Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

Published by suttasilo, 2021-06-23 00:39:19

Description: คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรีปี2561

Keywords: คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรี,ธรรมศึกษาชั้นตรี,2561

Search

Read the Text Version

28 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี สติและสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นและม่ันคงเขมแข็งอยูเสมอดวย การฝก อบรมจติ ใหสงบโดยวิธตี า งๆ เชน สวดมนต เจรญิ สมาธิ ภาวนา หรือปฏิบัติตามแนวของสติปฏฐาน ๔ คือ การตั้งสติสัมปชัญญะไวท่ี กาย เวทนา จิต ธรรม เปนตน ธรรมเป็นโลกบาล ๒ ๑. หิริ ความละอายแก่ใจ ๒. โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั ธรรมเป็ นโลกบาล หมายถึง คุณธรรมที่คุมครอง รักษา สัตวโ ลกใหอ ยูร ว มกันอยางสงบสขุ ปอ งกนั ไมใหบุคคลกระทาํ ความชั่ว ทางกาย วาจา และใจ ทงั้ ในทล่ี บั และทแ่ี จง ถอื เปน คณุ ธรรมทคี่ า้ํ จนุ สตั ว โลกใหอยรู วมกนั อยางสงบสขุ ๑. หิริ ความละอายแก่ใจ หมายถงึ ความรสู กึ ละอายใจตวั เอง ในการกระทาํ ความชวั่ ทเี่ รยี กวา ทจุ รติ ซง่ึ เปน การกระทาํ ทผ่ี ดิ ศลี ธรรม รวมถึงการรูสึกละอายใจตอการประพฤติผิดกฎหมาย ระเบียบ หรือ ขอบังคับตาง ๆ ของสังคม ๒. โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั หมายถงึ ความสะดงุ กลวั หวาด กลวั ตอ ผลของความชว่ั คอื เปน การเกรงกลวั ตอ ความทกุ ขห รอื โทษทจี่ ะ ไดรับจากการกระทําความชั่ว หรือการประพฤติผิดกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคบั ตา ง ๆ ธรรมทงั้ ๒ ประการนี้ จดั เปน โลกปาลธรรม คอื ธรรมคมุ ครอง โลก เพราะเม่อื บคุ คลมคี วามละอายใจตอ การทาํ ความช่ัว และเกรงกลวั ผลของการทําความชัว่ แลว ยอ มเปนเหตุใหง ดเวน การประพฤตชิ ่วั ทาง กาย ที่เรียกวา กายทุจริต เวนการประพฤติช่ัวทางวาจา ท่ีเรียกวา 28

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 29 วจที จุ รติ และเวน การประพฤตชิ ว่ั ทางใจ ทเี่ รยี กวา มโนทจุ รติ กจ็ ะสง ผล ใหเกดิ ความสงบสุขในชวี ิต สังคม ประเทศชาติ และโลก หิริ และ โอตตปั ปะ เรียกอีกอยางหนึ่งวา สุกกธรรม คือ ธรรมฝ่ายขาว หรอื ธรรมฝ่ายดี หมายถงึ ธรรมท่ีทาํ ใหคนมีจิตใจใส สะอาดบรสิ ทุ ธจ์ิ ากความชวั่ และเรยี กวา เทวธรรม เพราะเปน หลกั ธรรม ท่ีทาํ ใหคนมีใจประเสรฐิ ดุจเทวดา ธรรมอนั ทาํ ให้งาม ๒ ๑. ขนั ติ ความอดทน ๒. โสรจั จะ ความเสง่ียม ธรรมอนั ทาํ ให้งาม หมายถึง คุณธรรมที่ทําใหบุคคลมีความ งดงามทเ่ี กดิ ขน้ึ ภายใน ดว ยการแสดงออกทางกาย วาจา ใจ มใิ ชค วามงาม ทเ่ี กี่ยวกับรูปราง หนาตา ซึง่ เปน ความงามภายนอก มี ๒ อยาง คอื ๑. ขนั ติ ความอดทน หมายถงึ ความอดทน อดกลนั้ ตอ อารมณ หรอื สงิ่ ทมี่ ากระทบ ทง้ั ทางกายและใจ ซงึ่ เปน เรอื่ งทไี่ มน า ปรารถนาและ ไมน า พอใจ โดยไมแ สดงอาการทกุ ขร อ น ความโกรธ ความไมพ อใจ หรอื ความกระวนกระวายใจออกมาใหเ หน็ ตรงตามสภุ าษติ ทว่ี า นาํ้ ขนุ อยใู น นา้ํ ใสอยูนอก โดยมเี หตหุ รือเรือ่ ง ท่จี ะตอ งอดทน ๔ อยา ง คือ ๑) อดทนต่อความลาํ บากตรากตราํ คอื ความอดทนตอ ความทกุ ขย าก ลาํ บาก หรือความเหน็ดเหนือ่ ยเมอื่ ยลา จากการทาํ งาน หรอื การศกึ ษาเลา เรยี น โดยไมแ สดงอาการทอ แทเ บอื่ หนา ย เชน ทนตอ ความรอ น ความหนาว หรอื ความหวิ เปน ตน ๒) อดทนต่อทกุ ขเวทนา คอื อดทนตอ ความเจบ็ ปว ยหรอื บาดเจ็บทางกาย ไมแ สดงอาการทรุ นทรุ ายหรอื โอดครวญจนเกนิ เหตุ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 29

30 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓) อดทนต่อความเจบ็ ใจ คอื อดทนตอการลวงเกนิ จาก คนอื่น เชน การถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม การเยาะเยย หรือถูกนินทา โดยไมโกรธและแสดงอาการตอบโต ๔) อดทนต่ออาํ นาจกิเลส คือ อดทนตออารมณตาง ๆ ทม่ี ากระทบซ่งึ ทาํ ใหเ กิดความโลภ (อยากได อยากมี อยากเปน) ความ โกรธ และความหลง เปนตน ๒. โสรจั จะ ความเสงี่ยม หมายถึง การควบคุมกาย วาจา ใจ ใหส งบนง่ิ เปน ปกติ โดยไมแ สดงอาการทกุ ขร อ นทรุ นทรุ าย เมอื่ ประสบ กับส่ิงท่ีไมนาปรารถนาไมนาพอใจ และไมแสดงอาการดีใจจนเกินเหตุ เมอื่ สมหวังในสงิ่ ทีต่ อ งการ ธรรมทง้ั ๒ ประการนจี้ ดั เปน โสภณธรรม คอื ธรรมอนั ทาํ ใหง าม เพราะผมู ขี นั ตแิ ละโสรจั จะ ยอ มสามารถประคองตนใหอ ยใู นปกตภิ าพทด่ี ี สงบเสงย่ี มอยภู ายในใจ แมใ นยามมคี วามทกุ ขย ากลาํ บาก กไ็ มท กุ ขร อ น ซมึ เศรา หรอื กระวนกระวายใจมากเกนิ ไป และเมือ่ ในยามท่ีมคี วามสขุ สมหวังกไ็ มเ หอ เหิมจนเหลิงไป เหตใุ หเ กิดขันติและโสรจั จะ มี ๓ อยา ง คอื ๑) มองโลกในแงด ี ๒) ทาํ ใหห นกั ดจุ แผนดนิ และ ๓) แผเมตตา บคุ คลหาได้ยาก ๒ ๑. บพุ พการี บคุ คลผทู้ าํ อปุ การะก่อน ๒. กตญั ญกู ตเวที บคุ คลผรู้ ้อู ปุ การะที่ท่านทาํ แล้ว และตอบแทน บคุ คลหาได้ยาก หมายถึง บุคคลท่ีเกดิ ขึน้ ยากหรอื มีนอ ยคน ที่จะทําได เพราะการที่บุคคลผูทําอุปการะกอนหรือทําคุณไวกอนโดย 30

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 31 ไมห วังผลตอบแทน และบคุ คลผรู ูสกึ สาํ นกึ ในบุญคุณแลวตอบแทนคุณ มนี อยมาก แบงเปน ๒ ประเภท คอื ๑. บุพพการี บุคคลผ้ทู าํ อุปการะก่อน หมายถึง ผูท่ีชวย เหลือผูอ่ืนกอน ทําประโยชนแกผูอ่ืนกอน โดยไมใสใจวาผูนั้นจะเคยมี บุญคุณแกตนมากอนหรือไม แตทําดวยเมตตากรุณาหรือสงเคราะห อนเุ คราะหเปนสาํ คัญ ไดแ ก บดิ า มารดา ครู อาจารย พระมหากษตั รยิ  และพระพุทธเจา เปน ตน ๒. กตญั ญูกตเวที บุคคลผ้รู ู้อุปการะท่ีท่านทําแล้วและ ตอบแทน คําวา กตญั ญกู ตเวที แยกออกได ๒ คาํ คอื กตัญู แปลวา ผูรูอปุ การคุณทผ่ี ูอ ่นื ทําแลว กบั กตเวที คอื การยกยองคุณของทานให ปรากฏ กตัญูกตเวที จึงหมายถึง บุคคลผูรูคุณท่ีผูอื่นทําแกตนแลว ตอบแทนคณุ ทา น เชน บตุ รธดิ า รแู ละตอบแทนบญุ คณุ บดิ ามารดาดว ย การเช่อื ฟง คําสง่ั สอนของทาน เปนตน บพุ พการี และ กตญั กู ตเวที ไดช อ่ื วา ทลุ ลภบคุ คล คอื บคุ คล ทหี่ าไดย าก โดยมเี หตผุ ลคอื บพุ พการี ชอ่ื วา หาไดย าก เพราะคนทว่ั ไป มกั ถูกตณั หาครอบงาํ ทําใหเห็นแกตัวจัด ชอบเปนผรู ับมกั ได มากกวา เปน ผูให และท่ใี หกม็ ักตอ งการผลตอบแทน กตญั ญกู ตเวที ชือ่ วา หา ไดยาก เพราะคนท่ัวไปถูกอวิชชาครอบงํา ไมคอยจะนึกถึงบุญคุณท่ี คนอน่ื ทําแลวแกต น ลมื บญุ คุณคนอื่นงา ย เมอื่ ไดรับการดูแลชว ยเหลอื จากผอู นื่ จนสุขสบาย มักลมื ตวั และขาดจติ สํานึกท่ีจะตอบแทนบุญคณุ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 31

32 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี μ¡Ô Ð ËÁÇ´ ó รตั นะ ๓ พระพทุ ธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ ๑. ท่านผ้สู อนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ท่ีท่านเรียกว่า พระพุทธศาสนา ช่ือ พระพทุ ธเจ้า ๒. พระธรรมวินัยที่เป็นคาํ สงั่ สอนของท่าน ช่ือ พระธรรม ๓. หมู่ชนที่ฟังคาํ สงั่ สอนของท่านแล้ว ปฏิบตั ิชอบตาม พระธรรมวินัย ช่ือ พระสงฆ์ รตั นะ แปลวา แก้ว โดยทว่ั ไปหมายถึง อัญมณหี รือแรธ าตุท่ี มีคามาก เชน เพชร พลอย เปน ตน แตใ นท่ีนีห้ มายถึง ส่ิงท่ีประเสรฐิ สุดและมีคาสูงสุดสําหรับผูนับถือพระพุทธศาสนา มี ๓ คือ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆทเ่ี รยี กวา พระรตั นตรยั หรอื พระไตรรตั น์แปลวา แก้ว ๓ ประการ คือ ๑. พระพทุ ธ คาํ วา พทุ ธ แปลวา ผรู้ ู้ ผตู้ ื่น ผเู้ บิกบาน ในทนี่ ี้ หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจา ผูทรงเปนพระบรมศาสดาของเราท้ัง หลาย ซึ่งพระองคตรัสรูชอบดวยพระองคเองกอนแลวทรงมีพระมหา กรุณาคณุ ทรงสง่ั สอนใหผ อู ่ืนรตู าม ๒. พระธรรม คาํ วา ธรรม แปลวา สภาพทที่ รงไวห รอื รกั ษาไว ซง่ึ ผปู ระพฤตติ ามไมใ หต กไปสทู ชี่ ว่ั คอื อบาย ในทน่ี หี้ มายถงึ คาํ สงั่ สอน ของพระพทุ ธเจา แบง เปน ๒ คือ ธรรม กับ วินัย คําวา ธรรม ไดแ ก คําสอนท่ีเปนหลักปฏิบัติเพื่อฝกหัดอบรมกาย วาจา ใจ ใหประณีต 32

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 33 ขึ้นตามลําดับจนสามารถกําจัดกิเลสใหหมดสิ้นไป สวนวินัย ไดแก คําสงั่ สอนทเ่ี กยี่ วเน่อื งดวยขอบญั ญัติ เปนหลักปฏิบตั เิ พอ่ื ใหเกิดความ เรยี บรอยดีงามของหมูคณะสงฆ ๓. พระสงฆ์ คําวา สงฆ์ แปลวา หมู หมายถึง หมูชนที่ ฟงคําสั่งสอนของพระพุทธเจา แลวประพฤติปฏิบัติชอบตามพระธรรม วนิ ยั และสอนใหผ ูอื่นรูตามดวย พระสงฆม์ ี ๒ ประเภท คอื อริยสงฆ์ หมายถึง พระสงฆผเู ปน พระอรยิ บคุ คลทไี่ ดบ รรลธุ รรมตง้ั แตข นั้ โสดาบนั ขนึ้ ไป และ สมมติสงฆ์ คือ พระสงฆโดยสมมติ หมายถึงหมูภิกษุท่ีบวชถูกตองตามพระวินัย แตย งั ไมไ ดบ รรลมุ รรคผลใด วา ตาม พระวนิ ยั หมายถงึ ภกิ ษตุ ง้ั แต ๔ รปู ขึ้นไป ซง่ึ สามารถทําสังฆกรรมได อริยสงฆท์ านจัดเปนสังฆรัตนะโดยตรง สมมติสงฆ์ ทานจัด เปน สังฆรัตนะโดยอนโุ ลม พระสงฆไดทาํ หนา ทข่ี องตน โดยการศึกษา พระธรรมวินัยใหรูและประพฤติชอบ พรอมกับสอนผูอื่นใหไดศึกษา ขอ ธรรมคาํ สอนของพระพทุ ธเจา ทาํ การเผยแผพ ระศาสนาใหแ พรห ลาย และเจริญมั่นคงสืบมา พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ จดั เปน รตั นะ รวมเรยี กวา พระรตั นตรยั เพราะเปนสิ่งประเสริฐสุดของผูนับถือพระพุทธศาสนา ถอื เปน รตั นะทจี่ ะนาํ ไปสกู ารพฒั นาตนตามหลกั ธรรม ในการขอถงึ รตั นะ ท้งั ๓ นี้ เรียกวา ไตรสรณคมน์ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 33

34 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี โอวาทของพระพทุ ธเจ้า ๓ ๑. เว้นจากทจุ ริต คือ ไม่ประพฤติชวั่ ด้วยกาย วาจา ใจ ๒. ประกอบสจุ ริต คือ ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ๓. ทาํ ใจของตนให้หมดจดจากเคร่ืองเศร้าหมอง มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น โอวาท คือ คําสั่งสอน คาํ แนะนํา คําตกั เตือน ในที่นห้ี มายถงึ คําสั่งสอนของพระพุทธเจาที่เปนประธานหรือเปนหลักการใหญ มี ๓ อยาง คือ ๑. เว้นจากทุจริต คือไม่ประพฤติชวั่ ด้วยกาย วาจา ใจ หมายถึง การไมท ําความชั่วทกุ อยา ง ทั้งทางกาย วาจา ใจ ๒. ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ หมายถึง การทําความดที กุ อยาง ท้งั ทางกาย วาจา ใจ ๓. ทาํ ใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น หมายถงึ การทําใจของตนใหผองใส หมดจดจาก เครื่องเศรา หมองคอื กเิ ลสท้งั หลาย มโี ลภ โกรธ หลง เปน ตน โอวาท ๓ ขอนี้ เรียกวา โอวาทปาฏิโมกข์ คือคําสอนท่ีเปน หลักการสําคัญของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาไดประทานแก พระอรหนั ตส าวก ๑,๒๕๐ องค ทวี่ ดั เวฬวุ นั เมอื งราชคฤห ในวนั มาฆบชู า ภายหลังแตต รัสรแู ลว ได ๙ เดือน 34

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 35 ทจุ ริต ๓ ๑. ประพฤติชวั่ ด้วยกาย เรียกกายทจุ ริต ๒. ประพฤติชวั่ ด้วยวาจา เรียกวจีทจุ ริต ๓. ประพฤติชวั่ ด้วยใจ เรียกมโนทจุ ริต ทจุ ริต แปลวา การประพฤติชั่ว หมายถงึ การกระทําความชว่ั หรือการกระทําบาปทุจริต มี ๓ คอื ๑. กายทุจริต ประพฤติชวั่ ทางกาย มี ๓ อยาง คือ ๑) ปาณาตบิ าต ฆา สตั ว รวมถงึ การทาํ รา ย ทรมาน หรอื เบยี ดเบยี นสตั วใ หไ ด รบั บาดเจบ็ สาหสั ๒) อทนิ นาทาน การลกั ทรพั ย รวมหมายถงึ การปลน ชงิ ฉอ ราษฎรบงั หลวง และ ๓) กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤตผิ ิดในกาม คอื การลวงเกินสมสูกับคูครองของคนอื่น หรือผูท่ีบุคคลอ่ืนหวงแหน เชน บตุ รธดิ าที่อยใู นการปกครองของบดิ ามารดา เปน ตน ๒. วจีทจุ ริต ประพฤติชวั่ ทางวาจา มี ๔ อยา ง คอื ๑) มสุ าวาท พูดเท็จ คือพูดโกหกหลอกลวง รวมท้ังการเขียนหนังสือโกหกหลอก ลวง ๒) ปส ณุ วาจา พดู สอ เสยี ด คอื พดู ยยุ ง ใสร า ย เพอ่ื ใหเ ขาแตกความ สามคั คีกัน หรอื เพอ่ื ใหเ ขามารกั ชอบตน ๓) ผรสุ วาจา พดู คําหยาบ คอื พดู ดา วา พดู เสยี ดแทง พดู คาํ ไมส ภุ าพ เพอื่ ใหผ ฟู ง เจบ็ ใจหรอื เกดิ ความ ละอายใจ และ ๔) สมั ผัปปลาปะ พดู เพอ เจอ คือพูดเหลวไหลไรส าระหา ประโยชนม ิได หรือพดู เลน โดยไมร กู าลเทศะ ๓. มโนทจุ ริต ประพฤติชวั่ ทางใจ มี ๓ อยาง ๑) อภชิ ฌา โลภ อยากไดของเขา คือคิดอยากไดของคนอ่ืนโดยวิธีทุจริต ๒) พยาบาท ปองรา ยเขา คอื คดิ อาฆาต เคยี ดแคน โดยมงุ ทาํ รา ยคนอนื่ ใหพ นิ าศ และ ๓) มจิ ฉาทฏิ ฐิ เหน็ ผดิ จากคลองธรรม คอื เหน็ ผดิ จากหลกั สจั ธรรมความ เปน จริง เชน เห็นวาบาปบุญไมม ี ผลของกรรมดีกรรมช่วั ไมมี เปน ตน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 35

36 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ในทจุ ริตทง้ั ๓ อยางนี้ มโนทจุ รติ สาํ คัญทีส่ ุด เพราะส่งิ ทัง้ หลาย ข้ึนอยูท่ีใจ เมื่อใจคิดช่ัวแลว ยอมสงผลใหการแสดงออกทางกายและ วาจาชวั่ ไปดวย ทจุ ริต ๓ น้ี เรียกอกี อยางหนงึ่ วา อกศุ ลกรรมบถ คือ ทางทาํ กรรมช่ัวหรือทางทํากรรมไมดี ถือเปนทางนําไปสูความทุกข ความเดือดรอนตา งๆ ควรละเวน ไมค วรประพฤตใิ นการดาํ เนินชวี ิต สจุ ริต ๓ ๑. ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกกายสจุ ริต ๒. ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกวจีสจุ ริต ๓. ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสจุ ริต สจุ ริต แปลวา การประพฤติดี หมายถึง การประพฤติชอบดว ย หลกั ธรรมหรอื ส่งิ ทีด่ งี าม ซึ่งตรงกนั ขา มกับทจุ รติ แบงเปน ๓ อยา ง ๑. กายสจุ ริต ประพฤติชอบด้วยกาย คอื การกระทาํ ความดี ทางกาย มี ๓ อยา งคอื เวน จากฆาสตั ว ๑ เวนจากลกั ทรพั ย ๑ เวนจาก ประพฤติผิดในกาม ๑ ๒. วจีสจุ ริต ประพฤติชอบด้วยวาจา คือการกระทําความดี ทางวาจา มี ๔ อยาง คอื เวน จากพดู เทจ็ ๑ เวนจากพดู สอเสียด ๑ เวน จากพดู คําหยาบ ๑ เวน จากพดู เพอ เจอ ๑ ๓. มโนสจุ ริต ประพฤติชอบด้วยใจ คือการกระทําความดี ทางใจ มี ๓ อยา ง คอื ไมโลภอยากไดข องเขา ๑ ไมพ ยาบาทปองราย เขา ๑ เห็นชอบตามคลองธรรม ๑ สจุ ริต ๓ อยา งนี้ เรียกอีกอยางหน่งึ วา กศุ ลกรรมบถ แปลวา ทางทํากรรมดีเปนส่ิงควรประพฤติในการดําเนินชีวิต โดยผูประพฤติ 36

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 37 ตามสุจรติ ๓ ยอมไดรบั ผลดี ๕ อยาง คือ ๑) ตเิ ตยี นตนเองไมไ ด ๒) นกั ปราชญสรรเสริญ ๓) มชี อ่ื เสียงทด่ี งี าม ๔) ตายอยา งมีสติ คอื ไมห ลง ตาย ๕) ตายแลว ก็ไปเกิดในสุคติภูมิ อกศุ ลมลู ๓ รากเหง้าของอกศุ ล เรียก อกศุ ลมลู มี ๓ อย่าง คือ ๑. โลภะ โลภอยากได้ของเขา ๒. โทสะ คิดประทษุ ร้ายเขา ๓. โมหะ หลงไม่รจู้ ริง อกศุ ลมลู แปลวา รากเหง้าของอกศุ ล หมายถึง ตนเหตุของ ความชั่ว หรอื สง่ิ ทีม่ าสนับสนุนใหทําความชวั่ คือบาปอกศุ ลกรรม มี ๓ อยา ง คือ ๑. โลภะ โลภอยากได้ของเขา หมายถงึ ความโลภอยากได ของเขาทเี่ ปนไปในทางทจุ ริต เชน ลกั ขโมย โกง ปลน หลอกลวงเขา เปน ตน รวมถึงการอยากมี อยากเปน ดว ยวิธกี ารทไ่ี มชอบธรรม สวน การอยากที่เปน ไปตามธรรมชาตหิ รอื อยากโดยสจุ ริต เชน อยากดม่ื น้าํ อยากสอบไดที่ ๑ ไมจ ัดเปน โลภะ เมื่อโลภะเกิดข้ึน ควรละดวยการใหทาน การบริจาค การเสีย สละตา ง ๆ ๒.โทสะคิดประทษุ รา้ ยเขา หมายถงึ ความคดิ จะทาํ รา ยคนอน่ื ใหไ ดรบั อนั ตรายไดร บั ความเดอื ดรอน หรอื ทํารา ยกันถงึ ชวี ิต เมอ่ื โทสะเกดิ ขึ้น ควรละดวยการเจรญิ เมตตาหรือแผเ มตตาให ทุกคนมีสุข คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 37

38 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. โมหะ หลงไม่ร้จู ริง หมายถึง ความหลงไมรสู ภาพตามเปน จริงวาอะไรผิดอะไรถูก หรืออะไรควรทําไมควรทํา เปนเหตุกอใหเกิด ความเสียหายแกต นเองและผอู ่นื เม่ือโมหะเกิดขึ้น ควรละดวยปญญา คือใชปญญาพิจารณา ไตรต รองใหร ู ตามความจรงิ แหง สภาวะนน้ั ๆ อกุศลมูล ๓ อยางนี้ คือรากเหงาหรือมูลเหตุของความชั่ว ทั้งหลาย เพราะเปนสาเหตุใหญใหทําบาปอกุศล และทําลายคุณงาม ความดีของมนษุ ย เมือ่ ขอ ใด ขอ หนึ่งเกดิ ข้นึ แลว อกศุ ลอ่นื ท่ยี ังไมเ กดิ ก็จะเกิดขึ้น และท่ีเกิดขึ้นแลวก็จะเจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรปฏิบัติตน ดาํ รงมัน่ ในหลกั ธรรมเพื่อละเวน เสยี กศุ ลมลู ๓ รากเหง้าของกศุ ล เรียกกศุ ลมลู มี ๓ อย่าง คือ ๑. อโลภะ ไม่อยากได้ ๒. อโทสะ ไม่คิดประทษุ ร้าย ๓. อโมหะ ไม่หลง กศุ ลมลู แปลวา รากเหงา ของกศุ ล หมายถงึ ตน เหตหุ รอื สาเหตุ ทใี่ หท ําความดคี ือกศุ ลกรรม มี ๓ อยา ง คอื ๑. อโลภะ ไม่อยากได้ หมายถึง ความไมอยากได ไมอยากมี ไมอยากเปนโดยทางทุจริต คือไมอยากไดส่ิงของคนอื่นมาเปนของตน ดวยวิธอี นั ไมช อบธรรม ๒. อโทสะ ไม่คิดประทษุ ร้าย หมายถึง ความไมค ดิ ทาํ รา ยตอ ผูอื่นใหไดรับอันตรายเดือดรอนเสียหาย รวมถึงการไมคิดเบียดเบียน คนอน่ื สตั วอ ่ืนใหเปนทุกข 38

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 39 ๓. อโมหะ ไม่หลง หมายถึง ความรูสภาพตามเปนจริง วาอะไรเปนกุศล ท่ีควรทําใหเกิดขึ้น หรืออะไรเปนบาปอกุศลควรละ ไมควรประพฤติ เปนตน อกุศลมูล ๓ อยางนี้ คือรากเหงาหรือมูลเหตุแหงความดี ทง้ั หลาย ควรทาํ ใหม ขี น้ึ และเจรญิ ในจติ ใจอยา งตอ เนอื่ งและมนั่ คงอยเู สมอ เพราะเปนสาเหตุใหความดีตางๆ เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแลวหรือมีอยู แลว กจ็ ะเจริญมากขน้ึ เชน เมอื่ อโลภะเกิดขึน้ แลว กุศลอยางอน่ื ไดแ ก ความเสยี สละ ความซอื่ สตั ย เปน ตน ทยี่ งั ไมเ กดิ กจ็ ะเกดิ ขนึ้ และทมี่ อี ยู แลวกจ็ ะเจรญิ มากขนึ้ เปนตน บญุ กิริยาวตั ถุ ๓ ๑. ทานมยั บญุ สาํ เรจ็ ด้วยการบริจาคทาน ๒. สีลมยั บญุ สาํ เรจ็ ด้วยการรกั ษาศีล ๓. ภาวนามยั บญุ สาํ เรจ็ ด้วยการเจริญภาวนา บุญ แปลวา ส่ิงชาํ ระจิตใจให้หมดจด หมายถึง ความดี ความถกู ตอ ง กรรมดี แบง เปน ๒ สว น คอื บญุ สว นเหตุ ไดแ ก บญุ กริ ยิ าวตั ถุ และบุญสว นผล ไดแ ก ความสุข ความเจริญ ความผองแผวแหงจิตใจ บญุ กิริยาวตั ถุ หมายถึง เหตุอันเปนที่ตั้งแหงการทําบุญ คือ วิธีการทําบุญหรือเหตุท่ที ําใหเ กิดบุญ โดยยอ มี ๓ อยาง คือ ๑. ทานมยั บุญสําเร็จด้วยการบริจาคทาน หมายถึง การทาํ บญุ ดว ยการให การบรจิ าควตั ถสุ งิ่ ของแกค นอนื่ เชน การใสบ าตร ถวายจตปุ จ จยั แกพ ระภกิ ษุ สามเณร เพอื่ บชู าคณุ ทท่ี า นไดป ระพฤตชิ อบ ตามพระธรรมวนิ ยั ใหแ กบ ดิ า มารดาเพอ่ื ตอบแทนคณุ ทา น หรอื ใหเ พอ่ื สงเคราะห เชน ใหแ กคนประสบภยั พบิ ัติ เปนตน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 39

40 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๒. สีลมยั บญุ สาํ เรจ็ ด้วยการรกั ษาศีล หมายถงึ การทาํ บญุ ดว ยการรักษาศีลใหบริสทุ ธิ์ ไดแก เจตนาคือความตงั้ ใจจริงที่จะปฏบิ ตั ิ ตามศีลสกิ ขาบท โดยการรกั ษากาย วาจา ใหเปนปกตเิ รยี บรอ ยดงี าม ตามสมควรแกส ถานะของตน ๓. ภาวนามยั บุญสาํ เรจ็ ด้วยการเจริญภาวนา หมายถึง การทําบุญดวยการอบรมหรือฝกจิต เพื่อใหจิตสงบและตั้งมั่นในคุณ ความดี โดยมวี ธิ กี ารฝก อบรมจติ เพอื่ ใหเ ปน บญุ ๒ ระดบั คอื ระดบั พนื้ ฐาน ไดแก การตงั้ ใจศกึ ษาเลาเรียนหรือ ปฏงิ านตามหนา ทขี่ องตน ตงั้ ใจฟง ธรรมและคําอบรมส่ังสอนตาง ๆ รวมถึงการคิดพิจารณาไตรตรองใน เรื่องทเี่ ปน ประโยชน เปน ตน และระดบั สูงขึ้น ไดแก การฝกอบรมจติ ใหสงบเปน สมาธิ ดว ยวิธีเจรญิ ภาวนาในหลกั กมั มัฏฐาน เพอ่ื พัฒนาจติ ใหสงบและเกดิ ปญญาเปนลําดบั ไป ผปู ฏบิ ตั ติ ามหลักบญุ กิรยิ าวัตถุ ยอ มเปนเหตุใหส ามารถกําจัด กเิ ลส ๓ อยางคอื ทาน กาํ จดั โลภะ ๑ ศีล กําจดั โทสะ ๑ และ ภาวนา กําจดั โมหะ ๑ 40

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 41 ¨μ¡Ø ¡Ð ËÁÇ´ ô วฑุ ฒิ คือ ธรรมเป็นเคร่ืองเจริญ ๔ ๑. สปั ปรุ ิสสงั เสวะ คบผปู้ ระพฤติชอบดว้ ยกาย วาจา ใจ ท่ีเรียกว่าสตั บรุ ษุ ๒. สทั ธมั มสั สวนะ ฟังคาํ สอนของท่านโดยเคารพ ๓. โยนิโสมนสิการ ตริตรองให้รจู้ กั ส่ิงท่ีดีหรอื ชวั่ โดย อบุ ายที่ชอบ ๔. ธมั มานุธมั มปฏิปัตติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ที่ได้ตรองเหน็ แล้ว วฑุ ฒิ แปลวา ความเจริญ คาํ วา วฑุ ฒิธรรม หมายถงึ ธรรมที่ เปน เหตใุ หเกิดความเจริญรงุ เรืองในการดําเนินชีวิต ทง้ั ในทางโลกและ ทางธรรม มี ๔ อยาง คอื ๑. สปั ปรุ ิสสงั เสวะ คบผปู้ ระพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ท่ี เรียกว่าสตั บรุ ษุ หมายถึง การคบหาสตั บุรษุ คอื คนดี มีความรูดี และ ประพฤติดี โดยการเขาไปปรึกษาหารือในสิ่งท่ีตนไมรูไมเขาใจ รับฟง คําสง่ั สอนและคําแนะนาํ จากทา น รวมถงึ การเขาไปอปุ ฐากรบั ใช ๒. สทั ธมั มสั สวนะ ฟังคาํ สอนของท่านโดยเคารพ หมายถงึ เม่ือคบทานสัตบุรุษคือคนดีแลว ก็ตั้งใจฟงคําสอนของทานโดยเคารพ ขยันหมั่นเพียรในการฟงคําสอนเพ่ือใหเกิดความเขาใจแจมแจง แลวนําไปเปน หลักปฏบิ ัติ ๓. โยนิ โสมนสิการ ตริตรองให้รู้จกั สิ่งที่ดีหรือชัว่ โดย อบุ ายท่ีชอบ หมายถงึ การพจิ ารณาไตรตรอง หรอื ขบคดิ ดว ยปญ ญา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 41

42 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ถึงส่ิงท่ีเรียนที่ฟงมาแลวนั้น โดยการวิเคราะห แยกแยะ อยางถูกวิธี มรี ะบบ มเี หตุผลตามสมควร โยนิโสมนสกิ าร น้ี เปนวถิ ีแหง ปญญาและ เหตสุ ง เสรมิ ใหเกิดสัมมาทฏิ ฐิคอื ความเหน็ ชอบ ๔. ธมั มานุธมั มปฏิปัตติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ ได้ตรองเหน็ แล้ว หมายถึง การประพฤติธรรมตามท่ีไดฟง ไดศึกษา วิเคราะห และไดพิจารณาไตรตรองดีแลวน้ัน เพ่ือใหไดรับผลแหงการ ปฏบิ ตั ิอยา งแทจ รงิ วฒุ ิธรรม ๔ ประการนี้ เปนเหตเุ ปนผลตอ เนอ่ื งกนั คือ การคบ คนดี เปนเหตุใหไดฟงคําสั่งสอนของทาน เมื่อไดฟงคําสั่งสอนแลว กน็ าํ ไปคดิ วเิ คราะหต ามหลกั ความเปน จรงิ แลว จงึ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรม ตามท่ไี ดพจิ ารณาดีแลว นน้ั โดยผูกเปนคาํ ใหจํางายวา “คบคนดี ฟงั วจี โดยเคารพ นอบนบดว้ ยพนิ ิจ ทาํ กจิ ดว้ ยปฏบิ ตั ”ิ จกั ร ๔ ๑. ปฏิรปู เทสวาสะ อย่ใู นประเทศอนั สมควร ๒. สปั ปรุ ิสปู ัสสยะ คบสตั บรุ ษุ ๓. อตั ตสมั มาปณิธิ ตงั้ ตนไว้ชอบ ๔. ปพุ เพกตปญุ ญตา ความเป็นผไู้ ด้กระทาํ ความดีไว้ใน ปางก่อน จกั ร แปลวา วงล้อ มีลักษณะเปนวงกลมหมนุ รอบตัวได จกั รธรรมคอื ธรรมทเ่ี ปน เสมอื นวงลอ หรอื ลอ รถนาํ ไปสจู ดุ หมาย หมายถงึ คณุ ธรรมทน่ี าํ ผปู ฏบิ ตั ติ ามใหถ งึ จดุ หมายคอื ความเจรญิ รงุ เรอื ง มี ๔ อยา ง คอื 42

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 43 ๑. ปฏิรปู เทสวาสะ อยู่ในประเทศอนั สมควร หมายถึง การอยูในประเทศหรือสังคมท่ีมีความเจริญ มีนักปราชญ มีบัณฑิต หรือสัตบุรุษอยูอาศัย มีสภาพแวดลอมท่ีดี มีสถานศึกษาแหลงเรียนรู การคมนาคมสะดวก และมคี วามปลอดภัย เปนตน ๒. สปั ปรุ ิสปู ัสสยะ คบสตั บรุ ษุ หมายถงึ การคบหากับผทู มี่ ี ความรูดี ทําดี พดู ดี คดิ ดี และชกั ชวนใหคนอน่ื ทาํ ดี โดยเขา ไปหาขอ คาํ แนะปรกึ ษากับสตั บุรษุ ๓. อตั ตสมั มาปณิธิ ตงั้ ตนไว้ชอบ หมายถึง การประพฤติ ตนหรือดํารงตนตามหลักธรรมของพระศาสนาและเคารพกฎหมาย บานเมือง มีความเช่ือมั่นในพระรัตนตรัย และตั้งมั่นในวัฒนธรรม ประเพณที ดี่ งี ามของสงั คมในทอ งถน่ิ ละเวน วถิ ที างการดาํ เนนิ ชวี ติ ทเ่ี ปน ทุจริตกรรม ๔. ปพุ เพกตปญุ ญตา ความเป็นผไู้ ดท้ าํ ความดไี วใ้ นปางกอ่ น หมายถึง มีบุญหรือคุณความดีที่เคยทําไวแลวในอดีตชาติกอน หรือ อดตี ทผี่ า นมาในชวี ติ นี้ ซงึ่ จะสง ผลใหเ กดิ ความสขุ ความเจรญิ ในปจ จบุ นั หรอื อนาคตกาล ทเ่ี รยี กวา คนมีบญุ วาสนา คอื มบี ญุ เกา หนนุ นาํ ทาํ ให เกิดสิ่งมงคลหรือความสําเร็จสมหวังแกชีวิต มักจะมีผูใหการอุปถัมภ สงเสรมิ อยูเ นืองๆ เปนตน ในจักรธรรม ๔ อยางน้ี อตั ตสมั มาปณิธิ การตงั้ ตนไว้ชอบ นบั วาสาํ คญั ยิ่ง เพราะแมจะมสี งิ่ อื่นพรอม แตถาไมร ูจกั ตงั้ ตนไวใ นทาง ทถี่ กู ทค่ี วรแลว สงิ่ ตา งๆ กม็ อิ าจจะสง เสรมิ ใหถ งึ จดุ หมายปลายทางหรอื ความสําเร็จได คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 43

44 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ อคติ ๔ ๑. ฉันทาคติ ลาํ เอียงเพราะรกั ใคร่กนั ๒. โทสาคติ ลาํ เอียงเพราะไม่ชอบกนั ๓. โมหาคติ ลาํ เอียงเพราะเขลา ๔. ภยาคติ ลาํ เอียงเพราะกลวั อคติ แปลวา แนวทางท่ไี มควรดาํ เนิน หมายถึง ความลาํ เอยี ง ไมย ตุ ธิ รรม หรอื วางใจไมเ ปน กลาง มเี หตเุ กดิ ความลาํ เอยี ง ๔ อยา ง คอื ๑. ฉันทาคติ ลาํ เอียงเพราะรกั ใครก่ นั หมายถงึ ความลาํ เอยี ง ไมเ ปน กลาง เพราะอาํ นาจความรกั ใครพ อใจของตนเปน สาํ คญั เปน เหตุ ใหเ สยี ความยตุ ิธรรม ในการตัดสิน และการแบง ปน สง่ิ ของ เปนตน ๒. โทสาคติ ลาํ เอียงเพราะไม่ชอบกนั หมายถึง ลําเอียง เพราะเกลียดชัง หรอื เพราะโกรธกัน โดยถือความไมพอใจของตนเปน สาํ คัญ เปนเหตใุ หเ สยี ความยตุ ิธรรมเพราะไมชอบใจ ๓. โมหาคติ ลาํ เอียงเพราะเขลา หมายถึง ความลําเอียง เพราะโงเ ขลา รเู ทา ไมถ งึ การณ ไมพ จิ ารณาใหถ อ งแท มกั ลมุ หลงเชอื่ คน งา ย ขาดความรอบคอบ จงึ เกดิ ความลาํ เอยี งไมย ตุ ธิ รรม เพราะความหลง หรอื เขลาเบาปญญา ๔. ภยาคติ ลาํ เอียงเพราะกลวั หมายถึง ความลําเอียง เพราะกลวั จะมภี ยั หรอื อนั ตรายมาถงึ ตวั เชน ตาํ รวจเหน็ คนทาํ ผดิ กฎหมาย ไมก ลา จบั เพราะเปน ผมู ชี อ่ื เสยี งมอี ทิ ธพิ ล จบั แลว กลวั วา ภยั อนั ตรายจะ มาถงึ ตนและครอบครวั เปน ตน ทาํ ใหเ สยี ความยตุ ธิ รรมเพราะกลวั ตอ ภยั อคติ ๔ เปน สิง่ ที่ทกุ คนไมควรประพฤติ ควรละเสีย เพราะการ มีอคติทําใหขาดความยุติธรรม เปนเหตุใหเสื่อมเสียเกียรติ เสียความ เคารพนบั ถือตอกนั เปนตน คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 44

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 45 ปธาน ๔ ๑. สงั วรปธาน เพยี รระวงั บาปไมใ่ ห้เกิดขนึ้ ในสนั ดาน ๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึน้ แล้ว ๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กศุ ลเกิดขึน้ ในสนั ดาน ๔. อนุรกั ขนาปธาน เพยี รรกั ษากศุ ลทเ่ี กิดขนึ้ แลว้ ไมใ่ หเ้ สอ่ื ม ปธาน หมายถึง ความเพียรท่ีเปนหลักใหญ หรือความเพียร ทต่ี อ งตงั้ ไวใ นใจ เปน ธรรมเครอ่ื งกาํ จดั ความเกยี จครา น และเสรมิ กาํ ลงั ใจ ใหเ ขมแขง็ มี ๔ อยา ง คือ ๑. สงั วรปธาน เพียรระวงั บาปไม่ให้เกิดขึ้นในสนั ดาน หมายถึง การเพียรระวังบาปอกุศลกรรมท่ียังไมเกิดไมใหเกิดข้ึนในจิต คือการปองกันระวังไมใหเกิดขึ้นในใจดวยการสํารวมในอินทรีย ๖ คือ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ ไมใหย ินดยี นิ ราย ๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึน้ แล้ว หมายถึง การ เพยี รละหรอื กาํ จดั บาปอกศุ ลทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว ไมใ หฝ ง แนน อยใู นจติ ใจ โดย เลิกละการทําชัว่ ทางกาย วาจา ใจ เพียรกาํ จัดบาปอกศุ ลท่เี กดิ ข้นึ แลว ใหเบาบางหรอื หมดไปจากจิตใจ ๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กศุ ลเกิดขึน้ ในสนั ดาน หมายถึง เพยี รพยายามทาํ ความดี ใหเกดิ มขี นึ้ ในสันดาน ดวยการใหท าน รักษา ศลี เจรญิ ภาวนา และเพยี รทาํ กศุ ลกรรมอยา งอนื่ ทย่ี งั ไมเ กดิ ใหเ กดิ มขี นึ้ ๔. อนุรกั ขนาปธาน เพียรรกั ษากศุ ลที่เกิดขนึ้ แลว้ ไมใ่ ห้เสื่อม หมายถึง การเพียรพยายามรักษากุศลกรรม คุณความดีท่ีไดทําไดมา แลว น้นั ใหตัง้ มน่ั และมีความเจรญิ เพิ่มพนู มากขึน้ ปธาน ๔ เรยี กอกี อยา งหนงึ่ วา สมั มปั ปธาน คอื ความเพยี รชอบ เปนสิ่งที่ควรทาํ ใหเกดิ มีข้นึ ในจติ ใจในสนั ดานของตนอยเู สมอ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 45

46 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี อธิษฐานธรรม ๔ ๑. ปัญญา รอบร้สู ิ่งท่ีควรรู้ ๒. สจั จะ ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดกใ็ ห้ได้จริง ๓. จาคะ สละสิ่งท่ีเป็นข้าศึกแก่จิตใจ ๔. อปุ สมะ สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ อธิษฐานธรรม แปลวา ธรรมท่ีควรตั้งไวในใจ หมายถึง ธรรมอันเปนฐานที่มั่นคงของใจ เพราะเปนเคร่ืองนําทางแหงการ ประพฤติปฏบิ ตั ใิ หดใี หพฒั นายง่ิ ขึน้ มี ๔ อยาง คือ ๑. ปัญญา รอบรสู้ ่ิงท่ีควรรู้ หมายถงึ รทู วั่ ถงึ เหตถุ งึ ผล รอู ยา ง แจมแจงชัดเจน โดยสิ่งที่ควรรูน้ันคือ รูสภาวธรรม มีขันธ ๕ เปนตน ตามเปน จริง และรูเหตแุ หงความเสอ่ื ม เหตแุ หงความเจริญ และรูอ บุ าย วิธีเวน ความเสอ่ื มและวิธีสรา งความเจริญ รวู ชิ าทเ่ี ปน เหตุใหเ กิดทรัพย เกียรติและความสุขกายสุขใจในการดาํ เนนิ ชวี ิต ๒. สจั จะ ความจริงใจ คอื ประพฤติส่ิงใดกใ็ หไดจรงิ หมายถงึ มีสัจจะ คอื ความตัง้ จริงใจในการทําหรอื การปฏบิ ัตกิ ิจตา งๆ เชน ต้งั ใจ จริงในการศึกษาเลาเรียน หรือต้ังใจจริงที่จะละความชั่ว ทําความดี ทาํ กศุ ลใหเกิดขึน้ ในสนั ดาน ๓. จาคะ สละส่ิงท่ีเป็ นข้าศึกแก่ความจริงใจ หมายถึง สละสงิ่ ทเี่ กดิ ขนึ้ แลว เปน เหตใุ หเ สยี สจั จะ คอื โลภ โกรธ หลง ซงึ่ ขดั ขวาง ไมใหเกิดความต้ังใจจริง และสละกิเลสท่ีเปนขาศึกแกจิตใจในการ ทําความดี เชน สละความเห็นแกตัว ความเกยี จครา น ความประพฤติ ที่ไมด ี อนั เปนไปในทางอกุศลหรือทจุ ริตกรรม ๔. อปุ สมะ สงบใจจากสิ่งท่ีเป็นขา้ ศึกแก่ความสงบ หมายถงึ การขมหรือการระงับจิต จากกิเลสที่เปนขาศึกแกความสงบ คือ ราคะ 46

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 47 โทสะ โมหะ เปนตน ท่เี กดิ ข้นึ แลวทาํ ใหจ ติ ใจเศราหมองขนุ มัวและเกดิ ความวติ กกงั วล อิทธิบาท ๔ ๑. ฉันทะ พอใจรกั ใคร่ในสิ่งนัน้ ๒. วิริยะ เพียรประกอบส่ิงนัน้ ๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนัน้ ไม่วางธรุ ะ ๔. วิมงั สา หมนั่ ตริตรองพิจารณาเหตผุ ลในสิ่งนัน้ อิทธิบาท คือ คุณเคร่ืองใหสําเร็จตามตองการ หมายถึง หลักธรรมที่เปนเหตุใหผูปฏิบัติตามประสบความสําเร็จในกิจท่ีทําตาม ความประสงค มี ๔ อยา ง คอื ๑. ฉันทะ พอใจรกั ใคร่ในส่ิงนัน้ หมายถงึ ความพอใจที่จะ ปฏบิ ตั หิ นาท่ี หรือในการกจิ นัน้ ๆ เชน การศกึ ษาเลา เรยี น การประกอบ กจิ การงาน เปนตน ๒. วิริยะ เพียรประกอบส่ิงนัน้ หมายถึง ความขยันใน การทาํ กจิ นน้ั ๆ ไมย อ ทอ ไมท อ ถอยแมม ปี ญ หาอปุ สรรคเกดิ ขนึ้ กเ็ พยี ร พยายามทําจนกวาจะสําเร็จผล ๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในส่ิงนัน้ ไม่วางธรุ ะ หมายถึง ความ เอาใจใสในสิ่งที่ทําและทําดวยความต้ังใจ คือตั้งใจจดจอกับหนาที่ ทีจ่ ะตองทาํ ไมท อดธรุ ะ ไมทิง้ งาน ไมปลอยใจใหฟงุ ซา นเล่อื นลอย ๔. วิมงั สาหมนั่ ตริตรองพิจารณาเหตผุ ลในส่ิงนนั้ หมายถงึ การใชป ญ ญาพจิ ารณาไตรต รองในสง่ิ ทท่ี าํ นน้ั วา เปน อยา งไร และหาวธิ ี ท่ีจะทําใหกิจการงานน้ันๆ สําเร็จลุลวงไปดวยความเรียบรอย ทั้งมี ประสิทธิภาพและคุณภาพดยี ่งิ ข้นึ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 47

48 ¤‹ÙÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี อทิ ธบิ าท ๔ เปน ธรรมทหี่ นนุ เนอ่ื งกนั เปน ลาํ ดบั โดยมฉี นั ทะเปน คุณธรรม ท่ีสําคัญในเบ้ืองตน เม่ือปฏิบัติไดครบถวนทุกขอตามลําดับ แลว ก็จะชวยใหส ามารถทาํ หนา ทหี่ รือประกอบกิจการงานนัน้ ๆ สาํ เร็จ ผลดว ยดตี ามที่ตองการ พรหมวิหาร ๔ ๑. เมตตา ความรกั ใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสขุ ๒. กรณุ า ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทกุ ข์ ๓. มทุ ิตา ความพลอยยินดี เมื่อผอู้ ่ืนได้ดี ๔. อเุ บกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เมื่อผอู้ ่ืน ถึงความวิบตั ิ พรหมวิหาร แปลวา ธรรมอันเปนเครอื่ งอยขู องพรหม หรอื ผู เปน ใหญ หมายถงึ เปน หลกั ธรรมทท่ี าํ ใหผ ปู ระพฤตติ ามเปน ผปู ระเสรฐิ ดุจพรหม และเปนหลักธรรมท่ีผูเปนใหญจะตองอนุเคราะหผูนอยดวย หลักพรหมวหิ าร มี ๔ อยาง คือ ๑. เมตตา ความรกั ใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสขุ หมายถึง ความรัก ปรารถนาดี มีไมตรีจิตตองการใหผูอื่น สัตวอ่ืนมีความสุข ความปลอดภยั และมีความเจรญิ ในชีวติ เมตตาธรรม ถอื เปน ความรกั ความปรารถนาดีท่ปี ราศจากความใครก ําหนัดในกาม ๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ หมายถึง เมอ่ื เหน็ ผอู นื่ สตั วอ นื่ ประสบทกุ ขม คี วามเดอื ดรอ นตา ง ๆ กค็ ดิ จะชว ยให เขาพน ทกุ ข ใหมีความปลอดภยั มคี วามสะดวกสบายในชีวติ ๓. มทุ ิตา ความพลอยยินดี เม่ือผอู้ ื่นได้ดี หมายถงึ ความยินดี ชื่นใจ ดใี จ เมอ่ื ผูอ่ืนมีความสุขหรอื ประสบความสาํ เรจ็ ทัง้ ในการศกึ ษา หรอื กิจการงาน เปน ตน 48

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 49 ๔. อเุ บกขา ความวางเฉย หมายถึง ความวางใจเปนกลาง ไมดีใจไมเสียใจเมื่อเห็นผูอื่นถึงความวิบัติหรือประสบทุกข ซ่ึงตนไม สามารถชวยเหลือได โดยใหพิจารณาเหตุผลถึงการที่คนจะไดสุขหรือ ทุกขอยางน้ัน เพราะกรรมคือการกระทําหรือการประพฤติอันเปนเหตุ ปจจัยใหไ ดสขุ หรือทุกข อริยสจั ๔ ๑. ทกุ ข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ๒. สมทุ ยั เหตใุ ห้ทกุ ขเ์ กิด ๓. นิโรธ ความดบั ทกุ ข์ ๔. มรรค ข้อปฏิบตั ิให้ถึงความดบั ทกุ ข์ อริยสจั แปลวา ความจรงิ อนั ประเสรฐิ หรอื ความจรงิ ทท่ี าํ ใหผ เู ขา ถึงเปนอริยะ อริยสัจน้ีเปนหลักธรรมสําคัญท่ีสุดในพระพุทธศาสนา มี ๔ อยาง คือ ๑. ทกุ ข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ท่ีไดช ่อื วาทุกข เพราะเปน สภาพทที่ นไดย าก สภาวะทบี่ บี คนั้ ไดแ ก ความเกดิ ความแก ความเจบ็ ความตาย ความเศรา โศกเสยี ใจ ความคบั แคน ใจ การประสบกบั สงิ่ ทไี่ มช อบใจ การพลดั พรากจากสงิ่ ทรี่ กั ทชี่ อบใจ เปน ตน กลา วโดยยอ คือ การยดึ มัน่ ในขันธ ๕ เปนทุกข (อุปาทานขันธ) ๒. สมทุ ยั เหตใุ ห้เกิดทกุ ข์ หมายถึง สาเหตทุ ่ีทาํ ใหเ กดิ ทุกข ไดแ ก ตณั หาคอื ความทะยานอยาก มี ๓ อยา ง คอื กามตณั หา ภวตณั หา และวภิ วตัณหา ๓. นิโรธ ความดบั ทุกข์ หมายถึง ความดับตัณหาไดอยาง สิ้นเชิง คือการท่ีจะดับทุกขไดหมด ตองดับที่ตนเหตุคือตัณหา นิโรธ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 49

50 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี จงึ ถอื เปนสภาพท่ีหลดุ พน และเปนอสิ ระจากทุกข ไดแ ก พระนพิ พาน ๔. มรรค ข้อปฏิบตั ิให้ถึงความดบั ทกุ ข์ หมายถงึ ทางปฏิบตั ิ ใหถึงความดับทุกข ไดแก ปญญาอันเห็นชอบวา สิ้งน้ีทุกข สิ่งน้ีเหตุ ใหเกิดทุกข สิ่งนี้ความดับทุกข สิ่งน้ีทางใหถึงความดับทุกข ที่ไดช่ือ วา มรรค เพราะเปน ขอ ปฏิบตั ิใหถ งึ ความดบั ทุกข ไดแ ก มรรคมอี งค ๘ เรยี กอีกอยา งหน่ึงวา มชั ฌิมาปฏิปทา แปลวา ทางสายกลาง คอื ๑. ปญ ญาเหน็ ชอบ (สมั มาทิฏฐ)ิ ๒.ความดาํ รชิ อบ(สมั มาสงั กปั ปะ) ๓. การเจรจาชอบ (สัมมาวาจา) ๔. การงานชอบ (สมั มากมั มนั ตะ) ๕. การเลยี้ งชพี ชอบ (สมั มาอาชวี ะ) ๖.ความเพยี รชอบ(สมั มาวายามะ) ๗. ความระลกึ ชอบ (สัมมาสติ) ๘. ความตง้ั ใจชอบ (สมั มาสมาธ)ิ ในอรยิ สจั ๔ นี้ ทกุ ข์ เปน สงิ่ ที่ตอ งกาํ หนดรู สมทุ ยั เปนสิง่ ท่ี ตองละหรือกําจัดใหหมดสิ้นไป นิโรธ เปนส่ิงที่ตองทําใหแจง มรรค เปน สง่ิ ทต่ี อ งทาํ ใหม ขี นึ้ โดยแบง ออกเปน สว นเหตแุ ละผล คอื สมทุ ยั กบั มรรค เปน สว นเหตุ ทกุ ขก ับนิโรธ เปนสวนผล 50

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 51 »Þ˜ ¨¡Ð ËÁÇ´ õ อนันตริยกรรม ๕ ๑. มาตฆุ าต ฆ่ามารดา ๒. ปิ ตฆุ าต ฆ่าบิดา ๓. อรหนั ตฆาต ฆ่าพระอรหนั ต์ ๔. โลหิตปุ บาท ทาํ รา้ ยพระพทุ ธเจา้ จนถงึ ยงั พระโลหิต ให้ห้อ ๕. สงั ฆเภท ยงั สงฆใ์ ห้แตกจากกนั อนันตริยกรรม แปลวา กรรมท่ีใหผลไมมีระหวางค่ัน คือ จะใหผลทนั ทไี มม กี รรมอนื่ แทรก โดยใหผลกอ นกรรมอ่ืนทง้ั หมด ผทู าํ อนันตริยกรรมขอใดขอหนึ่ง จะไดรับผลกรรมตกอเวจีมหานรกทันที ไมมีกศุ ลธรรมใดทดแทนชว ยผอนหนักใหเปนเบาได และกรรมนต้ี ้งั อยู ในฐาน ปาราชกิ คือผพู ายแพตอความดี เปน ผอู าภพั หมดโอกาสท่จี ะ ไดม นุษยส มบัติ สวรรคส มบตั ิ และนิพพานสมบัติ มี ๕ อยา ง คือ ๑. มาตฆุ าต ฆ่ามารดา และ ๒. ปิ ตฆุ าต ฆ่าบิดา คือบุตร ฆามารดาบิดาบังเกิดเกลา ดวยตนเองหรือใหคนอ่ืนฆาทําใหถึงแก ความตาย เปน อนนั ตรยิ กรรม เพราะมารดาบดิ าเปน ผมู พี ระคณุ ตอ บตุ ร สุดจะคณานับได ๓. อรหนั ตฆาต ฆ่าพระอรหนั ต์ เปนอนันตริยกรรม เพราะ พระอรหนั ตเ ปน ผหู มดสน้ิ อาสวะกเิ ลสแลว ไมม กี ารเบยี ดเบยี นไมท าํ รา ย ผูอื่นสัตวอื่นแตอยางใด มีแตบําเพ็ญกิจที่เปนประโยชนสุขแกมหาชน และพระศาสนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 51

52 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๔. โลหิตุปบาท ทําร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยงั พระโลหิต ให้ห้อขึ้น คือมุงทํารายพระพุทธเจา แมเพียงทําพระโลหิตใหหอขึ้น (หอเลือด) ก็เปนอนันตริยกรรม ถือวาทําบาปหนักในพระพุทธศาสนา ซง่ึ ผูทาํ ในสมัยพุทธกาล คอื พระเทวทตั ๕. สงั ฆเภท ยงั สงฆใ์ ห้แตกจากกนั คอื พยายามทาํ ลายสงฆ ผพู รอ มเพรยี งใหแ ตกกนั เปน พวกเปน หมู จนเกดิ รังเกียจกันในหมสู งฆ ไมทาํ อโุ บสถสังฆกรรมรว มกนั ชอ่ื วา ทําบาปหนัก เปน เสมือนทําลาย พระพุทธศาสนา เพราะภิกษุสงฆ ถอื เปนพทุ ธบริษัทท่ีเปน หลกั ในการ ศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามพระธรรมวนิ ยั พรอ มทงั้ ทาํ หนา ทเี่ ผยแผพ ระพทุ ธ ศาสนาใหเจริญมนั่ คงสืบไป เวสารชั ชกรณธรรม ๕ ๑. สทั ธา เช่ือส่ิงที่ควรเชื่อ ๒. ศีล รกั ษากายวาจาให้เรียบร้อย ๓. พาหสุ จั จะ ความเป็นผศู้ ึกษามาก ๔. วิริยารมั ภะ ปรารภความเพียร ๕. ปัญญา รอบรสู้ ิ่งที่ควรรู้ เวสารชั ชกรณธรรม แปลวา ธรรมทที่ าํ ใหเกดิ ความกลาหาญ หมายถึง ธรรมอันเปนเครื่องสงเสริมใจใหแกลวกลาไมหวั่นไหว มี ๕ อยา ง คอื ๑. สทั ธา เช่ือสิ่งท่ีควรเชื่อ หมายถงึ ความเชอ่ื ทปี่ ระกอบดว ย ปญ ญา ซง่ึ ไดพ จิ ารณาไตรต รองอยา งมเี หตมุ ผี ล การเชอ่ื ในสง่ิ ทคี่ วรเชอื่ มี ๔ อยา ง คือ ๑) กมั มสทั ธา เชื่อกรรม คือเชื่อวา ทํากรรมดีก็เปน เหตุดี ทาํ กรรมชวั่ กเ็ ปนเหตุชั่ว 52

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 53 ๒) วิปากสทั ธา เชื่อผลของกรรม คือเชื่อวา กรรมท่ีทํา แลวตองมีผล ผลดยี อมเกิดจากเหตดุ ี ผลช่ัวยอมเกดิ จากเหตุชั่ว ๓) กมั มสั สกตาสทั ธา เช่ือว่าสตั วม์ ีกรรมเป็นของตน คือเชื่อวา สัตวท ง้ั หลายมกี รรมเปน ของตน ตนทํากรรมใดไวย อ มไดร บั ผลของกรรมนน้ั ๔) ตถาคตโพธิสทั ธา เช่ือความตรสั รขู้ องพระพทุ ธเจ้า คอื เชอ่ื วา พระพุทธเจาตรัสรอู ริยสัจ ๔ ดว ยพระองคเอง เปนความจริง ๒. ศีล รกั ษากาย วาจา ให้เรียบรอ้ ย หมายถงึ เจตนางดเวน การกระทําความผิดทางกายและวาจา ดวยการไมประพฤติลวงละเมิด ศลี สามารถควบคมุ กาย วาจา ใหเ รยี บรอ ยงดงามเปน ปกติ เมอ่ื บคุ คลมี ความประพฤตเิ ปนปกติเรยี บรอย ยอ มมคี วามมนั่ ใจ กลา หาญ สงางาม ไมเ กอ เขนิ หรอื หวน่ั ไหว ๓. พาหสุ จั จะ ความเป็ นผ้ศู ึกษามาก คือ ความเปนผูได สดับตรับฟงมาก ในทางโลก หมายถึง ไดศึกษาเลาเรียน มีความรูใน วิทยาการมามาก และสามารถจดจําไวไ ดเ ปนอยางดี พรอ มทง้ั สามารถ ถายทอดเผยแพรไดอยางมีประสิทธิภาพ ในทางธรรม หมายถึง ผูได เลาเรยี นหรอื ไดฟง พระพุทธพจนม ามาก สามารถทรงจําไดเ ปนอยางดี จนไดชื่อวาเปน “พหูสูตร” ผูไดศึกษามามากยอมเปนผูเฉลียวฉลาด สามารถแกไขปญหาเฉพาะหนา และวางแผนพัฒนาในอนาคตไดเปน อยา งดี ๔. วิริยารมั ภะ ปรารภความเพียร หมายถึง มีความเพียร มุงม่ัน ไมยอทอ พยายามปฏิบัติอยูเสมอ ไมกลัวตอความเหนื่อยยาก ทัง้ ในหนา ที่การงาน หรอื กจิ ที่พึงกระทําอื่นๆ เชน การศึกษาเลา เรียน เปน ตน ผปู รารภความเพยี รอยเู สมอ เปน ผมู คี วามขยนั อดทน ไมย อ ทอ ตอ ปญ หาอปุ สรรค สามารถแกไ ขปญ หาตาง ๆ ได คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 53

54 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๕. ปัญญา รอบร้สู ่ิงท่ีควรรู้ หมายถึง ความรูทั่วถึงเหตุผล อยางแจมแจง รูเหตุดีเหตุชั่ว รูตามความเปนจริงแหงสภาวะธรรม รอู บุ ายวธิ เี วน ความเสอื่ มและสรา งความเจรญิ แกช วี ติ เปน ตน ในทางโลก คอื รูวิชาสาขาตางๆ ท่จี ะทาํ ใหส ามารถประกอบสมั มาอาชีพไดอยา งมี ประสทิ ธิภาพ เปน ตน ในทางธรรม รเู รอื่ งบาป บุญ รูทุจรติ สุจริต และ ขน้ั สงู สุดคือรูแจง ในอรยิ สจั ๔ ผูมปี ญญายอ มกลา คดิ กลาทาํ กลา พดู ใน ส่ิงทถี่ กู ตอ ง เวสารชั ชกรณธรรม ๕ อยา งนี้ เปน หลกั ธรรมทที่ าํ ใหผ ปู ฏบิ ตั ติ าม เปนคนแกลวกลาไมหวั่นไหวในการเขาสมาคมตางๆ เพราะ ศรทั ธา จะทําใหใจหนกั แนน ไมหว่นั ไหว ศีล ทําใหก าย วาจา เปนปกตจิ ะกอ ให เกดิ ความแกลว กลา ในสงั คม พาหสุ จั จะ ยอมเปน ผลอํานวยใหก ารทาํ กิจการงานนั้นๆ ไดถูกตองเหมาะสม ตามหลักวิชาการ วิริยารมั ภะ จะทาํ ใหไ มย อ ทอ สง เสรมิ ความเพยี รใหม นั่ คง และปัญญา จะทาํ ใหร อบรู ในสง่ิ ท้งั ปวงท้งั ในทางโลกและทางธรรม ธมั มสั สวนานิสงส์ ๕ ๑. ผฟู้ ังธรรมย่อมได้ฟังส่ิงท่ียงั ไม่เคยฟัง ๒. ส่ิงใดได้เคยฟังแล้ว แต่ยงั ไม่เข้าใจชดั ย่อมเข้าใจใน ส่ิงนัน้ ชดั ๓. บรรเทาความสงสยั เสียได้ ๔. ทาํ ความเหน็ ให้ถกู ต้องได้ ๕. จิตของผฟู้ ังย่อมผอ่ งใส ธมั มสั สวนานิสงส์ คือ อานิสงสของการฟงธรรม หรือ ผลดี ที่เกิดแตการฟงธรรม ซึ่งผูฟงธรรมจะไดอานิสงสอยางแทจริง ตองฟง 54

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 55 โดยเคารพ ควบคุมใจใหต ้งั มนั่ ไปตามกระแสธรรมที่ทา นแสดง ยอ มได รับอานิสงส ๕ อยา ง คอื ๑. ผ้ฟู ังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยงั ไม่เคยฟัง หมายความวา หลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนามีมากเหมือนนํ้าในมหาสมุทร หรอื ใบไมใ นปา ใหญ ฉะนนั้ การฟง ธรรมบอ ยๆ ยอ มไดฟ ง สง่ิ ทย่ี งั ไมเ คย ฟงมากอ น ไดร ใู นเร่อื งทยี่ งั ไมร ูเพมิ่ มากขึน้ ๒. ส่ิงใดได้เคยฟังแล้ว แต่ยงั ไม่เข้าใจชดั ย่อมเข้าใจใน สิ่งนัน้ ชดั หมายถึง แมจะเคยฟงมาแลว แตไมเขาใจแจมแจง เม่ือได ฟงซ้ําอีก ยอมรูและเขาใจชัดเจนข้ึน หรือเคยฟงจากทานอ่ืน แตยัง ไมเขาใจชัด เมื่อไดฟงจากอีกทานหน่ึง ที่อธิบายธรรมไดแจมแจง ก็จะทําใหเ กดิ ความรูแ ละเขาใจในขอธรรมน้นั ๆ มากยิ่งข้นึ ๓. บรรเทาความสงสยั เสียได้ หมายถงึ ความสงสยั ไมเ ขา ใจ ในขอ ธรรมบางประการ เมอื่ ไดฟ ง ธรรมนน้ั บอ ยๆ ยอ มขจดั หรอื บรรเทา ความสงสัยได ๔. ทาํ ความเหน็ ให้ถกู ต้องได้ หมายถึง ผูฟงธรรมบางครั้ง อาจเกิดความคิดเห็นที่ขัดแยงหรือไมตรงความจริงตามหลักธรรม เมื่อไดฟงธรรมท่ีทานผูรูอธิบายใหเห็นอยางแจมแจงชัดเจนแลว ยอม ทําความเหน็ ใหถ ูกตอ งได ๕. จิตของผฟู้ ังยอ่ มผอ่ งใส หมายถงึ จติ ของบคุ คลในบางครง้ั ก็ผองใส บางครั้งขุนมัวเศราหมองหรือฟุงซาน ขึ้นอยูกับอารมณที่มา กระทบ แตเม่อื ได ฟง ธรรมแลว ยอมทําใหจิตใจผอนคลายจากอารมณ ทีท่ ําใหข ุนมัว จนเกดิ ความสงบและผองใสเบิกบาน แชมชน่ื ขึน้ มาได คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 55

56 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี พละ ๕ ๑. สทั ธา ความเช่ือ ๒. วิริยะ ความเพียร ๓. สติ ความระลึกได้ ๔. สมาธิ ความตงั้ ใจมนั่ ๕. ปัญญา ความรอบรู้ พละ แปลวา กาํ ลงั หรอื พลงั หมายถงึ หลกั ธรรมอนั ทาํ ใหเ กดิ พลังทางใจ สง เสรมิ ใหจ ติ ใจมคี วามมนั่ คงและเขมแขง็ มี ๕ อยา ง คือ ๑. สทั ธา ความเชื่อ หมายถงึ ความเชอื่ ทป่ี ระกอบดว ยปญ ญา มีเหตุผลสามารถพิสูจนใหเห็นจริงได ไดแก ความเช่ือในพระปญญา ตรัสรูของพระพุทธเจา ในพระรัตนตรัย ในผลของกรรมดีและกรรมช่ัว ศรทั ธานเี้ ปน คณุ ธรรมทเ่ี ปนพลงั ทาํ ใหใ จเขม แขง็ มคี วามเชอื่ มน่ั ในการ ทําความดี ๒. วิริยะ ความเพียร หมายถงึ ความพยายาม มงุ มน่ั ไมย อ ทอ ในการทํากจิ นนั้ ๆ เชน การศกึ ษาเลา เรียน การทาํ งานหาเลี้ยงชีพ หรอื เพียรระวังไมใหอกุศลเกิดข้ึนในสันดาน เพียรทําความดี เพียรรักษา ความดีไมใ หเสอื่ มสูญไป วริ ิยะน้ี เปน พลังทพ่ี ยุงใจไมใหท อถอยในการ ทําหนาทหี่ รือประกอบกิจการงาน ๓. สติ ความระลึกได้ หมายถงึ ความระลกึ หรอื นึกคดิ ขึน้ ได ทั้งส่ิงท่ีทําแลวในอดีต และที่ทําในปจจุบัน สตินี้เปนพลังควบคุมใจให ตน่ื ตวั อยูเสมอ ใหร ะลกึ ไดก อ นทาํ กอ นพดู ชว ยใหม กี ารคิดลวงหนาได อยางรอบคอบและมปี ระสทิ ธภิ าพ ๔. สมาธิ ความตงั้ ใจมนั่ หมายถงึ ความมใี จสงบตง้ั มน่ั แนว แน ไมฟุงซาน อาการท่ีจิตแนวแนอยูกับอารมณใดอารมณหน่ึงอยางมีสติ 56

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 57 สมาธนิ เี้ ปน ธรรมทที่ าํ ใหจ ติ ใจมนั่ คงกบั การปฏบิ ตั หิ นา ทห่ี รอื ทาํ กจิ ตา งๆ ทําใหใ จสงบไมเ ลือ่ นลอย ๕. ปัญญา ความรอบรู้ หมายถึง ความรูท่ัวถึงเหตุและผล รอู ยา งชดั เจนกวา งขวาง รสู ง่ิ ทค่ี วรทาํ และไมค วรทาํ รเู หตแุ หง ความเสอ่ื ม หรือความเจริญ รูอบุ ายวธิ ีเวนความเสื่อมและวิธสี รา งความดี ปญ ญานี้ ยอ มเปนพลังใหรูแจงในสิง่ ท้ังปวง พละ ๕ อยางนี้ เปนคุณธรรมใหเกิดความเขมแข็งมั่นคง เปนคุณธรรมเก้ือหนุนแกอริยมรรค เรียกอีกอยางวา อินทรีย์ เพราะ เปน ใหญใ นกิจของตน คอื สัทธา เปนใหญใ นการเชื่อ วิรยิ ะ เปน ใหญใน การพากเพยี ร สติ เปน ใหญใ นการระลกึ สมาธิ เปน ใหญใ นการตง้ั จติ มนั่ และปญ ญา เปนใหญในการรอบรู ขนั ธ์ ๕ ๑. รปู ๒. เวทนา ๓. สญั ญา ๔. สงั ขาร ๕. วิญญาณ ขนั ธ์ แปลวา กอง หมวด หมู หมายถึง กองแหงรูปธรรม และนามธรรม รวมกนั เขา เปน กอน เรยี กวา ขนั ธ์ ๕ หรอื เบญจขนั ธ์ มี ๕ อยาง คอื ๑. รปู ขนั ธ์ หมายถึง สวนที่เปนรางกาย อันรวมกันขึ้นจาก ธาตุ ๔ ไดแ ก ดิน นํา้ ลม ไฟ ในทน่ี หี้ มายเอารปู ทม่ี ใี จครอง เชน มนุษย สัตวดริ จั ฉาน ๒. เวทนาขนั ธ์ หมายถึง ความรับรูอารมณวา เปนสุข คือ สบายกาย สบายใจ เปนทุกข คือความไมสบายกายไมสบายใจ หรือ รูสกึ เฉยๆ ไมท กุ ขไมส ุข คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 57

58 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. สญั ญาขนั ธ์ หมายถงึ ความจาํ ได ความหมายรู คอื จําส่งิ ที่ รบั รูน นั้ ไวไ ด เชน จาํ รปู จําเสยี ง จํากล่นิ จาํ รส จาํ โผฏฐัพพะคอื อารมณ ท่ีเกดิ กบั ใจได ๔. สงั ขารขนั ธ์ หมายถึง สภาพที่ปรุงแตงจิต หรืออารมณที่ เกิดกับใจ เปนสว นดี เรียกกศุ ล ที่เปน สว นชัว่ เรยี กอกุศล ที่เปน กลางๆ ไมด ไี มช ว่ั เรยี กวา อพั ยากฤต (สงั ขารขอ นตี้ า งจากสงั ขารในไตรลกั ษณ คือสังขารในไตรลกั ษณ หมายถึงสงิ่ ทป่ี จ จยั ปรุงแตง ข้นึ เชน คน สัตว ตนไม โตะ เกาอ้ี เปน ตน) ๕. วิญญาณขนั ธ์ หมายถึง ความรูแจงอารมณของจิตตอ สิ่งท่มี ากระทบ คอื รถู งึ สงิ่ ท่มี าสัมผัสทางตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ เชน เมอ่ื ตาเหน็ รูปกร็ ูวา รูป และรูวา เปน รปู อะไร เปนตน ขันธ ๕ หรือ เบญจขันธ ยอเปน ๒ สวน คือ รูป และ นาม โดยเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จดั เปนนาม สว นรปู จัดเปน รูป 58

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 59 ©Ñ¡¡Ð ËÁÇ´ ö คารวะ ๖ ๑. พทุ ธคารวตา ความเคารพในพระพทุ ธเจ้า ๒. ธมั มคารวตา ความเคารพในพระธรรม ๓. สงั ฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ์ ๔. สิกขาคารวตา ความเคารพในการศึกษา ๕. อปั ปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ๖. ปฏิสนั ถารคารวตา ความเคารพในปฏิสนั ถาร คารวะ หรอื คารวตา แปลวา ความเคารพ ความนบั ถือกัน อยางนักแนน หมายถึง กิริยาท่ีนอบนอม ท่ีเรียกวา มีสัมมาคารวะ เปนการใหความสําคัญตอบุคคลหรือสิ่งทรงคุณความดี มีคาควรแกให เกยี รติ ยกยอ ง และคมุ ครองรกั ษา มี ๖ ประการ คอื ๑. พทุ ธคารวตา ความเคารพในพระพทุ ธเจา้ คอื การเคารพ นอบนอมดวยศรัทธาเลื่อมใสทางกาย วาจา ใจ ในพระพุทธเจา โดย ระลึกถึงพระพุทธคุณ รวมถึงเคารพพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป สังเวชนียสถาน หรือปูชนียสถาน ที่สรางอุทิศถวายบูชาพระพุทธเจา โดยการเคารพนับถือ มีความนอบนอมยําเกรงไมแสดงกิริยา เหยียบย่าํ ทําลาย เปน ตน ๒. ธมั มคารวตา ความเคารพในพระธรรม คือ การแสดง ความเคารพในพระธรรมวินัย ดวยการนอมระลึกถึงคุณของพระธรรม การตั้งใจศึกษาเลาเรียน และประพฤติตามหลักธรรม รวมถึงเคารพ ในพระไตรปฎกหรือคัมภีร หนังสือใบลานท่ีจารึกขอธรรมไมดูหมิ่น เหยียบยํ่าทําลาย เปนตน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 59

60 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. สงั ฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ์ คือความเคารพ ในพระอริยสงฆ และสมมติสงฆผูประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรม วินัย ดวยการนอมระลึกถึงคุณของพระสงฆ แสดงความเคารพนับถือ บชู า รบั ฟง เทศนฟ ง คาํ สอนโดยเคารพ ไมแ สดงกริ ยิ าดหู มน่ิ ดแู คลน และ ไมเหยยี บย่าํ ผากาสาวพัสตร เปนตน ๔. สิกขาคารวตา ความเคารพในการศึกษา คอื ความเคารพ เออ้ื เฟอ ตอ การศกึ ษา ดว ยการตง้ั ใจศกึ ษาในหลกั ไตรสกิ ขาคอื ศลี สมาธิ ปญ ญา สว นในทางโลกคอื การเอาใจใส ไมเ กียจครา น ไมย อทอตอ การ เลาเรยี นวิชาตา งๆ ทดี่ มี ปี ระโยชน ไมม ีโทษ เพื่อพฒั นาตนเองใหเ จริญ กาวหนา ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไป ๕. อปั ปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท คือ การดาํ รงตนดว ยความไมป ระมาท ดว ยการมสี ตแิ ละสมั ปชญั ญะ ระวงั ใจ ไมใ หลุมหลงฝก ไฝใ นทางบาปอกุศลหรือทุจริตกรรมตางๆ ๖. ปฏิสนั ถารคารวตา ความเคารพในปฏิสนั ถาร คอื ความ เอื้อเฟอ ความยินดีในการตอนรับผูมาเย่ียมเยือนตามสมควรแกฐานะ การปฏิสนั ถารมี ๒ คือ อามสิ ปฏสิ ันถาร การตอ นรบั ดว ยอามิส ไดแก วตั ถสุ งิ่ ของเพอ่ื ความสขุ กาย เชน ใหน า้ํ อาหาร ทพี่ กั เปน ตน และธรรม ปฏิสันถาร ตอนรับดวยธรรม คือการสนทนาดวยเร่ืองท่ีดีมีประโยชน หรือแนะนาํ ในทางทดี่ ี ดวยคาํ พูดทีไ่ พเราะและหนาตาท่ียม้ิ แยม แจมใส สรา งความสบายใจแกผ มู าเย่ียมเยอื น คารวะ ๖ อยา งน้ี นบั เปน พนื้ ฐานทางจติ ใจทส่ี าํ คญั เพราะเปน ไป เพื่อความเจริญในการดําเนินชีวิต เชน ผมู คี วามเคารพในพระรตั นตรยั ช่ือวา เปนแบบอยางที่ดีงามของชาวพุทธ ผูเคารพในการศึกษา ยอม ไดรับความเจริญดวยวิชาความรู ทําใหฉลาดรอบรูหรือเชี่ยวชาญใน 60

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 61 งานนน้ั ๆ ผเู คารพในความไมป ระมาท ยอ มทาํ ใหม สี ตสิ มั ปชญั ญะมน่ั คง ทาํ ใหไ มป ระมาท และเคารพในปฏสิ นั ถาร ยอ มไดร บั นาํ้ ใจไมตรที ด่ี งี าม จากอาคันตกุ ะหรือญาตมิ ิตรเปน จาํ นวนมาก สาราณิยธรรม ๖ ๑. เข้าไปตงั้ กายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพ่ือน ๒. เข้าไปตงั้ วจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อน ๓. เข้าไปตงั้ มโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อน ๔. แบง่ ปันลาภท่ีตนได้มาโดยชอบธรรมให้แก่เพื่อน ๕. รกั ษาศีลบริสทุ ธ์ิเสมอกนั กบั เพื่อน ๖. มีความเหน็ ตรงกนั สาราณิ ยธรรม คือ ธรรมเปนท่ีตั้งแหงการระลึกถึงกันและ กนั เปน ธรรมทที่ าํ ใหห มคู ณะอยรู ว มกนั ไดอ ยา งสนทิ สนมสามคั คี กอ ให เกดิ ความสงบสขุ รม เยน็ แกห มคู ณะและสงั คมสว นรวม มี ๖ ประการ คอื ๑. เข้าไปตัง้ กายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อน (เมตตากายกรรม) หมายถงึ การชว ยเหลอื กจิ ธรุ ะของเพอื่ นหรอื หมคู ณะ ดว ยไมตรีจติ ไมน ่ิงดูดาย ไมร งั เกยี จ และมีนา้ํ ใสใจจริงตอ กันและกัน ๒. เขา้ ไปตงั้ วจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพอ่ื น (เมตตา วจีกรรม) หมายถงึ การพดู คยุ สนทนากนั ดวยคําทไ่ี พเราะ เวนวาจาท่ี สอเสียด หยาบคาย มีวาจาที่สรางสรรคไมพูดทําลายน้ําใจกัน แมลับ หลงั เพ่อื นกไ็ มนนิ ทาใหราย ๓. เขา้ ไปตงั้ มโนกรรมประกอบดว้ ยเมตตาในเพอื่ น (เมตตา มโนกรรม) หมายถึง ความมีจิตคิดแตสิ่งท่ีเปนประโยชนสุขตอเพื่อน หรือหมูคณะ ไมค ิดริษยา ไมคดิ ทจุ ริตตอ เพ่ือนทงั้ ตอ หนา และลับหลัง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 61

62 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๔. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาโดยชอบธรรมให้แก่เพ่ือน (สาธารณโภค)ี หมายถึง การรูจ กั แบง ปน สงิ่ ของใหแ กเพ่อื น รวมถึงแก หมคู ณะ ไมห วงผลประโยชน ไมต ระหนถี่ เ่ี หนยี ว มคี วามเออ้ื เฟอ เผอื่ แผ ตอเพือ่ นหรอื สงั คมดว ยเมตตาจติ ๕. รกั ษาศีลบริสุทธ์ิเสมอกนั กบั เพื่อน (สีลสามัญญตา) หมายถึง ความมีศีล มคี วามประพฤติเสมอเหมอื นคนอน่ื ๆ และเคารพ ในกฎหมาย ระเบียบ กติกา วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของสังคม ไมท ําตนใหเปนท่รี งั เกยี จของคนอ่ืน ๖. มีความเห็นตรงกนั (ทิฏฐิสามัญญตา) หมายถึง การ มีความเห็นที่ถูกตองรวมกัน โดยทําความเห็นใหถูกตองชอบธรรม เพอ่ื ไมใ หเ กดิ โตแ ยง กนั จนเปน เหตนุ าํ ไปสกู ารทะเลาะววิ าทกนั กบั เพอ่ื น หรอื สังคม สาราณิยธรรม ๖ เปนหลักธรรมท่ีใหเกิดและสงเสริมไมตรีจิต และความเคารพนับถือกันระหวางเพื่อนหรือชุมชนหมูคณะใหย่ังยืน มากขนึ้ อกี ทง้ั เปน ไปเพอื่ การสงเคราะหเ กอ้ื กลู ซงึ่ กนั และกนั ตามสมควร อันจะทําใหค วามสามคั คขี องสังคมแนน แฟน ม่นั คงยง่ิ ข้นึ 62

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 63 ÊÑμμ¡Ð ËÁÇ´ ÷ อริยทรพั ย์ ๗ ๑. สทั ธา เชื่อส่ิงท่ีควรเชื่อ ๒. ศีล รกั ษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ๓. หิริ ความละอายต่อบาปทจุ ริต ๔. โอตตปั ปะ สะด้งุ กลวั ต่อบาป ๕. พาหสุ จั จะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คือทรงจาํ ธรรม และรศู้ ิลปวิทยามาก ๖. จาคะ สละให้ปันส่ิงของของตนแก่คนท่ี ควรให้ปัน ๗. ปัญญา รอบร้สู ิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็น ประโยชน์ อริยทรพั ย์ แปลวา ทรพั ยอ์ นั ประเสริฐ หมายถึง ทรัพยคือ คุณความดีอันประเสริฐที่มีอยูในจิตใจ เปนทรัพยภายในอันประเสริฐที่ ไมม ีใครจะแยงชิงไปได ไมส ูญหายไปเพราะอันตรายตางๆ เปน เหตใุ ห ไดทรัพยภ ายนอกดวย มี ๗ อยาง คือ ๑. ศรทั ธา เชื่อสิ่งท่ีควรเชื่อ หมายถงึ ความเชอ่ื ท่ปี ระกอบ ดว ยเหตแุ ละผลสามารถพสิ ูจนเ ห็นจรงิ ได เชน เชอ่ื ในพระปญ ญาตรสั รู ของพระพุทธเจา หรอื เช่อื ในผลของกรรมดแี ละกรรมช่วั เปนตน ๒. ศีล รกั ษากาย วาจาให้เรียบรอ้ ย หมายถงึ การควบคมุ กาย วาจา ใหเปนปกติ โดยประพฤติตนเหมาะสมดวยการตั้งเจตนา งดเวนสิง่ ที่ควรเวน ดาํ เนนิ ตามหลกั ศีลธรรมในพระพทุ ธศาสนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 63

64 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. หิริ ความละอายต่อบาปทจุ ริต หมายถึง ความละอายใจ ตอ การทําบาปอกศุ ลหรือทจุ ริตกรรมท้งั ตอหนา และลับหลงั กระดากใจ ในการทําช่วั ทางกาย วาจา ใจ เปรียบเหมือนคนปกติทวั่ ไปทร่ี ักสะอาด รักสวยงามไมอยากใหสิ่งสกปรก ปฏิกูลเนาเหม็นมาเลอะเปรอะเปอน เสอ้ื ผาตวั เอง ฉะนั้น ๔. โอตตปั ปะ สะด้งุ กลวั ต่อบาป หมายถงึ ความเกรงกลวั ตอ บาปอกุศลและผลของกรรมชวั่ ทจี่ ะใหผ ลในภายหลงั สะดงุ กลัวตอ บาป เสมอื นกบั คนสะดงุ กลวั ตอ ทอ นเหลก็ แดงทไี่ ฟเผารอ นจดั ทค่ี นอนื่ จะนาํ มาทาํ รา ยตน ฉะนน้ั ๕. พาหสุ จั จะ ความเป็ นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจาํ ธรรม และรู้ศิลปวิทยามาก หมายถึง ความเปนผูใฝใน การศกึ ษาหาความรอู ยเู สมอดว ยการฟง การคดิ พจิ ารณา การสอบถาม และบันทึกจดจําไวได แลวนํามาประพฤติปฏิบัติและเผยแพรเปน ประโยชนแ กผ ูอ น่ื ๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน หมายถึง การเสียสละแบงปนส่ิงของของตนใหแกผูที่ควรให มีความ เอื้อเฟอเผื่อแผตามสมควร จาคะ จะชวยกําจัดความเห็นแกตัว ความ ตระหนใี่ จแคบใหเ บาบางไปจากจิตใจได ๗. ปัญญา รอบร้สู ิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ หมายถึงความรูเขาใจในเร่ืองน้ันๆ อยางถองแท รูเหตุใหเกิดกุศลและ อกุศล โดยปญญาเกดิ ได ๓ ทางคอื ปญญาเกิดแตก ารศกึ ษา สดบั รับ ฟงมามาก (สุตมยปญญา) ปญญาเกิดแตการคิดวิเคราะหดวยเหตุผล (จินตามยปญญา) และปญญาเกิดจากการอบรม ฝกหัด ลงมือปฏิบัติ จริง และเกดิ ทกั ษะความชํานาญเชีย่ วชาญ (ภาวนามยปญญา) 64

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 65 อรยิ ทรพั ย ๗ เรียกอีกอยา งหนงึ่ วา พหกุ ารธรรม คือธรรมท่มี ี อปุ การะมาก เพราะทาํ ใหผ ปู ฏบิ ตั ติ ามไดม อี รยิ ทรพั ยภ ายในอนั ประเสรฐิ และยังสงเสริมอุตสาหะในการทําความดีงามหรือบําเพ็ญคุณธรรมให เพ่ิมพูนมากข้ึนอกี ดว ย สปั ปรุ ิสธรรม ๗ ๑. ธมั มญั ญตุ า ความเปนผรู ูจักเหตุ ๒. อตั ถญั ญตุ า ความเปนผรู จู กั ผล ๓. อตั ตญั ญตุ า ความเปนผูรูจกั ตน ๔. มตั ตญั ญตุ า ความเปน ผูรจู กั ประมาณ ๕. กาลญั ญตุ า ความเปน ผรู จู กั เวลาอนั เหมาะสม ๖. ปริสญั ญตุ า ความเปน ผูร จู กั ประชุมชน ๗. ปคุ คลปโรปรญั ญตุ า ความเปนผูรจู กั เลือกบคุ คล สปั ปรุ ิสธรรม แปลวา ธรรมของสัตบุรุษ หรือ ธรรมที่ทําให เปน สตั บรุ ษุ ผดู าํ รงตนอยใู นคณุ ธรรมเหลา นี้ เปน ผมู คี ณุ สมบตั ขิ องคนดี ทเี่ รียกวา สตั บรุ ษุ เปนธรรมท่ปี ฏิบัตแิ ลว ทําใหเ ปนคนดี เปน ที่เคารพ ยําเกรงของคนทั่วไป มี ๗ อยาง คอื ๑. ธมั มญั ญตุ า ความเป็ นผ้รู ้จู กั เหตุ หมายถึง รูหลักแหง ความจรงิ ทจ่ี ะทําใหเกดิ ผลอะไร เชน รวู าส่งิ น้ีเปน เหตแุ หงสขุ สิ่งน้เี ปน เหตุแหงทุกข ทาํ อยา งนใี้ หเ กดิ ความเจริญรงุ เรือง ประพฤตเิ ชน นีน้ าํ ไป สูค วามเสือ่ มเสียหายแกชีวิต ๒. อตั ถญั ญตุ า ความเป็นผรู้ จู้ กั ผล หมายถงึ รถู งึ สงิ่ ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ อันสบื เนอ่ื งจากสาเหตุนั้นๆ เชน รูว า ผลที่ไดรับอยางนีเ้ พราะมเี หตุ อยา งนี้ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 65

66 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹμÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๓. อตั ตญั ญตุ า ความเป็ นผ้รู ้จู กั ตน หมายถึง รูฐานะของ ตนวา มีตระกูล ยศศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรูความสามารถอะไร รวมถึงมีคุณความดีเพียงไร แลววางตัวประพฤติตนใหเหมาะสม และ รทู ่ีจะแกไ ขปรับปรงุ พัฒนาตนอยูเสมอ ๔. มตั ตญั ญตุ า ความเป็นผรู้ ้ปู ระมาณ หมายถึง รจู กั ความ พอเหมาะพอดี ไมน อ ยหรือมากเกินไปในทุกเรือ่ ง เชน การหาเลย้ี งชพี การชวยเหลือกนั เปนตน ๕. กาลญั ญตุ า เป็นผคู้ วามรจู้ กั กาลเวลา หมายถงึ รจู กั เวลา อันเหมาะสมทจ่ี ะประกอบกิจการงานนน้ั ๆ รูวา สง่ิ ไหนควรทาํ กอน ควร ทําทีหลงั และรูคณุ คาของเวลา ใชเวลาอยา งคุมคาไมปลอ ยเวลาใหผาน ไปโดยเปลา ประโยชน ๖. ปริสญั ญตุ า ความเป็นผรู้ จู้ กั ประชมุ ชน หมายถงึ การรจู กั ชุมชน สังคม ที่ตนอยูอาศัย รวมถึงรูกฎ กติกา ระเบียบแบบแผน มารยาทท่ีตนจะพึงประพฤติในชมุ ชน โดยรจู ักปรับตวั ปรบั ใจใหเขากับ สงั คมนั้นๆ ๗. ปุคคลปโรปรญั ญุตา ความเป็ นผู้รู้จกั เลือกบุคคล หมายถึง รูจักเลือกคบคน โดยดูถึงนิสัยใจคอ ความประพฤติ ความแตกตางแหงฐานะ เชนรูวา ผูน้ีเปนคนดีมีศีลธรรมควรคบ ผนู ้ที ําตนเปนคนพาลเกเรไรศีลธรรม ไมค วรคบหา 66

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 67 Í¯Ñ °¡Ð ËÁÇ´ ø โลกธรรม ๘ ๑. มีลาภ ๒. ไม่มีลาภ ๓. มียศ ๔. ไม่มียศ ๕. นินทา ๖. สรรเสริญ ๗. สขุ ๘. ทกุ ข์ โลกธรรม แปลวา ธรรมท่ีครอบงําสัตวโลก หมายถึง หลัก ธรรมดาทีม่ อี ยคู ูกับโลกคูกบั มนษุ ย และมนษุ ยท กุ คนตองประสบกับส่งิ เหลาน้ี มี ๘ ประการ คอื ๑. มีลาภ หมายถึง การไดท รพั ยสินเงนิ ทอง ไดผ ลประโยชน ตามทป่ี รารถนา ๒. ไมม่ ีลาภ หมายถงึ การไมไ ดส งิ่ ทตี่ อ งการหรอื เสอื่ มจากสง่ิ ที่ไดม าแลว ๓. มียศ หมายถึง การไดย ศ ไดตําแหนงหนา ที่ ยศมี ๓ อยาง ๑) อิสรยิ ยศ ยศทท่ี ําใหม อี าํ นาจหนาท่เี ปนใหญ ๒) เกียรตยิ ศ การมชี ื่อ เสียงดีงาม ๓) บริวารยศ การมีบรวิ าร มีพวกพอ งแวดลอ ม ๔. ไม่มียศ หมายถึง การไมไดยศไมไดตําแหนงหนาที่หรือ การเสอ่ื มจากยศจากตําแหนงหนา ท่ที ่ไี ดมาแลว ๕. นินทา หมายถงึ การถูกกลา วตาํ หนิลับหลังหรือถกู ใหรา ย ลับหลัง ๖. สรรเสริญ หมายถึง การไดร ับคาํ ยกยอ งชมเชย ๗. สขุ หมายถงึ ความสบายกายสบายใจ ไมม สี ง่ิ ใดเบยี ดเบยี น กาย ใจ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 67

68 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ ๘. ทกุ ข์หมายถงึ ความไมส บายกายไมส บายใจ เชน มโี รคเกดิ ขึน้ ทาํ ใหกายเจบ็ ปว ย หรอื เมือ่ ไดร ับอารมณห รอื ส่งิ ที่ไมน าพอใจ ทําให เปนทกุ ขใ จ โลกธรรม ๘ แบงเปน ๒ ฝาย คอื ๑) โลกธรรมฝ่ ายอิฏฐารมณ์ คืออารมณหรือส่ิงท่ีนา ปรารถนานาพอใจ ไดแก มีลาภ มียศ ไดรับการสรรเสริญ และไดสุข (ลาภ ยศ สรรเสรญิ สุข) ๒) โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คอื อารมณหรือสิง่ ทีไ่ มนา พอใจ ซง่ึ คนทวั่ ไปไมต อ งการ คอื ไมม ลี าภ ไมม ยี ศ ถกู นนิ ทา ไดร บั ทกุ ข (เส่อื มลาภ เส่อื มยศ ถูกนินทา ไดรับทกุ ข) พระพทุ ธเจา ตรสั สอนใหด าํ เนนิ ชวี ติ ดว ยความไมป ระมาท เมอ่ื มีโลกธรรมฝายที่นาปรารถนาหรือฝายที่ไมนาพอใจเกิดข้ึนแกตน ก็ ใหมีสติและพิจารณาใหรูตามความเปนจริงดวยปญญาวา มันไมเท่ียง เปนทกุ ข มคี วามเปล่ยี นแปลงไป เปนธรรมดา ไมด ีใจจนลมุ หลงมัวเมา หรือยินรายจนเปนเหตุใหใจเศราหมองขุนมัว ฉะนั้น การศึกษาและ พจิ ารณาในหลกั โลกธรรม ๘ ยอ มเปน เหตใุ หใ จเขม แขง็ แมจ ะประสบกบั อนิฏฐารมณ ก็จะไมทําใหรูสึกเสียใจหรือผิดหวังจนเกินไป จะชวยให “ทาํ ใจได” เพราะรแู ละเขาใจในหลักโลกธรรม ๘ ดวยปญ ญา มรรคมีองค์ ๘ ๑. สมั มาทิฏฐิ ความเหน็ ชอบ ๒. สมั มาสงั กปั ปะ ดาํ ริชอบ ๓. สมั มาวาจา เจรจาชอบ ๔. สมั มากมั มนั ตะ ทาํ การงานชอบ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 68

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 69 ๕. สมั มาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ ๖. สมั มาวายามะ เพียรชอบ ๗. สมั มาสติ ระลึกชอบ ๘. สมั มาสมาธิ ตงั้ ใจไว้ชอบ อริยมรรค แปลวา ทางอนั ประเสริฐ หมายถงึ แนวทางปฏบิ ตั ิ หรือขอปฏิบัติที่ใหถึงความดับทุกข เปนขอปฏิบัติที่สรางปุถุชนใหเปน อริยชน ขอ ปฏบิ ตั ิ แตละขอ เรยี กวา องค มีอยู ๘ องค จงึ เรียกวา มรรค มอี งค ๘ คอื ๑. สมั มาทิฏฐิ ความเห็นชอบ หมายถึง ความเห็นที่ถูกตอง ปญ ญาอันเหน็ แจงในอริยสัจ ๔ ปญญาอันรูแ จง ในไตรลกั ษณ ๒. สมั มาสงั กปั ปะความดาํ รชิ อบหมายถงึ ความคดิ อนั ถกู ตอ ง ไดแก ความดําริในการออกจากกาม ในการไมพยาบาทปองราย ในการไมเบยี ดเบยี น ๓. สมั มาวาจา วาจาชอบ หมายถงึ การพดู ทเี่ วน จากวจที จุ รติ ๔ คือ พูดเท็จ พดู สอเสยี ด พดู คาํ หยาบและพดู เพอ เจอ ๔. สมั มากมั มนั ตะ การงานชอบ หมายถึง การงานที่ถูก ตอ งไมม โี ทษภยั การงานท่ีเวนจากกายทุจรติ ๓ คอื ฆาสตั ว ลกั ทรัพย ประพฤตผิ ดิ ในกาม ๕. สมั มาอาชีวะ การเล้ียงชีพชอบ หมายถึง การเล้ียงชีพท่ี ถกู ตอ งสุจรติ เวน จากมิจฉาชีพที่ผิดศีล ผิดกฎหมายบา นเมือง ๖. สมั มาวายามะ ความพยายามชอบ หมายถึง ความ พยายามท่ีถูกตอ ง ความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ ไดแ ก เพยี รระวังไมให บาปเกดิ ข้ึน เพยี รละบาปทเี่ กิดขน้ึ แลว เพยี รใหกุศลเกิดข้ึน และเพียร รกั ษากศุ ลทเ่ี กิดขึน้ แลว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 69

70 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๗. สมั มาสติ ระลกึ ชอบ หมายถึง ความระลกึ ทีถ่ กู ตอ ง ไดแก ความระลึกในสตปิ ฏ ฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ๘. สมั มาสมาธิ ความตง้ั ใจชอบ หมายถงึ ความตง้ั ใจทถี่ กู ตอ ง ความตัง้ ใจมั่นในการเจรญิ ฌาน ๔ คอื ปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน และจตุตถฌาน มรรคมอี งค ๘ เรียกอีกอยา งหนึง่ วา มชั ฌิมาปฏิปทา แปลวา ทางสายกลาง คอื ขอ ปฏบิ ตั ทิ ไี่ มต งึ ไมห ยอ นมากเกนิ ไป เปน องคธ รรม ทส่ี นบั สนนุ ซง่ึ กนั และกนั ทาํ ใหม กี าํ ลงั มาก สามารถทาํ ใหผ ปู ฏบิ ตั บิ รรลุ ผลชน้ั สงู คอื อริยมรรค อริยผล และพระนิพพานได ตามสมควรแกก าร ปฏบิ ตั ขิ องตน อรยิ มรรคสงเคราะหเขา ในไตรสกิ ขาไดดงั นี้ (๑) สมั มาทิฏฐิ สมั มาสงั กัปปะ สงเคราะหเ ขาใน ปัญญาสิกขา (๒) สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สงเคราะหเ ขาใน สีลสิกขา (๓) สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สงเคราะหเขาใน จิตตสิกขา ************ 70

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 71 ¤ÔË»Ô ¯ºÔ ÑμÔ คิหิปฏิบตั ิ แปลวา ขอปฏบิ ัติของคฤหัสถ หมายถงึ หลักธรรม อันเปนขอปฏิบัติสําหรับคฤหัสถคือผูอยูครองเรือน เปนหลักธรรมที่ กอใหเกิดประโยชนเก้ือกูลและความสุขในการดําเนินชีวิตอยางยั่งยืน สาํ หรบั บคุ คลทั่วไป กรรมกิเลส ๔ ๑. ปาณาติบาต ทาํ ชีวิตสตั วใ์ ห้ตกล่วง ๒. อทินนาทาน ถอื เอาส่ิงของที่เจา้ ของไมไ่ ดใ้ หด้ ว้ ย อาการแห่งขโมย ๓. กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม ๔. มสุ าวาท พดู เทจ็ กรรมกิเลส แปลวา กรรมเคร่ืองเศราหมอง หมายถึง การกระทาํ ทเี่ ปน เหตใุ หผ กู ระทาํ เศรา หมอง จติ ใจขนุ มวั และใหเ กดิ โทษ ภยั อันตรายได มี ๔ อยา ง ๑. ปาณาติบาต การทาํ ชีวิตสตั วใ์ ห้ตกล่วงไป หมายถึง การฆามนุษยและสัตวดิรัจฉาน รวมถึงการทํารายเบียดเบียนผูอื่น สตั วอ ่นื ใหเปนอนั ตรายบาดเจ็บสาหสั ๒. อทินนาทาน การถอื เอาสิ่งของท่ีเจา้ ของมิไดใ้ ห้ หมายถงึ การละเมดิ ตอ ทรพั ยส นิ ของผอู นื่ เชน ขโมย ปลน จี้ ฉกชงิ วงิ่ ราว รวมถงึ การละเมิดลขิ สทิ ธ์ิ ทุจริตคอรัปช่ัน ๓. กาเมสุ มิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม หมายถึง การประพฤติลวงประเวณีในชายหญิงที่มเี จาของหวงแหน เชน คนท่มี ี คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 71

72 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ภรรยา มสี ามีแลว การคบชู สชู ายหญงิ ที่ไมใ ชค ูค รองของตน เปน ตน ๔. มสุ าวาท การพดู เทจ็ หมายถงึ การพูดโกหก หลอกลวง บิดเบอื น จากความจริง ทาํ ใหคนอ่นื เสียหาย เขา ใจผดิ การทําผิดแมขอใดขอหน่ึง ช่ือวาดําเนินชีวิตผิดคลองธรรม อนั ดงี าม จะเปน เหตใุ หเศรา หมอง ถกู ติเตยี นและเกิดโทษภยั แกต น ปาณาติบาต ละไดดวยความมีเมตตากรุณา อทินนาทาน ละดว ยการใหแ ละเลย้ี งชวี ติ ในทางทสี่ จุ รติ ชอบธรรม กาเมสุ มิจฉาจาร ละดว ยความสาํ รวมในกาม ยนิ ดใี นคคู รองของตน และมสุ าวาท ละดว ย การรกั ษาสัจจะความซอื่ สัตย พูดความจริง เวนวจที จุ รติ ทิฏฐธมั มิกตั ถประโยชน์ ๔ ๑. อฏุ ฐานสมั ปทา ความถงึ พรอ้ มดว้ ยความขยนั หมนั่ เพยี ร ๒. อารกั ขสมั ปทา ความถึงพร้อมด้วยการรกั ษา ๓. กลั ยาณมิตตตา ความมีเพ่ือนเป็นคนดี ๔. สมชีวิตา ความเลีย้ งชีวิตตามสมควร ทิฏฐธมั มิกตั ถประโยชน์ คือ ธรรมท่ีเปนไปเพ่ือประโยชน เกอื้ กลู และความสขุ ความเจรญิ ในการดาํ เนนิ ชวี ติ ในปจ จบุ นั มี ๔ อยา ง คอื ๑. อฏุ ฐานสมั ปทา ความถึงพรอมดวยความขยันหม่ันเพียร คือ มีความขยนั หม่นั เพียรในกิจท่ีทาํ เชน ขยันศึกษาเลาเรยี น ขยนั ทํา กจิ การงาน เปนตน ๒. อารกั ขสมั ปทา ความถงึ พรอ มดว ยการรกั ษา คอื การรจู กั รกั ษาทรพั ยส นิ ทตี่ นหามาได ไมใ หเ ปน อนั ตรายไมใ หเ สอ่ื มเสยี ไป ทาํ ให เกิดประโยชน 72

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÔÀÒ¤ 73 ๓. กลั ยาณมิตตตา ความมีเพอ่ื นเปนคนดี คือ การเลือกคบ กบั คนดี มีศลี ตง้ั อยูในหลักธรรม ไมคบหาคนพาลเปน มติ ร ๔. สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควร คือ การเล้ียงชีพ ดํารงชีวติ ท่พี อดีตามควรแกฐานะ รูประมาณตน โดยไมใ หฝด เคอื งหรือ ฟุมเฟอ ยจนเกินไป ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน เรียกวา หวั ใจเศรษฐี คือ อุ อา กะ สะ คือ ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร เลี้ยงชีวิตแตพอเหมาะ เพราะทาํ ใหผ ทู ป่ี ฏบิ ตั ติ ามสามารถกอ รา งสรา งฐานะทมี่ น่ั คงเปน เศรษฐี ไดใ นเวลาอนั สมควร มิตรปฏิรปู ๔ ๑. คนปอกลอก ๒. คนดีแต่พดู ๓. คนหวั ประจบ ๔. คนชกั ชวนในทางฉิบหาย มิตรปฏิรปู คือ มติ รเทยี ม ไมใ ชม ติ รแท เปน แตค นเทียมมิตร จึงไมควรคบคาสมาคมดวย ในพระพุทธศาสนาแบงประเภทของมิตร เทยี มไว ๔ ประเภท ดงั นี้ ๑. คนปอกลอก มีลกั ษณะ ๔ ๑) คิดเอาแตไดฝ า ยเดยี ว ๒) เสยี ใหน อ ยคดิ เอาใหไ ดมาก ๓) เมือ่ มีภยั แกตวั จงึ รับทาํ กิจของเพอื่ น ๔) คบเพอื่ นเพราะเหน็ แกประโยชนข องตัว ๒. คนดีแต่พดู มีลกั ษณะ ๔ ๑) เก็บเอาเรอ่ื งที่ลวงเลยมาแลว มาปราศรยั (มาพดู ) ๒) อางเอาเรอื่ งทีย่ ังไมมีมาปราศรัย (มาพดู ) คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 73

74 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé μÃÕ ๓) สงเคราะหด วยสิ่งหาประโยชนม ิได ๔) ออกปากพ่ึงมิได (คือยามเมื่อเพื่อนเดือดรอน มีธุระ สําคัญจะขอความชวยเหลอื มกั มขี ออางเสมอ ไมอยากชว ยเหลอื หรอื ชว ยโดยไมเ ตม็ ใจ) ๓. คนหวั ประจบ มีลกั ษณะ ๔ ๑) จะทาํ ชั่วกค็ ลอยตาม ๒) จะทาํ ดกี ็คลอยตาม ๓) ตอหนา สรรเสรญิ ๔) ลบั หลังนนิ ทา ๔. คนชกั ชวนในทางฉิบหาย มีลกั ษณะ ๔ ๑) ชกั ชวนดื่มน้าํ เมา ๒) ชกั ชวนเทยี่ วกลางคนื ๓) ชกั ชวนใหมัวเมาในการเลน ๔) ชกั ชวนเลน การพนนั มิตรแท้ ๔ ๑. มิตรมีอปุ การะ ๒. มิตรร่วมสขุ ร่วมทกุ ข์ ๓. มิตรแนะนําประโยชน์ ๔. มิตรมีความรกั ใคร่ มิตรแท้ คอื มติ รมีใจดี มติ รทีจ่ ริงใจ เปนกลั ยาณมิตร ที่มไี มตรี เออื้ อาทร ตอกันเสมอ ควรคบหาสมาคมดวย มี ๔ ประเภท ๑. มิตรมีอปุ การะ มีลกั ษณะ ๔ ๑) ปองกนั เพื่อนผูประมาทแลว ๒) ปองกันทรัพยส มบัติของเพื่อนผูประมาทแลว ๓) เมอ่ื มภี ัยเปนทพ่ี ง่ึ พาํ นกั ได ๔) เม่อื มธี รุ ะชว ยออกทรัพยใ หเกินกวา ทอ่ี อกปาก คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี 74

ÇªÔ Ò¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 75 ๒. มิตรรว่ มสขุ ร่วมทกุ ข์ มีลกั ษณะ ๔ ๑) ขยายความลับของตนแกเพ่อื น ๒) ปดความลับของเพอื่ นไมใหแพรง พราย ๓) ไมละทิ้งในยามวบิ ตั ิ ๔) แมชีวติ ก็อาจสละแทนได ๓. มิตรแนะนําประโยชน์ มีลกั ษณะ ๔ ๑) หา มไมใ หทําความชัว่ ๒) แนะนาํ ใหต้ังอยใู นความดี ๓) ใหฟง สิ่งท่ียงั ไมเคยฟง ๔) บอกทางสวรรคให ๔. มิตรมีความรกั ใคร่ มีลกั ษณะ ๔ ๑) เมือ่ ทกุ ข ทุกขด วย ๒) เมอื่ สขุ สุขดว ย ๓) โตเ ถียงคนที่พดู ติเตยี นเพ่อื น ๔) รับรองคนทพ่ี ดู สรรเสริญเพอื่ น สงั คหวตั ถุ ๔ ๑. ทาน ให้ปันส่ิงของของตนแก่ผอู้ ื่นท่ีควรให้ ๒. ปิ ยวาจา เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน ๓. อตั ถจริยา ประพฤติส่ิงท่ีเป็นประโยชน์แก่ผอู้ ่ืน ๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตวั สงั คหวตั ถุ แปลวา ธรรมเครือ่ งยึดเหนยี่ ว หมายถงึ หลกั ธรรม ทเี่ ปน เครอื่ งยดึ เหนย่ี วใจคนไวใ หม คี วามรกั ใครส ามคั คกี นั และสงเคราะห กันและกนั มี ๔ อยา ง คอื คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 75

76 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ μÃÕ คมู ือธรรมศึกษา=ชน้ั ตรี ๑. ทาน ให้ปันส่ิงของของตนแก่ผอู้ ่ืนท่ีควรให้ปัน หมายถงึ การใหส่ิงของแกผูอื่น การเสียสละแบงปนชวยเหลือเก้ือกูลกันดวย วัตถสุ งิ่ ของไปตามสมควร ๒. ปิ ยวาจา วาจาอ่อนหวาน หมายถึง พูดกันดวยวาจาท่ี ไพเราะออนหวานคําพูดที่สุภาพเรียบรอย คําพูดท่ีกอใหเกิดไมตรีตอ กนั เสมอ ๓. อตั ถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผอู้ ่ืน หมายถงึ การทําตนใหเปนประโยชนแกผูอื่นตามสมควร เชนวา ชวยกิจกรรม ของสังคม ชุมชนหรือชวยกิจธรุ ะของผูอน่ื โดยไมนิ่งดดู าย ทาํ สิ่งทเ่ี ปน ประโยชนแ กตนและสว นรวม ๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมตี นเสมอไมถ่ อื ตวั หมายถงึ ความวางตนเหมาะสม รกู าลเทศะ แมใ นคราวมสี ขุ หรอื ไดด มี ยี ศมอี าํ นาจ มหี นา ทใ่ี หญโ ตหรอื มฐี านะราํ่ รวยขนึ้ กไ็ มเ ยอ หยง่ิ ไมล มื ตวั โดยวางตวั เสมอตน เสมอปลาย และไมป ระพฤตใิ นทาํ นองดหู มนิ่ เหยยี ดตวั เองลงไป ใหต า่ํ ตอ ยนอยหนา จนเกนิ งาม สังคหวัตถุ ๔ อยางนี้ นับวาเปนธรรมเคร่ืองยึดเหนี่ยวใจกัน ไวในโลก สังคมใดปฏิบัติตามหลักสังคหวัตถุน้ี ยอมมีแตความรัก ความเมตตาและความสามคั คกี นั ธรรมหมวดนผี้ กู เปน บทใหจ าํ งา ย คอื โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะหช์ มุ ชน วางตนเหมาะสม 76

ÇÔªÒ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ 77 ฆราวาสธรรม ๔ ๑. สจั จะ ซื่อสตั ยต์ ่อกนั ๒. ทมะ รจู้ กั ข่มจิตของตน ๓. ขนั ติ อดทน ๔. จาคะ สละให้ปันส่ิงของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน ฆราวาสธรรม แปลวา ธรรมของฆราวาส หมายถึง ธรรมท่ี เปนหลักปฏิบัติสําหรับฆราวาส เพื่อใหเกิดความสุขความเจริญในการ ดาํ เนินชีวติ มี ๔ อยาง ๑. สจั จะ ความซ่ือสตั ย์ต่อกนั หมายถึง มีความจริงใจ ความซ่ือสัตยตอกันไมหลอกลวง โดยซ่ือสัตยในฐานะท่ีเก่ียวของกัน เชน สามีกับภรรยา บุตรธิดากับบิดามารดา เพื่อนกับเพื่อน รวมถึง ความซอ่ื สัตยตอกันในสงั คม ๒. ทมะ รจู้ กั ข่มจิตของตน หมายถงึ การฝก ฝนตนรจู กั ขม ใจ ปรับตัวปรบั ใจใหเขา กนั ได ฝก หดั ดดั นิสยั แกไ ขขอบกพรองและพฒั นา ตนใหเ จริญดว ยสติปญ ญา ๓. ขนั ติ อดทน หมายถึง มีความอดทนในการทํากิจตางๆ เชน การศกึ ษา การทาํ งานหาเลย้ี งชพี อดทนเมอื่ ประสบปญ หาอปุ สรรค ตลอดถึงอดทนอดกล้ันตอทุกขเวทนาจากความเจ็บปวย ตออารมณ ทไ่ี มน า พอใจ ๔. จาคะ สละให้ปันส่ิงของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน หมายถงึ ความเสยี สละแบง ปน สงิ่ ของทต่ี นมอี ยใู หแ กค นอนื่ ตามสมควร เออื้ เฟอเผ่ือแผต อ กัน ไมเหน็ แกตัวรวมถึงการรูจักใหอภัยแกผูอ่ืน ฆราวาสธรรม ๔ อยางน้ี นับเปนธรรมท่ีจะชวยสรางและ สง เสรมิ ความรกั ความสามคั คกี ลมเกลยี วกนั ของคนในครอบครวั สงั คม คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นตรี 77


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook