328 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ไดแ อบหยิบเอาเงินของหลวงไปจาํ นวนหนึง่ เจาหนาท่กี ารเงนิ ไมว า อะไร วนั ท่ี ๒ ไดทําอยางนนั้ อกี กไ็ มมใี ครวาอะไร วนั ท่ี ๓ จงึ หยิบเอาเงินไปกาํ มอื หนึ่ง เจา หนา ทกี่ ารเงินโกรธ รองตะโกนใหค นชว ยกนั จบั ตัว เมือ่ จบั ตวั ไดแลว ก็ทุบตีคนละสองสามที แลวพันธนาการไปกราบทูลใหพระราชา รับส่ังลงอาญาหลวงแกเ ขา พราหมณทราบชัดวา ที่คนเขานับถอื ตนนน้ั เพราะการรกั ษาศลี จึงไดกลาววา เรื่องชาติและชนชั้น เปนเร่ืองไรสาระ ศีลน่ีแหละสูงท่ีสุด บคุ คลขาดศลี เสียแลว วิชาความรูก ไ็ มม ปี ระโยชนอะไรเลย เรอ่ื ง ดาบสโกหก ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี มีดาบสโกหกคนหนึ่ง อาศัยอยูใน หมูบานตําบลหน่ึงพักอยูในบรรณศาลาที่กุฎมพีคนหน่ึงสรางถวายในปา มาฉันอาหารในเรอื นของกุฎมพนี ้นั เปนประจํา กุฎมพีเชื่อวา “ดาบสนี้มีศีล” เพราะกลัวโจรจะมาลักทรัพยไป จึงนาํ ทองคาํ ๑๐๐ นกิ ขะไปยังบรรณศาลาของดาบสนนั้ แลวฝงไว ขอให ดาบสชวยดูแลทรัพยนั้น ดาบสแสดงอาการใหกุฎมพีทราบวาไมมีความ โลภในทรัพยสินเงินทองใดๆ ตอบรับแลวคิดวาสามารถจะเลี้ยงชีวิตดวย ทองคํานนั้ ได เมือ่ เวลาผา นไป ๒ - ๓ วัน จึงลกั เอาทองคาํ นัน้ ไปเกบ็ ไว ในท่ีแหงหน่ึงในระหวางทาง ในวันรุงข้ึนฉันอาหารในเรือนของกุฎมพี แลวบอกลากุฎมพี แลวออกเดินทางไปไดหนอยหนึ่งแลววางหญาไวใน ระหวางชะฎากลบั ไปหากฎุ ม พี บอกวานําหญา มาคืนเพราะกลัวโทษของ อทนิ นาทาน กุฎมพมี ีความเลือ่ มใสในดาบสยงิ่ ข้ึน คราวนั้น พระโพธิสัตวไปปจจันตชนบทเพื่อตองการสินคา ซ้ือของกินในเรือนนั้น ฟงคําของดาบสแลว คิดวา ดาบสน้ีคงจะลักเอา ทรัพยบางอยางของกุฎมพีไปแน จึงถามกุฎมพีทราบเรื่องทองท่ีฝาก ดาบสไวแ ลว จงึ บอกใหกฎุ มพีไปตรวจดทู องคําท่ีฝง ไว กฎุ มพไี ปทบ่ี รรณ 328
ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 329 ศาลาไมเห็นทองคําท่ีฝงไว จึงติดตามดาบสน้ันไป ท้ังเตะท้ังตอยดาบส แลวใหนําทองคํามาคืน พรอมกับกลาวสําทับวา “ทานของใจวาจะเปน อทนิ นาทานดวยหญาเพยี งเสน เดยี ว แตท องคํา ๑๐๐ นิกขะ ทา นลักเอา ไปได ไมข องใจเลย” ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผรู ักษาสิกขาบทที่ ๒ ยอมไดร บั อานิสงส ดังน้ี ๖.๑ ยอ มมีทรพั ยสมบัตมิ าก ๖.๒ แสวงหาทรัพยโดยชอบธรรมไดโ ดยงาย ๖.๓ โภคทรัพยท่หี ามาไดแ ลว ยอ มมั่นคงถาวร ๖.๔ สมบัติไมฉิบหายเพราะโจรภัย อัคคีภัย และอุทกภัย เปน ตน ๖.๕ ยอมไดรบั อรยิ ทรัพย ๖.๖ ยอมไมไ ดยินและไมร จู กั คําวา “ไมมี” ๖.๗ อยทู ไ่ี หนก็เปนสขุ เพราะไมม ใี ครเบียดเบยี น สิกขาบทที่ ๒ นี้ เปนหลักประกนั ทรัพยส นิ ตอ งการใหเ วนจาก การประกอบมิจฉาชีพทุกชนิดใหประกอบสัมมาชีพ เลี้ยงชีวิตในทางท่ี ชอบ ขยันทํามาหากินหนักเอาเบาสู พอใจภูมิใจท่ีจะสรางตัวสรางฐานะ ดวยความพากเพยี รพยายามของตนเอง ใหร ักศักดศิ์ รตี นเองยงิ่ กวา ส่ิงใด เบญจศีล สิกขาบทที่ ๓ กาเมสุ มิจฉฺ าจารา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑. ความม่งุ หมาย สิกขาบทน้ี คําวา กาม ไดแก กิริยาที่รักใครกันในทางประเวณี ความไมประพฤติผิดในกามคือ การไมลวงละเมิดทางเพศ เคารพ กรรมสิทธ์ิในบุคคลท่ีหวงแหนหรือคูครองของคนอ่ืน ไมตกอยูในอํานาจ ความกําหนัดยินดีในทางเพศ ในเชิงสรางสรรคมุงความเปนปกแผนของ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 329
330 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สถาบนั ครอบครวั ปลกู ความรกั ความสามคั คี ปอ งกนั ความแตกรา วในหมู คณะ และทาํ ใหไ วว างใจซง่ึ กนั และกนั ในทางตรงกนั ขา มการประพฤตผิ ดิ ในกามเทา กบั เปน การทาํ รา ยจติ ใจของคนอน่ื สง ผลกระทบถงึ ความเสยี หาย เชน การประหตั ประหารกนั เปนตน ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา ธรรมดามนษุ ยป ถุ ชุ น คอื ผทู ยี่ งั ขอ งเกยี่ วกบั เรอื่ งกามารมณ ยอ ม มคี วามปฏพิ ทั ธร กั ใครฉนั สามภี รรยาตามธรรมเนยี มประเพณี เพอ่ื สบื สาย เผาพันธุมนุษย ซึ่งนับวาเปนการประพฤติถูกตองในเรื่องกาม จัดเปน กายสุจริต แตการลวงละเมิดทางเพศในบุคคลท่ีตองหาม ถือวาเปนการ ประพฤติผดิ ในกาม จดั เปนกายทุจริต ในความเปนจริงคนเราอาจใหหรอื ใหหยิบยืมขาวของเงินทองแกกันและกันได หรือจะถือเอาโดยวิสาสะใน ฐานะคนคนุ เคยกนั กย็ งั ได แตเ รอ่ื งการลว งละเมดิ ในสามภี รรยาและบคุ คล อันเปนที่รักที่หวงแหนของกันและกันจะกระทําไมได เพราะจะทําใหขาด ความเปนเพ่ือนขาดความเคารพนับถือถึงข้ันเปนศัตรูประหัตประหาร ซ่งึ กนั และกนั ได ๓. ข้อห้าม ในสิกขาบทน้ี หามการประพฤติผิดในกาม คือการลวงละเมิด ทางเพศ ในบุคคลตองหา ม ทง้ั เพศชายและเพศหญงิ บคุ คลต้องห้าม บุคคลต้องห้าม หมายถึง บุคคลท่ีผูใดจะประพฤติผิดหรือ ลว งละเมดิ ทางเพศไมไ ด มอี ยู ๒ ประเภท คอื หญงิ ตอ งหา ม และชายตอ ง หา ม หากผใู ดประพฤตผิ ดิ กบั หญงิ หรอื ชายตอ งหา ม ผนู น้ั ผดิ ศลี ถา ทง้ั สอง ฝา ยเปน ผตู อ งหา มดว ยกนั ประพฤตผิ ดิ รว มกนั กผ็ ดิ ศลี ทง้ั สองฝา ย บคุ คล ท่ีเปนหญิงแตมีจิตใจเปนชาย และบุคคลที่เปนชายแตมีจิตใจเปนหญิง ก็อนโุ ลมในบคุ คลตองหาม ตามสิกขาบทนด้ี วย 330
ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 331 หญิงต้องห้าม หญงิ ตองหา ม หมายถงึ บุคคลตอ งหา มสาํ หรับชาย มี ๓ ประเภท ใหญๆ คอื ๑. สสั สามิกา หญิงมีสามี หมายถึง หญิงท่ีอยูกินกับฝายชาย ฉันภรรยาสามี ทั้งท่ีแตงงานหรือไมไดแตงงาน รวมถึงหญิงท่ีรับส่ิงของ มีทรัพยเปนตนของฝายชายแลวยอมอยูกับฝายชายนั้น ตลอดถึงหญิง ท่ีฝายชายรับเล้ียงดูเปนภรรยา จะไดจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย หรือไมก ต็ าม หญงิ ประเภทนี้ จะหมดภาวะทเี่ ปน หญงิ ตอ งหา มกต็ อ เมอ่ื หยา ขาด จากสามีหรอื สามีตายแลว แมห ญงิ ท่สี ามีถูกกกั ขงั เชน ถกู จาํ คกุ หากยัง ไมไ ดหยาขาดจากกนั กถ็ อื วาเปน หญงิ ตอ งหาม หรอื สามีตอ งโทษจําคุก ตลอดชวี ิต หญงิ น้นั กย็ ังอยใู นฐานะตองหาม ตราบเทาท่สี ามียังมชี วี ิตอยู ชายใดประพฤตผิ ิดตอ หญงิ มีสามี ถือวา ผิดศลี ๒. ญาติรกั ขิตา หญิงท่ีญาติรกั ษา หมายถงึ หญงิ ทม่ี ีญาติเปน ผูป กครอง ไมเ ปนอสิ ระแกต น เพราะอยูใ นการปกครองดูแลพทิ ักษรักษา ของบดิ ามารดา ญาตพิ ่ีนอง หรอื วงศตระกลู ชายใดประพฤติผิดตอ หญงิ ที่ญาตริ กั ษา ถือวา ผดิ ศลี หญิงท่ีญาติรักษาน้ัน เมื่อรับของหม้ันจากฝายชายและตกลงจะ แตง งานกนั นบั แตรับของหมัน้ แลว หญงิ นั้นชื่อวาอยใู นการรกั ษาทั้งของ ญาตแิ ละของคหู มน้ั จะพน จากการรกั ษาของคหู มน้ั กต็ อ เมอื่ ไดค นื ของหมนั้ หรอื บอกเลิกการหมัน้ น้ันแลว ๓. ธมั มรกั ขิตา หญิงที่ธรรมรกั ษา หมายถงึ หญงิ ทม่ี ีศีลธรรม กฎหมายหรอื จารีตคมุ ครองรักษามี ๒ ประเภท คือ หญงิ ผูเ ปนเทือกเถา เหลากอของตน และหญิงมีขอหา ม หญิงตอ งหา มโดยพสิ ดาร มี ๒๐ ประเภท คอื คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 331
332 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ ๑. มาตรุ กั ขิตา หญิงทม่ี ารดารกั ษา ๒. ปิ ตรุ กั ขิตา หญิงท่ีบดิ ารกั ษา ๓. มาตาปิ ตรุ กั ขิตา หญิงท่ีมารดาบดิ ารกั ษา ๔. ภาตรุ กั ขิตา หญงิ ทีพ่ ่ชี ายนองชายรักษา ๕. ภคินีรกั ขิตา หญิงทพี่ ่สี าวนอ งสาวรักษา ๖. ญาตีรกั ขิตา หญงิ ทญ่ี าติรกั ษา ๗. โคตตรกั ขิตา หญงิ ทชี่ นทมี่ ีสกุลหรือแซรักษา ๘. ธมั มรกั ขิตา หญงิ ทีธ่ รรมรักษา ๙. สารกั ขา หญงิ ทม่ี ีผหู มายมัน่ ไวตั้งแตอยูในครรภ หรือหญงิ ทมี่ คี ูหมน้ั ๑๐. สปริทณั ฑา หญิงทกี่ ฎหมายคุมครอง ๑๑. ธนกีตา หญิงท่ีชายซอ้ื มาเปนภรรยา ๑๒. ฉันทวาสินี หญงิ ที่อยกู ับชายดว ยความรักใครกันเอง ๑๓. โภควาสินี หญิงที่อยูเปนภรรยาชายดวยโภคสมบตั ิ ๑๔. ปฏวาสินี หญงิ เขญ็ ใจไดผ า นงุ ผา หม แลว อยเู ปน ภรรยา ๑๕. โอทปัตตกินี หญงิ ท่ชี ายขอเปน ภรรยาดว ยพิธีแตง งาน ๑๖. โอภตจมุ พตา หญงิ ท่ชี ายชวยปลงภาระอนั หนกั ลงจาก ศรี ษะแลวอยเู ปนภรรยา ๑๗. ทาสีภริยา หญิงคนใชท เี่ ปนภริยา ๑๘. กมั มการี ภริยา หญงิ รบั จางทําการงานทเ่ี ปนภรยิ า ๑๙. ธชาหฏา หญิงเชลยทเ่ี ปนภรยิ า ๒๐. มหุ ตุ ติกา หญิงท่ชี ายอยูดวยช่วั คราว ถา ชายลวงในหญิง ๒๐ จาํ พวกน้ี แมจาํ พวกใดจาํ พวกหน่ึงพรอม ดว ยองคต ามที่กลา วในขอ ๔ กข็ าดจากสกิ ขาบทที่ ๓ กาเมสมุ จิ ฉาจาร คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 332
ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 333 หญิงผเู้ ป็นเทือกเถาเหล่ากอของตน เทือกเถา หมายถึง หญิงซ่ึงเปนญาติผูใหญนับยอนข้ึนไปทาง บรรพบรุ ษุ ๓ ชน้ั คอื ยาทวด ยายทวด ยา ยาย และมารดาของตนเอง เหลา่ กอ หมายถงึ หญงิ ผสู บื สนั ดานจากตน นบั ลงไปสามชน้ั คอื ลกู หลาน และเหลน ชายใดประพฤติผิดตอหญิงผูเปนเทือกเถาเหลากอของตน ถอื วาผิดศีล หญิงมีข้อห้าม มี ๒ ประเภท คือ ๑. หญิงประพฤติพรหมจรรย์ไดแ ก ภกิ ษณุ ี สามเณรี สกิ ขมานา แมชี และอุบาสกิ าผูร ักษาศลี ๘ หรืออุโบสถศลี ๒. หญิงท่ีกฎหมายจารตี ประเพณีรกั ษา ไดแ ก หญงิ ทกี่ ฎหมาย จารตี ประเพณหี า มมใิ หล ว งละเมดิ เชน หญงิ ทยี่ งั ไมบ รรลนุ ติ ภิ าะ หญงิ พกิ าร ทพุ พลภาพ ชายต้องห้าม ชายต้องห้าม หมายถงึ บคุ คลตอ งหา มสาํ หรบั หญงิ มี ๒ ประเภท คือ ชายอน่ื นอกจากสามขี องตนสําหรบั หญิงที่มีสามี และชายที่จารตี หา ม สาํ หรบั หญงิ ท่ัวไป ๑. ชายอ่ืนนอกจากสามีตน เปนบุคคลตองหามสําหรับหญิง ทมี่ ีสามี ๒. ชายที่จารีตห้าม ไดแก นักบวชในศาสนาที่หามเสพเมถุน เชน ภิกษุ สามเณร เปน ตน เปน บุคคลตองหามสําหรบั หญงิ ทว่ั ไป ท้งั ท่ีมี สามีและไมมสี ามี หญิงใดประพฤตผิ ดิ ตอ ชายตองหา ม ถือวาผิดศลี หาก มีความยนิ ดพี รอมใจกันในการลว งประเวณี ก็ผิดศลี ทั้งสองฝาย ศลี สกิ ขาบทท่ี ๓ นี้ ผใู ดประพฤตผิ ดิ ตอ บคุ คลตอ งหา มดงั กลา วมา ทั้งหมด ถือวาผิดศีล หากทั้งสองฝายมีความยินดีพรอมใจในการลวง ประเวณี กผ็ ิดศลี ทัง้ สองฝาย นอกจากการหา มประพฤติผดิ ประเวณีแลว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 333
334 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ยังหามการกระทําประเวณีในสถานท่ีอันไมสมควร เชน โบสถ วิหาร ลานพระเจดีย เปน ตน ผูร ักษาศีลตามสิกขาบทน้ี พึงเวน แมการผูกสมัคร รักใครฉ ันชสู าว การเกี้ยวพาราสี การพูดแคะ การเลน หูเลน ตา หรือแมแต การใชสื่ออิเลคทรอนิคกับบุคคลตองหามในเชิงชูสาว เพราะเปนเหตุให ลว งละเมดิ ศีลขอ นี้ไดง าย ๔. หลกั วินิจฉัย การลว งละเมดิ สกิ ขาบทที่ ๓ ทท่ี าํ ใหศ ลี ขาด ประกอบดว ยองค ๔ คอื ๔.๑ หญิงหรอื ชายนน้ั เปนบคุ คลตอ งหา ม ๔.๒ จติ คดิ จะเสพ ๔.๓ พยายามเสพ ๔.๔ อวยั วะเครอื่ งเสพจดถึงกัน ๕. โทษของการล่วงละเมิด ผทู ลี่ ว งละเมดิ สกิ ขาบทท่ี ๓ ประพฤตผิ ดิ ในกาม จะมโี ทษมากหรอื นอ ย ขนึ้ อยกู บั คณุ ความดขี องคนทถี่ กู ลว งละเมดิ ความแรงของกเิ ลส และ ความพยายาม นอกจากน้ันผูท ล่ี ว งละเมดิ ยอมไดรับกรรมวบิ าก ดังน้ี ๕.๑ ยอ มเกดิ ในนรก ๕.๒ ยอมเกิดในกําเนิดสตั วเ ดยี รัจฉาน ๕.๓ ยอ มเกิดในกาํ เนดิ เปรตวสิ ยั ๕.๔ ยอ มเปน ผมู รี า งกายทพุ พลภาพ ขเ้ี หร มากไปดว ยโรค ๕.๕ โทษเบาทสี่ ดุ หากเกดิ เปน มนษุ ยยอ มเปน ผมู ศี ตั รรู อบดา น ตวั อย่างโทษของการล่วงละเมิดเบญจศีลสิกขาบทท่ี ๓ เรอ่ื ง จฬู ธนุคคหบณั ฑิต ครงั้ อดตี กาลไดม ชี ายหนมุ ชาวพาราณสคี นหนง่ึ นามวา จฬู ธนคุ คห- บัณฑิต เรียนวิชากับอาจารยทิศาปาโมกขท่ีเมือกตักกสิลา เขาเปน 334
ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 335 ชายหนุม หนา ตาดี มคี วามประพฤติเรยี บรอ ย เรยี นเกง เปน ทรี่ กั ใครของ อาจารย เม่ือเรียนศิลปวิทยาจบแลว จึงลาอาจารยกลับบาน อาจารยได ยกลูกสาวคนหน่ึงใหเปนภรรยา ในระหวางทางไดเกิดการตอสูกับพวก โจรที่มาคอยดักปลน ไดฆาโจรตายไปหลายคน เมื่อลูกศรในมือหมด จึงตอสูกับหัวหนาโจรดวยมือเปลา บอกใหภรรยานําดาบมาให แต ภรรยากลับเกิดความรักในตัวหัวหนาโจรท่ีตนเพิ่งจะพบเห็นเด๋ียวน้ันเอง จึงสง ดาบใหโจรฆา ชายหนุมตาย โจรพานางไปถึงแมน้ําสายหนึ่ง คิดวา หญิงคนนี้พบชายอ่ืนเขา คงจะใหฆ าเราเหมอื นกันใหเราฆาสามีเธอ เราไมตองการผูหญิงคนนี้ จงึ ออกอบุ ายหลอกลวงเอาทรพั ยส นิ เงนิ ทองของเธอจนหมดสนิ้ แลว กจ็ ากไป โดยท้ิงคําพูดไวกับเธอวา แมคนงามเธอเอาสามีที่เคยเชยชิดกันมานาน แลกกบั ฉนั ซงึ่ มใิ ชส ามที ไ่ี มเ คยเชยชดิ วนั หลงั เธอคงจะเอาฉนั แลกกบั ชาย อน่ื อกี ฉนั จะหนเี ธอไปใหไ กลทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะไกลได หญงิ สาวคนนนั้ ไมม ใี คร คบหาสมาคมดวย เพราะประพฤติผดิ ศีลขอท่ี ๓ น้ีน่ันเอง ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผูรักษาสกิ ขาบทท่ี ๓ ยอ มไดรับอานสิ งส ดังน้ี ๖.๑ ไมมีศตั รูเบียดเบยี น ๖.๒ เปน ที่รักของคนทง้ั หลาย ๖.๓ มที รพั ยสมบัติบรบิ รู ณ ๖.๔ ไมเกิดเปนหญิงหรือเปน กระเทย ๖.๕ เปน ผูส งา มอี าํ นาจมาก ๖.๖ มีอนิ ทรยี ๕ บริบรู ณ ๖.๗ มคี วามสุข ไมต องทํางานหนกั คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 335
336 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สิกขาบทท่ี ๓ น้ี เปน หลักประกนั ครอบครวั ตองการใหเวนจาก การประพฤตผิ ดิ ในกาม ควบคมุ ตนเองได มคี วามสาํ รวมระวงั ในกาม ยนิ ดี พอใจเฉพาะคคู รองของตน รกั ษาเกยี รตขิ องตนและผอู น่ื ทาํ ใหอ ยรู ว มกนั อยา งไวว างใจกนั เบญจศีล สิกขาบทที่ ๔ มสุ าวาทา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการพดู เทจ็ ๑. ความม่งุ หมาย สิกขาบทนี้ มีความมุงหมายเพื่อหามการตัดประโยชนทางวาจา ปองกันการทําลายทั้งประโยชนตน คือคุณธรรมที่มีในตนและประโยชน ผอู ื่นท่ีจะพงึ ไดร ับดวยการพูดเท็จ หรือดวยการใหขอ มลู ขา วสารที่ไมเปน จรงิ คนทั้งหลายยอมชอบและเชื่อถือความจริงดว ยกนั ทกุ คน จะถามหรือ ฟง ขอ ความอะไรกบั ใคร ก็ตอ งการความจรงิ แมจะใหใครเชอื่ ถอ ยคําของ ตน ก็ตองอางความจริงขึ้นมาพูด เม่ือความจริงเปนเชนน้ีผูใดพูดมุสาก็ ชือ่ วาเปน การตัดประโยชนท ้ังของตนและคนอื่น สิกขาบทนีม้ ุงสงเสริมให รกั ษาความซอื่ สตั ยส จุ รติ ความซอื่ ตรงตอ กนั อนั เปน เหตนุ าํ มาซง่ึ ความรกั ความสามัคคขี องหมูคณะ ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา ในพทุ ธศาสนสภุ าษติ ไดก ลา วถงึ ลกั ษณะของคนชอบพดู เทจ็ ไวว า “นตถฺ ิ อการิยํ ปาปํ มสุ าวาทิสสฺ ชนฺตโุ น แปลวา ไมม่ ีความชวั่ อะไรที่ คนชอบพดู เทจ็ จะทาํ ไม่ได้” เพราะคนชอบพดู เท็จ พูดโกหกหลอกลวง หรอื พูดมเี ลศนยั ในแงม ุมตา งๆ นั้น ไดช ื่อวาทําลายคุณธรรมในจติ ใจของ ตนเอง และทาํ ลายประโยชนข องผอู น่ื ในการพดู เทจ็ นน้ั คนโกหกจะไดร บั ผลเสียหายรา ยแรง คือจะกลายเปน คนเหลาะแหละ ขาดความนา เช่ือถอื ดงั น้ันทา นจงึ หามไมใ หล วงละเมดิ ศลี ขอ นี้ 336
ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 337 ๓. ข้อห้าม สกิ ขาบทน้ี หา มการพดู เทจ็ เมอื่ มงุ ความจรงิ เปน หลกั จงึ กาํ หนด ขอหามไว ๓ อยาง คือ มสุ า อนุโลมมสุ า และปฏสิ สวะ การพูดมุสาทําใหศีลขาด สวนอนุโลมมุสาและปฏิสสวะ ทําให ศีลดา งพรอย มสุ า มสุ า แปลวา เท็จ ไดแก โกหก หมายถึง การทําเท็จทุกอยาง การแสดงความเท็จเพื่อใหผูอื่นเขาใจผิดน้ัน ทําไดทั้งทางวาจาและ ทางกาย ดังน้ี ทางวาจา คือ พดู ออกมาเปน คาํ เทจ็ ตรงกบั คําวาโกหก ซึ่งเปน ที่เขา ใจกันอยูแลว ทางกาย คือ การแสดงกิริยาอาการท่ีเปนเท็จ เชน การเขียน จดหมายโกหก การเขยี นรายงานเทจ็ การทําหลักฐานปลอม การตีพิมพ ขาวสารอันเปนเท็จ การเผยแพรขาวสารอันเปนเท็จทางส่ืออิเลคทรอนิค การทําเคร่ืองหมายใหคนอ่ืนหลงเช่ือและเขาใจผิด รวมถึงการใชใบให คนอ่นื เขาใจผดิ เชน สน่ั ศีรษะในเรื่องควรรบั หรอื พยกั หนาในเรื่องท่ีควร ปฏิเสธ มสุ า มปี ระเภททจ่ี ะพึงพรรณนาเปน ตวั อยา ง ดงั นี้ ปด ไดแ ก มสุ าตรงๆ โดยไมอ าศยั มลู เลย เชน ไมเ หน็ วา เหน็ ไมร ู วา รู ไมมีวา มี เปน ตน ส่อเสียด คือ พูดยุแยงเพ่ือใหเขาแตกกันและพูดใหตนเองเปน ท่ีรกั หลอก คอื พดู เพอ่ื จะโกงเขา พดู ใหเ ขาเชอ่ื พดู ใหเ ขาเสยี ของใหต น ยอ คือ พดู เพ่อื จะยกยองเขา พูดใหเ ขาลืมตัวและหลงตวั ผิด กลบั คาํ คอื พดู ไวแ ลว แตต อนหลงั ไมย อมรบั ปฏเิ สธวา ไมไ ดพ ดู คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 337
338 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ทนสาบาน ไดแ ก กริ ยิ าทเี่ สยี่ งสตั ยว า จะพดู ความจรงิ หรอื จะทาํ ตามคาํ สาบาน แตไ มไดพ ดู หรอื ทาํ ตามน้นั เชน พยานทนสาบานแลว เบิก คําเทจ็ เปน ตน ทาํ เล่ห์กระเท่ห์ ไดแก กิริยาท่ีอวดอางความศักด์ิสิทธิ์อันไม เปนจรงิ เพอ่ื ใหค นหลงเช่ือนยิ มยกยอง และเปนอุบายหาลาภแสวงหาผล ประโยชนส ว นตน เชน อวดรวู ชิ าคงกระพนั วา ฟน ไมเ ขา ยงิ ไมอ อก เปน ตน มารยา ไดแก กิริยาท่ีแสดงอาการใหเขาเห็นผิดจากท่ีเปนจริง เชน เปน คนทศุ ลี ทาํ ทาทางเครงครัดใหเ ขาเห็นวา เปนคนมีศลี ทาํ เลศ ไดแ ก พดู มสุ าเลนสาํ นวน พดู คลมุ เครือใหผฟู ง เขาใจผิด เชน เห็นคนวิ่งหนีเขามา เมื่อผูไลติดตามมาถาม จึงยายไปยืนที่อ่ืนแลว พูดวา ตงั้ แตม ายนื ที่น่ี ไมเ หน็ ใครเลย เสริมความ ไดแ ก พดู มสุ าอาศยั มลู เดมิ แตเ สรมิ ความใหม ากกวา ที่เปนจริง เชน โฆษณาสรรพคุณสนิ คาเกินความเปนจริง เปนตน อาํ ความ ไดแ ก พดู มสุ าอาศยั มลู เดมิ โดยตดั ขอ ความทไี่ มป ระสงค จะใหร ูออกเสีย เพื่อใหผ ูฟงเขา ใจเปน อยา งอืน่ เชน เรือ่ งมากพูดใหเหลือ นอยเพื่อปดความบกพรอ ง บุคคลพูดดวยวาจาหรือทํากิริยาแสดงทาทางอยางใดอยางหน่ึง ผอู น่ื รแู ลว เขาจะเชอ่ื หรอื ไมเ ชอ่ื เปน ประมาณ บคุ คลผพู ดู หรอื แสดงอาการ น้ันไดชื่อวา พดู มสุ าในสิกขาบทนี้ อนุโลมมสุ า อนุโลมมสุ า คือการพดู เรอ่ื งไมเ ปนจริง แตม ิไดมีเจตนาจะทําให ผูฟงเขาใจผิดหรือหลงเชื่อเพียงแตพูดเพื่อใหเจ็บใจ มีประเภทที่จะพึง พรรณนาเปน ตวั อยา ง ดังน้ี เสียดแทง ไดแ ก กริ ยิ าทพี่ ดู ใหผ อู น่ื เจบ็ ใจ ดว ยอา งเรอื่ งทไี่ มเ ปน จรงิ เชน ประชด คอื การกลา วแดกดนั ยกใหส งู กวา พน้ื เพเดมิ ของเขา หรอื ดา คือการกลาวถอยคาํ หยาบชาเลวทรามกดใหต ่ํากวาพืน้ เพเดมิ ของเขา 338
ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 339 สบั ปลบั ไดแ ก พดู กลบั กรอกเชอื่ ไมไ ด พดู ดว ยความคะนองปาก แตผ พู ดู ไมไ ดจ งใจจะใหค นอนื่ เขา ใจผดิ เชน รบั ปากแลว ไมท าํ ตามทร่ี บั นนั้ อนโุ ลมมสุ านี้ แมจ ะมไิ ดเ ปน มสุ าคอื ทาํ เทจ็ โดยตรง แตก น็ บั เขา ใน มุสา ไมควรพดู พูดแลว มีโทษ ผนู ยิ มความสภุ าพแมจ ะวา กลา วลกู หลาน ก็ไมควรใชคําดาหรือคําเสียดแทง ควรใชคําสุภาพ แสดงโทษผิดใหรูสึก ตัวแลว หามปรามมใิ หกระทาํ ตอไป ปฏิสสวะ ปฏิสสวะ ไดแก การรับคําของคนอ่ืนดว ยความตงั้ ใจจะทาํ ตามที่ รบั คาํ นนั้ ไวจ รงิ แตภ ายหลงั เกดิ กลบั ใจไมท าํ ตามทร่ี บั คาํ นน้ั ทงั้ ทต่ี นพอจะ ทําตามทรี่ ับคาํ นนั้ ได มปี ระเภททจ่ี ะพงึ พรรณนาเปนตัวอยา ง ดังนี้ ผิดสญั ญา หมายถึง การไมท าํ ตามที่ตกลงกนั ไว เชน ตกลงกัน วา จะเลิกคา ส่งิ เสพตดิ แตพ อไดโ อกาสกก็ ลบั มาคา อกี คืนคาํ หมายถึง การไมทําตามที่รับปากไว เชน รับปากจะให ส่งิ ของแลวไมไดใ ห ตามทีไ่ ดร ับปากไวน ั้น ถ้อยคาํ ที่ไม่จดั เป็นมสุ าวาท ผูพูดถอยคําท่ีพูดตามความสําคัญของตน เรียกวา ยถาสญั ญา หรือตามวรรณกรรมซึ่งเปนคําพูดไมจริง แตไมมีความประสงคจะให ผฟู ง เชอ่ื ไมเ ขา ขา ยผดิ ศลี ตามสกิ ขาบทที่ ๔ นี้ มปี ระเภททจี่ ะพงึ พรรณนา เปน ตัวอยาง ดงั น้ี โวหาร ไดแ ก ถอ ยคําทใ่ี ชเปนธรรมเนียม เพื่อความไพเราะของ ภาษา เชน การเขยี นจดหมายทล่ี งทา ยวา ดว ยความนบั ถอื หรอื ความเคารพ อยางสงู เปน โวหาร การเขียนตามแบบธรรมเนยี มสารบรรณซ่งึ ในความ เปนจรงิ ผเู ขยี นอาจไมไดน ับถือหรือไมไดเ คารพอยางสงู เชนนั้นก็ได นิยาย ไดแ ก เรอื่ งทแ่ี ตง ขน้ึ เรอ่ื งทเี่ ลา กนั มา เรอ่ื งทน่ี าํ มาอา งเพอ่ื เปรียบเทียบใหไดใ จความเปนหลัก เชน นทิ าน ละคร ลเิ ก ซึ่งในทอ งเรือ่ ง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 339
340 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี นน้ั อาจมเี นอ้ื หาทไี่ มเ ปน ความจรงิ แตผ แู ตง ไมไ ดต ง้ั ใจใหค นหลงเชอ่ื เพยี ง แตแ ตง แสดงเนอ้ื หาไปตามทอ งเรอื่ ง สาํ คญั ผิด ไดแก คําพูดท่ีผูพูดสําคัญผิดวาเปนอยางน้ัน ทั้งที่ ความจริงมิไดเปนเชนน้ัน คือผูพูดพูดไปตามความเขาใจของตน เชน ผูพดู จําวนั ผิด จึงบอกผถู ามไปตามวันท่ีจําผิดนนั้ เปนตน พลงั้ ไดแก คําพูดทพ่ี ลาดไปโดยท่ีไมไ ดต ง้ั ใจหรอื ไมทนั คิด เชน ผูพดู ตง้ั ใจจะพดู อยางหนึง่ แตก ลับพลาดไปพดู เสียอีกอยา งหนึง่ ๔. หลกั วินิจฉัย การลวงละเมิดสิกขาบทที่ ๔ ที่ทําใหศีลขาด ประกอบดวย องค ๔ คอื ๔.๑ เรือ่ งไมจ ริง ๔.๒ จติ คดิ จะพูดใหผ ดิ ๔.๓ พยายามพดู ออกไป ๔.๔ ผูฟงเขา ใจเนอ้ื ความน้นั คําอธิบายองค ๔ ของศลี ขอน้ี มีดงั น้ี องคที่ ๑ เรื่องไมจ รงิ คือ เรอ่ื งท่ีพดู น้นั ไมม ีความจรงิ ไมเปนจรงิ เชน ฝนไมตก แตก ลับพดู วาฝนตก องคท่ี ๒ จิตคิดจะพดู ใหผ ดิ คือ ผูพูดจงใจจะพูดใหผิดจากความ เปนจรงิ องคที่ ๓ พยายามพูดออกไป คือ ผูพูดไดพูดคําไมจริงน้ันๆ ออกไป หรือไดกระทาํ เท็จดวยความจงใจ ซงึ่ มใิ ชเปนเพียงความคิดท่ีอยู ในใจ องคท ่ี ๔ ผฟู ง เขา ใจเนอ้ื ความนนั้ คอื ผฟู ง เขา ใจความหมายเหมอื น อยา งทีผ่ ูพูดพูดออกไป สว นผฟู ง จะเช่ือหรอื ไมนั้นไมเ ปนสาํ คญั 340
ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 341 ๕. โทษของการล่วงละเมิด ผูทลี่ ว งละเมิดสิกขาบทท่ี ๔ คอื ประพฤตมิ ุสาวาท จะมโี ทษมาก หรอื นอ ย ขนึ้ อยกู บั ประโยชนท จ่ี ะถกู ตดั รอน หมายความวา ถา การพดู เทจ็ นั้นทาํ ใหเสยี ประโยชนม ากกม็ โี ทษมาก เชน บุคคลที่ไมตองการใหของๆ ตน พูดออกไปวา ไมม ี ก็ยังมีโทษนอ ย แตถ า เปน การพูดเท็จ กอใหเกิด ความเสียหายมาก ก็มีโทษมากเปนตน นอกจากน้ัน ผูที่ลวงละเมิดยอม ไดร ับกรรมวบิ าก ดงั นี้ ๕.๑ ยอมเกิดในนรก ๕.๒ ยอ มเกดิ ในกาํ เนดิ สัตวเ ดียรัจฉาน ๕.๓ ยอ มเกดิ ในกาํ เนดิ เปรตวิสัย ๕.๔ ยอมเปน ผมู วี าจาไมเปนที่เชอ่ื ถอื มีกลิ่นปากเหม็นจัด ๕.๕ โทษเบาทส่ี ดุ หากเกดิ เปน มนษุ ย จะถกู กลา วตอู ยเู สมอ ตวั อย่างของการล่วงละเมิดเบญจศีลสิกขาบทที่ ๔ เรอื่ งหมอตา ในอดตี กาล ในพระนครพาราณสี ไดมจี กั ษแุ พทยคนหนึง่ เที่ยว รกั ษาคนตามหมบู า น ตาํ บลตา งๆ ตอ มาไดพ บกบั หญงิ คนหนง่ึ กาํ ลงั ทกุ ข ทรมานดว ยโรคตาเกอื บจะมองไมเ หน็ หมอตรวจดอู าการแลว บอกวา พอจะ รกั ษาใหหายเปนปกตไิ ด นางจงึ ตอบวา ถา คุณหมอรักษาตาดฉิ นั ใหหาย เปนปกติได ดิฉันกับลูกชาย ลูกสาว จะยอมเปนทาสรับใชไปตลอดชีวิต หมอจงึ ตกลงรักษาให ตอ มาไมน าน ดวงตาของเธอกห็ ายเปนปกติ เธอกลัววาจะตองเปนทาสของหมอตามที่ใหสัญญาไว เมื่อหมอ มาถามอาการจึงแกลงพูดโกหกวากอนนี้ ดวงตาของดิฉันเจ็บปวดเพียง เลก็ นอ ย แตพ อหยอดยาของทา นแลว กลบั เจบ็ ปวดมากกวา เดมิ หมอรทู นั วา ผูหญิงคนนี้หลอกลวงเรา เพราะตองการจะไมใหคารักษา โกรธมาก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 341
342 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี จึงปรุงยาขนาดใหมใหเมื่อนางใชยานั้นหยอดตาแลว ตาท้ัง ๒ ขางได บอดสนิท สตรนี นั้ ตาบอด เพราะการกลา วเทจ็ ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผูรกั ษาสกิ ขาบทท่ี ๔ ยอ มไดรบั อานสิ งส ดังนี้ ๖.๑ มอี นิ ทรยี ๕ ผองใส ๖.๒ มีวาจาไพเราะ มไี รฟนสมํา่ เสมอเปน ระเบยี บดี ๖.๓ มรี า งกายสมสวนบรบิ รู ณ ผวิ พรรณเปลงปล่ัง ๖.๔ มกี ลน่ิ ปากหอมเหมอื นกลิ่นดอกบัว ๖.๕ มวี าจาศกั ดิ์สิทธ์ิ เปน ที่เชอ่ื ถือของคนทั่วไป ๖.๖ ไมพ ดู ติดอาง ไมเปนใบ ๖.๗ มรี ิมฝปากแดงระเรื่อและบาง สิกขาบทที่ ๔ น้ี เปนหลักประกันความเชื่อถือ ตองการใหเวน จากการพูดเท็จ ซ่ึงเปนการทําลายประโยชนของผูอื่น ใหมีความซื่อตรง ซื่อสัตยและจริงใจตอกัน ทําใหเช่ือถือไววางใจกัน กอใหเกิดมิตรภาพท่ี ถาวร และอยรู วมกนั ดว ยความรักความสามัคคี เบญจศีล สิกขาบทที่ ๕ สรุ าเมรยมชชฺ ปมาทฎฺานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการด่ืมน้ําเมาคือสรุ าและเมรยั อนั เป็ นท่ีตงั้ แห่ง ความประมาท ๑. ความม่งุ หมาย สิกขาบทนี้ มีความมุงหมายเพื่อใหบุคคลในสังคมรูจักรักษา สตสิ มั ปชญั ญะของตนใหส มบรู ณไ มก ระทาํ การอนั เปน โทษแกต น ครอบครวั และสงั คม สง เสรมิ การรกั ษาสขุ ภาพรา งกายใหแ ขง็ แรง ไมม โี รคภยั ไขเ จบ็ เบยี ดเบียน และปอ งกนั ปญ หาสิ่งเสพตดิ ของสงั คมประเทศชาติ 342
ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 343 ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา สุราและสิ่งเสพติดทุกชนิด เปนสาเหตุสําคัญในการทําลาย สตสิ มั ปชญั ญะของคนเรายงิ่ กวา สงิ่ ใดคนทข่ี าดสตสิ มั ปชญั ญะยอ มตง้ั อยใู น ความประมาทเลินเลอ สรางความเสียหายทั้งแกตนเอง สังคมและประเทศชาติ สามารถกระทาํ ผดิ ศลี ขอ อนื่ ๆ ไดโ ดยงา ย ปด โอกาสในการกระทาํ คณุ งาม ความดีทั้งหลายเปนบอเกิดแหงโรคภัยไขเจ็บ การทะเลาะวิวาทและ อาชญากรรมตางๆ ย่งิ ไปกวานั้น ผูที่ตกเปน ทาสสง่ิ เสพตดิ แมมีชวี ิตอยูก็ เสมือนตายทง้ั เปน ดงั น้นั ทา นจึงหา มไมใ หล วงละเมดิ สกิ ขาบทน้ี ๓. ข้อห้าม สิกขาบทนี้ หามด่ืมน้ําเมา หามเสพสิ่งเสพติดใหโทษ อันเปน สาเหตแุ หง ความประมาทคอื ทาํ ใหส ตฟิ น เฟอ น นํ้าเมามี ๒ ชนดิ คือ สรุ า และเมรยั สุรา หมายถึง น้ําเมาท่ีไดจากการกลั่น เรียกอีกอยางหนึ่งวา เหลา ซงึ่ กลน่ั สกดั ใหม รี สเมาแรงยงิ่ ขน้ึ ในคมั ภรี ว นิ ยั ปฎ ก จาํ แนกสรุ าเปน ๕ ชนดิ คอื สรุ าทาํ ดว ยแปง สรุ าทาํ ดว ยขนม สรุ าทาํ ดว ยขา วสกุ สรุ าทใี่ สเ ชอ้ื สรุ าที่ใสเ ครอ่ื งปรงุ ตางๆ เมรยั หมายถึง นํ้าเมาท่ียงั ไมไ ดกลัน่ เปน แตเพียงของดอง เชน สาโท เหลาดิบ กระแช นํ้าตาลเมา เคร่ืองด่ืมท่ีมีสารแอลกอฮอลผสม ทุกชนิด ในคัมภีรวินัยปฎก จําแนกเมรัยเปน ๕ ชนิด คือ เมรัยทําดวย ดอกไม เมรัยทําดวยผลไม เมรัยทําดวยนํ้าผ้ึง เมรัยทําดวยนํ้าออย เมรัยทใ่ี สเครอื่ งปรุงตางๆ สิ่งเสพติดอื่นๆ เชน ฝน กัญชา มอรฟน เฮโรอีน ยาบา ยาอี ยาไอซ เปน ตน ก็หา มตามสกิ ขาบทน้ี ๔. หลกั วินิจฉัย การลว งละเมดิ สกิ ขาบท่ี ๕ ทที่ าํ ใหศ ลี ขาด ประกอบดว ยองค ๔ คอื คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 343
344 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๔.๑ นา้ํ น้นั เปน นํา้ เมา ๔.๒ จิตคดิ จะด่มื ๔.๓ พยายามดม่ื ๔.๔ ดมื่ ใหล วงลาํ คอลงไป หลกั วนิ จิ ฉยั การลว งละเมดิ สกิ ขาบทที่ ๕ น้ี นอกเหนอื จากวธิ กี าร ดื่มแลว สง่ิ เสพตดิ อนื่ ๆ ท่เี สพดว ยวิธกี ารฉีด สบู รมควัน หรือวิธีอื่นใดที่ ทาํ ใหส ิ่งเสพติดเขาสรู า งกาย ก็อนุโลมตามหลกั วินจิ ฉัยน้ี ๕. โทษของการล่วงละเมิด การลวงละเมิดสิกขาบทท่ี ๕ คือ การดื่มสรุ าเมรยั เสพสง่ิ เสพติด จะมีโทษมากหรือนอย ข้ึนอยูกับอกุศลจิตหรือกิเลสของผูด่ืมหรือเสพ ปริมาณท่ีดื่มหรือเสพ และผลท่ีจะกอใหเกิดการกระทําผิดพลาดชั่วราย นอกจากนัน้ ผูทลี่ ว งละเมิดยอ มไดร บั กรรมวิบาก ดงั นี้ ๕.๑ ยอ มเกิดในนรก ๕.๒ ยอมเกิดในกําเนิดสัตวเดียรจั ฉาน ๕.๓ ยอ มเกดิ ในเปรตวิสยั ๕.๔ ยอมเปน ผมู ีสติไมสมประกอบ ๕.๕ โทษเบาท่ีสุด หากเกดิ เปนมนุษย ยอมเปนบา โทษของการด่ืมนํ้าเมาและเสพสิ่งเสพติด มี ๖ ประการ คือ ๑. เป็นเหตทุ าํ ให้เสียทรพั ย์เมอ่ื บคุ คลดม่ื สรุ าและเสพสง่ิ เสพตดิ เนืองๆ ยอ มจะเลิกยาก เปนเหตใุ หติดสุราและเปนทาสสิง่ เสพตดิ ทัง้ เปน เหตทุ าํ ใหม วั เมาในอบายมขุ อน่ื ๆ ตามมา เชน เทย่ี วผหู ญงิ เทยี่ วกลางคนื เลนการพนัน คบคนชั่วเปนมิตร จึงเปนเหตุทําใหเสียทรัพย พอเปน ตวั อยา ง ดังนี้ ๑.๑ เสยี ทรพั ยเพราะซื้อมาดืม่ หรอื เสพเองและเลีย้ งคนอืน่ ๑.๒ เสียทรัพยเ พราะส่ิงเสพตดิ มีราคาแพง 344
ÇԪҾط¸»ÃÐÇÑμÔ 345 ๑.๓ เสียทรพั ยเ พราะเพ่ิมปริมาณการดม่ื การเสพ ๑.๔ เสียทรัพยเ พราะรกั ษาโรคที่เกิดจากสง่ิ เสพตดิ ๒. เป็นเหตกุ ่อการทะเลาะวิวาท คนทขี่ าดสตเิ พราะดมื่ สรุ าหรอื เปน ทาสสงิ่ เสพติดไมส ามารถควบคุมอารมณต นเองได มีจิตใจแปรปรวน ผิดปกติ มีความกลา บาบ่ินบันดาลโทสะ หงุดหงิด ฉุนเฉียว มทุ ะลุ วูวาม ไมเ กรงกลัวใคร ชอบพูดพลามย่วั โทสะ ลวนลามคนอนื่ เกดิ การทะเลาะ วิวาทหรือทํารายคนใกลชิดและคนอ่ืนไดโดยงาย โดยท่ีสุดถึงกับฆากัน ตายกม็ ี ๓. เป็นเหตเุ กิดโรค สง่ิ เสพตดิ เมอื่ เสพเขา ไปแลว มผี ลทาํ ใหบ น่ั ทอนสขุ ภาพ เกดิ โรคใน รา งกายหลายชนดิ ไดง า ย ในวงการแพทยย นื ยนั ตรงกนั วา สรุ าเปน วตั ถทุ ี่ เปน อนั ตรายตออวัยวะทางเดนิ อาหาร ระบบประสาท ทางเดินของโลหติ ตอมไรท อ และระบบการหายใจ จึงเปน เหตทุ ําใหเกิดโรคตา งๆ ดงั นี้ ๓.๑ โรคทางระบบประสาท เชน นอนไมหลับ จิตหลอน ประสาทหลอน พรํ่าเพอ กลามเนื้อสวนปลายแขนขาออนแรง ซึมเศรา ลมชัก ระแวง ๓.๒ โรคมะเร็ง เชน มะเร็งในปากและชองปาก มะเร็ง หลอดอาหาร มะเรง็ ลาํ ไสใ หญ มะเรง็ กระเพาะอาหาร มะเรง็ ตบั มะเรง็ เตา นม ในผหู ญงิ มะเร็งรังไข ๓.๓ โรคเรอ้ื รงั เชน ตบั ออ นอกั เสบเฉยี บพลนั เบาหวาน ตบั อกั เสบ กระเพาะอาหารอกั เสบ โรคตอ มหมวกไต กระดูกพรนุ โรคเกา ต พิษสุราเรอ้ื รัง ๓.๔ โรคทางระบบหลอดเลือดและหัวใจ เชน เสนเลือดท่ี เล้ียงหัวใจตีบ กลา มเนื้อหัวใจเสือ่ ม ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพ ทางเพศ สมองสวนนอกลบี ฝอ หวั ใจเตน ผิดจังหวะ หวั ใจลมเหลว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 345
346 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๔. เป็ นเหตุเสียชื่อเสียง คนที่ติดสุราหรือเปนทาสสิ่งเสพติด มสี ตฟิ น เฟอ น ยอ มกระทาํ ความผดิ ทาํ ลายชอื่ เสยี งทกุ อยา งทตี่ นไดส ง่ั สมมา จงึ เปนเหตุเสยี ชอ่ื เสยี ง พอจะพรรณนาเปนตวั อยางดงั น้ี ๔.๑ เสียความนิยมเคารพนับถือ ๔.๒ เสียความเปนแบบอยางที่ดีของครอบครัว ลูกหลาน และคนท่ัวไป ๔.๓ เสียสถานภาพทีด่ ที างสังคม เชน เปน ผูใหญบาน เปน กาํ นนั กไ็ มไดร ับความเช่อื ถือเปนตน ๔.๔ ถกู ติเตียน ๕. เป็นเหตใุ ห้ไม่ร้จู กั ละอาย วญิ ชู นยอมสงวนศักด์ริ ักเกียรติ ของตนเอง จงึ ไมท าํ สง่ิ ทนี่ า อดสใู หค นทงั้ หลายดหู มนิ่ แตส รุ าและสงิ่ เสพตดิ ทาํ ใหค นทเี่ สพแลว ลมื เกยี รตยิ ศศกั ดศิ์ รขี องตนเอง แสดงกริ ยิ าวาจาอนั นา อดสไู ดท กุ อยา ง มนี อนกลางถนน ถา ยอจุ จาระ ปส สาวะตอ หนา สาธารณชน เปดเผยอวัยวะอันพึงปกปด พูดจาหยาบคาย พูดเพอเจอ พูดเรื่องท่ีไม ควรเปด เผย เปน ตน ๖. บนั่ ทอนกาํ ลงั ปัญญา สรุ าและสง่ิ เสพตดิ ทาํ ลายระบบประสาท ทาํ ลายสตแิ ละทาํ ลายสขุ ภาพดงั กลา วแลว ทาํ ใหค นตดิ สรุ าและสงิ่ เสพตดิ มี สมองมนึ ชา มปี ญ ญาทบึ ขาดไหวพรบิ ปฏภิ าณ ขาดเชาวป ญ ญา คดิ เชอ่ื งชา ความจาํ เส่ือม หลงลมื งาย ตวั อย่างของการล่วงละเมิดเบญจศีล สิกขา บทที่ ๕ เรือ่ ง พระราชาผดู้ ื่มนํ้าเมา ในอดตี กาล ในกรุงพาราณสี พระราชาพระองคหนึ่ง ทรงดม่ื สุรา เปนประจํา เวนจากการด่ืมนํ้าเมาแลวไมสามารถจะทรงปฏิบัติราชกิจได เวน จากเนอื้ แลวจะไมเสวยพระกระยาหาร 346
ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 347 ตามปกติ ในวนั อโุ บสถจะไมม กี ารฆา สตั ว คนทาํ ครวั จะตอ งซอื้ เนอ้ื กอนวันอุโบสถแลวเก็บไว วันหนึ่ง คนทําครัวเก็บเนื้อไวไมดี สุนัข ทงั้ หลายคาบไปกนิ เสยี คนทาํ ครวั หาเนอ้ื ใหมม าทาํ อาหารไมไ ด จงึ ไมก ลา นําพระกระยาหารเขาไปถวายพระราชา จึงกราบทลู เร่อื งน้ันแดพระเทวี พระนางดาํ รัสวา “พอ บตุ รของเราเปนทีร่ กั เปน ที่พอพระทัยของ พระราชา เม่ือพระองคท อดพระเนตรเธอแลว ทรงจุมพติ คลอเคลียเธออยู จะไมท รงทราบวา พระกระยาหารของพระองคม เี นอ้ื หรอื ไมม ี เราจะใหบ ตุ ร นนั้ นง่ั ทพ่ี ระอรู ขุ องพระองค เจา ควรนาํ พระกระยาหารเขา ไปในเวลาทท่ี รง เยาหยอกกับพระโอรส” แลว ไดท รงทําอยางน้นั คนทําครัวนอมพระกระยาหารเขาไปในเวลาน้ัน พระราชาทรง เมาน้ําจัณฑ ไมเห็นเน้ือในถาดจึงตรัสถามวา “เน้ืออยูไหน” คนทําครัว กราบทูลวา “ขาแตสมมติเทพ วนั นเี้ ปนวนั อโุ บสถ ขา พระพุทธเจา หาเนอื้ มาทาํ พระกระยาหารไมไ ด” พระราชาตรสั วา “เนอื้ สาํ หรบั เราหาไดย ากนกั หรือ” ดังน้ีแลว ทรงรัดพระศอพระโอรส จนถึงชีพิตักษัยแลวโยนไปขาง หนาคนทําครวั ใหนําไปทาํ อาหารแลว นาํ มาโดยเร็ว คนทําครัวไดทําอยางนั้น ไมมีแมแตคนเดียวท่ีจะรองไห หรือ จะกราบทูล เพราะกลัวพระราชอํานาจ พระราชาเสวยพระกระยาหาร ดว ยเนอื้ พระโอรส บรรเทาความหิวแลว ในเวลาใกลร ุงทรงต่นื สรางเมา แลว รับสั่งใหนําพระโอรสมา ขณะน้ันพระเทวีทรงครํ่าครวญพลางทูลวา “ขาแตสมมติเทพ วานน้ี ฝาพระบาททรงฆาพระโอรสแลว เสวย พระกระยาหารดวยเน้ือของพระโอรส” พระราชาทรงกันแสงเพราะความโศกในพระโอรส เห็นโทษใน การดม่ื นา้ํ เมาวา “ทกุ ขน เ้ี กดิ ขน้ึ แกเ รา เพราะการดมื่ สรุ า” ทรงหยบิ ฝนุ เชด็ พระพักตร อธิษฐานวา “ตั้งแตน้ีไป เรายังไมบรรลุพระอรหัตเพียงใดจัก ไมดื่มสุราอันเปนเหตุแหงความพินาศเห็นปานนี้เพียงนั้น” ต้ังแตน้ันมา ทา วเธอก็ไมทรงดม่ื สุราอีก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 347
348 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี เรอ่ื ง นักเลงสรุ า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตวเปนเศรษฐีมีทรัพย ประมาณ ๔๐ โกฏิ ทาํ บญุ ทง้ั หลายมที านเปน ตน สน้ิ ชพี แลว ไดไ ปเกดิ เปน ทา วสกั กเทวราช พระโพธสิ ตั วน น้ั มบี ตุ รคนเดยี วเทา นน้ั เมอื่ บดิ าสนิ้ ชพี แลว เขาใหปลูกปะรํา หอมลอมดวยมหาชน ดื่มสุราเขาใหทรัพยคร้ังละพันๆ แกน กั เตน ระบาํ ฟอ นราํ และขบั รอ งเปน ตน ไดเ ปน นกั เลงหญงิ นกั เลงสรุ า และนักเลงกินเนื้อเปนตน หมกมุนอยูในเรื่องมหรสพ มีการฟอนรํา การ ขบั รอ งและการประโคม เปน ตน เปน ผดู าํ รงชวี ติ อยดู ว ยความประมาท ทาํ ทรัพยประมาณ ๔๐ โกฏิ พรอมท้งั วัสดอุ ันเปน อปุ กรณ แกเ ครอื่ งอุปโภค และบริโภคใหฉิบหายแลว ช่ัวระยะเวลาไมนาน ไดกลายเปนคนยากจน กําพรา เหลือแตผานงุ เกาๆ คลมุ กาย ทา วสกั กะทรงทราบวา เขาเปน คนยากจน จงึ เสดจ็ มา เพราะความ รักในบุตร พระราชทานหมอ ดนิ ที่ใหส มบัตทิ ตี่ อ งการไดทกุ อยางแลวตรสั วา “จงรกั ษาหมอนีไ้ วใหด ี อยา ใหแตก เพราะเมื่อหมอ ยังอยูท รพั ยสมบตั ิ ทกี่ ําหนดนบั ไมได ก็ยงั คงมีอยู เจาจงอยาประมาท” ดังนีแ้ ลว เสด็จไปสู สถานทข่ี องพระองคต ามเดมิ ตง้ั แตน น้ั มา เขาก็หนั กลับไปด่มื สุราเหมอื น เดมิ ตอมาวันหน่ึง เขาเมาแลว โยนหมอ ข้ึนไปในอากาศแลวรบั ครั้งแลว คร้ังเลา แตเกิดรบั พลาดไปครัง้ หนง่ึ หมอไดตกลงมาบนพนื้ แตกกระจาย ตงั้ แตน นั้ มาเขากก็ ลบั เปน คนเขญ็ ใจอกี ตอ งนงุ ผา เกา ถอื กระเบอ้ื งขอทาน อาศัยฝาเรือนคนอน่ื อยไู ปตลอดชีวติ ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผรู ักษาสกิ ขาบทท่ี ๕ ยอมไดรับอานิสงส ดงั น้ี ๖.๑ ระลกึ ถงึ อดตี อนาคต ปจ จบุ ันไดร วดเรว็ ๖.๒ มสี ตติ ง้ั มัน่ ทกุ เม่อื ๖.๓ มีความรูม าก มีปญ ญามาก 348
ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 349 ๖.๔ ไมบา ไมใ บ ไมม ัวเมาหลงใหล ๖.๕ มวี าจาไพเราะ มีถอ ยคําเปนทีน่ า เชอ่ื ถือ ๖.๖ มีความซอ่ื สัตย สุจรติ ทั้งกาย วาจา ใจ สิกขาบทท่ี ๕ น้ี เปน หลักประกนั สุขภาพ ตองการใหเวน จากการ ด่ืมนํ้าเมา และเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด ซ่ึงเปนการบ่ันทอนสุขภาพ หรือ ทําลายชีวิตของตน ตลอดท้ังปองกันความเสื่อมเสียในชีวิตและทรัพยสิน ของตนเองและผูอน่ื เปนการรักษาสตสิ ัมปชัญญะของตนใหสมบูรณ เบญจธรรม เบญจธรรมแปลวา คณุ ธรรม๕ประการหรอื เรยี กอกี อยา งหนงึ่ วา เบญจกลั ยาณธรรม แปลวา ธรรมอนั ดีงาม ๕ ประการ เก้ือกูลแก การรกั ษาเบญจศลี เปน ขอ ปฏบิ ตั ทิ ยี่ งิ่ ขนึ้ ไปกวา ศลี เปน หลกั ปฏบิ ตั เิ บอื้ งตน ของมนุษยที่ทําใหเปนมนุษยโดยสมบูรณ ทําใหผูปฏิบัติมีจิตใจสงบสุข ไมม เี วรภัย ปราศจากศัตรคู อู าฆาต ผูรกั ษาเบญจศลี จงึ ควรมีเบญจธรรม ไวป ระจาํ ใจ ในพระบาลีไดแสดงคุณของกัลยาณชนไววา บุคคลผูมีศีลควรมี กลั ยาณธรรมควบคกู ันไป ขอ น้พี ึงเห็นวา ผูเวนจากขอ หา มทงั้ ๕ ประการ ไดช อ่ื วา เปน ผมู ศี ลี และผมู ศี ลี นนั้ จะไดช อื่ วา มกี ลั ยาณธรรมดว ยกนั ทกุ คน กห็ าไม เชน คนมศี ลี ผหู นงึ่ เดนิ ทางไปทางเรอื พบคนกาํ ลงั จะจมนา้ํ ถา คน นน้ั ไมไ ดร บั การชว ยเหลอื กจ็ ะจมนาํ้ ตาย คนมศี ลี ควรจะหยดุ เรอื ชว ยเหลอื ใหเ ขาพน จากอนั ตราย แตก ห็ าไดม จี ติ กรณุ าทจ่ี ะทาํ อยา งนนั้ ไม กรณเี ชน นี้ ศีลของเขาไมขาด แตเขาขาดกัลยาณธรรมขอกรุณา ยอมเปนที่ติเตียน ของบัณฑิตท้ังหลาย กรณีเดียวกันนี้หากเขามีความกรุณาชวยคนน้ันให พนอันตรายจากการจมนํ้า เขาจึงจะไดช่ือวามีท้ังศีล มีท้ังกัลยาณธรรม อาจกลาวไดวา “การเวนจากการฆา เปนการรักษาศีล การชวยชีวิต เปน การปฏิบัตธิ รรม” คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 349
350 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ กัลยาณธรรมน้ันมี ๕ ประการ คอื เมตตา กรุณา สมั มาอาชวี ะ กามสังวร สัจจะ และสติสัมปชัญญะ โดยผูรักษาศีล พึงประพฤติปฏิบัติ ตามกลั ยาณธรรมควบคูก นั ไป ดงั นี้ เบญจศีล ค่กู บั เบญจธรรม เวน จากการฆาสัตว คูกับ เมตตา กรุณา เวนจากการลักทรัพย คูก บั สัมมาอาชีวะ เวนจากการประพฤติผดิ ในกาม คูกับ กามสงั วร เวนจากการกลา วคาํ เทจ็ คูก ับ สัจจะ เวน จากการด่มื สรุ า คกู ับ สตสิ ัมปชัญญะ เบญจธรรม ข้อท่ี ๑ เมตตากรณุ า ความรกั ใครป่ รารถนาให้เป็นสขุ และความสงสารคิดช่วยให้พน้ ทกุ ข์ เมตตากรณุ า เปนกัลยาณธรรม ธรรมท่ีดีงามหรือธรรมทีท่ าํ ให เปน กลั ยาณชน เมตตากรณุ านเ้ี ปน คณุ ธรรมทเี่ กอ้ื กลู ตอ การรกั ษาศลี ขอ ท่ี ๑ ทําใหม จี ิตใจงดงาม เชน คนทีม่ ีความรักความสงสารสตั ว ยอ มมจี ิตใจ ออ นโยนคดิ เก้อื กลู ไมค ิดทํารา ยหรือทําลายชีวติ สตั ว ฉะนนั้ จึงควรปลกู เมตตากรุณาใหเกิดข้ึนควบคูไปกับศีล เพราะเมตตากรุณาเปนคุณธรรม พน้ื ฐานของมนุษย คือ มนษุ ยรสู ึกรกั รูจักสงสาร ความรักทง้ั ปวงเกดิ จาก ความเมตตากรุณาน้ี หากคนเราทําลายคุณธรรมพื้นฐานน้ีแลว ความรัก ทง้ั ปวงก็เกิดมีไมไ ด ชีวิตของทุกคนดํารงอยูไดก็ดวยอาศัยความเมตตากรุณาของ ผูอ่ืนมาตั้งแตเบื้องตน เชน บุตรธิดา ไดรับการเลี้ยงดู การเอาใจใสจาก บดิ ามารดา ไดรับการอนเุ คราะหเก้อื กูลจากญาติพ่นี อง ไดรับวชิ าความรู วิธีการเล้ียงชีพจากครูอาจารย เปนตนมาตามลําดับ หากไมไดรับความ เมตตากรุณาจากผอู นื่ ไหนเลยจะสามารถดาํ รงตนอยูได และเม่ือเตบิ โต คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 350
ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 351 เปนผูใหญแลวก็ถึงเวลาอันสมควรท่ีจะแสดงเมตตาตอผูอ่ืนบาง โลกจึง จะตัง้ อยูได หากบคุ คลปราศจากเมตตากรณุ าแลว ยอ มไดชอื่ วา เปนคน ใจจดื เห็นแกประโยชนต นฝายเดียว ฉะนน้ั เมื่อทกุ คนมีชีวิตเจริญมาดว ย ความเมตตากรณุ าของผูอน่ื ก็สมควรปลกู เมตตากรณุ าสืบตอ ไป เมตตา คือ ความรักใครปรารถนาใหผูอ่ืนเปนสุข ตรงกับคําวา ไมตรีจิต คือจิตใจท่ีประกอบดวยเมตตา เมื่อมีเมตตาตอกันแลวยอมคิด เก้ือกูลกันใหมีความสุข ถึงแมจะประพฤติผิดพลั้งพลาดตอกันบางก็ให อภยั กนั และไมถ อื โทษโกรธกนั เหมอื นอยา งมารดาบดิ าผเู ปย มดว ยเมตตา ยอ มไมถ ือโทษตอบุตรธิดา หรอื ครูอาจารยไมถือโทษตอศษิ ย ในทางตรง กนั ขา ม ถา ขาดเมตตาตอ กนั แลว แมป ระพฤตผิ ดิ ตอ กนั เพยี งเลก็ นอ ยกใ็ ห อภยั กนั ไมไ ด ปญหาเล็กนอยกก็ ลายเปน ปญหาใหญ กรณุ า คอื ความสงสารคิดจะชวยใหพน ทุกข ผูที่มจี ติ ใจประกอบ ดว ยกรณุ าเหน็ ความทกุ ขย ากของคนอน่ื กพ็ ลอยหวนั่ ใจสงสารคดิ จะชว ย เหลอื ใหพ น ทกุ ข ทนไมไ ดเ มอื่ เหน็ ผอู น่ื ไดร บั ความทกุ ขย ากลาํ บาก อนั เปน แรงผลกั ดนั ใหย นื่ มอื เขา ชว ยเหลอื ทางใดทางหนงึ่ เพอื่ ใหเ ขาพน จากความ ทกุ ขน น้ั กรณุ า เปนเหตุใหมนุษยและสตั วค ิดชว ยเหลอื เกือ้ กูลกัน เปล้อื ง ทุกขภัยของกันและกัน การแสดงความกรุณาน้ีเปนคุณธรรมท่ีมนุษย ทุกคนควรปฏิบัติ เม่ือเปนเด็กเราเคยไดรับความกรุณาจากผูอ่ืนมาแลว และยังหวังความกรุณาตอไปอีก เม่ือถึงเวลาที่จะตองแสดงความกรุณา แกผ ูอ ืน่ เชนนน้ั บางกค็ วรทาํ ลักษณะของผูมีความกรุณา คือเปนคนเสียสละไมเห็นแกตัว ไมเห็นแกได จิตใจกวางขวางเอื้อเฟอเผ่ือแผ บําเพ็ญประโยชนและ สรา งสรรคสิ่งดีงามแกคนอ่ืนและสังคม บคุ คลใดเมื่อสามารถจะชว ยเหลอื ผูอื่นใหพนจากความทุกขยากได แตก็ไมแสดงความชวยเหลือ ผูน้ันได ชอื่ วา คนใจดาํ มีแตเ อาเปรยี บโลกหวังแตเพยี งวา ผูอน่ื จะใหอ ะไรเราบาง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 351
352 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ไมเคยคิดวา เราจะใหผ อู ่นื ไดอ ยางไร การชว ยชีวิตคนและสัตวเดยี รัจฉาน เปนพ้ืนฐานสําคัญแหงการแสดงความกรุณา เปนกิจอันผูปกครองหรือ ผูนําไมค วรละเลย การชว ยชวี ติ คน เปน เบอื้ งตน แหง การแสดงความกรณุ า ธรรมเนยี ม ของนานาอารยประเทศ เชน เร่ืองการเดินเรือทะเล หากพบเรือท่ีเกิด อนั ตรายตอ งหยดุ ชว ยคนใหร อดปลอดภยั กอ นจงึ จะเดนิ เรอื ตอ ไปได แมใ น เรื่องการสงคราม เมอ่ื จบั เชลยท่ยี อมแพวางอาวธุ แลวก็ไมทาํ รา ย ใหก าร ดูแลความเปนอยูตามอัตภาพ เม่ือส้ินศึกสงครามก็สงตัวกลับประเทศ ไมย ึดเปนเชลยตอ ไป ธรรมเนยี มนีย้ งั แผไปถงึ สัตวเ ดียรจั ฉาน ผทู มี่ จี ิตใจออนโยน เม่อื เหน็ สตั วเ ดยี รจั ฉานทจี่ ะถกู ฆา มกั มใี จกรณุ าและซอื้ ไถช วี ติ แมใ นการทาํ บญุ เพื่อความเปนสิริมงคลแหงชีวิต ก็นิยมแจกทานแกคนยากจนและปลอย สตั วใหเ ปน อสิ ระ เชน ปลอ ยนก ปลอ ยปลา เปน ตน แมในคร้ังโบราณกาล พระเจาแผนดินบางพระองค ก็ประกาศหามมิใหฆาสัตวบางชนิด เรียกวา พระราชทานอภัยแกสัตวเหลาน้ัน ธรรมเนียมนี้มีปรากฏมาถึง ปจจบุ ัน เชน หา มฆา สัตวป าสงวน หามจับปลาในฤดวู างไข เปน ตน วิธีปลกู เมตตากรณุ า เมตตา คือ ความรักใครปรารถนาใหเปนสุข กรุณา คือ ความสงสารคดิ ชว ยใหพ น ทกุ ขน นั้ ลาํ ดบั แรกใหป ลกู เมตตาในตนเองกอ น แลวจึงแผเจาะจงไปในคนท่ีรักใครนับถือ ซึ่งเปนบุคคลใกลชิด วิธีเชนน้ี ทําใหเกิดเมตตาไดงาย ตอจากน้ัน ใหแผไปในบุคคลท่ีหางไกลออกไป แผไปถึงบุคคลที่ไมชอบพอกันตามลําดับ เม่ือแผเมตตาโดยเจาะจงได สะดวกแลว ก็แผโดยไมเจาะจงไปในสรรพสัตวไมมีประมาณทุกถวน หนา การฝกหัดแผเมตตาเชนน้ีบอยๆ เมตตากรุณาก็จะเกิดขึ้นในจิตใจ บุคคลที่มีเมตตากรุณางอกงามในจิตใจแลว ยอมคิดสรางสรรคสิ่งท่ีเปน 352
ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 353 สาธารณประโยชน เชน สรา งวดั สรา งโรงเรยี น สรางโรงพยาบาล สถาน สงเคราะหคนชรา เปนตน เหมือนการหวานพืชแลวหม่ันรดนํ้าพรวนดิน เนอื งๆ พชื ก็จะงอกงามข้ึนฉันนนั้ นอกจากนน้ั ในการแสดงออกซง่ึ เมตตากรณุ าน้ี ควรคดิ ชว ยเหลอื ดวยวิธกี ารท่ยี ง่ั ยนื เชน การสงเคราะหค นยากจนดว ยการใหวัตถสุ ิ่งของ อาจเปนเพียงการชวยเหลือเฉพาะหนาช่ัวคร้ังชั่วคราว แตถาชวยเหลือ ดวยการใหวิชาความรูในการหาเลี้ยงชีพ ก็จะเปนการชวยเหลือที่ย่ังยืน เชน นี้นับวาเปนการแสดงออกซ่งึ เมตตากรณุ าทีฉ่ ลาดยงิ่ ขึน้ ความมีเมตตากรุณาแกกันและกัน เปนคุณธรรมท่ีงดงามก็จริง ถึงอยางน้ันผูตั้งอยูในเมตตากรุณาพึงเปนคนฉลาดในการแสดงออก จึงจะสําเร็จประโยชนได ถาไมฉลาดมุงแตจะเมตตากรุณาอยางเดียว บางคร้ังก็อาจจะเกิดโทษแกตนได เชน พบคนตกนํ้า ถาตนเองวายนํ้า ไมเปน ก็พึงหาวัสดุชวยเหลือชีวิตแทน หรือเห็นบุตรของตนกระทําผิด กฎหมาย เชน เสพสิ่งเสพติด ถูกเจาหนาท่ีจับกุม คิดแตจะชวยเหลือ จงึ วงิ่ เตน ใชเ งนิ ทอง ปด คดลี บลา งความผดิ เชน น้ี ถอื วา เปน การแสดงออก ซ่ึงเมตตากรุณาที่ไมถูกตอง ทั้งเปนการกระทําผิดกฎหมายบานเมือง อีกดวย ในเร่ืองน้ี บิดามารดาพึงตั้งอยูในอุเบกขา โดยถือวาเม่ือกระทํา ความผิดแลวก็สมควรไดรับโทษ และการถูกลงโทษตามกฎหมายน้ัน อาจสง ผลใหเ กดิ การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมใหเ ปน ไปในแนวทางทด่ี ขี นึ้ ได อานิสงสข์ องการเจริญเมตตา พระพุทธองคท รงแสดงอานิสงส หรอื ประโยชนที่จะพงึ ไดรบั จาก การเจรญิ เมตตาไวใ นเมตตาสตู ร อฏั ฐกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย ๑๑ ประการ ดังนี้ ๑. หลับเปน สุข ๒. ตืน่ เปนสุข คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 353
354 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. ไมฝน ราย ๔. เปน ทร่ี กั ของมนุษยทง้ั หลาย ๕. เปนทรี่ กั ของอมนษุ ยท ง้ั หลาย ๖. เทวดารกั ษา ๗. ไฟ ยาพิษ หรือศัสตรา ยอมไมกลา้ํ กรายทาํ รายได ๘. สีหนาผองใส ๙. จติ ตั้งม่ันเปนสมาธไิ ดเร็ว ๑๐. ขณะจะส้ินชีวติ มสี ตสิ ัมปชญั ญะสมบรู ณ ๑๑. เม่ือยังไมบรรลุคุณธรรมสูงสุดคืออรหัตตผล ยอมเกิด ในพรหมโลก ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อเมตตากรณุ า เร่อื ง สวุ รรณสาม ในอดีตกาล ครอบครัว ๒ ครอบครัว เปนสหายกัน ครอบครัว หน่ึงมีบุตรชาย นามวา ทุกูลกุมาร อีกครอบครัวหน่ึงมีบุตรสาว นามวา ปาริกากุมารี ทุกูลกุมารและปาริกากุมารีมีความปรารถนาตรงกันคือ ประสงคจ ะออกบวช ไมอยากดาํ เนินชวี ิตแบบชาวบา น แตบ ดิ ามารดาจับ ใหท งั้ สองแตง งานกนั แมจ ะแตง งานกนั แลว ทงั้ สองกย็ งั คงประพฤตติ อ กนั เหมือนเพอ่ื น ไมเคยประพฤตติ อกนั ฉันสามภี รรยา และไดเพยี รออนวอน บิดามารดาขอออกบวช จนกระทั่งไดรับอนุญาต จึงเดินทางเขาปาใหญ อธิษฐานออกบวชอยางดาบส บําเพ็ญธรรมอยู ณ ศาลาในปาน้ัน เปน ผูเจริญเมตตาอยางม่ันคงตอสัตวทั้งหลาย ทําใหบรรดาสัตวทั้งหลายใน บรเิ วณนน้ั ตางกม็ ีเมตตาตอ กัน ไมท ํารา ยซง่ึ กนั และกัน วนั หนงึ่ พระอนิ ทรเ ลง็ เหน็ อนั ตรายซงึ่ จะบงั เกดิ แกท กุ ลู ดาบสและ ปาริกาดาบสินี จึงตรสั บอกแกด าบส และขอใหมีบุตร เพือ่ เปนผชู ว ยเหลือ 354
ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 355 ปรนนิบัติในยามยากลําบาก แตดาบสไมประสงคจะมีบุตร เพราะเปน ผูประพฤติพรหมจรรย พระอินทรจึงบอกวิธีมีบุตรท่ีไมตองใชการรวม ประเวณี แตปฏิบัติโดยใชมือลูบทองนางปาริกาดาบสินี ทุกูลดาบสจึงได ทาํ ตาม ตอ มา นางปารกิ าดาบสนิ กี ต็ งั้ ครรภ ครน้ั ครบกาํ หนดกค็ ลอดบตุ ร มผี วิ พรรณงดงามราวทองคาํ บรสิ ทุ ธ์ิจงึ ไดช อื่ วา “สวุ รรณสาม”ปารกิ าดาบสนิ ี เลย้ี งดสู วุ รรณสามจนเตบิ ใหญอ ยใู นปา นนั้ มบี รรดาสตั วน อ ยใหญน านาชนดิ แวดลอ มเปน เพอ่ื นเลน ตงั้ แตย งั เปน เดก็ อยู สวุ รรณสามหมน่ั สงั เกตจดจาํ สิ่งทพ่ี อและแมไดปฏบิ ัติ เชน การไปตักนา้ํ ไปหาผลไมเ ปน อาหาร เสน ทางทไ่ี ปหานา้ํ และอาหาร สวุ รรณสามพยายามชว ยเหลอื พอ และแมก ระทาํ กิจกรรมตางๆ เทาท่ีจะทําได เพื่อใหพอแมไดมีเวลาบําเพ็ญธรรมตามที่ ประสงค วันหน่ึง เมื่อทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินีออกไปหาผลไม ในปา เผอิญฝนตกหนกั ทั้งสองจึงหลบฝนอยูที่ตนไมใหญใ กลจอมปลวก โดยไมร วู า ทจ่ี อมปลวกนนั้ มงี พู ษิ อาศยั อยู นาํ้ ฝนทชี่ มุ เสอ้ื ผา และมนุ ผมของ ทงั้ สองไหลหยดลงไปในรงู ู ทาํ ใหง ตู กใจพน พษิ ออกมาปอ งกนั ตวั พษิ รา ย ของงูเขาตาทั้งสองคน ความรายกาจของพิษทําใหดวงตาบอดมืดมิดไป ทันที ทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินี จึงไมสามารถจะกลบั ไปถึงศาลา ทพ่ี กั ได เพราะมองไมเห็นทาง ตองวนเวียนคลาํ ทาง อยทู ี่นน้ั เอง ฝายสุวรรณสาม คอยพอแมอยูที่ศาลา ไมเห็นกลับมาตามเวลา จงึ ออกเดนิ ตามหา ในทส่ี ดุ กพ็ บพอ แม วนเวยี นอยขู า งจอมปลวก ไดท ราบ วา พอ แมต าบอดกร็ อ งไห แลว กห็ วั เราะ พอ แมถ ามวา เหตใุ ดจงึ รอ งไหแ ลว ก็หัวเราะ สุวรรณสามตอบวา ท่ีรองไหเพราะเสียใจท่ีพอแมนัยนตาบอด แตท ี่หวั เราะ เพราะดีใจท่ลี กู จะไดป รนนิบัตดิ ูแล ตอบแทนพระคุณพอ แม จากนั้นก็พาพอแมก ลับไปยังศาลาทพ่ี ัก จดั หาเชือก มาผกู โยงไวโดยรอบ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 355
356 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สาํ หรบั พอ แมจ ะไดใ ชจ บั เปน ราวเดนิ ไปทาํ กจิ ไดส ะดวกในบรเิ วณศาลานนั้ ทกุ วนั สวุ รรณสาม จะไปตกั นา้ํ เพอื่ ใหพ อ แมไ ดด มื่ ไดใ ช และไปหาผลไมใ น ปามาเปนอาหารแกพอ แมแ ละตนเอง เวลาที่สุวรรณสามออกปาหาผลไม บรรดาสัตวทั้งหลาย จะพา กันมาแวดลอมดวยความไววางใจ เพราะสุวรรณสามเปนผูมีเมตตาจิต ไมเคยทําอันตรายแกฝูงสัตว สุวรรณสามจึงมีเพ่ือนแวดลอมเปนบรรดา สตั วน านาชนดิ พอ แมล กู ทง้ั สามจงึ มแี ตค วามสขุ สงบ ปราศจากความทกุ ข รอ นวนุ วายทง้ั ปวง อยมู าวนั หนงึ่ พระราชาแหง เมอื งพาราณสพี ระนามวา “กบิลยักขราช” ทรงโปรดการออกปาลาสัตว พระองคเสด็จออกลาสัตว มาถงึ ทา นาํ้ ทส่ี วุ รรณสามมาตกั นา้ํ ไปใหพ อ แม พระราชาสงั เกตเหน็ รอยเทา สัตวชุกชุมในบริเวณนั้น จึงซุมคอยจะยิงสัตวที่ผานมากินนํ้า ขณะนั้น สุวรรณสามนําหมอนํ้ามาตักน้ําไปใชท่ีศาลาดังเชนเคย มีฝูงสัตวเดิน ตามมาดวยมากมาย พระราชาทอดพระเนตรเหน็ ก็ทรงแปลกพระทัยวา สุวรรณสามเปนมนุษยหรือเทวดา เหตุใดจึงเดินมากับฝูงสัตว คร้ันจะ เขาไปถามก็เกรงวาสุวรรณสามจะตกใจหนีไป ก็จะไมไดตัว จึงคิดจะยิง ดวยธนใู หห มดกําลังกอ นแลว คอยจับตัวไวซกั ถาม เม่ือสุวรรณสามลงไป ตักน้ําแลวกําลังจะเดินกลับไปศาลา พระราชากบิลยักขราชก็เล็งยิงดวย ธนอู าบยาพษิ ถกู สวุ รรณสามท่ลี ําตวั ทะลุ จากขวาไปซาย สวุ รรณสามลม ลงกบั พน้ื แตย ังไมถึงตาย จึงเอย ขน้ึ วา “เนือ้ ของ เรากินไมไ ด หนงั ของเราเอาไปทําอะไรก็ไมไ ด จะยิงเราทาํ ไม คนที่ยิงเรา เปนใคร ยิงแลวจะซอนตัวอยูทําไม” กบิลยักขราชไดยินวาจาออนหวาน เชน นนั้ กย็ งิ่ แปลกพระทยั ทรงคดิ วา “หนมุ นอ ยนเ้ี ปน ใครหนอ ถกู เรายงิ ลม ลงแลว ยังไมโ กรธเคือง กลบั ใชถอ ยคําอนั ออ นหวาน แทนทีจ่ ะดา วาดว ย ความโกรธแคน เราจะตองแสดงตัวใหเขาเห็น” คิดดังนั้นแลว พระราชา จึงออกจากที่ซุมไปประทับอยูขางๆ สุวรรณสาม พลางตรัสวา “เราชื่อ 356
ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 357 กบิลยักขราช เปนพระราชาแหงเมืองพาราณสี เจาเปนใคร มาทําอะไร อยูในปานี”้ สวุ รรณสามตอบไปตามความจรงิ วา “ขา พเจาเปนบุตรดาบส ช่ือวาสุวรรณสาม พระองคยิงขาพเจาดวยธนูพิษ ไดรับความเจ็บปวด สาหสั พระองคป ระสงคอ ะไรจงึ ยงิ ขา พเจา ” พระราชาไมก ลา ตอบความจรงิ จงึ แสรง ตรสั เทจ็ วา “เราตงั้ ใจจะยงิ เนอื้ เปน อาหาร แตพ อเจา มาเนอ้ื กเ็ ตลดิ หนไี ปหมด เราโกรธ จงึ ยงิ เจา ” สวุ รรณสามแยง วา “เหตใุ ดพระองคจ งึ ตรสั อยางน้นั บรรดาสตั วท ั้งหลายในปาน้ไี มเคยกลัวขาพเจา ไมเ คยเตลิดหนี ขา พเจาเลย สัตวท ้งั หลาย เปน เพือ่ นของขาพเจา ” พระราชาทรงละอายพระทัยท่ีตรัสความเท็จแกสุวรรณสาม ผถู กู ยงิ โดยปราศจากความผดิ จงึ ตรสั ตามความจรงิ วา “เปน ความจรงิ ตาม ที่เจาวา สัตวทั้งหลายมิไดกลัวภัยจากเจาเลย เรายิงเจาก็เพราะความโง เขลาของเราเอง เจาอยูกับใครในปานี้ ตกั น้ําไปใหใ คร” สวุ รรณสามบว น โลหติ ออกจากปาก ตอบพระราชาวา “ขา พเจา อยูกับพอ แม ซ่ึงตาบอดทัง้ สองคน อยใู นศาลา ในปา นี้ ขา พเจา ทําหนา ทปี่ รนนบิ ัตพิ อ แม ดแู ลหานา้ํ และอาหารสาํ หรบั ทา นทงั้ สอง เมอ่ื ขา พเจา มาถกู ยงิ เชน นี้ พอ แมก จ็ ะไมม ี ใครดแู ลปรนนิบัติอีกตอไป อาหารทีศ่ าลายงั พอสําหรับ ๖ วนั แตไมม ีนํา้ พอแมของขาพเจาจะตองอดนํ้าและอาหารเม่ือปราศจากขาพเจา โอ ! พระราชา ความทุกข ความเจ็บปวดที่เกิดจากถูกยิงดวยธนูของทาน น้ัน ยังไมเทาความทุกข ความเจ็บปวดท่ีเปนหวงพอแมของขาพเจา จะ ตองไดรับความเดือดรอนเพราะขาดขาพเจาผูปรนนิบัติ ตอไปน้ี พอแม คงไมไดเห็นหนาขาพเจาอีกแลว” สุวรรณสามรําพันแลวรองไหดวย ความทุกขใจอยางย่งิ พระราชาทรงไดย นิ ดงั นนั้ กเ็ สยี พระทยั ยงิ่ นกั ทไ่ี ดท าํ รา ยสวุ รรณสาม ผมู คี วามกตญั สู งู สดุ ผไู มเ คยทาํ อนั ตรายตอ สงิ่ ใดเลย จงึ ตรสั กบั สวุ รรณสาม วา “ทานอยากังวลไปเลย สุวรรณสาม เราจะรับดูแลปรนนิบัติพอแม คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 357
358 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ของทานใหเหมือนกับที่ทานไดเคยทํามา จงบอกเราเถิดวาพอแม ของทานอยูที่ไหน” สุวรรณสามไดยินพระราชาตรัสใหสัญญาก็ดีใจ กราบทูลวา “พอแมของขาพเจาอยูไมไกลจากท่ีนี่มากนัก ขอเชิญเสด็จ ไปเถิด” พระราชาตรัสถามวา สุวรรณสามจะสั่งความไปถึงพอแมบาง หรือไม สุวรรณสามจงึ ขอใหพระราชาบอกพอแมว า ตนฝากกราบไหวลา พอ แมม ากับพระราชา เมื่อสุวรรณสาม ประนมมือกราบลงแลว กส็ ลบไป ดว ยธนพู ิษ ลมหายใจหยดุ มอื เทาและรา งกายแขง็ เกร็งดวยพิษยา พระราชาทรงเศราเสียพระทัยย่ิงนัก รําลึกถึงกรรมอันหนักท่ีได กอข้ึนในครั้งน้ีแลวก็ทรงระลึกไดวา ทางเดียวที่จะชวยผอนบาปอันหนัก ของพระองคได ก็คือ ปฏิบัติตามวาจาท่ีสัญญาไวกับสุวรรณสาม คือไป ปรนนิบัติดูแลพอแมสุวรรณสาม เหมือนท่ีสุวรรณสามไดเคยกระทํามา พระราชากบลิ ยกั ขราชจงึ นาํ หมอ นา้ํ ทสี่ วุ รรณสามตกั ไวน น้ั ออกเดนิ ทางไป ศาลาทส่ี วุ รรณสามบอกไว ครน้ั ไปถงึ ทกุ ลู ดาบสไดย นิ เสยี งฝเ ทา พระราชา ก็รองถามข้ึนวา “นั่นใครขึ้นมา ไมใชสุวรรณสามลูกเราแน ลูกเรา เดินฝเทาเบา ไมกาวหนักอยางน้ี” พระราชาไมกลาบอกไปในทันทีวา พระองคย งิ สวุ รรณสามตายแลว จงึ บอกแตเ พยี งวา “ขา พเจา เปน พระราชา แหง เมอื งพาราณสี มาเทยี่ วยงิ เนอื้ ในปา น”้ี ดาบสจงึ เชญิ ใหพ ระราชาเสวย ผลไม และเลาวาบุตรชายช่ือสุวรรณสาม เปนผูดูแลจัดหาอาหารไวให ขณะนส้ี วุ รรณสาม ออกไปตกั นา้ํ อีกสกั ครกู ็คงจะกลบั มา พระราชาจึงตรัสดวยความเศราเสียพระทัยวา “สุวรรณสาม ไม กลับมาแลว บัดนี้สุวรรณสามถูกธนูของขาพเจาถึงแกความตายแลว” ดาบสท้ังสองไดยินดังน้ันก็เสียใจย่ิงนัก นางปาริกาดาบสินีนั้นแตแรก โกรธแคน ทพ่ี ระราชายงิ สวุ รรณสามตาย แตท กุ ลู ดาบสไดป ลอบประโลมวา “จงนึกวาเปนเวรกรรมของสุวรรณสามลูกของเราท้ังสองเถิด จงสํารวม จิตอยาโกรธเคอื งเลย พระราชากไ็ ดย อมรบั ผิดแลว” พระราชาตรัสปลอบ 358
ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 359 วา “ทานทงั้ สองอยา กงั วลไปเลย ขา พเจาไดส ัญญากบั สุวรรณสามแลววา จะปรนนบิ ตั ทิ า นทง้ั สองใหเ หมอื นกบั ทสี่ วุ รรณสามเคยทาํ มา ทกุ ประการ” ดาบสทงั้ สองออ นวอนพระราชาใหพ าไปทสี่ วุ รรณสามนอนตายอยู เพอื่ จะไดส มั ผสั ลบู คลาํ ลกู เปน ครง้ั สดุ ทา ย พระราชากท็ รงพาไป ครนั้ ถงึ ที่ สวุ รรณสาม นอนอยู ปารกิ าดาบสนิ กี ช็ อ นเทา ลกู ขน้ึ วางบนตกั ทกุ ลู ดาบส กช็ อ นศรี ษะสวุ รรณสามประคองไวบ นตกั ตา งพากนั ราํ พนั ถงึ สวุ รรณสาม ดวยความโศกเศรา บังเอิญ ปาริกาดาบสินีลูกคลําบริเวณหนาอก สวุ รรณสาม รสู กึ วา ยงั อบอนุ อยู จงึ คดิ วา ลกู อาจเพยี งแตส ลบไป ไมถ งึ ตาย นางจึงตั้งสัตยาอธิษฐานวา “สุวรรณสามลูกเราเปนผูประพฤติดีตลอดมา มคี วามกตญั กู ตเวทตี อ พอ แมอ ยา งยงิ่ เรารกั สวุ รรณสาม ยงิ่ กวา ชวี ติ ของ เราเอง ดว ยสจั จวาจาของเราน้ี ขอใหพ ษิ ธนจู งคลายไปเถดิ ดว ยบุญกศุ ล ที่สวุ รรณสามไดเ ลยี้ งดูพอแมต ลอดมา ขออานุภาพแหง บุญจงดลบนั ดาล ใหสุวรรณสามฟนขึ้นมาเถิด” เมื่อนางตั้งสัตยาอธิษฐานจบ สุวรรณสาม ก็พลิกกายไปขางหน่ึงแตยังนอนอยู ทุกูลดาบสจึงตั้งสัตยาอธิษฐาน เชน เดยี วกนั สวุ รรณสามกพ็ ลกิ กายกลบั ไปอกี ขา งหนง่ึ ฝา ยนางเทพธดิ าว สุนธรี ผูดูแลรักษาอยู ณ บริเวณเขาคันธมาทน ก็ไดตั้งสัตยาอธิษฐาน วา “เราทําหนาท่รี กั ษาเขาคันธมาทนมาเปน เวลานาน เรารักสวุ รรณสาม ผูม เี มตตาจิต และมคี วามกตญั ยู ิ่งกวา ใคร ดว ยสจั จวาจาน้ี ขอใหพิษจง จางหายไปเถิด” ทันใดน้นั สวุ รรณสามก็พลิกกายฟน ต่นื ขน้ึ หายจากพิษ ธนูโดยส้ินเชิง ย่ิงกวาน้ันดวงตาของพอและแมของสุวรรณสามก็กลับแล เหน็ เหมอื นเดมิ พระราชาทรงพศิ วงยงิ่ นกั จงึ ตรสั ถามวา สวุ รรณสามฟน ขน้ึ มาได อยา งไร สวุ รรณสามตอบพระราชาวา “บคุ คลใดเลยี้ งดปู รนนบิ ตั บิ ดิ ามารดา ดวยความรักใครเอาใจใส เทวดาและมนุษยยอมชวยคุมครองบุคคลนั้น นกั ปราชญย อ มสรรเสรญิ แมเ มอ่ื ตายไปแลว บคุ คลนน้ั กจ็ ะไดไ ปบงั เกดิ ใน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 359
360 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สวรรค เสวยผลบญุ แหง ความกตญั กู ตเวทขี องตน” พระราชากบลิ ยกั ขราช ไดยินดังนั้นก็ชื่นชมโสมนัส ตรัสกับสุวรรณสามวา “ทานทําใหจิตใจและ ดวงตาของขาพเจา สวางไสว มองเหน็ ธรรม ตอน้ไี ป ขา พเจา จะรักษาศลี จะบําเพ็ญกุศลกิจ จะไมเบียดเบียนชีวิตสัตว อีกแลว” ตรัสปฏิญญาณ แลวพระราชาก็ทรงขอขมาโทษท่ีไดกระทําใหสุวรรณสามเดือดรอนและ พระองคก็เสด็จกลับพาราณสี ทรงปฏิบัติตามที่ไดตรัสไวทุกประการ จนตลอดพระชนมช ีพ ฝายสุวรรณสามก็เล้ียงดูปรนนิบัติบิดามารดา บําเพ็ญเพียร ในทางธรรม เม่อื สิน้ ชพี ก็ไดไ ปเกดิ ในพรหมโลก รว มกับบดิ ามารดา ดว ย กุศลกรรมท่ีกระทํามาคือ ความเมตตากรุณาตอมนุษยและสัตวทั้งหลาย และความกตัญูกตเวทีตอบิดามารดา อันเปนกุศลกรรมสูงสุดที่บุตรพึง กระทําตอ บดิ ามารดา เรื่อง ลิงใหญ่ ในอดีตกาล เม่ือพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนคร พาราณสี ในหมูบานกาสิกคาม พราหมณชาวนาผูหนึ่งไถนาเสร็จแลว ปลอ ยโคไป เรมิ่ ทาํ การงานขดุ หญา พรวนดนิ ดว ยจอบ ฝงู โคเคยี้ วกนิ ใบไม ทพี่ มุ ไมแ หง หน่ึงพลางพากันหนเี ขาไปสูดงโดยลําดบั พราหมณน ัน้ คะเน วา ถงึ เวลาแลว กว็ างจอบเหลยี วหาฝงู โคไมพ บ เกดิ ความโทมนสั จงึ เทย่ี ว คน หาหลงทางเขา ไปในปา ทบึ เขา ไปจนถงึ ปา หมิ พานต อนั แสนจะกนั ดาร เงยี บสงดั อนั หมกู ญุ ชรชาตทิ อ งเทยี่ วไปมา ตอ งทนหวิ กระหาย เทยี่ วไปใน ปา นนั้ ตลอด ๗ วัน ในปานั้น เขาไดเห็นตนมะพลับตนหนึ่ง ตั้งอยูหม่ินเหม เอนไป ทางปากเหว มีผลดกดื่น ทีแรกเก็บผลที่ลมพัดหลนมากินกอน รูสึก พอใจ ยังไมอิ่ม จึงปน ขึน้ ไปบนตน ดว ยหวงั ใจวา จะกนิ ใหส บายบนตนนั้น เขาเหยียดมือควาเอาผลที่ตองการไปเร่ือยๆ ทันใดน้ันกิ่งไมที่ข้ึนเหยียบ 360
ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 361 อยนู น้ั กห็ ักขาดลง ดจุ ถูกตดั ดว ยขวานฉะน้นั เขาพรอมดวยกงิ่ ไมน ้นั รวง ตกลงไปในหวงเหวภูเขาอันขรุขระ ซึ่งไมมีที่ยึดที่เหน่ียวเลย แตตกลง ไปบนน้ําในเหวท่ีหย่ังไมถึงเพราะนํ้าลึก ตองไปนอนไรความเพลิดเพลิน ไรท พ่ี ่ึงอยูใ นเหวนัน้ ๑๐ ราตรีเต็มๆ ภายหลงั มลี งิ ตวั หนงึ่ มหี างดงั หางโค เทยี่ วไปตามซอกเขาเทยี่ วไต ไปตามกง่ิ ไมห าผลไมก นิ ไดม าถงึ ทน่ี นั้ และไดก ระทาํ ความเอน็ ดกู รณุ าให พราหมณเกาะหลงั เอามอื ท้ังสองกอดคอไว แลว กระโดดขนึ้ จากเหวดวย ความยากลําบาก ครั้นขึ้นมาไดแลว พญาวานรเหน่ือยออนขอพักหลับสักครูหนึ่ง ขอใหพ ราหมณชว ยระวังปองกันภยั ให พราหมณเกดิ ความเหน็ อนั ลามกวา ลงิ นก้ี ็เปน อาหารของมนษุ ย ทั้งหลาย เทากับมฤคอน่ื ๆ ในปาน้เี หมือนกัน อยากระนั้นเลย เราควรฆา วานรน้ีกินแกหิวเถิด อนึ่ง อิ่มแลวจักถือเอาเนื้อไปเปนเสบียงเดินทาง เราจกั ตองผานทางกันดาร เนื้อก็จกั ไดเปนเสบยี งของเรา ทนั ใดนน้ั พราหมณจ งึ ไดห ยบิ เอาหนิ มาทมุ ศรี ษะลงิ แตเ นอื่ งจาก มีกําลังนอยเพราะอดอาหารลิงจึงไมตาย ลิงนั้นผลุดลุกขึ้นทั้งๆ ท่ีตัว อาบไปดวยเลือด ร่ําไหมองดูพราหมณดวยนัยนตาอันเต็มไปดวยน้ําตา พลางกลาววา ทานรอดตายมีอายุยืนมาได สมควรจะหามปรามคนอ่ืน แตกลับทํารายขาพเจาเสียเอง ทานกระทํากรรมอันยากที่บุคคลจะทําลง ได นา อดสใู จจรงิ ๆ ขาพเจา ชว ยใหทานขึน้ จากเหวลกึ ซ่ึงยากที่จะขนึ้ ได เชน นี้ ทา นเปนดุจขา พเจานาํ มาจากปรโลก ยงั สาํ คัญตวั ขา พเจาวา ควร จะฆาเสียดวยจิตอันเปนบาปธรรมซ่ึงเปนเหตุใหทานคิดช่ัว ถึงทานจะไร ธรรม เวทนาอันเผ็ดรอ นกอ็ ยา ไดถ ูกตอ งทานเลย และบาปกรรมกอ็ ยา ได ตามฆาทานอยางขุยไผฆาไมไผเลย แนะทานผูมีธรรมอันเลว หาความ สํารวมมิได ความคุนเคยของขาพเจาจะไมมีอยูในทานเลย มาเถิดทาน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 361
362 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี จงเดินไปหางๆ เราพอมองเห็นหลังกันเทานั้น ทานพนจากเง้ือมมือ แหง สตั วร าย ถึงทางเดนิ ทางของมนุษยแ ลว ทา นผูไรธรรม นีห่ นทาง ทาน จงไปตามสบายโดยทางน้ันเถิด วานรน้ัน คร้ันกลาวอยางน้ีแลว ก็ลางเลือดท่ีศีรษะ เช็ดน้ําตา เสร็จแลว ก็กระโดดข้ึนภเู ขาไป ฝายพราหมณเกิดความเรารอนเพราะบาปกรรม รอนเน้ือตัว ไดลงไปยังหว งนํา้ แหง หน่ึงเพื่อจะดื่มกนิ นํา้ หวงน้ํากเ็ ดอื ดพลาน เหมือน ถูกตมดวยไฟ นองไปดวยเลือดคลายกับน้ําเลือดน้ําหนองฉะน้ัน ทุกสิ่ง ทกุ อยางปรากฏเหน็ ชดั หยาดน้ําตกตองกายของพราหมณท่ีใด ฝก็ผุดข้ึนเทานั้น มี สัณฐานเหมือนมะตูมครึ่งลูก ฝก็แตกในวันนั้นเอง น้ําเลือด นํ้าหนอง กไ็ หลออกมา มกี ลนิ่ เหมน็ ดจุ ซากศพ อนงึ่ พราหมณน น้ั จะเดนิ ไปทางไหน ในบานและนิคมท้ังหลาย พวกมนุษยท้ังหญิงและชาย พากันถือทาน ไมหามกันพราหมณนั้นผูฟุงไปดวยกลิ่นเหม็นวา อยาเขามาขางน้ีนะ พราหมณน น้ั ไดเ สวยทขุ เวทนาอยู ๗ ป ซงึ่ เปนผลแหง กรรมช่วั ของตน ในเรอ่ื งนี้ วานรเปน สตั วท เ่ี ปย มดว ยเมตตากรณุ า ไดช ว ยพราหมณ ขึ้นจากเหวดวยความยากลําบากจนหมดกําลัง ตองขอนอนพักผอน แตพ ราหมณเ ปน คนอกตญั คู ดิ ฆา วานรผมู พี ระคณุ เพอื่ เอาเนอื้ เปน อาหาร ไดทํารายวานรใหบาดเจ็บไดรับทุกขทรมานแสนสาหัส ถึงกระน้ันวานร ก็ยังมีเมตตากรุณาตอพราหมณไดบอกทางใหไปถึงถิ่นมนุษยโดย ปลอดภัย และพราหมณก็ไดรับผลแหงกรรมชั่วของตนไดรับทุกขเวทนา อยา งแรงกลาอยเู ปน เวลาถึง ๗ ป เมตตากรุณา เปนกัลยาณธรรม ธรรมท่ีดีงามหรือธรรมท่ีทําให เปนกัลยาณชน เมตตากรุณานี้เปนคุณธรรมที่เกื้อกูลตอการรักษาศีล ขอท่ี ๑ ทําใหมีจิตใจงดงาม เชน คนที่มีความรักความสงสารสัตว ยอม 362
ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 363 มีจิตใจออนโยนคิดเก้ือกูล ไมคิดทํารายหรือทําลายชีวิตสัตว ฉะนั้น จงึ ควรปลกู เมตตากรณุ าใหเ กดิ ขน้ึ ควบคไู ปกบั ศลี เพราะเมตตากรณุ าเปน คณุ ธรรมพื้นฐานของมนษุ ย คอื มนษุ ยร ูสึกรัก รสู ึกสงสาร ความรักความ สงสารท้ังปวงเกิดจากความเมตตากรุณานี้ หากคนเราทําลายคุณธรรม พน้ื ฐานนีแ้ ลว ความรักความสงสารทง้ั ปวงก็เกิดขน้ึ ไมได เบญจธรรม ข้อที่ ๒ สมั มาอาชีวะ การเลี้ยงชีพในทางท่ีชอบ สมั มาอาชีวะ ไดแก การเล้ียงชีพในทางท่ีชอบ คุณธรรมขอน้ี เกอื้ กลู ใหผ มู ศี ลี สามารถรกั ษาศลี ขอ ท่ี๒ใหม นั่ คงขน้ึ เนอื่ งจากคนทกุ คนตอ ง ประกอบอาชีพหาปจจัยมาบริโภคเล้ียงตนและบุคคลในครอบครัวมีบิดา มารดา บตุ รภรรยา เปน ตน พระพทุ ธเจา จงึ ตรสั สอนใหท าํ งานหาเลยี้ งชพี ดว ยสมั มาอาชวี ะ เพอ่ื ใหไ ดท รพั ยม าในทางทชี่ อบใหพ อเพยี งแกก ารดาํ รง ชวี ติ เมอื่ ตนเองยงั หาเลยี้ งชพี ไมไ ด ทง้ั ไมม คี วามเพยี รประกอบหาเลย้ี งชพี ในทางท่ีชอบ ก็จะไมมีรายไดมาใชจายดํารงชีวิต ลําพังการอาศัยทรัพย สมบัติที่มีอยูเดิมโดยไมแสวงหามาเพ่ิมเติม ทรัพยสมบัติน้ัน ก็จะหมด ไป เหมือนบึงทีม่ ีนํ้าไหลออกไปอยา งเดยี วก็มีแตจะแหง ไป เพราะบุคคล ท่ีไมมีทรัพยใชจายเลี้ยงชีพ ถูกความยากจนขัดสนบีบค้ันเขา ก็จะรักษา ศลี ใหบ รสิ ทุ ธไ์ิ ดย าก หรอื ไมอ าจตงั้ มนั่ อยใู นศลี ได แตถ า เขาหมนั่ ประกอบ การงานหาเลยี้ งชพี ในทางทชี่ อบ กจ็ ะมที รพั ยม าใชจ า ยเลยี้ งชวี ติ และเปน กาํ ลังอุดหนุนใหต ั้งมั่นอยใู นศีลได กัลยาณธรรมขอนี้มุงใหผูปฏิบัติเวนจากมิจฉาชีพ และประกอบ สมั มาชพี ดว ยการประพฤตเิ ปน ธรรมในกจิ การ ในบคุ คล และในวตั ถุ ดงั น้ี ๑. การประพฤติเป็นธรรมในกิจการ หมายถึง ความซ่ือตรง ในหนาท่ีการงานที่รับผิดชอบ หรือการทํากิจการโดยสุจริต ไมบิดพลิ้ว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 363
364 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี หลกี เลย่ี งงานที่ทํานั้น เพือ่ ใหส าํ เรจ็ ลลุ ว งไปดว ยดี เชน ลกู จา งผูทาํ หนา ท่ี ของตนดว ยความขยนั ตง้ั ใจทํางาน ทาํ งานไดเ รยี บรอ ย ทํางานเตม็ เวลา ไมบดิ พลิ้วหลกี เลี่ยงการงานทร่ี ับผิดชอบของตน ๒. การประพฤติเป็นธรรมในบคุ คล หมายถึง ความซ่อื ตรงใน บคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การประกอบอาชพี อยา งยตุ ธิ รรมปราศจากอคติ เชน นายจาง จา ยคาจางตามสญั ญา ตามแรงงาน ตามความสามารถ ไมก กั ขัง หนวงเหน่ียว ไมใชแรงงานเด็ก หรือพอคาไมประพฤติเปนคนเห็นแกได ขายสนิ คาแกท กุ คนตามราคาท่กี าํ หนดอยางเสมอภาคกัน ๓. การประพฤติเป็นธรรมในวตั ถุ หมายถึง ความซื่อตรงใน วตั ถสุ งิ่ ของหรอื สนิ คา สาํ หรบั ประกอบอาชพี โดยการแสดงคณุ สมบตั แิ ละ คุณภาพของวัตถุตามความเปนจริง ผูมีอาชีพคาขาย ไมขายของเทียม อยา งของแท เชน ไมข ายนาํ้ ผงึ้ ปลอมปนแกผ ตู อ งการนาํ้ ผง้ึ แท ไมน าํ อาหาร คางคืนที่บูดแลวมาอุนขายใหม ไมใชวัสดุกอสรางท่ีมีคุณภาพตํ่ากวา สัญญาจา ง เปน ตน อาชีพการงานอาจวิบัติโดยเหตุ ๒ ประการ คือ โดยเนื้องาน และโดยการกระทาํ ดงั น้ี ๑. โดยเนื้องาน คืองานอาชีพบางชนิดนนั้ เปนงานวิบัติอยูใ นตวั แลว เชน การขโมย การปลน การรบั จา งฆา คน การคาของเถือ่ น เปน ตน ใครทาํ กว็ บิ ัติ ๒. โดยการกระทาํ คอื งานอาชพี บางชนดิ เปน งานดี แตผ ปู ระกอบ อาชีพนั้นทํางานใหเสียหาย เชน อาชีพรับราชการเปนอาชีพท่ีดี แตผูปฏิบัติทุจริตตอหนาท่ี ฉอราษฎรบังหลวง การกระทําอยางนี้ทําให อาชีพรับราชการน้ันเกดิ ความวิบตั ิเสยี หาย ผูจะเลือกอาชีพการงาน ควรเวนจากการงานท่ีมีโทษเสีย แมจะ เปนอุบายทําใหไดทรัพยมาก แตทรัพยที่เกิดจากการงานท่ีเสียหายนั้น 364
ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 365 ไมสามารถนําไปใชประโยชนไ ดอยา งเตม็ ที่ อกี อยางหนง่ึ การงานท่ีตอง เส่ียง เชน การพนัน กไ็ มควรเลือกมาเปนอาชีพ เพราะเหตวุ าเมอื่ พลาด พลง้ั แลว ทรพั ยน นั้ กเ็ สยี หายหมดสน้ิ ไปโดยงา ย ถงึ ไดท รพั ยน น้ั มากร็ กั ษา ไวไ ดไ มนาน ดวยเหตุ ๒ ประการ คอื ๑. ทาํ ใหใ ชจ า ยฟมุ เฟอ ย โดยไมเ หน็ คณุ คา ของทรพั ย เพราะเปน ของทไ่ี ดมางาย ๒. ทาํ ใหตดิ การพนนั ซ่งึ เปนเหตทุ าํ ใหท รัพยพ นิ าศ ดังน้ัน ควรเลือกทําการงานที่สุจริตดวยการใชกําลังกาย กําลัง ความคิด และสติปญญาของตนเอง การไดทรัพยมาในลักษณะเชนน้ี จะไดเห็นคุณคาของทรัพยนั้นๆ ไมใชสอยสุรุยสุรายฟุมเฟอย จะทําให รักษาทรพั ยนัน้ อยไู ดอ ยา งถาวร ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อสมั มาอาชีวะ เร่ือง จฬู กเศรษฐี ในอดีตกาล พระราชาพระนามวาพรหมทัต ครองราชสมบัติใน กรุงพาราณสี สมัยน้ันบัณฑิตช่ือจูฬกเศรษฐีเปนคนฉลาดรูนิมิตท้ังปวง วันหน่ึงกําลังเดินไปเฝาพระราชา เห็นหนูตายตัวหนึ่ง ในระหวางทาง จงึ กาํ หนดนกั ษตั รในขณะนน้ั แลว กลา วคาํ นวี้ า กลุ บตุ รผมู ดี วงตามปี ญ ญา สามารถนาํ หนนู ไ้ี ปเลยี้ งภรรยาและจดั การงานได กลุ บตุ รเขญ็ ใจคนหนง่ึ ฟง คาํ เศรษฐนี น้ั แลว คดิ วา ผนู ไ้ี มร คู งไมพ ดู ดงั นี้ จงึ เอาหนไู ปใหท รี่ า นตลาดแหง หนง่ึ เพื่อเลี้ยงแมว ไดทรัพยกากณิกหน่ึง แลวซ้ือน้ําออยดวยทรัพยกากณิก หน่ึงนั้น เอาหมอใบหน่ึงใสนํ้าดื่มไป เห็นชางจัดดอกไมเดินมาจากปาก็ ใหชิ้นนํ้าออยหนอยหน่ึงแลวเอากะบวยตักนํ้าด่ืมให ชางดอกไมเหลาน้ัน ใหดอกไมแกบุรุษนั้นคนละกํา แมในวันรุงขึ้นเขาเอาคาดอกไมนั้นไป ซ้ือนํ้าออยและหมอน้ําด่ืมแลวไปยังสวนดอกไมนั่นแหละ วันน้ัน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 365
366 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ชางดอกไมก็ใหกอดอกไมท่ีตนเก็บไปครึ่งหน่ึงแลวแกเขาแลวก็ไป ลวง ไปไมนานนกั เขาไดท รัพยนับไดถ ึง ๘ กหาปณะโดยอบุ ายน้ี ในวันทมี่ ลี ม และฝนตกหนกั วนั หนง่ึ เขากระทาํ ไมท ล่ี ม แลว ใหเ ปน กอง จงึ ไดท รพั ยอ กี ๑๖ กหาปณะ จากนายชางหมอหลวง เขาเม่ือไดทรัพยเกิดข้ึนถึง ๒๔ กหาปณะ แลว คดิ วา อบุ ายนมี้ ปี ระโยชนแ กเ รา จงึ ตงั้ หมอ นา้ํ ดมื่ ไวห มอ หน่ึงในที่ไมไ กลแกป ระตูเมือง เอานํา้ ดม่ื เลี้ยงคนตัดหญา ๕๐๐ คน คนตัด หญา เหลา นนั้ พดู กนั วา สหายทา นมอี ปุ การะมากแกพ วกเราพวกเราจะทาํ อะไรแกท า นไดบาง บุรุษนน้ั ตอบวา เมือ่ มกี ิจเกิดขนึ้ จงึ กระทาํ แกขาพเจา เถิด เที่ยวไปทางโนนทางนี้ กระทําการผูกมิตรกับคนทํางานทางบก และคนทํางานทางนํ้า คนทํางานทางบกบอกแกเ ขาวา พรุงนพี้ อคา มาจะ นํามา ๕๐๐ ตวั มายังเมอื งน้ี เขาไดฟ ง คาํ นั้นแลว ใหสญั ญาแกค นตัดหญา ใหกระทําฟอนหญาแตละฟอนๆ ใหเปน ๒ เทาแลวนํามา คร้ันเวลามา ท้งั หลายมาพกั ในเมืองแลว เขากม็ าน่งั ทําฟอ นหญา ๑,๐๐๐ ฟอ น กองไว ใกลป ระตดู า นใน พอ คา มา หาหญา สดใหม า ทวั่ เมอื งไมไ ด ตอ งใหท รพั ยพ นั หนึง่ แกบ รุ ุษน้นั ซ้ือหญา นนั้ ไป จากน้นั ลวงไป ๒ - ๓ วนั สหายทีท่ าํ งานทางทะเลมาบอกวาจะ มีเรอื ใหญเขาจอดทา บุรุษนั้นคิดวา อุบายน้ดี ี จงึ เอาทรพั ย ๘ กหาปณะ เชา รถทพ่ี รอ มดว ยเครอ่ื งใชท กุ ชนดิ ไปยงั ทา จอดเรอื ทาํ สญั ญากบั นายทา ประทบั นว้ิ มอื ไวท เ่ี รอื แลว ใหก น้ั มา นไวใ นทไี่ มไ กล นง่ั อยใู นภายในมา นนน้ั ส่งั บุรษุ คนใชไ วว า เมอื่ พอ คา มาถงึ จงึ มาบอกเราทางประตูดา นท่ี ๓ ครั้น คนใชเ หลา นน้ั ทราบวา เรอื มาถงึ แลว จงึ บอกวา มพี อ คา ประมาณ ๑๐๐ คน จากกรุงพาราณสีจะมาซ้ือสินคา นายประตูที่ ๓ กลาววา พวกทานจะ ไมไดสินคา เพราะนายพานิชใหญในท่ีโนนทานทําสัญญาไวแลว พอคา เหลานั้นฟงคําของบุรุษเหลานั้นแลวจึงพากันไปยังสํานักของพอคาใหญ น้ัน ฝายบุรุษคนสนิทแจงขาววา พอคาเหลาน้ันมาทางประตูดานที่ ๓ 366
ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 367 ตามสญั ญาฉบับกอ น พอ คาท้งั รอยคนนัน้ ตองใหทรัพยคนละพนั แลวจงึ เดนิ ทางไปเรอื กบั บรุ ุษน้นั แลวจายทรพั ยอีกคนละพันๆ แลว ใหสละมดั จาํ แลว จึงจะทําสินคาใหเปน ของๆ ตนได บุรษุ นัน้ ถอื เอาทรัพย ๒ แสนกลับ มายังกรุงพาราณสี คาดวา เราควรจะเปนคนกตัญู จึงถือเอาทรัพย แสนหนง่ึ ไปยงั สาํ นักแหง จฬู กเศรษฐี ครั้งนั้น เศรษฐีถามบุรุษนั้นวา พอทําอยางไรจึงไดทรัพยนี้มา บุรุษน้ันกลาววาขาพเจาต้ังอยูในอุบายท่ีทานกลาวแลวจึงไดทรัพยมา ภายใน ๔ เดอื นเทานัน้ เศรษฐไี ดฟ ง คําของบรุ ษุ นน้ั จงึ มาคดิ วา บดั น้ี เรา ไมควรทาํ เดก็ เห็นปานน้ี ใหเ ปนสมบัติของคนอนื่ จงึ ยกธดิ าทเี่ จริญวยั ทาํ ใหเปนเจาของทรัพยสมบัติท้ังส้ิน กุลบุตรแมนั้น เมื่อเศรษฐีลวงไปแลว จึงรับตําแหนงเศรษฐีแทนในพระนครนั้น ดํารงอยูจนตลอดอายุแลวไป ตามยถากรรม ในเรือ่ งนี้ แสดงใหเห็นวา ผูม ีปญญาประกอบสัมมาชพี สามารถ ตั้งตนไดดวยทรัพยตนทนุ เพียงเล็กนอ ย ดวยความวริ ิยะอุตสาหะของตน ไดรับความเจรญิ รุงเรอื ง และดาํ รงชวี ติ อยางมคี วามสขุ ตลอดชีวติ เบญจธรรม ข้อท่ี ๓ กามสงั วร ความสาํ รวมในกาม ความสาํ รวมในกาม ไดแก กิริยาที่ระมัดระวังไมประพฤติ มักมากในกาม ความรูจักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณหรือเร่ืองรัก ใครไมใหผิดศีลธรรม กามสังวรน้ี เปนคุณธรรมที่เกื้อกูลตอการรักษาศีล ขอ ท่ี ๓ ทาํ ใหมจี ิตใจต้งั มัน่ ซื่อสตั ยใ นคคู รองของตนเอง เปนการแสดงให เหน็ ถงึ ความบรสิ ทุ ธผิ์ อ งใสของชายและหญงิ สง ผลใหส ถาบนั ครอบครวั มี ความอบอุนและมั่นคง กัลยาณธรรมขอนี้จําแนกตามเพศของบุคคลเปน ๒ อยาง คอื คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 367
368 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๑. สทารสนั โดษ คือ ความยนิ ดีในภรรยาของตน เปน คุณธรรม สําหรับประดับชายที่มีภรรยาแลว ก็พอใจในภรรยาของตน ชวยกันทํา มาหาเลี้ยงชีวิต ไมทอดท้ิงกนั ไมผ ูกพนั รกั ใครกับหญิงอืน่ อีกตอไป ดังน้ี ไดช่ือวาสันโดษดวยภรรยาของตน ชายผูไมสันโดษดวยภรรยาของตน เท่ียวซุกซนคบหญิงแพศยา เปนเหตุแหงความเส่ือมเสียหลายประการ คือ เสียทรพั ยเ ปน คา ตวั คา เล้ยี งดู เปนสาเหตุแหงการเกิดโรคภัยไขเ จบ็ และกอใหเ กิดการทะเลาะววิ าทไดโ ดยงา ย ๒. ปติวตั ร คอื การประพฤตภิ กั ดีในสามี หมายถึง ความจงรกั ในสามี ความซอื่ สตั ยต อ สามเี ปน คณุ ธรรมสาํ หรบั ประดบั หญงิ หญงิ ใดเมอื่ มสี ามแี ลว ตง้ั ใจปรนนบิ ตั สิ ามขี องตนตามหนา ทใี่ หด ที ส่ี ดุ ผกู สมคั รรกั ใคร เฉพาะสามีของตน แมส ามตี ายจากไปแลว แตก ย็ งั ครองตัวเปนหมายอยู คนเดียว ท้ังที่มีโอกาสและไมมีขอหามในการมีสามีใหม แตดวยอํานาจ ความจงรักในสามี หญิงผูนี้ไดช่ือวา มีคุณธรรมขอปติวัตร หญิงหมาย ผูตั้งอยูในคุณธรรมขอน้ี อุตสาหะหาเลี้ยงตัวเองและลูกอยางไมยอทอ ตั้งใจรักษาชื่อเสียงไมใหมีราคี สมควรเปนที่ยกยองของลูกและคนทั่วไป แมหญิงหมายผูม่ังค่ังบริบูรณดวยทรัพยสมบัติ หากประพฤติเชนน้ี ก็สมควรไดรับการยกยองเชนเดียวกัน ท้ังสามารถเปนแบบอยางใหกับ หญงิ ทัง้ หลาย พระพทุ ธศาสนาสง เสรมิ ความซอ่ื สตั ยซ ง่ึ จะนาํ ไปสคู วามไวว างใจกนั ดังชีวิตของคูอริยสาวก นกุลบิดา และนกุลมารดา ซึ่งเปนอริยบุคคลชั้น โสดาบัน และเปนเอตทัคคะในทางสนิทสนมกับพระพุทธเจา ทั้งสอง คนมีความสอดคลองประสานกันโดยความรักภักดี และความซ่ือสัตย ซง่ึ นาํ ไปสคู วามไวว างใจ เชอื่ ใจกนั ถงึ ขนั้ ปรารถนาจะพบกนั ทงั้ ชาตนิ ี้ และ ชาตหิ นา ดังความทีน่ กุลบดิ าไดท ราบทลู พระพทุ ธเจา วา 368
ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 369 “ขาแตพระองคผูเจริญ นับแตเวลาท่ีตระกูลนํานกุลมารดาซ่ึงยัง เปน สาวมาเพ่ือขาพระองคผยู งั เปน หนมุ ขาพระองคมไิ ดรูสึกจะประพฤติ นอกใจนกุลมารดาเลยแมดวยใจ ท่ีไหนจะประพฤตินอกใจดวยกาย ขาพระองคทั้งสองปรารถนาพบกนั ทงั้ ในปจ จุบนั และในสมั ปรายภพ” แมน กุลมารดาก็ไดก ราบทลู ความอยางเดยี วกนั ย่ิงไปกวาน้ัน สทารสันโดษน้ี จัดเปนพรหมจรรยอยางหน่ึง เปน ความประพฤตแิ ละการดาํ เนนิ ชวี ติ ทไ่ี ดร บั ยกยอ งอยา งสงู ในพระพทุ ธ ศาสนา มอี านสิ งสท าํ ใหม ีอายุยืน ไมเ สยี ชวี ิตในวัยหนุมสาว เพราะมีการ ผูกเวรกันระหวางชายหญิงท่ีหมายปองคนเดียวกัน ดังขอความกลาวไว ในพระไตรปฎ กวา “พวกเราไมประพฤตินอกใจภรรยา และภรรยาก็ไมประพฤติ นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤตพิ รหมจรรยในหญิงอ่ืน นอกจากภรรยา ของพวกเรา ฉะนน้ั พวกเราจงึ ไมมใี ครตายตง้ั แตยงั หนุมสาว” กามสังวรนี้ ไมไดหมายถึงเฉพาะความยินดีพอใจในคูครอง ของตนเองเทานั้น แตยังหมายถึงการไมหมกมุนหรือมักมากในกามคุณ ซึ่งจะเปน สาเหตุใหล วงละเมดิ ศีลขอท่ี ๓ ไดโ ดยงาย ผูป กครองหรอื ผนู าํ ในสังคม ควรระวังและปองกันสาเหตุที่จะทําใหบุคคลหมกมุนในเร่ือง กามารมณ เชน สื่อสง่ิ ยั่วยุทางเพศ เปน ตน เพอื่ ลดปญหาอาชญากรรม ทางเพศ รักษาศกั ดิศ์ รีความเปน มนษุ ย สง เสริมความประพฤติเรียบรอ ย ดงี ามของคนในสงั คมและรักษาชอื่ เสยี งของประเทศชาติ เบญจธรรม ข้อที่ ๔ สจั จะ ความมีสตั ย์ สจั จะ คือ ความมีสัตย ไดแก กิริยาท่ีประพฤติตนเปนคนตรง ไมบ ิดพลวิ้ ไมบายเบีย่ ง ไมเ หลวไหล การพูดความจริง การรักษาคําพดู ที่จริง การยกยองเชิดชูคําพูดท่ีจริง การส่ือสารขอมูลขาวสารที่เปนจริง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 369
370 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สจั จะนี้เปน คุณธรรมท่เี กือ้ กูลตอการรักษาศลี ขอ ที่ ๔ ทาํ ใหม จี ติ ใจซอื่ ตรง มคี วามเที่ยงธรรม ไมค ิดคดหลอกลวงใคร ความมสี ตั ยนี้ จําเปน แกส ังคม มนษุ ยท กุ สงั คม ทง้ั ในระดบั เพอ่ื น สามี ภรรยา ครอบครวั และระดบั ประเทศ เมื่อท้ังสองฝายมีสัจจะตอกัน จึงจะอยูรวมกันเปนปกติสุข เชื่อถือและ ไวว างใจกนั ผนู าํ ประเทศทมี่ สี จั จะยอ มเปน ทเ่ี ชอื่ ถอื ทงั้ ในและตา งประเทศ คือภายในประเทศก็ไมพูดหลอกลวงประชาชน รักษาสัตย และทําตาม คําม่ันสัญญาที่ใหไวกับประชาชน สําหรับในตางประเทศก็รักษาสัญญา ที่ทําไวตอกัน ในเร่ืองน้ีจะเห็นไดจากพระมหากษัตริยตั้งแตโบราณกาล ก็ไดทรงรักษาวาจาสัตยอยางม่ันคง แมบางครั้งจะรับสั่งพลั้งพระโอษฐ ออกไปก็ไมทรงคืนคํา โดยทรงถือเปนพระราชธรรมวา เปนกษัตริยตรัส แลว ไมค ืนคํา ความมีสตั ย มีการกระทําที่แสดงออกใหเหน็ ไดดวยความซอ่ื ตรง ความเทยี่ งธรรม ความสวามิภกั ดิ์ และความกตญั ู ดงั น้ี ๑. ความซ่ือตรง คอื ความตรงไปตรงมา ความซือ่ สัตยไ รมารยา ปฏบิ ตั ภิ ารกจิ หนา ทโี่ ดยสจุ รติ มคี วามจรงิ ใจไมห ลอกลวงผอู นื่ ทง้ั ตอ หนา และลับหลงั ยดึ หลักการเหตุผล ความถูกตอ ง ไมเห็นแกไ ด รกั ษาความ สตั ยดวยชีวิต ๒. ความเท่ียงธรรม คอื ความยตุ ธิ รรม ความประพฤตเิ ปน ธรรม ในกิจอันเปนหนาท่ีของตน โดยไมตกอยูในอํานาจอคติ ๔ ประการ คือ ฉนั ทาคติ ลําเอียงเพราะความรกั ใครชอบพอกัน โทสาคติ ลําเอียงเพราะ ความเกลยี ดชัง โมหาคติ ลําเอยี งเพราะความหลง ความเขลาไมรเู ทา ทัน ตามความเปนจริง ไมรูถองแทวาอยางไรถูก อยางไรผิด อยางไรควร อยา งไรไมค วร ภยาคติ ความลาํ เอยี งเพราะความกลวั ความเกรงใจ ขอ นพ้ี งึ เหน็ ไดช ดั จากผพู พิ ากษาวนิ จิ ฉยั อรรถคดี ถา มคี วามเทยี่ งธรรม กจ็ ะไมเ หน็ แกห นา ทั้งฝายโจทกหรือฝายจาํ เลย ไมม ีอคตติ อ ท้งั สองฝาย พิจารณาไป 370
ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 371 ตามเหตผุ ล ตรงไปตรงมา ไมต กอยใู นอาํ นาจความรกั ความชงั ความหลง หรือความกลวั ซ่งึ จะมาหักลางความยุตธิ รรม ผทู ่มี คี วามเท่ียงธรรมเชนน้ี ยอมมีเกียรติ มีชื่อเสียงเปนที่สรรเสริญของคนท้ังหลาย ยอมเจริญดวย ลาภ ยศ และความสุขท่ปี ราศจากโทษ ๓. ความสวามิภกั ด์ิ คือความจงรักภักดีตอบุคคลหรือสถาบัน ที่เกี่ยวของกับตน มีความซื่อสัตย ไมคิดคดทรยศ ตั้งใจทํางานสนอง คุณทานอยางเต็มความสามารถ เชน ขาราชการผูถวายสัตยปฏิญาณ ตนตอพระเจาแผนดินแลว มีความซ่ือสัตยตามคําปฏิญาณน้ัน ดังนั้น ความสวามภิ กั ด์ิ จึงถอื วา เปนความมีสตั ยประการหนึ่ง ๔. กตญั ญู คือ ผูรูบุญคุณของผูมีพระคุณ คูกับกตเวที คือ ผูต อบแทนบุญคุณทา นรวมเรยี กวา กตญั ูกตเวที แปลวา ผูรูอ ุปการคุณ ที่ผูอื่นทําแลวและตอบแทนคุณทาน ซึ่งคูกับบุพการี แปลวา ผูกระทํา อปุ การคณุ ไวก อ น ในทางพระพทุ ธศาสนาจดั เปน คไู วด งั นี้ คอื บดิ ามารดา เปน บพุ การขี องบตุ รธดิ า ครอู าจารยเ ปน บพุ การขี องศษิ ย พระมหากษตั รยิ เปนบพุ การีของพสกนกิ ร พระพุทธเจาเปนบพุ การขี องพทุ ธศาสนิกชน ผใู ดอยใู นฐานะใดกท็ าํ หนา ทใ่ี นฐานะนนั้ ใหส มบรู ณ เชน บตุ รธดิ า ไดร ับอุปการคุณจากบิดามารดาแลว พงึ ตอบแทนคุณทานดว ยความจริง ซื่อสัตยสุจริต หรือพระมหากษัตริยชื่อวาเปนบุพการีที่ทําอุปการะดูแล ทุกขสุขของพสกนิกรใหไดรับความสุขความสบายปลอดภัย ในสวนของ พสกนิกรก็ตองแสดงความกตัญูกตเวทีตอพระองค ดวยความจริงใจ ความซื่อสัตย และความจงรักภักดี ดังนั้น ความกตัญูกตเวทีจึงถือวา เปนความมีสัตยประการหน่ึง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 371
372 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อสจั จะ เรื่อง มหิสสาสกมุ าร พระราชาพระองคหน่ึงมีพระราชโอรสประสูติแตพระอัครมเหสี ๒ พระองค มีพระนามวามหิสสาสกุมารองคหน่ึง จันทกุมารองคหนึ่ง พระอัครมเหสีส้ินพระชนม พระราชาทรงตั้งพระอัครมเหสีข้ึนใหม พระนางประสูติพระราชโอรสองคหนึ่งพระนามวาสุริยกุมาร พระราชา ทอดพระเนตรเห็นสุริยกุมารซึ่งประสูติใหม ทรงมีพระราชหฤทัยโสมนัส ยินดี ตรัสแกพระอัครมเหสีองคใหมวา พระองคพระราชทานพรแก พระราชโอรสที่ประสูติแตพระนาง คือพระราชทานใหพระนางทูลขอ อะไรใหแกพระราชโอรสของพระนางไดตามปรารถนา พระนางจึงทูลขอ ราชสมบัติใหแกพระราชโอรสของพระนาง ในเวลาเม่ือพระราชโอรสคือ สุริยกุมารนั้นทรงเจริญวัยข้ึนแลว พระราชาไมอาจทรงปฏิเสธ เพราะได ตรัสพระราชทานพรไวแลว จึงทรงสงมหิสสาสกุมารและจันทกุมาร ซง่ึ ประสูตแิ ดพระอัครมเหสีองคแรกใหออกไปประทบั อยใู นปา ทรงรับส่งั ใหกลับมาถือเอาราชสมบัติตอเมื่อพระองคทรงลวงลับไปแลว พระกุมาร ทง้ั สองกราบถวายบงั คมลาพระราชบดิ าลงจากปราสาท เสดจ็ ดาํ เนนิ ออก ไป สุริยกุมารซ่ึงพระราชมารดาทูลขอราชสมบัติไดทรงเห็นทรงทราบ เร่อื งนน้ั แลว เสด็จออกไปกบั พระเชษฐาท้งั สอง พระกมุ ารทง้ั สามไดเสด็จ เขา ปา หมิ พานต ไดห ยดุ พกั ในทไี่ มไ กลจากสระบวั แหง หนง่ึ มหสิ สาสกมุ าร สงั่ สุรยิ กุมารใหไ ปทีส่ ระ อาบ ดื่ม แลวใหใ ชใ บบวั ทาํ กรวยใสนา้ํ มา สระนัน้ มผี เี สอ้ื นาํ้ ตนหน่งึ รักษาอยู ผเี ส้ือน้ําน้ันไดรบั อนุญาตจาก ทา วเวสวณั ใหจ บั คนทลี่ งไปในสระกนิ ได เวน แตค นทรี่ เู ทวธรรม ฝา ยสรุ ยิ - กุมาร ไมทันพิจารณาลงไปในสระน้ัน ผีเส้ือน้ําจับพระกุมารแลวถามถึง เทวธรรม พระกุมารตอบวา “พระจันทรและพระอาทิตยชื่อวาเทวธรรม” ผีเส้ือนํ้ากลาววา ทานไมรูเทวธรรมแลวจับพระกุมารไปขังไวในภพของ ตน มหสิ สาสกมุ ารเหน็ สรุ ยิ กมุ ารชกั ชา กส็ ง จนั ทกมุ ารไปอกี จนั ทกมุ ารได 372
ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 373 ถกู จบั ถามเชน เดยี วกนั ตอบวา ทศิ ทงั้ ๔ ชอ่ื วา เทวธรรม จงึ ถกู จบั ขงั ไวอ กี ฝายมหิสสาสกุมารเห็นจันทกุมารยังชักชาอยูอีก ก็คิดวานาจะมีอันตราย จึงไปยังสระนั้นเอง ทรงตรวจดูเห็นแตรอยเทาลงไป ไมเห็นรอยเทาขึ้น ก็ทรงทราบวามีผีเส้ือนํ้ารักษา จึงทรงผูกสอดพระขรรคถือธนูยืนระวังอยู ผีเสื้อน้ําเห็นมหิสสาสกุมารไมลงสระ จึงจําแลงเพศเปนคนทํางานปามา ชักชวนใหลง มหิสสาสกุมารเห็นแลวก็รูวาเปนยักษ จึงถามวาทานจับ นองชายของเราไปหรือ จับไปเพราะเหตุใด จับทั้งหมดหรือเวนใครบาง ยักษก็ทูลรับวา ไดจับกุมารท้ังสองไป เพราะไดรับอนุญาตใหจับคนที่ลง สระนท้ี กุ คน เวน ไวแ ตผ รู เู ทวธรรม และตนตอ งการเทวธรรม มหสิ สาสกมุ าร บอกวา ตนรูเ ทวธรรม และจะกลา วเทวธรรมใหฟง แตจ ะตองชาํ ระกายให สะอาดกอ น ยกั ษจ งึ ใหพ ระกมุ ารอาบนาํ้ ใหด มื่ นาํ้ ใหแ ตง กายเรยี บรอ ยแลว เชิญขึ้นสูบัลลังก ตัวเองหมอบอยูแทบเทาของพระกุมาร เพื่อจะรับฟง เทวธรรม มหสิ สาสกมุ ารตรสั เตอื นใหฟ ง โดยเคารพแลว จงึ กลา วเทวธรรมวา “คนดที งั้ หลาย ถงึ พรอ มดว ยหริ ิ ความละอายใจตอ ความชวั่ และโอตตปั ปะ ความเกรงกลัวตอความชั่ว ต้ังอยูดีในธรรมอันขาว สงบแลว เรียกวา “ผูมีเทวธรรมในโลก” ยักษไดสดับแลวเล่ือมใส จึงกลาววา จะคืนอนุชา ใหองคหน่ึง จะใหนําองคไหนมา มหิสสาสกุมารตรัสใหนําองคเล็กมา ยักษจึงกลาวติเตียนวาพระกุมารรูแตเทวธรรมเทานั้น แตไมประพฤติใน เทวธรรม เพราะควรทจี่ ะใหน าํ อนชุ าองคใ หญม าจงึ จะชอื่ วา ทาํ ความนบั ถอื คนที่เจริญ มหิสสาสกุมารตรัสวา ทรงรูเทวธรรมและประพฤติเทวธรรม ดวย แลวกต็ รสั เลา เรื่องใหยกั ษฟง วา พระองคแ ละจันทกมุ าร ตองเขาปา กเ็ พราะสรุ ยิ กมุ ารซง่ึ เปน อนชุ าองคเ ลก็ พระราชบดิ าประทานพรแกอ นชุ า องคเล็ก แตมิไดประทานพรแกพ ระองคแ ละจนั ทกมุ าร เมื่อพระมารดาเลี้ยงทูลขอราชสมบัติใหแกอนุชาองคเล็กซ่ึงเปน พระโอรสของพระนาง พระราชบิดาก็จําตองทรงอนุญาต เพราะไดทรง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 373
374 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ลั่นพระวาจาไวแลว และทรงอนุญาตใหพระองคและจันทกุมารไปอยูปา ฝายอนุชาองคเล็กขอมาดว ย ฉะนน้ั เมื่อพระองคก ลา ววา อนุชาองคเ ลก็ ถูกยักษตนหนึ่งกินเสียในปาแลว ใครเลาจักเชื่อถือ ฉะน้ันพระองคจึงให นาํ อนชุ าองคเ ลก็ มาเพอ่ื มใิ หใ ครตาํ หนไิ ด ยกั ษไ ดฟ ง เหตผุ ลแลว เกดิ ความ เลอ่ื มใส จงึ คนื อนชุ าใหท ง้ั สองพระองค ตอ มาเมอื่ พระราชบดิ าสวรรคตแลว มหิสสาสกุมารจึงกลับมาทรงครอบครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ประทานตําแหนงอุปราชแกจันทกุมาร ประทานตําแหนงเสนาบดีแก สุริยกมุ าร และไดท รงนาํ ยกั ษซ่ึงไดกลับตวั เปนผมู ศี ลี ไมดรุ า ยเยย่ี งยกั ษ ทัง้ หลายแลว นํามาบาํ รุงไวใ นบา นเมืองใหเปนสุขสบื ไป ในเรื่องนี้ พระราชาทรงรักษาสัจจะท่ีใหไวแกพระอัครมเหสี ทรงยกราชสมบตั ใิ หแ กส รุ ยิ กมุ าร มหสิ สาสกมุ ารทรงรกั ษาสจั จะทใี่ หไ วต อ พระราชบิดาทรงกลับไปครอบครองราชสมบัติเมื่อพระราชบิดาสวรรคต แลว และผีเสื้อน้ํา ก็รักษาสัจจะจับเฉพาะคนท่ีลงไปในสระเปนอาหาร และเวน คนทร่ี เู ทวธรรม อานสิ งสข องการรกั ษาสจั จะ จงึ ทาํ ใหม หสิ สาสกมุ าร ไดครอบครองราชสมบัติ และยักษก็ไดรับการดูแลเปนอยางดีทําใหอยู อยางมีความสุขตลอดชีวติ เบญจธรรม ข้อท่ี ๕ สติสมั ปชญั ญะ ความระลึกได้และความร้ตู วั สติสมั ปชญั ญะ แยกเปน ๒ ศพั ท คือ สติ และ สัมปชัญญะ สติ หมายถงึ ความระลกึ ได สมั ปชญั ญะ หมายถงึ ความรตู วั ธรรม ๒ ประการนี้ เปนธรรมท่ีมีอุปการะมาก จําเปนตองใชในกิจทุกอยาง เพราะเปนเหตุ ใหบ ุคคลสามารถควบคมุ การกระทํา การพดู การคิด ใหอยใู นกรอบของ ศีลธรรม ชวยใหมีการยับยั้งชั่งใจ ใหมีการพิจารณา ไตรตรองอยาง รอบคอบ กอ นจะทาํ จะพูด จะคิด และในขณะทก่ี าํ ลังทํา กําลังพูด และ กําลังคิด สติสัมปชัญญะ ยอมทําใหมีจิตใจมั่นคง ไมถลําลงไปในทางที่ 374
ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 375 เสือ่ ม และไมพ ลาดโอกาสในการกระทําความดี สติสมั ปชญั ญะ เปนอัปปมาทธรรมที่กอใหเกิดประโยชนตอ การดาํ เนินชวี ิตในดา นตา งๆ เชน ๑. ทาํ ใหเ กดิ ความระมดั ระวังตวั ๒. เปนเคร่ืองยับยั้ง เตือนไมใหตกไปในทางเส่ือม ไมใหมัวเมา ลุมหลง ไมใหเพลดิ เพลนิ ไปในสิง่ ที่เปนทกุ ขเ ปน โทษตอ ตนเอง ๓. เปนเครื่องกระตุนเตือนใหขวนขวายในการสรางความดียิ่งๆ ขนึ้ ไป ไมห ยุดอยกู บั ที่ ไมทอดธุระไมเ กยี จคราน ทงั้ ยงั ชว ยปอ งกนั ไมใ ห เกดิ โรคภยั ๔. เปน เครือ่ งเรงเราใหม คี วามขะมักเขมน ๕. เปน เครอ่ื งทาํ ใหเกิดความสาํ นึกในหนา ทอี่ ยูเสมอ ๖. เปน เครอื่ งทําใหเกดิ ความละเอียดรอบคอบในการทาํ งาน พฤติกรรมของคนที่มีสติสัมปชัญญะ พึงเห็นไดดวยความไม ประมาท ในเรอ่ื งดังตอไปนี้ ๑. ความไมป ระมาทในเวลา คือ ไมป ลอยใหเ วลาลว งเลยไปโดย เปลาประโยชน หรือไมผดั วันประกันพรงุ กระตือรอื รน ในการกระทาํ กจิ ที่ เปนประโยชนแกต นเองและสังคมสวนรวม ๒. ความไมป ระมาทในวยั คอื บริหารชวี ติ ใหเหมาะสม ไมคดิ วา ตนเองอายุยังนอย ควรเรงประกอบคุณงามความดี ทําหนาท่ีของตนให เหมาะสมกับวัย ๓. ความไมป ระมาทในความไมม โี รค คอื ไมค วรคดิ วา ตวั เองไมม ี โรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน ยังมีสุขภาพแข็งแรงดีอยู ตามความเปนจริง รางกายคนเรานั้นเปนรังหรอื เปน ทอี่ ยขู องโรค ๔. ความไมป ระมาทในชีวติ คอื ความไมวางใจในชวี ติ อยา คิดวา เรายังมชี ีวติ อยสู ุขสบายดี และยงั อยูอกี ยาวนาน เพราะจรงิ ๆ แลว ชีวติ นี้ นอ ยนกั อาจตายเมอื่ ไรกไ็ ด เพราะความตายไมม เี ครอ่ื งหมายใหร ลู ว งหนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 375
376 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี วาเราจะตายเม่ือไร จึงควรเรงขวนขวายในการละความชั่ว สรางความดี และทาํ จิตใจใหผอ งใส ๕. ความไมประมาทในการงาน คอื ความไมปลอยปละละเลยใน การงาน ทํางานทกุ อยางตามหนาที่ของตนใหด ที ส่ี ดุ มคี วามขยันขันแข็ง ทาํ อยางทุมเท เตม็ ความสามารถ ไมผดั วนั ประกันพรุง ไมป ลอยการงาน ใหค ง่ั คางเปน ดินพอกหางหมู ๖. ความไมประมาทในการศกึ ษา คอื ความเอาใจใสในการศึกษา เลาเรียนขวนขวายหาความรูอยางเต็มกําลังความสามารถ ตระหนัก ถึงคุณคาและความสําคัญของการศึกษาหาความรู ซึ่งเปนเคร่ืองมือ ในการดําเนินชวี ิต ๗. ความไมประมาทในการปฏิบัติธรรม คือ ความไมละเลย ในการปฏบิ ตั ธิ รรม มีความเพยี รใสใ จในการปฏิบตั ิธรรมอยางสม่าํ เสมอ ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อสติสมั ปชญั ญะ เรือ่ ง ธมั มิกอบุ าสก ไดย นิ วา ในเมอื งสาวตั ถี มอี บุ าสกผปู ฏบิ ตั ธิ รรมประมาณ ๕๐๐ คน และอุบาสกคนหนึ่งๆ ก็มีอุบาสกเปนบริวารคนละ ๕๐๐ อุบาสกที่เปน หัวหนาอุบาสกเหลา น้นั มีบตุ ร ๗ คน และธิดา ๗ คน อุบาสกนั้น ไดถ วาย สลากยาคู สลากภตั ร ปกขกิ ภัตร สังฆภัตร อุโปสถิกภัตร อาคันตกุ ภตั ร วัสสาวาสิกภัตร อยางละท่ี แกภิกษุสงฆเปนประจํา ภรรยาและบุตรทั้ง ๑๔ คน ก็ไดถ วายภตั รอยา งน้นั คนละท่ี บตุ รทกุ คนของอบุ าสกนน้ั ไดชือ่ วาอนุชาตบุตร บุตรท่ีเกิดมาเสมอกับบิดามารดาดวยคุณธรรม เปนตน เขาพรอมทั้งบุตรและภรรยา ไดเปนผูมีศีล มีกัลยาณธรรม มีความยินดี ในอันจาํ แนกทาน ตอมาเม่ืออุบาสกมีอายุสูงวัยมากแลว เกิดปวยหนักเพราะชรา เขาตอ งการจะฟง ธรรม จงึ สง คนไปกราบทลู พระพทุ ธเจา ขอใหท รงสง ภกิ ษุ 376
ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 377 มาสาธยายธรรม พระศาสดาทรงสงภิกษุท้ังหลายไปตามความประสงค ภกิ ษุเหลานน้ั ไปน่ังบนอาสนะท่ปี ูไวรอบเตียงของเขา เขาขอใหพระภกิ ษุ ท้ังหลายสาธยาย “สติปฏฐานสูตร” ภิกษุทั้งหลายจึงเร่ิมสวดพระสูตรวา “เอกายโน อยํ ภิกขฺ เว มคโฺ ค สตตฺ านํ วิสทุ ธฺ ิยา” เปนตน แปลวา ภกิ ษุ ทัง้ หลาย ทางนีเ้ ปน ทางสายเอก เพื่อความบรสิ ทุ ธิ์แหง สัตวท ัง้ หลาย ขณะน้ัน เทวดาทั้งหลายไดนํารถ ๖ คัน ประดับตกแตงอยาง สวยงาม เทยี มดว ยมา สนิ ธพพนั ตวั มาจากเทวโลกทงั้ ๖ ชนั้ ตา งเชอื้ เชญิ วา “ขาพเจา จักนําไปยังเทวโลกของขาพเจา ขาพเจา จักนําไปยังเทวโลก ของขาพเจา ขอทานจงเกิดในท่ีน้ี เพ่ือความยินดีในเทวโลกของขาพเจา เหมอื นคนทาํ ลายภาชนะดนิ แลวถือเอาภาชนะทองคํา” อุบาสก ไมปรารถนาจะใหเปนอันตรายแกก ารฟง ธรรม จึงกลาว วา “ทานทั้งหลายจงรอกอน ทานทั้งหลายจงรอกอน” ภิกษุตางหยุดน่ิง ดวยสําคัญวา “อุบาสกพูดกับพวกเรา” ฝายบุตรและธิดาของเขา คิดวา “เม่ือกอ นบดิ าของพวกเรา ไมเ คยอิ่มดวยการฟงธรรม แตบัดน้ี ใหน มิ นต ภิกษมุ าสาธยายพระสตู รแลว กลบั หา มเสียเอง ขน้ึ ชือ่ วา สัตวผ ไู มก ลัวตอ ความตายไมมี” แลวพากันรองไห ภิกษุท้ังหลายปรึกษากันเห็นวาไมใช เวลาเหมาะสมทจี่ ะสาธยายพระสูตรตอไป จงึ ลุกจากอาสนะแลวกลับวัด เวลาลวงไปเล็กนอ ย อบุ าสกกก็ ลบั ไดส ติ ถามลกู ๆ วา “พวกเจา รอ งไหก นั ทาํ ไม” จงึ ถามถงึ พระภกิ ษวุ า ไปไหนเสยี ทราบวา พระภกิ ษกุ ลบั วัดแลว จงึ พดู วา พอไมไ ดพ ดู กับพระภกิ ษุ แตพดู กับเทวดาทน่ี ํารถ ๖ คนั มาจากเทวโลกทงั้ ๖ ชน้ั บตุ รทง้ั หลายจงึ ถามวา รถอยทู ไ่ี หน พวกผมมอง ไมเหน็ รถ อบุ าสกจงึ ใหนาํ พวงดอกไมม าแลวบอกบตุ รทงั้ หลายวา พวกเจา จงอธษิ ฐานวา ขอใหพ วงดอกไมจ งคลอ งทแี่ อกรถทมี่ าจากสวรรคช นั้ ดสุ ติ แลว โยนพวงดอกไมข นึ้ ไปเถดิ บตุ รทง้ั หลายไดท าํ อยา งนนั้ พวงดอกไมน น้ั ไดไ ปคลอ งทแี่ อกรถทม่ี าจากสวรรคช น้ั ดสุ ติ หอ ยอยใู นอากาศ มหาชนเหน็ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 377
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420