Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

Published by suttasilo, 2021-06-23 00:39:19

Description: คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

Keywords: คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรี,ธรรมศึกษาชั้นตรี,2561

Search

Read the Text Version

278 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé μÃÕ ปัญหาและเฉลยวิชาพทุ ธประวตั ิ ธรรมศึกษาชนั้ ตรี สอบในสนามหลวง วนั องั คารที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ******************** คาํ สงั่ : จงเลือกคําตอบท่ีถูกที่สุดเพียงคําตอบเดียว แลวกากบาทลง ในชอง ของขอที่ตอ งการในกระดาษคาํ ตอบใหเวลา ๕๐ นาที (๑๐๐ คะแนน) ๑. พทุ ธประวัตพิ รรณาเรอื่ งของใคร ? ๕. เจาชายสิทธัตถะประสูติ ตรงกบั ขอใด ? ก. นักบวช ข. พระพทุ ธเจา ก. วันมาฆบชู า ค. นักพรต ง. พระปจ เจกพทุ ธเจา ข. วันวสิ าขบูชา เฉลยข้อ ข. ค. วนั อาสาฬหบูชา ๒. พอแมม ีวรรณะตางกัน ทําให ง. วันอัฎฐมบี ชู า เกดิ ชนชั้นใด เฉลยข้อ ข. ก. พราหมณ ข. แพศย ๖. สถานท่ีเจา ชายสิทธัตถะประสูติ ค. ศูทร ง. จัณฑาล ปจ จุบันอยใู นประเทศได? เฉลยข้อ ง. ก. เนปาล ข. ปากีสถาน ๓. นครกบลิ พสั ดุ มีความสัมพันธ ค. ศรลี ังกา ง. อินเดยี กับนครใด? เฉลยข้อ ก. ก. สาวัตถี ข. เทวทหะ ๗. เจาชายสิทธตั ถะ ประกอบดวย ค. พาราณสี ง. ราชคฤห มหาปรุ สิ ลกั ษณะกีป่ ระการ ? เฉลยข้อ ข. ก. ๓๑ ประการ ข. ๓๒ ประการ ๔. ผูใด ไมใ ชพระญาตขิ องเจาชาย ค. ๓๗ ประการ ง. ๓๘ ประการ สทิ ธตั ถะ เฉลยข้อ ข. ก. พระเจา โอกกากราช ๘. เจา ชายสทิ ธัตถะประสูตไิ ด ๕ วนั ข. พระเจา ชยั เสน มีเหตกุ ารณใดเกิดขนึ้ ? ค. พระเจา พิมพิสาร ก. ดาบสเขา เฝา ข. ขุดสระบวั ง. พระเจา อญั ชนะ ค. ขนานพระนาม ง. ไดฌาน เฉลยข้อ ค. เฉลยข้อ ค. คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 278

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 279 ๙. พระนามวา สทิ ธัตถะ มคี วามหมาย ข. กบลิ ดาบส วาอยางไร? ค. อาฬารดาบส ก. มวี าสนา ข. มีรูปงาม ง. อุทกดาบส ค. มคี วามตองการความสําเรจ็ เฉลยข้อ ค. ง. มียศศกั ดิ์ ๑๕. อตั ตกิลมถานุโยค คืออะไร ? เฉลยข้อ ค. ก. ทรมานตน ข. เสวยกามสขุ ๑๐. พระนางใดเล้ยี งดเู จาชายสทิ ธตั ถะ ค. ทําความเพยี ร ง. เจรญิ ภาวนา หลังพระมารดาสนิ้ พระชนม? เฉลยข้อ ก. ก. กญั จนา ข. ยโสธรา ๑๖. พระมหาบุรุษทรงบําเพ็ญทกุ รกริ ิยา ค. พมิ พา ง. ปชาบดโี คตมี ณ ท่ีใด ? เฉลยข้อ ง. ก. คยาสสี ะ ๑๑. เจาชายสทิ ธัตถะพอใจในบรรพชา ข. อรุ เุ วลาเสนานิคม เพราะเห็นเทวทตู ใด ? ค. อนปุ ยอัมพวัน ง. ลฏั ฐิวัน ก. คนแก ข. คนเจ็บ เฉลยข้อ ข. ค. คนตาย ง. สมณะ ๑๗. ใครเปนพยานการบําเพญ็ ทกุ รกริ ิยา เฉลยข้อ ง. ของพระมหาบุรษุ ? ๑๒. เม่ือเจา ชายสทิ ธตั ถะบวช ใครนํา ก. อาฬารดาบส ข. อุทกดาบส บาตรมาถวาย? ค. ฉันนอํามาตย ง. ปญจวคั คีย ก. มหาพรหม ข. ฆฏกิ ารพรหม เฉลยข้อ ง. ค. ทาวธตรฐ ง. ทา วกุเวร ๑๘. พระมหาบุรษุ ผนวชไดก ี่ป จงึ ตรัสรู ? เฉลยข้อ ข. ก. ๕ ป ข. ๖ ป ๑๓. เจา ชายสทิ ธัตถะ ผนวชดว ยวธิ ใี ด? ค. ๗ ป ง. ๘ ป ก. อธษิ ฐานเพศ ข. เอหิภกิ ขุ เฉลยข้อ ข. ค. รบั สรณะ ง. ญัตติกรรม ๑๙. ขอ ใดไมใชธดิ ามารที่มาประเลา เฉลยข้อ ก. ประโลมพระมหาบรุ ษุ ? ๑๔. หลงั บรรพชาแลว พระมหาบุรุษ ก. อรดี ข. ราคา ทรงศกึ ษาในสาํ นกั ใครกอน? ค. ตัณหา ง. อสิ สา ก. กาฬเทวลิ ดาบส เฉลยข้อ ง. คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 279

280 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ ๒๐. ตน พระศรมี หาโพธิ์ เรยี กชอ่ื อกี อยา ง ค. แมพระยส ง. เพอื่ นพระยส หนึ่งวาอะไร ? เฉลยข้อ ก. ก. อัสสตั ถพฤกษ ข. ชัยพฤกษ ๒๖. ทา นจะแสวงหาหญิงหรือ ค. ราชพฤกษ ง. กัลปพฤกษ แสวงหาตนดีกวา ใครกลา ว? เฉลยข้อ ก. ก. พระพทุ ธเจา ข. ภทั ทวัคคยี  ๒๑. สัปดาหแ รกหลังตรสั รู พระพุทธเจา ค. ปญจวคั คยี  ง. พระยสะ ทรงพจิ ารณาธรรมใด ? เฉลยข้อ ก. ก. อรยิ สจั ข. อรยิ มรรค ค. บารมี ง. ปฏิจจสมปุ บาท ๒๗. พระพทุ ธองคทรงแสดงอาทติ ต- ปริยายสูตรโปรดใคร ? เฉลยข้อ ง. ก. ปญญจวัคคีย ข. ภัททวคั คยี  ๒๒. พระพทุ ธเจาทรงเทศนาโปรดใคร ค. ชฏลิ ๓ พ่ีนอ ง ง. ปรพิ าชก เปนอนั ดบั แรก? เฉลยข้อ ค. ก. อาฬารดาบส ข. ปญจวัคคยี  ๒๘. บรวิ ารพระเจาพมิ พิสารเคารพ ค. อทุ กดาบส ง.ตปสุ สะ-ภลั ลกิ ะ พระพทุ ธเจา เพราะใคร ? เฉลยข้อ ข. ก. พระอสั สชิ ข. พระอุรเุ วลกัสสปะ ๒๓. เมอ่ื ทรงแสดงอนัตตลกั ขณสูตรจบ ค. พระยส ง. พระวัปปะ มพี ระอรหันตเ กดิ ข้นึ กอี่ งค ? เฉลยข้อ ข. ก. ๕ องค ข. ๑๑ องค ๒๙. ใครสรา งวัดถวายพระพุทธเจา ค. ๖๑ องค ง. ๘๐ องค เปนคนแรก ? เฉลยข้อ ก. ๒๔. อรยิ สาวกองคแ รก คอื ใคร? ก. พระเจาพมิ พิสาร ข. พระนางมลั ลิกา ก. พระวปั ปะ ข. พระภทั ทยิ ะ ค. อนาถปณฑกิ ะ ง. นางวิสาขา ค. พระอญั ญาโกญฑญั ญะ เฉลยข้อ ก. ง. พระอัสสชิ เฉลยข้อ ค. ๓๐. พระโมคคัลลานะขณะบําเพญ็ เพยี ร มีอปุ สรรคเรือ่ งใด ? ๒๕. พระพทุ ธองคท รงแสดงอนปุ พุ พกี ถา ก. ความหวิ ข. ความรอ น ครงั้ แรกแกใ คร ? ค. ความเหนือ่ ย ง. ความงว ง ก. พระยส ข. พอ พระยส เฉลยข้อ ง. คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 280

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 281 ๓๑. พระพุทธเจาทรงแสดงการไหวทศิ ๖ ค. ความไมประมาท ง. ความอดทน แกใ คร ? เฉลยข้อ ค. ก. นนั ทมาณพ ข. โกลติ มาณพ ๓๗. พระเพลงิ ทถ่ี วายพระพุทธสรรี ะ ค. สิงคาลมาณพ ง. อุปตสิ สมาณพ จุดไมติด เพราะรอใคร ? เฉลยข้อ ค. ก. พระฉนั นะ ข. พระอุบาลี ๓๒. พระพุทธเจาทรงจาํ พรรษาสุดทา ย ค. พระอานนท ง.พระมหากสั สปะ ณ ทีใ่ ด ? เฉลยข้อ ง. ก. ภัณฑคุ าม ข. เวฬุวคาม ๓๘. วันถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรีระ ค. กัลลวาลมตุ ตาคม ง. หตั ถีคาม เรยี กวา วันอะไร? เฉลยข้อ ข. ก. มาฆบูชา ข. วิสาขบูชา ๓๓. พระพุทธเจาทรงปลงอายุสังขาร ค. อัฏฐมีบูชา ง. อาสาฬหบูชา กอ นปรินิพพานก่ีเดอื น ? เฉลยข้อ ค. ก. ๓ เดือน ข. ๔ เดอื น ๓๙. การรอ ยกรองพระธรรมวินัยเปน ค. ๕ เดือน ง. ๖ เดือน หมวดหมู เรยี กวาอะไร ? เฉลยข้อ ก. ก. สัมมนา ข. สังคายนา ๓๔. พระพุทธเจา ทรงตรัสสัง่ ใหสงฆ ค. สาธยาย ง. สนั นิบาต ลงพรหมทณั ฑแกใ คร ? เฉลยข้อ ข. ก. พระฉันนะ ข. พระกาฬุทายี ๔๐. เดียรถยี ป ลอมบวชมาก เปน ค. พระสภุ ทั ทะ ง. พระวักกลิ เหตใุ หทําสังคายนาคร้งั ใด? เฉลยข้อ ก. ก. ครัง้ ที่ ๑ ข. คร้ังที่ ๒ ๓๕. กอนปรินพิ พาน พระพุทธเจา ทรง ค. ครงั้ ที่ ๓ ง. คร้ังที่ ๔ ตัง้ ใครเปนศาสดาแทน ? เฉลยข้อ ค. ก. พระมหากสั สปะ ข. พระอานนท ( ศาสนพิธี ) ค. พระอบุ าลี ง. ธรรมวินยั ๔๑. ผนู บั ถือพระพทุ ธศาสนา มคี าํ เรยี ก เฉลยข้อ ง. วา อะไร ? ๓๖. พระปจฉิมโอวาทของพระพทุ ธเจา ก. พุทธชยนั ตี ข. พุทธสาวก วาดว ยเรือ่ งอะไร ? ค. พุทธมามกะ ง. พุทธบุตร ก. สามคั คี ข. กตญั ู เฉลยข้อ ค. คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 281

282 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ ๔๒. ขอใด จดั เปน กศุ ลพธิ ?ี เฉลยข้อ ค. ก. ชวยเหลอื คน ข. ดแู ลบุพการี ๔๘. ขอใด เปน กาลทานทจ่ี าํ กัด ค. ปลอยปลา ง. รกั ษาศลี เวลาถวาย ? เฉลยข้อ ง. ก. สงั ฆทาน ข. ธรรมทาน ๔๓. ฉลองพระชนั ษา ๑๐๐ ป ค. วัตถทุ าน ง. กฐนิ ทาน สมเด็จพระสังฆราช เปน พิธีใด ? เฉลยข้อ ง. ก. กศุ ลพิธี ข. บญุ พธิ ี ๔๙. กิริยาที่ถวายไทยธรรมแด ค. ทานพธิ ี ง. ปกณิ ณกพธิ ี พระสงฆมีคําเรียกวา อะไร ? เฉลยข้อ ข. ก. นอมถวาย ข. ประเคน ๔๔. ผูทปี่ ระกาศตนวาพระพทุ ธเจา ค. นาํ ถวาย ง. องั คาส เปน ของเราตรงกับขอใด? เฉลยข้อ ข. ก. พระพทุ ธเจา ข. พระธรรม ๕๐. การกราบดวยองคเทา ไหร เรียกวา ค. พระสงฆ ง. ถูกทกุ ขอ เบญจางคประดษิ ฐ ? เฉลยข้อ ง. ก. องค ๓ ข. องค ๔ ๔๕. การนมิ นตพ ระสงฆม าประกอบพธิ ี ค. องค ๕ ง. องค ๖ ใชคําวา อะไร ? เฉลยข้อ ค. ก. อาราธนา ข. นมสั การ ค. กราบเรียน ง. เรียนเชิญ เฉลยข้อ ก. ๔๖. อทิ งั เม ญาตีนัง โหตุ สุขติ า โหนตุ ญาตโย เปนคาํ อะไร ? ก. กรวดนาํ้ ข. บูชาพระ ค. อาราธนาศีล ง. อาราธนาธรรม เฉลยข้อ ก. ๔๗. การถวายทานแกใคร จดั เปน สงั ฆทาน ? ก. พระพุทธเจา ข. เจา อาวาส ค. พระสงฆ ง. พระทนี่ ับถอื คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 282

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 283 ปัญหาและเฉลยวิชาพทุ ธประวตั ิ ธรรมศึกษาชนั้ ตรี สอบในสนามหลวง วนั พธุ ท่ี ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๗ ******************** คาํ สงั่ : จงเลือกคําตอบท่ีถูกที่สุดเพียงคําตอบเดียว แลวกากบาทลง ในชอง ของขอทตี่ องการในกระดาษคําตอบใหเ วลา ๕๐ นาที (๑๐๐ คะแนน) ๑. พทุ ธประวัติทาํ ใหทราบความเปน ข. พระเจาอญั ชนะ ไปของใคร ? ค. พระเจาสทุ โธทนะ ก. พระพุทธเจา ข. พุทธสาวก ง. พระเจาโธโตทนะ ค. พทุ ธสาวกิ า ง. พทุ ธบรษิ ัท เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ก. ๖. พระเจา สุทโธทนะกบั เจา ชายสทิ ธตั ถะ ๒. ขอใดแสดงความมที ิฏฐมิ านะของ เกย่ี วของกันอยา งไร? ชาวชมพูทวปี ? ก. พระเจาปู ข. พระเจา ตา ก. ถือฤกษยาม ข. ถอื ภูตผี ค. พระบิดา ง. พระเจาอา ค. ถอื วรรณะ ง. ถือเทพเจา เฉลยข้อ ค. เฉลยข้อ ค. ๗. เจาชายสิทธัตถะ ประสูตใิ นวรรณะใด ? ๓. นครกบลิ พสั ดุ เคยเปน ทอี่ ยขู องใคร ? ก. กษตั รยิ  ข. พราหมณ ก. ปญ จวัคคยี  ข. อุทกดาบส ค. แพศย ง. ศทู ร ค. กาฬเทวลิ ดาบส ง. กบลิ ดาบส เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ง. ๘. ใครทาํ นายพระลักษณะเจาชายสิทธตั ถะ ๔. ชมพูทวปี แบงอาณาเขตออกเปน เปนคนแรก ? กแ่ี ควน ใหญ ? ก. อสติ ดาบส ข. อาฬารดาบส ก. ๑๐ แควน ข. ๑๕ แควน ค. อทุ กดาบส ง. โกณฑัญญะ ค. ๑๖ แควน ง. ๒๖ แควน เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ค. ๙. ใครเปนครคู นแรกของเจาชายสิทธัตถะ ? ๕. พระเจา ชยั เสนะ เปน พระบดิ าของใคร ? ก. วศิ วามิตร ข. อุทกดาบส ก. พระเจาสหี หนุ ค. อสติ ดาบส ง. อาฬารดาบส คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 283

284 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé μÃÕ เฉลยข้อ ก. ๑๕. ใครถวายบรขิ ารพระมหาบรุ ษุ ๑๐. ใครเล้ยี งเจา ชายสทิ ธตั ถะหลงั จาก ในคราวเสด็จออกผนวช ? พระมารดาทิวงคต ? ก. ทาวสักกะ ข.สหมั บดพี รหม ก. พระนางมหาปชาบดี ค. ฆฏกิ ารพรหม ง. พระอนิ ทร ข. พระนางปมติ า เฉลยข้อ ค. ค. นางสชุ าดา ๑๖. พระมหาบุรษุ เสด็จออกผนวชจน ง. นางวสิ าขา ไดตรัสรรู วมเวลากป่ี  ? เฉลยข้อ ก. ก. ๖ ข. ๗ ๑๑. เจาชายสิทธัตถะไดปฐมฌาน ค. ๘ ง. ๙ ใตต นหวา ในพธิ มี งคลใด ? เฉลยข้อ ก. ก. ขนานพระนาม ข.แรกนาขวญั ๑๗. ใครถวายขาวมธุปายาสแก ค. อภิเษกสมรส ง. ราชาภิเษก พระมหาบรุ ุษในวนั ตรัสรู ? เฉลยข้อ ข. ก. พระนางพิมพา ข. พระนางอมิตา ๑๒. ขอ ใดไมจดั อยใู นเทวทูต ๔ ? ค. นางสุชาดา ง. นางวิสาขา ก. คนเกิด ข. คนแก เฉลยข้อ ค. ค. คนเจบ็ ง. คนตาย ๑๘. พราหมณท ่ถี วายหญา คาแก เฉลยข้อ ก. พระมหาบุรุษมีนามวา อะไร ? ๑๓. พระมหาบรุ ุษเสดจ็ ออกผนวช ก. โสตถยิ ะ ข. ปุกกุสะ ขณะมีพระชนมายุกีพ่ รรษา ? ค. ฉนั นะ ง. ตปสุ สะ ก. ๑๖ ข. ๒๐ เฉลยข้อ ก. ค. ๒๙ ง. ๓๕ ๑๙. คาํ วา นโิ ครธ เปนชอ่ื ของตนไมใ ด? เฉลยข้อ ค. ก. ตน จกิ ข. ตนไทร ๑๔. เจา ชายสิทธตั ถะทรงอธิษฐาน ค. ตนโพธิ์ ง. ตนรงั เพศบรรพชาท่รี ิมฝง แมน าํ้ ใด ? เฉลยข้อ ข. ก. อโนมา ข. เนรญั ชรา ๒๐. พระพทุ ธเจาทรงตั้งพระทยั จะ ค. คงคา ง. สินธุ แสดงธรรมแกใครเปน คนแรก ? เฉลยข้อ ก. ก. พระราชบิดา ข. ปญจวคั คยี  ค. อสติ ดาบส ง.อาฬารดาบส คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 284

ÇԪҾط¸»ÃÐÇÑμÔ 285 เฉลยข้อ ง. เฉลยข้อ ข. ๒๑. ธัมมจักกปั ปวตั ตนสูตรพระพุทธเจา ๒๖. ทน่ี ี่วนุ วายหนอ ที่นี่ขดั ของหนอ ทรงแสดงแกใ คร ? เปนคาํ พดู ของใคร ? ก. ปญ จวคั คีย ข. ยสกุลบตุ ร ก. โกณฑญั ญะ ข. ยสกลุ บตุ ร ค. ภัททวัคคยี  ง. ชฏิล ๓ พ่นี อ ง ค. อปุ ตสิ สะ ง. โกลิตะ เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ข. ๒๒. ธัมมจกั กปั ปวตั ตนสตู ร เรยี กอีก ๒๗. พระสาวกท่ไี ปประกาศพระศาสนา อยา งหนง่ึ วา อะไร? ครง้ั แรกกีอ่ งค ? ก. อริยสัจ ข. อริยมรรค ก. ๕ องค ข. ๗ องค ค. ปฐมเทศนา ง. อนุปพุ พีกถา ค. ๔๕ องค ง. ๖๐ องค เฉลยข้อ ค. เฉลยข้อ ง. ๒๓. มชั ฌิมาปฏปิ ทา คอื ทางสายกลาง ๒๘. พระพุทธเจาประดิษฐานพระพทุ ธ- ไดแกอะไร? ศาสนาครง้ั แรกท่ีแควน ใด ? ก. สมาบัติ ๘ ข. วิชชา ๘ ก. มคธ ข. วชั ชี ค. อริยบุคคล ๘ ง. มรรค ๘ ค. มัลละ ง. กาสี เฉลยข้อ ง. เฉลยข้อ ก. ๒๔. ผไู ดด วงตาเหน็ ธรรม หมายถงึ ๒๙. พระอรุ ุเวลกสั สปะ เดมิ นบั ถือลทั ธิอะไร ? พระอรยิ บคุ คลช้ันไหน ? ก. บชู าไฟ ข. บูชายัญ ก. พระโสดาบนั ข. พระสกทาคามี ค. บูชาเทวดา ง. บูชาพรหม เฉลยข้อ ก. ค. พระอนาคามี ๓๐. พระอคั รสาวกเบอ้ื งขวา เดมิ ชอื่ วา อะไร ? ง. พระอรหันต เฉลยข้อ ก. ก. สุทัตตะ ข. โกลิตะ ค. อปุ ติสสะ ง. ราธะ ๒๕. ใครออกบวชตามพระมหาบุรษุ เฉลยข้อ ค. เพราะเช่อื ในคาํ พยากรณ? ๓๑. พระพุทธองคต รัสสั่งใหล งโทษ ก. พระมหากสั สปะ ข. พระโกณฑญั ญะ พระฉันนะดว ยวิธีใด ? ก. พรหมทณั ฑ ข. อกุ เขปนียกรรม ค. พระยสะ ง. พระควมั ปติ ค. นิคคหกรรม ง. ตัชชนียกรรม คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 285

286 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé μÃÕ เฉลยข้อ ก. ค. โฑณพราหมณ ๓๒. ใครเปนปจฉิมสาวกผทู นั เห็น ง. หหุ กุ พราหมณ พระพทุ ธเจา ? เฉลยข้อ ค. ก. พระฉนั นะ ข. พระกาฬุทายี ๓๗. ใครขอทะนานตวงพระบรม ค. พระภทั ทิยะ ง. พระสภุ ทั ทะ สารีริกธาตไุ ปบชู า ? เฉลยข้อ ง. ก. พระอินทร ข. ฆฏกิ ารพรหม ๓๓. เม่อื ปรินพิ พานแลวทรงใหปฏบิ ัติ ค. โฑณพราหมณ ง. พระเจา โมรยิ ะ พระพทุ ธสรรี ะเหมือนปฏิบตั ิแกใคร ? เฉลยข้อ ค. ก. พระเจา จกั รพรรดิ ๓๘. สมั มาสัมพทุ ธเจดยี แบงออกเปน ข. พระราชา กปี่ ระเภท? ค. พราหมณ ง. สามญั ชน ก. ๔ ประเภท ข. ๕ ประเภท เฉลยข้อ ก. ค. ๖ ประเภท ง. ๗ ประเภท ๓๔. พระพุทธเจาทรงประทานปจ ฉิม- เฉลยข้อ ก. โอวาทมีใจความสําคัญวาดวย ๓๙. พระบรมสารรี ิกธาตุ จดั เขา ในเจดีย เรื่องอะไร ? ประเภทใด? ก. ความไมประมาท ก. ธาตเุ จดีย ข. บริโภคเจดยี  ข. ความตาย ค. ธรรมเจดีย ง. อุทเทสกิ เจดยี  ค. ความเพียร เฉลยข้อ ก. ง. ความสามคั คี ๔๐. ใครเปน ประธานสงฆใ นการทาํ เฉลยข้อ ก. สังคายนาครัง้ แรก ? ๓๕. พระพทุ ธเจา เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน ก. พระอานนท ข. พระอนุรทุ ธะ ที่เมืองใด ? ค. พระมหากัสสปะ ง. พระอบุ าลี ก. ราชคฤห ข. พาราณสี เฉลยข้อ ค. ค. สาวตั ถี ง. กุสนิ ารา ( ศาสนพิธี ) เฉลยข้อ ง. ๔๑. แบบอยา งทีพ่ งึ ปฏิบัตใิ นทาง ๓๖. ใครทาํ หนา ทแ่ี บง พระบรมสารรี กิ ธาต?ุ ศาสนาเรียกวาอะไร ? ก. วสั สการพราหมณ ก. ศาสนปฏบิ ัติ ข. ศาสนธรรม ข. ราธพราหมณ ค. ศาสนศกึ ษา ง. ศาสนพธิ ี คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 286

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 287 เฉลยข้อ ง. ๔๗. การสวดพระอภิธรรม เปน ๔๒. บุญพธิ ใี นทางพระพุทธศาสนา พิธกี รรมเกี่ยวขอ งกับงานใด ? แบงออกเปน กปี่ ระเภท? ก. งานแตงงาน ข. งานโกนจกุ ก. ๒ ประเภท ข. ๓ ประเภท ค. งานขน้ึ บานใหม ง. งานศพ ค. ๔ ประเภท ง. ๕ ประเภท เฉลยข้อ ง. เฉลยข้อ ก. ๔๘. สง่ิ ใดไมต องจดั เตรียมไวใ นงาน ๔๓. การถวายทานเจาะจงพระรปู ใด ทาํ บญุ วันเกดิ ? รูปหน่ึง จดั เปนทานประเภทใด? ก. พระพทุ ธรปู ข. ขนั นา้ํ มนต ก. อามสิ ทาน ข. วตั ถทุ าน ค. ผาภษู าโยง ง. ทก่ี รวดนา้ํ ค. ปาฏิบคุ ลิกทาน ง. สงั ฆทาน เฉลยข้อ ค. เฉลยข้อ ค. ๔๙. ผาทม่ี กี ําหนดเวลาในการถวายคอื ๔๔. เสน ดา ยมงคลทใ่ี ชเ ปน เครื่อง ขอ ใด? ประกอบพิธีในเวลาทาํ บญุ ตา ง ๆ ก. ผาปา ข. ผา ไตร เรยี กวา อะไร? ค. ผากฐิน ง. ผาบงั สกุ ุล ก. สายสญิ จน ข. ภษู าโยง เฉลยข้อ ค. ค. สายประคต ง. สายประคํา ๕๐. ผาท่ถี วายแกภ ิกษผุ อู ยูจําพรรษา เฉลยข้อ ก. ครบ ๓ เดือน เรยี กวา อะไร? ๔๕. ผทู ปี่ ระกาศตนวา พระพทุ ธเจา ก. ผา จํานําพรรษา เปนของเราตรงกับขอ ใด? ข. ผา อาบน้าํ ฝน ก. อบุ าสก ข. อบุ าสกิ า ค. ผานสิ ที นะ ค. พทุ ธมามกะ ง. ศาสนกิ ชน ง. ผา ปา เฉลยข้อ ค. เฉลยข้อ ก. ๔๖. ขอ ใดไมใชวันสาํ คัญทาง พระพทุ ธศาสนา? ก. วนั มาฆบูชา ข. วนั วิสาขบูชา ค. วันอฏั ฐมีบูชา ง. วันสงกรานต เฉลยข้อ ง. คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 287

288 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ ปัญหาและเฉลยวิชาพทุ ธประวตั ิ ธรรมศึกษาชนั้ ตรี สอบในสนามหลวง วนั องั คารที่ ๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ******************** คาํ สงั่ : จงเลือกคําตอบที่ถูกที่สุดเพียงคําตอบเดียว แลวกากบาทลง ในชอง ของขอที่ตอ งการในกระดาษคาํ ตอบใหเวลา ๕๐ นาที (๑๐๐ คะแนน) ๑. พทุ ธประวัติไดแ กป ระวตั ขิ องใคร ? ๕. ขอ ใดไมจดั เขาในวรรณะ ๔ ? ก. พระพทุ ธเจา ข. พระสาวก ก. กษัตริย ข. พราหมณ ค. พระสาวิกา ง. พทุ ธบรษิ ัท ค. ศทู ร ง. จณั ฑาล เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ง. ๒. ชนชาตใิ ด อาศยั อยใู นชมพูทวีป ๖. การศกึ ษาเรือ่ งยุทธวธิ ี กาํ หนดให มากอ น? เปน หนาทีข่ องวรรณะใด ? ก. สกั กะ ข. มลิ ักขะ ก. กษัตริย ข. พราหมณ ค. อริยกะ ง. โกลิยะ ค. แพศย ง. ศูทร เฉลยข้อ ข. เฉลยข้อ ก. ๓. ชมพูทวปี แบงออกเปน ๒ สว น ๗. กษัตรยิ ผทู รงเปน ตนวงศศากยะ เขตแดนชน้ั ในเรียกวาอะไร ? มพี ระนามวา อะไร ? ก. ปจ จันตชนบท ก. สุทโธทนะ ข. โอกกากราช ข. สกั กชนบท ค. พิมพสิ าร ง. ปเสนทโิ กศล ค. มัชฌมิ ชนบท เฉลยข้อ ข. ง. โกศลชนบท ๘. พระโอรสพระธิดาของพระเจา เฉลยข้อ ค. โอกกากราช ทรงสรา งเมอื งใหม ๔. ขอใด ไมจดั เขาใน ๑๖ แควน ชือ่ วา อะไร ? ของชมพูทวีป ? ก. พาราณสี ข. กบลิ พสั ดุ ก. อังคะ ข. มคธะ ค. เทวทหะ ง. ราชคฤห ค. วิเทหะ ง. วัชชี เฉลยข้อ ข. เฉลยข้อ ค. คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 288

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 289 ๙. พระโอรสท่ปี ระสตู จิ ากพระเจา ค. ราชทูต ง. ยมทตู สหี หนุกบั พระนางกัญจนา เฉลยข้อ ก. มพี ระนามวา อะไร ? ๑๔. ขณะเจาชายสทิ ธตั ถะมีพระชนมายุ ก. สทุ โธทนะ ข. สุปปพทุ ธะ ๒๙ ป เกดิ เหตุการณสาํ คญั อะไร ? ค. ทัณฑปาณิ ง. เทวทตั ก. อภเิ ษกสมรส ข. ราชาภิเษก เฉลยข้อ ก. ค. ออกผนวช ง. ตรัสรู ๑๐. วันขึน้ ๑๕ ค่าํ เดือน ๖ กอ น พ.ศ. เฉลยข้อ ค. ๘๐ ป เกย่ี วของกับพระพทุ ธเจา ๑๕. ขอใด ไมใ ชพ ระปญจวัคคียต ดิ อยางไร ? ตามพระมหาบุรุษออกบวช ? ก. ประสตู ิ ก. โกณฑญั ญะ ข. วปั ปะ ข. ปรนิ พิ พาน ค. ยสะ ง. อสั สชิ ค. ถวายพระเพลงิ เฉลยข้อ ค. ง. แบง พระบรมสารรี กิ ธาตุ ๑๖. กดพระทนตดวยพระทนตเปน เฉลยข้อ ก. การบําเพ็ญทุกรกิรยิ าในวาระใด ? ๑๑. พระนามวาสทิ ธตั ถะมีความหมาย ก. วาระที่ ๑ ข. วาระที่ ๒ วาอะไร ? ค. วาระที่ ๓ ง. ถูกทุกขอ ก. มีรปู งาม ข. มปี ญ ญามาก เฉลยข้อ ก. ค. มีความตองการสําเร็จ ๑๗. พระมหาบรุ ุษทรงเลกิ บาํ เพ็ญ ง. มกี ําลังมาก ทกุ รกริ ยิ า เพราะเหตุใด ? เฉลยข้อ ค. ก. ใชเ วลามาก ๑๒. พระราชบิดาใหสรา งปราสาท ๓ ฤดู ข. ไมใ ชท างตรัสรู แกพระกุมาร ขณะมพี ระชนมายกุ ป่ี  ? ค. คลายความเพียร ก. ๗ ป ข. ๑๖ ป ง. ทอ พระทยั ค. ๒๙ ป ง. ๓๕ ป เฉลยข้อ ข. เฉลยข้อ ข. ๑๘. พระพทุ ธเจา ตรสั รอู ะไร ? ๑๓. เจาชายสทิ ธัตถะทอดพระเนตร ก. อริยสัจ ๔ ข. มรรค ๔ เหน็ อะไร จึงเสด็จออกผนวช ? ค. ผล ๔ ง. อทิ ธิบาท ๔ ก. เทวทตู ข. ธรรมทตู เฉลยข้อ ก. คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 289

290 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ ๑๙. สถานทเี่ สวยวมิ ตุ ตสิ ุขของ ๒๓. ใครตงั้ ความปรารถนาวา ขอให พระพทุ ธเจากลา วไวก แ่ี หง ? พระอรหนั ตมายังแวน แควน ของตน ? ก. ๓ แหง ข. ๔ แหง ก. พระเจา สีหหนุ ค. ๗ แหง ง. ๘ แหง ข. พระเจา สทุ โธทนะ เฉลยข้อ ค. ค. พระเจาพิมพิสาร ๒๐. พระพุทธเจาเสวยวิมตุ ตสิ ุขท่ีตน ง. เจา มัลละ อชปาลนิโครธ ทรงพิจารณา เฉลยข้อ ค. หลักธรรมอะไร ? ๒๔. อุบาสกยอมรบั นบั ถือพระรัตนตรยั ก. ปฏิจจสมุปบาท เปนสรณะคนแรกคอื ใคร ? ข. สตุ ตันตปฎก ก. ตปสุ สะ ข. ภลั ลิกะ ค. อภิธรรมปฎ ก ค. พระเจา พิมพสิ าร ง. วินยั ปฎ ก ง. บิดาของพระยสะ เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ง. ๒๑. ใครทลู อาราธนาพระพทุ ธเจา ๒๕. ใครเคยนับถอื ลทั ธิการบชู าไฟกอน ใหแ สดงธรรมโปรดเวไนยสัตว ? มาบวชในพระพุทธศาสนา ? ก. ฆฏกิ ารพรหม ก. ชฎลิ ๓ พ่นี อง ข. อุปติสสะ ข. สหมั บดพี รหม ค. โกลิตะ ง. สัญชยั ค. พระอินทร เฉลยข้อ ก. ง. ทาวจตโุ ลกบาล ๒๖. อปุ ตสิ สปริพาชกไดดวงตาเห็นธรรม เฉลยข้อ ข. เพราะฟง ธรรมจากใคร ? ๒๒. กามสุขัลลกิ านุโยคและอตั ต- ก. พระพทุ ธเจา ข. พระอนุรุทธะ กิลมถานุโยคทรงแสดงแกใคร ค. พระอัสสชิ ง. พระมหากัสสปะ เปน คร้งั แรก ? เฉลยข้อ ค. ก. ปญจวคั คีย ๒๗. เธอไมพ งึ ชูงวงคือถือตวั เขา ไป ข. ภทั ทวัคคยี  สตู ระกลู พระองคตรัสสอนใคร ? ค. ชฎิล ๓ พน่ี อ ง ก. พระสารบี ตุ ร ข. ระอานนท ง. สหายพระยสะ ค. พระยสะ ง. พระโมคคัลลานะ เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ง. คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 290

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 291 ๒๘. ความงว งเปน อุปสรรคใน ๓๒. ใครไมไดรบั การอุปสมบทในการ การบาํ เพญ็ เพยี รของใคร ? ก. พระโกณฑญั ญะ บาํ เพญ็ พุทธกจิ ณ แควน มคธ ? ก. พระสารีบตุ ร ข. พระยสะ ข. พระโมคคลั ลานะ ค. พระโมคคลั ลานะ ง. พระสารบี ตุ ร ค. พระมหากัสสปะ ง. พระอานนท เฉลยข้อ ค. เฉลยข้อ ง. ๒๙. ขอ ใด กลา วถงึ โอวาทปาติโมกข ๓๓. พระพทุ ธเจาทรงแสดงวธิ ีทํา ไดถกู ตอง ? ปุพพเปตพลีครง้ั แรกแกใ คร ? ก. ปฐมเทศนา ข. หวั ใจพระพทุ ธศาสนา ก. พระเจาสทุ โธทนะ ข. พระเจา พิมพสิ าร ค. พระปาติโมกข ค. นางวสิ าขา ง. ปจ ฉมิ โอวาท เฉลยข้อ ข. ง. สงิ คาลมาณพ เฉลยข้อ ข. ๓๐. ใครเปนกาํ ลังสําคญั สนบั สนนุ การ ๓๔. ใครเปน ทูตทลู เชญิ พระพุทธเจา ประกาศพระศาสนาในแควน มคธ ? เสด็จสูนครกบลิ พสั ดเุ ปนผลสําเรจ็ ? ก. พระเจา พมิ พิสาร ก. พระอานนท ข. พระเจาอชาตศัตรู ค. อนาถปณ ฑิกะ ข. พระอนุรุทธะ ค. ฉันนอาํ มาตย ง. นางวสิ าขา ง. กาฬทุ ายอี าํ มาตย เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ง. ๓๑. เมืองหลวงของแควนมคธที่ทรง ๓๕. ในคราวเสด็จนครกบลิ พัสดทุ รงโปรด ประกาศพระศาสนาเปนครง้ั แรก พระประยรู ญาตดิ วยชาดกอะไร ? ชอ่ื วาอะไร ? ก. เวสสันดร ข. มหาชนก ก. พาราณสี ข. สาวัตถี ค. เวสาลี ง. ราชคฤห ค. สุวรรณสาม ง. มโหสถ เฉลยข้อ ก. เฉลยข้อ ง. คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 291

292 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ ๓๖. พระพุทธเจาตรัสกะมารถึง ๔๐. สถานทใ่ี ดไมจัดเขา ในสงั เวชนียสถาน วนั ปรินิพพานลวงหนา ๓ เดือน ๔ ตาํ บล ? เรียกวา อะไร ? ก. ประสตู ิ ก. ปลงบริขาร ข. ตรัสรู ข. ปลงอายสุ งั ขาร ค. แสดงปฐมเทศนา ค. ปลงธรรมสังเวช ง. ปลงอายุสังขาร ง. ปจ ฉิมโอวาท เฉลยข้อ ง. เฉลยข้อ ข. ( ศาสนพิธี ) ๓๗. ปจฉิมบณิ ฑบาตที่พระพุทธเจา ๔๑. ขอใด เปนเหตเุ กดิ พธิ กี รรมใน ทรงรับเปน ครั้งสดุ ทาย คืออะไร ? ทางพระพทุ ธศาสนา ? ก. ขา วมธปุ ายาส ก. การออนวอน ข. การบวงสรวง ข. ขา วยาคู ค. การเซนไหว ง. การทาํ บุญ ค. สตั ตุกอ นสตั ตผุ ง เฉลยข้อ ง. ง. สกุ รมัทวะ ๔๒. ขอใด จดั เปนพิธีกรรมทาง เฉลยข้อ ง. พระพุทธศาสนา ? ๓๘. พระอานนทถ ามใครวา พระพทุ ธเจา ก. พิธบี ชู ายัญ ข. พธิ ีถือศีลอุโบสถ เสด็จดบั ขนั ธปรนิ พิ พานแลว หรอื ? ค. พิธีลา งบาป ง. พิธีเซน ไหว ก. พระอปุ วาณะ เฉลยข้อ ข. ข. พระอบุ าลี ๔๓. การบําเพญ็ กศุ ลศพ จัดเขาในพธิ ใี ด? ค. พระมหากัสสปะ ก. กศุ ลพิธี ข. บญุ พิธี ง. พระอนุรทุ ธะ ค. ทานพิธี ง. ปกณิ ณกพธิ ี เฉลยข้อ ง. เฉลยข้อ ข. ๓๙. พระพุทธเจา ทรงบําเพ็ญพทุ ธกจิ ๔๔. พิธีเวียนเทยี นเน่ืองในวนั สําคัญทาง กี่พรรษาจงึ เสดจ็ ปรนิ ิพพาน ? พระพุทธศาสนา มกี ่วี ัน ? ก. ๒๙ พรรษา ข. ๓๕ พรรษา ก. ๓ วนั ข. ๔ วนั ค. ๔๕ พรรษา ง. ๘๐ พรรษา ค. ๕ วนั ง. ๖ วัน เฉลยข้อ ค. เฉลยข้อ ข. คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 292

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 293 ๔๕. วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรรี ะ ง. เทยี นนาํ้ มนต ตรงกับวันใด ? เฉลยข้อ ง. ก. วนั มาฆบูชา ๔๙. กฐินท่พี ระมหากษัตรยิ เสดจ็ ไป ข. วนั วิสาขบชู า ถวายพระอารามหลวงเปน กฐนิ ค. วนั อาสาฬหบูชา ประเภทใด ? ง. วนั อฎั ฐมบี ชู า ก. กฐินหลวง เฉลยข้อ ง. ข. กฐินพระราชทาน ๔๖. มะยงั ภนั เต ติสะระเณนะ สะหะ ค. กฐินตน ปญจะ สีลานิ ยาจามะ เปนคํากลาว ง. กฐินสามัคคี อาราธนาอะไร ? เฉลยข้อ ก. ก. อาราธนาศลี ๕๐. การอทุ ิศสวนบุญใหแ กบรรพชน ข. อาราธนาธรรม หรอื สรรพสัตว เรียกวาอะไร ? ค. อาราธนาพระปรติ ร ก. การอนุโมทนาบุญ ง. ถูกทกุ ขอ ข. การแผเ มตตา เฉลยข้อ ก. ค. การบงั สกุ ลุ ๔๗. โตะ หมบู ชู า ตามหลกั ศาสนพิธี ใหตัง้ อยูด า นใดของพระสงฆ ? ง. การกรวดนา้ํ เฉลยข้อ ง. ก. ดา นหนา ข. ดานหลงั ค. ดานขวามอื ง. ดานซา ยมอื เฉลยข้อ ค. ๔๘. เมือ่ พระสงฆสวดถงึ บทวา อะเสวะนา จะ พาลานงั ... เจาภาพ จุดเทยี นอะไร ? ก. เทียนชนวน ข. เทียนบชู าพระ ค. เทยี นชยั คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 293

294 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 294

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 295 ÇÔªÒÇԹѠàºÞ¨ÈÕÅ-àºÞ¨¸ÃÃÁ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 295

296 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ÇªÔ ÒÇ¹Ô ÂÑ : àºÞ¨ÈÅÕ -àºÞ¨¸ÃÃÁ การอยรู ว มกนั ในสงั คมทจ่ี ะมคี วามสงบสขุ นน้ั จะตอ งมกี ฎเกณฑ สําหรับปฏิบัติรวมกัน เพ่ือปองกันการลวงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของ กันและกัน เปนหลักประกันความปลอดภัยดานชีวิต รางกาย ทรัพยสิน ครอบครวั ความเชอื่ ถอื และสตปิ ญ ญา ในทางพระพทุ ธศาสนามกี ฎเกณฑ ปฏิบัติข้ันพ้นื ฐานสาํ หรบั พุทธศาสนกิ ชน เรียกวา เบญจศีล เบญจธรรม เบญจศีล เปนบรรทัดสําหรับใหคนประพฤติปฏิบัติ เปรียบ เหมือนผูเริ่มหัดเขียนหนังสือ ตองอาศัยเสนบรรทัดเปนหลักในการเขียน เม่ือชํานาญแลวไมตองอาศัยเสนบรรทัดฉันใด ผูจะประพฤติความดีก็ เชนเดียวกัน ตองอาศัยศีลเปนเสนบรรทัดในการกระทําความดี หากไม ยึดถืออะไรเปนหลักปฏิบัติใจก็จะไมมั่นคง การจะรักษาศีลใหบริบูรณจะ ตองประพฤติเบญจธรรมควบคูกันไปดวย ดังน้ัน หลักสูตรธรรมศึกษา ช้ันตรี วิชาวินัย จึงไดกําหนดใหศึกษาเร่ือง เบญจศีล เบญจธรรม เพ่ือ ใหผูศึกษาไดมีความรูท้ังขอควรเวนและขอควรปฏิบัติ อันเปนคุณธรรม พน้ื ฐานสามารถนาํ ไปประยุกตใชใ นชวี ิตประจาํ วันได ศีลและวินัย ศีลและวินัย แมจะมีรูปศัพทตางกัน แตก็มีความมุงหมายเปน อยางเดียวกัน คือ เปนขอหามไมใหกระทําในส่ิงท่ีไมควรทํา และเปน ขอปฏิบัติในสิ่งท่คี วรปฏิบตั ิ ความหมายของศีล คําวา ศีล มคี วามหมายหลายอยา งตา งกันดังนี้ 296

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 297 ๑. ศีลมาจากคําวา “สิระ” แปลวา ยอด หมายถึง สวนสูงสุด เพราะฉะนนั้ ผมู ศี ลี จงึ ชอ่ื วา เปน ยอดคน คอื เปน ผทู มี่ คี วามสงู สดุ ดว ยการ ประพฤติปฏบิ ัติ เพราะผูที่ไดช่ือวา เปนยอดคนน้นั แทจรงิ แลวไมไดอยทู ี่ การมีทรพั ยส นิ อํานาจ ความรู หรือความสามารถเหนือกวาคนอนื่ แตอ ยู ทีค่ วามบรสิ ุทธขิ์ องศลี ผูมศี ลี จงึ เปน ผูประเสริฐท่ีสุด อีกนัยหนึง่ สิระ แปล วา ศรษี ะ ซึ่งเปน สว นสําคญั ของรา งกาย บคุ คลจะมชี วี ิตอยูไดต องมศี รี ษะ ถา ไมม ศี รี ษะกไ็ มส ามารถมชี วี ติ อยไู ด เหมอื นคนไมม ศี ลี จะมชี วี ติ อยอู ยา ง ปกตไิ มไ ด ๒. ศีลมาจากคําวา “สีละ” แปลวา ปกติ โดยปกติของคนจะ ไมฆ า กนั ไมล กั ทรพั ย ไมล ว งละเมดิ ในคคู รองคนอนื่ ไมพ ดู เทจ็ และเสพสงิ่ มนึ เมา ถากระทาํ ในส่ิงที่ตรงกนั ขา มกช็ ือ่ วา ผิดปกติ ๓. ศลี มาจากคาํ วา “สีตละ” แปลวา เยน็ บคุ คลผมู ศี ลี จะมคี วาม เย็นกาย เย็นใจ แมผ ทู ่ีอยใู กล ก็จะรสู ึกปลอดภยั เยน็ กายเย็นใจไปดว ย ดจุ รม ไมใ หญใ หความรมเยน็ แกบคุ คลผเู ขา ไปพกั อาศัย ๔. ศีลมาจากคําวา “สิวะ” แปลวา ปลอดโปร่ง บุคคลผูมีศีล มคี วามปลอดโปรง โลง ใจอยเู ปน นจิ เพราะไมม เี รอ่ื งใดทจ่ี ะทาํ ใหเ ดอื ดรอ น กังวลใจอนั เกิดจากการกระทําของตน วินัย วินัย แปลวา นาํ ไปวิเศษ นาํ ไปแจง และนําไปตาง วินัยนําไปวิเศษ หมายความวา วินัยทําใหคนเปนคนดีหรือ เปนคนวิเศษ เชน วินัยทําเด็กชาวบานใหเปนสามเณร ทําบุคคลทั่วไป ใหเ ปนพระภิกษุ แมว าสามเณรหรอื พระภิกษุนน้ั จะมอี ายยุ ังนอยคราวลกู คราวหลานกต็ าม แตก ไ็ ดร บั ความเคารพกราบไหวจ ากพอ แมป ยู า ตายาย แมแตองคพระมหากษัตริยก็ทรงถวายความเคารพแกผูครองวินัยสงฆ นเ่ี ปน ผลของวนิ ัย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 297

298 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี วินัยนําไปแจ้ง หมายความวา วินัยเปนเคร่ืองนําคนออกจาก ความช่ัวไปสูความดี นําคนที่อยูในมุมมืดไปสูมุมที่สวาง บุคคลท่ีอยู ในมุมมืดคือคนท่ีประพฤติช่ัว ตอเมื่อใดเขามีวินัยแลว ก็เหมือนได ดําเนินชวี ิตไปสมู มุ ที่สวา ง อีกนยั หน่งึ วนิ ัยเปนเคร่ืองสองใหร ูถงึ อปุ นสิ ยั ของคน เปรียบเสมือนการใชแสงสวางสองดู ก็จะรูไดวาเปนคนอยางไร เชน ประกาศตนวา เปนภิกษุ สามเณร อบุ าสก อุบาสิกา เปน ตน หากไมมี วินยั ก็เปน เชนน้ันไมได วินัยนําไปต่าง หมายความวา วินัยเปนเคร่ืองจําแนกคนให มีลักษณะตางกัน จะรูไดวาความเปนอยูของคนหรือหมูคณะนั้นๆ มี ความแตกตางกนั อยา งไร ใหด ูทวี่ ินัย เชน คนท่ีมศี าสตราวุธไวสูรบนัน้ คนท่มี ีวินยั เรียกวา ทหาร ตํารวจ คนทไี่ มม ีวนิ ยั เรียกวา โจร คนท่ีเท่ียวภิกขาจารพึ่งคนอื่นเลี้ยงชีพ ถาเปนผูมีวินัย เรียกวา ภกิ ษุ สามเณร ผเู ปน เนอื้ นาบญุ ของชาวโลก แตถ า ไมม วี นิ ยั เรยี กวา ยาจก คนขอทาน ผลของการมวี นิ ัย จะทําใหบ้ ุคคลมคี วามสุข เม่ือมาอยูรวมกัน ดวยกฎระเบียบ คือ วินัยอันเดียวกันแลวก็จะทําใหสังคมมีความสงบสุข ไปดวย เหมือนดอกไมท่ีมีความสวยงาม แมจะหลากสีตางสายพันธุ เมอ่ื นาํ มารอ ยเรยี งเปน พวงมาลยั หรอื จดั ไวใ นแจกนั กจ็ ะทาํ ใหม คี วามเปน ระเบียบเรียบรอยและสวยงามย่ิงข้ึน ความหมายของศีล ผูท่ีจะรักษาศีล ๕ จะตองเขาใจความหมายของศีลกอน ศีล แปลวา ศีรษะ แปลวา ปกติ แปลวา ยอด แปลวา เย็น แปลวา ปลอดโปรง แตในที่น้ีจะอธิบายศีลท่ีแปลวา ปกติ คือ ผูรักษาปกติของตนนั่นเอง ตอ งทาํ ความเขา ใจเรอ่ื งปกตกิ อ น แลว จะเขา ใจเรอื่ งรกั ษาศลี ไดด ขี นึ้ ทกุ สงิ่ ทุกอยา งมันมีความเปนปกติของมนั เชน 298

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 299 ดวงอาทิตย ปกติข้ึนทางทิศตะวันออกในเวลาเชา สองสวางอยู ตลอดวันแลวลับฟาไปทางทิศตะวันตกในเวลาเย็น การขึ้น การสองแสง และการลับฟาไปอยางนี้ เปนปกติของดวงอาทิตย เพราะดวงอาทิตยมี ปกติเปนอยางนี้ทุกวัน ถาดวงอาทิตยเกิดมีอันเปนอยางอื่นนอกจากนี้ก็ เรียกวา ผดิ ปกติ ฤดฝู น ตามปกตติ อ งมฝี นตก ถา ฤดฝู นแลว ฝนเกดิ ไมต ก เรยี กวา ผิดปกติของฤดูฝน คนมีชีวิต ปกติตองหายใจ ถาไมหายใจเปนการผิดปกติของคน กลายเปนปกติของคนตายไป สถานการณ เกี่ยวกับสถานการณทั้งหลาย ความสงบเรียบรอย เปนความปกติ ที่เราพูดกันวาเหตุการณปกติ ทีนี้ถาเกิดโจรปลน เกิด จลาจลวุนวาย หรอื เกดิ สงครามกลางเมือง ก็เรียกวา สถานการณไมปกติ ตัวอยางท่ียกมาน้ีเปนความปกติของสิ่งตางๆ เพ่ือใหรูวาทุกสิ่ง ทุกอยางลวนมีความปกติอยางนี้ ฉะนั้นศีลที่แปลวา ปกติ จึงหมายถึง การรักษาปกติของคนน่ันเอง ศีลท้ัง ๕ ขอ ก็คือความเปนปกติของคน ๕ ประการ ดงั นี้ การฆา กบั การไมฆ า อยา งไหนเปน ปกติ อยา งไหนผดิ ปกตขิ องคน การไมฆาน้ันแหละเปนปกติของคน อยางที่เราอยูรวมกันทุกวันน้ี ไมใช วา เราอยเู พอื่ จะฆา กนั การฆา กนั เปน เรอ่ื งผดิ ปกติ โดยนยั น้ี การรกั ษาศลี ขอ ที่ ๑ คือ การต้งั ใจไมฆา เปนการตงั้ ใจอยางปกติของคน การขโมยกบั การไมขโมย อยา งไหนเปน ปกติ อยางไหนผิดปกติ ของคน การไมขโมยนัน่ แหละเปนปกติของคน เพราะคนตอ งทํามาหากนิ ไมใชแยง กันกิน โกงกนั กิน ถา ใครคิดแยง กันกิน ขโมยกันกิน กผ็ ดิ ปกติ ของคน แตก ลบั ไปเหมอื น กาไกท แ่ี ยง กนั กนิ การรกั ษาศลี ขอ ที่ ๒ คอื ตง้ั ใจ ไมขโมยของคนอื่น เปน การอยู ในปกติของคนนนั่ เอง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 299

300 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี เกี่ยวกับประเวณี ปกติของคนยอมหวงแหนคูครองของตนและ เหน็ อกเหน็ ใจคนอนื่ ในเรอ่ื งนี้ ไมเ หมอื นพวกเดยี รจั ฉานทสี่ อ งเสพสาํ สอ น เพราะปกติของสัตวเปน อยา งนั้น คนจะตองอยใู นปกตขิ องคน คอื ไมลว ง เกินประเวณี การรักษาศีลขอที่ ๓ จึงเปนการต้ังอยูในปกติของคนอีก เหมือนกัน เก่ียวกับการพูด ตามปกติการพูดความจริงเปนปกติของคน ดังนั้น การรักษาศีลขอท่ี ๔ คือ ตั้งใจงดเวนจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง ก็คือ การอยูในปกติของคน เกี่ยวกับการดื่มสุรา คนเราไมใชวาจะตองดื่มสุราอยูเรื่อยไป เพราะแมแ ตค นทตี่ ดิ สรุ าขนาดไหนกค็ งทาํ ไมไ ด ใครขนื ทาํ กต็ อ งตาย ปกติ ของคนคอื ดม่ื นา้ํ บรสิ ทุ ธิ์ ไมใ ชด ม่ื สรุ า สว นการดมื่ สรุ านนั้ เปน การกระทาํ ท่ี ผิดปกติ ฉะนั้น การรกั ษาศีลขอท่ี ๕ คอื เวน จากการดม่ื สรุ า กค็ อื การอยู โดยปกติของคนอีกเหมือนกัน ศีล ท่แี ปลวาปกตนิ ั้น ม่งุ เฉพาะศีล ๕ เท่านัน้ สว นศลี ท่สี งู กวา ศลี ๕ ข้ึนไป เชน ศีล ๘ ศลี อุโบสถมีความมุงหมายตางจากศีล ๕ เขา ลกั ษณะเปน “วตั ร” คอื ขอ ปฏบิ ตั ิ เชน คาํ วา “ศลี วตั ร” หรอื “ศลี พรต” หรอื คาํ วา “บําเพ็ญพรต” คําวา “พรต” กับคาํ วา “วัตร” เปน คาํ ทมี่ ีความหมาย เดียวกัน คือหมายถึงขอปฏิบัติเพ่ือฝกฝนตนเองใหคลายจากกามารมณ ไดทีละนอยๆ เปนทางนําไปสูการละกิเลสไดเด็ดขาดตอไป ขอปฏิบัติ ในช้ันวตั รจึงเปน เรอื่ งปกตขิ องคนปฏิบัติ เจตนาเป็ นศีล ศีลจะมีไดดวยการตั้งใจงดเวนจากความผิดน้ันๆ ถาไมมีเจตนา จะงดเวน แมมไิ ดทาํ การลวงละเมิดศีล กไ็ มถือวา เปน ผมู ีศีล เชน ผูรายท่ี ถกู จับขังไว ขณะที่อยูในหอ งขงั น้ันไมไดฆาคน ไมไ ดลกั ของใคร จะนับวา เปนคนมศี ลี ก็หาไม เวนแตเ ขาจะมเี จตนางดเวน จึงจะนับวา เปน คนมศี ีล ดงั ความในปกรณว เิ สสวสิ ทุ ธมิ รรควา เจตนา สีลํแปลวา เจตนา เป็นศีล 300

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 301 วิรตั ิ เจตนางดเว้นจากการทาํ ผิดศีล เรยี กวา วิรตั ิ มี ๓ อยาง คือ ๑. สมั ปตั ตวริ ตั ิ เจตนางดเวน เมอื่ เผชญิ กบั เหตทุ จี่ ะทาํ ใหผ ดิ ศลี ๒. สมาทานวริ ตั ิ เจตนางดเวนดวยการสมาทานศีลไวล วงหนา ๓. สมจุ เฉทวริ ตั ิ เจตนางดเวน เด็ดขาดของพระอรยิ ะทั้งหลาย ถา คนในสังคมจะยึดหลักศลี ๕ เปน กรอบหรอื เปน แนวทางในการดาํ เนนิ ชีวิต ปญหาความขัดแยงตางๆ ก็ดี ปญหาการลวงละเมิดในชีวิตและ ทรัพยสินของผูอ่ืนก็ดี ปญหาการไมเคารพกฎหมายของบานเมืองก็ดี ปญหาการไมเคารพสิทธิเสรีภาพของผูอื่นก็ดี ก็จะหมดไปจากบานเมือง สงั คมไทยกจ็ ะอยรู ว มกันอยางมีปกตสิ ุข ไมจําเปน ตอ งใหท ุกคน คดิ พดู ทาํ เหมอื นกนั แตข อใหท กุ คนยอมรบั ในความแตกตา งเหลา นน้ั แลว ดาํ รง ตนอยูใ นศลี ๕ ก็พอแลว ทีจ่ ะชว ยสังคมประเทศชาติ ใหม คี วามสงบสขุ ศีล ๕ เป็นหลกั ประกนั ท่ีดีของสงั คม ศีล ๕ เปนหลักประกันใหมนุษยอยูรวมกันอยางปลอดภัยและมี ความสุข ปจจุบันมีผูคนจํานวนไมนอยท่ีรูสึกเปนหวงความปลอดภัยใน ชวี ติ และทรพั ยส นิ ของตนเอง จึงแสวงหาหลกั ประกันจากท่ีตางๆ แตกไ็ ม สามารถจะคาํ้ ประกนั ไดท กุ เรอื่ ง ในทางพระพทุ ธศาสนาไดว างหลกั ประกนั ขน้ั พนื้ ฐานของชวี ติ ทสี่ าํ คญั ไว ๕ ประการ ซงึ่ เปน หลกั ประกนั ทม่ี นั่ คงและ ครอบคลุมความปลอดภยั ไดทกุ เร่อื ง ประกอบดว ย ๑. หลกั ประกนั ชีวิต ด้วยการรกั ษาศีลข้อที่๑ คอื เวน จากการ ฆา การประทษุ รา ย การเบยี ดเบยี น การทรมานคนและสตั วต า งๆ ทกุ ชนดิ ๒. หลกั ประกนั ทรพั ยส์ ิน ด้วยการรกั ษาศีลข้อที่ ๒ คือเวน จากการลกั ขโมย การเบยี ดบงั การชว งชงิ การหลอกลวงเอาทรพั ยส นิ ของ ผูอ่นื มาเปนของตนเอง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 301

302 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. หลกั ประกนั ครอบครวั ด้วยการรกั ษาศีลข้อที่ ๓ คือ เวนจากการลวงละเมิดประเวณี หรือการลวงละเมิดทางเพศอันจะทําให ครอบครวั แตกแยกและลม สลาย ๔. หลกั ประกนั ความเชือ่ ถือ ด้วยการรกั ษาศีลข้อที่ ๔ คือ เวน จากการพดู เท็จ การพูดสอ เสียด การพดู คาํ หยาบ การพูดเพอ เจอ ไร ประโยชน อันเปน เหตุทําใหผ ูพดู หมดคณุ คา ไมม ีใครเชอ่ื ถือถอยคาํ ๕. หลกั ประกนั สขุ ภาพ ด้วยการรกั ษาศีลข้อที่ ๕ คอื เวนจาก การเสพส่ิงเสพติดและของมึนเมาทุกชนิด เพราะจะทําใหผูด่ืมมีสุขภาพ ทรุดโทรม ทําลายสติปญญาในการควบคุมตนเอง กลายเปนคนขาดสติ และเสียสติไดในที่สุด หลักศีล ๕ จึงถือเปนหลักประกันท่ีดีที่สุดของสังคมมนุษย ผูท่ี จะรักษาศลี ๕ ไดดี จะตอ งรกั ษาธรรม ๕ ขอ เรียกวา เบญจธรรม ควบคู กนั ไป หลกั ศลี ๕ และธรรม ๕ เรียกวา “เบญจศีล เบญจธรรม” หลัก ศีล ๕ ถือเปนระเบียบวินัยที่สําคัญ มนุษยทุกคนจะตองประพฤติปฏิบัติ รว มกนั หากมคี นใดคนหนง่ึ หรอื กลมุ ใดกลมุ หนงึ่ ละเลยไมป ฏบิ ตั จิ ะทาํ ให สังคมสวนใหญเ ดือดรอ น การรกั ษาเบญจศลี เบญจธรรมเปน หนา ทขี่ องมนษุ ย เพราะมนษุ ย เปนผูมีความรูความสามารถมากกวาสัตวอ่ืน เพราะมนุษยมีการศึกษา เพราะฉะนน้ั เรอ่ื งทมี่ นษุ ยจ ะตอ งศกึ ษาเปน อนั ดบั แรก คอื เรอ่ื งระเบยี บวนิ ยั เน่ืองจากมนุษยถูกกําหนดใหเกิดมาอยูรวมกันเปนหมูเปนกลุมท่ีเรียกวา สังคม ระเบียบวินัยหรือกฎกติกาของสังคมจึงเปนเรื่องจําเปนอยางยิ่ง ทมี่ นษุ ยท กุ คนจะตอ งเรยี นรแู ละนาํ ไปปฏบิ ตั อิ ยา งเครง ครดั เพอ่ื ความสงบสขุ ในสวนปจเจกบคุ คลและสังคมท่อี ยรู ว มกัน ระเบยี บวนิ ัยที่มนษุ ยนาํ มาใช มีแหลง ทมี่ า ๒ ทางคือ ทางหนง่ึ มาจากมนุษยท ี่เปนสมาชิกของสังคมท่ีมี ความเห็นพอ งตองกัน เชน รฐั ธรรมนญู บทบัญญตั ิ กฎ ระเบียบ กตกิ า 302

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 303 เปนตน อีกทางหนึ่งมาจากหลักทางศาสนาซ่ึงในท่ีน้ีจะกลาวถึงเฉพาะ ระเบียบวนิ ยั ทางศาสนาเทา นั้น แตก อ นทจ่ี ะกลา วถึงเรือ่ งระเบียบวนิ ยั จะ ขอกลา วถึงเรอื่ งประโยชนข องการมีระเบยี บวนิ ัยกอน การอยูรว มกนั ของ คนหมมู าก ถา จะใหเ กดิ ความสขุ จะตอ งอาศยั ระเบยี บวนิ ยั ทง้ั ทางโลกและ ทางธรรม เปนเครื่องควบคุมความเปนอยู ชาวบานท่ีอยูทางโลกก็ตอง รักษาระเบียบวินัยทางธรรมดวย สวนพระสงฆสามเณรที่อยูทางธรรม ก็จะตองรักษาระเบียบวินัยทางโลกดวย ถาละทิ้งทางใดทางหนึ่งจะเปน ผลเสียอยางมาก ถาใครท้ิงท้ังสองทางก็เหมือนหลับตาเดินอยูในปามีแต ภยั อนั ตรายรอบดา น พระพทุ ธองคจ งึ ตรสั วา “โนเจ อสสฺ สกา พทุ ธฺ ิ วินโย วา สสุ ิกฺขิโต วเน อนฺธมหิโสว จเรยยฺ พหโุ ก ชโน” แปลวา พฤตกิ รรม ของคนหมมู ากทไ่ี มม คี วามรรู กั ษาตวั หรอื ไมม รี ะเบยี บวนิ ยั จะเปน เหมอื น กระบือบอดท่เี ท่ยี วไปในปาดง ระเบียบวินัยทางโลก หมายถึง ระเบียบวินัยสําหรับควบคุม สังคมหนึ่ง ๆ ซึ่งเปนขอบังคบั ของสังคมซ่งึ เรียกกันหลายอยางเปน ตนวา รฐั ธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎกี า กฎหมาย กฎ ขอ บังคบั ระเบยี บแบบแผน ธรรมเนียม คาํ ส่ัง กติกา และอกี หลายๆ สิ่ง เหลาน้เี ปน ระเบยี บวนิ ัยท้งั สิน้ สว นระเบยี บวินัยทางธรรมหรอื ทางศาสนาเรียกวา ศลี อันไดแ กศลี ๕ ศลี ๘ หรือศีลของพระภกิ ษสุ ามเณร นักปราชญทุกชาติทุกภาษาตางกลาวเปนเสียงเดียวกันวา ระเบียบวินัยเปนขอแตกตางที่ทําใหมนุษยมีความแตกตางจากสัตว ท่ัวๆ ไป มนุษยมีจารีตประเพณีสําหรับเปนเครื่องดําเนินชีวิตของตน มี ศาสนาเปน เครอื่ งคมุ ครองใจ มปี ญ ญาสามารถถอดเอาความรสู กึ อนั ดงี าม สรา งข้นึ เปน ศิลปกรรม เพอื่ ความสดชนื่ บันเทงิ ใจ และมภี าษาเปนเครอื่ ง ถายทอดความรูตางๆ เหลาน้ีเปนเครื่องแตกตางท่ีมนุษยมีมากกวาสัตว ทัง้ หลาย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 303

304 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี การเปนอยูในชีวิตประจําวันของสังคมท่ีอยูกันดวยความสงบนั้น ตอ งมรี ะเบยี บวนิ ยั เปน เครอื่ งควบคมุ เชน จะคา ขาย จะแตง งาน จะหยา รา ง จะไปทางบก ทางอากาศ จะตอ งมรี ะเบยี บวนิ ัยควบคุมไวทง้ั สิน้ แมเ วลา ที่ชกตอยกันกต็ อ งมีระเบยี บวนิ ัย คือ กติกา หรอื แมแ ตจะรบราฆาฟน กัน ก็ตองมรี ะเบียบวินยั เรียกวา ยทุ ธวนิ ัย นแี่ สดงใหเ หน็ แลว วา ระเบียบวนิ ยั เปน สง่ิ ทท่ี วั่ โลกยอมรบั แมแ ตจ ะเลอื กบคุ คลมาเปน ผนู าํ กจ็ ะตอ งดวู า ผนู น้ั มรี ะเบยี บวนิ ยั หรือเคารพระเบียบวินยั หรอื ไม การเลอื กคนทไี่ มมีระเบียบ วินัย ไมรูจักระเบียบวินัย มาเปนผูบริหารบานเมืองหรือมาเปนผูบัญญัติ ระเบียบวินัย นับวาเปนการกระทําที่ผิดอยางชวยไมได เหมือนเลือกเอา ปศาจไปรักษาคนไขฉ ะนนั้ ในทางธรรมก็เหมือนกัน ทุกๆ ศาสนายอมจะมีขอบัญญัติไว สาํ หรบั ศาสนกิ ในศาสนานน้ั ๆ ในทางพระพทุ ธศาสนากไ็ ดบ ญั ญตั ริ ะเบยี บ วนิ ยั สาํ หรบั พทุ ธศาสนกิ ชนไวอ ยา งครบถว น โดยแยกเปน สองสว นคอื สว น อาคาริยวินัย เปนระเบียบวินัยของชาวบาน และสวนอนาคาริยวินัยเปน ระเบียบวินัยของชาววัดมีพระภิกษุสามเณรเปนตน ใครอยูในสวนไหนก็ รักษาระเบียบวินัยในสวนนั้น ระเบียบวินัยของชาวบานทานเรียกวาศีล อนั ไดแ ก ศีล ๕ หรอื ศลี ๘ แตใ นทีน่ จี้ ะกลาวเฉพาะศีล ๕ เพราะเปนศีล ขน้ั พน้ื ฐานทสี่ งั คมมนษุ ยจ ะตอ งมรี ว มกนั มฉิ ะนนั้ จะอยรู ว มกนั ไมไ ด สว น ระเบยี บวินยั ของชาววดั จะละไวไมนาํ มากลา วในทีน่ ี้ การรกั ษาศีลเป็นการปรบั พืน้ ฐานของคน การรักษาศีลเปนการปรับพ้ืนฐานของคนใหเปนคนดี เหมาะท่ี จะสรางความดี ความเจริญแกตนเองและสังคมสวนรวม พื้นฐานจึงเปน สิ่งสําคัญ การจะทําสิ่งใดก็ตามตองพิจารณาถึงพ้ืนฐานของสิ่งน้ันกอน ถา พน้ื ฐานดกี ็จะทําใหสง่ิ ทที่ าํ นัน้ มั่นคงแขง็ แรงและสวยงาม เชน การวาด รปู จะตอ งลงสีพน้ื ใหเ หมาะสมกับรปู ที่จะวาด รปู จึงจะสวยงาม การเขียน 304

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 305 หนงั สอื ตอ งใชพ น้ื กระดาษทส่ี ะอาดเรยี บรอ ยจงึ จะเขยี นไดด ี การสรา งถนน หนทางตอ งปรบั พน้ื ใหด เี สยี กอ นจงึ จะไมช าํ รดุ งา ย การสรา งอาคารตอ งลง ฐานรากใหมน่ั คงแขง็ แรงจงึ จะทําใหอาคารม่นั คง คนเราก็มีลักษณะเชนนั้นเหมือนกัน ถามีพ้ืนฐานคือศีลดีแลว ก็สามารถพัฒนาชีวิตใหดีงามได เชน ขาราชการ ทหาร ตํารวจ พอคา ประชาชน ชาวนา ชาวสวน ถามีพ้ืนฐานคือศีลดีแลวก็จะมีความเจริญ กา วหนา ในหนา ทกี่ ารงานนน้ั ๆ ในทางตรงกนั ขา ม คนทม่ี พี น้ื ฐานเสยี คอื เปน ผไู มม ศี ลี จะทาํ อะไรกไ็ มข น้ึ ไมเ จรญิ งอกงาม การดพู นื้ ฐานเสยี ของคนนนั้ ใหพ จิ ารณาดพู ฤตกิ รรมทไ่ี มด ี ๕ ประการ คอื เปน คนโหดรา ย มอื ไว ใจเรว็ ขป้ี ด และหมดสติ วตั ถปุ ระสงคข์ องการรกั ษาศีล การรกั ษาศลี มีวตั ถปุ ระสงคสําคญั ๕ ประการ คอื ๑. เพือ่ เปนการปอ งกนั ชวี ติ ของเราในภพชาตปิ จจุบันไมตองพบ กับความทุกข ความเดือดรอน และความเส่ือมเสียอันเนื่องมาจากการ เบียดเบยี นตนเอง และผอู ่ืน ๒. เพือ่ ใหเ กดิ ความสขุ ความดงี าม ในการดําเนนิ ชีวติ ๓. เพอ่ื ใหเกดิ ความสงบรม เยน็ แกตนเอง ครอบครัว และสังคม ๔. เพื่อเปนการปองกันชีวิตของเราในภพชาติตอไป ไมตองพบ กับความทุกข ความเดือดรอน และความเสื่อมเสียอันเน่ืองมาจากการ เบียดเบียนตนเอง และผอู ่ืน ๕. เพอื่ เปน พน้ื ฐานในการพฒั นาคณุ ธรรมทส่ี งู ขน้ึ ไป ไดแ ก สมาธิ และปญ ญา อนั จะทําใหบ รรลุ มรรค ผล นพิ พานได วตั ถปุ ระสงคขอ ๑ ขอ ๒ และขอ ๓ เปนวตั ถุประสงคเ พื่อการ ดําเนินชีวิตท่ีเปนปกติสุข ไมตองประสบกับความทุกข ความเดือดรอน หรอื ความเสอื่ มเสยี ในภพชาติ ปจ จบุ นั เพราะผทู ไี่ มร กั ษาศลี มกั เบยี ดเบยี น คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 305

306 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี หรอื ทาํ ความเดอื ดรอ นใหก บั ตนเอง หรอื ผอู นื่ ยอ มไดร บั ความเดอื ดรอ นท่ี เปน ผลมาจากการกระทาํ นนั้ ดงั ทพ่ี ระผมู พี ระภาคเจา ตรสั ไวใ นทตุ ยิ สงั คาม วัตถุสูตรวา “ผฆู้ า่ ยอ่ มไดร้ บั การฆา่ ตอบ ผชู้ นะยอ่ มไดร้ บั การชนะตอบ ผดู้ า่ ยอ่ มไดร้ บั การด่าตอบ และผขู้ ง้ึ เคยี ดยอ่ มไดร้ บั ความขง้ึ เคยี ดตอบฉะนนั้ เพราะความหมนุ กลบั แหง่ กรรม ผแู้ ยง่ ชงิ นนั้ ยอ่ มถกู เขาแยง่ ชงิ ” หากแตละคนในสังคมรักษาศีล ไมเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ครอบครวั หรอื สังคมน้ันยอ มมีความสงบสุขเรยี บรอ ย ไมเ กดิ ความวุนวาย การรกั ษาศีลจึงเปน ไปเพอ่ื ประโยชนทัง้ ตอ ตนเองและสงั คมอยา งน้ี วัตถปุ ระสงคข อท่ี ๔ เปน วตั ถปุ ระสงคส าํ หรบั ปอ งกันความทุกข ความเดอื ดรอ นทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ในภพชาตเิ บอ้ื งหนา เพราะการไมร กั ษาศลี ยอ ม เปนเหตุใหไ ปสูอบายภูมิ และหากเกดิ มาเปน มนษุ ยอ กี คร้งั ก็จะมีอายุส้นั เปนผูท่ีไมสมประกอบ รางกายพิกลพิการ เจ็บไขไดปวยอยูเปนประจํา สงิ่ เหลา นล้ี ว นนาํ มาซงึ่ ความทกุ ขท งั้ สน้ิ การรกั ษาศลี จงึ เปน ไปเพอื่ ปอ งกนั ความทุกขใ นภพชาตเิ บือ้ งหนา อยางน้ี วัตถุประสงคขอที่ ๕ การรักษาศีล เปนพ้ืนฐานในการพัฒนา คุณธรรม คือสมาธิ และปญญา โดยสมาธิจะเกิดข้ึนไดตองอาศัยศีลท่ี บริสุทธิเ์ ปน พนื้ ฐาน หากไมมีศลี สมาธิ ก็เกิดไมได เพราะศลี เปน เครอ่ื ง ชวยควบคุมกายกับวาจา ในขณะท่ีสมาธิเปนเครื่องชวยควบคุมใจ ดังนัน้ เมื่อกายกับวาจาไมสงบ ใจก็ยากท่ีจะสงบได เม่ือใจไมสงบแลว สมาธิ ก็ยากที่จะเกิด และเม่ือสมาธิไมเกิด ปญญาการรูแจงในเรื่องความจริง ของชีวิตก็ยอมไมเกิดขึ้นไปดวย เมื่อไมมีปญญาก็ไมสามารถกําจัดกิเลส อาสวะเพอ่ื บรรลมุ รรคผลนพิ พานไดเ มอื่ ไมส ามารถบรรลมุ รรคผลนพิ พาน กต็ อ งประสบกบั ความทกุ ข ตอ งเวยี นวา ยตายเกดิ อยใู นวฏั ฏสงสารอยรู าํ่ ไป แตเมื่อรักษาศีลไดเปนอยางดี สมาธิก็มีโอกาสเกิดข้ึนได และเม่ือสมาธิ 306

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 307 เกดิ ปญญากเ็ กิดตามมา เมอ่ื ปญญาเกิด ก็สามารถจะกําจดั กิเลสอาสวะ และบรรลมุ รรคผลนพิ พานได ดงั นนั้ การรกั ษาศลี จงึ เปน ไปเพอื่ ประโยชน อยางยงิ่ คือ พระนพิ พาน ผลของการรกั ษาศีล การรักษาศีล กอใหเกิดผลดีใน ๓ ระดบั คือ ๑. ผลทางส่วนตวั การรักษาศีลเปนการปองกันตัวเองไมให เสอื่ มเสยี ทงั้ ทางโลกทางธรรม คอื เปน ผไู มม เี วรภยั กบั ใครๆ มฐี านะมน่ั คง มีความอบอุนในครอบครัว เปนคนนาเชื่อถือ เปนคนไมประมาทในการ ดําเนินชีวิต มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ เปนที่รักของคนทั่วไป และสามารถพฒั นาคณุ ธรรมตางๆ ใหเจริญงอกงามย่งิ ขึน้ ไป ๒. ผลทางสงั คม ทําใหสงั คมมคี วามสงบรมเยน็ ม่ันคงปลอดภัย มีความรัก ความสามัคคี สามารถอยรู วมกันไดอยางสันตสิ ุข ๓. ผลทางประเทศชาติ ทําใหป ระเทศชาตมิ ีความเจริญรุง เรอื ง มั่นคง ท้ังในดา นการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม เปนทเี่ ชอ่ื ถือของนานาอารยประเทศ การสมาทานศีล การสมาทานศีล เรยี กกนั ทว่ั ๆ ไปวา การรบั ศีล กเ็ พอื่ ปฏญิ าณ ตนตอหนาพระผูใหศีลและตอตนเองวา จะไมลวงละเมิดขอหามน้ันๆ จะรักษาปกติของตนไว เปนการยกระดับจิตใจใหสูงขึ้นเปนเบื้องตน เพราะผูมีความประพฤติดี ยอมสามารถพัฒนาจิตใจใหบรรลุคุณธรรม ช้นั สงู ขน้ึ ไปไดง าย อนึง่ พิธกี ารทาํ บญุ ทว่ั ๆ ไป เชน การใหทาน เปนตน จะมีการ สมาทานศลี กอ นทกุ ครง้ั เพอื่ รกั ษากายและวาจาใหป กตเิ รยี บรอ ยสมบรู ณ โดยเวลารับศีลก็เต็มใจรับ รับดวยความต้ังใจ เวลารักษาศีลก็ต้ังใจและ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 307

308 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี เต็มใจรักษา ประคองศีลของตนใหสะอาดบริสุทธ์ิ ไมใหศีลขาดหรือ ดา งพรอ ยดว ยประการใดๆ ทงั้ นเ้ี พอื่ ใหเ ปน ฐานรองรบั คณุ ความดอี นื่ ๆ ตอ ไป อานิสงสข์ องการสมาทานศีลก่อนให้ทาน พระพุทธเจาไดตรัสสอนแนวทางแหงการทําบุญใหทานท่ีทําให ผูกระทําไดรับอานิสงสมาก สรุปใจความไดวา “การใหท้ านควรเลอื กให้ เลอื กทงั้ ผูใ้ ห้ สงิ่ ทใี่ ห้ และผูร้ บั ทานทเี่ ลอื กใหพ้ ระองค์ทรงสรรเสรญิ ว่า มผี ลมากมอี านิสงสม์ าก เหมอื นชาวนาเลอื กพนั ธุ์ขา้ วดแี ลว้ หว่านลงใน นาดียอ่ มไดร้ บั ผลมาก ฉะนนั้ เมอื่ ผใู้ หเ้ ป็นผมู้ ศี ลี บรสิ ทุ ธ์ิผรู้ บั กเ็ ป็นผมู้ ศี ลี บรสิ ทุ ธิ์ทานของผนู้ นั้ ยอ่ มมผี ลมาก มอี านสิ งสม์ าก เพราะมศี ลี บรสิ ทุ ธดิ์ ว้ ย กนั ทงั้ สองฝา่ ย เมอื่ ผใู้ หห้ รอื ผรู้ บั มศี ลี บรสิ ทุ ธฝ์ิ า่ ยเดยี ว ทานนนั้ ยอ่ มมผี ลมี อานิสงสล์ ดน้อยตามไปดว้ ย เพราะมศี ลี บรสิ ทุ ธเ์ิ พยี งฝา่ ยเดยี ว เมอื่ ผใู้ หม้ ี ศลี ไมบ่ รสิ ทุ ธ์ิผรู้ บั กม็ ศี ลี ไมบ่ รสิ ทุ ธท์ิ านนนั้ ยงิ่ มผี ลมอี านสิ งสน์ ้อยลงไปอกี เพราะทงั้ สองฝา่ ยมศี ลี ไมบ่ รสิ ทุ ธ”์ิ ดังนี้ วิธีสมาทานและรกั ษาศีล การสมาทานและรักษาศีล โดยปกติคนทั่วไปเขาใจวาตองไป สมาทานกบั พระภกิ ษเุ ทา นนั้ จงึ จะเปน การสมาทานศลี ทถ่ี กู ตอ ง ความจรงิ แลวการสมาทานและรกั ษาศีลหรือทําตนใหมีศลี นั้น มีหลายวิธีดวยกนั มี ท้ังวธิ ีท่ีสมาทานกบั พระภกิ ษุ และสมาทานดวยตนเอง การรักษาศีล มี ๓ วิธี คือ การรักษาศีลดวยการสมาทานศีล ไวลวงหนา เรียกวา สมาทานวิรตั ิ การรักษาศีลดวยการไมกระทําผิด เม่ือประสบกับเหตุปจจยั ซึง่ เกดิ ขึ้นเฉพาะหนา เหตุปจ จยั ทีเ่ ออื้ อํานวยให ผดิ ศลี เรยี กวา สมั ปัตตวิรตั ิ และการรกั ษาศลี ดว ยการงดเวน ไมก ระทาํ ผดิ อยา งเด็ดขาดของพระอรหันต เรียกวา สมจุ เฉทวิรตั ิ 308

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 309 วิธีสมาทานศีล ๕ เมอ่ื ตอ งการสมาทานศลี ๕ จากพระภกิ ษุ พงึ กลา วคาํ อาราธนากอ น ดังนี้ มยํ ภนฺเต วิสุ วสิ ุ รกฺขณตฺถาย ติสรเณน สห ปจฺ สลี านิ ยาจาม. ทุติยมฺป มยํ ภนฺเต วิสุ วิสุ รกฺขณตฺถาย ติสรเณน สห ปฺจ สีลานิ ยาจาม. ตติยมฺป มยํ ภนฺเต วิสุ วิสุ รกฺขณตฺถาย ติสรเณน สห ปฺจ สลี านิ ยาจาม. (ถา สมาทานคนเดยี ว เปลยี่ นคาํ วา มยํเปน อหํ และเปลยี่ นคาํ วา ยาจาม เปน ยาจามิ) ตอไปพึงวาตามพระภิกษุไปตามลําดับ โดยเปลงเสียงใหชัดเจน ดงั นี้ นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมฺพุทธฺ สฺส นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมฺมาสมพฺ ทุ ฺธสสฺ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ธฺ สสฺ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฉฺ ามิ สงฆฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมปฺ  พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ทตุ ยิ มฺป ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ทุตยิ มปฺ  สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมฺป พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ตติยมปฺ  ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ ตตยิ มฺป สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 309

310 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ เมอ่ื พระภกิ ษสุ รปุ ไตรสรณคมนว า “ตสิ รณคมนํ นฏิ  ติ ”ํ ผสู มาทาน พึงรับวา “อาม ภนเฺ ต” ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทยิ ามิ อทินฺนาทานา เวรมณี สกิ ขฺ าปทํ สมาทยิ ามิ กาเมสุมิจฉฺ าจารา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ มสุ าวาทา เวรมณี สิกขฺ าปทํ สมาทยิ ามิ สุราเมรยมชฺชปมาทฏ านา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ ตอจากนไ้ี ป พระภิกษุจะวาสรุปศลี วา อมิ านิ ปฺจ สิกฺขาปทานิ สีเลน สคุ ตึ ยนตฺ ิ สเี ลน โภคสมฺปทา สีเลน นิพพฺ ุตึ ยนตฺ ิ ตสมฺ า สลี ํ วิโสธเย. การสมาทานศีลแบบเดิม หลังจากพระภิกษุสรุปอานิสงสของ ศีลจบแลว ผูสมาทานพึงกลาวคําวา “สาธุ” และกลาวปฏิญาณวา “อมิ านิ ปจฺ สกิ ขฺ าปทานิ สมาทิยาม”ิ ๓ หน เปนการปฏญิ าณตนวาจะ สมาทานรกั ษาศลี ๕ นใี้ หบริสทุ ธิ์บรบิ รู ณตอไป เมอ่ื จบแลว พงึ กราบดว ย เบญจางคประดษิ ฐ ๓ ครง้ั เปน เสรจ็ วิธกี ารสมาทานศีล การรกั ษาศีล ๕ กบั การถึงพระรตั นตรยั บุคคลที่จะสมาทานรักษาศีล ๕ น้ัน เบื้องตนตองยอมรับนับถือ พระรัตนตรัยคอื พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ เปน สรณะที่พ่ึงท่ีระลกึ พระรัตนตรัยมีความสําคัญอยางย่ิงสําหรับพุทธศาสนิกชน เพราะเปน เสมือนหนึ่งประตูเขาสูพระพุทธศาสนา ผูท่ีจะเขามาสูพระพุทธศาสนา จะเปนมนุษยหรือเทวดาก็ตาม ตองเขามาทางพระรัตนตรัยท้ังสิ้น คือจะ ตองมีศรัทธาเลื่อมใส เคารพนับถือบูชาพระรัตนตรัย ดวยการกลาวถึง พระรัตนตรยั วาเปน ทพ่ี งึ่ วา คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 310

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 311 พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ขา พเจา ขอถงึ ซึ่งพระพุทธเจา วาเปน ท่ีพงึ่ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ขาพเจาขอถงึ ซ่ึงพระธรรมวาเปนท่ีพ่ึง สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขา พเจาขอถึงซ่งึ พระสงฆว าเปนท่พี ึ่ง ทตุ ยิ มฺป พุทฺธํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขา พเจา ขอถงึ ซงึ่ พระพทุ ธเจา วา เปน ท่พี ึ่ง แมในครง้ั ทีส่ อง ทุตยิ มฺป ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขา พเจา ขอถงึ ซง่ึ พระธรรมวา เปน ท่พี ่ึง แมในคร้งั ทส่ี อง ทุติยมฺป สงฆฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ ขา พเจา ขอถงึ ซง่ึ พระสงฆว า เปน ท่ีพง่ึ แมใ นครงั้ ทีส่ อง ตติยมฺป พุทธฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ ขา พเจา ขอถงึ ซง่ึ พระพทุ ธเจา วา เปนท่พี งึ่ แมในครงั้ ท่ีสาม ตตยิ มฺป ธมฺมํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขา พเจา ขอถงึ ซงึ่ พระธรรมวา เปน ท่พี งึ่ แมใ นคร้งั ท่สี าม ตตยิ มปฺ  สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขา พเจา ขอถงึ ซงึ่ พระสงฆว า เปน ท่พี ึ่ง แมใ นคร้งั ที่สาม พระรตั นตรยั พระรตั นตรยั คอื พระพทุ ธพระธรรมและพระสงฆซง่ึ มคี วามหมาย ดังตอ ไปน้ี พระพทุ ธ หมายถงึ พระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา ผทู รงตรสั รู ชอบไดโ ดยพระองคเ อง ทรงบรสิ ุทธิ์ส้นิ เชงิ ทรงมีพระกรุณา ทรงสง่ั สอน ประชาชนใหป ระพฤตชิ อบดว ยกาย วาจา ใจ พระธรรม หมายถึง คาํ สั่งสอนของพระพุทธเจา เปนสจั ธรรมอัน ประเสริฐ ยอมรักษาผูปฏิบัติตามไมใหตกไปในท่ีช่ัว ใหตั้งอยูในความดี สามารถนาํ ผูป ระพฤติปฏบิ ตั ใิ หพน ทกุ ขป ระสบสันตสิ ขุ ไดจ ริง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 311

312 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี พระสงฆ์ หมายถึง พระสงฆสาวกของพระพุทธเจา ผปู ระพฤติดี ปฏิบตั ชิ อบ ตามหลกั ธรรมคาํ สง่ั สอนของพระพุทธเจา เปนศาสนทายาท ทําหนาทเ่ี ผยแผและสืบตออายพุ ระพทุ ธศาสนามาตราบเทา ทุกวันนี้ คณุ ของพระรตั นตรยั พทุ ธคณุ หมายถึง คณุ ของพระพุทธเจา มี ๙ ประการ คือ ๑. อรหํ เปนผูหา งไกลจากกิเลส ๒. สมมฺ าสมพฺ ทุ โฺ ธ เปน ผตู รัสรชู อบไดโ ดยพระองคเ อง ๓. วิชชฺ าจรณสมปฺ นฺโน เปนผูถึงพรอมดวยวชิ ชาและจรณะ ๔. สคุ โต เปนผูไปแลวดวยดี ๕. โลกวิทู เปนผูรูโลกอยางแจม แจง ๖. อนุตฺตโร ปุริสทมมฺ สารถิ เปนผูสามารถฝกบุรุษที่สมควร ฝกไดอ ยา งไมม ใี ครยง่ิ กวา ๗. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เปนครูผูสอนของเทวดาและมนุษย ทั้งหลาย ๘. พทุ โฺ ธ เปนผรู ู ผตู น่ื ผูเ บกิ บานดว ยธรรม ๙. ภควา เปน ผูม คี วามจําเรญิ จาํ แนกธรรมสงั่ สอนสัตว ธรรมคณุ หมายถึง คุณของพระธรรม มี ๖ ประการ คอื ๑. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมเปนธรรมท่ีพระผูมี พระภาคเจา ตรัสไวดแี ลว ๒. สนฺทิฏฺโิ ก เปน สง่ิ ท่ผี ูศึกษาและปฏิบตั ิพึงเห็นไดด วยตนเอง ๓. อกาลิโก เปน ส่งิ ที่ปฏิบตั ิไดและใหผ ลไดไมจํากัดกาล ๔. เอหิปสสฺ ิโก เปน สิ่งท่ีควรกลาวกะผูอ ่นื วาทานจงมาดเู ถิด ๕. โอปนยิโก เปนสงิ่ ทีค่ วรนอ มเขามาใสตน ๖. ปจจฺ ตตฺ ํ เวทิตพโฺ พ วิญญฺ หู ิ เปน ส่งิ ทีผ่ รู กู ็รไู ดเ ฉพาะตน 312

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 313 สงั ฆคณุ หมายถึง คุณของพระสงฆ มี ๙ ประการ คือ ๑. สปุ ฏิปนฺโน เปนผปู ฏบิ ตั ดิ ี ๒. อชุ ปุ ฏิปนฺโน เปน ผูปฏิบตั ติ รง ๓. ายปฏิปนฺโน เปน ผปู ฏบิ ตั เิ พอ่ื รธู รรมเปน เครอื่ งออกจากทกุ ข ๔. สามีจิปฏิปนฺโน เปนผูปฏบิ ตั ิสมควร ๕. อาหเุ นยโฺ ย เปนผูค วรแกสิง่ ของท่เี ขานาํ มาบชู า ๖. ปาหเุ นยโฺ ย เปน ผคู วรแกส งิ่ ของทเี่ ขาจัดไวต อ นรบั ๗. ทกขฺ ิเณยโฺ ย เปนผคู วรรักทกั ษิณาทาน ๘. อญชฺ ลิกรณีโย เปน ผทู บ่ี คุ คลทวั่ ไปควรทําอญั ชลี ๙. อนุตตฺ รํ ปญุ ฺ กเฺ ขตตฺ ํ โลกสสฺ เปนเนื้อนาบุญของโลกไมมี นาบุญอน่ื ยง่ิ กวา การถึงพระรตั นตรยั การถึงพระรตั นตรยั หมายถงึ การยอมรบั นบั ถือพระรตั นตรัย วาเปน ทีพ่ ่ึงท่ีระลึก อกี นยั หน่ึง หมายถงึ การกาํ จดั กิเลสท่เี กดิ ข้ึนในจิตใจ ออกไป ดวยความศรัทธาเล่ือมใสและเคารพหนักแนนในพระรัตนตรัย การถงึ พระรัตนตรัยน้ี เรยี กวา ไตรสรณคมน มคี ํากลาวการยอมรับนับถอื พระรตั นตรยั ดงั น้ี พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขาพเจาถงึ พระพทุ ธเจา วา เปนสรณะ (ทีพ่ ึ่ง ท่ีระลึก) ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขาพเจาถงึ พระธรรม วาเปนสรณะ (ที่พงึ่ ท่ีระลกึ ) สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ ขา พเจาถึงพระสงฆ วา เปน สรณะ (ท่พี ่งึ ทร่ี ะลึก) สรณะ แปลวา ที่พ่ึงที่ระลึก มคี วามหมาย ๔ นยั ดังน้ี ๑. สรณะ หมายถึง “เปนเคร่ืองเบียดเบียน กาํ จดั นําออก ย่าํ ยี” คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 313

314 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ซึง่ โทษ คอื ภยั ความสะดงุ ความทกุ ข ทคุ ติ และกเิ ลส เมอ่ื มพี ระรตั นตรัย สถติ อยใู นใจแลว ความกลัว ความสะดงุ ความตรอมใจ ความไมสบายใจ ทุคติ และกิเลสก็หมดไป ๒. สรณะ หมายถึง “เปนท่ีอาศัยไป” ปกติใจของมนุษยน้ันมี สง่ิ ทเี่ กดิ กบั ใจอาศยั อยไู ดเ พยี งอยา งเดยี ว ถา กเิ ลสมอี ยใู นใจ พระรตั นตรยั ก็ไมมีอยู ถาพระรัตนตรัยอยูในใจ กิเลสก็ไมอยู เพราะพระรัตนตรัยกับ กเิ ลสหรอื ความชวั่ นน้ั จะไมอ ยรู ว มกนั เหมอื นมคี วามสวา งกไ็ มม คี วามมดื มีความมืดกไ็ มม คี วามสวา ง ผทู ่ีมีพระรตั นตรัยสถติ อยูในใจ จะไปไหนก็มี พระรัตนตรยั ไปดวย พระรัตนตรัยจึงไดช่ือวา “เปนที่อาศยั ไป” ๓. สรณะ หมายถึง “เปนที่ระลึก” เมื่อใจมีพระรัตนตรัยแลว ใจก็นึกถึงพระรัตนตรัย ในขณะใดท่ีใจนึกถึงพระรัตนตรัย ปติปราโมทย เกดิ ข้นึ ความกลัว ความสะดุงทกุ ข ทคุ ติ กิเลส กจ็ ะหายไป พระรตั นตรัย จึงไดช่ือวา “เปนที่ระลึก” ๔. สรณะ หมายถึง “เปน ทพ่ี ่งึ และกาํ จดั ภัยไดจ ริง” เมอ่ื ระลึกถงึ พระรัตนตรัยไดอยางน้ี ทุกขภัยตางๆ ก็จะหมดไป พระรัตนตรัย จึงได ชื่อวา “เปน ทพี่ ่ึงและกําจดั ภยั ไดจรงิ ” เบญจศีล เบญจศลี นี้ ปรากฏในคมั ภรี อ ปทาน และพทุ ธวงศ ในพระไตรปฎ ก เรยี กวา สิกขาบท หมายถึง ข้อปฏิบตั ิในการฝึ กตน เม่ือบคุ คลปฏิบัติ ตามสิกขาบทดังกลาวจึงไดชื่อวาเปนผูมีศีล ตอมาในชั้นหลัง มีช่ือเรียก เพ่ิมข้ึน ชื่อวา นิ จศีล คือ ศีลท่ีคฤหสั ถค์ วรรกั ษาเป็ นประจาํ หรือ ช่ือวา มนุษยธรรม คือธรรมของมนุษย หรือธรรมที่ทําใหเปนมนุษย หมายถึงขอปฏิบัติท่ีทําใหคนเปนมนุษยอยางสมบูรณ หรือขอปฏิบัติที่ เปน เหตทุ าํ ใหเกิดมาเปนมนษุ ย การศึกษาเรื่องเบญจศีลในช้นั น้ี มคี วาม 314

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 315 ประสงคใหผูศึกษาไดเขาใจเนื้อหาสาระของเบญจศีลอันเปนศีลระดับ พ้ืนฐานในการดําเนินชีวิตของบุคคลท่ัวไป เพื่อเปนแนวทางที่ถูกตองใน การรกั ษาศลี ตามหลกั คาํ สง่ั สอนของพระพทุ ธศาสนาจงึ ใหศ กึ ษาในหวั ขอ ท่ี สาํ คัญ ๖ ประการ ดังน้ี ๑. ความมุง หมาย ๒. เหตุผลของการรักษา ๓. ขอ หา ม ๔. หลักวนิ ิจฉยั ๕. โทษของการลวงละเมดิ ๖. อานสิ งสข องการรกั ษา เบญจศีล หรือ ศีล ๕ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนางดเวนจากการฆา สตั ว ๒. อทินฺนาทานา เวรมณี เจตนางดเวน จากการลักทรพั ย ๓. กาเมสมุ ิจฉฺ าจารา เวรมณี เจตนางดเวนจากการประพฤติ ผดิ ในกาม ๔. มสุ าวาทา เวรมณี เจตนางดเวน จากการพดู เทจ็ ๕. สรุ าเมรยมชชฺ ปมาทฏฺานา เวรมณี เจตนางดเวนจากการ ดื่มนํา้ เมาคอื สุราและเมรัย อนั เปน ทีต่ งั้ แหง ความประมาท เบญจศีล สิกขาบทที่ ๑ ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการฆ่าสตั ว์ ๑. ความม่งุ หมาย พระพุทธองคทรงบัญญัตศิ ีลขอ นไ้ี ว เพ่อื มุงใหมนุษยอบรมจติ ใจ ของตนใหคลายความเห้ียมโหด มีเมตตากรุณาตอกันและเผ่ือแผแกสัตว ทั้งปวง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 315

316 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา ชีวิตเปนสมบัติชิ้นเดียวที่สัตวมีอยู และเปนสิ่งที่มนุษยและสัตว ทกุ รปู ทกุ นามหวงแหนทสี่ ดุ ดงั นนั้ การกระทาํ ผดิ ตอ สตั วไ มม สี งิ่ ใดรา ยแรง ย่ิงกวาการทําลายชีวิตของเขา เพราะเทากับเปนการทําลายทุกส่ิง ทกุ อยา งทเี่ ขามอี ยู การไมฆ า สตั วต ดั ชวี ติ เทา กบั เปน การใหท กุ สง่ิ ทกุ อยา ง ทานจงึ เรียกศลี ขอน้วี า มหาทาน หมายถงึ การใหอนั ยงิ่ ใหญ การประพฤติเปนคนโหดรายลวงละเมิดศีลขอน้ี ยอมเปนการ ทาํ ลายมนษุ ยธรรมในตวั เราเอง และเปน การทาํ ลายความสงบสขุ ของสงั คม และประเทศชาติไปในขณะเดยี วกนั ๓. ข้อห้าม ในสกิ ขาบทน้ี หามการฆา โดยตรง แตผูร ักษาศลี พึงเวน จากการ กระทําอนั เปนองคป ระกอบของการฆา ดวย ลกั ษณะแหงปาณาติบาต ๓.๑ การฆา ๓.๒ การทาํ รายรางกาย ๓.๓ การทรกรรม การฆาทําใหศีลขาด สวนการทํารายรางกายและการทรกรรม ทําใหศลี ดางพรอ ย การฆ่า การฆ่า หมายถงึ การทาํ ชวี ติ สตั วใ หต กลว งไป ไดแ ก การทาํ ใหต าย วตั ถุคอื ผถู กู ฆา มี ๒ อยา ง คอื มนษุ ย และสตั วเ ดยี รจั ฉาน โดยที่ สดุ หมายถงึ มนษุ ยและสตั วเ ดียรัจฉานท้ังทอี่ ยูในครรภแ ละนอกครรภ เจตนาของผฆู้ ่า มี ๒ อยา ง คือ จงใจฆาและไมจงใจฆา การฆ่าสาํ เรจ็ ด้วยความพยายาม เรยี กวา ปโยค มี ๒ อยา ง คอื ฆาเองและใชใหผูอื่นฆา การใชใหผูอ่ืนฆา ท้ังผูถูกใชใหผูอื่นฆา ทั้งผูใช และผูถ กู ใช มีโทษและความผดิ ฐานฆา 316

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 317 การทาํ ร้ายร่างกาย การทาํ ร้ายร่างกาย หมายถึง การทํารายผูอ่ืน โดยการทําให พิการ เสียโฉม หรอื เจ็บลาํ บาก แตไมถ ึงกับเสยี ชีวิต มีลกั ษณะดังน้ี การทาํ ให้พิการ คอื การทาํ ใหเ สยี อวัยวะ เชน ทําใหเสียนัยนตา เสยี แขน เสียขา เปน ตน การทาํ ให้เสียโฉม คอื การทํารา ยรา งกายใหเ สยี ความสวยงาม แตไ มถงึ พิการ เชน ใชม ดี กรีด หรอื ใชไมทุบตใี หเปน แผลเปน เปนตน การทาํ ให้เจบ็ ลาํ บาก คือ การทํารายรางกายใหเจ็บปวด เกิด ความทุกขท รมาน การทาํ รา ยรา งกายทงั้ หมดนี้ เปน อนโุ ลมปาณาตบิ าต ถกู หา มดว ย สกิ ขาบทนี้ การทรกรรม การทรกรรมน้ี มุง เฉพาะการทาํ แกส ัตวเ ดียรัจฉาน เพราะมนุษย ไมเปน วัตถุอันใครๆ จะพงึ ทรกรรมได การทรกรรม คอื การทําใหส ตั วไ ด รับความลําบาก ประพฤติเห้ียมโหดแกสัตว โดยขาดความเมตตากรุณา มลี กั ษณะดงั นี้ ใช้การ หมายถึง การใชสัตวไมมีความเมตตาปราณี ปลอยให อดอยาก ซบู ผอม ไมใ หกนิ ไมใหน อน ไมใหห ยุดพักผอนตามกาล ขณะ ใชงานก็เฆ่ียนตีทํารายรางกายโดยไมมีเมตตาจิต หรืองานเกินกินกําลัง ของสตั ว เชน ใหเข็นภาระหนักเกินกําลัง เปนตน กกั ขงั หมายถงึ การกกั ขังสัตวใ หอดอยาก อิดโรย หรือผกู รัดไว จนไมส ามารถจะผลดั เปล่ียนอิรยิ าบถได นําไป หมายถงึ การผกู มดั สตั วแ ลว นาํ ไปโดยวธิ ที รมาน เชน ลาก หรอื ห้ิวเปด ไก สกุ ร เอาหัวลงและเอาเทาข้นึ ทาํ ใหส ัตวไ ดรบั ความทกุ ข ทรมานอยา งย่ิง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 317

318 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี เล่นสนุก หมายถงึ การทรมานสตั วด ว ยความสนกุ สนาน เชน ใช ประทดั ผกู หางสนุ ขั แลว จดุ ไฟ เพอื่ ใหส นุ ขั ตกใจและวง่ิ สดุ ชวี ติ หรอื การใช กอ นหนิ กอนดินขวางปาสตั ว เพ่ือความสนุกของตน ผจญสตั ว์หมายถงึ การนาํ สตั วม าตอ สกู นั ทาํ ใหส ตั วเ หนด็ เหนอ่ื ย และไดร บั ทกุ ขท รมาน เชน ชนโค ชนกระบอื ชนแพะ ชนแกะ ตไี ก กดั ปลา กัดจง้ิ หรีด เปน ตน ๔. หลกั วินิจฉัย การลว งละเมิดสิกขาบทท่ี ๑ ทที่ าํ ใหศลี ขาด ประกอบดวยองค ๕ คือ ๔.๑ สัตวม ชี วี ติ ๔.๒ รวู า สตั วม ชี ีวติ ๔.๓ จติ คดิ จะฆา ๔.๔ พยายามฆา ๔.๕ สัตวต ายดว ยความพยายามนั้น การฆา สตั วน ้ี ทางพระพทุ ธศาสนารวมถงึ การฆา ตวั เองดว ย การ ฆา ตวั เองนนั้ เปนปาณาติบาต เน่อื งจากมีองคป ระกอบของปาณาติบาต ครบทง้ั ๕ ขอ เชนเดียวกัน ๕. โทษของการล่วงละเมิด อรรถกถาไดว างหลกั วนิ จิ ฉยั โทษของการฆา สตั ว วา จะมโี ทษมาก หรือนอ ยไว ๔ ประการ คือ ๕.๑ คุณ ฆาสัตวมีคุณมากก็มีโทษมาก ฆาสัตวมีคุณนอย หรือไมมคี ุณ ก็มโี ทษนอ ย เชน ฆา พระอรหันต มีโทษมากกวาฆาปุถุชน ฆาสัตวช ว ยงาน มีโทษมากกวาฆา สัตวด ุรา ย เปน ตน การฆา บดิ ามารดา การฆา พระอรหนั ต มบี าปหนกั เปน อนนั ตรยิ - กรรม หามสวรรค หามนพิ พาน การฆาคนท่มี คี ณุ เชน พระอรยิ บคุ คลทตี่ ํ่ากวาพระอรหันต หรอื กัลยาณชน ผูรักษาศีลปฏิบัติธรรม หรือคนท่ีประกอบคุณงามความดี 318

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 319 ตอสงั คม มีบาปมาก แตน อ ยกวาการทาํ อนันตรยิ กรรม การฆา คนทวั่ ไป กม็ บี าปเชน เดยี วกนั แตน อ ยกวา การฆา คนทมี่ คี ณุ การฆา คนทไ่ี รศ ีลธรรมและเปนภัยแกคนอนื่ ก็จัดวาเปนบาป แต นอ ยกวา การฆา คนทั่วไป กลา วโดยสรุปแลวการฆาคนลวนเปนบาปทง้ั สิน้ ๕.๒ ขนาดกาย สาํ หรับสัตวจ าํ พวกเดียรจั ฉานทไ่ี มม คี ุณเหมอื น กัน ฆา สัตวใหญมโี ทษมาก ฆา สตั วเ ลก็ มีโทษนอย เพราะการฆา สัตวท ม่ี ี รางกายขนาดรา งกายใหญกวา ตองใชค วามพยายามในการฆา มากกวา ๕.๓ ความพยายาม มคี วามพยายามมากในการฆา กม็ โี ทษมาก มคี วามพยายามนอ ยก็มโี ทษนอ ย ความพยายามในการฆา ความพยายามมากยอ มมบี าปมาก ความ พยายามนอ ยยอ มมบี าปนอ ยความพยามในการฆา นน้ั ๆ เกดิ ความสญู เสยี ตอ ชวี ติ มากยอ มมบี าปมาก เชน การฆา ดว ยวธิ กี ารทที่ รมาน คอื ทาํ ใหต าย อยางลําบาก หวาดเสียว ใหเกิดความช้ําใจ ฆาดวยวิธีพิสดาร หรือการ ฆาดว ยการใชเ ทคโนโลยี ตวั อยางการใชระเบิด อาวุธชีวะเคมี ถา มีความ พยายามมาก ยอ มมีบาปมาก ถามคี วามพยายามนอย ก็มีบาปนอย ๕.๔ กิเลสหรอื เจตนา มกี เิ ลสหรอื เจตนาแรงกม็ โี ทษมาก มกี เิ ลส หรอื เจตนาออ น กม็ โี ทษนอ ย เชน ฆา ดว ยโทสะ หรอื จงใจเกลยี ดชงั มโี ทษ มากกวา ฆา เพ่ือปองกนั ตวั เปนตน เจตนาในการฆา ดว ยอาํ นาจโลภะโทสะโมหะหากมเี จตนาแรงกลา ยอ มมบี าปมาก หากเจตนาออ นยอ มมีบาปนอย เชน การฆาดว ยการเหน็ แกอามิสสินจางรางวัล การฆาดวยความอํามหิต โหดเห้ียม เคียดแคน พยาบาท การฆาดวยความเปนมิจฉาทิฐิ การฆาโดยไมมีเหตุผล หรือ การฆาเพอื่ ความสนุกสนาน ยอมมบี าปมากนอ ยลดหล่นั กนั ไป ในกรณที ่ี ไมมีเจตนาก็ไมบาป ดังเรื่องพระจักขุบาลเถระซ่ึงมีจักษุบอดท้ังสองขาง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 319

320 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี เดินจงกรมเหยียบแมลงเมาตายเปนจํานวนมาก แตไมมีเจตนาที่จะฆา พระพุทธเจาตรัสวา “ภกิ ษุท้งั หลาย ข้ึนชอื่ วาเจตนาเปน เหตใุ หต าย ของ พระขณี าสพทงั้ หลายคอื บคุ คลผมู อี าสวะสน้ิ แลว มไิ ดม ”ี การหา มฆา สตั วน ี้ ทางพระพุทธศาสนายังรวมถึงการหามฆาตัวเองดวย การฆาตัวเองน้ัน เปนปาณาติบาต เพราะมีองคประกอบของปาณาติบาตครบทั้ง ๕ ขอ เชนเดยี วกัน ผูท ล่ี ว งละเมดิ สกิ ขาบทท่ี ๑ คือประพฤตปิ าณาติบาต ยอมไดรับ กรรมวบิ าก ๕ สถาน ไดแ ก ๑. ยอมเกิดในนรก ๒. ยอมเกดิ ในกําเนิดสตั วเดียรัจฉาน ๓. ยอมเกิดในกําเนดิ เปรตวสิ ัย ๔. ยอมเปนผมู ีอวัยวะพกิ าร ๕. โทษเบาที่สุด หากเกิดเปนมนุษย ยอมเปน ผูมอี ายุส้ัน ตวั อย่างโทษของการล่วงละเมิดเบญจศีลสิกขาบทท่ี ๑ เรอื่ ง นายจนุ ทสกู ริก นายจุนทสูกริก อาศัยอยูในเมืองราชคฤห แควนมคธ ประกอบ อาชีพฆาหมูเล้ียงชีพ เขาเล้ียงหมูไวเปนจํานวนมาก เมื่อหมูท่ีเลี้ยงไว เตบิ โตแลว เขาตอ งการฆา หมตู วั ใด กม็ ดั หมตู วั นนั้ ใหแ นน นาํ ไปสทู ฆ่ี า แลว ทบุ หมูทั้งท่ยี ังเปน ๆ ดวยคอ น ๔ เหล่ียม เพือ่ ใหเ นอ้ื พองหนาขึ้น แลวงาง ปากสอดไมเ ขา ไปในระหวา งฟน กรอกนาํ้ รอ นทเ่ี ดอื ดพลา นเขา ไปในปาก ดว ยทะนานโลหะ นา้ํ รอ นนนั้ เขา ไปเดอื ดพลา นในทอ งหมู ขบั ขห้ี มอู อกมา ทางทวารหนกั เมอื่ ทอ งสะอาดดแี ลว จงึ ราดนาํ้ รอ นบนหลงั หมู นาํ้ รอ นนนั้ ลอกเอาหนังดําออกไป แลวลนขนหมูดวยคบหญาแลวจึงตัดหัวหมูดวย ดาบอนั คม รองเลอื ดทไี่ หลออกมาดว ยภาชนะ เคลา เนอ้ื เขา กบั เลอื ดแลว ปง 320

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 321 นั่งรับประทานพรอมกับบุตรและภรรยา สวนที่เหลือก็ขายเลี้ยงชีพ เขาดํารงชพี อยอู ยางนี้เปน เวลาถงึ ๕๕ ป และไมเคยทําบุญใดๆ เลย ตอ มานายจนุ ทสกู รกิ ไดล ม ปว ยลง ความเรา รอ นในอเวจมี หานรก ปรากฏขึ้นแกเขาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู ความเรารอนของไฟในอเวจีมหานรก รอนยิ่งกวาไฟธรรมดา สามารถที่จะทําลายนัยนตาของผูที่ยืนดูอยูในที่ ประมาณ ๑๐๐ โยชนไ ด พระนาคเสนเถระไดก ลา วอปุ มาเปรยี บเทยี บความเรา รอ นของไฟ ในอเวจมี หานรกไวว า “มหาบพติ ร แมห นิ ประมาณเทา เรอื นยอด อนั บคุ คล ทุมไปในไฟนรก ยอมถงึ ความยอ ยยบั ไดโ ดยขณะเดียว ฉนั ใด สว นสัตวที่ เกดิ ในนรกนนั้ เปน ประหนงึ่ อยใู นครรภม ารดาจะยอ ยยบั ไปเพราะกาํ ลงั แหง กรรม ฉันนั้น หามไิ ด” ความเรารอนของอเวจีมหานรกนั้นปรากฏแกนายจุนทสูกริก เพราะกรรมทเ่ี ขาไดท าํ แลว เขารอ งเสยี งเหมอื นหมู คลานไปรอบๆ ภายใน เรอื นนัน่ เอง พวกคนในเรอื นจงึ จบั เขาปด ปากไว แตเ พราะผลแหง กรรมใครๆ ก็ หา มไมไ ด เขารอ งและคลานไปรอบๆ บา น คนบา นใกลเ คยี งกนั ๗ หลงั คา เรือนโดยรอบ ไมไดหลับนอนเพราะเสียงรองน้ัน พวกคนในบานเม่ือไม สามารถจะหามเขาไมใหออกไปขางนอกไดจึงปดประตูบานเพ่ือกันไมให เขาออกไปนอกบา น นายจุนทสูกริกเที่ยวคลานและรองไปรอบๆ ภายในบานนั่นเอง เปน เวลา ๗ วนั ดว ยความเรา รอนในนรก ในวนั ที่ ๘ ตายแลว ไปเกิดใน อเวจีมหานรก ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผูร ักษาสิกขาบทท่ี ๑ ยอ มไดรับอานิสงส ดงั นี้ ๖.๑ มีรา งกายสมสวน ไมพ กิ าร ๖.๒ เปนคนแกลว กลา วอ งไว มีกําลงั มาก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 321

322 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๖.๓ ผิวพรรณเปลงปลงั่ สดใส ไมเ ศรา หมอง ๖.๔ เปนคนออนโยน มีวาจาไพเราะ เปนท่ีชอบใจแกคน ทง้ั หลาย ๖.๕ ศตั รูทํารายไมได ไมถ ูกฆาตาย ๖.๖ มโี รคภยั เบยี ดเบยี นนอย ๖.๗ ยอมเปนผูมอี ายุยนื ตวั อย่างอานิสงสข์ องการรกั ษาเบญจศีล สิกขาบทท่ี ๑ เร่อื ง นางสชุ าดา ในอดีตกาล มาณพชอ่ื วามฆะ อาศยั อยใู นอจลคามในแควน มคธ ไดบ าํ เพญ็ ประโยชนแ ละบาํ เพญ็ บญุ เปน อนั มาก ถงึ แกก รรมแลว ไดไ ปเกดิ เปน ทาวสักกเทวราช ในสวรรคชนั้ ดาวดงึ ส มฆมานพน้นั มีภรรยา ๔ คน คอื นางสนุ นั ทา นางสจุ ติ รา นางสธุ รรมา และนางสชุ าดา ภรรยา ๓ คนแรก ไดบาํ เพ็ญบุญตางๆ แลว ไดไปเกดิ ในสวรรคช้นั ดาวดึงสน้นั เหมือนกนั สวนนางสชุ าดา ประพฤตติ นเปน ผปู ระมาท รกั สวยรักงาม ไมไ ด บําเพ็ญบุญที่เหมาะสมกับสุคติภพ ถึงแกกรรมแลว ไดไปเกิดเปน นางนกยางในซอกเขาแหง หนึ่ง ทา วสกั กเทวราช ทรงตรวจดบู รจิ ารกิ าของพระองค ทรงทราบวา นางสุชาดาไปเกิดเปน นางนกยาง จึงทรงจําแลงอัตภาพเสด็จไปยังสาํ นกั ของนาง ทรงใหนางสมาทานเบญจศีล จาํ เดมิ แตน นั้ มา นางนกยาง เทย่ี วหากนิ แตป ลาทต่ี ายเองเทา นนั้ นางไดปลาท่ีตายเองบาง ไมไดบาง เม่ือไดผานไป ๒ - ๓ วันเทาน้ันก็ ซูบผอม ตายแลวไปเกิดเปนธิดาของชางหมอในเมืองพาราณสี ดวยผล แหง ศลี นน้ั และไดส มาทานรกั ษาเบญจศลี อยา งสมา่ํ เสมอมไิ ดข าด เมอื่ จตุ ิ จากอตั ภาพน้ันแลว ไดไ ปเกดิ เปนธดิ าของอสรู ผเู ปนหัวหนา ในภพอสูร 322

ÇԪҾط¸»ÃÐÇÑμÔ 323 ทาวสักกะทรงทราบแลว ไดนํานางสุชาดาจากภพอสูรไปเทพ นครแลว ทรงสถาปนาไวในตาํ แหนงหวั หนานางอัปสร ๒ โกฏกิ ึง่ นางทูล ขอพรกะทาวสักกะวา “ขอเดชะพระมหาราชเจา มารดาบิดาหรือพ่ีชาย พ่ีหญิงของหมอมฉันในเทวโลกนี้ ไมมี พระองคจะเสด็จไปในท่ีใดๆ ขอใหท รงพาหมอ มฉนั ไปในทีน่ ั้นๆ ดว ย” ทาวสักกเทวราชไดประทานพร แกน างตามประสงค สิกขาบทท่ี ๑ นี้ เปน หลกั ประกนั ชวี ิต ตอ งการใหเ วน จากการฆา การทํารายผูอื่น หรือทําใหผูอื่นไดรับทุกขทรมาน โดยเปรียบเทียบชีวิต ของผูอ่ืนกับชีวิตตนเองวาเรารักชีวิตของเราอยางไร ผูอ่ืนก็รักชีวิตของ ตนอยางน้ัน เรารูสึกเจ็บปวดทรมานอยางไร ผูอ่ืนก็รูสึกเจ็บปวดทรมาน อยา งนนั้ เปน การปลกู จติ ใหม เี มตตากรณุ าตอ กนั ทาํ ใหส งั คมประเทศชาติ มีความสงบสุข เบญจศีล สิกขาบทที่ ๒ อทินฺนาทานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการลกั ทรพั ย์ ๑. ความม่งุ หมาย สิกขาบทนี้ มีความมุงหมายเพ่ือใหทุกคนประกอบอาชีพในทาง สุจรติ เวนจากการประกอบอาชีพในทางทุจรติ อนั จะเปนเหตุเบยี ดเบยี น และทาํ ลายกรรมสิทธใ์ิ นทรัพยสินของผูอนื่ ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา มนษุ ยทุกคนยอ มมศี กั ยภาพ มศี กั ดิ์ศรขี องความเปนมนุษย และ มภี าระในการประกอบอาชพี การงานเพอ่ื เลย้ี งชพี ของตนเองและครอบครวั ใหม คี วามสขุ ตามอัตภาพ ยอมมีความภาคภมู ิใจ ความรกั และหวงแหน ทรัพยสมบัติท่ีตนเองพยายามหามาไดโดยชอบธรรม ไมตองการใหใคร มาลวงละเมิดในกรรมสิทธ์ิของตนเอง ในทางตรงกันขาม ทรัพยสมบัติที่ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 323

324 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ไดม าโดยทจุ รติ ยอ มกอ ใหเ กดิ ความเดอื ดรอ นในภายหลงั เปน การทาํ ลาย ศักยภาพและศักดิ์ศรีความเปนมนุษยของตนเอง การลักขโมยฉอโกง แมจะไดทรัพยสินของผูอื่นมา แตก็เปนการสูญเสียอริยทรัพยภายในคือ ศีลธรรม ซ่ึงเทียบคากันไมได นับไดวาเปนการกระทําที่นาละอาย และ บัณฑติ ติเตียน ๓. ข้อห้าม ในสิกขาบทน้ี หามการกระทําโจรกรรมโดยตรง คือการถือเอา ส่ิงของที่เจาของท่ีเจาของไมไดใหทั้งท่ีเปนสวิญญาณกทรัพย หมายถึง ทรัพยทมี่ วี ิญญาณ เชน ชาง มา วัว ควาย เปนตน และอวญิ ญาณกทรัพย หมายถึง ทรพั ยท ไ่ี มมวี ญิ ญาณ เชน แกว แหวน เงนิ ทอง เปน ตน สงิ่ ของ ที่มิใชของใครแตมีผูรักษาหวงแหน ไดแก ส่ิงของท่ีอุทิศบูชาปูชนียวัตถุ ส่ิงของที่เปนสมบัติของสวนรวม ดวยอาการเปนโจร นอกจากนี้ยังหาม การเลีย้ งชีพดวยอนุโลม โจรกรรมและกิรยิ าทเ่ี ปนฉายาโจรกรรมดว ย ลักษณะแหงอทนิ นาทาน ๓.๑ โจรกรรม ๓.๒ อนุโลมโจรกรรม ๓.๓ ฉายาโจรกรรม เฉพาะอนุโลมโจรกรรมกับฉายาโจรกรรมน้ัน ตองพิจารณาถึง เจตนาของผูกระทําดวย ถาเจตนากระทําใหเขาเสียกรรมสิทธิ์ ศีลก็ขาด ถา ไมมเี จตนาทจ่ี ะทําเชนนน้ั ศีลกเ็ พยี งดางพรอ ย โจรกรรม หมายถงึ การลกั การขโมย การปลน หรอื กริ ยิ าทถ่ี อื เอา สง่ิ ของท่ีเจา ของไมไ ดใ หดวยอาการเปนโจร มหี ลายประเภท จะพรรณนา พอเปน ตัวอยาง ดงั นี้ ๑. ลกั ไดแ ก ถือเอาสิ่งของทีเ่ ขาไดใหไ ปดว ยอาการซอ นเรน คือ กริ ยิ า ที่ถอื เอาสง่ิ ของผอู นื่ ดวยอาการเปนโจร 324

ÇԪҾط¸»ÃÐÇÑμÔ 325 ๒. ฉก ไดแ ก ฉวยหรอื ชงิ เอาโดยเร็ว คอื กิริยาทถี่ ือเอาสงิ่ ของใน เวลา ทีเ่ จาของเผลอหรอื ชิงเอาทรัพยต อหนาเจา ของ ๓. กรรโชก ไดแก ขูเอาดวยกิริยาหรือวาจาใหกลัว คือกิริยาที่ แสดงอํานาจใหเจาของตกใจกลัวแลวยอมใหสิ่งของของตน หรืออาชญา เรง รดั เอา ๔. ปล้น ไดแ ก ใชก ําลังลอบมาหักโหมแยงชิงเอาโดยไมรตู วั คือ กริ ยิ าทยี่ กพวกไปถอื เอาสิ่งของของคนอื่นดวยการใชอาวุธ ๕. ตู่ ไดแ ก กลาวอา งหรือทกึ ทกั เอาของผอู ่นื วาเปนของตัว คือ กิริยาที่รองเอาของผูอื่นซ่ึงมิไดตกอยูในมือตนคือมิไดครอบครองดูแลอยู หรืออา งหลกั ฐานพยานเท็จ หกั ลา งกรรมสิทธข์ิ องผูอ น่ื ๖. ฉ้อ ไดแ ก โกง คือกิริยาท่ถี อื เอาสงิ่ ของของผอู ื่นอันตกอยูใน มอื ตนคือครอบครองดแู ลอยู หรือโกงเอาทรัพยของผูอืน่ ๗. หลอก ไดแ ก ทาํ ใหเ ขา ใจผดิ สาํ คญั ผดิ คอื กริ ยิ าพดู ปดเพอื่ ถอื เอาของผอู ื่น หรือปน เรอ่ื งใหเขาเชอ่ื เพอื่ จะใหเขามอบทรัพยใ หแกต น ๘. ลวง ไดแก ทําใหหลงผิด คือกิริยาที่ถือเอาส่ิงของของผูอ่ืน ดว ยแสดงของอยา งใดอยา งหนง่ึ เพอื่ ใหเ ขา ใจผดิ หรอื ใชเ ลห เ อาทรพั ยด ว ย เครอื่ งมอื ลวงใหเขาเชอ่ื เชน การใชตราชัง่ ที่ไมไดม าตรฐาน เปน ตน ๙. ปลอม ไดแ ก ทําใหเ หมือนคนอ่ืนหรือสิง่ อื่น เพอื่ ใหเ ขาใจผดิ วา เปนคนนั้นหรือสิง่ นั้น คอื กริ ยิ าทีท่ าํ ของไมแทใ หเ ห็นวาเปน ของแท ๑๐. ตะบดั ไดแ ก ฉอ โกง คอื กริ ยิ าทยี่ มื ของเขาไปแลว ถอื เอาเสยี ๑๑. เบียดบงั ไดแก ยักเอาไวเปนประโยชนของตัว คือกิริยา กินเศษกินเลย ๑๒. สบั เปลี่ยน ไดแ ก เปลยี่ นแทนทก่ี นั คอื กริ ยิ าทถี่ อื เอาสงิ่ ของ ของตน ทเ่ี ลวเขา ไวแทนแลวถอื เอาสิ่งของของผอู ื่นทด่ี กี วา หรอื แอบสลบั ถอื เอาของของผอู ่นื ซ่งึ มีคา มากกวา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 325

326 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๑๓. ลกั ลอบ ไดแ ก ลอบกระทาํ การบางอยาง คอื กริ ิยาทเี่ อาของ ซง่ึ จะตอ งเสยี ภาษซี อ นเขา มาโดยไมเ สยี ภาษี หรอื หลบหนภี าษขี องหลวง ๑๔. ยกั ยอก ไดแ ก เอาทรพั ยข องผอู นื่ หรอื ทรพั ยข องตนซงึ่ ผอู นื่ เปน เจา ของรวมอยดู ว ยทอ่ี ยใู นความดแู ลรกั ษาของตนไปโดยทจุ รติ คอื ใช อํานาจหนาที่ท่ีมีอยูถือเอาทรัพยโดยไมสุจริต หรือกิริยาที่ยักยอกทรัพย ของตนท่ีจะตอ งถกู ยดึ เอาไปไวเ สียทอี่ ่ืน อนุโลมโจรกรรม หมายถึง กิริยาท่ีแสวงหาทรัพยในทางไม บรสิ ทุ ธิ์ ยงั ไมถ งึ ขน้ั เปน โจรกรรม มปี ระเภทจะพรรณนาพอเปน ตวั อยา ง ดงั นี้ ๑. สมโจร ไดแ ก กริ ยิ าทอ่ี ดุ หนนุ โจรกรรม เชน การรบั ซอื้ ของโจร ๒. ปอกลอก ไดแ ก ทาํ ใหเ ขาหลงเชอื่ แลว ลอ ลวงเอาทรพั ยเ ขาไป หรือกิริยาท่ีคบคนดวยอาการไมซ่ือสัตย มุงหมายจะเอาแตทรัพยสมบัติ ของเขาฝายเดยี ว เมอ่ื เขาสน้ิ เนือ้ ประดาตัวกล็ ะทิง้ เขาเสยี ๓. รบั สินบน ไดแ ก รบั สนิ จา งเพอ่ื กระทาํ ผดิ หนา ที่ คอื การถอื เอา ทรพั ยทีเ่ ขาให เพื่อชวยทําธรุ ะใหในทางท่ีผดิ การรับสนิ บนน้ี หากผูร ับมี เจตนารวมกับผูใหในการทําลายกรรมสิทธ์ิของผูอ่ืน ก็ถือวาเปนการทํา โจรกรรมรว มกนั โดยตรง ทาํ ใหศลี ขอนี้ขาด ฉายาโจรกรรม หมายถึง กิรยิ าที่ทําคลา ยคลึงกับโจรกรรม หรอื กิริยาท่ีทําทรัพยของผูอื่นใหสูญเสียและเปนสินใชตกอยูแกตน ประกอบ ดวยลักษณะ ๒ อยา ง คอื ๑. ผลาญ ไดแ ก ทาํ ลายใหห มดสนิ้ ไป คอื กริ ยิ าทที่ าํ ความเสยี หาย แกทรัพยของผอู ื่น ๒. หยิบฉวย ไดแก กริ ิยาทีถ่ อื เอาทรพั ยข องผูอ่นื ดวยความมัก งา ย โดยมิไดบอกใหเจา ของรู คอื การถือเอาดวยวิสาสะเกนิ ขอบเขต ท้ังนี้ ฉายาโจรกรรมน้ัน ถา มเี จตนาในทางทาํ ลายกรรมสิทธิ์ของ ผูอนื่ รวมอยดู ว ย ก็ถอื วา เปนการทําโจรกรรมโดยตรง ทาํ ใหศลี ขอน้ขี าด 326

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 327 ๔. หลกั วินิจฉัย การลว งละเมดิ สิกขาบทท่ี ๒ ท่ีทาํ ใหศ ีลขาด ประกอบดว ยองค ๕ คอื ๔.๑ ของนนั้ มเี จาของ ๔.๒ รูวา ของน้ันมีเจาของ ๔.๓ จติ คดิ จะลกั ๔.๔ พยายามลัก ๔.๕ ไดข องมาดว ยความพยายามนนั้ ๕. โทษของการล่วงละเมิด ผทู ล่ี ว งละเมดิ สกิ ขาบทที่ ๒ คอื ประพฤตอิ ทนิ นาทาน ถอื เอาสง่ิ ของ ท่ีเจาของไมไดใหดวยอาการแหงขโมยหรือลักทรัพย จะมีโทษมากหรือ นอ ย ขน้ึ อยกู บั คณุ คา ของสง่ิ ของ คณุ ความดขี องเจา ของ และความพยายาม ในการลักขโมย นอกจากน้ัน ผูที่ลวงละเมิดยอมไดรับกรรมวิบาก ดังน้ี ๕.๑ ยอ มเกิดในนรก ๕.๒ ยอมเกิดในกําเนดิ สตั วเ ดียรัจฉาน ๕.๓ ยอมเกดิ ในกาํ เนดิ เปรตวสิ ยั ๕.๔ ยอมเปน ผูย ากจนเขญ็ ใจไรที่พึ่ง ๕.๕ โทษเบาท่ีสุด หากเกิดเปน มนุษย ทรัพยยอมฉบิ หาย ตวั อย่างโทษของการล่วงละเมิด เบญจศีลสิกขาบทท่ี ๒ เรื่อง สีลวีมงั สนะ ครง้ั พทุ ธกาลในพระนครสาวตั ถีมพี ราหมณค นหนง่ึ ชอื่ สลี วมี งั สนะ ถงึ สรณะ ๓ และรกั ษาศลี ๕ รบั ราชการอยกู บั พระเจา โกศล พระราชาพรอ ม ดวยขาราชการใหญนอ ยตางใหค วามนับถอื พราหมณน ้ัน เขาคิดวา ที่คนเขานบั ถอื เรานี้ เขานับถืออะไร ชาติ โคตร สกลุ ความรู หรือศลี กันแน ตองการจะทดลอง วนั หนงึ่ เมื่อกลับจากท่ที ํางาน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 327


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook