Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือธรรมศึกษาชั้นโท ปี 2561

คู่มือธรรมศึกษาชั้นโท ปี 2561

Published by suttasilo, 2021-06-27 06:38:00

Description: คู่มือธรรมศึกษาชั้นโท ปี 2561

Keywords: คู่มือธรรมศึกษา,ธรรมศึกษาชั้นโท,2561

Search

Read the Text Version

80 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การประกาศพระศาสนา พระโมคคลั ลานะ เปน กาํ ลังสําคญั ย่งิ ในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาใหเขาถงึ คนทั้งหลายไดท ุกระดบั ชั้น และดาํ เนนิ ไปอยางมปี ระสทิ ธิภาพ สามารถแนะนําสัง่ สอน คนท้ังหลายใหรูและเขาใจหลักธรรมคําสอน แสดงใหเห็นบาปบุญคุณโทษไดประจักษ ชดั แกใ จ ประดุจวา พวกเขาไดป ระสบและพบเหน็ มาดวยตาฉะนน้ั โดยมผี ูห ันมานับถอื พระพุทธศาสนามากขึ้นเปนเหตุใหพระศาสนาเจริญรุงเรือง และแผไพศาลกวางขวาง แพรหลายออกไปยังท่ัวสารทิศ นอกจากน้ัน ทานยังเปนผูมีความรูดานการกอสราง ท่ีเรียกวา งานนวกรรมเปนอยางดีอีกสวนหน่ึงดวย ดังที่พระศาสดาโปรดตั้งให ทานเปน “นวกัมมาธิฏฐายี” คือผูดูแลงานการกอสรางวัดบุพพาราม ในกรุงสาวัตถี ซึง่ นางวสิ าขามหาอบุ าสกิ าบริจาคทรพั ยสรา งถวาย เอตทัคคะ พระพุทธเจา ทรงยกยองพระโมคคัลลานะเปนคูกับพระสารีบุตรในอัน ใหอุปการะภิกษุใหม คือชวยดูแลแนะนําส่ังสอนใหภิกษุที่บวชใหมไดศึกษาเรียนรู และการปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ทานไดรับตําแหนงอัครสาวกเบื้องซายคูกับ พระสารบี ตุ ร อคั รสาวกเบอื้ งขวา โดยทรงยกยอ งพระโมคคลั ลานะวา เปน เอตทคั คะคอื ผเู ลศิ กวา ภกิ ษทุ งั้ หลายดา นผมู ฤี ทธม์ิ าก ฤทธน์ิ ห้ี มายถงึ คณุ สมบตั ทิ สี่ าํ เรจ็ ดว ยอธษิ ฐาน ความตง้ั มั่นแหง จติ ซ่ึงผลท่ีเกดิ ข้ึนดวยอํานาจฤทธนิ์ ั้นลว นแตพ นวสิ ยั ของมนุษย เชน สามารถจารกิ ไปในสวรรคแ ละนรกได เปนตน นิพพาน พระโมคคัลลานะ นิพพานกอ นพระพุทธเจา ตามตาํ นานวา ทา นไปพกั อยทู ่ี ตาํ บลกาฬสลิ า แควน มคธ พวกเดยี รถยี เ หน็ วา ทา นเปน กาํ ลงั สาํ คญั ของพระสมณโคดม และสามารถนาํ เรอ่ื งในสวรรคแ ละนรกไปแจง แกม นษุ ยท งั้ หลาย ทาํ ใหม ผี เู ลอ่ื มใสหนั ไป เขา สาํ นกั พระสมณโคดมมากขนึ้ ถา กาํ จดั พระโมคคลั ลานะไดแ ลว ลทั ธฝิ า ยตนจะมคี น นบั ถอื มาก และเจรญิ รงุ เรอื ง จงึ จา งคนรา ยใหไ ปลอบฆา ซง่ึ ใน ๒ คราวแรก ทา นหนไี ปได แตค รงั้ ท่ี ๓ ทานพจิ ารณาเหน็ กรรมเกาตามทัน จึงไมห นไี ปไหน โดยถกู ทุบตรี างกาย จนกระดูกแตกแหลก ฝายคนรายคิดวาทานมรณะแลว จึงนําสรีระไปซอ นทพ่ี มุ ไมและ พากันหลบหนีไป พระโมคคัลลานะ ยังไมถึงแกมรณะ จึงเยียวยาอัตภาพดวยกําลัง 80

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 81 แหง ฌานและไปเฝาทูลลาพระพทุ ธเจา แลว กลบั ไปนพิ พานท่ตี าํ บลกาฬสิลา ในวนั แรม ๑๕ คาํ่ เดอื น ๑๒ หลงั พระสารบี ตุ ร ๑๕ วนั ครง้ั นนั้ พระศาสดาเสดจ็ ไปในพธิ ฌี าปนกจิ สรรี ะพระโมคคลั ลานะ และโปรดใหเ กบ็ อฐั ธิ าตไุ ปยงั วดั เวฬวุ นั โดยกอ เจดยี บ รรจอุ ฐั ธิ าตุ ไวใกลซ ุมประตวู ดั เวฬวุ ัน ในกรุงราชคฤห ๕. พระมหากสั สปะ พระมหากัสสปะ เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล คือตระกูลที่มั่งคั่ง ในหมูบา นมหาตติ ถะ กรุงราชคฤห บิดาชื่อ กบิล มารดาชอ่ื สุมนเทวี เดิมชือ่ ปปผลิ นิยมเรยี กตามโคตรวา กสั สปะ เมื่ออายุ ๒๐ ป ไดแตง งานกับภัททกาปล านี หญิงสาว วัย ๑๖ ป แหง ตระกูลพราหมณโ กสยิ โคตร ในเมอื งสาคละ เปนตระกลู มหาศาลมงั่ ค่งั ร่าํ รวยเหมือนกัน ท้ังคไู มตองการทีจ่ ะแตงงานเปนสามภี รรยากัน แตเพราะไมอยากขัด ความประสงคข องบดิ ามารดา จงึ ยอมแตง งานตามประเพณี ทง้ั คมู ไิ ดย นิ ดใี นกามารมณ แมเวลานอนก็จะใชพวงดอกไม ๒ พวงวางไวระหวางกลาง เพราะตางยินดีในการ ประพฤติพรหมจรรย ครั้นบิดามารดาทั้งสองฝายลวงลับไป ปปผลิจึงตองดูแลสมบัติ เพื่อดํารงวงศตระกูลตอไป อยูมาวันหน่ึงทั้งสองมีความคิดข้ึนวา ผูครองเรือนตอง คอยน่ังรับบาปเพราะการกระทําของคนอื่น มีใจเบื่อหนาย จึงชักชวนกันออกบวชถือ เพศบรรพชิตอุทิศตอพระอรหันตในโลก เมื่อเดินไปถึงทางแยกแหงหนึ่ง จึงไดตกลง กันวา ควรแยกกันเดินทางตอไป โดยปปผลิไปทางขวา ฝายภัททกาปลานีไปทางซาย นางดําเนินไปกระท่ังถึงสํานักของภิกษุณีแหงหน่ึงและไดขอบวชอยูในสํานักน้ัน ตอมา ไดสาํ เรจ็ เปน พระอรหนั ต การบวชในพระพทุ ธศาสนา ปปผลิ เดินทางไปเร่ือยๆ วันหนึ่งไดพบพระพุทธเจาซึ่งประทับอยูใตรมไทร ท่ีเรียกวา พหุปุตตกนิโครธ อยูระหวางเมืองราชคฤหกับนาลันทา เกิดความเลื่อมใส รับเอาพระพุทธเจาวาเปนศาสดาของตน พระพุทธองคทรงอนุญาตใหเปนภิกษุใน พระธรรมวินัยดว ยประทานพระโอวาท ๓ ขอวา ๑. กัสสปะ เธอพึงศึกษาวาเราจะเขาไปตัง้ ความละอายและความเกรงใจไว อยา งแรงกลา ในภกิ ษทุ ี่เปน ผูเ ฒา (เถระ) ผบู วชใหม ผูปานกลาง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 81

82 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๒. เราจะฟงธรรมอันใดอันหน่ึงซึ่งประกอบดวยกุศล เราจักเง่ียโสต ลงฟงธรรมนั้น (ตั้งใจฟง) พิจารณาเนือ้ ความแหงธรรมนน้ั ๓. เราจะไมละสติที่ไปในกาย คือพิจารณารา งกายเปน อารมณ การอปุ สมบทดว ยวิธีน้ี เรยี กวา โอวาทปฏิคคณูปสมั ปทา แปลวา การบวช ดวยการรบั โอวาท การบรรลุธรรม พระกัสสปะ ครั้นบวชแลว ไดศึกษาและปฏิบัติบําเพ็ญเพียรในธรรมอยาง สม่ําเสมออยู ๗ วัน ก็ไดบรรลุธรรมสาํ เร็จเปนพระอรหนั ตใ นวันรงุ ขึ้นอนั เปนวนั ท่ี ๘ นบั แตบวชเปน ภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนา การประกาศพระศาสนา พระมหากัสสปะ เปนพระสงฆท่ีมักนอยสันโดษ มีปกติถือธุดงค ๓ คือถือ ทรงผา บงั สกุ ลุ จวี รเปน วตั ร ถอื เทยี่ วบนิ ฑบาตเปน วตั ร และถอื อยปู า เปน วตั ร การเผยแผ พระศาสนาจึงเปนไปในลักษณะแสดงจริยาวัตรที่เปนแบบอยางใหเห็นมากกวาการ กลาวธรรม โดยทา นแสดงคุณแหงการถอื ธดุ งคของทา นแกพ ระศาสดา ๒ ประการ คือ ๑. เปน การอยเู ปน สขุ ในปจ จบุ นั ๒. เพื่ออนเุ คราะหค นรนุ หลงั จะไดถือปฏบิ ตั ิตาม พระมหากัสสปะ ยังมีคุณธรรม และจริยาวัตรท่ีพระพุทธองคตรัส ยกยอง เชนวา มีธรรมเปนเคร่ืองเสมอกับพระองค ทรงเปลี่ยนสังฆาฏิกันใช โดยตรัสสอน ใหภิกษุทั้งหลาย ถือจริยาของพระมหากัสสปะเปนแบบอยาง เชนวา กัสสปะเขาไปสู ตระกูล ประพฤติตนเปนคนใหม ไมคุนเคยอยูเปนนิตย ไมคะนองกายวาจาเขาไปใน สกลุ จติ ไมข อ งอยใู นสกลุ เปน ผมู ใี จเปน กลาง และแสดงธรรมแกผ อู นื่ ดว ยความมจี ติ อนั ประกอบดว ยเมตตาเสมอ เม่ือคราวทําปฐมสังคายนา ณ ถ้ําสัตตบรรณคูหาแหงเวภารบรรพต กรุงราชคฤห พระมหากัสสปะเปนผูริเริ่มและเปนองคประธานในการทําสังคายนา พระธรรมวนิ ัย โดยคัดเลอื กพระอรหันต ๕๐๐ รปู รว มทําสังคายนา มีพระอุบาลีเปน ผวู สิ ชั ชนาพระวนิ ยั และพระอานนทเ ปน ผวู สิ ชั ชนาพระสตู ร พระอภธิ รรม และมพี ระเจา 82

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 83 อชาตศัตรู ทรงเปนองคศาสนูปถัมภ ทําสังคายนาอยู ๗ เดือนจึงสําเร็จ โดยปรารภ ถงึ เหตทุ พ่ี ระสภุ ทั ทะซงึ่ บวชตอนแก ไดก ลา วจว งจาบพระธรรมวนิ ยั หลงั จากพระพทุ ธเจา ปรินิพพานแลว ๗ วัน ซ่ึงการทําสังคายนาคร้ังแรกน้ี นับเปนผลใหพระสัทธรรม ดาํ รงบริสุทธ์มิ น่ั คงและพระพุทธศาสนาเจรญิ รุง เรืองสืบมา เอตทัคคะ พระมหากัสสปะ เปนพระสงฆผูมักนอยสันโดษและมั่นคงในธุดงควัตร โดยไดรับยกยองจากพระศาสดาวาเปนผูมี เอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุท้ังหลายดาน ผทู รงธดุ งค เพราะมปี กตถิ อื ธดุ งควตั ร เมอื่ ทาํ ปฐมสงั คายนาเสรจ็ แลว ทา นพกั จาํ พรรษา อยทู ี่วดั เวฬวุ ัน กรงุ ราชคฤห และดับขันธนพิ พาน ณ ระหวา งกกุ กุฏสมั ปาตบรรพตท้ัง ๓ ลูก ขณะดํารงอายสุ ังขารไดประมาณ ๑๒๐ ป ๖. พระมหากัจจายนะ พระมหากัจจายนะ เกิดในเรือนปุโรหิตของพระเจา จณั ฑปช โชต เปนตระกูล พราหมณกัจจายนโคตร บิดาช่ือ ติริฏิวัจฉะ ผูเปนปุโรหิตของพระเจาจัณฑปชโชติ ในเมืองอชุ เชนี มารดาไมป รากฏช่อื เดมิ ทา นช่อื กญั จนะ เพราะมผี วิ พรรณงามเหมือน ทองคาํ แตน ยิ มเรยี กตามโคตรวา กจั จายนะ เมอ่ื เจรญิ วยั ไดศ กึ ษาจนไตรเพท ครน้ั บดิ าถงึ แกกรรมแลว กไ็ ดรบั ตาํ แหนงปโุ รหิตแทนบดิ า การบวชในพระพุทธศาสนา พระเจา จันฑปช โชติ แหง กรุงอุชเชนี ทรงสดับขา ววา พระพทุ ธเจาอุบตั ขิ น้ึ ในโลก และเที่ยวจาริกแสดงธรรมแกมหาชนเพื่อใหไดรับประโยชนสุขแกชีวิต จึงทรง มีพระประสงคจะใหพระพุทธองคทรงประกาศเผยแผพระศาสนาในเมืองอุชเชนีบาง โปรดใหก จั จายนะปโุ รหติ ไปทลู อาราธนาพระพทุ ธองคเ สดจ็ ยงั กรงุ อชุ เชนี กอ นไปกจั จายนะ ไดท ลู ขอลาบวชในสาํ นกั ของพระพทุ ธเจาดวย เมื่อทรงอนุญาตแลว จึงออกเดินทางไป พรอมบริวาร ๗ คน คร้ันไดเฝาพระพุทธเจา ณ วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี และ ฟงเทศนาธรรมแลวก็ไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต และทูลขอบวช พระศาสดา ประทานอนุญาตใหเปนภกิ ษุดว ยวิธีเอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 83

84 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ประกาศพระพทุ ธศาสนา พระมหากัจจายนะ ทูลอาราธนาพระพุทธองคเสด็จยังกรุงอุชเชนีตาม พระประสงคของพระเจาจันฑปชโชติ แตพระองคตรัสใหทานกลับไปยังกรุงอุชเชนี เพ่ือทูลพระเจาจันฑปชโชติใหทรงทราบ และชวยประกาศเผยแผพระศาสนา พระมหากัจจายนะเมื่อเผยแผพระศาสนาในกรุงอุชเชนี โดยพระเจาจันฑปชโชติ และ เหลาขาราชบริพาร ตลอดทั้งประชาชนตางมีความเลื่อมใส และยอมรับนับถือ พระพทุ ธศาสนาเปน สรณะท่ีพ่งึ แลว จึงกลับไปยังสาํ นักของพระพทุ ธเจา พระมหากัจจายนะ เปนพระสงฆท่ีมีปญญาและฉลาด สามารถอธิบาย ขอธรรม ท่ีพระศาสดาตรัสไวโดยยอใหพิสดารได อยางเชน เมื่อครั้งท่ีพระศาสดา ตรสั ภทั เทกรตั ตสตู รแตเ พยี งโดยยอ ภกิ ษทุ งั้ หลายทยี่ งั ไมเ ขา ใจเนอ้ื ความ จงึ ขอใหท า น ชวยอธิบาย ทานจึงไดอธิบายขยายความแหงพระสูตรนั้นโดยพิสดาร และบอกวาถา รูปใดยังไมแจมแจง ขอใหทูลถามพระศาสดา ภิกษุไปทูลถามพระศาสดาถึงเนื้อความ ท่พี ระมหากัจจายนะอธบิ าย พระพุทธองคตรัสวา ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย กัจจายนะเปน ผูมีปญญา ถาพวกเธอถามเน้ือความนั้นกับเรา แมเราก็ตองแกอยางนั้นเหมือนกัน เธอทั้งหลายจงทรงจาํ เนอ้ื ความนน้ั ไวเถดิ พระมหากัจจายนะนบั เปนพระสงฆร ูปหนึ่งท่ี มบี ทบาทสาํ คญั ในพระพทุ ธศาสนา โดยขอใหแ กไ ขขอ ปฏบิ ตั บิ างประการทพ่ี ระพทุ ธเจา บัญญัติไว คือเมื่อคร้ังท่ีทานพักอาศัยอยูที่ภูเขาชื่อปวัตตะ แควนอวันตี อุบาสกชื่อ โสณกุฏิกัณณะผูเปนอุปฏฐากของทาน ประสงคจะบวชเปนภิกษุ แตไมอาจบวชใหได เนอ่ื งจากในอวนั ตชี นบทนน้ั มภี กิ ษจุ าํ นวนนอ ย ไมค รบองคส งฆแ หง สงั ฆกรรมอปุ สมบท ที่ตอ งใช “สงฆทสวรรค” (ครบองคสงฆจ ํานวน ๑๐ รปู ) ตามพระพุทธานญุ าต จึงให บวชเปนสามเณรอยู ๓ ป เมื่อมีพระสงฆทสวรรคแลว จึงไดอุปสมบทเปนภิกษุ ตอ มาพระโสณะมคี วามประสงคจ ะไปเฝา พระพทุ ธเจา ณ กรงุ สาวตั ถี พระมหากจั จายนะ ผูเปนพระอุปชฌาย ไดมอบหมายใหชวยเปนธุระกราบทูลพระศาสดาถึงปญหาในการ ใหอ ปุ สมบทในอวนั ตชี นบท จงึ ในกาลครงั้ นนั้ ทรงประทานอนญุ าตให “สงฆป ญ จวรรค” (ครบองคพระสงฆจํานวน ๕ รูป) ใหการอุปสมบทแกกุลบุตรในปจจันตชนบทได (หมูบา นในตาํ บลท่อี ยูเ ขตชายแดน) พระมหากัจจายนะ ยังไดทูลขอใหพระพุทธองคทรงอนุญาตในขอปฏิบัติ บางประการท่ีไมสะดวกตอความเปนอยูของภิกษุในปจจันตชนทบท เชนวา ขอให 84

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 85 ทรงอนุญาตใหใชรองเทาเปนชน้ั ๆ ได ขอใหทรงอนญุ าตการอาบนํา้ เปนนติ ยไ ด ขอให ทรงอนุญาตเคร่อื งลาดที่ทาํ ดว ยหนงั สัตวได เปน ตน เมื่อพระพุทธเจาปรินิพพานแลว พระมหากัจจายนะ ไปพํานักอาศัยอยู ท่ีปาไมคุนธา แขวงมธุรราชธานี พระเจามธุรราชอวันตีบุตร เสด็จไปตรัสถามถึง เรื่องท่ีพราหมณเลาลือวา วรรณะพราหมณประเสริฐที่สุด วรรณะอ่ืนเลว วรรณะ พราหมณขาว วรรณะอ่ืนดํา วรรณะพราหมณเปนบุตรของพระพรหม เกิดจาก ปากพรหม ทานจึงทูลอธิบายเกี่ยววรรณะเพื่อพระองคทรงยอมรับวรรณะทั้ง ๔ วา เสมอกนั ตามความจรงิ วา ๑. ในวรรณะ ๔ เหลา นี้ วรรณะใดเปน ผมู ง่ั มี วรรณะเดยี วกนั และวรรณะอนื่ ยอมเขาเปนสาวกเปน บริวารของวรรณะนน้ั ๒. วรรณะใดประพฤติอกุศลกรรมบถ วรรณะนั้นเมื่อตายไป ยอมเขาสู อบายภมู เิ สมอเหมือนกนั หมด ๓. วรรณะใดประพฤติกุศลกรรมบถ วรรณะนัน้ เม่ือตายไป ยอมเขา ถึงสุคติ โลกสวรรคเ หมือนกนั ๔. วรรณะใดทําโจรกรรม ลักขโมย คดโกง เปนตน วรรณะนั้นตองรับ ราชอาชอาเหมือนกนั หมด ไมมยี กเวน ๕. วรรณะใดออกบวช ต้ังอยูในศลี ธรรม วรรณะนนั้ ยอ มไดรบั ความนบั ถือ ไดรบั การบาํ รุงและคมุ ครองรกั ษาเสมอกันหมด พระมธุรราชอวันตีบุตร ตรัสสรรเสริญธรรมภาษิตของทาน และทรงแสดง พระองคเปน อุบาสก ขอถงึ พระเถระ พระธรรม พระสงฆ วาเปนสรณะ พระเถระทูลวา ขอใหทรงถึงพระพุทธเจาเปนสรณะเถิด เม่ือทรงทราบวา พระพุทธเจาปรินิพพานแลว จึงทรงขอถงึ พระพทุ ธเจา พระธรรม และพระสงฆวาเปน สรณะอันประเสรฐิ สุด เอตทัคคะ พระมหากัจจายนะ นับวาเปนพระสงฆท่ีมีปฏิภาณไหวพริบเปนเลิศ ฉลาดสามารถจําแนก และอธิบายเนื้อความโดยยอใหกวางขวางพิศดารออกไปได สมตามนัยที่ทานไดรับยกยองจากพระศาสดาวามี เอตทัคคะ คือผูเลิศกวาภิกษุ ทัง้ หลายดานผูอธิบายเน้อื ความยอใหพ ศิ ดาร คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 85

86 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๗. พระอานนท พระอานนท เปนพระโอรสของพระเจาสุกโกธนะผูเปนพระกนิษฐภาดาของ พระเจา สทุ โธทนะผเู ปน พระพทุ ธบดิ า พระมารดาพระนามวา พระนางกสี าโคตมี ประสตู ิ ที่กรุงกบิลพัสดุ เปนสหชาติกับพระพุทธเจา โดยทรงไดรับการเล้ียงดูและการศึกษา มาเปน อยางดี การบวชในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาเสด็จไปประกาศเผยแผพระศาสนาในกรุงกบิลพัสดุ ปรากฏมีพระประยุรญาติหลายองคออกผนวชตาม แตพระโอรสแหงศากยะ เหลา น้ี คอื มหานามะ อนรุ ทุ ธะ ภทั ทยิ ะ กมิ พลิ ะ ภคั คุ อานนท และเทวทตั (ฝา ยโกลยิ วงศ) จึงมีเสียงวิจารณวา พระโอรสเหลาน้ี เห็นท่ีจะมิใชพระญาติ จึงไมยอมออก ผนวชตาม พระโอรสมหานามะเม่ือสดับคําเชนนั้นทรงรูสึกละอาย จึงปรึกษากับ พระอนุรุทธะวาจะตองออกบวชคนหน่ึง ฝายพระโอรสอนุรุทธะมีพระประสงคจะบวช แตพระมารดาไมทรงอนุญาต จึงทูลออนวอนจนไดรับอนุญาต แตมีเง่ือนไขวา หาก พระภทั ทยิ ะออกผนวชดว ยจงึ จะอนญุ าต พระอนรุ ทุ ธะจงึ ชกั ชวนพระโอรสภทั ทยิ ะและ พระโอรสอกี ๕ พระองค รวมทงั้ อบุ าลผี เู ปน ชา งภษู ามาลาประจาํ ตระกลู โดยไดอ อกบวช ในสาํ นกั ของพระศาสดา ขณะประทบั อยู ณ อนปุ ย อมั พวนั เขตอนปุ ย นคิ ม แควน มลั ละ การบรรลธุ รรม พระอานนท เมื่อฟงธรรมจากพระปณุ ณมนั ตานีบุตรกไ็ ดบ รรลุโสดาปต ตผิ ล เปนพระอรยิ บุคคลชั้นโสดาบนั ตอมาทา นไดทาํ หนาทีเ่ ปนพุทธอปุ ฏ ฐาก โดยฉนั ทามติ ของภกิ ษุทง้ั หลาย เพราะเห็นวาเปนผูมีสตปิ ญ ญาดี ขยัน อดทน และละเอยี ดรอบคอบ มีความทรงจาํ ดี โดยกอนท่จี ะรับหนา ท่พี ระอานนทไดทลู ขอพร ๘ ประการวา ๑. ขออยาประทานจวี รอันประณตี แกข าพระองค ๒. ขออยาประทานบิณฑบาตอันประณีตแกขา พระองค ๓. ขออยาใหขา พระองคอ ยใู นทปี่ ระทับของพระองค ๔. ขออยา ทรงพาขา พระองคไปในทีน่ มิ นต ๕. ขอพระองคโปรดเสด็จไปยงั ท่นี มิ นตทีข่ า พระองครบั ไว 86

ÇªÔ Ò͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 87 ๖. ขอใหข า พระองคพาบริษทั ทีม่ าจากทีไ่ กลเขาเฝา ไดข ณะท่ีมาถึง ๗. ถาขาพระองคเกิดความสงสัยขึ้นเม่ือใด ขอใหขาพระองคเขาเฝาทูล ถามไดเมอื่ นัน้ ๘. ถาพระพุทธองคทรงเทศนาธรรมเร่ืองใดในที่ลับหลังขาพระองค ขอโปรดตรสั เทศนาธรรมนน้ั แกขาพระองคอีกครั้งหน่งึ พรขอที่ ๑-๔ เพ่ือมิใหเกิดคําตําหนิวา พระอานนท เฝาอุปฏฐากเพราะ ตอ งการลาภ ขอ ท่ี ๕-๗ เพอื่ ปอ งกนั ครหาวา พระอานนท จะปฏบิ ตั อิ ปุ ฏ ฐากพระพทุ ธเจา ไปทําไม แมกิจเพียงเทาน้ียังไมทรงอนุเคราะห และขอสุดทายเพ่ือปองกันคําตําหนิวา พระอานนท เฝาติดตามพระศาสดาไปทุกหนแหงประดุจเงาตามตัว เหตุไฉน แมขอ ธรรมนก้ี ย็ งั ไมรูวา พระองคทรงแสดงแกใ ครทีไ่ หนอยางไร การประกาศพระพุทธศาสนา พระอานนท เปน ผมู สี ตปิ ญ ญาดที รงจาํ ธรรมไวไ ดม าก สมดงั ทที่ า นไดร บั การ ยกยองวาเปนพหูสูตรผูทรงจําพุทธวัจนะไวไดมากท่ีสุด ทานเปนกําลังสําคัญของ พระศาสดาและพระพทุ ธศาสนา ในคราวทาํ ปฐมสงั คายนา พระมหากสั สปะองคป ระธาน สงฆไดมอบหมายใหทานทําหนาท่ีวิสัชชนาพระสูตรและพระอภิธรรม เนื่องจากยัง ไมไดบรรลุอรหัตตผล ทานจึงมุงบําเพ็ญเพียร แตก็ไมสําเร็จ เกิดความออนเพลีย จึงคิดวาจะพักผอนอิริยาบถ จึงเอนกายลงที่เตียง ขณะเทาพนจากพ้ืน ศีรษะ กําลังจะถึงหมอน ก็ไดสําเร็จเปนพระอรหันต โดยมิไดอยูในอิริยาบถทั้ง ๔ คือยืน เดิน นง่ั นอน อยา งใดอยางหน่งึ เอตทคั คะ พระอานนท เปนพระเถระผูทรงภูมิความรู สามารถทรงจําธรรมวินัยไว ไดมาก ประพฤติหนักในเหตุผลและมีความรอบคอบสูง ทานเปนพุทธอุปฏฐาก โดยไมหวังผลประโยชนสวนตน แตมุงเพื่อความเจริญรุงเรืองและความดํารงมั่นคง แหง พระศาสนาตอ ไปในอนาคต ทา นไดร บั ยกยอ งจากพระศาสดาวา เปน ผมู ี เอตทคั คะ คือผูเลิศกวาภิกษุทั้งหลายดานผูเปนพหุสูตร ผูมีสติ ผูมีคติ (แนวทางการทรงจํา พุทธวจนะหรอื หลักพระธรรมวนิ ัย) ผูมธี ิติ (ความเพยี ร) และผูเปน พทุ ธอุปฏฐาก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 87

88 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท โดยกอนจะดับขันธนิพพาน ทานไดเชิญพระประยุรญาติท้ังฝายศากยะ และฝายโกลิยะไปยังริมฝงแมนํ้าโรหิณีซ่ึงขั้นเขตแดนระหวางกรุงกบิลพัสดุและ กรุงเทวทหะ ลําดับน้ัน ทานไดเหาะข้ึนไปในอากาศ แสดงธรรมแกเทวดา เหลาพระประยุรญาติ และพุทธบริษัทท้ังหลายท่ีพรอมกันอยูท่ีนั้น และในตอนทาย เทศนาธรรมทานไดต ั้งสตั ยาธษิ ฐานวา เม่ือดับขนั ธนิพพาน ขอใหกายแตกเปน ๒ สวน ตกทางฝง กรุงกบลิ พสั ดแุ หงศากยวงศส วนหนึ่ง และฝงกรุงเทวทหะแหงฝา ยโกลยิ วงศ สว นหนงึ่ เพอื่ ปอ งกนั มใิ หเ กดิ ทะเลาะววิ าทกนั เพราะตอ งการอฐั ธิ าตุ ในบดั นน้ั เตโชธาตุ ไดเ กิดขน้ึ เผาสรีระของทานคงเหลอื เพยี งอัฐิธาตุ ท่ีแยกออกเปน ๒ สวน โดยไปตกลง บนพน้ื ดนิ ของ ๒ ฝง แหง แมน าํ้ โรหณิ ี พระอานนทเ ถระไดช อ่ื วา เปน พทุ ธสาวกทไ่ี ดบ รรลุ กเิ ลสนิพพาน และขนั ธนพิ พานในลกั ษณะท่ีแปลกกวา พระสาวกรูปอน่ื ๆ โดยดํารงอายุ สงั ขารถงึ ๑๒๐ ป ๘. พระอุบาลี พระอุบาลี เปนชาวเมืองกบิลพัสดุ บิดาเปนชางกัลบก (ชางตัดผม) ใน กรงุ กบลิ พสั ดุ ในวยั หนมุ นนั้ ทา นเปน ทโี่ ปรดของพระโอรสแหง ศากยวงศท งั้ ๕ พระองค คอื ภทั ทิยะ อนรุ ทุ ธะ อานนั ทะ กมิ พิละและภัคคุ โดยไดร ับตาํ แหนงเปน นายภษู ามาลา (ในทน่ี ี้หมายถึงชา งตดั ผมประจํากษตั รยิ หรือเจานายชัน้ สูงแหงศากยวงศ) การบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือคร้ังท่ีพระพุทธเจาประทับอยูท่ีอนุปยอัมพวัน ในแควนมัลละ เหลาพระโอรสแหงศากยะคือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานันทะ กิมพิละ ภัคคุ และ ฝายโกลยวงศ ๑ พระองค คือเทวทัต เสด็จไปเฝา พรอมดวยอุบาลีภูษามาลา เม่ือจะเขาเขตแดนแหงแควนเจามัลละกษัตริย จึงโปรดใหอุบาลีกลับ อุบาลีจึงเดิน ทางกลับ แตพอไปไดสักพักหนึ่ง ก็เกิดความคิดจะบวช จึงรีบกลับไปหาพระโอรส และรว มเดนิ ทางไปเฝา พระพทุ ธเจา เหลา พระโอรสไดท ลู ขอใหพ รโดยะพทุ ธองคป ระทาน อุปสมบทใหกบั อุบาลีกอน ดวยเหตุผลวา จักไดท ําอภิวาทพระอบุ าลกี อน เพอ่ื ลดมานะ วา เปน กษัตริย เพราะผบู วชทหี ลงั ก็จําตองเคารพผูบ วชกอน พระศาสดาจงึ ไดประทาน อปุ สมบทใหอ บุ าลกี อ นดว ยวธิ เี อหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา และโปรดใหพ ระโอรสทงั้ ๖ เปน ภกิ ษุ 88

ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 89 ในพระศาสนาดว ยวธิ เี อหภิ กิ ขุอุปสัมปทาเชนเดียวกนั พระอบุ าลเี รยี นกรรมฐาน โดยทลู ขอเพอ่ื ทรงอนญุ าตใหอ ยปู า พระองคต รสั วา ดูกอนภิกษุ เม่ืออยูปา ธุระอยางเดียวเทาน้ันจักเจริญงอกงาม แตอยูในสํานักของเรา ทั้งวิปสสนาธุระ และคันถธุระจะบริบูรณ ทานจึงเจริญวิปสสนากรรมฐานอยูใน สํานักของพระพุทธเจา บําเพ็ญเพียรดวยความไมประมาท ก็ไดบรรลุอรหัตตผลเปน พระอรหนั ตในพระพทุ ธศาสนา การประกาศพระศาสนา พระอุบาลี ไดศึกษาพระวินัยจากพระศาสดา เปนผูทรงจําพระวินัย และมีความชํานาญดานพระวินัยสามารถวินิจฉัยเร่ืองภารุกัจฉะ เรื่องอัชชุกะและ เร่ืองกุมารกัสสปะไดถูกตองตามพระวินัย พระพุทธองคจึงทรงถือเรื่องน้ันเปน อตั ถุปปต ติเหตุคอื ตนเร่ือง และตรัสยกยองวา มีเอตทัคคะคอื ผเู ลศิ กวาภิกษทุ ง้ั หลาย ดา นผทู รงวนิ ยั ในคราวทาํ ปฐมสงั คายนา หลงั จากพระพทุ ธเจา ปรนิ พิ พานแลว ๓ เดอื น พระอบุ าลไี ดร บั เลอื กจากสงฆใ หท าํ หนา ทวี่ สิ ชั ชนาพระวนิ ยั ปฎ ก โดยมพี ระมหากสั สปเถระ เปนประธานสงฆ ทําใหพ ระพุทธศาสนาดาํ รงมน่ั คงตอ มา นพิ พาน พระอบุ าลเี ถระ เปนกําลงั สําคัญของพระศาสดาโดยทําหนาทป่ี ฏิบัตศิ าสนกจิ เพื่อความเจริญรุงเรืองและดํารงความม่ันคงแหงพระศาสนา ท้ังในสมัยท่ีพระศาสดา ยังทรงพระชนมอยู และในภายหลังจากที่พระองคเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว ทานก็ยังทําหนาที่อันเปนไปเพ่ือดํารงความบริสุทธิ์มั่นคงแหงพระสัทธรรมคําส่ังสอน ของพระพทุ ธศาสนา ดําเนินมาจนกระทั่งวาระสดุ ทายแหงอายุสงั ขาร กด็ ับขนั ธนิพพาน ๙. พระสีวลี พระสวี ลี มารดาพระนามวา สุปปวาสา พระธดิ าแหงเมอื งโกลยิ ะ จาํ เดิมแต ปฏิสนธิในครรภมารดานานถึง ๗ ป ๗ เดือน ๗ วัน ก็มิไดทําใหมารดาตองลําบาก แตอยางใดกลับทําใหมีลาภสักการะสมบูรณ แตเมื่อใกลประสูติ พระนางสุปปวาสา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 89

90 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ไดรับทุกขเวทนามาก จึงปรารถนาจะถวายทานแดพระพุทธเจา พระสวามีไปกราบทูล พระศาสดาใหทรงทราบ พระองคตรัสประทานพรวา ขอใหพระธิดาแหงโกลิยวงศ จงมีความสุข จงปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระโอรสที่หาโรคมิไดเถิด พระนาง ก็ประสูติพระโอรสโดยงายดวยอํานาจพุทธานุภาพ ครั้นตอมาพระนางสุปปวาสา ไดจดั ถวายมหาทานแดพ ระพุทธเจา พรอมดว ยภกิ ษสุ งฆ ณ พระตาํ หนักแหง โกลิยวงศ ตลอด ๗ วัน การบวชในพระพทุ ธศาสนา พระโอรสสวี ลี บวชในพระพทุ ธศาสนา โดยกอนบวช พระสารบี ุตร ไดสอน ตจปญจกกรรมฐานท้ัง ๕ (เกสา-ผม โลมา-ขน นขา-เล็บ ทันตา-ฟน ตโจ-หนัง) ใหพิจารณาเห็นวา ส่ิงเหลานี้เปนของไมงาม เปนของสกปรก ไมควรยึดติดหลงใหล พระโอรสสีวลีตั้งใจศกึ ษาและพจิ ารณากรรมฐานท้ัง ๕ อยูเปน นติ ย ตามตาํ นานเลา วา เมอ่ื วันปลงผมกอนอปุ สมบท ในขณะท่มี ีดโกนจรดผมครัง้ แรกน้ัน ทา นไดบรรลธุ รรม ชน้ั โสดาบนั จรดมดี โกนลงครง้ั ที่ ๒ ไดบ รรบธุ รรมชนั้ สกทาคามี จรดมดี โกนลงครงั้ ท่ี ๓ บรรลุธรรมชั้นอนาคามี และเมื่อโกนผมเสร็จส้ินเรียบรอย ก็ไดบรรลุอรหัตตผลเปน พระอรหันตในพระพุทธศาสนา เมื่อบวชเปนภิกษุแลว ปรากฏวามีผูศรัทธาเล่ือมใส และนาํ ไทยธรรมเครอื่ งสักการะไปถวายมากมาย อํานวยประโยชนเ ก้อื กูลแกเ หลา ภกิ ษุ ในอาราม นบั เปนพระสงฆทที่ าํ ใหป ระชาชนเกดิ ศรทั ธาเลอื่ มใสตอ พระสงฆ แมทา นจะ ไปทีไ่ หน พักอยทู ่ีไหน เหลาภกิ ษุสงฆใ นทน่ี ้นั ๆ จะไมขดั สนดว ยปจ จยั ลาภอนั ควรแก สมณะ เปนท่ียังศรัทธาใหเกิดขึ้นกับประชาชนท่วั ไป ตลอดทง้ั หมูภ ิกษสุ งฆ จงึ นับเปน เหตุสงเสริมใหพระศาสนาแพรหลายกวางขวางออกไป พระสีวลีมีตําแหนงเอตทัคคะ โดยรับยกยองจากพระศาสดาวาเปน เอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุท้ังหลายดานผูมี ลาภมาก ทานดาํ รงอายุสังขารตามควรแกก าลก็ดับขันธนพิ พาน ๑๐. พระราหุล พระราหุล เปนพระโอรสของเจาชายสิทธัตถะกับพระนางพิมพา (ยโสธรา) โดยเปนพระราชนัดดา (หลาน) ของพระเจาสุทโธทนะมหาราช ผูครองกรุงกบิลพัสดุ 90

ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 91 ราหุลเปนพระนามตามคําอุทานของเจาชายสิทธัตถะ ผูเปนพระบิดา เมื่อทรงทราบวา พระกุมารประสูติ จงึ ตรัสวา “ราหุลํ ชาต”ํ แปลวา บว งเกดิ ขึ้นแลว การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมื่อคราวสมัยพระศาสดา ประทับอยูท ีน่ ิโครธาราม กรงุ กบิลพสั ดุ เพอื่ ตรสั เทศนาธรรมโปรดพระประยูรญาติ พระเจาสุทโธทนะ ทูลพระพุทธองคใหเสด็จยัง พระราชนิเวศน พระนางพิมพาโปรดใหราหุลกุมารเขาเฝาทูลขอทรัพยสมบัติกับ พระบิดา พระพุทธองคทรงดําริวา สมบัติท่ีจะถาวรม่ันคงและประเสริฐกวา อริยทรัพย ไมมี จึงควรใหสมบัตคิ อื อริยทรัพยแกร าหุลกุมาร เมือ่ เสดจ็ กลบั ไปยังนิโครธารามนน้ั ราหุลกุมารไดตามเสด็จพระพุทธองคไปดวย จึงตรัสกับพระสารีบุตรวาจงใหบรรพชา แกราหุลเถิด แตวาพระโอรสราหลุยังเล็กเกินไปพึ่งเจริญวัยได ๗ พรรษา ไมควรที่ จะเปนภิกษุ พระสารีบุตรจึงทูลถามถึงวิธีปฏิบัติ พระศาสดาตรัสใหบวชดวยวิธี “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือวิธีบวชโดยใหผูจะบวชเปลงวาจาขอถึงพระรัตนตรัย สามเณรราหุลจึงนบั เปน สามเณรรูปแรกในพระพทุ ธศาสนา การบรรพชาดว ยวิธนี ี้ไดใ ช กันสืบมาถงึ สมัยทุกวนั น้ี สามเณรราหุลเปนสนใจตอผูการศึกษาพระธรรมวินัย ขยันหมั่นเพียร วนั หนงึ่ ทา นตน่ื แตเ ชา เอามอื ทง้ั สองกอบทรายเตม็ มอื ตงั้ ความปรารถนาไวว า ขอใหต นได รับพระโอวาทจากพระพุทธเจา หรือพระอุปชฌายอาจารย จดจําไวและเขาใจให ไดเ ทา จํานวนเทา เม็ดทรายในกอบมือนี้ ครั้นเมอื่ มีอายคุ รบ ๒๐ ป ทา นจึงไดอ ปุ สมบท เปนภิกษดุ วยวธิ ี “ญตั ติจตตุ ถกรรมวาจา” การบรรลธุ รรม เม่ือคร้ังทีท่ านพกั อยใู นสวนมะมว งแหงหนึง่ พระศาสดาเสด็จไปหาและตรัส “จูฬราหโุ ลวาทสูตร” แสดงโทษของการกลา วมสุ า อปุ มาเปรียบกับนาํ้ ทีค่ วํา่ ขนั เททงิ้ ไป วาผูท่ีกลาวมุสาทั้งที่รูอยูแกใจ ความเปนสมณะของเขาจะไมตางอะไรกับน้ําในขันน้ี ทรงช้ีใหเห็นวา ไมมีบาปกรรมอะไรที่ผูหมดความละอายจะทําไมได ตอมาไดฟง “มหาราหโุ ลวาทสูตร” การพจิ ารณารา งกายใหเ ห็นเปน ธาตุ ๕ อยา ง คอื ดิน น้าํ ลม ไฟ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 91

92 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท และอากาศ ตัดความยึดถือวา นั่นไมใชของเรา ไมใชตัวตนของเรา ฝกอบรมจิตดวย เจรญิ เมตตาภาวนาเพอ่ื ละพยาบาท เจรญิ กรณุ าภาวนาเพอ่ื ละวหิ งิ สา เจรญิ มทุ ติ าภาวนา เพอื่ ละรษิ ยา เจริญอุเบกขาภาวนาเพอื่ ละความขัดใจ ความไมพ อใจ เจริญอสภุ ภาวนา เพอื่ ละราคะ และการเจรญิ อนิจสญั ญาภาวนาเพอื่ ละอสั มิมานะ ทา นไดศึกษาพิจารณา ใครค รวญในเทศนาธรรมทพ่ี ระศาสดาตรัสแสดง ก็ไดส าํ เร็จเปนพระอรหนั ต พระราหุล เปนพระสงฆผูมีปฏิปทาท่ีใหเกิดศรัทธา และความเล่ือมใส ในพระพุทธศาสนาแกผูที่ไดศึกษาประวัติของทานในภายหลังวาเปนผูพรอมดวย สมบตั ิ ๒ ประการ คือ ชาติสมบตั ิ และปฏิปตติสมบตั ิ ทา นเปนผูไมป ระมาทในธรรม สนใจใครศึกษาเรียนรูอยูเสมอ โดยพระพุทธเจาตรัสยกยองวา เปน เอตทัคคะ คือ เลิศกวาภิกษุทั้งหลายดานผูใฝในการศึกษา ทานดํารงอายุสังขารสมควรแกกาลแลว กด็ บั ขนั ธนิพพาน ๑๑. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระมหาปชาบดีโคตมี เปนพระธิดาของพระเจาอัญชนะกับพระนางยโสธรา ในกรงุ เทวทหะ พระนามเดมิ วา โคตมี เปน กนษิ ฐภคนิ ี (นอ งสาว) ของพระนางสริ มิ หามายา เมื่อพระนางสิริมหามายาทิวงคตแลว พระเจาสุทโธทนะโปรดสถาปนาพระนาง มหาปชาบดีโคตมีเปนพระอัครเหสี มีพระโอรสช่ือ นันทะ พระธิดาชื่อ รูปนันทา โดยพระอคั รมเหสที รงปฏบิ ตั หิ นา ที่อภบิ าลเลยี้ งดูเจาชายสทิ ธตั ถะตอ มา การบวชในพระพุทธศาสนา ในคราวสมัยที่พระพุทธเจา ประกาศเผยแผพระศาสนา ในกรุงกบิลพัสดุ และเทศนาธรรมโปรดพระเจาสุทโธทนะผูเปนพระบิดา พรอมเหลาพระประยูรญาติ พระเจาสุทโธทนะทรงบรรลุธรรมช้ันโสดาบัน และในวันตอมา พระพุทธเจา เสด็จบิณฑบาตในพระราชนิเวศน ทรงแสดงธรรมโปรดพระบิดาและพระนานาง (พระนางมหาปชาบดีโคตมี) พระบิดาทรงบรรลุธรรมชั้นสกทาคามี สวนพระนานาง ทรงบรรลธุ รรมช้ันโสดาบนั และรงุ ขน้ึ วนั ตอ มา (วันที่ ๓ นับแตเสดจ็ ทก่ี รุงกบิลพัสด)ุ พระพทุ ธองคต รสั เทศนาธรรมในมหาปาลชาดกโปรดพระเจา สทุ โธทนะ อนาคามผี ลเปน พระอริยบุคคลชนั้ อนาคมี 92

ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 93 คร้ันตอมา พระนันทกุมาร ไดออกผนวชเปนพระภิกษุในสํานักของ พระพุทธเจา และราหุลกุมารทรงบรรพชาเปนสามเณร จึงยังความเศราโศกใหบังเกิด แกพระเจาสุทโธทนะยิ่งนัก เพราะทรงเกรงวาจะขาดรัชทายาทสืบสันตติวงศ หลังจาก ท่ีพระเจาสุทโธทนะทรงบรรลุธรรมเปนพระอรหันต และดับขันธนิพพานแลว พระนางมหาปชาบดีโคตมี เม่ือพระโอรสนันทะเขาบวชในสํานักของพระพุทธเจาแลว ก็ทรงปรารถนาจะบวช ประกอบกับเกิดทะเลาะวิวาทกันระหวางชาวเมืองกบิลพัสดุกับ ชาวเมืองโกลิยะ เพราะเกิดความแหงแลง จึงแยงนํ้าในแมนํ้าโรหิณีท่ีไหลผานระหวาง นครท้ัง ๒ จนถงึ กบั จะรบกนั ข้ึนพระศาสดาเสดจ็ ไปตรัสเทศนาชื่ออตั ตทณั ฑสูตรโปรด พระประยูรญาติท้ัง ๒ ฝาย พระประยูรญาติทั้งหลายตางเลื่อมใสและมอบพระกุมาร ฝายละ ๒๕๐ องคใหต ามเสด็จไปผนวชในสาํ นักพระพทุ ธเจา ดวย ฝา ยพระชายาของทา นเหลานั้น ไดส งขา วไปยงั ภิกษหุ นมุ เหลา นัน้ ทาํ ใหทาน เหลา นน้ั เกดิ ความไมย นิ ดใี นการบวชและเบอื่ หนา ยในเพศสมณะ พระพทุ ธเจา จงึ ทรงนาํ ภิกษุหนมุ เหลา นนั้ ไปสูส ระช่ือกณุ าละ ประทบั นัง่ บนแผนหินทเี่ คยประทับนั่ง ในครั้งที่ พระองคเ สวยพระชาตเิ ปนนกดเุ หวา โดยตรสั เทศนาในกุณาลชาดก เพอื่ บรรเทาความ ไมย นิ ดใี นเพศสมณะของภกิ ษเุ หลา นนั้ ทาํ ใหภ กิ ษเุ หลา นนั้ ดาํ รงอยใู นโสดาปต ตผิ ลเปน พระอริยบุคคลช้ันโสดาบัน โดยทรงนําภิกษุเหลานั้นไปยังปามหาวันอีกคร้ังหน่ึง และ ทรงยังภิกษเุ หลานัน้ ใหดาํ รงอยูในอรหัตผลเปน พระอรหนั ตใ นพระศาสนา พระนางมหาปชาบดี พรอมดวยพระชายาของพระภิกษุเหลานั้นเสด็จไปเฝา พระพทุ ธเจา ซง่ึ ประทบั อยทู นี่ โิ ครธาราม ในเขตกรงุ กบลิ พสั ดุ โดยกราบทลู พระพทุ ธเจา เพ่ือโปรดเมตตาใหสตรีไดบวชในพระศาสนาดวย เมื่อพระศาสดาตรัสหาม พระนาง ก็ยังทูลออนวอนถึงสามคร้ัง แตทรงหามเสียถึงสามครั้ง พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงเสียพระทัยมากท่ีพระพุทธเจาไมประทานอนุญาตใหสตรีออกจากเรือนเพื่อบวชใน พระธรรมวินัยท่ีพระพุทธองคประกาศแลว ทรงเสียพระทัยมากถึงกับพระพักตรนอง ดวยนํ้าพระเนตร ทรงกันแสง (รอ งไห) กราบทูลลาเสด็จกลบั ไป ครน้ั ตอ มา พระนางมหาปชาบดี ทรงปลงพระเกสา ทรงพระภษู าทยี่ อ มนา้ํ ฝาด (ทําใหเปนผาสีหมน-คล้ําๆ) พรอมพระชายาของพระภิกษุเหลาน้ัน ดําเนินออกจาก พระราชนเิ วศน โดยดาํ เนนิ ผา นเมอื งเวสาลไี ปกฏู าคารสาลา ปา มหาวนั ปรากฏวา พระบาท ทั้งสองขางมีอาการพอง พระวรกายหมนหมองดวยฝุน มีทุกขเวทนา พระพักตรนอง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 93

94 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ดว ยนา้ํ พระเนตรไดท รงยนื กรรแสงอยขู า งซมุ ประตอู าราม ตามตาํ นานวา พระนางดาํ รวิ า พระศาสดาไมท รงอนุญาตใหเราบวช เรายังถือเพศบรรพชิตดวยตนเอง ถาเปนทท่ี ราบ ไปทว่ั แลว หากพระศาสดาทรงอนญุ าตกจ็ ะเปน การดี แตถ า ไมท รงอนญุ าตจะมคี าํ ครหา อยางใหญหลวง พระนางทรงปรวิ ติ กอยางน้ี จึงไมเขา ไปยงั วิหารไดแ ตยนื ทรงกรรแสง อยูภายนอก พระอานนทเถระ ไดทูลพระพุทธเจาถึงเร่ืองท่ีพระนางมหาปชาบดีโคตมี เดินทางมาเพื่อขอบวช โดยพระบาททั้งสองมีอาการพอง พระวรกายเปอนฝุนธุลี มีทุกขเวทนามาก พระพักตรนองดวยน้ําพระเนตร ทรงยืนกรรแสงอยูภายนอกวิหาร เพราะเสยี พระทยั วา พระพทุ ธองคไ มท รงอนญุ าตใหส ตรบี วชเปน บรรพชติ ขอพระองค ประทานอนญุ าตใหส ตรีออกจากเรอื นบวชเปน บรรพชติ ไดด ว ยเถิด พระศาสดาตรสั หา ม พระอานนทค ดิ วา ควรทลู พระองคเ พอ่ื โปรดใหม าตคุ าม บวชเปนบรรพชิตได จึงทูลถามวา ขาแตพระองคผูเจริญ มาตุคามออกบวชเปน บรรพชิตในธรรมวินัยที่พระองคทรงประกาศแลว สามารถบรรลุธรรมช้ันโสดาปตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผลไดหรือไม พระเจาขา พระศาสดาตรัสวา ดูกอนอานนท มาตุคามออกบวชเปนบรรพชิตในธรรมวินัยท่ีตถาคตประกาศแลว สามารถรูแจงธรรมชั้นโสดาปตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผลได จึงทูลขอพระพุทธองคเพ่ือประทานอนุญาตใหพระนางมหาปชาบดีโคตมี ผูทรงเปน พระมาตจุ ฉาและมอี ปุ การะมากตอ พระพุทธองคใ หบรรพชาได พระศาสดาตรสั ขอปฏิบตั ิสําหรบั สตรที จี่ ะบวช เรยี กวา ครธุ รรม ๘ คอื ๑. ภิกษุณี แมอุปสมบทแลวได ๑๐๐ พรรษา ก็พึงเคารพกราบไหวภิกษุ แมอปุ สมบทไดวันเดยี ว ๒. ภิกษุณี จะอยูจําพรรษาในอาวาสที่ไมมีภิกษุนั้นไมได ตองอยูในอาวาส ท่ีมีภกิ ษุ ๓. ภิกษุณี จะตองทําอุโบสถกรรม และรับฟงโอวาทจากสํานักภิกษุสงฆ ทกุ ก่ึงเดือน ๔. ภิกษุณี อยูจําพรรษาแลว วันออกพรรษาตองทําปวารณาในสํานักสงฆ ทั้งสองฝาย (ภกิ ษุสงฆแ ละภกิ ษุณีสงฆ) 94

ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 95 ๕. ภิกษุณี ถาตองอาบัติสังฆาทิเสส อยูปริวาสกรรมตองประพฤติมานัต ในสงฆสองฝา ย ๖. ภิกษุณี ตองอุปสมบทในสํานักสงฆสองฝาย หลังจากเปนนางสิกขมานา รักษาสกิ ขาบท ๖ ประการ คือ ๑) เวนจากการฆา สัตว ๒) เวน จากการลักขโมย ๓) เวนจากการประพฤตผิ ิดพรหมจรรย ๔) เวนจากการพดู เทจ็ ๕) เวนจากการด่ืมสรุ าเมรยั และของมึนเมา ๖) เวนจากการรบั ประทานอาหารในเวลาวิกาล ท้งั ๖ ประการนี้ มิใหขาดตกบกพรอ งเปนเวลา ๒ ป ถาบกพรองในระหวา ง ๒ ป ตอ งเรม่ิ ปฏบิ ัตใิ หม ๗. ภิกษุณี จะกลาวอักโกสกถา คือดาบริภาษภิกษุ ดวยอาการอยางใด อยางหนงึ่ มไิ ด ๘. ภกิ ษณุ ี ตงั้ แตว นั อปุ สมบทเปน ตน ไป พงึ ฟง โอวาทจากภกิ ษเุ พยี งฝา ยเดยี ว จะใหโ อวาทภิกษมุ ิได การบรรลธุ รรม พระนางมหาปชาบดีโคตมีพรอมดวยเหลาขัตตินารีแหงศากยะเมื่อไดรับ การอุปสมบทจากพระพุทธเจาแลวไดศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติในกัมมัฏฐาน อยางสมํ่าเสมอดวยความไมประมาททั้งหมดก็ไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต นับเปนกําลังสําคัญของพระศาสดาในการชวยประกาศเผยแผพระศาสนาใหแพรหลาย และเจรญิ รุงเรือง โดยมหาปชาบดโี คตมีภิกษุณี เปน ผูมวี ยั วฒุ ิสงู มปี ระสบการณมาก รูเ หตกุ ารณต า งๆ มาตัง้ แตตน สมตามนยั ที่พระศาสดาตรสั ยกยอ งวา มีเอตทคั คะคือ ผูเลิศกวาภิกษุณีท้ังหลายดานรัตตัญูคือผูรูราตรีนาน โดยดํารงอายุสังขารอยู สมควรแกกาล ก็ดบั ขันธนิพพาน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 95

96 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๑๒. พระเขมาเถรี พระเขมาเถรี เปนพระธดิ าของพระเจาสาคลราช ผูครองสาคลนคร ในแควน มัททรัฐ ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม มีผิวพรรณดังสีทองเลื่อมเรื่อเปนเงาดังแววนกยูง ทรงอภิเษกสมรสเปนพระมเหสีพระเจาพิมพิสารแหงนครราชคฤห ในแควนมคธ ทรงเปนที่โปรดปรานของพระเจา พมิ พิสาร การบวชในพระพุทธศาสนา เดิมทีพระนางเขมามิไดสนพระทัยในพระศาสนา ทั้งท่ีพระเจาพิมพิสารทรง อุปถัมภพระพุทธศาสนาเปนอยางดี เชน โปรดถวายพระราชอุทยานเวฬุวันใหเปน วัดแหงแรกในพระพุทธศาสนาและทรงถวายปจจัยอุปถัมภภิกษุสงฆ ณ วัดเวฬุวัน ในกรุงราชคฤห เพราะพระนางทรงทราบวาพระศาสดามกั ตรัสเทศนาเร่ืองโทษเก่ยี วกับ รางกาย จงึ ทรงเกรงวา ถาไปเฝาพระพุทธองคแ ลว อาจทรงชโี้ ทษเกยี่ วกบั พระรปู ของ พระนางได จงึ ไมเ สดจ็ ไปเฝา พระพทุ ธองคเ ลย พระเจา พมิ พสิ ารจงึ โปรดใหก วแี ตง เพลง พรรณนาความงามของเวฬุวันราชอุทยาน ดวยถอยคําสํานวนไพเราะชวนคิดชวนฝน ภายในวัดเวฬุวัน และโปรดใหไปขับรองใกลๆ ท่ีพระนางประทับ ทําใหพระนางเขมา อัครมเหสีทรงชืน่ ชอบ และมพี ระประสงคจ ะเสด็จไปชม เม่ือพระนางเขมาเสด็จชมพระราชอุทยานจนสิ้นวันแลว อํามาตยราชบุรุษ ไดทูลเชิญเสด็จไปเฝาพระพุทธเจา ในขณะที่พระนางดําเนินมาน้ัน เพ่ือใหพระนาง คลายความยดึ ถอื ในความงามแหง กาย พระศาสดาจงึ ทรงเนรมติ นางเทพอปั สรนางหนงึ่ ซง่ึ งดงามยงิ่ กวา ยนื ถอื พดั กา นใบตาลถวายงานพดั ใหพ ระองคอ ยเู บอ้ื งหลงั พระนางเขมา ทรงตะลงึ ในความงามของนางเทพอปั สรนน้ั โดยมไิ ดส นพระทยั ในเทศนาธรรม พระนาง ดําริวาสตรีท่ีงดงามปานเทพอัปสรเห็นปานนี้ยืนถวายงานพัดแดพระพุทธเจา แมเรา จะเปนปริจาริกาหญิงรับใชของนางก็ยังไมคูควรเลย เหตุไรเราจึงหลงใหลมัวเมาอยูใน รูปเชนนี้หนอ ในลําดับนั้น พระพุทธเจาทรงบันดาลใหพระนางเขมาทอดพระเนตรรูป สตรีน้นั ท่เี ปลยี่ นแปลงไปตามลาํ ดับจนกระทง่ั วัยชรา มีหนงั เห่ยี วยน ผมหงอก ฝนหัก แกหงอมแลวลมกล้ิงถึงแกกรรมลงพรอมกับพัดใบตาลน้ันเหลือแตกระดูกในที่สุด พระนางเขมาทรงพิจารณาเห็นถึงความไมมีแกนสารของรูปสตรีนั้น จึงดําริวาสรีระท่ี 96

ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 97 สวยงามเห็นปานนี้ยังถึงความวิบัติเชนนี้ได แมสรีระของเราคงมีคติอยางนี้เหมือนกัน ในลําดับนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาภาษิตวา “ชนเหลาใดถูกราคะยอมแลว ตกไป ในกระแสราคะเหมือนแมลงมุมตกไปในขายใยที่ตนทําเอง เมื่อชนเหลาน้ันตัดกระแส เหลานัน้ ได โดยไมม เี ย่อื ใยแลว ละกามสุขเสียไดยอมออกบวช” พระนางเขมาพจิ ารณาตามกระแสเทศนาธรรมกไ็ ดบ รรลอุ รหตั ผล พรอ มดว ย ปฏสิ ัมภทิ าในอริ ิยาบถประทับยนื พระพทุ ธองคต รสั วา เอหิ ภกิ ข.ุ เธอจงเปน ภกิ ษมุ าเถดิ ในบดั นน้ั พระนางเขมา กไ็ ดส วมจวี รทิพยท ลี่ อยมาแตอากาศพรอ มบรขิ ารทั้งหลาย เอตทคั คะ พระเขมาเถรีภิกษุณี เปนผูชํานาญในฤทธ์ิทิพโสตธาตุ และเจโตปริยญาณ รูชัดในปุพเพนิวาสญาณ ชําระทิพจักษุใหบริสุทธ์ิ เปนผูมีอาสวะท้ังปวงหมดส้ินแลว มีญาณอันบริสุทธิ์ในอรรถธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ เกิดข้ึนแลวเปนผูฉลาดในวิสุทธิ คลองแคลวในกถาวัตถุ รูจักนัยแหงอภิธรรม ถึงความชํานาญในพระศาสนา โดย พระศาสดาทรงยกยองวา เปนผูมีเอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุณีท้ังหลายดานผูมี ปญ ญามาก ภิกษุณีเขมาเถรี นับเปนกําลังสําคัญของพระศาสดาดานฝายภิกษุณีสงฆ ทําใหพระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองและแพรหลายกวางขวางออกไปโดยมีผูศรัทธา นับถอื พระพุทธศาสนาเพิ่มขนึ้ ทาน ดบั ขนั ธนิพพาน ณ ปามหาวัน กรุงเวสาลี ๑๓. พระอบุ ลวรรณาเถรี พระอบุ ลวรรณาเถรี เปนธิดาของเศรษฐใี นกรงุ สาวัตถี ไดช่ือวา อุบลวรรณา เพราะมผี วิ พรรณงามเหมอื นสกี ลบี ดอกบวั เขยี ว และความทเ่ี ปน สาวงามทง้ั ผวิ พรรณงาม และรูปรางหนาตา จึงมักเปนที่หมายปองตองการของกษัตริยและเศรษฐีท่ัวไป ในชมพูทวีป ตางนําเคร่ืองบรรณาการอันมีคาไปมอบใหพรอมกับมีการสูขออภิเษก สมรสดว ย ฝายบิดารูสึกลําบากใจ เพราะเห็นวา ไมอาจรักษาน้ําใจของคนทั้งหมด เหลาน้ีได ควรจะหาอุบายทางออกที่เหมาะสมสักอยางหน่ึง จึงถามลูกสาววา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 97

98 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท แมอุบลวรรณา เจาจะสามารถบวชไดไหม นางไดฟงคําของบิดาแลว รูสึกรอนทั่ว สรรพางคกายเหมือนกับมีคนเอาน้ํามันที่เค่ียวไดเดือดมาราดลงบนศีรษะ เพราะนาง ไดส ง่ั สมบญุ มาตั้งแตอ ดตี ชาติ และการเกดิ ในชาตนิ ี้ก็เปน ชาติสุดทาย นางจึงรบั คําของ บดิ าดว ยความปต ยิ นิ ดเี ปน อยางย่ิง การบรรลุธรรม เมื่อนางอุบลวรรณาบวชเปนภิกษุณีแลว วันหน่ึงถึงวาระที่จะตองทํา ความสะอาดโรงอโุ บสถ ทานจึงจดุ ประทปี ไฟเพอ่ื ใหม แี สงสวา งในโรงอโุ บสถ และดว ย อปุ นสิ ยั อนั แกก ลา ทเ่ี คยบาํ เพญ็ มายาวนานแตอ ดตี ชาติ เมอื่ เหน็ ดวงประทปี ในโรงอโุ บสถ จงึ กาํ หนดเปน นมิ ติ ขณะยนื อยนู น้ั ไดเ ขา ฌาน มเี ตโชกสณิ (ไฟ) เปน อารมณ กระทาํ ฌาน นน้ั ใหเ ปน ฐานเจรญิ วปิ ส สนากไ็ ดบ รรลอุ รหตั ผล พรอ มดว ยปฏสิ มั ภทิ าและอภญิ ญาทงั้ หลาย ณ ทน่ี นั้ นน่ั เอง อบุ ลวรรณาภกิ ษณุ ี เมอื่ สาํ เรจ็ เปน พระอรหนั ตแ ลว จารกิ ประกาศพระศาสนา ในชนบทตางๆ เมื่อครั้งทานพักอยูท่ีปาอันธวัน ใกลกรุงสาวัตถี นันทมาณพลูกชาย ผูเปนลุงของพระเถรีน้ัน ซึ่งหลงรักนางตั้งแตยังไมบวช ไดเขาไปหลบซอนตัวอยูใน ท่ีพักของทาน โดยถือโอกาสตอนท่ีทานออกไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี เมื่อกลับ จากบิณฑบาต เขาไปในที่พัก จึงถูกนันทมาณพเขาปลุกปล้ําขมขืน แมจะรองหามวา เจาคนพาล เจาอยาทําพินาศฉิบหายเลย นันทมาณพก็ไมยอมเช่ือฟงไดทําการขมขืน แลว หลกี หนไี ป ขณะทเี่ ขาเดนิ ไปไดไ มไ กล แผน ดนิ ใหญม อี าการประหนง่ึ วา ไมส ามารถ รองรับนํ้าหนักความชั่วของเขาไวได จึงออนตัวยุบลง ทําใหนันทมาณพจมดิ่งลงใน แผนดินไปเกิดในอเวจีมหานรก ฝายภิกษุณีอุบลวรรณา ก็มิไดปดบังเรื่องที่เกิดขึ้น โดยบอกเหตุทีเ่ กดิ ขึน้ น้นั แกภ ิกษณุ ีท้ังหลาย ในครั้งน้ัน พระศาสดาไดตรัสพระคาถาภาษิตวา “คนพาลยอมราเริงยินดี ในบาปกรรมลามกท่ีตนกระทําประดุจวา ดื่มน้ําผ้ึงที่มีรสหวานจนกวาบาปกรรมน้ัน จะใหผ ล จงึ จะไดประสบกบั ความทุกข เพราะกรรมนน้ั ” ภิกษุท้ังหลายสนทนากันเกี่ยวกับเหตุการณของพระอุบลวรรณาเถรีวา ทานท้ังหลาย เห็นทีพระขีณาสพท้ังหลาย คงจะยังยินดีในเรื่องกามสุข คงยังยินดีใน การเสพกาม ทําไมจะไมเสพเลา เพราะทานเหลาน้ัน มิใชไมท่ีผุพัง มิใชจอมปลวก อีกทั้งเน้ือหนังรางกายทั่วทั้งสรีระก็ยังสดอยู ดังน้ัน แมจะเปนพระขีณาสพก็ช่ือวายัง 98

ÇªÔ Ò͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 99 ยนิ ดใี นการเสพกาม ในครงั้ นนั้ พระศาสดาตรสั กบั ภกิ ษเุ หลา นนั้ วา ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย พระขีณาสพทั้งหลายไมยินดีในกามสุข ไมเสพกาม เปรียบเสมือนหยาดนํ้าตกลงที่ ใบบวั แลว ไมต ดิ อยู ยอ มกลงิ้ ตกลงไป และเหมอื นกับเม็ดพันธผุ ักกาด ยอ มไมต ดิ ต้ัง อยูบนปลายเหลก็ แหลมฉนั ใด ข้ึนช่อื วา กามกย็ อมไมซ ึมซาบ ไมเกาะติดอยูใ นจติ ของ พระขีณาสพฉนั นน้ั เอตทคั คะ เมอื่ คราวสมยั ทพี่ ระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปยงั โคนตน มะมว งของนายคณั ฑะ ในเมอื ง สาวัตถี เพื่อทรงกระทํายมกปาฏหิ าริย ภกิ ษณุ อี บุ ลวรรณาไดท ลู ขอใหประทานอนญุ าต ใหก ระทาํ ปาฏหิ าริย พระศาสดาตรัสอนญุ าต โดยทรงทําเหตุนั้นใหเ ปนอัตถุปปตตเิ หตุ (เหตแุ หง เรอื่ ง) และโปรดประทานยกยอ งภกิ ษณุ อี บุ ลวรรณาไวใ นตาํ แหนง เอตทคั คะ คอื ผเู ลศิ กวาภิกษณุ ีทั้งหลายดานผมู ีฤทธแ์ิ ละเปนอัครสาวิกาเบ้ืองซา ย ๑๔. พระปฏาจาราเถรี พระปฏาจาราเถรี เปน ธดิ าของมหาเศรษฐใี นเมืองสาวตั ถี โดยเปน หญงิ สาว มากคนหนึ่ง เม่ืออายุยางได ๑๖ ป บิดามารดาไดจัดใหพักอยูแตบนปราสาทช้ัน ๗ เพอ่ื ปอ งกันการคบหากบั ชายหนมุ แตเ พราะนางเปนหญงิ โลเลในบรุ ุษ จึงไดค บหาเปน ภรรยากับคนรับใชในบานของตน ตอมาบิดามารดาของเธอไดตกลงมอบเธอใหกับ ชายหนุมคนหน่ึงที่มีชาติสกุลและทรัพยสมบัติเทาเทียมกัน เมื่อใกลกําหนดวันวิวาห ท้ังสองจึงพากันหนีออกจากบาน ไปพักอาศัยอยูในหมูบานอีกตําบลหน่ึงท่ีไมมีใคร รูจัก ชวยกันทํามาหากินไปตามอัตภาพ ไดรับความทุกขยากอยางมากเพราะตนเอง ไมเคยทํางานเชน น้นั มากอน นางตั้งครรภบุตรคนแรก เมื่อครรภเร่ิมแกขึ้น จึงชวนสามีใหพากลับไป ยังบานของบิดามารดาของตนเพื่อคลอดบุตร แตสามีก็ไมกลาพากลับไปเพราะเกรง วาจะถูกลงโทษ จึงพยายามหนวงเหน่ียวไว วันหนึ่ง เม่ือสามีออกไปทํางานนอกบาน เธอจงึ สงั่ เพอ่ื นบา นใกลเคยี งใหบ อกกบั สามวี า จะกลบั ไปบา นบดิ ามารดา ฝา ยสามกี ลบั มาบา น และทราบความจากเพือ่ นบา น ดว ยความเปนหวงภรรยา จึงรบี ออกตดิ ตามไป และพบนางในระหวางทาง แมส ามีจะออนวอนอยา งไร นางก็ไมยอมกลบั แตท นั ใดนน้ั คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 99

100 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ลมกัมมชั วาตคืออาการเจ็บทอ งใกลค ลอดก็เกดิ ขน้ึ แกนาง ทง้ั สองจงึ เขา ไปพกั ใตตนไม ใหญร มิ ทาง นางเจบ็ ปวดครรภน อนทรุ นทรุ ายไดร บั ทกุ ขท รมานอยา งหนกั และคลอดบตุ ร ออกมาอยางยากลําบาก เมื่อคลอดบุตรโดยปลอดภัยแลว จึงพากันกลับยังเรือน ของตน ไมไปบา นบดิ ามารดา เม่ือนางต้ังครรภคร้ังท่ีสอง นางก็ออนวอนสามีเหมือนครั้งกอน ฝายสามี ก็ไมไดพานางกลับเชนเดิม ในคราวน้ัน นางอุมลูกคนแรกหนีออกจากบาน แมสามี จะตามไปทันชวนใหก ลับ แตน างไมยอมกลับ ทงั้ สองจึงเดินทางรว มกันไป ในระหวา ง ทางเกิดลมพายุพัดอยางแรง และฝนตกมาอยางหนัก ขณะเดียวกันน้ันนางก็เจ็บทอง ใกลจะคลอด จึงพากันแวะพักเพ่ือหลบฝนในบริเวณน้ัน สามีไปตัดก่ิงไมเพ่ือมาทํา เปนท่ีกําบังลมและฝน แตเคราะหรายถูกงูพิษกัดตายในปานั้น ฝายภรรยาท้ังเจ็บทอง ทั้งหนาวเย็น ลมฝนก็ยังคงตกลงมาอยางหนัก สามีหายไปไมกลับมา ในท่ีสุดนางก็ คลอดบุตรคนท่สี อง บตุ รทั้งสองคนเมอ่ื ถกู ฝนและลมตา งกร็ องไหกนั เสยี งดงั นางพยายามโอบกอดบตุ รทงั้ สองไวใ ตท อ ง โดยใชม อื และเขา ยนื บนพนื้ ดนิ ใน ทา คลานไดร บั ทกุ ขเวทนาอยา งสาหสั เมอ่ื รงุ อรณุ แลว สามกี ย็ งั ไมก ลบั มา จงึ อมุ บตุ รคนเลก็ และจงู บตุ รคนโตออกตามหาสามี ไปพบสามนี อนตายอยขู า งจอมปลวก จงึ รอ งไหร าํ พนั วาสามีตายเพราะนางเปนเหตุ เม่ือสามีตายแลว คร้ันจะกลับไปบานทุงนาเดิมก็ไมมี ประโยชนอนั ใด จงึ ตัดสินใจไปหาบดิ ามารดาของตนที่เมอื งสาวตั ถี โดยอุมบุตรคนเล็ก และจงู บุตรคนโตเดินไปดว ยความทุลกั ทุเล เหนอื่ ยออนลา อยางนา สงั เวชยง่ิ เมื่อเดินทางมาถึงริมฝงแมนํ้าอจิรวดี นางไมสามารถจะนําบุตรนอยทั้งสอง ขามแมนํ้าไปพรอมกันได เพราะวายนํ้าไมเปน และออนเพลีย แตอาศัยท่ีน้ําไมลึกนัก พอทเี่ ดนิ ลยุ ขา มไปได จงึ ใหบ ตุ รคนโตนงั่ รออยกู อ นแลว อมุ บตุ รคนเลก็ ขา มแมน า้ํ ไปยงั อกี ฝง หน่งึ เมอ่ื ถงึ ฝง จงึ นําใบไมม าปรู องพนื้ ใหบุตรคนเลก็ นอนคอยทชี่ ายหาดนน้ั แลว กลับไปรับบุตรคนโตอีกเท่ียว แตเพราะหวงใยบุตรคนเล็ก จึงเดินพลางหันกลับไปดู บตุ รคนเล็กพลาง ในขณะที่นางถึงกลางแมนา้ํ นัน้ มเี หยย่ี วตัวหนึง่ บินวนอยใู นทองฟา มนั คงมองเหน็ เดก็ นอ ยนอนอยมู ลี กั ษณะเหมอื นกอ นเนอื้ มนั จงึ บนิ โฉบเอาเดก็ นอ ยไป นางตกใจสดุ ขดี ไมรจู ะทําอยางไร จึงไดแตโบกมอื ตระโกนรองไลเหยยี่ วไป เหย่ียวโฉบ เอาบุตรนอยของนางไป ฝายบุตรคนโตยืนรอแมอยูอีกฝงหน่ึง เห็นแมโบกมือ 100

ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 101 ทั้งสองตะโกนรอ งอยกู ลางแมนํ้า เขา ใจวาแมเรยี กใหตามลงไปจึงวงิ่ ลงไปในแมน ํ้าดวย ความไรเ ดยี งสา และจมหายไปในน้าํ เม่ือสามีและบุตรนอยทั้งสองตายจากนางไปหมดแลว จึงเดินทางมุงหนา สูบานเรือนของบิดามารดาท่ีเมืองสาวัตถี นางทั้งหิวทั้งเหน่ือยลาไดรับความบอบซํ้า ท้ังรางกายและจิตใจ เศรา โศกเสยี ใจสุดประมาณ พลางเดนิ บนราํ พงึ รําพันไปวา บตุ ร คนหน่ึงของเราถูกเหย่ียวโฉบเอาไป บุตรอีกคนก็ถูกนํ้าพัดไป ฝายสามีก็มาตายในปา เดินบนไป พบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา รูวามาจากเมืองสาวัตถีจึงถามขาวถึงบิดา มารดาของตนทอี่ ยใู นเมอื งนนั้ ชายคนนน้ั บอกวา ทส่ี าวตั ถเี กดิ ลมพายแุ ละมฝี นตกอยา ง หนักตอเน่ือง ทําใหบานเศรษฐีบิดามารดาของนางและบุตรชายเสียชีวิตทั้งครอบครัว ประชาชนรว มกนั ทาํ ฌาปนกิจศพทงั้ ๓ พอ แมและลูกบนเชิงตะกอนเดยี วกัน ปฏาจารา เมื่อสดับขาวรายเชนน้ัน ก็ขาดสติสัมปชัญญะไมรูสึกตัววาผานุง ผาหมท่ีนางสวมใสอยูไดหลุดลุยลงไปเมื่อไร นางเดินเปลือยกายไป เปนคนวิกลจริต รองไหบน เพอราํ พันครา่ํ ครวญอยางนาเวทนาวา บตุ รสองคนของเราตายแลว สามีของ เราก็ตายท่ีทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายของเราก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน นางเดินไปบน ไป คนทัว่ ไปคดิ วา นางเปน บา นางเดนิ ไป อยางไรจดุ หมายปลายทาง พระพุทธเจา ทรงแสดงธรรมแกพุทธบริษัทท้ัง ๔ อยู ณ วัดพระเชตวัน ทอดพระเนตรเห็นปฏาจาราผูเคยบําเพ็ญบารมีมาแลวนานแสนกัลปสมบูรณดวย อภินิหารกําลังเดินมา ตามตํานานวา ในกาลแหงพระพุทธเจา พระนามวาปทุมุตตระ นางปฏาจาราเห็นพระเถรีผูทรงวินัยรูปหนึ่งซึ่งพระปทุมุตตรพุทธเจาทรงตั้งไวใน ตําแหนงเอตทัคคะ จึงทําคุณความดีแลวต้ังความปรารถนาวา “แมหมอมฉัน พึงได ตาํ แหนง เอตทคั คะผเู ลศิ กวา พระเถรผี ทู รงวนิ ยั รปู หนง่ึ ในสาํ นกั ของพระพทุ ธเจา เชน กบั พระองค” พระปทมุ ตุ ตรพทุ ธเจา จงึ ตรสั พยากรณว า ในอนาคตกาล หญงิ ผนู จ้ี ะเปน ผเู ลศิ กวา พระเถรที งั้ หลายดา นผทู รงวนิ ยั มชี อ่ื วา ปฏาจาราในพระศาสนาของพระโคดมพทุ ธเจา พระพุทธเจา ทรงเห็นนางผูมีความปรารถนาต้ังไวแลวอยางน้ัน กําลังเดิน มาแตไ กล ดําริวา วนั น้ี ผูอ่นื ท่ีสามารถจะเปนทพ่ี ง่ึ ของหญงิ ผูน้ไี ดไมมี จงึ ทรงบันดาล ใหนางเดินบายหนามาสูวัดเชตวันวิหาร พุทธบริษัทที่เปนปุถุชนเห็นแลว จะไมใหนาง เขาไปยงั เชตวนั วหิ าร คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 101

102 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พระพทุ ธเจา ตรสั วา อยา หา มเธอ ขณะนนั้ ปฏาจาราไดส ตขิ นึ้ มาดว ยพทุ ธานภุ าพ นางรูตัววาไมมีผานุงหม เกิดละอายจึงนั่งกระโหยงลง อุบาสกคนหน่ึงไดรีบโยนผาให นางนุงหม นางคลานเขาไปกราบที่พระบาทพรอมกับทูลเลาถึงเคราะหกรรมของ ตนใหพระพุทธองคทรงทราบท้ังหมด พระองคตรัสวา แมน้ําในมหาสมุทรท้ัง ๔ ยงั นอ ยกวา นาํ้ ตาทถ่ี กู ความทกุ ขเ ศรา โศกครอบงาํ ปฏาจารา เหตไุ ร เธอจงึ ยงั ประมาทอยู การบวชในพระพุทธศาสนา เม่อื นางคลายความเศรา โศกบางแลว พระพทุ ธองคจ งึ ตรสั ตอไปวาปฏาจารา ขนึ้ ชอื่ วา บตุ รสดุ ทรี่ กั ไมอ าจเปน ทพี่ ง่ึ เปน ทตี่ า นทานหรอื เปน ทปี่ อ งกนั แกผ ไู ปสปู รโลกได บตุ รเหลา นนั้ ถงึ จะมอี ยกู เ็ หมอื นไมม ี สว นผรู ทู ง้ั หลาย รกั ษาศลี ใหบ รสิ ทุ ธแ์ิ ลว ควรชาํ ระ ทางไปสนู พิ พาน ในลาํ ดบั นนั้ เอง นางปฏาจารากไ็ ดบ รรลโุ สดาปต ตผิ ลเปน พระอรยิ บคุ คล ชนั้ โสดาบนั และทูลขอบวชในพระศาสนา วนั หนง่ึ ภกิ ษณุ ปี ฏาจาราเอาภาชนะตกั นาํ้ ลา งเทา เทนา้ํ ลงนา้ํ นน้ั ไหลไปหนอ ย หนง่ึ แลว กข็ าด ครง้ั ที่ ๒ นาํ้ ทนี่ างเทลงไดไ หลไปไกลกวา นนั้ ครง้ั ที่ ๓ นา้ํ ทเ่ี ทลงไดไ ปไกล กวา นนั้ อกี จงึ พจิ ารณาถอื นา้ํ นนั้ เปน อารมณ กาํ หนดเปรยี บดว ยวยั ทง้ั ๓ วา สตั วเ หลา น้ี ตายเสยี ในปฐมวยั กม็ ี เหมอื นนา้ํ ทเ่ี ราเทลงครง้ั แรก ตายเสยี ในมชั ฌมิ วยั กม็ ี เหมอื นนาํ้ ที่ เราเทลงครง้ั ท่ี ๒ ไหลไปไกลกวา นนั้ ตายเสยี ในปจ ฉมิ วยั กม็ ี เหมอื นนาํ้ ทเ่ี ราเทลงครงั้ ท่ี ๓ ไหลไปไกลกวา นั้นอีก ในคร้งั นน้ั พระศาสดาประทับอยูทพี่ ระคันธกุฎี ทรงแผพระรศั มี ไปเสมอื นเสดจ็ อยูเฉพาะหนาของนาง ตรสั วา ปฏาจารา ขอ นั้นเปนอยา งนี้ ความมชี วี ติ อยูวันเดียวก็ดี ขณะเดียวก็ดีของผูเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมแหงปญจขันธ ประเสริฐกวาความมีชีวิตอยู ๑๐๐ ป ของผูไมเห็นความเกิดขึ้นและความเส่ือมไป แหง ปญจขันธ โดยตรสั พระคาถานวี้ า กผ็ ใู ดไมเหน็ ความเกดิ ขึ้นและความเสื่อมอยูพงึ เปนอยู (มีชวี ิตอย)ู ๑๐๐ ป ความเปนอยวู นั เดยี วของผเู ห็นความเกดิ และความเส่ือม ประเสริฐกวา ความเปน อยขู องผูน้ัน ภิกษุณีปฏาจารา ผูมีอุปนิสัยในธรรมอันเคยไดปฏิบัติสั่งสมมาแตอดีตชาติ เมื่อเจริญวิปสสนาสกรรมฐานอยางสมํ่าเสมอก็ไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต โดยเปนผูใฝรูในพระธรรมวินัย ศึกษาทรงจําพระพุทธวจนะไดมากและช่ําชอง 102

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 103 ชํานาญในหลักพระวินัย เมื่อสมัยที่พระศาสดา ประทับอยู ณ วัดพระเชตวันวิหาร ทรงประกาศยกยอ งตง้ั เหลา ภกิ ษณุ ไี วใ นตาํ แหนง เอตทคั คะดา นตา งๆ ซงึ่ พระปฏาจาราเถรี ไดรับ เอตทัคคะคือผูเลิศกวาภิกษุณีท้ังหลายดานผูทรงวินัย นับเปนภิกษุณีสงฆ ทเี่ ปน กาํ ลงั สาํ คญั ในการประกาศเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาใหเ จรญิ รงุ เรอื งและแพรห ลาย ตอ มา ทา นไดดาํ รงอายสุ งั ขารอยูตามควรแกกาล ก็ดบั ขนั ธนพิ พาน ๑๕. พระกีสาโคตรมีเถรี พระกีสาโคตมีเถรี เกิดในสกุลคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี บิดามารดาตั้งช่ือ ใหว า โคตมี แตเพราะนางมีรปู รางผอมบาง คนทว่ั ไปจึงพากันเรยี กวา กีสาโคตมี ในกรุงสาวัตถี เศรษฐีคนหน่งึ มีทรพั ยเงนิ ทองมากมายถึง ๔๐ โกฏิ แตต อ มา ทรัพยสินเงินทองไดกลายสภาพเปนถานท้ังหมด เศรษฐีเสียดายและเศราโศกเสียใจ กินจนไมไดนอนไมหลับ รางกายซูบผอม สหายคนหน่ึง จึงแนะนําวิธีที่จะทําใหถาน เหลา นน้ั กลบั มาเปน ทองดงั เดมิ โดยใหน าํ ทองทเ่ี ปน ถา นนน้ั ไปวางทรี่ มิ ถนนในตลาด และ ทําเหมือนวา นําสินคามาขาย ถาคนที่ผานไปมาพูดวาคนอื่นๆ เขาขายผา น้ํามัน น้ําผึ้ง นํา้ ออย เปน ตน แตทา นกลับเอาเงินเอาทองมานงั่ ขาย ถา ผพู ูดน้ันเปน หญงิ สาว ก็จงสูขอนางมาเปนสะใภและมอบทรัพยทั้งหมดนั้นใหแกเธอ แลวอาศัยเลี้ยงชีพ อยกู บั เธอ แตถาคนที่พดู เปน ชายหนุม กจ็ งยกธิดาของทา นใหแกเขา แลวมอบทรพั ย ท้ังหมดใหแ กเขาโดยทํานองเดยี วกัน เศรษฐีจึงไดปฏิบตั ติ ามวธิ ีนนั้ ประชาชนที่ผานไป มาตางพดู กันวา คนอ่นื ๆ เขาขายผา นํ้ามัน นาํ้ ผง้ึ นาํ้ ออย เปน ตน แตคนนี้กลับมานั่ง ขายถาน เศรษฐตี อบวา กเ็ รามถี า นอยางเดยี ว สงิ่ อ่ืนๆ เราไมมี วนั นนั้ นางกสี าโคตมีเดนิ ไปทาํ ธรุ ะในตลาดเหน็ เศรษฐคี นนแี้ ลว นกึ ประหลาดใจ จึงถามวา ทา นพอ คนอนื่ ๆ เขาขายผา นํา้ มัน นา้ํ ผึง้ นํา้ ออ ย เปน ตน แตท าํ ไมทานเอา เงินเอาทองมาน่งั ขายเลา เศรษฐจี งึ กลาววาเงินทองทีไ่ หนกัน แมหนู กีสาโคตรมี หยบิ ทองท่ีวางอยูนั้นใหเศรษฐีดู ทันใดน้ันเศรษฐีก็เห็นถานในมือของนางกลายเปนเงินเปน ทองจริงๆ และไดสูขอนางเพ่ือทําพิธีอาวาหมงคลกับบุตรชายของตน แลวมอบทรัพย ๔๐ โกฏิใหแกน าง ทรพั ยเหลาน้ันก็กลบั เปนเงนิ เปน ทองดงั เดมิ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 103

104 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การบวชในพระพุทธศาสนา คร้ันตอมานางกีสาโคตมีมีบุตรคนหน่ึง แตบุตรของนางมาดวนจากไปในวัย พอกําลงั ว่ิงไปมาไดเทา นั้น ทําใหนางเสียใจและอาลยั ถึงบตุ รทจี่ ากไปอยา งไมม ีวันกลับ นางไดอุมรางบุตรใสสะเอวเที่ยวเดินไปตามบานเรือนในนครสาวัตถี พลางพรํ่าพูดวา ขอพวกทานจงใหยาแกบุตรของขาดวยเถิด นางเดินเที่ยวถามหาผูท่ีรูจักยารักษาบุตร ของตน คนทั่วไปตางก็วานางเปนบาเสียสติไปแลว จะมีที่ไหนเท่ียวหายารักษาคน ท่ีตายไปแลว ในตอนน้ัน บุรุษผูเปนบัณฑิตคนหนึ่ง คิดวา หญิงนี้คงมีบุตรคนแรก อาจยังไมเคยเห็นความตาย เราควรเปนที่พึ่งของหญิงคนน้ี จึงกลาวกับนางวา แมนาง ฉันไมรูจักยา แตฉันรูจักคนผูที่รูยา โดยพานางไปสูสํานักของพระพุทธเจา กสี าโคตรมที ลู ถามวา พระองคท รงรแู จง ในยาเพอ่ื รกั ษาบตุ รของหมอ มฉนั หรอื พระเจา ขา พระศาสดาตรสั วา ใช เรารู และตรสั ใหน างไปเทยี่ วหาเมลด็ พนั ธผุ กั กาดสกั หยบิ มอื หนง่ึ จากเรือนของผทู ไี่ มเคยมบี ุตรหรือธดิ าตาย ดังทต่ี รสั วา บุตรหรอื ธดิ าไรๆ ในเรอื นของ ผูใด ไมเ คยตาย ใหไ ด (เมล็ดพนั ธุผักกาด) ในเรือนของผูน ั้นจงึ ควร นางกีสาโคตรมี อมุ บุตรเขา สะเอวแลวเดินเขา ไปภายในบาน ยืนท่ปี ระตูเรอื น หลงั แรกกลา ววา เมลด็ พนั ธผุ กั กาดในเรอื นนมี้ บี า งไหม เมอ่ื เขานาํ เมลด็ พนั ธผุ กั กาดมา ให นางจงึ ถามวา ในเรอื นนเี้ คยมบี ตุ รธดิ าตายบา งหรอื ไม เขาตอบวา เคยมี นางกค็ นื เมลด็ พนั ธผุ กั กาดใหเ ขา เพราะเหน็ วา นนั่ ไมใ ชย ารกั ษาบตุ รของนางได นางเทยี่ วถามไปเรอ่ื ยๆ ทาํ นองเดยี วกนั น้ี จนกระทง่ั ถงึ เวลาเยน็ คา่ํ มดื กห็ าเมลด็ พนั ธผุ กั กาดจากเรอื นทไ่ี มเ คย มีบตุ รธิดาท่ตี ายไมไดแ มแ ตห ลงั เดียว จึงคิดวา น้ีกรรมหนัก เราทําความสาํ คญั วา บุตร ของเราเทานั้นที่ตาย ก็ในบานท้ังสิ้น คนท่ีตายนั้นมากกวาคนเปน เกิดความสังเวชใจ จงึ ออกไปภายนอกพระนครสาวตั ถี มุงตรงไปยังปา ชา ผีดบิ พดู กบั ลูกวา แนะลกู นอ ย ทรี่ กั แมค ดิ วา ความตายนมี้ นั เกดิ ขน้ึ แกเ จา เทา นนั้ แตว า ความตายนไี้ มม แี กเ จา คนเดยี ว มันเปนธรรมดาทมี่ แี กม หาชนทว่ั ไป ดงั น้ีแลว นางจึงฝงบุตรไวใ นปา ชาแลว กลา วคาถา นี้วา “ธรรมนี้นี่แหละคือความไมเท่ียง มิใชธรรมของชาวบาน มิใชธรรมของนิคม ท้ังมใิ ชธรรมสกลุ เดยี ว แตเ ปน ธรรมของโลกทง้ั หมดและเทวโลก” เม่ือนางกีสาโคตรมีกลับไปยังสํานักพระพุทธเจา พระองคตรัสถามนางวา เธอไดเ มล็ดพันธุผักกาดหยบิ มอื หนึง่ มาหรือ นางทลู วา ไมไดเลย เพราะในบานทงั้ สิ้นมี คนตายมากกวา คนเปน พระเจา ขา ในลาํ ดบั น้ัน พระศาสดาตรสั สอนเพ่อื ใหน างเขาใจ 104

ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 105 ถงึ ความตายวา เปนธรรมที่ยง่ั ยนื สําหรับสัตวท ง้ั ปวง เพราะมัจจรุ าชยอมฉดุ คราสตั วท ่ี มอี ัธยาศัยยังไมเต็มเปย มนน่ั แหละลงในสมทุ รคืออบายดุจหวงน้าํ ใหญฉ ะนนั้ โดยตรสั พระคาถาวา “มฤตยู ยอมนําพาชนผูมัวเมาในบุตร สัตวของเลี้ยง และผูมีใจฟุงซาน ในอารมณตางๆ ไป ดุจหวงน้ําใหญพัดชาวบานผูหลับใหลไปฉันนั้น” ปรากฏวา กีสาโคตมีไดบรรลุโสดาปตติผลเปนพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันและทูลขอบวชในสํานัก ของพระศาสดา วันหน่ึง ภิกษุณีกีสาโคตมี ทําความสะอาดอยูในโรงอุโบสถ นั่งตามประทีป เห็นเปลวประทีปลุกโพลงข้ึนและหรี่ลง จึงกําหนดถือเปนอารมณวา “สัตวเหลาน้ี ยอมเปนอยา งน้เี หมือนกนั เกิดขึน้ และดับไป ดงั เปลวประทีป ผูถ ึงนิพพานจะไมป รากฏ อยางนั้น” ในคราวสมัยน้ันพระศาสดาประทับอยูในพระคันธกุฎี ทรงแผพระรัศมีไป ดุจประทับอยูตรงหนาของนาง พรอมกับตรัสวา “อยางน้ันแหละโคตมี สัตวเหลานั้น ยอมเกิด และดับเหมือนเปลวประทีป ถึงนิพพานแลวยอมไมปรากฏอยางนั้น ความเปน อยแู มเ พยี งขณะเดียวของผเู หน็ นิพพาน ประเสริฐกวา ความเปน อยู ๑๐๐ ป ของผไู มเ หน็ นพิ พานฉะนนั้ ” และตรสั พระคาถานวี้ า “ผใู ดไมเ หน็ อมตบทพงึ มชี วี ติ อยตู ง้ั ๑๐๐ ป ชวี ติ ของผเู หน็ อมตบทเพยี งวนั เดียวยังประเสริฐกวา ” ภิกษุกีสาโคตมีไดบรรลุอรหัตผลเปนพระอรหันต โดยมีความเครงครัดยิ่ง ในการใชสอยบริขาร หมจีวรสีเศราหมอง ปอนๆ สมดังนัยที่พระศาสดาตรัสยกยอง ไวในตําแหนง เอตทัคคะ คือเปนผูเลิศกวาเหลาภิกษุณีสงฆท้ังหลายดานผูทรงจีวร เศรา หมอง ๑๖. บณั ฑิตสามเณร บณั ฑติ สามเณร เปน บตุ รชายของอบุ าสก อบุ าสกิ าตระกลู หนงึ่ ในกรงุ สาวตั ถี ซงึ่ ถวายอปุ ฏฐากพระสารีบุตร ตามตํานานเลา วา ในอดีตชาติ สามเณรบัณฑติ เคยเกดิ เปนคนเข็ญใจ ชอ่ื มหาทุคคตะ เขาไดถวายทานแดพ ระกัสสปพทุ ธเจา ดวยภัตตาหาร อนั ประกอบดว ยรสปลาตะเพียน เปน ตน และดว ยอานิสงสแหง ทานนน้ั เปน ผลใหเ ขา ไดรับพระราชทานทรัพยสมบัติจากพระราชาและทรงแตงต้ังเขาไวในตําแหนงเศรษฐี แหงเมืองน้ันอีกดวย มหาทุคคตะเม่ือมีตําแหนงเปนเศรษฐีแลวก็ปฏิบัติในธรรมและ บาํ เพญ็ ทานในพระศาสนาแหง พระกัสสปพทุ ธเจา สม่ําเสมอมาตลอดอายขุ ัย และตาย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 105

106 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ไปบังเกิดในเทวโลกเสวยทิพยสมบัติสิ้นพุทธันดรหนึ่ง โดยไดจุติถือปฏิสนธิในครรภ แหงธิดาคนโตในตระกูลหนึ่ง ในเมืองสาวัตถี ซ่ึงถวายการอุปฏฐากพระสารีบุตรเถระ ในสมัยพระพุทธเจาสมณโคดมแหงศากยวงศนแี้ ล เมอ่ื ตงั้ ครรภน น้ั นางมอี าการแพท อ ง จงึ ปรารภวา จะถวายทานแกภ กิ ษุ ๕๐๐ รปู ดวยรสปลาตะเพียน โดยจะนุงหมผายอมน้ําฝาดน่ังในท่ีสุดอาสนะ (ตอนทายๆ หาง จากทน่ี ง่ั ของพระสงฆ) แลว บรโิ ภคภตั ทเี่ หลอื จากภกิ ษเุ หลา นนั้ เมอื่ บาํ เพญ็ ทานนน้ั แลว ความแพทองก็ระงับไป และภายหลังจากที่นางคลอดบุตรแลว มีงานมงคลจัดถวาย ภัตตาหารแดภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระธรรมเสนาบดี (พระสารีบุตรเถระ) เปนประธาน คราวนัน้ พระเถระถามวา เดก็ คนนีช้ อื่ อะไร มารดาของเด็กนมัสการทานวา ขาแตท า น ผเู จริญ คนเงอะงะในเรือนน้ี แมทพ่ี ดู ไมไ ดกก็ ลับพดู ไดแ ละฉลาดข้นึ ต้ังแตทารกน้ถี อื กาํ เนดิ ในครรภ ฉะน้นั บตุ รของดฉิ นั ควรมีชอ่ื วา บัณฑิต การบวชในพระพทุ ธศาสนา เม่ือหนูบัณฑิตมีอายุได ๗ ขวบ มีความปรารถนาจะบวชในสํานักของ พระสารบี ตุ รเถระ ฝา ยมารดากย็ นิ ดี เพราะนางตงั้ ใจไวว า จะไมท าํ ลายอธั ยาศยั ของบตุ ร วันหน่งึ เม่อื พระเถระฉันเสร็จแลว มารดาไดแ จง ตอทานวา ขา แตทานผเู จรญิ ทาสของ ทา นอยากจะบวช ดฉิ ันจะนําเดก็ นไี้ ปที่วหิ ารในเวลาเย็น โดยแจงตอหมญู าติวา จะทาํ สกั การะทคี่ วรทาํ แกบ ตุ รในเวลาเปน คฤหสั ถใ นวนั นี้ เมอ่ื ทาํ สกั การะแลว จงึ พาหนบู ณั ฑติ ไปสูวิหารพระเถระ และมอบถวายแดทานวา ขอทานจงใหเด็กคนนี้บวชเถิด เจาขา พระเถระกลา ววาการบวชเปนกิจทท่ี ําไดย าก แตหนบู ณั ฑิตรับวา จะทาํ ตามโอวาทของ ทา นขอรบั พระเถระจงึ บอกตจปญ จกกมั มฏั ฐานใหบ วชเปน สามเณร ฝา ยมารดาบดิ าของ สามเณรบัณฑิต ถวายทานแดภ ิกษุสงฆ มพี ระพุทธเจาทรงเปน ประธาน ตลอด ๗ วัน เมื่อคราวท่ีบัณฑิตสามเณรไปบิณฑบาตตามพระอุปชฌาย ระหวางทาง เหน็ คนชกั น้ําจากเหมอื ง เกิดสงสัย จงึ ถามทา นวา นา้ํ มีจิตใจหรือไม พระเถระตอบวา นํา้ ไมม จี ติ ใจ สามเณรคิดวา เมื่อคนชกั นา้ํ ซงึ่ ไมม ีจิตใจไปสูท่ตี นเองตอ งการได เหตใุ ด จึงไมสามารถบังคับจิตใจใหอยูในอํานาจได เห็นคนกําลังถากไมทําลอเกวียน จึงถาม พระเถระวา ไมน น้ั มจี ติ ใจหรอื ไม พระเถระตอบวา ไมไ มม จี ติ ใจ กค็ ดิ วา เมอื่ คนนาํ ทอ นไม ท่ีไมมีจิตใจมาทําเปนลอได แตทําไมไมสามารถบังคับจิตใจได เม่ือไปเห็นคนกําลัง 106

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 107 ใชไฟลนลูกศรเพื่อดดั ใหต รง จงึ ถามพระเถระวา ลูกศรนนั้ มจี ติ ใจหรือไม พระเถระวา ลูกศรไมมีจิตใจ ก็คิดวา คนสามารถดัดลูกศรใหตรงได แตทําไมไมอาจบังคับจิตให อยูในอาํ นาจได ในขณะนนั้ สามเณรเกิดความคดิ ทจี่ ะบาํ เพญ็ สมณธรรม พระอุปช ฌาย จงึ ใหไ ปปฏิบตั ิธรรมในวหิ ารทพี่ ักของทาน การบรรลธุ รรม ในระหวา งทบี่ ณั ฑติ สามเณรบาํ เพญ็ สมณธรรมอยนู น้ั พระสารบี ตุ รเมตตาดแู ล ในเรอื่ งภตั ตาหารใหก บั สามเณรผเู ปน ศษิ ย ตามตาํ นานเลา วา พระพทุ ธเจา ทรงพจิ ารณา เห็นวา บัณฑติ สามเณรนจี้ ะบรรลุอรหตั ผลกอนเวลาเทย่ี ง ถา พระสารีบุตรนําภัตตาหาร ไปใหชว งเวลานน้ั อาจเปนอนั ตรายตอการบรรลธุ รรมของสามเณรได พระองคจ ึงทรง ดําเนินไปประทับรออยูเพ่ือถามปญหากับพระสารีบุตร ๔ ขอ ในระหวางนั้นสามเณร ก็จะบรรลุอรหัตผลพรอมดวยปฏิสัมภิทา เม่ือพระสารีบุตรตอบปญหาท้ัง ๔ ขอแลว บณั ฑติ สามเณรกบ็ รรลอุ รหตั ผลพรอ มดว ยปฏสิ มั ภทิ า พระศาสดาจงึ โปรดใหพ ระเถระ นาํ ภตั ตาหารไปใหส ามเณร ฝา ยสามเณรรบั บาตรจากพระเถระวางไวแ ลว จงึ เอาพดั กา น ตาลพัดพระเถระ สามเณรอายุ ๗ ขวบ ผไู ดบ รรลพุ ระอรหตั ผล เปน เสมอื นดอกบวั ทแ่ี ยม แลว น่ังพิจารณาภัตตาหารแลวจึงลงมือฉันภัตตาหาร ขณะที่สามเณรลางบาตรเก็บไว จันทเทพบุตรก็ปลอยมณฑลแหงพระจันทร สุริยเทพบุตร ก็ปลอยมณฑลแหง พระอาทิตย ทาวมหาราชทั้ง ๔ เลิกอารักขาท้ัง ๔ ทิศ ทาวสักกเทวราชเลิกอารักขา ที่สายยู พระอาทิตยเคล่ือนคลอยไปแลวจากที่ทามกลาง เหลาภิกษุโพนทนากันวา เงาบายมากแลว แตสามเณรน้ีพึ่งฉันเสร็จ จะมีอะไรหรือหนอ ในครั้งนั้นพระศาสดา ตรสั กบั ภกิ ษเุ หลา นนั้ วา ดกู อ นภกิ ษทุ งั้ หลาย เวลาทผี่ มู บี ญุ ทาํ สมณธรรม จนั ทเทพบตุ ร ฉุดมณฑลแหงพระจันทรร้ังไว สุริยเทพบุตรฉุดมณฑลแหงพระอาทิตยร้ังไว ทา วมหาราชทงั้ ๔ ถอื อารักขาทัง้ ๔ ทิศ ในปาใกลวหิ ารทา วสักกเทวราชเสด็จมาอารกั ขา ที่สายยู วันน้ีบัณฑิตสามเณรเห็นคนไขน้ําไปจากเหมือง เห็นชางศรกําลังดัดลูกศร ใหตรง เห็นชางถากกําลังถากไมแลว ถือเอาเหตุเทาน้ันใหเปนอารมณฝกตนจนบรรลุ อรหตั ผลแลว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 107

108 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๑๗. สงั กจิ จสามเณร สังกิจจสามเณร เปนบุตรของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถีคนหน่ึง มารดาไดเสีย ชีวิตในขณะทีต่ ง้ั ครรภ ญาติพน่ี อ งจงึ นาํ รางไปเผา แตปรากฏเปน อศั จรรยท่ไี ฟไมไ หม สวนทองของนาง สัปเหรอจึงใชหลาวเหล็กแทงท่ีสวนทองน้ันและกลบดวยถานเพลิง ปลายหลาวเหล็กไดกระทบที่หางตาของทารกน้ัน เมื่อกลบถานเพลิงแลวก็พากันกลับ บาน ดว ยคิดวาพรงุ น้ีคอยมาดบั ไฟเกบ็ อัฐิ ไฟไดไ หมร า งกายของมารดาจนหมดสิ้นเวน ไวเ ฉพาะทารกนอ ยเทา นน้ั ทรี่ อดชวี ติ อยไู ดอ ยา งปาฏหิ ารยิ  เหมอื นกบั นอนอยใู นกลบี บวั ไฟไมทาํ อันตรายใดๆ เลย เพราะผทู ่ี (ไดบ าํ เพ็ญธรรม) จนมาเกิดในภพสดุ ทาย ถา ยงั ไมบ รรลอุ รหตั ผล อะไรก็ไมส ามารถทําใหเสียชีวติ ได เหลาญาติพ่ีนอ งและสัปเหรอ เมอ่ื เห็นทารกนอนอยูโดยปราศจากอันตรายก็ อัศจรรยย่ิงนัก จึงรีบเขาอุมทารกนํากลับบาน โดยหมอพราหมณไดทํานายทารกนอย ไว ๒ ทาง คอื ถา อยูค รองเรือน เครอื ญาติ ๗ ชวั่ โคตรจะไมย ากจน ถา ออกบวชจะมี นกั บวช ๕๐๐ รูป เปนบรวิ าร ญาตพิ ีน่ องจงึ ตั้งชอ่ื ใหว า สงั กจิ จะ เพราะที่หางตาเปน แผลเปน เนอื่ งจากถกู หลาวเหลก็ ทมิ่ ขณะอยใู นครรภม ารดาในกองเพลงิ ทกี่ าํ ลงั เผาไหม รางมารดา การบวชในพระพุทธศาสนา สงั กจิ จกมุ าร มอี ายไุ ด ๗ ขวบ เมอื่ รคู วามเปน มาของตนจากพวกเดก็ เพอ่ื นบา น กป็ รารถนาจะบวช ญาตพิ น่ี อ งจงึ พาไปสสู าํ นกั พระสารีบตุ ร เพอ่ื ขอบวช พระเถระสอน ตจปญ จกกมั มฏั ฐานเปน เบอ้ื งตน แลว ใหบ รรพชาเปน สามเณร ปรากฏวา ไดบ รรลอุ รหตั ผล พรอ มดวยปฏิสมั ภิทา ขณะท่ีปลงผมเสร็จน้นั เอง ครงั้ นนั้ มกี ลุ บตุ รชาวเมอื งสาวตั ถปี ระมาณ ๓๐ คน เมอื่ ฟง ธรรมทพี่ ระพทุ ธเจา ตรสั เทศนาแลวเกดิ ความเล่ือมใสจงึ ขอบวช เม่ือบวชแลว กไ็ ดศกึ ษาวิปส สนากรรมฐาน อยู ๕ พรรษาแลว จึงทูลลาพระพุทธเจาเพื่อออกเดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ ปาแหง หนง่ึ พระองคท รงเหน็ ภยั ทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ แกภ กิ ษเุ หลา นนั้ ทรงเกรงวา จะไมบ รรลธุ รรม โดย ทรงเห็นวา สงั กจิ จสามเณรจะเปน ผูคอยชวยเหลอื ได จึงโปรดใหไ ปลาพระสารีบตุ รแลว คอยไป 108

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 109 เม่ือไปถึงหมูบานแหงหนึ่ง ชาวบานตางเล่ือมใสจึงนิมนตใหอยูจําพรรษา พรอมกับวาจะอุปถัมภบํารุง จึงรับนิมนต ภิกษุเหลาน้ันไดต้ังกติกากันไววา เวนเวลา เชาบิณฑบาตและเวลาเย็นบํารุงพระเถระ เวลาที่เหลือใหปฏิบัติธรรมหามอยูดวยกัน ๒ รปู ตอ งบรรลธุ รรมใหไ ดภ ายในพรรษานี้ ถา รปู ใดไมส บายพงึ ตรี ะฆงั บอก พวกเราจะ มาปรุงยาถวาย เม่ือทาํ กติกากันอยา งนี้แลวกแ็ ยกยา ยกันไปปฏบิ ตั ธิ รรม ตอมามชี ายยากไรค นหนึ่ง หนภี ยั แลงมาจากตา งเมือง เดินทางมาถึงหมบู าน นัน้ ดว ยอาการอิดโรย และเขาไดข อพักอาศยั อยใู นสาํ นกั ภกิ ษเุ หลาน้นั เมือ่ อาศยั อยสู ขุ สบายแลว เขาเกิดคิดถึงครอบครัวจึงหนีออกจากที่พักสงฆไปไมบอกลาผูใด ระหวาง ทางเปนดงปาใหญแหงหนึ่ง เขาถูกพวกโจร ๕๐๐ คนซ่ึงไดบนบานตอเทวดาวาจะทํา พลกี รรมในวันที่ ๗ เม่อื ครบ ๗ วัน บังเอญิ ชายยากไรค นน้ีเดินทางผานมา พวกโจร จงึ จบั ตวั มดั ไวเ พอ่ื ทาํ พธิ พี ลกี รรม เขาตกใจกลวั ตายไดร อ งขอใหช วี ติ ไว บอกวา ตนเปน คนยากไรเทวดาคงไมชอบใจ พวกภิกษุผูมีสกุลสูง เทวดาคงจะชอบใจ ใหไปจับพวก ภกิ ษุมาทําพลีกรรมจะดกี วา จงึ พาพวกโจรกลับไปทพี่ กั สงฆ เมอื่ ถงึ ทพี่ กั สงฆก ไ็ ปตรี ะฆงั พวกภกิ ษเุ มอื่ ไดย นิ เสยี งระฆงั เขา ใจวา คงมภี กิ ษุ ไมสบายจึงมารวมกันท่ีศาลา หัวหนาโจรไดประกาศวา พวกเขา ตองการภิกษุ ๑ รูป เพื่อนําไปทาํ พลีกรรม ภกิ ษทุ ้ัง ๓๐ รูป ตา งกอ็ าสาไป ตกลงกันไมไ ด สังกจิ จสามเณร จึงขออาสาไปเอง พวกภิกษุก็ไมยอม เพราะสามเณรเปนลูกศิษยของพระสารีบุตร สามเณรจงึ แจง วา พระพทุ ธเจา และพระอปุ ช ฌายใ หต นมากเ็ พอ่ื แกป ญ หานี้ จงึ ไหวอ าํ ลา ภิกษุเหลา นน้ั ออกเดนิ ตามพวกโจรไป เมอื่ พวกโจรจดั เตรียมพธิ ีเสรจ็ แลว หัวหนาโจร ถือดาบเดินเขาไปหาสามเณรหวังจะตัดคอ ฝายสามเณรน่ังเขาฌานน่ิงอยู หัวหนาโจร เงือ้ ฟน ดาบลงอยา งเตม็ แรง ปรากฏวา ดาบงอ เขาคิดวา ฟนไมดี จงึ ยกดาบขน้ึ ฟน ใหม อีกครัง้ ปรากฏวา ดาบพบั มวนจนถึงดาม กลมุ โจร ๕๐๐ เหน็ ปาฏหิ ารยิ เ ชน นเ้ี กดิ อศั จรรยใ จวา ดาบนฟ้ี น หนิ ยงั ขาด บดั น้ี ไดง อพบั เขา ดงั ใบตาล ดาบนไี้ มม จี ติ ใจยงั รคู ณุ ของสามเณร เราสมิ จี ติ ใจยงั ไมส าํ นกึ เสยี อกี จงึ ท้งิ ดาบและคกุ เขาลงทําอภวิ าทสามเณร พรอมกับกลา ววา ทานเณร คนเปน พันเห็น พวกขา แลวตอ งตัวสน่ั วิ่งหนไี ป สว นทานแมเพยี งสะดงุ แหง จติ กม็ ิไดมีเลย หนาตาทาน ผดุ ผอ ง เหตใุ ดจงึ ไมร อ งขอชวี ติ เลา สงั กจิ จสามเณรออกจากฌาน แลว กลา วกบั หวั หนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 109

110 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท โจรวา โยม ธรรมดาอัตภาพของพระอรหันตเปนเหมือนของหนักที่วางลงบนศีรษะ เมอ่ื อตั ภาพนแี้ ตกไปยอ มยนิ ดี ดงั นนั้ พระอรหนั ตจ งึ ไมก ลวั ตายทกุ ขท างใจยอ มไมม แี ก พระอรหนั ตผูหมดหว งใย ผูก าวลว งทุกอยางไดแ ลว หัวหนา โจร พรอมลูกนองท้งั หมด เกิดศรทั ธาและขอบวชในพระศาสนา สามเณรไดตัดผมและชายผาดวยดาบของโจรเหลาน้ัน แลวใหบวชเปน สามเณรถอื สกิ ขาบท ๑๐ แลว พาทง้ั หมดกลบั ไปยงั ทพี่ กั สงฆ วนั ตอ มาจงึ ลาภกิ ษเุ หลา นนั้ พาสามเณรทง้ั หมดเดนิ ทางไปเฝา พระพทุ ธเจา ครั้งน้ัน พระศาสดาตรัสเทศนาธรรมแก สามเณรเหลา นน้ั วา ผมู ศี ลี แมม ชี วี ติ อยเู พยี งวนั เดยี ว ยงั ประเสรฐิ กวา ผไู มม ศี ลี ทมี่ ชี วี ติ อยูต้ัง ๑๐๐ ป จบเทศนาธรรมสามเณรเหลา น้ันก็ไดบ รรลุอรหัตผลเปน พระอรหันตใ น พระพุทธศาสนา ๑๘. สุขสามเณร สขุ สามเณร เปน บตุ รของธดิ าแหง อบุ าสก อบุ าสกิ าตระกลู หนง่ึ ในเมอื งสาวตั ถี ซ่งึ เปนอุปฏ ฐากของพระสารีบตุ รเถระ ขณะท่ีนางตัง้ ครรภ ไดจ ดั ถวายทานดว ยโภชนะ มีรส ๑๐๐ ชนิดแดพระสารีบุตรพรอมดวยภิกษุ ๕๐๐ รูป เม่ือคลอดบุตรแลวให ช่ือวา สุขกุมาร เพราะจําเดิมแตทารกคนนี้อยูในครรภมารดาก็ไมเคยมีเร่ืองทุกขรอน อันใดในเรอื นนเ้ี ลย สุขกุมาร เม่ือเจริญวัยได ๗ ขวบ ปรารถนาจะบวช ซ่ึงบิดามารดา ก็ยินดี เพราะไมต อ งการทาํ ลายอธั ยาศยั ของบตุ ร จงึ ไดพ าบตุ รไปสสู าํ นกั ของพระสารบี ตุ รเถระ โดยแตง ตัวใหล กู ชายดวยเสอ้ื ผา และเครอื่ งประดบั อนั งดงามย่งิ นัก เมอ่ื สุขกุมารบวช แลว บดิ ามารดากไ็ ดจ ดั ถวายโภชนะมรี ส ๑๐๐ ชนดิ แกภ กิ ษสุ งฆม พี ระพทุ ธเจา ทรงเปน ประธาน ตลอด ๗ วนั ในวันที่ ๘ สามเณรไดอ อกบณิ ฑบาตตามพระสารีบตุ รเถระ เมอื่ ผานไปพบ ชาวนากําลงั ไขนํา้ เขา นา พบชางศรกาํ ลังดดั ลูกศร พบคนกาํ ลังถากไมเพือ่ ทาํ ลอ เกวียน เปนตน สขุ สามเณรจงึ ไดเรยี นถามพระอุปชฌายวา สิง่ ทไ่ี มมีชวี ติ ทง้ั หลาย คนสามารถ ทําใหเปน ไปตามตองการไดใ ชห รอื ไม เมอื่ พระเถระตอบวาใช สุขสามเณรคดิ วา ถาเปน เชนนั้นจริง ก็ไมมีเหตุผลอะไรท่ีคนจะไมสามารถฝกจิตจนไดสมาธิและปญญา จึงลา พระสารบี ุตรเดนิ ทางกลับวดั กอ น 110

ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 111 การบรรลธุ รรม สขุ สามเณรปฏบิ ตั บิ าํ เพญ็ ธรรมโดยเจรญิ วปิ ส สนากรรมฐานอยู ณ วหิ ารทพี่ กั ของพระอปุ ช ฌาย ในคราวสมยั นัน้ พระพทุ ธเจา ประทบั อยู ณ พระคันธกุฎี แตต อน เชา ตรูทรงพจิ ารณาเห็นวา สขุ สามเณร ปฏบิ ตั บิ าํ เพ็ญเพยี รสมณธรรมจะสามารถบรรลุ อรหัตผลไดในวันน้ี ถาเม่ือสามเณรยังไมบรรลุอรหัตผล พระสารีบุตรนําภัตตาหารไป ใหกอน อันตรายก็จะมีแกสามเณรนี้ (เกิดอุปสรรคตอการบรรลุธรรม) พระพุทธองค จึงเสด็จออกจากคันธกุฎีประทับยืนท่ีซุมประตู เมื่อพระสารีบุตรนําภัตตาหามา เพอ่ื จะไปใหส ามเณร พระพทุ ธองคจ งึ ตรสั ถามปญ หา ๔ ขอ กบั พระเถระ ในทสี่ ดุ แหง การ วสิ ัชชนาปญ หา สขุ สามเณรก็ไดบ รรลอุ รหัตผล จงึ โปรดใหพระสารบี ุตร นําภัตตาหารไปใหสามเณร เม่ือรับภัตตาหารและวางไวแลว ก็แสดงความ เคารพตอพระอปุ ชฌาย สขุ สามเณรไดบ รรลอุ รหตั ผล เปน พระอรหนั ต ขณะอายุ ๗ ขวบ ไดท าํ ภตั กจิ (ฉนั อาหาร) เสรจ็ แลว กล็ า งบาตร ครงั้ นน้ั เหลา ภกิ ษโุ พนทนาวา กาลเวลาบา ยแลว สามเณร พึ่งทําภัตกิจเสร็จเด๋ียวนี้เอง ทําไมวันน้ีเวลาเชายาวมาก แตเวลาเย็นนอย พระศาสดา ไดเสด็จไปตรัสกับภิกษุเหลาน้ันวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ในเวลาทําสมณธรรมของผูมี บญุ ทง้ั หลาย ยอมเปน เชน นั้น ในวนั นท้ี าวมหาราชท้ัง ๔ องค ยดึ อารกั ขาไวโดยรอบ โดยเทพแหงพระจันทรและเทพแหงพระอาทิตยไดยึดวิมานหยุดอยู องคทาวสักกะ ทรงอารักขาท่ีสายยูประตู แมเราก็ดูแลอยูท่ีบริเวณซุมประตู วันนี้ สุขสามเณรไปเห็น คนไขนา้ํ เขาเหมือง เหน็ ชางศรดัดลกู ศรใหตรง เปน ตน แลวกลับมาฝก ตนจนไดบ รรลุ อรหตั ผล ตาํ นานเลา วา ในอดีตชาติ สขุ กุมาร เปนคนมฐี านะยากจน วันหนึง่ เห็นเศรษฐี ชอ่ื คันธะ กําลังรบั ประทานอาหารท่มี ีรสเลิศ มีหญงิ นักฟอ นราํ แวดลอมคอบบริการอยู จึงอยากเปนเชนนั้นบาง เมื่อมีโอกาสจึงเลาความใหเศรษฐีฟง ทานเศรษฐีก็จัดใหดวย ความยินดี แตมีขอแมวาจะตองรับจางทํางานในเรือนเศรษฐี ๓ ป จึงจะไดรับอาหาร ที่มีรสเลิศอยางนั้นหนึ่งถาด ใหแวดลอมดวยหญิงนักฟอนรํา เขาตกลงตามเง่ือนไข โดยทํางานทุกอยางสําเร็จดวยความเรียบรอย ประชาชนนิยมเรียกวา นายภัตตภติกะ เมอ่ื เขาทาํ งานอยูครบ ๓ ป แลวทานเศรษฐจี งึ สงั่ ใหแมค รัวจดั อาหารอยางดีเลศิ รสให คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 111

112 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท แกนายภัตตภตกิ ะพรอ มกับมีสาวนกั ฟอ นยืนแวดลอมคอยบรกิ ารดวย ในครงั้ นน้ั พระปจ เจกพทุ ธเจา องคห นง่ึ พกั อยทู ภี่ เู ขาคนั ธมาทนอ อกจากสมาบตั ิ ในวนั ที่ ๗ พจิ ารณาเหน็ วา นายภตั ตภตกิ ะ เปน ผมู อี ปุ นสิ ยั และศรทั ธาทจี่ ะพงึ สงเคราะห ใหรูธรรมได ท้ังจะทําใหเขาไดรับมหาสมบัติเพราะเหตุที่ไดสงเคราะหแกเราดวย จึงหมจีวรถือบาตรเหาะข้ึนไปสูเวหาสไปแสดงตนยืนอยูขางหลังนายภัตตภติกะน้ัน ในขณะท่ีกําลังลางมืออยู ฝายภัตตภติกะเห็นพระปจเจกพุทธเจา คิดวาเรารับจางใน เรอื นคนอื่นถงึ ๓ ป เพอ่ื จะไดร ับอาหารถาดเดียว เพราะเราคงไมเ คยไดทําทานไวเ ลย บัดนี้ อาหารนขี้ องเราพงึ รกั ษาเราก็แตเพียงวันหนึ่งคนื หนง่ึ ถาเราถวายแกพระคณุ เจา อาหารนี้จะรักษาเราไวมิใชพันโกฏิกัลปเดียว เราจะจัดถวายอาหารน้ีแกพระคุณเจา จึงนําอาหารที่มีรสเลิศท่ีทานเศรษฐีสั่งจัดใหตนน้ัน ยกถาดอาหารขึ้นเพื่อถวายเปน บิณฑบาตแดพระปจเจกพุทธเจา ทานปดบาตรไวขณะท่ีอาหารยังเหลืออยูอีกคร่ึงหน่ึง นายภัตตภติกะจงึ กลา ววา ทานขอรับ อาหารสวนเดยี วเทาน้นั กระผมมอิ าจเพ่อื จะแบง เปน ๒ สว นได ขอทา นอยา สงเคราะหใ นโลกนเี้ ลย ขอจงทาํ การสงเคราะหใ นปรโลกดว ย จริงอยู ทานที่บุคคลถวายโดยไมเหลือไวเพ่ือตนแมแตนิดหน่ึง ช่ือวาทาน ไมมีสวนเหลือ ทานนั้นยอมมีผลมาก ภัตตภติกะ เมื่อจะทําอยางนั้นจึงไดถวายหมด พรอมกบั ตั้งปรารถนาไวว า ขอความสขุ จงมแี กกระผมในท่ีท่ีบงั เกิดแลว ขอกระผมพงึ มสี ว นแหงธรรมที่ทา นเหน็ แลว ดว ยเถดิ พระปจเจกพุทธเจา อนุโมทนาวา สิ่งที่ทานมุงหมายแลว ขอจงสําเร็จพลัน ทเี ดยี ว ความดาํ ริท้งั ปวงจงเตม็ เหมือนพระจันทรเ พ็ญ สงิ่ ทีท่ านมงุ หมายแลว จงสาํ เร็จ พลันทีเดียว ความดําริท้ังปวง จงเต็มเหมือนแกวมณีโชติรสฉะนั้น ตอมาภัตตภติกะ ก็ไดรับพระราชาทรัพยพันหน่ึง พรอมกับโภคะอีกจํานวนมาก และไดรับแตงต้ังไวใน ตาํ แหนงเศรษฐีแหง เมอื ง เขาจงึ ไดช อื่ ใหมว า ภัตตภติกะเศรษฐี ดาํ รงอยูตลอดอายขุ ัย กจ็ ุติจากอัตภาพนัน้ ไปบังเกิดในเทวโลกเสวยสมบัติอันเปน ทพิ ย ๑ พทุ ธันดร ครั้นลถุ ึง สมยั แหง พระพทุ ธเจาสมณโคดม ภตั ตภตกิ ะไดจ ุติมาถอื ปฏิสนธใิ นครรภของธิดาแหง ตระกลู หนงึ่ ในเมอื งสาวตั ถซี ง่ึ เปน อปุ ฏ ฐากของพระสารบี ตุ รเถระ ดงั ทกี่ ลา วขา งตน แลว 112

ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 113 ๑๙. วนวาสีตสิ สสามเณร วนวาสตี สิ สสามเณร เกดิ ในตระกลู แหง อบุ าสก อบุ าสกิ าผถู วายอปุ ถมั ภบ าํ รงุ พระสารีบุตรเถระ เม่ือนางตั้งครรภไดจัดถวายภัตตาหารที่ทําดวยขาวปายาสเจือดวย นํ้านมลวนแดภิกษุสงฆมีพระสารีบุตรเปนประธาน แมนางเองก็นุงหมผายอมน้ําฝาด ถอื ขนั ทองและนง่ั รับประทานขาวปายาสอนั เหลอื จากท่พี ระภกิ ษุสงฆฉันแลว การบวชในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื คลอดบุตรแลว บดิ ามารดาใหช่อื วา ตสิ สะกมุ าร ครนั้ เจริญวัยอายุได ๗ ขวบ มคี วามปรารถนาจะบวชในพระศาสนา บดิ ามารดากย็ นิ ดี เพราะไมต อ งการทาํ ลาย อธั ยาศยั ของบุตร จึงไดจ ดั ถวายภตั ตาหารแดภ ิกษโุ ดยมพี ระสารบี ุตรเถระเปน ประธาน เมื่อเวลาเย็นจึงไดพาบุตรไปสูวิหารของพระสารีบุตรพรอมเคร่ืองสักการะและสัมมานะ เปนอันมาก แลวกม็ อบถวายติสสะกมุ ารแกพ ระเถระเพ่ือบรรพชาเปน สามเณรใน โดยพระเถระกลา วกบั ตสิ สะกมุ าร วา การบวชเปน ของทท่ี าํ ไดย าก เมอื่ ตอ งการ ของรอน ยอมไดของเย็น เมื่อตองการของเย็น ยอมไดของรอน ชอื่ วา นักบวชทัง้ หลาย ยอมมคี วามเปนอยโู ดยลาํ บาก ตสิ สะเรียนทานวา กระผมสามารถทําไดทุกอยางตามท่ี ทานบอกสอน พระเถระจึงบอกตจปญ จกกมั มัฏฐานใหบรรพชาเปน สามเณร เมอ่ื ติสสะ บวชแลว มารดาบิดาทําสักการะแกบุตรผูบวชแลว จัดถวายทานดวยขาวมธุปายาสมี นํ้านอยแกภ กิ ษุสงฆมีพระพุทธเจาทรงเปนประธานในวหิ ารนน้ั ตลอด ๗ วัน วนั หนง่ึ ตสิ สสามเณร ประสงคจ ะไปปฏบิ ตั ธิ รรมในปา ทเ่ี งยี บสงดั จงึ ทลู ขอให พระพุทธองคตรัสสอนกรรมฐานท่ีจะใหถึงอรหัตผล กราบถวายบังคมลาพระพุทธเจา และอภิวาทลาพระอุปชฌายแลว ถือบาตรและจีวรเดินออกจากวิหารไป เมื่อไปถึง ภมู ปิ ระเทศแหงหนึง่ อุบาสกคนหน่งึ บอกวา วิหารในปา น้เี ปน ทส่ี บายขอทา นอยทู ่ีนเ้ี ถดิ อบุ าสกถามสามเณรวาชอื่ อะไร สามเณรบอกวาชอื่ วนวาสีติสสะ โดยไดเ ที่ยวบอกแก ญาตพิ นี่ อ งและประชาชนในทองถิน่ วา มีสามเณรชอื่ วนวาสีติสสะมาสวู หิ ารแลว เมื่อสามเณรเขาไปบิณฑบาต ก็กลาววา ขอใหทานทั้งหลายจงถึงความสุข พน จากทุกข โดยไดยังชาวบา นใหถงึ สรณะ ๓ และตั้งอยใู นศีล ๕ ฝา ยสามเณรกาํ หนด อุปการะของชาวบานแลว จึงใหปฏิญญาแกพวกเขาเหลาน้ัน โดยเที่ยวบิณฑบาตใน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 113

114 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท หมูบานน้ันเปนประจํา ในขณะที่พวกเขาไหวอยู จะกลาวเฉพาะ ๒ บทวา ขอทาน ทง้ั หลายจงถงึ ความสขุ จงพน จากทกุ ข สามเณรกลา วดงั นใี้ นเดอื นท่ี ๑ เดอื นที่ ๒ ลว งไป และเม่อื เดอื นที่ ๓ ลวงไป กไ็ ดบ รรลอุ รหัตผลพรอมดว ยปฏิสัมภิทา ครั้นปวารณาออกพรรษาแลว พระอุปชฌายของติสสสามเณรเขาไปเฝา พระพทุ ธเจา กราบทลู ลาเดนิ ทางไปยงั สาํ นกั ของตสิ สสามเณร โดยพระเถระพรอ มภกิ ษุ ๕๐๐ รูปผเู ปน บรวิ าร ในคราวนน้ั พระโมคคลั ลานะ พรอ มภิกษผุ ูเปน บริวาร ๕๐๐ รปู เดินทางไปดวย แมพระมหาสาวกท้ังปวง คือพระมหากัสสปเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอบุ าลเี ถระ พระปณุ ณเถระ เปน ตน กเ็ ดนิ ทางไปพรอ มดว ยภกิ ษผุ เู ปน บรวิ ารทง้ั หลาย พระศาสดา เสด็จไปยังปาทสี่ ามเณรพาํ นกั อยู ประทบั บนยอดภูเขาตรสั ถาม สามเณรวา เธอเห็นอะไรบาง สามเณรกราบทูลพระพุทธองควา เห็นมหาสมุทร ตรัส ถามตอวา คิดอยางไร สามเณรกราบทูลวา นํ้าตาของคนเราที่รองไหในเม่ือถึงทุกขยัง มากกวานํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ จึงตรัสวา ถูกตองแลว ตรัสถามวา อยูท่ีเงื้อมเขาคิด อยางไร สามเณรกราบทูลวา สถานที่ท่ีสัตวไมเคยตายไมมีในโลก พระศาสดาจึงตรัส วาช่อื วา สถานทแ่ี หง สตั วเหลา นี้ทไี่ มม สี ตั วน อนตายบนแผนดินนยี้ อ มไมม ี ตามตํานานเลา วา ในอดตี กาล วนวาสีติสสสามเณร เกิดเปนสหายของวงั คัน- ตพราหมณผูเปนบิดาของพระสารีบุตร ช่ือวา มหาเสนพราหมณ อยูในเมืองราชคฤห ตอมาสมบัติของมหาเสนพราหมณหมดลง เขากลับเปนคนยากจน เม่ือเห็นพระสารี บตุ รเขา ไปบณิ ฑบาต กค็ ดิ วา ทา นคงไมร วู า เราเปน คนตกยากแลว เมอ่ื ไมม อี ะไรจะถวาย เขาจงึ หลบไปเสยี ในวนั อนื่ ๆ พระเถระกไ็ ดไ ปทบี่ า นนนั้ อกี พราหมณก ไ็ ดห ลบเสยี อยา งนน้ั โดยคิดอยูวา เราไดอะไรๆ แลวนั่นแหละจะถวาย วันหน่ึง เขาไดขาวปายาสเต็มถาด พรอมกับผาสาฎกเน้ือหยาบในท่ีสอนลัทธิของพราหมณแหงหน่ึง เขาจึงคิดวาจะถวาย บณิ ฑบาตน้แี กพระเถระ ฝายพระเถระเขาฌานและออกจากสมาบัติแลว ออกบิณฑบาตไปยังบาน พราหมณน้ัน เมื่อพราหมณเห็นในพระเถระก็เลื่อมใส นิมนตใหทานนั่งภายในเรือน ถือขาวปายาสเต็มถาดเกล่ียลงในบาตร พระเถระรับครึ่งหน่ึงแลวจึงเอามือปดบาตร พราหมณกลาวกับพระเถระวา ทานผูเจริญ ขาวปายาสนี้เปนสวนของคนเดียวเทานั้น ขอทา นจงทาํ ความสงเคราะหใ นปรโลกแกก ระผมเถดิ อยา ทาํ ความสงเคราะหใ นโลกนเ้ี ลย กระผมปรารถนาถวายไมใ หเ หลอื ทเี ดยี ว จงึ เกลย่ี ขา วลงทงั้ หมด พระเถระฉนั ภตั ตาหาร 114

ÇªÔ Ò͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 115 ในที่น้ันน่ันเอง เขาไดถวายผาสาฎกเน้ือหยาบน้ัน พรอมกับกลาววา ทานผูเจริญ ขอใหกระผมพึงบรรลุธรรมท่ีทานไดเห็นดวยเถิด พระเถระอนุโมทนาแลวกลับ วัดพระเชตวนั วิหาร ทานที่บุคคลถวายแลวในคราวที่ตนตกยาก ยอมทําผูถวายใหราเริงอยางยิ่ง ฉะนั้น มหาเสนพราหมณถวายทานแลว มจี ติ เล่อื มใสโสมนัสยนิ ดแี ละดว ยความสเิ นห า ในพระเถระ เมื่อตายลงเขาไดถือปฏิสนธิในครรภของธิดาในสกุลหน่ึงในเมืองสาวัตถี ซึ่งเปนผถู วายอุปฏฐากพระสารบี ุตรเถระดงั ที่กลา วขางตนแลว ๒๐. สมุ นสามเณร สมุ นสามเณร เปน บตุ รของเศรษฐชี อื่ มหามณุ ฑะ ในมณุ ฑนคิ มเศรษฐมี บี ตุ ร ชาย ๒ คน คือ มหาสุมนะ และจูฬสมุ นะ ตามตํานานเลา วา พระอนรุ ุทธะซง่ึ เปน ๑ ใน ๘๐ แหงพระอัครสาวกผูใหญท่ีพระศาสดาตรัสยกยองวามีเอตทัคคะผูเลิศกวาภิกษุ ทง้ั หลายดา นทพิ ยจกั ษญุ าณ สมยั หนง่ึ ทา นพจิ ารณาไปในอดตี กาลวา สมุ นเศรษฐผี เู ปน สหายในแตกาลกอนนั้นบัดน้ีเกิดท่ีไหนหนอ จึงรูดวยทิพยจักษุญาณวา สุมนเศรษฐี ไดไปเกิดเปนบตุ รของมหามุณฑะทมี่ ีบตุ ร ๒ คนโตช่ือมหาสมุ นะ คนเลก็ ชือ่ จฬู สุมนะ (คือสุมนเศรษฐีผูเปนสหายของพระอนุรุทธะในอดีตกาล) และเห็นวาถาเราไปที่น้ัน จูฬสุมนะน้ันผมู ีอายุ ๗ ขวบ จะออกบวชและจะไดบ รรลุอรหตั ผล พระอนุรุทธเถระ ไปทางอากาศลงที่ประตูบาน มหามุณฑอุบาสก เมื่อเห็น พระเถระจงึ ใหม หาสมุ นะผเู ปน บตุ รไปรบั บาตรของทา น สว นตวั เองกจ็ ดั เตรยี มปอู าสนะไว และไดจัดองั คาส (เล้ียง/ถวายอาหารพระสงฆ) แกพ ระเถระโดยเคารพ ในคราวตอมา มหามุณฑอุบาสกตองการจะถวายผาวัสสาวาสิกลาภ (ลาภอันเกิดแกผูอยูจําพรรษา) แกพระเถระ แตทานไมประสงคจะรบั ไว อบุ าสกจึงถามวา เพราะเหตุไร ทา นกลา ววา แมส ามเณรผเู ปน กัปปยการก (ผูคอยปฏิบตั ถิ วายความสะดวก) ในสาํ นกั ของเราก็ไมม ี มหามุณฑอุบาสก จะใหมหาสุมนะบวช พระเถระจึงวาควรใหจูฬสุมนะไดบวชเถิด (เพราะพระเถระทานเห็นอุปนสิ ยั ของจูฬสมุ นะจะไดบรรลธุ รรม) การบวชในพระพุทธศาสนา พระอนุรุทธเถระ จงึ ใหจ ูฬสมุ นะบวชในพระพทุ ธศาสนา ปรากฏวาจฬู สมุ นะ ไดบรรลุอรหัตผลในเวลาปลงผมเสร็จ ครั้นตอมาพระเถระไดพาจูฬสุมนสามเณรไป คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 115

116 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท เฝาพระพุทธจา โดยเหาะไปลงท่ีกระทอมท่ีต้ังอยูในปาในหิมวันตประเทศ ในคืนน้ัน พระอนุรทุ ธะเกิดปวดทอ งดวยมลี มเสยี ดในทอง พระเถระบอกวา ใชเนยใสกับนา้ํ จาก สระอโนดาตรักษา สามเณรจึงเหาะไปยังสระอโนดาต ปรากฏวาในครั้งน้ันมีพญานาค ขึ้นมาขวางมิใหสามเณรตักน้ําไป เพราะตองการทดลองฤทธิ์สามเณร แมสามเณรจะ บอกวา มาตักเอาน้าํ ในสระน้ตี ามคาํ สั่งของพระอุปชฌาย ขอทา นจงใหน ้ําแกอ าตมาเถิด ฝา ยสามเณร พญานาคจะกลนั่ แกลง จงึ เขา ฌานแยกรา งไปหาทา วมหาพรหม ชัน้ ตา งๆ ๑๖ ชัน้ ยกเวนพรหมทีไ่ มสญั ญี (รปู ราง) จากน้ันก็เชิญพรหมทง้ั หมดมาดศู ึก ของตนเองกับพญานาคทีห่ ลังสระน้าํ สามเณร ถามพญานาคอกี วา ทา นจะใหน ้าํ แกอาตมาไดหรอื ไม พญานาคตอบวา ถา ทา นมปี ญ ญาก็เอาไป สามเณรเมื่อถามเชนนั้นถึง ๓ ครั้งจึงเนรมิตใหใหญกวาพรหมท่ีมาประชุม กันท้งั หมด แลวเอาเทาเหยยี บหัวพญานาคจากขนาด ๑๕๐ โยชน พญานาคถกู กดจน เหลอื เทา ฝาทัพพี จมลงไปในน้าํ ทําใหเ กลยี วนาํ้ พุงขนึ้ สูงจนเทาลําตาลเจ็ดตน สามเณร เอาขวดรองรบั นาํ้ ที่ตกลงมา เหลา พรหมตางสาธกุ าร จนดังกอ งไปทว่ั บรเิ วณ พญานาค เหน็ พรหมก็รูว าเร่อื งของตนกระจายไปไกลแนๆ จงึ โกรธสามเณรย่ิงกวา เดมิ และเหาะ ตามสามเณรไป เพ่ือหวังจะทาํ ลายสามเณรเสยี ใหส นิ้ ฝา ยสามเณรเม่ือเหาะมาถึงแลวก็ จดั ถวายน้ําน้ันแกพระอุปช ฌาย ในคราวนั้น พระเถระกลา วกับพญานาควา มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก ทา นไมส ามารถสรู บกบั สามเณรได ควรใหเ ขายกโทษใหเ ถดิ พญานาคนนั้ ยอ มรอู านภุ าพ ของสามเณรไดดี แตที่ตามมาเพราะความละอาย จึงขอใหจูฬสุมนสามเณรยกโทษ ใหตามคําขอของพระเถระ และกลาววา ตั้งแตน้ีไป ถาตองการนํ้าในสระอโนดาต ทา นไมต องไปเอาเอง ขอใหส งขา วไป ขาจะนํานา้ํ มาถวายเอง พระพทุ ธเจา ทรงทราบถงึ การมาของพระอนรุ ทุ ธเถระ จงึ เสดจ็ ไปประทบั ทอด พระเนตรอยบู นปราสาทมคิ ารมารดา ฝา ยเหลา ภกิ ษเุ หน็ พระเถระทกี่ าํ ลงั มาตา งกล็ กุ ขน้ึ ไป ตอนรับ ภิกษุบางรูปบางพวกจับสามเณรท่ีศีรษะบางที่หูทั้ง ๒ ที่แขนบาง พลางเขยา กลา ววา ไมกระสันหรอื สามเณร (ไมอ ยากสกึ หรือสามเณร) พระพุทธเจา ทรงดําริวากรรมของภิกษเุ หลานห้ี ยาบ ภกิ ษุเหลา นจ้ี บั สามเณร ประดุจจับอสรพิษที่คอ พวกเธอหารูอานุภาพของสามเณรไม วันนี้จะทําคุณของ 116

ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 117 สมุ นสามเณรใหป รากฏ จงึ ตรงั กบั พระอานนทว า พระองคป ระสงคจ ะลา งเทา ทง้ั ๒ ดว ย นํ้าจากสระอโนดาต พระเถระจงึ เรยี กประชมุ สามเณรประมาณ ๕๐๐ รูปทีว่ หิ าร บรรดา สามเณรเหลานั้น สุมนสามเณรเปนผูใหมกวาสามเณรท้ังหมด พระเถระจึงกลาวกับ สามเณรที่อาวโุ สกวา สามเณรทัง้ หมดวา สามเณร พระศาสดามีพระประสงคจะทรงลาง พระบาทดว ยนา้ํ จากสระอโนดาต เธอจงถอื หมอ นาํ้ นไี้ ปนาํ นาํ้ มาเถดิ สามเณรนนั้ กลา ววา กระผมไมส ามารถ ขอรบั พระเถระไดถามสามเณรท้ังหลายทเ่ี หลือ แมสามเณรเหลา นน้ั ก็ตอบอยา งนั้น ในที่สุดมาถึงสุมนสามเณรซึ่งรับจะเปนผูไปนําน้ําจากสระอโนดาตมาเอง สามเณรถวายบังคมลาพระพุทธเจาแลว ถือหมอใหญใบหน่ึงซ่ึงจุนํ้าไดต้ัง ๖๐ หมอ ในบรรดาหมอสําหรับเสนาสนะ เล่ียมตาดดวยทองแทง อันนางวิสาขาสรางถวายไว หิ้วไปดวยคิดวาความตองการของเราดวยหมอ อันเรายกขึ้นตั้งไวบนจะงอยบานี้ยอม ไมมี แลวเหาะข้ึนสูเวหาส บา ยหนา สูห มิ วนั ตประเทศ นาคราชเหน็ สามเณรจึงตอ นรับ แบกหมอดวยจะงอยบา กลาววา ทา นสามเณร เมอ่ื ผรู ับใชเชนขาพเจา มอี ยู เพราะอะไร จึงมาเอง ทาํ ไมไมส ง ขาวแจง มา จากน้นั จงึ รบั เอาหมอ ตักนํ้าขึน้ แบกเอง บอกวา ขอให ทานไปลวงหนาไปกอ นเถดิ ขาพเจาจะนาํ หมอน้าํ ตามไป สามเณรจึงวา มหาราช ทานจงหยุด อาตมาเปนผูอันพระพุทธเจาใชมา ทานกลับเสียเถอะ สามเณรจับทข่ี อบปากหมอ เหาะมาทางอากาศ พระพทุ ธเจา ตรสั กบั ภกิ ษทุ ง้ั หลายวา พวกเธอจงดกู ารเยอื้ งกรายของสามเณร เธอยอมงดงามดุจพระยาหงสในอากาศฉะน้ัน สามเณรวางหมอน้ํา แลวถวายบังคม พระพุทธเจา พระศาสดาตรัสถามสุมนะวา มีอายุไดเทาไร สามเณรกราบทูลวามีอายุ ๗ ขวบ พระเจาขา พระพทุ ธเจา ตรสั วา สมุ นะ ถาอยา งนั้น ต้งั แตว ันนเ้ี ธอจงเปนภิกษเุ ถดิ ดังน้ี แลว ไดประทานทายัชชอปุ สมบท ทา นกลาวไว สามเณรผูมีอายุ ๗ ป ที่ไดอ ปุ สมบท เปน ภิกษุ มี ๒ รปู เทานน้ั คอื สมุ นสามเณรนี้ และโสปากสามเณรอกี รูปหนึ่ง เมอ่ื สมุ น สามเณรอุปสมบทแลว พวกภิกษุสนทนากันวา ผูมีอายุท้ังหลาย กรรมน้ีนาอัศจรรย อานุภาพของสามเณรนอ ย แมเ หน็ ปานนีก้ ม็ ีได อานุภาพเหน็ ปานน้ี พวกเราไมเ คยเหน็ มากอนเลย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 117

118 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พระพุทธเจา เสด็จไปตรัสถามวา ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอสนทนากันดวย เรื่องอะไรหนอ เมื่อพวกเธอกราบทูลวา ดวยเรื่องช่ือนี้ พระเจาขา พระพุทธองค จึงตรัสวา ภิกษุทั้งหลายในศาสนาของเรา บุคคลแมเปนเด็กปฏิบัติชอบแลวยอมได สมบตั เิ ห็นปานน้ีเหมือนกัน ๒๑. อนาถบิณฑิกเศรษฐี อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เดมิ ชอื่ สทุ ตั ตะ เกดิ ในตระกลู มหาเศรษฐี ในเมอื งสาวตั ถี บิดาชื่อวา สุมนะ เม่ือบิดามารดาของทานลวงลับไปแลว ก็ดํารงตําแหนงเศรษฐีแทน โดยใหต งั้ โรงทานทห่ี นา บา นแจกอาหารแกค นยากจนทกุ วนั ประชาชนทวั่ ไปจงึ เรยี กทา น วา “อนาถบิณฑิกะ” แปลวา ผูม ีกอนขา วเพอ่ื คนอนาถา อนาถบิณฑิกะทําการคาระหวางเมืองสาวัตถีกับเมืองราชคฤห จนมีความ สนิทสนมคุนเคยกับเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห ชื่อ ราชคหกะ และมีความเก่ียวดอง กันมากขึ้น เม่ือทั้งสองฝายตางก็ไดนองสาวของกันและกันมาเปนภรรยา เมื่ออนาถ บิณฑิกะนําสินคาไปขายในเมืองราชคฤห ก็จะพักที่บานราชคฤหเศรษฐีเปนประจํา วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกะนําสินคาไปขายในเมืองราชคฤหและพักท่ีบานของราชคหกะ ตามปกติ แตวันน้ันเปนวันที่ราชคหกเศรษฐีไดกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจา พรอ มดว ยพระภกิ ษสุ งฆเ ปน จาํ นวนมากมาฉนั ภตั ตาหารทเี่ รอื น จงึ มวั ยงุ อยกู บั การสง่ั งาน แกขาทาสบริวาร ไมมีเวลามาตอนรับอนาถบิณฑิกะเหมือนเชนเคย เพียงแตทักทาย ปราศรยั กนั เลก็ นอ ยเทา นน้ั ฝา ยอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐคี ดิ วา ราชคหกะคงจะมงี านบชู ายญั หรือไมกค็ งจะทลู เชิญพระเจาพิมพิสารเสดจ็ มายังเรอื นของตนในวันพรุงน้ี ราชคหกเศรษฐี กลาวกับอนาถบิณฑิกะวา ที่มัวยุงอยูกับงานน้ันเพราะ ไดกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจา พรอมภิกษุสงฆมาฉันภัตตาหารท่ีเรือนของตนใน วันพรุงน้ี อนาถบิณฑิกเศรษฐีเมื่อไดฟงคําวา พระพุทธเจาเทานั้น รูสึกประหลาดใจ จึงยอนถามถึง ๓ ครง้ั เพอ่ื ใหแ นใ จ เพราะคําวา “พระพุทธเจา ” เปนการยากย่ิงนักท่ี จะไดยินในโลกน้ี เมื่อราชคหกะยืนยันวามีพระพุทธเจาเกิดขึ้นแลวในโลก จึงเกิดปติ และศรัทธาเล่ือมใสอยางแรงกลา ปรารถนาจะเขาเฝาพระพุทธเจาทันที แตราชคหกะ ยับย้ังไววามใิ ชเวลาอนั สมควร 118

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 119 การบรรลุธรรม ในรงุ เชา อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี จงึ ไปเขา เฝา พระพทุ ธเจา กอ นทพ่ี ระองคจ ะเสดจ็ ไปยังบานราชคหกเศรษฐี หลังจากฟงอนุปุพพีกถา และอริยสัจ ๔ แลว ก็ไดดวงตา เหน็ ธรรมเปน พระโสดาบนั บุคคล โดยประกาศตนเปน อุบาสกถงึ พระรตั นตรัย อนาถบิณฑิกเศรษฐี เดินทางกลับเมืองสาวัตถี ในระหวางทางจากเมือง ราชคฤหถึงเมอื งสาวัตถรี ะยะทางประมาณ ๕๔ โยชนไดบ รจิ าคทรัพยจาํ นวนมากสรา ง วหิ ารทปี่ ระทบั เปน ทพี่ กั ทกุ ๆ ระยะหนง่ึ โยชน เมอ่ื ถงึ เมอื งสาวตั ถแี ลว ไดข อซอ้ื ทด่ี นิ จาก เจาเชตกุมาร โดยตกลงราคาดว ยการนําเงินปูลาดใหเ ตม็ พนื้ ท่ตี ามท่ตี องการเปน เงินถึง ๒๗ โกฏิ และอีก ๒๗ โกฏิ เปนคากอสรางพระคันธกุฎีท่ปี ระทบั ของพระพทุ ธเจา และ เสนาสนะสงฆ รวมทงั้ สน้ิ ๕๔ โกฏิ โดยเจา เชตกมุ ารสรา งซมุ ประตถู วายและขอใหจ ารกึ พระนามของพระองคไ วท ซ่ี มุ ประตพู ระอารามดว ย พระอารามนจ้ี งึ ไดช อ่ื วา เชตวนาราม สมัยหนึ่ง อนาถบิณฑิกะไดส้ินเน้ือประดาตัว เพราะเสียทรัพยไปคร้ังใหญ ถึง ๒ ครั้ง คือพวกพอคาผูเปนสหายไดขอยืมเงินไป ๑๘ โกฏิแลวไมใชคืน และ อกี สว นหน่ึงที่ฝงไวทร่ี ิมฝง แมนาํ้ จาํ นวน ๑๘ โกฏิ ไดถกู นํ้าเซาะตล่ิงพัง แมจ ะตกอับ เพียงน้ี ยังคงใหทานอยูเสมอ เพียงแตอาหารท่ีจัดถวายพระภิกษุนั้นปริมาณ ลดลงจนที่สุดขาวท่ีหุงก็จําเปนตองใชขาวปลายเกวียน กับขาวก็เหลือเพียงนํ้าผัก เสี้ยนดอง ตนเองก็พลอยอดอยากลําบากไปดวย ถึงกระน้ันอนาถบิณฑิกะก็ยัง ไมลดละการทําบุญถวายแกภ กิ ษสุ งฆ ในคราวนนั้ พระศาสดาเสดจ็ ยงั วดั พระเชตวนั วหิ าร เมอื่ อนาถบณิ ฑกิ ะเขา เฝา พระองคต รสั ถามวา ตระกลู ของทา นยงั มกี ารใหท านอยหู รอื คหบดี กราบทลู วา ยงั ใหอ ยู พระเจา ขา แตท านนน้ั เปนของเศรา หมอง เปน ปลายขาว พรอมกบั น้ําผักดอง พระพทุ ธเจา ตรสั วา วตั ถุท่ใี หนัน้ จะเศรา หมอง ประณีตกต็ ามที แตถาผใู ห สักแตวาใหไมเชื่อกรรมและผลของกรรม ทานยอมใหผลไมดี แตถาผูใหทานใหดวย ความเคารพดวยความนอบนอม ใหดวยมือของตนเอง ไมท้ิงใหเทใหแตใหเพราะเช่ือ กรรมและผลของกรรมทานก็ยอมใหผลดี ปกติในทุกๆ วัน ภิกษุในกรุงสาวัตถี จะรับนิมนตเพื่อฉันภัตตาหารท่ีบาน อนาถบิณฑิกเศรษฐีและบานของนางวิสาขา ฉะน้ัน ผูประสงคจะนิมนตพระไปทําบุญ เนอ่ื งโอกาสตา งๆ กจ็ ะตอ งมาขอโอกาสจากทา นทง้ั สองน้ี บางครง้ั กเ็ ชญิ ไปเปน ทป่ี รกึ ษา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 119

120 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท หรอื ประธานดว ย เพอ่ื ใหพ ธิ ที าํ บญุ นนั้ ๆ สาํ เรจ็ เรยี บรอ ยดว ยดี โดยสว นใหญน างวสิ าขา จะมอบภารกิจหนาที่ใหกับหลานสาว สวนอนาถบิณฑิกเศรษฐีจะมอบใหลูกสาวคนโต ชอื่ วา มหาสภุ ทั ทา ทาํ หนา ทแ่ี ทนอยรู ะยะหนง่ึ เมอ่ื ทงั้ สองฟง ธรรมจากพระพทุ ธเจา แลว กไ็ ดบ รรลโุ สดาปตติผลเปน อริยบคุ คลชน้ั โสดาบนั อนาถบณิ ฑกิ ะเมอื่ บตุ รสาวคนโต แตง งานออกเรอื นแลว กม็ อบให จลุ สภุ ทั ทา ลกู สาวคนที่ ๒ ทาํ หนา ทแ่ี ทน เมอื่ นางไดฟ ง เทศนาธรรมจากพระศาสดากไ็ ดบ รรลธุ รรม ชน้ั โสดาปตตผลเชนกัน เมอ่ื นางจลุ สภุ ทั ทามีครอบครัวออกเรอื นไปอยกู บั สามี ทานจงึ มอบหนา ทีใ่ หลูกสาวคนเล็กชื่อวา สมุ นเทวี กระทาํ หนา ทด่ี ังกลาวแทนสบื มา สมุ นเทวี ทําหนา ท่ีทบี่ ิดามอบหมายสําเร็จดว ยความเรียบรอยทกุ วัน ทั้งๆ ที่นางอายุยงั นอย และ จากท่ีนางไดทําบุญถวายภัตตาหารแดภิกษุสงฆและไดฟงธรรมเปนประจํา ศึกษาและ พิจารณาตามกระแสธรรมอยเู นืองนติ ยก ไ็ ดบ รรลุธรรมช้ันสกทาคามี ตอ มาสมุ นเทวลี ม ปว ยมอี าการหนกั และเสยี ชวี ติ ลง อนาถบณิ ฑกิ ะ แมจ ะเปน พระโสดาบันก็ไมอาจกล้ันความเศราโศกเสียใจไวได เสร็จงานศพแลวยังรองไหนํ้าตา นองหนาไปเฝาพระพุทธเจา พระพุทธองคตรัสปลอบวาอนาถบิณฑิกะความตายเปน สง่ิ ทเ่ี ทย่ี งแทข องสรรพสตั วม ใิ ชห รอื เหตไุ ฉนทา นจงึ รอ งไหอ ยา งนี้ อนาถบณิ ฑกิ ะทลู วา ขาแตพระองคผูเจริญ ขอน้ัน ขาพระองคทราบ แตสุมนาเทวี เม่ือเวลาจวนจะตาย นางไมสามารถคุมสติไดเลย บนเพอจนกระทั่งสิ้นใจ ขาพระองคโทมนัสรองไหเพราะ เหตุน้ี และนางยังเรียกขา พระองควานอ งชายอีกดวย พระศาสดาจงึ ตรสั วา บตุ รของทา นมไิ ดเ พอ หลงสติ ทนี่ างเรยี กทา นวา นอ งชาย เพราะทานเปนนองของนางจริงๆ เธอใหญกวาทานโดยมรรคและผล เพราะทานเปน โสดาบันบุคคล สวนธิดาทา นเปนสกทาคามีบคุ คล และบดั น้ี เธอไปเกดิ เสวยสขุ อยูบน สวรรคชั้นดสุ ิต คฤหบดี ธรรมดาบุคคลไมวา จะเปนคฤหัสถ บรรพชิตก็ตาม ถาดาํ รง ตนอยดู วยความไมประมาท ประพฤติชอบยอมไดเ สวยสขุ ท้งั ในโลกน้แี ละโลกหนา อนาถบิณฑิกเศรษฐี นับเปนมหาอุบาสกที่มีศรัทธามั่นคงยิ่งในพระพุทธ ศาสนา มีจิตเมตตาและฝกใฝในการบําเพ็ญทานอันไมอาจมีผูใดจะเปรียบเทียบได สมตายนัยท่ีพระพุทธองคตรัสยกยองทานไวในตําแหนง เอตทัคคะคือเปนผูเลิศกวา อบุ าสกทั้งหลายในฝายผเู ปนทายก 120

ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 121 ๒๒. จิตตคฤหบดี จติ ตคฤหบดี ไมป รากฏตระกลู บดิ ามารดา แตน บั วา ทา นมบี ญุ ไดท าํ ไวใ นอดตี ทส่ี ง ผลใหใ นหลายๆ ชาติ ตลอดทง้ั ชาตนิ ี้ แมใ นวนั ทา นเกดิ กม็ ฝี นดอกไมท พิ ยต กลงมา จากฟา กองท่ีพนื้ ดนิ หนาขนึ้ เพยี งเขาในเมอื งมัจฉิกาสณฑ การบรรลธุ รรม วันหน่ึง ทานไดพ บพระมหานามะ (หนึ่งในพระปญจวคั คยี ) เทยี่ วบิณฑบาต ในเมืองมัจฉิกาสณฑ เกิดความเล่ือมใสในอิริยาบถ จึงนิมนตใหทานฉันภัตตาหารใน บาน เมื่อฟงเทศนาธรรมจากพระเถระแลว ก็ไดบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน ทานเปนผูมี ศรทั ธาม่นั คงไมหวั่นไหว ไดหลงั่ นํา้ ลงในมอื พระเถระอุทิศถวายอัมพาฏกวันของตนให เปนสังฆารามไวในพระศาสนา ในคราวสมยั หนงึ่ พระอคั รสาวกทงั้ ๒ สดบั กถาพรรณนาคณุ ของจติ ตคฤหบดี แลว ปรารถนาทําความสงเคราะหแกคฤหบดีผูน้ี จึงเดินทางไปสูมัจฉิกาสณฑนคร จติ ตคฤหบดรี วู า พระเถระทง้ั ๒ มา รบี ไปรอตอ นรบั อยทู ห่ี นทางไกลประมาณครงึ่ โยชน โดยไดน มิ นตใ หท า นไปยงั บา นของตน ขณะทจี่ ติ ตคฤหบดฟี ง ธรรมกถาจากพระสารบี ตุ ร อยนู ้นั กบ็ รรลุอนาคามิผลเปน พระอริยบคุ คลชัน้ อนาคามี และไดน มิ นตพ ระเถระทัง้ ๒ พรอมกบั ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป มารับภกิ ษาทบี่ านของตนอกี ในวนั รุงขน้ึ แตจ ติ ตคฤหบดีไป นิมนตพระสุธรรมเถระซึ่งดูแลวิหารในที่นั้นทีหลัง ทําใหพระเถระจึงไมพอใจวา อุบาสกนี้มานิมนตเราทีหลัง จึงปฏิเสธ แมคฤหบดีจะนิมนตอีกก็ปฏิเสธอีกแตก็คิด จะไปดูวาพรุงนี้คฤหบดีจะจัดแจงสักการะเพ่ือถวายแดพระอัครสาวกทั้ง ๒ ไวเชนไร จึงไดถือบาตรไปสูเรือนของจิตตคฤหบดีแตเชาตรู แมคฤหบดีจะนิมนตใหน่ัง ก็ปฏเิ สธ และตรวจดสู กั การะท่ีคฤหบดเี ตรยี มไว เม่อื เหน็ แลวกใ็ ครจะเสียดสีคฤหบดี โดยชาตสิ กลุ กลา ววา คฤหบดี สกั การะของทา นลน เหลอื แตก ข็ าดอยอู ยา งเดยี วเทา นนั้ คือขนมแดกงา ในครั้งน้ัน พระพุทธเจาตรัสวา อุบาสกเปนคนมีศรัทธา ถูกดาดวยคําเลว ทรงปรับโทษแกพระสุธรรมเถระ โปรดใหส งฆล งปฏสิ าราณยี กรรม (กรรมอันใหระลกึ ถงึ ความผดิ ) และใหไ ปหาจติ ตคฤหบดเี พอ่ื ยกโทษใหเ สยี แมพ ระพทุ ธองคท รงทราบวา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 121

122 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท อุบาสกจักไมยกโทษใหแกพระสุธรรมเถระ เพราะภิกษุนี้กระดางมีมานะ จึงไมทรง แสดงอุบายเพื่อใหคฤหบดียกโทษใหเลย ทรงใหพระสุธรรมเถระกลับไปใหม และ มีพระอนุทูตรูปหนึ่งติดตามไปเพื่อเปนผูถอนมานะ พรอมกับตรัสวา ธรรมดาสมณะ ไมควรทํามานะ ริษยาวาวิหารของเรา ท่ีอยูของเรา อุบาสกของเรา อุบาสิกาของเรา เพราะเม่ือสมณะทําอยางน้ี เหลากิเลสมีริษยาและมานะ เปนตน ยอมเจริญในใจตน โดยตรัสพระคาถาวา ภิกษุผูพาล พงึ ปรารถนาความยกยอ งอันไมม ีอยู ความแวดลอม ในภิกษุทั้งหลาย ความเปนใหญในอาวาส และการบูชาในตระกูลของคนอื่น ความดําริยอมเกิดขึ้นแกภิกษุผูพาลวา คฤหัสถและบรรพชิตท้ัง ๒ จงสําคัญกรรม ทเี่ ขาทาํ เสรจ็ แลว เพราะอาศยั เราผเู ดยี ว จงเปน ไปในอาํ นาจของเราเทา นนั้ ในกจิ นอ ยใหญ กิจไรๆ รษิ ยาและมานะยอมเจรญิ แกเธอ ดังน้ี พระสุธรรมเถระฟงพระโอวาทแลว ทูลลาพระพุทธเจาลุกขึ้นจากอาสนะ กระทาํ ประทกั ษณิ แลว ไปกบั ภกิ ษอุ นทุ ตู รปู นนั้ แสดงอาบตั ติ อ หนา อบุ าสก ขอใหอ บุ าสก ยกโทษให คฤหบดีไดยกโทษใหแ ลวตา งยกโทษใหแกก ัน จิตตคฤหบดี เดินทางไปเฝา พระพทุ ธเจา โดยใหจ ดั เทยี มเกวยี น ๕๐๐ เลม บรรทกุ ของเตม็ เกวียนมงี า ขาวสาร เนยใส นา้ํ ออ ย ผา นงุ หม และใหแจงแกห มภู กิ ษวุ า พระผูเปนเจารูปใดจะไปเฝาพระศาสดา ขอนิมนตไปพรอมกัน จักไมลําบากดวย บณิ ฑบาต อกี ทง้ั ใหแ จง แกภ กิ ษณุ ี ๕๐๐ รปู อบุ าสก ๕๐๐ คน อบุ าสกิ า ๕๐๐ คน (ทจี่ ะไป) ใหออกเดินทางไปกบั คฤหบดจี ะไดไมล าํ บากเรื่องอาหารตลอดเสน ทาง ๓๐ โยชน เทวดาทั้งหลายเมื่อรูวาอุบาสกน้ันออกเดินทางไปเฝาพระพุทธเจา เนรมิต คา ยท่พี กั ไวตามระยะทางทุกๆ โยชน (๑๖ กโิ ลเมตร) คอยดูแลบาํ รงุ คนเหลา น้นั ดวย อาหาร มีขา วยาคู ของควรเคี้ยว ภัตและน้าํ ด่มื เปน ตน อันเปน ทพิ ยค วามบกพรอ งดวย วตั ถุอะไรๆ มิไดเกดิ ข้นึ แกใ ครๆ พระพุทธเจาทรงปราณาวา เวลาบายวนั น้จี ิตตคฤหบดพี รอ มอุบาสก ๕๐๐ จัก มาไหวจ ะเกดิ ฝนดอกไมท พิ ย ๕ สี ตกโดยประมาณเพยี งเขา ในบรเิ วณประมาณ ๘ กรสี (ระยะ ๕๐๐ เมตร) ชาวเมืองเมื่อไดฟ ง ขา วน้นั แลว กลา วกันวา ไดย ินวา จิตตคฤหบดี ผูมีบุญมากถึงอยางน้ัน จะมาถวายบังคมพระพุทธเจาในวันน้ี เขาวาปาฏิหาริยอยางนี้ จะเกิดข้ึน พวกเราจะไดเห็นผูมีบุญมากน้ัน ดังน้ีแลว ไดถือเอาเคร่ืองบรรณาการไป ยืนอยสู องขา งทาง 122

ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 123 เมื่อท่ีจิตตะมาใกลวิหาร ภิกษุ ๕๐๐ รูปเดินถึงกอน จิตตะจึงใหพวก อุบาสิกาเดินตามหลัง สวนตนกับอุบาสก ๕๐๐ ไดไปสูสํานักของพระพุทธเจา ทามกลางสายตาของมหาชนทั้งหลายผูมาเขาเฝาของพระพุทธเจา จิตตคฤหบดีเขาไป ภายในพทุ ธรศั มมี วี รรณะ ๖ กราบทพ่ี ระบาททง้ั สอง ในขณะนน้ั ฝนดอกไมท พิ ยต กลงมา มหาชนเปลง เสียงสาธกุ ารขึน้ พรอ มกัน พระพุทธเจาจึงตรัสสฬายตนวิภงั ค จติ ตคฤหบดอี ยใู นสาํ นกั ของพระพทุ ธเจา ประมาณหนงึ่ เดอื น ถวายทานใหญ โดยไมต องหยบิ อะไรจากเกวียนเลย ใชของที่ไดจากเทวดาและมนุษยท งั้ หลายใหมาใน ระหวางทางเทานั้น คร้ันจติ ตอุบาสกกบั มหาชน ๓,๐๐๐ คน ซ่ึงมาพรอ มกับตนเดนิ ทางกลับดวย เกวยี นเปลา เหลา เทวดากไ็ ดเ นรมติ รตั นะ ๗ ประการ บรรจุเตม็ เกวยี นนน้ั อีก ในคร้นั น้นั พระพทุ ธเจา ตรสั วา อานนท สกั การะยอ มเกดิ แกค ฤหบดีไดทุกที่ เพราะอบุ าสกนน้ั เปน ผมู ศี รทั ธา และมศี ลี บรบิ รู ณ พรอ มกบั ตรสั พระคาถาวา ผมู ศี รทั ธา สมบรู ณด ว ยศลี เพยี บพรอ มดว ยยศและโภคะ อยใู นประเทศใดๆ ยอมเปน ผูท่ีเขาบูชา แลว ในประเทศนัน้ ๆ ทีเดยี ว ๒๓. ธัมมกิ อุบาสก เมอื งสาวตั ถี มอี บุ าสกผปู ฏบิ ตั ธิ รรมประมาณ ๕๐๐ คน บรรดาอบุ าสกเหลา นน้ั คนหนง่ึ ๆ มอี บุ าสกเปน บรวิ ารคนละ ๕๐๐ คน อบุ าสกทเี่ ปน หวั หนา แหง อบุ าสกเหลา นน้ั มีบุตร ๗ คน ธิดา ๗ คน บรรดาบุตร และธิดาเหลาน้ัน คนหน่ึงๆ มีสลากยาคู สลากภัต ปกขิกภัต สังฆภัต อุโปสถิกภัต อาคันตุกภัต วัสสาวาสิกภัตอยางละท่ี ชนเหลานน้ั ไดช ื่อวา อนุชาตบุตรดว ยกนั ทงั้ หมด สลากยาคเู ปนตน ๑ ท่ี คือของบตุ ร ๑๔ คน ของภรรยาหนง่ึ ของอุบาสกหนึ่ง ยอมเปนไปอยางน้ี เขาพรอมดวยบุตรและภรรยาไดเปนผูมีศีล มีกัลยาณธรรม มีความยินดีในการใหทาน ตอมาโรคเกิดข้ึนกับเขาอายุสังขารก็เส่ือมลง เขาอยากจะ ฟงธรรม จึงสงคนไปสํานักของพระพุทธเจาเพ่ือกราบทูลวา ขอพระองคโปรดสงภิกษุ ๘ รปู หรอื ๑๖ รปู ประทานแกขาพระองคเถิด พระศาสดาทรงสง ภกิ ษทุ ง้ั หลายไป โดยแสดงสตปิ ฏ ฐานสตู รแกธ มั มกิ อบุ าสก สวดสาธยายเร่ืองสติปฏฐานท่ีแสดงเก่ียวกับการพิจารณาตามเห็นกายในกาย เวทนา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 123

124 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แลวก็ช้ีบอกหนทางสายกลาง อันเปนทางสายเอก ซ่ึงเรียกวาเอกายนมรรคเปนเสนทางแหงความบริสุทธ์ิไปสูนิพพาน ในขณะที่พระภิกษุ กําลงั สวดสาธยายอยูน ัน้ มชี าวสวรรคท ง้ั ๖ ช้นั ประดับเครอื่ งทรงอนั เปน ทิพย พรอ ม ราชรถมารอ อยู เชอ้ื เชิญธมั มกิ อุบาสกใหไปเปน สหายของตน จะพาไปยงั เทวโลกช้ันที่ อยขู องพวกเขา ทา นจงละภาชนะดนิ แลว ถอื เอาภาชนะทองคาํ เถดิ มาอยรู ว มกบั ขา พเจา ท่สี วรรคช้นั น้เี ถดิ ชาวสวรรคทกุ ชนั้ ตางกเ็ ชอ้ื เชญิ เขาใหเปน สหายในชัน้ ของตนๆ ธัมมิกอุบาสก เปนผูเคารพในธรรมเมื่อกําลังฟงธรรมอยู ก็ไมอยากให การฟงธรรมหยุดชะงักไป จึงกลาวกับเทวดาวา ขอทานจงรอกอนๆ เหลาภิกษุท่ีสวด สาธยายธรรมอยู เขาใจวาอุบาสกใหห ยดุ กอน จึงหยุดและปรึกษากันวา คงไมใชโอกาส เหมาะในการสาธยายธรรม ลกุ จากอาสนะแลว เดนิ ทางกลบั วดั ฝา ยบตุ รและธดิ าของเขา นึกวา พอหามพระสวดมนตก็รูสึกเสียใจวา เมื่อกอน พอของเราเปนผูไมอิ่มในธรรม แตขณะน้ีถูกทุกขเวทนาครอบงํา จนกระทั่งเพอหามพระสวดมนต ตางก็รองไหเสียใจ พอเวลาผานไปสักครูหนง่ึ อุบาสกก็ถามลกู ๆ วา พระคุณเจา ไปไหนหมด ลูกๆ บอกวา พอนิมนตพระมาแลว ก็หามพระสวดมนตเสียเอง พระทาน จงึ กลบั วดั หมดแลว ธมั มกิ ะจงึ วา พอ ไมไ ดพ ดู กบั พระแตพ อ พดู กบั เทวดา เขาเอาราชรถ มาเชญิ ใหพ อ กลบั วมิ าน พอ จงึ บอกใหเ ขารอกอ น พอ จะฟง ธรรม ลกู ๆ วา เทวดาอยทู ไ่ี หน พอบอกใหลูกเอาดอกไมมารอยเปนพวงมาลัย แลวถามลูกตอวา ลูกคิดวาสวรรค ชน้ั ไหนนา รื่นรมยละ ลูกๆ กบ็ อกวา ชัน้ ดสุ ติ ซิพอ เพราะเปนที่ประทับของพระโพธสิ ตั ว ทุกพระองค ของพุทธมารดา และของพุทธบิดาเปนที่รื่นรมย ธัมมิกะจึงบอกวา ถาอยางนน้ั จงอธษิ ฐานจิตไปท่เี ทวดาชั้นดุสิตแลวโยนพวงมาลัยขนึ้ ไปบนอากาศ ลูกๆ โยนพวงมาลัยขึ้นไป พวงมาลัยไปคลองกับแอกราชรถช้ันดุสิต ลูกๆ มองไมเห็นราชรถเห็นแตพวงมาลัยลอยอยูในอากาศ แตธัมมิกะอุบาสกเห็นคนเดียว จึงบอกวาลูกเห็นพวงมาลัยดอกไมท่ีลอยอยูนั้นไหม ลูกๆ ก็บอกวาเห็นแตดอกไม ไมเ หน็ รถ ฝา ยพอ จงึ วา ขณะนพี้ วงดอกไมน น้ั ไดห อ ยอยทู ร่ี าชรถซงึ่ มาจากชน้ั ดสุ ติ แลว พอจะไปอยูภพดุสิต พวกเจาอยาไดวิตกไปเลย ถาพวกเจามีความปรารถนาจะไปอยู กบั พอ จงหม่นั ทําบญุ ใหม ากๆ อยางทีพ่ อไดท าํ ไวแ ลว เถิด ธัมมิกอุบาสก กลาวเสร็จก็ไดทํากาละคือถึงแกกรรมลงในเวลาน้ัน ละจาก อัตภาพมนุษยไปเปนเทพบุตรมีกายทิพยท่ีสวยงาม สวางใสน่ังอยูบนราชรถซึ่งมาจาก 124

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 125 ชั้นดุสิต เหลาเทวดาก็นําเขาไปสูวิมาน มีความอลังการสวยงามมากเต็มไปดวยบริวาร เหลา บรวิ ารทแี่ วดลอ มธมั มกิ เทพบตุ ร ตา งปลมื้ ปต ดิ ใี จทน่ี ายของตนกลบั มาสวู มิ านอยา ง ผูมีชยั ชนะ เต็มเปยมดว ยบญุ บารมตี า งอนุโมทนาตอ ธมั มกิ อุบาสกทีไ่ ดท ําบญุ ไวดีแลว พระพุทธเจา ตรัสถามภิกษุทั้งหลายเหลานั้น ท่ีมาถึงวิหารแลววา ภิกษุ ทั้งหลาย อุบาสกไดฟ ง ธรรมเทศนาแลวหรือภกิ ษเุ หลา นั้นกราบทูลวา ฟงแลว พระเจาขา แตอุบาสกน้ัน ไดหามเสียในระหวางสวดสาธยายอยูวา ขอทา นจงรอกอ น ลาํ ดบั นนั้ บตุ รและธดิ าของอบุ าสกครา่ํ ครวญกนั แลว พวกขา พระองค ปรกึ ษากนั วา บดั นี้ ไมใชโอกาสจึงลุกจากอาสนะ พระพุทธเจาตรัสวา ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้น หาไดกลาวกับพวกเธอไม ก็เทวดาประดับรถ ๖ คัน นํามาจากเทวโลก ๖ ชั้น เช้ือเชิญอุบาสกนั้นแลว อุบาสก ไมปรารถนาจะทําอันตรายตอการแสดงธรรม จึงกลาวกับเทวดาเหลานั้น พวกภิกษุ ทลู ถามวา บดั น้ี เขาเกิด ณ ท่ีไหน ทรงตอบวา ในภพชอ่ื วา ดุสิต พวกภกิ ษุทลู ถาม ตอไปวา อุบาสกนั้นเที่ยวช่ืนชมในทามกลางญาติในโลกน้ีแลวเกิดในฐานะเปนท่ีชื่นชม อกี หรือ พระเจา ขา พระพทุ ธเจา ตรสั วา ภกิ ษทุ งั้ หลาย คนผไู มป ระมาทแลว ทง้ั หลาย เปน คฤหสั ถ ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ยอมบันเทิงในที่ท้ังปวงทีเดียว ดังน้ีแลวตรัสพระคาถาน้ีวา ผูทําบุญไวแลว ยอมบันเทิงในโลกนี้ ละจากโลกน้ีไปแลว ยอมบันเทิงในโลกท้ังสอง เขาเห็นความหมดจดแหง กรรมของตน ยอมบันเทงิ เขายอมรืน่ เริง ๒๔. วิสาขามหาอบุ าสกิ า นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แควนอังคะ บิดาชื่อ ธนัญชยั มารดาชอ่ื สมุ นาเทวี และปูช อื่ เมณฑกเศรษฐี ในวัยเด็กวสิ าขาเปน ท่ีรักดจุ แกวตาดวงใจของเมณฑกเศรษฐผี เู ปน ปู เมณฑกเศรษฐีเม่ือทราบวา พระพทุ ธเจาพรอ มภกิ ษสุ งฆจาํ นวนมากจะเสด็จ มาสเู มอื งภทั ทยิ ะ จงึ ใหน างวสิ าขาพรอ มบรวิ ารไปรอรบั เสดจ็ ฝา ยนางวสิ าขาและบรวิ าร เมอื่ ไดฟ ง เทศนาธรรมทพ่ี ระพทุ ธองคต รสั แสดง แลว กไ็ ดบ รรลธุ รรมชนั้ โสดาบนั ดว ยกนั ทั้งหมด สวนเมณฑกเศรษฐีภายหลงั เม่อื ไดเขา ไปเฝา และฟงธรรมท่ีพระพุทธองคต รัส แสดง กไ็ ดบ รรลธุ รรมชนั้ โสดาบนั เชน เดยี วกนั โดยกราบทลู อาราธนาพระพทุ ธเจา พรอ ม คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 125

126 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ภกิ ษุสงฆไปรบั บิณฑบาตท่บี านของตน ตลอด ๑๕ วัน ที่ประทบั อยูในเมอื งภัททยิ ะ พระเจา ปเสนทโิ กศลแหง เมอื งสาวตั ถแี ละพระเจา พมิ พสิ ารแหง เมอื งราชคฤห มีความเกี่ยวดองกันที่ตางไดภคินี (นองสาว) ของกันและกันมาเปนพระมเหสี แตเนื่องจากในเมืองสาวัตถีไมมีเศรษฐีตระกูลใหญๆ ที่มีทรัพยสมบัติมาก และทรง เห็นวาในเมอื งราชคฤหน ้นั มเี ศรษฐีผมู ที รัพยม ากอยูถ งึ ๕ ตระกูล พระเจา ปเสนทโิ กศล จึงเสด็จไปยังเมืองราชคฤห เขาเฝาพระเจาพิมพิสาร ขอพระราชทานตระกูลเศรษฐี ในเมืองราชคฤหใหไปอยูเมืองสาวัตถีสักตระกูลหน่ึง พระเจาพิมพิสารทรงดําริวา การยายตระกูลใหญๆ เพียงหน่ึงตระกูล เสมือนกับแผนดินทรุดแตเพ่ือรักษา สมั พนั ธไมตรตี อ กนั ไว เมอ่ื ทรงปรกึ ษากบั อาํ มาตยท ง้ั หลายแลว ตา งเหน็ พอ งตอ งกนั วา สมควรยกตระกลู ธนญั ชยั เศรษฐใี หไปอยสู าวัตถกี บั พระเจา ปเสนทิโกศล ฝายธนัญชัยเศรษฐี ใหจัดขนยายทรัพยสมบัติพรอมท้ังสัตวเล้ียงเดินทาง สูนครสาวัตถีพรอมกับพระเจาปเสนทิโกศล เมื่อเขาเขตสาวัตถีแลว ขณะพักแรมใน ระหวางทางกอนเขาเมือง เขาเห็นวา ภูมิประเทศแถวนั้นเปนชัยภูมิเหมาะสมดี อีกท้ัง ตนเองมีบริวารติดตามมาจํานวนมาก ถาจะไปตั้งบานเรือนภายในเมืองอาจคับแคบ ไมสะดวก โดยพระเจาปเสนทิโกศลโปรดพระราชทานอนุญาตใหกอตั้งบานเรือนข้ึน ณ ที่นนั้ และช่อื เมอื งใหมวา สาเกต ต้ังอยูหางจากนครสาวตั ถปี ระมาณ ๗ โยชน ในเมืองสาวัตถี มีเศรษฐีตระกูลหน่ึง ชื่อมิคารเศรษฐี มีบุตรชายชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร บิดามารดาตองการใหเขาแตงงานเพ่ือสืบทอดวงศตระกูลตอไป แตปุณณวัฒนะไมอยากจะมีครอบครัว พอบิดามารดารบเรามากข้ึนจึงหาอุบายเล่ียง โดยบอกแกบิดามารดาวา ถาไดหญิงสาวที่มีความงามครบท้ัง ๕ อยาง (ที่เรียกวา เบญจกลั ยาณี ๕ ) จึงจะยอมแตงงานมคี รอบครวั เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี ๕ อยาง ประกอบดวย ๑. ผมงาม คอื หญงิ ทมี่ ผี มยาวถงึ สะเอวแลว ปลายผมงอนขนึ้ (เกสากลยฺ าณ)ี ๒. เนือ้ งาม คอื หญงิ ทม่ี ีรมิ ฝป ากแดงดุจผลตําลงึ สุกและเรียบชดิ สนทิ ดี (มสํ กลฺยาณ)ี ๓. กระดูกงาม คือหญิงที่มฟี น สีขาวประดุจสังขแ ละเรยี บเสมอกนั (อฏ กิ ลฺยาณ)ี 126

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 127 ๔. ผิวงาม คอื หญงิ ทม่ี ีผวิ งามละเอียด ถาดาํ กด็ าํ ดังดอกบัวเขียว ถาขาวก็ ขาวดังดอกกรรณิกา (ฉวกิ ลยฺ าณ)ี ๕. วยั งาม คอื หญงิ ที่แมจ ะคลอดบตุ รถงึ ๑๐ ครง้ั ยงั คงสภาพรา งกายสวย ดจุ คลอดคร้งั เดียว (วยกลยฺ าณ)ี บิดามารดา จึงใหเชิญพราหมณผูเชี่ยวชาญในดานอิตถีลักษณะมาถามวา หญิงผูมีความงามเชนนี้มีหรือไม เมื่อทราบวามี จึงขอใหพราหมณไปเท่ียวแสวงหา พรอ มกับมอบพวงมาลยั และเครอื่ งทองหม้นั ไปดวย พวกพราหมณไปเท่ียวแสวงหาหญิงสาวในทุกท่ัวทั้งเมืองนอยใหญ จน กระทั่งมาถึงเมืองสาเกต จงึ ไดพบวิสาขากับหญงิ บรวิ ารที่ทาน้าํ แหง หนงึ่ นางมีลกั ษณะ ภายนอกถูกตองตามตําราอิตถีลักษณะ ๔ ขาดอีกอยางเดียว แตขณะน้ัน ปรากฏมี ฝนตกลงมาอยา งหนกั หญงิ สาวบรวิ ารทงั้ หลายพากนั วงิ่ หลบหนฝี นเขา ไปในศาลาทพี่ กั ฝายนางวิสาขายังคงเดินดวยอาการปกติ ทําใหพราหมณทั้งหลายประหลาดใจมาก ประกอบกับตองการเห็นลักษณะฟนของนางดวย จึงไปถามวา เหตุไฉน เธอจึงไม วิ่งหลบหนีฝนเหมือนกับหญิงสาวคนอ่ืนๆ เลา นางวิสาขาจึงตอบวา ทานพราหมณ ชน ๔ จาํ พวก เมอ่ื วงิ่ แลว จะดไู มง าม ไดแก ๑. พระราชา ผูท รงเครอ่ื งอาภรณพรอ มสรรพ ๒. บรรพชติ ผคู รองผากาสาวพัสตร ๓. สตรี ผชู อ่ื วา เปน หญงิ ทง้ั หลาย (นอกจากจะดไู มง ามแลว อาจเกดิ อบุ ตั เิ หตุ จนเสยี โฉมหรอื พิการได จะทาํ ใหเส่อื มเสยี และหมดคุณคา) ๔. ชางมงคล ท่ีตกแตง แลว ดวยเครอ่ื งอาภรณสําหรบั ชา ง พราหมณเม่ือเห็นปญญาอันเฉลียวฉลาด และคุณสมบัติแหงเบญจกัลยาณี ครบทุกประการ จึงขอใหนางพาไปท่ีบานเพื่อทําการสูขอตอบิดามารดาตามประเพณี และเม่ือทราบวา มีชาติตระกูลและทรัพยสมบัติเสมอกัน (กับตระกูลมิคารเศรษฐี) จงึ สวมพวงมาลยั ทองใหก บั นางวสิ าขาเปน การหมนั้ ไวก อ น และกาํ หนดวนั อาวาหมงคล ในภายหลัง ฝา ยธนัญชยั เศรษฐีใหช างทองทาํ เคร่อื งประดบั ชือ่ มหาลดาปสาธน เพือ่ มอบ ใหแกลูกสาว เปนชุดพิเศษที่ยาวติดตอกันตั้งแตศีรษะจรดปลายเทา มีเครื่องเงินทอง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 127

128 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท และรัตนะอนั มีคาถงึ ๙ โกฏิกหาปณะ คาแรงฝม อื ชางอกี ๑ แสน นอกจากนน้ั ยงั มอบ ทรัพยสินเงินทองของใชตางๆ ทั้งขาทาสบริวารและฝูงโคอีกมาก พรอมกับสงกุฏมพี ผูม คี วามชํานาญดานตางๆ ไปเปน ที่ปรกึ ษาดแู ลประจําตวั อีก ๘ คน กอนที่นางวิสาขาจะไปสูตระกูลของสามี บิดาไดอบรมมารยาทแหงกุลสตรี ผูจะไปสูตระกูลของสามี โดยใหโอวาทเพ่ือแนวทางประพฤติปฏิบัติตน ๑๐ อยาง ประกอบดวย ขอ ท่ี ๑ ไฟในอยา นาํ ออก หมายความวา อยา นําความไมด ขี องพอ ผวั แมผวั และสามีออกไปพดู ใหคนภายนอกฟง ขอ ท่ี ๒ ไฟนอกอยา นาํ เขา หมายความวา เมอื่ คนภายนอกตาํ หนพิ อ ผวั แมผ วั และสามอี ยางไร อยานาํ มาพดู ใหค นในบา นฟง ขอที่ ๓ ควรใหแกคนที่ใหเทาน้ัน หมายความวา ควรใหแกคนท่ียืมของ ไปแลว แลว นํามาสงคนื ขอท่ี ๔ ไมควรใหแกคนที่ไมให หมายความวา ไมควรใหแกคนท่ียืมของ ไปแลว แลว ไมน าํ มาสง คนื ขอ ท่ี ๕ ควรใหท ง้ั แกค นทใี่ หแ ละไมใ ห หมายความวา เมอ่ื ญาตมิ ติ รผยู ากจน มาขอความชวยเหลอื ขอพ่ึงพาอาศยั เมอื่ ใหไปแลว เขาจะใหค ืนหรือไมใ หคนื กค็ วรให ขอท่ี ๖ พึงนั่งใหเปนสุข หมายความวา ไมน่ังในที่กีดขวางพอผัว แมผัว และสามี ขอท่ี ๗ พึงนอนใหเปนสุข หมายความวา ไมควรนอนกอนพอผัวแมผัว และสามี ขอ ท่ี ๘ พงึ บริโภคใหเปนสขุ หมายความวา ควรจัดใหพ อ ผวั แมผวั และสามี บรโิ ภคแลว ตนจึงคอยบริโภคภายหลงั ขอที่ ๙ พงึ บาํ เรอไฟ หมายความวา ใหม ีความสาํ นึกอยูเสมอวา พอ ผัวแม ผัวและสามีเปนเหมือนกองไฟและพญานาคทจี่ ะตอ งบาํ รุงดูแล ขอ ที่ ๑๐ พงึ นอบนอ มเทวดาภายใน หมายความวา ใหม คี วามสาํ นกึ อยเู สมอวา พอผัวแมผวั และสามเี ปนเหมือนเทวดาทจ่ี ะตองใหความนอบนอม เม่ือนางวิสาขาไปอยูในตระกูลสามี เพราะความท่ีเธอเคยไดรับการอบรม ส่ังสอนมาเปนอยางดีต้ังแตวัยเด็ก และมีสติปญญาเฉลียวฉลาด มีน้ําใจดีและเจรจา 128

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 129 ไพเราะใหความเคารพผูท่ีมีวัยสูงกวาตน จึงเปนที่รักใครชอบใจของคนท่ัวไป เวนแต มิคารเศรษฐีบิดาของสามีซึ่งมีจิตฝกใฝในลัทธินักบวชอเจลกชีเปลือยที่นับถือวาเปน พระอรหันต เมื่อนิมนตเขามาบริโภคโภชนาหารที่บาน ก็จะใหคนไปตามนางวิสาขา มาไหวพระอรหันต และชวยจดั เล้ยี งอาหารแกอเจลกชเี ปลือยเหลานน้ั ดวย นางวิสาขาผูเปนอริยบุคคลชั้นโสดาบัน พอไดยินคําวาพระอรหันต รูสึกปติ ยินดีรีบมายังเรือนของมิคารเศรษฐี แตเม่ือไดเห็นอเจลกชีเปลือย ก็ตกใจ กลาววา ผูไมมีความละอายเหลานี้ จะเปนพระอรหันตไมได วันหน่ึง ขณะท่ีมิคารเศรษฐีกําลัง บรโิ ภคอาหารอยู มนี างวสิ าขาปรนนบิ ตั อิ ยใู กลๆ ไดม ภี กิ ษบุ ณิ ฑบาตผา นไปมา หยดุ ยนื ทหี่ นา บา นมคิ ารเศรษฐี นางวสิ าขารวู า เศรษฐแี มจ ะเหน็ ภกิ ษกุ ท็ าํ เปน ไมเ หน็ จงึ กลา ววา นมิ นตทานไปขางหนา กอนเถดิ ทา นเศรษฐกี ําลงั บรโิ ภคของเกาอยู เศรษฐไี ดยินเชน น้ัน โกรธเปนที่สุด หยุดบริโภคอาหารทันที ส่ังใหบริวารขับไลนางวิสาขาออกจากบานไป นางวิสาขาจึงกลา วกบั กุฎมพีทงั้ ๘ เพอื่ ช้ีแจงใหท า นเศรษฐเี ขา ใจ มิคารเศรษฐีฟงคําช้ีแจงของลูกสะใภก็หายโกรธเคือง และอนุญาตใหนิมนต พระพทุ ธเจา พรอ มภกิ ษทุ งั้ หลายมารบั บณิ ฑบาตทบี่ า นของตนได ฝา ยพวกนกั บวชชเี ปลอื ย รูวาพระศาสดาเสด็จไปยังเรือนของมิคารเศรษฐีจึงรีบไปน่ังลอมเรือนไว ไมใหมิคาร เศรษฐีไปถวายภัตตาหารแกพระศาสดา คร้ันเสร็จภัตกิจแลว นางวิสาขาใหคนไป เชิญพอผัวมาฟงธรรม ทานเศรษฐีคิดวา ถาไมไปคราวน้ี คงไมสมควรอยางย่ิง ฝายพวกอาชีวกเม่ือเห็นวา หามมิคารเศรษฐีไวไมไดแลว จึงกลาวกับเศรษฐีวา เม่ือทา นไปฟง ธรรมของสมณโคดม จงน่ังฟงอยูภายนอกมาน แลวรบี พากนั ลว งหนา ไป จดั แจงก้นั มา นไว เศรษฐไี ปถงึ จงึ ไดน ัง่ ภายนอกมาน พระศาสดา ตรัสวา “ทาน จะนั่งนอกมานก็ตาม ท่ีฝาเรือนคนอ่ืน ก็ตาม ฟากภูเขาหินโนน ฟากจักรวาลโนนก็ตาม เราช่ือวาเปนพระพุทธเจา ยอมอาจยังทาน ใหไดยนิ เสยี งของเราได” ดงั นี้แลว ตรัสแสดงอนุปุพพีกถา ธรรมดาวา เมอื่ พระพทุ ธเจา ทรงเทศนาธรรมอยู ชนผยู นื อยขู า งหนา ขา งหลงั ก็ตาม อยูเลยรอยจักรวาล พนั จกั รวาลกต็ าม อยใู นภพอกนิษฐก็ตาม ยอ มกลาวกันวา พระศาสดาทอดพระเนตรดูเราอยูคนเดียว ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว แทจริง พระศาสดาเปนดุจทอดพระเนตรดูคนน้ันๆ และเปนดุจตรัสกับคนน้ันๆ โดยเจาะจง สมนยั ที่วา พระพทุ ธเจา ท้งั หลายอปุ มาดงั ดวงจนั ทร ยอ มปรากฏเหมือนประทับยืนอยู คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 129


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook