Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

Published by suttasilo, 2021-06-23 00:39:19

Description: คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

Keywords: คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรี,ธรรมศึกษาชั้นตรี,2561

Search

Read the Text Version

328 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ไดแ อบหยิบเอาเงินของหลวงไปจาํ นวนหนึง่ เจาหนาท่กี ารเงนิ ไมว า อะไร วนั ท่ี ๒ ไดทําอยางนนั้ อกี กไ็ มมใี ครวาอะไร วนั ท่ี ๓ จงึ หยิบเอาเงินไปกาํ มอื หนึ่ง เจา หนา ทกี่ ารเงินโกรธ รองตะโกนใหค นชว ยกนั จบั ตัว เมือ่ จบั ตวั ไดแลว ก็ทุบตีคนละสองสามที แลวพันธนาการไปกราบทูลใหพระราชา รับส่ังลงอาญาหลวงแกเ ขา พราหมณทราบชัดวา ที่คนเขานับถอื ตนนน้ั เพราะการรกั ษาศลี จึงไดกลาววา เรื่องชาติและชนชั้น เปนเร่ืองไรสาระ ศีลน่ีแหละสูงท่ีสุด บคุ คลขาดศลี เสียแลว วิชาความรูก ไ็ มม ปี ระโยชนอะไรเลย เรอ่ื ง ดาบสโกหก ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี มีดาบสโกหกคนหนึ่ง อาศัยอยูใน หมูบานตําบลหน่ึงพักอยูในบรรณศาลาที่กุฎมพีคนหน่ึงสรางถวายในปา มาฉันอาหารในเรอื นของกุฎมพนี ้นั เปนประจํา กุฎมพีเชื่อวา “ดาบสนี้มีศีล” เพราะกลัวโจรจะมาลักทรัพยไป จึงนาํ ทองคาํ ๑๐๐ นกิ ขะไปยังบรรณศาลาของดาบสนนั้ แลวฝงไว ขอให ดาบสชวยดูแลทรัพยนั้น ดาบสแสดงอาการใหกุฎมพีทราบวาไมมีความ โลภในทรัพยสินเงินทองใดๆ ตอบรับแลวคิดวาสามารถจะเลี้ยงชีวิตดวย ทองคํานนั้ ได เมือ่ เวลาผา นไป ๒ - ๓ วัน จึงลกั เอาทองคาํ นัน้ ไปเกบ็ ไว ในท่ีแหงหน่ึงในระหวางทาง ในวันรุงข้ึนฉันอาหารในเรือนของกุฎมพี แลวบอกลากุฎมพี แลวออกเดินทางไปไดหนอยหนึ่งแลววางหญาไวใน ระหวางชะฎากลบั ไปหากฎุ ม พี บอกวานําหญา มาคืนเพราะกลัวโทษของ อทนิ นาทาน กุฎมพมี ีความเลือ่ มใสในดาบสยงิ่ ข้ึน คราวนั้น พระโพธิสัตวไปปจจันตชนบทเพื่อตองการสินคา ซ้ือของกินในเรือนนั้น ฟงคําของดาบสแลว คิดวา ดาบสน้ีคงจะลักเอา ทรัพยบางอยางของกุฎมพีไปแน จึงถามกุฎมพีทราบเรื่องทองท่ีฝาก ดาบสไวแ ลว จงึ บอกใหกฎุ มพีไปตรวจดทู องคําท่ีฝง ไว กฎุ มพไี ปทบ่ี รรณ 328

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 329 ศาลาไมเห็นทองคําท่ีฝงไว จึงติดตามดาบสน้ันไป ท้ังเตะท้ังตอยดาบส แลวใหนําทองคํามาคืน พรอมกับกลาวสําทับวา “ทานของใจวาจะเปน อทนิ นาทานดวยหญาเพยี งเสน เดยี ว แตท องคํา ๑๐๐ นิกขะ ทา นลักเอา ไปได ไมข องใจเลย” ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผรู ักษาสิกขาบทที่ ๒ ยอมไดร บั อานิสงส ดังน้ี ๖.๑ ยอ มมีทรพั ยสมบัตมิ าก ๖.๒ แสวงหาทรัพยโดยชอบธรรมไดโ ดยงาย ๖.๓ โภคทรัพยท่หี ามาไดแ ลว ยอ มมั่นคงถาวร ๖.๔ สมบัติไมฉิบหายเพราะโจรภัย อัคคีภัย และอุทกภัย เปน ตน ๖.๕ ยอมไดรบั อรยิ ทรัพย ๖.๖ ยอมไมไ ดยินและไมร จู กั คําวา “ไมมี” ๖.๗ อยทู ไ่ี หนก็เปนสขุ เพราะไมม ใี ครเบียดเบยี น สิกขาบทที่ ๒ นี้ เปนหลักประกนั ทรัพยส นิ ตอ งการใหเ วนจาก การประกอบมิจฉาชีพทุกชนิดใหประกอบสัมมาชีพ เลี้ยงชีวิตในทางท่ี ชอบ ขยันทํามาหากินหนักเอาเบาสู พอใจภูมิใจท่ีจะสรางตัวสรางฐานะ ดวยความพากเพยี รพยายามของตนเอง ใหร ักศักดศิ์ รตี นเองยงิ่ กวา ส่ิงใด เบญจศีล สิกขาบทที่ ๓ กาเมสุ มิจฉฺ าจารา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑. ความม่งุ หมาย สิกขาบทน้ี คําวา กาม ไดแก กิริยาที่รักใครกันในทางประเวณี ความไมประพฤติผิดในกามคือ การไมลวงละเมิดทางเพศ เคารพ กรรมสิทธ์ิในบุคคลท่ีหวงแหนหรือคูครองของคนอ่ืน ไมตกอยูในอํานาจ ความกําหนัดยินดีในทางเพศ ในเชิงสรางสรรคมุงความเปนปกแผนของ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 329

330 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สถาบนั ครอบครวั ปลกู ความรกั ความสามคั คี ปอ งกนั ความแตกรา วในหมู คณะ และทาํ ใหไ วว างใจซง่ึ กนั และกนั ในทางตรงกนั ขา มการประพฤตผิ ดิ ในกามเทา กบั เปน การทาํ รา ยจติ ใจของคนอน่ื สง ผลกระทบถงึ ความเสยี หาย เชน การประหตั ประหารกนั เปนตน ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา ธรรมดามนษุ ยป ถุ ชุ น คอื ผทู ยี่ งั ขอ งเกยี่ วกบั เรอื่ งกามารมณ ยอ ม มคี วามปฏพิ ทั ธร กั ใครฉนั สามภี รรยาตามธรรมเนยี มประเพณี เพอ่ื สบื สาย เผาพันธุมนุษย ซึ่งนับวาเปนการประพฤติถูกตองในเรื่องกาม จัดเปน กายสุจริต แตการลวงละเมิดทางเพศในบุคคลท่ีตองหาม ถือวาเปนการ ประพฤติผดิ ในกาม จดั เปนกายทุจริต ในความเปนจริงคนเราอาจใหหรอื ใหหยิบยืมขาวของเงินทองแกกันและกันได หรือจะถือเอาโดยวิสาสะใน ฐานะคนคนุ เคยกนั กย็ งั ได แตเ รอ่ื งการลว งละเมดิ ในสามภี รรยาและบคุ คล อันเปนที่รักที่หวงแหนของกันและกันจะกระทําไมได เพราะจะทําใหขาด ความเปนเพ่ือนขาดความเคารพนับถือถึงข้ันเปนศัตรูประหัตประหาร ซ่งึ กนั และกนั ได ๓. ข้อห้าม ในสิกขาบทน้ี หามการประพฤติผิดในกาม คือการลวงละเมิด ทางเพศ ในบุคคลตองหา ม ทง้ั เพศชายและเพศหญงิ บคุ คลต้องห้าม บุคคลต้องห้าม หมายถึง บุคคลท่ีผูใดจะประพฤติผิดหรือ ลว งละเมดิ ทางเพศไมไ ด มอี ยู ๒ ประเภท คอื หญงิ ตอ งหา ม และชายตอ ง หา ม หากผใู ดประพฤตผิ ดิ กบั หญงิ หรอื ชายตอ งหา ม ผนู น้ั ผดิ ศลี ถา ทง้ั สอง ฝา ยเปน ผตู อ งหา มดว ยกนั ประพฤตผิ ดิ รว มกนั กผ็ ดิ ศลี ทง้ั สองฝา ย บคุ คล ท่ีเปนหญิงแตมีจิตใจเปนชาย และบุคคลที่เปนชายแตมีจิตใจเปนหญิง ก็อนโุ ลมในบคุ คลตองหาม ตามสิกขาบทนด้ี วย 330

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 331 หญิงต้องห้าม หญงิ ตองหา ม หมายถงึ บุคคลตอ งหา มสาํ หรับชาย มี ๓ ประเภท ใหญๆ คอื ๑. สสั สามิกา หญิงมีสามี หมายถึง หญิงท่ีอยูกินกับฝายชาย ฉันภรรยาสามี ทั้งท่ีแตงงานหรือไมไดแตงงาน รวมถึงหญิงท่ีรับส่ิงของ มีทรัพยเปนตนของฝายชายแลวยอมอยูกับฝายชายนั้น ตลอดถึงหญิง ท่ีฝายชายรับเล้ียงดูเปนภรรยา จะไดจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย หรือไมก ต็ าม หญงิ ประเภทนี้ จะหมดภาวะทเี่ ปน หญงิ ตอ งหา มกต็ อ เมอ่ื หยา ขาด จากสามีหรอื สามีตายแลว แมห ญงิ ท่สี ามีถูกกกั ขงั เชน ถกู จาํ คกุ หากยัง ไมไ ดหยาขาดจากกนั กถ็ อื วาเปน หญงิ ตอ งหาม หรอื สามีตอ งโทษจําคุก ตลอดชวี ิต หญงิ น้นั กย็ ังอยใู นฐานะตองหาม ตราบเทาท่สี ามียังมชี วี ิตอยู ชายใดประพฤตผิ ิดตอ หญงิ มีสามี ถือวา ผิดศลี ๒. ญาติรกั ขิตา หญิงท่ีญาติรกั ษา หมายถงึ หญงิ ทม่ี ีญาติเปน ผูป กครอง ไมเ ปนอสิ ระแกต น เพราะอยูใ นการปกครองดูแลพทิ ักษรักษา ของบดิ ามารดา ญาตพิ ่ีนอง หรอื วงศตระกลู ชายใดประพฤติผิดตอ หญงิ ที่ญาตริ กั ษา ถือวา ผดิ ศลี หญิงท่ีญาติรักษาน้ัน เมื่อรับของหม้ันจากฝายชายและตกลงจะ แตง งานกนั นบั แตรับของหมัน้ แลว หญงิ นั้นชื่อวาอยใู นการรกั ษาทั้งของ ญาตแิ ละของคหู มน้ั จะพน จากการรกั ษาของคหู มน้ั กต็ อ เมอื่ ไดค นื ของหมนั้ หรอื บอกเลิกการหมัน้ น้ันแลว ๓. ธมั มรกั ขิตา หญิงที่ธรรมรกั ษา หมายถงึ หญงิ ทม่ี ีศีลธรรม กฎหมายหรอื จารีตคมุ ครองรักษามี ๒ ประเภท คือ หญงิ ผูเ ปนเทือกเถา เหลากอของตน และหญิงมีขอหา ม หญิงตอ งหา มโดยพสิ ดาร มี ๒๐ ประเภท คอื คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 331

332 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ ๑. มาตรุ กั ขิตา หญิงทม่ี ารดารกั ษา ๒. ปิ ตรุ กั ขิตา หญิงท่ีบดิ ารกั ษา ๓. มาตาปิ ตรุ กั ขิตา หญิงท่ีมารดาบดิ ารกั ษา ๔. ภาตรุ กั ขิตา หญงิ ทีพ่ ่ชี ายนองชายรักษา ๕. ภคินีรกั ขิตา หญิงทพี่ ่สี าวนอ งสาวรักษา ๖. ญาตีรกั ขิตา หญงิ ทญ่ี าติรกั ษา ๗. โคตตรกั ขิตา หญงิ ทชี่ นทมี่ ีสกุลหรือแซรักษา ๘. ธมั มรกั ขิตา หญงิ ทีธ่ รรมรักษา ๙. สารกั ขา หญงิ ทม่ี ีผหู มายมัน่ ไวตั้งแตอยูในครรภ หรือหญงิ ทมี่ คี ูหมน้ั ๑๐. สปริทณั ฑา หญิงทกี่ ฎหมายคุมครอง ๑๑. ธนกีตา หญิงท่ีชายซอ้ื มาเปนภรรยา ๑๒. ฉันทวาสินี หญงิ ที่อยกู ับชายดว ยความรักใครกันเอง ๑๓. โภควาสินี หญิงที่อยูเปนภรรยาชายดวยโภคสมบตั ิ ๑๔. ปฏวาสินี หญงิ เขญ็ ใจไดผ า นงุ ผา หม แลว อยเู ปน ภรรยา ๑๕. โอทปัตตกินี หญงิ ท่ชี ายขอเปน ภรรยาดว ยพิธีแตง งาน ๑๖. โอภตจมุ พตา หญงิ ท่ชี ายชวยปลงภาระอนั หนกั ลงจาก ศรี ษะแลวอยเู ปนภรรยา ๑๗. ทาสีภริยา หญิงคนใชท เี่ ปนภริยา ๑๘. กมั มการี ภริยา หญงิ รบั จางทําการงานทเ่ี ปนภรยิ า ๑๙. ธชาหฏา หญิงเชลยทเ่ี ปนภรยิ า ๒๐. มหุ ตุ ติกา หญิงท่ชี ายอยูดวยช่วั คราว ถา ชายลวงในหญิง ๒๐ จาํ พวกน้ี แมจาํ พวกใดจาํ พวกหน่ึงพรอม ดว ยองคต ามที่กลา วในขอ ๔ กข็ าดจากสกิ ขาบทที่ ๓ กาเมสมุ จิ ฉาจาร คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 332

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 333 หญิงผเู้ ป็นเทือกเถาเหล่ากอของตน เทือกเถา หมายถึง หญิงซ่ึงเปนญาติผูใหญนับยอนข้ึนไปทาง บรรพบรุ ษุ ๓ ชน้ั คอื ยาทวด ยายทวด ยา ยาย และมารดาของตนเอง เหลา่ กอ หมายถงึ หญงิ ผสู บื สนั ดานจากตน นบั ลงไปสามชน้ั คอื ลกู หลาน และเหลน ชายใดประพฤติผิดตอหญิงผูเปนเทือกเถาเหลากอของตน ถอื วาผิดศีล หญิงมีข้อห้าม มี ๒ ประเภท คือ ๑. หญิงประพฤติพรหมจรรย์ไดแ ก ภกิ ษณุ ี สามเณรี สกิ ขมานา แมชี และอุบาสกิ าผูร ักษาศลี ๘ หรืออุโบสถศลี ๒. หญิงท่ีกฎหมายจารตี ประเพณีรกั ษา ไดแ ก หญงิ ทกี่ ฎหมาย จารตี ประเพณหี า มมใิ หล ว งละเมดิ เชน หญงิ ทยี่ งั ไมบ รรลนุ ติ ภิ าะ หญงิ พกิ าร ทพุ พลภาพ ชายต้องห้าม ชายต้องห้าม หมายถงึ บคุ คลตอ งหา มสาํ หรบั หญงิ มี ๒ ประเภท คือ ชายอน่ื นอกจากสามขี องตนสําหรบั หญิงที่มีสามี และชายที่จารตี หา ม สาํ หรบั หญงิ ท่ัวไป ๑. ชายอ่ืนนอกจากสามีตน เปนบุคคลตองหามสําหรับหญิง ทมี่ ีสามี ๒. ชายที่จารีตห้าม ไดแก นักบวชในศาสนาที่หามเสพเมถุน เชน ภิกษุ สามเณร เปน ตน เปน บุคคลตองหามสําหรบั หญงิ ทว่ั ไป ท้งั ท่ีมี สามีและไมมสี ามี หญิงใดประพฤตผิ ดิ ตอ ชายตองหา ม ถือวาผิดศลี หาก มีความยนิ ดพี รอมใจกันในการลว งประเวณี ก็ผิดศลี ทั้งสองฝาย ศลี สกิ ขาบทท่ี ๓ นี้ ผใู ดประพฤตผิ ดิ ตอ บคุ คลตอ งหา มดงั กลา วมา ทั้งหมด ถือวาผิดศีล หากทั้งสองฝายมีความยินดีพรอมใจในการลวง ประเวณี กผ็ ิดศลี ทัง้ สองฝาย นอกจากการหา มประพฤติผดิ ประเวณีแลว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 333

334 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ยังหามการกระทําประเวณีในสถานท่ีอันไมสมควร เชน โบสถ วิหาร ลานพระเจดีย เปน ตน ผูร ักษาศีลตามสิกขาบทน้ี พึงเวน แมการผูกสมัคร รักใครฉ ันชสู าว การเกี้ยวพาราสี การพูดแคะ การเลน หูเลน ตา หรือแมแต การใชสื่ออิเลคทรอนิคกับบุคคลตองหามในเชิงชูสาว เพราะเปนเหตุให ลว งละเมดิ ศีลขอ นี้ไดง าย ๔. หลกั วินิจฉัย การลว งละเมดิ สกิ ขาบทที่ ๓ ทท่ี าํ ใหศ ลี ขาด ประกอบดว ยองค ๔ คอื ๔.๑ หญิงหรอื ชายนน้ั เปนบคุ คลตอ งหา ม ๔.๒ จติ คดิ จะเสพ ๔.๓ พยายามเสพ ๔.๔ อวยั วะเครอื่ งเสพจดถึงกัน ๕. โทษของการล่วงละเมิด ผทู ลี่ ว งละเมดิ สกิ ขาบทท่ี ๓ ประพฤตผิ ดิ ในกาม จะมโี ทษมากหรอื นอ ย ขนึ้ อยกู บั คณุ ความดขี องคนทถี่ กู ลว งละเมดิ ความแรงของกเิ ลส และ ความพยายาม นอกจากน้ันผูท ล่ี ว งละเมดิ ยอมไดรับกรรมวบิ าก ดังน้ี ๕.๑ ยอ มเกดิ ในนรก ๕.๒ ยอมเกิดในกําเนิดสตั วเ ดยี รัจฉาน ๕.๓ ยอ มเกิดในกาํ เนดิ เปรตวสิ ยั ๕.๔ ยอ มเปน ผมู รี า งกายทพุ พลภาพ ขเ้ี หร มากไปดว ยโรค ๕.๕ โทษเบาทสี่ ดุ หากเกดิ เปน มนษุ ยยอ มเปน ผมู ศี ตั รรู อบดา น ตวั อย่างโทษของการล่วงละเมิดเบญจศีลสิกขาบทท่ี ๓ เรอ่ื ง จฬู ธนุคคหบณั ฑิต ครงั้ อดตี กาลไดม ชี ายหนมุ ชาวพาราณสคี นหนง่ึ นามวา จฬู ธนคุ คห- บัณฑิต เรียนวิชากับอาจารยทิศาปาโมกขท่ีเมือกตักกสิลา เขาเปน 334

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 335 ชายหนุม หนา ตาดี มคี วามประพฤติเรยี บรอ ย เรยี นเกง เปน ทรี่ กั ใครของ อาจารย เม่ือเรียนศิลปวิทยาจบแลว จึงลาอาจารยกลับบาน อาจารยได ยกลูกสาวคนหน่ึงใหเปนภรรยา ในระหวางทางไดเกิดการตอสูกับพวก โจรที่มาคอยดักปลน ไดฆาโจรตายไปหลายคน เมื่อลูกศรในมือหมด จึงตอสูกับหัวหนาโจรดวยมือเปลา บอกใหภรรยานําดาบมาให แต ภรรยากลับเกิดความรักในตัวหัวหนาโจรท่ีตนเพิ่งจะพบเห็นเด๋ียวน้ันเอง จึงสง ดาบใหโจรฆา ชายหนุมตาย โจรพานางไปถึงแมน้ําสายหนึ่ง คิดวา หญิงคนนี้พบชายอ่ืนเขา คงจะใหฆ าเราเหมอื นกันใหเราฆาสามีเธอ เราไมตองการผูหญิงคนนี้ จงึ ออกอบุ ายหลอกลวงเอาทรพั ยส นิ เงนิ ทองของเธอจนหมดสนิ้ แลว กจ็ ากไป โดยท้ิงคําพูดไวกับเธอวา แมคนงามเธอเอาสามีที่เคยเชยชิดกันมานาน แลกกบั ฉนั ซงึ่ มใิ ชส ามที ไ่ี มเ คยเชยชดิ วนั หลงั เธอคงจะเอาฉนั แลกกบั ชาย อน่ื อกี ฉนั จะหนเี ธอไปใหไ กลทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะไกลได หญงิ สาวคนนนั้ ไมม ใี คร คบหาสมาคมดวย เพราะประพฤติผดิ ศีลขอท่ี ๓ น้ีน่ันเอง ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผูรักษาสกิ ขาบทท่ี ๓ ยอ มไดรับอานสิ งส ดังน้ี ๖.๑ ไมมีศตั รูเบียดเบยี น ๖.๒ เปน ที่รักของคนทง้ั หลาย ๖.๓ มที รพั ยสมบัติบรบิ รู ณ ๖.๔ ไมเกิดเปนหญิงหรือเปน กระเทย ๖.๕ เปน ผูส งา มอี าํ นาจมาก ๖.๖ มีอนิ ทรยี  ๕ บริบรู ณ ๖.๗ มคี วามสุข ไมต องทํางานหนกั คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 335

336 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สิกขาบทท่ี ๓ น้ี เปน หลักประกนั ครอบครวั ตองการใหเวนจาก การประพฤตผิ ดิ ในกาม ควบคมุ ตนเองได มคี วามสาํ รวมระวงั ในกาม ยนิ ดี พอใจเฉพาะคคู รองของตน รกั ษาเกยี รตขิ องตนและผอู น่ื ทาํ ใหอ ยรู ว มกนั อยา งไวว างใจกนั เบญจศีล สิกขาบทที่ ๔ มสุ าวาทา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการพดู เทจ็ ๑. ความม่งุ หมาย สิกขาบทนี้ มีความมุงหมายเพื่อหามการตัดประโยชนทางวาจา ปองกันการทําลายทั้งประโยชนตน คือคุณธรรมที่มีในตนและประโยชน ผอู ื่นท่ีจะพงึ ไดร ับดวยการพูดเท็จ หรือดวยการใหขอ มลู ขา วสารที่ไมเปน จรงิ คนทั้งหลายยอมชอบและเชื่อถือความจริงดว ยกนั ทกุ คน จะถามหรือ ฟง ขอ ความอะไรกบั ใคร ก็ตอ งการความจรงิ แมจะใหใครเชอื่ ถอ ยคําของ ตน ก็ตองอางความจริงขึ้นมาพูด เม่ือความจริงเปนเชนน้ีผูใดพูดมุสาก็ ชือ่ วาเปน การตัดประโยชนท ้ังของตนและคนอื่น สิกขาบทนีม้ ุงสงเสริมให รกั ษาความซอื่ สตั ยส จุ รติ ความซอื่ ตรงตอ กนั อนั เปน เหตนุ าํ มาซง่ึ ความรกั ความสามัคคขี องหมูคณะ ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา ในพทุ ธศาสนสภุ าษติ ไดก ลา วถงึ ลกั ษณะของคนชอบพดู เทจ็ ไวว า “นตถฺ ิ อการิยํ ปาปํ มสุ าวาทิสสฺ ชนฺตโุ น แปลวา ไมม่ ีความชวั่ อะไรที่ คนชอบพดู เทจ็ จะทาํ ไม่ได้” เพราะคนชอบพดู เท็จ พูดโกหกหลอกลวง หรอื พูดมเี ลศนยั ในแงม ุมตา งๆ นั้น ไดช ื่อวาทําลายคุณธรรมในจติ ใจของ ตนเอง และทาํ ลายประโยชนข องผอู น่ื ในการพดู เทจ็ นน้ั คนโกหกจะไดร บั ผลเสียหายรา ยแรง คือจะกลายเปน คนเหลาะแหละ ขาดความนา เช่ือถอื ดงั น้ันทา นจงึ หามไมใ หล วงละเมดิ ศลี ขอ นี้ 336

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 337 ๓. ข้อห้าม สกิ ขาบทน้ี หา มการพดู เทจ็ เมอื่ มงุ ความจรงิ เปน หลกั จงึ กาํ หนด ขอหามไว ๓ อยาง คือ มสุ า อนุโลมมสุ า และปฏสิ สวะ การพูดมุสาทําใหศีลขาด สวนอนุโลมมุสาและปฏิสสวะ ทําให ศีลดา งพรอย มสุ า มสุ า แปลวา เท็จ ไดแก โกหก หมายถึง การทําเท็จทุกอยาง การแสดงความเท็จเพื่อใหผูอื่นเขาใจผิดน้ัน ทําไดทั้งทางวาจาและ ทางกาย ดังน้ี ทางวาจา คือ พดู ออกมาเปน คาํ เทจ็ ตรงกบั คําวาโกหก ซึ่งเปน ที่เขา ใจกันอยูแลว ทางกาย คือ การแสดงกิริยาอาการท่ีเปนเท็จ เชน การเขียน จดหมายโกหก การเขยี นรายงานเทจ็ การทําหลักฐานปลอม การตีพิมพ ขาวสารอันเปนเท็จ การเผยแพรขาวสารอันเปนเท็จทางส่ืออิเลคทรอนิค การทําเคร่ืองหมายใหคนอ่ืนหลงเช่ือและเขาใจผิด รวมถึงการใชใบให คนอ่นื เขาใจผดิ เชน สน่ั ศีรษะในเรื่องควรรบั หรอื พยกั หนาในเรื่องท่ีควร ปฏิเสธ มสุ า มปี ระเภททจ่ี ะพึงพรรณนาเปน ตวั อยา ง ดงั นี้ ปด ไดแ ก มสุ าตรงๆ โดยไมอ าศยั มลู เลย เชน ไมเ หน็ วา เหน็ ไมร ู วา รู ไมมีวา มี เปน ตน ส่อเสียด คือ พูดยุแยงเพ่ือใหเขาแตกกันและพูดใหตนเองเปน ท่ีรกั หลอก คอื พดู เพอ่ื จะโกงเขา พดู ใหเ ขาเชอ่ื พดู ใหเ ขาเสยี ของใหต น ยอ คือ พดู เพ่อื จะยกยองเขา พูดใหเ ขาลืมตัวและหลงตวั ผิด กลบั คาํ คอื พดู ไวแ ลว แตต อนหลงั ไมย อมรบั ปฏเิ สธวา ไมไ ดพ ดู คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 337

338 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ทนสาบาน ไดแ ก กริ ยิ าทเี่ สยี่ งสตั ยว า จะพดู ความจรงิ หรอื จะทาํ ตามคาํ สาบาน แตไ มไดพ ดู หรอื ทาํ ตามน้นั เชน พยานทนสาบานแลว เบิก คําเทจ็ เปน ตน ทาํ เล่ห์กระเท่ห์ ไดแก กิริยาท่ีอวดอางความศักด์ิสิทธิ์อันไม เปนจรงิ เพอ่ื ใหค นหลงเช่ือนยิ มยกยอง และเปนอุบายหาลาภแสวงหาผล ประโยชนส ว นตน เชน อวดรวู ชิ าคงกระพนั วา ฟน ไมเ ขา ยงิ ไมอ อก เปน ตน มารยา ไดแก กิริยาท่ีแสดงอาการใหเขาเห็นผิดจากท่ีเปนจริง เชน เปน คนทศุ ลี ทาํ ทาทางเครงครัดใหเ ขาเห็นวา เปนคนมีศลี ทาํ เลศ ไดแ ก พดู มสุ าเลนสาํ นวน พดู คลมุ เครือใหผฟู ง เขาใจผิด เชน เห็นคนวิ่งหนีเขามา เมื่อผูไลติดตามมาถาม จึงยายไปยืนที่อ่ืนแลว พูดวา ตงั้ แตม ายนื ที่น่ี ไมเ หน็ ใครเลย เสริมความ ไดแ ก พดู มสุ าอาศยั มลู เดมิ แตเ สรมิ ความใหม ากกวา ที่เปนจริง เชน โฆษณาสรรพคุณสนิ คาเกินความเปนจริง เปนตน อาํ ความ ไดแ ก พดู มสุ าอาศยั มลู เดมิ โดยตดั ขอ ความทไี่ มป ระสงค จะใหร ูออกเสีย เพื่อใหผ ูฟงเขา ใจเปน อยา งอืน่ เชน เรือ่ งมากพูดใหเหลือ นอยเพื่อปดความบกพรอ ง บุคคลพูดดวยวาจาหรือทํากิริยาแสดงทาทางอยางใดอยางหน่ึง ผอู น่ื รแู ลว เขาจะเชอ่ื หรอื ไมเ ชอ่ื เปน ประมาณ บคุ คลผพู ดู หรอื แสดงอาการ น้ันไดชื่อวา พดู มสุ าในสิกขาบทนี้ อนุโลมมสุ า อนุโลมมสุ า คือการพดู เรอ่ื งไมเ ปนจริง แตม ิไดมีเจตนาจะทําให ผูฟงเขาใจผิดหรือหลงเชื่อเพียงแตพูดเพื่อใหเจ็บใจ มีประเภทที่จะพึง พรรณนาเปน ตวั อยา ง ดังน้ี เสียดแทง ไดแ ก กริ ยิ าทพี่ ดู ใหผ อู น่ื เจบ็ ใจ ดว ยอา งเรอื่ งทไี่ มเ ปน จรงิ เชน ประชด คอื การกลา วแดกดนั ยกใหส งู กวา พน้ื เพเดมิ ของเขา หรอื ดา คือการกลาวถอยคาํ หยาบชาเลวทรามกดใหต ่ํากวาพืน้ เพเดมิ ของเขา 338

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 339 สบั ปลบั ไดแ ก พดู กลบั กรอกเชอื่ ไมไ ด พดู ดว ยความคะนองปาก แตผ พู ดู ไมไ ดจ งใจจะใหค นอนื่ เขา ใจผดิ เชน รบั ปากแลว ไมท าํ ตามทร่ี บั นนั้ อนโุ ลมมสุ านี้ แมจ ะมไิ ดเ ปน มสุ าคอื ทาํ เทจ็ โดยตรง แตก น็ บั เขา ใน มุสา ไมควรพดู พูดแลว มีโทษ ผนู ยิ มความสภุ าพแมจ ะวา กลา วลกู หลาน ก็ไมควรใชคําดาหรือคําเสียดแทง ควรใชคําสุภาพ แสดงโทษผิดใหรูสึก ตัวแลว หามปรามมใิ หกระทาํ ตอไป ปฏิสสวะ ปฏิสสวะ ไดแก การรับคําของคนอ่ืนดว ยความตงั้ ใจจะทาํ ตามที่ รบั คาํ นนั้ ไวจ รงิ แตภ ายหลงั เกดิ กลบั ใจไมท าํ ตามทร่ี บั คาํ นน้ั ทงั้ ทต่ี นพอจะ ทําตามทรี่ ับคาํ นนั้ ได มปี ระเภททจ่ี ะพงึ พรรณนาเปนตัวอยา ง ดังนี้ ผิดสญั ญา หมายถึง การไมท าํ ตามที่ตกลงกนั ไว เชน ตกลงกัน วา จะเลิกคา ส่งิ เสพตดิ แตพ อไดโ อกาสกก็ ลบั มาคา อกี คืนคาํ หมายถึง การไมทําตามที่รับปากไว เชน รับปากจะให ส่งิ ของแลวไมไดใ ห ตามทีไ่ ดร ับปากไวน ั้น ถ้อยคาํ ที่ไม่จดั เป็นมสุ าวาท ผูพูดถอยคําท่ีพูดตามความสําคัญของตน เรียกวา ยถาสญั ญา หรือตามวรรณกรรมซึ่งเปนคําพูดไมจริง แตไมมีความประสงคจะให ผฟู ง เชอ่ื ไมเ ขา ขา ยผดิ ศลี ตามสกิ ขาบทที่ ๔ นี้ มปี ระเภททจี่ ะพงึ พรรณนา เปน ตัวอยาง ดงั น้ี โวหาร ไดแ ก ถอ ยคําทใ่ี ชเปนธรรมเนียม เพื่อความไพเราะของ ภาษา เชน การเขยี นจดหมายทล่ี งทา ยวา ดว ยความนบั ถอื หรอื ความเคารพ อยางสงู เปน โวหาร การเขียนตามแบบธรรมเนยี มสารบรรณซ่งึ ในความ เปนจรงิ ผเู ขยี นอาจไมไดน ับถือหรือไมไดเ คารพอยางสงู เชนนั้นก็ได นิยาย ไดแ ก เรอื่ งทแ่ี ตง ขน้ึ เรอ่ื งทเี่ ลา กนั มา เรอ่ื งทน่ี าํ มาอา งเพอ่ื เปรียบเทียบใหไดใ จความเปนหลัก เชน นทิ าน ละคร ลเิ ก ซึ่งในทอ งเรือ่ ง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 339

340 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี นน้ั อาจมเี นอ้ื หาทไี่ มเ ปน ความจรงิ แตผ แู ตง ไมไ ดต ง้ั ใจใหค นหลงเชอ่ื เพยี ง แตแ ตง แสดงเนอ้ื หาไปตามทอ งเรอื่ ง สาํ คญั ผิด ไดแก คําพูดท่ีผูพูดสําคัญผิดวาเปนอยางน้ัน ทั้งที่ ความจริงมิไดเปนเชนน้ัน คือผูพูดพูดไปตามความเขาใจของตน เชน ผูพดู จําวนั ผิด จึงบอกผถู ามไปตามวันท่ีจําผิดนนั้ เปนตน พลงั้ ไดแก คําพูดทพ่ี ลาดไปโดยท่ีไมไ ดต ง้ั ใจหรอื ไมทนั คิด เชน ผูพดู ตง้ั ใจจะพดู อยางหนึง่ แตก ลับพลาดไปพดู เสียอีกอยา งหนึง่ ๔. หลกั วินิจฉัย การลวงละเมิดสิกขาบทที่ ๔ ที่ทําใหศีลขาด ประกอบดวย องค ๔ คอื ๔.๑ เรือ่ งไมจ ริง ๔.๒ จติ คดิ จะพูดใหผ ดิ ๔.๓ พยายามพดู ออกไป ๔.๔ ผูฟงเขา ใจเนอ้ื ความน้นั คําอธิบายองค ๔ ของศลี ขอน้ี มีดงั น้ี องคที่ ๑ เรื่องไมจ รงิ คือ เรอ่ื งท่ีพดู น้นั ไมม ีความจรงิ ไมเปนจรงิ เชน ฝนไมตก แตก ลับพดู วาฝนตก องคท่ี ๒ จิตคิดจะพดู ใหผ ดิ คือ ผูพูดจงใจจะพูดใหผิดจากความ เปนจรงิ องคที่ ๓ พยายามพูดออกไป คือ ผูพูดไดพูดคําไมจริงน้ันๆ ออกไป หรือไดกระทาํ เท็จดวยความจงใจ ซงึ่ มใิ ชเปนเพียงความคิดท่ีอยู ในใจ องคท ่ี ๔ ผฟู ง เขา ใจเนอ้ื ความนนั้ คอื ผฟู ง เขา ใจความหมายเหมอื น อยา งทีผ่ ูพูดพูดออกไป สว นผฟู ง จะเช่ือหรอื ไมนั้นไมเ ปนสาํ คญั 340

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 341 ๕. โทษของการล่วงละเมิด ผูทลี่ ว งละเมิดสิกขาบทท่ี ๔ คอื ประพฤตมิ ุสาวาท จะมโี ทษมาก หรอื นอ ย ขนึ้ อยกู บั ประโยชนท จ่ี ะถกู ตดั รอน หมายความวา ถา การพดู เทจ็ นั้นทาํ ใหเสยี ประโยชนม ากกม็ โี ทษมาก เชน บุคคลที่ไมตองการใหของๆ ตน พูดออกไปวา ไมม ี ก็ยังมีโทษนอ ย แตถ า เปน การพูดเท็จ กอใหเกิด ความเสียหายมาก ก็มีโทษมากเปนตน นอกจากน้ัน ผูที่ลวงละเมิดยอม ไดร ับกรรมวบิ าก ดงั นี้ ๕.๑ ยอมเกิดในนรก ๕.๒ ยอ มเกดิ ในกาํ เนดิ สัตวเ ดียรัจฉาน ๕.๓ ยอ มเกดิ ในกาํ เนดิ เปรตวิสัย ๕.๔ ยอมเปน ผมู วี าจาไมเปนที่เชอ่ื ถอื มีกลิ่นปากเหม็นจัด ๕.๕ โทษเบาทส่ี ดุ หากเกดิ เปน มนษุ ย จะถกู กลา วตอู ยเู สมอ ตวั อย่างของการล่วงละเมิดเบญจศีลสิกขาบทที่ ๔ เรอื่ งหมอตา ในอดตี กาล ในพระนครพาราณสี ไดมจี กั ษแุ พทยคนหนึง่ เที่ยว รกั ษาคนตามหมบู า น ตาํ บลตา งๆ ตอ มาไดพ บกบั หญงิ คนหนง่ึ กาํ ลงั ทกุ ข ทรมานดว ยโรคตาเกอื บจะมองไมเ หน็ หมอตรวจดอู าการแลว บอกวา พอจะ รกั ษาใหหายเปนปกตไิ ด นางจงึ ตอบวา ถา คุณหมอรักษาตาดฉิ นั ใหหาย เปนปกติได ดิฉันกับลูกชาย ลูกสาว จะยอมเปนทาสรับใชไปตลอดชีวิต หมอจงึ ตกลงรักษาให ตอ มาไมน าน ดวงตาของเธอกห็ ายเปนปกติ เธอกลัววาจะตองเปนทาสของหมอตามที่ใหสัญญาไว เมื่อหมอ มาถามอาการจึงแกลงพูดโกหกวากอนนี้ ดวงตาของดิฉันเจ็บปวดเพียง เลก็ นอ ย แตพ อหยอดยาของทา นแลว กลบั เจบ็ ปวดมากกวา เดมิ หมอรทู นั วา ผูหญิงคนนี้หลอกลวงเรา เพราะตองการจะไมใหคารักษา โกรธมาก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 341

342 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี จึงปรุงยาขนาดใหมใหเมื่อนางใชยานั้นหยอดตาแลว ตาท้ัง ๒ ขางได บอดสนิท สตรนี นั้ ตาบอด เพราะการกลา วเทจ็ ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผูรกั ษาสกิ ขาบทท่ี ๔ ยอ มไดรบั อานสิ งส ดังนี้ ๖.๑ มอี นิ ทรยี  ๕ ผองใส ๖.๒ มีวาจาไพเราะ มไี รฟนสมํา่ เสมอเปน ระเบยี บดี ๖.๓ มรี า งกายสมสวนบรบิ รู ณ ผวิ พรรณเปลงปล่ัง ๖.๔ มกี ลน่ิ ปากหอมเหมอื นกลิ่นดอกบัว ๖.๕ มวี าจาศกั ดิ์สิทธ์ิ เปน ที่เชอ่ื ถือของคนทั่วไป ๖.๖ ไมพ ดู ติดอาง ไมเปนใบ ๖.๗ มรี ิมฝปากแดงระเรื่อและบาง สิกขาบทที่ ๔ น้ี เปนหลักประกันความเชื่อถือ ตองการใหเวน จากการพูดเท็จ ซ่ึงเปนการทําลายประโยชนของผูอื่น ใหมีความซื่อตรง ซื่อสัตยและจริงใจตอกัน ทําใหเช่ือถือไววางใจกัน กอใหเกิดมิตรภาพท่ี ถาวร และอยรู วมกนั ดว ยความรักความสามัคคี เบญจศีล สิกขาบทที่ ๕ สรุ าเมรยมชชฺ ปมาทฎฺานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการด่ืมน้ําเมาคือสรุ าและเมรยั อนั เป็ นท่ีตงั้ แห่ง ความประมาท ๑. ความม่งุ หมาย สิกขาบทนี้ มีความมุงหมายเพื่อใหบุคคลในสังคมรูจักรักษา สตสิ มั ปชญั ญะของตนใหส มบรู ณไ มก ระทาํ การอนั เปน โทษแกต น ครอบครวั และสงั คม สง เสรมิ การรกั ษาสขุ ภาพรา งกายใหแ ขง็ แรง ไมม โี รคภยั ไขเ จบ็ เบยี ดเบียน และปอ งกนั ปญ หาสิ่งเสพตดิ ของสงั คมประเทศชาติ 342

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 343 ๒. เหตผุ ลของการรกั ษา สุราและสิ่งเสพติดทุกชนิด เปนสาเหตุสําคัญในการทําลาย สตสิ มั ปชญั ญะของคนเรายงิ่ กวา สงิ่ ใดคนทข่ี าดสตสิ มั ปชญั ญะยอ มตง้ั อยใู น ความประมาทเลินเลอ สรางความเสียหายทั้งแกตนเอง สังคมและประเทศชาติ สามารถกระทาํ ผดิ ศลี ขอ อนื่ ๆ ไดโ ดยงา ย ปด โอกาสในการกระทาํ คณุ งาม ความดีทั้งหลายเปนบอเกิดแหงโรคภัยไขเจ็บ การทะเลาะวิวาทและ อาชญากรรมตางๆ ย่งิ ไปกวานั้น ผูที่ตกเปน ทาสสง่ิ เสพตดิ แมมีชวี ิตอยูก็ เสมือนตายทง้ั เปน ดงั น้นั ทา นจึงหา มไมใ หล วงละเมดิ สกิ ขาบทน้ี ๓. ข้อห้าม สิกขาบทนี้ หามด่ืมน้ําเมา หามเสพสิ่งเสพติดใหโทษ อันเปน สาเหตแุ หง ความประมาทคอื ทาํ ใหส ตฟิ น เฟอ น นํ้าเมามี ๒ ชนดิ คือ สรุ า และเมรยั สุรา หมายถึง น้ําเมาท่ีไดจากการกลั่น เรียกอีกอยางหนึ่งวา เหลา ซงึ่ กลน่ั สกดั ใหม รี สเมาแรงยงิ่ ขน้ึ ในคมั ภรี ว นิ ยั ปฎ ก จาํ แนกสรุ าเปน ๕ ชนดิ คอื สรุ าทาํ ดว ยแปง สรุ าทาํ ดว ยขนม สรุ าทาํ ดว ยขา วสกุ สรุ าทใี่ สเ ชอ้ื สรุ าที่ใสเ ครอ่ื งปรงุ ตางๆ เมรยั หมายถึง นํ้าเมาท่ียงั ไมไ ดกลัน่ เปน แตเพียงของดอง เชน สาโท เหลาดิบ กระแช นํ้าตาลเมา เคร่ืองด่ืมท่ีมีสารแอลกอฮอลผสม ทุกชนิด ในคัมภีรวินัยปฎก จําแนกเมรัยเปน ๕ ชนิด คือ เมรัยทําดวย ดอกไม เมรัยทําดวยผลไม เมรัยทําดวยนํ้าผ้ึง เมรัยทําดวยนํ้าออย เมรัยทใ่ี สเครอื่ งปรุงตางๆ สิ่งเสพติดอื่นๆ เชน ฝน กัญชา มอรฟน เฮโรอีน ยาบา ยาอี ยาไอซ เปน ตน ก็หา มตามสกิ ขาบทน้ี ๔. หลกั วินิจฉัย การลว งละเมดิ สกิ ขาบท่ี ๕ ทที่ าํ ใหศ ลี ขาด ประกอบดว ยองค ๔ คอื คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 343

344 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๔.๑ นา้ํ น้นั เปน นํา้ เมา ๔.๒ จิตคดิ จะด่มื ๔.๓ พยายามดม่ื ๔.๔ ดมื่ ใหล วงลาํ คอลงไป หลกั วนิ จิ ฉยั การลว งละเมดิ สกิ ขาบทที่ ๕ น้ี นอกเหนอื จากวธิ กี าร ดื่มแลว สง่ิ เสพตดิ อนื่ ๆ ท่เี สพดว ยวิธกี ารฉีด สบู รมควัน หรือวิธีอื่นใดที่ ทาํ ใหส ิ่งเสพติดเขาสรู า งกาย ก็อนุโลมตามหลกั วินจิ ฉัยน้ี ๕. โทษของการล่วงละเมิด การลวงละเมิดสิกขาบทท่ี ๕ คือ การดื่มสรุ าเมรยั เสพสง่ิ เสพติด จะมีโทษมากหรือนอย ข้ึนอยูกับอกุศลจิตหรือกิเลสของผูด่ืมหรือเสพ ปริมาณท่ีดื่มหรือเสพ และผลท่ีจะกอใหเกิดการกระทําผิดพลาดชั่วราย นอกจากนัน้ ผูทลี่ ว งละเมิดยอ มไดร บั กรรมวิบาก ดงั นี้ ๕.๑ ยอ มเกิดในนรก ๕.๒ ยอมเกิดในกําเนิดสัตวเดียรจั ฉาน ๕.๓ ยอ มเกดิ ในเปรตวิสยั ๕.๔ ยอมเปน ผมู ีสติไมสมประกอบ ๕.๕ โทษเบาท่ีสุด หากเกดิ เปนมนุษย ยอมเปนบา โทษของการด่ืมนํ้าเมาและเสพสิ่งเสพติด มี ๖ ประการ คือ ๑. เป็นเหตทุ าํ ให้เสียทรพั ย์เมอ่ื บคุ คลดม่ื สรุ าและเสพสง่ิ เสพตดิ เนืองๆ ยอ มจะเลิกยาก เปนเหตใุ หติดสุราและเปนทาสสิง่ เสพตดิ ทัง้ เปน เหตทุ าํ ใหม วั เมาในอบายมขุ อน่ื ๆ ตามมา เชน เทย่ี วผหู ญงิ เทยี่ วกลางคนื เลนการพนัน คบคนชั่วเปนมิตร จึงเปนเหตุทําใหเสียทรัพย พอเปน ตวั อยา ง ดังนี้ ๑.๑ เสยี ทรพั ยเพราะซื้อมาดืม่ หรอื เสพเองและเลีย้ งคนอืน่ ๑.๒ เสียทรัพยเ พราะส่ิงเสพตดิ มีราคาแพง 344

ÇԪҾط¸»ÃÐÇÑμÔ 345 ๑.๓ เสียทรพั ยเ พราะเพ่ิมปริมาณการดม่ื การเสพ ๑.๔ เสียทรัพยเ พราะรกั ษาโรคที่เกิดจากสง่ิ เสพตดิ ๒. เป็นเหตกุ ่อการทะเลาะวิวาท คนทขี่ าดสตเิ พราะดมื่ สรุ าหรอื เปน ทาสสงิ่ เสพติดไมส ามารถควบคุมอารมณต นเองได มีจิตใจแปรปรวน ผิดปกติ มีความกลา บาบ่ินบันดาลโทสะ หงุดหงิด ฉุนเฉียว มทุ ะลุ วูวาม ไมเ กรงกลัวใคร ชอบพูดพลามย่วั โทสะ ลวนลามคนอนื่ เกดิ การทะเลาะ วิวาทหรือทํารายคนใกลชิดและคนอ่ืนไดโดยงาย โดยท่ีสุดถึงกับฆากัน ตายกม็ ี ๓. เป็นเหตเุ กิดโรค สง่ิ เสพตดิ เมอื่ เสพเขา ไปแลว มผี ลทาํ ใหบ น่ั ทอนสขุ ภาพ เกดิ โรคใน รา งกายหลายชนดิ ไดง า ย ในวงการแพทยย นื ยนั ตรงกนั วา สรุ าเปน วตั ถทุ ี่ เปน อนั ตรายตออวัยวะทางเดนิ อาหาร ระบบประสาท ทางเดินของโลหติ ตอมไรท อ และระบบการหายใจ จึงเปน เหตทุ ําใหเกิดโรคตา งๆ ดงั นี้ ๓.๑ โรคทางระบบประสาท เชน นอนไมหลับ จิตหลอน ประสาทหลอน พรํ่าเพอ กลามเนื้อสวนปลายแขนขาออนแรง ซึมเศรา ลมชัก ระแวง ๓.๒ โรคมะเร็ง เชน มะเร็งในปากและชองปาก มะเร็ง หลอดอาหาร มะเรง็ ลาํ ไสใ หญ มะเรง็ กระเพาะอาหาร มะเรง็ ตบั มะเรง็ เตา นม ในผหู ญงิ มะเร็งรังไข ๓.๓ โรคเรอ้ื รงั เชน ตบั ออ นอกั เสบเฉยี บพลนั เบาหวาน ตบั อกั เสบ กระเพาะอาหารอกั เสบ โรคตอ มหมวกไต กระดูกพรนุ โรคเกา ต พิษสุราเรอ้ื รัง ๓.๔ โรคทางระบบหลอดเลือดและหัวใจ เชน เสนเลือดท่ี เล้ียงหัวใจตีบ กลา มเนื้อหัวใจเสือ่ ม ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพ ทางเพศ สมองสวนนอกลบี ฝอ หวั ใจเตน ผิดจังหวะ หวั ใจลมเหลว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 345

346 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๔. เป็ นเหตุเสียชื่อเสียง คนที่ติดสุราหรือเปนทาสสิ่งเสพติด มสี ตฟิ น เฟอ น ยอ มกระทาํ ความผดิ ทาํ ลายชอื่ เสยี งทกุ อยา งทตี่ นไดส ง่ั สมมา จงึ เปนเหตุเสยี ชอ่ื เสยี ง พอจะพรรณนาเปนตวั อยางดงั น้ี ๔.๑ เสียความนิยมเคารพนับถือ ๔.๒ เสียความเปนแบบอยางที่ดีของครอบครัว ลูกหลาน และคนท่ัวไป ๔.๓ เสียสถานภาพทีด่ ที างสังคม เชน เปน ผูใหญบาน เปน กาํ นนั กไ็ มไดร ับความเช่อื ถือเปนตน ๔.๔ ถกู ติเตียน ๕. เป็นเหตใุ ห้ไม่ร้จู กั ละอาย วญิ ชู นยอมสงวนศักด์ริ ักเกียรติ ของตนเอง จงึ ไมท าํ สง่ิ ทนี่ า อดสใู หค นทงั้ หลายดหู มนิ่ แตส รุ าและสงิ่ เสพตดิ ทาํ ใหค นทเี่ สพแลว ลมื เกยี รตยิ ศศกั ดศิ์ รขี องตนเอง แสดงกริ ยิ าวาจาอนั นา อดสไู ดท กุ อยา ง มนี อนกลางถนน ถา ยอจุ จาระ ปส สาวะตอ หนา สาธารณชน เปดเผยอวัยวะอันพึงปกปด พูดจาหยาบคาย พูดเพอเจอ พูดเรื่องท่ีไม ควรเปด เผย เปน ตน ๖. บนั่ ทอนกาํ ลงั ปัญญา สรุ าและสง่ิ เสพตดิ ทาํ ลายระบบประสาท ทาํ ลายสตแิ ละทาํ ลายสขุ ภาพดงั กลา วแลว ทาํ ใหค นตดิ สรุ าและสงิ่ เสพตดิ มี สมองมนึ ชา มปี ญ ญาทบึ ขาดไหวพรบิ ปฏภิ าณ ขาดเชาวป ญ ญา คดิ เชอ่ื งชา ความจาํ เส่ือม หลงลมื งาย ตวั อย่างของการล่วงละเมิดเบญจศีล สิกขา บทที่ ๕ เรือ่ ง พระราชาผดู้ ื่มนํ้าเมา ในอดตี กาล ในกรุงพาราณสี พระราชาพระองคหนึ่ง ทรงดม่ื สุรา เปนประจํา เวนจากการด่ืมนํ้าเมาแลวไมสามารถจะทรงปฏิบัติราชกิจได เวน จากเนอื้ แลวจะไมเสวยพระกระยาหาร 346

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 347 ตามปกติ ในวนั อโุ บสถจะไมม กี ารฆา สตั ว คนทาํ ครวั จะตอ งซอื้ เนอ้ื กอนวันอุโบสถแลวเก็บไว วันหนึ่ง คนทําครัวเก็บเนื้อไวไมดี สุนัข ทงั้ หลายคาบไปกนิ เสยี คนทาํ ครวั หาเนอ้ื ใหมม าทาํ อาหารไมไ ด จงึ ไมก ลา นําพระกระยาหารเขาไปถวายพระราชา จึงกราบทลู เร่อื งน้ันแดพระเทวี พระนางดาํ รัสวา “พอ บตุ รของเราเปนทีร่ กั เปน ที่พอพระทัยของ พระราชา เม่ือพระองคท อดพระเนตรเธอแลว ทรงจุมพติ คลอเคลียเธออยู จะไมท รงทราบวา พระกระยาหารของพระองคม เี นอ้ื หรอื ไมม ี เราจะใหบ ตุ ร นนั้ นง่ั ทพ่ี ระอรู ขุ องพระองค เจา ควรนาํ พระกระยาหารเขา ไปในเวลาทท่ี รง เยาหยอกกับพระโอรส” แลว ไดท รงทําอยางน้นั คนทําครัวนอมพระกระยาหารเขาไปในเวลาน้ัน พระราชาทรง เมาน้ําจัณฑ ไมเห็นเน้ือในถาดจึงตรัสถามวา “เน้ืออยูไหน” คนทําครัว กราบทูลวา “ขาแตสมมติเทพ วนั นเี้ ปนวนั อโุ บสถ ขา พระพุทธเจา หาเนอื้ มาทาํ พระกระยาหารไมไ ด” พระราชาตรสั วา “เนอื้ สาํ หรบั เราหาไดย ากนกั หรือ” ดังน้ีแลว ทรงรัดพระศอพระโอรส จนถึงชีพิตักษัยแลวโยนไปขาง หนาคนทําครวั ใหนําไปทาํ อาหารแลว นาํ มาโดยเร็ว คนทําครัวไดทําอยางนั้น ไมมีแมแตคนเดียวท่ีจะรองไห หรือ จะกราบทูล เพราะกลัวพระราชอํานาจ พระราชาเสวยพระกระยาหาร ดว ยเนอื้ พระโอรส บรรเทาความหิวแลว ในเวลาใกลร ุงทรงต่นื สรางเมา แลว รับสั่งใหนําพระโอรสมา ขณะน้ันพระเทวีทรงครํ่าครวญพลางทูลวา “ขาแตสมมติเทพ วานน้ี ฝาพระบาททรงฆาพระโอรสแลว เสวย พระกระยาหารดวยเน้ือของพระโอรส” พระราชาทรงกันแสงเพราะความโศกในพระโอรส เห็นโทษใน การดม่ื นา้ํ เมาวา “ทกุ ขน เ้ี กดิ ขน้ึ แกเ รา เพราะการดมื่ สรุ า” ทรงหยบิ ฝนุ เชด็ พระพักตร อธิษฐานวา “ตั้งแตน้ีไป เรายังไมบรรลุพระอรหัตเพียงใดจัก ไมดื่มสุราอันเปนเหตุแหงความพินาศเห็นปานนี้เพียงนั้น” ต้ังแตน้ันมา ทา วเธอก็ไมทรงดม่ื สุราอีก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 347

348 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี เรอ่ื ง นักเลงสรุ า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตวเปนเศรษฐีมีทรัพย ประมาณ ๔๐ โกฏิ ทาํ บญุ ทง้ั หลายมที านเปน ตน สน้ิ ชพี แลว ไดไ ปเกดิ เปน ทา วสกั กเทวราช พระโพธสิ ตั วน น้ั มบี ตุ รคนเดยี วเทา นน้ั เมอื่ บดิ าสนิ้ ชพี แลว เขาใหปลูกปะรํา หอมลอมดวยมหาชน ดื่มสุราเขาใหทรัพยคร้ังละพันๆ แกน กั เตน ระบาํ ฟอ นราํ และขบั รอ งเปน ตน ไดเ ปน นกั เลงหญงิ นกั เลงสรุ า และนักเลงกินเนื้อเปนตน หมกมุนอยูในเรื่องมหรสพ มีการฟอนรํา การ ขบั รอ งและการประโคม เปน ตน เปน ผดู าํ รงชวี ติ อยดู ว ยความประมาท ทาํ ทรัพยประมาณ ๔๐ โกฏิ พรอมท้งั วัสดอุ ันเปน อปุ กรณ แกเ ครอื่ งอุปโภค และบริโภคใหฉิบหายแลว ช่ัวระยะเวลาไมนาน ไดกลายเปนคนยากจน กําพรา เหลือแตผานงุ เกาๆ คลมุ กาย ทา วสกั กะทรงทราบวา เขาเปน คนยากจน จงึ เสดจ็ มา เพราะความ รักในบุตร พระราชทานหมอ ดนิ ที่ใหส มบัตทิ ตี่ อ งการไดทกุ อยางแลวตรสั วา “จงรกั ษาหมอนีไ้ วใหด ี อยา ใหแตก เพราะเมื่อหมอ ยังอยูท รพั ยสมบตั ิ ทกี่ ําหนดนบั ไมได ก็ยงั คงมีอยู เจาจงอยาประมาท” ดังนีแ้ ลว เสด็จไปสู สถานทข่ี องพระองคต ามเดมิ ตง้ั แตน น้ั มา เขาก็หนั กลับไปด่มื สุราเหมอื น เดมิ ตอมาวันหน่ึง เขาเมาแลว โยนหมอ ข้ึนไปในอากาศแลวรบั ครั้งแลว คร้ังเลา แตเกิดรบั พลาดไปครัง้ หนง่ึ หมอไดตกลงมาบนพนื้ แตกกระจาย ตงั้ แตน นั้ มาเขากก็ ลบั เปน คนเขญ็ ใจอกี ตอ งนงุ ผา เกา ถอื กระเบอ้ื งขอทาน อาศัยฝาเรือนคนอน่ื อยไู ปตลอดชีวติ ๖. อานิสงสข์ องการรกั ษา ผรู ักษาสกิ ขาบทท่ี ๕ ยอมไดรับอานิสงส ดงั น้ี ๖.๑ ระลกึ ถงึ อดตี อนาคต ปจ จบุ ันไดร วดเรว็ ๖.๒ มสี ตติ ง้ั มัน่ ทกุ เม่อื ๖.๓ มีความรูม าก มีปญ ญามาก 348

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 349 ๖.๔ ไมบา ไมใ บ ไมม ัวเมาหลงใหล ๖.๕ มวี าจาไพเราะ มีถอ ยคําเปนทีน่ า เชอ่ื ถือ ๖.๖ มีความซอ่ื สัตย สุจรติ ทั้งกาย วาจา ใจ สิกขาบทท่ี ๕ น้ี เปน หลักประกนั สุขภาพ ตองการใหเวน จากการ ด่ืมนํ้าเมา และเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด ซ่ึงเปนการบ่ันทอนสุขภาพ หรือ ทําลายชีวิตของตน ตลอดท้ังปองกันความเสื่อมเสียในชีวิตและทรัพยสิน ของตนเองและผูอน่ื เปนการรักษาสตสิ ัมปชัญญะของตนใหสมบูรณ เบญจธรรม เบญจธรรมแปลวา คณุ ธรรม๕ประการหรอื เรยี กอกี อยา งหนงึ่ วา เบญจกลั ยาณธรรม แปลวา ธรรมอนั ดีงาม ๕ ประการ เก้ือกูลแก การรกั ษาเบญจศลี เปน ขอ ปฏบิ ตั ทิ ยี่ งิ่ ขนึ้ ไปกวา ศลี เปน หลกั ปฏบิ ตั เิ บอื้ งตน ของมนุษยที่ทําใหเปนมนุษยโดยสมบูรณ ทําใหผูปฏิบัติมีจิตใจสงบสุข ไมม เี วรภัย ปราศจากศัตรคู อู าฆาต ผูรกั ษาเบญจศลี จงึ ควรมีเบญจธรรม ไวป ระจาํ ใจ ในพระบาลีไดแสดงคุณของกัลยาณชนไววา บุคคลผูมีศีลควรมี กลั ยาณธรรมควบคกู ันไป ขอ น้พี ึงเห็นวา ผูเวนจากขอ หา มทงั้ ๕ ประการ ไดช อ่ื วา เปน ผมู ศี ลี และผมู ศี ลี นนั้ จะไดช อื่ วา มกี ลั ยาณธรรมดว ยกนั ทกุ คน กห็ าไม เชน คนมศี ลี ผหู นงึ่ เดนิ ทางไปทางเรอื พบคนกาํ ลงั จะจมนา้ํ ถา คน นน้ั ไมไ ดร บั การชว ยเหลอื กจ็ ะจมนาํ้ ตาย คนมศี ลี ควรจะหยดุ เรอื ชว ยเหลอื ใหเ ขาพน จากอนั ตราย แตก ห็ าไดม จี ติ กรณุ าทจ่ี ะทาํ อยา งนนั้ ไม กรณเี ชน นี้ ศีลของเขาไมขาด แตเขาขาดกัลยาณธรรมขอกรุณา ยอมเปนที่ติเตียน ของบัณฑิตท้ังหลาย กรณีเดียวกันนี้หากเขามีความกรุณาชวยคนน้ันให พนอันตรายจากการจมนํ้า เขาจึงจะไดช่ือวามีท้ังศีล มีท้ังกัลยาณธรรม อาจกลาวไดวา “การเวนจากการฆา เปนการรักษาศีล การชวยชีวิต เปน การปฏิบัตธิ รรม” คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 349

350 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ กัลยาณธรรมน้ันมี ๕ ประการ คอื เมตตา กรุณา สมั มาอาชวี ะ กามสังวร สัจจะ และสติสัมปชัญญะ โดยผูรักษาศีล พึงประพฤติปฏิบัติ ตามกลั ยาณธรรมควบคูก นั ไป ดงั นี้ เบญจศีล ค่กู บั เบญจธรรม เวน จากการฆาสัตว คูกับ เมตตา กรุณา เวนจากการลักทรัพย คูก บั สัมมาอาชีวะ เวนจากการประพฤติผดิ ในกาม คูกับ กามสงั วร เวนจากการกลา วคาํ เทจ็ คูก ับ สัจจะ เวน จากการด่มื สรุ า คกู ับ สตสิ ัมปชัญญะ เบญจธรรม ข้อท่ี ๑ เมตตากรณุ า ความรกั ใครป่ รารถนาให้เป็นสขุ และความสงสารคิดช่วยให้พน้ ทกุ ข์ เมตตากรณุ า เปนกัลยาณธรรม ธรรมท่ีดีงามหรือธรรมทีท่ าํ ให เปน กลั ยาณชน เมตตากรณุ านเ้ี ปน คณุ ธรรมทเี่ กอ้ื กลู ตอ การรกั ษาศลี ขอ ท่ี ๑ ทําใหม จี ิตใจงดงาม เชน คนทีม่ ีความรักความสงสารสตั ว ยอ มมจี ิตใจ ออ นโยนคดิ เก้อื กลู ไมค ิดทํารา ยหรือทําลายชีวติ สตั ว ฉะนนั้ จึงควรปลกู เมตตากรุณาใหเกิดข้ึนควบคูไปกับศีล เพราะเมตตากรุณาเปนคุณธรรม พน้ื ฐานของมนุษย คือ มนษุ ยรสู ึกรกั รูจักสงสาร ความรักทง้ั ปวงเกดิ จาก ความเมตตากรุณาน้ี หากคนเราทําลายคุณธรรมพื้นฐานน้ีแลว ความรัก ทง้ั ปวงก็เกิดมีไมไ ด ชีวิตของทุกคนดํารงอยูไดก็ดวยอาศัยความเมตตากรุณาของ ผูอ่ืนมาตั้งแตเบื้องตน เชน บุตรธิดา ไดรับการเลี้ยงดู การเอาใจใสจาก บดิ ามารดา ไดรับการอนเุ คราะหเก้อื กูลจากญาติพ่นี อง ไดรับวชิ าความรู วิธีการเล้ียงชีพจากครูอาจารย เปนตนมาตามลําดับ หากไมไดรับความ เมตตากรุณาจากผอู นื่ ไหนเลยจะสามารถดาํ รงตนอยูได และเม่ือเตบิ โต คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 350

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 351 เปนผูใหญแลวก็ถึงเวลาอันสมควรท่ีจะแสดงเมตตาตอผูอ่ืนบาง โลกจึง จะตัง้ อยูได หากบคุ คลปราศจากเมตตากรณุ าแลว ยอ มไดชอื่ วา เปนคน ใจจดื เห็นแกประโยชนต นฝายเดียว ฉะนน้ั เมื่อทกุ คนมีชีวิตเจริญมาดว ย ความเมตตากรณุ าของผูอน่ื ก็สมควรปลกู เมตตากรณุ าสืบตอ ไป เมตตา คือ ความรักใครปรารถนาใหผูอ่ืนเปนสุข ตรงกับคําวา ไมตรีจิต คือจิตใจท่ีประกอบดวยเมตตา เมื่อมีเมตตาตอกันแลวยอมคิด เก้ือกูลกันใหมีความสุข ถึงแมจะประพฤติผิดพลั้งพลาดตอกันบางก็ให อภยั กนั และไมถ อื โทษโกรธกนั เหมอื นอยา งมารดาบดิ าผเู ปย มดว ยเมตตา ยอ มไมถ ือโทษตอบุตรธิดา หรอื ครูอาจารยไมถือโทษตอศษิ ย ในทางตรง กนั ขา ม ถา ขาดเมตตาตอ กนั แลว แมป ระพฤตผิ ดิ ตอ กนั เพยี งเลก็ นอ ยกใ็ ห อภยั กนั ไมไ ด ปญหาเล็กนอยกก็ ลายเปน ปญหาใหญ กรณุ า คอื ความสงสารคิดจะชวยใหพน ทุกข ผูที่มจี ติ ใจประกอบ ดว ยกรณุ าเหน็ ความทกุ ขย ากของคนอน่ื กพ็ ลอยหวนั่ ใจสงสารคดิ จะชว ย เหลอื ใหพ น ทกุ ข ทนไมไ ดเ มอื่ เหน็ ผอู น่ื ไดร บั ความทกุ ขย ากลาํ บาก อนั เปน แรงผลกั ดนั ใหย นื่ มอื เขา ชว ยเหลอื ทางใดทางหนงึ่ เพอื่ ใหเ ขาพน จากความ ทกุ ขน น้ั กรณุ า เปนเหตุใหมนุษยและสตั วค ิดชว ยเหลอื เกือ้ กูลกัน เปล้อื ง ทุกขภัยของกันและกัน การแสดงความกรุณาน้ีเปนคุณธรรมท่ีมนุษย ทุกคนควรปฏิบัติ เม่ือเปนเด็กเราเคยไดรับความกรุณาจากผูอ่ืนมาแลว และยังหวังความกรุณาตอไปอีก เม่ือถึงเวลาที่จะตองแสดงความกรุณา แกผ ูอ ืน่ เชนนน้ั บางกค็ วรทาํ ลักษณะของผูมีความกรุณา คือเปนคนเสียสละไมเห็นแกตัว ไมเห็นแกได จิตใจกวางขวางเอื้อเฟอเผ่ือแผ บําเพ็ญประโยชนและ สรา งสรรคสิ่งดีงามแกคนอ่ืนและสังคม บคุ คลใดเมื่อสามารถจะชว ยเหลอื ผูอื่นใหพนจากความทุกขยากได แตก็ไมแสดงความชวยเหลือ ผูน้ันได ชอื่ วา คนใจดาํ มีแตเ อาเปรยี บโลกหวังแตเพยี งวา ผูอน่ื จะใหอ ะไรเราบาง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 351

352 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ไมเคยคิดวา เราจะใหผ อู ่นื ไดอ ยางไร การชว ยชีวิตคนและสัตวเดยี รัจฉาน เปนพ้ืนฐานสําคัญแหงการแสดงความกรุณา เปนกิจอันผูปกครองหรือ ผูนําไมค วรละเลย การชว ยชวี ติ คน เปน เบอื้ งตน แหง การแสดงความกรณุ า ธรรมเนยี ม ของนานาอารยประเทศ เชน เร่ืองการเดินเรือทะเล หากพบเรือท่ีเกิด อนั ตรายตอ งหยดุ ชว ยคนใหร อดปลอดภยั กอ นจงึ จะเดนิ เรอื ตอ ไปได แมใ น เรื่องการสงคราม เมอ่ื จบั เชลยท่ยี อมแพวางอาวธุ แลวก็ไมทาํ รา ย ใหก าร ดูแลความเปนอยูตามอัตภาพ เม่ือส้ินศึกสงครามก็สงตัวกลับประเทศ ไมย ึดเปนเชลยตอ ไป ธรรมเนยี มนีย้ งั แผไปถงึ สัตวเ ดียรจั ฉาน ผทู มี่ จี ิตใจออนโยน เม่อื เหน็ สตั วเ ดยี รจั ฉานทจี่ ะถกู ฆา มกั มใี จกรณุ าและซอื้ ไถช วี ติ แมใ นการทาํ บญุ เพื่อความเปนสิริมงคลแหงชีวิต ก็นิยมแจกทานแกคนยากจนและปลอย สตั วใหเ ปน อสิ ระ เชน ปลอ ยนก ปลอ ยปลา เปน ตน แมในคร้ังโบราณกาล พระเจาแผนดินบางพระองค ก็ประกาศหามมิใหฆาสัตวบางชนิด เรียกวา พระราชทานอภัยแกสัตวเหลาน้ัน ธรรมเนียมนี้มีปรากฏมาถึง ปจจบุ ัน เชน หา มฆา สัตวป าสงวน หามจับปลาในฤดวู างไข เปน ตน วิธีปลกู เมตตากรณุ า เมตตา คือ ความรักใครปรารถนาใหเปนสุข กรุณา คือ ความสงสารคดิ ชว ยใหพ น ทกุ ขน นั้ ลาํ ดบั แรกใหป ลกู เมตตาในตนเองกอ น แลวจึงแผเจาะจงไปในคนท่ีรักใครนับถือ ซึ่งเปนบุคคลใกลชิด วิธีเชนน้ี ทําใหเกิดเมตตาไดงาย ตอจากน้ัน ใหแผไปในบุคคลท่ีหางไกลออกไป แผไปถึงบุคคลที่ไมชอบพอกันตามลําดับ เม่ือแผเมตตาโดยเจาะจงได สะดวกแลว ก็แผโดยไมเจาะจงไปในสรรพสัตวไมมีประมาณทุกถวน หนา การฝกหัดแผเมตตาเชนน้ีบอยๆ เมตตากรุณาก็จะเกิดขึ้นในจิตใจ บุคคลที่มีเมตตากรุณางอกงามในจิตใจแลว ยอมคิดสรางสรรคสิ่งท่ีเปน 352

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 353 สาธารณประโยชน เชน สรา งวดั สรา งโรงเรยี น สรางโรงพยาบาล สถาน สงเคราะหคนชรา เปนตน เหมือนการหวานพืชแลวหม่ันรดนํ้าพรวนดิน เนอื งๆ พชื ก็จะงอกงามข้ึนฉันนนั้ นอกจากนน้ั ในการแสดงออกซง่ึ เมตตากรณุ าน้ี ควรคดิ ชว ยเหลอื ดวยวิธกี ารท่ยี ง่ั ยนื เชน การสงเคราะหค นยากจนดว ยการใหวัตถสุ ิ่งของ อาจเปนเพียงการชวยเหลือเฉพาะหนาช่ัวคร้ังชั่วคราว แตถาชวยเหลือ ดวยการใหวิชาความรูในการหาเลี้ยงชีพ ก็จะเปนการชวยเหลือที่ย่ังยืน เชน นี้นับวาเปนการแสดงออกซ่งึ เมตตากรณุ าทีฉ่ ลาดยงิ่ ขึน้ ความมีเมตตากรุณาแกกันและกัน เปนคุณธรรมท่ีงดงามก็จริง ถึงอยางน้ันผูตั้งอยูในเมตตากรุณาพึงเปนคนฉลาดในการแสดงออก จึงจะสําเร็จประโยชนได ถาไมฉลาดมุงแตจะเมตตากรุณาอยางเดียว บางคร้ังก็อาจจะเกิดโทษแกตนได เชน พบคนตกนํ้า ถาตนเองวายนํ้า ไมเปน ก็พึงหาวัสดุชวยเหลือชีวิตแทน หรือเห็นบุตรของตนกระทําผิด กฎหมาย เชน เสพสิ่งเสพติด ถูกเจาหนาท่ีจับกุม คิดแตจะชวยเหลือ จงึ วงิ่ เตน ใชเ งนิ ทอง ปด คดลี บลา งความผดิ เชน น้ี ถอื วา เปน การแสดงออก ซ่ึงเมตตากรุณาที่ไมถูกตอง ทั้งเปนการกระทําผิดกฎหมายบานเมือง อีกดวย ในเร่ืองน้ี บิดามารดาพึงตั้งอยูในอุเบกขา โดยถือวาเม่ือกระทํา ความผิดแลวก็สมควรไดรับโทษ และการถูกลงโทษตามกฎหมายน้ัน อาจสง ผลใหเ กดิ การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมใหเ ปน ไปในแนวทางทด่ี ขี นึ้ ได อานิสงสข์ องการเจริญเมตตา พระพุทธองคท รงแสดงอานิสงส หรอื ประโยชนที่จะพงึ ไดรบั จาก การเจรญิ เมตตาไวใ นเมตตาสตู ร อฏั ฐกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย ๑๑ ประการ ดังนี้ ๑. หลับเปน สุข ๒. ตืน่ เปนสุข คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 353

354 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. ไมฝน ราย ๔. เปน ทร่ี กั ของมนุษยทง้ั หลาย ๕. เปนทรี่ กั ของอมนษุ ยท ง้ั หลาย ๖. เทวดารกั ษา ๗. ไฟ ยาพิษ หรือศัสตรา ยอมไมกลา้ํ กรายทาํ รายได ๘. สีหนาผองใส ๙. จติ ตั้งม่ันเปนสมาธไิ ดเร็ว ๑๐. ขณะจะส้ินชีวติ มสี ตสิ ัมปชญั ญะสมบรู ณ ๑๑. เม่ือยังไมบรรลุคุณธรรมสูงสุดคืออรหัตตผล ยอมเกิด ในพรหมโลก ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อเมตตากรณุ า เร่อื ง สวุ รรณสาม ในอดีตกาล ครอบครัว ๒ ครอบครัว เปนสหายกัน ครอบครัว หน่ึงมีบุตรชาย นามวา ทุกูลกุมาร อีกครอบครัวหน่ึงมีบุตรสาว นามวา ปาริกากุมารี ทุกูลกุมารและปาริกากุมารีมีความปรารถนาตรงกันคือ ประสงคจ ะออกบวช ไมอยากดาํ เนินชวี ิตแบบชาวบา น แตบ ดิ ามารดาจับ ใหท งั้ สองแตง งานกนั แมจ ะแตง งานกนั แลว ทงั้ สองกย็ งั คงประพฤตติ อ กนั เหมือนเพอ่ื น ไมเคยประพฤตติ อกนั ฉันสามภี รรยา และไดเพยี รออนวอน บิดามารดาขอออกบวช จนกระทั่งไดรับอนุญาต จึงเดินทางเขาปาใหญ อธิษฐานออกบวชอยางดาบส บําเพ็ญธรรมอยู ณ ศาลาในปาน้ัน เปน ผูเจริญเมตตาอยางม่ันคงตอสัตวทั้งหลาย ทําใหบรรดาสัตวทั้งหลายใน บรเิ วณนน้ั ตางกม็ ีเมตตาตอ กัน ไมท ํารา ยซง่ึ กนั และกัน วนั หนงึ่ พระอนิ ทรเ ลง็ เหน็ อนั ตรายซงึ่ จะบงั เกดิ แกท กุ ลู ดาบสและ ปาริกาดาบสินี จึงตรสั บอกแกด าบส และขอใหมีบุตร เพือ่ เปนผชู ว ยเหลือ 354

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 355 ปรนนิบัติในยามยากลําบาก แตดาบสไมประสงคจะมีบุตร เพราะเปน ผูประพฤติพรหมจรรย พระอินทรจึงบอกวิธีมีบุตรท่ีไมตองใชการรวม ประเวณี แตปฏิบัติโดยใชมือลูบทองนางปาริกาดาบสินี ทุกูลดาบสจึงได ทาํ ตาม ตอ มา นางปารกิ าดาบสนิ กี ต็ งั้ ครรภ ครน้ั ครบกาํ หนดกค็ ลอดบตุ ร มผี วิ พรรณงดงามราวทองคาํ บรสิ ทุ ธ์ิจงึ ไดช อื่ วา “สวุ รรณสาม”ปารกิ าดาบสนิ ี เลย้ี งดสู วุ รรณสามจนเตบิ ใหญอ ยใู นปา นนั้ มบี รรดาสตั วน อ ยใหญน านาชนดิ แวดลอ มเปน เพอ่ื นเลน ตงั้ แตย งั เปน เดก็ อยู สวุ รรณสามหมน่ั สงั เกตจดจาํ สิ่งทพ่ี อและแมไดปฏบิ ัติ เชน การไปตักนา้ํ ไปหาผลไมเ ปน อาหาร เสน ทางทไ่ี ปหานา้ํ และอาหาร สวุ รรณสามพยายามชว ยเหลอื พอ และแมก ระทาํ กิจกรรมตางๆ เทาท่ีจะทําได เพื่อใหพอแมไดมีเวลาบําเพ็ญธรรมตามที่ ประสงค วันหน่ึง เมื่อทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินีออกไปหาผลไม ในปา เผอิญฝนตกหนกั ทั้งสองจึงหลบฝนอยูที่ตนไมใหญใ กลจอมปลวก โดยไมร วู า ทจ่ี อมปลวกนนั้ มงี พู ษิ อาศยั อยู นาํ้ ฝนทชี่ มุ เสอ้ื ผา และมนุ ผมของ ทงั้ สองไหลหยดลงไปในรงู ู ทาํ ใหง ตู กใจพน พษิ ออกมาปอ งกนั ตวั พษิ รา ย ของงูเขาตาทั้งสองคน ความรายกาจของพิษทําใหดวงตาบอดมืดมิดไป ทันที ทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินี จึงไมสามารถจะกลบั ไปถึงศาลา ทพ่ี กั ได เพราะมองไมเห็นทาง ตองวนเวียนคลาํ ทาง อยทู ี่นน้ั เอง ฝายสุวรรณสาม คอยพอแมอยูที่ศาลา ไมเห็นกลับมาตามเวลา จงึ ออกเดนิ ตามหา ในทส่ี ดุ กพ็ บพอ แม วนเวยี นอยขู า งจอมปลวก ไดท ราบ วา พอ แมต าบอดกร็ อ งไห แลว กห็ วั เราะ พอ แมถ ามวา เหตใุ ดจงึ รอ งไหแ ลว ก็หัวเราะ สุวรรณสามตอบวา ท่ีรองไหเพราะเสียใจท่ีพอแมนัยนตาบอด แตท ี่หวั เราะ เพราะดีใจท่ลี กู จะไดป รนนิบัตดิ ูแล ตอบแทนพระคุณพอ แม จากนั้นก็พาพอแมก ลับไปยังศาลาทพ่ี ัก จดั หาเชือก มาผกู โยงไวโดยรอบ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 355

356 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สาํ หรบั พอ แมจ ะไดใ ชจ บั เปน ราวเดนิ ไปทาํ กจิ ไดส ะดวกในบรเิ วณศาลานนั้ ทกุ วนั สวุ รรณสาม จะไปตกั นา้ํ เพอื่ ใหพ อ แมไ ดด มื่ ไดใ ช และไปหาผลไมใ น ปามาเปนอาหารแกพอ แมแ ละตนเอง เวลาที่สุวรรณสามออกปาหาผลไม บรรดาสัตวทั้งหลาย จะพา กันมาแวดลอมดวยความไววางใจ เพราะสุวรรณสามเปนผูมีเมตตาจิต ไมเคยทําอันตรายแกฝูงสัตว สุวรรณสามจึงมีเพ่ือนแวดลอมเปนบรรดา สตั วน านาชนดิ พอ แมล กู ทง้ั สามจงึ มแี ตค วามสขุ สงบ ปราศจากความทกุ ข รอ นวนุ วายทง้ั ปวง อยมู าวนั หนงึ่ พระราชาแหง เมอื งพาราณสพี ระนามวา “กบิลยักขราช” ทรงโปรดการออกปาลาสัตว พระองคเสด็จออกลาสัตว มาถงึ ทา นาํ้ ทส่ี วุ รรณสามมาตกั นา้ํ ไปใหพ อ แม พระราชาสงั เกตเหน็ รอยเทา สัตวชุกชุมในบริเวณนั้น จึงซุมคอยจะยิงสัตวที่ผานมากินนํ้า ขณะนั้น สุวรรณสามนําหมอนํ้ามาตักน้ําไปใชท่ีศาลาดังเชนเคย มีฝูงสัตวเดิน ตามมาดวยมากมาย พระราชาทอดพระเนตรเหน็ ก็ทรงแปลกพระทัยวา สุวรรณสามเปนมนุษยหรือเทวดา เหตุใดจึงเดินมากับฝูงสัตว คร้ันจะ เขาไปถามก็เกรงวาสุวรรณสามจะตกใจหนีไป ก็จะไมไดตัว จึงคิดจะยิง ดวยธนใู หห มดกําลังกอ นแลว คอยจับตัวไวซกั ถาม เม่ือสุวรรณสามลงไป ตักน้ําแลวกําลังจะเดินกลับไปศาลา พระราชากบิลยักขราชก็เล็งยิงดวย ธนอู าบยาพษิ ถกู สวุ รรณสามท่ลี ําตวั ทะลุ จากขวาไปซาย สวุ รรณสามลม ลงกบั พน้ื แตย ังไมถึงตาย จึงเอย ขน้ึ วา “เนือ้ ของ เรากินไมไ ด หนงั ของเราเอาไปทําอะไรก็ไมไ ด จะยิงเราทาํ ไม คนที่ยิงเรา เปนใคร ยิงแลวจะซอนตัวอยูทําไม” กบิลยักขราชไดยินวาจาออนหวาน เชน นนั้ กย็ งิ่ แปลกพระทยั ทรงคดิ วา “หนมุ นอ ยนเ้ี ปน ใครหนอ ถกู เรายงิ ลม ลงแลว ยังไมโ กรธเคือง กลบั ใชถอ ยคําอนั ออ นหวาน แทนทีจ่ ะดา วาดว ย ความโกรธแคน เราจะตองแสดงตัวใหเขาเห็น” คิดดังนั้นแลว พระราชา จึงออกจากที่ซุมไปประทับอยูขางๆ สุวรรณสาม พลางตรัสวา “เราชื่อ 356

ÇªÔ Ò¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 357 กบิลยักขราช เปนพระราชาแหงเมืองพาราณสี เจาเปนใคร มาทําอะไร อยูในปานี”้ สวุ รรณสามตอบไปตามความจรงิ วา “ขา พเจาเปนบุตรดาบส ช่ือวาสุวรรณสาม พระองคยิงขาพเจาดวยธนูพิษ ไดรับความเจ็บปวด สาหสั พระองคป ระสงคอ ะไรจงึ ยงิ ขา พเจา ” พระราชาไมก ลา ตอบความจรงิ จงึ แสรง ตรสั เทจ็ วา “เราตงั้ ใจจะยงิ เนอื้ เปน อาหาร แตพ อเจา มาเนอ้ื กเ็ ตลดิ หนไี ปหมด เราโกรธ จงึ ยงิ เจา ” สวุ รรณสามแยง วา “เหตใุ ดพระองคจ งึ ตรสั อยางน้นั บรรดาสตั วท ั้งหลายในปาน้ไี มเคยกลัวขาพเจา ไมเ คยเตลิดหนี ขา พเจาเลย สัตวท ้งั หลาย เปน เพือ่ นของขาพเจา ” พระราชาทรงละอายพระทัยท่ีตรัสความเท็จแกสุวรรณสาม ผถู กู ยงิ โดยปราศจากความผดิ จงึ ตรสั ตามความจรงิ วา “เปน ความจรงิ ตาม ที่เจาวา สัตวทั้งหลายมิไดกลัวภัยจากเจาเลย เรายิงเจาก็เพราะความโง เขลาของเราเอง เจาอยูกับใครในปานี้ ตกั น้ําไปใหใ คร” สวุ รรณสามบว น โลหติ ออกจากปาก ตอบพระราชาวา “ขา พเจา อยูกับพอ แม ซ่ึงตาบอดทัง้ สองคน อยใู นศาลา ในปา นี้ ขา พเจา ทําหนา ทปี่ รนนบิ ัตพิ อ แม ดแู ลหานา้ํ และอาหารสาํ หรบั ทา นทงั้ สอง เมอ่ื ขา พเจา มาถกู ยงิ เชน นี้ พอ แมก จ็ ะไมม ี ใครดแู ลปรนนิบัติอีกตอไป อาหารทีศ่ าลายงั พอสําหรับ ๖ วนั แตไมม ีนํา้ พอแมของขาพเจาจะตองอดนํ้าและอาหารเม่ือปราศจากขาพเจา โอ ! พระราชา ความทุกข ความเจ็บปวดที่เกิดจากถูกยิงดวยธนูของทาน น้ัน ยังไมเทาความทุกข ความเจ็บปวดท่ีเปนหวงพอแมของขาพเจา จะ ตองไดรับความเดือดรอนเพราะขาดขาพเจาผูปรนนิบัติ ตอไปน้ี พอแม คงไมไดเห็นหนาขาพเจาอีกแลว” สุวรรณสามรําพันแลวรองไหดวย ความทุกขใจอยางย่งิ พระราชาทรงไดย นิ ดงั นนั้ กเ็ สยี พระทยั ยงิ่ นกั ทไ่ี ดท าํ รา ยสวุ รรณสาม ผมู คี วามกตญั สู งู สดุ ผไู มเ คยทาํ อนั ตรายตอ สงิ่ ใดเลย จงึ ตรสั กบั สวุ รรณสาม วา “ทานอยากังวลไปเลย สุวรรณสาม เราจะรับดูแลปรนนิบัติพอแม คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 357

358 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ของทานใหเหมือนกับที่ทานไดเคยทํามา จงบอกเราเถิดวาพอแม ของทานอยูที่ไหน” สุวรรณสามไดยินพระราชาตรัสใหสัญญาก็ดีใจ กราบทูลวา “พอแมของขาพเจาอยูไมไกลจากท่ีนี่มากนัก ขอเชิญเสด็จ ไปเถิด” พระราชาตรัสถามวา สุวรรณสามจะสั่งความไปถึงพอแมบาง หรือไม สุวรรณสามจงึ ขอใหพระราชาบอกพอแมว า ตนฝากกราบไหวลา พอ แมม ากับพระราชา เมื่อสุวรรณสาม ประนมมือกราบลงแลว กส็ ลบไป ดว ยธนพู ิษ ลมหายใจหยดุ มอื เทาและรา งกายแขง็ เกร็งดวยพิษยา พระราชาทรงเศราเสียพระทัยย่ิงนัก รําลึกถึงกรรมอันหนักท่ีได กอข้ึนในครั้งน้ีแลวก็ทรงระลึกไดวา ทางเดียวที่จะชวยผอนบาปอันหนัก ของพระองคได ก็คือ ปฏิบัติตามวาจาท่ีสัญญาไวกับสุวรรณสาม คือไป ปรนนิบัติดูแลพอแมสุวรรณสาม เหมือนท่ีสุวรรณสามไดเคยกระทํามา พระราชากบลิ ยกั ขราชจงึ นาํ หมอ นา้ํ ทสี่ วุ รรณสามตกั ไวน น้ั ออกเดนิ ทางไป ศาลาทส่ี วุ รรณสามบอกไว ครน้ั ไปถงึ ทกุ ลู ดาบสไดย นิ เสยี งฝเ ทา พระราชา ก็รองถามข้ึนวา “นั่นใครขึ้นมา ไมใชสุวรรณสามลูกเราแน ลูกเรา เดินฝเทาเบา ไมกาวหนักอยางน้ี” พระราชาไมกลาบอกไปในทันทีวา พระองคย งิ สวุ รรณสามตายแลว จงึ บอกแตเ พยี งวา “ขา พเจา เปน พระราชา แหง เมอื งพาราณสี มาเทยี่ วยงิ เนอื้ ในปา น”้ี ดาบสจงึ เชญิ ใหพ ระราชาเสวย ผลไม และเลาวาบุตรชายช่ือสุวรรณสาม เปนผูดูแลจัดหาอาหารไวให ขณะนส้ี วุ รรณสาม ออกไปตกั นา้ํ อีกสกั ครกู ็คงจะกลบั มา พระราชาจึงตรัสดวยความเศราเสียพระทัยวา “สุวรรณสาม ไม กลับมาแลว บัดนี้สุวรรณสามถูกธนูของขาพเจาถึงแกความตายแลว” ดาบสท้ังสองไดยินดังน้ันก็เสียใจย่ิงนัก นางปาริกาดาบสินีนั้นแตแรก โกรธแคน ทพ่ี ระราชายงิ สวุ รรณสามตาย แตท กุ ลู ดาบสไดป ลอบประโลมวา “จงนึกวาเปนเวรกรรมของสุวรรณสามลูกของเราท้ังสองเถิด จงสํารวม จิตอยาโกรธเคอื งเลย พระราชากไ็ ดย อมรบั ผิดแลว” พระราชาตรัสปลอบ 358

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 359 วา “ทานทงั้ สองอยา กงั วลไปเลย ขา พเจาไดส ัญญากบั สุวรรณสามแลววา จะปรนนบิ ตั ทิ า นทง้ั สองใหเ หมอื นกบั ทสี่ วุ รรณสามเคยทาํ มา ทกุ ประการ” ดาบสทงั้ สองออ นวอนพระราชาใหพ าไปทสี่ วุ รรณสามนอนตายอยู เพอื่ จะไดส มั ผสั ลบู คลาํ ลกู เปน ครง้ั สดุ ทา ย พระราชากท็ รงพาไป ครนั้ ถงึ ที่ สวุ รรณสาม นอนอยู ปารกิ าดาบสนิ กี ช็ อ นเทา ลกู ขน้ึ วางบนตกั ทกุ ลู ดาบส กช็ อ นศรี ษะสวุ รรณสามประคองไวบ นตกั ตา งพากนั ราํ พนั ถงึ สวุ รรณสาม ดวยความโศกเศรา บังเอิญ ปาริกาดาบสินีลูกคลําบริเวณหนาอก สวุ รรณสาม รสู กึ วา ยงั อบอนุ อยู จงึ คดิ วา ลกู อาจเพยี งแตส ลบไป ไมถ งึ ตาย นางจึงตั้งสัตยาอธิษฐานวา “สุวรรณสามลูกเราเปนผูประพฤติดีตลอดมา มคี วามกตญั กู ตเวทตี อ พอ แมอ ยา งยงิ่ เรารกั สวุ รรณสาม ยงิ่ กวา ชวี ติ ของ เราเอง ดว ยสจั จวาจาของเราน้ี ขอใหพ ษิ ธนจู งคลายไปเถดิ ดว ยบุญกศุ ล ที่สวุ รรณสามไดเ ลยี้ งดูพอแมต ลอดมา ขออานุภาพแหง บุญจงดลบนั ดาล ใหสุวรรณสามฟนขึ้นมาเถิด” เมื่อนางตั้งสัตยาอธิษฐานจบ สุวรรณสาม ก็พลิกกายไปขางหน่ึงแตยังนอนอยู ทุกูลดาบสจึงตั้งสัตยาอธิษฐาน เชน เดยี วกนั สวุ รรณสามกพ็ ลกิ กายกลบั ไปอกี ขา งหนง่ึ ฝา ยนางเทพธดิ าว สุนธรี ผูดูแลรักษาอยู ณ บริเวณเขาคันธมาทน ก็ไดตั้งสัตยาอธิษฐาน วา “เราทําหนาท่รี กั ษาเขาคันธมาทนมาเปน เวลานาน เรารักสวุ รรณสาม ผูม เี มตตาจิต และมคี วามกตญั ยู ิ่งกวา ใคร ดว ยสจั จวาจาน้ี ขอใหพิษจง จางหายไปเถิด” ทันใดน้นั สวุ รรณสามก็พลิกกายฟน ต่นื ขน้ึ หายจากพิษ ธนูโดยส้ินเชิง ย่ิงกวาน้ันดวงตาของพอและแมของสุวรรณสามก็กลับแล เหน็ เหมอื นเดมิ พระราชาทรงพศิ วงยงิ่ นกั จงึ ตรสั ถามวา สวุ รรณสามฟน ขน้ึ มาได อยา งไร สวุ รรณสามตอบพระราชาวา “บคุ คลใดเลยี้ งดปู รนนบิ ตั บิ ดิ ามารดา ดวยความรักใครเอาใจใส เทวดาและมนุษยยอมชวยคุมครองบุคคลนั้น นกั ปราชญย อ มสรรเสรญิ แมเ มอ่ื ตายไปแลว บคุ คลนน้ั กจ็ ะไดไ ปบงั เกดิ ใน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 359

360 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สวรรค เสวยผลบญุ แหง ความกตญั กู ตเวทขี องตน” พระราชากบลิ ยกั ขราช ไดยินดังนั้นก็ชื่นชมโสมนัส ตรัสกับสุวรรณสามวา “ทานทําใหจิตใจและ ดวงตาของขาพเจา สวางไสว มองเหน็ ธรรม ตอน้ไี ป ขา พเจา จะรักษาศลี จะบําเพ็ญกุศลกิจ จะไมเบียดเบียนชีวิตสัตว อีกแลว” ตรัสปฏิญญาณ แลวพระราชาก็ทรงขอขมาโทษท่ีไดกระทําใหสุวรรณสามเดือดรอนและ พระองคก็เสด็จกลับพาราณสี ทรงปฏิบัติตามที่ไดตรัสไวทุกประการ จนตลอดพระชนมช ีพ ฝายสุวรรณสามก็เล้ียงดูปรนนิบัติบิดามารดา บําเพ็ญเพียร ในทางธรรม เม่อื สิน้ ชพี ก็ไดไ ปเกดิ ในพรหมโลก รว มกับบดิ ามารดา ดว ย กุศลกรรมท่ีกระทํามาคือ ความเมตตากรุณาตอมนุษยและสัตวทั้งหลาย และความกตัญูกตเวทีตอบิดามารดา อันเปนกุศลกรรมสูงสุดที่บุตรพึง กระทําตอ บดิ ามารดา เรื่อง ลิงใหญ่ ในอดีตกาล เม่ือพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนคร พาราณสี ในหมูบานกาสิกคาม พราหมณชาวนาผูหนึ่งไถนาเสร็จแลว ปลอ ยโคไป เรมิ่ ทาํ การงานขดุ หญา พรวนดนิ ดว ยจอบ ฝงู โคเคยี้ วกนิ ใบไม ทพี่ มุ ไมแ หง หน่ึงพลางพากันหนเี ขาไปสูดงโดยลําดบั พราหมณน ัน้ คะเน วา ถงึ เวลาแลว กว็ างจอบเหลยี วหาฝงู โคไมพ บ เกดิ ความโทมนสั จงึ เทย่ี ว คน หาหลงทางเขา ไปในปา ทบึ เขา ไปจนถงึ ปา หมิ พานต อนั แสนจะกนั ดาร เงยี บสงดั อนั หมกู ญุ ชรชาตทิ อ งเทยี่ วไปมา ตอ งทนหวิ กระหาย เทยี่ วไปใน ปา นนั้ ตลอด ๗ วัน ในปานั้น เขาไดเห็นตนมะพลับตนหนึ่ง ตั้งอยูหม่ินเหม เอนไป ทางปากเหว มีผลดกดื่น ทีแรกเก็บผลที่ลมพัดหลนมากินกอน รูสึก พอใจ ยังไมอิ่ม จึงปน ขึน้ ไปบนตน ดว ยหวงั ใจวา จะกนิ ใหส บายบนตนนั้น เขาเหยียดมือควาเอาผลที่ตองการไปเร่ือยๆ ทันใดน้ันกิ่งไมที่ข้ึนเหยียบ 360

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 361 อยนู น้ั กห็ ักขาดลง ดจุ ถูกตดั ดว ยขวานฉะน้นั เขาพรอมดวยกงิ่ ไมน ้นั รวง ตกลงไปในหวงเหวภูเขาอันขรุขระ ซึ่งไมมีที่ยึดที่เหน่ียวเลย แตตกลง ไปบนน้ําในเหวท่ีหย่ังไมถึงเพราะนํ้าลึก ตองไปนอนไรความเพลิดเพลิน ไรท พ่ี ่ึงอยูใ นเหวนัน้ ๑๐ ราตรีเต็มๆ ภายหลงั มลี งิ ตวั หนงึ่ มหี างดงั หางโค เทยี่ วไปตามซอกเขาเทยี่ วไต ไปตามกง่ิ ไมห าผลไมก นิ ไดม าถงึ ทน่ี นั้ และไดก ระทาํ ความเอน็ ดกู รณุ าให พราหมณเกาะหลงั เอามอื ท้ังสองกอดคอไว แลว กระโดดขนึ้ จากเหวดวย ความยากลําบาก ครั้นขึ้นมาไดแลว พญาวานรเหน่ือยออนขอพักหลับสักครูหนึ่ง ขอใหพ ราหมณชว ยระวังปองกันภยั ให พราหมณเกดิ ความเหน็ อนั ลามกวา ลงิ นก้ี ็เปน อาหารของมนษุ ย ทั้งหลาย เทากับมฤคอน่ื ๆ ในปาน้เี หมือนกัน อยากระนั้นเลย เราควรฆา วานรน้ีกินแกหิวเถิด อนึ่ง อิ่มแลวจักถือเอาเนื้อไปเปนเสบียงเดินทาง เราจกั ตองผานทางกันดาร เนื้อก็จกั ไดเปนเสบยี งของเรา ทนั ใดนน้ั พราหมณจ งึ ไดห ยบิ เอาหนิ มาทมุ ศรี ษะลงิ แตเ นอื่ งจาก มีกําลังนอยเพราะอดอาหารลิงจึงไมตาย ลิงนั้นผลุดลุกขึ้นทั้งๆ ท่ีตัว อาบไปดวยเลือด ร่ําไหมองดูพราหมณดวยนัยนตาอันเต็มไปดวยน้ําตา พลางกลาววา ทานรอดตายมีอายุยืนมาได สมควรจะหามปรามคนอ่ืน แตกลับทํารายขาพเจาเสียเอง ทานกระทํากรรมอันยากที่บุคคลจะทําลง ได นา อดสใู จจรงิ ๆ ขาพเจา ชว ยใหทานขึน้ จากเหวลกึ ซ่ึงยากที่จะขนึ้ ได เชน นี้ ทา นเปนดุจขา พเจานาํ มาจากปรโลก ยงั สาํ คัญตวั ขา พเจาวา ควร จะฆาเสียดวยจิตอันเปนบาปธรรมซ่ึงเปนเหตุใหทานคิดช่ัว ถึงทานจะไร ธรรม เวทนาอันเผ็ดรอ นกอ็ ยา ไดถ ูกตอ งทานเลย และบาปกรรมกอ็ ยา ได ตามฆาทานอยางขุยไผฆาไมไผเลย แนะทานผูมีธรรมอันเลว หาความ สํารวมมิได ความคุนเคยของขาพเจาจะไมมีอยูในทานเลย มาเถิดทาน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 361

362 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี จงเดินไปหางๆ เราพอมองเห็นหลังกันเทานั้น ทานพนจากเง้ือมมือ แหง สตั วร าย ถึงทางเดนิ ทางของมนุษยแ ลว ทา นผูไรธรรม นีห่ นทาง ทาน จงไปตามสบายโดยทางน้ันเถิด วานรน้ัน คร้ันกลาวอยางน้ีแลว ก็ลางเลือดท่ีศีรษะ เช็ดน้ําตา เสร็จแลว ก็กระโดดข้ึนภเู ขาไป ฝายพราหมณเกิดความเรารอนเพราะบาปกรรม รอนเน้ือตัว ไดลงไปยังหว งนํา้ แหง หน่ึงเพื่อจะดื่มกนิ นํา้ หวงน้ํากเ็ ดอื ดพลาน เหมือน ถูกตมดวยไฟ นองไปดวยเลือดคลายกับน้ําเลือดน้ําหนองฉะน้ัน ทุกสิ่ง ทกุ อยางปรากฏเหน็ ชดั หยาดน้ําตกตองกายของพราหมณท่ีใด ฝก็ผุดข้ึนเทานั้น มี สัณฐานเหมือนมะตูมครึ่งลูก ฝก็แตกในวันนั้นเอง น้ําเลือด นํ้าหนอง กไ็ หลออกมา มกี ลนิ่ เหมน็ ดจุ ซากศพ อนงึ่ พราหมณน น้ั จะเดนิ ไปทางไหน ในบานและนิคมท้ังหลาย พวกมนุษยท้ังหญิงและชาย พากันถือทาน ไมหามกันพราหมณนั้นผูฟุงไปดวยกลิ่นเหม็นวา อยาเขามาขางน้ีนะ พราหมณน น้ั ไดเ สวยทขุ เวทนาอยู ๗ ป ซงึ่ เปนผลแหง กรรมช่วั ของตน ในเรอ่ื งนี้ วานรเปน สตั วท เ่ี ปย มดว ยเมตตากรณุ า ไดช ว ยพราหมณ ขึ้นจากเหวดวยความยากลําบากจนหมดกําลัง ตองขอนอนพักผอน แตพ ราหมณเ ปน คนอกตญั คู ดิ ฆา วานรผมู พี ระคณุ เพอื่ เอาเนอื้ เปน อาหาร ไดทํารายวานรใหบาดเจ็บไดรับทุกขทรมานแสนสาหัส ถึงกระน้ันวานร ก็ยังมีเมตตากรุณาตอพราหมณไดบอกทางใหไปถึงถิ่นมนุษยโดย ปลอดภัย และพราหมณก็ไดรับผลแหงกรรมชั่วของตนไดรับทุกขเวทนา อยา งแรงกลาอยเู ปน เวลาถึง ๗ ป เมตตากรุณา เปนกัลยาณธรรม ธรรมท่ีดีงามหรือธรรมท่ีทําให เปนกัลยาณชน เมตตากรุณานี้เปนคุณธรรมที่เกื้อกูลตอการรักษาศีล ขอท่ี ๑ ทําใหมีจิตใจงดงาม เชน คนที่มีความรักความสงสารสัตว ยอม 362

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 363 มีจิตใจออนโยนคิดเก้ือกูล ไมคิดทํารายหรือทําลายชีวิตสัตว ฉะนั้น จงึ ควรปลกู เมตตากรณุ าใหเ กดิ ขน้ึ ควบคไู ปกบั ศลี เพราะเมตตากรณุ าเปน คณุ ธรรมพื้นฐานของมนษุ ย คอื มนษุ ยร ูสึกรัก รสู ึกสงสาร ความรักความ สงสารท้ังปวงเกิดจากความเมตตากรุณานี้ หากคนเราทําลายคุณธรรม พน้ื ฐานนีแ้ ลว ความรักความสงสารทง้ั ปวงก็เกิดขน้ึ ไมได เบญจธรรม ข้อที่ ๒ สมั มาอาชีวะ การเลี้ยงชีพในทางท่ีชอบ สมั มาอาชีวะ ไดแก การเล้ียงชีพในทางท่ีชอบ คุณธรรมขอน้ี เกอื้ กลู ใหผ มู ศี ลี สามารถรกั ษาศลี ขอ ท่ี๒ใหม นั่ คงขน้ึ เนอื่ งจากคนทกุ คนตอ ง ประกอบอาชีพหาปจจัยมาบริโภคเล้ียงตนและบุคคลในครอบครัวมีบิดา มารดา บตุ รภรรยา เปน ตน พระพทุ ธเจา จงึ ตรสั สอนใหท าํ งานหาเลยี้ งชพี ดว ยสมั มาอาชวี ะ เพอ่ื ใหไ ดท รพั ยม าในทางทชี่ อบใหพ อเพยี งแกก ารดาํ รง ชวี ติ เมอื่ ตนเองยงั หาเลยี้ งชพี ไมไ ด ทง้ั ไมม คี วามเพยี รประกอบหาเลย้ี งชพี ในทางท่ีชอบ ก็จะไมมีรายไดมาใชจายดํารงชีวิต ลําพังการอาศัยทรัพย สมบัติที่มีอยูเดิมโดยไมแสวงหามาเพ่ิมเติม ทรัพยสมบัติน้ัน ก็จะหมด ไป เหมือนบึงทีม่ ีนํ้าไหลออกไปอยา งเดยี วก็มีแตจะแหง ไป เพราะบุคคล ท่ีไมมีทรัพยใชจายเลี้ยงชีพ ถูกความยากจนขัดสนบีบค้ันเขา ก็จะรักษา ศลี ใหบ รสิ ทุ ธไ์ิ ดย าก หรอื ไมอ าจตงั้ มนั่ อยใู นศลี ได แตถ า เขาหมนั่ ประกอบ การงานหาเลยี้ งชพี ในทางทชี่ อบ กจ็ ะมที รพั ยม าใชจ า ยเลยี้ งชวี ติ และเปน กาํ ลังอุดหนุนใหต ั้งมั่นอยใู นศีลได กัลยาณธรรมขอนี้มุงใหผูปฏิบัติเวนจากมิจฉาชีพ และประกอบ สมั มาชพี ดว ยการประพฤตเิ ปน ธรรมในกจิ การ ในบคุ คล และในวตั ถุ ดงั น้ี ๑. การประพฤติเป็นธรรมในกิจการ หมายถึง ความซ่ือตรง ในหนาท่ีการงานที่รับผิดชอบ หรือการทํากิจการโดยสุจริต ไมบิดพลิ้ว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 363

364 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี หลกี เลย่ี งงานที่ทํานั้น เพือ่ ใหส าํ เรจ็ ลลุ ว งไปดว ยดี เชน ลกู จา งผูทาํ หนา ท่ี ของตนดว ยความขยนั ตง้ั ใจทํางาน ทาํ งานไดเ รยี บรอ ย ทํางานเตม็ เวลา ไมบดิ พลิ้วหลกี เลี่ยงการงานทร่ี ับผิดชอบของตน ๒. การประพฤติเป็นธรรมในบคุ คล หมายถึง ความซ่อื ตรงใน บคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การประกอบอาชพี อยา งยตุ ธิ รรมปราศจากอคติ เชน นายจาง จา ยคาจางตามสญั ญา ตามแรงงาน ตามความสามารถ ไมก กั ขัง หนวงเหน่ียว ไมใชแรงงานเด็ก หรือพอคาไมประพฤติเปนคนเห็นแกได ขายสนิ คาแกท กุ คนตามราคาท่กี าํ หนดอยางเสมอภาคกัน ๓. การประพฤติเป็นธรรมในวตั ถุ หมายถึง ความซื่อตรงใน วตั ถสุ งิ่ ของหรอื สนิ คา สาํ หรบั ประกอบอาชพี โดยการแสดงคณุ สมบตั แิ ละ คุณภาพของวัตถุตามความเปนจริง ผูมีอาชีพคาขาย ไมขายของเทียม อยา งของแท เชน ไมข ายนาํ้ ผงึ้ ปลอมปนแกผ ตู อ งการนาํ้ ผง้ึ แท ไมน าํ อาหาร คางคืนที่บูดแลวมาอุนขายใหม ไมใชวัสดุกอสรางท่ีมีคุณภาพตํ่ากวา สัญญาจา ง เปน ตน อาชีพการงานอาจวิบัติโดยเหตุ ๒ ประการ คือ โดยเนื้องาน และโดยการกระทาํ ดงั น้ี ๑. โดยเนื้องาน คืองานอาชีพบางชนิดนนั้ เปนงานวิบัติอยูใ นตวั แลว เชน การขโมย การปลน การรบั จา งฆา คน การคาของเถือ่ น เปน ตน ใครทาํ กว็ บิ ัติ ๒. โดยการกระทาํ คอื งานอาชพี บางชนดิ เปน งานดี แตผ ปู ระกอบ อาชีพนั้นทํางานใหเสียหาย เชน อาชีพรับราชการเปนอาชีพท่ีดี แตผูปฏิบัติทุจริตตอหนาท่ี ฉอราษฎรบังหลวง การกระทําอยางนี้ทําให อาชีพรับราชการน้ันเกดิ ความวิบตั ิเสยี หาย ผูจะเลือกอาชีพการงาน ควรเวนจากการงานท่ีมีโทษเสีย แมจะ เปนอุบายทําใหไดทรัพยมาก แตทรัพยที่เกิดจากการงานท่ีเสียหายนั้น 364

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 365 ไมสามารถนําไปใชประโยชนไ ดอยา งเตม็ ที่ อกี อยางหนง่ึ การงานท่ีตอง เส่ียง เชน การพนัน กไ็ มควรเลือกมาเปนอาชีพ เพราะเหตวุ าเมอื่ พลาด พลง้ั แลว ทรพั ยน นั้ กเ็ สยี หายหมดสน้ิ ไปโดยงา ย ถงึ ไดท รพั ยน น้ั มากร็ กั ษา ไวไ ดไ มนาน ดวยเหตุ ๒ ประการ คอื ๑. ทาํ ใหใ ชจ า ยฟมุ เฟอ ย โดยไมเ หน็ คณุ คา ของทรพั ย เพราะเปน ของทไ่ี ดมางาย ๒. ทาํ ใหตดิ การพนนั ซ่งึ เปนเหตทุ าํ ใหท รัพยพ นิ าศ ดังน้ัน ควรเลือกทําการงานที่สุจริตดวยการใชกําลังกาย กําลัง ความคิด และสติปญญาของตนเอง การไดทรัพยมาในลักษณะเชนน้ี จะไดเห็นคุณคาของทรัพยนั้นๆ ไมใชสอยสุรุยสุรายฟุมเฟอย จะทําให รักษาทรพั ยนัน้ อยไู ดอ ยา งถาวร ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อสมั มาอาชีวะ เร่ือง จฬู กเศรษฐี ในอดีตกาล พระราชาพระนามวาพรหมทัต ครองราชสมบัติใน กรุงพาราณสี สมัยน้ันบัณฑิตช่ือจูฬกเศรษฐีเปนคนฉลาดรูนิมิตท้ังปวง วันหน่ึงกําลังเดินไปเฝาพระราชา เห็นหนูตายตัวหนึ่ง ในระหวางทาง จงึ กาํ หนดนกั ษตั รในขณะนน้ั แลว กลา วคาํ นวี้ า กลุ บตุ รผมู ดี วงตามปี ญ ญา สามารถนาํ หนนู ไ้ี ปเลยี้ งภรรยาและจดั การงานได กลุ บตุ รเขญ็ ใจคนหนง่ึ ฟง คาํ เศรษฐนี น้ั แลว คดิ วา ผนู ไ้ี มร คู งไมพ ดู ดงั นี้ จงึ เอาหนไู ปใหท รี่ า นตลาดแหง หนง่ึ เพื่อเลี้ยงแมว ไดทรัพยกากณิกหน่ึง แลวซ้ือน้ําออยดวยทรัพยกากณิก หน่ึงนั้น เอาหมอใบหน่ึงใสนํ้าดื่มไป เห็นชางจัดดอกไมเดินมาจากปาก็ ใหชิ้นนํ้าออยหนอยหน่ึงแลวเอากะบวยตักนํ้าด่ืมให ชางดอกไมเหลาน้ัน ใหดอกไมแกบุรุษนั้นคนละกํา แมในวันรุงขึ้นเขาเอาคาดอกไมนั้นไป ซ้ือนํ้าออยและหมอน้ําด่ืมแลวไปยังสวนดอกไมนั่นแหละ วันน้ัน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 365

366 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ชางดอกไมก็ใหกอดอกไมท่ีตนเก็บไปครึ่งหน่ึงแลวแกเขาแลวก็ไป ลวง ไปไมนานนกั เขาไดท รัพยนับไดถ ึง ๘ กหาปณะโดยอบุ ายน้ี ในวันทมี่ ลี ม และฝนตกหนกั วนั หนง่ึ เขากระทาํ ไมท ล่ี ม แลว ใหเ ปน กอง จงึ ไดท รพั ยอ กี ๑๖ กหาปณะ จากนายชางหมอหลวง เขาเม่ือไดทรัพยเกิดข้ึนถึง ๒๔ กหาปณะ แลว คดิ วา อบุ ายนมี้ ปี ระโยชนแ กเ รา จงึ ตงั้ หมอ นา้ํ ดมื่ ไวห มอ หน่ึงในที่ไมไ กลแกป ระตูเมือง เอานํา้ ดม่ื เลี้ยงคนตัดหญา ๕๐๐ คน คนตัด หญา เหลา นนั้ พดู กนั วา สหายทา นมอี ปุ การะมากแกพ วกเราพวกเราจะทาํ อะไรแกท า นไดบาง บุรุษนน้ั ตอบวา เมือ่ มกี ิจเกิดขนึ้ จงึ กระทาํ แกขาพเจา เถิด เที่ยวไปทางโนนทางนี้ กระทําการผูกมิตรกับคนทํางานทางบก และคนทํางานทางนํ้า คนทํางานทางบกบอกแกเ ขาวา พรุงนพี้ อคา มาจะ นํามา ๕๐๐ ตวั มายังเมอื งน้ี เขาไดฟ ง คาํ นั้นแลว ใหสญั ญาแกค นตัดหญา ใหกระทําฟอนหญาแตละฟอนๆ ใหเปน ๒ เทาแลวนํามา คร้ันเวลามา ท้งั หลายมาพกั ในเมืองแลว เขากม็ าน่งั ทําฟอ นหญา ๑,๐๐๐ ฟอ น กองไว ใกลป ระตดู า นใน พอ คา มา หาหญา สดใหม า ทวั่ เมอื งไมไ ด ตอ งใหท รพั ยพ นั หนึง่ แกบ รุ ุษน้นั ซ้ือหญา นนั้ ไป จากน้นั ลวงไป ๒ - ๓ วนั สหายทีท่ าํ งานทางทะเลมาบอกวาจะ มีเรอื ใหญเขาจอดทา บุรุษนั้นคิดวา อุบายน้ดี ี จงึ เอาทรพั ย ๘ กหาปณะ เชา รถทพ่ี รอ มดว ยเครอ่ื งใชท กุ ชนดิ ไปยงั ทา จอดเรอื ทาํ สญั ญากบั นายทา ประทบั นว้ิ มอื ไวท เ่ี รอื แลว ใหก น้ั มา นไวใ นทไี่ มไ กล นง่ั อยใู นภายในมา นนน้ั ส่งั บุรษุ คนใชไ วว า เมอื่ พอ คา มาถงึ จงึ มาบอกเราทางประตูดา นท่ี ๓ ครั้น คนใชเ หลา นน้ั ทราบวา เรอื มาถงึ แลว จงึ บอกวา มพี อ คา ประมาณ ๑๐๐ คน จากกรุงพาราณสีจะมาซ้ือสินคา นายประตูที่ ๓ กลาววา พวกทานจะ ไมไดสินคา เพราะนายพานิชใหญในท่ีโนนทานทําสัญญาไวแลว พอคา เหลานั้นฟงคําของบุรุษเหลานั้นแลวจึงพากันไปยังสํานักของพอคาใหญ น้ัน ฝายบุรุษคนสนิทแจงขาววา พอคาเหลาน้ันมาทางประตูดานที่ ๓ 366

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 367 ตามสญั ญาฉบับกอ น พอ คาท้งั รอยคนนัน้ ตองใหทรัพยคนละพนั แลวจงึ เดนิ ทางไปเรอื กบั บรุ ุษน้นั แลวจายทรพั ยอีกคนละพันๆ แลว ใหสละมดั จาํ แลว จึงจะทําสินคาใหเปน ของๆ ตนได บุรษุ นัน้ ถอื เอาทรัพย ๒ แสนกลับ มายังกรุงพาราณสี คาดวา เราควรจะเปนคนกตัญู จึงถือเอาทรัพย แสนหนง่ึ ไปยงั สาํ นักแหง จฬู กเศรษฐี ครั้งนั้น เศรษฐีถามบุรุษนั้นวา พอทําอยางไรจึงไดทรัพยนี้มา บุรุษน้ันกลาววาขาพเจาต้ังอยูในอุบายท่ีทานกลาวแลวจึงไดทรัพยมา ภายใน ๔ เดอื นเทานัน้ เศรษฐไี ดฟ ง คําของบรุ ษุ นน้ั จงึ มาคดิ วา บดั น้ี เรา ไมควรทาํ เดก็ เห็นปานน้ี ใหเ ปนสมบัติของคนอนื่ จงึ ยกธดิ าทเี่ จริญวยั ทาํ ใหเปนเจาของทรัพยสมบัติท้ังส้ิน กุลบุตรแมนั้น เมื่อเศรษฐีลวงไปแลว จึงรับตําแหนงเศรษฐีแทนในพระนครนั้น ดํารงอยูจนตลอดอายุแลวไป ตามยถากรรม ในเรือ่ งนี้ แสดงใหเห็นวา ผูม ีปญญาประกอบสัมมาชพี สามารถ ตั้งตนไดดวยทรัพยตนทนุ เพียงเล็กนอ ย ดวยความวริ ิยะอุตสาหะของตน ไดรับความเจรญิ รุงเรอื ง และดาํ รงชวี ติ อยางมคี วามสขุ ตลอดชีวติ เบญจธรรม ข้อท่ี ๓ กามสงั วร ความสาํ รวมในกาม ความสาํ รวมในกาม ไดแก กิริยาที่ระมัดระวังไมประพฤติ มักมากในกาม ความรูจักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณหรือเร่ืองรัก ใครไมใหผิดศีลธรรม กามสังวรน้ี เปนคุณธรรมที่เกื้อกูลตอการรักษาศีล ขอ ท่ี ๓ ทาํ ใหมจี ิตใจต้งั มัน่ ซื่อสตั ยใ นคคู รองของตนเอง เปนการแสดงให เหน็ ถงึ ความบรสิ ทุ ธผิ์ อ งใสของชายและหญงิ สง ผลใหส ถาบนั ครอบครวั มี ความอบอุนและมั่นคง กัลยาณธรรมขอนี้จําแนกตามเพศของบุคคลเปน ๒ อยาง คอื คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 367

368 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๑. สทารสนั โดษ คือ ความยนิ ดีในภรรยาของตน เปน คุณธรรม สําหรับประดับชายที่มีภรรยาแลว ก็พอใจในภรรยาของตน ชวยกันทํา มาหาเลี้ยงชีวิต ไมทอดท้ิงกนั ไมผ ูกพนั รกั ใครกับหญิงอืน่ อีกตอไป ดังน้ี ไดช่ือวาสันโดษดวยภรรยาของตน ชายผูไมสันโดษดวยภรรยาของตน เท่ียวซุกซนคบหญิงแพศยา เปนเหตุแหงความเส่ือมเสียหลายประการ คือ เสียทรพั ยเ ปน คา ตวั คา เล้ยี งดู เปนสาเหตุแหงการเกิดโรคภัยไขเ จบ็ และกอใหเ กิดการทะเลาะววิ าทไดโ ดยงา ย ๒. ปติวตั ร คอื การประพฤตภิ กั ดีในสามี หมายถึง ความจงรกั ในสามี ความซอื่ สตั ยต อ สามเี ปน คณุ ธรรมสาํ หรบั ประดบั หญงิ หญงิ ใดเมอื่ มสี ามแี ลว ตง้ั ใจปรนนบิ ตั สิ ามขี องตนตามหนา ทใี่ หด ที ส่ี ดุ ผกู สมคั รรกั ใคร เฉพาะสามีของตน แมส ามตี ายจากไปแลว แตก ย็ งั ครองตัวเปนหมายอยู คนเดียว ท้ังที่มีโอกาสและไมมีขอหามในการมีสามีใหม แตดวยอํานาจ ความจงรักในสามี หญิงผูนี้ไดช่ือวา มีคุณธรรมขอปติวัตร หญิงหมาย ผูตั้งอยูในคุณธรรมขอน้ี อุตสาหะหาเลี้ยงตัวเองและลูกอยางไมยอทอ ตั้งใจรักษาชื่อเสียงไมใหมีราคี สมควรเปนที่ยกยองของลูกและคนทั่วไป แมหญิงหมายผูม่ังค่ังบริบูรณดวยทรัพยสมบัติ หากประพฤติเชนน้ี ก็สมควรไดรับการยกยองเชนเดียวกัน ท้ังสามารถเปนแบบอยางใหกับ หญงิ ทัง้ หลาย พระพทุ ธศาสนาสง เสรมิ ความซอ่ื สตั ยซ ง่ึ จะนาํ ไปสคู วามไวว างใจกนั ดังชีวิตของคูอริยสาวก นกุลบิดา และนกุลมารดา ซึ่งเปนอริยบุคคลชั้น โสดาบัน และเปนเอตทัคคะในทางสนิทสนมกับพระพุทธเจา ทั้งสอง คนมีความสอดคลองประสานกันโดยความรักภักดี และความซ่ือสัตย ซง่ึ นาํ ไปสคู วามไวว างใจ เชอื่ ใจกนั ถงึ ขนั้ ปรารถนาจะพบกนั ทงั้ ชาตนิ ี้ และ ชาตหิ นา ดังความทีน่ กุลบดิ าไดท ราบทลู พระพทุ ธเจา วา 368

ÇªÔ Ò¾Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 369 “ขาแตพระองคผูเจริญ นับแตเวลาท่ีตระกูลนํานกุลมารดาซ่ึงยัง เปน สาวมาเพ่ือขาพระองคผยู งั เปน หนมุ ขาพระองคมไิ ดรูสึกจะประพฤติ นอกใจนกุลมารดาเลยแมดวยใจ ท่ีไหนจะประพฤตินอกใจดวยกาย ขาพระองคทั้งสองปรารถนาพบกนั ทงั้ ในปจ จุบนั และในสมั ปรายภพ” แมน กุลมารดาก็ไดก ราบทลู ความอยางเดยี วกนั ย่ิงไปกวาน้ัน สทารสันโดษน้ี จัดเปนพรหมจรรยอยางหน่ึง เปน ความประพฤตแิ ละการดาํ เนนิ ชวี ติ ทไ่ี ดร บั ยกยอ งอยา งสงู ในพระพทุ ธ ศาสนา มอี านสิ งสท าํ ใหม ีอายุยืน ไมเ สยี ชวี ิตในวัยหนุมสาว เพราะมีการ ผูกเวรกันระหวางชายหญิงท่ีหมายปองคนเดียวกัน ดังขอความกลาวไว ในพระไตรปฎ กวา “พวกเราไมประพฤตินอกใจภรรยา และภรรยาก็ไมประพฤติ นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤตพิ รหมจรรยในหญิงอ่ืน นอกจากภรรยา ของพวกเรา ฉะนน้ั พวกเราจงึ ไมมใี ครตายตง้ั แตยงั หนุมสาว” กามสังวรนี้ ไมไดหมายถึงเฉพาะความยินดีพอใจในคูครอง ของตนเองเทานั้น แตยังหมายถึงการไมหมกมุนหรือมักมากในกามคุณ ซึ่งจะเปน สาเหตุใหล วงละเมดิ ศีลขอท่ี ๓ ไดโ ดยงาย ผูป กครองหรอื ผนู าํ ในสังคม ควรระวังและปองกันสาเหตุที่จะทําใหบุคคลหมกมุนในเร่ือง กามารมณ เชน สื่อสง่ิ ยั่วยุทางเพศ เปน ตน เพอื่ ลดปญหาอาชญากรรม ทางเพศ รักษาศกั ดิศ์ รีความเปน มนษุ ย สง เสริมความประพฤติเรียบรอ ย ดงี ามของคนในสงั คมและรักษาชอื่ เสยี งของประเทศชาติ เบญจธรรม ข้อที่ ๔ สจั จะ ความมีสตั ย์ สจั จะ คือ ความมีสัตย ไดแก กิริยาท่ีประพฤติตนเปนคนตรง ไมบ ิดพลวิ้ ไมบายเบีย่ ง ไมเ หลวไหล การพูดความจริง การรักษาคําพดู ที่จริง การยกยองเชิดชูคําพูดท่ีจริง การส่ือสารขอมูลขาวสารที่เปนจริง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 369

370 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สจั จะนี้เปน คุณธรรมท่เี กือ้ กูลตอการรักษาศลี ขอ ที่ ๔ ทาํ ใหม จี ติ ใจซอื่ ตรง มคี วามเที่ยงธรรม ไมค ิดคดหลอกลวงใคร ความมสี ตั ยนี้ จําเปน แกส ังคม มนษุ ยท กุ สงั คม ทง้ั ในระดบั เพอ่ื น สามี ภรรยา ครอบครวั และระดบั ประเทศ เมื่อท้ังสองฝายมีสัจจะตอกัน จึงจะอยูรวมกันเปนปกติสุข เชื่อถือและ ไวว างใจกนั ผนู าํ ประเทศทมี่ สี จั จะยอ มเปน ทเ่ี ชอื่ ถอื ทงั้ ในและตา งประเทศ คือภายในประเทศก็ไมพูดหลอกลวงประชาชน รักษาสัตย และทําตาม คําม่ันสัญญาที่ใหไวกับประชาชน สําหรับในตางประเทศก็รักษาสัญญา ที่ทําไวตอกัน ในเร่ืองน้ีจะเห็นไดจากพระมหากษัตริยตั้งแตโบราณกาล ก็ไดทรงรักษาวาจาสัตยอยางม่ันคง แมบางครั้งจะรับสั่งพลั้งพระโอษฐ ออกไปก็ไมทรงคืนคํา โดยทรงถือเปนพระราชธรรมวา เปนกษัตริยตรัส แลว ไมค ืนคํา ความมีสตั ย มีการกระทําที่แสดงออกใหเหน็ ไดดวยความซอ่ื ตรง ความเทยี่ งธรรม ความสวามิภกั ดิ์ และความกตญั ู ดงั น้ี ๑. ความซ่ือตรง คอื ความตรงไปตรงมา ความซือ่ สัตยไ รมารยา ปฏบิ ตั ภิ ารกจิ หนา ทโี่ ดยสจุ รติ มคี วามจรงิ ใจไมห ลอกลวงผอู นื่ ทง้ั ตอ หนา และลับหลงั ยดึ หลักการเหตุผล ความถูกตอ ง ไมเห็นแกไ ด รกั ษาความ สตั ยดวยชีวิต ๒. ความเท่ียงธรรม คอื ความยตุ ธิ รรม ความประพฤตเิ ปน ธรรม ในกิจอันเปนหนาท่ีของตน โดยไมตกอยูในอํานาจอคติ ๔ ประการ คือ ฉนั ทาคติ ลําเอียงเพราะความรกั ใครชอบพอกัน โทสาคติ ลําเอียงเพราะ ความเกลยี ดชัง โมหาคติ ลําเอยี งเพราะความหลง ความเขลาไมรเู ทา ทัน ตามความเปนจริง ไมรูถองแทวาอยางไรถูก อยางไรผิด อยางไรควร อยา งไรไมค วร ภยาคติ ความลาํ เอยี งเพราะความกลวั ความเกรงใจ ขอ นพ้ี งึ เหน็ ไดช ดั จากผพู พิ ากษาวนิ จิ ฉยั อรรถคดี ถา มคี วามเทยี่ งธรรม กจ็ ะไมเ หน็ แกห นา ทั้งฝายโจทกหรือฝายจาํ เลย ไมม ีอคตติ อ ท้งั สองฝาย พิจารณาไป 370

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 371 ตามเหตผุ ล ตรงไปตรงมา ไมต กอยใู นอาํ นาจความรกั ความชงั ความหลง หรือความกลวั ซ่งึ จะมาหักลางความยุตธิ รรม ผทู ่มี คี วามเท่ียงธรรมเชนน้ี ยอมมีเกียรติ มีชื่อเสียงเปนที่สรรเสริญของคนท้ังหลาย ยอมเจริญดวย ลาภ ยศ และความสุขท่ปี ราศจากโทษ ๓. ความสวามิภกั ด์ิ คือความจงรักภักดีตอบุคคลหรือสถาบัน ที่เกี่ยวของกับตน มีความซื่อสัตย ไมคิดคดทรยศ ตั้งใจทํางานสนอง คุณทานอยางเต็มความสามารถ เชน ขาราชการผูถวายสัตยปฏิญาณ ตนตอพระเจาแผนดินแลว มีความซ่ือสัตยตามคําปฏิญาณน้ัน ดังนั้น ความสวามภิ กั ด์ิ จึงถอื วา เปนความมีสตั ยประการหนึ่ง ๔. กตญั ญู คือ ผูรูบุญคุณของผูมีพระคุณ คูกับกตเวที คือ ผูต อบแทนบุญคุณทา นรวมเรยี กวา กตญั ูกตเวที แปลวา ผูรูอ ุปการคุณ ที่ผูอื่นทําแลวและตอบแทนคุณทาน ซึ่งคูกับบุพการี แปลวา ผูกระทํา อปุ การคณุ ไวก อ น ในทางพระพทุ ธศาสนาจดั เปน คไู วด งั นี้ คอื บดิ ามารดา เปน บพุ การขี องบตุ รธดิ า ครอู าจารยเ ปน บพุ การขี องศษิ ย พระมหากษตั รยิ  เปนบพุ การีของพสกนกิ ร พระพุทธเจาเปนบพุ การขี องพทุ ธศาสนิกชน ผใู ดอยใู นฐานะใดกท็ าํ หนา ทใ่ี นฐานะนนั้ ใหส มบรู ณ เชน บตุ รธดิ า ไดร ับอุปการคุณจากบิดามารดาแลว พงึ ตอบแทนคุณทานดว ยความจริง ซื่อสัตยสุจริต หรือพระมหากษัตริยชื่อวาเปนบุพการีที่ทําอุปการะดูแล ทุกขสุขของพสกนิกรใหไดรับความสุขความสบายปลอดภัย ในสวนของ พสกนิกรก็ตองแสดงความกตัญูกตเวทีตอพระองค ดวยความจริงใจ ความซื่อสัตย และความจงรักภักดี ดังนั้น ความกตัญูกตเวทีจึงถือวา เปนความมีสัตยประการหน่ึง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 371

372 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อสจั จะ เรื่อง มหิสสาสกมุ าร พระราชาพระองคหน่ึงมีพระราชโอรสประสูติแตพระอัครมเหสี ๒ พระองค มีพระนามวามหิสสาสกุมารองคหน่ึง จันทกุมารองคหนึ่ง พระอัครมเหสีส้ินพระชนม พระราชาทรงตั้งพระอัครมเหสีข้ึนใหม พระนางประสูติพระราชโอรสองคหนึ่งพระนามวาสุริยกุมาร พระราชา ทอดพระเนตรเห็นสุริยกุมารซึ่งประสูติใหม ทรงมีพระราชหฤทัยโสมนัส ยินดี ตรัสแกพระอัครมเหสีองคใหมวา พระองคพระราชทานพรแก พระราชโอรสที่ประสูติแตพระนาง คือพระราชทานใหพระนางทูลขอ อะไรใหแกพระราชโอรสของพระนางไดตามปรารถนา พระนางจึงทูลขอ ราชสมบัติใหแกพระราชโอรสของพระนาง ในเวลาเม่ือพระราชโอรสคือ สุริยกุมารนั้นทรงเจริญวัยข้ึนแลว พระราชาไมอาจทรงปฏิเสธ เพราะได ตรัสพระราชทานพรไวแลว จึงทรงสงมหิสสาสกุมารและจันทกุมาร ซง่ึ ประสูตแิ ดพระอัครมเหสีองคแรกใหออกไปประทบั อยใู นปา ทรงรับส่งั ใหกลับมาถือเอาราชสมบัติตอเมื่อพระองคทรงลวงลับไปแลว พระกุมาร ทง้ั สองกราบถวายบงั คมลาพระราชบดิ าลงจากปราสาท เสดจ็ ดาํ เนนิ ออก ไป สุริยกุมารซ่ึงพระราชมารดาทูลขอราชสมบัติไดทรงเห็นทรงทราบ เร่อื งนน้ั แลว เสด็จออกไปกบั พระเชษฐาท้งั สอง พระกมุ ารทง้ั สามไดเสด็จ เขา ปา หมิ พานต ไดห ยดุ พกั ในทไี่ มไ กลจากสระบวั แหง หนง่ึ มหสิ สาสกมุ าร สงั่ สุรยิ กุมารใหไ ปทีส่ ระ อาบ ดื่ม แลวใหใ ชใ บบวั ทาํ กรวยใสนา้ํ มา สระนัน้ มผี เี สอ้ื นาํ้ ตนหน่งึ รักษาอยู ผเี ส้ือน้ําน้ันไดรบั อนุญาตจาก ทา วเวสวณั ใหจ บั คนทลี่ งไปในสระกนิ ได เวน แตค นทรี่ เู ทวธรรม ฝา ยสรุ ยิ - กุมาร ไมทันพิจารณาลงไปในสระน้ัน ผีเส้ือน้ําจับพระกุมารแลวถามถึง เทวธรรม พระกุมารตอบวา “พระจันทรและพระอาทิตยชื่อวาเทวธรรม” ผีเส้ือนํ้ากลาววา ทานไมรูเทวธรรมแลวจับพระกุมารไปขังไวในภพของ ตน มหสิ สาสกมุ ารเหน็ สรุ ยิ กมุ ารชกั ชา กส็ ง จนั ทกมุ ารไปอกี จนั ทกมุ ารได 372

ÇԪҾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 373 ถกู จบั ถามเชน เดยี วกนั ตอบวา ทศิ ทงั้ ๔ ชอ่ื วา เทวธรรม จงึ ถกู จบั ขงั ไวอ กี ฝายมหิสสาสกุมารเห็นจันทกุมารยังชักชาอยูอีก ก็คิดวานาจะมีอันตราย จึงไปยังสระนั้นเอง ทรงตรวจดูเห็นแตรอยเทาลงไป ไมเห็นรอยเทาขึ้น ก็ทรงทราบวามีผีเส้ือนํ้ารักษา จึงทรงผูกสอดพระขรรคถือธนูยืนระวังอยู ผีเสื้อน้ําเห็นมหิสสาสกุมารไมลงสระ จึงจําแลงเพศเปนคนทํางานปามา ชักชวนใหลง มหิสสาสกุมารเห็นแลวก็รูวาเปนยักษ จึงถามวาทานจับ นองชายของเราไปหรือ จับไปเพราะเหตุใด จับทั้งหมดหรือเวนใครบาง ยักษก็ทูลรับวา ไดจับกุมารท้ังสองไป เพราะไดรับอนุญาตใหจับคนที่ลง สระนท้ี กุ คน เวน ไวแ ตผ รู เู ทวธรรม และตนตอ งการเทวธรรม มหสิ สาสกมุ าร บอกวา ตนรูเ ทวธรรม และจะกลา วเทวธรรมใหฟง แตจ ะตองชาํ ระกายให สะอาดกอ น ยกั ษจ งึ ใหพ ระกมุ ารอาบนาํ้ ใหด มื่ นาํ้ ใหแ ตง กายเรยี บรอ ยแลว เชิญขึ้นสูบัลลังก ตัวเองหมอบอยูแทบเทาของพระกุมาร เพื่อจะรับฟง เทวธรรม มหสิ สาสกมุ ารตรสั เตอื นใหฟ ง โดยเคารพแลว จงึ กลา วเทวธรรมวา “คนดที งั้ หลาย ถงึ พรอ มดว ยหริ ิ ความละอายใจตอ ความชวั่ และโอตตปั ปะ ความเกรงกลัวตอความชั่ว ต้ังอยูดีในธรรมอันขาว สงบแลว เรียกวา “ผูมีเทวธรรมในโลก” ยักษไดสดับแลวเล่ือมใส จึงกลาววา จะคืนอนุชา ใหองคหน่ึง จะใหนําองคไหนมา มหิสสาสกุมารตรัสใหนําองคเล็กมา ยักษจึงกลาวติเตียนวาพระกุมารรูแตเทวธรรมเทานั้น แตไมประพฤติใน เทวธรรม เพราะควรทจี่ ะใหน าํ อนชุ าองคใ หญม าจงึ จะชอื่ วา ทาํ ความนบั ถอื คนที่เจริญ มหิสสาสกุมารตรัสวา ทรงรูเทวธรรมและประพฤติเทวธรรม ดวย แลวกต็ รสั เลา เรื่องใหยกั ษฟง วา พระองคแ ละจันทกมุ าร ตองเขาปา กเ็ พราะสรุ ยิ กมุ ารซง่ึ เปน อนชุ าองคเ ลก็ พระราชบดิ าประทานพรแกอ นชุ า องคเล็ก แตมิไดประทานพรแกพ ระองคแ ละจนั ทกมุ าร เมื่อพระมารดาเลี้ยงทูลขอราชสมบัติใหแกอนุชาองคเล็กซ่ึงเปน พระโอรสของพระนาง พระราชบิดาก็จําตองทรงอนุญาต เพราะไดทรง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 373

374 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ลั่นพระวาจาไวแลว และทรงอนุญาตใหพระองคและจันทกุมารไปอยูปา ฝายอนุชาองคเล็กขอมาดว ย ฉะนน้ั เมื่อพระองคก ลา ววา อนุชาองคเ ลก็ ถูกยักษตนหนึ่งกินเสียในปาแลว ใครเลาจักเชื่อถือ ฉะน้ันพระองคจึงให นาํ อนชุ าองคเ ลก็ มาเพอ่ื มใิ หใ ครตาํ หนไิ ด ยกั ษไ ดฟ ง เหตผุ ลแลว เกดิ ความ เลอ่ื มใส จงึ คนื อนชุ าใหท ง้ั สองพระองค ตอ มาเมอื่ พระราชบดิ าสวรรคตแลว มหิสสาสกุมารจึงกลับมาทรงครอบครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ประทานตําแหนงอุปราชแกจันทกุมาร ประทานตําแหนงเสนาบดีแก สุริยกมุ าร และไดท รงนาํ ยกั ษซ่ึงไดกลับตวั เปนผมู ศี ลี ไมดรุ า ยเยย่ี งยกั ษ ทัง้ หลายแลว นํามาบาํ รุงไวใ นบา นเมืองใหเปนสุขสบื ไป ในเรื่องนี้ พระราชาทรงรักษาสัจจะท่ีใหไวแกพระอัครมเหสี ทรงยกราชสมบตั ใิ หแ กส รุ ยิ กมุ าร มหสิ สาสกมุ ารทรงรกั ษาสจั จะทใี่ หไ วต อ พระราชบิดาทรงกลับไปครอบครองราชสมบัติเมื่อพระราชบิดาสวรรคต แลว และผีเสื้อน้ํา ก็รักษาสัจจะจับเฉพาะคนท่ีลงไปในสระเปนอาหาร และเวน คนทร่ี เู ทวธรรม อานสิ งสข องการรกั ษาสจั จะ จงึ ทาํ ใหม หสิ สาสกมุ าร ไดครอบครองราชสมบัติ และยักษก็ไดรับการดูแลเปนอยางดีทําใหอยู อยางมีความสุขตลอดชีวติ เบญจธรรม ข้อท่ี ๕ สติสมั ปชญั ญะ ความระลึกได้และความร้ตู วั สติสมั ปชญั ญะ แยกเปน ๒ ศพั ท คือ สติ และ สัมปชัญญะ สติ หมายถงึ ความระลกึ ได สมั ปชญั ญะ หมายถงึ ความรตู วั ธรรม ๒ ประการนี้ เปนธรรมท่ีมีอุปการะมาก จําเปนตองใชในกิจทุกอยาง เพราะเปนเหตุ ใหบ ุคคลสามารถควบคมุ การกระทํา การพดู การคิด ใหอยใู นกรอบของ ศีลธรรม ชวยใหมีการยับยั้งชั่งใจ ใหมีการพิจารณา ไตรตรองอยาง รอบคอบ กอ นจะทาํ จะพูด จะคิด และในขณะทก่ี าํ ลังทํา กําลังพูด และ กําลังคิด สติสัมปชัญญะ ยอมทําใหมีจิตใจมั่นคง ไมถลําลงไปในทางที่ 374

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 375 เสือ่ ม และไมพ ลาดโอกาสในการกระทําความดี สติสมั ปชญั ญะ เปนอัปปมาทธรรมที่กอใหเกิดประโยชนตอ การดาํ เนินชวี ิตในดา นตา งๆ เชน ๑. ทาํ ใหเ กดิ ความระมดั ระวังตวั ๒. เปนเคร่ืองยับยั้ง เตือนไมใหตกไปในทางเส่ือม ไมใหมัวเมา ลุมหลง ไมใหเพลดิ เพลนิ ไปในสิง่ ที่เปนทกุ ขเ ปน โทษตอ ตนเอง ๓. เปนเครื่องกระตุนเตือนใหขวนขวายในการสรางความดียิ่งๆ ขนึ้ ไป ไมห ยุดอยกู บั ที่ ไมทอดธุระไมเ กยี จคราน ทงั้ ยงั ชว ยปอ งกนั ไมใ ห เกดิ โรคภยั ๔. เปน เครือ่ งเรงเราใหม คี วามขะมักเขมน ๕. เปน เครอ่ื งทาํ ใหเกิดความสาํ นึกในหนา ทอี่ ยูเสมอ ๖. เปน เครอื่ งทําใหเกดิ ความละเอียดรอบคอบในการทาํ งาน พฤติกรรมของคนที่มีสติสัมปชัญญะ พึงเห็นไดดวยความไม ประมาท ในเรอ่ื งดังตอไปนี้ ๑. ความไมป ระมาทในเวลา คือ ไมป ลอยใหเ วลาลว งเลยไปโดย เปลาประโยชน หรือไมผดั วันประกันพรงุ กระตือรอื รน ในการกระทาํ กจิ ที่ เปนประโยชนแกต นเองและสังคมสวนรวม ๒. ความไมป ระมาทในวยั คอื บริหารชวี ติ ใหเหมาะสม ไมคดิ วา ตนเองอายุยังนอย ควรเรงประกอบคุณงามความดี ทําหนาท่ีของตนให เหมาะสมกับวัย ๓. ความไมป ระมาทในความไมม โี รค คอื ไมค วรคดิ วา ตวั เองไมม ี โรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน ยังมีสุขภาพแข็งแรงดีอยู ตามความเปนจริง รางกายคนเรานั้นเปนรังหรอื เปน ทอี่ ยขู องโรค ๔. ความไมป ระมาทในชีวติ คอื ความไมวางใจในชวี ติ อยา คิดวา เรายังมชี ีวติ อยสู ุขสบายดี และยงั อยูอกี ยาวนาน เพราะจรงิ ๆ แลว ชีวติ นี้ นอ ยนกั อาจตายเมอื่ ไรกไ็ ด เพราะความตายไมม เี ครอ่ื งหมายใหร ลู ว งหนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 375

376 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี วาเราจะตายเม่ือไร จึงควรเรงขวนขวายในการละความชั่ว สรางความดี และทาํ จิตใจใหผอ งใส ๕. ความไมประมาทในการงาน คอื ความไมปลอยปละละเลยใน การงาน ทํางานทกุ อยางตามหนาที่ของตนใหด ที ส่ี ดุ มคี วามขยันขันแข็ง ทาํ อยางทุมเท เตม็ ความสามารถ ไมผดั วนั ประกันพรุง ไมป ลอยการงาน ใหค ง่ั คางเปน ดินพอกหางหมู ๖. ความไมประมาทในการศกึ ษา คอื ความเอาใจใสในการศึกษา เลาเรียนขวนขวายหาความรูอยางเต็มกําลังความสามารถ ตระหนัก ถึงคุณคาและความสําคัญของการศึกษาหาความรู ซึ่งเปนเคร่ืองมือ ในการดําเนินชวี ิต ๗. ความไมประมาทในการปฏิบัติธรรม คือ ความไมละเลย ในการปฏบิ ตั ธิ รรม มีความเพยี รใสใ จในการปฏิบตั ิธรรมอยางสม่าํ เสมอ ตวั อย่างอานิสงสข์ องการประพฤติเบญจธรรม ข้อสติสมั ปชญั ญะ เรือ่ ง ธมั มิกอบุ าสก ไดย นิ วา ในเมอื งสาวตั ถี มอี บุ าสกผปู ฏบิ ตั ธิ รรมประมาณ ๕๐๐ คน และอุบาสกคนหนึ่งๆ ก็มีอุบาสกเปนบริวารคนละ ๕๐๐ อุบาสกที่เปน หัวหนาอุบาสกเหลา น้นั มีบตุ ร ๗ คน และธิดา ๗ คน อุบาสกนั้น ไดถ วาย สลากยาคู สลากภตั ร ปกขกิ ภัตร สังฆภัตร อุโปสถิกภัตร อาคันตกุ ภตั ร วัสสาวาสิกภัตร อยางละท่ี แกภิกษุสงฆเปนประจํา ภรรยาและบุตรทั้ง ๑๔ คน ก็ไดถ วายภตั รอยา งน้นั คนละท่ี บตุ รทกุ คนของอบุ าสกนน้ั ไดชือ่ วาอนุชาตบุตร บุตรท่ีเกิดมาเสมอกับบิดามารดาดวยคุณธรรม เปนตน เขาพรอมทั้งบุตรและภรรยา ไดเปนผูมีศีล มีกัลยาณธรรม มีความยินดี ในอันจาํ แนกทาน ตอมาเม่ืออุบาสกมีอายุสูงวัยมากแลว เกิดปวยหนักเพราะชรา เขาตอ งการจะฟง ธรรม จงึ สง คนไปกราบทลู พระพทุ ธเจา ขอใหท รงสง ภกิ ษุ 376

ÇÔªÒ¾·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 377 มาสาธยายธรรม พระศาสดาทรงสงภิกษุท้ังหลายไปตามความประสงค ภกิ ษุเหลานน้ั ไปน่ังบนอาสนะท่ปี ูไวรอบเตียงของเขา เขาขอใหพระภกิ ษุ ท้ังหลายสาธยาย “สติปฏฐานสูตร” ภิกษุทั้งหลายจึงเร่ิมสวดพระสูตรวา “เอกายโน อยํ ภิกขฺ เว มคโฺ ค สตตฺ านํ วิสทุ ธฺ ิยา” เปนตน แปลวา ภกิ ษุ ทัง้ หลาย ทางนีเ้ ปน ทางสายเอก เพื่อความบรสิ ทุ ธิ์แหง สัตวท ัง้ หลาย ขณะน้ัน เทวดาทั้งหลายไดนํารถ ๖ คัน ประดับตกแตงอยาง สวยงาม เทยี มดว ยมา สนิ ธพพนั ตวั มาจากเทวโลกทงั้ ๖ ชนั้ ตา งเชอื้ เชญิ วา “ขาพเจา จักนําไปยังเทวโลกของขาพเจา ขาพเจา จักนําไปยังเทวโลก ของขาพเจา ขอทานจงเกิดในท่ีน้ี เพ่ือความยินดีในเทวโลกของขาพเจา เหมอื นคนทาํ ลายภาชนะดนิ แลวถือเอาภาชนะทองคํา” อุบาสก ไมปรารถนาจะใหเปนอันตรายแกก ารฟง ธรรม จึงกลาว วา “ทานทั้งหลายจงรอกอน ทานทั้งหลายจงรอกอน” ภิกษุตางหยุดน่ิง ดวยสําคัญวา “อุบาสกพูดกับพวกเรา” ฝายบุตรและธิดาของเขา คิดวา “เม่ือกอ นบดิ าของพวกเรา ไมเ คยอิ่มดวยการฟงธรรม แตบัดน้ี ใหน มิ นต ภิกษมุ าสาธยายพระสตู รแลว กลบั หา มเสียเอง ขน้ึ ชือ่ วา สัตวผ ไู มก ลัวตอ ความตายไมมี” แลวพากันรองไห ภิกษุท้ังหลายปรึกษากันเห็นวาไมใช เวลาเหมาะสมทจี่ ะสาธยายพระสูตรตอไป จงึ ลุกจากอาสนะแลวกลับวัด เวลาลวงไปเล็กนอ ย อบุ าสกกก็ ลบั ไดส ติ ถามลกู ๆ วา “พวกเจา รอ งไหก นั ทาํ ไม” จงึ ถามถงึ พระภกิ ษวุ า ไปไหนเสยี ทราบวา พระภกิ ษกุ ลบั วัดแลว จงึ พดู วา พอไมไ ดพ ดู กับพระภกิ ษุ แตพดู กับเทวดาทน่ี ํารถ ๖ คนั มาจากเทวโลกทงั้ ๖ ชน้ั บตุ รทง้ั หลายจงึ ถามวา รถอยทู ไ่ี หน พวกผมมอง ไมเหน็ รถ อบุ าสกจงึ ใหนาํ พวงดอกไมม าแลวบอกบตุ รทงั้ หลายวา พวกเจา จงอธษิ ฐานวา ขอใหพ วงดอกไมจ งคลอ งทแี่ อกรถทมี่ าจากสวรรคช นั้ ดสุ ติ แลว โยนพวงดอกไมข นึ้ ไปเถดิ บตุ รทง้ั หลายไดท าํ อยา งนนั้ พวงดอกไมน น้ั ไดไ ปคลอ งทแี่ อกรถทม่ี าจากสวรรคช น้ั ดสุ ติ หอ ยอยใู นอากาศ มหาชนเหน็ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 377


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook