80 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การประกาศพระศาสนา พระโมคคลั ลานะ เปน กาํ ลังสําคญั ย่งิ ในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาใหเขาถงึ คนทั้งหลายไดท ุกระดบั ชั้น และดาํ เนนิ ไปอยางมปี ระสทิ ธิภาพ สามารถแนะนําสัง่ สอน คนท้ังหลายใหรูและเขาใจหลักธรรมคําสอน แสดงใหเห็นบาปบุญคุณโทษไดประจักษ ชดั แกใ จ ประดุจวา พวกเขาไดป ระสบและพบเหน็ มาดวยตาฉะนน้ั โดยมผี ูห ันมานับถอื พระพุทธศาสนามากขึ้นเปนเหตุใหพระศาสนาเจริญรุงเรือง และแผไพศาลกวางขวาง แพรหลายออกไปยังท่ัวสารทิศ นอกจากน้ัน ทานยังเปนผูมีความรูดานการกอสราง ท่ีเรียกวา งานนวกรรมเปนอยางดีอีกสวนหน่ึงดวย ดังที่พระศาสดาโปรดตั้งให ทานเปน “นวกัมมาธิฏฐายี” คือผูดูแลงานการกอสรางวัดบุพพาราม ในกรุงสาวัตถี ซึง่ นางวสิ าขามหาอบุ าสกิ าบริจาคทรพั ยสรา งถวาย เอตทัคคะ พระพุทธเจา ทรงยกยองพระโมคคัลลานะเปนคูกับพระสารีบุตรในอัน ใหอุปการะภิกษุใหม คือชวยดูแลแนะนําส่ังสอนใหภิกษุที่บวชใหมไดศึกษาเรียนรู และการปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ทานไดรับตําแหนงอัครสาวกเบื้องซายคูกับ พระสารบี ตุ ร อคั รสาวกเบอื้ งขวา โดยทรงยกยอ งพระโมคคลั ลานะวา เปน เอตทคั คะคอื ผเู ลศิ กวา ภกิ ษทุ งั้ หลายดา นผมู ฤี ทธม์ิ าก ฤทธน์ิ ห้ี มายถงึ คณุ สมบตั ทิ สี่ าํ เรจ็ ดว ยอธษิ ฐาน ความตง้ั มั่นแหง จติ ซ่ึงผลท่ีเกดิ ข้ึนดวยอํานาจฤทธนิ์ ั้นลว นแตพ นวสิ ยั ของมนุษย เชน สามารถจารกิ ไปในสวรรคแ ละนรกได เปนตน นิพพาน พระโมคคัลลานะ นิพพานกอ นพระพุทธเจา ตามตาํ นานวา ทา นไปพกั อยทู ่ี ตาํ บลกาฬสลิ า แควน มคธ พวกเดยี รถยี เ หน็ วา ทา นเปน กาํ ลงั สาํ คญั ของพระสมณโคดม และสามารถนาํ เรอ่ื งในสวรรคแ ละนรกไปแจง แกม นษุ ยท งั้ หลาย ทาํ ใหม ผี เู ลอ่ื มใสหนั ไป เขา สาํ นกั พระสมณโคดมมากขนึ้ ถา กาํ จดั พระโมคคลั ลานะไดแ ลว ลทั ธฝิ า ยตนจะมคี น นบั ถอื มาก และเจรญิ รงุ เรอื ง จงึ จา งคนรา ยใหไ ปลอบฆา ซง่ึ ใน ๒ คราวแรก ทา นหนไี ปได แตค รงั้ ท่ี ๓ ทานพจิ ารณาเหน็ กรรมเกาตามทัน จึงไมห นไี ปไหน โดยถกู ทุบตรี างกาย จนกระดูกแตกแหลก ฝายคนรายคิดวาทานมรณะแลว จึงนําสรีระไปซอ นทพ่ี มุ ไมและ พากันหลบหนีไป พระโมคคัลลานะ ยังไมถึงแกมรณะ จึงเยียวยาอัตภาพดวยกําลัง 80
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 81 แหง ฌานและไปเฝาทูลลาพระพทุ ธเจา แลว กลบั ไปนพิ พานท่ตี าํ บลกาฬสิลา ในวนั แรม ๑๕ คาํ่ เดอื น ๑๒ หลงั พระสารบี ตุ ร ๑๕ วนั ครง้ั นนั้ พระศาสดาเสดจ็ ไปในพธิ ฌี าปนกจิ สรรี ะพระโมคคลั ลานะ และโปรดใหเ กบ็ อฐั ธิ าตไุ ปยงั วดั เวฬวุ นั โดยกอ เจดยี บ รรจอุ ฐั ธิ าตุ ไวใกลซ ุมประตวู ดั เวฬวุ ัน ในกรุงราชคฤห ๕. พระมหากสั สปะ พระมหากัสสปะ เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล คือตระกูลที่มั่งคั่ง ในหมูบา นมหาตติ ถะ กรุงราชคฤห บิดาชื่อ กบิล มารดาชอ่ื สุมนเทวี เดิมชือ่ ปปผลิ นิยมเรยี กตามโคตรวา กสั สปะ เมื่ออายุ ๒๐ ป ไดแตง งานกับภัททกาปล านี หญิงสาว วัย ๑๖ ป แหง ตระกูลพราหมณโ กสยิ โคตร ในเมอื งสาคละ เปนตระกลู มหาศาลมงั่ ค่งั ร่าํ รวยเหมือนกัน ท้ังคไู มตองการทีจ่ ะแตงงานเปนสามภี รรยากัน แตเพราะไมอยากขัด ความประสงคข องบดิ ามารดา จงึ ยอมแตง งานตามประเพณี ทง้ั คมู ไิ ดย นิ ดใี นกามารมณ แมเวลานอนก็จะใชพวงดอกไม ๒ พวงวางไวระหวางกลาง เพราะตางยินดีในการ ประพฤติพรหมจรรย ครั้นบิดามารดาทั้งสองฝายลวงลับไป ปปผลิจึงตองดูแลสมบัติ เพื่อดํารงวงศตระกูลตอไป อยูมาวันหน่ึงทั้งสองมีความคิดข้ึนวา ผูครองเรือนตอง คอยน่ังรับบาปเพราะการกระทําของคนอื่น มีใจเบื่อหนาย จึงชักชวนกันออกบวชถือ เพศบรรพชิตอุทิศตอพระอรหันตในโลก เมื่อเดินไปถึงทางแยกแหงหนึ่ง จึงไดตกลง กันวา ควรแยกกันเดินทางตอไป โดยปปผลิไปทางขวา ฝายภัททกาปลานีไปทางซาย นางดําเนินไปกระท่ังถึงสํานักของภิกษุณีแหงหน่ึงและไดขอบวชอยูในสํานักน้ัน ตอมา ไดสาํ เรจ็ เปน พระอรหนั ต การบวชในพระพทุ ธศาสนา ปปผลิ เดินทางไปเร่ือยๆ วันหนึ่งไดพบพระพุทธเจาซึ่งประทับอยูใตรมไทร ท่ีเรียกวา พหุปุตตกนิโครธ อยูระหวางเมืองราชคฤหกับนาลันทา เกิดความเลื่อมใส รับเอาพระพุทธเจาวาเปนศาสดาของตน พระพุทธองคทรงอนุญาตใหเปนภิกษุใน พระธรรมวินัยดว ยประทานพระโอวาท ๓ ขอวา ๑. กัสสปะ เธอพึงศึกษาวาเราจะเขาไปตัง้ ความละอายและความเกรงใจไว อยา งแรงกลา ในภกิ ษทุ ี่เปน ผูเ ฒา (เถระ) ผบู วชใหม ผูปานกลาง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 81
82 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๒. เราจะฟงธรรมอันใดอันหน่ึงซึ่งประกอบดวยกุศล เราจักเง่ียโสต ลงฟงธรรมนั้น (ตั้งใจฟง) พิจารณาเนือ้ ความแหงธรรมนน้ั ๓. เราจะไมละสติที่ไปในกาย คือพิจารณารา งกายเปน อารมณ การอปุ สมบทดว ยวิธีน้ี เรยี กวา โอวาทปฏิคคณูปสมั ปทา แปลวา การบวช ดวยการรบั โอวาท การบรรลุธรรม พระกัสสปะ ครั้นบวชแลว ไดศึกษาและปฏิบัติบําเพ็ญเพียรในธรรมอยาง สม่ําเสมออยู ๗ วัน ก็ไดบรรลุธรรมสาํ เร็จเปนพระอรหนั ตใ นวันรงุ ขึ้นอนั เปนวนั ท่ี ๘ นบั แตบวชเปน ภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนา การประกาศพระศาสนา พระมหากัสสปะ เปนพระสงฆท่ีมักนอยสันโดษ มีปกติถือธุดงค ๓ คือถือ ทรงผา บงั สกุ ลุ จวี รเปน วตั ร ถอื เทยี่ วบนิ ฑบาตเปน วตั ร และถอื อยปู า เปน วตั ร การเผยแผ พระศาสนาจึงเปนไปในลักษณะแสดงจริยาวัตรที่เปนแบบอยางใหเห็นมากกวาการ กลาวธรรม โดยทา นแสดงคุณแหงการถอื ธดุ งคของทา นแกพ ระศาสดา ๒ ประการ คือ ๑. เปน การอยเู ปน สขุ ในปจ จบุ นั ๒. เพื่ออนเุ คราะหค นรนุ หลงั จะไดถือปฏบิ ตั ิตาม พระมหากัสสปะ ยังมีคุณธรรม และจริยาวัตรท่ีพระพุทธองคตรัส ยกยอง เชนวา มีธรรมเปนเคร่ืองเสมอกับพระองค ทรงเปลี่ยนสังฆาฏิกันใช โดยตรัสสอน ใหภิกษุทั้งหลาย ถือจริยาของพระมหากัสสปะเปนแบบอยาง เชนวา กัสสปะเขาไปสู ตระกูล ประพฤติตนเปนคนใหม ไมคุนเคยอยูเปนนิตย ไมคะนองกายวาจาเขาไปใน สกลุ จติ ไมข อ งอยใู นสกลุ เปน ผมู ใี จเปน กลาง และแสดงธรรมแกผ อู นื่ ดว ยความมจี ติ อนั ประกอบดว ยเมตตาเสมอ เม่ือคราวทําปฐมสังคายนา ณ ถ้ําสัตตบรรณคูหาแหงเวภารบรรพต กรุงราชคฤห พระมหากัสสปะเปนผูริเริ่มและเปนองคประธานในการทําสังคายนา พระธรรมวนิ ัย โดยคัดเลอื กพระอรหันต ๕๐๐ รปู รว มทําสังคายนา มีพระอุบาลีเปน ผวู สิ ชั ชนาพระวนิ ยั และพระอานนทเ ปน ผวู สิ ชั ชนาพระสตู ร พระอภธิ รรม และมพี ระเจา 82
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 83 อชาตศัตรู ทรงเปนองคศาสนูปถัมภ ทําสังคายนาอยู ๗ เดือนจึงสําเร็จ โดยปรารภ ถงึ เหตทุ พ่ี ระสภุ ทั ทะซงึ่ บวชตอนแก ไดก ลา วจว งจาบพระธรรมวนิ ยั หลงั จากพระพทุ ธเจา ปรินิพพานแลว ๗ วัน ซ่ึงการทําสังคายนาคร้ังแรกน้ี นับเปนผลใหพระสัทธรรม ดาํ รงบริสุทธ์มิ น่ั คงและพระพุทธศาสนาเจรญิ รุง เรืองสืบมา เอตทัคคะ พระมหากัสสปะ เปนพระสงฆผูมักนอยสันโดษและมั่นคงในธุดงควัตร โดยไดรับยกยองจากพระศาสดาวาเปนผูมี เอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุท้ังหลายดาน ผทู รงธดุ งค เพราะมปี กตถิ อื ธดุ งควตั ร เมอื่ ทาํ ปฐมสงั คายนาเสรจ็ แลว ทา นพกั จาํ พรรษา อยทู ี่วดั เวฬวุ ัน กรงุ ราชคฤห และดับขันธนพิ พาน ณ ระหวา งกกุ กุฏสมั ปาตบรรพตท้ัง ๓ ลูก ขณะดํารงอายสุ ังขารไดประมาณ ๑๒๐ ป ๖. พระมหากัจจายนะ พระมหากัจจายนะ เกิดในเรือนปุโรหิตของพระเจา จณั ฑปช โชต เปนตระกูล พราหมณกัจจายนโคตร บิดาช่ือ ติริฏิวัจฉะ ผูเปนปุโรหิตของพระเจาจัณฑปชโชติ ในเมืองอชุ เชนี มารดาไมป รากฏช่อื เดมิ ทา นช่อื กญั จนะ เพราะมผี วิ พรรณงามเหมือน ทองคาํ แตน ยิ มเรยี กตามโคตรวา กจั จายนะ เมอ่ื เจรญิ วยั ไดศ กึ ษาจนไตรเพท ครน้ั บดิ าถงึ แกกรรมแลว กไ็ ดรบั ตาํ แหนงปโุ รหิตแทนบดิ า การบวชในพระพุทธศาสนา พระเจา จันฑปช โชติ แหง กรุงอุชเชนี ทรงสดับขา ววา พระพทุ ธเจาอุบตั ขิ น้ึ ในโลก และเที่ยวจาริกแสดงธรรมแกมหาชนเพื่อใหไดรับประโยชนสุขแกชีวิต จึงทรง มีพระประสงคจะใหพระพุทธองคทรงประกาศเผยแผพระศาสนาในเมืองอุชเชนีบาง โปรดใหก จั จายนะปโุ รหติ ไปทลู อาราธนาพระพทุ ธองคเ สดจ็ ยงั กรงุ อชุ เชนี กอ นไปกจั จายนะ ไดท ลู ขอลาบวชในสาํ นกั ของพระพทุ ธเจาดวย เมื่อทรงอนุญาตแลว จึงออกเดินทางไป พรอมบริวาร ๗ คน คร้ันไดเฝาพระพุทธเจา ณ วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี และ ฟงเทศนาธรรมแลวก็ไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต และทูลขอบวช พระศาสดา ประทานอนุญาตใหเปนภกิ ษุดว ยวิธีเอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 83
84 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ประกาศพระพทุ ธศาสนา พระมหากัจจายนะ ทูลอาราธนาพระพุทธองคเสด็จยังกรุงอุชเชนีตาม พระประสงคของพระเจาจันฑปชโชติ แตพระองคตรัสใหทานกลับไปยังกรุงอุชเชนี เพ่ือทูลพระเจาจันฑปชโชติใหทรงทราบ และชวยประกาศเผยแผพระศาสนา พระมหากัจจายนะเมื่อเผยแผพระศาสนาในกรุงอุชเชนี โดยพระเจาจันฑปชโชติ และ เหลาขาราชบริพาร ตลอดทั้งประชาชนตางมีความเลื่อมใส และยอมรับนับถือ พระพทุ ธศาสนาเปน สรณะท่ีพ่งึ แลว จึงกลับไปยังสาํ นักของพระพทุ ธเจา พระมหากัจจายนะ เปนพระสงฆท่ีมีปญญาและฉลาด สามารถอธิบาย ขอธรรม ท่ีพระศาสดาตรัสไวโดยยอใหพิสดารได อยางเชน เมื่อครั้งท่ีพระศาสดา ตรสั ภทั เทกรตั ตสตู รแตเ พยี งโดยยอ ภกิ ษทุ งั้ หลายทยี่ งั ไมเ ขา ใจเนอ้ื ความ จงึ ขอใหท า น ชวยอธิบาย ทานจึงไดอธิบายขยายความแหงพระสูตรนั้นโดยพิสดาร และบอกวาถา รูปใดยังไมแจมแจง ขอใหทูลถามพระศาสดา ภิกษุไปทูลถามพระศาสดาถึงเนื้อความ ท่พี ระมหากัจจายนะอธบิ าย พระพุทธองคตรัสวา ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย กัจจายนะเปน ผูมีปญญา ถาพวกเธอถามเน้ือความนั้นกับเรา แมเราก็ตองแกอยางนั้นเหมือนกัน เธอทั้งหลายจงทรงจาํ เนอ้ื ความนน้ั ไวเถดิ พระมหากัจจายนะนบั เปนพระสงฆร ูปหนึ่งท่ี มบี ทบาทสาํ คญั ในพระพทุ ธศาสนา โดยขอใหแ กไ ขขอ ปฏบิ ตั บิ างประการทพ่ี ระพทุ ธเจา บัญญัติไว คือเมื่อคร้ังท่ีทานพักอาศัยอยูที่ภูเขาชื่อปวัตตะ แควนอวันตี อุบาสกชื่อ โสณกุฏิกัณณะผูเปนอุปฏฐากของทาน ประสงคจะบวชเปนภิกษุ แตไมอาจบวชใหได เนอ่ื งจากในอวนั ตชี นบทนน้ั มภี กิ ษจุ าํ นวนนอ ย ไมค รบองคส งฆแ หง สงั ฆกรรมอปุ สมบท ที่ตอ งใช “สงฆทสวรรค” (ครบองคสงฆจ ํานวน ๑๐ รปู ) ตามพระพุทธานญุ าต จึงให บวชเปนสามเณรอยู ๓ ป เมื่อมีพระสงฆทสวรรคแลว จึงไดอุปสมบทเปนภิกษุ ตอ มาพระโสณะมคี วามประสงคจ ะไปเฝา พระพทุ ธเจา ณ กรงุ สาวตั ถี พระมหากจั จายนะ ผูเปนพระอุปชฌาย ไดมอบหมายใหชวยเปนธุระกราบทูลพระศาสดาถึงปญหาในการ ใหอ ปุ สมบทในอวนั ตชี นบท จงึ ในกาลครงั้ นนั้ ทรงประทานอนญุ าตให “สงฆป ญ จวรรค” (ครบองคพระสงฆจํานวน ๕ รูป) ใหการอุปสมบทแกกุลบุตรในปจจันตชนบทได (หมูบา นในตาํ บลท่อี ยูเ ขตชายแดน) พระมหากัจจายนะ ยังไดทูลขอใหพระพุทธองคทรงอนุญาตในขอปฏิบัติ บางประการท่ีไมสะดวกตอความเปนอยูของภิกษุในปจจันตชนทบท เชนวา ขอให 84
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 85 ทรงอนุญาตใหใชรองเทาเปนชน้ั ๆ ได ขอใหทรงอนญุ าตการอาบนํา้ เปนนติ ยไ ด ขอให ทรงอนุญาตเคร่อื งลาดที่ทาํ ดว ยหนงั สัตวได เปน ตน เมื่อพระพุทธเจาปรินิพพานแลว พระมหากัจจายนะ ไปพํานักอาศัยอยู ท่ีปาไมคุนธา แขวงมธุรราชธานี พระเจามธุรราชอวันตีบุตร เสด็จไปตรัสถามถึง เรื่องท่ีพราหมณเลาลือวา วรรณะพราหมณประเสริฐที่สุด วรรณะอ่ืนเลว วรรณะ พราหมณขาว วรรณะอ่ืนดํา วรรณะพราหมณเปนบุตรของพระพรหม เกิดจาก ปากพรหม ทานจึงทูลอธิบายเกี่ยววรรณะเพื่อพระองคทรงยอมรับวรรณะทั้ง ๔ วา เสมอกนั ตามความจรงิ วา ๑. ในวรรณะ ๔ เหลา นี้ วรรณะใดเปน ผมู ง่ั มี วรรณะเดยี วกนั และวรรณะอนื่ ยอมเขาเปนสาวกเปน บริวารของวรรณะนน้ั ๒. วรรณะใดประพฤติอกุศลกรรมบถ วรรณะนั้นเมื่อตายไป ยอมเขาสู อบายภมู เิ สมอเหมือนกนั หมด ๓. วรรณะใดประพฤติกุศลกรรมบถ วรรณะนัน้ เม่ือตายไป ยอมเขา ถึงสุคติ โลกสวรรคเ หมือนกนั ๔. วรรณะใดทําโจรกรรม ลักขโมย คดโกง เปนตน วรรณะนั้นตองรับ ราชอาชอาเหมือนกนั หมด ไมมยี กเวน ๕. วรรณะใดออกบวช ต้ังอยูในศลี ธรรม วรรณะนนั้ ยอ มไดรบั ความนบั ถือ ไดรบั การบาํ รุงและคมุ ครองรกั ษาเสมอกันหมด พระมธุรราชอวันตีบุตร ตรัสสรรเสริญธรรมภาษิตของทาน และทรงแสดง พระองคเปน อุบาสก ขอถงึ พระเถระ พระธรรม พระสงฆ วาเปนสรณะ พระเถระทูลวา ขอใหทรงถึงพระพุทธเจาเปนสรณะเถิด เม่ือทรงทราบวา พระพุทธเจาปรินิพพานแลว จึงทรงขอถงึ พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆวาเปน สรณะอันประเสรฐิ สุด เอตทัคคะ พระมหากัจจายนะ นับวาเปนพระสงฆท่ีมีปฏิภาณไหวพริบเปนเลิศ ฉลาดสามารถจําแนก และอธิบายเนื้อความโดยยอใหกวางขวางพิศดารออกไปได สมตามนัยที่ทานไดรับยกยองจากพระศาสดาวามี เอตทัคคะ คือผูเลิศกวาภิกษุ ทัง้ หลายดานผูอธิบายเน้อื ความยอใหพ ศิ ดาร คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 85
86 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๗. พระอานนท พระอานนท เปนพระโอรสของพระเจาสุกโกธนะผูเปนพระกนิษฐภาดาของ พระเจา สทุ โธทนะผเู ปน พระพทุ ธบดิ า พระมารดาพระนามวา พระนางกสี าโคตมี ประสตู ิ ที่กรุงกบิลพัสดุ เปนสหชาติกับพระพุทธเจา โดยทรงไดรับการเล้ียงดูและการศึกษา มาเปน อยางดี การบวชในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาเสด็จไปประกาศเผยแผพระศาสนาในกรุงกบิลพัสดุ ปรากฏมีพระประยุรญาติหลายองคออกผนวชตาม แตพระโอรสแหงศากยะ เหลา น้ี คอื มหานามะ อนรุ ทุ ธะ ภทั ทยิ ะ กมิ พลิ ะ ภคั คุ อานนท และเทวทตั (ฝา ยโกลยิ วงศ) จึงมีเสียงวิจารณวา พระโอรสเหลาน้ี เห็นท่ีจะมิใชพระญาติ จึงไมยอมออก ผนวชตาม พระโอรสมหานามะเม่ือสดับคําเชนนั้นทรงรูสึกละอาย จึงปรึกษากับ พระอนุรุทธะวาจะตองออกบวชคนหน่ึง ฝายพระโอรสอนุรุทธะมีพระประสงคจะบวช แตพระมารดาไมทรงอนุญาต จึงทูลออนวอนจนไดรับอนุญาต แตมีเง่ือนไขวา หาก พระภทั ทยิ ะออกผนวชดว ยจงึ จะอนญุ าต พระอนรุ ทุ ธะจงึ ชกั ชวนพระโอรสภทั ทยิ ะและ พระโอรสอกี ๕ พระองค รวมทงั้ อบุ าลผี เู ปน ชา งภษู ามาลาประจาํ ตระกลู โดยไดอ อกบวช ในสาํ นกั ของพระศาสดา ขณะประทบั อยู ณ อนปุ ย อมั พวนั เขตอนปุ ย นคิ ม แควน มลั ละ การบรรลธุ รรม พระอานนท เมื่อฟงธรรมจากพระปณุ ณมนั ตานีบุตรกไ็ ดบ รรลุโสดาปต ตผิ ล เปนพระอรยิ บุคคลชั้นโสดาบนั ตอมาทา นไดทาํ หนาทีเ่ ปนพุทธอปุ ฏ ฐาก โดยฉนั ทามติ ของภกิ ษุทง้ั หลาย เพราะเห็นวาเปนผูมีสตปิ ญ ญาดี ขยัน อดทน และละเอยี ดรอบคอบ มีความทรงจาํ ดี โดยกอนท่จี ะรับหนา ท่พี ระอานนทไดทลู ขอพร ๘ ประการวา ๑. ขออยาประทานจวี รอันประณตี แกข าพระองค ๒. ขออยาประทานบิณฑบาตอันประณีตแกขา พระองค ๓. ขออยาใหขา พระองคอ ยใู นทปี่ ระทับของพระองค ๔. ขออยา ทรงพาขา พระองคไปในทีน่ มิ นต ๕. ขอพระองคโปรดเสด็จไปยงั ท่นี มิ นตทีข่ า พระองครบั ไว 86
ÇªÔ Ò͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 87 ๖. ขอใหข า พระองคพาบริษทั ทีม่ าจากทีไ่ กลเขาเฝา ไดข ณะท่ีมาถึง ๗. ถาขาพระองคเกิดความสงสัยขึ้นเม่ือใด ขอใหขาพระองคเขาเฝาทูล ถามไดเมอื่ นัน้ ๘. ถาพระพุทธองคทรงเทศนาธรรมเร่ืองใดในที่ลับหลังขาพระองค ขอโปรดตรสั เทศนาธรรมนน้ั แกขาพระองคอีกครั้งหน่งึ พรขอที่ ๑-๔ เพ่ือมิใหเกิดคําตําหนิวา พระอานนท เฝาอุปฏฐากเพราะ ตอ งการลาภ ขอ ท่ี ๕-๗ เพอื่ ปอ งกนั ครหาวา พระอานนท จะปฏบิ ตั อิ ปุ ฏ ฐากพระพทุ ธเจา ไปทําไม แมกิจเพียงเทาน้ียังไมทรงอนุเคราะห และขอสุดทายเพ่ือปองกันคําตําหนิวา พระอานนท เฝาติดตามพระศาสดาไปทุกหนแหงประดุจเงาตามตัว เหตุไฉน แมขอ ธรรมนก้ี ย็ งั ไมรูวา พระองคทรงแสดงแกใ ครทีไ่ หนอยางไร การประกาศพระพุทธศาสนา พระอานนท เปน ผมู สี ตปิ ญ ญาดที รงจาํ ธรรมไวไ ดม าก สมดงั ทที่ า นไดร บั การ ยกยองวาเปนพหูสูตรผูทรงจําพุทธวัจนะไวไดมากท่ีสุด ทานเปนกําลังสําคัญของ พระศาสดาและพระพทุ ธศาสนา ในคราวทาํ ปฐมสงั คายนา พระมหากสั สปะองคป ระธาน สงฆไดมอบหมายใหทานทําหนาท่ีวิสัชชนาพระสูตรและพระอภิธรรม เนื่องจากยัง ไมไดบรรลุอรหัตตผล ทานจึงมุงบําเพ็ญเพียร แตก็ไมสําเร็จ เกิดความออนเพลีย จึงคิดวาจะพักผอนอิริยาบถ จึงเอนกายลงที่เตียง ขณะเทาพนจากพ้ืน ศีรษะ กําลังจะถึงหมอน ก็ไดสําเร็จเปนพระอรหันต โดยมิไดอยูในอิริยาบถทั้ง ๔ คือยืน เดิน นง่ั นอน อยา งใดอยางหน่งึ เอตทคั คะ พระอานนท เปนพระเถระผูทรงภูมิความรู สามารถทรงจําธรรมวินัยไว ไดมาก ประพฤติหนักในเหตุผลและมีความรอบคอบสูง ทานเปนพุทธอุปฏฐาก โดยไมหวังผลประโยชนสวนตน แตมุงเพื่อความเจริญรุงเรืองและความดํารงมั่นคง แหง พระศาสนาตอ ไปในอนาคต ทา นไดร บั ยกยอ งจากพระศาสดาวา เปน ผมู ี เอตทคั คะ คือผูเลิศกวาภิกษุทั้งหลายดานผูเปนพหุสูตร ผูมีสติ ผูมีคติ (แนวทางการทรงจํา พุทธวจนะหรอื หลักพระธรรมวนิ ัย) ผูมธี ิติ (ความเพยี ร) และผูเปน พทุ ธอุปฏฐาก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 87
88 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท โดยกอนจะดับขันธนิพพาน ทานไดเชิญพระประยุรญาติท้ังฝายศากยะ และฝายโกลิยะไปยังริมฝงแมนํ้าโรหิณีซ่ึงขั้นเขตแดนระหวางกรุงกบิลพัสดุและ กรุงเทวทหะ ลําดับน้ัน ทานไดเหาะข้ึนไปในอากาศ แสดงธรรมแกเทวดา เหลาพระประยุรญาติ และพุทธบริษัทท้ังหลายท่ีพรอมกันอยูท่ีนั้น และในตอนทาย เทศนาธรรมทานไดต ั้งสตั ยาธษิ ฐานวา เม่ือดับขนั ธนิพพาน ขอใหกายแตกเปน ๒ สวน ตกทางฝง กรุงกบลิ พสั ดแุ หงศากยวงศส วนหนึ่ง และฝงกรุงเทวทหะแหงฝา ยโกลยิ วงศ สว นหนงึ่ เพอื่ ปอ งกนั มใิ หเ กดิ ทะเลาะววิ าทกนั เพราะตอ งการอฐั ธิ าตุ ในบดั นน้ั เตโชธาตุ ไดเ กิดขน้ึ เผาสรีระของทานคงเหลอื เพยี งอัฐิธาตุ ท่ีแยกออกเปน ๒ สวน โดยไปตกลง บนพน้ื ดนิ ของ ๒ ฝง แหง แมน าํ้ โรหณิ ี พระอานนทเ ถระไดช อ่ื วา เปน พทุ ธสาวกทไ่ี ดบ รรลุ กเิ ลสนิพพาน และขนั ธนพิ พานในลกั ษณะท่ีแปลกกวา พระสาวกรูปอน่ื ๆ โดยดํารงอายุ สงั ขารถงึ ๑๒๐ ป ๘. พระอุบาลี พระอุบาลี เปนชาวเมืองกบิลพัสดุ บิดาเปนชางกัลบก (ชางตัดผม) ใน กรงุ กบลิ พสั ดุ ในวยั หนมุ นนั้ ทา นเปน ทโี่ ปรดของพระโอรสแหง ศากยวงศท งั้ ๕ พระองค คอื ภทั ทิยะ อนรุ ทุ ธะ อานนั ทะ กมิ พิละและภัคคุ โดยไดร ับตาํ แหนงเปน นายภษู ามาลา (ในทน่ี ี้หมายถึงชา งตดั ผมประจํากษตั รยิ หรือเจานายชัน้ สูงแหงศากยวงศ) การบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือคร้ังท่ีพระพุทธเจาประทับอยูท่ีอนุปยอัมพวัน ในแควนมัลละ เหลาพระโอรสแหงศากยะคือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานันทะ กิมพิละ ภัคคุ และ ฝายโกลยวงศ ๑ พระองค คือเทวทัต เสด็จไปเฝา พรอมดวยอุบาลีภูษามาลา เม่ือจะเขาเขตแดนแหงแควนเจามัลละกษัตริย จึงโปรดใหอุบาลีกลับ อุบาลีจึงเดิน ทางกลับ แตพอไปไดสักพักหนึ่ง ก็เกิดความคิดจะบวช จึงรีบกลับไปหาพระโอรส และรว มเดนิ ทางไปเฝา พระพทุ ธเจา เหลา พระโอรสไดท ลู ขอใหพ รโดยะพทุ ธองคป ระทาน อุปสมบทใหกบั อุบาลีกอน ดวยเหตุผลวา จักไดท ําอภิวาทพระอบุ าลกี อน เพอ่ื ลดมานะ วา เปน กษัตริย เพราะผบู วชทหี ลงั ก็จําตองเคารพผูบ วชกอน พระศาสดาจงึ ไดประทาน อปุ สมบทใหอ บุ าลกี อ นดว ยวธิ เี อหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา และโปรดใหพ ระโอรสทงั้ ๖ เปน ภกิ ษุ 88
ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 89 ในพระศาสนาดว ยวธิ เี อหภิ กิ ขุอุปสัมปทาเชนเดียวกนั พระอบุ าลเี รยี นกรรมฐาน โดยทลู ขอเพอ่ื ทรงอนญุ าตใหอ ยปู า พระองคต รสั วา ดูกอนภิกษุ เม่ืออยูปา ธุระอยางเดียวเทาน้ันจักเจริญงอกงาม แตอยูในสํานักของเรา ทั้งวิปสสนาธุระ และคันถธุระจะบริบูรณ ทานจึงเจริญวิปสสนากรรมฐานอยูใน สํานักของพระพุทธเจา บําเพ็ญเพียรดวยความไมประมาท ก็ไดบรรลุอรหัตตผลเปน พระอรหนั ตในพระพทุ ธศาสนา การประกาศพระศาสนา พระอุบาลี ไดศึกษาพระวินัยจากพระศาสดา เปนผูทรงจําพระวินัย และมีความชํานาญดานพระวินัยสามารถวินิจฉัยเร่ืองภารุกัจฉะ เรื่องอัชชุกะและ เร่ืองกุมารกัสสปะไดถูกตองตามพระวินัย พระพุทธองคจึงทรงถือเรื่องน้ันเปน อตั ถุปปต ติเหตุคอื ตนเร่ือง และตรัสยกยองวา มีเอตทัคคะคอื ผเู ลศิ กวาภิกษทุ ง้ั หลาย ดา นผทู รงวนิ ยั ในคราวทาํ ปฐมสงั คายนา หลงั จากพระพทุ ธเจา ปรนิ พิ พานแลว ๓ เดอื น พระอบุ าลไี ดร บั เลอื กจากสงฆใ หท าํ หนา ทวี่ สิ ชั ชนาพระวนิ ยั ปฎ ก โดยมพี ระมหากสั สปเถระ เปนประธานสงฆ ทําใหพ ระพุทธศาสนาดาํ รงมน่ั คงตอ มา นพิ พาน พระอบุ าลเี ถระ เปนกําลงั สําคัญของพระศาสดาโดยทําหนาทป่ี ฏิบัตศิ าสนกจิ เพื่อความเจริญรุงเรืองและดํารงความม่ันคงแหงพระศาสนา ท้ังในสมัยท่ีพระศาสดา ยังทรงพระชนมอยู และในภายหลังจากที่พระองคเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว ทานก็ยังทําหนาที่อันเปนไปเพ่ือดํารงความบริสุทธิ์มั่นคงแหงพระสัทธรรมคําส่ังสอน ของพระพทุ ธศาสนา ดําเนินมาจนกระทั่งวาระสดุ ทายแหงอายุสงั ขาร กด็ ับขนั ธนิพพาน ๙. พระสีวลี พระสวี ลี มารดาพระนามวา สุปปวาสา พระธดิ าแหงเมอื งโกลยิ ะ จาํ เดิมแต ปฏิสนธิในครรภมารดานานถึง ๗ ป ๗ เดือน ๗ วัน ก็มิไดทําใหมารดาตองลําบาก แตอยางใดกลับทําใหมีลาภสักการะสมบูรณ แตเมื่อใกลประสูติ พระนางสุปปวาสา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 89
90 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ไดรับทุกขเวทนามาก จึงปรารถนาจะถวายทานแดพระพุทธเจา พระสวามีไปกราบทูล พระศาสดาใหทรงทราบ พระองคตรัสประทานพรวา ขอใหพระธิดาแหงโกลิยวงศ จงมีความสุข จงปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระโอรสที่หาโรคมิไดเถิด พระนาง ก็ประสูติพระโอรสโดยงายดวยอํานาจพุทธานุภาพ ครั้นตอมาพระนางสุปปวาสา ไดจดั ถวายมหาทานแดพ ระพุทธเจา พรอมดว ยภกิ ษสุ งฆ ณ พระตาํ หนักแหง โกลิยวงศ ตลอด ๗ วัน การบวชในพระพทุ ธศาสนา พระโอรสสวี ลี บวชในพระพทุ ธศาสนา โดยกอนบวช พระสารบี ุตร ไดสอน ตจปญจกกรรมฐานท้ัง ๕ (เกสา-ผม โลมา-ขน นขา-เล็บ ทันตา-ฟน ตโจ-หนัง) ใหพิจารณาเห็นวา ส่ิงเหลานี้เปนของไมงาม เปนของสกปรก ไมควรยึดติดหลงใหล พระโอรสสีวลีตั้งใจศกึ ษาและพจิ ารณากรรมฐานท้ัง ๕ อยูเปน นติ ย ตามตาํ นานเลา วา เมอ่ื วันปลงผมกอนอปุ สมบท ในขณะท่มี ีดโกนจรดผมครัง้ แรกน้ัน ทา นไดบรรลธุ รรม ชน้ั โสดาบนั จรดมดี โกนลงครง้ั ที่ ๒ ไดบ รรบธุ รรมชนั้ สกทาคามี จรดมดี โกนลงครงั้ ท่ี ๓ บรรลุธรรมชั้นอนาคามี และเมื่อโกนผมเสร็จส้ินเรียบรอย ก็ไดบรรลุอรหัตตผลเปน พระอรหันตในพระพุทธศาสนา เมื่อบวชเปนภิกษุแลว ปรากฏวามีผูศรัทธาเล่ือมใส และนาํ ไทยธรรมเครอื่ งสักการะไปถวายมากมาย อํานวยประโยชนเ ก้อื กูลแกเ หลา ภกิ ษุ ในอาราม นบั เปนพระสงฆทที่ าํ ใหป ระชาชนเกดิ ศรทั ธาเลอื่ มใสตอ พระสงฆ แมทา นจะ ไปทีไ่ หน พักอยทู ่ีไหน เหลาภกิ ษุสงฆใ นทน่ี ้นั ๆ จะไมขดั สนดว ยปจ จยั ลาภอนั ควรแก สมณะ เปนท่ียังศรัทธาใหเกิดขึ้นกับประชาชนท่วั ไป ตลอดทง้ั หมูภ ิกษสุ งฆ จงึ นับเปน เหตุสงเสริมใหพระศาสนาแพรหลายกวางขวางออกไป พระสีวลีมีตําแหนงเอตทัคคะ โดยรับยกยองจากพระศาสดาวาเปน เอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุท้ังหลายดานผูมี ลาภมาก ทานดาํ รงอายุสังขารตามควรแกก าลก็ดับขันธนพิ พาน ๑๐. พระราหุล พระราหุล เปนพระโอรสของเจาชายสิทธัตถะกับพระนางพิมพา (ยโสธรา) โดยเปนพระราชนัดดา (หลาน) ของพระเจาสุทโธทนะมหาราช ผูครองกรุงกบิลพัสดุ 90
ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 91 ราหุลเปนพระนามตามคําอุทานของเจาชายสิทธัตถะ ผูเปนพระบิดา เมื่อทรงทราบวา พระกุมารประสูติ จงึ ตรัสวา “ราหุลํ ชาต”ํ แปลวา บว งเกดิ ขึ้นแลว การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมื่อคราวสมัยพระศาสดา ประทับอยูท ีน่ ิโครธาราม กรงุ กบิลพสั ดุ เพอื่ ตรสั เทศนาธรรมโปรดพระประยูรญาติ พระเจาสุทโธทนะ ทูลพระพุทธองคใหเสด็จยัง พระราชนิเวศน พระนางพิมพาโปรดใหราหุลกุมารเขาเฝาทูลขอทรัพยสมบัติกับ พระบิดา พระพุทธองคทรงดําริวา สมบัติท่ีจะถาวรม่ันคงและประเสริฐกวา อริยทรัพย ไมมี จึงควรใหสมบัตคิ อื อริยทรัพยแกร าหุลกุมาร เมือ่ เสดจ็ กลบั ไปยังนิโครธารามนน้ั ราหุลกุมารไดตามเสด็จพระพุทธองคไปดวย จึงตรัสกับพระสารีบุตรวาจงใหบรรพชา แกราหุลเถิด แตวาพระโอรสราหลุยังเล็กเกินไปพึ่งเจริญวัยได ๗ พรรษา ไมควรที่ จะเปนภิกษุ พระสารีบุตรจึงทูลถามถึงวิธีปฏิบัติ พระศาสดาตรัสใหบวชดวยวิธี “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือวิธีบวชโดยใหผูจะบวชเปลงวาจาขอถึงพระรัตนตรัย สามเณรราหุลจึงนบั เปน สามเณรรูปแรกในพระพทุ ธศาสนา การบรรพชาดว ยวิธนี ี้ไดใ ช กันสืบมาถงึ สมัยทุกวนั น้ี สามเณรราหุลเปนสนใจตอผูการศึกษาพระธรรมวินัย ขยันหมั่นเพียร วนั หนงึ่ ทา นตน่ื แตเ ชา เอามอื ทง้ั สองกอบทรายเตม็ มอื ตงั้ ความปรารถนาไวว า ขอใหต นได รับพระโอวาทจากพระพุทธเจา หรือพระอุปชฌายอาจารย จดจําไวและเขาใจให ไดเ ทา จํานวนเทา เม็ดทรายในกอบมือนี้ ครั้นเมอื่ มีอายคุ รบ ๒๐ ป ทา นจึงไดอ ปุ สมบท เปนภิกษดุ วยวธิ ี “ญตั ติจตตุ ถกรรมวาจา” การบรรลธุ รรม เม่ือคร้ังทีท่ านพกั อยใู นสวนมะมว งแหงหนึง่ พระศาสดาเสด็จไปหาและตรัส “จูฬราหโุ ลวาทสูตร” แสดงโทษของการกลา วมสุ า อปุ มาเปรียบกับนาํ้ ทีค่ วํา่ ขนั เททงิ้ ไป วาผูท่ีกลาวมุสาทั้งที่รูอยูแกใจ ความเปนสมณะของเขาจะไมตางอะไรกับน้ําในขันน้ี ทรงช้ีใหเห็นวา ไมมีบาปกรรมอะไรที่ผูหมดความละอายจะทําไมได ตอมาไดฟง “มหาราหโุ ลวาทสูตร” การพจิ ารณารา งกายใหเ ห็นเปน ธาตุ ๕ อยา ง คอื ดิน น้าํ ลม ไฟ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 91
92 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท และอากาศ ตัดความยึดถือวา นั่นไมใชของเรา ไมใชตัวตนของเรา ฝกอบรมจิตดวย เจรญิ เมตตาภาวนาเพอ่ื ละพยาบาท เจรญิ กรณุ าภาวนาเพอ่ื ละวหิ งิ สา เจรญิ มทุ ติ าภาวนา เพอื่ ละรษิ ยา เจริญอุเบกขาภาวนาเพอื่ ละความขัดใจ ความไมพ อใจ เจริญอสภุ ภาวนา เพอื่ ละราคะ และการเจรญิ อนิจสญั ญาภาวนาเพอื่ ละอสั มิมานะ ทา นไดศึกษาพิจารณา ใครค รวญในเทศนาธรรมทพ่ี ระศาสดาตรัสแสดง ก็ไดส าํ เร็จเปนพระอรหนั ต พระราหุล เปนพระสงฆผูมีปฏิปทาท่ีใหเกิดศรัทธา และความเล่ือมใส ในพระพุทธศาสนาแกผูที่ไดศึกษาประวัติของทานในภายหลังวาเปนผูพรอมดวย สมบตั ิ ๒ ประการ คือ ชาติสมบตั ิ และปฏิปตติสมบตั ิ ทา นเปนผูไมป ระมาทในธรรม สนใจใครศึกษาเรียนรูอยูเสมอ โดยพระพุทธเจาตรัสยกยองวา เปน เอตทัคคะ คือ เลิศกวาภิกษุทั้งหลายดานผูใฝในการศึกษา ทานดํารงอายุสังขารสมควรแกกาลแลว กด็ บั ขนั ธนิพพาน ๑๑. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระมหาปชาบดีโคตมี เปนพระธิดาของพระเจาอัญชนะกับพระนางยโสธรา ในกรงุ เทวทหะ พระนามเดมิ วา โคตมี เปน กนษิ ฐภคนิ ี (นอ งสาว) ของพระนางสริ มิ หามายา เมื่อพระนางสิริมหามายาทิวงคตแลว พระเจาสุทโธทนะโปรดสถาปนาพระนาง มหาปชาบดีโคตมีเปนพระอัครเหสี มีพระโอรสช่ือ นันทะ พระธิดาชื่อ รูปนันทา โดยพระอคั รมเหสที รงปฏบิ ตั หิ นา ที่อภบิ าลเลยี้ งดูเจาชายสทิ ธตั ถะตอ มา การบวชในพระพุทธศาสนา ในคราวสมัยที่พระพุทธเจา ประกาศเผยแผพระศาสนา ในกรุงกบิลพัสดุ และเทศนาธรรมโปรดพระเจาสุทโธทนะผูเปนพระบิดา พรอมเหลาพระประยูรญาติ พระเจาสุทโธทนะทรงบรรลุธรรมช้ันโสดาบัน และในวันตอมา พระพุทธเจา เสด็จบิณฑบาตในพระราชนิเวศน ทรงแสดงธรรมโปรดพระบิดาและพระนานาง (พระนางมหาปชาบดีโคตมี) พระบิดาทรงบรรลุธรรมชั้นสกทาคามี สวนพระนานาง ทรงบรรลธุ รรมช้ันโสดาบนั และรงุ ขน้ึ วนั ตอ มา (วันที่ ๓ นับแตเสดจ็ ทก่ี รุงกบิลพัสด)ุ พระพทุ ธองคต รสั เทศนาธรรมในมหาปาลชาดกโปรดพระเจา สทุ โธทนะ อนาคามผี ลเปน พระอริยบุคคลชนั้ อนาคมี 92
ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 93 คร้ันตอมา พระนันทกุมาร ไดออกผนวชเปนพระภิกษุในสํานักของ พระพุทธเจา และราหุลกุมารทรงบรรพชาเปนสามเณร จึงยังความเศราโศกใหบังเกิด แกพระเจาสุทโธทนะยิ่งนัก เพราะทรงเกรงวาจะขาดรัชทายาทสืบสันตติวงศ หลังจาก ท่ีพระเจาสุทโธทนะทรงบรรลุธรรมเปนพระอรหันต และดับขันธนิพพานแลว พระนางมหาปชาบดีโคตมี เม่ือพระโอรสนันทะเขาบวชในสํานักของพระพุทธเจาแลว ก็ทรงปรารถนาจะบวช ประกอบกับเกิดทะเลาะวิวาทกันระหวางชาวเมืองกบิลพัสดุกับ ชาวเมืองโกลิยะ เพราะเกิดความแหงแลง จึงแยงนํ้าในแมนํ้าโรหิณีท่ีไหลผานระหวาง นครท้ัง ๒ จนถงึ กบั จะรบกนั ข้ึนพระศาสดาเสดจ็ ไปตรัสเทศนาชื่ออตั ตทณั ฑสูตรโปรด พระประยูรญาติท้ัง ๒ ฝาย พระประยูรญาติทั้งหลายตางเลื่อมใสและมอบพระกุมาร ฝายละ ๒๕๐ องคใหต ามเสด็จไปผนวชในสาํ นักพระพทุ ธเจา ดวย ฝา ยพระชายาของทา นเหลานั้น ไดส งขา วไปยงั ภิกษหุ นมุ เหลา นัน้ ทาํ ใหทาน เหลา นน้ั เกดิ ความไมย นิ ดใี นการบวชและเบอื่ หนา ยในเพศสมณะ พระพทุ ธเจา จงึ ทรงนาํ ภิกษุหนมุ เหลา นนั้ ไปสูส ระช่ือกณุ าละ ประทบั นัง่ บนแผนหินทเี่ คยประทับนั่ง ในครั้งที่ พระองคเ สวยพระชาตเิ ปนนกดเุ หวา โดยตรสั เทศนาในกุณาลชาดก เพอื่ บรรเทาความ ไมย นิ ดใี นเพศสมณะของภกิ ษเุ หลา นนั้ ทาํ ใหภ กิ ษเุ หลา นนั้ ดาํ รงอยใู นโสดาปต ตผิ ลเปน พระอริยบุคคลช้ันโสดาบัน โดยทรงนําภิกษุเหลานั้นไปยังปามหาวันอีกคร้ังหน่ึง และ ทรงยังภิกษเุ หลานัน้ ใหดาํ รงอยูในอรหัตผลเปน พระอรหนั ตใ นพระศาสนา พระนางมหาปชาบดี พรอมดวยพระชายาของพระภิกษุเหลานั้นเสด็จไปเฝา พระพทุ ธเจา ซง่ึ ประทบั อยทู นี่ โิ ครธาราม ในเขตกรงุ กบลิ พสั ดุ โดยกราบทลู พระพทุ ธเจา เพ่ือโปรดเมตตาใหสตรีไดบวชในพระศาสนาดวย เมื่อพระศาสดาตรัสหาม พระนาง ก็ยังทูลออนวอนถึงสามคร้ัง แตทรงหามเสียถึงสามครั้ง พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงเสียพระทัยมากท่ีพระพุทธเจาไมประทานอนุญาตใหสตรีออกจากเรือนเพื่อบวชใน พระธรรมวินัยท่ีพระพุทธองคประกาศแลว ทรงเสียพระทัยมากถึงกับพระพักตรนอง ดวยนํ้าพระเนตร ทรงกันแสง (รอ งไห) กราบทูลลาเสด็จกลบั ไป ครน้ั ตอ มา พระนางมหาปชาบดี ทรงปลงพระเกสา ทรงพระภษู าทยี่ อ มนา้ํ ฝาด (ทําใหเปนผาสีหมน-คล้ําๆ) พรอมพระชายาของพระภิกษุเหลาน้ัน ดําเนินออกจาก พระราชนเิ วศน โดยดาํ เนนิ ผา นเมอื งเวสาลไี ปกฏู าคารสาลา ปา มหาวนั ปรากฏวา พระบาท ทั้งสองขางมีอาการพอง พระวรกายหมนหมองดวยฝุน มีทุกขเวทนา พระพักตรนอง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 93
94 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ดว ยนา้ํ พระเนตรไดท รงยนื กรรแสงอยขู า งซมุ ประตอู าราม ตามตาํ นานวา พระนางดาํ รวิ า พระศาสดาไมท รงอนุญาตใหเราบวช เรายังถือเพศบรรพชิตดวยตนเอง ถาเปนทท่ี ราบ ไปทว่ั แลว หากพระศาสดาทรงอนญุ าตกจ็ ะเปน การดี แตถ า ไมท รงอนญุ าตจะมคี าํ ครหา อยางใหญหลวง พระนางทรงปรวิ ติ กอยางน้ี จึงไมเขา ไปยงั วิหารไดแ ตยนื ทรงกรรแสง อยูภายนอก พระอานนทเถระ ไดทูลพระพุทธเจาถึงเร่ืองท่ีพระนางมหาปชาบดีโคตมี เดินทางมาเพื่อขอบวช โดยพระบาททั้งสองมีอาการพอง พระวรกายเปอนฝุนธุลี มีทุกขเวทนามาก พระพักตรนองดวยน้ําพระเนตร ทรงยืนกรรแสงอยูภายนอกวิหาร เพราะเสยี พระทยั วา พระพทุ ธองคไ มท รงอนญุ าตใหส ตรบี วชเปน บรรพชติ ขอพระองค ประทานอนญุ าตใหส ตรีออกจากเรอื นบวชเปน บรรพชติ ไดด ว ยเถิด พระศาสดาตรสั หา ม พระอานนทค ดิ วา ควรทลู พระองคเ พอ่ื โปรดใหม าตคุ าม บวชเปนบรรพชิตได จึงทูลถามวา ขาแตพระองคผูเจริญ มาตุคามออกบวชเปน บรรพชิตในธรรมวินัยที่พระองคทรงประกาศแลว สามารถบรรลุธรรมช้ันโสดาปตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผลไดหรือไม พระเจาขา พระศาสดาตรัสวา ดูกอนอานนท มาตุคามออกบวชเปนบรรพชิตในธรรมวินัยท่ีตถาคตประกาศแลว สามารถรูแจงธรรมชั้นโสดาปตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผลได จึงทูลขอพระพุทธองคเพ่ือประทานอนุญาตใหพระนางมหาปชาบดีโคตมี ผูทรงเปน พระมาตจุ ฉาและมอี ปุ การะมากตอ พระพุทธองคใ หบรรพชาได พระศาสดาตรสั ขอปฏิบตั ิสําหรบั สตรที จี่ ะบวช เรยี กวา ครธุ รรม ๘ คอื ๑. ภิกษุณี แมอุปสมบทแลวได ๑๐๐ พรรษา ก็พึงเคารพกราบไหวภิกษุ แมอปุ สมบทไดวันเดยี ว ๒. ภิกษุณี จะอยูจําพรรษาในอาวาสที่ไมมีภิกษุนั้นไมได ตองอยูในอาวาส ท่ีมีภกิ ษุ ๓. ภิกษุณี จะตองทําอุโบสถกรรม และรับฟงโอวาทจากสํานักภิกษุสงฆ ทกุ ก่ึงเดือน ๔. ภิกษุณี อยูจําพรรษาแลว วันออกพรรษาตองทําปวารณาในสํานักสงฆ ทั้งสองฝาย (ภกิ ษุสงฆแ ละภกิ ษุณีสงฆ) 94
ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 95 ๕. ภิกษุณี ถาตองอาบัติสังฆาทิเสส อยูปริวาสกรรมตองประพฤติมานัต ในสงฆสองฝา ย ๖. ภิกษุณี ตองอุปสมบทในสํานักสงฆสองฝาย หลังจากเปนนางสิกขมานา รักษาสกิ ขาบท ๖ ประการ คือ ๑) เวนจากการฆา สัตว ๒) เวน จากการลักขโมย ๓) เวนจากการประพฤตผิ ิดพรหมจรรย ๔) เวนจากการพดู เทจ็ ๕) เวนจากการด่ืมสรุ าเมรยั และของมึนเมา ๖) เวนจากการรบั ประทานอาหารในเวลาวิกาล ท้งั ๖ ประการนี้ มิใหขาดตกบกพรอ งเปนเวลา ๒ ป ถาบกพรองในระหวา ง ๒ ป ตอ งเรม่ิ ปฏบิ ัตใิ หม ๗. ภิกษุณี จะกลาวอักโกสกถา คือดาบริภาษภิกษุ ดวยอาการอยางใด อยางหนงึ่ มไิ ด ๘. ภกิ ษณุ ี ตงั้ แตว นั อปุ สมบทเปน ตน ไป พงึ ฟง โอวาทจากภกิ ษเุ พยี งฝา ยเดยี ว จะใหโ อวาทภิกษมุ ิได การบรรลธุ รรม พระนางมหาปชาบดีโคตมีพรอมดวยเหลาขัตตินารีแหงศากยะเมื่อไดรับ การอุปสมบทจากพระพุทธเจาแลวไดศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติในกัมมัฏฐาน อยางสมํ่าเสมอดวยความไมประมาททั้งหมดก็ไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต นับเปนกําลังสําคัญของพระศาสดาในการชวยประกาศเผยแผพระศาสนาใหแพรหลาย และเจรญิ รุงเรือง โดยมหาปชาบดโี คตมีภิกษุณี เปน ผูมวี ยั วฒุ ิสงู มปี ระสบการณมาก รูเ หตกุ ารณต า งๆ มาตัง้ แตตน สมตามนยั ที่พระศาสดาตรสั ยกยอ งวา มีเอตทคั คะคือ ผูเลิศกวาภิกษุณีท้ังหลายดานรัตตัญูคือผูรูราตรีนาน โดยดํารงอายุสังขารอยู สมควรแกกาล ก็ดบั ขันธนิพพาน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 95
96 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๑๒. พระเขมาเถรี พระเขมาเถรี เปนพระธดิ าของพระเจาสาคลราช ผูครองสาคลนคร ในแควน มัททรัฐ ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม มีผิวพรรณดังสีทองเลื่อมเรื่อเปนเงาดังแววนกยูง ทรงอภิเษกสมรสเปนพระมเหสีพระเจาพิมพิสารแหงนครราชคฤห ในแควนมคธ ทรงเปนที่โปรดปรานของพระเจา พมิ พิสาร การบวชในพระพุทธศาสนา เดิมทีพระนางเขมามิไดสนพระทัยในพระศาสนา ทั้งท่ีพระเจาพิมพิสารทรง อุปถัมภพระพุทธศาสนาเปนอยางดี เชน โปรดถวายพระราชอุทยานเวฬุวันใหเปน วัดแหงแรกในพระพุทธศาสนาและทรงถวายปจจัยอุปถัมภภิกษุสงฆ ณ วัดเวฬุวัน ในกรุงราชคฤห เพราะพระนางทรงทราบวาพระศาสดามกั ตรัสเทศนาเร่ืองโทษเก่ยี วกับ รางกาย จงึ ทรงเกรงวา ถาไปเฝาพระพุทธองคแ ลว อาจทรงชโี้ ทษเกยี่ วกบั พระรปู ของ พระนางได จงึ ไมเ สดจ็ ไปเฝา พระพทุ ธองคเ ลย พระเจา พมิ พสิ ารจงึ โปรดใหก วแี ตง เพลง พรรณนาความงามของเวฬุวันราชอุทยาน ดวยถอยคําสํานวนไพเราะชวนคิดชวนฝน ภายในวัดเวฬุวัน และโปรดใหไปขับรองใกลๆ ท่ีพระนางประทับ ทําใหพระนางเขมา อัครมเหสีทรงชืน่ ชอบ และมพี ระประสงคจ ะเสด็จไปชม เม่ือพระนางเขมาเสด็จชมพระราชอุทยานจนสิ้นวันแลว อํามาตยราชบุรุษ ไดทูลเชิญเสด็จไปเฝาพระพุทธเจา ในขณะที่พระนางดําเนินมาน้ัน เพ่ือใหพระนาง คลายความยดึ ถอื ในความงามแหง กาย พระศาสดาจงึ ทรงเนรมติ นางเทพอปั สรนางหนงึ่ ซง่ึ งดงามยงิ่ กวา ยนื ถอื พดั กา นใบตาลถวายงานพดั ใหพ ระองคอ ยเู บอ้ื งหลงั พระนางเขมา ทรงตะลงึ ในความงามของนางเทพอปั สรนน้ั โดยมไิ ดส นพระทยั ในเทศนาธรรม พระนาง ดําริวาสตรีท่ีงดงามปานเทพอัปสรเห็นปานนี้ยืนถวายงานพัดแดพระพุทธเจา แมเรา จะเปนปริจาริกาหญิงรับใชของนางก็ยังไมคูควรเลย เหตุไรเราจึงหลงใหลมัวเมาอยูใน รูปเชนนี้หนอ ในลําดับนั้น พระพุทธเจาทรงบันดาลใหพระนางเขมาทอดพระเนตรรูป สตรีน้นั ท่เี ปลยี่ นแปลงไปตามลาํ ดับจนกระทง่ั วัยชรา มีหนงั เห่ยี วยน ผมหงอก ฝนหัก แกหงอมแลวลมกล้ิงถึงแกกรรมลงพรอมกับพัดใบตาลน้ันเหลือแตกระดูกในที่สุด พระนางเขมาทรงพิจารณาเห็นถึงความไมมีแกนสารของรูปสตรีนั้น จึงดําริวาสรีระท่ี 96
ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 97 สวยงามเห็นปานนี้ยังถึงความวิบัติเชนนี้ได แมสรีระของเราคงมีคติอยางนี้เหมือนกัน ในลําดับนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาภาษิตวา “ชนเหลาใดถูกราคะยอมแลว ตกไป ในกระแสราคะเหมือนแมลงมุมตกไปในขายใยที่ตนทําเอง เมื่อชนเหลาน้ันตัดกระแส เหลานัน้ ได โดยไมม เี ย่อื ใยแลว ละกามสุขเสียไดยอมออกบวช” พระนางเขมาพจิ ารณาตามกระแสเทศนาธรรมกไ็ ดบ รรลอุ รหตั ผล พรอ มดว ย ปฏสิ ัมภทิ าในอริ ิยาบถประทับยนื พระพทุ ธองคต รสั วา เอหิ ภกิ ข.ุ เธอจงเปน ภกิ ษมุ าเถดิ ในบดั นน้ั พระนางเขมา กไ็ ดส วมจวี รทิพยท ลี่ อยมาแตอากาศพรอ มบรขิ ารทั้งหลาย เอตทคั คะ พระเขมาเถรีภิกษุณี เปนผูชํานาญในฤทธ์ิทิพโสตธาตุ และเจโตปริยญาณ รูชัดในปุพเพนิวาสญาณ ชําระทิพจักษุใหบริสุทธ์ิ เปนผูมีอาสวะท้ังปวงหมดส้ินแลว มีญาณอันบริสุทธิ์ในอรรถธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ เกิดข้ึนแลวเปนผูฉลาดในวิสุทธิ คลองแคลวในกถาวัตถุ รูจักนัยแหงอภิธรรม ถึงความชํานาญในพระศาสนา โดย พระศาสดาทรงยกยองวา เปนผูมีเอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุณีท้ังหลายดานผูมี ปญ ญามาก ภิกษุณีเขมาเถรี นับเปนกําลังสําคัญของพระศาสดาดานฝายภิกษุณีสงฆ ทําใหพระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองและแพรหลายกวางขวางออกไปโดยมีผูศรัทธา นับถอื พระพุทธศาสนาเพิ่มขนึ้ ทาน ดบั ขนั ธนิพพาน ณ ปามหาวัน กรุงเวสาลี ๑๓. พระอบุ ลวรรณาเถรี พระอบุ ลวรรณาเถรี เปนธิดาของเศรษฐใี นกรงุ สาวัตถี ไดช่ือวา อุบลวรรณา เพราะมผี วิ พรรณงามเหมอื นสกี ลบี ดอกบวั เขยี ว และความทเ่ี ปน สาวงามทง้ั ผวิ พรรณงาม และรูปรางหนาตา จึงมักเปนที่หมายปองตองการของกษัตริยและเศรษฐีท่ัวไป ในชมพูทวีป ตางนําเคร่ืองบรรณาการอันมีคาไปมอบใหพรอมกับมีการสูขออภิเษก สมรสดว ย ฝายบิดารูสึกลําบากใจ เพราะเห็นวา ไมอาจรักษาน้ําใจของคนทั้งหมด เหลาน้ีได ควรจะหาอุบายทางออกที่เหมาะสมสักอยางหน่ึง จึงถามลูกสาววา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 97
98 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท แมอุบลวรรณา เจาจะสามารถบวชไดไหม นางไดฟงคําของบิดาแลว รูสึกรอนทั่ว สรรพางคกายเหมือนกับมีคนเอาน้ํามันที่เค่ียวไดเดือดมาราดลงบนศีรษะ เพราะนาง ไดส ง่ั สมบญุ มาตั้งแตอ ดตี ชาติ และการเกดิ ในชาตนิ ี้ก็เปน ชาติสุดทาย นางจึงรบั คําของ บดิ าดว ยความปต ยิ นิ ดเี ปน อยางย่ิง การบรรลุธรรม เมื่อนางอุบลวรรณาบวชเปนภิกษุณีแลว วันหน่ึงถึงวาระที่จะตองทํา ความสะอาดโรงอโุ บสถ ทานจึงจดุ ประทปี ไฟเพอ่ื ใหม แี สงสวา งในโรงอโุ บสถ และดว ย อปุ นสิ ยั อนั แกก ลา ทเ่ี คยบาํ เพญ็ มายาวนานแตอ ดตี ชาติ เมอื่ เหน็ ดวงประทปี ในโรงอโุ บสถ จงึ กาํ หนดเปน นมิ ติ ขณะยนื อยนู น้ั ไดเ ขา ฌาน มเี ตโชกสณิ (ไฟ) เปน อารมณ กระทาํ ฌาน นน้ั ใหเ ปน ฐานเจรญิ วปิ ส สนากไ็ ดบ รรลอุ รหตั ผล พรอ มดว ยปฏสิ มั ภทิ าและอภญิ ญาทงั้ หลาย ณ ทน่ี นั้ นน่ั เอง อบุ ลวรรณาภกิ ษณุ ี เมอื่ สาํ เรจ็ เปน พระอรหนั ตแ ลว จารกิ ประกาศพระศาสนา ในชนบทตางๆ เมื่อครั้งทานพักอยูท่ีปาอันธวัน ใกลกรุงสาวัตถี นันทมาณพลูกชาย ผูเปนลุงของพระเถรีน้ัน ซึ่งหลงรักนางตั้งแตยังไมบวช ไดเขาไปหลบซอนตัวอยูใน ท่ีพักของทาน โดยถือโอกาสตอนท่ีทานออกไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี เมื่อกลับ จากบิณฑบาต เขาไปในที่พัก จึงถูกนันทมาณพเขาปลุกปล้ําขมขืน แมจะรองหามวา เจาคนพาล เจาอยาทําพินาศฉิบหายเลย นันทมาณพก็ไมยอมเช่ือฟงไดทําการขมขืน แลว หลกี หนไี ป ขณะทเี่ ขาเดนิ ไปไดไ มไ กล แผน ดนิ ใหญม อี าการประหนง่ึ วา ไมส ามารถ รองรับนํ้าหนักความชั่วของเขาไวได จึงออนตัวยุบลง ทําใหนันทมาณพจมดิ่งลงใน แผนดินไปเกิดในอเวจีมหานรก ฝายภิกษุณีอุบลวรรณา ก็มิไดปดบังเรื่องที่เกิดขึ้น โดยบอกเหตุทีเ่ กดิ ขึน้ น้นั แกภ ิกษณุ ีท้ังหลาย ในครั้งน้ัน พระศาสดาไดตรัสพระคาถาภาษิตวา “คนพาลยอมราเริงยินดี ในบาปกรรมลามกท่ีตนกระทําประดุจวา ดื่มน้ําผ้ึงที่มีรสหวานจนกวาบาปกรรมน้ัน จะใหผ ล จงึ จะไดประสบกบั ความทุกข เพราะกรรมนน้ั ” ภิกษุท้ังหลายสนทนากันเกี่ยวกับเหตุการณของพระอุบลวรรณาเถรีวา ทานท้ังหลาย เห็นทีพระขีณาสพท้ังหลาย คงจะยังยินดีในเรื่องกามสุข คงยังยินดีใน การเสพกาม ทําไมจะไมเสพเลา เพราะทานเหลาน้ัน มิใชไมท่ีผุพัง มิใชจอมปลวก อีกทั้งเน้ือหนังรางกายทั่วทั้งสรีระก็ยังสดอยู ดังน้ัน แมจะเปนพระขีณาสพก็ช่ือวายัง 98
ÇªÔ Ò͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 99 ยนิ ดใี นการเสพกาม ในครงั้ นนั้ พระศาสดาตรสั กบั ภกิ ษเุ หลา นนั้ วา ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย พระขีณาสพทั้งหลายไมยินดีในกามสุข ไมเสพกาม เปรียบเสมือนหยาดนํ้าตกลงที่ ใบบวั แลว ไมต ดิ อยู ยอ มกลงิ้ ตกลงไป และเหมอื นกับเม็ดพันธผุ ักกาด ยอ มไมต ดิ ต้ัง อยูบนปลายเหลก็ แหลมฉนั ใด ข้ึนช่อื วา กามกย็ อมไมซ ึมซาบ ไมเกาะติดอยูใ นจติ ของ พระขีณาสพฉนั นน้ั เอตทคั คะ เมอื่ คราวสมยั ทพี่ ระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปยงั โคนตน มะมว งของนายคณั ฑะ ในเมอื ง สาวัตถี เพื่อทรงกระทํายมกปาฏหิ าริย ภกิ ษณุ อี บุ ลวรรณาไดท ลู ขอใหประทานอนญุ าต ใหก ระทาํ ปาฏหิ าริย พระศาสดาตรัสอนญุ าต โดยทรงทําเหตุนั้นใหเ ปนอัตถุปปตตเิ หตุ (เหตแุ หง เรอื่ ง) และโปรดประทานยกยอ งภกิ ษณุ อี บุ ลวรรณาไวใ นตาํ แหนง เอตทคั คะ คอื ผเู ลศิ กวาภิกษณุ ีทั้งหลายดานผมู ีฤทธแ์ิ ละเปนอัครสาวิกาเบ้ืองซา ย ๑๔. พระปฏาจาราเถรี พระปฏาจาราเถรี เปน ธดิ าของมหาเศรษฐใี นเมืองสาวตั ถี โดยเปน หญงิ สาว มากคนหนึ่ง เม่ืออายุยางได ๑๖ ป บิดามารดาไดจัดใหพักอยูแตบนปราสาทช้ัน ๗ เพอ่ื ปอ งกันการคบหากบั ชายหนมุ แตเ พราะนางเปนหญงิ โลเลในบรุ ุษ จึงไดค บหาเปน ภรรยากับคนรับใชในบานของตน ตอมาบิดามารดาของเธอไดตกลงมอบเธอใหกับ ชายหนุมคนหน่ึงที่มีชาติสกุลและทรัพยสมบัติเทาเทียมกัน เมื่อใกลกําหนดวันวิวาห ท้ังสองจึงพากันหนีออกจากบาน ไปพักอาศัยอยูในหมูบานอีกตําบลหน่ึงท่ีไมมีใคร รูจัก ชวยกันทํามาหากินไปตามอัตภาพ ไดรับความทุกขยากอยางมากเพราะตนเอง ไมเคยทํางานเชน น้นั มากอน นางตั้งครรภบุตรคนแรก เมื่อครรภเร่ิมแกขึ้น จึงชวนสามีใหพากลับไป ยังบานของบิดามารดาของตนเพื่อคลอดบุตร แตสามีก็ไมกลาพากลับไปเพราะเกรง วาจะถูกลงโทษ จึงพยายามหนวงเหน่ียวไว วันหนึ่ง เม่ือสามีออกไปทํางานนอกบาน เธอจงึ สงั่ เพอ่ื นบา นใกลเคยี งใหบ อกกบั สามวี า จะกลบั ไปบา นบดิ ามารดา ฝา ยสามกี ลบั มาบา น และทราบความจากเพือ่ นบา น ดว ยความเปนหวงภรรยา จึงรบี ออกตดิ ตามไป และพบนางในระหวางทาง แมส ามีจะออนวอนอยา งไร นางก็ไมยอมกลบั แตท นั ใดนน้ั คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 99
100 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ลมกัมมชั วาตคืออาการเจ็บทอ งใกลค ลอดก็เกดิ ขน้ึ แกนาง ทง้ั สองจงึ เขา ไปพกั ใตตนไม ใหญร มิ ทาง นางเจบ็ ปวดครรภน อนทรุ นทรุ ายไดร บั ทกุ ขท รมานอยา งหนกั และคลอดบตุ ร ออกมาอยางยากลําบาก เมื่อคลอดบุตรโดยปลอดภัยแลว จึงพากันกลับยังเรือน ของตน ไมไปบา นบดิ ามารดา เม่ือนางต้ังครรภคร้ังท่ีสอง นางก็ออนวอนสามีเหมือนครั้งกอน ฝายสามี ก็ไมไดพานางกลับเชนเดิม ในคราวน้ัน นางอุมลูกคนแรกหนีออกจากบาน แมสามี จะตามไปทันชวนใหก ลับ แตน างไมยอมกลับ ทงั้ สองจึงเดินทางรว มกันไป ในระหวา ง ทางเกิดลมพายุพัดอยางแรง และฝนตกมาอยางหนัก ขณะเดียวกันน้ันนางก็เจ็บทอง ใกลจะคลอด จึงพากันแวะพักเพ่ือหลบฝนในบริเวณน้ัน สามีไปตัดก่ิงไมเพ่ือมาทํา เปนท่ีกําบังลมและฝน แตเคราะหรายถูกงูพิษกัดตายในปานั้น ฝายภรรยาท้ังเจ็บทอง ทั้งหนาวเย็น ลมฝนก็ยังคงตกลงมาอยางหนัก สามีหายไปไมกลับมา ในท่ีสุดนางก็ คลอดบุตรคนท่สี อง บตุ รทั้งสองคนเมอ่ื ถกู ฝนและลมตา งกร็ องไหกนั เสยี งดงั นางพยายามโอบกอดบตุ รทงั้ สองไวใ ตท อ ง โดยใชม อื และเขา ยนื บนพนื้ ดนิ ใน ทา คลานไดร บั ทกุ ขเวทนาอยา งสาหสั เมอ่ื รงุ อรณุ แลว สามกี ย็ งั ไมก ลบั มา จงึ อมุ บตุ รคนเลก็ และจงู บตุ รคนโตออกตามหาสามี ไปพบสามนี อนตายอยขู า งจอมปลวก จงึ รอ งไหร าํ พนั วาสามีตายเพราะนางเปนเหตุ เม่ือสามีตายแลว คร้ันจะกลับไปบานทุงนาเดิมก็ไมมี ประโยชนอนั ใด จงึ ตัดสินใจไปหาบดิ ามารดาของตนที่เมอื งสาวตั ถี โดยอุมบุตรคนเล็ก และจงู บุตรคนโตเดินไปดว ยความทุลกั ทุเล เหนอื่ ยออนลา อยางนา สงั เวชยง่ิ เมื่อเดินทางมาถึงริมฝงแมนํ้าอจิรวดี นางไมสามารถจะนําบุตรนอยทั้งสอง ขามแมนํ้าไปพรอมกันได เพราะวายนํ้าไมเปน และออนเพลีย แตอาศัยท่ีน้ําไมลึกนัก พอทเี่ ดนิ ลยุ ขา มไปได จงึ ใหบ ตุ รคนโตนงั่ รออยกู อ นแลว อมุ บตุ รคนเลก็ ขา มแมน า้ํ ไปยงั อกี ฝง หน่งึ เมอ่ื ถงึ ฝง จงึ นําใบไมม าปรู องพนื้ ใหบุตรคนเลก็ นอนคอยทชี่ ายหาดนน้ั แลว กลับไปรับบุตรคนโตอีกเท่ียว แตเพราะหวงใยบุตรคนเล็ก จึงเดินพลางหันกลับไปดู บตุ รคนเล็กพลาง ในขณะที่นางถึงกลางแมนา้ํ นัน้ มเี หยย่ี วตัวหนึง่ บินวนอยใู นทองฟา มนั คงมองเหน็ เดก็ นอ ยนอนอยมู ลี กั ษณะเหมอื นกอ นเนอื้ มนั จงึ บนิ โฉบเอาเดก็ นอ ยไป นางตกใจสดุ ขดี ไมรจู ะทําอยางไร จึงไดแตโบกมอื ตระโกนรองไลเหยยี่ วไป เหย่ียวโฉบ เอาบุตรนอยของนางไป ฝายบุตรคนโตยืนรอแมอยูอีกฝงหน่ึง เห็นแมโบกมือ 100
ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 101 ทั้งสองตะโกนรอ งอยกู ลางแมนํ้า เขา ใจวาแมเรยี กใหตามลงไปจึงวงิ่ ลงไปในแมน ํ้าดวย ความไรเ ดยี งสา และจมหายไปในน้าํ เม่ือสามีและบุตรนอยทั้งสองตายจากนางไปหมดแลว จึงเดินทางมุงหนา สูบานเรือนของบิดามารดาท่ีเมืองสาวัตถี นางทั้งหิวทั้งเหน่ือยลาไดรับความบอบซํ้า ท้ังรางกายและจิตใจ เศรา โศกเสยี ใจสุดประมาณ พลางเดนิ บนราํ พงึ รําพันไปวา บตุ ร คนหน่ึงของเราถูกเหย่ียวโฉบเอาไป บุตรอีกคนก็ถูกนํ้าพัดไป ฝายสามีก็มาตายในปา เดินบนไป พบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา รูวามาจากเมืองสาวัตถีจึงถามขาวถึงบิดา มารดาของตนทอี่ ยใู นเมอื งนนั้ ชายคนนน้ั บอกวา ทส่ี าวตั ถเี กดิ ลมพายแุ ละมฝี นตกอยา ง หนักตอเน่ือง ทําใหบานเศรษฐีบิดามารดาของนางและบุตรชายเสียชีวิตทั้งครอบครัว ประชาชนรว มกนั ทาํ ฌาปนกิจศพทงั้ ๓ พอ แมและลูกบนเชิงตะกอนเดยี วกัน ปฏาจารา เมื่อสดับขาวรายเชนน้ัน ก็ขาดสติสัมปชัญญะไมรูสึกตัววาผานุง ผาหมท่ีนางสวมใสอยูไดหลุดลุยลงไปเมื่อไร นางเดินเปลือยกายไป เปนคนวิกลจริต รองไหบน เพอราํ พันครา่ํ ครวญอยางนาเวทนาวา บตุ รสองคนของเราตายแลว สามีของ เราก็ตายท่ีทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายของเราก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน นางเดินไปบน ไป คนทัว่ ไปคดิ วา นางเปน บา นางเดนิ ไป อยางไรจดุ หมายปลายทาง พระพุทธเจา ทรงแสดงธรรมแกพุทธบริษัทท้ัง ๔ อยู ณ วัดพระเชตวัน ทอดพระเนตรเห็นปฏาจาราผูเคยบําเพ็ญบารมีมาแลวนานแสนกัลปสมบูรณดวย อภินิหารกําลังเดินมา ตามตํานานวา ในกาลแหงพระพุทธเจา พระนามวาปทุมุตตระ นางปฏาจาราเห็นพระเถรีผูทรงวินัยรูปหนึ่งซึ่งพระปทุมุตตรพุทธเจาทรงตั้งไวใน ตําแหนงเอตทัคคะ จึงทําคุณความดีแลวต้ังความปรารถนาวา “แมหมอมฉัน พึงได ตาํ แหนง เอตทคั คะผเู ลศิ กวา พระเถรผี ทู รงวนิ ยั รปู หนง่ึ ในสาํ นกั ของพระพทุ ธเจา เชน กบั พระองค” พระปทมุ ตุ ตรพทุ ธเจา จงึ ตรสั พยากรณว า ในอนาคตกาล หญงิ ผนู จ้ี ะเปน ผเู ลศิ กวา พระเถรที งั้ หลายดา นผทู รงวนิ ยั มชี อ่ื วา ปฏาจาราในพระศาสนาของพระโคดมพทุ ธเจา พระพุทธเจา ทรงเห็นนางผูมีความปรารถนาต้ังไวแลวอยางน้ัน กําลังเดิน มาแตไ กล ดําริวา วนั น้ี ผูอ่นื ท่ีสามารถจะเปนทพ่ี ง่ึ ของหญงิ ผูน้ไี ดไมมี จงึ ทรงบันดาล ใหนางเดินบายหนามาสูวัดเชตวันวิหาร พุทธบริษัทที่เปนปุถุชนเห็นแลว จะไมใหนาง เขาไปยงั เชตวนั วหิ าร คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 101
102 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พระพทุ ธเจา ตรสั วา อยา หา มเธอ ขณะนนั้ ปฏาจาราไดส ตขิ นึ้ มาดว ยพทุ ธานภุ าพ นางรูตัววาไมมีผานุงหม เกิดละอายจึงนั่งกระโหยงลง อุบาสกคนหน่ึงไดรีบโยนผาให นางนุงหม นางคลานเขาไปกราบที่พระบาทพรอมกับทูลเลาถึงเคราะหกรรมของ ตนใหพระพุทธองคทรงทราบท้ังหมด พระองคตรัสวา แมน้ําในมหาสมุทรท้ัง ๔ ยงั นอ ยกวา นาํ้ ตาทถ่ี กู ความทกุ ขเ ศรา โศกครอบงาํ ปฏาจารา เหตไุ ร เธอจงึ ยงั ประมาทอยู การบวชในพระพุทธศาสนา เม่อื นางคลายความเศรา โศกบางแลว พระพทุ ธองคจ งึ ตรสั ตอไปวาปฏาจารา ขนึ้ ชอื่ วา บตุ รสดุ ทรี่ กั ไมอ าจเปน ทพี่ ง่ึ เปน ทตี่ า นทานหรอื เปน ทปี่ อ งกนั แกผ ไู ปสปู รโลกได บตุ รเหลา นนั้ ถงึ จะมอี ยกู เ็ หมอื นไมม ี สว นผรู ทู ง้ั หลาย รกั ษาศลี ใหบ รสิ ทุ ธแ์ิ ลว ควรชาํ ระ ทางไปสนู พิ พาน ในลาํ ดบั นนั้ เอง นางปฏาจารากไ็ ดบ รรลโุ สดาปต ตผิ ลเปน พระอรยิ บคุ คล ชนั้ โสดาบนั และทูลขอบวชในพระศาสนา วนั หนง่ึ ภกิ ษณุ ปี ฏาจาราเอาภาชนะตกั นาํ้ ลา งเทา เทนา้ํ ลงนา้ํ นน้ั ไหลไปหนอ ย หนง่ึ แลว กข็ าด ครง้ั ที่ ๒ นาํ้ ทนี่ างเทลงไดไ หลไปไกลกวา นนั้ ครง้ั ที่ ๓ นา้ํ ทเ่ี ทลงไดไ ปไกล กวา นนั้ อกี จงึ พจิ ารณาถอื นา้ํ นนั้ เปน อารมณ กาํ หนดเปรยี บดว ยวยั ทง้ั ๓ วา สตั วเ หลา น้ี ตายเสยี ในปฐมวยั กม็ ี เหมอื นนา้ํ ทเ่ี ราเทลงครง้ั แรก ตายเสยี ในมชั ฌมิ วยั กม็ ี เหมอื นนาํ้ ที่ เราเทลงครง้ั ท่ี ๒ ไหลไปไกลกวา นนั้ ตายเสยี ในปจ ฉมิ วยั กม็ ี เหมอื นนาํ้ ทเ่ี ราเทลงครงั้ ท่ี ๓ ไหลไปไกลกวา นั้นอีก ในคร้งั นน้ั พระศาสดาประทับอยูทพี่ ระคันธกุฎี ทรงแผพระรศั มี ไปเสมอื นเสดจ็ อยูเฉพาะหนาของนาง ตรสั วา ปฏาจารา ขอ นั้นเปนอยา งนี้ ความมชี วี ติ อยูวันเดียวก็ดี ขณะเดียวก็ดีของผูเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมแหงปญจขันธ ประเสริฐกวาความมีชีวิตอยู ๑๐๐ ป ของผูไมเห็นความเกิดขึ้นและความเส่ือมไป แหง ปญจขันธ โดยตรสั พระคาถานวี้ า กผ็ ใู ดไมเหน็ ความเกดิ ขึ้นและความเสื่อมอยูพงึ เปนอยู (มีชวี ิตอย)ู ๑๐๐ ป ความเปนอยวู นั เดยี วของผเู ห็นความเกดิ และความเส่ือม ประเสริฐกวา ความเปน อยขู องผูน้ัน ภิกษุณีปฏาจารา ผูมีอุปนิสัยในธรรมอันเคยไดปฏิบัติสั่งสมมาแตอดีตชาติ เมื่อเจริญวิปสสนาสกรรมฐานอยางสมํ่าเสมอก็ไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต โดยเปนผูใฝรูในพระธรรมวินัย ศึกษาทรงจําพระพุทธวจนะไดมากและช่ําชอง 102
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 103 ชํานาญในหลักพระวินัย เมื่อสมัยที่พระศาสดา ประทับอยู ณ วัดพระเชตวันวิหาร ทรงประกาศยกยอ งตง้ั เหลา ภกิ ษณุ ไี วใ นตาํ แหนง เอตทคั คะดา นตา งๆ ซงึ่ พระปฏาจาราเถรี ไดรับ เอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุณีท้ังหลายดานผูทรงวินัย นับเปนภิกษุณีสงฆ ทเี่ ปน กาํ ลงั สาํ คญั ในการประกาศเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาใหเ จรญิ รงุ เรอื งและแพรห ลาย ตอ มา ทา นไดดาํ รงอายสุ งั ขารอยูตามควรแกกาล ก็ดบั ขนั ธนพิ พาน ๑๕. พระกีสาโคตรมีเถรี พระกีสาโคตมีเถรี เกิดในสกุลคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี บิดามารดาตั้งช่ือ ใหว า โคตมี แตเพราะนางมีรปู รางผอมบาง คนทว่ั ไปจึงพากันเรยี กวา กีสาโคตมี ในกรุงสาวัตถี เศรษฐีคนหน่งึ มีทรพั ยเงนิ ทองมากมายถึง ๔๐ โกฏิ แตต อ มา ทรัพยสินเงินทองไดกลายสภาพเปนถานท้ังหมด เศรษฐีเสียดายและเศราโศกเสียใจ กินจนไมไดนอนไมหลับ รางกายซูบผอม สหายคนหน่ึง จึงแนะนําวิธีที่จะทําใหถาน เหลา นน้ั กลบั มาเปน ทองดงั เดมิ โดยใหน าํ ทองทเ่ี ปน ถา นนน้ั ไปวางทรี่ มิ ถนนในตลาด และ ทําเหมือนวา นําสินคามาขาย ถาคนที่ผานไปมาพูดวาคนอื่นๆ เขาขายผา น้ํามัน น้ําผึ้ง นํา้ ออย เปน ตน แตทา นกลับเอาเงินเอาทองมานงั่ ขาย ถา ผพู ูดน้ันเปน หญงิ สาว ก็จงสูขอนางมาเปนสะใภและมอบทรัพยทั้งหมดนั้นใหแกเธอ แลวอาศัยเลี้ยงชีพ อยกู บั เธอ แตถาคนที่พดู เปน ชายหนุม กจ็ งยกธิดาของทา นใหแกเขา แลวมอบทรพั ย ท้ังหมดใหแ กเขาโดยทํานองเดยี วกัน เศรษฐีจึงไดปฏิบตั ติ ามวธิ ีนนั้ ประชาชนที่ผานไป มาตางพดู กันวา คนอ่นื ๆ เขาขายผา นํ้ามัน นาํ้ ผง้ึ นาํ้ ออย เปน ตน แตคนนี้กลับมานั่ง ขายถาน เศรษฐตี อบวา กเ็ รามถี า นอยางเดยี ว สงิ่ อ่ืนๆ เราไมมี วนั นนั้ นางกสี าโคตมีเดนิ ไปทาํ ธรุ ะในตลาดเหน็ เศรษฐคี นนแี้ ลว นกึ ประหลาดใจ จึงถามวา ทา นพอ คนอนื่ ๆ เขาขายผา นํา้ มัน นา้ํ ผึง้ นํา้ ออ ย เปน ตน แตท าํ ไมทานเอา เงินเอาทองมาน่งั ขายเลา เศรษฐจี งึ กลาววาเงินทองทีไ่ หนกัน แมหนู กีสาโคตรมี หยบิ ทองท่ีวางอยูนั้นใหเศรษฐีดู ทันใดน้ันเศรษฐีก็เห็นถานในมือของนางกลายเปนเงินเปน ทองจริงๆ และไดสูขอนางเพ่ือทําพิธีอาวาหมงคลกับบุตรชายของตน แลวมอบทรัพย ๔๐ โกฏิใหแกน าง ทรพั ยเหลาน้ันก็กลบั เปนเงนิ เปน ทองดงั เดมิ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 103
104 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การบวชในพระพุทธศาสนา คร้ันตอมานางกีสาโคตมีมีบุตรคนหน่ึง แตบุตรของนางมาดวนจากไปในวัย พอกําลงั ว่ิงไปมาไดเทา นั้น ทําใหนางเสียใจและอาลยั ถึงบตุ รทจี่ ากไปอยา งไมม ีวันกลับ นางไดอุมรางบุตรใสสะเอวเที่ยวเดินไปตามบานเรือนในนครสาวัตถี พลางพรํ่าพูดวา ขอพวกทานจงใหยาแกบุตรของขาดวยเถิด นางเดินเที่ยวถามหาผูท่ีรูจักยารักษาบุตร ของตน คนทั่วไปตางก็วานางเปนบาเสียสติไปแลว จะมีที่ไหนเท่ียวหายารักษาคน ท่ีตายไปแลว ในตอนน้ัน บุรุษผูเปนบัณฑิตคนหนึ่ง คิดวา หญิงนี้คงมีบุตรคนแรก อาจยังไมเคยเห็นความตาย เราควรเปนที่พึ่งของหญิงคนน้ี จึงกลาวกับนางวา แมนาง ฉันไมรูจักยา แตฉันรูจักคนผูที่รูยา โดยพานางไปสูสํานักของพระพุทธเจา กสี าโคตรมที ลู ถามวา พระองคท รงรแู จง ในยาเพอ่ื รกั ษาบตุ รของหมอ มฉนั หรอื พระเจา ขา พระศาสดาตรสั วา ใช เรารู และตรสั ใหน างไปเทยี่ วหาเมลด็ พนั ธผุ กั กาดสกั หยบิ มอื หนง่ึ จากเรือนของผทู ไี่ มเคยมบี ุตรหรือธดิ าตาย ดังทต่ี รสั วา บุตรหรอื ธดิ าไรๆ ในเรอื นของ ผูใด ไมเ คยตาย ใหไ ด (เมล็ดพนั ธุผักกาด) ในเรือนของผูน ั้นจงึ ควร นางกีสาโคตรมี อมุ บุตรเขา สะเอวแลวเดินเขา ไปภายในบาน ยืนท่ปี ระตูเรอื น หลงั แรกกลา ววา เมลด็ พนั ธผุ กั กาดในเรอื นนมี้ บี า งไหม เมอ่ื เขานาํ เมลด็ พนั ธผุ กั กาดมา ให นางจงึ ถามวา ในเรอื นนเี้ คยมบี ตุ รธดิ าตายบา งหรอื ไม เขาตอบวา เคยมี นางกค็ นื เมลด็ พนั ธผุ กั กาดใหเ ขา เพราะเหน็ วา นนั่ ไมใ ชย ารกั ษาบตุ รของนางได นางเทยี่ วถามไปเรอ่ื ยๆ ทาํ นองเดยี วกนั น้ี จนกระทง่ั ถงึ เวลาเยน็ คา่ํ มดื กห็ าเมลด็ พนั ธผุ กั กาดจากเรอื นทไ่ี มเ คย มีบตุ รธิดาท่ตี ายไมไดแ มแ ตห ลงั เดียว จึงคิดวา น้ีกรรมหนัก เราทําความสาํ คญั วา บุตร ของเราเทานั้นที่ตาย ก็ในบานท้ังสิ้น คนท่ีตายนั้นมากกวาคนเปน เกิดความสังเวชใจ จงึ ออกไปภายนอกพระนครสาวตั ถี มุงตรงไปยังปา ชา ผีดบิ พดู กบั ลูกวา แนะลกู นอ ย ทรี่ กั แมค ดิ วา ความตายนมี้ นั เกดิ ขน้ึ แกเ จา เทา นนั้ แตว า ความตายนไี้ มม แี กเ จา คนเดยี ว มันเปนธรรมดาทมี่ แี กม หาชนทว่ั ไป ดงั น้ีแลว นางจึงฝงบุตรไวใ นปา ชาแลว กลา วคาถา นี้วา “ธรรมนี้นี่แหละคือความไมเท่ียง มิใชธรรมของชาวบาน มิใชธรรมของนิคม ท้ังมใิ ชธรรมสกลุ เดยี ว แตเ ปน ธรรมของโลกทง้ั หมดและเทวโลก” เม่ือนางกีสาโคตรมีกลับไปยังสํานักพระพุทธเจา พระองคตรัสถามนางวา เธอไดเ มล็ดพันธุผักกาดหยบิ มอื หนึง่ มาหรือ นางทลู วา ไมไดเลย เพราะในบานทงั้ สิ้นมี คนตายมากกวา คนเปน พระเจา ขา ในลาํ ดบั น้ัน พระศาสดาตรสั สอนเพ่อื ใหน างเขาใจ 104
ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 105 ถงึ ความตายวา เปนธรรมที่ยง่ั ยนื สําหรับสัตวท ง้ั ปวง เพราะมัจจรุ าชยอมฉดุ คราสตั วท ่ี มอี ัธยาศัยยังไมเต็มเปย มนน่ั แหละลงในสมทุ รคืออบายดุจหวงน้าํ ใหญฉ ะนนั้ โดยตรสั พระคาถาวา “มฤตยู ยอมนําพาชนผูมัวเมาในบุตร สัตวของเลี้ยง และผูมีใจฟุงซาน ในอารมณตางๆ ไป ดุจหวงน้ําใหญพัดชาวบานผูหลับใหลไปฉันนั้น” ปรากฏวา กีสาโคตมีไดบรรลุโสดาปตติผลเปนพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันและทูลขอบวชในสํานัก ของพระศาสดา วันหน่ึง ภิกษุณีกีสาโคตมี ทําความสะอาดอยูในโรงอุโบสถ นั่งตามประทีป เห็นเปลวประทีปลุกโพลงข้ึนและหรี่ลง จึงกําหนดถือเปนอารมณวา “สัตวเหลาน้ี ยอมเปนอยา งน้เี หมือนกนั เกิดขึน้ และดับไป ดงั เปลวประทีป ผูถ ึงนิพพานจะไมป รากฏ อยางนั้น” ในคราวสมัยน้ันพระศาสดาประทับอยูในพระคันธกุฎี ทรงแผพระรัศมีไป ดุจประทับอยูตรงหนาของนาง พรอมกับตรัสวา “อยางน้ันแหละโคตมี สัตวเหลานั้น ยอมเกิด และดับเหมือนเปลวประทีป ถึงนิพพานแลวยอมไมปรากฏอยางนั้น ความเปน อยแู มเ พยี งขณะเดียวของผเู หน็ นิพพาน ประเสริฐกวา ความเปน อยู ๑๐๐ ป ของผไู มเ หน็ นพิ พานฉะนนั้ ” และตรสั พระคาถานวี้ า “ผใู ดไมเ หน็ อมตบทพงึ มชี วี ติ อยตู ง้ั ๑๐๐ ป ชวี ติ ของผเู หน็ อมตบทเพยี งวนั เดียวยังประเสริฐกวา ” ภิกษุกีสาโคตมีไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต โดยมีความเครงครัดยิ่ง ในการใชสอยบริขาร หมจีวรสีเศราหมอง ปอนๆ สมดังนัยที่พระศาสดาตรัสยกยอง ไวในตําแหนง เอตทัคคะ คือเปนผูเลิศกวาเหลาภิกษุณีสงฆท้ังหลายดานผูทรงจีวร เศรา หมอง ๑๖. บณั ฑิตสามเณร บณั ฑติ สามเณร เปน บตุ รชายของอบุ าสก อบุ าสกิ าตระกลู หนงึ่ ในกรงุ สาวตั ถี ซงึ่ ถวายอปุ ฏฐากพระสารีบุตร ตามตํานานเลา วา ในอดีตชาติ สามเณรบัณฑติ เคยเกดิ เปนคนเข็ญใจ ชอ่ื มหาทุคคตะ เขาไดถวายทานแดพ ระกัสสปพทุ ธเจา ดวยภัตตาหาร อนั ประกอบดว ยรสปลาตะเพียน เปน ตน และดว ยอานิสงสแหง ทานนน้ั เปน ผลใหเ ขา ไดรับพระราชทานทรัพยสมบัติจากพระราชาและทรงแตงต้ังเขาไวในตําแหนงเศรษฐี แหงเมืองน้ันอีกดวย มหาทุคคตะเม่ือมีตําแหนงเปนเศรษฐีแลวก็ปฏิบัติในธรรมและ บาํ เพญ็ ทานในพระศาสนาแหง พระกัสสปพทุ ธเจา สม่ําเสมอมาตลอดอายขุ ัย และตาย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 105
106 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ไปบังเกิดในเทวโลกเสวยทิพยสมบัติสิ้นพุทธันดรหนึ่ง โดยไดจุติถือปฏิสนธิในครรภ แหงธิดาคนโตในตระกูลหนึ่ง ในเมืองสาวัตถี ซ่ึงถวายการอุปฏฐากพระสารีบุตรเถระ ในสมัยพระพุทธเจาสมณโคดมแหงศากยวงศนแี้ ล เมอ่ื ตงั้ ครรภน น้ั นางมอี าการแพท อ ง จงึ ปรารภวา จะถวายทานแกภ กิ ษุ ๕๐๐ รปู ดวยรสปลาตะเพียน โดยจะนุงหมผายอมน้ําฝาดน่ังในท่ีสุดอาสนะ (ตอนทายๆ หาง จากทน่ี ง่ั ของพระสงฆ) แลว บรโิ ภคภตั ทเี่ หลอื จากภกิ ษเุ หลา นนั้ เมอื่ บาํ เพญ็ ทานนน้ั แลว ความแพทองก็ระงับไป และภายหลังจากที่นางคลอดบุตรแลว มีงานมงคลจัดถวาย ภัตตาหารแดภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระธรรมเสนาบดี (พระสารีบุตรเถระ) เปนประธาน คราวนัน้ พระเถระถามวา เดก็ คนนีช้ อื่ อะไร มารดาของเด็กนมัสการทานวา ขาแตท า น ผเู จริญ คนเงอะงะในเรือนน้ี แมทพ่ี ดู ไมไ ดกก็ ลับพดู ไดแ ละฉลาดข้นึ ต้ังแตทารกน้ถี อื กาํ เนดิ ในครรภ ฉะน้นั บตุ รของดฉิ นั ควรมีชอ่ื วา บัณฑิต การบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือหนูบัณฑิตมีอายุได ๗ ขวบ มีความปรารถนาจะบวชในสํานักของ พระสารบี ตุ รเถระ ฝา ยมารดากย็ นิ ดี เพราะนางตงั้ ใจไวว า จะไมท าํ ลายอธั ยาศยั ของบตุ ร วันหน่งึ เม่อื พระเถระฉันเสร็จแลว มารดาไดแ จง ตอทานวา ขา แตทานผเู จรญิ ทาสของ ทา นอยากจะบวช ดฉิ ันจะนําเดก็ นไี้ ปที่วหิ ารในเวลาเย็น โดยแจงตอหมญู าติวา จะทาํ สกั การะทคี่ วรทาํ แกบ ตุ รในเวลาเปน คฤหสั ถใ นวนั นี้ เมอ่ื ทาํ สกั การะแลว จงึ พาหนบู ณั ฑติ ไปสูวิหารพระเถระ และมอบถวายแดทานวา ขอทานจงใหเด็กคนนี้บวชเถิด เจาขา พระเถระกลา ววาการบวชเปนกิจทท่ี ําไดย าก แตหนบู ณั ฑิตรับวา จะทาํ ตามโอวาทของ ทา นขอรบั พระเถระจงึ บอกตจปญ จกกมั มฏั ฐานใหบ วชเปน สามเณร ฝา ยมารดาบดิ าของ สามเณรบัณฑิต ถวายทานแดภ ิกษุสงฆ มพี ระพุทธเจาทรงเปน ประธาน ตลอด ๗ วัน เมื่อคราวท่ีบัณฑิตสามเณรไปบิณฑบาตตามพระอุปชฌาย ระหวางทาง เหน็ คนชกั น้ําจากเหมอื ง เกิดสงสัย จงึ ถามทา นวา นา้ํ มีจิตใจหรือไม พระเถระตอบวา นํา้ ไมม จี ติ ใจ สามเณรคิดวา เมื่อคนชกั นา้ํ ซงึ่ ไมม ีจิตใจไปสูท่ตี นเองตอ งการได เหตใุ ด จึงไมสามารถบังคับจิตใจใหอยูในอํานาจได เห็นคนกําลังถากไมทําลอเกวียน จึงถาม พระเถระวา ไมน น้ั มจี ติ ใจหรอื ไม พระเถระตอบวา ไมไ มม จี ติ ใจ กค็ ดิ วา เมอื่ คนนาํ ทอ นไม ท่ีไมมีจิตใจมาทําเปนลอได แตทําไมไมสามารถบังคับจิตใจได เม่ือไปเห็นคนกําลัง 106
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 107 ใชไฟลนลูกศรเพื่อดดั ใหต รง จงึ ถามพระเถระวา ลูกศรนนั้ มจี ติ ใจหรือไม พระเถระวา ลูกศรไมมีจิตใจ ก็คิดวา คนสามารถดัดลูกศรใหตรงได แตทําไมไมอาจบังคับจิตให อยูในอาํ นาจได ในขณะนนั้ สามเณรเกิดความคดิ ทจี่ ะบาํ เพญ็ สมณธรรม พระอุปช ฌาย จงึ ใหไ ปปฏิบตั ิธรรมในวหิ ารทพี่ ักของทาน การบรรลธุ รรม ในระหวา งทบี่ ณั ฑติ สามเณรบาํ เพญ็ สมณธรรมอยนู น้ั พระสารบี ตุ รเมตตาดแู ล ในเรอื่ งภตั ตาหารใหก บั สามเณรผเู ปน ศษิ ย ตามตาํ นานเลา วา พระพทุ ธเจา ทรงพจิ ารณา เห็นวา บัณฑติ สามเณรนจี้ ะบรรลุอรหตั ผลกอนเวลาเทย่ี ง ถา พระสารีบุตรนําภัตตาหาร ไปใหชว งเวลานน้ั อาจเปนอนั ตรายตอการบรรลธุ รรมของสามเณรได พระองคจ ึงทรง ดําเนินไปประทับรออยูเพ่ือถามปญหากับพระสารีบุตร ๔ ขอ ในระหวางนั้นสามเณร ก็จะบรรลุอรหัตผลพรอมดวยปฏิสัมภิทา เม่ือพระสารีบุตรตอบปญหาท้ัง ๔ ขอแลว บณั ฑติ สามเณรกบ็ รรลอุ รหตั ผลพรอ มดว ยปฏสิ มั ภทิ า พระศาสดาจงึ โปรดใหพ ระเถระ นาํ ภตั ตาหารไปใหส ามเณร ฝา ยสามเณรรบั บาตรจากพระเถระวางไวแ ลว จงึ เอาพดั กา น ตาลพัดพระเถระ สามเณรอายุ ๗ ขวบ ผไู ดบ รรลพุ ระอรหตั ผล เปน เสมอื นดอกบวั ทแ่ี ยม แลว น่ังพิจารณาภัตตาหารแลวจึงลงมือฉันภัตตาหาร ขณะที่สามเณรลางบาตรเก็บไว จันทเทพบุตรก็ปลอยมณฑลแหงพระจันทร สุริยเทพบุตร ก็ปลอยมณฑลแหง พระอาทิตย ทาวมหาราชทั้ง ๔ เลิกอารักขาท้ัง ๔ ทิศ ทาวสักกเทวราชเลิกอารักขา ที่สายยู พระอาทิตยเคล่ือนคลอยไปแลวจากที่ทามกลาง เหลาภิกษุโพนทนากันวา เงาบายมากแลว แตสามเณรน้ีพึ่งฉันเสร็จ จะมีอะไรหรือหนอ ในครั้งนั้นพระศาสดา ตรสั กบั ภกิ ษเุ หลา นนั้ วา ดกู อ นภกิ ษทุ งั้ หลาย เวลาทผี่ มู บี ญุ ทาํ สมณธรรม จนั ทเทพบตุ ร ฉุดมณฑลแหงพระจันทรร้ังไว สุริยเทพบุตรฉุดมณฑลแหงพระอาทิตยร้ังไว ทา วมหาราชทงั้ ๔ ถอื อารักขาทัง้ ๔ ทิศ ในปาใกลวหิ ารทา วสักกเทวราชเสด็จมาอารกั ขา ที่สายยู วันน้ีบัณฑิตสามเณรเห็นคนไขน้ําไปจากเหมือง เห็นชางศรกําลังดัดลูกศร ใหตรง เห็นชางถากกําลังถากไมแลว ถือเอาเหตุเทาน้ันใหเปนอารมณฝกตนจนบรรลุ อรหตั ผลแลว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 107
108 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๑๗. สงั กจิ จสามเณร สังกิจจสามเณร เปนบุตรของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถีคนหน่ึง มารดาไดเสีย ชีวิตในขณะทีต่ ง้ั ครรภ ญาติพน่ี อ งจงึ นาํ รางไปเผา แตปรากฏเปน อศั จรรยท่ไี ฟไมไ หม สวนทองของนาง สัปเหรอจึงใชหลาวเหล็กแทงท่ีสวนทองน้ันและกลบดวยถานเพลิง ปลายหลาวเหล็กไดกระทบที่หางตาของทารกน้ัน เมื่อกลบถานเพลิงแลวก็พากันกลับ บาน ดว ยคิดวาพรงุ น้ีคอยมาดบั ไฟเกบ็ อัฐิ ไฟไดไ หมร า งกายของมารดาจนหมดสิ้นเวน ไวเ ฉพาะทารกนอ ยเทา นน้ั ทรี่ อดชวี ติ อยไู ดอ ยา งปาฏหิ ารยิ เหมอื นกบั นอนอยใู นกลบี บวั ไฟไมทาํ อันตรายใดๆ เลย เพราะผทู ่ี (ไดบ าํ เพ็ญธรรม) จนมาเกิดในภพสดุ ทาย ถา ยงั ไมบ รรลอุ รหตั ผล อะไรก็ไมส ามารถทําใหเสียชีวติ ได เหลาญาติพ่ีนอ งและสัปเหรอ เมอ่ื เห็นทารกนอนอยูโดยปราศจากอันตรายก็ อัศจรรยย่ิงนัก จึงรีบเขาอุมทารกนํากลับบาน โดยหมอพราหมณไดทํานายทารกนอย ไว ๒ ทาง คอื ถา อยูค รองเรือน เครอื ญาติ ๗ ชวั่ โคตรจะไมย ากจน ถา ออกบวชจะมี นกั บวช ๕๐๐ รูป เปนบรวิ าร ญาตพิ ีน่ องจงึ ตั้งชอ่ื ใหว า สงั กจิ จะ เพราะที่หางตาเปน แผลเปน เนอื่ งจากถกู หลาวเหลก็ ทมิ่ ขณะอยใู นครรภม ารดาในกองเพลงิ ทกี่ าํ ลงั เผาไหม รางมารดา การบวชในพระพุทธศาสนา สงั กจิ จกมุ าร มอี ายไุ ด ๗ ขวบ เมอื่ รคู วามเปน มาของตนจากพวกเดก็ เพอ่ื นบา น กป็ รารถนาจะบวช ญาตพิ น่ี อ งจงึ พาไปสสู าํ นกั พระสารีบตุ ร เพอ่ื ขอบวช พระเถระสอน ตจปญ จกกมั มฏั ฐานเปน เบอ้ื งตน แลว ใหบ รรพชาเปน สามเณร ปรากฏวา ไดบ รรลอุ รหตั ผล พรอ มดวยปฏิสมั ภิทา ขณะท่ีปลงผมเสร็จน้นั เอง ครงั้ นนั้ มกี ลุ บตุ รชาวเมอื งสาวตั ถปี ระมาณ ๓๐ คน เมอื่ ฟง ธรรมทพี่ ระพทุ ธเจา ตรสั เทศนาแลวเกดิ ความเล่ือมใสจงึ ขอบวช เม่ือบวชแลว กไ็ ดศกึ ษาวิปส สนากรรมฐาน อยู ๕ พรรษาแลว จึงทูลลาพระพุทธเจาเพื่อออกเดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ ปาแหง หนง่ึ พระองคท รงเหน็ ภยั ทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ แกภ กิ ษเุ หลา นนั้ ทรงเกรงวา จะไมบ รรลธุ รรม โดย ทรงเห็นวา สงั กจิ จสามเณรจะเปน ผูคอยชวยเหลอื ได จึงโปรดใหไ ปลาพระสารีบตุ รแลว คอยไป 108
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 109 เม่ือไปถึงหมูบานแหงหนึ่ง ชาวบานตางเล่ือมใสจึงนิมนตใหอยูจําพรรษา พรอมกับวาจะอุปถัมภบํารุง จึงรับนิมนต ภิกษุเหลาน้ันไดต้ังกติกากันไววา เวนเวลา เชาบิณฑบาตและเวลาเย็นบํารุงพระเถระ เวลาที่เหลือใหปฏิบัติธรรมหามอยูดวยกัน ๒ รปู ตอ งบรรลธุ รรมใหไ ดภ ายในพรรษานี้ ถา รปู ใดไมส บายพงึ ตรี ะฆงั บอก พวกเราจะ มาปรุงยาถวาย เม่ือทาํ กติกากันอยา งนี้แลวกแ็ ยกยา ยกันไปปฏบิ ตั ธิ รรม ตอมามชี ายยากไรค นหนึ่ง หนภี ยั แลงมาจากตา งเมือง เดินทางมาถึงหมบู าน นัน้ ดว ยอาการอิดโรย และเขาไดข อพักอาศยั อยใู นสาํ นกั ภกิ ษเุ หลาน้นั เมือ่ อาศยั อยสู ขุ สบายแลว เขาเกิดคิดถึงครอบครัวจึงหนีออกจากที่พักสงฆไปไมบอกลาผูใด ระหวาง ทางเปนดงปาใหญแหงหนึ่ง เขาถูกพวกโจร ๕๐๐ คนซ่ึงไดบนบานตอเทวดาวาจะทํา พลกี รรมในวันที่ ๗ เม่อื ครบ ๗ วัน บังเอญิ ชายยากไรค นน้ีเดินทางผานมา พวกโจร จงึ จบั ตวั มดั ไวเ พอ่ื ทาํ พธิ พี ลกี รรม เขาตกใจกลวั ตายไดร อ งขอใหช วี ติ ไว บอกวา ตนเปน คนยากไรเทวดาคงไมชอบใจ พวกภิกษุผูมีสกุลสูง เทวดาคงจะชอบใจ ใหไปจับพวก ภกิ ษุมาทําพลีกรรมจะดกี วา จงึ พาพวกโจรกลับไปทพี่ กั สงฆ เมอื่ ถงึ ทพี่ กั สงฆก ไ็ ปตรี ะฆงั พวกภกิ ษเุ มอื่ ไดย นิ เสยี งระฆงั เขา ใจวา คงมภี กิ ษุ ไมสบายจึงมารวมกันท่ีศาลา หัวหนาโจรไดประกาศวา พวกเขา ตองการภิกษุ ๑ รูป เพื่อนําไปทาํ พลีกรรม ภกิ ษทุ ้ัง ๓๐ รูป ตา งกอ็ าสาไป ตกลงกันไมไ ด สังกจิ จสามเณร จึงขออาสาไปเอง พวกภิกษุก็ไมยอม เพราะสามเณรเปนลูกศิษยของพระสารีบุตร สามเณรจงึ แจง วา พระพทุ ธเจา และพระอปุ ช ฌายใ หต นมากเ็ พอ่ื แกป ญ หานี้ จงึ ไหวอ าํ ลา ภิกษุเหลา นน้ั ออกเดนิ ตามพวกโจรไป เมอื่ พวกโจรจดั เตรียมพธิ ีเสรจ็ แลว หัวหนาโจร ถือดาบเดินเขาไปหาสามเณรหวังจะตัดคอ ฝายสามเณรน่ังเขาฌานน่ิงอยู หัวหนาโจร เงือ้ ฟน ดาบลงอยา งเตม็ แรง ปรากฏวา ดาบงอ เขาคิดวา ฟนไมดี จงึ ยกดาบขน้ึ ฟน ใหม อีกครัง้ ปรากฏวา ดาบพบั มวนจนถึงดาม กลมุ โจร ๕๐๐ เหน็ ปาฏหิ ารยิ เ ชน นเ้ี กดิ อศั จรรยใ จวา ดาบนฟ้ี น หนิ ยงั ขาด บดั น้ี ไดง อพบั เขา ดงั ใบตาล ดาบนไี้ มม จี ติ ใจยงั รคู ณุ ของสามเณร เราสมิ จี ติ ใจยงั ไมส าํ นกึ เสยี อกี จงึ ท้งิ ดาบและคกุ เขาลงทําอภวิ าทสามเณร พรอมกับกลา ววา ทานเณร คนเปน พันเห็น พวกขา แลวตอ งตัวสน่ั วิ่งหนไี ป สว นทานแมเพยี งสะดงุ แหง จติ กม็ ิไดมีเลย หนาตาทาน ผดุ ผอ ง เหตใุ ดจงึ ไมร อ งขอชวี ติ เลา สงั กจิ จสามเณรออกจากฌาน แลว กลา วกบั หวั หนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 109
110 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท โจรวา โยม ธรรมดาอัตภาพของพระอรหันตเปนเหมือนของหนักที่วางลงบนศีรษะ เมอ่ื อตั ภาพนแี้ ตกไปยอ มยนิ ดี ดงั นนั้ พระอรหนั ตจ งึ ไมก ลวั ตายทกุ ขท างใจยอ มไมม แี ก พระอรหนั ตผูหมดหว งใย ผูก าวลว งทุกอยางไดแ ลว หัวหนา โจร พรอมลูกนองท้งั หมด เกิดศรทั ธาและขอบวชในพระศาสนา สามเณรไดตัดผมและชายผาดวยดาบของโจรเหลาน้ัน แลวใหบวชเปน สามเณรถอื สกิ ขาบท ๑๐ แลว พาทง้ั หมดกลบั ไปยงั ทพี่ กั สงฆ วนั ตอ มาจงึ ลาภกิ ษเุ หลา นนั้ พาสามเณรทง้ั หมดเดนิ ทางไปเฝา พระพทุ ธเจา ครั้งน้ัน พระศาสดาตรัสเทศนาธรรมแก สามเณรเหลา นน้ั วา ผมู ศี ลี แมม ชี วี ติ อยเู พยี งวนั เดยี ว ยงั ประเสรฐิ กวา ผไู มม ศี ลี ทมี่ ชี วี ติ อยูต้ัง ๑๐๐ ป จบเทศนาธรรมสามเณรเหลา น้ันก็ไดบ รรลุอรหัตผลเปน พระอรหันตใ น พระพุทธศาสนา ๑๘. สุขสามเณร สขุ สามเณร เปน บตุ รของธดิ าแหง อบุ าสก อบุ าสกิ าตระกลู หนง่ึ ในเมอื งสาวตั ถี ซ่งึ เปนอุปฏ ฐากของพระสารีบตุ รเถระ ขณะท่ีนางตัง้ ครรภ ไดจ ดั ถวายทานดว ยโภชนะ มีรส ๑๐๐ ชนิดแดพระสารีบุตรพรอมดวยภิกษุ ๕๐๐ รูป เม่ือคลอดบุตรแลวให ช่ือวา สุขกุมาร เพราะจําเดิมแตทารกคนนี้อยูในครรภมารดาก็ไมเคยมีเร่ืองทุกขรอน อันใดในเรอื นนเ้ี ลย สุขกุมาร เม่ือเจริญวัยได ๗ ขวบ ปรารถนาจะบวช ซ่ึงบิดามารดา ก็ยินดี เพราะไมต อ งการทาํ ลายอธั ยาศยั ของบตุ ร จงึ ไดพ าบตุ รไปสสู าํ นกั ของพระสารบี ตุ รเถระ โดยแตง ตัวใหล กู ชายดวยเสอ้ื ผา และเครอื่ งประดบั อนั งดงามย่งิ นัก เมอ่ื สุขกุมารบวช แลว บดิ ามารดากไ็ ดจ ดั ถวายโภชนะมรี ส ๑๐๐ ชนดิ แกภ กิ ษสุ งฆม พี ระพทุ ธเจา ทรงเปน ประธาน ตลอด ๗ วนั ในวันที่ ๘ สามเณรไดอ อกบณิ ฑบาตตามพระสารีบตุ รเถระ เมอื่ ผานไปพบ ชาวนากําลงั ไขนํา้ เขา นา พบชางศรกาํ ลังดดั ลูกศร พบคนกาํ ลังถากไมเพือ่ ทาํ ลอ เกวียน เปนตน สขุ สามเณรจงึ ไดเรยี นถามพระอุปชฌายวา สิง่ ทไ่ี มมีชวี ติ ทง้ั หลาย คนสามารถ ทําใหเปน ไปตามตองการไดใ ชห รอื ไม เมอื่ พระเถระตอบวาใช สุขสามเณรคดิ วา ถาเปน เชนนั้นจริง ก็ไมมีเหตุผลอะไรท่ีคนจะไมสามารถฝกจิตจนไดสมาธิและปญญา จึงลา พระสารบี ุตรเดนิ ทางกลับวดั กอ น 110
ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 111 การบรรลธุ รรม สขุ สามเณรปฏบิ ตั บิ าํ เพญ็ ธรรมโดยเจรญิ วปิ ส สนากรรมฐานอยู ณ วหิ ารทพี่ กั ของพระอปุ ช ฌาย ในคราวสมยั นัน้ พระพทุ ธเจา ประทบั อยู ณ พระคันธกุฎี แตต อน เชา ตรูทรงพจิ ารณาเห็นวา สขุ สามเณร ปฏบิ ตั บิ าํ เพ็ญเพยี รสมณธรรมจะสามารถบรรลุ อรหัตผลไดในวันน้ี ถาเม่ือสามเณรยังไมบรรลุอรหัตผล พระสารีบุตรนําภัตตาหารไป ใหกอน อันตรายก็จะมีแกสามเณรนี้ (เกิดอุปสรรคตอการบรรลุธรรม) พระพุทธองค จึงเสด็จออกจากคันธกุฎีประทับยืนท่ีซุมประตู เมื่อพระสารีบุตรนําภัตตาหามา เพอ่ื จะไปใหส ามเณร พระพทุ ธองคจ งึ ตรสั ถามปญ หา ๔ ขอ กบั พระเถระ ในทสี่ ดุ แหง การ วสิ ัชชนาปญ หา สขุ สามเณรก็ไดบ รรลอุ รหัตผล จงึ โปรดใหพระสารบี ุตร นําภัตตาหารไปใหสามเณร เม่ือรับภัตตาหารและวางไวแลว ก็แสดงความ เคารพตอพระอปุ ชฌาย สขุ สามเณรไดบ รรลอุ รหตั ผล เปน พระอรหนั ต ขณะอายุ ๗ ขวบ ไดท าํ ภตั กจิ (ฉนั อาหาร) เสรจ็ แลว กล็ า งบาตร ครงั้ นน้ั เหลา ภกิ ษโุ พนทนาวา กาลเวลาบา ยแลว สามเณร พึ่งทําภัตกิจเสร็จเด๋ียวนี้เอง ทําไมวันน้ีเวลาเชายาวมาก แตเวลาเย็นนอย พระศาสดา ไดเสด็จไปตรัสกับภิกษุเหลาน้ันวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ในเวลาทําสมณธรรมของผูมี บญุ ทง้ั หลาย ยอมเปน เชน นั้น ในวนั นท้ี าวมหาราชท้ัง ๔ องค ยดึ อารกั ขาไวโดยรอบ โดยเทพแหงพระจันทรและเทพแหงพระอาทิตยไดยึดวิมานหยุดอยู องคทาวสักกะ ทรงอารักขาท่ีสายยูประตู แมเราก็ดูแลอยูท่ีบริเวณซุมประตู วันนี้ สุขสามเณรไปเห็น คนไขนา้ํ เขาเหมือง เหน็ ชางศรดัดลกู ศรใหตรง เปน ตน แลวกลับมาฝก ตนจนไดบ รรลุ อรหตั ผล ตาํ นานเลา วา ในอดีตชาติ สขุ กุมาร เปนคนมฐี านะยากจน วันหนึง่ เห็นเศรษฐี ชอ่ื คันธะ กําลังรบั ประทานอาหารท่มี ีรสเลิศ มีหญงิ นักฟอ นราํ แวดลอมคอบบริการอยู จึงอยากเปนเชนนั้นบาง เมื่อมีโอกาสจึงเลาความใหเศรษฐีฟง ทานเศรษฐีก็จัดใหดวย ความยินดี แตมีขอแมวาจะตองรับจางทํางานในเรือนเศรษฐี ๓ ป จึงจะไดรับอาหาร ที่มีรสเลิศอยางนั้นหนึ่งถาด ใหแวดลอมดวยหญิงนักฟอนรํา เขาตกลงตามเง่ือนไข โดยทํางานทุกอยางสําเร็จดวยความเรียบรอย ประชาชนนิยมเรียกวา นายภัตตภติกะ เมอ่ื เขาทาํ งานอยูครบ ๓ ป แลวทานเศรษฐจี งึ สงั่ ใหแมค รัวจดั อาหารอยางดีเลศิ รสให คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 111
112 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท แกนายภัตตภตกิ ะพรอ มกับมีสาวนกั ฟอ นยืนแวดลอมคอยบรกิ ารดวย ในครงั้ นน้ั พระปจ เจกพทุ ธเจา องคห นง่ึ พกั อยทู ภี่ เู ขาคนั ธมาทนอ อกจากสมาบตั ิ ในวนั ที่ ๗ พจิ ารณาเหน็ วา นายภตั ตภตกิ ะ เปน ผมู อี ปุ นสิ ยั และศรทั ธาทจี่ ะพงึ สงเคราะห ใหรูธรรมได ท้ังจะทําใหเขาไดรับมหาสมบัติเพราะเหตุที่ไดสงเคราะหแกเราดวย จึงหมจีวรถือบาตรเหาะข้ึนไปสูเวหาสไปแสดงตนยืนอยูขางหลังนายภัตตภติกะน้ัน ในขณะท่ีกําลังลางมืออยู ฝายภัตตภติกะเห็นพระปจเจกพุทธเจา คิดวาเรารับจางใน เรอื นคนอื่นถงึ ๓ ป เพอ่ื จะไดร ับอาหารถาดเดียว เพราะเราคงไมเ คยไดทําทานไวเ ลย บัดนี้ อาหารนขี้ องเราพงึ รกั ษาเราก็แตเพียงวันหนึ่งคนื หนง่ึ ถาเราถวายแกพระคณุ เจา อาหารนี้จะรักษาเราไวมิใชพันโกฏิกัลปเดียว เราจะจัดถวายอาหารน้ีแกพระคุณเจา จึงนําอาหารที่มีรสเลิศท่ีทานเศรษฐีสั่งจัดใหตนน้ัน ยกถาดอาหารขึ้นเพื่อถวายเปน บิณฑบาตแดพระปจเจกพุทธเจา ทานปดบาตรไวขณะท่ีอาหารยังเหลืออยูอีกคร่ึงหน่ึง นายภัตตภติกะจงึ กลา ววา ทานขอรับ อาหารสวนเดยี วเทาน้นั กระผมมอิ าจเพ่อื จะแบง เปน ๒ สว นได ขอทา นอยา สงเคราะหใ นโลกนเี้ ลย ขอจงทาํ การสงเคราะหใ นปรโลกดว ย จริงอยู ทานที่บุคคลถวายโดยไมเหลือไวเพ่ือตนแมแตนิดหน่ึง ช่ือวาทาน ไมมีสวนเหลือ ทานนั้นยอมมีผลมาก ภัตตภติกะ เมื่อจะทําอยางนั้นจึงไดถวายหมด พรอมกบั ตั้งปรารถนาไวว า ขอความสขุ จงมแี กกระผมในท่ีท่ีบงั เกิดแลว ขอกระผมพงึ มสี ว นแหงธรรมที่ทา นเหน็ แลว ดว ยเถดิ พระปจเจกพุทธเจา อนุโมทนาวา สิ่งที่ทานมุงหมายแลว ขอจงสําเร็จพลัน ทเี ดยี ว ความดาํ ริท้งั ปวงจงเตม็ เหมือนพระจันทรเ พ็ญ สงิ่ ทีท่ านมงุ หมายแลว จงสาํ เร็จ พลันทีเดียว ความดําริท้ังปวง จงเต็มเหมือนแกวมณีโชติรสฉะนั้น ตอมาภัตตภติกะ ก็ไดรับพระราชาทรัพยพันหน่ึง พรอมกับโภคะอีกจํานวนมาก และไดรับแตงต้ังไวใน ตาํ แหนงเศรษฐีแหง เมอื ง เขาจงึ ไดช อื่ ใหมว า ภัตตภติกะเศรษฐี ดาํ รงอยูตลอดอายขุ ัย กจ็ ุติจากอัตภาพนัน้ ไปบังเกิดในเทวโลกเสวยสมบัติอันเปน ทพิ ย ๑ พทุ ธันดร ครั้นลถุ ึง สมยั แหง พระพทุ ธเจาสมณโคดม ภตั ตภตกิ ะไดจ ุติมาถอื ปฏิสนธใิ นครรภของธิดาแหง ตระกลู หนงึ่ ในเมอื งสาวตั ถซี ง่ึ เปน อปุ ฏ ฐากของพระสารบี ตุ รเถระ ดงั ทกี่ ลา วขา งตน แลว 112
ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 113 ๑๙. วนวาสีตสิ สสามเณร วนวาสตี สิ สสามเณร เกดิ ในตระกลู แหง อบุ าสก อบุ าสกิ าผถู วายอปุ ถมั ภบ าํ รงุ พระสารีบุตรเถระ เม่ือนางตั้งครรภไดจัดถวายภัตตาหารที่ทําดวยขาวปายาสเจือดวย นํ้านมลวนแดภิกษุสงฆมีพระสารีบุตรเปนประธาน แมนางเองก็นุงหมผายอมน้ําฝาด ถอื ขนั ทองและนง่ั รับประทานขาวปายาสอนั เหลอื จากท่พี ระภกิ ษุสงฆฉันแลว การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื คลอดบุตรแลว บดิ ามารดาใหช่อื วา ตสิ สะกมุ าร ครนั้ เจริญวัยอายุได ๗ ขวบ มคี วามปรารถนาจะบวชในพระศาสนา บดิ ามารดากย็ นิ ดี เพราะไมต อ งการทาํ ลาย อธั ยาศยั ของบุตร จึงไดจ ดั ถวายภตั ตาหารแดภ ิกษโุ ดยมพี ระสารบี ุตรเถระเปน ประธาน เมื่อเวลาเย็นจึงไดพาบุตรไปสูวิหารของพระสารีบุตรพรอมเคร่ืองสักการะและสัมมานะ เปนอันมาก แลวกม็ อบถวายติสสะกมุ ารแกพ ระเถระเพ่ือบรรพชาเปน สามเณรใน โดยพระเถระกลา วกบั ตสิ สะกมุ าร วา การบวชเปน ของทท่ี าํ ไดย าก เมอื่ ตอ งการ ของรอน ยอมไดของเย็น เมื่อตองการของเย็น ยอมไดของรอน ชอื่ วา นักบวชทัง้ หลาย ยอมมคี วามเปนอยโู ดยลาํ บาก ตสิ สะเรียนทานวา กระผมสามารถทําไดทุกอยางตามท่ี ทานบอกสอน พระเถระจึงบอกตจปญ จกกมั มัฏฐานใหบรรพชาเปน สามเณร เมอ่ื ติสสะ บวชแลว มารดาบิดาทําสักการะแกบุตรผูบวชแลว จัดถวายทานดวยขาวมธุปายาสมี นํ้านอยแกภ กิ ษุสงฆมีพระพุทธเจาทรงเปนประธานในวหิ ารนน้ั ตลอด ๗ วัน วนั หนง่ึ ตสิ สสามเณร ประสงคจ ะไปปฏบิ ตั ธิ รรมในปา ทเ่ี งยี บสงดั จงึ ทลู ขอให พระพุทธองคตรัสสอนกรรมฐานท่ีจะใหถึงอรหัตผล กราบถวายบังคมลาพระพุทธเจา และอภิวาทลาพระอุปชฌายแลว ถือบาตรและจีวรเดินออกจากวิหารไป เมื่อไปถึง ภมู ปิ ระเทศแหงหนึง่ อุบาสกคนหน่งึ บอกวา วิหารในปา น้เี ปน ทส่ี บายขอทา นอยทู ่ีนเ้ี ถดิ อบุ าสกถามสามเณรวาชอื่ อะไร สามเณรบอกวาชอื่ วนวาสีติสสะ โดยไดเ ที่ยวบอกแก ญาตพิ นี่ อ งและประชาชนในทองถิน่ วา มีสามเณรชอื่ วนวาสีติสสะมาสวู หิ ารแลว เมื่อสามเณรเขาไปบิณฑบาต ก็กลาววา ขอใหทานทั้งหลายจงถึงความสุข พน จากทุกข โดยไดยังชาวบา นใหถงึ สรณะ ๓ และตั้งอยใู นศีล ๕ ฝา ยสามเณรกาํ หนด อุปการะของชาวบานแลว จึงใหปฏิญญาแกพวกเขาเหลาน้ัน โดยเที่ยวบิณฑบาตใน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 113
114 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท หมูบานน้ันเปนประจํา ในขณะที่พวกเขาไหวอยู จะกลาวเฉพาะ ๒ บทวา ขอทาน ทง้ั หลายจงถงึ ความสขุ จงพน จากทกุ ข สามเณรกลา วดงั นใี้ นเดอื นท่ี ๑ เดอื นที่ ๒ ลว งไป และเม่อื เดอื นที่ ๓ ลวงไป กไ็ ดบ รรลอุ รหัตผลพรอมดว ยปฏิสัมภิทา ครั้นปวารณาออกพรรษาแลว พระอุปชฌายของติสสสามเณรเขาไปเฝา พระพทุ ธเจา กราบทลู ลาเดนิ ทางไปยงั สาํ นกั ของตสิ สสามเณร โดยพระเถระพรอ มภกิ ษุ ๕๐๐ รูปผเู ปน บรวิ าร ในคราวนน้ั พระโมคคลั ลานะ พรอ มภิกษผุ ูเปน บริวาร ๕๐๐ รปู เดินทางไปดวย แมพระมหาสาวกท้ังปวง คือพระมหากัสสปเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอบุ าลเี ถระ พระปณุ ณเถระ เปน ตน กเ็ ดนิ ทางไปพรอ มดว ยภกิ ษผุ เู ปน บรวิ ารทง้ั หลาย พระศาสดา เสด็จไปยังปาทสี่ ามเณรพาํ นกั อยู ประทบั บนยอดภูเขาตรสั ถาม สามเณรวา เธอเห็นอะไรบาง สามเณรกราบทูลพระพุทธองควา เห็นมหาสมุทร ตรัส ถามตอวา คิดอยางไร สามเณรกราบทูลวา นํ้าตาของคนเราที่รองไหในเม่ือถึงทุกขยัง มากกวานํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ จึงตรัสวา ถูกตองแลว ตรัสถามวา อยูท่ีเงื้อมเขาคิด อยางไร สามเณรกราบทูลวา สถานที่ท่ีสัตวไมเคยตายไมมีในโลก พระศาสดาจึงตรัส วาช่อื วา สถานทแ่ี หง สตั วเหลา นี้ทไี่ มม สี ตั วน อนตายบนแผนดินนยี้ อ มไมม ี ตามตํานานเลา วา ในอดตี กาล วนวาสีติสสสามเณร เกิดเปนสหายของวงั คัน- ตพราหมณผูเปนบิดาของพระสารีบุตร ช่ือวา มหาเสนพราหมณ อยูในเมืองราชคฤห ตอมาสมบัติของมหาเสนพราหมณหมดลง เขากลับเปนคนยากจน เม่ือเห็นพระสารี บตุ รเขา ไปบณิ ฑบาต กค็ ดิ วา ทา นคงไมร วู า เราเปน คนตกยากแลว เมอ่ื ไมม อี ะไรจะถวาย เขาจงึ หลบไปเสยี ในวนั อนื่ ๆ พระเถระกไ็ ดไ ปทบี่ า นนนั้ อกี พราหมณก ไ็ ดห ลบเสยี อยา งนน้ั โดยคิดอยูวา เราไดอะไรๆ แลวนั่นแหละจะถวาย วันหน่ึง เขาไดขาวปายาสเต็มถาด พรอมกับผาสาฎกเน้ือหยาบในท่ีสอนลัทธิของพราหมณแหงหน่ึง เขาจึงคิดวาจะถวาย บณิ ฑบาตน้แี กพระเถระ ฝายพระเถระเขาฌานและออกจากสมาบัติแลว ออกบิณฑบาตไปยังบาน พราหมณน้ัน เมื่อพราหมณเห็นในพระเถระก็เลื่อมใส นิมนตใหทานนั่งภายในเรือน ถือขาวปายาสเต็มถาดเกล่ียลงในบาตร พระเถระรับครึ่งหน่ึงแลวจึงเอามือปดบาตร พราหมณกลาวกับพระเถระวา ทานผูเจริญ ขาวปายาสนี้เปนสวนของคนเดียวเทานั้น ขอทา นจงทาํ ความสงเคราะหใ นปรโลกแกก ระผมเถดิ อยา ทาํ ความสงเคราะหใ นโลกนเ้ี ลย กระผมปรารถนาถวายไมใ หเ หลอื ทเี ดยี ว จงึ เกลย่ี ขา วลงทงั้ หมด พระเถระฉนั ภตั ตาหาร 114
ÇªÔ Ò͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 115 ในที่น้ันน่ันเอง เขาไดถวายผาสาฎกเน้ือหยาบน้ัน พรอมกับกลาววา ทานผูเจริญ ขอใหกระผมพึงบรรลุธรรมท่ีทานไดเห็นดวยเถิด พระเถระอนุโมทนาแลวกลับ วัดพระเชตวนั วิหาร ทานที่บุคคลถวายแลวในคราวที่ตนตกยาก ยอมทําผูถวายใหราเริงอยางยิ่ง ฉะนั้น มหาเสนพราหมณถวายทานแลว มจี ติ เล่อื มใสโสมนัสยนิ ดแี ละดว ยความสเิ นห า ในพระเถระ เมื่อตายลงเขาไดถือปฏิสนธิในครรภของธิดาในสกุลหน่ึงในเมืองสาวัตถี ซึ่งเปนผถู วายอุปฏฐากพระสารบี ุตรเถระดงั ที่กลา วขางตนแลว ๒๐. สมุ นสามเณร สมุ นสามเณร เปน บตุ รของเศรษฐชี อื่ มหามณุ ฑะ ในมณุ ฑนคิ มเศรษฐมี บี ตุ ร ชาย ๒ คน คือ มหาสุมนะ และจูฬสมุ นะ ตามตํานานเลา วา พระอนรุ ุทธะซง่ึ เปน ๑ ใน ๘๐ แหงพระอัครสาวกผูใหญท่ีพระศาสดาตรัสยกยองวามีเอตทัคคะผูเลิศกวาภิกษุ ทง้ั หลายดา นทพิ ยจกั ษญุ าณ สมยั หนง่ึ ทา นพจิ ารณาไปในอดตี กาลวา สมุ นเศรษฐผี เู ปน สหายในแตกาลกอนนั้นบัดน้ีเกิดท่ีไหนหนอ จึงรูดวยทิพยจักษุญาณวา สุมนเศรษฐี ไดไปเกิดเปนบตุ รของมหามุณฑะทมี่ ีบตุ ร ๒ คนโตช่ือมหาสมุ นะ คนเลก็ ชือ่ จฬู สุมนะ (คือสุมนเศรษฐีผูเปนสหายของพระอนุรุทธะในอดีตกาล) และเห็นวาถาเราไปที่น้ัน จูฬสุมนะน้ันผมู ีอายุ ๗ ขวบ จะออกบวชและจะไดบ รรลุอรหตั ผล พระอนุรุทธเถระ ไปทางอากาศลงที่ประตูบาน มหามุณฑอุบาสก เมื่อเห็น พระเถระจงึ ใหม หาสมุ นะผเู ปน บตุ รไปรบั บาตรของทา น สว นตวั เองกจ็ ดั เตรยี มปอู าสนะไว และไดจัดองั คาส (เล้ียง/ถวายอาหารพระสงฆ) แกพ ระเถระโดยเคารพ ในคราวตอมา มหามุณฑอุบาสกตองการจะถวายผาวัสสาวาสิกลาภ (ลาภอันเกิดแกผูอยูจําพรรษา) แกพระเถระ แตทานไมประสงคจะรบั ไว อบุ าสกจึงถามวา เพราะเหตุไร ทา นกลา ววา แมส ามเณรผเู ปน กัปปยการก (ผูคอยปฏิบตั ถิ วายความสะดวก) ในสาํ นกั ของเราก็ไมม ี มหามุณฑอุบาสก จะใหมหาสุมนะบวช พระเถระจึงวาควรใหจูฬสุมนะไดบวชเถิด (เพราะพระเถระทานเห็นอุปนสิ ยั ของจูฬสมุ นะจะไดบรรลธุ รรม) การบวชในพระพุทธศาสนา พระอนุรุทธเถระ จงึ ใหจ ูฬสมุ นะบวชในพระพทุ ธศาสนา ปรากฏวาจฬู สมุ นะ ไดบรรลุอรหัตผลในเวลาปลงผมเสร็จ ครั้นตอมาพระเถระไดพาจูฬสุมนสามเณรไป คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 115
116 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท เฝาพระพุทธจา โดยเหาะไปลงท่ีกระทอมท่ีต้ังอยูในปาในหิมวันตประเทศ ในคืนน้ัน พระอนุรทุ ธะเกิดปวดทอ งดวยมลี มเสยี ดในทอง พระเถระบอกวา ใชเนยใสกับนา้ํ จาก สระอโนดาตรักษา สามเณรจึงเหาะไปยังสระอโนดาต ปรากฏวาในครั้งน้ันมีพญานาค ขึ้นมาขวางมิใหสามเณรตักน้ําไป เพราะตองการทดลองฤทธิ์สามเณร แมสามเณรจะ บอกวา มาตักเอาน้าํ ในสระน้ตี ามคาํ สั่งของพระอุปชฌาย ขอทา นจงใหน ้ําแกอ าตมาเถิด ฝา ยสามเณร พญานาคจะกลนั่ แกลง จงึ เขา ฌานแยกรา งไปหาทา วมหาพรหม ชัน้ ตา งๆ ๑๖ ชัน้ ยกเวนพรหมทีไ่ มสญั ญี (รปู ราง) จากน้ันก็เชิญพรหมทง้ั หมดมาดศู ึก ของตนเองกับพญานาคทีห่ ลังสระน้าํ สามเณร ถามพญานาคอกี วา ทา นจะใหน ้าํ แกอาตมาไดหรอื ไม พญานาคตอบวา ถา ทา นมปี ญ ญาก็เอาไป สามเณรเมื่อถามเชนนั้นถึง ๓ ครั้งจึงเนรมิตใหใหญกวาพรหมท่ีมาประชุม กันท้งั หมด แลวเอาเทาเหยยี บหัวพญานาคจากขนาด ๑๕๐ โยชน พญานาคถกู กดจน เหลอื เทา ฝาทัพพี จมลงไปในน้าํ ทําใหเ กลยี วนาํ้ พุงขนึ้ สูงจนเทาลําตาลเจ็ดตน สามเณร เอาขวดรองรบั นาํ้ ที่ตกลงมา เหลา พรหมตางสาธกุ าร จนดังกอ งไปทว่ั บรเิ วณ พญานาค เหน็ พรหมก็รูว าเร่อื งของตนกระจายไปไกลแนๆ จงึ โกรธสามเณรย่ิงกวา เดมิ และเหาะ ตามสามเณรไป เพ่ือหวังจะทาํ ลายสามเณรเสยี ใหส นิ้ ฝา ยสามเณรเม่ือเหาะมาถึงแลวก็ จดั ถวายน้ําน้ันแกพระอุปช ฌาย ในคราวนั้น พระเถระกลา วกับพญานาควา มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก ทา นไมส ามารถสรู บกบั สามเณรได ควรใหเ ขายกโทษใหเ ถดิ พญานาคนนั้ ยอ มรอู านภุ าพ ของสามเณรไดดี แตที่ตามมาเพราะความละอาย จึงขอใหจูฬสุมนสามเณรยกโทษ ใหตามคําขอของพระเถระ และกลาววา ตั้งแตน้ีไป ถาตองการนํ้าในสระอโนดาต ทา นไมต องไปเอาเอง ขอใหส งขา วไป ขาจะนํานา้ํ มาถวายเอง พระพทุ ธเจา ทรงทราบถงึ การมาของพระอนรุ ทุ ธเถระ จงึ เสดจ็ ไปประทบั ทอด พระเนตรอยบู นปราสาทมคิ ารมารดา ฝา ยเหลา ภกิ ษเุ หน็ พระเถระทกี่ าํ ลงั มาตา งกล็ กุ ขน้ึ ไป ตอนรับ ภิกษุบางรูปบางพวกจับสามเณรท่ีศีรษะบางที่หูทั้ง ๒ ที่แขนบาง พลางเขยา กลา ววา ไมกระสันหรอื สามเณร (ไมอ ยากสกึ หรือสามเณร) พระพุทธเจา ทรงดําริวากรรมของภิกษเุ หลานห้ี ยาบ ภกิ ษุเหลา นจ้ี บั สามเณร ประดุจจับอสรพิษที่คอ พวกเธอหารูอานุภาพของสามเณรไม วันนี้จะทําคุณของ 116
ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 117 สมุ นสามเณรใหป รากฏ จงึ ตรงั กบั พระอานนทว า พระองคป ระสงคจ ะลา งเทา ทง้ั ๒ ดว ย นํ้าจากสระอโนดาต พระเถระจงึ เรยี กประชมุ สามเณรประมาณ ๕๐๐ รูปทีว่ หิ าร บรรดา สามเณรเหลานั้น สุมนสามเณรเปนผูใหมกวาสามเณรท้ังหมด พระเถระจึงกลาวกับ สามเณรที่อาวโุ สกวา สามเณรทัง้ หมดวา สามเณร พระศาสดามีพระประสงคจะทรงลาง พระบาทดว ยนา้ํ จากสระอโนดาต เธอจงถอื หมอ นาํ้ นไี้ ปนาํ นาํ้ มาเถดิ สามเณรนนั้ กลา ววา กระผมไมส ามารถ ขอรบั พระเถระไดถามสามเณรท้ังหลายทเ่ี หลือ แมสามเณรเหลา นน้ั ก็ตอบอยา งนั้น ในที่สุดมาถึงสุมนสามเณรซึ่งรับจะเปนผูไปนําน้ําจากสระอโนดาตมาเอง สามเณรถวายบังคมลาพระพุทธเจาแลว ถือหมอใหญใบหน่ึงซ่ึงจุนํ้าไดต้ัง ๖๐ หมอ ในบรรดาหมอสําหรับเสนาสนะ เล่ียมตาดดวยทองแทง อันนางวิสาขาสรางถวายไว หิ้วไปดวยคิดวาความตองการของเราดวยหมอ อันเรายกขึ้นตั้งไวบนจะงอยบานี้ยอม ไมมี แลวเหาะข้ึนสูเวหาส บา ยหนา สูห มิ วนั ตประเทศ นาคราชเหน็ สามเณรจึงตอ นรับ แบกหมอดวยจะงอยบา กลาววา ทา นสามเณร เมอ่ื ผรู ับใชเชนขาพเจา มอี ยู เพราะอะไร จึงมาเอง ทาํ ไมไมส ง ขาวแจง มา จากน้นั จงึ รบั เอาหมอ ตักนํ้าขึน้ แบกเอง บอกวา ขอให ทานไปลวงหนาไปกอ นเถดิ ขาพเจาจะนาํ หมอน้าํ ตามไป สามเณรจึงวา มหาราช ทานจงหยุด อาตมาเปนผูอันพระพุทธเจาใชมา ทานกลับเสียเถอะ สามเณรจับทข่ี อบปากหมอ เหาะมาทางอากาศ พระพทุ ธเจา ตรสั กบั ภกิ ษทุ ง้ั หลายวา พวกเธอจงดกู ารเยอื้ งกรายของสามเณร เธอยอมงดงามดุจพระยาหงสในอากาศฉะน้ัน สามเณรวางหมอน้ํา แลวถวายบังคม พระพุทธเจา พระศาสดาตรัสถามสุมนะวา มีอายุไดเทาไร สามเณรกราบทูลวามีอายุ ๗ ขวบ พระเจาขา พระพทุ ธเจา ตรสั วา สมุ นะ ถาอยา งนั้น ต้งั แตว ันนเ้ี ธอจงเปนภิกษเุ ถดิ ดังน้ี แลว ไดประทานทายัชชอปุ สมบท ทา นกลาวไว สามเณรผูมีอายุ ๗ ป ที่ไดอ ปุ สมบท เปน ภิกษุ มี ๒ รปู เทานน้ั คอื สมุ นสามเณรนี้ และโสปากสามเณรอกี รูปหนึ่ง เมอ่ื สมุ น สามเณรอุปสมบทแลว พวกภิกษุสนทนากันวา ผูมีอายุท้ังหลาย กรรมน้ีนาอัศจรรย อานุภาพของสามเณรนอ ย แมเ หน็ ปานนีก้ ม็ ีได อานุภาพเหน็ ปานน้ี พวกเราไมเ คยเหน็ มากอนเลย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 117
118 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พระพุทธเจา เสด็จไปตรัสถามวา ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอสนทนากันดวย เรื่องอะไรหนอ เมื่อพวกเธอกราบทูลวา ดวยเรื่องช่ือนี้ พระเจาขา พระพุทธองค จึงตรัสวา ภิกษุทั้งหลายในศาสนาของเรา บุคคลแมเปนเด็กปฏิบัติชอบแลวยอมได สมบตั เิ ห็นปานน้ีเหมือนกัน ๒๑. อนาถบิณฑิกเศรษฐี อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เดมิ ชอื่ สทุ ตั ตะ เกดิ ในตระกลู มหาเศรษฐี ในเมอื งสาวตั ถี บิดาชื่อวา สุมนะ เม่ือบิดามารดาของทานลวงลับไปแลว ก็ดํารงตําแหนงเศรษฐีแทน โดยใหต งั้ โรงทานทห่ี นา บา นแจกอาหารแกค นยากจนทกุ วนั ประชาชนทวั่ ไปจงึ เรยี กทา น วา “อนาถบิณฑิกะ” แปลวา ผูม ีกอนขา วเพอ่ื คนอนาถา อนาถบิณฑิกะทําการคาระหวางเมืองสาวัตถีกับเมืองราชคฤห จนมีความ สนิทสนมคุนเคยกับเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห ชื่อ ราชคหกะ และมีความเก่ียวดอง กันมากขึ้น เม่ือทั้งสองฝายตางก็ไดนองสาวของกันและกันมาเปนภรรยา เมื่ออนาถ บิณฑิกะนําสินคาไปขายในเมืองราชคฤห ก็จะพักที่บานราชคฤหเศรษฐีเปนประจํา วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกะนําสินคาไปขายในเมืองราชคฤหและพักท่ีบานของราชคหกะ ตามปกติ แตวันน้ันเปนวันที่ราชคหกเศรษฐีไดกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจา พรอ มดว ยพระภกิ ษสุ งฆเ ปน จาํ นวนมากมาฉนั ภตั ตาหารทเี่ รอื น จงึ มวั ยงุ อยกู บั การสง่ั งาน แกขาทาสบริวาร ไมมีเวลามาตอนรับอนาถบิณฑิกะเหมือนเชนเคย เพียงแตทักทาย ปราศรยั กนั เลก็ นอ ยเทา นน้ั ฝา ยอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐคี ดิ วา ราชคหกะคงจะมงี านบชู ายญั หรือไมกค็ งจะทลู เชิญพระเจาพิมพิสารเสดจ็ มายังเรอื นของตนในวันพรุงน้ี ราชคหกเศรษฐี กลาวกับอนาถบิณฑิกะวา ที่มัวยุงอยูกับงานน้ันเพราะ ไดกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจา พรอมภิกษุสงฆมาฉันภัตตาหารท่ีเรือนของตนใน วันพรุงน้ี อนาถบิณฑิกเศรษฐีเมื่อไดฟงคําวา พระพุทธเจาเทานั้น รูสึกประหลาดใจ จึงยอนถามถึง ๓ ครง้ั เพอ่ื ใหแ นใ จ เพราะคําวา “พระพุทธเจา ” เปนการยากย่ิงนักท่ี จะไดยินในโลกน้ี เมื่อราชคหกะยืนยันวามีพระพุทธเจาเกิดขึ้นแลวในโลก จึงเกิดปติ และศรัทธาเล่ือมใสอยางแรงกลา ปรารถนาจะเขาเฝาพระพุทธเจาทันที แตราชคหกะ ยับย้ังไววามใิ ชเวลาอนั สมควร 118
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 119 การบรรลุธรรม ในรงุ เชา อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี จงึ ไปเขา เฝา พระพทุ ธเจา กอ นทพ่ี ระองคจ ะเสดจ็ ไปยังบานราชคหกเศรษฐี หลังจากฟงอนุปุพพีกถา และอริยสัจ ๔ แลว ก็ไดดวงตา เหน็ ธรรมเปน พระโสดาบนั บุคคล โดยประกาศตนเปน อุบาสกถงึ พระรตั นตรัย อนาถบิณฑิกเศรษฐี เดินทางกลับเมืองสาวัตถี ในระหวางทางจากเมือง ราชคฤหถึงเมอื งสาวัตถรี ะยะทางประมาณ ๕๔ โยชนไดบ รจิ าคทรัพยจาํ นวนมากสรา ง วหิ ารทปี่ ระทบั เปน ทพี่ กั ทกุ ๆ ระยะหนง่ึ โยชน เมอ่ื ถงึ เมอื งสาวตั ถแี ลว ไดข อซอ้ื ทด่ี นิ จาก เจาเชตกุมาร โดยตกลงราคาดว ยการนําเงินปูลาดใหเ ตม็ พนื้ ท่ตี ามท่ตี องการเปน เงินถึง ๒๗ โกฏิ และอีก ๒๗ โกฏิ เปนคากอสรางพระคันธกุฎีท่ปี ระทบั ของพระพทุ ธเจา และ เสนาสนะสงฆ รวมทงั้ สน้ิ ๕๔ โกฏิ โดยเจา เชตกมุ ารสรา งซมุ ประตถู วายและขอใหจ ารกึ พระนามของพระองคไ วท ซ่ี มุ ประตพู ระอารามดว ย พระอารามนจ้ี งึ ไดช อ่ื วา เชตวนาราม สมัยหนึ่ง อนาถบิณฑิกะไดส้ินเน้ือประดาตัว เพราะเสียทรัพยไปคร้ังใหญ ถึง ๒ ครั้ง คือพวกพอคาผูเปนสหายไดขอยืมเงินไป ๑๘ โกฏิแลวไมใชคืน และ อกี สว นหน่ึงที่ฝงไวทร่ี ิมฝง แมนาํ้ จาํ นวน ๑๘ โกฏิ ไดถกู นํ้าเซาะตล่ิงพัง แมจ ะตกอับ เพียงน้ี ยังคงใหทานอยูเสมอ เพียงแตอาหารท่ีจัดถวายพระภิกษุนั้นปริมาณ ลดลงจนที่สุดขาวท่ีหุงก็จําเปนตองใชขาวปลายเกวียน กับขาวก็เหลือเพียงนํ้าผัก เสี้ยนดอง ตนเองก็พลอยอดอยากลําบากไปดวย ถึงกระน้ันอนาถบิณฑิกะก็ยัง ไมลดละการทําบุญถวายแกภ กิ ษสุ งฆ ในคราวนนั้ พระศาสดาเสดจ็ ยงั วดั พระเชตวนั วหิ าร เมอื่ อนาถบณิ ฑกิ ะเขา เฝา พระองคต รสั ถามวา ตระกลู ของทา นยงั มกี ารใหท านอยหู รอื คหบดี กราบทลู วา ยงั ใหอ ยู พระเจา ขา แตท านนน้ั เปนของเศรา หมอง เปน ปลายขาว พรอมกบั น้ําผักดอง พระพทุ ธเจา ตรสั วา วตั ถุท่ใี หนัน้ จะเศรา หมอง ประณีตกต็ ามที แตถาผใู ห สักแตวาใหไมเชื่อกรรมและผลของกรรม ทานยอมใหผลไมดี แตถาผูใหทานใหดวย ความเคารพดวยความนอบนอม ใหดวยมือของตนเอง ไมท้ิงใหเทใหแตใหเพราะเช่ือ กรรมและผลของกรรมทานก็ยอมใหผลดี ปกติในทุกๆ วัน ภิกษุในกรุงสาวัตถี จะรับนิมนตเพื่อฉันภัตตาหารท่ีบาน อนาถบิณฑิกเศรษฐีและบานของนางวิสาขา ฉะน้ัน ผูประสงคจะนิมนตพระไปทําบุญ เนอ่ื งโอกาสตา งๆ กจ็ ะตอ งมาขอโอกาสจากทา นทง้ั สองน้ี บางครง้ั กเ็ ชญิ ไปเปน ทป่ี รกึ ษา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 119
120 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท หรอื ประธานดว ย เพอ่ื ใหพ ธิ ที าํ บญุ นนั้ ๆ สาํ เรจ็ เรยี บรอ ยดว ยดี โดยสว นใหญน างวสิ าขา จะมอบภารกิจหนาที่ใหกับหลานสาว สวนอนาถบิณฑิกเศรษฐีจะมอบใหลูกสาวคนโต ชอื่ วา มหาสภุ ทั ทา ทาํ หนา ทแ่ี ทนอยรู ะยะหนง่ึ เมอ่ื ทงั้ สองฟง ธรรมจากพระพทุ ธเจา แลว กไ็ ดบ รรลโุ สดาปตติผลเปน อริยบคุ คลชน้ั โสดาบนั อนาถบณิ ฑกิ ะเมอื่ บตุ รสาวคนโต แตง งานออกเรอื นแลว กม็ อบให จลุ สภุ ทั ทา ลกู สาวคนที่ ๒ ทาํ หนา ทแ่ี ทน เมอื่ นางไดฟ ง เทศนาธรรมจากพระศาสดากไ็ ดบ รรลธุ รรม ชน้ั โสดาปตตผลเชนกัน เมอ่ื นางจลุ สภุ ทั ทามีครอบครัวออกเรอื นไปอยกู บั สามี ทานจงึ มอบหนา ทีใ่ หลูกสาวคนเล็กชื่อวา สมุ นเทวี กระทาํ หนา ทด่ี ังกลาวแทนสบื มา สมุ นเทวี ทําหนา ท่ีทบี่ ิดามอบหมายสําเร็จดว ยความเรียบรอยทกุ วัน ทั้งๆ ที่นางอายุยงั นอย และ จากท่ีนางไดทําบุญถวายภัตตาหารแดภิกษุสงฆและไดฟงธรรมเปนประจํา ศึกษาและ พิจารณาตามกระแสธรรมอยเู นืองนติ ยก ไ็ ดบ รรลุธรรมช้ันสกทาคามี ตอ มาสมุ นเทวลี ม ปว ยมอี าการหนกั และเสยี ชวี ติ ลง อนาถบณิ ฑกิ ะ แมจ ะเปน พระโสดาบันก็ไมอาจกล้ันความเศราโศกเสียใจไวได เสร็จงานศพแลวยังรองไหนํ้าตา นองหนาไปเฝาพระพุทธเจา พระพุทธองคตรัสปลอบวาอนาถบิณฑิกะความตายเปน สง่ิ ทเ่ี ทย่ี งแทข องสรรพสตั วม ใิ ชห รอื เหตไุ ฉนทา นจงึ รอ งไหอ ยา งนี้ อนาถบณิ ฑกิ ะทลู วา ขาแตพระองคผูเจริญ ขอน้ัน ขาพระองคทราบ แตสุมนาเทวี เม่ือเวลาจวนจะตาย นางไมสามารถคุมสติไดเลย บนเพอจนกระทั่งสิ้นใจ ขาพระองคโทมนัสรองไหเพราะ เหตุน้ี และนางยังเรียกขา พระองควานอ งชายอีกดวย พระศาสดาจงึ ตรสั วา บตุ รของทา นมไิ ดเ พอ หลงสติ ทนี่ างเรยี กทา นวา นอ งชาย เพราะทานเปนนองของนางจริงๆ เธอใหญกวาทานโดยมรรคและผล เพราะทานเปน โสดาบันบุคคล สวนธิดาทา นเปนสกทาคามีบคุ คล และบดั น้ี เธอไปเกดิ เสวยสขุ อยูบน สวรรคชั้นดสุ ิต คฤหบดี ธรรมดาบุคคลไมวา จะเปนคฤหัสถ บรรพชิตก็ตาม ถาดาํ รง ตนอยดู วยความไมประมาท ประพฤติชอบยอมไดเ สวยสขุ ท้งั ในโลกน้แี ละโลกหนา อนาถบิณฑิกเศรษฐี นับเปนมหาอุบาสกที่มีศรัทธามั่นคงยิ่งในพระพุทธ ศาสนา มีจิตเมตตาและฝกใฝในการบําเพ็ญทานอันไมอาจมีผูใดจะเปรียบเทียบได สมตายนัยท่ีพระพุทธองคตรัสยกยองทานไวในตําแหนง เอตทัคคะคือเปนผูเลิศกวา อบุ าสกทั้งหลายในฝายผเู ปนทายก 120
ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 121 ๒๒. จิตตคฤหบดี จติ ตคฤหบดี ไมป รากฏตระกลู บดิ ามารดา แตน บั วา ทา นมบี ญุ ไดท าํ ไวใ นอดตี ทส่ี ง ผลใหใ นหลายๆ ชาติ ตลอดทง้ั ชาตนิ ี้ แมใ นวนั ทา นเกดิ กม็ ฝี นดอกไมท พิ ยต กลงมา จากฟา กองท่ีพนื้ ดนิ หนาขนึ้ เพยี งเขาในเมอื งมัจฉิกาสณฑ การบรรลธุ รรม วันหน่ึง ทานไดพ บพระมหานามะ (หนึ่งในพระปญจวคั คยี ) เทยี่ วบิณฑบาต ในเมืองมัจฉิกาสณฑ เกิดความเล่ือมใสในอิริยาบถ จึงนิมนตใหทานฉันภัตตาหารใน บาน เมื่อฟงเทศนาธรรมจากพระเถระแลว ก็ไดบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน ทานเปนผูมี ศรทั ธาม่นั คงไมหวั่นไหว ไดหลงั่ นํา้ ลงในมอื พระเถระอุทิศถวายอัมพาฏกวันของตนให เปนสังฆารามไวในพระศาสนา ในคราวสมยั หนงึ่ พระอคั รสาวกทงั้ ๒ สดบั กถาพรรณนาคณุ ของจติ ตคฤหบดี แลว ปรารถนาทําความสงเคราะหแกคฤหบดีผูน้ี จึงเดินทางไปสูมัจฉิกาสณฑนคร จติ ตคฤหบดรี วู า พระเถระทง้ั ๒ มา รบี ไปรอตอ นรบั อยทู ห่ี นทางไกลประมาณครงึ่ โยชน โดยไดน มิ นตใ หท า นไปยงั บา นของตน ขณะทจี่ ติ ตคฤหบดฟี ง ธรรมกถาจากพระสารบี ตุ ร อยนู ้นั กบ็ รรลุอนาคามิผลเปน พระอริยบคุ คลชัน้ อนาคามี และไดน มิ นตพ ระเถระทัง้ ๒ พรอมกบั ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป มารับภกิ ษาทบี่ านของตนอกี ในวนั รุงขน้ึ แตจ ติ ตคฤหบดีไป นิมนตพระสุธรรมเถระซึ่งดูแลวิหารในที่นั้นทีหลัง ทําใหพระเถระจึงไมพอใจวา อุบาสกนี้มานิมนตเราทีหลัง จึงปฏิเสธ แมคฤหบดีจะนิมนตอีกก็ปฏิเสธอีกแตก็คิด จะไปดูวาพรุงนี้คฤหบดีจะจัดแจงสักการะเพ่ือถวายแดพระอัครสาวกทั้ง ๒ ไวเชนไร จึงไดถือบาตรไปสูเรือนของจิตตคฤหบดีแตเชาตรู แมคฤหบดีจะนิมนตใหน่ัง ก็ปฏเิ สธ และตรวจดสู กั การะท่ีคฤหบดเี ตรยี มไว เม่อื เหน็ แลวกใ็ ครจะเสียดสีคฤหบดี โดยชาตสิ กลุ กลา ววา คฤหบดี สกั การะของทา นลน เหลอื แตก ข็ าดอยอู ยา งเดยี วเทา นนั้ คือขนมแดกงา ในครั้งน้ัน พระพุทธเจาตรัสวา อุบาสกเปนคนมีศรัทธา ถูกดาดวยคําเลว ทรงปรับโทษแกพระสุธรรมเถระ โปรดใหส งฆล งปฏสิ าราณยี กรรม (กรรมอันใหระลกึ ถงึ ความผดิ ) และใหไ ปหาจติ ตคฤหบดเี พอ่ื ยกโทษใหเ สยี แมพ ระพทุ ธองคท รงทราบวา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 121
122 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท อุบาสกจักไมยกโทษใหแกพระสุธรรมเถระ เพราะภิกษุนี้กระดางมีมานะ จึงไมทรง แสดงอุบายเพื่อใหคฤหบดียกโทษใหเลย ทรงใหพระสุธรรมเถระกลับไปใหม และ มีพระอนุทูตรูปหนึ่งติดตามไปเพื่อเปนผูถอนมานะ พรอมกับตรัสวา ธรรมดาสมณะ ไมควรทํามานะ ริษยาวาวิหารของเรา ท่ีอยูของเรา อุบาสกของเรา อุบาสิกาของเรา เพราะเม่ือสมณะทําอยางน้ี เหลากิเลสมีริษยาและมานะ เปนตน ยอมเจริญในใจตน โดยตรัสพระคาถาวา ภิกษุผูพาล พงึ ปรารถนาความยกยอ งอันไมม ีอยู ความแวดลอม ในภิกษุทั้งหลาย ความเปนใหญในอาวาส และการบูชาในตระกูลของคนอื่น ความดําริยอมเกิดขึ้นแกภิกษุผูพาลวา คฤหัสถและบรรพชิตท้ัง ๒ จงสําคัญกรรม ทเี่ ขาทาํ เสรจ็ แลว เพราะอาศยั เราผเู ดยี ว จงเปน ไปในอาํ นาจของเราเทา นนั้ ในกจิ นอ ยใหญ กิจไรๆ รษิ ยาและมานะยอมเจรญิ แกเธอ ดังน้ี พระสุธรรมเถระฟงพระโอวาทแลว ทูลลาพระพุทธเจาลุกขึ้นจากอาสนะ กระทาํ ประทกั ษณิ แลว ไปกบั ภกิ ษอุ นทุ ตู รปู นนั้ แสดงอาบตั ติ อ หนา อบุ าสก ขอใหอ บุ าสก ยกโทษให คฤหบดีไดยกโทษใหแ ลวตา งยกโทษใหแกก ัน จิตตคฤหบดี เดินทางไปเฝา พระพทุ ธเจา โดยใหจ ดั เทยี มเกวยี น ๕๐๐ เลม บรรทกุ ของเตม็ เกวียนมงี า ขาวสาร เนยใส นา้ํ ออ ย ผา นงุ หม และใหแจงแกห มภู กิ ษวุ า พระผูเปนเจารูปใดจะไปเฝาพระศาสดา ขอนิมนตไปพรอมกัน จักไมลําบากดวย บณิ ฑบาต อกี ทง้ั ใหแ จง แกภ กิ ษณุ ี ๕๐๐ รปู อบุ าสก ๕๐๐ คน อบุ าสกิ า ๕๐๐ คน (ทจี่ ะไป) ใหออกเดินทางไปกบั คฤหบดจี ะไดไมล าํ บากเรื่องอาหารตลอดเสน ทาง ๓๐ โยชน เทวดาทั้งหลายเมื่อรูวาอุบาสกน้ันออกเดินทางไปเฝาพระพุทธเจา เนรมิต คา ยท่พี กั ไวตามระยะทางทุกๆ โยชน (๑๖ กโิ ลเมตร) คอยดูแลบาํ รงุ คนเหลา น้นั ดวย อาหาร มีขา วยาคู ของควรเคี้ยว ภัตและน้าํ ด่มื เปน ตน อันเปน ทพิ ยค วามบกพรอ งดวย วตั ถุอะไรๆ มิไดเกดิ ข้นึ แกใ ครๆ พระพุทธเจาทรงปราณาวา เวลาบายวนั น้จี ิตตคฤหบดพี รอ มอุบาสก ๕๐๐ จัก มาไหวจ ะเกดิ ฝนดอกไมท พิ ย ๕ สี ตกโดยประมาณเพยี งเขา ในบรเิ วณประมาณ ๘ กรสี (ระยะ ๕๐๐ เมตร) ชาวเมืองเมื่อไดฟ ง ขา วน้นั แลว กลา วกันวา ไดย ินวา จิตตคฤหบดี ผูมีบุญมากถึงอยางน้ัน จะมาถวายบังคมพระพุทธเจาในวันน้ี เขาวาปาฏิหาริยอยางนี้ จะเกิดข้ึน พวกเราจะไดเห็นผูมีบุญมากน้ัน ดังน้ีแลว ไดถือเอาเคร่ืองบรรณาการไป ยืนอยสู องขา งทาง 122
ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 123 เมื่อท่ีจิตตะมาใกลวิหาร ภิกษุ ๕๐๐ รูปเดินถึงกอน จิตตะจึงใหพวก อุบาสิกาเดินตามหลัง สวนตนกับอุบาสก ๕๐๐ ไดไปสูสํานักของพระพุทธเจา ทามกลางสายตาของมหาชนทั้งหลายผูมาเขาเฝาของพระพุทธเจา จิตตคฤหบดีเขาไป ภายในพทุ ธรศั มมี วี รรณะ ๖ กราบทพ่ี ระบาททง้ั สอง ในขณะนน้ั ฝนดอกไมท พิ ยต กลงมา มหาชนเปลง เสียงสาธกุ ารขึน้ พรอ มกัน พระพุทธเจาจึงตรัสสฬายตนวิภงั ค จติ ตคฤหบดอี ยใู นสาํ นกั ของพระพทุ ธเจา ประมาณหนงึ่ เดอื น ถวายทานใหญ โดยไมต องหยบิ อะไรจากเกวียนเลย ใชของที่ไดจากเทวดาและมนุษยท งั้ หลายใหมาใน ระหวางทางเทานั้น คร้ันจติ ตอุบาสกกบั มหาชน ๓,๐๐๐ คน ซ่ึงมาพรอ มกับตนเดนิ ทางกลับดวย เกวยี นเปลา เหลา เทวดากไ็ ดเ นรมติ รตั นะ ๗ ประการ บรรจุเตม็ เกวยี นนน้ั อีก ในคร้นั น้นั พระพทุ ธเจา ตรสั วา อานนท สกั การะยอ มเกดิ แกค ฤหบดีไดทุกที่ เพราะอบุ าสกนน้ั เปน ผมู ศี รทั ธา และมศี ลี บรบิ รู ณ พรอ มกบั ตรสั พระคาถาวา ผมู ศี รทั ธา สมบรู ณด ว ยศลี เพยี บพรอ มดว ยยศและโภคะ อยใู นประเทศใดๆ ยอมเปน ผูท่ีเขาบูชา แลว ในประเทศนัน้ ๆ ทีเดยี ว ๒๓. ธัมมกิ อุบาสก เมอื งสาวตั ถี มอี บุ าสกผปู ฏบิ ตั ธิ รรมประมาณ ๕๐๐ คน บรรดาอบุ าสกเหลา นน้ั คนหนง่ึ ๆ มอี บุ าสกเปน บรวิ ารคนละ ๕๐๐ คน อบุ าสกทเี่ ปน หวั หนา แหง อบุ าสกเหลา นน้ั มีบุตร ๗ คน ธิดา ๗ คน บรรดาบุตร และธิดาเหลาน้ัน คนหน่ึงๆ มีสลากยาคู สลากภัต ปกขิกภัต สังฆภัต อุโปสถิกภัต อาคันตุกภัต วัสสาวาสิกภัตอยางละท่ี ชนเหลานน้ั ไดช ื่อวา อนุชาตบุตรดว ยกนั ทงั้ หมด สลากยาคเู ปนตน ๑ ท่ี คือของบตุ ร ๑๔ คน ของภรรยาหนง่ึ ของอุบาสกหนึ่ง ยอมเปนไปอยางน้ี เขาพรอมดวยบุตรและภรรยาไดเปนผูมีศีล มีกัลยาณธรรม มีความยินดีในการใหทาน ตอมาโรคเกิดข้ึนกับเขาอายุสังขารก็เส่ือมลง เขาอยากจะ ฟงธรรม จึงสงคนไปสํานักของพระพุทธเจาเพ่ือกราบทูลวา ขอพระองคโปรดสงภิกษุ ๘ รปู หรอื ๑๖ รปู ประทานแกขาพระองคเถิด พระศาสดาทรงสง ภกิ ษทุ ง้ั หลายไป โดยแสดงสตปิ ฏ ฐานสตู รแกธ มั มกิ อบุ าสก สวดสาธยายเร่ืองสติปฏฐานท่ีแสดงเก่ียวกับการพิจารณาตามเห็นกายในกาย เวทนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 123
124 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แลวก็ช้ีบอกหนทางสายกลาง อันเปนทางสายเอก ซ่ึงเรียกวาเอกายนมรรคเปนเสนทางแหงความบริสุทธ์ิไปสูนิพพาน ในขณะที่พระภิกษุ กําลงั สวดสาธยายอยูน ัน้ มชี าวสวรรคท ง้ั ๖ ช้นั ประดับเครอื่ งทรงอนั เปน ทิพย พรอ ม ราชรถมารอ อยู เชอ้ื เชิญธมั มกิ อุบาสกใหไปเปน สหายของตน จะพาไปยงั เทวโลกช้ันที่ อยขู องพวกเขา ทา นจงละภาชนะดนิ แลว ถอื เอาภาชนะทองคาํ เถดิ มาอยรู ว มกบั ขา พเจา ท่สี วรรคช้นั น้เี ถดิ ชาวสวรรคทกุ ชนั้ ตางกเ็ ชอ้ื เชญิ เขาใหเปน สหายในชัน้ ของตนๆ ธัมมิกอุบาสก เปนผูเคารพในธรรมเมื่อกําลังฟงธรรมอยู ก็ไมอยากให การฟงธรรมหยุดชะงักไป จึงกลาวกับเทวดาวา ขอทานจงรอกอนๆ เหลาภิกษุท่ีสวด สาธยายธรรมอยู เขาใจวาอุบาสกใหห ยดุ กอน จึงหยุดและปรึกษากันวา คงไมใชโอกาส เหมาะในการสาธยายธรรม ลกุ จากอาสนะแลว เดนิ ทางกลบั วดั ฝา ยบตุ รและธดิ าของเขา นึกวา พอหามพระสวดมนตก็รูสึกเสียใจวา เมื่อกอน พอของเราเปนผูไมอิ่มในธรรม แตขณะน้ีถูกทุกขเวทนาครอบงํา จนกระทั่งเพอหามพระสวดมนต ตางก็รองไหเสียใจ พอเวลาผานไปสักครูหนง่ึ อุบาสกก็ถามลกู ๆ วา พระคุณเจา ไปไหนหมด ลูกๆ บอกวา พอนิมนตพระมาแลว ก็หามพระสวดมนตเสียเอง พระทาน จงึ กลบั วดั หมดแลว ธมั มกิ ะจงึ วา พอ ไมไ ดพ ดู กบั พระแตพ อ พดู กบั เทวดา เขาเอาราชรถ มาเชญิ ใหพ อ กลบั วมิ าน พอ จงึ บอกใหเ ขารอกอ น พอ จะฟง ธรรม ลกู ๆ วา เทวดาอยทู ไ่ี หน พอบอกใหลูกเอาดอกไมมารอยเปนพวงมาลัย แลวถามลูกตอวา ลูกคิดวาสวรรค ชน้ั ไหนนา รื่นรมยละ ลูกๆ กบ็ อกวา ชัน้ ดสุ ติ ซิพอ เพราะเปนที่ประทับของพระโพธสิ ตั ว ทุกพระองค ของพุทธมารดา และของพุทธบิดาเปนที่รื่นรมย ธัมมิกะจึงบอกวา ถาอยางนน้ั จงอธษิ ฐานจิตไปท่เี ทวดาชั้นดุสิตแลวโยนพวงมาลัยขนึ้ ไปบนอากาศ ลูกๆ โยนพวงมาลัยขึ้นไป พวงมาลัยไปคลองกับแอกราชรถช้ันดุสิต ลูกๆ มองไมเห็นราชรถเห็นแตพวงมาลัยลอยอยูในอากาศ แตธัมมิกะอุบาสกเห็นคนเดียว จึงบอกวาลูกเห็นพวงมาลัยดอกไมท่ีลอยอยูนั้นไหม ลูกๆ ก็บอกวาเห็นแตดอกไม ไมเ หน็ รถ ฝา ยพอ จงึ วา ขณะนพี้ วงดอกไมน น้ั ไดห อ ยอยทู ร่ี าชรถซงึ่ มาจากชน้ั ดสุ ติ แลว พอจะไปอยูภพดุสิต พวกเจาอยาไดวิตกไปเลย ถาพวกเจามีความปรารถนาจะไปอยู กบั พอ จงหม่นั ทําบญุ ใหม ากๆ อยางทีพ่ อไดท าํ ไวแ ลว เถิด ธัมมิกอุบาสก กลาวเสร็จก็ไดทํากาละคือถึงแกกรรมลงในเวลาน้ัน ละจาก อัตภาพมนุษยไปเปนเทพบุตรมีกายทิพยท่ีสวยงาม สวางใสน่ังอยูบนราชรถซึ่งมาจาก 124
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 125 ชั้นดุสิต เหลาเทวดาก็นําเขาไปสูวิมาน มีความอลังการสวยงามมากเต็มไปดวยบริวาร เหลา บรวิ ารทแี่ วดลอ มธมั มกิ เทพบตุ ร ตา งปลมื้ ปต ดิ ใี จทน่ี ายของตนกลบั มาสวู มิ านอยา ง ผูมีชยั ชนะ เต็มเปยมดว ยบญุ บารมตี า งอนุโมทนาตอ ธมั มกิ อุบาสกทีไ่ ดท ําบญุ ไวดีแลว พระพุทธเจา ตรัสถามภิกษุทั้งหลายเหลานั้น ท่ีมาถึงวิหารแลววา ภิกษุ ทั้งหลาย อุบาสกไดฟ ง ธรรมเทศนาแลวหรือภกิ ษเุ หลา นั้นกราบทูลวา ฟงแลว พระเจาขา แตอุบาสกน้ัน ไดหามเสียในระหวางสวดสาธยายอยูวา ขอทา นจงรอกอ น ลาํ ดบั นนั้ บตุ รและธดิ าของอบุ าสกครา่ํ ครวญกนั แลว พวกขา พระองค ปรกึ ษากนั วา บดั นี้ ไมใชโอกาสจึงลุกจากอาสนะ พระพุทธเจาตรัสวา ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้น หาไดกลาวกับพวกเธอไม ก็เทวดาประดับรถ ๖ คัน นํามาจากเทวโลก ๖ ชั้น เช้ือเชิญอุบาสกนั้นแลว อุบาสก ไมปรารถนาจะทําอันตรายตอการแสดงธรรม จึงกลาวกับเทวดาเหลานั้น พวกภิกษุ ทลู ถามวา บดั น้ี เขาเกิด ณ ท่ีไหน ทรงตอบวา ในภพชอ่ื วา ดุสิต พวกภกิ ษุทลู ถาม ตอไปวา อุบาสกนั้นเที่ยวช่ืนชมในทามกลางญาติในโลกน้ีแลวเกิดในฐานะเปนท่ีชื่นชม อกี หรือ พระเจา ขา พระพทุ ธเจา ตรสั วา ภกิ ษทุ งั้ หลาย คนผไู มป ระมาทแลว ทง้ั หลาย เปน คฤหสั ถ ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ยอมบันเทิงในที่ท้ังปวงทีเดียว ดังน้ีแลวตรัสพระคาถาน้ีวา ผูทําบุญไวแลว ยอมบันเทิงในโลกนี้ ละจากโลกน้ีไปแลว ยอมบันเทิงในโลกท้ังสอง เขาเห็นความหมดจดแหง กรรมของตน ยอมบันเทงิ เขายอมรืน่ เริง ๒๔. วิสาขามหาอบุ าสกิ า นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แควนอังคะ บิดาชื่อ ธนัญชยั มารดาชอ่ื สมุ นาเทวี และปูช อื่ เมณฑกเศรษฐี ในวัยเด็กวสิ าขาเปน ท่ีรักดจุ แกวตาดวงใจของเมณฑกเศรษฐผี เู ปน ปู เมณฑกเศรษฐีเม่ือทราบวา พระพทุ ธเจาพรอ มภกิ ษสุ งฆจาํ นวนมากจะเสด็จ มาสเู มอื งภทั ทยิ ะ จงึ ใหน างวสิ าขาพรอ มบรวิ ารไปรอรบั เสดจ็ ฝา ยนางวสิ าขาและบรวิ าร เมอื่ ไดฟ ง เทศนาธรรมทพ่ี ระพทุ ธองคต รสั แสดง แลว กไ็ ดบ รรลธุ รรมชนั้ โสดาบนั ดว ยกนั ทั้งหมด สวนเมณฑกเศรษฐีภายหลงั เม่อื ไดเขา ไปเฝา และฟงธรรมท่ีพระพุทธองคต รัส แสดง กไ็ ดบ รรลธุ รรมชนั้ โสดาบนั เชน เดยี วกนั โดยกราบทลู อาราธนาพระพทุ ธเจา พรอ ม คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 125
126 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ภกิ ษุสงฆไปรบั บิณฑบาตท่บี านของตน ตลอด ๑๕ วัน ที่ประทบั อยูในเมอื งภัททยิ ะ พระเจา ปเสนทโิ กศลแหง เมอื งสาวตั ถแี ละพระเจา พมิ พสิ ารแหง เมอื งราชคฤห มีความเกี่ยวดองกันที่ตางไดภคินี (นองสาว) ของกันและกันมาเปนพระมเหสี แตเนื่องจากในเมืองสาวัตถีไมมีเศรษฐีตระกูลใหญๆ ที่มีทรัพยสมบัติมาก และทรง เห็นวาในเมอื งราชคฤหน ้นั มเี ศรษฐีผมู ที รัพยม ากอยูถ งึ ๕ ตระกูล พระเจา ปเสนทโิ กศล จึงเสด็จไปยังเมืองราชคฤห เขาเฝาพระเจาพิมพิสาร ขอพระราชทานตระกูลเศรษฐี ในเมืองราชคฤหใหไปอยูเมืองสาวัตถีสักตระกูลหน่ึง พระเจาพิมพิสารทรงดําริวา การยายตระกูลใหญๆ เพียงหน่ึงตระกูล เสมือนกับแผนดินทรุดแตเพ่ือรักษา สมั พนั ธไมตรตี อ กนั ไว เมอ่ื ทรงปรกึ ษากบั อาํ มาตยท ง้ั หลายแลว ตา งเหน็ พอ งตอ งกนั วา สมควรยกตระกลู ธนญั ชยั เศรษฐใี หไปอยสู าวัตถกี บั พระเจา ปเสนทิโกศล ฝายธนัญชัยเศรษฐี ใหจัดขนยายทรัพยสมบัติพรอมท้ังสัตวเล้ียงเดินทาง สูนครสาวัตถีพรอมกับพระเจาปเสนทิโกศล เมื่อเขาเขตสาวัตถีแลว ขณะพักแรมใน ระหวางทางกอนเขาเมือง เขาเห็นวา ภูมิประเทศแถวนั้นเปนชัยภูมิเหมาะสมดี อีกท้ัง ตนเองมีบริวารติดตามมาจํานวนมาก ถาจะไปตั้งบานเรือนภายในเมืองอาจคับแคบ ไมสะดวก โดยพระเจาปเสนทิโกศลโปรดพระราชทานอนุญาตใหกอตั้งบานเรือนข้ึน ณ ที่นนั้ และช่อื เมอื งใหมวา สาเกต ต้ังอยูหางจากนครสาวตั ถปี ระมาณ ๗ โยชน ในเมืองสาวัตถี มีเศรษฐีตระกูลหน่ึง ชื่อมิคารเศรษฐี มีบุตรชายชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร บิดามารดาตองการใหเขาแตงงานเพ่ือสืบทอดวงศตระกูลตอไป แตปุณณวัฒนะไมอยากจะมีครอบครัว พอบิดามารดารบเรามากข้ึนจึงหาอุบายเล่ียง โดยบอกแกบิดามารดาวา ถาไดหญิงสาวที่มีความงามครบท้ัง ๕ อยาง (ที่เรียกวา เบญจกลั ยาณี ๕ ) จึงจะยอมแตงงานมคี รอบครวั เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี ๕ อยาง ประกอบดวย ๑. ผมงาม คอื หญงิ ทมี่ ผี มยาวถงึ สะเอวแลว ปลายผมงอนขนึ้ (เกสากลยฺ าณ)ี ๒. เนือ้ งาม คอื หญงิ ทม่ี ีรมิ ฝป ากแดงดุจผลตําลงึ สุกและเรียบชดิ สนทิ ดี (มสํ กลฺยาณ)ี ๓. กระดูกงาม คือหญิงที่มฟี น สีขาวประดุจสังขแ ละเรยี บเสมอกนั (อฏ กิ ลฺยาณ)ี 126
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 127 ๔. ผิวงาม คอื หญงิ ทม่ี ีผวิ งามละเอียด ถาดาํ กด็ าํ ดังดอกบัวเขียว ถาขาวก็ ขาวดังดอกกรรณิกา (ฉวกิ ลยฺ าณ)ี ๕. วยั งาม คอื หญงิ ที่แมจ ะคลอดบตุ รถงึ ๑๐ ครง้ั ยงั คงสภาพรา งกายสวย ดจุ คลอดคร้งั เดียว (วยกลยฺ าณ)ี บิดามารดา จึงใหเชิญพราหมณผูเชี่ยวชาญในดานอิตถีลักษณะมาถามวา หญิงผูมีความงามเชนนี้มีหรือไม เมื่อทราบวามี จึงขอใหพราหมณไปเท่ียวแสวงหา พรอ มกับมอบพวงมาลยั และเครอื่ งทองหม้นั ไปดวย พวกพราหมณไปเท่ียวแสวงหาหญิงสาวในทุกท่ัวทั้งเมืองนอยใหญ จน กระทั่งมาถึงเมืองสาเกต จงึ ไดพบวิสาขากับหญงิ บรวิ ารที่ทาน้าํ แหง หนงึ่ นางมีลกั ษณะ ภายนอกถูกตองตามตําราอิตถีลักษณะ ๔ ขาดอีกอยางเดียว แตขณะน้ัน ปรากฏมี ฝนตกลงมาอยา งหนกั หญงิ สาวบรวิ ารทงั้ หลายพากนั วงิ่ หลบหนฝี นเขา ไปในศาลาทพี่ กั ฝายนางวิสาขายังคงเดินดวยอาการปกติ ทําใหพราหมณทั้งหลายประหลาดใจมาก ประกอบกับตองการเห็นลักษณะฟนของนางดวย จึงไปถามวา เหตุไฉน เธอจึงไม วิ่งหลบหนีฝนเหมือนกับหญิงสาวคนอ่ืนๆ เลา นางวิสาขาจึงตอบวา ทานพราหมณ ชน ๔ จาํ พวก เมอ่ื วงิ่ แลว จะดไู มง าม ไดแก ๑. พระราชา ผูท รงเครอ่ื งอาภรณพรอ มสรรพ ๒. บรรพชติ ผคู รองผากาสาวพัสตร ๓. สตรี ผชู อ่ื วา เปน หญงิ ทง้ั หลาย (นอกจากจะดไู มง ามแลว อาจเกดิ อบุ ตั เิ หตุ จนเสยี โฉมหรอื พิการได จะทาํ ใหเส่อื มเสยี และหมดคุณคา) ๔. ชางมงคล ท่ีตกแตง แลว ดวยเครอ่ื งอาภรณสําหรบั ชา ง พราหมณเม่ือเห็นปญญาอันเฉลียวฉลาด และคุณสมบัติแหงเบญจกัลยาณี ครบทุกประการ จึงขอใหนางพาไปท่ีบานเพื่อทําการสูขอตอบิดามารดาตามประเพณี และเม่ือทราบวา มีชาติตระกูลและทรัพยสมบัติเสมอกัน (กับตระกูลมิคารเศรษฐี) จงึ สวมพวงมาลยั ทองใหก บั นางวสิ าขาเปน การหมนั้ ไวก อ น และกาํ หนดวนั อาวาหมงคล ในภายหลัง ฝา ยธนัญชยั เศรษฐีใหช างทองทาํ เคร่อื งประดบั ชือ่ มหาลดาปสาธน เพือ่ มอบ ใหแกลูกสาว เปนชุดพิเศษที่ยาวติดตอกันตั้งแตศีรษะจรดปลายเทา มีเครื่องเงินทอง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 127
128 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท และรัตนะอนั มีคาถงึ ๙ โกฏิกหาปณะ คาแรงฝม อื ชางอกี ๑ แสน นอกจากนน้ั ยงั มอบ ทรัพยสินเงินทองของใชตางๆ ทั้งขาทาสบริวารและฝูงโคอีกมาก พรอมกับสงกุฏมพี ผูม คี วามชํานาญดานตางๆ ไปเปน ที่ปรกึ ษาดแู ลประจําตวั อีก ๘ คน กอนที่นางวิสาขาจะไปสูตระกูลของสามี บิดาไดอบรมมารยาทแหงกุลสตรี ผูจะไปสูตระกูลของสามี โดยใหโอวาทเพ่ือแนวทางประพฤติปฏิบัติตน ๑๐ อยาง ประกอบดวย ขอ ท่ี ๑ ไฟในอยา นาํ ออก หมายความวา อยา นําความไมด ขี องพอ ผวั แมผวั และสามีออกไปพดู ใหคนภายนอกฟง ขอ ท่ี ๒ ไฟนอกอยา นาํ เขา หมายความวา เมอื่ คนภายนอกตาํ หนพิ อ ผวั แมผ วั และสามอี ยางไร อยานาํ มาพดู ใหค นในบา นฟง ขอที่ ๓ ควรใหแกคนที่ใหเทาน้ัน หมายความวา ควรใหแกคนท่ียืมของ ไปแลว แลว นํามาสงคนื ขอท่ี ๔ ไมควรใหแกคนที่ไมให หมายความวา ไมควรใหแกคนท่ียืมของ ไปแลว แลว ไมน าํ มาสง คนื ขอ ท่ี ๕ ควรใหท ง้ั แกค นทใี่ หแ ละไมใ ห หมายความวา เมอ่ื ญาตมิ ติ รผยู ากจน มาขอความชวยเหลอื ขอพ่ึงพาอาศยั เมอื่ ใหไปแลว เขาจะใหค ืนหรือไมใ หคนื กค็ วรให ขอท่ี ๖ พึงนั่งใหเปนสุข หมายความวา ไมน่ังในที่กีดขวางพอผัว แมผัว และสามี ขอท่ี ๗ พึงนอนใหเปนสุข หมายความวา ไมควรนอนกอนพอผัวแมผัว และสามี ขอ ท่ี ๘ พงึ บริโภคใหเปนสขุ หมายความวา ควรจัดใหพ อ ผวั แมผวั และสามี บรโิ ภคแลว ตนจึงคอยบริโภคภายหลงั ขอที่ ๙ พงึ บาํ เรอไฟ หมายความวา ใหม ีความสาํ นึกอยูเสมอวา พอ ผัวแม ผัวและสามีเปนเหมือนกองไฟและพญานาคทจี่ ะตอ งบาํ รุงดูแล ขอ ที่ ๑๐ พงึ นอบนอ มเทวดาภายใน หมายความวา ใหม คี วามสาํ นกึ อยเู สมอวา พอผัวแมผวั และสามเี ปนเหมือนเทวดาทจ่ี ะตองใหความนอบนอม เม่ือนางวิสาขาไปอยูในตระกูลสามี เพราะความท่ีเธอเคยไดรับการอบรม ส่ังสอนมาเปนอยางดีต้ังแตวัยเด็ก และมีสติปญญาเฉลียวฉลาด มีน้ําใจดีและเจรจา 128
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 129 ไพเราะใหความเคารพผูท่ีมีวัยสูงกวาตน จึงเปนที่รักใครชอบใจของคนท่ัวไป เวนแต มิคารเศรษฐีบิดาของสามีซึ่งมีจิตฝกใฝในลัทธินักบวชอเจลกชีเปลือยที่นับถือวาเปน พระอรหันต เมื่อนิมนตเขามาบริโภคโภชนาหารที่บาน ก็จะใหคนไปตามนางวิสาขา มาไหวพระอรหันต และชวยจดั เล้ยี งอาหารแกอเจลกชเี ปลือยเหลานน้ั ดวย นางวิสาขาผูเปนอริยบุคคลชั้นโสดาบัน พอไดยินคําวาพระอรหันต รูสึกปติ ยินดีรีบมายังเรือนของมิคารเศรษฐี แตเม่ือไดเห็นอเจลกชีเปลือย ก็ตกใจ กลาววา ผูไมมีความละอายเหลานี้ จะเปนพระอรหันตไมได วันหน่ึง ขณะท่ีมิคารเศรษฐีกําลัง บรโิ ภคอาหารอยู มนี างวสิ าขาปรนนบิ ตั อิ ยใู กลๆ ไดม ภี กิ ษบุ ณิ ฑบาตผา นไปมา หยดุ ยนื ทหี่ นา บา นมคิ ารเศรษฐี นางวสิ าขารวู า เศรษฐแี มจ ะเหน็ ภกิ ษกุ ท็ าํ เปน ไมเ หน็ จงึ กลา ววา นมิ นตทานไปขางหนา กอนเถดิ ทา นเศรษฐกี ําลงั บรโิ ภคของเกาอยู เศรษฐไี ดยินเชน น้ัน โกรธเปนที่สุด หยุดบริโภคอาหารทันที ส่ังใหบริวารขับไลนางวิสาขาออกจากบานไป นางวิสาขาจึงกลา วกบั กุฎมพีทงั้ ๘ เพอื่ ช้ีแจงใหท า นเศรษฐเี ขา ใจ มิคารเศรษฐีฟงคําช้ีแจงของลูกสะใภก็หายโกรธเคือง และอนุญาตใหนิมนต พระพทุ ธเจา พรอ มภกิ ษทุ งั้ หลายมารบั บณิ ฑบาตทบี่ า นของตนได ฝา ยพวกนกั บวชชเี ปลอื ย รูวาพระศาสดาเสด็จไปยังเรือนของมิคารเศรษฐีจึงรีบไปน่ังลอมเรือนไว ไมใหมิคาร เศรษฐีไปถวายภัตตาหารแกพระศาสดา คร้ันเสร็จภัตกิจแลว นางวิสาขาใหคนไป เชิญพอผัวมาฟงธรรม ทานเศรษฐีคิดวา ถาไมไปคราวน้ี คงไมสมควรอยางย่ิง ฝายพวกอาชีวกเม่ือเห็นวา หามมิคารเศรษฐีไวไมไดแลว จึงกลาวกับเศรษฐีวา เม่ือทา นไปฟง ธรรมของสมณโคดม จงน่ังฟงอยูภายนอกมาน แลวรบี พากนั ลว งหนา ไป จดั แจงก้นั มา นไว เศรษฐไี ปถงึ จงึ ไดน ัง่ ภายนอกมาน พระศาสดา ตรัสวา “ทาน จะนั่งนอกมานก็ตาม ท่ีฝาเรือนคนอ่ืน ก็ตาม ฟากภูเขาหินโนน ฟากจักรวาลโนนก็ตาม เราช่ือวาเปนพระพุทธเจา ยอมอาจยังทาน ใหไดยนิ เสยี งของเราได” ดงั นี้แลว ตรัสแสดงอนุปุพพีกถา ธรรมดาวา เมอื่ พระพทุ ธเจา ทรงเทศนาธรรมอยู ชนผยู นื อยขู า งหนา ขา งหลงั ก็ตาม อยูเลยรอยจักรวาล พนั จกั รวาลกต็ าม อยใู นภพอกนิษฐก็ตาม ยอ มกลาวกันวา พระศาสดาทอดพระเนตรดูเราอยูคนเดียว ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว แทจริง พระศาสดาเปนดุจทอดพระเนตรดูคนน้ันๆ และเปนดุจตรัสกับคนน้ันๆ โดยเจาะจง สมนยั ที่วา พระพทุ ธเจา ท้งั หลายอปุ มาดงั ดวงจนั ทร ยอ มปรากฏเหมือนประทับยืนอยู คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 129
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380