o กับร่างกาย และใช้มือ ถนัดคีบสำลีเช็ดบริเวณรเู ปดิ ของท่อปัสสาวะ (external urethral orifice) บอกให้ผปู้ ว่ ยหายใจยาวๆ คอ่ ยๆสอดสายสวนปัสสาวะเข้าไปในรเู ปดิ ของท่อปสั สาวะ (external urethral orifice) ลึกอยา่ งนอ้ ย 6-8 นว้ิ หรือจนมปี ัสสาวะไหลลงสชู่ ามรูปไต รปู ภาพที่ 11-9 แสดงการใสส่ ายสวนปัสสาวะในผ้ปู ว่ ยเพศชาย ที่มา: YouTube channel: Nursing Practice 15) ถ้าต้องเก็บปัสสาวะส่งตรวจ ให้ใช้ขวดรองรับจากปลายสายสวนปัสสาวะขณะที่ ปลอ่ ยให้ปสั สาวะไหลลงสชู่ ามรูปไต 16) เมื่อปัสสาวะหยุดไหลแลว้ ให้ใช้มือกดเบาๆบนผา้ ส่ีเหล่ียมเจาะกลางบริเวณเหนือหัว เหน่าจนแนใ่ จว่าไม่มปี ัสสาวะ 17) บีบหรือพับสายค่อยๆดึงสายสวนปัสสาวะออกวางไว้ในถ้วยกลม ในเพศชายจับ องคชาติตั้งขึ้นทำมุม 90 องศากับร่างกายก่อนดึงสายสวนออก ซับบริเวณอวัยวะสืบพันธุภ์ ายนอกให้ แหง้ 18) เก็บผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางวางในชุดสวนปัสสาวะ ถอดถุงมือ นำเครื่องใช้ออกจาก เตยี งผปู้ ว่ ย 19) จดั เสื้อผา้ และใหผ้ ้ปู ว่ ยนอนในท่าทส่ี บาย ซกั ถามอาการผูป้ ่วย เปิดประตหู รือม่าน 20) เก็บเครื่องใชไ้ ปทำความสะอาด ท้ิงขยะอยา่ งถกู ต้อง 21) สังเกตลกั ษณะของปัสสาวะท่ีผิดปกตแิ ละตวงปัสสาวะท่ีได้จากการสวน 22) บันทึกสง่ิ ทปี่ ระเมนิ ได้ ลงบนั ทึกการสวนปสั สาวะ จำนวน สี กลิ่น 416

11.4.3 การสวนคาสายปัสสาวะ (Indwelling catheterization or Retention) การสวนคาสายปัสสาวะเป็นการระบายน้ำปัสสาวะโดยใช้สาย Foley’s catheter ที่มี ลูกโป่งที่ใส่น้ำกลั่น (sterile water) ไว้ 10-15 มิลิลิตรเพื่อให้สายสวนค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ อุปกรณ์ที่เพิ่มเติมคือ ใช้กระบอกฉีดยา (syringe) ดูดน้ำกลั่น (sterile water) ปริมาณ 10 มิลลิลิตร และถุงเก็บปัสสาวะ (Urine bag) ขั้นตอนการปฏิบัติภายหลังใส่สายสวนปัสสาวะจนมีปัสสาวะไหล ออกมาให้นำสายต่อของถุงเก็บปัสสาวะต่อเข้ากับปลายสายสวนปสั สาวะด้าน A แล้วจึงนำน้ำกลั่นใส่ ด้าน B เพอ่ื ให้น้ำกล่ันทำให้ลกู โปง่ ขยายออก ทำใหส้ ายสวนปสั สาวะทคี่ าไวไ้ มเ่ ลื่อนหลุด AB รปู ภาพที่ 11-10 แสดงลักษณะของสายสวนปสั สาวะ Foley’s catheter ทมี่ า: https://www.cuh.nhs.uk การพยาบาลผปู้ ว่ ยขณะที่ใสส่ ายสวนปัสสาวะคาไว้ การใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ (Indwelling catheter) ทำให้ปัสสาวะไหลออกมาได้สะดวก แตผ่ ู้ปว่ ยมีโอกาสตดิ เช้ือในทางเดินปัสสาวะจากการใส่คาสายสวนปัสสาวะ (Catheter – Associated Urinary Tract Infection: CA-UTI) โดยปจั จยั ทม่ี ีความสัมพนั ธ์กับการติดเช้ือในทางเดินปัสสาวะจาก การใส่คาสายสวนปัสสาวะ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมทางไต เบาหวาน จำนวนวันที่ใส่คาสายสวน ปัสสาวะ (เยาวลักษณ์ อโณทยานนท์, 2563) การดูแลในขณะทีผ่ ู้ปว่ ยใสส่ ายสวนปสั สาวะคาไว้ มดี งั น้ี 1) ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับน้ำอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 1,500 – 3,000 มิลลิลิตร สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีข้อบ่งหา้ ม ถ้าดื่มน้ำไม่ได้มากพอจะต้องดูแลให้ได้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำให้ เพียงพอเพื่อชะล้างเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ไม่ให้คั่งค้างอยู่ภายในกระเพาะปัสสาวะและ ป้องกนั เชอื้ โรคจากถงุ ปสั สาวะเคลื่อนขึ้นไปยังกระเพาะปสั สาวะด้วย 417

2) ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและรอบรูเปิดท่อปัสสาวะอย่าง นอ้ ยวันละ 2 คร้งั ในเวลาเช้าและ เยน็ และทกุ ครงั้ ทีผ่ ู้ปว่ ยถา่ ยอุจจาระ 3) ดูแลต่อสายสวนปัสสาวะลงภาชนะหรือถุงรองรับปัสสาวะให้เป็นระบบปิดอยู่ เสมอและเปิดเม่ือต้องการเทปัสสาวะทงิ้ หรือตวงจำนวนปัสสาวะเท่านน้ั โดยต้องล้างมอื ให้สะอาดก่อน และหลังเททุกครั้ง ดูแลภาชนะหรือถุงปัสสาวะให้อยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะตลอดเวลา โดยการ แขวนถุงปัสสาวะไว้กับขอบเตียงและไม่แขวนไว้ท่ีเหล็กกั้นข้างเตียงหรือวางไว้กับพื้น ในรายที่ต้องยก ถงุ ปัสสาวะสูงให้ใช้ตัวหนีบหนบี สายหรอื หักพับสายก่อน เพ่อื ป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำปัสสาวะ 4) เมื่อต้องการเก็บปัสสาวะส่งเพาะเชื้อ ให้ใช้กระบอกฉีดยาที่มีเข็มปลอดเชื้อแทง สายสวนปัสสาวะตรงตำแหน่งที่ทำความสะอาดฆ่าเชื้อไว้แล้วดูดปัสสาวะออกมา ห้ามถอดสายสวน ปสั สาวะออกจากทอ่ เช่ือมในสว่ นตา่ ง ๆ เพราะเช้อื โรคจากข้างนอกจะเขา้ ไปในท่อปัสสาวะได้ 5) ดูแลสายสวนปัสสาวะไม่ให้เลือ่ นเข้าออก หรือดึงรั้งท่อปัสสาวะ แต่ใช้พลาสเตอร์ ยดึ ตรงึ สายสวนปสั สาวะไว้ที่หน้าทอ้ งของผ้ปู ่วยชายและตน้ ขาด้านในของผู้ปว่ ยหญิงตลอดเวลา 6) ดแู ลการไหลของปัสสาวะไม่ให้เกิดการอุดกั้นโดยตรวจสอบสายสวนปสั สาวะไม่ให้ บิดหรือหกั พบั รดี ดึงสายสวนปสั สาวะ (milking) เป็นระยะ ๆ ในผ้ปู ่วยทีป่ สั สาวะเปน็ เลือด มีลิ่มเลือด เป็นก้อน ปสั สาวะเป็นหนอง หรอื มตี ะกอนข่นุ ขาวมาก 7) สังเกตและซักถามอาการและอาการแสดงของการติดเช้ือระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ปสั สาวะขุ่น มีตะกอน กล่นิ ฉุน 8) แนะนำและให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยที่มีสายสวนปัสสาวะคาอยู่ โดย เนน้ การดแู ลระบบปิด และให้ปสั สาวะไหลออกได้สะดวก 9) เทปัสสาวะออกจากถุงรองรับทุก 8 ชั่วโมงหรือมีจำนวนปัสสาวะมากกว่า 2/3 ของถุงรองรับปัสสาวะ วิธกี ารเทปสั สาวะ ปฏบิ ตั ิดังน้ี (1) สวมถุงมือธรรมดาแล้วใช้สำลีชุบ 70% alcohol เช็ดจุกเปิดของถุงรองรับ ปสั สาวะ (2) เทปัสสาวะลงในกระบอกตวง ดปู รมิ าณปัสสาวะ สังเกตลักษณะ สี (3) เชด็ จุกปิดถุงรองรบั ปสั สาวะด้วยสำลีชบุ 70% alcohol แล้วปดิ ไวต้ ามเดิม 11.4.4 การสวนล้าง (Bladder irrigation) เพื่อล้างกระเพาะให้สะอาด ระงับการตก เลือด สิ่งคั่งคา้ งภายหลังการผ่าตัดทางเดนิ ปัสสาวะและเป็นการช่วยระงบั การติดเชื้อในระบบทางเดิน ปัสสาวะ มขี นั้ ตอนการปฏบิ ัติ ดงั นี้ 1) อธิบายใหผ้ ู้ปว่ ยเขา้ ใจเกยี่ วกบั วตั ถปุ ระสงคแ์ ละวธิ ีทำเพอ่ื คลายความวติ กกงั วล 2) เตรยี มเคร่ืองใช้ ได้แก่ ชดุ สวนล้างปสั สาวะปลอดเชื้อ ประกอบดว้ ย (1) ชามรปู ไต 2 ใบ 418

(2) Syringe สำหรับสวนล้างหรือ Asepto syringe ขนาด 50 มิลลลิ ิตร 1 เคร่อื ง (3) นำ้ ยาปลอดเชอื้ เช่น 0.9 % NSS for irrigation จำนวน 1000 มิลลลิ ติ ร (4) แอลกอฮอล์ 70% หรือ 2 % chlorhexidine in 70 % alcohol (5) ถ้วยใส่สำลแี ละกอ๊ ซปลอดเชื้อ (6) ถุงมอื ปลอดเชือ้ (7) ชุดสวนคาสายปัสสาวะในกรณีท่ีผปู้ ่วยยงั ไม่ได้สวนคาไว้ 3) ปดิ ประตู ก้ันมา่ น เพือ่ ความเปน็ ส่วนตวั และเคารพในสทิ ธขิ องผูป้ ่วย 4) ลา้ งมือให้สะอาด 5) จัดท่า ปิดตา คลมุ ผา้ เปดิ เฉพาะสว่ นท่ีตอ้ งการ 6) เปดิ ชุดสวนปัสสาวะและใส่ถุงมือดว้ ยวิธกี ารปลอดเชอ้ื 7) สวนปัสสาวะดว้ ย Foley catheter 8) หยิบสำลีชุบ 2 % chlorhexidine in 70 % alcohol หรือ แอลกอฮอล์ 70% เช็ด บรเิ วณรอยตอ่ ระหวา่ งสายสวนปสั สาวะกับสายของถุงรองรับปัสสาวะ 9) ปลดปลายสายสวนของถุงรองรับปัสสาวะออกจากสายสวนปัสสาวะ วางปลายสาย สวนปสั สาวะไวใ้ นชามรูปไตใบวา่ ง ส่วนปลายสายของถงุ รองรบั ปสั สาวะใช้กอ๊ ซปลอดเช้ือหุม้ ปิดไว้ 10) ใช้ Asepto syringe ดูดน้ำยาจากชามรปู ไต นำไปต่อเข้ากบั ปลายสายสวนปัสสาวะ พร้อมกับยกขึ้นสูงเล็กน้อย ปล่อยให้น้ำยาไหลลงสู่กระเพาะปัสสาวะอย่างช้า ๆจนหมด โดยไม่มี ฟองอากาศเขา้ ไป รอสกั ครู่แล้วปลด Syringe ออกจากปลายสายสวนปัสสาวะ ปลอ่ ยน้ำยาใหไ้ หลลงสู่ ชามรูปไตหรือใช้ Asepto syringe ดดู เบา ๆ 11) สังเกตความรู้สึกของผูป้ ่วยตอ่ การสวนลา้ ง ลักษณะ และจำนวนนำ้ ยาทีไ่ หลออกมา เพอ่ื เป็นข้อมูลบนั ทึกในแผน่ บันทึกการพยาบาล 12) ทำซ้ำจนกว่าน้ำยาที่ไหลออกมาจะใสสะอาด เมื่อเสร็จแล้วทำความสะอาดปลาย สายสวนปัสสาวะอีกครงั้ หนึง่ ดว้ ยสำลีชุบ 2 % chlorhexidine in 70 % alcohol 13) ตอ่ สายสวนเข้ากับสายของถุงรองรับปสั สาวะ 14) ถอดถุงมอื และลา้ งมอื 15) จดั ใหผ้ ปู้ ว่ ยนอนในท่าทส่ี บาย เก็บเครอื่ งใช้ไปทำความสะอาด ลา้ งมอื ให้สะอาด 16) บนั ทกึ ลงในแผ่นบนั ทึกการพยาบาล เกีย่ วกับวนั เวลา ชนิด จำนวนน้ำยาที่ใส่เข้าไป สวนลา้ ง และลกั ษณะของนำ้ ยาทไ่ี หลออกมารวมทั้งความรูส้ กึ ของผปู้ ่วย 419

11.5 หลักการและเทคนิคการการบันทึกปริมาณนำ้ เขา้ และออก การบันทึกปริมาณน้ำเข้าและออกเพื่อการบันทึกจำนวนน้ำที่เข้าและออกจากร่างกายของ ผู้ป่วยให้ถูกตอ้ งมีประสิทธิภาพ ตามรูปแบบและหลักการบันทึกทีถ่ ือปฏิบตั ิและเข้าใจตรงกันระหว่าง ผู้ให้การดูแลกับผู้ป่วย ช่วยให้สามารถประเมินภาวะสมดุลของสารน้ำที่จะทำให้สามารถวางแผนการ พยาบาลเพื่อช่วยเหลอื ผปู้ ว่ ยได้ทันเหตุการณ์ ขั้นตอนการปฏบิ ตั ิ ดังน้ี 1) อธิบายเหตุผลและความสำคัญของการวัดและการลงบันทึกจำนวนน้ำที่รับเข้าและขับ ออกจากรา่ งกาย 2) วางแผนกำหนดจำนวนน้ำทร่ี บั เข้าสู่ร่างกายในแต่ละช่วงเวลารว่ มกบั ผ้ปู ่วย 3) จดบันทึกจำนวนนำ้ เข้าร่างกายใน 8 ชั่วโมง ลงในชอ่ ง Intake ได้แก่ (1) นำ้ และของเหลวทุกชนิดท่ใี ห้ในมื้ออาหารและระหว่างม้ืออาหาร บันทกึ ในช่อง oral fluid (2) สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เลือดและส่วนประกอบของเลือด ยาท่ใี หด้ ว้ ยการหยดเข้า หลอดเลอื ดดำ บันทึกในช่อง Parenteral 4) จดบนั ทึกจำนวนนำ้ ออกจากร่างกาย 8 ช่ัวโมง ไดแ้ ก่ (1) ปัสสาวะ บันทึกในช่อง urine ในกรณีผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะ ให้เทปัสสาวะออก จากถุงรองรับ ใสล่ งในถ้วยตวงเพื่อให้ทราบจำนวนปสั สาวะที่ถูกต้อง ในกรณผี ู้ปว่ ยใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ให้ นำผา้ อ้อมนั้นไปช่งั นำ้ หนกั แลว้ หกั ลบกับผ้าออ้ มเปล่า จะได้ปริมาณของปัสสาวะ (2) สายระบายเลือดต่าง ๆ เช่น Radivac drain, Jackson drain บันทึกในช่อง drainage (3) กรณีผู้ป่วยอาเจียนมากแลว้ จำเปน็ ต้องบันทึกปริมาณอาเจียน บันทกึ ในชอ่ ง emesis (4) กรณีผู้ป่วยมีการเจาะระบายน้ำออกจากร่างกาย เช่น การเจาะปอด เจาะท้อง บนั ทึกในช่อง Aspirate 5) สรุปการจดบันทึกทุก 8 ชั่วโมง และทุกวัน เพื่อช่วยประเมินภาวะสมดุลของสารน้ำเป็น ระยะ ๆ แล้วรวมจำนวนน้ำเขา้ และน้ำออกทง้ั หมด 5) ทุกครั้งหลังจากการจดบันทึกแล้วให้เติมน้ำให้เท่าจำนวนเดิม และเทปัสสาวะออกจาก ขวดท่ีเกบ็ น้ำปสั สาวะ เพือ่ เร่ิมตน้ ในการบนั ทึกสารน้ำเข้าและออกคร้ังต่อไป 6) สรปุ รวมน้ำเข้าและน้ำออกใน 24 ชัว่ โมง เพอื่ ประเมินสมดลุ นำ้ ในรา่ งกาย ตัวอย่าง วันที่ 3 สิงหาคม 2564 เวลา 8-16 น. ผู้ป่วยดื่มน้ำ 300 มิลลิลิตร ได้สารน้ำทางหลอด เลอื ดดำ จำนวน 1,200 มิลลลิ ิตร ไดร้ บั เลอื ด (pack red cell) จำนวน 1 ยนู ิต เทา่ กับ 250 มิลลิลิตร ปัสสาวะจำนวน 1,000 มลิ ลิลติ ร ผู้ป่วยภายหลงั กลบั จากห้องผ่าตัด มสี ายระบายเลือด ชนิด Radivac 420

drain มเี ลือดในสายระบายเลือด ปริมาณ 10 มิลลิลติ ร และผูป้ ว่ ยเสยี ยเลอื ดระหวา่ งการผ่าตดั จำนวน 500 มิลลลิ ติ ร การบันทึก ดงั น้ี รูปภาพท่ี 11-11 แสดงตัวอย่างการบนั ทึกน้ำเข้าออก 421

11.6 บทสรุป การดูแลการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะในผู้ป่วยทีไ่ ม่สามารถขับถา่ ยไดเ้ องตามปกติเป็นส่ิง ท่พี ยาบาลต้องตระหนักวา่ เปน็ สง่ิ สำคัญในการดูแลผู้ป่วยเชน่ เดยี วกนั เน่ืองจากการไม่สามารถขับถ่าย อุจจาระและปัสสาวะได้ดว้ ยตนเองจะมผี ลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆของร่างกาย พยาบาลจึงควร เข้าใจในการดูแลช่วยเหลือการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ี รวมทั้งการช่วยเหลือให้มีการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะอย่างถูกต้องเพื่อการตรวจ การวินิจฉัย และการรักษาด้วย 11.7 คำถามทา้ ยบท ข้อ 1 การสวนปสั สาวะแบบ Intermittent catheter ตอ้ งเลือกอุปกรณ์ในขอ้ ใด 1. 2. 3. 4. 422

ข้อ 2 การจดั ทา่ เพอื่ สวนปสั สาวะผู้ป่วยหญิงขอ้ ใดถูกต้อง 1. Dorsal position 2. Fowler’s position 3. Lithotomy position 4. Dorsal Recumbent position ข้อ 3 การสวนปสั สาวะแบบ Retain Foley’s catheter ตอ้ งเลอื กอปุ กรณใ์ นข้อใด 1. 2. 3. 4. ขอ้ 4 การพยาบาลผ้ปู ว่ ยที่คาสายสวนปสั สาวะข้อใดถกู ตอ้ ง 1. แขวนถงุ เกบ็ น้ำปัสสาวะใหต้ ำ่ ท่สี ดุ 2. เปล่ยี นสายสวนปสั สาวะทกุ สปั ดาห์ 3. สงั เกตสี จำนวน ลกั ษณะปัสสาวะวันละ 1 ครง้ั 4. ไมใ่ หส้ ายสวนปัสสาวะหกั พบั งอหรอื ดงึ รง้ั ทอ่ ปสั สาวะ 423

ขอ้ 5 ระหว่างการสวนอุจจาระ หากผ้ปู ว่ ยร้สู กึ ปวดอุจจาระ ควรปฏบิ ัตอิ ย่างไร 1. ให้ผู้ป่วยอา้ ปาก หายใจช้า ๆ 2. หยุดสวนแล้วใหผ้ ้ปู ว่ ยอุจจาระ 3. ให้ผู้ปว่ ยอ้าปาก แล้วเบง่ ลงก้น 4. ปรับ Clamp ให้น้ำไหลให้ชา้ ๆ ขอ้ 6 ผู้ปว่ ยคาสายสวนปัสสาวะ ปัสสาวะเปน็ ตะกอนขนุ่ กจิ กรรมการพยาบาลขอ้ ใดถกู ต้อง 1. บบี รดู สายสวนปสั สาวะ 2. วางถุงรองรับปัสสาวะไว้กับพน้ื 3. รบี เทปัสสาวะออกจากถุงรองรับปสั สาวะ 4. แนะนำผปู้ ่วยดื่มน้ำน้อยกวา่ 1,500 มลิ ลิลิตร ขอ้ 7 การสวนล้างกระเพาะปัสสาวะ (Bladder irrigation) การเตรยี มอปุ กรณ์ข้อใดถกู ต้อง 1. Syringe 50 มลิ ลลิ ิตร Sterile water 2. Syringe 100 มลิ ลิลติ ร Sterile water 3. Syringe 50 มลิ ลลิ ิตร 0.9 % NSS for irrigation 4. Syringe 100 มิลลลิ ติ ร 0.9 % NSS for irrigation ขอ้ 8 ผู้ปว่ ยอาเจียนเป็นเลือดตอ้ งลงบนั ทึกในชอ่ งใด 1. Intake / emesis 2. Output / emesis 3. Intake /Blood loss 4. Output / Blood loss ขอ้ 9 ผูป้ ่วยได้รับสารนำ้ 500 มลิ ลิลิตร ดื่มนำ้ 8 แกว้ สายระบายเลอื ด 180 มิลลลิ ติ ร ปสั สาวะ 2,000 มิลลลิ ติ ร การบันทึก Intake/Out put ข้อใดถกู ต้อง 1. 2,100/2,180 มิลลิลติ ร 2. 2,180/2,500 มิลลลิ ติ ร 3. 2,500/2,180 มิลลิลิตร 4. 2,680/2,000 มลิ ลลิ ติ ร 424

ขอ้ 10 ผปู้ ว่ ยมสี ารนำ้ ยกยอดมาจากเวรก่อนหน้า 800 มลิ ลิลติ ร เม่ือสนิ้ สดุ เวรสารน้ำขวดนี้เหลือ 100 มลิ ลลิ ติ ร ตอ้ งบนั ทึกสารนำ้ เทา่ ใด 1. 600 มิลลลิ ติ ร 2. 700 มลิ ลลิ ิตร 3. 800 มิลลิลิตร 4. 900 มลิ ลลิ ติ ร 425

11.8 แบบประเมินทกั ษะปฏิบตั กิ ารสวนปสั สาวะ คณะพยาบาลศาสตร์และวิทยาการสขุ ภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรุ ี วชิ าการพยาบาลพนื้ ฐาน แบบประเมินทักษะการสวนปสั สาวะเปน็ คร้งั คราว (Intermittent urine catheter) ชอื่ .....................................................สกุล.................................................รหัสนกั ศึกษา................................. คำช้ีแจง โปรดทำเครื่องหมาย  ลงในช่องทตี่ รงกบั ผลการปฏิบตั ิ ลำดับ วิธีการ ผลการปฏิบตั ิ หมาย ไม่ปฏิบตั ิ เหตุ ปฏิบตั ิ (0) (1) ขนั้ เตรยี ม 1 ตรวจสอบการสวนปัสสาวะกับคำสง่ั การรักษา 2 ทกั ทายผู้ป่วยและแนะนำตนเอง 3 ถามชอื่ -สกุลผปู้ ว่ ย และตรวจสอบปา้ ยข้อมือกับคำสั่งการ รักษา 4 อธบิ ายวตั ถปุ ระสงค์ในการสวนปสั สาวะใหผ้ ูป้ ว่ ยทราบ 5 การถ่ายปัสสาวะครง้ั สดุ ทา้ ย 6 ประเมนิ ความตงึ ตวั ของกระเพาะปัสสาวะ 7 เตรยี มของใชค้ รบถว้ น ถูกต้อง ดงั นี้ - ชุดสวนปัสสาวะปลอดเชื้อ ประกอบด้วยชาม 1 ใบ ขนาด 500-1,000 มิลิลิตร ก๊อซพับสี่เหลี่ยม 1 ชิ้น ถ้วย เล็ก 1 ใบสำลี 7 ก้อน ใส่ในถ้วยเล็ก ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะ กลาง 1 ผืนพับวางไว้ -สายสวนปสั สาวะยางแดง สะอาดปราศจากเชือ้ ขนาด ให้เหมาะสม เด็กใช้ขนาด 6-10 Fr. ผู้ใหญ่ใช้ขนาด12- 16 Fr. 426

ลำดับ วิธีการ ปฏบิ ัติ ผลการปฏิบตั ิ หมาย (1) ไม่ปฏบิ ัติ เหตุ -ถงุ มือปลอดเชอื้ 2 คู่ (0) -สารหล่อลืน่ ปลอดเช้อื เช่น K-Y Jelly -Normal Saline 0.9% หรือนำ้ ยาระงับเชื้อ -ขวดเก็บปสั สาวะ กรณีต้องการปัสสาวะสง่ ตรวจ -ชามรปู ไตพร้อมถุงขยะเลก็ 1 ใบ -ไฟฉายหรือโคมไฟ ข้นั ปฏบิ ัติ 8 ปดิ ตา จัดท่านอนและ drape ผา้ ปดิ ม่าน 9 ล้างมือ 10 นำชุดสวนปัสสาวะวางไว้ระหว่างขาของผู้ป่วยใกล้ อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก เปิดห่อผ้าออกทั้ง 4 มุมและ เตรยี มอปุ กรณ์ตา่ งๆด้วยเทคนิคปลอดเชอ้ื 11 เท Normal Saline 0.9% หรอื น้ำยาระงับเช้ือโรคลงบน สำลใี นชามกลมพอใหส้ ำลเี ปียกชุ่ม 12 บบี สารหลอ่ ลื่นลงบนก๊อซในชามรูปไต 13 ใสถ่ ุงมือดว้ ยเทคนคิ ปลอดเชื้อ 14 หยิบถ้วยเล็กเข้าไปวางใกล้อวัยวะเพศและทำความ สะอาดอวัยวะเพศแล้วหยิบถ้วยเล็กที่เหลือสำลี 1 ก้อน เลื่อนออกไป 15 เปลี่ยนถุงมอื ค่ใู หม่ (ลา้ งมอื กอ่ นใสถ่ ุงมอื ค่ใู หม)่ 16 คลี่ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางคลุมบริเวณอวัยวะสืบพันธ์ุ ภายนอก ให้ช่องเจาะกลางอยู่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ภายนอกด้วยเทคนคิ ปราศจากเช้อื 17 ทาปลายสายสวนปัสสาวะด้วยสารหล่อลื่นในผู้หญิงยาว 1-2 นวิ้ ในผู้ชายยาว 6-8 น้ิว วางไวใ้ นชามรูปไต 427

ลำดบั วิธกี าร ปฏบิ ตั ิ ผลการปฏิบตั ิ หมาย (1) ไมป่ ฏิบัติ เหตุ 18 ใสส่ ายสวนปัสสาวะ (0) -เพศหญิง ใช้มือข้างที่ไม่ถนัด แหวก labia minora มือ อีกข้างหยิบสำลีที่เหลือเช็ด urethral orifice สอดใส่ สายสวนปัสสาวะ 2-3 นิ้วหรือมีปัสสาวะไหลออกมา เลื่อนมือทแ่ี หวกแคมในมาจับสายสวนไว้ - เพศชายใช้ก๊อซจับองคชาติด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด กรณี ไมไ่ ดข้ ลบิ หนังหุ้มปลายองคชาติ ใหร้ ดู หนงั หุ้มปลายลง มา จับองคชาติทำมุม 90 องศากับร่างกาย บอกให้ ผู้ป่วยหายใจยาวๆค่อยๆสอดสายสวนปัสสาวะเข้าไปในรู เปิดของท่อปัสสาวะลึกอย่างน้อย6-8 นิ้วหรือจนมี ปสั สาวะไหลลงส่ชู ามรปู ไต 19 ใช้มือข้างที่ถนัดจับสายสวนปัสสาวะ ปลายสายอีกข้าง หน่ึงวางไวใ้ นชามรปู ไต 20 เมื่อปัสสาวะหยุดไหลแล้วให้ใช้มือกดเบาๆบนผ้า สี่เหลี่ยมเจาะกลางบริเวณเหนือหัวเหน่าจนแน่ใจว่าไม่มี ปัสสาวะ 21 บีบหรือพับสายค่อยๆดึงสายสวนปัสสาวะออกวางไว้ใน ถ้วยกลม ในเพศชายจับองคชาติตั้งขึ้นทำมุม 90 องศา กับรา่ งกายกอ่ นดึงสายสวนออก 22 ซับบรเิ วณอวยั วะสบื พันธ์ภุ ายนอกให้แห้ง 23 ถอดถุงมือ และเก็บเครื่องใช้ถูกต้อง 24 เปิดผา้ ปดิ ตาผู้ปว่ ยและจัดท่านอนสุขสบาย ขั้นประเมนิ 25 ประเมินจำนวน สี กล่นิ และลกั ษณะของปสั สาวะ 26 ประเมนิ ความสขุ สบายของผู้ปว่ ยภายหลังสวนปสั สาวะ 27 บนั ทึกวันเวลาของการสวนปัสสาวะ รวม (27 คะแนน) 428

ข้อเสนอแนะ ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... .......................................................ผู้ประเมิน (.....................................................................) วันท.่ี ..........เดือน..........................พ.ศ............... 11.9 เอกสารอ้างอิง ณัฐสุรางค์ บุญจันทร์ และอรุณรัตน์ เทพนา. (2559). ทักษะพื้นฐานทางการพยาบาล. กรุงเทพฯ: หจก. เอน็ พเี พรส. เยาวลักษณ์ อโณทยานนท์. (2563). ปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับ การใส่คาสายสวนปสั สาวะในโรงพยาบาลตติยภมู ิ. วารสารพยาบาลตำรวจ, 12(1), 48-57 สัมพันธ์ สันทนาคณิต, สุมาลี โพธิ์ทอง และสุภวรรณ วงศ์ธีรทรัพย์. (2558). ปฏิบัติการพยาบาล พ้ืนฐาน II. กรุงเทพฯ: บรษิ ัท บพิธการพมิ พ์ จำกัด. สุปราณี เสนาดิสัย และ วรรณภา ประไพพานิช. (2564). การพยาบาลพื้นฐาน ปรับปรุงครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บริษทั จดุ ทอง จำกดั . สุภวรรณ วงศ์ธีรทรัพย์ สุมาลี โพธิ์ทอง, และสัมพันธ์ สันทนาคณิต. (2558). ปฏิบัติการพยาบาล พนื้ ฐาน I.กรุงเทพฯ: บรษิ ทั บพธิ การพิมพ์ จำกัด. อภิญญา เพียรพิจารณ์ (2556). คู่มือปฏิบัติการพยาบาลเล่ม 1. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ : บริษัท ธนาเพรส จำกัด. อภิญญา เพียรพิจารณ์ (2558). คู่มือปฏิบัติการพยาบาลเล่ม 2. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ : บริษทั จรัลสนทิ วงศ์การพมิ พ์ จำกัด. อัจฉรา พุ่มดวง. (2559). การพยาบาลพื้นฐาน : ปฏิบัติการพยาบาล. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลยั . Nettina SM. (2 0 1 4 ) . Manual of Nursing Practice. Philadelphia: Williams &Wilkins Lippincott. Patricia A. Potter. (2 0 1 3 ) . Fundamentals of Nursing 8 th ed. St. Louis, Mo : Mosby Elsevier. Taylor ll. (2015). Fundamental of Nursing .8th ed. Philadelphia: Walters Kluwer. 429

แผนบรหิ ารการสอนประจำบทท่ี 12 หลักการและเทคนคิ การพยาบาลพน้ื ฐานในการบำบดั ดว้ ยออกซเิ จน หัวข้อเน้ือหาประจำบท 1. ความรูเ้ บอ้ื งต้นภาวะพรอ่ งออกซเิ จน 2. หลกั การและเทคนคิ การบำบดั ออกซิเจน 3. การพยาบาลผู้ป่วยทีไ่ ด้รบั การบำบดั ดว้ ยออกซเิ จน จำนวนช่ัวโมงท่สี อน: ภาคทฤษฎี 1 ชั่วโมง ภาคทดลอง 1 ชวั่ โมง วัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม 1. อธบิ ายภาวะพร่องออกซิเจนและบอกวธิ กี ารประเมนิ ภาวะพร่องออกซเิ จนได้ 2. บอกหลักการบำบดั ด้วยออกซิเจนได้ 3. ปฏบิ ัตกิ ารให้ออกซเิ จนแก่ผ้ปู ว่ ยเสมอื นตามโจทย์สถานการณไ์ ด้ถูกตอ้ ง 4. ให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยเสมือนด้วยความเอื้ออาทร เคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็น มนษุ ย์ 5. ดูแลความสะอาด การป้องกันการแพร่กระจายเช้ือในห้องปฏิบตั ิการและห้องปฏิบัติการ เสมอื นจรงิ อยา่ งสมำ่ เสมอ วธิ ีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. วธิ ีสอน 1.1 บรรยายแบบมสี ่วนร่วม 1.2 มอบหมายงานกรณีศกึ ษา 1.3 สอนสาธิตและสาธิตย้อนกลบั 1.4 ฝึกปฏิบตั ใิ นสถานการณจ์ ำลองเสมือนจรงิ 2. กิจกรรมการเรียนการสอน 2.1 ขั้นนำ ใช้สื่อวิดีทัศน์ เรื่อง ออกซิเจนเพื่อชีวิต เพื่อถามความสำคัญของออกซิเจน กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนรว่ มแสดงความคดิ เห็น ความสำคญั ของการได้รบั ออกซิเจนอย่างเพยี งพอ 430

2.2 ขนั้ สอน 1) บรรยายประกอบ Power point presentation เร่ือง ความผิดปกตขิ องภาวะพร่อง ออกซเิ จน วธิ กี ารประเมินภาวะพร่องออกซเิ จน 2) บรรยายประกอบ Power point presentation เรื่อง การบำบัดด้วยออกซิเจนได้ ด้วยวธิ ตี า่ ง ๆ 3) เล่นเกม แข่งขนั เลือกอปุ กรณก์ ารให้ออกซิเจนตามโจทย์สถานการณ์ 4) สอนสาธิตการบำบดั ดว้ ยออกซิเจนได้ด้วยวิธตี า่ ง ๆ 5) มอบหมายฝกึ ปฏบิ ัติการใหอ้ อกซิเจนในสถานการณจ์ ำลองเสมือนจริง 2.3 ขั้นสรุป กระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมกันสรุปหลักการสำคัญของการบำบัดด้วยออกซิเจนให้ ผูเ้ รยี นเล่นเกมด้วยโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ์ พ่อื ตอบคำถามทา้ ยบท สือ่ การเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. โปรแกรมสำเรจ็ รูป Power Point Presentation, Quizizz.com 3. สอื่ วดิ ที ัศน์ประกอบการสอนใน YouTube channel: nursing practice และสอ่ื วิดที ัศน์ เร่ืองออกซเิ จนเพอ่ื ชีวิต 4. กรณศี ึกษาในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง 5. วัสดุ อปุ กรณ์ หุ่น ในห้องปฏบิ ตั กิ ารและหอ้ งปฏิบตั ิการเสมอื นจริง การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. การสังเกตการมสี ่วนร่วมในอภิปราย การตอบคำถาม พฤตกิ รรมการปฏิบัติการพยาบาล ด้วยความเอื้ออาทร ผ่านแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ วิชาชพี พยาบาล (ภาคผนวก ก.) 2. การเล่นเกมตอบคำถามท้ายบท ผลคะแนนการเล่นเกมตอบคำถามท้ายบทถูกต้อง ร้อย ละ 80 ข้ึนไป 3. ประเมนิ ทักษะปฎบิ ตั กิ ารใหอ้ อกซเิ จน ผา่ นแบบประเมินทักษะปฏิบตั ิ 431

บทที่ 12 หลักการและเทคนิคการพยาบาลพื้นฐานในการบำบดั ดว้ ยออกซิเจน ภาวะพร่องออกซิเจน เกิดจากการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ มีออกซิเจนในเซลล์ต่ำ (hypoxia) ทำให้เซลล์เกิดการ เสียหาย จนสูญเสียหน้าที่ได้ในที่สุด โดยสาเหตุของการพร่องออกซเิ จนอาจเกิดจากความผดิ ปกติการ ไหลเวียนของอากาศเข้าสู่ปอด เช่น การมีเสมหะอุดกั้น ความผิดปกติของการระบบไหลเวียนโลหิต หรอื ความผิดปกตขิ องการขนสง่ ออกซเิ จนจากระดับฮีโมโกลบนิ ลดลง 12.1 ความรู้เบอ้ื งตน้ เกีย่ วกบั ภาวะพรอ่ งออกซิเจน 12.1.1 สาเหตขุ องภาวะพร่องออกซเิ จน 1) ภาวะออกซิเจนในเลือดแดงต่ำ (Hypoxemia) หมายถึง ภาวะที่ความเข้มข้น ออกซิเจนในเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ซึ่งสามารถวัดได้จาก PaO2 (Partial pressure of oxygen in arterial blood: PaO2 < 40 mmHg) สาเหตุของการมอี อกซิเจนในเลอื ดตำ่ มดี ังนี้ (1) ความเข้มข้นของออกซิเจนที่หายใจเข้าต่ำกว่าปกติ พบในบริเวณที่แออัด เช่น โรงภาพยนตร์ รถโดยสารท่ีหนาแนน่ ภายในลฟิ ท์ บนภูเขาสงู หรือบริเวณท่มี ีการเผาไหม้ (2) การหายใจน้อย (Hypoventilation) ความผิดปกติของการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ถุง ลม หรือความสมดุลของการหายใจและปริมาณเลือดทมี่ าเลีย้ งปอด การมีพยาธิสภาพที่ทำให้เน้ือที่ใน การแลกเปล่ยี นก๊าซลดลง เช่น เนื้องอกปอด การติดเช้ือในทางเดินหายใจอย่างรนุ แรง มหี นองค่งั มีส่ิง แปลกปลอม มีสารนโิ คตนิ 2) ภาวะฮีโมโกลบินในเลือดต่ำ (Anemia) หมายถึง การมีปริมาณเม็ดเลือดแดง (Red blood cell) หรือระดับค่า ฮโี มโกลบนิ (Hemoglobin: Hb) ลดตำ่ ลงกวา่ 2 เทา่ ของค่าเบ่ียงเบน มาตรฐาน ณ ช่วงอายนุ ัน้ ๆ ซึ่งฮโี มโกลบินเปน็ ตวั นำออกซิเจนไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย 3) ภาวะพร่องของระบบไหลเวียนเลือด (Stagnant hypoxia) เกิดจากหัวใจไม่สามารถ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอหรือมีปริมาณสารน้ำในหลอดเลือดน้อย 432

มผี ลให้ปรมิ าณเลือดหมุนเวียนต่ำ เชน่ ผู้ป่วยทอี่ ยู่ในภาวะช็อค หรอื ภาวะช็อคจากการขาดสารน้ำ (Hypovolemic shock) ภาวะหวั ใจล้มเหลว (Heart failure) 4) ภาวะเซลล์ไม่สามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้ (Histotoxic hypoxia) เกิดได้จากการ ได้รับยาหรอื พษิ จากยา เชน่ บาบิทูเรท (Barbiturate) ยาแกป้ วดเขา้ มอร์ฟนี (Opioid) หรอื การมี ภาวะน้ำตาลในเลือดตำ่ (Hypoglycemia) 12.1.2 อาการและอาการแสดงของภาวะขาดออกซเิ จน 1) อาการทางสัญญาณชีพ จะพบชพี จรเร็ว การเตน้ ของหวั ใจผิดปกติ หายใจเรว็ ต้ืน และมี อาการหายใจลำบาก 2) อาการทางพฤติกรรม นอนราบไม่ได้ อาการกระสับกระส่าย หงุดหงิด การตอบสนอง และการตัดสนิ ใจช้าลง สับสน มนึ งง 3) อาการทางรา่ งกาย หาวบ่อย ปวดศรี ษะ หนาวส่นั เจบ็ หน้าอก 4) อาการทางผวิ หนัง พบภาวะเขยี วคลำ้ จากการขาดออกซเิ จน (Cyanosis) ซงึ่ เปน็ อาการท่ี ผวิ หนังและเยอื่ บเุ ปลีย่ นเป็นสเี ขยี ว ในบริเวณหลอดเลือดใต้ล้ิน เยอื่ บตุ า รมิ ฝีปาก เล็บมือ เลบ็ เทา้ 12.1.3 การประเมินภาวะพรอ่ งออกซเิ จน 1) การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่อาจส่งผลต่อ การเกิดภาวะพร่องออกซิเจน 2) การวัดระดับออกซิเจน เป็นวิธีที่ช่วยให้พบสัญญาณอันตรายได้ การตรวจที่นิยมมี 2 วิธี ได้แก่ (1) การตรวจระดับแก๊สในเลือดแดง (PaO2) เป็นการวัดจากการเจาะเลือดแดงโดยตรง (arterial blood gas) ค่าที่ได้คือ ระดับออกซิเจน(PaO2) ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (PaCo2) และ สภาพกรด-ดา่ ง (pH) เป็นการตรวจที่มีความแม่นตรงมากท่ีสุด แต่ต้องใช้เวลาเนื่องจากเป็นการตรวจ ในห้องปฏบิ ตั กิ าร 433

การตรวจระดับแกส๊ ในเลอื ดแดง ค่าปกติ ระดับออกซเิ จน(PaO2) 80 – 100 mmHg ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (PaCo2) 35 – 45 mmHg สภาพกรด-ด่าง (pH) 7.35 – 7.45 ตารางที่ 12-1 แสดงค่าปกติของระดับแกส๊ และความเป็นกรด-ด่าง ของเลือด (2) การตรวจวัดความความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินจากชีพจร ( Pulse oximetry) เป็นการตรวจโดยใช้อุปกรณ์ที่มีรังสีอินฟราเรดหนีบปลายนิ้วมือหรือปลายหู (Pulse oximeter) ค่าที่ได้คือเปอร์เซ็นต์ของฮีโมโกลบินที่จับกับออกซิเจน เรียก ความเข้มข้นของออกซิเจน (oxygen saturation, SaO2, SpO2) เป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็ว แต่ความแม่นยำตรงต่ำกว่าวิธีแรก มี ความคลาดเคลื่อนของการไหลเวียนเลือดมายังอวัยวะส่วนปลายไม่ดี เช่น อวัยวะบวม หรือเย็น การ ทาสีเล็บ ค่าปกตคิ วามเข้มขน้ ของออกซิเจนเทา่ กับ 95 -100 % รูปภาพท่ี 12-1 แสดงอุปกรณ์ตรวจวัดความความอ่ิมตวั ออกซิเจน ของฮีโมโกลบนิ จากชีพจร (Pulse oximeter) ทีม่ า: ภาพถา่ ยโดย จิตรรดา พงศธราธกิ 434

การแก้ไขภาวะพร่องออกซิเจนที่สำคัญคือการแก้ไขที่สาเหตุของการขาดออกซิเจน แต่ใน ระยะแรกต้องให้ผู้ป่วยหายใจเอาอากาศที่มคี วามเขม้ ข้นของออกซิเจนสูงกว่าปกตไิ ปก่อน –เนื่องจาก หากปล่อยไว้นานจะทำให้เซลล์ขาดออกซิเจนอย่างสมบูรณ์ (Anoxia) ดังนั้นเพื่อป้องกันการสูญเสีย หนา้ ท่ขี องสมอง และหวั ใจ จงึ ต้องมีการบำบัดดว้ ยออกซเิ จน 12.2 หลักการและเทคนคิ การบำบัดออกซิเจน การใหอ้ อกซิเจน (Oxygen therapy) เป็นการให้ออกซิเจนที่มีความเขม้ ข้นสูงกว่าปกติเพื่อ การรักษาหรือการป้องกันอาการและอาการแสดงของการขาดออกซิเจนของเนื้อเยื่อ มีวัตถุประสงค์ เพ่ือ แกไ้ ขภาวะออกซิเจนในเลอื ดตำ่ ลดพลงั งานที่ต้องใช้ในการหายใจ ลดการทำงานของหัวใจ 12.2.1 ปัจจัยท่คี วรคำนึงกอ่ นการใหอ้ อกซิเจน 1) ความรนุ แรงของการขาดออกซิเจนและอาการแสดง ถ้าไมร่ นุ แรงอาจให้ออกซิเจนแก่ ผูป้ ว่ ยผา่ นทางปาก จมกู ถ้ารุนแรงอาจต้องใหร้ ่วมกบั เครอ่ื งช่วยหายใจแรงดันบวก 2) ปริมาณออกซิเจนที่ผู้ป่วยต้องการ ทำให้สามารถเลือกอุปกรณ์ที่ห้ำออกซิเจนได้ เหมาะสม ไม่เกิดการส้ินเปลือง 3) ปริมาณความชื้นที่เหมาะสมโดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยต้องการปริมาณออกซิเจนมากซึ่งทำ ใหท้ างเดินหายใจแหง้ และถูกทำลายได้ 12.2.2 อุปกรณ์สำหรับการใหอ้ อกซิเจน 1) ถังออกซิเจน (Cylinder / Tanks) หรือออกซิเจนจากหน่วยจ่ายกลาง (central piped line) (1) ถังออกซิเจน ใช้ในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้าย ส่งต่อผู้ป่วย หรือผู้ป่วยที่ต้องให้ ออกซิเจนที่บ้าน โดยออกซิเจนจะบรรจุในถังที่อัดด้วยความดันสูง แรงดันออกซิเจนในถังประมาณ 1,800 – 2,400 ปอนด์ตอ่ ตารางนว้ิ (psi) ถังบรรจอุ อกซเิ จนมีความจหุ ลายขนาดท่แี ตกต่างกนั สามารถ คำนวณระยะเวลาทอี่ อกซเิ จนจะหมดได้ด้วยสูตร ดังน้ี ระยะเวลาท่ใี ช้ออกซเิ จนได้ = ความดันท่เี หลือในถัง (psi) x ค่าคงที่ (k) อัตราการไหลของออกซเิ จน (ลติ ร/ นาท)ี 435

ขนาดถงั DE F G H, K ค่าคงท่ี (K) 0.16 0.28 0.93 2.41 3.14 ความจุออกซเิ จน (ลบ.ม.) 0.34 0.59 1.98 5.05 6.59 ตารางที่ 12-2 แสดงชนดิ ของถังออกซิเจนจำแนกตามค่าคงที่และความจุของออกซเิ จน ข้อควรระวังของการใช้ออกซิเจนถัง เพื่อป้องกันการเกิดเพลิงไหม้หรือการระเบิดของถัง ชนดิ นี้ ควรปฏิบัตดิ งั น้ี - ตรวจสอบสภาพถัง ไมเ่ ปิดวาล์วทิง้ ไว้ ถงึ แมอ้ อกซิเจนจะหมดแลว้ - เก็บถังออกซเิ จนไวใ้ นทป่ี ลอดภยั จากความร้อน รังสี นำ้ มนั หรอื เปลวไฟ - เคลื่อนย้ายดว้ ยความระมดั ระวังไมโ่ ยนหรอื กระแทก - ควรมตี วั จับหรือยดึ ถัง ให้อยกู่ ับที่ขณะใช้งานเพ่ือไมใ่ ห้ถังลม้ -ตรวจสอบความดันออกซิเจนที่อยู่ในถังจากหน้าปัดตัวถังก่อนต่อออกซิเจนทุกคร้ัง หากมีความดันเหลอื น้อยประมาณ 500 ปอนด์ตอ่ ตารางนว้ิ ควรเปลย่ี นถังใหม่เพราะสว่ นที่เหลอื อาจมี ส่ิงระคายเคอื งเยอื่ บุทางเดนิ หายใจ - หากมีออกซิเจนร่ัวตามรูหรอื ขอ้ ตอ่ ตา่ ง ๆ ควรส่งซอ่ มทันที รปู ภาพที่ 12-2 แสดงถังออกซเิ จน ทม่ี า: https://www.lhcmedical.com 436

(2) ออกซิเจนจากหน่วยจ่ายกลาง (central piped line) หรือออกซิเจนจากท่อ ซึ่งใช้ ในโรงพยาบาล โดยมศี ูนย์เก็บออกซิเจนและจ่ายออกซิเจนจากศูนย์ไปยังหอผปู้ ่วยโดยผ่านท่อซ่ึงฝังไว้ ท่ผี นังตกึ และมชี ่องเปดิ ทีผ่ นงั หอ้ งสามารถสวมเครอื่ งปรบั อัตราการไหลของแกส๊ ได้ รูปภาพที่ 12-3 แสดงออกซิเจนจากหนว่ ยจ่ายกลาง (central piped line) ที่มา: https://www.istockphoto.com 2) อุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน (flow meter) สามารถปรับอัตราการ ไหลของออกซิเจนตั้งแต่ 0 – 15 ลิตรต่อนาที โดยขา้ งในหลอดแก้วจะมลี ูกลอยเล็ก ๆ ไว้อ่านค่าอัตรา การไหลของออกซิเจน รูปภาพที่ 12-4 แสดง อปุ กรณ์ควบคุมอตั ราการไหลของออกซเิ จน (flow meter) ทีม่ า: https://www.usamedicalsurgical.com 437

3) กระบอกให้ความชื้นและฝอยละออง (Humidifier and nebulizer) เปน็ อุปกรณ์ชว่ ย เพ่มิ ความชื้นให้กับออกซเิ จนก่อนเดินทางไปสู่ทางเดินหายใจของผู้ป่วย โดยการเตมิ น้ำกลั่นปลอดเชื้อ (sterile water) ในกระบอกปริมาณ 2/3 ของกระบอกให้ความชืน้ สามารถปรบั ใหล้ ะอองฝอยมีขนาด ใหญ่ (bubble) หรอื ขนาดเล็ก (jet) ได้ เตมิ นำ้ กล่นั ปลอดเช้ือ รปู ภาพที่ 12-5 แสดงกระบอกใหค้ วามช้นื และฝอยละออง (Humidifier and nebulizer) ท่มี า: https://th.aliexpress.com 4) สายออกซิเจนชนดิ มีหลายชนิดรายละเอียดดังนี้ (1) Nasal cannula เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นสายสั้นแยกเข้าจมูกทั้งสองข้าง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานง่าย สะดวก ใส่ไว้ได้ตลอดเวลาโดยที่ผู้ป่วยยังคงทำกิจวัตรประจำวนั ได้ตามปกติ เปิดอัตราการไหลได้สูงสุดไม่เกนิ 6 ลิตรตอ่ นาทเี พราะจะทำใหเ้ กดิ การระคายเคืองของเยื่อบุโพรงจมูก ผ้ปู ว่ ยจะได้ออกซิเจนความเขม้ ข้น (FiO2) ประมาณร้อยละ 24 – 45 ส่วนประกอบของสายออกซิเจนชนิด Nasal cannula ประกอบด้วย ส่วนที่ต่อกับ กระบอกให้ความช้ืน (connector) ส่วนทใ่ี สจ่ มูกผ้ปู ่วย (nasal prong) และสามารถเล่ือนปรับสายได้ ใหเ้ หมาะกบั ใบหนา้ ของผ้ปู ่วย โดยการเลือ่ นบริเวณสายรดั (regulating ring) 438

รูปภาพที่ 12-6 แสดงลักษณะของสายออกซเิ จนชนิด nasal cannula ทมี่ า: https://medical-a.en.made-in-china.com (2) หน้ากากออกซิเจนชนดิ ธรรมดา (Simple face mask) เป็นอุปกรณท์ ่ีเป็นการใช้ หนา้ กากครอบจมกู และปากใหค้ วามเข้มข้นของออกซเิ จนท่สี งู กว่าชนดิ nasal cannula เล็กน้อย การ ระคายเคืองต่อเยื่อบุโพรงจมูกน้อย แต่มีข้อเสียคือ ผู้ป่วยจะรู้สึกอึดอัดขณะทำกิจวัตรประจำวัน การ เลอื กขนาดของหน้ากากต้องเลือกให้เหมาะสมกับใบหน้า ครอบจมูกและปากได้พอดีเพราะหากครอบ ไม่สนิทอาจทำให้ออกซิเจนในอากาศซึ่งมีความเข้มขน้ น้อยเข้าไปผสมได้ ควรเปิดออกซิเจนอย่างน้อย 5 – 8 ลิตร / นาที ผปู้ ว่ ยจะได้รับออกซิเจนท่ีมคี วามเข้มข้น (FiO2) ประมาณรอ้ ยละ 40 – 60 รปู ภาพที่ 12-7 แสดงลักษณะหนา้ กากออกซิเจนชนดิ ธรรมดา (Simple face mask) ทมี่ า: https://www.slideshare.net 439

(3) หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน (Mask with reservoir bag) เป็น อุปกรณ์ที่ประกอบไปด้วยหน้ากากออกซิเจนและถุงสำหรับเก็บออกซิเจน ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจ เอาอากาศที่มีความเข้มข้นของออกซิเจนสูงกว่าการให้ด้วยหน้ากากธรรมดา ซึ่งหน้ากากชนิดนี้มี 2 แบบ ได้แก่ - หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจนแบบที่ไม่มีลิ้นกั้น ( Partial rebreathing mask: PRM) คอื สว่ นตอ่ ของหนา้ กากกับถุงออกซเิ จนไม่มลี ิ้นก้ัน ผู้ปว่ ยจะหายใจเอาลม หายใจออกบางส่วนเข้าไปด้วย กอ่ นใช้ตอ้ งเปดิ อัตราการไหลของออกซิเจนใหม้ ากพอที่จะทำให้ถุงเก็บ ออกซเิ จนโป่งกอ่ น และถงุ ต้องโป่งตลอดเวลาไม่ควรแฟบหมดขณะผปู้ ว่ ยหายใจเขา้ ควรเปิดอัตราการ ไหลของออกซเิ จนอย่างน้อย 6- 10 ลิตร / นาที ผู้ป่วยจะไดร้ บั ออกซเิ จนเข้มขน้ (FiO2) ประมาณร้อย ละ 60 -90 -หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจนแบบที่มีลิ้นกั้น (Non rebreathing mask: NRM) คือมีลิ้นกั้นบริเวณส่วนต่อของหนา้ กากและถุงเก็บออกซิเจนเพือ่ ปอ้ งกันไม่ใหล้ มหายใจ ออกไหลรวมกับอากาศในถุง โดยลมหายใจออกจะไหลออกจากรูด้านข้างของหน้ากาก เมื่อเปิดอัตรา การไหลของออกซิเจน 10 -15 ลิตร / นาที ผู้ป่วยจะได้รับออกซิเจนเข้มข้น (FiO2) ประมาณร้อยละ 90 – 100 % รปู ภาพที่ 12-8 เปรยี บเทียบลกั ษณะของ A. Partial rebreathing mask กบั B. Non rebreathing mask ท่มี า: http://accessmedicine.mhmedical.com 440

(4) ออกซิเจนชนิดกระโจมหรือกลอ่ ง (Oxygen hood or box) เปน็ การใหอ้ อกซเิ จน โดยการพ่นออกซิเจนเข้าไปทางกล่องพลาสติกที่ครอบเฉพาะบริเวณศีรษะและไหล่ใช้ในผู้ป่วยเด็ก การทำความชน้ื ควรเป็นชนดิ ละอองฝอย (jet) รูปภาพท่ี 12-9 แสดง Oxygen hood ทีม่ า: Adam.com (5) สายออกซิเจนที่ให้ผ่านทางท่อหลอดลมคอ (Tracheostomy mask or Collar mask) เป็นอุปกรณ์ให้ออกซิเจนในผู้ป่วยที่หายใจทางท่อหลอดลมคอ ลักษณะคล้ายหน้ากาก ออกซิเจนชนิดธรรมดาแต่มีรูปร่างรีให้สามารถครอบหลอดลมคอได้ สายที่ต่อเข้ากับหน้ากากจะเป็น ชนดิ ขนาดใหญ่ (corrugate tube) และการใหค้ วามชืน้ เปน็ ชนิดฝอยละอองเล็ก (jet) รปู ภาพที่ 12-10 แสดงสายออกซิเจนทใ่ี ห้ผา่ นทางทอ่ หลอดลมคอ (collar mask) ที่มา: https://www.indiamart.com 441

(6) การให้ออกซิเจนแบบอัตราไหลสูง (High flow nasal cannula: HFNC) เป็น การรกั ษาดว้ ยออกซิเจนอตั ราไหลสูงทางสายให้ออกซิเจนทางจมูกสำหรบั ผู้ปว่ ยท่ีมีระดับความรุนแรง ของภาวะพร่องออกซิเจนปานกลางถึงสูง สามารถให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง 10 - 60 LPM (Michael A Matthay et al, 2021) สามารถกำหนดความเข้มขันของออกซิเจน (FiO2) ได้คงที่ โดย สามารถกำหนดที่ 80 -90 % (Michael A Matthay et al, 2021) ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิที่ อุณหภูมิร่างกาย (31, 34, 37๐C) (ธนรัตน์ พรศิรริ ัตน์ และ สุรตั น์ ทองอยู่, 2563) ประกอบด้วยระบบ จ่ายอากาศ และออกซิเจนความดันสูง (gas generator) เครื่องผสมอากาศและออกซิเจน (Air/oxygen blender) เครื่องทำความชื้นและอุณหภูมิ(Heated humidifier) และ Nasal cannula (ธนรัตน์ พรศริ ิรัตน์ และ สรุ ตั น์ ทองอยู่, 2563). ดังแสดงในรูปท่ี 12-11 รปู ภาพท่ี 12-11 แสดง High flow nasal cannula ทมี่ า: https://www.thelancet.com 12.2.3 วิธปี ฏิบัตกิ ารให้ออกซเิ จนชนดิ ต่างๆ 1) ลา้ งมอื ให้สะอาด เพ่ือลดการปนเปือ้ นเช้ือโรค เตรยี มอุปกรณ์ใหพ้ ร้อม 2) แจ้งผู้ป่วยให้ทราบวัตถุประสงค์การให้ออกซิเจนและวิธีการให้ออกซิเจนโดยย่อ เพื่อ ชว่ ยคลายความวติ กกังวลของผปู้ ว่ ย 3) ตรวจสอบสัญญาณชีพและระดับความรู้สึกตัวเพื่อประเมินอาการผู้ป่วย ประเมิน ระดับความต้องการออกซิเจน 4) ทำความสะอาดช่องจมูกทั้งสองข้างก่อนให้ออกซิเจนและควรทำความสะอาดทุก 8 ชวั่ โมงเพ่อื ให้ชอ่ งจมูกโล่ง ลดการตดิ เช้ือ 442

5) สวม Flow meter กับแหล่งออกซิเจนที่ผนัง / ถัง ให้ถูกต้องและแน่นพอดี เพื่อ ป้องกันไมใ่ ห้ออกซิเจนไมร่ ว่ั ปริมาณออกซเิ จนทไ่ี ดร้ บั ไม่เพยี งพอ 6) ต่อกระบอกความชื้นที่ใส่น้ำกลั่นปลอดเชื้อ (Sterile water) ระดับที่ถูกต้องคือไม่ มากกวา่ ขดี สูงสดุ เพื่อปอ้ งกนั ไมใ่ ห้ Flow meter เสยี และไม่นอ้ ยนอ้ ยกว่าขดี ต่ำสดุ เพื่อป้องกันระคาย เคอื งเยือ่ เมอื กในช่องจมกู และคอ 7) เปิดการทำความชื้นตามความเหมาะสม เช่นละอองโต (bubble) ละอองฝอย(jet) เพื่อทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจชุ่มชื้นไม่เกิดการระคาย เคืองต่อหลอดลม โดยการเลือกการทำละออง ความชื้นของการใหอ้ อกซิเจนแตล่ ะชนิด ดงั แสดงในตาราง ชนดิ ออกซเิ จน วธิ กี ารทำละอองความช้ืน Cannula ละอองโต (bubble) ละอองโต (bubble) Simple mask ละอองโต (bubble) Mask with bag ละอองฝอย(jet) Collar mask ละอองฝอย(jet) Oxygen box ตารางท่ี 12-3 แสดง วธิ กี ารทำความชืน้ จำแนกตามชนิดของออกซเิ จน 8) สวมสายออกซิเจนกับท่อของเครื่องปรับความชื้น เตรียมการให้ออกซิเจนพร้อม ความชืน้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความชน้ื กอ่ นใหผ้ ปู้ ว่ ย 9) หมุนปุ่มเปิด Flow meter ปรับอัตราการไหลของออกซิเจนทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 นาทีกอ่ นสวมอุปกรณ์ทกุ ชนดิ ให้ผ้ปู ว่ ยตามแผนการรักษา เพ่อื ทดสอบวา่ ออกซิเจนไหลผ่านไดด้ ีและให้ ไดป้ ริมาณตามแผนการรักษา 10) จดั ทา่ ให้ผปู้ ว่ ยนอนศีรษะสงู 15 – 30 องศา (Semi – Fowler, s position) หากไม่ มขี อ้ จำกดั 11) ใสส่ ายออกซิแจนชนิดตา่ ง ๆ ตามแผนการรกั ษา (1) วิธกี ารใสอ่ อกซิเจนชนดิ Nasal cannula - จับใหเ้ ขย้ี ว (nasal prong) โคง้ ลงไปตามแนวของจมกู - สวมเขี้ยว (nasal prong) เข้าในช่องจมูกทั้ง 2 ข้างโดยให้ส่วนโค้งแนบไปกับ โพรงจมกู เพื่อให้ออกซิเจนผ่านเขา้ ไปในหลอดลมใหส้ ะดวก ป้องกนั การระคายเคอื ง - คล้องสายกับใบหู 2 ขา้ ง - ปรบั สายให้พอดีกบั ใต้คางเพือ่ ให้อยู่ในตำแหน่งถูกตอ้ งปอ้ งกันเลอ่ื นหลุด 443

รปู ภาพท่ี 12-12 แสดงข้นั ตอนการใส่ Nasal cannula ทีม่ า: https://th.wukihow.com (2) Simple mask - เลือกขนาดให้เหมาะสมกับใบหน้า นำ Simple mask ครอบจมูกและปากให้ พอดี - นำสายคล้องทดั เหนือใบหรู อบศรี ษะ - จดั ใหเ้ หมาะสมกับใบหนา้ รปู ภาพที่ 12-13 แสดงขัน้ ตอนการใส่ Simple mask ที่มา: https://th.wukihow.com (3) Mask with reservoir bag - เปิดออกซิเจนไหลผ่านถุง 10 -20 ลิตรต่อนาที จนถุงโป่งเต็มที่เพื่อไล่ก๊าซอื่นท่ี ค้างใจถงุ ออก รวมทงั้ ทดสอบถงุ ไม่รวั่ - ปรับอตั ราการไหลของออกซเิ จนตามแผนการรกั ษา - ครอบหน้ากากบริเวณสันจมูกและปากให้แนบสนิท เพื่อให้ได้ออกซิเจนตาม แผนการรักษา - ปรับสายคล้องทัดเหนอื ใบหูรอบศรี ษะ จัดใหพ้ อดี 444

รปู ภาพที่ 12-14 แสดง ผ้ปู ่วยใส่ Mask with reservoir bag ท่ีมา: https://th.wukihow.com (4) Collar mask - ครอบหน้ากาก Collar mask บริเวณท่อหลอดลมคอ (tracheostomy) ปรับ สายให้พอดี รูปภาพที่ 12-15 แสดงการครอบ Collar mask บรเิ วณท่อหลอดลมคอ https://www.indiamart.com (5) Oxygen Hood or Box - ต่อท่อออกซิเจนเข้ากับกล่องและวางครอบเฉพาะศีรษะและไหล่ เพื่อให้ศีรษะ เดก็ อยใู่ นกล่องท่ีมีออกซิเจน ระวงั ไมใ่ ห้สายอย่ใู กล้หน้าเด็ก ให้ออกซเิ จนในปริมาณพอเพียงและไม่ให้ ออกซิเจนระคายเคืองตาเด็ก เพื่อปอ้ งกันอันตรายจากพิษของออกซิเจนระคายเคืองตา 445

(6) การให้ออกซเิ จนแบบอัตราไหลสูง (High flow nasal cannula: HFNC) - ก่อนให้ออกซิเจนต้องทำการฆ่าเชื้อเครื่องด้วยความร้อนสูงอุณหภูมิ 87 OC (189 0F) เปน็ เวลา 55 นาทีก่อนนำมาใชง้ านกบั ผปู้ ว่ ย - ประกอบอุปกรณ์เข้ากับเครื่องด้วยหลัก sterile technique เลือก cannula ให้เหมาะกบั ผูป้ ว่ ย (low, medium, large) - ตอ่ สายตา่ ง ๆ เข้าด้วยกัน - ต่อ SWI 1,000 ml เข้ากับ water chamber เพื่อปรับอุณหภูมิและความช้ืน ตอ่ O2 flow meter เขา้ กบั เคร่อื ง เพ่อื ปรบั ระดับออกซิเจน - เสียบปลั๊กไฟ เปิดเครอ่ื ง - ตรวจสอบสถานะความพรอ้ มสำหรบั การใชง้ าน - ปรับต้ังค่าตามคำส่ังการรักษา - หลังจากการตั้งค่าพร้อมแล้วใส่สายออกซิเจนเช่นเดียวกับ Nasal cannula (ธนรตั น์ พรศริ ริ ตั น์ และ สุรัตน์ ทองอยู่, 2563 12) ล้างมือให้สะอาด ลงบันทึกเกี่ยวกับการพยาบาลที่ให้ก๊าซออกซิเจน ได้แก่ อาการ สัญญาณชีพผู้ป่วย ปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ให้ อุปกรณ์ที่ให้ ปฏิกิริยาผู้ป่วยเมื่อได้รับกาซออกซิเจน รวมทั้งการประเมินผล 12.2.4 วิธีปฏบิ ัตกิ รณผี ู้ป่วยท่ีไดร้ บั ยาในรปู การสูดละอองยา (aerosol therapy) วิธกี ารปฏบิ ัตเิ ชน่ เดียวกนั กบั การให้ออกซเิ จนแตเ่ ปลี่ยนสายให้ออกซเิ จนเป็นสายสำหรับพ่น ยา (Nebulizer set) แลว้ ตอ่ กบั simple mask โดยไม่ต้องตอ่ กระบอกทำความชนื้ ปรบั อตั ราการไหล ของ ออกซิเจน 6 – 8 ลิตร/นาที โดยหลักการอัตราการไหลของก๊าซสูงขึ้นทำให้ aerosol มีอนุภาค ขนาดเล็กลง (การผสมยาพ่นตามแผนการรักษา ใช้ตัวทำละลายเป็น 0.9 % NaCl ห้ามใช้ Sterile water) 12.2.5 การหยดุ ใหอ้ อกซเิ จน เมื่อผู้ป่วยมีอาการคงที่ ควรค่อยๆลดความเข้มข้นของออกซิเจนที่ให้จนสามารถหยุดให้ ออกซเิ จนโดยค่า oxygen saturation อยู่ในช่วง 94 -98 % 446

12.3 การพยาบาลผปู้ ว่ ยทไี่ ดร้ ับการบำบดั ด้วยออกซิเจน 12.3.1 ภาวะแทรกซ้อนจากการให้ออกซเิ จน 1) การติดเชอื้ การใส่สายยางตา่ ง ๆเป็นการนำเชอื้ โรคเข้าสู่รา่ งกายได้ โดยเฉพาะการใส่ ทอ่ หลอดลมคอ นอกจากนี้ผปู้ ว่ ยที่ไดร้ ับการรักษาดว้ ยการให้ออกซิเจนอาจมภี าวะรา่ งกายอ่อนแอ จึง เกิดการมีการตดิ เชอื้ ในทางเดินหายใจได้ 2) ภาวะเยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง และเกิดการระคายเคือง จากการให้ออกซิเจนที่มี อตั ราการไหลแรงเกินไปหรอื การให้ความชื้นไม่เหมาะสม 3) การทำลายเนื้อเยือ่ ภายในปอด เมื่อผู้ป่วยไดร้ ับออกซิเจนทีม่ ีความเข้มขน้ สูงมากกว่า ร้อยละ 60 เป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อปอดได้ คือในระยะ 24 – 48 ชั่วโมง ได้แก่ ระคายเคืองหลอดลม และมีอาการไอตลอดเวลา เมื่อไอมากจะทำให้เกิดการหายใจลำบากได้ ทำให้ปอดมีความจุของออกซิเจนลดลง แต่ความต้องการออกซิเจนของร่างกายเพิ่มมากขึ้น เนื้อเย่ือ ปอดจะถกู ทำลาย เนอื้ ระหว่างเซลลบ์ วม ผนังหลอดเลอื ดและถงุ ลมหนาตวั อาจเกดิ ภาวะเลือดออกใน ถุงลม ถุงลมอุดตัน หากยังมีการทำลายต่อไปจะมีการขับโปรตีน ไฟบริน และเซลล์ที่ตายแล้วมา รวมกันเกิดเป็นเยื่อบุไฮยาไลน์ (Hyaline membrane) ในถุงลมทำให้เนื้อปอดแข็งตัว เอ็กซเรย์ปอด พบก้อนและเสียงหายใจเบากว่าปกติ ดังนั้น ควรบำบัดด้วยออกซิเจนความเขม้ ข้นสูงในผู้ป่วยทีอ่ ยู่ใน ภาวะขาดออกซเิ จนในระยะแรกเท่านนั้ และปรับลดลงเมื่ออาการพ้นภาวะวิกฤต 4) เกิดอันตรายต่อดวงตา (Retrolental fibroplasia : R.L.P ) ซึ่งจะพบในเด็กทารก คลอดกอ่ นกำหนด จากการได้รับออกซิเจนความเขม้ ข้นสูงเปน็ ระยะเวลานาน ๆ ทำให้หลอดเลือดหลัง เลนส์ตามีการเปลี่ยนแปลงไปปิดกั้นลำแสงที่พุ่งไปยงั จอตา จนทำให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็น อาการพิษนอี้ าจเกดิ ไดบ้ า้ งในเด็กทารกคลอดปกติ 5) เกิดการหยุดหายใจในผปู้ ว่ ยโรคปอดอุดกนั้ เรือ้ รังหากได้รบั ออกซเิ จนความเข้มข้นสูง 12.3.2 การพยาบาลผ้ปู ว่ ยทีไ่ ดร้ ับการบำบัดด้วยออกซิเจน 1) ดูแลสภาพทางเดินหายใจให้โลง่ ตลอดเวลา โดยการจดั ทา่ นอนศีรษะสงู หากมีเสมหะ หรือนำ้ คัดหลัง่ บรเิ วณทางเดินหายใจใหด้ ูดเสมหะให้ถูกต้องตามเทคนิค รวมทั้งการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ อย่างถกู ต้อง (effective cough) และการใหผ้ ปู้ ว่ ยดม่ื นำ้ อย่างเพยี งพอเพอ่ื ช่วยละลายเสมหะ 2) หม่ันดูแลความสะอาดของจมูก ปาก ใบหน้าทุก 2 – 4 ช่ัวโมง เพือ่ ลดอาการปาก คอ แห้ง กลิ่นปากหรืออาการเจ็บคอ กระตุ้นให้ผู้ป่วยบ้วนปากและจิบน้ำบ่อย ๆ อาจทากลีเซอรีนที่ริม ฝีปากเพื่อช่วยลดอาการปากแห้งได้ ในผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนแบบใส่หน้ากากผูป้ ่วยอาจเกิดความไม่ สุขสบายมีความชื้น เหงื่ออกได้ ดังนั้นพยาบาลจึงควรทำความสะอาด ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดบริเวณใบหน้า ทาแปง้ บรเิ วณใบหนน้า สนั จมกู จะช่วยลดความชน้ื และการระคายเคอื งได้ ดูแลความสะอาดในรจู มูก 447

โดยใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำหมาด ๆ ทำความสะอาด รวมถึงการทำความสะอาดสายหรือท่อที่คา บรเิ วณจมกู ด้วย สำหรบั ผปู้ ว่ ยที่ได้รับการให้ออกซิเจนทางทอ่ หลอดลมคอ อาจมเี สมหะหรอื น้ำคัดหล่ัง บริเวณท่อท่ตี ดิ กบั ผิวหนังต้องทำความสะอาดรอบ ๆ ท่อและเปลยี่ นก๊อซที่รองใต้แป้นท่อหลอดลมคอ อยา่ งนอ้ ยวันละ 2 ครงั้ เพือ่ ความสะอาดและความสุขสบายของผู้ป่วย 3) ดูแลไม่ให้สายออกซิเจนหัก พับ งอ หรือปลายสายอุดตันจากน้ำมูก เสมหะ ตรวจดู ตำแหน่งของท่อออกซิเจน รอยต่อต่าง ๆ ไม่ให้เลื่อนหลุดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนอย่าง เพียงพอ เตมิ น้ำในกระบอกทำความชื้นใหไ้ ดร้ ะดบั เสมอ 4) ติดตามดูอาการและอาการแสดงที่บ่งถึงออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น กระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเขียว ติดตามดูค่า oxygen saturation โดยปรับความเข้มข้นของออกซิเจนจนได้ ค่าตามเป้าหมายจนไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 5 นาที หลังจากนั้นจึงติดตามทุก 1 ชั่วโมง จน อาการคงที่จึงวัดทุก 4 ชั่วโมง ยกเว้นผู้ป่วยวิกฤตควรวัดค่าอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของการให้ ออกซิเจนโดยทั่วไปคือช่วง oxygen saturation 94 – 98% ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) กำหนดเป้าหมายประมาณ 88 -92% เนื่องจากในผู้ป่วยกลุ่มนี้การมีระดับคาร์บอนไดออกไซที่ พอเหมาะจะช่วยกระตุ้น Chemo – receptor ในสมองเพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยหายใจ หากๆได้รับ ออกซิเจนเข้มข้นสูงเกินไปอาจทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้ โดยส่วนใหญ่ในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้รับ ออกซิเจนชนิดcannula 2 ลติ รต่อนาที กรณีผูป้ ่วยวิกฤตหรือผู้ป่วยที่อาการไม่คงที่หรือมีความเสี่ยงที่ จะเกิดภาวะการหายใจล้มเหลว (Hypercapnic respiratory failure) ต้องรายงานแพทย์เพื่อติดตาม ประเมินคา่ arterial blood gas 5) การดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยและญาติ โดยมากเมื่อได้รับออกซิเจนผู้ป่วยและญาติ อาจจะมีความวิตกกังวลเพราะอาจเข้าใจว่าผู้ป่วยมีอาการหนัก ดังนั้นจึงควรอธิบายวัตถุประสงค์ใน การใหอ้ อกซิเจนเพ่ือใหผ้ ้ปู ่วยและญาตเิ ขา้ ใจ ความวติ กกังวลลดลง รวมถึงการเปดิ โอกาสให้ซกั ถามข้อ สงสัย และรับฟังความตอ้ งการของผปู้ ่วยและญาติด้วย 12.4 สรปุ การให้ออกซิเจนเป็นการรักษาที่มีความสำคัญ สามารถป้องกันการสูญเสียหน้าที่ของอวัยวะ สำคญั เชน่ หัวใจ สมอง ได้ การพยาบาลผปู้ ่วยท่ีไดร้ บั ออกซเิ จนจำเป็นต้องมีความรหู้ ลายด้าน ทั้งกาย วิภาคศาสตร์ สรรี วิทยา และพยาธิสรรี ะวทิ ยาของการหายใจ รวมทง้ั สามารถนำกระบวนการพยาบาล มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยต้ังแต่กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนการให้ออกซิเจน การให้ออกซิเจนวิธี ต่าง ๆอย่างถูกต้องตามเทคนิค และการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับออกซิเจนได้ เพ่ือลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกดิ ขึ้นได้ 448

12.5 คำถามทา้ ยบท ข้อ 1 อปุ กรณ์ในขอ้ ใดใช้สำหรับวัดคา่ ความเขม้ ขน้ ออกซิเจนในเลือด 1. Pulse Oximeter 2. Arterial blood gas 3. Oxygen saturation 4. Partial pressure of oxygen ขอ้ 2 ข้อใดเป็นชอื่ ของอุปกรณ์ช้นิ น้ี 1. Simple mask 2. Oxygen hood 3. Mask with bag 4. Nasal cannula ข้อ 3 การพยาบาลผูป้ ่วยทไี่ ดร้ บั Oxygen cannula ทีข่ อ้ ใดถูกตอ้ ง 1. เปดิ การทำความชน้ื แบบละอองฝอย (jet) 2. ทำความสะอาดจมกู อยา่ งนอ้ ยทุก 8 ช่วั โมง 3. เลือกสาย Oxygen ใหเ้ หมาะสมกับใบหนา้ ผูป้ ่วย 4. ใช้ผ้ากอ๊ ซรองบรเิ วณทา้ ยทอย ป้องกนั สายกดทบั จนเกดิ แผล 449


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook